186จะถูกมัด 3 เปราะ คือที่ คอ 1 มือ 1 เท้า 1 ด้วยด้ายที่เสกเป่าเวทมนต์จากหมอปล่อง จุดประสงค์เพื่อจะทำให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไม่มาหลอกหลอนและไม่ทำให้อุจาดตาเวลาศพถูกเผา นอกจากนี้หมอปล่องยังต้องเสกด้ายสายสิญจน์ล้อมรอบบ้านด้วย เพื่อป้องกันดวงวิญญาณเข้ามารบกวนคนภายในครอบครัว เมื่อมัดศพเรียบร้อยแล้วจะนำศพมาวางบนแผ่นไม้ปูเรือนเพราะถือว่าคนตายไม่ใช่คนปกติแล้ว จากนั้นก็จะหุ้มโลงด้วยผ้าใหม่ ในสมัยก่อนยังไม่มียาฉีดรักษศพดังเช่นปัจจุบัน เขาจึงไม่เก็บศพไว้ที่บ้านนาน ชาวบ้านจึงใช้แต่ปูนขาวและยาสูบรองศพ หรือโปรยไว้ข้างศพ ถ้าหา ‘หมอมนต์’ ได้ ก็ขอให้หมอมาเป่ามนต์กันเน่าให้ ก่อนบรรจุลงโรงศพจะต้องมีการปูฟากศพโดยเอาไม้ไผ่ยาวขนาดโลงสับติดกันเป็นฟากให้ได้ประมาณ 7 ซี่ หรือใช้ไม้ไผ่ 7 ซีก ถักด้วยเชือกหรือหวาย ปูฟากแล้วเอาศพใส่ ทางคดีโลกถือว่าให้ไฟลอดขึ้นไหม้ศพได้ง่าย การตั้งศพนั้นจะใส่ในโลงหรือไม่ก็ตามจะตั้งไว้ในที่ใดก็ตาม ต้องหันหัวศพไปทางทิศตะวันตกเสมอ ทางคดีธรรมถือว่าสอนให้พิจารณาว่า การตายคือการเสื่อมไป สิ้นไป ตกไปเหมือนกับพระอาทิตย์ตกกิจกรรมระหว่างตั้งศพไว้ที่บ้านสวดอภิธรรม เป็นกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญบุญกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 4 รูป มาที่บ้านหรือที่ตั้งศพแล้วสวดพระอภิธรรม เพื่อให้ญาติและครอบครัวได้อุทิศส่วนกุศล ซึ่งเวลาจัดพิธีมักจัดขึ้นในช่วงหัวค่ำ และสามารถจัดได้ตั้งแต่ 2–3 วัน แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าภาพ ขณะที่ตั้งศพไว้ที่บ้านต้องตามไฟศพ โดยจุดตะเกียงหรือไต้ไว้ทางหัวและเท้าศพตลอดคืน ทางคดีโลก ถือว่าจุดไว้แทนไฟธาตุผู้ตายบ้าง จุดไว้กันความกลัวบ้าง ทางคดีธรรมถือว่าสอนให้คนมีปัญญาเพราะปัญญานั้นเป็นแสงสว่างในโลก ที่โลกเจริญรุ่งเรืองเกิดเพราะปัญญา เมื่อพระมาติกาจบแต่ละครั้งจะดับไฟศพ ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม นิยมดับเทียนหรือตะเกียงเป็นการชั่วคราว ทางคดีธรรมถือว่าดับไฟเปรียบเหมือนตาย จุดไฟ
187เปรียบเหมือนเกิด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วจะต้องตาย ที่ไม่ตายไม่มี จะผิดแผกแตกต่างกันบ้างก็ที่เร็วหรือช้าเท่านั้นการเลี้ยงศพ ถึงเวลารับประทานอาหารเช้าเย็น เขาจะจัดอาหารคาว หวาน หมาก พลู บุหรี่ มาตั้งไว้ทางหัวโลงแล้วเอามือเคาะโลงปลุกให้ตื่นขึ้นมากิน ในระหว่างที่ตั้งศพไว้ที่บ้าน บรรดาญาติพี่น้อง เมื่อได้ยินข่าวใครตายลงจะพากันนำข้าวของเงินทองมาช่วยเหลือ มาคบงันจนงานเสร็จ เรียกว่า “งันเฮือนดี” คือชาวบ้านจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้าน ทำการละเล่นสนุกสนาน เช่น หมากเก็บ ไม้แก้งขี้ช้าง หมากกินเสือกินหมู หมากหาบ หมากข้วมตาเวน และไพ่ เป็นต้น เจ้าของบ้านก็ทำอาหารเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ การงันเรือนดีนี้ทำตลอดคืน พอพระสงฆ์สวดมนต์เสร็จก็ลงมืองันเรือนดีไปจนถึงสว่าง ใครง่วงก็หาที่นอนตามสะดวก ตื่นมาก็สนุกสนานกันต่อ ใครหิวก็ไปหาอาหารกินตามสะดวก เพราะเจ้าของบ้านเตรียมของต้อนรับไว้ให้แล้วในระหว่างที่ศพตั้งอยู่ที่บ้าน การนำศพไปเผาที่ป่าช้าวัฒนธรรมของการตาย ในชุมชนผู้ไทนั้นมีขั้นตอนพิธีการยุ่งยากกว่าการเกิดมาก ในการนำศพออกจากบ้าน ตั้งแต่ยกเก็บของทุกอย่างของผู้ตายนั้นจะเป็นชายทั้งหมด โดยเฉพาะผู้เป็นเขยจะมีบทบาทสำคัญ เขยคนแรกของตระกูลจะเป็นผู้ถือไม้เขยกกนำขบวนศพ เมื่อพระสงฆ์เดินออกจากบ้านเพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนศพ เขยกกจะเดินมาจับไม้เขยกก และเขยคนที่สอง คนที่สามจะช่วยกันจุด เมื่อธูปติดก็จะเดินนำขบวน ตามด้วยเขยอีกสองคือ คนหาบข้าวของเครื่องใช้ที่จะให้ผู้ตาย มีข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ส่วนผู้หญิงจะอยู่ที่ครัวทำอาหาร ล้างจาน เตรียมข้าวของเพื่อให้ชายยกและนำไป การแห่ศพไปจนถึงป่าช้า แบกโลงศพก็จะเป็นชาย จึงไม่แปลกเมื่อไหร่ที่เห็นขบวนแห่ศพแล้วมีผู้ชายจำนวนมากเดินตามขบวน เพราะคนภูไทนั้นมีขั้นตอนและพิธีกรรมบอกไว้ชัดเจน แบ่งหน้าที่ให้พร้อม จึงทำให้เมื่อไหร่ที่มีคนตายในหมู่บ้าน ทุกคนจะได้รับข่าวครบทั้งหมด ทั้งพี่น้องบ้านใกล้และไกลก็จะมาช่วยงานจนแล้วเสร็จ
188ลูกหลานของผู้ตายจัดเครื่องสักการะ (ดอกไม้ธูปเทียน) ไปเคารพศพสักการะศพก่อนจะยกศพลงจากเรือน ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นๆ นำเครื่องสักการะไปเคารพที่ป่าช้า การกระทำทั้งนี้ ถือว่าหากได้พลาดพลั้งต่อผู้ตาย ผู้ตายจะได้ยกโทษให้หากมิได้ประมาทพลาดพลั้ง ก็ชื่อว่าได้บำเพ็ญกุศล เคารพต่อวุฒิบุคคลอีกโสดหนึ่งให้ลูกหลาน ญาติพี่น้อง หรือคนใกล้ชิดกับผู้ล่วงลับได้ทำพิธีขอขมาศพ เพื่อเป็นการอภัยโทษและอโหสิกรรมที่เคยล่วงเกินต่อกัน ด้วยการตั้งจิตหรือกล่าวคำขอขมาต่อศพนั้นการยกศพออกจากเรือน ผู้ป่วยนอนตายอยู่ในห้องใดก็ตั้งศพไว้ห้องนั้น เมื่อจะยกศพลงจากเรือนไม่ให้ลอดขื่อเปิดฝาห้องนั้นแล้วยกออกมาทางระเบียงลงนอกชานเมื่อยกศพออกจากเรือนแล้ว พระท่านจะสวดทำน้ำมนต์ เจ้าของบ้านเอาน้ำมนต์ รดจากที่ตั้งศพออกไป เทหม้อน้ำกินน้ำใช้คว่ำปากหม้อไว้ การทำดังนี้ถือว่าน้ำเก่าเป็นน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ให้เททิ้งเสีย พลิกและผูกบันได พอยกศพลงถึงพื้นดินแล้วพลิกบันไดแล้วเอาเรียวหนามผูกปลายติดกันติดไว้ที่ประตูเรือน พอยกศพออกไปแล้วถอนกิ่งไม้นั้นออก ทางคดีโลก ถือว่าทำเพื่อป้องกันมิให้ผีจำเรือนของตนได้ ทางคดีธรรมถือว่าสอนให้คนเป็นพิจารณาว่าความยึดมั่นว่า นั่นเรา นั่นของเรา นั่นเป็นตนตัวของเราการหามศพ ใช้ไม้ไผ่บ้าน 2 ลำ เอาโลงขึ้นตั้งขันด้วยตอกชะเนาะ หามข้างละ 3-4 คน เอาเท้าศพไปก่อนห้ามพักกลางทาง ห้ามเปลี่ยนบ่า ห้ามข้ามนา ข้ามสวน ที่ทำดังนี้ด้วยถือว่าเป็นของคะลำการจูงศพ ใช้ด้ายหรือเชือกจูงศพ ถ้าผู้ตายมีลูกหลานเป็นผู้ชาย ก็ให้บวชเป็นพระหรือเณร เป็นหญิงให้นุ่งขาวห่มขาวบวชเป็นชีจูงศพไปป่าช้า เมื่อแจกข้าวแล้วจึงสึก หรือจะอยู่ไปตลอดก็ได้ เมื่อหามศพออกจากบ้านมีการหว่านข้าวสารไปตลอดทาง นอกจากหว่านข้าวสารแล้วยังมีการหว่านข้าวตอกแตกด้วย (ข้าวเปลือกที่ใช้คั่วด้วยไฟให้แตกเรียกข้าวตอกแตก) ข้าวนี้ใช้โรยไป ตลอดทางเหมือนข้าวสาร
