สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 196 196 อัตราเงินเดือนและค่าตอบแทน อัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิ อัตราเงินเดือน
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 197 197 การเลื่อนและแต่งตั้งในระดับที่สูงขึ้น ตำแหน่งประเภทวิชาการ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 198 198 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายจัดตั้ง และกฎหมายกระจายอำนาจ ผู้บรรยาย อ.ธณาวุธ เหล่าเจริญพาณิชย์ วันที่ ๕ ธันวาคม 2566 เวลา ๑๓.00-1๖.00น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวรุจิราสุริวงค์วิชาการกลุ่ม ๔ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ 1. การปกครองท้องถิ่น แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น - ลดปัญหา เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาล เพื่อให้เกิดความทั่วถึงในการให้บริการสาธารณะ และแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของประชาชน - กระจายการพัฒนา การปกครองท้องถิ่นยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกลไก ในการกระจาย ทรัพยากร การพัฒนาของรัฐไปสู่ชนบทได้อย่างมีปะสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีการ กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่และมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง - ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในหลักการ รูปแบบของการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยในเบื้องต้น เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ตนเองไม่ว่า จะโดยการเลือกตั้ง การสมัครรับเลือกตั้ง หรือการตรวจสอบการกำกับ ดูแล การปฏิบัติหน้าที่ของสภาท้องถิ่น หรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งจะมีผลให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบการปกครองในระดับประเทศ ทำได้เท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ลักษณะเด่น : การกระจายอำนาจการปกครองเน้นการ มีส่วนร่วมของประชาชน โดย ผู้บริหารและสมาชิก มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และรูปแบบการปกครองในพื้นที่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของประชาชน รูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1) ทั่วไป - อบจ. - เทศบาล (ทน. ทม. และ ทต.) - อบต. 2) พิเศษ -กทม. -เมืองพัทยา โครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1) ฝ่ายบริหาร 2) สภาท้องถิ่น
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 199 199 ๒. การบริหารงานองค์กรตามกฎหมาย หลักการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1) การบริหารงานโดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น 2) การบริหารงานโดยผู้บริหารที่มาจาก ประชาชนในท้องถิ่น 3) การบริหารงานตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น 4) การบริหารงานโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม 5) การบริหารงานโดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1) การกำหนดนโยบายและแผนการบริหารท้องถิ่น 2) การจัดองค์กรท้องถิ่น 3) การบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4) การบริหารการคลังท้องถิ่น 5) การควบคุมตรวจสอบการบริหารท้องถิ่น 3. โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบฝ่ายสภากับฝ่ายบริหาร 1) ฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการภายใน และจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ฝ่ายสภาท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการ ทำงานของ ฝ่ายบริหาร และทำหน้าที่ในการออกกฎหมายในระดับท้องถิ่น ภารกิจตามกฎหมาย ๑) กฎหมายทั่วไป - พ.ร.บ. องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด - พ.ร.บ. เทศบาล - พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ๒) กฎหมายเฉพาะ - พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร - พ.ร.บ. ขุดดินถมดิน - พ.ร.บ. หอพัก - พ.ร.บ. การสาธารณสุข - พ.รบ. รักษาความสะอาดฯ - พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง - พ.ร.บ. การจัดระเบียบการจอดรถฯ - พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตฯ - พ.ร.บ. ผังเมือง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 200 200 ๓) กฎหมายกระจายอำนาจ ตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ภารกิจที่จะต้อง ถ่ายโอน ๖ ด้าน จำนวน ๒๔๕ ภารกิจ - การทะเบียนพาณิชย์ - ถ่ายโอนถนนทางหลวง - สถานีขนส่ง - รพ.สต. (๔๔ แห่ง) - นมโรงเรียน/อาหารกลางวัน ๔) ตามนโยบาย รัฐบาล (ครม./กระทรวงมหาดไทย) - การใช้จ่ายเงินสะสม - การใช้น้ำยางพาราทำถนน - การบริหารจัดการขยะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - ภารกิจตามนโยบายของผู้บริหาร - ภารกิจตามความต้องการของประชาชน ๔. ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น 1) ราชการส่วนกลาง เป็นจุดตั้งต้นในการกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายเป้าหมายในระดับชาติ มีบทบาท เป็นผู้ควบคุมกำกับกำหนดกฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ ปฏิบัติงานด้านการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้องค์ ความรู้เชิงลึก สำหรับนำไปใช้ ในการพัฒนาประเทศ 2) ราชการส่วนภูมิภาค ทาหน้าที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของประเทศ สู่การพัฒนาไปยังระดับ จังหวัดอำเภอ ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงภายใน ให้บริการ และแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนและกำกับ ดูแลการปฏิบัติงานให้คำปรึกษา สนับสนุน ช่วยเหลือ พัฒนาบุคลากรองค์กรส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติภารกิจระดับ ภาคพื้นที่ 3) ทำหน้าที่จัดทำและให้บริการสาธารณะกับประชาชน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การจัด ระเบียบชุมชน การป้องกันอาชญากรรม การจัดการศึกษาในบางระดับกีฬา นันทนาการ งานประเพณี และ วัฒนธรรม คุ้มครองดูแลรักษา ที่สาธารณะ บริการสาธารณสุข ดูแลผู้สูงอายุ รับถ่ายโอนภารกิจจากราชกลาง ส่วนภูมิภาคในกรณีที่มีความพร้อม เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 201 201 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา กฎหมายการจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ผู้บรรยาย อ.ธณาวุธ เหล่าเจริญพาณิชย์ วันที่ ๕ ธันวาคม 2566 เวลา ๑๖.00-1๙.00น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวรุจิราสุริวงค์วิชาการกลุ่ม ๔ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ พระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎกระทรวงที่ เกี่ยวข้อง มีสาระสำคัญดังนี้ ๑. ขอบเขตการบังคับใช้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่ใช้บังคับกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เว้นแต่ เทศบาลตำบล และองค์การบริหาร ส่วนตำบล ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ตามมาตรา ๔๗ และมาตรา ๕๘ ซึ่งหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะนำกฎหมายว่าด้วย การจัดระเบียบ การจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้บังคับกับเทศบาลตำบลและองค์การบริหาร ส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๖๓๙ โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข กล่าวคือ เทศบาลตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล นั้น มีรถสัญจรในเขตเทศบาลตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลเฉลี่ยเกินวันละหนึ่งร้อยคัน มีรายได้ต่อปี รวมเงินอุดหนุนไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าล้านบาท และสามารถจัดให้มีเจ้าหน้าที่เพียงพอต่อการบังคับการให้เป็นไป ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือเทศบาลตำบลใดมีพระราชกฤษฎีกาออกตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอด ยานยนตร์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล พ.ศ. ๒๕๐๓ กำหนดให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าว ในเขต เทศบาลตำบลนั้นอยู่แล้วในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเทศบาลตำบลนั้นมีลักษณะ ครบถ้วน แล้วตามที่กล่าวมาข้างต้น และเมื่อเทศบาลตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีลักษณะครบถ้วนแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นและนายอำเภอรับรองข้อมูลและแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบ เมื่อกระทรวงมหาดไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้พระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลใช้บังคับในเทศบาลตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ๒. อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดระเบียบที่จอดรถ โดยกำหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อการ จัดระเบียบการจอดรถ โดยกำหนด ประเภทของรถ จัดให้มีที่จอดรถในทางหลวงหรือในที่สาธารณะ และกำหนดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม โดยกำหนด ระยะเวลาที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม อัตราค่าธรรมเนียม วิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และการยกเว้น ค่าธรรมเนียม โดยอัตราค่าธรรมเนียม ต้องไม่เกินที่กำหนด ในกฎกระทรวง และนอกจากที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นจะมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อการจัดระเบียบการจอดรถในทางหลวงหรือในที่สาธารณะ แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้ดูแลในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจอดรถในกรณีของทางหลวง แผ่นดินและทางหลวงชนบท ที่มีช่วงใดผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหากได้รับมอบหมายจากส่วนราชการที่ มีหน้าที่ดูแลรักษา แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจร ทางบกสามารถ กำหนดข้อบัญญัติเป็นอย่างอื่นเป็นการชั่วคราวได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 202 202 ได้ ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๑๑ สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมจอดรถในที่จอดรถ ค่าใช้จ่ายในการใช้ เครื่องมือบังคับ ไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายในกรณีมีการเคลื่อนย้าย และค่าดูแลรักษารถในเขตองค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมจอดรถในที่จอดรถ ค่าใช้จ่ายใน การใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายในกรณีมีการเคลื่อนย้าย และค่าดูแลรักษารถในเขต องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๔ ๓. หน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยกำหนดบุคคลที่จะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นและรองผู้บริหาร ท้องถิ่น และพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่อื่นขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้ง เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีอำนาจในการจัดระเบียบการ จอดรถ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถในที่จอดรถ และมีอำนาจดำเนินการในกรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยการจอดรถ ในที่ที่มีกฎหมายห้ามจอดรถตามกฎหมายว่าด้วย การจราจรทางบกโดยมีอำนาจสั่งผู้ที่จอดรถเคลื่อนย้ายรถ ออกไปจากที่ดังกล่าว และหากไม่พบผู้ขับขี่รถพนักงาน เจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถหรือ เคลื่อนย้ายรถไปไว้ ณ สถานที่ที่กำหนดไว้และมีอำนาจ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้ เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายในกรณีที่มีการเคลื่อนย้าย และค่าดูแลรักษารถ ตามอัตราที่กำหนดไว้ใน ข้อบัญญัติท้องถิ่นโดยต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง นอกจากนี้ผู้บริหารท้องถิ่นและรองผู้บริหาร