ผู้ไทบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร (ฉบับพิมพ์ที่ 2) รองศาสตราจารย์ ดร.อัศวิน พรหมโสภา
คำนำเอกสาร “ผู้ไทบ้านโพนสวาง” เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของชนเผ่าผู้ไทที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโพนสวางแห่งนี้ ทั้งนี้เพราะผู้เรียบเรียงเป็นลูกผู้ไทบ้านโพนสวาง มีความสนใจที่จะสืบสาวว่า บรรพบุรุษเป็นใคร มาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีพัฒนาการ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ในเบื้องต้นนั้นตั้งใจจะทำเป็นเอกสารวิจัยซึ่งประกอบด้วยห้วข้อเรื่องความเป็นมาของชนเผ่าผู้ไท การตั้งถิ่นฐานของผู้ไทบ้านโพนสวาง วิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวผู้ไท ภาษาและวิวัฒนาการของภาษา เป็นต้น แต่ด้วยความเร่งรีบบางประการทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ทั้งหมด รวบรวมได้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ไทบ้านโพนสวางจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องของ บ้าน วัด โรงเรียน อย่างไรก็ตาม ผู้เรียบเรียงจะยังไม่หยุดในการศึกษาตามที่วางแผนไว้ปกติแล้วการสืบค้นเรื่องราวต่างๆ ในปัจจุบันทำได้ง่าย โดยศึกษาจากเอกสาร จากเว็บไซต์แต่เรื่องผู้ไทบ้านโพนสวางนี้แทบจะไม่มีเอกสารหรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องเลย โชคดีที่ยังมีแหล่งข้อมูลที่เป็นเอกสารบันทึกส่วนตัว แหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลอยู่บ้าง จึงอาศัยการศึกษา การสัมภาษณ์พูดคุยจากหลายๆ แหล่งแล้วนำมาลำดับเรียบเรียงเป็นสาระเรื่องราวตามที่ปรากฎต้องขอขอบคุณบุคลากรที่เป็นแหล่งข้อมูลทุกท่านที่กรุณาเสียสละเวลามานั่งพูดคุยด้วย ขอบคุณผู้ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย อาจารย์ยุพคิน ไชยรบ อาจารย์สถาพร ไชยรบ และอาจารย์โชคอาจิณ อาคะราช ท่านเหล่านี้นอกจากจะช่วยเก็บข้อมูลแล้วยังช่วยพิสูจน์อักษรอีกด้วย ทำให้เอกสารมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่ไม่อาจลืมได้คือ ขอบคุณหลานโอ๊ต ผู้ทำหน้าที่สารถีพาคณะไปยังที่หมายต่างๆ และพากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยขอขอบคุณ คุณจินตนา นุชิต ผู้จัดการ บริษัท Consmix คอนสมิกซ์ จำกัด ขายวัสดุก่อสร้างทุกชนิด ส่งทั่วประเทศ ที่กรุณาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ครั้งนี้
ความดีงามทั้งหลายที่มีในเอกสารเล่มนี้ขออุทิศให้แก่บรรพบุรุษผู้ไทบ้านโพนสวางและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ข้อผิดตกบกพร่องทั้งหลายที่มี ผู้เรียบเรียงขอน้อมรับไว้และจะปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป รองศาสตราจารย์ ดร.อัศวิน พรหมโสภา 6 เมษายน 2567
คำนำ (ฉบับพิมพ์ที่ 2)เอกสาร “ผู้ไทบ้านโพนสวาง” เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวความเป็นมาของชนเผ่าผู้ไทที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโพนสวางแห่งนี้เพื่อสืบสาวเรื่องราวว่าบรรพบุรุษเป็นใคร มาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีพัฒนาการ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ซึ่งในฉบับพิมพ์ที่1 ได้นำเสนอเกี่ยวกับความเป็นมาของชนเผ่าผู้ไท การตั้งถิ่นฐานของผู้ไทบ้านโพนสวาง และเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่นวัด โรงเรียนฯสำหรับฉบับพิมพ์ที่ 2 นี้ ได้เพิ่มรายละเอียดที่นำเสนอไปแล้วในฉบับพิมพ์ที่ 1 และได้เพิ่มเติมเรื่องของภาษาและวิวัฒนาการของภาษาผู้ไท นอกจากนี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวผู้ไททั่วไปและชาวผู้ไทบ้านโพนสวาง รวมถึงเรื่องราวของผู้ไทบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) ซึ่งมีรากเหง้ามาจากที่เดียวกัน โดยลุงถวิล สูตรชัย ปราชญ์ชาวบ้านด้านศิลปวัฒนธรรม ต.ปทุมวาปี และอาจารย์วราภรณ์ แสงลี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านปทุมวาปี ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว ได้ช่วยกันรวบรวมให้ ซึ่งได้เพิ่มลงในบทสุดท้ายของเอกสาร ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้จัดทำมาดีแล้ว ผู้เรียบเรียงขอขอบคุณทั้งสองท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยขอขอบคุณอาจารย์ยุพคิน ไชยรบ อาจารย์สถาพร ไชยรบ และอาจารย์โชคอาจิณ อาคะราช ที่ช่วยเก็บข้อมูลและช่วยปรับการออกเสียงภาษาผู้ไทให้ถูกต้อง ขอขอบคุณลุง คำสิงห์ วรรณกุล ลุงถนอม วรรณกุล ผู้อาวุโสบ้านนายูงที่ให้คำแนะนำการออกเสียงภาษาผู้ไท ต้นแบบบ้านนายูง ขอขอบคุณอาจารย์บรรทม แสงลีที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนเอกสารที่เกี่ยวข้อง ลุงถวิล สูตรชัย ผู้อาวุโสบ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปีช่วยรวบรวมเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบ้านโพนสวางและบ้านปทุมวาปีสำหรับการเรียบเรียงเอกสารนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นขอขอบคุณทุกท่านที่ไม่อาจเอ่ยนามในที่นี้ได้หมด ที่มีส่วนช่วยให้เอกสารเล่มนี้สำเร็จออกมาตามวัตถุประสงค์หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจตามสมควร รองศาสตราจารย์ ดร.อัศวิน พรหมโสภา ตุลาคม 2568
สารบัญ บทที่ หน้าคำนำ กสารบัญ คสารบัญภาพ ซ1 ผู้ไทคือใครมาจากไหน 1ผู้ไทยหรือผู้ไทหรือภูไท 1ถิ่นฐานเดิมของชาวผู้ไทและการอพยพ 2กำเนิดล้านช้างสามอาณาจักร 5การอพยพครั้งแรกของชนเผ่าผู้ไทจากเมืองแถงแคว้นสิบสองจุไทสู่ เมืองวังอ่างคำ 8การอพยพของชนเผ่าผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรก 13การอพยพของชนเผ่าผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทยครั้งที่สอง 14การอพยพของชนเผ่าผู้ไทจากเมืองวังอ่างคำสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง 15การอพยพระลอกใหญ่ของผู้ไทในสมัยรัชกาลที่ 3 19ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการอพยพชาวผู้ไทและชนเผ่าอื่นๆ จากฝั่งซ้าย มายังฝั่งขวาแม่น้ำโขง 20 เมืองเรณูนคร 21เมืองพรรณานิคม 21เมืองกุฉินารายณ์ 22เมืองภูแล่นช้าง 22เมืองหนองสูง 23เมืองเสนางคนิคม 23เมืองคำเขื่อนแก้ว 24เมืองวาริชภูมิ 24เมืองจำปาชนบท 25
หน้า2 ผู้ไทบ้านโพนสวาง 28 ความนำ 28บ้านนายูงรากเหง้าของบ้านโพนสวาง บ้านปทุมวาปี 28บ้านนายูงผู้ไทเมืองวัง 29การอพยพและตั้งบ้านโพนสวาง 30ผู้ใหญ่ปัด ไชยแสง ผู้ใหญ่บ้านคนแรก 33ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 นายอ่อนสี แสงลีขุนประจักษ์จิตราษฏร์ 34พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาโปรดชาวบ้านโพนสวาง 36ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3 นายตา แสงลี ผู้มองการณ์ไกลทางการศึกษา 39ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 4 นายพูน ไชยแสง ผู้ศรัทธาในธรรม 40ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 5 นายสมพงษ์ ไชยแสง ผู้ใหญ่บ้านยุคสังคมมีปัญหา 42ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 6 นายพู พรหมสุขันธ์ ผู้ใหญ่บ้านฝีปากกล้า 44ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 7 นายพิน พวงเพชร ผู้นำพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน 49ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 8 นายวิเชียร ไชยแสง ผู้นำชุมชนสู่ความเป็นเลิศ 51ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 9 นายฉันทะ แสงลี ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา 53ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 10 นายบัวลอน ศรีทะเบียน ผู้ใหญ่บ้านใส่ใจเรื่องบ้าน และวัด55ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 11 นายบุญเลี้ยง กระมนตรี ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา การศึกษา57ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 12 นายคณิต พวงเพชร ผู้ใหญ่บ้านโพนสวางและกำนัน ตำบลปทุมวาปี ผู้มากผลงาน60สรุปส่งท้าย 653 วัดป่าสีลารัตน์ 66ประวัติการจัดตั้งวัด 66อาณาเขตของวัด 68ฅ
หน้าการบริหารและการปกครองวัด 69โปงและกลองเพลวัดป่าสีลารัตน์ 69พระพุทธรูปไม้ประดู่ 70พระพุทธรูปพระประธานหมายเลข 1 71สิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุที่วัดป่าสีลารัตน์ 72การบูรณะปฏิสังขร 74หลวงปู่เสือ กันตสาโร พระสุปฏิปันโนแดนผู้ไทบ้านโพนสวาง 75หลวงปู่เสือกับวัดป่าสีลารัตน์ 77 การพัฒนาวัดหลังกลับมาเป็นเจ้าอาวาสครั้งที่ 3 ของหลวงปู่เสือ 78 งานช่วยเหลือสังคมนอกวัดของหลวงปู่เสือ 83 บทสรุปข้อคิดจากหลวงปู่เสือ 85 4 พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต 87ชาติภูมิ 87การศึกษาพื้นฐาน 88อุปสมบทและศึกษาพระปริยัติธรรม 89ธุดงค์มุ่งปฏิบัติธรรมวิปัสนากัมฐาน 89สร้างวัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวาง 90คุณลักษณะพิเศษของพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต 91ป่วยและมรณภาพ 94เทวดาจำแลง (ฝูงลิงหาหน่อไม้) 95จัดงานถวายพระเพลิงสรีรสังขารอย่างสมเกียรติ 99อาจริยะคุณานุสรณ์ โดยพระครูธรรมนิเทศญาณ 101ความในใจของผู้บันทึก 1025 โรงเรียนบ้านโพนสวาง 105 ประวัติการก่อตั้ง 105 ฆ
หน้าวิสัยทัศน์ของโรงเรียน 108คำขวัญของโรงเรียน 108 ปรัชญาของโรงเรียน 108 ข้อมูลนักเรียน 108 เขตพื้นที่บริการโรงเรียน 109ผู้บริหารปัจจุบัน 109บุคลากร 110ทำเนียบผู้บริหาร 111คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านโพนสวาง 111ติดต่อสื่อสาร 112ภาพกิจกรรมโรงเรียนบ้านโพนสวาง 112 6 ภาษาผู้ไทบ้านโพนสวาง 117การผสมกลมกลืนทางสังคมกับการเปลี่ยนแปลงของภาษา 117การอยู่ร่วมกันในสังคมแบบผสมผสานมีผลต่อคำศัพท์ที่ใชในภาษา 118ภาษาผู้ไทบ้านโพนสวาง 119ลักษณะของภาษาผู้ไท 120 หน่วยเสียง 121 หน่วยเสียงพยัญชนะ 121 หน่วยเสียงสระ 122 หน่วยเสียงวรรณยุกต์ 122 พยางค์ 123ลักษณะเด่นของภาษาผู้ไท 123ตัวอย่างคำศัพท์ภาษาภูไท 129ตัวอย่างคำศัพท์หรือวลีในภาษาภูไทพร้อมคำแปล 137ภาษาผู้ไทโบราณ 141ง
หน้า7 วิถีชีวิตผู้ไทบ้านโพนสวาง 144การตั้งถิ่นฐานของผู้ไทบ้านโพนสวาง 144วิถีชีวิตและวัฒนธรรม 147 บ้านเรือน 147 การดำรงชีพ 150 อาหาร 151 การแต่งกาย 153โครงสร้างทางสังคม 156ระบบความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม 157 ความเชื่อเกี่ยวกับผี 157 คติความเชื่ออื่นๆ ของชาวภูไท 160ประเพณี และพิธีกรรม 161 การสู่ขวัญ 161 การสะเดาะเคราะห์ 161 การช้อนขวัญ 163 การลงข่วง 164ประพณี เทศกาลและพิธีกรรมสำคัญในรอบปี 166ประเพณีการต้อนรับบายศรีสู่ขวัญ 169 พาขวัญหรือพานบายศรี 170 การสวดหรือการสูตรขวัญ 171 การผูกแขนหรือข้อมือ 173ประเพณี เทศกาลและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิต 174 การตั้งครรภ์และคลอดบุตร 172 ประเพณีพาสู่กินดอง (แต่งงาน) 176 การโอม 177จ
หน้า การหมาย 177 ค่าดอง 178 เครื่องสมมา 178 ล่าม 179 วันทำพิธีพาสู่กินดอง 179 คำเฆี่ยนเขยของผู้ไท 181 เข้าบทเฆี่ยน 182 พิธีสู่ขวัญกันก่าย 183 บทเส่อขัดหันส้น (ย้ายตีนเภ้อ) 183 ความตาย และการทำศพ 184 การจัดการเกี่ยวกับศพ 185 กิจกรรมระหว่างตั้งศพไว้ที่บ้าน 185 การนำศพไปเผาที่ป่าช้า 187 การเผาศพ 190 การเก็บกระดูก 191การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ 192 เลี้ยงผีตาแฮก 192 พิธีเลี้ยงผีปู่ตา 193 การรักษาโรค 194 การรักษาทางไสยศาสตร์ 194 การรักษาด้วยสมุนไพร 1968 ผู้ไทบ้านปทุมวาปี(บ้านหนองบัว) 198การอพยพและตั้งหมู่บ้าน 198ผู้ใหญ่อุ่น พรหมสุขันธ์ รากฐานของผู้นำ 199ผู้ใหญ่นัน แสงลี ผู้นำจำเป็น 200ฉ