189ไม้ขีดทาง เมื่อหามศพผ่านไป เขาจะใช้ไม้ขีดทางหรือหักกิ่งไม้ไว้ เพื่อให้ผู้ตายตามไป ข้างหลังได้สังเกต อีกอย่างหนึ่งเป็นการลวงตาผีที่กลับมา มันจะเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ทางไปบ้านของเรา เพราะมีขีดและกิ่งไม้ขวางทางดอกไม้จันทน์ข้างทาง ผู้ร่วมขบวนแห่ศพเมื่อถึงป่าต่างคนก็จะฉวยเอากิ่งไม้แห้งข้างทาง ขนาดนิ้วมือบ้าง ขนาดท่อนแขนบ้าง ติดมือไปด้วยเพื่อนำไปร่วมเผาศพ ทั้งๆ ที่ก่อนเผาศพหรือเผาผี มีการก่อกองฟอนไว้ที่ป่าช้าแล้ว คงเป็นการทำตามรูปรอยของโบราณ คือ เมื่อมีคนตายก็ต้องเผา การเผาก็ต้องช่วยกันหาวัสดุ ประเภทท่อนไม้หรือกิ่งไม้ไปร่วมเผา (เหมือนดอกไม้จันทน์ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในการเผาผี เป็นทำนองว่า ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อส่งวิญญาณผู้ตายไปสู่สวรรค์การปลงศพเมื่อนำศพไปถึงป่าช้าแล้วจะปลงศพ (เผาศพ) ตรงไหนนั้นจะต้องเสี่ยงทายว่าผู้ตายจะยอมให้ปลงศพตรงไหน โดยเอาไข่ 1 ใบ ข้าว 1 ปั้น โยนไปตามจุดต่างๆ ถ้าไข่แตกตรงไหนให้ฝังหรือเผาตรงนั้น โดยถือว่าตรงนั้นเจ้าของที่เขาอนุญาต ผู้ตายก็พอใจอยู่ที่นั่นแล้ว การทำที่ปลงศพโดยหาฟืนมากองสูงประมาณ 1.5 เมตร เรียกว่า กองฟอน ปักหลักสี่หลักที่มุมทั้งสี่เรียกหลักสะกอน ก่อนจะยกศพขึ้นตั้งกลางกองฟอน หามศพเวียนรอบกองฟอน 3 รอบ การเวียนต้องเวียนซ้าย ทางคดีธรรม ถือว่าแม่น้ำคือสงสาร ไหลหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาดระยะ ตัวคนคือตัวกิเลสเกิดมาแล้วต้องสร้างกรรม ครั้นสร้างแล้วได้รับผลกรรมเกิดขึ้นมาอีก ถ้าไม่ตัดกิเลสให้ขาดเป็นต้องมาเกิดอยู่ร่ำไป เมื่อจะยกโลงขึ้นตั้งบนกองฟอน ให้เอาโลงกระแทกกองฟอน 3 ครั้ง ที่ทำดังนี้ เป็นการสอนคนเป็นให้พิจารณาดู อย่าว่าแต่คนเป็นเลยแม้คนตายแล้วก็ยังถูกระแทกแดกดัน แล้วจะได้ระมัดระวังตัวต่อไปล้างหน้าศพ ก่อนล้างต้องพลิกศพ เอาผ้าห่อศพออก เพื่อไฟจะได้ไหม้เร็ว แล้วทุบเอาน้ำมะพร้าวและน้ำอบ น้ำหอมล้างหน้าศพ ทางคดีโลกถือว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่ใสสะอาดการล้างก็เพื่อให้ศพสะอาด ปราศจากมลทิน ทางคดีธรรมถือว่าสอนคนเป็นให้เอาน้ำคือ สุจริตธรรมชำระล้างใจให้สะอาด
190โยนผ้าข้ามโลง เมื่อล้างศพแล้วโยนผ้าข้ามโลง 3 ครั้ง แล้วเอาผ้านั้นไปให้พระนั่งสวดมาติกา เสร็จแล้วจะเก็บไปหรือถวายพระก็ได้ ตามตู้หนังสือใบลาน ผ้าห่อหนังสือโดยมากเป็นผ้าวาหรือผ้าซิ่น เพราะคนโบราณชอบถวายผ้าให้เป็นสงฆ์ ถือว่าเป็นการทำบุญให้ผู้ตายอีกโสดหนึ่งไม้ข่มเหง เป็นไม้แก่นสี่ท่อนยาวท่อนละ 2 วาเศษใช้สำหรับบังคับมิให้โลงตกลงจากกองฟอน และป้องกันไม่ให้ศพกระดกขึ้นเมื่อถูกไฟเผา การเอาไม้ข่มเหงไว้เช่นนี้ ถือว่าเป็นการสอนคนว่าคนเรานั้นไม่ว่าจะชั่วดีมีจนใหญ่เล็กเพียงไหนก็ต้องมีผู้ปกครองคอยควบคุมดูแลว่ากล่าวตักเตือนอยู่ตลอดหว่านกาละพฤกษ์ หมากเงินหมากทอง เอาผลไม้ ก้านกล้วยตัดเป็นท่อนๆ หรือไม้ขีดไฟ เสียบสตางค์เข้าไปในนั้น ก่อนจะเผาศพมีการหว่านกาละพฤกษ์ เพื่อเป็นการให้ทาน ผู้คนวิ่งวุ่นกันเก็บเอาดูแล้วน่าสนุกสนานยิ่งนัก ก่อนจะเผาศพนิมนต์พระสวดมนต์มาติกา เสร็จแล้วโยงด้ายจากโลงให้พระชักบังสุกุล เสร็จแล้วพระให้พร แล้วลงมือเผาต่อไป วันที่ไม่ควรเผาศพ วันพระ วันอังคาร และวันถูก 9 กอง ถือว่าเป็นวันที่ไม่ควรเผา วันพระนั้นเป็นวันที่พระสงฆ์ทำกิจพระศาสนา ญาติโยมก็พากันไปรักษาศิล ฟังธรรม วันอังคารถือว่าเป็นวันแข็ง ถ้ามีความจำเป็นจะต้องเผาให้ทำการอุปโลกน์เสียก่อน คือเมื่อนำศพไปถึงป่าช้าแล้วคนหนึ่งทำพิธีขุดหลุมจะฝัง พระสงฆ์ไปขอแผ่จากญาติโยม ขอให้ญาติโยมช่วยหาฟืนมาให้ แล้วจัดการเผา ส่วนวัน 9 กองนั้น เป็นอีกวันหนึ่งที่ไม่เคยเผาด้วยถือว่าวันทั้งสามนี้เมื่อเผาจะนำความเดือดร้อนมาให้การเผาศพ ไฟสำหรับจุดศพนั้นเขามีไว้ต่างหาก ใช้ไต้หรือจุดเทียน ห้ามมิให้จุดติดต่อกัน ด้วยถือว่าไฟธรรมดาก็ดี ไฟราคะ โทสะ โมหะก็ดี ไฟทั้งนี้เป็นของร้อน ถ้าไปต่อกันเข้าจะลุกลามใหญ่โตไหม้บ้านเมือง และ ทำลายทรัพย์สินอาคาร บ้านเรือนให้เสียหายพินาศ เผาแล้วกลับบ้านมีการบายศรีสู่ขวัญให้เพื่ออยู่เย็นเป็นสุขต่อไป
191การเก็บกระดูก เมื่อเผาศพครบ 3 วัน (รอให้กระดูกเย็นเสียก่อน คือ เย็นโดยไม่ต้องใช้น้ำราด) แล้วเชิญญาติพี่น้องและนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีเก็บกระดูก จัดอาหารไป 1 ที่ เมื่อถึงป่าช้าหลุมเผาศพแล้วนำอาหารไปเลี้ยงผี บอกเล่าว่าพรุ่งนี้ไปกินข้าวแจก ลูกหลานเขาจะทำบุญแจกข้าว พอบอกเล่าแล้วก็กองกระดูกให้เป็นรูปคนนอนหงาย สมมุติว่าตาย หันหัวไปทางทิศตะวันตกแล้วนิมนต์พระมาบังสุกุล พอเสร็จแล้วลบรูปหุ่นนั้นเสีย ทำรูปหุ่นใหม่หันหัวไปทางทิศตะวันออก สมมติว่าเกิดใหม่ เอากระดูกใส่ในหม้อวาง ไว้ตรงกลางรูปหุ่น แล้วนิมนต์พระสงฆ์บังสุกุลเป็น แล้วเขี่ยเถ้าถ่านที่เหลือลงไปในหลุมฝังไว้ในกรณีที่จะมีการตั้งศพบำเพ็ญกุศลจะตั้งจำนวนกี่วันขึ้นอยู่กับเจ้าภาพ ฐานะเจ้าภาพค่อนข้างดีก็ตั้งศพไว้ 2 ถึง 3 วันแต่โดยปกติแล้วนิยมทำพิธีต่างๆ จนกระทั่งถึงเผาศพให้แล้วเสร็จในตอนบ่ายส่วนในเช้าวันรุ่งขึ้นจะทำพิธีเลี้ยงพระเป็นอันเสร็จพิธีภาพที่ 7-19 การเผาศพบนกองฟอน
192การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษเลี้ยงผีตาแฮกก่อนทำนาชาวนา ต้องทำพิธีเลี้ยงผีตาแฮกก่อน โดยเตรียมไก่ต้ม ข้าวเหนียว หมากพลูสองคำ ยาสูบสองมวน น้ำหนึ่งขวดเล็ก ไปเลี้ยงผีตาแฮกด้วยการจ้ำแห่และอธิษฐานให้ฝนฟ้าดี ข้าวนาอุดมสมบูรณ์ อยู่เย็นเป็นสุข หลังจากนั้นทำการแฮกนา ชาวบ้านเตรียมไถลงแฮกนา แล้วจึงทำการปักกก แฮกหรือพิธีแฮกนาปักดำ ซึ่งการปักดำวันแรกจะต้องเลือกวันดี (วันฟู) ไปถอนกล้ามา (ปลูกกล้าประมาณเดือนห้าถึงเดือนหก) และปักดำ (ช่วงดำนาตรงกับเดือนหกเดือนเจ็ด) เจ็ดต้น เป็นวงในที่นาตรงมุมคันนาที่ปู่ย่าตายายเคยปักไว้ นำไม้มาปักกันไว้รอบๆ ไม่ให้วัว ควายมากิน เรียกว่า “นาตาแฮก” คือ นาที่ลงมือทำทีแรกแล้วอธิษฐานบอกกล่าวให้น้ำอุดมสมบูรณ์ ต้นข้าวเจริญงอกงาม ไม่ให้แมลงและโรงภัยมาเบียดเบียน แล้วทำพิธี เลี้ยงผีตาแฮกอีกครั้งเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ เป็นการขอบคุณผีตาแฮกที่ให้ข้าวอุดมสมบูรณ์แก่ชาวนา (สมใจ ดำรงสกุล, 2542) ภาพที่ 7-20 พิธีเลี้ยงผีตาผีตาแฮกภาพจาก https://images.search.yahoo.com/search/images
