กรมการแพทย์วารสาร
Journal of The Department of Medical Services
ISSN 0125-1643 ปที ี่ 46 ฉบบั ท่ ี 1 ประจ�ำ เดอื นมกราคม-มีนาคม 2564
วตั ถุประสงค์
1. เผยแพร่ประสบการณ์ การวจิ ยั และค้นคว้าทางวิชาการแพทย์
2. พัฒนาองค์ความรทู้ างการแพทย์ นวัตกรรมทางการแพทย์ แกบ่ ุคลากรดา้ นสาธารณสุข
ที่ปรกึ ษา : นายแพทย์สมศักด์ิ อรรฆศิลป์ นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์
นายแพทยว์ รี วฒุ ิ อิ่มสำ� ราญ นายแพทยไ์ พโรจน์ สรุ ัตนวนิช
บรรณาธกิ าร : นายแพทย์อรรถสิทธิ์ ศรสี บุ ัติ
กองบรรณาธกิ าร คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
เกรยี ง ต้ังสง่า นกั วชิ าการอสิ ระ
เจริญ ชโู ชติถาวร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
จิรุตม์ ศรรี ตั นบัลล์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร
ดนุลดา จามจุรี คณะแพทยศาสตร์ ศริ ริ าชพยาบาล
ทวศี กั ด์ิ แทนวันดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
พรชยั สิทธิศรัณยก์ ุล วทิ ยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยรังสิต
พชั ญา คชศริ พิ งศ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ภาคภูมิ สปุ ิยพนั ธุ ์ สถาบนั ประสาทวิทยา
ภพู งิ ค์ เอกะวภิ าต นกั วชิ าการอสิ ระ
วินดั ดา ปิยะศลิ ป์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
สหภมู ิ ศรสี ุมะ นกั วิชาการอิสระ
สมชัย ชัยศุภมงคลลาภ โรงพยาบาลราชวิถี
สมบรู ณ์ ทรัพยว์ งศ์เจรญิ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น
สุวรรณา อรุณพงศ์ไพศาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล
สุคนธา คงศีล กองการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข
ศิริมา สีละวงศ ์
ฝา่ ยจดั การ : ศวิ าพร สังรวม • นิจนิรนั ดร์ แกว้ ใสย์ • ปาลติ า ลิสวุ รรณ • ญาณนิ ทร์ เกล้ยี งลำ� ยอง
สำ� นักงาน : สำ� นกั งานวารสารกรมการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ
ถนนตวิ านนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมอื ง จ.นนทบุรี 11000
โทร. 0 2590 6276
กำ� หนดการตพี มิ พ์ ปลี ะ 4 ฉบบั (ฉบบั ม.ค.- มี.ค. เม.ย.- ม.ิ ย. ก.ค.- ก.ย. ต.ค.- ธ.ค.)
วารสารกรมการแพทย์ยินดีรับบทความและผลงานทางวิชาการเพ่ือพิจารณาพิมพ์ลงในวารสาร จึงขอเชิญสมาชิกและ
ผู้สนใจทุกท่านส่งต้นฉบับตามหลักเกณฑ์ที่ก�ำหนดไว้ในค�ำช้ีแจงการส่งเรื่องเพ่ือลงพิมพ์ไปยังส�ำนักงานวารสาร
กรมการแพทย์
โดยสง่ มาท.ี่ .. บรรณาธกิ ารวารสารกรมการแพทย์
ส�ำนักงานวารสารกรมการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ถ.ตวิ านนท์
ต.ตลาดขวัญ อ.เมอื ง จ.นนทบุรี 11000
โทร.0 2590 6276
E-mail: [email protected]
www.dms.go.th
ขอ้ ความและขอ้ คดิ เหน็ ต่างๆ เปน็ ของผู้เขียนบทความน้ันๆ
ไม่ใช่ความเหน็ ของกองบรรณาธิการหรอื ของวารสารกรมการแพทย์
วสิ ัยทัศน:์
วสิ ัยทศั น์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579)
ประชาชนสุขภาพดีไดร้ บั บริการทางการแพทยท์ ่มี ีคณุ ภาพและมาตรฐานวิชาชีพ อย่างเสมอภาค
การแพทย์ไทยเปน็ 1 ใน 3 ของเอเชยี
วสิ ัยทศั น์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560 – 2565)
ประชาชนไดร้ บั บริการทางการแพทยท์ ่มี ีคุณภาพและมาตรฐานวชิ าชพี อย่างเสมอภาคภายในปี พ.ศ. 2565
พั นธกิจ:
สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยที างการแพทยท์ สี่ มคุณค่า (Appropriate Medical Technology) เสริมสร้าง
การมีส่วนร่วม (Co-Creation) ทางวิชาการและบริการทางการแพทย์ในทุกภาคส่วนเพ่ือพัฒนาการแพทย์ของประเทศ
สมู่ าตรฐานสากล
บทบรรณาธิการ
โควิด-19 ยังคงเป็นประเด็นท่ีต้องเกาะติดสถานการณ์ ท่ีผ่านมาประเทศไทยผ่านภาวะวิกฤตน้ีมาได้ และได้รับ
กันอย่างใกล้ชิด การระบาดของโควิด-19 ในรอบนี้มีการกระจาย การชื่นชมว่าเราประสบความส�ำเร็จ ปัจจัยหนึ่งท่ีส�ำคัญคือการ
ไปอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง ดังน้ัน ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สาธารณสุขมูลฐานของเราท่ีดีและเข้มแข็งในระดับชุมชน อัน
และเอกชน รวมถึงบคุ ลากรท่เี ก่ยี วข้อง ยงั คงตอ้ งท�ำงานหนกั อยา่ ง ประกอบด้วยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล นักวิชาการ
ต่อเนื่อง โรคโควิด-19 ในรอบนี้ เป็นการระบาดไปทั่วประเทศ สาธารณสุข พยาบาลชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำ
และทุกภูมิภาค สถานบริการสุขภาพทุกระดับจึงต้องเตรียมความ หมู่บ้าน ซ่ึงท่ีกล่าวมานี้มีบทบาทส�ำคัญในการป้องกันการแพร่
พร้อมรับมือกับการระบาด รวมถึงจิตอาสาและอาสาสมัคร ระบาดของโรคโควดิ -19
สาธารณสุขท่ีได้ร่วมแรงร่วมใจกันตามก�ำลังและความสามารถ
เพอ่ื หยุดยงั้ การแพรร่ ะบาดของไวรสั โควดิ -19 ให้เรว็ ที่สุด เรามาศึกษาเรื่องราวและประสบการณ์การท�ำงานร่วมกัน
อันเป็นที่มาของความส�ำเร็จ มีรายละเอียดของการท�ำงานเป็น
วารสารกรมการแพทย์ ฉบับนี้ ขอเสนอเรื่องเด่นประจ�ำ อย่างไร จึงสามารถป้องกันหมู่บ้านของตนเองไม่ให้โรคโควิด-19
ฉบับ ซึ่งเป็นเร่ืองของประสบการณ์การท�ำงานของอาสาสมัคร แพร่กระจายเข้าไปในหมู่บ้านของตนเองได้ ซ่ึงเป็นส่วนส�ำคัญ
สาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน หรือที่เรารู้จักในช่ือย่อกันอย่าง ในการปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดในประเทศไทยโดยรวมไดด้ ว้ ยเชน่ กนั
กว้างขวางว่า อสม. โดยสาระเป็นเรื่องราวการท�ำงานร่วมกัน
ระหว่าง อสม.กับบุคลากรสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริม บรรณาธิการ
สุขภาพตำ� บลในช่วงภาวะวกิ ฤตโควดิ -19 ในรอบแรก
ปีที ่ 46 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 3
สารบัญ
เรือ่ ง หนา้
เรือ่ งเดน่ ประจ�ำฉบับ 5
ประสบการณ์การท�ำงานของ 17
อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำหมบู่ ้าน 293
ร่วมกับบคุ ลากรสาธารณสุขของโรงพยาบาล
สง่ เสรมิ สุขภาพตำ� บล ในชว่ งวิกฤติกาล
โรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019
นพิ นธต์ ้นฉบับ : ORIGINAL ARTICLES
ค�ำช้ีแจงการส่งเรือ่ งเพื่อลงพิมพ์
4 | วารสารกรมการแพทย์
เรอื่ งเด่นประจ�ำฉบับ
ประสบการณก์ ารทำ� งานของอาสาสมคั รสาธารณสุขประจำ� หมบู่ า้ น
ร่วมกับบุคลากรสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ต�ำบล ในช่วงวิกฤติกาลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพั นธ์ุใหม่
2019
The Role of Community Healthcare Workers of
Thailand during the COVID-19 Pandemic Period
ธเรศ กรัษนยั รววิ งศ์ พ.บ.*, ชาตชิ าย สุวรรณนิตย์ วท.ม.*, กฤษณ์ พงศพ์ ิรุฬห์ พ.บ., ปร.ด.**, เกรียง
ตงั้ สง่า พ.บ.***
*กรมสนบั สนนุ บริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, ต�ำบลตลาดขวัญ อำ� เภอเมอื งนนทบุรี จงั หวัด
นนทบุร,ี 11000
**ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขวงปทุมวัน
กรงุ เทพมหานคร, 10330
***ภาควชิ าอายรุ ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั แขวงปทมุ วนั กรงุ เทพมหานคร,
10330
ปที ่ี 46 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 5
บทน�ำ หรือหายใจล�ำบาก (ข) ผู้ท่ีเป็นแรงงานไทย หรือไม่ใช่แรงงานไทย
ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากต่างประเทศ ท่ีเดินทางกลับจากประเทศท่ีมีผู้ติดเชื้อโรค
ดังกล่าวแล้ว ในช่วงระยะที่สองนี้ อสม.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่าย
2019 (โรคโควิด-19) เป็นครั้งแรกเม่ือกลางเดือน มกราคม พ.ศ. ปกครองของหมู่บ้านตรวจพบประชาชนกลุ่มเส่ียงสูงต่อการเป็น
25631 เป็นประเทศที่สองต่อจากจีน แต่เมื่อถึงปลายเดือน โรคจ�ำนวน 40,250 ราย และได้ควบคุมให้อยู่ในสถานท่ีกักกันตัว
พฤศจิกายน 2563 ประเทศไทยมีผู้ติดเช้ือเพียง 3,800 รายเศษ ในหมบู่ า้ นเป็นเวลา 14 วันตดิ ต่อกัน แบง่ เปน็ ประชาชนในหมู่บา้ น
และมีผู้เสียชีวิตเพียง 60 ราย ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ ท่มี ีอาการต้องสงสัยคือ มี ไข้ ไอ หรือหอบ 10,810 ราย (ร้อยละ
ผปู้ ว่ ยโรคนก้ี วา่ 57 ลา้ นคนทวั่ โลกในชว่ งเวลาเดยี วกนั และองคก์ าร 27) เป็นประชาชนที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง 16,010
อนามยั โลกไดจ้ ดั ลำ� ดบั ประเทศไทย2 ใหม้ คี ะแนนอตั ราความรนุ แรง ราย (ร้อยละ 40) และเป็นแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากต่าง
ของโรคนอ้ ย (COVID-19 severity rating) เป็นลำ� ดบั ท่ี 1 และมี ประเทศ 13,430 ราย (ร้อยละ 33)
คะแนนอัตราการฟื้นตัวจากโรคดี (COVID-19 recovery rating)
เป็นล�ำดับที่ 5 ปัจจัยที่ส�ำคัญประการหนึ่งท่ีท�ำให้ประเทศไทย ต่อมาในระยะท่ีสามของวิกฤติกาล คือต้ังแต่วันท่ี 27
ประสบความส�ำเร็จในเร่ืองนี้ คือ การมีระบบการสาธารณสุข มนี าคม - 30 เมษายน พ.ศ. 2563 มผี ปู้ ว่ ยโรคนเ้ี พม่ิ ขนึ้ อยา่ งรวดเรว็
มูลฐาน (primary healthcare) ทดี่ ี ประเทศไทยมีประชาชนอาศยั จาก 100 รายเป็นมากกว่า 900 รายภายในระยะเวลา 10 วัน6
ในหม่บู ้านนอกเขตกรุงเทพมหานคร จำ� นวน 75,032 หมูบ่ ้านหรือ ในชว่ งเวลานี้ อสม.ไดอ้ อกเยยี่ มบา้ นอยา่ งตอ่ เนอ่ื งเพมิ่ อกี 9,917,109
23,672,821 หลังคาเรือน3 มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�ำบล หลงั คาเรอื น หรือเทา่ กับรอ้ ยละ 41.9 ของจำ� นวนหลงั คาเรอื นนอก
(รพ.สต.) รวม 9,768 แหง่ มีนกั วิชาการสาธารณสุขและพยาบาล เขตกรุงเทพมหานคร ได้ช่วยค้นหาประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงท่ีเข้า
ชุมชนของรพ.สต.ประมาณ 38,000 คน และมีอาสาสมัคร หม่บู ้านมาใหม่เพมิ่ อีก 1,035,203 ราย เปน็ แรงงานจากทอ้ งที่อ่ืน
สาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.) ประมาณ 1 ล้านคนเศษ4 ใน ที่เดินทางกลับภูมิล�ำเนา 695,504 ราย (ร้อยละ 67) เป็นคนใน
ช่วงการระบาดรอบแรกของโรคโควิด-19 อสม.และบุคลากรของ หมู่บ้านที่มีประวัติใกล้ชิดกับประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค
รพ.สต. ได้มีบทบาทอย่างมากในการป้องกันการแพร่ระบาดของ 268,005 ราย (ร้อยละ 26) และเป็นคนไทยท่ีเดินทางกลับจาก
โรคฯ5 ดงั ที่จะน�ำเสนอน้ี ตา่ งประเทศ 71,694 ราย (รอ้ ยละ 7) สามารถน�ำไปกกั กนั ตวั และ
เฝ้าดอู าการเปน็ เวลา 14 วนั ตดิ ตอ่ กัน รวม 1,016,711 คน หรือ
ในชว่ งเดอื นมกราคม - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2563 กรมสนบั สนนุ คิดเปน็ รอ้ ยละ 98 ของประชากรกล่มุ เสย่ี งสงู ทัง้ หมด พบมี 3,287
บริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อม โดย ราย ที่มีอาการต้องสงสัยว่าอาจเป็นโรคโควิด-19 และได้รายงาน
ฝึกสอน อสม.ใหส้ ามารถท�ำหน้ากากผา้ ไดเ้ องรวม 3,626,950 ผนื ไปยงั บคุ ลากรสาธารณสุขของ รพ.สต. และผู้ใหญบ่ า้ นหรือหวั หนา้
มีประชาชนจ�ำนวน 7,424,625 คน ได้รับการเย่ียมบ้านและได้ ชมุ ชน เพื่อประสานงานสง่ ตอ่ ประชากรส่วนน้ไี ปโรงพยาบาลต่อไป
รับค�ำแนะน�ำด้านการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและครัวเรือน มี วจิ ารณ์
ประชาชน 1,373,275 คนในหลายจงั หวัดเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์
การท�ำความสะอาดครัวเรอื นและชมุ ชน (big cleaning day) ให้ ในขณะที่ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะโรคและยังไม่มีวัคซีน
บคุ คลทมี่ คี วามเสีย่ งสูงน้ี อยูใ่ นสถานท่กี ักตัวเปน็ เวลา 14 วันติดต่อ ป้องกันโรคโควิด-19 วิธีควบคุมการแพร่กระจายโรคท่ีดีท่ีสุดคือ
กนั และตอ้ งรายงานให้เจา้ หนา้ ที่ฝ่ายปกครองของชุมชน การรกั ษาสุขอนามัยของบคุ คลและสว่ นรวม การคดั กรอง การสวม
หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย การแยกบุคคลท่ีเป็นประชากร
ในระยะท่ีสองคือช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยงสูงไปกักกันตัวเพ่ือเฝ้าดูอาการและอื่นๆ การน�ำหลักการ
ติดเช้อื โรคโควดิ -19 ในประเทศไทยมีจ�ำนวนเพิ่มขึ้น มีแรงงานไทย ดังกล่าวมาใช้ปฏิบัติจริงในระดับประเทศ ต้องอาศัยการจัดการ
จากต่างประเทศ หรือจากจังหวัดอ่ืนเดินทางกลับภูมิล�ำเนาเดิม ระบบสาธารณสุขมูลฐานท่ีมีประสิทธิภาพ บุคลากรระดับดังกล่าว
ในชนบทเพิ่มขึ้น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้คัดเลือกอสม. ท่ีเป็นลักษณะเฉพาะของประเทศไทย ได้แก่ อสม.และบุคลากร
ที่มีสภาพร่างกายแข็งแรงมาร่วมปฏิบัติงานด้านการป้องกันโรค สาธารณสุขของ รพ.สต. ซ่ึงได้เคยมีบทบาทช่วยควบคุมโรคติดต่อ
โควิด-19 รวม 812,947 คน อสม.ได้ออกเย่ียมบ้านเพื่อให้ค�ำ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนอย่างได้ผลมาแล้วหลายคร้ัง7-10
แนะน�ำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดความเส่ียงต่อการเกิดโรคจ�ำนวน การเกิดวิกฤติกาลโรคโควิด-19 ในประเทศไทยครั้งนี้ ได้พิสูจน์
3,887,667 หลังคาเรือน หรือเท่ากับร้อยละ 16.4 ของจ�ำนวน ยืนยันอีกคร้ังว่า อสม.และบุคลากรสาธารณสุขของ รพ.สต.เป็น
หลังคาเรือนนอกเขตกรุงเทพมหานคร ข้อความส�ำคัญที่เน้นกับ ก�ำลังส�ำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายโรคฯ สามารถสื่อ
ประชาชน คือ “การทานอาหารรอ้ น การใช้ชอ้ นกลาง การลา้ งมือ ขอ้ ความ ค�ำแนะน�ำ และวิธีปฏบิ ตั ิตา่ งๆ สำ� หรับควบคุมการระบาด
ฟอกสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากาก ของโรคฯ จากหน่วยงานส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุขไปยัง
อนามัย การงดสูบบุหร่ี/ด่ืมสุรา และการรักษาระยะห่างทาง ประชาชนตามหมู่บ้านทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงภายใน
กายภาพระหว่างบุคคล” และช่วยค้นหาประชากรแปลกหน้า เวลาอันส้ัน เห็นได้ว่าภายในช่วง 1 เดือนแรกของวิกฤติกาล
ท่ีเข้ามาในชุมชน ที่ต้องสงสัยว่ามีความเส่ียงต่อการเป็นโรค
โควิด-19 ได้แก่ (ก) ผทู้ ่มี อี าการไข้หรือตัวร้อน เจบ็ คอ ไอผดิ สงั เกต
6 | วารสารกรมการแพทย์
มคี นไทยในชนบทมากกวา่ รอ้ ยละ 10 ไดร้ บั ความรเู้ บอื้ งตน้ เกยี่ วกบั ค่ารักษาพยาบาลอสม.ในกรณีเกิดติดเชื้อโรคนี้ ท�ำให้เกิดขวัญ
การรกั ษาสุขภาพเพอ่ื หลกี เลย่ี งการตดิ เชอื้ โรค มี อสม.รอ้ ยละ 90 ก�ำลังใจสามารถท�ำงานได้อย่างเต็มท่ี 4. ประชาชนในหมู่บ้านให้
ที่สามารถผลิตหน้ากากผ้าได้เอง ส่วนในระยะท่ีสองและสามของ ความร่วมมอื เป็นอย่างดีกับ อสม.และบุคลากรของ รพ.สต. ในการ
วิกฤติกาลมี อสม.และบุคลากรสาธารณสุขของ รพ.สต.ออกเย่ียม ช่วยปอ้ งกนั การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในชมุ ชน
บ้านเพ่ิมข้ึน ครอบคลุมถึงร้อยละ 60 ของจ�ำนวนหลังคาเรือนทั่ว สรปุ
ประเทศนอกเขตกรุงเทพมหานคร สามารถค้นหาประชากรที่มี
ความเส่ียงสูงต่อการเกิดโรคที่เข้ามาในหมู่บ้านได้มากกว่า 1 ล้าน แมว้ า่ หลายประเทศมี อสม.และเจา้ หนา้ ทสี่ าธารณสขุ ระดบั
คน สามารถน�ำตัวประชากรกลุ่มนี้ไปกักกันตัวเพื่อเฝ้าติดตาม ชมุ ชน (community health workers) ปฏบิ ตั งิ านดา้ นสาธารณสขุ
อาการตลอดระยะเวลา 14 วันได้ถึงร้อยละ 98 ของประชากร มูลฐาน11-15 แต่ยังไม่มีรายงานจากประเทศใดกล่าวถึงบทบาทของ
กลุ่มเส่ียงในหมู่บ้านทั้งหมด และสามารถค้นหาบุคคลท่ีมีอาการ อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับชุมชนในการร่วมปฏิบัติงาน
ที่ตอ้ งสงสัยวา่ อาจเป็นโรคโควิด-19 ไดม้ ากกว่า 3,200 ราย ทั้งประเทศเพ่ือควบคุมการระบาดของโรคน้ี16, 17 Yen My18 ได้
กล่าวถึงความส�ำเร็จของประเทศไต้หวันในการควบคุมการระบาด
การท�ำงานของอสม.มีประเด็นที่น่าสนใจบางประการ คือ ของโรคโควิด-19 แต่ไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของอสม.และเจ้าหน้าที่
1. อสม.ส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับช้ันต้น การให้ความรู้กับ สาธารณสุขระดับชุมชนเช่นกัน รายงานนี้จึงเป็นรายงานฉบับแรก
ประชาชนในหมู่บ้าน ซ่ึงมีการศึกษาในระดับใกล้เคียงกัน ต้องใช้ ท่ีกล่าวถึงบทบาทของ อสม.เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับชุมชน
ข้อความที่เข้าใจง่าย ซ่ึงกระทรวงสาธารณสุขได้สร้างค�ำแนะน�ำท่ี ของประเทศไทยในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ครอบคลุมบริบทของการป้องกันโรคโควิด-19 ไว้แล้ว 2. มีการ จนได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก19 รายงานนี้ช่วย
บริจาคเจลแอลกอฮอล์และผ้าวัตถุดิบในปริมาณที่เพียงพอให้ ยืนยันว่าการมีระบบสาธารณสุขมูลฐานที่ดี การฝึกอบรมให้
อสม.ท่ัวประเทศน�ำไปผลิตหน้ากากผ้าได้เอง ท�ำให้อสม.และ ความรู้บุคลากรและประชาชนอย่างท่ัวถึง และการมี อสม.และ
บุคลากรสาธารณสุขของ รพ.สต.มีความม่ันใจว่า มีเคร่ืองป้องกัน บุคลากรสาธารณสุขของ รพ.สต.ท่ีเข้มแข็ง มีส่วนส�ำคัญช่วย
ตัวเอง (จากโรค) ในระดบั หนงึ่ และยังเปน็ ตวั อย่างที่ดีให้ชาวบ้าน ปอ้ งกนั การแพร่ระบาดของโรคโควดิ -19 ในประเทศไทย
ทั่วไปเห็นความส�ำคัญของการท�ำความสะอาดมือ และการใส่
หน้ากากผ้า 3. มีการบริจาคเงินเป็นกองทุนโดยเฉพาะส�ำหรับ
ปีที ่ 46 ฉบับท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 7
References 12. Perry HB, Zulliger R, Rogers MM. Community health workers in
1. World Health Organization. Novel Coronavirus (2019-nCoV) low-, middle-, and high-income countries: an overview of their
history, recent evolution, and current effectiveness. Annu Rev
Situation Report – 12020 January 21. Public Health. 2014; 35: 399-421. doi: 10.1146/ annurev-publh
2. PEMANDU Associates. The Global Covid-19 Index (GCI) - ealth-032013-182354.
Thailand Dashboard. Available from: https://covid19. 13. Schneider H, Okello D, Lehmann U. The global pendu-
pemandu.org/Thailand.html. lum swing towards community health workers in low-and
3. Department of Provincial Administration, Ministry of Interior middle-income countries: a scoping review of trends,
Affairs, the Royal Thai Government. Provincial Administrative geographical distribution and programmatic orientations,
Data. Available from: https://multi.dopa.go.th/pab/news/cate9/ 2005 to 2014. Hum Resour Health. 2016; 14(1): 65. doi: 10.1186/
view46. s12960-016-0163-2.
4. Division of Primary Health Care, Department of Health
Service Support, Ministry of Public Health. Primary Health Care 14. Jeet G, Thakur JS, Prinja S, Singh M. Community health workers
Information System - Village Health Volunteers Registry. Available for non-communicable diseases prevention and control in de-
from: http://www.thaiphc.net/phc/phcadmin/administrator/ veloping countries: Evidence and implications. PLoS One. 2017
Report/osm/province.php. Jul 13; 12(7): e0180640. doi: 10.1371/journal.pone.0180640..
5. Department of Health Service Support, Ministry of Public Health.
Available from: http://www.thaiphc.net. 15. Jafar TH, Gandhi M, de Silva HA, Jehan I, Naheed A, Finkelstein
6. Coronavirus disease 2019 (COVID-19) WHO Thailand Situa- EA, et al. A Community-based intervention for managing hy-
tion Report-25 March 2020. Available from: .https://www. pertension in rural south Asia. N Engl J Med. 2020; 382: 717-26.
who.int/docs/default-source/searo/thailand/2020-03-25-tha-
sitrep-32-covid19-final.pdf?sfvrsn =adce58ef_0. 16. Makurumidze R. Coronavirus-19 disease (COVID-19): A
7. Pongpirul K. Village Health Volunteers in Thailand. In: Perry case series of early suspected cases reported and the
HB, ed. National Community Health Worker Programs: implications towards the response to the pandemic in
Descriptions from Afghanistan to Zimbabwe 2020: 393-404. Zimbabwe. J Microbiol Immunol Infect. 2020; 53: 493-8.
8. Phomborphub B, Pungrassami P, Boonkitjaroen T. Village health
volunteer participation in tuberculosis control in southern Thai- 17. Haines A, de Barros EF, Berlin A, Heymann DL, Harris MJ. National
land. The Southeast Asian J Trop Med and Public Health 2008; UK programme of community health workers for COVID-19
39: 542–548. response. Lancet. 2020; 395: 1173-1175.
9. Sranacharoenpong K and Hanning RM. Diabetes prevention
education program for community health care workers in Thai- 18. Yen MY, Schwartz J, Chen SY, King CC, Yang GY, Hsueh PR.
land. Journal of Community Health. 2012; 37: 610–618. Interrupting COVID-19 transmission by implementing
10. Jiamjariyapon T, Ingsathit A, Pongpirul K, Vipattawat K, enhanced traffic control bundling: Implications for global pre-
Kanchanakorn S, Saitie A, et al. Effectiveness of integrated care vention and control efforts. J Microbiol Immunol Infect. 2020;
on delaying progression of stage 3-4 chronic kidney disease 53: 377-80.
in rural communities of Thailand (ESCORT study): a cluster
randomized controlled trial. BMC Nephrol 2017; 18: 83. doi: 19. World Health Organizaion. The Ministry of Public Health and
10.1186/s12882-016-0414-4. the World Health Organization Review Thailand’s COVID-19
11. Coleman R, Gill G, Wilkinson D. Non-communicable disease Response. Available from: https://www.who.int/thailand/news/
management in resource-poor settings: a primary care model detail/14-10-2020-Thailand-IAR-COVID19.
from rural South Africa. Bull World Health Organ. 1998; 76 :
633-40.
8 | วารสารกรมการแพทย์
สารบัญ หนา้
Contents Page
นิพนธต์ ้นฉบบั : ORIGINAL ARTICLES
ประสทิ ธผิ ลของการผา่ ตดั ไส้ต่งิ อกั เสบแบบส่องกลอ้ งระหว่างการผ่าตดั เทคนคิ single port และ 17
เทคนิค single incision multiport
สนุ ทร ธรี พฒั นพงศ์ พ.บ.
The Effectiveness of Using Single Port Laparoscopic Appendectomy Versus Single
Incision Multiport Laparoscopic Appendectomy
Sunthorn Teerapattanapong, M.D.
ความชกุ และปจั จยั เสยี่ งของการสญู เสยี การไดย้ นิ ในพระสงฆโ์ รคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 ทโ่ี รงพยาบาลสงฆ์ 24
ธรี ภทั ร์ จงสจั จา พ.บ.
Prevalance and Risk Factor of Hearing Loss in Type 2 Diabetes Mellitus at Priest
Hospital
Terapat Chongsatja, M.D.
การใชอ้ ัลตราซาวนดใ์ ห้ประสทิ ธผิ ลไม่ด้อยกวา่ การใชเ้ อกซเรย์ฟลโู อโรสโคปเ้ี พื่อระบุตำ� แหน่งนว่ิ ใน 30
การสลายนิ่วในไต และนิ่วในท่อไตสว่ นต้น
นนั ทวัฒน์ ศิริธานนั ท์ พ.บ., วาสนา สขุ คุ้ม พย.บ.
Ultrasonography is not Inferior to Fluoroscopy to Guide in Extracorporeal Shock
Waves for Treatment of Renal and Upper Ureteral Calculi
Nantawat Siritanan, M.D., Wassana Sukkhum, B.N.S.
ประสทิ ธผิ ลการสงบประสาทในการสอ่ งกล้องลำ� ไสใ้ หญเ่ ปรียบเทียบระหว่างส่วนผสมยา propofol 37
กับ ketamine (ketofol) และสว่ นผสมยา propofol กับ fentanyl (fenofol)
ปานัดดา ปาทานนท์ พ.บ., ณฐั รดา แจ้งประจักษ์ พย.บ., ศริ กิ าญจน์ จันทร์สิงห์ พย.บ., อภริ ดี ใจดี พย.บ.,
โสภิต ทับทมิ หิน พย.บ.
Efficacy of Sedation for Colonoscopy, A Comparison between Propofol and
Ketamine Combination (Ketofol) Versus Propofol and Fentanyl Combination
(Fenofol)
Panatda Pathanon, M.D., Natrada Jangprajak, B.N.S., Sirakarn Chansing, B.N.S.,
Jaidee Apiradee, B.N.S., Sopit Tubtimhin, B.N.S.