หน้าผู้ใหญ่ทอน แสงลี กำนันแหนบทอง 201กำนันโฮม แสงลี ผู้นำแห่งสายน้ำ 202ผู้ใหญ่จวน อาสาสิงห์ นักพัฒนาเศรษฐกิจหมู่บ้าน 202ผู้ใหญ่เสวียน แสงลี ผู้นำกระดูกสันหลังของชาติ 202ผู้ใหญ่มีนา แสงลี ผู้นำรุ่นใหม่นักพัฒนาชุมชน 202ผู้ใหญ่บ้านสายทอง พรหมสุขันธ์ ผู้นำด้านการศึกษา 203ผู้ใหญ่บ้านชูชาติ วรรณขาว ผู้นำด้านศาสนา 203ผู้ใหญ่สุวิน ผ่านชมพู ผู้นำศิลปะวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น 203ผู้ใหญ่บัณฑิต พรหมสุขันธ์ ผู้นำก้าวหน้า 203สรุปส่งท้าย 204บรรณานุกรม 205บุคลานุกรม 211ประวัติผู้เรียบเรียง 213ช
สารบัญภาพภาพที่ หน้า1-1 เมืองไลในสมัยโบราณ 31-2 จังหวัดไลเจา ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน 31-3 เมืองแถง หรือเมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน 41-4 แผนที่แคว้นสิบสองจุไท 41-5 แสดงอาณาเขตของอาณาจักร หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ 71-6 บริเวณที่เชื่อกันว่าเป็น ผาบาป ผาบุญ ซึ่งมีการยิงธนูแข่งขันกัน ระหว่าง ข่ากับผู้ไท ปัจจุบันอยู่ที่บ้านนาเต้อ บ้านนายม เมืองวีระบุรี91-7 พระธาตุนางลาว (ก่อนการบูรณะ) 111-8 พระธาตุนางลาว บ้านธาตุ เมืองวีละบุลี หลังการบูรณะ 121-9 เมืองวังอ่างคำ (วีละบุลี) ในปัจจุบัน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว 121-10 แผนที่แสดงเส้นทางการอพยพจากแคว้นสิบสองจุไทมายังภาคอีสานของ ประเทศไทย202-1 นายเดช แสงลี 312-2 นายกง สุริยฉาย 312-3 นายคำสิงห์ วรรณกุล 322-4 นายถนอม วรรณกุล 322-5 นายบรรทม แสงลี 332-6 กำนันขุนประจักษ์จิตราษฏร์ 352-7 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต 372-8 นางก้อง พวงเพชร 382-9 ท่านเจ้าคุณพระราชวชิรโสภณ (หลวงปู่หลอ) 392-10 นายพรม ไชยรบ ครูคนแรกเรียนโรงเรียนบ้านโพนสวาง 402-11 ผู้ใหญ่พูน ไชยแสง 412-12 ศาลาการเปรียญวัดป่าสีลารัตน์ในปัจจุบัน 42
ภาพที่ หน้า2-13 ผู้ใหญ่สมพงษ์ ไชยแสง 432-14 ผู้ใหญ่พู พรหมสุขันธ์ 442-15 ชาวบ้านที่มาช่วยทำถนนจากวัดถ้ำอภัยดำรงธรรมขึ้นไปบนถ้ำพวง พ.ศ. 2514 482-16 ผู้ใหญ่พิน พวงเพชร 492-17 ผู้ใหญ่วิเชียร ไชยแสง 512-18 ผู้ใหญ่ฉันทะ แสงลี 532-19 ผู้ใหญ่บัวลอน ศรีทะเบียน 562-20 ผู้ใหญ่บุญเลี้ยง กระมนตรี 572-21 ผู้ใหญ่คณิต พวงเพชร 602-22 กำนันคณิต พวงเพชร สนทนาให้ข้อมูลกับผู้เรียบเรียง 613-1 แสดงเขตและที่ตั้งวัดป่าสีลารัตน์ในปัจจุบัน 683-2 โปงใหญ่เก็บไว้ที่โรงเก็บไม้ที่วัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวาง 703-3 พระพุทธรูปไม้ประดู่ แกะสลักโดยพระอาจารย์สีลา เทวามิตฺโต 713-4 ศาลาการเปรียญวัดป่าสีลารัตน์ 733-5 กุฎีพระลูกวัดป่าสีลารัตน์ 743-6 หลวงปู่เสือ กันตสาโร 753-7 กุฎีเจ้าอาวาส ปรับปรุงเมื่อปี พ.ศ. 2539 783-8 ศาลาการเปรียญหลังใหญ่หลังการปรับปรุง 793-9 บริเวณลานวัดและโรงครัว 803-10 โรงฉันน้ำร้อน 813-11 เจดีย์ 4 บูรพาจารย์ 823-12 โรงกรองน้ำ 823-13 เมรุบ้านโพนสวาง 833-14 นั่งสนทนากับหลวงปู่เสือเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของหลวงปู่เสือ 86ฌ
ภาพที่ หน้า4-1 พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต 874-2 พระพุทธรูปไม้ประดู่แกะสลักโดยพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ประดิษฐานอยู่ที่วัดป่าสีลารัตน์924-3 พระพุทธรูปไม้แกะสลักโดยพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ประดิษฐานอยู่ที่วัดโชติการาม934-4 ศาลาการเปรียญที่พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต สร้าง ปัจจุบันมีการบูรณะปรับปรุงให้สวยงาม944-5 พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย 954-6 เจดีที่บรรจุอัฐิท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต วัดโชติการาม (หลังการบูรณะใหม่)1004-7 อาจารย์วันนิตย์ ไชยแสง 1035-1 แสดงผลไม้ป่ารอบโรงเรียนบ้านโพนสวางในห้วงเวลาการก่อตั้งไหม่(80 กว่าปีที่ผ่านมา)1065-2 แสดงที่ตั้งโรงเรียนบ้านโพนสวางในปัจจุบัน 1065-3 นายพรม ไชยรบ ครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนบ้านโพนสวาง 1075-4 ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพนสวางคนปัจจุบัน 1095-5 ภาพบุคลากรของโรงเรียน 1105-6 กิจกรรมต่างๆ โรงเรียนบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว 1127-1 ที่ตั้งของบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร 1467-2 ลักษณะบ้านของชาวผู้ไทในอดีต 1487-3 แสดงส่วนประกอบบ้านของชาวผู้ไท 1487-4 ลักษณะยุ้งข้าว (เล้าข้าว) ของผู้ไท 1497-5 บ้านสมัยใหม่ของผู้ไทบ้านโพนสวาง 1507-6 อาหารของชาวผู้ไทย 1527-7 การแต่งกายของผู้หญิงชาวผู้ไท 154ญ
ภาพที่ หน้า7-8 การแต่งกายของผู้ไทในงานเทศกาล 1547-9 แสดงกระบวนการทำเส้นด้าย (จากดอกฝ้าย-เส้นด้าย) 1567-10 การสู่ขวัญเพื่อความเป็นศิริมงคล 1617-11 พิธีสะเดาะเคราะห์ 1637-12 การทำพิธีช้อน (ส่อน) ขวัญ 1647-13 แสดงการลงข่วงของผู้ไท 1657-14 การทำบุญทอดกฐินของผู้ไท 1697-15 พานบายศรี 1707-16 การต้อนรับบายศรีสู่ขวัญ 1747-17 การอยู่ไฟหลังคลอด 1757-18 พิธีการบายศรีสู่ขวัญผูกแขนคู่บ่าวสาว 1847-19 การเผาศพบนกองฟอน 1917-20 พิธีเลี้ยงผีตาผีตาแฮก 1927-21 พิธีเลี้ยงผีปู่ตา 1937-22 แสดงพิธีกรรมการรักษาคนป่วยโดยการเหยา 1957-23 สมุนไพรไทยใช้ในการรักษาโรค 196ฎ
1 บทที่ 1ผู้ไทคือใครมาจากไหนภูไท หรือ ผู้ไท หรือผู้ไทยภูไท ผู้ไท หรือผู้ไทย นี้ เป็นคำเรียก \"ชนชาติไทยสาขาหนึ่งแถวสิบสองจุไทย\" ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน (ณัฐพล ชารีรักษ์และวิรัช วงศ์ภินันท์วัฒนา,ออนไลน์) อธิบายว่า คำเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทมีหลายคำ แต่ปัจจุบันนิยมใช้3 คำ ได้แก่ คำว่า “ผู้ไทย” นิยม ใช้ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า “ผู้ไท” ใช้ในความหมาย เมื่อกล่าวถึงกลุ่มคนไทที่พูดภาษาตระกูลไท อาศัยอยู่ทั้งในและนอกประเทศไทย และคำว่า “ภูไท” ใช้ในความหมายเมื่อกล่าวถึงกลุ่มคนที่มีถิ่นเดิมอาศัยอยู่ตามภูเขา แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า คำ \"ภูไท ผู้ไท หรือผู้ไทย\" เอาคำไท หรือ ไทย ไว้หลังคำ ภู หรือ ผู้ไม่เหมือนคนไทยสาขาอื่นจะเอาคำ ไท หรือไทย ไว้หน้าคำอื่น เช่น ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทกะตาก ไทดำ ไทขาว ไทแดง ไทลื้อ ไทไล ไทหลวง ไทลาว ไทยสยาม เป็นต้น (คำว่า ไท เติม ย เป็น ไทย เขียนสะกดตามแบบบาลี) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คงจะตอบได้ว่า ชาว ภูไท ผู้ไท หรือผู้ไทย นี้ เป็นชนชาติผู้ที่ชอบอยู่อย่างอิสระ รักสงบ อยู่ตามที่ราบเชิงเขา ที่ราบระหว่างภูเขา หรือ ตามลุ่มน้ำลำห้วย เหมาะในการทำไร่นา สะดวกในการไปมาค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน อีกอย่างคนผู้ไทนี้ชอบดำรงชีวิตเกี่ยวเนื่องโดยอาศัยป่าเขาเป็นที่หาอยู่หากิน จึงชอบตั้งบ้านตั้งเมืองอยู่ตามภูมิลำเนาใกล้ภูเขา แม่น้ำ ลำเซดังกล่าว แต่ไม่ชอบอยู่บนภูเขาสูง เช่น ชาวเขาเผ่าอื่นๆ และมีวัฒนธรรมหลายๆ อย่างเป็นของตนเองโดยเฉพาะ ซึ่งบรรพบุรุษของชาวภูไทได้สร้างสมวัฒนธรรมอันดีงามขึ้น และลูกหลานรุ่นหลังต่อมาก็ได้ปกปักรักษาสืบต่อจารีตประเพณีวัฒนธรมตามที่ปู่สั่งมาตาสั่งไว้อย่างเคร่งครัด ในเอกสารเล่มนี้ผู้เรียบเรียงขอใช้คำ \"ผู้ไท\" เพราะเป็นคำเฉพาะดี แต่อย่างไรก็ตาม ชาวผู้ไทก็เป็นเชื้อสายหรือมาจากที่เดียวกันกับชนเผ่าอื่นที่มีคำว่า ไทย ไท หรือ ไต นำหน้า นั้น ถือว่าเป็นคนเชื้อสายไทยด้วยกันก็ว่าได้
2ในภาคอีสานของไทย ประชาชนหาได้เป็นลาวทั้งหมดไม่ แต่มีชนหลายเผ่าพันธุ์และหลายภาษาปะปนกันอยู่ เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลอุดรและมณฑลอีสานใน พ.ศ. 2449 นั้น ทรงเล่าว่า “คนที่อยู่แถวลุ่มแม่น้ำโขงที่แตกต่างไปจากไทยล้านช้างมี 8 พวก หนึ่งใน 8 พวก คือ พวกผู้ไทย อยู่ในเขตเมืองสกลนครและเรณูนคร ในบรรดาชนเผ่าต่างๆ พวกผู้ไทยนับว่ามีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่สูงกว่าพวกอื่น เพราะเคยอยู่ในบ้านเมืองที่มีความเจริญมาแล้วในเขตสิบสองจุไทถือมีความรุ่งเรืองไม่แพ้พวกล้านช้างนั่นเอง” (เอกรินทร์ พึ่งประชา,ออนไลน์)ถิ่นฐานเดิมของชาวผู้ไทเล่าสืบต่อกันมาว่า ชาวผู้ไทในภาคอีสานของประเทศไทยในปัจจุบัน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บริเวณเมืองแถงเป็นเมืองเก่าแก่ของชาวผู้ไท หลังจากอพยพมาจากเมืองหนองแสแสนย่านซึ่งถูกจีนรุกราน ก็ได้พากันมาตั้งบ้านแปลงเมืองที่เมืองแถง (หรือแถน) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุกาพ ทรงกล่าวไว้ในคำนำพงศาวดารเมืองแถงและพงศาวดารเมืองไลว่า(ประชุมพงศาวดาร เล่ม 9 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 9 และภาคที่ 10 ตอนต้น, ออนไลน์)\"เมืองแถง เมืองไล อยู่ในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย กล่าวกันมาว่าแรกที่ชนชาติไทยจะอพยพลงมาสยามประเทศแต่ดึกดำบรรพ์ มาตั้งอยู่ที่แว่นแคว้นสิบสองจุไทยนี้ก่อน คำว่าสิบสองจุไทยตรงกับสิบสองเจ้าไทย เพราะแต่เดิมไทย ที่ตั้งอยู่ในแว่นแคว้นนั้น อยู่แยกกันเป็นสิบสองอาณาเขต แม้ทุกวันนี้พลเมืองที่อยู่ในที่นั้นก็เป็นไทยโดยมากเรียกกันว่า \"ผู้ไทย\" เขตแดนท้องที่ที่พวกผู้ไทยอยู่ในแว่นแคว้นอันกว้างขวางนี้ ข้างเหนือไปจนถึงมณฑล ฮุนหนำแดนจีน ข้างตะวันออกไปจนถึงมณฑลตังเกี๋ยแดนญวน ข้างตะวันตกต่อแดนสิบสองปันนา ซึ่งขึ้นพม่า ข้างใต้ต่อกับศรีสัตนาคนหุต\" ต่อมาแคว้นสิบสองจุไทยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) จึงได้รวมเอาหัวเมืองผู้ไทกับเวียดนามเหนือเข้าด้วยกัน เมื่อเวียดนามได้เอกราชจากฝรั่งเศส จึงเปลี่ยนชื่อจากเมืองแถงมาเป็นเมืองเดียนเบียนฟูปัจจุบัน แต่พงศาวดารล้านช้างเรียกเมืองนี้ว่า \"เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู\"
3“สิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไท” ถิ่นเดิมก่อนการอพยพ ชาวผู้ไทจำนวนมากอาศัยกระจัดกระจายทั่วไปในบริเวณที่เรียกว่าสิบสองจุไท โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำดำ อยู่รวมกับเผ่าอื่นๆ เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำดำ แหล่งของชาวผู้ไทแห่งนี้ อาจแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (เกร็ดความรู้ จากสารานุกรมไทย,ออนไลน์)1. กลุ่มผู้ไทบริเวณเมืองไล หรือไลเจา ซึ่งมีชาวผู้ไทใน เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง เมืองไล รวม 4 เมือง ดินแดนแถบนี้อยู่ใกล้จีนอากาศหนาว จึงเป็นผู้ไทยที่มีผิวขาวและรับอารยธรรมจากจีน โดยเฉพาะการแต่งกายนุ่งขาวห่มขาวในพิธีศพ จึงเรียกผู้ไทยกลุ่มนี้ว่า “ผู้ไทขาว”ภาพที่ 1-1 เมืองไลในสมัยโบราณภาพจาก ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 8 : 442 ภาพที่1-2 จังหวัดไลเจา ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki/
42. กลุ่มผู้ไทบริเวณเมืองแถง หรือเมืองเดียนเบียนฟู ในปัจจุบัน ซึ่งมีชาวผู้ไทอยู่ใน เมืองแถน เมืองควาย เมืองคุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโม เมืองหวัด เมืองซา รวม 8 เมือง กลุ่มนี้ผิวสีคล้ำกว่าผู้ไทตอนบน นิยมแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายพื้นเมืองย้อมครามเข้ม และอาศัยแม่น้ำดำเป็นแหล่งเกษตรกรรม จึงเรียกว่า “ผู้ไทดำ” ภาพที่ 1-3 เมืองแถง หรือเมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน ภาพจาก https://images.search.yahoo.com/search/images;ชาวผู้ไททั้งสองกลุ่มนี้รวมกันแล้วจะเป็น 12 เมือง จึงเรียกว่า แคว้นสิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไท นอกจากนี้ยังมีชาวผู้ไทกระจัดกระจายตามแม่น้ำแดงในเขตตังเกี๋ยของญวนอีกด้วย ภาพที่ 1-4 แผนที่แคว้นสิบสองจุไท ภาพจาก ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 8 : 440