ท้องถิ่นมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนและเปรียบเทียบได้ตามกฎหมาย ว่าด้วยการจราจรทางบกเช่นเดียวกับ พนักงานสอบสวน หรือจะส่งให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาดำเนินการ เปรียบเทียบก็ได้ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ และตามมาตรา ๙ ๔. การมอบให้เอกชนจัดเก็บค่าธรรมเนียมแทน โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐ ซึ่งหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขในการมอบให้เอกชนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดไว้ใน กฎกระทรวงการมอบให้เอกชน ทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข กล่าวคือโดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้ เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม จอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จะต้องเป็นกรณีที่การมอบ ให้เอกชนทำหน้าที่ดังกล่าว จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์หรือ ผลตอบแทนมากกว่าดำเนินการเอง โดยหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำห นดจะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการและเงื่อนไข เช่น ขอบเขตหรือพื้นที่ที่จะมอบ ให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมแทน หลักเกณฑ์การเปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติสามารถเข้ายื่น ข้อเสนอได้อย่างกว้างขวาง คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ยื่นข้อเสนอต้องไม่มีลักษณะเป็นการกีดกัน การแข่งขันโดยเสรีประโยชน์หรือผลตอบแทนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสงค์จะได้รับหรือที่ผู้ยื่น ข้อเสนอจะมอบให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และรายละเอียดของวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้ยื่นข้อเสนอประสงค์จะดำเนินการ รวมถึงระยะเวลาการมอบให้เอกชนทำ หน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม จอดรถแทน นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำสัญญาซึ่งอย่าง น้อยต้องมีข้อสัญญาเกี่ยวกับ การวางประกันในการปฏิบัติการตามสัญญา เหตุแห่งการเลิกสัญญา เบี้ยปรับ และสาระสำคัญอื่น ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมกันกำหนด และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องตราข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำหนดอัตราและวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมให้
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 203 203 สอดคล้องกับการมอบให้ เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง รวมถึง การเผยแพร่ สัญญานี้ให้เผยแพร่สัญญาในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้น 5. ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถใน เขตองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องจากในกฎกระทรวงไม่ได้กำหนดวิธีการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียม ดังนั้น วิธีการการจัดเก็บที่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นเคยจัดเก็บมาคือการใช้บุคคลในการจัดเก็บ ซึ่งการใช้บุคคลในการจัดเก็บ จะมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องความแม่นยำของระยะเวลาในการจอดรถ เนื่องจากไม่มีเครื่องมือที่เป็น มาตรฐานในการจับเวลาตั้งแต่ระยะเวลาเริ่มต้นจนถึงเวลาสิ้นสุดการจอด อาจทำ ให้เวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ในการจอดรถระหว่างเวลาจอดจริงกับเวลาที่ถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมแตกต่างกันได้ จึงเกิดเป็นช่องว่างในการ จัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งผลให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมที่น้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้น จึงอาจมีวิธีการอื่นในการ จัดเก็บซึ่งอาจใช้เครื่องอัตโนมัติแทนการใช้แรงงานคน 6. สรุป ปัญหาการจราจรที่ติดขัดซึ่งมีสาเหตุมาจากการมีปริมาณรถที่มีจำนวนมากหรือการ จอดรถที่ไม่เป็นระเบียบ ในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญคือ พระราชบัญญัตินี้ มีขอบเขตการใช้บังคับกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่ใช้บังคับกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เว้นแต่ เทศบาลตำบล และ องค์การบริหารส่วนตำบล ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกฎกระทรวง ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะนำกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบการจอดรถ ใน เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้บังคับกับเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๖๓ ใน ส่วนของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้มีอำนาจในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อจัดระเบียบที่จอดรถ และกำหนดเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมจอดรถในที่จอด รถ ค่าใช้จ่าย ในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายในกรณีมีการเคลื่อนย้าย และค่าดูแล รักษารถ ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมจอดรถในที่ จอดรถ ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายในกรณีมีการเคลื่อนย้าย และค่า ดูแลรักษารถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๔ และกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่และ อำนาจในการจัดระเบียบที่จอดรถ เก็บค่าธรรมเนียม และมีอำนาจดำเนินการกับผู้จอดรถในที่ที่มีกฎหมายว่า ด้วย การจราจรทางบกกำหนดห้ามจอด รวมถึงการที่ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบให้เอกชน จัดเก็บ ค่าธรรมเนียมแทนโดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงการมอบให้ เอกชน ทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งจะก่อให้เกิด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่บ้านเมือง ไม่มีการจอดรถซ้อนคัน มีการจอดรถในที่กำหนด ทำให้ไม่เกิดปัญหา จราจร ติดขัด ประชาชนเดินทางสะดวกและทันเวลานัดหมาย ไม่มีปัญหาต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียม การจอดรถที่ตกแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำให้เกิดรายได้เพื่อนำมาพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 204 204 คู่มือ การดำเนินการทางวินัย โดย หล ั กส ู ตรน ิ ตก ิ ร ร ุ ่ นท ี ่ 50 สถาบ ั นพ ั ฒนาบ ุ คลากรทอ ้ งถน ิ ่
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 205 205 วิธีก่อนการดำเนินการทางวินัย (ข้อ ๒๔) ๑. การสอบข้อเท็จจริงที่มิใช่การดำเนินการทางวินัย เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายเหตุผลจากการสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ไม่สามารถลงโทษกรณีพบว่าเป็นความผิดวินัยอย่าง ไม่ร้ายแรงได้ทันที ต้องไปแต่งตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีกที ๒. การสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นโดยแต่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือ กรรมการสอบสวน ข้อเท็จจริงหรือกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักเกณฑ์ ๑. มีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาโดยยังไม่มีพยานหลักฐาน หรือ ๒. มีกรณีสงสัยว่าพนักงานส่วนท้องถิ่นผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐาน เฉพาะกรณีดังนี้ (๑) ไม่ระบุชื่อผู้กล่าวหา หรือ ไม่ลงลายมือชื่อผู้กล่าวหา แต่ระบุชื่อหรือตำแหน่งผู้ถูก กล่าวหา หรือข้อเท็จจริงเพียงพอว่ากล่าวหาผู้ใด และข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เพียงพอที่จะสืบสวนต่อไป (๒) มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ปรากฎต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นที่สงสัยว่าพนักงานส่วน ท้องถิ่นผู้ใดกระทำผิดวินัย โดยมีพยานหลักฐานเพียงพอจะสืบสวนต่อไปได้ หมายเหตุ เมื่อแจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐานและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแล้ว หากเป็น ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงสามารถสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีกได้
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 206 206 โทษทางวินัย โทษทางวินัยมี ๕ สถาน คือ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตัดเงินเดือน (แก้ไขล่าสุด ๒%หรือ๔% จำนวน ๑ - ๓เดือน) (๓) ลดขั้นเงินเดือนหรือลดเงินเดือน (แก้ไขล่าสุด) (๔) ปลดออก (๕) ไล่ออก ประเภทของวินัย (ข้อ ๒๕) ๑. วินัยอย่างไม่ร้ายแรง โดยมีโทษ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตัดเงินเดือน( ๒% หรือ ๔% เป็นเวลา ๑ – ๓ เดือน) (๓) ลดขั้นเงินเดือนหรือลดเงินเดือน ๒. วินัยอย่างร้ายแรง โดยมีโทษ (๔) ปลดออก (๕) ไล่ออก
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 207 207 การดำเนินการทางวินัย (ข้อ ๒๖) กรณีกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการตามที่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นสมควร ๑. มอบหมายให้พนักงานส่วนท้องถิ่นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาสอบสวนแทน หรือ ๒. แต่งตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรง หมายเหตุ ต้องแจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง กรณีกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ๑. ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำนวนอย่างน้อย ๓ คน ๒. คณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งจากพนักงานส่วนท้องถิ่นในสังกัดกรณีมีเหตุผลความจำเป็นหรือเพื่อ ประโยชน์ในการสอบสวนพิจารณาหรือเพื่อความยุติธรรม อาจแต่งตั้งจาก (๑) พนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น (๒) ข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับความยินยอมจากต้นสังกัด หมายเหตุ ตำรวจเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน แต่ทหารไม่ใช่ ๓. ประธานกรรมการสอบสวนต้องมีตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบเท่ากับผู้ถูกกล่าวหา ๔. คณะกรรมการสอบสวนอย่างน้อย ๑ คน ต้องมีคุณสมบัติ (๑) ดำรงตำแหน่งนิติกร หรือ (๒) ได้รับปริญญาทางกฎหมาย หรือ (๓) ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย หรือ (๔) มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัย ๕. ให้กรรมการสอบสวนคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ๖. ในกรณีจำเป็นให้มีผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกรรมการสอบสวน โดย (๑) เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น หรือ (๒) เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่น หรือ (๓) เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือ (๔) เป็นลูกจ้างประจำ หรือ (๕) เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 208 208 ๗. หากนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดร่วมกันกับผู้ถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัดมีมติคัดเลือก คณะกรรมการสอบสวนให้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่งตั้งตามมตินั้น ๘. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อ ตำแหน่ง ระดับ ของผู้ถูกกล่าวหา ต้องระบุชื่อ ตำแหน่ง ระดับ ของกรรมการสอบสวนและผู้ช่วยเลขานุการ(ถ้ามี) โดยให้ทำตามแบบ สว. ๑
