The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการ การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by momay.ns, 2021-11-10 07:53:36

รายงานวิจัย การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

โครงการ การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

74

บทที่ 3

ระเบียบวิธดี ำเนนิ การวิจยั

ในการดำเนินงานวิจัยเร่ือง การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ
ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเพื่อให้การวิจัยสามารถได้มาซ่ึงคำตอบเชิงประจักษ์ในแต่ละ
วัตถปุ ระสงค์ ทีมวิจยั ไดก้ ำหนดวิธีดำเนินการวิจยั เป็นกรอบกวา้ ง ๆ ตามแตล่ ะวตั ถปุ ระสงค์ ดังตอ่ ไปน้ี

1. ประเภทของงานวจิ ยั
2. กลุม่ ประชากร และการสุม่ ตวั อย่าง
3. เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการศึกษา
4. การทดสอบเคร่ืองมือ
5. วิธีการเก็บขอ้ มลู
6. ประเภทของตวั แปร
7. การจดั ทำข้อมูล
8. การวิเคราะหข์ อ้ มลู

3.1 ประเภทของงานวิจัย
การวิจัยในหัวข้อการพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเท่ียวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และ

ท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก เปน็ การศึกษาคน้ คว้าวจิ ยั แบบผสมผสาน (Mixed Research) ซงึ่ มที ง้ั การวจิ ัย
เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และกระบวนการงานวิจัย
เพื่อทอ้ งถน่ิ (CBR) ซงึ่ มีวัตถุประสงค์ที่จะศกึ ษาในเร่ืองทบทวนศกั ยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกจิ กรรมเส้นทาง
ท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถ่ิน การพัฒนาทางการ
ท่องเที่ยว ตลอดจนมีการสอบถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวกับการท่องเท่ียวของชุมชนดังน้ันผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าตาม
ขนั้ ตอนดงั ต่อไปน้ี

การวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research)
เพ่ือศึกษาถึงเร่ืองกระบวรการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน ท่ีมีประชาชนในชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการ
บรหิ ารจดั การการท่องเท่ยี ว อีกท้ังยงั มเี จ้าหนา้ ที่จากภาครฐั และภาคเอกชนท่ีให้การสนับสนนุ โดยใชว้ ธิ ีการสัมภาษณ์
แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) โดยใช้คำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน รูปแบบการ
จดั การท่องเทีย่ วท่ีเหมาะสม และปญั หาและอปุ สรรคที่เกิดขึ้นจากการทอ่ งเท่ยี ว
การเกบ็ รวบรวมข้อมูลการวิจยั เชงิ คณุ ภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลท่ีผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์โดยเฉพาะบุคคลแบบเจาะลึกที่มีหน้าที่ในการ
ดำเนินการจัดการการท่องเท่ียว ซึ่งจะต้ังคำถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวในชุมชน รูปแบบการ
ทอ่ งเทยี่ วท่เี หมาะสม ปญั หาและอุปสรรคทเ่ี กิดขนึ้ จากการท่องเทย่ี วโดยในการสมั ภาษณจ์ ะมกี ารใช้เครอื่ งบันทกึ เสยี ง

76

ระหว่างการสัมภาษณ์ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์อย่างละเอียดซึ่งแบบสัมภาษณ์ศึกษา
กระบวนการจัดการการท่องเที่ยวอย่างย่ังยืนในชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด ประกอบด้วย 2 ส่วน
ดังตอ่ ไปนี้

สว่ นท่ี 1 ข้อมูลของผู้ให้สมั ภาษณ์
ส่วนที่ 2 คำถามที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเท่ียวในชุมชน รูปแบบการท่องเท่ียวท่ีเหมาะสมและปัญหา
และอุปสรรคตา่ ง ๆ ทเี่ กิดขนึ้ จากการทอ่ งเท่ยี ว
การวจิ ัยเชงิ ปริมาณ (Quantitative Research)
ผวู้ ิจยั มีวตั ถุประสงค์เพื่อจะศึกษากระบวนการจัดการท่องเที่ยวท่ีเหมาะสมสำหรับชุมชน
ตำบลแมก่ าษา แม่ปะ และท่าสายลวด โดยแบง่ แบบสอบถามออกเปน็ 4 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูลท่ัวไปเก่ียวกบั ผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนท่ี 2 ทัศนคตติ ่อการท่องเทีย่ วโดยชมุ ชน
ตอนที่ 3 ความตอ้ งการในการมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาการท่องเทย่ี ว
ตอนที่ 4 ข้อคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ
และใช้แบบสอบถามดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และแสดงผลการวิจัยเป็นจำนวนร้อยละ คา่ เฉล่ีย
และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เพือ่ ให้งานวิจยั คร้งั นเี้ ป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของผูท้ ำการวิจยั
กระบวนการงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่น (Community Based Research) โดยแบ่งออกเปน็ 3 ระยะดังน้ี
1. ระยะเตรียมการ การเตรยี มการ เตรียมชุมชน ใช้เวทีประชุมช้ีแจง การพดู คุยในกลุ่มย่อย หรือพดุ คุยเป็น
รายบคุ คลเป็นหลกั
2. ระยะดำเนินการ การเกบ็ ข้อมลู ด้านเอกสาร การศึกษาบริบท ชมุ ชน การวเิ คราะห์ปัญหาของชมุ ชนอยา่ ง
เป็นระบบ เพอื่ พิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ วธิ กี ารทุนชุมชน ภมู ปิ ัญญาท้องถ่นิ นำ มากำหนดเป็น
แผนงานวิจัย การบริหารจัดการ เช่น ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา งบประมาณ ขั้นตอนน้ีทำงานร่วมกับคนทุกฝ่ายโดยมี
ชุมชนเป็นหลัก นำแผนงานไปปฏิบัติ ทดลอง ปฏิบัติก่อนจึงจะได้ข้อสรุป การติดตามประเมินผลแต่ละข้ัน ตอนโดย
สรปุ งานเป็นระยะ ๆ
3. ระยะการสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัยการสรุปผลและเขยี นรายงานการวิจัย ควรตอ้ งมีการเกบ็ ขอ้ มูล
อยา่ งมรี ะบบ มกี ารประชุมสรุป/ถอด บทเรียนงานทุกครัง้ การสรปุ ผลควรทำการถอดบทเรียนร่วมกนั ระหว่าง ทมี วจิ ยั
โดยนำข้อมูลจากเอกสาร แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์หรือศึกษาดูงาน นำมาวิเคราะห์และหา
ข้อสรุปร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปเหตุผลมาตอบคำถามของงานวิจัย การเขียนรายงานการวิจัย มีเวทีสรุปบทเรียนก่อน
ดังน้ี ภายหลังการดำเนินงานวจิ ัยเกิดการเปลยี่ นแปลงอะไร ไดอ้ ะไร มีสง่ิ ใดทีต่ ้องปรบั ปรุงแก้ไขเป็นการรวบรวมขอ้ มลู
และประมวลผลทกุ ด้านทไ่ี ด้ดำเนนิ การผ่านมาแล้ว มาแยกแยะเป็นหมวดหม่เู พือ่ ตอบคำถามการวจิ ยั ไดค้ รบถ้วน

77

3.2 กลุ่มประชากร และการสุ่มตัวอย่าง
ประชากร
บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย

สำนักงานจงั หวัดตาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ทีร่ บั ผิดชอบแหลง่ ท่องเท่ียว
บุคลากรจากหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้า

ท่ีระลึก ผู้ประกอบการธุรกิจท่ีพัก ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเคร่ืองดื่ม ผู้ประกอบการธุรกิจสถานบริการน้ำมัน
และจดุ แวะพัก

บุคลากรภายในชุมชนที่มีส่วนเก่ียวข้องกับการจัดการชุมชนเพ่ือการท่องเท่ียวทั้ง 3 พื้นท่ี ได้แก่ เครือข่าย
ชุมชนตำบลแมก่ าษา ตำบลแมป่ ะ ตำบลท่าสายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก

นกั ท่องเทีย่ วชาวไทยท่ีเดินทางมาท่องเท่ียวในจังหวดั ตาก และพนื้ ทีใ่ กล้เคียง
กลุ่มตัวอยา่ ง
บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำนกั งานจงั หวัดตาก องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีรับผดิ ชอบแหลง่ ท่องเทีย่ ว ผ้วู ิจัยไดเ้ ลือกสมุ่ กลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้
หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) และไดใ้ ชก้ ารสมั ภาษณแ์ บบไมม่ โี ครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเกบ็ ขอ้ มูลจากกลุ่มตัวอย่าง
บุคลากรจากหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าท่ี
ระลึก ผู้ประกอบการธุรกิจทพี่ กั ผ้ปู ระกอบการธุรกจิ อาหารและเคร่ืองดืม่ ผปู้ ระกอบการธรุ กจิ สถานบริการนำ้ มันและ
จุดแวะพัก ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability
Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้การสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง
(Unstructured Interview) ในการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจประเภทต่าง ๆ นอกจากน้ันยังใช้วิธีการสังเกต
แบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation)
เกีย่ วกับประเด็นมาตรฐานด้านการบริการ ความพรอ้ มของสถานประกอบการแตล่ ะประเภท ซึ่งในระหวา่ งท่ีสังเกตจะ
ใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก จากเอกสารของกรมการท่องเที่ยวเป็นหลักในการสังเกตและ
ประมวลศักยภาพ
บุคลากรภายในชุมชน เครือข่ายชุมชนท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับการจัดการชุมชนเพ่ือการท่องเที่ยวท้ัง 3 พ้ืนท่ี
ได้แก่ เครือข่ายชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่าง
โดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) และได้ใช้ในการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเก็บข้อมูล
จากบุคลากรภายในชุมชนท้ัง 3 พื้นท่ีที่มีส่วนเก่ียวข้องกับการจัดการการท่องเที่ยว นอกจากน้ันยังใช้วิธีการสังเกต
แบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation)
เกี่ยวกับประเด็นมาตรฐานด้านการบริการการรองรับนักท่องเท่ียว ความปลอดภัย การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

78

ความพร้อมของแหล่งท่องเท่ียว เป็นต้น ซ่ึงในระหว่างท่ีสังเกตจะใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานต่าง ๆ จากเอกสาร
ของกรมการทอ่ งเทยี่ วเป็นหลักในการสังเกตและประมวลศักยภาพ

นักท่องเที่ยวชาวไทยท่ีเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดตากโดยผู้วิจัยจะทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็น
นกั ท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเท่ียวท่ีสำคัญของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยผู้วิจัยได้
เลือกสุ่มกลมุ่ ตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) แบบการสุ่ม
แบบบงั เอิญ (Accidental Sampling)

การอบรม โดยการใช้วิทยากรท่ีมีความเชี่ยวชาญในแต่ละเร่ืองมาบรรยาย และฝึกปฏิบัติให้แก่ชาวบา้ น และ
ผู้ท่ีเกี่ยวขอ้ งในแต่ละชมุ ชนไม่สามารถทำงานได้ดว้ ยตนเองใน 2 หัวข้อ ได้แก่

1) การจัดการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการฝึกให้สามารถจัดการกับคำสั่งซ้ือของนักท่องเท่ียว
หรือลูกค้าได้โดยสะดวกด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น การจองห้องพัก การชำระเงิน การตรวจสอบการชำระเงิน
การตรวจสอบคำส่ังซอ้ื สินค้า การโฆษณาสินคา้ หรือที่พกั การสื่อสารหรือโต้ตอบกบั ลูกค้า เปน็ ตน้

2) การอบรมการบริหารจัดการ เนน้ ใหป้ ระกอบธุรกิจดว้ ยความรบั ผิดชอบทง้ั ผู้รว่ มงาน สังคม และ
ลูกค้า มีการจัดการธุรกิจอย่างถูกวิธี ซ่ึงจะนำไปสู่การประกอบการท่ีย่ังยืน การแก้ปัญหาที่ไม่ทำลายความรู้สึกและ
ความต้องการของลกู ค้า รวมถงึ หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งในการดูแลรักษาสมบตั ิส่วนรวมของชุมชนเปน็ ต้น

3.3 เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั
งานวิจยั นี้เปน็ การวิจัยและพัฒนา (The Research and Development) เป็นลกั ษณะหนง่ึ ของการวจิ ัยเชิง

ปฏิบัติการ (Action Research) ที่ใช้กระบวนการศึกษาค้นควา้ อย่างเป็นระบบ มุ่งพัฒนาทางเลือกหรือวธิ ีการใหม่ ๆ
ด้านการท่องเท่ียวชุมชน เพ่ือใช้ในการยกระดับคุณภาพของรูปแบบโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชนตำบลแม่กาษา
ตำบลแม่ปะ และ ตำบลท่าสายลวด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมีการศึกษาท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (Quality
Research and Qualitative Research) มีขอบเขตครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ
บุคลากรจากหน่วยงานภาคเอกชน บุคลากรภายในชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการชุมชนเพ่ือการท่องเท่ียว
3 พ้ืนท่ี และนกั ท่องเทย่ี วชาวไทยทเ่ี ดนิ ทางมาท่องเทีย่ วในพ้ืนท่อี ำเภอแม่สอด จงั หวดั ตาก

การสมั ภาษณแ์ ละการสังเกต ประชากรทเี่ ป็นกลุ่มตวั อย่าง
บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานท่องเท่ียวและกีฬาจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
สำนักงานจงั หวดั ตาก องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ทรี่ ับผดิ ชอบแหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว ผู้วจิ ัยไดเ้ ลอื กสุ่มกลุม่ ตวั อยา่ งโดยไมใ่ ช้
หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) และไดใ้ ชก้ ารสมั ภาษณ์แบบไมม่ ีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเกบ็ ข้อมลู จากกลุ่มตัวอยา่ ง
เพ่ือต้องการทราบวา่ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพ้ืนท่ีท่องเที่ยวท่ีศึกษาวิจัย มีความคิดเห็นต่อแหล่งท่องเท่ียวท่ี
อยู่ในความรับผิดชอบอย่างไร มีความพร้อมในการให้บริการนักท่องเที่ยวหรือไม่ มาตรฐานด้านการเข้าถึงแหล่ง
ท่องเท่ียวเป็นอย่างไร บุคลากรท่ีจะมาทำหน้าที่อำนวยความสะดวกมีพร้อมแล้วหรือไม่ ข้อมูลเหล่าน้ีจะช่วยในการ

79

ประมวลและทบทวนศักยภาพของแหล่งท่องเท่ียว ท่ีพัก ร้านจำหน่ายอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก รวมท้ัง
จุดแวะพักตา่ ง ๆ ก่อนทจี่ ะนำลงไปบรรจุในโครงข่ายการท่องเทย่ี วชุมชนตอ่ ไป

บคุ ลากรจากหนว่ ยงานภาคเอกชน ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจแหล่งทอ่ งเที่ยว ผู้ประกอบธรุ กจิ สนิ ค้าทีร่ ะลึก
ผู้ประกอบการธุรกิจที่พัก ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการธุรกิจสถานบริการน้ำมันและจุด
แวะพัก ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability
Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้การสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง
(Unstructured Interview) ในการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้นยังใช้วิธีการสังเกต
แบบมีสว่ นร่วม (Participant Observation) และการสงั เกตแบบไม่มีสว่ นร่วม (Non-participant Observation) เพื่อ
ต้องการทราบเกี่ยวกับประเด็นมาตรฐานด้านการบริการ ความพร้อมของสถานประกอบการแต่ละประเภท ซ่ึงใน
ระหว่างท่ีสงั เกตจะใช้เกณฑก์ ารประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเทยี่ ว ท่ีพัก จากเอกสารของกรมการท่องเท่ียวเป็นหลกั ใน
การสงั เกตและประมวลศักยภาพกอ่ นทีจ่ ะนำไปบรรจุลงในโครงขา่ ยการทอ่ งเท่ยี วชุมชนตอ่ ไป

บุคลากรภายในชุมชนท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการชุมชนเพ่ือการท่องเที่ยวทั้ง 3 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชน
ตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความ
นา่ จะเป็นในการสุม่ กลุ่มตวั อยา่ ง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุม่ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้
ใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเก็บข้อมูลจากบุคลากรภายในชุมชนต่าง ๆ ที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการการท่องเท่ียว นอกจากน้ันยังใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)
และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) เพื่อต้องการทราบเก่ียวกับประเด็นมาตรฐานด้าน
การบริการ การรองรับนักท่องเที่ยว การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ความพร้อมของแหล่งท่องเท่ียว ความปลอดภัย
สภาพของสังคม ภูมิอากาศ เป็นต้น ซึ่งในระหว่างท่ีสังเกตจะใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานต่าง ๆ จากเอกสารของ
กรมการท่องเที่ยวเป็นหลักในการสังเกตและประมวลศักยภาพก่อนที่จะนำไปบรรจุลงในโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชน
ต่อไป

แบบสอบถาม ประชากรทเี่ ป็นกล่มุ ตัวอย่าง ดงั น้ี
นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผู้วิจัยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็น
นักท่องเท่ียวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก
โดยผู้วิจัยได้เลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability
Sampling) แบบการสมุ่ แบบบงั เอญิ (Accidental Sampling)
ในส่วนน้ีจะเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) ท่ีใช้แบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended
questionnaire) และแบบสอบถามปลายเปิด (Close-ended questionnaire) ซึ่งประเด็นของการสอบถามจะเป็น
เรื่องเกี่ยวกับปัจจัยความสำคัญท่ีมีผลต่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดตากของนักท่องเท่ียวชาวไทย เพ่ือนำมาใช้
เป็นขอ้ มูลในการออกแบบโครงข่ายการท่องเท่ียวชุมชนให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มนกั ท่องเท่ียวมากที่สุด โดยมี
ระดับการวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ซึ่งจะกำหนดค่าคะแนนโดยใช้วิธีของลิเคิร์ท (Likert)
ธานินทร์ ศลิ ปจ์ ารุ (2550)

80

ลำดบั การวดั ระดบั ความสำคัญจะมรี ะดบั การวดั ดงั น้ี

1. ระดับความสำคัญมากท่สี ุด มีค่าคะแนนเปน็ 5

2. ระดบั ความสำคัญมาก มคี า่ คะแนนเปน็ 4

3. ระดบั ความสำคัญปานกลาง มีคา่ คะแนนเป็น 3

4. ระดับความสำคัญนอ้ ย มคี า่ คะแนนเป็น 2

5. ระดับความสำคญั น้อยท่ีสดุ มคี า่ คะแนนเป็น 1

การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในกรณีท่ีแบบสอบถามมีระดับการวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating

scale) มักจะใช้ค่าเฉลี่ยเป็นตัวสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาได้จากจำนวนตัวอย่างทั้งหมด ค่าเฉล่ียท่ีคำนวณได้

ส่วนใหญ่จะมีทศนยิ ม 2 ตำแหนง่ ดังนั้นผู้วจิ ัยจึงกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายเพ่ือจัดระดบั ค่าเฉลี่ยออกเปน็ ช่วง

ดังต่อไปน้ี ธานนิ ทร์ ศลิ ป์จารุ (2555)

นักท่องเที่ยวชาวไทยท่ีเดินทางมาท่องเท่ียวเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก โดยผู้วิจัยจะทำการสุ่ม

กลุ่มตัวอย่างทเี่ ป็นนักท่องเท่ียวชาวไทยท่ีเดินทางมาท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเท่ียวท่ีสำคัญ โดยผู้วิจัยได้เลือกการสุ่ม

กลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) แบบการสุ่มแบบ

บังเอิญ (Accidental Sampling)

ในส่วนน้ีจะเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) ที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended

questionnaire) และแบบสอบถามปลายเปิด (Close-ended questionnaire) ซ่ึงประเด็นของการสอบถามจะเป็น

เร่ืองเกี่ยวกับปัจจัยความสำคัญที่มีผลต่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนของนักท่องเท่ียวชาวไทย เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลใน

การออกแบบโครงข่ายการทอ่ งเท่ียวชุมชนใหต้ รงกบั ความต้องการของกลุ่มนักท่องเท่ียวมากท่ีสุด โดยมีระดับการวัด

แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ซ่ึงจะกำหนดค่าคะแนนโดยใช้วิธขี องลิเคิรท์ (Likert) ธานินทร์ ศิลป์จารุ

(2550)

ลำดบั การวัดระดบั ความสำคัญจะมีระดบั การวดั ดังนี้

1. ระดับความสำคญั มากทส่ี ุด มีค่าคะแนนเปน็ 5

2. ระดบั ความสำคญั มาก มคี ่าคะแนนเปน็ 4

3. ระดับความสำคญั ปานกลาง มีค่าคะแนนเปน็ 3

4. ระดับความสำคัญนอ้ ย มคี า่ คะแนนเป็น 2

5. ระดบั ความสำคญั นอ้ ยที่สุด มีค่าคะแนนเป็น 1

การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในกรณีที่แบบสอบถามมีระดับการวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating

scale) มักจะใช้ค่าเฉล่ียเป็นตัวสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาได้จากจำนวนตัวอย่างท้ังหมด ค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้

ส่วนใหญ่จะมีทศนิยม 2 ตำแหนง่ ดงั น้ันผู้วิจัยจงึ กำหนดเกณฑ์การแปลความหมายเพือ่ จัดระดบั ค่าเฉลี่ยออกเป็นช่วง

ดังตอ่ ไปน้ี ธานินทร์ ศิลป์จารุ (2555)

1. ค่าเฉลย่ี 4.50 – 5.00 กำหนดใหอ้ ยูใ่ นเกณฑ์ มากท่ีสุด

81 มาก
ปานกลาง
2. ค่าเฉล่ยี 3.50 – 4.49 กำหนดให้อยใู่ นเกณฑ์ น้อย
3. ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 กำหนดให้อยู่ในเกณฑ์ น้อยที่สดุ
4. ค่าเฉล่ีย 1.50 – 2.49 กำหนดให้อยใู่ นเกณฑ์
5. คา่ เฉลี่ย 1.00 – 1.49 กำหนดให้อยใู่ นเกณฑ์

3.4 การทดสอบเครอื่ งมือ
การทดสอบเครอ่ื งมอื และความเชอื่ มั่น
การทดสอบความเท่ียงตรงของเนอ้ื หา (Content validity test) และการทดสอบความนา่ เช่อื ถอื (Reliability

test) ของแบบสอบถาม (Questionnaire)
การทดสอบความเทย่ี งตรงของเนือ้ หา (Content validity test)
งานวจิ ยั น้จี ะนำแบบสอบถามทส่ี รา้ งเสร็จแล้วมอบใหก้ ับผทู้ รงคุณวฒุ ิจำนวน 5 ทา่ น ตรวจสอบความถกู ต้อง

ของเนื้อหา และทำการแกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะและขอ้ คิดเหน็ ทเ่ี ป็นประโยชน์ต่องานวิจยั
การทดสอบความน่าเชือ่ ถอื (Reliability test)
เมื่อผู้วิจัยได้แก้ไขแบบสอบถามตามท่ีผู้ทรงคุณวุฒิระบุเรียบร้อยแล้วจะต้องนำแบบสอบถามมาทำการ

ทดสอบความน่าเช่ือถือ (Reliability test) โดยทำการแจกกับกลุ่มตัวอย่างที่มีสภาพเป็นกลุ่มตัวอย่างซึ่งได้แก่
นักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 30 คน เพ่ือตรวจสอบความน่าเช่ือถือโดยการวิเคราะห์ประมวลหาค่า ครอนบาร์ค แอลฟ่า
(Cronbach’s Alpha analysis test)

3.5 การวเิ คราะห์ข้อมลู และวิธีการเก็บขอ้ มูล
วิธีการดำเนนิ งานวจิ ัยและสถานท่ที ำการทดลอง/เก็บข้อมลู
ทมี วิจยั กำหนดข้ันตอนในการดำเนินงาน ดงั น้ี
1. ข้ันท่ี 1 ศึกษาสำรวจชุมชนพ้ืนท่ีเป้าหมาย ประเด็น กระบวนการเกิดชุมชน 3 พื้นท่ี ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

จากการจัดการท่องเท่ียว รวมถึงทบทวนศักยภาพทางการท่องเท่ียวของแต่ละพื้นท่ี และบริบทแหล่งท่องเที่ยว
ใกลเ้ คยี ง พฤติกรรมความสนใจของนกั ทอ่ งเท่ียวท่มี ีต่อ CBT 3 พ้นื ที่

2. พัฒนาศักยภาพเครือข่ายชุมชน 3 พ้ืนที่ด้านการบริการและการจัดจำหน่ายสินค้า CBT ผ่านระบบ
พาณชิ ยอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์

3. พฒั นาโมเดลระบบบรหิ ารจดั การโครงข่าย
4. ทดลองโมเดลโครงขา่ ย CBT 3 พืน้ ทจี่ ากภาคเี ครอื ข่ายทีเ่ กย่ี วข้องพร้อมปรับปรุงแก้ไขดว้ ยการประเมินผล
ภาพรวมของระบบบริหารจดั การโครงขา่ ย
5. โฆษณาประชาสัมพันธ์โครงข่าย CBT เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดให้เป็นท่ีรู้จักในรูป website / คู่มือ
ทอ่ งเทีย่ ว
6. เขยี นสรปุ รายงานวจิ ัย