5กำเนิดล้านช้างสามอาณาจักรเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้ไทได้ดี รู้ถึงต้นสายปลายเหตุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะอะไร มีความเป็นมาในอดีตอย่างไร ทั้งนี้เพราะแคว้น สิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไทอยู่ภายใต้การดูแลของอาณาจักรล้านช้างด้วย ผู้เรียบเรียงจึงขอนำเรื่องการกำเนิดล้านช้างสามอาณาจักรไว้ดังนี้ อาณาจักรล้านช้างนี้ได้สถาปนาขึ้นอย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคงอย่างแท้จริงใน ปีพ.ศ.1896 สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม มีความเจริญรุ่งเรืองสลับกับความร่วงโรยต่อมาหลายสมัย ซึ่งยุคที่นับได้ว่าเป็นยุคทองของอาณาจักรล้านช้างคือ รัชสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (พ.ศ.2091-2114) และรัชกาลสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (พ.ศ.2181-2238) หลังจากนั้นอาณาจักรลาว ก็เสื่อมอำนาจและแตกออกเป็น 3 ราชอาณาจักร และใน ปี พ.ศ.2321 ทั้ง 3 อาณาจักรก็สูญเสียเอกราชแก่ราชอาณาจักรสยาม และต่อมาในปี พ.ศ.2436 ราชอาณาจักรลาวทั้งสาม ก็ตกเป็นรัฐในอารักขาหรืออาณานิคมของฝรั่งเศสราชอาณาจักรทั้ง 3 ประกอบด้วย (วิกิพีเดีย, ออนไลน์)1. อาณาจักรเวียงจันทน์อาณาจักรนี้สืบทอดจากอาณาจักรล้านช้างศรีสัตนาคนหุตเดิม มีอาณาปกครองดินแดนลาวภาคกลาง มีพระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 เป็นปฐมกษัตริย์ พระไชยเชษฐาองค์นี้ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่จักรวรรดิเวียดนาม ซึ่งมีราชธานีในขณะนั้นอยู่ที่เมืองเว้ คนทั้งหลายจึงขนานพระนามอีกอย่างว่าพระไชยองค์เว้ หรือพระไชยองค์เวียด พระองค์ได้นำกำลังจากเวียดนามเข้ายึดกรุงเวียงจันทน์ จับเจ้านันทราชสำเร็จโทษ แล้วราชาภิเษกพระองค์เองเป็นกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2241 จากนั้นจึงทรงตั้งท้าวลองเป็นเจ้าอุปราชครองเมืองหลวงพระบาง แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวลาวทั้งมวล เพราะพระองค์มีความใกล้ชิดกับจักรวรรดิเวียดนามในปี พ.ศ. 2250 เจ้ากิ่งกิสราชกับเจ้าองค์คำ พระราชนัดดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (พระมหากษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง) ที่หนีไปประทับที่เมืองหงสา (อยู่ในแขวงไชยบุรีในปัจจุบัน) ได้ยกทัพเข้ามาชิงเมืองหลวงพระบาง จับเจ้าอุปราชท้าวลองสำเร็จโทษ และเตรียมจะยกทัพเข้าตีกรุงเวียงจันทน์ พระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 จึงมี พระราชสาส์นไปยังสมเด็จพระเพทราชาแห่งอาณาจักรอยุธยาเพื่อขอความช่วยเหลือ ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาจึง
6ไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายให้ยุติการรบและปกปันเขตแดนต่อกัน ทำให้หลวงพระบางกลายเป็นอาณาจักรเอกราชไม่ขึ้นกับเวียงจันทน์มานับแต่นั้น ในยุคนี้จึงนับได้ว่าเป็นยุคที่ลาวแตกแยกเป็น 2 อาณาจักร คือ อาณาจักรเวียงจันทน์และอาณาจักรหลวงพระบาง ซึ่งเวียงจันทน์ก็เองไม่ไว้ใจและหาทางทำลายฝ่ายหลวงพระบางอยู่ตลอด2. อาณาจักรหลวงพระบางอาณาจักรหลวงพระบางถือกำเนิดจากความแตกแยกระหว่างเวียงจันทน์และหลวงพระบางในปี พ.ศ. 2250 ดังได้กล่าวมาแล้ว มีอาณาปกครองดินแดนลาวภาคเหนือในปัจจุบัน มีเจ้ากิ่งกิสราชเป็นปฐมกษัตริย์ (พ.ศ. 2249–2256) และมีเชื้อสายกษัตริย์สืบราชสมบัติต่อมาจนกระทั่งประเทศลาวเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2492 และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อเนื่องกันเรื่อยมาตลอด จนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2518 ในยุคแรกอาณาจักรนี้เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในของตนเองเป็นระยะ และมีการขอกำลังจากรัฐที่ใหญ่กว่าอย่างพม่ามาช่วยเหลือเสมอ แน่นอนว่าฝ่ายหลวงพระบางก็ไม่ไว้ใจและหาทางทำลายฝ่ายเวียงจันทน์เช่นกัน3. อาณาจักรจำปาศักดิ์อาณาจักรจำปาศักดิ์มีกำเนิดมาจากการอพยพหลบภัยการเมืองของเจ้านาง สุมังคละ และประชาชนส่วนหนึ่งภายใต้การนำของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก พระเถระผู้ใหญ่ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช มูลเหตุมาจากพระยาเมืองจันผู้เป็นเสนาบดีได้ชิงราชสมบัติขึ้นครองอาณาจักรหลังพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จสวรรคต และคิดจะเอา เจ้านางสุมังคละ พระราชนัดดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (ซึ่งทรงเป็นหม้ายและกำลังทรงครรภ์) เป็นมเหสี แต่นางไม่ยอม จึงหนีไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กจึงพาญาติโยมของตนประมาณ 3,000 คนและเจ้านางสุมังคละหนีออกจากเวียงจันทน์ทางใต้ไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านงิ้วพันลำโสมสนุก ณ ที่นั้นเจ้านางสุมังคละได้ประสูติพระโอรสนามว่าสมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรต่อมานางแพงเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ชาวพื้นเมืองได้อาราธนาเจ้าราชครูหลวงโพน สะเม็กมาปกครองบ้านเมือง เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กปกครองบ้านเมืองได้ระยะหนึ่งก็เกิดปัญหาการปกครองในบางประการ ซึ่งเอาหลักทางธรรมมาตัดสินและยุติปัญหาไม่ได้
7ท่านจึงให้คนไปเชิญเจ้าหน่อกษัตริย์ซึ่งเจริญพระชนม์มากพอที่จะปกครองบ้านเมืองได้แล้ว มาทำพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์ปกครองนครจำปาศักดิ์ในปี พ.ศ. 2257 ทรงพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร อาณาจักรล้านช้างแห่งที่ 3 คือ อาณาจักรจำปาศักดิ์ จึงถือกำเนิดขึ้นในปีนี้ พระองค์ได้ประกาศอาณาเขตแยกออกจากเวียงจันทน์ ปกครองดินแดนลาวภาคใต้ตั้งแต่เขตเมืองนครพนม เมืองคำม่วน ลงไปจนถึงเมืองเชียงแตง เมืองมโนไพรต่อแดนเขมร ส่วนทางด้านตะวันตกอาณาเขตไปไกลจนถึงเมืองท่งหรือเมืองสุวรรณภูมิ เชื้อสายของกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ได้ปกครองจำปาศักดิ์ต่อมาทั้งในฐานะกษัตริย์ เจ้าผู้ครองนคร และผู้ว่าราชการเมือง จนกระทั่งแผ่นดินลาวรวมเป็นหนึ่งในปี พ.ศ. 2489 แต่ยังคงมีบทบาททางการเมืองในลาวยุคพระราชอาณาจักรมาตลอดจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2518 ภาพที่ 1-5 แสดงอาณาเขตของอาณาจักร หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki/กบฎเจ้าอนุวงศ์
8การอพยพครั้งแรกของชนเผ่าผู้ไทจากเมืองแถงแคว้นสิบสองจุไทสู่เมืองวังอ่างคำจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าชาวผู้ไทนั้นมี 2 กลุ่ม คือผู้ไทขาว และผู้ไทดำ ชาวผู้ไททั้ง 2 กลุ่ม อยู่ในเมืองต่างๆ รวมกันแล้วเป็น 12 เมือง จึงเรียกว่า “แคว้นสิบสองจุไทย” เมืองไลซึ่งเป็นเมืองของชาวผู้ไทขาว ตั้งอยู่ในดินแดนคาบเกี่ยว หรือตะเข็บชายแดนของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จีน และญวน เพื่อความอยู่รอด เมืองนี้จึงจำเป็นต้องอ่อนน้อมแก่ทั้ง 3 ฝ่ายฟ้า ต้องส่งส่วยแก่ทุกฝ่ายเหตุของการอพยพของชนเผ่าผู้ไท เนื่องมาจากความอัตคัดอดอยากเนื่องจากภัยแล้ง และเกิดความขัดแย้งระหว่าง ท้าวก่า หัวหน้าของชาวผู้ไทกับเจ้าเมืองนาน้อยอ้อยหนู (น้ำน้อยอ้อยหนู) ท้าวก่าจึงพาชาวผู้ไทเป็นจำนวนมาก (ประมาณหมื่นคน) อพยพจากเมืองนาน้อยอ้อยหนูเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเจ้าอนุรุทผู้ครองนครเวียงจันทน์ โดยทางเวียงจันทน์พิจารณาแล้วเห็นว่าแต่กาลก่อนชาวผู้ไทชอบตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ราบเชิงเขาจึงโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเมืองวังอ่างคำ ทางตะวันออกของเมืองสะหวันเขต (แถวต้นน้ำ เซบั้งไฟและเซน้อย) ติดกับเขตแดนญวน และผู้ไทได้ตั้งขยายเมืองเล็กเมืองน้อย อีกหลายเมืองรอบๆ เมืองวังอ่างคำ คือ เมืองพิน เมืองนอง เมืองผาลาน เมืองตะโปน (เซโปน) เมืองผาบัง เมืองเซียงฮ่ม เมืองคำอ้อคำเขียว บริเวณดังกล่าวมีชนพื้นเมืองคือ พวกข่าอาศัยอยู่ก่อนแล้ว (เกริก ศรีหริ่ง พ.อ.,ออนไลน์)ชาวผู้ไทและชาวข่า เมื่ออยู่ด้วยกันก็เกิดความขัดแย้ง แย่งชิงกันเป็นผู้ปกครองเมืองวัง จึงได้มีการเสี่ยงบุญวาสนา โดยการแข่งขันการยิงหน้าไม้ (ธนู) ขึ้น มีข้อตกลงกันว่าถ้าฝ่ายใดสามารถยิงลูกหน้าไม้ติดหน้าผาได้โดยไม่ตกลงมา ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะการแข่งขัน จะได้เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองวัง เมื่อถึงวันเวลานัดหมาย ต่างฝ่ายต่างแห่หน้าไม้ไปที่หน้าผา ชาวข่าทำหน้าไม้ยาวข้างละ 3 ศอก โดยชาวข่าเป็นผู้ยิงก่อนเพราะอ้างว่าพวกตนมาอยู่ก่อน เมื่อยิงหน้าไม้ออกไปด้วยความแรง ลูกหน้าหน้าไม้จึงกระเด็นออกมา ทำการยิงถึง 3 ครั้งก็กระเด็นออกมาทั้ง 3 ครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ชาวผู้ไทเสี่ยงบุญวาสนา ชาวผู้ไทใช้หน้าไม้อันเล็กๆ ทำขาให้อ่อนๆ ที่ปลายลูกหน้าไม้ ได้ใช้ขี้สูด (ชันโรง) ติดที่ปลายเอาไว้ เมื่อยิงลูกหน้าไม้ที่มีขี้สูด จึงติดที่หน้าผา ชาวข่าเกิดความอัศจรรย์ในปัญญาของชาวผู้ไทเป็นอันมาก ชาวข่าจึงต้องยอมแพ้แต่โดยดี และได้ยอมให้ชาวผู้ไทปกครองเมืองวังโดยมี ท้าวก่า เป็นเจ้าเมือง โดยเจ้าอนุวงศ์ผู้ครองเวียงจันทน์แต่งตั้ง ท้าวก่า ให้เป็น พระยาก่า
9ผู้ครองเมืองวัง ซึ่งชาวภูไทมักเรียกว่า เมืองวังอ่างคำ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ ในตำนานเล่ากันว่ามีพวกข่าส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมอยู่ในความปกครองของพวกผู้ไท ต่างก็พากันหลบหนีไป พวกผู้ไทได้ทราบเหตุจึงได้ออกติดตามไป กาด (สกัด) ตามสถานที่ต่างๆ ที่คิดว่าชาวข่าจะหลบซ่อนอยู่ มาทางผาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผาที่มีช่องทางแคบ เป็นทางเดินได้เฉพาะช่องเดียวภายหลังได้เรียกนามผานั้นว่า ผากาด (เขากาด) แต่ไม่พบจึงออกติดตามต่อไปอีกถึงผาอีกแห่งหนึ่งที่คาดว่าพวกข่าจะไปหลบซ่อนอยู่ เป็นผาที่มีถ้ำลึก ปากถ้ำมีรอยเท้าคนใหม่ๆ เดินเข้าไปในถ้ำเป็นจำนวนมาก พวกผู้ไทจึงจุดไฟเผาพริกสุมตรงปากถ้ำ (อูด) ควันพริกเข้าไปกลบอยู่ในถ้ำ พวกข่าที่หนีหลบเข้าไปอยู่ในถ้ำทนควันพริกรมไม่ได้จึงออกมาและยอมสวามิภักดิ์อยู่ในความปกครองของพวกผู้ไททั้งสิ้น หน้าผาตรงนั้นจึงเรียกว่า ผาอูด (เขาอูด)หน้าผาที่แข่งขันยิงลูกหน้าไม้กันระหว่างข่ากับผู้ไทนั้นชื่อ ผาบาป ผาบุญ ปัจจุบันอยู่ที่ บ้านนาเต้อ บ้านนายม เมืองวีระบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ซึ่งนักวิชาการไทยที่สนใจในประวัติศาสตร์ของตน เดินทางไปศึกษาเพื่อค้นคว้าตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าสืบต่อกันมาและพบว่า หน้าผาและสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวมานี้มีอยู่จริง (นฤทร์บดินทร์ สาลีพันธ์, ออนไลน์) ภาพที่ 1-6 บริเวณที่เชื่อกันว่าเป็น ผาบาป ผาบุญ ซึ่งมีการยิงธนูแข่งขันกัน ระหว่าง ข่ากับผู้ไท ปัจจุบันอยู่ที่บ้านนาเต้อ บ้านนายม เมืองวีระบุรี