193พิธีเลี้ยงผีปู่ตาผีปู่ตา หรือผีบรรพบุรุษ เป็นผีรักษาหมู่บ้าน ดูแลความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านไม่ให้ข่มเหงรังแกเอาเปรียบกัน หากมีการทำกิจกรรมต่างๆ ในหมู่บ้านก็จะมีการบอกเล่าผีปู่ตาเสมอ เช่นทำบุญหมู่บ้าน ลูกสาวแต่งงานแยกเรือน รับเขยเข้าบ้านประเพณีเลี้ยงศาลปู่ตานี้จะต้องมาร่วมกระทำทั้งหมู่บ้านในแต่ละชุมชนจะมีการตั้งศาลให้ปู่ตาบริเวณพื้นที่สูงกว่าชุมชน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า จึงเรียกว่า “ดอนศาลปู่ตา” การเลี้ยงผีปู่ตา จะจัดขึ้นในช่วงเดือนหกของทุกปี โดยมี “เฒ่าจ้ำ” ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารระหว่างผีกับมนุษย์ รวมถึงการดูแลพื้นที่ศาลปู่ตา ประกอบพิธีกรรมเฒ่าจ้ำจึงเปรียบเสมือนทหารคนสนิทของปู่ตา ลูกหลานกระทำผิดหรือมีเหตุให้ไม่พึงพอใจ จะถ่ายทอดความต้องการผ่านเฒ่าจ้ำไปยังบุคคลที่กระทำความผิดพิธีเลี้ยงปู่ตาจะมีเครื่องสังเวย เช่น เหล้าไห (ภูไทเรียกช้าง) เหล้าขาว (ภูไทเรียกม้า) พวงมาลัยดอกจำปา (จำปาเป็นสัญลักษณ์เมืองลาว) อาหารคาวหวาน พร้อมเสพกล่อมด้วยเสียงดนตรีภูไท (เล่นผสมโรงกันระหว่างปี่แคนซอกระบั้ง) เชื่อว่าดนตรีจะเป็นเครื่องเสพกล่อมให้ปู่ตา ให้บรรพบุรุษภูไทผู้ล่วงลับแล้วมารวมกันที่ปู่ตา ให้ปู่ตามีความสุขจากเสียงเพลงที่ลูกหลานภูไท เป็นผู้ขับกล่อมเจ้าปู่ ขอให้เจ้าปู่คุ้มครองลูกหลานให้พ้นภัยอันตรายทั้งปวง (พงค์ธร พันธุ์ผาด, 2554) ภาพที่ 7-21 พิธีเลี้ยงผีปู่ตาภาพจาก https://images.search.yahoo.com/search/images;
194การรักษาโรคในอดีตการแพทย์ยังไม่เจริญ ชาวภูไทเมื่อเจ็บป่วยก็ทำการรักษาเยียวยาตามความเชื่อ หรือทางด้านสมุนไพร การรักษาด้วยสมุนไพรนี้ อาศัยความรู้และประสบการณ์ของบรรพบุรุษสืบทอดต่อๆ กันมา บางคนมีความรู้มากในด้านสมุนไพรรักษาโรค จนรักษาโรคด้วยสมุนไพรได้ เรียกว่า \"หมอฮะไม้\" (หมอรากไม้) และยังมีหมอเฉพาะโรค เช่น หมอกระดู หมอหมากไม้ (รักษาอาการไข้ชนิดหนึ่ง เรียกไข้หมากไม้) นอกจากนี้ยังมีหมอที่ทำการรักษาโดยทางไสยศาสตร์ เช่นหมอเป่า หมอทรง หมอธรรม หมอเหยา เป็นต้นการรักษาทางไสยศาสตร์ หมอเป่า เป็นหมอที่รักษาคนป่วยด้วยการใช้คาถาเป่า คนป่วยเป็นไข้ ตกต้นไม้ ควายชน แข้งหัก ขาบวมช้ำ หมอก็ใช้คาถาเป่าได้ ชาวบ้านในอดีตมักจะไปหามหมอมาเป่า ในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย ในสมัยอดีตมักจะโยนให้ผี ที่ถูกใส่ความบ่อยที่สุด คือ ผีปอบ และผีป่าผีปอบ คือ คนที่เรียนคาถาประเภทเดรัจฉานวิชา และ \"คะลำ\" ถือปฏิบัติตามที่ครูบอกไม่ได้ เมื่อเป็นปอบแล้ว จะมีวิญญาณลึกลับอยู่ในตัวคนนั้น และเป็นวิญญาณร้ายที่ออกหากินคน ผู้ที่ถูกกินจะป่วยลงเมื่อหาหมอเป่าคนป่วยก็จะเพ้อออกมาว่าเป็นผู้นั้นมาเข้า การที่คนป่วยเพ้อออกมา ภูไทเรียกว่า \"เอาะป้ะ\" (ออกปาก) หมอเป่าก็จะใช้คาถาเป่า คุมจนปอบยอมออกจากร่าง เมื่อปอบออกจากร่าง แล้วคนไข้ลุกขึ้นนั่งเดินได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นป่วยนอนซมอยู่ไปไหนมาไหนไม่ได้ผีป่า เป็นผีที่สิงสถิตอยู่ในป่า ต้นไม้ใหญ่ ถ้าคนไปทำผิด เช่น ไปตัดไม้ หรือไปกวน บ่อน้ำในแหล่งน้ำซับกลางป่า หรือของป่าบางอย่าง ผีป่าก็จะเข้าทับร่างทำให้เป็นไข้ได้ป่วย หรือบางทีเห็นหญิงสาวสวยผีป่ารัก ก็เข้ามาทับร่างได้เหมือนกัน อาการป่วยก็เหมือนผีปอบ แต่พอเป่าคนไข้เพ้อไปทางป่าว่าอยู่ที่นั่นต้นไม้นั่น หนองน้ำนี่ \"พวกสูไปรื้อบ้านกู\" (ตัดต้นไม้) เป็นต้น หมอก็จะคุมจนออกเช่นกันหมอทรง เป็นหมอที่ทำพิธีอัญเชิญวิญญาณต่างๆ ตามที่ผู้มาหาบอก เพื่อให้เข้าร่างหมอทรงแล้วจะได้บอกกล่าวเรื่องราวระหว่างวิญญาณกับผู้มาหาหมอ
195หมอธรรม เป็นหมอที่นั่งทรงทางในเพื่อดูดวงชะตา หรือสิ่งที่มากระทำต่อคนใดคนหนึ่งที่มาหาหมอ หรือไล่เลขไล่ยาม ผู้ไทยเรียกว่า \"นั่งธรรม\" หมอธรรมจะเป็นสื่อระหว่างวิญญาณกับคน คล้ายหมอทรง แต่ไม่มีพิธีสลับซับซ้อนเท่าหมอทรงหมอเหยา เป็นผู้ทำพิธีกรรมในการรักษาคนป่วยของคนผู้ไท เพราะเชื่อว่าคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็เนื่องมาจากถูกผีกระทำ อาจจะเป็น ผีดง ผีป่า ผีแถน ผีปอบ ผีเป้า ผีบรรพบุรุษหรือถูกคุณไสย ผู้ที่เก่งกล้าในการขจัดปัดเป่าความเจ็บความไข้ออกไปได้ คือ หมอเหยา และหมอเป่า โดยหมอเป่าจะใช้คาถาเป่าขับไล่ผี แต่หมอเหยาใช้ไม้นวม คือ พูดจาหว่านล้อมด้วยถ้อยคำอ่อนหวานและเป็นทำนองเหยา (คล้ายการลำ) ภาพที่7-22 แสดงพิธีกรรมการรักษาคนป่วยโดยการเหยา ภาพจาก http://www2.nakhonphanom.go.th/charm/detail/66
196 การรักษาด้วยสมุนไพรการรักษาด้วยสมุนไพรเป็นวีธีหนึ่งที่ชาวบ้านเห็นว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ใช่เรื่องการกระทำของภูตผีปีศาจ จำเป็นต้องใช้“ยาสมุนไพร” ที่บ้านโพนสวางไม่ปรากฎว่ามีหมอสมุนไพรโดยเฉพาะ แต่อาจมีสมุนไพรสำหรับการรักษาโรคภัยใข้เจ็บต่างๆ ที่ไม่รุนแรงนักไว้ประจำบ้าน นอกจากจะใช้รักษาคนในครอบครัวแล้วอาจแบ่งปันให้คนอื่นๆ ในหมู่บ้านใช้ได้ด้วย ยาสมุนไพรเป็นยาที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุจากธรรมชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ และบำรุงร่างกายได้ยาสมุนไพรมี 2 ประเภทคือสมุนไพรที่ได้จากส่วนของพืชโดยตรง (พืชวัตถุ) โดยส่วนต่างๆ ที่นำมานั้นมีสารที่สามารถใช้เป็นยาได้ ได้แก่ ใบ ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด รากหรือหัว ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือกไม้ สมุนไพรที่ได้จากอวัยวะของสัตว์ (สัตว์วัตถุ) ได้แก่ ตับ ดี นอ เขา เอ็น เลือด น้ำมัน มูลเช่น ขี้ผึ้ง รังนก น้ำมันตับปลาเป็นต้น สมุนไพรสามารถนำมาปรุงเป็นยาได้หลายลักษณะ เช่น ตำรับยาฝน ยาต้ม ยาฝุ่น ยาลูกกลอน ยาทา ยาพอกและยาประคบเป็นต้น ในปัจุบันการแพทย์ทางเลือกได้ให้ความสำคัญกับสมุนไพรและตำรับยาที่กล่าวมาแล้ว ภาพที่ 7-23 สมุนไพรไทยใช้ในการรักษาโรค
197ปัจจุบันผู้ไทบ้านโพนสวางได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยสมัยใหม่มากขึ้น เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะไปพบหมอซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปทุมวาปีหรือโรงพยาบาลส่องดาว ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียง 5-6 กิโลเมตร หากมีโรคอะไรที่เกินศักยภาพโรงพยาบาลส่องดาวก็มีระบบการส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสว่างแดนดินซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 20 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในตัวเมืองสกลนครได้อีก หากต้องรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หากเจ็บป่วยด้วยโรคเฉพาะเช่นโรคมะเร็ง ก็สามารถไปพบหมอทำการรักษาได้ที่โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี ห่างจากตัวอำเภอส่องดาวประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งมีแพทย์และบุคคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเครื่องมือที่ทันสมัยให้บริการ นับว่าวิถีชีวิตผู้ไทบ้านโพนสวางด้านสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไปมาก---------------------------------------------
