The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มผู้ไทบ้านโพนสว่าง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pawanrat, 2026-01-14 02:58:49

ผู้ไทบ้านโนนสว่าง

รวมเล่มผู้ไทบ้านโพนสว่าง

36หรือ “เจ้าจ้ำ” (เฒ่าจ้ำ) ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นพิเศษ ใครจะไปเที่ยวค้าขายทางไกลต้องไป “คอบ” หรือแจ้งให้เจ้าจ้ำรับทราบก่อน และไปบวงสรวงจัดเลี้ยงผีปู่ตาที่ศาลเจ้าก่อนออกเดินทาง อาหารที่จัดเลี้ยงมีของหวานของคาว เหล้าไห ไก่ตัว พร้อมบอกกล่าวว่าจะไปทำอะไรที่ไหน ขอให้เจ้าปู่คุ้มครองและรักษาความปลอดภัย ขอให้สมความปรารถนาทุกประการ ตอนที่กลับมาถึงก็ต้องบอกให้เจ้าจ้ำรับทราบว่าได้กลับมาแล้ว และเลี้ยงผีปู่ตาอีก ทุกคนทุกครั้งต้องทำแบบนี้ตลอด และมีข้อปฏิบัติกำหนดว่า ห้ามทุกคนในหมู่บ้านไม่ให้ตำข้าวหรือผ่าฟืนเวลาพระอาทิตย์ตก ต้องรอจนกว่าพระอาทิตย์ขึ้นจึงทำได้ ถ้าใครฝ่าฝืนผิดผีปู่ตา (พู พรหม สุขันธ์, หน้า 2, ม.ป.ป.)เล่ากันว่า ตอนกลางคืนจะมีเสือเข้ามาในหมู่บ้านกินเป็ด กินไก่ กินหมา และส่งเสียงร้องเดินไปมาในหมู่บ้านจนเกือบแจ้ง (สว่าง) เสือจึงหนีออกจากหมู่บ้านไป พอรุ่งเช้าเจ้าจ้ำก็จะไปบอกกล่าวให้ศาลเจ้าหรือปู่ตาได้รับทราบว่าลูกหลานเขาทำผิดโดยไม่ได้เจตนา ขอเจ้าปู่เจ้าตาอย่าถือสาหาความ เขายอมรับผิดแล้ว แต่นี้ต่อไปจะไม่ทำผิดอีก ในคืนต่อมาก็เงียบไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆขุนประจักษ์จิตราฏร์ปกครองหมู่บ้านแบบพี่น้อง ชาวบ้านมีความสามัคคีกัน ไม่มีใครก่อการทะเลาะวิวาทกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็เยี่ยมยามถามถึง ช่วยกันหายาหาหมอ (หมอสมุนไพร รากไม้ เครือไม้ ที่มีคุณสมบัติทางยา ฝนกับหินจุ่มน้ำกิน หรือทาภายนอก หรือต้มดื่มกิน) สมัยนั้นการสาธารณสุขยังไม่ดี โรงพยาบาลอยู่ใกล้ก็ไม่มีพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาโปรดชาวบ้านโพนสวาง ในห้วงเวลาที่ขุนประจักษ์จิตราฏร์เป็นกำนันปกครองหมู่บ้านโพนสวางอยู่นั้น วันหนึ่งมีพระองค์หนึ่งเดินธุดงค์มาพักที่วัดนครธาตุ บ้านโพนสวาง ขุนประจักษ์จิตราฏร์ ได้ชักชวนให้ชาวบ้านเตรียมน้ำร้อน น้ำเย็น หมาก พลู บุหรี่ ไปวัดเพื่อถวายท่าน พอไปถึงเห็นอาจารย์ท่านนั่งอยู่ที่อาสนะสงฆ์บนศาลา จึงได้พร้อมกันไปกราบไหว้ และไถ่ความเป็นมาจึงทราบชื่อโดยท่านบอกเองว่าเป็น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มาจากบ้านหนองผือนาใน จังหวัดสกลนคร


37 ภาพที่ 2-7 พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภาพจาก https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/77029/-dhartพอชาวบ้านทราบดังนั้น ก็พากันดีอกดีใจ จึงพร้อมกันแต่ง (จัด) ขันแปด เข้าไปกราบขอโอกาส นิมนต์ท่านอาจารย์ให้จำพรรษาอยู่ที่วัดนครธาตุแห่งนี้ ท่านพระอาจารยมั่นก็รับนิมนต์จะอยู่จำพรรษาให้ตามศรัทธาของชาวบ้าน ในช่วงระยะเข้าพรรษานั้นชาวบ้านทุกคนเกิดศรัทธาในการฟังพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เทศนาถึงหลักธรรมและฝึกให้ญาติโยมทำสมาธิภาวนา เดินจงกลม สวดมนต์ ไหว้พระ ถือศีล ถึงวันพระก็ถือศีลแปดอยู่ที่วัดจนสิ้นหนึ่งวันหนึ่งคืน ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดจนถึงวันออกพรรษา พระอาจารย์มั่น ท่านก็ได้เทศนาให้ทุกคนในหมู่บ้านโพนสวางเข้าใจในสิ่งที่พวกเราหลงมานานแล้ว เพราะพวกเราคิดว่าผีสาง ยักษ์ มาร มีศักดิ์ศรีกว่าพวกเรา เคารพนับถือเพราะกลัวมันจะกัดจะกินหรือทำร้ายเรา อาจารย์จึงเทศนาว่า ที่เราไปหลงไปกลัวก็แล้วกันไป พวกเรากลับมาตั้งต้นกันใหม่ ผีก็ส่วนผีคนก็ให้อยู่ส่วนคน เพราะผีมันต่ำกว่าคน มันทำบาปทำกรรมมันจึงได้เป็นผี แต่นี้ต่อไปให้เลิกนับถือผีเสีย ให้อยู่ส่วนใครส่วนมัน ถ้าพวกเรามีศรัทธาก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาได้ไปผุดไปเกิดพ้นกรรมพ้นเวรเขาเสียที พระพุทธเจ้าสั่งสอนขอไห้พวกเราเคารพกราบไหว้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้พากันเข้าวัดจำศีลให้ทานใส่บาตรดีกว่าที่พวกเราไปไหว้ตามศาลเจ้า ตามต้น


38ไมใหญ่ หรือตามโพน ตั้งแต่บัดนั้นมาชาวบ้านโพนสวางได้พากันเลิกถือผีถือสาง ไม่มีศาลเจ้าไม่มีหอปู่ตาอีก (พู พรหมสุขันธ์, หน้า 3, ม.ป.ป.)มีเรื่องที่อยากจะเล่าแทรกตรงนี้ว่าในช่วงเวลาที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มาจำพรรษาที่วัดบ้านโพนสวาง นางก้อง พวงเพชร หลานของกำนันขุนประจักษ์จิตราษฎร์ เล่าว่า ภาพที่ 2-8 นางก้อง พวงเพชร (คำว่า “วิด” คงเพี้ยนมาจากคำว่า “เวจ” ซึ่ง หมายถึงที่ถ่ายอุจจาระหนักเบา มีลักษณะเหมือนส้วมหลุม บางคนก็เรียกว่า “น้ำส้างแส่ง” คำว่า “แส่ง” หมายถึงคอกไม้รูปสี่เหลี่ยมกั้นในบ่อน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ดินพัง : ผู้เรียบเรียง) อาจมองได้ว่าท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต รู้ว่าบ้านโพนสวางไม่มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติ นานไปจะลำบากเรื่องน้ำกินน้ำใช้ และด้วยญาณหยั่งรู้ของท่านรู้ว่าบริเวณนี้มีตาน้ำที่จะทำให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ไประยะหนึ่ง จึงมีอุบายให้ชาวบ้านไปขุดถาน จนพบตาน้ำและทำเป็นบ่อน้ำถาวร ชาวบ้านได้ใช้น้ำจากส้างวิด หรือส้างแส่งนี้ต่อเนื่องมาหลายสิบปี จนมีระบบประปาหมู่บ้านเข้ามา ส้างวิดจึงมีความสำคัญน้อยลง กลายเป็นบ่อร้างและถูกถมในที่สุด (ผู้เรียบเรียง)“ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ให้ชาวบ้านช่วยกันขุดถาน (ห้องส้วมของพระ) บริเวณท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันออก (เวลานั้น) ห่างจากกุฎีของท่านประมาณ 2-3 ร้อยเมตร เมื่อขุดลงไปปรากฎว่าพบตาน้ำ มีน้ำไหลออกมา เป็นน้ำใสสะอาด ชิมดูมีรสดี ชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีแหล่งน้ำอยู่แล้ว จึงทำแส่ง (ไม้กั้นดินไม่ให้ดินรอบบ่อพังทลาย) ใส่ลงไปในบ่อทั้ง 4 ด้าน ลึกลงไปประมาณ 4-5 เมตร มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลา มีปริมาณมากพอทำให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ทั้งหมู่บ้านไม่ได้ขาด ชาวบ้านเรียกบ่อน้ำนี้ว่า “ส้าง (บ่อน้ำ) วิด”


39พอออกพรรษาแล้ว ทางจังหวัดสกลนครได้มานิมนต์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร (พู พรหมสุขันธ์,หน้า 3,ม.ป.ป.) แต่ท่านเจ้าคุณพระราชวชิรโสภณ (หลวงปู่หลอ) กล่าวว่า ภาพที่ 2-9 พระราชวชิรโสภณ (หลวงปู่หลอ)สำหรับวัดนครธาตุ ที่บ้านโพนสวางก็เป็นวัดร้างอยู่หลายปี ไม่มีพระมาจำพรรษา มีแต่พระมาพักชั่วคราวแล้วก็จากไป และในที่สุดวัดนครธาตุก็เป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านโพนสวางในปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3 นายตา แสงลี กำนันตำบลส่องดาว ผู้มองการณ์ไกลทางการศึกษาเมื่อกำนันขุนประจักษ์จิตราฏร์ อายุ 60 ปีบริบูรณ์ก็เกษียณราชการ ชาวบ้านโพนสวางได้พร้อมใจกันเลือกนายตา แสงลีเป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3 ของบ้านโพนสวาง และคณะผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลส่องดาวก็ได้เลือกให้นายตา แสงลี เป็นกำนันตำบลส่องดาวแทน ขุนประจักษ์จิตราฏร์ ผู้เป็นพ่อด้วยเช่นกัน เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว กำนันตา แสงลีคิดอยากให้มีโรงเรียนขึ้นในบ้านโพนสวางเพราะหมู่บ้านนี้ไม่เคยมีโรงเรียนมาก่อน คนที่อ่านออกเขียนได้ก็มีเพียง 6-7 คนเท่านั้น จึงได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านว่าอยากได้โรงเรียนขึ้นในหมู่บ้านเพื่อให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ที่ประชุมมีมติตกลงกันเห็นดีด้วย จึงได้ตั้งวัดบ้านโพนสวางขึ้นมาใหม่ เป็นวัดป่าอยู่ที่ดงบ้านแพง“หลังจากจำพรรษาที่วัดบ้านโพนสวางแล้ว พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ธุดงค์ไปอยู่ที่ ถ้ำเป็ด ภูผาเหล็ก อยู่นานเท่าใดไม่ปรากฎแน่ชัด ข้อมูลส่วนนี้ไม่ปรากฎในบันทึกประวัติอย่างเป็นทางการของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” ท่านเจ้าคุณพระราชวชิรโสภณให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “ที่ที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ไปอยู่นั้น ในลำดับต่อมาก็จะกลายเป็นวัดหรือไม่ก็เป็นโรงเรียน” (พระราชวชิรโสภณ : ผู้เรียบเรียง)


40ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของบ้านโพนสวางกับบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว) และได้เอาสถานที่วัดนครธาตุซึ่งเป็นวัดร้าง เป็นที่ตั้งโรงเรียน กำนันตาเป็นผู้เขียนคำร้องขอตั้งโรงเรียนต่อทางราชการ ซึ่งก็ได้รับอนุมัติให้ตั้งได้ กำนันตาพร้อมชาวบ้านได้พากันซ่อมแซมหอแจกเก่า (ศาลาเก่า) ให้เป็นสถานที่เรียน โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484 ชื่อว่าโรงเรียนประชาบาลตำบลส่องดาว 4 ไทยอุปถัมวิทยา สมัยนั้นมีครูคนเดียว คือนายพรม ไชยรบ ท่านเป็นครูสอนคนแรก ภาพที่ 2-10 นายพรม ไชยรบ ครูคนแรกโรงเรียนบ้านโพนสวางนอกจากการสร้างโรงเรียนแล้วกำนันตาและชาวบ้านก็พากันพัฒนาหมู่บ้านโดยการตัดถนนภายในหมู่บ้านให้สะดวกในการไปมา ต่อมากำนันตาก็ลาออกจากการเป็นกำนันเนื่องจากสุขภาพไม่ดี ผู้ใหญ่บ้านคนที่4 นายพูน ไชยแสง ผู้ศรัทธาในธรรมเมื่อกำนันตา แสงลี ลาออก ชาวบ้านโพนสวางได้เลือก นายพูน ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 4 ของบ้านโพนสวาง ผู้ใหญ่พูนได้ปรึกษากับชาวบ้านว่าอยากได้วัดใกล้บ้าน จึงตกลงกันสร้างวัดขึ้นมาใหม่อีก เพราะวัดโชติการาม ดงบ้านแพงอยู่ใกล สมัยนั้นไปมาลำบาก ฤดูฝนจะไปวัดก็ลุยน้ำลุยโคลนไป ถนนหนทางไม่สะดวก


41 ภาพที่ 2-11 ผู้ใหญ่พูน ไชยแสงชาวบ้านโพนสวางจึงได้พร้อมใจกันไปปรึกษาหารือกับพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโชติการามอยู่ดงบ้านแพงว่าชาวบ้านทุกคนอยากสร้างวัดใหม่ที่ไกล้อยู่บ้านพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต ก็ไม่ขัดข้องและเห็นดีด้วยเพราะบ้านโพนสวางก็เป็นบ้านเกิดของท่าน ท่านพระอาจารย์สีลาจึงถามชาวบ้านว่า จะเอาที่ไหนเป็นสถานที่สร้างวัด ชาวบ้านหารือกันแล้วได้ข้อยุติว่า นายสอน แสงลี จะยกที่สวนดงน้อยให้ทั้งหมด และนายยศ แสงลี ก็มีศรัทธา จะยกสวนที่ติดกับนายสอนให้ทั้งหมดเหมือนกัน ซึ่งมีเนื้อที่กว้างพอสมควรที่จะสร้างวัดได้ ที่ดินแห่งนี้อยู่คนละฝั่งกับโรงเรียนบ้านโพนสวาง ชาวบ้านก็ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต เป็นประธานในการสร้างวัด พระอาจารย์สีลาก็ให้ชาวบ้านบุกเบิกถากถางและปลูกที่พักชั่วคราวเป็นกระต๊อบหลังคามุงด้วยหญ้าคา 3 หลังและท่านอาจารย์ได้ตั้งชื่อวัดว่า “วัดสีลารัตน์วัฒนาราม” (ปี พ.ศ. 2495)


42ต่อมาผู้ใหญ่พูนประชุมชาวบ้านขอความร่วมมือกันบริจาคเงินจ้างญวนอพยพเลื่อยไม้สร้างศาลาและกุฎี 3 หลัง มุงหลังคาด้วยไม้ (แป้น) เสร็จเรียบร้อย (ปี พ.ศ. 2498) และได้ช่วยกันหาไม้เนื้อแข็งทำเป็นเสารั้วล้อมรอบอย่างถาวร ภาพที่ 2-12 ศาลาการเปรียญวัดป่าสีลารัตน์ในปัจจุบันผู้ใหญ่พูนมีศรัทธาทางศาสนาพุทธมากเป็นพิเศษ ชักชวนชาวบ้านทำบุญกฐินทุกปีและทำบุญประเพณีไม่เคยขาด ชักชวนชาวบ้านลงวัดไหว้พระสวดมนต์ จำศีลภาวนา เดิน จงกลมตลอดช่วงเข้าพรรษา สมัยผู้ใหญ่พูนชาวบ้านให้ความร่วมมือทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม ชาวบ้านสามัคคีกันพิเศษ ไม่เคยก่อการทะเลาะวิวาทกันเลย แต่ผู้ใหญ่พูนอยู่ไม่นานก็เสียชีวิตเพราะโรคเจ็บท้องกระทันหัน สมัยนั้นโรงพยาบาลอยู่ไกล ชาวบ้านคิดว่าใส้ติ่งแตกตายผู้ใหญ่บ้านคนที่ 5 นายสมพงษ์ ไชยแสง ผู้ใหญ่บ้านยุคสังคมมีปัญหาหลังจากผู้ใหญ่พูนเสียชีวิต ชาวบ้านโพนสวางพร้อมใจกันเสนอให้นายสมพงษ์ ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 5 ของบ้านโพนสวาง นายสมพงษ์ ไชยแสง เป็นน้องชายต่างมารดากับผู้ใหญ่พูน ไชยแสง การสรรหาผู้ใหญ่บ้านสมัยนั้นเป็นการเลือกแบบเปิดเผย เมื่อมีผู้เสนอชื่อคนใดแล้วไม่มีคนแข่งขัน ถือว่าคนๆ นั้นได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน (พู พรหมสุขันธ์, หน้า 4, ม.ป.ป.)


