The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ท30212ภาษาไทยเชิงวิเคราะห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ท30212ภาษาไทยเชิงวิเคราะห์

แผนการจัดการเรียนรู้ท30212ภาษาไทยเชิงวิเคราะห์

ก ค ำนิยม แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ ซ่ึงเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ที่นางช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ไดเ้ขียนและประยกุตข์้ึนเพื่อใชส้อนนกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่๖ ในปี การศึกษา ๒๕๖๗ ฉบบัน้ีนบัเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยผ่านการตรวจสอบ จากผู้เชี่ยวชาญ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า แผนการจัดการเรียนรู้น้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาไทยเป็นอยา่งยงิ่ สมควรไดร้ับการเผยแพร่และขา้พเจา้ภูมิใจในความต้งัใจอุตส่าห์พากเพียรของผูจ้ดัทา อยา่งมาก หวงัวา่ แผนการจัดการเรียนรู้ฉบบัน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อครูผสู้อนภาษาไทยโดยทวั่ ไป (นางเนตรชนก ชมภูธร) ผู้อ านวยการโรงเรียนสตรีราชินูทิศ


ข ค ำน ำ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ ซ่ึงเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ตามหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ไดจ้ดัทา ข้ึนน้ี ได้ใช้ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนสตรีราชินูทิศโดยเทียบกับหลักสูตรสถานศึกษาแกนกลางเป็ นแนวทาง และได้จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้เป็ นรายชวั่โมง โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่บูรณาการศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อใชใ้นการเรียนการสอนระดบัช้นัมธัยมศึกษาปีที่๖ ภาคเรียนที่ ๑ และ๒ ผู้จัดท าขอขอบพระคุณผู้สนับสนุน และให้ข้อเสนอแนะ รวมท้งัใหค้า แนะนา การจดัทา แผนการจัดการเรียนรู้ฉบบัน้ีดงัรายนามต่อไปน้ี นางเนตรชนก ชมภูธร ผู้อ านวยการโรงเรียนสตรีราชินูทิศ นางสาวจุฑาทิพย์ รวมธรรม รองผู้อ านวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการโรงเรียนสตรีราชินูทิศ นางจุฬาลักษณ์ บุญไชย หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนสตรีราชินูทิศ ผู้จัดท าหวังว่าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ ฉบบัน้ีคงจะเป็นประโยชน์ ต่อการเรียนการสอนโดยแท้จริง (นางช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช) ตา แหน่งครูวิทยฐานะครูชา นาญการพิเศษ


ค ค ำชี้แจง แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ ซ่ึงเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ฉบบัน้ีไดจ้ดัทา ๔ หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้๔๐ ชวั่โมง จ านวน ๑๕ แผน ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ๑๕ ข้อ ซ่ึงเน้ือหาเน้ือหาครอบคลุมทกัษะการอ่าน การเขียน การฟังการดู การพูดโดยเน้นวิเคราะห์และประเมินค่าจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่บูรณาการศตวรรษที่ ๒๑ ไดม้ีแบบทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียนโดยการท าแบบฝึ กหัดใบงาน และแบบทดสอบหลังเรียน มีการเฉลยแบบทดสอบ แบบฝึ กหัดและใบงานไว้ในภาคผนวก ในกรณีที่ผู้สอนต้องการบันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้สอนบันทึกลงใน “บันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้” ที่อยู่ท้ายแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผนดว้ยท้งัน้ีเพื่อ จะได้ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ใหส้มบูรณ์ยงิ่ๆ ข้ึนในโอกาสต่อไป (นางช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช) ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ


ง สารบัญ หน้า คำนิยม ก คำนำ ข คำชี้แจง ค สารบัญ ง การวิเคราะห์หลักสูตร โครงสร้างรายวิชา จ - การจัดหน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย - หน่วยการเรียนรู้ ๔ หน่วย แบบทดสอบก่อนเรียนทุกแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ ๑ เรื่อง อ่านจับประเด็นเห็นคุณค่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ การอ่านจับใจความสำคัญ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ การอ่านแปลความ ตีความ และขยายความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ การพัฒนาสมรรถภาพการอ่าน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๔ การเขียนกรอบความคิด ๑ ๔ ๒๑ ๔๐ ๕๕ หน่วยที่ ๒ เรื่อง ประเมินคุณค่า การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๕ การอ่านเพื่อสังเคราะห์ความรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๖ การวิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๗ การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๘ การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๙ การอ่านเพื่อวิเคราะห์และประเมินค่า ๗๒ ๘๘ ๑๐๗ ๑๑๗ ๑๓๒ หน่วยที่ ๓ เรื่อง เจาะประเด็นในการฟังและดู แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๐ ความหมายและแนวทางการฝึกการฟังการดูอย่างมีประสิทธิภาพ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๑ การใช้วิจารณญาณในการฟังและดู แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๒ แนวทางการประเมินค่าเรื่องที่ฟังและดู ๑๕๙ ๑๗๖ ๒๐๓ หน่วยที่ ๔ เรื่อง รู้งานเขียนสื่อสารฝึกการพูดในสังคม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๓ การเขียนเรียงความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๔ การใช้โวหารและโวหารภาพพจน์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๕ การพูดในสังคม แบบทดสอบหลังเรียนทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ๒๑๘ ๒๓๔ ๒๕๑ ๒๖๘


๑ แนวทางการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ออกเป็น ๕ สาระคือ สาระที่ ๑ การอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษา และสาระที่๕ วรรณคดีและวรรณกรรม โดย มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดมีทักษะและกระบวนการทางภาษา มีคุณธรรม และค่านิยมตลอดจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้ กรอบแนวคิดการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการเชื่อมโยงสาระกันได้ตามความ เหมาะสม เพราะในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนนั้น นอกจากจะให้ความรู้แก่ผู้เรียนแล้ว ผู้สอนยังต้องฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิดและนำไป ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริง แต่ทั้งนี้ผู้สอนจะต้องมีวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิดโดยใช้วิธีคิดอย่างหลากหลาย เพื่อให้ ผู้เรียนสามารถรู้และเข้าใจตามทักษะกระบวนการและสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนนั้น ผู้สอนจะต้องรู้จักการออกแบบกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรโดยกิจกรรมนั้น ๆ จะต้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนและเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมของโรงเรียนและชุมชนของโรงเรียน ผู้สอนในแต่ละโรงเรียนจึงต้องทำแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน ดังนั้นตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้จึงเป็นเอกสารแนะแนวทางเพื่อให้ผู้สอนได้นำไปปรับประยุกต์ใช้ให้ เหมาะสมกับสภาพผู้เรียนและสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม เมื่อผู้สอนได้ปรับปรุงแก้ไขและได้นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้วควรจะได้ทำ วิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป ๑. ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ก่อนที่ผู้สอนจะได้จัดทำแผนการเรียนรู้ในสาระการเรียนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ นั้น ควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ ๑) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ๒) ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กระทรวงศึกษาธิการ ๓) ศึกษาสาระที่เป็นองค์ความรู้สาระที่ ๑ การอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน สาระที่ ๓ การฟังการดูและการ พูด สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษา สาระ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม และวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ๔) ศึกษากรอบความคิดในการจัดทำสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและผลการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๕) กำหนดเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกรอบความคิดใน การจัดทำสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๖) วางแผนการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนรู้ ๗) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามนโยบายของโรงเรียน โดยให้สอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๘) นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้และควรได้มีการประเมินผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ในแต่ละแผนการจัดการ เรียนรู้ เพื่อปรับปรุงและพัฒนา นับว่าเป็นการวิจัยควบคู่ไปกับการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา ๒๔


๒ ๒. หลักสา คัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเรียน ผู้สอนควรใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนหลายๆ วิธี เพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียนทั้งด้านคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม และทักษะพิสัย และดำเนินกระบวนการเรียนรู้โดยถือว่า ผู้เรียนมีความสำคัญเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ เป็นวิธีการสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะต่างๆ ที่พึงประสงค์ในยุคข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น ผู้สอนจะต้องศึกษาความรู้ เกี่ยวกับเทคนิคการสอนหลายๆวิธีซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่น ๑) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นการสร้างความสนใจแก่ผู้เรียน ซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่น ➢ ให้ดูรูปภาพ ➢ ตั้งคำถาม ถาม-ตอบ ➢ ฟังนิทาน ➢ ฟังเพลง ➢ ปริศนาคำทาย ➢ สุภาษิต คำพังเพย คำขวัญ คำกลอน ➢ วิเคราะห์ข่าวประจำวัน ➢ วิเคราะห์กรณีตัวอย่าง ➢ เล่าความประทับใจ ➢ ชมวีดิทัศน์ ➢ ชมสไลด์ ฯลฯ ผู้สอนต้องมีสื่อการสอนประเภทต่างๆ มาเร้าความสนใจของผู้เรียน พร้อมทั้งจะต้องป้อนคำถามให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ตามอย่างมีเหตุผล เพื่อกระตุ้นเข้าสู่บทเรียน คำถามที่ผู้สอนควรใช้มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ทำไม.....อย่างไร.....อะไร .....เมื่อไร.....ที่ไหน.....เป็นต้น ๒) ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนแล้ว ผู้สอนจะต้องแจ้งผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรืออาจจะแจ้ง จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นการชี้แนะให้ผู้เรียนได้รู้ทิศทางหรือเป้าหมายของ การเรียนรู้ให้ชัดเจน ซึ่งขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้นี้จัดว่าเป็นหัวใจสำคัญ ผู้สอนจะต้องเตรียมกิจกรรม การเรียนรู้มาเป็นอย่างดี การออกแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จะมีกระบวนการต่าง ๆ ดำเนินไปตามขั้นตอนของ เทคนิคการสอนที่กำหนดไว้ โดยคำนึงถึงหลักสำคัญ ดังนี้ ๑. เน้นผู้เรียนให้รู้จักคิดวิเคราะห์ตามลำดับ ซึ่งมีความยากง่ายเหมาะสมกับวัย ๒. ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่ม มีกิจกรรมร่วมกันในกระบวนการเรียนรู้ ๓. มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ตลอดจนร่วมกันแก้ปัญหาและปฏิบัติงานร่วมกัน ๔. จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ๕. จัดกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวและจากสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างประสบการณ์ตรง และผู้เรียนสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ๖. จัดกิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางกาย สติปัญญา และอารมณ์ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน ทั้ง ด้านความสามารถทางสติปัญญา สังคม และอารมณ์ ๗. เนื้อหาสาระของการเรียนรู้เหมาะสมกับวัยและความต้องการของผู้เรียน ๘. มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและเพียงพอต่อการค้นคว้าความรู้ตามความถนัด และความสนใจของผู้เรียน ๙. มีสื่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอนโดยให้มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน องค์กรต่างๆ เป็นการร่วมกันระหว่างผู้สอน ผู้เรียน และบุคคลภายนอกซึ่งอยู่ในสังคม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเรียนรู้