10พระยาก่า ได้ปกครองเมืองวังแล้วเจ้าอนุรุท (เจ้าอนุวงศ์) ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้พระราชทานนางสนมให้กับพระยาก่า ซึ่งเป็นนางสนมคนที่ 6 ชื่อเจ้านางคำเภา เป็นธิดาเสนาผู้ใหญ่เมืองหลวงพระบาง ชาวผู้ไทเรียกว่า “นางลาว” นางลาวได้ขอพระสงฆ์ 1 รูป พร้อมพระพุทธรูป 1 องค์ ติดตามมาด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวภูไทแต่เดิมนับถือผีต่างๆ หันมานับถือพระพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นางลาวได้ให้กำเนิดบุตร 3 คน คนที่ 1 ชื่อท้าวคำเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก คนที่ 2 ชื่อท้าวก่ำ และคนที่ 3 ชื่อท้าวแก้ว เมื่อสิ้นสมัยพระยาก่าแล้ว หาญตุ้ยบุตรชายคนโตที่เกิดกับภรรยาชาวผู้ไทได้เป็นเจ้าเมือง แต่มีการแย่งอำนาจการปกครองกันระหว่างพี่น้อง โดยหาญสุกสุ้ยหรือพระยาเตโช ผู้น้องฆ่าหาญตุ้ยแล้วตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองวัง แต่ปกครองเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ในที่สุดพระยาเตโชถูกทำพิธีตกช้างฮ้างเมือง ตกลงจากหลังช้าง ขาดจากความเป็นเจ้าเมือง ท้าวก่ำ (ลูกของนางลาว) จึงได้ครองเมืองวังในลำดับต่อมา โดยมีท้าวแก้วน้องชายเป็นอุปฮาด ท้าวกอเป็นราชวงศ์ ท้าวตั้ง (ตั้ว) เป็นราชบุตร ท้าวก่ำและท้าวแก้วเป็นลูกพ่อเดียวแม่เดียวกันแต่นิสัยต่างกันมาก พระยาก่ำหรือท้าวก่ำ มีนิสัยโหดเหี้ยม มีการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณี จนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไปทั่ว ส่วนท้าวแก้วเป็นคนสัตย์ซื่อ มีใจโอบอ้อมอารีต่อไพร่บ้านพลเมือง มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่บ่าวไพร่ราษฎร พวกราษฎรจึงพากันนิยมนับถือท้าวแก้วอุปฮาดเป็นจำนวนมาก พระยาก่ำก็รู้สึกว่าราษฎรพากันนับถืออุปราชมากกว่าตน เกรงว่าอุปราชจะคิดทรยศต่อตนจึงสั่งให้ ท้าวแก้วอุปฮาด มาพบที่เมืองวัง อุปฮาดแก้วพร้อมด้วยนางหมอหลวงภรรยา ขี่ช้างมาถึงเมืองวัง พระยาก่ำจึงได้เอาหอกแทงอุปฮาดแก้วตาย นางหมอหลวงภรรยาอุปฮาดแก้วจึงหนีกลับคืนไปแจ้งแก่นางลาวผู้เป็นมารดา ทำให้นางลาว ผู้เป็นแม่เกิดความคับแค้นใจเป็นอย่างมาก จึงได้กล่าวคำสาปแช่งไว้ว่า “คนพวกภูไทนี้เป็นอ้ายเป็นน้องโฮ้มท้องเด๋วแท้เลอผัดมาฆ่ามาฟันเด๋วได้ ต่อไปภายหน้าขออย่าเห้อซุมนี้อายุหมั้นขวัญยืน คันเป็นเจ้าเป็นนายกะอย่าเห้อมันฮุ่งมันเฮิงอย่าเห้อมันได้อยู่เฮินกระดานฝาแป้น เห้อมันมุงไพหญ้าเป็นข้าเขาอยู่หั้น” (กิตติศักดิ์ แสนพาน, 63-65, 2551)
11(คนภูไทนี้ เป็นพี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ ก็ยังฆ่าฟันกันเองได้ต่อไปขออย่าให้คนพวกนี้มีอายุมั่นขวัญยืน ถ้าจะได้เป็นเจ้าเป็นนายก็ขออย่าให้เจริญรุ่งเรือง แล้วอย่าให้คนจำพวกนี้ได้อยู่เรือนพื้นกระดานฝากระดาน ให้หลังคามุงด้วยไพหญ้า เป็นขี้ข้าเขาตลอดไป: ผู้เรียบเรียง)เรื่องราวเกี่ยวกับ \"นางลาว\" นี้เป็นที่ทราบดีกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ไท ซึ่งถือว่าเป็นสตรีผู้เสียสละและมีบทบาทสำคัญในการปกครองหรือเหตุการณ์สำคัญในอดีตของเมือง ตำนานเล่าว่านางมีช้างคู่ใจที่เป็นพาหนะสำคัญในการเดินทางและปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในพื้นที่เมืองวัง-อ่างคำ ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างพระธาตุนางลาวขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงคุณความดีหรือการเสียสละของเธอ โดยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพสักการะมาอย่างยาวนานพระธาตุนางลาวตั้งอยู่ที่บ้านธาตุ ในเขตเมืองวีละบุลี (เดิมชื่อเมืองวัง-อ่างคำ) แขวงสะหวันนะเขต สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ประวัติของพระธาตุนางลาวเชื่อมโยงกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวภูไทในท้องถิ่น ซึ่งยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ภาพที่ 1-7 พระธาตุนางลาว (ก่อนการบูรณะ)
12 ภาพที่ 1-8 พระธาตุนางลาว บ้านธาตุ เมืองวีละบุลีหลังการบูรณะ ภาพที่ 1-9 เมืองวังอ่างคำ (วีละบุลี) ในปัจจุบัน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ภาพจาก https://theisaanrecord.co/2024/12/18/phu-thai-returns-local festival/เมืองวังขึ้นอยู่ในการปกครองของเมืองเวียงจันทน์ เมื่อถึงเวลาสิ้นปีต้องจัดหาพร้าปลายตัด (มีดโต้) และขวาน รวมปีละ 500 เล่ม นำไปส่งส่วยเวียงจันทน์ทุกๆ ปี แต่เมืองวังนั้นมีเขตแดนใกล้กับเมืองคำรั้ว ซึ่งเป็นเมืองของชนชาติญวน พระยาก่าเกรงกลัวว่าพวกญวนจะมาตีเอาบ้านเมืองจึงได้นำเอาขี้ผึ้งหนักปีกละ 5 ชั่ง 5 ปีก ไปส่งส่วยให้แก่เจ้าเมืองราชคำรั้วอีกด้วย
13การอพยพของชนเผ่าผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกปี พ.ศ. 2321-2322 ลาวในสมัยพระเจ้าสิริบุญสารเกิดขัดแย้งกับไทยสยามสมัยพระเจ้าตากสิน กรณีพระวอพระตาซึ่งเป็น ขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองเวียงจันทน์ ตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลุ่มภู) ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของเวียงจันทน์ เกิดความขัดแย้งกับพระเจ้าสิริบุญสาร ลาวเวียงจันทน์ตามราวีพระวอพระตาที่เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานจนพระตาตายในที่รบ พระวอและราชวงศ์ได้อพยพพาประชาชนหนีมาตั้งมั่นอยู่ที่บ้านเวียงดอนกองซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีของไทยในปัจจุบัน สวามิภักดิ์ต่อไทยสยามสมัยธนบุรี พระเจ้าศิริบุญสารกษัตริย์เวียงจันทน์ได้กระทำการอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยส่งกองทัพมาจับเจ้าพระวอฆ่าที่บ้านดอนมดแดง โดยการหนุนช่วยจากเจ้าผู้ครองนครจำปาสัก พระเจ้าตากสินโกรธเคืองกล่าวหาว่าลาวไม่เป็นเมืองพี่เมืองน้องอย่างแต่ก่อนในอดีตเหมือนสมัยเจ้าชัยเชษฐาธิราช ลาวมาโจมตีคนที่สวามิภักดิ์ต่อไทยสยาม ถือเป็นการหมิ่นเกียรติ จึงมีพระบัญชาให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) กับเจ้าพระยา สุระสีห์ (บุญมา) ยกกองทัพไปตีเมืองลาวตั้งแต่จำปาสักขึ้นไปจนถึงเวียงจันทร์ ทางหลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์มาก่อนก็นำกองทัพมาช่วยตีเวียงจันทน์ด้วย หลังจากตีเวียงจันทร์ได้แล้วกองทัพไทยได้ให้กองทัพส่วนหนึ่งไปตีหัวเมืองด้านตะวันออกของเมืองหลวงพระบางที่ชาวผู้ไท ตั้งบ้านเมืองอยู่บริเวณ เมืองทันต์ (ญวนเรียกเมืองซือหงี) และเมืองม่วย แขวงเชียงขวาง ซึ่งอยู่ใกล้เขตแดนญวน ทางกรุงธนบุรีสั่งให้กวาดต้อนพวกผู้ไทดำ บริเวณนั้นลงไปกรุงธนบุรี และให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เขาย้อย เพชรบุรี (ส่วนมาก) และมีไทดำบางส่วนคิดถึงบ้านเก่าได้อพยพขึ้นเหนือจะกลับลาวแต่ไปไม่ถึงมาหยุดอยู่ที่สุพรรณบุรี บ้างนครสวรรค์บ้าง ส่วนพวกลาวเวียงและลาวพวนให้ไปอยู่บ้านหมี่ เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี และทางหัวเมืองตะวันออก เช่น เมืองแปดริ้ว ปราจีนบุรี และเมืองจันทบุรี พวกผู้ไทดำเมืองเขาย้อยต่อมาเรียกขานกันว่า “ลาวซ่งดำ”เพราะมีอัตลักษณ์ชอบนุ่งกางเกง (ผู้ไทเรียกกางเกงว่าซ่ง) สีดำหรือผ้าย้อมสีคราม จึงเรียกตามการแต่งกายว่า “ลาวซ่งดำ” สุดท้ายกลายเป็นลาว
14โซ่งดำและกร่อนคำเหลือแค่เพียง “ลาวโซ่ง” หรือไทยทรงดำในปัจจุบัน นับว่าเป็นพวก ผู้ไท (ดำ) ระลอกแรกที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยอพยพเข้าสู่ประเทศไทย จากการที่ลาวแพ้สงครามคราวนั้น ไทยได้ผนวกเอาลาวทั้ง 3 อาณาจักร เป็นเมืองประเทศราชของไทยสยามการอพยพของชนเผ่าผู้ไทเข้าสู่ประเทศไทยครั้งที่สองใน พ.ศ. 2334 เจ้าอินทวงศ์พระโอรสของพระเจ้าสิริบุญสารขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเวียงจันทน์องค์ต่อจากเจ้านันทเสนพระเชษฐา ซึ่งถูกปลดจากราชสมบัติเนื่องจากข้อหาเป็นกบฏลักลอบติดต่อกับราชวงศ์เต็ยเซิน (Tây Sơn) ของเวียดนามใน พ.ศ. 2347 เจ้าอินทวงศ์ถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงแต่งตั้งเจ้าอุปราชอนุวงศ์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรเวียงจันทน์ เจ้าน้อยแห่งเมืองพวนแข็งเมืองไม่ยอมรับเจ้าอนุวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงบัญชาให้เจ้าอนุวงศ์เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทร์ยกทัพไปปราบปราม เจ้าอนุวงศ์ยกทัพไปกำราบเจ้าน้อยเมืองพวนและนำตัวเจ้าน้อยเมืองพวนมากุมขังไว้ที่เวียงจันทน์ ต่อมาเจ้าอนุวงศ์จึงปล่อยตัวเจ้าน้อยกลับไปยังเมืองพวนนอกจากนี้เจ้าอนุวงศ์ยังใด้กวาดต้อนผู้ไทดำและลาวพวนเป็นเชลยศึก ส่งลงไปกรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยไทดำนั้นให้ส่งไปอยู่ที่เขาย้อยเพชรบุรีกับพวกที่ไปอยู่ก่อนแล้วในสมัยธนบุรี ส่วนลาวพวนให้แยกกันอยู่ในกรุงเทพฯ บ้างสระบุรีบ้าง ลพบุรีบ้าง นโยบายในการกวาดต้อนผู้ไทดำ ลาวพวน ลาวเวียง ไปกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ นั้นมีเหตุผลอยู่หลายประการ กล่าวคือ 1. เป็นเชลยศึกที่กวาดต้อนไปปูนบำเหน็จให้กับพวกแม่ทัพนายกองที่ทำการรบชนะศึก มีความดีความชอบเพื่อนำเชลยไปใช้แรงงานทำไร่นาและอื่นๆ 2. เพื่อไม่ให้มีประชากรพลเมืองเหลือไว้ให้เป็นประโยชน์แก่ญวนในการเข้ามาปกครองและแสวงหาประโยชน์ 3. เพื่อป้องกันมิให้รวมตัวกันมีกำลังพลมาก กล้าแข็งและขัดขืนได้อีกต่อไป 4. ต้องการกำลังพลมาใว้ทดแทนประชากรไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเสียกรุงแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 ทำให้ผู้คนแถบเมืองลพบุรี
15สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรีขาดและร้างผู้คนจนแทบจะกลายเป็นเมืองร้างเพราะถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลย ดังนั้นไทยสยามจึงกวาดต้อนผู้ไทดำ ลาวพวน ลาวเวียง มาเป็นกำลังทดแทนคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยพม่าคราวนั้นการอพยพของชนเผ่าผู้ไทครั้งที่สาม : จากเมืองวังอ่างคำสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงการอพยพของชนเผ่าผู้ไทครั้งที่สามจากเมืองวังอ่างคำสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ในสมัยรัชการที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ฯ นี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์กบฎเจ้าอนุวงศ์ กบฎเจ้าอนุวงค์เจ้าอนุวงศ์ หรือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 5 พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรเวียงจันทน์ลำดับ 5 หรือองค์สุดท้าย (ปกครองราว พ.ศ. 2348-2371) เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสิริบุญสาร เคยมาอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชการที่ 1 ในฐานะตัวประกัน พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 5 หรือเจ้าอนุวงศ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาวีรกษัตริย์และมหาราชของประเทศลาว ในฐานะผู้พยายามกอบกู้เอกราชจากการเป็นประเทศราชของสยาม (วิกีพีเดีย/เจ้าอนุวงศ์ออนไลน์)กบฏเจ้าอนุวงศ์เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2369 – 2371 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำโขง โดยมีต้นตอมาจากความไม่พอใจของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ที่เห็นว่าการส่งบรรณาการและเชื้อพระวงศ์ไปเป็นตัวประกันในกรุงเทพฯ เป็นการลดเกียรติของลาว อีกทั้งยังมุ่งหวังจะฟื้นฟูเอกราช และคาดหวังแรงสนับสนุนจากเวียดนามซึ่งขณะนั้นเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคเจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงเวียงจันทน์ได้รวบรวมกำลังพลข้ามแม่น้ำโขงเข้าสู่ดินแดนสยามมุ่งสู่กรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหัวเมืองต่างๆ ทางภาคอีสาน เจ้าอนุวงศ์สามารถเคลื่อนพลผ่านเมืองนครราชสีมาและลงมาจนถึงบริเวณเมืองสระบุรีได้สำเร็จ พร้อมทั้งทำการกวาดต้อนประชาชน เพื่อกลับไปยังกรุงเวียงจันทน์อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวต้องยุติลง เมื่อประชาชนชาวนครราชสีมา นำโดยคุณหญิงโม (ท้าวสุรนารี) ภริยาของพระยา สุริยเดช (ทองคำ) ปลัดเมืองนครราชสีมา ได้ร่วมแรงร่วมใจกับชาวเมือง ออกอุบายจัดตั้งกองกำลังต่อต้าน โดยมีแม่หญิงบุญเหลือเป็นหนึ่งในผู้นำการต่อสู้อย่างกล้าหาญ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ กองกำลังของฝ่ายสยามประกอบด้วย