43 ภาพที่ 2-13 ผู้ใหญ่สมพงษ์ ไชยแสงนายสมพงษ์ ไชยแสง นับว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านโชคไม่ค่อยดีเนื่องจากเป็นผู้ใหญ่บ้านในห้วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางความคิดของประชาชน โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทย (พคท.) ในเขตกิ่งอำเภอส่องดาว (ตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2515) จังหวัดสกลนคร มีบทบาทและมีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวบ้านสูงมาก บ้านเมืองแตกความสามัคคีกัน คนบ้านเดียวกันก็เป็นศัตรูกัน ส่วนหนึ่งเข้าไปเป็นทหารป่า ส่วนหนึ่งก็สมัครเป็นอาสาสมัคร (อ.ส.) ส่วนมากมีครู ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและชาวบ้านสมัครเป็น อ.ส. กันเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าตายหลายราย หลายครอบครัวเข้าไปอยู่ป่า และผู้ใหญ่สมพงษ์ก็สมัครเป็น อ.ส. พร้อมทั้งเป็นผู้หาข่าวให้กับทางราชการ บ้านเมืองอยู่กันอย่างหวาดระแวง ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธสงครามสู้รบกันฆ่ากันตายนับศพไม่ได้ สมัยนั้นมีการนองเลือดแบบไทยฆ่าไทยและจุดไฟเผาบ้าน เผาสถานที่ราชการหลายแห่ง ในห้วงเวลานั้นกิ่งอำเภอส่องดาวเป็นพื้นที่สีแดงเป็นที่หวาดกลัวสำหรับคนต่างท้องถิ่นต่อมาผู้ใหญ่สมพงษ์ถูกทหารป่าฆ่าตายอยู่ที่สะพานข้ามห้วยยามระหว่างบ้านหนองแวงกับบ้านโนนฉิม (พู พรหมสุขันธ์, หน้า 5, ม.ป.ป.)


44ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 6 นายพู พรหมสุขันธ์ผู้ใหญ่บ้านฝีปากกล้า ภาพที่ 2-14 ผู้ใหญ่พู พรหมสุขันธ์หลังจากผู้ใหญ่สมพงษ์ ไชยแสง เสียชีวิต ชาวบ้านโพนสวางก็ปรึกษาหารือกันเลือกคนที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ สมัยนั้นใครก็ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะกำลังเข้าหน้าสิ่วหน้าขวานกลัวถูกฆ่าตาย พอถึงวันเลือกตั้งชาวบ้านก็เสนอ นายพู พรหมสุขันธ์เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 6 ขณะนั้นบ้านเมืองก็กำลังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ ส่วนนายพูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อชาวบ้านอยากพึ่งพาอาศัยก็จำใจรับเป็นผู้ใหญ่บ้านให้ ช่วงเวลานั้นทางการได้ยกฐานะกิ่งอำเภอ ส่องดาวขึ้นเป็นอำเภอส่องดาวแล้ว (พ.ศ.2519) เมื่อนายพู พรหมสุขันธ์ รับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแล้วได้วางตัวเป็นกลาง ไม่สมัครเป็น อ.ส. และไม่เป็นผู้หาข่าวให้กับราชการ ต่อมาทางราชการมีโครงการจัดตั้งหมู่บ้านไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสป.) เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงความสำคัญสถาบันหลักของชาติ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง และการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง ปกป้องพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ เฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยคุกคาม ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง


45ทางราชการได้ส่งทหารพลร่มจำนวนหนึ่งมาฝึกอบรมชาวบ้านโพนสวางทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เรียกว่าอบรม (ทสป.) ปืนที่ฝึกอบรมเป็นปืนลูกซองนัดเดียวและ 5 นัด ในเขตอำเภอส่องดาวได้รับการฝึกอบรมทุกหมู่บ้าน พอเสร็จจากการฝึกอบรมแล้ว นายอำเภอจรูญ จำรัก นายอำเภอส่องดาวได้ออกหนังสือสั่งให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนันทุกคนในเขตอำเภอส่องดาวให้ไปประชุมทุกคน ขาดไม่ได้เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนกวาดล้างคอมมิวนิสต์ ไม่ให้มีในเขตอำเภอส่องดาว จากบันทึกของ นายพู พรหมสุขันธ์ (หน้า 5, ม.ป.ป.) เล่าว่าทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอส่องดาวได้วางแผนกวาดล้างคอมมิวนิสต์ ที่อาศัยอยู่ในดงพระเจ้าและภูพาน เกิดการประทะกันหลายครั้ง แต่ละครั้งมีผู้คนตายหลายคน มีการตายทั้งสองฝ่าย ส่วนผู้ใหญ่พูไม่ได้พาชาวบ้านไปกวาดล้างกับเขา นายอำเภอจึงออกหนังสือนัดให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ไปประชุมที่อำเภออีก นายอำเภอถามผู้ใหญ่พูว่าทำไมไม่พาชาวบ้านไปร่วมกวาดล้างคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นศัตรูคุกคามบ้านเมืองเรา ถ้าเราไม่ช่วยกันรักษาบ้านเมืองเราแล้วใครจะมาปราบปรามศัตรูให้ ส่วนผู้ใหญ่พูตอบนายอำเภอว่า “ผมรักษาอยู่แล้วในเขตรับผิดชอบของผม เขตรับผิดชอบของผมมีดังนี้ ถนนสายมาอำเภอส่องดาวก็ถึงหน้าโรงเรียนส่องดาววิทยาคม ส่วนถนนสายไปบ้านปทุมวาปีถึงวัดโชติ การามเท่านั้น ถนนสายไปบ้านหนองแวงก็ถึงแค่ป่าช้าบ้านโพนสวาง ส่วนทางทิศเหนือก็ถือเอาลำห้วยยามเป็นเขตรับผิดชอบผม เลยนี้ไปก็เป็นเขตรับผิดชอบของบ้านอื่น” นายอำเภอย้อนผู้ใหญ่พูว่า “บ้านโพนสวางมีคนเข้าป่าเป็นทหารป่าสนับสนุนคอมมิวนิสต์ถึง 6 คน ถือว่าผู้ใหญ่พูอ่อนการปกครอง ให้ลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้านซะ”ผู้ใหญ่พูตอบทันทีว่า“ผมยินดีที่จะลาออก ผมถือว่าผู้บังคับบัญชาสั่ง ผมขอลาออกในที่ประชุมนี้เลย ผมจะไม่เขียนใบลา ขอให้ที่ประชุมทุกคนเป็นพยานด้วยว่าผมลาออกแล้ว เมื่อผมลาออกแล้วยังมี


46คอมมิวนิสต์ในเขตอำเภอส่องดาว ท่านนายอำเภอก็อ่อนการปกครองเหมือนผม ขอให้ท่านได้พิจารณาด้วยว่าบ้านโพนสวางก็อยู่ในเขตการปกครองของท่าน เพราะอยู่ในเขตอำเภอ ส่องดาว”ทางนายอำเภอจรูญก็พูดบ่ายเบี่ยงว่า“ลูกชายผู้ใหญ่พูก็เข้าเป็นทหารป่าเหมือนกัน ทำไมไม่ไปตามมา”ผู้ใหญ่พูตอบนายอำเภอว่า“จะให้ไปตามที่ไหน พวกที่เข้าป่าเขามีชื่อจัดตั้งใหม่ทุกคน จะเขียนจดหมายส่งไปก็ไม่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหน และชื่อจัดตั้งนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร ท่านนายอำเภอก็รู้ดีว่าลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นพี่กับน้องไม่รู้จักกัน ผัวกับเมียไม่รู้จักกัน คอมมิวนิสต์เกิดมา 40 ปีแล้วจะมาลงโทษผมคนเดียวผมก็ยอมรับ ผมจะไม่ขัดผู้บังคับบัญชา ผมขอลาออกแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” จากนั้นผู้ใหญ่พูก็มาอยู่บ้านและไม่ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านอีก พอสิ้นเดือนมีการประชุมประจำเดือนและรับเงินเดือน แต่ผู้ใหญ่พูไม่ไปประชุม ให้ผู้ช่วยไปแทนและไม่ไปรับเงินเดือน พอถึงเดือนที่ 2 อำเภอจึงมีหนังสือประกาศให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน บ้านโพนสวางแทนผู้ใหญ่พู พอถึงวันเลือกตั้งชาวบ้านก็ไปรวมกันที่โรงเรียนบ้านโพนสวาง ผู้ใหญ่พูก็ไปพร้อมกับชาวบ้าน วันเลือกตั้งนั้นก็มีนายอำเภอจรูญ จำรัก มาเป็นประธานในการเลือกตั้ง พอถึงเวลานายอำเภอก็ประกาศ ให้ชาวบ้านโพนสวางเสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีนายกุล ศรีทะเบียน ยกมือขึ้นเสนอต่อนายอำเภอว่า ขอเสนอให้นายพู พรหมสุขันธ์ ผู้ใหญ่บ้านคนเก่า มาเป็นผู้ใหญ่บ้านโพนสวางอีก ทุกคนพากันปรบมือและไม่มีใครเสนอคนอื่นอีก นายอำเภอจึงหันมาถามว่า เป็นอย่างไรผู้ใหญ่พู ชาวบ้านเขาอยากให้เป็นผู้ใหญ่อีก ผู้ใหญ่พูตอบว่าผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี เมื่อชาวบ้านอยากให้เป็นผู้ใหญ่บ้านอีกผมก็รับเป็นให้ แต่ท่านนายอำเภอคงไม่พอใจกับผมเท่าไร ตอนนี้นายอำเภอยิ้มแล้วบอกว่าผมไม่มีอะไรกับผู้ใหญ่พู ผมยังรักผู้ใหญ่อยู่ ขอให้ผู้ใหญ่ตั้งอกตั้งใจเป็นผู้นำที่ดีของบ้านโพนสวางเรา พูดจบชาวบ้านก็ปรบมือให้เกียรติ


47นายอำเภอ ส่วนผู้ใหญ่พูก็พูดกับชาวบ้านว่าจะขอรับใช้พี่น้องอีกต่อไป แต่จะให้ผมไปกวาดล้างพวกป่าผมไม่ทำ ผมไม่อยากฆ่าใครและไม่อยากให้ใครมาฆ่าผม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหาร ตำรวจ อ.ส. เขากวาดล้างเอง เพราะเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว เป็นผู้ใหญ่บ้านสมัยที่สองนี้ผมจะร่วมกันกับพี่น้องพัฒนาบ้านเมืองและวัดวาอารามให้มากกว่าด้านอื่น ในด้านการพัฒนา ผู้ใหญ่พูก็ได้ปรึกษากับพระอาจารย์หลอ นาถกโร (ชื่อที่ชาวบ้านเรียกขณะนั้น-ปัจจุบันคือพระราชวชิรโสภณ) ที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (วัดดอย) และพระอาจารย์จันทา กนฺตธมฺโม (พระครูกันตธรรมคุณ) วัดป่าโนนสะอาด คิดสร้างโรงเลื่อยขนาดเล็กขึ้นที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม สมัยนั้นต้นไม้ใหญ่มีมาก พอเลื่อยแปรรูปแล้วก็แบ่งกันไปสร้างวัดส่วนวัดสีลารัตน์บ้านโพนสวางก็ได้ไม้มาสร้างศาลาหลังใหญ่จนเสร็จตามความต้องการ โดยไม่ได้ใช้แรงงานชาวบ้าน และได้เขียนโครงการขอเงินจากทางราชการซื้อสังกะสีมุงหลังคา ต่อมามีความประสงค์ต่อเติมระเบียงศาลาเพื่อสร้างบันใดขึ้นศาลาสามทาง แต่เงินซื้อสังกะสีมีไม่พอ ผู้ใหญ่พูจึงได้ขึ้นไปปรึกษากับพระอาจารย์หลอ นาถกโร ที่วัดดอย ทราบว่าทางค่ายรามสูรของฝรั่ง (ที่อุดรธานี) เขาเลิกกิจการแล้ว (อเมริกาถอนทหารออกไปในปี 2519) มีการแจกเหล็ก อิฐ ปูนซีเมนต์ สังกะสี สีทาไม้ ทางพระอาจารย์หลอ นาถกโร ก็ตกลงให้เอารถวัดไปขอ พอไปถึงค่ายรามสูร พบเจ้าหน้าที่เขาก็บอกว่าอยากได้อะไรให้เลือกเอา จึงได้พากันเลือกเอา สังกะสี เหล็ก สีทาไม้ 3 ถังแดง เอาพรมปูพื้นศาลา รวมแล้วเต็มคันรถหกล้อ พอกลับถึงบ้านโพนสวาง ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโร ก็บอกว่าสังกะสีทั้งหมด พร้อมสีหนึ่งถังให้วัดสีลารัตน์ นอกนั้นให้เอาขึ้นวัดดอย ด้วยเหตุนี้วัดสีลารัตน์จึงได้สังกะสีมุงหลังคาระเบียงบันใดขึ้นศาลาจนพอในปี พ.ศ.2514 หลวงพ่อพระอาจารย์ “วัน อุตฺตโม” ดำริอยากจะพัฒนาถ้ำพวงให้เป็นศูนย์รวมทำบุญของประชาชนในพื้นที่ส่องดาว และพื้นที่ใกล้เคียง จึงได้พาญาติโยมใกล้ไกล ทำถนนจากวัดถ้ำอภัยดำรงธรรมขึ้นไปบนถ้ำพวง ผู้ใหญ่พู พรหมสุขันธ์ กำนันทอน แสงลี ชักชวนชาวบ้านโพนสวาง บ้านปทุมวาปี และหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลส่องดาว (ในเวลานั้น) ช่วยกันทำถนนพอเป็นแนวเส้นทางจากพื้นราบขึ้นไปยอดภูผาเหล็กบริเวณถ้ำพวง โดย