๓ ๓) ขั้นสรุป เป็นการสรุปผลจากการดำเนินกิจกรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบแผนการเรียนรู้ เพื่อตรวจสอบว่าบรรลุตามจุดประสงค์ การเรียนรู้หรือไม่ และผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหรือไม่ ข้อสังเกตในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนหลากหลายนั้น อาจระบุขั้นตอนไว้เป็นการกำกับให้ผู้สอนได้ดำเนิน กิจกรรมตามขั้นตอนก็ได้ หรืออาจจะเขียนลำดับต่อเนื่องตามกิจกรรมกำหนด โดยไม่ระบุขั้นตอนก็ได้ แต่รวมความแล้วต้อง อยู่บนหลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เป็นส่วนสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ผู้สอนจะต้องวางแผนว่าจะใช้สื่อใด ประกอบการจัดกิจกรรมเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนสื่อบางประเภทผู้สอนสามารถผลิตเองได้แต่สื่อบางประเภทต้องไปจัดซื้อจัดหามาใช้ ประกอบการสอน สื่อการเรียนรู้จึงอาจจะมีทั้งสื่อวัสดุ สื่อเอกสาร และสื่อบุคคลผู้สอนจะเขียนชื่อประเภทของสื่อทุกชนิดที่ใช้ใน กิจกรรมการเรียนรู้ไว้ในหัวข้อนี้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ได้แก่ วีดิทัศน์ สไลด์ CAI หุ่นจำลอง รูปภาพ เอกสาร ประกอบการสอน เอกสารประกอบการเรียน บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอน ใบความรู้ใบงาน ข่าว หนังสือสำหรับค้นคว้า ฯลฯ ถ้า เป็นสื่อบุคคลก็มักจะเป็นผู้ที่เชิญมาเป็นวิทยากรให้ความรู้เฉพาะเรื่อง บุคคลตัวอย่าง บุคคลที่ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนไปสัมภาษณ์เพื่อ เพิ่มความรู้และประสบการณ์ เป็นต้น สำหรับแหล่งการเรียนรู้นั้นมีความสำคัญต่อผู้เรียนมากซึ่งผู้สอนควรจัดแหล่งการเรียนรู้ให้มากพอและนำผู้เรียนไปเรียนรู้ และหาประสบการณ์ตรง การวัดและประเมินผล การวัดผลและการประเมินผลเป็นการประเมินเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนรู้ในด้านความ ประพฤติ พฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ มีรูปแบบ การวัดผลและประเมินผลที่สามารถตรวจสอบว่า กระบวนการเรียนรู้ได้พัฒนาผู้เรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยมีผลการ เรียนรู้ของผู้เรียนเป็นเป็นหมายสำคัญดังนั้นการประเมินผลจะต้องครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ ด้านทัศนคติ ควรมีการวัด และประเมินตามสภาพจริง โดยเน้นการวัดจากการปฏิบัติแฟ้มสะสมงานในการประเมินผลนั้นสามารถประเมินได้ทั้งในระหว่างดำเนินกิจกรรม และหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินสรุปรวม ผู้ควรเตรียมการสำหรับการวัดผลและประเมินผลซึ่งอาจเลือกใช้เทคนิคและเครื่องมือในการประเมินผลหลากหลายให้ครอบคลุมจุดประสงค์การ เรียนรู้และมีการกำหนดวิธีการประเมินให้ชัดเจน เช่น การทดสอบ การบันทึกพฤติกรรม การสัมภาษณ์การสำรวจความคิดเห็น การบันทึก จากผู้เกี่ยวข้อง แฟ้มสะสมงาน ฯลฯ ผู้สอนควรกำหนดเวลาและสถานที่ประเมิน ซึ่งอาจจะประเมินระหว่างผู้เรียนทำกิจกรรม ระหว่างการ ทำงานกลุ่ม ระหว่างการทำงานตามโครงการ หรือวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ และจัดทำแบบวัดผลและการประเมินผลให้สอดคล้องกับวิธีการที่ กำหนดไว้ ฯลฯ เมื่อได้ผลการประเมินทั้งหมดตามวิธีการที่กำหนดไว้แล้ว ผู้สอนจะต้องนำผลมาวิเคราะห์และสรุปผลการประเมินเพื่อพัฒนาและ ปรับปรุงข้อบกพร่องของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาผู้เรียนตลอดจนปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ซึ่งควรจะได้นำผลการประเมิน ระหว่างเรียนมาประกอบการพิจารณาด้วย ในการประเมินผลโดยผู้เรียนมีส่วนร่วมกำหนดตัวบ่งชี้การประเมินและเกณฑ์การประเมินด้วยนั้นจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองมีส่วน ร่วม และให้ความสำคัญและร่วมมือในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และถ้าให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการประเมินตนเองด้วย จะทำ ให้ผู้เรียนได้ทราบจุดบกพร่องของตนเองเอจะได้พัฒนาตนเองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละเรื่อง ว่าจะสามารถวัดผลและประเมินผลได้โดยวิธีการใดจึงจะเกิดประสิทธิผล


๔ ๓. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีลักษณะเป็นหลักสูตรมาตรฐาน (Standard-Based Curriculum) และมีลักษณะเป็น หลักสูตรสมรรถฐาน (Competency-Based Curriculum) กล่าวคือหลักสูตรจะมีสาระการเรียนรู้ (Strand) เป็นกลุ่มเนื้อหาและทักษะที่ต้อง สอน แต่ละสาระการเรียนรู้จะมีมาตรฐานการเรียนรู้ (Standard) เป็นตัวกำหนดคุณภาพของการจัดการศึกษา แต่ละมาตรฐานการเรียนรู้จะมี มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น (Benchmark) เป็นสมรรถฐานที่ผู้เรียนเรียนจบการศึกษาแต่ละช่วงชั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถในการเรียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นมาตรฐานการเรียนรู้จึงเป็นข้อกำหนดคุณลักษณะและความสามารถของผู้เรียนที่ครู จะจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและความสามารถดังกล่าว ส่วนมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นกำหนดสาระการเรียนรู้ที่เป็นมาตรฐานเนื้อหา (Content Standard) ซึ่งส่วนมากจะเขียนเป็นความคิดรวบยอด กำหนดเนื้อหาการสอนและมาตรฐานการปฏิบัติ (Performance Standard) กำหนดคุณสมบัติที่เป็นความสามารถการปฏิบัติงานและคุณธรรมจริยธรรม มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นจะกำหนดความรู้ หลักการให้เกิดความคิด ระดับสูง มีทักษะและกระบวนการและมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ซึ่งครูจะนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียน การสอน เชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียนสู่ชีวิตจริงและสู่สังคมภายนอกและเป็นแนวทางการประเมินผลเพื่อพิจารณาความสำเร็จของ ผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องนำมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นพัฒนาเป็นหลักสูตรของสถานศึกษาเองให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและชุมชน และยัง เป็นแนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาและยังใช้เป็นเกณฑ์การประเมินคุณภาพของการจัดการศึกษาของสถานศึกษาขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพของสถานศึกษาจะใช้มาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นจัดทำเครื่องมือประเมินคุณภาพของ สถานศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพนอกจากนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจะใช้มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นตรวจสอบคุณภาพการเรียนรู้และใช้ประโยชน์ ในการตัดสินใจในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการเรียนให้เข้าสู่มาตรฐานที่กำหนดและผู้ปกครองยังใช้ มาตรฐานตรวจสอบผลการเรียนของบุตรหลานของตนได้อีกด้วย สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมีดังนี้ สาระที่ ๑ :การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ : ใช้กระบวนการอ่านความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ใน การดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ :การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ : ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ ต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ :การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ : สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดความรู้สึกในโอกาส ต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ :หลักการใช้ภาษา มาตรฐาน ท ๔.๑ : เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ มาตรฐาน ท ๔.๒ : สามารถใช้ภาษาแสวงหาความรู้ เสริมสร้างลักษณะนิสัยบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สังคม และชีวิตประจำวัน สาระ ๕ :วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ที่มา : กรมวิชาการ คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและ พัสดุภัณฑ์ ๒๕๔๕ ) หน้า ๑๕ - ๑๗.


๕ กำหนดการสอน รายวิชา ภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สัปดาห์ที่ แผนฯ ที่ หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ หัวข้อเรื่อง/ สาระการเรียนรู้ จำนวน ที่ ชื่อหน่วย คาบ ๑ - ๕ ปฐมนิเทศ/ทดสอบก่อนเรียน ๑ ๑ ๑ อ่านจับประเด็น เห็นคุณค่า ๑. อ่านจับใจความสำคัญได้ การอ่านจับใจความสำคัญ แบบ SQ๔R ๒ ๒ ๒. แปลความ ตีความ ขยายความได้ การอ่านแลความตีความ และขยายความ ๒ ๓ ๓. พัฒนาสมรรถภาพ การอ่านได้ การพัฒนาสมรรถภาพการ อ่าน ๒ ๔ ๔. เขียนกรอบความคิด และผังความคิดได้ การเขียนกรอบความคิด ๓ ๗ - ๑๑ ๕ ๒ การประเมินค่า สังเคราะห์และ การวิเคราะห์ ๕. อ่านเพื่อสังเคราะห์ความรู้ ได้ การอ่านเพื่อสังเคราะห์ความรู้ ๒ ๖ ๖. วิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหาได้ การวิเคราะห์คุณค่า ด้านเนื้อหา ๔ ๗ ๗. วิเคราะห์คุณค่าด้านสังคมได้ การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม ๒ ๘ ๘. วิเคราะห์คุณค่าด้าน วรรณศิลป์ได้ การวิเคราะห์คุณค่า ด้านวรรณศิลป์ ๓ ๙ ๙. อ่านเพื่อวิเคราะห์และประเมินค่าได้ การอ่านเพื่อวิเคราะห์และ ประเมินค่า ๔ ๑๑ - ๑๓ ๑๐ ๓ เจาะประเด็น ในการฟังและดู ๑๐. ฝึกทักษะการฟังและดู ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการฟังและการดู ๒ ๑๑ ๑๑. สามารถเลือกฟังสาร และดูสื่ออย่างมี วิจารณญาณแล้วนำไป ถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง การฟังสาร และ การดูสื่อรูปแบบ ต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ ๓ ๑๒ ๑๒. สามารถประเมินค่า เรื่องที่ฟังและดู การแระเมินค่าเรื่องที่ฟังและดู ๑ ๑๔ - ๒๐ ๑๓ ๔ รู้งานเขียนสื่อสาร ฝึกการพูด ในสังคม ๑๓. เขียนเรียงความได้ การเขียนเรียงความ ๓ ๑๔ ๑๔. ใช้โวหารและ โวหารภาพพจน์ได้ การใช้โวหารและโวหาร ภาพพจน์ ๒ ๑๕ ๑๕. พูดในโอกาสต่าง ๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้อง เหมาะสมกับบุคคลและ กาลเทศะ การพูดในสังคม ๓ ปัจฉิมนิเทศ/ทดสอบหลังเรียน ๑ รวม ๑๕ ๔๐


๖ ผลการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ (เพิ่มเติม) ม.๖ รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ และการวัดผลประเมินผล อัตราส่วนคะแนนระหว่างเรียน/กลางภาค:ปลายภาค ๘๐:๒๐ = ๖๐/๒๐:๒๐ ผลการเรียนรู้ คาบ เรียน วิธีการประเมิน/คะแนน ประเมินผลระหว่างเรียน (๗๐) (คะแนนก่อน/หลังลางภาค/กลางภาค ประเมินผล ประเมินสภาพจริง (๕๐) กลางภาค ปลาย ภาค การปฏิบัติ/ ใบงาน (ก่อน) โครงาน/ รายงาน แฟ้มสะสม งาน(หลัง) แบบ ทดสอบ แบบ ทดสอบ ๕๕ นาที ๓๐ ๓๐ ๒๐ ๒๐ ปฐมนิเทศ ๑ ทดสอบก่อนเรียน ๑. จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน ฟังและดู ได้ถูกต้อง ๒ ๕ ๕ ๒. ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ๒ ๕ ๓. พัฒนาสมรรถภาพการอ่านได้ ๒ ๕ ๔. อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และรายงาน ได้ถูกต้อง ๓ ๕ ๕ ๕. สังเคราะห์ความรู้จากการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์และแหล่งเรียนรู้ ต่าง ๆ มาพัฒนาตน พัฒนาการเรียนและพัฒนาความรู้ทางอาชีพ ๒ ๕ ๖. วิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหาและวิจารณ์เรื่องที่อ่านในทุก ๆด้านอย่างมีเหตุผล ๔ ๕ ๗. วิเคราะห์คุณค่าด้านสังคมได้ ๒ ๓ ๕ ๘. วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ได้ ๓ ๒ ๕ ๙. วิเคราะห์และประเมินค่าวรรณกรรมที่อ่านเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๔ ๕ ๕ ๑๐. สรุปแนวคิด และแสดงความคิดเห็นจากการฟัง และดูแล้วกำหนดแนวทาง นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ๒ ๕ ๕ ๑๑. ประเมินเรื่องที่ฟังและดูแล้วกำหนดแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ใน การดำเนินชีวิต ๓ ๕ ๑๒. ประเมินค่าเรื่องที่ฟังและดูได้ ๑ ๕ ๑๓. วิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านและ เสนอความคิดใหม่อย่างมีเหตุผลและเขียนเรียงความได้ ๓ ๑๔. ใช้โวหารและโวหารภาพพจน์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ๒ ๕ ๕ ๑๕. รับข่าวสารต่าง ๆ พูดสื่อสารและวิเคราะห์เหตุการณ์ได้อย่างมีวิจารณญาณ ๓ ๕ ๑ ทดสอบหลังเรียน รวม ๔๐ ๓๐ ๓๐ ๒๐ ๒๐