16ชายฉกรรจ์และกองหนุนที่เป็นสตรีผู้เสียสละ ซึ่งสามารถหยุดยั้งกองทัพลาวไว้ได้โดยมีเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจดจำเกิดขึ้นคือ ขณะชาวเมืองถูกกวาดต้อนกลับไปยังเวียงจันทน์ แม่หญิงบุญเหลือได้แสดงความกล้าหาญโดยแย่งดาบจากเพี้ยรามพิชัย นายทัพฝ่ายลาวและเกิดการต่อสู้กันขึ้น ในช่วงเวลาแห่งความชุลมุน นางได้โยนคบไฟใส่ดินระเบิด ส่งผลให้ตนเองและเพี้ยรามพิชัยเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ การกระทำอันกล้าหาญของแม่หญิง บุญเหลือเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนชาวนครราชสีมาและกองกำลังสยามสามารถขับไล่กองทัพลาวให้ล่าถอยกลับ ไปตั้งหลักที่เมืองหนองบัวลำภูและเมืองหล่มสักในเวลาต่อมาเหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นตำนานแห่งวีรกรรมของ \"วีรสตรีเมืองโคราช\" ซึ่งสะท้อนถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักชาติของสตรีไทยในประวัติศาสตร์ และยังได้รับการยกย่องสืบมาจนถึงปัจจุบันเมื่อเหตุการณ์กบฎทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงมีพระราชดำริให้ส่งทัพหลวงไปปราบ โดยมีพระยาราชสุภาวดี หรือพระยาบดินทรเดชาเป็นแม่ทัพใหญ่ สยามสามารถตีโต้กลับได้ทั้งในเขตอีสานใต้และเหนือ จนสามารถเข้ายึดกรุงเวียงจันทน์ได้ในที่สุดเจ้าอนุวงศ์พร้อมพระโอรส คือ เจ้าราชวงศ์ (เหง้า) และเจ้าสุทธิสาร (โป้) ตลอดจนพระราชวงศ์และข้าราชบริพารราว 500 คน จึงลี้ภัยจากเวียงจันทน์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2370 ล่องเรือลงตามแม่น้ำโขงถึงเมืองนครพนม โดยมีพระบรมราชา (มัง) เจ้าเมืองนครพนมติดตาม จากนั้นเดินทางบกต่อไปยังเมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองพวนในแคว้นเชียงขวาง จนถึงเมือง กวี่เฮิป ในจังหวัด เหงะอานของเวียดนาม และพำนักอยู่ที่นั่นในฐานะผู้ลี้ภัยเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีสองเดือน ภายหลัง พระเจ้ามิญหมั่งแห่งราชวงศ์เหงียนมีพระราชดำริจะส่งตัวเจ้าอนุวงศ์คืนไทยเพื่อเปิดทางเจรจา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2371 ฟาน วัน ทวี้ ได้นำเจ้าอนุวงศ์และคณะไปส่งยังชายแดนลาว-ญวนที่เมืองเหงะอาน เมื่อถึงชายแดน เจ้าอนุวงศ์ร้องขอให้จัดกองกำลังคุ้มกันต่อจนถึงเวียงจันทน์ ฟาน วัน ทวี้ จึงมอบหมายให้เหงียน จ่ง ท้าย จัดทัพญวนคุ้มครองเจ้าอนุวงศ์กลับถึงเวียงจันทน์โดยสวัสดิภาพ
17เมื่อถึงเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์ได้เข้าเจรจากับพระยาพิไชยสงคราม ผู้นำฝ่ายไทยที่รักษาเมือง พร้อมนำสิ่งของ เช่น ข้าวสาร หมากพลู และหม้อทองเหลือง มามอบให้ชาวไทยเป็นจำนวนมาก ทว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าอนุวงศ์กลับใช้กองกำลังลาวลอบโจมตี ล้อมเมืองอย่างไม่ทันตั้งตัว สังหารพระยาพิไชยสงครามและชาวไทยไปเป็นจำนวนมากชาวไทยที่ตกใจกลัว ต่างพากันหนีลงแม่น้ำโขงหวังข้ามไปยังเมืองพานพร้าว แต่ฝ่ายลาวได้เก็บเรือทั้งหมดไว้ ชาวไทยจึงจำต้องว่ายน้ำหนี ฝ่ายลาวไล่ตามมาสังหารกลางลำน้ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เหลือรอดเพียงราว 40–50 คน ที่สามารถข้ามฝั่งถึงพานพร้าวได้อย่างหวุดหวิด เป็นอีกหน้าหนึ่งของโศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์กบฏเจ้าอนุวงศ์เมื่อสถานการณ์ในเมืองพานพร้าว (ปัจจุบันเป็นตำบลที่ตั้งอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย) เริ่มไม่สู้ดี เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงตัดสินใจถอนทัพลงไปตั้งหลักที่เมืองยโสธรก่อน เจ้าอนุวงศ์ทราบความเคลื่อนไหว จึงมีคำสั่งให้เจ้าราชวงศ์ (เหง้า) พระโอรส ยกทัพลาวออกจากเวียงจันทน์เพื่อติดตามกองทัพไทย นำไปสู่ศึกใหญ่ที่ “บกหวาน” (ปัจจุบันคือบ้านบกหวาน ตําบลค่ายบกหวาน อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2371การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ผลการรบปรากฏว่าทัพลาวพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ต้องล่าถอยกลับเวียงจันทน์ ขณะที่เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) และท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) ยกทัพไทยไล่ติดตามขึ้นไปยังเวียงจันทน์อีกครั้ง เมื่อเจ้าอนุวงศ์ทราบข่าวการพ่ายแพ้ของพระโอรส จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากเวียงจันทน์อีกคราในเดือนเดียวกัน หวังกลับไปพึ่งราชสำนักญวนอีกครั้งหนึ่งเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงมีคำสั่งให้ทำลายเมืองเวียงจันทน์ลงอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงวัดวาอารามเป็นอนุสรณ์ และกวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ทั้งหมดมารวมไว้ที่พานพร้าว พร้อมส่งตัวเจ้าสุทธิสาร (โป้) พระโอรสของเจ้าอนุวงศ์ ลงมายังกรุงเทพฯ เป็นเชลยแห่งราชสำนักสยาม
18เจ้าน้อยเมืองพวน ซึ่งเคยมีความบาดหมางกับเจ้าอนุวงศ์ ทราบถึงการหลบหนีของเจ้าอนุวงศ์ เกรงว่าทัพไทยจะยกเข้ามาในเมืองพวนเพื่อติดตามตัว จึงรีบส่งคนมาแจ้งแก่เจ้าพระยาราชสุภาวดีในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2371 ว่าจะขอเป็นผู้ออกติดตามจับกุมเจ้าอนุวงศ์มามอบให้ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ไทยจะไม่ยกทัพเข้ามาในถิ่นตนเจ้าน้อยเมืองพวนจึงมอบหมายให้เพี้ยนามโคตรและเพี้ยอุทุมติดตามสืบหาจนพบเจ้าอนุวงศ์ ณ น้ำไฮ เชิงเขาไก่ แล้วแจ้งข่าวไปยังเจ้าพระยาราชสุภาวดีที่เวียงจันทน์ และเจ้ามันธาตุราชแห่งเมืองหลวงพระบางเพื่อให้ส่งกำลังมาจับกุมโดยเร่งด่วน เจ้ามันธาตุราชจึงสั่งให้ท้าวมหาพรหมนำกำลังเข้าจับกุมเจ้าอนุวงศ์และพระราชวงศ์ได้สำเร็จเมื่อเจ้าอนุวงศ์ถูกจับ พระอินทรเดชะและพระยาเชียงสายได้รับคำสั่งจากเจ้าพระยาราชสุภาวดีให้ไปนำตัวส่งมอบแก่เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่เวียงจันทน์ จากนั้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2371 ได้มีคำสั่งให้พระอนุรักษ์โยธาและพระโยธาสงครามพร้อมทหาร 300 นาย คุมตัวเจ้าอนุวงศ์และพระราชวงศ์เวียงจันทน์ลงมายังกรุงเทพฯเมื่อถึงเมืองสระบุรี ได้มีการสร้างกรงเหล็กกลางเรือให้เจ้าอนุวงศ์อยู่ภายใน แล้วล่องเรือกรงลงมาตามแม่น้ำจนถึงกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2372 เป็นการปิดฉากอย่างสมบูรณ์ของเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ผลกระทบกบฎเจ้าอนุวงศ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ไทจากเหตุการณ์กบฎเจ้าอนุวงศ์จะเห็นได้ว่าฝ่ายญวนที่ต้องการขยายอำนาจเข้ามายังลาวและเขมร ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ โอบอุ้มเจ้าอนุวงศ์เป็นอย่างดี ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างไทยกับรัฐญวนอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา และเป็นการเปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงในภายหลัง หลังจากเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ ฝ่ายไทยมีนโยบายที่จะอพยพชนเผ่าชาวผู้ไทและชนเผ่าอื่นๆ จากชายแดนที่ใกล้ชิดติดกับญวนให้มาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้มากที่สุด เพื่อตัดทอนมิให้เป็นกำลังแก่ฝ่ายเวียงจันทน์และฝ่ายญวนอีกต่อไป แต่การอพยพครั้งนี้ยังไม่ใช่การอพยพครั้งใหญ่ที่สุด
19การอพยพระลอกใหญ่ของผู้ไทในสมัยรัชกาลที่ 3 จากเหตุการณ์กบฎเจ้าอนุวงศ์ กองทัพไทยยกไปปราบปรามกบฏอย่างเด็ดขาด เผาทำลายล้างเมืองเวียงจันทร์ราบคาบเป็นหน้ากลองและกวาดต้อนผู้คนและชนเผ่าต่างๆ ให้ข้ามมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางภาคอีสานของไทยทุกวันนี้ส่วนผู้ไทเมืองวังอ่างคำก็ไม่พ้นราชภัยนี้ โดยไทยเห็นว่าเมืองผู้ไทอยู่ติดเขตแดนญวน เพื่อขจัดอิทธิพลญวนแม่ทัพไทยจึงจัดทัพให้พระยามหาสงครามและท้าวเพี้ยเวียงจันทร์ไปโจมตีเมืองวังอ่างคำเมืองของผู้ไทจนแตกพ่าย และให้กวาดต้อนชาวผู้ไทข้ามมาฝั่งขวาของแม่น้ำโขง แต่จากคำล่ำลือถึงความโหดร้ายของกองทัพไทยว่าเผาบ้านเผาเมืองทำทารุณกรรมต่อเชลยศึก ทำให้ชาวผู้ไทส่วนมากแตกบ้านแตกเมืองหนีไปพึ่งใบบุญญวนที่เมืองภูชุน และอีกส่วนหนึ่งแยกย้ายกระจัดกระจายกันและหลบหนีเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยหลบหนีข้าศึกไทยไปอยู่ตามป่าตามเขาตามถ้ำไม่ยอมมอบตัวสวามิภักดิ์ต่อทัพไทย พากันเกลียดชังกองทัพฝ่ายไทย หนีไปพึ่งญวน ทำให้ญวนได้เปรียบในช่วงแรกๆ ของสงคราม ครั้นต่อมาพวกญวนได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ ได้เอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหงชาวผู้ไทยิ่งกว่าทัพไทยเสียอีก ดังมีหนังสือบันทึกหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือผูกพื้นลาวเวียงกล่าวไว้ ดังนี้ (พ.อ. เกริก ศรีหริ่ง,ออนไลน์)“…พระเจ้ากรุงแกว จึงให้โด่ยหยี่ไปรักษาเมืองชุมพร (เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของผู้ไท) ไว้ พวกแกว (ญวน) เกณฑ์ผู้คนมาสร้างค่าย คูเมืองปลูกตำหนักน้อยใหญ่ ผู้คนทิ้งไร่นาเพราะถูกเกณฑ์ ชาวเมืองนอง เมืองชุมพร เมืองผาลาน ตะโปน (เซโปน) อดอยาก ข้าวยากหมากแพง เพราะเมืองแตกแลยังไม่ได้ทำนาต้องกินหัวเผือก หัวมัน กินกลอยแทนข้าว แถมยังถูกข่มเหงให้ตัดไม้ ไปสร้างเมือง สร้างค่ายคูประตูหอรบ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ให้เกณฑ์ จัดเข้าเวร เฝ้าด่าน ทั้งต้องเสียส่วยเงินทอง ควาย ช้าง ขี้ผึ้ง ผ้านุ่ง แลเครื่องหวาย ทุกสิ่งที่เก็บเกณฑ์ได้ให้เอาลงเรือส่งไปเมืองแกว จนชาวบ้านอดอยาก ร้างไร่ ร้างนา พวกเขาจึงค่อยๆ พากันหลบหนีแกวหันมาพึ่งไทย ไม่คิดจะอยู่เป็นบ้านเป็นเมืองอีกต่อไป พวกที่หนีไม่พ้นก็จำทนอยู่ที่นั่นต่อไป บางคนก็เป็นไข้ขี้ลงท้อง (ท้องร่วง) ตายก็มาก…”
20จนในที่สุดเกิดกระแสตีกลับพวกผู้ไทหันมาเลือกข้างฝ่ายกองทัพไทยประกอบกับกองทัพไทยได้ให้ท้าวสาย ผู้ไทพวกแรกๆ ซึ่งอพยพเข้ามาไทยก่อน (ที่เมืองเรณู) ไปเกลี้ยกล่อมญาติพี่น้องชาวผู้ไทที่กระจัดกระจายแตกบ้านแตกเมืองอยู่นั้นให้อพยพข้ามมา ฝั่งขวาของน้ำโขงของประเทศไทย โดยท้าวสายได้ชี้แจงกับญาติพี่น้องชาวผู้ไทว่ากษัตริย์ไทยมีเมตตากรุณาชุบเลี้ยง ไม่ฆ่าไม่ตี สามารถเลือกตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยได้ตามใจชอบ ฝั่งประเทศไทยพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยอาหาร โรคภัยไข้เจ็บมีน้อย จึงทำให้เกิดการใว้เนื้อเชื่อใจและมีการอพยพครั้งใหญ่ของผู้ไทเมืองวังอ่างคำข้ามเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เป็นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทผลที่เกิดสืบเนื่องจากการอพยพชาวผู้ไทและชนเผ่าอื่นๆ จากฝั่งซ้ายมายังฝั่งขวาแม่น้ำโขงผลสืบเนื่องจากการสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดการอพยพชาวผู้ไทและชนเผ่าอื่นๆ จากลาวฝั่งซ้ายครั้งใหญ่ที่สุดข้ามโขงมายังฝั่งขวา ทางการไทยกำหนดให้ชนเผ่าผู้ไทและเผ่าต่างๆ ที่อพยพมาในคราวนี้พำนักพักพิงที่เมือง กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร จนได้สร้างบ้านแปลงเมืองอยู่กันอย่างสันติสุขตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ดังนี้ ภาพที่ 1-10 แผนที่แสดงเส้นทางการอพยพจากแคว้นสิบสองจุไทมายังภาคอีสานของไทย