82

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
สำหรับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ซ่ึงจะเป็น
ข้อมูลที่ใช้ในการนำเสนอรายงานการวิจัย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ซึ่งเป็นข้อมูลท่ีได้จากการค้นคว้า
จากเอกสารและวารสารอื่น ๆ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวข้องในการนำมาอธิบายผลการวิจัยเพ่ือให้งานวิจัย
นม้ี ีความถูกต้องและน่าเชอ่ื ถือ
สำหรับขัน้ ตอนการดำเนินการวจิ ัยมีดังนี้

1. ค้นคว้าหาขอ้ มลู รวบรวมเอกสาร และวางแผนการศึกษา
2. สรา้ งเครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวิจยั
3. เกบ็ รวบรวมข้อมูล
4. วเิ คราะหแ์ ละแปรผลข้อมลู
5. สรปุ ผลและเขียนรายงานการวจิ ัย

3.6 ประเภทของตัวแปร
ตวั แปรทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษาวิจัยในคร้ังนแ้ี บง่ ออกเป็น 5 ตวั แปรดังน้ี
เพศ เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด ลักษณะคำถามมีคำตอบให้เลือก 2 ทาง (Dichotomous Question)

เป็นข้อมูลแบบ Identification Information (พรเพ็ญ เพชรสุขสิริ, 2540, อ้างใน อัปษรศรี ม่วงคง, 2552) โดยใช้
ระดับการวัดข้อมลู ประเภทนามบญั ญตั ิ (Nominal Scale) ได้แก่

เพศชาย
เพศหญงิ
อายุ เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด ลักษณะคำถามมีหลายคำตอบให้เลือก (Multichotomous Question)
เป็นข้อมูลแบบ Identification Information (พรเพ็ญ เพชรสุขสิริ, 2540, อ้างใน อัปษรศรี ม่วงคง, 2552) โดยใช้ระดับ
การวัดข้อมูลประเภทเรียงลำดับ (Ordinal Scale) ซึ่งการกำหนดช่วงอายุมีการแบ่งเกณฑ์อายุเป็นช่วง ห่างช่วงละ 10 ปี
แสดงชว่ งอายุตา่ ง ๆ ของกลุ่มตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นแบบสอบถาม ดงั น้ี
อายุตำ่ กวา่ หรือเท่ากับ 20 ปี
อายุ 21 – 30 ปี
อายุ 31 – 40 ปี
อายุ 41 – 50 ปี
อายุมากกวา่ 50 ปีขึ้นไป
สถานภาพ เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด เปน็ ข้อมลู แบบ Identification Information
1) โสด
2) สมรส

83

ระดับการศึกษา เปน็ แบบสอบถามชนดิ ปลายปดิ ลกั ษณะคำถามมีหลายคำตอบใหเ้ ลือก (Multichotomous
Question) เป็นข้อมูลแบบ Identification Information โดยใช้ระดับการวัดข้อมูลประเภทเรียงลำดับ (Ordinal
Scale) โดยกำหนดเปน็

ตำ่ กวา่ ระดับปริญญาตรี
ระดบั ปริญญาตรี หรือกำลังศึกษาปริญญาตรี
สูงกวา่ ระดบั ปริญญาตรี
อาชีพ เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด ลักษณะคำถามมีหลายคำตอบให้เลือก (Multichotomous
Question) เป็นข้อมูลแบบ Identification Information โดยใช้ระดับการวัดข้อมูลประเภทนามบัญญัติ (Nominal
Scale) ดังนี้
นกั เรยี น/ นิสิต/ นักศกึ ษา
พนักงานบริษัทเอกชน
ข้าราชการ/ พนักงานรฐั วิสาหกิจ
ธุรกจิ สว่ นตัว / อาชพี อิสระ
ทำสวน/ ทำประมง
อ่ืน ๆ โปรดระบ…ุ ……………….
รายได้ครอบครัวเฉล่ียต่อเดือนเป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด ลักษณะคำถามมีหลายคำตอบให้เลือก
(Multichotomous Question) เป็นข้อมูลแบบ Identification Information โดยใช้ระดับการวัดข้อมูลประเภท
เรียงลำดับ (Ordinal Scale) ซึ่งการกำหนดช่วงอายุมีการแบ่งเกณฑ์รายได้เฉลี่ยต่อเดือนเป็นช่วง ห่างช่วงละ
10,000 บาท แสดงชว่ งรายไดเ้ ฉลีย่ ตอ่ เดอื นของกลุม่ ตวั อยา่ งท่ใี ชใ้ นแบบสอบถาม ดังน้ี
ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาท
รายได้ 5,001 - 10,000 บาท
รายได้ 10,001 - 15,000 บาท
รายได้ 15,001 - 20,000 บาท
รายได้ 20,001 - 25,000 บาท
รายได้ 25,001 - 30,000 บาท
รายได้มากกว่า 30,001 ขึ้นไป

3.7 การจดั ทำข้อมูล
การจัดกระทำข้อมลู
1) ตรวจสอบข้อมูล (Editing) ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามโดยแยก

แบบสอบถามทไี่ ม่สมบูรณ์ออก
2) การลงรหสั (Coding) นำแบบสอบถามทถ่ี ูกต้องเรยี บรอ้ ยแล้ว มาลงรหัสตามทไี่ ดก้ ำหนดไว้ล่วงหนา้

84

3) การประมวลผลข้อมูลท่ีลงรหัสไว้แล้ว ได้นำมาบันทึกโดยใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เพ่ือการประมวลผล
ข้อมูล ซ่ึงใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Statistic Package for Social Science หรือ SPSS)
และมกี ารคำนวณหาค่าเฉลีย่ และไดก้ ำหนดแปลความหมายขอคา่ เฉลย่ี ดงั ต่อไปน้ี

คะแนน 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความสำคญั ระดบั น้อยทส่ี ุด
คะแนน 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความสำคญั น้อย
คะแนน 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความสำคญั ปานกลาง
คะแนน 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความสำคญั มาก
คะแนน 4.51 – 5.00 หมายถึง มคี วามสำคญั มากทสี่ ุด

3.8 การวเิ คราะห์ข้อมลู
ผ้วู ิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ

สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อบรรยายข้อมูล และสรุปข้อมูลท่ีได้จากแบบสอบถาม ได้แก่ ร้อยละ
และคา่ เฉลย่ี ข้อมูลทไ่ี ด้จากแบบสอบถามทีเ่ ป็นมาตราวัดของลเิ คิร์ท (Likert Scale) ได้วดั ผลเป็น 5 ระดับ ดังนี้

ระดับความคิดเห็น คะแนน
มากทส่ี ดุ 5 คะแนน
มาก 4 คะแนน
ปานกลาง 3 คะแนน
น้อย 2 คะแนน
น้อยท่ีสดุ 1 คะแนน

การแปลค่าคะแนนเฉล่ียโดยใช้ค่าทางสถิติคะแนนเฉล่ียเลขคณิต (Arithmetic Mean) กำหนดช่วงของการวัด
ดงั น้ี

= คะแนนสงู สุด - คะแนนต่ำสุด
จำนวนชัน้

= 5 - 1 = 0.80

5

โดยมีเกณฑ์ที่ใช้ในการแปลความหมายข้อมูลใช้วิธีของ Likert Scale แบบจำแนกแต่ละช่วงย่อย

ตา่ งกนั แบ่งระดับคะแนนเปน็ 5 ระดบั ซง่ึ การกำหนดช่วงของการวัดได้ดังนี้

ช่วงคะแนนเฉลี่ย ความหมาย

4.21 - 5.00 มากทส่ี ุด

3.41 - 4.20 มาก

85

2.61 - 3.40 ปานกลาง

1.81 - 2.60 น้อย

1.00 - 1.80 นอ้ ยท่สี ุด

ส่วนที่ 3 เป็นคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในด้านอ่ืน ๆ

ประกอบดว้ ยคำถามปลายเปิด

บทที่ 4

ผลการวิจัย

การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ
ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนด
กิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถ่ิน
สร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน สมาชิกภายในองค์กรเครือข่ายการท่องเที่ยว โดยชุมชนพัฒนาขีดความสามารถ
เครือข่ายตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด ในการบริหารจัดการ การตลาด และการพัฒนาระบบบรหิ ารจัดการ
โครงข่าย CBT และเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวชุมชนภายในเส้นทางท่องเที่ยวตามระดับศักยภาพและ
กิจกรรมที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวแบบวงรอบในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้แบ่งทีม
วิจยั ออกเปน็ 3 ทมี ได้ผลตามวัตถปุ ระสงค์ ดังน้ี

ตอนที่ 1 ผลศึกษาทบทวนศักยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา
แมป่ ะ และท่าสายลวด โดยการมีส่วนรว่ มของคนในชมุ ชนท้องถนิ่ แบง่ ออกเป็น 6 ส่วน ดงั น้ี

สว่ นท่ี 1 บรบิ ทพื้นทต่ี ำบลแม่กาษา ตำบลแม่ปะ และตำบลท่าสายลวด
ส่วนที่ 2 ประวตั ิความเปน็ มาของเครอื ข่ายชุมชนตำบลแม่กาษา ตำบลแมป่ ะ และตำบลทา่ สายลวด
ส่วนท่ี 3 ผลการสำรวจประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อ ดนตรี และการแต่งกาย
สว่ นที่ 4 ผลการวิจัยเรอ่ื งอาหารพ้ืนถน่ิ และภูมปิ ัญญา
สว่ นที่ 5 ผลการสำรวจทรพั ยากรธรรมชาติและสถานทที่ ส่ี ำคญั พ้นื ทแ่ี นวเขตป่าที่เอื้อต่อการจัดการ
ท่องเท่ยี ว
ส่วนที่ 6 ผลจากการทบทวนการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวของตำบลแม่กาษา
ตำบลแม่ปะ และตำบลทา่ สายลวด

87

ภาพท่ี 4.1 ภาพแผนที่ตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด

สว่ นท่ี 1 บริบทพืน้ ท่ีตำบลแม่กาษา ตำบลแม่ปะ และตำบลทา่ สายลวด
1. บริบทพื้นที่ตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากการทบทวนศักยภาพ

พนื้ ท่ที เี่ ป็นบริบทชมุ ชนโดยแบ่งออกเป็น 3 ตำบล โดยสรปุ รายละเอยดทีสำคัญ ดังน้ี
1.1 บริบทพื้นทีต่ ำบลแม่กาษา
ตำบลแมก่ าษาพ้นื ท่ีสว่ นใหญเ่ ป็นพ้ืนท่ีราบลุม่ ระหวา่ งภเู ขาทเ่ี หลือเปน็ ปา่ ไม้ ภเู ขา แหล่งน้ำ ประชากร

ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลัก คือทำนา ทำไร่ รองลงมาคือ เลี้ยงสัตว์ รับจ้าง ค้าขาย รับราชการ/พนักงานของรัฐ
ตามลำดับ ผูท้ ่ีอยู่อาศัยจะเปน็ เครอื ญาติ ดงั นั้นการปลูกบ้านเรือนจะปลูกรวมกันในกลมุ่ ญาตลิ อ้ มรอบบ้านพอ่ แม่หรือ
ปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้กลุ่มทอี่ ยอู่ าศยั จึงหนาแนน่ เปน็ หย่อม ประชากรสว่ นใหญน่ บั ถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมประเพณี
ดั้งเดิมที่ถ่ายทอดมายังรุ่นปัจจุบัน เช่น เลี้ยงผีปู่ย่า ประเพณีบวงสรวงพ่อหลวงพะวอ เจ้าแม่อุษา ศาลเจ้าพ่อหลัก
เมือง แข่งกลองอึดและ ประเพณีจี่ข้าวหลามเป็นต้น ตำบลแม่กาษาอยู่ห่างจากอำเภอแม่สอด 26 กิโลเมตร ไปทาง
ทศิ เหนอื ถนนสายแม่สอด-แม่ระมาด

1.1.1 ขอบเขตพืน้ ท่ี
ทศิ เหนือ ติดตอ่ กบั อำเภอแม่ระมาด
ทิศใต้ ตดิ ต่อกับ ตำบลแมป่ ะ
ทิศตะวันออก ติดต่อกบั ตำบลพะวอ
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับ สาธารณรัฐสงั คมนิยมแห่งสหภาพพม่า

1.1.2 ทรัพยากรธรรมชาติ
1) ปา่ ชุมชนแม่ก้ึดหลวง
2) นำ้ ตกแม่กาษา
3) อโรคยาศาลโป่งคำราม หรือ บ่อน้ำแรโ่ ป่งคำราม
4) ถำ้ แม่อุษา

88

1.2 บรบิ ทพื้นที่ตำบลแมป่ ะ
สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่มระหว่างภูเขา ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย บางแห่งเป็น

เนินสูง ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาเหมาะแก่การทำการเกษตรพื้นที่ตำบลแม่ปะ อยู่ทางทิศเหนือของ
อำเภอแม่สอด โดยห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่สอดประมาณ 3 กิโลเมตร และอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดตาก
อยหู่ า่ งจากตัวจงั หวัดตาก ประมาณ 90 กโิ ลเมตร โดยมอี าณาเขตติดต่อ ดงั นี้

1.2.1 ขอบเขตพนื้ ท่ี
ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ ตำบลแม่กาษา
ทิศใต้ ตดิ ตอ่ เทศบาลนครแม่สอด
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ ตำบลพะวอ
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ ตำบลทา่ สายลวด/ประเทศเมียนมา

1.2.2 ทรัพยากรธรรมชาติ
1) ป่าชมุ ชนบา้ นหว้ ยหนิ ฝน
2) อ่างเกบ็ นำ้ ชลประทานห้วยลึก
3) ฝายมีชวี ิต
4) ปา่ ต้นนำ้ วัดโพธิคณุ
5) ป่าชมุ ชนบ้านหนองบัว
6) ป่าชุมชนบา้ นแมป่ ะเหนือ
7) ป่าชุมชนบ้านปากห้วยแม่ปะ

1.3 บริบทพนื้ ทีต่ ำบลท่าสายลวด
ตำบลท่าสายลวด ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ

เกษตรกรรมเป็นหลัก ตำบลท่าสายลวด เกิดขึ้นจากการอพยพเข้ามาทำเกษตรกรรมริมแม่น้ำเมยของชาวไทยในอดตี
ต่อมามีการเดินสายโทรเลขจากไทยไปพม่า ชาวบ้านจึงใช้เส้นทางเดียวกันนี้ในเดินเท้า ต่อมามีการสร้างวัดและ
ท่าข้ามเรือ จึงใช้ตั้งชื่อ เช่น “ท่าสายลวด” “วัดท่าสายโทรเลข” เมื่อมีจำนวนบ้านเรือนเพิ่มขึ้น จึงเรียกหมู่บ้านว่า
“บ้านท่าสายลวด” ต่อมาได้ยกฐานะเปน็ ตำบลเมื่อปี พ.ศ.2493 ใช้ชื่อว่า “ตำบลทา่ สายลวด” อยู่ในความรับผดิ ชอบ
ของอำเภอแมส่ อด

1.3.1 ขอบเขตพ้ืนที่
อาณาเขตตดิ ตอ่ ตง้ั แต่เขตเทศบาลตำบลท่าสายลวด ไปทางทศิ ตะวนั ตกจดแมน่ ้ำเมยซึ่งเป็นเส้น

แบ่งเขตแดนระหว่างไทยกบั สหภาพเมยี นมา มีเขตตดิ ต่อกบั สถานท่ีใกล้เคยี ง ดังนี้
ทศิ เหนือ ตดิ ตอ่ กับเขตองค์การบริหารส่วนตำบลทา่ สายลวด
ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กับเขตองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสายลวด
ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตเทศบาลเมืองแม่สอด
ทศิ ตะวันตก ติดต่อกับเขตประเทศสหภาพเมียนมา โดยมแี มน่ ้ำเมยเป็นเส้นกัน้ พรมแดน

89

1.3.2 ทรัพยากรธรรมชาติ

1) แม่นำ้ เมย

2) ทรายในแมน่ ำ้

3) หินปูน

4) พ้นื ทีป่ ่าชุมชน

2. การคมนาคม/ขนสง่ ตำบลแม่กาษา แม่ปะ ทา่ สายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวัดตาก

การคมนาคมขนส่งในพืน้ ทีท่ ั้ง 3 ตำบลใชก้ ารเดนิ ทางร่วมกนั ที่อำเภอแม่สอดหรือโดยสนามบินและ

สถานีขนส่งรถโดยสารตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลท่าสายลวด การเดินทางแบ่งออกเป็น 3 อย่างประกอบด้วย

การคมนาคมทางบก ทางอากาศและทางนำ้ และการคมนาคมทางอากาศโดยมีรายละเอียด ดังนี้

2.1) การคมนาคมทางบก

การคมนาคมขนส่งทางบก กรมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A1 (105 เดิม) จากเทศบาลตำบล

ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด ถึงจังหวัดตาก ระยะทาง 91 กิโลเมตร ซึ่งมีการบริการขนส่งทางบกภายในประเทศ

แยกเปน็

รถปรบั อากาศชัน้ 1 (V.I.P)

- แม่สอด - กรุงเทพฯ วงิ่ วนั ละ 7 เท่ยี ว

รถปรับอากาศชั้น 1 (พิเศษ)

- แมส่ อด - กรงุ เทพฯ วง่ิ วนั ละ 6 เท่ียว

- แม่สอด - แหลมงอบ วิ่งวันละ 4 เท่ียว

- แมส่ อด - มกุ ดาหาร วง่ิ วนั ละ 1 เทย่ี ว

- แม่สอด - ขอนแก่น วิ่งวันละ 1 เทย่ี ว

- แม่สอด - ราชบรุ ี วิ่งวนั ละ 1 เทย่ี ว

รถปรับอากาศชั้น 1

- แม่สอด - เชยี งใหม่ วิ่งวนั ละ 2 เทย่ี ว

- แมส่ อด - แมส่ าย วิ่งวันละ 1 เทยี่ ว

รถปรบั อากาศชั้น 2

- แมส่ อด - กรุงเทพฯ วง่ิ วนั ละ 2 เทย่ี ว

รถโดยสารปรบั อากาศ (รถตู้)

- แม่สอด - พษิ ณุโลก วิ่งวนั ละ 5 เท่ียว

- แม่สอด - ตาก บริการทกุ 30 นาที / เทีย่ ว

- แมส่ อด - นครสวรรค์ วิ่งวันละ 6 เทย่ี ว

90

การคมนาคมขนสง่ ทางบกภายในจังหวดั ตาก (ซกี ตะวนั ตก 5 อำเภอ) ซึง่ มกี ารบริการขนสง่ ทางบกแยกเป็น

รถโดยสารธรรมดา (สองแถว)

- แมส่ อด - แม่สะเรียง วง่ิ วนั ละ 7 เทย่ี ว

- แมส่ อด - วงั ผา วิง่ วันละ 3 เที่ยว

- แมส่ อด - แม่ระมาด วงิ่ วันละ 18 เทีย่ ว

- แม่สอด - ทา่ สองยาง วิ่งวันละ 8 เท่ยี ว

- แม่สอด - แมห่ ละ วงิ่ วนั ละ 4 เทีย่ ว

- แม่สอด - แมร่ ะเมงิ วง่ิ วนั ละ 6 เทย่ี ว

- แม่สอด - แม่อุสุ วง่ิ วนั ละ 6 เทยี่ ว

- แมส่ อด - แมเ่ มย วง่ิ วันละ 3 เทยี่ ว

- แมส่ อด - แมส่ ลิด ว่งิ วันละ 4 เท่ยี ว

2) การคมนาคมทางอากาศ
เทศบาลตำบลทา่ สายลวด มที า่ อากาศยานนานาชาติ 1 แห่ง ตง้ั อยทู่ ี่บา้ นสหกรณ์ หมู่ท่ี 1 ตำบลท่าสายลวด

สูงจากระดับน้ำทะเล 196.72 เมตร มีพื้นที่ 673 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา สังกัดกรมการบินพาณิชย์ กระทรวง
คมนาคม ซึ่งมีการบริการขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีเที่ยวบินของสายการบิน 2 สายการบิน คือ สายการบินนกแอร์
เปดิ บริการทกุ วนั และสายการบินวสิ ดอม แอรเ์ วย์ เปดิ บรกิ ารเฉพาะวนั เสาร์และวันจันทร์

3) การคมนาคมทางนำ้
การคมนาคมทางนำ้ เป็นการติดตอ่ ระหว่างไทยกบั ประเทศเมียนมา ทท่ี า่ เรอื ริมนำ้ เมย ตำบลท่าสายลวด

อำเภอแม่สอด เป็นจุดที่นักท่องเที่ยว และประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำข้ามไปมาเพื่อหาซื้อสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค
และอัญมณี จำนวนประชาชนที่ผ่านเข้า-ออกเฉลี่ยเดือนละ 20,000 คน ยกเว้นสถานการณ์ในปัจจุบันหยุดชะงักไป
ในชว่ งการระบาดของโรคโควดิ 19 ทำใหก้ ารเดินทางถกู ปิด

3. สถานทีต่ า่ ง ๆ ที่เก่ียวข้องสูก่ ารท่องเที่ยว
3.1 แหลง่ จับจ่ายซือ้ ของ
- ห้างสรรพสินคา้ โรบินสันไลฟ์สไตล์
- แมคโคร
- โลตสั
- คลังสนิ ค้า
- เครอื สหพัฒน์
- ทเี คการ์เม้น
- ท่าขา้ มสนิ คา้
- โฮมโปร

91

3.2 สง่ิ อำนวยความสะดวก
- บ่อนคาสิโน
- สนิ คา้ ปลอดภาษี
- โรงแรมท่พี กั
- รา้ นอาหาร
- รา้ นกาแฟ

ผลจากการศึกษาบริบทพื้นที่เครือข่ายชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด สรุปได้ว่า บริบทพื้นท่ี
ตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ทา่ สายลวด มีอาณาเขตตดิ ต่อกันเป็นท่ลี ุ่มแอ่งกระทะ มผี นื ปา่ ใน เขตตำบลแมป่ ะและแม่กาษา
อาณาเขตติดกับประเทศเมียนมา ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และนับถือศาสนาพุธเป็น
ส่วนใหญ่จึงทำให้มีวัดที่โดดเด่นด้านประเพณีล้านนาคือ วัดไทยสามัคคี ตำบลแม่กาษา วัดห้วยเตยหรือวัดโพธิคุณ
ตำบลแม่ปะทม่ี ีสถาปตั ยกรรมโดดเดน่ กลมกลืนธรรมชาติ และวัดไทยวัฒนารามตำบลทา่ สายลวดท่ีมีลักษณะสวยงาม
เปน็ วัดของชาวไทใหญ่ พ้นื ท่ีตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ทา่ สายลวด สภาพพื้นท่ยี ังอุดมสมบรู ณถ์ ึงแม้จะมีการพัฒนาพ้ืนท่ี
เปน็ เขตเศรษฐกิจพเิ ศษแตย่ ังมีพ้ืนทธ่ี รรมชาติท่ีเป็นป่าท่ีอุดมสมบรู ณ์ มีทรพั ยากรธรรมชาติ นำ้ ตก ถ้ำ และน้ำพุร้อน
พ้ืนทตี่ ำบลแมก่ าษา แม่ปะ ท่าสายลวดมสี ่งิ อำนวยความสะดวกมากมายเปน็ เสน้ ทางเศรษฐกจิ และมสี นามบินนานาชาติ
ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงแรมและที่พักอาศัย และมีสะพานเชื่อมทั้งสองประเทศถึง 2 แห่ง ด้วยความอุดม
สมบรู ณ์ของพ้นื ท่ีจงึ ทำใหม้ ีความเจรญิ ในทกุ ดา้ นและยงั มีทา่ เรือที่เปน็ ท่าข้ามของสนิ คา้ แหล่งจับจา่ ยซอื้ สินค้ามือสอง
จากประเทศญี่ปุ่นและจักรยานมือสอง และนักท่องเที่ยวที่ข้ามฝั่งไปยังประเทศเมียนมา ข้ามไปมาเพื่อหาซื้อสินค้า
เครื่องอุปโภคบริโภคและยังข้ามไปเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าปลอดภาษีที่ฝั่งประเทศเมียนมา บางรายข้ามฝั่งไปยังบ่อน
คาสิโนทำให้พน้ื ทีม่ คี วามคกึ คักและมีท่าข้ามธรรมชาตจิ ำนวนมาก ทำให้พื้นท่อี ำเภอแม่สอดคึกคกั

ส่วนท่ี 2 ประวัตคิ วามเปน็ มาของเครือขา่ ยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด
1. ประวัตคิ วามเปน็ มาของชุมชนตำบลแมก่ าษา
ทม่ี าของชอื่ (ชอื่ บา้ นนามเมือง) มเี ร่อื งเล่าว่า มีครอบครัวหน่ึง คือครอบครวั ของ นายม่ังมแี ละนางร่ำรวย

