25
5. รูปแบบเครือข่ายสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของรัฐกับเอกชนและภาคส่วนอ่ืน ๆ ที่ระบุไว้ในรูปแบบท่ี 2
และ 3
6. รูปแบบเครือข่ายที่อาจเกิดจากการริเร่ิมระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐานท้ังของรัฐและของเอกชน หรือ
ระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและภาคส่วนอื่น ๆ ในเขตพื้นท่ีการศึกษาโดยไม่มีการ
ช้ีนำกำกับหรือครอบงำบงการจากหน่วยงานหรือองค์กรทางการศึกษาใด ๆ และขอให้ข้อเสนอแนะไว้ว่ารูปแบบของ
เครือข่ายโรงเรียนควรตั้งอยู่บนหลักการความสมัครใจ ความเสมอภาค การพ่ึงพิงพ่ึงพาอาศัยกัน ความสัมพันธ์ทั้ง
แนวราบและแนวนอนและต้องลดความเป็นราชการลง (Less bureaucratic model) บนพ้ืนฐานของการไม่รวมศูนย์
ท่ีจะเปน็ อปุ สรรคในการก่อตัว และการดำรงอยู่ ตลอดจนการดำเนินงานของเครือข่าย
สหัทยา วิเศษ (2547) ได้ทำการวิจัยเร่ือง องค์กรเครือข่ายในจังหวัดพะเยา และกล่าวถึงประเภทของ
เครอื ข่ายว่าออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
1. เครือข่ายท่ีแบ่งตามลักษณะการเกิดของเครือข่าย โดยเครือข่ายประเภทนี้อาจแบ่งเป็นเครือข่ายใน
ดา้ นต่าง ๆ คือ
1.1 เครือข่ายท่ีเกิดข้ึนจากการจัดตั้งของภาครัฐ เช่น เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน เครือข่ายอาสาพัฒนา
ชุมชน เป็นต้น ซ่ึงเป็นเครือข่ายที่มีกระบวนการทำงานและโครงสร้างที่ก่อนข้างเป็นทางการ มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่
กำหนดมาจากภาครฐั และได้รบั การสนับสนุนจากภาคภาครัฐในดา้ นตา่ ง ๆ
1.2 เครือข่ายท่ีเกิดจากการสนับสนุนขององค์การพัฒนาเอกชน ซึ่งมีการรวมกลุ่มเครือข่ายตามประเด็น
ปัญหาสาธารณะท่ีเกิดข้ึน เช่น ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการเงินชุมชน ด้านสุขภาพ ด้านเกษตรกรรม โดยท่ี
ลักษณะของเครือข่ายประเภทนี้ จะเป็นกลุ่มเครือข่ายท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติมีลักษณะไม่เป็นทางการมีการจัด
โครงสร้างท่ีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนซ่ึงอยู่ในลักษณะแนวราบ (Horizontal) ไม่มีประธาน มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทในการ
นำเพือ่ พัฒนาศักยภาพของตน
1.3 เครือขา่ ยท่ีเกิดขึ้นจากการก่อตัวของภาคประชาชน หรือเครือข่ายภาคประชาชนโดยเป็นเครอื ข่าย
ที่เกิดจากการเรียนรู้ การส่ังสมประสบการณ์ ท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิตและเช่ือมโยงกระบวนการน้ันเป็นเครือข่าย
เช่น เครอื ขา่ ยวฒั นธรรมพน้ื บ้าน เครอื ขา่ ยปราชญท์ ้องถิ่น เป็นต้น
2. เครือข่ายที่แบ่งตามลักษณะของกิจกรรม ได้แก่ เครือข่ายที่ดำเนินการโดยยึดภารกิจหรือกิจกรรมท่ี
เกิดข้ึนในแต่ละช่วงเวลาเป็นเกณฑ์ ในการแบ่งเครือข่ายโดยเป็นการรวมตัวกันเพ่ือทำกิจกรรมเป็นคร้ังคราวตาม
สภาพปัญหาท่เี กดิ ข้นึ เชน่ เครอื ข่ายการเรียนรู้ เครือขา่ ยผู้ไดร้ ับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของภาครัฐ เปน็ ตน้
กล่าวโดยสรุป รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือแบ่งออกเป็นหลายประเภทแตกต่างกันไป ทั้งน้ีอยู่ที่
หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้ในการแบ่งประเกท เช่น แบ่งตามลักษณะการเกิด แบ่งตามลักษณะกิจกรรม แบ่งตาม
จุดมุ่งหมายของเครือข่าย เป็นต้น สำหรับการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษารูปแบบการพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือ
ทางวิชาการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
26
องคป์ ระกอบของเครือขา่ ย
เกรียงศกั ด์ิ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2545) กล่าวถงึ องค์ประกอบของเครือข่าย 7 องค์ประกอบ ได้แก่
1. การรับรู้มุมมองด้วยกัน (Common perception) ท่ีถือวา่ เป็นหัวใจของเครือข่ายสมาชิกท่ีเข้ามาอยู่ใน
เครือข่ายต้องมีความรู้สึกนึกคิดและรับรู้รวมกันถึงเหตุผลการเข้าร่วมเป็นเครือข่าย เช่น มีความเข้าใจในปัญหา
และมีจิตสำนึกในการแก้ปัญหาร่วมกัน มีประสบการณ์ในปัญหาร่วมกันและมีความต้องการความช่วยเหลือใน
ลักษณะท่ีคลา้ ยคลึงกัน เปน็ ต้น
2. การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Common vision) เป็นการมองเห็นภาพของจุดหมายในอนาคตร่วมกัน
ระหว่างสมาชิกในกลุ่มท่ีรับรู้ เข้าใจถึงทิศทางเดียวกันและการมีเป้าหมายที่จะไปด้วยกันจนทำให้กระบวนการ
เคลอ่ื นไหวมีพลงั และเกิดเอกภาพ
3. การมีผลประโยชน์และมีความสนใจร่วมกัน (Mutual interest Benefit) เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง
การยอมรับโอกาสในความก้าวหน้า ความสุข ความพงึ พอใจ ฯลฯ
4. การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่ายอย่างกว้างขวาง (All stakeholders participation) เป็นเง่ือนไขที่
ทำให้เกิดการรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และรว่ มลงมอื กระทำ
5. การเสริมสร้างซ่ึงกันและกัน (Complementary relationship) โดยใช้จุดแข็งของฝ่ายหนึ่งไปช่วย
แก้ปัญหาจุดออ่ นของอกี ฝ่ายหน่ึง
6. การพึ่งพิงอิงร่วมกัน (Interdependence) ระหว่างสมาชิกของเครือข่ายเพ่ือเป็นการเสริมสร้าง
ซึง่ กันและกัน และขงั สง่ ผลใหส้ มาชิกมปี ฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างกนั โดยอัตโนมัติ
7. การปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน (Interaction) สมาชิกในเครือข่ายต้องทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกิด
การปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งสมาชิกดว้ ยกันที่ก่อให้ เกิดการเปล่ยี นแปลงในเครือข่ายดว้ ย
ธนา ประมขุ กูล (2547) กล่าวถึงองค์ประกอบของเครือข่ายว่า ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ดงั น้ี
1. สมาชิก ได้แก่ สมาชิกแกนหลักที่เก่ียวข้องโดยตรงกับผลงานตามเป้าหมายเครือข่ายและสมาชิกเสริม
ท่ีเปน็ ฝา่ ยสนับสนุน
2. กรรมการผู้ประสานงาน เพื่อให้เกิดการจัดการที่ดี สามารถนำพาเครือข่ายขับเคล่ือนไปด้วยพลังร่วม
ของสมาชกิ
3. เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ ถือเปน็ จุดร่วมสำคัญของการเปน็ เครือข่ายถา้ เป็นเปา้ หมายต้องชัดเจนและ
มคี วามเปน็ ไปได้ ให้ความสำคญั ต่อการมีสว่ นรว่ มและคงอยู่ของสมาชิก
4. กจิ กรรมการจัดกิจกรรมจะต้องสอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ โดยการร่วมคิดรว่ มตดั สินใจและร่วมทรพั ยากร
ของสมาชิกด้วยกันเองการถ่ายทอดความรู้ ทักษะการตีความ สร้างความหมายเครือข่าย Making meaning
การสื่อสารกรบรหิ ารข้อมลู การปฏิสัมพนั ธ์ เหน็ และเข้าใจเปา้ หมายร่วมทั้งระยะสัน้ ระยะยาวและเฉพาะหน้า
27
ปารชิ าติ สถาปตี านนท์ และชยั วฒั น์ ระพนั ธ์ (2546) กล่าววา่ องคป์ ระกอบของเครือข่าย ประกอบด้วย
1. การเรยี นรู้ (Learning) ได้แก่ การเรียนร้เู ก่ยี วกับความจำเป็นและความต้องการของตนเองและผูอ้ ื่น
2. การลงทุน (Investing) ได้แก่ การลงทุนด้านเวลาและพลังงานในการติดต่อและเชื่อมประสานกับบุคคล
ตา่ ง ๆ
3. การดูแล (Nurturing) ได้แก่ การดูแลสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกของเครือข่ายอย่างใกล้ชิดท้ังในเรื่อง
ของการทำงานและความสัมพนั ธภาพสว่ นตัว
4. การรักษา (Keeping) ได้แก่ การรักษาทิศทางในการบรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบความ
ตอ้ งการของสมาชิกและการเปิดใจรับฟงั ความคิดเหน็ ซึ่งกันและกนั
กล่าวโดยสรุป องค์ประกอบของเครือข่าย มีดังน้ี 1) สมาชิกเครือข่าย 2) เป้าหมายร่วมกัน 3) การมี
ประโยชนร์ ่วมกัน 4) การมสี ่วนร่วมของสมาชิก 5) การเสริมสร้างความสัมพันธ์ 6) การแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ ซึง่ การที่จะ
วเิ คราะห์ว่าเครือข่ายมีองค์ประกอบอะไรบ้างนั้นข้ึนอยู่กับลักษณะของเครือข่ายเป็นสำคัญ สำหรับการวิจัยในคร้ังนี้
องคป์ ระกอบเครือขา่ ยความรว่ มมือทางวิชาการของสำนกั งานเขตพนื้ ทีป่ ระถมศึกษาประกอบด้วย 1) กิจกรรมสำคัญท่ี
เสริมประสิทธิภาพการดำเนินภารกิจของเครือข่าย 2) เทคนิค วิธีการพัฒนาสมาชิกเครือข่าย 3) กระบวนการ
เสริมสร้างพลังอำนาจ (Empowerment) 4) คุณลักษณะที่ดีของสมาชิกและผู้นำเครือข่าย 5) การปฏิบัติงานของ
เครือข่ายและการสะทอ้ นผล
กระบวนการปฏบิ ัตงิ านของเครอื ข่าย
พระมหาสุทิตย์ อากากโร (2547) ยังได้กล่าวถึงกระบวนการทำงานของเครือข่ายต่าง ๆ ว่ามีลักษณะ
ร่วมกนั ใน 4 ประเดน็ คือ
1. กระบวนการทำงานทเี่ ชอ่ื มประสานจดุ เล็กและขยายไปสู่หนว่ ยใหญ่
2. การรักษาสมั พันธภาพท่สี ร้างความรู้ ความหมาย และโลกทศั นร์ ่วมกนั
3. การเสริมสร้างกระบวนการเรยี นรู้และการปรับตวั
4. การพัฒนากิจกรรมและความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างกระบวนการทางนวัตกรรมและวาทกรรมในการ
พัฒนาจะเห็นได้ว่า กระบวนการทำงานของเครือข่ายดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ท่ีสำคัญในการประสานความร่วมมือ
เป็นการทำงานด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างสมาชิกและภาคีร่วมโดยมีจุดเริ่มต้นจากการทำงานในพ้ืนท่ีและ
ประเด็นเล็ก ๆ แล้วขยายกระบวนการเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางออกไปพร้อมทั้งแสวงหาความรู้ใหม่วิธีการใหม่ที่
เหมาะสมกว่าโดยมีระบบการสื่อสารและนวัตกรรมใหม่เป็นเครื่องมือที่จะสร้างความหมายและความสัมพันธ์ท่ีดี
ตอ่ กนั ดังภาพ
28
ภาพที่ 2.4 กระบวนการทำงานของเครอื ขา่ ย
ศิรกิ าญจน์ โกสุมภ์ (2542) ได้สรปุ กระบนการมีสว่ นร่วมประกอบด้วย 8 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่
1) การศึกษาข้อมูลพนื้ ฐาน
2) การสรา้ งความสัมพันธ์กับชมุ ชน
3) การสร้างเครือข่ายของกลุ่ม
4) การสรา้ งกจิ กรรม
5)การต่อรองเพื่อการดำเนนิ กิจกรรม
6)การต่อรองเพื่อการดำเนนิ กิจกรรม
7)การรว่ มกันประเมินผลการดำเนินงาน
8)การรว่ มกันรับผลประโยชนจ์ ากการดำเนนิ การ
สรุปได้ว่า กระบวนการปฏิบัติงานของเครือข่ายประกอบด้วย 7 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดวิสัยทัศน์
2) การกำหนดเป้าหมาย 3) การกำหนดวิธีการส่ือสาร 4) การกำหนดบทบาทหน้าที่ 5) การวางระบบการประเมินผล
6) การให้ความรู้ความเข้าใจ 7) การพัฒนาแผนปฏิบัติการ
ลักษณะบ่งชเ้ี ชงิ คณุ ภาพความเขม้ แข็งของเครือข่าย
ธนา ประมขุ กลู (2547) ได้กลา่ วถงึ ลกั กษณะบง่ ชีเ้ ชิงคุณภาพความเข้มแข็งของเครือขา่ ย ดังน้ี
1. มีสัมพันธภาพ คือ ความใกล้ชิดสนิทสนมกลมเกลียว เป็นน้ำหน่ึงใจเดียวกัน และมีความอะลุ่มอล่วย
ยืดหยุน่ ทเ่ี ป็นไปตามธรรมชาติของกลมุ่ ทม่ี คี วามเขา้ ใจและความจริงใจเปน็ พ้ืนฐาน
2. มีความชัดเจนของเป้าหมาย ซ่ึงมาจากความคิดเห็นของสมาชิกเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางให้สมาชิก
ในเครือข่ายได้เข้าใจตรงกัน และเดินทางไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่หลงใช้เวลาและทรัพยากรกับภารกิจที่
ไมส่ อดคล้องกบั เปา้ หมายของเครือขา่ ย
29
3. กระบวนการเสนอความคดิ เห็นและตัดสนิ ใจ เครือข่ายต้องมีความเป็นประชาธปิ ไตยให้สมาชิกเสนอ
ความคิดเห็นให้สิทธิใ์ นการตดั สนิ ใจอยา่ งเปน็ อิสระเตม็ ท่ีย่อมบง่ บอกถึงความเข้มแข็งของเครือขา่ ย
4. ลักษณะกิจกรรมและความต่อเนื่อง ดำเนินกิจกรรมด้วยสมาชิกในเครือข่ายเองไม่ใช่การพ่ึงพิงจาก
ภายนอก นอกจากน้ีความสม่ำเสมอต่อเน่ืองของกิจกรรมก็เป็นส่ิงช่วยบอกถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายด้วย
เช่นกนั
5. แหล่งของทรัพยากร/ศักยภาพ การที่เครือข่ายสามารถแสวงหาและดึงศักยภาพ/ทรัพยากรท่ีมีอยู่
ภายในเครือข่ายมาใช้ เป็นความเข้มแข็งของเครือข่ายที่สามารถพงึ่ ตนเอง แตม่ ิได้หมายความว่าเครอื ข่ายจะปฏิเสธ
การสนบั สนนุ จากภายนอกโดยส้นิ เชิง
6. การเรียนรู้และนวัตกรรม ความหลากหลายที่มารวมกันของสมาชิกควรก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่
สามารถนำไปสู่การพัฒนาจนเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมตามมาคุณภาพใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ จึงอาจเป็นส่ิงที่เหล่า
สมาชิกเกิดเป็นการเรียนรู้ข้ึนในตนเอง อันเป็นผลจากการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มหรืออาจเป็นผลปรากฎรูปธรรมใน
กิจกรรมทีม่ ีการพัฒนาการไปเร่ือย ๆ จนกระท่งั ถงึ การเป็นนวัตกรรมต้นแบบให้กบั ผู้อ่นื ต่อไป
ปารชิ าติ สถาปีตานนท์ และชยั วฒั น์ โระพนั ธ์ (2546) ได้กล่าวถึงการส่ือสารกบั สังคมเครือข่ายว่า
1) การสื่อสารจะทำให้สมาชกิ ในเครอื ขา่ ยมโี อกาสรบั รู้ (Perception) เก่ียวกับข้อมลู ขา่ วสารได้ทั่วถึง
2) การส่ือสารเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้บุคคลร่วมมือกัน ค้นหาเป้าหมาย
รว่ มกัน (Shared goal)
3) การส่ือสารเป็นแนวทางทำให้สมาชิกในเครือข่ายได้มีโอกาสเรียนรู้ (Leaning) ความคิดความรู้สึก
ความเช่ือและพฤติกรรมของกันและกันการแลกเปลี่ยน (Exchange) ข้อมูลและข้อคิดต่าง ๆ การฝึกเปิดใจกว้าง
(Open-mind) เพ่ือยอมรับฟังความคิดเหน็ และพฤติกรรมตลอดจนการพัฒนาสมั พันธภาพระหว่างกัน (Relationship
development) และร่วมมือกนั ทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
4) การสื่อสารมีส่วนสำคัญในการค้นคว้าและพัฒนาอัตลักษณ์ (Identity) และบุคลิกลักษณะ (Character)
รว่ มกนั ของสมาชิกในเครือข่ายและเป็นชอ่ งทางในการนำเสนออัตลักษณ์และบคุ ลิกลกั ษณะดังกล่าวสสู่ งั คมภายนอก
2.7 แนวคดิ และทฤษฎกี ารบริหารจัดการ
ความหมายของการบรหิ ารจัดการ
ธงชัย สันติวงษ์ (2540) กล่าวว่า การบริหารจัดการ คือ งานของหัวหน้าหรือผู้นำที่จะต้องทำเพื่อให้กลุ่ม
ต่างๆ ท่ีมีคนหมู่มากมายอยู่รวมกันและร่วมกันทำงาน เพ่ือวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้จนสำเร็จผลโดยได้ประสิทธิภาพ
กลา่ วอย่างง่าย ๆ การบรหิ าร คือ การทำใหง้ านเสร็จลงได้โดยอาศยั คนอื่นเปน็ ผู้ทำใหเ้ สร็จน่นั เอง
ศิริพงย์ ลดาวัลข์ ณ อยุธยา (2540) กล่าวว่า งานบริหารจัดการ หมายถึง กิจการท่ีเก่ียวกับการจัดการ
ดำเนินงานให้มีการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในองค์กร ทั้งน้ีเพ่ือให้งานขององค์กรสำเร็จตามวัตถุประสงค์ท่ี
วางไว้
30
ถนัด เดชทรัพย์ (2550) การบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิง่ ต่าง ๆ ได้รับการกระทำจนเป็นผลสำเร็จ
กล่าวคือ ผู้บริหารไม่ใช้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานจนสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ผู้บริหาร
ตดั สินใจเลอื กแล้ว
การบริหาร คือ กระบวนการทำงานร่วมกับผู้อ่ืนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหาร คอื การทำงานของคณะบุคคลต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป ที่ร่วมปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกนั การบริหาร
เปน็ กระบวนการทางสงั คมทีส่ ามารถมองเห็นได้ 3 ทาง คอื
1. ทางโครงสร้าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังกับบัญชาและผู้ใด้บังกับบัญชาตามลำดับข้ันตอนของ
สายการบงั คับบัญชา
2. ทางหน้าท่ี เป็นขั้นตอนของหน่วยงานท่ีระบุหน้าท่ี บทบาท ความรับผิดชอบและส่ิงอำนวยความสะดวก
ต่าง ๆ เพื่อใหส้ ำเร็จเป้าหมาย
3. ทางปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่บุคคลและบุคคลต้องการ (Getzals & Guba) ร่วมทำปฏิกิริยาซึ่งกัน
และกนั
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2555) กล่าววา่ การบริหาร บางครงั้ เรียกว่า การบริหารจัดการ หมายถงึ การดำเนินงาน
การปฏิบัติงานใด ๆ ของหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับคน สิ่งของและหน่วยงานโดยครอบคลุมในเร่ืองต่าง ๆ ท่ีเรียกว่า
“กระบวนการบริหาร” หรือ “ปัจจัยท่ีมีส่วนสำคัญต่อการบริหาร” ท่ีเรียกว่า แพ็มส์-โพสคอร์บ (PAMS-POSDCORB)
ไดแ้ ก่ การบรหิ ารนโยบาย (Policy) การบริหารอำนาจหน้าท่ี (Authority) การบริหารคุณธรรม (Morality) การบรหิ ารท่ี
เกี่ยวข้องกับสังคม (Society) การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การบริหารทรัพยากรมนุษย์
(Staffing) การอำนวยการ (Directing) การประสานงาน (Coordinating) การรายงาน (Reporting) และการ งบประมาณ
(Budgeting)
นอกจากท่ีกล่าวมา อาจให้ความหมายได้อีกว่า การบริหาร หมายถึง การดำเนินงานหรือการปฏิบัติงานใด ๆ
ของหนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั คน สง่ิ ของ และหนว่ ยงาน โดยครอบคลุมเรอ่ื งต่าง ๆ เชน่ การบรหิ ารคน (Man) การบริหาร
เงิน (Money) การบริหารวัสดุอุปกรณ์ (Material) การบริหารงานท่ัวไป (Management) การบริหารการให้บริการ
ประชาชน (Market) การบริหารคุณธรรม (Morality) การบริหารข้อมูลข่าวสาร (Message) การบริหารเวลา (Minute)
และการบรหิ ารการวัดผล (Measurement) ซ่งึ กค็ ือ “ปัจจยั ท่ีมีส่วนสำคัญต่อการบรหิ าร” ทเี่ รียกว่า 9M
กล่าวโดยสรุป การบริหารจัดการ คือ ชุดของหน้าท่ีต่าง ๆ ท่ีกำหนดทิศทางในการใช้ทรัพยากรทั้งหลาย
อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งก็คือความสามารถของบุคคล หรือกลุ่มคนที่ทำหน้าท่ีในการวางแผน
การจัดองค์การ การจัดบุคคลเข้าทำงาน การสั่งการ และการควบคุมการทำงาน เพ่ือทำให้กิจกรรมขององค์กร
ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยปัจจัยปัจจัยในการบริหาร เพื่อให้บรรลุถึง
เปา้ หมายขององค์กรและมีการปฏิบตั ิการสำเรจ็ ตามแผนที่กำหนดไว้
31
2.8 แนวคดิ ทางการบริหารจดั การ
ถนัด เดชทรัพย์ (2550) กล่าวว่า ในอดีตท่ีผ่านมาระบบการจัดการของการผลิตและกิจกรรมต่าง ๆ ก็ดี
ทางเศรษฐกิจ ทางการตลาด มิได้มีความสลับซับซอ้ นมากนัก และไม่ต้องอาศัยระบบของการจัดการเช่นในปัจจุบันนี้
กระท่ังเม่ือมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในโลก (ประมาณปี ค.ศ.1880 เป็นต้นมา) ซง่ึ เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
อันมีผลทำให้เศรษฐกิจ สังคมการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากตลอดจนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างรวดเร็วและแนวคิดเก่ียวกับการจัดการเร่ิมเป็นที่ยอมรับและขยายตัวมากข้ึน มีการพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ
สำหรบั แนวคิดทางการบริหารจัดการ ได้วิวัฒนาการเร่ือยมาเปน็ ลำดับ ซง่ึ สามารถแบ่งออกได้ 4 แนวคิด คอื
1. แนวคิดก่อนยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Pre - Scientific Management) ในยุคนี้เป็นยุคก่อนปี
ค.ศ.1880 ซ่ึงการบริหารในยุคน้ีอาศัยอำนาจหรือการบังคับให้คนงานทำงานซ่ึงวิธีการบังคับอาจใช้ การลงโทษ
การใชแ้ ส้ การทำงานในยุคนี้เปรยี บเสมือนทาส คนในยคุ นี้จึงตอ้ งทำงานเพราะกลัวการลงโทษ
2. แนวคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) แนวคิดนี้เร่ิมในช่วงของการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม คือ ประมาณปี ค.ศ.1888 เป็นต้นมาจนถึงปี 1930 ในยุคน้ีได้ใช้หลักวิธีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์
มาช่วยในการบริหารจัดการ ทำให้ระบบบริหารจัดการแบบโบราณได้เปล่ียนแปลงไปมาก ซ่ึงบุคคลท่ีมีชื่อเสียงใน
การบริหารในยุคนี้มี 2 ท่าน คือ Frederich W. Taylorl และ Henri J. Fayol
Frederich W. Taylor ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ หรือ บิดาของวิธีการ
จดั การท่ีมีหลักเกณฑ์ โดยได้ศึกษาหาวิธเี พ่ิมประสิทธิภาพการทำงานของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดย Taylor
ได้เข้าทำงานครั้งแรกในโรงงานท่ีเพนซิลเวเนียเมื่อปี ค.ศ.1878 ซึ่งเป็นช่วงท่ีเศรษฐกิจตกต่ำมาก การบริหารงานขาด
ประสิทธิภาพ ไม่มีมาตรฐานในการประเมินผลงานของคนงาน การแบ่งงานไม่เหมาะสม การตัดสินใจขาดหลักการ
และเหตผุ ล
2.9 แนวคดิ การจดั การยุคการบรหิ ารสมัยใหม่ (Modern Management)
ถนัด เดชทรัพย์ (2550) กล่าวว่า แนวคิดในยุคน้ีเร่ิมตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 - ปัจจุบันซึ่งในขณะนี้เศรษฐกิจและ
ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความสลับซับซ้อนในการบริหารการจัดการก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นการจัดการสมัยใหม่
จึงต้องใช้หลักทางคณิตศาสตร์มาช่วยในการตัดสินใจตลอดจนการจัดการเชิงระบบมาช่วยแต่อย่างไรก็ตามการ
บริหารการจัดการสมัยใหม่ก็ยังมิได้ทิ้งหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดในด้าน มนุษยสัมพันธ์ เสียทีเดียวการ
จัดการเชิงระบบ (System Approach) ความหมายของระบบ (System) “A Set of Interdependent, Interaction
Element” ตัวอย่างเช่น คนเป็นระบบเพราะในร่างกายของคนเราน้ันประกอบด้วยอวัยวะ ซ่ึงมีความสัมพันธ์ซ่ึงกัน