21หลังจากนั้นทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้ายกฐานะชุมชนที่ชาวผู้ไทมาตั้งถิ่นฐานให้ขึ้นเป็นเมือง และโปรดเกล้าให้หัวหน้าของ แต่ละกลุ่มได้บรรดาศักดิ์ในตำแหน่งเจ้าเมืองดังนี้1. เมืองเรณูนคร ตั้งในสมัยราชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387 โดยเมื่อปีพ.ศ. 2369 (ก่อนสงครามเจ้าอนุวงศ์) ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เมืองวังมีความวุ่นวายเกิดความขัดแย้งภายในของกลุ่มผู้ไทที่มีเมืองวัง ทำให้ผู้ไทกลุ่มหนึ่งมีนายไพร่ รวม 2,648 คน อพยพมาตั้งบ้านเรือนในฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่บ้านบุ่งหวายในปี พ.ศ. 2373 พระสุนทรราชวงษา เจ้าเมืองยโสธร ว่าราชการอยู่เมืองนครพนมได้มีใบบอกขอตั้งบ้านดงหวายเป็นเมือง \"เรณูนคร\" ต่อมา รัชกาลที่ 3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านบุ่งหวาย ขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร และตั้งให้ ท้าวสาย หัวหน้าไทครัวผู้ไทเป็น \"พระแก้วโกมล\" เจ้าเมืองเรณูนครคนแรก ขึ้นเมืองนครพนม (ในปี พ.ศ. 2387) ซึ่งคือท้องที่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมในปัจจุบันนั่นเอง (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ) ชาวผู้ไทเรณูนครจึงเป็นชาวผู้ไทกลุ่มแรกที่อพยพมาอยู่ในเขตฝั่งขวาแม่น้ำโขง (หมายถึงผู้ไทที่เป็นบรรพบุรุษของคนผู้ไทในอีสานปัจจุบัน) (วิกิพีเดีย/อำเภอเรณูนคร,ออนไลน์)2. เมืองพรรณานิคม ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387 โดยเมื่อปีพ.ศ. 2385 ทางการสยามได้ให้ราชวงศ์ (อิน) เมืองสกลนคร ข้ามแม่น้ำโขงไปเกลี้ยกล่อมครอบครัวเมืองวัง หรือเมืองวังอ่างคำให้เข้ามาอยู่ในสยาม ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อตัดกำลังของญวนทำให้ราษฎรชาวภูไทนำโดยท้าวโฮงกลาง (สี) บุตรเจ้าเมืองวัง ท้าวนวน ท้าวราชวัง หลานเจ้าเมืองวัง พากันอพยพเข้าสู่เขตเมืองสกลนคร ส่วนพระยาก่าเจ้าเมืองวังได้ขัดขืนไม่มาด้วยเมื่อมาถึงเมืองสกลนครได้ตั้งบ้านเรือนชั่วคราว ณ บ้านผ้าขาวพันนา พร้อมนำความกราบบังคมทูลยกบ้าน ผ้าขาวพันนาเป็นเมือง และในปีพ.ศ. 2387 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ยกบ้านผ้าขาวพันนาขึ้นเป็น เมืองพรรณานิคม ให้เท้าโฮงกลาง (สี) เป็นพระเสนาณรงค์ ตำแหน่งเจ้าเมือง ท้าวราชวังเป็นอุปฮาด ท้าวนวน เป็นราชวงศ์ เพี้ยผ่านคีรี เป็นราชบุตร ทำราชการขึ้นกับเมืองสกลนคร แต่พระเสนาณรงค์ ไม่ได้พาราษฎรไปตั้งอยู่ที่บ้านผ้าขาวพรรณา เนื่องจากกันดารน้ำอุปโภคบริโภค จึงพากันไปตั้งบ้านเรือน ณ บ้านพานพร้าวแทน ปัจจุบันคืออำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร(มหัศจรรย์ดอทคอม/ประวัติความเป็นมา อำเภอพรรณานิคม, ออนไลน์)
223. เมืองกุฉินารายณ์ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2388 เป็นชาวผู้ไทที่อพยพจากเมืองวังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เนื่องมาจากมีปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง โดยการนำของราชวงศ์กอ ท้าวด้วง และท้าวต้อ พร้อมด้วยสมัครพรรคพวก จำนวน 3,443 คน ในเบื้องต้นได้อาศัยอยู่บนหลังเขาภูพาน แต่ยังเห็นว่าเป็นทำเลที่ยังไม่เหมาะสม จึงพากันอพยพลงมาจากหลังเขาภูพาน ได้มาพบสถานที่แห่งหนึ่งเป็นบริเวณกว้างมีลำน้ำสายใหญ่สายหนึ่ง (ลำพะยัง) และลำห้วยเล็กๆ อีกหลายสาย ทั้งมีกุดหนองน้ำอีกหลายแห่งที่พอจะใช้สอยบริโภค ประกอบอาชีพต่างๆ อีกทั้งยังมีป่าไม้เขียวชะอุ่มร่มรื่นน่าอยู่อาศัย จึงพร้อมใจปักหลักอยู่ตรงนี้ กุดที่พบครั้งแรกมีสิม (โบสถ์) และใบเสมาแกะสลักเป็นลายจึงได้ตั้งชื่อว่า “กุดสิมนารายณ์” ปี พ.ศ. 2388 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ราชวงศ์ (กอ) ราชวงศ์เมืองวัง เป็นพระธิเบศร์วงศา เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์คนแรก คุมคนที่อพยพมาจากเมืองวังจำนวน 3,443 คน ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ ปัจจุบันคืออำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (วิกิพีเดีย/อำเภอเขาวง, ออนไลน์)4. เมืองภูแล่นช้าง ตั้งในสมัยราชกาลที่ 3 ปี พ.ศ. 2388 โดยเป็นผู้อพยพมาจากเมืองเซโปนประมาณปีพ.ศ. 2324 มีท้าวบุตรโคตรเป็นหัวหน้า อพยพมาครั้งแรกประมาณ 20 ครัวเรือน ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำห้วยขามตอนใต้ระหว่างบ้านโพนสวางกับบ้านโนนศาลา ปัจจุบันชื่อว่าบ้านท่าไค้ ท้าวบุตรโคตร ผู้เป็นหัวหน้าบ้านนาไค้ ได้ส่งชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่ง ไปตั้งบ้านเรือนสำรอง (เถียงนา) ใกล้เชิงเขาภูแดนช้าง เพื่อป้องกันช้างป่า จะมาทำร้ายพืชพันธุ์ต่อมาคนทั้งหลายเรียกกันว่า “บ้านเถียงนาชุม”ประมาณปี พ.ศ. 2338 ได้ย้ายบ้านเรือนมาตั้งอยู่เชิงเขาภูแดนช้าง บ้านเถียงนาชุม เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เหมาะสำหรับทำการเกษตรอย่างดี จึงตั้งชื่อว่าบ้านนาคลอง ต่อมาโคตรหลักคำและพรหมดวงสี ท้าวเพียเมืองวังไม่พอใจทำราชการกับเมืองวัง จึงอพยพครอบครัวบ้านห้วยนายม แขวงเมืองวัง จำนวน 314 คน ข้ามแม่น้ำโขงมาพักอยู่เชิงเขา ภูพานด้านทิศตะวันตก ขอตั้งอยู่บ้านนาคลอง เมื่อท้าวบุตรโคตรหัวหน้าบ้านคนเดิมถึงแก่กรรมแล้วโคตรหลักคำได้เป็นหัวหน้าบ้าน จึงเปลี่ยนชื่อบ้านเป็น “ภูแดนช้าง” ต่อมาเพี้ยนเป็นบ้าน “ภูแล่นช้าง”
23แต่จากอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยเล่ม 2 1030 ระบุว่าเมื่อจุลศักราช 1207 ปีมะเส็ง สัปตศก พุทธศักราช 2388 ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หมื่นเดชอุดม ซึ่งได้พาครอบครัวบ้านห้วยนายม แขวงเมืองวังเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งอยู่บ้านภูแล่นช้าง เป็นที่พระพิไชยอุดมเดชเจ้าเมือง ให้ท้าวโคตรหลักคำเป็นอุปฮาด ให้ท้าวมหาราชเป็นราชวงศ์ ให้ท้าวพรหมดวงสีเป็นราชบุตร ยกบ้าน ภูแล่นช้างเป็นเมืองกาฬสินธุ์ ตามสมัครใจพระพิไชยอุดมเดช ให้ผูกผลเร่วส่งเงินแทนปีละ 8 ชั่งในจำนวน 314 คน (ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม/เมืองภูแล่นช้าง, ออนไลน์) ปัจจุบันคือท้องที่ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ 4. เมืองหนองสูง ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387 เป็นชาวผู้ไทที่อพยพมาจากเมืองวังและเมืองคำอ้อคำเขียว (อยู่ในแขวงสุวรรณเขต ดินแดนลาว) จำนวน 1,658คน ตั้งอยู่ที่บ้านหนองสูงและบ้านคำสระอี ในดงบังอี่ (คำสระอีคือหนองน้ำในดงบังอี่ ต่อมากลายเป็น คำชะอี) ตั้งเป็นเมืองหนองสูง ขึ้นเมืองมุกดาหาร ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาม เป็น \"พระไกรสรราช\" เจ้าเมืองคนแรกเมืองหนองสูง ปัจจุบันคือ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ตามเอกสาร ร.3 จ.ศ.1276 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ(วิกิพีเดีย/พระไกรสรราช, ออนไลน์)5. เมืองเสนางคนิคม ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2388 เป็นชาวผู้ไทที่อพยพมาจากเมืองตะโปน (เซโปน) ซึ่งทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในแขวงสุวรรณเขต ติดชายแดนเวียดนาม นำโดยพระจันศรีสุราช เจ้าเมืองตะโปน ท้าวอุปฮาดเมืองจำพร ท้าวฝ่ายเมือง ผาบัว และท้าวมหาวงศ์เมืองกาว ได้พาครอบครัวไพร่พลรวม 1,847 คน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้มาตั้งอยู่ที่บ้านช่องนาง แขวงเมืองอุบลราชธานีและได้รับโปรดเกล้า ให้ตั้งบ้านช่องนางเป็น “เมืองเสนางคนิคม”ให้พระจันศรีสุราช เป็นที่ “พระศรีสินธุสงคราม” เป็นเจ้าเมืองคนแรก ต่อมาได้ย้ายไปตั้งเมืองที่บ้านห้วยปลาแดกและเมื่อยุบเมืองลงเป็นอำเภอ เสนางคนิคม ย้ายไปตั้งอำเภอที่บ้านหนองทับม้า คือ ท้องที่อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญในปัจจุบัน (ประวัติจังหวัดอำนาจเจริญ, ออนไลน์)
246. เมืองคำเขื่อนแก้ว ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2388 ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยตั้งตามชื่อหมู่บ้าน คำเมืองแก้ว พระสีหนาทและพระไชยเชษฐา ตำแหน่งนายครัวเมืองตะโปน (เมืองตะโปน ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง) ได้พาครอบครัวไพล่พลจำนวน 1,317 คน มาตั้งอยู่ที่บ้านคำเมืองแก้ว แขวงเมืองเขมราฐ ดังนั้นพระเทพวงศา (บุญจันทร์) เจ้าเมืองเขมราฐจึงมีใบบอก/กราบทูลองค์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เพื่อตั้งบ้านเมือง คำแก้ว ขึ้นเป็นเมืองและได้ยกบ้านดังกล่าวนี้ขึ้นเป็น เมือง “คำเขื่อนแก้ว” ขึ้นตรงต่อเมืองเขมราฐ และทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาท เป็น \"พระรามณรงค์\" เจ้าเมืองคนแรก และพระไชยเชษฐา เป็นอุปฮาดในความเป็นจริงแล้วบ้านคำเขื่อนแก้วนี้มีพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์นัก จึงอพยพผู้คนและเอานามเมืองนั้นมาตั้งที่บ้าน (หนอง) ลุมพุก ต่อมาได้รับการยกฐานะและเปลี่ยนเป็นอำเภอ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภออุทัยยโสธร (พ.ศ. 2442 และพ.ศ. 2453) อำเภอคำเขื่อนแก้ว (พ.ศ. 2456 และ พ.ศ. 2459) อำเภอลุมพุก (พ.ศ. 2460 และ พ.ศ. 2482) และอำภอคำเขื่อนแก้ว (พ.ศ. 2496 และ พ.ศ. 2515) ในที่สุด ปัจจุบันเป็นตำบลคำเขื่อนแก้ว อยู่ในท้องที่อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ (คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือคำเขื่อนแก้ว 94 ปี, ออนไลน์)7. เมืองวาริชภูมิตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2420 โดยมีประวัติกล่าวว่าในปี พ.ศ. 2387 ชาวภูไทเมืองกะป๋อง (เมืองเซโปน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) ประมาณ 400 ครัวเรือน มีท้าวคำเขื่อนเป็นหัวหน้า ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังประเทศสยาม สาเหตุมาจากการเกลี้ยกล่อมจากทางการสยาม แต่ท้าวคำเขื่อนได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน ท้าวราชนิกูล บุตรของท้าวคำเขื่อนจึงเป็นผู้นำสืบต่อในการอพยพครั้งนั้น ผู้อพยพได้พาครอบครัวและบ่าวไพร่เข้าสู่เมืองสกลนคร เจ้าเมืองและกรมการเมืองสกลนครได้จัดสรรพื้นที่ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ชั่วคราว จนกระทั่งปีพ.ศ. 2390 ครอบครัวและบ่าวไพร่ของท้าวราชนิกุลอัตคัดที่ทำกิน จึงได้พาราษฎรย้ายออกจากเมืองสกลนคร ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านหนองหอย (อำเภอวาริชภูมิในปัจจุบัน) อย่างไรก็ตามทางกรมการเมืองสกลนครได้มาเกลี้ยกล่อมให้ท้าวราชนิกูลพาราษฎรกลับไปอาศัยอยู่ท้องที่เดิมในเมืองสกลนคร ท้าวราชนิกุลจึงตอบ ตกลงยอมพาราษฎรกลับไปอาศัยอยู่ที่เดิม (ในเมือง
