The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการ การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by momay.ns, 2021-11-10 07:53:36

รายงานวิจัย การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

โครงการ การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

(รา่ ง)

รายงานการวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์

โครงการ การพฒั นาระบบบรหิ ารโครงข่ายการทอ่ งเท่ียวโดยชุมชนตำบลแมก่ าษา แม่ปะ
และท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด จงั หวัดตาก

(The Development of Community-Based Tourism Management System:
Maekasa Maepa Thasailuat Sub-District, Tak)

โดย

นางสวาท ไพศาลศริ ิทรัพย์ นายสวุ รรณ กรณส์ นธ์ิ

นางภิญญา เฮงิ โม นายสมคิด แกว้ ทอง

นางสาวกรกช สุภาโท้ นางจนั ท์แจ่ม เมอื งตบิ๊

นางสาวณัฐกานต์ มลึ เลอร์ นายสเุ ทพ ยะเขยี ว

นางสาวยภุ า สขุ อา้ ย นายศุภวฒุ จารเุ ศรณี

นางสาวเจนจีลา แสนใจนอ้ ย นายศตวฒุ ิ คงเอ่ยี ม

นางจริ าภาณ์ ธรรมสนธเิ จริญ นายธีรศกั ดิ์ เรอื นใจดี

นางจงลกั ษณ์ เปรมเจรญิ นางภคั สรณ์ หลา้ แปง

ไดร้ ับทนุ อุดหนุนการวิจัยจากสำนกั งานการวิจยั แหง่ ชาติ (วช.)
ประจำปงี บประมาณ 2563
พุทธศกั ราช 2564

(รา่ ง)

รายงานการวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์

โครงการ การพฒั นาระบบบรหิ ารโครงข่ายการทอ่ งเท่ียวโดยชุมชนตำบลแมก่ าษา แม่ปะ
และท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด จงั หวัดตาก

(The Development of Community-Based Tourism Management System:
Maekasa Maepa Thasailuat Sub-District, Tak)

โดย

นางสวาท ไพศาลศริ ทิ รัพย์ นายสวุ รรณ กรณ์สนธ์ิ

นางภิญญา เฮิงโม นายสมคิด แกว้ ทอง

นางสาวกรกช สุภาโท้ นางจนั ทแ์ จม่ เมอื งตบิ๊

นางสาวณัฐกานต์ มลึ เลอร์ นายสเุ ทพ ยะเขยี ว

นางสาวยภุ า สขุ อา้ ย นายศุภวฒุ จารเุ ศรณี

นางสาวเจนจีลา แสนใจนอ้ ย นายศตวฒุ ิ คงเอ่ยี ม

นางจริ าภาณ์ ธรรมสนธเิ จริญ นายธีรศกั ดิ์ เรอื นใจดี

นางจงลกั ษณ์ เปรมเจรญิ นางภคั สรณ์ หลา้ แปง

ไดร้ ับทนุ อุดหนุนการวิจัยจากสำนกั งานการวิจยั แหง่ ชาติ (วช.)
ประจำปงี บประมาณ 2563
พุทธศกั ราช 2564

กิตตกิ รรมประกาศ

รายงานการวิจัยเลม่ นี้ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแหง่ ชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2563 คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัย ติดตาม
การดำเนินการวิจัยและเป็นพี่เลี้ยงด้วยดีเสมอมา งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยการเอื้อเฟื้อข้อมูลที่เป็นประโยชน์
และการอำนวยความสะดวกให้ความร่วมมือของหลาย ๆ ท่าน ซึ่งให้การสนับสนุนผู้ทำการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นจนเสรจ็
สิ้นสมบูรณ์ด้วยดี ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุลีรัตน์ จันทร์เชื้อ อาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการ
สนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของงานวิจัยและคณะกรรมการวิพากย์งานวิจัยในครั้งน้ี
ที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะ แนวทางการดำเนินงานวิจัยรวมไปถึงการสละเวลาให้คำปรึกษา แนะนำแนวทางการศึกษา
หาข้อมูล เทคนิค วิธีการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นและให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า
การปรับปรุงผลการศึกษาค้นคว้าและการนำเสนอผลการวิจัยฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านได้กรุณาคอยชี้แนะ
ช่วยให้ผู้ทำการวิจัยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์วางแผน รวมทั้งแผนงานต่าง ๆ และ
สรปุ ขอ้ มูลได้อยา่ งราบร่นื สำเรจ็ ไดด้ ้วยดี ตลอดจนขอขอบพระคณุ ผู้อำนวยการวทิ ยาลยั ชมุ ชนตากทีส่ ่งเสริมสนับสนุน
การดำเนินการวิจัย ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้
งานวิจัยฉบับนี้มีความถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้นำชุมชน ปราชญ์ ผู้รู้ หน่วยงานใน
พน้ื ที่ ตลอดจนผทู้ ี่เกย่ี วข้องทกุ ๆ คน ท่มี สี ่วนช่วยในการสัมภาษณ์และให้ข้อมลู ท่ีเปน็ ประโยชน์แกผ่ ู้วิจยั ขอขอบคุณ
เพื่อนทีมนักวิจัยวิทยาลัยชุมชนตากที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือเติมเต็มการดำเนินการวิจัย ที่ให้ความร่วมมือ
เป็นกำลังใจและช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทำงานวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายนี้ คุณค่าอันพึงมีจากงานศึกษา
คน้ ควา้ วจิ ยั เพ่อื ท้องถิ่นฉบับน้ี ผู้วจิ ัย ขอมอบใหเ้ ปน็ สาธารณะประโยชนแ์ กส่ งั คมประเทศชาติ โดยสว่ นรวมเป็นเครื่อง
บูชาพระคุณ บิดา มารดา ครู อาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้และวางรากฐานการศึกษาแก่ผู้ทำการวิจัย
ตลอดจนทีมผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนตากที่สง่ เสริมสนับสนุนด้วยดีตลอดมาและให้โอกาสทีมนักวิจัยได้เรียนรู้พัฒนา
ต่อยอดการดำเนนิ งานท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อนักศึกษา ชมุ ชน สงั คมตอ่ ไป

คณะผูว้ ิจัย
กันยายน 2564

แบบสรปุ ผบู้ รหิ าร
[Executive Summary]

1. รายละเอยี ดเกี่ยวกับแผนงานวิจัย / โครงการวิจัย

1.1 ชอ่ื เร่ือง (ภาษาไทย) การพฒั นาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเท่ยี วโดยชุมชนตำบลแม่กาษา

แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก

ชือ่ เรือ่ ง (ภาษาอังกฤษ) The Development of Community-Based Tourism

Administration System: Cases of Maekasa Maepa

Thasailuat Sub-Districts, Maesod, Tak

1.2 ชอื่ คณะผ้วู ิจยั นางสวาท ไพศาลศิรทิ รัพย์ และคณะ

หนว่ ยงานทส่ี งั กัด วิทยาลยั ชุมชนตาก

หมายเลขโทรศัพท์ 08 6328 7999

โทรสาร 0 5589 7063

1.3 งบประมาณและระยะเวลาทำวิจัย

ไดร้ ับงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบประมาณท่ีไดร้ บั 357,000 บาท

ระยะเวลาทำวจิ ัย ตง้ั แต่ เดือนพฤศจิกายน 2563 ถงึ เดือนกนั ยายน 2564

2. ท่มี าและความสำคญั ของปญั หา
การท่องเที่ยวชุมชนมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันที่ต้องการหวนรำลึกถึง

มรดกวัฒนธรรม หรอื ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในอดีต โดยแหล่งท่องเทยี่ วหลายแห่งมีการจัดกิจกรรมท่องเท่ียว
ที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตชุมชน เชิงการเรียนรู้และการทดลองให้
ได้มาซึ่งประสบการณ์ที่เป็นอยู่จริงในชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นชุมชน
หลายแห่งที่จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนด้วยตนเองจะเน้นระบบการจัดการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์เป็นเครือ่ งมือ
ในการรกั ษาความสมดลุ ระหว่างการเปล่ยี นแปลงที่เกิดขนึ้ จากการท่องเท่ียวภายในชุมชนและผลประโยชน์ท่ีชุมชน
จะได้รับทั้งในรูปแบบที่เป็นผลประโยชน์ตอบแทนอิงตามระบอบทุนนิยมและความยั่งยืนของการพัฒนาในชุมชน
แหล่งท่องเท่ียวชุมชนจะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม เกดิ การแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายชุมชน ภาคีที่
เก่ียวขอ้ ง และกลายเป็นพลังในการสร้างฐานความรสู้ ำหรบั การพัฒนาการท่องเท่ียวอยา่ งยง่ั ยนื และสร้างสรรค์

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และตำบลท่าสายลวด เป็นทั้งที่ราบลุม่ ที่ราบเชิงเขา และ
ภเู ขา อากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย พ้นื ท่ีสว่ นใหญ่ขนานไปกบั ลำน้ำเมย ซ่ึงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเมียนมา
ที่สามารถพัฒนาสิ่งก่อสร้างเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนาท่ี
อพยพเข้ามาเมื่อ 100 กว่าปี เป็นพื้นที่ที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย จัดต้ังเป็นหมู่บ้านในฐานะชุมชน
ชายแดนตั้งแต่ปี พ.ศ.2437 และมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น พม่า กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ฉิ่น และมอญ อพยพเข้ามาอยู่
อาศยั ดำรงชีวิตรว่ มกันอย่างประนีประนอมพเิ ศษแบบมสี ่วนรว่ มของผู้อพยพต่างวัฒนธรรมท่ีหลากหลาย มีทั้งท่ีอยู่



ถาวรได้สัญชาติ หรือลักษณะหลบซ่อนรวมถึงประเภทคนไทยผลัดถิ่น ทำให้ชุมชนมีความเป็นพหุวัฒนธรรมที่อยู่
รว่ มกนั อย่างสงบสุขและมีเอกลักษณ์มีกฎระเบียบการบรหิ ารจัดการกลุ่มที่แตกต่างตามบริบทและข้อตกลงร่วมกัน
ที่หลากหลาย รวบรวมภาคีเครือข่ายจากภาคท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
มาเปน็ ผูร้ ว่ มคดิ รว่ มกำหนดทศิ ทาง ร่วมทำและร่วมแกป้ ัญหาของพื้นที่บนฐานของวถิ ีชุมชนกลายเปน็ เอกลักษณ์ท่ี
โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายเชิงนิเวศ
ของเทือกเขาถนนธงชัย เช่น ภูเขา บ่อน้ำพุร้อน ป่าชุมชน น้ำตก ซึ่งเป็นผลมาจากการประกาศให้อำเภอแม่สอด
และพื้นที่ต่อเนือ่ งเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพเิ ศษชายแดน ทำให้แม่สอดถูกพัฒนาไปในเชงิ เศรษฐกิจควบคู่ไปกับการ
พัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวไปพร้อมกันซึ่งจุดเด่นของทั้ง 3 พื้นที่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีการ
รวมกลุ่มอาชพี ทห่ี ลากหลาย ทจี่ ะสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรกระแสหลักได้

ปจั จุบนั มีนักท่องเที่ยวมาท่องเท่ียวในพื้นทบ่ี ้างแลว้ ซ่ึงส่วนใหญ่จะท่องเท่ียวน้ำตก นำ้ แร่ น้ำพุร้อน ถ้ำ วัด
รวมถึงป่าชุมชน ซึ่งลักษณะเป็นการท่องเที่ยววันเดย์ทริป (มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวพม่าและชาวไทย) สิ่งที่เป็นปัญหา
4-5 ปีที่ผ่านมาของชุมชน คือ ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
เขา้ มาฉกฉวยเอาประโยชนจ์ ากพื้นท่ี รวมถึงจีนเข้ามาสร้างหมู่บ้านฝ่ังพม่า ซ่งึ คนในชุมชนเข้าถึงข้อมูลการพัฒนาใน
พื้นท่ีนั้นมีน้อย หรือแทบจะไม่มี ประกอบกับคนในชุมชนนิ่ง ไม่กระตือรือร้น เพราะเริ่มคุ้นชินกับการรอรับเงินจาก
รัฐบาล สิ่งท่สี ำคญั ที่จะก่อให้เกิดประโยชนน์ ั้น เมื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้ามาจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สูงและ
รวดเร็ว แต่สิ่งที่สำคัญคือทิศทางการพัฒนาของพ้ืนที่ทั้ง 3 ตำบลที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษควรเป็นอย่างไร เพื่อให้
ชุมชนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและตั้งรับปรับตัวกับปรากฏการณ์ดังกล่าวเพื่อการอยู่รอดของชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคนใน
ตำบลทั้ง 3 พื้นที่เห็นว่าการท่องเที่ยวน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คนในแต่ละชุมชน มีรายได้เสริมจากการ
จดั การท่องเท่ียวบนฐานศักยภาพบนฐานทรัพยากรการท่องเท่ียวท่ีเป็นทุนในการจัดการของแต่ละหมู่บ้านที่แตกต่าง
รวมถึงใช้คุณค่าที่ชุมชนได้รับประโยชน์จากการจัด CBT เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสำนึกร่วมในคุณค่าของบ้านเกิดที่จะ
นำไปสู่การอนุรักษ์และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมชุมชนให้ยั่งยืนต่อไปหากชุมชนเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการการ
ท่องเที่ยวเป็นเชิงรุก ด้วยการสร้างความสนใจให้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะแวะเวียนมา
ท่องเที่ยวก็เป็นไปได้มากขึ้น เพียงแต่ว่าในแต่ละชุมชนจะมีพลังดึงดูดความสนใจมากพอหรือไม่ ซึ่งก็คือความ
นา่ สนใจของแหลง่ ท่องเทย่ี วนั่นเอง และกอ็ าจจะมแี รงดึงดดู ไม่มากพอ แตห่ ากมีการรวมกลมุ่ กันข้นึ พลงั กจ็ ะมากข้ึน
ดังนั้นถ้าหากชุมชนทั้ง 3 พื้นที่ได้มีการร่วมสร้างเส้นทางท่องเที่ยวโดยการเชื่อมโยงชุมชนต่าง ๆ ของ 3 พื้นท่ี
เข้าด้วยกัน โดยทำการวิจัยเพื่อสร้างเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจ โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะหันมาสนใจก็จะเป็นไปได้
มากขึ้น และที่สำคัญหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อเปิดประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนทั้ง 3 พื้นที่ให้ได้โดยเร็ว
ก็จะเปน็ การเสียโอกาสเป็นอย่างมากในการสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน ทง้ั ๆ ท่มี กี ารส่งเสริมให้ชาวบ้านได้พัฒนาชุมชน
เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวผูว้ ิจัยและภาคีเครือข่ายชุมชนทั้ง 3 พื้นที่ได้มองเห็นถึง
ช่องทางการเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนท้องถิ่นใน 3 ตำบลของอำเภอแม่สอดและพื้นที่เชื่อมโยงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ชายแดนโดยใช้ระบบบริหารจัดการโครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนมาเปน็ เครื่องมือในการเช่ือมโยงระหว่างเจ้าของ
บ้านและผู้มาเยือน โดยหวังผลของการวจิ ัยและพัฒนาในครั้งน้ีเพื่อให้เกิดเปน็ โครงขา่ ยการท่องเทย่ี วสอดรบั เชื่อมโยง



กับการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากนั้นโครงข่ายเส้นทางการท่องเที่ยว
ยังก่อให้เกิดการกระจายรายได้ของประชากรและท้องถิ่นโดยทั่วกันเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายการ
ท่องเที่ยวชุมชน 3 ตำบล เพื่อไปสู่การเชื่อมโยงการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคเหนือตอนล่าง
ใหเ้ ข้มแข็งต่อไป

3. บทคัดยอ่ ภาษาไทย
งานวจิ ยั เร่ือง “การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด

อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทาง
ท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นสร้างความร่วมมือ
ระหว่างชุมชนสมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และพื้นที่ใกล้เคียง
พัฒนาขีดความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวดในการบริหารจัดการ การตลาด และ
การพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT เชื่อมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวชุมชนภายในเส้นทางท่องเที่ยวตาม
ระดับศักยภาพและกิจกรรมที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบวงรอบ การวิจัยครั้งนี้
เป็นเครื่องมือในการศึกษาและพัฒนระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
วัฒนธรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเสริมพลังอำนาจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วยกระบวนการ
พัฒนาแบบมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย
1) กลุ่มผู้รู้ 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติการ 3) ผู้สนใจทั่วไป 4) กลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยที่เดินทางมาเที่ยวแม่สอดเพื่อศึกษา
พฤติกรรมนักท่องเที่ยว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และการวิเคราะหเ์ ชงิ เน้อื หา (Content Analysis)

ผลการทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ
และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นพบว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมชายแดน มีประเพณี
วัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทใหญ่และล้านนา มีประวัติศาสตร์ชุมชนยาวนาน ทรัพยากรอุดม
สมบรู ณ์ คนในชมุ ชนท่ีมีการตั้งรับปรับตวั ต่อสถานการณ์ท่ีเผชิญมรี ะบบการจัดการตนเองสร้างทางเลือกทางรอดอยู่
เสมอท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงโดยสรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประเด็น 1.ชุมชนพหุวัฒนธรรมชายแดน ดังนี้
1.1) ชุมชนไทใหญ่ 1.2) ชุมชนล้านนา 2.มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วย 2.1) ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำตก
น้ำพุร้อน ป่าชุมชมุ ชน น้ำตก 2.2) สถานท่ีสำคัญ วัดไทยวฒั นารามสถาปัตยกรรมสวยงาม คอกช้างเผือก วัดโพธิคุณ
เขตพุทธอุทยาน วัดไทยสามัคคี พิพิธภัณฑ์ไม้แกสลัก 2.3) สิ่งอำนวยความสะดวก การคมนาคมสะดวก มีสนามบิน
สถานประกอบการท่ีพักร้านอาหาร 3.เปน็ ชุมชนจัดการตนเองด้าน 3.1) การทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชน 3.2) การปรับตัวต่อ
สถานการณ์การเปลีย่ นแปลง

ผลการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอแม่สอด
จังหวัดตาก และพื้นที่ใกล้เคียงพบว่า องค์กรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาประกอบด้วย 4 ส่วนดังน้ี 1.องค์กรเครือข่าย
ภายในคือกลุ่มแกนนำ ผู้ประกอบการในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน 2.) องค์กรหนุนเสริมภายนอก หน่วยงานภาครัฐ



ภาคเอกชน สื่อประชาสัมพันธ์ 3) กลุ่มผู้ประกอบการผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ 4) กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จาก
งานวิจัย

ผลการพัฒนาขีดความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวดในการบริหารจัดการ
การตลาด และการพฒั นาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT พบว่า การพัฒนาศักยภาพดว้ ยกระบวนการงานวิจัยเพื่อ
ท้องถิ่น (CBR) เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนพื้นท่ี
ดว้ ยการสรา้ งการมสี ว่ นรว่ ม ร่วมคดิ รว่ มทำ ร่วมรบั ผลและร่วมประเมินผลส่งผลดตี ่อการพฒั นาระบบโครงข่ายให้เกิด
รูปธรรม จากการพัฒนาศักยภาพชุมชนสามารถสรุปเป็นอัตลักษณ์ คือ “ท่องเที่ยววิถีชุมชน มนต์เสน่ห์เมือง
พหุวฒั นธรรมชายแดน”

ผลการเชอ่ื มโยงโครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวชมุ ชนภายในเส้นทางท่องเท่ียวตามระดับศักยภาพและกิจกรรมท่ีมี
ความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบวงรอบพบว่าการเชื่อมโยงโครงข่ายด้านการท่องเที่ยว
ขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบที่สำคัญคือการ 1) การศึกษาวิเคราะห์บริบทพื้นที่ 2) วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี
3) การค้นหาทีมกลุ่มคนที่ร่วมพัฒนาเน้นการเข้าร่วมอย่างมีอิสระ 4) การวางเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน 5) พัฒนา
โครงขา่ ยอยา่ งต่อเนื่อง 6) การสือ่ สารอย่างสร้างสรรค์

Abstract
This research aims to review the capacity of community-based tourism (CBT) management and

to design activities for the tourism route of Maekasa Maepa Thasailuat Sub-Districts. This brings together
the community members’ engagement in hope of strengthening the collaboration among members
of tourism networks in the area of Tak Province and its vicinity. Furthermore, this can alleviate the
capacity of Maekasa Maepa Thasailuat Sub-Districts networks in administering marketing management,
developing CBT administration system, and linking community-based tourism networks. This research
is also considered as a tool to study and develop community-based tourism administration system by
building eco-cultural tourism sites based on people-centered approach and community-based
research (CBR). The population and sample of this research consisted of 1) experts, 2) operators,
3) general public, and 4) Thai tourists. The statistics used for data analysis were frequency, mean,
percentage, standard deviation and content analysis.