198บทที่ 8ผู้ไทบ้านปทุมวาปี(บ้านหนองบัว) นางสาววราภรณ์ แสงลี* นายถวิล สูตรชัย** การอพยพและตั้งหมู่บ้านบ้านปทุมวาปีตั้งอยู่บริเวณที่ราบดงบ้านแพง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของหนองบัว โดยมีนายสี พรหมสุขขันธ์ และนางเบ้า พรหมขันธ์ มาตั้งครอบครัวที่ดินทำกินเป็นครอบครัวแรก เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2453 ต่อมามีญาติพี่น้องจากบ้านโพนสวางได้ย้ายครอบครัวติดตามมาตั้งบ้านเรือนหลายหลังคาเรือน จึงได้ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ จากคนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาว่า ผู้ไทบ้านโพนสวางและบ้านหนองบัว (บ้านปทุมวาปี) อพยพมาจากบ้านนาม่วง นายูง นาฮี หนองอึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนขึ้นต่ออำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ต่อมาได้ย้ายมาขึ้นต่ออำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี มีผู้นำการอพยพคือ นายปัด-นางสา ไชยแสง พร้อมครอบครัว และ นายเผือ - นางเชิด เกตุโสภา พร้อมครอบครัวได้ชักชวนพี่น้องทั้งสองตระกูล และตระกูลอื่นๆ หลายครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วยผู้นำชุมชนคนแรกหรือเรียกว่าผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านหนองบัว (บ้านปทุมวาปี) คือ นายอุ่น พรหมสุขันธ์ เป็นชนเผ่าผู้ไท มีเชื้อสายมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือเมืองคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าผู้ไทบ้านโพนสวางและบ้านหนองบัว (บ้านปทุมวาปี) สืบเชื้อสายผู้ไทเรียกว่า “ผู้ไทไก่สอน” และได้ไปตั้งถิ่นฐานที่ภูแล่นช้าง จังหวัดกาฬสินธุ์ และเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัยทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และบ้านนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ส่วนหนึ่งก็ย้ายไปที่บ้านจำปาดง บ้านท่าศรีใคร อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร บ้านท่าศรีชมชื่น จังหวัดบึงกาฬ และมีการเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านโพนสวางและบ้านหนองบัว (บ้านปทุมวาปี) ชนเผ่าผู้ไทจึงมีจำนวนมากขึ้น (จากคำบอกเล่าของปู่ครูกู อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี) ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อจากบ้านหนองบัวเป็นบ้านปทุมวาปีจนถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ.ไม่ทราบแน่ชัด)------------------------------------------------------- *นางสาววราภรณ์ แสงลีครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านปทุมวาปี ต.ปทุมวาปีอ.ส่องดาว จ.สกลนคร **นายถวิล สูตรชัย ปราชญ์ชาวบ้านด้านศิลปวัฒนธรรม ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว จ.สกลนคร
199ผู้ใหญ่อุ่น พรหมสุขันธ์ รากฐานของผู้นำผู้ใหญ่อุ่น พรหมสุขันธ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านผู้นำชุมชนคนแรกของบ้านหนองบัว (บ้านปทุมวาปี) เป็นผู้นำที่มีความกล้าหาญ มีความเมตตา ปกครองลูกบ้านเหมือนพ่อปกครองลูก และได้เป็นผู้นำก่อตั้งวัดขึ้นมาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวบ้านซึ่งในเวลานั้นเป็นศาลามุงหญ้าแฝก ปัจจุบันคือวัดโชติการาม จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าการตั้งวัดดงบ้านแพง (วัดโชติการาม) เมื่อก่อนยังเป็นป่าไม้รกทึบ (ที่มาของคำว่า “ดงบ้านแพง”: ผู้เรียบเรียง) ต่อมามีพระรูปหนึ่งมาจำพรรษา ชาวบ้านหนองบัวได้สร้างที่พักให้อยู่ชั่วคราวให้ท่านพักอาศัยจำวัด ท่านได้ออกมาบิณฑบาตที่บ้านหนองบัวทุกวัน ในเวลาต่อมาท่านได้แจ้งว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านจากนั้นท่านก็ไม่ได้กลับมาบ้านหนองบัวอีกเลย วัดจึงกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาพระอาจารย์สีลา เหวมิตโต ซึ่งมีชาติกำเนิดที่บ้านโพนสวาง บวชเรียนและปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงปู่มั่น ได้มาจำพรรษาที่วัดร้างนี้ ท่านอยู่ได้หนึ่งปีเต็มจึงดำริอยากจะสร้างศาลาหลังใหม่เพราะที่วัดยังไม่มีศาลาเลย จึงพูดคุยปรึกษากับญาติโยมและผู้นำพร้อมชาวบ้าน เมื่อประชุมกันเสร็จก็ตกลงกันว่าให้ชาวบ้านเลื่อยไม้คนละ 3 แผ่น ส่วนเสาศาลาก็ให้ 3 คนต่อ 1 ต้น ชาวบ้านได้ร่วมด้วยช่วยกันจนแล้วเสร็จ ต่อมาไม่นานมีพระมีเณรมาบวชด้วยหลายรูป เมื่อบวชแล้วบางรูปก็ไปจำพรรษาที่วัดอื่นบ้าง บางรูปก็ไปเรียนหนังสือบ้าง ต่อมา ปู่ม่าน ปู่ไค บ้านโพนสวางมาขออุปสมบทอยู่กับพระอาจารย์สีลา อีกด้วย ปีพุทธศักราช 2492 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาพาธ พระอาจารย์สีลาเดินทางไปเยี่ยมและอยู่อุปัฏฐากพระผู้ใหญ่จนกระทั่งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มรณภาพ พระอาจารย์สีลาก็อยู่ต่อช่วยจนงานแล้วเสร็จ ท่านจึงได้กลับมาอยู่ที่วัดดงบ้านแพงเมื่อท่านกลับมาอยู่ที่วัดก็มีลูกหลานบ้านโพนสวาง บ้านหนองบัว มาบวชหลายคนเมื่อพุทธศักราช 2502 ท่านพระอาจารย์สีลา ได้ขึ้นไปที่วัดถ้ำพวงเพื่อปฏิบัติธรรม ภาวนา เจริญสมาธิ แต่ถึงกระนั้นพ่อตา แสงลี และพี่น้องญาติโยมก็ขึ้นไปใส่บาตรเป็นประจำ ไม่นานท่านก็อาพาธเป็นไข้มาลาเรีย อาการท่านไม่ดีขึ้นชาวบ้านเลยขึ้นไปนิมนต์กลับลงมาให้อยู่ที่วัดดงบ้านแพง ชึ่งในสมัยก่อนไม่มีหมอและยาแผนปัจจุบัน ต้องกินยาใบไม้รากไม้ เมื่ออาการอาพาธหนักขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ได้แต่งขันธ์ห้านิมนต์ไม่ให้พระอาจารย์ไปที่ไหนพระอาจารย์บอกว่าอาตมาทำไม่ได้เพราะอาตมารับขันธ์นิมนต์เขาแล้ว ญาติโยมทำอะไรไม่ได้มีแต่ความโศกเศร้าเสียใจ อยู่มาไม่นานวันท่านก็มรณภาพ เมื่อประมาณเดือน 8