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 209 209 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน (ข้อ ๒๗) ๑. ขอให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยว ข้อง ส่งผู้แทนหรือบุคคลมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ ๒. เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอก สารและหลักฐานเกี่ยวกับ เรื่องที่ สอบสวน ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงภายหลังจากออกราชการไปแล้ว (ข้อ ๒๘) “ข้อ 28 พนักงานเทศบาลผู้ใดซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตาย มีกรณีถูกกล่าวหาเป็น หนังสือก่อนออกจากราชการว่า ขณะรับราชการได้กระทำหรือละเว้นการกระทำการใดอันเป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง ถ้าเป็นการกล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นหรือต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนหรือตรวจสอบ ตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือเป็นการกล่าวหาของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้อง คดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาก่อนออกจากราชการว่าในขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญา อันมิใช่เป็น ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับราชการหรือความผิดลหุโทษ นายกเทศมนตรีมีอำนาจดำเนินการ สืบสวนหรือพิจารณาดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยัง มิได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกล่าวหา หรือฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญา หลังจาก ที่พนักงานเทศบาลผู้ใดออกจากราชการแล้ว ให้นายกเทศมนตรีมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณา ดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษตามที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้เสมือนว่า ผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ โดยต้องสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ และต้องสั่ง ลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ สำหรับกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามข้อ 46 จะต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ ในกรณีศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ หรือองค์กรพิจารณาอุทธรณ์คำสั่ง ลงโทษทางวินัยหรือองค์กรตรวจสอบรายงานการดำเนินการทางวินัยมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดหรือมีมติให้เพิกถอน คำสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เพราะเหตุกระบวนการดำเนินการทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ นายกเทศมนตรีดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือมีคำวินิจฉัย ถึงที่สุดหรือมีมติ แล้วแต่กรณี การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ถ้าผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า ผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ให้งดโทษ ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับแก่พนักงานเทศบาล ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามข้อ 29
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 210 210 สั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน (ข้อ ๒๙) ๑. ถูกสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ๒. ถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ๓. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัด ๔. การสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ การกันเป็นพยานและการคุ้มครองพยาน (ข้อ ๓๐ - ข้อ ๔๔) การกันเป็นพยาน ๑. ให้ข้อมูลเพื่อดำเนินการกับตัวการสำคัญ ๒. ให้ข้อมูลซึ่งไม่อาจแสวงหาข้อมูลหรือพยานหลักฐานอื่นใด ๓. การกันพยานและการคุ้มครองพยานต้องทำเป็นหนังสือ ๔. การให้ข้อมูลไม่ถือว่าเปิดเผยความลับของทางราชการ ๕. การกันไว้เป็นพยานต้องไม่เกิดจากการ ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระทำอย่างอื่น ๖. คณะกรรมการสอบสวนสามารถขอกันพยานต่อนายกอปท.ได้ ๗. สามารถยกเลิกการกันพยานได้ การคุ้มครองพยาน ๑. ไม่เปิดเผยชื่อหรือข้อมูลของพยาน ๒. ไม่ใช้อำนาจในทางใดๆให้พยานเสียหาย ๓. มิให้พยานถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกข่มขู่ ๔. พยานสามารถขอคุ้มครองเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา ๕. หากผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความคุ้มครองให้ยื่นต่อนายกอปท. ๖. หากจำเป็นเพื่อคุ้มครองพยานนายก อปท.อาจสั่งพยานไปช่วยราชการที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด โดยความสมัครใจของพยาน ๗. หากพยานเห็นว่านายกอปท.ไม่ให้การคุ้มครองให้ยื่นต่อก.จังหวัด ๘. กรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นคู่กรณีกับนายก อปท. ให้ก.จังหวัดพิจารณาคุ้มครองพยาน
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 211 211 ความผิดประกฎชัดแจ้ง (ข้อ ๔๕ - ข้อ ๔๗) ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง 1. คดีอาญาถึงที่สุดว่ากระทำผิด/นายกเห็นว่าข้อเท็จจริงชัดแล้ว 2. รับสารภาพเป็นหนังสือต่อนายกหรือผู้สืบสวนหรือกรรมการสอบสวน ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง 1. คดีอาญาถึงที่สุดให้จำคุก/ไม่รอลงโทษเว้นประมาท/ลหุโทษ 2. ละทิ้งหน้าที่ติดกันเกิน15 วัน สืบสวนแล้วไม่มีเหตุอันควร 3. สารภาพเป็นหนังสือต่อนายก/ผู้สืบสวน/กรรมการสอบสวน การสอบสวนพิจารณา (ข้อ ๔๘ - ข้อ ๘๓) องค์ประกอบของกรรมการสอบสวนวินัย ๑. กรรมการที่เป็นพนักงานท้องถิ่นประเภทนั้นไม่น้อยกว่า 3 คน ๒. ประธานฯ ต้องมีระดับไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ๓. กรรมการคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ต้อง - จบนิติศาสตร์ หรือ - ผ่านการฝึกอบรมการดำเนินการทางวินัย หรือ - เคยเป็นกรรมการสอบสวนวินัยมาก่อน เมื่อออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ดังนี้ ๑. แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกล่าวหาทราบโดยเร็ว (๑) ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบคำสั่ง (๒) กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่งให้วันเวลาและสถานที่แจ้งคำสั่งพร้อมพยานรู้ เห็นไว้แล้วแจ้งคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ตามที่ปรากฏตามหลักฐาน ของทางราชการ เมื่อล่วงพ้น ๑๕ วันให้ถือว่ารับทราบ ๒. ส่งสำเนาคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนรับทราบ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 212 212 การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสอบสวน ๑. เมื่อประธานกรรมการได้ลงลายมือชื่อ และวันเดือนปีรับทราบคำสั่งแล้ว (ระยะเวลาการ สอบสวนเริ่มนับในวันถัดไปให้นับเป็น ๑) ๒. ให้ประธานกรรมการดำเนินการประชุม (ครั้งแรก) ๓. ประชุมเพื่อวางแนวทางการสอบสวน องค์ประชุมกรรมการสอบสวน (๑) ทุกครั้งต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด (๒) เสียงเท่ากันประธานออกเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด (๓) แต่หากจะแจ้ง สว.๓ และประชุมลงมติทำ สว.๖ ต้องไม่น้อยกว่า ๓ คนด้วย การคัดค้านกรรมการสอบสวน ๑. มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างหนึ่งใด (๑) รู้เห็นเหตุการณ์ (๒) มีประโยชน์ได้เสีย (๓) โกรธเคือง (๔) ญาติผู้กล่าวหา (๕) เหตุเสียความเป็นธรรม ๒. ผู้ถูกกล่าวหายื่นคาคัดค้านเป็นหนังสือต่อนายก อปท.ผู้สั่งแต่งตั้งภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบ คาสั่งแต่งตั้งกรรมการ ๓. เมื่อได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว นายก อปท.ต้องสั่งคาคัดค้านนั้น ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับ หนังสือคัดค้าน ด้วย ๒ วิธี ดังนี้ (๑) สั่งให้ผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน (๒) ยกคำคัดค้าน ๔. คำสั่งของนายก อปท.ที่ยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด ๕. หากนายก อปท.ไม่สั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน (ห้ามนั่งร่วมทำการสอบสวน เพราะเป็นผู้อื่น) ๖. เมื่อนายก อปท.ได้สั่งคำคัดค้านแล้วให้แจ้งผู้คัดค้านทราบด้วย ๗. นายก อปท.ต้องส่งเรื่องการคัดค้านให้กรรมการสอบสวนรวบรวมไว้ในสำนวนโดยเร็ว
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 213 213 นายก อปท.ไม่สั่งคำคัดค้านภายใน ๑๕ วันผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน ๑. ถือว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุรับฟังได้ ๒. การสอบสวนหลังจากนั้นซึ่งมีผู้ถูกคัดค้านร่วมอยู่ด้วยเป็นการไม่ชอบ ๓. หากจะลงโทษวินัยอย่างร้ายแรง จะทำให้การสอบสวนและมติของกรรมการที่ไม่ครบองค์ประชุม เสียไปด้วย ๔. นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีคำสั่งให้ผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการเสียแล้ว ๕. แต่งตั้งผู้อื่นที่เหมาะสมเป็นกรรมการแทนต่อไป ๖. แต่ถ้าจะลงโทษวินัยอย่างไม่ร้ายแรงนายก อปท.สามารถพิจารณาสั่งลงโทษได้ตามควรแก่กรณี คำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน ยกเลิกไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ๑. นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นว่า (๑) มีเหตุอันสมควร หรือ (๒) จำเป็นจะต้องเปลี่ยน เพิ่ม ลด จำนวนกรรมการสอบสวน ๒. ให้สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องแสดงเหตุแห่งการนั้นไว้ด้วย การนับระยะเวลาการสอบสวน ๑. มีกำหนด ๑๒๐ วัน ๒. ขยายได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ๆ ละไม่เกิน ๓๐ วัน เป็น ๖๐ วัน (รวม ๑๘๐ วัน) ๓. เมื่อครบ ๑๘๐ วันแล้ว ให้นายก อปท.รายงาน ก.จังหวัด จำนวนวันขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสมและ เป็นดุลพินิจของ ก.จังหวัด (กรรมการสอบสวนควรระบุด้วยว่าเหลือการรวบรวมพยานหลักฐานใดบ้าง และจะ ใช้เวลากี่วัน เพื่อประกอบการพิจารณา) การอ้างพยานหลักฐาน ๑. ให้กรรมการสอบสวนบันทึกว่าได้มาอย่างไรจากผู้ใด และเมื่อใด ๒. ให้ใช้ต้นฉบับ ๓. หากไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ จะใช้สำเนาที่กรรมการหรือผู้รับผิดชอบรับรองก็ได้ ๔. ถ้าต้นฉบับสูญหายหรือถูกทำลาย จะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 214 214 แจ้ง สว.๑, ๒ และ ๓ ไม่ได้ ต้องทำอย่างไร คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวน (สว.๑) ๑. กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่รับทราบ หรือไม่อาจแจ้งได้ ๒. ให้ส่งสำเนาคาสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ที่ปรากฏ ตามหลักฐานของทางราชการ ๓. เมื่อพ้น ๑๕ วัน นับแต่วันส่ง ถือว่ารับทราบแล้ว แบบการแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา (สว.๒) ๑. กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่รับทราบ หรือไม่มารับทราบ ๒. ให้ทำ สว.๒ เป็น ๓ ฉบับ อีก ๑ ฉบับส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐาน ของทาง ราชการ หรือสถานที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ ๓. เมื่อพ้น ๑๕ วัน นับแต่วันส่ง ถือว่ารับทราบแล้ว (แม้ไม่ได้รับ สว.๒ คืนก็ตาม) แบบสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (สว.๓) ๑. กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่รับทราบ หรือไม่มารับทราบ ๒. ให้ทำ สว.๓ เป็น ๓ ฉบับ อีก ๑ ฉบับส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรับไปยังที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐาน ของทางราชการ หรือสถานที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ ๓. เมื่อพ้น ๑๕ วัน นับแต่วันส่ง ถือว่ารับทราบแล้ว (แม้ไม่ได้รับ สว.