การศึกษาเปรียบเทียบผลลพั ธท์ างคลนิ กิ และภาวะแทรกซ้อนหลงั การผา่ ตัดเปลย่ี นข้อเข่าเทยี ม 45
ระหวา่ งการใสท่ ่อระบายเลอื ดและไมใ่ ส่ท่อระบายเลอื ด
วรพจน์ วิจารณ์ พ.บ.
Comparison of Clinical Outcomes and Complications between Closed Suction
Drainage and No Drainage after Total Knee Arthroplasty
Woraphot Wichan, M.D.
ปที ่ี 46 ฉบับที ่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 9
สารบัญ หนา้
Contents Page
นพิ นธต์ น้ ฉบบั : ORIGINAL ARTICLES 52
การพฒั นารูปแบบการให้ความรดู้ ้านโภชนาการโดยใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือควบคมุ ระดับน้�ำตาล 64
ในเลอื ดของผู้ป่วยเบาหวาน 73
จารุวรรณ หมัน่ มี Ph.D., สถิตย์ นริ มติ รมหาปญั ญา พ.บ., องอาจ สกิ ขมาน พ.บ., หทยา สีทอง คศ.บ.
Development of Nutrition Knowledge-Based Learning Model by Information 80
Technology for Blood Sugar Control among Diabetic Patients
Charuwan Manmee, Ph.D., Sathit Niramitmahapanya, M.D., Ong-art Sickamann, M.D.,
Hataya Srithong, B.H.Econ.
แอนตบิ อดที ไ่ี มพ่ งึ ประสงคใ์ นผปู้ ว่ ยมะเรง็ ทขี่ อสว่ นประกอบโลหติ ในโรงพยาบาลมหาวชริ าลงกรณธญั บรุ ี
สุริยะ เครือจนั ต๊ะ วท.บ., ปวินา มสุ ิกพันธ์ วท.บ., ชลศณยี ์ คล้ายทอง พ.บ.
Unexpected Antibodies in Cancer Patients at Maha Vajiralongkorn Thanyaburi
Hospital
Suriya Kheauchanta, B.Sc., Pavina Muksikapan, B.Sc., Chonsanee Klaitong, M.D.
การรักษาทารกแรกเกิดทมี่ ีปัญหาตัวเหลอื งในโรงพยาบาลเลิดสนิ ดว้ ยเครอ่ื งส่องไฟแบบ LED (T8)
ขนาด 9 วตั ต์
วพิ ัฒน์ เจริญศิรวิ ัฒน์ พ.บ.
9 watt-LED (T8) Phototherapy for Neonatal Jaundice in Lerdsin Hospital
Vipat Charoensiriwat, M.D.
ระบาดวทิ ยา อตั ราชกุ และประสทิ ธิภาพการเฝา้ ระวงั การติดเช้ือในโรงพยาบาล แผนกอายรุ กรรม
โรงพยาบาลนพรตั นราชธานี
พรพมิ ล อรรถพรกศุ ล พย.ม., นปภา รัตนาพนั ธ์ พย.บ.,วรรณภา วงษส์ าสม พย.บ., ชอ่ ทพิ ย์ ทองทพิ ย์ พย.บ.,
นอิ ร มว่ งบำ� รงุ พย.บ., พมิ วดี อินทกลู พย.บ., มลฑญา เกษสแี ก้ว พย.บ.
Abstract: The Epidemiology Prevalence Rate and Surveillance Performance of
Hospital-acquired infections in Medical Department at Nopparat Rajathanee
Hospital
Pornpimol Attapornkusol, M.N.S, Napapa Rattnaphun, B.N.S, Wannapa Wongsasom, B.N.S,
Chothip Thongthip, B.N.S, Niorn Muangbamrung, B.N.S, Pimwadee Intakool, B.N.S,
Montaya Kesseekaeo, B.N.S
10 | วารสารกรมการแพทย์
สารบัญ หนา้
Contents Page
นิพนธต์ ้นฉบบั : ORIGINAL ARTICLES 89
ผลการใชเ้ ซลลต์ น้ ก�ำเนิดมีเซนไคมต์ อ่ การหายของรอยวิการรอบรากฟันเทยี มในสตั ว์ทดลอง: การ 99
ทบทวนวรรณกรรมอย่างเปน็ ระบบและการวเิ คราะห์อภิมาน
เอศเธระ ประทีปทองค�ำ ท.บ., ว.ท., Dr.med.dent., กรรณกิ า ชูเกยี รตมิ น่ั ท.บ., พ.บ., MsIT, Cert. in OMS 107
The Effect of Mesenchymal Stem Cells on Peri-implant Defect Healing in Animal
Studies: A Systematic Review and Meta-analysis 117
Esthera Prateeptongkum, DDS., Dip., Dr.med.dent., Kannika Chukiatmun DDS., M.D., MsIT, Cert.
in OMS
ประสิทธผิ ลของการใชอ้ อกซิเจนความดันสงู ในการจัดการภาวะ osteoradionecrosis (ORN)
บริเวณขากรรไกร: การวเิ คราะห์อภิมาน
ธันยภรณ์ ลีส้ มประสงค์ ท.บ., ศศธิ ร ทวีเดช ท.บ.,ว.ท.
The Effectiveness of Hyperbaric Oxygen Therapy for Management
Osteoradionecrosis in Jaw: A Meta-Analysis
Thanyaporn Leesomprasong, DDS., Sasithorn Thaweedej, DDS., Dip, Thai Board of General Dentistry
การศึกษาผลการใช้เซลล์ตน้ กำ� เนิดจากเอน็ ยดึ ปริทันต์ดว้ ยเทคนคิ วศิ วกรรมแผ่นเซลลเ์ พื่อการเจริญ
ทดแทนของอวัยวะปรทิ ันตใ์ นสตั วท์ ดลอง: การวิเคราะหอ์ ภิมาน
อาภาศิริ ฐานะ ท.บ., เอศเธระ ประทปี ทองคำ� ท.บ., ว.ท., Dr.med.dent.
The Effect of Periodontal Ligament Stem Cell Sheets for Periodontal Regeneration
in Animal Studies: A Meta- Analysis
Arpasiri Thana, DDS., Esthera Prateeptongkum , DDS., Dip, Dr.med.dent.
ปรมิ าณและมลู คา่ การสงั่ ใชย้ าต้านแบคทเี รยี ชนิดฉดี ในแผนกผ้ปู ่วยใน โรงพยาบาลราชวถิ ี
ไพบลู ย์ พทิ ยาเธยี รอนันต์ ภ.ม., บธ.ม., สทุ ธิพงษ์ เดชก้อง ภ.บ.,วท.ม., จีรสิ ุดา ฉวีรกั ษ์ ภ.ม.
Quantity and Value of Injectable Antibacterial Drugs Prescribed at In-Patient
Department of Rajavithi Hospital
Paiboon Pitayatienanan, M.Pharm., M.B.A., Suthipong Dejkong, B.Pharm., M.S.,
Jeerisuda Chaweerak, M.Pharm.
ปที ี ่ 46 ฉบับท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 11
สารบญั หนา้
Contents Page
นพิ นธ์ต้นฉบบั : ORIGINAL ARTICLES 127
ผลจากการปรับตำ� แหนง่ ความสูงตำ�่ ของเตียงเอกซเรย์คอมพวิ เตอร์ในการถา่ ยภาพหุ่นจำ� ลองทรวงอก 138
โดยใช้ระบบปรบั กระแสหลอดอตั โนมัติ : ปรมิ าณรงั สี คุณภาพของภาพ และรงั สกี ระเจงิ ที่ต่อม 145
ไทรอยด์ 153
ชิษณุพงศ์ บุตรดี วท.ด., วีรวตั ร แสนบญุ เลิง วท.บ., ศุภวิทู สุขเพง็ Ph.D.
The Effect of Adjusting Computed Tomography Scanner Couch Height for a Chest
Phantom Scan Using Automatic Tube Current Modulation System: Radiation Dose,
Image Quality and Thyroid Dose
Chitsanupong Butdee, Ph.D., Weerawat Sanbunlerng, B.Sc., Supawitoo Sookpeng, Ph.D.
วธิ ีการตรวจคดั กรองโรคมะเร็งปอดจากภาพถา่ ยรงั สที รวงอกดว้ ยโปรแกรมประยกุ ต์ AI Chest for
All (DMS TU) ในบริบทโรงพยาบาลมะเรง็ ระดับภมู ภิ าค
ภทั รนันท์ หม่ันพลศรี M.B.B.S., พงษเ์ ดช สารการ ปร.ด., น�้ำทิพย์ หมั่นพลศรี พ.บ.
Screening of Lung Cancer using Chest Radiographs with Application AI Chest for All
(DMS TU) in the Context of a Regional Cancer Hospital
Pattaranan Munpolsri, M.B.B.S., Pongdech Sarakarn, Ph.D., Namtip Munpolsri, M.D.
การติดเชอื้ ไวรสั ชคิ นุ กนุ ยาจากมารดาสูท่ ารกแรกเกดิ ในอำ� เภอแมส่ อด จงั หวัดตาก พ.ศ. 2562
รุ่งรตั น์ สขุ ารมย์ พ.บ.
Mother-to-child Chikungunya Virus Transmission in Mae Sot District, Tak Province,
Thailand 2019
Rungrat Sukharom, M.D.
การตรวจคัดกรองโรคธาลสั ซีเมียและความผิดปกติของฮโี มโกลบนิ ในทารกแรกเกดิ ในระดับ
โรงพยาบาลชุมชน
สมชาย จารุเจรญิ พร พ.บ.
Newborn Screening for Thalassemia and Hemoglobinopathies in a Community
Hospital
Somchai Jarucharoenporn, M.D.
12 | วารสารกรมการแพทย์
สารบัญ หนา้
Contents Page
นพิ นธต์ น้ ฉบับ : ORIGINAL ARTICLES
การพัฒนารูปแบบการให้บรกิ ารตรวจคดั กรองการไดย้ นิ ในทารกแรกเกิดทุกคนระดบั จงั หวดั : การวิจัย 160
เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร
อรรถสิทธิ์ ศรสี บุ ตั ิ พ.บ., วท.ด., ธนะรัตน์ อ่มิ สวุ รรณศรี พ.บ., ตุลกานต์ มักค้นุ พ.บ., อรุณี ไทยะกุล ส.ม., สรุ พี ร
คนละเอยี ด วท.ม., กรชนก ลิมปิชยั โสภณ วท.ม., นติ ยา ภเู ก้าล้วน พย.บ., จิราพร วงษ์กรวรเวช พย.บ., ทิพนาถ
สินไชย พย.บ., ดวงแก้ว สุทธนิ นท์ พย.บ., สทุ ธสิ า จโิ รจนก์ ลุ พย.บ.
Model Development for Universal Newborn Hearing Screening (UNHS) in Province
Level: Action Research
Attasit Srisubat, M.D., Ph.D., Thanarath Imsuwansri, M.D., Tulakan Mukkun, M.D., Arunee
Thaiyakul, M.P.H., Suleeporn Konlaeaid, M.Sc., Kornchanok Limpichaisopon, M.Sc., Nitaya
Phukaolaun, B.N.S., Jiraporn Vongkonvoravet, B.N.S., Thiphanat Sinchai, B.N.S., Duangkaew
Suthinon, B.N.S., Suthisa Jirojkul, B.N.S.
ขนาดความกวา้ งของขากรรไกรในกลุ่มประชากรไทย ท่โี รงพยาบาลนพรัตนราชธานี 170
พรรณมาศ สนั ตดุสิต ท.บ., MDSc., บษุ บา ศภุ วัฒน์ธนบดี, Ph.D., B.Sc.
Dental Arch Width in Thai Population at Nopparat Rajathanee Hospital
Pannamas Santadusit D.D.S., MDSc., Busaba Supawattanabodee, Ph.D., B.Sc.
การประเมินการทาํ งานของแซคคลู ในผปู้ ว่ ยโรคมีเนยี ร์ด้วยเครือ่ งตรวจประสาทการทรงตัวในหชู ้ันใน 176
โดยการวัดคล่ืนไฟฟา้ จากกลา้ มเนื้อคอ
จุฑาภรณ์ พลายจน่ั พ.บ., ภาณินี จารศุ รีพันธุ์ พ.บ., เพม่ิ ทรพั ย์ อิสปี ระดฐิ พ.บ.
The Evaluation of Saccular Function in Definite Meniere’s Disease Patients by
Cervical Vestibular Evoked Myogenic Potentials (cVEMPs)
Juthaporn Phlaichan, M.D., Paninee Charusripan, M.D., Permsarp Isipradit, M.D.
ปัจจยั ทีเ่ กย่ี วกับการเสยี ชวี ติ และอตั ราการรอดชีวิตในผปู้ ่วยโรคมะเรง็ ปอดชนิดเซลลข์ นาดไมเ่ ล็ก 182
ระยะแพรก่ ระจายทไี่ ดร้ ับการวินิจฉยั และรกั ษาทโี่ รงพยาบาลสระบรุ ี
วรลกั ขณ์ วชิ พัฒน์ พ.บ., Ph.D.
Prognostic Factors and Overall Survival of Advanced Stage NSCLC Patients in
Saraburi Hospital
Voralak Vichapat M.D., Ph.D.
ปที ่ี 46 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 13
สารบญั หน้า
Contents Page
นิพนธ์ต้นฉบบั : ORIGINAL ARTICLES 193
การพฒั นาโมเดลประสิทธผิ ลการเลีย้ งดูเดก็ พูดช้าจากการใชส้ อื่ อิเล็กทรอนิกส์ ดว้ ยโปรแกรม 202
พุทธจติ วทิ ยาการปรับพฤติกรรม
สายนอ้ ย ค�ำชู พย.บ. 212
Development of an Effectiveness Model of Caring Delayed Speech Child from
Electronic Screen Media Using Buddhist Psychological Program of Behavior 218
Modification
Sainoi Kumchoo, B.N.S.
การใช้ multiplex PCR ในการตรวจหาเชอ้ื ก่อโรครนุ แรงคกุ คามตอ่ ชวี ติ ในเดก็ ทีม่ สี ุขภาพแข็งแรงดี
มากอ่ น
วารณุ ี พรรณพานชิ วานเดอพิทท์ พ.บ., รวงฤทัย ฉ้ิมสงั ข์ พ.บ., ชลธชิ า คลังทอง วท.ด.,
สเตฟาน เฟอนนั เดซ วท.ด.
Multiplex PCR for Pathogen Identification among Otherwise Healthy Children
Presenting with Acute Life-threatening Infection
Warunee Punpanich Vandepitte, M.D., Ruangruthai Chimsang, M.D., Chonticha Klungthong, D.S.,
Stefan Fernandez, D.S.
ผลของการให้ค�ำปรกึ ษาแบบกลุม่ ตามแนวคดิ ของซาเทียร์ โมเดล เพ่อื พฒั นาการเห็นคุณคา่ ในตนเอง
ของผูต้ ิดยาบา้ ทเ่ี ขา้ รับการฟ้นื ฟูสมรรถภาพแบบควบคมุ ตัวไม่เขม้ งวด
สุจิตตา ฤทธม์ิ นตรี ปร.ด.
Effect of Group Satir Model Based Program on Self-esteem Enhancement of
Amphetamine Dependence in Compulsory Rehabilitation
Sujitta Ritmoontree, Ph.D.
การประเมินประสิทธผิ ลและความปลอดภัยของการใชส้ ารสกดั กัญชาในผปู้ ่วยโรคพาร์กนิ สนั
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่
ศศธิ ร ศริ มิ หาราช พ.บ., แวววรรณ กองมี พ.บ., ฉววี รรณ แสงสว่าง พย.ม., อดิศร ตรที พิ ยรักษ์ ภก.,
นติ ยา กระจา่ งแก้ว พย.บ., ภทั ราภรณ์ ธรรมปอ๊ ก วท.บ.
Effectiveness and Safety Evaluation of Medical Cannabis in Parkinson’s disease in
Chiang Mai Neurological Hospital
Sasitorn Sirimaharaj, M.D., Waewwan Kongmee, M.D., Chaweewan Sangsawang, M.N.S.,
Adisorn Threetipayarak, Pharm.D., Nittaya Krajangkaew, B.N.S., Patttaraporn Thammapok, B.Sc.
14 | วารสารกรมการแพทย์
สารบญั หนา้
Contents Page
นิพนธต์ น้ ฉบบั : ORIGINAL ARTICLES 228
การพัฒนารปู แบบการพยาบาลตอ่ เน่อื งในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใส สถาบนั โรคผวิ หนงั 237
สมใจ ฉันทวรลกั ษณ์ พย.บ, วท.ม., อิงลดา ศรโี ภคา พย.บ., พรรณทพิ ย์ ยิ้มวาสนา พย.บ.,
จินตนา ภาคีเนตร พย.บ., ชินมนสั เลขวัต พ.บ. 243
The Development of Continuing Nursing Model in Pemphigus Patients at the
Institute of Dermatology
Somjai Chantavoraluk, B.N.S., M.Sc., Inglada Sripoka, B.N.S., Pantip Yimwadsana, B.N.S.,
Chintana Pakeenet, B.N.S., Chinmanat Lekhavat, M.D.
ผลการใช้ MU Sucker ระบายเสมหะในผปู้ ่วยเด็กเล็กต่อการบาดเจบ็ และความพึงพอใจของผดู้ ูแล
อมรพันธ์ สงิ หพล พย.ม.
The Effects of Using MU Sucker with Traumatic and Caregiver’s Satisfaction in
Young Child Patients
Amornpun Singhapol, M.N.S.
ผลของการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและคมู่ อื การดแู ลผปู้ ว่ ยเด็กท่ไี ดร้ ับการผ่าตัดหวั ใจแบบเปิด
ตอ่ การรับรคู้ ุณภาพการบรกิ ารและความพงึ พอใจของผู้ดูแลผปู้ ว่ ยเดก็ ได้รบั การผ่าตดั หวั ใจแบบเปิด
ของสถาบนั สขุ ภาพเด็กแหง่ ชาติมหาราชนิ ี
นนั ทพร พรธีระภัทร พย.ม., ปานจิตต์ พรหมโชติ วท.ม., ชุติมา สุดประเสริฐ พย.ม., นนั ทนา ยวงยิ้ม พย.บ.
Effect of the using of Computer-Assisted Instruction Media and Caring Manual on
Quality of Care and Satisfaction Perceived by Open-Heart Surgery Children
Caregivers at QSNICH
Nantaporn Porntheerapat, M.N.S., Panchit Promchot, M.Sc., Chutima Sudprasert, M.N.S.,
Nantana Yaungyim, B.N.S.
บทฟ้ นื วชิ าการ : Refresher Course
การส่อื สารการแพทย์ออนไลนใ์ นยุค COVID-19 252
ธานินทร์ สนธริ กั ษ์ พ.บ.
Online Medical Communication in the Era of COVID-19
Tanin Sonthiraksa, M.D.
ปีท ่ี 46 ฉบับท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 15
สารบัญ หนา้
Contents Page
นิพนธต์ ้นฉบับ : ORIGINAL ARTICLES
รายงานผ้ปู ่วย
การรักษามะเรง็ ของตอ่ มนำ�้ ลาย submandinbular ด้วยวธิ ีผา่ ตดั แบบ en bloc และ pectoralis 256
major myocutaneous flap: รายงานผู้ป่วย
เฉลมิ เกยี รติ รวีภควตั พ.บ.
Treatment of the Salivary Duct Carcinoma of the Submandibular Gland with En
Bloc Resection and Pectoralis Major Myocutaneous Flap: A Case Report
Chalermkiat Raweepakawat, M.D.
การรกั ษารากฟนั ซ�ำ้ ดว้ ยวิธีศัลยกรรมปลายรากร่วมกบั การอุดยอ้ นปลายรากด้วยเอ็มทเี อในฟันตัดบน 264
ซ่ีกลาง: รายงานผ้ปู ว่ ย
ขวัญใจ โตพันธานนท์ ท.บ.
Surgical Endodontic Retreatment with Mineral Trioxide Aggregate in Maxillary
Central Incisor: A Case Report
Kwanjai Topuntanon, DDS.
การผ่าตดั แบบสงวนเต้านมด้วยวิธีการใชเ้ นอื้ นมผปู้ ่วย (Intramammarian flap reconstruction): 270
รายงานผู้ปว่ ย
วกิ รานต์ สอนถม พ.บ.
Intramammarian Flap Reconstruction Technique in Breast Conserving Surgery: A
Case Report
Wikran Sornthom, M.D.
รายงานกลุม่ ผปู้ ว่ ยวณั โรคตอ่ มนำ้� เหลอื ง: บทบาทของผ้ปู ระสานงานและการเตรียมตัวอยา่ งน�ำสง่ 279
ทดสอบในการวินจิ ฉยั โรคโดยวธิ เี จาะดูดด้วยเข็มเลก็
อุบล พุม่ สขุ วท.บ., สุธดิ ี เพช็ รสงค์ วท.บ., วรษิ า ตนั ติดลธเนศ วท.บ., รัชยา สวสั ดี วท.ม., ธรรมธร อาศนะเสน
พ.บ., พเิ ชฐ สัมปทานุกลุ พ.บ.,วท.ม.
Case Series Report of Tuberculous Lymphadenitis: Role of Coordinator and Sample
Handling Protocols in Diagnosis by Fine Needle Aspiration Approach
Ubon Phumsuk, B.Sc., Suthidee Petsong, B.Sc., Warisa Tantidolthanes, B.Sc., Ratchaya Sawatdee,
M.Sc., Thamathorn Assanasen, M.D., Pichet Sampatanukul, M.D., M.Sc.
การแก้ไขการขนึ้ ผดิ ท่ีของฟนั กรามแท้บนซ่ที ่ีหนึ่ง: รายงานผปู้ ่วย 1 ราย 288
สิริสรรค์ จริยพงศ์ไพบลู ย์ ท.บ.
Khandakar Nuruzzaman ท.บ. Management of Ectopic Eruption of Maxillary First
Molar: A Case Report
Sirisan Jariyapongpaiboon, DDS., Khandakar Nuruzzaman, DDS.
16 | วารสารกรมการแพทย์
นพิ นธต์ น้ ฉบบั
ประสิทธิผลของการผ่าตัดไส้ต่ิงอักเสบแบบส่องกล้องระหว่าง
การผา่ ตัดเทคนคิ single port และเทคนคิ single incision
multiport
สุนทร ธีรพัฒนพงศ์ พ.บ.
กลุม่ งานศัลยกรรม โรงพยาบาลกาฬสินธ์ุ อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดกาฬสินธุ์ 46000
Abstract: The Effectiveness of Using Single Port
Laparoscopic Appendectomy Versus Single Incision
Multiport Laparoscopic Appendectomy
Sunthorn Teerapattanapong, M.D.
Department of Surgery, Kalasin Hospital, Mueang Kalasin, Kalasin, 46000
(E-mail: Sunthorn.TE@ cpird.in.th)
(Received: September 30, 2020; Revised: February 18, 2021; Accepted: February 19, 2021)
Background: Acute appendicitis is the most frequent disease found in acute abdominal condition. It is
generally recognized that laparoscopic surgery resulted in less pain than open surgery. There are two techniques
of laparoscopic surgery, including single port and single incision multiport. Objective: This study aimed to compare
pain score, morphine consumption and length of hospital stay between single port and single incision multiport
techniques. Method: The randomized controlled trial was conducted on 120 acute appendicitis patients who had
a laparoscopic appendectomy from 1st January to 31st December 2019. After obtaining ethical approval and written
informed patient consent, 120 patients were randomly assigned into two groups, including single port group (n =
60) and single incision multiport group (n = 60). These two groups were compared for demographics, morphine
consumption, pain score and length of hospital stay. Results: Regarding the personal information of patients in
both groups were no differences in terms of age, gender, BMI, ASA classification, types of appendicitis, duration of
symptoms, operative time and operative blood loss. The results also revealed no significant differences in post
operative pain after 8, 12 and 24 hours. The average pain score of the single incision multiport group after the 8, 12
and 24 hours of operation were 5.27±2.36, 3.53±2.27 and 2.13±1.60, while mean pain score of the single port group
after the 8, 12 and 24 hours of operation were 4.33±1.97, 3.17±2.04 and 1.91±1.51 with the p–value of 0.025, 0.338,
0.626 respectively. The mean length of hospital stay between single incision multiport and the single port group
was 29±12.32 and 25±7.74 hours respectively with the p–value 0.038. Conclusion: The single incision multiport
laparoscopic and single port are easy technique, economical and had no differences in post operative pain score.
Even there was a minimal different in hospital length of stay between the two groups but it was not affects daily
hospital cost or hospital bed occupied.
