136อ่อนซอน สวยแท้ งามแท้ อ่อนต้อน สิ่งของที่คอนไปเป็นห่อขนาดเล็กโอ่นโต้น สิ่งของที่คอนไปเป็นห่อขนาดใหญ่อ่อม แกงชนิดหนึ่ง เช่น อ่อมปลา อ่อมกบอั่ง แออัด ผู้คนแออัดแทบเดินไม่ได้อุกอั่ง ทุกข์ใจ ไม่สบายใจแอดแปด ลักษณะสิ่งของที่ติดอยู่ มีขนาดเล็ก เช่น ขี้ตมติดแอดแปดอยู่หลังควายอ้อ คาถา คนมีอ้อ หมายถึงคนมีคาถาอ่ง ถือตัว ไม่ยอมพูดกับใคร หรือ หยิ่งอ่งล่ง ลักษณะลอยไปตามน้ำ เรียกว่าลอยอ่งล่งโอ่ย หันหลังกลับ เอาะป๊ะ ยอมสารภาพเอาะกำ ออกไฟ หญิงหลังออกลูกจะอยู่ไฟโอยโล่ย อวบอั่น รูปร่างโอยโล่ยอึ่งลึ่ง ท้องป่อง เช่น ท้องไข่อึ่งลึ่ง อือคื้อ ครึ้ม ดำ เช่น มืดอือคื้ออุ๋กอั่ง คับแค้นใจ อูด รมควันแอ่ว วอนขอ อ้อนวอน อีเกิ้ง ดวงจันทร์หมวดอักษร ฮโฮม รวม ชุมนุม มาโฮมกัน = มารวมกันฮอด ถึง/ ฮอดแล้ว = ถึงแล้วเฮ็ดตั่งติ แกล้ง เช่น เฮ็ดตั้งติตาย = แกล้งทำท่าตายเฮ็ดหยัง (เอิดเผอ) ทำอะไรฮัก รัก เช่น ฮักเจ้าหลายๆ ฮ้าย ดุ,ร้าย หรือ ขี้เหร่ฮน กังวล เช่น อย่าฮนหลาย =อย่ากังวลเฮน เรียน/ เฮนหนังสือ = เรียนหนังสือเฮา เรา หรือตัวเรา ฮอด ถึง ฮอดแล้ว=ถึงแล้วแฮม แรม ข้างแฮม = ข้างแรม แฮดคอ แสบคอฮะ เซอะควายฮะ= เชือกควายถู ฮะ อาเจียน เยอะฮะ= มีอาการอาเจียน
137ฮีต คอง จารีต กฎ ระเบียบ ฮอย รอย เช่น รอยเท้า หรือเจริญรอยตามฮ่อง ร่อง ร่องน้ำไหล ฮั่งมี มั่งมี ร่ำรวยฮ่ำเพิง ใส่ใจ ระมัดระวัง ฮาน ราน หรือตัด รอน เช่น ฮานง่าไม้ หมายความว่า ตัดกิ่งไม้ฮาบ เรียบ เสมอกัน ฮาม ข้ามไป เช่นไถนาฮามฮ้าง ร้าง ชำรุด บ้านฮ้าง =บ้านร้างฮาง ราง ฮางน้ำ = รางน้ำฮ่ำฮอน คิดถึง ระลึกถึง ฮึม ชื้นแฉะฮู้ ว่านอนสอนง่าย รู้จักความ ฮู้เม่อคิง รู้สึกตัว (ร้อน)ฮู รู ฮูกะปู = รูกะปู ฮีบ ฮิบ รีบ/ ฮีบฟ้าว = รีบร้อนฮีต รีดให้ยาวออกไป หรือ รีดให้แบนฮก รก รุงรัง วางไม่เป็นระบบฮงๆ ใส ใสโฮงๆ = สว่างไสว ฮน รีบร้อน ฮอม จวน เกือบ เช่น ดำนาฮอมสิแล้วหมายความว่า ดำนาใกล้เสร็จฮิง รัด รัดให้แน่นแฮะเส่ว ผูกมิตร ไฮ ไทร กกไฮ=ต้นไทรฮีนฮีน แสงริบหรี่ตัวอย่างคำศัพท์หรือวลีในภาษาภูไทพร้อมคำแปลและตัวอย่างการใช้งานกันในชีวิตประจำวัน คำศัพท์เรียกคนในครอบครัวอิแม๊ะ แปลว่า แม่อิเพ๊าะ แปลว่า พ่ออีเพ๊าะเฒ่า / อีเพ๊าะโซ๊น แปลว่า ปู่ทวด หรือ ตาทวดอีแม๊ะเฒ่า / อีแม๊ะโซ๊น แปลว่า ย่าทวด หรือ ยายทวด
138ลุ แปลว่า ลูกลุสาว แปลว่า ลูกสาวลุเขย แปลว่า ลูกเขยลุเพ้อ แปลว่า ลูกสะใภ้หล่านเขย แปลว่า หลานเขยหล่านเพ้อ แปลว่า หลานสะใภ้เอ้ย แปล่ว พี่สาวอ้ายเขย แปลว่า พี่เขยคำศัพท์เกี่ยวกับผลไม้มะโบ่ง แปลว่า มะม่วงมะสีด๋า แปลว่า ฝรั่งมะหามแป๋ แปลว่า มะขามเทศมะเก๊ง แปลว่า ส้มโอมะนัด แปลว่า สัปปะรดมะมี้ แปลว่า ขนุนมะกะทัน แปลว่า พุทราคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสารทั่วไปผะเหล๋อ/ผิเหลอ แปลว่า อะไรเอ็ดเผอยู่แปลว่า ทำอะไรอยู่ขี้โต๊ะ แปลว่า โกหกญามาญะนำ แปลว่า อย่ามายุ่ง/ อย่ามาวุ่นวายด้วยซ้บกะด้อ แปลว่า สวยจริง ๆไปเผอมา/มาแต่กะเลอ แปลว่า ไปไหนมาเม่ยถ้าแล้ว แปลว่า รอนานแล้ว เหนื่อยที่จะรอแล้วกินข้าวละเบาะ แปลว่า กินข้าวหรือยัง
139เม่ยอยู่เบาะ แปลว่า เหนื่อยไหมเสเจ๋อหลาย แปลว่า เสียใจมากปะไปเท่ว แปลว่า ไปเที่ยวกันกินข้าวกับผะเหล๋อ/กินข้าวกับผิเหล๋อ แปลว่า กินข้าวกับอะไรม่วนอยู่เบาะ แปลว่า สนุกไหมข้อยมักเจ้าเด้อ แปลว่า ฉันรักคุณนะหมู่เจ้า แปลว่า พวกเธอญาคึดหลาย แปลว่า อย่าคิดมากเป๋นเผอหลายอยู่เบาะ แปลว่า เป็นอะไรมากไหมมิสำบ๋ายโตน้อยนึง แปลว่า ไม่สบายตัวนิดหน่อยเห้อยืมเงินแน่แปลว่า ยืมเงินหน่อยกันกะอึดคือเด๋ว แปลว่า ฉันก็จนไม่มีตังค์เหมือนกันเอ็ดงานเผออยู่ แปลว่า ทำงานอะไรอยู่มิเป็นเผอเด๊าะ แปลว่า ไม่เป็นอะไรหรอกเหิงแทะ แปลว่า นานจังไดเด๊าะ แปลว่า ว่างเปล่าเห้อเอ็ดแนวเลอ แปลว่า จะให้ทำแบบไหนเซ่อเจ๋อข้อยแน่แปลว่า ใส่ใจเราบ้างญาเนาะเจ๋อเด้อ แปลว่า ห้ามนอกใจคึดฮอดเจ๋อละฮาด แปลว่า คิดถึงมาก ๆพอฮาวนี้ แปลว่า พอเท่านี้พอซำนี้ แปลว่า พอแค่นี้ ได้แค่นี้กะญ่าเด๊าะ แปลว่า ไม่เป็นไร ก็ช่างเถอะเบาะแล้วมิจื่อ แปลว่า บอกแล้วไม่จำหมานอยู่เบาะ แปลว่า โชคดีไหม โชคเข้าข้างไหม
140ตัดเจ๋อ แปลว่า ตัดใจเยอะฮ้ายเด้ แปลว่า โมโหมักเด๋วเจ๋อเด๋ว แปลว่า รักเดียวใจเดียวปะเบอเฮือน แปลว่า กลับบ้านกันเถอะทักมากะดี๋เจ๋อละ แปลว่า ทักมาก็ดีใจแล้วขืนตาผู้ลังคน แปลว่า ไม่ชอบใครบางคน เหม็นขี้หน้าใครบางคนซอมเบิ่งอยู่เด้อ แปลว่า แอบมองอยู่นะเว้าเผอเด๋ว แปลว่า พูดอะไรกันได้เพอแน่แปลว่า มีใครบ้างไป๋ทางเลอ แปลว่า ไปทางไหนจั๋กไป๋เผอ แปลว่า ไม่รู้ไปไหนกับไฟ แปลว่า ไม้ขีดคันญู/ จ้อง แปลว่า ร่มคุ แปลว่า ถังตักน้ำขันมะ แปลว่า ขันหมากคึด แปลว่า คิดไฮ้แปลว่า ร้องไห้เว้า แปลว่า พูดเอ็ดเวะ แปลว่า ทำงานญ่าง แปลว่า เดินแล่น แปลว่า วิ่งลิ่น/ ดิ้น แปลว่า เล่นปิด/ อัด/ กึ่ด แปลว่า ปิดเจ้ามาต๋ากะเลอ แปลว่า คุณมาจากไหนเจ้าคือซับแท้ แปลว่า คุณสวยมาก
141เอ๋ามาพี้ แปลว่า เอามานี่เจ้าคือเว้าโม่นแถ่ะ แปลว่า คุณพูดเพราะมากภาษาผู้ไทโบราณนอกจากนี้ยังมีคำบางคำชื่งเป็นภาษาผู้ไทโบราณ หรือคำที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยหรืออาจเคยได้ยินแต่ไม่รู้ความหมายที่แน่ชัด และคำบางคำอาจแปลความหมายได้หลายอย่าง เช่น (ชัชวาล จันทรเสนา, 31} 2554)ภาษาผู้ไท ภาษาไทยกลาง ตัวอย่างการใช้งานเงอด ยก, ซา เงอดค้อนฮื้น , เฮอฝนเงอดก่อนจะเอิง คล้ายครกแต่เล็กกว่าอิเลิ้ง กะละมังเถ่อะ ระวังฮะ อาเจียน, ถู, ราก เยอะฮะแถ่ะ,ยามาฮะกู, ฮะมะขามโส้ม ห้องนอนกิ๋นกะพะ กินแต่กับ ไม่กินข้าวเส็ง แข่งขัน เอากองมาเส็งเดวซ่งหาล่าง กางเกงขายาวแพตาโล้ ผ้าขาวม้าถาน ส้วมค่อยต้อย กินอย่างประหยัดปะตูบ่อง หน้าต่างแห้ม ตัวร้อนเป็นไข้จอง ทัพพีเกิ่อย ตักออก เกิ่อยน้ำเอ๊าะจะโองผะโล รู้แต่ไม่ทำ ประชดเฟอ คลอเคลีย
142ไม้ยองปัด ไม้กวาดกึด ปิด กึดฝาหม้อไว้แหน่เบี้ยง หลบ, อาหารชนิดหนึ่ง เบี้ยงเอาะแหน่, ตำเบี้ยงบ่แผ๊ะ มีมาก, เยอะแยะเลว (เด๋ว) เถียง, สู้ ญามาเลวผุเญ๋อ, ละไปเลวเสอกทางเลอเหงิบ เหม่อ, ไม่ระวังขะแนม ขอ, ขอแต่,ขอร้อง ขะแนมญาเว้าเซอะ เชือก, ซาวข้าว เซอะควาย, เซอะเข้าเซ่อโมยเจ่ อุ้มปะไล้ หลบ ปะไล้แอว, ขี้กะปอมปะไล้หนีแพ้ ชนะ ไก่มึงมันมีแพ้เขานาบ ออดอ้อน ออเซาะคุ่ย สมบูรณ์, แตดออก ลุเพอคือคุ่ยแท้เขวียด เขียดขะขวิด พริกขะโด้ กวด, รบกวน เฮ้อมันนอนซะก่อน อย่าฟ้าว ขะโดมันเห่ หายนอนอาดลาด นอนเยียดยาวไม่กระดุกกระดิกเอ็ดบาล่า อยู่เฉยๆ ไม่ตอบสนองอะไรผ้าแพมน ผ้าเช็ดหน้าบะลาง สมัยก่อน, เมื่อก่อนเยอะไปคักคือเจอละฮาดอยากไปเหมือนใจจะขาด
143ตำอิด เมื่อก่อนขี้กอมี้ ถ่านไฟขี้หมินหม้อ ผงดำที่ติดก้นหม้อเข้างาย ข้าวเที่ยงภาษาผู้ไทที่นำมาเสนอในที่นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่บางคำก็ไม่ค่อยได้ใช้ และค่อยๆ เลือนหายไป ในการเขียนคำอ่านให้ตรงกับสำเนียงผู้ไทจริงๆ นั้นค่อนข้างจะยากอยู่ อีกประการหนึ่งคือสำเนียงการออกเสียงของผู้ไทแต่ละท้องถิ่นอาจแตกต่างกันไปบ้าง มีคำศัพท์และสำเนียงส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับภาษาอีสานและภาษาไทยกลางมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ได้นำเสนอไว้ในตอนต้นของบทนี้คือ ด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ด้วยการอยู่ร่วมกันมานวันเข้าก็จะมีการผสมผสานด้านภาษาและวัฒนธรรมกันมากขึ้นดังนั้นเยาวชนคนเผ่าผู้ไทรุ่นหลังๆ ต้องช่วยกันอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมผู้ไทนี้ไว้ให้นานคงอยู่สืบไป เป็นผู้ไท เว้าผู้ไท เห้อเจอกล้า อยู่บ้านเฮา เริงร่า กับฮะเหง้า กับไทอื่น เว้าได้ตามเจอเฮา ภาษาเขา ภาษาเพอ เว้าเห้อเป็น ขอเห้อเว้าภาษาถิ่นแผ่นดินแม่ กับผุแก่ แม่เฒ่า เว้าเห้อเห็น เว้าผู้ไทงดงามตามประเด็น ขอเห้อเห็น คุณค่า ภาษาเฮา ดัดแปลงจาก เพชรภู ไท (นามแฝง) (ออนไลน์)-----------------------------------
144บทที่ 7วิถีชีวิตผู้ไทบ้านโพนสวางวิถีชีวิตหมายถึงรูปแบบการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของสังคมหรือวัฒนธรรมที่เข้าใจกันและสืบทอดกันมา วิถีชีวิตของชนเผ่าผู้ไทมีความหลากหลายและเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสภาพภูมิภาคที่แตกต่างกันของท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้มีวิถีชีวิตที่หลากหลายตามลักษณะภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า มีวิถีชีวิตและประเพณีที่เฉพาะเจาะจงของตนเอง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเกี่ยวกับความเชื่อ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน เช่นกิจกรรมหรือพิธีการต่างๆ ตั้งแต่การเกิดจนถึงการตายการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในศตวรรษที่ผ่านมาได้มีผลต่อวิถีชีวิตของชนเผ่าผู้ไทยอีกด้วย เช่นการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การเคลื่อนย้ายของคน ทำให้มีการรวมตัวของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในระดับสากลมากขึ้นการรักษาและส่งผ่านประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรมของชนเผ่าผู้ไทมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นทรัพยากรที่มีค่าและเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศไทย การให้ความสำคัญและการเคารพต่อวิถีชีวิตและประเพณีของชนเผ่าผู้ไทช่วยให้สามารถรักษาความหลากหลายและความเป็นไทยอย่างแท้จริงได้ในอนาคตการตั้งถิ่นฐานของผู้ไทบ้านโพนสวางชาวผู้ไทเมื่อย้ายมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ได้ถูกกำหนดให้ไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เช่นจังหวัดนครพนม มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์ฯ ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะนิยมเลือกพื้นที่เขตที่ห้อมล้อมด้วยภูเขา หรืออยู่ไกล้เขตภูเขาเนื่องจากถิ่นที่อยู่เดิมนั้นเป็นพื้นที่ป่าหรือราบเชิงเขา วิถีชีวิตสัมพันธ์กับการใช้พื้นที่และทรัพยากรจากป่า เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ยังคงพยายามหาพื้นให้คล้ายคลึงกับบ้านเดิมที่จากมาเพื่อตั้งถิ่นฐาน