It was empirical from the research that the communities of Maekasa Maepa Thasailuat were
cross-border multicultural communities blending unique cultures of Lanna and Tai Yai harmoniously.
The communities had a long history and possessed abundant natural resources while their members
obtain the ability and self-management to adapt to change. This research revealed three significant
areas. The first area was cross-border multicultural communities consisting of Tai Yai and Lanna
communities. The second area was fertile resources including natural resources (waterfall, hot fountain,



community forest); significant places (Wat Thai Wattanaram, beautiful architecture of Khok Chang
Phueak, Wat Photikhun, Budhayan zone, Wat Thaisamakki, and crafted wood museum); facilities
(airport, enterprises, accommodation, and restaurants). The third area was self-management
communities including community-based tourism and ability to adapt to change.

To build collaboration among communities and tourism networks in Maesod district and its
vicinity, four stakeholders actively involved including internal network unit (leading group,
entrepreneurs, and local wise men); external supporting unit (government agency, public agency, and
media); entrepreneurs’ unit (tourism and service business entrepreneurs); and group of people
benefited by this research.

As a result of alleviating capacity of Maekasa Maepa Thasailuat Sub-Districts networks in
administering marketing management, developing CBT administration system, CBT and CBR were able
to create change in communities through boosting community members’ engagement in thinking,
doing, benefiting and evaluating. This process was also beneficial in developing substantial networking.
The development of communities’ capacity resulted in the following identity “community-based
tourism and charm of cross-border multicultural communities”

Furthermore, this research disclosed factors influencing tourism linkage networks including
1) studying and analyzing area and context 2) analyzing stakeholders 3) searching for independent
co-developers 4) setting clear and specific goals 5) developing networking system continuously, and
6) conveying creative communication.

3.1 วตั ุประสงค์
1. ทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางทอ่ งเทีย่ วของตำบลแม่กาษา แม่ปะ

และทา่ สายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชมุ ชนทอ้ งถ่นิ
2. เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน

อำเภอแมส่ อด จงั หวดั ตากและพื้นท่ใี กลเ้ คยี ง
3. เพื่อพัฒนาขีดความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวดในการบริหารจัดการ

การตลาด และการพฒั นาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT
4. เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวชุมชนภายในเส้นทางท่องเที่ยวตามระดับศักยภาพและกิจกรรม

ทม่ี คี วามสอดคล้องสัมพันธ์กนั ในรูปแบบเสน้ ทางท่องเท่ียวแบบวงรอบ



3.2 วธิ ีวจิ ยั
1. วิธีการดำเนนิ งานวจิ ยั และสถานท่ที ำการทดลอง/เกบ็ ขอ้ มลู
ทมี วจิ ัยกำหนดข้นั ตอนในการดำเนินงาน ดงั น้ี
1. ขั้นที่ 1 ศึกษาสำรวจชุมชนพื้นที่เป้าหมาย ประเด็น กระบวนการเกิดชุมชน 3 พื้นที่ ปัญหาต่าง ๆ

ที่เกิดขึ้นจากการจัดการท่องเที่ยว รวมถึงทบทวนศักยภาพทางการท่องเที่ยวของแต่ละพื้นที่ และบริบทแหล่ง
ท่องเที่ยวใกล้เคยี ง พฤติกรรมความสนใจของนกั ท่องเทยี่ วทม่ี ตี ่อ CBT 3 พืน้ ท่ี

2. พัฒนาศักยภาพเครือข่ายชุมชน 3 พื้นที่ด้านการบริการและการจดั จำหน่ายสินค้า CBT ผ่านระบบ
พาณชิ ย์อิเลก็ ทรอนิกส์

3. พัฒนาโมเดลระบบบริหารจดั การโครงขา่ ย
4. ทดลองโมเดลโครงข่าย CBT 3 พื้นที่จากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องพร้อมปรับปรุงแก้ไขด้วยการ
ประเมินผลภาพรวมของระบบบรหิ ารจัดการโครงขา่ ย
5. โฆษณาประชาสัมพันธ์โครงข่าย CBT เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดให้เป็นที่รู้จักในรูป website /
คู่มือท่องเท่ียว
6. เขียนสรุปรายงานวจิ ัย

3.3 ผลการวจิ ยั
ผลการทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกจิ กรรมเสน้ ทางท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ

และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นพบว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมชายแดน มีประเพณี
วัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทใหญ่และล้านนา มีประวัติศาสตร์ชุมชนยาวนานทรัพยากร
อุดมสมบูรณ์คนในชุมชนที่มีการตั้งรับปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เผชิญ มีระบบการจัดการตนเองสร้างทางเลือก
ทางรอดอยู่เสมอท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงโดยสรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประเด็น 1. ชุมชนพหุวัฒนธรรม
ชายแดนดังนี้ 1.1) ชุมชนไทใหญ่ 1.2) ชุมชนล้านนา 2. มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ประกอบด้วย 2.1) ทรัพยากร
ธรรมชาติ น้ำตก น้ำพุร้อน ป่าชุมชุมชน น้ำตก 2.2) สถานที่สำคัญ วัดไทยวัฒนารามสถาปัตยกรรมสวยงาม
คอกช้างเผือก วัดโพธิคุณเขตพุทธอุทยาน วัดไทยสามัคคีพิพิธภัณฑ์ไม้แกะสลัก 2.3) สิ่งอำนวยความสะดวก
การคมนาคมสะดวก มีสนามบิน สถานประกอบการที่พักร้านอาหาร 3. เป็นชุมชนจัดการตนเองด้าน 3.1) การ
ท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน 3.2) การปรับตัวต่อสถานการณ์การเปลีย่ นแปลง

ผลการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเที่ยว โดยชุมชน
อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และพื้นที่ใกล้เคียงพบว่า องค์กรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้
1.) องค์กรเครือข่ายภายในคือกลุ่มแกนนำ ผู้ประกอบการในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน 2.) องค์กรหนุนเสริมภายนอก
หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อประชาสัมพันธ์ 3.) กลุ่มผู้ประกอบการผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ
4.) กล่มุ ผู้ใช้ประโยชนจ์ ากงานวจิ ัย



ผลการพัฒนาขีดความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด ในการบริหารจัดการ
การตลาด และการพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT พบว่า การพัฒนาศักยภาพด้วยกระบวนการ
งานวิจยั เพื่อทอ้ งถ่ิน (CBR) เพื่อพัฒนาการท่องเทีย่ วทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชน (CBT) สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง
ในชมุ ชนพ้นื ท่ดี ้วยการสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมคิด รว่ มทำ ร่วมรบั ผล และรว่ มประเมินผลสง่ ผลดีต่อการพัฒนา
ระบบโครงข่ายให้เกิดรูปธรรม จากการพัฒนาศักยภาพชมุ ชนสามารถ สรุปเปน็ อัตลักษณ์ คอื “ท่องเท่ียววิถีชุมชน
มนต์เสนห่ ์เมืองพหวุ ัฒนธรรมชายแดน”

ผลการเชื่อมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวชุมชนภายในเส้นทางท่องเที่ยวตามระดับศักยภาพและ
กิจกรรมที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบวงรอบ พบว่า การเชื่อมโยงโครงข่าย
ด้านการท่องเท่ียวขึ้นอยู่กับปัจจยั และองค์ประกอบที่สำคัญคือการ 1.) การศึกษาวิเคราะห์บริบทพ้ืนที่ 2.)วิเคราะห์
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3.) การค้นหาทีมกลุ่มคนที่ร่วมพัฒนาเน้นการเข้าร่วมอย่างมีอิสระ 4.) การวางเป้าหมาย
รว่ มกันท่ีชัดเจน 5.) พฒั นาโครงขา่ ยอยา่ งตอ่ เนือ่ ง 6.) การสอื่ สารอย่างสรา้ งสรรค์

3.4 ผ้ทู ่ีไดร้ บั ประโยชนจ์ ากงงานวิจยั
1. สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจงั หวดั และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ. และ อบต.) ใช้เปน็

ข้อมูลพื้นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวสู่การปฏิบัติ โดยการบูรณาการความร่วมมือกับชุมชนใน
ทอ้ งถนิ่ เพอ่ื พัฒนาผลติ ภณั ฑก์ ารท่องเทย่ี วเชิงสรา้ งสรรคต์ ามเสน้ ทางท่องเทยี่ วเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน

2. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคการพัฒนาต่อยอดการสื่อสารภาพลักษณ์
ตราการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยววิถีไทยชุมชนชายแดน” ใหเ้ กิดความชัดเจนและเป็นทางเลือกใหม่
ของตลาดการท่องเทย่ี วทัง้ ภายในประเทศและตา่ งประเทศ

3. สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ประสานงานกับผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว
เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับลักษณะการรับรู้ภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวเชิง
สรา้ งสรรค์ในพน้ื ท่รี วมถึงเช่อื มโยงกับชุมชนในท้องถ่ินเพ่ือร่วมกนั พัฒนาผลติ ภณั ฑ์การท่องเทีย่ วเชิงสรา้ งสรรค์

4. เครือข่ายชุมชนสามารถนำคู่มือโครงข่ายการท่องเที่ยวชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด
ไปใชข้ ยายผลในขณะปฏบิ ตั ิงาน และได้แนวทางแก้ไขและพัฒนาทักษะการทำงาน

5. เครือข่ายชุมชน CBT เกดิ การเรียนรู้และพัฒนาการด้านช่องทางจัดจำหน่าย การใช้เทคโนโลยีเบื้องต้น
ประกอบการจัดการท่องเที่ยวชุมชนแบบโครงข่ายและเกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนเป็นโครงข่ายการท่องเที่ยว
ท่เี กดิ มูลคา่ เพิ่มของการจัดการท่องเท่ียว

6. นำผลงานเรื่องโครงข่ายและเครือข่ายจากกรณีของชุมชนแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด ตีพิมพ์เผยแพร่
เพื่อประโยชน์ในการถ่ายทอดความรู้เป็นกรณีต้นแบบโครงข่ายและเครือข่ายชุมชน อบต. ชาวบ้าน เครือข่าย
นักเรยี น นักศึกษา องค์กรเครือข่ายการจดั การท่องเท่ยี วชมุ ชน นักวิจัย ททท. ทอ่ งเท่ียวและกีฬา สำนักวัฒนธรรม
วทิ ยาลยั ชมุ ชนตาก



3.5 ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
1. สำนักบริหารยุทธศาสตร์จังหวัดตาก และสำนักงานยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

ควรนำผลการวิจัยใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ทั้งในระดับกลุ่มจังหวัดและระดับ
จังหวัดโดยมุ่งผลลัพธ์ไปที่การกระจายโอกาสทางการท่องเที่ยวและการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนร่วมกันการ
ผลักดันการใช้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรการท่องเที่ยวในพื้นท่ี
โดยเฉพาะวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำชายแดน และความหลากหลายของชาติพันธซุ์ ึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชน
ในการธำรงไวซ้ ึ่งอัตลักษณ์ทางการท่องเทย่ี ว

2. หน่วยงานท่ีเกย่ี วข้องกับการพัฒนาการท่องเท่ยี วได้แก่ สำนักงานท่องเท่ียวและกีฬาจังหวัด สำนักงาน
การท่องเที่ยวจังหวัดตาก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศไทยประจำจังหวัด สภาวัฒนธรรมจังหวัด
พัฒนาชุมชน สามารถนำผลวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติไปใช้ในการต่อยอดการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย
ส่กู ารปฏิบัติอยา่ งเปน็ รูปธรรม

3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้ประสานงานหลักของการพัฒนาการท่องเที่ยวของแต่ละพื้นที่
สามารถนำผลการวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปใชใ้ นการจัดทำแผนปฏิบัตกิ ารเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยว
ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติไปใช้ในการประสานงานกับองค์กรภาคประชาชนเพื่อ
เตรียมความพร้อมให้กับชุมชนท่องเที่ยวที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นมืออาชีพในการบริหาร
จัดการ CBT

4. วิทยาลัยชุมชนตากหนุนเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชนในด้านต่าง ๆ เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์
การพัฒนาด้านทักษะและอาชีพ พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนเป็นต้นแบบและเป็นศูนย์บริการวิชาการของ
วทิ ยาลัยชมุ ชนตาก ท่มี ีชุมชนเปน็ ฐานทใี่ ช้ในการศึกษาเรียนรู้ประสานงานในการร่วมพัฒนาและส่งต่อหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรพัฒนาทักษะอาชีพและกำหนดเป็นแผนการพัฒนาชุมชนจากฐานความ
ต้องการของชุมชน

5. สถาบันการศกึ ษาอืน่ นำผลการวจิ ยั ไปเปน็ ส่วนหนึง่ ในการจดั การเรียนการสอน กำหนดเปน็ หลกั สตู ร
วิชาเลือก เช่น นักเรียนสามารถศึกษาเรียนรู้เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม คนในชุมชนหันกลับมารักและฟื้นฟู
ประเพณวี ัฒนธรรมชุมชน

6. ปา่ ไม้จังหวัดตากนำผลการวจิ ัยไปใชเ้ ป็นแผนพฒั นาป่าชุมชน

3.6 ข้อเสนอแนะการวจิ ัย
1. ควรวิจัยพัฒนาและยกระดับคนในชุมชนให้มีความรู้ความสามารถด้านการเป็นไกด์ที่สามารถใช้ภาษา

ท่ีสองประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวและบริการได้ เช่น ภาษาพมา่ ภาษาจนี เปน็ ต้น
2. ควรมีการพัฒนาและยกระดับคนในชุมชนในการศึกษาและพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้บนฐาน

ทรัพยากรและวิถีเดิมแต่ยังไม่เป็นระบบกลุ่มเป็นรูปธรรม ตา่ งคนต่างทำ ทำการวิจัย และพัฒนาอาชีพที่เหมาะสม



กับคนในพื้นที่กับกลุ่มผู้ประกอบการด้านอาหาร ด้านที่พักและบริการลุ่มคนในระบบเครือข่ายการท่องเที่ยวแบบ
วงรอบ

3. การยกระดับชุมชนในจังหวัดตากหรือ 5 อำเภอฝั่งตะวันตก หรือทีมนักวิจัยชุมชนเดิมที่ทำงานวิจัย
แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและยกระดับควรมีการพัฒนาต่อยอดเพ่ื อพัฒนาชุมชนในการยกระดับโครงข่ายการ
ทอ่ งเทีย่ วระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เป็นระดับจงั หวัด

4. ผลจากการดำเนินการวิจัยทีมนักวิจัยมีข้อค้นพบที่น่าสนใจและต่อยอดเรื่องเส้นทางการอพยพ
เส้นทางประวัติศาสตร์หรือเส้นทางธรรมชาติและสถานที่สำคัญควรนำมาศึกษาวิจัยและพัฒนาร้ อยเรียงเป็น
กจิ กรรมเสน้ ทางการท่องเทีย่ วเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ใหค้ นคนในชุมชนและยกระดบั เศรษฐกจิ ฐานราก

ช่อื งานวจิ ัย (ภาษาไทย) การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเท่ยี วโดยชุมชนตำบล
แม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก
ผู้วิจัย นางสวาท ไพศาลศิริทรพั ย์ และคณะ
ปีท่ีศึกษา 2563

บทคดั ยอ่

งานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด
อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพ่ือทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทาง
ท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถ่ินสร้างความร่วมมือ
ระหว่างชุมชนสมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และพ้ืนท่ีใกล้เคียง
พัฒนาขีดความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวดในการบริหารจัดการ การตลาด และ
การพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT เช่ือมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเท่ียวชุมชนภายในเส้นทางท่องเท่ียวตาม
ระดับศักยภาพและกิจกรรมท่ีมีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเท่ียวแบบวงรอบ การวิจัยครั้งน้ี
เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาและพัฒนระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เกิดแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
วฒั นธรรม ซึ่งเป็นกระบวนการท่ีเน้นคนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเสริมพลังอำนาจให้แก่ประชาชนในพ้ืนท่ีด้วยกระบวนการ
พัฒนาแบบมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการงานวิจัยเพ่ือท้องถ่ิน (CBR) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย
1) กลุ่มผู้รู้ 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติการ 3) ผู้สนใจท่ัวไป 4) กลุ่มนักท่องเท่ียวคนไทยท่ีเดินทางมาเท่ียวแม่สอดเพ่ือศึกษา
พฤติกรรมนักท่องเท่ียว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถ่ี ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และการวิเคราะหเ์ ชิงเน้อื หา (Content Analysis)

ผลการทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ
และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถ่ินพบว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมชายแดน มีประเพณี
วัฒนธรรมท่ีโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทใหญ่และล้านนา มีประวัติศาสตร์ชุมชนยาวนาน ทรัพยากรอุดม
สมบูรณ์ คนในชุมชนท่ีมีการต้ังรับปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เผชิญมีระบบการจัดการตนเองสร้างทางเลอื กทางรอดอยู่
เสมอท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงโดยสรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประเด็น 1.ชุมชนพหุวัฒนธรรมชายแดน ดังนี้
1.1) ชุมชนไทใหญ่ 1.2) ชุมชนล้านนา 2.มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วย 2.1) ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำตก
นำ้ พุร้อน ป่าชุมชุมชน น้ำตก 2.2) สถานที่สำคัญ วัดไทยวัฒนารามสถาปัตยกรรมสวยงาม คอกช้างเผือก วัดโพธิคุณ
เขตพุทธอุทยาน วัดไทยสามัคคี พิพิธภัณฑ์ไม้แกสลัก 2.3) สิ่งอำนวยความสะดวก การคมนาคมสะดวก มีสนามบิน
สถานประกอบการท่ีพักร้านอาหาร 3.เป็นชุมชนจัดการตนเองด้าน 3.1) การทอ่ งเท่ียวโดยชุมชน 3.2) การปรับตัวต่อ
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลง

ผลการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียว โดยชุมชน
อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และพื้นที่ใกล้เคียงพบว่า องค์กรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาประกอบด้วย 4 ส่วนดังน้ี
1.องค์กรเครือข่ายภายในคือกลุ่มแกนนำ ผู้ประกอบการในชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน 2.) องค์กรหนุนเสริมภายนอก



หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อประชาสัมพันธ์ 3) กลุ่มผู้ประกอบการผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ
4) กลมุ่ ผูใ้ ชป้ ระโยชนจ์ ากงานวิจยั

ผลการพัฒนาขีดความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวดในการบริหารจัดการ
การตลาด และการพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT พบว่า การพัฒนาศักยภาพด้วยกระบวนการงานวิจัย
เพ่ือท้องถ่ิน (CBR) เพ่ือพัฒนาการท่องเท่ียวท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนพื้นที่
ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลและร่วมประเมินผลส่งผลดีต่อการพัฒนาระบบโครงข่ายให้
เกิดรูปธรรม จากการพัฒนาศักยภาพชุมชนสามารถสรุปเป็นอัตลักษณ์ คือ “ท่องเท่ียววิถีชุมชน มนต์เสน่ห์เมือง
พหุวฒั นธรรมชายแดน”

ผลการเช่ือมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวชุมชนภายในเส้นทางท่องเท่ียวตามระดับศักยภาพและกิจกรรมที่
มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเท่ียวแบบวงรอบพบว่าการเชื่อมโยงโครงข่ายด้านการท่องเท่ียว
ขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบท่ีสำคัญคือการ 1) การศึกษาวิเคราะห์บริบทพ้ืนท่ี 2) วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
3) การค้นหาทีมกลุ่มคนที่ร่วมพัฒนาเน้นการเข้าร่วมอย่างมีอิสระ 4) การวางเป้าหมายร่วมกันท่ีชัดเจน 5) พัฒนา
โครงขา่ ยอย่างต่อเน่ือง 6) การสือ่ สารอย่างสรา้ งสรรค์

คำสำคญั : การพฒั นา ระบบบริหาร โครงขา่ ย การทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชน

Research Title ฐ

Researcher The Development of Community-Based Tourism
Year (B.E.) Administration System: Cases of Maekasa Maepa
Thasailuat Sub-Districts, MaeSod, Tak
Mrs. Sawart Phaisarnsirisap and co-researchers
2020

Abstract

This research aims to review the capacity of community-based tourism (CBT) management
and to design activities for the tourism route of Maekasa Maepa Thasailuat Sub-Districts. This brings
together the community members’ engagement in hope of strengthening the collaboration among
members of tourism networks in the area of Tak Province and its vicinity. Furthermore, this can
alleviate the capacity of Maekasa Maepa Thasailuat Sub-Districts networks in administering marketing
management, developing CBT administration system, and linking community-based tourism
networks. This research is also considered as a tool to study and develop community-based tourism
administration system by building eco-cultural tourism sites based on people-centered approach and
community-based research (CBR). The population and sample of this research consisted of 1) experts,
2) operators, 3) general public, and 4) Thai tourists. The statistics used for data analysis were
frequency, mean, percentage, standard deviation and content analysis.