Keywords: Single port laparoscopic appendectomy, Single incision multiport laparoscopic appendectomy,
Acute appendicitis, Post operative pain
บทคัดยอ่ ส่องกล้องเป็นที่ยอมรับว่ามีความปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่าแบบเปิด
ภมู หิ ลงั : โรคไสต้ งิ่ อกั เสบเฉยี บพลนั เปน็ สาเหตทุ พ่ี บไดบ้ อ่ ย หน้าท้อง ในปัจจุบันการผ่าตัดแบบส่องกล้องมีการใช้ท้ังเทคนิค
ที่สุดในผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะปวดท้องเฉียบพลัน การผ่าตัดแบบ single port และเทคนคิ single incision multiport วตั ถปุ ระสงค:์
ปที ่ี 46 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 17
เพอื่ เปรยี บเทยี บประสทิ ธผิ ลของการลดความปวดหลงั ผา่ ตดั ปรมิ าณ ภาวะไสต้ ง่ิ อักเสบเฉียบพลนั (acute appendicitis) เปน็
การใช้ยาแก้ปวดมอร์ฟีน และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ภาวะอักเสบของ vermiform appendix ยังไม่ทราบสาเหตุการ
ของการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบแบบส่องกล้องระหว่างการผ่าตัดโดยใช้ เกิดโรคแน่ชัด คาดว่าเกิดจากการอุดตันของไส้ติ่งส่วนต้นท�ำให้
เทคนิค single port และ single incision multiport วธิ กี าร: การ สารคัดหลั่งของไส้ต่ิงไม่สามารถระบายออกมาได้ เกิดการอุดตัน
ศกึ ษาแบบ randomized controlled trial ในผปู้ ่วยไส้ติง่ อกั เสบ บวมมากข้ึนเรือ่ ยๆ จนกระตุน้ ให้เกดิ อาการปวดและเกิดแบคทีเรยี
เฉียบพลันที่เข้ารับการผ่าตัดไส้ต่ิงอักเสบแบบส่องกล้องต้ังแต่วันที่ สะสม สดุ ทา้ ยอาจบวมจนขาดเลือดและเกิดภาวะไสต้ ง่ิ แตกในที่สุด
1 มกราคม ถงึ วนั ที่ 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2562 จ�ำนวนทง้ั หมด 120 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องมากข้ึนเรื่อยๆ มักเริ่มปวดบริเวณกลาง
ราย หลงั จากผา่ นการพจิ ารณาจากคณะกรรมการจรยิ ธรรมการวจิ ยั ท้องแล้วย้ายไปปวดบริเวณขวาล่างของช่องท้อง อาจมีอาการของ
ในมนษุ ยโ์ รงพยาบาลกาฬสนิ ธ์ุ ไดแ้ บง่ ผปู้ ว่ ยแบบสมุ่ เปน็ 2 กลมุ่ คอื ระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เชน่ คล่ืนไส้ อาเจยี น ทอ้ งเสยี เบ่ือ
กลมุ่ ทผ่ี า่ ตดั โดยใชเ้ ทคนคิ single port และเทคนคิ single incision อาหาร เป็นต้น ภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะเร่งด่วนที่
multiport ศึกษาเปรียบเทียบลักษณะท่ัวไปของประชากร ระดับ ต้องรีบมาพบแพทย์เพ่ือรักษาให้ได้ทันเวลา การรักษาภาวะไส้ต่ิง
ความปวดที่ 8, 12 และ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ปริมาณการใช้ยา อกั เสบเฉยี บพลนั เรมิ่ จากการใชเ้ ทคนคิ การผา่ ตดั แบบเปดิ หนา้ ทอ้ ง
แก้ปวดมอร์ฟีน และระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล ผล: ไม่มี (open appendectomy) ไดร้ ับความนยิ มมาตลอด 100 ปี ตอ่ มา
ความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญในด้านข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยท้ัง เมอ่ื เทคโนโลยมี คี วามกา้ วหนา้ มากขน้ึ ไดม้ กี ารนำ� เทคนคิ สอ่ งกลอ้ ง
2 กล่มุ จากผลงานวิจยั พบว่าความเจบ็ ปวดที่ 8, 12 และ 24 ช่วั โมง ผ่าตัดผา่ นทางหนา้ ทอ้ ง (laparoscopic appendectomy) มาใช้
หลงั ผ่าตัดในกลุ่ม single incision multiport เฉล่ยี 5.27±2.36, ในการรักษาภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน3 หลังจากน้ันเทคนิคการ
3.53±2.27 และ 2.13±1.60 ตามล�ำดับ ส่วนกลุ่ม single port ผ่าตัดท้ังสองแบบได้ถูกน�ำมาเปรียบเทียบและเป็นท่ีโต้แย้งกันมา
เฉล่ีย 4.33±1.97, 3.17±2.04 และ 1.91±1.51 ตามล�ำดับ ค่า โดยตลอดถึงการเลือกใช้เทคนิควิธีในการผ่าตัดรวมถึงข้อดีข้อเสีย
p-value 0.025, 0.338, 0.626 ตามลำ� ดบั และพบวา่ ระยะเวลาการ ของการผ่าตดั แตล่ ะวธิ ี
นอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดกลุม่ single incision multiport และ
กลมุ่ single port เฉล่ีย 29±12.32 และ 25±7.74 ช่วั โมง p-value ตลอดระยะเวลา 30 ปีท่ีผ่านมา มีหลายงานวิจัยท่ีเปรียบ
0.038 สรปุ : เทคนิค single port และเทคนิค single incision เทียบการผ่าตัดทั้งสองเทคนิค โดยมีทั้งการศึกษาในรูปแบบของ
multiport เป็นทางเลือกหน่ึงในการผ่าตัดไส้ต่ิงแบบส่องกล้อง randomized controlled trial (RCT), systematic review และ
เน่ืองจากเป็นวิธีที่ท�ำได้ง่าย ใช้เวลาในการผ่าตัดไม่แตกต่างกัน มี รูปแบบการศึกษาอ่ืนๆ เพ่ือเปรียบเทียบถึงระยะเวลาในการผ่าตัด
คะแนนความปวดหลังผ่าตัดท่ีใกล้เคียง แม้จะมีระยะเวลาการ ระดับคะแนนความปวดหลังผ่าตัดหนึ่งวัน ระยะเวลาการรักษาตัว
นอนโรงพยาบาลเฉล่ียต่างกันเล็กน้อย แต่ไม่กระทบต่อค่าใช้จ่าย ในโรงพยาบาล ตลอดจนภาวะแทรกซ้อนหลงั การผ่าตัด เชน่ ภาวะ
หรอื อัตราการครองเตียงรายวันของโรงพยาบาล หนองก่อตัวในช่องท้อง แผลผ่าตัดติดเชื้อ ภาวะไส้ติ่งแตกขณะ
ทำ� การผา่ ตัด ภาวะมไี ขห้ ลังผา่ ตดั คลน่ื ไสอ้ าเจยี น ทอ้ งร่วง ภาวะ
ค�ำส�ำคัญ: การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบแบบส่องกล้องเทคนิค ล�ำไส้ทำ� งานผิดปกติ เป็นต้น งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าในกลุ่มผ่าตัด
single port, การผา่ ตดั ไสต้ ิ่งอักเสบแบบสอ่ งกล้องเทคนิค single แบบส่องกล้องมีความปวดน้อยกว่าเม่ือเทียบกับการผ่าตัดแบบ
incision multiport, ภาวะไส้ต่งิ อักเสบเฉยี บพลัน ความปวดหลัง เปิดหน้าท้อง4-11
ผ่าตัดไสต้ ิง่ อกั เสบ
บทน�ำ ตอ่ มาไดม้ กี ารเปรยี บเทยี บการผา่ ตดั แบบสอ่ งกลอ้ งเทคนคิ
single port และเทคนิค conventional พบว่ามีการศกึ ษาแบบ
ภาวะไส้ต่ิงอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะเร่งด่วนทาง เปรยี บเทียบไปข้างหน้า 2 การศึกษาที่ให้ผลตา่ งกัน เรื่องของความ
ศัลยกรรมช่องท้องที่พบบ่อยท่ัวโลก จากงานวิจัยของ Ferris1 ปวดและระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล12-14
ศึกษาหาอุบัติการณ์ของภาวะไส้ต่ิงอักเสบเฉียบพลันท่ัวโลกในปี
ค.ศ. 2017 พบอบุ ตั กิ ารณข์ องภาวะไสต้ งิ่ อกั เสบเฉยี บพลนั ประมาณ ในปัจจุบันโรงพยาบาลกาฬสินธุ์มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษา
100 รายต่อประชากรแสนคนต่อปี ในกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ ภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน 916 รายต่อปี โดยในจ�ำนวนนี้มีท้ัง
และยุโรป แต่ในกล่มุ ประเทศตะวนั ออกกลาง เอเชียและอเมริกาใต้ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไส้ต่ิงแบบเปิดผ่านทางหน้าท้องและแบบ
กลับมีอุบัตกิ ารณ์ของภาวะไสต้ ิ่งอักเสบเฉยี บพลนั มากถึง 200 ราย ส่องกล้องผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง ท่ีผ่านมายังไม่มีการเก็บข้อมูล
ต่อประชากรแสนคนต่อปี และมแี นวโน้มจะสงู ขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน เรอ่ื งความแตกตา่ งของประสทิ ธผิ ลระหวา่ งการผา่ ตดั แบบสอ่ งกลอ้ ง
ประเทศไทยมีการศึกษาในปี ค.ศ. 1989 ของ Chatbanchai2 เพ่ือ เทคนคิ single port และเทคนคิ single incision multiport ทาง
หาอุบัติการณ์ของภาวะไส้ต่ิงอักเสบเฉียบพลันในประชากรภาค ผู้วิจัยจึงเกิดข้อสงสัยระหว่างการผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้องท้ังสอง
ตะวันออกเฉียงเหนือ พบอุบัติการณ์ประมาณ 32-37 รายต่อ วิธีนี้ในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ วิธีใดท่ีท�ำให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดมีความ
ประชากรแสนคนตอ่ ปี ปวดน้อยกว่า สง่ ผลตอ่ ระยะเวลานอนโรงพยาบาลนอ้ ยกว่า ตลอด
จนภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดท่ีอาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะคลื่นไส้
อาเจียน ท้องร่วง และภาวะล�ำไส้ท�ำงานผิดปกติ จึงน�ำมาสู่การ
18 | วารสารกรมการแพทย์
ศกึ ษาครงั้ น้ี โดยศกึ ษาในผปู้ ว่ ยทเี่ ขา้ รบั การรกั ษาภาวะไสต้ ง่ิ อกั เสบ scale score (VAS score) ที่ 8 ,12 และ 24 ช่วั โมงหลังการผ่าตัด
เฉียบพลันท่ีโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือน หาก pain score มากกว่า 3 จะได้รับยามอร์ฟีนแบบฉีดเข้าทาง
ธันวาคม พ.ศ. 2562 หลอดเลอื ด ตลอดจนบนั ทกึ ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลดว้ ย
วตั ถแุ ละวิธกี าร
ข้อมูลทั้งหมดถูกน�ำมาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์
การศึกษาวิจัยน้ีเป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้าแบบสุ่ม โปรแกรมสำ� เร็จรปู สำ� หรับการวิจัย SPSS Version22 โดยขอ้ มลู ท่ี
(randomized controlled trial) ผ่านการพิจารณาจากคณะ ไดเ้ ป็นคะแนนความปวดตาม VAS score ปรมิ าณการใชย้ าแกป้ วด
กรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กลุ่ม มอร์ฟีน และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล โดยคิดเป็นค่าเฉล่ีย
ประชากรที่ศึกษาเป็นผู้ป่วยท่ีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ต่ิงอักเสบ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มท่ีผ่าตัดเทคนิค single port
แบบเฉียบพลัน อายุ 15-65 ปี ทุกเพศท่ีเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่ง และเทคนคิ single incision multiport ใช้ Kolmogorov-Smirnov
อักเสบแบบส่องกล้องในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 test ดูการกระจายของข้อมูล กรณีมีการกระจายของข้อมูลแบบ
มกราคม ถงึ 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2562 โดยการคำ� นวณขนาดตวั อยา่ ง ปกติใช้ independent t test ในการเปรียบเทียบ แต่หากการ
จากการทบทวนวรรณกรรมของ Rafael12 เรื่อง Prospective, กระจายตวั ของข้อมูลเป็นแบบไมป่ กตใิ ช้ Mann–Whitney U test
Randomized Comparative Study Between Single-port ส�ำหรับคะแนนความปวดซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีวัดหลายคร้ังในช่วงเวลาที่
Laparoscopic Appendectomy and Conventional แตกต่างกันจึงใช้ general linear model วิเคราะห์เพื่อเปรียบ
Laparoscopic Appendectomy (randomized and controlled เทยี บระหวา่ งกลมุ่ ท่ีผา่ ตดั แบบ single port และ single incision
trial) ได้ขนาดตัวอย่างจ�ำนวน 120 ราย มีเกณฑ์การคัดผู้ป่วย multiport ผลการศึกษามนี ัยสำ� คญั ทางสถิติ p-value < 0.05
ออกจากโครงการ (exclusion criteria) คือ ผปู้ ว่ ยที่ไมส่ ามารถให้
ค�ำยินยอมได้ สูญเสียความรู้สึกบริเวณท้อง สตรีมีครรภ์ นักโทษ นยิ ามศพั ทใ์ นงานวจิ ยั
ผูป้ ่วยจิตเวช ผปู้ ว่ ยมะเร็ง และผู้ปว่ ยโรคภมู คิ มุ้ กนั บกพร่อง ผู้ปว่ ย 1. Single port laparoscopic appendectomy การ
ทีต่ รงตามเกณฑค์ ัดเข้าใช้ computer generated ท�ำการสุม่ เพอื่ ผา่ ตดั โดยใช้ single port device ตรงตำ� แหน่งสะดือ (รูปท่ี 1A)
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน คือ กลุ่มที่ผ่าตัดเทคนิค single แลว้ ใส่ gas carbon dioxide เขา้ ชอ่ งทอ้ งกอ่ นจงึ ใสก่ ลอ้ งลงไปตรวจ
port และกลุ่มที่ผ่าตัดเทคนิค single incision multiport ดพู ยาธสิ ภาพในช่องทอ้ ง หลังจากนั้นใส่ ligasure และ babcock
ผปู้ ว่ ยทุกคนจะได้รบั การผ่าตัดภายใต้เทคนคิ balanced general (รูปที่ 1B) แล้วใช้ babcock จับที่บริเวณ mesoappendix ขึ้นมา
anesthesia หลงั การผ่าตัดท้ังสองกลุ่มจะไดร้ บั ยาปฏิชวี นะตามข้อ ใช้ ligasure ท�ำการจ้ีและตัดบริเวณ mesoappendix หลังจาก
บ่งช้ี และใหส้ ารน�ำ้ ทางหลอดเลือดด�ำตามหลกั การของ Holliday- น้นั ใช้ Hem-o-lok clip ทำ� การหนีบไสต้ ง่ิ บริเวณโคน 1-2 ตัว ใช้จี้
Segar ประเมนิ และบันทกึ คะแนนความปวดโดยใช้ visual analog ligasure จแี้ ละตดั ไสต้ งิ่ (รปู ที่ 4) ตรวจดจู ดุ ทม่ี เี ลอื ดออก ดดู สารคดั
หลง่ั ทห่ี ลงเหลือในช่องท้อง หลงั จากน้นั น�ำไส้ต่งิ ออกมาทาง single
port device และเอาลมออกจากชอ่ งทอ้ ง ท�ำการเยบ็ ปดิ แผล14
AB
รปู ที่ 1 A Single port device B การใสอ่ ปุ กรณใ์ นการผ่าตัด
ปที ี่ 46 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 19
2. Single incision multiport laparoscopic จบั ที่บรเิ วณ mesoappendix ขึน้ มา ใช้ ligasure ท�ำการจ้แี ละตัด
appendectomy การผ่าตดั โดยเปดิ แผลบรเิ วณสะดอื 1 แผล (รูป บริเวณ mesoappendix หลงั จากนน้ั ใช้ Hem-o-lok clip ผา่ น
ที่ 2A) แล้วใช้ Hasson trocar ขนาด 5, 5 และ 10 มิลลิเมตรตาม Hasson trocar ขนาด 10 มิลลิเมตร (รปู ท่ี 3B) ท�ำการหนบี ไส้ติ่ง
ล�ำดับ (รูปท่ี 2B) โดยขนาด 10 มิลลิเมตรอยู่ทางด้านศีรษะของ บรเิ วณโคน 1-2 ตวั ใชจ้ ้ี ligasure จีแ้ ละตัดไสต้ ง่ิ (รูปท่ี 4) ตรวจดู
ผู้ป่วย ใส่ gas carbon dioxide ลงในช่องท้องก่อนจึงใส่กล้อง จดุ ท่ีมเี ลือดออก ดดู สารคัดหลัง่ ท่ีหลงเหลือในชอ่ งท้อง หลงั จากนัน้
ลงไปตรวจดูพยาธิสภาพในช่องท้อง หลังจากน้ันใส่ ligasure นำ� ไส้ต่ิงออกมาทาง Hasson trocar ขนาด 10 มลิ ลเิ มตรและเอา
ผ่าน Hasson trocar ขนาด 10 มิลลิเมตรและ babcock ผ่าน ลมออกจากชอ่ งท้อง ท�ำการเยบ็ ปิดแผล14
Hasson trocar ขนาด 5 มลิ ลิเมตร (รูปที่ 3A) แลว้ ใช้ babcock
AB
รปู ที่ 2 A การผ่าตดั โดยเปิดแผลบริเวณสะดือ 1 แผล B Hasson trocar ขนาด 5และ 10 มลิ ลิเมตร
AB
รปู ท่ี 3 A แสดงต�ำแหน่งการใส่ ligasure และ babcock B แสดงต�ำแหนง่ การใส่ Hem-o-lok clip
20 | วารสารกรมการแพทย์
AB
CD
รูปท่ี 4 A ตัดบริเวณ mesoappendix ด้วย ligasure B หนีบบริเวณโคนไส้ต่ิง Hem-o-lok clip C จี้และตัดไส้ต่ิงด้วย
ligasure D เตรยี มน�ำไสต้ ่ิงออกจากชอ่ งท้อง
ผล ผ้ปู ว่ ยท่ีอยู่ใน ASA class I (ตารางที่ 1)
ผู้ป่วยท่ีเข้าร่วมการศึกษา 120 ราย แบ่งเป็นกลุ่มท่ีได้รับ แม้ว่ากลุ่ม single incision multiport จะมีการใช้ยา
การผา่ ตดั ไสต้ งิ่ อกั เสบเทคนคิ single port 60 ราย และกลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั แกป้ วดมอร์ฟีนหลังผา่ ตัดมากกว่ากลุ่ม single port แต่พบวา่ ไมม่ ี
การผา่ ตดั ไส้ต่งิ อักเสบเทคนคิ single incision multiport 60 ราย ความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ เม่ือพิจารณาในแง่ของ
ทง้ั สองกลมุ่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ในดา้ นขอ้ มลู พนื้ ฐาน คะแนนความปวดที่ 8,12 และ 24 ชวั่ โมงหลังผา่ ตัด และระยะเวลา
ของผูป้ ่วย ไดแ้ ก่ อายุ เพศ BMI ASA classification ประเภทของ การนอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบพบว่าทั้งสองกลุ่มไม่มี
ไสต้ ิ่งอักเสบ ระยะเวลาหลงั จากมีอาการ ระยะเวลาการผา่ ตดั และ ความแตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยส�ำคัญทางสถติ ิ (ตารางท่ี 2)
การเสียเลือดหลังผ่าตัด โดยพบว่าส่วนใหญ่ของทั้งสองกลุ่มเป็น
ตารางที่ 1 ขอ้ มูลพ้นื ฐานผู้ป่วย
Characteristics single incision multiport single port p-value
Age (mean ± SD) (n = 60) (n = 60) 0.945
Male gender (%) 44.08 ± 16.99 0.662
BMI (mean ± SD) 44.87 ± 18.38 0.753
ASA classification (%) 26.7 16.7 0.971
21.17 ± 3.95
I 24.66 ± 3.62
II 83.33
III 86.67 8.33
IV 6.67 8.33
V 6.67
-
- -
-
ปีที ่ 46 ฉบับท ่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 21
ตารางที่ 1 ขอ้ มูลพน้ื ฐานผูป้ ว่ ย (ตอ่ ) single incision multiport single port p-value
Characteristics (n = 60) (n = 60) 0.686
60.0
Type of appendicitis (%) 20.0 50.0 0.276
Inflammation 0 25.0 0.454
Suppurative 20.0 8.3 0.847
Gangrene 16.7
Rupture 31.4 ± 24.47 18.83 ± 24.79
26.53 ± 5.09 26.83 ± 6.13
Onset of symptoms, hr (mean ± SD) 1.87 ± 1.36 2.00 ± 1.48
Operative time, min (mean ± SD)
Operative blood loss, ml (mean ± SD)
ตารางที่ 2 ปรมิ าณการใช้ยาแกป้ วดมอร์ฟนี คะแนนความปวด และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลหลงั ผ่าตดั ไส้ตงิ่ อักเสบเฉยี บพลัน
Outcomes single incision multiport single port Mean diff p-value
(n = 60) (n = 60) (95% CI)
Dose of morphine used (mg) 1.80 ± 3.37 0.58 ± 1.38 1.22 (0.31 to 2.13) 0.0009*
Pain score at 8 hr 5.27 ± 2.63 4.33 ± 1.97 0.93 (0.12 to 1.75) 0.025*
Pain score at 12 hr 3.53 ± 2.27 3.17 ± 2.04 0.37 (-0.39 to 1.12) 0.338
Pain score at 24 hr 2.13 ± 1.60 1.91 ± 1.51 0.13 (-0.41 to 0.67) 0.626
Length of hospital stay (hr) 29.00 ± 12.32 25.17 ± 7.74 3.83 (0.21 to 7.46) 0.038*
Values are presented as mean ± standard deviation, * Significant level at p < 0.05
วจิ ารณ์ ที่ท�ำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวและกลับบ้านได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าการ
แม้ว่าการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบแบบส่องกล้องโดยใช้เทคนิค เปรยี บเทียบระยะเวลานอนโรงพยาบาลของกลุม่ single port จะ
สั้นกว่ากลุ่ม single incision multiport อย่างมีนัยส�ำคญั ทางสถิติ
single port สามารถทำ� ไดย้ ากและอาจใชร้ ะยะเวลาผา่ ตดั นานกวา่ ซงึ่ นา่ จะเปน็ ผลมาจากการทกี่ ลมุ่ single port มคี ะแนนความปวดท่ี
เทคนคิ conventional แตห่ ากได้รบั การฝกึ ฝนอย่างเพยี งพอกจ็ ะ น้อยกวา่ จงึ สามารถกลบั บา้ นได้เร็วกวา่ แตค่ วามแตกตา่ งของระยะ
ใช้เวลาในการผ่าตัดไม่แตกต่างกันดังเช่นการศึกษาของ Rafael12 เวลาการนอนโรงพยาบาลน้ันเฉลยี่ ท่ี 3.83 ชว่ั โมง ในการดูแลรักษา
และ Jungwoo13 เม่อื เปรียบเทยี บระหวา่ งเทคนิค single port กบั ผู้ป่วยจริงนั้นผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
เทคนคิ single incision multiport ในการศกึ ษานพี้ บวา่ ระยะเวลา ซงึ่ ไมส่ ง่ ผลกระทบตอ่ คา่ ใชจ้ า่ ยหรอื อตั ราการครองเตยี งรายวนั ของ
การผา่ ตดั ไมไ่ ดแ้ ตกตา่ งกนั และพบวา่ การศกึ ษาในครงั้ นใ้ี ชเ้ วลาผา่ ตดั โรงพยาบาล
น้อยกว่าการศึกษาก่อนหนา้ นถ้ี ึง 2-2.5 เท่า7, 12-14
ข้อจ�ำกัดของงานวิจัยนี้คือ เน่ืองจากความปวดเป็นความ
เมอื่ พจิ ารณาในเรอ่ื งความปวดหลงั ผา่ ตดั พบวา่ กลมุ่ single รสู้ กึ ท่ผี ู้ป่วยบอก (subjective data) และผ้ปู ่วยแต่ละคนมี pain
port มคี ะแนนความปวดหลงั ผา่ ตดั ทช่ี วั่ โมงที่ 8 นอ้ ยกวา่ กลมุ่ single threshold ทแ่ี ตกตา่ งกนั ดงั นนั้ ความหมายของระดบั ความปวดของ
incision multiport อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ ส่วนชั่วโมงท่ี 12 แต่ละคนอาจแตกต่างกันท�ำให้มีผลต่อการให้คะแนนความปวดได้
และ 24 ไม่แตกต่างกันและยังใกล้เคียงกับคะแนนความปวดจาก ความช�ำนาญของศลั ยแพทย์อาจมผี ลตอ่ ความปวดหลังผา่ ตดั และ
การศึกษาของ Rafael12 และ Jungwoo13 ไมไ่ ดต้ ดิ ตามผปู้ ว่ ยในระยะยาวถงึ ภาวะแทรกซอ้ นและความเจบ็ ปวด
สรุป
ระยะเวลานอนโรงพยาบาลของการศึกษานี้สั้นกว่าการ
ศึกษาของ Rafael12 และ Jungwoo13 อาจเน่ืองมาจากการศึกษา จากงานวจิ ยั นพ้ี บวา่ เทคนคิ single port และเทคนคิ single
นี้ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการผ่าตัดภายใน 6 ชั่วโมงหลังจากนอน incision multiport เป็นทางเลือกหน่ึงในการผ่าตัดไส้ติ่งแบบ
โรงพยาบาลจงึ ทำ� ใหร้ ะยะเวลานอนโรงพยาบาลนอ้ ยและระยะเวลา
การผ่าตัดในการศึกษานี้น้อยกว่าถึง 2-2.5 เท่าจึงอาจเป็นเหตุผล
22 | วารสารกรมการแพทย์
ส่องกล้อง เนื่องจากเป็นวิธีที่ท�ำได้ง่าย ใช้เวลาในการผ่าตัดไม่ กิตตกิ รรมประกาศ
แตกต่างกัน มีคะแนนความปวดหลังผ่าตัดท่ีใกล้เคียงกัน แม้จะมี ขอขอบคุณคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลเฉลย่ี ต่างกันเลก็ นอ้ ย แตไ่ ม่กระทบ
ต่อคา่ ใช้จ่ายหรอื อัตราการครองเตียงรายวนั ของโรงพยาบาล โรงพยาบาลกาฬสินธท์ุ ที่ ำ� ให้การศกึ ษาน้ีส�ำเรจ็ ลลุ ว่ งด้วยดี
References 8. Ciarrocchi A, Amicucci G. Laparoscopic versus open
1. Ferris M, Quan S, Kaplan BS, Molodecky N, Ball CG, Chernoff GW, appendectomy in obese patients: a meta-analysis of
prospective and retrospective studies. J Minimal Access Surg
et al. The global incidence of appendicitis: a systematic review 2014; 10: 4–9.
of population-based studies. Ann Surg 2017; 266: 237–41.
2. Chatbanchai W, Hedley AJ, Ebrahim SB, Areemit S, Hoskyns EW, 9. Liu Y, Cui Z, Zhang R. Laparoscopic versus open appendectomy
de Dombal FT. Acute abdominal pain and appendicitis in north for acute appendicitis in children. Indian Pediatric 2017; 54:
east Thailand. Paediatr Perinat Epidemiol 1989; 3: 448–59. 938–41.
3. Dahdaleh FS, Heidt D, Turaga KK. The Appendix. In: Anders-
en DK, Billiar TR, Dunn DL, Hunter JG, Kao LS, Matthews JB, 10. Jaschinski T, Mosch C, Eikermann M, Neugebauer EA.
editors. Schwartz’s principles of surgery. 11th edition. New York: Laparoscopic versus open appendectomy in patients with
McGraw-Hill Education; 2014. suspected appendicitis: a systematic review of meta-analyses
4. Cavusoglu YH, Azili MN, Karaman A, Aslan MK, Karaman I, of randomised controlled trials. BMC Gastroenterol 2015; 15: 48.
Erdogan D, Tutun O. Does gum chewing reduce postoperative
ileus after intestinal resection in children?. A prospective 11. Cipe G, Idiz O, Hasbahceci M, Bozkurt S, Kadioglu H, Coskun H,
randomized controlled. Eur J Pediatr Surg 2009; 19: 171-73. et al. Laparoscopic versus open appendectomy: where are we
5. Sauerland S, Jaschinski T, Neugebauer EA. Laparoscopic versus now? Chirurgia 2014; 109: 518-22
open surgery for suspected appendicitis. Cochrane Database
Syst Rev 2010; 6: CD001546. 12. Mori RV, Rufino JE, Gonzalez FH, Carballal MCM, Arias AE, Kissler
6. Kumar S, Jalan A, Patowary BN, Shrestha S. Laparoscopic JJO. Prospective, randomized comparative study between
appendectomy versus open appendectomy for acute single-port laparoscopic appendectomy and conventional
appendicitis: a prospective comparative study. Kathmandu laparoscopic appendectomy. Cir Esp 2014; 92: 472 – 7.
Univ Med J (KUMJ) 2016; 14: 244–8.
7. Wu TC, Lu Q, Huang ZY, Liang XH. Efficacy of emergency 13. Kang J, Bae BN, Gwak G, Park I, Cho H, Yang K, et al. Comparative
laparoscopic appendectomy in treating complicated appendicitis study of a single-incision laparoscopic and a conventional
for elderly patients. Saudi Med J 2017; 38: 1108–12. laparoscopic appendectomy for the treatment of acute
appendicitis. J Korean Soc Coloprotol 2012; 28: 304-8.
14. Choi GJ, Kang H, Kim BG, Choi YS, Kim JY, Lee S. Pain after
single-incision versus conventional laparoscopic appendectomy:
a propensity-matched analysis. J Surg Res 2017; 212: 122-9.
ปีท่ี 46 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 23
นิพนธ์ต้นฉบบั
ความชุกและปัจจัยเส่ียงของการสูญเสียการได้ยินในพระสงฆ์
โรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 ทโี่ รงพยาบาลสงฆ์
ธรี ภัทร์ จงสัจจา พ.บ.
กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลสงฆ์ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
Abstract: Prevalance and Risk Factor of Hearing Loss
in Type 2 Diabetes Mellitus at Priest Hospital
Terapat Chongsatja, M.D.
Priest Hospital, Khwang Thung Phyathai, Khet Ratcha Thewi, Bangkok, 10400
(E-mail: [email protected])
(Received: July 10, 2020; Revised: November 30, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: The hearing loss in type 2 diabetic mellitus (T2DM) are slowly progression, with do not affect
to communication in daily activity. There are many risks that affect to hearing loss, e.g., age, gender, duration of
diabetic mellitus, blood sugar level and body mass index (BMI). Objective: The purpose of this research was to
study prevalence and risk factor of hearing loss in type 2 diabetes mellitus at Priest Hospital. Methods: The study
design was retrospective cohort study. Forty-six patients, type 2 diabetes mellitus in diabetic mellitus clinic, were
audiogram test. Information of patients were collected from medical records. Results: The prevalence of hearing
loss was 82.60%. High frequency hearing loss was the most level of hearing loss, right ear was 43.50% and left ear
was 45.70%. The factor of hearing loss in type 2 diabetes mellitus were age and the duration of diabetes mellitus,
which were significant difference (p-value < 0.05). The average age of both-ears normal hearing was 46.63±9.94
years and hearing loss was 56.50±9.87 years. The average duration of diabetes mellitus of both-ears normal hearing
was 2.79±1.39 years and hearing loss was 4.56±2.66 years. Conclusion: The high frequency hearing loss was the
early level in the type 2 diabetes mellitus patients, which did not affect in communication of daily activity. Thus,
suggestion is to have hearing screening in type 2 diabetes mellitus.
