86อย่างเดียวไม่ได้ ทุกฝ่ายจะต้องรู้จักให้ รู้จักเสียสละ คนที่มีก็ต้องรู้จักให้หรือแบ่งปัน มีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อยตามกำลัง มีแรงก็ให้แรงงานช่วยกัน ซึ่งปัจจุบันการช่วยกันเช่นนี้นับวันจะมีน้อย ลงไป หลวงปู่เสือบอกว่าเดี๋ยวนี้จะไปขอแรงให้ช่วยเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว จะต้องจ้าง แล้วค่าจ้างก็แพงด้วย ที่แพงเพราะช่างมีน้อยคน คนหนุ่มคนสาวต่างก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ กันหมด หาคนที่จะมาเป็นช่างน้อย ที่มีอยู่ก็เป็นคนแก่ที่กลับมาจากกรุงเทพฯ เขาไม่จ้างแล้ว ภาพที่ 3-14 นั่งสนทนากับหลวงปู่เสือเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของหลวงปู่หลวงปู่เสือบอกว่ารู้สึกเป็นสุขที่ได้ช่วยเหลือมนุษย์ การให้ การช่วยสังคมแบบนี้ ได้แบบอย่างมาจากครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติให้เห็นมาตลอด เช่นหลวงปู่วัน อุตตโม ท่านได้ช่วยในการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ต่างๆ เช่นที่โรงพยาบาลสกลนคร โรงพยาบาลสว่างแดนดิน โรงพยาบาลส่องดาว และก็โรงพยาบาลอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ท่านอาจารย์ก็ยังได้ช่วยในการสร้างโรงเรียน ช่วยจัดหาสิ่งที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย หลวงปู่เสือบอกว่าท่านจะเดินตามรอยของครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนและประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างจนกว่าชีวิตจะหาไม่------------------------------------------
87บทที่ 4พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ภาพที่ 4-1 พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโตชาติภูมิพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต อดีตเจ้าอาวาสวัดโชติการาม บ้านปทุมวาปี และวัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวาง นามเดิมชื่อ สีลา แสงลี เกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 ตรงกับ วันอังคาร แรม 14 ค่ำ เดือน 3 ที่บ้านโพนสวาง หมู่ที่ 1 ตำบลส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน
88จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรของนายแล - นางเต็ม แสงลี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 4 คน หญิง 2 คน ชาย 2 คน ดังนี้1. นางบุญทา แสงลี2. นางบุญหนา แสงลี3. นายสีลา แสงลี (พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต)4. นายมี แสงลีตระกูลของท่านมีอาชีพทำนาเลี้ยงชีพตลอดมาการศึกษาพื้นฐานเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 8 ตามพระราชบัญญัติการประถมศึกษา ท่านได้เข้าไปศึกษาในโรงเรียนประชาบาล ตำบลส่องดาว (วัดบูรพาภิรมย์) บ้านส่องดาว ในชั้นเรียนเตรียมประถมศึกษา สมัยนั้นท่านได้อุตสาหะ พยายามเรียนอยู่ในโรงเรียนเป็นเวลา 5 ปี จึงสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นตัวประโยค จึงได้ออกมาช่วยบิดา มารดาและญาติพี่น้องทำนา จนอายุย่างเข้า 16 ปี ท่านจึงได้เข้าร่มกาสาวพัสตร์ โดยบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านโพนสวาง ปัจจุบันสถานที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านโพนสวาง เมื่อสามเณรสีลาได้อุปสมบทเป็นสามเณรแล้วก็ได้มีความมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนอักษรโบราณที่นิยมเรียนกันในสมัยนั้น เช่น อักษรขอม อักษรธรรม และอักษรไทยน้อย จนอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดีด้วยวิถีชีวิตของสามเณรสีลา ยังไม่แน่นอน ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร โดยทางครอบครัวของท่านขาดคนที่จะช่วยทำนา พี่ทั้งสองคนก็ล้วนเป็นผู้หญิง น้องชายก็ยังเล็ก จึงถูกรบเร้าจากโยมพ่อขอให้ลาสิกขาเพื่อช่วยทำนา ท่านจึงได้ตัดสินใจลาสิกขาบทตามคำร้องของโยมพ่อ แต่จิตใจท่านยังคงตั้งมั่นในพระศาสนา ครั้นเมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว ท่านจึงขอกราบลาโยมพ่อ แม่ เพื่อขอลาบวชอีครั้งหนึ่ง
89อุปสมบทและศึกษาพระปริยัติธรรมท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2482 เวลา 14.57 น. โดยได้บรรพชาที่บ้านหนองพะเนาว์ มีพระมหาเส็ง ปุสฺโส ปธ.6 เป็นพระอุปัชฌาย์ พระฮวด สุมฺโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระบุญมี อคธมฺโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์(พระอริยคุณาธาร)เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาข้อวัติปฏิบัติและปริยัติธรรมในสำนักวัดป่าสุทธาวาส สอบนักธรรมชั้นโทได้และได้เรียนบาลีไวยากรณ์และแปลธรรมบทจบ 5 ภาค ควบคู่กันไป ในขณะ เดียวกันก็ได้ฟังโอวาทของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านเป็นพระอริยสงฆ์เจ้าที่ทรงคุณธรรมชั้นสูง สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ต่างๆ ได้โดยปาฏิหารย์ ในที่สุดพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต จึงหันจากการศึกษาเล่าเรียนด้านปริยัติธรรม มุ่งมาปฏิบัติธรรมวิปัสนากัมฐานธุดงค์มุ่งปฏิบัติธรรมวิปัสนากัมฐานพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ออกปฏิบัติเจริญตามรอยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ตามถ้ำและหุบเขาเพื่อหาทางปลีกวิเวก โดยที่ไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่าท่านได้ออกธุดงค์ไป ณ ที่ใดบ้าง และกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านโพนสวาง หรือวัดโชติการาม บ้านปทุมวาปีเมื่อใด แต่ทราบว่าท่านเคยปลีกวิเวกไปอยู่ที่ถ้ำเป็ด และถ้ำพวง ถ้ำเป็ดนั้นเป็นสถานที่สงบสงัดวิเวกน่าบำเพ็ญอีกแห่งหนึ่ง ครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานจึงมักไปบำเพ็ญหาความสงบกันเป็นประจำไม่ค่อยขาดระยะท่านเจ้าคุณพระราชวชิรโสภณ (หลวงปู่หลอ) เล่าให้ฟังว่า“ช่วงที่ท่านเจ้าคุณฯ (หลวงปู่หลอ) อายุ 17 ปี ยังไม่ได้บวช มีผู้เฒ่าผู้แก่ได้พามาเอาตาด (ไม้ตาด/ไม้เปาะ) มาพักอยู่ที่ถ้ำเป็ด พอได้ไม้ตาดพอแล้ว ข้าวสารอาหารแห้งยังเหลือเลยเอามาถวายหลวงปู่สีลา ท่านอยู่กุฎีทางด้านหน้าผา เป็นกุฎีเล็กๆ แอ้มฝาใบตอง พื้นฟาก มุงหลังคาด้วยหญ้า น้ำที่ท่านอาศัยคือบ่อใต้ถ้ำใต้กุฎี บ่อน้ำนี้เขาเรียกว่าบ่อน้ำเสือสมิง เขาจะเอาไม้ไผ่ต่อกันมา มีน้ำไหลโจ๊กๆ ทั้งวันทั้งคืน คนที่ดูแลหลวงปู่สีลาตอนนั้นคือพ่อห่อย ปู่อุ (อุสา) ตอนนั้นยังไม่ได้บวช เป็นโยมอุปฐากหลวงปู่สีลา นอกจากนี้ก็มีสามเณรน้อยชื่อสามาเณรคำพา บ้านหนองม่วง” (เจ้าคุณพระราชวชิรโสภณ, ผู้เรียบเรียง)
90พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต เป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ทำให้การปฏิบัติอย่างจริงจังของท่านได้เป็นแบบอย่างที่ดีงามให้กับพระอาจารย์วัน อุตตฺโม และพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 10, 2537)สร้างวัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวางในช่วงแรกของการอพยพโยกย้ายจากบ้านนายูงมาตั้งรกรากที่บ้านโพนสวางนั้น ผู้ใหญ่อ่อนสี แสงลี (ขุนประจักษ์จิตราษฏร์) ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 ได้สร้างวัดขึ้นทางตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นวัดบ้านตั้งชื่อว่าวัดนครธาตุเมื่อกำนันขุนประจักษ์จิตราฏร์ เกษียณอายุราชการ นายตา แสงลี ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3 ของบ้านโพนสวาง และได้รับเลือกให้เป็นกำนันตำบลส่องดาวแทนขุนประจักษ์จิตราฏร์ ผู้เป็นพ่อด้วยเช่นกัน เมื่อกำนันตา แสงลี เข้ารับตำแหน่งแล้ว คิดอยากให้มีโรงเรียนขึ้นในบ้านโพนสวาง เพราะหมู่บ้านนี้ไม่เคยมีโรงเรียนมาก่อน จึงได้ตั้งวัดบ้านโพนสวางขึ้นมาใหม่ชื่อวัดโชติการาม เป็นวัดป่าอยู่ที่ดงบ้านแพงซึ่งอยู่ระหว่างกลางของบ้านโพนสวางกับบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) และได้เอาวัดนครธาตุซึ่งตอนนั้นไม่มีภิกษุสงฆ์อยู่ประจำ (เป็นวัดร้าง) เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนต่อมากำนันตา แสงลี ลาออก ชาวบ้านโพนสวางได้เลือกนายพูน ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 4 ผู้ใหญ่พูนได้ปรึกษากับชาวบ้านว่าอยากได้วัดที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะวัดโชติ-การาม ดงบ้านแพงอยู่ใกล สมัยนั้นถนนหนทางไม่สะดวก ไปมาลำบาก ตกลงกันจะสร้างวัดขึ้นมาใหม่อีก จึงได้ปรึกษากับพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโชติการามอยู่ดงบ้านแพง ท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต ก็เห็นดีด้วย ในปี พ.ศ. 2495 ท่าน พระอาจารย์สีลา นำชาวบ้านโพนสวางสร้างวัดขึ้นมาใหม่โดยเลือกที่ที่อยู่ตรงกันข้ามกับโรงเรียนบ้าน โพนสวางซึ่งเป็นที่สวนของนายสอน แสงลี และนายยศ แสงลี ซึ่งยินดีที่จะยกที่สวนดงน้อยให้ทั้งหมด ทำให้มีเนื้อที่กว้างพอสมควรที่จะสร้างวัดได้กล่าวกันว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นป่าช้ามาก่อน สังเกตุได้จากการขุดดินในบริเวณนี้จะพบใหกระดูก หม้อ เครื่องใช้ของคนสมัยโบราณอยู่กระจัดกระจายอยู่มากในบริเวณนี้ (ชาวบ้านเรียกกันว่าป่าช้าดงน้อย) พวกภูมิเจ้าที่ก็ได้แสดงอาถรรพ์ปาฏิหารอยู่บ่อยครั้งในสมัยนั้น
