The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการ การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by momay.ns, 2021-11-10 07:53:36

รายงานวิจัย การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

โครงการ การพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ และท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

124

ประกอบด้วยกลองหลวงหรือกลองเติ้ง 1 ลูก มีขนาดใหญ่มากเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 60-100 เซนติเมตร ความยาว
ของกลองหลวงมีตัง้ แต่ 1-1.50 เมตร กลองตุ๊บหรอื ลกู ตบุ๊ เป็นกลองขนาดเล็กจำนวน 3 ใบ ขนาดไล่เลย่ี กัน เป็นกลอง
2 หนา้ ขนาดเล็กกว่ากลองหลวงเรยี งลำดับใหญม่ าหาเลก็ และฆ้องใช้ฆ้องขนาดใหญ่คือ ฆอ้ งอุ้ยและฆอ้ งโหย้งอย่างละ
1 ใบ บางวัดอาจใช้ฆ้องขนาดรองลงมามีจำนวน 4-9 ใบก็ได้ ฉาบ 1 คู่ ในตำบลแม่ปะและแม่กาษา มีกลองปูจา
กลองตบุ๊ ฆอ้ ง ครบและเก็บไวอ้ ยา่ งดีบนหอระฆัง

วธิ กี ารตี ใช้คน 2 คน อยู่คนละข้างหนั หน้าเข้าหากัน คนหน่งึ เปน็ คนแซะ คือ ใชไ้ ม้ไผ่ ผา่ ซีกตีกลอง
หลวงหน้าหนึ่งในจังหวะที่สม่ำเสมอกัน เรียกว่า แซะกลอง เพราะมีเสียงดังแวะ ๆ ส่วนอีกคนหนึ่งใช้ฆ้องตี 2 มือ
ทั้งกลองใหญ่และกลองเล็กตาจังหวะและทำนองเพลง การตีกลองปูจานี้ตีได้หลายทำนอง เช่น ทำนองสะบัดชัย
ทำนองล่องนา่ น ทำนองธรรมดา แลว้ แต่ท้องถ่ินจะเรียกชอื่ กนั

เนื่องจากเป็นกลองสำคัญประจำวัด การตีหรือการประโคมกลองจึงมีความหมายต่อพิธีกรรมหรือ
ต่อวดั ตอ่ ชาวบา้ นทีอ่ ยู่รอบ ๆ วดั ซึง่ ใช้ตีในโอกาสตา่ ง ๆ ดงั นี้

ตใี นคืนวนั โกน เปน็ สัญญาณบอกวนั พระขึน้ หรือ แรม 7 คำ่ 14 คำ่ จะประโคมเพลงกลองในช่วงเวลา
ประมาณ 2-3 ทุ่ม เพื่อเตอื นให้ศรัทธาชาวบ้านได้ทราบว่าวันรุ่งขึน้ จะเป็นวันพระหรือวนั ศีล จะได้เตรียมตวั ไปทำบุญ
ตีเปน็ สัญญาณแสดงถงึ กิจกรรมที่กระทำในวันพระ จะตีโดยไมม่ ีฆอ้ งและฉาบเปน็ ระยะสัน้ ๆ เพือ่ เป็นสัญญาณให้รู้ว่า
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ในวัด เช่น เมื่อเทศนาจบ ได้เวลาทำวัตรเย็นเป็นต้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงกลองก็จะ
โมทนาสาธไุ ปพร้อมกบั ผูป้ ระกอบพิธีอยู่ในวดั ตีเป็นกลองเพ่ือแสดงความยนิ ดี ฉลองชัย ฉลองความสำเร็จ แสดงความ
ยินดีเมื่อมีอาคันตุกะมาเยีย่ มเยียน เช่น ขบวนแห่ครัวทาน ขบวนกฐิน ขบวนผ้าป่า หรือแสดงความยินดีเมือ่ พระสงฆ์
ได้สวดให้พรแล้วตีเพื่อใช้เป็นสัญญาณบอกให้คนในหมู่บ้าน ในการตีจะไมม่ ีฆ้องและฉาบประสม เพื่อบอกเหตุต่าง ๆ
เช่น ไฟไหม้ พระสงฆ์มรณภาพ การนัดประชันจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้มีอุปกรณ์หรือ
สื่ออื่น เข้ามาแทนที่กลองปูจาเป็นต้นว่าการใชห้ อกระจายเสียงตามหมู่บา้ น สื่อทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อพิมพ์และ
การมีปฏิทินใช้กันแทบทุกบ้านทำให้กลองปูจาซ่ึงเป็นทั้งเคร่ืองดนตรีพิธกี รรม หอกระจายข่าว และหอแจ้งเหตุถกู ลด
บทบาทและหน้าที่ลงไป วัฒนธรรมการบรรเลงกลองปูจาจึงเริ่มซบเซาลงไปซึ่งทางจังหวัดลำปางและอำเภอแม่เมาะ
ก็ได้ทำการอนุรักษ์โดยมีการแข่งขันตีกลองปูจาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ก๋องปูจาหรือกลองบูชาเป็นสิ่ง
มหัศจรรย์ของโลกอันหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสื่ออาณัติสัญญาณบอกเหตุต่าง ๆ ในสังคมจะเห็นได้จากการตีก๋องปูจา
เพื่อบอกเหตุ ไฟไหม้ มีเหตุร้ายเกิดขึ้น หรือนัดประชุม ตลอดทั้งตีเพื่อบอกกล่าวให้ทราบว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ
หรือตเี พอื่ เป็นพุทธบูชาพระรัตนตรยั และองคส์ มเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ทงั้ นข้ี ้ึนอยกู่ ับภูมคิ วามร้วู ธิ กี าร โอกาสการ
สบื ทอดวชิ าการและศิลปะการตีก๋องปูจาของแตล่ ะท้องถนิ่ บางท้องถ่นิ มโี อกาส มีระบบการถ่ายทอดท่ีดีและต่อเนื่อง
ภูมิความรู้ที่ปรากฏให้เห็นก็มีความสมบูรณ์ น่าส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติสืบต่อไป เพื่อให้ก๋องปูจา
เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของอำเภอแม่เมาะและชาวจังหวัดลำปางและของโลก ปัจจุบันตำบลแม่ปะมีกลองปูจาเป็นสมบัติ
ประจำวดั ทกุ วัดและยังคงเก็บรักษาและตีกลองในเทศกาลต่าง ๆ เปน็ ประจำ

125

1.3 กลองสะบัดชัย เป็นกลองที่มีมานานแล้วนับหลายศตวรรษ ในสมัยก่อนใช้ตียามออกศึก
สงคราม เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญในการต่อสู้ให้ได้ชัยชนะ ทำนองที่ใช้ในการตี
กลองสะบดั ชัยโบราณมี 3 ทำนอง คอื ชยั เภรี ชยั ดิถี และชนะมาร

การตกี ลองสะบดั ชยั เปน็ ศลิ ปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึง่ ซง่ึ มักจะพบเห็นในขบวนแหห่ รือ
งานแสดงศิลปะพืน้ บา้ นในระยะหลังโดยทั่วไปลีลาในการตีมลี กั ษณะโลดโผนเรา้ ใจมีการใชอ้ วยั วะหรือสว่ นต่าง ๆ ของ
รา่ งกาย เช่น ศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตดี ้วย ทำใหก้ ารแสดงการตกี ลองสะบัดชัยเปน็ ที่ประทบั ใจของผู้ท่ีได้ชม
จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ขนาดหน้ากว้างพอ ๆ กับกลองใหญ่อีก 1 ใบ พร้อมไม้ตีอีก 3 อัน
หน้ากลองตรงึ ด้วยหมดุ ตัดเรียบมีคานหามทั้งกลองและฆ้องรวมกนั

ปัจจุบันศิลปะการตีกลองสะบัดชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้ชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมฟื้นสู่
ล้านนา และบทบาทของกลองสะบัดชัยจึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น งานขันโตก งานพิธี
ตอ้ นรับแขกเมืองขบวนแห่ ฯลฯ

1.4 กลุม่ การแสดงวงดนตรีของชาวตำบลแม่ปะ
ชาวแม่ปะเป็นกลุ่มคนที่มีรากวัฒนธรรมของคนภาคเหนือจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้สูงวัยใน

ตำบลแม่ปะหมู่ที่ 1 พบว่าคนส่วนใหญ่อพยพมาจากลำปาง ลำพูน มาตั้งรกรากกระจายอยู่ 5 อำเภอฝั่งตะวันตกของ
จังหวัดตาก โดยเฉพาะกลุ่มคนตำบลแม่ปะ ส่วนใหญ่นั้นมีถิ่นเดิมมาจากทางตอนเหนือของประเทศไทยด้วยสาเหตุน้ี
จึงทำให้ชาวแม่ปะมีวัฒนธรรมของชาวล้านนาติดตัวและสืบทอดกันมายาวนานและมีวิถีการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย
พึ่งพาอาศัยซ่ึงกนั และกัน “วงพยัคฆ์คำพนั ธ์” เป็นชือ่ ของกลุ่มการแสดงวงดนตรีของชาวตำบลแม่ปะ หมู่ที่ 1 ในการ
รวมกลุ่มครั้งนี้เกิดจากการรวมตัวกันของชมรมผู้สูงอายุเพื่อแสดงในงานพิธีในหมู่บ้าน ในวงประกอบไปด้วย
เครอ่ื งดนตรีทั้งหมด 4 ชนิด

1) กลองหลวง เปน็ กลองทมี่ ขี นาดใหญแ่ ละยาว อาจกลา่ วไดว้ า่ เป็นกลองท่ียาวท่ีสุดของประเทศ
ไทย ลักษณะทั่วไปเป็นกลองที่ขึงหนังแท้หน้าเดียว มีสายเร่งเสียง รูปร่างคล้ายกลองซิงมอง กลองปู่เจ่ และกลองแอว
มคี วามประณตี ทางศิลปะ และมีความซับซ้อนทั้งโครงสรา้ งภายใน ด้วยเหตุทกี่ ลองอนั เดมิ ของชาวบ้าน หมู่ท่ี 1 ชำรุด
ไปตามกาลเวลา จึงทำให้ต้องจัดหากลองอนั ใหม่ทางชมรม จงึ ได้จดั หาไมม้ าทำกลอง ไม้ท่ใี ช้เป็นไมต้ ะเคยี นของจังหวัด
เชียงใหม่ มีเรื่องเล่าขานกันว่าในขณะการสร้างนั้น ช่างเจาะไม้ฝันเห็นเงาของผู้หญิง และมาเข้าฝันว่าให้ทำพิธีบอก
กล่าวก่อน จากนั้นทางช่างที่เจาะจึงได้แจ้งกับทางชมรมว่ามีเรื่องอาเพศ ทางชมรมจึงได้จัดทำพิธีบอกกล่าวขอขมา
จากนั้นต่อมา ก่อนที่จะทำการนำกลองไปแสดงตามงานต่าง ๆ จึงต้องมีการจุดธูปบอกกล่าวและนำอาหารหวาน
อาหารคาวมาถวาย เพื่อเป็นการบอกกล่าวแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการตีกลองหลวงนั้นมักจะบรรเลงในโอกาสที่มีงานบญุ
หรืองานเทศกาลต่าง ๆ ในวันโกนหรือก่อนวันพระ งานเกี่ยวกับศาสนาเช่นงานสรงน้ำพระบรมธาตุ งานสงกรานต์
งานปอยหลวง งานขึ้นปีใหม่ เป็นต้น การนำกลองหลวงเข้าร่วมบรรเลงมักจะนิยมใช้เกวียนบรรทุกทั้งนี้เพราะกลอง
หลวงมีขนาดใหญ่ เวลาจะเคลื่อนย้ายก็ต้องอาศัยล้อเกวียน ปัจจุบันการตีกลองหลวงไม่ได้มีวงจำกัดอยู่เพียงแค่
ในเฉพาะงานบุญเท่านั้น ยังมกี ารจัดประกวดการแข่งขันตกี ลองหลวงอีกดว้ ย

126

ภาพที่ 4.2 กลองหลวง

ลกั ษณะของกลองหลวง
เป็นกลองหน้าเดียวที่มีขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้เนื้อแข็งท่อนเดียว มีน้ำหนักมาก กลองหลวงมีขนาด

เสน้ ผ่าศูนยก์ ลางหนา้ กลองกวา้ งประมาณ 28 นวิ้ มคี วามยาวประมาณ 130 นวิ้ ดา้ นล่าง หนงั ทำมาจากหนังวัวตัวเมีย
อายุประมาณ 5-7 ปี และมีหวายพันเป็นเกลียวตามลวดลายของกลองจ่ากลอง เม่ือสมัยก่อน ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมใช้ข้าว
เหนียวนำมาตำให้เหนียวจนเปน็ แป้งเปียกจากนนั้ นำไปผสมกับขเี้ ถา้ และนำไปติดตรงหนา้ กลอง แตป่ จั จบุ ันการใชว้ ิธี
แบบเดิมอายุในการเก็บรักษาสั้น จึงทำให้เปลี่ยนไปใช้ใส้ด้านในของขนมเปี๊ยะที่ทำจากถั่วจากนั้นนำไปผสมกับน้ำ
ซาวขา้ ว แล้วนำมาแปะทหี่ นงั กลองเพ่ือเพิ่มความทุ้มใหแ้ ก่เสียงเม่ือตีเสร็จแลว้ ต้องแกะออกทุกครั้ง เพ่ือป้องกันไม่ให้
มดและแมลงมาตอมและกันไม่ให้เกิดความชื้นแก่หนังกลองในการตีกลองนั้นใช้มือตีโดยการนำสบงพระมาตัด
เป็นแผ่น ๆ แลว้ นำมาพันกบั มือให้แนน่ หนาเปน็ ทรงคล้ายก้อนหอยเพ่ือใชใ้ นการตี

กลองหลวงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
กลองหลวง เริ่มตงั้ แต่การใช้ การเก็บรกั ษาและอื่น ๆ ตอ้ งอาศัยความรว่ มมือของวัด หมูบ่ า้ น พระ และชาวบา้ นอย่าง
ใกลช้ ดิ กลองหลวงจะถือว่าเปน็ สมบัติของวัดและหมูบ่ ้านนั้น ๆ ปจั จุบนั กลองหลวงได้มีการแข่งขันกันมากข้นึ จึงทำ
ให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชุมชนท่ีเปน็ เจ้าของกลองหลวงจึงจัดเปน็ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง
ทม่ี ีความเปน็ เอกลักษณ์ของตนเองท้ังรูปแบบและบทบาทในสังคมลา้ นนา

2) โหม่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีชนิดหนึ่ง ใช้ตีประกอบจังหวะ โหม่ง คือ ฆ้องคู่
เสียงต่างกันที่เสียงแหลมเรียกว่า “เสียงโหม่ง” ที่เสียงทุ้มเรียกว่า “เสียงหมุ่ง” หรือ บางครั้งอาจจะเรียกว่าลูกเอก
และลูกทุ้มซึ่งมีเสียงแตกต่างกันเป็นคู่ห้า แต่ปัจจุบันเป็นคู่แปด โหม่งที่ใช้ในการแสดงของวงดนตรีพยัคฆ์คำพันธ์
ประกอบไปด้วยโหม่งขนาดกลาง 2 ลูกและโหมง่ ขนาดเล็ก อีก 1 ลูก

127

ภาพที่ 4.3 ฆอ้ ง
3) ฉาบ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเพอร์คัชชัน มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ รูปร่าง
คล้ายจาน โดยส่วนมากจะเปน็ เคร่ืองดนตรไี ม่มรี ะดับเสียงใชเ้ พ่ือเปน็ ตวั ตบจงั หวะของเพลง

ภาพที่ 4.4 ฉาบ
4) แคน เป็นเครือ่ งดนตรพี ืน้ เมืองชนดิ หนึ่งของประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(อีสาน) ในประเทศไทย และถือเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีกด้วย เครื่องดนตรีชนิดนี้จะใช้ไม้ซาง
ขนาดต่าง ๆ ประกอบกันเข้าเป็นตัวแคน แคนเป็นเครื่องเป่ามีลิ้นโลหะ เสียงเกิดจากลมผ่านลิ้นโลหะไปตามลำไม้
ที่เป็นลูกแคน การเป่าแคนต้องใช้ทั้งเป่าลมเข้าและดูดลมออกด้วย จึงเป่ายากพอสมควรและแคนมีหลายขนาด
ถือเป็นเครื่องดนตรีชนดิ หนึ่งทีใ่ ห้เสียงไพเราะ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างเสียงประสานได้ในตวั เอง บ่งบอกถึงวถิ ี

128

ชีวิตของชาวพื้นเมืองบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี ใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า “แคน”
เป็นคนแรก และทำไมจึงเรียกว่า “แคน” นน้ั ยงั ไม่มหี ลักฐานทแี่ น่นอนยนื ยนั ได้

ภาพที่ 4.5 แคน

ทางผู้นำกลุ่มเห็นว่าในชมรมผู้สูงอายุมีคนที่เล่นเครื่องนี้เป็น จึงให้มาเข้าร่วมกับวง ซึ่งเป็นการประยุกต์
วัฒนธรรมของภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างลงตัว ปัจจุบันจึงนำมาประกอบในการบรรเลงด้วย การจัดทำ
กิจกรรมร่วมกันภายในชุมชนนั้น จากการสัมภาษณ์อย่างสนุกสนานเล่าให้ฟังว่าการดำเนินกิจกรรมของวงดนตรี
พยัคฆค์ ำพันธ์ถือว่าเป็นการให้ความร่วมมือของชุมชนตำบลแม่ปะ หมูท่ ี่ 1 แสดงถึงความรักความสามัคคี ปรองดอง
ของหมบู่ ้านและวดั อย่างชัดเจน ทง้ั ยงั เปน็ ท่ียดึ เหน่ียวจิตใจของผู้คนในชมุ ชนให้น้อมนำไปสู่การปฏิบตั ดิ ี ปฏิบัติชอบ
แสดงถงึ ความรักความสามัคคีของคนในชุมชนที่อย่รู ว่ มกันอย่างมสี ุขสงบ หากเมอื่ ได้ยินเสียงกลองดังขึ้น ชาวบ้านใน
ชุมชนตำบลแมป่ ะ หมู่ที่ 1 ก็จะพากนั ออกมาร่ายรำ หนา้ ขบวนแหก่ นั โดยพรอ้ มเพรยี งกนั อยา่ งสนุกสนาน เพลิดเพลิน

1.5 กล่มุ การแสดงรำ
เป็นการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุและกลุ่มคนรักการออกกำลังกายตอนเย็นที่มีการร่ายรำได้งดงาม อ่อนช้อย

เพราะมกี ารฝึกฝนกนั อย่ตู ลอด และมอี งค์การบริหารส่วนตำบลแมป่ ะทีค่ อยส่งเสริมสนบั สนุนให้เกดิ เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
เพื่อเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้รำ มีชุดการแสดงและกลุ่มคนที่
เมื่อมีงานแสดงร่ายรำหรือหากนักท่องเที่ยวต้องการชม กลุ่มนางรำนี้ก็พร้อมรวมตัวและร่ายรำได้อย่างพร้อมเพรียง
แสดงถึงศักยภาพของชุมชนตำบลแม่ปะและการทำงานที่เชื่อมประสานกันทุกฝ่ายจนเกิดเป็นพลังชุมชนท่ีสามารถ
สรา้ งความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ ด้วยท่าร่ายรำท่ีงดงามทีห่ าดูได้ยากในยุคปัจจบุ นั แต่ชุมชนตำบลแม่ปะยังคงมีกลุ่มท่ี
เป็นรปู ธรรม

129

ภาพที่ 4.6 กลุ่มนางรำของชุมชนแม่ปะ

2. การแสดงและดนตรชี าวไทใหญ่
2.1 การแสดง
1) ก้ากิ่งกะหร่า
ก้ากิ่งกะหร่า หรือ รำนกกินรี เป็นการร่ายรำเลียนแบบท่าทางของนกตามจังหวะของดนตรี

อีกทั้งนกกินรียังเป็นสัตว์ในตำนานที่มีอยู่ในป่าหิมพานต์ที่มีลักษณะครึ่งคนครึ่งนกตามความเชื่อของชาวไทใหญ่
โดยเพศผ้จู ะเรยี กว่า กนิ รา เพศเมียจะเรยี กว่า กนิ รี

2) กา้ โต
ก้าโต หรือรำสิงโต เป็นการร่ายรำเลียนแบบในท่าทางของสัตว์สี่เท้าตามจังหวะดนตรี ซึ่งโต