48ชาวบ้าน ต่างแบกจอบแบกเสียม ขวาน ชะแรง ขึ้นมาช่วยกันขุด งัดก้อนหิน ตัดถางต้นไม้เป็นแนวถนน หากหินก้อนใดมีขนาดใหญ่มากงัดให้พ้นแนวเส้นทางไม่ได้ก็ระเบิดให้มีขนาดเล็กก่อน การระเบิดหินนั้นใช้วิธีเจาะรูในก้อนหินให้ลึกพอประมาณ เทดินปืน (ทำเองตามสูตร) ลงไปในรู ใส่สายชะนวน ปิดรูให้แน่นแล้วจุดระเบิด ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาก ในวันหนึ่งๆ จะมีคนมาช่วยงาน 100 คน 300 คน 500 – 1,000 บางวันมีถึง 5,000 คน ก็มี แม้แต่ชาวอำเภอสว่างแดนดิน อำเภอพังโคน อำเภอวาริชภูมิ ต่างก็มุ่งหน้ามาช่วยกันทำงานอย่างตั้งใจ ใช้เวลาทำประมาณ 3 เดือนก็ถึงถ้ำพวง ได้ถนนเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร (พระราชวชิรโสภณ : ผู้เรียบเรียง) ภาพที่ 2-15 ชาวบ้านที่มาช่วยทำถนนจากวัดถ้ำอภัยดำรงธรรมขึ้นไปบนถ้ำพวง พ.ศ. 2514 หลังจากทำถนนเสร็จเรียบร้อยแล้วในปีต่อๆ มา มีผู้ให้การสนับสนุนอีกท่านหนึ่งต้องกล่าวถึงคือ นายช่างชัยพร เชนวิรัตนพิธ ผู้ช่วยนายช่างโครงการชลประทานน้ำอูนในสมัยนั้น เป็นผู้นำเครื่องจักรกลมาลงลูกรังเพิ่มเติม จนทำให้ถนนอยู่ในขั้นที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังได้ช่วยปรับปรุงภายในบริเวณถ้ำพวง เช่น สระมุจลินท์ สระอินทจักร สระเทพาพิทักษ์ รวมถึงสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น หลังคาวิหารพระมงคลมุจลินท์ และศาลาพระราชทาน เป็นต้น (พระราชวชิรโสภณ : ผู้เรียบเรียง)ต่อมาทางอำเภอส่องดาวเห็นว่าสถานที่ตั้งโรงเรียนส่องดาววิทยาคมพื้นที่น้อยคับแคบศึกษาธิการอำเภอและที่ดินอำเภอส่องดาวได้มาปรึกษาขอที่ดินกับผู้ใหญ่พูซึ่งมีที่ดินติดกับที่


49โรงเรียน ผู้ใหญ่พูอยากให้ลูกหลานมีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนระดับมัธยมที่อยู่ใกล้บ้านในอนาคต จึงตกลงบริจาคที่ดินให้เป็นสถานที่ของโรงเรียนส่องดาววิทยาคมจำนวน 40 ไร่ ต่อมาทางราชการมีโครงการเผยแพร่ข่าวสารบ้านเมืองไห้มีที่อ่านหนังสือพื้นที่ทุกหมู่บ้าน ผู้ใหญ่พูพร้อมชาวบ้านได้ทำที่อ่านหนังสือพิมพ์ชั่วคราว ทางราชการก็จัดส่งหนังสือพิมพ์วันละ 2 ฉบับคือ เดลินิวส์ และไทยรัฐ นอกจากนี้คุณครูบุญรอด ดอกกุหลาบครูใหญ่ โรงเรียนบ้านโพนสวาง ได้ปรึกษากับผู้ใหญ่พู เรื่องขาดแคลนน้ำบริโภค อุปโภคในฤดูแล้ง เพราะบ้านโพนสวางไม่มี ห้วย หนอง คลอง บึง ที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ ผู้ใหญ่พูขอให้คุณครูบุญรอด เขียนโครงการขอให้ทาง รพช. มาขุดสระน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับโรงเรียนและหมู่บ้าน 2 บ่อ และผู้ใหญ่พูก็เขียนโครงการขอให้ทางกรมทรัพยากรธรณีมาเจาะบ่อบาดาลให้2 บ่อ คือที่วัดสีลารัตน์และที่โรงเรียนบ้านโพนสวางจนได้ผลตามความต้องการทุกแห่ง สุดท้ายผู้ใหญ่พูป่วยเป็นโรคหัวใจ ไม่สามารถจะปฏิบัติงานต่อไปได้จึงลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน พอดีกับเหตุการณ์ความรุนแรง ความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับคอมมูนิสต์ได้ยุติลง ทางทหารป่าก็เข้ามอบตัวกันหมด อำเภอส่องดาวก็อยู่กันอย่างสงบสุขผู้ใหญ่บ้านคนที่ 7 นายพิน พวงเพชร ผู้นำพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภาพที่ 2-16 ผู้ใหญ่พิน พวงเพชร


50พอตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านว่างลง ชาวบ้านโพนสวางผู้มีสิทธิเลือกได้พากันไปรวมกันที่โรงเรียน พร้อมใจกันเสนอให้นายพิน พวงเพชร ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่พูมาตลอด ให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 7 ของบ้านโพนสวาง พอผู้ใหญ่พินได้รับตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วก็คิดโครงการฝึกอบรมให้ชาวบ้านมีอาชีพหารายได้เพิ่ม จึงเขียนโครงการขอให้ทางราชการช่วยหาครูมาฝึกสอนให้ชาวบ้าน มีความรู้เรื่องการตีเหล็กเพื่อทำเป็นเครื่องมือใช้งานทำมาหากินต่างๆ เช่นมีด พร้า เสียม ขวาน เคียวเกี่ยวข้าว ดาบปลายแหลมและดาบปลายตัด ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถทำได้หลายอย่างตลอดถึงการทำขอคม นอกจากมีเครืองมือไว้ใช้ในครัวเรือนแล้วยังสามารถขายได้เงินเป็นทุนด้วย ชาวบ้านก็มีงานทำ มีเงินใช้ ต่อมาผู้ใหญ่พินมีแนวความคิดตั้งร้านสหกรณ์ขึ้นภายในหมู่บ้าน โดยมีการออกเงินหุ้นและมีผู้ใจบุญจากกรุงเทพฯ มีศรัทธาช่วยเหลือชาวบ้าน ให้เงินทุนสหกรณ์ 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน) โดยมอบให้เปล่า แล้วผู้ใหญ่พินพร้อมชาวบ้านตั้งกรรมการบริหารร้านสหกรณ์ จัดซื้อของมาใส่ร้านและตั้งกรรมการขายโดยตั้งเงินเดือนให้ผู้ขายด้วย สิ้นปีก็มีการแบ่งปันผลตามหุ้นทุกปี ชาวบ้านก็มีเงินใช้เป็นรายได้เสริมในเวลานั้นมีผู้มีศรัทธาจากกรุงเทพฯ ต้องการช่วยเหลือคนจน จัดกองผ้าป่ามาถวายท่านอาจารย์วัน อุตตโม ที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (วัดดอย) ท่านพระอาจารย์วัน อุตตโม มีโครงการช่วยเหลือคนจนโดยจัดตั้งเป็นมูลนิธิชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า “มูลนิธิอาจารย์วัน” มูลนิธิฯ ซื้อควายตัวเมียมาแจก เรียกว่า “ควายมูลนิธิอาจารย์วัน” ในการแจกแต่ละหมู่บ้านต้องตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าใครสมควรจะได้รับแจก ในการแจกควายคราวนี้มีกติกาว่า ผู้ที่เอาควายไปเลี้ยง เมื่อเกิดลูกมาให้คืนลูกควายตัวที่ 1 กับตัวที่ 2 ให้กับมูลนิธิฯ แล้วยกควายที่ได้รับแจกให้ผู้เลี้ยงไปเลยรวมทั้งลูกควายตัวต่อๆ ไปด้วย ควายที่คืนให้มูลนิธิฯ ให้กรรมการพิจารณาแจกต่อให้กับผู้ที่ยังไม่ได้ และให้ถือกติกาคืนลูกเช่นเดียวกันกับผู้ที่ได้ไปก่อนแล้ว ในส่วนของบ้านโพนสวางได้รับแจกมา 18 ตัว


51ทุกปีผู้ใหญ่พินพาชาวบ้านพัฒนาถนนหนทางทุกสายในเขตปกครองของตนเอง ให้ ไปมาสะดวกสบาย และเป็นผู้นำของชาวบ้านชักชวนทำบุญตามประเพณีมิได้ขาด พอถึงวันที่26-28 เมษายน ทุกปี ผู้ใหญ่พินจะชักชวนชาวบ้านขึ้นวัดถ้ำพวงเพื่อปรับสถานที่และซ่อมแซมโรงครัวเพื่อเตรียมจัดงานเทศกาลประจำปีของวัดถ้ำพวงภูผาเหล็ก และชักชวนพี่น้องชาวบ้านให้มีศรัทธาบริจาคข้าวปลา อาหาร พร้อมกับเงินเพื่อซื้อของเข้าครัว ต้อนรับแขกที่มาในงานด้วย นอกจากนั้นผู้ใหญ่พินยังจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเพื่อให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมการบริหารบ้านเมืองร่วมกับผู้ชาย เพราะตอนนี้ทางรัฐบาลประกาศให้ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน ต่อมาผู้ใหญ่พินก็ได้ลาออก เนื่องจากทำงานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่พู และเป็นผู้ใหญ่เองก็หลายปี เห็นว่าน่าจะเปิดโอกาสให้คนอื่นมาทำหน้าที่บ้าง ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 8 นายวิเชียร ไชยแสง ผู้นำชุมชนบ้านโพนสวางสู่ความเป็นเลิศ ภาพที่ 2-17 ผู้ใหญ่วิเชียร ไชยแสงพอผู้ใหญ่พินลาออกอย่างเป็นทางการแล้ว มีผู้สมัครเข้ามาเป็นผู้ใหญ่บ้านอีก 3 คน ได้จับฉลากหมายเลขประจำตัว นายบัวลอน ศรีทะเบียน ได้หมายเลข 1 นายวิเชียร ไชยแสง ได้หมายเลข 2 และนายฉันทะ แสงลี ได้หมายเลข 3 พอได้หมายเลขแล้วต่างคนก็ออกขอคะแนนจากชาวบ้านอย่างเต็มความสามารถของตัวเอง แต่ไม่มีการซื้อเสียง การเลือกผู้ใหญ่บ้านครั้งนี้เป็นการลงคะแนนลับ โดยการหย่อนบัตรลงหีบตั้งแต่เวลา 08.00 น.จนถึงเวลา 15.00 น. พอ


52ถึงวันเลือกตั้งชาวบ้านก็พากันไปใช้สิทธิ หย่อนบัตรเลือกตั้งตามกำหนด ถึงเวลา 15.00 น. คณะกรรมการก็เปิดหีบบัตรนับคะแนน มีนายวิเชียร ไชยแสง ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 นายบัวลอน ศรีทะเบียน ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 2 และนายฉันทะ แสงลี ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 3 เป็นอันว่าเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านครั้งนี้ได้นายวิเชียร ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 8 ของบ้านโพนสวาง (พู พรหมสุธันธ์, หน้า 12, ม.ป.ป.)ผู้ใหญ่วิเชียร ไชยแสง ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำชุมชนบ้านโพนสวางสู่ความเป็นเลิศ โดยนำชาวบ้านซ่อมแซมกุฎีที่วัดสีลารัตน์ทุกหลังจนเสร็จเรียบร้อยและซ่อมแซมรั้ววัดที่ผุพังให้ดีขึ้นและชักชวนชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้านเพื่อเข้าประกวดแข่งขันระดับจังหวัดสกลนคร ผู้ใหญ่วิเชียรนำชาวบ้านพร้อมเจ้าหน้าที่ทางอำเภอส่องดาวพัฒนาอย่างจริงจังเข้มแข็งดังนี้ 1. ปรับปรุงซ่อมแซมถนนทุกสายภายในหมู่บ้าน 2. สร้างหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน 3. ขุดบ่อน้ำ 4 บ่อ ได้ผลทุกบ่อ 4. สร้างห้องสมุดขนาดเล็กให้เป็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ของหมู่บ้าน 5. สร้างศาลาริมทางพร้อมถังน้ำดับเพลิงขึ้น 4 แห่ง จนสำเร็จเรียบร้อย 6. นำชาวบ้านพัฒนาถนนหนทางเชื่อมระหว่างบ้านโพนสวาง ไปบ้านปทุมวาปีและไป หมู่บ้านหนองแวง 7. พัฒนาหมู่บ้านโดยเจ้าหน้าที่อำเภอส่องดาวได้เข้ามาร่วมพัฒนากับชาวบ้านโพนสวาง ปลูกดอกไม้ประดับริมถนนสายต่างๆ ภายในหมู่บ้านอย่างสวยงาม และได้นำชาวบ้านไปติดเสาไฟฟ้าสาธารณะตามสี่แยกทุกเส้นทางภายในบ้านโพนสวาง วันประกวดนั้นมีคณะกรรมการจากจังหวัดสกลนครมาเป็นผู้ให้คะแนน 10 คน ผู้ใหญ่วิเชียรได้รายงานประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านโพนสวางตั้งแต่มาตั้งบ้านตอนแรกจนถึงปัจจุบันให้คณะกรรมการฟัง และนำชมสภาพจริงของหมู่บ้าน ในการประกวดครั้งนี้หมู่บ้านโพนสวางได้รางวัลที่ 2 ของจังหวัดสกลนคร


53ผลงานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผู้ใหญ่วิเชียรคือ โครงการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานฝ่ายปกครอง ท้องที่ ท้องถิ่น ตำรวจ และโรงพยาบาลส่องดาว โดยนำประชาชนในพื้นที่ที่ติดยาเสพติดไปบำบัดอยู่ประจำที่วัดถ้ำพวง จำนวน 20 คน เป็นเวลา 1 เดือน ทำการบำบัดรักษาตามกระบวนการทางการแพทย์ควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง รับฟังการเทศนาสั่งสอนจากหลวงปู่ (หลวงปู่หลอ) ตลอดทั้งทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หลังเสร็จสิ้นโครงการ ผู้เข้าร่วมโครงการได้เลิก ลด ละ ห่างไกลจากยาเสพติดตามวัตถุประสงค์ ทำให้ครอบครัวมีความยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง (วิเชียร ไชยแสง : ผู้เรียบเรียง)ผู้ใหญ่วิเชียรได้พาชาวบ้านทำบุญประจำปีทุกปีตามประเพณีของเผ่าภูไท ต่อมาผู้ใหญ่วิเชียร ได้ลาออกจากผู้ใหญ่บ้านเพื่อไปสมัครเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลส่องดาว (ส.ท.) ได้รับเลือกเป็น ส.ท. ถึงสองสมัยต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาที่เป็นสมาชิกสภาเทศบาลส่องดาว (ส.ท.) นายวิเชียร ก็ยังคงส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้านโพนสวาง และหมู่บ้านใกล้เคียงด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องเช่นกันผู้ใหญ่บ้านคนที่ 9 นายฉันทะ แสงลี ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา ภาพที่ 2-18 ผู้ใหญ่ฉันทะ แสงลี