มีลูกสาว 2 คน คือ นางบัวเหลียว และนางอุษา เป็นครอบครัวที่มีสมบัติมากมาย ด้วยเหตุนีค้ รอบครัว จึงมีแต่ความ
วิตกกังวลกลัวถูกปล้นจี้ เพราะโจรผู้ร้ายชุกชุมมากในสมัยนั้น เป็นที่หวาดกลัวของผู้คนทุก ๆ หมู่บ้านในละแวกนั้น
รวมไปถงึ บ้านของเศรษฐมี ง่ั มดี ว้ ย จนทำใหน้ างรำ่ รวย ผูเ้ ปน็ ภรรยาป่วยเปน็ โรคประสาทและถงึ แกค่ วามตายไปในทส่ี ดุ
เศรษฐผี ูเ้ ปน็ พ่อกไ็ ดป้ รกึ ษาลกู ๆ ตกลงกันยา้ ยไปอยู่ประเทศพมา่ คอื “เมืองเมยี วด”ี เป็นอำเภอหนงึ่ ของประเทศพมา่
อย่บู รเิ วณ ตำบลท่าสายลวด ในปัจจุบันและได้ใหค้ นใช้เกบ็ ทรัพย์สมบตั ิทั้งหมดของตน โดยใชพ้ าหนะเป็นช้าง ม้า วัว
และควายในการขนทรัพย์สมบัติ ก่อนออกจากบ้าน นางบัวเหลียวได้สัจจะไว้ว่าจะไม่เหลียวหลังกลับมามองบ้านเก่า
เกนิ 3 ครั้ง เพราะยังอาลัยในตัวของมารดาท่เี สียชีวติ ไปแลว้ ถา้ เปน็ เช่นน้นั ใหต้ กหลงั ชา้ งที่ตนขอ่ี ยู่จนถึงแก่ความตาย
ส่วนนางอุษาขอไปตายเอาดาบหน้า เพราะในขณะนั้นนางได้ตั้งท้องแก่แล้ว เศรษฐีได้พาทุกคนเดินทางมาพักที่ห้วย
แก้วแห่งเขาล้น ซึ่งมีน้ำเย็นใสสะอาด (เป็นต้นน้ำที่มาของน้ำตกแม่กาษา) พอรุ่งเช้าก็ต้องเดินทางต่อ โดยจะต้องขึ้น

92

เขาล้นและเดินหมุนรอบตามไหล่เขาเพราะไม่สามารถเดินทางตรงได้ ด้วยสามาเหตุนี้ จึงให้นางบัวเหลียว จึงเผลอ
กลับไปมองทางท่ีตนได้ผา่ นมาโดยไมเ่ จตนาถงึ 3 ครั้ง ซึ่งตรงกับสัจจะที่ได้ใหไ้ ว้ จึงตกลงจากคอช้างตาย เขาลูกทีน่ าง
ได้ตกลงไป จึงไดม้ ชี ่อื ว่า “มอ่ นนางเหลียว” ต้ังแต่บัดน้ันมาพวกเขาเดินทางต่อมายงั ท่แี ห่งหนึ่ง เรียกว่า “ดอยหลวง”
ขา้ งล่างดอยหลวงเปน็ ท่รี าบมนี ้ำเย็นใสสะอาด ภาษาชาวบา้ น เรียกท่แี หง่ นนั้ ว่า “ปางควาย” คนใชท้ ่ีเดินทางล่วงหน้า
มาก่อนได้มารายงานท่านเศรษฐีว่า ได้มีพวกโจรป่ารวมกลุ่มกันดักปล้อนที่ห้วย “แม่งืด” (บ้านแม่กื้ดในปัจจบุ ัน) ซ่ึง
อย่ขู ้างหนา้ ท่านเศรษฐจี ึงไดส้ ัง่ การใหค้ นใชน้ ำทรพั ยส์ มบัติข้นึ ซอ่ นไว้ในถำ้ แห่งหน่งึ และคดิ ว่าควรมใี ครเฝ้าสมบตั ิน้ีไว้
กอ่ นแล้ว ภายหลงั จะกลับมาเอา แต่คดิ แล้วว่าคงไมม่ ีใครกล้าเฝา้ จงึ ถามคนใช้ว่าใครจะอาสาเฝา้ สมบตั ิ ทันใดนั้นทาง
นางอุษาได้ขออาสาเฝ้าสมบัติเอง โดยเหตผุ ลท่ีนางไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ เพราะตนเองท้องแก่จวนจะคลอดแล้ว
ทำให้เดินทางต่อไปไม่ไหว ท่านเศรษฐีจึงตัดสินใจอยู่นานเพราะการที่จะเฝ้าสมบัติได้ดีนั้นต้องตายเป็นผี ถึงจะมีคน
กลวั แลว้ ไมก่ ลา้ มาเอาสมบตั ิ ดังนน้ั ทา่ นเศรษฐจี งึ กล้ันใจชกั ดาบฟันลงทคี่ อลูกสาวถึงกีค่ วามตาย และจดั การเผาศพลูก
สาวโดยให้คนใช้หาก้อนหินมา 3 ก้อน มาวางแล้วจุดไฟและเอาหม้อใส่น้ำตั้งไว้ น้ำในหม้อเดือดและร้อนนานเข้า
หนิ กแ็ ตกและหม้าลม้ ลง เทราดกลายเป็นลำห้วยน้ำร้อย (บอ่ น้ำพรุ อ้ นในปัจจบุ ัน) ทดี่ อยหลวงนั้นเอง ตอ่ มานางอุษาท่ี
ตายไปแล้วด้วยความดีที่ได้กระทำโดยยอมสละตนเพื่อเฝ้าสมบัติจนทำให้นางได้กลายเป็น “เจ้าแม่อุษา” ที่คอย
คุ้มครองชาวบ้านในละแวกนั้นด้วย ต่อมาเจ้าแม่อุษาได้เข้าทรงชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่าให้เปลี่ยนชื่อจากหมู่บ้าน
“ปางควาย” เป็นหมบู่ ้าน “แม่กาษา” และเรอ่ื งราวของทา่ นก็เปน็ ที่เล่าขาน และเปน็ ทมี่ าของสถานท่ีทอ่ งเทยี่ วต่าง ๆ
ในตำบลแม่กาษาในปัจจุบัน

2. ประวตั ิความเป็นมาของชุมชนตำบลแม่ปะ
จากการสืบค้น วิเคราะห์ข้อมูลจากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา โดยมีการบันทึกหลักฐานบ้างในบางเรื่อง

บางมุม ตามความสนใจของผู้เกี่ยวข้องในครั้งน้ีนับเป็นการบันทึกจากคำบอกเล่าเป็นทางการ และการสืบค้นจาก
หลักฐานอย่างมุ่งมั่นของทีมวิจัยพบว่า การอพยพ การตั้งถิ่นฐานและการขยายตัวของชุมชนตำบลแม่ปะแบ่งเป็น
5 กลุม่ ใหญ่ ดงั นี้

กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้อพยพในช่วง พ.ศ.2436 อพยพมาจากลำปาง เถิน ลำพูน แพร่ น่าน พร้อม ๆ กับการ
อพยพครั้งใหญ่ของคนแม่สอด มีสาเหตุการอพยพหลายประการรวมกัน ได้แก่ 1)หนีความแห้งแล้ง อดอยากจากถิ่น
เดิม 2)ความเดือดร้อนจากผลการเปลี่ยนแปลงการปกครองในภาคเหนือสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะการเก็บภาษี
รชั ชูปการ 3)การเหน็ โอกาสชอ่ งทางการทำมาหากนิ ในถิ่นใหมท่ อ่ี ุดมสมบรู ณก์ ว่า

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจากหลายสาเหตุ เช่น การสร้างถนนตาก-แม่สอด ทางสาย
แม่สอด พบพระ อุ้มผาง และการอพยพหนีน้ำท่วมหมู่บ้านจากการสร้างเขื่อนภูมิพล (มาจากอำเภอดอยเต่า จังหวัด
เชยี งใหม่)

กลุ่มท่ี 3 เป็นกลุม่ ทขี่ ยายตวั จากชมุ ชนเดิมท้งั ภายในตำบลแมป่ ะและการขยายตวั จากเขตเมืองแม่สอด
กลุ่มที่ 4 กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น กลุ่มนี้คือกลุ่มคนเหนือที่อพยพมาพร้อมกับการอพยพครั้งใหญ่ของคน
อำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำเภอพบพระ ทั้งหมด แต่ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณเชิงเขาตะนาวศรีในประเทศเมียนมา
ห่างจากชายแดนไปประมาณ 25 กม. ประกอบด้วยหมู่บ้านหลักและหมู่บ้านบริวารเรียงรายจากชายแดนเข้าไป

93

7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านสวนอ้อย บ้านพะซอง บ้านหนองห้า บ้านแม่กะโน บ้านป๋างการ (ปะหยี่หน่อง) บ้านห้วยส้าน
และบ้านแม่แปบ แต่ในปี 2515 เกิดการสู้รบระหว่างกะเหรี่ยงกับพม่าทำใหไ้ ด้รับความยากลำบากโดยเฉพาะการถกู
บังคบทารุณให้ขนอาวุธ อาหาร ให้ทหารท้ังสองฝา่ ย รวมถึงการถูกยึดข้าว อาหาร เพื่อเป็นเสบียงกองทพั จึงได้มีการ
อพยพกลบั ฝง่ั ไทย

กลมุ่ ที่ 5 กลมุ่ ผอู้ พยพต่างชาติ (มอญ พมา่ กะเหรยี่ ง ปะโอ ต้องสู้ และโรฮินยา) ปี พ.ศ.2505-2532
เป็นต้นมา บริเวณชายแดนด้านตะวันตกของจังหวัดตาก เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะหลังพลเอกเนวิน ทำการ
รัฐประหารรัฐบาลอนู พม่าเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น “สังคมนิยมวิถีพม่า” โดยยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของ
ภาครัฐ ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ค.ศ.1947 ยกเลิกสิทธิพิเศษของบรรดาเจ้าฟ้าผู้ปกครองชนกลุ่มน้อยที่สืบทอดมาจาก
บรรพบุรุษ และจัดระเบียบการปกครองใหม่ให้เหมือนกันทั้งประเทศ ปฏิเสธการแยกตัวเป็นอิสระของชนกลุ่มน้อย
ตามข้อ “สัญญาปางโหลง” และใชว้ ิถที างทหารทีร่ ุนแรงเข้ามาแกไ้ ขปัญหา จึงทำให้พมา่ และกะเหรี่ยงเกดิ การสู้รบกัน
อย่างรุนแรง (ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ 2544, 86,87) ตามแนวชายแดนเกดิ ศูนยอ์ พยพสถานการณก์ ารเปลย่ี นแปลงน้ีทำให้
ประชาชนชาวเมียนมาบริเวณเมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ เมืองพะอันรัฐกะเหรี่ยง เดือดร้อน จึงอพยพหนีภัยการสู้รบ
เข้ามาในไทยเข้าพักพิงในศูนย์อพยพขนาดใหญ่ ที่บ้านห้วยกะโหลก ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด และศูนย์อพยพ
แบเกราะที่บ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง ผู้อพยพจะอพยพมาทั้งครอบครัวต่อมาได้กระจายตัวออกไปนอกศูนย์
อพยพ ออกไปรับจ้างในภาคเกษตรกรก่อนและในปี 2535 ได้มีการขยายตัวตั้งโรงงานทอไหมพรม โรงงานการ์เมนท์
โรงงานเจียระไนพลอย ในพื้นที่อำเภอแม่สอด ซึ่งดึงดูดการลงทุนคือค่าแรงถูกทำให้เกิดการอพยพเข้ามามากขึ้น
จนเกิดเป็นกลุ่มชุมชนต่างชาติมีการปรับตัวอยู่กับคนไทยสร้างกติการ่วมกันเลือกผู้นำเพื่อคอยปกครองประสานงาน
กบั ผนู้ ำฝ่ังประเทศไทยเปน็ การปรับตวั ของคนในชุมชนชายแดนเพ่ือหาทางออกในการอย่รู ว่ มกันอย่างปกตสิ ขุ

3. ประวัตคิ วามเปน็ มาของชุมชนตำบลท่าสายลวด
ปี พ.ศ.2493 มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลตำบลแม่สอด จังหวัดตาก พ.ศ.2493 เมื่อวันท่ี

17 มิถุนายน พ.ศ.2493 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี (หน้า 669-674
ตอนที่ 35 เล่ม 67 ราชกิจจานุเบกษา 27 มิถุนายน 2493) โดยทเ่ี ปน็ การสมควรเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลตำบลแมส่ อด
จังหวดั ตาก เสยี ใหมต่ ามความจำเป็นแหง่ การบรหิ ารงานของเทศบาล จึงมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง ต้ังตำบล
แม่ปะและตำบลท่าสายลวดในท้องที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2493 ลงนามโดย
รามราชภักดี ปลดั กระทรวง ลงนามแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (หน้า 6299-6302 ตอนท่ี 67 เล่ม 67
ราชกิจจานุเบกษา 12 ธันวาคม 2493) เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาล ตำบลแม่สอด
จังหวัดตาก พ.ศ.2493 เพื่อลดเขตเทศบาลตำบลแม่สอดให้เล็กลงตามความจำเป็นแห่งการบริหารงานของเทศบาล
จึงเป็นเหตใุ ห้กระทบกระเทือนถงึ เขตการปกครองส่วนภูมิภาค เพราะสว่ นทเี่ คยอยู่ในเขตเทศบาลมาแตเ่ ดิม ไดเ้ ปลี่ยน
สภาพมาเป็นอยู่นอกเขตเทศบาล ฉะนั้น เพื่อให้การดำเนนิ การปกครองได้เปน็ ไปตามนยั แห่งพระราชบญั ญัตลิ ักษณะ
ปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ข้าหลวงประจำจังหวัดตาก อาศัยความในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องท่ี
พุทธศักราช 2457 มาตรา 6, 29 และพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2476 มาตรา 20 จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเขตการปกครองในท้องที่อำเภอแม่สอดเสียใหม่ โดยรวมเขต

94

หมู่บ้านต่าง ๆ ที่ได้ถูกเปลี่ยนสภาพมาอยู่นอกเขตเทศบาลนี้ จัดตั้งเป็นตำบลขึ้นใหม่อีก 2 ตำบลขนานนามตำบลวา่
“ตำบลแม่ปะ” และ “ตำบลท่าสายลวด” ใหข้ นึ้ อยูใ่ นความปกครองของอำเภอแมส่ อด

จากการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลการอพยพและการตั้งถิ่นฐานของชุมชนตำบลท่าสายลวด จากการ
บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้สืบต่อกันมาเช่น นายเหรียญ โม้พวง อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านแม่ตาว นายส่วยเงิน อ่องมอญ,
นายสว่ ยละ หน่มุ คำ, นายป้ี ถาตุ่ม, นายหล้า กาวินำ และท่ีไมไ่ ด้เอย่ นามอกี จำนวนมากบคุ คลทีอ่ า้ งถงึ เหล่านี้ส่วนมาก
ได้เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว ทีมวิจัยพบว่าการอพยพ การตั้งถิ่นฐานและการขยายตวั ของชุมชนตำบลท่าสายลวออก
เปน็ 3 กลุม่ ใหญ่ ดงั นี้

กลุ่มท่ี 1 กล่มุ ค้าขายวัวตา่ ง
เมื่อประมาณ พ.ศ.2400 ได้มีกลุม่ บคุ คลคณะหนึ่ง (คาดว่ามีประมาณ 7-8 คน) มีหัวหน้ากลุ่มชื่อ นายม้งุ
เปน็ ชาวไทยใหญ่ (เง้ียว) มอี าชพี เปน็ พ่อค้าวัวตา่ ง (พ่อค้าทน่ี ำสินค้าบรรทุกหลงั ววั แลว้ เดนิ ทางนำสินค้าไปเร่ขายตาม
หมู่บ้านต่าง ๆ) พากันเดินทางมาจากเมืองต่องจี รัฐฉาน ที่อยู่ทางตอนเหนือของสหภาพพม่า (ประเทศเมียนมา)
ผ่านหมู่บ้านเมียวดีข้ามลำน้ำเมยเข้ามายังเขตแดนประเทศไทย เดินทางผ่านอำเภอแม่สอด นำสินค้าเร่ขายไปเรื่อย
จนกระทั่งถึงเมอื งหนองคาย และยงั ไม่ไดเ้ ดินทางขา้ มแม่นำ้ โขงไปขายสนิ คา้ ฝ่ังประเทศลาว ซ่งึ ขณะนั้นลาวเป็นอาณา
นิคมของประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างคณะของนายมุ้งอยู่เพื่อขายสินค้าที่เมืองหนองคาย ขณะน้ันได้เกิดสงครามแย่ง
ดินแดนระหว่างไทยกบั ฝรั่งเศส มีบคุ คลในคณะของนายมุ้งบางคนสมัครเป็นทหารไทยเข้ารบกับทหารของฝรั่งเศส ซ่ึง
ต่อมาบางคนก็ได้แตง่ งานมคี รอบครวั กบั สาวชาวหนองคายและได้ตง้ั รกรากอยู่เมืองหนองคายเปน็ จำนวนมากหลายคน
หลังเสร็จภารกิจการค้าขาย คณะของนายมุง้ ทีเ่ หลืออยู่จึงได้เดินทางกลับตามเส้นทางเดมิ เพื่อกลับไปยัง
เมืองจีน รัฐฉานของประเทศเมียนมาขณะที่ไดเ้ ดินทางมาถึงบรเิ วณใกล้ชายแดนประเทศไทยกบั ประเทศเมียนมาได้พา
กันหยุดพักที่ชุมชนท้องถิ่น ณ บริเวณริมลำห้วยเล็ก ๆ (เป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองชาวพม่า) เป็นที่ร่มรื่นอุดม
สมบรู ณเ์ หมาะสมทจี่ ะต้งั บ้านเรือนเปน็ ท่ีอยู่อาศยั และประกอบอาชีพ ณ รมิ ลำห้วยแหง่ นี้ บางส่วนได้เดินทางกลับไป
รับครอบครัว ชักชวนญาติพี่น้อง จากรัฐฉานในประเทศเมียนมาอพยพมาสร้างบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่น้ีจำนวนมากขน้ึ
เรื่อย ๆ จนกลายเป็นชุมชนไทใหญ่ที่ใหญ่ขึ้นและต่างพากันยกย่องให้นาย มุ้ง เป็นผู้นำหมู่บ้าน (แก่บ้าน) ของชุมชน
แห่งนี้และตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านแม่ตาว” ตามชื่อเรียกของลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้านคือ ลำห้วยแม่ตาว และ
ต่อมาเมื่อนายมุ้ง ได้รับพระราชทานนามเป็นหมื่นอาจ กำแหงหาญ ให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของบ้านแม่ตาว
ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และต่อมาภายหลังทางราชการได้มีพระราชบัญญัตินามสกุลให้คนไทย
ทุกคนที่มีนามสกุลต่อท้ายชื่อ ทายาทของหมื่นอาจกำแหงหาญ ในขณะนั้นจึงได้ตั้งคำว่า “กำแหงหาญ” สมญานาม
ของนายมงุ้ มาเปน็ นามสกุลของทายาทใช้จนกระท่ังปัจจุบนั
กลุม่ ที่ 2 กล่มุ ที่อพยพมาจากประเทศเมยี นมา
จากการสอบถามขอ้ มลพบว่าผูค้ นบางสว่ นในตำบลทา่ สายลวดอพยพมาจากฝ่งั ประเทศเมียนมาสาเหตมุ าจาก
ความไมส่ งบของฝง่ั เมยี นมาที่มีการสู้รบกนั ระหว่างทหารกะเหรี่ยงกับเมียนมาชาวบา้ นจงึ ชวนกันอพยพข้ามแม่น้ำเมย
อาศยั อยู่บริเวณบา้ นวังตะเคียนเรียบรมิ น้ำเมย ซึง่ ผู้คนท่อี พยพมาสว่ นใหญ่มาจากบ้านแม่แปบ บ้านหว้ ยส้าน ประเทศ
เมียนมาในปจั จบุ นั บ้านสา่ ง สนั นษิ ฐานวา่ คนกล่มุ นเี้ ปน็ คนไทยเป็นท่ีพูดภาษาเหนอื (คำเมอื ง) ที่ถอยกลับไม่ทันหลัง

95

มีการแบ่งเขตแดนโดยใช้แม่น้ำเมยเป็นเส้นกั้นเขตแดน แต่เมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว ทางราชการได้เข้ามาสำรวจ
จำนวนประชากร และจดั ทำทะเบยี นบา้ นบตั รประชาชนให้แกผ่ ้คู นเหล่าน้ี

กล่มุ ท่ี 3 กลมุ่ คนท่อี พยพมาจากทางตอนเหนือ
การอพยพของคนท่าสายลวดส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มคนทางตอนเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดน่าน พะเยา
ลำพูน ลำปาง กลุ่มคนเหล่านี้มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่เป็นแบบชาวล้านนา เป็นกลุ่มผู้อพยพในช่วง พ.ศ.2436
พร้อม ๆ กับการอพยพครั้งใหญ่ของคนแม่สอดกระจายไปยังพบพระ แม่ระมาด มีสาเหตุการอพยพความแห้งแล้ง
ความเดือดรอ้ นจากการเก็บภาษีรัชชูปการและการอพยพหาทีท่ ำกนิ ท่อี ุดมสมบรู ณ์
สรุปสาเหตุผลและความเป็นมาแห่งการอพยพเคลื่อนย้ายของคนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด
อำเภอแม่สอด จังหวดั ตาก

จากการศึกษา สืบค้นข้อมูลเหตุผลและความเป็นมาแห่งการอพยพเคลื่อนย้ายของชุมชนตำบลแม่กาษา
ตำบลแม่ปะ และตำบลท่าสายลวด ที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของชุมชนที่เกี่ยวข้องทีมนักวิจัยพบว่า ประวัติศาสตร์การ
อพยพเคลื่อนย้ายและตั้งถิ่นฐานของคนตำบลแมก่ าษา ตำบลแม่ปะ และตำบลท่าสายลวด จากอดีต เมื่อร้อยกวา่ ปีท่ี
ผ่านมาจนถึงปจั จบุ นั ได้ 5 ประเด็น ดังน้ี

1. เหตุจากความอดอยาก แห้งแล้งในนครลำปางจากบันทึกประจำปีครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนี
(ครูบาโน) อดตี เจา้ อาวาสวดั ปงสนุกเหนือ ตำบลเวียงเหนอื อำเภอเมอื ง จงั หวัดลำปาง และอดตี เจ้าคณะจงั หวดั ลำปาง
รปู แรก (พ.ศ.2389-2454) ได้บันทกึ เหตกุ ารณไ์ วว้ า่ ในเมอื งลำปาง จุลศักราช 1251 (พ.ศ.2432 ) ชาวเมืองตายมากโดย
ไม่ทราบสาเหตุ จศ.1253 (พ.ศ.2434) เกิดข้าวยากหมายแพง (3 แคงต่อแถบ) (2) จศ.1254 (พ.ศ.2435) ปีนี้ข้าวยาก
หมากแพงชาวเมอื งอดอยากตายกนั มาก คนชกั ชวนกนั เปน็ โจรขโมย ขึ้นปลน้ บา้ นเรือนเพราะความอดอยาก

2. เหตุจากการเก็บ ภาษีรัชชูปการที่เริ่มเก็บในปี พ.ศ.2444-2482 ซึ่งเป็นเงินช่วยราชการ (ส่วย) ที่รัฐ
เรียกเก็บจากค่านา หรือจากชายฉกรรจ์ ที่ไม่ได้รับราชการทหาร ปีละ 18 บาท จนถึง ปี 2471 ลดเหลือ 6 บาท
ตอ่ ปี หรือ 4 แถบตอ่ ปี ซ่ึงสงู มากเม่ือเทียบกับเศรษฐกจิ ยุคนนั้

3. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในสมัยรัชการที่ 5 มีการลดบทบาทเจ้านาย
ฝ่ายเหนือ มีการเล่าต่อกันมาว่าเจ้านายบางท่านแฝงตัวเป็นชาวบ้านและเป็นผู้นำการอพยพประชาชนภาคเหนือที่
ได้รับผลกระทบอพยพหนีออกจากแผ่นดินล้านนา คือ ลำปาง แพร่ น่าน เชียงใหม่ ลำพูน บางส่วนได้อพยพไปยัง
ประเทศเมียนมา ตั้งหมู่บ้านเรียงรายจากริมน้ำเมยเข้าไปถึงบ้านสวนอ้อย บ้านพะซอง หนองห้า แม่คะไน ห้วยส้าน
แม่แปป และเมื่อพม่ากับกะเหรี่ยงรบกันในปี พ.ศ.2515 ประชาชนบางส่วนได้อพยพกลับมาประเทศไทย
กระทรวงมหาดไทยจงึ ใหค้ นไทยกล่มุ น้เี ปน็ “คนไทยพลัดถน่ิ ” กำหนดสถานะเป็นคนเช้ือชาติไทย สญั ชาติพม่า จงึ เป็น
ท่มี าของเรอื่ งการขอสญั ชาติเปน็ ไทยในปัจจุบัน