นนั้ มลี กั ษระคลา้ ยสิงโต แต่มเี ขาคล้ายกวาง ซ่งึ เปน็ สตั วใ์ นตำนานหมิ พานต์ของชาวไทใหญ่
3) ก้าไต
ก้าไต หรือการฟ้อนไทใหญ่ เป็นการ่ายรำตามแบบของชาวไทใหญ่ ซึ่งมีลีลาอ่อนช้อยงดงาม

ตามจังหวะของดนตรี
2.2. การบรรเลงดนตรไี ทใหญ่
ในการร่ายรำหรือการละเล่นของชาวไทใหญ่ ทั้งก้ากิ่งกะหร่า ก้าโต และก้าไตนั้น ส่วนหนึ่งต้องเป็น

ไปตามจังหวะของดนตรที บี่ รรเลงประกอบ โดยเคร่ืองดนตรที ่ีใชบ้ รรเลงมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่
- ก๋อง หรือกลองกน้ ยาว
- มอง หรอื ฆอ้ งขนาดตา่ ง ๆ
- แส่ง หรือฉาบ

130

2.3 เครอ่ื งดนตรี
1) ดนตรีของชาวไทยใหญ่หรือชาวเงี้ยวในตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด ใช้ในการแสดงงาน

พธิ ีต่าง ๆ เครือ่ งดนตรที ี่ใช้ประกอบด้วย
1.1.ฆอ้ ง 7 ลูก

ภาพที่ 4.7 ฆอ้ ง 7 ลูก
2) ฉาบ

ภาพท่ี 4.8 ฉาบ
3) กลองก้นยาวของไทใหญ่ หรอื กลองปู่เจ่ของคนเมือง เป็นงานช่างฝีมือประเภทเคร่ืองไม้มีหน้า
เดียวรูปทรงกลม จะนับเป็นนิ้ว 12-32 นิ้ว ตามแต่ขนาดกลองเล็ก กลาง ใหญ่ ชาวไตหรือไทใหญ่เรียกกลองนี้ว่า
กลองก้นยาว

131

ภาพที่ 4.9 กลองก้นยาวของไทใหญ่ หรือกลองปเู่ จ่ของคนเมอื ง
กลุ่มชาวไทใหญ่ตำบลท่าสายลวด มีการแสดงการละเล่นที่พร้อมจัดแสดงทั้งดนตรีและการร่ายรำที่เป็น
อัตลักษณ์เฉพาะของชาวไทใหญ่ที่พร้อมแสดงให้นักท่องเที่ยวชมเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน สร้างความ
ประทับใจแก่ผู้มาเยือน
5. การแตง่ กาย

5.1. การแต่งกายชาวไทยใหญ่หรือเงีย้ ว

ภาพท่ี 4.10 การแตง่ กายชาวไทยใหญ่หรือเง้ยี ว
การแต่งกายสำหรบั ผชู้ าย กางเกง เปน็ กางเกงขากว๊ ย เป้าและขาเหมอื นกางเกงของชาวจนี เอวกว้าง
ใช้พับทบเขา้ มาให้พอดีกับเอว เรยี กวา่ “กน๋ ไต” คาดด้วยเข็มขัดเส้ือตวั ในใช้เสอื้ เช้ิต มเี สอ้ื กล้ามรองช้ันในอีกชั้นหน่ึง
เสอ้ื ตวั นอกเปน็ เสอ้ื คอกลมแขนยาว ไหล่เลยลงมาตอ่ ตะเขบ็ ตรงกงึ่ กลางแขนผ่าหน้าตดิ ดว้ ยกระดมุ ขอดหา้ คู่ ดา้ นหนึ่ง
ใช้ผ้าขอดเปน็ หวั กระดุมลกั ษณะหัวแมลงวนั อกี ดา้ นหน่ึงทำเปน็ หว่ งเย็บตดิ ขนานกนั เหลอื ห่วงตรงหวั ผ้าเป็นหกู ระดุม
แล้วนำหัวกระดุมมาสอดเข้ากับหูกระดุม จะมีชายผ้าเป็นทางเย็บทอดต่อจากหัวและหูกระดุมทั้งสองข้างยาวด้านละ
ประมาณ 2 นิว้ ตัวยาวเทา่ สะโพก เรียกวา่ “เสอ้ แตก้ ปงุ่ ” มกั ใช้ในโอกาสที่เป็นงานในพิธี

132

ผู้หญิงในสมัยก่อนนิยมตัดเสื้อผ้าตวั ใหญ่ ๆ ให้ลูกสวมใส่หรือใส่เสือ้ ผ้าสืบทอดกันไปในหมู่พี่น้อง ทั้งนี้เพื่อ
เป็นการประหยัด เมื่อโตพอที่จะสวมผ้าซิ่นได้แล้วแม่ก็จะสอนให้นุ่งผ้าซิ่นคาดเข็มขัด เสื้อชั้นในจะใช้เสื้อปักลาย
ลูกไม้ที่ด้านหลัง ยกทรงเล็กน้อยตีเกล็ดถี่ ๆ ไว้บนทรงบ่าใหญ่ประมาณ 2 นิ้วมือ เป็นเส้ือผ้าหน้าใช้เข็มกลัดหรือ
ตดิ กระดมุ เรียกวา่ “เสอ้ ป๊ิดจา่ ” สวมเสือ้ ไตหน้าต่อทบั ดา้ นนอกผูใ้ หญ่ใช้ “เส้ือไตหน้าแว๊ด” แบบเสื้อชาวจนี คอกลม
แต่ชายเสื้อสั้นแค่เอวมีกระดุมขอดสอดกับหูกระดุมอีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกับเสื้อชาย หรือใช้กระดุมชุดที่ทำจาก
พลอยพม่า ถ้าใช้กระดุมชุดพลอยกระดุมผ้าที่เย็บติดกับตัวเสื้อจะเย็บเป็นหูทั้งสองข้าง ใช้ห่วงของกระดุมพลอย
สอดคล้องกับหูของกระดุมผ้า แล้วใช้เม็ดพลอย ลอดห่วงผ้าอีกข้างหนึ่งเพื่อลอดรั้งไห้ติดกันไว้ทั้งสองข้าง ผ้าซิ่นจะ
ใช้ผ้าที่มีลวดลายเป็นส่วนใหญ่เย็บตะเข็บเดียวเป็นผ้าถุงธรรมดา สมัยก่อนจะใช้ผ้าเนื้อนิ่มสีดำต่อตรงเอวเรียกว่า
“หัวซิ่น” เวลานุ่งผ้าก็จะเหน็บชายหัวซิ่นได้แน่น ใช้เข็มขัดเงินคาดทับผ้าซิ่นแต่ละแบบที่หญิงไตนิยมใช้จะเรียก
ตา่ ง ๆ กนั ไป

5.2 การแตง่ กายของชาวล้านนา

ภาพท่ี 4.11 การแต่งกายชดุ ลา้ นนาของชาวอำเภอแม่สอด

ชาวล้านนาถึงแม้ว่าจะอยู่รวมกันหลายชนเผ่าแต่การแต่งกายก็มีลักษณะร่วมกันโดยเฉพาะ
เคร่ืองนงุ่ ห่ม การฟื้นฟูวัฒนธรรมการแต่งกายแบบพ้ืนเมืองขึน้ มาใหม่ โดยมีการสนับสนุนให้แตง่ กายล้านนาในงาน
เทศกาลหรอื งานประเพณตี ่าง ๆ เชน่ ในงานสงกรานต์ งานบุญตา่ ง ๆ

การแตง่ กายของผู้ชาย เสอื้ เปน็ ลักษณะพระราชทานแขนยาว สสี ภุ าพ เช่น สเี ปลอื กไม้ สตี นุ่ ยกเว้น
หม้อห้อม (เพราะถือว่าเป็นเสื้อที่ใช้เวลาทำงานหรือใช้ในงานอัปมงคล) ผ้าคาดเอวจะเป็นผ้าไหมหรือฝ้ายก็ได้
กางเกงทรงสุภาพตามสมัยนิยม สำหรับเจ้านายฝ่ายเหนือจะนุ่งผ้าม่วง (โจงกระเบน) สีต่าง ๆ และสวมรองเท้าคัทชู
หมุ้ สน้ สีดำ

การแต่งกายของผู้หญิง ลักษณะเสื้อมีหลายรูปแบบ เช่น เสื้อคอกลมหรือคอตั้งแขนกระบอกยาว
ถึงข้อมือ ตวั เสื้อเข้ารูป ชายเส้ือยาวคลุมทับเอวผ้าซ่ิน เสือ้ ผา้ หนาตลอด สีเส้ือเปน็ สีตนุ่ หรือสฝี ้ายเป็นพ้ืน อาจมีการ
ย้อมสีแล้วแต่ความเหมาะสม ใส่ผ้าสไบซ่ึงต้องยาวพอที่จะห่มแบบสไบเฉียงหรือห่มสะหว้ายแล้งแบบล้านนาแท้ ๆ
ปกติการห่มสไบเฉียงต้องพาดบ่าซ้าย ชายสไบด้านหน้ายาวถึงบั้นเอว ชายสไบอีกด้านลอดแขนขวาแล้วพาดตลบ

133

บ่าซ้าย ทิ้งชายด้านหลังข้างซ้าย ให้ชายสไบด้านหลังยาวกว่าด้านหน้า และไม่มีการคาดเข็มขัดทับชายสไบ ผ้าซิ่น
เป็นผ้าไหม ซ่ินยก หรือผา้ ฝา้ ย อาจจะเป็นลายขวางทั้งตัวหรือเฉพาะเชิง (ตนี ซ่นิ ) คาดเขม็ ขัดแต่เอาเสื้อปิดเข็มขัดให้
มิดชิด ความยาวกรอมเท้าป้ายด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้แลว้ แต่ถนดั สวมรองเท้าหมุ้ ส้น และสวมถงุ น่อง

ปัจจุบันการแต่งกายของชาวล้านนาก็มีการปรับไปตามยุคสมัย แต่ที่เห็นบ่อยครั้งที่ผู้หญิงใส่นั้น จะเป็นเสื้อ
แขนกระบอกยาว ผ้าซิ่นยาว สว่ นผู้ชายนัน้ ก็จะเปน็ เสอ้ื ผ้าฝ้ายหรือผา้ ไหมแขนสน้ั ยาว แล้วแตค่ วามสะดวกของแต่ละ
คน สว่ นกางเกงก็ปรับตามยคุ สมยั แลว้ แต่ความเหมาะสมโดยแฉพาะกลุ่มคนล้านนาที่อยใู่ นจังหวัดตากก็มักจะแต่งตัว
ตามแบบคนล้านนาจังหวัดตากทมี ีลักษณะเฉพาะดังภาพ

สว่ นท่ี 4 ผลการวจิ ัยเรอื่ งอาหารพื้นถนิ่ และภมู ิปัญญา

ตางรางที่ 4.4 พืชผัก ผลไม้ และขนมพ้นื ถิน่ ท่ีหาไดต้ ามฤดกู าลตำบลแมก่ าษา ตำบลแมป่ ะและ
ตำบลทา่ สายลวด อำเภอแม่สอด จงั หวัดตาก

เดือน ชนดิ พชื เมนอู าหาร/อาหารว่าง ชนดิ ผลไม้
มกราคม ใบยวม ดอกหอม ยำยวม แกงแปจี มะขามป้อม อ้อย
ถั่วแปะหลอ่ ผดั ดอกหอม พุทรา ชมพู่
กลว้ ยนำ้ ว้า
กมุ ภาพันธ์ ผักเฮยี ด ผักมะรมุ ยำผักเฮยี ด แกงผักเฮียดใส่ปลา มะขามปอ้ ม
ขนุน มะกอกปา่ ย่าง ยำขนุน นำ้ พริกมะกอก กลว้ ยน้ำว้า ลำไย

มนี าคม ใบมะขามออ่ น จักจน่ั ยำใบมะขามอ่อน ต้มส้ม ยำสาว กล้วยน้ำวา้ ขนุน
เมษายน ผักเสีย้ ว ผักสะแล นอ้ ยลมื ตา ข้าวส้ม ตำบะหนนุ มะปราง มะยงชิด
ไขม่ ดแดง ขนนุ แกงลวา่ ง แกงสะแล ยำไข่มด มะพรา้ ว
ผักอีต๊ดุ ยอดมะมว่ ง แดง แกงผักเส้ียวใสไ่ ข่มดแดง
ดอกกา้ น ผักหนาม แกงแค ยำยอดมะมว่ ง ดอกดิน
ดอกดิน ต้มจมิ้ น้ำพริก ปลารา้ แกงส้ม
ดอกกา้ น จ่อมดอกกา้ น
ใบมะขาม มะเขือเทศ (หมกั ดอง) แกงสม้ ดอกกา้ น
พ้นื บ้าน สะเดา ขนนุ จอดอกกา้ น แกงผกั อีตุ๊ด
(แกงป่า)
ยำใบมะขาม ต้มสม้ ใบบะขาม มะมว่ ง มะยงชิด
สะเดาน้ำพริก ปลาหวาน
ยำบะหนนุ แกงบะหนนุ ตม้ จิ้ม

134

เดือน ชนิดพืช เมนูอาหาร/อาหารว่าง ชนิดผลไม้
ผกั หนาม ดอกดิน
พฤษภาคม ดอกกา้ น(ปา่ ) นำ้ พริกปลารา้ ข้าวแช่ หัวปลี
มิถุนายน
กรกฎาคม สะเดา สะเลยี ม ทอด หอมหัวใหญ่ทอด ปลาย่าง
สิงหาคม ยอดฟักแก้ว เหด็ ลม
กนั ยายน ดอกอาว ยที อด (กนิ ข้าวแช่)

ตลุ าคม ปู ลูกเนียง ดอกกระเจยี ว ดกั แด้ ลูกหวา้ ขนุน

พฤศจิกายน หน่อไม้ เห็ดโคน มะมว่ ง มะยงชดิ
ธันวาคม เห็ดไขเ่ หลือง เห็ดถอบ
(เห็ดเผาะ) ดอกอาวจ้ิมนำ้ พรกิ น้ำปู กล้วยนำ้ หว้า ขนนุ
หนอ่ ไม้ เห็ดโคน
เหด็ ไขเ่ หลอื ง เหด็ ถอบ กระท้อน
(เหด็ เผาะ)
มะละกอสุก
จง้ิ หรีด
น้ำพริกนำ้ ปู ต้มลกู เนยี ง นำ้ พริก กลว้ ยหกั มกุ
ผักปลัง
แมงดา กลว้ ยน้ำว้า สม้ โอ
ถ่ัวแระ
มะยม ฝรั่ง

ผดั หนอ่ ไม้ ยำหน่อไม้ กลว้ ยน้ำว้า มะยม

ซปุ หน่อไม้ แกงหน่อไม้ ชมพู่ นอ้ ยหน่า

ยำยอดมะขาม แกงส้มมะขาม

ผดั หน่อไม้ ยำหน่อไม้ กล้วยนำ้ วา้

ซปุ หนอ่ ไม้ แกงหน่อไม้ น้อยหน่า มะยม

มะเฟือง แก้วมงั กร

มะกอกนำ้ ลูกเม่า

แกงแคจ้ิงหรีด ทอดจงิ้ หรดี กลว้ ยน้ำวา้ ฝรั่ง

ลาบจ้งิ หรดี น้ำพรกิ จ้ิงกุ่ง มะขามปอ้ ม ขนุน

(จ้งิ หรีด) น้อยหน่า ลูกเมา่

มะพร้าว แก้วมังกร

แกงสม้ ผักปัง กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง

มะขามปอ้ ม ลกู เมา่

ยำหนังโก้ แกงถว่ั แระ กลว้ ย ออ้ ย

มะละกอ พทุ รา

ลำไย ชมพู่ มะม่วง

135

4.1 อาหารพื้นถน่ิ
1) นำ้ พรกิ นำ้ ปู๋

ภาพท่ี 4.12 น้ำปู๋และน้ำพรกิ นำ้ ปู๋

น้ำปูท๋ ำมาจากนำ้ ที่ค้ันจากปนู าโดยการตำรวมกับใบตะไคร้ ใบมะกอก พรกิ แหง้ จนละเอียดเป็นเน้ือ
เดียวกัน แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ แล้วนำไปเคี่ยวในหม้ออีกครั้งด้วยไฟอ่อน ๆ เคี่ยวใช้เวลาเป็นวัน ๆ เลย
ทีเดียว น้ำปู๋จะส่งกลิ่นหอม ชวนหิว สามารถนำไปเป็นส่วน ประกอบในการปรุงอาหารของชาวล้านนาได้หลายอย่าง
เช่น ใสแ่ กงหน่อไม้ ยำหน่อไม้ น้ำพรกิ น้ำปูเ๋ ปน็ ตน้

2) ขนมจีน น้ำหยวก

ภาพที่ 4.13 แกงนำ้ หยวก

ขนมจีน หรอื ชาวแมส่ อดเรียกว่าขนมเสน้ ตามภาษาของคนพืน้ เมือง ขนมเส้นเป็นที่นิยมของ
คนแม่สอดในการรับประทานคู่กับน้ำหยวก ชาวบ้านใช้หยวกกล้วยที่หาง่ายและมีอยู่จำนวนมากในพื้นท่ีมาทำ
น้ำหยวกรับประทานกบั ขนมจนี นิยมทำรบั ประทานหรือตอ้ นรบั แขกในงานบญุ งานประเพณีต่าง ๆ

136

3) จะส่าน
อาหารคาว ที่มีส่วนผสมของวุน้ เสน้ ลวก มะละกอขูด นำมาคุกเคล้ากับกุง้ แห้งป่น แล้วปรุงรส

ด้วยนำ้ ตาล นำ้ ปลา และมะขามเปยี ก โรยด้วยหอมเจยี ว กระเทียมเจยี ว พรกิ แห้ง และแคบหมู

ภาพท่ี 4.14 จะสา่ น
4) ข้าวส้ม

การทำข้าวส้มของชาวไทยใหญ่ตำบลท่าสายลวดจะทำเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม
โดยใช้มะเขือเทศพื้นบ้านสุกหรือชาวไทใหญ่เรียกว่า มะเขือส้ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตั้งบนเตา เคี่ยวจนแห้งโรยเกลือ
เล็กน้อย เมื่อแห้งแล้วนำมะเขือเทศพักทิ้งไว้ แล้วเจียวกระเทียมในน้ำมัน จากนั้นทำการหุงข้าวสวยให้เป็นเม็ดโดย
ไม่ให้แฉะ เอามะเขือเทศมาขยำกับข้าว ใส่เกลือ ใส่น้ำตาลเล็กน้อย หากชอบหวานเติมน้ำตาลได้ตามใจชอบแล้ว
ชิมรสชาติ ใส่ผักชี เมื่อได้รสตามที่ต้องการแล้วให้ทำการป้ันก่อน โดยทำการปั้นใส่กระเทียมเจียวเพื่อป้องกันข้าว
ติดมอื ปน้ั เปน็ ก้อนพอประมาณไมใ่ หญห่ รือเล็กเกินไป ขนาดประมาณเทา่ ไขไ่ กห่ รอื กำปัน้ มือ เวลารบั ประทานข้าวส้ม
ชาวไทใหญ่ตำบลท่าสายลวดจะนิยมรับประทานกับเครื่องเคียง เช่น แคบหมู ปลาหัวยุ่งทอด พริกทอด ยำถั่วฝักยาว
(นำถ่วั ฝกั ยาวมาต้มแล้วยำ) และยำหัวไชทา้ วจะออกรสเปรย้ี ว จะช่วยเพ่มิ รสชาติความอร่อยทกี่ ลมกลืน ผสมผสานกัน
อย่างลงตวั