145ชาวผู้ไทบ้านโพนสวางซึ่งอพยพมาจากบ้านนายูงก็เช่นกัน ผู้นำการอพยพได้พิจารณาเลือกที่ตั้งหมู่บ้านในพื้นที่เป็นเนินสูงเล็กน้อย พื้นที่รอบๆ เป็นที่ราบประกอบด้วยป่าไม้สามารถหักร้างถางพงทำเป็นที่นารอบๆ หมู่บ้าน เหมาะสำหรับเป็นที่อยู่ที่อาศัยและที่ทำมาหากินทิศเหนือของพื้นที่มีลำห้วยขนาดเล็ก “ห้วยเม็ก” ไหลผ่าน ในฤดูน้ำหลาก น้ำก็จะพัดพานำความอุดมสมบูรณ์ของดินมาตกตะกอนทำให้เหมาะแก่การทำไร่ไถนา นอกจากนี้ยังมีปูปลาที่มากับสายน้ำอีกมากมาย ในปัจจุบันห้วยเม็กได้ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ไม่มีสภาพเป็นลำห้วยอีกต่อไปแล้ว ห่างออกไปทางทิศเหนือก็มีคลองเรียกว่า “คลองปุงลิง” ไหลผ่าน ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่อ่างเก็บน้ำคำจวง ภูผาเหล็ก ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำตาดแม่นายซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของอ่างเก็บน้ำคำจวง คลอง ปุงลิงไหลขึ้นมาทางทิศเหนือผ่านพื้นที่ทางการเกษตร ชุมชนบ้านปทุมวาปี อ้อมชุมชนบ้านส่องดาวจากด้านทิศใต้ไปทางทิศตะวันตกและไหลผ่านพื้นที่ทางการเกษตรทิศเหนือของชุมชนบ้านส่องดาว ไปยังพื้นที่ทางทิศเหนือของบ้านโพนสวาง ซึ่งนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชุมชนเช่นกัน ถัดจากห้วยปุงลิงเป็นดงใหญ่เรียกว่า “ดงพระเจ้า” ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปี มีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกัน มีตั้งแต่ไม้ขนาดใหญ่ พันธุ์ไม้ชั้นรองคือพวกไม้กอ และไม้ชั้นล่างจะเป็นพวกปาล์ม ไผ่ ระกำ หวาย เฟิร์น มอส กล้วยไม้ป่าและ เถาวัลย์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่เมื่อก่อนสามารถเข้าไปเก็บของป่า ล่าสัตว์ในป่าธรรมชาติได้ แต่น่าเสียดายที่ในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา ทางราชการอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปจับจองอยู่อาศัยและถากถางเป็นที่ทำกินจนโล่งเตียนไม่มีสภาพเป็น “ดง” อีกแล้ว แต่ยังดีที่ชาวบ้านใช้พื้นที่ปลูกพืชสวน และทำสวนยาง จึงทำให้พอมีพื้นที่สีเขียวอยู่บ้างทางด้านทิศใต้ของพื้นที่ห่างไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเทือกเขาที่สูงเรียกว่า “ภูผาเหล็ก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา ภูพานที่ทอดยาวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก มีความยาวประมาณ 54 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-600 เมตร ภูเขาที่สูงที่สุดในพื้นที่คือ ภูอ่างสอ ที่ระดับความสูง 695 เมตร พื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติภูผา
146เหล็กเป็นแหล่งกำเนิดลำห้วยน้อยใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำสงคราม ลำน้ำยาม ลำน้ำอูน ลักษณะดินโดยทั่วไปเป็นดินร่วนปนทรายตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณและดินลูกรังตามป่าเต็งรัง หินที่พบในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินทราย (สำนักอุทยานแห่งชาติ, ออนไลน์)ทิศตะวันออกเป็นพื้นที่ทางการเกษตรมี“ห้วยบ้านแพง” ไหลผ่าน มีแหล่งต้นน้ำจากหนองเหล่าสร้างแก้ว น้ำตกเก้าชั้น ภูผาเหล็ก ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยบ้านแพง ลำคลองไหลผ่านพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้านปทุมวาปี มาทางทิศตะวันออกของบ้านโพนสวาง ไหลไปบรรจบกับคลองปุงลิงทางทิศเหนือของหมู่บ้านทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการเกษตรของชุมชนบ้านส่องดาวและบ้านปทุมวาปีเป็นทางผ่านของสายน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากเขา ทำให้พื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนาชาวบ้านโพนสวางจะปลูกบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน มีพื้นที่สวน ไร่ นา รอบๆ หมู่บ้าน ระยะทางไม่ไกล สามารถไปเช้ากลับเย็นได้ ภาพที่ 7-1 ที่ตั้งของบ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
147วิถีชีวิตและวัฒนธรรมบ้านเรือนบ้านเรือนของชาวผู้ไทบ้านโพนสวางเมื่อราว 50-60 ปีก่อนนั้น เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง หลังคาหน้าจั่วยอดแหลม มีความลาดชันสูงเนื่องจากต้องการให้น้ำฝนไหลผ่านหลังคาลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะตอนตั้งบ้านเรือนใหม่ๆ หลังคาบ้านจะมุงด้วยหญ้าคา ต่อมาพัฒนาเป็นการมุงหลังคาด้วยแป้นไม้เป็นแผ่นขนาดประมาณ 20 x 60 ซม.หนา 1.5 ซม. มุงเป็นแถวเรียงทับซ้อนกันลดหลั่นลงมาตั้งแต่ยอดจั่ว ตัวบ้านมีระเบียงยื่นออกมา มีหลังคาลาดจากเรือนใหญ่คลุมระเบียง มีฝาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีประตูหน้าบ้านเข้า 2 ประตู มีหน้าต่างเล็กๆ ด้านข้างพอเอาศีรษะลอดเข้าออกได้ ภาษาผู้ไทยเรียกว่า \"ประตูบ่อง\" ภายในตัวเรือนใหญ่จะกั้นห้องไว้หนึ่งห้อง สำหรับลูกสาว ส่วนลูกชายหรือพ่อแม่จะนอนด้านนอกข้างห้องลูกสาว ส่วนของระเบียงบ้านนั้นมักมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เป็นพื้นที่สำหรับรับแขกนั่งเล่น รับประทานอาหาร หรือบางบ้านอาจกั้นเป็นห้องให้ลูกชาย ส่วนใต้ถุนบ้านมักใช้เป็นคอกวัวคอกควาย เล้าไก่ บางครัวเรือนก็วางกี่ อุปกรณ์สำหรับทอผ้าฯครัวไฟ (เฮินไฟ) หรือห้องครัวนั้นสร้างแยกออกมา มีชานเชื่อมระหว่างระเบียงกับครัวไฟไม่มีหลังคาคลุม บริเวณชานเชื่อมนั้นมักใช้สำหรับวางข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตุ่มน้ำกิน น้ำใช้ กะบะสำหรับปลูกผักเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้ประจำในครัวเรือน ครัวไฟหรือ \"เฮินไฟ\" นั้นใช้ฟืนเป็นหลัก เนื้อที่ภายใน \"เฮินไฟ\" นั้นมีเตาไฟ มีลักษณะเป็นกระบะยกพื้นสูง สูงขึ้นจากพื้นเรือนครัวประมาณ 5-10 ซม. กว้าง 1x1 เมตร ขอบกระบะสูงประมาณ 1 คืบ ใส่ดิน (ดินเหนียว) ให้เต็มเพื่อป้องกันไฟไหม้พื้น ที่ก่อไฟนั้นอยู่กลางล้อมด้วยก้อนเส้า 3 ก้อน เป็นที่วางหม้อหรือบางทีก็ใช้ \"เคง\" (เคียง) คือ ที่วางหม้อเวลาต้ม แกง เป็นเหล็กมี 3 ขา ด้านบนขาจะเชื่อมติดกับแผ่นเหล็กบาง งอเป็นรูปวงกลมเป็นที่สำหรับรับก้นหม้อ รอบตามฝาเรือนครัวจะวางสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระติบข้าว ตะกร้า ไหปลาร้า กระทอเกลือ เป็นต้น เหนือเตาไฟจะมีห้างสูงระดับหน้าผากเรียกว่า “ข่า” มีไว้สำหรับห้อยเนื้อหรือปลาที่จะทำเนื้อแห้งหรือปลาย่าง
148ห้อยข้อง ตะกร้าที่เพิ่งสานใหม่ๆ เพื่อป้องกันแมลงกินไม้ เช่น มอด มิให้มากินข้อง ตะกร้า ฯลฯ (ทิดหมู มักม่วน, ออนไลน์) ภาพที่ 7-2 ลักษณะบ้านของชาวผู้ไทในอดีตภาพจาก https://www.isangate.com/new/11-paothai/137-poothai.htmlภาพที่ 7-3 แสดงส่วนประกอบบ้านของชาวผู้ไท ภาพจาก https://www.isangate.com/new/11-paothai/137-poothai.html
149เล้าข้าว (ยุ้งข้าว) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของบ้านชาวผู้ไทรวมทั้งบ้านชาวอีสานด้วย โดยพื้นฐานแล้วผู้ไทบ้านโพนสวางมีอาชีพหลักคือการทำนา ได้ข้าวมาก็จะเก็บไว้ในเล้าข้าวสำหรับกินตลอดทั้งปี หากมีเหลือก็จะขายข้าวนำเงินมาใช้จ่ายในส่วนที่มีความจำเป็นต่างๆ เล้าข้าวมีลักษณะเป็นเรือนหลังเดี่ยวขนาดเล็ก แยกออกมาจากตัวบ้าน ใช้สำหรับเก็บรักษาข้าวเปลือก และผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ เนื่องจากข้าวเปลือกมีน้ำหนักมาก ดังนั้นจึงต้องออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรง เสาและกระทอด (หรือ พรึง) จะอยู่ด้านนอกของผนัง แต่ก่อนฝาเล้าข้าวจะทำด้วยไม้ไผ่สาน ทาด้วยขี้เปี๊ยะ (ขี้วัวคลุกแกลบและดินเหนียวทาทับไม่ไผ่สาน) สามารถกันความชื้น ความร้อน มดและแมลงได้เป็นอย่างดี ต่อมานิยมทำฝาเล้าข้าวด้วยไม้กระดาน นอกจากนี้ในภาคอีสานยังมี \"ซอมข้าว\" สร้างยกพื้นเตี้ยๆ หรืออยู่ติดกับพื้นดินที่ปรับให้เรียบเสมอกัน แล้วใช้ไม้ไผ่สานกั้นเป็นรูปวงกลม ทำหลังคาคลุม ใช้สำหรับเป็นที่เก็บข้าวเปลือกแต่บรรจุได้ไม่มากนัก มักใช้ในกลุ่มของชาวไร่ชาวนาที่มีพื้นที่ปลูกข้าวไม่มาก หรือชาวไร่ชาวนาที่ยังไม่สามารถทำยุ้งข้าวด้วยไม้จริงได้ ก็จะใช้ \"ซอมข้าว\" เก็บข้าวเปลือกไปก่อนเป็นการชั่วคราว เมื่อสามารถสร้างยุ้งข้าว (ประตูสู่อีสาน, ออนไลน์) ภาพที่ 7-4 ลักษณะยุ้งข้าว (เล้าข้าว) ของผู้ไท
150ในปัจจุบันบ้านเรือนของผู้ไทบ้านโพนสวางเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะความเจริญด้านการคมนาคม การสื่อสาร รวมทั้งการรับรู้เรื่องราวต่างๆ จากสังคมภายนอกเพิ่มมากขึ้น ทำให้วิถีชีวิตของ ผู้ไทบ้านโพนสวางเปลี่ยนไป การปลูกบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็เลียนแบบในเมือง เป็นแบบสมัยนิยม จากบ้านไม้ใต้ถุนสูงเปลี่ยนเป็นบ้านคอนกรีต ชั้นเดียว หรือสองชั้นแล้วแต่ฐานะ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในความเป็นอยู่มากขึ้นทั้งในเรือนที่อยู่อาศัยไปจนถึงเรือนครัว ภาพที่ 7-5 บ้านสมัยใหม่ของผู้ไทบ้านโพนสวางการดำรงชีพชาวผู้ไทบ้านโพนสวางประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก เช่นทำนา ทำสวน ทำไร่ปลูกมันสัมปะหลัง ปลูกอ้อย และในปีพ.ศ. 2520 มีการส่งเสริมให้มีการปลูกยางอย่างจริงจังในภาคอีสาน (คนไกล วงนอก,ออนไลน์) ผู้ไทบ้านโพนสวางและหมู่บ้านใกล้เคียงก็หันมาทำสวนยางพาราเป็นอีกอาชีพหนึ่ง บ้านโพนสวางเป็นหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ เนื่องจากมีภูเขาและป่าไม้ล้อมรอบเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ มีต้นกำเนิดจากภูเขาในพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติภูเหล็ก นอกจากนี้ยังมีลำธารเล็กๆ ที่ไหลเลาะลงมาจากแหล่งต้นน้ำก่อนจะไหลผ่านทุ่งนา การมีภูเขาและป่าไม้ล้อมรอบทำให้หมู่บ้านมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหารสำคัญ ชาวบ้านจะเข้าเก็บของป่า เช่น หน่อไม้ ผักหวาน ผักติ้ว ดอกกระเจียว ยอดหวาย เห็ด แมลงต่างๆ รวมทั้ง สัตว์ป่าจำพวก นก หนู กระต่ายป่า เป็นต้น เพื่อนำมาประกอบอาหารหรือหากเหลือจะนำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้อื่นๆ
151นอกจากการจะประกอบอาชีพเกษตรกรรม งานฝีมือต่างๆ แล้ว ในอดีตฝ่ายหญิงจะต้องเรียนรู้การปั่นฝ้าย มัดย้อม ทอผ้า เย็บปักถักร้อย และทำงานฝีมืออื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากหลังการสู่ขอหมั่นหมายกันแล้ว ก่อนแต่งงานฝ่ายหญิงจะต้องทอผ้าพื้น (สีขาวหรือสีคราม) ทอผ้าขาวม้า ทำที่นอน หมอน ผ้าห่ม เพื่อใช้ในครอบครัวใหม่ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับไหว้ (สมมา) ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายด้วยจากพื้นฐานความรู้และทักษะที่ทำในชีวิตเป็นประจำตามที่กล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดการพัฒนาอาชีพเพิ่มขึ้น ปัจจุบันชาวผู้ไทบ้านโพนสวางนอกจากมีรายได้จากภาคเกษตร ยังมีรายได้เสริมจากการทอผ้า การทำเครื่องจักสาน ทำขนม ค้าขาย และจากกิจกรรมอื่นๆ จากการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐด้านงบประมาณการลงทุน การให้ความรู้ ฝึกทักษะเทคนิคการผลิต การตลาด ทำให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นในชุมชน เกิดการรวมกลุ่มกันทำสินค้าอุปโภคบริโภคออกมาจำหน่าย ทำให้เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้การประกอบอาชีพของชาวผู้ไทยุคใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ทำให้คนรุ่นใหม่เดินทางไปประกอบอาชีพทำงานต่างถิ่นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฯลฯ บางส่วนกลายเป็นแรงงานรับจ้างภาคเกษตร เช่น รับจ้างตัดอ้อย รับจ้างปลูกมัน และรับจ้างกรีดยางพารา ซึ่งแรงงานดังกล่าวมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทำให้อาชีพในอดีตที่เคยสร้างรายได้เมื่อว่างเว้นจากการเกษตรสูญหายไป เช่น อาชีพทอผ้ามัดหมี่ และการทำผ้ายก อาชีพดังกล่าวเป็นองค์ความรู้สำคัญของผู้หญิงชาวผู้ไทที่สูญหายไปอาหารผู้ไทบ้านโพนสวางมีวิถีการกินแบบเรียบง่าย บริโภคข้าวเหนียวเป็นหลัก นั่งล้อมวงกินกับพื้น มีกระโตกหรือถาดสำหรับใส่อาหาร อาจจะมีช้อนกลางหรือไม่มีก็ได้ เนื่องจากการกินข้าวเหนียว ใช้มือเป็นหลัก ส่วนอาหารนั้นเป็นอาหารพื้นถิ่นทั่วไปของชาวอีสานจำพวก ตำ ลาบ คั่ว แกง นึ่ง แจ่วฯลฯ โดยส่วนใหญ่ใช้พืชผักและเนื้อสัตว์ที่ได้จากธรรมชาติ และมักรับประทานที่หาได้ในท้องถิ่น เนื่องจากการสร้างบ้านเรือนใกล้บริเวณภูเขาและมีป่าไม้อุดม