54เมื่อผู้ใหญ่บ้านโพนสวางว่างลง ทางอำเภอส่องดาวก็มีหนังสือสั่งมาให้ชาวบ้าน โพนสวางเตรียมการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่แทนผู้ใหญ่วิเชียร คราวนี้มีผู้สมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน 2 คน คือนายฉันทะ แสงลี หมายเลข 1 กับนายสีคาน จันทร์มาลา หมายเลข 2 พอถึงวันเลือกตั้ง ชาวบ้านผู้มีสิทธิได้พากันไปลงคะแนนแบบลับตามเวลาที่กำหนดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 15.00 น. พอถึงเวลา 15.00 น. คณะกรรมการก็เปิดหีบบัตรและนับคะแนน ปรากฏว่า นายฉันทะ แสงลีได้คะแนนเป็นอันดับ 1 นายสีคาน จันทร์มาลา ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ดังนั้น นายฉันทะ แสงลีจึงได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 9 ของบ้านโพนสวาง พ.ศ. 2542 ทางอำเภอส่องดาวก็มีการตั้งเทศบาลขึ้นมาเป็นเทศบาลตำบลส่องดาว คนหมู่บ้านโพนสวางก็อยู่ในเขตเทศบาลตำบลส่องดาว ทางตำบลปทุมวาปีก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลปทุมวาปี (อบต.) หมู่บ้านโพนสวางก็อยู่ทั้ง 2 เขตคือเขตองค์การบริหารส่วนตำบลส่องดาว และเขตเทศบาลตำบลปทุมวาปี เวลามีการประชุม ผู้ใหญ่ก็ไปประชุมทั้ง 2 ทาง ถ้าทาง อบต. มีการประชุมก็ไป ทาง ส.ท.มีการประชุมก็ไปสมัยผู้ใหญ่ฉันทะเป็นผู้ใหญ่บ้านมีการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมดังนี้คือ 1. ขุดสระน้ำขนาดใหญ่พื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ลึก 4 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำประปา และมีโครงการสร้างถังน้ำประปาและต่ท่อน้ำมาถึงหมู่บ้านจนสำเร็จตามโครงการ2. ทำโครงการขอบ่อบาดาลไปทางกรมทรัพยากรธรณี ทางกรมทรัพยากรธรณีมาเจาะให้ 2 แห่ง3. มีโครงการขุดบ่อน้ำตื้น 1 แห่ง4. มีโครงการสร้างถังน้ำขนาดใหญ่ขึ้น 3 ถัง ที่วัดและที่โรงเรียน5. ของบประมาณทางสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ขอเป็นถังน้ำไฟเบอร์เข้าหมู่บ้าน 2 ถัง6. ตัดถนนสายใหม่ไปบ่อประปา7. ร่วมมือกับเทศบาลสร้างถนนคอนกรีตในหมู่บ้าน8. ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาสร้างถังน้ำที่วัดสีลารัตน์รวม 6 ถัง


559. ได้ขอพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานและได้จัดขบวนแห่มาพักไว้ที่วัดสีลารัตน์ 2 องค์10. ได้บอกบุญไปตามหมู่บ้านใกล้เคียงและชาวบ้านโพนสวาง ร่วมกันบริจาคเงินสร้างรูปเหมือนของพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต และนำอัฐิของท่านอาจารย์บรรจุไว้ใต้ฐานรูปเหมือนนั้นด้วย11. ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาทั่วไปร่วมกันทำบุญสร้างกุฎีขึ้นที่วัดสีลารัตน์ 2 หลัง12. ได้ชักชวนชาวบ้านโพนสวางลงไปประชุมที่วัดสีลารัตน์ โดยอาจารย์บุญจันทร์เป็นประธาน ได้ตกลงกันซื้อที่ดินของ นายสวัสดิ์ พวงเพชร ซึ่งติดกับที่วัดในราคา 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) แล้วพากันถวายให้วัดสีลารัตน์เพื่อขยายพื้นที่วัดออกไปอีก13. ได้ขอรับบริจาคเงินจากผู้มีศรัทธาสร้างหอกระจายข่าวจนสำเร็จและใช้การได้14. ได้จัดทำซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน 1 แห่ง15. ได้ติดต่อขอไฟฟ้าจากเจ้าหน้าที่อำเภอส่องดาวต่อจากหมู่บ้านไปถึงบ่อน้ำประปา เพื่อใช้พลังไฟฟ้าสูบน้ำขึ้นถังส่งถึงหมู่บ้าน16. ได้จัดให้มีการติดตั้งโทรศัทพ์สาธารณะ 1 ที่ สำหรับใช้โทรศัพท์ตามสบาย17. ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาสร้างห้องน้ำห้องส้วมขึ้น 1 แห่ง เป็นผลงานสุดท้ายของผู้ใหญ่ฉันทะก็เกษียณอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 10 นายบัวลอน ศรีทะเบียน ผู้ใหญ่บ้านใส่ใจเรื่องบ้านและวัดเมื่อผู้ใหญ่ฉันทะเกษียณอายุ ทางอำเภอส่องดาวออกหนังสือนัดหมายให้ชาวบ้านโพนสวางใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในวันที่ 23 เมษายน 2542 คราวนี้มีผู้สมัคร 2 คนคือ นาย บัวลอน ศรีทะเบียน หมายเลข 1 และ นายบุญเลี้ยง กระมนตรี หมายเลข 2 พอถึงวันที่ 23 เมษายน 2542 ชาวบ้านก็ไปใช้สิทธิ์ที่โรงเรียนบ้านโพนสวาง ตามเวลาที่กำหนด คือ 08.00 น. ถึงเวลา 15.00 น. พอถึงเวลาเวลา 15.00 น. ก็ปิดการลงคะแนนและนับคะแนน ผลออกมาคือนายบัวลอน ศรีทะเบียน หมายเลข 2 ได้ 213 คะแนน นายบุญเลี้ยง กระมนตรี หมายเลข 1 ได้ 166 คะแนน มีบัตรเสีย 12 บัตร รวมผู้ไปใช้สิทธิ์ 341 คน การเลือกตั้งครั้งนี้ได้นายบัวลอน ศรีทะเบียน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 10 ของหมู่บ้านโพนสวาง (พู พรหมสุขันธ์, หน้า 12, ม.ป.ป.)


56ภาพที่ 2-19 ผู้ใหญ่บัวลอน ศรีทะเบียนผู้ใหญ่บัวลอนปราศัยกับชาวบ้านว่า จะตั้งใจพัฒนาในทางสร้างสรรร่วมกับพี่น้องชาวบ้านโพนสวางจนสุดความสามารถและจะรักษาประเพณีอันดีงามของพวกเราไว้ไม่ให้เสื่อมเสียเป็นอันขาดสำหรับผลงานที่สำคัญของผู้ใหญ่บัวลอน ศรีทะเบียน (เท่าที่สอบถามข้อมูลได้มา) มีดังนี้สร้างศาลาประชาคมสำหรับหมู่บ้าน เพื่อใช้ในการประชุมหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน แต่ต่อมาก็ได้มอบให้โรงเรียนทำเป็นห้องครัวไปแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากว่าศาลาประชาคมดังกล่าวอยู่ใกล้กับอาคารเรียน เกรงว่าจะเป็นการรบกวนการเรียนการสอนขยายโรงครัวของวัดให้กว้างขวางยิ่งขึ้นและสร้างกุฏีสำหรับแม่ขาว (แม่ชี) ได้รับโรงศพ (โรงเย็น) ซึ่งมีคนที่กรุงเทพฯ บริจาคให้กับหลวงปู่เคน ผู้ใหญ่และทีมงานก็นำรถไปรับมาจากกรุงเทพฯ ซื้อรถเอลฟ์สี่ล้อในราคา 12,000 บาท เป็นรถที่เขาเลิกใช้แล้วก็นำมาซ่อมแซมเพื่อใช้ในกิจการของวัด


57เป็นผู้นำชาวบ้านทำบุญตักบาตร ประกอบศาสนกิจ ทั้งซ่อมแซมกุฎี ได้ติดตามนิมนต์พระสงฆ์ให้มาจำพรรษาหรือประจำอยู่ที่วัดป่าสีลารัตน์เนื่อง จากว่าบางช่วงไม่มีพระสงฆ์ประจำอยู่ที่วัด แม้แต่หลวงปู่เสือ ผู้ใหญ่บัวลอนกับนายปราโมทย์ จันทน์มาลา เป็นผู้ไปนิมนต์กลับมาอยู่ที่บ้านโพนสวางเป็นครั้งที่ 3 (บุญเลี้ยง กระมนตรี: ผู้เรียบเรียง)ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 11 นายบุญเลี้ยง กระมนตรีผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนาการศึกษานายบุญเลี้ยง กระมนตรี ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านครั้งแรกแข่งกับผู้ใหญ่ บัวลอน ศรีทะเบียน แต่แพ้การเลือกตั้ง เมื่อผู้ใหญ่บัวลอน ศรีทะเบียน ครบวาระ 5 ปี ชาวบ้าน จีงไปชวนมาให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มีผู้สมัคร 2 คน คือนายบุญเลี้ยง กระมนตรี กับนายคณิต พวงเพชร ผลการเลือกตั้ง นายบุญเลี้ยง กระมนตรีเป็นผู้ชนะ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 11 ของบ้านโพนสวาง ภาพที่ 2-20 ผู้ใหญ่บุญเลี้ยง กระมนตรี ผู้ใหญ่บุญเลี้ยง กระมนตรี บอกกับนายคณิตว่าขอให้สมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านในครั้งต่อไปเพราะว่าคราวหน้าตนจะไปสมัครเป็นสามาชิกสภาเทศบาลตำบลส่องดาว (ส.ท.) แต่ต้องขอให้นายคณิตช่วยด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามความคิดและคำพูด เมื่อผู้ใหญ่บุญเลี้ยงอยู่ครบวาระ


585 ปี นายคณิต พวงเพชร ก็ได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน ส่วนผู้ใหญ่บุญเลี้ยงก็ไปสมัครสมาชิกสภาเทศบาลส่องดาว (ส.ท.) และก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลส่องดาว (ส.ท.) ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีโอกาสทำหน้าที่เป็นรองนายกเทศบาลฯ อยู่ 1 ปี 3 เดือน 13 วัน เมื่อพ้นจากตำแหน่งทางเทศบาล ผู้ใหญ่คณิต พวงเพชร ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นกำนันตำบลปทุมวาปี เชิญให้มาเป็นผู้ช่วยฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย (ผรส.) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ ซึ่งมีหน้าที่ดังนี้ 1) ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้าน 2) คอยตรวจสอบการรังวัดที่ดินของเจ้าหน้าที่ให้กับชาวบ้าน และ 3) รับผิดชอบงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางวัดผลงานสำคัญระหว่างทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน1. สร้างศาลาประชาคมหลังใหม่ ในช่วงที่ผู้ใหญ่บัวลอนเป็นผู้ใหญ่บ้านได้สร้างถนนรอบหมู่บ้านและเห็นว่าไม่มีศาลาประชาคมของหมู่บ้าน จึงได้สร้างศาลาประชาคมในบริเวณโรงเรียน ต่อมาหลายฝ่ายเห็นว่าจะเป็นการรบกวนการเรียนการสอนได้ ประกอบกับผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะนั้นต้องการปรับภูมิทัศน์ ถมบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า “หนองขี้”ผู้ใหญ่บุญเลี้ยงจึงหารือกับชาวบ้านในการถมที่และสร้างศาลาประชาคมใหม่บริเวณหนองขี้ ส่วนศาลาประชาคมหลังเก่าก็ยกให้โรงเรียนไป ได้ประชุมชาวบ้านขอรับบริจาคเงินซื้อวัสดุสำหรับการก่อสร้าง ยกเว้นไม้ ซึ่งไปเอาไม้ตามทุ่งนาหรือว่าตามป่าช้า แล้วก็เสียค่าเลื่อยแปรรูปนิดหน่อย แล้วช่วยกันทำ ราวๆ 2 ปี ก็แล้วเสร็จเรียบร้อย2. ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญครั้งใหญ่ โดยหลวงปู่เสือท่านเห็นว่าปลวกกินโครงหลังคา หมดแล้ว จึงประชุมแจ้งความประสงค์ของหลวงปู่ หารือกับชาวบ้านร่วมกันจัดกฐินสามัคคีหาเงินเพื่อบูรณะ ปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ จากศัทธาของชาวบ้านโพนสวาง ชาวบ้านใกล้เรือนเคียง ศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่เสือ คณะกฐินจากกรุงเทพฯ และจากต่างประเทศ รวบรวมเงินได้ทั้งหมด 1,173,160 บาท จึงบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ เปลี่ยนโครงหลังคาเป็นโครงเหล็กมุงด้วยแผ่นเมทัลชีท รวมงบประมาณค่าใช้จ่าย 1,120,066


59บาท ไม้ที่รื้อลงมาจากศาลาที่ปลวกยังไม่กิน ได้นำมาต่อเติมโรงครัวสำหรับเป็นที่ประกอบอาหาร และเป็นที่เก็บอุปการณ์เครื่องครัวต่างๆ พร้อมทั้งเก็บสาดเสื่อ เครื่องนอนต่างๆ ด้วย3. ประมาณปี พ.ศ. 2550 ได้มีการซ่อมกุฎีที่ทรุดโทรม ซึ่งก็ทำได้ไม่กี่หลังก็ครบวาระ ต่อมาก็ได้มาเป็นสามาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ตำบลส่องดาว ในช่วงที่เป็น ส.ท. ยังคงพัฒนาวัดสร้างกุฎีต่อ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนสร้างอาคารโรงเรียนหลังตะวันออก ในสมัยผู้อำนวยการศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ เดชราช 4. เป็นประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านโพนสวางในช่วงสมัยผู้อำนวยการเจริญ สมบัติศรี ผู้อำนวยการดำรงศักดิ์ มาตรวงษ์ ผู้อำนวยการวิรัตน์ อินทรพานิชย์ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาของสถานศึกษา กำกับและติดตามการดำเนินงานตามแผน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กทุกคนในเขตบริการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงมีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยเน้นการทำงานเชิงรุกผู้ ใหญ่บุญเลี้ยง กระมนตรียังคงทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านโพนสวางจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2568)5. ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินของโรงเรียน เนื่องจากว่าผู้อำนวยการ นำเงินโรงเรียนไปใช้จ่ายไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นเงินที่ชาวบ้านและวัดมอบให้กับโรงเรียน จึงมีการประชุมเพื่อทวงเงินคืนโดยมีตัวแทนเขตการศึกษา ตัวแทนของครู ตัวแทนชาวบ้าน และผู้ที่ก่อปัญหา เข้าร่วมประชุม ในที่สุดผู้ที่ก่อปัญหา ก็นำเงินมาในส่วนของชาวบ้านบริจาคประมาณ 98,000 บาท มาคืน อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเงินจากทางวัดให้มาจำนวน300,000.00 บาท ก็ได้มีการทำสัญญาเป็นลักษณะของสัญญากู้ยืมเงิน ความประทับใจที่ได้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่บ้านโพนสวางเนื่องจากผู้ใหญ่บุญเลี้ยง กระมนตรี ไม่ใช่ชาวผู้ไทบ้านโพนสวางโดยกำเหนิด เป็นคนมาจากอุดรธานี มาเป็นเขยผู้ไทบ้านโพนสวางเป็นเวลานาน จนเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน โพนสวาง มีความประทับใจในวิถีชีวิตของชาวผู้ไท คือ ชาวผู้ไทเป็นสังคมที่พึ่งพาอาศัย รักใคร่กลมเกลียวกัน ดูว่าไม่โกรธกัน ถึงโกรธก็โกรธไม่นาน เวลาเรียกประชุมหมู่บ้านดูเหมือนจะมีคน