ภาพท่ี 4.15 ข้าวสม้ ของชาวไทใหญ่

137

5) ข้าวกั้นจิ้น

ภาพที่ 4.16 ข้าวกัน้ จิ้น

ข้าวก้ันจ้ินหรือข้าวเงี้ยว เป็นอาหารของชาวไทใหญ่ที่แพร่หลายในล้านนา เป็นอาหารที่มีรสชาติ
อรอ่ ย พกพาไปไหน ๆ ได้สะดวก เหตทุ เ่ี รียกข้าวกน้ั จน๊ิ นนั้ เพราะคำว่า “กน้ั ” เปน็ คำกริยาในภาษาลา้ นนาแปลว่า นวด
เพราะขัน้ ตอนของการทำขา้ วกน้ั จ้ินนั้นต้องนวด ข้าวให้เข้ากบั เลือดด้วย แต่บางคนเข้าใจวา่ เป็นข้าวก้ันจิ้นหรือข้าวท่ี
ไมม่ เี นอ้ื สัตว์ เพราะคดิ วา่ คำว่า ก้ัน น้ันคอื อดอยากไปกม็ ีขา้ วกน้ั จิ้นน้นั บางครั้งเรยี กว่าขา้ วเงีย้ วเพราะเปน็ อาหารของ
ชาวไทใหญ่ ในอดีตชาวล้านนามักจะเรียกชาวไทใหญ่ว่าเงี้ยวซึ่งมีนัยของการดูถูกชาติพันธุ์ว่าเป็นชนชาติที่เจ้าเล่ห์
คบไม่ได้ และเรียกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของชาวไทใหญ่ว่าเง้ียวต่อท้าย เช่น ฟ้อนเงี้ยว หรือ ข้าวเงี้ยว เป็นต้น แท้จริงแลว้
ชาวไทใหญ่นั้นเป็นชาติพันธุ์ไทเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมาก ชาวไทใหญ่
น้ันเรยี กตนเองว่าไตหรอื ไตโหลง และไมเ่ คยเรยี กตนเองวา่ เงีย้ วเลย ในปจั จบุ ันนเ้ี พ่ือลดความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์
หลาย ๆ ฝ่าย จึงรณรงค์ที่จะเปลี่ยนคำศัพท์ที่ใช้เรียกชาติพันธ์ุอืน่ ๆ ในเชิงดูถูกให้เปน็ คำศพั ท์ท่ีถูกต้องและให้ความ
ยกย่องว่าเขา ก็คือคนในอีกชาตพิ ันธุ์หนึ่งทีม่ ีความแตกตา่ งจากเราในดา้ นเชื้อชาติและวัฒนธรรมล้านนาในปัจจุบันน้ี
ก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากไทใหญ่มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดง เครื่องดนตรีหรือแม้แต่อาหาร
การกนิ อยา่ งข้าวกน้ั จ้ินนี้ชาวไทใหญ่เป็นชาติพันธไุ์ ทยที่นิยมกนิ ขา้ วจ้าวแตกต่างไปจากชาติพนั ธ์ไุ ทยอื่น ๆ ท่ีมักจะกิน
ข้าวนึ่งหรือข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ดังนั้นข้าวกั้นจ้ินจึงทำจากข้าวจ้าว ซึ่งเป็นอาหารไม่กี่ชนิดในล้านนาที่ทำมา
จากข้าวจ้าว

138

6) น้ำเง้ยี ว



ภาพที่ 4.17 นำ้ เงีย้ ว

น้ำเงีย้ ว คือ น้ำแกงรสชาติเค็มเผ็ด มีรสเปร้ียวจากมะเขือเทศ สำหรับใส่ขนมจีนหรือเส้นก๋วยเต๋ียว
เช่นเดียวกับน้ำก๋วยเตี๋ยว หรือขนมจีนน้ำยา ซึ่งชาวไทใหญ่มักจะเรียกน้ำเงี้ยวว่า น้ำหมากเขือส้ม ซึ่งถ้าใส่ขนมจีน
ก็เรียกวา่ เขา้ เส้นนำ้ หมากเขือส้มในการปรุง น้ำเง้ยี วนัน้ ใชเ้ กสรดอกง้ิวป่า ซึ่งเปน็ งวิ้ ชนดิ ดอกแดงตากแห้ง (ในภาษา
เหนือ งิ้ว จะหมายถึง ต้นนุ่น ได้ด้วย มักจะเรียกว่า งิ้วดอกขาว) ใส่ลงไป ซึ่งดอกงิ้วเป็นส่วนประกอบสำคัญในการ
ปรงุ น้ำเง้ียว น้ำเงย้ี วเป็นอาหารท่ีได้รับความนิยมในหมชู่ าวล้านนามาแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน น้ำเงี้ยวมักจะมีการ
ปรงุ จดั เลีย้ งในงานต่าง ๆ ถือว่าเปน็ อาหารมงคลอย่างหนึ่งของชาวล้านนา

7) ถ่ัวแปจอ่

ภาพท่ี 4.18 ภาพถวั่ แปจี

139

ถั่วชนดิ นี้มตี น้ กำเนดิ มาจากประเทศอินเดยี หรือ อินเดีย บนี (India Bean) เมอื่ 100 ปีท่แี ล้วมักจะ
ปลูกกันในประเทศไทยตามแนวตะเข็บชายแดน ในพื้นที่ดินทรายมีน้ำชุ่มชื้น ส่วนใหญ่จะปลูกที่ตำบลท่าสายลวด
ตำบลแม่กาษา ตำบลแม่กุ ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยแต่เดิมชาวบ้านนิยม
ปลูกเพื่อนำมารับประทานเอง เป็นพืชทั่วไปสำหรับ นำมาแกงเป็นอาหารพื้นถิ่น นำมาคั่ว (ผ่านความร้อนโดยไม่ใส่
น้ำมัน) เรียกว่า “แปหล่อ” หรือนำมาทอดใส่เกลือรับประทานเล่น แต่เมื่อถั่วแปจ่อเขียวเป็นที่รู้จักและได้รับความ
นิยมเพิ่มมากขน้ึ จงึ เรมิ่ ทำเป็นเชงิ พาณชิ ย์หลายราย

ถั่ว แปจี เริ่มสร้างงาน และรายได้ให้คนชุมชนเพิ่มมากขึ้น แล้วในปัจจุบันสามารถนำมาแปรรูป
เพื่อยืดอายุด้วยกระบวนการทอดทำให้สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีจากผลผลิตที่ทอดแล้วประมาณ 2,000-3,000
กก./ปี หรือชือ่ แปจ่อเขียว ตามที่เราได้ยนิ กัน ผู้ผลิตบางรายนำมาเพิ่มรสชาตทิ ี่แตกต่างกันไป เช่น บาบีคิว สาหร่าย
หรือชีส ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกหลากหลายสำหรับลูกค้าให้เลือกรับประทานในภาษาไทใหญ่และภาษาพม่า “แป”
แปลว่า ถั่ว “จี” แปลว่า ใหญ่ ส่วน “จ่อ” แปลว่า ทอด ซึ่งถั่วชนิดนี้นิยมปลูกที่ ตำบลท่าสายลวด ตำบลแม่กาษา
ตำบลแม่กุ ตำบลแม่ตาว ของ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ปลูกได้ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ปลูกนาน 3 เดือนก็จะได้
ผลผลิตในช่วงเดือนธันวาคม โดยจะมีชาวบ้านที่ปลูกถั่วแปจ่อในเชิงพาณิชย์ เก็บจากสวนโดยตรง นำเปลือกออก
ล้างให้สะอาด แล้วนำมาส่ง ซึ่งถั่วแปจ่อชนิดสด ประมาณ 21 กก. เมื่อนำเปลือกออกจะเหลือ 7.5 กก. และเมื่อนำไป
ทอดน้ำหนักจะหายไปอีก 2 ส่วน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 800-2,000 บาท โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นข้าราชการ
ในพืน้ ท่แี ละนกั ท่องเที่ยว ทนี่ ยิ มซอื้ ไปฝากเพราะเป็นของดปี ระจำจังหวัด

ข้ันตอนการทำ “แปจอ่ ”
1) นำเมล็ดแปจีมาแช่น้ำประมาณ 1 คืน เพื่อให้เปลือกแข็ง ๆ ที่หุ้มเนื้อถั่วล่อนทำให้แกะเปลือก
ออกได้ง่าย การแกะเปลือกหุ้มนั้นต้องใช้แรงงานคนค่อย ๆ บีบแยกเปลือกออกทีละเมล็ด หลังจากนั้นนำมาคัดแยก
ตามสีของเมล็ด เพราะในกระบวนการทอดแปจีแต่ละสีจะใช้ระยะเวลาในการทอดแตกต่างกัน คือ เมล็ดแปจีสีเขียว
ซ่ึงเป็นแปจที ี่ออ่ นจะมนี ำ้ มันในตวั มากกว่าสเี หลอื ง (แปจแี ก่) จึงทำใหก้ ารทอดตอ้ งใช้เวลาที่นานกว่าจะสุกกรอบ
2) น้ำมาล้างทำความสะอาดไม่ต่ำกว่า 5 รอบ เพื่อความสะอาดและการใช้เวลาคัดเมล็ดแปจี
ท่ีสมบรู ณ์ มคี ณุ ภาพไมห่ ัก ไมแ่ ตก จากกระบวนการบีบ เสรจ็ แล้วพกั ไวใ้ ห้สะเดด็ น้ำกอ่ นนำไปทอด
3) น้ำมันสำหรับทอดแปจี ต้องใช้น้ำมันใหม่เพื่อคงสีและกลิ่นของแปจีในปัจจุบัน “แปจ่อเขียว”
ได้รับการจดทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ประจำจังหวัดตาก
(ตง้ั แต่ปี พ.ศ.2560 ท่ียนื่ ขอขนึ้ ทะเบยี น และประกาศเปน็ ทางการ ณ วนั ที่ 22 กนั ยายน 2562)

140

8) แกงถั่วแปจี

ภาพที่ 4.19 แกงถ่วั แปจี

แปจี (แป = ถั่ว ภาษาพม่า) ถั่วจีหรือแปจี จะเป็นอาหารยอดนิยมประจำถิ่นในช่วงเดือนธันวาคม
ถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อาหารที่ทำจากแปจีอ่อนหรือแปจีเขียว ได้แก่ แกงแปจีใส่กระดูกหมูหรือหมูสามชั้นกับ
ผักชะอม ว้นุ เส้นและมะเขอื เทศ เม่อื ถว่ั แปจีเรมิ่ ออกก็จะเปน็ ท่ถี วิลหาของผ้เู ฒา่ ผูแ้ ก่ ยิง่ นักตอ้ งหารบั ประทานให้ได้

วิธีการทำก็คือ นำเมล็ดแปจีที่บีบเอาเปลือกออก เอาน้ำใส่หม้อพอท่วมแปจี ตั้งไฟให้เดือด
ตำเครื่องแกง พริกแห้ง กระเทียม เกลือ ขมิ้น ข่า ตะไคร้ กะปิ ให้แหลกแบ่งพริกแกงไว้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วใส่
แปจีต้มสัก 2 ช้อนโต๊ะ ตำพร้อมพริกแกงเพื่อให้นำแกงข้น ตั้งกระทะใส่หมูสามชั้นคั่วจนเหลืองหอมใส่เครื่องแกงผดั
ใหห้ อมเตมิ น้ำสะอาด พอน้ำเดือดใสถ่ ัว่ ต้มลงไป นำ้ แกงเดือด อีกครง้ั ใส่วุ้นเส้น มะเขอื เทศ ชะอม ต้นหอม ผักชี ยกลง
ได้แกงแปจีพร้อมรับประทานกับข้าวร้อน ๆ (ถ้าไม่ใช้หมูสามชั้นสามารถใส่กระดูกอ่อนต้มเปื่อยแทนได้) นอกจาก
แกงแล้วยังเอามาทอดได้โดยเฉพาะแปจีอ่อน (หรือแปจีเขียว) เมื่อทอดจะอร่อยมาก เรียกแปจ่อเขียวราคาถึง
กิโลกรัมละ 500 บาท มีให้ได้รับประทาน ช่วงธันวาคมถึงมกราคมเท่านั้น เพราะหลักจากนั้นเมื่อแป (ถั่ว) แก่เป็น
สีเหลืองเขาก็จะแกะเปลือกออก ทำให้ทอดเหมือนกันเรียกว่าแปจ่อ (ถั่วทอด) แต่รสชาติจะสู่แปจ่อเขียวไม่ได้และ
ถ้าไม่แกะเปลือกออกก็นำไปตากแห้งนำไปคลุกขมิ้นคั่วเหลือในกระทะใบบัวใหญ่ ๆ เรียกว่า แปหล่อ สามารถเก็บไว้
กินไดท้ งั้ ปี เวลามีงานบุญก็จะจดั แปหล่อใสจ่ านมาทานเลน่ เหมือนเมล็ดทานตะวนั และเมล็ดแตงโม อีกอย่างท่ีทำเป็น
กึ่งอาหารหรือขนมที่ทำจากถั่วแปจี เรียกว่า แปจีละก่อ เป็นอาหารของพี่น้องไทยใหญ่คล้ายขนมหม้อแกง วิธีทำคือ
เอาแปจีแก่มาแช่น้ำแกะเปลือกออก นำมาต้มเคี่ยวเปื่อยบดให้ละเอียดแล้วใส่เครื่องปรุงคือ พริกแห้ง เกลือ ขม้ิน
กระเทียมเจียว หอมเจียว ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยใส่ถั่วที่ตำกับเครื่องแกงแล้วลงไปผัดตักใส่จานโรยหอมเจียว
หน้าตำถ่ัวท่ีผัดไว้

141

9) แปจีละก่อ

ภาพท่ี 4.20 แปจีละก่อ
แปจลี ะก่อ เป็นอาหารพ้ืนเมืองทท่ี ำจากแปจี “แป” เปน็ ภาษาพม่าแปลว่าถวั่ สามารถหาทานไดท้ ี่
อำเภอแม่สอด เป็นหนึ่งในเมนทู ี่พบเห็นได้บ่อยในงานทำบุญ หรือตลาดสดในตัวอำเภอก็เห็นมีขาย วิธีการทำครา่ ว ๆ
คือ เอาถว่ั มาแกะเปลือกแลว้ ตม้ จนถั่วเปน็ เนื้อเดียวกนั บางสูตรจะต้มใหน้ ่มิ พอเหลือรปู ทรงของถ่ัวไว้ สัมผัสท่ีได้ก็จะ
นมิ่ หรอื แหง้ แตกต่างกนั ออกไปแลว้ แตค่ นชอบ จากน้นั ใสห่ อมเจียว พรกิ ทอด สามารถจัดจานรับประทานได้
10) แกงฮังเล

ภาพท่ี 4.21 แกงฮงั เล
แกงฮังเล หรือ แกงฮินเล่ เปน็ อาหารไทยประเภทแกงรสชาติเค็ม-เปรี้ยว แกงฮังเลมีต้นกำเนิดจาก
ประเทศพม่า โดยคำว่า ฮี่น ในภาษาพม่าแปลว่า แกง และ เล่ ในภาษาพม่าแปลว่า เนื้อสัตว์ แกงฮังเลได้รับความ
นยิ มจากชาวไทยภาคเหนือและแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน
11) ฮาละหวา่ เสง่ เผ่
เส่งเผ่ และฮาละหว่า เป็นชื่อของขนมหวานของชาวไทยใหญ่ “เส่งเผ่” มีลักษณะคล้ายขนม
ข้าวเหนียวแดง ที่ทำจากข้าวเหนียว น้ำอ้อย กะทิ ต่างกันตรงหน้าเส่งเผ่จะราดด้วยหัวกะทิแล้วปิ้ง หรือ อบหน้า

142

จนเกรยี ม รสชาติหวานมัน ส่วน “ฮาละหว่า” ตัวขนมทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย กะทิ เมล็ดสาคเู ล็ก หน้าขนม
ทำเช่นเดียวกับเส่งเผ่ มีรสชาติหวานมัน แม่ค้าจะทำขนมนี้บรรจุในถาดกลม และตัดขายเป็นชิ้นเล็ก ๆ มีขายใน
ตลาดสดเทศบาล อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ภาพท่ี 4.22 ฮาละหว่า เสง่ เผ่
12) ขนมวง

เป็นขนมพืน้ เมืองท่ีคนในพื้นท่ีตำบลแม่กาษา ตำบลแมป่ ะ ตำบลท่าสายลวด นยิ มทำรับประทาน
มาตั้งแต่อดีตถือเป็นขนมพื้นเมืองที่เป็นที่นิยมและสามารถกินได้ลอดทั้งปีในอดีตเมื่อนำแป้งมาผสมและทอดเสร็จ
ชาวบ้านก็จะเคี่ยวน้ำตาลอ้อยจเหนียวแล้วราดบนขนมวงที่ทอดเสร็จเพื่อเพิ่มความหวานเพิ่มรสชาติให้หอมหวาน
น่ารับประทาน ในพื้นที่ตำบลแม่กาษาเมื่อผ่านไป วัดไทยสามัคคีจะมีร้านที่คนนิยมรับประทานที่ทำสด ๆ ทุกวันมี
รสชาตอิ ร่อยและคงวิถีเดิมไว้

ภาพท่ี 4.23 ขนมวง

143

ขนมวง คือขนมที่ทำด้วยแป้งเป็นรูปวงกลมแบบเดียวกับขนมโดนัท มีน้ำอ้อยหยอดไปโดยรอบ
ตามกึ่งกลางด้านบน ปัจจุบันไม่คอยมีขายในท้องตลาดในเมือง แต่มักจะพบในตลาดแถวชานเมือง ส่วนผสมที่ใช้
ประกอบด้วย แปง้ ขา้ วเหนยี ว กล้วยน้ำว้าสกุ ไข่ไก่ น้ำอ้อยปน่

ขั้นตอนการทำ
1. ผสมแป้งข้าวเหนียวและกล้วยนำ้ วา้ สกุ นวดใหเ้ ขา้ กัน
2. ใสไ่ ขไ่ ก่ นวดใหเ้ ขา้ กนั
3. เตมิ นำ้ ทลี ะน้อย นวดไปเร่ือย ๆ
4. นวดจนสว่ นผสมเข้ากนั และติดกันเป็นก้อน
5. หยบิ แปง้ มาคลึงให้เป็นเสน้ ยาว แล้วนำปลายมาชนกันเป็นวงกลม
6. ตัง้ นำ้ มันให้ร้อน นำแปง้ ทเ่ี ตรียมไวล้ งทอด
7. พอขนมเหลืองทัว่ ตกั ขน้ึ ใส่ตะแกรงพักไว้
8. เคี่ยวน้ำออ้ ยจนเหนยี วได้ที่หยอดลงบนหน้าขนมวง
13) ขนมเกสรลำเจียก

เปน็ ขนมของไทใหญ่ มชี ือ่ ในกาพยเ์ ห่ชมเครื่องหวาน ลำเจียกชอ่ื ขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย โหยไห้หาบุหงางาม ในพื้นที่ตำบลท่าสายลวดมีร้านค้าขนมพื้นเมืองที่มีชื่อที่มีรสชาติอร่อย
หากพดู ถึงขนมเกสรลำเจียกตอ้ งมาที่รา้ นค้าแถววดั ไทยวัฒนาราม

สว่ นผสม
1. มะพร้าวทนึ ทกึ 300 กรัม
2. น้ำตาลทราย 320 กรมั
3. ผงวุ้น 2 ชอ้ นโต๊ะ
4. กล่ินมะลิ
5. สีตามชอบ โดยจะใช้สีธรรมชาติ ได้แก่ สีเขียว ใช้สีจากใบเตย, สีชมพูใช้สีจากน้ำไม้ฝาง
หรือน้ำหวานบลบู รอย, สมี ่วงใช้ นำ้ ดอกอญั ชนั
วธิ กี ารทำ
1. ขดู มะพรา้ วใหเ้ ปน็ เส้นเล็ก ไม่หนาจนเกนิ ไป
2. นำมะพร้าวลงผดั กับน้ำตาลทราย ใช้ไฟออ่ นนะครบั ผัดจนน้ำตาลละลาย ผดั จนได้ท่ี เตมิ กลิ่น
มะลิ แล้วผัดต่ออีกนิด เติมสีตามชอบ ในส่วนนี้ผัดทีละสีนะครับ (แนะนำผัดเสร็จแต่ละสีให้ใช้ผ้าขาวบางคลุมไว้
เพอ่ื ไม่ให้ขนมแห้ง)
3. นำวุ้นผง มาผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนใส่ลงในกระทะ ผัดจนขนมแห้งได้ที่ยกลงมาพักทิ้งไว้สักครู่
ใช้ช้อน 2 คันในข้นึ รูปขนม
4. ทงิ้ ไว้ 5 -10 นาที ขนมจะแห้งและอยู่ทรง เปน็ อันเสรจ็

144

ภาพท่ี 4.24 การทำขนมเกสรลำเจยี ก

14) โปต่ี
ยำโปตี่ ยำหัวผกั กาด เปน็ อาหารคล้ายขา้ วส้มสามารถกินได้ตลอดท้งั ปี
สว่ นผสม
1. หวั ผกั กาด (หัวไชเทา้ )
2. ถ่ัวลิสงป่น
3. กงุ้ ปน่
4. งาค่วั
5. มะนาว
6. นำ้ มนั +กะปิควั่
7. เกลือ+ผงชรู ส
8. หวั หอมทอด
วิธกี ารทำ
1. หั่นหัวผักกาดใหเ้ ปน็ ลกั ษณะตัวหนอนหมกั ดว้ ยน้ามะนาว+เกลือไว้ 1 คนื
2. ผัดกะปกิ ับนา้ มนั เพื่อคลุกกับหวั ไชเทา้
3. นำหวั ไชเท้าที่หมกั ไว้ 1 คืนมาคน่ั น้าออกจนแห้ง
4. จากนั้นนำหวั ไชเทา้ มาหน่ั เปน็ ชนิ้ เล็ก ๆ พอดีคำ
5. คลุกหวั ไชเทา้ กับนา้ มันผัดกะปิและเครืองปรงุ รส
6. ใสก่ ้งุ ปน่ ถ่วั ลสิ งปน่ และลองชมิ รสตามใจชอบ
7. จัดใสจ่ านโรยหน้าด้วยงาขาวและหอมทอดพร้อมเสริ ฟ์