และกันอย่างอัตโนมัติ ระบบจึงถือเป็น Grand Theory เป็นทฤษฎีขนาดใหญ่ เพราะมีระบบย่อยหรือส่ิงต่าง ๆ
มากมาย เน่ืองจากปัจจัยต่าง ๆ ขององค์การไม่ว่าภายในหรือภายนอก ล้วนแต่มีความ สัมพนั ธเ์ กี่ยวเน่ืองเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกนั ดังนั้น การบริหารการจัดการจึงต้องปรับตัวให้มีความสมดุลอย่างเป็นระบบ เพ่ือให้เกิดความสมั พันธ์กับ
ปจั จยั ต่าง ๆ ทกี่ ล่าวจึงจะทำให้องคก์ ารเตบิ โต อยู่รอด และสัมฤทธิผลตามเป้าหมาย
32
การจัดการโดยใช้คณิตศาสตร์ หรือเชิงปริมาณมาช่วยในการตัดสินใจ (Quantitative or Decision Making
Approach) การศึกษาในแนวน้ีจะใช้เคร่ืองมือสมัยใหม่มาช่วยในการตัดสินใจ เช่น การวิเคราะห์เชิงปริมาณการวิจัย
การใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ทำให้ต้องมีหลักการและเหตุผลมีหลักมีเกณฑ์ และเป็นการบริหารการจัดการท่ีสามารถ
ลดความเส่ยี งขององค์การได้ในระดับหน่ึง
กล่าวโดยสรุป การบริหารจัดการเป็นการทำงานร่วมกันของบุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป ที่ร่วมปฏิบัติการให้
บรรลุเป้าหมาย จึงต้องอาศัยปัจจัยบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปใช้ทรัพยากรบริหารเป็นองค์ประกอบ
พื้นฐาน รว่ มมือกันดำเนินการอย่างมีเหตุและผล เพ่ือใหเ้ กิดผลสมั ฤทธติ์ ามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
3. แนวคิดการจดั การการทอ่ งเทยี่ วอย่างย่ังยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วม
3.1 ความหมายการจดั การการท่องเท่ียวอย่างยั่งยนื โดยชุมชนมีส่วนร่วม
บุญเลิศ จิตต้ังวัฒนา (2548) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถ่ินเพื่อการท่องเที่ยวแบบ
ยั่งยืนว่า การสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมทางการท่องเท่ียวอย่างยั่งยืนโดยให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับ
ผลประโยชน์ และมีรายได้จากการท่องเที่ยว เพ่ือก่อให้เกิดความรักความหวงแหน การสร้างจิตสำนึกในการดูแล
ปกปอ้ งทรัพยากรท่องเทีย่ ว และสภาพแวดล้อมให้คงอยูอ่ ย่างยนื
สมชาย สนั่นเมือง (2544) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการการท่องเท่ียวมีส่วนสำคัญมาก
ท้ังนีค้ วามเก่ยี วข้องของชมุ ชนกบั การทอ่ งเท่ียวจะสามารถกำหนดไดใ้ น 2 ลักษณะ
1). ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับทางเศรษฐกิจ คือ จะเกิดการสร้างงาน การพัฒนาอาชีพการท่องเท่ียว
เกิดระบบตลาด ระบบผลิตวัตถุดิบ เป็นแหล่งรายได้และครอบครัวชุมชนจะมีรายได้เพ่ิมข้ึนทั้งทางตรงและทางอ้อม
และผลประโยชน์ทางสังคม คือ การพัฒนาทางสร้างสรรค์ในสังคม การติดต่อท่ีมีรูปแบบมากขึ้น มีการสร้างสิทธิ
หนา้ ท่ีและความรบั ผดิ ชอบแก่สังคม เชน่ ความปลอดภยั และการมีระเบียบ อิสระของสังคมจะได้รับการเอาใจใสม่ าก
ขึน้
2). ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นกับชุมชนท้ังทางบวกและลบ คือถ้าบวกจะมีผลทางเศรษฐกิจ สังคม ส่วนทางลบ
คอื ความทรุดโทรมของสังคมท่เี น่ืองจากการจัดการไม่ดี โครงสร้างการบริหารชมุ ชนอาจ เปลย่ี นแปลงไปเพราะ
สาเหตมุ าจากการจดั การชมุ ชนไมด่ ีเชน่ กัน
3.2 มติ ิของการจดั การการทอ่ งเท่ยี วอย่างยั่งยนื โดยชุมชนมีสว่ นรว่ ม
พจนา สวนศรี (2546) ได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาการท่องเท่ียวว่า
คนในชุมชนต้องเข้ามามสี ่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการทอ่ งเท่ียวและการจัดการการทอ่ งเที่ยวดว้ ยตนเอง บทบาท
ของโครงการการทอ่ งเท่ียวเพือ่ ชีวติ และธรรมชาติ คือ การเปน็ สะพานเช่อื มความเขา้ ใจระหว่างนักทอ่ งเท่ียวกับชุมชน
บอกกล่าวคนท่ีจะเขา้ ไปเยี่ยมชุมชนให้เขา้ ใจในเรื่องราวของชุมชน รูปแบบการท่องเท่ียว กติกา ข้อปฏิบัติ เม่ืออยู่ใน
ชุมชน ในขณะเดียวกนั ก็มกี ารพูดคุยกับชาวบ้านให้ชดั เจนถงึ เป้าหมายของการทำกจิ กรรมน้ี ซ่งึ มีความแตกต่างกันใน
แต่ละชุมชนบางแห่งมองวา่ เป็นการเผยแพร่เร่ืองราววิถีชีวิตวฒั นธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของ
ชุมชน บางแห่งอาจมองว่านอกจากเผยแพร่แล้วน่าจะเป็นกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนเราจึงต้องมองถึงข้อดี
33
และขอ้ เสยี และแนวทางป้องกัน รว่ มกนั ค้นหาเสน่หข์ องชมุ ชนซ่งึ หมายถึงแหลง่ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ สี่ วยงาม และวิถี
ชีวติ วัฒนธรรมที่น่าสนใจและยังได้กล่าวถึงการจัดการการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นทางเลือกท่ี
สามารถตอบสนอง และพฒั นาสู่กระบวนการพฒั นาสงั คมแบบย่ังยนื ได้ ภายใต้มิติตา่ ง ๆ ดังน้ี
มิติด้านส่ิงแวดล้อม ควรเป็นกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดการเรียนรู้ ร่วมมือกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ
ทรัพยากรธรรมชาติ และจำกดั ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดลอ้ มน้อยทีส่ ดุ
มติ ิด้านการเมือง กิจกรรมนี้ควรเป็นกิจกรรมหน่ึงของการรณรงค์การมีส่วนร่วมของประชาชนระดับล่าง
โดยการสรา้ งกระบวนการวางแผนและการตัดสินใจในการจัดการการทอ่ งเทย่ี วเชิงชมุ ชน
มิติด้านสังคมและวัฒนธรรม กิจกรรมน้ีควรสร้างสรรค์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนต่างวัฒนธรรม
เพื่อเพิ่มความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมท้ังการเท่าทันต่อวัฒนธรรมแบบเมืองที่เติบโต
อยา่ งไรร้ ากฐาน
มิติด้านเศรษฐกิจ คือการกระจายรายได้ ผลกำไรที่เกิดจากการท่องเที่ยวเชิงชุมชนอย่างแท้จริง
ประชาชนในพื้นทรี่ ่วมพฒั นาควบคมุ การเตบิ โตของการท่องเทีย่ วภายในพ้นื ท่แี ละรักษาทรพั ยากรธรรมชาติ
3.3 แนวคิดการจัดการการท่องเทีย่ วอยา่ งยงั่ ยืนโดยชุมชนมสี ่วนร่วม
ภักดี รัตนผล (2545) กล่าวถึง การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ท้องถ่ิน ชุมชนและภาค เอกชนในทิศทาง
ปัจจุบันและอนาคต ควรเป็นไปในลกั ษณะท่ภี าครัฐเป็นหน่วยงานสนบั สนุน โดยให้ชุมชนท้องถิ่นและภาคเอกชนเป็น
หน่วยดำเนินการบริหารจัดการภายใต้วัตถุประสงค์ร่วม คือ การพัฒนาการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน โดยมีเหตุผล
สนับสนุน 4 ประการ คอื
1). ตามข้อบญั ญัตริ ฐั ธรรมนูญในเรอื่ งการมีสว่ นรว่ มของประชาชนตอ่ การอนุรักษ์ทรพั ยากร ธรรมชาติ และ
ส่งิ แวดล้อม
2). เพ่ือสร้างการมีส่วนร่วม ความรบั ผดิ ชอบ และความรู้สึกในความเปน็ เจ้าของทรพั ยากร แหล่งทอ่ งเทย่ี ว
ในท้องถ่ินและชมุ ชนของตนเอง
3). จากข้อกำหนดและแนวทางในการกระจายอำนาจในการจัดการงบประมาณและการคลังจากส่วนกลาง
และส่วนภูมิภาค ลงสูท่ อ้ งถิน่ อันจะส่งผลให้ทอ้ งถิน่ มีรายได้เพียงพอทีจ่ ะดแู ล
4). จากข้อเท็จจริงท่ีปรากฏว่า คนในท้องถิ่นจะมีความรู้สึกรักหวงแหนทรัพยากรแหล่ง ท่องเที่ยวของเขา
เองมากกว่าคนอื่น
3.4 ลักษณะและองคป์ ระกอบของการจดั การการท่องเท่ียวอย่างยัง่ ยืนโดยชุมชนมสี ว่ นรว่ ม
บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา (2548) ได้สรุปลักษณะสำคัญของการท่องเท่ียวแบบย่ังยืน โดยชุมชนมีส่วนร่วม
มลี กั ษณะสำคญั อยู่ 6 ประการดังนี้ คือ
1). เปน็ การท่องเทีย่ วในแหล่งท่องเทยี่ วทกุ ประเภท ทกุ แห่ง
2). เปน็ การท่องเท่ียวท่เี น้นคณุ ค่าและความเปน็ เอกลกั ษณ์ของแต่ละแหลง่ ท่องเท่ยี ว
3). เปน็ การทอ่ งเทยี่ วท่ีรับผดิ ชอบต่อทรพั ยากรการท่องเที่ยวและสง่ิ แวดลอ้ ม
34
4). เป็นการท่องเท่ียวที่ให้นักท่องเที่ยวได้รับความรู้และประสบการณ์เก่ียวข้องกับธรรมชาติและ
วัฒนธรรม
5). เปน็ การท่องเทีย่ วที่ใหผ้ ลตอบแทนแก่ผูป้ ระกอบธุรกจิ ท่องเที่ยวอย่างยนื ยาว
6). เป็นการท่องเที่ยวท่ีให้ผลประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น และคืนผลประโยชน์กลับสู่ทรัพยากร
ทอ่ งเท่ยี วและส่งิ แวดล้อมของทอ้ งถ่ิน
อุษาวดี พลู พิพัฒน์ (2545) ได้กล่าวว่า การทอ่ งเที่ยวแบบยัง่ ยนื โดยชุมชนมีสว่ นร่วมควรมลี ักษณะ ดังต่อไปน้ี
1). เป็นการท่องเท่ียวท่ีมีความต่อเน่ือง (Continuity) หมายถึง ความต่อเนื่องของทรัพยากร ธรรมชาติ
และความต่อเนื่องของวัฒนธรรมซึง่ จัดเปน็ ทรพั ยากรหลกั ในการทอ่ งเท่ยี ว และสามารถมอบประสบการณน์ ันทนาการ
ท่ดี ีให้แก่นักทอ่ งเที่ยว
2). เปน็ การทอ่ งเทีย่ วท่มี คี ณุ ภาพ (Quality) หมายถึง การเนน้ คุณภาพของสามส่วนหลัก คอื คุณภาพของ
สิ่งแวดลอ้ ม คุณภาพของประสบการณ์ นันทนาการท่ีนกั ทอ่ งเทย่ี วได้รบั และคณุ ภาพชีวิตของคนในชมุ ชน
3). เป็นการท่องเทีย่ วที่มีความสมดุล (Balance) หมายถงึ ความสมดลุ ระหวา่ งความต้องการอุตสาหกรรม
การทอ่ งเท่ยี ว ความต้องการของชมุ ชนทอ้ งถิ่นและขีดความสามารถของทรัพยากร
3.5 หลักการการท่องเที่ยวแบบยง่ั ยนื โดยชมุ ชนมีสว่ นร่วม
อุษาวดี พลู พพิ ัฒน์ (2545) ได้สรปุ การทอ่ งเที่ยวแบบย่ังยนื โดยชมุ ชนมีสว่ นร่วม มหี ลกั การ ดังน้ี
1) การอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี (Using Resource Sustainable) ท้ังในส่วนที่เป็น
ทรัพยากรธรรมชาติ สงั คม และวัฒนธรรมเปน็ สิ่งสำคญั และเนน้ การทำธุรกจิ ในระยะยาว
2) การลดการบริโภคที่เกินความจำเป็นและการลดของเสีย (Reducing Over-consumption and
Waste) จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงส่ิงแวดล้อมที่ถูกทำลายในระยะยาว และเป็นการเพิ่มคุณภาพของการ
ท่องเทยี่ วด้วย
3) การรักษาและส่งเสริมความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ (Maintaining Diversity) สังคมและ
วฒั นธรรม จะช่วยขยายฐานของอุตสาหกรรมการทอ่ งเทีย่ วในอนาคต
4) การประสานการพัฒนาการท่องเท่ียว (Integrating Tourism into Planning) เข้ากับกรอบแผนกลยุทธ์
การพัฒนาแห่งชาติ การพัฒนาท้องถ่นิ และการประเมนิ ผลกระทบส่ิงแวดล้อมจะช่วยขยายศกั ยภาพการท่องเที่ยว
5) การท่องเท่ียวท่ีรองรับกิจกรรมในท้องถ่ิน (Supporting Local Economic) โดยคำนึงถึงราคาและ
พฒั นาคณุ คา่ ของสงิ่ แวดล้อมไว้ ไม่เพยี งแตท่ ำให้เกิดการประหยดั แต่ยังป้องกนั ส่งิ แวดล้อมไมใ่ หถ้ ูกทำลายอีกดว้ ย
6) เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถ่ิน (Involving Local Communities) ในด้านการจัดการผลตอบแทน
ของประชาชน และสงิ่ แวดล้อมเพอ่ื ช่วยยกระดับคณุ ภาพชีวติ และการจัดการการทอ่ งเท่ยี ว
7) การประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ประชาชนท้องถิ่น องค์กรและสถาบันท่ีเก่ียวข้อง
(Consulting Stakeholders and the Public) เพอ่ื ลดข้อขัดแย้งและร่วมแกป้ ัญหา
8) เป็นการฝึกอบรมบุคลากร (Training Staff) โดยสอดแทรกแนวคิดและวิธีปฏิบัติในการพัฒนาแบบ
ย่งั ยืนแก่บุคลากรทอ้ งถิน่ ทกุ ๆ ระดับ เพอื่ ยกระดบั การบรกิ ารการทอ่ งเท่ยี ว
35
9) ข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อให้กับนักท่องเที่ยว โดยมุ่งสร้างความเข้าใจในการเคารพต่อธรรมชาติ สังคมและ
วัฒนธรรมทเ่ี ป็นแหล่งท่องเท่ียว (Marketing Tourism Responsibly) อีกท้ังเป็นการช่วยยกระดบั ความพึงพอใจของ
นักทอ่ งเท่ยี วอกี ทางหนงึ่
10) การวิจัยและติดตามผล (Undertaking Research) เพ่ือตรวจสอบประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
รวมทั้งปญั หาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ เพอ่ื นำไปสู่แนวทางการแก้ไขทเี่ ป็นประโยชนต์ อ่ ผู้เกย่ี วขอ้ ง ทุกฝ่าย
กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวว่า คนในชุมชนต้องเข้ามามีส่วน
ร่วมในการกำหนดทิศทางการท่องเท่ียวและการจัดการการท่องเท่ียวด้วยตนเอง บทบาทของโครงการการท่องเที่ยว
เพ่ือชีวิตและธรรมชาติ คือ การเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนเพ่ือการอนุรักษ์และ
การใช้ทรพั ยากรอย่างพอดี
4. แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกับศกั ยภาพชุมชน และการพัฒนาศักยภาพชมุ ชน
4.1 ความหมายศกั ยภาพ (Potential)
เสรี พงศพ์ ิศ (2548) ศักยภาพของชุมชน คือ การที่ชุมชน “คน ความรู้ ทรัพยากร” ไม่ได้ “โง่ จน เจบ็ ” แต่
ขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศกั ยภาพของตนเอง ไม่มีความร้ใู นการจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชนแ์ ก่ชุมชน
อย่างยั่งยืน ชาวบ้านสามารถค้นหาศักยภาพของชุมชนได้จาก (เสรี พงศ์พิศ, 2548) คน คือ การค้นพบความรู้
ความสามารถของคนของผู้รู้ คนท่ีสง่ั สมความรแู้ ละประสบการณ์จากการทำงาน จากการสืบทอดภูมิปัญญาดั่งเดิมใน
ด้านต่าง ๆ คนที่เป็นครูเป็นแรงงานความรู้ คือ องค์ความรู้และตัวความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการดำรงชีวิตการทำมาหา
กิน การอยูร่ วมกัน การแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ทรัพยากรคือ ดิน นำ้ ป่า ไร่ นา พืช สัตว์ ผลผลิต เปน็ ตน้
กองวิจยั ทางการศกึ ษา กรมวิชาการ (2543) กลา่ ววา่ ศกั ยภาพ หมายถงึ ผลการเรยี นรู้ท่เี กดิ จากกระบวนการ
เรียนการสอนในโรงเรียนผสมผสานกับคุณสมบัติ และคุณลักษณะที่ตกตะกอนติดตัวนอกจากความรู้ในเน้ือหาวิชา
หรือผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ซึ่งทักษะและคุณลักษณะพื้นฐานท่ีจำเป็นต้องการดำรงชีวิตในสังคมยุคโลกาภิวัตน์
3 องคป์ ระกอบหลักรวมกัน 9 ดา้ น ดังน้ี
1) ทักษะพ้ืนฐานที่จำเป็นต้องการเรียนรู้ในอนาคต ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ทักษะการเรียน ทักษะการคิด
ทักษะการสอ่ื สาร
2) ทักษะพื้นฐานท่ีจำเป็นต้องการทำงาน ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ทักษะการจัดการการทำงานร่วมกับ
ผู้อ่นื ได้ความขยนั อดทน ประหยดั และอดออม
3) ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันในสังคม ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ การควบคุมตนเองได้
ความรบั ผดิ ชอบและความมวี ินยั ในตนเอง การช่วยเหลอื ผู้อ่นื เสียสละ มงุ่ มัน่ และพฒั นา
ศักยภาพ (Potentiality) เป็นพลังที่สร้างสมอยู่ในสมองของมนุษย์ เกิดข้ึนโดยการกระตุ้นจากส่ิงแวดล้อม
สะสม พัฒนา เช่ือมโยงเส้นใยประสาทเป็นประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ ศักยภาพของมนุษย์จะแสดงออกในลักษณะ
ความสามารถ ซ่ึงจะมีมากน้อยเพียงไรข้ึนอย่กู ับการกระตุน้ จากส่ิงแวดล้อมอย่างเปน็ ระบบ ไดแ้ ก่ กระบวนการจัดการ
เรียนการสอน บทบาทของผู้สอนสู่ยุทธศาสตร์การสอนทผี่ ู้เรียนเป็นสำคัญ ไดแ้ ก่ การกระตุ้นและส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนได้
36
เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง พัฒนาและส่งเสรมิ ศกั ยภาพของผเู้ รียนใหเ้ ต็มตามขดี ความสามารถอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ การที่
จะพฒั นาผูเ้ รียนใหเ้ ต็มตามขีดความสามารถไดน้ ั้น มปี จั จัยท่เี ก้ือหนุนหลายดา้ นและโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงผู้สอนจะต้องมี
ความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกับสมองของมนษุ ย์ซ่ึงเปน็ ขมุ พลังแหง่ การเรียนรู้
สุกัลยา กรรณสมบัติ (2543) ได้ให้ความหมาย ของศักยภาพว่าหมายถึง ความพร้อมของส่ิงต่าง ๆ ที่จะ
แสดงพลงั อำนาจหรอื ความสามารถในการกระทำการต่าง ๆ ในการกระทำส่งิ ใดส่ิงหนึ่ง ให้เกิดการพัฒนาและบรรลุผล
ตามเป้าหมายทีต่ อ้ งการ
เสรี พงศ์พิศ (2547) ได้ให้ความหมายของศักยภาพว่าหมายถึงความสามารถทย่ี ังไม่พัฒนาเหรือยังไม่พัฒนา
เต็มที่ ศักยภาพเป็นพสังภายใน พลังที่ซ่อนไว้หรือพลังแฝงท่ียังไม่ได้แสดงออกมาให้ปรากฏหรือออกมาบ้างแต่ยังไม่
ท้ังหมดดา้ นความสามารถท่ีซ่อนไว้
สายพิณ สันทัดและคณะ (2551) ได้ให้ความหมายของ ศักยภาพชุมชน หมายถึง การพัฒนาขีดความสามารถ
ของชุมชน ซ่ึงประกอบไปด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของ ทรัพยากรมนุษย์ ทรพั ยากรธรรมชาติ และองคก์ รชุมชนให้
มคี วามเข้มแขง็ และมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองจากการนำทรพั ยากรท่มี ีของมนุษย์มาสร้างประโยชน์คนื สชู่ ุมชน
กล่าวโดยสรุป ศักยภาพ หมายถึง พลังภายในท่ีซ้อนไว้หรือแฝงไว้ ยังไม่ได้แสดงออกมาให้ปรากฏ ซึ่งศักยภาพ
จะเกิดขึน้ มากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับการกระตนุ่ จากสิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาทถ่ี ูกต้อง อาจก่อให้เกิดความสำเร็จ หรือ
ปรากฏเปน็ ท่ีประจกั ษไ์ ด้
4.1 แนวคดิ ศักยภาพ (Potential)
พัทนัม (2543) กล่าวไว้ว่าชุมชนจะเข้มแข็งและมีศักยภาพได้น้ัน เพราะคนในชุมชนมีน้ำใจ มีจิตสำนึก
สาธารณะ มีความกระตือรือร้นมีบรรทัดฐานของการพึ่งพาอาศัยกันมีเครือข่ายของการทำให้สังคมมาติดต่อสัมพันธ์
กันในเร่อื งที่เกย่ี วกับชุมชน มีสถานภาพทางกายภาพของชุมชนที่เหมาะสม และสมาชิกมสี ว่ นรว่ มในงานสาธารณะของ
ชุมชน การจะเกิดศักยภาพหรือความเข้มแข็งของชุมชนนั้นมีปัจจัยที่จะเป็นตัวนำไปสู่การมีศักยภาพหรือความ
เข้มแขง็ ของชุมชนได้ ดังนี้
แมททริว (1996) ได้พจิ ารณาเงื่อนไขและปัจจยั ของชุมชนทที่ ำใหเ้ กิดความเขม้ แขง็ ดงั นี้
1). โครงสร้างพื้นฐานทเ่ี อือ้ ตอ่ ความเปน็ ชมุ ชน
1.1) การรวมตัวเป็นกลมุ่ /องค์กร มีมากน้อยเพียงใด
1.2) ขนาดของกลุ่มท่ีพบปะ
1.3) จำนวนสถานทแี่ ละโอกาสในการพบปะสังสรรค์ เพอื่ การถกปัญหาของชุมชน
1.4) ประเด็นพดู คุย/ถกปัญหาของชุมชน
1.5) ระดับความสมั พันธ์ใกลช้ ดิ ของคนในชุมชน
1.6) เครอื่ งมอื สอ่ื สาร
2). กระบวนการเฉพาะบางอย่าง
2.1) กระบวนการตัดสินใจเรือ่ งที่เกี่ยวกบั ปัญหาโดยรวมของชมุ ชนเป็นอย่างไร การมีสว่ นร่วม
ของคนมากนอ้ ยเพียงไร บทบาทของผู้นำในการตัดสนิ ใจเปน็ อยา่ งไร
37
2.2) กระบวนการเรียนรรู้ ่วมกัน เพอื่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทีแ่ ตกต่างกันหรอื การหาข้อสรุป
ร่วมกันในการแก้ไขปัญหา
3). ผู้นำ
3.1) จำนวนผู้นำ การกระจายตัวในตำบล/พน้ื ที่
3.2) บทบาทของผู้นำสัมพันธก์ ับสมาชิกในชุมชน เชน่ การเปดิ โอกาสให้สมาชิกแสดงความคิด
ริเริม่ การสร้างกระบวนการ/กิจกรรมใหส้ มาชกิ มสี ว่ นรว่ ม และการสรา้ งเครอื ข่ายภายในภายนอกชมุ ชน
3.3) คุณสมบัติ เช่น การติดตามสถานการณ์ปัญหา การเปิดกว้างให้การเรียนรู้ไม่แบ่งฝ่าย
มองการไกล
4). กระบวนทศั น์เก่ียวกับการพฒั นาชุมชนแบบมีส่วนร่วม
4.1) เปน็ การประเมินว่าชมุ ชนมรี ะบบความคิดด้านตา่ ง ๆ เหลา่ น้มี ากน้อยเพียงไร
4.2) การให้ความสำคญั กบั กระบวนการมสี ว่ นรว่ มพอ ๆ กบั ผลงาน
4.3) การดึงคนใหม้ ารว่ มกระบวนการคิดและตดั สินใจให้มากทสี่ ดุ
4.4) การเน้นศักยภาพของสมาชิกท่ีมารวมตัวกันว่าเป็นต้นทุนของชุมชน มากกว่ามองว่าเป็น
ปญั หาของชมุ ชน
4.5) ความคิดเก่ียวกับ “อำนาจ” หรือ “พลัง” ในการเปลี่ยนแปลง เน้นพลังของกลุ่มในการ
แก้ปญั หาของตนเองมากกว่าฝากความหวังไวท้ ่ีผ้มู ี "อำนาจ" หรอื ไม่
4.6) ความคดิ เกย่ี วกับการรบั ผดิ ชอบแก้ปัญหาของชมุ ชนตนเอง
5). ความสมั พันธ์ระหวา่ งคนในชุมชนกบั สถาบนั ต่าง ๆ ในชมุ ชน
5.1) การพงึ่ พาหนว่ ยงานของรฐั ท่มี ีมากน้อยเพียงไร
5.2) ความร่วมมอื สนับสนนุ ความใกลช้ ิดกันของโรงเรยี น วัด และสถานบริการในชมุ ชน
6). ความรู้สึกร่วมเป็นกลุ่มชุมชนเดียวกันและมองหาทางออกของความร่วมมือในชุมชนเป็นการ
ประเมินวา่ ในชุมชนมคี วามร้สู กึ ผูกพันเป็นชุมชนหรือไม่ โดยดจู าก
6.1) ประวัติศาสตร/์ คำบอกเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับการชว่ ยเหลือกันและกันในการแก้ปัญหา
ชุมชน
6.2) การทำกจิ กรรมทีต่ ้องอาศัยความรว่ มมือหลายฝา่ ยรว่ มกัน
6.3) ความพยายามในการดงึ เอาคนทยี่ งั ไมเ่ ขา้ รว่ มงานพฒั นาชมุ ชนให้เข้ามาร่วมด้วย
กล่าวโดยสรุป แนวคิดศักยภาพชุมชน คือ การจัดการตนเองในเรื่องของการแก้ปัญหา จัดการเรียนรู้
หาทางออกในเชิงด้นิ รน โดยมีท้ังประสบความสำเรจ็ และความลม้ เหลวในดา้ นความรู้ ทักษะและทศั นคติ
38
4.3 ทฤษฎเี กย่ี วกบั ศักยภาพ ศกั ยภาพการพฒั นา
สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2542) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีศักยภาพในการพัฒนาและการแพร่กระจายไว้ในทฤษฎี
สงั คมวิทยา การสร้าง การประเมนิ คา่ และการใชป้ ระโยชน์ สรปุ ไดด้ ังน้ี
1). ปจั จยั ทเี่ ปน็ องคป์ ระกอบดว้ ย 6 ปจั จยั คอื
1.1) ทรพั ยากรมนษุ ย์
1.2) องค์ประกอบทางสังคม
1.3) ภาวะผ้นู ำในชมุ ชน
1.4) การติดตอ่ สัมพนั ธ์ระหว่างชาวบา้ นกับชาวบ้านดว้ ยกนั
1.5) ความสมั พนั ธร์ ะหว่างชาวบ้านกับรฐั
1.6) การฝึกอบรม
2). คำอธิบายประพจน์ทฤษฎีศักยภาพการพัฒนาที่เป็นความจริงท่ีเกิดจากการพัฒนาของชุมชนได้
กลา่ วไว้ 6 ประการ คอื
2.1) การพฒั นาของชุมชนใดข้นึ อยูก่ ับทรัพยากรธรรมชาติของชมุ ชนน้ัน
2.2) การพฒั นาของชุมชนใดขึน้ อยู่กับทรัพยากรมนษุ ย์ของชุมชนน้ัน