4. เหตุจากอยู่ในเส้นทางการค้าต้ังแต่ยุคคนเดิน มา้ ต่าง ววั ต่าง จากหัวเมืองทางเหนือไปยังเมืองมะละแหม่ง
ของพม่า ซึ่งในอดีตเชียงใหม่ ลำปาง ถูกพม่าปกครองถึง 200 ปี จึงเป็นทั้งเส้นทางการทำไม้ของอังกฤษ คนในบังคับ
อังกฤษกับเจ้านายฝา่ ยเหนอื กับการทำไม้จากบริเวณลุ่มน้ำสาละวิน ลงไปยังเมืองมะละแหม่งซึง่ เป็นเมืองท่าสำคัญท่ี
อังกฤษใชเ้ ป็นศูนยก์ ลางการปกครอง ภายหลังประสพชัยชนะในสงครามองั กฤษ-พมา่ ครง้ั ที่ 1 พ.ศ.2369-2395 จนถึง

96

การผนวกเอาพม่าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียในปี พ.ศ.2428 หลักฐานสำคัญถึงเส้นทางนี้คือ พระพุทธรูปหินอ่อนที่
วัดดอนแก้ว อำเภอแม่ระมาด และเรื่องราวของมะเมี๊ยะกับเจ้าน้อยสุขเกษมและบันทึกทางประวัติศาสตร์ของลำปาง
เชียงใหม่ เรอ่ื งกาดกองตา้ หรอื สถาปัตยกรรมพมา่ ในลำปาง เชน่ วัด บา้ น เป็นต้น

5. เหตุจากการเปลี่ยนแปลงของเมืองเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและการเป็นประชาคมอาเซียน
เหตุนี้ทำให้พื้นที่มีการเปลีย่ นแปลงโครงสร้างของเมอื ง เช่น การสร้างถนนตัดใหม่ การสร้างสะพานข้ามแดนแห่งที่ 2
การขายจำนวนบอ่ นคาสโิ นรวมถงึ การเข้ามาลงทนุ ของกลมุ่ คนจีนทีม่ ีจำนวนเพิ่มข้นึ เรื่อย ๆ ตลอดแนวชายแดนอำเภอ
แม่สอด แม่ระมาด พบพระ นักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาในพื้นที่กว้านซื้อและเช่าที่ดินราคาสูงเพื่อลงทุน
จำนวนมาก เกิดแหล่งจับจ่ายซื้อของ ธุรกิจที่พักอาศัยโรงแรม ห้างสรรพสินค้าใหญ่ การขนส่งสินค้าข้ามแดน
แหลง่ จำหน่ายสินค้ามือสอง ท่าข้ามสินค้า ทา่ ข้ามธรรมชาติ นักลงทนุ จากหลายประเทศจำนวนเพ่ิมขน้ึ อยา่ งตอ่ เน่ือง

ส่วนที่ 3 ผลการสำรวจประเพณีวัฒนธรรม และความเช่ือ
3.1) ปฏทิ ินประเพณี 12 เดือน
เครือข่ายชุมชตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวดมีประเพณีท้องถิ่นที่ถือปฏิบัติสืบตามกันมาในแต่ละ

เดือนเป็นประเพณี 12 เดือน ที่สัมพันธ์กับความเชื่อ วิถีชีวิตและฤดูกาลของแต่ละตำบลที่ทีมนักวิจัยชุมชนลงพื้นที่
ศกึ ษา สำรวจ สมั ภาษณเ์ ชงิ เดี่ยวและการสมั ภาษณ์กล่มุ และเก็บขอ้ มลู ปฐมภมู ิ ทตุ ิยภมู แิ ละเอกสารต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้อง
และรว่ มวเิ คราะหก์ บั ทีมและผู้เกีย่ วข้อง พอสรปุ เป็นตารางสรุปได้ดงั น้ี

ตารางท่ี 4.1 ประเพณี 12 เดือน ตำบลแมก่ าษา

ชื่อเดือน กิจกรรมตามประเพณี ความเช่อื /วถิ ชี ีวติ ฤดกู าล /กิจกรรม
เหนือ สากล
มกราคม เดอื นส่ี ทำบุญขนึ้ บ้านใหม่ สวดมนต์ภาษาไทย-พม่าขา้ มปี
เทศกาลเดือนสี่จข่ี ้าวหลาม ไม้จี่เวลาเผาเสร็จแลว้ ถ้าไม้ล้มไปทาง
ทศิ ใดปลูกอะไรกจ็ ะอุดมสมบูรณ์
ตานข้าวใหม่ มกี ารถวายทานขา้ วเปลือกขา้ วสาร
ข้าวเหนียวหรอื นำข้าวไปทำเปน็
วนั เด็กแห่งชาติ จัดกิจกรรมใหเ้ ด็ก ๆ มาเขา้ ร่วม
ภายในวัด
วดั ไทยสามัคคี ขา้ วหลาม ข้าวหนุกงา ข้าวจ่ี
และขนมต่าง ๆ ท่ที ำจากข้าว

97

ช่อื เดือน กิจกรรมตามประเพณี ความเชือ่ /วถิ ชี ีวติ ฤดูกาล /กิจกรรม
เหนอื สากล
เช่น ขนมปาด ขนมเกลอื ขนมจอ็ ก
ประเพณลี า้ นนา ไหวส้ าพระเจา้ (ขนมเทยี น) ขนมกะทิ (ขา้ วต้มมัด)
ทันใจ แล้วนำไปทำบุญทวี่ ัด
งานประจำปขี องวดั ไทยสามัคคี จะมี
ตรุษจีนวดั ไทยสามัคคี การสืบชะตาหลวง โดยการใช้ไมง้ ่าม
สามขาสืบชะตา และการสรงน้ำพระ
กุมภาพนั ธ์ ทำบุญขนึ้ บา้ นใหม่ เจ้าทนั ใจ
ทำบญุ ขึ้นบา้ นใหม่ มีการแหข่ บวนลา้ นนาเพ่ือประกาศ
ห้า ตานเฮือนนอ้ ย ว่างานประจำปีไดเ้ รม่ิ แลว้
เชิญชาวบา้ นทุกคนร่วมทำบุญกราบ
เข้าวดั ทำบญุ ปลูกต้นไม้ พระโพธิสัตวก์ วนอิม
วนั มาฆบูชา สวดมนต์ภาษาไทย-พม่าข้ามปี
ปอยขา้ วสงั ฆ์) ไหวผ้ ีปู่ยา่ ว่างจากภารกจิ ประจำจะทำบุญอทุ ิศ
ส่วนกุศลใหก้ บั บรรพบุรษุ
มนี าคม หก ปอยหลวง เพื่อเป็นสิริมงคลและทำบญุ ท่ีวดั

เพ่ือทำบุญอุทศิ สว่ นกุศลแกผ่ ู้ล่วงลบั
ไปแล้ว
เฉลมิ ฉลองทำบุญใหญร่ ว่ มกนั ทงั้
ชุมชน

เมษายน เจ็ด รดนำ้ ดำหัว ขนทรายเขา้ วดั ปใี หม่เมือง เรม่ิ ศกใหม่ขอขมาขอพร

ตานเจดยี ท์ ราย ตานตุง สรงน้ำพระ สรา้ งขวัญและกำลงั ใจแก่ตน หม่บู า้ น

สรงนำ้ พระพทุ ธรูป ส่งเคราะห์บ้าน

สืบชะตา ถา่ ยทอดภูมิปัญญา

พฤษภาคม แปด ขน้ึ ธาตุ วนั วิสาขบูชาและ ความเชอื่ เร่ืองชุธาตุ

วันอาสาฬหบชู า

มถิ ุนายน เก้า เลยี้ งผีปู่ยา่ ผเี จา้ ท่ี ผฝี าย ผีขนุ นำ้ เซ่นสงั เวยผปี ยู่ า่ ผีฝาย ผีขนุ นำ้

ผีเส้อื วดั จุดบอกไฟ ฮ่ำบอกไฟ และเจ้าทเี่ จ้าทาง

98

ชื่อเดือน กิจกรรมตามประเพณี ความเชื่อ/วถิ ีชีวิตฤดูกาล /กิจกรรม
เหนอื สากล
เริ่มฤดูกาลเพาะปลูก
กรกฎาคม สิบ แฮกนา เข้าพรรษา
เข้าวดั ปฏบิ ัติธรรมฟังเทศน์
ถวายเทียนพรรษา ทำบญุ อุทศิ ส่วนกศุ ลใหบ้ รรพบรุ ุษท่ี
ลว่ งลบั โปรยทาน
สงิ หาคม สิบเอด็ ส่ขู วญั ควาย ฟังธรรม วญิ ญาณเร่รอน ผไี มม่ ญี าติ (ไม่
เจาะจง)
กนั ยายน สิบสอง ตานก๋วยสลาก สลากโชค สลาก ขอขมาแม่คงคา (ไฟ น้ำ) แสดงความ
กตัญญูต่อธรรมชาติ
หลวง ชนกวา่ ง เริ่มการเกบ็ เกีย่ วขา้ ว ถ่วั ขา้ วโพด
อากาศหนาว
ตุลาคม เกยี๋ ง/อ้าย ออกพรรษา ตกั บาตรเทโว

ตานกว๋ ยสลาก ตานตอ้ ด

พฤศจิกายน ย่ี ยเี่ ป็ง ประทปี ตีนกา

เทศนามหาชาติ ลอยกระทง

ธันวาคม สาม เก่ียวขา้ ว เรยี กขวัญข้าว

เข้าปรวิ าสกรรมหรอื สุลานกรรม

ตารางท่ี 4.2 ประเพณี 12 เดอื น ตำบลแมป่ ะ

ชอื่ เดือน กิจกรรมตามประเพณี 12 เดือน ความเชือ่ /วถิ ีชีวิต/กิจกรรม
สากล ภาคเหนือ ฤดูหนาว หลงั การเกบ็ เกย่ี วผลผลิต
มกราคม สี่ ตานหลวั หิงไฟพระเจา้ ตานข้าว ทำบุญเฉลิมฉลองไดผ้ ลผลิต
ใหม่ ตานขา้ วจ่ี (ขา้ วหลาม)
กุมภาพนั ธ์ ห้า ตานข้าวล้นบาตร ว่างจากภารกจิ ประจำทำบุญ
มนี าคม หก ตานเฮือนนอ้ ย (ปอยข้าวสังฆ์) ให้บรรพบุรุษ
เมษายน เจ็ด ไหว้ผีปูย่ า่ มาฆะบูชา เฉลมิ ฉลองทำบญุ ใหญ่ร่วมกัน
ปอยหลวง ทง้ั ชมุ ชน
พฤษภาคม แปด ปีใหม่เมือง เริม่ ศกใหม่ขอขมาขอพร
รดนำ้ ดำหวั ขนทรายเขา้ วัด สรา้ งขวัญและกำลงั ใจแกต่ น หมู่บ้าน
ตานเจดยี ท์ ราย ตานตงุ สรงน้ำ
พระ สรงน้ำพระพุทธรูป ความเชือ่ เรอ่ื งชุธาตุ
สง่ เคราะห์บา้ น สืบชะตา
ถ่ายทอดภูมิปัญญา
ขึน้ ธาตุ วสิ าขบชู า อาสาฬหบูชา

99

ชอื่ เดอื น กิจกรรมตามประเพณี 12 เดือน ความเชอื่ /วถิ ีชีวติ /กจิ กรรม
สากล ภาคเหนือ
มถิ นุ ายน เก้า เล้ียงผปี ่ยู ่า ผีเจา้ ที่ ผฝี าย ผีขนุ นำ้ เซ่นสังเวยผีปยู่ า่ ผฝี าย ผขี ุนนำ้ เจ้าท่ี
ผเี สื้อวดั จุดบอกไฟ ฮำ่ บอกไฟ
กรกฎาคม สบิ แฮกนา เขา้ พรรษา เรม่ิ ฤดเู พาะปลูก
ถวายเทียนพรรษา
สิงหาคม สิบเอ็ด สู่ขวญั ควาย ฟังธรรม เข้าวดั ปฏบิ ัติธรรมฟงั เทศน์
กนั ยายน สิบสอง ตานกว๋ ยสลาก สลากโชค ทำบญุ อุทิศสว่ นกุศลใหบ้ รรพบรุ ุษที่
สลากหลวง ชนกว่าง ล่วงลบั โปรยทาน
ตลุ าคม เกีย๋ ง/อ้าย ออกพรรษา ตกั บาตรเทโว วญิ ญาณเร่รอน ผีไม่มญี าติ
ตานกว๋ ยสลาก ตานต้อด (ไม่เจาะจง)
พฤศจิกายน ย่ี ยเ่ี ป็ง ประทปี ตนี กา เทศนา ขอขมาแม่คงคา (ไฟ น้ำ) แสดงความ
มหาชาติ ลอยกระทง ปลอ่ ยโคม กตัญญตู ่อธรรมชาติ
ธันวาคม สาม เกย่ี วขา้ ว เรยี กขวัญข้าว เรม่ิ การเก็บเก่ยี วข้าว ถั่ว ข้าวโพด
เขา้ ปริวาสกรรมหรอื สุลานกรรม อากาศหนาว

หมายเหตุ 1) เดือนท่เี ปน็ เลขคู่ จะเป็นเดือนที่มีพิธมี งคล เช่น ขนึ้ บ้านใหม่ แตง่ งาน ฯลฯ
2) การเรยี กชื่อเดือนทางภาคเหนอื จะแตกต่างกบั เดือนสากล และยงั นิยมเรียกเดอื นตามประเพณี
เหนือในกิจกรรมตามประเพณี และพูดตดิ ปากเช่น เดือนสี่ตานข้าวจ่ี ข้าวหลาม เดอื นสาม
บา่ ขามเก้มิ (มะขามจะแก่ใกล้สกุ )

ตารางที่ 4.3 ประเพณี 12 เดอื น ตำบลทา่ สายลวด

ช่อื เดอื น กจิ กรรมตามประเพณี ความเชือ่ /วถิ ีชีวติ ฤดกู าล/กิจกรรม
เหนอื สากล
การทำบุญขา้ วใหม่หลงั เก็บเกี่ยว
มกราคม เหลินก๋ำ หลขู่ า้ วหม่าวหรอื ขา้ วปุก เชือ่ วา่ เปน็ ผลผลิตของเราจงึ นำไป
ทำบุญ
ป๋ีห่มฮือไตหรืองานปใี หม่ เปน็ งานแสดงวฒั นธรรมชนเผ่าและ
ไทใหญ่ พบปะสงั สรรค์กัน มักจดั ในวันที่
1-2 มกราคม ของทุกปี
ลองซอมโคแห้ง ตกั บาตรของแห้งวันขน้ึ ปีใหม่
หรอื ตกั บาตรของแหง้

100

ชอ่ื เดอื น กิจกรรมตามประเพณี ความเช่ือ/วถิ ีชีวติ ฤดูกาล/กิจกรรม
เหนอื สากล

กมุ ภาพนั ธ์ เหลนิ สาม ถวายขา้ วหย่าฮู้ เพ่ือถวายพระและแจกจา่ ยเป็นทาน

ขา้ วถ่ำมะแน หรอื การกวนขา้ ว ให้แกช่ าวบา้ นเชื่อกนั ว่าผูท้ ี่ได้ทำ

กระยาทิพย์ ได้ช่วยทำ ได้อยู่ในบรเิ วณที่ทำ และ

ได้รับประทานข้าวท้ังสองอยา่ งนจ้ี ะ

ไดร้ ับความสุข ประสบผลสำเร็จใน

หนา้ ท่กี ารงานตลอดปีน้ัน

มีนาคม เหลนิ สี่ งานประจำปปี อยเหลินส่ี หรืองาน งานยกยอดฉตั ร ยกยอดพระธาตุ

ประเพณปี ระจำปีของวัด จดั ที่วัดไทยวฒั นาราม

ปอยส่างลอง หรือการบวชลูกแก้ว/ ในช่วงก่อนสงกรานตซ์ ง่ึ เป็นเวลาที่

เณร โรงเรียนปิดการศกึ ษาภาคฤดูรอ้ น

โดยมคี วามเชอ่ื ว่าการบวชจะทำใหไ้ ด้

กุศลมาก ประเพณนี จ้ี ัดปีเว้นปตี าม

โอกาส อุปกรณ์ท่จี ำเปน็ ต่อการจัด

งานปอยสา่ งลอง คือ ปุ๊กขา้ วแตก

หรอื ขา้ วตอกคือการนำเอา

ขา้ วเปลอื กขา้ วเจา้ ไปคว่ั ในกระทะ

ร้อนให้ขา้ วเปลอื กแตกออกเป็นดอก

จำนวนเทา่ สา่ งลองหรือสามเณร

นำไปหอ่ ดว้ ยผ้าเช็ดหนา้ แล้วนำไป

ประดบั และตกแตง่ อยา่ งสวยงามไว้

บนปลายไม้เพอื่ ใหผ้ ู้ทจี่ ะเปน็ ส่างลอง

ได้นำไปก่นั ต่อหรือกราบไหวข้ อศลี

ขอพรขอขมาต่อพระอปุ ัชฌายต์ าม

วดั ต่าง ๆ และนิยมนำไปโปรยเพ่ือ

เปน็ สิรมิ งคล

เมษายน เหลนิ ห้า -รดนำ้ ดำหวั ปอ้ แม่ปี้น้อง เปน็ การแสดงออกถงึ ความกตัญญู

สรงน้ำพระ สรงนำ้ พระธาตุ กตเวที ของผู้น้อยและขอขมาลาโทษ

-หล่จู า่ จ่ี หรือขนทรายเขา้ วดั และ ทีผ่ ูน้ อ้ ยอาจเคยลว่ งเกนิ ผู้ใหญ่ อกี ท้ัง

ก่อเจดยี ์ทราย เปน็ การขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

แกต่ นเองตลอดไป

101

ชอื่ เดอื น กจิ กรรมตามประเพณี ความเชื่อ/วถิ ชี ีวิตฤดกู าล/กิจกรรม
เหนอื สากล ซอนน้ำตน้ ไมห้ ย่อง หรือสรงน้ำ
ตน้ โพธ์ิ เอาน้ำขมน้ิ สม้ ป่อยไปรดน้ำต้นโพธิ์
บางคนกเ็ อาไม้ไปคำ้ ตน้ โพธิ์ เพ่ือเปน็
ฮับซางจ่าน หรือการรับสงั ขาร สิรมิ งคล
ปใี หม่ (จะทำกจิ กรรมกันในวนั วิสาขบูชา)
อุปกรณ์ทเี่ ปน็ อัตลักษณ์ คือ หม้อน้ำ
คึนจองปห๋ี ่มฮือ หรอื ข้ึนวัดปีใหม่ ตา่ (หม้อดินเล็กปากแคบ) หรือหมอ้
เลย้ี งข้าวซา่ งจา่ น นำ้ แต่ ซ่งึ เป็นประเพณขี องชาวปะโอ่
(ขา้ วรับนางสงกรานต)์ เปน็ หม้อท่ีนำมาเป็นแจกันใส่ดอกไม้
ใบไม้สริ มิ งคล (ใช้ในงานมงคลตา่ ง ๆ
ซอนน้ามเจ้าพาลา เช่น บวชพระ ขน้ึ บา้ นใหม)่ เพ่ือ
ซอนน้ามบ๋นุ เจา้ ความเป็นสริ มิ งคลมกั นยิ มเป็นหมอ้
เจา้ สา่ งเจา้ จาง ดนิ เผาขนาดพอสมควร และนิยมนำ
กา่ นตอเจ้าบ้านเจ้าเมิง ใบสะเป่ (ดอกชนะมาร)
หรอื ใบลกู หวา้ ใบมะพรา้ วใบถวั่ แระ
ใบผักก่มุ ใบพทุ รา ใบหญ้าแพรก
และใบหนาด ใสล่ งในหม้อดนิ
เป็นการทำบญุ ข้นึ วดั และพบปะ
สงั สรรค์ ในโอกาสขนึ้ ปีใหม่ของทุกปี
ขา้ วท่เี อาไปใส่ในนำ้ อบ กนิ กับเครอ่ื ง
เคยี ง เชน่ ยำยอดมะขาม ผดั ปลาป่น
(ต้มปลาจนเป่อื ยจากน้นั ตักข้ึนให้
สะเดด็ นำ้ จากนั้นนำมาตำให้ละเอียด
และนำไปผัดน้ำมัน ใสก่ ะเทยี ม
มะมว่ งสับ ปรุงรส
สรงน้ำพระพทุ ธในวนั สงกรานต์
สรงน้ำพระสงฆ์

การขอขมาสงิ่ ศักดิส์ ิทธ์ิทค่ี ุ้มครอง
หมู่บา้ นชมุ ชนกำหนดวันและสถานท่ี
ของแต่ละชมุ ชน จากนัน้ นำหม้อวาน

102

ชือ่ เดือน กิจกรรมตามประเพณี ความเช่อื /วถิ ีชีวติ ฤดกู าล/กิจกรรม
เหนือ สากล

ปะริก (น้ำแต่) ไปด้วย นำดอกไม้

ใบไม้ทีอ่ ยู่ในหม้อนำ้ แต่ นำไปเสยี บไว้

ที่ประตูหนา้ บา้ นและบรเิ วณหลงั บ้าน

เตรยี มทรายเมด็ หวา่ นบริเวณบ้าน

หลงั คาบ้าน และรอบ ๆ บ้าน เพ่อื

เปน็ การขับไลส่ ่ิงอปั มงคล ภูตผีปีศาจ

กา่ นตอป้อแมป่ นี้ อ้ ง หรอื ขอขมา ในช่วงเทศกาลสงกรานตั้งแต่วนั พญา

ขอพรพ่อแม่ญาติผ้ใู หญ่ วันเปน็ ต้นไป จนถึงสิ้นสดุ ประเพณี

สงกรานต์ ซ่ึงแตกตา่ งจากชาวลา้ นนา

จะนยิ มจดั ในวันพญาวัน ตลอดท้งั วัน

พฤษภาคม เหลนิ หก ซอนนำ้ ต้นไมห้ ย่อง สรงนำ้ ตน้ โพธิ์ เพื่อเสริมสิรมิ งคลให้

ตนเอง

ปอยจา่ จ่ี การขนทรายเข้าวดั เช่ือกนั วา่ เปน็

การขนทรายมาคนื วดั เน่ืองจากการ

ท่เี ราเข้าวดั และกลับออกมาจะมีดนิ

ติดมาจึงเป็นการชำระสงฆ์

มิถุนายน เหลินเจด็ - -

กรกฎาคม เหลินแปด แล้-อปุ ด๊ั ตะกา่ หรือแห่ข้าวพระพุทธ เปน็ การที่อุบาสกตง้ั ขบวนแห่จากวดั

ไปรับข้าวพระพทุ ธจากผู้มีจิตศรัทธา

ถวายพระพทุ ธเจ้า ซง่ึ เป็นประเพณี

ของชาวไทใหญท่ สี่ บื ทอดกนั มา

มากกว่า 100 ปี โดยทางวดั ไทย

วัฒนารามจะมกี ารจัดให้ทุกวันโกน

ในชว่ งวันเข้าพรรษาของทุกปี

หลู่หมอกเขา้ หวา่ สำหรบั พระสงฆ์เท่านนั้ ในชว่ งหวั คำ่

(หลหู่ มอกหว่าโส่) หรอื ของวนั อาสาฬหบชู า เปน็ การปวรณา

ถวายดอกไม้เขา้ พรรษา ตัวของพระสงฆ์เพื่อเขา้ พรรษา

หลังเสรจ็ พิธชี าวบา้ นท่เี ข้าร่วมพิธีจะ

นำดอกหว่าโส่ท่ถี วายกลบั ไปทบ่ี า้ น

โดยมคี วามเชอื่ ว่าเป็นดอกไม้มงคล

103

ชื่อเดอื น กิจกรรมตามประเพณี ความเชือ่ /วิถีชีวติ ฤดกู าล/กิจกรรม
เหนือ สากล หลสู่ า่ งกานเข้าหวา่
การถวายผ้าอาบน้ำฝน เมือ่ พระสงฆ์
สิงหาคม เหลินเก้า หลู่เตนเข้าหวา่ จะปฏิบตั ิธรรมในช่วงเข้าพรรษาจงึ มี
กันยายน เหลนิ สิบ การถวายผา้ อาบน้ำฝน
ซอกแต่ (กำ่ ศลี /นอนจอง) ถวายเทยี นพรรษาเพ่ือท่ีจะให้
ตุลาคม เหลนิ พระสงฆ์จุดไฟในชว่ งเข้าพรรษา
สิบเอด็ ตานก๋วยสลาก ตลอด 3 เดอื น
เป็นการปฏิบัติธรรม นอนวัดเพ่ือเปน็
ถวายข้าวพระพุทธ การรกั ษาศีล 8 ทกุ วนั พระในชว่ ง
เทศกาลเข้าพรรษา
ซอกแต่ กำ่ ศลี / นอนจอง สร้างความสามัคคีในหมูญ่ าติสนิท
มติ รสหาย นอกจากจะเปน็ การ
ออกพรรษา ทำบุญให้คนตายแล้วยังทำทานให้คน
ซอมโกจ่ า หรือทำบญุ อทุ ิศส่วน เปน็ อกี ดว้ ย
กุศลใหแ้ กผ่ ู้ทลี่ ่วงลบั ชาวบ้านปลกู ข้าวปลกู นาคล้าย ๆ กับ
จขี่ า้ วหลามนำมารวมกนั ถวายข้าว
ตา่ งซอมต่อโหลง หรอื ถวายข้าว พระพทุ ธ
มธุปายาส แดพ่ ระพุทธหรืออาหาร เปน็ การปฏบิ ตั ิธรรม นอนวดั เพ่ือเปน็
และผลไม้ท่วั ไป การรกั ษาศลี 8 ทกุ วันพระในช่วง
เทศกาลเขา้ พรรษา
ตกั บาตรเทโว
มกั จะจัดกอ่ นออกพรรษา 15 วัน
เพ่ือไปจองวนั ทีจ่ ะจดั งานทำบุญซอม
โกจ่ าใหก้ ับญาติทีล่ ว่ งลับไปแล้วในปี
นัน้ ๆ ท่สี ำคญั กิจกรรมคลา้ ยกบั การ
ทำบุญ 100 วนั ของคนไทย
เปน็ ประเพณดี งั้ เดิมก่อตงั้ รกราก
ทีแ่ มส่ อด จนกระทงั่ วนั ข้ึน 15 คำ่
เดือน 11 ของทุกปี ตรงกบั วนั ออก
พรรษาโดยจัดเตรยี มอาหารและ
สงิ่ ของไวต้ อนเยน็ ของวนั ขึ้น 14 ค่ำ