145

ภาพท่ี 4.25 โปต่ี (ยำหวั ผกั กาด)

4.2 ภูมปิ ญั ญาพน้ื ถ่ิน
1) การทำลูกประคบ
การประคบสมุนไพร คือการใช้สมุนไพรหลายอย่างมาห่อรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมัน

หอมระเหย โดยนำมานึ่งให้ร้อน ประคบบริเวณที่ปวดหรือเคล็ดขัดยอก ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเมื่อถูกความร้อนจะ
ระเหยออกมา ความร้อนจากลูกประคบจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหติ ดีขึน้ และยังมีสาระสำคัญจากสมุนไพรบาง
ชนดิ ท่ซี มึ เขา้ ผ่านผิวหนัง ชว่ ยรักษาอาการเคล็ดขัด ยอก และลดปวดได้

อปุ กรณ์การทำลูกประคบ
1. ผ้าดบิ สำหรบั หอ่ ลูกประคบ ขนาด กวา้ ง 35 x ยาว 35 เซนตเิ มตร
2. เชือก หรอื หนังยาง
3. ตวั ยาทใ่ี ชท้ ำลูกประคบ
4. เตา พร้อมหมอ้ สำหรบั นึ่งลูกประคบ
ลูกประคบสมุนไพร มี 2 แบบ คือลูกประคบสดและลูกประคบแหง้
2) การอบสมุนไพร
การอบสมุนไพร เปน็ วธิ กี ารบำบัดรกั ษาและสง่ เสริมสุขภาพ ตามหลักของการแพทย์แผนไทย โดยใช้
หลักการอบสมุนไพร คือ ต้มสมุนไพรหลาย ๆ ชนิดรวมกัน ซึ่งประกอบด้วย สมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยและ
สมุนไพรรักษาตามอาการ นำมาต้มจนเดือด ไอน้ำ น้ำมันหอมระเหย และสารระเหยต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในสมุนไพร
จะออกมาสัมผัสถูกผิวหนังทำให้มีผลเฉพาะที่ และสูดดมเข้าไปกับลมหายใจ มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ และผล
ทัว่ ร่างกาย ดงั นนั้ ผลการรกั ษาดว้ ยการอบสมนุ ไพรทีซ่ ึมผา่ นผวิ หนงั และเข้าไปกบั ลมหายใจ ซ่งึ มปี ระโยชน์ตอ่ สุขภาพ
สมุนไพรท่ใี ช้อบประกอบด้วย

1. ไพล แก้อาการปวดเม่อื ย แกเ้ คลด็ ขัด ยอก ฟกช้ำ
2. ขมน้ิ ชนั แก้โรคผวิ หนังสมานแผล
3. ใบและลกู มะกรูด แก้ลมวงิ เวยี น ชว่ ยระบบทางเดินหายใจ

146

4. ตะไคร้ ขับปสั สาวะ ดับกล่ินคาว บำรุงธาตุไฟ
5. ตะไครห้ อม รกั ษาโรคหืด ดับกล่นิ คาว บำรงุ ธาตไุ ฟ แต่งกลน่ิ
6. ใบมะขาม แก้อาการคนั ตามรา่ งกาย
7. ใบสม้ ป่อย แกห้ วัด แก้ปวดเม่ือย บำรงุ ผวิ พรรณ
8. ใบเป้าหลวง ช่วยถอนพษิ ผดิ สำแดง บำรุงผวิ พรรณ
9. ใบหนาด แกโ้ รคผิวหนงั พุพอง นำ้ เหลอื งเสีย
10. ใบเล็บครุฑ แกป้ วดหัว
11. หวั หอมแดง บำรุงสายตา แก้หวดั
12. ผักบุ้งแดง บำรงุ สายตา
13. ว่านน้ำ ชว่ ยขบั เหงือ่ แกไ้ ข้
14. พิมเสน การบูร แต่งกลนิ่ บำรุงหัวใจ รกั ษาโรคผวิ หนัง
วิธกี ารอบสมุนไพร
1. ควรอาบนำ้ ก่อนเขา้ ห้องอบ เพ่อื ให้รูขมุ ขนเปิด ยาจะได้ซึมเขา้ ผวิ หนงั ได้ดี
2. สวมเสอ้ื ท่ีบาง ไมห่ นาและรดั แนน่ จนเกินไป
3. นั่งอบใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที แล้วออกมาพัก จากนั้นเข้าไปอบใหม่ ไม่ควรอบเกิน 30 นาที
ตอ่ 1 วนั (ในขณะท่ีออกมาพักควรด่ืมน้ำ 1 แก้ว)
ประโยชนข์ องการอบสมนุ ไพร
1. ชว่ ยเพม่ิ การไหลเวยี นของโลหิตดีขนึ้ คลายความตึงเครียด
2. ชว่ ยชำระล้างและขับของเสียออกจากรา่ งกาย
3. ช่วยผ่อนคลายกลา้ มเนื้อและเสน้ เอ็น บรรเทาอาการปวดเมอ่ื ย
4. ชว่ ยทำให้ระบบการหายใจดขี ้นึ
5. ชว่ ยบำรงุ ผวิ พรรณ บรรเทาอาการคนั รกั ษาผดผนื่
6. บรรเทาอาการโรคภมู ิแพ้
7. ชว่ ยรักษาโรคผิวหนงั ชนิดไมร่ ้ายแรงและไมต่ ิดเช้ือ
8. ช่วยใหน้ ำ้ หนกั รา่ งกายลดลงไดช้ ั่วคราว
9. บรรเทาอาการปวดประจำเดือนท่ีไม่มีไขร้ ว่ ม และหญิงหลังคลอดบุตร ชว่ ยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
10. บรรเทาอาการปวดบวม เหน็บชา และอาการลมพิษ
11. โรคหดื และอาการบางอย่าง เชน่ ยอก โรคเกา๊ ท์ อัมพฤกษ์ เปน็ ตน้
12. เป็นการสง่ เสริมสุขภาพ อาจใช้ร่วมกบั การรกั ษาอน่ื ๆ ตามความเหมาะสม
ขอ้ หา้ มของการอบสมุนไพร
1. ขณะมีไขส้ งู ปวดศีรษะรุนแรง
2. โรคติดต่อรา้ ยแรงทุกชนดิ

147

3. โรคหวั ใจ โรคลมชกั โรคไต โรคหอบหืดรุนแรง
4. สตรีขณะมปี ระจำเดือน
5. มีอาการอ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร
6. ไม่ควรอบนานเกนิ 30 นาที
3) การทำโคม
การทำโคมเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในประเพณีงานบุญต่าง ๆ ของชาวแม่สอด แต่ที่มีการรวมกลุ่มกัน
ทำแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของชาวไทใหญ่ที่อยู่กระจายทั่วแม่สอด แต่ที่มีจำนวนมากคือที่วัดไทยวัฒนาราม
ตำบลทา่ สายลวด ชาวบา้ นมาชว่ ยกนั ทำโคมทกุ วนั เพอื่ ไว้ใช้ในงานบญุ และบางส่วนกท็ ำไว้ขายให้กบั นักท่องเที่ยวท่ีมา
เยือนได้จับจ่ายซือ้ เป็นของฝากของที่ระลกึ การทำโคมนั้นมีหลายชนิดชาวบ้านทำขึ้นเพื่อความสวยงามประดับในวัน
สำคญั ทางศาสนา ชาวบา้ นการออกแบบการทำโคมชนิดต่าง ๆ จากประสบการณ์ทที่ ำจนเกดิ ความชำนาญ โคมมีชนิด
ต่าง ๆ ดงั น้ี
โคมตีนช้าง ทำง่าย แขวนในเทศกาลต่าง ๆ ตามวัด ตามบ้าน และในงาน ทำจากกระดาษว่าว
ขอบของโคมใช้ตอกจากไม้ไผ่นำมาเหลาทำเป็นวงกลมขนาดเท่า ๆ กัน หลังจากนั้นนำกระดาษว่าวมาพนั ให้รอบ และ
ข้างในสามารถวางเทียนจุดไฟได้ ปัจจุบันปรับปรุงใหม่จะนำหลอดไฟใส่เข้าไปข้างในโคมตีนชา้ ง กะระยะแล้วเอาโคม
ขึ้นไปสวมสลบั สี

ภาพท่ี 4.26 โคมตนี ชา้ ง

โคมดาว เป็นรูปดาว 5 แฉก ทำจากไม้ไผ่เหมือนกัน ทำเป็นรูปดาวโดย ซ้อนสองครั้ง มัดรวมกัน
และตรงกลางที่เปน็ กากบาท ท่ไี มม้ าไขว้กัน จะมีตัวตกุ๊ ตาดนั ข้นึ โดยมีความสงู ประมาณ 1-2 น้วิ ถ้าโคมใหญ่ตัวตุ๊กตา
ที่ดันขึ้นจะสูงขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง แล้วเราก็จะติดกระดาษสีในช่องของแฉกของดาว สลับสีให้ดูสวยงาม แล้วในตัวของ
ดาวจะติดสองดา้ นไว้ มีรู 1 ชอ่ ง สำหรับใสเ่ ทียนจดุ ไฟ หรอื หลอดไฟฟ้า เพือ่ กันว่าเทียนไมไ่ หม้ เป็นโคมประจำหมู่บ้าน
ที่ทำกนั พนื้ ๆ บางครงั้ เปน็ กล่องสี่เหล่ยี ม เป็นถัง เปน็ ปี๊บ แลว้ เจาะรดู ้านขา้ ง แลว้ ใส่ไปเลยเป็นรปู สี่เหล่ียม เทศกาลที่
จะใช้จะเป็นงานวดั เทศกาลออกพรรษาใช้โคมนป้ี ระดบั จะติดเป็นแถวเปน็ สายรุ้ง

148

ภาพท่ี 4.27 โคมดาว
โคมแปดเหลี่ยม เปน็ โคมท่ีเราปรับปรุงใหม่ ซ่งึ มตี ัวระบายลงมาแล้วแตว่ ่าจะตัดตกแต่งแบบไหน
เปน็ รปู อะไร ตัวโครงถ้าทำเป็นไม้ไผ่ บางทจี ะต้องใช้เวลานาน หากเก็บไวน้ านมอดจะเจาะไม้ทำให้ผุพังได้ เลยต้อง
ปรับเปลี่ยนมาใช้ลวดนำมาดัดโค้ง โดยใช้ลวด 16 เส้น ผ้าลูกไม้หรือผ้าสีทบึ มาแปะ ส่วนลวดลายเรากเ็ ดินเส้นตรง
ขอบเปน็ ริว้ เปน็ สาย นำมาใส่ให้ความสวยงาม ตามขนาดทชี่ อบ เปน็ โคมท่ที นทาน ถ้าฝนุ่ เกาะเยอะ สามารถนำมา
ลา้ งนำ้ ได้ และสามารถซ่อมได้

ภาพที่ 4.28 โคมแปดเหลย่ี ม
โคมตีนช้าง โคมดาวและโคมแปดเหลี่ยม ถ้ามีงานชาวบ้านก็จะมาช่วยกันทำ สามารถนำไป
จำหน่ายนกั ท่องเที่ยวท่ีเข้ามาเที่ยวได้ หรอื เอาไว้เปน็ ตวั อย่างใหน้ ักท่องเทย่ี วได้นำไปต่อยอดได้
โคมสไตล์ไทใหญ่ จะใชโ้ คมในงานประเพณีต่าง ๆ เชน่ ปีใหม่ สงกรานต์ ออกพรรษา ผู้คนจะนำ
โคมไปติดตามบ้าน หรือมีงานวัดอาจนำไปติดและห้อยประดับให้สวยงาม นอกจากความสวยงาม ยังมีความเช่ือ
ที่ว่า ในเทศกาลออกพรรษาเป็นการรับเสด็จของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสดจ็ ออกมาจากการโปรดพระพุทธมารดา
เพื่อเป็นการต้อนรับท่านในเทศกาลออกพรรษา ปีใหม่ สงกรานต์ ก็ประดับด้วยโคมและที่สำคัญการทำโคมเม่ือ
ชาวบ้านมเี วลาว่างจากการทำมาหากินก็จะมารวมกลมุ่ ช่วยกนั ทำต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจบุ นั

149

4. ผา้ ฝ้ายทอมือ จากชมรมผู้สูงอายุแมก่ าษา
ผ้าฝ้ายทอมอื เป็นผ้าทอท่ผี ลิตจากฝ้ายพันธ์ุพ้ืนเมือง ซงึ่ มอี ยู่ 2 พนั ธุ์ คอื ฝา้ ยสีขาวและฝ้ายสีตุ่น

หรือสีเนื้อ เป็นฝ้ายที่มีคุณลกั ษณะพิเศษคือมีเส้นใยที่นุ่มและเหนียว โดยเฉพาะฝ้ายสีตุ่นนั้นมีสีธรรมชาตทิ ี่งดงาม
ผ้าฝ้ายทอมือนอกจากใช้สีตามธรรมชาติแล้ว ยังนิยมย้อมสีเส้นใยด้วยสีธรรมชาติตามวิธีการย้อมแบบโบราณ
โดยใช้สีท่ีไดจ้ ากต้นไม้และสมุนไพรต่าง ๆ ทำให้ได้ผ้าท่ีมสี ีประสานกลมกลืนกันอย่างนุ่มนวล ไม่ฉูดฉาดเหมือนผ้า
ที่ย้อมดว้ ยสวี ทิ ยาศาสตร์

กจิ กรรมการทอผ้านนั้ นอกจากเปน็ ข้ันตอนการผลิตเคร่ืองนุ่งห่ม หน่งึ ในปจั จัยสี่ของมนุษย์แล้วยัง
ถือเป็นงานศิลปะประเภททัศนศิลป์ด้วย เนื่องจากมีการให้สีสันและลวดลายต่าง ๆ ในผืนผ้าปัจจุบันแม้จะมีการใช้
เครื่องจักรสำหรับทอผ้า ใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการควบคุมการผลิตและออกแบบลายผ้า แต่การทอผ้าด้วยมือก็ยัง
เป็นศิลปะที่ได้รับการช่ืนชมเสมอมา เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทีมการท่องเที่ยวชุมชนฮักนะแม่กาษาจัดเป็นกิจกรรมฐาน
การเรียนรู้ให้กับนักท่องเท่ียวที่เมื่อตัดสินใจไปเที่ยวที่การท่องเที่ยวชุมชนกลุ่มฮักนะแม่กาษาแล้วจะได้เรียนรู้ต้ังแต่
การเก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย การย้อมผ้าสีธรรมชาติ ตลอดจนการทอ การแปรรูปและนักท่องเที่ยวสามารถซื้อกลับบ้าน
เป็นของฝากเป็นการบริการด้านการท่องเที่ยวที่สร้างความสนใจให้นักท่องเที่ยวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และจับจ่าย
ซ้อื กลบั บ้าน

อปุ กรณก์ ารทำฝ้ายทอมอื
1. ฝ้าย
2. อดี ฝ้าย
3. ตะกร้า
4. คันดีด
5. เผยี น (ปัน่ ฝ้าย)
6. กี่ หรือ หูก
7. มะกวักหรือบ่ากว๊ ก
8. หางเหน็
9. ระวิงหรือโกง๋ กวา้ ง

มีขน้ั ตอนดังน้ี
1. การแยกเมล็ดออกจากฝา้ ย ซง่ึ ทำได้โดย 2 วธิ ี คือ
- การอดี ฝ้าย เปน็ การนำปุยฝ้ายท่ีจากแห้งสะอาดดีแล้วมาใชห้ นึ่งจบั ทจ่ี ับเบา ๆ หมุนฟันเฟือง

ไปอย่างต่อเนื่อง อีกมือในปุยฝ้ายที่เตรียมไว้ใส่เข้าไประหว่างไม้กลมเกลี้ยงขนาดชิดกัน ซึ่งมีฝันเฟืองอยู่ด้านนอก
ส่วนที่เป็นปุยฝ้ายจะถูกหนีบรอดข้ามไปหล่นลงตะกร้าที่เตรียมไว้ ส่วนเมล็ดก็จะร่วงลงพื้นทำต่อเนื่องจนเมล็ด
หมดไป

150

- การยิงฝ้าย เป็นการดีดดีดใยฝ้ายให้แยกเป็นอิสระและขึ้นฟู โดยใช้อุปกรณ์ คือ ตะกร้าทึบ
กว้างประมาณ 5 เซนตเิ มตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร เปน็ ท่ยี งิ ฝ้ายทอ่ี ืดหรือหีบแล้วให้ฟูเปน็ ปุยกงหรือก๋งยิงฟู
คอื คนั ดดี คลา้ ยคันธนทู ่ดี ้านหน่ึงโค้งงอมากกวา่ ด้านหนึ่ง ใช้ยงิ ฝา้ ยหรอื ดีดฝ้ายท่ีหีบเอาเมลด็ ออกแล้วใหข้ ้ึนปุย

2. การปั่นฝ้ายหางออกจากหางฝ้ายที่เป็นก้อนยาว ๆ ให้เป็นเส้นด้าย ซึ่งจะใช้เผียน (ปั่นฝ้าย)
ในการปั่นโดยโครงสร้างของเผียนจะทำจากไม้ และมีล้อกลมที่ทำจากไม้ไผ่ทำเป็นซี่ยึดโครงสร้างของล้อ มีที่จับหมุน
โดยโยงเส้นดา้ ยจากวงลอ้ กลมไปยังเหล็กในซึ่งอยู่อีกข้างหนึง่

3. การหวั่นได้ ช่วยทำให้เส้นฝ้ายที่ผ่านขั้นตอนการปั่นหรือย้อมเส้นฝ้ายซึ่งยังยุ่งไม่สม่ำเสมอให้
มีความเรียบเพื่อนำไปใส่ในกระสวย

4. การกวักฝ้าย หลังจากย้อมสีเสน้ ใยฝา้ ย หรือนำไปชุบน้ำข้าวแล้วจากแห้งส่วนใยเส้นฝ้ายที่จะใช้
เปน็ เส้นด้ายยืน จะต้องนำมาพกั ด้าย โดยใช้อปุ กรณ์ 3 อย่าง คือ

- มะกวักหรือบ่าก๊วก ทำจากไม้ไผ่สานคล้ายชะลอมทรงสูงขนาดเล็กส่วนขอบปากจะสานให้
บานออกเลก็ น้อย

- หางเห็น ทำจากไม้เนื้อแข็ง รูปทรงคล้ายเก้าอี้เตี้ยสามขามีท่อนไม้เล็กกลมยาว ยื่นออกไป
คล้ายหาง สำหรบั เสียบมะกวกั

- ระวิงหรือโกง๋ กวา้ ง สว่ นเสาหลกั ทำจากไมเ้ น้อแข็ง มไี ผ่เป็นคานเสยี บไมไ้ ผ่ที่ไขว้กันเปน็ 6 แฉก
ฟากละอันโยงต่อกันด้วยเส้นเชือก วิธีการกวักฝ้าย คือ ใส่ปอยหรือไจฝ้ายในระวิงหรือโก๋งกว้างแล้วตึงมาพ้นมะกวัก
หรอื บ่ากว๊ กที่เสยี บอยหู่ างเห็นจนได้เสน้ ฝ้ายตามปริมาณทต่ี อ้ งการ ก็จะเปล่ยี นมะกวกั อนั ใหมเ่ รอ่ื ย ๆ

5. การกีท่ อผา้ เป็นเครอ่ื งมอื และอุปกรณใ์ นการทอผ้า สร้างจากโครงสรา้ งไม้ท่ีแข็งแรง สามารถนั่ง
ทอได้ กี่ ทำหน้าที่โครงสร้างหลักของการทอทั้งหมด จะทำด้วยไม้ มีเสาสี่เสาสำหรับยึดใหแ้ น่น กี่จะใช้สำหรับเป็นท่ี
พาดเส้นฝ้ายในลกั ษณะแนวยืน

การย้อมผ้าฝ้ายจากวัสดธุ รรมชาติ
1. สีเขยี ว ทำมาจากวสั ดุธรรมชาติคอื ใบเตยและใบหกู วาง
- ใบเตยนำไปต้มนำ้ และนำมาตำ คัน้ กรอง
- หูกวางเปน็ ไมย้ นื ตน้ ใบใหญ่รีเล็กน้อย มีดอกมผี ล ใบแผ่เป็นช้ัน ให้รม่ เงาใชใ้ บที่มสี ีเขียว