200พุทธศักราช 2502 สิริอายุได้ 43 ปี 23 พรรษา กำนันทอน แสงลี และชาวบ้านหนองบัวชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันจัดงานถวายพระเพลิงสรีรสังขารให้ท่านอย่างยิ่งใหญ่ มีพระผู้ใหญ่หลายรูปมาในงาน อาทิเช่น หลวงปู่จันทรา ถาวโร หลวงปู่วัน อุตตโม หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย หลวงปู่บุญ เป็นต้น นอกจากนั้นปู่อุษา พรหมสุขันธ์ ขอบวชในงานถวายพระเพลิงสรีรสังขารของท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต ด้วยเมื่อเสร็จงาน พ่อตา แสงลี และชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านปรึกษาหารือกันว่าอยากได้พระผู้ใหญ่มาอยู่ประจำที่วัดโชติการาม จึงตกลงกันไปนิมนต์ท่านพระอาจารย์วันอุตตโม มาอยู่ประจำที่วัด ท่านเมตตารับนิมนต์มาอยู่ แต่อยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ท่านก็มีดำริและพูดคุยกับพ่อตา แสงลี กำนันทอน แสงลี และญาติโยมหลายคนประสงค์ไปตั้งวัดขึ้นใหม่ที่เชิงเขาภูพาน (ภูผาเหล็ก) ชาวบ้านทั่วไปเรียกชื่อตรงนั้นว่า “วัดดอย” ตอนไปเริ่มก่อตั้งสร้างวัดครั้งแรกผู้นำและชาวบ้านช่วยกันถากถางบริเวณตั้งศาลาชั่วคราวหลังหนึ่งและกุฎีพอมีที่อยู่ กว่าจะแล้วเสร็จก็ใช้เวลาแรมเดือน แม้ว่าพระอาจารย์วัน อุตตโม จะอยู่ประจำที่วัดดอย แต่ท่านก็ยังคงลงมาบิณฑบาตที่บ้านหนองบัวตลอดปีเพราะในห้วงเวลานั้นไม่มีหมู่บ้านใกล้วัด หรือไม่มีบ้านคนอยู่เลยอย่างไรก็ตามเมื่อเข้าพรรษาท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม ก็ลงมาจำพรรษาที่วัดดงบ้านแพง (วัดโชติการาม) เมื่อออกพรรษาท่านก็กลับไปอยู่ประจำที่วัดดอย แต่ยังคงมาบิณฑบาตที่บ้านหนองบัวเช่นเดิม ต่อมามีชาวบ้านโพนสวาง ชาวบ้านหนองบัว ย้ายขึ้นมาอยู่แถวเรือกสวนไร่นาของตนซึ่งอยู่ใกล้วัด จำนวน 3 ครอบครัว (ต่อมามีครอบครัวอพยพมาอยู่เพิ่มขึ้นกลายเป็นหมู่บ้าน เรียกว่าบ้านตีนดอย หรือบ้านหัวฝาย ท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม ก็บิณฑบาตกับชาวบ้าน 3 ครอบครัวนั้น ไม่ได้ลงมาบิณฑบาตที่บ้านหนองบัว แต่จะให้พระและเณรน้อยลงมาบิณฑบาตแทน การก่อสร้างวัดดงบ้านแพง และเปลี่ยนชื่อจากวัดดงบ้านแพงเป็นวัดโชติการามไม่ทราบปีพ.ศ. ที่แน่ชัดเมื่อปีพุทธศักราช 2485 ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนบ้านปทุมวาปีเดิมใช้ชื่อแรกตั้งว่า โรงเรียนประชาบาลตำบลส่องดาว 5 (ปทุมอุดมวิทยา)ผู้ใหญ่นัน แสงลี ผู้นำจำเป็นเมื่อผู้ใหญ่อุ่น พรหมสุขันธ์ ได้ถึงแก่กรรม บ้านหนองบัว (บ้านปทุมวาปี) ขาดผู้นำ ผู้ใหญ่ตา แสงลี ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านโพนสวางและเป็นกำนันตำบลส่องดาวใน
201ขณะนั้น พร้อมชาวบ้านได้ขอให้นายนัน แสงลี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 2 เดือน แล้วก็ลาออกจากเนื่องด้วยสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงผู้ใหญ่ทอน แสงลี กำนันแหนบทองเมื่อนายนัน แสงลี ลาออกจากตำแหน่ง ให้นายทอน แสงลี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) และได้รับเลือกขึ้นเป็นกำนันตำบลส่องดาว ในยุคนั้นเป็นยุค ชาวบ้านเรียกว่ายุคศึกยุคเสือ คือเป็นยุคที่บ้านเมืองไม่สงบมีโจรผู้ร้ายมากมาย กำนันทอน มีบทบาทในการปกครองดูแลบ้านเรือนชุมชน ปราบโจรผู้ร้ายลักวัวควาย บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาราษฎร์ประสบความสำเร็จอย่างดีจนได้รับรางวัลกำนันดีเด่น ปืนลูกซองแหนบทองคำ ในปีพุทธศักราช 2500 และในปีนี้ได้นำราษฎรชาวบ้านปทุมวาปีจัดหาไม้เพื่อสร้างอาคารเรียนแบบ 3 ห้องเรียน หลังจากนั้นปีพุทธศักราช 2502 กำนันทอนได้ถูกคนร้ายปล้นปืนลูกซองแหนบทองคำและได้ถูกจับเป็นตัวประกันกับชาวบ้านอีกหนึ่งคน คือพ่อได้พรหมสุขันธ์ แต่ถูกนำส่งปล่อยกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย ต่อมามีการก่อตั้งสถานีตำรวจบ้านปทุมวาปีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและ อาสาสมัคร (อส.) มาอยู่เพื่อดูแลหมู่บ้าน มีการฝึกอบรมชาวบ้านในหมู่บ้านเรียกว่า หมู่บ้านอาสาป้องกันตนเอง โดยมีทหารพลร่มมาฝึกให้กับผู้นำชาวบ้าน มาช่วยในการปราบปรามผู้ร้ายทำให้หมู่บ้านสงบ และในเวลาต่อมามีคนร้ายปล้นวัวปล้นควายชาวบ้านได้ทำร้ายเจ้าของควาย กำนันทอนก็ได้พาลูกบ้านติดตามคนร้ายจนได้ฝูงควายกลับมา ในยุคนั้นกำนันทอนมีบทบาทในการเป็นผู้นำเป็นอย่างมาก คือ ในยามที่หมู่บ้านสงบพาลูกบ้านขุดคลองรอบหมู่บ้าน รักษาตรวจตราความสงบของหมู่บ้านและตำบล เป็นผู้นำชาวบ้านเลื่อยไม้สร้างศาลาการเปรียญวัดโชติการาม เมื่อครั้งหลวงปู่สีลา มรณภาพ ก็เป็นผู้นำชาวบ้านในการจัดงานถวายพระเพลิงสรีรสังขารฝ่ายฆราวาส โดยมีหลวงปู่วัน อุตตโม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในขณะนั้น และได้นิมนต์หลวงปู่วัน อุตตโม มาจำพรรษาอยู่ที่วัดโชติการาม เมื่อปีพุทธศักราช 2519 มีเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ทางเจ้าหน้าที่อำเภอเรียกตัวกำนันทอน ไปเป็นอาสาสมัคร (อส.) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่อำเภอส่องดาว และได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 58 ปี
202กำนันโฮม แสงลี ผู้นำแห่งสายน้ำเมื่อกำนันทอน แสงลี หมดวาระลงก็ได้แต่งตั้งกำนันโฮม แสงลีดำรงตำแหน่งกำนันตำบลปทุมวาปีกำนันโฮมเป็นผู้มีบทบาทในการเป็นผู้นำและมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาหมู่บ้าน เป็นผู้นำพาชาวบ้านสร้างประปาหมู่บ้านขึ้นโดยการพาชาวบ้านไปขอน้ำ โจ้กบนภูเขาภูผาเหล็ก เทือกเขาภูพานกับหลวงปู่วัน อุตตโม ที่วัดถ้ำพวง และพาราษฎรบ้านปทุมวาปีต่อน้ำโจ้กลงมาให้ชาวบ้านปทุมวาปีมีน้ำกินน้ำใช้จนถึงปัจจุบัน และนอกจากนี้ยังเป็นผู้นำในการขุดลอกหนองบัวซึ่งเป็นแหล่งน้ำประจำหมู่บ้านเพื่อไม่ให้ตื้นเขิน เป็นผู้นำพาลูกบ้านดูแลพัฒนาวัดเพื่อทำนุบำรุงศาสนา เป็นนายทะเบียนเขียนใบ สูติบัตร (ใบเกิด) ของลูกบ้านเพื่อนำไปแจ้งกับทางอำเภอเพื่อบริการชาวบ้านที่ไม่สะดวกในการติดต่อส่วนราชการผู้ใหญ่จวน อาสาสิงห์ นักพัฒนาเศรษฐกิจหมู่บ้านเมื่อกำนันโฮม แสงลี เกษียณอายุ นายจวน อาสาสิงห์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี ได้เป็นผู้นำในการพัฒนาหมู่บ้าน วัด และโรงเรียน ตลอดจนได้ก่อตั้งสหกรณ์ร้านค้าประจำหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านได้รับเงินปันผลจากสหกรณ์ร้านค้าหมู่บ้าน กระตุ้นให้สหกรณ์รับซื้อขายผลิตผลของชาวบ้านในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่เสวียน แสงลี ผู้นำกระดูกสันหลังของชาติเมื่อผู้ใหญ่จวน อาสาสิงห์ หมดวาระดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน นายเสวียน แสงลี ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี ผู้ใหญ่เสวียนได้พัฒนาสานต่อสหกรณ์ร้านค้าประจำหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้า และนอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งกลุ่มยุ้งฉางข้าวเพื่อให้ชาวบ้านที่ขาดแคลนข้าวยืมข้าวใช้ในการดำรงชีพ เป็นตัวแทนในการติดต่องานด้านการเกษตรกับทางเกษตรอำเภอ และนำโครงการต่างๆ มาให้ความรู้กับชาวบ้าน เป็นผู้นำจัดตั้งกองทุนกลุ่มเลี้ยงวัวขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านนำไปเลี้ยงผู้ใหญ่มีนา แสงลีผู้นำรุ่นใหม่นักพัฒนาชุมชนเมื่อได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี ผู้ใหญ่มีนา แสงลี ก็ได้สานต่อโครงการต่างๆ ของหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้า และได้ขยายกลุ่มกองทุนกลุ่มวัวไทยเพื่อให้ชาวบ้านมีวัวไว้เลี้ยง และเข้าไปติดต่อกับทางราชการเพื่อนำโครงการอีกหลาย