ช่อื เดือน 104 ความเช่ือ/วิถชี ีวติ ฤดกู าล/กิจกรรม
เหนอื สากล
กิจกรรมตามประเพณี เดือน 11 เพ่อื ถวายในวนั รุง่ ข้ึน ซึ่งถอื
วา่ เปน็ วนั เปดิ โลกพระพทุ ธเจ้าเสด็จ
จองพาลา หรือวา่ ปราสาท กลบั มาโปรดและจะไปหาสิง่ ของน้ัน
พระพุทธ (วดั พระพุทธ) มาถวายทางคณะกรรมการวัด
จดั เตรยี ม “เข่งซอมต่อ” หรอื วาง
เนก็ ปา่ นจอง สง่ิ ของท่ีจะถวายในเช้าวนั รงุ่ ขึ้น และ
มีการร่ายรำของชนเผ่าตา่ ง ๆ ใน
หมู่บ้านเพ่ือต้อนรบั พระพุทธเจา้
เสด็จลงมาจากสวรรค์ เชน่ โต กนิ รี
ก้าก่ิงกะหร่า (นกก่ิงกะหร่า) และ
รำเมยี นมา พระพทุ ธมารดาบนสรวง
สวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์ ในการถวายน้ัน
จะมกี ารทำ “จา่ กอ้ ก” หรอื สลาก
เพอ่ื กำหนดสิง่ ของที่จะนำไปถวาย
พระพทุ ธว่ามอี ะไรบา้ งซงึ่ ของน้นั
ไดแ้ ก่ “สะป๊ิด” หรือบาตรพระ
“ผา้ ส่างกาน” (ผา้ เหลอื ง) และ
จำพวกขนม ผลไม้ กล้วยอ้อย
ของหวานและของใช้ต่าง ๆ เชน่
จาน ถ้วย แกว้ นำ้ ปลากระป๋องใครที่
จับได้ส่ิงใดจะแจง้ ไว้ในจา่ ก้อก
มกี ารสร้างเตรยี มไวเ้ พื่อรบั เสด็จ
พระพทุ ธเจ้าในคืนวนั ท่ีปอยออกหว่า
พาลาลงเมิงทำในงานท่ีวดั เทา่ นัน้
เพือ่ ความเป็น
เป็นปราสาท (สำหรบั เกบ็ พระสรรี ะ
สังขารของเจ้าอาวาสหรือพระที่
อาวุโสในวัด) ทอี่ ยู่บนสวรรค์สำหรบั
เปน็ ทีส่ ถติ อาศัยของเหล่า ทวยเทพ
เทวดา สมมตุ เิ ทพ สมณเจ้า กษตั ริย์

ช่อื เดอื น 105 ความเชือ่ /วถิ ีชีวติ ฤดูกาล/กิจกรรม
เหนอื สากล
กิจกรรมตามประเพณี และเจา้ ฟ้ามีการสร้างขนึ้ มาที่วดั ไทย
วัฒนารามเพื่อถวายแด่หลวงพ่อ
ประเพณชี นกวาง อปู ณั เต็กซะ อดตี เจา้ อาวาสวัดไทย
วฒั นาราม (ไม่ได้มเี ป็นเทศกาล)
พฤศจิกายน เหลิน ลอยกระทง รว่ มสานสมั พนั ธข์ องคนในชุมชน
สบิ สอง ใหม้ าสนุกสนานกันทั้งเด็กและผใู้ หญ่
หลสู่ า่ งกาน หรือทอดกฐนิ ลว้ นต่างมารวมตวั กนั
ขอขมาแม่คงคา (ไฟ น้ำ) เพอื่ แสดง
หล่เู ตนโบ/๋ หล่เู ตนเหง ความกตญั ญูต่อธรรมชาติ
มกั จะทำก่อนวันลอยกระทง 3 วัน
กำหนดไว้ในวนั แรม 1 คำ่ เดือน 11
(พฤศจิกายน) ถึงวันขน้ึ 12 ค่ำ เดือน
12 ถือเป็นประเพณีทางศาสนาท่ี
ยงิ่ ใหญข่ องชาวไทใหญส่ ืบทอดกันมา
เป็นเวลานานในช่วงปหี น่ึง ๆ จะ
กระทำไดเ้ พียงคร้ังเดยี ว การจัด
เตรยี มงานหลสู่ ่างกาน ชาวบ้านทมี่ ี
ศรัทธาและกำลังศรัทธาจะจัดเตรียม
ผ้าทอดกฐนิ ตกแตง่ ใหส้ วยงามแหไ่ ป
ตามถนนสายตา่ ง ๆ ในหมูบ่ ้านและ
นำกลับมาฉลองกนั ทว่ี ัด มมี หรสพ
สมโภชอยา่ งสนุกสนาน ในวนั รุ่งข้ึน
จะมกี ารถวายภตั ตาหารเชา้ -เพล
แกพ่ ระภกิ ษุสงฆ์ท่ีมารบั ผา้ กฐิน
ในเวลาบา่ ยกจ็ ะถวายผ้ากฐนิ และ
ตกั บาตรของแหง้ เป็นอันสิ้นสุดพิธี
(เอาเทยี นจุดตัง้ ไวบ้ รเิ วณบ้าน
ร้ัวบา้ นเพ่ือเปน็ สิรมิ งคล สว่างไสว)
หรือถวายประทีป/กระทง 1,000
ดวง ในวนั ข้ึน 15 คำ่ เดือน 12

ชอื่ เดอื น 106 ความเชื่อ/วถิ ชี ีวิตฤดูกาล/กิจกรรม
เหนือ สากล
กิจกรรมตามประเพณี ซ่ึงตรงกับวนั ลอยกระทงของชาติ
พนั ธ์ไุ ทอ่นื ๆ เริม่ จากตอนเช้ามดื
เนก็ ปา่ นเซ ชาวบ้านจะตน่ื มาจดุ แดงหมแู หง้
หรอื ตลาดสวรรค์ ประดบั ประดาบา้ นเรืองตนให้สว่าง
ไสวสวยงามตลอดเร่อื ยไป จนถึงยาม
ค่ำคืนในช่วงค่ำผู้คนต่างพากันมาแห่
ประทีปพนั ดวงท่บี ริเวณวดั จากน้ันจะ
นำไปปกั ไวร้ อบ ๆ โบสถแ์ ละศาลาใน
สมัยเมือ่ 40-50 ปีทีผ่ า่ นมา จะมกี าร
แหเ่ ทียนเหงเป็นสายไปตาม
ถนนสายต่าง ๆ ในหม่บู ้าน
แต่ปัจจบุ นั อาจเกิดอนั ตรายท่ีจะ
เกิดขึ้นจากการใชร้ ถใชถ้ นนซึ่งมี
มากมายข้นึ จึงได้กระทำเพยี งใน
บรเิ วณวดั เท่าน้ัน ซึ่งยงั คงความเป็น
เอกลกั ษณ์ไว้อย่างครบถ้วน
ในวันขน้ึ 15 คำ่ เดือน 12 ของทกุ ปี
ซึ่งเป็นวนั สุดท้ายของการถวายผา้
พระกฐนิ ในค่ำคนื ของวนั ลอยกระทง
หลงั จากการแหป่ ระทีปแล้ว จะมีการ
ต้ังตลาดสวรรคใ์ นบรเิ วณวดั ไทย
วฒั นารามมกี ารจดั อาหาร เช่น
ก๋วยเต๋ียว ขนมจีน ข้าวซอย ข้าวตม้
ทรงเคร่ือง ตม้ แซดละเมว (ต้มจืดวุน้
เสน้ ) ใส่ของ12 อยา่ ง ต้มใบขเี้ หล็ก
(เปน็ อาหารมงคลทีจ่ ะต้องกินในวัน
ขนึ้ 15 คำ่ เดือน 12 เท่านัน้ )
เนือ่ งจากมคี วามเช่ือวา่ ถา้ ใครกนิ
ในชว่ งน้ีก็จะมสี ิรมิ งคล ปราศจาก
โรคภยั ไขเ้ จ็บ ก่อนทจี่ ะกินต้อง

ช่ือเดอื น 107 ความเช่อื /วถิ ชี ีวิตฤดูกาล/กิจกรรม
เหนอื สากล
กิจกรรมตามประเพณี อธิฐาน) กระปองจ่อ ไอศกรมี
น้ำหวาน หมากพลู ฯลฯ เพ่ือให้ผู้
มะโตต่นิ กาน ทีม่ าเทีย่ วงานเร่ืองรับประทานได้
หรอื จลุ กฐนิ ตามใจชอบ โดยไม่มีคา่ ใชจ้ า่ ยจะ
เหมอื นว่าได้มาเทยี่ วอยู่บนสวรรคท์ ่ี
ธันวาคม เหลนิ เจ๋ง เลีย้ งเจา้ ทที่ ่งุ นา (แก้บน) ใครจะกินอะไรตามใจชอบ
การทอดกฐนิ เม่อื อดีตชาวไทใหญ่จะมกี ารแข่งทอ
ผา้ เหลอื งให้เสรจ็ ภายในคืนเดียว
หากทีมไหนทอผา้ เหลืองเสร็จก่อน
ก็จะไดน้ ำผ้าเหลืองนั้นไปห่มพระธาตุ
เป็นทีมแรกแต่ในปจั จุบันมกี ารใช้
ผ้าเหลืองที่เตรียมไว้และยงั มีการแข่ง
ทอผา้ ในคนื นน้ั ประเพณนี เ้ี ป็น
ประเพณีท่ีได้รบั อิทธิพลมาจากชาว
เมยี นมาจะควบคกู่ ับเนก็ ปา่ นเซ ทุกปี
เปน็ การถวายผา้ ห่มองค์เจดยี ์ของ
ชาวบา้ นแมต่ าวทีส่ ืบต่อกนั มา โดยจะ
นำผา้ ทีซ่ ้ือมา (แต่เดิมทอเอง) นำมา
ตกแตง่ ลวดลายเปน็ รปู รา่ งตาราง
ส่ีเหลี่ยมผนื ผา้ ตัดด้วยกระดาษทอง
กระดาษเงนิ หลากสผี า้ ผนื หนึ่งผนื ยาว
ประมาณ 50 เมตรจากนน้ั จะนมิ นต์
พระสงฆม์ ารบั ผา้ ทอแล้วอนุโมทนา
รบั ศีลรับพร จากนั้นจึงแห่ขนึ้ หม่ องค์
เจดยี ์หน่ึงผืนยาวประมาณ 50 เมตร
จากนัน้ จะนิมนตพ์ ระสงฆ์มารับผา้ ทอ
แล้วอนุโมทนารบั ศลี รับพร จากนั้น
จึงแหข่ ้ึนหม่ องค์เจดีย์
เกิดจากความเชอื่ ทส่ี บื ทอดมาจาก
บรรพบุรุษทเี่ ชื่อกนั ว่า มเี จ้าท่ีรกั ษา

ชื่อเดอื น 108 ความเชอ่ื /วิถชี ีวติ ฤดกู าล/กิจกรรม
เหนอื สากล
กจิ กรรมตามประเพณี ไรน่ า บา้ น และลูกหลานของตน
ถา้ ไม่ทำการเซ่นไหวเ้ จ้าที่ให้ไดก้ นิ
ซมิ ขา้ วซมิ น้ำ เจา้ ทกี่ ็จะเบยี ดเบียนผู้อยู่อาศัยให้ทำ
มาหากนิ ไมข่ น้ึ
เป็นชว่ งฤดกู ารเก็บเกยี่ วขา้ ว
เข้ายุง้ ฉาง

จากตารางประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด มีลักษณะที่คล้ายกันโดยเฉพาะ
ในพื้นที่ตำบลแม่กาษาและตำบลแม่ปะเพราะคนส่วนใหญ่นับเป็นคนล้านนา จากประวัติศาสตร์พื้นเพของการอพยพ
พบว่า ส่วนใหญ่มาจากทางตอนเหนือของประเทศไทยและกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด มีประเพณี วัฒนธรรมที่
ติดตัวมาจากบรรพบุรุษของคนเมืองหรือคนล้านนาแต่อาจมีกิจกรรมที่แต่ละพื้นที่อาจมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยตาม
บริบทพื้นที่และกลุ่มคนในชุมชน ส่วนพื้นที่ตำบลท่าสายลวดมีกลุ่มคนไทใหญ่อาศัยอยู่จำนวนมากที่ยังเคร่งครัด
ในขนบธรรมเนียมประเพณที ี่มมี าจากรุน่ สรู่ นุ่ ถือเปน็ อตั ลกั ษณ์ทโ่ี ดดเด่นในอำเภอแมส่ อดหรือในจงั หวัดตาก ที่เม่ือเอ่ย
ถึงชาวไทใหญก่ จ็ ะเป็นทรี่ จู้ กั กันว่าเป็นคนทา่ สายลวดและยังมีกลนิ่ ไอของความเปน็ พ้ืนท่ชี ายแดนท่ีมีหลากวัฒนธรรม
ทแี่ สดงให้เห็นถงึ การอย่รู ว่ มกนั อยา่ งปกติสขุ และร่วมกันสง่ เสริมอนรุ กั ษ์ประเพณีวิถีเดิมให้คงอย่สู ู่คนรุ่นหลงั

จากการศึกษาสำรวจ สัมภาษณ์และการสืบค้นข้อมูลทีมนักวิจัยสามารถเขียนเรื่องราวประเพณีวัฒนธรรม
ของชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด โดยศึกษาวัฒนธรรมของกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวล้านนาและ
ชาวไทใหญแ่ บง่ ออกเปน็ 2 ประเดน็ หลกั ๆ ดังนี้

1) ประเพณวี ัฒนธรรมชาวล้านนา
2) ประเพณีชาวไทใหญ่
รายละเอยี ดและความสำคญั ของแต่ละประเพณีท่ีถือปฏิบัติกนั มาทงั้ 2 ประเดน็

1) ประเพณีวฒั นธรรมชาวลา้ นนา
ประเพณเี ดือนหา้ ประเพณเี ดือนเก้า ซ่งึ ถือเปน็ พธิ ีกรรมความเชื่อของชาวล้านนาท่ีมีมาแต่โบราณกาล

คือในช่วงเดือนห้า (การนับเดือนทางเหนือเทียบกับสากลคือเดือนกุมภาพันธ์) เดือนเก้า (การนับเดือนทางเหนือ
เทียบกบั สากลคือเดือนมิถนุ ายน) จะเป็นวันไหนก็ได้ที่ไม่ใช่วนั พธุ วนั พระ วันเสยี (ยดึ ตามตำราโหราศาสตร์เหนือ)
จะสามารถทำพิธีกรรมได้หมด โดยจะนำเครื่องเซ่นคาวหวานไปจัดถวายเจ้าพ่อพระวอ พระภูมิเจ้าที่และผีบรรพ
บุรุษ เพื่อให้ท่านปกปักรักษาคุ้มครองหมู่บ้านและครอบครัวให้ปลอดภัยอยู่เย็นเป็นสุขและเป็นสิริมงคลจะมี
อาจารย์หรือหนานหมายถึงผู้ชายทผ่ี ่านการบวชเรียนมานานแล้วสึกออกมาเปน็ ฆราวาสแล้วได้รับการถ่ายทอดวิชา
มาจากครูบาอาจารย์มาเป็นผ้ทู ำพธิ ี

109

1.1 พธิ ีสืบชะตาป่าชุมชน
ท่านพระครูบากญั ไชย กาญจโน มีบทบาทสำคัญในการนำชาวบ้านร่วมกันพัฒนาชุมชนและช่วยกัน

ดแู ลรกั ษาป่ารักษาแหล่งน้ำของชุมชน ครบู ากัญไชย กาญจโน ไดเ้ ล็งเห็นว่าในป่าชุมชนถูกทำลายไปมาก จึงหาวิธีที่
จะอนุรักษ์ปา่ ใหส้ มบรู ณ์เพ่ือการอนุรักษต์ ้นไม้ ป่าต้นนำ้ ลำธารให้คงสภาพป่าดังเดิม จงึ นำพธิ ีกรรมทางศาสนาขึ้นมา
เพือ่ ใหช้ าวบ้านเกรงขามในพิธีกรรมและไม่ทำลายป่าเพ่ืออนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไปถึงช่ัวลูก
ชั่วหลานให้เป็นแหล่งต้นน้ำธรรมชาติและเป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติของคนรุ่นต่อไป จึงมีกุศโลบายเพื่อ
ปกป้องผืนปา่ ไว้ด้วยการทำพธิ สี ืบชะตาป่า

พิธีการสืบชะตาป่าทั้งป่าชุมชนบ้านห้วยหินฝนตำบลแม่ปะและป่าชุมชนบ้านแม่กึ้ดนั้น ก็จะ
คลา้ ยกันเช่นเดียวกับการสบื ชะตาปา่ ทวั่ ไปแตจ่ ะแตกตา่ งกนั ที่การใช้ ผา้ ในการผกู ต้นไมท้ ี่อื่นจะใชผ้ า้ สเี หลืองแต่
ที่ชุมชนแม่กื้ดหลวงนี้ใช้ผ้าสี 3 สี แทน ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่ออดีตในช่วงแรกที่เคยผูกด้วยผ้าเหลืองแล้ว
ปรากฏเหตุการณ์ไม่ปกติแก่คนในหมู่บ้าน และชาวบ้านก็เชื่อว่าเจ้าป่าเจ้าเขาคงไม่พอใจของคนในชุมชนก็เลย
หนั มาใชผ้ า้ 3 สีแทน

1.2 ประเพณสี ืบชะตา
การสบื ชะตา หมายถงึ การที่คนในชุมชนมาช่วยกันจัดเตรยี มไม้งา่ มยาวหน่ึงศอกจำนวน 100 อัน หรือ

เท่ากับอายุบวกหนึ่ง จัดเตรียมข้าวต้ม 100 ห่อ หมาก 100 พลู 100 ไม้ค้ำ 3 ท่อนยาวท่อนละเมตร ต้นกล้วย
เครือกลว้ ยนำ้ ว้า เครือมะพร้าว ฝ้าย ริ้วธง ข้าวสาร ผ้าแดง เสื้อผ้าผู้ปว่ ยและเงิน จะทำในคนป่วยคนประสบอุบตเิ หตุ
คนดวงตก หรือขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด งานสำคัญของหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมของชาวล้านนาที่มีมาแต่โบราณกาล
แลว้ และมกี ารประกอบพธิ มี าก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเผยแผเ่ ข้าสู่อาณาจักรลา้ นนา เนื่องจากแตเ่ ดิมนั้นพิธีสืบชะตา
ถือเป็นพิธีพราหมณ์ โดยมีอาจารยป์ ระจำหมู่บ้านซึ่งเป็นฆราวาสที่มคี วามเชีย่ วชาญด้านพิธกี รรมพื้นบ้านและถือเปน็
ตัวแทนของพราหมณเ์ ป็นผู้ประกอบพิธี ครั้นต่อมาพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาจนมีความเจรญิ รุ่งเรือง พิธีสืบชะตา
จงึ มีการผสมผสานระหวา่ งพธิ พี ุทธกับพิธพี ราหมณ์ โดยมีพระสงฆ์มาทำหนา้ ทีเ่ ป็นผปู้ ระกอบพธิ ีสืบชะตาแทนอาจารย์
ซ่งึ เปน็ ฆราวาสจวบจนถึงปัจจุบนั

1.3 ประเพณเี ดือนยเี่ ปง็
ประเพณีเดือนย่ี หรือบางทีเรียกว่า เดอื นยเี่ ป็ง นับเป็นประเพณีเก่าแก่ของภาคเหนือประชาชนนับถือ

ปฏิบัติกันมานับแต่พุทธศตวรรษที่ 14 สมัยอาณาจักรหริภุญชัยได้มีประเพณีเดือนยี่ และทำพิธีลอยโขมดแล้ว
ในตำนานเมืองลำพูนกล่าวว่า ชาวเมืองหริภุญชัยได้อพยพหนีอหิวาตกโรคไปอยู่เมืองหงสวาดี ซึ่งมีเชื้อสายมอญ
ด้วยกัน เป็นเวลาหลายปีเมื่อโรคร้ายสงบแล้วชาวเมืองลำพูนบางคนก็ย้ายกลับบ้านเมืองของตน บางคนก็แต่งงาน
มีครอบครัว เม่อื ถงึ เดือนย่ีเป็งมาถึง ชาวเมอื งลำพูนคิดถึงญาติท่ีอยู่ ณ เมอื งหงสาวดี ก็จะเอาวัตถุข้าวของใส่แพไหล
ล่องไปตามแม่น้ำกวง แม่น้ำทา แม่น้ำปิง โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะล่องลอยไปถึงญาติที่อยู่เมืองหงสาวดีโพ้นจึงเป็น
ตน้ เหตแุ ห่งการลอยโขมด หรอื ลอยกระทงแต่นั้น และประเพณีเดือนยี่เป็งก็มมี าตั้งแตน่ ้นั มา

110

การเตรียมงานประเพณเี ดอื นยี่เปง็
1. การเตรียมการภายในวัด พอเริ่มหนึ่งค่ำเดือนย่ี ทุกวัดวาอารามในภาคเหนือจะจัดเตรียมสถานที่ปดั
กวาดวิหาร ศาลา ให้สะอาดงดงามแล้วจัดเตรียมสง่ิ ต่อไปนี้
- ทำราชวตั รรอบวหิ ารหรือศาลาและทำประตูปา่ หนา้ ทางเข้าวัดหรือหน้าวิหาร
- ทำโคมค้าง โคมแขวน โคมหูกระต่าย โคมรังมดส้ม โคมรูปต่าง ๆ บางรายทำเป็นรูปเครือ่ งบินทำโคม
ผดั หรือโคมเวียน
- ทำว่าวหรือโคมลอย โดยการนำกระดาษมาต่อกันเป็นทรงกลม ทำส่วนหัวและปากโคมลอยให้มี
สัดส่วนเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโคมลอยจะไม่ลอยขึ้นไป ลักษณะโคมลอยมีหลายแบบ เช่น แบบลูกฟักแบบกล่อง หรือ
กระติ๊บข้าว แบบรงั มดส้ม แล้วแต่ช่างผู้ทำจะเห็น
1.4 ประเพณีก๋วยสลาก
ประเพณีกว๋ ยสลากแบ่งเปน็ 2 ประเภท คือ
1. สลากน้อย หรือก๋วยเล็ก ใช้อุทิศแดผ่ ตู้ าย หรือเป็นกุศลมากขึ้น
2. สลากก๋วยใหญ่ หรือสลากโชค หรือเป็นสลากท่ีบรรจใุ นก๋วยใหญ่ใช้เป็นมหากุศลสำหรับบุคคลท่ีมี