นำมาตำคน้ั เอานำ้ กรองให้สะอาด ขนึ้ ต้มใหเ้ ดือด เอาฝา้ ยลงย้อมจะได้สเี ป็นสีเขียวอ่อน

151

ภาพที่ 4.29 ตวั อย่างของสีเขียวที่ได้จากใบเตยและใบหูกวาง
2. สีเหลอื ง ทำมาจากวสั ดุธรรมชาติคือ ขมน้ิ

ขมิ้นชัน เป็นพืชไม้ล้มลุกชอบขึ้นอยู่ตามที่ลุ่ม ลักษณะของลำต้นเหมือนกับข่า ใบยาว
เหมือนกับตน้ พุทธรักษา ใช้หัวผสมทำยาและทำอาหารรับประทานไดส้ ีเป็น สเี หลอื ง วธิ ียอ้ มใชห้ วั ลา้ งน้ำให้สะอาด
ตำและคั้นเอาน้ำไว้ นำไปกรองให้สะอาดหลังจากนั้นใช้ฝ้ายที่จะย้อมลงชุบน้ำและบิดให้แห้งนำลงมาย้อมในน้ำที่
กรองจะได้สีเหลืองตามต้องการ แต่ถ้าหากว่าจะให้สีติดฝ้ายแน่นควรจะใช้น้ำมะนาวผสมลงไปในสีที่จะย้อมด้วย
จะได้สเี หลืองตามต้องการ

ภาพท่ี 4.30 ตัวอยา่ งของสีเหลอื งทีไ่ ดจ้ ากขมนิ้ ชัน
3. สีแดง ทำมาจากวสั ดธุ รรมชาติ คือ รากยอ

ยอเป็นต้นไม้ยืนต้นใบมีลักษณะคล้ายกับใบหูกวางแต่สีเขียวเข้ม ใบหนากว่าใบหูกวาง ขึ้นอยู่
ท่วั ไปทุกภาคของประเทศไทย ชาวบา้ นมกั ใชใ้ บในการประกอบอาหาร ผลใชต้ ำส้มได้เหมอื นกนั รากให้สีเปน็ สีแดงโดย
นำเอารากของตน้ ยอท่ีแห้งเลือกเอารากทม่ี ีอายสุ กั หน่อย (แก่) เพือ่ จะไดใ้ ห้มีสีที่เข้มนำมาห่นั เป็นแว่น ๆ หรือสับเป็น
ชิ้นเล็ก ๆ หลังจากนั้นนำเอาไปต้มให้เดือดกับน้ำสะอาด ประมาณดูว่าสีที่รากของต้นยอจะออกมาผสมกับน้ำสีแดง
คล้ำ จงึ ยกลงกรองเอาแตน่ ้ำสเี ท่านัน้ จากน้นั ใช้ฝา้ ยทเ่ี ตรียมไว้ชบุ นำ้ ให้ฝ้ายเปยี กบิดใหห้ มาดเสียกอ่ นท่จี ะนำลงไปแช่
ทิ้งไว้ในน้ำสีประมาณ 30 นาที หรือมากกว่านั้นก็ได้ หม่ันคนไปคนมาเพื่อให้สีเข้าไปในเส้นฝ้ายได้อย่างทั่วถึง

152

แล้วนำเอาฝ้ายที่ย้อมขึ้นจากหม้อสีบิดให้หมาด (ปั่น) นำไปล้างในน้ำสะอาดอีกหนหนึ่งจากนั้นก็นำเอาฝ้ายที่ล้าง
สะอาดเข้าราวตากใหแ้ ห้ง ฝ้ายทยี่ อ้ มก็จะเป็นสีแดงตามตอ้ งการ

ภาพท่ี 4.31 ตัวอย่างของสีแดงท่ไี ด้จากรากยอ
กล่มุ ทท่ี อผ้าของชุมชนตำบลแม่กาษาอยู่ในกลุ่มการจัดการท่องเทีย่ วโดยชุมชนภายชื่อ “ฮักนะแม่กาษา”
เป็นกลุ่มที่จัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนโดยเน้นวิถีประเพณีของชุมชนตำบลแม่กาษาและมีโฮมเสตย์หาก
นักท่องเที่ยวไปเที่ยวจะได้รับประทานอาหารพื้นถิ่นของคนแม่กาษา และเรียนรู้การทอผ้า การดำเนินชีวิตในอดีต
เปน็ แหล่งเรียนรู้ในชุมชนท่ีสร้างการเรียนรู้จำลองสถานการณ์วถิ ีชวี ิตชุมชนแม่กาษาในอดีตสร้างเสนห่ ์ของพื้นที่ด้วย
การดำเนนิ งานภายใต้กลุ่มเรยี นรู้การทอผ้าฝ้ายตั้งแต่กระบวนการเก็บ การปั่นดา้ ย การทอและย้อมสีจากธรรมชาติ

5. ฝายมชี วี ิต

ภาพที่ 4.32 การจัดการลมุ่ น้ำขนาดเล็ก (ฝายมีชวี ิต)
พื้นที่ตำบลแม่ปะเป็นป่าต้นน้ำของอำเภอแม่สอดคนในชุมชนเคยเผชิญทั่งปัญหาการขาดแคลนน้ำและ
ปัญหาน้ำท่วม แกนนำจึงได้หาทางออกด้วยการไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างฝายมีชีวติ แล้วนำประสบการณ์ที่ได้มา
จดั ทำฝายและถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ไปยังพ้ืนทีอ่ ่นื ๆ ฝายมชี ีวิตเป็นกระบวนการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม นำ้ หลาก ปญั หา

153

น้ำแล้ง ปัญหาน้ำใต้ดิน ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ปัญหาสังคมการเมืองที่ขาดจิตสำนึก
สาธารณะ (พลเมอื ง) โดยใชภ้ ูมปิ ัญญาชาวบา้ นผสมผสานกบั แนวคิดการจัดการตนเองของชุมชน กลา่ วคอื ฝายมีชีวิต
เป็นกระบวนการให้ชุมชนลุกขึ้นมาเรียนรู้ข้อมูลน้ำของชุมชนโดยชุมชน จนชุมชนสามารถจัดการน้ำของเขาได้เอง
และสามารถกำหนดทศิ ทางของเขาเองได้ อกี ทง้ั มแี ผนการจดั การอย่างเป็นระบบ

ขอ้ ตกลงร่วมกันของฝายมีชีวติ
1. ต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรขู้ องคนในชุมชน (ระเบิดจากขา้ งใน)
2. ต้องไม่เริ่มด้วยงบประมาณ แตใ่ ห้เริม่ จากการสรา้ งความเข้าใจ สรา้ งปัญญา
แลว้ เงนิ ตราจะมาเอง
3. เข้าใจความหมายของระบบนเิ วศในมุมมองของชาวบา้ นว่าหมายถึง มึงกับกูอยูร่ ่วมกันได้
4. ไมใ่ ช้โครงสร้างแขง็ ทีเ่ ป็นส่ิงแปลกปลอมทางธรรมชาติ เชน่ ปนู เหล็ก
5. ใชร้ ะบบนเิ วศของรากไทรเปน็ ตวั ยึดโครงสรา้ งฝาย ซง่ึ ใช้โครงสรา้ งไม้ เช่น ไม้ไผ่ ไม้กระถนิ
เปน็ ตน้ เป็นโครงสรา้ งพ้ืนฐานในช่วงแรก ใช้ข้วี ัว ขุยมะพร้าวใส่กระสอบ เปน็ อาหารของตน้
ไทรใช้ทรายใส่กระสอบเป็นตัวยดึ กั้นไม่ให้กระแสนำ้ พัดพากระสอบขุยมะพร้าวและข้วี ัว
ตอ่ มาเมื่อรากไทรประสานกันท้ังสองฝ่ังก็จะเกิดตัวฝายที่เป็นการประสานกนั ของรากตน้ ไม้ที่
ยงิ่ นานวนั ยิ่งแข็งแรง และเกิดวงั บรเิ วณหนา้ ฝาย
6. ตวั ฝายเป็นตวั ก้ันนำ้ ดินเป็นตัวเก็บนำ้ พืชทั้งสองฝั่งคลองเป็นตัวเก็บน้ำและใหน้ ้ำต้องปลกู
พชื ท่รี ักษาตล่ิงทั้งสองฝั่ง
7. ต้องมีกติกา/ข้อตกลงรว่ มกันของชุมชน

ประโยชนข์ องฝายมชี ีวิต
1. ในช่วงหน้าน้ำหลาก ฝายมชี วี ิตชะลอ กักเก็บนำ้ ไมใ่ หป้ รมิ าณนำ้ ไปท่วมในพ้นื ที่เกษตรและชุมชน

เมอื ง แตใ่ นขณะเดยี วกนั ปริมาณนำ้ ของฝายมชี วี ิตจะซมึ ไปชว่ ยใหร้ ะบบนิเวศในพื้นทีม่ ีความชุ่มช้ืน
2. ในช่วงหนา้ แลง้ ฝายมชี วี ติ จะช่วยระบายน้ำออกมาใหช้ าวเมอื ง ชาวบา้ นได้ใชต้ ลอดช่วงหน้าแลง้
3. ปัจจุบันน้ำใต้ดินลดปริมาณลงอย่างมาก เพราะเรามักแก้ปัญหาโดยเมื่อมีน้ำมากก็ผันน้ำลงสู่

ทะเลให้เร็ว จนน้ำไม่สามารถซึมผ่านลงใต้ดิน ปัญหานี้ฝายมีชวี ติ สามรถชว่ ยได้เพระสามารถกักนำ้ ทำให้นำ้ มีเวลาซึม
ลงสูใ่ ตด้ ิน

4. ฝายมีชีวติ ไม่ตัดวงจรทางระบบนเิ วศทงั้ สัตว์ พชื นำ้ โดยเฉพาะตะกอนทรายสามารถไหลข้ามผ่าน
ไปได้ทางบันไดหน้าหลังของฝายมีชีวิตเพื่อไปหล่อเลี้ยงชายหาด รวมตลอดจนถึงสัตว์น้ำทุกชนิด โดยเฉพาะปลา
สามารถขึน้ ลงวางไขไ่ ด้ตามธรรมชาติ

5. ฝายมีชีวิตสามารถสร้างวังน้ำตามธรรมชาติที่หายไปจากการขุดลอก ทำให้วิถีชีวิตริมคลอง
กลบั คืนมา เช่น ปลา นก ตน้ ไม้ แตแ่ รกกลบั คนื มา

6. ฝายมชี วี ติ สรา้ งความสมานฉันท์ให้เกิดขนึ้ ในชุมชนอย่างย่ังยนื

154

ส่วนท่ี 5 ผลการสำรวจทรพั ยากรธรรมชาติ และสถานท่ีท่สี ำคัญ ท่เี อื้อตอ่ การจัดการท่องเที่ยวพ้ืนที่แนว
เขตป่า

5.1 ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละป่าไม้
1. ป่าชุมชนแม่ก้ดึ หลวง

ภาพท่ี 4.33 ภาพป่าชมุ ชนบ้านแมก่ ึ้ดหลวง

ป่าชุมชนแม่กึ้ดหลวง เป็นภูเขาสูงชัน ลักษณะป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ มีร่องห้วย
เป็นป่าอบั ช้นื มขี นุ หว้ ย และลำห้วยท่ีมีน้ำไหลตลอดปี มีห้วยขนุน ห้วยแม่ปะ เป็นแหล่งต้นนำ้ ลำธาร มีถำ้ อยู่ 4 แห่ง
คือ ถ้ำโขง และ ถ้ำเสือ ถ้ำก่ิวป่าไผ่ ถ้ำพระเจ้าแก้ว เมื่อก่อนเป็นอุทยานแห่งชาติละเมา และภายหลังได้รับการ
จัดตั้งให้เป็นป่าชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา มีเนื้อที่ทั้งหมด 5,250 ไร่ ครอบคลุมเนื้อที่ 6 หมู่บ้าน ได้แก่
บ้านแม่กื้ดหลวง บ้านแม่กื้ดใหม่ บ้านไทยสามัคคี บ้านใหม่ริมเมย บ้านใหม่พัฒนา และบ้านแม่กื้ดใหม่ดอนสว่าง
โดยมวี ัตถปุ ระสงค์ของการจัดต้งั โครงการป่าชมุ ชนเพอ่ื เปน็ แหล่งไม้ใช้สอยสำหรับชุมชน เปน็ แหลง่ อาหารปา่ ใช้บริโภค
ในครวั เรอื นของชุมชน เป็นแหล่งศกึ ษาทรัพยากรธรรมชาติและพักผอ่ นหยอ่ นใจของคนในชุมชน ในป่าชุมชนนอกจาก
จะเป็นแหล่งอาหารในชุมชนยังมีจุดเด่นสวยงามร่มรื่นให้สัมผัสน้ำตกและต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นมะเดื่อและ
ตน้ ตะบาก อกี ดว้ ย

155

2. ปา่ ชุมชนบา้ นห้วยหินฝน

ภาพท่ี 4.34 ป่าชมุ ชนบา้ นห้วยหินฝน

ปา่ ชมุ ชนบ้านห้วยหนิ ฝนบนเนื้อท่ี 2,830 ไร่ ทเ่ี ปน็ ปา่ ไม้เบญจพรรณ มคี วามอุดมสมบรู ณ์ประกอบดว้ ย
ต้นไม้หลายชนิด อาทิเช่น ไผ่ซาง ไผ่บง ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้ประดู่ ฯลฯ ขึ้นกระจายตัวทั่วพื้นที่ มีสัตว์ป่า
หลายชนิด อาทิเชน่ ไก่ปา่ ตะกวด กระรอก กระแต เตา่ กบ กุง้ ปู ปลา ฯลฯ ตลอดจนมีแหล่งตน้ น้ำธรรมชาติจำนวน
4 แหล่ง ได้แก่ แหล่งต้นน้ำขุนห้วยวังมอม แหล่งต้นน้ำขุนห้วยน้อย แหล่งต้นน้ำปางมโนราห์ และแหล่งต้นน้ำ
วดั โพธิคณุ ปา่ มีลักษณะเปน็ เขาสงู มีต้นไม้ขึ้นหนาแนน่ ทั่วทั้งพ้นื ที่ นอกจากนใี้ นระหวา่ งรอ่ งเขาจะเป็นจุดกำเนิดของ
น้ำ ซึ่งเป็นต้นน้ำที่มีน้ำซึมขึ้นเหนือผิวดิน (ตาน้ำหรือน้ำซับ) และไหลตลอดทั้งปี บ้านห้วยหินฝน มีแหล่งต้นน้ำ
ธรรมชาตทิ ซ่ี มึ ขนึ้ มาเหนือผิวดนิ และมปี รมิ าณ น้ำมาก สามารถใช้ได้ตลอดท้ังปี จำนวน 3 แหล่ง ดงั น้ี

1.แหล่งตน้ นำ้ ขนุ ห้วยวังมอม
2.แหลง่ ต้นน้ำขนุ ห้วยน้อย
3.แหล่งต้นนำ้ ปางมโนราห์
3. นำ้ ตกแม่กาษา

ภาพที่ 4.35 นำ้ ตกแมก่ าษา

156

น้ำตกแม่กาษา อยู่หมู่ที่ 2 บ้านแม่กาษา ตำบลแม่กาษาห่างจากตัวอำเภอแม่สอด 18.5 กิโลเมตร
เป็นทางลาดยาง 13 กิโลเมตร ทางลูกรัง 5.5 กิโลเมตร การเดินทางโดยรถยนต์จากอำเภอแม่สอดใช้เวลาประมาณ
30 นาที น้ำตกแม่กาษาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีทางเดินขึ้นไปบนเขาสูงมีถ้ำและธารน้ำกว้างประมาณ 2 เมตร
จากปากถ้ำถึงน้ำตกในฤดฝู นมนี ้ำมากแต่ในฤดูแลง้ ไมม่ นี ้ำ

4. บอ่ น้ำรอ้ นแม่กาษา

ภาพท่ี 4.36 บ่อนำ้ ร้อนแมก่ าษา
บ่อน้ำร้อนแม่กาษา ตั้งอยู่หมู่ที่ 11 บ้านโพธิ์ทอง ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด อยู่ห่างจาก
อำเภอแม่สอดประมาณ 21 กิโลเมตร เป็นทางลาดยาง 13 กิโลเมตร และทางลูกรัง 8 กิโลเมตร การเดินทางโดยรถยนต์
จากอำเภอแมส่ อดใชเ้ วลาประมาณ 30 นาที บอ่ นำ้ ร้อนแม่กาษาอยใู่ นตัวหม่บู า้ นมี 2 บ่อ บอ่ แรกกว้างประมาณ 2 เมตร
บอ่ ทสี่ องกว้างประมาณ 1 เมตร
5. อโรคยาศาลโปง่ คำราม หรอื บอ่ นำ้ แรโ่ ป่งคำราม

ภาพท่ี 55 อโรคยาศาลโปง่ คำราม

ภาพที่ 4.37 ภาพอโคยาโปง่ คำราม

157

ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำดิบ ตำบลแมก่ าษา จังหวัดตาก อโรคยา โป่งคำรามเป็นการแช่ออนเซ็นในถังไม้โอ๊ค
แบบญี่ปุ่น โดยใช้สายธารน้ำร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมาปรับปรุงเสริมแต่งเพื่อความเหมาะสม ใช้เป็นสถานท่ี
บำบัดรกั ษาโรค สำหรับการแช่น้ำรอ้ น และพอกบ่อโคลนเพื่อสขุ ภาพ เพื่อชว่ ยผอ่ นคลายและเพอ่ื การทอ่ งเท่ยี วเป็นบอ่
นำ้ แร่ท่ีมีคณุ ภาพทีเ่ ต็มไปด้วยแรธ่ าตุต่าง ๆ ทม่ี ีความเชอ่ื วา่ สามารถรักษาโรคภัยไขเ้ จ็บ และอาการเม่ือยลา้ ต่าง ๆ ได้

จุดเดน่ ของน้ำแรโ่ ปง่ คำราม คอื เป็นนำ้ พุรอ้ นมอี ณุ หภมู ิประมาณ 60 องศาเซลเซียส ปราศจากกรด
และกลิ่นกำมะถันและจากการวิจัยยังพบว่าเป็นน้ำแร่ที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น
แคลเซียม แมกนีเซียม คนมีสิวมีฝ้า อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคปวดข้อ ปวดกระดูกตามร่างกาย โรคผิวหนังโดยเฉพาะ
โรคสะเก็ดเงิน คนที่เคยมาแช่น้ำแร่ร้อนที่นี่ จะพูดเป็นเสียงเดยี วกันว่าผ่อนคลายดีมาก สำหรับใครที่มีโรคปวดเมื่อย
เป็นตะคริว การเผาผลาญไม่ดี หรือแม้แต่คนที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต มาแช่น้ำแร่ที่นี่แล้ว ส่วนใหญ่จะมีอาการดีขน้ึ
เนื่องจากในน้ำมีส่วนผสมของกำมะถันและเกลือ ซึ่งจะช่วยบำบัดรักษาโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดีความพิเศษของ
การแช่น้ำแร่ คือ เป็นการแช่ออนเซ็นในถังไม้โอ๊คแบบญี่ปุ่นมีก๊อกไม้ไผ่ สูบน้ำแร่ร้อนมาจากแหล่งธรรมชาติใต้ดิน
จัดเรียงรายไว้ให้นอนแช่น้ำแร่อย่างสบายตัว ท่ามกลางธรรมชาติ มีต้นไม้ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน โดยแยกชาย-หญิง
อย่างชดั เจน

บ่อน้ำร้อนโป่งคำราม เป็นสถานที่พักนักพรต ไว้ให้คณะศรัทธามหาฤษีให้ลาภ เดินทางมากราบ
ไหว้บูชา จึงมีการสร้างศาลาฤๅษีโป่งคำรามไว้ มีเส้นทางผ่านสะพานไม้กลางป่า เดินเข้าไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
ก็จะพบกับรูปปั้นฤๅษีที่ตั้งอยู่ในศาล ซึ่งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมาขอพร ขอโชคลาภ และขอให้หายจาก
โรคภัยใกล้เจ็บ ใกล้ศาลมีบ่อน้ำแร่ เรียกว่าตาน้ำ ซึ่งเป็นน้ำแร่ที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมตักใส่ขวด
ไปบูชาหรือไมก่ ็นำมาลูบตวั ลบู หัวเพอื่ เป็นสริ ิมงคล