๗ แผนประเมินผลการเรียนรู้วิชาภาษาไทยเพิ่มเติม รายวิชา ภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ รหัสวิชา ท ๓๐๒๑๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน ๒ ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน ๔๐ ชั่วโมง หน่วยการเรียน ๑.๐ หน่วยกิต อัตราส่วนคะแนนระหว่างเรียน/กลางภาค:ปลายภาค = ๘๐: ๒๐ (๓๐ / ๒๐ / ๓๐ : ๒๐) ที่ ผลการเรียนรู้ คะแนน ระหว่างเรียน สอบกลางภาค สอบปลายภาค รวม K P A คะแนน ข้อ คะแนน ข้อ ๑ จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องตอบคำถามจาก เรื่องที่อ่าน ฟังและดูได้ถูกต้อง ๒ ๒ ๑ ๕ ๑๐ ๕ ๒ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ๒ ๒ ๑ ๕ ๓ พัฒนาสมรรถภาพการอ่านได้ ๒ ๒ ๑ ๕ ๔ อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน ได้ถูกต้อง ๔ ๔ ๒ ๕ ๑๐ ๑๐ ๕ สังเคราะห์ความรู้จากการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ มาพัฒนาตน พัฒนาการเรียนและ พัฒนาความรู้ทางอาชีพ ๒ ๒ ๑ ๕ ๖ วิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหาและวิจารณ์เรื่องที่อ่านในทุก ๆด้าน อย่างมีเหตุผล ๒ ๒ ๑ ๕ ๗ วิเคราะห์คุณค่าด้านสังคมได้ ๑ ๑ ๑ ๕ ๑๐ ๘ ๘ วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ได้ ๐.๕ ๑ ๐.๕ ๕ ๑๐ ๑๐ ๙ วิเคราะห์และประเมินค่าวรรณกรรมที่อ่านเพื่อนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๒ ๒ ๑ ๕ ๑๐ ๕ ๑๐ สรุปแนวคิด และแสดงความคิดเห็นจากการฟัง และดูแล้ว กำหนดแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ๒ ๒ ๑ ๕ ๑๐ ๑๐ ๑๑ ประเมินเรื่องที่ฟังและดูแล้วกำหนดแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ ในการดำเนินชีวิต ๒ ๒ ๑ ๕ ๑๒ ประเมินค่าเรื่องที่ฟังและดูได้ ๒ ๒ ๑ ๕ ๑๓ วิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านและ เสนอความคิดใหม่อย่างมีเหตุผลและเขียนเรียงความได้ ๒ ๒ ๑ ๕ ๑๔ ใช้โวหารและโวหารภาพพจน์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ๔ ๔ ๒ ๕ ๑๐ ๕ ๑๐ ๑๐ ๑๕ รับข่าวสารต่าง ๆ พูดสื่อสารและวิเคราะห์เหตุการณ์ได้อย่างมี วิจารณญาณ ๒ ๒ ๑ รวมคะแนน ๒๙.๕ ๓๓ ๑๗.๕ รวมทั้งสิ้น ๘๐ ๒๐ ๔๐ ๒๐ ๔๐ ๑๐ ๐


เป้าประสงค์ (Objective) พันธกิจ (Mission) ๘ ๑ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของโรงเรียน วิสัยทัศน์ (Vision) โรงเรียนสตรีราชินูทิศ มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุล ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก มีความเป็นกุลสตรี ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ๑. พัฒนาการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยพัฒนาบุคลากรให้รอบรู้ ทันสมัย สามารถผลิตและใช้ สื่อที่มีคุณภาพ พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ การบริหารจัดการและพัฒนาระบบสารสนเทศ ๒. พัฒนาระบบบริหารให้สอดคล้องกับการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ๓. พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ มีความสามารถในการคิด มีวินัย มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก มีความเป็นกุลสตรี ยึดมั่น ในการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีพลานามัยสมบูรณ์ ปลอดจากสารเสพย์ติด มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ๔. พัฒนาบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างหลากหลาย นักเรียนโรงเรียนสตรีราชินูทิศ มีความรู้และทักษะพื้นฐานเต็มตามศักยภาพ รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา มีจิตสำนึกในความเป็นกุลสตรีและความเป็นไทย อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๒. ซื่อสัตย์สุจริต ๓. มีวินัย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๖. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย ๘. มีจิตสาธารณะ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน


๙ ทำไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยมีเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของ คนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถ ประกอบกิจธุระ การงานและดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งช้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทพโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรมประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำ ค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป เรียนรู้อะไรในภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมุ่งหวังให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ภาษาไทยซึ่งเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตจริง ▪ การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้าง ความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่ได้อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ▪ การเขียน การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่างๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์ วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ ▪ การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับ เรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการและการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ ▪ หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาส และบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ▪ วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของ งานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงาม ของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนปัจจุบัน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช่ตัดสิน แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติขงภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ ในชีวิติจริง


๑๐ คุณภาพของผู้เรียน เมื่อจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียนต้องมีความรู้ความสามารถดังนี้ ๑. สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างดี ๒. สามารถอ่าน เขียน ฟัง ดู และพูด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลและคิดเป็นระบบ ๔. มีนิสัยรักการอ่าน การเขียน การแสวงหาความรู้และใช้ภาษาในการพัฒนาตนและสร้างสรรค์งานอาชีพ ๕. ตระหนักในวัฒนธรรมการใช้ภาษา และความเป็นไทย ภูมิใจและชื่นชมในวรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทย ๖. สามารถนำทักษะทางภาษามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามกาลเทศะและบุคคล ๗. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความสามัคคีในความเป็นชาติไทย ๘. มีคุณธรรมจริยธรรม มีวิสัยทัศน์ โลกทัศน์ที่กว้างไกลและลึกซึ้ง แนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ วิจารณ์พานิช (๒๕๕๕ , หน้า ๑๖-๒๑) ได้กล่าวถึง ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ว่าสาระวิชามีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของนักเรียน โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละ คนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และ ภาษาสำคัญของโลก ศิลปะคณิตศาสตร์ การปกครองและหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์โดยวิชาแกนหลักนี้จะนำมาสู่การกำหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ในเนื้อหา เชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ โดยการส่งเสริมความเข้าใจ ในเนื้อหา วิชาแกนหลัก และ สอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ เข้าไปในทุกวิชาแกนหลัก ดังนี้ ๑. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อน มากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา และการสื่อสารและ การร่วมมือ ๒. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีเนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยี มากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัย ความรู้ในหลายด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านสารสนเทศ ความรู้เกี่ยวกับสื่อและความรู้ด้านเทคโนโลยี ๓. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดำรงชีวิตและทำงานในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จนักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะ ชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว การริเริ่มสร้างสรรค์และ เป็นตัวของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้าม วัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และ ความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability) และ ภาวะผู้นำและ ความรับผิดชอบ (Responsibility) แนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่เน้นสมรรถนะทางสาขาวิชาชีพ การจัดทำแนวทางการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่เน้นสมรรถนะทางสาขาวิชาชีพเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตใน ศตวรรษที่ ๒๑ ยึดกรอบของระบบสนับสนุนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ดังนี้


๑ ๑๑ ๑๑ ๑. ระบบมาตรฐานการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ (๒๑st Century Standards) ๑.๑ การใช้ข้อมูลความจริงจากกระบวนการสังเกต ตั้งประเด็นคำถามจากแหล่งเรียนรู้ชุมชนเชื่อมโยงไปสู่ สาระการเรียนรู้รายวิชา ๑.๒ การบูรณาการความรู้ และความซ้ำซ้อนของเนื้อหาสาระ ๑.๓ การสร้างทักษะการสืบค้น รวบรวมความรู้ ๑.๔ การสร้างความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกมากกว่าแบบผิวเผิน ๑.๕ การสร้างความเชี่ยวชาญตามความถนัดและสนใจให้เกิดกับผู้เรียน ๑.๖ การใช้หลักการวัดประเมินผลที่มีคุณภาพระดับสูง ๒. ระบบการประเมินทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ (Assessment of ๒๑st Century Skills) ๒.๑ สร้างความสมดุลในการประเมินผลเชิงคุณภาพ (ความรู้ ความถนัดสาขาอาชีพ ทัศนคติต่อการทำงานและอาชีพ) ๒.๒ นำประโยชน์ของผลสะท้อนจากการปฏิบัติของผู้เรียนมาปรับปรุงการแก้ไขงาน (เครื่องมือวัดผลตามสภาพจริง การปฏิบัติ ทัศนคติ และความรู้) ๒.๓ ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทดสอบวัดและประเมินผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (คลังข้อสอบระบุตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา ระบุระดับขั้นพฤติกรรม) ๒.๔ สร้างและพัฒนาระบบแฟ้มสะสมงาน (Portfolios) และเส้นทางการศึกษาต่อสู่การประกอบอาชีพ (Career Path) ของผู้เรียนให้เป็นมาตรฐานและมีคุณภาพ ๓. ระบบหลักสูตรและการสอนในศตวรรษที่ ๒๑ (๒๑st Century Curriculum & Instruction) ๓.๑ สอนให้เกิดทักษะการเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ มุ่งเน้นเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary: ความรู้ที่ได้จากหลาย สาขาวิชาประกอบกัน) ของวิชาแกนหลัก ๓.๒ สร้างโอกาสที่จะประยุกต์ทักษะเชิงบูรณาการข้ามสาระเนื้อหา และสร้างระบบการเรียนรู้ที่ เน้นสมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based) ๓.๓ สร้างนวัตกรรมและวิธีการเรียนรู้ในเชิงบูรณาการที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวเกื้อหนุน การเรียนรู้แบบสืบค้น และวิธีการเรียนจากการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based) ๓.๔ บูรณาการแหล่งเรียนรู้ (Learning Resources) จากชุมชนเข้ามาใช้ในโรงเรียนตาม กระบวนการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning: PBL ๔. ระบบการพัฒนาทางวิชาชีพในศตวรรษที่ ๒๑ (๒๑st Century Professional Development) ๔.๑ ฝึกฝนทักษะความรู้ความสามารถในเชิงบูรณาการ ๔.๒ ใช้มิติของการสอนด้วยเทคนิควิธีการสอนท่หีลากหลาย ๔.๓ ฝึกฝนทักษะความรู้ความสามารถในเชิงลึกเกี่ยวกับการแก้ปัญหา การคิดแบบวิจารณญาณ ๔.๔ สามารถวิเคราะห์ผู้เรียนได้ทั้งรูปแบบการเรียน สติปัญญา จุดอ่อน จุดแข็ง ในตัวผู้เรียนและสามารถวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มุ่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน ๔.๕ พัฒนาความสามารถให้สูงขึ้น นำไปใช้สำหรับการกำหนดกลยุทธ์และจัดประสบการณ์ทางการเรียนได้เหมาะสม กับบริบททางการเรียนรู้ ๔.๖ ประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทักษะและเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ ๔.๗ แบ่งปันความรู้ระหว่างชุมชนทางการเรียนรู้ โดยใช้ช่องทางหลากหลายในการสื่อสารให้เกิดขึ้น