25สกลนคร) จนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2419 ท้าวราชนิกุลได้ขอยกบ้านหนองหอยขึ้นเป็นเมืองแต่กรมการเมืองสกลนครไม่ยอมเสนอขึ้นทูลเกล้า ท้าวราชนิกูลจึงให้ท้าวสุพรหม บุตรชายไปร้องเรียนต่อทางราชการ แต่ติดขัดที่กรมการเมืองสกลนครไม่ยื่นเรื่องดำเนินการขอยกบ้านหนองหอยให้เป็นเมือง ท้าวราชนิกูลกับท้าวสุพรหมจึงอพยพออกจากเมืองสกลนครกลับมาอยู่ที่บ้านหนองหอยตามเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2420 ท้าวราชนิกูลกับท้าวสุพรหม ได้ขอร้องให้พระพิทักษ์เขตขันธ์หรือพิทักษ์เขื่อนขันธ์ เจ้าเมืองหนองหานหรือเมืองหนองหานน้อย (อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี) ขอพระราชทานยกฐานะบ้านหนองหอยขึ้นเป็นเมือง เนื่องจากเห็นว่าเป็นทำเลที่ดี แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เจ้าเมืองหนองหานจึงมีใบบอก กราบบังคมทูลขอตั้งบ้านป่าเป้าเมืองไพรในแขวงเมืองหนองหาน (ไม่ได้ตั้งที่บ้านหนองหอย) เป็นเมือง “วาริชภูมิ”แล้วให้ท้าวสุพรหมเป็น “พระสุรินทร์บริรักษ์” เป็นเจ้าเมืองคนเเรก ขึ้นตรงต่อเมืองหนองหาน เเต่ชาวเมืองวาริชภูมิก็ไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านป่าเป้าเมืองไพรพื้นที่ที่เสนอที่ตั้งเมืองตามใบบอก หากแต่ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านหนองหอย แขวงเมืองสกลนครตามเดิมในช่วงระยะแรกของเมืองวาริชภูมิ การทำราชการต่างๆ จะขึ้นกับเมืองหนองหาน แต่เกิดกรณีพิพาทเขตแดนระหว่างเมืองหนองหาน กับเมืองสกลนครอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุเนื่องมาจากการที่ราษฎรเมืองวาริชภูมิไม่ไปอยู่ในท้องที่ตามตราภูมิเมืองนั้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องตัวเลือกระหว่างเมืองหนองหานและเมืองสกลนคร จนกระทั่งในที่สุด ปีพ.ศ. 2435 พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ ศิลปาคม ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ มีคำสั่งให้โอนการทำราชการของเมืองวาริชภูมิไปขึ้นกับเมืองสกลนคร แต่ให้กรมการเมืองวาริชภูมิยังคงตำแหน่งเดิมทุกคน (วิกิพีเดีย/อำเภอวาริชภูมิ, ออนไลน์)8. เมืองจำปาชนบท ตั้งขึ้นในรัชกาลที่ 5 เมื่อปีพ.ศ. 2420 เป็นชาวผู้ไทที่อพยพจากเมืองวัง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พากันมาตั้งบ้านเรือนใช้ชื่อว่า “บ้านจัมปา” อันเป็นนามของดอกไม้ (บ้านจัมปา ปัจจุบันคือบ้านนาเหมือง หมู่ 2 ตำบลพังโคน) โดยมีท้าวแก้ว เป็นหัวหน้า
26ในปี พ.ศ. 2420 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านจัมปาขึ้นเป็นเมือง “จัมปาชนบท” ขึ้นตรงกับเมืองสกลนครและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท้าวแก้ว วงศ์ประทุม เป็น “พระบำรุงนิคมเขต” เจ้าเมืองจัมปาชนบทเมื่อครั้น พระบำรุงนิคมเขต (แก้ว) เป็นเจ้าเมืองอยู่นั้น มีกรมการเมืองประกอบด้วย อุปราช (อุปฮาด) ราชวงศ์ ราชบุตร นอกจากนั้นยังมีตำแหน่งเมืองซ้าย เมืองขวา เมืองฮาม เมืองแสน เมืองจันทน์ ต่อมา มีการยุบเมืองให้เป็นเป็นอำเภอ เจ้าเมืองเปลี่ยนเป็น นายอำเภอ อุปราชหรืออุปฮาด เป็นปลัดอำเภอ ราชวงศ์ เป็นสมุห์บัญชีอำเภอ และราชบุตร เป็นเสมียนอำเภอพระบำรุงนิคมเขต (แก้ว) ถึงแก่กรรม ท้าวคำไข ตำแหน่งอุปราช (อุปฮาด) บรรดาศักดิ์ที่พระประทุมเทวาพิทักษ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองจัมปาชนบท ในบรรดาศักดิ์ที่ พระบำรุงนิคมเขต (คำไข) สืบต่อมาครั้นเมื่อปีพ.ศ. 2445 มหาอำมาตย์โทพระยามหาอำมาตย์ธิบดีปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย ได้มาตรวจราชการ จึงได้สั่งเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองหัวเมืองเสียใหม่คือ บรรดาหัวเมืองต่างๆ ที่มีอาณาเขตใกล้ชิดกัน ให้ยุบลงเป็นอำเภอหรือยุบไปขึ้นกับอำเภอที่มีอาณาเขตใกล้ชิดกัน เมืองจัมปาชนบท อยู่ใกล้กับอำเภอพรรณนานิคมก็ให้ยุบโอนขึ้นกับอำเภอพรรณนานิคมต่อมาทางราชการได้สร้างทางหลวงแผ่นดินสายอุดรธานี – สกลนคร – นครพนม เส้นทางนี้ได้ตัดผ่านศูนย์กลางบ้านดอน พังโคน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 กิโลเมตรที่ 107) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองจัมปาชนบทไปทางทิศเหนือ ประมาณ 1 กิโลเมตร ทำให้บรรดาชาวเมืองจัมปาชนบท พากันอพยพบ้างเมืองมาอยู่ตามแนวสองข้างทางเรียกว่า “บ้านพังโคน” หรือบ้านดอนพังโคน” ปัจจุบันมีสี่แยกทางสาย 22 ตัดกับสาย 222 และ227 ชาวบ้านเรียก สี่แยก 2 วา เนื่องจากแยกไปทางทิศเหนือ คือ อำเภอวานรนิวาส และทิศใต้ คือ อำเภอวาริชภูมิ
27เมื่อปี พ.ศ. 2511 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอพังโคน เมื่อท้องที่กิ่งอำเภอพังโคนเจริญขึ้น ทางราชการจึงมีพระราชกฤษฎีกา ยกฐานะกิ่งอำเภอพังโคน เป็น อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร (วิกิพีเดีย/อำเภอพังโคน, ออนไลน์)ที่มาชื่อของบ้านพังโคนบ้านพังโคน มีประวัติเล่ามาว่า เมื่อวันเดือนปีใดไม่ปรากฏ นครเวียงจันทน์เกิดกบฏ พวกกบฏได้ปล่อยช้างมงคลของเจ้านครเวียงจันทน์ ข้ามโขงมาฝั่งของไทย ชื่อพลายคำมิ่ง ตัวผู้มีงากับช้างดอ ชื่อ มิ่งมงคล ไม่มีงา และช้างพัง ชื่อโคน รวม 3 เชื่อก เมื่อเจ้าเมืองนครเวียงจันทน์ไปปราบกบฏเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงสั่งให้บรรดาควาญช้างต้น ข้ามโขงมาตามเอาช้างมิ่งมงคลที่ปล่อยมานั้นคืน ได้ติดตามมาพบช้างที่ริมหนองอีนาง เขตท้องที่อำเภอพรรณานิคม จึงพากันจับช้างดอชื่อมิ่งมงคลที่หนองอีนางนั่นเองส่วนอีก 2 เชือก คือพลายคำมิ่งกับพังโคนไปตามไปพบที่ดอนตูม ซึ่งอยู่กลางทุ่งนามีต้นตูมขึ้นอยู่มาก ใกล้กับหมู่บ้านจัมปา จึงจับพลายคำมิ่งได้ ส่วนช้างพังที่ชื่อโคนจับไม่ได้ จึงลงความเห็นว่าต้องใช้ปืนยิงที่เท้าให้เจ็บเสียก่อนจึงจะจับได้ เมื่อถูกยิงแทนที่จะจับได้กลับอาละวาดเป็นการใหญ่ บรรดาควาญช้างจึงลงความเห็นควรจะจับตาย จึงใช้ปืนยิงให้ตายแล้วจึงนำซากช้างพังที่ชื่อโคนมาฝังไว้ บริเวณดอนตูมแห่งนี้แล้วจึงพากันนำช้าง 2 เชือก กลับนครเวียงจันทน์ต่อมาชาวบ้านจึงพากันเรียกดอนตูมแห่งนี้ว่า \"ดอนพังโคน\" ตามนามของช้างที่ชื่อ \"พังโคน\" และบริเวณดอนอีนางก็เรียกว่า \"บ้านช้างมิ่ง\" ตามนามช้าง ตลอดจนทุกวันนี้(วิกิพีเดีย/อำเภอพังโคน, ออนไลน์) ----------------------------------------
28บทที่ 2ผู้ไทบ้านโพนสวาง ความนำเมื่อพูดถึงผู้ไทที่จังหวัดสกลนครแล้วคนส่วนใหญ่จะรู้จัก ผู้ไทบ้านโนนหอม ผู้ไทอำเภอโคกศรีสุพรรณ ผู้ไทอำเภอพรรณนานิคม ผู้ไทอำเภอวาริชภูมิ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีกลุ่ม ผู้ไทอาศัยในพื้นที่อำเภอส่องดาวด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่ากลุ่มผู้ไทในพื้นที่ต่างๆ ที่กล่าวมานั้นมีบันทึกประวัติความเป็นมาอย่างชัดเจน นับตั้งแต่การอพยพจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบริเวณตอนกลางของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประกอบด้วยแขวง บริคำไช แขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต มาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตั้งบ้านเมืองกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ในภาคตะออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่นที่จังหวัดนครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร อุดรธานี เป็นต้น เมื่ออพยพมาแล้วก็ตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง ณ จุดที่มาตั้งรกรากอยู่แต่แรก หรือถ้าจะมีการเคลื่อนย้ายก็ไปไม่ไกลจากที่เดิมมากนัก ประกอบกับผู้เฒ่าผู้แก่ก็เล่าถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ สู่ลูกหลานฟังอยู่เรื่อยๆ มีการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นระยะในฐานะที่ผู้เรียบเรียงเป็นลูกผู้ไทเกิดที่บ้านโพนสวาง ตำบลส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน (ในเวลานั้น) มีคำถามอยู่ในใจตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า ผู้ไทบ้านโพนสวางมาจากไหน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร แต่เนื่องจากภาระทางหน้าที่การงานจึงไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง หลังจากที่พ้นจากหน้าที่การงานที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวแล้วจึงลงมือศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของบ้านโพนสวางอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การตั้งหมู่บ้านและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบันบ้านนายูงรากเหง้าของบ้านโพนสวาง บ้านปทุมวาปีจากวัยเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ ผู้เรียบเรียงมักได้ยินได้ฟังอยู่เสมอว่าชาวบ้านโพนสวาง บ้านปทุมวาปีอพยพมาจากบ้าน นายูง นาฮี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี (ห้วงเวลาขณะนั้น) มีการไปมาหาสู่ เยี่ยมยามถามข่าวซึ่งกันและกันระหว่างสองชุมชนอยู่บ่อย ทั้งๆ ที่ระยะทางห่าง
29กันมาก การคมนาคมก็ไม่สะดวก ต้องเดินเท้าไปและต้องค้างคืนระหว่างทางด้วย เนื่องจากเดินทางไม่ถึงภายในวันเดียว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคระหว่างสองชุมชน ในการไป “ยามพี่ยามน้อง” (ภาษาผู้ไท) ทั้งสองชุมชนยังมีความผูกพันเป็นพี่เป็นน้องกันมาจนปัจจุบันแล้วมีคำถามว่าไทบ้านนายูงมาจากไหนไทบ้านนายูงผู้ไทเมืองวังจากการศึกษาของ ยงยุทธ สิมพา (หน้า 21-24, 2558) กล่าวถึงที่มาของบ้านนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นรากเหง้าของผู้ไท บ้านโพนสวาง บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ว่า ตามคำบอกเล่าของปู่ย่าตายายชาวผู้ไทบ้านนายูง เป็นผู้ไทที่อพยพมาจาก เมืองวัง ราวๆ ปีพ.ศ. 2380 โดยผู้ไทกลุ่มหนึ่งจำนวนประมาณ 1,150 คน ลักลอบหนีออกจากเมืองวังในเวลากลางคืน เพื่อหนีความโหดร้าย และความอยุติธรรมของเจ้าเมือง (เจ้าก่ำหรือพญาก่ำ) ในขณะนั้น เมื่อออกจากเมืองวังได้มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ เดินทางเรื่อยมาประมาณ 8 วัน 8 คืนก็มาถึงแม่น้ำโขง การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ชาวผู้ไทบางส่วนเกิดเจ็บป่วยลง บางส่วนก็เสียชีวิต เมื่อข้ามโขงได้ก็เดินทางต่อไปจนถึงเขตเมืองภูแล่นข้าง (ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน) เจ้าเมืองภูแล่นช้าง มาสกัดไว้ขอให้อยู่ด้วย แต่ชาวผู้ไทยกลุ่มนี้ก็ไม่ยอมอยู่ด้วย และเดินทางต่อไป จนถึงบ้านอู้เชียงกระดาน (บ้านแซงบาดาล ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน) จึงได้หยุดพักเพราะเห็นว่าไกล จากเมืองวังแล้ว แต่อยู่ได้ไม่นานก็ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งเข้าเขตเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ได้สกัดชาวผู้ไทยกลุ่มนี้เอาไว้ พร้อมทั้งหาที่ให้อยู่ที่ บ้านเว่อ บ้านเชียงสา บ้านตูม บ้านเชียงงามการหยุดพักที่นี่ทำให้ชาวผู้ไทยกลุ่มนี้ได้พบกับ อัญญาหลวง [พระสุวรรณภักดี (คำก้อน)] เจ้าเมืองท่าขอนยาง (สมัยนั้นขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์) ซึ่งรู้จักรักใคร่กันตั้งแต่อยู่เมืองวังก่อนที่จะอพยพมาฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงหลายปีต่อมาก็มีผู้ไทกลุ่มหนึ่งประมาณ 8 ครอบครัวได้อพยพออกจาก บ้านเว่อ บ้านเชียงสา บ้านตูม บ้านเชียงงาม มุ่งหน้าขึ้นทางทิศเหนือ มีจุดประสงค์จะย้อนกลับเมืองวัง