60มาประชุมน้อยคน แต่ให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ ด้วยดี ทราบว่าชาวบ้านรับฟังข้อมูลข่าวสารจากหอกระจายข่าว ตามงานต่างๆ ช่วยกันอย่างเต็มที่ อยู่ที่บ้านโพนสวางมานานมาก รักคนที่นี่จนลืมทางกลับบ้านเลย (บุญเลี้ยง กระมนตรี: ผู้เรียบเรียง)ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 12 นายคณิต พวงเพชร ผู้ใหญ่บ้านโพนสวางและกำนันตำบลปทุมวาปี ผู้มากผลงาน ภาพที่ 2-21 ผู้ใหญ่คณิต พวงเพชรนายคณิต พวงเพชร ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน บ้านโพนสวาง ต่อจากผู้ใหญ่บุญเลี้ยง กระมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 มีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อชุมชนอย่างจริงจัง หลังจากการเข้ารับดำรงตำแหน่งได้ทำงาน/ประสานการดำเนินงานดังต่อไปนี้คือ1. สร้างถนนเข้าไปที่ดงพระเจ้า ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ทำการเกษตรของตำบลปทุมว่าปี เชื่อมต่อตำบลส่องดาว ตำบลวัฒนา แต่เดิมเรียกว่าดงพระเจ้า ชื่อทางการเรียกว่าดงพรรณา เป็นพื้นที่การเกษตร มียางพาราเป็นหลัก เป็นพื้นที่ของเกษตรกรในหมู่บ้านโพนสวาง หมู่บ้านอาสารักษาดินแดน หมู่บ้านหนองแวง หมู่บ้านหนองเจริญ หมู่บ้านดงสร้างคำ ในพื้นที่ตำบลปทุมวาปี และในหมู่บ้านทุ่งบ่อ ตำบลวัฒนา เป็นการสร้างงานครั้งแรกในฐานะผู้ใหญ่บ้านใหม่ โดยได้ไปขอพื้นที่กับพี่น้องมีนายจรรยา ตาระบัตร ซึ่งเป็นเครือญาติ นายบุญจันทร์ แสงลี เป็น


61ลูกอดีตผู้ช่วยฯ เก่า ทำงานเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดนอยู่ที่บ้านอาสารักษาดินแดน ก็ให้พื้นที่มา และได้สร้างสะพานข้ามลำห้วยปุงลิง เชื่อมต่อกับพื้นที่ด้วย 2. ปีถัดมา (พ.ศ.2553) มีการเสียชีวิตของลูกบ้านเยอะ เป็นการตายแบบฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ (หมู่บ้านร้อน มีอาถรรพ์) ชาวบ้านเชื่อว่ามีผีปอบเข้า เวลาเข้าก็จะออกปากว่า (บอกว่า) เป็นใคร กินใครมาบ้างแล้ว คนที่เป็นปอบเป็นคนมาจากที่อื่น จึงได้ประชุมชาวบ้านให้ไปหาผู้มีความสามารถในการไล่ปอบไล่ผีมา ได้พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางไสยศาสตร์จากอำเภอหนองบัวลำภู (พระอาจารย์เจียม) แล้วนัดลูกบ้านมาร่วม ทำพิธีไล่ปอบไล่ผี (เป็นความเชื่อของชาวบ้าน : ผู้เรียบเรียง) จากนั้นก็มาบูรณะเปลี่ยนหลักบ้านหลักเมืองใหม่มาตั้งอยู่ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านในปีถัดมา ทำให้เหตุการณ์ร้ายต่างๆ หายไป3. สร้างถนนเข้าป่าช้า โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล งบประมาณ 1 แสนบาท โดยมีผู้รับเหมาเป็นผู้จัดทำในปีพ.ศ. 2555 ตำแหน่งกำนันตำบลปทุมวาปีว่างลง ผู้ใหญ่คณิต พวงเพชร เล่าว่า “มีทีมงานที่เป็น ผู้ใหญ่เก่า เช่นผู้ใหญ่สายทอง พรหมสุขันธ์ บ้านปทุมวาปี ผู้ใหญ่เคี่ยม พรหมสุขันธ์ บ้านท่าวัด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันให้เป็นกำนัน ก็เลยไปหาเพื่อนร่วมงานขอการสนับสนุน ในช่วงนั้นก็ไม่อยากจะเป็น เพราะเราเป็นผู้ใหญ่บ้านใหม่ แต่ผู้สนับสนุนเขามองว่าเราเป็นได้เพราะเป็นคนที่ใจแบบโอบอ้อมอารี ไม่สร้างความแตกแยกในกลุ่มงาน”สุดท้ายที่ประชุมโดยนายอำเภอเป็นประธานมีมติเห็นชอบเลือกให้เป็นกำนันตำบลปทุมวาปีโดยไม่มีคู่แข่ง ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555 และได้ดำรงตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน ภาพที่ 2-22 กำนันคณิต พวงเพชร สนทนาให้ข้อมูลกับผู้เรียบเรียง


62ผลงานที่สร้างขึ้นมาล่าสุดหลังจากเป็นกำนัน คือเป็นผู้นำและประสานงานในการสร้างปฏิสังขรณ์ทางวัด เกือบทุกอย่าง มีงานที่สำคัญตัวอย่างเช่นลาดยางถนนและลานวัด ทำถนนลาดยางเชื่อมศาลาการเปรียญไปยังกฎีต่างๆ และบริเวณที่เป็นลานรอบศาลาการเปรียญโดยลาดยลาดยางมะตอย ทำให้สะดวกในการไปมาระหว่างจุดต่างๆ และการทำกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ เช่นเวียนเทียน ทำบุญตักบาตรเป็นต้น งบประมาณได้จากกฐินสามัคคีจากกรุงเทพฯ และศรัทธาชาวบ้านสมทบประมาณ 2 ล้านบาท นอกจากนี้ยังทำลานจอดรถปูด้วยหินคลุกงบประมาณ 2 แสนบาท (ได้รับการสนับสนุนจากคุณจินตนา นุชิต)สร้างเจดีย์ 4 บูรพาจารย์เพื่อทำเป็นที่เก็บอัฐิของอดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสีลารัตน์ 4 ท่าน ได้แก่ท่านพระอาจารย์สีลา หลวงปู่ม่าน หลวงปู่ไค หลวงปู่ก้อ ซึ่งแต่เดิมอัฐิของหลวงปู่ม่าน–หลวงปู่ไค (หลวงปู่ม่าน ปุณญกาโม และหลวงปู่ไค ยโส) บรรจุไว้ที่เจดีย์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2525 โดยพระอาจารย์ตาล วรธรรมโม พร้อมศรัทธาของหลวงปู่ทั้งสองและชาวบ้านโพนสวาง ซึ่งเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก ส่วนอัฐิของอาจารย์ศีลาก็อยู่ที่ฐานรูปเหมือนของท่าน ดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะได้สร้างเป็นเจดีย์ที่สวยงามสมกับฐานะของบูรพาจารย์ จึงสร้างเป็นเจดีย์ 4 บูรพาจารย์ขึ้น งบประมาณได้จาก คุณจินตนา นุชิต (ซึ่งมาเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์) คุณออม บุตรเขยของ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ และศรัทธาชาวบ้านโพนสวาง บ้านใกล้เคียง และจากต่างประเทศ สร้างเมรุของหมู่บ้าน ได้หารือกับหลวงปู่เสือว่าอยากสร้างเมรุของหมู่บ้าน หลวงปู่ท่านเห็นว่าอาจจะยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เพราะหากมีการเสียชีวิตก็สามารถใช้ฟืนเผาได้ แต่ด้วยข้อจำกัดในการหาฟืนต้องไปตัดไม้ที่อุทยานฯ และต้องขออนุญาตจากอุทยานฯ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งด้วย สุดท้ายหลวงปู่เสือก็เห็นด้วยและสบันสนุนจัดหาทุนสร้างโดยทำเป็นกฐินสามัคคีได้เงินมา 2 ล้านกว่าบาท สร้างตัวเมรุเผาศพ 850,000.00 บาท นอกจากนั้นก็มี ศาลา ลานจอดรถ ตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมงบประมาณค่าใช้จ่าย 2,800,000 บาท ทั้งนี้


63ได้รับการสนับสนุนจากลูกชาวบ้านโพนสวางที่เป็นนักธุรกิจที่มีศักยภาพพอที่จะสนันสนุนได้ เช่น คุณจินตนา (นาง) นุชิต คุณนภาภรณ์ (ป๊อก) แสงลี คุณอุทัยวรรณ (กุ้ม) ขันดี สร้างโรงกรองน้ำ สร้างถังเก็บน้ำและโรงกรองน้ำใว้ดื่มไว้ใช้เองในวัด ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายของวัดได้มาก นอกจากนี้ชาวบ้านก็สามารถนำถังน้ำมากรอกไปใช้ดื่มกินได้ฟรี แทนที่จะไปซื้อน้ำในตลาดกิน งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 75,000.00 บาท เป็นเงินกลางของวัดและเงินของหลวงปู่สมทบ ซื้อวัสดุอุปกรณ์มาทำโดยใช้แรงงานชาวบ้านสร้างโรงฉันน้ำร้อน สำหรับพระนั่งฉันน้ำร้อนหลังเสร็จจากงานโยธา เก็บกวาดลานวัดแล้วได้นั่งเสวนากันแบบสบายๆ ในโรงฉันน้ำร้อน เป็นการผ่อนคลายไปในตัว ใช้งบประมาณ 519,223.00 บาทโดยสรุปแล้วได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัดมากทั้งในส่วนที่เป็นวัตถุสิ่งก่อสร้างเช่น ทำร่องน้ำ โรงเก็บของ และกิจกรรมพิธีการต่างๆ ในวันเวลาปกติและเทศกาล ได้ชักชวนลูกบ้านมาร่วมกัน สวดมนต์ ทำบุญตักบาตร มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับหลวงปู่ตามที่หลวงปู่มอบหมายหัวใจหลักสำคัญในการทำงานคือ บ้าน วัด โรงเรียน นอกจากวัดแล้วยังทำงานใกล้ชิดกับโรงเรียน ในปีล่าสุดได้สร้างกำแพงโรงเรียน โดยโรงเรียนร่วมกับชุมชนจัดทำผ้าป่าสามัคคีหารายได้สำหรับสำหรับโรงเรียน ได้เงินมา 9 หมื่นกว่าบาท ซื้อวัสดุอุปกรณ์มาแล้วจ้างชาวบ้านทำ ได้กำแพงรั้วด้านข้างส่วน ด้านหลังทำเป็นรั้วลวดหนาม นำชาวบ้านทำบุญประทายข้าวเปลือก (บุญเดือน 3) ได้เงินประมาณปีละ 4-5 หมื่นบาท หักค่าใช้จ่ายเหลือประมาณ 2-3 หมื่นบาท หลวงปู่เสือก็จะให้เงินมาบอกว่าแล้วแต่จะเอาไป ทำอะไร ส่วนใหญ่ก็จะทำให้โรงเรียน เพราะโรงเรียนไม่ค่อยมีงบประมาณ สำหรับปีนี้(2567) มีโครงการทำเตาเผาขยะ ได้มีการปรับปรุงดูแลโครงสร้างพื้นฐานอย่างดีโดยความร่วมมือจากเทศบาลส่องดาว ทั้งนี้เพราะได้เป็นคณะกรรมการพัฒนาของเทศบาลตำบลส่องดาว จึงมีโอกาสในการจัดทำ


64แผนและเสนอโครงการพัฒนาต่างๆ เช่นถนน ฝายกักเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ โดยรัฐบาลให้งบประมาณมาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาแล้วใช้แรงงานจิตอาสาของชาวบ้านดำเนินการแนวคิดในการพัฒนาท้องถิ่นของกำนันคณิต พวงเพชรภาพรวมของการพัฒนาตำบลในพื้นที่ของตำบลปทุมวาปี จะยึดหลัก 3 ธรรม คือ ธรรมะ เนื่องจากเราเป็นสังคมชาวพุทธอยู่กับวัดวาอาราม เรามีวัดที่เป็นหลักคือวัดถ้ำพวง และทุกๆ วัดโดยเฉพาะวัดสายธรรมยุติ เราอยู่กับพระสายธรรมยุติ จึงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อส่งเสริมให้คนยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา และคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ผู้ทรงศีลที่อยู่ในพื้นที่ ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมงานบุญประเพณีต่างๆ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน หน่วยงานของรัฐ เทศบาล ท้องที่ ท้องถิ่น ธรรมชาติเรามีอุทยานแห่งชาติภูเหล็กที่มีธรรมชาติสวยงาม จูงใจให้คนมาเที่ยวชม ซึ่งเป็นต้นทุนทางการท่องเที่ยว เราจะต้องช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติที่สวยงามนี้ไว้ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้รู้จักกันแพร่หลาย ขณะนี้ก็มีการพัฒนาหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตวัดถ้ำพวง มีพิพิธภัณฑ์หลวงปู่วัน มีสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มีหลวงพ่อมงคลมุจรินทร์ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของเรา ประเพณีวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ยึดถือมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าชาวผู้ไท ต้องยึดถือปฏิบัติสืบสานเอาไว้ นอกจากนี้ในตำบลปทุมวาปีเองก็มี ชนเผ่าต่างกันออกไปถึง 4 เผ่า ได้แก่โซ่ (ทะวึง) ผู้ไท ญ้อ และลาว เราก็ต้องช่วยกันสืบสานรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าต่างๆ เอาไว้ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นเทศกาลสำคัญของตำบลปทุมวาปีคือ ชุมชนคน 4 เผ่า ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้คนในพื้นที่เข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หลักการทำงานหลักในการพัฒนาเราต้องทำไปด้วยกันไม่ใช่ว่าเราเก่งคนเดียว เราต้องมีทีมงานและทำงานเป็นทีมในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีใจโอบอ้อมอารี รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่มี


65เจ้านาย ไม่มีหัวหน้า มีแต่เพื่อนร่วมงาน เราก็ทำทุกอย่างเหมือนลูกน้องทำ และต้องทำให้เป็นตัวอย่างกับเขาด้วย ส่วนในระดับหมู่บ้านก็ยึดหลัก บ้าน วัด โรงเรียน เป็นหัวใจหลักในการพัฒนาของหมู่บ้าน ทำให้คนในชุมชนรักกัน เข้าใจกัน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ที่สำคัญก็คือทำอะไรให้โปร่งใส แจ้งประชาสัมพันธ์ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อได้ทำ ถึงไม่ได้ประชุมก็ตาม แต่ว่าเราต้องชี้แจงให้ชาวบ้านได้รับทราบทุกครั้ง ที่เรามีการสร้างหรือว่าไม่มีการทำอะไร การสื่อสารกับชุมชนเป็นหัวใจหลักสรุปส่งท้ายบ้านโพนสวางได้ก่อตั้งมาแล้ว 138 ปี (พ.ศ. 2430-2568) มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาทั้งด้านวัตถุ วิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรม ภายใต้การนำของผู้นำที่มีความเข้าใจ มีความตั้งใจในการพัฒนาหมู่บ้านอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือด้วยดีจากชาวบ้าน ด้วยความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีของบ้าน วัด และโรงเรียน ด้วยเหตุที่ชาวบ้านโพนสวางเป็นชาวผู้ไท แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ตามกาลเวลาไปบ้าง แต่ก็ยังรักษาไว้ซึ่งความเป็นผู้ไทอยู่ คือรักสงบ ขยันทำมาหากิน อดออม กตัญญูรู้คุณ ยึดมั่นในพุทธศาสนา และมีวัฒนธรรมโดดเด่นในเรื่องแต่งกาย การถัก–ทอ ทั้งผ้าฝ้าย และผ้าไหม ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปัจจุบันได้รับการส่งเสริมสร้างสรรให้เข้ากับสภาพสังคมสมัยใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มทำให้ชุมชนมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น --------------------------------------------