152สมบูรณ์ ผืนป่าจึงเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะสัตว์ป่า เช่น แมลงขนุน จักจั่น แมลงทับ แมลงค้อ ไข่มดแดง แย้ กิ้งก่า กระแต กระรอก กระต่าย ไก่ป่า รวมถึง ผักริมน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ผักเบน ผักปอด ผักแว่น ผักกระโดนน้ำ เห็ดที่เก็บหาได้ตามฤดูกาล เช่น เป็นเผาะ เห็ดปลวก เห็ดใข่ เห็ดขอน เห็ดกระด้าง เห็ดผึ้ง หน่อไม้ ผักหวาน อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ในอดีตนั้นไม่เป็นที่นิยมมากนัก จะได้บริโภคต่อเมื่อมีงานพิธีกรรมที่มีการฆ่าสัตว์ใหญ่เท่านั้น หากนับแต่ยุค 40 ปีเป็นต้นมานี้ อาหารพวกเนื้อสัตว์หาซื้อได้ง่ายขึ้นตามท้องตลาด ภาพที่ 7-6 อาหารของชาวผู้ไทย ภาพจาก https://wikicommunity.sac.or.th/community/2313ส่วนอาหารหวาน มักจะทำช่วงงานบุญประเพณี เช่น ข้าวต้มผัด ข้าวต้มมัด ข้าวต้มมัดคลุกกับมะพร้าวและน้ำตาล ข้าวโคปฯ โดยใช้วัสดุและเครื่องปรุงที่หาได้จากท้องถิ่น เพื่อนำไปทำบุญที่วัดในงานบุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน บุญผะเหวด บุญกฐินและทอดผ้าป่า
153ผู้ไทบ้านโพนสวางมีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารที่จะต้อง \"คะลำ\" หรืออาหารที่ผิดสำแดงไม่ควรบริโภค เพราะมีความเชื่อว่าอาหารบางชนิดกินเข้าไปแล้วจะทำให้ผิดต่อโรค โดยเฉพาะ \"แม่อยู่คำ\" หรือผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆ กำลังอยู่ไฟนั้น จะกินแต่ข้าวจี่ หน่อข่า ผักต่างๆ ปูจี่ ปิ้งกบ ปิ้งเขียด ยังพอกินได้ ถ้ากินอาหารที่ห้ามเข้าไปแล้วจะ \"ผิดกรรม\" แต่ในปัจจุบันนี้ได้รับการอบรมด้านโภชนาการ ความเชื่อก็เปลี่ยนไปบ้างแล้วการแต่งกายชาวผู้ไทมีเอกลักษณ์และโดดเด่นในเรื่องของการแต่งกายมาก ทั้งนี้เพราะสีสันของเสื้อผ้าที่ใส่ รวมถึงเครื่องประดับต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งกายของผู้หญิง การแต่งกายของชาวผู้ไทมีลักษณะดังนี้(ทิดหมู มักม่วน, ออนไลน์)ผู้ชาย นิยมนุ่งกางเกงขาก๊วย สีดำหรือนุ่งโสร่งตาหมากรุก เสื้อใช้ผ้าสีครามหรือดำชนิดเดียว กับกางเกง สวมเสื้อคอกลมแคบชิดคอหรือคอจีน ตัวเสื้อผ่าอกตลอด ชายเสื้อผ่าข้างจะเป็นแขนยาวหรือแขนสั้นก็ได้ มีผ้าคาดเอว และโพกศีรษะ ผู้ชายโบราณมักนิยมสักแขนขาลายด้วย หมึกสีดำ แดง ถือเป็นเครื่องรางและแสดงออกถึงความเป็นชายชาตรีผู้หญิง นิยมนุ่งผ้าซิ่นที่ทำจากผ้า ซึ่งลักษณะเด่นของซิ่นผู้ไท คือ การทอและลวดลายเช่น ทอเป็นลายนาคเล็กๆ นอกจากนี้มีลายอื่นๆ เช่น หมี่ปลา หมี่กระจัง หมี่ข้อ หมี่ขอ ทำเป็นหมี่คั่นหรือหมี่ลวด ต่อด้วยหัวซิ่นและตีนซิ่นทั้งขิดและจก นอกจากนี้ยังพบผ้ามัดหมี่ฝ้ายสีขาวสลับดำย้อมใบครามหรือมะเกลือสีดำ เย็บต่อด้วยหัวซิ่น ตีนซิ่นสตรีชาวผู้ไทมักสวมเสื้อแขนกระบอก คอตั้งแบบเสื้อคอจีน ติดกระดุมกะลา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว ตัวเสื้อนิยมใช้ผ้าย้อมครามเข้มหรือสีดำ บางท้องที่นิยมตกแต่งสาบเสื้อด้วยผ้าลวดลายต่างๆ ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และราวช่วง พ.ศ. 2548 มีผู้นำผ้าสีแดงมาขลิบริมเสื้อ ปลายแคน คอ เพื่อใช้ในการฟ้อนผู้ไทสกลนครและเป็นที่นิยมนับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน (ประตูสู่อีสาน, ออนไลน์) หญิง ผู้ไทนิยมสวมเครื่องประดับที่ทำด้วยเงินหรือทอง หญิงผู้ไททุกคนไม่ว่าสาวหรือแก่ไว้ผมยาวเกล้ามวยสูง มีปิ่นหรือลูกประคำประดับที่มวยผม สำหรับชาวผู้ไทในจังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร
154อุดรธานี ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร นิยมใช้ผ้ามนหรือแพรมน ทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ม้วนผูกมวยผมเครื่องประดับของหญิงชาวผู้ไท สวมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า (ก้องแขน-ก้องขา) ด้วยโลหะเงิน ทองหรือนาก หากถ้าเป็นวันนักขัตฤกษ์หรือการทำบุญต่างบ้าน จะต้องเดินทางไปจากบ้าน ผู้หญิงมักมีกระหยัง (ขะม่อง) ใส่เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องแต่งตัวหวีกระจกแป้ง เมื่อเวลารับศีล พวกผู้หญิงต้องถอดเครื่องประดับกายออกกองไว้หมด เมื่อรับศีลแล้วจึงกลับแต่งตามเดิม (หยกทิพย์ ในสิงห์, 2554) ภาพที่ 7-7 การแต่งกายของผู้หญิงชาวผู้ไท ภาพที่ 7-8 การแต่งกายของผู้ไทในงานเทศกาล
155ในอดีตผู้ไทบ้านโพนสวางมีการทอผ้าใชัเอง โดยเริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้าย นำดอกฝ้ายมาหีบ(อิ้ว) เอาเมล็ดออก นำฝ้ายที่ได้ไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปดีดให้ฟู แล้วทำเป็นหลอดเพื่อนำไปปั่น (เข็ญฝ้าย) ให้เป็นเส้นด้ายด้วยหลา ทำเส้นฝ้าย (เป) ให้เป็นจัย นำจัยฝ้ายไปแช่ในน้ำต้มข้าว (คล้ายแป้งเปียก) ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วล้างน้ำ เรียกว่า “ฆ่าฝ้าย” ตากแดดให้แห้ง จะได้เส้นด้ายที่เหนียว พร้อมที่จะนำไปดำเนินการต่อไปเช่น ทอเป็นผ้าขาวล้วนแล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ผ้ารูปแบบต่างๆ ทอเป็นผ้าขาวม้า หรือนำไปมัดหมี่ ย้อมคราม แล้วนำมาทอเป็นผ้ามัดหมี่
156ภาพที่ 7-9 แสดงกระบวนการทำเส้นด้าย (จากดอกฝ้าย-เส้นด้าย)ภาพจาก http://www2.nakhonphanom.go.th/charm/detail/66ปัจจุบันผู้ไทบ้านโพนสวางไม่ปรากฎว่ามีการทอผ้าใช้เองอีกแล้วส่วนใหญ่ก็จะไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จจากแหล่งผลิตที่ทำเป็นอาชีพจากท้องที่อื่นในจังหวัดสกลนคร หรือจังหวัดกาฬสินธุ์และผู้ไทบ้านโพนสว่างก็จะแต่งกายตามสมัยนิยมทั่วไป จะแต่งกายแบบผู้ไทเฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้นเช่นในงานบุญประเพณีต่างๆโครงสร้างทางสังคมสังคมของชาวผู้ไทนั้นผู้ชายเป็นหลักในการสืบสายตระกูลเนื่องจากถือว่าผู้ชายเป็น ผู้ลงมือสร้างครอบครัว ลูกผู้หญิงต้องไปสร้างครอบครัวกับสามี ในอดีตนั้นครอบครัวชาวผู้ไทมักมีลูกหลายคน ช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมาครอบครัวมีขนาดเล็กลงเนื่องการรณรงค์ให้ คุมกำเหนิด ทำให้มีลูกน้อยลงเพียงสองหรือสามคนในอดีตครอบครัวชาวผู้ไทเป็นครอบครัวขยายอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ประกอบด้วยปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ลูกหลาน ปัจจุบันจะมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยวประกอบด้วยพ่อแม่และลูกๆ เมื่อคู่สมรสใหม่แต่งงานแล้ว ผู้หญิงจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย โดยคู่แต่งงานใหม่จะอยู่กับครอบครัวพ่อแม่ไม่นานนัก หลังจากนั้นจึงขยับขยายออกไปสร้าครอบครัวของตนเอง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะของการแต่งงานที่ผู้หญิงย้ายออกไปจากครอบครัวเดิม มีบาง
157กรณีที่เป็นการแต่งเข้า เช่นกรณีฝ่ายหญิงเป็นลูกคนเดียว มีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ ผู้ชายจะต้องย้ายเข้ามาอยู่กับฝ่ายหญิงเป็น เขยสู่ หรือเขยที่แต่งเข้าสังคมชาวผู้ไทในอดีตให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ให้ความสำคัญกับพี่มากกว่าน้อง เนื่องจากมองว่าพี่มีหน้าที่ช่วยพ่อแม่สร้าง ทำมากกว่าน้อง และพี่มีหน้าที่เลี้ยงน้อง ดังนั้นในการแบ่งปันมรดกทรัพย์สินจะแบ่งให้ผู้เป็นพี่มากกว่าผู้เป็นน้อง (พี่เอาสองน้องเอาหนึ่ง) ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับผู้รับภาระดูแลพ่อแม่ เนื่องจากเมื่อแบ่งปันมรดกให้ลูกแต่ละคนแล้วนั้น จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนของพ่อแม่ ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่จนตายจะได้รับส่วนของพ่อแม่นี้ไปด้วยครอบครัวของชาวผู้ไทบ้านโพนสวาง เดิมเป็นครอบครัวขนาดใหญ่มีสมาชิกราว 10-12คน มีลูกหลายคน ด้วยความเชื่อว่าใครมีลูกมากยิ่งดีจะได้ \"กินแฮง (กินแรง) ลูก\" คือ จะมีผู้มาเลี้ยงดูและมีคนช่วยทำงาน แต่ปัจจุบันมีลูกน้อยและนิยมแยกครอบครัวออกไปอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีพ่อ แม่ ลูก แต่ถึงแม้จะแยกครอบครัวออกไปสร้างบ้านเรือนใหม่ ส่วนใหญ่ยังมีความผูกพันกับพ่อแม่ โดยจะสร้างบ้านปลูกเรือนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับพ่อแม่ หรือเป็นที่ดินที่พ่อแม่แบ่งให้ในบริเวณเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการไปมาหาสู่และการช่วยเหลือจุนเจือกันในเรื่องต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น จะไปมาหาสู่เพื่อแบ่งปันสิ่งของ อาหารการกินและเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำ ระบบความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับผีชาวผู้ไทแต่เดิมนับถือผีหรือวิญญาณบรรพบุรุษมาตั้งแต่สมัยที่อยู่ในเดียนเบียนฟู ถือว่าเป็นพลังสำคัญอย่างหนึ่งในการดลบันดาลให้การดำรงวิถีชีวิตมีความสงบสุข เมื่อมีการกระทำให้ผีที่สถิตอยู่ในที่ดังกล่าวไม่พอใจ จะทำให้มีการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุได้ ต้องมีการ ขอขมาผีและวิญญาณ นอกจากนี้แล้วเมื่อมีการใดที่ปรารถนา ก็จะขออธิษฐานจากผีและวิญญาณให้ช่วยในสิ่งที่ตนต้องการ เมื่อได้สมดังคำอธิษฐานแล้วก็จะมีการแก้บนเลี้ยงผี แม้จะมี
