อบรมเลีย้ งดู มกี ารอบรมเลย้ี งดบู ตุ รทง้ั 3 รปู แบบ โดยภาพรวมอยู่ สรุป
ในระดบั มาก อนั ดบั แรก คอื การอบรมเลย้ี งดแู บบรกั สนบั สนนุ รอง จากการศึกษาการพัฒนาโมเดลประสิทธิผลการเล้ียงดูเด็ก
ลงมา คอื การอบรมเลย้ี งดแู บบใชเ้ หตผุ ล และการอบรมเลย้ี งดแู บบ
ประชาธิปไตยตามล�ำดับ 3) บทบาทของผู้ปกครองด้านพฤติกรรม พูดช้าจากการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรมพุทธจิตวิทยาการ
ตน้ แบบปฏบิ ตั เิ กยี่ วกบั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม มพี ฤตกิ รรมตน้ แบบ ปรับพฤติกรรม ท�ำให้ได้ข้อค้นพบที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่าง
ปฏบิ ตั เิ กยี่ วกบั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก ประสทิ ธผิ ลการเลย้ี งดเู ดก็ พดู ชา้ จากการใชส้ อื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ไดแ้ ก่
อนั ดบั แรก คอื ดา้ นมคี วามกตญั ญกู ตเวที รองลงมา คอื ดา้ นมคี วาม เจตคติในการเล้ียงดูเด็ก วิจารณญาณในการใชส้ ื่อ คุณลักษณะเชิง
ซอ่ื สัตย์สจุ ริตและด้านมีเมตตากรณุ า มคี วามร้สู ึกทด่ี ีต่อตนเองและ พทุ ธ และประสทิ ธผิ ลการเลย้ี งดเู ดก็ พดู ชา้ พบวา่ คะแนนเฉลย่ี ระดบั
ผู้อนื่ ตามลำ� ดบั ส่วนอนั ดับสุดท้าย คอื ดา้ นมีมารยาทและปฏิบตั ิ และร้อยละของพัฒนาการท่ีเพิ่มข้ึนของประสิทธิผลการเลี้ยงดูเด็ก
ตนตามวฒั นธรรมไทย 4) บทบาทของผปู้ กครองดา้ นการอบรมเลย้ี ง พูดช้าจากการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้โปรแกรมพุทธจิตวิทยา
ดู ภาพรวมมีความสมั พนั ธ์เชิงบวกกบั ระดบั คุณธรรมและจรยิ ธรรม การปรับพฤติกรรม โดยภาพรวมมีร้อยละของพัฒนาการท่ีเพิ่มข้ึน
ของเดก็ ปฐมวยั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .005 ทงั้ นบ้ี ทบาท คิดเป็นรอ้ ยละ 52.87 และเมอ่ื เปรียบเทยี บคะแนนท้ังสองครัง้ พบ
ของผู้ปกครองด้านพฤติกรรมต้นแบบปฏิบัติเก่ียวกับคุณธรรมและ ว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลองอย่างมีนัย
จริยธรรมกับระดับคุณธรรมทุกด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ ส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 น่ันแสดงถึง โปรแกรมพุทธจิตวิทยา
ระดับคุณธรรมและจริยธรรมของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยส�ำคัญท่ี ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กพูดช้าโดยสามารถใช้ส่ืออิเล็กทรอนิกส์
ระดับ .005 ซง่ึ สอดคล้องกบั งานวจิ ยั ของ Chanthapreeda16 ท่ไี ด้ เปน็ ตวั ชว่ ยในการส่งเสรมิ พัฒนาการต่อไป
ศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 2 ข้อเสนอแนะ
ปี ซงึ่ สงั เคราะหบ์ นฐานคิดจากมมุ มองของในประกอบดว้ ยรปู แบบ
การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้เก่ียวข้องและรูปแบบการส่งเสริม การวิจัยครั้งน้ีเป็นการศึกษาการพัฒนาโมเดลประสิทธิผล
พฒั นาการเดก็ ซง่ึ องคป์ ระกอบทสี่ ำ� คญั คอื การดแู ลและพฒั นาโดยมี การเล้ียงดูเด็กพูดช้าจากการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม
เดก็ เป็นศูนยก์ ลางเพอื่ ใหเ้ ด็กมสี ุขภาพที่ดี เกง่ และมคี วามสขุ ดูแล พุทธจิตวิทยาการปรับพฤติกรรม เพ่ือเป็นแนวทางให้ครอบครัว
เดก็ ตามวถิ ีการเรยี นรู้ของเด็กทง้ั 3 ระยะ และค�ำนึงถึงการใหค้ วาม องคก์ รทางพทุ ธศาสนา สถาบนั การศกึ ษา และหนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ ง
หมายในการสง่ เสรมิ พฒั นาการ ไดแ้ ก่ สขุ ภาพ ความรกั ความผกู พนั กับการอบรมเลยี้ งดเู ดก็ พดู ชา้ นำ� หลักธรรมทเ่ี กยี่ วข้องไปประกอบ
การเรยี นรชู้ ว่ ยเหลอื ตนเอง การอยรู่ ว่ มกบั ผอู้ นื่ กา้ วผา่ นขนั้ ตอนและ ในการด�ำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อันน�ำไปสู่การปฏิบัติต่อกับ
ความภาคภมู ิใจของบคุ คลทกุ ฝ่าย เด็กได้อย่างมีความเหมาะสมตามวัยพัฒนาการของเด็กท่ีสมวัย
หน่วยงานด้านการพัฒนาอบรมเด็กจึงควรสร้างความเข้มแข็งเพื่อ
เป็นจุดแข็งในการป้องกันไม่ให้เด็กติดหน้าจอมือถือติดการใช้ส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ต้ังแต่อายุต่�ำกว่า 3 ปี อย่างเคร่งครัด และควรมี
กิจกรรมเสริมใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นรพู้ รอ้ มๆ กันกบั ผปู้ กครอง
References 5. Phanomchoeng S. Factors related with children delayed speech
1. National Statistical Office, Thailand. Exploring the situation of at department of outpatient pediatric clinic and “well baby”
clinic in department of health promotion, Banglamung hospital.
children and women in Thailand 2015-2016, Bangkok: National Thai journal of pediatrics 2013; 52: 44-55.
Statistical Office; 2016.
2. Setharuk Tunjareanwoog A, Phukderonchit S, Sewatathitikun Y. 6. Losatiankit P. Delayed Speech Child. Thai journal of pediatrics
Screen Behaviour of Thai Toddlers Aged 0 - 3 years in Bangkok. 2007; 26: 240-6.
The Journal of Social Communication Innovation 2018; 6: 60-9.
3. Hutchison A, Reinking D. Teachers’ Perceptions of Integrating 7. Aarnoudse-Moens CSH, Weisgias-Kuperus N, Bernard van
Information and Communication Technologies Into Literacy Goudoever J, Oosterlaan J. Meta-Analysis of neurobehavioral
Instruction: A National Survey in the United States. Reading outcomes in very preterm and/ or very low birth weight children.
Research Quarterly 2011; 46: 312-333. Pediatrics 2009; 124: 717-28.
4. Saensumdang R, Babprasert S, Raksapakdee C, Aukum S, New
media: Dietary supplement for preschool children. Journal of 8. Grantham-McGregor S, Cheung YB, Cueto S, Glewwe P, Richter
Graduate School Sakon Nakhon Rajabhat University 2017; 14: L, Strupp B, et al. Developmental potential in the first 5 years
9-13. for children in developing countries. Lancet 2007; 369: 60–70.
200 | วารสารกรมการแพทย์
9. United Nations. A World Fit for Children adopted by the UN 13. Tomopoulos S, Dreyer BP, Berkule S, Fierman AH, Brockmeyer
General Assembly at the 27th. Special Session of the UN General C, Mendelsohn AL, et al. Infant media exposure and toddler
Assembly; 2002. development. Arch Pediatr Adolesc Med 2010; 167: 1105-11.
10. Zimmerman FJ, Christakis DA, Meltzoff AN. Associations between 14. Belsky J, Bell B, Bradley RH, Stallard N, Stewart-Brown SL, et al.
media viewing and language development in children under age Socioeconomic risk, parenting during the preschool years and
2 years. J Pediatr 2007; 151: 364-71. child health age 6 years. Eur J Public Health 2006; 17: 508–13.
11. Strasburger VC, Jordan AB, Donnerstein E. Children, adolescents, 15. Jariyatatkorn K. The Role of Parent in Enhancing Moral and
and the media: health effects, Pediatr Clin North Am 2012; 59: Ethical Aspects to Early Childhood Children. Bangkok: Suan
533-87. Dusit Rajabhat University; 2007.
12. Noel M, Peterson C, Jesso B. The relationship of parenting 16. Chanthapreeda N. Development Guideline for Promotion of
stress and child temperament to language development among newborn to two years in Early Childhood Centers: Case Study
economically disadvantaged preschoolers. Journal of Child Early Childhood Centers, Konkan. Thesis, Ph.D. (Nursing Science).
Language2008; 35: 823-43. Konkan: Graduate School, Konkan University; 2006
ปีท่ี 46 ฉบับท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 201
นิพนธ์ตน้ ฉบบั
การใช้ multiplex PCR ในการตรวจหาเชอ้ื กอ่ โรครนุ แรงคกุ คาม
ตอ่ ชวี ติ ในเดก็ ทมี่ สี ุขภาพแขง็ แรงดมี ากอ่ น
วารุณี พรรณพานชิ วานเดอพิทท์ พ.บ.*,***, รวงฤทัย ฉ้มิ สังข์ พ.บ.**,
ชลธชิ า คลังทอง วท.ด.**, สเตฟาน เฟอนันเดซ วท.ด.***
*สถาบนั สุขภาพเดก็ แหง่ ชาติมหาราชินี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
**สถาบันวจิ ยั วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทยท์ หาร แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
***คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รังสิต ถนนพหลโยธนิ อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดปทมุ ธานี 12000
Abstract: Multiplex PCR for Pathogen Identification
among Otherwise Healthy Children Presenting with
AcuteLife-threatening Infection
Warunee Punpanich Vandepitte, M.D.*,***, Ruangruthai Chimsang, M.D.*,
Chonticha Klungthong, D.S.**, Stefan Fernandez, D.S.***
*Queen Sirikit National Institute of Child Health, Thung Phaya Thai, Ratchathewi,
Bangkok, 10400
**US Army Medical Component–Armed Forces Research Institute of Medical Sciences
(USAMC-AFRIMS)
***College of Medicine, Rangsit University, Muang-Ake Phaholyothin Road, Mueang
Pathumthani, Pathumthani, 12000
(E-mail: [email protected])
(Received: July 10, 2020; Revised: September 1, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Diagnostic yield of conventional, culture-based method of pathogen detection among sepsis
and severe pneumonia is generally disappointedly low. Objectives: To determine the etiological organisms causing
community-acquired life-threatening infections (CA-LTI) among previously healthy children using multiplex polymerase
chain reaction (mPCR). Methods: A prospective descriptive survey was conducted among all children aged 1 month
-15 years diagnosed with community-acquired sepsis with septic shock and pneumonia with respiratory failure. Serum
and/or tracheal aspirates for pathogen identification using mPCR targeting 33 common pathogens were obtained from
all subjects. Results: A total of 79 cases were enrolled: n = 17 for sepsis (21.5%) and n = 62 for pneumonia (78.5%).
Nine cases (11.4%) had one pathogen identified in serum sample using mPCR: n = 4 (23.5%) for sepsis and n=5 (8%)
for pneumonia cases. Among sepsis cases, the pathogens identified in serum via mPCR were rhinovirus and bocavirus,
(n=2 each). One pathogen identified by conventional blood culture was Entercoccus faecalis. Among pneumonia
cases, 8% (n=5) had at least one potential pathogen identified in serum by mPCR with bocavirus and H. influenzae
being the most common (n= 2 each). Similarly, H. influenzae were the most commonly identified by mPCR in tracheal
aspirates (n=10). The fatality rates were 5.9% among sepsis and 1.6% among pneumonia cases. Conclusions: Viruses
are among the important causes of CA-LTI in previously healthy children. Using mPCR enables 9-fold increase in the
proportion of pathogen identification in serum in children with septic shock and severe pneumonia.
Keywords: Sepsis, Septic shock, Pneumonia, Respiratory failure, Multiplex polymerase chain reaction
202 | วารสารกรมการแพทย์
บทคัดย่อ the mortality in children under 5 years of age.5 Although
ภมู หิ ลงั : การตรวจเชอื้ แบบดง้ั เดมิ เพอ่ื หาสาเหตกุ ารตดิ เชอื้ countries with large population density and limited
resources generally bear the major burden of childhood
ในกระแสเลอื ด หรอื กลมุ่ อาการ sepsis และภาวะปอดอกั เสบรนุ แรง pneumonia and sepsis, little data are available regarding
มีความไวค่อนข้างต�่ำ วัตถุประสงค์: ศึกษาวิธีการตรวจในรูปแบบ causative pathogens. Therefore, the current management
multiplex polymerase chain reaction (mPCR) เพ่ือตรวจหา strategies for these two life threatening condition remain
เชื้อก่อโรคในผู้ป่วยเด็กท่ีไม่มีโรคประจ�ำตัวและมีสุขภาพแข็งแรงดี less than optimal due mainly to the lack of adequate
มาก่อน แตม่ าดว้ ยอาการเจบ็ ปว่ ยเฉียบพลนั ตดิ เชื้อรนุ แรงคุกคาม pathogen identification tools to determine etiology and
ต่อชวี ิต วิธกี าร: ส�ำรวจเด็กอายุ 1 เดอื นถงึ 15 ปที ีไ่ ด้รบั การวินิจฉยั predict their outcomes.
ว่ามีการติดเช้ือรุนแรงและคุกคามต่อชีวิตด้วยกลุ่มอาการ sepsis
ร่วมกับภาวะช็อกและหรือมีภาวะปอดอักเสบรุนแรง โดยน�ำเลือด Culture has been regarded as the “gold standard”
และนำ�้ จากทอ่ หลอดลมคอสง่ ตรวจโดยวธิ ี mPCR ซง่ึ ครอบคลมุ เชอื้ for the identification of pathogens causing these 2 serious
33 ชนิดท่ีพบบ่อย ผล: เดก็ เข้าร่วมทัง้ หมด 79 ราย แบ่งเป็นกลมุ่ and life threatening conditions. Nevertheless, culture is
อาการ septic shock 17 ราย (ร้อยละ 21) ปอดอักเสบรุนแรง labor-intensive, and time-consuming. In parallel, the low
62 ราย (รอ้ ยละ 78.5) พบวา่ 9 ราย (รอ้ ยละ 11.4) ตรวจพบเชื้อ detection sensitivity of traditional bacterial culture had
กอ่ โรคในเลอื ด แบ่งเปน็ กลมุ่ อาการ sepsis 4 ราย (รอ้ ยละ 23.5) result in the lack of clear etiologic diagnosis in these two
ปอดอกั เสบ 5 ราย (รอ้ ยละ 8) กลุ่มอาการ septic shock เชอ้ื ท่ี serious infections. Further, the conventional laboratory
ตรวจพบในเลือด ไดแ้ ก่ rhinovirus และ bocavirus (อย่างละ 2 tests for pneumonia pathogens had low diagnostic
ราย) มี 1 ราย ตรวจพบเชอื้ Entercoccus faecalis โดยวธิ เี พาะเชอื้ value that current clinical practice guidelines do not
แบบปกติ กลมุ่ อาการปอดอกั เสบ 5 ราย (ร้อยละ 8) พบเช้ืออยา่ ง recommend testing for any but the most severely affected
น้อย 1 ชนดิ โดยวธิ ี mPCR โดย bocavirus และ H. influenzae individuals. Molecular diagnostics may, therefore, offer
เปน็ เชอื้ ท่ีพบบ่อยทีส่ ดุ (อย่างละ 2 ราย) โดยวิธี mPCR จากนำ�้ an important opportunity to narrow this knowledge gap.
ในทอ่ หลอดลมคอ (10 ราย) อตั ราการเสียชวี ติ พบร้อยละ 5.9 ใน
กลุ่มอาการ septic shock รอ้ ยละ 1.6 ในปอดอักเสบ สรปุ : เชอื้ Due to the high number of etiological agents
ไวรัสเป็นสาเหตุส�ำคัญที่ตรวจพบในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงดีมา potentially implicated in respiratory infections, the use of
ก่อนแต่มาด้วยอาการติดเชื้อรุนแรงคุกคามต่อชีวิต การใช้ mPCR conventional monoplex polymerase chain reaction (PCR)
ในเด็กที่มาด้วย กลุ่มอาการ septic shock และหรือปอดอักเสบ for this condition become expensive, labor-intensive,
รนุ แรง ทำ� ใหต้ รวจพบเชอื้ กอ่ โรคไดเ้ พมิ่ ขนึ้ ในเลอื ดเมอ่ื เทยี บกบั การ and require large amounts of samples.6,7 Therefore,
ตรวจวิธีปกตปิ ระมาณ 9 เทา่ multiplex PCR is thus considered alternatives to obtain
faster results and higher sensitivity and specificity.8,9 A
ค�ำส�ำคัญ: การติดเช้ือในกระแสเลือด ภาวะช็อคจากการ number of commercial assays have been utilized for
ตดิ เช้อื ในกระแสเลือด ปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว การตรวจหา diagnostic purpose that allow simultaneously detection
เชื้อก่อโรครนุ แรงคุกคามตอ่ ชีวิต of high number (12-33) of different pathogens.10 In this
study, we aimed to determine etiological agents causing
Introduction community-acquired life-threatening infections (CA-LTI) in
Sepsis is a serious, life-threatening condition and a previously healthy children using a multiplex polymerase
chain reaction (mPCR) targeting 33 common pathogens
leading cause of death in hospitalized patients worldwide in addition to conventional laboratory investigation.
despite advances in modern medicine, including vaccines, Information obtained from this study may be used as
antibiotics, and access to care.1-4 Sepsis occurs when the a guidance for future empirical treatment for children
body’s response to infection damages its own organs and with similar conditions. Further, we will also be able to
tissues which may resulting in circulatory/organ failure, evaluate the additional benefit of mPCR in identifying
and death, particularly without early recognition and potential pathogens causing CA-LTI.
timely intervention. Childhood pneumonia is also an
important cause pediatric sepsis and major contributor for
ปีท ่ี 46 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 203
Materials and Methods detecting 33 common respiratory pathogens (21 viruses,
11 bacteria, and 1 fungus). It was used with the Bio-Rad
A prospective descriptive survey was conducted CFX96 thermocycler and the SuperScript III Platinum
among previously healthy children aged between 1 One-Step Quantitative RT-PCR System without ROX
month to 15 years hospitalized at Queen Sirikit National (Invitrogen). The list of common pathogens included in this
Institute of Child Health (QSNICH) with community assays is as follows: influenza A, B and C; parainfluenza
onset of sepsis with septic shock and/or pneumonia with viruses 1, 2, 3 and 4; coronaviruses NL63, 229E, OC43 and
respiratory failure during the period between September HKU1; human metapneumoviruses A and B; rhinovirus;
2014-October 2015. Sepsis was defined as cases with signs respiratory syncytial viruses (RSV) A and B; adenovirus;
of systemic inflammatory response plus a confirmed or enterovirus; parechovirus; bocavirus; cytomegalovirus;
presumed infection according to the criteria proposed Pneumocystis jirovecii (PCP); Mycoplasma pneumoniae;
by Goldstein and colleagues.11 Septic shock was defined Chlamydia pneumoniae; Streptococcus pneumoniae;
clinically as sepsis cases with evidence of hypotension that Haemophilus influenzae type B; Staphylococcus aureus;
was not resolved despite adequate fluid resuscitation.11 Moraxella catarrhalis; Bordetella pertussis; Klebsiella
Pneumonia was diagnosed clinically by the presence pneumoniae; Legionella spp.; Salmonella spp.; and
of respiratory distress and abnormal lung auscultation Haemophilus influenzae. The testing method was
and pulmonary infiltrates on chest x-ray presumably performed according to the manufacturer’s instructions.
caused by infectious agent. All eligible subjects were This assay has been reported to provide high diagnostic
approached and those provided written informed consent performance with good Youden’s index, high positive
by caregivers were enrolled consecutive during the study predictive and specificity value.10
period. Clinical information and laboratory findings were
abstracted from medical records. Additional serum and/ In this study, organisms identified by conventional
or tracheal aspirate specimen (for those intubated) were blood culture and mPCR in serum (normally sterile site)
sent for pathogen identification using a commercially were regarded as causative pathogen. Organisms identified
available multiplex polymerase chain reaction (mPCR) at in tracheal aspirates were considered as potential ones.
the Armed Force Research Institute of Medical Science, The data were descriptively analysed and reported. We
Bangkok, Thailand. The assay used in this study was FTD conducted a post hoc analysis.