2.3) การพฒั นาของชุมชนใดขึ้นอยู่กับผนู้ ำของชุมชนน้นั
2.4) การพฒั นาของชุมชนใดขึ้นอยู่กับองค์การทางสังคมของชมุ ชนน้ัน
2.5) การพฒั นาของชุมชนใดขึ้นอย่กู ับโลกภายนอกของชุมชนน้ัน
2.6) การพฒั นาของชุมชนใดข้นึ อยูก่ ับการศกึ ษาของชมุ ชนน้ัน
3). การตั้งสมมุติฐานในการพัฒนาศักยภาพชุมชน จากทฤษฎีศักยภาพการพัฒนา ผู้วิจัยก็สามารถต้ัง
สมมุตฐิ าน (Hypothesis) เปน็ กรอบคิดในการวิจัยไดด้ งั น้ี
3.1) ชุมชนใดประชาชนแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ท่ีดินยิ่งมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ชุมชนมีการพัฒนามากข้ึน
เทา่ น้ัน
3.2) ชมุ ชนใดยิง่ มอี ตั ราการเพิม่ ประชากรในวยั ทำงานมากเท่าใด ก็ย่ิงทำให้ชมุ ชนนนั้ พฒั นามากขึ้นเทา่ นัน้
3.3) ชมุ ชนใดมีจำนวนและประเภทของหัวหน้า (หรือผูน้ ำชุมชนแบบไม่เป็นทางการ) ยงิ่ มากเทา่ ใด ก็ย่งิ
ทำใหช้ มุ ชนพ้ืนทีม่ กี ารพัฒนามากข้ึนเท่านั้น
3.4) ชุมชนใดประชากรมีส่วนร่วมกับองค์กรของหมู่บ้านมากเพียงใด ก็ยิ่งทำให้ชุมชนนั้นมีการพัฒนา
มากข้ึนเทา่ น้ัน
3.5) ชุมชนใดประชากรมีการติดต่อสัมพันธ์กับข้าราชการของรัฐมากเท่าใด ย่ิงทำให้ชุมชนน้ันมีการ
พัฒนามากข้นึ เท่านัน้
3.6) ชมุ ชนใดประชากรได้รบั การฝึกอบรมยง่ิ มากเทา่ ใด ก็ยิง่ ทำใหช้ มุ ชนมกี ารพฒั นามากขนึ้ เท่าน้นั
39
4). ฐานคิดการพฒั นาศักยภาพของชมุ ชน
เสรี พงศ์พิศ (2548) การพฒั นาวนั น้ีมีฐานคดิ ใหม่ ไม่ได้อยบู่ นหลักคดิ ท่ีวา่ ผ้คู น “โง่ จน เจบ็ ” อกี ตอ่ ไป
แต่อยู่บนฐานของความเข้าใจเร่ือง “ศักยภาพ” ที่ต้องเข้าใจว่าชุมชนมีคน ความรู้ ทรัพยากร และสามารถทำให้เกิด
“คุณภาพ” ได้โดยการเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยทั้งสามของชุมชน คือ คนสัมพันธ์กับความรู้ มีการเรียนรู้ก็เกิดความรู้
มีกระบวนการเรียนรู้ต่อเน่ือง คนสัมพันธ์กับทรัพยากร มีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยความรู้
ความรสู้ ัมพันธ์กบั ทรพั ยากร คือการพฒั นาเป็นประสบการณใ์ นการพัฒนา
5). ศกั ยภาพ กระบวนทัศน์พัฒนาใหม่ เคร่ืองมือสชู่ มุ ชนรู้ถึงศกั ยภาพของตน
เสรี พงศ์พิศ (2549) การจัดทำ “ประชาพิจัย” หรือชื่อเต็มว่า “ประชาพิจัยและพัฒนา” (People
Research and Development-PR&D) ซ่ึงเป็นเครื่องมือหรือวิธีการหน่ึงท่ีทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และนำไปสู่
การทำ “แผนแม่บทชุมชน” หัวใจของการทำประชาพิจัยอยู่ท่ีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ท่ีทำให้ชุมชนหลุดพ้นจาก
วิธคี ดิ แบบพึง่ พาและรอความช่วยเหลือจากรฐั หรือภายนอก
แผนแม่บทชุมชน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาข้ึนโดยกระบวนการ
เรียนรู้ท่ีทำให้เข้าใจศักยภาพท่ีเป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การ
ปฏิบัติ ทำให้เกิดผลต่อชีวิตของชุมชน ทำให้ชุมชนพัฒนาไปสู่การพ่ึงตนเอง อันเป็นกระบวนการเรียนรู้หรือการทำ
แผนแม่บท
เสรี พงศพ์ ศิ (2548) บทบาทของหน่วยงาน องคก์ รและบุคคลที่นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของชมุ ชน
1). เป็นผู้เชื่อมประสานให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ (Facilitator) คือ การไปสร้างการเรียนรู้ให้ชุมชนมี
ความร้ใู นทุกอย่างท่ีอยากทำ
2). เป็นผู้เช่ือมประสานให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Catalyst) ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ท่ีเรียกว่า
“นวตั กรรม” (innovation) ตัวอยา่ งเช่น การทำไร่นาสวนผสมและเกษตรผสมผสาน
3). เป็นผู้เชอ่ื มประสานใหเ้ กิดเครือข่าย (Networker) คือ การเช่ือมโยงผู้คนเป็นเครือข่ายให้ผู้คนส่ือสาร
สัมพันธ์กัน ร่วมกันแลกเปล่ียนความคิดเห็น มาร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือแก้ปัญหา ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของ
ตนเอง
กล่าวโดยสรุป จากแนวคดิ และทฤษฎเี ก่ยี วกับศกั ยภาพ ศกั ยภาพชมุ ชน การพัฒนาศักยภาพ และการพัฒนา
ศกั ยภาพชุมชนที่กล่าวมาต้ังแต่ต้น ผู้วิจัยได้นำความรู้เหล่าน้ีมาประมวลเป็นความรู้ใหม่ทำความเข้าใจกับนิยามและ
ความหมายท่ีปรากฏอยู่ในแนวคิดและทฤษฎีที่กล่าวมาทั้งหมดมาเป็นแนวทางในการสร้างคำนยิ ามในเรอ่ื งที่ผู้วิจยั จะ
ทำการวิจัยและใช้ประกอบคำอธิบายวิเคราะห์การพัฒนาศักยภาพชุมชนด้านการท่องเท่ียวท่ีผู้วิจัยดำเนินการวิจัย
ท้งั นเ้ี พือ่ ให้งานวิจยั ของผวู้ จิ ัยไดส้ มบรู ณใ์ นเร่อื งของความหมายและเนอื้ หาทท่ี ำการวจิ ัยมากย่ิงขึน้
ในขณะเดียวกัน เอลมัน อาร์. เซอร์วิส (Elman R. Service) อ้างใน สนธยา พลศรี (2545) ในทฤษฎีและ
หลักการพัฒนาชุมชน ซึ่งสรุปทฤษฎีว่าด้วยศักยภาพของการวิวัฒนาการไว้ในข้อสุดท้ายว่า ทฤษฎีว่าด้วยศักยภาพ
ของววิ ัฒนาการเชอื่ วา่ การพัฒนาแต่ละสงั คมต้องเจริญก้าวหนา้ ตลอดไป เมอื่ ววิ ฒั นาการถงึ ขดี สุดแล้วจะถงึ จุดอิม่ ตัว
และมกี ารเสื่อมถอยลงไปสังคมที่ล้าหลังจะเจรญิ ก้าวหน้าขน้ึ มาแทนท่ีเสมอ ในการพัฒนาชมุ ชนจงึ ไม่จำเป็นท่ีจะต้อง
40
นำตวั แบบของชมุ ชนทปี่ ระสบความสำเรจ็ ในการพฒั นาไปใชท้ ัง้ หมด แต่ควรแสวงหาตัวแบบการพฒั นาทเ่ี หมาะสมกับ
ชมุ ชนของตนเอง ทัง้ ในปจั จบุ นั และอนาคตเพ่ือใหเ้ กิดการพัฒนาแบบย่ังยืนตอ่ ไป
กล่าวโดยสรุป การพัฒนาศักยภาพของชุมชน คือ การพัฒนาที่ต้องเข้าใจวา่ ชุมชนมี คน ความรู้ ทรัพยากร
และสามารถทำให้เกิด “คุณภาพ” ได้โดยการเช่ือมโยงระหว่างปัจจัยท้ังสามของชุมชน คือ การจัดการเรียนรู้
(คนสัมพันธ์กับความรู้) การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยความรู้ (คนสัมพันธ์กับทรัพยากร) และ
การพัฒนาทุนของชุมชน ท้ังทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม (ความรู้สัมพันธ์กับทรัพยากร) ซ่ึงต้อง
มีผู้เช่ือมประสานให้เกิดกระบวนการเรียนรู้การเปล่ียนแปลงให้เกิดการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ ท่ีเรียกว่า “นวัตกรรม”
(Innovation) และเชื่อมโยงให้ผู้คนสื่อสารสัมพันธ์กนั ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำใหเ้ ข้าใจ
ศักยภาพท่ีเป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าว ไปสู่การปฏิบัติเพ่ือแก้ปัญหา
รวมกันพัฒนาศักยภาพของตนเอง ทำให้เกดิ ผลตอ่ ชีวติ ของชุมชน ทำใหช้ มุ ชนพัฒนาไปสกู่ ารพึ่งตนเอง
5. แนวคิดเกยี่ วกับการท่องเท่ียว และเส้นทางการท่องเที่ยว
5.1 ความหมายเกย่ี วกบั การทอ่ งเที่ยว และเส้นทางการท่องเที่ยว
นิคม จารุมณี (2544) ได้ให้ความหมายของการท่องเท่ียวไว้คือการท่องเท่ียวหมายถึงการเดินทางที่มีคำ
3 คำ เป็นเง่อื นไขในการท่องเท่ยี ว คอื
1) การท่องเท่ียวจะต้องมีการเดินทาง (Travel) หมายถึง การเดินทางจากสถานท่ีหนึ่งไปยังสถานท่ีหนึ่ง
โดยใชย้ านพาหนะนำไปเปน็ ระยะทางใกลห้ รือไกลก็ได้
2) การท่องเที่ยวจะต้องมีจุดหมายปลายทาง (Destination) หมายถึง มีสถานท่ีที่เลือก เดินทางไปเยือน
และใช้ช่วงเวลาหน่ึงอยู่ ณ ท่ีน้ันมักมีสถานท่ีท่ีมีความสวยงามทางทัศนียภาพมาก หรือเป็นสถานท่ีที่มีรากฐานทาง
ประวัติศาสตร์ที่ย่ิงใหญ่หรือเป็นสถานที่ท่ีมีวัฒนธรรม ประเพณี 8 กิจกรรมท่ีน่าสนใจซึ่ง ณ ที่นั้นมีส่ิงอำนวย
ความสะดวกและบริการท่องเทยี่ วทเี่ พยี งพอสำหรับสนองความตอ้ งการและความพอใจแกผ่ ู้มาเยือน
3) การท่องเท่ยี วจะต้องมีจดุ ม่งุ หมาย (Purpose) หมายถึง มีจุดประสงคใ์ นการเดินทางไม่ใช่เพ่ือประกอบ
อาชีพหรือไปอยู่ประจำ แต่มีความมุ่งหมายในการเดินทางอย่างอื่นโดยผู้ เดินทางอาจมีจุดมุ่งหมายในการเดินทาง
มากกวา่ 1 อยา่ งก็ได้
นคิ ม จารมุ ณี (2544) ได้กลา่ วถึง การทอ่ งเท่ยี วไวว้ า่ หมายถงึ การเดนิ ทางจากทอี่ ยู่อาศยั ปกติไปยงั ที่อื่นเป็น
การช่ัวคราวเพื่อทำการศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจหรือก่อให้เกิดการกระทำ ร่วมกันของมนุษย์ท้ังทางธรรมชาติและ
ทางสังคม จนเป็นเหตุดึงดูดใจให้เดินทางไปศึกษาและ ท่องเที่ยวตามแหล่งต่าง ๆ สรุปแนวความคิดต่าง ๆ และ
ความหมายของการท่องเที่ยว คือ การท่องเท่ียวจะนำมาซ่ึงการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนของ
ประเทศ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของสถานท่ีที่น่าสนใจเพ่ือให้นักท่องเท่ียวได้เห็นและเข้าใจถึง
วัฒนธรรมประเพณี นอกเหนือจากน้ันทำให้นักท่องเท่ียวได้พักผ่อน มีประสบการณ์ สร้างความสัมพันธ์ภาพท่ีดีต่อ
ผู้รว่ มเดินทางและเพ่ือนมนษุ ย์อีกด้วย
41
กล่าวโดยสรุป การท่องเที่ยวคือการเดินทางจากท่ีนึงไปอีกท่ีหนึ่งเพียงชั่วคราว เพื่อเป็นการพักผ่อน ซ่ึงมี
จุดมุ่งหมายไดม้ ากกวา่ 1 สาเหตุ การท่องเทย่ี วเพอ่ื พักผอ่ นหรอื เพ่ือทำการศกึ ษา สถานท่ีนน้ั ๆ มกั มสี ถานทท่ี ่ีสวยงาม
ทางทัศนียภาพหรือเป็นสถานท่ีสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท่ีเป็นอัตลักษณ์เพื่อเดินทางไปศึกษาและ
ทอ่ งเทยี่ ว
5.2 แนวคดิ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งเกย่ี วกบั การทอ่ งเทย่ี ว และเส้นทางการท่องเที่ยว
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (2542) ได้สรุปสาระสำคัญของระบบและ
องค์ประกอบของการท่องเท่ียวไว้ว่า การท่องเท่ียวเป็นกระบวนการทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบหลัก
3 ดา้ น คือ ทรัพยากรแหล่งท่องเท่ียว (Tourism Resource) บริการการท่องเท่ียว (Tourism Service) และการตลาด
ทอ่ งเทยี่ ว (Tourism Market or Tourist) ซึ่งแยกกล่าวแตล่ ะประเด็น คอื แหลง่ ท่องเที่ยว บริการทอ่ งเทย่ี ว ตลาดการ
ทอ่ งเทีย่ ว การให้บริการแก่นกั ท่องเท่ียวด้วย ในประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวแหง่ ประเทศไทยได้ให้คำจำกัดความที่
เกยี่ วข้องบางส่วน ดังน้ี
อภิชาต อินทร์พงษ์พันธ์ (2540) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ไว้วา่ หมายถงึ ธรุ กิจบริการส่ิงอำนวยความสะดวกทุกประเภท ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั นกั ทอ่ งเที่ยว มีรายละเอยี ด ดังนี้
1). การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นโดยปราศจากการเดินทางเห็นจะไม่ได้การคมนาคม
จงึ เปน็ เคร่ืองมอื ที่สำคญั ท่ีจะทำใหก้ ารทอ่ งเที่ยวขยายตวั จนกลายเปน็ อตุ สาหกรรม
2). ที่พกั เมอ่ื มีการเดนิ ทางก็จำเปน็ ต้องมีการพกั แรม ซง่ึ ถอื วา่ อุตสาหกรรมทีพ่ ักเป็นอุตสาหกรรมที่
ทำรายไดเ้ ป็นอับดับสองรองจากอตุ สาหกรรมของท่ีระลึก
3). รา้ นอาหารภัตตาคาร กิจกรรมรว่ มท่ตี อ้ งเกิดในระหวา่ งที่นักทอ่ งเที่ยวเดนิ ทาง
4). บริการนำเที่ยวเป็นธุรกิจท่ีดำเนินการเก่ียวกับการเดินทาง อำนวยความสะดวกในการเดินทาง
ให้แก่นกั ทอ่ งเทีย่ ว
5). ส่งิ ดงึ ดูดใจเพื่อการทอ่ งเทย่ี ว ทง้ั ส่ิงดึงดูดใจทีเ่ ป็นธรรมชาตแิ ละทมี่ นษุ ย์สรา้ งขึ้น
6). ร้านขายของท่ีระลึกและสินค้าพื้นเมือง เป็นธรุ กิจท่ีทำรายได้สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอ่ืน
ในอุตสาหกรรมทอ่ งเทย่ี ว
7). ความปลอดภยั ก็เป็นองค์ประกอบหน่ึงทีม่ ีความสำคญั มากเช่นกัน
มนัส สุวรรณ (2541) สำหรับส่ิงอำนวยความสะดวกทางการท่องเท่ียวเป็นสรรพส่ิงรองรับในการเดินทาง
ท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียว เพ่ือให้การเดินทางท่องเท่ียวเป็นไปด้วยความสะดวกสบายปลอดภัยโดยสิ่งอำนวยความ
สะดวกทางการท่องเท่ียว แบง่ ออกได้ 2 ประเภท คือ
1). ส่ิงอำนวยความสะดวกทางการท่องเท่ียวโดยตรง เป็นส่ิงอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยวท่ี
เกิดข้ึนเพื่อรองรับการเดินทางเข้ามาท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวโดยเฉพาะ ได้แก่ การอำนวยความสะดวกในการเข้า
ออกประเทศ การใหบ้ รกิ ารการทอ่ งเท่ยี ว
2). สิง่ อำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยวโดยอ้อม เปน็ ส่ิงอำนวยความสะดวกทางการท่องเทย่ี วที่มีอยู่
ในประเทศแลว้ แมจ้ ะไมม่ ีการทอ่ งเทีย่ ว รฐั บาลก็ต้องมีสง่ิ อำนวยความสะดวก เหลา่ นี้ใหแ้ ก่ประชาชนของตน ส่วนการ
42
ให้บริการแก่นักทอ่ งเที่ยวถือเป็นผลพลอยได้ประกอบดว้ ยสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ จำเป็นต่อการยังชีพของ
ประชาชน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภยั เปน็ ส่งิ อำนวยความสะดวกท่รี ฐั บาลใหค้ วามปลอดภยั ทงั้ รา่ งกาย
ทรัพย์สิน และการเดินทางแก่ประชาชนและนักท่องเท่ียว ส่ิงอำนวยความสะดวกด้านอื่น ๆ เป็นสิ่งอำนวยความ
สะดวกท่เี สริมหรือสนับสนนุ เพิม่ ความสะดวกสบายแกน่ ักท่องเที่ยว องคป์ ระกอบของแหล่งท่องเท่ยี ว แหล่งท่องเท่ียว
เปน็ จุดท่นี า่ สนใจของนกั ท่องเท่ียวซงึ่ ตอ้ งประกอบด้วยองคป์ ระกอบหลาย ๆ อยา่ งผสมผสานกนั
ปรีชา แดงโรจน์ (2544) ได้อ้างถึง คำนิยามการท่องเท่ียวขององค์การสหประชาชาติที่ได้จัดประชุมว่าด้วย
การเดนิ ทางและทอ่ งเท่ียว ณ กรุงโรม เมอ่ื ปี พ.ศ.2506 ไวว้ า่ หมายถึง กิจกรรมทมี่ เี งือ่ นไขเก่ยี วข้องอยู่ 3 ประการ คือ
1) ตอ้ งมีการเดนิ ทาง 2) ตอ้ งมีสถานท่ีปลายทางทีป่ ระสงค์จะไปเยี่ยมเยือน และ 3) ต้องมีจุดมงุ่ หมายของการเดนิ ทาง
ซึ่งได้อธิบายเพิ่มเติมของจุดมุ่งหมายของการเดินทางท่องเที่ยวไว้ว่า การเดินทางท่องเที่ยวต้องมิใช่เพ่ือการประกอบ
อาชีพและการไปอยู่ประจำ และเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปน้ี ได้แก่
เพ่ือพักผ่อนในวันหยุดเพื่อวัฒนธรรมหรือศาสนา เพื่อการศึกษา เพ่ือการกีฬาและบันเทิง เพ่ือชมประวัติศาสตร์และ
ความสนใจพิเศษ เพอื่ งานอดเิ รก เพื่อเย่ียมเยือนญาตมิ ิตร เหตุจงู ใจใหค้ นเดนิ ทางท่องเที่ยว นักทอ่ งเทย่ี วมีเหตจุ งู ใจใน
การเดินทางท่องเที่ยวมาจากปัจจัยดังต่อไปน้ี ปัจจัยผลักดัน เป็นแรงกระตุ้นจากภายในตัวบุคคลมาจากสาเหตุ คือ
ความอยากรู้อยากเห็นและความพึงพอใจ ปัจจัยดึงดดู เปน็ แรงกระตุ้นจากเง่อื นไขภายนอก เช่น ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นต้น นอกจากน้ยี ังมเี หตจุ งู ใจอื่น ๆ อีก คือเหตจุ ูงใจทางดา้ นร่างกาย หมายถึง ความต้องการพกั ผ่อน ความตอ้ งการ
แสวงหา สิ่งแปลกใหม่เหตุจูงใจด้านวัฒนธรรม หมายถึง มูลเหตุจูงใจด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มูลเหตุด้าน
สถานภาพและเกยี รตภิ มู ิ ซ่ึงมูลเหตุเหลา่ นี้เปน็ ตวั กระตุ้นใหเ้ กิดพฤตกิ รรมการทอ่ งเที่ยว Middleton อธิบายถึงปัจจัย
ต่าง ๆ ซ่ึงถือวา่ เปน็ ตัวกำหนดการท่องเท่ียวทีม่ อี ทิ ธพิ ลต่อการตดั สนิ ใจทอ่ งเทีย่ วของมนษุ ย์ คือ
1). สภาพเศรษฐกิจในปัจจบุ นั
2). ลกั ษณะของประชากร
3). สภาพภมู ศิ าสตร์
4). สภาพสงั คมและวฒั นธรรม
5). นโยบายของรฐั และกฎระเบยี บตา่ ง ๆ
6). ราคา
7). ความสะดวกในการเดินทาง
8). การโฆษณาประชาสัมพันธ์ พฤติกรรมนักท่องเท่ียว คู่มือมัคคุเทศก์ในด้านพฤติกรรมได้แบ่ง
นักท่องเที่ยวออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและนักท่องเท่ียวชาวไทย ข้อแตกต่างใหญ่ ๆ คือ
นกั ท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมักมคี วามกระตือรือร้นในการท่องเที่ยวมากกว่า สำหรับจุดประสงคใ์ นด้านการให้ความ
สนใจตอ่ ศลิ ปวฒั นธรรมใหม่ ๆ เพราะเป็นเรื่องแปลกจากที่เคยพบเหน็ มักสนใจใครรู้สง่ิ ทีพ่ บ สนใจถา่ ยภาพเก็บเปน็ ท่ี
ระลึก สว่ นการท่องเท่ียวแบบพักผ่อนมักเปน็ การพักผอ่ นแบบผ่อนคลายโดยแท้จริง และการท่องเท่ียวเพื่อความสนุก
มักเป็นการทอ่ งเท่ียวตามไนต์คลับ โดยมกี ำลังการใช้จา่ ยค่อนขา้ งสงู นักท่องเท่ียวตา่ งประเทศมีความคาดหวงั ในเรื่อง
การกำหนดทศิ ทางของตัวเอง ความสะอาด ความสะดวกสบาย และเอกลักษณม์ ากกว่าคนไทย
43
9). การดำเนินการจัดรายการนำเท่ียว การดำเนินการจัดรายการนำเที่ยว การเขียนข้อมูลเก่ียวกับการ
เดินทางเป็นการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการจัดรายการนำเที่ยวท่ีได้วางแผนไว้แล้ว โดยข้อมูลท่ีใช้
ประกอบการเขียนรายละเอยี ดการจัดรายการนำเทยี่ ว ประกอบด้วย
9.1) แผนท่ีแสดงทต่ี ั้งและระยะทางจากสถานทท่ี ่องเท่ียวหนง่ึ ไปยังอีกที่หน่ึง ทำให้สามารถคำนวณ
ระยะเวลาในการเดินทางไดอ้ ยา่ งครา่ ว ๆ
9.2) เอกสารทีเ่ กี่ยวข้องกบั สถานทีท่ อ่ งเท่ียวที่จะไป เชน่ แผ่นพมิ พ์วารสารหรือส่ิงตีพิมพอ์ ื่น ๆ ท่ีมี
ประวตั ิและข้อมลู อน่ื ๆ ของสถานที่ทอ่ งเที่ยวนั้น ๆ
9.3) รายละเอียดของผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่ีเกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบ
ธุรกจิ ที่พักแรม ผูป้ ระกอบธุรกจิ อาหาร ผปู้ ระกอบธุรกิจสนิ ค้าทรี่ ะลกึ เปน็ ตน้
9.4) รายละเอียดเก่ียวกบั การเดินทาง เช่น ประเภทของการขนส่งที่จะเดินทาง ตารางการ เดนิ ทาง
ของการขนสง่ ค่าโดยสาร ท่ตี ง้ั โรงพยาบาล ทีต่ ัง้ สถานีตำรวจ เปน็ ตน้
10). การสำรวจเส้นทางรายการนำเที่ยว เป็นการเดินทางไปสำรวจของรายการนำเที่ยวท่ีได้ วางแผนไว้
โดยจะกำหนดเส้นทางสำรวจไว้หยาบ ๆ ดงั น้ี
10.1) ยานพาหนะทจี่ ะใช้ในการเดนิ ทาง
10.2) ระยะเวลาในการเดินทางจากจุดต่าง ๆ
10.3) ความยากง่ายในการเดนิ ทาง
10.4) จดุ ทอ่ งเทีย่ ว จุดหยุดพกั จุดพกั รับประทานอาหาร จุดพักแรม จดุ ซ้ือสนิ คา้ ที่ระลึก
10.5) มาตรฐาน ศักยภาพและคุณภาพของบรกิ าร ณ จดุ ต่าง ๆ ในขอ้ 4
10.6) กจิ กรรมการทอ่ งเท่ยี ว
11). การติดต่อกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นการเดินทางไปติดต่อเจรจาเอง ทำให้สามารถสัมผัสกับสถานที่
จริง บรรยากาศของสถานท่ี รวมท้ังสามารถเจรจาต่อรองและไดร้ ายละเอียดดีย่ิงขนึ้ ธรุ กจิ ทต่ี อ้ งติดต่อเจรจา ได้แก่
11.1) ที่พักแรม เม่ือสำรวจแล้วว่าจะมีจุดพักแรมที่ใดต้องติดต่อกับธุรกิจที่พักแรมในจุดนั้น
อาจเปน็ โรงแรม บงั กะโล รีสอร์ท ฯลฯ พรอ้ มทงั้ เจรจาเรือ่ งราคาคา่ ห้องและจองห้องพักดว้ ย
11.2) อาหารเครื่องด่ืม เม่ือสำรวจแล้วว่าจะต้องมีจุดพักรับประทานอาหารกี่แห่ง ก็ต้องติดต่อกับ
ร้านอาหารทีม่ ชี ่อื ของจดุ พักน้ัน ๆ ไม่ควรจดั รายการอาหารซำ้ กันระหว่างเดนิ ทาง
11.3) จุดแวะชมระหว่างทาง เมื่อสำรวจแล้วว่าจะแวะชมจุดไหนและชมอะไร ถ้าหากจำเป็นต้อง
ขออนุญาตเจ้าของสถานท่ีก่อนหรือจะต้องเสียค่าเข้าชม หรือต้องมีการจองล่วงหน้า ก็ต้องติดต่อดำเนินการให้
เรียบร้อย
11.4) ยานพาหนะเดินทาง เมื่อสำรวจแล้วว่าจะต้องใช้ยานพาหนะใดเดินทาง ซึ่งอาจจะต้องใช้
ยานพาหนะมากกว่าหน่ึงชนิดก็ได้ นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงจำนวนวันในการเดินทางเพื่อจะได้ติดต่อสำรองท่ีน่ัง
หรอื เชา่ ยานพาหนะตามตอ้ งการใหเ้ รียบร้อย
44
12). การเขยี นรายละเอยี ดรายการนำเที่ยว เป็นการเขยี นรายละเอยี ดของรายการนำเที่ยวท่ีกำหนดไวโ้ ดย
ผสมผสานกับขอ้ มลู ท่ีได้ไปสำรวจมา ซึง่ การเขียนรายละเอยี ดรายการนำเทีย่ วสามารถ เขยี นไดเ้ ป็น 2 ชนดิ ใหญ่ คอื
12.1) การเขียนรายละเอียดรายการนำเท่ยี วสำหรับนกั ท่องเที่ยว เป็นการเขียนรายละเอียด รายการ
นำเที่ยวแบบคร่าว ๆ เพ่ือให้นักท่องเที่ยวทราบว่ารายการนำเท่ียวน้ีมีการเดินทางท่องเที่ยวก่ีวัน เร่ิมออกเดินทาง
เม่ือไร สิ้นสุดการเดินทางวันไหน เดินทางโดยยานพาหนะใด ออกเดินทางเมื่อไร ส้ินสุดท่ีไหน พักท่ีใด มีการเลี้ยง
อาหารม้ือใดบ้างไม่เล้ียงม้ือใดบ้าง จุดแวะ พักหรือจุดแวะชมอยูท่ ี่ไหน แตล่ ะแห่งใช้เวลาเท่าไร ซึ่งอาเขียนรายการนำ
เท่ียวได้ 2 แบบ คือ
- การเขียนรายการนำเที่ยวแบบบอกเฉพาะเส้นทางและจุดท่องเท่ียวพร้อมวันเดินทางไปและกลับ
หรอื บอกจำนวนวันเดนิ ทางทอ่ งเทยี่ ว
- การเขียนรายการนำเที่ยวแบบกำหนดเป็นตารางท่ีบอกการท่องเท่ียวอย่างละเอียด ซึ่งแบ่งออกเป็น
2 รปู แบบยอ่ ย คอื
ก. แบบ Outline Itinerary เปน็ การเขียนรายการนำเทีย่ วท่บี อกกำหนดการทอ่ งเที่ยวแตล่ ะวนั อยา่ ง
ไมม่ รี ายละเอยี ด
ข. แบบ Descriptive Itinerary เป็นการเขียนรายการนำเท่ียวบอกกำหนดการท่องเที่ยวแต่ละวัน
อยา่ งละเอยี ดตามเวลาท่ีกำหนดอยา่ งครา่ ว ๆ
12.2) การเขยี นรายละเอียดรายการนำเที่ยวสำหรับหวั หน้าทวั ร์ เป็นการเขียนรายการนำเทีย่ วอย่าง
ละเอียดสำหรับหัวหน้าทัวร์ โดยการนำรายละเอียดรายการนำเที่ยวท่ีเขียนเพ่ือนักท่องเท่ียวมาเพ่ิมเติมรายละเอียด
เกี่ยวกับการนัดหมายท่ีต้องติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ สถานที่ฉุกเฉินพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ เช่น โรงพยาบาล
โรงพัก บรษิ ัทรถเช่า (ในกรณเี กิดรถเสยี ) นอกจากน้ันยังมีระยะเวลาที่ชดั เจนว่าแต่ละจุดต้องใช้เวลาเทา่ ไร สถานท่นี ำ
ชมจุดพัก กจิ กรรมที่จะทำ หมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลทจ่ี ะตอ้ งติดต่อในกรณฉี ุกเฉนิ ด้วย การเขยี นระบเุ งื่อนไขไวใ้ น
รายการนำเท่ียวหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นนักท่องเท่ียวไม่สามารถเอาผิดได้ โดยระบุเง่ือนไขไว้ ดังน้ี