Keywords: Hearing loss, Type 2 diabetes mellitus
บทคัดยอ่ ความถ่ีสูง (high frequency hearing loss) มากท่ีสุด หูขวา
ภมู หิ ลงั : การสญู เสยี การไดย้ นิ ในผปู้ ว่ ยโรคเบาหวานมแี นวโนม้ ร้อยละ 43.50 หูซ้าย รอ้ ยละ 45.70 ปัจจยั เสย่ี งของการสูญเสยี การ
ได้ยินในพระสงฆ์โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 ที่มีความแตกต่างอย่างมี
การเกดิ แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป ซง่ึ ยงั ไมก่ ระทบตอ่ การสอ่ื ความหมาย นัยสำ� คัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ไดแ้ ก่ อายุ และระยะเวลา
ในชีวิตประจ�ำวัน ท้ังน้ีปัจจัยของโรคเบาหวานท่ีอาจส่งผลกระทบ การเปน็ โรคเบาหวาน โดยกลมุ่ การไดย้ นิ ปกตทิ ง้ั สองขา้ งมอี ายเุ ฉลยี่
ตอ่ การสูญเสยี การไดย้ ินมาจากหลายปัจจัย ไดแ้ ก่ อายุ เพศ ระยะ 46.63 ± 9.94 ปี ส่วนกลุ่มสูญเสียการได้ยินมีอายุเฉลี่ย 56.50
เวลาการเป็นโรคเบาหวาน การควบคุมระดับน้�ำตาลในเลือด และ ± 9.87 ปี ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานกลุ่มการได้ยินปกติทั้ง
ดัชนีมวลกาย (body mass index; BMI) วัตถุประสงค์: ศึกษา สองขา้ ง เฉลีย่ 2.79 ± 1.39 ปี สว่ นกลมุ่ สญู เสยี การไดย้ ิน เฉลย่ี
ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินในพระสงฆ์โรค 4.56±2.66 ปี สรุป: พระสงฆ์โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเร่ิมสูญ
เบาหวานชนิดท่ี 2 วธิ ีการ: การศกึ ษานี้เป็นการวจิ ยั แบบย้อนหลงั เสียการได้ยินที่ความถ่ีสูงเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อ
(retrospective cohort study) ใชก้ ารเกบ็ ขอ้ มลู เวชระเบยี น ตรวจ การสอ่ื สารในชีวติ ประจำ� วัน ดงั นัน้ แนะนำ� ควรมีการตรวจคดั กรอง
การไดย้ นิ ในผปู้ ว่ ยพระสงฆท์ ไ่ี ดร้ บั การวนิ จิ ฉยั เปน็ โรคเบาหวานชนดิ ระดับการได้ยนิ ในผู้ปว่ ยเบาหวานชนิดท่ี 2
ท่ี 2 ท่ีมาติดตามผลรักษา ณ คลนิ กิ โรคเบาหวานแผนกอายรุ กรรม
โรงพยาบาลสงฆ์ จ�ำนวน 46 รูป ผล: พระสงฆ์โรคเบาหวานชนดิ คำ� ส�ำคัญ: การสญู เสียการได้ยนิ โรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2
ท่ี 2 มีการสูญเสียการได้ยินร้อยละ 82.60 พบสูญเสียการได้ยิน
24 | วารสารกรมการแพทย์
บทน�ำ 46 รปู ซงึ่ ยงั ไมไ่ ดร้ บั วนิ จิ ฉยั จากแพทยเ์ ปน็ โรคทางหไู ดแ้ ก่ หชู น้ั กลาง
โรคเบาหวานจัดเป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีเพิ่มขึ้นทุกปี โดย อกั เสบ (chronic otitis media; COM), เยอ่ื แกว้ หทู ะลุ (tympanic
membrane perforation), ขไี้ คลในหชู น้ั กลาง (cholesteatoma),
ความชุกของโรคเบาหวานทั่วโลกในผู้ท่ีอายุมากกว่า 18 ปี เพิ่ม เยอ่ื หมุ้ สมองอกั เสบ (meniere’s disease), โรคหนิ ปนู เกาะกระดกู หู
ข้ึนจากรอ้ ยละ 4.70 ในปี พ.ศ. 2523 เป็นรอ้ ยละ 8.50 ในปี พ.ศ. (otosclerosis), ภาวะยาเป็นพิษต่อหู (ototoxicity), ภาวะน้�ำ
25571และมแี นวโนม้ สงู ขน้ึ ซงึ่ เปน็ โรคเรอื้ รงั ทท่ี ำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยมคี ณุ ภาพ ในหชู น้ั กลาง (middle ear effusion), การสญู เสยี การไดย้ นิ ขา้ ง
ชีวติ ลดลง เน่ืองจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานสง่ ผลใหเ้ กดิ เดยี ว unilateral sensorineural hearing loss), การสญู เสียการ
การเปลยี่ นแปลงทางพยาธวิ ทิ ยาในระดบั หลอดเลอื ดขนาดเลก็ และ ได้ยินจากสัมผัสเสียงดัง (noise induce hearing loss) ยกเว้น
ประสาทรับความรู้สึกท�ำให้มีผลต่อจอประสาทตา ไต และปลาย โรคประสาทหูเส่ือม (sensorineural hearing loss; SNHL) ไมม่ ี
ประสาท รวมทั้งหลอดเลือดฝอยและเซลล์ประสาทรับความรู้สึก ประวตั กิ ารผ่าตัดทางหู และไม่มีโรคประจำ� ตัว ไดแ้ ก่ โรคความดัน
ของหูช้ันใน ซ่ึงส่งผลให้เกิดภาวะสูญเสียการได้ยิน2 การสูญเสีย โลหติ สงู (hypertension) โรคไขมนั ในเลอื ดสงู (dyslipidemia) การ
การได้ยินในผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการแสดง เก็บขอ้ มูล ดว้ ยข้อจ�ำกดั ดา้ นข้อมูลผปู้ ว่ ย ผูว้ ิจยั จงึ ท�ำการเกบ็ ขอ้ มูล
เพราะการสูญเสียการได้ยินจะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ซ่ึงยังไม่ เฉพาะผปู้ ว่ ยโรคเบาหวาน ประกอบดว้ ย อายุ ระยะเวลาการเปน็ โรค
กระทบต่อการส่ือความหมายในชีวิตประจ�ำวันจนมีระดับความ เบาหวาน การควบคุมระดับน้�ำตาลในเลือดจากผล hemoglobin
รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ท�ำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาด้านการฟังและสื่อ ตAร1Cวจ(แHยbกAพ1ยcา)ธดสิ ัชภนาีมพวขลอกงาหยชู นั้ (bกoลdางyโดmยaใชss้ index; BMI) ผลการ
ความหมาย เช่น ไม่ได้ยินเสียงพูดเบาๆ ไม่สามารถจับใจความได้ Weber/ Rinne test
ครบถ้วน ไม่เขา้ ใจคำ� พูดในที่มเี สียงรบกวนหรอื เมอื่ มผี ้พู ูดหลายคน ผลตรวจการไดย้ นิ ทงั้ หขู วาและซา้ ย โดยการศกึ ษาครง้ั นไ้ี ดผ้ า่ นการ
รวมถึงการใช้โทรศัพท์ เป็นต้น3 ด้านการรักษาปัญหาการได้ยินจะ รับรองจากคณะกรรมการจรยิ ธรรมเพือ่ การวจิ ยั โรงพยาบาลสงฆ์
รักษาตามสาเหตุโดยการใช้ยา หรือการผ่าตัด บางรายอาจต้องใช้ นิยามศพั ท์
เคร่ืองช่วยฟังหรือประสาทหูเทียม แต่ปัญหาการได้ยินที่เกิดจาก โรคประสาทหเู สอ่ื ม (sensorineural hearing loss; SNHL)
พยาธิสภาพของหูช้ันใน เส้นประสาทหูและระบบประสาทส่วน หมายถึง ประสาทหู (cochlear) หรือ อวัยวะหลังประสาทหู
กลาง โดยเฉพาะประสาทรบั เสยี งเสอื่ มตามวยั นน้ั สว่ นใหญจ่ ะรกั ษา (retrocochlear) สญู เสยี ความไวในการไดย้ นิ เนอ่ื งจากความผดิ ปกติ
ไม่หายขาด2, 4 ความสัมพันธ์ระหว่างการสูญเสียการได้ยินกับโรค ที่เก่ียวข้องกับประสาทหู (cochlea) และ/ หรือ เส้นประสาท
เบาหวานDiniz5,Adebola6,Sriprasert7,Ren8,Gupta9พบสอดคลอ้ ง การได้ยิน (auditory nerves fibers) ในเสน้ ประสาทสมองคทู่ ่ี 8
กันว่า การสูญเสียการได้ยินกับโรคเบาหวานมีความสัมพันธ์กัน (cranial Nerve VIII)14 การสูญเสียการได้ยินความถ่ีสูง (high-
ท้ังน้ีปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียการได้ยินในผู้ป่วยโรค frequency hearing loss) หมายถึง การสญู เสยี ความไว ในการ
เบาหวานยังไม่มีข้อสรุปท่ีชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการ ได้ยิน ท่เี กดิ ข้นึ ตง้ั แตค่ วามถี่ 2,000 Hz15
ด�ำเนินชีวิตของพระสงฆ์ในปัจจุบัน เพ่ิมความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ วิเคราะหข์ ้อมูล
ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การศึกษาครั้งน้ีมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางโปรแกรม SPSS
เป็นตน้ 10 สถานการณโ์ รคเบาหวานในพระสงฆ์ พบรอ้ ยละ 10.4210, version 20 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics)
11.2011 ซง่ึ สงู กวา่ ชายไทยทวั่ ประเทศ พบรอ้ ยละ 612, 7.9013อกี ทง้ั ได้แก่ จ�ำนวน ร้อยละ (percentage), ค่าเฉลี่ย (mean), ส่วน
จากสถิติผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสงฆ์ พ.ศ. 2557 จนถึง พ.ศ. 2562 เบย่ี งเบนมาตรฐาน (standard deviation) เพือ่ ใช้อธิบายลกั ษณะ
พบว่าโรคเบาหวานอยู่ใน 3 ล�ำดับโรคแรกและมีจ�ำนวนผู้ป่วยเพ่ิม ท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่าง และใช้สถิติเชิงอนุมาน (analytical
ข้ึนทุกปี และยังพบแนวโน้มจ�ำนวนพระสงฆ์โรคเบาหวานสูญเสีย statistics) ได้แก่ สถิติ Chi-Square และ สถติ ิ T-test เพื่อเปรยี บ
การได้ยินเพิ่มข้ึน ซ่ึงส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจกรรมทาง เทียบอายุ ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวาน ผล BhMeIm) แoลglะoผbลiตnรAว1Cจ
ศาสนา งานวิจยั นไี้ ด้ศึกษาความชุกและปจั จยั เสย่ี งของการสูญเสีย (HbA1c) ดัชนีมวลกาย (body mass index;
การไดย้ ินในพระสงฆโ์ รคเบาหวานชนดิ ที่ 2 การได้ยินโดยทุกการทดสอบก�ำหนดค่าระดับนัยส�ำคัญทางสถิติที่
วัตถุและวธิ กี าร p-value < 0.05
การศึกษาน้ีเป็นการวิจัยแบบย้อนหลัง (retrospective ผล
cohort study) เพอ่ื ศึกษาความชุกและปจั จยั เส่ยี งของการสูญเสยี กล่มุ ตวั อย่างในการศึกษานี้ คือ ผ้ปู ่วยพระสงฆท์ ี่ไดร้ ับการ
การไดย้ นิ ในพระสงฆโ์ รคเบาหวานชนดิ ที่ 2 โดยการเกบ็ ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ย
โรคเบาหวานจากเวชระเบยี น ผลตรวจการไดย้ นิ ขน้ั ตอนการดำ� เนนิ วินิจฉยั เป็นโรคเบาหวานชนดิ ที่ 2 ทม่ี าติดตามการรักษา ณ คลนิ กิ
การเก็บข้อมูล ประกอบด้วย พระสงฆ์ท่ีได้รับการวินิจฉัยเป็นโรค โรคเบาหวาน โรงพยาบาลสงฆ์ ตงั้ แตว่ ันท่ี 9 มกราคม พ.ศ. 2563
เบาหวานชนดิ ท่ี 2 (ICD 10: E112-E119 Non- insulin- dependent จนถงึ วนั ท่ี 12 พฤษภาคม พ.ศ.2563 จำ� นวน 46 รปู โดยมอี ายเุ ฉลยี่
diabetes mellitus เบาหวานชนิดไม่พ่ึงอินซูลนิ ) ที่มาตดิ ตามการ 54.78 ± 10.48 ปี ระยะเวลาการเป็นโรค เบาหวานเฉล่ีย 4.27 ±
รกั ษาคลนิ กิ โรคเบาหวาน โรงพยาบาลสงฆ์ ตง้ั แต่วันที่ 9 มกราคม 2.57 ปี มผี ล HbA1c ≥ 7% รอ้ ยละ 76.10 และดชั นมี วลกาย (body
จนถงึ วนั ท่ี 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 อายตุ งั้ แต่ 30 – 70 ปี จำ� นวน mass index; BMI) ≥ 23 kg/m2 ร้อยละ 78.30 (ตารางท่ี 1)
ปีท่ี 46 ฉบบั ท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 25
ตารางท่ี 1 จ�ำนวนและร้อยละของประชากรจำ� แนกตามขอ้ มลู ทั่วไป (n= 46)
ข้อมูลทว่ั ไป mean ± SD จ�ำนวน ร้อยละ
อายุ (ปี) 54.78 ± 10.48 11 23.90
ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวาน (ปี) 4.27 ± 2.57 35 76.10
ผล HbA1c (%) 9.47 ± 11.19
< 7% 10 21.70
≥ 7% 26.44 ± 7.00 36 78.30
ดัชนมี วลกาย BMI (kg/ m2)
< 23 (kg/ m2)
≥ 23 (kg/ m2)
จากผลตรวจการไดย้ นิ โดยทำ� การแยกตรวจหขู วาและหซู า้ ย ความถสี่ งู (high frequency hearing loss) 20 รปู (รอ้ ยละ 43.50)
พบวา่ มกี ารไดย้ นิ ปกตทิ ง้ั สองขา้ ง 8 รปู (รอ้ ยละ 17.40) สญู เสยี การ หซู ้าย ระดับการได้ยินเฉลีย่ (PTA) 23.52±5.28 dBHL มกี ารไดย้ ิน
ไดย้ ิน 38 รูป (ร้อยละ 82.60) หขู วา ระดบั การไดย้ ินเฉลี่ย (PTA) ปกติ 11 รูป (ร้อยละ 23.90) มสี ญู เสยี การได้ยิน 35 รูป (รอ้ ยละ
24.59 ± 5.97 dBHL มีการได้ยนิ ปกติ 12 รูป (รอ้ ยละ 26.10) มี 76.10) โดยสญู เสยี การไดย้ ินระดับเลก็ น้อย (mild SNHL) 14 รปู
สญู เสยี การได้ยิน 34 รูป(รอ้ ยละ 73.90)โดยสญู เสียการไดย้ นิ ระดับ (ร้อยละ30.40) สูญเสียการได้ยินท่ีความถ่ีสูง (high frequency
เล็กน้อย (mild SNHL) 14 รปู (ร้อยละ30.40) สูญเสยี การไดย้ ินที่ hearing loss) 21 รปู (ร้อยละ 45.70) (ตารางท่ี 2)
ตารางที่ 2 ผลตรวจการไดย้ ินในผู้ปว่ ยพระสงฆ์โรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 (n= 46)
ผลตรวจการไดย้ ิน หูขวา หูซ้าย
ระดับการไดย้ ินเฉล่ีย PTA (dBHL) 24.59 ± 5.97 23.52 ± 5.28
11 (23.90)
การได้ยินปกติ (normal hearing) 12 (26.10) 35 (76.10)
14 (30.40)
สูญเสียการไดย้ ิน (hearing loss) 34 (73.90) 21 (45.70)
mild SNHL 14 (30.40)
high-frequency hearing loss 20 (43.50)
mean ± SD, จำ� นวน (ร้อยละ), dBHL= decibels hearing level, SNHL= sensorineural hearing loss
พระสงฆ์ท่เี ปน็ โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 พบว่า กล่มุ การไดย้ ิน 4.57 ± 2.66 ปี นอกจากน้รี ะยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวานมากสุด
ปกติทั้งสองข้าง มีระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานเฉลี่ย 2.79 ± ประมาณ 5 ปี พบวา่ มีการสญู เสยี การไดย้ ินระดับเล็กนอ้ ย (mild
1.39 ปี ขณะท่ีกลุ่มสูญเสียการได้ยิน พบระยะเวลาเป็นโรคเฉล่ีย SNHL) (ตารางที่ 3)
ตารางท่ี 3 ผลตรวจการไดย้ นิ กบั ระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน (n= 46)
ผลตรวจการได้ยิน ระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน (ปี)
Normal hearing หูขวา หูซา้ ย
Mild SNHL
High frequency SNHL 3.22 ± 1.97 3.29 ± 1.62
5.04 ± 2.92 5.23 ± 3.09
mean ± SD, SNHL= sensorineural hearing loss 4.35 ± 2.53 4.13 ± 2.47
26 | วารสารกรมการแพทย์
ปจั จยั เสย่ี งของการสญู เสยี การไดย้ นิ ในพระสงฆโ์ รคเบาหวาน (HbA1c) และดชั นมี วลกาย (body mass index; BMI) พบวา่ ปจั จยั
ชนิดที่ 2 ก�ำหนดปัจจัยเส่ียง ได้แก่ อายุ ระยะเวลาการเป็นโรค เส่ียงท่ีมคี วามแตกตา่ งอย่างมีนัยสำ� คัญทางสถติ ิ (p-value < 0.05)
เบาหวาน การควบคมุ ระดบั นำ�้ ตาลในเลอื ดจากผล hemoglobinA1C ไดแ้ ก่ อายุ (ป)ี และระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน (ป)ี (ตารางที่ 4)
ตารางท่ี 4 การเปรยี บเทียบปัจจัยของโรคเบาหวานกับการสญู เสียการได้ยนิ
ปัจจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง Hearing Hearing loss p-value
Normal hearing
อายุ (ป)ี (n = 38) 0.014*
ระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน(ปี) both ears 56.50 ± 9.87 0.013*
ผล HbA1c (%) (n = 8) 4.57 ± 2.66 0.937
< 7%
≥ 7% 46.63 ± 9.94 0.234
ดัชนมี วลกาย BMI (kg/m2) 2.79 ± 1.39
< 23 (kg/ m2)
≥ 23 (kg/ m2) 2 (25.00) 9 (23.70)
6 (75.00) 29 (76.30)
* p-value < 0.05
T-test: อายุ ระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน (mean ± SD) 3 (37.50) 7 (18.40)
Chi-Square: ผล HbA1C, BMI จำ� นวน (รอ้ ยละ) 5 (62.50) 31 (81.60)
วจิ ารณ์ 32.20 เช่นเดียวกับการศึกษาของ Sriprasert7 พบการได้ยินปกติ
ความชกุ ของการสญู เสยี การไดย้ นิ ในพระสงฆโ์ รคเบาหวาน มากท่ีสุดร้อยละ 59.05 และพบสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหู
เสื่อมระดับเลก็ น้อย (mild SNHL) ร้อยละ 37.04 ซง่ึ ใกลเ้ คยี งกับ
ชนดิ ท่ี 2 ทโี่ รงพยาบาลสงฆ์ พบรอ้ ยละ 82.60 ซ่งึ ใกลเ้ คียงกับการ การศกึ ษาของ Isa17พบสญู เสยี การไดย้ นิ แบบประสาทหเู สอื่ มระดบั
ศึกษาในต่างประเทศ พบความชุกร้อยละ 73-793 และสอดคล้อง เล็กน้อย (mild SNHL) มากท่ีสุดร้อยละ 42 ทั้งน้ีผลการได้ยินที่
กับการศึกษาของ Krishnappaet16 และ Ren8 พบร้อยละ 73 แตกต่างกันขึ้นกับขนาดกลุ่มตัวอย่าง ข้อจํากัด และขอบเขตใน
และ 67.50 ตามล�ำดับ จากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานส่ง แตล่ ะการศกึ ษา ซงึ่ ในการศกึ ษานมี้ ขี อ้ จำ� กดั เรอ่ื งขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาในระดับหลอดเลือด มจี ำ� นวนน้อยกว่างานวิจัยอนื่
ขนาดเล็ก หลอดเลือดฝอยและเซลล์ประสาทรับความรู้สึกของ
หูช้ันในซ่ึงส่งผลให้เกิดภาวะสูญเสียการได้ยิน2 ซ่ึงจะเกิดแบบ ปจั จยั เสย่ี งของการสญู เสยี การไดย้ นิ ในพระสงฆโ์ รคเบาหวาน
ค่อยเป็นค่อยไปจนมีระดับความรุนแรงเพ่ิมขึ้นท�ำให้ผู้ป่วยประสบ ชนิดท่ี 2 มาจากหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการเป็น
ปัญหาด้านการฟังและส่ือความหมาย3 ท้ังนี้ความชุกของการ โรคเบาหวาน การควบคุมระดับน้�ำตาลในเลือด (HbA1c) ดัชนี
สูญเสียการไดย้ ินในผูป้ ่วยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 ยงั มีค่าไม่คงทข่ี ้นึ มวลกาย เป็นต้น ในการศึกษาน้ีเป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง
กับลักษณะของกลุ่มประชากรท่ีน�ำมาศึกษา เช่น ในโรงพยาบาล (retrospective cohort study) มีข้อจ�ำกัดในการศึกษาความ
ในคลนิ ิกเฉพาะทาง เปน็ ตน้ สัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ จึงไม่สามารถยืนยันผลความสัมพันธ์
ท่ีชัดเจนได้ว่าปัจจัยใดที่เกิดก่อนหรือหลัง ซึ่งควรมีการศึกษาไป
จากการตรวจการได้ยินเป็นการตรวจการท�ำงานของหู ขา้ งหน้าตอ่ ไป
และระบบโสตประสาทเพอ่ื หาระดบั การไดย้ นิ ผลตรวจการไดย้ นิ ใน
พระสงฆโ์ รคเบาหวานชนิดที่ 2 ท่โี รงพยาบาลสงฆ์ พบวา่ สูญเสยี การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินในพระสงฆ์
การได้ยินทค่ี วามถีส่ ูง (high frequency hearing loss) มากทสี่ ุด โรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 ท่ีโรงพยาบาลสงฆ์ ชว่ งอายุ 31 – 69 ปี โดย
หขู วาร้อยละ 43.50 และหูซา้ ยรอ้ ยละ 45.70 ซ่งึ ไม่สอดคล้องกบั พระสงฆ์โรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มท่ีมีการได้ยินปกติท้ังสองข้าง
การศึกษาของ Krishnappa16 พบการได้ยินปกติมากท่ีสุดร้อยละ อายเุ ฉลย่ี 46.63 ± 9.94 ปี และกลุ่มท่สี ญู เสียการได้ยนิ อายเุ ฉลีย่
ปที ่ี 46 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 27
56.50 ± 9.87 ปี ซง่ึ พบวา่ อายุของผู้ป่วยเบาหวานเปน็ ปัจจัยเสยี่ ง เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานท่ีเพิ่มข้ึนอย่างมี
ของการสญู เสยี การไดย้ นิ ในโรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 มีความแตกตา่ ง นัยส�ำคัญทางสถิติ แต่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ Sriprasert7
อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) สอดคล้องกับการ ศกึ ษาในผู้ปว่ ยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยสว่ นใหญม่ รี ะยะเวลาการ
ศกึ ษาของ Sriprasert7 พบวา่ ผูป้ ่วยโรคเบาหวาน อายุเฉลี่ย 50.23 เป็นโรคเบาหวานน้อยกว่า 5 ปี ซึ่งกลุ่มท่ีสูญเสียการได้ยินมีระยะ
± 7.16 ปี มีการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทการได้ยินเส่ือมได้ เวลาเป็นโรคเบาหวานเฉลี่ยท่ี 6.39 ± 5.47 ปี พบว่าระยะเวลา
มากกว่าคนปกติอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ และสอดคล้องกับการ การเป็นโรคเบาหวานไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
ศึกษาของ Mahachockap18 พบว่า อายุของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ท้ังน้ีผลการศึกษาท่ีแตกต่างกันข้ึนกับจ�ำนวนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละ
กลุ่มอายุ 28 – 50 ปี และ 51 – 60 ปี มีความสัมพนั ธ์กบั การสูญเสีย ระยะเวลาการเป็นโรค ท้ังนี้ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานท่ีเพิ่ม
การไดย้ นิ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05 แตไ่ มส่ อดคลอ้ งกบั ขนึ้ สอดคลอ้ งกบั ระดับการได้ยนิ ที่เพิ่มขน้ึ ซง่ึ บง่ บอกถึงระดับความ
การศกึ ษาของ Rungjindarat19 พบวา่ ในกลุ่มผู้ท่ีมีอายุ 45 – 59 ปี รนุ แรงของการสูญเสยี การไดย้ ินมากขน้ึ
และกลมุ่ อายุ ต้งั แต่ 60 ปีข้นึ ไป ทง้ั สองกลุ่มการเป็นโรคเบาหวาน
ไม่มีความสัมพันธ์กับการสูญเสียการได้ยินอย่างมีนัยส�ำคัญทาง การควบคุมน�้ำตาลในเลือด (HbA1c) และดัชนีมวลกาย
สถิติ ทั้งนี้ปัจจัยอายุเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่สะท้อน (BMI) ในการศกึ ษานพ้ี บวา่ ไมม่ ีความแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำ� คัญ
ให้เห็นว่าในทุกกลุ่มอายุของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถ ทางสถิติ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Sriprasert7 และ
เกิดภาวการณ์สูญเสยี การไดย้ ินได้ ระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวาน Mahachockap18 ท่ีพบการควบคุมน�้ำตาลในเลือด (FBS) และ
ของพระสงฆโ์ รคเบาหวานชนิดท่ี 2 อยู่ในชว่ ง นอ้ ยกว่า 1 ปี จนถึง ดชั นมี วลกาย (BMI) ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ
10 ปี พบว่า เปน็ ปัจจยั เสี่ยงทม่ี คี วามแตกต่างอยา่ งมีนยั สำ� คัญทาง เช่นกัน ท้ังนี้ยังไม่มีข้อสรุปท่ีชัดเจนในเรื่องปัจจัยเส่ียงของการ
สถติ ิ (p-value < 0.05) โดยในพระสงฆ์โรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 กลุม่ สญู เสียการไดย้ ินในผู้ปว่ ยโรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2
สูญเสียการได้ยิน มีระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานเฉล่ีย 4.57 ± สรปุ
2.66 ปี ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ Díaz20 ศึกษาใน
ผู้ป่วยที่มีระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวาน เฉล่ีย 7.2 ± 5.4 ปี พระสงฆ์โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 จะเร่ิมสูญเสียการได้ยินท่ี
Isa17 ศกึ ษาในผ้ปู ่วยทีม่ ีระยะเวลาการเปน็ โรคเบาหวานนอ้ ยกวา่ 1 ความถี่สูง (high frequency hearing loss) เป็นส่วนใหญ่ซ่ึงยัง
ปีจนถึงมากกวา่ 10 ปี Krishnappa16 ศกึ ษาในผู้ป่วยที่มรี ะยะเวลา ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่อื สารในชีวติ ประจำ� วัน เช่น สามารถไดย้ ิน
การเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่า 10 ปี Yikawe21 ศกึ ษาในผู้ปว่ ยท่มี ี เสยี งพดู เบาๆ จบั ใจความไดค้ รบถว้ น เขา้ ใจคำ� พดู ในทมี่ เี สยี งรบกวน
ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานน้อยกวา่ 1 ปี จนถงึ 30 ปี เฉล่ยี เปน็ ต้น การศึกษาครั้งนี้จงึ เปน็ การคัดกรองระดับการไดย้ นิ และเฝ้า
ที่ 7.81 ± 5.34 ปี พบสอดคลอ้ งกนั วา่ ค่าเฉลยี่ ระดบั การไดย้ ินที่ ระวังการได้ยินให้อยู่ในระดับท่ีคงท่ีเพ่ือให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานท่ีมี
ภาวะสญู เสยี การไดย้ ินดำ� เนนิ ชวี ิตได้อยา่ งปกติ
References 6. Adebola SO, Olamoyegun MA, Sogebi OA, Iwuala SO, Babarinde
1. World Health Organization. Diabetes [internet]. [updated 2018 JA, Oyelakin AO. Otologic and audiologic characteristics of
type 2 diabetics in a tertiary health institution in Nigeria. Braz J
Oct 30; cited 2019 Nov 16]. Available from: https://www.who. Otorhinolaryngol2016; 82:567-73.
int/news-room/fact-sheets/detail/diabetes
2. Pothaporn M. Hearing loss .Thailand Medical Services Profile 7. Sriprasert K .Hearing loss in patients with diabetes mellitus.Thai
2011-2014.[internet]. [updated 2017 Sep 14: 20-4 ; cited 2019 Journal of Otolaryn gology Head and Neck Surgery2008; 9: 41-51.
Nov 16]. Available from: http://203.157.39 .19/rtdc/article/2
3. Charlee W. Comparison of OAEs Screening and Clinical 8. Ren H, Wang Z, Mao Z, Zhang P, Wang C, Liu A, et al. Hearing
Audiometry in Diabetic Patients without Hearing Symptom loss in type 2 diabetes in association with diabetic neuropathy.
(Doctoral dissertation, Mahidol University); 2015. Arch Med Res2018; 48: 631-7.
4. Asanasen P. Hearing problems in the elder [internet].
[updated 3 Apr 2014; cited 2019 Nov 23]. Available from: http:// 9. Gupta S, Eavey RD, Wang M, Curhan SG, Curhan GC. Type 2
www.rcot.org/2016/People/Detail/191 diabetes and the risk of incident hearing loss. Diabetologia 2019;
5. Diniz TH, Guida HL. Hearing loss in patients with diabetes mellitus. 62:281-5.
Braz J Otorhinolaryngol2009; 75:573-8.
10. Angkatavanich J. Sonkthaiglairok. [Internet]. [cited 2019 Nov 2].
Available from: http:// sonkthaiglairok.com/ ebook4/mobile/
index.html#p=2
28 | วารสารกรมการแพทย์
11. Bhumisawasdi V, Takerngdej S, Jenchitr W.The sustained and 17. Isa A, Mubi BM, Grandawa HI, Sandabe MB, Ngamdu YB, Kodiya
holistic health care program for the priests commemoration AM. Diabetes mellitus, glycosylated heamoglobin levels and
of His Majestythe King’s 60 years accession to the throne (first hearing impairment in adults. Sahel Medical Journal 2012;
phase: February to June 2006). J Med Assoc Thai 2008; 9: 1-12. 15:44-9.
12. Health Systems Research Institute. The 4th Thai Health Survey 18. Mahachockap S. Hearing loss in patients with diabetes mellitus
by Physical Exam 2008-2009. [Internet]. [cited 2019 Nov 2]. Ranong hospital. Reg 11 Medl J 2018; 32:1127-34.
Available from: https://www.hiso.or.th/hiso5/report/ report1.
php 19. Rungjindarat N, Phansaita N. Diabetes and hearing loss of the
older Thai. The Public Health Journal of Burapha University
13. Health Systems Research Institute. The 5th Thai Health Survey 2015; 10: 89-96.
by Physical Exam 2014. [Internet].[updated 2016 Nov: 142 ; cited
2019 Nov 1]. Available from: https://www.hsri .or.th/researcher/ 20. Díaz de León-Morales LV, Jáuregui-Renaud K, Garay-Sevilla
research/new-release/detail/7711 ME,Hernández -Prado J, Malacara-Hernández JM. Auditory
impairment in patients with type 2 diabetes mellitus. Arch Med
14. Brad A.Stach. Comprehensive Dictionary of Audiology: Illustrated Res 2005; 36:507-10.
2nd Edition. Canada: Delmar; 2003. p.239.
21. Yikawe SS, Iseh KR, Sabir AA, Solomon JH, Manya C, Aliyu N.
15. Brad A.Stach. Comprehensive Dictionary of Audiology: Illustrated Effect of duration of diabetes mellitus on hearing threshold
2nd Edition. Canada: Delmar; 2003. p.131. among type 2 diabetics. Indian J Otol 2017; 23:113-6.
16. Krishnappa S, Naseeruddin K. A clinical study of age related
hearing loss among diabetes patients. Indian J Otol 2014; 20:160.
ปีท่ ี 46 ฉบับที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 29
นพิ นธ์ต้นฉบบั
การใช้อัลตราซาวนด์ให้ประสิทธิผลไม่ด้อยกว่าการใช้เอกซเรย์
ฟลูโอโรสโคป้ ีเพื่ อระบุต�ำแหน่งนิ่ว ในการสลายน่ิวในไต และ
นว่ิ ในท่อไตส่วนตน้
นันทวฒั น์ ศริ ธิ านนั ท์ พ.บ.*, วาสนา สุขค้มุ พย.บ.**
* ก ลุ่ ม ง า น ศั ล ย ก ร ร ม , * * ก ลุ่ ม ง า น พ ย า บ า ล , โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต น ร า ช ธ า นี แ ข ว ง คั น น า ย า ว
เขตคนั นายาว กรงุ เทพมหานคร 10230
Abstract: Ultrasonography is not Inferior to
Fluoroscopy to Guide in Extracorporeal Shock Waves
for Treatment of Renal and Upper Ureteral Calculi
Nantawat Siritanan, M.D.*, Wassana Sukkhum, B.N.S.**
*Department of Surgery,** Department of Nursing, Nopparat Rajathanee Hospital,
Khwang Khanna Yao, Khet Khanna Yao, Bangkok, 10230
(E-mail:[email protected])
(Received: June 17, 2020; Revised: August 11, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL) is the standard treatment for urinary stones, which
mainly uses fluoroscopy to determine the location of stones. Developing using ultrasound to determine the location
of stones instead of traditional methods will be useful so that patients and doctors do not have to be exposed to
X-rays from the use of fluoroscopy. Objective: To compare the efficacy and safety of ultrasound and fluoroscopy
to guide in extracorporeal shock wave for treatment of renal and upper ureteral calculi. Methods: This study was a
single-center study, randomized, non-inferiority trial in 154 patients who had radiopaque renal and upper ureteral
calculi. Patients were randomly assigned to an ultrasound or fluoroscopy-guided SWL group. A standardized SWL
protocol was used. The stone-free rate and the complications were compared. Results: Stone size and location,
age, and body mass index were comparable between groups. The stone-free rate was 80.5% in the ultrasound-
guided group compared to 81.8% in the fluoroscopy-guided group (p = 0.837). These results were not significantly
different and proved to be non-inferior based (p = 0.037). The complication rate (gross hematuria) was 31.6% in the
ultrasound-guided group compared to 38.2% in the fluoroscopy-guided group (p = 0.395). No patients had serious
complications. Conclusions: Our study demonstrated that the clinical results of ultrasound-guided SWL were not
inferior to the effects of fluoroscopy-guided SWL, while no ionizing radiation is needed.