Respiratory pathogens 33 (Fast-track Diagnostics Luxem-
bourg) which was based on multiplex one-step reverse The Research Ethical Committee of Queen Sirikit
transcription polymerase chain reactions with probes for National Institute of Child Health approved this study.
Results
Table 1 Distribution of potential pathogens identified by multiplex PCR in sepsis cases (n=17)
Pathogens in sepsis cases n (%)
Types of organism identified in serum 2 (11.8)
2 (11.8)
Bocavirus
Rhinovirus
204 | วารสารกรมการแพทย์
Table 1 Distribution of potential pathogens identified by multiplex PCR in sepsis cases (n=17) (continue)
Pathogens in sepsis cases n (%)
Types of organism identified in tracheal aspirate 4 (23.5)
3 (17.6)
Haemophilus influenza 2 (11.8)
Rhinovirus 2 (11.8)
Parainfluenza virus 1 (5.9)
Moraxella cattarhalis 1 (5.9)
Enterovirus 1 (5.9)
Adenovirus 1 (5.9)
Cytomegalovirus
Streptococcus pneumoniae
*PCR: polymerase chain reaction
A total of 79 cases were enrolled: n= 17 for was Entercoccus faecalis which was not a part of multiplex
sepsis (21.5%) and n= 62 for pneumonia (78.5%). Nine panel. One sepsis case (5.8%) had rhinovirus concurrent
cases (11.4%) had one pathogen identified in serum identified in both blood and tracheal aspirates. In total,
sample using mPCR: n=4 (23.5%) for sepsis and n=5 using both mPCR and conventional blood culture,
(8%) for pneumonia cases. Among 17 sepsis cases, the causative pathogen were identified in 29.4 % (5/17) of
pathogens identified in serum via mPCR were rhinovirus sepsis cases where viral pathogens were major organisms
and bocavirus, (n=2 each) (Table 1). One pathogen associated with this condition (23.5%).
identified by conventional blood culture, but not mPCR,
Table 2 Distribution of potential pathogens identified by multiplex PCR in pneumonia cases with respiratory failure
(n=62)
Pathogens in sepsis cases n (%)
Types of organism identified in serum
2 (3.2)
Bocavirus 1 (1.6)
Salmonella sp, Haemophilus influenzae 1 (1.6)
Haemophilus influenzae (nontypable) 1 (1.6)
Legionella sp.
Types of organism identified in tracheal aspirates 10 (16.1)
Haemophilus influenzae 9 (14.5)
Respiratory syncytial virus 8 (12.9)
Rhinovirus 7 (11.3)
Streptococcus pneumoniae 6 (9.7)
Moraxella catarrhalis 3 (4.8)
Parainfluenzae
ปที ่ี 46 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 205
Table 2 Distribution of potential pathogens identified by multiplex PCR in pneumonia cases with respiratory failure
(n=62) (continue)
Pathogens in sepsis cases n (%)
Pneumocystis jirovecii 2 (3.2)
Klebsiella pnemoniae 2 (3.2)
Staphylococcus aureus 2 (3.2)
Cytomegalovirus 2 (3.2)
Metapneumovirus )3.2( 2
Adenovirus 1 (1.6)
Enterovirus 1 (1.6)
Influenza virus 1 (1.6)
* Some cases had more than one organism identified, CAP: community-acquired pneumonia, PCR: polymerase chain reaction)
In 62 pneumonia cases, 8% (n=5) and 41.9% identified in serum, H. influenzae (nontypable) was the
(n= 26) had at least one potential pathogen identified most commonly identified organism in tracheal aspirates
in serum and tracheal aspirates, respectively. While (16.1%), followed by RSV (14.5%) and rhinovirus (12.9%),
bocavirus was the most common organism pathogens respectively (Table 2).
Table 3 Distribution of pathogens identified from tracheal aspirates by multiplex PCR
Tracheal aspirates Sepsis with shock (n=17) CAP with respiratory failure (n=62)
n (%) n (%)
26 (41.9)
At least one potential pathogen identified 9 (47.1) 11 (17.7)
2 (3.2)
Single virus 3 (17.6) 1 (1.6)
1 (1.6)
Multiple viruses 0 (0) 11 (17.7)
Single bacteria 1 (5.9)
Multiple bacteria 0 (0)
Mixed viruses and bacteria 4 (23.5)
*CAP: community-acquired pneumonia; PCR: polymerase chain reaction
Table 3 demonstrates the patterns of pathogens cases. The potential pathogens identified in 2 fatal cases
identified from tracheal aspirates where mixed virus were from tracheal aspirates including enterovirus in one
and bacteria were the most common pattern detected sepsis case and adenovirus plus Pneumocystis jirovecii in
followed by single virus for both groups. one pneumonia case. We did not identified any potential
pathogens in serum, however, by either conventional
The overall fatality rate were 2.5% (n=2) i.e., 5.9% culture or mPCR in both fatal cases.
(1/17) among sepsis and 1.6% (1/62) among pneumonia
206 | วารสารกรมการแพทย์
To explore some predictors for disease outcomes, by mPCR, all of which were viral organisms. Consistent
we conducted a post hoc analysis using using the with existing literature that despite the potential benefit
composite outcome of mortality and/or prolonged of mPCR for pathogen detection in sepsis case, the
hospitalization (more than 2-week duration) as a surrogate identification rate remained rather low.14
for unfavourable outcome. The presence of viral and/or
bacterial pathogens in serum sample by either mPCR or In this study, human bocavirus was the leading
conventional culture did not appear to be associated with viral agent identified in blood samples from both sepsis
poor outcome in both sepsis (RR 0.81, 95% CI=0.28, 2.36) and pneumonia cases. According to the current review
and pneumonia groups (RR = 0.63, 95% CI=0.11, 3.81) by published in 2016.15 Indicated that HBoV mainly affects
univariate analyses. Due to the limited number of cases, infants aged 6-24 months with respiratory illness.16
we were unable to identify independent prognostic factors However, according to Koch’s modified postulates, the
in this sample. virus cannot yet be established as a causative pathogen
for human disease due to the lack of animal models and
Discussion specific cell line for in vitro viral replication17-19In addition
to respiratory samples, bocavirus has been reported
To reduce mortality of these two major life to be detected in normally sterile site such as blood
threatening infections, local epidemiological data on and cerebrospinal fluid. As well as other biological and
causative pathogen are essential to guide appropriate environmental samples12
empirical treatment. Nevertheless, data on etiological
agents for these conditions are limited especially in Various reports demonstrated the role of viral
resource-poor settings where sensitive diagnostic methods pathogens in causing sepsis-like illness with septic shock
are generally unavailable. in various population settings such as late onset-neonatal
sepsis.20,21 In one study, respiratory virus was detected
In general, the conventional blood culture in 6.8% of sepsis cases.16 Further, enterovirus were
are considered a gold standard for the recovery of detected in 24% of blood samples of 139 neonates
bacterial pathogens. Nevertheless, the process is admitted to hospital with sepsis-like illness with negative
generally hampered by a low degree of bacteraemia, bacterial cultures.21 In addition, the outbreak of human
certain characteristics of the particular pathogens e.g., parechovirus type 3 (HPeV3) epidemic in Niigata, Japan
nonbacterial agents, presence of intracellular, fastidious, in 2014 has showed that 43 cases of HPcV3 infection
or slow-growing types of organisms, prior antibiotic (with positive blood and/or cerebrospinal fluid PCR) were
exposure, limited volume of blood being obtained, timing diagnosed as having sepsis (79%), sepsis-like syndrome
and method of collection.12,13 This study was, therefore, (19%), or encephalitis with septic shock (2%).22 Another
set out to identify the potential pathogens of CA-LTI, report on Chikungunya outbreak in 2014 indicated that
not typically captured by conventional culture system, 5.6% of hospitalized cases developed severe sepsis or
using molecular diagnoistic method. In addition, we also septic shock and with 2.6% fatality rate.
would like to determine the additional benefit of mPCR
in providing an important insight on the etiology of this Despite the higher sensitivity of PCR compared to
condition. Our findings indicated that only one case (6%) blood culture, limited data are available regarding the
had positive blood culture which was an unusual cause of significance of positive PCR without concurrent positive
sepsis i.e., Enterococcus fecalis. Further, despite the highly blood culture results. Bloos and colleagues evaluated
sensitive molecular technology and severity of the sepsis the association of PCR status with disease severity in an
symptoms, the yield of this methods remained rather attempt to validate the significance of the positive nucleic
low. In other words, approximately one fourth of sepsis amplification without positive blood culture. In this study,
cases had potential pathogens identified in blood samples there was a moderate concordance between blood
culture and PCR. They found that those with positive
ปีท ี่ 46 ฉบบั ท ี่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 207
PCR had higher organ dysfunction scores and a trend diseases.27,28,29 Second, the viruses could be detected for
toward higher mortality rates (39.1% vs. 25.3% among several days prior to the symptom onset as well as after
those with and without positive PCR, respectively). These clinical recovery. In addition, children appear to have higher
findings lend support to the notion that positive PCR was level and longer duration of viral shedding compared to
clinically meaningful among sepsis cases.23 adults. It is common belief that asymptomatic carrier of
these virus do not occur in healthy individuals outside
Among pneumonia cases, our findings were rather the abovementioned period. Nevertheless, subclinical or
in concordance with a recent meta-analysis on the role mildly symptomatic infections are common which can be
of viral infection in childhood CAP i.e., rhinovirus, RSV and easily unrecognized thus leading to diagnostic confusion.
bocavirus were the three most common viral pathogens.24 In parallel, there is growing evidence that bacteria or its
component can be detected in blood of asymptomatic
In this review, the mixed infection was identified in 29.3%. individuals. Several studies have reported the detection
The detection rate of respiratory viruses varied with age of bacterial DNA in blood from healthy subjects and
with 76.1% in patients aged 1 year or younger, 63.1% in explained such detection as being secondary to carriage,
patients aged 2-5 years and 27.9% of patients aged ≥ 6 contamination, or simply a reservoir of low pathogenic
years. More than half of viral infections were probably bacteria, commonly belonged to normal flora.30,31
concurrent with bacterial infections.24
Kumar and colleagues attempted to determined
Similarly, another related study indicated that the the prevalence of carriage of potential respiratory
use of mPCR including 23 pathogenic respiratory agents pathogens in respiratory, skin, and blood samples from
in detecting respiratory virus in outpatient with acute 243 asymptomatic children and adults using molecular
respiratory infections provided 54.3% positive results.17 assay of 11 common viral and bacterial agents of
CAP and sepsis. The assay included influenza virus A,
Additionally, the most prevalent viral pathogens were influenza virus B, RSV A, RSV B, Mycoplasma pneumoniae,
influenza, human rhinovirus and RSV. The use of mPCR Chlamydophila pneumoniae, Legionella pneumophila,
increased the viral detection by 33.9% and uncovered a Legionella micdadei, Bordetella pertussis, Staphylococcus
larger number of respiratory viruses implicated in ARI cases aureus, and Streptococcus pneumoniae. The results
e.g., human coronavirus (HCoV) NL63 and HCoV HKU1.25 indicated that 21.7% of nasopharyngeal specimens,
11% of skin specimens, and 2% of serum specimens
Further findings from a recent report from Thailand from asymptomatic subjects tested positive for one or
among children with severe CAP also lend further support more pathogens, with S. pneumoniae and S. aureus were
to our findings.26 They found that the most commonly responsible for 89% of the positive results. This finding
isolated viral pathogens from nasopharyngeal secretion indicated that asymptomatic carriage renders the use
were RSV (n = 22; 45.8%), rhinovirus (n = 11; 22.9%) and of molecular assays problematic for the detection of S.
adenovirus (n = 9; 18.7%) pneumoniae or S. aureus in upper respiratory samples
but there were virtually no carriage of the other nine viral
Of note, although respiratory viruses were the and bacterial pathogens. As a result, the identification
common organisms identified in our clinical samples, of these pathogens was unlikely to cause significant
influenza, the only viral pathogen with specific treatment, diagnostic problem. Another important limitation of highly
was identified in tracheal aspirates in only 2 cases (2.5%) sensitive amplification tests is DNA contamination of PCR
suggesting potential minor impact of routine use of reagents and other laboratory materials.18 This poses an
oseltamivir in this population. especially challenging concern when trying to distinguish
a small degree of bacterial DNA in clinical samples and
Limitations: The findings of this study should be
interpreted with caution due to the potential limitation as
follows. First, asymptomatic carriage or persistent infection
of common respiratory viruses causing CAP could be
found for several months among immunocompromised
individuals or patient with underlying respiratory
208 | วารสารกรมการแพทย์
contamination from specimen processing and testing threat of antimicrobial resistance. This finding suggests that
procedures. viral pathogens play important roles of sepsis and thus
antibiotic may not need to be used in the extended period
Of important note, with advance molecular once the patient become stabilized and no evidence of
technologies, viruses were increasingly isolated in invasive bacterial infection has been documented.
children and adults with pneumonia.32 Nevertheless,
the lack of standardization and substantial variation of Conclusions
molecular testing have been criticized for its validity Pathogen identification remains a daunting
and reproducibility. Therefore, it remained uncertain
to establish its clear etiologic role in this condition.33 challenge in the diagnosis of community-acquired
life threatening infection in children. Major potential
For example, certain potential pathogens commonly pathogens identified in acute life threatening infection
found in airway and/or sera of asymptomatic controls in this study were viral agents especially bocavirus.
rendering the difficulties in interpretation of results. In Therefore, fluid resuscitation and supportive treatment
addition, the role of viral-bacterial synergistic interactions is particularly essential as no specific antiviral is currently
on the pathogenesis of the disease make it difficult to available. mPCR helps uncovered unusual pathogens as
reach the final conclusion regarding the role of these well as common bacterial causes of CA-LTI undetected by
organisms detected in respiratory airway. Therefore it conventional bacterial culture. Although mPCR has 9-fold
may be important to apply the molecular technology increased the rate of potential pathogen identification, the
concurrently in samples from both blood and respiratory rate of pathogen identified in serum remain low. Further
airway to establish the invasiveness of potential pathogens studies with larger sample are needed to determine
as we have done in this study. the proper antibiotic options for these conditions and
the performance of molecular diagnosis compared to
Despite potential weaknesses, this study provides conventional cultures.
important insight into the etiology and guidance to
optimal intervention. Physicians tend to focus mainly Acknowledgement
for the role of bacterial pathogens in serious infection The laboratory tests in this study are supported
such as severe pneumonia and sepsis especially in young
children. Therefore, broad-spectrum antibiotics are likely by U.S. Armed Forced Research Institute of Medicine.
to be prescribed and rapidly escalated if there is no The authors wish to thank Suttinan Mechoptham for
significant improvement. Physicians are rather reluctant her assistance in publication submission process and
to discontinue or step down despite the negative culture manuscript formatting.
due to the low sensitivity of conventional culture. The
increasing use of broad-spectrum antibiotics has led to the
References 4. Wiens MO, Kumbakumba E, Kissoon N, Ansermino JM, Ndamira A,
Larson CP. Pediatric sepsis in the developing world: challenges
1. Bahl R, Martines J, Ali N, Bhan MK, Carlo W, Chan KY, et al. in defining sepsis and issues in post-discharge mortalitys. Clin
Research priorities to reduce global mortality from newborn Epidemiol 2012; 4: 319-25.
infections by 2015. Pediatr Infect Dis J 2009; 28: S43-8.
5. Rudan I, Boschi-Pinto C, Biloglav Z, Mulholland K, Campbell H.
2. Carcillo JA. Pediatric septic shock and multiple organ failure Epidemiology and etiology of childhood pneumonia. Bull World
Crit Care Clin2003; 19: 413-40. Health Organ 2008; 86: 408-16.
3. Hartman ME, Linde-Zwirble WT, Angus DC, Watson RS. Trends
in the epidemiology of pediatric severe sepsis. Pediatr Crit Care
Med 2013; 14: 686-93.
ปีท ่ี 46 ฉบับท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 209
6. Perez-Ruiz M, Pedrosa-Corral I, Sanbonmatsu-Gamez S, 18. Fredricks DN, Relman DA. Sequence-based identification of
Navarro-Mari M. Laboratory detection of respiratory viruses by microbial pathogens: a reconsideration of Koch’s postulates.
automated techniques. Open Virol J 2012; 6: 151-9. Clin Microbiol Rev 1996; 9: 18-33.
7. Renaud C, Crowley J, Jerome KR, Kuypers J. Comparison of Film 19. Ong DS, Schuurman R, Heikens E. Human bocavirus in stool: a
Array Respiratory Panel and laboratory-developed real-time true pathogen or an innocent bystander? J Clin Virol 2016; 74:
reverse transcription-polymerase chain reaction assays for 45-9.
respiratory virus detection. Diagn Microbiol Infect Dis 2012; 74:
379-83. 20. Kidszun A, Klein L, Winter J, Schmeh I, Grondahl B, Gehring S,
et al. Viral infections in neonates with suspected late-onset
8. Barenfanger J, Drake C, Leon N, Mueller T, Troutt T. Clinical and bacterial sepsis-a prospective cohort study. Am J Perinatol 2017;
financial benefits of rapid detection of respiratory viruses: an 34: 1-7.
outcomes study. J Clin Microbiol 2000; 38: 2824-8.
21. Ahmad S, Dalwai A, Al-Nakib W. Frequency of enterovirus
9. Brittain-Long R, Westin J, Olofsson S, Lindh M, Andersson LM. detection in blood samples of neonates admitted to hos-
Prospective evaluation of a novel multiplex real-time PCR as- pital with sepsis-like illness in Kuwait. J Med Virol 2013; 85:
say for detection of fifteen respiratory pathogens-duration of 1280-5.
symptoms significantly affects detection rate. J Clin Virol 2010;
47: 263-7. 22. Aizawa Y, Suzuki Y, Watanabe K, Oishi T, Saitoh A. Clinical utility
of serum samples for human parechovirus type 3 infection in
10. Salez N, Vabret A, Leruez-Ville M, Andreoletti L, Carrat F, Renois neonates and young infants: The 2014 epidemic in Japan. J
F, et al. Evaluation of Four Commercial Multiplex Molecular Infect 2016; 72: 223-32.
Tests for the Diagnosis of Acute Respiratory Infections. PLoS
One 2015; 10: e0130378. 23. Bloos F, Hinder F, Becker K, Sachse S, Mekontso Dessap A,
Straube E, et al. A multicenter trial to compare blood culture
11. Goldstein B, Giroir B, Randolph A. International pediatric with polymerase chain reaction in severe human sepsis. Intensive
sepsis consensus conference: definitions for sepsis and Care Med 2010; 36: 241-7.
organ dysfunction in pediatrics. Pediatr Crit Care Med 2005;
6: 2-8. 24. Wang M, Cai F, Wu X, Wu Ting, Su X, Shi Y. Incidence of viral
infection detected by PCR and real-time PCR in childhood
12. He F, Zhang X, Zhou J, Liu Z. A new MSPQC system for rapid community-acquired pneumonia: a meta-analysis. Respirology
detection of pathogens in clinical samples. J Microbiol Methods 2015; 20: 405-12.
2006; 66: 56-62.
25. Martins Junior RB, Carney S, Goldemberg D, Bonine L, Cruz
13. Tiwari DK, Golia S, K TS, C LV. A study on the bacteriological Spano L, Siqueira M, et al. Detection of respiratory viruses
profile and antibiogram of bacteremia in children below 10 by real-time polymerase chain reaction in outpatients with
years in a tertiary care hospital in bangalore, India. J Clin Diagn acute respiratory infection. Mem Inst Oswaldo Cruz 2014; 109:
Res 2013; 7: 2732-5. 716-21.