5. ถ้ำแม่อุษา

ภาพที่ 4.38 บรเิ วณภายในถ้ำแมอ่ ุษา

158

“ถ้ำแม่อุษา” ถ้ำขนาดใหญ่ต้องเดนิ ขึน้ บันไดอกี 870 ขั้น ถึงปากถ้ำ พอเข้าข้างในจึงจะพบหินงอก
หินย้อยรูปร่างต่าง ๆ แปลกตาและสวยงามมาก ในโพรงถ้ำแบ่งออกเป็นห้องโถงมากถึง 13 ห้อง เดินเชื่อมกันได้
ทุกห้อง อากาศค่อนข้างโปร่ง เย็นสบาย ไม่อับ แม้จะเป็นถิ่นอาศัยของค้างคาวนับล้าน ๆ ตัวเลยก็ตาม ด้านในสุด
มีสระน้ำผุด ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์หากจะเดินเที่ยวต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในบ่าย
แสงอาทิตย์จะส่องลอดเขา้ มาผา่ นโพรงหินขนาดใหญ่ ยง่ิ เพิ่มเสน่ห์ใหถ้ ้ำแหง่ น้ดี สู วยงามขน้ึ อีก

5.2 โบราณสถานและวดั
5.2.1 โบราณสถาน
1. โบราณคอกชา้ งเผือก

ภาพที่ 4.39 โบราณคอกชา้ งเผือก

ตั้งอย่เู ขตบ้านท่าอาจ ตำบลทา่ สายลวด อำเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก อยู่หา่ งจากตัวเมืองแม่สอด
ไปทางทิศตะวนั ตกราว 7 กโิ ลเมตร ต้งั อยู่บนฝัง่ คุ้งแม่น้ำเมยมองเห็นเด่นชดั แต่ไกล ซงึ่ สามารถชมไดท้ ้ังทางบกและ
ทางน้ำ ทางเข้าเป็นถนนลาดยางตลอดสาย ตั้งอยู่ในตำบลท่าสายลวด ทางไปริมแม่น้ำเมยจะมีทางแยกบริเวณ
หวั สะพานบา้ นแม่ตาว-ท่าสายลวด เล้ยี วขวาไปตามเสน้ ทางตลาดมืด “วังขา่ หรอื วังวรพจน์” หมู่บา้ นท่าหม่องอาจ
(ไทใหญ่) หรือเดินทางโดยทางเรือล่องไปตามลำน้ำแม่เมย-ต่องยิน แล้วไปขึ้นฝั่งหน้าบริเวณที่ตั้งองค์เจดีย์
“พญาหน่อไก่” (คอกช้างเผือก)

ประวัติเล่าว่า เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พงศาวดาร
กล่าวว่า มะกะโท (คนเลี้ยงช้าง) เป็นชาวมอญ ได้เข้ารับราชการเป็นขุนวังได้ลักพาตัวพระราชธิดาของพ่อขุน
รามคำแหงหนีไป อยู่กรุงหงสาวดี ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้ารั่ว เมืองตาก
เป็นชานเมืองของกรุงสุโขทัยได้มีช้างเผือกอาละวาด พ่อขุนรามคำแหงทรงทราบพระองค์ทรงประกอบพิธีเสี่ยงทาย
และทรงเสี่ยงสัตย์ อธิษฐานว่า หากช้างเผือกเชือกนี้เป็นช้างคู่บุญบารมีกษัตรยิ ์นครใดก็ขอให้บ่ายหน้าไปทางทิศนนั้
สิ้นคำอธิษฐานช้างเผือกจึงบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก พ่อขุนรามคำแหงทราบทันทีว่าช้างเผือกคู่บุญบารมีของ

159

พระเจ้าฟ้ารั่วจึงให้ ทหารนำสาสน์ไปแจ้งว่าจะนำช้างมามอบ ให้ทหารที่ติดตามช้างเผือกมาจนถึงบริเวณเชิงเขา
จึงทำพะเนยี ดลอ้ มเอาไว้ และไดท้ ำพิธชี ้างใหก้ บั พระเจา้ ฟา้ รว่ั ณ ที่แหง่ น้ี

2. โบราณสถานพระบาทพระธาตุหินกว่ิ และวัดพระธาตุดอยหินกว่ิ

ภาพท่ี 4.40 โบราณสถานพระบาทพระธาตหุ ินกิว่ และวดั พระธาตุดอยหินก่วิ
วัดพระธาตุดอยหินกิ่วตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 บ้านวังตะเคียน ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด

จังหวัดตาก พระธาตุดอยดินจี่หรือพระธาตุดอยหินกิ่ว อยู่บนภูเขาสูง มีทางเดินเป็นบันไดปูนซีเมนต์ประมาณ
800 ขั้น พระสถูปเจดีย์ที่ประดิษฐานพระธาตุตั้งอยู่บนหินก้อนใหญ่เป็นชะง่อนผา มีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่
ด้านซ้ายมือ มองลงมาด้านล่างเห็นทิวทัศน์ในเขตพม่าได้ชัดเจน หินที่อยู่บนดอยเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลไหม้
จึงเรียกว่าดินจี่คือดินที่ไหม้ไฟ เจดีย์ดอยดินจี่ (ดอยหินกิ่ว) นี้ชาวบ้านเรียกว่า พญาอ่อง เป็นเจดีย์ทรงมอญ
ขนาดเล็ก ในวันมาฆบูชาชาวไทยใหญ่ในอำเภอแม่สอดและเมืองเมียวดีในพม่า จะมานมัสการพระธาตุดอยหินจี่
อยา่ งเนอื งแนน่

160

5.2.2. วัด
1. วดั ไทยสามัคคี

ภาพท่ี 4.41 รปู วดั ไทยสามัคคี

วัดไทยสามัคคี ตั้งอยู่บ้านไทยสามัคคี หมู่ที่ 9 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
สร้างเม่ือปี พ.ศ.2482 วดั ไทยสามคั คเี ป็นวัดท่ีเก่าแก่ ตง้ั อยู่ในหมู่บา้ นไทยสามัคคีซ่ึงเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวนำร่องไกล
จากตัวอำเภอแม่สอดมาทางอำเภอแม่ระมาดเพียง 8 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีความงดงามในด้านประติมากรรม
และสถาปัตยกรรมตามแบบล้านนา ตลอดจนถึงวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ธรรมชาติป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์
วิถีชีวิตชาวบ้านชนบทและความความมีไมตรีจิตที่ดีของชาวบ้านที่นี่ทำให้ทุกวันน้ี วัดไทยสามัคคีเป็นที่รู้จักของ
พุทธศาสนิกชนทั่วไปตลอดจนถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาทำบุญและท่องเที่ยวที่วัดไทยสามัคคีกันอย่างไม่
ขาดสาย ภายในวัดมีพระเจ้าทันใจรัตนมุงเมอื ง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกพระเจ้าทันใจเพราะพิธีการสร้างไม่
เหมือนพระพุทธรูปทั่วไป กล่าวคือ การทำพิธีปั้นองค์พระ มีกำหนดการที่สลับซับซ้อนมากมาย ตามพิธีการแบบ
ลา้ นนาไทย ทีพ่ ระอรยิ ะสงฆ์ได้ผกู ไว้ เชน่ กำหนดเวลาในการปั้นต้องแลว้ เสร็จภายในวนั เดียว กอ่ นพระอาทิตย์ตกดิน
ตลอดพิธีปั้นต้องทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ตลอดจนเสร็จ เสร็จแล้วต้องทำพิธีเบิกเนตรตลอดทั้งคืนตามพิธีล้านนา
วัสดุอุปกรณ์ในการจัดสร้าง ต้องสะอาดบริสุทธิ์ พร้อมมวลสารต่าง ๆ อันเป็นมงคล ที่แปลกคือพระเจ้าทันใจมีหัวใจ
และอวยั วะภายในท่ที ำดว้ ยเงินแท้อยขู่ า้ งใน พร้อมท้งั กระดูกที่ทำจากไม้มงคลของล้านนา ผู้คนมักจะมากราบขอพรให้
มคี วามเจรญิ รงุ่ เรืองในชวี ติ เพราะมคี วามศรทั ธาเชือ่ ว่าจะสำเรจ็ โดยทนั ใจ

161

ภาพที่ 4.42 หลวงพ่อทนั ใจรัตนมงุ เมือง
พิพิธภัณฑ์โฮงหลวง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสิ่งของเครื่องใช้ของคนท้องถิ่นมานับตั้งแต่อดีต
จัดแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ มีทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และสิ่งของเครื่องใช้ ให้เราได้ศึกษาความ
เปน็ มาของอดีตผ่านสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดไวอ้ ย่างนา่ สนใจ เป็นอีกหน่ึงพ้ืนท่ที ่ีไปวัดไทยสามัคคีแลว้ ไม่ควรพลาดเข้าไป
ศึกษาเรียนรู้ ซ่ึงการเข้าไปชมก็ไมต่ ้องเสยี ค่าใช้จา่ ยแต่อย่างใด

ภาพท่ี 4.43 พิพธิ ภัณฑ์โฮงหลวง วดั ไทยสามัคคี

162

2. วดั โพธิคณุ (หว้ ยเตย)

ภาพที่ 44 วดั โพธคิ ุณ (ห้วยเตย)
วัดโพธิคุณ หรือชาวบา้ นเรียกว่าวัดห้วยเตย ตั้งอยู่เลขท่ี 64 บ้านห้วยเตย หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ
อำเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก เปน็ วัดทเ่ี ป็นพุทธอทุ ยานสงบรม่ ร่นื เพราะเปน็ พนื้ ทปี่ า่ ตน้ น้ำเป็นทฝี่ กึ สอนการปฏิบตั ิธรรม
วปิ สั สนากรรมฐานภายในวดั มศี าลที่มลี ักษณะเด่นและมีพระพทุ ธรปู ท่ีงดงามคือพระตรีโลกเชษฐ์ ตวั พระอโุ บสถคล้าย
เรือลำใหญส่ รา้ งเป็นสามชั้น ชัน้ ลา่ งไม่มีการตกแต่งใด ๆ ชัน้ ที่สองมกี ารตกแตง่ ผนงั เพดาน และหัวเสา ชั้นท่ีสามเป็น
ส่วนของพระอุโบสถที่ใช้สำหรับประกอบศาสนาพิธีต่าง ๆ ตกแต่งอย่างละเอียดประณีตทั้งในส่วนของผนัง เสา และ
เพดาน ในลักษณะของประตมิ ากรรมนนู ตำ่ ผสมผสานกับการระบายสี ประดบั กระจกและปดิ ทอง มีพระพุทธรูปขนาด
ใหญเ่ ป็นพระประธาน ภายนอกตวั พระอุโบสถประดับด้วยลวดลายท่ีมีความละเอยี ดอ่อน สลบั ซบั ซ้อน ประณีตงดงาม
ชั้นสามของอโุ บสถมพี ระตรีโลกเชษฐ์ ประดิษฐส์ ถานไวด้ ้านใน มีลักษณะลวดลายท่สี วยงาม เป็นสที องทง้ั ห้อง เสาทุก
เสามีสวดสายที่สวยงามต่างจากชั้นสองที่ปลายเสาเป็นดอกบัวแต่ชั้นสามเสาทุกเสามีลายแกะสละเป็นสายไทยที่มี
ความงดงาม ผนงั มีการทำลวดลายทุกดา้ นเหมอื นเสา
3. วัดไทยวัฒนาราม

ภาพท่ี 4.45 วัดไทยวัฒนาราม

163

วัดไทยวัฒนาราม ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสายลวด พื้นที่เทศบาลตำบลท่าสายลวด วัดนี้แต่เดิม
เรียกว่า “วัดแม่ตาวเงี้ยว” หรือ “วัดไทยใหญ่” เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2410 กระทรวงศึกษาธิการได้เปลี่ยนชื่อเป็น
“วัดไทยวัฒนาราม” เมื่อปี พ.ศ.2500 เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธมหามุนี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่จำลองมาจาก
พระพุทธมหามุนีอันศักดิส์ ิทธิ์คูบ่ า้ นคเู่ มืองของชาวเมืองมัณฑะเลย์ในสหภาพเมียนมา จึงเป็นพระพทุ ธรูปอนั ศักดิส์ ิทธิ์
และสวยงามที่ชาวพทุ ธให้ความเคารพศรัทธาเลือ่ มใสกันมาก

5.3.3 สถานท่ที อ่ งเทย่ี วแหล่งซื้อของ
1. ตลาดรมิ เมย

ภาพท่ี 4.46 ตลาดรมิ เมย

เป็นสถานที่ติดต่อค้าขายระหว่างไทย-เมียนมา โดยมีแม่น้ำเมยเป็นเส้นกั้นเขตชายแดน
ไทย-เมียนมา เป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของสารพัดสินค้าจากชุมชน ที่ตั้งของตลาดอยู่ตรงข้ามกับอำเภอเมียวดีของ
ประเทศเมียนมา ซึ่งมีของพื้นเมืองมากมายทั้งของไทยและเมียนมา เช่น หน่อไม้แห้ง ปลาแห้ง ปลาหัวยุ่ง เห็ดหอม
ถั่ว เครื่องหนัง ผ้าซาติน ฯลฯ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นตลาดการค้าอัญมณี เช่น หยก ทับทิม และพลอยสีจากเมียนมา
สำหรับคนรักเครื่องประดับให้เลือกกันจุใจ และไม่ไกลจากด่านตรวจฝั่งเมียนมานัก จะพบกับตลาดสดของเมียนมา
ท่ีนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถรับจ้างที่ดัดแปลงดูคล้ายมอเตอร์ไซค์พ่วง เดินทางไปชมตลาดสดแห่งนั้นได้เรียบฝั่ง
ลำน้ำเมยมีพ่อค้าแม่ค้าชาวเมียนมาตั่งแผงขายอาหารทะเลสด ๆ เช่น กุ้ง ปู หอยนักท่องเที่ยวสามารถยืนซื้ออยู่ฝ่ัง
ไทยเป็นความคึกคักของเมืองชายแดนท่ีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจต่างกล่าวว่าไม่น่าเชื่อว่าข้ามภูเขามาถึงแม่สอดจะ
ไดร้ บั ประทานอาหารทะเลสด ๆ เปน็ เสนห่ อ์ กี อยา่ งหน่ึงของเมืองแม่สอด

ข้อแนะนำ นักท่องเที่ยวชาวไทยทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราว โดยนำบัตรประชาชน หรือ
บัตรประจำตัวอื่น ๆ ที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด และรูปถ่ายติดบัตร 2 รูป พร้อมค่าผ่านแดนคนละ
20 บาท ไปที่สำนกั งานออกบัตรของอำเภอแม่สอดเมื่อข้ามผา่ นแดนไปแลว้ จะต้องเสียค่าผ่านแดนท่ีฝั่งพม่าอีกคนละ
10 บาท เวลาผ่านแดน ด่านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 06.30-21.00 น. ห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าไปด้วย นักท่องเที่ยว
สามารถข้ามไปเมียวดีได้ โดยนั่งเรือข้ามฟากที่มีบริการตลอด 24 ชั่วโมง ควรซื้อสินค้าทางฝั่งไทยเพราะสินค้า

164

ทั้งคุณภาพและราคาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย สำหรับการซื้อของในฝั่งเมียนมา ควรเดินดูรอบ ๆ และพิจารณาให้
ละเอียด เพราะสินค้าบางอย่างมีการทำลอกเลยี นแบบ

2. สะพานมติ รภาพไทย-พม่า
สะพานมิตรภาพไทย-พม่า สำรวจและออกแบบโดยกรมทางหลวง เป็นสะพานชนิด

Priestesses concrete l girder type รวมความยาว 420 เมตร SKEW 45 กว้าง 10.5 เมตร (รวมทางเท้า) ก่อสร้าง
โดยศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 จังหวัดพิจิตร งบประมาณในการก่อสร้าง 79.2 ล้านบาท (เฉพาะสะพาน)
เชื่อมต่อระหว่างบ้านแม่ตาว ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับถนนสายผาอ่าง-เมียวดี จังหวัดเมยี วดี
รัฐคะยิ่น ของสหภาพเมียนมาร์ ข้ามแม่น้ำเมยซึ่งแบ่งเขตแดนไทย-พม่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า จัดพิธีเปิดใช้
สะพาน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2540 พร้อมทั้งเปิดด่านถาวรระหว่างฝั่งไทยและพม่าอย่างเป็นทางการในด้านการ
ท่องเที่ยวเป็นการส่งเสริมเส้นทางใหม่สำหรับการท่องเที่ยวระหว่างไทยและเมียนมา ให้เดินทางข้ามแดนได้อย่าง
สะดวกโดยเฉพาะเส้นทางแม่สอด-ย่างกุ้ง เป็นเส้นทางที่มีธรรมชาติสวยงาม ซึ่งจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาว
ไทยและชาวต่างประเทศ ให้เดินทางผ่านสะพานมิตรภาพฯ แห่งน้ีอีกทั้งยังเพียงข้ามฝั่งไปยังเมียววดีนักท่องเที่ยว
กส็ ามารถชมวัดที่สวยงามจำลองแบบเจดีย์ชเวดากอง ในสถานการปกตเิ มื่อนักท่องเท่ยี วมาแมส่ อดตา่ งหาอกาศขา้ มฝั่ง
ไปสกั การะไหว้พระขอพรและจับจ่ายซ้อื ของชมเมืองเมียวดี ชมวดั เจดีย์ทอง วดั จระเข้ วดั พระยืน ฯลฯ

3. คลังสนิ คา้
เป็นสถานที่ขนส่งสินค้าและเป็นที่จำหน่ายสินค้ามือสองทั้งจักรยานและสินค้ามือสอง

จากประเทศญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าต่างไปจับจ่ายใช้สอยกันในพื้นที่เรียบลำน้ำเมย ทอดยาวจาก
เขตตำบลทา่ สายลวดและพ้ืนท่ตี ำบลแม่ปะมที ่าข้ามสินค้ามากมายทีน่ ักท่องเท่ียวเมื่อมาแมส่ อดแล้วต้องแวะซื้อ
สินค้ามือสองจากประเทศญี่ปุ่นและจกั รยานมอื สองกันเป็นนวนมาก รวมถึงการข้ามฝั่งไปจับจา่ ยซื้อของสินค้า
ปลอดภาษาที่ฝัง่ ระเทศเมียนมาที่เพียงนั่งเรือข้ามฟากที่มีบริการฟรตี ลอดทั้งวนั นักท่องเที่ยก็สามารถขา้ มฝั่งไป
เพ่ือจับจา่ ยซื้อของในชว่ งก่อนสถานการณ์โควดิ สถานที่แห่งนมี้ ีความคึกคักโดยมีผู้คนท้ังนักท่องเท่ียว นักลงทุน
กลมุ่ พอ่ ค้า นกั ธุรกิจจากตา่ งชาตลิ ว้ นข้ามไปมาประจำ

4. แหลง่ จบั จ่ายซื้อสนิ ค้าปลอดภาษี
บริเวณชายขอบเรียบลำน้ำเมยเขตตำบลท่าสายลวดทอดยาวไปถึงตำบลแม่ปะนั้น ใน

ปัจจุบันมีบอ่ นคาสิโนเพิ่มขึน้ จำนวนมาอยา่ งต่อเนื่องรวมถงึ การบริการโรงแรม แหล่งซื้อสินคา้ ปลอดภาษีเพียงนั่งเรือ
ข้ามฝั่งไปยังบ่อนคาสิโนประเทศเมียนมาที่มีบริการที่จอดรถฟรีและเรือโดยสารตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละวันมี
นกั ทอ่ งเทยี่ ววนั ละไม่นอ้ ยกว่าหา้ พันคนทำให้พ้ืนท่ีอำเภอแมส่ อดคึกคักประกอบกับคนจนี มาสร้างเมอื งใหม่ขนาดใหญ่
และลงทุนทำธุรกิจบริการครบวงจรทำให้แม่สอดกลายเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติเข้าออกเป็นจำนวนมาก ทำให้
เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วนักลงทุนต่างกว๊านซื้อที่ดินเพื่อไว้เกร็งกำไรและไว้ทำโรงงาน รวมถึงที่พักที่อยู่อาศัย
คอนโดมิเนียมเพิ่มจำนวนกระจายอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่ปะ แม่กาษา ท่าสายลวดและในตัวแม่สอดเองก็มีสิ่งอำนวย
ความสะดวกเพม่ิ ข้นึ เพอื่ รองรบั การเปล่ียนแปลงทีเ่ กิดข้นึ