66บทที่ 3วัดป่าสีลารัตน์วัดป่าสีลารัตน์ ตั้งบนทางหลวงชนบทหมายเลข 2021 ที่บ้านโพนสวาง หมู่ที่ 7 ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกาย บนเนื้อที่ น.ส 3 ก. เลขที่ 1054 วัดมีเนื้อที่ 32 ไร่ 30 ตารางวา (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 5, 2537)ประวัติการจัดตั้งวัดในช่วงแรกของการอพยพโยกย้ายจากบ้านนายูงมาตั้งบ้านโพนสวางนั้น มีนายปัด ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้าน พอนายปัด ไชยแสง ถึงแก่กรรม นายอ่อนสี แสงลี ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแทน ต่อมาผู้ใหญ่อ่อนสี ได้รับเลือกให้เป็นกำนันตำบลส่องดาวและมีความดีความชอบได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนประจักษ์จิตราษฏร์ กำนันขุนประจักษ์จิตราษฏร์ นอกจากการดูแลปกครองชาวบ้านโพนสวางแล้ว ขุนประจักษ์จิตราษฏร์ยังได้สร้างวัดขึ้นทางตะวันออกของหมู่บ้าน ตั้งชื่อว่าวัดนครธาตุ (เป็นวัดมหานิกาย) วัดนี้นอกจากจะเป็นวัดประจำหมู่บ้านแล้วยังมีความสำคัญประการหนึ่งคือ เป็นวัดที่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเคยเดินทางธุดงค์มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ด้วย ซึ่งได้อบรมสั่งสอนชาวบ้านให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมพุทธศาสนาและเลิกนับถือผี นับเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งของชาวบ้านโพนสวางเมื่อกำนันขุนประจักษ์จิตราษฏร์ เกษียณอายุราชการ ชาวบ้านโพนสวางได้เลือกผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาใหม่ โดยเสนอให้นายตา แสงลี เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3 และคณะผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบล ส่องดาวก็เลือกให้นายตา แสงลี เป็นกำนันตำบลส่องดาวแทน ขุนประจักษ์จิตราษฏร์ ผู้เป็นพ่อด้วยเช่นกันเมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว กำนันตาคิดอยากให้มีโรงเรียนขึ้นในบ้านโพนสวาง เพราะหมู่บ้านนี้ไม่เคยมีโรงเรียนมาก่อน คนที่อ่านออกเขียนได้ก็มีเพียง 6-7 คนเท่านั้น จึงได้ปรึกษากับชาวบ้านว่าอยากตั้งโรงเรียนขึ้นในหมู่บ้านเพื่อให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ที่ประชุมตกลงกันเห็นดีด้วย จึงได้ตั้งวัดบ้านโพนสวางขึ้นมาใหม่ชื่อวัดโชติการาม เป็นวัดป่าอยู่ที่ดงบ้านแพงซึ่งอยู่ระหว่างกลางของบ้านโพนสวางกับบ้านปทุมวาปี (บ้านหนองบัว)


67และได้เอาวัดนครธาตุซึ่งตอนนั้นไม่มีภิกษุสงฆ์อยู่ประจำ (เป็นวัดร้าง) เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนต่อมากำนันตา แสงลี ลาออก ชาวบ้านโพนสวางได้สรรหาผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ เลือกนายพูน ไชยแสง เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 4 ของบ้านโพนสวาง ผู้ใหญ่พูนได้ปรึกษากับชาวบ้านว่าอยากได้วัดที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะวัดโชติการาม (ดงบ้านแพง) อยู่ใกล สมัยนั้นถนนหนทางไม่สะดวก ไปมาลำบาก ฤดูฝนจะไปวัดก็ลุยน้ำลุยโคลนไป ตกลงกันต้องการสร้างวัดขึ้นมาใหม่อีก จึงได้พร้อมใจกันปรึกษากับ พระอาจารย์สีลา เทวมิตโต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโชติการามอยู่ (ดงบ้านแพง) ว่า ชาวบ้านโพนสวางอยากสร้างวัดใหม่ เพราะวัดโชติการาม (ดงบ้านแพง) อยู่ใกล ถนนหนทางไม่สะดวกไปมาลำบาก ท่านอาจารย์สีลา เทวมิตโต ก็เห็นดีด้วยเพราะบ้านโพนสวางก็เป็นบ้านเกิดของท่าน ท่านพระอาจารย์สีลาจึงถามชาวบ้านว่า จะสร้างวัดกันที่ไหน ชาวบ้านหารือกันเลือกที่ดินที่อยู่ตรงกันข้ามกับโรงเรียนบ้านโพนสวาง ซึ่งเป็นที่สวนของนายสอน แสงลี และนายสอน แสงลี ยินดีที่จะยกที่สวนดงน้อยให้ทั้งหมด พร้อมด้วยนายยศ แสงลี ก็มีศรัทธาจะยกสวนที่ติดกับนายสอนให้ทั้งหมดเช่นกัน ทำให้มีเนื้อที่กว้างพอสมควรที่จะสร้างวัดได้ ชาวบ้านก็ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตโต เป็นประธานในการสร้างวัด ท่านพระอาจารย์สีลา ก็ให้ชาวบ้านบุกเบิกถากถางและปลูกที่พักชั่วคราวเป็นกระต๊อบมุงหลังคาด้วยหญ้าคา 3 หลัง และท่านพระอาจารย์สีลาได้ตั้งชื่อวัดว่า “วัดสีลารัตน์วัฒนาราม” คำว่า “สีลารัตน์” ก็คงมาจากนามของพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต นั่นเอง (ผู้เรียบเรียง)ผู้ใหญ่พูน ได้ประชุมชาวบ้านขอความร่วมมือบริจาคเงินจ้างญวนอพยพเลื่อยไม้สร้างศาลาการเปรียญและกุฎี 3 หลัง มุงหลังคาด้วยไม้ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อย และได้ช่วยกันหาไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นเสารั้วล้อมรอบวัดอย่างถาวร นับได้ว่าเป็นวัดที่ใช้ประกอบศาสนกิจต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และด้วยเหตุที่วัดสีลารัตน์วัฒนารามเป็นวัดที่อยู่ในป่าห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ชาวบ้านจึงเรียกชื่อเพิ่มว่าเป็นวัดป่า และตัดส่วนท้ายออกเหลือแต่เพียงสั้นๆ ว่า “วัดป่าสีลารัตน์” (ผู้เรียบเรียง)จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า ท่านพระอาจารย์สีลา และผู้ใหญ่พูน ไชยแสง พร้อมชาวบ้านโพนสวางเริ่มต้นช่วยกันสร้างวัดป่าสีลารัตน์กันขึ้นมาปี พ.ศ. 2495 เพื่อใช้ประกอบกิจทางศาสนา และได้พัฒนาสิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาเป็นลำดับ จนถึงวันที่ 4


68มิถุนายน พ.ศ. 2512 วัดป่าสีลารัตน์จึงได้รับอนุญาตให้สร้างเป็นวัด และกระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งวัดเมื่อวันที่12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 โดยมีนายวัน แก้วกันหา เป็นผู้ขออนุญาตสร้างตั้งวัด อาณาเขตของวัดวัดป่าสีลารัตน์ มีเนื้อที่ 32 ไร่ 30 ตารางวา โดยมีอาณาเขตดังนี้ทิศเหนือประมาณ 3 เส้น 14 วา จรดที่ดินของ นายวันนิตย์ ไชยแสงทิศใต้ประมาณ 6 เส้น 10 วา จรดทางหลวงชนบทสาย 2021 ทิศตะวันออกประมาณ 5 เส้น 14 วา จรดที่ดินของ นายไสว แสงลี และนาย โกมินทร์แสงลี ทิศตะวันตกประมาณ 3 เส้น 14 วา จรดทางสาธารณะประโยชน์(วันนิตย์ ไชยแสง,หน้า 5, 2537) ภาพที่ 3-1 แสดงเขตและที่ตั้งวัดป่าสีลารัตน์ในปัจจุบันวัดป่าสีลารัตน์มีอาคารเสนาสนะประโยชน์ประกอบด้วยศาลาการเปรียญ เป็นอาคารไม้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2498 และได้บูรณะปรับปรุงหลายครั้ง กุฎีสงฆ์เป็นอาคารไม้จำนวน 11 หลัง โรงครัว โรงฉันน้ำร้อน โรงกรองน้ำ และเจดีย์ 4 บูรพาจารย์


69การบริหารและการปกครองวัดวัดป่าสีลารัตน์มีเจ้าอาวาสบริหารและปกครองวัด นามดังต่อไปนี้1. พระอาจารย์สีลา เทวมิตโต พ.ศ. 2495 - 25022. พระอาจารย์ม่าน ปัญญกาโม พ.ศ. 2503 - 25203. พระอาจารย์หอม ปภัสโส พ.ศ. 2521 - 25254. พระอาจารย์ตาล วรธมโม พ.ศ. 2526 - 25275. พระอาจารย์เสือ กนฺตสาโร พ.ศ 2528 – 25296. พระอาจารย์ก้อ อกิญจโน พ.ศ. 2530 – 25357. พระอาจารย์เสือ กนฺตสาโร พ.ศ. 2536 – 25398. พระอาจารย์บุญจันทร์ สิริจันโท พ.ศ. 2540 – 25449. พระอาจารย์เสือ กนฺตสาโร พ.ศ. 2545 – ปัจจุบันโปงและกลองเพลวัดป่าสีลารัตน์ตามวัดต่างๆ ในภาคอีสานสมัยโบราณ จะมีเครื่องมือที่จะสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ระหว่างวัดกับชุมชน หรือระหว่างพระในวัดเอง เครื่องมือที่จะกล่าวถึงคือ โปงและกลองเพล การตีโปงหรือตีกลองเพลแต่ละครั้ง จะสื่อสารเรื่องราวบางประการควบคู่กันไปเสมอ วันนิตย์ ไชยแสง (หน้า 7, 2537) อธิบายเรื่องเกี่ยวกับโปงว่า “โปง” คือเครื่องมือบอกสัญญาณเวลาเกิดเหตุการณ์เร่งด่วนผิดปกติเกิดขึ้นในวัด เช่นไฟไหม้ พระภิกษุในวัดอาพาธ หรือเรื่องที่ทางวัดต้องการเรียกประชุมชาวบ้าน ตลอดถึงสัญญาณบอกเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกระทันหันในวัด พระภิกษุที่วัดก็จะใช้ไม้กระทุ้งโปงเป็นจังหวะเสียงดัง ถี่ ห่างตามเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัดบ้านโพนสวางในช่วงแรกๆ ก็มีเครื่องมือดังกล่าว ในสมัยมาตั้งบ้านโพนสวางใหม่ๆ นั้นมีวัดอยู่หนึ่งวัด ชื่อวัดนครธาตุ เป็นวัดบ้าน (มหานิกาย) วัดนครธาตุแห่งนี้มีพระอาจารย์คำเป็นเจ้าอาวาส และมีพระหม่อมวันเป็นพระลูกวัด (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 7, 2537) ได้ชักชวนกันพร้อมชาวบ้านตัดต้นประดู่ใหญ่ภายในวัดทำโปงและกองเพลใหญ่ขึ้นในปี พ.ศ. 2470 เพื่อใช้สำหรับตีบอกสัญญาณในวัด โปงที่ทำขึ้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 19.5 เซนติเมตร สูง 180 เซนติเมตร


70 ภาพที่ 3-2 โปงใหญ่เก็บไว้ที่โรงเก็บไม้ที่วัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวางขณะนี้กองเพลใหญ่ได้นำไปไว้ที่วัดป่าโชติการาม บ้านปทุมวาปี ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว ส่วนโปงใหญ่นั้นนำไปไว้ที่วัดป่าสีลารัตน์ บ้านโพนสวาง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จนถึงปัจจุบันพระพุทธรูปไม้ประดู่ในราวปี พ.ศ. 2496 หลังจากสร้างวัดสีลารัตน์แล้วได้ไม่นาน พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต ได้ปรึกษากับหมู่คณะสงฆ์และชาวบ้านโพนสวาง รวมทั้งผู้ใหญ่พูน ไชยแสงว่า อยากได้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ไว้บนศาลาการเปรียญเพื่อเป็นพระประธานสำหรับกราบไหว้บูชา จึงชักชวนกันไปขอไม้ประดู่ที่นานายกอง แก้วกาบิน แล้วช่วยกันกลิ้งมาไว้ที่วัดข้างกุฎีของท่านพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต พระอาจารย์ฯ ได้บรรจงแกะสลักพระพุทธรูปจนแล้วเสร็จเป็นพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 29 นิ้ว สูง 53 นิ้ว นั่งลำพระองค์ตั้งตรงพระบาท (เท้า) ทั้งสองซ้อนกัน โดยพระบาทขวาซ้อนทับอยู่บนพระบาทซ้าย พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนหงายกันบนพระเพลา (ตัก) โดยวางพระหัตถ์ขวาซ้อนหงายอยู่บนพระหัตถ์ซ้าย (ท่าสมาธิราบ ขาขวาทับขาซ้าย) จัดเป็น \"ปฐมปาง\" หรือปางที่ให้กำเนิดองค์สมเด็จ


71พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธรูปสวยงามต้องตามพุทธลักษณะทุกประการ แล้วจึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนศาลาการเปรียญตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 7, 2537) ภาพที่ 3-3 พระพุทธรูปไม้ประดู่ แกะสลักโดยพระอาจารย์สีลา เทวามิตฺโตพระพุทธรูปพระประธานหมายเลข 1ที่วัดป่าสีลารัตน์นอกจากจะมีพระพุทธรูปไม้ประดู่ที่แกะสลักขึ้นมาโดย พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต แล้ว ยังมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (หมายเลข 370) ซึ่งได้จากวัดเขาแจงเบง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทร์บุรี โดยมีชาวบ้านจำนวน 18 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านโพนสวาง ไปขอจากหลวงปู่พระอาจารย์คำพันธ์ คำภีรญาณ วัดเขาแจงเบง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี พระอาจารย์คำพันธ์ คำภีรญาณ เจ้าสำนักสงฆ์วัดเขาแจงเบงได้นำพระพุทธรูปจำนวน 2 องค์ มามอบให้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2536 เพื่อมอบให้วัดป่าสีลารัตน์และโรงเรียนบ้านโพนสวาง (หมายเลข 348) ปาง แผ่เมตตา คณะของท่านที่มาร่วมขบวนในครังนี้รถ 12 คัน ศรัทธาญาติโยมที่มาร่วมทำบุญในวันนั้นเก็บเงินได้ 5,000 บาท (วันนิตย์ ไชยแสง, หน้า 51, 2537)


72สิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุที่วัดป่าสีลารัตน์1. ศาลาการเปรียญ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2498 โดยพระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต พร้อมชาวบ้านโพนสวางและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันก่อสร้างนอกจากนี้ยังมีการต่อเติมห้องทางทิศตะวันออกอีก 1 ห้องในช่วงที่พระอาจารย์หอม ประภสฺโร เป็นเจ้าอาวาส ในช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่พูเป็นผู้ใหญ่บ้านครั้งที่ 2 (ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 6) ได้ปรึกษากับพระอาจารย์หลอ นาถกโร (ชื่อที่ชาวบ้านเรียกขณะนั้น-เจ้าคุณพระราชวชิรโสภณ ในปัจจุบัน) ที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (วัดดอย) และพระอาจารย์จันทา กนฺตธมฺโม วัดป่าโนนสะอาด คิดสร้างโรงเลื่อยขนาดเล็กขึ้นที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม สมัยนั้นต้นไม้ใหญ่มีมาก พอเลื่อยแปรรูปแล้วก็แบ่งกันไปสร้างวัด วัดป่าสีลารัตน์บ้านโพนสวางก็ได้ไม้จากโรงเลื่อยมาสร้างศาลาหลังใหญ่จนแล้วเสร็จตามความต้องการ โดยไม่ได้ใช้แรงงานชาวบ้าน และได้เขียนโครงการขอเงินจากทางราชการซื้อสังกะสีมุงหลังคา ต่อมาชาวบ้านต้องการต่อระเบียงศาลาเพื่อสร้างบันใดขึ้นศาลาสามทาง แต่เงินซื้อสังกะสีมีไม่พอ ผู้ใหญ่พูจึงได้ขึ้นไปปรึกษากับพระอาจารย์หลอ นาถกโร ที่วัดดอย ทราบว่าทางค่ายรามสูรของฝรั่ง (ที่อุดรธานี) เขาเลิกกิจการแล้ว มีการแจกเหล็ก อิฐ ปูนซีเมนต์ สังกะสี สีทาไม้ พระอาจารย์หลอ นาถกโร ก็ตกลงให้เอารถวัดไปขอ พอไปถึงค่ายรามสูรไปพบเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่าอยากได้อะไรให้เลือกเอา จึงได้พากันเลือกเอา สังกะสี เหล็ก สีทาไม้ 3 ถังแดง และเอาพรมปูพื้นศาลา รวมแล้วเต็มคันรถหกล้อ พอกลับถึงบ้านโพนสวาง ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโร ก็บอกว่าสังกะสีทั้งหมด พร้อมสีทาไม้หนึ่งถังมอบให้วัดสีลารัตน์ นอกนั้นให้เอาขึ้นวัดดอย ด้วยเหตุนี้วัดสีลารัตน์จึงได้สังกะสีมุงหลังคาระเบียงบันใดขึ้นศาลาจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2539 หลวงปู่เสือเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสีลารัตน์ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญครั้งใหญ่ทั้งนี้เนื่องจากปลวกกินโครงหลังคา จึงเปลี่ยนโครงหลังคาเป็นโครงเหล็กมุงด้วยแผ่นเมทัลชีท นอกจากนี้ยังได้หล่อเสาคอนกรีตรองรับเสาไม้ไว้ไม่ฝังลงดิน เพื่อป้องกันปลวก ไม้ที่รื้อลงมาจากศาลาที่ปลวกยังไม่กิน ได้นำมาสร้างโรงครัวสำหรับประกอบอาหาร และเป็นที่เก็บอุปการณ์เครื่องครัวต่างๆ พร้อมทั้งเก็บสาดเสื่อ เครื่องนอนต่างๆ ด้วย


73ภาพที่ 3-4 ศาลาการเปรียญวัดป่าสีลารัตน์2. กุฎีที่พักของเจ้าอาวาสและพระลูกวัด เมื่อตอนเริ่มสร้างวัดป่าสีลารัตน์ พ.ศ. 2498 มีกุฎีที่พักของเจ้าอาวาสและของพระลูกวัดเพียง 3 หลังเท่านั้น ซึ่งเป็นกระต๊อบชั่วคราว ต่อมาได้มีการบูรณะใหม่ให้เป็นที่พักถาวรมากขึ้น พร้อมทั้งมีการสร้างกุฎีเพิ่มขึ้นโดยผู้มีศรัทธาสร้างถวาย รวมทั้งทางวัดเอง โดยเจ้าอาวาสในแต่ละช่วงเวลาก็ชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันสร้างเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนพระลูกวัดที่มีมากขึ้นในช่วงเข้าพรรษา เช่นกุฎีที่สร้างโดยการอุทิศบ้านของนาย วิรัช เกล้าเกลี้ยง ซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว ญาติพี่น้องจึงยกบ้านของนายวิรัช มาทำกุฏีเพื่ออุทิศทำบุญให้กับเจ้าของบ้านดังกล่าวกุฎีที่สร้าง โดยนายนี พรหมโสภา พร้อมครอบครัว และนายเรวัต แก้วคำแสนพร้อมครอบครัว สร้างถวายวัดป่าสีลารัตน์ปัจจุบันได้รื้อสร้างใหม่เป็นที่พักของหลวงปู่เสือ(เจ้าอาวาส)กุฎีสร้างเมื่อ พ.ศ. 2528 โดยคณะศรัทธาญาติโยมชาวบ้านโพนสวาง สร้างทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพระครูธรรมนิเทศญาณ (พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน ปธ.6 ม.8 ศศ.บ.) ซึ่งมรณภาพเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2528กุฎีสร้างเมื่อ พ.ศ. 2529 โดยคณะศรัทธาญาติโยมชาวบ้านโพนสวาง โดยการนำของพระอาจารย์เฉลิม


74กุฎีสร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 หลวงปู่ก้อ ชักชวนชาวบ้านโพนสวาง โดยการนำของผู้ใหญ่วิเชียร ไชยแสง สร้างถวายการบูรณะปฏิสังขรวัดป่าสีลารัตน์มีการบูรณะปฏิสังขรและพัฒนาวัดมีถาวรวัตถุตลอดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เมื่อ หลวงปู่เสือ กนฺตสาโร กลับมาเป็นเจ้าอาวาสครั้งที่สอง พ.ศ.2536-2539 โดยในปี พ.ศ.2538 หลวงปู่เสือ กนฺตสาโร นำชาวบ้านบูรณะกุฎี 8 หลัง โดยการเทปูนที่พื้นล่างของกุฎีและทำที่ล้างบาตร ถ้วยชามและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้ได้เงินผ้าป่าจากประเทศญี่ปุ่น นำโดยลูกสาวนายไสว ชื่อใกลตา แสงลี ที่ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นบูรณะกุฎีศาลาไม้สร้างถวายโดย นายนี พรหมโสภาและครอบครัว และนายเรวัตร แก้วคำแสนและครอบครัว เนื่องจากปลวกกินจึงรื้อสร้างใหม่โดยใช้โครงสร้างเหล็ก หลังคาเมทัลชีท แต่ยังคงใช้ไม้พื้นอันเดิม มีขนาดความกว้าง 7.5 เมตร ความยาว 11 เมตร ได้เงินจากผ้าป่าจากประเทศญี่ปุ่น 100,000 บาท และชาวบ้าน ร่วมกันบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2539 ภาพที่ 3-5 กุฎีพระลูกวัดป่าสีลารัตน์


75หลวงปู่เสือ กันตสาโร เจ้าอาวาสวัดป่าสีลารัตน์พระสุปฏิปันโนแดนภูไทบ้านโพนสวางภาพที่ 3-6 หลวงปู่เสือ กันตสาโรหลวงปู่เสือ กันตสาโร มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้าน นาม่วง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ก่อนบรรพชาได้ใช้เวลาเป็นนาคอยู่ที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม อยู่กับหลวงปู่วัน อุตตโม เป็นเวลานานถึง 7 เดือนเศษ กระทั่งในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2520 เมื่ออายุได้ 24 ปี จึงได้บรรพชาและอุปสมบทในวันเดียวกัน โดยมีเจ้าอธิการบุญมี ฐิตปุญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทา กนฺตธมฺโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระทองสุข สุภธมฺโม เป็น


76พระอนุสาวนาจารย์ ณ วัดประชานิยม ตำบลหนองหลวง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครหลังจากการบวช ในปี พ.ศ. 2520 พระอาจารย์จันทา กนฺตธมฺโม ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ให้ไปจำพรรษาที่วัดป่าโนนสะอาด ปี พ.ศ. 2521 ไปจำพรรษาที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม กับหลวงปู่วัน อุตตโม ปีพ.ศ. 2522 ไปจำพรรษาที่วัดป่าประชานิมิตร หลวงปู่สุพัฒน์ เตชะพะโล ปีพ.ศ. 2523 หลวงปู่วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ให้ไปจำพรรษาที่ถ้ำพวง เนื่องจากไม่มีพระจำพรรษาอยู่ หลวงปู่เสือ กนฺตสาโร เป็นพระอุปัฎฐากองค์องค์สุดท้ายของหลวงปู่วัน อุตตโม โดยอุปัฏฐากมาได้ประมาณ 2 เดือน หลวงปู่วัน อุตตโม ก็มรณภาพเนื่องจากเครื่องบินตก(https://buengkanbiz.blogspot.com/ 2024/01/blog-post_55.html)ในช่วงประมาณระหว่างพรรษาที่ 1 ถึง พรรษาที่ 20 นั้น หลวงปู่เสือท่านจำพรรษาปีละวัดไป โดยหลังจากออกพรรษาท่านก็จะธุดงค์ไปจังหวัดทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่เช่นปี พ.ศ. 2525 ธุดงค์ไปจำพรรษาที่บ้านโกลก อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลวงปู่เสือภาวนาได้ดีมาก เลยเขียนจดหมายไปเล่าให้หลวงปู่หลอ นาถกโร ทราบ ท่านก็ตามให้กลับมาที่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรมอีกครั้งในปีเดียวกัน (2525) ได้ธุดงค์ไปที่บ้านโล๊ะโค๊ะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดกับพม่า โดยกองทัพแห่งชาติปะโอนิมนต์หลวงปู่เสือเข้าไปอยู่กับกองทัพแห่งชาติปะโอในเขตพม่า ไม่นานกองทัพแห่งชาติปะโอทำการรบกับทหารพม่า และเกรงว่าหลวงปู่เสือ จะเป็นอันตราย จึงส่งกลับไทยปี พ.ศ. 2526 ได้ธุดงค์ไปที่วัดป่าบ้านใหม่ท่าคันทอง จังหวัดเชียงรายต่อมาไปพำนักที่สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนั้นมีหลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร (ล่าสุดเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าหมู่ใหม่ ขณะนั้นยังไม่ได้สร้างวัดป่าหมู่ใหม่) พาไปเพื่อไปงานพระญาณสิทธาจารย์ (สิม พุทธาจาโร)


77ต่อมาไปกาญจนบุรี พำนักที่วัดเวฬุวัน อยู่กับหลวงปู่สาคร ธมฺมาวุโธ ไม่นาน ก็เดินทางไปทางตะวันออก ไปที่เกาะหมาก ก็คิดถึงถ้ำพวง ที่พระดี อากาศดี หมู่คณะดี จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดถ้ำพวง ในปี 2526ปี พ.ศ. 2527 ได้ไปจำพรรษาที่ที่พักสงฆ์วัดอุทุมพรดอนมะเดื่อ ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี 1 พรรษาต่อมาไปอุปัฏฐากหลวงปู่จันทา ถาวโร ที่วัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร ได้หลายเดือนในหน้าแล้ง แต่ไม่ได้จำพรรษา เพราะหลวงปู่หลอ นาถกโร ตามให้กลับไปจำพรรษาที่วัดโชติการาม บ้านปทุมวาปี (https://buengkanbiz.blogspot.com/2024/01/blogpost_ 55.html)หลวงปู่เสือกับวัดป่าสีลารัตน์หลวงปู่เสือ มาอยู่บ้านโพนสวางครั้งแรกปี พ.ศ. 2528 โดยชาวบ้านโพนสว่างไปขอนิมนต์จากหลวงปู่หลอ นาถกโร ซึ่งประกอบไปด้วยนายพู นายลอย นายฮ้อย และผู้ใหญ่พิน เพราะไม่มีพระจำพรรษาที่วัดป่าสีลารัตน์ หลวงปู่หลอ นาถกโร พิจารณาเห็นว่าหลวงปู่เสือน่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดเพราะมีญาติอยู่ที่นี่และพูดภาษาเดียวกัน จึงมอบหมายให้มาอยู่ที่วัดป่าสีลารัตน์ในการมาครั้งแรกมีพระมาด้วยกัน 5 องค์ ที่ยังอยู่ก็คือพระอาจารย์บั้ง พระอาจารย์เสนอ ซึ่งทั้งสองท่านนี้ได้เป็นเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะอำเภอไปแล้ว ส่วนพระอื่นๆ ได้ลาสิขาบทไปแล้วพออยู่ได้หนึ่งพรรษาก็กลับไปอยู่ที่ถ้ำพวง ในช่วงที่ไม่อยู่มีพระอาจารย์ตาลมาอยู่แทน เป็นพระมาจากบ้านหนองใส พระอาจารย์ตาล มาต่อบันไดศาลาการเปรียญ แต่ยังไม่เรียบร้อยก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นหลังจากที่พระอาจารย์ตาลไปก็ไม่มีพระอยู่ หลวงปู่เสือก็มาจากวัดดอยมาอยู่บ้านโพนสว่างอีกครั้งหนึ่ง (ครั้งที่ 2) ในช่วงนั้นมีพระครูธรรมนิเทศญาณ (พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน) ปธ. 6 ป่วย มาจำพรรษาอยู่ด้วย ท่านมาในช่วงฤดูร้อนแล้วก็เข้าพรรษาหนึ่งแล้วท่านก็มรณภาพ เก็บสรีรสังขารเอาไว้ 1 ปี เมื่อทำการถวายพระเพลิง สรีรสังขาร


78พระครูธรรมนิเทศญาณ (พระมหาสุฤทธิ์ ปริญญาโน) เสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงปู่เสือก็ได้ไปอยู่ที่บ้านหนองผือนาใน วัดอาจารย์มั่นต่อมาพระอาจารย์บุญจันทร์ก็มาอยู่ ท่านเป็นคนจากอุดร มาอยู่ได้สามปีผู้ใหญ่ บัวลอนก็ไปนิมนต์หลวงปู่เสือมารับกฐิน พอรับกฐินเสร็จพระอาจารย์บุญจันทร์ก็ไปอยู่ที่อื่นในช่วงที่พระอาจารย์บุญจันทร์อยู่ที่วัดบ้านโพนสวางนั้นมีพระลูกวัดประมาณ 10 กว่ารูปท่านเป็นผู้ที่มีบริวารมาก มีพระเณรมาบวชด้วยมากรวมทั้งพระเณรที่เป็นชาวบ้านโพนสวางด้วย ดังนั้นท่านจึงได้สร้างกุฎีเพิ่ม 3-4 หลังการพัฒนาวัดหลังกลับมาเป็นเจ้าอาวาสครั้งที่ 3หลวงปู่เสือได้กลับมาอยู่ที่บ้านโพนสวางอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นไปอยู่ที่วัดห้วยประโดอำเภอบ้านดุง อยู่กับหลวงปู่สุพรรณ การกลับมานั้นมีผู้ใหญ่บัวลอน และนายปราโมทย์ไปนิมนต์กลับ เมื่อมาอยู่ครั้งนี้ก็อยู่อย่างถาวรไม่ได้ไปไหนอีกเลย ในช่วงที่หลวงปู่เสือมาอยู่ที่ประจำที่วัดป่าสีลารัตน์ได้มีกิจกรรมการพัฒนาวัดดังนี้ 1. ปรับปรุงกุฎีเป็นที่จำวัดของหลวงปู่เสือ (เจ้าอาวาส) เมื่อได้กลับมาอยู่ที่วัดป่าสีลารัตน์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว เห็นว่าน่าจะต้องอยู่อย่างถาวร ดังนั้นจึงได้บูรณะกุฎีเก่าที่ครูนี พรหมโสภา พร้อมครอบครัว และครูเรวัต แก้วคำแสน พร้อมครอบครัว เป็นผู้สร้างถวายเมื่อนานแล้วมาแล้ว ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก เพราะเก่าและปลวกกิน จึงรื้อถอนปรับปรุงใหม่ พร้อมต่อเติมให้มีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยทำเป็นโครงสร้างเหล็กทั้งหมด หลังคาเป็นเมทัลชีต มีเฉพาะพื้นของชั้นบน (ชั้น 2) เท่านั้นที่ยังใช้ไม้กระดานเก่าอยู่ เพราะยังแข็งแรง ปลวกไม่กิน ทั้งนี้ใช้งบประมาณปรับปรุงทั้งหมด 397,545.00 บาท ภาพที่ 3-7 กุฎีเจ้าอาวาส ปรับปรุงเมื่อปี พ.ศ. 2539