158การนับถือศาสนาพุทธยังควบคู่กับการนับถือผี มีพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้สืบทอด สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ต้องอัญเชิญผีสางเทวดามาร่วมเสมอ (สิริยาพร สาลีพันธ์, 2554) ชาวผู้ไทมีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือภูติ ผี บรรพบุรุษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามธรรมชาติ ดังนี้ (เกรียงไกร หัวบุญศาล, 2554)ผีแถน ตามคติความเชื่อนั้น มีสถานะภาพเป็นเทวดา สามารถบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆแก่ผู้คนได้ ทั้งสิ่งที่ร้ายและดี หรือเรียกว่าให้ทั้งคุณและให้ทั้งโทษ ดังนั้นต้องไม่ทำให้แถนโกรธ หากใครที่เซ่นสรวงแถน ก็จะได้รับแต่สิ่งที่ดีหรือได้รับการอวยพรจากแถน มีความเชื่อในหมู่คนที่นับถือแถนว่า เหตุที่เกิดเภทภัยเจ็บไข้ได้ป่วย น้ำท่วม ฝนแล้งนาล่มหรือพืชพันธุ์ธัญญาหารเหี่ยวแห้ง เป็นสิ่งที่เกิดมาจากอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของแถนหรือของผีสางเทวดาทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องเซ่นไหว้บวงสรวงผีแถน ทุกครั้งที่มีการเซ่นไหว้เป็นประจำทุกฤดูกาลจะเกิดแต่ความสุขไปทั่ว ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็หาย ข้าวกล้าในนาก็อุดมสมบูรณ์ดี อาจกล่าวได้ว่าผีแถนหรือแถนเป็นเทวดาหรือเทพแห่งเกษตรกรรมและเทพแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย เพียงแต่แถนในความหมายของคนเผ่าผู้ไทจะกว้างขวางและครอบคลุมทุกวิถีชีวิต ผีบรรพบุรุษ บนเรือนของคนผู้ไทจะทำหิ้ง (ภาษาผู้ไทเรียกว่าฮ้าน) คือที่สถิตของผีเรือนและผีบรรพบุรุษ ซึ่งผีบรรพบุรุษก็คือผีของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เป็นผีที่ปกป้องคุ้มครองลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข การสักการบูชาจะมีการบูชาทุกวันเพ็ญทั้งวันขึ้นวันแรม เช่น 8 ค่ำ 14 หรือ 15 ค่ำ ผีเรือน เป็นผีที่ปกป้องคุ้มครองบ้านเรือนให้อยู่เย็นเป็นสุข จะมีห้องผีเรือนหรือหิ้ง ผีเรือน ซึ่งผีวิญญาณบรรพบุรุษก็จะถูกเชิญมาไว้ด้วยกัน ผีประจำหมู่บ้าน จะปลูกศาลให้อยู่เพื่อให้คุ้มครองคนในหมู่บ้าน มีการทำบุญเซ่นไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้านในทุกปีของแต่ละหมู่บ้าน และอาจเรียกว่าศาลเจ้าปู่หรือศาลปู่ตาตามแต่หมู่บ้านนั้นจะเรียก
159ผีนาหรือผีตาแหะ (ผีตาแฮก) ในสำเนียงภาษาผู้ไทเรียกว่าผีตาแหะ ผีตาแหะ เป็นผีที่อยู่ตามทุ่งนาเพื่อคุ้มครองไร่นาให้กับคนผู้ไท จะเริ่มทำพิธีกรรมเซ่นผีนาหรือผีตาแหะใน ต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ทั้งนี้อยู่ที่ว่าฤดูฝนจะมาช้าหรือเร็ว โดยจะเซ่นผีนาหรือผีตาแหะก่อนจะทำการไถคราด พิธีเซ่นก็ทำอย่างง่ายๆ คือ นำข้าวปลาอาหารใส่กระทง (ซึ่งทำด้วยกาบกล้วยสด) รวมทั้งดอกไม้ ธูปเทียน พิธีนี้เรียกว่าเลี้ยงผีตาแฮก เลี้ยงผีนาหรือผีตาแหะเสร็จแล้วจึงจะทำการแหะนา การแหะนานี้จะไถนาทั้งแปรหรือไถพอเป็นพิธีก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ผีมเหสักข์เป็นความเชื่อหนึ่งของคนผู้ไท โดยเฉพาะของผู้ไทอำเภอพรรณนานิคม ผู้ไทอำเภอวาริชภูมิจังหวัดสกลนคร โดยจะเรียกว่าผีเจ้าปู่ บางคนเรียกเจ้าหาญแดง การเซ่นหรือพิธีบูชาจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 19 ค่ำ เดือน 4 โดยนำข้าวปลาอาหารอย่างพวกอาหารคาวที่มีเลือด จัดทั้งหมด 8 สำรับ ไปถวายพร้อมกับเหล้า โดยมีผู้ทำพิธีกรรมที่เริ่มด้วยพิธีกร คือ จ้ำ หรือกวานจ้ำ ปัจจุบันโดยภาพรวม ผู้ไทบ้านโพนสวางไม่ได้นับถือผีและประกอบพิธีเซ่นไหว้อย่างเป็น กิจลักษณะแล้ว เพราะในอดีตที่ผ่านมาช่วงเวลาหนึ่ง พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านมา จำพรรษาอยู่ที่วัดนครธาตุ บ้านโพนสวาง หนึ่งพรรษา ท่านได้อบรมสั่งสอนให้ชาวบ้าน โพนสวางยึดมั่นและถือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่ให้ความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้มีอิทธิพลเหนือความคิดของคน ขอให้เชื่อในบาปบุญคุณโทษ รู้จักให้ทาน ถือศีลภาวนา เป็นต้นดังนั้นผู้ไทบ้านโพนสวางจึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับผีน้อยมากอย่างไรก็ตามบางครอบครัวยังเคารพในผีบรรพบุรุษและผีเรือนกันอยู่ มีการสักการบูชาเพื่อความอบอุ่นใจ ให้ผีบรรพบุรุษและผีเรือนปกป้องคุ้มครองลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข และที่ปฏิบัติกันมากคือการเซ่นผีนาหรือผีตาแหะในต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ก่อนจะทำการไถคราด พิธีเซ่นก็ทำอย่างง่ายๆ คือ นำข้าวปลาอาหารใส่กระทง (ซึ่งทำด้วยกาบกล้วยสด) รวมทั้งดอกไม้ ธูปเทียน ไปวางบริเวณที่
160ผีอยู่แล้วบอกกล่าวขอให้การทำนาสำเร็จด้วยความเรียบร้อย อย่าให้มีอุปสรรคใดตลอดฤดู ทำนาเลย การเลี้ยงผีนาหรือผีตาแหะเสร็จแล้วจึงจะเข้าสู่การแหะนาคติความเชื่ออื่นๆ ของชาวภูไท การบูชาพระพุทธบาท มีเรื่องปรากฏในอรรถกถาปุณวาทสูตรว่า ในครั้งที่พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จไปแสดงธรรมในภพนาคก่อนเสด็จกลับภพโลก พญานาคได้ทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำมหานที รอยพระบาทที่พระองค์ประทับรอยไว้นี้ ต่อมาได้เป็นที่กราบไหว้สักการบูชาของเหล่าเทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย การไหลเรือไฟจึงเชื่อว่าทำเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ณ แม่น้ำมหานทีการบูชาพระพุทธเจ้าวันพระเจ้าเปิดโลก ในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์เทวโลกลงมาสู่มนุษย์โลกหลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาในปีที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาเป็นการตอบแทนคุณพระมารดาจนกระทั้งบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ครั้นถึงวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันมหาปวารณาออกพรรษาพระองค์ก็เสด็จสู่เมืองมนุษย์ ทรงประทับยืนบนยอดเขาสิเนรุราช ทำโลกนิวรณ์ปาฏิหาริย์ ทำให้สวรรค์มนุษย์และนรกต่างมองเห็นกันและกัน เรียกว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก” ในบางท้องถิ่นจะมีการทำปราสาทผึ้งแห่ร่วมกับการทำเรือไฟในวันนั้นด้วยการรำลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา ชาวผู้ไทมีความเชื่อในการทำเรือไฟบูชา พระแม่คงคา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที โดยมีประวัติความเป็นมากล่าวคือ พระพุทธเจ้าเสด็จไปฝั่งแม่น้ำ “นัมทามหานที” ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมเทศนาโปรดพญานาคที่เมืองบาดาล และพญานาคได้ทูลขอพระพุทธองค์ประทับรอบพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำ นัมทามหานที ต่อมาบรรดาเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายได้มาสักการะบูชารอย พระพุทธบาท นอกจากนี้ประเพณีไหลเรือไฟยังจัดขึ้นเพื่อขอขมาลาโทษแม่น้ำที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูล และเป็นการเอาไฟเผาความทุกข์ให้ลอยไปกับสายน้ำ (DMC, ออนไลน์)
161ประเพณี และพิธีกรรมการสู่ขวัญการสู่ขวัญ หรือ สูดขวน เป็นพิธีกรรมที่อยู่ในทุกขั้นตอนชีวิตของชาวผู้ไทบ้านโพนสวาง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดที่ทำให้คนในครอบครัวตื่นตกใจ เสียขวัญ ก็จะทำพิธี สู่ขวัญ รวมถึงเมื่อมีเด็กเกิดใหม่ มีงานแต่งงาน มีการบวช มีความก้าวหน้าเจริญในอาชีพการงาน ได้ตำแหน่งใหม่ หรือเมื่อมีอาคันตุกะมาเยือน หรือเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวจะเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะมีพิธีสู่ขวัญเช่นกัน โดยจะมีหมอสูด (หมอพราหมณ์) ท่องคาถาเรียกขวัญกลับคืนมา หรือสร้างความเป็นสิริมงคลให้เกิดขวัญเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต โดยมีการผูกด้ายสีขาวที่ข้อมือผู้สู่ขวัญ หรือผูกให้กันและกัน แสดงออกถึงสายใยแห่งความผูกพันและเอื้ออาทรต่อกันอย่างยิ่ง (รายละเอียดจะนำเสนอในประเพณีการต้อนรับ) ภาพที่ 7-10 การสู่ขวัญเพื่อความเป็นศิริมงคลการสะเดาะเคราะห์คนไทยเรานั้นเชื่อถือเรื่องโชคลางและบาปกรรมกันมาเป็นเวลานานมาแล้วเพราะชีวิตของคนไทยผูกพันกับวิถีของชาวพุทธ ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าเมื่อเรามีเคราะห์หรือทุกข์ร้อน
162ต่างๆ นาๆ วิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาสิ่งเลวร้ายต่างๆ ให้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง ก็คือการไปทำบุญ เข้าวัด และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยในสมัยก่อนนั้นก็คือการสะเดาะเคราะห์ การสะเดาะเคราะห์เป็นการทำพิธีตามความเชื่อโบราณว่าจะสามารถส่งเสริมดวงชะตาให้ดีขึ้นมักรวมไปถึงการต่ออายุ หรือแก้ไขสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดีการเริ่มทำบุญตั้งแต่ต้นปี ก็จะเพิ่มดวง เสริมสง่าราศีให้ชีวิตมีความสุขและประสบความสำเร็จตลอดทั้งปีและตลอดไปผู้ไทบ้านโพนสวางมีความเชื่อในการสะเดาะเคราะห์ เมื่อคนมีความรู้สึกไม่สบายใจ มีเรื่องทุกข์ใจ หรือรู้สึกว่าทำอะไรก็ติดขัด ก็จะไปสะเดาะเคราะห์ โดยการสะเดาะเคราะห์นี้เป็นการทำพิธีตามความเชื่อโบราณว่าจะสามารถช่วยแก้เคล็ด เสริมดวงชะตาให้ดีขึ้นและต่ออายุขัย โดยเชื่อว่าเป็นการขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้าย สิ่งอัปมงคลต่างๆ ออกไปจากชีวิต เพื่อเปิดรับสิ่งดีๆ เข้ามา วิธีการสะเดาะเคราะห์ในวัฒนธรรมผู้ไทที่นิยมทำกันได้แก่ การไปวัดทำบุญ ถวายสังฆทาน ปิดทองพระ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ทำบุญปล่อยสัตว์ อาจจะเป็นการไถ่ชีวิตโคกระบือ ทอดผ้าป่าหรือทอดกฐิน เป็นการทำบุญใหญ่ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีการสะเดาะเคราะห์ที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้อาจมีพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์โดยหมอธรรมมาทำพิธีให้ที่บ้านตามแบบที่เชื่อถือก็ได้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ศรัทธา ทั้งนี้การทำบุญสะเดาะเคราะห์ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่ทำบุญจะเกิดความสบายใจ เหมือนได้ปัดเป่าความไม่ดี ความเป็นอัปมงคลออกจากชีวิต และเชื่อว่านับจากนี้ไปตนเองและครอบครัวจะได้พบเจอแต่สิ่งดีงามและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตนั้นเอง อย่างไรก็ตาม การสะเดาะเคราะห์นี้ ไม่สามารถตัดกรรมตัดเวรได้ เพียงแค่นี้ให้ผู้ที่ทำการสะเดาะเคราะห์รู้สึกดีขึ้นเท่านั้นเอง ดังนั้นในปัจจุบันควรสร้างแต่กรรมดี เพื่อเป็นเหตุให้ได้รับผลของความดี เพียงเท่านี้ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ
163 ภาพที่ 7-11 พิธีสะเดาะเคราะห์การช้อนขวัญ พิธีช้อนขวัญ เป็นพิธีกรรมทั้งของคนผู้ไทและชาวอีสาน คำว่า “ช้อน” หรือ “ส่อน” ในภาษาอีสาน หมายถึง การช้อน การตักขึ้น การช้อนหรือส่อนขวัญเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของคนผู้ไทและชาวอีสาน ที่ทำขึ้นเพื่อเรียกกำลังใจ ปลอบใจ เมื่อคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือคนในหมู่บ้านประสบอุบัติเหตุ มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หรือเจ็บป่วยมาก โดยจะใช้ สวิงมา ช้อน (ส่อน) บริเวณที่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเชื่อกันว่า ขวัญได้ตกหนีหายที่นั่นสำหรับสิ่งของที่ต้องใช้ในพิธีช้อนขวัญ นอกจากสวิงแล้ว ก็จะมี การทำขันธ์5 เพื่อขอขมาต่อพระแม่ธรณี มีหมากพลู บุหรี่ ไข่ไก่ต้ม ดอกไม้และเทียน ข้าวต้มมัด ผลไม้ สุราและน้ำดื่มเมื่อเตรียมสิ่งของที่ใช้ในพิธีเรียบร้อยแล้ว ผู้ทำพิธีจะนำดอกไม้ เทียน และอาหารที่เตรียมมาไปวางไว้ นำสวิงไปเดินช้อนขวัญบริเวณนั้น พร้อมกับเรียกเชิญขวัญให้กลับมาอยู่กับผู้ที่เสียขวัญ และที่สำคัญอีกอย่าง คือให้พาญาติสนิท สามี ภรรยา หรือลูกของผู้ที่เราไปเรียกขวัญไปด้วย เพื่อให้ขวัญนั้นรีบกลับมา เมื่อเห็นญาติมาเรียกการทำพิธีซ้อน (ส่อน) ขวัญ นอกจากจะเป็นการทำให้ผู้ที่เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือไม่สบายใจ ได้มีกำลังใจดีขึ้นแล้ว ยังแสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกันของคนในครอบครัว ความรักสมัครสมานของคนในชุมชนหมู่บ้านที่มีต่อกัน