203โครงการที่เป็นประโยชน์กับลูกบ้านมาขยายผลให้กับลูกบ้าน เป็นผู้นำผลักดันหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงผู้ใหญ่บ้านสายทอง พรหมสุขันธ์ ผู้นำด้านการศึกษาเมื่อผู้ใหญ่มีนา แสงลี ลาออกผู้ใหญ่สายทอง พรหมสุขันธ์ ได้รับเรื่องให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี ได้เป็นผู้นำพัฒนาบ้าน วัด โรงเรียน เป็นผู้ประสานงานเชื่อมโยง “บวร” และให้ความสำคัญทางด้านการศึกษา เป็นประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านปทุมวาปี คอยตรวจสอบ ชี้แนะ สื่อสารระหว่างชุมชนกับโรงเรียนให้มีความเข้าใจกัน และเป็นผู้นำก่อตั้งโครงการกองทุนเงินล้านหมู่บ้าน และอีกหลายหลายโครงการเพื่อพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้าผู้ใหญ่บ้านชูชาติ วรรณขาว ผู้นำด้านศาสนาเมื่อผู้ใหญ่บ้านสายทอง พรหมสุขันธ์ เกษียณอายุ นายชูชาติ วรรณขาว ได้รับเรียกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี ได้สืบสานโครงการต่างๆ และพัฒนาชุมชนให้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เป็นผู้นำในการทำนุบำรุงศาสนา สร้างศาลาที่พักภายในวัด เป็นผู้นำสืบสานกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้อย่างสมบูรณ์ดียิ่งผู้ใหญ่สุวิน ผ่านชมพู ผู้นำศิลปะวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นเมื่อผู้ใหญ่ชูชาติ วรรณขาว เกษียณอายุ นายสุบิน ผ่านชมพู ได้รับเลือกให้ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปีได้จัดตั้งกลุ่มวงดนตรีพื้นบ้าน ก่อตั้งดนตรีวัฒนธรรมวงเสียงพิณภูไทขึ้น และได้สานต่อโครงการต่างๆ เป็นผู้นำพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้าผู้ใหญ่บัณฑิต พรหมสุขันธ์ ผู้นำก้าวหน้าเมื่อผู้ใหญ่สุวิน ผ่านชมพูลาออกจากตำแหน่ง นายบัณฑิต พรหมสุขันธ์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านปทุมวาปี ได้สานต่อโครงการต่างๆ ประสานหน่วยงานทางราชการ พัฒนาเส้นทางรอบหมู่บ้าน สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เทคโนโลยีก้าวหน้า และเป็นผู้นำพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
204สรุปส่งท้ายบ้านปทุมวาปีได้ก่อตั้งมานานแล้ว 115 ปี (พ.ศ.2453-2568) มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา วิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรม ความร่วมมือจากชาวบ้าน มีความเข้าใจความสัมพันธ์ดีงามของ บ้าน วัด และโรงเรียน ชาวผู้ไทมีลักษณะความเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียว เป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ทำงานได้หลายอาชีพ เช่น ทำนา ทำไร่ ค้าวัว ค้าควาย นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายต่างถิ่นเรียกว่านายฮ้อย ผู้ไทเป็นกลุ่มที่พัฒนาได้เร็วมีความรู้ความเข้าใจและความเข้มแข็งในการปกครอง มีหน้าตาที่สวยงาม ผิวพรรณที่ดี กริยามารยาทแช่มช้อย มีอัธยาศัยไมตรีการต้อนรับแขกแปลกถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงวัฒนธรรมประเพณีเผ่าภูไท ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ชาวบ้านปทุมวาปีเป็นผู้ไท แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆตามกาลเวลาไปบ้างแต่ก็ยังรักษาไว้ซึ่งความเป็นผู้ไท คือรักสงบ ขยันทำมาหากิน อดออมออม กตัญญูรู้คุณ ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และมีวัฒนธรรมอันโดดเด่น รักความสามัคคีและความก้าวหน้าบุคลานุกรมถวิล,นาย สูตรชัย เกิดปี พ.ศ. 2493. (ผู้ให้สัมภาษณ์). วราภรณ์ แสงลี(ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568บัว,หลวงปู่ จักกธัมโม เกิดปี พ.ศ. 2472. (ผู้ให้สัมภาษณ์). วราภรณ์ แสงลี(ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568บรรทม,นาย แสงลี เกิดปี พ.ศ. 2490. (ผู้ให้สัมภาษณ์). วราภรณ์ แสงลี(ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568วิเชียร,นาง แสงลี เกิดปี พ.ศ. 2488. (ผู้ให้สัมภาษณ์). วราภรณ์ แสงลี(ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568
205บรรณานุกรม
206บรรณานุกรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน. (2564). แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก จังหวัดสกลนคร. กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร.กิตติศักดิ์ แสนพาน. (2551). ประวัติและประเพณีชาวผู้ไท (ภูไท) เมืองกุดสิมนารายณ์ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์. อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์.เกรียงไกร หัวบุญศาล. (2554). ภูไทหรือผู้ไท: ชนเผ่าไทยแห่งสิบสองจุไทในประเทศไทย.เข้าถึงเมื่อ 30 มกราคม 2547 จาก https://www.oknation.net/post/detail/634f46ddd2cac986f524de411.เกริก ศรีหริ่ง, พ.อ. (2555). ตำนานการอพยพของชนเผ่าผู้ไท. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จาก https://sriringsriling.wordpress.com.จักรมนตรี ชนะพันธ์. (2565). บุญผะเหวด (พระเวส) ระเบียบพิธีบุญเดือนสี่ในฮีตสิบสองแบบดั้งเดิมอีสาน. เข้าถึงเมื่อ 30 มกราคม 2547 จากhttps://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/esaninfo/?p=6024.จังหวัดอำนาจเจริญ. (2547). ประวัติจังหวัดอำนาจเจริญ. เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2547 จาก https://www.amnatcharoen.go.th/index.php/2017-10-02-06-58-21/2017-10-02-07-24-42.เดอะอีสานเร็คคอร์ด. (2567). มหกรรมผู้ไทคืนถิ่น ณ เมืองวีละบุลี กลับเมืองวัง ย้อนความหลังบรรพชนผู้ไท. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จาก https://theisaanrecord.co/2024/12/18/phu-thai-returns-local-festival/.