๑ ๑๒ ๑๒ ๕. ระบบสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ในศตวรรที่ ๒๑ (๒๑st Century Learning Environment) ๕.๑ สร้างสรรค์แนวปฏิบัติทางการเรียน การรับการสนับสนุนจากบุคลากรและสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เกื้อหนุน เพื่อช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุผล ๕.๒ สนับสนุนทางวิชาชีพแก่ชุมชนทั้งในด้านการให้การศึกษา การมีส่วนร่วม การแบ่งปันสิ่งปฏิบัติที่เป็นเลิศระหว่างกัน รวมทั้งการบูรณาการหลอมรวมทักษะหลากหลายสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน ๕.๓ สร้างผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่ปฏิบัติจริงตามบริบท โดยเฉพาะการเรียนแบบโครงงาน ๕.๔ สร้างโอกาสในการเข้าถึงสื่อเทคโนโลยีเครื่องมือหรือแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ คุณลักษณะจำเป็น ๘ ประการสำหรับผู้เรียนยุค Gen Net/Tweenies ๑) ความรับผิดชอบและพึ่งพาตนเองในการเรียนรู้ (Autonomous Learning) หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการวางแผนการเรียนรู้ของตนเอง ตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตน รู้จักวิธีการ ในการไปถึงเป้าหมายนั้นๆ อย่างยืดหยุ่น ตลอดจนการมีวินัยในการเรียนรู้ของตนเอง โดยที่ไม่ต้องให้มีผู้ใดมาบังคับ รวมทั้งการมี ความเป็นผู้ใหญ่ภายในตนเอง ทักษะประการแรกนี้ ถือว่ามีความสำคัญมากเป็นอันดับแรกและเป็นทักษะที่ต้องการ การปลูกฝังไม่เพียงแต่จากครูผู้สอน จากระบบการศึกษา หรือจากสังคมเท่านั้น หากยังต้องอาศัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังจากครอบครัวเป็นสำคัญ ๒) ทักษะด้านการคิด (Thinking Skills) หมายถึง การที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาหรือได้รับการฝึกฝนทักษะการคิดอย่างมีระบบ ส่งผลให้สามารถคิดได้อย่างมี ประสิทธิภาพการฝึกฝนทักษะด้านการคิดนั้นประกอบไปด้วยการคิดในหลายลักษณะ แต่ที่สำคัญมากสำหรับผู้เรียนยุค Gen Net/Tweenies ได้แก่ การพัฒนาทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ (Creative Learners) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinkers) การคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) รวมทั้ง ทักษะในการคิดแก้ปัญหา (Problem Solvers) ๓) ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Collaborators) หมายถึง การที่ผู้เรียนมีความสามารถในการประสานงานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี มีทักษะของการเป็นผู้นำรวมทั้งการเป็นผู้ ตามที่ดี สามารถสื่อสารกับผู้อื่นในการดำเนินงานต่างๆ เช่น การมอบหมายงาน การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ เป้าหมาย ร่วมกันให้กับผู้ร่วมงานอื่นๆ ได้ รวมทั้งการเป็นผู้ฟังและผู้ร่วมปฏิบัติงานที่ดี โดยผู้เรียน Gen Net/Tweenies ควรได้รับการฝึก ให้มีทักษะในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Collaborative Learning) โดยทักษะที่ต้องมุ่งเน้น ได้แก่ ทักษะพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Communication Skill) อย่างมีประสิทธิภาพ ๔) ทักษะในการสืบเสาะค้นหา (Enquirers) หมายถึง การที่ผู้เรียนมีคุณลักษณะของการเป็นนักสำรวจที่ดีชอบที่จะศึกษาค้นคว้าสิ่งต่างๆ เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ของตน โดยสังเกตเปรียบเทียบความเหมือนความแตกต่าง รวมทั้งสืบค้นเพื่อการศึกษาค้นคว้า ความรู้ ข้อมูล สารสนเทศที่มีอยู่ อย่างมหาศาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ทักษะสำหรับการสืบเสาะค้นหานี้ครอบคลุมการที่ผู้เรียนจะต้องมีทักษะ ในการเลือกสรร/คัดกรองสารสนเทศที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างเที่ยงตรง รวดเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ


๑ ๑๓ ๑๓ ๕) ความกระตือรือร้น (Active Learners) หมายถึง การที่ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้เรียนในลักษณะเชิงรุก กล่าวคือไม่เป็นเพียงผู้ฟัง (นิ่งๆ) ที่ดีในชั้นเรียนหรือในการเรียน ออนไลน์ผู้เรียนเชิงรุกหมายถึงการที่ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ร่วมมือที่ดีของผู้เชี่ยวชาญในการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับ ในการเรียนจากผู้เชี่ยวชาญนั้น ผู้เรียนควรให้ความใส่ใจในการเรียนรู้ (Attentive) ศึกษาเนื้อหา รู้จักถาม/ตอบคำถาม ในบริบทที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ที่มีความหมายให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้ง การฝึกฝนทักษะในด้านการแสดงออกหรือแสดงความ คิดเห็นอย่างเหมาะสมและถูกกาลเทศะ ๖) ทักษะพื้นฐานด้านไอซีที (ICT Skills) ในที่นี้ไม่ได้หมายเฉพาะถึงการที่ผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานในด้านการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ หรือโปรแกรม สำนักงานเท่านั้น หากหมายรวมถึงการที่ผู้เรียนสามารถดูแลรักษาเครื่องมือและ/หรือระบบต่างๆ ได้ในระดับพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังหมายถึงความสามารถของผู้เรียนในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคมในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทักษะในการสืบค้น (Search Skills) ทักษะในด้านการใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารผ่าน ICT และ/หรือ ทักษะในการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม เป็นต้น ๗) ทักษะในด้านการใช้ภาษาสากล (Second Language Skills) หมายถึง การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ ความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาที่สอง เป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่หรือภาษา หลักของสังคมที่ตนอาศัยอยู่ในระดับที่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ภาษาสากลสำหรับสังคมไทยที่ถือได้ว่าสำคัญ มากที่สุด คือภาษาอังกฤษ เพราะถือเป็นภาษาสากลที่ได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ใน การเตรียมความพร้อมของผู้เรียนสำหรับการเรียนรู้ในยุคสมัยหน้านั้น ควรมีการเตรียมพร้อมผู้เรียนในด้านภาษาอังกฤษ ๘) ความสนใจในวัฒนธรรม (Engaged with Cultures) และความตระหนักถึงความเป็นไปในโลก (World Awareness) หมายถึง การปลูกฝังให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่ใส่ใจและเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมของตนเอง อย่างน้อยในระดับที่เพียงพอที่จะทำให้ รู้จักตนเอง รู้จัก “ราก” หรือประวัติศาสตร์ของตนเองและสังคมที่อาศัยอยู่(Self-Identity) เพื่อจะได้สามารถเปรียบเทียบความ เหมือน หรือแตกต่างกับสังคม/โลกรอบตนเองได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ซึ่งการเชื่อมต่อกันบน โลกสามารถเกิดขึ้นได้ภายในพริบตา ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนับวันจะน้อยลงทุกทีการที่พลเมืองในสังคมใดสามารถจะคงไว้ ในวัฒนธรรมที่ดีของตนเองไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถเปิดรับวัฒนธรรมและความเป็นไปในทางที่ดีของโลกภายนอกได้ก็จะ ทำให้สังคมนั้นมีความได้เปรียบเหนือสังคมที่ไม่รู้จักเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมของตนเอง และคอยที่จะรับเอาวัฒนธรรมของคนอื่นๆ เข้ามาเพียงทางเดียว คุณลักษณะจำเป็น ๘ ประการของผู้เรียนในอนาคต หรือ Gen Net/Tweenies เป็นคุณลักษณะที่ สำคัญต่อการเรียนรู้ใน สิ่งแวดล้อมของศตวรรษที่ ๒๑ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากตัวผู้เรียนเองแล้วนั้น ผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา เรียนรู้ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรหันมาให้ความสำคัญกับคุณลักษณะดังกล่าว เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อมสำหรับ ผู้เรียนต่อไปคุณลักษณะของผู้สอนในศตวรรษที่ ๒๑ (๒๑st Century Teachers) เมื่อผู้เรียนยุค Gen Net/Tweenies ต้องการ คุณลักษณะที่จำเป็น ๘ ประการเพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในสิ่งแวดล้อมของศตวรรษที่ ๒๑ ผู้สอนก็จำเป็นต้องมีทักษะ ๘ ประการด้วยกัน เพื่อที่จะสร้าง/ส่งมอบ/ถ่ายทอดความรู้และทักษะให้แก่ผู้เรียนได้ เรียกว่าเป็น ผู้สอนพันธุ์ C (C-Teachers) C-Teachers ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ผู้สอนระดับซีแต่อย่างใด หากหมายความถึง ผู้สอนที่มีทักษะต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นต่อ การเรียนการสอนในอนาคตนั่นเอง C-Teachers๑ ประกอบไปด้วยทักษะที่จำเป็น ๘ ประการได้แก่


๑ ๑๔ ๑๔ ๑. C-Content หมายถึง การที่ผู้สอนต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาที่ตนรับผิดชอบในการสอน C-Content ถือเป็นลักษณะที่จำเป็นอย่างที่สุด และขาดไม่ได้สำหรับผู้สอน เพราะถึงแม้ผู้สอนจะมีทักษะ C อื่นที่เหลือทั้งหมด แต่หากขาดซึ่งความเชี่ยวชาญในเนื้อหาการสอน ของตนแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากผู้สอนที่ไม่แม่นในเนื้อหา หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ตน พยายามถ่ายทอด/ส่งผ่านให้แก่ผู้เรียน ๒. C-Computer (ICT) Integration หมายถึง การที่ผู้สอนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ในการบูรณาการกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน เหตุผลสำคัญที่ผู้สอน จำเป็นต้องมีทักษะด้านการประยุกต์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหนึ่งในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากจะเป็นการติด อาวุธด้านทักษะในการใช้ ICT โดยทางอ้อมให้แก่ผู้เรียนแล้ว หากมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพก็ยัง สามารถส่งเสริมทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ๓. C-Constructionist หมายถึง การที่ผู้สอนเป็นผู้สร้างสรรค์มีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด Constructionism ซึ่งมุ่งเน้นว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ นั้นเป็นเรื่องภายในของตัวบุคคลจากการที่ได้ลงมือทำกิจกรรมใดๆ ให้เกิดการ สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือความรู้เดิมที่อยู่ในตัวบุคคลนั้นมาก่อน ผู้สอนที่เป็น ผู้สร้างสรรค์ไม่เพียงแต่ ใช้ทักษะนี้ในการพัฒนาในด้านของเนื้อหาความรู้ใหม่สำหรับผู้เรียน หากยังสามารถนำ ไปใช้ในการสร้างแผนการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่ง ครอบคลุมกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นในตนเอง ผ่านการลงมือผลิตชิ้นงานต่างๆ เช่น งานศิลปะ การเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ๔. C-Connectivity หมายถึง การที่ผู้สอนมีทักษะในการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างผู้เรียนด้วยกัน เพื่อนอาจารย์ทั้งในสถานศึกษาเดียวกันและ ต่างสถานศึกษา หรือเชื่อมโยงสถานศึกษา บ้าน และ/หรือชุมชนเข้าเป็น ส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้เรียน เนื่องจาก แนวคิดที่ว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้อย่างดี เมื่อสิ่งที่เรียนรู้มีความสัมพันธ์โดยตรง หรือเกี่ยวข้องกับความสนใจ ประสบการณ์ ความเชื่อ สังคม และวัฒนธรรมของผู้เรียน การที่ผู้สอนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้ในชั้นเรียนกับเพื่อน อาจารย์ใน สถานศึกษา บ้านและสังคมแวดล้อมที่ผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งได้มากเท่าใดก็ย่อมทำให้ผู้เรียนเกิดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนรู้กับ ประสบการณ์ตรงได้มากเท่านั้น ๕. C-Collaboration หมายถึง การที่ผู้สอนมีความสามารถในการเรียนรู้แบบร่วมมือกันกับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ผู้สอนจะต้องมี ทักษะในบทบาทของการเป็นโค้ช หรือที่ปรึกษาที่ดีในการเรียนรู้ (ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง) ของ ผู้เรียน รวมทั้งการเป็นผู้เรียนเองในบางครั้ง ทักษะสำคัญของการเป็นโค้ชหรือที่ปรึกษาที่ดีนั้น ได้แก่ การสร้างฐานการเรียนรู้ ให้กับผู้เรียนเป็นระยะ อย่างเหมาะสม อำนวยให้ผู้เรียนเกิดฐานการเรียนรู้ที่จะต่อยอดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมขึ้นได้ ทั้งนี้การ เรียนรู้จะเกิดขึ้นในผู้เรียนได้อย่างจำกัดหากปราศจากซึ่งฐานการเรียนรู้ที่เหมาะสมจากผู้สอน ๖. C-Communication หมายถึง การที่ผู้สอนมีทักษะในการสื่อสารกับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมิใช่เฉพาะการพัฒนาให้เกิดทักษะของเทคนิค การสื่อสารที่ดี เช่น การอธิบายด้วยคำพูด ข้อความ ยกตัวอย่าง ฯลฯ เท่านั้น หากยังหมายรวมถึงการเลือกใช้สื่อ (Media) ที่ หลากหลายที่ช่วยให้ผู้สอนสามารถส่งผ่านเนื้อหาสาระที่ต้องการจะนำเสนอ หรือสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ด้วยตนเองได้อย่างเหมาะสม