๓ คืนก็ตาม)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 215 215 การลงโทษทางวินัย (ข้อ ๘๔ - ข้อ ๘๖) (ข้อ ๘๔) พนักงานเทศบาลผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้นายกเทศมนตรีสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนตามควรแก่กรณี ให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมา ประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สาหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทาผิดวินัยเล็กน้อย หรือมีเหตุอันควรลดหย่อนซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือน ในกรณีกระทาผิดวินัยเล็กน้อย และมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือ ก็ได้กรณีการกระทำในเรื่องเดียวกัน แต่เป็นความผิดวินัยหลายฐานความผิด ให้สั่งลงโทษในสถานโทษที่หนัก ที่สุดเพียงสถานเดียวแห่งการกระทำนั้น นายกเทศมนตรีมีอานาจลงโทษตัดเงินเดือน และลดขั้นเงินเดือนพนักงานเทศบาลตามวรรคหนึ่งได้ ดังนี้ (๑) ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไม่เกิน ๕ % และเป็นเวลาไม่เกิน ๓ เดือน (๒) ลดขั้นเงินเดือนครั้งหนึ่งไม่เกินหนึ่งขั้น (ข้อ ๘๕) ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งตามข้อ ๒๖ วรรคหก หรือนายกเทศมนตรี แล้วแต่ กรณี เห็นว่าพนักงานเทศบาลผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง สมควรลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ให้นายกเทศมนตรีเสนอคณะกรรมการพนักงานเทศบาลเพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการ ดำเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการซึ่งผู้นั้นสังกัดอยู่พิจารณาทาความเห็นเสนอ ถ้ามีเหตุอันควร ลดหย่อนจะนามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลงโทษต่ากว่าปลดออกจากราชการ และเมื่อ คณะกรรมการพนักงานเทศบาลมีมติเป็นประการใด ให้นายกเทศมนตรีสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น ผู้ใดถูกลงโทษปลดออกตามข้อนี้ ให้มีสิทธิได้รับบาเหน็จบานาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 216 216 การรายงานการดำเนินการทางวินัย (ข้อ ๘๗ - ข้อ ๘๙) (ข้อ ๘๗) เมื่อนายกเทศมนตรีได้ดาเนินการทางวินัยแก่พนักงานเทศบาล โดยสั่งลงโทษ หรืองดโทษ ตามข้อ ๘๔ หรือสั่งยุติเรื่องแก่พนักงานเทศบาลผู้ใดแล้ว ให้รายงานไปยังคณะกรรมการพนักงานเทศบาลเพื่อ ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการพิจารณาการดาเนินการทางวินัยและการให้ออกจากราชการตามข้อ ๘๕ วรรคสาม ทาความเห็นเสนอ และคณะกรรมการพนักงานเทศบาลต้องพิจารณามีมติให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่ วันที่เลขานุการคณะกรรมการพนักงานเทศบาลได้รับรายงานการดาเนินการทางวินัยจากนายกเทศมนตรี (ข้อ ๘๙) ในกรณีมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนก่อนวันที่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยอนุโลมจนกว่า จะแล้วเสร็จ ส่วนการพิจารณาสั่งการให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์นี้ พนักงานเทศบาลผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ หรือพนักงานเทศบาล ซึ่งโอนมาจากพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นหรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันโอน มาบรรจุเป็นพนักงานเทศบาล ให้นายกเทศมนตรีดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์นี้ ส่วนการ ดำเนินการเพื่อปรับบทความผิดและการสั่งลงโทษ ให้ดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำผิด กรณีเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอน ก็ให้สืบสวน หรือสอบสวนต่อไปจนแล้วเสร็จ แล้วส่งเรื่องให้นายกเทศมนตรีสังกัดปัจจุบันพิจารณาดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 217 217 ข้อสังเกตและปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย 1. ปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง กรณีไม่มีตำแหน่งนิติกร กรรมการคนอื่นต้องแนบวุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการดำเนินการทางวินัยอย่างน้อย 1 คน หรือหนังสือ แสดงประสบการณ์การสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เช่น คำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง 2. ปัญหาคณะกรรมการสอบสวนไม่สิ้นกระแสความ ยังมีประเด็นข้อสงสัยข้อโต้แย้ง เพราะใช้ระบบ การพิจารณาระบบไต่สวน เมื่อรับฟังคู่ความทั้งสองฝ่ายจึงชั่งน้ำหนักพยานทั้ง 2 ฝ่าย - การรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวน หรือกรรมการสอบสวน อย่างร้ายแรงและไม่ ร้ายแรงต้องเป็นลายลักษณ์อักษรจึงจะเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง 3. ปัญหาเอกสารต้นฉบับจริง และที่มาของเอกสาร เช่น ถ่ายภาพ เทป คำพิพากษาศาล จดหมาย สื่อสาร บันทึกประจำวัน ใบรับรองแพทย์ หรือรายงานชันสูตรบาดแผล หรือร่างกาย ต้องรับรองสำเนาด้วย 4. ปัญหาผู้ถูกลงโทษ รับคำสั่ง ต้องลงวัน เดือน ปี ที่รับทราบ - คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน - การลงโทษ – ต้องไม่เกินกรอบอำนาจ 5. ปัญหาการแจ้งคำสั่งลงโทษมิได้มีหลักฐานการแสดงการใช้สิทธิอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ หรือไม่ ซึ่งต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 6. ปัญหาเกี่ยวกับประวัติของผู้ถูกดำเนินการทางวินัย - เคยถูกลงโทษหรือไม่ - ล้างมลทินหรือไม่ - อภัยโทษ (รับโทษแล้วให้อภัยโทษ) - นิรโทษกรรม (ล้างพฤติกรรม) 7. ปัญหาการกระทำความผิดร่วมกันของแต่ละท้องถิ่นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนร่วมกัน 8. ปัญหาการจัดเรียงสำนวน ควรเรียงเหตุการณ์ไปตามลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง และกำกับลงตัวเลข พร้อมตรายางหน่วยงาน หรือลงชื่อกำกับ เวลาจัดส่งสำนวนให้ระบุให้ชัดเจนว่าจัดส่งมาจำนวนกี่แผ่น 9. ปัญหาการดำเนินการทางวินัยของท้องถิ่นเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหาย (อาจถูกฟ้องต่อศาล ปกครองได้) 10. ปัญหาการแจ้งสิทธิอุทธรณ์ ร้องทุกข์ ต้องระบุในคำสั่งตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (หากไม่ระบุอายุความขยายเป็น 1 ปี) 11. ปัญหาการแจ้ง สว.3 กรณีคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ต้องแจ้ง สว.3 ทุกครั้ง แต่กรณีสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ควรแจ้ง สว.3 หรือแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้ผู้ถูกสอบสวนได้มีโอกาสชี้แจง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 218 218 โต้แย้งแก้ข้อกล่าวหา เพราะบางครั้งการพิจารณาระดับสูงหรือศาลปกครองจะถูกเพิกถอนและเสียเปล่า (โมฆะ) ทั้งสำนวนต้องไปดำเนินการใหม่ 12. ปัญหากรณีการละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการต้องชัดแจ้งจริง ๆ ว่ามีการละทิ้ง การสั่งการใน หนังสือของอนุญาตการลา เช่น อนุญาต ไม่อนุญาต ต้องแจ้งฝ่ายการเงิน ให้เรียกเงินเดือน เงินวิทยฐานะ ในวันที่ละทิ้ง หรือขาดราชการ คืนให้แก่ทางราชการ 13. ปัญหาการนำเรื่อง ข้อเท็จจริงนอกสำนวนมารับฟังใช้พิจารณาในสำนวนไม่ได้ ต้องเป็นหลักฐานที่ ปรากฏอยู่ในสำนวนเท่านั้น 14. ปัญหาระดับโทษ ควรจะมีกรณีตัวอย่างความผิดหรือกรณีแนวทางพิจารณาโทษประกอบด้วย แนบท้ายประกอบด้วย และมาตรฐานโทษมติ ค.ร.ม. (ทุจริต ต้องไล่ออกจากราชการสถานเดียว) หากมี ผู้พิจารณามีความเห็นแย้งให้บันทึกลงในรายงานการประชุม 15. ปัญหาการเขียนคำให้คำให้การของพยาน ควรพิมพ์หรือเขียนตัวบรรจง และควรมีบัญชี ระบุพยาน จำนวนหน้าของคำให้การของพยาน โดยเฉพาะผู้เสียหายเป็นเด็กต้องมีครูหรือบุคคลที่เด็กให้การ ไว้วางใจ 16. ปัญหารายงานการสอบสวน ควรสรุปคำให้การพยานแต่ละคน โดยมีรายชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง อาชีพ อายุ 17. ปัญหากรณีมีมูลเพราะเกิดจากการร้องเรียนควรมีหนังสือร้องเรียนจริง ๆ แนบมากับสำนวนด้วย หนังสือพิมพ์หรือหนังสือร้องเรียนกล่าวโทษ 18. ปัญหาความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนมี ไปจนถึงผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ ต้องสั่งลงโทษจริง ๆ ในกรณีเสนอลงโทษไม่ร้ายแรง แต่คณะกรรมการสอบสวนเห็นแย้งกับผู้บริหารท้องถิ่น 19. ปัญหาการออกคำสั่งทุกประเภท ต้องอ้างที่มาของการสั่ง เช่น อาศัยตามมาตราของกฎหมายใด 20. ปัญหาผู้กระทำความผิดที่ไม่เกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหารายอื่นควรแยกสำนวนกันทำไม่ควรนำมา ร่วมกัน เว้นแต่กระทำความผิดร่วมกัน 21. ปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ไม่สามารถจะลงโทษได้ แต่ให้ออกจากราชการได้ เพราะเหตุ มลทินมัวหมอง หรือหย่อนความสามารถ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมได้ หรือเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งได้ แต่ถ้าแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแต่มาลงโทษทางวินัยไม่ได้ ผลคือ ยุติเรื่องหรือให้ออกจากราชการ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 219 219 22. ผู้ถูกกล่าวหาตาย - กรณียังไม่ได้สั่งลงโทษ ยุติเรื่อง - กรณีสั่งลงโทษ แล้วรายงานมายังหน่วยเหนือ จะเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือเปลี่ยนแปลง โทษ ไม่ได้ - กรณียุติเรื่อง ถ้ามีชีวิตอยู่ผู้ถูกกล่าวหาควรจะได้รับโทษสถานใด (ปลด หรือไล่ออก มีผลต่อ บำเหน็จของทายาท) 23. ผู้ถูกกล่าวหา เกษียณอายุราชการ ลาออก เมื่อคณะกรรมการสอบสวน เห็นว่า ระดับโทษควร เป็นโทษไม่ร้ายแรง ให้สั่งงดโทษ (ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน) แต่ถ้าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ดำเนินการต่อไป เพราะมีผลต่อบำเหน็จ บำนาญ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 220 220 สรุปขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวนพิจารณาวินัยข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรมให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประธานดำเนินการประชุมเพื่อวางแนวทางการสอบสวน 1.1 ต้องประชุมภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประธานรับทราบคำสั่ง 1.2 เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ตลอดจนรายละเอียดของพฤติกรรม ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา 1.3 รวบรวมประวัติความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา 2. แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ตามแบบ สว.2 2.1 ต้องแจ้งภายใน 15 วันนับแต่วันที่ประธานรับทราบคำสั่ง 2.2 ข้อความที่ต้องแจ้งในแบบ สว. 2 - ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร 2.3 เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบ สว. 2 ให้กรรมการแจ้งและถามผู้ถูกกล่าวหา ดังนี้..... แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาเซ็นรับทราบ การแจ้งสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและถามผู้ถูกกล่าวหา 1. มีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา 2. มีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 3. มีสิทธิอ้างพยานหลักฐาน หรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหา 4. ให้กรรมการถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำถามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร ถ้าผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่ากระทำการตามที่ถูกกล่าวหา ให้กรรมการแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า 1. การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใด 2. ถือว่าเป็นความผิดปรากฏชัดแจ้ง 3. ถามผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยืนยันตามที่รับสารภาพหรือไม่ ถ้ายังยืนยันให้คณะกรรมการ ดำเนินการ ดังนี้ - บันทึกถ้อยคำรับสารภาพ - เหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 221 221 ๓. ถ้าผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพให้ดำเนินการ ดังนี้ ๓.1. ประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหา และให้ ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้แจ้งข้อกล่าวหา (สว. 2) ๓.2. แจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ตามแบบ สว. 3 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาแล้วเสร็จ โดยเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเซ็น รับทราบ สว. 3 และกรรมการแจ้ง......