207ทิดหมู มักม่วน. (2567). ชนเผ่าภูไท. เข้าถึงเมื่อ 23 มกราคม 2547 จาก https://www.isangate.com/www/isan-ethnos.html?view=article&id=137: paothaipoothai&catid=26:ethnos.ท่องเที่ยวธรรม. (2567). ชีวประวัติปฏิปทาหลวงปู่เสือ กันตสาโร. สืบค้น 1 กุมภาพันธ์ 2567 จาก https://buengkanbiz.blogspot.com/2024/01/blog-post55.html.นฤทร์บดินทร์ สาลีพันธ์. (2564). นาฏยศิลป์: อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ภูไทเรณูนคร ในสังคมวัฒนธรรมรัฐชาติไทย. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยและสร้างสรรค์ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.ณัฐพล ชารีรักษ์ และ วิรัช วงศ์ภินันท์วัฒนา. (2564). การเลือกใช้ภาษาของวัยรุ่นผู้ไทในอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม. วารสารนานาชาติมหาวิทยาลัยขอนแก่น สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 11(1), 1–24. สืบค้น 26 กุมภาพันธ์ 2567 จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/KKUIJ/article/view/259788.บ้านจอมยุทธ์. (2547). เกร็ดความรู้จากสารานุกรมไทย: สิบสองจุไท. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จาก https://www.baanjomyut.com/library/knowledge_of_encyclopedias/820.html.พู พรหมสุขันธ์. (ม.ป.ป.). บันทึกประวัติบ้านโพนสวาง. บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร.พระพลัษฎานุรักษ์ (ศุข ชูโต). (2461). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 9 (พงษาวดารเมืองไล พงษาวดารเมืองแถง). พิมพ์แจกในงานปลงศพ พระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร (เอม ณ มหาไชย).พงค์ธร พันธุ์ผาด. (2554). ปี่ภูไท (ผู้ไทย) บ้านกุดหว้า. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.
208เพชรภู ไท (นามแฝง). (2552). มาอนุรักษ์ภาษาภูไทกันเถอะ. เข้าถึงเมื่อ 30 มกราคม 2547 จาก https://nongbuahome.wordpress.com/2009/03/02-มาอนุรักษ์ภาษาภูไทกันเถอะ.มหัทธโน. (2562). ประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต. สืบค้น 20 กุมภาพันธ์ 2567 จาก https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/77029/-dhart-.มนตรี โคตรคันทา. (2568). ฮีตสิบสอง. เข้าถึงเมื่อ 30 มกราคม 2548 จาก https://www.isangate.com/www/heet-12-kong-14.html.มนตรี โคตรคันทา. (2568). พิธีบายศรีสูขวัญ. เข้าถึงเมื่อ 30 มกราคม 2548 จาก https://www.isangate.com/www/isan-provinces.html?view=article&id=350.ยงยุทธ สิมพา. (2558). ตามรอยผู้ไทย. โรงพิมพ์เหล่าการพิมพ์ อุดรธานี.ลานธรรมจักร. (2022). เทวดาจำแลง – ฝูงลิงหาหน่อไม้ (หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย). สืบค้น 15 กุมภาพันธ์ 2567 จาก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=58184.ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. (2555). ประวัติเมืองภูแล่นช้าง. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จาก http://www.m-culture.in.th/album/125271.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2564). ผู้ไท – ชาติพันธุ์ในประเทศไทย. เข้าถึงเมื่อ 23 มกราคม 2547 จาก https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/191/.สิริยาพร สาลีพันธ์. (2554). บทบาทศูนย์วัฒนธรรมบ้านภูไทในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมภูไทเรณูนคร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล.หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี. (2507). ประชุมพงศาวดาร เล่ม 9. เข้าถึงเมื่อ 10 มกราคม 2547 จาก https://www.finearts.go.th/kanchanaburilibrary/view/20389.
209หยกทิพย์ และ ในสิงห์. (2554). “แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชาวภูไทบ้านห้วยหีบ.” การศึกษาอิสระ บธ.ม. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.สมใจ ดำรงสกุล. (2542). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย: ผู้ไทย. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล.สำนักอุทยานแห่งชาติ. (2558). อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก (Phu Pha Lek). เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2567 จาก https://portal.dnp.go.th/Content/nationalpark?contentId=953.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2568). กำเนิดล้านช้างสามอาณาจักร. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2568 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/กำเนิดล้านช้างสามอาณาจักร.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2568). อาณาจักรลาวของเวียงจันทน์ หลวงพระบาง จำปาศักดิ์. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2568 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/กบฏเจ้าอนุวงศ์.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2547). อำเภอเขาวง. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/อำเภอเขาวง.วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. (2567). อำเภอพรรณานิคม. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/อำเภอพรรณานิคม.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2547). อำเภอพังโคน. เข้าถึงเมื่อ 30 มกราคม 2547 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/อำเภอพังโคน.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2547). อำเภอวาริชภูมิ. เข้าถึงเมื่อ 25 มกราคม 2547 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/อำเภอวาริชภูมิ.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2567). อำเภอเรณูนคร. เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2547 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/อำเภอเรณูนคร.
210วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. (2568). เดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu). เข้าถึงเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เดียนเบียนฟู.วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. (2520). ภาษาผู้ไท. เข้าถึงเมื่อ 3 มกราคม 2547 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/ภาษาผู้ไท.วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. (2547). พระไกรสรราช (สิงห์ ไตรยวงค์). เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2547 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระไกรสรราช.วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี. (2568). ลายเจิว (Lai Châu). เข้าถึงเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/ลายเจิว.องค์การบริหารส่วนตำบลคำเขื่อนแก้ว; คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือคำเขื่อนแก้ว 94 ปี. (2566). คำเขื่อนแก้ว 94 ปี. เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2547 จาก esanpedia.oar.ubu.ac.th/rarebook/?p=855.เอกรินทร์ พึ่งประชา. (2564). ผู้ไท – ชาติพันธุ์ในประเทศไทย – SAC ETHNIC. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). เข้าถึงเมื่อ 10 มกราคม 2547 จาก https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/191/#:~:text.
211บุคลานุกรมกง สุริยฉาย (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์2561.ก้อง พวงเพ็ชร (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบล ปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567.แก่ง แสงลี (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบล ปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567.คณิต พวงเพชร (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบ ปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567.คำสิงห์ วรรณกุล (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี. เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567.ณรงค์ แก้วกันหา (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านลึมบอง ตำบลบ่อแก้ว อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 4 พศจิกายน 2568.เดช แสงลี (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568.ถนอม วรรณกุล (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี. เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567.ถวิล สูตรชัย (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบล ปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567.บัญญัติ มาลาทอง (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านตาลเนิ้ง ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567.บรรทม แสงลี (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบล ปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567.บุญเลี้ยง กระมนตรี (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567.
212บาง แสงลี (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567.พระราชวชิรโสภณ (หลวงปู่หลอ นาถกโร) (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). วัดถ้ำพวง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567.ยงยุทธ สิมพา (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี. เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567.วิเชียร ไชยแสง (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567.ไว โสภารักษ์ (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านอาสาสมัครรักษาดินแดน ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567.เสือ กนฺตสาโร (หลวงปู่) (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). วัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวาง อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567. สวย แก้วกันหา (ผู้ให้สัมภาษณ์). อัศวิน พรหมโสภา (ผู้สัมภาษณ์). บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2560.