๑๕ ๗. C-Creativity หมายถึง การที่ผู้สอนเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะบทบาทของผู้สอนในยุคสมัยหน้านั้นไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นผู้ป้อน/ ส่งผ่านความรู้ให้กับผู้เรียนโดยตรง หากมุ่งไปสู่บทบาทของการสร้างสรรค์ ออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน ผู้สอนจะได้รับการคาดหวังให้สามารถที่จะรังสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ต่างๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของ ผู้เรียน ๘. C-Caring หมายถึง การที่ผู้สอนจะต้องมีความมุทิตา ความรัก ความปรารถนาและความห่วงใยอย่างจริงใจแก่ผู้เรียน ในทักษะทั้งหมดที่ ได้กล่าวมานั้น ทักษะ Caring นับว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะความมีมุทิตา รัก ปรารถนาดี และห่วงใยกับผู้เรียนของ ผู้สอนนั้นจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อใจต่อผู้สอน ส่งผลให้เกิดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ในลักษณะการตื่นตัวอย่างผ่อนคลาย แทน ความรู้สึกวิตกกังวลในสิ่งที่จะเรียนรู้ ซึ่งการตื่นตัวอย่างผ่อนคลาย ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้สมองเกิดการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอันที่จริง แม้ว่าโลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ยังคงถือว่าเป็นเรื่องใหม่ซึ่งนักการศึกษาทั่ว โลกยังคงให้ความสนใจ อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือความพร้อมของทั้งผู้สอน และผู้เรียน ความจำเป็นเร่งด่วนคงจะได้แก่ การเตรียมความพร้อมของผู้สอนกับบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องและผู้เรียน การทบทวนหลักสูตรที่ใช้ในการสอน หลักการ ทฤษฎีรูปแบบ วิธีการสอนและการเรียนรู้ที่ได้ดำเนินการอยู่และที่จะดำเนินการใน อนาคต ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ อย่างชัดเจน เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพชรา บุดสีทา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพขร


๑๖ แบบทดสอบก่อนเรียน โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อุดรธานี ภาคเรียนที่ ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๒ วิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์รหสัวิชา ท๓๐๒๑๒ ชนั้มธัยมศึกษาปีที่๖ เวลา ๒๐ นาที ข้อสอบปรนัย จ านวน ๒๐ ข้อ คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน ........................................................................................................................................................................... คำสั่ง ให้นักเรียนทุกคนเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดลงในกระดาษคำตอบและห้ามขีดเขียนข้อความใด ๆ ลงในกระดาษคำถาม ๑. “เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก นึกว่าลูกในอุทร คาบเอาข้าวมาเผื่อ คาบเอาเหยื่อมาป้อน” ค ำประพันธ์ที่ยกมำนี้จัดว่ำเป็นภำษำประเภทใด ? ก. ภำษำช่วยจรรโลงใจ ข. ภำษำช่วยก ำหนดอนำคต ค. ภำษำช่วยธ ำรงสังคม ง. ภำษำช่วยแสดงควำมเป็นปัจเจกบุคคล ๒. ประโยคใดมีลักษณะโครงสร้ำงเป็นภำษำไทยมำกที่สุด ? ก. ล ำไยโดยสำรรถประจ ำทำงไปโรงเรียน ข. ส ำหรับลุงพล ต ำรวจปล่อยตัวไปแล้ว ค. ทอรุ้งจะมำในชุดรำตรีในงำนแฟชั่นไหมไทย ง. ฝนเทียมน ำมำซึ่งประโยชน์อย่ำงใหญ่หลวง ๓. ค ำในข้อใดมิได้เลียนเสียงธรรมชำติ ? ก. น ้ำค้ำงหยดลงเผำะๆ เป็นหยำดน ้ำตำสวรรค์ ข. ขอเป็นเกือกทองรองบำทำ ไปจนกว่ำชีวินจะบรรลัย ค. สำยธำรำดั่งนำฬิกำแก้ว แว่วแว่วจ๊อกจ๊อกเซำะซอกหิน ง. ตะแล้กแต้กแต้กตะแล้กแต้กแต้ก กระเดื่องดังแซกส ำรวลสรวลสันต์ ๔. ข้อใดมีเสียงวรรณยุกต์ครบห้ำเสียง ? ก. ข้อสอบชุดนี้ยำกมำก ข. ยำกกว่ำชุดที่แล้วมำเหรอ ค. ฉันคิดว่ำน่ำจะใช่นะ ง. อ่ำนหนังสือน้อยไปมั้ย ๕. ข้อใดมีเสียงวรรณยุกต์ไม่ครบห้ำเสียง ? ก. ฉันรักภำษำไทยมำกที่สุด ข. ฉันชอบอ่ำนวรรณคดีไทยมำก ค. ฉันภำคภูมิใจในภำษำไทยของเรำ ง. เพื่อนของฉันมักกล่ำวว่ำภำษำไทยค่อนข้ำงยำก ๖. ข้อใดใช้ภำษำต่ำงระดับกับข้ออื่น ? ก. ในระบอบประชำธิปไตย ประชำชนเป็นเจ้ำของอ ำนำจอธิปไตย ข. ศิลปินแห่งชำติเป็นบุคคลผู้สร้ำงสรรค์ผลงำน ศิลปะอันทรงคุณค่ำ ค. ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสมำชิกแห่งรำชบัณฑิตยสถำน ย่อมถือว่ำได้รับกำรยกย่องอย่ำงสูง ง. พฤติกรรมควำมเชื่อเรื่องฤกษ์ยำม เจ้ำที่เจ้ำทำง และเครื่องตกแต่งบ้ำนในเมืองไทยดูจะเป็นพิธีกำร เพื่อตัวเอง ๗. ข้อใดเป็นภำษำแบบแผน ? ก. คุณก็รู้ดีว่ำเรำต้องร่วมมือกัน ข. เขำเป็นคนมีน ้ำใจคนหนึ่งทีเดียว ค. ข้ำรำชกำรต้องปฏิบัติตำมค ำสั่งเจ้ำนำย ง. บรรดำชำยและหญิงล้วนอุทิศตนเพื่อสังคม ๘. ควำมหมำยของส ำนวนคู่ใดไม่เป็นไปในท ำนอง เดียวกัน? ก. ขิงก็รำข่ำก็แรง – ขนมผสมน ้ำยำ ข. ยุให้ร ำต ำให้รั่ว – เสี้ยวเขำควำยให้ชนกัน ค. ต ำน ้ำพริกละลำยแม่น ้ำ – ต ำข้ำวสำรกรอกหม้อ ง. แกว่งเท้ำหำเสี้ยน – เอำมือซุกหีบ ๙. ข้อใดใช้ส ำนวนผิด ? ก วำรุณีไม่ชอบท ำงำนเพรำะเธอเป็นคนประเภท ถนิมสร้อย ข. ผู้ใหญ่จะสอนเสมอว่ำเวรกรรมนั้นจะส่งผล ต่อผู้ท ำเหมือนกงเกวียนก ำเกวียน ค. เขำเอำใจออกห่ำงโดยไปเข้ำกับศัตรูของเรำ ง. ควำมรู้ที่เธอสอนเขำนั้นยำกเกินที่เขำจะรับ ได้เหมือนกับสีซอให้ควำยฟัง


๑๗ ๑๐. ข้อใดสื่อควำมหมำยนัยตรง ? ก. คนที่เข้ำตำมตรอกออกตำมประตูย่อมปลอดภัยเสมอ ข. งำนช้ำงสุรินทร์ปีนี้เป็นงำนช้ำงจริง ๆ ช้ำงก็มำก คนชมก็มำก ค. เรือล ำนี้ขึ้นคำนแล้วเพรำะเจ้ำของใช้เรือที่ เพิ่งต่อมำใหม่แทน ง. บรรดำเพื่อน ๆ มักมำล้มทับเขำ ท ำให้เขำไม่สำมำรถตั้งตัวได้ ๑๑. ข้อใดเรียงล ำดับข้อควำมจำกที่ก ำหนดให้ได้ถูกต้อง ? ๑. หากยังมีความเป็นเหตุเป็นผลระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์ ๒. มนุษยเ์ป็ นส่วนหนึ่งของสงัคมที่เกิดมา ๓. ซึ่งมิได้เกิดมาอย่างโดดเดี่ยว ๔. จากกระแสภายในระบบการเปลี่ยนแปลง ของธรรมชาติ ๕. และระหว่างมนุษยก์บัสิ่งต่าง ๆ บนพื้นฐานความจริงอีกด้วย ก. ๑ ๓ ๒ ๕ ๔ ข. ๔ ๕ ๓ ๑ ๒ ค. ๑ ๒ ๕ ๔ ๓ ง. ๒ ๔ ๓ ๑ ๕ ๑๒. ข้อใดใช้ภำษำได้ถูกต้อง ? ก. รสชำติอำหำรที่นี่ถูกคอพวกเรำ ข. ชำวบ้ำนช่วยกันปรับปรุงดินเพื่อสร้ำงศำลำวัด ค. ในที่สุดทุกคนก็ออมชอมกันได้ ง. เขำเป็นคนที่ค ำนึงถึงประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ๑๓. ข้อใดเป็นกำรใช้ภำษำแบบอนุมำนจำก สำเหตุไปหำผลลัพธ์ ? ก. สมคิดสอบคัดเลือกไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เขำเป็นคนช่ำงคิดช่ำงเขียน ข. สมใจขำดสอบ ๑ วิชำ เขำก็ยังสอบเข้ำได้ เนื่องจำกเขำเก่งมำก ค. สมหวังไม่เคยอ่ำนหนังสือมำทั้งปีก็ไม่แปลกเลย ที่กำรสอบของเขำไม่สมหวัง ง. ดิฉันยอมท ำตำมข้อเสนอของคุณด้วยพิจำรณำแล้ว เห็นว่ำโครงกำรนี้ดีจริง ๆ ๑๔. ข้อใดไม่ใช่กำรคิดเชิงโต้แย้ง ? ก. เรียนอะไรก็ได้ที่ชอบ ตรวจสอบตัวเองให้ดี ข. กำรแข่งขันเป็นสิ่งดี แต่คิดอีกทีเหมือนดำบสองคม ค. สำยวิทย์อย่ำคิดว่ำแน่ สำยศิลป์ ที่ร็จริงน่ะเก่งแท้ ง. มหำวิทยำลัยเปิด มหำวิทยำลัยปิด จบเป็นบัณฑิตไม่ต่ำงกัน ๑๕. ข้อใดใช้ภำษำเหมำะสมในกำรโต้แย้ง ? ก. ข้อเสนอที่ว่ำนั้นใช้ไม่ได้เลย เพรำะไม่ได้ตั้งอยู่ บนเหตุและผล ข. ข้อเสนอดังกล่ำวนั้น ผมเองมีควำมเห็นที่ แตกต่ำงไปบ้ำง ค. ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นเพรำะไม่ตรงกับ ข้อเท็จจริง ง. ผมขอให้น ำข้อเสนอนี้กลับไปคิดใหม่เพื่อให้ชัดเจน มำกกว่ำนี้ ใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบค าถามข้อ ๑๖-๑๗ ดอกไม้ไทยเป็ นดอกไม้ที่สวยงาม คงทน และมีกลิ่น หอมละมุนรื่นจมูก ช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลายได้อย่างดี เยี่ยม ด้วยเหตุนี้ช่างสตรีไทยจึงได้ใช้ดอกไม้สดมา ประดิดประดอยเป็ นงานดอกไม้รปูแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นมาลัยดอกไม้สด จัดแจกัน จัดพาน เป็ นต้น” ๑๖. ข้อใดคือใจควำมส ำคัญของข้อควำมข้ำงต้น ? ก. ดอกไม้สำมำรถน ำมำจัดได้หลำยรูปแบบ ข. ดอกไม้ไทยสวย ทน และหอมเหมำะส ำหรับ ช่ำงสตรีไทย ค. ควำมงำมอยู่ได้นำน กลิ่นหอมคือคุณสมบัติ ของดอกไม้ไทย ง. ดอกไม้ไทยมีคุณสมบัติเหมำะส ำหรับกำรน ำมำ จัดให้เป็นรูปสวยงำม ๑๗. ข้อใดคือควำมหมำยของค ำว่ำ “ประดิดประดอย” ? ก. ประดิษฐ์อย่ำงช้ำ ๆ ข. สร้ำงขึ้นใหม่ให้สวยงำม ค. ท ำงำนฝีมืออย่ำงละเอียดลออ ง. ท ำงำนอย่ำงตั้งใจ ช้ำแต่งำม