และถามผู้ถูกกล่าวหา...... แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาเซ็นรับทราบ สว. 3 ข้อความที่แจ้ง - ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร (ระบุวัน เวลา สถานที่) - เป็นความผิดวินัยกรณีใด มาตราใด - การกระทำมีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไร - พยานบุคคลจะระบุ หรือไม่ระบุชื่อก็ได้ ข้อความที่ถาม - ผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ - ถ้าประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือให้ยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ ได้รับแจ้ง สว.3 สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในขั้นตอนนี้ - ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือภายในกำหนด - ให้ถ้อยคำเพิ่มเติม - นำสืบแก้ข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ - ดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำ และนำสืบแก้ข้อกล่าวหา - รวบรวมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ วันที่ได้รับแจ้ง สว. 3 4. พิจารณาลงมติและทำรายงานการสอบสวน 4.1 กรรมการพิจารณาลงมติ 4.2 ทำรายงานการสอบสวน 4.3 ตรวจสอบความถูกต้องสำนวนการสอบสวน 4.4 เสนอผู้สั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ รวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายของผู้ถูกกล่าวหาแล้วเสร็จ รายงานการสอบสวนใช้ตามแบบ สว. 6 ซี่งต้องมี สาระสำคัญ ดังนี้ 1. สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง 2. วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานที่หักล้างข้อกล่าวหา 3. ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 222 222 หลักเกณฑ์การสอบสวน 1. องค์ประชุมของคณะกรรมการสอบสวน 1.1 ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ยกเว้น ( ก ) การประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหา ( ข ) การประชุมเพื่อพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ การประชุมตามข้อ ( ก ) และ ( ข ) ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด 1.2 ต้องมีประธานอยู่ร่วมประชุมทุกครั้ง ถ้าไม่มีประธานให้กรรมการที่มาประชุมเลือก กรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน 2. มติของที่ประชุม - ให้ถือเสียงข้างมาก - ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด 3. กำหนดระยะเวลาสอบสวน 3.1 ประชุมเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวน แจ้ง และอธิบายข้อกล่าวหาให้แล้ว เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประธานรับทราบคำสั่ง 3.2 รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทีกล่าวหาของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้แจ้ง สว. 2 3.3 แจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ตามแบบ สว.3 ภายในกำหนด 15 วันนับแต่ รวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายของผู้ถูกกล่าวหาแล้วเสร็จ 3.4 รวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้แจ้ง สว. 3 3.5 พิจารณาลงมติและทำรายงานการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ รวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาแล้วเสร็จ 3.6 ถ้าไม่สามารถดำเนินการสอบสวนตามกำหนดระยะเวลา ข้อ 3.1 - 3.5 ให้ขยายเวลา การสอบสวนได้ครั้งละไม่เกิน 60 วัน 3.7 รวมระยะเวลาการสอบสวนทั้งสิ้นแล้วต้องไม่เกิน 270 วัน
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 223 223 พยาน 1. พยานบุคคล 2. พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุ 2.1 การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานให้กรรมการบันทึกว่า - ได้มาอย่างไร - จากผู้ใด - เมื่อใด 2.2 เอกสารต้องเป็นต้นฉบับเท่านั้น ยกเว้น ก. ไม่อาจหาต้นฉบับมาได้ หรือ ข. ต้นฉบับสูญหาย หรือถูกทำลาย หรือโดยประการอื่น ถ้าเข้ากรณีตามข้อ ก. ให้ใช้สำเนาที่กรรมการสอบสวน หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรอง ว่าเป็นสำเนาถูกต้องก็ได้ หรือถ้าเข้ากรณีตามข้อ ข. ให้ใช้สำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้ ค. ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด หรือต้องรับผิดในกรณี เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา ถ้าข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดตามคำพิพากษาอยู่แล้วให้ถือเอาคำพิพากษา เป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาก็ได้ 3. การสอบปากคำพยาน 3.1 ในการสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหา และพยานต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนกรรมการทั้งหมด 3.2 ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน ให้แจ้งพยานทราบว่า 3.2.1 กรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา 3.2.2 การเรียกให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จจริงอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย 3.3 ให้กรรมการผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน และห้ามบุคคลอื่นอยู่ ในที่สอบสวน 3.4 ห้ามมิให้กรรมการทำการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการใด เพื่อจูงใจให้บุคคลให้ ถ้อยคำ 3.5 บันทึกถ้อยคำพยานใช้แบบ สว.5 และบันทึกถ้อยคำผู้ถูกกล่าวหาใช้แบบ สว.4 4. บันทึกถ้อยคำพยาน 4.1 กรรมการอ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง หรือให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเอง 4.2 ผู้ให้ถ้อยคำรับรองว่าถูกต้อง 4.3 ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อในบันทึก 4.4 กรรมการที่ร่วมสอบสวนทุกคนลงลายมือชื่อ 4.5 ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้า
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 224 224 - ผู้ให้ถ้อยคำลงชื่อกำกับทุกหน้า และ - กรรมการหนึ่งคนลงชื่อกำกับทุกหน้า 5. การแก้ไขบันทึกถ้อยคำพยาน 5.1 ห้ามมิให้ขูดลบ หรือบันทึกข้อความทับ 5.2 ให้แก้ไขโดยการขีดฆ่า หรือตกเติม และกรรมการผู้ร่วมสอบสวนหนึ่งคนกับผู้ให้ลงลายมือชื่อ กำกับ การพิจารณาความผิดวินัย 1. กรรมการสอบสวนพิจารณาลงมติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ 2. เป็นความผิดกรณีใด มาตราใด ควรได้รับโทษสถานใด 3. มีเหตุอันสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ได้ความ แน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ หรือไม่ อย่างไร 4. กรณีผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นด้วย หรือพาดพิงถึงบุคคลอื่น ให้ประธานกรรมการรายงานผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการโดยเร็ว รายงานการสอบสวน ( แบบ สว. 6 ) รายงานการสอบสวนต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. สรุปข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง 2. วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา 3. ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน - ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร - ผิดวินัยกรณีใด มาตราใด - ควรได้รับโทษสถานใด - มีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวน ไม่ได้ความแน่ชัดที่จะลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการให้ รายงานการสอบสวนเสนอผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (สว.๖)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 225 225 การดำเนินการทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 226 226 การดำเนินการทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง การดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 227 227 ตัวอย่างแบบการสอบสวนวินัย
แบบ สว. ๑ ครุฑ ค ำสั่ง...(ชื่อองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล) ที่........./ ......... (เลขปีพุทธศักรำช) เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมกำรสอบสวน ด้วย.............................(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)............. ........พนักงานส่วนต าบล ต าแหน่ง ...............................................ระดับ...............สังกัด.........................................มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระท าผิด วินัยอย่างร้ายแรง/หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่จะราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติ ตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการในเรื่อง.................................................................................. (เรื่องที่กล่าวหา ถ้ากล่าวหาหลายเรื่องให้ระบุทุกเรื่อง)...................................................................... ............. อาศัยอ านาจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ และความในข้อ ๒๖ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยเเละการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย/ข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนผู้ถูก กล่าวหาในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้ ...........................................(ชื่อและต าแหน่ง).....................................เป็นประธานกรรมการ ...........................................(ชื่อและต าแหน่ง).....................................เป็นกรรมการ ฯลฯ ฯลฯ ..........................................(ชื่อและต าแหน่ง).....................................เป็นกรรมการและเลขานุการ ..........................................(ชื่อและต าแหน่ง).....................................เป็นผู้ช่วยเลขนุการ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนด าเนินการสอบสวนพิจารณาตามหมวด ๗ ว่าด้วยการสอบสวน พิจารณาของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้แล้ว เสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอส านวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาด าเนินการต่อไป อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง/หย่อน ความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่ง หน้าที่ราชการ ในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในค าสั่งนี้ หรือในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงพนักงานส่วน ต าบลผู้อื่นและคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่าพนักงานส่วนต าบลผู้นั้นมีส่วนร่วมกระท า การในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว สั่ง ณ วันที่..........เดือน..........................พ.ศ................ ...............(ลายมือชื่อ)................ผู้สั่ง (..............................................) ต าแหน่ง หมำยเหตุ๑. การระบุชื่อและต าแหน่งของประธาน กรรมการ กรรมการและเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ต าแหน่งในทางบริหารและต าแหน่งในทางสายงาน ตลอดจนระดับ ต าแหน่ง (ถ้ามี) ๒. การระบุชื่อและต าแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ต าแหน่งในทางบริหาร และ ต าแหน่งในสายงานตลอดจนระดับต าแหน่ง (ถ้ามี) ๓. ในกรณีจ าเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก
แบบ สว. ๒ บันทึกกำรแจ้งและรับทรำบข้อกล่ำวหำตำมข้อ ๖๐ ของมำตรฐำนทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและกำรรักษำวินัย และกำรด ำเนินกำรทำงวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ เรื่อง การสอบสวน...(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา).............................ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง/ หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตน ไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการ วันที่...........เดือน............................พ.ศ............... คณะกรรมการสอบสวน ตามค าสั่ง..........(ชื่อองค์การบริหารส่วนต าบล)........ที่...../................เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่..............เดือน..................พ.ศ.............ได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ ........(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา).........ผู้ถูกกล่าวหาทราบดังนี้ ................(อธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ กระท าการใด เมื่อใดอย่างไร).............................................................................................................................. ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้วว่า ในการสอบสวนนี้ผู้ถูกกล่าวหามี สิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและมีสิทธิที่จะให้ถ้อยค าหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือ น าพยาน หลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย ......................(ลายมือชื่อ)................................................ประธานกรรมการ (........................................................................................) .......................ลายมือชื่อ.................................................กรรมการ (.......................................................................................) ฯลฯ ..........................(ลายมือชื่อ)...........................................กรรมการและเลขานุการ (......................................................................................) ข้าพเจ้า.................(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)...........ได้ทราบข้อกล่าวหาและได้รับบันทึกนี้ ๑ ฉบับ ไว้แล้ว เมื่อวันที่..................... เดือน........................................................พ.ศ..................... .................(ลายมือชื่อ)...................ผู้ถูกกล่าวหา (.......................................................................) หมำยเหตุ ๑. ในกรณีเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ต้องมีกรรมการสอบสวนร่วมแจ้ง และอธิบายข้อกล่าวหาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้ กรรมการสอบสวนดังกล่าวลงลายมือชื่อในบันทึก ทั้งนี้ ให้ท าบันทึกตามแบบ สว.๒ นี้ เป็น ๒ ฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ เก็บไว้ในส านวนการสอบสวน ๑ ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหา ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย ๒. ในกรณีส่งบันทึกตามแบบ สว. ๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ให้ กรรมการสอบสวนลงลายมือชื่อในบันทึกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนกรรมการสอบสวน ทั้งหมด และให้ท าบันทึกตามแบบ สว.๒ เป็น ๓ ฉบับ เก็บไว้ในส านวนการสอบสวน ๑ ฉบับ ส่ง ให้ผู้ถูกกล่าวหา ๒ ฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้ ๑ ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ
๒ และวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในส านวนการสอบสวน ๑ ฉบับ ๓. ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยค ารับสภาพว่าได้กระท าการตามที่ถูกกล่าวหาให้คณะกรรมการ สอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระท าตามที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณี ใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ ออกจากราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ อย่างไร หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึก ถ้อยค ารับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระท าไว้ด้วย ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก
แบบ สว. ๓ บันทึกกำรแจ้งและรับทรำบข้อกล่ำวหำและสรุปพยำนหลักฐำนที่สนับสนุนข้อกล่ำวหำ ตำมข้อ ๖๑ ของมำตรฐำนทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและกำรรักษำวินัย และกำรด ำเนินกำรทำงวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ เรื่อง การสอบสวน......(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)......ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง/หย่อนความสามารถ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการ วันที่............เดือน........................พ.ศ................... คณะกรรมการสอบสวนตามค าสั่ง.............(ชื่อองค์การบริหารส่วนต าบล)..............ที่............./.............. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่.........เดือน..................พ.ศ...........ได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ ....................(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)........ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามข้อ ๖๑ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่.............. เดือน.................พ.ศ...........นั้น บัดนี้ คณะกรรมการสอบสวนได้รวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเสร็จแล้ว จึงขอแจ้งข้อ กล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ดังนี้ ๑. ข้อกล่าวหา ...................................(ข้อกล่าวหาซึ่งปรากฏตามพยานหลักฐานว่ากรณีใดเป็นความผิดวินัยตามข้อ ใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรืแประพฤติตนไม่ เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ.๒๕๕๘ อย่างไร)............................................................................................................................. .................................... ..................................................................................................................................................................... ......... ............................................................................................................................................................................... .................................................................... ๒. สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาว่า ...................................(สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบโดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระท าที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา)..................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................. .. ............................................................................................................................. .................................................. .........................................(ลายมือชื่อ)............ประธานกรรมการ (.......................................................................) ....................................(ลายมือชื่อ).................กรรมการ (.......................................................................) ฯลฯ ฯลฯ ......................................(ลายมือชื่อ)...............กรรมการและเลขานุการ (.......................................................................)
๒ ข้าพเจ้า..........(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา).......ได้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อ กล่าวหา และได้รับบันทึกนี้๑ ฉบับ ไว้แล้ว เมื่อวันที่..............เดือน..........................พ.ศ...................... .................(ลายมือชื่อ).............ผู้ถูกกล่าวหา (..................................................................) หมำยเหตุ๑. การประชุมเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ ๖๑ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัย และการรักษาวินัยและการด าเนินทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ต้องมี กรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนกรรมการ สอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลงลายมือชื่อในบันทึกนี้ ๒. ในกรณีเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ ทราบให้ท าบันทึกตามแบบ สว.๓ นี้ เป็น ๒ ฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหา ๑ ฉบับ เก็บไว้ในส านวน การสอบสวน ๑ ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ด้วย ๓. ในกรณีส่งบันทึกตามแบบ สว.๓ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ถูกกล่าวหา ให้ท าบันทึก ตามแบบ สว.๓ นี้เป็น ๓ ฉบับ เก็บไว้ในส านวนการสอบสวน ๑ ฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา ๒ ฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้๑ ฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบ ส่งกลับคืนมารวมไว้ในส านวนการสอบสวน ๑ ฉบับ ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก
แบบ สว. ๔ บันทึกถ้อยค ำของผู้ถูกกล่ำวหำ เรื่อง การสอบสวน......(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา).....ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระท าความผิดวินัยร้ายแรง/หย่อนความสามารถ ให้อันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการ สอบสวนที่............................................. วันที่..............เดือน...............................พ.ศ........................ ข้าพเจ้า.........(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)........อายุ.........ปี สัญชาติ............ศาสนา...........อาชีพ........................... ต าแหน่ง...........................................................สังกัด......................................อยู่บ้านเลขที่..............หมู่ที่............. ตรอก/ซอย....................................................ถนน.........................................แขวง/ต าบล..................................... เขต/อ าเภอ............................................................จังหวัด..................................................................................... ข้าพเจ้าได้ทราบแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่อง..................(เรื่องที่กล่าวหา)........................... ตามค าสั่ง................(ชื่อองค์การบริหารส่วนต าบล).......ที่......../........ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนลง วันที่.........เดือน....................พ.ศ..............และข้าพเจ้าขอให้ถ้อยค าตามความสัตย์จริงต่อไปนี้ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. .................................................................. ข้าพเจ้าขอรับรองว่า คณะกรรมการสอบสวนมิได้กระท าการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระท าการใด เพื่อจูงใจให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยค าอย่างใด ๆ และข้าพเจ้าได้ฟังบันทึกถ้อยค าที่อ่านให้ฟัง/ได้อ่านบันทึกถ้อยค าเอง แล้ว ขอรับรองว่าเป็นบันทึกถ้อยค าที่ถูกต้องจึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวน ............................(ลายมือชื่อ)......................ผู้ถูกกล่าวหา (...................................................................) .............................(ลายมือชื่อ).....................ผู้บันทึกถ้อยค า (....................................................................) ข้าพเจ้าขอรับรองว่า...............(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา).....................ได้ให้ถ้อยค าและลงลายมือชื่อต่อหน้า ข้าพเจ้า .........................(ลายมือชื่อ)....................ประธานกรรมการ (...............................................................) ........................(ลายมือชื่อ)......................กรรมการ (...............................................................) ฯลฯ ฯลฯ ........................(ลายมือชื่อ).......................กรรมการและเลขานุการ (...............................................................) ........................(ลายมือชื่อ).......................ผู้ช่วยเลขานุการ (................................................................)