กำลงั ศรัทธา และมีเงินทองมาก ทำถวายเพ่ือเป็นปัจจยั ภายหน้า ใหม้ บี ุญกุศลมากขึ้น
การตานกว๋ ยสลากมี 2 ขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. ก่อนทำพิธตี านก๋วยสลาก 1 วนั เรียกว่าวันดาเปน็ วนั จดั เตรยี มสิ่งของเพ่ือใสใ่ นก๋วยสลาก ผู้ชายจะตัด
ไม้มาจักตอกสลากก๋วย (ชะลอม) ไว้หลาย ๆ ใบตามศรัทธาและกำลังทรัพย์ ฝ่ายหญิงจะจัดเตรียมสิ่งของที่จะนำมา
บรรจุในก๋วย เช่น ข้าวสาร พริกแห้ง หอม กระเทียม เกลือ กะปิ น้ำปลา ขนม เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ เทียนไข สีย้อมผ้า
ผลไม้ รวมทั้งเครื่องใช้ต่าง ๆ แล้วบรรจุลงในก๋วยสลากที่กรุด้วยใบตอง ใบหมากผู้หมากเมีย “ใส่ยอด” คือธนบัตร
ผูกตดิ ไม้เสียบไวใ้ นก๋วยให้สว่ นยอดหรือธนบัตรโผลม่ าแล้วรวบปากก๋วยสลากตกแตง่ ดว้ ยดอกไม้ “ยอด” หรือธนบัตร
ที่ใส่นั้นไม่จำกัดว่าเป็นจำนวนเท่าใด ส่วนสลากโชคหรอื สลากก๋วยใหญ่ ของที่นำบรรจุในก๋วยเช่นเดียวกับสลากน้อย
แตป่ รมิ าณมากกวา่ หรือพิเศษกว่า สมยั กอ่ นจะทำเปน็ รปู เรือหลงั เล็กมีขา้ วของเคร่อื งใชต้ ่าง ๆ เชน่ หมอ้ ข้าว หม้อแกง
ถ้วยแกงถว้ ยชาม เครือ่ งนอน เคร่ืองน่งุ หม่ อาหารสำเรจ็ รูปใสไ่ วด้ ว้ ย มตี น้ กล้วย ตน้ อ้อยผกู ติดไว้ “ยอด” หรอื ธนบัตร
จะใส่มากกว่าสลากน้อยก๋วยสลากทุกอันต้องมี “เส้นสลาก” ซึ่งทำจากใบลานหรือปัจจุบันใช้กระดาษมาตัดเป็น
แผ่นยาว ๆ เขียนชื่อเจ้าของไว้ และยังบอกอีกว่าจะอุทิศไปให้ใคร เช่น สลากข้างซองนี้ หมายมีผู้ข้าพเจ้า นาย... นาง
ขอทานไปถึงกับตนภายหน้าหมายถึงถวายทานเพื่อเป็นกุศลแก่ตนเองเมื่อล่วงลับไป และอีกแบบหนึ่ง คือ สลากข้าว
ซองนี้หมายมีผู้ข้านาย.....นาง.....ขอทานไปถึงยังนาย/นาง....(ชื่อผู้ตาย) ผู้เป็น....... (ความเกี่ยวข้องกับผู้ให้ทาน) ท่ี
ลว่ งลับ ขอใหไ้ ปรอดไปถึง “จมิ เต่อ” หมายถงึ อทุ ิศสว่ นกุศลไปใหญ้ าติทีล่ ว่ งลบั ไปแล้ว ในวันดาสลากจะมีญาติพ่ีน้อง
เพื่อนฝูงจากหมู่บ้านต่าง ๆ ที่รู้จักมาร่วมทำบุญ โดยนำเงินหรือผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย ฯลฯ มาร่วมด้วยและ
ชว่ ยจัดเตรียมส่ิงของใสก่ ๋วยสลากเจา้ ภาพตอ้ งเล้ียงดอู าหารเหลา้ ยาและขนม
2. วันทานสลาก ชาวบ้านนำก๋วยสลากที่จัดทำแล้วไปวัดและเอา “เส้นสลาก” ทั้งหมดไปรวมกันที่หน้า
พระประธานในวิหาร จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย 1 กัณฑ์ ผู้รวบรวมสลากมักจะเป็นมัคทายก (แก่วัด) นำเส้นสลาก

111

ท้งั หมดมารวมกนั แลว้ แบ่งเส้นสลากทั้งหมด เปน็ 3 สว่ น (กอง) สว่ นหนึง่ เปน็ ของพระเจา้ (คอื ของวัด) อกี 2 สว่ นเฉล่ีย
ไปตามจำนวนพระภิกษุสามเณรที่นิมนต์มาร่วมในงานทำบุญ หากมีเศษเหลือมักเป็นของพระเจ้า (วัด) ทั้งหมด
พระภิกษุสามเณรเมื่อได้ส่วนแบ่งแล้ว จะยึดเอาชัยภมู ิแห่งหนึ่งในวัดและออกสลาก คือ อ่านชื่อเส้นสลากดัง ๆ หรือ
ให้ลูกศิษย์ (ขะโยม) ที่ได้ตะโกนตามข้อความที่เขียนไว้ในเส้นสลาก หรือเปลี่ยนเป็นคำสั้น ๆ เช่น ศรัทธานายแก้ว
นามวงศ์ มีนี่เน้อ บางรายจะหิ้ว “ก๋วย” ไปตามหาเส้นสลากของตนตามลานวัดเมื่อพบสลากของตนแล้วจะเอาสลาก
ของตนถวายพระ พระจะอ่านข้อความในเส้นสลากและอนุโมทนาให้พรแล้วคืนเส้นสลากนั้นให้เจ้าของสลากไป
เจา้ ของสลากจะนำเส้นสลากไปรวมในวิหาร เมื่อเสร็จแลว้ มัคทายกหรอื แกว่ ดั จะนำเอาเสน้ สลากนั้นไปเผาหรือทิง้ เสยี

1.5 ประเพณีปอยหลวง
“ปอยหลวง” คือ งานฉลองที่ยิ่งใหญ่ของคนทางภาคเหนือ “ปอย” มาจากคำว่า ปเวณี หมายถึง

งานฉลองรื่นเริงหรืองานเทศกาลที่จัดขึ้นคำว่า “หลวง” หมายถึง ยิ่งใหญ่ ประเพณีปอยหลวงมักจัดขึ้นช่วงเดือน 5
จนถึงเดือน 7 เหนือ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน หรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี “ปอยหลวง” เป็นการ
ฉลองวัตถุของวัดหรือส่งิ ก่อสร้างท่ปี ระชาชนชว่ ยกนั ทำขึน้ เพอ่ื ประโยชน์แก่สาธารณะ ประเพณงี านปอยหลวงเป็นการ
ทำบญุ เพือ่ เฉลิมฉลองศาสนสมบัติต่าง ๆ เพือ่ ให้เกิดอานิสงส์แก่ตนและครอบครัว ถือวา่ ไดบ้ ญุ กุศลแรง นอกจากน้ียัง
เปน็ เครื่องแสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียวของคณะสงฆ์และชาวบา้ นนอกจากการฉลองทีย่ ิ่งใหญแ่ ล้วการทำบุญปอย
หลวงนิยมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ปู่ย่า ตายาย หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ได้จาก
การทำบุญงานปอยหลวงก็คือการแสดงความชื่นชม ยินดีร่วมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่คนในท้องถ่นิ
โดยการจัดมหรสพสมโภชเพราะนานหลายปีถึงจะได้มีโอกาสได้จัดงานประเพณีปอยหลวงใกล้ถึงงานปอยหลวงจะมี
การเตรียมทำบ้านเรือนให้สะอาด แจ้งข่าวแกญ่ าติสนทิ มติ รสหายให้ทราบเพ่ือมาร่วมทำบุญด้วยกนั งานปอยหลวงจงึ
เป็นการรวมญาติเพราะไม่ว่าจะอยู่ทีไ่ หนเมื่อวัดเดิมของตนมีงาน ก็จะมาร่วมยกเว้นแต่ผู้ที่ไม่ว่างจริง ๆ เมื่อแจ้งข่าว
แกญ่ าติแล้วกเ็ ตรยี ม “ครัวตาน” หรือ “ครัวทาน” หมายถึง สิ่งของเครอื่ งใชท้ ง้ั สิ้น ควั ตาน หรือครัวทานแตล่ ะบา้ นจะ
สร้างขึ้นตามความต้องการของเจ้าบ้าน นิยมทำครัวทานหลังโต ๆ ตั้งไว้กลางห้องโถงไม่นิยมตั้งไว้ใต้ถุนบ้าน เพราะ
ครัวทานเป็นของสูงอาจทำเป็นปราสาทเป็นเรือน เป็นรูปนก ช้าง ม้า หงส์หรือทำเป็นยอดฉัตร บางทีใช้เวลาเป็น
คร่ึงเดอื นในการทำครัวตาน บนปลายยอดของครวั ตานปักไมท้ ีค่ บี ธนบตั รไว้โดยไมจ่ ำกดั วา่ จะเปน็ จำนวนเท่าไร ข้ึนอยู่
กับเจตนาของเจ้าบา้ นจะมีการตานหรือทานตงุ และช่อ (ธงสามเหล่ียม) ก่อนที่จะมีงานปอยหลวง ตุงนี้จะเปน็ ผืนผา้ ที่
ถักทอดว้ ยด้ายบางผืนอาจทอเป็นรปู ปีนักษตั รท่ีตนเกิด ความยาวของตงุ ประมาณ 3-4 วา มกี ารประดบั มีการประดับ
ด้วยดิ้นสีเงินสีทอง หรือสีอื่น ๆ อย่างสวยงาม จากนั้นนำตุงไปปักเรียงรายกันไว้ตามถนนหนทางเข้าหมู่บ้าน ส่วนช่อ
หรือธงสามเหลี่ยมหากใช้เป็นการชัว่ คราวก็จะตัดด้วยกระดาษกว้างประมาณ 1 คืบ ความยาวขนาดประมาณ 1 ศอก
ถวายทานพร้อมกับการทานตุง การทานตงุ จะทำในพระวหิ าร พร้อมกบั การตกั บาตรทำบญุ โดยปกติในวันธรรมสวนะ
ก่อนที่จะถึงวันงานปอยหลวง ดังนั้นหากเห็นตุงที่เรียงรายสลับกันอย่างสวยงามสองข้างทางก็แสดงว่าวัดนั้นกำลงั จะ
มีปอยหลวง นอกจากนี้ ทางวัดอาจจะจัดธงชาติและธงธรรมจักรปักตลอดแนวตามบริเวณหน้าวัดหรือทางเข้าวัด
ทกุ ด้าน

112

ประเพณีทำบุญปอยหลวงเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาซึ่งเกิดผลดีต่อสภาพทางสังคมหลายประการ
เพราะนอกจากชาบ้านได้มาทำบุญร่วมกัน การจัดงานทำให้เกิดความสามัคคีในการทำงานแล้ว งานทำบุญปอยหลวง
ยงั เป็นการรวมญาติพ่ีน้องทีอ่ ยตู่ ่างถนิ่ ให้ได้มโี อกาสทำบญุ รว่ มกัน และมกี ารสืบทอดประเพณอี ันดีงามน้ีใหค้ งอยคู่ ู่ชาว
ลา้ นนาตลอดไป

1.6 ประเพณีสงกรานต์ล้านนา (ปี๋ใหม่เมอื ง)
ความสำคัญของปี๋ใหม่เมืองกล่าวไว้ในหนังสือองค์ความรู้ประเพณีปี๋ใหม่เมือง (2549) โดยโรงเรียน

สบื สานภมู ิปัญญาลา้ นนา ดงั นี้
1.เป็นการเปลี่ยนปี คนเมืองจะนับปีตามปีใหม่เมือง พอถึงปีใหม่จะกลายเป็นอีกปีหนึ่งไม่ใช่ปีเดิม

อายขุ องเราจะเพ่ิมข้ึนอีกปี
2.เป็นการเตือนตนและสำรวจตรวจสอบตนเองสืบเนื่องจากข้อหนึ่งการเปลี่ยนปีทำให้อายุเพิ่มข้ึน

การที่อายุเพิ่มขึ้นจะเป็นการย้ำเตอื นให้คนเมืองรู้ถึงการเปลีย่ นแปลงของวันวยั และสังขาร นั่นคืออนิจจัง ทุกข์ขัง
อนตั ตา

3.เป็นการชำระสะสางสิ่งที่ไม่ดีสืบเนื่องจากข้อสอง ปีใหม่เมืองเป็นช่วงโอกาสที่คนเมืองได้สำรวจ
ตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ที่ล่วงมา เมื่อพบข้อบกพร่องก็มักจะตั้งจิตตั้งใจและสะสางสิ่งที่ไม่ดีไม่งามออกไปอันใดที่ร้าย
ก็ขอให้ดบั ไปกับไฟ ไหลไปกบั น้ำลอ่ งไปกับสังขาร

4.เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ปีใหม่เมืองมีสิ่งที่เกดิ ขึน้ มากมายหลายประการ ทั้งที่เป็นวัตถแุ ละ
ความเคลื่อนไหว เช่น เสื้อผ้า ข้าวของ มีความคึกคักเคลื่อนไหวในการต้อนรับปีใหมจ่ ะเกิดการต้ังใจใหมค่ วามหวัง
ใหมแ่ ละพยายามใหม่ ถือวา่ เป็นการเริ่มต้นใหมอ่ ีกคร้ัง

กจิ กรรมของคนเมืองในช่วงปีใหม่เมืองวันสังขารล่องหรือสงั กรานต์ล่อง หรือสงั สานล่อง ถือเป็นวันส่ง
ท้ายศักราชเก่า คนเมืองจะต่ืนแต่เช้าเป็นพิเศษก่อนตีนฟ้ายก เชา้ มืดจะมีการยิงปืน จุดประทัดเพ่ือไล่ส่ิงที่ไม่ดีไปกับ
สงกรานต์ ชว่ งสายจะทำความสะอาดบ้านเรือน บา่ ยชำระลา้ งร่างกายใหส้ ะอาดแต่งตวั ด้วยเส้ือผ้าใหม่

วันเนา หรอื วันเน่า เป็นวันที่พระอาทิตย์เนาอยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ ในทางโหราศาสตร์คือไม่ดี
ไมส่ ่งเสรมิ สริ มิ งคล วันนีจ้ ะคึกคักเป็นพิเศษตัง้ แต่เช้ามดื เป็นวันจับจา่ ยซ้ือของจำเป็นต้องใช้ในประเพณีปีใหม่ มีการ
เตรียมอาหารคาวหวานเช่น ขนมจ๊อก ห่อนึ่ง แกงอังเล หรืออื่น ๆ เพื่อจะเอาไปทำบุญที่วัดในวันพญาวันและเอาไป
ดำหัวผู้ใหญ่ ช่วงสาย ๆ จะไปชุมนุมกันเพื่อเล่นน้ำปีใหม่ ที่สำคัญมากของวันนี้คือ เป็นวันขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็น
การกอ่ พระเจดีย์ทราย

ขนมที่นิยมทำกันในช่วงปีใหม่ได้แก่ ขนมจ๊อก ขนมชั้น ขนมเกลือ ขนมคายลืม ขนมลิ้นหมา ขนมวง
ขนมกล้วยวนั พญาวันหรือวันพญาวัน เปน็ วันทม่ี ีความหมายต่อคนเมืองมาก เป็นวนั ยอดม้วน เป็นวันท่ีดที ่ีสุดในรอบ
ปี มีกจิ กรรมตามความเช่ือในวถิ ีชีวิต ความเช่ือในพธิ ีกรรมไสยศาสตร์ เชน่ การเลย้ี งผีครู การนำเครื่องรางมาล้างน้ำ
นำส่ิงทีไ่ มด่ ีออกไป การสักยันต์คาถาต่าง ๆ ตามรา่ งกาย ถอื เป็นการเพ่ิมความขลัง

113

วันนีเ้ ปน็ วนั ท่ีมีการทำบุญทางศาสนาตั้งแต่เช้าตรูม่ ีการถวายภัตตาหารให้กับคนตายที่เรียกว่า ทานขันข้าว
ทานตุง หรือถวายตุงปักเจดีย์ทราย ดำหัว คารวะผู้ใหญ่ การสรงน้ำพระธาตุ พระสถูปเจดีย์ พระพุทธรูป การทาน
ไมค้ ำ้ สะหลี หรอื ไม้ค้ำโพธ์ิ มกี ารทำบุญกลางใจบ้าน คือบรเิ วณทต่ี งั้ ของเสาบ้านหรือสะดือบา้ น

วันปากปี กิจกรรมเริ่มที่วัดของแต่ละหมู่บ้านมีการบูชาข้าวลดเคราะห์ ช่วงสายเป็นการทำพิธี
สง่ เคราะหบ์ ้านและสืบชะตาบ้านกระทำที่กลางหมู่บ้าน ในชว่ งสาย ๆ 8-9 โมงเป็นต้นไป ชว่ งค่ำ กระทำที่บ้านเรือน
ของตน มีการจุดเทียนบูชาบ้านเรือนหรือเรียกว่า ต๋ามเตียนปูจาพระเจ้า ใช้เทียน 3 เล่ม คือ เทียนบูชาส่งเคราะห์
เทียนบชู าสบื ชะตา และเทยี นบชู าโชคลาภ บางท้องถ่นิ จะมีการตานข้ีสวยเท่าอายุ (การจดุ เส้นไฟเท่าจำนวนอายุ)

วิธีการดำหัว ผู้ดำหัวนำพานดอกไม้เข้าประเคน หรือพวกที่ไปด้วยนำเครื่องสักการะอื่นเข้าประเคน
ด้วยสง่ิ สำคัญท่ีขาดไม่ได้คือ สะหลุงน้ำเข้าหม้ินส้มป่อย ตอ้ งนำประเคนพร้อมกับพานดอกไม้ธูปเทียน ผู้รับดำหัวรับ
ประเคนของและเอาผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบพาดบ่าและให้พร ระหว่างพิธีผูร้ บั พรพนมมือเมื่อผู้ใหพ้ รกล่าวจบ ผู้รับพร
ยกมือจรดหัวพร้อมเปล่งเสียง “สาธุ” พร้อม ๆ กัน ผู้รับการดำหัว (ผู้ให้พร) รับธูปเทียนไปใส่พานใหญ่ที่เตรียมไว้
เอามือจุ่มลงในน้ำเข้าหมน้ิ ส้มป่อยลูบศีรษะของตน เปน็ กรยิ าว่าได้ดำหวั แล้ว นำน้ำเข้าหม้ินส้มป่อยเทในขัน การดำ
หวั ไมน่ ยิ มทำก่อนวันพญาวัน

1.7 การสมู าครวั ตาน
การสูมา (ขอขมา) ครัวตานหรือเครื่องไทยทาน เพื่อน้อมใจให้เจ้าภาพและผู้มาทำบุญพร้อม ทั้งกาย

วาจา ใจ ในการอุทิศทาน โดยกล่าวคำขมาต่อเครื่องไทยทานให้การกระทำใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ไม่เจตนา ให้เครื่อง
ไทยทานนั้นบริสุทธิ์ผ่องแผ้วกับการทำบุญและมีอานิสงค์กับผู้ทำบุญทุกคน ตัวอย่าง การสูมาครัวตานของ
พระอธิการถาวร ถาวโร วัดปางตะ อ.เมืองปาน “สาธุ ๆ โอกาสะข้าแต่สัปป๊ะเยื่องเครื่องครัวตานตังหลายนานา
มวลมาก บัดนี้ก่ถึงก๋าละหากจักขอสูมาแล้ว ศรัทธาผู้ข้าตังหลาย ก่ได้ตกแต่งแป๋งพร้อมน้อมนำมายังสัปป๊ะเยื่อง
เครื่องครัวตานตังหลายตังมวลฝูงนี้ ตี้หามาด้วย จ๊อบผะกอนด้วยเจตนา บางเตื้อเร่งดาตกแต่งบ่ตันได้แบ่งเดิน
กล๋ายถือว่าได้กิ๋นก่อนตานลูน บ่ตันได้แบ่งปุ่นเป๋นส่วนตื่นมือด่วนหยุบเอาดั่งอั้นก่ดีและได้ทิ่มได้ต๋ำได้ขึ้นได้ย่ำตี่สูง
ได้ถ่มน้ำลายได้คายน้ำหมากหากแปดต๋ามก่มีด้วยประก๋ารฉันใดก่ดี บัดนี้เดียวนี้ศรัทธาผู้ข้าตังหลายก่มีมธุบุปผารา
จาดวงดอกข้าวตอกดอกไม้ลำเตียนและน้ำขมิ้นส้มป่อย ก่จักมาสูมาการวะยังสัปป๊ะเยื่องเครื่องครัวตานตังหลายตัง
มวลฝูงนี้ กันว่าผู้ข้าตังหลายได้เอาน้ำขมิ้นส้มป่อยไปเย๊าะไปอ๋อยไปสละสลงประพรมใส่แล้ว ก่นับว่าเป๋นของตาน
อันบริสุทธิ์หมดใสผ่องแผ้วปราศจากภาวะมลทินไปเสี้ยงจุเยื่องจุประก๋านแก่ศรัทธาผู้ข้าตังหลายจุผู้จุคนจุใหญ่
น้อยญิงจายจุ๋งจักมีเตี่ยงแต้ดีหลี ผู้ข้าจักขอสูมาเป๋นกำภาษาบาลีว่า กายะตวาเร วจีตวาเร มโนตวาเร สัจจ๋ิน
จะอสัจจิน๋ จะ โตสงั อะต๋ตี ะโตสงั อนาคตะโตสงั ปัจจบุ ันนะโตสงั สัปปังโตสังขมนั ตุ๊โน”

ซึ่งคำสูมาครัวตานมีหลายโวหาร เป็นถ้อยคำที่มีความหมายลึกซึ้งมาก การเอาน้ำส้มป่อยไปประพรม
เครื่องไทยธรรมทัง้ หลายต้องกระทำดว้ ยความเคารพนอบน้อมย่ิง

114

1.8 ประเพณีทานหลัวผงิ ไฟพระเจ้า
คือการนำเอาฟืนมาเผา เพื่อให้พระพุทธเจ้าได้ผิงไฟ จัดขึ้นในช่วงเดือน 4 เหนือ หรือประมาณเดือน

ธันวาคมถึงมกราคม ในวันขึ้น 15 ค่ำของเดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นชาวล้านนามีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้า
หรือพระพุทธรูปในวิหารก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นเช่นเดียวกับคนเรา จึงร่วมกันหาไม้ฟืนมาจุดเผาไฟผิงให้เกิดความ
อบอุ่น ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับบริบททางสภาพแวดล้อม เนื่องจากในดินแดนล้านนาเป็น
พื้นท่ี ๆ มีความหนาวเย็นมาก รวมทั้งมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นและมีความชื้นสูง การผิงไฟนอกจาก
จะให้ความอบอุ่นแกร่ า่ งกายแลว้ ยังขบั ไลค่ วามชื้นในอากาศที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย

ไม้ที่นิยมมาทำ “หลัวพระเจ้า” คือไม้จี้ เป็นไม้พุ่มขนาดกลางลำต้นมีหนามขึ้นโดยรอบใบเล็ก ๆ
คล้ายใบขอ่ ย ผิวใบหยาบสากมือเปน็ ไม้เนอ้ื อ่อน เบา เวลาเผาจะมคี วนั ไฟนอ้ ย

คำว่า “หลัว” เป็นภาษาล้านนาหมายถึง ฟืน ส่วนคำว่า “หิง” หมายถึง การผิงไฟและคำว่า “พระเจ้า”
หมายถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้ามีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างแพร่หลายทั่วไป
ในล้านนา แต่ปัจจุบันเหลอื อยู่เพียงไมก่ ่ีแห่ง ส่วนมากจะเปน็ วัดที่อยแู่ ถบชนบทห่างไกลและสามารถเสาะหาฟนื ได้งา่ ย
ประเพณีนี้มักจะทำควบคูไ่ ปกับประเพณีตานข้าวจี่ ข้าวหลาม ประเพณีทานข้าวล้นบาตร เพื่อบูชาแม่โพสพและทาน
ข้าวใหม่ให้แก่วัด บางแห่งก็เรียกรวมกันว่าประเพณี “ทานข้าวใหม่-หิงไฟพระเจ้า” หลังจากสิ้นเดือน 3 เหนือ หรือ
ประมาณเดอื นธนั วาคมชาวบา้ นกจ็ ะพาลูกหลานออกไปหาฟนื ในปา่ โดยเฉพาะไม้จี้ เพ่อื เตรยี มไว้สำหรับเป็นหลัวหิงไฟ
พระเจ้าซ่งึ จะทำพรอ้ มกบั การไปหาไมไ้ ผ่สำหรับเผาข้าวหลามด้วย

2) ประเพณชี าวไทใหญ่
ชาวไทใหญ่ในพื้นท่ีตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังคงสืบทอดงานประเพณีและ

พิธีกรรมทางศาสนาพุทธต่อมาจากบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด ซึ่งเน้นทั้งการทำบุญ และทำทานไปด้วยกันตลอดมี
หลายประเพณีและพิธีกรรมที่เป็นอัตลักษณ์แตกต่างจากชาติพันธุ์อื่น ๆ เนื่องจากเป็นการผสมผสานกับประเพณี
พิธีกรรม จากหลายชาตพิ นั ธใ์ุ นท้องถิน่ โดยกิจกรรมดังกล่าวจะมีตลอดทั้งปี สอดคลอ้ งกับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวเจ้า
ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวไทใหญ่ การแสดงภูมิปัญญาของการบริโภคข้าวและการถนอมอาหารในช่วงเวลาต่าง ๆ
นอกจากน้ีการศึกษาประเพณีและพธิ ีกรรมไทยใหญ่ยังแสดงให้เห็นถึงคำศัพท์ท่ีแสดงอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ได้อีก
ดว้ ยรายละเอยี ด ดงั นี้