“หมายเหต:ุ ราคาและรายการอาจเปลยี่ นแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า”
13). การคิดราคารายการนำเที่ยว ปัจจัยกำหนดราคารายการนำเที่ยว เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการกำหนด
ราคารายการนำเท่ยี วแบบเหมาจ่าย ซ่งึ มปี จั จยั สำคญั อยู่ 5 ปัจจยั คอื
13.1) คุณภาพของรายการนำเที่ยว เป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อการกำหนดราคารายการนำเที่ยว ถ้าหาก
กำหนดรายการนำเท่ียวมีคุณภาพสูง ราคาก็มักจะต้องสูงด้วย เช่น การจัดรายการนำเที่ยวท่ีเลือกสถานที่ดีมีท่ีพักดี
ยานพาหนะขนส่งดีรบั ประทานอาหารหรู เป็นตน้
13.2) ลักษณะเฉพาะของรายการนำเท่ียว เป็นการจัดรายการนำเที่ยวท่ีมีลักษณะแปลกเด่นเป็น
เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัวท่ีแตกตา่ งจากคู่แขง่ ย่อมทำให้สามารถกำหนดราคาสูงกวา่ ราคาทว่ั ไปได้ เช่น จดั รายการนำเทีย่ ว
ท่ใี ห้นกั ท่องเท่ยี วขช่ี า้ ง ล่องแพ น่ังรถมา้ ชมเมือง เปน็ ต้น
13.3) สภาพการแข่งขัน เป็นปัจจัยหนึ่งท่ีมีผลต่อการกำหนดราคา ถ้าหากตลาดใดมีสภาพการ
แขง่ ขนั สูง การกำหนดราคาก็ไมส่ ามารถกำหนดสูงไดท้ ั้งน้ตี ้องคำนึงถึงราคาคู่แขง่ ขนั
45
13.4) ฤดูกาล ถ้าจัดรายการนำเท่ียวในช่วงฤดูการท่องเท่ียว สินค้าหรือบริการท่องเที่ยว มักจะไม่
ลดราคาให้ผู้ซ้ือมากนัก เพราะถือว่าเป็นเวลาทองของการดำเนินธุรกิจ ทำให้ต้นทุนการจัดรายการนำเท่ียวสูงจึงต้อง
คิดราคารายการนำเที่ยวสูงตามด้วย
13.5) กำไรท่ีต้องการ โดยท่ัวไปราคารายการนำเท่ียวมักประกอบด้วยต้นทุนการผลิต+ต้นทุนการ
จดั การ+กำไร ถ้าหากธุรกจิ นำเท่ียวใดต้องการกำไรมากก็จะทำให้ราคาสูงกว่าคู่แข่งขัน อาจขายรายการนำเที่ยวไมไ่ ด้
จึงมกั กำหนดอัตรากำไรอยู่ระหว่าง 10-20%
14). โครงสร้างราคารายการนำเท่ียว เป็นสว่ นประกอบในการกำหนดราคารายการนำเท่ียวแบบเหมาจา่ ย
ซึ่งประกอบด้วยรายการทีส่ ำคัญ 5 รายการ คือ
14.1) ค่าขนส่ง เป็นค่ายานพาหนะจากจุดเร่ิมต้นของการท่องเทย่ี วไปยังจุดหมายปลายทางและกลับ
ซ่ึงอาจรวมถึงค่ารับส่งนักท่องเที่ยวจากสถานีขนส่งหรือท่าอากาศยาน ค่าพาหนะ ขนส่งภายในแหล่งท่องเที่ยว
ค่าภาษสี นามบนิ ภาษีการเดนิ ทางดว้ ย
14.2) ค่าท่ีพัก เป็นค่าพักแรมของนักท่องเที่ยวที่รวมในราคาเหมาจ่ายด้วย อาจเป็นที่พักใน โรงแรม
เกสท์เฮาส์ บงั กะโล หรือที่พกั แรมอื่น ๆ ขึ้นอยกู่ บั ประเภทลกู คา้ เป้าหมาย
14.3) ค่าอาหาร เป็นค่าจัดเล้ียงอาหารแก่นักท่องเที่ยว ซ่ึงอาจเลี้ยงทุกม้ือหรือบางม้ือก็ได้ โดยอาจ
เลี้ยงแบบธรรมดาหรือหรูหราก็ได้ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของลูกค้าเป้าหมายแต่ต้องแจ้งไว้ในรายการนำเที่ยวว่าจะ
บริการอาหารประเภทใด กม่ี ้อื มื้อใดบ้าง
14.4) ค่าบริการอ่ืน ๆ เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องจ่ายในการบริการนักท่องเที่ยว เช่น ค่าเที่ยวชมเมือง
ค่าเขา้ ชมสถานท่ี คา่ เขา้ ชมการแสดง คา่ ทิป คา่ ขนกระเป๋า ค่ามัคคเุ ทศก์ ค่าประกันภยั เดนิ ทางคา่ เบด็ เตลด็ เป็นต้น
14.5) ค่าประกอบการและกำไร เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจัดรายการนำเท่ียวแบบเหมาจ่าย
พร้อมกำไรท่ตี ้องการ โดยปกติค่าใชจ้ ่ายในการดำเนนิ งานจัดรายการนำเที่ยวจะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
และค่าใช้จ่ายด้านการจัดการ ส่วนกำไรก็คือผลตอบแทนของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ต้องเข้ามาเสี่ยงในการ
ดำเนนิ งานจดั นำเท่ียว โดยปกตมิ ักคดิ ในอัตรา 10-20% ของค่าใช้จ่ายท้ังหมด ขน้ึ อยูก่ บั สภาพการแข่งขนั เปน็ สำคัญ
15). เส้นทางการท่องเท่ียว
การจัดเสน้ ทางนำเทย่ี ว
การจัดเส้นทางนำเที่ยวผู้จดั จะต้องคำนึงถึงระยะทางท่ีจะหยุดแวะชมสถานท่ีท่องเท่ียวที่สำคัญ แต่ละ
จดุ ระหว่างทาง การรบั ประทานอาหาร การหยุดพักเพอื่ ให้นักท่องเทีย่ วได้เขา้ ห้องนำ้ รวมถึงระยะทางในการเดนิ ทางแตล่ ะ
วนั ตามปกตแิ ล้วการจดั เสน้ ทางนำเท่ยี วทด่ี ีควรมีลกั ษณะ ดังนี้
ควรเลือกเส้นทางท่ีมีแหล่งท่องเที่ยวรวมกลุ่มกันอยู่ไม่กระจัดกระจายห่างกันมากนักเพราะถ้า
นักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาเดินทางอยู่บนยานพาหนะเปน็ เวลานาน โดยมิได้ลงไปแวะซมแหล่งท่องเทย่ี ว ก็จะทำให้เกดิ ความ
เบ่ือหน่ายได้
46
จุดที่พานักท่องเท่ียวไปชมในเส้นทางการเดินทางแต่ละครั้ง หากเป็นไปได้ควรมีแหล่งท่องเที่ยวที่มี
ลกั ษณะหลากหลายแตกต่างกนั เช่น มีทงั้ แหล่งทอ่ งเท่ยี วตามธรรมชาติ และแหลง่ ทอ่ งเท่ียวทางประวตั ิศาสตร์ โบราณคดี
หรือศิลปวฒั นธรรม
การเดินทางแต่ละครั้ง หรือแต่ละวันไมค่ วรใช้ระยะทางยาวนานเกินไปจนนักท่องเที่ยวออ่ นเพลียจากการ
เดินทาง นอกจากน้ีควรมจี ุดให้นักท่องเที่ยวได้หยดุ พักระหว่างทางเพ่ือพักผ่อนอิริยาบถ หรือเข้าห้องน้ำหรือรับประทาน
อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอย่างย่ิงนักท่องเที่ยวที่อยู่ในวัยสูงอายุ ไม่ควรจัดเส้นทางเดินทางท่ียาวนานเกินกว่า
6-7 ช่ัวโมงต่อวัน หากเป็นไปได้เส้นทางเดินทางไม่ควรช้ำกันในขาไปและขากลับ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพ
ท่ไี มซ่ ำ้ กนั ระหวา่ งการเดนิ ทาง
16). การจัดทำรายการนำเทีย่ ว
การหาข้อมูลเก่ียวกับการเดินทาง เปน็ การศึกษาข้อมูลทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับเส้นทางการจัดรายการนำเที่ยวทไ่ี ด้
วางแผนไว้แลว้ โดยขอ้ มูลท่ีใชป้ ระกอบการเขยี นรายละเอยี ดของการจดั รายการนำเท่ยี วมักประกอบดว้ ย
16.1) แผนที่แสดงท่ีต้ังและระยะทางจากสถานท่ีท่องเที่ยวหนึ่งไปยังอีกที่หน่ึง ทำให้สามารถคำนวณ
ระยะเวลาในการเดินทางได้อยา่ งครา่ ว ๆ
16.2) เอกสารที่เก่ียวข้องกับสถานที่ท่องเที่ยวท่ีจะไป เช่น แผ่นพิมพ์ วารสาร หรือส่ิงตีพิมพ์อ่ืนท่ีมี
ประวตั แิ ละข้อมูลอื่นของสถานทท่ี ่องเที่ยวนัน้
16.3) รายละเอียดของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่ีเก่ียวข้อง เช่น ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบ
ธรุ กจิ ท่พี ักแรม ผู้ประกอบธุรกจิ อาหารและเครื่องด่มื ผ้ปู ระกอบธรุ กจิ สินคา้ ท่ีระลึก เป็นตน้
16.4) รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น ประเภทของการขนส่งที่จะเดินทาง ตารางการ เดินทางของ
การขนสง่ คา่ โดยสาร ทต่ี ั้งโรงพยาบาล ทีต่ งั้ สถานตี ำรวจ เปน็ ตน้
16.5) ข้อมลู ท่ีนำมาพิจารณาประกอบการจดั ทำรายการนำเทยี่ วคอื
ก. ขอ้ มลู เกีย่ วกับจุดหมายปลายทาง
ข. ขอ้ มูลเกย่ี วกบั ทพี่ กั
ค. ขอ้ มูลเก่ยี วกับร้านอาหาร
ง. ข้อมลู เก่ยี วกับยานพาหนะ
จ. ข้อมลู เกี่ยวกับแหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
ฉ. ขอ้ มูลเกีย่ วกับมัคคุเทศกท็ ้องถ่ิน
ช. ขอ้ มลู เก่ยี วกับการซอ้ื ของ
การสำรวจเส้นทางรายการนำเท่ียว เป็นการเดินทางไปสำรวจตามรายการนำเท่ียวท่ีได้วางแผนไว้ โดยจะกำหนด
เสน้ ทางสำรวจไวค้ รา่ ว ๆ ดงั นี้
1) ยานพาหนะท่ีจะใช้ในการเดินทาง เช่น จะออกจากเชียงใหม่แล้วไปลงรถที่ใดต่อเรือที่ไหน จะใช้สายการ
บินใด
47
2) ระยะเวลาในการเดินทางจากจุดต่าง ๆ เช่น การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหน่ึงมีระยะทางเท่าใด
เพอ่ื สามารถคำนวณเวลาทใี่ ช้ในการเดนิ ทางได้ ฯลฯ
3) เสน้ ทางหลักและเส้นทางสำรองทจ่ี ะใช้ในการเดินทาง ควรหาเส้นทางท่ีเดินทางไดส้ ะดวกและรวดเรว็ ทส่ี ุด
หรือผ่านแหล่งท่องเท่ียวหลักมีส่ิงดึงดูดใจในการท่องเที่ยวเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง และหาเส้นทางรองเผื่อไว้ใน
กรณีเกดิ เหตุฉุกเฉินต้องเปล่ยี นเส้นทาง เช่นทางขาด น้ำท่วม ฯลฯ
4) ความยากง่ายในการเดินทาง เช่น สภาพของถนนอาจจะเป็นลูกรัง ลาดยางหรือคอนกรีต จะมีความยาก
งา่ ยในการเดนิ ทางไมเ่ หมอื นกัน หรือตอ้ งตอ่ รถ ต่อเรือ ตอ่ เครือ่ งบินหลายตอ่ เป็นต้น
5) จุดท่องเท่ียว จุดหยุดพกั จุดพกั รบั ประทานอาหาร จุดพักแรม จุดซอื้ สินค้าทรี่ ะลึก
6) มาตรฐาน ศกั ยภาพ และคุณภาพของการบริการ ณ จดุ ตา่ ง ๆ ในข้อ 5
7) กิจกรรมการท่องเทย่ี ว เช่น แวะนมัสการส่งิ ศักด์ิสทิ ธป์ิ ระจำท้องถ่ิน หรอื แวะชมเลอื กซ้ือสินค้าหัตถกรรม
ชาวบา้ น หรือแวะซ้ือผลไม้ตามฤดูกาลระหว่างเดินทางผา่ น หรือจดั ให้มีการนั่ง สามล้อถบ หรือรถม้ารอบเมอื ง หรือมีการ
ล่องแพ ชมนาฏศลิ ป์พนื้ เมือง หรือรับประทานอาหารพน้ื เมือง เปน็ ตน้
การติดต่อกับธุรกิจท่ีเกี่ยวข้องเป็นการเดินทางไปติดต่อขอเจรจาเอง ทำให้สามารถสัมผัสกับสถานที่แท้จริง
บรรยากาศของสถานที่ รวมท้ังสามารถเจรจาตอ่ รอง และไดร้ ายละเอียดดยี ่ิงขน้ึ ธุรกิจทีต่ ้องตดิ ต่อเจรจา ไดแ้ ก่
1) ท่ีพักแรม เม่ือสำรวจแล้วว่าจะมีจุดพักแรมท่ีใด ต้องติดต่อกับธุรกิจที่พักแรมในจุดน้ัน อาจเป็นโรงแรม
บังกะโล รีสอร์ท ฯลฯ พร้อมทั้งเจรจาเร่ืองราคาค่าห้องและจองห้องพักด้วยโดยปกติแล้ว ธุรกิจทพี่ ักแรมมักจะให้ส่วนลด
กับบรษิ ัทนำเทีย่ วทท่ี ำสญั ญา (contract) ไว้ประมาณ 20-40% โดยเฉล่ีย ทงั้ นข้ี ึ้นอยู่กบั ข้อตกลงและจำนวนนกั ทอ่ งเท่ียว
2) อาหารและเครื่องดื่ม เมื่อสำรวจแล้วว่าจะต้องมีจุดพักรับประทานอาหารก่ีแห่งก็ต้อง ติดต่อกับ
ร้านอาหารท่ีมีชื่อของจุดพักน้ัน ๆ ไม่ควรจัดรายการอาหารซ้ำกันระหว่างเดินทาง โดยปกติแล้วร้านอาหารจะให้ส่วนลด
กับบริษัทนำเท่ียวไมเ่ กนิ 20% ของราคาอาหารในม้ือน้นั ๆ
3) จุดแวะชมระหว่างทาง เมื่อสำรวจแล้วว่าจะแวะชมจุดไหนและชมอะไร ถ้าหากจำเป็น ต้องขออนุญาต
เจ้าของสถานทีก่ ่อน หรือจะต้องเสยี ค่าเขา้ ชม หรอื ต้องมีการจองลว่ งหนา้ ก็ต้องติดตอ่ ดำเนินการให้เรียบรอ้ ย
4) ยานพาหนะเดินทาง เม่ือสำรวจแล้วว่าจะต้องใช้ยานพาหนะใดในการเดินทางอาจจะ ต้องใช้ยานพาหนะ
มากกว่า 1 ชนิดได้ ต้องคำถึงจำนวนวันในการเดินทาง เพื่อจะได้ติดต่อสำรอง ที่น่ังหรือเช่ายานพาหนะตามต้องการให้
เรียบรอ้ ยมูลเหตุท่ที ำใหเ้ กิดการเดนิ ทางทอ่ งเทีย่ วมีดังตอ่ ไปน้ี
4.1) ความตอ้ งการผจญภัย เมอื่ มีแหล่งทอ่ งเทยี่ วใหม่หรอื สิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเทย่ี วใหม่ ๆ
เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง ที่พักแรม หรืออื่น ๆ ย่อมมีการประชาสัมพันธ์ทำให้คนอยากลองผจญภัยกับแหล่ง
ท่องเที่ยว หรือส่ิงอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยวใหม่ๆเหล่าน้ัน เช่น อยากลองน่ังเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง
(supersonic transport) อยากเที่ยว อวกาศอยากพกั ท่พี ักแบบอิกลู (IGLOO) กระท่อมน้ำแขง็ ของชาวเอสกโิ ม เป็นต้น
4.2) ความต้องการค้นพบส่ิงใหม่ ๆ ถ้ามองให้ลึกจะมองเห็นได้ว่า การเดินทางเป็นการทำลายความจำเจ
ในชีวิตประจำวนั โดยออกเดินทางไปค้นหาสิ่งแปลกใหมใ่ นชีวิต โดยเฉพาะหนุ่มสาวสมัยใหม่มีความอยากรู้อยากเห็นท่จี ะ
ได้พบสิง่ ใหม่ ๆ เช่น การเดินทางไปทอ่ งเทย่ี วในที่ตา่ ง ๆ จะไดพ้ บเห็นสิ่งทตี่ นไมเ่ คยพบเหน็ มาก่อน เป็นต้น
48
4.3) ความต้องการคุณค่าในการเดินทางท่องเท่ียว เป็นผลท่ีเกิดข้ึนหลังจากการเดินทางท่องเที่ยวผู้
เดินทางท่องเท่ียวจะรู้สึกถึงความสนุกสนาน หรือความประทับใจในขณะท่ีท่องเที่ยว แต่ละครั้งทำให้ได้รับคุณค่าในการ
เดนิ ทางทอ่ งเทยี่ ว หรือมีคุณคา่ เปน็ กำไรชีวติ ในการท่องเทย่ี ว
4.4) ความต้องการคน้ คว้าทางวัฒนธรรม เนือ่ งจากการท่องเที่ยวเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศที่
ตนไปเท่ยี ว เช่น ประเพณี เทศกาล พิธีกรรมต่าง ๆ ที่แตกตา่ งกันทำให้มคี วามรู้ความ เขา้ ใจอย่างลกึ ซง้ึ เก่ียวกบั วฒั นธรรม
ของทอ้ งถ่ินน้ันนอกจากนี้ยังได้ศกึ ษาภาษาท้องถ่นิ ทใี่ ช้ใน ประเทศท่ีเดนิ ทางไปท่องเที่ยวอกี ด้วย
4.5) ความต้องการเห็นความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมโลก คนทั่วไปมีความต้องการเห็นความเป็นอยู่ของ
เพ่ือนร่วมโลกว่า ผู้ทีอ่ ยู่ในประเทศทีร่ ่ำรวยกบั ผูท้ ีอ่ ยใู่ นประเทศยากจนมคี วามเป็นอยู่ แตกตา่ งกันอยา่ งไร และยังตอ้ งการ
เที่ยวชมสิ่งก่อสร้าง สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของคนใน ท้องถน่ิ ดว้ ย
4.6) ความต้องการการยอมรับของสังคม ผู้เดินทางท่องเท่ียวจะเกิดความพอใจมากถ้าคนที่เขากำลัง
ติดต่อหรือคนที่เขาทำความรู้จักยอมรับนิสัยบางอย่างของเขา บ่อยครั้งท่ีนักท่องเท่ียวมี ความรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า
ทำให้เขาต้องเลือกประเทศที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวท่ีทำให้เขารู้สึก ว่าเป็นท่ีช่ืนชอบและมีการยอมรับตัวเขา ซึ่งเป็นไป
ตามทฤษฎีการจงู ใจของ Abraham H. Maslow ท่ีวา่ มนุษยม์ ีความตอ้ งการท่ีจะไดร้ ับการยกยอ่ งและยอมรบั ในสังคม
4.7) ความต้องการความภูมิใจ การท่ีคนต้องการเดินทางไปทอ่ งเท่ียวยังประเทศต่าง ๆ เนื่องจากต้องการ
ให้ผู้อ่ืนเห็นว่า ตนได้ไปท่องเที่ยวสถานที่แปลก ๆ แตกต่างจากผู้อื่น ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาเป็นหนึ่งที่ไม่มีใครเหมือน
ถอื เป็นความภาคภมู ใิ จในเชิงการทอ่ งเทยี่ ว ญาตมิ ิตรอาจจะมาขอคำแนะนำเก่ียวกบั การท่องเท่ยี วจากตนได้อีก
4.8) ความต้องการยกฐานะและเกียรติภูมิ การที่ได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเท่ียว ไม่ว่าจะเป็นเพ่ือ
วัตถุประสงค์ใด เช่น เพื่อธรุ กิจ เข้าร่วมประชุม แข่งขันกีฬา ประกอบศาสนกิจ เยี่ยมญาติ การศึกษา เป็นต้น ล้วนแต่ทำ
ให้ผู้เดินทางไปท่องเท่ียวเป็นคนมีเกียรตใิ นสังคม อันเป็นการยกฐานะและเกียรติภูมิของตนให้สูงขึ้นด้วยตัวแปรที่สำคัญ
ตอ่ การกำหนดความต้องการเดนิ ทางท่องเทีย่ ว สรปุ ได้ ดงั ต่อไปนี้
1). ความเจริญทางเศรษฐกจิ ในชว่ งท่ีเศรษฐกจิ รุ่งเรือง การเดินทางท่องเทย่ี วจะมมี าก บริษัทตา่ ง ๆ
อาจขอให้ธุรกิจนำเท่ียวช่วยจัดกรุ๊ปทัวร์แก่พนักงานของตนให้เดินทางท่องเท่ียวไปในที่ต่าง ๆ แต่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่อ
ธรุ กจิ ประสบปญั หามาก การเดินทางทอ่ งเที่ยวกพ็ ลอยซบเซาลงดว้ ย
2). การเพ่ิมขึ้นของรายได้ท่ีใช้จ่ายได้ของประชาชน เมื่อประชาชนมีรายได้ท่ีใช้จ่ายก็จะมีเงินเหลือ
เก็บไว้ท่องเที่ยว ถ้ามีเงินน้อยก็อาจท่องเที่ยวใกล้ ๆ ถ้ามีเงินมาท่องเท่ียวไกลออกไป ซึ่งมีผลทำให้ เกิดการเดินทาง
ท่องเท่ียวมากขึ้น
3). ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว หากพื้นท่ีใดมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวสูงก็จะมี
นักท่องเท่ียวเดินทางไปน้อย หากพื้นท่ีใดมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเท่ียวต่ำ ก็จะมีนักท่องเท่ียวเดินทางไปมาก ท้ังนี้
เพราะนักท่องเทย่ี วประเภทมวลชนมมี ากกว่านักท่องเทยี่ วประเภทฟมุ่ เฟือย
4). รสนิยมของประชาชน พ้ืนที่ใดท่ีประชาชนชอบเดินทางไปท่องเท่ียวก็จะทะมีการเดินทาง
ท่องเทีย่ วมาก พน้ื ทีใ่ ดทป่ี ระชาชนไมช่ อบเดินทางไปท่องเทยี่ วก็จะทำให้การเดินทางทอ่ งเท่ียวนอ้ ยลง
49
5). ลัทธิเอาอย่าง เป็นปัจจัยอย่างหน่ึงท่ีมีผลต่อการเดินทางท่องเท่ียว เมื่อพื้นท่ีใดมีการเดินทาง
เพ่อื การท่องเทีย่ ว ทำใหเ้ กิดลทั ธเิ อาอย่างหรือเกดิ การชกั จูงกัน ทำให้พื้นทอ่ี ่นื มีการเดนิ ทางทอ่ งเที่ยวมากข้นึ ตามไปด้วย
6). การกระจายตวั ของประชากรทางภูมิศาสตร์ พ้นื ที่ใดมีญาติมิตรกระจายตวั ไปยังทตี่ ่าง ๆ ย่อมมี
การเดนิ ทางไปมาหาส่กู ัน ก็จะเกดิ การขยายตวั ของการเดนิ ทางท่องเท่ียวตามไปด้วย
7). เวลาว่าง นับเปน็ ปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่มีผลตอ่ การเดนิ ทางท่องเทีย่ ว คนเราจะเดินทางทอ่ งเที่ยวได้
ก็ต่อเมือ่ มเี วลาวา่ ง ยงิ่ มีเวลาวา่ งมากก็ยงิ่ มโี อกาสเดินทางทอ่ งเทีย่ วได้มาก
8). การพัฒนาหรือสร้างแหล่งท่องเท่ียว ไม่ว่าจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมหรือสร้างแหล่ง
ท่องเท่ยี วใหม่ ลว้ นเปน็ ปจั จยั ให้มีการเดินทางทอ่ งเทยี่ วเพิ่มมากขน้ึ
9). ฤดกู าล การเปล่ียนแปลงฤดูกาลในแต่ละประเทศทำใหเ้ กิดการเดินทางทอ่ งเท่ียวเพ่ือหนีฤดูกาล
ที่ไม่เหมาะสมย่อมส่งผลให้เกิดการเพิ่มการเดินทางท่องเท่ียว นอกจากน้ันฤดูกาลยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะ
ดึงดูดใจให้เดินทางท่องเท่ียวเพื่อชมความสวยงามของแหล่งท่องเท่ียวด้วย เช่น นักท่องเท่ียวท่ีจะเดินทางไปเล่นสกกี ็ต้อง
ไปช่วงฤดูหนาวที่มีปริมาณหิมะตกทับถมมากพอ หรือจะไปดูดอกบัวตองบานก็จะต้องไปช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
เป็นตน้
10). การศึกษาการขยายตัวของการศึกษาและโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงช่วยให้คนมี
การศึกษาสูงข้ึนและได้เรียนรู้เรื่องราวของสังคมอื่น ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อีกท้ังการที่สตรีมีอิสระที่จะออก
เดนิ ทางท่องเทย่ี วไดอ้ ย่างเสรี ยอ่ มทำให้เกิดการเดินทางทอ่ งเที่ยวเพ่มิ ขึน้
11). สื่อมวลชน การพัฒนาทางเทคโนโลยีช่วยให้การโฆษณาเผยแพร่ข่าวสารการท่องเที่ยวของ
สื่อมวลชนมีประสิทธิภาพมากข้ึน เช่น การเผยแพร่ทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เป็นต้นล้วนทำให้ประชาชนจำนวนมาก
สามารถรับขา่ วสารการทอ่ งเท่ียวไดอ้ ย่างท่วั ถงึ และมีผลกระตุ้นใหเ้ กดิ ความต้องการเดินทางท่องเทย่ี วมากข้ึน
12). การตลาด การพัฒนาระบบการตลาดท่ีมีประสิทธิภาพช่วยให้การจำหน่ายบริการทาง การ
ท่องเที่ยวถึงมือลูกค้าได้ดีย่ิงขึ้น เช่น ระบบการเดินทาโก่อนผ่อนชำระภายหลัง หรือระบบการส่งข่าวสารถึงลูกค้า
เปา้ หมายอย่างสม่ำเสมอโดยใช้ INTERNET เป็นตน้ นอกจากน้ันยังมกี ารรว่ มมือทางการตลาดระหวา่ งผู้ประกอบการธรุ กิจ
ท่องเที่ยวทั้งแนวต้ังและแนวนอน ในการจัดทำเอกสารนำเท่ียวรายการต่าง ๆ เผยแพร่โฆษณายิ่งเกิดการจูงใจให้มีการ
เดนิ ทางทอ่ งเท่ียวมากขน้ึ
13). นโยบายส่งเสริมการท่องเท่ียวของรัฐบาล ปัจจุบันนโยบายการส่งเสริมการทอ่ งเที่ยว ของรัฐมี
ความสำคัญต่อการเดินทางทอ่ งเทีย่ วมาก เช่น การประกาศปที ่องเที่ยวไทยการอำนวยความสะดวกในการเข้าออกประเทศ
การอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการท่องเท่ียว ระบบการขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพ่ิมให้นักท่องเที่ยว
ต่างชาติ (VAT refund for tourists)การอนุญาตให้เข้าชมสถานท่ีสำคัญของทางราชการ การช่วยพัฒนาและอนุรักษ์
ทรัพยากรการท่องเที่ยว การส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบธุรกจิ การท่องเท่ียว เป็นต้น ล้วนแต่มีผลต่อการเพ่ิมขึ้นของการ
เดินทางท่องเที่ยว การส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยว เป็นต้น ล้วนมีผลต่อการเพ่ิมขึ้นของการเดินทาง
ท่องเทยี่ ว
50
กล่าวโดยสรุป แหล่งท่องเที่ยวท่ีมีศักยภาพน้ันต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
องค์ประกอบด้านสิ่งดงึ ดูดใจ องคป์ ระกอบดา้ นสิง่ อำนวยความสะดวก และองค์ประกอบดา้ นคมนาคมขนสง่ ท่สี ามารถ
เข้าถึงแหล่งท่องเท่ียวได้ เพ่ือช่วยสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวในแหล่งท่ีท่องเที่ยวอย่าง
สะดวกสบายและมีความสุข รูปแบบและแนวคิดการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมอย่างหน่ึงของมนุษย์ซ่ึง
กระทำเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากกิจการงานประจำ โดยปกติการทอ่ งเทย่ี วจะหมายถงึ การเดินทางจากที่หน่ึง
ไปยังอีกท่ีหนึง่ โดยไมค่ ำนึงวา่ ระยะทางนน้ั จะใกล้หรือไกล และการเดินทางนน้ั จะมีการค้างแรมหรือไม่
6. แนวคดิ เร่ืองการมีส่วนร่วมของชุมชน
6.1 ความหมายเร่ืองการมีส่วนรว่ มของชมุ ชน
การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้น มีนักวิชาการ ได้อธิบายและให้ความหมายแนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชนไว้
ซึ่งผูศ้ กึ ษาไดน้ ำมาสรปุ ได้ดงั น้ี
สำนักงานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏและ
ทบวงมหาวิทยาลัย (2546) ได้ระบุว่า การมีส่วนร่วม คือ การที่ประชาชนหรือชุมชนสามารถเข้าไปมีส่วนในการ
ตัดสินใจในการกำหนดนโยบายพัฒนาท้องถ่ินและมีส่วนร่วมในการรับประโยชน์จากบริการ รวมท้ังมีส่วนในการ
ควบคุมประเมินผลโครงการตา่ ง ๆ ของทอ้ งถน่ิ นอกจากนยี้ งั ไดใ้ ห้ความหมายของการมีสว่ นรว่ มว่ามี 2 ลกั ษณะ คือ
1) การมีส่วนรว่ มในลักษณะที่เป็นกระบวนการของการพฒั นา โดยให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการพัฒนา
ต้ังแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ ได้แก่ การร่วมกันดันหาปัญหา การวางแผน การดัดสินใจ การระดมทรัพยากรและ
เทคโนโลยีท้องถ่ิน การบริหารจดั การการคิดตามประเมินผล รวมทงั้ รบั ผลประโยชน์ทเ่ี กดิ ข้ึนจากโครงการ
2) การมีสว่ นร่วมทางการเมอื ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื การสง่ เสรมิ สทิ ธแิ ละพลังอำนาจของพลเมอื ง