๒ หมำยเหตุ๑. ให้ใช้แบบ สว. ๔ นี้ได้ทั้งการบันทึกถ้อยค าของผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อ ๖๐ วรรคสามและวรรคสี่ ข้อ ๖๑ วรรคสาม และข้อ ๖๖ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการ ด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒. ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยค ารับสารภาพว่าได้กระท าการตามที่ถูกกล่าวหา ให้บันทึกถ้อยค ารับ สารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระท าไว้ด้วย ๓. การสอบปากค าผู้ถูกกล่าวหาต้องมีกรรมการสอบสวนร่วมสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวน กรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึก ถ้อยค านั้นด้วย ๔. ถ้าผู้บันทึกถ้อยค าเป็นกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้ช่วยเลขานุการให้ผู้บันทึก ถ้อยค าลงลายมือชื่อทั้งในฐานะผู้บันทึกถ้อยค าและผู้รับรองการให้ถ้อยค า ๕. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก
แบบ สว. ๕ บันทึกถ้อยค ำพยำนของฝ่ำยกล่ำวหำ/ฝ่ำยผู้ถูกกล่ำวหำ เรื่อง การสอบสวน.......(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)....ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง/หย่อนความสามารถ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการ สอบสวนที่......................................................... วันที่................เดือน...............................พ.ศ................... ข้าพเจ้า....................(พยาน)......................อายุ...........ปี สัญชาติ..............ศาสนา...................... อาชีพ..........(ระบุให้ชัดเจนว่าประกอบอาชีพอะไร ที่ใด ถ้าเป็นข้าราชการให้ระบุต าแหน่งและสังกัดด้วย)....... อยู่บ้านเลขที่..........หมู่ที่............ตรอก/ซอย............................ถนน........................................... ......................... แขวง/ต าบล................................เขต/อ าเภอ.....................................จังหวัด............................. ........................ คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นพยานในเรื่อง............................... (ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)....................................ถูกกล่าวหาว่ากระท าผิดวินัยร้ายแรง/หย่อนความสามารถในอันที่จะ ปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการตามค าสั่ง ...................(ชื่อองค์การบริหารส่วนต าบล)................ที่........../........เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลง วันที่..........เดือน.......................................พ.ศ......................... ข้าพเจ้าขอให้ถ้อยค าตามความสัตย์จริงดังต่อไปนี้ .......................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ข้าพเจ้าขอรับรองว่า คณะกรรมการสอบสวนมิได้กระท าการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญาหรือกระท า การใด เพื่อจูงใจ ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยค าอย่างใด ๆ และข้าพเจ้าได้ฟังบันทึกถ้อยค าที่อ่านให้ฟัง/ได้อ่านบันทึก ถ้อยค าเองแล้ว ขอรับรองว่าเป็นบันทึกถ้อยค าที่ถูกต้อง จึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวน ....................................(ลายมือชื่อ)..........................พยาน (...............................................................................) ...................................(ลายมือชื่อ)..........................ผู้บันทึกถ้อยค า (...............................................................................) ข้าพเจ้าขอรับรองว่า....(ชื่อพยานให้ถ้อยค า)..........ได้ให้ถ้อยค าและลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า ..............................(ลายมือชื่อ)...............................ประธานกรรมการ (..............................................................................) ............................(ลายมือชื่อ).................................กรรมการ (..............................................................................) ฯลฯ ฯลฯ ...........................(ลายมือชื่อ)..................................กรรมการและเลขานุการ (..............................................................................) ...........................(ลายมือชื่อ)...................................ผู้ช่วยเลขานุการ (..............................................................................)
๒ หมำยเหตุ๑. ให้ใช้แบบ สว.๕ นี้ได้ทั้งการบันทึกถ้อยค าของผู้กล่าวหาและบุคคลอื่นซึ่งมาให้ถ้อยค าเป็นพยาน ๒. การสอบปากค าพยานต้องมีกรรมการสอบสวนร่วมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหน้าของจ านวน กรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึก ถ้อยค านั้นด้วย ๓. ถ้าผู้บันทึกถ้อยค าเป็นกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้ช่วยเลขานุการให้ผู้บันทึกถ้อยค า ลงลายมือชื่อทั้งในฐานะผู้บันทึกถ้อยค าและผู้รับรองการให้ถ้อยค า ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก
แบบ สว. ๖ รำยงำนกำรสอบสวน วันที่..............เดือน................................พ.ศ.............. เรื่อง การสอบสวน.........(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)...ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง/หย่อนความสามารถ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ ราชการ เรียน .............(ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน)................ ตามที่ได้มีค าสั่ง.......(ชื่อองค์การบริหารส่วนต าบล)........ที่........./..........เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวน ลงวันที่..........เดือน..............................................พ.ศ............เพื่อสอบสวน...............................(ชื่อผู้ถูก กล่าวหา).....................ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระท าความผิดวินัยอย่างร้ายแรง/หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติ หน้าที่ราชการ/บกพร่องในหน้าที่ราชการ/ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการ ในเรื่อง.............. (เรื่องที่กล่าวหา ถ้ากล่าวหาหลายเรื่องให้ระบุทุกเรื่อง)..............................นั้น ประธานกรรมการได้รับทราบค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว เมื่อวันที่..............เดือน ........................................พ.ศ...........................และคณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนตามหมวด ๗ ว่าด้วยการ สอบสวนพิจารณาของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ เสร็จแล้ว จึงขอเสนอรายงานการสอบสวนดังต่อไปนี้ ๑. มูลกรณีเรื่องนี้ปรากฏขึ้นเนื่องจาก............................(มีผู้ร้องเรียนหรือมีผู้รายงานว่าอย่างไร ใน กรณีที่ได้มีการสืบสวนหรือสอบสวนได้ความประการใดให้ระบุไว้ด้วย)................................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................... ๒. คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้................. (ชื่อผู้ถูกกล่าวหา).........................................ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้วโดย.............................(แจ้งและอธิบายข้อ กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าได้กระท าการใด เมื่อใด อย่างไร และแจ้งโดยวิธีใด)....................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................... ๓. .........(ชื่อผู้กล่าวหา).........ผู้ถูกกล่าวหาได้ให้ถ้อยค าในเบื้องต้นว่า............................................... (ให้ถ้อยค าในเบื้องต้นว่าอย่างไร หรือไม่ได้ให้ถ้อยค าในเบื้องต้นด้วยเหตุผลอย่างไร).......................................... .................................................................................................................................... ........................................... ............................................................................................................................................................................... ๔. คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วได้ความว่า .....................(อธิบายว่าได้ความอย่างไร ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สอบสวนพยานใดตามข้อ ๖๗ หรืองดการสอบสวนพยานหลักฐานใดตามข้อ ๖๘ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และ การด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้ระบุพยานที่ไม่สอบสวนหรือพยานหลักฐานที่งดสอบสวนนั้น พร้อมทั้ง เหตุผลไว้ด้วย)........................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................
๒ ๕. คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้..... (ชื่อผู้กล่าวหา)...................................ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐาน ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ลงวันที่...............เดือน.......................พ.ศ...................โดย.................................(อธิบาย วิธีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา).............................................................. ๖. คณะกรรมการสอบสวนได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะยื่นค าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือขอให้ ถ้อยค า หรือขอน าสืบแข้อกล่าวหาแล้ว...........(ชื่อผู้ถูกกล่าวหา)...............ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา/ ให้ถ้อยค า/น าสืบแก้ข้อกล่าวหา.....................(รายละเอียดเกี่ยวกับค าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือการให้ถ้อยค า หรือการน าสืบแก้ข้อกล่าวหาว่าอย่างไร และในกรณีที่ไม่ได้ด าเนินการดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลอย่างไร และได้ น าสืบข้อกล่าวหาโดยอ้างพยานหลักฐาน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนได้ด าเนินการสอบสวนตามค าขอของผู้ถูก กล่าวหาได้ความโดยสรุปว่าอย่างไร หรือไม่ได้มีการน าสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วยเหตุผลอย่างไร ในกรณีที่คณะ กรรมการสอบสวนไม่สอบสวนพยานใดตามข้อ ๖๗ หรืองดการสอบสวนพยานหลักฐานใดตามข้อ ๖๘ ของ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้ระบุพยานที่ไม่ สอบสวนหรือพยานหลักฐานที่งดสอบสวนพร้อมทั้งเหตุผลไว้ด้วย และในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยค ารับ สารภาพ ให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) ไว้ด้วย................................................................................ ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ๗. คณะกรรมการสอบสวนได้ประชุมพิจารณาลงมติแล้ว เห็นว่า.................................................... (สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวน ก าหนดประเด็นและวินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อ กล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหาว่าจะรับฟังพยานหลักฐานใดได้หรือไม่ เพียงใด โดยอาศัย เหตุผลอย่างไร และผู้ถูกกล่าวหาได้กระท าผิดวินัยอย่างไรหรือไม่ถ้าผิดเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามข้อใด และ ควรได้รับโทษสถานใด หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับต าแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ ๗ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจาก ราชการ หรือไม่อย่างไร หรือมีเหตุผลอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่ การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหาย แก่ราชการตามข้อ ๘ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ หรือไม่ อย่างไร) ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ..................... คณะกรรมการสอบสวนจึงขอเสนอส านวนการสอบสวนมาเพื่อโปรดพิจารณาด าเนินการต่อไป ...................(ลงลายมือชื่อ)....................ประธานกรรมการ (........................................................................................) ...................(ลายมือชื่อ)........................กรรมการ (.............................................................) ฯลฯ ฯลฯ ...................(ลายมือชื่อ).........................กรรมการและเลขานุการ (.............................................................)