Keywords: Renal stone, Ureteral stone, ESWL, Ultrasound guided
บทคดั ยอ่ ระหว่างการสลายนิ่วในไตและน่ิวในท่อไตส่วนต้น วิธีการ: การ
บทน�ำ: การสลายนิ่วเป็นการรักษานิ่วท่ีเป็นมาตรฐาน ซึ่ง ศึกษาน้ีเป็นการศึกษาในสถาบันเดียวแบบสุ่มท่ีแสดงความไม่ด้อย
กว่า (non-inferiority trial) ในผู้ป่วยจ�ำนวน 154 รายท่ีเป็นน่ิว
ส่วนใหญ่จะใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ในการระบุต�ำแหน่งของน่ิว ชนิดมองเห็นได้จากเอกซเรย์ (radiopaque) ในไตและในท่อไต
การพัฒนาโดยใช้อัลตราซาวนด์ในการระบุต�ำแหน่งของนิ่วแทนวิธี ผปู้ ว่ ยจะไดร้ บั การสมุ่ เพอื่ แบง่ เปน็ สองกลมุ่ กลมุ่ แรกจะใชอ้ ลั ตราซาวนด์
ดงั้ เดมิ จะมปี ระโยชนท์ ำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยและแพทยไ์ มจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งสมั ผสั กบั และกลุ่มที่สองใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ในการระบุต�ำแหน่งน่ิว
รังสเี อกซเรยจ์ ากการใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ วัตถปุ ระสงค์: เพอื่ โดยประเมินอัตราความส�ำเร็จในการสลายนิ่ว อัตราที่นวิ่ หลดุ และ
เปรียบเทียบประสิทธิผล และความปลอดภัยการใช้อัลตราซาวนด์ ผลข้างเคียงของการสลายนิ่วเพื่อเปรียบเทียบท้ังสองกลุ่ม ผล:
และการใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ในการระบุต�ำแหน่งของนิ่ว
30 | วารสารกรมการแพทย์
ขนาดนิ่ว ต�ำแหน่งน่ิว อายุ เพศ ค่าดัชนีมวลกายของทั้งสองกลุ่ม วตั ถุและวธิ ีการ
ไม่แตกต่างกัน อัตรานิ่วหลุด (stone free rate) ของกลุ่มท่ีใช้ การทดลองทางคลินิกแบบสุ่มที่แสดงความไม่ด้อยกว่า
อลั ตราซาวนดร์ ะบตุ ำ� แหนง่ นวิ่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 80.5 เปรยี บเทยี บกบั
กลมุ่ ทใ่ี ช้ เอกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคปค้ี ดิ เปน็ รอ้ ยละ 81.8 (p = 0.837) ซงึ่ (randomized, non-inferiority trial)
ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั จากผลการศกึ ษานพ้ี บวา่ การใชอ้ ลั ตราซาวนด์ นยิ ามศัพท์เฉพาะ
ไม่ด้อยกว่ากลุ่มที่ใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้เพ่ือระบุต�ำแหน่งน่ิว - Extracorporeal shockwave lithotripsy (ESWL)
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p-value = 0.037) อาการปัสสาวะเป็น
เลือดซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของการสลายนิ่ว ในกลุ่มท่ีใช้ หมายถงึ การสลายนิว่ โดยการปลอ่ ยคลืน่ กระแทก (shock wave)
อัลตราซาวนด์ระบุต�ำแหน่งนิ่วพบร้อยละ 31.6 เทียบกับกลุ่มที่ใช้ จากภายนอกร่างกายเขา้ ไปยังเปา้ หมายคือนวิ่ ในตัวผู้ป่วย ท�ำใหน้ ่วิ
เอกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคปพ้ี บรอ้ ยละ 38.3 กไ็ มม่ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ ง แตกออกเปน็ ชิ้นเล็กพอท่ีจะผา่ นออกมาไดเ้ องทางปัสสาวะ
มีนยั ยส�ำคัญทางสถิติเช่นกัน โดยในทัง้ สองกลมุ่ ไมพ่ บว่ามีผปู้ ่วยท่ีมี
ผลขา้ งเคยี งทร่ี นุ แรง สรปุ : จากผลการศกึ ษาพบวา่ การสลายนว่ิ โดย - Opaque stone คือนว่ิ ทึบแสง เปน็ นิ่วท่สี ามารถเห็นได้
ใช้อัลตราซาวนด์ให้ประสิทธิผลไม่ด้อยกว่าเอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ จาการถา่ ยภาพเอกเรย์
เพอื่ ระบตุ ำ� แหนง่ นวิ่ ในการสลายนวิ่ ในไตและนวิ่ ในทอ่ ไตสว่ นตน้ โดย
มขี อ้ ดที เี่ หนอื กวา่ คอื การทผ่ี รู้ กั ษาและผปู้ ว่ ยไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งสมั ผสั กบั - อลั ตราซาวนด์ (ultrasound) คอื เครอ่ื งมอื ทส่ี ง่ คลนื่ เสยี ง
รังสเี อกซเรยจ์ ากการใช้เอกซเรย์ฟลโู อโรสโคปี้ ความถ่ีสูง และรับคล่ืนเสียงท่ีสะท้อนกลับมาเพื่อประมวลผลและ
สรา้ งเปน็ ภาพ
คำ� ส�ำคัญ: นวิ่ ในไต นว่ิ ในทอ่ ไต สลายนวิ่ อัลตราซาวนด์
บทนำ� - ต�ำแหน่งของนิ่วในไต แบ่งเปน็ 3 ตำ� แหนง่ ไดแ้ ก่ upper
pole (สว่ นบนของไต), middle pole (สว่ นกลางของไต) และ lower
การสลายนิ่วเป็นหน่ึงในวิธีการรักษานิ่วในระบบทางเดิน pole (สว่ นลา่ งของไต)
ปสั สาวะ การสลายนวิ่ (extracorporeal shock wave lithotripsy;
ESWL)คือการส่งคล่ืนกระแทกจากภายนอกร่างกายเข้าไปใน - Stone free rate คอื อตั ราทน่ี ว่ิ หลุด หลงั การรักษาดว้ ย
ร่างกายในต�ำแหน่งท่ีต้องการเพื่อท�ำให้นิ่วแตกและสามารถหลุดได้ การสลายน่ิว
เอง เป็นการรักษาท่ีไม่มีแผลผ่าตัด และเป็นวิธีท่ีเป็นมาตรฐานใน
การรกั ษานิ่วในไตและในทอ่ ไตที่มขี นาดเลก็ 1 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
ประชากร
นว่ิ ในไต ทขี่ นาดนอ้ ยกว่า 2 เซนติเมตร และน่ิวในทอ่ ไตที่ ผ้ปู ่วยนิว่ ในไต และทอ่ ไต ทจี่ �ำเป็นต้องรกั ษาดว้ ยการสลาย
ขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร การรักษาโดยใชก้ ารสลายน่วิ เป็นการ นิ่ว เปน็ ครง้ั แรกในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
รักษาที่เป็นที่นิยม2 เน่ืองจากมีผลข้างเคียงน้อย และไม่ต้องดม กลมุ่ ตัวอยา่ ง
ยาสลบ อัตราความส�ำเร็จในการสลายนิ่วในไต และในท่อไต คือ ผูป้ ว่ ยนวิ่ ในไต และทอ่ ไต ทจ่ี ำ� เปน็ ต้องรักษาด้วยการสลาย
ร้อยละ 32–90 และร้อยละ 43–98 ตามล�ำดับ3 ซึ่งปัจจัยท่ีมีผล นิ่ว ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในช่วงตั้งแต่ตุลาคม 2562 -
ต่อความส�ำเร็จมีหลายประการ เช่น ขนาดของน่ิว, ชนิดของน่ิว, มถิ นุ ายน 2563
ต�ำแหนง่ ของนว่ิ , และค่าดัชนมี วลกาย (BMI) ของผ้ปู ่วย4 เกณฑ์การคดั เลือกเขา้
1. ผูป้ ว่ ยทเ่ี ป็นน่ิวในไตขนาดนอ้ ยกว่า 2 เซนตเิ มตรและนว่ิ
ในการสลายนวิ่ การจะระบตุ ำ� แหนง่ ของนวิ่ นยิ มใชเ้ อกซเรย์ ในท่อไตขนาดน้อยกวา่ 1 เซนติเมตร มาท�ำการรกั ษาทโี่ รงพยาบาล
ฟลโู อโรสโคปใ้ี นการระบตุ ำ� แหนง่ เนอื่ งจากความคนุ้ เคยของแพทย์ นพรตั นราชธานี
ผู้ควบคุมเครื่อง และเป็นวิธีท่ีสามารถมองเห็นการแตกของนิ่วได้ 2. เป็นน่ิวชนิดทบึ แสง
ชดั เจน แตใ่ นความเปน็ จรงิ เครอ่ื งสลายนวิ่ สามารถใชอ้ ลั ตราซาวนด์ 3. ยนิ ยอมเขา้ ร่วมงานวจิ ยั
ในการระบุตำ� แหนง่ น่วิ ไดเ้ ช่นกัน โดยหากสามารถใช้อัลตราซาวนด์ เกณฑ์การคัดเลอื กออก
มาแทนการใชเ้ อกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคปใ้ี นการระบตุ ำ� แหนง่ นว่ิ ไดโ้ ดยมี 1. ผู้ป่วยอยู่ในระหว่างการตง้ั ครรภ์
ความแมน่ ยำ� ในการระบตุ ำ� แหนง่ ของนวิ่ ทไ่ี มด่ อ้ ยไปกวา่ กนั จะมผี ลดี 2. ผู้ป่วยท่มี ปี ัญหาการแขง็ ตัวของเลอื ดผดิ ปกติ
คอื สามารถลดการสมั ผสั รงั สเี อกซเรยต์ อ่ แพทยผ์ คู้ วบคมุ เครอ่ื งสลาย 3. ผู้ป่วยมีความจ�ำเป็นท่ีต้องใช้ยาต้านเกล็ดเลือด หรือ
นิ่ว ซ่ึงรังสีอาจมีผลเปล่ียนแปลงของร่างกายเช่นการเปลี่ยนแปลง ละลายลมิ่ เลอื ดทไ่ี มส่ ามารถหยุดยาได้
ฮอร์โมนไทรอยด์, การเกิดต้อกระจก, การเกิดเน้ืองอกท่ีคอ5-8 4. โรคหลอดเลอื ดแดงใหญโ่ ป่งพอง (aortic aneurysm )
จึงเป็นที่มาของการวิจัยนี้เพื่อที่จะศึกษาว่าการสลายนิ่วโดยใช้ 5. ผปู้ ่วยโรคความดนั โลหติ สูงที่ควบคมุ ความดันไดไ้ ม่ดี
อลั ตราซาวนดใ์ หป้ ระสทิ ธผิ ลไมด่ อ้ ยกวา่ การใชเ้ อกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคป้ี 6. ผปู้ ว่ ยทมี่ กี ารตดิ เชอื้ ทางเดนิ ปสั สาวะและยงั ไมไ่ ดร้ บั การ
เพื่อระบตุ �ำแหนง่ น่วิ ในการรกั ษานิว่ ในไต และในทอ่ ไต รักษา
วิธคี ำ� นวณขนาดตวั อย่าง
ในการศกึ ษาครงั้ น้ี มวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั เพอ่ื ศกึ ษาการสลาย
นิ่วโดยใช้อัลตราซาวนด์ระบุต�ำแหน่งน่ิวให้ประสิทธิผลไม่ด้อยกว่า
เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ ในการรักษานิ่วในไต และในท่อไตส่วนต้น
ปที ี่ 46 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 31
โดยผลการระบตุ ำ� แหนง่ นว่ิ ใหป้ ระสทิ ธผิ ล คอื stone free rate จาก 2. ผปู้ ว่ ยไดร้ บั การนดั มารกั ษาดว้ ยการสลายนว่ิ ดว้ ยเครอ่ื ง
การทบทวนวรรณกรรม พบวา่ อตั ราความสำ� เร็จในการสลายนว่ิ ใน สลายนวิ่ ยห่ี อ้ Dournier HM3 ซง่ึ เครอ่ื งนจี้ ะสามารถใชอ้ ลั ตราซาวนด์
การในการใชอ้ ลั ตราซาวนดร์ ะบตุ ำ� แหนง่ นวิ่ เปน็ 52% เปรยี บเทยี บ และเอกเรยฟ์ ลโู อโรสโคปีเ้ พ่ือระบตุ �ำแหนง่ นว่ิ ได้ แตผ่ ปู้ ว่ ยจะได้รบั
กับกลุ่มท่ีใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้9 เมื่อก�ำหนด non-inferiority การสุ่มเพื่อใช้อัลตราซาวนด์หรือเอกเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ในการระบุ
margin 10% ค่ามาตรฐาน (standard normal) เท่ากับ 1.64 ต�ำแหน่งนว่ิ การสุ่มจะสุ่มโดยใช้ block of 4 randomization ด้วย
กำ� หนดระดับนยั สำ� คัญ 5% และก�ำหนดอ�ำนาจการทดสอบ (1-b) โปรแกรมคอมพวิ เตอร์
เท่ากบั 80% เมื่อค�ำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตร การเปรียบเทียบ
แบบ superiority or non-inferiority (superiority or non- 3. การสลายนิ่วจะท�ำโดยนักเทคนิคที่มีประสบการณ์ใน
inferiority for binary data) การสลายน่ิว และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ศัลยกรรมทาง
เดินปัสสาวะ เพ่ือประเมินอัตราความส�ำเร็จและผลข้างเคียงที่อาจ
โดยค�ำนวณขนาดตัวอย่างได้กลุ่มละ 77 ราย รวมเป็น เกิดการสลายนิ่ว โดยการสลายน่ิวจะท�ำการยิงนิ่วในความเร็ว 60
154 ราย คร้งั ต่อนาที ดว้ ยความแรงระดบั 4 จ�ำนวน 4,500 นัดหรือจนกวา่
นว่ิ จะแตกจากการประเมนิ ของนกั เทคนคิ ผปู้ ว่ ยจะไดร้ บั การฉดี ยา
นยิ ามตวั แปร ลดอาการปวด fentanyl
- ตัวแปรต้น คอื ผ้ปู ่วยน่วิ ในไตหรอื ท่อไตทไี่ ด้รับการสลาย
นิ่วโดยใช้อัลตราซาวนด์หรือเอกเรย์ฟลูโอโรสโคปีเพื่อระบุต�ำแหน่ง 4. ภายหลงั การสลายนว่ิ จะมกี ารนดั ตดิ ตามอาการหลงั การ
นว่ิ สลายนว่ิ 1 เดือน เพ่ือประเมินขนาดนวิ่ ทีเ่ หลือและผลข้างเคียง ถา้
- ตัวแปรตาม คือ อัตราความสำ� เร็จในการสลายนวิ่ , อตั รา นว่ิ ยังเหลอื และคนไข้ยังมอี าการจะนัดสลายนว่ิ ครงั้ ที่ 2
นว่ิ หลุด (Stone free rate), ผลข้างเคียงของการสลายนว่ิ
วิธดี ำ� เนนิ การวจิ ัย การเก็บขอ้ มูลวิจัย จะทำ� ทัง้ หมด 2 คร้ัง ดงั นี้
1. ผปู้ ว่ ยที่ไดร้ ับการวนิ จิ ฉยั วา่ เป็นโรคน่วิ ชนิดมองเหน็ จาก คร้ังท่ี 1 เก็บข้อมูลอายุ น�้ำหนัก โรคประจ�ำตัว เก็บ
เอกเรย์ (opaque stone) ในไตขนาดนอ้ ยกวา่ 2 เซนตเิ มตร หรอื ใน ตำ� แหนง่ ขนาดของนว่ิ ความสำ� เรจ็ ในการสลายนว่ิ และผลขา้ งเคยี ง
ท่อไตนอ้ ยกวา่ 1 เซนตเิ มตร ทีเ่ ข้าเกณฑ์การรักษาดว้ ยวธิ สี ลายนว่ิ ของการสลายน่ิว
จำ� นวน 154 ราย ท่แี ผนกศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาล คร้ังท่ี 2 ติดตามอาการ 1 เดอื นหลังสลายนิว่ ทำ� เอกซเรย์
นพรตั นราชธานี และสมคั รใจเขา้ รว่ มการวจิ ัยนี้ ระบบทางเดนิ ปัสสาวะ (kidney, ureter, and bladder), ประเมนิ
ขนาดนิ่วทเ่ี หลอื และประเมินผลขา้ งเคยี งในการรกั ษา
32 | วารสารกรมการแพทย์
ผู้ปว่ ย นว่ิ ในไต และทอ่ ไตสว่ นตน้
ท่ีตอ้ งได้รบั การสลายน่วิ
คัดออก
1. ผูป้ ว่ ยทไี่ ม่ยนิ ยอมเข้าร่วม
2. ตาม exclusion criteriaทีร่ ะบุ
Complete medical, medical history, physical examination and laboratory studies, CT KUB/ IVP, film KUB
Randomized (n =154 )
Ultrasound guide ESWL ( 77 ราย) Flouroscopy guide ESWL ( 77 ราย)
Follow up at 1 เดือน Follow up at 1 เดอื น
พร้อม film KUB พร้อม film KUB
ดู stone free rate, complication ดู stone free rate, complication
analysis (76 ราย) drop out 1 ราย analysis (76 ราย) drop out 1 ราย
เนอื่ งจากความดนั โลหิตสงู เนื่องจากความดนั โลหติ สูง
Stone free Residual Stone Stone free Residual Stone
62 ราย 14 ราย 62 ราย 14 ราย
Second ESWL Observed Second ESWL Observed
7 ราย ตอ่ 7 ราย 8 ราย ต่อ 6 ราย
ปที ่ ี 46 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 33
การวิเคราะห์ขอ้ มูลทางสถติ ิ รกั ษานวิ่ ในไต และในทอ่ ไตสว่ นตน้ โดยดจู ากอตั ราทนี่ ว่ิ หลดุ (stone
สถติ เิ ชงิ พรรณนา ใชใ้ นการอธบิ ายลกั ษณะประชากร ไดแ้ ก่ free rate) ใช้สถิตแิ สดงความไม่ด้อยกวา่ (non inferiority test)
ตัวแปรเชิงคุณภาพ เช่น เพศ โรคประจ�ำตัว ตำ� แหน่งนิ่วในไต หรือ ผล
ท่อไตส่วนต้น ซ่ึงเป็นข้อมูลแจงนับ น�ำเสนอเป็น ความถี่และร้อย
ละ ส่วนตัวแปรเชิงปริมาณ เช่น อายุ น�้ำหนัก และขนาดของนิ่ว ผ้ปู ่วยโรคน่ิวในไตและท่อไต จำ� นวน 154 ราย เขา้ รว่ มงาน
เปน็ เซนตเิ มตร เปน็ ข้อมูลต่อเนือ่ ง น�ำเสนอดว้ ย คา่ เฉลีย่ และส่วน วจิ ยั โดยสมคั รใจ โดยแบง่ เปน็ 2 กลมุ่ กลมุ่ ละ 77 รายเทา่ กนั ขนาด
เบย่ี งเบนมาตรฐาน หากขอ้ มลู มกี ารแจกแจงปกติ ถา้ ขอ้ มลู ไมม่ กี าร คา่ กลางนิ่วของผปู้ ่วยท่ีมารักษาคอื 8 มลิ ลิเมตร (4-20 มิลลเิ มตร)
แจกแจงแบบปกติ นำ� เสนอด้วย คา่ มัธยฐาน คา่ ตำ�่ สดุ -สงู สุด โดยทง้ั 2 กลมุ่ มขี นาดนวิ่ และตำ� แหนง่ ของนวิ่ ไมต่ า่ งกนั ลกั ษณะพน้ื
สถติ เิ ชงิ อนมุ าน ฐานของแตล่ ะกลุม่ เชน่ เพศ น้ำ� หนัก สว่ นสงู คา่ ดชั นีมวลกาย (BMI)
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บการสลายนว่ิ โดยใชอ้ ลั ตราซาวนดร์ ะบุ โรคประจำ� ตวั และตำ� แหนง่ ของนว่ิ พบวา่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั ทาง
ตำ� แหนง่ นว่ิ ใหป้ ระสทิ ธผิ ลไมด่ อ้ ยกวา่ เอกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคป้ี ในการ สถติ ิ ตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 คุณลักษณะพ้นื ฐาน (n = 154)
ลกั ษณะพน้ื ฐาน จ�ำนวนท้งั หมด Fluoroscopy Ultrasound p - value
154 (100) 77 (50.0)
All case, n (%) 74 (48.1) 37 (48.1) 77 (50.0) 1.0
Female sex, n (%) 37 (48.1) 0.262
Age years, mean ± SD 55.77 ± 11.89 56.84 ± 12.22 54.69 ± 11.53 0.635
Weight (kg), mean ± SD 70.18 ± 11.15 69.75 ± 11.23 70.61 ± 11.13 0.387
Height (cms), mean ± SD 163.75 ± 9.28 163.10 ± 9.27 164.40 ± 9.30 0.862
BMI, mean ± SD 26.21 ± 3.77 26.26 ± 3.83 26.16 ± 3.74
Underlying disease
Hypertension 70 (45.5) 30 (39.0) 40 (51.9) 0.106
Diabetes mellitus 28 (18.2) 14 (18.2) 14 (18.2) 1.0
Dyslipidemia 24 (15.6) 9 (11.7) 15 (19.5) 0.183
Position Stone
Upper pole 44 (28.6) 24 (31.2) 20 (26.0) 0.476
Middle pole 40 (26.0) 22 (28.6) 18 (23.4) 0.462
Lower pole 64 (41.6) 28 (36.4) 36 (46.8) 0.191
Ureteral stone 6 (3.9) 3 (3.9) 3 (3.9) 1.0
Stone size (mms.), median (min-max) 8.0 (4.0-20.0) 8.0 (4.0-20.0) 8.0 (4.0-20.0) 0.743
อตั ราส�ำเรจ็ ในการสลายนวิ่ ทง้ั สองกลมุ่ ทใ่ี ช้อัลตราซาวนด์ (ตารางที่ 2) และเม่ือพิจารณาถึงความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม
และเอกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคป้ี เทา่ กนั คอื กลมุ่ ละ 76 รายคดิ เปน็ รอ้ ยละ เทา่ กับ 1.3% (95% CI = -9.07% to 11.67%) โดยขอบลา่ งของ
98.7 โดยผู้ป่วยท่ีไม่สามารถท�ำสลายน่ิวได้ส�ำเร็จ เกิดจากโรค 95% CI ของคา่ ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุม่ ไม่คร่อม margin –
ประจำ� ตวั เป็นความดนั โลหติ สงู และคมุ ความดนั โลหิตไดไ้ มด่ ี ทำ� ให้ 10% แสดงว่า กลุ่มที่ใช้อัลตราซาวด์ไม่ด้อยกว่ากลุ่มที่เอกซเรย์
ระหว่างท�ำการสลายน่ิวความดันโลหิตสูงจนต้องหยุดการสลายนิ่ว ฟลูโอโรสโคปี้ในการระบุต�ำแหน่งน่ิว อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
เพอื่ สง่ ไปปรบั ยาลดความดันโลหิตและนดั สลายนวิ่ ตอ่ ในครั้งต่อไป (p-value = 0.037) นอกจากน้ียังพบว่าการระบุต�ำแหน่งของน่ิว
ในไตโดยการใช้อัลตราซาวด์ไม่ด้อยกว่าการระบุต�ำแหน่งของน่ิว
อตั ราทนี่ ว่ิ หลดุ (stonefreerate) ของกลมุ่ ทใ่ี ชอ้ ลั ตราซาวนด์ ในไตโดยการใช้เอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ (ตารางที่ 3) ยกเว้นใน
ระบตุ ำ� แหนง่ นวิ่ เทา่ กบั รอ้ ยละ 80.5 ของกลมุ่ เอกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคป้ี กลุ่มน่ิวในไตท่ีอยู่บริเวณ lower pole ท่ีกลุ่มที่ระบุต�ำแหน่งด้วย
เท่ากับร้อยละ 81.8 พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ
34 | วารสารกรมการแพทย์
อลั ตราซาวนดจ์ ะมอี ตั รานวิ่ หลดุ ทดี่ กี วา่ กลมุ่ ทรี่ ะบตุ ำ� แหนง่ ดว้ ยการ ผลข้างเคียงของการสลายน่ิวที่พบได้คืออาการปัสสาวะ
ใชเ้ อกซเรย์ฟลโู อโรสโคป้ี เปน็ เลอื ด ซง่ึ พบไดใ้ นทง้ั สองกลมุ่ ไมแ่ ตกตา่ งกนั โดยพบรอ้ ยละ 31.6
ของกลมุ่ ทร่ี ะบตุ ำ� แหนง่ นวิ่ ดว้ ยอลั ตราซาวนดแ์ ละรอ้ ยละ 38.2 ของ
ในผู้ป่วยท่ีน่ิวยังหลุดไม่หมดหลังการสลายน่ิวคร้ังแรก ถ้า กลุ่มท่ีระบุต�ำแหน่งน่ิวด้วยเอกซเรย์ฟลูโอโรสโคปี้ ไม่มีผู้ป่วยที่เกิด
น่ิวยังมีขนาดใหญ่กว่า 4 มิลลิเมตรหรือมีอาการปวดที่เกิดจากน่ิว ผลขา้ งเคยี งร้ายแรงจากการสลายน่ิว โดยอาการปัสสาวะเปน็ เลือด
ผู้ป่วยจะได้รับการสลายนิ่วครั้งท่ีสอง ซึ่งอัตราการสลายน่ิวซ้�ำใน สามารถหายไปไดเ้ องภายใน 1-2 วนั หลังการสลายนวิ่
ทัง้ สองกลมุ่ ก็ไม่มีความแตกต่างกนั อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถติ ิ
ตารางที่ 2 ผลการสลายน่ิวและผลขา้ งเคียง
Characteristic Total Fluoroscopy Ultrasound p-value
All case 154 (100) 77 (50.0) 77 (50.0) 1.0
Outcome 0.837
Success ESWL 152 (98.7) 76 (98.7) 76 (98.7) 0.991
Stone free rate (SFR) 125 (81.2) 63 (81.8) 62 (80.5) 0.786
Residual Stone size (mms.), median (min-max) 0.0 (0.0-8.0) 0.0 (0.0-8.0) 0.0 (0.0-7.0) 0.395
Second ESWL 15 (9.9) 7 (9.2) 8 (10.5) 0.395
Complication 53 (34.9) 29 (38.2) 24 (31.6)
53 (34.9) 29 (38.2) 24 (31.6) -
Hematuria 0(0.0) 0(0.0) -
UTI 0(0.0) 0(0.0) 0(0.0)
Stone street 0(0.0)
n (%)
ตารางที่ 3 Non-inferior test of outcome between ultrasound and fluoroscopy guide
Outcome Fluoroscopy Ultrasound Difference (95% CI) p-value
Upper pole 24 (31.2) 20 (26.0) 5.20% (-6.76% to 17.16%) 0.018
Middle pole 22 (28.6) 18 (23.4) 5.19% (-6.41% to 16.81%) 0.016
Lower pole 28 (36.4) 36 (46.8) -10.40% (-23.39 to 2.59%) 0.520
Ureteral stone 3 (3.9) 3 (3.9) 0.008
Stone free rate 63 (81.8) 62 (80.5) 0% (-5.13% to 5.13%) 0.037
1.3% (-9.07% to 11.67%)
n (%)
วจิ ารณ์ รังสีเอกซเรยท์ ้งั ของบุคลากรทางการแพทย์ และตัวผปู้ ว่ ยเองด้วย
การใชอ้ ลั ตราซาวนดเ์ พอ่ื ระบตุ ำ� แหนง่ ของนว่ิ ในการสลายนวิ่ ผลข้างเคียงจากการสลายน่ิวท่ีพบในการศึกษานี้ค่อนข้าง
เปน็ วธิ ที ี่ดีและมีความปลอดภัย แต่มีข้อจ�ำกัดเนื่องจากขาดความ น้อยและไม่รุนแรง โดยพบเพียงเพียงอาการปัสสาวะเป็นเลือดท่ี
คุ้นเคยของผู้ควบคุมเคร่ืองสลายนิ่ว แต่อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ สามารถหายได้เอง ซึง่ อาจอธบิ ายไดจ้ ากขนาดของนว่ิ ในการศกึ ษา
ในการท�ำอัลตราซาวนด์เพื่อระบุต�ำแหน่งของน่ิวนั้นสามารถท�ำได้ นไ้ี มไ่ ดใ้ หญม่ ากโดยมคี า่ เสน้ ผา่ นศนู ยเ์ ฉลยี่ เพยี ง 8 มลิ ลเิ มตรเทา่ นน้ั
และเม่ือช�ำนาญแล้วก็จะพบว่าไม่ได้แตกต่างกันกับการใช้เอกซเรย์
ฟลูโอโรสโคปี้ในการระบุต�ำแหน่งของนิ่ว โดยอ้างอิงจากผลของ ขอ้ จำ� กดั ของการศกึ ษาน้ี ไดแ้ ก่ ไมไ่ ดเ้ กบ็ ขอ้ มลู ระยะระหวา่ ง
การศึกษานี้ที่พบว่าอัตราหลุดของนิ่วในทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ผวิ หนงั ถงึ นว่ิ (skin to stone distance) และไมไ่ ดว้ ดั ความแขง็ ของ
โดยมีข้อดที ี่เหนอื กวา่ คือสามารถลดความเสย่ี งทเ่ี กิดจากการสมั ผสั นวิ่ ซง่ึ เปน็ ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การแตกของนวิ่ 10,11นอกจากนจี้ ำ� นวนของ
ผูป้ ่วยท่ีเปน็ นิว่ ในทอ่ ไตมนี ้อยโดยมเี พียงกล่มุ ละ 3 รายเท่าน้ัน แต่
ปที ี่ 46 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 35
อยา่ งไรกต็ าม การสลายนวิ่ ในไตและในทอ่ ไตในการศกึ ษานพ้ี บวา่ มี กิตติกรรมประกาศ
อัตรานว่ิ หลดุ ท่นี ่าพอใจ โดยพบถึงร้อยละ 81.2 การวิจัยน้ีนอกจากคณะวิจัยแล้ว ยังต้องขอบคุณพยาบาล
สรปุ
และเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยท่ีแผนกศัลยกรรม โรงพยาบาล
การสลายนว่ิ โดยใชอ้ ลั ตราซาวนดใ์ หป้ ระสทิ ธผิ ลไมด่ อ้ ยกวา่ นพรตั นราชธานี ทชี่ ว่ ยดแู ลผปู้ ว่ ย ซกั ประวตั ิ โรคประจำ� ตวั ตรวจสอบ
เอกซเรยฟ์ ลโู อโรสโคปเ้ี พอ่ื ระบตุ ำ� แหนง่ นว่ิ ในการสลายนวิ่ ในไตและ ยาทรี่ ับประทานประจ�ำ ซ่ึงท�ำให้ในการสลายนวิ่ ท�ำได้อยา่ งประสบ
นว่ิ ในทอ่ ไตส่วนต้น ผลสำ� เรจ็ คณะผวู้ จิ ยั หวงั วา่ ผลการศกึ ษาครง้ั น้ี จะมผี นู้ ำ� ไปประยกุ ต์
ใช้เพ่ือเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องให้
การดแู ลผู้ป่วยโรคนิ่วตอ่ ไป
References 7. Roguin A, Goldstein J, Bar O, Goldstein JA. Brain and neck tumors
1. Pearle MS, Lingeman JE, Leveillee R, Kuo R, Preminger GM, among physicians performing interventional procedures. Am J
Cardiol 2013; 111:1368-72.