๑๘ ข้อ ๑๘ - ๒๐ ข้อใดมีค าที่เขียนสะกดไม่ถูกต้อง ๑๘. ก. กอปร จันทน์กะพ้อ ข. ขะมักเขม้น มอเตอร์ไซค์ ค. คะนอง บิณฑบำตร ง. ไอศกรีม วอลเลย์บอล ๑๙. ก. ฉะนั้น พะเน้ำพะนอ ข. ผำสุข ผัดวันประกันพรุ่ง ค. อำเพศ ลมปรำณ ง. เปอร์เซ็นต์ ผูกพัน ๒๐. ก. ตระเวณ คอนเสิร์ต ข. ปรำมำส มำดหมำย ค. รุ่มร่ำม ก๋วยเตี๋ยว ง. รสชำติ คลินิก เฉลยแบบ ๑. ก ๒. ก ๓. ข ๔. ข ๕. ค ๖. ง ๗. ง ๘. ค ๙. ก ๑๐. ค ๑๑. ง ๑๒. ง ๑๓. ค ๑๔. ก ๑๕. ข ๑๖. ข ๑๗. ค ๑๘. ค ๑๙. ข ๒๐. ก


๑๙ หน่วยการเร ี ยนร ้ ท ู ี่๑ อ่านจบัประเดน ็ เหน ็ คณ ุ ค่า (แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑-๔)


๒๐ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ รายวิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ อ่านจับประเด็นเห็นคุณค่า ภาคเรียนที่.....ปีการศึกษา.............เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ครูช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช เวลา ๒ คาบ ๑. ผลการเรียนรู้ ๑. จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ ๒. แยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และพิจารณาคุณค่างานเขียนได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ ด้านความรู้ (K) จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ และแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และพิจารณาคุณค่างานเขียนได้ ๒.๒ ด้านทักษะกระบวนการ (P) ฝึกการอ่านจับใจความแบบ SQ4R ๒.๓ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) มีมารยาทในการอ่าน ๓. สาระสำคัญ การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ ควรคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน แยกแยะข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น และพิจารณาคุณค่างานเขียน ๔. สาระการเรียนรู้ การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น ข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทร้อยกรองร่วมสมัย บทเพลง บทอาเศียรวาท คำขวัญ ๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในแผนการจัดการเรียนรู้นี้) ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ๕.๕ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


๒๑ ๖. จุดเน้นสู่การพัฒนาผู้เรียน ความสามารถและทักษะของผู้เรียนศตวรรษที่ ๒๑ (๓R ๘C ๒L) (เฉพาะที่เกิดในแผนการจัดการเรียนรู้นี้) R๑-Reading(อ่านออก) R๒-(W)Riting(เขียนได้) R๓-(A)Rithmetics(คิดเลขเป็น) C-๑ Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ C-๒ Creativity and innovation คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม C-๓ Cross-cultural understanding คือ ความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและกระบวนการคิด ข้ามวัฒนธรรม C-๔ Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ C-๕ Communication information and media literacy คือ มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ C-๖ Computing and IT literacy คือ มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และรู้เท่าทันเทคโนโลยี C-๗ Career and learning skills คือ มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้ C-๘ Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย L-๑ Learning (ทักษะการเรียนรู้) L-๒ Leadership (ทักษะความเป็นผู้นำ) ๗. การบูรณาการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ(เฉพาะที่เกิดในแผนการจัดการเรียนรู้นี้) บูรณาการหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล (World class Standard School) IS ๑ การศึกษาค้นคว้าสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) IS ๒ การสื่อสารและการนำเสนอ (Communication and Presentation) IS ๓ การนำความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) บูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บูรณาการกับประชาคมอาเซียน บูรณาการกับค่านิยม ๑๒ ประการ มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันดีงาม มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน เข้าใจ เรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือ ก็แจกจ่ายจำหน่ายและพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำหรือกิเลส มีความ ละลายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง


๒๒ บูรณาการโรงเรียนวิถีพุทธ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้(ระบุ)……………………. อื่น ๆ (ระบุ)............................................. ๘. ชิ้นงานหรือภาระงาน (หลักฐาน/ร่องรอยแสดงความรู้) การอ่านจับใจความสำคัญแบบ SQ๔R ๙. กิจกรรมการเรียนรู้ ทำแบบทดสอบก่อนเรียนของแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด วิธีสอนแบบ SQ๔R ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน คาบที่ ๑ - ๒ ๑. ครูให้นักเรียนนั่งเป็นรูปตัวยู เพื่อสร้างบรรยากาศในห้องเรียนคล้าย กับการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วให้นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด ข้อ ๑ ๒. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๖-๗ คน เลือกประธาน รองประธาน และเลขานุการ อ่านตัวอย่างข่าวที่เตรียมไว้ เมื่อนักเรียนอ่านจบครูถามนักเรียนว่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ครูควรกระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น เพื่อให้นักเรียนรู้จักการวิพากษ์ วิจารณ์ และกล้าแสดง ความคิดเห็น ๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด คำถามกระตุ้นความคิด ๑. นักเรียนคิดว่า การวิพากษ์วิจารณ์งานเขียนของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เพราะเหตุใด (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ๒. นักเรียนอ่านเรื่องหรืองานเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วนักเรียนเคยวิพากษ์วิจารณ์งานเขียนนั้นบ้างหรือไม่ เพราะเหตุใด (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ขั้นสอน ขั้นที่ ๑ Survey (S) ๑. ครูอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง การอ่านเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์โดยยกตัวอย่างจากข่าวที่อ่าน ๒. นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกงานเขียนที่ตนเองชื่นชอบมา กลุ่มละ ๑ ชิ้นจากหนังสือเรียน หนังสือคว้าเพิ่มเติม ห้องสมุด และแหล่งข้อมูล สารสนเทศ นำมาอ่านเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์ ๓. นักเรียนแต่ละกลุ่มอ่านงานเขียนอย่างคร่าวๆ เพื่อจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน และพิจารณารายละเอียดต่างๆ จากเรื่องที่อ่านอย่างละเอียด ขั้นที่ ๒ Question (Q) นักเรียนแต่ละกลุ่มตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่าน ซึ่งคำถามครอบคลุม รายละเอียด ดังนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร มีผลอย่างไร จากเรื่องนี้น่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นและมีคุณค่าอย่างไร จดลงในสมุดบันทึกเพื่อทบทวนความเข้าใจของกลุ่มตนเอง ขั้นที่ ๓ Read (R) นักเรียนอ่านงานเขียนอีกหนึ่งครั้ง โดยอ่านอย่างละเอียด


๒๓ คำถามกระตุ้นความคิด นักเรียนใช้หลักการอ่านเพื่อคาดคะเน เหตุการณ์งานเขียนที่นักเรียนเลือกมาอย่างไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ใน ดุลยพินิจของครูผู้สอน) ตอบ คำถาม ที่ตั้งไว้ในสมุดบันทึก ขั้นที่ ๔ Record (R) นักเรียนบันทึกรายละเอียดและข้อมูลที่สำคัญอย่างสั้นๆ ลงในสมุด บันทึก ตามความเข้าใจของนักเรียนเอง ขั้นที่ ๕ Recite (R) นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน โดยเรียบเรียง เป็นภาษาของตนเอง ถ้ายังไม่แน่ใจในบทใดหรือตอน ใดของเรื่องที่อ่านให้กลับไปอ่านซ้ำใหม่ ขั้นที่ ๖ Reflect (R) นักเรียนแต่ละกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่ อ่านลงในใบงานที่ ๑.๑ เรื่อง คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน จากนั้นให้นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด ขั้นสรุปและประเมิน ๑. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอใบงานที่ ๑.๑ ๒. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานเขียนที่อ่านแล้วร่วมกันสรุปความรู้เรื่องการอ่านเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์ นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด คำถามกระตุ้นความคิด การอ่านเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์นักเรียนคิดว่า มีประโยชน์หรือไม่และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ๑๐. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ สื่อการเรียนรู้ ๑๐.๑.๑ หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม ๑๐.๑.๑ แววมยุรา เหมือนนิล. (๒๕๔๑). การอ่านจับใจความ. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก. ๑๐.๑.๒ ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (๒๕๔๒). การอ่านเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ ๑๙๙๙. ๑๐.๑.๓ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (๒๕๔๕). เอกสารการสอนชุดวิชาการอ่านภาษาไทย หน่วยที่ ๑-๑๕. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ๑๐.๑.๔ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (๒๕๔๙). ประมวลสาระชุดวิชา ๑๑๑๖๑ ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. พิมพ์ครั้งที่ ๕. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ๑๐.๑.๕ สุพรรณี วราทร. (๒๕๔๕). การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๑๐.๑.๒ ตัวอย่างบทความ เรื่อง วิธีปรับอาหารลดเสี่ยง "อ้วน-หลอดเลือดสมอง-เบาหวาน-ความดัน" ๑๐.๑.๓ ใบงานที่ ๑.๑ เรื่อง คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน ๑๐.๒ แหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๒.๑ ห้องสมุด ๑๐.๒.๒ แหล่งข้อมูลสารสนเทศ - http://www.mcot.net, - http://www.adintrend.com, - http://www.thaiwriterassociation.org


๒๔ ๑๑. การวัดและประเมินผล การวัดผลประเมินผล วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ ตรวจใบงานที่ ๑.๑ ใบงานที่ ๑.๑ ร้อยละ ๖๐ ผ่านเกณฑ์ ด้านทักษะกระบวนการ - สังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล -สังเกตพฤติกรรมการ ทำงานกลุ่ม -แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงานรายบุคคล -แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงานกลุ่ม ระดับคุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ สังเกต แบบประเมิน คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ ระดับคุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์ ๑๒. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานศึกษา ๑๒.๑ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้................... ๑. ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ๒. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป ๓. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ ๔. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ........................................................................................................................ ........................................................................................ ................................................................................................................ ...................................................................................... ลงชื่อ............................................... (นางจุฬาลักษณ์ บุญไชย) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


๒๕ ๑๒.๒ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ๑. ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ๒. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป ๓. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ ๔. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ............................................................................................................................. ................................................................................... ........................................................................................................................................................................................ ลงชื่อ............................................... (นางมณีรัตน์ ศรีจันทร์) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ ๑๓. บันทึกผลหลังการสอน ๑๓.๑ สรุปผลการเรียนการสอน ๑. นักเรียนจำนวน.....................คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................... ไม่ผ่านจุดประสงค์........................................คน คิดเป็นร้อยละ........................... ๒. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ (K) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. นักเรียนมีความรู้เกิดทักษะ (P) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. นักเรียนมีเจตคติ/คุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๓.๒ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๓.๓ ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ........................................................ (นางช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช) ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ


ภาคผนวก


๑ ๒๗ เอกสารประกอบการสอน วิธีปรับอาหารลดเสี่ยง "อ้วน-หลอดเลือดสมอง-เบาหวาน-ความดัน" รับอาหารที่กินแค่ไม่กี่อย่าง ก็ช่วยลดเสี่ยงโรคอันตรายยอดนิยมอย่าง หลอดเลือดสมอง-เบาหวาน-ความดัน และอื่นๆ ได้อีก โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มีสาเหตุจากการตีบ อุดตัน หรือแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดเลือด และ สูญเสียการทำงาน จนส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตในที่สุด และมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น ๒ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาให้ ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยควบคุมปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยเฉพาะ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ง่าย ได้แก่ โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักเกิน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง แนวทางการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง คือ ๑. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยให้มีดัชนีมวลกาย ๑๘.๕ – ๒๒.๙ kg/m๒ ๒. รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค โดยปฏิบัติดังนี้ - หลีกเลี่ยงอาหารที่หวานจัด ควรบริโภคน้ำตาล ไม่เกิน ๖ ช้อนชาต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เบเกอรี่ ขนมไทย - หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด ควรบริโภคน้ำมัน ไม่เกิน ๖ ช้อนชาต่อวัน และเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันและไม่ติดหนัง เช่น เนื้อปลา เนื้อหมูไม่ติดมัน เนื้อเป็ดหรือไก่ไม่ติดหนัง และหลีกเลี่ยงอาหารทอด - หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด ควรบริโภคเกลือ ไม่เกิน ๑ ช้อนชา หรือ ไม่เกิน ๒๐๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งมาก อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง และอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็งทุกชนิด - เน้นการรับประทานอาหารแบบ DASH Diet โดยเน้นการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเลือกรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำ เนื่องจาก Dash Diet มีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง จากงานวิจัย พบว่า Dash Diet สามารถลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ - เน้นการรับประทานแบบ Mediterranean Diet โดยเน้นการรับประทานผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืช รวมถึงเนื้อปลา และเลือกรับประทานไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก ลดการบริโภคเนื้อแดง และเนื้อที่ผ่านการแปรรูป เนื่องจากโอเมก้า ๓ มีส่วนช่วยลดค่าไขมันไตรกลีเซอไรด์ และช่วยป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว การออกกำลังกาย งดการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลด ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองด้วย ขอขอบคุณ ข้อมูล :พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น ๒ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ภาพ :iStock