14. Tsalik EL, Jones D, Nicholson B, Waring L, Liesenfeld O, Park 26. Pratheepamornkull T, Ratanakorn W, Samransamruajkit R, Poo
LP, et al. Multiplex PCR to diagnose bloodstream infections in orawan Y. Causative agents of severe community acquired viral
patients admitted from the emergency department with sepsis. pneumonia among children in Eastern Thailand. Southeast Asian
J Clin Microbiol 2010; 48: 26-33. J Trop Med Public Health 2015; 46: 650-6.
15. Guido M, Tumolo MR, Verri T, Romano A, Serio F, De Giorgi M, et 27. De Lima CRA, Mirandolli TB, Carneiro LC, Tusset C, Romer CM,
al. Human bocavirus: current knowledge and future challenges. Andreolla HF, et al. Prolonged respiratory viral shedding in
World J Gastroenterol 2016; 22: 8684-97. transplant patients. Transpl Infect Dis 2014; 16: 165-9.
16. Jartti T, Hedman K, Jartti L ,Ruuskanen O,Allander T, 28. Watson RS, Carcillo JA, Linde-Zwirble WT. The epidemiology of
Soderlund-Venermo M. Human bocavirus-the first 5 years. Rev severe sepsis in children in the United States. Am J Respir Crit
Med Virol 2012; 22: 46-64. Care Med 2003; 167: 695-701.
17. Dijkman R, Koekkoek SM, Molenkamp R, Schildgen O, van 29. Wright PF, Gruber WC, Peters M, Reed G, Zhu Y, Robinson F,
der Hoek L. Human bocavirus can be cultured in et al. Illness severity, viral shedding, and antibody responses
differentiated human airway epithelial cells. J Virol 2009; 83: in infants hospitalized with bronchiolitis caused by respiratory
7739-48. syncytial virus. J Infect Dis 2002; 185:1011-8.
210 | วารสารกรมการแพทย์
30. Nikkari S, McLaughlin IJ, Bi W, Dodge DE, Relman DA. Does blood 32. Pavia AT. What is the role of respiratory viruses in
of healthy subjects contain bacterial ribosomal DNA? J Clin community-acquired pneumonia? : What is the best therapy
Microbiol 2001; 39: 1956-9. for influenza and other viral causes of community-acquired
pneumonia?Infect Dis Clin North Am 2013; 27: 157-75.
31. Tedeschi GG, Amici D, Paparelli M. Incorporation of nucleosides
and amino-acids in human erythrocyte suspensions: possible 33. Nolte FS. Molecular diagnostics for detection of bacterial and
relation with a diffuse infection of mycoplasms or bacteria in viral pathogens in community-acquired pneumonia. Clin Infect
the L form. Nature 1969; 222: 1285-6. Dis 2008; 47 Suppl 3: S123-6.
ปที ี่ 46 ฉบับท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 211
นพิ นธ์ตน้ ฉบบั
ผลของการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดของซาเทียร์โมเดล
เพื่ อพั ฒนาการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ติดยาบ้าท่ีเข้ารับการ
ฟ้ นื ฟูสมรรถภาพแบบควบคมุ ตวั ไมเ่ ขม้ งวด
สุจติ ตา ฤทธม์ิ นตรี ปร.ด.
โรงพยาบาลธญั ญารักษข์ อนแก่น ต�ำบลศิลา อำ� เภอเมอื ง จังหวดั ขอนแกน่ 40000
Abstract: Effect of Group Satir Model Based Program on
Self-esteem Enhancement of Amphetamine Dependence
in Compulsory Rehabilitation
Sujitta Ritmoontree, Ph.D.
Thanyarak Khon Kaen Hospital, Sila, Mueang Khon Kaen, Khon Kaen, 40000
(E-mail: [email protected])
(Received: June 10, 2020; Revised: August 24, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Most amphetamine addicts are people with low self-esteem. Group counseling based on the
concept of Satir Model can increase self-esteem, leading them to the decision to stop using drugs. Objective:
The study aimed at investigating the effect of group Satir Model based program on self-esteem of amphetamine
dependence in compulsory rehabilitation. Method: This was pretest-posttest quasi-experimental. The participants
were 10 amphetamine dependence patients in compulsory rehabilitation at Thanyarak Khonkaen Hospital. They were
selected by purposive sampling from the 10 lowermost scores. The tools consisted of the Coopersmith Self-esteem
Inventory and the Group Satir Model based program. The program required 8 sessions of attendance, each session
lasted 60 minutes, two days a week. Wilcoxon Signed Rank Test was used in data analysis. Result: All participants were
male with the average age of 23 years old. Most of them were married (60%), had a secondary level of education
(60%), and worked as general laborers (65%). Before the experiment, the average score of self-esteem was 59.70
(SD=17.64), after the experiment the average score of self-esteem was 87.10 (SD=19.17). However, the subscales of
self-esteem on family and social aspects were significantly increased (p<.05). Conclusion: The Group Satir Model
based program could enhance the self-esteem of amphetamine dependence which would lead them to making
the right decisions and living productively without substance dependence.
Keywords: Group counseling, Satir model, Self-esteem, Amphetamine dependence, Compulsory rehabilitation
บทคัดย่อ ขอนแกน่ คดั เลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ งแบบเจาะจง (purposive sampling)
ภูมิหลัง: ผู้ติดยาบ้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความรู้สึกคุณค่าใน ท่ีมีคุณค่าตนเองต�่ำจ�ำนวน 10 ราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย
แบบวัดการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองของคูเปอร์สมทิ และโปรแกรมการ
ตนเองตำ่� การใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ ของซาเทยี ร์ โมเดล ใหค้ �ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดซาเทยี ร์ โมเดล (Satir Model)
จะสามารถเพ่ิมความนับถือตนเองจะน�ำพวกเขาไปสู่การตัดสินใจ จำ� นวน 8 ครง้ั ครง้ั ละ 60 นาที สัปดาหล์ ะ 2 คร้ัง วิเคราะหข์ ้อมลู
หยุดการใช้ ยาเสพติดได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการให้ ด้วยสถติ ิ Wilcoxon Signed Rank Test ผล: พบว่า กล่มุ ตัวอยา่ ง
คำ� ปรึกษาแบบกลมุ่ ตามแนวคิดของซาเทียร์ โมเดล เพือ่ พฒั นาการ ผู้ติดยาบ้าท่ีเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด
เหน็ คณุ คา่ ในตนเองของผตู้ ดิ ยาบา้ ทเี่ ขา้ รบั การฟน้ื ฟสู มรรถภาพแบบ ทั้งหมดเป็นเพศชายอายุเฉลี่ย 23 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส
ควบคมุ ตวั ไมเ่ ขม้ งวด วธิ กี าร: เปน็ การวจิ ยั กง่ึ ทดลองแบบวดั ผลกอ่ น รอ้ ยละ 60 จบการศึกษาสูงสุดระดับมธั ยมต้นร้อยละ 60 มีอาชพี
และหลังการทดลองน้ีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดยาบ้าท่ีเข้ารับการฟื้นฟู รับจ้างทั่วไปร้อยละ 65 ค่าคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองก่อน
สมรรถภาพแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด ณ โรงพยาบาลธัญญารักษ์
212 | วารสารกรมการแพทย์
การทดลองโดยรวมมีค่าเท่ากับ 59.70 คะแนน ค่าเบ่ียงเบน และผ้อู ืน่ 2,3
มาตรฐานเท่ากับ 17.64 หลังการทดลองพบว่ากลุ่มตัวอย่างมี จากลกั ษณะผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ สงิ่ ทจ่ี ะชว่ ยเหลอื
ค่าเฉล่ยี คะแนนการเห็นคณุ ค่าในตนเองเทา่ กบั 87.10 คะแนน คา่
เบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 19.17 และพบวา่ การเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง ได้ คอื การบำ� บดั รกั ษาทถ่ี กู ตอ้ งเหมาะสมกบั ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ ในแตล่ ะ
ต่อตนเองด้านครอบครัวและสังคม สูงกว่าก่อนการให้ค�ำปรึกษา ราย โดยการบำ� บดั มีท้ังระบบสมัครใจ และระบบบงั คับบ�ำบดั มี 4
อย่างมนี ัยสำ� คญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 สรุป: การใหค้ �ำปรึกษาแบบ ข้ันตอน คือ ขั้นตอนการเตรียมการก่อนรักษา (pre admission
กลุ่มตามแนวคิดของซาเทียร์ โมเดล สามารถใช้ในการพัฒนาการ period) ขั้นตอนการถอนพิษยา (withdrawal treatment or
เห็นคุณค่าในตนเองให้มีทางเลือกตัดสินใจใช้ชีวิตโดยไม่พ่ึงพา detoxification) เพื่อบ�ำบัดรักษาอาการทางกายท่ีเกิดจากการ
ยาเสพติดต่อไป ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีทางการแพทย์ ขั้นตอนการฟื้นฟูสมรรถภาพ
(Rehabilitation) เป็นการปรับสภาพร่างกาย จิตใจ อาชีพ และ
คำ� สำ� คญั : การใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ซาเทยี รโ์ มเดล คณุ คา่ สงั คม ด้วยกิจกรรมตา่ งๆ เช่น การให้ค�ำปรึกษา การฝกึ ทกั ษะด้าน
ในตนเอง ผตู้ ดิ ยาบา้ การฟน้ื ฟสู มรรถภาพแบบควบคมุ ตวั ไมเ่ ขม้ งวด ต่างๆ และขน้ั ตอนการติดตามผลและการดแู ลหลังการบำ� บดั รกั ษา
บทนำ� (after care) เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ปกติ โดย
ไมก่ ลบั ไปใชย้ าเสพตดิ ซำ้�
ปญั หายาเสพตดิ ถอื วา่ เปน็ ปญั หาทมี่ คี วามรนุ แรงตอ่ คนไทย
ทั้งประเทศ เพราะมีการแพร่ระบาดไปสู่ประชากรทุกระดับ ซึ่งไม่ อย่างไรก็ตามในการบ�ำบัดรักษาแต่ละระบบจะใช้รูปแบบ
เพียงจะส่งผลกระทบต่อตัวผู้เสพเท่าน้ัน ยังมีผลกระทบต่อบุคคล การบ�ำบัดรักษาที่แตกต่างกันตามสภาพปัญหาของผู้ติดยาเสพติด
รอบข้าง ครอบครัว เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของชาติ ซึ่ง แต่ละราย รปู แบบใชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลายในประเทศไทย ไดแ้ ก่ การ
รัฐบาลแต่ละยุคให้ความส�ำคัญในการด�ำเนินการป้องกันและแก้ไข บำ� บดั แบบผปู้ ว่ ยนอกตามรปู แบบจติ สงั คม (matrix program) การ
ปญั หา รวมถงึ การบำ� บดั รกั ษาและฟน้ื ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาและสาร บ�ำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพในรูปแบบชุมชน (therapeutic
เสพติด ที่เปน็ มาตรการสำ� คัญประการหนงึ่ ในการลดความตอ้ งการ community) แบบผปู้ ว่ ยใน การบำ� บดั โดยใชห้ ลกั ศาสนา การบำ� บดั
ใชย้ าเสพติด รายบคุ คล การบำ� บดั แบบกล่มุ บ�ำบดั (group therapy) เปน็ ต้น
กระทรวงสาธารณสขุ เปน็ หนว่ ยงานหลกั ในการบาํ บดั รกั ษา ซาเทยี ร์ โมเดล (Satir Model) เปน็ รปู แบบการบ�ำบดั อีก
ผู้เสพยาเสพติด ตามมาตรการการลดอันตรายจากยาเสพติด โดย รูปแบบหนงึ่ สามารถให้การบ�ำบดั ท้ังรายบคุ คล รายครอบครัว และ
ใช้หลักสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชนเน้นการดูแลสุขภาพในระบบ รายกลมุ่ มจี ดุ มงุ่ หมายทเี่ นน้ การเตบิ โตของบคุ คล มกี ารตง้ั เปา้ หมาย
บ�ำบัดที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยในปีงบประมาณ 2562 ในทางบวก ชว่ ยใหบ้ คุ คลมคี วามสอดคลอ้ งกลมกลนื (congruence)
ตง้ั เป้าน�ำผตู้ ดิ ยาเสพตดิ เขา้ รบั การบ�ำบดั 219,275 คน แบง่ เปน็ โดยท�ำให้เกิดการเปล่ียนแปลง คือ เพ่ิมความรูสึกมีคุณค่าของตน
ระบบสมัครใจ 136,725 คน บังคับบ�ำบัด 56,550 คน ต้องโทษ ในการตัดสินใจ ความเชื่อหรือความรู้สึกมีคุณค่าของตนเอง ด้วย
26,000 คนจากผลการด�ำเนินงานของศนู ยอ์ ำ� นวยการปอ้ งกนั และ ตนเอง ให้เป็นคนรับผิดชอบต่ออารมณ์ความรู้สึก และช่วยให้เป็น
ปราบปรามยาเสพตดิ กระทรวงสาธารณสขุ ตงั้ แต่ 1 ตุลาคม 2561 คนทีม่ ีความสอดคลอ้ งกลมกลืน4 มกี ารสัมผสั กบั อารมณค์ วามรู้สกึ
- 18 มถิ ุนายน 2562 ไดน้ �ำผเู้ สพเข้าสกู่ ระบวนการบำ� บดั รกั ษา ใน ของตนเอง สัมผัสกับความเป็นตัวตนและการยอมรับแต่ไม่ใช่ถูก
โรงพยาบาลสังกัดทว่ั ประเทศกวา่ 800 แหง่ แลว้ จ�ำนวน 133,962 ควบคุมด้วยอารมณ์ ความรู้สึกสามารถน�ำมาช่วยเหลือผู้ที่มีความ
คน คิดเป็นร้อยละ 61.09 ในระบบสมัครใจ 61,360 คน ระบบ ทุกขท์ างจติ ใจอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และได้ผลด5ี และเน่ืองจาก
บังคับบ�ำบัด 58,864 คน และระบบต้องโทษ 13,738 คน โดย กระบวนการภายในกลมุ่ สง่ เสรมิ กำ� ลงั ใจซงึ่ กนั และกนั มคี วามเขา้ ใจ
สว่ นใหญ่เป็นผ้ตู ดิ ยาบา้ 1 เห็นใจ เข้าใจปัญหาของผู้เข้ากลุ่มด้วยกัน และสามารถช่วยกันหา
ทางออกของปัญหาได้หลากหลายกว่าการให้ค�ำปรึกษารายบุคคล
ผู้ติดยาเสพติดจะมีพฤติกรรมท่ีแสดงออก เช่น ขาดความ ดังนั้น ผู้วิจัยในฐานะพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ท่ีปฏิบัติงาน
รบั ผดิ ชอบ โกหก ขาดระเบยี บวนิ ยั มพี ฤตกิ รรมรนุ แรงกบั ครอบครวั บำ� บดั ฟืน้ ฟสู มรรถภาพ ผตู้ ิดยาและสารเสพตดิ ซ่ึงเป็นผูท้ ม่ี ีปญั หา
และสังคม รวมท้ังก่อปัญหาอาชญากรรม ปัญหาโรคตดิ ตอ่ ทางเพศ ด้านอารมณ์ จิตใจ มองอนาคตตนเองในด้านลบ รู้สึกตนเองไร้ค่า
สมั พนั ธ์ มีการเปลยี่ นแปลงทางอารมณ์ไดง้ า่ ย ออ่ นไหว หรอื วู่วาม ขาดแรงจูงใจในการเลิกยา จึงเหมาะที่จะให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่ม
มีบุคลิกภาพแยกตนเองไม่ค่อยสนใจดูแลตนเอง ขาดความมั่นใจ เพอื่ พฒั นาการเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง เขา้ ใจตนเองและผอู้ นื่ พรอ้ มทจี่ ะ
หรือมที า่ ทีกา้ วร้าว นอกจากนน้ั ยังมจี ติ ใจอ่อนแอ อารมณอ์ ่อนไหว บ�ำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพตนเองให้พร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสังคม
ไมส่ ามารถจดั การกบั อารมณข์ องตนเองได้ มกั มคี วามคดิ ในขอบเขต โดยไม่ใชย้ าเสพตดิ ตอ่ ไป
จ�ำกัด คิดตอ่ ตา้ นสังคม หรอื รงั เกียจตนเอง ไมก่ ล้าเผชญิ ปญั หา จะ วัตถแุ ละวิธีการ
รู้สึกว่าตนเองเป็นคนไร้ค่า ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ซึมเศร้า
บางรายอาจมอี าการทางจติ จนมพี ฤตกิ รรมเปลย่ี นแปลงกลวั คนมา การศึกษาผลของการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิด
ท�ำร้าย หวาดระแวง หลงผิด ประสาทหลอน อาจท�ำร้ายตนเอง ของซาเทียร์ โมเดล เพ่ือพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ติด
ปีที ่ 46 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 213
ยาบ้าที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวดก่อน ครัง้ ที่ 6 ส่ิงทฉี่ นั เป็น (เติมรกั ให้ใจเติมไฟใหฝ้ นั ) เพื่อให้เกดิ
และหลังได้รบั โปรแกรมการวจิ ยั กง่ึ ทดลอง (quasi-experimental ความสุขในจิตใจจากการได้ทบทวนประสบการณ์แห่งความภาค
research) ในคร้งั นี้ใชแ้ บบแผนการวจิ ยั กลมุ่ เดียว วัดกอ่ นและหลงั ภูมใิ จ
การทดลอง (one group pretest posttest design) ประชากร
ที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้ติดยาบ้าท่ีเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบ สัปดาหท์ ่ี 4
ควบคมุ ตวั ไมเ่ ขม้ งวด ณ โรงพยาบาลธัญญารกั ษ์ขอนแก่น จ�ำนวน ครัง้ ที่ 7 ส่ิงทฉี่ ันมี เพอ่ื ให้มมี มุ มองดา้ นบวกของตนเอง
68 ราย กลุ่มตัวอย่างใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง (purposive ครง้ั ท่ี 8 ปจั ฉมิ นิเทศเพ่อื ให้เหน็ คณุ ค่าในตนเองและผอู้ ืน่ มี
sampling) โดยเป็นผู้มีคะแนนในคุณค่าตนเองต่�ำตามแบบวัดการ แนวทางซึง่ ความรู้สกึ มีคณุ ค่าในตนเอง
เห็นคุณค่าในตนเองของคูเปอร์สมิทจ�ำนวน 10 ราย เคร่ืองมือท่ี ในแต่ละครั้งของการให้ค�ำปรึกษาประกอบด้วย ขั้นตอน
ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่ม ตา่ งๆ คือ 7,8
ตามแนวคิดของซาเทียร์โมเดลท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวน 1. การเตรยี มตัวของผู้ให้ค�ำปรึกษา (prepare yourself)
วรรณกรรมและผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจาก 2. การเร่มิ สมั ผัสกบั ตนเอง (make contact)
ผู้เชย่ี วชาญ จำ� นวน 3 ท่าน ในด้านความถกู ตอ้ งและความตรงของ 3. การกำ� หนดเปา้ หมาย (set goals)
เนื้อหาและรวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้เช่ียวชาญมาปรับปรุงแก้ไข 4. การรบั ฟงั ปญั หา (problem)
เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู ได้แก่ แบบสอบถามขอ้ มูล 5. การสำ� รวจภายในจิตใจของตนเอง