It was empirical from the research that the communities of Maekasa Maepa Thasailuat were
cross-border multicultural communities blending unique cultures of Lanna and Tai Yai harmoniously.
The communities had a long history and possessed abundant natural resources while their members
obtain the ability and self-management to adapt to change. This research revealed three significant
areas. The first area was cross-border multicultural communities consisting of Tai Yai and Lanna
communities. The second area was fertile resources including natural resources (waterfall, hot
fountain, community forest); significant places (Wat Thai Wattanaram, beautiful architecture of Khok
Chang Phueak, Wat Photikhun, Budhayan zone, Wat Thaisamakki, and crafted wood museum);
facilities (airport, enterprises, accommodation, and restaurants). The third area was self-management
communities including community-based tourism and ability to adapt to change.

To build collaboration among communities and tourism networks in Maesod district and its
vicinity, four stakeholders actively involved including internal network unit (leading group,
entrepreneurs, and local wise men); external supporting unit (government agency, public agency, and



media); entrepreneurs’ unit (tourism and service business entrepreneurs); and group of people
benefited by this research.

As a result of alleviating capacity of Maekasa Maepa Thasailuat Sub-Districts networks in
administering marketing management, developing CBT administration system, CBT and CBR were able
to create change in communities through boosting community members’ engagement in thinking,
doing, benefiting and evaluating. This process was also beneficial in developing substantial
networking. The development of communities’ capacity resulted in the following identity
“community-based tourism and charm of cross-border multicultural communities”

Furthermore, this research disclosed factors influencing tourism linkage networks including
1) studying and analyzing area and context 2) analyzing stakeholders 3) searching for independent
co-developers 4) setting clear and specific goals 5) developing networking system continuously, and
6) conveying creative communication.

Keywords: Development, Management System, Community-Based Tourism

สารบัญ หนา้

เรอ่ื ง ข
กิตตกิ รรมประกาศ (Acknowledgement) ฎ
บทสรุปผบู้ ริหาร ฏ
บทคดั ย่อภาษาไทยและบทคัดย่อภาษาองั กฤษ (Abstract) ฒ
คำสำคัญ (Key words) ถ
สารบัญ บ
สารบัญภาพ 1
สารบัญตาราง 1
บทท่ี 1 บทนำ 4
4
1 ทม่ี าและความสำคัญ/หลกั การและเหตผุ ล 5
2 คำถามวจิ ยั 5
3 วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั 6
4 ขอบเขตของการวจิ ัย 6
5 สมมตฐิ าน 7
6 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 9
7 ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั 9
8 กรอบปฏิบตั กิ ารในการดำเนินการวจิ ยั 15
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้อง 32
1 แนวคดิ การท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนเครอื ข่ายของชมุ ชน 35
2 แนวคิดเครอื ขา่ ยการท่องเทีย่ ว 40
3 แนวคดิ การจัดการการทอ่ งเท่ียวอย่างยั่งยืนโดยชมุ ชนมสี ว่ นร่วม 50
4 แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกับศักยภาพชุมชน และการพฒั นาศักยภาพชุมชน 54
5 แนวคดิ เก่ียวกับการท่องเท่ยี ว และเส้นทางการท่องเทยี่ ว 55
6 แนวคดิ เรอ่ื งการมีสว่ นรว่ มของชุมชน 60
7 กระบวนการสื่อสารผ่านชอ่ งทางพาณชิ ย์อเิ ล็กทรอนิกส์ 63
8 ภาคกี ารพฒั นา/ผ้เู ก่ียวขอ้ ง
9 การพฒั นาระบบบรหิ าร
10 แนวคดิ เร่อื งเศรษฐกิจพเิ ศษ


สารบัญ (ต่อ)

เรอ่ื ง หนา้
11 แนวคิดด้านทรัพยากรการท่องเทยี่ วชายแดน 67
12 งานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง 70
13 กรอบแนวคิดงานวิจัย 74
75
บทท่ี 3 ระเบียบวธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย 75
1 ประเภทของงานวิจัย 77
2 กลมุ่ ประชากร และการสุ่มตัวอยา่ ง 78
3 เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการศึกษา 81
4 การทดสอบเครอ่ื งมอื 81
5 วธิ ีการเกบ็ ข้อมลู 82
6 ประเภทของตวั แปร 83
7 การจัดทำข้อมลู 84
8 การวิเคราะห์ข้อมูล 85

บทที่ 4 ผลการวจิ ยั 85
ตอนที่ 1 ผลศึกษาทบทวนศกั ยภาพการจดั การ CBT และกำหนดกิจกรรมเสน้ ทางท่องเท่ยี วของ 87
ตำบลแมก่ าษา แมป่ ะ และท่าสายลวด โดยการมสี ว่ นรว่ มของคนในชมุ ชนทอ้ งถิ่น 87
สว่ นท่ี 1 บริบทพ้นื ท่ีตำบลแม่กาษา ตำบลแมป่ ะ และตำบลท่าสายลวด 89
1 บรบิ ทพ้ืนท่ีตำบลตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 91
2 การคมนาคม/ขนส่ง ตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ทา่ สายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก 91
3 สถานท่ีตา่ ง ๆ ที่เกีย่ วข้องส่กู ารทอ่ งเทีย่ ว 91
ส่วนท่ี 2 ประวตั คิ วามเป็นมาของเครอื ขา่ ยชุมชนตำบลแมก่ าษา แม่ปะ ทา่ สายลวด 92
1 ประวัติความเป็นมาของชุมชนตำบลแมก่ าษา 93
2 ประวัตคิ วามเปน็ มาของชุมชนตำบลแม่ปะ 96
3 ประวัติความเปน็ มาของชมุ ชนตำบลทา่ สายลวด 96
ส่วนท่ี 3 ผลการสำรวจประเพณวี ัฒนธรรม และความเชื่อ 108
1 ปฏิทนิ ประเพณี 12 เดือน
2 ประเพณวี ฒั นธรรมชาวลา้ นนา

ด หนา้
114
สารบัญ (ต่อ) 119
122
เร่ือง 131
3 ประเพณีชาวไทใหญ่ 133
4 ความเชือ่ 135
5 ดนตรกี ารละเล่นและการแสดง 145
6 การแตง่ กาย
สว่ นท่ี 4 ผลการวิจยั เร่ืองอาหารพืน้ ถิน่ และภูมิปัญญา 154
1 อาหารพนื้ ถ่นิ 154
2 ภูมปิ ัญญาพ้ืนถ่ิน 158
สว่ นท่ี 5 ผลการสำรวจทรพั ยากรธรรมชาติ และสถานท่ที ี่สำคัญ ทีเ่ อื้อต่อการจัดการ 163
ท่องเทยี่ วพน้ื ทแี่ นวเขตปา่
1 ทรพั ยากรธรรมชาติและปา่ ไม้ 165
2 โบราณสถานและวัด 165
3 สถานทท่ี ่องเท่ียวแหล่งซื้อของ 166
ส่วนท่ี 6 ผลจากการทบทวนการจัดการ CBT และกำหนดกจิ กรรมเสน้ ทางทอ่ งเที่ยวของ 166
ตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด
1 ตำบลแมก่ าษา 172
2 ตำบลแม่ปะ 172
3 ตำบลทา่ สายลวด 176
ตอนท่ี 2 ผลการสร้างความร่วมมอื ระหวา่ งชุมชน สมาชกิ ภายในองค์กรเครือข่ายการ 180
ทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชน อำเภอแมส่ อด จงั หวดั ตากและพน้ื ที่ใกลเ้ คียง
สว่ นท่ี 1 การวเิ คราะหผ์ ู้เก่ียวข้อง 181
สว่ นที่ 2 ผลการสร้างความรว่ มมมือ 182
ส่วนที่ 3 ผลการจดั เวทสี ร้างความเขา้ ใจร่วมกับชุมชนและผู้ท่ีเก่ยี วขอ้ ง
ตอนที่ 3 ผลการพฒั นาขดี ความสามารถเครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และทา่ สายลวด
ในการบริหารจัดการ การตลาด และการพฒั นาระบบบริหารจดั การโครงข่าย CBT
1 ผลการพฒั นาศักยภาพทีมนักวจิ ยั ชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ทา่ สายลวด


สารบญั (ต่อ)

เรื่อง หนา้
2 ผลการประเมนิ ผลและศึกษาข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเทีย่ วชาวไทยท่ีเดินทางมาเทย่ี ว
อำเภอแมส่ อด 197
3 ผลการทบทวนกิจกรรมเสน้ ทางการท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน 210
4 ผลการประเมนิ การดำเนินกจิ กรรมทดลองเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบล
แม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด 214
ตอนท่ี 4 เชื่อมโยงโครงข่ายแหลง่ ท่องเที่ยวชมุ ชนภายในเสน้ ทางท่องเทย่ี วตามระดับศักยภาพ
และกิจกรรมท่มี ีความสอดคล้องสัมพนั ธ์กนั ในรูปแบบเส้นทางทอ่ งเท่ียวแบบวงรอบ 224
232
บทที่ 5 อภิปรายและวิจารณผ์ ล 232
1 สรปุ ผล 233
2 การอภิปรายผลการวิจัย 238
238
บทที่ 6 สรปุ ผลการวจิ ัยและข้อเสนอแนะ 242
1 สรุปผลการวจิ ัย 245
2 ข้อเสนอแนะ 248
261
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก ก แบบสอบถาม 269
ภาคผนวก ข ประวตั ิย่อของนกั วิจัย
ภาคผนวก ค แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจยั /โครงการวิจยั 5 บรรทัด, แบบฟอร์มสรุปผลงานวจิ ยั /

โครงการวิจัย 1 หนา้ กระดาษ A4 (สำหรบั ประชาสัมพันธ)์ และแบบฟอร์มประเมนิ
ผลการวจิ ัยในการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเปน็ รปู ธรรมท่ีไดร้ ับการจัดสรรงบประมาณ

สารบัญภาพ หนา้
16
ภาพท่ี 22
2.1 เครอื ข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน 23
2.2 แบบแผนการเกิดเครือขา่ ย (Pattern of network) 28
2.3 รูปแบบการสอ่ื สาร (Hanson, 2003, p. 116) 87
2.4 กระบวนการทำงานของเครือข่าย 126
4.1 ภาพแผนที่ตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด 127
4.2 กลองหลวง 127
4.3 ฆ้อง 128
4.4 ฉาบ 129
4.5 แคน 130
4.6 กลุ่มนางรำของชมุ ชนแมป่ ะ 130
4.7 ฆอ้ ง 7 ลกู 131
4.8 ฉาบ 131
4.9 กลองก้นยาวของไทใหญ่ หรือกลองปู่เจ่ของคนเมือง 132
4.10 การแต่งกายชาวไทยใหญ่หรือเงย้ี ว 135
4.11 การแตง่ กายชุดลา้ นนาของชาวอำเภอแมส่ อด 135
4.12 น้ำปู๋และนำ้ พรกิ น้ำปู๋ 136
4.13 แกงนำ้ หยวก 136
4.14 จะส่าน 137
4.15 ขา้ วสม้ ของชาวไทใหญ่ 138
4.16 ขา้ วกน้ั จ้ิน 138
4.17 นำ้ เงี้ยว 140
4.18 ภาพถั่วแปจี 141
4.19 แกงถั่วแปจี 141
4.20 แปจีละก่อ
4.21 แกงฮังเล

ท หนา้
142
สารบญั ภาพ (ต่อ) 142
144
ภาพท่ี 145
4.22 ฮาละหว่า เส่งเผ่ 147
4.23 ขนมวง 148
4.24 การทำขนมเกสรลำเจยี ก 148
4.25 โปต่ี (ยำหัวผกั กาด) 151
4.26 โคมตนี ช้าง 151
4.27 โคมดาว 152
4.28 โคมแปดเหลย่ี ม 152
4.29 ตัวอยา่ งของสีเขียวท่ีไดจ้ ากใบเตยและใบหูกวาง 154
4.30 ตวั อยา่ งของสีเหลอื งทไี่ ด้จากขมิน้ ชนั 155
4.31 ตวั อยา่ งของสแี ดงท่ีไดจ้ ากรากยอ 155
4.32 การจดั การลมุ่ น้ำขนาดเล็ก (ฝายมีชีวติ ) 156
4.33 ภาพปา่ ชมุ ชนบ้านแม่กึด้ หลวง 156
4.34 ป่าชมุ ชนบา้ นห้วยหินฝน 157
4.35 น้ำตกแม่กาษา 158
4.36 บ่อนำ้ รอ้ นแม่กาษา 159
4.37 ภาพอโคยาโปง่ คำราม 160
4.38 บรเิ วณภายในถ้ำแม่อุษา 161
4.39 โบราณคอกชา้ งเผือก 161
4.40 โบราณสถานพระบาทพระธาตุหินกิว่ และวดั พระธาตดุ อยหินกว่ิ 162
4.41 รปู วัดไทยสามคั คี 162
4.42 หลวงพอ่ ทนั ใจรัตนมุงเมือง 163
4.43 พพิ ิธภัณฑ์โฮงหลวง วัดไทยสามคั คี 168
4.44 วัดโพธิคณุ (ห้วยเตย)
4.45 วัดไทยวัฒนาราม
4.46 ตลาดริมเมย
4.47 กลมุ่ ฮักนะแมก่ าษา

ธ หนา้
169
สารบัญภาพ (ตอ่ ) 170
172
ภาพท่ี 176
4.48 ศนู ยเ์ รยี นร้เู ศรษฐกิจพอเพียง เกษตรนวตั วถิ ี 178
4.49 ชมุ ชนบ้านหว้ ยหนิ ฝน 178
4.50 การจดั การ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด 179
4.51 เครือข่ายการท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน 179
4.52 ภาพโครงสรา้ งกล่มุ ทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนตำบลแมก่ าษา 183
4.53 ภาพโครงสรา้ งกลมุ่ ท่องเท่ียวชมุ ชนตำบลแมป่ ะ 184
4.54 ภาพโครงสรา้ งกลุ่มทอ่ งเที่ยวชมุ ชนตำบลทา่ สายลวด 184
4.55 ภาพโครงสรา้ งกลมุ่ ทอ่ งเทยี่ วเชอื่ มโยงตำบลแมก่ าษา แม่ปะ ทา่ สายลวด 185
4.56 การอบรมนักส่ือความหมาย/มคั คุเทศก์ชมุ ชน 188
4.57 ภาพการศึกษาดูงานบา้ นธงชัย 189
4.58 ภาพดงู านทภ่ี ูหินร่องกล้า 190
4.59 ศกึ ษาดงู าน ณ ภสู ายลม อำเภอเขาค้อ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ 191
4.60 แผนทเ่ี สน้ ทางการท่องเที่ยวชุมชนเส้นทางท่ี 1 192
4.61 แผนทเ่ี ส้นทางการทอ่ งเท่ยี วชมุ ชนเส้นทางท่ี 2 193
4.62 แผนท่เี ส้นทางการท่องเทย่ี วชุมชนเสน้ ทางท่ี 3 195
4.63 แผนที่เสน้ ทางการทอ่ งเที่ยวชมุ ชนเส้นทางที่ 4 196
4.64 การอบรมการเป็นนักส่ือความหมายชุมชน 196
4.65 กิจกรรมการอบรมเลา่ เรอ่ื งชมุ ชน 196
4.66 ภาพการอบรมการใช้ส่ือ 197
4.67 ภาพเพจการท่องเที่ยวโดยชุมชน 211
4.68 QR Code แผ่นพับประชาสมั พนั ธ์ 211
4.69 แผ่นพบั ประชาสัมพนั ธ์ 212
4.70 QR Code คลิปวดิ โี อ
4.71 เสน้ ทางท่ี 1 เสน้ ทางท่องเท่ียวตำบลท่าสายลวด
4.72 เส้นทางท่ี 2 เส้นทางท่องเที่ยวเชอ่ื มโยงตำบลแม่กาษา แม่ปะ ทา่ สายลวด
4.73 ภาพโฆษณาทดลองทำทัวรน์ ำร่องตำบลแม่กาษา ตำบลแมป่ ะ ตำบลท่าสายลวด


สารบัญภาพ (ต่อ)

ภาพที่ หนา้
4.74 รปู แบบท่ี 1 การเชื่อมภาคีการทอ่ งเที่ยว 225
4.75 รูปแบบท่ี 2 การเช่ือมรอ้ ยภาคีการท่องเทย่ี ว 226
4.76 กราฟแสดงผลการสำรวจการให้บริการแกน่ ักท่องเที่ยวธรุ กิจทพี่ กั 227
4.77 กราฟแสดงผลการสำรวจการใหบ้ รกิ ารแกน่ ักท่องเทย่ี วธุรกจิ ร้านอาหาร/คาเฟ่ 227
4.78 รปู แบบที่ 3 การเช่ือมโยงโครงขา่ ยการทอ่ งเท่ียว 229
4.79 รูปแบบท่ี 4 ระบบบริหารโครงข่ายการท่องเทย่ี วตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด 231
5.1 ภาพระบบโครงขา่ ยการทอ่ งเท่ยี วตำบลแม่กาษา แม่ปะ ทา่ สายลวด 236

สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า
2.1 ประเภทของเครือข่าย 24
4.1 ประเพณี 12 เดือน ตำบลแม่กาษา 96
4.2 ประเพณี 12 เดือน ตำบลแม่ปะ 98
4.3 ประเพณี 12 เดือน ตำบลทา่ สายลวด 99
4.4 พชื ผกั ผลไม้ และขนมพนื้ ถ่นิ ทห่ี าไดต้ ามฤดูกาลตำบลแม่กาษา ตำบลแมป่ ะและ 134
ตำบลทา่ สายลวด อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก
4.5 ขอ้ มูลสถิติเชิงพรรณนา ของข้อมูลพ้ืนฐานของแบบสอบถามการวจิ ยั ในการศกึ ษา 198
ดา้ นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยทเี่ ดนิ ทางมาท่องเท่ยี วอำเภอแม่สอด
จังหวัดตาก 200
4.6 ข้อมลู สถติ ิเชิงพรรณนา ของข้อมูลพื้นฐานของแบบสอบถามการวิจัยในการศกึ ษา
ดา้ นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดนิ ทางมาท่องเทีย่ วอำเภอแมส่ อด 201
จังหวัดตาก 202
4.7 คา่ เฉลี่ย ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานความพึงพอใจเก่ียวกับปัจจยั ทางด้านส่วนประสมทาง 203
การตลาดท่ีมีอทิ ธิพลต่อพฤติกรรม ที่มตี ่อการท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวชาวไทยท่ี 203
เดนิ ทางมาท่องเท่ียวตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก 204
โดยรวมและเป็นรายดา้ น 205
4.8 ค่าเฉลี่ย คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักท่องเท่ียวชาวไทยที่เดินทางมา
ทอ่ งเทีย่ ว อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก ด้านผลติ ภัณฑ์ เปน็ นรายข้อ
4.9 คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยทเ่ี ดนิ ทางมาท่องเทย่ี ว
อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ด้านราคาในการท่องเที่ยวเปน็ นรายข้อ
4.10 คา่ เฉลี่ย คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยทเี่ ดินทางมา
ท่องเทย่ี ว อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย เป็นนรายข้อ
4.11 คา่ เฉล่ีย ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักท่องเทยี่ วชาวไทยทเ่ี ดินทางมา
ท่องเที่ยว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ด้านส่งเสริมการตลาด เป็นรายข้อ
4.12 ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักท่องเทยี่ วชาวไทยท่เี ดินทางมา
ท่องเท่ียว อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก ด้านความปลอดภยั เป็นนรายข้อ