2.1. ประเพณี “เหลินเจ๋ง”
ประเพณี “เหลินเจ๋ง” หรือเดือนหนึ่ง ประมาณเดือนธันวาคม มีงานประเพณี “ซิมข้าวซิมน้ำ หรอื

ชิมขา้ วชิมน้ำ” ซ่ึงเป็นช่วงฤดูการเกบ็ เกี่ยวข้าวเข้าย้งุ ฉาง ชว่ งน้ีจะไม่มงี านมงคลอน่ื ๆ
2.2. ประเพณี “เหลนิ กำ๋ ”
ประเพณี “เหลนิ กำ๋ ” หรือเดือนยี่ ประมาณเดือนมกราคมมีงานประเพณี ดังน้ี
1) “ลองซอมโคแห้ง” หรอื ตักบาตรของแหง้ วันขึ้นปใี หม่

2) “ป๋หี ม่ ฮอื ไต” หรืองานปใี หม่ไทใหญ่ เปน็ งานแสดงวัฒนธรรมชนเผา่ จัดในวันท่ี
1-2 มกราคม ของทุกปี (รายละเอยี ดจะได้กล่าวตอ่ ไปในภายหลัง)

115

3) “หลู่ขา้ วหมา่ ว” หรือข้าวปุก เพื่อถวายพระและแจกจ่ายเพอื่ นบ้าน
2.3. ประเพณี “หลนิ สาม”

ประเพณี “เหลินสาม” หรือเดือนสาม ประมาณเดือนกุมภาพันธ์จะมี งานประเพณี “ถวายข้าว
หย่าฮู้ ข้าวถ่ำมะแน” หรือการกวนข้าวกระยาทิพย์ เพื่อถวายพระและแจกจ่ายเป็นทานให้แก่ชาวบ้านเชื่อกันว่าผู้ที่
ได้ทำ ได้ช่วยทำ ได้อยู่ในบริเวณที่ทำ และได้รับประทานข้าวทั้งสองอย่างนี้จะได้รับความสุข ประสบผลสำเร็จใน
หน้าที่การงานตลอดปีนั้น ฉะนั้นในปีหนึ่ง ๆ ผู้ที่พอจะมีกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธา การรวบรวมปัจจัยมาช่วยกัน
กวนขา้ วหย่าฮู้และข้าวถ่ำหมะแนแจกจ่ายให้ผู้ท่ีไปช่วยกวนเพื่อความสริ ิมงคล เปน็ อาหารม้ือแรกที่เจ้าชายสิทธัตถะ
ทรงเสวยหลงั จากบำเพ็ญทุกกิริยาแลว้

วธิ ีกวนข้าวหยา่ ฮู้และขา้ วถ่ำหมะแน มดี ังนี้
ข้าวหย่าฮู้ หรือข้าวเหนียวแดง ทำมาจากข้าวเหนียวแดงที่นึ่งสุกแล้ว นำมากวนในกระทะ
ใบบวั กับน้ำออ้ ยทีเ่ ค่ียวพอเหนยี ว ใสถ่ ัว่ ลสิ งคว่ั ทบุ พอแตก ใส่มะพรา้ วทนึ ทึกขูด และใสง่ า ขา้ วควั่ และคลุกเคล้า
ใหท้ ุกอย่างเขา้ กัน จากนน้ั แจกจ่ายให้ผมู้ าชว่ ยงานและเพอ่ื นบ้านให้ทั่วถึง
ข้าวถ่ำหมะแน หรอื ข้าวมธปุ ายาส ทำมาจากข้าวเหนยี วโดยนำมากวนกบั นำ้ มนั พืชคนด้วยไม้พาย
ให้เหลืองเติมน้ำร้อนปิดอบด้วยใบตองเพื่อให้ข้าวเหนียวสุกแล้วจึงใส่มะพร้าวซอยทอด ถั่วลิสงทอดแตก งาขาวค่ัว
กระเทียมแกะเปลือกผ่าซีก และขิงหน่ั ฝอย เตมิ เกลอื ให้ได้รสชาติทพี่ อเหมาะเขา้ ทุกอย่างให้เขา้ กันทั่วกระทะ
ปัจจุบันประเพณีการกวนข้าวหย่าฮู้และข้าวถ่ำหมะแน เป็นประเพณีสนุกสนานรื่นเริง ผู้ที่กวน
จะกวนไปรา่ ยรำไปพร้อมมีดนตรีจังหวะ “ก๋อง มอง เสง่ ” (กลอง ฆ้อง ฉาบ) บรรเลงประกอบ
2.4 ประเพณี “เหลนิ ส”่ี
ประเพณี “เหลินส”่ี หรอื เดือน ส่ี ประมาณเดือนมีนาคม มีงานประเพณี ดงั นี้
1) ปอยส่างลอง หรือการบวชลูกแก้ว/เณร ในช่วงก่อนสงกรานต์ซึ่งเป็นเวลาที่โรงเรียนปิดการศึกษา
ภาคฤดูร้อน โดยมีความเชื่อว่าการบวชจะทำให้ได้กุศลมาก ประเพณีนี้จัดปีเว้นปีตามโอกาสและงบประมาณและ
ล่าสุดเมื่อปี 2561 เป็นการจัดงานประเพณีปอยส่างลองที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่วัดไทยวัฒนาราม ตำบลท่าสายลวด
อำเภอแม่สอด จงั หวัดตาก
อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการจัดงานปอยส่างลอง มีดังนี้
ปุก๊ ขา้ วแตก หรือข้าวตอก คอื การนำเอาข้าวเปลือกข้าวเจ้าไปค่ัวในกระทะร้อนให้ข้าวเปลือกแตก
ออกเป็นดอกจำนวนเท่าส่างลองหรือสามเณร นำไปห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าแล้วนำไปประดับและตกแต่งอย่างสวยงามไว้
บนปลายไม้ เพื่อให้ผู้ที่จะเป็นส่างลองได้นำไป “กั่นต่อ” หรือกราบไหว้ขอศีลขอพร ขอขมาต่อพระอุปัชฌาย์ตาม
วดั ตา่ ง ๆ และนิยมนำไปโปรยเพ่ือเปน็ สริ ิมงคล
ปะริกขะหย่าส่างลอง หรือเครื่องอัฐบริวาร เครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ที่จะบวชเป็นส่างลองจะมี เส่ือ
หมอน มุ้ง ผ้าห่ม คนโทน้ำ ที่กรองน้ำ มีดโกนผม สบู่ ยาสีฟัน ขันน้ำ รองเท้าแตะ ร่ม ถุงย่าม จีวร จำนวนเท่ากับ
สา่ งลอง
2) ปอยเหลินส่ี หรอื งานประเพณปี ระจำปวี ดั ซึง่ จดั ท่วี ัดไทยวัฒนาราม (ยกยอดฉัตร)

116

2.5. ประเพณี “เหลนิ ห้า”
ประเพณี “เหลินห้า” หรือเดือนห้า ประมาณเดือนเมษายน มีงานประเพณีสงกรานต์ซ่ึงมีพิธีกรรม

และจดั กิจกรรม ดงั นี้
1) ฮับซางจ่าน หรือการรับสังขารปีใหม่ มีอุปกรณ์ที่เป็นอัตลักษณ์คือ หม้อน้ำต่า (หม้อดินเล็ก

ปากแคบ) หรือหม้อน้ำแต่ ซึ่งเป็นประเพณีของชาวปะโอ่ เป็นหม้อที่นำมาเป็นแจกันใส่ดอกไม้ใบไม้สิริมงคล (ใช้ใน
งานมงคลต่าง ๆ เช่น บวชพระ ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ) เพื่อความเป็นสิริมงคล มักนิยมเป็นหม้อดินเผาขนาดพอสมควร
และนิยมนำ “ใบสะเป่” (ดอกชนะมาร) หรอื ใบลูกหว้า ใบมะพร้าว ใบถ่วั แระ ใบผกั กุ่ม ใบพุทรา ใบหญ้าแพรก และ
ใบหนาด

2) คึนจองปี๋ห่มฮือ หรือขึ้นวัดปีใหม่ เป็นการทำบุญขึ้นวัดและพบปะสังสรรค์ในโอกาสขึ้นปีใหม่
ของทกุ ปี

3) เลี้ยงข้าวซ่างจ่าน (ข้าวรับนางสงกรานต์) ข้าวที่เอาไปใส่ในน้ำอบ กินกับเครื่องเคียง เช่น
ยำยอดมะขาม ผัดปลาป่น (ต้มปลาจนเปื่อยจากนั้นตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำมาตำให้ละเอียดและนำไปผัด
นำ้ มนั ใสก่ ระเทียม มะม่วงสับ ปรุงรสตามใจชอบ) หรือเลยี้ งข้าวแช่ (นำข้าวสวยหุงสุกแล้วไปแช่ในน้ำ มีเคร่ืองเคียง
เปน็ ปลาทอดและแปจกี ่อ)

4) ซอนน้ามเจ้าพาลา หรือสรงน้ำพระพุทธรูป
5) ซอนนา้ มบุ๋นเจ้า เจ้าส่าง เจ้าจาง หรือสรงน้ำพระสงฆ์
6) ก่านตอเจา้ บา้ นเจา้ เมงิ หรอื ขอขมาเจา้ เสอ้ื เมือง เจา้ หลกั เมอื ง
7) วานปะริกบ้าน หรือสะเดาะเคราะห์บ้าน กำหนดวันและสถานที่ของแต่ละชุมชน เอาหม้อวาน
ปะริก (น้ำแต่) ไปด้วย นำดอกไม้ใบไม้ที่อยู่ในหม้อน้ำแต่ นำไปเสียบไว้ที่ประตูหน้าบ้านและบริเวณหลังบ้าน
เตรียมทรายเมด็ หว่านบริเวณบ้าน หลังคาบา้ น และรอบ ๆ บา้ น เพ่ือเปน็ การขับไล่ส่ิงอัปมงคล ภูตผีปีศาจ
8) ก่านตอป้อแม่ปี้น้อง หรือขอขมาขอพรพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ในช่วงเทศกาลสงกรานตั้งแต่วันพญา
วนั เปน็ ต้นไป จนถงึ สนิ้ สุดประเพณสี งกรานต์ ซึง่ แตกตา่ งจากชาวลา้ นนาจะนยิ มจัดในวันพญาวนั ตลอดทั้งวัน
2.6. ประเพณี “เหลินหก”
ประเพณี “เหลินหก” หรือเดือนหก ประมาณเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา มีงานประเพณี
ดังน้ี
1) ซอนน้ำต้นไม้หย่อง หรือสรงน้ำตน้ โพธิ์
2) ปอยจ่าจี่ หรือขนทรายเขา้ วดั และก่อเจดีย์ทราย
2.7. ประเพณี “เหลินเจด็ ”
ประเพณี “เหลินเจ็ด” หรือเดือนเจด็ ประมาณเดือนมิถนุ ายน ไม่มีงานพิธีชาวไทใหญ่ทำบุญท่วี ดั
ตามปกติทุกวนั พระ

117

2.8. ประเพณี “เหลนิ แปด”
ประเพณี “เหลินแปด” หรือเดือนแปด ประมาณเดือนกรกฎาคมตรงกับวันอาสาฬหบูชาวนั เข้าพรรษา

มงี านประเพณีและกจิ กรรม ดงั น้ี
1) แล้-อุปั๊ดตะก่า หรือแห่ข้าวพระพุทธแห่ทุกวันโกนตลอดทั้งปี เป็นการที่อุบาสก ตั้งขบวนแห่จาก

วัดไปรับปัจจัย ข้าวสารอาหารแห้ง ดอกไม้ ธูปเทียน จากผู้มีจิตศรัทธาถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประเพณีของ
ชาวไทใหญ่ที่สืบทอดกันมามากกว่าร้อยปี โดยทางวัดไทยวัฒนารามจะมีการจัดให้ทุกวันโกนในช่วงวันเข้าพรรษา
ของทุกปี

2) หล่เู ตนเขา้ หวา่ หรอื ถวายเทยี นพรรษา
3) หลู่ส่างกานเขา้ หว่า หรอื ถวายผ้าอาบน้ำฝน
4) หลู่หมอกเข้าหว่า (หลู่หมอกหว่าโส่) หรือถวายดอกไม้เข้าพรรษาสำหรับพระสงฆ์เท่านั้น ในช่วง
หวั คำ่ ของวันอาสาฬหบูชา เป็นการปวารณาตัวของพระสงฆ์เพ่ือเข้าพรรษา หลงั เสร็จพิธีชาวบ้านท่ีเข้าร่วมพิธีจะนำ
ดอกหว่าโส่ท่ีถวายกลับไปที่บ้าน โดยมีความเชอื่ วา่ เป็นดอกไม้มงคล
2.9. ประเพณี “เหลินเกา้ ”
ประเพณี “เหลินเก้า” หรือเดือนเก้า ประมาณเดือนสิงหาคม มีประเพณี “ซอกแต่ (เป็นการปฏิบัติ
ธรรม) กำ่ ศลี (การรักษาศลี 8) นอนจอง (นอนวดั )” หรือถอื ศลี นอนวดั ทุกวันพระชว่ งเทศกาลเข้าพรรษา
2.10. ประเพณี “เหลนิ สิบ”
ประเพณี “เหลินสบิ ” หรือเดือนสบิ ประมาณเดือนกนั ยายนมีประเพณีซอกแต่กรรมศีล นอนจอง
“ซอกแตก่ ำ่ ศลี /นอนจอง” หรือถือศีลนอนวัดทุกวันช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเชน่ กนั
2.11. ประเพณี “เหลนิ สิบเอ็ด”
ประเพณี “เหลินสิบเอ็ด” หรือเดือนสิบเอ็ด ประมาณเดือนตุลาคม มีงานประเพณี “ปอยออกหวา
พาลาลงเมิง” หรืองานวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าเสด็จกลับลงมา ซึ่งตามตำนานเชื่อว่ามนุษย์โลกจะต้องรับการ
กลับมาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากได้ไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 3 เดือน
ทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ต่างมีความปิติยินดี งานประเพณีนี้มีกิจกรรมการทำบุญและการถวายทานต่าง ๆ มากมาย
ดังน้ี
1) ซอมโกจ่ า หรือทำบญุ อุทิศส่วนกศุ ลให้แก่ผทู้ ่ลี ่วงลับไปแล้ว ก่อนออกพรรษา 15 วนั เพอื่ ไปจองวันท่ี
จะจัดงานทำบญุ ซอมโกจ่ าให้กบั ญาติที่ลว่ งลับไปแลว้ ในปนี ั้น ๆ เปน็ สำคญั คล้ายกับการทำบญุ ร้อยวนั ของคนไทย
2) ต่างซอมต่อโหลง หรือถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธหรืออาหารและผลไม้ทั่วไป เป็นประเพณี
ดง้ั เดิมก่อตง้ั รกรากท่แี ม่สอด จนกระทั่งวนั ข้นึ 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ตรงกบั วนั ออกพรรษา โดยจัดเตรียมอาหาร
และสิ่งของไว้ตอนเย็นวันขึน้ 14 ค่ำ เดือน 11 เพื่อถวายในวนั รุ่งขึ้นซ่ึงถือว่าเป็นวันเปดิ โลกพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมา
โปรดพระพทุ ธมารดาบนสรวงสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์ ในการถวายนนั้ จะมกี ารทำ “จา่ กอ้ ก” หรือสลาก เพอ่ื กำหนดสิ่งของ
ที่จะนำไปถวายพระพุทธว่ามีอะไรบ้างซึ่งของนั้น ได้แก่ “สะปิ๊ด” หรือบาตรพระ “ผ้าส่างกาน” (ผ้าเหลือง) และ
จำพวกขนม ผลไม้ กล้วยอ้อย ของหวานและของใช้ต่าง ๆ เช่น จาน ถ้วย แก้วน้ำ ปลากระป๋อง ใครที่จับได้สิ่งใด

118

จะแจ้งไว้ในจ่าก้อก และจะไปหาสิ่งของนั้นมาถวายทางคณะกรรมการวัดจัดเตรียม “เข่งซอมต่อ” หรือวางสิ่งของท่ี
จะถวายในเชา้ วันรุ่งขน้ึ

การตา่ งซอมตอ่ โหลง ของวดั ไทยวัฒนารามน้ันหากยอ้ นไปประมาณเมื่อ 30 ปีจะมีประเพณีทีส่ นุกสนาน
สามัคคี ซึ่งจะมีขบวนแห สิ่งของที่จะนำไปถวายในเย็นวัน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 และมีการร่ายรำของชนเผ่าต่าง ๆ ใน
หมูบ่ ้าน เพื่อต้อนรบั พระพทุ ธเจา้ เสด็จลงมาจากสวรรค์ เช่น โต กินรี กา้ ก่งิ กะหรา่ (นกก่ิงกะหรา่ ) และรำเมียนมา

3) จองพาลา หรือว่าปราสาทพระพุทธ (วัดพระพุทธ) มีการสร้างเตรียมไว้เพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้าใน
คืนวันที่ปอยออกหว่าพาลาลงเมิงทำในงานที่วัดเท่านั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันเปิดโลกน้ี ปราสาทพระพุทธทำ
จากโครงไม้ไผ่เป็นรูปทรงปราสาทติดด้วยกระดาษประดับด้วยกระดาษ เจาะลวดลายหลากสี ตั้งบูชาไว้บริเวณงาน
กอ่ นขึน้ วัน 15 คำ่ เดอื น 11 ซึ่งเปน็ วันออกพรรษาก็จะทำกระทงใบตอง ใส่ข้าวขนมหวานและผลไมม้ าหอ้ ยไว้ท่หี ้ิงหรือ
เข่ง ประดับประทีปโคมไฟ และผูกมัดต้นกล้วย ต้นอ้อย ไว้ที่มุมหิ้งหรือเข่งนำไปถวายจุดธูปเทียนบูชาและอัญเชิญ
พระพุทธเจา้ ใหเ้ สดจ็ ลงมาประทบั ที่จองพาลา

4) เน็กป่านจอง หรือปราสาท (สำหรับเก็บพระสรีระสังขารของเจ้าอาวาสหรือพระที่อาวุโสในวัด) ที่
อยู่บนสวรรค์สำหรับเป็นที่สถิตอาศัยของเหล่าทวยเทพ เทวดา สมมุติเทพ สมณเจ้า กษตั รยิ ์ และเจา้ ฟ้ามีการสร้าง
ขน้ึ มาทีว่ ัดไทยวฒั นารามเพ่ือถวายแดห่ ลวงพ่ออูปัณเต็กซะ อดีตเจ้าอาวาสวดั ไทยวัฒนาราม (ไมไ่ ดม้ ีเปน็ เทศกาล)

2.12. ประเพณี “เหลนิ สิบสอง”
ประเพณี “เหลนิ สบิ สอง” หรอื เดอื นสอง ประมาณเดอื นพฤศจิกายน มงี านประเพณแี ละกจิ กรรม ดงั น้ี
1) หล่สู า่ งกาน หรือทอดกฐนิ มกั จะทำกอ่ นวนั ลอยกระทง 3 วนั กำหนดไวใ้ นวันแรม 1 ค่ำ เดอื น 11

(พฤศจิกายน) ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถือเป็นประเพณีทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของชาวไทใหญ่สืบทอดกันมาเป็น
เวลานานในช่วงปีหนึ่ง ๆ จะกระทำได้เพียงครั้งเดียว การจัดเตรียมงานหลู่ส่างกาน ชาวบ้านที่มีศรัทธาและกำลัง
ศรัทธาจะจัดเตรียมผ้าทอดกฐินตกแต่งให้สวยงามแห่ไปตามถนนสายตา่ ง ๆ ในหมู่บ้าน และนำกลับมาฉลองกันท่ีวดั
มีมหรสพสมโภชอย่างสนุกสนาน ในวันรุ่งขึ้นจะมีการถวายภัตตาหารเช้า-เพล แก่พระภิกษุสงฆ์ที่มารับผ้ากฐิน
ในเวลาบ่ายก็จะถวายผ้ากฐินและตักบาตรของแห้ง เป็นอนั สนิ้ สดุ พิธี

อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ในงานหลูส่ ่างกาน มีดังน้ี
ต้นส่างกานหรือต้นผ้าเหลือง (ผ้าจีวร) มาถวายเป็นจำนวน 80-100 ต้น จากจิตศรัทธาของแต่ละบ้าน
นำมารวมไว้ที่วัดต้นส่างกานมีลักษณะโดยนำเอาผ้าเหลืองมาพันรอบแกนไม้ที่มีขาตั้งได้ประดับตกแต่งเชิงด้วย
ลวดลายศิลปะไทใหญ่ยอดต้นส่างกานประดับด้วยดอกไม้มีธนบัตรแขวนให้สวยงามเพ่ือจะแห่รอบวัด 3 รอบ และ
แหไ่ ปตามถนนสายตา่ ง ๆ ในหมู่บ้านและนำกลบั มาตัง้ ทีว่ ดั
“ส่างกานหย๊าบ” หรือหนึ่งในจำนวนต้นส่างกานหย๊าบที่เป็นภาพไตรจีวรชุดพิเศษเตรียมถวายแด่
เจา้ อาวาส
ต้นต้ะเป่ส่า หรือต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งเป็นพิธีของชาวกะเหร่ียงกจ็ ะทำถวายพระสงฆ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งทำดว้ ย
กิ่งไม้หรือนำไม้ไผ่มาทำเป็นโครงหลาย ๆ ชั้นลดหลั่น การลงมาให้สวยงาม แล้วแขนด้วยของใช้ที่จำเป็นประเภท

119

เครื่องอุปโภคบริโภค เช่นอาหาร ปลากระป๋อง สมุด ดินสอ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขัน สบู่ ของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็น
ตา่ ง ๆ ฯลฯ

2) หลู่เตนโบ๋/หลู่เตนเหง (เอาเทียนจุดตั้งไว้บริเวณบ้าน รั้วบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล สว่างไสว) หรือถวาย
ประทีป/กระทง 1,000 ดวง ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงของชาติพันธุ์ไทยอื่น ๆ เริ่มจากตอน
เช้ามดื ชาวบ้านจะตื่นมาจดุ แดงหมูแหง้ ประดบั ประดาบ้านเรืองตนให้สวา่ งไสวสวยงามตลอดเรื่อยไป จนถึงยามค่ำคืน
ในช่วงค่ำผู้คนต่างพากันมาแห่ประทีปพันดวงที่บริเวณวัดจากนั้นจะนำไปปักไว้รอบ ๆ โบสถ์และศาลาในสมัยเมื่อ
40-50 ปีที่ผ่านมา จะมีการแห่เทียนเหงเป็นสายไปตามถนนสายต่าง ๆ ในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันอาจเกิดอันตรายที่จะ
เกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนนซึ่งมีมากมายขึ้น จึงได้กระทำเพียงในบริเวณวัดเท่านั้นซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์
ไว้อยา่ งครบถว้ น

3) เน็กป่านเซหรือตลาดสวรรค์ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกปีซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการถวาย
ผ้าพระกฐิน ในค่ำคืนของวันลอยกระทงหลังจากการแห่ประทีปแล้วจะมีการตั้งตลาดสวรรค์ในบริเวณวัดไทยวัฒนาราม
มีการจัดอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ข้าวซอย ข้าวต้มทรงเครื่อง ต้มแซดละเมว (ต้มจืดวุ้นเส้น) ใส่ของ 12 อย่าง
ตม้ ใบขี้เหล็ก (เปน็ อาหารมงคลท่จี ะต้องกินในวนั ข้ึน 15 คำ่ เดือน 12 เท่าน้นั เนอื่ งจากมคี วามเชื่อวา่ ถ้าใครกินในช่วง
นี้ก็จะมีสิริมงคล ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ก่อนที่จะกินต้องอธิฐาน) กระปองจ่อ ไอศกรีม น้ำหวาน หมากพลู ฯลฯ
เพื่อให้ผู้ที่มาเที่ยวงานเรือ่ งรับประทานได้ตามใจชอบโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจะเหมือนว่าได้มาเที่ยวอยู่บนสวรรค์ที่ใครจะ
กินอะไรตามใจชอบ

4) มะโตติ่นกาน หรือจุลกฐิน เมื่ออดีตชาวไทใหญ่จะมีการแข่งทอผ้าเหลืองให้เสร็จภายในคืนเดียว
หากทีมไหนเสรจ็ กอ่ นก็จะไดน้ ำผา้ เหลอื งนัน้ ไปหม่ พระธาตเุ ป็นคนแรก ปจั จบุ ันมีการใช้ผ้าเหลืองทเ่ี ตรยี มไว้และมีการ
แขง่ ทอผา้ ในคืนนน้ั เปน็ ประเพณที ี่ได้รบั อิทธิพลมาจากชาวเมียนมาจะควบคู่กับเน็กป่านเซทุกปี เป็นการถวายผ้าห่ม
องค์เจดยี ์ของชาวบ้านแม่ตาวสบื ตอ่ กนั มา โดยจะนำผ้าทซ่ี ้อื มา (แต่เดิมทอเอง) นำมาตกแตง่ ลวดลายเป็นรูปร่างตาราง
สี่เหลี่ยมผืนผา้ ตดั ด้วยกระดาษทอง กระดาษเงินหลากสี ผ้าผืนหนึง่ ยาวประมาณ 50 เมตร จากนั้นจะนิมนต์พระสงฆ์
มารับผา้ ม่านการอนโุ มทนารบั ศีลรับพร แลว้ แหข่ ้นึ หม่ องค์เจดยี ์