164 ภาพที่ 7-12 การทำพิธีช้อน (ส่อน) ขวัญภาพจาก https://i.ytimg.com/vi/XTdOzWBWjdg/maxresdefault.jpgการลงข่วง ประเพณีลงข่วงของชาวภูไท กระทำกันในช่วงเวลาว่างจากการทำไร่ทำนา โดยหนุ่มสาวจะใช้เวลานี้ในการพบปะ สร้างความคุ้นเคยซึ่งกันและกันจนสานต่อเป็นความรักต่อไปประมาณ 40-50 ปีก่อน ผู้ไทบ้านโพนสวางยังมีประเพณีลงข่วงอยู่ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีอีกแล้วนอกจากการจัดแสดงให้เห็นถึงประเพณีลงข่วงในงานที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสต่างๆ เท่านั้น เพื่อให้คนรุ่นได้ทราบถึงประเพณีวิถีชีวิตของชาวผู้ไทสมัยก่อน ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการลงข่วงดังนี้ (ยงยุทธ สิมพา, 2558 : 51-53)ข่วง คือ สถานที่ปลูกยกพื้นสูง 1 ศอก กว้างยาวประมาณ 8–10 เมตร มีเสาตอหม้ออย่างแข็งแรงปูพื้นด้วยแป้นหรือฟากไม้ไผ่เต็มข่วง ข้างบนไม่มีอะไรมุง ส่วนมากจะปลูกที่สนามหน้าบ้านหรือใต้ร่มไม้ใหญ่อาศัยร่มไม้แทนหลังคา ในเวลากลางวันจะมีร่มเงาตลอดวัน ส่วนเวลากลางคืนจะไม่ได้รับน้ำค้างด้วย ตรงกลางข่วงจะมีเตาไฟ ทำด้วยไม้หน้ากว้างประมาณ 5–6 นิ้ว ยาวด้านละ 1–1.20 เมตร ตีขอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใช้กาบกล้วยรองพื้นเตาไฟแล้วใช้ดินเหนียวมาใส่ทับอีกชั้นหนึ่งจนเต็มขอบเตาไฟ ใช้น้ำรดข้างบนเกลี่ยจนเรียบปล่อยให้แห้ง ก็จะได้เตาไฟสำหรับก่อกองไฟ บริเวณกลางข่วง
165ข่วง เป็นสถานที่เข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) ของสาวภูไท โดยใช้หลาเข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ ข่วงหนึ่งๆ จะมีหญิงสาวในคุ้มนั้นประมาณ 4–5 คนมาลงข่วงเข็นฝ้าย โดยจะเริ่มลงข่วงหลังจากการเก็บเกี่ยวเอาข้าวขึ้นเล้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นฤดูหนาว กองไฟกลางข่วงจะมีแสงสว่างเพียงพอในการเข็นฝ้ายและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย หรืออาจจุดกระบอง (ใต้) เพื่อให้มีแสงสว่างเพิ่มขึ้นพอข้าวขึ้นเล้าแล้วในตอนบ่ายหนุ่มสาวภูไทจะชวนกันไปเก็บฟืนกันมาเป็นหาบๆ เพื่อก่อกองไฟที่ข่วง คุ้มใครคุ้มมันตามที่นัดหมาย พอตกค่ำประมาณ 1 ทุ่ม สาวๆ ต่างแต่งตัว เกล้ามวยผมสวยงาม นำหลาเข็นฝ้ายมารวมกันเข็นฝ้ายที่ข่วง ในขณะที่สาวเข็นฝ้าย หนุ่มก็อาจจะเป่าแคน เล่นพิณ หรือเล่านิทานสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาว จนถึงประมาณ 5 ทุ่ม ก็จะเลิกแล้วกลับบ้าน สาวๆ บางคนอาจจะไปนอนกับเพื่อนที่บ้านใกล้ข่วง ถ้ามีหนุ่มมาติดพันก็จะนั่งเกี้ยวพาราสีต่อที่บ้าน อาจจะอยู่จนเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ช่วงเวลาลงข่วงนี้จะอยู่ประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม สนุกเฮฮาตามประสาหนุ่มสาว ภาพที่ 7-13 แสดงการลงข่วงของผู้ไท ภาพจาก https://images.search.yahoo.com/search/images
166ประพณี เทศกาลและพิธีกรรมสำคัญในรอบปีชาวผู้ไทมีประเพณีเทศกาล และพิธีกรรมคล้ายคลึงกับคนอีสานท้องถิ่น มีฮีตสิบสอง เป็นแกนหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้ (ครูมนตรี โคตรคันทา, ออนไลน์)1. เดือนอ้าย “บุญเข้ากรรม” เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิดได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ทางด้านฆราวาสก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆ เพราะถือว่าได้บุญมาก2. เดือนยี่ “บุญคูลาน” เป็นการประกอบพิธีทำบุญเพื่อบูชาแม่โพสพทำบุญข้าวในลาน ก่อนที่จะขนข้าวขึ้นเล้า การทำบุญนี้ต่างคนต่างทำในครอบครัวตามความสะดวก ไม่ได้ทำพร้อมกันทั้งชุมชนส่วน “บุญกองข้าว” เป็นการทำบุญร่วมกันของชาวผู้ไททั้งหมู่บ้าน เพื่อหาทุนทรัพย์ทำนุบำรุงวัดและพระศาสนาโดยชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกมาถวายวัด แล้วคณะกรรมการวัดจะนำข้าวเปลือกไปขาย นำเงินมาบำรุงวัดและพระพุทธศาสนา สำหรับผู้ไทบ้านโพนสวาง รายได้จากการนำข้าวเปลือกไปขายจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ให้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ของวัด ให้เป็นทุนสำหรับการพัฒนาหมู่บ้าน และให้เป็นทุนสำหรับการพัฒนาโรงเรียน ในแต่ละปีก็จะได้ค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป3. เดือนสาม “บุญข้าวจี่” ชาวบ้านจะประชุมกันว่ากำหนดบุญข้าวจี่วันไหน แล้วจะตระเตรียมข้าวจี่ (ข้าวเหนียวสุกปั้นโรยเกลือทาไข่ แล้วย่าง) ไปตักบาตรถวายภัตตาหารต่อพระสงฆ์ อาหารหวานคาว สมาทานศีล ฟังเทศน์ รับพรเป็นอันเสร็จพิธี มีคำคมกล่าวล้อเลียนสามเณรเกี่ยวกับบุญข้าวจี่ว่า “เดือนสามค้อย เจ้าโหคอยปั้นข้าวจี่ ปั้นข้าวจี่มิเส่อน้ำอ้อยโจ๋น้อยเซ็ดน้ำตา”4. เดือนสี่ “บุญผะเหวด หรือ บุญพระเวส” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญมหาชาติ ชาวอีสานถือเป็นงานบุญสำคัญ ชาวบ้านจะจัดให้มีพิธีอย่างใหญ่โต งานบุญต่อเนื่องกัน 2 วัน งาน
167วันที่ 1 คือ มื้อโฮม (วันรวม) โดยในตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร ช่วงบ่ายมีการอัญเชิญพระอุปคุตจากสระหรือหนองน้ำใกล้หมู่บ้านมาประดิษฐาน ณ หอที่ตั้งไว้ มีขบวนแห่อัญเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรี พร้อมด้วยกัญหาและชาลีเข้าเมือง วันที่ 2 มื้องัน (วันเทศน์)พระภิกษุสามเณรก็จะเริ่มเทศน์ตั้งแต่กัณฑ์สังกาส คือการบอกศักราช กล่าวถึงอายุกาลของพระพุทธศาสนาที่ล่วงมาตามลำดับ ต่อมาเป็นการเทศน์พระเวสสันดรชาดก เริ่มกัณฑ์แรกคือกัณฑ์ทศพร เรียงตามลำดับกัณฑ์ไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน จนถึงนครกัณฑ์เป็นกัณฑ์สุดท้าย (จักรมนตรี ชนะพันธ์,ออนไลน์)5. เดือนห้า “บุญสงกรานต์” จะมีการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่อาวุโสประจำหมู่บ้าน และมีขบวนแห่นางสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายน ชาวบ้านจะหยุดทำงานมาสนุกสนานสรงน้ำซึ่งกันและกัน นับว่าเป็นวันรวมญาติที่มีความหมายต่อครอบครัววันที่ 13 เมษายน เรียกว่า มหาสงกรานต์ หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์ก้าวขึ้นสู่ราศีเมษอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ผ่านการเข้าสู่ราศีอื่น ๆ แล้วจนครบ 12 เดือนวันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนา หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าอยู่ราศีเมษประจำที่เรียบร้อยแล้ววันที่ 15 เมษายน เรียกว่า เถลิงศก หรือวันขึ้นศก คือวันที่เริ่มจุดเปลี่ยนศักราชใหม่ การที่กำหนดให้อยู่ในวันนี้นั้นเพื่อให้แน่ใจได้ว่าดวงอาทิตย์โคจรขาดจากราศีมีนขึ้นอยู่ราศีเมษแน่นอนแล้ว อย่างน้อย 1 องศา6. เดือนหก “ทำบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา” การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน และจะมีงานบวชนาค พร้อมกันด้วยการทำบุญเดือนหกเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายา มาเลี้ยงโดยไม่คิดมูลค่า เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ การเซิ้งจะกระทำด้วย ความสนุกสนาน คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่ก็ไม่ถือสา หรือคิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ส่วนการทำบุญ วิสาขบูชานั้นก็มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็น มีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ
168ชาวบ้านโพนสวางร่วมกันทำบุญตักบาตร เวียนเทียน สวดมนต์ภาวนาเนื่องในวันวิสาขบูชา แต่ไม่ได้จัดเป็นงานบุญบั้งไฟ เหมือนที่อื่น แต่บางคนอาจไปร่วมงานกับหมู่บ้านใกล้เคียงที่เขาจัดงาน7. เดือนเจ็ด “ทำบุญซำฮะ” (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ปู่ตา ผีตาแฮก ผีเมือง เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ8. เดือนแปด “ทำบุญเข้าพรรษา” เป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง จึงคล้ายกับทางภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร มีการฟังธรรมเทศนาตอนบ่าย ชาวบ้านหล่อเทียนใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชา และเก็บไว้ตลอดพรรษา การนำไปถวายวัดจะมีขบวนแห่ฟ้อนรำเพื่อให้เกิดความคึกคักสนุกสนาน 9. เดือนเก้า “บุญข้าวประดับดิน” เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ โดยชาวบ้านจะทำการจัดอาหาร ประกอบด้วยข้าว ของหวาน หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองกล้วย ร้อยเป็นพวง เตรียมไว้ถวายพระช่วงเลี้ยงเพล บางพื้นที่อาจจะนำห่อข้าวน้อย เหล้า บุหรี่ แล้วนำไปวางหรือแขวนไว้ตามต้นไม้หรือที่ใดที่หนึ่ง พร้อมทั้งกล่าวเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษ และญาติมิตรที่ล่วงลับไปมารับส่วนกุศลในครั้งนี้ ต่อมาใช้วิธีการกรวดน้ำหลังการถวายภัตตาหารพระสงฆ์แทน10. เดือนสิบ “ทำบุญข้าวสาก” หรือ ข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบ ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว มีการฟังเทศน์ เป็นการอุทิศให้แก่ ผู้ตายเช่นเดียวกับบุญข้าวประดับดิน11. เดือนสิบเอ็ด “ทำบุญออกพรรษา” ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือการเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่ จะให้โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีลเป็นอันเสร็จพิธี พอตกกลางคืนมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีก
169อย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป ในจังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง12. เดือนสิบสอง “บุญกฐิน” เดือนสิบสองเป็นเดือนส่งท้ายปีเก่าตามคติเดิม มีการทำบุญกองกฐิน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันแรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานครั้งก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกัน ตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัย อยู่ตามริมฝั่งน้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึง อุสุพญานาค ภาพที่ 7-14 การทำบุญทอดกฐินของผู้ไทผู้ไทบ้านโพนสวางยึดถือประเพณี เทศกาล และพิธีกรรมคล้ายคลึงกับคนอีสานท้องถิ่นทั่วไป โดยมีฮีตสิบสอง เป็นแกนหลัก แต่บางเทศกาลก็ไม่ได้ทำเป็นพิธีการใหญ่โต เพียงแต่ทำตามประเพณีที่บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย กระทำสืบต่อกันมา เพื่อไม่ให้ประเพณีอันดีงามหดหายไปประเพณีการต้อนรับบายศรีสู่ขวัญพิธี “บายศรีสู่ขวัญ” เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน รวมทั้งของชาวผู้ไทด้วย ประเพณีสู่ขวัญทำกันในหลายโอกาส ทั้งในมูลเหตุแห่งความดีและไม่ดี เช่นการแสดงความชื่นชมยินดี การปลอบใจให้เจ้าของขวัญเป็นผู้ได้ดีมีโชค หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือมาเยี่ยมเราก็ยินดีจัดพิธีสู่ขวัญให้ การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญในพื้นที่ต่างๆ อาจมีรายละเอียด
170แตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังยึดหลักใหญ่เหมือนกันอยู่ การทำพิธีสู่ขวัญอาจทำได้ถึง 2 วิธีพร้อมๆ กัน คือวิธีทางพุทธศาสนาและวิธีทางพราหมณ์ศาสนาวิธีทางพุทธศาสนา โดยการนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งบาตรน้ำมนต์ เสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ถ้ามีศรัทธาพอจะถวายภัตตาหารเช้า หรือเพลพระสงฆ์ด้วยก็ได้ ส่วนพิธีทางพราหมณ์ ก็คือการสู่ขวัญซึ่งจะได้อธิบายดังนี้(บ้านมหาดอทคอม, ออนไลน์)การทำพิธีสู่ขวัญต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ หลายอย่างดังนี้พาขวัญหรือพานบายศรีคำว่า “บายศรี” นี้น่าจะมาจากภาษาเขมร คือคำว่า บาย + ศรีข้าว (สุก) ที่เป็นมงคลข้าวนี้ เป็นส่วนประกอบของการจัดพานบายศรีจะขาดไม่ได้ การจัดพาขวัญปกติต้องจัดด้วยพานทองเหลืองและมีสัมฤทธิ์ (ขันลงหิน) หลายๆ ใบ ซ้อนกัน มีใบตอง ดอกไม้สด ด้ายสำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) พาขวัญอาจจัดเป็นชั้นๆ จะเป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น แล้วแต่ความสามารถ กล่าวว่าพาขวัญ 3 ชั้น 5 ชั้น เป็นของบุคคลธรรมดา ส่วน 7 ชั้น และ 9 ชั้นนิยมจัดเฉพาะสำหรับเชื้อพระวงศ์ และพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาพที่ 7-15 พานบายศรี ภาพจาก https://ba.siam.edu/wp-content/uploads/2018/10
171ชั้นล่างของพาขวัญจะเป็นพานมีบายศรี (ทำด้วยใบตอง) ดอกไม้ ข้างต้ม ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว ชั้น 2, 3, 4, จะได้รับการตกแต่งด้วยใบศรี และ ดอกไม้ซึ่ง มักจะเป็นดอกฝาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า อย่างสวยงาม ส่วนชั้นที่ 5 จะมีใบศรี และด้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัว (ทำด้วยขี้ผึ้ง) ของเจ้าของขวัญ นอกจากพาขวัญแล้วจะมีเครื่องบูชาและอื่นๆ เช่น ขันบูชา มีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบ น้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญด้ายสำหรับผูกข้อมือ (ด้ายผูกแขน) นั้นต้องเป็นด้ายดิบนำมาจับเป็นวงยาวพอที่จะพันรอบข้อมือได้ โบราณถือว่า คนธรรมดา วงละ 3 เส้น ผู้ดีมีศักดิ์ตระกูล 5 เส้น (อาชญา 5 ขี้ข้า 3) เมื่อวงแล้วให้เด็ดหรือดึงให้ขาดเป็นเส้นๆ ห้ามใช้มีดตัดจะใช้มีดตัดได้เฉพาะด้ายที่มัดศพเท่านั้น ถ้าเป็นพาขวัญงานแต่ง คนจะเริ่มจัดพาขวัญต้องเป็นคนบริสุทธิ์ (ปลอด) คือเป็นคนดีผัวเดียวเมียเดียว ถ้าจัดไม่เป็นเพียงมาจับพอเป็นพิธีแล้วให้คนอื่นๆ จัดต่อไปจนเสร็จต้องจัดทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง พาขวัญฝ่ายชายจะให้หญิงบริสุทธิ์ (เด็กหญิงยังไม่มีประจำเดือน) หาบด้วยไม้ม้วนผ้าทอหูก เพราะถือเคล็ดเอาความสามัคคีรักใคร่ของผ้าและไม้ และการสูตรขวัญต้องสูตรเวลาค่ำประมาณ 3–4 ทุ่มหลังรับประทาน อาหารค่ำเสร็จ ถือว่าเป็นเวลาหนูเข้ารู (ยามหนูเข้าฮู) พาขวัญงานแต่งจะต้องมีอาหารคาวหวานเป็นส่วนประกอบอีกด้วยพาขวัญแต่งเสร็จแล้วจะตั้งวางไว้ในที่อันเหมาะสมก่อน พอได้เวลาสูตรขวัญ คือจะทำพิธีจึงให้ยกไปตั้งท่ามกลางญาติมิตรบนผ้าห่มหรือผ้าเช็ดตัวของเจ้าของขวัญ ข้างๆ พาขวัญนอกจากจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังต้องมีแก้วน้ำเย็น แก้วใส่น้ำส้มป่อย (กระถินป่า) และแก้วเหล้าสำหรับหมอสูตรขวัญจะได้ดื่ม หรือพ่นหรือจุ่มด้วยดอกไม้สลัดใส่พาขวัญซึ่งเรียกว่า “ฮดฟาย”การสวดหรือการสูตรขวัญเจ้าภาพผู้จัดพิธีสู่ขวัญจะต้องจัดหาหมอสวดหรือสูตรขวัญซึ่งมักเรียกว่า “พราหมณ์” หรือ “พ่อพราหมณ์” ไว้ล่วงหน้า ปกตินี้พ่อพราหมณ์มักจะเป็นผู้ที่ทราบประเพณีสู่ขวัญเป็นที่นับถือของ ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น หมอสูตรขวัญสมัยก่อนๆ นุ่งห่มธรรมดาเพียงให้มีผ้าขาว
172หรือให้มีผ้าขาวม้า พาดบ่า ก็พอปัจจุบันนิยมนุ่งขาวห่มขาว นับว่าเป็นการพัฒนาให้เหมาะสมกับสังคมสมัยใหม่ก่อนลงมือสวด เจ้าภาพต้องเตรียม “ด้ายผูกแขนพราหมณ์” ไว้เป็นด้ายผูกข้อมือธรรมดา เป็นแต่เพียงมัดธนบัตรเป็นค่าบูชาพราหมณ์จำนวนมากหรือน้อยแล้วแต่เจ้าภาพจะเห็นสมควร และเจ้าภาพจะเป็นคนผูกข้อมือพราหมณ์ด้วยด้ายผูกแขนพิเศษนี้พราหมณ์จะจัดให้เจ้าของขวัญนั่งให้หันหน้าไปในทิศทางต่างๆ ตามตำรา เจ้าของขวัญนั่งลงแล้วยกมือไหว้ พราหมณ์เสร็จแล้วใช้มือขวาจับพาขวัญตั้งจิตรอธิฐานขอให้เทวดาบันดาลให้เป็นไปดังหมอขวัญหรือพราหมณ์สูตร ญาติพี่น้องจะนั่งล้อมเป็นวงด้านหลังตั้งจิตรอธิฐานให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญ จงเกิดแก่เจ้าของขวัญแล้ว อ้อนวอนเทวดาเป็นภาษาบาลีว่า “สัค เค กา เม จ รูเป” จบแล้วว่านโม 3 จบแล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย ครั้นจบแล้วจะสู่ขวัญอะไรก็เลือกว่าเอาตามต้องการให้เหมาะกับงาน การสวดต้องให้เสียงชัดเจน สละสลวย ไพเราะฟังแล้วเกิดความดีใจ ศรัทธาอุตสาหะ ในการทำความดียิ่งขึ้นจึงจะเป็นสิริมงคลแก่เจ้าตัวถ้าป่วยไข้ ไข้จะหาย ถ้าได้ดีได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งก็จะรักษาความดีไว้ให้คงทนไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนลืมการเชิญขวัญ ก่อนสูตรขวัญถ้ามีเวลาพอก็ให้ว่าคำเชิญขวัญเสียก่อนทุกครั้งการเชิญขวัญเป็นพิธีที่ดีอย่าง หนึ่งคือเราขอความสำเร็จความศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทวดา อินทร์ พรหม ผู้มีอิทธิฤทธิ์มาประสิทธิ์ประสาทพรให้จะได้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์เพราะผู้สวดและผู้ฟังไม่ใช่คนมีอิทธิฤทธิ์เมื่อ เราขอท่านท่านก็คงเมตตาประทานให้ตามคำขอคำเชิญขวัญ คำเชิญขวัญนั้นมีหลายสำนวนไม่มีแบบตายตัว ต่างหมอต่างสรรหาสำนวนที่เห็นว่า เหมาะกับเหตุการณ์เช่น คำเชิญขวัญสำหรับบุคคลธรรมดา ก็อีกสำนวนหนึ่ง สำหรับเชื้อพระวงศ์ก็อีกสำนวน หนึ่งเป็นต้น
173การผูกแขนหรือข้อมือเมื่อพราหมณ์สูตรขวัญจบแล้วญาติพี่น้องจะเอาข้าว ไข่ กล้วย ใส่มือเจ้าของขวัญมือซ้ายหรือมือขวา ก็ได้ให้พราหมณ์ผูกข้อมือให้ก่อนปกติจะผูกข้อมือซ้ายเพราะแขนซ้ายถือเป็นแขนขวัญ เป็นแขนที่อ่อนแอใช้งานหนักไม่ได้ เป็นแขนที่น่ารักทะนุถนอม ในเวลาผูกข้อมือนั้นทุกคนยื่นมือขวาออกไปพยุง (โจม) แขนของเจ้าของขวัญที่พราหมณ์กำลังทำพิธีผูกข้อมือให้ถ้าอยู่ห่างก็ยื่นมือจับแขนหรือแตะตัวกันต่อๆ มาเป็นเส้นสายเหมือนเชือก ส่อแสดงถึงความสัมพันธ์ทางกายและใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วตั้งจิตอธิฐานขอให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญ เมื่อผูกข้อมือเสร็จแล้วให้ผู้เป็นเจ้าของขวัญประนมมือไหว้ผู้ให้พร เป็นการรับเอาพร เมื่อพราหมณ์ผูกเสร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นโอกาสของญาติมิตรทั่วๆ ไปจะเข้ามาผูกข้อมือให้กับเจ้าของขวัญด้ายผูกแขน (ด้ายผูกข้อมือ) ถือเป็นของดี ของศักดิ์สิทธิ์ควรรักษา ไว้อย่าพึ่งดึงทิ้ง ให้ล่วง 3 วันเสียก่อนจึงดึงออก เวลาทิ้ง อย่าทิ้งลงที่สกปรก เพราะด้ายผูกแขนเป็นของขาวของบริสุทธิ์ เป็น จุดรวมแห่งจิตใจบริสุทธิ์หลายดวงจึงควรรักษาไว้ให้ดี ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่าด้ายผูกแขนที่เก็บรักษา ไว้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันอันตรายได้เช่น มีโจรมาปล้น อธิฐานขอให้จิตทุกดวงช่วยก็ปลอดภัยจากอันตรายได้และเป็นเสน่ห์ดึงดูดจิตใจให้คนรักใคร่ชอบพอได้คำกล่าวขณะที่ผูกแขนเป็นคำเรียกร้องเชิญขวัญซึ่งเป็นคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน สุภาพ เรียบร้อยมีความหมายไปในทางที่ดีงามจะเห็นได้ว่าพิธีสู่ขวัญนี้เป็นประเภท “ขนบประเพณี” คือประเพณีชาวอีสานหรือชาวผู้ไทได้ปฏิบัติเป็นแบบแผนต่อเนื่องกันมา ประเพณีที่อาจมีส่วนปลีกย่อย แปลกแตกต่างกันออกไปบ้างในลักษณะของการพัฒนาเป็นลักษณะของความเจริญให้เหมาะสมกับกาลสมัย แต่ส่วนสำคัญอันเป็นมูลฐานของประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่ และเป็นหน้าที่ของพวกรุ่นต่อไปจะเป็นผู้รับช่วงระวังรักษาไว้ให้มรดก อันสำคัญนี้ยั่งยืนสืบไป เพื่อแสดงความเก่าแก่ของชาติบ้านเมืองเรา
174ภาพที่ 7-16 การต้อนรับบายศรีสู่ขวัญประเพณี เทศกาลและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิตการตั้งครรภ์และคลอดบุตรสมัยก่อนนั้นชาวผู้ไทคลอดบุตรเองที่บ้านโดยมีหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดให้ เมื่อหญิงที่ตั้งครรภ์มีอายุครรภ์ใกล้จะคลอด คนที่มาอยู่เฝ้าก็จะหาผ้ามาผูกกับขื่อบ้าน สำหรับให้แม่จับดึงยืนเบ่ง จะทำให้คลอดง่ายมากขึ้น ส่วนสามีจะตามหมอตำแยหรือป้า น้าที่ใกล้ชิดมาดูแลภรรยาช่วยในการทำคลอด เมื่อเด็กคลอดออกมาจะมีการตัดสายสะดือด้วยไม้ไผ่ผ่าเอาส่วนติดกับผิวเอามาเหลาให้บางและคมคล้ายกับมีด รกของเด็กก็จะนำไปฝังไว้ใต้บันไดบ้าน แล้วก่อกองไฟไว้ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้สุนัขมาคุ้ยเขี่ย หลังจากคลอดแล้วก็จะอยู่ไฟ (นอนบนแคร่ไม้ไผ่ ก่อไฟใต้แคร่หรือก่อไฟข้างแคร่ก็ได้) พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับทารกเกิดใหม่ เริ่มตั้งแต่การตัดสายรกที่ต้องตัดให้ถูกต้องตามลักษณะเพื่อให้เกิดความอยู่ดีมีสุข สายรกจะมี 3 ปล้อง ได้แก่ ปล้องสีดำเป็นปล้องอุจจาระ ปล้องสีเหลืองเป็นปล้องปัสสาวะ และปล้องตันปล้องสีขาว และนิยมตัดปล้องตัน เมื่อตัดเสร็จจะห่อเด็กแล้วเอาไปนอนในกระด้ง หลังจากนั้นจะนำรังมดดำ (หมาร่า) ที่อยู่ตามกิ่งไม้มาเผา เอาขี้เถ้าที่ได้จากรังมดดำมาโรยใส่สะดือเด็ก เพื่อให้แผลที่สะดือแห้งสนิท จากนั้นจะวางเด็กใส่กระด้งเป็นเวลา 1-2 วันก่อนจะยกลูกไปหาแม่ แล้วก็ส่งเด็กคืนให้แม่ โดยมีคำกล่าวเป็น
175บทร้องขนาดสั้น 3 รอบ ว่า “จู้ฮุกกรู ถ้าแม้นลูกสู ให้เอาคืนมื้อนี้ ถ้ากายมื้อนี้สิเป็นลูกกู” มีความหมายว่าถ้าผ่านวันนี้ไปแล้วห้าม (ผี) มาพาเด็กคนนี้ไปเพราะเขาเป็นลูกของฉันเสร็จแล้วก็จะให้แม่เด็กอยู่ไฟประมาณ 15 วัน การอยู่ไฟเป็นวิธีการฟื้นฟูสุขภาพสำหรับแม่หลังคลอดตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งตามหลักของแพทย์แผนไทยแล้ว ร่างกายของคนเราจะประกอบไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ แต่การคลอดลูกจะทำให้คุณแม่เสียธาตุไฟออกไปจำนวนมาก ดังนั้น การอยู่ไฟจึงเป็นการช่วยเพิ่มธาตุไฟและเพิ่มสมดุลให้กับร่างกาย ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ในขณะที่อยู่ไฟ แม่เด็กจะดื่มน้ำร้อนที่ได้จากยาสมุนไพรพื้นบ้าน ได้แก่ ไม้แดง เปลือกไม้และรากของต้นไม้ชนิดต่างๆ เป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ในชุมชนสมัยนั้น การทำความสะอาดร่างกายใช้น้ำต้มใบมะขาม ใบนาด ใบเปล้า ในขณะที่อาบน้ำต้มสมุนไพร ให้ใช้ผ้าสีดำพับให้หนา ชุบน้ำต้ม สมุนไพรร้อนๆ รองนั่งด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามต่างๆ “คะลำ” ในการรับประทานอาหารที่แม่เด็กต้องระมัดระวัง อาหารที่อนุญาตให้รับประทานได้ ได้แก่ ข้าว ปลา ไก่ ส่วนอาหารสำหรับเด็กแรกเกิดนั้น ประกอบด้วยข้าวเหนียวบด กล้วยแล้วนำไปหมกในกองขี้เถ้าให้ร้อน แล้วค่อยนำมาป้อนเด็ก ภาพที่7-17 การอยู่ไฟหลังคลอดภาพจาก https://cdn.esan108.com/main/wp-content/uploads/2015/10