165

สรุปผลจากการเก็บรวบรวมข้อมูล นกั วิจยั ชมุ ชนตำบลแมก่ าษา แมป่ ะ ทา่ สายลวด ทง้ั สามพื้นที่มีอัตลักษณ์
โดดเด่นท่ีแตกต่างกันเริ่มจากแม่กาษาเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมล้านนาคงวิถีดั้งเดิมสืบทอดมารุ่นสู่รุ่นมีวิถีชีวิตอยู่
กับธรรมชาติ สงบร่มเย็น ภายใต้ร่มพระพุทธศาสนามีวัดไทยสามัคคีหลวงพ่อทันใจรัตนมุงเมืองที่เป็นที่สักการบูชา
ขอพร คนในชุมชนมีความรักความสมัครสมานสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ผืนป่าให้เป็นป่าชุมชน มีทรัพยากร
ธรรมชาติที่สวยงาม ร่มรื่น ครบวงจร ถ้ำ ป่า น้ำตก การไหว้พระขอพรและเป็นต้นแบบชุมชนด้านการจัดการขยะที่
โดดเดน่ ทงั้ ตำบลถอื เปน็ ชมุ ชนสขุ ภาวะแห่งจังหวดั ตากที่มีเสน่ห์ทง้ั เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิถีวัฒนธรรม
ล้านนา และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ผู้คนสามารถมาพักผ่อนหรือมาเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะชุมชนแบบมี
สว่ นรว่ ม

ตำบลแม่ปะเป็นชุมชนที่มีป่าชุมชนที่เป็นต้นน้ำมีทรัพยากรธรรมชาติ ถ้ำ ป่า มีโบราณสถานเป็นพื้นท่ี
ที่มีจุดเด่นด้านการบริหารจัดการป่าต้นน้ำได้เป็นอย่างดี มีวัดโพธิคุณที่มีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมและ
มีพระพุทธรูปที่สวยงาม มีกลุ่มคนในชุมชนที่มีชื่อเสียง เช่น การผลิตข้าวใส่ใจ การสร้างฝายมีชีวิต การจัดการ
หมอกควนั ท่เี ป็นวดั ในเขตพทุ ธอทุ ยาน มศี ูนย์การเรยี นรู้เศรษฐกิจพอเพียงทสี่ รา้ งแรงบนั ดาลใจให้กบั ผ้มู าเยอื น

ตำบลท่าสายลวดเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมผสมผสานกับการเป็นเมืองชายแดนเสน่ห์ของความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม ที่มีความผูกพันธ์กันทั้งด้านการค้าและสังคมที่ต่างไปมาหาสู่กันเปรียบเสมือนบ้านพี่เมืองน้องและ
เป็นพื้นที่จับจ่ายซื้อของสินค้าชายแดนสัมผัสวัฒนธรรมไทใหญ่ที่งดงามทั้งการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ อาหาร
วถิ ีชุมชนทีย่ ังคงโดดเด่นควบคู่กบั สถาปัตยกรรมรว่ มสมัยของชาวเมยี นมาท่ีดงามประณตี ละเอียดอ่อน

ส่วนท่ี 6 ผลจากการทบทวนการจดั การ CBT และกำหนดกิจกรรมเสน้ ทางทอ่ งเทีย่ วของตำบลแม่กาษา แมป่ ะ
และท่าสายลวด

จากการทบทวนการศึกษาทรัพยากรชุมชนในการสร้างกิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนการมี
ส่วนร่วมของชุมชนในทำกิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้คนในชุมชนมีการนำเสนอมรดก
วัฒนธรรมที่มีให้เป็นกิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือน ได้สัมผัสเรียนรู้มรดก
วฒั นธรรมเพื่อการสร้างรายไดแ้ ละสร้างการตระหนักรกั หวงแหนทรัพยากรท่มี ีและใช้ให้เกดิ ประโยชน์สูงสุด สรุปเป็น
กจิ กรรมเสน้ ทางการทอ่ งเที่ยวเพื่อสร้างมลู คา่ เพิม่ ให้คนในพนื้ ทโี่ ดยแยกเปน็ แต่ละพ้ืนที่ ดงั น้ี

1. ตำบลแมก่ าษา
ผลจากการสกัดคัดสรรจุดเด่นของแต่ละพื้นที่สรุปได้ว่า พื้นที่ตำบลแม่กาษามีจุดเด่นด้านทรัพยากร

ธรรมชาติมปี า่ ชุมชนท่ีสือ่ ใหเ้ ห็นถึงความเป็นอย่รู ะหว่างคนกบั ปา่ มีความสมคั รสมานสามัคคี เป็นหนง่ึ เดยี วเปน็ ชมุ ชน
คนล้านนา มีภูมิปัญญาสมุนไพรที่นำมาสร้างเป็นกิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อการดูแลสุขภาพและมี
ทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น ถ้ำ น้ำตก น้ำพุร้อน สภาพชุมชน สุขสงบ ช่วยเหลอื เกื้อกูลกัน จึงสรุปเป็นอัตลักษณ์
ของพ้ืนท่ตี ำบลแมก่ าษาได้วา่ “เที่ยวแมก่ าษา สัมผัสวถิ ีล้านนา นเิ วศลำ้ คา่ ปา่ อุดมสมบูรณ”์ และสร้างเปน็ กจิ กรรม
เสน้ ทางการท่องเทยี่ วได้ 2 เส้นทาง ดังนี้

166

เส้นทางท่ี 1 เส้นทางท่องเทีย่ วชมุ ชน “ฮักนะแมก่ าษา”
เส้นทางที่ 2 “เที่ยววัดไทยสามัคคี สัมผัสวิถีชุมชนและธรรมธรรมชาติที่แม่กาษา แช่อโรคยาออนเชน”
นักท่องเที่ยวไหว้พระขอพรที่วัดไทยสามัคคีและสัมผัสวิถีล้านนาชมการแสดงและดนตรีพื้นบ้านสะล้อซอซึง
รับประทานอาหารพื้นถิ่นแสดงถึงอัตลักษณ์ของคนแม่กาษาที่มีรากเหง้าเป็นคนล้านนา สัมผัสธรรมชาติถ้ำ น้ำตก
นำ้ พรุ ้อน และหลังจากนั้นกแ็ วะพักผ่อนแชอ่ อนเซนที่โปง่ คำราม
2. ตำบลแมป่ ะ
ผลจากการศึกษาพื้นที่ตำบลแม่ปะสรุปได้ว่าแม่ปะเป็นชุมชนที่มีพุทธอุทยานในวัดโพธิคุณที่เกิดการ
สรา้ งสรรคบ์ รู ณาการระหว่างวดั ป่าและพัฒนาสู่ชุมชนจงึ เกิดเปน็ พ้ืนทีเ่ รียนรู้ดา้ นการจดั การป่าต้นน้ำที่หล่อเล้ียงคน
ตำบลแม่ปะทั้ง 11 หมู่บ้าน และพื้นท่ีแห่งนี้ยังมีฝายมีชีวิตที่มีกระบวนการสร้างที่เกิดจากคนในชุมชนเองเพื่อรักษา
แหลง่ ตน้ น้ำและยงั มที รพั ยากรธรรมชาตทิ ี่อดุ มสมบรู ณแ์ สดงใหเ้ ห็นถงึ การรว่ มแรงรว่ มใจของคนในพ้ืนท่ีที่ยังรักษาป่า
ให้คงอยู่ที่คนในพื้นที่สามารถสร้างเป็นกิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนในพื้นที่และ
ทรัพยากรที่มใี หเ้ กิดประโยชน์กับคนในพื้นที่มากที่สุด จึงสรุปเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนคือ “ธรรมชาติน่ายล ป่าชุมชน
กว้างใหญ่ แหล่งน้ำมากมาย ศูนย์รวมใจวัดโพธิคุณ” จากการศึกษาศักยภาพพื้นที่ของตำบลแม่กาษาสามารถสร้าง
เป็นกิจกรรมเส้นทางได้ ดงั นี้
เส้นทางที่ 1 “ธรรมชาติน่ายล ป่าชุมชนกว้างใหญ่” เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ รักษาระบบนิเวศน์
นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมป่าศึกษาธรรมชาติ ศึกษาแหล่งต้นน้ำห้วยขนุน เรียนรู้การสร้างฝายมีชีวิต (ฝายลูกแรก
ของภาคเหนอื ) ศกึ ษาแหลง่ ต้นน้ำวัดโพธคิ ณุ และเย่ียมชมวัดโพธิคณุ สกั การะขอพร ศึกษาแหลง่ ตน้ น้ำหว้ ยแยกขวา
เสน้ ทางท่ี 2 “ศลิ ปวฒั นธรรมรว่ มสมยั ศูนยร์ วมใจวดั โพธิคุณ” นกั ทอ่ งเทยี่ วสามรถเข้าชมวัดโพธิคุณ
สักการะขอพรพระตรีโลกเชษฐ์ ชมเสมาเอกชั้นใต้ดิน รวมทั้งเดินทางไปชมถ้ำต่าง ๆ จากนั้น กลับมาร่วมปลูกต้นไม้
และชมการสาธิตการสรา้ งฝายบริเวณฝายมีชวี ติ สุดทา้ ยมาสัมผสั แรงโน้มถว่ งของเนินพศิ วง
3. ตำบลท่าสายลวด
ผลจากการสกัดคัดสรรจุดเด่นพื้นที่ตำบลท่าสายลวดสรุปได้ว่า เป็นชุมชนที่อยู่ติดชายแดน เป็นพื้นท่ี
เศรษฐกิจมีสะพานมิตรภาพข้ามไปยังประเทศเมียนมาที่เชื่อมทั้งสองประเทศ มีแหล่งช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง สินค้า
ปลอดภาษี สมั ผัสวัฒนธรรมเครือไตหรอื ชาวไทใหญ่ ชมความงดงามสถาปัตยกรรมของวดั ไทยวฒั นารามท่ีมีเอกลักษณ์
สวยงามและโดดเด่น โดยสรุปเป็นอัตลักษณ์ไดค้ ือ “วัฒนธรรมไทใหญ่ เมืองการค้าชายแดน” สรุปเป็นเส้นทางการ
ท่องเทีย่ วได้ 2 เสน้ ทาง ดงั นี้
เส้นทางที่ 1 “สะพานเศรษฐกิจแสนล้าน ถิ่นวัฒนธรรมสองแผ่นดิน สุดประจิมที่ริมเมย” เส้นทางนี้
เป็นเส้นทางทีใ่ ห้นักท่องเทีย่ วไดส้ ัมผสั กบั จดุ เดน่ ของพ้ืนท่ที ่าสายลวดที่เป็นแหล่งท่องเท่ียวกระแสหลักและจับจ่ายใช้
สอยทต่ี ลาดรมิ เมย
เส้นทางท่ี 2 “ทริป 1 วันปั่นม่วนใจ๋ (รถโดยสารของชมุ ชน)”เปน็ เสน้ ทางท่ีให้นกั ท่องเท่ียวปน่ั จกั รยาน
โดยเริ่มต้น ณ จุดรวมพลวัดไทยวัฒนาราม (ดื่มกินมื้อเช้า) หลังจากนั้นเริ่มปั่นไปท่ีตลาดริมเมย (ช้อปตลาดริมเมย)
คอกช้างเผือก (เกร็ดประวัติที่มาคอกช้างเผือก) พระธาตุดอยหินกิ่ว (ขึ้นพระธาตุชมธรรมชาติเพ่ือนบ้าน ลอดถ้ำ ชม

167

การแสดงฆอ้ ง กลอง ทานอาหารมือ้ เที่ยง) หลังจากนัน้ ปัน่ ไปที่สะพานมติ รภาพแห่งท่ี 2 ผ่านทางหว้ ยกะโหลก/แม่ปะ
ชมหมู่บา้ นแม่ปะและสักการะพระธาตุพญาหน่อกวิน้ ออกจากพระธาตุพญาหนอ่ กว้นิ เขา้ ทพ่ี ักทีน่ ครแม่สอด

สรุปจากการสัมภาษณ์และการเก็บรวบรวมข้อมูลของทีมนักวิจัยชุมชนพบว่ากิจกรรมเส้นทางการ
ท่องเที่ยวเดิมท่ีมีอยู่มีการเปลี่ยนแปลงไปบา้ ง จากการประชมุ ร่วมกันระหว่างทีมนักวิจยั ชุมชน กลุ่มแกนนำ ปราชญ์
ผรู้ ู้ นักวชิ าการและหน่วยงานทเี่ ก่ียวขอ้ ง เพอ่ื ถอดบทเรยี น ทบทวนการดำเนนิ กิจกรรมการจดั การท่องเทีย่ วโดยชุมชน
ที่ผ่านมาเพื่อร่วมวิเคราะห์สาเหตุและหาแนวทางพัฒนาปรับปรุง สร้างภาคี สร้างความร่วมมือ เนื่องจากกิจกรรม
เส้นทางการท่องเที่ยวบางอย่างเปลี่ยนแปลงและหยุดชะงักไป ทั้งกลุ่มคนและสินค้าทางการท่องเที่ยวบางส่วนถูก
กระตุ้นมาจากโครงการภาครัฐที่ขาดความต่อเนื่องจึงทำให้กิจกรรมเส้นทางการท่องเที่ยวหรือผลิตภัณฑ์ทางการ
ท่องเที่ยวต้องล้มเลิกไปเนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ต้องเผชิญร่วมกันทั้งระบบทั้งประเทศกับสถานการณ์โรค
ระบาดโควิด 19 ในช่วงนี้ จึงมีการหารือวงแผนวางแนวทางเติมเต็มศักยภาพที่จำเป็นด้านการจัดการท่องเที่ยวโดย
ชุมชนเพ่อื เตรียมคนให้มีความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมการทอ่ งเทย่ี วโดยชมุ ชนได้อย่างเตม็ ศักยภาพรอสถานการณ์
ปกตจิ ะได้ดำเนินการตอ่ ยอดให้เกดิ รูปธรรม

4. กลมุ่ นวตั วถิ ใี นชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวดทไี่ ด้รับการพัฒนาตามกระบวนการหนว่ ยงาน
ภาครฐั หนนุ เสริม

ทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ข้อมูลกลุ่มชุมชนที่ได้รับงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพด้านการ
ท่องเที่ยวนวัตวิถีในพื้นที่ตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด พบว่าการดำเนินกิจกรรมตามกระบวนการคนในชุมชน
ได้รับการพัฒนาศักยภาพทำให้ชุมชนมีความกระตือรือร้นในการนำเสนอจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ทั้งในรูปแบบของ
กิจกรรม เส้นทาง หรือสินค้าที่มีในชุมชนรวมไปถึงการบริหารจัดการกลุ่มในชุมชนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมภายใต้
บรบิ ทของชุมชนน้ัน ๆ คนในชุมชนมีการนำองค์ความรู้ท่ีได้มาพัฒนเป็นกลุ่มการจัดการท่องเท่ียวและสร้างรายได้ให้
คนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันบางชุมชนก็ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้เนื่องจากการพัฒนานั้นไม่ต่อเนื่องและชุมชน
เองกย็ งั ขาดความร่วมมือเนื่องจากภาระท่ตี ้องทำมาหากินเล้ียงชีพเล้ียงครอบครัวประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ที่มีการระบาดของโรคติดต่อโควิด 19 ต่างส่งผลกระทบด้านการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวหรือกิจกรรมกลุ่ม
ศกึ ษาสัมภาษณ์ สำรวจข้อมลู ทมี นักวจิ ัยชมุ ชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ท่าสายลวดสามารถแบ่งผลการศึกษาออกเป็น
3 ประเภทดังน้ี

ประเภทท่ี 1 ชุมชนไม่มีฐาน นวัตวถิ ีเข้ามาสนบั สนุนพัฒนาตอ่ ยอด
ประเภทท่ี 2 ชุมชนมฐี านทด่ี ี นวัตวิถีเข้ามาส่งเสริมพฒั นา
ประเภทท่ี 3 ชมุ ชนได้รับการพฒั นาแลว้ แต่มาไมส่ ามารถพัฒนาดำเนินการตอ่ ได้
ประเภทท่ี 1 ชมุ ชนไมม่ ีฐาน นวัตวิถีเขา้ มาสนับสนุนพฒั นาต่อยอด
กลมุ่ “ฮักนะแมก่ าษา”
“ฮักนะแม่กาษา” หมู่บ้าน OTOP นวัตวิถีเพื่อการท่องเที่ยว ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
เกิดจากตำบลแม่กาษาอยู่ในแหล่งเนินเขาทำให้มีอากาศที่เย็นสบาย มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญ ที่เป็นจุด
ดึงดดู นกั ท่องเทย่ี วให้เดินทางมาเท่ียว ไดแ้ ก่ นำ้ ตกแม่กาษา น้ำพุร้อนแมก่ าษา โป่งคำราม บอ่ โคลน ท้ังสองแห่งนี้ขึ้น

168

ชื่อในเรื่องน้ำแร่ น้ำพุร้อนที่สามารถแช่แล้วรักษาสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง โรคกระดูก สามารถบำบัด
บรรเทาโรคได้ ยังมีถ้ำแม่อุษาอยู่เนินเขาติดกับหมู่บ้าน และยังมีชมรมผู้สูงอายุของชาวบ้าน หมู่ 2, หมู่ 6, หมู่ 11,
หมู่ 13, หมู่ 14 และหมู่ 16 โดยการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นของตนเองมาจัด นำเสนอ ถ่ายทอดความรู้
วัฒนธรรมของคนในพื้นที่ มีฐานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สืบสานรากฐานภูมิปัญญาพื้นบ้านการทำขนมโดนัดคนจน หรือ
คนในพื้นที่เรียกกันว่า “ขนมวง” หรือ “ขนมว๊อง” ที่ทำจากแป้งปั้นเป็นรูปวงกลมนำไปทอดคล้ายขนมโดนัทเคลือบ
ด้วยน้ำตาล อีกทั้งยังมีการทอผ้าฝ้ายทอมือ ผลิตภัณฑ์จักสาน กระเป๋า กระติบข้าว และหมวกสานจากไม้ไผ่และ
ใบตาล ไม้กวาดดอกหญ้า และเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น ซึง ก็มีจำหน่ายเป็นของฝาก มีที่พักแบบโฮมสเตย์
หากนักทอ่ งเท่ียวต้องการมาพัก จะต้อนรับโดยการแสดงของชมรมผู้สูงอายรุ วมใจ ชมการแสดงตีกลองสะบัดชัย และ
ฟ้อนดาบ มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยมีนายสมเกียรติ ทิยอม กำนันตำบลแม่กาษา ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน มีนายประพันธ์
สนั ตะวนั ผชู้ ่วยผ้ใู หญบ่ า้ น และนางสาววรรณิสา ใจเถนิ หรือท่ีรจู้ กั กันในนาม ปา้ อู๊ด นัน่ เองประธานกลุ่มฮักแม่กาษา
เป็นผู้ควบคมุ ดูแลประสานงาน

ภาพท่ี 4.47 กลมุ่ ฮกั นะแมก่ าษา

ประเภทที่ 2 ชมุ ชนมีฐานท่ีดี นวตั วิถีเขา้ มาส่งเสริมพัฒนา
ศนู ยเ์ รียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรนวตั วถิ ีชุมชนคนเมืองแม่ปะ
เกษตรนวัตวิถีชุมชนคนเมืองแม่ปะ ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ

ตอนล่าง โดยสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบประมาณ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ทั้งหมด
นอกนั้นเป็นพื้นที่สูงมีสภาพอากาศเย็นชื้นตลอดทั้งปี ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพเกษตรกร ทำนา ทำไร่
ทำสวน เลี้ยงสัตว์เป็นต้น นายสมจิต ยาโนยะ (ไร่ลุงสมจิตร) ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่ทำอาชีพเกษตรกร มีการ
ปลูกพืชต่าง ๆ มากมาย ทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้ต่างชนิด เพื่อขายส่งออกไปในตลาด และส่งขายไปต่างจังหวัด
เนื่องด้วยสถานการณ์ตอนนั้นการทำเกษตรเพื่อการค้าขาย จึงต้องมีการพ่นยา กำจัดศัตรูพืชและแมลง นายสมจิต
ยาโนยะ (ไร่ลุงสมจิตร) เล่าใหฟ้ ังว่า การพ่นยากำจัดศัตรูพืชและแมลงในสวนท่ีตนเองทำนั้น เมอ่ื ทำมาเป็นเวลานาน
สารเคมีเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายของตนเองผ่านทางอาหารกค็ ือ ผกั และผลไม้ที่ตนปลูก จงึ ทำให้ตนเป็นโรคมะเร็งลำไส้