91ท่านพระอาจารย์สีลา ให้ชาวบ้านบุกเบิกถากถางและปลูกที่พักชั่วคราวเป็นกระต๊อบมุงหลังคาด้วยหญ้าคา 3 หลังและ ท่านพระอาจารย์สีลาได้ตั้งชื่อวัดว่า “วัดสีลารัตน์วัฒนาราม” คำว่า “สีลารัตน์” ก็คงมาจากนามของพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต นั่นเอง (ผู้เรียบเรียง)ต่อมาผู้ใหญ่พูน ได้ประชุมชาวบ้านขอความร่วมมือบริจาคเงินจ้างญวนอพยพเลื่อยไม้สร้างศาลาการเปรียญและกุฎี 3 หลัง มุงหลังคาด้วยไม้ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อย และได้ช่วยกันหาไม้เนื้อแข็งมาฝังเป็นเสารั้วล้อมรอบอย่างถาวร นับได้ว่าเป็นวัดที่ใช้ประกอบศาสนิจต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และด้วยเหตุที่วัด สีลารัตน์วัฒนาราม เป็นวัดที่อยู่ในป่าห่างจากจากหมู่บ้านพอสมควร ชาวบ้านจึงเรียกชื่อเพิ่มว่าเป็นวัดป่าและตัดส่วนท้ายออกเหลือแต่เพียงสั้นๆ ว่า “วัดป่าสีลารัตน์” (ผู้เรียบเรียง)ท่านพระอาจารย์สีลา และผู้ใหญ่พูน ไชยแสง พร้อมชาวบ้านโพนสวางเริ่มต้นช่วยกันสร้างวัดป่าสีลารัตน์กันขึ้นมาในปี พ.ศ. 2495 เพื่อใช้ประกอบศาสนากิจต่างๆ และได้พัฒนาสิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาเป็นลำดับ จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2512 วัดป่าสีลารัตน์จึงได้รับอนุญาตให้สร้างเป็นวัด และกระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งวัดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 โดยมีนายวัน แก้วกันหา เป็นผู้ขออนุญาตสร้างตั้งวัด(วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 10, 2537) คุณลักษณะพิเศษของพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโตพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต คือท่านเป็นคนละเอียด อ่อนโยน พูดน้อย เป็นพระเถระ ที่น่าเคารพเลื่อมใส พูดจริงทำจริง มีความสามารถในเชิงช่างศิลป์อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากท่านสามารถวาดรูปภาพครูอาจารย์ของท่านได้เหมือนไม่มีที่ติ และยังมีพระพุทธรูปแกะสลักไม้ประดู่อีก 1 องค์ที่ท่านได้ใช้ความพยายามมุ่งมั่นบากบั่นแกะสลักจนเป็นผลสำเร็จ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหน้าตัก 29 นิ้ว สูง 53 นิ้ว ลักษณะนั่งสมาธิลำพระองค์ตั้งตรง พระบาท (เท้า) ทั้งสองซ้อนกัน โดยพระบาทขวาซ้อนทับอยู่บนพระบาทซ้าย พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนหงายกันบนพระเพลา (ตัก) โดยวางพระหัตถ์ขวาซ้อนหงายอยู่บนพระหัตถ์ซ้าย (ท่าสมาธิราบ ขาขวาทับขาซ้าย) จัดเป็น \"ปฐมปาง\" หรือปางที่ให้กำเนิดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
92ด้วยพระองค์ทรงอยู่ในพระอิริยาบถนี้ในคืนวันตรัสรู้ เรียกได้อีกอย่างว่าปางตรัสรู้ ปัจจุบันนี้พระพุทธรูปไม้ประดู่นี้ยังคงประดิษฐานอยู่ที่ศาลาการเปรียญวัดป่าสีลารัตน์ ภาพที่4-2 พระพุทธรูปไม้ประดู่แกะสลักโดยพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ประดิษฐาน อยู่ที่วัดป่าสีลารัตน์
93ภาพที่ 4-3 พระพุทธรูปไม้แกะสลักโดยพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ประดิษฐานอยู่ที่วัดโชติการาม
94นอกจากนี้แล้วท่านยังมีความสามารถออกแบบศาลาการเปรียญและท่านได้ชักชวนศรัทธาญาติโยมสร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่โตสวยงามมากขึ้นที่ วัดป่าสีลารัตน์เมื่อ ปี พ.ศ. 2498 ปัจจุบันนี้ศาลาการเปรียญหลังนั้นได้มีการบูรณะปรับปรุงขึ้นมาไหม่พร้อมทั้งขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นรองรับกับจำนวนญาติโยมที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกันภาพที่ 4-4 ศาลาการเปรียญที่พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต สร้าง ปัจจุบันมีการบูรณะปรับปรุงให้สวยงามป่วยและมรณภาพล่วงมาถึงพรรษาที่ 21 ตรงกับปี พ.ศ. 2502 ท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ก็เริ่มอาพาธเป็นไข้มาเลเรีย ประกอบกับเป็นฝีที่หัวแม่เท้า นายกู่ และพระลูกศิษย์ ได้ช่วยกันปฐมพยาบาลจนสุดกำลังความสามารถ ในช่วงที่ท่านอาพาธหนักนี้ ท่านยังได้เทศนาอบรมสั่งสอนญาติโยม พระภิกษุในเรื่องบาปบุญคุณโทษในลักษณะกรรมที่บุคคลจะได้รับในบทของกรรมนั้นๆ ไว้มากมาย ตลอดจนท่านได้เล่าถึงอดีตชาติของท่านและอนาคตของท่านไว้ด้วยนอกจากนี้ท่านได้กล่าวกับญาติโยมที่มาเฝ้าอาการอาพาธของท่านว่า แม้ท่านจะละสังขารไป
95แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีผู้นำในการ เจริญจิตภาวนา และการปฏบัติธรรม จะมีพระเถระรุ่นใหม่ที่เก่งกว่ามานำการพัฒนาต่อไป ลูกศิษย์ลูกหาทุกฝ่ายก็พยายามช่วยกันรักษาพยาบาล เพื่อต้องการให้ท่านมีชีวิตสืบต่อไปอีก ถึงแม้ว่าจะพยายามกันขนาดไหนก็แล้วแต่ อาการของพระอาจารย์สีลา มีแต่ทรุดลงทุกวัน และในที่สุดท่านก็ได้มรณภาพละสังขารด้วยอาการสงบเมื่อว้นที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2502 เวลา 23.13 น. (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 11, 2537)เมื่อท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ได้มรณภาพไปแล้ว ที่ประชุมคณะสงฆ์พร้อมศรัทธาญาติโยมจึงมีมติเก็บรักษาสรีรสังขารขององค์ท่านไว้เป็นเวลา 1 ปี จึงจะทำการ ฌาปณกิจ เพื่อจะทำให้สมเกียรติกับบารมีคุณธรรมของท่าน จึงมีการเก็บรักษาสรีระสังขารของท่านอย่างดี โดยใช้ผ้าพันรอบสรีรสังขารของท่านจนแน่นหลายชั้น ตำใบฝรั่งกับถ่าน ยาเส้น วางรองพื้นภายในหีบบรรจุสรีรสังขารขององค์ท่าน ทำท่อระบายของเหลวให้ไหลลงพื้นเทวดาจำแลง (ฝูงลิงหาหน่อไม้)จากเว็บเพจธรรมจักร (http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=62264) ได้นำเสนอ: เล่าเรื่องหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ซึ่งเป็นเรื่องราวปาฏิหารที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย และพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ภาพที่ 4-5 พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ภาพจาก http://www.dhammajak.net/forums/