โดยประชาชน หรอื ชุมชนพัฒนาขีดความสามรถของดนในการจัดการเพ่ือรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม ควบคุมการใช้
และการกระจายทรัพยากรของชุมชนอันจะก่อให้เกิดกระบวนการ และ โครงสร้างที่ประชาชนในชนบทสามารถ
แสดงออกซ่ึงความสามารถของตนและได้รับ ผลประโยชน์จากการพัฒนาการเปล่ียนแปลงกลไกการพัฒนาโดยรัฐ
มาเป็นการพัฒนาทป่ี ระชาชน มีบทบาทหลักโดยการกระจายอำนาจในการวางแผน จากสว่ นกลางมาเปน็ สว่ นภูมิภาค
เป็นการคนื อำนาจในการพัฒนาให้แกป่ ระชาชนให้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง
นรินทร์ชัย พัฒนพงศา (2546) ได้สรูปความหมายของการมีส่วนร่วมว่า การมีส่วนร่วม คือ การที่ฝ่ายหน่ึง
ฝ่ายใดท่ีไม่เคยได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ หรือเข้าร่วมการตัดสินใจหรือเคยมาเข้าร่วมด้วยเล็กน้อยได้เข้าร่วมด้วย
มากขนึ้ เป็นไปอยา่ งมีอสิ รภาพ เสมอภาคมใิ ชม่ สี ่วนร่วมอย่างผวิ เผนิ แตเ่ ขา้ ร่วมดว้ ยอยา่ งแทจ้ รงิ ย่ิงขนึ้ และการเขา้ รว่ ม
น้นั ต้องเร่ิมตงั้ แตข่ ้ันแรกจนถงึ ขน้ั สุดท้ายของโครงการ
กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วม (Participation) จึงเป็นกระบวนการท่ีคน ครอบครวั หรือองค์กรในชุมชนเข้า
มามีส่วนในการคิด การตัดสินใจการวางแผนดำเนินการพัฒนาครอบครัวและชุมชนของตนเองโดยหลักการที่แท้จริง
ของการมสี ่วนร่วมคือการมสี ว่ นรว่ มในลักษณะ
51
6.2 แนวคดิ เรื่องการมสี ่วนรว่ มของชมุ ชน
สชุ าดา จกั รพสิ ุทธ์ิ (2547) การมสี ว่ นร่วมของชุมชน แบ่งได้ออกเปน็ 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
1) ลกั ษณะการมสี ว่ นร่วมจากความเกย่ี วขอ้ งทางดา้ นเหตุผล โดยการเปดิ โอกาสให้สังคมองคก์ รต่าง ๆ ใน
ชุมชน ประชาชนมีบทบาทหลักตามสิทธิ หน้าท่ีในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ต้ังแต่การคิดริเริ่ม
การพิจารณาตัดสินใจ วางแผน การร่วมปฏิบัติและการรับผิดชอบในผลกระทบท่ีเกิดขึ้น รวมทั้งส่งเสริม ชักนำ
สนบั สนนุ ให้การดำเนินงานเกิดผลประโยชน์ต่อชุมชนตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดด้วยความสมคั รใจ
2) ลักษณะการมีส่วนร่วมจากความเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจ เป็นการมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีเก่ียวข้อง
ทางด้านจิตใจ อารมณ์ รวมท้ัง ค่านิยมของประชาชนเป็นเครื่องชี้นำตนเองให้เข้ามามีส่วนร่วม แสดงความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ การกระทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้ท่ีเข้ามามีส่วนร่วม เกิดความผูกพัน มีความรู้สึก
รบั ผิดชอบตอ่ กจิ กรรมทดี่ ำเนนิ งานด้วยความสมคั รใจ
จากแนวคิดและทัศนะท่ีได้กล่าวมาข้างต้นท้ังหมด สามารถแยกประเด็นสรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของ
ประชาชนเกิดขึ้นจาก เป้าหมายท่ีต้องการ ค่านิยม ความเช่ือ วัฒนธรรมประเพณี ความผูกพัน การเสริมแรง โอกาส
ความสามารถ การสนับสนนุ ความคาดหมายในส่ิงท่ีต้องการ โดยมพี ้ืนฐานของการมีสว่ นร่วม ดังนี้
1). การมีส่วนรว่ มบนพื้นฐานของเหตผุ ล
2). การมีสว่ นร่วมบนพน้ื ฐานของค่านิยม
3). การมสี ่วนร่วมบนพน้ื ฐานของประเพณี
4). การมสี ่วนรว่ มบนพืน้ ฐานของความผกู พนั ความเสน่หห์ า
แนวคิดเก่ยี วกบั การมีส่วนรว่ มของประชาชน การมีสว่ นรว่ มของประชาชนเปน็ หลกั การสากลทีอ่ ารยประเทศ
ให้ความสำคัญ การส่งเสริมการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมเป็นเงื่อนไขและเป็นกุญแจดอกสำคัญของความสำเร็จ
ของการพัฒนาระบบราชการให้สามารถตอบสนองความต้องการและเอ้ือต่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมท้ังเป็น
ประเด็นหลักในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาลที่ภาครัฐต้องเปิดโอกาสให้
ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคสว่ นรับรู้ รว่ มคิด รว่ มตัดสินใจ เพ่อื สร้างความโปร่งใสและเพมิ่ คณุ ภาพการตัดสินใจ
ของภาครฐั ใหด้ ขี ึน้ และเปน็ ทยี่ อมรบั ร่วมกนั ของทุกฝ่าย
รายงานการประเมินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วน
รว่ มของประชาชน ระบวุ ่า แนวคิดเกย่ี วกับการมสี ว่ นร่วมของประชาชน มี 4 ประการ ด้วยกัน คอื
1) การมีส่วนรว่ มเป็นสทิ ธิ และเปน็ เอกสทิ ธขิ องบุคคลทีต่ ้องใหค้ วามเคารพและใหเ้ กียรตบิ ุคคลต้องไม่ถูก
บังคบั และครอบงำ
2) การมีส่วนร่วม คือการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นผลรวมของข้อผูกมัดของแต่ละบุคคลซึ่งแสดงออกในรูป
ของพฤตกิ รรมรว่ ม และผลประโยชนร์ ่วม บนพื้นฐานความเชือ่ ที่ว่าโครงการเปน็ ของพวกเขา เพือ่ พวกเขา
3) การมีส่วนรว่ ม คือส่วนสำคัญของกระบวนการ บริหารการพัฒนาชนบท การมสี ่วนร่วมถูกดำเนินการ
ใน 2 บริบท คือ ประการแรก นักบริหารจะต้องทำในสิ่งที่ประชาชนมุ่งหวัง และต้องให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น
52
ประการท่ีสอง โครงการพัฒนาต้องให้ประชาชนรับรู้เข้าใจในโครงการและรู้ถึงทรัพยากรท่ีจำเป็น รวมท้ังประเด็น
ตา่ ง ๆ ท่เี กิดข้ึน
4) การมีส่วนร่วม คือการช้ีวัดการพัฒนาชนบท ย่ิงการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพ้ืนฐานมากข้ึน
เท่าใดก็แสดงวา่ ผลประโยชน์จะตกเปน็ ของประชาชนมากขนึ้ เทา่ นั้น
สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง, ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการ
บริหารการพฒั นา (2551) เรอ่ื ง การพฒั นาเง่ือนไขคุณธรรมของขา้ ราชการเพอื่ สนับสนนุ เศรษฐกจิ พอเพียงสอดคล้อง
กับองคก์ ารสหประชาชาติทก่ี ลา่ วไวว้ า่ เงอื่ นไขสำคัญเบือ้ งตน้ ในการมสี ่วนรว่ มของ ประชาชนมี 5 ประการ คือ
1) ภาครัฐต้องยอมรับในแนวคิดของการมสี ่วนรว่ มของประชาชนก่อน ในเบ้ืองตน้ และบรรจุหลักการนไ้ี ว้
ในแผนหรือนโยบายระดบั ต่าง ๆ ดว้ ย
2) ต้องมอี งคก์ รพน้ื ฐานของประชาชนทส่ี ามารถเปน็ ตวั แทนในการเจรจาต่อรองกับกล่มุ ผลประโยชน์ และ
บคุ คลอื่น ๆ ได้
3) ประชาชนต้องมีอิสระในความคิดริเริ่มและในการตัดสินใจในระดับท้องถ่ินเพ่ือกำหนดกิจกรรมของ
ตนเอง
4) ชุมชนต้องมีการไหลเวียนของข่าวสารความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะในหลักการและปรัชญาของการพัฒนา
เทคนคิ วิธกี ารในการจดั การทรพั ยากร และความรูใ้ นการบริหารงาน
กล่าวโดยสรุป ว่าแนวคดิ การมสี ่วนร่วมของชุมชนน้ัน เป็นกระบวนการเบ้ืองต้นที่สำคัญต่อการศึกษาวิจยั นี้
ซึ่งเกิดจากจิตใจที่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งของคนในชุมชนการท่ีมีพลังของกลุ่มท่ีชัดเจนจะเป็น
ปัจจัยสำคัญทำให้งานพัฒนาต่าง ๆ บรรลุถึงวัตถุประสงค์ สำเร็จตามความมุ่งหมายของกลุ่มคนที่สอดคล้องกับวิถี
ชีวิตทางสังคม ซึ่งการกระตุ้นให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมน้ัน ผู้ดำเนินงานจะต้องมีความเข้าใจในวิธีการดำเนิน
ชีวิต ค่านิยม ประเพณี ทัศนคติของบุคคล เพื่อให้เกิดความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยแนวคิดน้ีจะเป็นการศึกษา
การมีการปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนใน
การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ปัญหา เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความตระหนักถึงความเป็นตัวเอง ช่วยให้
ชุมชนเกิดความเช่ือม่ันและนำไปสู่การพัฒนาท่ยี งั่ ยืน
6.3 ขนั้ ตอนการมสี ว่ นร่วม
โกวทิ ย์ พวงงาม (2545) ได้สรปุ ถึงการมสี ว่ นร่วมทแี่ ท้จรงิ ของประชาชน ในการพฒั นาควรจะมี 4 ขน้ั ตอน คือ
1) การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุของปัญหาของแต่ละท้องถิ่น กล่าวคือถ้าหากชาวชนบทยัง
ไม่สามารถทราบถึงปัญหาและเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา ในท้องถ่ินของตนเป็นอย่างดีแล้ว การดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาของท้องถ่ินย่อมไร้ประโยชน์ เพราะชาวชนบหจะไม่เข้าใจและมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงาน
เหลา่ นั้น
2) การมีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินกิจกรรม เพราะการวางแผนดำเนินงาน เป็นข้ันตอนท่ีจะช่วยให้
ชาวชนบทรู้จกั วธิ กี ารคดิ การตัดสนิ ใจอย่างมเี หตผุ ล ร้จู ักการนำเอาปจั จยั ขา่ วสารขอ้ มูลตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการวางแผน
53
3) การมีส่วนร่วมในการลงทุนและการปฏิบัติงาน แม้ชาวชนบทส่วนใหญ่จะมี ฐานะยากจน แต่ก็มีแรงงาน
ของตนที่สามารถใช้เข้าร่วมได้ การร่วมลงทุนและปฏิบัติงาน จะทำให้ชาวชนบทสามารถคิดต้นทุนดำเนินงานได้ด้วย
ตนเอง ทำให้ได้เรียนรกู้ ารดำเนนิ กิจกรรมอยา่ งใกล้ชิด
4) การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลงาน ถ้าหากการติดตามงานและประเมินผลงาน ขาดการมี
สว่ นรว่ มแลว้ ชาวชนบทย่อมจะไมท่ ราบด้วยตนเองว่างานทที่ ำ ไปน้ันได้รบั ผลดี ได้รบั ประโยชน์หรือไม่อย่างใด การดำเนิน
กจิ กรรมอย่างเดียวกันใน โอกาสต่อไป
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการมีส่วนร่วมของชุมชนควรเป็นมีระบบการสร้างการมีส่วนร่วมในทุกช่วง
ของการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาเพ่ือให้เกิดความเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาไปตามขั้นตอนเพ่ือให้คนที่เข้ามามี
สว่ นรว่ มมีความรูส้ ึกเป็นเจ้าของและจรงิ ใจในการพัฒนา
6.4 ระดับการมีสว่ นรว่ ม
นรินทร์ชัย พัฒนพงศา (2546) ได้กล่าวถึงระดับของการมีส่วนร่วมตาม หลักการทั่วไปว่าแบ่งเป็น 5 ระดับ
คอื
1) การมีส่วนร่วมเปน็ ผ้ใู ห้ข้อมูล ของตน/ครอบครวั /ชุมชนของตน
2) การมสี ว่ นร่วมรับข้อมลู ข่าวสาร
3) การมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยเฉพาะในโครงการที่ตนมีส่วนได้เสีย โดยแบ่งเป็น 3 กรณีแล้วแต่
กจิ กรรมในตนอยูใ่ นขัน้ ตอนใดตอ่ ไปนี้
3.1) ตนมีนำ้ หนักการตัดสินใจน้อยกว่าเจ้าของโครงการ
3.2) ตนมีนำ้ หนกั การตัดสินใจเทา่ กบเจ้าของโครงการ
3.3) ตนมนี ำ้ หนักการตดั สนิ ใจมากกวา่ เจ้าของโครงการ
4) การส่วนรว่ มทำ คอื รว่ มในขน้ั ดอนการดำเนินงานทงั้ หมด
5) การมีส่วนรว่ มสนบั สนุน คืออาจไมม่ ีโอกาสร่วมทำ แตม่ ีสว่ นรว่ มชว่ ยเหลอื ในด้านอ่นื ๆ
นอกจากนี้ขงั ได้มีการแบ่งระดับของการมีส่วนร่วมเป็นระดับของการมีส่วนร่วมตามแนวทางพัฒนา
ชมุ ชน เปน็ การมีส่วนรว่ มในการแก้ปญั หาทเี่ กดิ ข้นึ ในชุมชนโดยได้ แบง่ ไวด้ ังน้ี
1) ร่วมค้นหาปัญหาของตนใหเ้ ห็นว่าส่ิงใดท่ีเป็นปัญหารากเหจ้าของปัญหา
2) รว่ มค้นหาสิ่งทจ่ี ำเป็นของตนในปจั จบุ ันคืออะไร
3) รว่ มคิดช่วยตนเองในการจดั สำดับปัญหา เพ่อื จะแก้ไขส่งิ ใดกอ่ นหลงั
กลา่ วโดยสรุป การมสี ว่ นรว่ มของชุมชนคือ การเปิดโอกาสให้ชุมชนและองค์กรตา่ ง ๆ เขา้ มามีบทบาท
และมสี ่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ วางแผน คนในชุมชนเข้ามามีส่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้
บรรลุวัตถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้ เพื่อให้ชุมชนและองค์กรต่าง ๆ ท่ีเข้ามามีส่วนร่วมเกิดความผูกพัน บนพื้นฐาน
ของเหตุผลและค่านิยมประเพณี โดยจากขั้นตอนการมีส่วนร่วมองค์กรต้องทราบถึงปัญหาของท้องถ่ินและ
อธิบายให้ชาวชยบทได้ทราบและเข้าใจถึงปัญหาในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถให้ความร่วมมือกับภาคองค์กรได้
อยา่ งเต็มที่และรว่ มกันแก้ปญั หาให้ถูกจดุ
54
7. แนวคิดเก่ียวกบั การพาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์
7.1 ความหมายของการพาณิชย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2546) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นกระบวนการสำหรับการตลาดออนไลน์ของสินค้าและ
บริการ ซ่ึงประกอบด้วยข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information) คำส่ังซื้อ (Order) ใบกำกับสินค้า (Invoice)
กระบวนการชำระเงิน (Payment Processes) และการบริการลูกค้า (Customer Services) หรือหมายถึงการดำเนิน
ธุรกิจทุกรูปแบบท่ีเกี่ยวข้องกับการซ้ือขายสินค้าและบริการผ่านคอมพิวเตอร์ และระบบส่ือสารโทรคมนาคมหรือส่ือ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
กล่าวโดยสรุป จากความหมายข้างต้น สามารถสรุปความหมายของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ว่าเป็น
กระบวนการดำเนนิ ธรุ กจิ การ คา้ และบริการผ่านส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
7.2 ประเภทและรปู แบบการใหบ้ รกิ ารของพาณชิ ย์อิเลก็ ทรอนกิ ส์
ศูนย์พฒั นาพาณิชยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ (2543) ได้จัดประเภทของพาณิชย์อเิ ล็กทรอนิกส์ ออกเป็นประเภท
หลกั ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
1) การดำเนินงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B to C (Business to Customer) ได้แก่ การขายปลีก
การขายปลีกผ่านทางเครือข่าย ปัจจุบันมีการขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ มีการโฆษณาสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ หรือมี
ข้อมูลท่ีให้ลูกค้าเรียกดูได้ สามารถสง่ั สนิ ค้าหรือทำคำสัง่ ซ้อื ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันมีการดำเนินธรุ กิจ
ค้าปลีกทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก มีร้านค้าขายของท่ีสามารถส่ังซ้ือได้โดยตรง สินค้าท่ีนิยมซื้อขายทางด้านน้ี
ได้แก่ หนังสอื CD VDO เทปเพลง Software ผลิตภณั ฑ์ทางคอมพวิ เตอร์ ของทีร่ ะลกึ เปน็ ตน้
2) การดำเนินงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบ B to B (Business to Business) คือประเภทท่ีธุรกิจกับ
ธุรกิจติดต่อซื้อขายผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต โดยมีการนำไปใช้กับธุรกิจ เช่น การจัดซื้อ ช่วยให้จัดซื้อได้ดีข้ึน
ทัง้ ด้านราคาและระยะเวลาการสง่ สนิ ค้าการจัดการสนิ ค้าคงคลังการจดั สง่ สินค้า การจดั การช่องทางการขายสินค้าและ
การจัดการด้านการเงนิ
3) การดำเนินงานพาณิชยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ แบบ B to G (Business to Government) คือการสร้างระบบ
ให้รัฐบาลสามารถตดิ ตอ่ ธุรกิจผา่ นเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
4) การดำเนินงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบ C to C (Customer to Customer) คือผู้บริโภคทำการ
ซื้อขายกันเองโดยตรง มีการขายของใช้แล้ว หรือประมูลของท่ีผู้ใช้ไม่ต้องการ การเปลี่ยนสินค้าระหว่างลูกค้ากันเอง
เพื่อให้กิจกรรมทางด้าน C to C เป็นไปได้ดีขึ้น รูปแบบที่ได้รับความนิยม คือ การประมูลออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
www.eBay.com
5) การดำเนินงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบ G to C (Government to Customer) หรือเรียกอีก
อย่างได้ว่าเป็นงานบริการประชาชน เนินการโดยไม่ใช่วัตถุประสงค์เพ่ือการค้า แต่เป็นการบริการของภาครัฐผ่านส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างเช่น การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านเว็บไซต์ การตรวจดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ทางเว็บไซต์ เป็นต้น
55
6) การดำเนินงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบ G to G (Government to Government) เป็นงาน
แลกเปลีย่ นขอ้ มูลระหวา่ งหน่วยงานรฐั บาล เช่น การตรวจสอบสทิ ธร์ิ ักษาโรค 30 บาท
กลา่ วโดยสรุป ประเภทและรปู แบบการใหบ้ รกิ ารของพาณิชย์อเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ ปน็ รปู แบบการดำเนินกจิ กรรม
ท่ีสร้างความสะดวกรวดเร็วที่หลายภาคส่วนนำมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการทำงานชนิดหนึ่งเพื่อให้เกิดความสะดวก
รวดเรว็
7.3 ประโยชนข์ องพาณชิ ยอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์
ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (2543) พบว่ามีข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย
ผผู้ ลิตอยู่ 3 ประเด็นคือ
1) ประหยดั ค่าใช้จ่าย ลดค่าใชจ้ ่ายบุคลากรบางสว่ น ลดขั้นตอนการประกอบธรุ กจิ ประหยัดค่าใชจ้ ่าย
ในการตดิ ตอ่ แบบเดิม ๆ
2) ไม่มีข้อจำกัดด้านสถานท่ี สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ท่ัวโลก (หมายความว่าต้องสร้างเวบ็ ไซตใ์ ห้มีขอ้ มูล
เปน็ กาษาสากลหรือภาษาท่ีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใชม้ าก ๆ เช่น ภาษาจีน เปน็ ต้น)
3) ไม่มขี ้อจำกดั ดา้ นเวลา สามารถทำการคา้ ได้ 24 ชว่ั โมง 7 วนั ผา่ นระบบอตั โนมตั ิ
กล่าวโดยสรปุ พาณิชย์อิเล็กทรอนกิ ส์ คอื กระบวนการดำเนินธรุ กิจการค้าและบรกิ ารผา่ นสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบขายปลีกบนเครือข่ายเว็บไซต์ การประมูลออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ระบบพาณิชย์
อิเล็กทรอนิกส์เป็นประโยชน์เป็นประโยชนำหรับผู้ขาย ผู้ซื้อ และผู้ผลิต สามารถติดต่อซ้ือขายสินค้าได้อย่าง
สะดวกสบาย ไม่กำหนดเวลา หรือ สถานที่ ทำได้ตลอดเวลา การค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงสำคัญใน
ยคุ ปัจจุบัน
8. ภาคกี ารพัฒนาเครือขา่ ย/ผเู้ กีย่ วขอ้ ง
8.1 ความหมายภาคีการพฒั นาเครอื ข่าย/ผเู้ กย่ี วข้อง
พจนา สวนศรี (2546) กล่าวถึงบทบาทและความสำเร็จของภาคที ่เี กยี่ วขอ้ งไว้ว่าชมุ ชน จำเป็นต้องศกึ ษาและ
ทำความเข้าใจระบบการท่องเที่ยวว่าเก่ียวข้องกับใคร อะไรบ้างที่เก่ียวข้องและเก่ียวข้องอย่างไรเพ่ือกำหนดความ
ร่วมมือและสร้างการมีส่วนร่วมในช่วงเวลาท่ีเหมาะสมเพื่อใช้การท่องเท่ียวเป็นเคร่ืองมือกำหนดความร่วมมือและ
การพัฒนาชุมชน การทำงานเพ่ือให้การท่องเท่ียวโดยชุมชนได้รับการยอมรับโดยสร้างรูปแบบการทำงานท่ีให้แต่ละ
กลุ่มในสงั คมมีสว่ นรว่ มในลักษณะเป็นพันธมติ รกบั ชมุ ชน
จีรวิทย์ มั่นคงวัฒนะ (2553) ภาคีเครือข่าย หมายถึง กลุ่มบุคคล องค์กรท่ีมีเป้าหมายร่วมกันมารวมตัวกัน
ดว้ ยความสมัครใจ เพื่อทำกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมาย (ร่วมคิด/วางแผน ร่วมทำ ร่วมประเมินผล) โดยมีความสัมพันธ์
แนวราบ มีความเสมอภาค และเรยี นรู้รว่ มกันอยา่ งต่อเนื่อง
กล่าวโดยสรุป ภาคีเครือข่ายคือ กลุ่มบุคคคล หรือ องค์กรท่ีมีเป้าหมายร่วมกัน เพ่ือทำกิจกรรมให้บรรลุ
เป้าหมายท่ีกำหนดไว้ โดยองค์กรจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเก่ียวกับระบบการท่องเท่ียว ปัญหาของชุมชน และ
อธบิ ายให้ชุมชนเขา้ ใจ เพื่อทจี่ ะร่วมกันแกไ้ ขปัญหาทีเ่ กดิ ขึ้น
56
8.2 แนวคิดภาคีเครือข่ายการพัฒนา/ผเู้ กีย่ วข้อง
จากความสำคัญและความจำเปน็ ในการทำงานกับภาคี/ผู้เกี่ยวข้องดงั กลา่ ว การทำงานในโครงการวิจัยจึงต้อง
มกี ารวิเคราะหผ์ เู้ กย่ี วข้องเพราะมีความสำคัญดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ทราบว่าผู้เกี่ยวข้องกับโครงการท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มเป้าหมายรอง และกลุ่มเป้าหมาย
ทต่ี อ้ งประสานมใี ครบา้ ง มีบทบาทอย่างไรตอ่ โครงการ
2. ทรพั ยากรบุคคลท่ีจะมาสนบั สนนุ โครงการมีใครบ้าง
3. กลุ่มเป้าหมายทีจ่ ะทำงานด้วยคือใคร
4. ผู้ดำเนนิ โครงการเพอื่ ใหเ้ กิดความตอ่ เน่ืองและย่ังยนื คือใคร
ประโยชนข์ อง “การวเิ คราะห์ผู้เกี่ยวขอ้ ง” มีดังนี้
1. ทราบวา่ ทำงานร่วมกบั ใครบา้ งในโครงการวิจัย
2. ทราบว่าจะมปี ระโยชนอ์ ะไรจากผ้เู กีย่ วข้องเหล่าน้นั
3. จะสามารถแบ่งบทบาทหน้าที่ในการทำงานได้ชดั เจนและเหมาะสม
การวเิ คราะหผ์ ูเ้ ก่ียวขอ้ ง มดี ังน้ี
1. ทมี ผวู้ ิจยั หลกั คือ ผู้รับผดิ ชอบหลกั ท่ีเขา้ ร่วมทำงานตลอดโครงการและมีบทบาทสำคัญ ควรวิเคราะห์
ให้ชัดเจนว่ามีใครบ้างที่เป็นตัวหลัก และแต่ละคนน้ันมีศักยภาพอะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไรเพื่อจะได้วางบทบาท
หนา้ ท่แี ละความรบั ผิดชอบในการทำงานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
2. ทีมวิจัยร่วม คือ กลุ่มคนที่อยู่ในชุมชน เช่น กลุ่มผู้รู้ ภูมิปัญญากลุ่มเกษตร เป็นต้น ซึ่งอาจเข้าร่วม
กระบวนการในบางช่วงบางโอกาสไมจ่ ำเป็นจะตอ้ งเขา้ รว่ มตลอดโครงการ ทีมวจิ ยั ต้องวเิ คราะห์ว่าแต่ละกลุ่มเกี่ยวขอ้ ง
กับโครงการในเนื้อหาใดบ้าง เพ่ือจะได้วางบทบาทให้เหมาะสมว่าเม่ือไรท่ีต้องการการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนน้ัน ๆ
ผู้เก่ียวข้องกลุ่มน้ีจะเป็นกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสียและได้รับผลกระทบจากงานวิจัยโดยตรง หรือเป็น
ผใู้ ห้ขอ้ มูลและผู้ร่วมทำงานบางครั้งกลุ่มนี้จะอยู่ใกลช้ ิดกับทีมวิจัยหลกั ค่อนข้างมาก เพียงแตอ่ าจมาร่วมได้ในบางคร้ัง