169

ระยะที่ 4 เมื่อทราบดังนั้นแล้ว ตนรู้ตัวว่าจะตายจึงได้ ปล่อยวางทุก ๆ อย่าง และเลิกทำเกษตร เพราะเมื่อตนไม่
อยู่แล้ว ไม่มีใครดูแลต่อ ในวันนั้น วันที่ตนนอนดูโทรทัศน์ ตนได้เห็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง
รัชกาลที่ 9 ทำใหต้ นนกึ คิด ปรบั เปล่ยี นการดำรงชวี ิต และเลกิ ใชส้ ารเคมีในการทำเกษตร ตดั ตวั เองจากกิเลสทั้งหมด
ตนก็กลับมาทำเกษตร ปลูกพืชผักอีกครั้ง เมื่อได้ผลผลิตแล้วตนก็นำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านแบ่งปันกันและกัน
เมื่อคนในหมู่บ้านเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็นำสิ่งที่ตนเองมีมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เช่น การนำหน่อไม้ไปแลกไข่ไก่
หรือการนำข้าวไปแลกผลไม้ นายสมจิต ยาโนยะ (ไร่ลุงสมจิตร) บอกว่าการทำเช่นนี้ตนมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่อง
ผลตอบที่จะได้รับ ตนมีความสุขกับการให้และแบ่งปัน จากนั้นเมื่อถึงเวลาตนก็ไปพบหมอตามเวลานัด เมื่อหมอ
ตรวจโรคปรากฏว่า มะเร็งระยะที่ 4 หายไปแล้ว ตนและครอบครัวดีใจมาก จากนั้นตนจึงตั้งใจจะทำอย่างนี้ต่อไป
จนกว่าจะสิ้นลมหายใจตายจากโลกนี้ไป เมื่อเรื่องนี้เป็นที่รู้ของชาวบ้าน ทุกคนก็ต่างมาแสดงความยินดี จากนั้น
โครงการนวตั วถิ ีก็เข้ามาสนับสนุนเพ่ิมเติม มีการขดุ บอ่ น้ำและให้ความรู้เพิ่มเติม จนทำให้ (ไร่ลุงสมจติ ร) เป็นรูปประ
ธรรมมากยิ่งขึ้น จนได้รับรางวัลเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบและเป็นเกษตรนวัตวิถีชุมชน เพื่อถ่ายทอดความมรู้ให้คน
ที่สนใจ ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านปากห้วยแม่ปะที่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ กลุ่มคนที่สนใจทั้งใน
จังหวัดและต่างจังหวัด นอกจากนี้จากการเล่าเรื่องราวของลุงจิตภายใต้แววตาแห่งความสุขและความจริงใจที่
ทีมนักวิจัยสัมผัสไดส้ รา้ งแรงแห่งความสุขใจที่ได้ฟังแรงบันดาลใจและเสริมพลังใหค้ นที่ได้สมั ผสั ได้เรียนรูม้ ีความสุข
ลงุ จิตยงั แบ่งปันผักผลไม้ให้ทีมนักวิจัยได้นำมารับประทานเป็นการให้และการรับท่ีมีความสุขทั้งสองฝ่ายและเมื่อทีม
นักวิจัยได้ลงพื้นที่สวนลุงจิตทำให้มีความรู้สึกอยากลงไปอีก อยากบอกต่อและอยากสร้างโอกาสให้กับคนที่ยังไม่ได้
เห็นไม่ได้สัมผัสได้มีโอกาศแวะชมและเรียนรู้ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “สวนลุงจิต”
หลังจากนั้นการพัฒนาต่อยอดก็ได้มีหน่วยงานภาครัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ปะไปสนับสนุนส่งเสริมตาม
ความเหมาะสม ทีมนักวิจัยชุมชนได้สรุปบทเรียนจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ว่า “การสัมภาษณ์แห่งรอยยิ้มและ
ความสขุ ”

ภาพท่ี 4.48 ศนู ยเ์ รยี นร้เู ศรษฐกจิ พอเพียง เกษตรนวัตวถิ ี

170

ประเภทท่ี 3 ชุมชนไดร้ บั การพัฒนาแล้ว แต่ไมส่ ามารถพัฒนาดำเนินการตอ่ ได้
ท่องเที่ยววิถีชุมชนบา้ นหว้ ยหินฝน
ท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านห้วยหินฝน ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก บ้านห้วยหินฝน ตั้งอยู่บริเวณ

ทางลงเขาติดถนนสายแม่สอด-ตาก หากมาจากตากจะอยู่ซ้ายมือห่างจากอำเอแม่สอดประมาณ 12 กิโลเมตร
นักทอ่ งเท่ียวหรือผู้เดินทางไปมาสามารถแวะชมชมแวะพักที่วัดโพธิคุณ (วัดห้วยเตย) ทีม่ ีความอุดมสมบูรณ์และเป็น
วัดแหง่ เดียวทีถ่ ูกประกาศเป็นเขตพทุ ธอุทยานในเขตอำเภอแมส่ อด มแี หล่งนำ้ ผดุ ธรรมชาติที่มีน้ำตลอดทั้งปีและเป็น
ต้นน้ำที่สำคัญของคนแม่ปะ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปตรีโลกเชษฐ์ที่งดงาม มีบรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การ
พักผ่อนหรือปฏิบัติธรรมเป็นวัดที่คงวิถีพุทธมีความสงบร่มเย็นเพราะความสมบูรณ์ของป่าและน้ำและยังเป็นแหล่ง
เรียนรู้การสร้างฝายมีชีวิต เมื่อชุมชนได้รับงบประมาณจากโครงการการนวัตวิถีเข้ามาในชุมชน มีการบริหารจัดการ
การทำจุดต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้ชุมได้รับการพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการท่องเที่ยว
ภายในชุมชนยังไม่แข็งแรงและแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากพอทำให้ไม่สามารถพัฒนาหรือ
ดำเนินการต่อไปได้ประกอบกับกลุ่มคนบ้านห้วยหินฝนส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างเมื่อทำการท่องเที่ยวหรือต้องอบรม
พฒั นาศกั ยภาพบ่อย ๆ อาจทำให้ขาดรายได้ที่เพยี งพอ จึงเปน็ เหตุให้กลุ่มเดิมท่มี ีในชุมชนน้ันไมส่ ามารถต่อยอดการ
ดำเนินการให้เป็นรูปธรรมชัดเจนได้ ทมี นกั วิจัยได้ร่วมกันหาทางออกสร้างวงสนทนาพูดคุยถึงแนวทาง กระบวนการ
ปัญหาอปุ สรรค ข้อกงั วลรวมไปถึงการขับเคล่ือนที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและพยายามปรบั จากการเป็น
กิจกรรมเส้นทางหลักเป็นหนึ่งในกิจกรรมหรือเป็นฐานการเรียนรู้ในประเด็นที่เป็นจุดเด่นของพื้นที่เพื่อให้การ
ดำเนินการท่องเที่ยวโดยชุมชนสามารถขบั เคลอ่ื นได้เกิดโครงข่ายท่ีเป็นระบบมากขึ้น

ภาพท่ี 4.49 ชุมชนบา้ นหว้ ยหนิ ฝน

171

สรุปผลการศึกษาทบทวนศกั ยภาพการจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางท่องเท่ียวของตำบลแม่กาษา
แม่ปะ และท่าสายลวด โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นพบว่าชุมชนทั้ง 3 พื้นที่ เป็นเมืองชายแดนไทย
เมียนมาที่มีแม่น้ำเมยเป็นเส้นก้ันพรมแดนระหว่างสองประเทศ เป็นเมืองที่มีประวตั ิศาสตร์มากว่าสองร้อยปีท่ีแสดง
ให้เห็นวิวัฒนาการของคนในพื้นที่ การตั้งรับปรับตัวกับสถานการณ์ต่างที่ถาโถมมา การคมนาคมสะดวกและ
มีสนามบิน นอกจากพื้นที่จะเป็นเมืองชายแดน แล้วยังเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่มีทั้งมอญ พม่า กะเหรี่ยง บะโอ
อาศัยอยู่ประปรายทั่วทั้งอำเภอแม่สอด แต่กลุ่มคนที่มีในตำบลท่าสายลวดนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ที่มีข้อมูล
หลักฐานการอพยพ 3 กลุ่มประกอบด้วย กลุ่มพ่อค้าวัวต่างที่มาค้าขายเห็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ก็ตั้งหลักปักฐานและ
ชวนญาติมติ รมาอยู่ กลุ่มทีอ่ พยพมาจากเมยี นมาจากความไมส่ งบการรบกนั ระหว่างทหารเมียนมากับทหารกะเหรี่ยง
และกลุ่มที่อพยพมาจากทางตอนเหนือด้วยสาเหตุความแห้งแล้งเส้นทางการอพยพจากลำพูน ลำปาง เถิน มายัง
บ้านตากขึ้นมาแม่ระมาด แม่สอด พบพระ ส่วนใหญ่ชาวล้านนาอาศัยอยู่บริเวณตำบลแม่ปะ แม่กาษา จึงทำให้มี
ประเพณีวิถีถิ่นแบบคนล้านนาแตกต่างจากตำบลท่าสายลวดที่เป็นวัฒนธรรมประเพณีชาวไทใหญ่ พื้นที่ตำบล
แม่กาษา แม่ปะ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ทั้งป่า ภูเขา แม่น้ำ น้ำตก น้ำพุร้อน
พื้นที่ตำบลท่าสายลวดเป็นพื้นที่เรียบลำน้ำเมย ประเพณีวัฒนธรรมยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ธำรงไว้
เป็นแหลง่ จบั จ่ายซ้ือของตลาดริมเมยและสินค้าปลอดภาษที น่ี ักท่องเทีย่ วสามารถน่ังเรือข้ามฝั่งไปจับจ่ายซ้ือของหรือ
ซื้อสินค้ามือสองจากท่าเรือหรือคลังสินค้า แต่ละพื้นที่ต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกันตามบริบท มีสถานที่สำคัญวัดไทย
วัฒนารามที่มีความงดงามประณีตของสถาปัตยกรรม วัดไทยสามัคคีที่ตำบลแม่กาษาที่คงวิถีล้านนาน่าเทีย่ วชมและ
สกั การะขอพร วัดเวฬวุ ันท่ตี ำบลแม่ปะท่ีเป็นวดั ทเ่ี จ้าฟ้าเจ้าแผน่ ดินเสด็จมา และวดั โพธคิ ุณทเี่ ป็นในเขตพุทธอุทยาน
ทม่ี คี วามร่มรืน่ สมบรู ณ์และยงั เป็นแหลง่ น้ำผดุ ขนาดใหญ่ท่มี ีน้ำไหลตลอดท้ังปี

การบรหิ ารจัดการในพื้นท่ตี ่างมีการพฒั นาเกิดขึ้นทั้งเร่ืองการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนนวัตวิถีที่ได้รับ
การพัฒนาด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ยังมีอยู่ คือ กลุ่มฮักนะแม่กาษา และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ตำบลแม่ปะ กลุ่มแกนนำปราชญ์ด้านดนตรีพื้นเมือง การแสดงศิลปะวัฒนธรรมแต่กลุ่มต่าง ๆ ยังไม่มีการเชื่อมร้อย
กันในรูปแบบวงรอบ ต่างมีจุดเด่นในแต่ละที่ท่ีมีศักยภาพทุนทรัพยากร ธรรมชาติและมรดกวัฒนธรรมที่พร้อมเพียง
ขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันเพื่อให้เกิดพลังการพัฒนาที่หนุนเสริมซึ่งกันและกันจากการศึกษา
สำรวจ สัมภาษณ์ ทีมนักวิจัยสามารถสรุปได้ว่า ทั้งสามพื้นที่มีความพร้อมในการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายเพียงแต่
ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาหารูปแบบท่ีเหมาะสมของระบบเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทมี นักวิจัยผลทบทวน
การจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเสน้ ทางท่องเท่ยี วของตำบลแม่กาษา แมป่ ะ และท่าสายลวดโดยการมีส่วนร่วม
ของคนในพ้ืนที่ ดงั ภาพ

172

ภาพท่ี 4.50 การจัดการ CBT และกำหนดกิจกรรมเส้นทางตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ทา่ สายลวด

ตอนที่ 2 ผลการสรา้ งความร่วมมอื ระหว่างชุมชน สมาชกิ ภายในองค์กรเครือขา่ ยการท่องเท่ียวโดยชุมชน
อำเภอแม่สอด จังหวดั ตากและพน้ื ทีใ่ กล้เคียง

ผลจากการสร้างความร่วมมือเครือข่ายชุมชนตำบลแม่กาษา แม่ปะ ท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ทีมนักวิจัยได้ลงชุมชนสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน กับกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่กาษา โดยประสานงานกับ
ผู้นำชุมชน แกนนำชุมชน ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วมประชุมและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความ
เขา้ ใจและทำความร่วมมือกันในการพัฒนาชมุ ชนให้เปน็ แหลง่ ท่องเทยี่ วโดยชุมชน และเชญิ ชวนเขา้ ร่วมการดำเนินงาน
ร่วมกบั ทมี วจิ ยั เพอ่ื วางแนวทางพฒั นาปรับปรุง สรา้ งภาคี สร้างการมีส่วนรว่ มขับเคลอื่ นพัฒนาระบบบริหารโครงข่าย
การท่องเทยี่ วโดยชุมชนตำบลแม่กาษา แมป่ ะ ทา่ สายลวดโดยแบ่งประเดน็ ศึกษาออกเป็น 3 ส่วน ดังน้ี

สว่ นที่ 1 การวเิ คราะห์ผเู้ กี่ยวข้อง
ส่วนที่ 2 ผลการสรา้ งความรว่ มมมือ
สว่ นท่ี 3 ผลการจดั เวทสี รา้ งความเข้าใจรว่ มกบั ชมุ ชนและผทู้ ่เี กีย่ วขอ้ ง
สว่ นท่ี 1 การวิเคราะห์ผู้เก่ยี วขอ้ ง

การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ทีมนักวิจัยชุมชนได้วิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้องกับที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ
กลุ่มทีมงานที่เข้าร่วมกระบวนการวิจัยเพื่อร่วมพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการท่องเที่ยวตำบลแม่กาษา แม่ปะ
ท่าสายลวด โดยคำนึงถึงทรัพยากรบุคคลที่จะมาสนับสนุนการดำเนินการวิจัยเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน
โดยทาบทาม ชักชวน ผู้รับผิดชอบหลักที่เข้าร่วมทำงานตามศักยภาพของแต่ละบุคคลมีบทบาทสำคัญในการร่วม
ขับเคล่ือนและแบ่งบทบาทหนา้ ทค่ี วามรับผิดชอบในการทำงานออกเป็น 3 ทมี เป็นแกนนำชุมชนท่ีมคี วามสนใจ ผแู้ ทน
จากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ปราชญ์ชุมชนและเครือข่ายการทำงานท่องเที่ยวนวัตวิถีเดิมร่วมขับเคลื่อนงานประสาน
สนับสนนุ ส่งเสริมการดำเนนิ งานวิจัยมาเป็นทีม หลังจากได้ทีมงานหลกั แล้วจัดประชุมทีมเพื่อร่วมหารอื วิเคราะห์ผู้ท่ี
เกี่ยวขอ้ งในการดำเนนิ การวิจยั เพื่อใหม้ าเปน็ กล่มุ เปา้ หมายรองประกอบด้วย ผู้ประกอบการ ปราชญ์ชุมชน กลุ่มแกน
นำในชุมชนและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในพื้นที่ และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องประสานประกอบดว้ ยผู้นำชุมชน ผู้รู้ ผู้อาวุโส

173

ในชุมชน รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการด้านธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นท่ี เช่น ผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหารและกลุ่ม
บริการนำเที่ยวทั้งในพื้นที่แลพื้นที่เชื่อมโยงเพื่อพัฒนาการบริหารโครงข่ายธุรกิจการท่องเที่ยวตำบลแม่กาษา แม่ปะ
ท่าสายลวด นอกจากนี้ทีมยังได้ร่วมกันวิเคราะห์ผู้ที่จะสานต่อใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ได้แก่ องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น เช่น อบต. โรงเรียน ซึ่งอาจนำข้อมูลไปใช้ต่อโดยพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิน่ และพัฒนาชุมชนซึ่งสามารถนำ
ข้อมลู งานวจิ ยั ไปพัฒนาต่อเปน็ สินค้า OTOP เปน็ ตน้ โดยเน้นกระบวนการมีสว่ นรว่ มของผ้เู ก่ยี วข้องใหม้ ากทสี่ ุดต้ังแต่
เรม่ิ ตน้ ระหวา่ งการดำเนินงานจนเสรจ็ สิ้นโครงการตลอดจนหลังเสร็จสิ้นการดำเนนิ โครงการเพือ่ ให้เกิดการมีส่วนร่วม
ของชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมลู มากทีส่ ุด

ในการดำเนินการวิจยั ที่มที ีมนกั วิจัยชุมชนทีเ่ ป็นกำลังขับเคล่ือนประสาน เชื่อมโยงขยายภาคีร่วมพัฒนา
เพื่อให้เกิดพลังหนุนเสริมที่มีวงกว้างขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ โดยในเบื้องต้นทีมนักวิจัยมีตัวแทนจาก 3 พื้นท่ี
แต่เมื่อการดำเนินการวิจัยต้องมีการพัฒนาศักยภาพบ่อยครั้งประกอบกับการประชุมหารือกันบ่อยครั้ง ทีมตำบล
แม่กาษาท่ีทำงานรว่ มกันทีม่ ีภาระหนกั จากสถานการณโ์ รคระบาดโควิด 19 จึงต้องเปลยี่ นคนแต่ทีมนักวจิ ยั ในพ้ืนที่ก็มี
การประสานทมี อื่นมาร่วมงานแทน ที่ไม่ได้เข้ามาในรูปแบบทมี นักวิจัยแต่ให้ความรว่ มมือกับกิจกรรมทีด่ ำเนินการใน
พื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ ส่วนทีมนักวิจัยตำบลแม่ปะ ที่ร่วมพัฒนามาในช่วงท้ายการดำเนินการวิจัยติดภารกิจ
เนื่องจากเป็นผู้นำชุมชน ทีมจึงหารือกันเพื่อหาทางออกในการขับเคลื่อนงานเพื่อหาตัวแทนในพื้นที่จึงได้ค้นพบทีม
จากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ปะ ที่เคยทำงานวิจัยกับ สกว. และ สสส. มาก่อนทำให้การเริ่มงานเป็นไปอย่าง
ราบรื่นสามารถต่อยอดได้ ส่วนทีมตำบลท่าสายลวดนั้นเป็นทีมนักวิจัยที่เข้มแข็งและรับการพัฒนาศักยภาพตั้งแต่
เริ่มต้นจนจบ จึงทำใหม้ ีความเขา้ ใจในกระบวนการทำงานและสามารถขบั เคลือ่ นเช่ือมประสานกบั ทกุ ภาคสว่ นในพื้นท่ี
ได้อย่างดี จงึ ทำใหท้ ีมงานนกั วจิ ัยชมุ ชนเองเกิดการเรียนรู้ พัฒนาวิธีคิดด้วยเครอ่ื งมอื กระบวนการงานวจิ ัยเพอ่ื ท้องถ่ิน
จนกลายเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเชื่อมประสานการดำเนินการวิจัยการพัฒนาระบบบริหารโครงข่ายการ
ท่องเท่ียวในพน้ื ที่ 3 ตำบล และมพี ่ีเลย้ี งคอยหนุนเสรมิ จนเกิดการเรยี นรู้พฒั นามาตลอดระยะเวลา การดำเนินการวิจัย
จนเกิดเป็นผูกพนั ความรักสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวเปน็ หนึ่งเดียวกัน รว่ มวางเปา้ หมายในการขบั เคลื่อนงานร่วมกัน
เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนให้มีความรักหวงแหนมรดกวัฒนธรรม และทรัพยากรชุมชน ประเพณีวิถีถิ่นท่ี
ทรงคณุ ค่าใหค้ งอย่ถู ึงคนรนุ่ หลัง

สรปุ ผลจากการวิเคราะห์ผเู้ กี่ยวข้องทมี นักวิจัยได้ข้อสรุปการแบ่งกลุ่มเครือขา่ ยออกเปน็ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
เครอื ข่ายระดบั ชุมชน เครอื ข่ายระหวา่ งชุมชน และเครอื ข่ายระดับองคก์ รชมุ ชน

1. เครอื ข่ายระดบั ชุมชน แบง่ ออกเป็น 4 กลมุ่ ดงั น้ี
1.1. กลุ่มชุมชนตำบลแม่กาษา
1.2. กลมุ่ ชุมชนตำบลแม่ปะ
1.3. กลุม่ ชมุ ชนตำบลทา่ สายลวดและกล่มุ ท่ี
1.4. กลุม่ เครือข่ายชุมชนพ้ืนท่ใี กลเ้ คียง
ดงั มีรายละเอียดต่อไปนี้


Click to View FlipBook Version