96เรื่องมีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. 2502 ขณะนั้นพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ได้จำพรรษาอยู่ที่ถ้ำเป็ด บ้านหนองม่วง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ในระหว่างพรรษาปีนี้พระอาจารย์สมชาย ได้ทราบข่าวว่าท่าน พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต อาพาธที่วัดโชติการาม บ้านหนองบัว ซึ่งอยู่ห่างจากถ้ำเป็ดประมาณ 6-7 กิโลเมตร พระอาจารย์สมชาย ก็ได้นำพระเณรไปเยี่ยมไข้หลายครั้ง บางครั้งก็ได้ปฏิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด เพราะว่าท่านพระอาจารย์สีลานั้นท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย มีชื่อเสียงโด่งดังในเขตนั้นอีกรูปหนึ่ง ลูกศิษย์ลูกหาทุกฝ่ายก็พยายามช่วยกันรักษาพยาบาลเพื่อ ให้ท่านมีชีวิตเป็นที่พึ่งของชาวบ้านสืบต่อไปอีก หลายครั้งพระอาจารย์สมชาย ต้องเดินทางไปเอายาจากกรุงเทพฯ เพื่อมารักษา ถึงแม้ว่าจะพยายามกันขนาดไหนก็ตาม อาการของท่านพระอาจารย์สีลามีแต่ทรุดลงทุกวัน และที่สุดท่านก็ได้มรณภาพสิ้นลมหายใจด้วยอาการสงบในระหว่างพรรษาปีนั้น เป็นที่อาลัยเศร้าโศกเสียใจของบรรดาลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระอาจารย์สมชายทราบข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์สีลาแล้ว ก็ได้ปรึกษาหารือว่าจะต้องนำพระเณรและญาติโยมชาวบ้านไปงาน จากการมรณภาพของท่าน มีการจัดงานบำเพ็ญกุศลตามประเพณีอย่างสมเกียรติของครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องโรงเลี้ยงโรงทานต้องให้มีตลอดงาน ตั้งใจว่าจะไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลของพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ที่เคารพนับถือ แต่การไปร่วมงานครั้งนี้จะไปแบบมือเปล่าๆ นั้น ก็ออกจะดูไม่เป็นการอันสมควรด้วยประการทั้งปวง จึงได้เรียกญาติโยมมาปรึกษาหารือเรื่องการจะไปงาน สรีรสังขารครูบาอาจารย์ในครั้งนี้ ถ้าได้หน่อไม้ไปร่วมในงานนี้บ้างก็จะเป็นการดี จะได้ประกอบอาหารถวายพระและเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน จึงขอให้ญาติโยมพากันขึ้นไปบนภูเขาหาเก็บหน่อไม้สัก 2-3กระสอบเพื่อจะได้นำไปร่วมงานครั้งนี้บรรดาญาติโยมทั้งหมดเมื่อทราบจุดประสงค์ของพระอาจารย์สมชายแล้วก็จัดหามีด เสียมและกระสอบ รีบออกเดินทางขึ้นไปบนภูเขาเพื่อหาหน่อไม้ทันที ญาติโยมทั้งหมดได้เดินทางไปหาหน่อไม้ตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ตะวันบ่ายคล้อยแล้วก็ยังไม่ปรากฏว่าจะได้หน่อไม้แต่อย่างไร เนื่องจากในช่วงนั้นใกล้ออกพรรษาแล้ว หน่อไม้จึงถูกชาวบ้านขึ้นมาหาไปประกอบ
97อาหารกันทุกวัน ที่พอจะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็เป็นลำต้นสูงๆ ไปหมดแล้ว และบ้างก็เพิ่งจะปริ่มดินขึ้นมาอยู่ในกลางกอ สรุปแล้วก็คือจะหาหน่อไม้ไปร่วมในงานจำนวนมากๆ เช่นนี้คงไม่มีทาง คณะชาวบ้านที่ได้ขึ้นไปหาหน่อไม้เดินวนเวียนกันจนอ่อนล้าไปตามๆ กัน จึงได้พากันกลับลงมาจากภูเขาเข้าไปกราบเรียนพระอาจารย์สมชายว่า “พวกกระผมได้พากันขึ้นไปหาหน่อไม้ตั้งแต่เช้าจนบ่ายป่านนี้แล้ว ยังไม่ได้หน่อไม้เลยแม้แต่หน่อเดียวเพราะว่าหน่อไม้บนภูเขานั้นพวกกระผมก็ได้ขึ้นไปหามาทำอาหารกินกันทุกวัน แต่กว่าจะได้แต่ละหม้อนั้นก็ยากลำบาก บางหน่อก็ติดปลายลำเป็นต้นไปหมดแล้วก็มี ยิ่งต้องการจำนวนมากๆ อย่างนี้ด้วยแล้ว เห็นจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ...”เมื่อพระอาจารย์สมชายได้รับแจ้งจากญาติโยมดังนั้นแล้ว จึงนั่งพิจารณาว่า “เอ...! จะทำอย่างไรดี ถ้าไม่ได้สิ่งของไปร่วมงานครูบาอาจารย์ในครั้งนี้เราก็ไม่ควรไป เพราะนิสัยของเรานั้นจะไปงานไหนก็แล้วแต่ จะไม่ไปเอาประโยชน์ ณ ที่แห่งนั้น มีแต่จะเอาประโยชน์ไปให้เท่านั้น ยิ่งครั้งนี้ด้วยแล้ว เป็นงานของครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเราไปมือเปล่าโดยที่ไม่มีอะไรติดมือไปร่วมงานเลยนั้นเราก็ไม่ควรไป และควรจะรีบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ไปเสียให้ไกล เพื่อหมู่คณะจะได้รู้ว่าเราไม่อยู่ ถ้าเราขืนอยู่แล้วไม่ไปร่วมงานก็เห็นจะหน้าเกลียด...”ท่านได้นั่งพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงได้ปรารภกับญาติโยมว่า “อาตมาเห็นจะไปร่วมในงานครูบาอาจารย์ครั้งนี้ไม่ได้แน่แล้ว และก็เห็นว่าจะอยู่ที่นี้ต่อไปไม่ได้อีกด้วย...” เมื่อบรรดาญาติโยมได้ยินได้ฟังดังนั้นแล้วต่างคนต่างก็ตกอกตกใจไม่รู้ว่าจะทำประการใดดี จึงกราบเรียนหลวงปู่ว่า...มีวิธีไหนที่ครูบาอาจารย์จะไปร่วมในงานครั้งนี้ได้ขอให้บอกพวกกระผมเถิดครับ แต่ขออย่างเดียวขอให้ท่านอาจารย์อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พวกกระผมที่นี่ต่อไป อย่าได้หนีจากพวกกระผมก็แล้วกัน...พระอาจารย์สมชายจึงปรารภขึ้นว่า “เอาอย่างนี้ อาตมาขอให้พวกเราทุกคนนี่ ทดลองขึ้นไปหาหน่อไม้บนเขาอีกสักครั้งหนึ่ง ถ้าได้หน่อไม้ไปร่วมงานครูบาอาจารย์ อาตมาก็จะขออยู่
98กับญาติโยม ณ ที่นี้ต่อไป แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อาตมาก็เห็นจะอยู่ที่นี้ต่อไปไม่ได้แน่...” การขึ้นไปหาหน่อไม้ก็พึ่งจะลงมายังไม่ทันจะหายเหนื่อยเลย แต่ทุกคนก็ขันอาสาขอขึ้นไปหาหน่อไม้ลองดูอีกสักครั้งตามที่พระอาจารย์ต้องการ ว่าแล้วต่างคนต่างก็หยิบฉวยมีดบ้างกระสอบบ้าง เสียมบ้างคนละอย่างสองอย่าง เดินขึ้นภูเขาไปตามเส้นทางเก่าเพื่อค้นหาหน่อไม้เป็นรอบที่สอง ต่างคนต่างก็เดินไปคิดไปว่าจะทำอย่างไรดีจึงจะได้หน่อไม้ตามที่พระอาจารย์ต้องการได้ เพราะว่าป่านี้ทั้งป่าก็แทบจะไม่มีหน่อไม้ลัดออกมาอยู่แล้ว เพราะลัดออกมาก็ไม่ทันคนกิน ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินคิดถึงเรื่องการหาหน่อไม้อยู่นั้น สายตาทุกคู่จ้องจับอยู่ที่แห่งเดียวกัน ทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง ถึงความมหัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน“...ฝูงลิงตัวโตๆ ไม่ทราบว่าออกมาจากที่ไหนมากมายเต็มป่าไปหมด ลิงทุกตัวเหมือนรู้หน้าที่ต่างก็ปีนขึ้นไปหักหน่อไม้แล้วก็โยนออกมากองระเนระนาดเต็มทางเดินไปหมด บ้างก็หักแล้วเอาเหน็บไว้ที่กอไผ่ กะสูงขนาดศีรษะ พอเอามือยื่นไปหยิบถึง บ้างก็เอามือขุดล้วงเข้าไปในกอ พอชักมือออกมาก็มีหน่อไม้ติดมือออกมาด้วยทุกครั้งไป...” นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากทีเดียวไม่ว่าชาวบ้านจะเดินทางไปทางไหน พวกลิงเหล่านั้นก็จะออกเดินนำหน้าแล้วหักหน่อไม้ออกมากองตามทางตลอดไป ผิดกับที่ขึ้นมาครั้งแรกจะหาหักเองยังหาไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้เพียงแต่เก็บใส่กระสอบอย่างเดียวก็แทบจะเก็บไม่ทัน จึงทั้งงุนงง ทั้งสงสัย ทั้งตื่นเต้น บางคนตื้นตันจนน้ำตาไหล ความงวยงงสงสัยจึงมีเกิดขึ้นกับทุกคนว่า “...ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา บางคนอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ จนอายุถึง 60-70 ปี ยังไม่เคยเห็นลิงป่าประเภทนี้เลย สมัยก่อนนั้นก็เคยมีอยู่บ้าง แต่เป็นลิงอีกประเภทหนึ่ง และก็ได้พากันหนีไปจากป่านี้ เข้าไปในป่าลึกกันจนหมดสิ้นเพราะกลัวภัยจากพวกมนุษย์...”วันนี้จึงนับว่าเป็นวันแห่งความมหัศจรรย์แห่งชีวิตของบรรดาญาติโยม บางคนถึงกับอุทานออกมาว่า “...ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็เพิ่งมีบุญได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ก็ครั้งนี้เอง...”
99เมื่อพากันเก็บหน่อไม้ใส่กระสอบได้มากพอสมควรแล้ว จึงได้พากันลำเลียงลงจากภูเขา บรรดาฝูงลิงทั้งหลายเมื่อหมดหน้าที่แล้วก็ได้พากันวิ่งเข้าป่าหายไป บรรดาญาติโยมจึงได้พากันลำเลียงหน่อไม้ลงมาถึงถ้ำเป็ดอย่างทุลักทุเล แล้วทุกคนก็พากันไปกราบเรียนหลวงปู่ถึงเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาสดๆ ร้อนๆ นั้นให้ทราบอย่างตื่นเต้นและปลื้มปีติจึงเป็นอันว่าการที่จะเดินทางไปร่วมงานสรีรสังขารท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ก็ได้เป็นไปตามเจตนาของหลวงปู่ทุกประการ และได้นำหน่อไม้ไปร่วมงานเพื่อปรุงอาหารถวายพระภิกษุสามเณร และเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานครั้งนั้นอย่างอุดมสมบูรณ์จัดงานถวายพระเพลิงสรีรสังขารอย่างสมเกียรติ ในระหว่างเก็บสรีรสังขารพระอาจารย์สีลา ในช่วงพรรษามีสิ่งที่น่าปลาดใจเกิดขึ้น คือช่วงก่อนออกพรรษา ใกล้จะถึงกำหนดวันพระราชทานเพลิงพระอาจารย์สีลา ชาวบ้านเห็นแสงสว่างมาจากทางหนองบัวข้าม บ้านหนองบัวมาส่องสว่างบริเวณวัดโชติการามอยู่ระยะหนึ่งแล้วแสงนั้นก็กลับไป เป็นอยู่อย่างนี้ 3 วัน (คืน) กล่าวกันว่านางมัจฉามากราบหลวงปู่สีลา นับเป็นเหตุน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก (เจ้าคุณพระราชวชิรโสภณ, ผู้เรียบเรียง) เมื่อเก็บรักษาสรีรสังขารไว้ครบตามกำหนดเวลา ได้ศุภมงคลอุดมฤกษ์แล้วจึงได้จัดงานถวายพระเพลิงสรีรสังขารท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ขึ้นอย่างสมเกียรติ มีหลวงปู่ธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมพรเป็นประธานพิธี มีหลวงปู่วัน อุตฺตโม เป็นประธานจัดงาน ช่วงนั้นหลวงปู่วัน มาจากวัดพุทธารามบ้านคำตานา งานนี้ยิ่งใหญ่คนมาเยอะมาก ในวันเดียวกันก็มีงานศพของขุนประจักษ์จิตราษฎร์ด้วย มีงานศพพร้อมกัน เผาพร้อมกัน ห่างกันประมาณเส้นกว่าๆ (พระราชวชิรโสภณ, ผู้เรียบเรียง) ครั้นเมื่อได้เวลาจึงถวายพระเพลิงสรีรสังขารท่าน ในช่วงนี้ได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นคือเมื่อเพลิงที่ใช้เผา สรีรสังขารท่านนั้นได้มอดไหม้หมดลง แต่สรีรสังขารของท่านนั้นยังคงเป็นปกติธรรมดาเหมือนกับคนนอนหลับธรรมดา ไม่เน่าเปลื่อยเลยแม้แต่น้อย ชาวบ้านจึงช่วยกันแก้เคล็ดหาลูกบันใดแม่หม้ายมาเผาควันอุตลุด จนพระครูพุฒิวราคม ได้มาถึงงานจึงได้พูดขอร้องให้ไฟไหม้ร่างสังขารท่านจึงสำเร็จ (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 12, 2537)
100ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2522 คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่าเพื่อให้เป็นเกียรติเหมาะสมกับที่ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มีคุณธรรมสูง ควรแก่การสักการะบูชาจึงสร้างเจดีที่บรรจุอัฐิท่าน ณสถานที่ฌาปณกิจถวายเพลิงสรีรสังขารท่าน ซึ่งที่ตรงนั้นมีต้นโพธิ์เกิดขึ้น 5 ต้น 4 ต้นแรกนั้นได้ตายไปแล้ว คงเหลือแต่ต้นที่เกิดตรงหน้าอกท่านเท่านั้นที่ยังไม่ตายเจริญเติบโตอยู่จนเท่าทุกวันนี้ การที่เกิดเหตุอัศจรรย์ให้เห็นเช่นนี้ก็คงเพราะบุญญาธิการบารมีธรรมอันสูงส่ง เพื่อให้ลูกหลานได้เคารพกราบไหว้บูชาแทนตัวท่านที่จากพวกเราไปลักษณะเจดีที่บรรจุอัฐิท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต รูปทรง 4 เหลี่ยม ปลายเรียว ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้าง-ยาว 4.60 เมตร สูง 9.70 เมตร สร้างด้วยอิฐถือปูน สิ้นค่าก่อสร้าง 23,200 บาทท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้เป็นประธานบรรจุอัฐิธาตุท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2521 และเพื่อเป็นการเสริมสร้างให้พระเจดีย์แห่งนี้เป็นสถานที่มงคลสุขยิ่งขึ้น ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุร่วมด้วย ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม (วันนิตย์ ไชยแสงหน้า 12, 2537) ภาพที่ 4-6 เจดีที่บรรจุอัฐิท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต วัดโชติการาม (หลังการบูรณะใหม่)
101 อาจริยะคุณานุสรณ์โดยพระครูธรรมนิเทศญาณ (พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน) ปธ.6 ลูกศิษย์ของ พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต-------------------------------เมื่ออาจารย์ดำรง คงชีพอยู่ ก็ดูเหมือน ร่มไทร มีใบหนาที่พำนัก ร่มเงา เหล่าประชา ทั่วบรรดา ญาติมิตร ศิษย์ทั้งปวงอันบาปบุญ คุณโทษ เคยโปรดชี้ ทำสิ่งนี้ มีโทษ อย่างมหันต์ทำสิ่งนั้น มีคุณ อเนกนันต์ ควรขยัน หมั่นสร้าง ไม่อ้างกาลพูดอ่อนหวาน ปานเพียง สำเนียงกล่อม ให้อ่อนน้อม พร้อมเพรียง ไม่เกี่ยงขันให้รู้คบ หลบพาล ทุกวาลวัน ไม่หุนหัน พลันโกรธ ถือโทษใครท่านเป็นคน สนใจ ในต้นเหตุ ขอบสังเกต ก่อนทำ ให้คำขานมีเรื่องราว ข่าวสาร ท่านพิจารณ์ ทั้งชำนาญ ในหลัก หนักในธรรมพระอาจารย์ น้ำใส ใจยืนยง จิตมั่นคง ดำรง ศาสนาปฏิบัติ เคร่งครัด วินยา ทั้งธรรมา ของท่าน ก็สมบูรณ์มีนิสัย ผักไฝ่ อาลัยมิตร และมีจิต คิดใคร่ ไม่โทสาคณะศิษย์ มิตรป่วย ท่านเมตตา รีบฉวยมา รักษา พยาบาลมีนิสัย พอใจ ในการุณย์ ชอบทำคุณ อุดหนุน บุญกุศลถ้าเห็นใคร ได้ยาก ลำบากบน ท่านกังวล ท่านช่วย ตามกำลังท่านยังมี ปิติธรรม ประจำจิต ไม่เคยคิด พอกพูน คูณอิจฉาถ้าศิษย์ใด ได้ดี มีปัญญา ชื่นอุรา สาธุ มุทิตามีหทัย ผ่องใส ใจเป็นกลาง ในระหว่าง ฝูงมิตร และสิสสาแม้นมีเรื่อง เคืองขุ่น วุ่นอุรา ก็ตรึกตรา ลึกล้ำ ไม่ลำเอียงอโหโอ โอโอ๋ คุณาจารย์ เหลือประมาณ แสนล้ำ รำพันหวลแม้จะยก เรื่องราว กล่าวทั้งมวล ก็ไม่ถ้วน เท่าที่ ท่านมีไว้
102เมื่อท่านสิ้น ตักษัย ลาลัยโลก ให้เศร้าโศก เสียใจ อาลัยหลายเหล่าประชา คณาญาติ ท่านมากมาย กล่าวเสียดาย อาลัย ไปตามกันพระอาจารย์ ล่วงลับ ดับขันธ์แล้ว เท่ากับแก้ว นัยน์ตา เผ่นเดนหนีใครหนอแล จะเมตตา ปรานี ชีวิตนี้ จึงจะมี วัฒนาโอ้อนิจจา พระยา มัจจุราช ช่างบังอาจ ฟาดฟัน ชีวิตหนีมัจจุราช ชาติชั่ว ตัวอัปรีย์ ไม่ปรานี ฉุดคร่า พาท่านไปถ้ากระไร ศิษยา นี้สามารถ ช่วยชีวาตม์ อาจารย์ ฟื้นคืนได้ถึงจะยาก แสนยาก ลำบากกาย ไม่ดูดาย ต่อสู้ กู้ชีวีแต่ศิษย์นี้ สุดที่ จะต่อสู้ มฤตยู ผู้ฆ่า พาล่องหนทุกทุกคน ต้องพร้อม ยอมจำนน ไม่อาจทน ต่อต้าน ประการใดพระจอมไตร เปิดไข ตรัสไว้ว่า สังขารา ไม่เที่ยง เพียงนี้หนอเกิดแล้วแก่ แปรเจ็บ ไม่เพียงพอ แถมยังต่อ ความตาย น่าหน่ายจังพระอาจารย์ คงยัง ก็แต่ชื่อ จะเลื่องลือ ไม่ลืม และดับสูญทั้งตัวอย่าง ทางดี มีมากมูล จะเพิ่มพูน หนุนตรึก ระลึกจำขอความดี ที่สร้าง เป็นทางผล บันดาลดล พันทุกข์ ไปสุขศานต์สู่สวรรค์ ชั้นทิพย์ และนิพพาน ขออาจารย์ สุขสงบ ทุกภพเทอญ......................................................................ความในใจของผู้บันทึกข้อมูลส่วนหนึ่งเกี่ยวกับวัดป่าสีลารัตน์ และท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ที่นำมาเสนอครั้งนี้ได้มาจากบันทึกของอาจารย์วันนิตย์ ไชยแสง อดีตครูโรงเรียนบ้านโพนสวาง ซึ่งท้ายบันทึกของท่านมีดังนี้.........“ข้าพเจ้ารู้สึกทราบซึ้งในความเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีของท่านพระครูธรรมนิเทศญาณ (พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน) ปธ.6 ที่ได้รวบรวมเกร็ดประวัติพระอาจารย์ของท่านให้
103ข้าพเจ้าได้รวบรวมเรียบเรียงบันทึกไว้เอาให้อนุชนรุ่นลูกหลานได้ศึกษาทราบประวัติความเป็นมาของอริยะบุคคลที่ควรเคารพกราบไหว้บูชา ภาพที่ 4-7 อาจารย์วันนิตย์ ไชยแสงด้วยข้าพเจ้าทราบว่าท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ได้นำสามเณรสุฤทธิ์ พรหมสุขันธ์ ไปฝากเข้าสำนักเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี จนกระทั่งท่านสอบมหาเปรียญ 6 ประโยคได้ ในระหว่างที่พระอาจารย์อาพาธอยู่นั้นพระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน ได้เป็นห่วงเป็นใยดั่งความรักของลูกที่มีต่อพ่อบังเกิดเกล้าอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าจำได้ในช่วงนั้น หลวงพ่อมหาฯ ท่านห่วงหน้าพะวงหลังเป็นที่สุด ท่านจึงตัดสินใจรีบเดินทางมาเฝ้าดูอาการอาพาธของพระอาจารย์ของท่าน ปล่อยให้ข้าพเจ้าเรียนหนังสืออยู่ โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้รับทราบกฤษดาภินิหารของพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต เป็นบางตอนเท่านั้น ขอ คุณงามความดีของข้าพเจ้าที่ได้บันทึกเกร็ดประวัติในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอบูชาท่านพระอาจารย์ สีลา เทวมิตฺโต หลวงปู่พระครูธรรมนิเทศญาณ (พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน) ปธ.6 และหลวงปู่ม่าน ปุญญกาโม ตมหัง รัตนัง อภิปูชยามิขอให้ดวงวิญญาณท่านเหล่านี้จงถึงซึ่งพระนิพพาน กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงล้ำด้วยกายวาจาใจก็ดี ขอจงได้โปรดได้อโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วยเทอญ”
104นายวันนิตย์ ไชยแสง เป็นผู้บันทึกเรียบเรียงเพื่อเป็นหลักฐานในการศึกษาแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไปบันทึกเมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2537หมายเหตุ พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน ปธ.6 ม.8 ศศ.บ. (พระครูธรรมนิเทศญาณ)------------------------------------------