๓ หมำยเหตุ๑. การประชุมพิจารณาลงมติตามข้อ ๗๕ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และ การด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด และให้กรรมการสอบสวนดังกล่าวลง ลายมือชื่อในบันทึกนี้ หากกรรมการสอบสวนคนใดมีความเห็นแย้ง ให้ท าความเห็นแย้งแนบไว้กับ รายงานการสอบสวน ๒. ข้อความใดที่ไม่ใช่ให้ตัดออก
แบบ ลท. ๑ ครุฑ ค ำสั่ง....(ระบุชื่อองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล) ที่......./.......(เลข พ.ศ.) เรื่อง ลงโทษภำคทัณฑ์ ด้วย.....(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).......พนักงานส่วนต าบล............ต าแหน่ง.................... ...........................ระดับ............................สังกัด.......................ต าแหน่งเลขที่................................รับเงินเดือนใน อันดับ..............ขั้น..........................................บาท ได้กระท าความผิดวินัยในกรณี...............................(ระบุกรณี กระท าผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี).............................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. .................................................. .......................................................................เป็นการกระท าผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน................................... ตามข้อ.............................................ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทาง วินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ สมควรได้รับโทษภาคทัณฑ์ ฉะนั้น อาศัยอ านาจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๘๔ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ จึงให้ลงโทษภาคทัณฑ์....................................(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)........................................ หาก........(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)..............ประสงค์จะอุทธรณ์ค าสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พนักงานส่วนต าบลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบค าสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่........................................................พ.ศ...................เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่...........................................พ.ศ...................... (ลงชื่อ) (....................ชื่อผู้สั่ง........................................) ....................(ต าแหน่ง)..................................... หมำยเหตุ๑. แบบ ลท. ๑ นายกองค์การบริหารส่วนต าบลลงโทษภาคทัณฑ์ ตามข้อ ๘๔ ของมาตรฐานทั่วไป เกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒. การระบุชื่อและต าแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ต าแหน่งในการบริหารงาน และ ต าแหน่งในสายงาน ถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจ าองค์การบริหารส่วนต าบล ให้ระบุฐานะ ดังกล่าวแทนต าแหน่งและระดับ ๓. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุวรรคด้วย และให้ ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก
แบบ ลท. ๒ ครุฑ ค ำสั่ง...........(ระบุชื่อองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล) ที่.........../.........(เลข พ.ศ.) เรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน ด้วย..........(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)..พนักงานส่วนต าบล..........ต าแหน่ง....................... ระดับ.........................สังกัด.................................ต าแหน่งเลขที่.........................รับเงินเดือนในอันดับ.................. ขั้น............................บาท ได้กระท าผิดวินัยในกรณี..................................................(ระบุกรณีกระท าผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)............................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ...........................................................................................................................................เป็นการกระท าผิดวินัย อย่างไม่ร้ายแรงฐาน.....................................................................................ตามข้อ.......................................ของ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ สมควรได้รับโทษตัด เงินเดือน.................% เป็นเวลา........................เดือน หาก.........................(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)........................ประสงค์จะอุทธรณ์ค าสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการพนักงานส่วนต าบลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบค าสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่....................................................พ.ศ...................เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่.........................พ.ศ............ (ลงชื่อ) (.............................ชื่อผู้สั่ง..........................) ............................(ต าแหน่ง)........................ หมำยเหตุ๑. แบบ ลท.๒ นายกองค์การบริหารส่วนต าบล ลงโทษตัดเงินเดือน ตามข้อ ๘๔ ของมาตรฐาน ทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒. การระบุชื่อและต าแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ต าแหน่งในการบริหารงาน และ ต าแหน่งในสายงาน ถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้สั่งให้ประจ าองค์การบริหารส่วนต าบล ให้ระบุฐานะ ดังกล่าวแทนต าแหน่งและระดับ ๓. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุวรรคด้วย และให้ ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก
แบบ ลท. ๓ ครุฑ ค ำสั่ง.......(ระบุชื่อองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล) ที่........./.......(เลข พ.ศ.) เรื่อง ลงโทษลดขั้นเงินเดือน ด้วย.......(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).........พนักงานส่วนต าบล...............ต าแหน่ง............. ...............................ระดับ.........................สังกัด.................................ต าแหน่งเลขที่.........................รับเงินเดือน ในอันดับ................ขั้น..............................บาท ได้กระท าผิดวินัยในกรณี..............................................(ระบุกรณี กระท าผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)............................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................... ..........................เป็นการกระท าผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน................................................................................. ตามข้อ..............ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘ สมควรได้รับโทษลดขั้นเงินเดือน........................ขั้น ฉะนั้น อาศัยอ านาจมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๘๔ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย จึงให้ ลงโทษลดขั้นเงินเดือน.................................(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษและอัตราลงโทษ)............ขั้น หาก..........(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).........ประสงค์จะอุทธรณ์ค าสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พนักงานส่วนต าบลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบค าสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่..................................................พ.ศ........................เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่.......................................................พ.ศ..................... (ลงชื่อ) (................................ชื่อผู้สั่ง...............................) ............................(ต าแหน่ง)................................. . หมำยเหตุ ๑. แบบ ลท. ๓ นายกองค์การบริหารส่วนต าบล ลงโทษลดขั้นเงินเดือน ตามข้อ ๘๔ ของ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒. การระบุชื่อและต าแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ต าแหน่งในการบริหารงาน และ ต าแหน่งในสายงาน ถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจ าองค์การบริหารส่วนต าบล ให้ระบุฐานะ ดังกล่าวแทนต าแหน่งและระดับ ๓. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุวรรคด้วย และให้ ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย หรือ กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระท าผิด ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก
แบบ ลท. ๔ ครุฑ ค ำสั่ง.....(ระบุชื่อองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล) ที่...../..... (เลข พ.ศ.) เรื่อง ลงโทษ....ออกจำกรำชกำร ด้วย.........(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).....พนักงานส่วนต าบล...ต าแหน่ง...................... .........................ระดับ............................สังกัด..................ต าแหน่งเลขที่.......................................รับเงินเดือนใน อันดับ............ขั้น.......................................บาท ได้กระท าผิดวินัยในกรณี..................................(ระบุกรณีกระท า ผิดโดยสรุป ถ้ามีหลายกรณีให้ระบุทุกกรณี)......................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ....................................................................................................................................... ........................................ .......................เป็นการกระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน...................................................................................... ตามข้อ..........................ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ (หรือตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระท าผิด) และคณะกรรมการพนักงานส่วนต าบล ...................(ระบุชื่อ)..................ในการประชุมครั้งที่......./......(เลข พ.ศ.) เมื่อวันที่.......................................... พ.ศ......................ได้มีมติให้ลงโทษ.........(ระบุสถานโทษและชื่อผู้ถูกลงโทษ).........ออกจากราชการ ฉะนั้น อาศัยอ านาจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๘๕ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ จึงให้ลงโทษ.............................................(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).............ออกจากราชการ หาก..........(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ)...........ประสงค์จะอุทธรณ์ค าสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พนักงานส่วนต าบลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบค าสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่..........................................................พ.ศ.................เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่......................................................................พ.ศ............................. (ลงชื่อ) (........................................ชื่อผู้สั่ง.......................................) ......................................(ต าแหน่ง)................................... หมำยเหตุ๑. แบบ ลท.๔ นายกองค์การบริหารส่วนต าบลลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ตามข้อ ๘๕ ของ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒. การระบุชื่อและต าแหน่งของผู้ถูกลงโทษ ให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ต าแหน่งในการบริหารงาน และ ต าแหน่งในสายงาน ถ้าผู้ถูกลงโทษเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจ าองค์การบริหารส่วนต าบล ถูกสั่งพัก ราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามข้อ ๒๙ ให้ระบุฐานะดังกล่าวไว้ด้วย ๓. การระบุข้อความผิด ถ้าผิดหลายข้อให้ระบุทุกข้อ ถ้าข้อใดมีหลายวรรคให้ระบุวรรคด้วย และให้ ระบุตามมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย (หรือ กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระท าผิด) ๔. การก าหนดโทษถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะระบุไว้ในค าสั่งด้วยก็ได้ ๕. การสั่งให้ค าสั่งมีผลบังคับตั้งแต่วันใด ให้เป็นไปตามหมวด ๕ ว่าด้วยวันออกจากราชการองค์การ บริหารส่วนจังหวัดของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๖. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก
แบบ ลท. ๕ ครุฑ ค ำสั่ง........(ระบุเรื่ององค์กำรบริหำรส่วนต ำบล) ที่......./.......(เลข พ.ศ.) เรื่อง เพิ่มโทษ/ลงโทษ/งดโทษ/ยกโทษ ตามค าสั่ง.....(ระบุชื่อองค์การบริหารส่วนต าบล)......ที่......./...........ลงวันที่...................................... พ.ศ..............................ลงโทษ..................(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).............................พนักงานส่วนต าบล ...............................................ต าแหน่ง........................................................................ระดับ....................สังกัด ..................................................................ต าแหน่งเลขที่.....................รับเงินเดือนในอันดับ......................ขั้น .........................................บาท ซึ่งกระท าผิดวินัยในกรณี.............................(ระบุกรณีกระท าผิดโดยสรุป ถ้ามี หลายกรณีให้ระบุทุกกรณี) ................................................................................................................................. .................................................................................................................................... ........................................... ...................................................................... อันเป็นการกระท าผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงฐาน...................................................................................................... ตามข้อ................ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยให้ลงโทษภาคทัณฑ์/ตัดเงินเดือน....................% เป็นเวลา..........เดือน/ลดขั้นเงินเดือน............................ขั้น และได้รายงานการลงโทษต่อคณะกรรมการพนักงานส่วนต าบล นั้น ....................................(ระบุคณะกรรมการพนักงานส่วนต าบล)........................................................ ................ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การลงโทษดังกล่าวเป็นการไม่ถูกต้อง/เหมาะสม โดย...................................... (ระบุความเห็นโดยสรุป)......................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................ ..........(ระบุ ชื่อผู้ถูกลงโทษ)............สมควรได้รับการเพิ่มโทษ/ลดโทษเป็นลดขั้นเงินเดือน.......ขั้น/ตัดเงินเดือน...................% เป็นเวลา..........เดือน/ภาคทัณฑ์ ฉะนั้น อาศัยอ านาจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๘๔ และข้อ ๘๗ วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการ ด าเนิน การทางวินัย จึงให้เพิ่มโทษ/ลดโทษ.............(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).......จาก.....................(ระบุสถานโทษ และอัตราโทษเดิม)...........................เป็น...............................(ระบุสถานโทษและอัตราโทษที่เพิ่มหรือลด และ ส าหรับกรณีลดขั้นเงินเดือนให้ระบุด้วยว่า โดยให้ลดจากรับเงินเดือนในอันดับใด ขั้นใด เป็นให้รับเงินเดือนใน อันดับใด ขั้นใด)........................ หาก......................(ระบุชื่อผู้ถูกลงโทษ).............ประสงค์จะอุทธรณ์ค าสั่งลงโทษให้อุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพนักงานส่วนต าบลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบค าสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่................................................................................เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่..............................................................พ.ศ.................................. (ลงชื่อ) (.......................................ชื่อผู้สั่ง.....................................) .......................................(ต าแหน่ง).................................
๒ หมำยเหตุ ๑. แบบ ลท. ๕ นายกองค์การบริหารส่วนต าบลเปลี่ยนแปลงค าสั่งตามมติคณะกรรมการ พนักงานส่วนต าบล ตามข้อ ๘๗ วรรคหนึ่ง ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัย และการรักษาวินัย และการด าเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒. ถ้าเป็นกรณีลงโทษตามข้อ ๘๗ วรรคหนึ่ง ที่ไม่ใช่เป็นการเพิ่มโทษ หรือลดโทษให้ใช้ ลท.๑ แบบ ลท. ๒ หรือแบบ ลท. ๓ แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม ๓. ค าสั่งงดโทษ หรือยกเว้นโทษ ไม่ต้องใช้ค าว่า “ทั้งนี้ ตั้งแต่...........................................เป็นต้นไป” ๔. ข้อความใดที่ไม่ใช้ให้ตัดออก