๒๘๒๗ ใบงานที่ ๑.๑ เรื่อง คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน รายวิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ รหัสท๓๐๒๑๒ (๑๐ คะแนน) คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกบทความหรืองานเขียนที่สนใจ แล้วเขียนคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน (นักเรียนคิดว่าเรื่องที่อ่าน มีประโยชน์หรือไม่และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ?) บทความ หรืองานเขียนที่นักเรียนเลือก ชื่อเรื่อง...................................................................................... ขั้นที่ ๑ Survey (S สำรวจ) อ่านงานเขียนอย่างคร่าวๆ เพื่อจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ ๒ Question (Q คำถาม) นักเรียนแต่ละกลุ่มตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่าน เกี่ยวกับใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร มีผลอย่างไร จากเรื่องนี้น่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นและมีคุณค่าอย่างไรจดลงในสมุดบันทึกเพื่อทบทวนความเข้าใจของกลุ่มตนเอง ขั้นที่ ๓ Read (R๑ อ่าน) นักเรียนอ่านงานเขียนอีกหนึ่งครั้ง โดยอ่านอย่างละเอียด คำถามกระตุ้นความคิด นักเรียนใช้หลักการอ่านเพื่อคาดคะเนเหตุการณ์งานเขียนที่นักเรียนเลือกมาอย่างไร ตอบคำถามที่ตั้งไว้ในสมุดบันทึก ขั้นที่ ๔ Record (R๒ บันทึก) นักเรียนบันทึกรายละเอียดและข้อมูลที่สำคัญอย่างสั้นๆ ลงในสมุดบันทึก ตามความเข้าใจของนักเรียนเอง ขั้นที่ ๕ Recite (R๓ ทบทวน) นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน โดยเรียบเรียงเป็นภาษาของตนเอง ถ้ายังไม่แน่ใจในบทใด หรือตอนใดของเรื่องที่อ่านให้กลับไปอ่านซ้ำใหม่ ขั้นที่ ๖ Reflect (R๔ สะท้อนกลับ) นักเรียนแต่ละกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านลงใน ใบงานที่ ๑.๑ เรื่อง คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน


๒๙ กลุ่มชื่อ………………………………………………ม.๖/......... วิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ ครูผู้สอน คุณครูช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช ๑. นางสาว........................................................................เลขที่..................... ประธาน ๒. นางสาว........................................................................เลขที่..................... รองประธาน ๓. นางสาว........................................................................เลขที่..................... กรรมการ ๔. นางสาว........................................................................เลขที่..................... กรรมการ ๕. นางสาว........................................................................เลขที่..................... กรรมการ ๖. นางสาว........................................................................เลขที่..................... กรรมการ ๗. นางสาว........................................................................เลขที่..................... กรรมการ ๘. นางสาว........................................................................เลขที่..................... กรรมการ ๙. นางสาว.........................................................................เลขที่..................... กรรมการและเขานุการ (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) เฉลย


๒๙ ๓๐ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ-สกุล ของผู้รับ การ ประเมิน ความมีวินัย ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เสียสละ การรับฟัง ความคิดเห็น การแสดงความ คิดเห็น การตรงต่อ เวลา รวม ๒๑ คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ ๔ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ ๓ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ ๒ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๘ - ๒๑ ดีมาก ๑๔ - ๑๗ ดี ๑๑ - ๑๓ พอใช้ ต่ำกว่า ๑๑ ปรับปรุง


๓๐ ๓๑ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับ ระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ-สกุล ของผู้รับการ ประเมิน ความร่วมมือ กันทำกิจกรรม การแสดง ความคิดเห็น การรับฟัง ความคิดเห็น การตั้งใจ ทำงาน การแก้ไข ปัญหา/หรือ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม ๒๑ คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ ๔ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ ๓ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ ๒ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๘ - ๒๑ ดีมาก ๑๔ - ๑๗ ดี ๑๑ - ๑๓ พอใช้ ต่ำกว่า ๑๑ ปรับปรุง


๓๒ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับ ระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ด้าน รายการประเมิน ระดับคะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๑.๑ ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และอธิบายความหมาย ของเพลงชาติ ๑.๒ ปฏิบัติตนและชักชวนผู้อื่นปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ๑.๓ ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการทำกิจกรรมกับสมาชิกในโรงเรียน ชุมชนและสังคม ๑.๔ เป็นผู้นำหรือเป็นแบบอย่างในการจัดกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคม ชื่นชม ปกป้องความเป็นชาติไทย ๑.๕ เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของ ศาสนาและเป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน ๑.๖ เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจพระปรีชาสามารถของ พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ๒. ซื่อสัตย์ สุจริต ๒.๑ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง ๒.๒ ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะกระทำความผิด ทำตามสัญญาที่ตนให้ไว้กับเพื่อน พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง และครู เป็นแบบอย่างที่ดีด้านความซื่อสัตย์ ๒.๓ ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง ไม่หาประโยชน์ในทางที่ไม่ ถูกต้องและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนด้านความซื่อสัตย์ ๓. มีวินัย รับผิดชอบ ๓.๑ ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตรงต่อเวลา ในการปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน ปฏิบัติเป็นปกติวิสัยและเป็นแบบอย่างที่ดี ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๔.๑ แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ๔.๒ มีการจดบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ ๔.๓ สรุปความรู้ได้อย่างมีเหตุผล


๓๓ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (ต่อ) คำชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับ ระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ด้าน รายการประเมิน ระดับคะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๕.๑ ใช้ทรัพย์สินของตนเอง เช่น สิ่งของ เครื่องใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี และใช้เวลาอย่างเหมาะสม ๕.๒ ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษา ดูแลอย่างดี ๕.๓ ปฏิบัติตนและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มีเหตุผล ๕.๔ ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พร้อมให้อภัยเมื่อผู้อื่น กระทำผิดพลาด ๕.๕ วางแผนการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันบนพื้นฐาน ของความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ๕.๖ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม และสภาพแวดล้อม ยอมรับ และปรับตัว อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ๖. มุ่งมั่น ในการทำงาน ๖.๑ เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ๖.๒ ตั้งใจและรับผิดชอบในการทำงานให้สำเร็จ ๖.๓ ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานอย่างรอบคอบ ๖.๔ ทุ่มเท ทำงาน อดทน ไม่ท้อต่อปัญหาและอุปสรรค ๖.๕ พยายามแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้สำเร็จ ๖.๖ ชื่นชมผลงานความสำเร็จด้วยความภาคภูมิใจ ๗. รักความเป็นไทย ๗.๑ มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ๗.๒ เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย ๘. มีจิตสาธารณะ ๘.๑ รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทำงาน ๘.๒ อาสาทำงาน ช่วยคิด ช่วยทำ แบ่งปันสิ่งของ ทรัพย์สิน และอื่นๆ พร้อมช่วยแก้ปัญหา ๘.๓ ดูแล รักษาทรัพย์สินของห้องเรียน โรงเรียน ชุมชน ๘.๔ เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน ชุมชนเพื่อแก้ปัญหาหรือร่วมสร้างสิ่งที่ดีงามตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ ๔ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ ๓ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ ๒ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ ๑ คะแนน


๓๔ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ รหัสวิชา ท๓๐๒๑๒ รายวิชาภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ อ่านจับประเด็นเห็นคุณค่า ภาคเรียนที่.....ปีการศึกษา............. เรื่องการอ่านแปลความ ตีความ และขยายความ ช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช เวลา ๒ คาบ ................................................................................................................................................................................................. ๑. ผลการเรียนรู้ อ่านแปลความ ตีความ และขยายความ ได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ ด้านความรู้ (K) - อธิบายการอ่านแปลความ ตีความ และขยายความ - อ่านแปลความ ตีความ และขยายความจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ๒.๒ ด้านทักษะกระบวนการ (P) ฝึกอ่านแปลความ ตีความ และขยายความ ๒.๓ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) มีความตั้งใจและเอาใจใส่ในอ่านแปลความ ตีความ และขยายความ ๓. สาระสำคัญ การอ่านเรื่องต่างๆ นั้น ต้องมีการตีความ แปลความ ขยายความ และตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน ๔. สาระการเรียนรู้ การอ่านแปลความ ตีความ และขยายความเรื่องต่างๆ เช่น ข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระ บรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทร้อยกรองร่วมสมัย บทเพลง บทอาเศียรวาท คำขวัญ ๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในแผนการจัดการเรียนรู้นี้) ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๕.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๕.๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ๕.๕ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๖. จุดเน้นสู่การพัฒนาผู้เรียน ความสามารถและทักษะของผู้เรียนศตวรรษที่ ๒๑ (๓R ๘C ๒L) (เฉพาะที่เกิดในแผนการจัดการเรียนรู้นี้) R๑-Reading(อ่านออก) R๒-(W)Riting(เขียนได้) R๓-(A)Rithmetics(คิดเลขเป็น) C-๑ Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ สามารถแก้ไขปัญหาได้ C-๒ Creativity and innovation คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม


๓๔ ๓๔ C-๓ Cross-cultural understanding คือ ความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและ กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม C-๔ Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ C-๕ Communication information and media literacy คือ มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ C-๖ Computing and IT literacy คือ มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และรู้เท่าทันเทคโนโลยี C-๗ Career and learning skills คือ มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้ C-๘ Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย L-๑ Learning (ทักษะการเรียนรู้) L-๒ Leadership (ทักษะความเป็นผู้นำ) ๗. การบูรณาการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ(เฉพาะที่เกิดในแผนการจัดการเรียนรู้นี้) บูรณาการหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล (World class Standard School) IS ๑ การศึกษาค้นคว้าสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) IS ๒ การสื่อสารและการนำเสนอ (Communication and Presentation) IS ๓ การนำความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) บูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บูรณาการกับประชาคมอาเซียน บูรณาการกับค่านิยม ๑๒ ประการ มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันดีงาม มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน เข้าใจ เรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือ ก็แจกจ่ายจำหน่ายและพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำหรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง บูรณาการโรงเรียนวิถีพุทธ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้(ระบุ)……………………. อื่น ๆ (ระบุ)............................................. ๘. ชิ้นงานหรือภาระงาน (หลักฐาน/ร่องรอยแสดงความรู้) ผลงานการแปลความ ตีความ และขยายความ