105บทที่ 5โรงเรียนบ้านโพนสวางประวัติการก่อตั้งโรงเรียนบ้านโพนสวาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่บ้านโพนสวางหมู่ 7 ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร มีเนื้อที่ 18 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ย้อนหลังไปประมาณ 80 กว่าปีก่อน ในช่วงที่กำนันตา แสงลี เป็นผู้ใหญ่คนที่ 3 บ้านโพนสวางและเป็นกำนันตำบลส่องดาวด้วย เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว กำนันตา แสงลีคิดอยากให้มีโรงเรียนขึ้นในบ้านโพนสวาง เพราะหมู่บ้านนี้ไม่เคยมีโรงเรียนมาก่อน คนที่อ่านออกเขียนได้ก็มีเพียง 6-7 คนเท่านั้น จึงได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านว่าอยากตั้งโรงเรียนขึ้นในหมู่บ้านเพื่อให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ที่ประชุมมีมติตกลงกันเห็นดีด้วย จึงได้ตั้งวัดบ้านโพนสวางขึ้นมาใหม่ เป็นวัดป่าอยู่ที่ดงบ้านแพงชื่อ วัดโชติการาม ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของบ้านโพนสวางกับบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) และได้เอาสถานที่วัดนครธาตุซึ่งเป็นวัดร้างเป็นที่ตั้งโรงเรียน กำนันตาเป็นผู้เขียนคำร้องขอตั้งโรงเรียนต่อทางราชการ และได้รับอนุมัติให้ตั้งได้ กำนันตาพร้อมชาวบ้านได้พากันซ่อมแซมหอแจกเก่า (ศาลาเก่า) ให้เป็นสถานที่เรียน ในปี พ.ศ. 2484 จากคำบอกเล่าของนักเรียนในยุคนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันบอกว่า เวลาฝนตกหลังคารั่ว ต้องช่วยกันหากาบหมากมาสอดบนหลังคากันฝนรั่ว รอบๆ โรงเรียนยังเป็นป่ามีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดปรากฎให้เห็นเช่น ชมด อีเห็น ไก่ป่า และมีต้นไม้สูงใหญ่ที่มีผลให้กินเช่น ต้นหมากก่อง (คล้ายลางสาด) ต้นหมากแงว (คล้ายลิ้นจี่) หมากผีผ่วน หมากเม่า หมากหวดข้าหมากกะบก หมากค้อ เป็นต้น
106 ภาพที่ 5-1 แสดงผลไม้ป่ารอบโรงเรียนบ้านโพนสวางในห้วงเวลาการก่อตั้งไหม่(80 กว่าปีที่ผ่านมา) ภาพที่ 5-2 แสดงที่ตั้งโรงเรียนบ้านโพนสวางในปัจจุบัน
107โรงเรียนบ้านโพนสวางเปิดทำการสอนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 โดยเงินงบประมาณการประถมศึกษามีชื่อว่า โรงเรียนประชาบาลตำบลส่องดาว (ไทยอุปถัมภ์วิทยา) มีนายพรม ไชยรบ ดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่คนแรก ต่อมาได้ทำการเปิดการสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 โดยยังคงอาศัยศาลาวัดเป็นห้องเรียน และในปีพ.ศ. 2493 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบ้านโพนสวาง (ไทยอุปถัมภ์วิทยา) ภาพที่5-3 นายพรม ไชยรบ ครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนปัจจุบันโรงเรียนบ้านโพนสวางเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 48 คน เป็นนักเรียนชาย 27 คน นักเรียนหญิง 21 คน ครู 5 คน (ผอ. 1 คน ครูประจำการ 4 คน) พนักงานราชการ 1 ครูมาช่วยราชการ 1 และครูพี่เลี้ยงเด็ก (อัตราจ้าง) 1 คน ธุรการ 1 คน นักการภารโรง 1 คน มีอาคารเรียน 2 หลัง อาคารประกอบ 3 หลัง ส้วม 3 หลัง (ข้อมูล ณ 14 กุมภาพันธ์ 2568)โรงเรียนบ้านโพนสวางมีนักเรียนที่จบการศึกษาออกไปสู่สังคมไปแล้วจำนวนนับพันคนประกอบอาชีพหลากหลายแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน บ้างทำนาทำไร่อยู่ในท้องถิ่นบ้างไปเป็นคนงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ หรือในเมืองกรุง มีบางส่วนที่ดิ้นรนเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอกก็มี ประกอบอาชีพทำ
108ธุรกิจต่างๆ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในชีวิต บางส่วนก็รับราชการสมความปรารถนาของครอบครัว บ้างเป็นครู อาจารย์ เป็นตำรวจ ทหาร เป็นพยาบาล หมอ เป็นผู้บริหารส่วนราชการระดับสูง โดยที่ไม่เคยคาดคิดว่าเด็กจากชนบทห่างไกลจากความเจริญมากๆ จะก้าวไปไกลถึงขนาดนี้ ทั้งนี้เพราะแรงขับภายในของแต่ละคน แรงผลักดันของครอบครัวแต่ละคนนอกจากนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะการเอาใจใส่อบรมสั่งสอนอย่างจริงจังของครูในโรงเรียน จึงทำให้ลูกศิษย์มีมานะ คิดดี ใฝ่ดีทำดี จนประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นวิสัยทัศน์ของโรงเรียนภายในปีการศึกษา 2570 โรงเรียนบ้านโพนสวาง จะพัฒนาการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ดูแลตนเองให้มีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและสังคม รักษ์วัฒนธรรมไทย และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขคำขวัญของโรงเรียนเรียนดี กีฬาเด่น เน้นคุณธรรมปรัชญาของโรงเรียนสุสฺสูสํ ลภเต ปัญญํ ผู้ตั้งใจศึกษา ย่อมได้ปัญญาข้อมูลนักเรียน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568)ชั้น/เพศ ชาย หญิง รวม ห้องเรียนอนุบาล 1 0 0 0 0อนุบาล 2 2 2 4 1อนุบาล 3 0 1 1 1รวม อนุบาล 2 3 5 2 ประถมศึกษาปีที่ 1 2 4 6 1ประถมศึกษาปีที่ 2 2 1 3 1ประถมศึกษาปีที่ 3 5 3 8 1
109ประถมศึกษาปีที่ 4 4 3 7 1ประถมศึกษาปีที่ 5 7 2 9 1ประถมศึกษาปีที่ 6 6 4 10 1รวมประถม 26 17 43 6รวมทั้งหมด 28 20 48 8เขตพื้นที่บริการโรงเรียนหมู่ที่ 7 บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนครผู้บริหารปัจจุบัน ดร. อภิชาต แสงลีผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพนสวางช่องทางติดต่อผู้บริหารโรงเรียน โทรศัพท์: 0892555527 อีเมล์: [email protected]ภาพที่ 5-4 ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพนสวางคนปัจจุบัน
110บุคลากร นางสาวยุพา มึกไทยสงค์ นางสาวศิริมาศ รัตนะ นายจาตุรงค์ ยตะโคตร นางสาวเนตรอัปสร สีใส นายอัคราช ลิ้มเรืองพัฒนะ นางวิลาวัลย์ ไชยแสงนายธนิกุล แก้วกาบิล นางสาวอภัสรา ฤทธิจรจาก นายเกียรติทวี ทานัง (ข้อมูล 14 กุมภาพันธ์ 2568) ภาพที่ 5-5 ภาพบุคลากรของโรงเรียน
111ทำเนียบผู้บริหารลำดับที่ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 1 นายพรม ไชยรบ ครูใหญ่ พ.ศ. 2484-2488 2 นายปัด โพธิ์ศรี ครูใหญ่ พ.ศ. 2488-2500 3 นายบุญรอด ดอกกุหลาบ ครูใหญ่ พ.ศ. 2500-2527 4 นายสมพงษ์ พรมสุขันธ์ อาจารย์ใหญ่ พ.ศ. 2527-2535 5 นายเจริญ สมบัติศรี อาจารย์ใหญ่ พ.ศ. 2535-2547 6 นายดำรงศักดิ์ มาตรวงษ์ ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2547-2548 7 นายวิรัตน์ อินทรพานิชย์ ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2548-2551 8 นายศักดิ์สิทธิ์ เดชราช ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2552-2559 9 นายลือชัย รัชอินทร์ ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2559-2561 10 นายทวีศักดิ์ ยศรักษา ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2561-2566 11 นายชัยสิทธิ์ ฝุ่นเงิน รักษาการผู้อำนวยการ พ.ศ. 2566-2567 12 นายอภิชาติ แสงลี ผู้อำนวยการ ตุลาคม 2567- ปัจจุบัน (ข้อมูล 14 กุมภาพันธ์ 2568) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านโพนสวาง1. นายบุญเลี้ยง กระมนตรี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา2. นายคณิต พวงเพชร กรรมการสถานศึกษา/ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น3. นายโกมินทร์ แสงลี กรรมการสถานศึกษา/ผู้ทรงคุณวุฒิ4. นายขุนแผน พรหมสุขันธ์ กรรมการสถานศึกษา/ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์5. นางบุญคุ้ม พันบัวภา กรรมการสถานศึกษา/ผู้แทนองค์กรในชุมชน6. นายทนงศักดิ์ พรหมสุขันธ์ กรรมการสถานศึกษา/ผู้แทนศิษย์เก่า7. นายคำไพ ศรีทะเบียน กรรมการสถานศึกษา/ผู้แทนผู้ปกครอง
1128. นายจาตุรงค์ ยตะโคตร กรรมการสถานศึกษา/ผู้แทนครู9. นายอภิชาต แสงลี กรรมการสถานศึกษา/เลขานุการ (ข้อมูล 14 กุมภาพันธ์ 2568) ติดต่อสื่อสารโรงเรียนบ้านโพนสวางหมู่ที่ 7 บ้านบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร 47190โทรศัพท์ 042786085 โทรสารอีเมล์ [email protected]ภาพ 5-6 กิจกรรมต่างๆ โรงเรียนบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
113
114
115
116------------------------------------