213ข้อมูลประวัติชื่อ – สกุล นายอัศวิน พรหมโสภา วัน เดือน ปีเกิด 8 กันยายน 2496อายุ 72 ปีตำแหน่งวิชาการ รองศาสตราจารย์ ระดับ 9เริ่มรับราชการ 1 ธันวาคม 2519เกษียณอายุ 30 กันยายน 2566สถานที่ทำงาน -การศึกษา 2517 : กศ.บ. (สังคมศึกษา) - วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน (มหาวิทยาลัย บูรพา) 2519 : กศ.ม. (เทคโนโลยีทางการศึกษา) - มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร2541 : Ph.D. in Education - Panjab University, INDIA (ทุนรัฐบาล อินเดีย)การฝึกอบรม 2531 : วุฒิบัตรผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับหัวหน้าคณะ วิชา (รุ่นที่ 3) สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ2534 : วุฒิบัตรผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง (รมส.) รุ่นที่ 1 สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ2547 : วุฒิบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับอุดมศึกษา (หลักสูตรทบวงมหาวิทยาลัย)2550 : เกียรติบัตรผ่านการอบรมหลักสูตรวิทยากรที่ปรึกษาการพัฒนา คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการและสถาบันเพิ่มผลผลิต2526 : Cert. of Achievement on Technical Education Program – Oklahoma State University, U.S.A.
214 2529 : Cert. of Completion on Developing a Curriculum (DACUM) Course – ILO, Chiang Mai, Thailand.2529 : Cert. of Participation on Learning to Learn Workshop – CPSC, Bangkok, Thailand.2534 : Cert. of Participation on Manpower Planning Development Course – CPSC, Bangkok, Thailand.2535 : Cert. of Participation on Environmental Education and Management for Technical and Vocational Graduates Course – CPSC Manila, Philippines.2539 : Cert. of Completion on Technical Teacher Education Program – Ohio State University, USA.2539 : Cert. of Achievement on Technical Teacher Training Project – University of South Australia, Australia.2540 : Cert. of Attendance on Surviving Success and Maintaining Marketing Leadership Seminar - Organized by Tourism Authority of Thailand, Bangkok, Thailand.2541 : Cert. of Participation on Tourism Educating the Educators Seminar - Organized by World Tourism Organization, Bangkok, Thailand. การศึกษาดูงาน ศึกษาดูงานทางการศึกษา ณ ประเทศ แคนาดา สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมันนี ลัตเวีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฮ่องกง ใต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียผลงานทางวิชาการ เอกสารประกอบการสอน/ ตำรา2528 : ตำราการใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ 2529 : ตำราเทคโนโลยีทางการศึกษา 2530 : เอกสารประกอบการสอนวิชาปฏิบัติการทางเทคโนโลยีทางการศึกษา 2535 : เอกสารคำสอนวิชาปฏิบัติการ 2 : เทคโนโลยีทางการศึกษา
2152535 : ตำราการพัฒนางานสอนวิชาชีพ2553 : ภูมิศาสตร์กายภาพกับการท่องเที่ยว2555 : การท่องเที่ยวเชิงนิเวศงานวิจัย2534 : ลู่ทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา เพื่อการผลิตสินค้าที่ ระลึกในจังหวัดสงขลา (นักวิจัยร่วม) (Prospects for Investment in the Pottery Industry for Souvenir Production in Songkhla Province. (Co-Investigator))2538 : สถานภาพและความคาดหวังในการดำเนินงานของฝ่ายบริการ การศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้ (Status and Expectations Regarding the Operations of the Academic Services Division at Rajamangala University of Technology, Southern Region Campus.)2540 : Implementation of Staff Development Programme and Its Impact on the Working of Rajamangala Institute of Technology, Thailand. 2544 : การปฏิบัติงานสอนของอาจารย์ในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้ตามความคิดเห็นของอาจารย์และนักศึกษา (Instructional Practices of Faculty Members at Rajamangala University of Technology in the Southern Region: Perspectives of Instructors and Students.) 2546 : การออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาใน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มภาคใต้ (นักวิจัยร่วม) (Curriculum Design for Enhancing Moral and Ethical Development of Students in the Rajamangala University of Technology, Southern Region Consortium. (Co- Investigator))
2162556 : การศึกษาเพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับร้านเกมให้เป็นแหล่ง เรียนรู้ตามอัธยาศัยที่เหมาะสมกับสังคมไทย (นักวิจัยร่วม) (A Study to Establish Standard Criteria for Internet Game Shops as Appropriate Informal Learning Resources within Thai Society (Co-Investigator))2564 : การพัฒนายกระดับอาชีพออกแบบตัดเย็บเครื่องแต่งกายสตรีมุสลิม ตามหลักสูตรที่พัฒนาด้วยกระบวนการดาคัม (Career Leverage for Muslim Women Dress Making and Design With the ‘Developing a Curriculum (DACUM)' Process.)2565 : การประเมินโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบ บูรณาการ วิทยาลัยชุมชนสงขลาโดยใช้รูปแบบการประเมินซิปป์ (Project Assessment through Integration to Enhance the Level of Economic and Social of each Subdistrict of Songkhla Community College by Using CIPP Model.)2567 : การบริหารจัดการชุมชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์ของ ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา (Community-Based Management for the Development of Reconciliatory Democracy in Khuan Ru Subdistrict, Rattaphum District, Songkhla Province.) งานวิชาการนำเสนอในการประชุม2535 : The Role of Rajamangala Institute of Technology : Natural Disaster in Thailand. Presented at Colombo Plan Staff College for Technician Education (CPSC), Manila, Philippines.2549 : Benchmarking and Quality Assurance in Technical Education: Sharing Experience of Rajamangala University of Technology Srivijaya. Presented at City Bay View Hotel, Penang, Malaysia.
2172553 : Lifelong Learning Initiatives and Policies in Thailand. Presented at Best Western Premier Seri Pacific Hotel, Kuala Lumpur, Malaysia.2553 : Developing Future Leaders. Presented at Thaksin University, Songkhla, Thailand.2554 : Tourism Industry in Southeast Asia. Presented at The 12th Malasia-Indonesia International Conference of Economics, Management, and Accounting. University of Bengkulu, Indonesia.2555 : Strategic Planning and Educational Quality Assurance at RMUTSV. Presented to Dato’ Prof. Dr. Kamarudin Hussin, Vice-Chancellor, and delegates from Universiti Malaysia Perlis during their visit to RMUTSV.2557 : Student Mobility in Southeast Asia: Walailak University, (Keynote Speaker) at the ASEAN Academic Students Research Summit on “Harmonizing the ASEAN Integration Through Research and Innovation” Central Luzon State University, Philippines. 2557 : Thailand 4.0 : Education in Thailand. (Visiting Professor), at University of Bengkulu, Bengkulu Province, Indonesia.ประสบการณ์การทำงาน2519 : หัวหน้าแผนกโสตทัศนศึกษา วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ สงขลา2528 : หัวหน้าศูนย์พัฒนาอาจารย์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขต ภาคใต้2539 : หัวหน้าคณะวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สถาบันเทคโนโลยีราช มงคลวิทยาเขตภาคใต้
218 2542 : รักษาการคณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีราช มงคล 2542 : หัวหน้าศูนย์พัฒนาบุคลากร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขต ภาคใต้2543 : ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและฝึกอบรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้2544 : ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยา เขตภาคใต้ 2548 : รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการประกันคุณภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย2552 : รักษาราชการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการประกัน คุณภาพมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย2552 : รักษาราชการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย2553 : รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ศรีวิชัย (ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553) 2553 : รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการประกันคุณภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย2556 : ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์2560 : รองผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนสงขลา2566 : นักวิชาการอิสระกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
219 - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) สถาบันอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 - กรรมการสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจวิทยา (ผู้ทรงคุณวุฒิ)- คณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการสถาบันอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) พิจารณาผลงานทางวิชาสถาบัน การอุดมศึกษาต่างๆ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ 5 ธันวาคม 2550 มหาวชิรมงกุฎ5 ธันวาคม 2545 ประถมาภรณ์ ช้างเผือก5 ธันวาคม 2545 เหรียญจักรพรรดิมาลา5 ธันวาคม 2542 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย5 ธันวาคม 2538 ทวีติยาภรณ์ ช้างเผือก5 ธันวาคม 2534 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย5 ธันวาคม 2530 ตริตาภรณ์ ช้างเผือก5 ธันวาคม 2524 ตริตาภรณ์มงกุฎไทยรางวัลเกียรติคุณที่ได้รับ2531 : ได้รับรางวัลที่ 2 (ระดับอุดมศึกษา) ในการประกวดสื่อการสอน จัดโดยคุรุสภา 2532 : ได้รับรางวัลที่ 3 (ระดับอุดมศึกษา) ในการประกวดสื่อการสอน จัดโดยคุรุสภา.....................................................
สนับสนุนการพิมพ์โดย คุณจินตนา นุชิต บริษัท Consmix คอนสมิกซ์จำกัด ขายวัสดุก่อสร้างทุกชนิด ส่งทั่วประเทศ 312 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์0-2543-8979 line : @consmix