792. ทำกำแพงรอบวัดเป็นกำแพงก่ออิฐฉาบปูนอย่างดีเพราะรั้วเดิมนั้นเป็นเสาไม้กั้นเขตด้วยลวดหนาม สร้างมาหลายปีแล้ว ชำรุดรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทำใหม่โดยทำเป็นกำแพงก่ออิฐฉาบปูนนี้ ยาวประมาณ 810 เมตร ทั้งนี้ใช้งบประมาณปรับปรุงทั้งหมดประมาณ 300,000.00 บาท3. ปรับปรุงศาลาการเปรียญหลังใหญ่ใหม่ โดยรื้อหลังคาเดิมออก ทั้งนี้เพราะปลวกกินหมดแล้ว ทำโครงหลังคาใหม่เป็นโครงเหล็ก มุงด้วยเมทัลชีต ส่วนพื้นนั้นยังใช้พื้นไม้ของเดิมเพราะยังแข็งแรงใช้ได้ดี มีการเปลี่ยนเสา และทำเสาคอนกรีตรับเสาไม้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลวกขึ้น โถงศาลาก็ติดตั้งพัดลมขนาดใหญ่ มีระบบเครื่องเสียงอย่างดี ใช้งบประมาณปรับปรุงศาลาการเปรียญและโรงครัวทั้งหมด 1,120,066.00 บาท ภาพที่ 3-8 ศาลาการเปรียญหลังใหญ่หลังการปรับปรุง4. สร้างและต่อเติมโรงครัว โดยใช้ไม้ที่รื้อมาจากศาลาการเปรียญเอามาสร้างโรงครัว เมื่อก่อนก็มีแล้วแต่ว่ามีขนาดเล็กไม่สามารถที่จะเก็บถ้วยชามหรือเก็บของใช้ได้ ก็เลยสร้างเป็นหลังที่ใหญ่ขึ้นแล้วก็ต่อมาก็ขยายขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อเก็บของใช้ต่างๆ เช่นสาด หมอน ที่นอนนอกจากนี้ก็ยังพอที่จะพักอาศัยชั่วคราวของญาติโยมที่มาจากที่อื่นในงานเทศกาลต่างๆ บ้าง5. ลาดยางทางเดินและลานวัด ก่อนหน้านี้ถนนและลานวัดเป็นพื้นทราย ไม่เรียบสม่ำเสมอ หน้าแล้งก็มีฝุ่น หน้าฝนบางจุดก็มีน้ำขัง ทำความสะอาดยาก (กวาดลานวัด) ดังนั้นจึงลาดยางแอสฟัลต์ทั้งในส่วนที่เป็นลานวัดและถนน เชื่อมศาลาการเปรียญไปยังกฎี


80ต่างๆ รอบศาลาการเปรียญ ทำให้สะดวกในการไปมาระหว่างจุดต่างๆ และการทำกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ เช่นเวียนเทียน ทำบุญตักบาตรเป็นต้น ภาพที่ 3-9 บริเวณลานวัดและโรงครัว 6. ซ่อมแซมกุฎิเก่าโดยรื้อเอาส่วนที่เป็นไม้ที่ผุออกไปแล้วใช้เหล็กแทน วัดป่า สีลารัตน์มีกุฎีเป็นที่พักอาศัยทั้งหมด 11 หลัง สร้างมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยพระอาจารย์ สีลา เริ่มสร้างวัด และมีการสร้างเพิ่มเติมและซ่อมแซมเรื่อยมา โดยเฉพพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์บุญจันทร์ เป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างกุฎีเพิ่มจำนวนถึงสามสี่หลัง เนื่องจากไม้ที่นำมาทำเป็นไม้เนื้ออ่อน ปลวกกินง่าย จึงได้รื้อส่วนบนของกฎีออก ใช้โครงเหล็ก หลังคาเมทัลชีตแทน ส่วนใต้ถุนกุฎีก็ลาดด้วยคอนกรีต ทำให้มีพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น7. สร้างโรงฉันน้ำร้อน เพราะแต่เดิมนั้นจะขึ้นไปฉันน้ำร้อนที่ศาลาการเปรียญ ซึ่งไม่สะดวก เพราะบางครั้งเสร็จจากงานโยธา เก็บกวาดลานวัดแล้วได้นั่งเสวนากันแบบสบายๆ ในโรงฉันน้ำร้อน เป็นการผ่อนคลายไปในตัว และที่สำคัญเห็นว่าวัดอื่นเค้ามีที่ฉันน้ำร้อนโดยเฉพาะก็เลยสร้างขึ้นมาบ้าง ใช้งบประมาณ 519,223.00 บาท


81 ภาพที่ 3-10 โรงฉันน้ำร้อน8. สร้างเจดีย์จตุปุพฺพาจริยเจติย (เจดีย์ 4 บูรพาจารย์) ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับเป็นที่เก็บอัฐิของอดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสีลารัตน์ 4 ท่าน ได้แก่ท่านพระอาจารย์สีลา หลวงปู่ม่าน หลวงปู่ไค หลวงปู่ก้อ ซึ่งแต่เดิมอัฐิของ หลวงปู่ม่าน หลวงปู่ไค (หลวงปู่ม่าน ปุณญกาโม และหลวงปู่ไค ยโส) บรรจุไว้ที่เจดีย์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2525 โดยพระอาจารย์ตาล วรธรรมโม พร้อมศรัทธาของหลวงปู่ทั้งสองและชาวบ้านโพนสวาง ซึ่งเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก ส่วนอัฐิของอาจารย์ศีลาก็อยู่ที่ฐานรูปเหมือนของท่านดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะได้สร้างเป็นเจดีย์ที่สวยงามสมกับฐานะของบูรพาจารย์จึงสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง โดยมีแท่นฐานรองรับอยู่ส่วนล่าง ทำเป็นห้องเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของท่าน ที่ฐานของรูปเหมือนบรรจุอัฐิของท่าน เจดีย์บูรพาจารย์นี้สร้างแค่หกเดือนเท่านั้นก็แล้วเสร็จ ต่อมานอกจากอัฐิของบูรพาจารย์แล้วมีศรัทธาญาติโยมก็นำเอา พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์แห่งนี้ด้วย


82ภาพที่ 3-11 เจดีย์ 4 บูรพาจารย์9. สร้างโรงกรองน้ำ เนื่องจากในปีหนึ่งๆ มีกิจกรรมงานวัดอยู่บ่อย แต่ละคราวต้องใช้น้ำดื่มน้ำใช้จำนวนมาก และในกิจกรรมประจำวันของวัดก็ใช้น้ำจำนวนมากเช่นกัน ที่ผ่านมาก็มีน้ำดื่มน้ำใช้เพราะมีผู้มีจิตศรัทธาซื้อมาถวาย หากสร้างถังเก็บน้ำและกรองน้ำใว้ดื่มไว้ใช้เองก็สามารถประหยัดปัจจัยของศรัทธาญาติโยมได้มาก นอกจากนี้ชาวบ้านก็สามารถนำถังน้ำมากรอกไปใช้ดื่มกินได้ฟรี แทนที่จะไปซื้อน้ำในตลาดกิน ภาพที่ 3-12 โรงกรองน้ำ


8310. สร้างเมรุของหมู่บ้าน ชาวบ้านนำโดยกำนันคณิต พวงเพชร ได้หารือกับหลวงปู่เสือว่าอยากสร้างเมรุของหมู่บ้าน หลวงปู่ท่านเห็นว่าอาจจะยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เพราะหากมีการเสียชีวิตก็สามารถใช้ฟืนเผาได้ แต่ด้วยข้อจำกัดในการหาฟืนต้องไปตัดไม้ที่อุทยานฯ และต้องขออนุญาตจากอุทยานฯ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งด้วย สุดท้ายหลวงปู่เสือก็เห็นด้วยและสบันสนุนจัดหาทุนสร้างโดยทำเป็นกฐินสามัคคีได้เงินมา 2 ล้านกว่าบาท สร้างตัวเมรุเผาศพ 850,000.00 บาท นอกจากนั้นก็มี ศาลา ลานจอดรถ ตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมงบประมาณค่าใช้จ่าย 2,800,000 บาท ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากลูกไทบ้านโพนสวางที่เป็นนักธุรกิจที่มีศักยภาพพอที่จะสนันสนุนได้ เช่น คุณจินตนา(นาง) นุชิต คุณนภาภรณ์ (ป๊อก) แสงลี คุณอุทัยวรรณ (กุ้ม) ขันดี ภาพที่ 3-13 เมรุบ้านโพนสวางงานช่วยเหลือสังคมนอกวัดของหลวงปู่เสือ1. เป็นผู้นำสร้างตึกสงฆ์อาพาธโรงพยาบาลส่องดาว เนื่องจากโรงพยาบาลส่องดาวยังไม่มีอาคารสำหรับรักษาภิกษุอาพาธโดยเฉพาะ เพื่อใช้สามารถดูแลรักษาภิกษุอาพาธให้ถูกต้องตามพระวินัย มีผู้มีจิตศรัทธาได้มาปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่องดาว และเห็นสมควรสร้างตึกสงฆ์อาพาธขึ้น ลักษณะเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น มีพื้นที่ไช้สอยประมาณ 300 ตารางเมตร ชั้นบนเป็นที่พักสงฆ์จำนวน 8 ห้องและห้องทำงานแพทย์และ


84พยาบาล จำนวน 1 ห้อง ชั้นล่างให้บริการทางแพพย์แผนไทย และกายภาพบำบัด งบประมาณค่าก่อสร้างตัวอาคารประมาณ 5 ล้านบาท โดยมีทุนเริ่มต้นจากคุณพ่อประไพ และคุณแม่บัวเขียน พรหมเสนา ได้บริจาคเงินจำนวน 1.7 ล้านบาท การก่อสร้างจึงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556 แต่เนื่องจากต้องใช้ปัจจัยอีกจำนวนมาก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและคณะกรรมการจึงกราบเรียน หลวงปู่เสือ กันตสาโร เจ้าอาวาสวัดป่า สีลารัตน์ อำเภอส่องดาว และ ท่านพระอาจารย์ทองปาน จารุวัณโณ เจ้าอาวาสวัดป่ากมโลสานิตยานุสรณ์ อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี เพื่อขอความเมตตาให้ท่านเป็นผู้นำศรัทธาประชาชนสร้างต่อให้แล้วเสร็จ ท่านพระอาจารย์ทั้งสองพิจารณาถึงความจำเป็นจึงเมตตารับสร้างต่อให้อาคารดังกล่าวสร้างเสร็จแล้วเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 ทำบุญฉลองพร้อมมอบให้กับราชการ วันที่ 3 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2558 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครเป็นประธาน รับ-มอบ พร้อมกันนี้ท่านพระอาจารย์ทองปาน ได้เมตตาตั้งชื่ออาคารหลังนี้ว่า \"ตึกสงฆ์เมตตาศรัทธาสามัคคี” ซึ่งเกิดจากความสามัคคีของพระภิกษุสงฆ์ พ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกองทุนสำหรับรักษาภิกษุอาพาธไว้ด้วย เพื่อให้สามารถดูแลรักษาภิกษุอาพาธได้อย่างทั่วถึง ตึกสงฆ์อาพาธหลังนี้สามารถเปิดให้บริการเพราะมีผู้มีจิตศัทธานำโดย พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา และคณะ ได้บริจาคค่าก่อสร้างและอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นในอาคารทั้งหมดรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,563,950.00 บาท2. ต่อมาทางโรงพยาบาลส่องดาวมีความจำเป็นในการขยายงานด้านทันตกรรม เพราะมีผู้ป่วยมาขอรับบริการมาก เนื่องจากห้องทันตกรรมอยู่ร่วมกับตึกอุบัติเหตุ สถานที่คับแคบ ทรุดโทรมมาก ไม่เพียงพอต่อการให้บริการผู้ป่วย จึงขอย้ายมาสร้างใหม่บริเวณใกล้กับตึกสงฆ์อาพาธ เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 24.5 เมตร จึงขอความเมตตาจากหลวงปู่เสือเป็นครั้งที่ 2 สร้างตึกและห้องทันตกรรม หลวงปู่เสือได้ปรึกษากับ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ อีก พลเอก จรัล กุลวณิชย์ ก็ตกลงให้ความช่วยเหลือเช่นเคย และได้เชิญชวน ท่านพลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี เข้ามาช่วยด้วยในการหางบประมาณสร้างตึกด้วย ท่านได้กรุณาให้ความช่วยเหลืออย่างดีจนดำเนินการได้


85แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยงบประมาณ 5 ล้านบาท รวมทั้งซื้อเครื่องมือทันตกรรมประจำห้อง อาคารนี้ชื่อ “อาคาร อุตตโม สามัคคี อนุสรณ์”3. หางบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงพยาบาลมหาราชนคร (สวนดอก) เชียงใหม่ นอกจากการช่วยเหลือโรงพยาบาลบริเวณอำเภอส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน และบริเวณใกล้เคียงแล้ว หลวงปู่เสือยังได้มีส่วนร่วมในการช่วยหางบประมาณในการปรับปรุงโรงพยาบาลมหาราชนคร (สวนดอก) เชียงใหม่ โดยได้รับการแต่งตั้งจากหลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดให้เป็นคณะกรรมการหาปัจจัย ทั้งนี้เนื่องจากหลวงพ่อ สุธรรม สุธัมโม นั้นได้มองเห็นศักยภาพของหลวงปู่เสือ หลวงปู่เสือก็ได้ปรึกษากับญาติโยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ แล้วก็ได้ชักชวนให้เข้ามาช่วยดำเนินการในฐานะคณะกรรมการฯ ด้วย พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ก็ได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลมหาราชนคร (สวนดอก) เชียงใหม่แล้วหลวงปู่เสือเองก็ได้ใช้ปัจจัยส่วนตัว 100,000 บาท สมทบด้วย คาดว่าจะใช้งบประมาณในการพัฒนาโรงพยาบาลมหาราชนคร (สวนดอก) เชียงใหม่ ประมาณ 80ล้านบาท ในคณะกรรมการสายของหลวงปู่เสือนั้นก็จะพยายามอย่างเต็มที่ในการหาเงินให้ได้ตามวัตถุประสงค์ส่วนหลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม นั้นได้หามาแล้วจำนวนหนึ่ง คิดว่าปีหน้าน่าจะเพียงพอสำหรับการปรับปรุงพัฒนาโรงพยาบาล หลวงปู่เสือบอกว่าท่านเป็นคนที่บารมีไม่มากเพราะฉะนั้นก็ทำตามกำลังเท่าที่ทำได้บทสรุปข้อคิดจากหลวงปู่เสือหลวงปู่เสือ กนฺตสาโร ท่านเป็นพระสมถะ เรียบง่าย และช่วยเหลืองานด้านสาธารณะประโยชน์ด้านอื่นๆ ตลอดมา เป็นที่ทราบกันดีในหมู่พระป่าสายกรรมฐาน จากการนั่งสนทนากับหลวงปู่เสือ เกี่ยวกับความเป็นมาของวัดป่าสีลารัตน์ และเกี่ยวกับกิจกรรมที่หลวงปู่ได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ ทำให้มีความคิดดีๆ เกิดขึ้นกับตัวเอง และเป็นสุขที่ได้ทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้จะน้อยนิดตามฐานะและศักยภาพของตนเอง แต่เกิดจากความตั้งใจและบริสุทธิใจ หลวงปู่เสือบอกว่า การเข้ามาพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาโรงเรียน หรือพัฒนาวัดวาอารามต่างๆ นั้นจะต้องช่วยกัน ร่วมมือร่วมแรงกัน สามัคคีกัน จะหวังพึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด


Click to View FlipBook Version