๓๕ ๙. กิจกรรมการเรียนรู้ คาบที่ ๑ – ๒ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Method : 5E) ขั้นที่ ๑ กระตุ้นความสนใจ ๑. ครูนำบัตรภาพสัญลักษณ์ มาแสดงให้นักเรียนดูที่หน้าชั้นเรียนแล้วให้นักเรียนร่วมกันทายความหมายของสัญลักษณ์ ๒. ครูถามนักเรียนว่า ทราบได้อย่างไรว่า สัญลักษณ์ที่เห็นในภาพหมายถึงอะไร และสื่อความว่าอย่างไร นักเรียนสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย ๓. ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การที่จะเข้าใจงานต่างๆ ได้นั้นส่วนหนึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมของนักเรียนประกอบ แล้วให้ นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด ข้อ ๑-๓ คำถามกระตุ้นความคิด ๑. นักเรียนประสบปัญหาในการอ่านงานเขียนหรือไม่ อย่างไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ๒. ในชีวิตประจำวันนักเรียนคิดว่า การอ่าน แปลความ ตีความ และขยายความมีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ๓. นักเรียนคิดว่า การอ่านวินิจสารมีลักษณะอย่างไร (การอ่านวินิจสาร เป็นการอ่านที่พิจารณาถึงคุณค่าของงานเขียน รู้จักวิเคราะห์พิจารณางานเขียนครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งควรมีทักษะของการอ่านแปลความ ตีความ และขยายความเพื่อช่วยให้การอ่านครั้งนั้นๆ มีประสิทธิภาพ) ขั้นที่ ๒ สำรวจค้นหา ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๗-๘ คน คละกันตามความสามารถคือ เก่ง ปานกลางค่อนข้างเก่ง ปานกลางค่อนข้างอ่อน และอ่อน แล้วให้แต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการอ่านในชีวิตประจำวัน จากหนังสือเรียน หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม ห้องสมุด และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ ในหัวข้อต่อไปนี้ ๑) การอ่านแปลความ ๒) การอ่านตีความ ๓) การอ่านขยายความ ๑. นักเรียนนำความรู้ที่ได้ศึกษามาบันทึกลงในแบบบันทึกการอ่าน ขั้นที่ ๓ อธิบายความรู้ ๑. สมาชิกแต่ละคนนำความรู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาเป็นพื้นฐานใน การทำใบงานที่ ๒.๑ เรื่อง อ่านเอาเรื่อง ๒. สมาชิกในกลุ่มร่วมกันอธิบายคำตอบจากใบงานที่ ๒.๑ และสรุปผลจากนั้นตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบในใบงาน ๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด ข้อ ๑-๒ คำถามกระตุ้นความคิด ๑. นักเรียนคิดว่าการอ่านงานแต่ละประเภทต้องใช้ทักษะการอ่านทั้งสามประเภทหรือไม่ (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ๒. การอ่านงานเขียนแต่ละประเภทควรมี วิธีการ อ่านเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง (งานเขียนแต่ละประเภทมีวิธีการอ่านทั้งเหมือนและต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเด็นที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ และการอ่านให้เข้าใจได้ลึกซึ้งส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้เดิมที่มีอยู่ประกอบ) ขยายความเข้าใจ ๑. นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกงานเขียนที่สนใจ กลุ่มละ ๑ ชิ้น แล้วอ่าน งานเขียนอย่างละเอียด จากนั้นเขียนแปลความ ตีความ และ ขยาย ความลงในใบงานที่ ๒.๒ เรื่อง อ่านสำรวจตรวจความเข้าใจ ๒. เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มทำใบงานเสร็จแล้ว แลกใบงานกลุ่มตนเองให้เพื่อนกลุ่มอื่นอ่านเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ๓. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด


๓๖ คำถามกระตุ้นความคิด การอ่านงานเขียนโดยใช้ทักษะการอ่านเพียงอย่างเดียวเพียงพอกับการอ่านงานเขียนเรื่องนั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ขั้นที่ ๕ ตรวจสอบผล ๑. ครูตรวจสอบผลงานจากใบงานที่ ๒.๒ และเลือกผลงานที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดติดป้ายนิเทศหน้าชั้นเรียน ๒. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด คำถามกระตุ้นความคิด การอ่านแต่ละประเภทสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ อย่างไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน) ๑๐. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ ๑๐.๑ สื่อการเรียนรู้ ๑๐.๑.๑ หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม ๑๐.๑.๑.๑ แววมยุรา เหมือนนิล. (๒๕๔๑). การอ่านจับใจความ. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก. ๑๐.๑.๑.๒ ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (๒๕๔๒). การอ่านเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : บริษัทต้นอ้อ ๑๙๙๙. ๑๐.๑.๑.๓ สมบัติ จำปาเงิน. (๒๕๔๘). กลเม็ดการอ่านให้เก่ง. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์. ๑๐.๑.๑.๔ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (๒๕๔๕). เอกสารการสอนชุดวิชาการอ่านภาษาไทย หน่วยที่ ๑-๑๕. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ๑๐.๑.๑.๑ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (๒๕๔๙). ประมวลสาระชุดวิชา ๑๐๑๖๑ ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. พิมพ์ครั้งที่ ๕. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ๑๐.๑.๑.๑ สุพรรณี วราทร. (๒๕๔๕). การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๑๐.๑.๒ บัตรภาพ สัญลักษณ์ ๑๐.๑.๓ ใบงานที่ ๒.๑ เรื่อง อ่านเอาเรื่อง ๑๐.๑.๔ ใบงานที่ ๒.๒ เรื่อง อ่านสำรวจตรวจความเข้าใจ ๑๐.๒ แหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๒.๑ ห้องสมุด ๑๐.๒.๒ แหล่งข้อมูลสารสนเทศ - http://www.mcot.net - http://www.adintrend.com - http://www.thaiwriterassociation.org - http://www.ohmpps.go.th/prabrmbrachowat.php?id_head=๔


๓๗ ๑๑. การวัดและประเมินผล การวัดผลประเมินผล วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ ตรวจใบงานที่ ๒.๑ ตรวจใบงานที่ ๒.๒ ใบงานที่ ๒.๑ ใบงานที่ ๒.๒ ร้อยละ ๖๐ ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ ๖๐ ผ่านเกณฑ์ ด้านทักษะกระบวนการ สังเกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม ระดับคุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สังเกตความมีวินัยใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการทำงาน แบบประเมินคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ ระดับคุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์ ๑๒. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานศึกษา ๑๒.๑ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้................... ๑. ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ๒. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป ๓. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ ๔. ข้อเสนอแนะอื่นๆ .................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ............................................... (นางจุฬาลักษณ์ บุญไชย) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๑๒.๒ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ๑. ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ๒. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป ๓. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ ๔. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ........................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ............................................... (นางมณีรัตน์ ศรีจันทร์) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ


๓๘ ๑๓. บันทึกผลหลังการสอน ๑๓.๑ สรุปผลการเรียนการสอน ๑. นักเรียนจำนวน.....................คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้...........................คน คิดเป็นร้อยละ........................... ไม่ผ่านจุดประสงค์........................................คน คิดเป็นร้อยละ........................... ๒. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ (K) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. นักเรียนมีความรู้เกิดทักษะ (P) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. นักเรียนมีเจตคติ/คุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๓.๒ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๓.๓ ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ........................................................ (นางช้องมาศ จารุพงษ์ทวิช) ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ


ภาคผนวก


๔๐ บัตรสัญลักษณ์ ภาพที่ ๑ ภาพที่ ๒ ภาพที่ ๓ ภาพที่ ๔ ภาพที่ ๕ ภาพที่ ๖ หมายเหตุ ภาพที่ ๑ ป้ายเตือนทางลื่น ภาพที่ ๒ เครื่องหมายกาชาด ภาพที่ ๓ สัญลักษณ์หยินหยาง . ภาพที่ ๔ สัญลักษณ์วิชาชีพเภสัชกรรมพบตามร้านขายยา ภาพที่ ๕ เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนอย่างถูกต้องแล้ว ภาพที่ ๖ เครื่องหมายจราจร หมายถึง บนทางเท้า (ที่มีขนาดกว้าง) ให้จักรยานวิ่งด้านซ้ายของทางเดิน


๔๑ ใบงานที่ ๒.๑ เรื่อง อ่านเอาเรื่อง คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถาม หลับ ขึ้นรถโดยสาร มันคลานโคลงเคลง คำรามคร่ำเคร่ง ครวญครางครืนครืน เหงื่อไคลคร่ำเครียด โหย่งเหยียดตีนยืน หลับหลับตื่นตื่น ผงกฟื้นสลับซบ ท้องแก่แย่เปรียบ ท้องเรียบนั่งจอง คนแก่เหลือบมอง คนหนุ่มแกล้งเมิน เสียงตะโกนเดินหน้า เสียงด่าเดินหลัง คนนั่งแกล้งฟุบ คนยืนโยกย้าย... คนจะลงป้ายหน้า รถบ้าไม่ยอมจอด อ้ายจ๊อดคุยจ้อ อ้ายจ๋อคุยฟุ้ง อ้ายจุ๋งคุยทับ อ้ายจ๊อดอ้ายจุ๋ง ถองพุงอ้ายจ๋อ ฝนก็อึมครึม ฟ้าครึ้มครืนครืน อากาศอึนอึน คนจะขึ้นป้ายหน้า เหลืองเหลืองปลิวมา พระนี่หว่า...เฮ้ยหลับ. (ที่มา : ศักดิ์สิริ มีสมสืบ. (๒๕๓๕). มือนั้นสีขาว. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : กะทิกะลา, หน้า ๖๐-๖๑.)


๔๒ จากบทประพันธ์ข้างต้น นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ และขยายความได้อย่างไร


เฉลย ๑ ๔๓ ใบงานที่ ๒.๑ เรื่อง อ่านเอาเรื่อง คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถาม หลับ ขึ้นรถโดยสาร มันคลานโคลงเคลง คำรามคร่ำเคร่ง ครวญครางครืนครืน เหงื่อไคลคร่ำเครียด โหย่งเหยียดตีนยืน หลับหลับตื่นตื่น ผงกฟื้นสลับซบ ท้องแก่แย่เปรียบ ท้องเรียบนั่งจอง คนแก่เหลือบมอง คนหนุ่มแกล้งเมิน เสียงตะโกนเดินหน้า เสียงด่าเดินหลัง คนนั่งแกล้งฟุบ คนยืนโยกย้าย... คนจะลงป้ายหน้า รถบ้าไม่ยอมจอด อ้ายจ๊อดคุยจ้อ อ้ายจ๋อคุยฟุ้ง อ้ายจุ๋งคุยทับ อ้ายจ๊อดอ้ายจุ๋ง ถองพุงอ้ายจ๋อ ฝนก็อึมครึม ฟ้าครึ้มครืนครืน อากาศอึนอึน คนจะขึ้นป้ายหน้า เหลืองเหลืองปลิวมา พระนี่หว่า...เฮ้ยหลับ. (ที่มา : ศักดิ์สิริ มีสมสืบ. (๒๕๓๕). มือนั้นสีขาว. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : กะทิกะลา, หน้า ๖๐-๖๑.)


๔๔ จากบทประพันธ์ข้างต้น นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ และขยายความได้อย่างไร (ตัวอย่าง) กวีนิพนธ์นี้กล่าวถึงสภาพบนรถโดยสารที่ฝนกำลังจะตกว่า บนรถโดยสารมีทั้งคนยืนที่ยืนเบียดกัน และคนนั่งแบบหลับๆ ตื่นๆ พอมีผู้หญิงมีครรภ์ขึ้นมาก็ไม่มีใครลุกให้นั่งไม่ว่าจะเป็นคนแก่ที่ได้แค่มอง คนหนุ่มก็เมินไปทางอื่น คนนั่งที่ไม่หลับก็ แกล้งหลับคนยืนก็โยกย้ายไปที่อื่น พอจะมีคนลงรถ รถโดยสารก็ไม่ยอมจอดให้ลง อ้ายจ๊อด อ้ายจุ๋ง และอ้ายจ๋อ ก็คุยและเล่นกันโดย ไม่สนใจใครพอมีพระภิกษุขึ้นมาก็ไม่มีใครสนใจโดนแกล้งทำเป็นหลับ กวีต้องการสะท้อนให้เห็นภาพสังคมเมืองในปัจจุบัน ถึงความแล้งน้ำใจหรือความไม่มีน้ำใจของคนในสังคม โดยยกตัวอย่างบนรถโดยสารประจำทางที่เบียดเสียดและบรรยากาศที่ปรากฏ ในบทกวีแสดงถึงความไม่มีมิตรไมตรีต่อกัน สังเกตจากคำที่ใช้ที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่อึดอัด เช่น คำราม คร่ำเคร่ง คร่ำเครียด เมื่อ สังคมมีความเจริญขึ้น ความมีน้ำใจก็ลดน้อยลงหรือแทบไม่มีเหลือเลยตามไปด้วย ทุกคนยึดและนึกถึงตนเองเป็นที่ตั้ง คนบนรถประจำทางมีมีใครสนใจใคร ที่นั่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องการ โดยไม่คำนึงถึงคนรอบข้างที่ยืนอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งกวีนำภาพผู้หญิงมีครรภ์ต้องยืนโหนรถ โดยสารประจำทางโดยไม่มีใครลุกให้นั่ง และเน้นย้ำให้เห็นความไม่มีน้ำใจมากขึ้น โดยนำเสนอภาพพระภิกษุซึ่งบุคคลที่สังคมควร เคารพก็ไม่มีใครสนใจเช่นกันสะท้อนให้เห็นว่าพระภิกษุก็ไม่ต่างกับคนทั่วไปหรือไม่ต่างกับคนท้อง ความมีน้ำใจหายไปจากสังคมเมือง หลวง สังคมชนบทก็ควรยังคงสิ่งนี้ไว้ ความเจริญเป็นสิ่งที่แต่ไม่ควรทำให้สิ่งที่ดีและมีอยู่ในสังคมเลือนหายไปด้วย การมีน้ำใจเอื้ออารี ต่อกันแม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ควรเปลี่ยนตัวเองไปตามกระแสของสังคมที่เปลี่ยนไป (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน)


Click to View FlipBook Version