ทว่ั ไป และแบบวัดความรสู้ ึกมคี ณุ ค่าในตนเองของคูเปอร์สมิท6 หา 6. การสรา้ งพนั ธะสัญญาของตนเอง (commitment)
คุณภาพของเครื่องมือโดยไปทดลองใช้กับผู้ใช้ยาและสารเสพติดที่ 7. การเปลยี่ นแปลง (change)
เขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลธญั ญารกั ษข์ อนแกน่ จำ� นวน 30 คน 8. การตอกยำ้� การเปลีย่ นแปลง (anchoring)
โดยไมใ่ ชก่ ลมุ่ ตวั อยา่ ง และนำ� มาหาคา่ ความเชอ่ื มนั่ มคี า่ สมั ประสทิ ธิ 9. การทบทวน (feedback)
ความเชือ่ มัน่ ของครอนบาค แอลฟา (Cronbach’s alphe) ในภาพ 10. การให้การบา้ น (home work)
รวม 0.82 การดำ� เนนิ การวิจัย ผวู้ จิ ยั ได้ก�ำหนดข้อตกลงและทำ� การ วิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ
ช้ีแจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยและอธิบายข้ันตอนการด�ำเนินการ เปรียบเทียบความแตกต่างค่าคะแนนความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง
ทดลองและให้กลุ่มตัวอย่างท�ำแบบสอบถามภายในสัปดาห์แรก กอ่ นและหลงั การทดลองดว้ ยสถติ ิ Wilcoxon Signed Rank Test
กอ่ นการทดลอง (Pre-test) และหลังการทดลองสน้ิ สดุ 1 สปั ดาห์ ผล
โดยกิจกรรมท่ีก�ำหนดไว้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 60 นาที รวม กลุ่มตัวอย่างผู้ติดยาบ้าที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบ
ท้งั ส้ิน 4 สปั ดาห์ดังนี้ ควบคุมตวั ไม่เขม้ งวดจำ� นวน 10 ราย ท้ังหมดเป็นเพศชายอายเุ ฉลี่ย
23 ปี ส่วนใหญ่มสี ถานภาพสมรสร้อยละ 60.00 จบการศกึ ษาสงู สดุ
สัปดาห์ท่ี 1 ระดับมัธยมต้นร้อยละ 60.00 มีอาชีพรับจ้างท่ัวไปร้อยละ 65.00
คร้ังท่ี 1 ปฐมนิเทศเพื่อการสร้างสัมพันธภาพ เพ่ือให้ ของกล่มุ ตวั อยา่ งผ้ตู ดิ ยาบ้าทีเ่ ขา้ รว่ มการวจิ ัย
ตระหนกั รใู้ นตนเองยอบรับตนเองนำ� ไปสู่การเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง กลุ่มตัวอย่างผู้ติดยาบ้าที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบ
ครง้ั ที่ 2 รจู้ กั รใู้ จ เพอ่ื ใหไ้ ดร้ จู้ กั จติ ใจของบคุ คล ฝกึ วเิ คราะห์ ควบคุมตัวไม่เข้มงวดมีค่าคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนการ
ประสบการณภ์ ายในจติ ใจของบุคคล ทดลองต�่ำท่ีสุด 51 คะแนน สูงสุด 66 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
สปั ดาห์ที่ 2 59.7 คะแนนคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบั 17.64 หลังการทดลอง
ครั้งที่ 3 ส�ำรวจใจ เพอ่ื ได้ส�ำรวจประสบการณ์ภายในจิตใจ พบ คะแนนการเห็นคุณคา่ ในตนเองต�ำ่ ท่สี ดุ 73 คะแนน สงู สดุ 104
ของกลุม่ ตัวอย่าง คะแนน มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 87.10 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ครงั้ ท่ี 4 เม่อื ใจเปน็ ทกุ ข์ เพ่ือใหก้ ล่มุ ตวั อยา่ งได้มีทางเลือก เทา่ กบั 19.17 (ตารางท่ี 1)
ในการจัดการกับความทกุ ข์ทางใจ
สัปดาหท์ ่ี 3
ครั้งท่ี 5 หนทางเพื่อความอยู่รอดเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจรปู แบบการ
ปรบั ตวั ของบคุ คลนำ� ไปสกู่ ารปรบั ตวั ทส่ี อดคลอ้ งกลมกลนื ของบคุ คล
214 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 1 คะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลงั การทดลองจ�ำแนกแตล่ ะราย
รายท่ี ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลตา่ งกอ่ นและหลังการทดลอง
(คะแนน) (คะแนน) (คะแนน)
1 61 76 14
2 56 78 22
3 61 75 14
4 64 104 40
5 57 78 21
6 66 121 55
7 65 89 24
8 60 73 13
9 56 100 44
10 51 77 26
คา่ เฉล่ยี 59.70 87.10 27.30
สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 17.64 19.17 1.53
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของ ดา้ นสังคม ดา้ นครอบครวั และโดยรวม มคี วามแตกตา่ งกันอย่างมี
กลุ่มตัวอย่างท่ีได้รับการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดซาเทียร์ นัยสำ� คัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05 (ตารางท่ี 2)
โมเดล หลงั การทดลอง พบวา่ ความรสู้ กึ มคี ณุ คา่ ในตนเองดา้ นทวั่ ไป
ตารางท่ี 2 เปรยี บเทียบความรูส้ ึกมคี ุณคา่ ในตนเองด้านทว่ั ไป ดา้ นสงั คม ดา้ นครอบครวั และโดยรวม
ความร้สู กึ มีคณุ ค่าในตนเอง คะแนนเฉลยี่ คะแนนเฉลยี่ p
กอ่ นทดลอง หลังทดลอง
ดา้ นทว่ั ไป โดยรวม .041*
ด้านสงั คม 32.30 49.77 .011*
ด้านครอบครัว 12.60 15.43 .016*
14.80 21.90 .024*
*p < .05 59.70 87.10
วจิ ารณ์ กบั แนวคดิ ของซาเทยี ร์7ทเี่ ชอื่ วา่ การเปลยี่ นแปลงสามารถเกดิ ขน้ึ ได้
การให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดของซาเทียร์ โมเดล เสมอ โดยเฉพาการเปลยี่ นแปลงภายในจติ ใจ โดยผนู้ ำ� กลมุ่ การใหค้ ำ�
ปรึกษาจากขน้ั ตอนการรับฟังปญั หา การสำ� รวจ ภายในจติ ใจสรา้ ง
เพอื่ พฒั นาการเห็นคุณคา่ ในตนเองของผู้ติดยาบ้าท่ีเขา้ รบั การฟน้ื ฟู พันธะสัญญา และข้ันตอนการเปลี่ยนแปลง คือ เริ่มมีการระบาย
สมรรถภาพแบบควบคมุ ตัวไมเ่ ข้มงวด พบวา่ หลงั จากกลมุ่ ตวั อยา่ ง ปัญหา เนื่องจากในการรับฟังปัญหาผู้ให้ค�ำปรึกษาจะต้องค้นหา
ไดร้ บั การใหค้ ำ� ปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ ของซาเทยี ร์ โมเดล พบ ด้วยว่าปัญหาดังกล่าวท�ำให้เกิดปัญหาในการปรับตัวอย่างไร เร่ิมมี
วา่ มกี ารเหน็ คณุ คา่ ในตนเองหลงั การทดลองสงู กวา่ กอ่ นการทดลอง การใช้ภูเขาน้�ำแข็งของบุคคล (iceberg) ในการสืบค้นปัญหาท่ีแท้
อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 ซึ่งแสดงใหเ้ ห็นว่า การใหค้ �ำ จรงิ ใหค้ วามส�ำคัญกบั บคุ คลและเร่ืองราวที่เล่าเทา่ เทยี มกันและส่งิ
ปรึกษาแบบกลุ่ม ตามแนวคิดของซาเทียร์โมเดล สามารถน�ำมาใช้ ทต่ี อ้ งทำ� ไปพรอ้ มกนั คอื การชว่ ยเหลอื ในการเปลย่ี นปญั หา ใหเ้ ปน็
ในการพัฒนาการเหน็ คณุ ค่าในตนเองของผู้ตอ้ งขงั ได้ ซึง่ สอดคล้อง
ปที ี่ 46 ฉบับท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 215
โอกาสพัฒนาตัวของผู้รับค�ำปรึกษา โดยการพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้น 3. เป็นระบบ (systemic) การให้ค�ำปรึกษาตามแนวคิด
ว่าอาจมีการเปล่ียนแปลงอะไรไปจากเดิมได้ ซึ่งบางคร้ังไม่พบการ ซาเทียร์ เป็นการบ�ำบัดเชงิ ระบบ ทุกอย่างมคี วามเย่ียมโยงกนั การ
เปล่ียนแปลงเกิดข้ึน ผู้ให้ค�ำปรึกษาจะต้องพยายามค้นหาปัญหา ไดเ้ ชอื่ มโยงตนเองกบั ครอบครวั สโู่ ลกภายในรบั รถู้ งึ ตวั ตนของตนเอง
ที่แท้จริงใหม่อีกคร้ัง โดยกลับมาทบทวนถึงภูเขาน้�ำแข็งของบุคคล มองเห็นความเช่ือมโยงของจิตใจแต่ละระดับท่ีมีต่อกัน จากการ
ในสว่ นที่ยงั เป็นปัญหา และตอ้ งระบุถึงพฤติกรรมการปรบั ตวั เพื่อ ไดร้ บั รู้ ไดม้ องเหน็ ไดเ้ ขา้ ใจ ทำ� ใหก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งมจี ติ ใจทส่ี งบมากขน้ึ
ให้มีชีวิตรอด (coping stance) มีการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่ ตระหนักถงึ ตัวตนทสี่ มควรไดร้ บั ความรกั รสู้ กึ มคี ณุ คา่
จะเปลี่ยนแปลง ใช้ค�ำถามในการส�ำรวจ (process questions)
ดึงความไม่สมหวัง (unmet expectation) และความปรารถนา 4. ทิศทางเป็นบวก (positive directional) การช่วยให้
(yearning) ของผู้รับการปรกึ ษาขน้ึ มา เพอ่ื ท่จี ะสรา้ งเป้าหมายร่วม กลุ่มตัวอย่างได้มองเห็นทางเลือกท่ีมากขึ้นในการเผชิญปัญหา ได้
กัน กระตุ้นให้เกิดการเปล่ียนแปลง ซึ่งเปล่ียนแปลงที่แท้จริงเกิด มองเห็นโอกาสที่จะมีความสุขแม้อยู่ในส่ิงแวดล้อมท่ีจ�ำกัด ช่วยให้
ข้ึน โดยอยู่ในความเป็นตัวเองมากกว่าที่จะเน้นท่ีเขาท�ำอะไรความ กลุ่มตัวอย่างเป็นคนรับผิดชอบในสุขทุกข์ของตนเอง ส่งผลให้กลุ่ม
ปรารถนาต่างๆ มีการละท้ิงเปลี่ยนแปลงความไม่สมหวังต่อตนเอง ตัวอยา่ งมีความหวงั มากขึน้ รับรวู้ ่าตนเองสามารถมีความสขุ ได้ ใน
ต่อคนอื่น และความคาดหวังท่ีคนอ่ืนมีต่อตน เปล่ียนแปลงไปมี ทุกๆ โปรแกรมของการให้ค�ำปรึกษา จะเน้นให้กลุ่มตัวอย่างได้มี
การรับรู้โดยการมองตนเอง มองความสัมพันธ์ มองบริบทของตน มมุ มองในด้านบวกกับเร่ืองราวทีเ่ กิดขน้ึ
และความเป็นไปได้ มีความรู้สึกโดยมีการยอมรับว่าเป็นความรู้สึก
ของเราเองและสามารถจดั การได้ จากการรบั ผดิ ชอบตอ่ ความร้สู ึก 5. ประสบการณ์เรียนรู้ (experiential) เป็นการให้กลุ่ม
ต่างๆ ของตนเองทีเ่ กดิ ขน้ึ เม่ือเข้าสกู้ ารตอกยำ้� การทบทวน การ ตัวอย่างได้สัมผัสกับประสบการณ์ท่ีผ่านเข้ามา เช่น กลุ่มตัวอย่าง
ยตุ ิ การบ�ำบดั และการใหก้ ารบ้าน เป็นขนั้ ตอนท่ผี ูใ้ หค้ �ำปรึกษาได้ ชายไทยอายุ 25 ปี คนหน่ึงน�้ำตาคลอ ในขณะท่พี ดู ถงึ ภรรยา เกดิ
มองหาข้อดีน่าช่ืนชมและยอมรับนับถือมองเห็นศักยภาพท่ีจะช่วย ความรู้สึกทุกข์ใจด้วยความคิดถึง ผู้น�ำกลุ่มได้ให้กลุ่มตัวอย่างราย
ผรู้ บั คำ� ปรกึ ษา ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงได้ และรบี ทำ� การตอกยำ้� การ นน้ั อยกู่ บั ความรสู้ กึ สกั ครู่ แลว้ ใหร้ บั รถู้ งึ กำ� ลงั ใจจากสมาชกิ คนอนื่ ๆ
เปล่ยี นแปลงให้คงอยู่ มีการสรปุ เรอ่ื งราว และเชือ่ มโยงถึงการบ้าน ท่ีอยู่ในกลุ่ม ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างคลายความทุกข์ใจ ยอมรับและ
ทกี่ ลมุ่ ตวั อยา่ งจะตอ้ งทดลองทำ� ขณะทอี่ ยใู่ นระหวา่ งการบำ� บดั ฟน้ื ฟู รบั ผิดชอบกบั ความรู้สกึ ของตนเองได้
ในโรงพยาบาล และใหค้ วามเชือ่ มน่ั ว่ามศี ักยภาพเพียงพอท่ีเชือ่ ม่ัน
ว่าจะท�ำได้ให้ก�ำลังใจ ช่ืนชมส่ิงที่กลุ่มตัวอย่างเคยท�ำส�ำเร็จ ส่งผล 6. ผใู้ หค้ ำ� ปรกึ ษาคอื เครอ่ื งมอื ทสี่ ำ� คญั (use of self) ในการ
ให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความรตะหนักถึงศักยภาพและคุณค่าในตนเอง ชว่ ยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจิตใจกลุ่มตวั อยา่ งผ้รู บั คำ� ปรกึ ษา
โดยในการให้คำ� ปรึกษาแบบกลุ่มได้พิจารณาตามองค์ประกอบของ เพราะผใู้ หค้ ำ� ปรกึ ษาเปรยี บเสมอื นพาหนะทจี่ ะนำ� สมาชกิ ในกลมุ่ ให้
การเปลี่ยนแปลง 5 องค์ประกอบ ตามแนวคิดซาเทียร์ ดังนี้ สามารถรบั รู้ เขา้ ใจตนเอง โดยใชก้ ระบวนการถามกระตนุ้ ใหส้ มาชกิ
กลุ่มได้ทบทวน ท�ำความเข้าใจตนเองตามความเป็นจริง สะท้อน
1. มุ่งให้เปลย่ี นแปลง (chang-focus) เปน็ องคป์ ระกอบท่ี ความหวงั ทเ่ี ปน็ ไปได้ ชใี้ หเ้ หน็ ศกั ยภาพของแตล่ ะคนในสมาชกิ กลมุ่
ส�ำคัญเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มกระบวนการให้ค�ำปรึกษา ซ่ึงเชื่อว่าการ
เปลยี่ นแปลงสามารถเกิดข้นึ ได้เสมอ โดยเฉพาะการเปล่ยี นแปลงที่ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีคะแนน
ภายในจติ ใจ ผนู้ ำ� กลมุ่ ใชเ้ ทคนคิ การถามใหก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งไดส้ มั ผสั กบั การเห็นคุณค่าในตนเองหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่า ก่อนเข้าร่วม
ประสบการณภ์ ายในจติ ใจ เพอื่ นำ� กลมุ่ ตวั อยา่ ง ไดส้ ำ� รวจโลกภายใน โปรแกรมอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั การ
จติ ใจตนเอง รบั รถู้ งึ ประสบการณภ์ ายในจติ ใจ ในระดบั ตา่ งๆ ทมี่ ตี อ่ ศกึ ษาของ Sayles9 ทพี่ บวา่ กระบวนการเปลีย่ นแปลงเปน็ เสน้ ทาง
เรอ่ื งราวทนี่ ำ� เสนอ ไดป้ ระสบการณเ์ กดิ ขนึ้ จากการเปลย่ี นแปลงจาก ของการช่วยเหลือบุคคลให้มีทางเลือกมากขึ้น เพ่ิมการเห็นคุณค่า
ภายใน เช่นกลุม่ ตัวอยา่ งคนหน่งึ ไมเ่ คยให้อภัยตนเอง ไม่สามารถ ของตนเอง เป็นกระบวนการเปล่ียนแปลงภายในจิตใจที่เป็นความ
ยอมรับตนเองได้ถ้าภรรยาไม่ให้การยอมรับและไม่ให้อภัย มอง ปรารถนาอันเป็นสากความต้องการเป็นที่รัก การได้รับการยอมรับ
ตนเองไม่ดสี �ำหรับความผิดพลาดท่เี กิดข้นึ จากการ ได้เปดิ เผยเร่อื ง รวมไปถงึ อสิ รภาพ จากการศกึ ษาผลการเปลย่ี นแปลงโดยใชแ้ นวคดิ
ราวในครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง ได้เปิดเผยตนเองในบรรยากาศกลุ่มที่ ซาเทียร์เปน็ พ้ืนฐานในการชว่ ยเหลอื บคุ คล คสู่ มรส และครอบครัว
เตม็ ไปดว้ ยความเข้าใจจากสมาชกิ ในกลุ่ม และได้รับการยอมรับ ซึ่งเม่ือเกิดการเปลี่ยนแปลงเรียนรู้คุณค่าของตนเองจะท�ำให้การ
ต้ังเป้าหมายในการด�ำเนินชีวิตมีความชัดเจนเพิ่มมากข้ึนเช่นเดียว
2. จากกล่มุ ซ่ึงเสยี ใจกับความผิดพลาดคล้ายๆ กนั ทำ� ให้ กับการศึกษาของ Phawong10 ท่ีศึกษาผลการให้ค�ำปรึกษาแบบ
กลุ่มตัวอยา่ งคนนี้ มีก�ำลังใจมากขึ้น มองเห็นข้อดที ีม่ ีอยู่ของตนเอง กลุ่มตามแนวคิดแซทเทียร์ โมเดล (Sati Model) เพื่อพัฒนาการ
มากขึ้น และมีพันธะสญั ญากับสมาชกิ คนอน่ื ๆ วา่ จะมองสิง่ ดีๆ ทม่ี ี เห็นคุณค่าในตนเองของผตู้ ้องขังพบวา่ กอ่ นเขา้ รับการใหค้ �ำปรึกษา
ของตนเองมากขน้ึ อภยั ความผดิ พลาดทเ่ี กดิ ขนึ้ เพยี งครง้ั เดยี วในชวี ติ ผ้ตู อ้ งขงั มพี ฤติกรรมแยกตัว ซมึ นอนไม่หลับ หงุดหงดิ งา่ ย ตำ� หนิ
ผนู้ �ำกลมุ่ ได้กระตนุ้ ใหก้ ลุ่มตัวอยา่ งได้รบั รู้ ถึงขมุ ทรพั ย์ (resource) ตนเอง โทษตนเอง กบั ความผดิ ทก่ี อ่ ขนึ้ ไมเ่ หน็ คณุ คา่ ในตนเอง ภาย
ของกลมุ่ ตัวอยา่ งแตล่ ะคน หลังท่ีได้รับการให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดของแซทเทียร์
โมเดล (Satir Model) มีการเห็นคุณค่าในตนเองสูงกว่าก่อน
การทดลองอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น
216 | วารสารกรมการแพทย์
Kongsook11 ได้ศึกษาการให้ค�ำปรึกษาครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท เกดิ ประสทิ ธภิ าพ ผใู้ หค้ ำ� ปรกึ ษาควรมกี ารเตรยี มตวั ซงึ่ ตอ้ งผา่ นการ
ตามแนวคิดซาเทียร์ พบว่าโดยภาพรวมครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทมี อบรมการให้ค�ำปรึกษาตามแนวคิดซาเทยี ร์ โมเดล (Satir Model)
ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเพิ่มข้ึน ด้วยกระบวนการกลุ่มท่ีมีการ มีประสบการณ์ในด้านการให้ค�ำปรึกษา และฝึกปฏิบัติการให้ค�ำ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกันท�ำให้สมาชิกในกลุ่มเข้าใจคน ปรึกษาอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การให้ค�ำปรึกษาเกิดประสิทธิภาพ
อื่น ยอมรับตนเอง สามารถเข้าสู่โลกภายในจิตใจของตนเองและ มากข้ึน และในการศึกษาคร้ังต่อไป ควรท�ำการศึกษาท่ีมีขนาด
เติมเต็มความปรารถนาภายในจิตใจให้กับตนเองได้ รวมถึงมีการ กลุ่มตัวอย่างท่ีมากควรมีการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างท่ีมากกว่าคร้ัง
มีทางเลือกในการมีความสุข รับผิดชอบกับความสุข ความทุกข์ น้ี หรือศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลมุ่ 2 กลมุ่ เปน็ กล่มุ ทดลองและ
ของตนเอง อีกท้ังรับรู้ถึงแหล่งทรัพยากรท่ีตนมี ผ่านการเช่ือมโยง กลมุ่ ควบคมุ เพอื่ ลดตวั แปรแทรกซอ้ นทเ่ี กดิ ขนึ้ ในระหวา่ งการใหค้ ำ�
ตนเองกับครอบครัวและคนอ่ืนๆ ที่มีอิทธิพลในชีวิต ได้รับรู้ถึงการ ปรึกษา รวมไปถึงการติดตามผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพ่ือ
เป็นที่รักในครอบครัว และเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับตัวเองโดย ตดิ ตามความคงอยขู่ องการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองหรอื การเปลยี่ นแปลง
ปราศจากเงอ่ื นไข สง่ ผลใหก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งผใู้ ชย้ าบา้ ทเี่ ขา้ รบั การบำ� บดั ของการเป็นคุณค่าในตนเอง
ฟื้นฟูสมรรถภาพที่รู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่�ำเกิดความตระหนักถึง กติ ตกิ รรมประกาศ
ศักยภาพ และการเห็นคุณค่าในตนเอง มีทางเลือกตัดสนิ ใจใชช้ วี ติ
โดยไม่พึ่งพายาเสพตดิ ต่อไป ขอขอบคุณเจ้าหน้ากลุม่ งานฟ้นื ฟสู มรรถภาพ โรงพยาบาล
สรปุ ธญั ญารกั ษข์ อนแกน่ ทกุ ทา่ นทอ่ี ำ� นวยความสะดวกในชว่ งการดำ� เนนิ
การวิจัย ขอบคุณครอบครัวท่ีเป็นแรงผลักดันให้เกิดแรงจูงใจใน
การให้ค�ำปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดของซาเทียร์ โมเดล การวิจัย ท่ีและขอบคุณกลุ่มตัวอย่างท่ีให้ความร่วมมือเปิดเผย
สามารถใชใ้ นการพฒั นาการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองใหม้ ที างเลอื กตดั สนิ ประสบการณจ์ นท�ำใหง้ านวิจัยสำ� เร็จดว้ ยดี
ใจใชช้ วี ติ โดยไมพ่ งึ่ พายาเสพตดิ ตอ่ ไป ซง่ึ การนำ� ผลการวจิ ยั นไี้ ปใชใ้ ห้
References 7. Satir V, Banmen J, Gerber J and Gomori M. The Satir model: family
1. Delve into the health system. [Internet]. [cited 2019 July 20]. therapy and beyond. Science and Behavior Books, California;
1991.