30ถิ่นเดิม การเดินทางครั้งนี้ไม่รีบร้อน ในที่สุดก็มาถึงหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีบริเวณกว้างขวางมาก มีป่าไม้ร่มรื่น น้ำใสไหลเย็น เป็นที่อาศัยของหมู่ปลานานาชนิด และเต็มไปด้วยฝูงสัตว์นานาพันธุ์ ดังนั้นผู้นำในการเดินทางจึงสั่งให้หยุดพักและให้สำรวจบริเวณโดยรอบ ก็พบลำหัวยหลายสายเหมาะแก่การทำมาหากินเป็นอย่างยิ่ง จึงพากันหยุดไม่เดินทางต่อไป และได้ตกลงเอาพื้นที่ที่ห่างจากหนองน้ำไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 1 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน โดยพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยนกยูง จึงเรียกว่า \"บ้านนายูง\" หนองน้ำที่หยุดพักครั้งแรกมีปลาซวาย (สำเนียงภาษาผู้ไทย) จำนวนมาก จึงเรียกว่า \"หนองซวาย\" ห่างจากหนองซวายไปทางทิศใต้เป็นเนินที่ราบสูง มีป่าไม้ มีเจดีย์เก่าปรักหักพัง มีพระพุทธรูปกระจัดกระจายอยู่ในบริเวณแห่งนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า \"ดงพระเจ้า\" เมื่อการตั้งบ้านนายูงเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ผู้นำหมู่บ้านได้ยกเอาการปกครองบ้านนายูงไปขึ้นต่ออัญญาหลวง [พระสุวรรณภักดี (คำก้อน)] เจ้าเมืองท่าขอนยาง เพราะนับถือท่านอัญญาหลวงมาก่อน อัญญาหลวงจึงได้จัดตั้งการปกครองโดยตั้งท้าวชินฮาดเป็นผู้นำในการปกครอง และตั้งหลวงจางวาง ท้าวไชยนนท์ ท้าวหมื่นหน้าเป็นคณะที่ปรึกษาหมู่บ้านอัญญาหลวง [พระสุวรรณภักดี (คำก้อน)] มีความประทับใจชาวผู้ไทกลุ่มนี้และปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมาอยู่บ้านนายูง จึงได้มาสร้างศาลาไว้เป็นที่ทำการปกครองเป็นศาลา ห้าห้อง แต่การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อัญญาหลวงก็ล้มป่วยลง ก่อนสิ้นใจได้สั่งไว้กับลูกหลานและชาวผูไทว่าเมื่อท่านสิ้นใจแล้วให้นำอัฐิของท่านมาไว้ที่บ้านนายูง เมื่อท่านสิ้นใจแล้วลูกหลานและชาวผู้ไทได้ทำตามที่สั่งไว้ทุกประการ โดยอันเชิญอัฐิของท่านมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลาทำการ (ศาลาห้าห้อง) ต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดโพธิ์ชัย จึงได้อันเชิญอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ที่ที่ฐานโบสถ์วัดโพธิ์ชัย บ้านนายูง เป็นที่เคารพสักการะของชาวผู้ไทมาตราบจนทุกวันนี้การอพยพและตั้งบ้านโพนสวางคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตรู้เรื่องราวของการตั้งบ้านโพนสวาง เล่าสืบต่อกันมาว่าผู้ไทบ้านโพนสวาง อพยพมาจาก บ้านนาม่วง นายูง นาฮี หนองอึ่ง เมื่อก่อนขึ้นต่ออำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ต่อมาได้ย้ายมาขึ้นต่ออำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานีมีผู้นำการอพยพคือ
31นายปัด - นางสา ไชยแสง และครอบครัว และนายเฝือ - นางเชิด เกตุโสภาและครอบครัว ได้ชักชวนพี่น้องทั้งสองตระกูลและตระกูลอื่นๆ หลายครอบครัวย้ายมาอยู่บ้านใหม่ด้วยกันนายสวย แก้วกันหา ผู้อาวุโสของบ้านโพนสวางเล่าว่า “ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าในตอนแรกที่อพยพมามี 3-4 ครอบครัวเท่านั้น เท่าที่จำได้ก็มีครัวของ พ่อเฒ่าปัด ไชยแสง (ผู้ใหญ่บ้านคนแรก) พ่อเฒ่าอ่อนสี แสงลีและพ่อเฒ่ามำ (ไม่ทราบนามสกุล) นอกนั้นจำไม่ได้ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำในการอพยพ”นายเดช แสงลี(ปัจุบันอายุ 80 กว่าปี) บุตรคนสุดท้องของพ่อเฒ่าทิดแดง และแม่เฒ่าจันทรา แสงลีหนึ่งในครอบครัวที่อพยพมาจากบ้านนายูงบอกว่า ภาพที่ 2-1 นายเดช แสงลี นายกง สุริยฉาย อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) บอกว่า ภาพที่ 2-2 นายกง สุริยฉาย“ที่มาจากบ้านนายูงตอนแรกนั้นไม่เกิน 10 ครอบครัว ส่วนใหญ่ก็เป็นเครือญาติกัน เช่น พ่อเฒ่าทิดแดง พ่อเฒ่าคี และพ่อเฒ่าสุดตา แสงลี เป็น 3 พี่น้องที่ย้ายมาด้วยกันกับคณะไทยครัว (ผู้อพยพ) นามสกุลเดิมที่มาจากบ้านนายูง ไม่ใช่นามสกุลในปัจจุบัน เพราะมาเปลี่ยนเอาเมื่อมาอยู่บ้านโพนสวาง เช่นจากนามสกุล พรหมกุล เป็นพรหมสุขันธ์ เป็นต้น พื้นที่หมู่บ้านในห้วงเวลานั้นยังเป็นป่าอยู่เลย เป็นเนินสูงขึ้นตรงกลางหมู่บ้าน ลาดต่ำลงไปรอบหมู่บ้านทั้งสี่ทิศ จำความได้ว่าตรงชายหมู่บ้านทางทิศใต้ มีต้นงิ้วสูงใหญ่ มาตอนแรกได้ตั้งกองเกวียนอยู่ตรงนั้น เวลาต้นงิ้วออกดอกจะมีฝูงนกนานาชนิดมาเกาะกินน้ำหวานส่งเสียงร้องระงบ”“พ่อเฒ่า โค่ยหรือสีวอน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการอพยพของชาวบ้านนายูงมาตั้งบ้านอยู่ที่บ้านโพนสวาง ที่เลือกพื้นที่บริเวณนี้เพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสม เป็นเนินป่าซึ่งเหมาะสำหรับการหาของป่า ล่าสัตว์ และมีที่ราบรอบเนินเหมาะสำหรับทำนาปลูกข้าว นอกจากครอบครัวที่อพยพมาในตอนแรกแล้วก็มีครอบครัวอื่นๆ อพยพมาเพิ่มเรื่อยๆ จนกลายเป็นหมู่บ้าน มีนายปัด ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เมื่อนายปัด ไชยแสง เสียชีวิตลง นายอ่อนสี แสงลี ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน ผู้ใหญ่อ่อนสี แสงลี คนนี้ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกำนันตำบลส่องดาว และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนประจักษ์จิตราษฎร์” และเป็นต้นตระกูล “แสงลี”
32นายคำสิงห์ วรรณกุล อดีตข้าราชการหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ กรป.กลาง ชาวบ้านนายูง นายถนอม วรรณกุล ผู้อาวุโสชาวบ้านนายูง และนายบรรทม แสงลี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปทุมวาปี เล่าสอดคล้องกันว่าครอบครัวที่อพยพมาจากบ้านนายูง นาฮี มาอยู่บ้าน โพนสวางในช่วงแรกนั้นเท่าที่จำได้มีดังนี้ ภาพที่2-3 นายคำสิงห์ วรรณกุล ภาพที่2-4 นายถนอม วรรณกุล สาเหตุของการอพยพนั้นนายคำสิงห์ วรรณกุล บอกว่า “เพื่อหาที่ทำกินใหม่ที่มีเนื้อที่กว้างและอุดมสมบูรณ์(นากว้างต้นยางสูง)” ส่วนนายบรรทม แสงลี ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องราวของผู้ไทมาตลอด ให้เหตุผลการอพยพต่างออกไปว่า นายปัด ไชยแสง นายเฝือ เกตุโสภา นายม่าย แสงลี นายอ่อนสี แสงลี นายอุ่น พรหมสุขันธ์ นายอิน ทองคำ นายกอง (ไม่ทราบนามสกุล) นายศูนย์ พรหมสุขันธ์ นายคูณ พรหมสุขันธ์ นายอ่อน พรหมสุขันธ์ นายสอ พรหมสุขันธ์ นายคี แสงลี นายสุดตา แสงลี นายเครือ แสงลี นายแดง แสงลี นายพัน แสงลีหมายเหตุอาจจะมีผู้อพยพคนอื่นๆ อีกแต่ผู้เรียบเรียงยังสืบสาวไปไม่ถึง
33 ภาพที่ 2-5 นายบรรทม แสงลีก่อนการอพยพมาที่ตั้งบ้านโพนสวางนั้นมีการมาสำรวจก่อนแล้ว เห็นว่ามีทำเลเหมาะสมที่จะตั้งเป็นบ้านเรือน ห้วงเวลาที่มาสำรวจนั้นบริเวณนี้ยังเป็นป่าช้างดงเสือ มีสัตว์ป่านานาชนิด เพราะอยู่ระหว่างดงพระเจ้ากับภูผาเหล็ก ทิศเหนือติดกับดงพระเจ้า ทิศใต้ติดกับ ภูผาเหล็ก ภูมิประเทศล้วนแต่เป็นป่าดง ซึ่งคล้ายกับภูมิประเทศที่ชาวผู้ไทเคยอยู่อาศัยมาก่อน นอกจากนี้ทางทิศตะวันออกยังติดกับหนองน้ำชื่อหนองแวง แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งเป็นบ้านหนองแวง (พู พรหมสุขันธ์, หน้า 1, ม.ป.ป.)สมัยนั้นการย้ายครอบครัวเป็นไปด้วยความลำบากมาก เพราะไม่มีถนนหนทางอย่างทุกวันนี้ มีแต่ทางเกวียนและทางเดินเท้าเท่านั้น จึงอาศัยเกวียนและวัวต่าง (วัวเทียมเกวียน) เป็นพาหนะบรรทุกของในการเดินทาง ส่วนคนเดินเท้าก็หาบด้วยไม้คานและสะพายถุงย่าม เดินทางรอนแรมแบบค่ำไหนนอนนั่น ผู้ใหญ่ปัด ไชยแสง ผู้ใหญ่บ้านคนแรกเมื่อมาถึงที่ตั้งบ้านโพนสวาง ตอนแรกก็พากันบุกเบิกถากถาง ปลูกที่พักอาศัยกันชั่วคราวก่อน และได้ตั้งเป็นหมู่บ้านประมาณปี พ.ศ. 2430 ฝาก (ขึ้น) กับบ้านดอนม่วงไข่ ตำบลหนองลาด อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นหมู่บ้านตามกฎหมาย ตั้งชื่อว่า “บ้านโพนสวาง” หมู่ที่ 15 ตำบลหนองลาด อำเภอ“หลังจากที่ชาวผู้ไทอพยพจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาตั้งบ้านเมืองต่างๆ บนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงแล้ว พอนานวันเข้าก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเดิม จึงคิดอพยพโยกย้ายกลับ พร้อมนัดหมายกลุ่มผู้ไทที่อยู่ตามที่ต่างๆ เดินทางกลับบ้านเมืองเก่าที่ย้ายมา จึงได้มีการอพยพ บางกลุ่มอพยพโยกย้ายจากที่เดิมแล้วแล้วหยุดรอกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เมื่อไม่เห็นกลุ่มที่นัดหมายเดินทางมาตามนัด เลยตั้งบ้านเมืองที่จุดหยุดพักรอเป็นการถาวรไปเลย”
34พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมี นายปัด ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ในห้วงเวลาก่อนตั้งหมู่บ้านโพนสวาง ประมาณปี พ.ศ. 2410 ก็มีหมู่บ้านหรือชุมชนอยู่บริเวณใกล้เคียงเกิดขึ้นใหม่ด้วยเช่นกันคือ บ้านปากช่อง หรือบ้านช่องดาว (โจร) ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านปราบปรามโจรผู้ร้ายโดยพระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร แต่งตั้งพระอัมราราชรินทร์เป็นนายด่านเมื่อโจรผู้ร้ายถูกปราบปรามหมดไป ทำให้มีคนอพยพมาอาศัยอยู่มากขึ้นเป็นชุมชน ขึ้นกับตำบลหนองลาด อำเภอพรรณานิคม เช่นเดียวกับบ้านโพนสวาง (วิละไท ชุมปัญญา, หน้า 3,2555)บ้านช่องดาวเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านส่องดาวเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่ในปีพ.ศ. 2435 มีการจัดระบบการปกครองโดยเปลี่ยนจากกองเป็นหมู่บ้าน ตำบล แต่ยังคงขึ้นต่อเมืองอยู่ พระอมราราชรินทร์ ลดฐานะจากนายด่าน (เทียบเท่าพระ) เป็นกวนบ้าน ดังนั้นบ้านส่องดาวจึงถือเป็นหมู่บ้านหนึ่ง (วิละไท ชุมปัญญา, หน้า 3, 2555)ปีพ.ศ. 2440 เมืองพรรณานิคม เปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอพรรณานิคม เมืองสว่าง แดนดิน ก็เปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอเช่นกัน และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบ้านหัน ในปี พ.ศ. 2442 บ้านส่องดาว ขึ้นต่อตำบลวาริชภูมิ อำเภอพรรณนานิคม และในปีเดียวกันได้ขอย้ายมาขึ้นต่อตำบลหนองลาด อำเภอบ้านหัน จังหวัดสกลนคร สันนิษฐานว่าบ้านโพนสวางก็ย้ายมาขึ้นต่อตำบลหนองลาด อำเภอบ้านหัน จังหวัดสกลนครในห้วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการแบ่งเขตการปกครองกันใหม่ ระหว่างตำบลหนองลาด อำเภอบ้านหันกับ ตำบลวาริชภูมิ อำเภอพรรณนานิคม โดยถือเอาห้วยยามเป็นเขต ซึ่งติดกับบ้านดอนส้มโฮง ฝั่งห้วยทางทิศตะวันออกขึ้นกับตำบลวาริชภูมิส่วนฝั่งห้วยตะวันตกขึ้นกับตำบลโพนสูง อำเภอบ้านหัน (พู พรหมสุขันธ์, หน้า 1, ม.ป.ป.)ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 นายอ่อนสี แสงลีผู้ใหญ่บ้านโพนสวางเป็นกำนันขุนประจักษ์จิตราษฏร์นายปัด ไชยแสง ผู้ใหญ่บ้านโพนสวางถึงแก่กรรม ชาวบ้านได้เลือกนาย อ่อนสี แสงลี
35เป็นผู้ใหญ่บ้านแทนนายปัด ไชยแสง บ้านโพนสวางในเวลานั้นย้ายมาขึ้นอยู่กับอำเภอบ้านหันซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอสว่างแดนดินพ.ศ. 2459 (1 พฤษภาคม 2459) ยกบ้านส่องดาวเป็นตำบลส่องดาวขึ้นต่ออำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บ้านโพนสวางจึงขึ้นต่อตำบลส่องดาว เป็นหมู่ที่ 1 ตำบลส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และคณะผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลส่องดาวได้เลือก ผู้ใหญ่อ่อนสี แสงลี ขึ้นเป็นกำนันตำบลส่องดาว ภาพที่ 2-6 กำนันขุนประจักษ์จิตราษฏร์ต่อมากำนันอ่อนสี แสงลี ทำความดีความชอบได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุน” เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2473 จึงเรียกกันว่า “ขุนประจักษ์จิตราษฏร์” (วีละไทย ชุมปัญญา,หน้า 4, 2555) ในการปกครองดูแลหมู่บ้านโพนสวาง ขุนประจักษ์จิตราษฏร์ได้สร้างวัดขึ้นทางตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นวัดบ้านมหานิกาย ตั้งชื่อว่า “วัดนครธาตุ” ณ ที่วัดนครธาตุแห่งนี้มีพระอาจารย์คำเป็นเจ้าอาวาส และมีพระหม่อมวันเป็นพระลูกวัด (วันนิตย์ ไชยแสง หน้า 7,2537) นอกจากสร้างวัดแล้ว ขุนประจักษ์จิตราษฏร์ยังได้นำชาวบ้านสร้างศาลเจ้า (หอปู่ตา) ขึ้นที่โพนใหญ่ (โพนคือดินที่พูนกันขึ้นสูง หรือดินที่ปลวกนำมาพูนขึ้น) อยู่ทิศตะวันตกของหมู่บ้าน บนเส้นทางไปบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) เมื่อก่อนบริเวณนั้นยังเป็นป่า มีกอไผ่หนาทึบ และได้ทำพิธีตั้งขบวนแห่อัญเชิญผีปู่ตามาสถิตอยู่ที่ศาลเจ้า (หอ ปู่ตา) และชาวบ้านก็ได้พร้อมใจกันเลือกเอาคนในหมู่บ้านคนหนึ่งเป็นตัวแทนของผีปู่ตาแล้วเรียกคนนั้นว่า “หมอผี”