เท่านน้ั
3. กลุ่มผสู้ นบั สนนุ คอื ผู้ท่ีอาจจะไม่มีผลประโยชน์ตอ่ โครงการอาจเป็นคนในหรอื คนนอกชุมชน หรอื เป็น
หน่วยงาน องค์กรทเ่ี ก่ียวข้องจะให้การสนบั สนนุ และให้การช่วยเหลอื ในด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลความรู้
หรืออาจเป็นท่ีปรึกษาก็ได้ บทบาทที่มีต่องานวิจัยอาจจะน้อยแต่ยังคงมีความสำคัญ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่ม
ทีมวิจัยรว่ มกนั ได้
4. กลุ่มผู้ท่ีจะสานต่อในบางคร้ังเรื่องหรือหลังงานวิจัย คือ กลุ่มท่ีไม่ได้เข้ารว่ มกระบวนการ วิจัยแต่คาด
ว่าจะได้ประโยชน์จากงานวิจัย ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เช่น อบต. โรงเรียน ซ่ึงอาจนำข้อมูลไปใช้ต่อโดย
พัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถ่ินและพัฒนาชุมชนซึ่งสามารถนำข้อมูลงานวิจัยไปพัฒนาต่อเป็นสินค้า OTOP เป็นต้น
สำหรับทมี วิจัยหลักและทีมวิจัยร่วมน้ัน ต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงบทบาท ศกั ยภาพในตัวคนและในทมี จะได้จัดบทบาท
และกระบวนการทำงานรว่ มกันได้ถูกต้อง การวเิ คราะห์ผเู้ กีย่ วขอ้ งที่ทำได้ชดั เจนจะส่งผลตอ่ กระบวนการมีสว่ นรว่ มใน
การเกบ็ ขอ้ มูลและสง่ ผลต่อการกำหนดบทบาทการมีสว่ นร่วมต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากข้ึน ในการดำเนินงานกระบวนการวจิ ัย
57
นน้ั ที่สำคัญทส่ี ุดคอื กระบวนการมสี ว่ นร่วม ดังนัน้ ทีมวิจัยจะตอ้ งคน้ หาวธิ ีการเอ้ือท่ีต่อการมีสว่ นร่วมของผู้เกยี่ วข้อง
ให้มากทีส่ ุด เพือ่ ให้เกิดการมสี ว่ นรว่ มของชุมชนในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มากท่ีสุด
ในการศึกษาข้อมลู นั้น มขี อ้ มูลทเี่ กย่ี วของและสำคัญต่อโครงการซ่ึงทีมวิจัยต้องประเมิน 3 ข้อ คือ
1). จะใชข้ อ้ มูลความรอู้ ะไรบา้ งในการแกป้ ัญหา
2). จะต้องรูว้ า่ แหลง่ ข้อมูลอยทู่ ไ่ี หนบา้ ง และจะมีวธิ กี ารทจี่ ะได้ขอ้ มลู น้นั มาอย่างไร
3). จะใชข้ อ้ มลู ท่ีร่วมกนั ศกึ ษาไปผลักดันการแก้ปญั หาหรือนำไปสเู่ ป้าหมายท่ีต้งั ไวไ้ ด้อยา่ งไร
กล่าวโดยสรุป ภาคีเครือข่ายการพัฒนา/ผู้เก่ียวข้องเป็นการวิเคราะห์ผู้เก่ียวข้องที่มีส่วนได้
ส่วนเสียในการดำเนินกิจกรรมใด ๆ โดยผ่านการใช้เคร่ืองมือในการร่วมคิดร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนาเพื่อสร้าง
การเปลยี่ นแปลงและสร้างพลงั การมสี ่วนรว่ มใหเ้ กดิ แนวคิดแนวปฏบิ ตั ริ ว่ มกัน
8.3 ทฤษฎีภาคกี ารพฒั นา/ผเู้ กยี่ วขอ้ ง
พจนา สวนศรี (2546) จดั กลมุ่ ภาคที ีเ่ กีย่ วขอ้ งเปน็ 3 กล่มุ ดงั น้ี
1) ระดับชุมชน ประกอบด้วย กลุ่มจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน กลุ่มร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก
กลุม่ ยานพาหนะในท้องถ่ิน วัด โรงเรยี น อนามยั สถานท่ีสำคัญในชุมชน องคก์ ารบริหารสว่ นตำบล องค์กรพัฒนาเอกชน
และเจ้าหนา้ ท่ีของรฐั ทที่ ำงานในพื้นท่ี เช่น พัฒนากร เกษตรตำบล เป็นตน้
2) ระดับอำเภอ/จังหวัด ประกอบด้วย กลุ่มเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน สำนักงานจังหวัด
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระดับจังหวัดหรือภาค ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ท้องถ่ินและกลุ่มรถ เรือ
ใหเ้ ช่าและสอ่ื มวลชนทอ้ งถิ่น
3) ระดับชาตปิ ระกอบดว้ ย เครือข่ายทอ่ งเที่ยว การท่องเทีย่ วแหง่ ประเทศไทย ผู้ประกอบธุรกิจทอ่ งเท่ยี ว
สื่อมวลชน นกั ท่องเทย่ี ว สถาบนั วจิ ัยและสถาบนั การศกึ ษา
1. ภาคที ่ีสนับสนนุ การวิจยั ประกอบด้วยองค์กรตอ่ ไปนี้
1) วทิ ยาลัยชุมชนตาก
2) องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลทา่ สายลวด
3) เทศบาลตำบลท่าสายลวด
4) องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ปะ
5) องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลแม่กาษา
6) โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบลแม่ก้ึดหลวง
7) อำเภอแมส่ อด
8) สำนกั งานท่องเท่ยี วจังหวดั ตาก
การมีภาคีเครือข่ายท่ีเก่ียวข้องร่วมใช้เครื่องมือกระบวนการงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่น (CBR) พัฒนาท่องเที่ยว
ชมุ ชนตำบลท่าสายลวด แม่ปะ และแมก่ าษา จะสง่ ผลใหก้ ารพัฒนามพี ลงั บรรลุเจตนารมณ์ของการวจิ ยั ท่ีไดต้ ั้งไว้
พจนา สวนศรี (2546) กล่าวถงึ บทบาทและความสำเร็จของภาคีท่เี ก่ียวขอ้ งไวว้ ่า ชุมชนจำเป็นตอ้ งศกึ ษาและ
ทำความเข้าใจระบบการท่องเที่ยวว่าเกี่ยวข้องกับใคร อะไรบางท่ีเก่ียว และเกี่ยวข้องยังไร เพื่อกำหนดความร่วมมือ
58
และสรา้ งการมสี ่วนร่วมในช่วงเวลาทเ่ี หมาะสม เพอื่ ใชก้ ารท่องเทย่ี วเป็นเครื่องมอื กำหนดความร่วมมือและการพฒั นา
ชุมชน การทำงานเพอ่ื ใหก้ ารท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนได้รบั การยอมรับ โดยสรา้ งรูปแบบการทำงานที่ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มในสังคม
มสี ว่ นรว่ มในลกั ษณะเป็นพนั ธมติ รกับชุมชน
จากความสำคัญและความจำเป็นในการจำเป็นในการทำงานของภาคี/ผู้เก่ียวข้องดังกล่าวการทำงานใน
โครงการวิจัยจงึ ตอ้ งมกี ารวิเคราะหผ์ เู้ ก่ยี วขอ้ งเพราะมคี วามสำคัญ ดงั ต่อไปน้ี
1. ทราบว่าผู้เกี่ยวข้องกับโครงการท่ีเป็นกลมุ่ เป้าหมายหลัก กลุ่มเป้าหมายรอง และกลุ่มเป้าหมายที่ต้อง
ประสานมใี ครบ้าง มบี ทบาทอย่างไรต่อโครงงาน
2. ทรพั ยากรบคุ คลท่จี ะมาสนบั สนุนโครงการมใี ครบา้ ง
3. ผดู้ ำเนนิ โครงการเพ่อื ให้เกิดความตอเนื่องและยั่งยนื คือใคร
สินธ์ุ สโรบล จัดภาคที สี่ นบั สนุนการท่องเทย่ี วเปน็ 2 กลมุ่ ดังนี้
1) ภาคีภาครัฐท่ีสนบั สนนุ การทอ่ งเทีย่ ว ประกอบด้วย
1.1) องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่
1.2) หน่วยงาน/สว่ นงานราชการระดับอำเภอ
1.3) หน่วยงาน/สว่ นงานราชการระดบั จังหวดั
1.4) กระทรวงทไ่ี ด้รบั ผดิ ชอบและสนบั สนุนการทอ่ งเท่ียว
1.5) หน่วงการที่ดแู ลรับผิดชอบโดยตรง
1.6) การทอ่ งเท่ียวแหง่ ประเทศไทย
1.7) กระทรวงทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
2) ภาคภี าคเอกชนท่ีสนบั สนุนการทอ่ งเทยี่ ว ประกอบด้วย
2.1) หอการค้าจงั หวัด
2.2) สมาคมผ้ปู ระกอบการท่องเท่ียว
2.3) สมาคมมัคคุเทศก์
2.4) สมาคม/ผปู้ ระกอบการสินคา้ ทร่ี ะลึก
ระดบั ความรว่ มมอื ของภาคี ความร่วมมือของภาคมี หี ลายระดับดงั นี้ พจนา สวนศรี (2546)
1) ใหข้ ้อมลู ขา่ วสาร
2) แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์
3) ประสานทรพั ยากร
พจนา สวนศรี (2546) กลา่ วถงึ บทบาทและความสำเรจ็ ของภาคที ีเ่ กย่ี วขอ้ งไวว้ ่า ชุมชนจำเป็นตอ้ งศึกษาและ
ทำความเข้าใจระบบการท่องเที่ยวว่าเก่ียวข้องกับใคร อะไรบ้างที่เก่ียวข้อง และเก่ียวข้องอย่างไร เพ่ือกำหนดความ
รว่ มมอื และสร้างการมสี ว่ นรว่ มในชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม เพือ่ ใช้การทอ่ งเที่ยวเปน็ เครอ่ื งมอื กำหนดความรว่ มมือและการ
พฒั นาชมุ ชน การทำงานเพอ่ื ใหก้ ารทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชนได้รับการยอมรบั โดยสร้างรูปแบบการทำงานที่ใหแ้ ต่ละกลุ่มใน
สังคมมสี ว่ นร่วมในลกั ษณะเปน็ พนั ธมติ รกบั ชุมชน
59
จากความสำคัญและความจำเป็นในการจำเป็นในการทำงานกับภาคี/ผู้เก่ียวข้องดังกล่าวการทำงานใน
โครงการวิจยั จงึ ตอ้ งมี การวเิ คราะหผ์ ูเ้ กยี่ วขอ้ ง เพราะมคี วามสำคญั ดงั ตอ่ ไปน้ี
1) ทราบวา่ ผู้เกย่ี วข้องกับโครงการทเ่ี ป็นกลมุ่ เป้าหมายหลกั กลุ่มเป้าหมายรอง และกลุ่มเปา้ หมาย
ท่ตี ้องประสานมีใครบ้าง มีบทบาทอย่างไรต่อโครงการ
2) ทรัพยากรบุคคลทจ่ี ะมาสนับสนุนโครงการมใี ครบ้าง
3) กล่มุ เป้าหมายทจ่ี ะทำงานดว้ ยคือใคร
4) ผดู้ ำเนนิ โครงการเพอื่ ให้เกดิ ความต่อเนอ่ื งและยงั่ ยืนคอื ใคร
ระดับความรว่ มมือของภาคี ความรว่ มมือของภาคมี ีหลายระดับดังนี้ พจนา สวนศรี (2546)
1) ใหข้ ้อมูลขา่ วสาร
2) แลกเปล่ยี นความคิดและประสบการณ์
3) ประสานทรพั ยากร
4) เป็นพนั ธมติ รระหวา่ งองค์กร
กล่าวโดยสรุป ผลจากการศึกษาภาคีพัฒนาและภาคีท่ีเก่ียวข้อง ทีมวิจัยสามารถนำแนวคิดนี้มาพัฒนา
ระบบการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคีภาคส่วนเพ่ือการร่วมกันสรรสร้างพัฒนายกระดับการทำงานให้มีความ
ม่ันคง และมีแรงสนับสนุนท้ังด้านองค์ความรู้ งบประมาณ ด้านกระบวนการทำงานสำหรับทีมวิจัยหลักและทีมวิจัย
รว่ มนั้น ต้องวิเคราะห์ให้เห็นถงึ บทบาท ศักยภาพในตัวคนและในทีมจะได้จัดบทบาทและกระบวนการทำงานรว่ มกัน
ได้ถูกต้อง การวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้องท่ีทำได้ชัดเจนจะส่งผลต่อกระบวนการมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล และส่งผลต่อ
การกำหนดบทบาทการมีส่วนร่วมต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากข้ึน ในการดำเนินงานกระบวนการวิจัยน้ันท่ีสำคัญที่สุด คือ
กระบวนการมสี ่วนรว่ ม ดังนั้น ทีมวิจยั จะต้องคน้ หาวธิ ีการเอ้ือทีต่ ่อการมีสว่ นร่วมของผู้เก่ียวข้องใหม้ ากที่สุด เพ่อื ให้
เกดิ การมสี ่วนร่วมของชุมชนในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลมากที่สดุ
8.4 ตวั ชี้วัดความเข้มแข็งของภาคีเครือขา่ ย
1. มีเป้าหมายรว่ มกันชดั เจน
2. มีระบบบรหิ ารจดั การท่ดี ี
3. มีกิจกรรมร่วมกนั อย่างตอ่ เน่ือง
4. มกี ารแลกเปล่ียนเรียนร้รู ่วมกัน
5. มกี ารไหลเวยี นข้อมลู ขา่ วสารอย่างตอ่ เนอื่ ง
6. มนี วตั กรรมทเ่ี กิดจากการทำงานเครอื ขา่ ย
7. มีการสรปุ บทเรยี นร่วมกนั (เพื่อจดั ทำแผนปตี ่อไป)
นอกจากน้ีในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นในลกั ษณะของเครอื ขา่ ยยอ่ มขน้ึ อย่กู ับระดับของ
ความร่วมมือคือ แบ่งได้ 3 ระดับ
1) การประสานงาน (Coordination) หมายถึง วิธีซึ่งคนจำนวนมากมาร่วมกันทำงานเพ่ือให้บรรลุ
วัตถุประสงค์ตามท่ีได้ตกลงกันไว้ โดยกำหนดกิจกรรมตา่ ง ๆ ออกเปน็ หมวดหมู่ เพ่ือมอบหมายให้ผู้รับผดิ ชอบปฏิบัติ
60
ด้วยความสามคั คี สมานฉันท์ และมปี ระสทิ ธภิ าพทสี่ ุด หรืออาจกล่าวได้วา่ การประสานงาน หมายถงึ การจดั ระเบียบ
วิธีการทำงาน เพ่อื ให้เจา้ หน้าท่ฝี า่ ยตา่ ง ๆ ร่วมมือปฏิบัตงิ านเป็นนำ้ หนึ่งใจเดียวกนั เพือ่ ใหง้ านหรอื กจิ กรรมดำเนนิ ไป
อย่างราบรืน่ สอดคล้องกบั วัตถุประสงค์ และนโยบายขององค์กรนั้นอย่างสมานฉนั ท์และ
2) ความร่วมมือ (Cooperation) หมายถึง ความเต็มใจของแต่ละคนในการช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน
เพือ่ ไปสู่เปา้ หมายใดเป้าหมายหนง่ึ ตามเปา้ หมายขององค์การหรอื หนว่ ยงานความร่วมมอื จะเป็นการที่ฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่ง
เป็น “เจ้าของหรือเจ้าภาพ” งานหรือกิจกรรมนั้น ๆ แล้วขอให้ฝ่ายอื่นเข้ามาร่วม มีลักษณะเกิดขึ้นเป็นครั้ง ๆ ไป
ไมม่ งุ่ ความต่อเนอ่ื งและการแลกเปลีย่ นเรยี นรรู้ ะหวา่ งผู้เข้าร่วมกจิ กรรม แต่มงุ่ จะใหก้ จิ กรรมนั้น ๆ แล้วเสร็จตามความ
ต้องการของฝ่ายเจ้าของงาน ความร่วมมือเป็นการช่วยเหลือด้วยความสมัครใจ แม้จะไม่มีหน้าท่ีโดยตรง อาจจะทำ
เร่อื งเดยี วกนั ในเวลาเดียวกันหรือตา่ งเวลากไ็ ด้ แม้กระทงั่ อาจให้ความรว่ มมือทำบางเร่อื งบางเวลา
3) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) หมายถึง การที่บุคคล ต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป หรือองค์กรตั้งแต่
2 องค์กรขึ้นไป มาทำงานร่วมกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่ม และรับรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตาม
โครงสร้างที่มีอยู่ในองค์กร รวมทั้งเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันอย่างมี
ประสิทธิภาพ และผปู้ ฏิบตั ิงาน ต่างก็เกิดความพอใจในการทำงานน้ัน
กล่าวโดยสรปุ จากการศึกษา ภาคเี ครือข่าย ทางคณะผทู้ ำจดั ทำสรุปได้วา่ ภาคเี ครอื ขา่ ย คือ การดำเนนิ งาน
เป็นกลุ่มจากเครือข่ายหลาย ๆ องค์กร เพ่ือให้เกิดเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยด้านใดด้านหน่ึงตามความเหมายสม
ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ โดยจัดรูปแบบการเช่ือมโยงเร่ืองราว เนื้อหา กิจกรรม ภายใต้การบริหารจัดการเครือข่ายการ
ท่องเท่ียวท่ีมีการแลกเปล่ียนซึ่งกันและกัน โดยการแลกเปล่ียนดังกล่าวน้ันจำเป็นจะต้องข้ึนอยู่ภายใต้ผลประโยชน์
รว่ มกัน และการจัดการผลประโยชน์อยา่ งเป็นธรรม รวมถึงมงุ่ เนน้ การอนุรักษ์ทรพั ยากรทางการท่องเที่ยว
9. ระบบบริหาร
9.1 ความหมายการบริหารและการจดั การ
จรัส อติวิทยาภรณ์ (2553) ได้สรุปว่าการบริหาร หมายถึง การใช้ศาสตร์และศิลป์ของบุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป
ร่วมมอื กันดำเนินกิจกรรมหรืองานให้บรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ว่ี างไวร้ ว่ มกนั โดยอาศัยกระบวนการและทรพั ยากรทางการ
บรหิ ารเป็นปจั จัยอยา่ งประหยดั และใหเ้ กิดประโยชน์
ปริฉตั ร สุราช (2553) ได้สรปุ ว่า “การบริหาร” หรือ “การจัดการ” เปน็ กระบวนการในการประสานการทำงาน
อย่างเป็นระบบโดยผู้มีส่วนเก่ียวข้องตามกระบวนของการบริหาร คือ การวางแผน (planning) การดำเนินการ (doing)
การประเมนิ ผล หรือการตรวจสอบ (checking) และการปรบั ปรงุ (action) เพ่อื ให้บรรลุตามจดุ ม่งุ หมายขององคก์ าร
จอมพงศ์ มงคลวนิช (2554) ได้สรุปว่าการบริหาร หมายถึง การดำเนินงานของกลุ่มบุคคลเพ่ือให้บรรลุ
วัตถปุ ระสงค์ที่วางไว้
กล่าวโดยสรุป การบริหารมีความหมายใกล้เคียงกับการจัดการซึ่งในการศึกษาครั้งน้ี หมายถึง การดำเนินงาน
อยา่ งเป็นระบบในการจัดการเพือ่ ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายของหน่วยงานสงู สดุ
61
9.2 แนวคดิ ทางการบริหาร
นักทฤษฎีได้นำเสนอทฤษฎีการจัดการตามหลักการบริหารเช่ือว่าในการที่จะทำให้การทำงานขององค์การ
บรรลุเป้าหมายจะต้องมีการกำหนดหน้าท่ีของคนท่ีเป็นผู้บริหารและหลักการบริหารงานเพ่ือใช้เป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติงานนักทฤษฎีที่นำเสนอทฤษฎีการบริหาร ประกอบด้วย ฟาโยส์ Fayol (1997) ชาวฝรั่งเศสได้เสนอแนวคิด
เกี่ยวกับรูปแบบการบริหารแบบวิทยาศาสตร์โดยมีเป้าหมาย คือ ต้องการเพิ่มผลผลิตในองค์การให้สูงข้ึนซึ่งสามารถ
ใช้ได้กับการบริหารทุกชนิดไว้ ดังนี้ บทบาทหน้าท่ีของผู้บริหารเก่ียวกับการจัดองค์การหรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า
POCCOC ซึ่งเป็นวถิ ที างทีจ่ ะใหผ้ ้บู ริหารทุกคนสามารถบรหิ ารงานให้บรรลผุ ลสำเร็จตามเป้าหมายไดป้ ระกอบดว้ ย
1) การวางแผน (planning) หมายถึง ภาระหน้าท่ีของผู้บริหารที่จะต้องทำการคาดการณ์ล่วงหน้าถึง
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจและกำหนดขึ้นเป็นแผนการปฏิบัติงานหรือวิถีทางที่จะปฏิบัติเอาไว้เพื่อ
สำหรับเปน็ แนวทางของการทำงานในอนาคต
2) การจัดองค์การ (organizing) หมายถึง ภาระหน้าท่ีท่ีผู้บริหารจำต้องจัดให้มีโครงสร้างของงานต่าง ๆ
และอำนาจหน้าท่ีทั้งน้ีเพื่อให้เครื่องจักรส่ิงของและตัวคนอยู่ในส่วนประกอบท่ีเหมาะสมในอันที่จะช่วยให้งานของ
องค์กรบรรลุผลสำเรจ็ ได้
3) การบงั คับบัญชาสั่งการ (commanding) หมายถงึ หนา้ ที่ในการสง่ั งานต่าง ๆ ของผู้ใต้บงั คับบัญชาซึ่ง
กระทำให้สำเร็จผลดว้ ยดีโดยทผ่ี บู้ ริหารจะตอ้ งกระทำตนเปน็ ตวั อย่างท่ดี จี ะต้องเข้าใจคนงานของตน
4) การประสานงาน (coordinating) หมายถึง ภาระหน้าที่ท่ีจะต้องเชื่อมโยงงานของทุกคนให้เข้ากันได้
และกำกับให้ไปส่จู ดุ หมายเดยี วกนั
5) การควบคุม (controlling) หมายถึง ภาระหน้าท่ีในการที่จะต้องกำกับให้สามารถประกอบกันได้ว่า
กจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีทำไปน้นั สามารถเข้ากันได้กบั แผนงานท่ีได้วางไว้แล้วประการที่สองหลักการบรหิ ารท่ีใช้สำหรับเป็น
แนวทางปฏิบตั สิ ำหรบั ผ้บู ริหารประกอบดว้ ย
5.1) หลักเกี่ยวกับอำนาจหน้าท่ีและความรับผิดชอบ (authority and responsibility) คือ อำนาจ
หนา้ ท่ีและความรับผิดชอบเป็นส่งิ ท่ีแยกจากกันมิได้ผูซ้ ่งึ มอี ำนาจหน้าท่ีทจี่ ะออกคำสง่ั ได้นนั้ ต้องมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อ
ผลงานที่ตนทำไปน้ันดว้ ย
5.2) หลักของการมีผู้บังคับบัญชาเพียงคนเตียว (unity of command) คือ ในการกระทำใด ๆ
คนงานควรได้รับคำส่ังจากผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียวเท่าน้ันทั้งน้ีเพ่ือป้องกันมิให้เกิดความสับสนในคำส่ังด้วยการ
ปฏิบตั ิตามหลักข้อน้ียอ่ มจะชว่ ยให้สามารถขจัดสาเหตุแห่งการเกิดข้อขัดแย้งระหว่างแผนกงานและระหว่างบุคคลใน
องค์การให้หมดไป
5.3) หลักของการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน (unity of direction) กิจกรรมของกลุ่มท่ีมีเป้าหมาย
อนั เดยี วกนั ควรจะตอ้ งดำเนินไปในทศิ ทางเดยี วกันและสอดคลอ้ งกันเปน็ ไปตามแผนงานเพียงอันเดยี วรว่ มกัน
5.4) หลักของการธำรงไว้ซึ่งสายงาน (scalar chain) สายงาน อันน้ีคือ สายการบังคับบัญชาจาก
ระดับสูงมายังระดับต่ำสุดด้วยสายการบังคับบัญชาดังกล่าวจะอำนวยให้การบังคับบัญชาเป็นไปตามหลักของการมี
ผบู้ ังคบั บัญชาเพยี งคนเดยี วและช่วยใหเ้ กิดระเบียบในการส่งทอดข่าวสารข้อมลู ระหว่างกันอีกดว้ ย
62
5.5) หลกั ของการแบ่งงานกันทำ (division of work) คอื การแบง่ แยกงานกนั ทำตามความถนดั โดยไม่
คำนึงถงึ ว่าจะเป็นงานด้านบรหิ ารหรอื ด้านเทคนคิ
5.6) หลักของความมีระเบียบวนิ ัย (discipline) โดยถือว่าระเบียบวินัยในการทำงานน้ัน เกิดจากการ
ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลงในการทำงานท้งั นีโ้ ดยมงุ่ ท่จี ะกอ่ ให้เกิดการเคารพเช่อื ฟังและทำงานตามหนา้ ทด่ี ว้ ยความต้งั ใจเรื่อง
ดังกล่าวน้ีจะทำได้ก็โดยท่ีผบู้ ังคบั บัญชาต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นตัวอยา่ งที่ดีขอ้ ตกลงระหว่างผู้บังคับบัญชา
และผอู้ ยูใ่ ตบ้ ังคับบญั ชาจะตอ้ งเปน็ ไปอยา่ งยุติธรรมมากท่ีสดุ และจะตอ้ งยดึ ถือเปน็ หลกั ปฏบิ ตั อิ ย่างคงเสน้ คงวา
5.7) หลกั ของการถือประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นรองประโยชน์ส่วนรวม (subordination of individual
to the general interest) หลักข้อน้ีระบุว่าส่วนรว่ มย่อมสำคัญกว่าส่วนย่อยต่าง เพื่อที่จะให้สำเร็จผลตามเป้าหมาย
ของกลุม่ (องคก์ าร) น้นั ผลประโยชนส์ ่วนได้ส่วนเสยี ของกลุ่มย่อมต้องสำคญั เหนอื ส่ิงอืน่ ใด
5.8) หลักของการกำหนดค่าตอบแทน (remuneration)การให้และวิธีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน
ควรทีจ่ ะยุติธรรมและให้ความพอใจมากทีส่ ุดแก่ทัง้ ฝา่ ยลูกจา้ งและนายจา้ ง
5.9) หลักของการรวมอำนาจไว้ส่วนกลาง (centralization) หมายถึง ว่าในการบริหารจะมีการรวม
อำนาจไว้ทีจ่ ุดศูนย์กลางเพื่อใหค้ วบคุมส่วนตา่ ง ๆ ขององค์การไวไ้ ด้เสมอและการกระจายอำนาจจะมากนอ้ ยเพียงใดก็
ยอ่ มแลว้ แต่กรณี
5.10) หลักของความเป็นระเบียบเรียบร้อย (order) ทุกส่ิงทุกอย่างไม่ว่าส่ิงของหรือคนต่างต้องมี
ระเบียบและรู้ว่าตนอยู่ในท่ีใดของส่วนรวมหลักน้ี ก็คอื หลักมูลฐานที่ใช้ในการจัดส่ิงของและตัวคนในการจัดองค์การ
นน่ั เอง
5.11) หลักของความเสมอภาค (equity) ผู้บริหารต้องยึดถือความเอ้ืออารี และความยุติธรรมเป็น
หลักปฏิบัตติ อ่ ผ้ใู ต้บงั คับบัญชาทง้ั นี้เพ่ือใหไ้ ดม้ าซ่งึ ความจงรักภักดีและการอทุ ศิ ตนเพอ่ื งาน
5.12) หลักของความมีเสถียรภาพของการวา่ จ้างทำงาน (stability of tenure) กล่าวว่า มากย่อมเป็น
สาเหตุใหต้ ้องสน้ิ เปลอื งและเปน็ ผลของการบริหารงานท่ีไม่มปี ระสิทธิผล
5.13) หลักของความคิดริเริ่ม (initiative) เน่ืองจากคนฉลาดย่อมต้องการที่จะได้รับความพอใจจาก
การที่ตนไดท้ ำอะไรดว้ ยตนเอง ดังนัน้ ผู้บงั คับบญั ชาควรจะเปิดโอกาสใหผ้ ู้น้อยไดใ้ ช้ความคดิ รเิ ริม่ ของตนเอง
5.14) หลักของความสามัคคี (esprit de Corps) เน้นถึงความจำเป็นที่คนต้องทำงานเป็นกลุ่มท่ีเป็น
อันหนึ่งอันเดยี วกัน(teamwork) และชี้ให้เหน็ ถึงความสำคัญของการติดต่อส่อื สาร(communication) เพื่อให้ได้มาซ่ึง
กลุ่มงานทดี่ ี
กูลลิคและเออร์วีค (1937) นักทฤษฎีการบริหารองค์การได้ศึกษาวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร
โดยนำเอาแนวคิดของฟาโยล์มาประยุกต์ใช้ได้สรุปว่าผู้บริหารมีหน้าท่ีท่ีต้องทำและรับผิดชอบอยู่ 7 ประการ คือ
การวางแผนการจัดองค์การการบริหารบุคคลการอำนวยการการประสานงานการเสนอรายงานและการบริหาร
งบประมาณหรือเรยี กสนั้ ๆ วา่ “POSDCORB” ซึ่งมรี ายละเอยี ด ดังน้ี
63
1) การวางแผน (planning) คอื การกำหนดส่ิงที่จะทำในอนาคตว่าจะทำอะไรบ้างทำอะไรกอ่ นหลังรวมถงึ
การกำหนดวิธกี ารและงบประมาณท่จี ะทำงานนัน้ ๆ
2) การจัดองคก์ าร (organizing) คือ การจัดระบบตา่ ง ๆ ในองคก์ ารให้เหมาะสม เช่น จัดระบบโครงสรา้ ง