Nadler RB, et al. Prospective, randomized trial comparing shock
wave lithotripsy and ureteroscopy for lower pole caliceal calculi 8. Andreassi MG, Piccaluga E, Gargani L, Sabatino L, Borghini A, Faita
1 cm or less. J Urol 2005;173:2005-9. F, et al. Subclinical carotid atherosclerosis and early vascular
2. Turk C, Petrık A, Sarica K, Seitz C, Skolarikos A, Straub A, aging from long-term low-dose ionizing radiation exposure: a
et al. EAU guidelines on interventional treatment for urolithiasis. genetic, telomere, and vascular ultrasound study in cardiac
Eur Urol 2016; 69:475-82. catheterization laboratory staff. JACC Cardiovasc In terv 2015;
3. Srisubat A, Potisat S, Lojanapiwat B, Setthawong V, Laopaiboon 8: 616-27.
M. Extracorporeal shock wavelithotripsy (ESWL) versus
percutaneous nephrolithotomy (PCNL) or retrograde intrarenal 9. Van Besien J, Uvin P, Hermie I, Tailly T, Merckx L. Ultrasonography
surgery (RIRS) for kidney stones. Cochrane Database Syst Rev is not inferior to fluoroscopy to guide extracorporeal shock
2014; 11:CD007044. waves during treatment of renal and upper ureteric calculi:
4. Ghoneim IA, Ziada AM, Elkatib SE. Predictive factors of lower a randomized prospective study. Biomed Res Int 2017;
calyceal stone clearance after Extracorporeal Shockwave 2017:7802672.
Lithotripsy (ESWL): a focus on the infundibulopelvic anatomy.
Eur Urol 2005; 48:296–302. 10. Pareek G, Armenakas NA, Panagopoulos G, Bruno JJ, Fracchia AJ.
5. Wong SY, Cheng YY , Cheng IJ , Huang CC, Yeh JJ, Guo HR. The Extracorporeal shock wave lithotripsy success based on body
relationship between occupational exposure to low-dose mass index and Hounsfield units. Urology 2005; 65:33-6.
ionizing radiation and changes in thyroid hormones in hospital
workers. Epidemiology2019; 30:S32-8. 11. Pareek G, Hedican SP, Lee FT Jr, Nakada YS. Shock wave
6. Vano E, Kleinman NJ, Duran A, Rehani MM, Echeverri D, Cabrera lithotripsy success determined by skin-to-stone distance on
M. Radiation cataract risk in interventional cardiology personnel. computed tomography. Urology 2005; 66:941-4.
Radiat Res 2010; 174:490-5.
36 | วารสารกรมการแพทย์
นิพนธ์ต้นฉบบั
ประสิทธิผลการสงบประสาทในการส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่เปรียบ
เทียบระหวา่ งส่วนผสมยา propofol กบั ketamine (ketofol)
และส่วนผสมยา propofol กบั fentanyl (fenofol)
ปานัดดา ปาทานนท์ พ.บ., ณฐั รดา แจง้ ประจักษ์ พย.บ., ศิริกาญจน์ จันทร์สิงห์ พย.บ.,
อภริ ดี ใจดี พย.บ., โสภติ ทบั ทมิ หนิ พย.บ.
โรงพยาบาลมะเร็งอบุ ลราชธานี กรมการแพทย์ อำ� เภอเมือง จงั หวัดอุบลราชธานี 34000
Abstract: Efficacy of Sedation for Colonoscopy,
A Comparison between Propofol and Ketamine
Combination (Ketofol) Versus Propofol and Fentanyl
Combination (Fenofol)
Panatda Pathanon, M.D., Natrada Jangprajak, B.N.S., Sirakarn Chansing, B.N.S.,
Apiradee Jaidee, B.N.S., Sopit Tubtimhin, B.N.S.
Ubonratchathani Cancer Hospital, Ubonratchathani, 34000, Thailand
(E-mail: [email protected])
(Received: July 30, 2020; Revised: November 18, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Colonoscopy requires anesthesia for patients’ comfort and reduction of abdominal pain.
Objectives: To compare the efficacy of ketofol versus fenofol in anesthesia for colonoscopy. Methods: This study
was a randomized, double-blind controlled trial. Sixty-four patients aged 18-85 years who underwent colonoscopy
in Ubonratchathani Cancer Hospital were randomly assigned to ketofol and fenofol groups. The thirty-two patients
in the ketofol group initially received an intravenous bolus injection of ketamine 0.5 mg/ kg and propofol 1 mg/
kg whereas the thirty-two patients in the fenofol group received an intravenous bolus injection of fentanyl 1 mcg/
kg and propofol 1 mg/ kg. Afterwards, whenever a patient’s Ramsay Sedation Score became less than 5, he or she
received another injection of 5 ml of the combination used in his or her group. Blood pressure, heart rate, oxygen
saturation, Ramsay Sedation Score, total dose of the drug, duration of the procedure, recovery time, postoperative
pain, patients satisfaction, and adverse events were recorded. Results: Patients in the ketofol group had significantly
higher systolic blood pressure (132±13.48 mmHg), and mean arterial blood pressure (93.03±10.32 mmHg) compared to
the systolic blood pressure (124±15.83 mmHg), and mean arterial blood pressure (86.75±11.51 mmHg) of the fenofol
group (p=0.025 and p=0.025 respectively). The average Ramsay Sedation Score in the ketofol group was 5.75±0.44,
significantly higher than fenofol group, which was 5.38±0.66, (p=0.01). There was a significantly higher number of
patients who required airway maneuvers in the fenofol group (10 patients (31.2%)) compared to the ketofol group
(3 patients (9.4%)), (p=0.045). Hallucination and nightmares were significantly more common in the ketofol group
(4 patients (12.5%)) compared to the fenofol group [None], (p=0.039). Conclusions: Ketofol and fenofol were both
effective options for sedation in colonoscopy. The ketofol group required less airway management, but caused
more hallucination and nightmares.
Keywords: Ketofol, Fenofol, Ketamine, Propofol, Fentanyl, Colonoscopy, Sedation
บทคัดย่อ วตั ถปุ ระสงค:์ เพอื่ ศกึ ษาประสทิ ธผิ ลของการระงบั ความรสู้ กึ ในการ
ภูมิหลัง: การส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่จ�ำเป็นต้องให้ยาระงับ สอ่ งกลอ้ งลำ� ไสใ้ หญร่ ะหวา่ ง ketofol และ fenofol วธิ กี าร: เปน็ การ
ความรสู้ กึ เนอ่ื งจากทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยสบายและลดอาการอดึ อดั แนน่ ทอ้ ง ศึกษาแบบ randomized double blind controlled trial ใน
ปีท ่ี 46 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 37
ผู้ปว่ ย จำ� นวน 64 ราย อายุ 18-85 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 32 ราย ขนาดสูง2
คือกลมุ่ ketofol ไดย้ า ketamine 0.5 mg/ kg และ propofol ยา propofol เปน็ ยาน�ำสลบท่อี อกฤทธิเ์ รว็ และตื่นภายใน
1 mg/ kg กลมุ่ fenofol ไดย้ า fentanyl 1 mcg/ kg และ propofol
1 mg/ kg และให้ยาครั้งละ 5 มล. เมื่อผู้ป่วยมี Ramsay Sedation 4-8 นาที โดยไมม่ ีอาการง่วงเหลอื อยู่ แตม่ ฤี ทธ์กิ ดการหายใจและ
Score น้อยกวา่ 5 โดยบันทกึ ความดันเลือด ชีพจร ความอ่มิ ตัวของ ระบบไหลเวียนเลือดซึ่งแปรตามขนาดของยา มีข้อดีคือมีฤทธิ์
ออกซเิ จน Ramsay Sedation Score ปรมิ าณยาที่ใช้ ระยะเวลา แก้คลนื่ ไสอ้ าเจียนได้2 เนือ่ งจากยา propofol มีส่วนประกอบของ
ที่ส่องกล้อง ระยะเวลาท่ีฟื้นจากการระงับความรู้สึก ความปวด น้�ำมันถั่วเหลืองและไข่ จึงต้องระมัดระวังในการใช้ในผู้ป่วยที่แพ้
หลังสอ่ งกลอ้ ง ความพงึ พอใจของผ้ปู ่วย และภาวะแทรกซ้อนตา่ งๆ อาหารกลมุ่ น้ี แมใ้ นปจั จบุ นั มกี ารศกึ ษาพบวา่ มอี ตั ราการเกดิ การแพ้
ผล: พบว่าความดันเลือดซิสโตลิกและความดันเลือดเฉล่ียในกลุ่ม ยา propofol ในผูป้ ว่ ยท่ีแพอ้ าหารเหล่านนี้ ้อยกต็ าม3,4
ketofol เทา่ กบั 132 ± 13.48 มม.ปรอท และ 93.03 ± 10.32
มม.ปรอทตามล�ำดับ ซ่ึงมากกว่ากลุ่ม fenofol ท่ีเท่ากับ 124 ± การบรหิ ารยาระงบั ความรสู้ กึ ทางหลอดเลอื ดดำ� จงึ ตอ้ งการ
15.83 มม. ปรอท และ 86.75 ± 11.51 มม. ปรอท ตามลำ� ดับ ยาทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพในการระงบั ความรสู้ กึ ไดด้ ี การระงบั ปวดทเี่ พยี ง
(p = 0.025 และ p = 0.025 ตามลำ� ดบั ) Ramsay Sedation Score พอและมีผลข้างเคียงน้อยทีส่ ดุ
ในกลมุ่ ketofol เท่ากบั 5.75 ± 0.44 ซงึ่ มากกว่ากลุ่ม fenofol ที่
เทา่ กบั 5.38 ± 0.66 อยา่ งมนี ยั สำ� คญั (p = 0.01) สว่ นทตี่ อ้ งจดั การ มกี ารศึกษาการให้ยา ketamine และ propofol เปรยี บ
ทางเดินหายใจพบในกลุม่ fenofol จำ� นวน 10 ราย (ร้อยละ 31.2) เทียบกับการให้ยา propofol และ fentanyl ในการท�ำหัตถการ
มากกวา่ กลมุ่ ketofol จำ� นวน 3 ราย (รอ้ ยละ 9.4) อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ต่างๆ เช่นการศึกษาของ Heidari5 ซึ่งใช้ส่วนผสมยาทั้งสองกลุ่ม
(p = 0.045) และพบภาวะหลอนหรือฝันร้าย จ�ำนวน 4 ราย เป็นยาระงบั ความรูส้ ึกในการผา่ ตดั ตอ้ กระจก พบว่ายาทงั้ สองกลุม่
(ร้อยละ 12.5) ในกลุ่ม ketofol ซ่ึงมากกว่ากลุ่ม fenofol ที่ไม่ มีประสทิ ธิผลในการระงบั ความร้สู กึ ได้ดี ไมม่ ีความแตกต่างกันด้าน
พบอยา่ งมีนยั ส�ำคัญ (p=0.039) สรปุ : ketofol และ fenofol มี ความดนั เลือด ระดับการหลับ ระยะเวลาท่ีฟ้นื จากการระงับความ
ประสิทธิผลในการระงับความรู้สึกในการส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่ท้ัง รู้สึก และความพึงพอใจของผู้ป่วยและหมอผ่าตัด แต่พบว่าใน
สองกลุ่ม โดยกลุ่ม ketofol มีการจัดการทางเดินหายใจน้อยกว่า กลมุ่ ketofol มชี พี จรทน่ี าทที่ ส่ี บิ ของการผา่ ตดั สงู กวา่ กลมุ่ fenofol
แต่ท�ำใหเ้ กิดภาวะหลอนหรือฝนั ร้ายไดม้ ากกว่า อยา่ งมนี ยั สำ� คญั และการศึกษาของ Akhondzadeh6 ทีศ่ กึ ษาการ
ระงับความรู้สึกในการส่องกล้องทางเดินน้�ำดีและตับอ่อน (ERCP)
ค�ำส�ำคัญ: Ketofol, Fenofol, Ketamine, Propofol, พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันของยาทั้งสองกลุ่ม ในด้านความ
Fentanyl, Colonoscopy, Sedation ดันเลือด ความปวดหลังการผ่าตัด ระดับการหลับและปริมาณยา
บทนำ� ทใี่ ช้ แตพ่ บภาวะหยดุ หายใจในกลมุ่ fenofol เปน็ 63 % ซง่ึ มากกวา่
กลุ่ม ketofol ที่พบ 32% อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ ส่วนในการ
การระงับความรู้สึกส�ำหรับหัตถการส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่ ศกึ ษาการระงบั ความรสู้ กึ ในการสอ่ งกลอ้ งลำ� ไสใ้ หญ่ พบวา่ สว่ นใหญ่
โดยท่ัวไปนิยมใช้วิธีบริหารยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดด�ำ เปน็ การศกึ ษาเปรยี บเทยี บยา ketofol กบั ยา propofol7,8 และมกี าร
เนอื่ งจากทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยสบาย ลดการอดึ อดั แนน่ ทอ้ ง และการเจบ็ ปวด ศกึ ษาของ Khajavi9 ทเ่ี ปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพของการระงบั ความ
รวมทง้ั ผปู้ ว่ ยและแพทยม์ คี วามพงึ พอใจ ยาทน่ี ยิ มใชค้ อื ยา propofol รู้สกึ ในการส่องกล้องล�ำไสใ้ หญ่ โดยใหย้ า ketamine 0.5 mg/ kg
ยาแกป้ วดเชน่ ยา fentanyl หรอื ยา pethidine รวมทง้ั midazolam และ propofol 0.5 mg/ kg (1:1) ในกลุ่ม ketofol และให้ยา
ส่วนมากจะบริหารยาร่วมกันสองหรือสามกลุ่มชนิด เพราะยาจะ fentanyl 1 mcg/ kg และ propofol 0.5 mg/ kg (1:500) ใน
เสริมฤทธ์ิซึ่งกันและกัน สามารถลดขนาดยาในแต่ละกลุ่มเพ่ือลด กลุ่ม fenofol ซึ่งผลการศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างในด้าน
ภาวะแทรกซอ้ นจากการใชย้ าชนิดเดยี วปริมาณมากได1้ ความดนั เลือด ชพี จร ความอิม่ ตวั ของออกซิเจน แตพ่ บว่าคะแนน
ความพงึ พอใจในกลมุ่ ketofol สงู กวา่ กลมุ่ fenofol อยา่ งมนี ยั สำ� คญั
ยา ketamine ออกฤทธ์ิท�ำให้ผู้ป่วยสลบ โดยจะมีผล ทางสถิติ ส่วนภาวะแทรกซ้อนเรื่องคล่ืนไส้อาเจียนไม่แตกต่างกัน
กระตุ้นท�ำใหเ้ พมิ่ ความดันเลอื ดและชีพจร เพม่ิ ความดนั ในกะโหลก คือ 12.5% และพบภาวะหลอนหรอื ฝนั รา้ ยในกลุ่ม ketofol 7.5%
ศีรษะได้ สามารถท�ำให้เกิดฝันร้ายและประสาทหลอนช่ัวคราวได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการศึกษาถึงการใช้ยาผสมสอง
ท�ำให้คล่ืนไส้อาเจียนได้ มีข้อดีคือมีฤทธ์ิกดการหายใจน้อยกว่า กลุ่มคือ ketofol กับ fenofol ในอัตราส่วนผสมที่แตกต่าง เพื่อ
ยาน�ำสลบตวั อ่ืน ยังคงมี pharyngeal/ laryngeal reflex และมี เปรียบเทียบในแง่ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาที่เกิดข้ึนใน
ฤทธร์ิ ะงับปวดรว่ มด้วย2 การระงบั ความรู้สกึ ผู้ปว่ ยทีม่ ารับการส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่
วัตถแุ ละวิธกี าร
ยา fentanyl เป็นยาระงับปวดทอ่ี อกฤทธิส์ นั้ อย่ใู นกระแส
เลอื ดประมาณ 30-60 นาที มีความแรงกวา่ มอรฟ์ ีน 50-100 เท่า การศึกษาคร้ังนี้เป็น randomized double blinded
แต่ไม่กระตุ้นการหลั่ง histamine ท�ำให้หัวใจเต้นช้าลงได้ ท�ำให้ controlled trial ในผูป้ ่วยทม่ี าสอ่ งกลอ้ งล�ำไส้ใหญ่ ในช่วงระหว่าง
ความดันเลือดลดลงเล็กน้อย สามารถกดการหายใจได้ถ้าให้ใน เดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงเมษายน 2563 หลังจากผ่านการ
38 | วารสารกรมการแพทย์
พิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของโรงพยาบาลมะเร็ง โดยก�ำหนดระดับการระงับความรู้สึกเท่ากับ 5-6 ของ Ramsay
อบุ ลราชธานี จ�ำนวน 64 ราย ซ่งึ ค�ำนวณจากการศกึ ษาทคี่ ลา้ ยคลงึ Sedation Score
กัน คือการศึกษาของ Nazemroaya10 พบว่ากลุ่มท่ีใช้ส่วนผสม หากผู้ป่วยหยุดหายใจเกิน 15 วินาที หรือหายใจช้าน้อย
ของยา propofol กับ ketamine (ketofol) มรี ะดับการหลบั ของ กว่า 8 คร้ังต่อนาที ให้ท�ำการช่วยหายใจ (PPV) จนกว่าจะกลับ
ผู้ป่วย (Ramsay Sedation score) เท่ากับ 5.38 และส่วนผสม มาหายใจปกติ หากมีภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) โดยใช้ค่า
ยา propofol กับ fentanyl (fenofol) มีระดับการหลับของผ้ปู ่วย ความอิ่มตัวของออกซิเจนที่น้อยกว่าร้อยละ 95 (เทียบเคียงค่า
เท่ากบั 6.0 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.87 กำ� หนดระดบั นัยส�ำคัญที่ PภaาOวะ2ท<าง8เด0ินmหาmยใHจgอ)ดุ ใกหั้น้เพ(aิม่ irwOa2yfloobwstrเปucน็ tio1n0) L/ min หากมี
0.05 อำ� นาจการทดสอบเทา่ กบั รอ้ ยละ 80 และคิดเผอื่ กรณีผปู้ ว่ ย ให้ช่วยเปดิ ทาง
หายไป (drop out) ทีร่ อ้ ยละ 5 โดยใชส้ ูตร เดินหายใจหรือใช้อุปกรณ์ช่วยเปิดทางเดินหายใจทางปาก (oral
airway) หากมคี วามดนั เลอื ดสงู คอื ความดนั เลือดซสิ โตลกิ มากกวา่
n/group = [(Zα/2 +Z β)2 x2σ 2 ] 140 มม.ปรอทหรอื ความดนั เลอื ดไดแอสโตลกิ มากกวา่ 90 มม.ปรอท
ใหย้ า cardipine ครัง้ ละ 0.4 มก.ทางหลอดเลอื ดด�ำจนกวา่ ความ
d2 ดันเลอื ดกลับมาเปน็ ปกติ หากมคี วามดันเลือดต�่ำคอื ความดันเลอื ด
ซิสโตลิกน้อยกว่า 90 มม.ปรอทหรือความดันเลือดไดแอสโตลิก
ได้ผลการค�ำนวณตัวอย่างในการศึกษาอย่างน้อยกลุ่มละ น้อยกว่า 60 มม.ปรอท ให้ยา ephedrine ครั้งละ 6 มก.ทาง
32 ราย หลอดเลือดด�ำจนกวา่ ความดันเลอื ดกลบั มาเป็นปกติ
ข้อมูลท่ีบันทึกระหว่างให้ยาระงับความรู้สึก ได้แก่ ความ
โดยมเี กณฑก์ ารคดั เลอื กผปู้ ว่ ย คอื ผปู้ ว่ ยอายุ 18-85 ปี ASA ดันเลือด ชีพจร ความอ่ิมตัวของออกซิเจน Ramsay Sedation
physical status class 1-3 เขา้ ใจและสื่อสารภาษาไทยได้ เกณฑ์ Score ซึ่งบันทึกทุก 5 นาที ข้อมลู อน่ื ที่บนั ทกึ ไดแ้ ก่ ปริมาณยาท่ี
การคัดออกคือมีประวัติการแพ้ยาท่ีใช้ในการศึกษาและแพ้ไข่หรือ ใช้ ระยะเวลาทสี่ อ่ งกลอ้ ง และภาวะแทรกซอ้ นทเี่ กดิ ขนึ้ ไดแ้ ก่ ความ
ถว่ั ผู้ป่วยที่อยใู่ นภาวะฉุกเฉิน หญิงตง้ั ครรภ์ ผปู้ ่วยจติ เวช ผปู้ ว่ ยมี ดันเลือดต่�ำ ความดันเลือดสูง ภาวะออกซิเจนในเลือดต่�ำ โดย
โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและระบบหายใจที่รุนแรง ผู้ป่วยโรคความ หปารยะเใมจนิชา้จนาก้อคย่ากวSา่ pO8 2ค<ร้ัง9แ5ล%ะภภาาววะะทหายงดุเดหนิ าหยาใจยเใกจนิอุด1ก5้นั วนิ าทีหรือ
ดนั โลหติ สงู รนุ แรงทคี่ วบคมุ ไมไ่ ด้ ผปู้ ว่ ยมปี ระวตั ติ ดิ สรุ าหรอื ตดิ สาร เม่ือส่องกล้องเสร็จสังเกตอาการของผู้ป่วยที่ห้องพักฟื้น
เสพตดิ ผปู้ ่วยท่ีมไี ตวายหรอื ตบั วาย ผปู้ ่วยทไ่ี ด้รับยานอนหลับกอ่ น และประเมินคะแนนความปวด โดยใช้ verbal numeric rating
มาส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่ใน 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่มีประวัติชักหรือโรค scale ซึ่งมีค่าคะแนนต้ังแต่ 0-10 โดยคะแนน 0 แปลว่าไม่ปวด,
ทางระบบประสาทหรือมะเร็งท่ีมีการแพร่กระจายไปสมอง ผู้ป่วย 1-3 คือปวดเล็กน้อย, 4-6 คือปวดปานกลาง, 7-10 คือปวดมาก
ทีม่ คี วามปวดเรือ้ รงั หรอื ใชย้ าแกป้ วดเปน็ ประจำ� และผปู้ ่วยปฏเิ สธ ถา้ ผปู้ ่วยมีคะแนนความปวด > 4 ให้ยา pethidine คร้ังละ 25 มก.