Available from: https://www.hfocus.org/content/2019/07/17344.
2. Ritmontree S, Sawanchaeon K. Violent behavior to word family 8. Satir V. Conjoint family therapy. Palo Alto Carifornia: Science
and Behavior Books; 1967.
of methamphetamine users. Journal of Nursing Science & Health
2011; 34: 48-56. 9. Sayles Carl. Transformational Change-Base on the Model of
3. Ritmontree S, Kanato M, Behavior related to illegal drugs Virginia Satir; 2004.
in adolescents and their health effects. Community Health
Development Quarterly Khon Kaen University 2014; 2: 57-67. 10. Phawong K. The Effect of Group Counseling Based on the
4. Suphatthaaphan N, Limsuwan N.(editor) Satir’s systemic Brief; Satir Model for Self-Esteem of Inmates. Master of Education,
2003. Mahasarakham University; 2008.
5. Limsuwan N, Piyawatkun N, Anphongphaisan S, Satir Model.
Journal of the Psychiatric Association of Thailand 2007; 52: 1-7. 11. Kongsook P. Family counseling for schizophrenic patients
6. Coopersmith S. The antecedents of self – esteem. 2nd ed . Palo according to Satir ‘s concept. Independent Study Report Master
Alto, C.A. :Consulting Psychologist Press;1981. of Nursing Science Mental Health and Psychiatric Nursing Program
Graduate school Khon Kaen University; 2005.
ปที ี่ 46 ฉบบั ท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 217
นพิ นธ์ตน้ ฉบับ
การประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้สารสกัด
กญั ชาในผปู้ ว่ ยโรคพารก์ นิ สันโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่
ศศธิ ร ศิรมิ หาราช พ.บ., แวววรรณ กองมี พ.บ., ฉววี รรณ แสงสว่าง พย.ม., อดศิ ร ตรีทพิ ยรักษ์
ภก., นิตยา กระจา่ งแกว้ พย.บ., ภทั ราภรณ์ ธรรมป๊อก วทบ.
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ตำ� บลสุเทพ อำ� เภอเมืองเชียงใหม่ จังหวดั เชยี งใหม่ 50200
Abstract: Effectiveness and Safety Evaluation of
Medical Cannabis in Parkinson’s disease in Chiang Mai
Neurological Hospital
Sasitorn Sirimaharaj, M.D., Waewwan Kongmee, M.D.,
Chaweewan Sangsawang, M.N.S., Adisorn Threetipayarak, Pharm.D,
Nittaya Krajangkaew, B.N.S., Patttaraporn Thammapok, B.Sc
Chiang Mai Neurological Hospital, Suthep, Mueang Chiang Mai, Chiang Mai, 50200
(E-mail:[email protected])
(Received: December 2, 2020; Revised: January 15, 2021; Accepted: January 20, 2021)
Background: Parkinson’s disease (PD) is one of the chronic disorders due to degeneration of a nervous
system. Recent medical treatments are unable to cure or prevent progression. To alleviate the symptoms, there are
needs to find efficient medications. Objective: This study aimed to evaluate efficacy and safety of medical cannabis
extract as part of treatment for patients with PD. Methods: This was an open label study comparing 12 individuals’
conditions before and after administration of medical cannabis. The follow-up visits were appointed at the end of 1st,
3rd and 6th months after the first administration. The collected information included records of any adverse effects,
Unified Parkinson’s Rating Scale Disease (UPDRS), The Pittsburgh Sleep Quality Index (PSQI), Stress Test, Patient
Health Questionnaire (PHQ9) and Self-Rating Anxiety Scale (SAS). Result: 8 of 12 participants (66.7%) were male with
overall average age of 60.3 years and average duration after onset was 7.5 years. Participants were in stage 2 (41.7%)
or 3 (58.3%). The dose was between two and five drops daily. After six months, there were statistically significant
differences (p<0.05) of symptoms and severity of PD, level of stress, and quality of sleep between baseline and
six-month assessments. The reported adverse effects included dry throat (16.7%), depression (8.3%), and dizziness
(8.3%). Conclusion: The administration of cannabis in elderly participants described in this study was safe with minor
adverse effects and tended to reduce symptoms and severity of PD, level of stress and improve quality of sleep.
Keywords: Medical cannabis, Parkinson patient, Safety
บทคัดย่อ และ 6 เครื่องท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบประเมินอาการไม่
ภูมิหลัง: โรคพารก์ นิ สันเปน็ โรคเรื้อรังท่ีเกิดจากความเสอื่ ม พึงประสงค์ แบบประเมนิ Unified Parkinson’s Disease Rating
Scale (UPDRS) แบบประเมนิ คุณภาพการนอนหลับ แบบประเมิน
ของระบบประสาท ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคให้หายขาดหรือ อาการซึมเศร้า ความเครยี ด และความวติ กกงั วล ผล: กลมุ่ ตวั อย่าง
หยุดย้ังการด�ำเนินของโรคได้ จึงต้องหายาที่มีประสิทธิผลเพื่อช่วย สว่ นใหญ่เปน็ เพศชาย (ร้อยละ 66.7) อายเุ ฉลย่ี 60.3 ปี ระยะเวลา
บรรเทาอาการของโรค วตั ถปุ ระสงค:์ เพอื่ ศกึ ษาความปลอดภยั และ ของการเป็นโรคพาร์กินสัน 7.5 ปี ส่วนใหญ่อาการของโรคอยู่ใน
ประสทิ ธผิ ลของการใชส้ ารสกดั จากกญั ชาทางการแพทยใ์ นผปู้ ว่ ยโรค ระยะท่ี 3 (ร้อยละ58.3) ได้รับกัญชาต้ังแต่ 2-5 หยดต่อวัน ผล
พาร์กินสนั ในโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่ วิธีการ: ท�ำการศกึ ษา การศึกษาเมื่อครบ 6 เดือนพบว่าอาการและความรุนแรงของโรค
วิจัยแบบเปิด (open label study) เปรียบเทียบความแตกต่าง พารก์ นิ สนั ความเครยี ด และการนอนหลบั มคี วามแตกตา่ งจากกอ่ น
ก่อนและหลังการได้รับการรักษาด้วยกัญชา ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย
โรคพารก์ ินสนั จ�ำนวน 12 ราย ติดตามผลการรกั ษาในเดอื นที่ 1,3,
218 | วารสารกรมการแพทย์
ใหก้ ัญชาอย่างมีนยั ส�ำคญั ทางสถติ ิ (p< 0.05) อาการข้างเคยี งทพี่ บ ว่าทางเลือกหน่ึงในการรักษาโรค คือการน�ำสารสกัดจากกัญชามา
ไดแ้ ก่ อาการคอแหง้ (ร้อยละ 16.7) อาการซึมเศรา้ (รอ้ ยละ 8.3) ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและโรคพาร์กินสัน12
และมนึ เวยี นศรี ษะ (รอ้ ยละ 8.3) สรปุ : การใชน้ ำ้� มนั กญั ชา ตามขนาด ซงึ่ สารสำ� คญั ทีพ่ บในกญั ชามีมากกวา่ 400 ชนดิ ทพี่ บเป็นสารหลัก
ยาทรี่ ะบขุ า้ งตน้ ในกลมุ่ ตวั อยา่ งซงึ่ เปน็ ผสู้ งู อายมุ คี วามปลอดภยั และ สำ� คญั ในกลมุ่ cannabinoids และมผี ลตอ่ จติ ประสาทมี 2 ชนดิ คอื
มีแนวโน้มท่ีจะลดอาการและความรุนแรงของโรค ลดความเครียด delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) และ cannabidiol (CBD)
และเพิม่ คุณภาพการนอนหลับ โดยตวั รบั การทำ� งานของสารกลมุ่ นใี้ นรา่ งกายเรยี กวา่ cannabinoid
receptors (CB) ที่แบ่งเป็น CB1 และ CB2 ซึ่ง CB1 พบการ
ค�ำส�ำคัญ: สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรค แสดงออกสว่ นใหญใ่ นประสาทสว่ นกลาง และมผี ลให้ THC ออกฤทธิ์
พารก์ นิ สัน ความปลอดภัย ส่วนใหญใ่ นประสาทส่วนกลาง ส�ำหรับ CB2 พบในสว่ นอ่นื ๆ และ
บทนำ� พบมากที่เซลล์เม็ดเลือดขาวและสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกัน ผล
การศึกษาต่างๆ พบว่า THC ส่งผลเฉียบพลันให้ร่างกายผ่อน
โรคพารก์ นิ สนั (Parkinson’s disease) เปน็ โรคเรอ้ื รงั ทเี่ กดิ คลายและมีความรู้สึกสนุก แต่มีอาการข้างเคียงต่อจิตประสาท
จากความเสอื่ มของระบบประสาทในสว่ นควบคมุ การเคลอื่ นไหวของ กระวนกระวาย ซึมเศร้า มีความพร่องในความจ�ำและการเรียนรู้
รา่ งกาย ซงึ่ พบบ่อยเป็นอนั ดบั 2 รองจากอัลไซเมอร์1,2 อุบัตกิ ารณ์ ตลอดจนการท�ำงานของระบบเคลื่อนไหวและการพูดและการใช้
และความชกุ ของโรคเพมิ่ มากขนึ้ สมั พนั ธก์ บั อายทุ ม่ี ากขนึ้ และพบใน ศพั ท์ มผี ลตอ่ การเตน้ ของหวั ใจและความดนั โลหติ สว่ น CBD พบวา่
เพศชายมากกว่าเพศหญงิ 3,4 จากสถิตใิ นปี พ.ศ. 2553 – 2559 พบ CBD มฤี ทธิต์ ้านการชกั ท�ำให้ง่วง ลดความกระวนกระวาย เม่ือให้
ผูป้ ว่ ยโรคพารก์ ินสันท่วั โลก เพ่ิมจาก 2.1 ล้านคนเป็น 6.1 ลา้ นคน5 CBD ร่วมกบั THC สามารถลดอาการไมพ่ งึ ประสงค์ของ THC ได้13
คาดวา่ ในปี พ.ศ. 2573 จะมีจำ� นวนผู้ปว่ ยพาร์กินสนั ทว่ั โลกเพิ่มขน้ึ จากการศึกษาการใช้กัญชาในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในต่างประเทศ
เป็น 9 ล้านคน2 ในเอเชียพบว่าอัตราความชุกทุกช่วงอายุพบเป็น กัญชาสามารถลดอาการส่ัน อาการปวด14 กล้ามเน้ือแข็งเกร็ง15,16
51.3-176.9 คนตอ่ แสนประชากร อบุ ตั กิ ารณพ์ บเปน็ 8.7 คนตอ่ หนง่ึ อาการซึมเศร้า พลัดตกหกล้มและอาการนอนไม่หลับ16 อารมณ์ดี
แสนประชากรตอ่ ป6ี สว่ นในประเทศไทยจากทะเบยี นโรคพารก์ นิ สนั ขึ้น ความจ�ำ และอาการอ่อนเพลียดีข้ึน17 แต่พบอาการข้างเคียง
ในปี พ.ศ. 2554 พบมผี ู้ป่วยทัง้ หมด 60,565 ราย คิดเปน็ ความชุก ของกญั ชาไดแ้ ก่ อาการไอ และอาการประสาทหลอน16 ส�ำหรบั ใน
95.34 คนตอ่ แสนประชากร อตั ราความชกุ สมั พนั ธก์ บั อายทุ มี่ ากขนึ้ 7 ประเทศไทยยังมีหลกั ฐานทางวชิ าการจ�ำนวนจำ� กดั
โรคพาร์กินสันเกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทส่วน โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ เป็นโรงพยาบาลตติยภูมิ
กลางส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในส่วนของเซลล์สมองเบซาล แกงเกลีย ในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นกรมวิชาการ
(basal ganglia) เซลล์ในส่วนน้ีมีหน้าท่ีส�ำคัญในการผลิตสารส่ือ ที่สนับสนุนวิชาการแก่กระทรวงสาธารณสุข ท�ำหน้าท่ีดูแล และ
ประสาทโดปามีน ซ่ึงมีหน้าท่ีส�ำคัญในการท�ำให้เกิดการเชื่อมโยง ให้บริการผู้ป่วยด้านระบบประสาทในเขตภาคเหนือ คณะผู้วิจัยจึง
และการผ่านของกระแสประสาทในส่วนต่างๆ ของการเคลื่อนไหว สนใจศึกษาการใชก้ ัญชาทางการแพทยใ์ นผปู้ ่วยโรคพารก์ นิ สนั เพ่ือ
การลดลงของสารโดปามนี ทำ� ใหเ้ กดิ ลกั ษณะอาการของโรคทส่ี ำ� คญั ดูผลของขนาดยาท่ีปลอดภัยจากการรักษา ผลของการรักษาและ
ประกอบด้วยอาการที่เกี่ยวข้องกับการเคล่ือนไหวที่มีลักษณะ ผลขา้ งเคยี ง เพอ่ื เปน็ ข้อมูลพื้นฐานในการขับเคลอ่ื นนโยบายในการ
จำ� เพาะ ได้แก่อาการสัน่ อาการเคลอ่ื นไหวช้า อาการแขง็ เกร็งและ ใช้กัญชาทางการแพทย์ของวงการสาธารณสุขไทยในอนาคตให้มี
การเสยี การทรงตวั 1 นอกจากอาการหลกั ดา้ นการเคลอื่ นไหวดงั กลา่ ว ความเหมาะสมกบั โรคและบรบิ ทของประเทศ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชน์
แล้ว ร้อยละ 60 ของผ้ปู ่วยโรคพารก์ ินสนั อาจมีอาการอ่ืนๆ น�ำมา สงู สุดแก่ผ้ปู ่วยโรคพารก์ ินสนั
ก่อนปัญหาการเคลื่อนไหวโดยท่ีผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวมาก่อน อาการ วตั ถแุ ละวิธกี าร
เหล่าน้ีสามารถพบได้บ่อยพอๆ กับปัญหาด้านการเคล่ือนไหว ซึ่ง
มีลักษณะอาการที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้ในทุกระยะของโรค1 การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบเปิด (open label
ได้แก่ อาการทางระบบประสาทอตั โนมัติ ปัญหาเรอ่ื งการนอนหลับ study) โดยเปน็ การศกึ ษาความปลอดภยั และผลการใชส้ ารสกดั จาก
อาการทางจติ ประสาท อาการปวด และอาการออ่ นลา้ รวมถงึ ปญั หา กัญชาทางการแพทย์ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ที่มารับการรักษาใน
บกพรอ่ งดา้ นการรบั รแู้ ละการตดั สนิ ใจ8 ความรนุ แรงของโรคพารก์ นิ สนั โรงพยาบาลประสาทเชยี งใหมจ่ ำ� นวน 12 ราย ตดิ ตามผลการรกั ษา
มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล9และการด�ำเนินของโรครุนแรง ในเดือนที่ 1,3, และ 6
มากข้นึ สัมพนั ธ์กบั ระยะเวลาที่เพ่มิ ขน้ึ 10
Inclusion criteria
ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดหรือ 1) ผปู้ ว่ ยทร่ี บั การวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ โรคพารก์ นิ สนั โดยประสาท
หยุดย้ังการดำ� เนินของโรคได้ วธิ กี ารรกั ษาทใ่ี ชโ้ ดยทั่วไป ได้แก่ การ อายรุ แพทย์
รักษาด้วยยา ซึ่งเป็นการรักษาตามอาการ และการรักษาโดยการ 2) ผู้ป่วยได้รับการรักษาโรคพาร์กินสันได้รับยาในกลุ่ม
ผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึกในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ให้ผลดีเท่า levodopa และ dopamine agonist
ที่ควร11 ในปัจจุบันจากการทบทวนวรรณกรรมในต่างประเทศพบ
ปีท่ ี 46 ฉบบั ท ี่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 219
3) ผปู้ ว่ ยเปน็ ผู้มีสญั ชาตไิ ทย ความเครยี ด (Stress Test)21, แบบประเมนิ อาการซมึ เศรา้ (Patient
4) ยินดีเข้าร่วมการวิจยั Health Questionnaire; PHQ9)22 และแบบประเมินความวิตก
Exclusion criteria กงั วล (Self-rating Anxiety Scale; SAS)23 ทงั้ กอ่ นและหลงั การ
1) ผ้ปู ว่ ยมีการใชส้ ารสกดั จากกัญชาใดๆ ภายใน 1 เดือน ได้รับกัญชา (วดั ผลเดือนที่ 1, 3, 6)
กอ่ นเข้าร่วมโครงการ
2) มีภาวะทางกายภาพท่ีไม่สามารถเข้ารับยาที่มีส่วนผสม ผวู้ จิ ยั ทมี่ หี นา้ ทเ่ี ปน็ ผสู้ งั่ ใช/้ จา่ ย สารสกดั กญั ชาทางการแพทย์
ของกัญชา เช่นโรคตบั เรื้อรัง, ไตวาย, HIV ได้รับประกาศนียบัตรรับรองผ่านการอบรม “การใช้สารสกัดจาก
3) ผู้ทม่ี ีอาการรนุ แรงของ unstable cardio-pulmonary กญั ชาทางการแพทยส์ ำ� หรบั บุคลากรทางการแพทย”์ และได้รบั ใบ
disease หรือมปี จั จยั เสย่ี งของโรคหลอดเลอื ดหวั ใจ อนญุ าตเป็นผู้ส่ังใช้/จา่ ยสารสกัดจากกัญชาในทางการแพทย์ มกี าร
4) ผู้ป่วยมีประวัติใช้/ติดสารเสพติด รวมถึงนิโคติน หรือ เฝ้าระวังและรายงาน ADR รวมถึงรายงานการรับจ่ายผลิตภัณฑ์
เป็นผู้ดืม่ สุราอย่างหนกั กัญชา โดยใช้การรักษากรณีจ�ำเป็นส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย
5) ผู้ทม่ี ีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Special Access Scheme; SAS)
6) ผปู้ ่วยท่มี ปี ระวตั ิเป็นโรคจติ
7) มปี ระวัติพยายามฆา่ ตวั ตาย แหล่งทีม่ าของกัญชา
8) ผทู้ ่แี พ้ยาหรอื สว่ นประกอบสารสกดั กัญชา สารสกดั กญั ชาทางการแพทยท์ ใี่ ชใ้ นโครงการเปน็ ผลติ ภณั ฑ์
เกณฑย์ ตุ ิงานวิจยั ที่ใช้เพ่ือการรักษา (medical grade) จากองค์การเภสัชกรรม
1) ผู้ป่วยทขี่ อยตุ กิ ารได้รบั กญั ชา (THC: CBD = 1:1) ใน 1 มิลลิลิตร ประกอบด้วยสาร delta-
2) ค่าการท�ำงานของไตลดลงมากกว่าร้อยละ 30 ของ 9-tetrahydrocannabinol (THC) 27 มิลลิกรัม และสาร
ค่าเร่มิ ต้น cannabidiol (CBD) 25 มลิ ลกิ รมั ผปู้ ว่ ยแตล่ ะคนจะเรมิ่ ตน้ สารสกดั
3) ค่าการท�ำงานของตับเพ่ิมขน้ึ 2 เท่าของคา่ ปกติ กัญชา (1:1) ขนาดตำ�่ และปรับเพ่ิมขนาดชา้ ๆ การวิจัยครงั้ น้ผี ปู้ ่วย