ของงานในองค์การว่าจะแบ่งงานกันอย่างไรมีก่ีฝ่ายอะไรบ้างหรือจัดระบบการใช้อำนาจในองค์การกันอย่างไรเหล่าน้ี
เปน็ ต้น
3) การบริหารงานบุคคล (Staffing) คือ การดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบุคลากรนับตั้งแต่การจัดหา
บุคคลที่มีความรู้ความสามารถและทักษะที่เหมาะสมกับงานเข้ามาทำงานการพัฒนาบุคลากรในระบบเพื่อเพ่ิม
สมรรถภาพการทำงานให้สูงข้ึนการดูแลควบคุมนิเทศงานการจ่ายค่าตอบแทนรวมไปถึงการพิจารณาให้บุคลากรออก
จากระบบงานด้วย
4) การอำนวยการ (directing) คือ การพิจารณาเลือกตัดสินใจเลือกวิธีการแนวทางที่เหมาะสมในการ
ดำเนินงานและสั่งการใหบ้ ุคลากรปฏิบตั ิงานให้บรรลุตามเปา้ หมายอย่างมีประสิทธิภาพ
5) การประสานงาน (coordinating) การดำเนินงานเพ่ือให้บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ได้ปฏิบัติอย่างประสาน
สอดคลอ้ งไม่ทำงานซ้ำช้อนกนั หรือขัดแย้งกนั ท้ังน้ีเพ่ือให้งานดำเนินไปดว้ ยความเรยี บร้อยและราบร่ืน
6) การเสนอรายงาน (reporting) คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ โดยให้บุคลากรผู้ปฏิบัติ งานเสนอ
รายงานความก้าวหน้าและอุปสรรคในการทำงานเป็นระยะ ๆ เพ่ือผู้บริหารจะได้ทราบตลอดจนหาแนวทางช่วยเหลือ
แก้ไขตอ่ ไป
7) การบรหิ ารงบประมาณ (budgeting) คอื การจัดการเก่ียวกับงบประมาณนับแต่การจดั ทำงบประมาณ
จัดสรรงบประมาณตลอดจนควบคุมงบประมาณเพ่ือให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างรัดกุมประหยัดและเกิด
ประโยชนส์ ูงสดุ
กล่าวโดยสรุป หลักการบริหารเป็นการจัดแบ่งหน้าที่ที่การบริหารจะต้องจัดการเก่ียวกับบุคคลทรัพยากร
อ่ืน ๆ อย่างถูกต้องตามหลักการบริหารซึ่งผู้บริหารการศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ในการบริหารและแก้ไขปัญหาโดย
อาศัยแนวคิดหลักการบรหิ ารมาเป็นแนวทางในการดำเนินการไปสคู่ วามสำเร็จ
10. แนวคดิ เร่ืองการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
10.1 ความหมาย
เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นแนวทางหน่ึงในการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ท่ีดำเนินนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ มุ่งหวังให้เกิดการกระตุ้น
เศรษฐกิจโดยการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ท่ีเป็นการดึงดดู การลงทุนจากนักลงทุนและการลงทุนจากตา่ งประเทศ และ
เพ่ือส่งเสริมการร่วมมือทางการค้าและการพัฒนาในภูมิภาค ในกรณีของประเทศไทย รัฐบาลปัจจุบันท่ีมี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายของ
รัฐบาลซ่ึงระบุให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นยุทธศาสตร์หน่ึงในการพัฒนาประเทศ
โดยมคี ำสงั่ ท่ี 72/2557 วนั ที1่ 9 มิถนุ ายน พ.ศ.2557 แตง่ ตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพเิ ศษ (กนพ.)
64
เพ่ือส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน และความเช่ือมโยง
ดา้ นคมนาคมขนสง่ ของภมู ิภาคอาเซียน
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ.2522 เริ่มจากการพัฒนาเขตการแปรรูปเพ่ือ
การส่งออก (Export Processing Zone-EPZ) (หรือเขตอุตสาหกรรมเพ่ือการส่งออก) และคลังสินค้าทัณฑ์บน
(Bonded warehouse) ซึ่งเป็นลักษณะนิคมอุตสาหกรรมท่ีให้มาตรการจูงใจพิเศษและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
ในการผลิตและกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายท่ีตลาดเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ สงวนพ้ืนที่ทั้งหมดในเขตการ
แปรรูปเพ่ือการส่งออกนั้นไว้เพื่อกิจการหรือการประกอบการท่ีมุ่งเน้นการส่งออก ต่อมาในปี พ.ศ.2525 มีการจัดต้ัง
พ้ืนท่ีเศรษฐกิจเฉพาะทางอุตสาหกรรมเป็นคร้ังแรกภายใต้โครงการพัฒนาพ้ืนท่ีชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern
Seaboard Development Program) ครอบคลุมจังหวัดชายฝ่ังทะเลคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อเร่งรัด
การพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายให้พื้นที่น้ีเป็นประตู
เช่ือมโยงการพัฒนา ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ และเชื่อมเส้นทางการค้าสู่ภูมภิ าคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ (เรวดี 2556) ในระยะต่อมามีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย เช่น จังหวัดลำพูน การเกิดขึ้น
ของนิคมอุตสาหกรรมเหล่าน้ี ก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจในส่วนของภาครัฐและ
เอกชน แต่ในขณะเดียวกันก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบทางด้านสังคม และส่ิงแวดล้อมในพื้นที่ที่นิคมอุตสาหกรรม
เหล่าน้ีตงั้ อยู่ในกรณีจังหวดั ลำพนู มลพิษและของเสียจากนิคมอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเน่าเสยี และมลพิษทางดา้ น
ส่งิ แวดลอ้ มของแม่นำ้ แม่กวง สง่ ผลกระทบต่อชุมชนที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติท่ีเคยเป็นแหล่ง
หลอ่ เลี้ยงวิถชี วี ติ ของผคู้ นในชุมชน
จากนั้นในปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน แนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย มุ่งเน้นการ
พัฒนาให้เป็นพื้นที่เสรีซึ่งส่งเสริมการบูรณาการในระดับภูมิภาค (Aggarwal 2010; Cohen 2016) การผลักดัน
นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลในยุคท่ีผ่านมา มีการตราพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี พ.ศ.2548
และมีการบรรจุไว้ในแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 11 และ 12 นโยบายเรอ่ื งนี้ ได้รับการสานต่อและ
ผลักดันโดยรัฐบาลปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ฉบับที่ 72/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซ่ึงในการประชุมคร้ังท่ี 1/2557
เมื่อวันท่ี 17 พฤศจิกายน 2557 ได้ให้ความเห็นชอบพ้ืนที่ท่ีมีความเหมาะสมในการจัดต้ังเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจ
พิเศษระยะแรก 5 พื้นท่ีชายแดน เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.2558 ได้แก่ ตาก สระแก้ว ตราด
มุกดาหาร และสงขลา และรัฐบาลมีแผนที่จะขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษในอีกห้าจังหวัด คือ เชียงราย กาญจนบุรี
หนองคาย นครพนมและนราธิวาส โดย กนพ. ให้ความหมาย “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” ว่าเป็นพื้นท่ีท่ี กนพ.
กำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซ่ึงรัฐจะสนับสนุนโครงสร้างพ้ืนฐาน สิทธิประโยชน์การลงทุน การบริหารแรงงาน
ต่างชาติแบบไปกลับ การให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (one stop service) และบริการอื่นที่จำเป็น (NESDB 2016)
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ออกคำส่ังและมติ ครม. หลายฉบับที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ
รัฐธรรมนูญช่ัวคราวฉบับปี พ.ศ.2557 ในการเพิกถอนสภาพพื้นที่ป่าประเภทตา่ ง ๆ เพื่อจัดหาที่ดินมาใช้ประโยชน์ใน
เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซ่ึงเป็นการเปล่ียนสถานะและการใช้ประโยชน์จากท่ีดิน และอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม
65
และเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างย่ิงต่อเจ้าของท่ีดินเดิมท่ีรัฐทำการเวนคืน หรือชุมชนท่ีเคยอยู่อาศัย
ใช้ประโยชนจ์ ากพ้ืนท่ีทร่ี ัฐทำการเพกิ ถอนสถานะ
อำเภอแม่สอด มีประวัติศาสตร์ด้านการสร้างเมืองการค้าชายแดนมาอย่างยาวนาน การค้าขายชายแดน
อำเภอแม่สอด จังหวัดตากมีการพัฒนาและขยายตัวสูงขึ้น ด้วยศักยภาพของพื้นท่ีทั้งด้านกายภาพ ด้านเศรษฐกิจ
ซึ่งทางด้านกายภาพ โครงสร้างพ้ืนฐานโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ส่วนพลังงานไฟฟ้าและการคมนาคมสื่อสารอยู่ใน
เกณฑ์ดี แต่ท้ังนี้ก็ยังไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ด้านการคมนาคมยังต้องมีการปรับปรุง
ขยายเพิ่มเติมเพ่ือรับรองการเติบโตของพ้ืนที่ (กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์ และคณะ, 2558) ซ่ึงขณะน้ีได้ดำเนินการเปิด
สะพานมิตรภาพไทยพม่าแห่งที่ 2 การขยายเส้นทางในอำเภอแม่ระมาด การปรับปรุงท่าอากาศยานแม่สอดเป็น
สนามบินนานาชาติ เป็นต้น ในส่วนของเศรษฐกิจ อำเภอแม่สอดถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งออกสินค้าสูง
จงึ เปน็ เหตผุ ลหน่ึงที่ทำให้รฐั บาลเรง่ เสริ,การพัฒนาพ้ืนท่ดี งั กลา่ วให้เป็นเขตเศรษฐกจิ พิเศษโดยเรว็
โดยท่ัวไปเขตเศรษฐกิจพิเศษ หมายถึง เขตที่จัดตั้งขึ้นเพ่ือส่งเสริมการลงทุน โดยให้นักลงทุนในเขตได้รับ
สิทธิพิเศษด้านต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษทางภาษีและด้านอ่ืนท่ีมิใช่ภาษี รวมท้ังการได้รับ
ประโยชน์ในการประกอบธุรกิจด้านความพร้อมของปัจจัยการผลิต การบริการพ้ืนฐานต่าง ๆ เช่น ระบบขนส่ง ไฟฟ้า
ประปา ถนน โทรคมนาคม และอ่ืน ๆ ตลอดจนได้รับการผ่อนปรนกฎระเบียบบางประการท่ีเป็นอุปสรรคต่อการ
ประกอบธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลดข้ันตอนในการติดต่อกับหน่วยงานราชการเกี่ยวกับการขออนุมัติหรือ
ขอใบอนุญาตตามกฎหมาย ซ่ึงทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการต่าง ๆ อันจะเป็นการช่วยลดต้นทุนใน
การประกอบธรุ กจิ ได้
กล่าวโดยสรุป เขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ เขตพื้นท่ีท่ีได้รับสิทธิพิเศษทางการข้าขายชายแดนทางด้านต่าง ๆ
ท้ังด้านภาษีอากร การส่งเสริมการลงทุน ปัจจัยการผลิต ความสะดวกแก่การทำธุรกรรมและบริการต่าง ๆ ในเขต
พ้นื ท่ี
10.2 แนวคดิ เก่ยี วกบั เขตเศรษฐกจิ พิเศษ
นรุตม์ เจียมสมบูรณ์ (2550) เขตเศรษฐกิจพิเศษน้ันมุ่งหวังท่ีจะพัฒนาพ้ืนที่พื้นท่ีหนึ่งขึ้นมาเพ่ือรองรับการ
ลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มทุนจากต่างชาติ และภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีกฎหมายท่ีค่อนข้างเป็นเสรีและให้สิทธิ
พิเศษแก่ผู้ที่อยู่ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษมากกว่ากฎหมายปกติท่ัวไปที่ใช้บังคับอยู่ภายนอกเขตเศรษฐกิจพิเศษ
สำหรับประเทศไทยแล้วเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นพัฒนาการท่ีส่งต่อมาจากกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม
(กนอ.) กล่าวคือ จากการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแม้ว่าจะสามารถสร้างความน่าสนใจและ
ดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศมูลค่ามหาศาล แต่กิจกรรมบางกิจกรรมท่ีเกิดข้ึนใหม่ตามกระแสของเศรษฐกิจโลก
กลับยังอยู่นอกขอบเขตที่กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมจะเข้าไปควบคุมจัดการได้ ดังน้ัน กฎหมายว่าด้วย
เขตเศรษฐกิจพิเศษจึงมีท่ีมาจากความคิดที่ว่ารัฐมีหน้าท่ีต้องพัฒนาเศรษฐกิจและศักยภาพในการแข่งขันของ
ประเทศ จัดทำสาธารณูปโภคสาธารณูปการและโครงสร้างพ้ืนฐานต่าง ๆ ให้ท่ัวถึงทุกพ้ืนท่ี และต้องพัฒนาการ
ให้บริการของภาครัฐให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพ่ือตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่โดยท่ีแต่ละพื้นที่มี
ศักยภาพในการพัฒนาแตกต่างกัน การพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ จึงต้องสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่รวมทั้งต้อง
66
คำนึงถึงความต้องการของประชาชนในพื้นท่ีด้วย แต่ทั้งน้ีพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
พ.ศ.2522 ซ่งึ เป็นกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพของพื้นท่ีเฉพาะท่ีใช้บังคับอยู่ในปัจจุบนั
เขตเศรษฐกิจพิเศษมีพัฒนาการเริ่มมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม หรือ Industrial Zone ก่อน ต่อมาก็มี
Export processing Zone หรือ Custom Free Zone หรือเขตปลอดอากร (Duty Free Shops) เขตท่าเรือปลอด
ภาษี (Duty Free Port) ซ่ึงจะเน้นให้เป็นเขตอุสาหกรรมเพื่อการส่งออกเป็นหลัก โดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร
รวมทั้งสิทธิประโยชน์อ่ืน ๆ และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนให้สิทธิประโยชน์เพ่ิมมากขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเขตพื้นท่ี รวมทั้ง
การผ่อนคลายกฎระเบียบต่าง ๆ ของการก่อตั้งอุตสาหกรรม และเรียกช่ือให้ชัดเจนข้ึนว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท้ังนี้
ประเทศต่าง ๆ ที่มีการจัดต้ังเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเรียกช่ือแตกต่างกันออกไป เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special
Economic Zone) เขตอุตสาหกรรมเพ่ือการส่งออก (Export Processing Zone) คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded
Warehouse) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Border Economic Zone) ข้ึนอยู่กับว่าจะให้ความสำคัญ
กับการประกอบกิจกรรมประเภทใด และประเทศใดจะเน้นสร้างถ้อยคำใดให้เป็นแรงจูงใจนักลงทุนมากที่สุด เช่น
ใช้คำว่าเขตอุตสาหกรรมเพ่ือการส่งออกสำหรับการประกอบกิจกรรมในลักษณะของการนำช้ินส่วนก่ึงสำเร็จรูปมา
ประกอบแลว้ ส่งออก หรอื ใชค้ ำว่าคลังสินค้าทัณฑบ์ นสำหรับการนำผลิตภัณฑ์มาบรรจุกล่องแลว้ ส่งออก เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป ผลจากการศึกษาแนวคิดเก่ียวกับเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษน้ัน ทำให้ทีมนักวิจัยได้
ตระหนักถึงสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นท่ีตามนโยบายของภาครัฐกับสภาพความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เกิดขึ้นกับ
ชุมชนพื้นที่ ทีมนักวิจัยจะได้นำแนวคิดน้ีมาปรับใช้ในการตั้งรับปรับตัวที่ชุมชนสามารถร่วมหาทางออกเพ่ือการ
พ่ึงพาตนเองและสร้างมูลค่าเพิ่มกับมรดกวัฒนธรรมชุมชนท่ีมีเพื่อเป็นการตั้งรับปรับตัวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะ
เกิดข้ึนทั้งภายใต้นโยบายภาครัฐ สถานการณ์ชายแดนและการเป็นประชาคมอาเซียนที่คนในพ้ืนท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้จึง
ต้องรว่ มกันหาทางออกต้ังรับปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดข้ึน
10.3 รปู แบบของเขตเศรษฐกจิ พเิ ศษ
คณะกรรมการกฤษฎีกา (2548) การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจจัดต้ังได้หลายรูปแบบเพ่ือสร้างแรงจูงใจ
ให้กับนักลงทุนโดยการให้สิทธิประโยชน์และกำหนดเงื่อนไขในการประกอบการ เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนา
เศรษฐกจิ ของประเทศ รูปแบบของเขตเศรษฐกิจพิเศษท่ีประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ ได้แก่
1. เขตการค้าเสรี (free Trade Area : FTA) เขตการค้าเสรี หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมี
เป้าหมายในการลดภาษศี ุลกากรระหว่างกันภายในกลมุ่ ลงให้เหลอื น้อยสุด หรือเป็นศนู ย์เปอร์เซน็ ต์ และใชอ้ ัตราภาษี
ปกตทิ สี่ ูงกว่ากบั นอกกล่มุ เขตการคา้ เสรี ในปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ NAFTA และ AFTA
2. เขตอุตสาหกรรมเสรี (Free Industrial Zone) เขตอุตสาหกรรมเสรี หมายถึง พื้นที่ที่บริษัทภายใน
ประเทศหรือบริษัทต่างชาติจัดตั้งข้ึนเพ่ือผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อแข่งขันกับตลาดต่างประเทศโดยมีมาตรการจูงใจ
เกย่ี วกับสิทธปิ ระโยชนต์ ่าง ๆ ทางดา้ นภาษี
3. เขตปลอดภาษี (Free Trade Zone) เขตปลอดภาษี หมายถึง อาณาบริเวณท่ีอยู่ใกล้ท่าเรือหรือ
ท่าอากาศยานที่อนญุ าตให้นำเขา้ โดยไม่ตอ้ งเสียภาษี เปน็ การนำเขา้ เพ่ือสง่ ไปยังประเทศที่สามหรือนำเข้า
67
4. เขตการค้าชายแคนเสรีเขตการค้าชายแดนเสรี หมายถึง เขตพื้นท่ีกำหบดไว้สำหรับการประกอบ
อตุ สาหกรรมเกษตรแปรรูปหรืออุตสาหกรรมสง่ เสรมิ สำหรับประเทศไทยในปจั จุบันมีโครงการนำร่อง 3 พน้ื ที่การค้า
ชายแดนเสรี ได้แก่ อำเภอแมส่ ายและอำเภอเชียงแสน จงั หวัดเชยี งราย อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
5. เขตพัฒนาการส่งออก (แปรรูป) เขตพัฒนาการส่งออก (แปรรูป) ในประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรม
เกษตรแปรรปู หมายถงึ
5.1) อตุ สาหกรรมเก่ียวกับการนำวตั ถดุ บิ ดา้ นการเกษตร การประมงจากต่างประเทศเขา้ มาสปู่ ระเทศ
ไทยเพ่ือทำการแปรรูปในเขตเศรษฐกจิ พิเศษเพอ่ื จำหน่ายผลติ ภณั ฑ์ในประเทศไทย
5.2) อุตสาหกรรมเกีย่ วกบั การนำวตั ถุดบิ ดา้ นการเกษตรภายในประเทศมาทำการแปรรูป
กล่าวโดยสรุป จากการศึกษาค้นควา้ คณะวิจัยได้ทำการสรุปได้ว่า รูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษหมายถึง
การจัดรูปแบบการค้าขายเพ่ือสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนโดยให้เกิดสิทธิประโยชน์สูงสุดกันท้ัง 2 ฝ่าย เพ่ือใช้เป็น
แรงสนับสนุนต่อรองต่อการคา้ ชายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
11. แนวคิดดา้ นทรพั ยากรการทอ่ งเที่ยวชายแดน
11.1 แนวคิดและความหมายการทอ่ งเทยี่ วชายแดน
ยศ สนั ตสมบตั ิ (2551) หากเราพิจารณาดแู นวคิดเรอ่ื งพนื้ ทีช่ ายแดนในทงมานษุ ยวิทยา เราจะสงั เกตเห็น
ได้ว่ามีการใช้แนวคิดนี้แตกต่างกันออกไปอย่างน้อยสามลักษณะด้วยกัน ลักษณะแรกเป็นการพูดถึงชายแดนด้าน
สังคม ซ่ึงหมายถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ การรวมกลุ่มและการจัดการองค์กรทางสังคม ลักษณะที่สองเป็นชายแดน
ทางวัฒนธรรม ซ่ึงหมายถึงเส้นแบ่งก้ันระบบสัญลักษณ์ และการให้ความหมายทางวัฒนธรรมท่ีแตกต่างกนั ออกไปใน
แต่ละกลุ่ม และลักษณะที่สามเป็นการพูดถึงดินแดน (Territory) ซึ่งหมายถึง ชายแดนทางกายภาพและทางการเมือง
แนน่ อนการแบง่ แยกชายแดนทง้ั สามแบบน้ี มิใชก่ ารแบง่ แยกในลักษณะเดด็ ขาด หากแตม่ ีการทับซ้อนกันอยู่ ระหวา่ ง
พื้นท่ีทางสังคม (social space) พ้ืนท่ีทางวัฒนธรรม (cultural space) กับพ้ืนที่ทางกายภาพและการเมือง
(geopolitical space)
ยศ สันตสมบัติ (2551) เขตแดนหรือพรมแดนของรัฐชาติแตกต่างจากพรมแดนทางวัฒนธรรมในแงท่ ่ีว่า
พรมแดนของรัฐชาตถิ ูกกำหนดอยา่ งแน่นอนตายตัวบนแผนท่แี ละไดร้ บั การยอมรับจากระบบกฎหมายระหว่างประเทศ
เขตแดนบ่งบอกอำนาจอธิปไตยและการควบคุมของรัฐเหนือประชาชนพลเมืองและการล่วงละเมินเขตแดน อาจนำมา
ซึ่งการใช้กำลังทหารและความรุนแรงหรือการข่มขู่คุกคามว่าจะใชก้ ำลังเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของ
รัฐชาติ ดังน้ัน เขตแดนหรือพรมแดนของรัฐชาติจึงมีความแน่นอนตายตัวและชัดเจนกว่าพรมแดนทางวัฒนธรรม
และไม่มีปัญหายุ่งยากซับซ้อนของการตีความดังเช่นพรมแดนทางวัฒนธรรม 4 และในเล่มเดียวกัน ยศ สันตสมบัติ
ยงั กล่าวว่า ตง้ั แต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมานักมานุษยวิทยาเร่ิมใช้พ้นื ที่ชายแดนเป็นหน่วยของการวิเคราะห์ท่ชี ่วย
ให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถ่ินกับรัฐชาติ ในลักษณะที่เคลื่อนไหวและซับซ้อนมากขึ้น การศึกษา
ชายแดนสหรัฐอเมริกากับเม็กชิโกเช่นงานของ Heyman (1991), Alvarez (1995) และ Kearney (1998) ช่วยให้
มองเห็นว่าความสัมพันธ์บริเวณชายแดนเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาของอำนาจ ความด้อยพัฒนา และกระบวนการ
68
โลกาภวิ ัตนซ์ ึ่งทำใหท้ นุ ผูค้ น สนิ ค้าและวัฒนธรรมกา้ วไปมาขา้ มพรมแดนของรฐั ชาตอิ ย่างรวดเร็ว อิทธพิ ลของแนวคิด
หลงั สมัยใหม่ ทำให้ชายแดนถูกมองในลกั ษณะวา่ เปน็ “ภาพลักษณ”์ (image) ของพวัฒนธรรมท่อี ยู่รว่ มกนั และเลื่อน
ไหลไปมาอยา่ งตอ่ เน่ือง และเต็มไปดว้ ยความขัดแย้งในรปู แบบตา่ ง ๆ ชายแดนและพรมแดนดำรงอยใู่ นหลายระดับท้ัง
ในดา้ นของวัฒนธรรม สงั คม การเมอื ง เพศ เช้ือชาติ และจิตวทิ ยา
ยศ สันตสมบัติ (2551) ได้สรุปไวว้ ่าในงานของอัลวาเรซและคอลลเิ ออร์ (Alvarez and Collier 1994) ได้
ศึกษาคนขับรถบรรทุกชาวเม็กชิกันที่มีหน้าที่ขับรถขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างรัฐคาลิฟอร์เนียกับเม็กชิโก พบว่า
แนวคิดเร่ืองชายแดนไม่ได้มีความหมายแต่เพียงพื้นที่ทางกายภาพซึ่งเป็นรอยต่อของพรมแดนระหว่างรัฐเท่าน้ัน
หากแต่ชายแดนยังเป็นพื้นที่ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทุกหนแห่งท่ีวัฒนธรรมหลายวัฒนธรรมดำรงอยู่ร่วมกันและ
มีปฏิสัมพันธ์กันโดยแต่ละวัฒนธรรมยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ได้ แม้ว่ารัฐจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนด
นิยามอัตลักษณ์ทางสังคม การเมืองของความเปน็ ชาติ ด้วยการนำเสนอสัญลักษณ์และพิธีกรรมตา่ ง ๆ ในการกำหนด