สารบญั ตาราง (ต่อ)

ตารางที่ หน้า
4.13 ข้อมลู สถิติเชงิ พรรณนา ของข้อมูลพ้ืนฐานของแบบสอบถามการวจิ ัยแบบสัมภาษณ์ 206
ความคิดเห็นของครัวเรือนในชุมชนท่ีมตี ่อการจัดการท่องเที่ยวโดยครวั เรือน
อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 213
4.14 ข้อมูลสถติ ิเชงิ พรรณนา ของข้อมูลพ้ืนฐานของแบบสอบถามการวจิ ยั ในการศึกษาดา้ น 217
ความพึงพอใจท่มี ีต่อการบริการในการทดลองกจิ กรรมเส้นทางการท่องเทย่ี วโดยชุมชน
เพื่อนำมาพัฒนา ปรบั ปรุงการบรกิ ารการท่องเท่ยี วโดยชมุ ชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ 218
ทา่ สายลวด อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก 218
4.15 คา่ เฉลยี่ คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐานความความพึงพอใจตอ่ การให้บริการดา้ นตา่ ง ๆ ในการ 219
ให้บริการท่องเทีย่ วโดยชุมชน ตำบลแมก่ าษา แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด 220
จังหวดั ตาก โดยรวมและเปน็ รายดา้ น 221
4.16 คา่ เฉล่ยี คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจต่อการใหบ้ ริการดา้ นต่าง ๆ ในการ
ให้บริการท่องเท่ียวโดยชมุ ชน ตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด
จงั หวดั ตาก ด้านความสามารถในการจัดการและให้บริการสงิ่ อำนวยความสะอาดใน
แหล่งท่องเที่ยว เปน็ รายข้อ
4.17 คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจต่อการให้บริการด้านต่าง ๆ ในการใหบ้ ริการ
ท่องเที่ยวโดยชมุ ชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ทา่ สายลวด อำเภอแม่สอด จงั หวัดตาก
ด้านความปลอดภัย/การป้องกันอนั ตรายท่ีเกิดแก่นักท่องเท่ียวเป็นนรายข้อ
4.18 คา่ เฉลีย่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจต่อการใหบ้ ริการด้านต่าง ๆ ในการ
ให้บริการทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด
จงั หวดั ตาก ดา้ นมัคคุเทศก์ชมุ ชน เปน็ รายข้อ
4.19 คา่ เฉล่ยี คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจต่อการใหบ้ ริการด้านต่าง ๆ ในการ
ให้บริการท่องเทีย่ วโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด
จงั หวัดตาก ดา้ นการบริการกจิ กรรมเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน (1) เป็นนรายข้อ
4.20 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความความพงึ พอใจต่อการให้บรกิ ารด้านต่าง ๆ ในการ
ให้บริการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด
จังหวัดตาก ด้านการบริการนำเสนอสนิ คา้ การท่องเท่ียวโดยชุมชน (2) เป็นนรายข้อ

บทท่ี 1

บทนำ

1. ท่ีมาและความสำคญั /หลักการและเหตผุ ล
การเปล่ียนแปลงเมืองเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ส่งผลกระทบกับคนในพื้นที่ท่ีสร้างการเปล่ียนแปลงวิถีชีวิต

จากเดิมด้านนโยบายตั้งเขตเศรษฐกิจพเิ ศษแม่สอด เป็นนโยบายที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนเพื่อ
ดึงดูดการลงทุนและกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยกระจายอำนาจการปกครอง ทำให้เขตเศรษฐกิจ
พิเศษตามแนวชายแดน กลายเป็น “ศูนย์กลางการค้า” กับเพื่อนบ้าน คนในพ้ืนท่ีอาจจะสูญเสียสิทธิในการเข้าถึง
ทรัพยากรส่วนกลางในพื้นท่ี และส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของครอบครัว ราคาสินค้าของเกษตรกรไทย
ลดลง เพราะต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากประเทศเพ่ือนบ้าน ทด่ี ินและทรัพยากรสาธารณะของประชาชนในพืน้ ที่
ถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน ในพ้ืนที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนโยบาย เป็นการพัฒนาที่มีคำส่ังมาจากศูนย์กลาง
ซ่ึงทำให้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการตัดสินใจโดยภาพรวมนั้นอยู่ในระดับต่างมาก ท่ีผ่านมา
ชาวบ้านไม่ทราบเลยว่าพ้ืนท่ีตนเองได้รับการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดประเภทอุตสาหกรรม
ในเขตฯ มาจากส่วนกลาง การใช้ที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซ่ึงต้องใช้ที่ดินเป็นจำนวนมากเม่ือมีการประกาศเขตฯ
จงึ มีท่ีดินเป็นจำนวนมากไปทับซ้อนที่ดิน ท่ีทำกินของชาวบ้าน ชาวบ้านที่เคยอาศัยทำกินในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธ์ิ
กลายเป็นผู้บุกรกุ นอกจากนยี้ ังมีผลกระทบวถิ ีชวี ติ พ้นื ท่ีทางวฒั นธรรมของคนในพ้นื ท่ี ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ท่ีดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ อากาศ กลายเป็นของรัฐ ชาวบ้านอยู่และทำกินได้แต่ไม่ใช่เจ้าของเมื่อให้
ออกก็ต้องออกไปไรท้ างตอ่ สู้ไร้ทางเรยี กร้อง ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม ผลกระทบเชิงลบจะมีสูงมากต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอ้ มในพ้ืนที่เขตเศรษฐกจิ พิเศษชายแดนเนอื่ งจากรัฐบาลต้องการเร่งพฒั นาเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงสง่ ผลกระทบ
มากมายต่อส่ิงแวดล้อม ตั้งแต่ป่าสงวน คุณภาพน้ำและอากาศ และการจัดการขยะ ทรัพยากรป่าไม้ ความต้องการใช้
ที่ดินท่ีเพิ่มข้ึนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรน้ำ การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมผ่านเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
มักจะลงเอยด้วยการแปลงพื้นที่ธรรมชาติเป็นเขตอุตสาหกรรมและก้าวสู่ความเป็นเมืองในที่สุด ทำให้เกิดความ
ตอ้ งการใช้น้ำเชงิ แข่งขันอย่างสูงซ่ึงจำเป็นต้องได้รับการบรหิ ารจัดการ ไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่ภาวะกดดันต่อทรัพยากร
น้ำมีผลกระทบต่อความพรอ้ มของน้ำท่ีใช้เพื่อการเกษตร แหล่งน้ำภายในพ้ืนทร่ี วมถึงสภาพแวดล้อมโดยรวม ขยะมูลฝอย
และส่ิงปฏิกูล ความเป็นเมืองและอุตสาหกรรมท่ีขยายตัวเพ่ิมมากขึ้นในเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งผลให้เกิด
ความเส่ือมโทรมของระบบนเิ วศและสง่ิ แวดล้อมจากความเจริญด้านอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทีย่ วอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิด
ปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายท่ีเกินขีดการรองรับของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงเมืองท้ังเนื่องจากการ
พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นเน่ืองจากเป็นเมืองชายแดนนั้นประกอบกับการท่ีพื้นท่ีมีการ
เคลอ่ื นยา้ ยคนเขา้ ออกจำนวนมากมายท้งั ชาวตา่ งชาติและนกั ทอ่ งเที่ยวเอง

การท่องเท่ียวชมุ ชนมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคปัจจบุ ันท่ีตอ้ งการหวนรำลกึ ถึงมรดก
วัฒนธรรม หรือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในอดีต โดยแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งมีการจัดกิจกรรมท่องเท่ียวที่
สอดคล้องและสัมพันธ์กบั ประวัตศิ าสตร์ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชวี ิตชุมชนเชิงการเรยี นรู้และการทดลองให้ได้มาซึ่ง

2

ประสบการณ์ที่เป็นอยู่จริงในชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเท่ียว นอกจากน้ันชุมนหลายแห่งท่ี
จัดการท่องเท่ียวโดยชุมชนด้วยตนเองจะเน้นระบบการจัดการท่องเท่ียวอย่างสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการรักษา
ความสมดลุ ระหว่างการเปล่ียนแปลงทเ่ี กิดขึน้ จากการท่องเท่ียวภายในชุมชนและผลประโยชน์ทช่ี มุ ชนจะไดร้ บั ทง้ั ใน
รูปแบบทเี่ ป็นผลประโยชน์ตอบแทนอิงตามระบอบทุนนิยมและความยงั่ ยืนของการพัฒนาในชมุ ชน แหล่งท่องเท่ียว
ชุมชนจะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายชุมชน ภาคีท่ีเก่ียวข้อง และ
กลายเปน็ พลงั ในการสรา้ งฐานความรสู้ ำหรับการพัฒนาการทอ่ งเท่ียวอย่างยั่งยนื และสรา้ งสรรค์

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด เป็นท้ังท่ีราบลุ่ม ท่ีราบเชิงเขา และภูเขา
อากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย พ้ืนที่ส่วนใหญ่ขนานไปกับลำน้ำเมย ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์
ท่ีสามารถพัฒนาสิ่งก่อสร้างเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนาที่
อพยพเขา้ มาเมอ่ื 100 กวา่ ปี เป็นพื้นท่ีท่ีมปี ระวัตยิ าวนานต้งั แต่สมัยสุโขทยั จัดตง้ั เปน็ หมู่บ้านในฐานะชุมชนชายแดน
ต้ังแต่ปี พ.ศ.2437 และมีกลุ่มชาติพันธ์ุอ่ืน เช่น พม่า กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ฉ่ิน และมอญ อพยพเข้ามาอยู่อาศัย
ดำรงชีวติ ร่วมกนั อย่างประนปี ระนอมพิเศษแบบมีส่วนร่วมของผูอ้ พยพต่างวัฒนธรรมทหี่ ลากหลาย มีท้ังทอ่ี ยถู่ าวรได้
สญั ชาติ หรือลักษณะหลบซ่อนรวมถึงประเภทคนไทยผลัดถ่ิน ทำใหช้ มุ ชนมคี วามเป็นพหุวฒั นธรรมที่อยรู่ ว่ มกนั อย่าง
สงบสุขและมีเอกลักษณ์มีกฎระเบียบการบริหารจัดการกลุ่มท่ีแตกต่างตามบริบทและข้อตกลงร่วมกันที่หลากหลาย
นอกจากนี้พื้นท่ีทั้ง 3 ตำบล มุ่งเสริมสร้างสขุ ภาวะโดยมีประชาชน เปน็ ผกู้ ำหนดเปา้ หมายการพฒั นาร่วมกับหนว่ ยงาน
ภาครัฐ ซ่ึงใช้การรับรู้ข้อมูล เข้าถึงข้อมูลและสภาพปัญหาของตนเองและในพื้นท่ีด้วยการค้นหาข้อมูลท่ีหลากหลาย
วิธีการ หลากหลายรูปแบบท่ีเหตุมาจากผู้มารับบริการมีความหลากชาติพันธ์ุ เช่น ข้อมูลจากการทำบัญชีครัวเรือน
เวทีประชาคม เพ่ือเป็นที่รวบรวมภาคีเครือข่ายจากภาคท้องถิ่น ท้องท่ี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ
ภาคประชาชน มาเป็นผู้ร่วมคิด ร่วมกำหนดทิศทาง ร่วมทำและร่วมแก้ปัญหาของพ้ืนท่ีบนฐานของวิถีชุมชน
ด้านสุขภาพ สุขภาวะเป็นกลไกหลักในการพัฒนารว่ มกบั แกนนำของแต่ละตำบล ทำใหเ้ กิดการถ่ายทอดวิธีคดิ เกดิ จิต
สาธารณะและตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดอย่างแทรกซึม นอกจากน้ีมีการสืบทอดภูมิปัญญาวิถีวัฒนธรรมชุมชนได้
ครบทุกยทุ ธศาสตร์ของการพฒั นา ส่งผลต่อการคงไว้ซ่ึงความเช่ือทมี่ อี ยู่ ระบบภมู ปิ ัญญาท้องถนิ่ และวัฒนธรรมชมุ ชน
เช่น ประเพณีเดือนห้า ประเพณีเดือนเก้า การสืบชะตาป่าห้วยขนุนและป่าแม่กึ้ดหลวง ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณี
สง่ เคราะห์บ้าน กลุ่มทำบายศรี ประเพณีเล้ียงผีปู่ ผีย่า ขนทรายเข้าวัด สืบชะตาบ้าน สบื ชะตาป่า ประเพณีบวงสรวง
พ่อหลวงพะวอ เจ้าแม่อุษา ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แข่งกลองอืด การแกว่งข้าว ดูดวง สะเดาะเคราะห์ (ส่งสะตวง)
ต๋ามเตียน (บูชาเทียน) เคราะห์ชะตาโชค การทำน้ำมนต์ เครื่องรางของขลัง (ตะกุด) เรียกขวัญนาค ผูกข้อมือ
ซ่ึงประเพณีวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นกรผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมจากความหลากหลายชาติพันธุ์ กลายเป็น
เอกลักษณ์ท่ีโดดเด่น นอกจากน้ียังมีธรรมชาติท่ีสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีความหลากหลาย
เชิงนิเวศของเทือกเขาถนนธงชัย เช่น ภูเขา บ่อน้ำพุร้อน ป่าชุมชน น้ำตก ฯลฯ ในด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคน
ท้ัง 3 ตำบลส่วนใหญ่ มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา เล้ียงสัตว์ และรับจ้างทั่วไป
นอกจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างแล้วมีบางส่วนเข้าสู่การทำงานภาคบริการในโรงแรมและ
การท่องเที่ยวอกี หลายครวั เรอื นยังประกอบอาชีพหลายอาชีพไปพร้อมกัน ซ่งึ เป็นผลมาจากการประกาศให้อำเภอแม่สอด

3

และพ้ืนท่ีต่อเนื่องเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ทำให้แม่สอดถูกพัฒนาไปในเชิงเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการ
พัฒนาทางด้านการท่องเท่ียวไปพร้อมกันซ่ึงจุดเด่นของท้ัง 3 พ้ืนที่ มีทรัพยากรธรรมชาติท่ีอุดมสมบูรณ์ มีการ
รวมกลมุ่ อาชีพที่หลากหลาย ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวและทรพั ยากรกระแสหลกั ได้

ปัจจุบันมีนักท่องเท่ียวมาท่องเท่ียวในพื้นที่บ้างแล้วซึ่งส่วนใหญ่จะท่องเท่ียวน้ำตก น้ำแร่ น้ำพุร้อน ถ้ำ วัด
รวมถึงป่าชุมชน ซึ่งลักษณะเป็นการท่องเที่ยววันเดย์ทริป (มีท้ังนักท่องเท่ียวชาวพม่าและชาวไทย) สิ่งที่เป็นปัญหา
4-5 ปีท่ีผ่านมาของชมุ ชนคือ ถกู ประกาศให้เปน็ พนื้ ท่เี ขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้มหี น่วยงานทง้ั ภาครฐั และเอกชนเขา้ มา
ฉกฉวยเอาประโยชนจ์ ากพ้นื ท่ี รวมถึงจีนเขา้ มาสรา้ งหมูบ่ ้านฝ่งั พม่า ซ่ึงคนในชมุ ชนเข้าถึงขอ้ มูลการพฒั นาในพื้นท่นี ้ัน
มีน้อย หรือแทบจะไม่มี ประกอบกับคนในชุมชนนิ่ง ไม่กระตือรือร้น เพราะเร่ิมคุ้นชินกับการรอรับเงินจากรัฐบาล
สง่ิ ที่สำคญั ท่ีจะก่อใหเ้ กิดประโยชน์นั้น เม่ือเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้ามา จะก่อใหเ้ กิดความเปลี่ยนแปลงท่สี ูงและรวดเร็ว
แต่ส่ิงที่สำคัญคือ ทิศทางการพัฒนาของพ้ืนท่ีทั้ง 3 ตำบลท่ีอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ชุมชน
รู้เทา่ ทันการเปลี่ยนแปลงและต้ังรบั ปรับตวั กับปรากฏการณ์ดังกลา่ วเพ่อื การอย่รู อดของชีวิตท่ีดีข้ึน ซึ่งคนในตำบลทั้ง
3 พื้นที่เห็นว่าการท่องเท่ียวน่าจะเป็นทางเลือกหน่ึงที่จะช่วยให้คนในแต่ละชุมชน มีรายได้เสริมจากการจัดการ
ท่องเที่ยวบนฐานศักยภาพบนฐานทรพั ยากรการท่องเท่ยี วท่ีเป็นทุนในการจัดการของแตล่ ะหมู่บ้านทีแ่ ตกต่าง รวมถึง
ใช้คุณค่าท่ีชุมชนได้รับประโยชน์จากการจัด CBT เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสำนึกร่วมในคุณค่าของบ้านเกิดที่จะนำไปสู่
การอนุรักษ์และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมชุมชนให้ย่ังยืนต่อไป แต่การจะสร้างแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือการเรียนรู้มรดก
วัฒนธรรม 3 ตำบล ต้องอาศัยภูมิรู้ประสบการณ์และทักษะด้านบริหารจัดการและการให้บริการซ่ึงชาวบ้านในพ้ืนท่ี
ท่ีคุ้นเคยกับการมีชีวิตสงบเงียบ เรยี บงา่ ย ดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรมท่ีพอเพียงด้วยทุนทรัพยากรทางธรรมชาติ
ในพ้ืนที่ไม่คุ้นเคยกับวิถีการซื้อขายนอกพ้ืนท่ีด้วยระบบทุนนิยม ใช้ป่าชุมชนเป็นแหล่งรวมอาหารของชาวบ้าน
มีวัฒนธรรมการซ้ือขายจากภายนอกน้อยมาก อีกท้ังมีวิถีการดำรงชีวิตที่พอเพียงตามแนวคิดทางพุทธศาสนา
ใช้ภูมิปัญญาไทยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การที่เครือข่ายชุมชนท้ัง 3 พ้ืนท่ีจะจัดการท่องเท่ียวซ่ึงเป็นแนวคิด
เชิงธุรกิจที่ชุมชนไม่คุ้นเคย จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการ นอกจากนี้โดยปกติแล้ว
การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน มักจะทำโดยลำพังตามกำลังความสามารถของชาวบ้านในแต่ละพ้ืนท่ี ซึ่งเป็นการ
จัดการในเชิงรับ คือ รอให้นักท่องเที่ยวร้จู ักหรือคน้ พบด้วยตนเองเพียงช่องทางเดียวเปรียบเสมอื นร้านค้าทีม่ ีชอ่ งทาง
จำหน่ายสินค้าเพยี งแค่เจ้าของรา้ นยืนรอให้ลูกค้าบงั เอิญเดินผา่ นหน้าร้านก่อนจึงจะเห็นสินคา้ ได้ จากน้ันจึงค่อยเดิน
เข้ามาซื้อของทง้ั ๆ ท่สี ินคา้ ภายในร้านมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครเป็นท่ีน่าสนใจ แต่ขาดการบริหารจัดการให้ลกู ค้า
ได้รับรู้หรือเชอ่ื มโยงกับร้านอืน่ ๆ ให้ง่ายต่อการรจู้ ักและการเดินทางมาซื้อหา ดังน้ันหากชุมชนเปลี่ยนวิธีการบริหาร
จดั การการท่องเที่ยวเป็นเชิงรุก ด้วยการสร้างความสนใจให้เป็นที่รับรู้กันโดยทัว่ ไป โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะแวะเวยี น
มาท่องเที่ยวก็เป็นไปได้มากข้ึน เพียงแต่ว่าในแต่ละชุมชนจะมีพลังดึงดูดความสนใจมากพอหรือไม่ ซึ่งก็คือความ
นา่ สนใจของแหล่งทอ่ งเท่ียวนั่นเอง และก็อาจจะมีแรงดงึ ดดู ไมม่ ากพอ แต่หากมีการรวมกลุ่มกันขึ้น พลังก็จะมากข้ึน
ดังนั้นถ้าหากชุมชนท้ัง 3 พื้นที่ได้มีการร่วมสร้างเส้นทางท่องเที่ยวโดยการเช่ือมโยงชุมชนต่าง ๆ ของ 3 พื้นที่
เข้าดว้ ยกนั โดยทำการวจิ ัยเพื่อสรา้ งเป็นเรอ่ื งราวให้นา่ สนใจ โอกาสทีน่ ักท่องเท่ยี วจะหนั มาสนใจก็จะเป็นไปไดม้ ากข้ึน
และท่ีสำคัญหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อเปิดประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนท้ัง 3 พ้ืนท่ีให้ได้โดยเร็ว ก็จะเป็นการ