เข้าร่วมการวจิ ยั แบง่ ผปู้ ่วยออกเปน็ 2 กล่มุ กลุ่มละ 32 ราย โดย ทกุ 15 นาที จนกวา่ คะแนนปวดน้อยกว่า 4
ใช้วธิ สี ุม่ ดว้ ยคอมพวิ เตอร์ ท้งั เลขทแี่ ละวิธีการรักษาของผู้ปว่ ย โดย ข้อมูลที่บันทึกหลังการให้ยาระงับความรู้สึกที่ห้องพักฟื้น
ปกปิดไว้ในซองจดหมายและถูกเปิดออกในเช้าวันที่ส่องกล้องโดย ได้แก่ ระยะเวลาท่ีฟื้นจากการระงับความรู้สึก (recovery time)
วิสัญญีพยาบาลท่ีร่วมงานวิจัย และเตรียมยาตามกลุ่มที่สุ่มได้ก่อน ภาวะแทรกซ้อนอ่ืนๆ เช่น ความดันเลือดสูงหรือต�่ำ ภาวะคลื่นไส้
ที่ผู้ป่วยจะเริ่มการระงับความรู้สึก โดยผสมยากลุ่ม ketofol ดังนี้ อาเจียน ความง่วงซึม ภาวะสับสน ฝันร้ายหรือภาวะหลอน และ
ketamine 50 มก. (1 มล.), propofol 100 มก. (10 มล.) และ ความพงึ พอใจของผ้ปู ่วย โดยแบง่ เปน็ 3 ระดบั คะแนน คือพงึ พอใจ
นำ�้ เกลอื 9 มล. สว่ นกลมุ่ fenofol ผสม fentanyl 100 มค. (2 มล.), มากเปน็ 3 คะแนน พงึ พอใจปานกลางเปน็ 2 คะแนน และพงึ พอใจ
propofol 100 มก. (10มล.) และน�ำ้ เกลือ 8 มล. ซ่ึงยาทงั้ สองกลุ่ม นอ้ ยเปน็ 1 คะแนน ซึ่งความ พงึ พอใจและภาวะหลอนหรอื ฝันร้าย
จะมีปริมาณ 20 มล. โดยแพทย์ผู้ส่องกล้อง วิสัญญีแพทย์ผู้ให้ยา ใชก้ ารสอบถามผู้ปว่ ยหลังจากเสรจ็ การส่องกล้อง 60 นาที
ระงบั ความรสู้ ึก วิสัญญีพยาบาลผปู้ ระเมินทห่ี อ้ งพักฟืน้ และผู้ปว่ ย การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ
ทีม่ าส่องกลอ้ งล�ำไส้ใหญไ่ ม่ทราบกลุ่มและชนิดของยา ส�ำเร็จรูป โดยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ใช้เป็น
รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน สว่ นสถติ เิ ชงิ วเิ คราะห์
ก่อนระงับความรู้สึก มีการบันทึกข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย (analytic statistics) ใช้ chi-square test, independent–
ได้แก่ เพศ อายุ นำ้� หนกั ส่วนสงู BMI และคา่ สญั ญาณชพี ได้แก่ sample t test ในการเปรยี บเทยี บคา่ ระหวา่ งกลมุ่ paired-sample
ความดันเลือด ชีพจร ความอิ่มตัวของออกซิเจน ผู้ป่วยทุกรายได้ t test ในการเปรียบเทียบค่าในกลุ่มเดียวกัน ซ่ึงในการศึกษานี้ใช้
รบั ออกซเิ จน 6 ลติ รตอ่ นาทที างหนา้ กาก ในระหวา่ งการระงบั ความ เปรยี บเทียบสญั ญาณชพี ก่อนและระหว่างการระงับความร้สู กึ โดย
รสู้ กึ มกี ารเฝา้ ระวงั สญั ญาณชพี จนเสรจ็ การสอ่ งกลอ้ ง วสิ ญั ญแี พทย์ กำ� หนดคา่ p-value < 0.05 แสดงนัยส�ำคญั ทางสถิติ
เปน็ ผใู้ หย้ าระงบั ความรสู้ กึ ทางหลอดเลอื ดดำ� ซง่ึ ผปู้ ว่ ยกลมุ่ ketofol
จะไดย้ า ketamine 0.5 mg/ kg และ propofol 1 mg/ kg (1:2) ปที ่ี 46 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 39
เป็น bolus dose ส่วนผู้ป่วยกลุ่ม fenofol จะได้ยา fentanyl
1µg/ kg และ propofol 1 mg/ kg (1:1000) เป็น bolus dose
หลังจากน้ันหากมี Ramsay Sedation Score นอ้ ยกว่า 5 ใหย้ า
ครง้ั ละ 5 มล. ของยาทเี่ ตรยี มไวใ้ นแตล่ ะกลมุ่ และใหซ้ ำ้� ไดท้ กุ 1 นาที
ผล อายุ เพศ ASA physical status นำ�้ หนกั สว่ นสงู BMI คะแนนความ
การศกึ ษาผปู้ ว่ ยทงั้ หมด 64 ราย อยใู่ นกลมุ่ ketofol 32 ราย ปวดก่อนการส่องกล้อง ระยะเวลาในการส่องกลอ้ ง ความดนั เลอื ด
และชีพจร (p > 0.05) แตม่ คี า่ ความอมิ่ ตัวของออกซิเจนท่แี ตกต่าง
และกลุม่ fenofol 32 ราย ซง่ึ ไม่มกี ารหายไป (drop out) ของ อย่างมีนยั ส�ำคัญ (p =0.025) ในกลุม่ ketofol และ fenofol มคี ่า
ผปู้ ว่ ยเนอื่ งจากภาวะแทรกซอ้ นทเี่ กดิ ขน้ึ สามารถแกไ้ ขได้ จากขอ้ มลู เท่ากับ 99.81 ± 0.47 และ 99.28 ± 1.20 ตามล�ำดับ ตารางที่ 1
ทว่ั ไปพบวา่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ ทางดา้ น
ตารางท่ี 1 ข้อมูลพน้ื ฐานของผปู้ ่วย
Variables Ketofol (n = 32) Fenofol (n = 32) p - value
Age, years, mean ± SD 59.53 ± 8.90 59.56 ± 11.43 0.990
Weight, kg, mean ± SD 59.78 ± 11.58 61.56 ± 14.01 0.581
Height, cm, mean ± SD 157.81 ± 7.15 158.91 ± 7.07 0.540
BMI, kg/ m2, mean ± SD 23.89 ± 3.65 24.28 ± 4.43 0.703
Gender, n (%) 0.590
Male 9 (28.1) 11 (34.4)
Female 23 (71.9) 21 (65.6)
ASA status, n (%) 0.585
I 9 (28.1) 11 (34.4)
II 19 (59.4) 15 (46.9)
III 4 (12.5) 6 (18.7)
SBP, mmHg, mean ± SD 141.53 ± 15.38 146.91 ± 20.83 0.245
DBP, mmHg, mean ± SD 80.19 ± 9.19 80.47 ± 10.94 0.912
MAP, mmHg, mean ± SD 99.59 ± 9.64 100.12 ± 11.85 0.845
HR, bpm, mean ± SD 75.06 ± 13.39 74.16 ± 12.690 0.782
RR, tpm, mean ± SD 18.69 ± 1.73 19.06 ± 1.52 0.361
SpO2, %, mean ± SD 99.81 ± 0.47 99.28 ± 1.20 0.025*
Duration time, min, mean ± SD 15.47 ± 4.81 16.25 ± 5.39 0.543
*Significant at p-value < 0.05
BMI: Body mass index, ASA: American Society of Anesthesiologists, SBP: Systolic blood pressure, DBP: Diastolic blood pressure, MAP: Mean
arterial pressure, HR: Heart rate, RR: Respiratory rate
เม่ือเปรียบเทียบค่าความดันเลือดซิสโตลิก (SBP) และ p = 0.025 ตามลำ� ดบั ) คา่ ความดนั ไดแอสโตลกิ (DBP) ชพี จร ไมพ่ บ
ค่าความดันเลือดเฉล่ีย (MAP) ระหว่างการส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่ วา่ มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ของทง้ั สองกลมุ่ สว่ นคา่ สญั ญาณ
ท้ังสองกลุ่ม ในกลุ่ม ketofol เท่ากับ 132 ± 13.48 มม.ปรอท ชพี กอ่ นและระหว่างการส่องกลอ้ งลำ� ไสใ้ หญ่ในกลมุ่ เดยี วกัน พบวา่
และ 93.03 ± 10.32 มม.ปรอทตามล�ำดับ ในกลุม่ fenofol เท่ากับ ความดันเลือดซิสโตลิกและความดันเลือดเฉล่ียมีค่าลดลงอย่างมี
124 ± 15.83 มม.ปรอทและ 86.75 ± 11.51 มม.ปรอทตามลำ� ดบั นัยสำ� คญั ทางสถิติ ของท้ังสองกลมุ่ ตารางท่ี 2
ซึ่งพบว่ามีความแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ิ (p = 0.025 และ
40 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางที่ 2 สัญญาณชีพก่อนและระหว่างการส่องกลอ้ งล�ำไสใ้ หญ่
Variables Time Ketofol (n =32) Fenofol (n =32) p1
0.245
SBP, mmHg Pre-operative 141.53 ± 15.38 146.91 ± 20.83 0.025*
124 ± 15.83
Intra-operative 132 ± 13.48 0.912
< 0.001* 0.173
p2 Pre-operative 0.03* 80.47 ± 10.94
DBP, mmHg 80.19 ± 9.19 74.92 ± 12.60 0.845
0.025*
Intra-operative 77.94 ± 9.30 0.003*
100.12 ± 11.85 0.782
p2 Pre-operative 0.309 86.75 ± 11.51 0.615
MAP, mmHg 99.59 ± 9.64
< 0.001* 0.025*
Intra-operative 93.03 ± 10.32 74.16 ± 12.690 1.000
67.94 ± 10.05
p2 Pre-operative 0.03*
HR, bpm 75.06 ± 13.39 0.003*
99.28 ± 1.20
Intra-operative 69.45 ± 11.04 99.97 ± 0.18
p2 Pre-operative 0.63 0.003*
SpO2, % 99.81 ± 0.47
Intra-operative 99.97 ± 0.18
p2 0.96
PP*s21i::gSSniiiggfinnciiaffiincctaannaccteep-llveeavvleeulleoo<ff vc0oa.r0mia5pbalerisngatbdeitfwfeereenntttwimoegrionuepasc,h groups
Ramsay Sedation Score ในระหว่างการส่องกล้อง (p = 0.01) สว่ นปริมาณยาท่ใี ชเ้ มื่อเทยี บเป็น มล. ระยะเวลาท่ีฟ้ืน
ล�ำไสใ้ หญ่ในกล่มุ ketofol เทา่ กบั 5.75 ± 0.44 และกลุ่ม fenofol จากการระงับความรู้สึก คะแนนความปวดหลังการส่องกล้องไม่มี
เทา่ กับ 5.38 ± 0.66 ซึง่ มคี วามแตกตา่ งอย่างมนี ัยส�ำคญั ทางสถิติ ความแตกต่างกันอยา่ งมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p>0.05) ตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 Ramsay Sedation Score ปริมาณยาระงับความรู้สึกที่ใช้ ระยะเวลาท่ีฟื้นจากการระงับความรู้สึกและคะแนนความ
ปวดหลงั ส่องกลอ้ ง
Variables Ketofol (n =32) Fenofol (n =32) p - value
Ramsay Sedation Score 5.75±0.44 5.38±0.66 0.01*
Total dose consumption (ml) 13.50±3.08 24.24±40.86 0.143
Recovery time (min) 1.66±1.28 1.73±1.28 0.808
Postoperative pain score 0.16±0.63 0.09±0.53 0.669
*significant at p-value < 0.05
ภาวะแทรกซ้อนที่พบในระหว่างการส่องกล้องทั้งสองกลุ่ม ในกลุ่ม fenofol จ�ำนวน 10 ราย (ร้อยละ 31.2) มากกว่ากลุ่ม
ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p> 0.05) ในด้าน ketofol จำ� นวน 3 ราย (ร้อยละ 9.4) ซึง่ มีความแตกต่างกนั อย่างมี
ความดันเลือดสูง ความดันเลือดต�่ำ การกระวนกระวาย ภาวะลม นัยสำ� คญั ทางสถติ ิ (p = 0.030) โดยเฉพาะการเปิดทางเดนิ หายใจ
หายใจอุดก้ันและภาวะหายใจช้า แต่มีการจัดการทางเดินหายใจ (p = 0.045) ตารางที่ 4
ปที ี่ 46 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 41
ตารางที่ 4 ภาวะแทรกซ้อนและการจดั การทางเดนิ หายใจระหว่างการส่องกลอ้ งล�ำไสใ้ หญ่
Adverse events Ketofol (n =32) Fenofol (n =32) p - value
Any adverse events n (%) 16 (50) 15 (46.9) 0.802
Hypertension 13 (40.6) 9 (28.1) 0.292
Hypotension 0 1 (3.1) 0.313
Agitation 1 (3.1) 0 0.313
Airway obstruction 1 (3.1) 0.086
Bradypnea 1 (3.1) 5 (15.6) 0.313
Any airway management 3 (9.4) 0 0.030*
Increase O2 flow 1 (3.1) 0.302
Open airway 1 (3.1) 10 (31.2) 0.045*
PPV 1 (3.1) 3 (9.4)
6 (18.8)
*significant at p-value < 0.05 1 (3.1)
ภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดท่พี บในห้องพกั ฟนื้ เปรยี บเทียบทง้ั 3.1) รวมท้งั หมดจ�ำนวน 8 ราย (รอ้ ยละ 25) สว่ นภาวะแทรกซ้อน
สองกลุม่ พบว่ามีความแตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั ส�ำคญั ทางสถิติ (p = ที่ไม่พบคือ ภาวะคล่ืนไส้อาเจียน ความดันเลือดต่�ำและการกด
0.002) โดยไมพ่ บภาวะแทรกซอ้ นในกลมุ่ fenofol ภาวะแทรกซอ้ น การหายใจ ซึ่งภาวะหลอนหรือฝันร้ายมีความแตกต่างกันอย่างมี
ในกลมุ่ ketofol ไดแ้ ก่ ความดนั เลอื ดสงู จำ� นวน 2 ราย (รอ้ ยละ 6.2) นัยส�ำคัญทางสถิติ (p = 0.039) ส่วนความพึงพอใจของผู้ป่วย
ภาวะง่วงซึมจำ� นวน 1 ราย (ร้อยละ 3.1) ภาวะหลอนหรือฝนั ร้าย พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p > 0.05)
จ�ำนวน 4 ราย (ร้อยละ 12.5) ภาวะสับสนจ�ำนวน 1 ราย (ร้อยละ ตารางท่ี 5
ตารางที่ 5 ภาวะแทรกซ้อนทห่ี ้องพักฟ้ืนและความพงึ พอใจของผปู้ ว่ ย
Adverse events Ketofol (n = 32) Fenofol (n = 32) p-value
Adverse events, n (%) 8 (25) 0 0.002*
Hypertension 2 (6.2) 0 0.151
Sedation 1 (3.1) 0 0.313
Hallucination/ nightmare 4 (12.5) 0 0.039*
Confusion 1 (3.1) 0 0.313
Patient satisfaction, mean ± SD 2.94 ± 0.25 2.97 ± 0.18 0.562
*significant at p-value < 0.05
วจิ ารณ์ fenofol ในระหว่างส่องกล้องลดลงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติเม่ือ
ผลการศึกษาพบว่าการให้ส่วนผสมยา ketamine กับ เทียบกับชีพจรก่อนส่องกล้อง ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ
Tosun11 ท่ีศกึ ษาในผู้ป่วยเดก็ 90 รายทมี่ าสอ่ งกลอ้ งทางเดนิ ล�ำไส้
propofol (ketofol) และส่วนผสมยา fentanyl กับ propofol ส่วนต้น (upper gastrointestinal endoscopy) เปรียบเทียบ
(fenofol) มีประสิทธิผลในการระงับความรู้สึกในการส่องกล้อง ประสิทธิผลและความปลอดภัยระหว่างการให้ยา propofol ร่วม
ลำ� ไสใ้ หญ่ทง้ั สองกลมุ่ แตม่ ขี อ้ ดแี ละขอ้ เสยี แตกตา่ งกนั ประสทิ ธผิ ล กบั ketamine (กลุ่ม PK) และยา propofol รว่ มกบั fentanyl
ในการระงับความรู้สึกหมายรวมถึงการระงับความปวดที่เพียงพอ (กลุม่ PF) ผลการศกึ ษาพบวา่ อัตราการเตน้ ของหวั ใจหลังจากเริ่ม
และมผี ลข้างเคียงนอ้ ยทสี่ ดุ จากผลการศึกษา พบวา่ ความดันเลือด ใหย้ าในกลมุ่ PF ต่ำ� กว่ากลุม่ PK อยา่ งมนี ัยสำ� คญั ทางสถิติ ในกลุ่ม
ซิสโตลิกและความดันเลือดเฉล่ียของกลุ่ม ketofol มากกว่ากลุ่ม PK จะมีผลท�ำให้ระบบไหลเวยี นเลือดอยูใ่ นภาวะคงท่ีมากกวา่ โดย
fenofol อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ และพบว่าชีพจรของกลุ่ม
42 | วารสารกรมการแพทย์
อธิบายได้จากยา ketamine จะกระตุ้น sympathetic nervous ประสทิ ธผิ ลของยาในด้านการระงบั ปวดไม่ชัดเจน
system ออกฤทธ์ิเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือด ในการระงบั ความรสู้ กึ ผปู้ ว่ ยทม่ี าสอ่ งกลอ้ งลำ� ไสใ้ หญย่ งั ไมม่ ี
ถา้ ใช้ ketamine รว่ มกบั ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดด�ำชนดิ
อ่ืน เช่น benzodiazepine, nacrotic หรือ propofol จะมีผล การน�ำยา ketamine มาใช้อย่างแพร่หลาย อาจเน่ืองมาจากไม่มี
ท�ำให้การเปล่ียนแปลงของความดันเลือด และอัตราการเต้นของ ประสบการณ์ในการใช้ ไม่คุ้นเคยกับขนาดของยาท่ีใช้ และกังวล
หัวใจค่อนข้างคงท่ี เม่ือวิเคราะห์ค่าความดันเลือดซิสโตลิก (SBP) เก่ียวกับการเกิดผลข้างเคียง ซึ่งผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของ
และคา่ ความดนั เลือดเฉลยี่ (MAP) ระหว่างการสอ่ งกลอ้ งล�ำไส้ใหญ่ ketamine คอื ฝนั รา้ ย ประสาทหลอน และอาจมกี ารขยบั แขนขา ซงึ่
ของกลมุ่ ketofol เทา่ กบั 132 ± 13.48 มม.ปรอทและ 93.03 ± จะทำ� ให้มีขอ้ จ�ำกดั ในการท�ำหัตถการต่างๆ ไดอ้ ยา่ งสะดวก ดังเชน่
10.32 มม.ปรอทตามลำ� ดับ ในกลุม่ fenofol เท่ากับ 124 ± 15.83 การรักษาน้ที ีพ่ บภาวะแทรกซ้อน ภาวะหลอนหรอื ฝนั รา้ ยจำ� นวน 4
มม.ปรอทและ 86.75 ± 11.51 มม.ปรอทตามล�ำดับและชีพจรท่ี ราย คดิ เป็นร้อยละ 12.5 ของกลุ่ม ซ่ึงแตกตา่ งจากกลมุ่ fenofol ที่
ลดลงในกลมุ่ fenofol คอื กอ่ นสอ่ งกลอ้ งเทา่ กบั 74.16 ± 12.69 ไมพ่ บภาวะแทรกซอ้ นน้ีอย่างมีนัยสำ� คญั ทางสถิติ จากการทบทวน
ครงั้ ต่อนาที และระหว่างส่องกล้องเทา่ กับ 67.94 ± 10.05 คร้ังตอ่ วรรณกรรม พบวา่ การใหย้ าเหลา่ นกี้ อ่ นหรอื ใหร้ ว่ มกนั กบั ketamine
นาที ซ่ึงน�ำมาเปรียบเทียบจากตัวเลขพบว่าไม่มีความแตกต่างกัน เชน่ ยากล่มุ benzodiazepine, propofol, dexmedetomidine
ในทางการแพทย์ หรือ droperidol จะสามารถป้องกนั ผลข้างเคียงทีเ่ กิดข้นึ ได1้ 3,14
ปริมาณยา propofol ที่ใช้ก็เป็นอีกสาเหตุหน่ึงที่มีผลต่อ ในการศึกษานี้ ไม่ได้แก้ไขภาวะฝันร้ายหรือภาวะสับสนให้
การเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนเลอื ด เนื่องจากยา propofol ผปู้ ว่ ย เนอ่ื งจากเกดิ ผลแทรกซอ้ นในระยะสนั้ แตไ่ ดอ้ ธบิ ายถงึ สาเหตุ
ท�ำให้ความต้านทานของหลอดเลือดลดลง มีผลให้ความดันเลือด ของการเกิดใหผ้ ้ปู ่วยทราบ มีการศกึ ษาของ Blagrove15 ไดท้ บทวน
ลดลงตามปรมิ าณยาทใ่ี ช้ ในการศึกษาน้ี ปริมาณยา ketofol ทใี่ ช้ วรรณกรรมท่ีศึกษาโอกาสการเกิดฝันร้ายซ้�ำในผู้ป่วยที่มารับการ
ท้งั หมดเทา่ กับ 13.50 ± 3.08 มล. ซ่ึงนอ้ ยกวา่ ยา fenofol ทใ่ี ช้ ระงบั ความรูส้ ึกดว้ ยยา ketamine พบว่า ผ้ปู ่วยส่วนใหญ่มีโอกาส
เท่ากบั 24.24 ± 40.86 มล. สอดคลอ้ งกับการศกึ ษาของ Riham12 ฝันซ้�ำในช่วงสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือนและบางรายงานไม่พบการเกิด
ท่ีศกึ ษาการให้ ketamine รว่ มกับ propofol เปรยี บเทยี บกับการ ฝันร้ายซ�้ำ ซึ่งการฝันร้ายอาจน�ำมาสู่ปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหา
ให้ propofol ร่วมกับ fentanyl ในการระงับความรู้สึกผู้ป่วย การนอนได้ แต่ยงั ไม่มีข้อสรุปในเรือ่ งความสมั พันธน์ ี้
น�้ำหนักเกินและอ้วน (BMI 25-35 kg/ m2) ท่ีมาส่องกล้องทาง
เดินน้�ำดีและตับอ่อน (ERCP) ซึ่งผลการศึกษาพบว่าปริมาณยา ระยะเวลาทฟี่ น้ื จากการระงบั ความรสู้ กึ ของทง้ั สองกลมุ่ ไมม่ ี
เป็นมิลลิกรัมของ propofol ที่ใช้ในกลุ่ม ketamine ร่วมกับ ความแตกตา่ งกนั และใชเ้ วลาสนั้ (1.66 ± 1.28 นาทใี นกลมุ่ ketofol
propofol (57.71 ± 16.9) นอ้ ยกว่าทใี่ ชใ้ นกลมุ่ propofol รว่ ม และ1.73 ± 1.28 นาที ในกลมุ่ fenofol) ซึ่งสามารถใชย้ าท้ังสอง
กับ fentanyl (97.08 ± 23.31) อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ และ กลุ่มได้ในกรณีเป็นผู้ป่วยนอก ส่วนความปวด และความพึงพอใจ
ปริมาณยา propofol มีผลกดระบบหายใจซึ่งแปรตามปริมาณยา ของผปู้ ่วยไมแ่ ตกตา่ งกันท้งั สองกล่มุ
ที่เพ่ิมขึ้น ซึ่งสามารถอธิบายภาวะแทรกซ้อนท่ีเกิดภาวะอุดก้ันทาง สรปุ
เดนิ หายใจทม่ี ากกวา่ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ใิ นกลมุ่ fenofol ของ
การศกึ ษานไ้ี ด้ สว่ นผสมยา propofol กับ kemine (ketofol) และส่วน
ผสมยา propofol กับ fentanyl (fenofol) มีประสทิ ธิผลในการ
Ramsay Sedation Score ในระหว่างการส่องกล้อง ระงับความรู้สึกในการส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่ทั้งสองกลุ่ม ในด้านการ
ลำ� ไส้ใหญใ่ นกลมุ่ ketofol เท่ากับ 5.75 ± 0.44 และกลุม่ fenofol คงระบบไหลเวียนเลือดและระดับการหลับ โดยกลุ่ม ketofol มี
เท่ากับ 5.38 ± 0.66 ซงึ่ มีความแตกตา่ งอย่างมนี ยั สำ� คญั ทางสถิติ การจัดการทางเดินหายใจในระหว่างส่องกล้องน้อยกว่า แต่ท�ำให้
เช่นเดียวกับค่าความอ่ิมตัวของออกซิเจนก่อนการส่องกล้องท่ี เกิดภาวะหลอนหรือฝันร้ายได้มากกว่ากลุ่ม fenofol จึงต้องระวัง
แตกต่างกันอยา่ งมีนัยส�ำคญั ในกล่มุ ketofol และ fenofol มีค่า หรอื ปอ้ งกนั การเกดิ ภาวะแทรกซอ้ นน้ี เพอ่ื ความปลอดภยั ของผปู้ ว่ ย
เท่ากบั 99.80 ± 1.47 และ 99.28 ± 1.20 ตามล�ำดบั และคา่ ความ
อ่ิมตัวของออกซิเจนมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญในกลุ่ม fenofol ข้อจ�ำกัดของการศึกษา
คือ ก่อนส่องกล้องเท่ากับ 99.28 ± 1.20 % เทียบกับระหว่าง การศึกษาครั้งนี้ ออกแบบให้ช่วยหายใจเม่ือผู้ป่วยหยุด
สอ่ งกล้องเท่ากับ 99.97 ± 0.18% เมื่อเปรียบเทียบตวั เลขในทาง หายใจเกิน 15 วินาที หรือหายใจช้าน้อยกว่า 8 คร้ังต่อนาที ซ่ึง
การแพทย์จดั วา่ ไม่มีความแตกตา่ งกนั นยิ ามของการหยุดหายใจ (apnea) คอื หยดุ หายใจเกนิ 10 วนิ าที
สว่ นนยิ ามของหายใจชา้ อย่ทู ่นี ้อยกวา่ 12 ครั้งต่อนาที ซ่ึงอาจมผี ล
การส่องกล้องล�ำไส้ใหญ่เป็นหัตถการที่มีความปวดหลัง ต่อค่าท่ีบันทึกได้และการวิเคราะห์ข้อมูล และปริมาณยาที่ให้เพิ่ม
ผ่าตดั ไมม่ าก ดงั ผลจากการศกึ ษา พบว่าคะแนนความปวดหลังการ 5 มล. เม่ือ Ramsay Sedation Score น้อยกวา่ 5 ควรคำ� นวณ
สอ่ งกล้องในกลุม่ ketofol เท่ากับ 0.16 ± 0.63 คะแนน และใน ปริมาณตามน้ำ� หนกั น่าจะเหมาะสมกวา่ การใหข้ นาดเทา่ กนั ทุกคน
กลุ่ม fenofol เทา่ กบั 0.09 ± 0.53 คะแนน ซึง่ ทำ� ใหก้ ารประเมิน
ปีท่ ี 46 ฉบับท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 43
กติ ตกิ รรมประกาศ ทางสถติ ิ และ อาจารย์ นายแพทยอ์ ธพิ งศ์ พฒั นเศรษฐพงษ์ ภาควชิ า
ขอขอบคุณ นางสาวศศิวิมล ประดู่ นักวิชาการสถิติ วสิ ญั ญีวทิ ยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ในการให้
โรงพยาบาลมะเรง็ อบุ ลราชธานี ในการใหค้ ำ� ปรกึ ษาวเิ คราะหข์ อ้ มลู คำ� แนะนำ� แก้ไขบทคดั ยอ่ ภาษาอังกฤษ
References 9. Khajavi M, Emami A, Etezadi F, Safari S, Sharifi A, Moharari RS.
Conscious sedation and analgesia in colonoscopy: ketamine/
1. Amornyotin S, Srikureja W, Pausawasdi N,Prakanrattana propofol combination has superior patient satisfaction versus
U, Kachintorn U. Intravenous sedation for gastrointestinal fentanyl/propofol. Anesth Pain Med 2013; 3: 208-13.
endoscopy in very elderly patients of Thailand. Asian Biomed
2011; 5: 485-91. 10. Nazemroaya B, Majedi MA, Shetabi H, Salmani S. Comparison
of propofol and ketamine combination (Ketofol) and propofol
2. Raksamani A. Intravenous anesthetics. In: Suwanchinda V, and fentanyl combination (Fenofol) on quality if sedation and
Phakanrattana U, eds. Siriraj’s text-book of anesthesiology. 2nd analgesia in the lumpectomy: a randomized clinical trial. Adv
ed. Bangkok: Bangkok Wetchasan Printing House; 1995. p 163- Biomed Res 2018; 7:134.
175.
11. Tosun Z, Aksu R, Guler G, Esmaoglu A, Akin A, Aslan D, Boyaci
3. Harper NJ. Propofol and food allergy. Br J Anaesth 2016; A. Propofol-ketamine vs propofol-fentanyl for sedation during
116:11–3. pediatric upper gastrointestinal endoscopy. Pediatr Anesth 2007;
17:983-8.
4. Sommerfield DL, Lucas M, Schilling A, Drake-Brockman TFE,
Sommerfield A, Arnold A, et al. Propofol use in children with 12. Riham H, Wael E. Ketamine/propofol versus fentanyl/propofol
allergies to egg, peanut, soybean or other legumes. Anesthesia for sedating obese patients undergoing endoscopic retrograde
2019;74:1252-9. cholangiopancreatography (ERCP). Egyptian Journal of
Anaesthesia 2013; 29:207-211.
5. Heidari SM, Shetabi HR, TarashiKashani S. Comparison between
the effects of propofol-ketamine and propofol-fentanyl for 13. Bahattin T, Yonca Ozavardar P, Arzu C, Pinar Z. Addition of low
sedation in cataract surgery. Scientific Journal of Kurdistan dose ketamine to midazolam-fentanyl propofol based sedation
University of Medical Sciences. 2019; 24:30-40. for colonoscopy: a randomized, double blind, control trial. J
Clin Anesth 2015; 27:301-6.
6. Akhondzadeh R, Ghomeishi A, Nesioonpour S, Nourizade
S. A comparison between the effects of propofol-fentanyl 14. Amornyotin S, kongphlay S. Clinical efficacy of combination
with propofol-ketamine for sedation in patients undergoing of propofol and ketamine (ketofol) for deep sedation in
endoscopic retrograde cholangiopancreatography outside the colonoscopic procedure. Journal of Gastroenterology and
operating. Biomed J 2016; 39:145-9. Hepatology Research 2015; 4:1689-93.
7. Tutal ZB, Gulec H, Dereli N, Babayigit M, Kurtay A, Inceoz H, 15. Blagrove M, Morgan CJA, Curran HV, Bromley L, Brandner B. The
et al. Propofol-ketamine combination: a choice with less incidence of unpleasant dreams after sub-anaesthetic ketamine.
complications and better hemodynamic stability compared to Psychopharmacology 2008; 203:109-20.
propofol? On a prospective study in a group of colonoscopy
patients. Ir J Med Sci 2016; 185:699-704.
8. Kawattikul J, Duangkhamchan R, Butthai S. The efficacy
of combination of ketamine and propofol for sedation in
colonoscopy. Mahasarakham Hospital Journal 2017; 14:20-9
44 | วารสารกรมการแพทย์
นิพนธ์ตน้ ฉบบั
การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อน
หลังการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียมระหว่างการใส่ท่อระบายเลือด
และไม่ใส่ท่อระบายเลอื ด
วรพจน์ วจิ ารณ์ พ.บ.
โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชท่าบอ่ ตำ� บลท่าบอ่ อำ� เภอท่าบอ่ จงั หวดั หนองคาย 43110
Abstract: Comparison of Clinical Outcomes and
Complications between Closed Suction Drainage and
No Drainage after Total Knee Arthroplasty
Woraphot Wichan, M.D.
Thabo Crown Prince Hospital, Thabo, Nongkhai, 43110
(E-mail: [email protected])
(Received: June 24, 2020; Revised: August 7, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Closed suction drainage has been widely used when performing total knee arthroplasty,
however, benefits and disadvantages of this procedure remain no consensus in various studies. Objective: This study
aimed to compare the effect of drain use with no drain after total knee arthroplasty in Thabo Crown Prince Hospital.
All operations were performed by a single surgeon. Method: 284 patients who underwent total knee arthroplasty
between 1 January 2013 -30 June 2019 were recruited. Patients were divided into two groups according to whether
they received a drain postoperatively following total knee arthroplasty. Both groups were compared for rate of blood
transfusion, length of hospital stay, time from surgery to initial physical therapy, ecchymosis, hematoma formation
and rate of infection. Results: The transfusion rate in the drain group were not significantly different compared to
the no-drain group (p=0.158). No significant differences in the time from surgery to initial physical therapy between
two groups (p=0.287). The mean of length of hospital stay was 7.68 days for drain group and 7.09 days for non-drain
group but there was no difference between two groups (p=0.060). Superficial wound infection occurred 3 cases in
both groups but there was no difference between two groups (p=0.761). Ecchymosis were more in non-drain group
but there was no difference between two groups (p=0.128). No hematoma formation and no deep wound infection
were encountered in both groups. Conclusion: No significant different was observed in the two groups with respect
to blood transfusion, infection rate, ecchymosis, time from surgery to initial physical therapy and duration of hospital
stay.