ขอบเขต และควบคุมประชากรในพื้นที่เอาไว้ หากแต่ชายแดนก็เป็นพื้นท่ีซ่ึงมีความหมายกำกวม ที่ซ่ึงชายแดนและ
ผู้คนตามแนวชายแดนมีอัตลักษณ์ท่ีหลากหลายเล่ือนไหล และในหลายกรณีหลุดจากการควบคุมของรัฐชาติ นัยนี้
ชายแดนจึงเป็นพ้ืนที่ของการผลิตความหมายพื้นที่ของการตีความและปะทะขัดแย้งทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ใน
ชีวิตประจำวนั ของผู้คนตามแนวชายแดนประสานผู้คนเหล่านนั้ ใหเ้ ข้าเป็นส่วนหน่ึงของรัฐชาติ และในขณะเดียวกันก็
ผลกั และกีดกนั คนเหลา่ น้นั ออกไปในฐานะเป็นคนอื่นพืน้ ทตี่ ามแนวชายแดนของประเทศ มีความสำคัญยิง่ ต่อการรักษา
เอกราชอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ภารกิจในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนนั้น มิได้หมายถึงการ
สร้างร้ัว เคร่ืองกีดขวาง การวางกำลังทหาร กองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเพ่ือตรึงแนวชายแดนเท่าน้ัน แต่ยัง
หมายถงึ ภารกจิ ที่ต้องฟ้ืนฟูศกั ยภาพของประชาชนให้เข้มแข็งทุกด้าน ทง้ั ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตวทิ ยา การเมอื ง
การปกครองเทคโนโลยี และสง่ิ แวดลอ้ มในหมูบ่ ้านตามแนวชายแดนให้สงู ขนึ้ พรอ้ มทจี่ ะเป็นปราการพลงั ประชาชน
Brunet-Jailly (2005) กล่าวว่า พรมแดนคือพ้ืนท่ีของอิทธิพลและปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจการค้าและ
การตลาดท่ีส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อชายแดนทั้งต่อรัฐและประชาชนในพื้นท่ี เช่น การตอบสนองของรัฐต่อการ
เปลี่ยนแปลงและผลกระทบจากการเคล่ือนไหวทางเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐกำหนดแนวนโยบายในชายแดนค่อนข้าง
ชัดเจนเพ่ือควบคุมต่าง ๆ เช่น ควบคุมการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจชายแดนที่มาจากการย้ายถิ่นของแรงงาน
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สังคม และอัตลักษณ์ของผู้คนในพ้ืนท่ีชายแดนอันเน่ืองมาจากการเปล่ียนแปลงและ
การปรับตวั ทางเศรษฐกิจและการค้า ขณะเดียวกัน ชายแดนคือพ้นื ที่การจัดการและกำกับของรัฐซ่ึงเป็นการมองพ้ืนที่
ชายแดนจากบนสู่ล่างโดยซี้ให้เห็นว่า รัฐแต่ละระดับมีอำนาจในการจัดการและดำเนินการเชิงนโยบายและปฏิบัติใน
พ้ืนท่ีชายแดน และมองถึงอิทธิพลของรัฐแต่ละรัฐในการกำหนดนโยบายของตนในพ้ืนท่ีชายแดนซึ่งเป็นการมองเห็น
บทบาทของชายแดนในแนวราบผา่ นบทบาทของรัฐแต่ละรฐั ในพน้ื ที่ชายแดนรว่ มกนั
กล่าวโดยสรุป นิยามความหมายของชายแดน/พรมแดนในแง่รัฐ (กรณีเขาพระวิหาร) ชายแดน คือ
เส้นพรมแดนท่ีมีความหมายต่อการสร้างชาติและอธิปไตยของรัฐที่มิอาจแทรกแซงทางนโยบายซึ่งสะท้อนชัดเจนถึง
ความสำเร็จของรัฐในการสถาปนาความเป็นชาติและการสนับสนุนความเป็นชาตินิยมของชาติท่ีต้องแบ่งแยกเขา
แบง่ แยกเราและสร้างความเป็นอื่น รฐั ชาตจิ ึงมบี ทบาทสูงมากในการกำกับความหมายของชายแดน
69
11.2 ทฤษฎีการทอ่ งเท่ียวชายแดน
การท่องเท่ียวเมืองชายแดนจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องสำคัญ คือ ขอบเขตการเมืองการปกครองโดยเฉพาะ
อย่างย่ิงขอบเขตระหวา่ งประเทศ ซง่ึ ขอบเขตน้ีจะต้องหมายรวมถึงขอบเขตทางด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างสอง
ประเทศด้วย Mat netter (อ้างใน Timothy, 1995) กล่าวว่า ขอบเขตระหว่างประเทศที่เก่ียวของกับการท่องเที่ยว
สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คือ
1) ขอบเขตของ 2 ประเทศตดิ ต่อกนั แตแ่ หลง่ ท่องเทย่ี วมีระยะหา่ ง
2) ขอบเขตระหว่าง 2 ประเทศที่มีแหลง่ ทรพั ยากรการท่องเที่ยวติดต่อกับอีกประเทศหนึง่
3) แหล่งทรพั ยากรการทอ่ งเทีย่ วติดต่อกันและอยู่ในทัง้ สองประเทศ
จากแนวความคิดดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการท่องเท่ียวในอำเภอแม่สอดนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
แหล่งท่องเท่ียวของอำเภอแม่สอดน้ันกระจายตัวอยู่ทั่วอำเภอและมีลักษณะเด่นที่น่าสนใจอยู่ตรงรอยต่อ หรือ
ขอบเขตทางการเมืองระหว่างประเทศ คือ สะพานมิตรภาพไทย-พม่า จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ในพ้ืนท่ีน้ี
มีนักท่องเท่ียวสนใจมาก เน่ืองจากเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยซื้อของท่ีระลึกของนักท่องเท่ียว อีกทั้งนักท่องเที่ยวยัง
สามารถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ไปเท่ียวยังเมืองเมียวดีประเทศพม่าได้ น่ันหมายถึงว่า ทรัพยากรการ
ท่องเท่ียวของท้ังสองประเทศมีลักษณะพื้นที่ติดกัน และอีกทั้งในบางส่วนยังกระจายตัวอยู่ท้ังสองฝ่ัง ทำให้อำเภอ
แม่สอดมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองชายแดนท้ังน้ีพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ อำเภอแม่สอดและ
จังหวัดเมียวดีของประเทศพม่า โดยเฉพาะในอำเภอแม่สอดจะต้องมีการบริหารจัดการด้านการท่องเท่ียวเมือง
ชายแดนอย่างชัดเจนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยัง่ ยืนต่อไป
ในการศึกษาคร้ังนี้พยายามตรวจสอบค้นหาแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวท้ังท่ีมีอยู่และทรัพยากรที่มี
ศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นส่ิงดึงดูดทางการท่องเที่ยวให้กับพ้ืนท่ีศึกษาโดยทำการศึกษาทั้งจากแหล่งข้อมูลทุติย
ภูมิและปฐมภูมิ โดยจะมีการนำเสนอข้อมูลของแหล่งท่องเท่ียว ในลำดับต่อไปอีก ท้ังยังสามารถบ่งชี้ถึงอัตลักษณ์
ของทรัพยากรการท่องเที่ยวในอำเภอแม่สอด อันจะนำไปสู่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านการท่องเท่ียวในอำเภอแม่สอด
ให้เป็นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วเมืองชายแดนต่อไป
Getz (1997) ไดอ้ ธิบายถึง ทรพั ยากรการท่องเที่ยวในพืน้ ที่ของเมืองชายแดนวา่ จะตอ้ งมีลักษณะสำคญั คือ
1) แหล่งท่องเท่ียวหลัก ได้แก่ ทรัพยากรการท่องเท่ียว มรดกและวัฒนธรรมของพ้ืนที่เทศกาลงาน
ประเพณี แหล่งช้อปปิ้ง และรวมถึงการจัดประชุมสัมมนาต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ในพื้นท่ีอำเภอแม่สอดนั้นเป็นพ้ืนที่ท่ีมี
ศักยภาพมาก มีแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวท่ีอุดมสมบูรณ์ครบถ้วนและสอดคล้องกับแนวความคิดของ Getz
อนั ได้แก่ อุทยานแหง่ ชาติ งานประเพณี แหล่งจบั จ่ายใชส้ อยระหว่างพรมแดนของสองประเทศ เป็นตน้
2) ศูนย์กลางธุรกิจ อันประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจท่ีตั้งของหน่วยงานภาครัฐ และศูนย์กลางการค้าขาย
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้จะเอื้อประโยชน์ต่อนักธุรกิจหรือกลุ่มผู้ลงทุน นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไก ที่สำคัญต่อการพัฒนา
แหลง่ ท่องเท่ยี วเมืองชายแดน
3) ธุรกิจการบริการท่ีอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง หรือผู้ประกอบธุรกิจ ได้แก่ การบริการด้านการ
คมนาคมขนส่ง การบริการดา้ นที่พัก รา้ นอาหารและข้อมูลขา่ วสาร
70
กล่าวโดยสรุป ผลจากการศึกษาของทีมวิจัยเร่ืองแนวคิดทรัพยากรการท่องเท่ียวชายแดนจะเห็นได้ว่า
อำเภอแม่สอดนั้น มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจ การท่องเท่ียวได้อย่างมี
ศักยภาพ ดังน้ันการศึกษาในครั้งนี้ จึงมีความพยายามในการศึกษาความพร้อมขององค์ประกอบท่ีสำคัญต่อการ
พฒั นาแหลง่ ท่องเที่ยวเมืองชายแดน จากแนวคิดข้อ 6-7 ผลการศึกษาแนวคิดการค้าชายแดน ทีมวิจัยชุมชนจะนำไป
เป็นแนวทางในการหารูปแบบการพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนควบคู่ไปกับการค้าชายแดน ควรจะมีรูปแบบอย่างไรท่ี
เหมาะสมและสร้างความมน่ั คง ยงั่ ยืนแก่ตำบลแมก่ าษา ตำบลแมป่ ะ และตำบลทา่ สายลวด
12. เอกสารงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้อง
ชุลีรัตน์ จันทร์เช้ือและคณะ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาเครือข่ายการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชนเพ่ือการ
เรียนรู้มรดกวัฒนธรรมเพ่ือพัฒนาทักษะการทำงานการท่องเท่ียวของเครือข่ายชุมชนนครชุมอำเภอเมืองจังหวัด
กำแพงเพชร และเครือข่ายชมุ ชนโบราณเมืองบางขลังอำเภอสวรรคตโลก จงั หวัดสโุ ขทยั รวมทง้ั ศึกษาปัจจัยเงอ่ื นไขใน
การพัฒนาทักษะความสามารถในการทำงานของเครือข่ายชุมชนดังกล่าวผลการวิจัยพบว่าชุมชนควรมีทักษะ
ความสามารถในการจัดการท่องเท่ียวชุมชน 3 ด้าน คือ 1) ทักษะความสามารถในการประสานงานและการจัดการ
ท่องเที่ยวโดยชุมชน 2) ทักษะความสามารถในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและปฏิบัติตามแผนที่มีผลกระทบ
ด้านลบน้อยท่ีสุดและ 3) ทักษะความสามารถในการบริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทักษะงาน
การประสานความร่วมมือกันในแนวราบภายใต้ความไว้วางใจต่อกันระหว่างภาคธุรกิจภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจ
ท่องเท่ยี วและภาคประชาชน
แสนประเสริฐ ปานเนยี ม และคณะ (2559) ไดศ้ ึกษาการขับเคล่ือนศิลปะและวฒั นธรรมชุมชนเพอื่ การพัฒนา
เชิงพ้ืนท่ีในจังหวัดเพชรบุรี ผลการวิจัยพบว่า1) พื้นท่ีเป้าหมายทั้ง 5 พ้ืนที่ ได้แก่ พื้นท่ีชุมชนหนองจอก พื้นที่ชุมชน
บ้านน้อย พ้ืนท่ีชุมชนหนองแก้ว-ไร่หัวลุ่ม พื้นที่ชุมชนยางน้ากลัดใต้ และพื้นที่ชุมชนนาพันสาม เป็นชุมชนท่ีมีมรดก
ภูมิปัญญาวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก สามารถรวบรวมและจัดทำเป็นแผนที่ทางวัฒนธรรมของพื้นท่ีเป้าหมายท้ัง
5 พื้นท่ี ผ่านความร่วมมือกับภาคีหลัก อาทิ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เครือข่ายศิลปินในพ้ืนท่ีและ
ภาคเอกชนได้ 2) เกิดการสร้างพ้ืนท่ีทางวัฒนธรรม 5 พื้นที่ตามท่ีกำหนดในขอบเขตโดยเริ่มต้นจากการศึกษาต้นทุน
ทางวฒั นธรรมชุมชน จดั เวทสี รา้ งความเขา้ ใจการเป็นผูป้ ระกอบการทางวฒั นธรรม จากนนั้ ใหช้ ุมชนวเิ คราะห์ศักยภาพ
ในการสร้างผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม การกระตุ้นและสรา้ งแรงบันดาลใจในการเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม
ใหช้ ุมชนนำเสนอแนวทางการสร้างผูป้ ระกอบการทางวฒั นธรรม สง่ เสรมิ และทดลองการเปน็ ผ้ปู ระกอบการ จากกลไก
ดังกล่าวทำให้ได้แนวทางในการสร้างผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม โดยให้ชุมชนเลือกสินค้าและบริการในชุมชนที่
โดดเดน่ สะทอ้ นอัตลักษณ์ของชุมชนใชภ้ ูมิปญั ญาของคนในชุมชนมาดึงดูดและเปิดโอกาสใหบ้ ุคคลภายนอกไดเ้ รียนรู้
ควรมีการค้นหาจุดเด่นและสร้าง “กลเม็ด” (Gimmick) จากตำนาน เรื่องเล่าหรือความเช่ือมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ
ชุมชน ตลอดจนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากข้ึน มีการสร้างเครือข่ายนอกชุมชนและจัดกิจกรรม
ดา้ นวัฒนธรรมในชมุ ชนอย่างตอ่ เนอ่ื ง
71
อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ และอานันท์ กาญจนพันธุ์ (2558) ได้ศึกษาการต่อรองกับความแตกต่างพลวัตของ
การเมืองเชิงวัฒนธรรมของคนไทในภาคกลางตอนเหนือของเวียดนาม พบว่า สังคมและวัฒนธรรมไทยยังดำรงอยู่ได้
ด้วยการผสมผสานทางชาติพันธ์ุ และวัฒนธรรมมาตลอดประวัติศาสตร์ของการสร้างบ้านแปงเมืองในท่ีแห่งน้ี ยิ่งไป
กว่าน้ัน คนไทยังมีการสร้างและผลิตซ้ำพื้นท่ีทางวัฒนธรรมด้วยการปรับเปลี่ยนบทบาทและความสัมพันธ์ระหวา่ งคน
กลุ่ม/ชนชั้นต่าง ๆ เช่นกัน ดังนั้น เม่ือมองจากบริบทและความสัมพันธ์ของผู้ครอบงำกับผูต้ กเป็นรองในกรอบแนวคิด
ของชาตินิยมแล้ว กล่าวได้ว่าปฏิบัติการทางวัฒนธรรมของคนไทต่อประเด็นนี้เป็นเร่ืองของ “พลวัตการต่อรอง
อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์” มากกว่าการเข้าไปรวมอยู่ใน “ชุมชนทางชาติพันธุ์” และ “ชุมชนทางประวัติศาสตร์ของ
รัฐ” เพราะคนไทยไม่อาจรวมเข้ากับชาติ (nationality) ในฐานะหน่วยเดียวกันท่ีชัดเจน (entity) ได้ นอกจากนี้
คนไทยไม่อาจถูกครอบงำทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของรัฐในเรื่องการสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติที่กระทำผ่าน
กระบวนการท่ที ำให้ “การบูชาบรรพบุรษุ ” เป็นศาสนาประจำชาติ ตลอดจนการควบคมุ การเรียนการสอนภาษาไทยโดย
รัฐชาติได้ ท้ังน้ี เพราะปัญญาชนและเจ้าหน้าที่รัฐท้องถ่ินได้แสดงบทบาทสำคัญในการเมืองของการฟื้นฟูภาษาของ
ท้องถ่ิน การเขียนประวัติศาสตร์ไทย การเขียนวัฒนธรรมไทย และสร้างการเมืองของการฟื้นฟูพิธีกรรม เช่น เมือง
ของไทย กระบวนการเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นความพยายามในการเป็นอิสระจากประวัติศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม
นอกจากนี้ ยังมีการปฏิบัติการทางวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ยังใช้ภาษาไทยในการส่ือสารด้วยวาจา
ท้ังหมดนี้คือความพยายามในการสะท้อนอัตลักษณ์ที่สัมพันธ์กับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ
ตัวเองมากขึ้น อันแสดงให้เห็นถึงการต่อรองอัตลักษณ์บนความสัมพันธ์ที่คนไทยอยู่ในฐานะรองจากคนก่ึงอัตลักษณ์
ใหม่ท่ีมีลักษณะเป็นพลวัตนี้ ได้ยืนยันความแตกต่างของกลุ่มคนไทในภาคกลางตอนเหนือต่อรัฐชาติเวียดนาม หรือ
แม้แต่ยืนยันความแตกต่างคนไทยกลุ่มอื่น ๆ ในเวียดนามเช่นกัน แต่กระนั้นก็ตาม การสร้างพ้ืนท่ีทางวฒั นธรรมและ
การสร้างสถานท่ีของคนไทย (ความเป็นท้องถิ่น) เป็นมากกว่าการเมืองของการสร้างพรมแดนทางชาติพันธ์ุ และ
การต่อต้านที่อยู่ในภาวะคู่ตรงกันข้ามกับรัฐและตลาดทว่าเป็นพื้นท่ีและสถานที่ของความแตกต่างทางวัฒนธรรม
การนิยามใหม่ซึ่งอัตลักษณ์ท่ีหลากหลายที่สามารถร่วมมือกับนโยบายของรัฐชาติตลอดจนไปด้วยกันได้กับตลาดเสรี
โลกาภิวัตน์และการสร้างสรรค์ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในทางวัฒนธรรมของชาติพันธ์ุและของชาติ ทั้งยังทำให้พื้นท่ี
ที่อยู่ชายขอบกลายเป็นพ้ืนท่ีแห่งความแตกต่างและเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ตลอดจนเป็นพ้ืนที่
ทางเลือกทางวัฒนธรรมใหม่และความหลากหลายทางอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุ
ณัฏฐนิ ี ทองดี และคณะ (2557) ได้ศกึ ษาการจดั การตลาดการท่องเท่ียวโดยชุมชนของแหลง่ มรดกทางวฒั นธรรม
ลุม่ น้ำโขง ชี มูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพ่ือเช่อื มโยงการทอ่ งเท่ียวประเทศไทย ลาว และเวียดนาม ผลการวิจัยพบว่า
มีมิติการจัดการจัดการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชนดังกล่าว 2 มิติ คือ 1) มิติของชุมชนหรือผู้ให้บริการทางการ
ท่องเที่ยว (Supply Side) พบว่า การยกระดับขีดความสามารถและกลไกทางการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของแหล่ง
มรดกทางวัฒนธรรมพื้นท่ีลุ่มน้ำโขง ชี มูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประเทศไทย จำเปน็ ต้องอาศัยกลไกสำคัญ 3 กลไก
คอื กลไกด้านคนหรือทรพั ยากรมนุษย์คือ สมาชิกในชุมชนท่องเที่ยวและเครือขา่ ยการท่องเท่ียวโดยชุมชน กลไกด้านการ
จัดการ คือ การพัฒนาให้มีเครือข่ายและอาศัยเครือข่ายในการจัดการตลาดร่วมกัน รวมไปถึงการกำหนดให้มีแผนการ
จัดการเครือข่าย แผนการจัดการตลาดท่ีชัดเจนสมบูรณ์ เพ่ือเป็นแนวทางทางในการทำงานร่วมกันท่ีมีประสิทธิภาพของ
72
เครือข่าย และกลไกสุดท้าย คือ กลไกด้านงบประมาณเพ่ือใช้ในการขับเคล่ือนเครือข่าย สำหรับการพัฒนาศักยภาพและ
ความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ของเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนในการจัดการตลาดการท่องเทย่ี วด้วยตนเอง และ
เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการจัดการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของแหล่งมรดกวัฒนธรรม
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการพัฒนาใน 2 ด้าน คือ ด้านการจัดการเครือข่ายและด้านการจัดการตลาดซ่ึงอาศัยแนวคิด
การพัฒนา 3 มิติ คือ มิติ ความรู้ มิติความคิด และมิติของการมีส่วนร่วมในการจดั การท่องเท่ียวและการจัดการตลาดการ
ท่องเท่ียว 2) มิติของนกั ทอ่ งเท่ียวหรือผู้รบั บริการทางการท่องเที่ยว (Demand Side) พบว่า พฤตกิ รรมของ นกั ท่องเท่ียว
ไทย ต่างประเทศ ลาวและเวียดนามมีความแตกตา่ งกัน สำหรับความต้องการของนกั ทอ่ งเท่ียว พบว่า โดยส่วนใหญ่มคี วาม
ต้องการความเป็นมิตรไมตรี และการให้บริการของคนท้องถิ่น ซ่ึงสอดคล้องกับภาพลักษณแ์ ละการรับรูปของนกั ท่องเที่ยว
ที่ว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชนอีสานมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเรื่องของคนอีสาน มิตรไมตรีและสำหรับนักท่องเท่ียวชาวลาว
ส่วนใหญ่มีการรับรูปเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนในอีสานเรื่องของมรดกทางวัฒนธรรม สำหรับนักท่องเท่ียวเวียดนาม
มีการรับรู้ต่อกลุ่มชาตพิ ันธุ์ท่ีมอี ยา่ งหลากหลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สุชาดา กรเพชรปาณี และคณะ (2550) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการผลกระทบจาก
การท่องเท่ียวชมห่ิงห้อย : กรณีศึกษาคลองอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการจัดการผลกระทบจากการท่องเที่ยวชมห่ิงห้อยเป็นไปตามวงจรการมีส่วนร่วมของ Cohen and
Uphoff (1980) ต้ังแต่กระบวนการตัดสินใจ (Decision Making) มีส่วนร่วมในการจัดการผลกระทบ (Implementation)
ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ (Benefits) และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) ซึ่งในกระบวนการที่กล่าวมา
ชาวชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการด้วยทั้งหมด ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการผลกระทบ คือ
การได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ริมน้ำและมีต้นลำพูท่ีมีต้นหิ่งห้อยจำนวนมากเป็นจุดท่ีเรือนำ
นักท่องเที่ยวมาจอดชมห่ิงห้อยเป็นประจำ และปัจจัยอีกส่วนหน่ึงมาจากความตระหนักในการนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะมลภาวะทางนำ้ ทสี่ ง่ ผลต่อหงิ่ ห้อยซ่ึงเปน็ เอกลักษณ์ของชุมชน
เพชรศรี นนท์ศิริ (2555) ได้ทำการศึกษาเร่ือง รูปแบบการดาเนินงานของกลุ่มท่องเท่ียวโดยชุมชนในเขต
ภาคเหนือตอนล่าง โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มการท่องเท่ียวโดยชุมชนในเขต
ภาคเหนือตอนลา่ ง จำนวน 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบา้ นนาต้นจ่นั จงั หวัดสุโขทยั ชุมชนบ้านหนองแมน่ า จงั หวดั เพชรบูรณ์
ชุมชนบา้ นใหม่ร่องกล้า จังหวัดพษิ ณุโลก และชุมชนบา้ นแมพ่ ูล จงั หวัดอุตรดิตถ์ เป็นการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ เก็บขอ้ มูลโดย
การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีรูปแบบการดำเนินการแบบ
กระจายอำนาจ ด้านเศรษฐกิจมีการกระจายรายได้อย่างท่ัวถึง ด้านการมีส่วนร่วม คนในชุมชนมีส่วนร่วมท้ังในการจัดต้ัง
วางแผนและดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม พบแนวโน้มของการรวมอำนาจการตัดสินใจของผู้นำกลุ่ม ซึ่งเป็นสาเหตุของความ
ขัดแย้งระหว่างสมาชิกในบางกลุ่ม นอกจากน้ี ภูมิหลังการก่อต้ังองค์กรพ่ีเล้ียงและภาวะความเป็นผู้นำของผู้นำกลุ่ม
มอี ทิ ธิพลตอ่ การกำหนดรูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนและความสำเร็จของกลุ่ม
ณัฐกานต์ รุ่งเรอ่ื ง (2559) ทำการศึกษาเร่ืององค์ประกอบของการจดั การท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ส่งผลตอ่ แนว
ทางการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวอ่างวังแข้ และภูฆ้องคำ ตำบลแก่งเค็ง อำเภอกุดข้าวปุ้น อุบลราชธานี ผลวิจัยพบว่า
องค์ประกอบของการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบท่ี 1 การจัดการ
73
เรียนรู้ องคป์ ระกอบที่ 2 การรวมกลุ่มเป็นองค์กรของชุมชน องค์ประกอบที่ 3 อัตลักษณ์ของชุมชน องคป์ ระกอบท่ี 4
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติชุมชน องค์ประกอบที่ 5 การจัดการท่องเท่ียว และองค์ประกอบท่ี 6 การเป็น
ชุมชนท่ีมีเอกภาพแบบพอเพียง และได้รับการยืนยันจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เข้าร่วมประชุม 30 คน ว่าองค์ประกอบ
หลักท้ัง 6 องค์ประกอบดังกล่าว มีความสำคัญต่อการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน และเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนา
แหล่งท่องเทยี่ วต่อไป
กล่าวโดยสรปุ จากการวิเคราะห์สงั เคราะห์งานวิจัยตา่ ง ๆ เหล่านี้มปี ระโยชน์สำหรับการนำไปใชเ้ ปน็ ขอ้ มูล
ในการศึกษาเพ่ือพัฒนาขีดความสามารถ ในการพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา
แม่ปะ ทา่ สายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก
กรอบแนวคิดงานวจิ ัย