117บทที่ 6ภาษาผู้ไทบ้านโพนสวางภาษาผู้ไทเป็นภาษาในตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) หรือ ขร้า-ไท (Kra–Dai) มีผู้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตอนกลางของ สปป.ลาว และแถบตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ผู้พูดภาษาผู้ไทมีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมในเมืองนาน้อยอ้อยหนู ภาษาผู้ไทไม่มีอักษรของตนเอง การเขียนตัวอักษรชาวผู้ไทจึงมีการประยุกต์วิธีการเขียนของชาวลาว ผู้พูดภาษาผู้ไทที่อยู่ในบริเวณจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานตอนบน ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร นอกจากนี้ยังมีอีกเล็กน้อยอาศัยบริเวณจังหวัดร้อยเอ็ด อุดรธานี อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ โดยภาษาผู้ไทในแต่ละท้องถิ่นต่างมีสำเนียงและคำศัพท์ที่ใช้แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีคำยืมจากภาษาถิ่นอีสาน ชาวผู้ไทส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาถิ่นอีสานได้ แต่คนอีสานไม่สามารถพูดหรือฟังภาษาผู้ไทได้ หรืออาจจะพูดหรือฟังได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด ภาษาผู้ไทบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว เป็นภาษาดั้งเดิมของชนเผ่าผู้ไท สำเนียงและคำศัพท์ที่ใช้มีทั้งเหมือนและแตกต่างไปจากผู้ไทในแต่ละท้องถิ่นอื่นๆเนื่องจากกาลเวลาที่เปลี่ยนไป สังคมและความหลากหลายของคนที่มาอยู่ร่วมกัน ความเจริญด้านต่างๆ มากขึ้น การติดต่อสื่อสารกับสังคมกว้างขวางขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสำเนียงภาษาพูดรวมทั้งคำศัพท์ที่ใช้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาภาษาและสังคม การผสมกลมกลืนทางสังคมกับการเปลี่ยนแปลงของภาษาจากการที่คนต่างถิ่นต่างภาษามาอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการผสมกลมกลืนทางสังคม หรือที่เรียกว่าการผสมผสานทางวัฒนธรรม (Cultural Assimilation) เป็นกระบวนการที่ผู้คนจากวัฒนธรรมหรือกลุ่มชนต่างๆ มารวมกันและสร้างสังคมหรือวัฒนธรรมใหม่ขึ้น กระบวนการนี้ส่งผลต่อการใช้ภาษาและสำเนียงของผู้คนอย่างมาก เนื่องจากภาษาและสำเนียงเป็นส่วนสำคัญของเอกลักษณ์และการสื่อสารภายในกลุ่มต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้
118การเปลี่ยนแปลงในสำเนียง: เมื่อกลุ่มคนต่างๆ มารวมตัวกัน สมาชิกของกลุ่มอาจเริ่มใช้สำเนียงและวลีที่เป็นที่นิยมหรือพบเห็นบ่อยในกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ การมีผู้คนจากวัฒนธรรมหรือกลุ่มชนต่างๆ ในกลุ่มเดียวกันยังสามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสำเนียง โดยผู้คนอาจนำเสนอสำเนียงหรือศัพท์ใหม่เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นกับผู้คนในกลุ่มการผสมของศัพท์และสำนวน: ในกระบวนการการผสมวัฒนธรรม ภาษาและสำนวนของกลุ่มต่างๆ อาจถูกผสมกันเพื่อสร้างสำนวนหรือศัพท์ใหม่ที่สะท้อนสภาพการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มใหม่ เช่น การผสมคำสำหรับเทศกาลจากวัฒนธรรมต่างๆ อาจสร้างสำนวนหรือศัพท์ที่ใช้ในการเฉลิมฉลองเทศกาลนั้นการปรับสำเนียงตามสภาพการใช้งาน: เมื่อมีการผสมวัฒนธรรม ผู้คนอาจปรับสำเนียงของภาษาพูดตามสภาพการใช้งาน เช่น การใช้สำเนียงที่มีการออกเสียงชัดเจนและประยุกต์กับบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการสร้างสังคมและเอกลักษณ์ใหม่: การผสมวัฒนธรรมที่สำเนียงภาษาพูดเปลี่ยนแปลงก็อาจส่งผลให้สร้างสังคมและเอกลักษณ์ใหม่ขึ้น โดยสำนึกตนเองและตระหนักถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใหม่อาจมีผลต่อการใช้ภาษาและสำเนียงที่แตกต่างไปจากกลุ่มเดิมสรุป การผสมกลมกลืนทางสังคมเป็นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวัฒนธรรมและภาษา ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนในสำเนียงและในการใช้ภาษาพูดของผู้คนในสังคมใหม่การอยู่ร่วมกันในสังคมแบบผสมผสานมีผลต่อคำศัพท์ที่ใชในภาษาการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบผสมผสานส่งผลต่อคำศัพท์ที่ใช้ในภาษาพูดอย่างหลากหลายและเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทและสถานการณ์ต่างๆ ต่อไปนี้การยืมคำศัพท์: เมื่อมีการสื่อสารระหว่างกลุ่มที่มีวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาที่แตกต่างกัน มักจะมีการยืมคำศัพท์จากกันเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีคำศัพท์ในภาษาของตนเอง เช่น คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารหรือวัฒนธรรมการสร้างคำใหม่: เมื่อมีการผสมผสานวัฒนธรรม อาจเกิดการสร้างคำศัพท์ใหม่ขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีในภาษาพื้นเมือง หรือเพื่อเน้นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เช่น
119การสร้างคำที่ใช้เป็นนามและคำกริยาที่ใช้ในการแสดงอารมณ์หรือสถานการณ์ที่ไม่เคยมีในวัฒนธรรมเดิมการปรับปรุงคำศัพท์ที่มีอยู่: การผสมผสานวัฒนธรรมอาจทำให้เกิดการปรับปรุงคำศัพท์ที่มีอยู่ในภาษา โดยเพิ่มความหมายใหม่หรือการใช้งานในบริบทใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของกลุ่มใหม่การผสมผสานคำศัพท์: การผสมผสานวัฒนธรรมอาจส่งผลให้เกิดการผสมผสานคำศัพท์จากภาษาต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคำศัพท์ใหม่ที่มีการสื่อสารร่วมกันระหว่างกลุ่มต่างๆการสร้างคำพ้องความรู้สึกหรือสถานการณ์: การอยู่ร่วมกันในสังคมที่ผสมผสานสามารถสร้างคำพ้องความรู้สึกหรือสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงให้กับกลุ่มๆ นั้นๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดคำศัพท์หรือศัพท์สำหรับแสดงความรู้สึกหรือสถานการณ์ที่ไม่เคยมีในวัฒนธรรมเดิมสรุป การอยู่ร่วมกันในสังคมแบบผสมผสานเป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์และสร้างความหลากหลายในภาษา และสำนวนต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในภาษาพูดของกลุ่มต่างๆ ไปด้วยกันภาษาผู้ไทบ้านโพนสวางภาษาผู้ไทบ้านโพนสวางมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยปกติแล้วกลุ่มผู้ไทที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานตอนบนของประเทศไทยจะมีชื่อเรียกตามแหล่งที่อพยพโยกย้ายมาจากฝั่งขวาแม่น้ำโขง อาจจะเป็นชื่อเมืองหรือชื่อแม่น้ำ เช่นผู้ไทวังเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากเมืองวัง ผู้ไทเซโปนเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากเมืองเซโปน ผู้ไทกระป๋องเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากเมืองกะปอง เป็นต้น ซึ่งคนในเมืองเหล่านี้ก็จะมีสำเนียงภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองสำเนียงการพูดของผู้ไทบ้านโพนสวางนั้น มีผู้รู้ให้ความเห็นว่าผู้ไทบ้านโพนสวาง บ้านปทุมวาปี บ้านหน้าวัด บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาวนั้นเป็นผู้ไทละมาง (ผู้ไท “ผิเหลอ”) ซึ่งในจังหวัดสกลนครมีกลุ่มชนเผ่าที่บอกว่าตัวเองเป็นผู้ไทละมางคือ ผู้ไทบ้าน ตาลเนิ้ง ตาลโกน โนนตูม ดงสวรรค์ หนองหลักช้าง อำเภอสว่างแดนดิน ซึ่งอพยพมาจากเมืองมหาไชยกองแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
120แต่จากศึกษาถึงความเป็นมาของผู้ไทบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาวนั้น อพยพมาจากบ้านนาม่วง บ้านนายูง บ้านนาฮี บ้านหนองอึ่ง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เมื่อสืบค้นต่อไปทราบว่าชาวบ้านนายูง อพยพมาจากเมืองท่าขอนยาง ในอดีตขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ ปัจจุบันคือตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นคนเผ่าญ้อ มาจากเมืองคำเกิด คำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แต่กลุ่มคนที่มาตั้งหลักปักฐานที่บ้านนาม่วง บ้านนายูง บ้านนาฮี บ้านหนองอึ่ง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ไทและเป็นผู้ไทที่อพยพมาจากเมืองวัง (วีระบุรี สปป.ลาว)อย่างไรก็ตาม จากประวัติการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของชนเผ่าผู้ไทจากเมืองต่างๆ จากฝั่งซ้ายมาสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตั้งถิ่นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยนั้น มีปะปนกันมาทั้ง ญ้อ โย้ย ผู้ไท กะโส้ กะเลิง ลาว เวลากล่าวถึงว่ามาจากที่ไหนก็มักจะเอ่ยถึงชื่อเมืองหลักๆ ที่มีกลุ่มชนเผ่าที่มีคนจำนวนมากเป็นหลัก (ผู้เรียบเรียง)ผู้ไทบ้านโพนสวางอาจมีสำเนียงภาษาพูดแตกต่างไปจากผู้ไทกลุ่มอื่นๆ อยู่บ้าง จากการสังเกตุของผู้เรียบเรียงเห็นว่าภาษาผู้ไทบ้านโพนสวาง มีเสียงจะสั้น ห้วน ส่วนคำศัพท์ที่ใช้ส่วนใหญ่ก็คล้ายกัน ตัวอย่างเช่น ภาษาไทยกลาง ภาษาผู้ไททั่วไป ภาษาผู้ไทบ้านโพนสวาง ไปไหน ไปซิเลอ ไปตะเลอ ไปกะเลอ ทำอะไร เฮ็ดเผอ เอ็ดผิเหลอ เอ็ดเผอ จะไปไหน หละไปซิเลอ หละไปกะเลอ พูดไม่เพราะ เว้ามีโม้น เว้ามิโม่นดังนั้นภาษาผู้ไท ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์และสำเนียงที่จะกล่าวถึงในลำดับต่อไปในที่นี้จะเป็นภาษาที่ชาวผู้ไทบ้านโพนสวางพูดกัน ซึ่งจะมีทั้งที่ต่างและเหมือนกับภาษาผู้ไททั่วไปลักษณะของภาษาผู้ไท (วิกิพีเดีย, ออนไลน์)ด้วยภาษาผู้ไทเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไท จึงมีลักษณะเด่นร่วมกับภาษาไทยด้วย นั่นคือ1) เป็นภาษาคำโดด มักเป็นคำพยางค์เดียว2) เป็นภาษามีวรรณยุกต์