176ขณะที่อยู่อยู่ไฟนั้นก็จะมีเพื่อนบ้านมาเยี่ยมพูดคุยด้วย เพื่อให้กำลังใจ ไม่ให้เหงา พร้อมกับดื่มน้ำร้อนเป็นเพื่อนด้วย “กินน้ำฮ้อนกับแม่อยู่กรรม” เมื่อครบกำหนดในการอยู่ไฟจะต้องมีการออกกรรมของแม่ลูกอ่อน ผู้อาวุโสจะผูกแขนเรียกขวัญให้ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัวแม่และเด็ก เมื่อครบกำหนดแล้วก็มักจะทำพิธีตัดผมไฟให้กับเด็ก ปัจจุบันการสาธารณสุขมีความทันสมัยมากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้น เนื่องจากมีการกระจายสถานบริการไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เข้ามามีบทบาทในการรักษาอาการเจ็บป่วยและรับผิดชอบเกี่ยวกับสุขอนามัยของคนในชุมชนมากขึ้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทำให้วิธีการคลอดแบบโบราณลดจำนวนลงและหายไปในที่สุดประเพณีพาสู่กินดอง (แต่งงาน)การแต่งงานมีครอบครัวนับว่าเป็นความสำคัญของชีวิตมาก เพราะเป็นชีวิตที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อคนแม่คน เป็นชีวิตที่พึ่งตนเองและต่อสู้กับอุปสรรคนานาประการ ดังนั้นผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ชีวิตขั้นนี้ จะต้องใคร่ครวญให้รอบครอบรอบด้าน การแต่งงานนั้นผู้ไทเรียกว่า \"การพาสู่กินดอง\" ประเพณีพาสู่กินดองที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาของผู้ไทตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งถือว่าเป็นรากเหง้าของผู้ไทบ้านโพนสวาง เนื้อหาค่อนข้างยาวมีรายละเอียดมาก โดยเฉพาะขั้นตอนการเฆี่ยนเขย ซึ่งไม่ค่อยมีใครบันทึกไว้แล้ว ประเพณีพาสู่กินดองของผู้ไทในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันพิธีแต่งงานจะผสมผสานเป็นสากลนิยมเสียส่วนมาก (ชัชวาล จันทรเสนา, 18-21, 2554)ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้วชายไปอยู่ที่บ้านของหญิง เรียก อาวาหะมงคล พิธีนี้โบราณถือว่าดีนัก ดังภาษิตที่ว่า \"เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย\"
177ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว หญิงไปอยู่ที่บ้านของชาย เรียก วิวาหะมงคล พิธีนี้โบราณถือว่าไม่ดี ดังภาษิตว่า \"เอาลูกใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน\" ชาวผู้ไทส่วนใหญ่นั้นส่วนใหญ่แล้วแต่งเอาสะใภ้เข้าบ้านตามแบบหลังแม้ว่าจะเปรียบเหมือนเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ชานก็ตาม แต่ในกรณีที่ฝ่ายชาย ไปอยู่บ้านของหญิงก่อนเรียกว่า เขยสู่จัดงานกินเลี้ยงทั้งสองฝ่าย พอได้สองถึงสามปีแล้วแต่จะตกลงกัน แล้วญาติฝ่ายชายจะไปจัดงานกินดอง เอาชายหญิงทั้งคู่กลับมาอยู่บ้านของฝ่ายชายตลอดชีวิต วิธีที่สองทำกันครั้งเดียวให้เสร็จ แล้วรับเอาฝ่ายหญิงมาอยู่บ้านของชายเลย การกินเลี้ยงฝ่ายชายต้องออกค่าอาหารเลี้ยงแขก และญาติพี่น้องทั้งหมดทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายของตนเอง ซึ่งโดยปกตินิยมจัดให้มีงานแต่งในเดือนคู่คือ เดือน 2 เดือน 4 และ เดือน 6 เท่านั้น ส่วนเดือน 8 เดือน 10 ไม่ทำเพราะผิดจารีตประเพณี (คะลำ) การโอม การโอมคือการไปทาบทามสู่ขอหญิงสาวมาเป็นเมียของชาย การโอมนั้นทำดังนี้คือ จัดขันหมากธรรมดา มีหมากจีบ พลู พันใส่ขัน ๑ ขัน กับเงิน ๓ บาท และเหล้า ๑ ขวด เงินและเหล้านี้เป็นค่าจ้างพ่อแม่ของหญิงเรียกว่าเหล้า ไขปากไขคอ มอบให้เจ้าโคตรของฝ่ายชายสองคนนำขันหมากนี้ไปขอต่อพ่อแม่ของหญิง แล้วทางพ่อแม่ของหญิงจะบอกว่า....ขอให้ถามลูกสาวดูก่อน... เมื่อเจ้าโคตรของฝ่ายชายกลับไปแล้วฝ่ายหญิงจะไปบอกทีหลังว่าจะตกลงหรือไม่ตกลง ถ้าตกลงเจ้าโคตรฝ่ายชาย จะจัดขันหมากขึ้นอีกครั้งหนึ่งคราวนี้เรียกว่า \"ไปหมายสาว\" การหมาย เป็นการสู่ขออีกอย่างหนึ่ง ขันหมากนี้เขาใช้กระหยังซึ่งเป็นของใช้ของชาว ผู้ไทคู่กับ ขะม่อง ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ (รูปร่างคล้ายกับชะลอม) ในกระหยังที่เป็นขันหมากนั้นมี ข้าวสาร ๑ ถ้วย พลู ๑ กีบ (๑๐ ใบ) เปลือกเสียด ๑ กีบ ไข่ไก่ใหม่ ๒ ฟอง เทียนดอกไม้ ๑ คู่ ใช้ผ้าขาวขนาด ๑ คุณ ๑ ศอกห่อเครื่องของต่างๆ ไปหาฝ่ายหญิงอีก ฝ่ายพ่อแม่ของหญิงก็จะรีบเอาขันหมากนั้นไว้ แล้วส่งกระหยังและไข่ ๑ ฟอง คืนให้ฝ่ายชาย ตอนนี้หญิงชายทั้งคู่ต่างก็เก็บตัวไม่ออกไปไหนโดยลำพัง เพราะโบราณถือว่าจะมีมารขัดขวางทำให้ต้องเลิกกันก่อนแต่ง
178ค่าดอง ราคาค่าตัวของหญิงหรือสินสอดเรียกว่า \"ค่าดอง\" เมื่อพ่อแม่และหญิงชายตกลงปลงใจกันหมดแล้วจะต้องมาดค่าราคาหญิงเป็นน้ำเงิน การตีราคานั้นถือตามฮีตบ้าน คองเมือง จารีตนั้นมีอยู่ว่าถ้าเป็นลูกเจ้าเมือง อุปฮาช ราชบุตร เมืองแสน เมืองจัน ตีราคาค่าตัว หกตำลึง ถ้าเป็นลูกตาแสง นายกรม นายกอง ตีราคาค่าตัว สามตำลึง ถ้าเป็นลูกคนธรรมดาสามัญ ตีราคาค่าตัว หกบาท คือต้นตระกูลเอาเท่าไรก็เอาเท่านั้น การมาดค่าตีราคาของหญิงนั้น เจ้าโคตรฝ่ายชายมักจะร้องขอต่อรอง ถ้าตกลงกันเท่าไรแล้วจะต้องนำเงินนั้นมาให้แก่หญิงในวันแต่งงาน ปัจจุบันค่าดองได้เปลี่ยนไปมากแล้วเครื่องสมมา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างตกลงเป็นที่เข้าใจกันแล้วก็หาฤกษ์หาวันดีทำพิธีแต่งงานเลย ก่อนถึงวันแต่งงานนี้ของสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ เครื่องสมมา สิ่งของที่เป็นเครื่องสมมาได้แก่ เสื่อ หมอน เสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าห่ม ซึ่งฝ่ายหญิงจัดทำเพื่อนำเอาไปสมมาคุณเจ้าโคตรฝ่ายชาย ของเหล่านี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงจะต้องเตรียมไว้ก่อนวันงาน เมื่อแต่งเสร็จแล้วจึงต้องนำสิ่งของเหล่านี้ไปสมมาแก่เจ้าโคตรฝ่ายชาย ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวันทั้งสองฝ่ายจะให้คนซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของตนเองออกตระเวณบอกแก่ญาติมิตรและเพื่อนบ้านทุกหลังคาเรือนทั้งในหมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง (เมื่อก่อนไม่มีการ์ดเชิญ) การบอกเล่านั้นมีสองกรณีด้วยกันดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้น คือถ้าพาสู่ธรรมดาเขาจะบอกว่า \"อนุญาตเด้อหาพาสู่ ชื่อ...(คนแต่ง)\" ถ้ากินดองให้เสร็จที่เดียวเลย เขาก็จะบอกว่า \"อนุญาตเด้อหาพาสู่กินดอง ชื่อ...(คนแต่ง)\" เอาเบอเฮือนพร้อม\" (ไปอยู่ที่บ้านฝ่ายชายหลังการแต่งงาน)ถ้าเป็นการแต่ง (พาสู่) แบบฝ่ายขายจะต้องอยู่บ้านฝ่ายหญิงนั้น สิ่งของที่ฝ่ายชายจะต้องเตรียมไปคือ ควาย ๑ ตัว ข้าวปลูกให้พอกับที่นาของฝ่ายหญิง ถ้ามากก็เอาไปมาก ขวาน ๑ เล่ม มีด ๑ เล่ม แห ๑ ผืน มอง (ดาง) ๑ ผืน ถ้าเป็นแบบพาสู่กินดอง (พาฝ่ายหญิงกลับไปอยู่กับฝ่ายชาย) ก็ต้องเตรียมอาหารเพื่อนำไปเลี้ยงแขกและญาติมิตรฝ่ายหญิง เช่น ซื้อวัวให้หนึ่งตัวหรืออาจซื้อหมูก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน ในวันนั้นคนของฝ่ายชายจะต้องเป็น ผู้จัดหาเครื่องทำครัวให้พร้อมเสร็จด้วย แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
179ล่าม ประเพณีการแต่งงานของชาวผู้ไทนั้น บุคคลหนึ่งที่จะขาดไม่ได้นั้นคือ ล่าม ล่ามในวันแต่งงานนั้นเป็นผู้นำหน้าถือขันหมาก เป็นผู้มอบกระหยังขันหมากและกล่าวคำมอบเขยแก่เจ้าโคตรของฝ่ายหญิง เมื่อแต่งงานเสร็จแล้วล่ามยังมีหน้าที่ใกล่เกลี่ยเมื่อผัวเมียเกิดระหองระแหงกันอีกด้วย หน้าที่นี้ล่ามจะต้องทำไปจนตลอด หรือจนกว่าผัวเมียจะหย่าขาดกัน ผู้ที่จะมาเป็นล่ามจะต้องเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่เคยเป็นม่ายหรืออย่าร้างมาก่อน ฐานะปัจจุบันจะต้องเป็นคนพร้อมลูกพร้อมเมีย และเป็นคนดี เป็นคนพูดจาฉะฉาน คนเชื่อถือ วันทำพิธีพาสู่กินดอง การพาสู่กินดองเป็นพิธีที่จัดใหญ่โตตามฐานะทำให้เสร็จในวันเดียว ณ ที่บ้านของทั้งสองฝ่าย เตรียมการต้อนรับญาติพี่น้องที่มาช่วยงานมีอาหารกินอย่างอุดมสมบูรณ์ จัดเตรียมพาขวัญออกมาตั้งไว้ เมื่อญาติพี่น้องมาพร้อมกันแล้วจึงทำการสู่ขวัญพิธีสู่ขวัญน้อย เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีแล้วต่างฝ่ายต่างทำการสู่ขวัญที่บ้านของเอง พอสู่ขวัญเสร็จก็ผูกข้อต่อแขน ฝ่ายชายแห่ขันหมากมาบ้านฝ่ายหญิงพิธีแห่ขันหมาก เครื่องขันหมากมีสามขัน ขันที่หนึ่งใส่พลู ๔ แหลบ สีเสียด ๔ แหลบและเงินค่าดอง ขันที่สองใส่เครื่องบูดของเน่ามีไก่ต้มทั้งตัว จำนวน ๔ ตัว เหล้า ๔ ขวด แบ่งเป็นไก่เฆี่ยน ๒ ตัว ไก่ย้ายตีน ๒ ตัว ถ้วย ๑ ใบ เหล้าก็แบ่งเป็น ๒ ชุดเหมือนกัน และขันที่สามเรียกว่า \"หับไข่ไก่กลม\" จำนวน ๘ หับแบ่งเป็น ๔ หับแรกบรรจุใข่ใหม่ หับละ ๔ ฟอง อีก ๔ หับบรรจุดอกไม้รูปเทียน และหมาก พลู บุหรี่ หับนี้มีรูปร่างคล้ายกับเข่งเล็กขนาดพอบรรจุไขไก่ ๔ ฟอง เต็มพอดีสานด้วยไม้ไผ่ พอได้ฤกษ์งามยามดีก็เริ่มแห่จากบ้านฝ่ายชายไปยังบ้านฝ่ายหญิง ล่ามจะสะพายกระหยังขันหมากนำหน้าเพื่อเอาเครื่องขันหมากไปวาง พอได้เวลาก็กลับมาแห่เอาเขยไป ถัดมาก็เป็น พาขวัญโดยให้หญิงบริสุทธิ์ถือ (ไม่เคยหย่าร้าง) ต่อมาก็เป็นเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว แล้วตามหลังด้วยขบวนแห่พร้อมญาติมิตร ซึ่งแล้วแต่ใครจะฟ้อนจะรำตามอารมณ์ พอมาถึงกระไดบ้านของฝ่ายหญิง ก็จะมีคนของฝ่ายหญิงมา แก่กระได (เป็นภาษาผู้ไท หมายถึงดึงบันไดขึ้น) หรือมาชักกระไดขึ้น ทำทีจะไม่ยอมให้เจ้าบ่าวขึ้นบ้าน ทางเจ้าบ่าวจะต้องหาคน
180มาลำขอกระได (ล่ามน้อยจะต้องทำหน้าที่นี้) ถ้าหาไม่ได้จะต้องจ้างด้วยเหล้า และล่ามน้อยจะต้องแสดงพละ กำลังแทนเขย ด้วยการฝ่าฟืนด้วยขวาน กลอนลำขอกระไดมีอยู่ว่า \"โอยหน้ออ้ายนี้หมายมามั่น ละขันตายตางอุ่นเด้...ละน้อง บุญหัวเฮียมมันหากมาตกนี้จำหนีกะขออยู่ แม่นแผ่นดินท่อหมากบ้า แผ่นฟ้าท่อหมากเบี้ยละขอเมี้ยนกระดูกดอม ขันตายฮ่วมป่าซ้า ขันท่าฮ่วมบ่อนนอน โอน้ออ้ายนี้หมายมาซ้อนนอนเฮือนฝาไม้ไผ่กะตามแล้ว คันแม่นบุญคาดได้จังนอนแป้นแผ่นกระดาน โอเด้เจ้าผู้เฮือนซานกว้างปราสาทมุงมณี ทางเทิ้งมุงใบสีฮ่อยกระดิ่งดังก้อง ยามเมื่อลมมาต้องกระดิ่งทองต้องติติ่ง กระดิ่งทองหน่วยน้อยแขนห้อยอยู่เกยนั้นแล้ว เขยได้มาถึงแล้วแววมณีเนื้อละไม กระไดเงินแม่แก่ไว้ กระไดคำพ่อแก่ไว้กระไดไม้ให้ป้อนลง\" อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือล่ามน้อยจะต้องนำผัก ไปให้โคตรฝ่ายหญิงได้กินกันทุกคน ผักในที่นี้คือไปน้อยหน่าฯ (ให้ดม)พอกระไดเปิดทางให้ก็จะมีญาติของฝ่ายหญิงคนหนึ่งเอาน้ำหอมมาคอยล้างเท้าให้เจ้าบ่าว พอล้างเท้าเสร็จ เจ้าบ่าวต้องจ่ายเงินให้ผู้ล้างเล็กน้อยแล้วแต่จะเห็นสมควร พอขึ้นไปถึงบนบ้านล่ามก็จะจูงเอาเจ้าบ่าวไปเข้าพาขวัญ พอเข้าไปถึงเจ้าบ่าวจะเป็นผู้นั่งคอยโดยเจ้าสาวอยู่ในห้องนอน ล่ามจะเป็นผู้เรียกเอาเจ้าสาว ๓ ครั้ง โดยกระทืบตีนลงกับพื้นแรงๆ พร้อมกับเสียงเรียกนั้น เรียกดังๆ ว่า “เอาเภ้อเอานางกูมาๆ” เสร็จแล้วล่ามก็ถือขันหมากเข้าไปมอบแก่พ่อแม่และเจ้าโคตรของฝ่ายหญิงซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว โดยพูดดังๆ ให้ได้ยินหลายๆ คน ความมอบเขยมีดังนี้“ความเส้นหนึ่งไหว้สาโคตรตาพาเข้า คือเดี๋ยวนี้นั้นกะได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว ตูข้อยได้นำเอาสิ่งของอันนี้เป็นมงคลมามอบเฮ้ออยู่เต้อนี้ครบ มี ฮีตคอง ๒ ประการ ค่าปองแป้ง แข้งน้ำนม อีออมตอมน้อย เหล้าไหไก่คู่ สัตว์เป็นหัวตัวเป็นเลือด ผักหมี่สีแจ แหลุทองมองลุหลอด หอกดาบแข้งผี มีทั้งกุคู่ ๕ ของพระยาทั้ง ๔ ถวายแก่พระพ่อเจ้ายอให้หม่อมพระนาง ขอมอบเฮ้อแก่โคตรแก่ตา ขอเฮ้อเฆี้ยนเส่อค่าเส่อหัวเบิ่งดู” (ปัจจุบันไม่ค่อยมีการเฆี่ยนเขย)