4

เสียโอกาสเป็นอย่างมากในการสร้างรายได้เขา้ สู่ชมุ ชน ท้ัง ๆ ที่มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านไดพ้ ฒั นาชุมชนเพ่อื เป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวไปก่อนหนา้ น้ีแล้ว

ดว้ ยเหตุดังกล่าวผู้วิจัยและภาคีเครือขา่ ยชุมชนทั้ง 3 พ้ืนท่ีได้มองเห็นถึงช่องทางการเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชน
ท้องถ่ินใน 3 ตำบลของอำเภอแม่สอดและพ้ืนที่เชื่อมโยงในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนโดยใช้ระบบบริหารจัดการ
โครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนมาเป็นเคร่ืองมือในการเช่ือมโยงระหว่างเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน ซ่ึงหมายถึง
ประชากรในชมุ ชนหรอื พ้นื ท่กี บั นกั ท่องเทย่ี ว เน่อื งจากปจั จุบันมีการทำวิจัยเกีย่ วกบั การพฒั นาชุมชนใหเ้ กิดเป็นแหล่ง
ท่องเท่ียวจำนวนมากในหลายพื้นที่ และปัญหาที่พบหลังจากทำวิจัยเสร็จสิ้นโครงการแล้วคือ บางชุมชนสามารถ
จัดการท่องเที่ยวด้วยตนเองได้ แต่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเย่ียมชมเพียงจำนวนหน่ึงเท่าน้ัน เน่ืองจากขาดช่องทางการ
จัดจำหน่ายท่ีเข้าถึงกลุ่มนักท่องเท่ียวอย่างเช่น ช่องทางผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ท่ีจะช่วยส่งเสริมการ
ประชาสัมพันธอ์ ยา่ งต่อเน่ือง เพราะนักทอ่ งเทยี่ วทัว่ ไปไมไ่ ด้มีการรับรู้ข้อมูลแหล่งทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชนอย่างแพรห่ ลาย
หรือเปน็ ที่รูจ้ ักเหมือนกับแหล่งท่องเท่ียวกระแสหลักของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน และเมื่อรัฐบาลประกาศให้ท้ัง
3 ตำบล คือ แม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อยู่ในพ้ืนท่ีเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแม่สอด ทำให้เกิดการพัฒนา
โครงข่ายการคมนาคมทางบก และทางอากาศในการสนับสนุนการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ทำให้เกิดพนื้ ท่ีมีศกั ยภาพ
ในการเช่ือมโยงเส้นทางท่องเท่ียว ประกอบกับท้ัง 3 พ้ืนที่มีทุนทางสังคม วัฒนธรรม ประวัติความเป็นมา และการประกอบ
อาชีพท่ีมีความคล้ายคลึงกัน ซ่ึงล้วนแต่เป็นเหตุสนับสนุนให้เกิดโครงข่าย CBT ได้ จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยเพื่อ
พัฒนาระบบบริหารโครงข่าย CBT ของท้ัง 3 ตำบลข้ึน โดยหวังผลของการวิจัยและพัฒนาในคร้ังน้ีเพื่อให้เกิดเป็น
โครงข่ายการท่องเที่ยวสอดรับเชื่อมโยงกับการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากน้ัน
โครงข่ายเส้นทางการท่องเที่ยวยังก่อให้เกิดการกระจายรายได้ของประชากรและท้องถิ่นโดยท่ัวกัน ซ่ึงรูปแบบการ
จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวโครงข่ายการท่องเที่ยวชุมชนของทั้ง 3 ตำบลในอำเภอแม่สอดเป็นลักษณะการผสมผสาน
เรื่องราวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตสอดแทรกเข้าไปในเส้นทางการท่องเท่ียว
ซึ่งเส้นทางจะมีความหลากหลายเพ่ือรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวท่ีมีเป้าหมาย ระยะเวลา ความสนใจ ความช่ืนชอบที่
แตกต่างกัน และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายการท่องเท่ียวชุมชน 3 ตำบล เพ่ือไปสู่การเช่ือมโยงการ
พฒั นาเครอื ขา่ ยการทอ่ งเทย่ี วโดยชุมชนภาคเหนือตอนล่างใหเ้ ขม้ แขง็ ตอ่ ไป

2. คำถามวจิ ัย
แนวทางการพัฒนาระบบริหารโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชนโดยเครือข่ายชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และ

ท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด จงั หวัดตากเปน็ อย่างไร

3. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. ทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางท่องเท่ียวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และ

ทา่ สายลวด โดยการมีสว่ นร่วมของคนในชมุ ชนท้องถ่นิ

5

2. เพ่ือสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชน
อำเภอแม่สอด จงั หวัดตากและพนื้ ที่ใกลเ้ คียง

3. เพือ่ พฒั นาขีดความสามารถเครือขา่ ยตำบลแม่กาษา แม่ปะและทา่ สายลวดในการบรหิ ารจดั การ การตลาด
และการพฒั นาระบบบริหารจัดการโครงข่าย CBT

4. เพื่อเช่ือมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเท่ียวชุมชนภายในเส้นทางท่องเท่ียวตามระดับศักยภาพและกิจกรรม
ท่มี คี วามสอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ นั ในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบวงรอบ

4. ขอบเขตของการวจิ ัย
4.1 ขอบเขตดา้ นพ้นื ท่ี
การวิจัยครั้งน้ีมุ่งศึกษาชุมชนตำบลแม่กาษา ตำบลแม่ปะ และตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด

จังหวัดตาก
4.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา
มุ่งประเด็นการศึกษาด้านระบบริหารจัดการโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชนในตำบลแม่กาษา แม่ปะ

ทา่ สายลวด และพนื้ ที่ใกลเ้ คยี ง
4.3 ขอบเขตดา้ นเวลา
การวิจยั ครัง้ นี้จะใช้เวลาการศึกษา 15 เดอื น

5. สมมติฐาน
ถ้ามีการใช้ระบบโครงข่ายการท่องเที่ยวชุมชนกับพื้นท่ีชุมชนเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดจะก่อให้เกิดผลดี

ต่อผู้เก่ียวข้องภายในชุมชนและพื้นที่โดยรอบ เป็นการแก้ปัญหาด้านการรับรู้ของนักท่องเท่ียว และเพ่ิมช่องทางการ
ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเท่ียวชุมชนรวมถึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวชุมชนในรูปแบบใหม่ การนำระบบ
โครงข่าย (Looping) เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการการท่องเท่ียวโดยชุมชนจะเป็นการเชื่อมโยงให้แหล่งท่องเที่ยว
ชุมชน ท่ีพัก ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าท่ีระลึก และอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง เกิดปัจจัยการเกื้อหนุนซ่ึงกันและกัน
กอ่ ใหเ้ กิดการท่องเที่ยวท่ียงั่ ยืนในระยะยาว นอกจากนั้นระบบโครงข่ายดังกล่าวจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ได้หลากหลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ (website) ซึ่งจะช่วยเพ่ิมปริมาณนักท่องเที่ยวอีกวิธีหน่ึง และระบบโครงข่าย
ยังกอ่ ใหเ้ กดิ ความสะดวกด้านขอ้ มลู ต่าง ๆ ดา้ นความปลอดภยั ด้านการสำรองทีพ่ ัก เปน็ ตน้ เคร่ืองมือท่ีจะทำให้ระบบ
การบริหารจัดการโครงข่ายเป็นไปตามเป้าหมายท่ีกำหนด คือ การวิจัยและพัฒนา (The Research and Development)
เป็นลักษณะหน่ึงของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ที่ใช้กระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ
มุ่งพัฒนาทางเลือกหรือวิธีการใหม่ ๆ ด้านการท่องเท่ียวโดยชุมชน เพ่ือใช้ในการยกระดับคุณภาพของการบริหาร
จดั การโครงขา่ ยการท่องเทยี่ วโดยชุมชน 3 ตำบลเขตเศรษฐกจิ พิเศษแมส่ อดให้เกิดประสิทธิภาพสงู สดุ

6

6. นยิ ามศัพท์เฉพาะ
6.1 โครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชน หมายถึง เส้นทางเชอื่ มโยงระหว่างแหล่งท่องเทีย่ วกระแสหลักท่ีอยู่ใน

เขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และพ้ืนท่ีใกล้เคียง ซ่ึงอยู่ในการดูแลของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน กับแหล่ง
ท่องเท่ียวทางเลอื ก ซึ่งไดแ้ ก่ ชมุ ชนในพืน้ ท่ีตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวด

6.2 รูปแบบโครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชน หมายถึง รูปแบบการเชื่อมโยงเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวจาก
ภายนอกเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน รูปแบบการเชื่อมโยงเส้นทางแหล่งท่องเท่ียวโดยชุมชนสู่แหล่งท่องเท่ียว
ภายนอก รปู แบบการเชื่อมโยงแหล่งทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนกบั แหล่งทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชน และรปู แบบการเชื่อมโยงแหล่ง
ท่องเทยี่ วดา้ นธรรมชาติ ประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม ประเพณีและกิจกรรม

6.3 การท่องเทย่ี วโดยชุมชน หมายถงึ ชุมชนทง้ั 3 พ้ืนทท่ี ่ีผ่านการพัฒนาดว้ ยกระบวนการ CBR จนเกิดเป็น
การท่องเทยี่ วโดยชมุ ชน ไดแ้ ก่ ชุมชนแมก่ าษา แม่ปะ ท่าสายลวด

6.4 ระบบบริหารจัดการโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชน หมายถงึ การบริหารจัดการด้านรูปแบบโครงข่ายการ
ท่องเที่ยว ซ่ึงมีการอบรมด้านการบริการและจัดจำหน่ายสินค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และด้านการบริหาร
จัดการทรพั ยากรของชุมชนเพอื่ ใหเ้ กดิ เปน็ โครงข่ายการท่องเทีย่ วชุมชนทีส่ มบูรณ์แบบ

6.5 เครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชน หมายถึง การรวมตัวกันของชุมชนเพ่ือการท่องเท่ียวในพื้นที่ตำบล
แม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด โดยมีการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ แผนงาน กิจกรรม บุคลากร รวมถึงระบบการ
บริหารจัดการอย่างมสี ่วนร่วม เพอ่ื ใหก้ ารดำเนนิ งานเป็นไปตามเป้าหมายทก่ี ำหนดไว้

7. ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
7.1 เครือข่ายชุมชนเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 ตำบล ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถจัดการท่องเท่ียวได้

ด้วยผลิตภณั ฑห์ รือเส้นทางท่องเทย่ี วที่สรา้ งมูลค่าเพ่มิ ทางการทอ่ งเที่ยวแก่ชุมชนและสร้างการเรียนรู้คุณค่าทรัพยากร
ทอ่ งเทยี่ วของชมุ ชนแก่ผูม้ าเยอื น

7.2 เกิดเครือข่ายการประสานงานระหว่างชุมชนกับองค์กรต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องเพ่ือมีส่วนร่วมในการพัฒนา
พืน้ ที่ทอ่ งเที่ยวในชุมชน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สนับสนุนซ่ึงกันและมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนา CBT ในพ้ืนทใ่ี ห้
เกดิ ประโยชน์กบั ทุกฝา่ ยมากทสี่ ุด

7.3 ผลจากการวิจัยทำให้หน่วยงานท้ังภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สามารถเข้าถึงข้อมูลทรัพยากร
ทอ่ งเที่ยวชมุ ชนที่สามารถเปน็ ฐานข้อมลู ที่จะนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้

7.4 ได้ระบบบริหารจัดการโครงข่ายของเครือข่ายท่องเท่ียวชุมชนเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดจังหวัดตากท่ี
เป็นองค์ความรูใ้ หม่ท่ีเป็นผลมาจากการศึกษาวิจัย CBT 3 พ้ืนท่ีเป้าหมายมาต่อยอดสร้างเป็นโครงข่ายและเครือข่าย
เชิงพ้ืนที่ ท่ีนำไปสู่การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายร่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างทางเลือกแก่นักท่องเที่ยวด้วย
เส้นทางท่องเท่ียวท่ีเป็นโครงข่ายการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างการท่องเที่ยวกระแสหลักกับการท่องเที่ยวทางเลือกใน
รูปแบบ CBT

7

7.5 เครือข่ายชุมชนสามารถนำคู่มือโครงขา่ ยการท่องเทีย่ วชมุ ชนในสองพนื้ ทไี่ ปใช้ขยายผลในขณะปฏบิ ัตงิ าน
ไดแ้ นวทางแก้ไข และพัฒนาทกั ษะการทำงาน

7.6 เครือข่ายชุมชน CBT เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการด้านช่องทางการจัดจำหน่าย การใช้เทคโนโลยี
เบ้ืองต้นประกอบการจัดการท่องเท่ียวชุมชนแบบโครงข่าย และเกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนเป็นโครงข่ายการ
ท่องเทยี่ วที่เกิดมูลค่าเพ่ิมของการจดั การทอ่ งเท่ียว

7.7 นำผลงานเร่ืองโครงข่ายและเครือข่ายจากรณีของชุมชนแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด ตีพิมพ์เผยแพร่
เพ่อื ประโยชน์ในการถา่ ยทอดความรเู้ ป็นกรณตี ้นแบบโครงขา่ ยและเครือข่ายของชุมชน CBT

8. กรอบปฏิบัติการในการดำเนินการวิจัย
การวิจยั น้ีเป็นการวิจยั และพฒั นา (The Research and Development) เป็นลักษณะหนึ่งของการวจิ ัยเชิง

ปฏิบัติการ (Action Research) ท่ีใช้กระบวนการศึกษาค้นควา้ อย่างเป็นระบบ มุ่งพัฒนาทางเลือกหรือวิธีการใหม่ ๆ
ด้านการท่องเท่ียวชุมชน เพื่อใช้ในการยกระดับคุณภาพของระบบบริหารจัดการโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชนเขต
เศรษฐกิจพิเศษแม่สอดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่าย
การท่องเท่ียวชุมชนเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดโดยการเช่ือมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเท่ียวแต่ละพื้นท่ีภายในเส้นทาง
ทอ่ งเท่ยี วตามระดับศักยภาพและกิจกรรมที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเทยี่ วแบบวงรอบโดย
ความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชน 3 ตำบลเขตเศรษฐกิจพิเศษและ
พื้นท่ีใกล้เคียง ในส่วนของกรอบแนวคิดเชิงปฏิบัติการขออธิบายรายละเอียด ดังน้ี กรอบแนวคิดจะแบ่งออกเป็น
5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาและการสำรวจ ได้แก่ กระบวนการก่อเกิดของชุมชน 3 ตำบล ปัญหาต่าง ๆ ท่ี
เกิดข้ึนหลังจากชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยจนกลายเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน บริบทของชุมชนและบริบทของ
แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงเรื่ององค์ประกอบทางการท่องเที่ยว และพฤติกรรมความสนใจของนักท่องเท่ียวชาวไทยท่ีมี
ตอ่ การทอ่ งเที่ยวชุมชน ส่วนท่ี 2 จะเป็นเร่อื งของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในชุมชน โดยจะทำการอบรมให้กับ
ตัวแทนของชุมชนท่ีจัดการท่องเที่ยวท้ัง 3 ตำบล ด้านการบริการและจัดจำหน่ายสินค้าผ่านระบบพาณิชย์
อิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงจะมีผลต่อผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวประเภทโครงข่ายการท่องเที่ยวชุมชนที่จะนำมาเพ่ิมในช่อง
ทางการจัดจำหน่ายด้วยระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนที่ 3 จะเป็นการสร้างโมเดลระบบบริหารจัดการโครงข่าย
โดยการศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการมาท่องเท่ียวชุมชน เพ่ือให้ทราบถึงความ
ต้องการ ความสนใจ ท่ีมีต่อการท่องเท่ียวชุมชน บริบทของชุมชนทั้ง 3 ตำบล บริบทของแหล่งท่องเท่ียวในพ้ืนที่
ใกล้เคียง ข้อมูลน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างรูปแบบโครงข่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยว
ส่วนท่ี 4 จะเป็นเรื่องความเหมาะสมของโครงข่ายการท่องเที่ยวหลังจากได้ออกแบบและสร้างเส้นทางเรียบร้อยแล้ว
โดยมีกระบวนการทดลองโครงข่ายการท่องเท่ียวจากภาคีท่ีเกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมกับการปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย
ดว้ ยการประเมนิ ผลภาพรวมของระบบบริหารจัดการโครงขา่ ยการทอ่ งเที่ยวชมุ ชน และสว่ นที่ 5 ซ่งึ เปน็ ส่วนสุดทา้ ยท่ี
สำคัญน่ันคือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเท่ียวรูปแบบใหม่ของชุมชนท่ีเรียกว่า โครงข่ายการ
ทอ่ งเท่ยี วชุมชนให้เปน็ ท่ีรู้จกั ของนักท่องเท่ียว ซงึ่ การสร้างการรบั รูใ้ นงานวิจัยน้ีจะทำให้โครงขา่ ยการท่องเทีย่ วชุมชน

8

เหลา่ น้อี ยเู่ ปน็ เว็บไซต์ (Website) และหนังสือคู่มือทอ่ งเทีย่ วชมุ ชนถือเป็นช่องทางการจดั จำหน่ายประเภทหนง่ึ ท่ีนิยม
กันในปัจจุบัน และสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างไร้ขีดจำกัด ท้ังหมดท่ีกล่าวมาน้ีจะอยู่ในรูปของระบบบริหาร
จัดการโครงข่ายการทอ่ งเที่ยวชมุ ชนท้ัง 3 ตำบลเขตเศรษฐกิจพเิ ศษแม่สอด จังหวัดตาก

บทที่ 2

การทบทวนวรรณกรรมทเ่ี ก่ยี วข้อง

การวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาระบบบรหิ ารโครงข่ายการท่องเท่ยี วโดยชุมชนตำบลแมก่ าษา แม่ปะ ท่าสายลวด
อำเภอแม่สอด จังหวัดตากครั้งน้ี ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวคิด เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือเป็นพ้ืนฐานในการ
กำหนดกรอบแนวคดิ ที่ใช้ในการวจิ ยั เพอื่ เปน็ แนวทางการศกึ ษา ดงั นี้

1. แนวคิดการท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนเครือข่ายของชมุ ชน
2. แนวคิดเครอื ข่ายการท่องเทย่ี ว
3. แนวคดิ การจัดการการท่องเที่ยวอยา่ งยงั่ ยืนโดยชุมชนมสี ว่ นร่วม
4. แนวคิดและทฤษฎเี กีย่ วกบั ศักยภาพชมุ ชน และการพฒั นาศักยภาพชุมชน
5. แนวคดิ เก่ียวกบั การท่องเท่ยี ว และเส้นทางการท่องเทย่ี ว
6. แนวคดิ เรื่องการมีสว่ นร่วมของชมุ ชน
7. กระบวนการสื่อสารผา่ นช่องทางพาณิชย์อิเลก็ ทรอนกิ ส์
8. ภาคีการพฒั นา/ผเู้ ก่ียวข้อง
9. การพัฒนาระบบบริหาร
10. แนวคิดเรือ่ งเศรษฐกิจพิเศษ
11. แนวคดิ ดา้ นทรัพยากรการท่องเทย่ี วชายแดน
12. งานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้อง
13. กรอบแนวคิดงานวจิ ยั

1. แนวคิดเก่ยี วกบั การท่องเท่ยี วโดยชุมชน
1.1 ความหมายของการท่องเท่ียวโดยชุมชน
รชพร จันทร์สว่าง (2546) ได้ให้ความหมายของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนว่า หมายถึงการท่องเท่ียวใน

แหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นชุมชนพ้ืนฐานสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการท่องเท่ียวของพื้นท่ี
การท่องเท่ียวชมุ ชนมสี ่วนชว่ ยกระตุน้ เศรษฐกิจของท้องถ่ิน ดว้ ยการสร้างงานและกระจายรายได้ ขณะเดียวกันก็ชว่ ย
ในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและขนบธรรมเนียม ประเพณี

มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด (2548) กล่าวว่า การจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน คือ การท่องเที่ยวท่ีมีชุมชนเป็น
องคป์ ระกอบสำคัญทงั้ ในด้านการดำเนินการ การบริหารจัดการ การตัดสินใจ และการจัดการผลประโยชน์ โดยอาศัย
ปจั จัยเกือ้ หนุนจากส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาติ ประเพณีวฒั นธรรม และกิจกรรมท่ีชมุ ชนจัดขน้ึ

สินธ์ุ สโรบล (2547) กล่าวว่า ท่องเที่ยวโดยชมุ ชน หมายถึง ทางเลือกในการจัดการท่องเที่ยวทช่ี ุมชนเข้ามา
กำหนดทิศทางของการท่องเท่ียวบนฐานคิดที่ว่าชาวบ้านทุกคนเป็นเจ้าของทรัพยากรและเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการ
ท่องเท่ียว โดยการนำเอาทรัพยากรท่ีมีอยู่ในท้องถิ่นด้านต่าง ๆ ไม่ว่าธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี

10

วิถีชีวิต และวิถีการผลิตของชุมชนมาใช้เป็นต้นทุนหรือปัจจัยในการจัดการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการ
พัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความรู้ความสามารถและบทบาทที่สำคัญในการดำเนินงานตั้งแต่การตัดสินใจ
การวางแผน การดำเนินงาน การสรุปบทเรียน และมุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืนสู่คนรุ่นลูกหลานและเกิดประโยชน์ต่อ
ท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความสามารถในการรองรับของธรรมชาตเิ ป็นสำคญั

สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน (2550) ได้อธิบายเกี่ยวกับการท่องเท่ียวโดยชุมชนว่าการท่องเท่ียวโดยชุมชน
(Community - Based Tourism) คือ การท่องเที่ยวท่ีคำนึงถึงความย่งั ยืน ของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม กำหนด
ทิศทางโดยชุมชน จัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชน และ ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของ มีสิทธิในการจัดการดูแลเพ่ือให้เกิดการ
เรยี นรู้แกผ่ ู้มาเยอื น

กล่าวโดยสรุป ความหมายของการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน คือ ทางเลือกในการจัดการที่ชุมชนเข้ามา
กำหนดทิศทางของการท่องเท่ียวร่วมกัน ร่วมติดร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมพัฒนนาศักยภาพพ้ืนท่ีเพ่ือปรับปรุงสภาพ
เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนน้ัน ๆ ให้เจริญก้าวหน้าย่ิงขึ้นโดยนำเอาทรัพยากรในชุมชนมาใช้ให้เกิด
ประโยชนแ์ ละให้เกิดเพิม่ คุณคา่ มากที่สดุ

1.2 แนวคิดการท่องเทยี่ วโดยชมุ ชน
1. ลักษณะสำคัญของการท่องเที่ยวโดยชุมชน
สนิ ธ์ุ สโรบล อุดร วงษ์ทับทิมและอนงนาฏ ปัญโญใหญ่ (2546) กลา่ วว่า การจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน

ควรคำนึงถึง ความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ ให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะความสามารถของบุคลากร
ในชุมชน และมีการเตรียมความพร้อมของชุมชนด้วยการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม ทั้งวัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาของท้องถ่ิน เพื่อนำไปสู่การจัดการท่องเท่ียวอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญใน
การจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน ชาวบ้านควรเข้าถึงทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรท่องเท่ียวของ
ทอ้ งถิน่ โดยตรง รวมทงั้ ร่วมมือรกั ษาทรพั ยากรท่ีมีอยู่ใหเ้ ป็นมรดกของคนรุ่นลกู หลานและรุ่นต่อ ๆ ไป

สินธุ์ สโรบล (2549) กล่าวถึงลักษณะของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนว่า การนําเอาทรัพยากรการ
ทอ่ งเทีย่ วในท้องถิ่นมาใชน้ น้ั จะตอ้ งพฒั นาศักยภาพของคนในชมุ ชนใหม้ ีความรู้ ความสามารถและมบี ทบาทสำคญั ใน
การดำเนินงานต้ังแต่การตัดสินใจ การวางแผน และมุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืนสู่คนรุ่นลูกหลานและเกิดประโยชน์ต่อ
ท้องถิน่ โดยคำนึงถงึ ความสามารถในการรองรบั ของธรรมชาตเิ ปน็ สำคัญ

2. องค์ประกอบของการจัดการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชน
สถาบันการท่องเท่ียวโดยชุมชน (2557) ได้สรุปองค์ประกอบหลักของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

มีอยู่ 4 ดา้ น กลา่ วคอื 1) ทรัพยากรธรรมชาติและวฒั นธรรม 2) องค์กรชมุ ชน 3) การจดั การ 4) การเรยี นรู้ ดงั น้ี
1) ดา้ นทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม
(1.1) ชุมชนมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีวิถีการผลิตที่พึ่งพาและใช้

ทรพั ยากรธรรมชาติอยา่ งยง่ั ยืน
(1.2 ) ชมุ ชนมีวฒั นธรรมประเพณที ่เี ปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะถิ่น

11

2) ด้านองคก์ รชมุ ชน
(2.1) ชมุ ชนมรี ะบบสงั คมท่ีเข้าใจกนั
(2.2) มปี ราชญ์ หรือผูม้ ีความรู้ และทักษะในเรอ่ื งตา่ ง ๆ หลากหลาย
(2.3) ชมุ ชนร้สู ึกเปน็ เจา้ ของและเข้ามามีสว่ นรว่ มในกระบวนการพัฒนา

3) ดา้ นการจดั การ
(3.1) มกี ฎ กติกา ในการจดั การส่ิงแวดล้อม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
(3.2) มีองค์กรหรือกลไกในการทำงานเพ่ือจัดการการท่องเท่ียว และสามารถเช่ือมโยงการ

ท่องเท่ยี วกับการพัฒนาชุมชนโดยรวมได้
(3.3) มกี ารกระจายผลประโยชนท์ ี่เป็นธรรม
(3.4) มกี องทุนทเี่ อ้ือประโยชน์ต่อการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมของชุมชน ดา้ นการเรียนรู้
(3.5) ลักษณะของกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในวิถีชีวิตและ

วฒั นธรรมท่แี ตกตา่ ง
(3.6) มรี ะบบจดั การให้เกิดกระบวนการเรยี นรูร้ ะหวา่ งชาวบา้ นกับผ้มู าเยอื น
(3.7) สร้างจิตสำนึกเร่ืองการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งในส่วนของชาวบ้าน

และผมู้ าเยือน
4) ด้านการเรียนรู้
(4.1) ลกั ษณะของกจิ กรรมการท่องเทย่ี วสามารถสร้างการรบั รู้ และความเข้าใจในวิถีชวี ิต
(4.2) มีระบบจัดการให้เกดิ กระบวนการเรียนรูร้ ะหว่างชาวบา้ นกับผมู้ าเยอื น
(4.3) สร้างจิตสำนึกเร่ืองการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม ท้ังในส่วนของชาวบ้าน

และผ้มู าเยอื น
3. หลักการของการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชน
สถาบนั การท่องเท่ียวโดยชมุ ชน (2557) ไดส้ รปุ การทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนท่ีใช้การท่องเที่ยวเปน็ เครื่องมือใน

การพฒั นาชมุ ชนมหี ลกั การ ดงั น้ี
1). ชุมชนเป็นเจา้ ของ
2). ชาวบ้านเข้ามามสี ว่ นรว่ มในการกำหนดทศิ ทางและตัดสินใจ
3). สง่ เสรมิ ความภาคภมู ิใจในตนเอง
4). ยกระดับคณุ ภาพชวี ิต
5). มคี วามยงั่ ยนื ทางด้านสิง่ แวดลอ้ ม
6). คงเอกลักษณแ์ ละวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่
7). กอ่ ให้เกดิ การเรียนร้รู ะหว่างคนต่างวฒั นธรรม
8). เคารพในวฒั นธรรมที่แตกตา่ งและศกั ด์ิศรีความเปน็ มนุษย์
9). เกิดผลตอบแทนทเ่ี ป็นธรรมแกค่ นท้องถน่ิ

12

10). มีการกระจายรายไดส้ ูส่ าธารณประโยชนข์ องชมุ ชน
4. กระบวนการเรียนรขู้ อง CBT มอี งคป์ ระกอบทีส่ ำคัญคอื

วีระพล ทองมา (2547)
- ศกั ยภาพของคน ต้องเริม่ ท่คี นในชมุ ชนทจ่ี ะต้องรจู้ ักรากเหงา้ ของตนเองให้ดเี สยี กอ่ นเพื่อความพรอ้ มใน
การบอกเลา่ ข้อมลู และคนในชมุ ชนตอ้ งมคี วามพรอ้ มที่จะเรยี นรู้ มคี วามสามัคคี ทำงานรว่ มกันได้
- ศักยภาพของพื้นที่ หมายรวมถงึ ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีสืบสาน
ต่อกนั มา คนในชุมชนตอ้ งรู้จกั ต้องรกั และหวงแหนเหน็ คุณคา่ ของทรพั ยากรในชุมชนของตน สามารถท่ีจะนำมาจัดการได้
อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ท้ังน้ีแล้วชุมชนต้องมีความพร้อมในการเรียนรู้ ตลอดจนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องแนวคิด
พ้นื ฐานทางดา้ นการท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน และการจดั การในพ้นื ท่ไี ดด้ ว้ ย
- การจัดการ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักท่ีจะทำอะไร เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความย่ังยืน สมดุลในกลุ่ม
คนหมู่มาก ดังน้ันชุมชนที่จะสามารถบริหารจัดการ การท่องเท่ียวโดยชุมชน : “Community-based Tourism : CBT”
ได้ต้องเป็นชุมชนท่ีมีผู้นำที่เป็นที่ยอมรับ มีความคิด มีวิสัยทัศน์ ความเข้าใจเร่ืองการท่องเที่ยวโดยชุมชน ท้ังยังต้อง
ได้รับความร่วมมือจากหนว่ ยงานทั้งภาครฐั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ตอ้ งมกี ารพูดคุยกำหนดแนวทางในการเตรยี มความพร้อมชมุ ชนรู้
ว่าพ้ืนที่ของตนจะมีรูปแบบการท่องเท่ียวอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ควรมีกิจกรรมอะไรบ้าง และจะมีการกระจาย
จดั สรรรายได้อยา่ งไร ทั้งหลายทั้งปวงท่ีกล่าวมาน้ัน สิง่ สำคัญทีส่ ุดของชุมชนก็คือการมีส่วนร่วม อนั หมายรวมถึงร่วมใน
ทกุ ๆ สิง่ ทุกอย่างเพอื่ สว่ นรวม
- มีสว่ นรว่ ม มีได้อย่างไร การสอ่ื สารพดู คุย เป็นการสื่อความคดิ เห็น การถกปัญหา รวมถงึ การหาทางแกไ้ ข
ปัญหาต่าง ๆ จากการระดมความคิดจากประสบการณ์ของนักวิจัยท้องถ่ินพบว่า ชุมชนจัดให้มีเวทีพูดคุย ร่วมกันคิด
วางแผนดำเนินการ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เก่ียวข้องในการทำงานร่วมกัน สร้างกฎระเบียบของชุมชน
ทางดา้ นต่าง ๆ เพ่ือใหค้ นในชุมชนรวมถงึ ผมู้ าเยอื นปฏิบัตติ าม
- ผลกระทบจากการทำการท่องเที่ยวโดยชุมชน : “Community-based Tourism : CBT” ทุกอย่างท่ี
ดำเนนิ การยอ่ มส่งผลกระทบต่อส่ิงทีต่ ง้ั อยู่ ส่งิ แวดลอ้ มโดยรอบทัง้ ส้นิ ซง่ึ มผี ลกระทบด้านบวกและดา้ นลบ ไดแ้ ก่

1) ผลกระทบด้านบวก ส่งผลให้ชุมชนมีจิตสำนึกเกิดการพัฒนาตนเอง พึ่งพาตนเอง คิดเป็นทำเป็น
มคี วามพยายามในการเรยี นรู้พฒั นา เกดิ รายได้เพ่ิมขน้ึ มีการรวมตัวกัน สร้างความเข้มแข็งในชุมชน นำไปสู่การพัฒนาที่
ย่ังยืนตามความคาดหวังและความพยายามท่ีจะดำเนินการเพื่อให้เป็นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3 ด้าน ได้แก่
1) ด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านสังคมวัฒนธรรม 3) สิ่งแวดล้อม และส่ิงสำคัญประการหน่ึงที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนคือการ
รวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สืบสานสืบทอด ตลอดจนการนำไปใช้ประโยชน์ได้ เกิดความรักความภาคภูมิใน
ความร้สู กึ เป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในทรัพยากรของชมุ ชน และเกดิ กระบวนการเรียนรูก้ ารทำงานร่วมกันในทีส่ ดุ

2) ผลกระทบด้านลบ เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ จำนวนขยะที่เพ่ิมมากข้ึนจากนักท่องเที่ยว
การใช้น้ำ ระบบนิเวศธรรมชาติ การรับวัฒนธรรมท่ีเข้ามาอย่างรวดเร็ว เกิดกระแสการเลียนแบบ มีความขัดแย้งทาง
ความคิด เสียความเป็นส่วนตัวในการท่ีจะต้องรองรับนักท่องเที่ยว และที่สำคัญคืออาจถึงกับสูญเสียเอกลักษณ์ของ
ทอ้ งถิ่น หากมกี ารตอบสนองความตอ้ งการของนักท่องเทีย่ วมากเกินไป

13

ในส่วนการตลาดน้ันแต่ละชุมชนจะต้องให้ข้อมูลแนะนำชุมชนตนเองและชุมชนอื่นที่ถูกต้องและ
น่าสนใจแก่นักท่องเท่ียวและที่น่าภูมิใจสำหรับชุมชน คือ การรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม
ประเพณี ภูมิปัญญาบรรพบุรุษท่ีสืบต่อกันมา แต่ชุมชนไม่ได้ละท้ิงพ้ืนฐานเดิม หรือปรับเปล่ียนวิถีชีวิตไปตามกระแส
วัฒนธรรม และไม่ได้ม่งุ หวังรายได้จากการท่องเท่ียวท่ีจะได้ให้เป็นรายได้หลักของชุมชนโดยละท้ิงอาชีพด้ังเดิมที่จะเป็น
การทจี่ ะปรับตวั เพอื่ รองรบั กระแสการทอ่ งเทย่ี วทเ่ี ข้าไปในชุมชน

กล่าวโดยสรุป การท่ีจะให้ชุมชนดำเนินการท่องเที่ยวตามหลักการดังกล่าวข้างต้น มีความจำเป็นท่ีจะต้อง
เตรียมความพร้อมและสร้างความเข้มแขง็ ใหก้ บั ชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกนั กต็ ้องรณรงคก์ บั คน
ในสงั คมใหเ้ ห็นความแตกตา่ งของการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับการทอ่ งเท่ยี วทว่ั ไปกระตนุ้ ใหค้ นในสังคมเห็นความสำคัญ
และเป็นนักท่องเท่ียวท่ีสนใจการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเจ้าของบ้านกับผู้มาเยือน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพ่ิมการ
รับรู้และความเข้าใจในบทบาทของชุมชนท้องถิ่นต่อการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละเป็นกำลังใจหรือสนับสนนุ ให้
เกิดความต่อเนอื่ งในการทำงานอนรุ ักษท์ ั้งด้านธรรมชาตแิ ละวฒั นธรรม

5. บรบิ ทของการทอ่ งเท่ียวโดยชมุ ชน
สินธ์ุ สโรบล (2547) ได้สรุปถึงบริบทการจัดการทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชน ในงานวจิ ยั การ ท่องเทย่ี วโดยชุมชน

ในมติ ขิ องการจัดการทอ่ งเท่ียวเชิงนเิ วศโดยชุมชน ไว้ 7 ประการ ดงั น้ี
1) การท่องเที่ยวโดยชุมชนในบริบทของพื้นท่ีแหล่งทรัพยากรอันหลากหลายของชุมชน การพิจารณา

การใช้ประโยชน์ในประเด็นนี้ เป็นการเน้นการท่องเท่ียวในแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเน่ืองกับธรรมชาติเป็นหลัก
มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท่ีเกี่ยวเน่ืองกับระบบนิเวศในพื้นท่ี ดังนั้น
การท่องเท่ียวโดยชุมชนจึงตั้งอยู่บนฐานคิดที่เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการผสมผสานจุดมุ่งหมายของการฟื้นฟู
และอนุรักษ์สภาพแวดลอ้ ม รวมท้ังอัตลกั ษณ์และความหลากหลายทางวฒั นธรรมของกล่มุ ชาติพนั ธต์ุ า่ ง ๆ ของชุมชน
อันมีวิถีชีวิตและจารีตประเพณีแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายให้คนในชุมชนรู้จักการสร้างสำนึกรักท้องถิ่น
เร่งเร้าความภาคภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์ทาง 2 ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมประเพณีของตน รวมท้ังสามารถให้
คำอธิบายกับคน นอกหรือนักท่องเท่ียวได้รับรู้และเข้าใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นว่ามีความสวยงามและมี
คุณค่าอย่างไร ตลอดจนการส่ือให้เห็นพัฒนาการของวัฒนธรรม จารีตประเพณี ทั้งนี้เพ่ือให้คนในท้องถ่ินและ
นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การเคารพต่อความเชื่อศักด์ิศรีและสิทธิในการเป็นกลุ่ม
ชาตพิ นั ธต์ุ า่ ง ๆ วฒั นธรรม ประเพณี และพธิ ีกรรมของชมุ ชน

2) การท่องเที่ยวโดยชุมชนในบริบทของการบริหารจัดการโดยชุมชน การพิจารณาการใช้ประโยชน์ใน
ประเด็นน้ีเน้นการจัดการท่องเท่ียวบนเงื่อนไขของการจัดการที่มีความรับผิดชอบที่จะช่วยกันลดผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งน้ีมุ่งให้มีการจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม
การป้องกันและกำจัดมลพิษ การจัดการสมรรถนะของการรองรับในระบบนิเวศ รวมทั้งการควบคุมการพัฒนาการ
ท่องเท่ียวอย่างมีขอบเขต โดยเน้นภายใต้เงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถ่ินกับธรรมชาติในฐานะเป็น
วิถีชีวติ ท่ีเกื้อกูลในระบบ นิเวศเดียวกันภายใต้หลักการที่วา่ คนที่ดูแลรกั ษาทรัพยากรย่อมสมควรได้รับประโยชน์จาก
การดูแลรักษาน้ันนอกจากน้ียังเป็นการช่วยกันประชาสัมพันธ์และเสนอแนวคิดในการเคลื่อนไหวให้นักท่องเท่ียวได้

14

เปน็ ผเู้ ข้าร่วมขบวนการจัดการท่องเท่ียวเชงิ อนุรกั ษ์ธรรมชาติและการกระจายผลประโยชน์ทเ่ี กื้อหนุนกันระหว่างการ
อนุรกั ษท์ รพั ยากรการท่องเท่ยี วกับความตอ้ งการพัฒนาของชุมชนทอ้ งถ่นิ ให้เข้มแขง็ ยิ่งขึ้น

3) การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนในบริบทของกระบวนการเรียนร้แู ละกจิ กรรมการท่องเทย่ี ว การพิจารณาการ
ใชป้ ระโยชน์ประเด็นน้ีเป็นการเน้นให้มีการสร้างระบบการท่องเทีย่ วที่เอ้ือต่อกระบวนการเรยี นรู้โดยมีกิจกรรมการให้
การศึกษาเก่ียวกับส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติ ระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งการเรียนรู้ในวิถีชีวิต
ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันหลากหลายตลอดจนความเป็นชาติพันธ์ุ อันเป็นการช่วยเพิ่มพูนความรู้
ประสบการณ์ ความประทับใจ และสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องให้กับนักท่องเที่ยว ให้กับประชาชน
ท้องถิ่นและผู้ประกอบการ ทั้งน้ีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนอาจนำไปสู่การสร้างกระบวนการทางสังคมท่ีชุมชน
ท้องถิ่น มีความพยายามในการปรับตัวภายใต้บริบทของสภาวการณ์ที่เปล่ียนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้าง
ดุลยภาพระหว่างการผลิตในภาคเกษตรกรรมกับการประกอบอาชีพของชาวบ้านที่เช่ือมโยงกับฐานทรัพยากรของ
ชุมชน ตลอดจนการรวมตัวกันเพอ่ื ตอ่ สู้การเอารดั เอาเปรียบของบรษิ ทั นำเท่ยี วจากบรษิ ัทนำเท่ยี ว

4) การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนในบรบิ ทการมสี ่วนรว่ มของชุมชนเพื่อการจดั การตัวเอง การพจิ ารณาการใช้
ประโยชน์จากการวิจัยการท่องเที่ยวโดยชุมชนด้านนี้ เป็นการคำนึงถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของชุมชนและ
ประชาชนตั้งแต่เร่ิมต้นจนส้ินสุดกระบวนการทั้งน้ีเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นและหมายความรวมถึงการ
กระจายรายได้ การยกระดับคณุ ภาพชวี ิต และการได้รบั ผลตอบแทน โดยมจี ุดหมายปลายทางในการกลับมาบำรงุ ดูแล
รักษาและจัดการแหล่งท่องเท่ียวด้วยอย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติชุมชนท้องถ่ินเอง ก็สามารถท่ีจะมีส่วนร่วมในการ
ควบคุมการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพของการท่องเที่ยวของตนเองได้ โดยเร่ิมต้นจากชุมชนระดับรากหญ้าจนถึง
องคก์ รการปกครองทอ้ งถ่นิ และอาจรวมถึงการมสี ว่ นร่วมของผมู้ สี ว่ นได้เสียอีกดว้ ย

5) การท่องเท่ียวโดยชุมชนในฐานะกลไกการพัฒนาชุมชน การพิจารณาการใช้ประโยชน์ในบริบทน้ี
เป็นความพยายามจะชี้ให้เห็นถึงบทบาทของฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กร
ชมุ ชนทอ้ งถ่ินควบคู่กับการอนรุ กั ษ์ฟืน้ ฟธู รรมชาติอยา่ งย่งั ยืน ดงั นัน้ การสนบั สนุนโครงการวจิ ัยแบบนี้เปน็ ความพยายาม
ท่จี ะชี้ให้เห็นว่าการทอ่ งเท่ียวโดยชุมชน ถือได้ว่าเป็น “เคร่ืองมอื และกลไกของชุมชนท้องถ่ิน” ในฐานะท่เี ปน็ กระบวนการ
แสวงหาทางเลือกเพ่ือกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถ่ิน โดยต้ังอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรม จารีตประเพณีอัน
หลากหลายของชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ โดยยังให้ความสำคัญต่อความพยายามในการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ
แวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น นอกจากน้ีการท่องเท่ียวโดยชุมชนมีความจำเป็นที่จะต้องมองให้เห็นถึงบริบทของการ
เปล่ียนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองและสภาพแวดล้อมธรรมชาติซ่ึงสัมพันธ์กับเง่ือนไขภายนอกในระดับภาค
และระดับมหภาค ท่ีสามารถเช่ือมโยงปรากฏการณ์ในท้องถิ่นกับเงื่อนไขภายนอกและยังช่วยช้ีให้เห็นทิศทางของการ
พัฒนาประเทศทีม่ ีผลต่อวถิ ีชวี ิตของชุมชนทอ้ งถ่นิ อยา่ งชัดเจน

6) การท่องเท่ียวโดยชุมชนในฐานะของการสร้างมูลค่าเพ่ิมของชุมชน การพิจารณาการใช้ประโยชน์ใน
บริบทนเ้ี ป็นการย้อนกลบั ไปพจิ ารณาปญั หาของสังคมของชุมชนซ่งึ อาจพบวา่ ชมุ ชนทอ้ งถ่ินหลายแหง่ กำลังเผชญิ หน้า
กบั ปญั หาวกิ ฤต ในดา้ นของความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและความยากจน ดังน้นั การพจิ ารณาประเดน็ น้จี ึงเปน็ ความ
พยายามท่ีจะช้ีให้เห็นว่าการท่องเท่ียวโดยชุมชนสามารถเป็นคำตอบส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยพิจารณา

15

การท่องเที่ยวในฐานะของการสร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
กองทุนชุมชน การพัฒนาอาชีพและฝีมือแรงงาน หัตถกรรมพ้ืนบ้าน เกษตรปลอดภัยจากสารพิษ รวมทั้งการพลิกฟื้น
กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนในด้านการเชือ่ มต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้
การท่องเที่ยวโดยชุมชนจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหน่ึงของทางเลือกใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนท้องถ่ินอย่าง
หลากหลาย

7) การท่องเท่ียวโดยชุมชนในฐานะของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สภาพความเป็นจริงของการจัดการธุรกิจการท่องเท่ียวก็คือการท่ีภาคเอกชนบางแห่ง บางจังหวัดได้มีบทบาทเข้ามา
ผูกขาดธุรกิจท่องเท่ียว ซึ่งเน้นการสร้างรายได้และความเจริญเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียวและ
บางคร้ังด้วยความไม่เข้าใจในเอกลักษณ์เฉพาะถ่ิน รวมถึงแหล่งวัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียมและ
ประวัติศาสตร์ท่ีเกี่ยวเน่ืองกับระบบนิเวศในพ้ืนท่ี การจัดการธุรกิจการท่องเที่ยวดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อการ
ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นรวมท้ังก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อันเนื่องจากชุมชน
ทอ้ งถน่ิ ขาดอำนาจในการจัดการท่องเท่ียวของตน ดงั นั้น จึงมีความจำเป็นที่การท่องเท่ียวโดยชุมชนจะเข้ามากำหนด
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้เข้ามามีส่วนสำคัญร่วมกับ
ภาคประชาชนในการจัดการและหารูปแบบของการท่องเที่ยวในบริบทของชุมชนท้องถ่ิน อันจะมีผลต่อการ
เปล่ยี นแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สงั คม การเมืองในระดับล่าง รวมทั้งระบบการจดั การทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อม
ธรรมชาตใิ ห้กับชมุ ชนทอ้ งถ่ินอยา่ งมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป บริบทการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการเน้นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวท่ี
เก่ียวเนื่องกับธรรมชาติเป็นหลักมีเอกลักษณ์เฉพาะถ่ิน รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท่ีเก่ียวเน่ืองกับ
ระบบนิเวศในพื้นที่บนเงื่อนไขของการจัดการท่ีมีความรบั ผิดชอบท่ีจะช่วยกันลดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมและสังคม
ทั้งนี้มุ่งให้มีการจัดการที่ย่ังยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการส่ิงแวดล้อม การป้องกันและกำจัด
มลพิษ เน้นให้มีการสร้างระบบการท่องเที่ยวท่ีเอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้โดยมีกิจกรรมการให้การศึกษาเก่ียวกับ
ส่งิ แวดล้อมตามธรรมชาติ ระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว รวมท้ังการเรียนรู้ในวิถีชวี ิต ขนบธรรมเนียม ประเพณแี ละ
วฒั นธรรมอันหลากหลายตลอดจนความเป็นชาติพันธุ์ อันเป็นการช่วยเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ ความประทับใจ
และสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกทถี่ กู ตอ้ งใหก้ บั นกั ท่องเทยี่ ว

2. แนวคดิ เครือข่ายทอ่ งเทีย่ วโดยชมุ ชน
2.1 ความหมายเครือข่ายการท่องเท่ยี วโดยชุมชน
เครือข่าย คือ การประสานความร่วมมือระหว่างกัน โดยมีข้อตกลงร่วมกันกว้าง ๆ ไม่มีลักษณะการบังคับ

บญั ชา แตเ่ ป็นไปในลักษณะพนั ธะสญั ญา (Commitment) องคก์ รสมาชกิ สามารถดำเนินการได้โดยอสิ ระ หากแตก่ าร
รวมตัวกันเป็นเครือข่าย สามารถทำให้องค์กรเครือข่ายมีพลัง สร้างการยอมรับและสร้างการต่อรองกับหน่วยงาน
ภายนอกได้ นอกจากน้ีระหว่างสมาชิกเครือข่ายด้วยกันยังสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์การ

16

ทำงานได้ เครือข่ายจึงเป็นทั้งพลังใจของคนทำงาน และพลังต่อรองเพ่ือพิทักษ์ผลประโยชน์ของมวลสมาชิกใน
เครือขา่ ย

สำนักส่งเสริมศักยภาพชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน (2547) เครือข่ายชุมชน หมายถึง กลุ่ม องค์กร หลาย
กลุ่มมารวมตัวกันประสานเชื่อมโยง สร้างความสัมพันธ์ ถักทอ สร้างสรรค์กิจกรรมบนพ้ืนฐานของความเอ้ืออาทร
เกดิ พลังในการทำงานให้บรรลเุ ป้าหมายทุกองคก์ รและให้ชมุ ชนเขม้ แข็ง

สำนักงานพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สำนักพัฒนาการท่องเท่ียว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (2550)
ได้จัดทำหนังสือเร่ือง “CBT Network Handbook” หรือ “คู่มือเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ซึ่งส่วนหนึ่งใน
หนังสือได้กลา่ วไว้วา่ “ในขณะท่ีเราพัฒนาการท่องเท่ียวโดยชุมชนไปนั้น ชุมชนอ่นื ๆ ทั้งใกล้และไกล ตา่ งก็พากันหา
หนทางในการพัฒนาตนเองเช่นกัน โดยการอนุรักษ์รักษาเพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนในชุมชน ในรูปแบบของแหล่ง
หาอาหาร แหล่งเรียนรู้ แหล่งสืบสานประเพณี วัฒนธรรม ความเช่ือ และแหล่งหารายได้จากการท่องเท่ียว จึงต้อง
อาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน หรือชุมชนอ่ืน ๆ ที่มีลักษณะบางอย่างใกล้เคียงกัน มาร่วมกันคิด เพ่ือการ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทักษะ การเรียนรู้ระหว่างกัน ขยายโอกาส ประสบการณ์ การเรียนรู้ให้กว้างขวาง
สร้างความเข้าใจ รวมถึงการมขี ้อตกลงร่วมกนั ในรูปแบบต่าง ๆ ทางวชิ าการเรียกว่า “เครือข่าย” น่ันเอง ซ่ึงเครอื ข่าย
ในท่นี ี้ อาจจะเปน็ เครือข่ายการอนรุ ักษเ์ ครอื ข่ายการจัดการ หรอื เปน็ เครือข่ายการทอ่ งเทยี่ วก็ได้

ภาพที่ 2.1 เครือขา่ ยการท่องเทยี่ วโดยชุมชน
ทม่ี า: สำนักงานพฒั นาแหล่งท่องเที่ยว สำนักพฒั นาการท่องเที่ยว

กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา (2550)

17

จากการศึกษาของ นพศักด์ิ และคณะ (2555) ได้อธิบายถงึ ปัญหาในการปฏบิ ัตงิ านและความต้องการพัฒนา
ตนเองของสมาชิกกลมุ่ เครือข่ายการทอ่ งเทย่ี วโดยชมุ ชน จงั หวดั สตลู โดยกลมุ่ ตัวอยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวิจยั คือ สมาชกิ กลมุ่
เครือขา่ ยการท่องเทย่ี วโดยชมุ ชนจงั หวดั สตลู ท่ีรบั ผิดชอบงานทางด้านการท่องเที่ยว ผลการศกึ ษาพบวา่ โดยภาพรวม
ปญั หาในการปฏิบัติงานของสมาชิก อยู่ในระดบั มาก (ค่าเฉล่ีย = 3.95) ความตอ้ งการในการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับ
มาก (ค่าเฉลี่ย = 4.16) และความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงานกับความต้องการในการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับ
ปานกลาง

การศึกษาของ ชลัยรัตน์ (2554) ได้ทำการศึกษาถึงการพัฒนารูปแบบองค์กรเครือข่ายการท่องเท่ียวโดย
ชมุ ชนบนพน้ื ท่ีสูง จังหวัดเพชรบรู ณ์ ผลการศกึ ษาพบวา่ มกี ารดำเนนิ การดา้ นความรูเ้ ก่ยี วกับขนบธรรมเนียมประเพณี
วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีตัวแทนองค์กรภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมองค์กรในรูปแบบองค์กร
เครือข่ายด้านการท่องเท่ียว โดยต้ังช่ือว่า “ศูนย์อำนวยการบ้านเล่าลือ เล่าเน้ง และเพชรดา” มีการจัดสายงานเป็น
กลมุ่ โดยทุกกลุ่มจะมคี ณะกรรมการดูแลรับผิดชอบและต่อมาไดเ้ ปลีย่ นชื่อเป็น “กลมุ่ อาชีพท่องเทยี่ วเชิงวิถชี ีวติ และ
วัฒนธรรม 4 ชน” และดำเนินการจัดให้มีสถานท่ีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถ่ิน ลานการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน
พพิ ธิ ภัณฑ์แสดงนทิ รรศการวถิ ี 4 ชนเผา่ อาคารผลติ ผ้าทอและผลติ ภณั ฑ์ท้องถ่นิ สวนไมด้ อกไม้ประดบั สวนสมนุ ไพร
สวนไร่ชา และไรก่ าแฟ

กล่าวโดยสรุป เครือข่ายการท่องเท่ียว คือหน่วยการดำเนินงานที่มีกิจกรรมและเป้าหมายรว่ มกัน โดยสร้าง
ขน้ึ เพื่อให้เกิดการเชอ่ื มโยง การแลกเปลีย่ นตลอดจนการพึง่ พากันในทางใดทางหนึ่ง ไม่วา่ จะเป็นการเช่อื มประสานโดย
หน่วยความรู้ การสื่อสารการถ่ายทอดภายใต้เง่ือนไขการยอมรับซึ่งกันและกัน ท้ังน้ี เครือข่ายการท่องเท่ียวจึง
กลายเป็นรูปแบบการเช่ือมโยงเรื่องราว เนื้อหา กิจกรรม ภายใต้การบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่มีการแลกเปล่ียน
ซ่ึงกันและกันในด้านต่าง ๆ โดยการแลกเปล่ียนดังกล่าวน้ันจำเป็นจะต้องข้ึนอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ ที่มีร่วมกัน
และมีการจัดการผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม รวมถึงเป็นการส่งเสริมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเท่ียวเหล่าน้ัน
อกี ดว้ ย

2.2 หลกั การทำงานของเครอื ข่าย
N (Natural) เป็นไปตามธรรมชาติอิสระและมคี วาม ยืดหยุ่น
E (Empower) เสริมพลัง
T (Timing) อย่บู นฐานข้อมลู ท่เี ปน็ จริงเปน็ ปจั จบุ ัน
W (Workable) สามารถขบั เคลอ่ื นได้
O (Organization) มีรปู แบบการจัดการ
R (Right) เคารพสิทธิของกันและกันและสิทธขิ องผู้อ่นื
K (knowledge) สรปุ บทเรียน รวบรวมเปน็ องคค์ วามรู้ได้

18

2.3 ประเภทเครือข่าย
ดว้ ยลักษณะงานการท่องเท่ียวโดยชุมชน มีความเก่ียวเน่ืองกับกลุ่มคนที่หลากหลายและสามารถสร้างความ

ร่วมมือในรูปแบบของเครือข่ายในหลากลักษณะขึ้นอยู่กับเป้าหมาย แรงจูงใจ และความจำเป็นของแต่ละชุมชน
ซง่ึ สามารถประมวลได้ ดงั นี้

เครือข่ายแบ่งตามลักษณะงาน/การเชอื่ มโยง
1) เครือขา่ ยความคดิ /เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ (เชอ่ื มโยงแนวนอน)
2) เครือข่ายการทำงานในกิจกรรม/ประเด็นร่วมกนั (เช่ือมโยงแนวตั้ง: สายการผลิต-การตลาด) เครือข่าย

บรู ณาการ (เชอื่ มโยงหลายมติ ิ)
เครือขา่ ยแบง่ ตามลักษณะภูมิศาสตร์/เขตการปกครอง
1) เครือขา่ ยในระดับชุมชน
2) เครือข่ายระหวา่ งชมุ ชน
3) เครอื ขา่ ยระดบั ประเทศ

2.4 เครอื ขา่ ยแบง่ ตามลักษณะงาน/การเชอ่ื มโยง
1) เครอื ข่ายความคิด/เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ (เช่ือมโยงแนวนอน)
การเริ่มต้นเครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนในระยะแรก ๆ จนถึงปัจจุบันเป็นการรวมตัวกันในลักษณะน้ี

เช่น เครอื ข่ายการท่องเท่ียว จ.แมฮ่ อ่ งสอน เครือข่ายการทอ่ งเท่ยี วรอบเขาหลวง เป็นต้น
เครือข่ายการท่องเที่ยว จ.แม่ฮ่องสอน เริ่มจากการจัดทำโครงการนำร่องเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่

บา้ นห้วยฮ้ี ต.หว้ ยปูลิง อ.เมือง ในปี 2540 เม่ือได้รับผลสำเร็จ ในปี 2542 ขยายผลสู่ 3 หมูบ่ ้านในตำบลเดียวกัน และ
ในปี 2543 ขยายผลสู่ อ.ปางมะผา้ และ อ.ปาย โดยมโี ครงการฟน้ื ฟชู ีวิตและวัฒนธรรม เป็นพ่เี ลย้ี งเคยมกี ารทดลองทำ
บริษัทชื่อจอโกะอีโคเทรคเพ่ือทำการตลาดให้กับชุมชนแต่ต้องยุติลง ปัจจุบันเครือข่าย CBT ยังมีอยู่โดยรวมตัวกัน
หลวมเปน็ เวทแี ลกเปลยี่ นเรยี นรแู้ ละถา่ ยทอดองคค์ วามรใู้ ห้กบั ชุมชนหรือองคก์ รทส่ี นใจ

2) เครือข่ายการทำงานในกิจกรรม/ประเด็นร่วมกัน (เชอื่ มโยงแนวต้งั : สายการผลิต-การตลาด)
พฒั นาการของเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การทำงานร่วมกนั เพื่อต่อยอดการทำงานการท่องเท่ียว

โดยชุมชนสู่การทำการตลาดร่วมกันของเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ.เชียงใหม่ โครงการนำร่องเพื่อการทำ
การตลาดแบบมีส่วนร่วมและกรสร้างความร่วมมือทางการตลาดจากชุมชนสู่บริษัทนำเท่ียวของประเทศอังกฤษ
โดยการผลักดันของสถาบันการท่องเที่ยวโดยชมุ ชน (CBT-1)

เครือข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชน จ.เชียงใหม่ เป็นการรวมตัวของเครือข่ายการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเร่ืองการ
ท่องเท่ียว 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่กำปอง บ้านหนองเบี้ย บ้านแม่กลางหลวง และบ้านม้ง ดอยปุย เพ่ือการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีความคาดหวังว่าจะต่อยอดงานจากในระดับพื้นท่ีสู่การตลาดในปี 2547 แต่เน่ืองจากขาด
ประสบการณ์และสมาชิกบางแห่งก็มีนักท่องเที่ยวเข้าไปอยู่แล้ว งานด้านการตลาดจึงไม่ได้สานต่อ แต่เวที
แลกเปล่ียนเรียนรู้ในระดับจังหวัดยังคงมีอย่างต่อเน่ืองและขยายผลสู่เวทีระดับภาคเหนือตอนบน โดยที่เครือข่าย

19

จ.เชียงใหม่ ที่ภายหลังรวมพ้ืนที่ ต.ดอยหลวงเชียงดาว เข้าไว้ด้วยกันยังคงเป็นเครือข่ายท่ีทำงานอย่างต่อเนื่องและ
เหนียวแนน่

3) เครอื ข่ายบูรณาการ (เชอื่ มโยงหลายมิติ)
เป็นการทำงานโดยการมองความร่วมมือเป็นฐาน สามารถทำงานข้ามประเด็น หรือกล่มุ /องคก์ ร ข้ึนอยู่กับ