1213) โครงสร้างประโยคแบบเดียวกัน คือ \"ประธาน กริยา กรรม\" (SVO) ไม่ผันรูปตามโครงสร้างประโยคหน่วยเสียงหน่วยเสียงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของภาษาพูด สมาคมสัทศาสตร์สากลนิยามหน่วยเสียงว่าหมายถึง \"ส่วนที่เล็กที่สุดของเสียงที่ใช้เพื่อสร้างความหมายต่างๆ เมื่อเปล่งเสียงออกมา”หน่วยเสียงพยัญชนะเสียงพยัญชนะ คือ เสียงที่ถูกเปล่งออกมาจากลำคอและถูกปิดกั้นลมด้วยอวัยวะต่างๆ ภายในช่องปากทำให้เสียงที่เปล่งออกมามีความแตกต่างกัน เสียงพยัญชนะในภาษาผู้ไท (ใช้พยัญชณะไทยปัจจุบัน เขียนตามสำเนียงภาษาผู้ไท) มีลักษณะดังนี้(วิกิพีเดีย, ออนไลน์)ก ข ค ง จ ซ ญ ด ต ถ ท น บ ป ผ ฝ พ ฟ ม ย ล ว ส ห อ ฮฐานกรณ์ของเสียงริมฝีปากล่าง-ฟันริมฝีปาก โคนฟัน เพดานส่วนแข็งเพดานส่วนอ่อนช่วงคอเสียงหยุด (ไม่ก้อง)- /ป/ /ต/ /จ/ /ก/ /อ/เสียงหยุด (ไม่ก้อง)- /พ/ /ท/ - /ค/ -เสียงหยุด (ก้อง)- /บ/ /ด/ - - -เสียงขึ้นจมูก- /ม/ /น/ /ญ/ /ง/ -เสียงเสียดแทรก/ฟ/ /ซ/ - - - /ฮ/กึ่งสระ /ว/ - - /ย/ -ลอดข้างลิ้น- /ล/ - - -
122หน่วยเสียงสระภาษาผู้ไทใช้รูปและเสียงสระในภาษาไทย มีสระเดี่ยว 9 ตัว หรือ 18 ตัวหากนับสระเสียงยาวด้วย โดยทั่วไปลักษณะของเสียง คล้ายกับสระในภาษาไทยถิ่นอื่น (เพื่อความสะดวกในที่นี้ใช้อักษร อ ประกอบสระ เพื่อให้เขียนง่าย) สระที่ใช้ในภาษาผู้ไทประกอบด้วยอะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ อำ ใอ ไอ เอาสระสูง อิอี อึอือ อุ อูสระกลาง เอะ เอ เออะ เออ โอะ โอสระต่ำ แอะ แอ อะ อา เอาะ อออนึ่ง ในภาษาผู้ไทไม่ใช้สระประสม จะใช้แต่สระเดี่ยว จากตารางต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างคำที่ภาษาไทยกลางเป็นสระประสม แต่ภาษาผู้ไทใช้สระเดี่ยวภาษาไทย ภาษาผู้ไท/หัว/ /โห//สวน/ /โสน//เสีย/ /เส//เขียน/ /เขน//เสือ/ /เสอ//มะเขือ/ /มะเขอ/หน่วยเสียงวรรณยุกต์เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง เสียงที่ใช้บอกระดับสูงต่ำของคำ ในภาษาไทย มี 4 รูป 5 เสียง รูปวรรณยุกต์มี 4 รูป คือ เอก โท ตรี และ จัตวา เสียงวรรณยุกต์ มีทั้งหมด 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และ เสียงจัตวา
123พยางค์พยางค์ในภาษาผู้ไทมักจะเป็นพยางค์อย่างง่าย ดังนี้1) เมื่อประสมด้วยสระเสียงยาว พยางค์อาจประกอบด้วยพยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์ โดยจะมีพยัญชนะตัวสะกดหรือไม่ก็ได้2) เมื่อมีสระเสียงสั้น พยางค์ประกอบด้วยพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และพยัญชนะตัวสะกดลักษณะเด่นของภาษาผู้ไทภาษาผู้ใทมีลักษณะเด่นดังนี้ (วิกิพีเดีย, ออนไลน์)1. พยัญชนะ \"ข ฆ\" /k/ ในภาษาไทยและลาว - อีสานบางคำ ออกเสียงเป็น ห ฮ /h/เช่นภาษาไทยภาษาผู้ไทยภาษาไทยภาษาผู้ไทยภาษาไทยภาษาผู้ไทยภาษาไทยภาษาผู้ไทยภาษาไทยภาษาผู้ไทยแขน แหน เข็ม เห็ม ขัน (ขันน๊อต)หัน ขา หา ของ หองขน หน เข้า เห้า ขอด ฮอด ขอน (ขอนไม้)หอน ขึ้น หึ้นฆ่า ฮ่า ขาด หาด เขี้ยว (ฟัน)แห้ว ขัดข้อง(ยุ่งเหยิง)ห้อง ข้อ ห้อขาย หาย เขา(สัตว์)เหา เขียว แหว ขาว หาว
1242. เสียงสระ \"ใ\" ออกเสียงเป็น \"เออ\" และสระ \"ไ\" บางคำก็ออกเสียงเป็น \"เออ\" เช่นภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทใกล้ เค่อ ไหน เซอ กะเลอใต้ เต้อ ใช้ เซ้อ ใน เนอ ใจ เจ๋อ ใหม่ เม่อ ไต เต๋อ ใส่ เส่อ ให้ เห้อใคร (ไผ\"ลาว\")เพอ ใหญ่ เญ่อ บวม (ไค่\"ลาว\")เค่อ ใบ เบ๋อ3. ภาษาผู้ไทไม่มีสระผสม เอือ อัว เอีย ใช้แต่เพียงสระเดี่ยว เช่นเดียวกับภาษาไทลื้อ ไทขืน เช่นภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทเขียด เขดเขวดเรือ เฮอ เรียน เฮน บ่วง (ช้อน)โบ่ง ม่วน โม่นเกวียน เก๋วนกะแทะสวน โสน เขี่ย เข่ เลี้ยว เล้ว เมีย เบเหยียบ เหยบ เงื่อน เงิ่น เปื้อน เปิ้น หนวด โดด ผัว โผ4. คำที่ใช้สระเสียงยาวและสะกดด้วย \"ก\" จะเปลี่ยนเป็นสระเสียงสั้น ไม่ออกเสียง \"ก\" เช่นเดียวกับภาษาไทถิ่นใต้ฝั่งตะวันตก และภาษาไทดำ ไทขาว พวน เช่นภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทลูก ลุ บอก เบ๊าะ แตก แต๊ะ ตอก เต๊าะ ลอก เลาะ ลู่นลวก โหล๊ะ หนอก เน๊าะ ยาก ญ๊ะ ฟากฝั่งฟ๊ะ หลีก ลิ
125ปีก ปิ ราก(ไม้)ฮะ กาก ก๊ะ อยาก เยอะ เลือก เลอะน้ำเมือก น้ำเบอะน้ำมูก ขี้มุ ผูก พุ หยอก เย๊าะ หมอก เม๊าะดอกไม้ เด๊าะไม้ศอก เซาะ(แหน)หนวก โด๊ะ (หูโด๊ะถูก ทึ ปลูก ปุปลวก โป๊ะหูก (ทอผ้า)หุ5. ภาษาผู้ไทใช้คำที่แสดงถึงการปฏิเสธว่า มีหมี่ หรือเมื่อพูดเร็วก็จะออกเสียงเป็น มิ เช่นเดียวกับภาษาไทยโบราณ ภาษาจ้วง และภาษาลื้อบางแห่ง เช่นภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทภาษาไทยภาษา ผู้ไทไม่ได้ มิได้ ไม่บอกมิเบ๊าะ ไม่รู้ มิฮู้มิฮู้จัก มิจักไม่เห็น มิเห็น ไม่พูดไม่จามิเว้า มิจาไม่ไป มิไป ไม่เข้าใจมิเฮ้าเจ๋อ6. คำถามจะใช้แตกต่างจากภาษาไทยดังนี้อะไร = เผอ ผะเหลอ/ ผิเหลอเป็นอะไร = เป๋นเผอ/ เป๋นผิเหลอทำไม = เอ็ดเผอไหน = เซอ/ กะเลออันไหน = อันเลอใคร = เพอ ผู้เลอ
126เท่าไหร่ แค่ไหน = ท่อเลอ/ ฮาวเลออย่างไร = แนวเลอทำยังไง = เอ็ดแนวเลอเมื่อไหร่ = บาดเลอ/ ญามเลอ/ มื้อเลอไหม หรือปล่าว = เบาะ/ ยูเบาะ/ ยูติ๊ล่ะ = เด๋7. คำว่า จัก หรือ จะ ในภาษาไทย ภาษาผู้ไทจะใช้คำว่า หละ เช่นเธอจะไปไหน = เจ้าหละไปกะเลอฉันกำลังจะพูด = ข้อยทมหละเว้าคุณจะกลับกี่โมง = เจ้าหละเบอญามเลอเขาจะคุยกันเรื่องอะไร = เขาหละโสเล้เด๋วเลิ่งเผอ8. บางคำมีการออกเสียงต่างจากภาษาไทย ดังนี้ 1) ค เป็น ซ เช่น คง = ซง (ซงเบิ่งหละมิเป็นท่า) ครก = ซก (ซกมองตำเข้า) 2) ด เป็น ล เช่น สะดุ้ง (เครื่องมือ หาปลาชนิดหนึ่ง) = จะลุ้ง 3) อะ เป็น เอะ เช่น มัน (หัวมัน) = โหเบ็น/ โหเม็น มันแกว = เบ็นเพา/ โหเอ็น มันเทศ = เบ็นแกว 4) เอะ เป็น อิ เช่น เล่น = ดิ้น/ ลิ้น เด็กน้อย=ดิ๊กน้อย เหล็กไล (ตะปู) = ลิ๊กไล
1275) เอีย เป็น แอ เอ เช่น เหี่ยว = แฮ่ว เขี้ยว = แฮ้ว เหี่ยว = แหลว เตี้ย = เต้ เลีย = เล เรียง = เลง/ เฮง เขียง = เขง/ เหง เที่ยว = เท่ว /ไปลิ้น เหลียว = เหลว 6) สระเสียงสั้นในภาษาไทยบางคำกลายเป็นสระเสียงยาวในภาษาผู้ไท เช่น ลิง = ลีง ก้อนหิน = มะขี้หีน กลิ้ง = กะลี้ง /กะลิ้งกิ้งเกอก ผิงไฟ = ฝีงไฟ หลุด = หลูด ปิ้ง = ปี้ง (ปิ้งป๋า) 7) อิ เป็น อึ เช่น กลิ่น = กึ่น คิด = คึด/ฮึด (คึดฮอด)9. คำเฉพาะถิ่น เป็นคำที่มีใช้เฉพาะในภาษาผู้ไท และอาจมีใช้ร่วมกับภาษาอื่นที่เคยมีวัฒนธรรมร่วมกัน เช่นดวงตะวัน = ตะเง็น ขี้โก๊ ดวงเดือน = เดิ๋น/ อีเกิ้งประตูหน้าต่าง = ตู่บอง/ ปะตู่บอง/ ป่องเย่ม ขี้โม้ = ขี้จะหาวขึ้นรา = ตึกเหนา น้ำหม่าข้าว = น้ำโม๊ะ
128สวย = ซับเพิ้ง ตระหนี่ ขี้เหนียว = ขี้ถี่/ อีด/ ขี้อีด ประหยัด = ติ้กไต้/ ตั๊กไต้ (ขี้ตักมักได๊) หัวเข่า = โหโค่ยลูกอัณฑะ = มะขะหำ/ หำ/ มะหำ หัวใจ = เจ๋อ/ โหเจ๋อหน้าอก = เอิ๊ก/ อ๋าง สีข้าง = ตาบอ๋างเหงือก = เฮ๊อะ ตาตุ่ม = ปอเผอะ/ ปอมเผอะท้ายทอย = ง่อนด้น/ กะด้น หน้าผาก = หน้าแด่น/ หน้าผะเอว = โซ่ง/ กะโท้ย/ แอ๋ว ถ่านก่อไฟ = ก่อมี่/ ขี้ก่อมี่พูดคุย,สนทนา = แอ่น/ เว้าจ๋า เกลี้ยกล่อม = โญะ/ เญ๊าหัน = ปิ่น/ งวาก/ (ภาษาลาวว่า งวก) หันมา = อวาย/ ว้าย (ภาษาลาวว่า อ่วย)ขอร้อง วิงวอน = แอ่ว/ แอบ กันนักกันหนา = กะดักกะด้อมาก ยิ่ง = แฮง/ กะดัก-กะด้อ/ หลาย/ ดิบมุ ดิบมะไม่ใช่ = มิแม่นจริง = เพิ้ง/ แท้/ อีหลี นึกว่า = ตื่อหวะ/ กะเด๋วหวะ/ เด๋วหวะ/ คึด หวะพะวงใจ = ง้อ/ คึดง้อ อุทานไม่พอใจ = เยอ! เยอะ!ไปโดยไม่หันกลับมา = ไปกิ่นๆ/ ไปกี่ดี่ๆ สั้น = กิ๊ด/ ขิ้นยาว = ญ๊าว/ สาง ปิด = อัด/ ฮี/ กึด/ งับเปิด = ไข/ อ้า อวด = โอด/ เอ้ขวด = โขด ถั่ว = โถ่/ มะโถ่ถั่วฝักยาว = โถ่ฟั้กญ๊าว กระดุม = มะติ่งตุ้มหู = ด๊อก/ ต๊างหู/ ขจร ถุงย่าม = ถงก่อไฟ = ดังไฟ เกลือ = เก๋อมะเขือ = มะเขอ โรงเรียน = โลงเลน/ โฮงเฮนเรือน = เฮิน กล้วย = โก้ยใบไม้ = เบ๋อไม้ ใบตองกล้วย = เบ๋อต๋องโก้ยกุ้ง = จุ้ง มุ้ง = สุ้ด