4) ผู้ป่วยมอี าการเจบ็ แน่นหนา้ อก แขน ขา ออ่ นแรงสับสน ไดร้ ับกญั ชา ตั้งแต่ 2-5 หยดต่อวัน หยดใตล้ ้นิ เชา้ และก่อนนอน คา่
กระวนกระวาย ประสาทหลอน เฉลี่ยจ�ำนวนหยดเพม่ิ ขึน้ จาก 2 หยดเป็น 4 หยดต่อวันในเดอื นที่ 6
เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในงานวจิ ยั ประกอบด้วย การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
1. ข้อมลู ทว่ั ไปของผ้ปู ่วย ประกอบด้วย เพศ อายุ ประวตั ิ ข้อมูลท่ีได้น�ำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
โรคประจ�ำตัว ประวัติการใช้สารเสพติด ระยะของโรค ยาท่ีผู้ป่วย (descriptive statistics) แสดงค่าเป็นความถ่ี ร้อยละ ค่ากลาง
ไดร้ บั และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและ
2. ข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการตรวจกัญชาใน หลงั การไดร้ ับการรักษาด้วยกัญชา (วัดผลเดอื นท่ี 1, 3, 6) ด้วยสถิติ
ปัสสาวะ (เฉพาะครั้งแรก) CBC, BUN, Cr, Electrolyte, liver Friedman test และ Wilcoxon signed-ranks Test
function test ทัง้ ก่อนและหลงั การได้รับกัญชา (วดั ผลเดือนท่ี 1, ผล
3, 6) กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคพาร์กินสันท่ีเข้าเกณฑ์การวิจัยเข้า
3. การติดตามความปลอดภัยโดยใช้แบบประเมินอาการ ร่วมงานวิจัยท้ังหมด 12 ราย ออกจากงานวิจัยก่อนครบก�ำหนด
ไมพ่ ึงประสงค์ (adverse events) จ�ำนวน 3 ราย เนือ่ งจากมีอาการซึมเศร้า ปญั หาการเดินทางและ
4. การติดตามผลลัพธ์การรักษาโดยใช้แบบประเมิน มีอาการเวียนศีรษะคงเหลือกลุ่มตัวอย่าง 9 รายกลุ่มตัวอย่างส่วน
Unified Parkinson’s Disease Rating Scale (UPDRS)18 โดย ใหญเ่ ป็นเพศชาย (รอ้ ยละ 66.7) อายเุ ฉลยี่ 60.3 ปี ระยะเวลาของ
ประสาทอายุรแพทย์, แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ (The การเปน็ โรคพาร์กนิ สัน 7.5 ปี ส่วนใหญ่อาการของโรคอยู่ในระยะที่
Pittsburgh Sleep Quality Index; PSQI)19, แบบประเมิน 3 (รอ้ ยละ58.3) ทุกราย (รอ้ ยละ 100) ไดร้ ับยาในกลมุ่ levodopa
ตารางท่ี 1
220 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางที่ 1 ขอ้ มลู ท่วั ไปของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ได้รบั กญั ชาทางการแพทย์ (n=12)
เพศ mean ± SD จำ�นวน รอ้ ยละ
ชาย
หญงิ 60.3 ± 7.6 8 66.7
7.5 ± 2.8 4 33.7
อายเุ ฉลีย่ (ป)ี
ระยะเวลาการเป็นโรค (ป)ี 5 41.7
ระยะของโรคพาร์กนิ สัน 7 58.3
ระยะท่ี 2 12 100
ระยะท่ี 3 7 58.3
ยาพารก์ นิ สันท่ไี ดร้ ับ 3 25.0
Levodopa 3 25.0
Dopamine agonist
MAO-B inhibitor
Anticholinergic
การศกึ ษานผ้ี ปู้ ว่ ยได้รบั กญั ชา ตั้งแต่ 2-5 หยดตอ่ วนั หยด activities of daily living) ด้านการตรวจทางการเคล่ือนไหวของ
ใต้ล้ินเช้าและก่อนนอน ค่าเฉล่ียจ�ำนวนหยดเพ่ิมขึ้นจาก 2 หยด รา่ งกาย (part III-motor examination) และดา้ นภาวะแทรกซอ้ น
เป็น 4 หยดต่อวันในเดือนท่ี 6 เมอ่ื เปรียบเทียบขอ้ มลู กอ่ นและหลัง ทางการเคลอ่ื นไหว (IV-complications of therapy), ความเครยี ด
การใหก้ ญั ชา (ครบ 6 เดือน) พบวา่ คา่ เฉลีย่ ของนำ้� หนกั ของผู้ป่วย (Stress test) และการนอนหลบั (PHQI) เม่อื ครบ 6 เดือนมีความ
เพิ่มขน้ึ จาก 60.1 กโิ ลกรัมเปน็ 62.6 กโิ ลกรัมในเดอื นที่ 6 (ไม่แตก แตกตา่ งจากกอ่ นใหก้ ญั ชาอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ โดย UPDRS มี
ต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ) ในส่วนของการประเมินด้านอาการ แนวโน้มลดลง (จาก 39.8 เป็น 32.6) เช่นเดียวกบั ผลการประเมิน
และความรนุ แรงของโรคโดยใชค้ า่ UPDRS พบวา่ ค่า UPDRS โดย ความเครยี ด (มีแนวโนม้ ลดลง จากระดับ 2 เปน็ ระดับ 1) และการ
รวม ด้านชีวิตประจ�ำวันที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (part II- นอนหลับมีแนวโน้มดีขึ้น (จาก 8.3 เปน็ 7) รูปที่ 1 และตารางที่ 2
รูปท่ี 1 Pre-post parameters
ปีท่ ี 46 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 221
ตารางท่ี 2 เปรยี บเทียบคา่ เฉลี่ยน้ำ� หนัก, ปริมาณกญั ชาทใี่ ช้, UPDRS, Anxiety, Stress Test, PHQ-9, PSQI
Weight (kg.) Baseline เดือนท่ี 1 เดอื นท่ี 3 เดอื นท่ี 6 ค่าเฉล่ียรวม 6 เดอื น
การใชก้ ญั ชา (หยด) 60.1 ± 14.0 61.1 ± 14.2 62.8 ± 13.6 62.6 ± 13.1 61.5 ± 13.3
UPDRS 3 (1.5)
Part I 2 (1) 3 (0.01) 4 (1) 4 (1) 36 ± 14.0
Part II 39.8 ± 14.8 37 ± 13.5 33.2 ± 13.0 32.6 ± 12.5 0.4 ± 0.9
Part III 0.4 ± 0.9 0.5 ± 0.9 0.4 ± 1.0 0.4 ± 1.0 5 ± 3.9
Part IV 5.1 ± 4.6 5 ± 4.3 4.9 ± 3.2 25.7 ± 8.2
Anxiety 29.3 ± 8.5 26.7 ± 7.9 5 ± 3.5 22.4 ± 7.4 4.9 ± 2.9
Stress Test 4.9 ± 3.6 5 ± 3.2 22.8 ± 7.7 4.8 ± 2.3 29 ± 4.5
PHQ-9 28.6 ± 4.2 30.6 ± 6.7 5 ± 2.5 27 ± 2.4 2.2 ± 2.1
PSQI 2.5 ± 1.6 3 ± 3.0 27.3 ± 2.2 1.6 ± 1.5 4 ± 3.0
3.9 ± 2.8 5.3 ± 5.8 1.6 ± 1.5 3.3 ± 3.0 7.7 ± 3.9
8.3 ± 3.1 8.1 ± 3.3 3.3 ± 3.0
7.2 ± 2.9 7 ± 3.1
นอกจากนี้การติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ function test: ALP, AST, ALT) ค่าเฉล่ียการทำ� งานของไต (Cr)
เปรยี บเทยี บกอ่ นไดร้ บั ยาและเมอื่ ครบ 6 เดอื น พบวา่ คา่ เฉลยี่ ความ และอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ไม่มีความแตกต่างทางสถิติและ
สมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ค่าเฉล่ียการท�ำงานของตับ (liver อยใู่ นเกณฑ์ปกติ ตามตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 เปรียบเทยี บคา่ เฉล่ียและผลการตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการ
ผลเลอื ด CBC (Hct) Baseline เดอื นที่ 1 เดอื นท่ี 3 เดอื นที่ 6 คา่ เฉลยี่ รวม 6 เดอื น
การทำ�งานของตับ 39.7 ± 6.3 39.5 ± 3.9 39.7 ± 4.1 40.2 ± 3.4 39.8 ± 4.5
ALT
ALP 15 ± 8.8 15.5 ± 10.6 14.8 ± 9.1 16.3 ± 10.8 15.4 ± 9.5
AST 71.9 ± 28.9 61 ± 21.4 62.7 ± 15.2 66 ± 24.5 65.7 ± 23.0
Electrolyte 25.1 ± 9.2 25.3 ± 12.8 24.6 ± 10.8 23.7 ± 7.9 24.7 ± 10.0
Na
K 143 ± 6.3 142.2 ± 3.3 142.2 ± 3.4 139.4 ± 1.5 141.8 ± 4.3
การทำ�งานของไต 5.8 ± 7.8 3.6 ± 0.3 3.7 ± 0.4 3.8 ± 0.3 4.3 ± 4.2
Cr
0.9 (0.2) 0.8 (0.2) 0.9 (0.1) 0.9 (0.1) 0.9 (0.1)
222 | วารสารกรมการแพทย์
ในระหวา่ งการศกึ ษา 6 เดอื นมกี ารตดิ ตามการเปลยี่ นแปลง และคา่ คณุ ภาพการนอนหลบั มแี นวโนม้ ดขี น้ึ แตค่ า่ ความเครยี ดหลงั
ของตวั แปรเหลา่ นห้ี ลงั จากครบเดอื นท่ี 1,3 และ 6 พบวา่ คา่ UPDRS, จากครบ 1 เดือน เพิม่ ขนึ้ เล็กนอ้ ยกอ่ นจะลดลงในเดือนที่ 3 ผลการ
ความเครียดและคุณภาพการนอนหลับน้ันมีการเปลี่ยนแปลงค่อน ศกึ ษาหลงั จากครบ 6 เดอื นพบว่าค่า UPDRS, Stress test, PSQI
ขา้ งชดั เจน โดยระหวา่ ง 3 เดอื นแรกหลงั จากไดร้ บั กญั ชา คา่ UPDRS ไมม่ ีการเปล่ยี นแปลง เมื่อเทยี บกบั เวลาที่ 3 เดอื น ตามรปู ที่ 2
รูป 2 การเปลี่ยนแปลง ของ UPDRS, Stress test และ PSQI ในระหว่าง 6 เดือน
ปที ี่ 46 ฉบบั ท ี่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 223
ด้านความปลอดภัยจากขนาดกัญชาท่ีได้รับ กลุ่มตัวอย่าง ขา้ งเคยี งไดแ้ ก่ อาการคอแหง้ เลก็ น้อย (2 คน), อาการซึมเศร้า (1
สว่ นใหญไ่ มม่ อี าการขา้ งเคยี ง (8 คน) มเี พยี ง 4 คนทม่ี รี ายงานอาการ คน) และมนึ เวยี นศีรษะ (1 คน) ตามรูปท่ี 3
รปู 3 อาการขา้ งเคยี งจากการใช้กญั ชาทางการแพทย์
วจิ ารณ์ ใหส้ ามารถน�ำผลการวจิ ัยมาปรบั ใชใ้ นกลมุ่ ผู้ปว่ ยในโรงพยาบาลได้
จากการศึกษาประสบการณ์การใช้กัญชาในผู้ป่วยโรค
การศึกษาน้ีพบว่า การได้รับกัญชาต้ังแต่ 2-5 หยดต่อ
วันติดต่อกันนาน 6 เดือนในกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้สูงอายุมีความ พาร์กินสัน โดยศึกษาผลลัพธ์อาการของโรคและผลข้างเคียงของ
ปลอดภัยและมีแนวโน้มท่ีจะลดอาการและความรุนแรงของโรค การใช้กัญชา16 ในกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันประเทศ
ลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ จากการทบทวน อิสราเอลจ�ำนวน 47 ราย ระยะของโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่อยู่ใน
วรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการใช้กัญชาในการรักษาโรค ระยะที่ 2-3 ระยะเวลาที่ได้รับกัญชาผ่านการสูบและรับประทาน
พารก์ นิ สนั 23 ตงั้ แตป่ ี ค.ศ. 1970 ถงึ ตลุ าคม ค.ศ. 2019 โดยคดั เลอื ก กญั ชาเฉลี่ย 19.1 เดอื น ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอยา่ งรอ้ ยละ 82
การศึกษาวิจัยท่ีมีคุณภาพแบ่งเป็นงานวิจัยในรูปแบบการทดลอง อาการโดยรวมดขี นึ้ รอ้ ยละ 4 มคี วามเหน็ วา่ ไมแ่ ตกตา่ ง และรอ้ ยละ
(randomized controlled trials) จ�ำนวน 5 เรื่อง24-28 ส่วนทเี่ หลือ 16 รายงานว่าอาการแย่ลง ในกลุ่มตัวอย่างที่อาการดีข้ึนกัญชา
เป็นงานวิจัยแบบอน่ื ๆ เชน่ การสำ� รวจ กรณศี ึกษา ผลทางด้านบวก สามารถลดอาการปวด อาการซมึ เศรา้ อาการสน่ั อาการนอนไมห่ ลบั
ของอาการดา้ นการเคลอ่ื นไหวและอาการนอกเหนอื การเคลอ่ื นไหว อาการกลา้ มเน้อื แขง็ เกร็ง และลดการเกดิ พลัดตกหกล้ม เชน่ เดียว
พบในรายงานวิจัยที่ไม่ใช่ในรูปแบบการทดลองเท่านั้น ส่วนการ กับงานวิจัยของ Zuardi30 ซึง่ ใช้ CBD ในปรมิ าณต่างๆ กนั ในแต่ละ
ศึกษาวิจัยในรูปแบบการทดลอง พบเพียงงานวิจัยเดียวท่ีสรุปว่า สปั ดาห์ Lotan14 โดยวธิ ีการสูบ 2.9%THC และ Shohet15 ซงึ่ ใช้วิธี
กัญชาลดอาการวติ กกังวลและอาการสน่ั 28 ส่วนงานวิจยั ในรูปแบบ การสบู เชน่ กนั ตา่ งรายงานคะแนน UPDRS ลดลงสอดคลอ้ งกบั การ
การทดลองทเ่ี หลอื ไมพ่ บผลดที งั้ ทางดา้ นอาการดา้ นการเคลอ่ื นไหว วจิ ยั นี้ ท่ีผลการใช้สารสกดั กญั ชาท่มี ีท้งั สาร THC และ CBD ในเวลา
และอาการนอกเหนอื การเคลอื่ นไหวดงั นน้ั การใชก้ ญั ชาในผปู้ ว่ ยโรค 3 เดอื นผลการรกั ษาดขี นึ้ ในสว่ นของอาการเคลอื่ นไหว โดย UPDRS
พารก์ นิ สนั ใหถ้ กู กฎหมาย ยงั คงตอ้ งมหี ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษแ์ ละงาน มแี นวโนม้ ลดลง (จาก 39.8 เปน็ 32.6) (p <0.05) โดยเฉพาะอาการ
วจิ ยั สนบั สนนุ เพยี งพอโดยเฉพาะในดา้ นการใชย้ าเพอ่ื ลดอาการและ ทเี่ ก่ียวกบั การเคลือ่ นไหว (UPDRS part II-IV) พบอาการข้างเคียง
ความรุนแรงของโรค รวมถึงความปลอดภัย โรงพยาบาลประสาท เล็กน้อยเม่ือเทียบกับงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้นซ่ึงอาจเป็นเพราะ
เชียงใหม่จึงด�ำเนินการวิจัยท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือดูผลของขนาดยาที่ วธิ กี ารและขนาดของการใชก้ ญั ชามคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งไรกต็ าม
ปลอดภัยจากการรักษา ผลของการรักษาและผลข้างเคียง ในกลุ่ม ในการศึกษาน�ำร่องของ Chagas27 ท่ีใช้ CBD เพียงอย่างเดียว
ตวั อยา่ งทมี่ ลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกบั กลมุ่ คนไขพ้ ารก์ นิ สนั ในโรงพยาบาล รายงานว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงของ UPDRS ทางสถิติในช่วง 6
คอื มอี ายุมากกว่า60 ปี, อาการอยูใ่ นระยะ 2-3, ไม่มีโรคร่วม29 เพือ่ สปั ดาหข์ องการศกึ ษา เมอ่ื เทยี บกบั งานวจิ ยั อนื่ ๆ ทมี่ รี ะยะสนั้ ขา้ งตน้
224 | วารสารกรมการแพทย์
แล้ว การศกึ ษาวิจัยน้ตี ิดตามผลเป็นระยะเวลา 6 เดอื น UPDRS ลด อาการเวยี นศรี ษะ ใจสนั่ และคอแหง้ 33 ในการศกึ ษาของโรงพยาบาล
ลงอย่างชัดเจนในสามเดือนแรกจากน้ันไม่มีการเปล่ียนแปลงทาง ประสาทเชียงใหม่ พบว่ามผี ปู้ ่วย 4 คน ทมี่ รี ายงานอาการขา้ งเคยี ง
สถิติจนครบ 6 เดอื น ซงึ่ อาจบง่ ชี้วา่ การใชน้ ำ้� มนั กัญชาตามขนาดท่ี ไดแ้ ก่ อาการคอแหง้ เลก็ นอ้ ย (รอ้ ยละ16.7) อาการซมึ เศรา้ (รอ้ ยละ
กำ� หนด ในกลมุ่ ตวั อยา่ งจะสามารถลด UPDRS ภายใน 3 เดอื นแรก 8.3) และมนึ เวียนศรี ษะ (ร้อยละ 8.3) ซ่ึงผูป้ ว่ ย 2 ราย ขอยุติการ
จากนนั้ อาการจะคงทโี่ ดยอาจมผี ลขา้ งเคียงเลก็ น้อย รักษาและถอนตัวจากงานวิจัย ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง อันได้แก่
ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ภาวะหัวใจขาดเลือด และภาวะสมองขาด
สอดคล้องกับการศึกษาของ Finseth31 ที่ศึกษาเก่ียวกับ เลอื ดเฉยี บพลนั ในสว่ นของการตดิ ตามผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิ
ประสิทธิภาพของกัญชาและยาชนิดอื่นที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรค การทงั้ ในสว่ นประกอบของเลอื ด (CBC) การทำ� งานของไต (Cr) และ
พาร์กินสัน โดยการส�ำรวจเป็นแบบประเมินตนเองของผู้ป่วยโรค คา่ การทำ� งานของตบั (liver function test) พบวา่ อยใู่ นเกณฑป์ กติ
พารก์ นิ สนั ทอี่ าศยั อยใู่ นรฐั โคโรลาโด สหรฐั อเมรกิ า จำ� นวน 207 คน ทั้งก่อนและหลังท�ำการวิจัย ซ่ึงเป็นบ่งช้ีว่าการใช้น�้ำมันกัญชาตาม
ระหวา่ งปี ค.ศ. 2012-2013 พบผปู้ ว่ ยทใ่ี ชก้ ญั ชาในการรกั ษาอาการ ขนาดและปรมิ าณทร่ี ะบใุ นกลมุ่ ตวั อยา่ งนมี้ คี วามปลอดภยั และอาจ
ของโรคเพียงรอ้ ยละ 4.3 ผปู้ ่วยกลุ่มดงั กล่าวประเมนิ วา่ กญั ชามผี ล ท�ำให้เกดิ อาการขา้ งเคยี งเลก็ น้อย
ต่ออารมณ์และการนอนหลับ อาการด้านการเคลื่อนไหว รวมถึง
คณุ ภาพชวี ติ ดขี น้ึ แตไ่ มพ่ บรายงานวา่ เกดิ ผลดา้ นลบหรอื อาการขา้ ง ขอ้ จ�ำกัดในการวจิ ัย
เคยี งเช่นเดยี วกบั การศึกษาของ Lotan14และ Balash16 รายงานวา่ 1. งานวิจัยน้ีเป็นงานวิจัยแบบเปิด ความคาดหวังผลการ
ผู้เข้าร่วมวิจัยส่วนใหญ่มากกว่า 70% มีการนอนหลับดีข้ึน และ รักษาในทางบวก ความเชื่อและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างอาจมีผล
อาการเจ็บปวดก็ดีขึ้นด้วยตามรายงานของ Lotan นอกจากนี้การ ต่อผลลพั ธใ์ นการรักษาในครัง้ นี้
ศึกษาผลการรักษาและความปลอดภัยของการใช้น้�ำมันกัญชาสกัด 2. กลุ่มตัวอยา่ งมี 12 คน ซงึ่ ในทางสถิตถิ อื เป็นจ�ำนวนนอ้ ย
ในผู้ป่วยพาร์กินสันโรงพยาบาลสกลนคร25 ในกลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน เน่ืองงานวิจัยดังกล่าวต้องมีการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเน่ือง
16 ราย ปรมิ าณนำ�้ มนั กญั ชาทไี่ ดร้ บั 2-5 หยด ใตล้ นิ้ กอ่ นนอนตดิ ตาม เปน็ ระยะเวลานานทำ� ใหผ้ ทู้ มี่ คี ณุ สมบตั หิ ลายทา่ นไมย่ นิ ยอมเขา้ รว่ ม
ผลจนครบ 3 เดือน พบวา่ กญั ชามีแนวโน้มบรรเทาอาการของโรค งานวจิ ยั และเกดิ ปญั หาการระบาดของโรค COVID-19 รวมทง้ั ยาท่ี
พาร์กินสัน และเพิ่มคุณภาพการนอนหลับรวมถึงเพ่ิมคุณภาพชีวิต มีจ�ำนวนจ�ำกัด อย่างไรก็ตามในงานวิจัยแบบทดลองการใช้กัญชา
ของผ้ปู ว่ ย แตกตา่ งกบั งานของ Carroll24 ทีไ่ ม่พบการเปล่ยี นแปลง ทางการแพทยท์ ผ่ี า่ นมา มกี ลมุ่ ตวั อยา่ งระหวา่ ง 7-24 คนและมคี วาม
ของการนอนหลบั หรอื คณุ ภาพชวี ติ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ใิ นระยะ แตกต่างด้านอายุ การศึกษาน้ีกลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกับ
ส้ัน 4 สัปดาห์ ซ่ึงอาจเกิดจากความแตกต่างของยาท่ีให้และ/หรือ กลมุ่ ผปู้ ว่ ยโรคพารก์ นิ สนั ทเี่ ขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลประสาท
เวลาในการติดตามผล เชยี งใหม่ ทำ� ใหผ้ ลการศกึ ษามแี นวโนม้ ทจ่ี ะนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั การ
ให้บริการในอนาคตได้
ดา้ นความปลอดภยั ของการใชก้ ญั ชานนั้ มกี ารศกึ ษาผลของ ข้อเสนอแนะ
การใชก้ ญั ชาตอ่ อาการทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การเคลอื่ นไหว และอาการนอก งานวจิ ัยการใช้กัญชาในผู้ป่วยพารก์ นิ สัน ยังคงมีการศกึ ษา
เหนอื การเคลอื่ นไหว ในกลมุ่ ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยโรคพารก์ นิ สนั จำ� นวน 22 ในวงท่ีจ�ำกัด และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้มีจ�ำนวนน้อยเกินไป ข้อเสนอ
รายผลขา้ งเคยี งทพี่ บไม่เฉพาะเจาะจง ไดแ้ ก่ กลมุ่ ตัวอย่าง 1 ราย มี แนะในการทำ� วิจยั ครงั้ ตอ่ ไปคือ
อาการเวียนศีรษะ ผลข้างเคียงในระยะยาวได้แก่ อาการง่วงซมึ ใจ 1. ควรศึกษาวิจัยแบบพหุสถาบันเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่าง
ส่ัน และการรับรสเสียไป14 Balash16 ศึกษาเก่ียวกับผลข้างเคียง จ�ำนวนมากข้ึน หรือการศึกษาเชิงทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบเพ่ือ
ของการใชก้ ญั ชาพบวา่ อาการขา้ งเคยี งทเี่ กดิ ไดแ้ ก่ อาการไอ อาการ ลดอคติ
สับสน และอาการประสาทหลอน อาการทางจิตประสาท ซ่ึงเป็น 2. ควรศกึ ษาและตดิ ตามในระยะยาวเพอื่ ดผู ลการรกั ษาและ
สาเหตุท�ำให้กลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 5 รายต้องยุติการรักษาและ ผลข้างเคยี ง รวมทง้ั therapeutic effects หลงั จากหยดุ ยา
ถอนตัวออกจากงานวิจัย ซ่ึงงานวิจัยทั้งสองเร่ืองนี้ผู้เข้าร่วมวิจัยใช้ 3. ประเมินอาการของที่ไม่เกี่ยวกับการเคล่ือนไหวอ่ืนเช่น
วิธกี ารสูบ เชน่ เดียวกับงานวิจัยของ Frankel32 และ Sieradzan24 ภาวะพุทธิปัญญา (cognitive function) และอาการที่เก่ียวกับ
ที่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์เช่นกนั ในงานวิจัยท่ใี ช้ CBD 1.25 ประสาทอตั โนมัติเพ่ิมเตมิ
mg: THC 2.5 mg25มรี ายงานอาการไมพ่ งึ ทางรา่ งกายเลก็ นอ้ ย เชน่
วงิ เวยี น ทอ้ งเสยี ทอ้ งผกู ปากแหง้ เปน็ ตน้ ในงานวจิ ยั ในโรงพยาบาล สรุป
ประสาทเชียงใหม่เลือกใช้น�้ำมันกัญชาแบบหยด CBD:THC เป็น
1:1 ขนาดต�่ำและเพ่ิมขนาดข้ึนตามความจ�ำเป็นโดยเฉล่ีย 3 หยด ผลการศกึ ษาวจิ ยั การใชน้ ำ้� มนั กญั ชา ตามขนาดยาทร่ี ะบขุ า้ ง
ต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับงานวิจัยในโรงพยาบาลสกลนครที่มีรายงาน ตน้ ในกลุ่มตัวอยา่ งซ่ึงเป็นผู้สูงอายมุ ีความปลอดภัยและมแี นวโนม้
ปีที่ 46 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 225
ท่ีจะลดอาการและความรุนแรงของโรคตามการประเมิน UPDRS, ข้างเคยี งเลก็ นอ้ ยในบางราย ไดแ้ ก่คอแหง้ เล็กน้อย อาการซมึ เศรา้
ลดความเครียด, และเพ่ิมคุณภาพการนอนหลับ โดยไม่ส่งผลกระ และมนึ เวยี นศีรษะ
ทบต่อการทำ� งานของตับและไตในระยะ6 เดือน ทง้ั น้ีอาจมอี าการ
References 13. The Government Pharmaceutical Organization and Alliances.
1. Pitayasiri R, Phanthumajinda K, Boonnak S. Treatable parkinson’s Report of academic conference conclusion: The study and
development of marijuana and hemp extracts for national
disease. Bangkok: Chulalongkorn Center of Excellence for development. [Internet]. Bangkok: GPO; 2018 [cite 2019 Nov 14].
Parkinson’s Disease and Related Disorders, King Chulalongkorn Available from: https://www2.gpo.or.th/LinkClick.aspx?Fileticke
Memorial Hospital, Thai Red Cross Society; 2007. = IfSuh2BT-FA%3d&tabid=388&mid=1186&language=th-TH
2. JankovicJ, Tolosa E. Parkinson’s disease & moment disorder (6th
ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer. 2015. 14. Lotan I, Treves TA, Roditi Y, Djaldetti R. Cannabis (medical
3. Hirsch L, Jette N, Frolkis A, Steeves T, Pringsheim T. The incidence marijuana) treatment for motor and non–motor symptoms
of parkinson’s disease: a systematic review and meta-analysis. of parkinson disease: an open-label observational study. Clin
Neuroepidemiology 2016; 46:292-300. Neuropharmacol 2014; 37:41-4.
4. Pringsheim T, Jette N, Frolkis A, Steeves TD. The prevalence
of parkinson’s disease: a systematic review and meta-analysis. 15. Shohet A, Khlebtovsky A, Roizen N, Roditi Y, Djaldetti R. Effect
Mov Disord. 2014; 29:1583-90. of medical cannabis on thermal quantitative measurements
5. GBD 2016 Parkinson’s disease Collaborators. Global, regional, and of pain in patients with parkinson’s disease. Eur J Pain 2017;
national burden of parkinson’s disease, 1990–2016: a systematic 21:486-93.
analysis for the Global Burden of Disease Study 2016. Lancet
Neurol 2018; 17:939-53. 16. Balash Y, Schleider LB, Korczyn AD, Shabtai H, Knaani J, Rosenberg
6. Muangpaisan W, Hori H, Brayne C. Systematic review of the A, et al. Medical cannabis in parkinson disease: real-life patients’
prevalence and incidence of parkinson’s disease in Asia. J experience. Clin Neuropharmacol 2017; 40:268-72.
Epidemiol 2009; 19:281-93.
7. Bhidayasiri R, Wannachai N, Limpabandhu S, Choeytim S, 17. Kindred JH, Li K, Ketelhut NB, Proessl F, Fling BW, Honce JM, et
Suchonwanich Y, Tananyakul S, et al. A national registry to al. Cannabis use in people with parkinson’s disease and multiple
determine the distribution and prevalence of parkinson’s sclerosis: a web-based investigation. Complement Ther Med
disease in Thailand: implications of urbanization and pesticides 2017; 33:99-104.
as risk factors for parkinson’s disease. Neuroepidemiology 2011;
37:222-30. 18. Fahn S, Elton RL. Unified parkinson’s disease rating scale. In:
8. Svenningsson P, Westman E, Ballard C, Aarsland D. Cognitive Fahn S, Marsden CD, Goldstein M, Calne DB, editors.Recent
impairment in patients with parkinson’s disease: diagnosis, developments in parkinson’s disease, Vol. 2, Florham Park:
biomarkers, and treatment. Lancet Neurol 2012; 11:697-707. Macmillan Health Care Information; 1987.
9. Hoehn MM, Yahr MD. Parkinsonism: onset, progression, and
mortality. Neurology 1967; 17:427-42. 19. Jirapramukpitak T, Tanchaiswad W. Sleep disturbances among
10. Halliday GM, McCann H. The progression of pathology in nurses of Songklanagarind Hospital. J Psychiatr Assoc Thailand
parkinson’s disease. Ann N Y Acad Sci. 2010; 1184:188-95. 1997; 42:123-32.
11. Bumrungrad Hospital. Parkinson’s disease [Internet]. Bangkok
[cited 2019 Nov 13]. Available from: https://www.bumrungrad. 20. Silpakit O. Srithanya stress scale. Journal of Mental Health of
com/th/conditions/parkinson-disease. Thailand. 2008; 16:177-85.
12. Koppel BS, Brust JC, Fife T, Bronstein J, Youssof S, Gronseth G, et
al. Systematic review: efficacy and safety of medical marijuana 21. Department of Mental Health, Working-Committee of clinical
in selected neurologic disorders: report of the Guideline practice guideline of major depressive disorder for general
Development Subcommittee of the American Academy of practitioner in primary and secondary care hospital. Clinical
Neurology. Neurology 2014; 82:1556-63. practice guideline of major depressive disorder for general
practitioner: CPG-MDD-GP [Internet]. 2010 [cited 2020 Jan15].
Available from: https://www.thaidepression.com/www/ news54/
CPG-MDD-GP.pdf.
226 | วารสารกรมการแพทย์
22. Zung WW. A rating instrument for anxiety disorders. 28. de Faria SM, de Morais Fabrício D, Tumas V, Castro PC, Ponti MA,
Psychosomatics 1971; 12:371-9. Hallak JE, et al. Effects of acute cannabidiol administration on
anxiety and tremors induced by a Simulated Public Speaking
23. Bougea A, Koros C, Simitsi AM, Chrysovitsanou C, Leonardos A, Test in patients with Parkinson’s disease. J Psychopharmacol
Stefanis L. Medical cannabis as an alternative therapeutics for 2020; 34:189-96.
parkinsons’ disease: systematic review. Complement Ther Clin
Pract 2020; 39:101154. 29. Sangsawang C. Stress and coping in older persons with
parkinson’s disease [Dissertation]. Chiangmai: Chiangmai
24. Sieradzan KA, Fox SH, Hill M, Dick JP, Crossman AR, Brotchie University; 2017.
JM. Cannabinoids reduce levodopa-induced dyskinesia in
parkinson’s disease: a pilot study. Neurology2001; 57: 2108-11. 30. Zuardi AW, Crippa JA, Hallak JE, Pinto JP, Chagas MH, Rodrigues
GG, et al. Cannabidiol for the treatment of psychosis in
25. Carroll CB, Bain PG, Teare L, Liu X, Joint C, Wroath C, et al. parkinson’s disease. J Psychopharmacolo 2009; 23:979-83.
Cannabis for dyskinesia in parkinson disease: a randomized
double-blind crossover study. Neurology 2004; 63:1245-50. 31. Finseth TA, Hedeman JL, Brown RP, Johnson KI, Binder MS, Kluger
BM. Self-reported efficacy of cannabis and other complementary
26. Mesnage V, Houeto JL, Bonnet AM, Clavier I, Arnulf I, Cattelin medicine modalities by Parkinson’s disease patients in Colorado.
F, et al. Neurokinin B, neurotensin, and cannabinoid receptor Evid Based Complement Alternat Med 2015; 2015: 874849.
antagonists and parkinson disease. Clin Neuropharmacol 2004;
27:108-10. 32. Frankel JP, Hughes A, Lees AJ, Stern GM. Marijuana for
parkinsonian tremor. J Neurol Neurosurg Psychiatry 1990; 53:436.
27. Chagas MH, Zuardi AW, Tumas V, Pena-Pereira MA, Sobreira ET,
Bergamaschi MM, et al. Effects of cannabidiol in the treatment 33. Tasanabunyong K. Result of Treatment and safety of the
of patients with parkinson’s disease: an exploratory double-blind marijuana oil extract in parkinson patients in Sakonnakorn
trial. J Psychopharmacol 2014; 28:1088-98. Hospital. Thai Journal of Neurology 2020; 36:22-33.
ปที ่ี 46 ฉบบั ที ่ 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 227
นิพนธ์ต้นฉบับ
การพัฒนารปู แบบการพยาบาลตอ่ เนอื่ งในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ�้ พองใส
สถาบนั โรคผวิ หนงั
สมใจ ฉนั ทวรลกั ษณ์ พย.บ., วท.ม., องิ ลดา ศรโี ภคา พย.บ., พรรณทิพย์ ย้มิ วาสนา พย.บ., จินตนา
ภาคเี นตร พย.บ., ชินมนสั เลขวัต, พ.บ.
สถาบันโรคผวิ หนงั แขวงทงุ่ พญาไท เขตราชเทวี กรงุ เทพมหานคร 10400
Abstract: The Development of Continuing Nursing Model
in Pemphigus Patients at the Institute of Dermatology
Somjai Chantavoraluk, B.N.S., M.Sc., Inglada Sripoka, B.N.S., Pantip Yimwadsana, B.N.S.,
Chintana Pakeenet, B.N.S., Chinmanat Lekhavat, M.D.
Institute of Dermatology, Khwang Phyathai, Ratchathewi, Bangkok, 10400
(Email: [email protected])
(Received: December 12, 2020; Revised: January 26, 2021; Accepted: February 9, 2021)
Background: Pemphigus is a chronic autoimmune blistering skin disease. The severity degree of the disease
can be varied, affecting the quality of life and even death from its complications such as infections, and the use of
immunosuppressants. Patients need to receive continued care from hospital to home to avoid possible complications.
Objective: To develop and study the results of a continuing nursing model in pemphigus patients. Methods: This was
a research and development study. The data were collected on 17 professional nurses and 68 patients (8 patients
with moderate disease severity or worse and 60 patients with mild diseases severity) at the Institute of Dermatology.
We analyzed the problems and developed a nursing model for continuing care in pemphigus patients. The data were
analyzed through content analysis. Wilcoxon signed-rank test and Paired t-test were used to compare the differences
between pre and post processing of the continuing nursing model. Results: The nursing model for continuing care of
pemphigus diseases was developed to address 1) Nursing practice guideline 2) Discharge planning program 3) Health
education plan 4) Pemphigus Patient’s identification book 5) Assigning nurses to monitor patients at home by phone
6) Exchanging information about patient problems between the inpatient ward and the vesiculobullous clinic. The
professional nurses had a statistically higher knowledge than before implementing the model (p<0.05). Mean nurses’
operation following the nurse care model was 86.42%, and nurse satisfaction was at the highest level. The patients
with all disease severity levels had significantly higher mean score of self-care knowledge (p<0.05). Patients with mild
disease severity had a significantly higher mean score in care behavior (p<0.05) although there was no statistically
significant difference between before and after model in patients with moderate and more disease severity (p>0.05).
Patient satisfaction was at the highest level in all severity group after the model was used. The re-visit rates reduced
from 5.96% to 1.67% in the mild disease severity group, while the readmission rates reduced from 4.33% to 0%
in the moderate and more disease severity group. Conclusion: The development of continuity nursing model in
pemphigus could support the professional nurses’ practice in continuing care. Educated patients were able to take
care of themselves, resulting in a significant reduction in complications and the revisit and readmission rates.