สถานการณ์และปัจจัยแวดล้อม เช่นกลุ่มกินข้าวเซาเฮือน บ้านชะซอม บูรณาการเร่ืองการท่องเท่ียวโดยชุมชนกับ
กลุ่มกิจกรรมอ่ืน ๆ อาทิ กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน อบต.นาโพธ์ิกลาง และอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
เครือข่ายการท่องเท่ียวดอยหลวงเชียงดาว เป็นตน้

บ้านชะซอม ต.นโพธ์กิ ลาง อ.โขงเจยี ม จ.อุบลราชธานี จากป่าอุดมสมบูรณ์กลายเป็นป่าเสอื่ มโทรม ชมุ ชนได้
รวมตัวกันฟื้นสภาพป่าให้อุดมสมบูรณ์โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าในปี 36 โดยความร่วมมือ
ขององค์กรพัฒนาเอกชน-มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต สำนักงานป่าไม้เขต จ.อุบลฯ จากน้ันได้มีการทำงาน
ร่วมกันกับอุทยานผาแต้มในการฟ้ืนฟูป่าตามแนวกันชน เกิดกลุ่มกิจกรรมการพัฒนา เช่น กลุ่มส่ิงแวดล้อม กองทุน
ร้านค้า กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ในส่วนของการท่องเที่ยวในพ้ืนที่มีท้ังการ
ท่องเท่ียวท่ีจัดการโดยอุทยาน การท่องเที่ยวที่จัดการโดย อบต.นาโพธิ์กลาง และการท่องเที่ยวที่จัดโดยกลุ่ม
กนิ ข้าวเชาเฮือน ซ่ึงทั้ง 3 ส่วน ได้ร่วมวางแผนและแบ่งขอบเขตการทำงานร่วมกัน รวมทง้ั การประสานกลุ่มต่าง ๆ ใน
ชุมชน ใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์จากการท่องเทย่ี วทง้ั ทางตรงและทางอ้อม

2.5 เครือข่ายแบง่ ตามลักษณะภูมิศาสตร์/เขตการปกครอง
1) เครอื ข่ายในระดบั ชุมชน
การท่องเท่ียวโดยชุมชน มีการทำงานท่ีเก่ียวข้องกับหลายภาคส่วนในชุมชน เป็นช่องทางที่จะทำให้กลุ่ม

ตา่ ง ๆ ในชุมชนเข้ามามีสว่ นรว่ มได้ อาทิ กลุ่มหตั ถกรรม กล่มุ เยาวชน กลมุ่ อาชีพ หรอื กลุ่มอนรุ กั ษ์ เช่น เกาะยาวนอ้ ย
จ.พงั งา บา้ นบางเจา้ ฉา่ จ.อา่ งทอง

2) เครือขา่ ยระหว่างชมุ ชน
ชุมชนหลายแห่งอาจมีการใช้ทรัพยากรท่องเท่ียวร่วมกัน มีปัญหาการจัดการทรัพยากรคล้ายกัน

การขยายผลการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากชุมชนหนึ่งไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน เช่น การท่องเท่ียวในเขต
ล่มุ น้ำห้วยปูลงิ ทรพั ยากรทอ่ งเที่ยวร่วมกัน เช่น ถำ้ แมล่ ะนา ของชมุ ชนบ้านแมล่ ะนา บา้ นจา่ โบ่ และบ้านบอ่ ไคร้

เครือข่ายการท่องเท่ียว ต.ปางมะผ้าอ.ปางมะผ้า มีชื่อเสียงเร่ืองเร่ืองถ้ำ ท้ังในด้านโบราณคดีและในด้าน
ธรณีวิทยา ถ้ำแม่ละนา เป็นถ้ำที่ยาวท่ีสุดในเอเชีย ความยาว 12 ก.ม.ในอดีตการเท่ียวถ้ำจะนำเท่ียวโดยบริษัททัวร์
ภายนอก และบางคร้ังก็ใช้ชาวบ้านเป็นคนแบกของและคนนำทาง โดยที่คนในชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดการ
ซึ่งในช่วงนน้ั ชาวบ้านแมล่ ะนา จ่าโบ่ และบอ่ ไคร้ ไดร้ วมกนั เป็นเครอื ขา่ ยป่าชมุ ชนดแู ลทรัพยากรในพนื้ ทอี่ ยแู่ ล้ว และ
เพอื่ ใหส้ นับสนนุ ความคดิ เรื่องคนอย่กู บั ป้าตอ้ งดูแลทรพั ยากรป่าและระบบนิเวศโดยรวมประกอบกบั เริ่มมคี ำถามเร่ือง
การจดั การทอ่ งเท่ยี วถำ้ อยา่ งยั่งยนื ชมุ ชนท้งั 3 จงึ ลกุ ขน้ึ มารวมตัวกันสร้างระบบการบรหิ ารจดั การถำ้ รว่ มกนั

20

กล่าวโดยสรุป เครือข่ายชมุ ชน คอื กระบวนการทำงานอย่างมรี ะบบและแบบแผน เป็นการทำงานรวมกันเป็น
กลมุ่ ๆ ไมเ่ พียงแต่กล่มุ ใดกลุ่มนึง มีความเก่ียวเน่ืองกับกลมุ่ คนทห่ี ลากหลายและสามารถสร้างความร่วมมอื ในรูปแบบ
ของเครอื ข่ายในหลากลักษณะขน้ึ อยู่กับเปา้ หมาย แรงจงู ใจ และความจำเป็นของแต่ละชมุ ชน

2.6 แนวคดิ เกี่ยวกบั เครือข่าย
ความหมายของเครือขา่ ย
เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2545) ได้ให้นิยามของเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปการศึกษาว่า หมายถึง การท่ี

ปัจเจกบุคคลองค์กร หน่วยงาน หรือสถาบันใด ๆ ได้ตกลงท่ีจะประสานเชื่อมโยงเข้าหากันภายใต้วัตถุประสงค์หรือ
ข้อตกลงอย่างใดอย่างหน่ึงร่วมกันอยา่ งเปน็ ระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือปฏิรูปการศึกษา กลุ่มเครอื ข่ายนั้นตอ้ งมีการ
แสดงออกเป็นการลงมือกระทำกิจกรรมร่วมกัน ท้ังนี้การเช่ือมโยงเข้าหากันเป็นเครือข่ายไม่ใช่การรวมกลุ่มของ
สมาชิกท่ีมีความสนใจเพียงต้องการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือร่วมสังสรรค์กันเท่านั้น แต่มันหมายถึงความ
ตอ้ งการที่จะพัฒนาไปสกู่ ารลงมือกระทำกิจกรรมรว่ มกัน โดยมีเปา้ หมายร่วมกันท่ีชดั เจน

วิชิต นันทสุวรรณ และจำนง แรกพินิจ (2545) กล่าวถึงเครือข่ายการเรียนรู้ว่า คือ การท่ีชาวบ้านรวมตัว
กันขบคิดปัญหาของเขา รวมพลังแก้ปัญหา และหาผู้นำขึ้นมาจากหมู่ชาวบ้านด้วยกันเองแล้วรวมตัวกันเพื่อมี
อำนาจต่อรอง มีการต่อสู้ทางความคิด มีการเรียนรู้จากภายนอก มีการไปมาหาสู่ เรียนรู้ ดูงานด้วยกันจนกระท่ัง
เกดิ กระบวนการแกป้ ญั หาได้ ส่งผลใหก้ ารทำมาหากินและเศรษฐกจิ แตล่ ะครอบครวั ดีขึ้น

ธนา ประมุขกูล (2547) ให้ความหมายของคำว่า เครือข่าย คือ ภาพข่ายใยแมงมุมซึ่งแสดงให้เห็นการถัก
ทอโยงใยกันของเส้นใยที่พาดผ่านกันมาหลายเส้น หลากทิศทาง ดังนั้นคำว่าเครือข่าย คือ การเชื่อมโยงอย่างมี
เป้าหมายเป็นการเชื่อมโยงระหว่างระบบที่ปฏิบัติการอยู่เข้าด้วยกัน เช่น การเช่ือมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็น
เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นต้น หรืออาจเป็นการเชื่อมโยงระหว่างบทบาทของบุคคล/องค์กรต่าง ๆ ภายใต้
วัตถุประสงค์ร่วมใด ๆ ของภาคีสมาชิก ดังน้ันเครือข่ายจึงเป็นรูปแบบการทำงานในลักษณะสร้างความร่วมมือ
ประสานงานกันในแนวราบระหว่างผู้ท่ีเก่ียวข้องด้วยสรรพกำลังอันรวมถึงคนสติ ปัญญา ความสามารถและ
ทรัพยากรในการทำงานเพ่ือเอาชนะอุปสรรคที่จุดอ่อนของระบบราชการ และเป็นแนวทางที่ตรงกันกับแนวคิดของ
การพัฒนาที่ยึดพ้ืนที่ประสานภารกิจและร่วมทรัพยากร (Area, Function and participation) เป็นกลยุทธ์ในการ
พัฒนา

กล่าวโดยสรุป เครือข่าย หมายถึง การเชื่อมโยงระหว่างระบบการปฏิบัติงานหรือเชื่อมโยงบทบาทของ
กลุ่มบุคคล องค์กร/หน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยย่อยรวมตัวกันด้วยความสมัครใจภายใต้ความต้องการใน
วตั ถุประสงค์ร่วมกัน จัดโครงสร้างและรูปแบบการทำงานด้วยระบบใหม่ในลักษณะสร้างความร่วมมือประสานงาน
กันในแนวราบระหว่างผู้ที่เก่ียวข้องด้วยการระดมสรรพกำลังร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ช้ันในการพัฒนาด้วยการให้
สมาชิกได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจร่วมวางแผนร่วมทำร่วมรับผิดชอบร่วมติดตามประเมินผล และร่วมรับผลประโยชน์
การสร้างเครอื ข่าย

21

การสร้างเครือข่าย
ปาริชาติ วลยั เสถียร (2543) ไดส้ รปุ กระบวนการสร้างเครือข่ายไว้ ดังนี้
1. ขั้นตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายเป็นขั้นตอนท่ีผู้ปฏบิ ัติงานหรือฝ่ายจัดการตระหนัก
ถงึ ความจำเป็นในการสร้างเครือข่าย เพื่อท่ีจะทำงานใหบ้ รรลุเป้าหมาย รวมท้ังพิจารณาองค์กรต่าง ๆ ท่ีเห็นว่า
เหมาะสมเขา้ เปน็ เครอื ข่ายในการทำงานคำถามในขั้นตอนน้ี คอื

1) จะเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกบั องค์กรใด
2) จะไดร้ ับประโยชน์หรอื ตอ้ งสละประโยชนด์ ้านใดบ้างในการเขา้ ร่วมเป็นเครือข่าย
3) ระยะเวลาใดในการเขา้ รว่ มเครอื ข่ายคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้อาจมีการเปลีย่ นแปลงเม่ือระยะเวลา
ในการทำงานผา่ นไประยะหนึ่งแล้ว
2. ขั้นติดต่อกับองค์กรท่ีจะเป็นเครือข่ายหลังจากที่ได้ตัดสินใจในองค์กรท่ีเห็นว่าเหมาะสมในการเข้าร่วม
เครือข่ายจะเป็นข้ันตอนของการติดต่อสัมพันธ์ เพ่ือชักชวนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการทำงาน ซึ่งจะเกิดขึ้นเม่ือ
องค์กรมีความต้องการเหมือนกัน และต้องการกระทำกิจกรรมตอบสนองความต้องการเหมือนกัน ดังน้ันจะต้อง
สร้างความคุ้นเคยและการยอมรับรวมท้ังความไว้วางใจระหว่างกัน เป็นข้ันตอนของการปลูกจิตสำนึกโดยการให้
รางวลั กระตุน้ ให้อยากแก้ปญั หารว่ มกันอาจเรยี กข้ันตอนนวี้ า่ เป็นขั้นตอนการเตรียมกลมุ่ หรือเตรยี มเครือข่าย
3. ข้ันการสร้างพันธกรณีร่วมกันเป็นข้ันตอนของการสร้างความผูกพันร่วมกันซึ่งหมายถึงการตกลงใน
ความสัมพันธ์ต่อกัน ในข้ันตอนนี้องค์กรจะเข้าสู่การตกลงที่จะทำงานร่วมกนั ซ่ึงในการท่ีจะทำกิจกรรมร่วมกันเพ่ือ
ตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหากลมุ่ องค์กรจะต้องมีความรู้ทีจ่ ำเป็น ซ่งึ อาจจะทำโดยการแลกเปลี่ยนความรู้
และอาจเรียกขั้นตอนนี้ว่ากลุ่มศึกษาเรียนรู้ (Learning group) หากพิจารณาในประเด็นของระดับการสร้าง
เครือข่ายก็จะเป็นข้นั ตอนของการให้ความรว่ มมือ (Informal cooperation)
4. ขั้นการพัฒนาความสัมพันธ์เป็นข้ันตอนท่ีการสร้างเครือข่ายปรากฏผลงานเป็นรูปธรรม เป็นข้ันตอน
การเริ่มทำกิจกรรมโดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีการตกลงในเร่ืองการบริหารจัดการกลุ่มซึ่งเร่ิมต้นด้วยการกำหนด
วัตถุประสงค์ของกลุ่ม กำหนดกิจกรรม จัดวางข้อตกลงในการทำงานกำหนดบทบาทของสมาชิก รวมท้งั สิทธิหน้าที่
ของหัวหน้ากลุ่ม เป็นต้น ในข้ันกลุ่มกิจกรรม (Action group) หากพิจารณาในประเด็นระดับการสร้างเครือข่าย
เรยี กวา่ เปน็ ขน้ั ตอนของการทำข้อตกลง (Formal agreement)
5. ขั้นตอนการขยายกิจกรรมหรือขยายกลุ่ม หลังจากข้ันตอนการพัฒนาความสัมพันธ์จนนำไปสู่การทำ
กิจกรรมร่วมกัน จนมีผลงานปรากฏเป็นท่ีเด่นชัดองค์กรเครือข่ายรู้สึกว่าตนได้รับผลประโยชน์จากการเข้าเป็น
เครือข่าย ความสัมพันธ์จะแน่นแฟ้นขึ้น การเรียนรู้ร่วมกันนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานฝ่ายปฏิบัติการ
แล้วยังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์ด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ซึ่งจะนำไปสู่การขยายกิจกรรมหรือ
ขยายกลุ่มตามพ้ืนท่ีหรือตามลักษณะกิจกรรมในคำนึงระดับการสร้างเครือข่าย ข้ันตอนนี้อาจอยู่ในระดับการเข้า
ลงทนุ ในองคก์ รใหม่ (Minority investment) และการจดั ตั้งองคก์ รใหม่ร่วมกับ (joint venture)

22

6. ข้ันติดตามและประเมินผล เป็นขั้นตอนการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนที่เกิดจากเครือข่าย
ความร่วมมือเพ่ือไปสู่การปรับปรุงหรือเปล่ียนแปลงแผนการดำเนินงานนั้นอีก กำลูนเทพ เทวกุล (2536) ได้กล่าว
ไวว้ ่า การสร้างเครือข่ายจะต้องเร่ิมจากตัวแทนที่มีโอกาสจะแผ่ขยายแตกสาขาของเครือข่ายออกไปได้ โคยคำนงึ ถึง
จุดเริ่มต้นท่ีสำคัญจุดใดจุดหนึ่งหรืออาจจะเร่ิมพร้อมกันในหลาย ๆ จุดที่มีความพร้อม เช่น ในกลุ่มข้าราชการ
กลุ่มประชาชน ให้เร่ิมในลักษณะประชาชนเป็นศูนย์กลางท่ีมีการช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน และสร้างกลุ่มผู้นำให้
เกิดขึ้นก่อนได้ แก่คณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในรูปของการบริหารสภาตำบลท่ีกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
โดยที่คณะกรรมการเหล่าน้ีจะต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้ ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาและมีความคิดริเริ่ม
สรา้ งสรรค์

ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และปาริชาติ สถาปีตานนท์ (2549) ได้กล่าวถึงการสร้างเครือข่ายว่าเป็นระบบ
เช่ือมโยงสัมพันธ์กันของสิ่งมีชีวิตที่ควรได้รับ การสร้างโอกาสในการเช่ือมโยงเครือข่ายต่อไปเรื่อย ๆ มีการเรียน
รู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการสื่อสารจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างเครือข่าย ได้แก่ การส่งสารที่เป็นข้อมูล
หรือข่าวสารที่ชัดเจนให้ผูร้ ับเข้าใจง่าย และการรับสารทเี่ ปิดใจรับข้อมูลหรือข่าวสารอ่นื ที่อยนู่ อกเหนอื จากความคิด
ที่ตนมีอยู่เดิมความสามารถในการส่ือสารของเครือข่ายการส่งสารและการรับสารที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลให้เกิด
การขยายเครือข่ายออกไปในวงกว้างได้ และเครือข่ายจะต้องมีจุดยืนมีจุดประสงค์ท่ีชัดเจนพร้อมท่ีจะเชื่อมโยง
องค์กรอื่นอยู่เสมอรวมท้ังมีความยืดหยุ่นไม่มีรูปแบบท่ีแน่นอนตายตัวนัก แต่เน้นให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของ
เครอื ขา่ ยเป็นสำคัญ ดังภาพ

ภาพที่ 2.2 แบบแผนการเกิดเครือข่าย (Pattern of network)

Hanson (2003) ได้กล่าวถึง การส่งข่าวสารภายในหรือระหว่างองคก์ ารโดยผ่านเครือข่ายวา่ มรี ูปแบบของ
การสื่อสารอยู่ 5 รูปแบบ ท่ีแตกต่างกัน ได้แก่ แบบรูปโซ่ (Chain) แบบวงล้อ (Wheel) แบบวงกลม (Circle) แบบ
ทกุ ช่อง (All channel) และแบบตัววาย (Y-shape) ดงั ภาพ

23

ภาพท่ี 2.3 รูปแบบการสื่อสาร (Hanson, 2003)
ฉันทนา จันทร์บรรจง (2545) ได้ศึกษาพบว่าการสื่อสารแบบวงล้อ (Wheel) ลูกโซ่ (Chain) และตัววาย
(Y-shape) บุคคลท่ีอยู่ตรงกลางของโครงสร้างการส่ือสารจะได้รับเลือกเป็นผู้นำส่วนการสื่อสารแบบวงกลม (Circle)
และแบบทุกช่องทาง (All channel) ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้นำและสมาชิกในกลุ่มสื่อสารแบบวงกลมและแบบทุก
ช่องทางจะไดร้ ับข่าวสารเทา่ เทียมกันทุกคนการสื่อสารในลกั ษณะวงล้อถูกโซ่และตัววายจะมลี ักษณะแบบรวมอำนาจ
เข้าสู่ส่วนกลาง (Centralization) แต่การส่ือสารแบบวงกลมและแบบทุกช่องทางจะมีลักษณะแบบกระจายอำนาจ
(Decentralization)
ประเภทและรูปแบบของเครือขา่ ย
นกั การศึกษาหลายทา่ นได้กล่าวถงึ ประเภทและรูปแบบของเครือข่ายไว้หลายทศั นะ ดังน้ี
เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2545) ได้แบ่งเครือข่ายออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์บางประการ
ประยุกต์เครอื ข่ายเพื่อปฏริ ูปการศึกษา สรปุ ไดต้ ามตารางต่อไปน้ี

24

ตารางที่ 2.1 ประเภทของเครือขา่ ย

อรรณพ พงษ์วาท (2544) ได้เสนอแนะรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการสถานศึกษาไว้
6 รูปแบบ ได้แก่

1. รปู แบบสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานของรฐั รวมตัวกนั เป็นเครือข่าย
2. การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายของสถานศึกยาขั้นพื้นฐานของรัฐแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลาย ๆ แห่งกับ
ภาคส่วนอ่ืน ได้แก่ บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนา สถานประกอบการ
และสถาบันสงั คมอ่ืนท่ีจัดการศึกษาในรูปแบบทีห่ ลากหลาย
3. รูปแบบเครือข่ายสถานศึกยาขั้นพ้ืนฐานของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหาร
สว่ นจังหวัด เทศบาล องค์การบรหิ ารสว่ นตำบล หรอื องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ รปู แบบอื่น ๆ
4. รูปแบบเครอื ข่ายสถานศึกษาขน้ั พนื้ ฐานของรัฐกับสถานศึกษาขั้นพนื้ ฐานของเอกชน


Click to View FlipBook Version