Keywords: Total knee arthroplasty, Closed suction drain, Transfusion, Infection rate
บทคดั ยอ่ ข้อเข่าเทียมในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อยังไม่มีการ
ภมู หิ ลงั : ปจั จบุ นั การใสท่ อ่ ระบายเลอื ดในการผา่ ตดั เปลย่ี น เปรียบเทียบผลลัพธ์ของผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า
ข้อเข่ายังเป็นวิธีท่ีปฏิบัติอยู่ท่ัวไปเพ่ือเป็นการป้องกันเลือดค่ังใน เทียมระหว่างกลุ่มที่ใส่ท่อระบายเลือดและไม่ใส่ท่อระบายเลือด
ข้อเข่าซ่ึงอาจเป็นสาเหตุท�ำให้เกิดการติดเช้ือ แต่อาจท�ำให้ผู้ป่วย วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกและภาวะ
ได้รบั เลือดหลังผ่าตัดมากข้นึ เพิ่มระยะเวลาวันนอน และอาจท�ำให้ แทรกซ้อนหลังผ่าตัดระหว่างท้ังสองกลุ่ม วิธีการ: ศึกษาข้อมูล
การเคล่ือนไหวข้อเข่าลดลงหรือท�ำได้ช้ากว่าท่ีควรจะเป็น บางการ ยอ้ นหลังตัง้ แต่ 1 มกราคม 2556 – 30 มิถุนายน 2562 มผี ปู้ ว่ ย
ศึกษาเช่ือว่าการไม่ใส่ท่อระบายเลือด ช่วยลดอัตราการให้เลือด ทั้งหมด 284 ราย แบ่งผู้ป่วยเปน็ 2 กลุม่ ดังน้ี กลมุ่ ท่ีได้รับการใส่ท่อ
และลดระยะเวลาวันนอนโรงพยาบาล ที่ผ่านมาการผ่าตัดเปล่ียน ระบายเลอื ด (closed suction drain system) จ�ำนวน 152 ราย
ปีท่ี 46 ฉบับท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 45
และกลมุ่ ทไ่ี มไ่ ด้รบั การใสท่ ่อระบายเลอื ด จ�ำนวน 132 ราย ผปู้ ว่ ย โรงพยาบาล10 ทผ่ี า่ นมาการผา่ ตดั เปลย่ี นขอ้ เขา่ เทยี มในโรงพยาบาล
ท้ังหมดในการศึกษานี้ท�ำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ สมเด็จพระยุพราชท่าบ่อยังไม่มีการเปรียบเทียบผลลัพธ์ของผู้ป่วย
คนเดียวกันโดยศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลพ้ืนฐาน ข้อมูลทางคลินิก หลังการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียมระหว่างกลุ่มที่ใส่ท่อระบายเลือด
และภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดระหว่างสองกลุ่ม ผล: ไม่มีความ และไมใ่ สท่ อ่ ระบายเลอื ด การศกึ ษาครงั้ นจ้ี งึ เปน็ การศกึ ษายอ้ นหลงั
แตกตา่ งกนั ในขอ้ มลู พนื้ ฐานและขอ้ มลู ทางคลนิ กิ ระหวา่ งผปู้ ว่ ยสอง เพอื่ เปรยี บเทยี บผลลพั ธร์ ะหว่างทงั้ สองกล่มุ
กลมุ่ น้ี ระยะเวลานอนโรงพยาบาลพบวา่ ในกลมุ่ ไมใ่ สท่ อ่ ระบายเลอื ด
มรี ะยะวนั นอนสน้ั กวา่ แตไ่ มม่ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทาง วัตถแุ ละวิธีการ
สถิติ (p=0.060) การได้รบั เลือดหลังผา่ ตดั พบในกล่มุ ใส่ท่อระบาย
เลือดมากกว่าแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p= หลงั จากไดร้ บั การพจิ ารณาจากคณะกรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์
0.158) วนั ทไี่ ดร้ บั การทำ� กายภาพครง้ั แรกหลงั ผา่ ตดั พบวา่ ไมม่ คี วาม ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ได้ด�ำเนินการวิจัยโดยวิธี
แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม (p=0.287) การติดเชื้อแผลผ่าตัดที่ การศึกษาแบบยอ้ นหลงั (retrospective cohort study) โดยเกบ็
ผิวหนังไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติระหว่างสอง ข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบบันทึกการผ่าตัดของผู้ท่ีมาผ่าตัด
กลุ่ม (p= 0.761 ) เกดิ ภาวะจ้�ำเขียวในกลุ่มทไี่ ม่ใสท่ อ่ ระบายเลอื ด เปลี่ยนข้อเข่าเทียมท่ีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เกณฑ์
มากกว่าแต่ไม่มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ัยส�ำคัญทางสถติ ิ (p=0.128) การคัดเลือกผู้เข้าร่วมวิจัย คือ ผู้ป่วยทั้งหมดท่ีมารับการผ่าตัด
ไม่พบการการค่ังของเลือด (hematoma)และการติดเชื้อแผล เปล่ียนข้อเข่าเทียมข้างเดียวหรือสองข้างพร้อมกัน ต้ังแต่วันที่ 1
ผา่ ตัดช้นั ลึกในผ้ปู ว่ ยท้งั สองกล่มุ สรปุ : การใส่ทอ่ ระบายเลอื ดและ มกราคม 2556 – 30 มถิ ุนายน 2562 ท่เี วชระเบยี นครบถ้วน และ
ไม่ใส่ท่อระบายเลือดหลังการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียมไม่พบความ ได้รับการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์คนเดียวกัน เกณฑ์คัดออกจากกลุ่ม
แตกต่างของการได้รับเลือดทดแทน การติดเช้ือแผลผ่าตัดและ ท่ีท�ำการศึกษา คือ ผู้ป่วยที่เคยมีการติดเช้ือที่ข้อเข่ามาก่อนหรือ
ระยะวนั นอนในโรงพยาบาล ผปู้ ว่ ยทมี่ ปี ระวตั มิ อี บุ ตั เิ หตแุ ละไดร้ บั การผา่ ตดั ขอ้ เขา่ มากอ่ น ผปู้ ว่ ย
ท่ีท�ำการศึกษาท้ังหมดจ�ำนวน 284 รายแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม
ค�ำส�ำคัญ: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ท่อระบายเลือด ดังน้ี กลุ่มท่ีได้รับการใส่ท่อระบายเลือด (closed suction drain
การให้เลอื ด ติดเชื้อแผลผา่ ตัด ระยะวันนอน system) จ�ำนวน 152 ราย และกลุ่มที่ไม่ได้รับการใส่ท่อระบาย
เลอื ด จ�ำนวน 132 ราย ผปู้ ว่ ยทง้ั หมดในการศกึ ษาน้ีทำ� การผา่ ตดั
บทนำ� โดยศลั ยแพทยอ์ อร์โธปดิ กิ ส์คนเดียวกัน การจะผ่าตัดข้างเดยี วหรอื
ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่อาการปวดไม่บรรเทาเท่าที่ควร พร้อมกันสองข้างแพทย์ผู้ท�ำการผ่าตัดและผู้ป่วยจะตัดสินใจร่วม
กัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับการประเมินจากวิสัญญีแพทย์ก่อนผ่าตัด
หรือการท�ำงานของข้อไม่ดีข้ึนด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์ร่วมกัน ใชข้ ้อเข่าเทยี มของ stryker scorpioflex หรอื stryker scorpio
ท้ังการใช้ยาและไม่ใช้ยา การผ่าตัดเปลี่ยนข้อจึงเป็นการรักษาที่มี NRG และได้รับการผ่าตัดโดยวิธีการเดียวกัน ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม
ประสิทธิผลและคุ้มค่าในผู้ป่วยที่มีอาการชัดเจนหรือมีการทำ� งาน ได้รบั การใชท้ ูนิเกตรดั ระหว่างการผา่ ตัด หลงั จากเยบ็ ปิดผวิ หนงั จะ
ของข้อที่จํากัดซ่ึงท�ำให้มีคุณภาพชีวิตลดลง1-2 และเป็นอีกหนึ่งทาง ได้รับการคลายทูนิเกตุออก ผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า
เลือกเพอ่ื ลดอาการปวดใหล้ ดลงหรอื หายไป เพ่ิมพสิ ัยการขยับของ เทียมท้ังสองข้างพร้อมกันจะเร่ิมผ่าตัดข้างท่ีสองเม่ือเย็บปิดผิวหนัง
ขอ้ ทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยมคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี มี ากขน้ึ และสามารถกลบั ไปใชช้ วี ติ ข้างแรกเสร็จแล้ว ผู้ป่วยได้รับการใส่ท่อระบายเลือดต่อลงขวด
ประจำ� วนั ไดใ้ กลเ้ คยี งปกต3ิ โดยทว่ั ไปพบวา่ การผา่ ตดั ขอ้ เขา่ เทยี มจะ ระบายเลือด (radivac drain) หลังจากนั้นจะได้รับการถอดท่อ
มกี ารเสยี เลอื ดจากการผา่ ตดั แพทยผ์ ผู้ า่ ตดั จงึ ตอ้ งมแี นวทางปอ้ งกนั ระบายเลือดหลังผ่าตัดครบ 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยทุกรายได้รับยา
การเสยี เลอื ดเชน่ การใชย้ า tranexamic acid การใช้สายรัดหา้ ม ปฏชิ วี นะภายใน 1 ชวั่ โมงกอ่ นผา่ ตดั และไดร้ บั ยา tranexamic acid
เลอื ดระหวา่ งผา่ ตดั และการใสท่ อ่ ระบายเลอื ดหลงั ผา่ ตดั เพอื่ ปอ้ งกนั กอ่ นผา่ ตดั และตอ่ เนอื่ งไปจนครบ 24 ชว่ั โมง ผปู้ ว่ ยไดร้ บั การประเมนิ
เลอื ดคงั่ ในขอ้ เขา่ ซง่ึ อาจเปน็ สาเหตทุ ำ� ใหเ้ กดิ การตดิ เชอ้ื 4 ในปจั จบุ นั ระดบั ความเจ็บปวดตามนโยบายของโรงพยาบาล โดยใช้ numeric
การใส่ท่อระบายเลือดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยังเป็นวิธี rating scales หรอื facial rating scales ในกรณที ผี่ ปู้ ว่ ยไมส่ ามารถ
ท่ีปฏิบัติอยู่ทั่วไปแต่อาจท�ำให้ผู้ป่วยได้รับเลือดหลังผ่าตัดมากข้ึน5 บอกตัวเลขได้ หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวด ชนิด NSAIDS
เพิ่มระยะเวลาวันนอน และอาจท�ำให้การเคล่ือนไหวข้อเข่าลดลง และกลุ่ม opioids ในวันแรกของการผ่าตัดและเม่ือต้องการ หลัง
หรือท�ำไดช้ า้ กว่าท่ีควรจะเปน็ และเพิ่มอตั ราการติดเช้อื ได6้ ในขณะ ผ่าตัดวันแรกผู้ป่วยจะได้รับการฝึกเดินโดยนักกายภาพบ�ำบัด
ทบ่ี างการศกึ ษาไมพ่ บความแตกตา่ งกนั ในดา้ นการสญู เสยี เลอื ดหลงั จนกลับบ้านโดยผู้ป่วยสามารถเดินได้เองโดยใช้หรือไม่ใช้เคร่ือง
ผ่าตัดหรืออัตราการติดเช้ือ7-8 มีบางการศึกษาเชื่อว่าการไม่ใส่ท่อ ช่วยเดิน ผู้ป่วยจะได้รับเลือดหลังผ่าตัดเมื่อค่าฮีมาโตคริตน้อยกว่า
ระบายเลือด ช่วยลดการสูญเสียเลือด 9 และลดระยะเวลาวันนอน
46 | วารสารกรมการแพทย์
ร้อยละ 30 ข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบบันทึกการผ่าตัดจะถูก พรอ้ มกนั สองขา้ งจำ� นวน 53 ราย แตไ่ มม่ คี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั
บันทึกในแบบบันทึกข้อมูลท่ีสร้างข้ึน ได้แก่ ข้อมูลพ้ืนฐานทั่วไป ส�ำคญั ทางสถิตริ ะหว่างทง้ั สองกลุ่ม (p=0.105) ทัง้ สองกลุม่ มี ASA
ได้แก่ อายุ เพศ ดรรชนีมวลกาย ข้อมูลทางคลินิก ได้แก่ ASA class II มากที่สุดแต่ไมม่ ีความแตกตา่ งกันใน ASA Physical Class
classification, ค่าฮีมาโตคริตก่อนผ่าตัด การผ่าตัดข้างเดียวหรือ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ริ ะหวา่ งสองกลมุ่ (p=0.539) พบคา่ ฮมี าโตครติ
พร้อมกันสองข้าง ระยะเวลาการผ่าตดั ระยะเวลานอนโรงพยาบาล กอ่ นผา่ ตดั สงู กวา่ ในกลมุ่ ทไี่ ดร้ บั การใสท่ อ่ ระบายเลอื ดแตไ่ มม่ คี วาม
วนั ทไี่ ดร้ บั การทำ� กายภาพบำ� บดั หลงั ผา่ ตดั ระดบั ความเจบ็ ปวดกอ่ น แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถติ ิ (p=0.441) ระยะเวลาในการ
ผา่ ตัดและวนั จ�ำหนา่ ย ข้อมูลภาวะแทรกซอ้ นหลงั ผ่าตัด ได้แก่ การ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมพบว่าในกลุ่มท่ีไม่ได้รับการใส่ท่อระบาย
ได้รับเลือดหลังผ่าตัด การเกิดเลือดคั่ง (hematoma), การเกิด เลือด มีระยะผ่าตัดนานกว่าแต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัย
จ�้ำเขยี ว (ecchymosis), แผลผา่ ตัดบวมแดง (wound redness), ส�ำคัญทางสถิติในระหว่างท้ังสองกลุ่ม (p=0.063) ปริมาณเลือดที่
การติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเวณผิวหนัง (superficial wound ออกในขวดระบายเลอื ดในรายทผ่ี า่ ตดั ขา้ งเดยี วและพรอ้ มกนั ทง้ั สอง
infection), การตดิ เชอื้ แผลผา่ ตดั ชนั้ ลกึ (deep wound infection) ข้างเท่ากับ 252.11 ± 127.32 มิลลลิ ติ ร และ 432.91 ± 223.21
ภายใน 90 วันหลงั ผา่ ตัด วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรม SPSS ใช้ มลิ ลลิ ติ ร ตามลำ� ดบั การประเมนิ ความเจบ็ ปวดเขา่ กอ่ นผา่ ตดั และใน
สถติ เิ ชงิ พรรณนาในการบรรยายลกั ษณะสว่ นบคุ คลของกลมุ่ ตวั อยา่ ง วนั จำ� หนา่ ยพบวา่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั ระหวา่ งสองกลมุ่ (p=0.271
เชน่ เพศ อายุ กรณเี ปน็ ขอ้ มลู ตอ่ เนอื่ งนำ� เสนอรปู แบบคา่ เฉลยี่ สว่ น และ p=0.302 ตามลำ� ดบั ) วนั ทไ่ี ดร้ ับการทำ� กายภาพครง้ั แรกหลัง
เบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีข้อมูลแจงนับน�ำเสนอในรูปแบบตาราง ผ่าตัดในวันท่ี 1 และวันที่ 2 พบว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่าง
แจกแจงความถี่และร้อยละ การเปรียบเทียบตัวแปรท่ีมีความ สองกลมุ่ (p=0.287) (ตารางท่ี 1) การใหเ้ ลอื ดพบในกลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั การ
ต่อเนื่องใช้สถิติ t-test การเปรียบเทียบข้อมูล nonparametric ใส่ท่อระบายเลือดมากกว่ากลุ่มท่ีไม่ได้รับการใส่ท่อระบายเลือด
ทเี่ ป็นอิสระตอ่ กนั ใช้ Mann-Whitney ใช้ Chi square test หรือ (รอ้ ยละ 3.95 และ ร้อยละ 2.27 ตามลำ� ดบั ) แตไ่ ม่มีความแตกต่าง
Fisher’s exact test สำ� หรบั ภาวะแทรกซอ้ นหลงั ผ่าตัด กำ� หนดค่า อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p=0.158) ระยะเวลานอนในโรงพยาบาล
p-value < 0.05 มีความสำ� คัญอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถิติ พบในกลมุ่ ไมใ่ สท่ อ่ ระบายเลอื ดมรี ะยะวนั นอนสน้ั กวา่ (7.09 ± 2.58,
7.68 ± 2.57 ตามล�ำดบั ) แตไ่ ม่มีความแตกต่างกันอย่างมนี ยั ส�ำคญั
ผล ทางสถิติ (p=0.060) พบแผลผ่าตัดติดเชื้อที่ผิวหนัง (superficial
ในระยะเวลา 6 ปี ท่ที ำ� การศึกษา พบกล่มุ ทไ่ี ดร้ บั การใสท่ ่อ wound infection) ในกลุ่มทใ่ี สท่ อ่ ระบายเลือดร้อยละ 1.97 และ
กลุ่มไม่ใส่ท่อระบายเลือดร้อยละ 2.27 แต่ไม่มีความแตกต่างกัน
ระบายเลือด จำ� นวน 152 ราย มอี ายุเฉล่ยี 63.31 ± 8.04 ปี พบ อยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p=0.761) พบแผลผ่าตัดแดง (wound
เปน็ เพศหญิง 127 ราย คดิ เป็นร้อยละ 83.60 กลุม่ ท่ไี ม่ไดร้ ับการ redness) แต่ไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยแผลผ่าตัดติดเชื้อในกลุ่มที่
ใสท่ ่อระบายเลอื ด จำ� นวน 132 ราย มีอายุเฉลยี่ 65.63 ± 7.25 ปี ไดร้ บั การใสท่ อ่ ระบายเลอื ดมากกวา่ กลมุ่ ทไี่ มไ่ ดร้ บั การใสท่ อ่ ระบาย
พบเป็นเพศหญงิ 102 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.27 ซึง่ อายแุ ละเพศ เลือดร้อยละ 11.84 และ 7.58 ตามล�ำดับแต่ไม่มีความแตกต่าง
ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติระหว่างทั้งสองกลุ่ม กันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p=0.080) ไม่พบภาวะแผลผ่าตัด
(p= 0.160 และ 0.180 ตามล�ำดับ) ค่าดชั นมี วลกาย ไมม่ คี วามแตก ตดิ เช้ือชนิดลึก (deep wound infection) ภายในระยะเวลา 90
ต่างกนั อย่างมีนัยสำ� คัญทางสถิติ ในระหวา่ งสองกลมุ่ (p = 0.391) วนั หลงั ผา่ ตดั เปลย่ี นขอ้ เขา่ ในผปู้ ว่ ยทงั้ สองกลมุ่ พบมภี าวะจำ�้ เขยี ว
ในกลุ่มที่ได้รับการใส่ท่อระบายเลือดได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า (ecchymosis) 2 ราย ในกลมุ่ ไมไ่ ดร้ บั การใสท่ อ่ ระบายเลอื ด แตไ่ มม่ ี
เทียมข้างเดียวจ�ำนวน 105 ราย ได้รับการผ่าตัดแบบพร้อมกัน ความแตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสำ� คัญทางสถติ ิ (p=0.128) ไมพ่ บภาวะ
2 ขา้ ง จำ� นวน 47 ราย ในกลมุ่ ทไ่ี มไ่ ดร้ บั การใสท่ อ่ ระบายเลอื ดไดร้ บั เลือดคั่ง (hematoma) ในผปู้ ่วยท้งั สองกลุม่ ตารางที่ 2
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบข้างเดียวจ�ำนวน 79 ราย แบบ
ปีที่ 46 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 47
ตารางท่ี 1 ขอ้ มูลพนื้ ฐานและขอ้ มลู ทางคลนิ ิก
ลักษณะ ใส่ทอ่ ระบายเลอื ด ไมใ่ ส่ท่อระบายเลือด p - value
(n = 152) (n = 132)
เพศ 0.180
ชาย 25 (16.40%) 30 (22.73%) 0.160
หญงิ 127 (83.60%) 102 (77.27%) 0.391
อายุ (ป)ี , mean ± SD 63.31 ± 8.04 65.63 ± 7.25 0.441
ดัชนีมวลกาย (กก./เมตร2) 26.71 ± 3.74 27.10 ± 3.95 0.539
คา่ ฮมี าโตคริตก่อนผา่ ตดั , mean ± SD 37.26 ± 4.33 36.87 ± 3.95
ASA physical class 0.105
ASA I 9 (5.92%) 3 (2.27%)
ASA II 113 (74.34%) 104 (78.79%) 0
ASA III 30 (19.74%) 25 (18.94%) 0.063
0.271
การผา่ ตดั 105 (69.08%) 79 (59.85%) 0.302
เขา่ ข้างเดียว 47 (30.92%) 53 (40.15%) 0.287
พร้อมกนั สองข้าง
ปรมิ าณเลือดทีอ่ อกในขวดระบายเลอื ด 252.11 ± 127.32 0
ผา่ เข่าขา้ งเดยี ว (มล.) 432.91 ± 223.21 0
พร้อมกันสองขา้ ง (มล.) 96.19 ± 32.50 103.89 ± 36.94
ระยะเวลาการผา่ ตดั (นาท)ี
ระดบั ความปวด 6.277 ± 0.578 6.197 ± 0.635
ระดบั ความปวดกอ่ นผา่ ตัด 2.16 ± 0.38 2.11 ± 0.43
ระดบั ความปวดวนั จ�ำหน่าย
กายภาพบ�ำบัด 139 (91.45%) 125 (94.70%)
ไดร้ ับการทำ� กายภาพบำ� บดั วนั ท่ี 1 13 (8.55%) 7 (5.30%)
ได้รับการท�ำกายภาพบำ� บดั วนั ที่ 2
ตารางที่ 2 ผลลพั ธ์ทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อนหลงั ผา่ ตดั
รายการ ใส่ท่อระบายเลือด ไม่ใส่ท่อระบายเลือด p - value
(n = 152) (n = 132)
ระยะวนั นอนโรงพยาบาล (วัน) mean ± SD 0.060
ไดร้ บั เลอื ดหลังผา่ ตดั (ราย) 7.68 ± 2.58 7.09 ± 2.57 0.158
แผลผา่ ตดั แดง (wound redness) (ราย) 6 (3.95%) 3 (2.27%) 0.080
ติดเชอื้ ทีผ่ วิ หนัง (superficial wound infection) (ราย) 18 (11.84%) 10 (7.58%) 0.761
แผลผ่าตัดตดิ เชื้อภายใน 90 วนั หลังผ่าตัด (deep wound infection) (ราย) 3 (1.97%) 3 (2.27%)
ภาวะจ�้ำเขียว (ecchymosis) (ราย) -
ภาวะเลือดคั่ง (hematoma) (ราย) 0 0 0.128
0 2
0 0 -
48 | วารสารกรมการแพทย์
วิจารณ์ เปน็ เพราะการใสท่ อ่ ระบายเลอื ดทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยไดร้ บั ทำ� กายภาพบำ� บดั
รวมถึงการได้รับการพยาบาลอย่างยากล�ำบากกว่ากลุ่มไม่ใส่ท่อ
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีท่ี ระบายเลอื ด ดังน้นั จึงท�ำใหเ้ กดิ การล่าชา้ ในการเคล่ือนไหวร่างกาย
มีประสิทธิผลและคุ้มค่า ในผู้ป่วยท่ีมีภาวะข้อเข่าเส่ือมในระยะ จึงเป็นสาเหตุให้มีวันนอนยาวขึ้นได้ การศึกษาของ Wang20 สรุป
ปานกลางถึงระยะรุนแรง11 การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะท�ำให้ ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมโดยไม่ใส่ท่อระบายเลือดมีความ
อาการปวดเข่าหายไปและกลับมาเคล่ือนไหวได้ดีดังเดิม ผู้ป่วย สัมพันธ์กับการฟื้นตัวท่ีเร็วข้ึนและมีระยะวันนอนส้ันกว่ากลุ่มท่ีใส่
เกือบทั้งหมดพึงพอใจต่อคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน แต่การผ่าตัดเปล่ียน ท่อระบายเลือด 0.9 วัน ซ่ึงผู้วิจัยคิดว่าอาจไม่มีความแตกต่างกัน
ข้อเข่าเทียมเส่ียงต่อการเสียเลือดมากบริเวณแผลผ่าตัด จึงต้องมี ทางคลินกิ เพราะระยะวนั นอนสัน้ กวา่ ไม่ถึง 1 วัน แต่เม่ือพจิ ารณา
การใส่ท่อระบายเลือดไว้เพ่ือป้องกันเลือดค่ังในข้อเข่า มีหลายการ ถึงวันที่ได้รับการท�ำกายภาพบ�ำบัดหลังผ่าตัดในการศึกษานี้พบ
ศึกษาท่ีผ่านมาเปรียบเทียบข้อดีของการใส่ท่อระบายเลือดกับการ ว่าไม่ต่างกันระหว่างสองกลุ่มอาจเน่ืองจากในกลุ่มท่ีใส่ท่อระบาย
ไม่ใส่ท่อระบายเลือด โดยมีทั้งท่ีพบความแตกต่างและไม่พบความ เลือดจะได้รับการเอาท่อระบายเลือดออกเม่ือครบ 24 ช่ัวโมงหลัง
แตกต่างของปริมาณเลือดที่ผู้ป่วยได้รับหลังผ่าตัด ระยะวันนอน ผ่าตัดและศัลยแพทย์ให้หัดเดินทั้งที่มีท่อระบายเลือดคาอยู่แต่
การติดเชื้อแผลผ่าตัด อาการปวด การศึกษาฉบับน้ีผู้วิจัยท�ำการ อย่างไรก็ตามระยะเวลานอนท่ีต่างกันเนื่องจากแต่ละโรงพยาบาล
เปรียบเทียบผลการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียมระหว่างผู้ที่ได้รับการ อาจมีแนวทางการจ�ำหน่ายผู้ป่วยที่แตกต่างกันด้วย ในการศึกษา
ใส่ท่อระบายเลือดและไม่ใส่ท่อระบายเลือดหลังผ่าตัดในผู้ป่วย น้ีพบภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ได้แก่ การเกิดภาวะจ้�ำเขียว
284 ราย ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อโดยศัลยแพทย์ (ecchymosis) จ�ำนวน 2 รายในกลุ่มที่ไม่ได้รับการใส่ท่อระบาย
ออร์โธปิดิกส์คนเดียวกันจึงไม่มีผลของวิธีการผ่าตัดท่ีแตกต่างกัน เลือด ไม่พบผู้ป่วยท่ีเกิดภาวะจ้�ำเขียว (ecchymosis) ในกลุ่มที่
ระหว่างศัลยแพทย์ จากการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันใน ใส่ท่อระบายเลือดแม้แต่รายเดียว แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมี
อายุ, เพศ, ASA physical class, ระยะเวลาในการผา่ ตัดและระดบั นัยสำ� คญั ทางสถิตซิ งึ่ เหมอื นกบั การศึกษาของ Sharma19 พบภาวะ
ความปวดก่อนผ่าตัดระหว่างผู้ป่วยสองกลุ่มน้ี มีการศึกษาเปรียบ จ้�ำเขียว (ecchymosis) ในกลุ่มที่ไม่ใส่ท่อระบายเลือดมากกว่า
เทียบการให้เลือดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมระหว่างกลุ่มใส่ท่อ แต่ไม่มีความส�ำคัญอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 5.08 และ
ระบายเลอื ดและไมใ่ สท่ อ่ ระบายเลอื ดโดย Qingyu12ไดร้ วบรวมการ ร้อยละ 3.2 ตามลำ� ดับ, p = 0.272) ในผปู้ ว่ ยท่มี ีภาวะจำ�้ เขียวใน
ศึกษาจ�ำนวน 10 การศึกษาทเ่ี ปรียบเทยี บการให้เลอื ดหลงั ผ่าตัดใน การศกึ ษานพี้ บวา่ มผี ปู้ ว่ ยจำ� นวน 1 ราย ทมี่ ภี าวะจำ้� เขยี วแลว้ มกี าร
ระหว่างสองกลุ่มน้ี พบวา่ มีการใหเ้ ลือดในกลุ่มทีใ่ ส่ทอ่ ระบายเลอื ด ติดเชื้อที่ชั้นผิวหนัง (superficial infection) ร่วมด้วยตอบสนอง
หลงั ผา่ ตดั มากกวา่ กลมุ่ ทไ่ี มใ่ สท่ อ่ ระบายเลอื ด (p=0.026) เชน่ เดยี ว ต่อการรักษาโดยการให้ยาฆ่าเช้ือชนิดฉีดภายใน 7 วันแต่มีระยะ
กบั การศกึ ษาของ Hong7ทพ่ี บการใหเ้ ลอื ดหลงั ผา่ ตดั มากกวา่ ในกลมุ่ วันนอน 14 วัน เนื่องจากผู้ป่วยขออยู่ต่อในโรงพยาบาลจนครบ
ใสท่ ่อระบายเลือด (p<0.001) ซง่ึ ต่างกบั การศกึ ษานีท้ ไี่ มพ่ บความ สองสัปดาห์ การศกึ ษาของ Omonbude21 พบว่าการใส่ทอ่ ระบาย
แตกต่างในการให้เลือดหลังผ่าตัดระหว่างสองกลุ่มซึ่งสอดคล้องกับ เลือดจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะเลือดคั่ง (hematoma) และ
การศึกษาของ Al-Zahid13 ที่ทำ� การศกึ ษาในผู้ป่วย 102 ราย พบว่า ลดอุบัติการณ์การติดเช้ือแผลผ่าตัด ในขณะที่การศึกษาของ
ไม่มคี วามแตกต่างกันในการให้เลอื ดทดแทนระหว่างสองกลมุ่ อาจ Demirkale9 พบอัตราการติดเช้ือต�่ำกว่าในกลุ่มท่ีไม่ใส่ท่อระบาย
เปน็ เพราะในปัจจบุ นั มีการให้ยา tranexamic acid ซึง่ เปน็ ตัวชว่ ย เลอื ดอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p=0.017) โดยกลมุ่ ทไี่ มใ่ สท่ อ่ ระบาย
ท่ีส�ำคัญในการลดอัตราการให้เลือดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เลือดหลังผ่าตัดเชื่อว่าการใส่ท่อระบายเลือดอาจเพ่ิมอัตราการ
เทียม14-15 อย่างไรก็ตามการให้เลือดหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับแนวทาง ติดเชื้อจากการท่ีมีการติดเชื้อย้อนกลับจากท่อระบายเลือดและมี
การให้เลือดของศัลยแพทย์ในแต่ละโรงพยาบาลท่ีอาจมีความแตก ทางเข้าของเชื้อแบคทีเรียผ่านแผลรูเปิดท่ีใส่ท่อระบายเลือด22 ใน
ต่างกันด้วย16 การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าในกลุ่มท่ีไม่ใส่ท่อระบาย การศึกษาน้พี บการติดเช้ือบริเวณผวิ หนงั (superficial infection)
เลือดหลังผ่าตัดมีระยะเวลาวันนอนโรงพยาบาลส้ันกว่ากลุ่มที่ ใกล้เคียงกันระหว่างสองกลุ่ม พบมีอาการบวมแดง (wound
ใส่ท่อระบายเลือดแต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทาง redness) ทบ่ี รเิ วณแผลผา่ ตดั ในกลุ่มทีใ่ ส่ทอ่ ระบายเลอื ดมากกวา่
สถิติ ซึง่ สอดคลอ้ งกับการศกึ ษาของ Chen17 ทพ่ี บวา่ ระยะวนั นอน กลุ่มท่ีไม่ใส่ท่อระบายเลือดแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญ
โรงพยาบาลไมแ่ ตกตา่ งกนั ในระหวา่ งสองกลมุ่ (p = 0.228) ตา่ งจาก ทางสถิติ ไม่พบการติดเช้ือแผลผ่าตัดชั้นลึก (deep wound
การศกึ ษาของ Kohei18 ที่พบระยะวนั นอนในกลุ่มท่ีไม่ใส่ท่อระบาย infection) ภายใน 90 วันในผู้ป่วยท้ังสองกลุ่มซึ่งสอดคล้องกับ
เลือดสน้ั กวา่ กลุม่ ที่ใสท่ ่อระบายเลือด (p < 0.001) และการศึกษา การศึกษาของ Ning Li23 และการศึกษาของ Jhurani24 ที่ถึงแม้
ของ Sharma19 พบวันนอนในกลุ่มไมใ่ ส่ทอ่ ระบายเลือด (5.12 วนั ) พบการตดิ เช้ือแผลผ่าตดั ท้ังการตดิ เชอ้ื บรเิ วณผิวหนัง (superficial
สั้นกวา่ ในกลมุ่ ทใ่ี สท่ อ่ ระบายเลือด (6.21 วนั ) (p = 0.006) อาจ
ปีท่ ี 46 ฉบับที ่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 49