181พอล่ามกล่าวจบ เจ้าโคตรฝ่ายหญิงก็จะเฆี่ยนเขยทันที โดยกล่าวว่าคำเฆี่ยนเขยของผู้ไทความเส้นหนึ่งไว้สา (สร้อย) คือ สูเจ้ามาเยอะได้ลุหญิงหลานสาวตูข้อยๆ กะมิเว้า ผิเหลอหล่ะ ลุหญิงหลานสาวตูข้อยกะมิได้พุสังสะหลังไว้ แต่ลุหญิงหลานสาวตู่ข้อยกะได้เลี้ยงมาพาเญ่อเมิดแสนโหปลา แสนขาไก่ จังได้เญ่อเป็นสาวยาวเป็นเก้า สูเจ้าจังได้แต่งคนมาปากเว้าจาขอนำตูข้อย ตูข้อยกะมิขัดมิขืนผิเหลอหล่ะ แต่หวะ... ลุหญิงหลานสาวตูข้อยนี้มันมิซ่างแท้ได้ คันเฮาเฮ้อเข็นฝ้ายแหน่อีหล้า มิ..ข้อยมิทันได้ลุต่ำหุแหนอีนาง มิ...ข้อยมิทันได้ผัว คันเฮ้อต่ำหุผ้าคือฝาตาดไซ เฮ้อต่ำหุไหมคือฝาตาดต้อน เซ้อเฮ้อเลี้ยงหม้อนมิฮู้จักตัวลุตัวหนอน เอ้อ ลุหญิงหลานสาวตูข้อยโพดมันมิเป็นแท้ได้ คันเฮาเซ้อเฮ้อไปตักน้ำกะผัดเอ็ดน้ำเต้าไหล เซ้อ เฮ้อดังไฟกะผัดเอ็ดไฟมอด เฮ้อปั่นหลอดกะผัดเอ็ดหลอดมาย เฮ้อจูงควายจูงหางเอาะก่อน เฮ้ออุ้มน้องกะผัดอุ้มหย่อนโหลง เอ้อ คันสูเจ้าหล่ะมิติมิฮิ หล่ะเอาลุหญิงหลานสาวตูข้อยไปฝึกไปแปลงเฮ้อมันจบมันดีตูข้อยกะหล่ะปุ หล่ะแปลงเฮ้อ เอ้อ คันสูเจ้าหล่ะติ หล่ะฮิ กะเฮ้อหย่าเสียแต่มื้อทุ่งยังกว้าง ฮ้างเสียแต่มื้อทางมันยังไกล หย่าเดียวเสียเต้อไก่คู่นี้กับเหล้าขวดนี้หละ โคตรเจ้าบ่าวรับ...จ้าวหมายเหตุจ้าว หมายความว่า ยอมรับเอาทุกอย่างความเส้นหนึ่งไหว้สา (สร้อย) กวานเจ้าล่ามเจ้าพุเป็นล่ามดวงดีหวีดวงเกี้ยง สูเจ้าได้เฮ้ามารับรองฮีตสิบสอง คองสิบสี่นำตูข้อย เอ้อ คือเดี๋ยวนี้นะ เหล็กกล้าเขาจังเอาไปเอ็ดเหล็กซี คนดีเขาจังเอาไปเอ็ดคนใช้ แต่หวะตูข้อยนี้ยังได้ข้อข้องใจไอ้หนึ่งอยู่ คือ ซู้เก่าคราวหลังเจ้านั้นตัดเกี้ยงๆ สีนเพียงๆ เกี้ยงอ่อยห่อยแล้วเบ๊าะ มันมิได้เป็นหุตเต้อเล้า เป็นเปาเต้อข้างเบ๊าะ คันยังเป็นหุตเต้อเล้าเป็นเปาเต้อข้างอยู่กะต่อสับละ ปะเลิกเด๋วเสก่อน เฮ้อมันเกี้ยงคือเป๊อะเกาะ เลาะคือเป๊อะเปลือยซะก่อนจังมาแต่งมาแปลงเดียวเบ่อ เว้าแนวเลอกวานเจ้าล่าม...จ้าว
182เข้าบทเฆียนความเส้นหนึ่งไหว้สา (สร้อย) กวานเจ้าล่ามเจ้าพุเป็นล่ามดวงดีหวีดวงเกี้ยง สูเจ้าได้เฮ้ามารับรองฮีดสิบสองคองสิบสี่ฮีตยี่คองเกงนำตูข้อย คือ ฮีตนี้มิแม่นหวะตูข้อยตั้งเอามื้อนี้มื้อวาน ตั้งมาแต่แผ่นดินท่อฮอยไก่ ต้นไม้ท่อลำเทียน ฮีตนี้ได้สืบมาแต่ปู่ทวด ย่าสัง ปู่บก เมืองวังนาแมด นากะสี ผู้ไทเฮาเห็นดีจังใด้พาเด๋วสืบเอาไว้ เอ้อ..คันสูเจ้าหละเฮ้ามาเป็นตับ หลับตาเฮ้ามาเป็นแป้เป็นเขย ตูข้อยกะหละได้เฆี้ยนเส่อด่าว่าเส่อหัว หละได้ฮินี้ คือ..คันสูเจ้าเป็นช้าง ตูข้อยกะหละหย่ำหัว สูเจ้าเป็นโขตูข้อยกะหละได้ไต่ เอ้อ...เขยนี่เนาะคันตูข้อยเซ้อเฮ้อลงล่างกะมิเว้าไกล เซ้อเฮ้อไปไทยกะมิเฮ้อเว้าหวะไปมิฮอด เซ้อเฮ้อไปไฮ่กะมิเฮ้อกะไหลไปนา เซ้อเฮ้อไปนากะมิเฮ้อกะหลาเบอบ้าน คันขี้ค้านกะเฮ้อนอนอยู่เฮอน คันไปดงกะมิเฮ้อมาเป่า ไปเหล่ากะมิเฮ้อมาดาย คันมิได้ไม้เป็นกะเฮ้อได้ไม้ตายพอได้มาแก้งก้น เอ้อ...เขยนี่เนาะ นอนหว้ำกะเฮ้อเบิ่งเซอะควาย นอนหงายกะเฮ้อเบิ่งเซอะซ้าง คันเซื้อโคตรแนวตาใหญ่ท่อก้อย น้อยท่อทู่กะมิเฮ้อฮ้องว่ากูว่ามึง คันพอฮ้องว่าลุงว่าป้า กะฮ้องว่าลุงว่าป้า คันฮ้องว่าพ่อเฒ่าแม่ตากะเฮ้อฮ้องพ่อเฒ่าแม่ตา มีเฮ้อฮาบคือหน้าเขียงเพียงคือหน้ากอง ความเส้นหนึ่งไหว้สา (สร้อย) เสิ้กตีหยะไม้กะสะหนามสน ไม้บกฟันหยาบไม้บากฟันอ่อน ไม้ถ่อนฟันเหนียว ไม้เงียวฟันแข้ง อันนี้ตูข้อยกะละเว้นเฮ้อกะแป้กะเขยอยู่ แต่ว่า คันนาฮกเฮ้อลุเขยถาง คันนาบางเฮ้อลุเขยอืบ คันมิได้แนวนี้ตูข้อยกะหละเบอว่าแนวเลอ กวานเจ้าล่ามหละรับรองได้บ่อความเส้นหนึ่งไหว้สา (สร้อย) เขยนี่เนาะ ดำน้ำกะมิเฮ้อเอ็ดก้นฟู เฮ้อจกฮูกะมิเฮ้อเอ็ดแหนสั้น คันสุดแฮนกะเฮ้อเอาไม้ต่อ คันสุดข้อกะเฮ้อเอาไม้ตาบ กินซิ้นกะมิเฮ้อเหน็บจำคา กินปลากะมิเฮ้อเหน็บจำข้อ กินไก่กะเฮ้อกินแต่ใส้ กินไก้กะเฮ้อกินแต่ตีน ว่าแนวเลอ กวานเจ้าล่ามหละรับรองได้บ่อ คันมิได้แนวนี้ตูข้อยกะหละเบอ...จ้าวความเส้นหนึ่งไหว้สา (สร้อย) คือ คู่มื้อนี้คนเฮามันขี่หายตายง่าย กินข้าวคำเดียวกะสะหมัก กินผักคำเดียวกะเบ่อไข้หละเท้อกะตาย คันสูเจ้าหละเฮ้อตูข้อยรับรองตูข้อยมิรับรอง ตูข้อยหละรับรองเอาแต่โทษที่มาตกเส่อสาดหยาดเส่อบ่อนนอน เอ้อ..เขยนี่เนาะ คันตูข้อย เซ้
183อเฮ้อไปค้าไปขายคันหวะมันหลุ๊บมันจมมาตูข้อยหละรับรองอยู่ แต่หวะคันไปสูบฝิ่นกินซา เสพสุรายาเมา ลิ้นไพ่ ไฮโล ลิ้นเบี้ยแทงโป ไปลิ้นน้องน้ากำพร้าน้องเมีย อันนี้ตูข้อยหละได้เบ๋อซ้ำถอดนางว่าแนวเลอ กวานเจ้าล่ามหละรับรองได้บ่อ...(จ้าว) พิธีสู่ขวัญกันก่ายพอเสร็จจากการมอบเขยและเฆี้ยนเขยแล้ว ก็มีพิธีสู่ขวัญกันก่าย คือให้ชายหญิงคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยกัน พอสูตรจบก็เอาไข่ขวัญมาปอก ใช้เส้นผมตัดตรงกลางตรวจดูไข่ว่าเต็มหรือไม่ ถ้าเต็มก็ฝ่ายความว่า คู่บ่าวสาวคู่นั้นจะอยู่ด้วยกันมีความสุขสมบูรณ์ตลอด แล้วก็ทำการป้อนไข่ โดยให้มือขวาไข่อ้าย มือซ้ายป้อนไข่นาง เสร็จแล้วผูกแขนให้ชายหญิง พอต่างฝ่ายก็ผูกแขนเสร็จแล้ว เจ้าบ่าวจะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปสมมาพ่อแม่โคตรวงศ์ของหญิง แล้วฝ่ายชายจะกลับบ้านของตน จากนั้นเจ้าสาวพร้อมด้วยญาติก็จะเดินทางไปสมมาพ่อแม่และญาติฝ่ายชายที่บ้านฝ่ายชาย ตอนเย็นญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายก็ทำพิธีส่งตัวตัวเข้าห้อง (หอ) เป็นอันเสร็จพิธีอย่างสมบูรณ์บทเส่อขัดหันส้น (ย้ายตีนเภ้อ)ความเส้นหนึ่งไหว้สา (สร้อย) เอ้อ.. คันว่าลุหญิงหลานสาวตูข้อยนี้มันไปมิซ่างญ่าง มิงาม ทิ้มกระบุงกายหน้า ทิ้มกระซ้ากายตา เฮ้าสวนผัก ลักสวนแตง นุ่งซิ่นผืนกว้าง เส่อต้างหูโหลงกะดี อย่าฟ้าวขายเฮ้อข่า ค้าเฮ้อแกวหลายเด้อ เฮ้อโคตรและคึดนั่งตากแดดฟิงไฟเว้าเดียวสาก่อน เอ้อ.. คันว่าข้าวพอฮางตูข้อยกะหละฮาง คันหวะนางพอต้าน ตูข้อยกะหละต้าน คันสูเจ้าเอาลุหมูลุหมามากะเฮ้อส่งเส่อมุ้ง คันสูเจ้าเอาลุฮุ้งลุกามากะเฮ้อส่งฮอดผา คันสูเจ้าเอาลุหญิงหลานสาวตูข้อยมากะเฮ้อส่งฮอดเฮือนฮอดซาน อย่าเฮ้อเฮ้ฮอยควาย หายฮอยซ้างด้าย กวานเจ้าล่ามเว้าแนวเลอ หละรับรองได้บ่อ (บทนี้ใช้ตอนสู่ขวัญคู่บ่าวสาว และเจ้าบ่าวขอขมา (สมมา) ญาติฝ่ายหญิงเสร็จ ก่อนกลับบ้านญาติฝ่ายหญิง (โคตรจะเป็นคนขัดท้าย) (คำว่า..สร้อย..คือ กวานเจ้าล่ามเจ้าพุเป็นล่ามดวงดีหวีดวงเกี้ยง)
184 ภาพที่ 7-18 พิธีการบายศรีสู่ขวัญผูกแขนคู่บ่าวสาวการสมมาหรือขอขมาญาติผู้ใหญ่ ในงานแต่ง หลังจากผูกผูกข้อมือให้บ่าวสาวเสร็จก็จะเป็นการสมมา บ่าวสาวจะนำเครื่องสมมาไปขอขมาลาโทษผู้ใหญ่ที่นับถือ พร้อมทั้งกล่าวฝากเนื้อฝากตัวเป็นสะใภ้หรือเขยเหมือนกัน การสมมา ฝ่ายหญิงจะต้องเตรียมเครื่องสมมาพ่อแม่และญาติของฝ่ายชาย โดยเริ่มทำการสมมาพ่อแม่และญาติของฝ่ายชายเรียงตามลำดับความอาวุโส จากนั้นผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ก็จะให้พรและอบรมสั่งสอนในเรื่องของการครองเรือนต่อไปหลังจากนั้นก็จะมีการเลี้ยงฉลองตามประเพณี อาจเป็นตอนกลางวันหลังพิธีผูกแขนสู่ขวัญหรือในตอนเย็นก็ได้เสร็จแล้วถือเป็นอันเสร็จพิธีความตาย และการทำศพโดยปกติแล้วเมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน เจ้าของบ้านจะจุดพลุหรือตี “กะลอ” เป็นสัญลักษณ์ บอกถึงเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายข่าวให้ได้รู้กันทั่วอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านตลอดจนญาติพี่น้องจะได้ไปช่วยเหลือ หรือทำให้ผู้ที่ออกไปไร่นาได้รู้ว่ามีคนตาย จะได้ไม่ขนฟืนกลับเข้ามาในหมู่บ้าน เพราะเชื่อกันว่าถ้าจะขนฟืนเข้ามาในหมู่บ้าน
185เวลามีคนตายทำให้ไม่เป็นมงคลต่อครัวเรือน จะนำความตายมาให้เหมือนขนฟืนมาเผาคนตาย แต่ถ้าขนฟืนเข้ามาแล้วรู้ว่ามีคนตายในหมู่บัานก็ให้ทิ้งฟืนไว้นอกหมู่บ้าน 1 ท่อน เป็นการแก้เคล็ดว่าได้ช่วยเผาคนที่ตายในวันนั้นแล้วเมื่อรู้ว่ามีคนตายในหมู่บ้านของชาวผู้ไท ญาติพี่น้องทั้งบ้านใกล้ใกลก็จะมาช่วยกันจัดงานศพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นเขย ประกอบด้วยเขยกก เขยรอง (คนที่ 2 คนที่ 3 …) ซึ่งชาวผู้ไทนั้นจะใช้เขยทำพิธีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดข้าวของผู้ตาย เสื้อผ้า อาหารเตรียมสำหรับไปทานในภพหน้า ชาวผู้ไทจะถือว่าเป็นหน้าที่ของเขย ในการทำยกโยกย้ายสิ่งของทั้งหมด นับว่าเขยผู้ไทเป็นผู้ที่รับผิดชอบงานหนักที่สุดในงานศพ ผู้ชายจะช่วยกันทำโลงศพแต่มีข้อห้ามว่า ผู้ชายที่ยังไม่แต่งงานจะมาช่วยไม่ได้เพราะเชื่อว่าจะไม่เป็นมงคลและหากยังมาช่วยจะไม่ได้แต่งงาน เครื่องมือเครื่องใช้ที่นำมาต่อทำโลงศพมี เลื่อย ฆ้อน ตะปู สว่าน กบไสไม้ เป็นต้น และห้ามนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้ในกิจกรรมอื่นจนกว่าจะมีการเผาศพเสร็จและพระกระทำพิธีสวดเรียบร้อยแล้ว ถ้าผู้ตายเป็นพ่อแม่เขาจะเอากระดานปูเรือน 2-3 แผ่นมาต่อโลงศพ ถือว่าได้แบ่งเรือนให้พ่อแม่ที่ตายไปได้มีที่อยู่อาศัย เมื่อทำโลงศพเสร็จต้องทำพิธีเซ่นโลงด้วยหัวปลาและเครื่องเลี้ยงผีอื่นๆ อีกด้วย สำหรับฝ่ายหญิงจะช่วยกันตระเตรียมอาหารสำหรับผู้ที่มาช่วยงาน เป็นการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อทำงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยการจัดการเกี่ยวกับศพอาบน้ำศพแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดให้ผู้ตายเพราะเชื่อว่าผู้ตายจะไปสู่อีกโลกหนึ่ง หวีผมให้ศพโดยหวีไปข้างหลังครึ่งหนึ่ง ข้างหน้าครึ่งหนึ่ง เมื่อหวีแล้วหักออกเป็นสองท่อนทิ้งเสีย ทางคดีธรรมเป็นการเตือนให้พิจารณาว่า ความเกิดกับความตายเป็นของคู่กัน เกิดแล้วต้องตาย ตายแล้วต้องเกิด ผู้ที่ไม่ตายคือผู้ที่ไม่เกิด นำเงินใส่ปากศพโดยใช้เงินฮางหรือเงินเหรียญเงินบาท ทางคดีธรรมถือว่าสอนคนเป็นให้รู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์ อย่าตระหนี่ ถี่เหนียว ไม่รู้จักกินรู้จักใช้ เวลาตายไปเขาเอาเงินยัดใส่ปากก็เอาไปไม่ได้ นอกจากนี้ผู้ชอบกินหมากเขาก็ตำหมากใส่ปากให้ ใช้ขี้ผึ้งดีปิดตาปิดปากศพทั้งนี้เพื่อป้องกันความอุจาดลามก ศพ