3. ความเชื่อ
1) การตามเทียน หมายถึงการทำพิธีกรรมตามแต่โบราณ ใช้ได้ทั้งคนปกติและคนป่วยโดยจะมี

เทียนเคราะห์ (ใช้สะเดาะเคราะห)์ เทียนชะตา (ใช้ในกรณีที่ชะตาไมด่ ีทำอะไรกต็ ิดขัด) เทียนโชค (เป็นเทียนเสริมดวง
เป็นสิริมงคล) เทียนแก้อาถรรพ์ (โดยคุณไสย) เทียนคำ (ใช้ตามทั้งครอบครัวเป็นสิริมงคล ร่มเย็นเป็นสุข) ผู้ที่จะทำ
เทียนและตามเทียนให้เราได้คืออาจารย์หรือหนานหมายถึงผู้ชายที่ผ่านการบวชเรียนมานานแล้วสึกออกมาเป็น
ฆราวาสแล้วได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากครูบาอาจารย์หรือพระสงฆ์ที่บวชเรียนมานานแล้วได้รับการถ่ายทอดวิชา
จากครูบาอาจารย์ ทา่ นเหล่านจ้ี ะทำเทียนดงั กล่าวโดยนำวนั เดอื น ปเี กิด ของเรามาเขยี นบนกระดาษสาและลงอกั ขระ
คาถาอาคมตามประเภทของเทียนนั้น ๆ ม้วนเป็นไส้เทียนแล้วจุดใหเ้ ราหลงั จากมกี ารสวดมนต์ทำวัตรเช้าหรือทำวตั ร
เยน็ เสรจ็ แลว้

120

2) การส่งเคราะห์ คือการสะเดาะเคราะห์ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมของชาวล้านนาที่มีมาแต่โบราณกาลแล้ว
และมีการประกอบพิธมี าก่อนทีพ่ ระพุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้าสู่อาณาจักรล้านนา เนื่องจากแต่เดิมน้ันพิธสี ืบชะตาถอื
เป็นพิธีพราหมณใ์ ช้สำหรับคนดวงตก ประสบอุบัติเหตุ ดวงซวย ทำมาหากินไมร่ าบรืน่ ค้าขายขาดทุน ชีวิตมีแตเ่ รื่อง
แต่ราวจะต้องตามเทียนเคราะห์ควบคู่ไปกับการทำสตวง (กาบกล้วยมาทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม) ภายในสตวงจะใส่อาหาร
คาวหวาน กล้วย อ้อย ดอกไม้ ตรงมุมจะทำช่อปัก (ธงสามเหลี่ยม) ทั้งสี่มุมแล้วนำไปวางไว้ด้านหน้าบุคคลน้ัน ๆ โดย
จะมีโดยมีอาจารย์ประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นฆราวาสที่มีความเชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมพื้นบ้านและถือเป็นตัวแทนของ
พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี ครั้นต่อมาพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาจนมีความเจริญรุ่งเรือง จึงมีการผสมผสาน
ระหวา่ งพธิ พี ทุ ธกับพิธีพราหมณ์ โดยมพี ระสงฆ์มาทำหน้าทเ่ี ป็นผู้ประกอบพิธีได้เชน่ กนั

3) ตกโต หมายความว่า การผูกปิ่นโตถวายวัด โดยมีการจัดเรียงลำดับไปตามบ้านแตล่ ะหลงั เพื่อจัดปรุง
อาหารบรรจุใส่ปิ่นโตมาถวายวัดในตอนเช้าเน้นอาหารพื้นบ้านและตอนเย็นผู้ที่จะจัดอาหารถวายในวันถัดไปจะเป็น
ผูไ้ ปรบั ป่นิ โตที่วดั ตามตารางทจ่ี ดั กันไวใ้ นชมุ ชนโดยยดึ ถือปฏิบัตกิ ันมาเป็นธรรมเนียมแต่โบราณ

4) การก่อกองฟอน หมายถึงพิธีกรรมการต่ออายุคนป่วยที่ใกล้เสียชีวิตโดยการนำรั่ว (ฟืนท่อนเล็ก)
ปั้นหุ่นขี้ผึ้งแทนคนป่วย เสื้อผ้าคนป่วย มาทำพิธีกรรมตามความเชื่อถือศรัทธาโดยมีพระสงฆ์มาทำหน้าที่เป็น
ผปู้ ระกอบพิธสี บื ชะตาแทนอาจารย์ซึง่ เปน็ ฆราวาสจวบจนถึงปจั จบุ ัน

5) การชักบังสกลุ เป็น ซึ่งถือเป็นพิธกี รรมความเชื่อของชาวล้านนาที่มีมาแตโ่ บราณกาล ถ้าคนป่วยแล้ว
ไม่ยอมหายมีความทุกข์ทรมานมาก ๆ จะต้องไปหาพระสงฆ์ให้ทำพิธีให้โดยจะมีผ้าขาวยาว 2 เมตร นำไปด้วยไว้
สำหรับคลมุ คนปว่ ยแลว้ พระจะทำพิธชี กั บังสุกลุ ดบิ (สวดแบบคนตาย) หลังจากน้นั ถ้าหายก็จะหายถ้าไม่หายก็จะตาย
อยา่ งไม่ทกุ ขท์ รมาน

6) การอ่านธรรม เปน็ ความเชอ่ื มาแตโ่ บราณคอื คนป่วยหนักระยะสุดท้ายใกล้เสียชวี ิตจะนิมนต์พระสงฆ์
มาอ่านธรรมมหาวิบากใหฟ้ งั เพอื่ ใหผ้ ู้ป่วยไดป้ ลอ่ ยวางทุกสิง่ ทกุ อย่างนำแต่จิตท่เี ป็นกุศลติดตัวไปการไดฟ้ งั ธรรมะชว่ ย
ให้มีอานสิ งส์ไปในทางท่ดี แี ละส้ินลมหายใจไปอยา่ งสงบ

7) การบวชป่า หมายถึง พิธีสืบชะตาป่าเป็นพิธีกรรมอันแสดงถึงพลังความสามัคคีของคนในชุมชนใน
การปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนที่ถูกกำหนดไว้ให้คนรุ่นต่อรุ่นได้สืบสาน
ประเพณีเพื่อรักษาไว้ซึ่งป่าต้นน้ำของชุมชน โดยจะทำในเดือน 8 ช่วงข้างขึ้นที่ไม่ใช่วันพุธ วันพระ และวันเสีย
(ยึดตามตำราโหราศาสตร์เหนอื ) โดยมพี ระสงฆม์ าทำหนา้ ทเ่ี ปน็ ผูป้ ระกอบพิธี

8) ความเช่อื เกีย่ วกบั ผี
คนล้านนาในพื้นท่ีตำบลแม่กาษา ตำบลแม่ปะ ตำบลท่าสายลวด ได้รับสืบทอดวัฒนธรรมลา้ นนามาแต่

ช้านาน ชาวล้านนามีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ และยึดถือนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งแก่ตน ครอบครัวและ
สังคมส่วนรวม ความเชื่อของคนล้านนานั้น นอกจากความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาหลกั
แล้ว ยังมีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ผีสาง เทวดา เรื่องโชคลาง สังหรณ์ เรื่องเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจพิสูจน์ได้

121

ความเชื่อเหล่านี้ คนล้านนาได้นำมาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนทำให้เกิดเป็นประเพณี พิธีกรรมและ
วัฒนธรรม อนั เปน็ เอกลักษณ์ล้านนาไปในทีส่ ดุ

ความเช่อื เรื่องผี เป็นความผกู พันเชอ่ื มโยงกับธรรมชาติในทกุ ขน้ั ตอนของการดำเนนิ ชวี ติ ผคู้ นมีความ
เชื่อและวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกับจิตวญิ ญาณวา่ เป็นอำนาจเหนือธรรมชาติเปน็ พลังที่ซ่อนเร้น มีความสามารถบันดาล
เหตุการณ์ต่าง ๆ และความเชื่อเหล่านี้ล้วนเชื่องโยงกับวิถีชีวิตและหล่อหลอมความคิดและหลักปฏิบัติเพื่อให้สังคม
ดีงามมาแตอ่ ดีตกาล

ผี เปน็ สญั ลักษณ์ของส่ิงลี้ลบั ท่ีผคู้ นต่างใหค้ วามเคารพนบั ถอื และเกรงกลวั ผมี ีท้งั ดีและรา้ ย
ผีร้าย คือ ผีที่คอยหลอกหลอนให้คนหวาดกลัว บางครั้งรบกวนหรือเข้าสิงคนขอสิ่งที่ต้องการ ได้แก่
ผีตายโหง ผพี ราย ผีป่า ผนี างไม้ ผปี กกะโหลง้ ผีกองกอย ผกี ะ ผโี พง จะต้องนำขา้ วปลาอาหารและเหล้าสังเวยจงึ จะหาย
ผีดี คือ ผที ่ีคอยปกปอ้ งรักษาส่งิ ต่าง ๆ โดยสามารถแยกได้ดังตอ่ ไปนี้
- ผีทคี่ อยรักษาสถานทีต่ ่าง ๆ ได้แก่ ผปี ่ยู ่า ผีมด ผีเมง็ มีผีเสอ้ื วดั ผีเสอื้ เมือง ผีนา ผเี จ้านาย ผีเจ้าพ่อ
ต่าง ๆ
- ผีที่คอยปกปักรักษาธรรมชาติป่าไม้ ต้นนำลำธาร เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีดงฮัก เป็นต้น
ผีเหลา่ นจ้ี ะเปน็ ผที ี่มฤี ทธ์ิเดชมาก
- ผีท่สี งิ สถิตในภาชนะเครื่องใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน เชน่ ผกี ระด้ง ผีหม้อนึง่ ผบี า่ กวัก (อปุ กรณใ์ ชพ้ นั ดา้ ย)
ถ้าใครไม่นับถือหรือลบหลจู่ ะทำใหม้ ีอันเปน็ ไปต่าง ๆ นานา หรอื อาจทำใหเ้ จบ็ ไข้ได้ป่วยรักษาไม่หาย
จนกว่าจะทำพิธีขอขมาลาโทษ ผีดีเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือให้ความคุ้มครองผู้คน ผีจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คน
ชาวล้านนาเสมอมา ตามความเชื่อของชาวล้านนา ผีมีอำนาจในการดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความ
เจริญงอกงามในการเพาะปลูกถ้าคนทำให้ผีพงึ พอใจจึงมีพธิ ีกรรมเกีย่ วกบั การนับถอื ผี
ความเชื่อและพธิ ีกรรมทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับผี
ฟ้อนผีหรือเลี้ยงผี ตามคติความเชื่อดั้งเดิม คนเรามีเจ้าของมาตั้งแต่ในอดีตชาติ ผู้เป็นเจ้าของตัวเรา
คือ ปู่ ย่า ตา ยาย บิดา มารดา ที่ล่วงลับไปแล้ว จะนับถือตระกูลเครือญาติเดียวกันว่า ผีเดียวกัน ใจดี คอยปกป้อง
คมุ้ ครองลูกหลานท่รี ักษาจารีตประเพณี ส่วนผใู้ ดทที่ ำผิดจารตี ประเพณีทีเ่ รยี กวา่ ผดิ ผี จะตอ้ งทำพิธขี อขมาบอกกล่าว
ผีบรรพบุรุษ หากไม่ทำจะทำให้ป่วยไข้ จะต้องใช้ เคร่ืองสังเวย เช่น เหล้าไหไก่คู่เพื่อขอขมา ลูกหลานในบ้านเมื่อจะ
เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ หรือไปทำมาหากินถิ่นอื่นจะต้องมีการบอกกล่าวให้ผีบรรพบุรุษได้รับทราบเพื่อคอยไปปกปัก
รกั ษา คนทนี่ บั ถือผีเดยี วกนั จะมีความรัก ความผกู พัน ช่วยเหลือเกือ้ กูลกนั ในยามปกติละทุกขร์ ้อน จะมีข้อห้ามไม่ให้
คนผเี ดียวกันแต่งงานกัน ลูกหลานจะทำที่สงิ สถิตของผีบรรพบรุ ษุ เรียกว่า หอผี ไวท้ ท่ี ิศหัวนอนหรือมุมใดมุมหน่ึงของ
บ้านผู้เป็น เก๊าผี ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของวงศ์ตระกูล หรืออาจสร้างหอผีไว้ตามจุดที่เห็นว่าสมควร
หอผีคล้ายเป็นบ้านรับรองผีอื่น ๆ ที่จะมาเยือนในวันงานฟ้อนผี จะปลูกเป็นเรือนไม้ หลังเล็กไม่มีฝา กว้าง 4-5 เมตร
ยาว 5-6 เมตร มีหงิ้ วางเครอื่ งบชู า เชน่ พานดอกไมธ้ ูปเทียน นำ้ ตน้ วางไว้เพ่ือเซน่ ผี ปยู่ ่าเหยา้ ผเี รอื น ผีประจำตระกูล
น้ีจะมีการซอื้ ขายผี ชาวบ้านเรยี กว่า ซ้ือเข้าและซื้อออก

122

ซื้อเข้า หมายถึง สมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ในครอบครัว เช่น ผู้ชายเข้ามาแต่งงานกับสาวในบ้านนั้น
ตอ้ งซื้อผีเพ่อื เขา้ มาเป็นสมาชกิ ของตระกูล หรอื ลกู หลานที่ออกไปสรา้ งครอบครัวใหมย่ งั ต่างถ่นิ ก็จะมีการซื้อผีเพ่ือให้
ไปคุ้มครองตอ่ ทีบ่ ้านตนเอง

สว่ นการซ้อื ผอี อกหรือขายผี คอื เมือ่ เครอื ญาตใิ นตระกลู ไมต่ ้องการหรือไมม่ ีความพร้อมในการเล้ียงผี
อาจเพราะอยู่ห่างไกลจะซื้อออกหมายถึงตัดความสัมพันธ์ไม่มายุ่งเกี่ยวกับตระกุลผีเดิม ไม่ว่าจะมีการเลี้ยงผีหรือทำ
พธิ ใี ด ๆ กจ็ ะไมม่ ายุ่งเก่ียวอีกต่อไป

ราคาซื้อขาย จะใช้เงินไมก่ ีบ่ าท อาจเป็น 10 บาท 12 บาท ตามสภาพฐานะของตระกลู โดยมีการบอก
กลา่ วผีพรอ้ มเครื่องสงั เวยก็ถอื ว่าเป็นการเสร็จพธิ กี ารซ้ือขายผี

การฟอ้ นผี จะทำกันช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เปน็ ช่วงหลงั ฤดูเกบ็ เกย่ี วข้าวนาปี ชาวบา้ นจะว่างเว้น
จากงานในไรน่ าและสบายใจที่ได้ข้าวเก็บใส่ยุ้งฉางไว้กินได้ตลอดทั้งปี จะฟ้อนผีในผาม (ปะรำ) ขนาดผามแล้วแต่ตาม
จำนวนสมาชิกในตระกูลหรือจำนวนแขกที่เชิญ หลังคามุงด้วยทางมะพร้าว หญ้าคา หรือใบตองตึง มีการตกแต่ง
ประดับผามใหส้ วยงามโดยใช้ทางมะพร้าว ต้นกลว้ ย ขี้ผึ้ง หม้อน้ำ น้ำต้น มีผ้าขาวยาวถงึ พ้ืน ผูกตรงกลางผามสำหรบั
โหนเชิญผีเข้าทรง ด้านหน้าผาม จะทำเป็นยกพื้นสำหรับวางเครื่องเซ่นต่าง ๆ ได้แก่ หัวหมูต้ม ไก่ต้มทั้งตัว เหล้า
ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว ถัดจากอาหารคาวหวานจะมีผ้าโสร่งผ้าโพกศีรษะ
สีต่าง ๆ และเครอ่ื งแต่งตัวสำหรับผทู้ จ่ี ะฟ้อนนงุ่ ทบั ลงไป

ประเพณีการฟ้อนผีจะจัด 2 วัน วันแรกเรียกว่า วันข่าว หรือป่าวข่าว เป็นการบอกให้ญาติพี่น้องใน
ตระกูลเดียวกันไปร่วมชุมนุมกันที่บ้านงานหรือเตรียมงานก่อนจะถึงวันงาน ส่วนอีกวันเป็นวันจริงที่มีการเชิญ
ผีเข้าทรงและมีการฟ้อนสังเวย หอผีแต่ละหอ หรือตระกูลผีแต่ละตระกูลจะจัดงานฟ้อนผีไม่ให้ซ้ำวันกับงานของ
ตระกลู อน่ื จะมีการเชญิ คนทรงและผตี ระกลู อน่ื มาร่วมงานดว้ ย

4. ดนตรีการละเลน่ และการแสดง
ดนตรีและการแสดงเป็นอีกหน่ึงกจิ กรรมที่แตล่ ะกลุ่มชาติพันธุ์จะมีการละเลน่ การแสดงและเคร่ือง

ดนตรีที่แตกต่างกันออกไปทีมนักวิจัยชุมชนสามารถสรุปจากการลงพื้นที่สัมภาษณ์และเก็บข้อมูลกับปราชญ์
กลุ่มแกนนำและผู้รแู้ ละนำมาประชมุ สรุปผลออกมาเปน็ 2 กลมุ่ ดงั นี้

1. กล่มุ ล้านนา
2. กลมุ่ ไทใหญ่

1) ดนตรีลารแสดงชาวล้านนา
1.1 สะล้อ ซอ ซงึ
วงสะล้อ ซอ ซึง หมายถึง วงดนตรีท่ีนำเอาเครื่องดนตรี ประเภทเครื่องสายของภาคเหนือ คือ

ซึงสะล้อ และเครื่องประกอบจังหวะมาบรรเลงร่วมกันเป็นวง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในภาคเหนือ มาตั้งแต่อดีตจนถึง
ปัจจุบัน มีอยู่เฉพาะในภาคเหนือตอนบนเท่านั้นถือว่าเป็นวงดนตรีพื้นบ้านของท้องถิ่นล้านนาเรียกของวงดนตรี
บางครั้งเรียก วงสะล้อ ซอซึง บ้างก็เรียก วง ซึง สะล้อ คงจะเป็นเพราะวงสะล้อ ซอซึง ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ในการ

123

บรรเลงมีการนำเอาขลุ่ยพื้นเอง (ขลุ่ยตาด) หรือปี่จุ่มมาบรรเลงร่วงด้วย บางครั้งมีการขับร้องเพลง (ซอ) ประกอบโดย
ใช้ทำนองเพลงพืน้ เมอื งขอแยกความหมายเพื่อให้ชดั เจน ดงั นี้

สะล้อ เปน็ เครื่องดนตรี ประเภทเครอื่ งสาย ท่ีใช้วิธกี ารเลน่ โดยการสี
ซอ เป็นภาษาพ้นื บา้ นล้านนา หมายถงึ การขับรอ้ งเพลง
ซงึ เป็นเครอ่ื งดนตรี ประเภทเคร่ืองสาย ทีใ่ ชว้ ธิ ีการเลน่ โดยการดดี
สะลอ้ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมือง ล้านนาชนิดหนึ่ง เป็นประเภทเครื่องสีซึ่งมีทั้ง 2 สาย 3 สาย
คันชักสำหรับสจี ะอยู่ข้างนอกเหมือนคันชกั ซอสามสาย สะล้อ เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า ทร้อ หรือ ชะล้อ มีรูปร่างคล้าย
ซออู้ของภาคกลาง ใช้ไม้แผ่นบาง ๆ ปิดปากกะลาทำหนักที่หัวสำหรับพาดทองเหลืองด้านหลังกะโหลกเจาะเป็นรูป
ลวดลายต่าง ๆ เชน่ รูปหนมุ าน รปู หัวใจ ส่วนด้านล่างของกะโหลก เจาะทะลุลง ข้างลา่ ง เพ่อื สอดคนั ทวนที่ทำด้วยไม้
ชิงชัน ยาวประมาณ 64 ซม. ตรงกลางคันทวนมีรัดอกทำด้วยหวาย ปลายคันทวนด้านบนเจาะรูสำหรับสอดลูกบิด
ซึ่งมี 2 หรือ 3 อัน สำหรับขึงสายซอ จากปลายลูกบิดลงมาถึงด้านกลางของกะโหลกมีหย่องสำหรับ หมุนสายสะล้อ
เพื่อให้เกิดเสียงเวลาสี คันชักสะล้อทำด้วยไม้ดัดเป็นรูปโค้ง ขึงด้วยหางม้าหรือพลาสติก เวลาสีใช้ยางสนถูทำให้เกดิ
เสียงได้ สะล้อใช้บรรเลงประกอบการแสดงหรือบรรเลงร่วมกับบทร้องและทำนองเพลงได้ทุกชนิดเช่น เข้ากับปี่ใน
วงชา่ งซอเขา้ กบั ซึงในวงพนื้ เมอื ง หรอื ใชเ้ ดีย่ วคลอร้องกไ็ ด้
ซอ เปน็ เคร่อื งดนตรไี ทยชนดิ หน่งึ จำพวกเคร่อื งสาย ทำให้เกิดเสียงโดยการใชค้ นั ชักสีเข้ากับสายท่ี
ขึงเอาไว้ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภท ดีด มี 4 สาย แต่แบ่งออกเป็น 2 เส้น เส้นละ 2 สาย มีลักษณะคล้าย กระจับปี่
แต่มีขนาดเล็กกว่า ความยาวทั้งคันทวนและกะโหลกรวมกันประมาณ 81 ซม. กะโหลกมีรูปร่างกลมวัด
เสน้ ผา่ ศูนย์กลางประมาณ 21 ซม. ทั้งกะโหลกและคันทวน ใชไ้ มเ้ น้ือแข็งชน้ิ เดยี วควา้ นตอนทเี่ ป็นกะโหลกให้เป็นโพรง
ตดั แผ่นไม้ใหก้ ลม แลว้ เจาะรูตรงกลางทำเปน็ ฝาปดิ ด้านหน้า เพอ่ื อุ้มเสยี งให้กังวาน คันทวนเป็นเหลี่ยมแบนตอนหน้า
เพื่อติดตะพานหรือนมรับนิว้ จำนวน 9 อัน ตอนปลายคันทวนทำเป็นรูปโค้งและขุดให้เป็นร่อง เจาะรูสอดลูกบิดข้าง
ละ 2 อัน รวมเปน็ 4 อนั สอดเขา้ ไปในร่อง สำหรบั ขึน้ สาย 4 สาย สายของซง่ึ ใช้สายลวดขนาดเล็ก 2 สายและสายใหญ่
2 สาย ซึ่งเป็นเครื่องดีดที่ชาวไทยทางภาคเหนือนิยมนำมาเล่นร่วมกับปี่ซอ หรือปี่จุ่มและสะล้อ แบ่งตามประเภทได้
2 ชนิด คือ ซึงลูก 3 และซึงลูก 4 (แตกต่างกันที่เสียง ลูก 3 เสียงซอจะอยู่ด้านล่าง ส่วนซึ่ง ลูก 4 เสียงซอจะอยู่
ด้านบน) อธิบายคำว่า สะล้อ ซอ ซึง ที่มักจะพูดกันติดปากว่าเป็นเครื่องดนตรีของชาวล้านนา แต่ที่จริงแล้วมีแค่
ซึงและสะล้อเท่านั้นที่เป็นเครื่องดนตรีของชาวล้านนา ส่วนคำว่า ซอในที่นี้หมายถึงการขับซอ ซึ่งเป็นการร้อง
การบรรยาย พรรณนาเปน็ เรือ่ งราวประกอบกับวงป่ีจมุ่
1.2 กลองปู่จา

ก๋องปู่จา (กลองปูจาหรือกลองบูชา) เป็นกลองที่พบมากในเขตจังหวัดภาคเหนือของ
ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดลำปาง จะมีการสร้างไว้ประจำวัดเกือบทุกวัดโดยมีการติดตั้งไว้ที่หอกลอง ไม่มีการ
เคลื่อนย้ายใด ๆ ท้ังส้ิน เป็นเคร่อื งดนตรีทีถ่ ูกสรา้ งข้นั เพ่ือใช้ในพิธกี รรมทางศาสนาของพุทธศาสนา ตามความเช่ือของ
บรรดาชาวพุทธ โดยเฉพาะการใช้ก๋องปูจาตีเป็นอาณัติสัญญาณสื่อสารเพื่อบอกเหตุการณ์ และงานทำบุญ เช่น
ขณะทำนาถ้าได้ยินเสียงตีกลองปูจา ก็จะกล่าวคำว่าสาธุ นั่นแสดงความการเทศน์ได้จบ 1 ผูก แล้วกลองปูจา


Click to View FlipBook Version