129วิ่ง = แล่น/ เต้น ทับ = เต็งกดไว้ = เญ๊นไว้/ เต็งไว้ เทน้ำ = เถาะน้ำ/ เหญ้นน้ำคว่ำ = ว่ำ กลับบ้าน = เบอบ้าน/ เบอเฮินรอคอย = คอง/ ถ้า ล้างหน้า = โส่ยหน้าปวดหัว = เจ๊บโห ปลาไหล = เหย่น/ ป๋าเหย่นไส้เดือน = ไส้เดิ๋น/ ขี้กะเดิ๋น ผีเสื้อ = แมงกะเบ้อเหนือ (ทิศ) = เหนอ อยู่บน = อยู๋เทิงเสื้อ = เส้อ โกหก = ขี้โต๊ะมองไม่เห็น (มืด) = มิเห็นฮุ่ง ค้างคาว = บิ้งสั่น (หนาว)= เส่น ข้าวโพด = มะสาลีผด ผื่น = หมืน เหนียว = เน๋วข้าวเหนียว = เข้าเน๋ว ลื่น = มื่น ลื่นล้ม = ผะลาด ขึ้นต้นไม้ = หึ้นก๊กไม้/ บื๋นก๊กไม้ไม้กวาด = ไม้ญองปัด/ ไม้ฟอย สะพาน = โขสงสาร = เยอะดู๋ ซื่อบื้อ/ โง่ = เบ้อ/ ขี้เบ้อนาน = เหิง หมวก = โบก (สบโบก)สุกงอม (ผลไม้) = คุ/ อิ้ม (คุทิ่มเบิด) โกรธ โมโห = ฮ้ายตัวอย่างคำศัพท์ภาษาภูไทคำศัพท์ภาษาภูไทที่นำเสนอต่อไปนี้นำมาและดัดแปลงจากเว็บไซต์ของบ้านหนองบัวสร้าง ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร รวบรวมโดยเพชรภู ไท (ออนไลน์) ซึ่งได้ดัดแปลงคำศัพท์และการการออกให้เป็นสำเนียงของชาวผู้ไทบ้านโพนสวางพูดกัน คำพูด คำแปล คำพูด คำแปลหมวด กโก๋ง ห้องในบ้าน โก๋งโส้ม ห้องนอนเกอ เกลือ กะโพด กะโพดกะดาย = เกินไปกินดอง แต่งงาน โกนไม้ โพรงไม้
130โกนจื่อวื้อ โพรงไม้มืดอึมครึม เกิบ รองเท้า (ปดเกิบ = ถอดรองเท้า)ก้นขี้ทั่ง ก้นกระแทกพื้น ก้น โต้น ก้นใหญ่ สะโพกใหญ่กะโบ๋ม ที่สำหรับรอง หย่งข้าวเหนียวนึ่งกระโต๊ก ถาดรองกินข้าวโก๋ม ครอบ เช่น ยืนโก๋มโห=ยืนคร่อมศรีษะโก่งโก๊ะ ลักษณะยืนเอามือจับเข่าก่อจ่อ ลักษณะนั่งห่อตัว โกโด่ ลักษณะของที่ยาวยื่นออกมา กืกสืก ตาแดงกืกสืก เก่อย ตักออก เช่น เก่อยน้ำเอ๊าะจ๊ะคุ (ถัง)ก่อซ่อ ลักษณะอาการนั่งจับเจ่า หมดอาลัยกะโบ๋ย ภาชนะตักน้ำกิน ทำด้วยกะลามะพร้าวกะด้อกะเด้ จริงๆ เกินไปหมวด ขโข สะพาน ขี้เก้ม จิ้งจกขี้ซีก บริเวณที่มีน้ำทิ้งเสียไหลมารวมกัน จนกลายเป็นน้ำครำเฉอะแฉะขี้กะบอง ขี้ไต้ ทำจากยางไม้ผสมกับไม้ผุแข่ว (แห้ว) ฟัน เช่น หนูคนนี้ฟันหลอ(แห้วว่อง) น่ารักเซียวข่อย ฉัน ข้าพเจ้าขี้กะปอม กิ้งก่า อยู่ตามต้นไม้ ขี้โต๊ะ โกหก ไม่เป็นความจริงขี้ข้อย/ ขี้ข้า ทาษ ผู้รับใช้ โข้เข้าไหม้ คั่วข้าวสารให้ไหม้แล้วนำมาตำให้ละเอียดเพื่อปรุงรส เช่นใส่ในลาบให้มีกลิ่นหอมข่วยหย่วย กระโดดข้าม ขะล้อขะแล้ สิ่งของเล็กๆ แต่มีหลายอันเข้าโข้ ข้าวคั่ว เข้าเบ๋อ ข้าวสารแช่น้ำแล้วโขลกให้ละเอียดขุ๋ย รังแมลงหรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินเช่น ขุ๋ยจุดจี่ ขุ๋ยมดเขน เขียน เขนหนังสือ = เขียนหนังสือเข้าเปะ ข้าวต้ม โขง ดื้อรั้นผิดมนุษย์
131หมวด คคะลำ ผิด บาป กรรม สิ่งใดทำแล้วผิดคึดฮอด คิดถึงคันญู ร่ม คั๊ก อะไรที่ลงตัว เหมาะ ดี สนุกคิ่งนิ่ง ตรง ซื่อคิ่งนิ่ง = ตรงลิ่ว คะลน คน (กริยา) คนให้ทั่วหมวดอักษร งโง่ย ล้ม เช่น ต้นไม้ล้ม งึด อัศจรรย์หมวดอักษร จโจก แก้วน้ำใบใหญ่ จะเอิ๋ง ถ้วยรูปคล้ายครกแต่เล็กกว่าจ้อง ร่ม จ๋อง ทัพพีจอก แก้วน้ำใบเล็ก จักแหล๋ว ไม่รู้ ไม่ทราบจ่ง แบ่งเอาไว้ เช่น แบ่งอาหารไว้ให้จ่างป่าง สว่าง โล่ง เช่น ท้องฟ้าจ่างป่างแจ่งแป่ง ใช้คู่กับจ่างป่าง เป็นคำสร้อย จิ่งปิ่ง รูขนาดเล็ก ฮูจิ่งปิ่ง ถ้ารูขนาดใหญ่เรียกว่า ฮูจึ่งปึ่งจังซั้น/ เอาแนวนี้ เอาอย่างนั้น จังซี้=เอาอย่างนี้โจ่งโป่ง เป็นรูขนาดใหญ่ ทะลุตลอด เรียกว่าฮูโจ่งโป่ง (จุ๊ = จัดฟืนให้เป็นระบบ)จ๊ดป๊ด พูดห้วนๆ สั้นๆ แบบมะนาวไม่มีน้ำโจงโล่ง แกงหรือแจ่วที่ใส่น้ำมากเกินไปจักเว้าผิเหลอ ไม่รู้พูดอะไร จังสั้นแหล่ว อย่างนั้นหละ ถูกต้องแล้ว เห็นด้วยเจอฮาด ใจขาดหมวดอักษร ซซูน สัมผัส เช่น ยาซูนคิง อย่าสัมผัสร่างกายซัง เกลียดแซบ อร่อย ซักขะญอก เต้น เต้นไม่เป็นจักหวะ
132ซุกหรือ ญู้ ผลัก ดัน ซาน บ้านสมัยก่อน มีซานยื่นออกมาที่สำหรับนั่งเล่น พักผ่อนซอด ทะลุ ซอดปุ๊ด=ทะลุปุโป่ง เซ๊าะ ศอกเซ่อ ใส่ เซ่อส้ง=ใส่กางเกงหมวดอักษร ดดน/ เหงิง นาน หรือ บ่ดน แปลว่า ไม่นานเดิ่น ลานกว้างด้น ท่อน ด้นฟืน = ดุ้นฟืนหมวดอักษร ตเตง เตียง ที่นอน ตำอิดตำก่อ ครั้งแรก เริ่มต้นเต๋ง (ไว้) ทับ (ไว้) โต้น ใหญ่ นมโต้น = นมใหญ่ต๋กกะเทิน เลยตามเลย ไหนๆ ก็ไหนแล้วหมวดอักษร ถเถิง ฮอด ถึง เช่น ส่งหนังสือไปถึง คึดฮอดเถงนา ที่อยู่อาศัยของชาวนา ในขณะทำนาเถง โต้วาที ไม่ยอมใครง่ายๆ เถาะ เท ริน เถาะน้ำเส่อกะบั้ง = น้ำใส่กระบอกไม้ไผ่หมวดอักษร ทเทิง บน เช่น เทิงเฮือน = บนบ้านไท ชาว หรือผู้คน เช่น ไทยบ้าน =ชาวบ้านทึ ถูกต้อง เท่อ ครั้ง จำนวนครั้งที่ทำท่ง ที่ลานโล่ง ท่งนา = ทุ่งนาหมวดอักษร นนำแน่ ทำอะไรก็ทำด้วย ไปนำแน่= ไปด้วยคนนอนขว่าง นอนกลิ้งไปมานอนเว็น นอนกลางวัน นักขี่ไก่เหนม จักกะจี้โน่ย ผล ลูก มะโม่งโน่ยหนึ่ง =มะม่วง ๑ ลูกนั่งเต็ง นั่งทับ
133นิ้ง ต่างคนต่างโยนให้กัน ไม่มีใครยอมรับ เกี่ยงกันโน เข้มข้น เช่นน้ำยาขนมจีนโนอีหลีเน๊าะ อยู่นอก เช่น เพออยู่เนาะ ผีเลาะมาหยามหมวดอักษร บโบ่ง ซ้อน บ่ฮู้(มิฮู้) ไม่รู้ ไม่ทราบบ้าหำ ไอ้หนู พูดกับเด็กผู้น่ารัก บ้าคำ พูดกับลูกอันเป็นที่รักยิ่งของเราบ่าว ชายหนุ่มในหมู่บ้าน ยังไม่ได้แต่งงานมิเป็นเผอเด๊าะ ไม่เป็นอะไรหรอกเบิ่ง มอง ดู บ่าวแวง หนุ่มน้อยหมวดอักษร ปปะตูบ่อง หน้าต่าง เป็นตาโห น่าหัวเราะโป่ง ไปเรื่อยๆ ไม้ได้สติหมวดอักษร ผผะโล แกล้ง โผ๋ ผัว สามีผ่อย หักง่าย ขาดง่าย ผักโบ่ ต้นหอมผีลึก ผะลึก ไม่ธรรมดา วิเศษ ผิเหลอ อะไร เช่น เฮ็ดผิเหลอ =ทำอะไรหมวดอักษร พโพ๊ะ เพ๊าะ พ่อ หรือ ตา โพด เกินไปเพอ ใคร เพอหละไปนำแน่= ใครจะไปด้วยพ้อ พบ พบเห็น เจอแล้วหมวดอักษร ฟฟอย (ไม้) ไม้กวาด ฟ้าว รีบเร่งเฟอ คลอเคลีย เฟ่อ เผื่อหมวดอักษร มมะเขอเคอ มะเขือเทศ เม (เบ) เมีย ภรรยาแม่ญิง แม่ญ่าแม่ญิง หมายถึง ผู้หญิงมอกลอก หน้าตามัวหมอง หรือใช้แป้งทาหน้าจนขาว
134ม้าง ทำลาย รื้อถอน ม้างเฮือน = รื้อถอนบ้านเมอ เบอ ไป เช่น เมอนา = ไปนามิดแหม๋ว เสียงแผ่วเบา จนแทบไม่ได้ยินโบก หมวก เอาโบกมาเฮ้อแน่ เอาหมวกมาให้ด้วยมัก ชอบ ข่อยมักเจ้า = ฉันรักเธอแมงจีโปม สัตว์ตระกูลจิ้งหรีด ตัวสีน้ำตาล ตัวโตแมงจีนาย เหมือนจีป่ม สีน้ำตาลตัวเล็ก เสียงแหลมแมงจีล่อ เหมือนจีป่ม บางแห่งเรียกจีป่มโบ่น สนุกสนาน มะมี้ ขนุนมะเคบ น้อยหน่า มะฮุ่ง มะละกอมื่น ลื่นล้ม เช่น ระวังมื่นเด้อ มะเลยเกยเกิ๊ก ว่าจะทำสิ่งนี้ แต่ทำสิ่งอื่นไปเรื่อยๆ จนลืมมะขิด พริก มะโม่ง (มะโบ่ง) มะม่วงแม่นเผอ มีอะไรหรือเปล่า ม้ม หลุด พ้น ผ่านพ้น เช่น เพิ่นมิม้มเฮามิเป็นผะเหลอ ไม่เป็นไร มะสะลี ข้าวโพดมิเคิ้น (นำ) ไม่สน (ใจ) มิฮาว ไม่เท่ามะแบ้น อวัยวะเพศชาย แมงกะเบ้อ แมงผีเสื้อ ตัวเล็กแม่นผิเหลอ อะไร แม่นบ้อ ใช่ไหม มิแม่น ไม่ไช่ มาตั้งแต่มื้อเลอ มาตั้งแต่เมื่อไหร่หมวดอักษร ยเย่อ (เญ่อ) ใหญ่ มะโมเย่อ = แต่งโมลูกใหญ่ย๊าน กลัว ย๊านผี๋= กลัวผีเยอะโห อยากหัวเราะ ย่าง (ญ่าง) เดินเยบ เยียบ หมวดอักษร ลลุหล้า ลูกคนสุดท้อง ละไปกะเลอ จะไปไหนลุ กก ลูกคนโต เลอะตั้ง เลือกตั้งล่นโจ้น ล้อนจ้อน = เปือยกายล้อนจ้อน(ผี) เล๊าะ (ญ่าง) เลาะหลอก (ผีหลอก) หรือเดินเลาะเลียบ
135หมวดอักษร วเว้า พูด เว๊ะ งาน เช่นได้เว๊ะ = ได้งานหมวดอักษร สสะออน ยินดีเมื่อคนอื่นได้ดีพอใจติดใจสูน โกรธมาก โมโหจนลมออกหูเส่ว สหาย มิตร เพื่อน โส่ง (ซ่ง) กางเกงสึงหลึง อาการนั่งนิ่งเหมือนคนหมดสติ หรือใจลอยสะก่อน สักนิด รอก่อนสะเล่า เข่ยาหมวดอักษร หแห้ม ตัวร้อน เป็นไข้ เห้า เข้า เห้าไป๋เนอห้อง = เข้าไปในห้องหยะ (ญะ) ยาก ยุ่งยาก หำต่ง หำใหญ่ ห้ง น้ำขัง ฝนตกลงมาแล้วน้ำขัง เรียกว่า ห้งหงำ บัง ข่ม เขาหล่อจนหงำเรา ต้นไม้บังแดดหลายเติบ มากพอสมควร เหิ่ม ห่าม ผลไม้ห่าม เรียกว่า เหิ่มหยุ๋ม (ญุ๋ม) หยิบเอาสิ่งของทั้งห้านิ้ว หรือเด็กหยุ๋มกันหมายถึงเด็กใช้มือข่วนกันหนหวย รำคาญเหิงเติบ นานพอสมควรหมวดอักษร ออีหลี๋ จริงๆ เอิ้ย อ้าย พี่สาว พี่ชายเอิ้น/ ฮ้อง เรียก ป่าวร้อง เช่น เพิ่นบ่เอิ้นอย่าขานโอ้อ่าว คำนึงถึง คิดถึง โอ้อ่าวหา โอดโปด ลักษณะสิ่งของที่ติดอยู่ มีขนาดใหญ่ เช่น ขี้ตมติดโอดโปดอยู่บนหัว หรือคนนั่งโอดโปด อยู่บนเถียงนาโอ๋ ขันตักน้ำ อนโอ ว่นวาย รบกวน สับสน