Keywords: Continuity care, Nursing care, Pemphigus patient, Model development
บทคัดย่อ โรคหรือภาวะแทรกซ้อนจากการติดเช้ือและการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
ภูมิหลัง: โรคตุ่มน้�ำพองใสเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีความ เพ่ือลดภาวะแทรกซ้อนของโรคผู้ป่วยจ�ำเป็นต้องได้รับการดูแลต่อ
เน่อื งจากโรงพยาบาลถึงบา้ น วตั ถุประสงค:์ เพอื่ พัฒนาและศกึ ษา
ผิดปกติของภูมิคุ้มกันตนเอง มีความรุนแรงของโรคหลายระดับ ผลการใช้รูปแบบการพยาบาลต่อเน่ืองในผู้ป่วยโรคตุ่มน้�ำพองใส
ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและมีโอกาสเสียชีวิตได้จากความรุนแรงของ
228 | วารสารกรมการแพทย์
วิธีการ: การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการวิจัยและพัฒนา (research and ด�ำเนินโรคเป็นๆ หายๆ ไม่หายขาดบางรายต้องได้รับการรักษา
development) กลมุ่ ตวั อย่างเปน็ พยาบาลวิชาชพี จ�ำนวน 17 คน ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี จากการเกิดตุ่มน้�ำและแผลถลอกได้
และผู้ป่วยจ�ำนวน 68 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยความรุนแรงระดับปาน ทกุ สว่ นของรา่ งกาย การเจบ็ แผลในปากและลำ� คอทำ� ใหร้ บั ประทาน
กลางขนึ้ ไป จำ� นวน 8 รายและผปู้ ว่ ยความรนุ แรงระดบั นอ้ ย จำ� นวน อาหารได้น้อย การสูญเสียเลือดออกทางบาดแผลเป็นระยะเวลา
60 ราย ทม่ี ารกั ษาสถาบันโรคผวิ หนงั วเิ คราะหข์ ้อมูลรูปแบบการ นานท�ำให้สูญเสียสารน�้ำเกลือแร่และสารอาหารได้และการมีตุ่มน้�ำ
พยาบาลตอ่ เนอื่ งในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใสดว้ ยการวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา แตกเปน็ แผลได้งา่ ยจึงมโี อกาสทเ่ี ชอื้ โรคเขา้ สรู่ า่ งกายไดง้ า่ ยข้ึนดว้ ย
และสถติ เิ ปรยี บเทยี บกอ่ นหลงั การพฒั นารปู แบบฯ ดว้ ย Wilcoxon ตมุ่ นำ้� และแผลไมส่ ามารถหายเองไดถ้ า้ ไมไ่ ดร้ บั การรกั ษา ดงั นนั้ การ
signed-rank test และ Paired t-test ผล: พบวา่ รูปแบบการ รกั ษาโรคนท้ี สี่ ำ� คญั คอื การควบคมุ อาการของโรคอยา่ งตอ่ เนอื่ งเพอื่
พยาบาลตอ่ เนอ่ื งในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใส ประกอบดว้ ย 1) แนวทาง ลดความรนุ แรงของโรคไมใ่ หก้ ารดำ� เนนิ โรครนุ แรงมากขน้ึ จงึ จำ� เปน็
ปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคตุ่มน้�ำพองใส 2) โปรแกรมวางแผน ทีต่ ้องใชย้ าสเตียรอยดข์ นาดสูงร่วมกับกลมุ่ ยาตา้ นมะเร็ง และปรบั
จ�ำหนา่ ย 3) แผนการสอนสุขศึกษาผู้ปว่ ย 4) สมดุ ประจ�ำตัวผปู้ ว่ ย ขนาดยาให้เหมาะสมตามระยะของโรค เพ่ือควบคุมให้โรคอยู่ใน
โรคตุ่มน้�ำพองใส 5) การมอบหมายพยาบาลติดตามอาการผู้ป่วย ระยะสงบ (remission) ยากดภมู ติ า้ นทานทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยมภี มู ติ า้ นทาน
ท่ีบ้านทางโทรศัพท์ 6) การส่งต่อข้อมูลปัญหาผู้ป่วยระหว่างหอ ต่ำ� มีโอกาสตดิ เชื้อได้ จากสาเหตุต่างๆ สง่ ผลอาจเสียชีวิตจากความ
ผู้ป่วยกับคลินิกเฉพาะโรคตุ่มน�้ำพองใส หลังจากการใช้รูปแบบฯ รุนแรงของโรคหรือภาวะแทรกซ้อนจากการติดเช้ือในกระแสโลหิต
พบวา่ พยาบาลวิชาชีพมีความร้สู ูงขนึ้ กวา่ ก่อนการพัฒนารปู แบบฯ และผลข้างเคียงของยารักษาโรคอัตราตายประมาณร้อยละ5-153
อย่างมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ิ (p<0.05) สามารถปฏบิ ตั ิไดต้ ามรปู แบบ จากการเจ็บป่วยเรื้อรังและทุกข์ทรมานเจ็บปวดแผลเป็นเวลานาน
การพยาบาลโดยมีคา่ เฉลยี่ 86.42% และมีความพึงพอใจตอ่ การใช้ สง่ ผลกระทบทง้ั ดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ สงั คมและเศรษฐกจิ ดา้ นรา่ งกาย
รูปแบบในระดบั มากทีส่ ดุ ในผู้ป่วยทมี่ ีความรุนแรงทกุ ระดับ พบว่า พบว่า ผวิ หนงั บริเวณทเี่ ปน็ แผลเจบ็ ตงึ ไมส่ ุขสบาย สง่ ผลตอ่ การ
มีความรู้สูงขึ้นอยา่ งมนี ยั สำ� คัญทางสถิติ (p<0.05) ผปู้ ว่ ยทีม่ คี วาม เคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจ�ำวัน และผิวส่วนที่เคยเกิดตุ่มน�้ำ
รนุ แรงของโรคระดบั นอ้ ย มีคะแนนเฉลย่ี พฤตกิ รรมการดูแลตนเอง แตกเปน็ แผลเมอื่ แหง้ จะเกดิ เปน็ รอยดำ� คลำ�้ ทำ� ใหภ้ าพลกั ษณเ์ ปลย่ี น
สงู ขน้ึ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p<0.05) แมว้ า่ ผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรง ไปส่งผลต่ออารมณ์เกิดความเครียด วิตกกังวลเบ่ือหน่าย อับอาย
ของโรคระดับปานกลางข้ึนไป มีคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมการดูแล ส่งผลกระทบต่อการด�ำเนินชีวิตทางสังคม ทั้งเร่ืองค่าใช้จ่ายใน
ตนเองก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบฯไม่แตกต่างกัน (p>0.05) การรักษา การเดินทางเข้ามารักษารวมไปถึงส่งผลกระทบโดยตรง
ผู้ป่วยความรุนแรงทุกระดับมีความพึงพอใจหลังพัฒนารูปแบบใน ต่อระบบประกันสุขภาพท่ีต้องจ่ายในการรักษาผู้ป่วยโรคน้ี มีการ
ระดบั มากทส่ี ดุ ผลลพั ธท์ างคลนิ กิ พบวา่ ผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรงของ ศกึ ษาคณุ ภาพชวี ติ ในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ�้ พองใส พบวา่ คณุ ภาพชวี ติ ตำ�่
โรคระดบั นอ้ ยมอี ตั รา re-visit ลดลงจากค่าเฉลยี่ ร้อยละ 5.96 เปน็ และสอดคล้องกับระดับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยที่มีระดับความ
ร้อยละ 1.67 สว่ นผปู้ ่วยท่มี คี วามรุนแรงของโรคระดับปานกลางขนึ้ รนุ แรงของโรคมากขนึ้ คณุ ภาพชวี ติ ยงิ่ ตำ่� ลง4,5 สถาบนั โรคผวิ หนงั เปน็
ไป มีอตั รา re-admit ลดลงจากคา่ เฉลย่ี รอ้ ยละ 4.33 เปน็ ร้อยละ 0 โรงพยาบาลเฉพาะทางผิวหนังให้การรักษาพยาบาลและรับส่งต่อ
สรุป: รูปแบบการพยาบาลต่อเน่ืองในผู้ป่วยโรคตุ่มน�้ำพองใสท่ีได้ ในระดับตติยภูมิ ดังนั้น ผู้ป่วยท่ีมารักษาจึงมีภูมิล�ำเนากระจายตัว
รับการพัฒนาขึ้นช่วยสนับสนุนการปฏิบัติการของพยาบาลวิชาชีพ ท้ังในกรงุ เทพ ปรมิ ณฑลและจังหวดั ที่หา่ งไกลทั่วประเทศ จากสถิติ
ในการดูแลต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้สามารถดูแลตนเองได้ ผู้ป่วยโรคตุ่มน้�ำพองใสมารักษาท่ีงานบริการผู้ป่วยนอก สถาบัน
ลดภาวะแทรกซ้อนลดการ re-visit และ re-admit ไดอ้ ยา่ งชดั เจน โรคผิวหนงั ปี 2559-2561 จ�ำนวน 173,298,296 ราย ตามล�ำดับ
และผ้ปู ว่ ยรบั ไวร้ กั ษานอนโรงพยาบาล ในปี 2559- 2561 จำ� นวน
ค�ำส�ำคัญ: การดูแลต่อเน่ือง การพยาบาล ผู้ป่วยโรค 41, 51 และ 55 ราย และถา้ นับผปู้ ว่ ยนอนโรงพยาบาลไมซ่ �ำ้ ราย
ตมุ่ น�้ำพองใส การพัฒนารปู แบบ ปี 2559- 2561 พบจ�ำนวน 26, 23 และ 24 ราย ตามลำ� ดับ6 โรค
บทนำ� ตมุ่ นำ�้ พองใสเปน็ โรคทพี่ บมากทสี่ ดุ ในงานบรกิ ารผปู้ ว่ ยในเปน็ อนั ดบั
1 สาเหตุของภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยท่ีสุดคือภาวะติดเชื้อใน
โรคตุ่มน�้ำพองใส ชนิดเพมฟิกัส (pemphigus) เป็นโรค ปี 2559 - 2561 พบผ้ปู ่วยโรคต่มุ นำ้� พองใส มอี ตั ราการติดเชือ้ ใน
ผิวหนังท่ีรุนแรงและเรื้อรัง เกิดจากร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อ โรงพยาบาล 11.33, 7.00 และ 6.69 ครั้ง/1,000 วันนอน ตาม
เซลล์ผิวหนัง และเยื่อบุของตนเองท�ำให้เกิดการแยกตัวของเซลล์ ล�ำดับ7 ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน
ของผิวหนังก�ำพร้า และเยื่อบุ1เมื่อตุ่มน้�ำใสเกิดขึ้นบนผิวหนังท่ีมี เฉลย่ี 34.6 วนั และมคี า่ ใชจ้ า่ ยสงู เฉลยี่ 184,223 บาทตอ่ คนตอ่ ครง้ั 8
ลักษณะปกติ ตุ่มนำ�้ แตกไดง้ า่ ยท�ำใหเ้ กดิ แผลเปดิ แดง เจบ็ รอยโรค ผปู้ ว่ ยมโี อกาสเสยี ชวี ติ ไดจ้ ากภาวะแทรกซอ้ นตดิ เชอ้ื ในกระแสโลหติ
มักพบที่หนังศีรษะ ใบหน้า คอ รักแร้ ล�ำตัว และช่องปาก โรคนี้ (sepsis) ในปี 2559 – 2561 มผี ู้ป่วยต้อง refer out ขณะ admit
มักพบในผู้ป่วยวัยกลางคน และวัยสูงอายุ อัตราการเกิดโรคเฉลี่ย ดว้ ยภาวะ sepsis รุนแรง ร้อยละ 7.31, 5.88และ 17.6 ตามล�ำดับ7
6-7 คน ตอ่ 1 ลา้ นคนตอ่ ปี พบท่วั ไปในเพศชาย และเพศหญิง โรค เมื่อผู้ป่วยอาการทุเลาและจ�ำหน่ายกลับบ้านผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง
ตุ่มน้�ำพองใสมีความรุนแรงหลายระดับ2 ตั้งแต่น้อยไปมาก การ
ปีท ่ี 46 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 229
อย่างต่อเน่ืองทั้งเรื่องการท�ำแผลเองอย่างถูกต้อง การรับประทาน จริยธรรมในมนุษย์ สถาบันโรคผิวหนัง โดยท�ำการศึกษาท่ีสถาบัน
ยาอย่างสม่�ำเสมอ การดูแลตนเองเมื่อภูมิต้านทานต่�ำ การมาพบ โรคผิวหนังในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ถึง เดือนกันยายน
แพทย์ตามนัด ประกอบกับแพทย์ผิวหนังท่ีเชี่ยวชาญมีน้อย โดยมี 2563 กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง 2 กลุ่มประกอบด้วย
สัดส่วนแพทย์ต่อประชากร 1 : 111,054.549 ส่วนใหญ่จะอยู่ใน 1) พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานท่ีหอผู้ป่วยจ�ำนวน 8 คน และ
กรงุ เทพฯ ปรมิ ณฑล รวมทง้ั หวั เมอื งใหญเ่ ทา่ นนั้ เมอื่ ผ้ปู ว่ ยมอี าการ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานท่ีคลินิกเฉพาะโรคตุ่มน้�ำพองใสจ�ำนวน
ทุเลาลง และส่งกลับภูมิล�ำเนา การท่ีไม่มีแพทย์ผิวหนังในพ้ืนที่ 9 คน รวมเป็น 17 คน 2) ผู้ปว่ ยโรคตุ่มนำ� พองใสที่นอนรักษาในหอ
ส่งผลให้การเข้าถึงบริการของโรคนี้จึงท�ำได้ยาก ผู้ป่วยจะกลับมา ผปู้ ว่ ย 8 ราย และผู้ปว่ ยตรวจรกั ษาคลนิ ิกเฉพาะโรคตุ่มน้ำ� พองใส
รักษาซำ�้ ด้วยการตดิ เชอ้ื ท่ีแผล และผื่นเหอ่ ต้องมา re-admit ดว้ ย จ�ำนวน 60 ราย รวมเปน็ 68 ราย การวิจัยนใี้ ช้แนวคดิ การดูแลต่อ
ภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อ ที่ผ่านมาพบว่าสถิติการ re-admit ของ เน่อื งของ Haggerty13 ด�ำเนนิ การวิจัยแบง่ เป็น 4 ระยะดงั นี้ ระยะ
ผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ�้ พองใสปี 2559-2561 รอ้ ยละ 3.40, 4.16 และ 5.45 ท่ี 1 วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรค
ตามลำ� ดับ6 สาเหตุของการ admit ด้วยภาวะการตดิ เชือ้ ในชุมชน ตุ่มน�้ำพองใสจากเวชระเบียน การสนทนากลุ่มพยาบาลประกอบ
(community infection sepsis) จำ� นวน 10, 29 และ 19 ราย10 ด้วยหัวหน้างานและผปู้ ฏิบัติรวม 12 คน และสัมภาษณผ์ ู้ปว่ ยโรค
และกลับมานอนรักษาซ�ำ้ (relapse) ทโ่ี รงพยาบาลมากกวา่ 1 คร้งั ตมุ่ น�ำ้ พองใสทเี่ คยมาตรวจรกั ษาทีส่ ถาบนั โรคผิวหนังจำ� นวน 6 คน
ในรอบปี เฉลี่ยมีมากกว่าร้อยละ 506 ส่วนผู้ป่วยท่ีมีความรุนแรง พบประเด็นปัญหา 4 ประเด็น ดังน้ี 1) พยาบาลวิชาชีพบางส่วน
ของโรคระดบั นอ้ ยและมารกั ษาทคี่ ลนิ กิ เฉพาะโรคตมุ่ นำ�้ พองใส งาน ขาดความรคู้ วามเขา้ ใจและประสบการณใ์ นการดแู ลผปู้ ว่ ย 2) ความ
บรกิ ารผปู้ ่วยนอก พบวา่ มีอตั รา re-visit ในปี 2559- 2561 คดิ เป็น สมั พนั ธร์ ะหวา่ งพยาบาลกบั ผปู้ ว่ ยยงั ผวิ เผนิ และขาดชอ่ งทางการให้
ร้อยละ 7.53, 4.78 และ 5.57ตามลำ� ดับ7 บางรายกลับมา re-visit ค�ำปรกึ ษาต่อเน่ืองทีบ่ ้าน 3) ขอ้ มลู ปัญหาผ้ปู ว่ ยยงั ไม่เช่อื มโยงและ
ทงี่ านบริการผปู้ ่วยนอกด้วยอาการรนุ แรงมากข้ึนเมอ่ื admit ก็ตอ้ ง ต่อเน่ือง ระหว่างหอผู้ป่วย (IPD) และคลินิกเฉพาะโรคตุ่มน�้ำพอง
ส่งต่อเพื่อให้ได้รับการดูแลเร่งด่วน 24 ช่ัวโมง ด้วยอาการทรุดลง ใส (OPD) 4) ผ้ปู ว่ ยขาดความรคู้ วามเข้าใจการดูแลตนเอง ระยะท่ี
จากภาวะตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ดรนุ แรงชนดิ community acquired 2 การพฒั นารปู แบบการพยาบาลตอ่ เนอ่ื งในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใส
ในปี 2560- 2561 พบรอ้ ยละ 66.67 และ 80.0010 ผวู้ จิ ยั ใชแ้ นวคดิ ทฤษฎกี ารดแู ลตอ่ เนอื่ ง (continuing of care) ของ
Haggerty13 ท่กี ลา่ วถงึ ความต่อเน่อื ง 3 องค์ประกอบ คอื 1) ความ
การพยาบาลโรคตุ่มน�้ำพองใสท่ีมีความรุนแรงเร้ือรังเกิด ตอ่ เนอ่ื งดา้ นการจดั การ 2) ความตอ่ เนอ่ื งดา้ นความสมั พนั ธ์ 3) ความ
ภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายจึงจ�ำเป็นที่จะต้องมีพยาบาลที่มีความรู้เป็น ตอ่ เนอื่ งดา้ นขอ้ มลู รว่ มกบั การนำ� ผลวเิ คราะหป์ ญั หา 4 ประเดน็ มา
องค์รวม มีความเช่ียวชาญเฉพาะโรคให้การพยาบาลตั้งแต่แรกรับ จัดประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกันเพ่ือหาโอกาสพัฒนากับกลุ่ม
จำ� หนา่ ยและตดิ ตามอาการทยี่ งั เปน็ ปญั หาของผปู้ ว่ ยอยา่ งตอ่ เนอ่ื งท่ี พยาบาลวิชาชพี และผ้บู รหิ ารทางการพยาบาล ก�ำหนดรูปแบบการ
บา้ นจากผลลพั ธก์ ารดแู ลผปู้ ว่ ยทยี่ งั พบภาวะแทรกซอ้ นและยงั กลบั พยาบาลตอ่ เนอื่ งในผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใสและผลลพั ธต์ วั ชวี้ ดั ผวู้ จิ ยั
มารักษาซ�้ำในอัตราที่สูง ผลจากการนิเทศติดตามพบว่า พยาบาล พัฒนาเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัด
มีการหมุนเวียนเปล่ียนย้ายท�ำให้มีความรู้ประสบการณ์ที่แตกต่าง ความรพู้ ยาบาลวิชาชพี และผ้ปู ว่ ย แบบวัดการปฏิบัติตามรปู แบบฯ
กนั สง่ ผลถงึ คณุ ภาพการปฏบิ ตั กิ ารพยาบาล รวมทง้ั งานวจิ ยั โรคตมุ่ ของพยาบาลวชิ าชพี แบบวดั พฤตกิ รรมผปู้ ว่ ยในการดแู ลตนเอง แบบ
นำ�้ พองใสส่วนใหญ่จะเปน็ เรอื่ งการรกั ษา11,12 มากกว่าการพยาบาล ประเมนิ ความพึงพอใจของพยาบาลวชิ าชพี และผปู้ ่วย ซึ่งเครอ่ื งมือ
จึงยังไม่มีแนวทางปฎิบัติท่ีชัดเจนให้พยาบาลปฏิบัติไปในแนวทาง ผู้วิจัยสร้างข้ึนจากการสังเคราะห์ต�ำรา แนวคิดทฤษฎีและงาน
เดียวกันจากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะผู้น�ำทางการพยาบาล วิจัยที่เกี่ยวข้อง ประเมินคุณภาพของเคร่ืองมือหาค่าความตรงโดย
เห็นถึงความส�ำคัญในการจัดท�ำรูปแบบการพยาบาลต่อเน่ืองโรค ผู้ทรงคุณวุฒิจำ� นวน 5 ท่าน ตรวจสอบความถกู ต้องของเนือ้ หาและ
ตุ่มน�้ำพองใสข้ึน เพ่ือใช้เป็นแนวทางปฏิบัติส�ำหรับให้พยาบาล น�ำไปทดลองใช้ (tryout) กับกลุ่มท่ีมีลักษณะประชากรคล้ายกลุ่ม
ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องเป็นมาตรฐาน ส่งผลดีต่อการดูแลผู้ป่วย ตัวอย่าง โดยทดลองกับพยาบาลวิชาชีพท่ีโรงพยาบาลผิวหนังเขต
ให้ครอบคลุมต่อเน่ืองและผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองท่ีบ้านได้ เกิด รอ้ นภาคใตจ้ งั หวัดตรงั จำ� นวน 30 คนและทดลองใชก้ ับกล่มุ ผูป้ ่วย
ภาวะแทรกซอ้ นนอ้ ยทีส่ ดุ และมคี ณุ ภาพชีวิตทดี่ ขี ้ึน รวมทงั้ ผนู้ ิเทศ ท่ีมารักษาคลินิกเฉพะโรคตุ่มน้�ำพองใส สถาบันโรคผิวหนังจ�ำนวน
ทางการพยาบาล สามารถน�ำแนวทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นน้ีในการ 30 ราย นำ� แบบวัดความรู้ของพยาบาลและผปู้ ว่ ยหาค่าความเท่ียง
นิเทศตดิ ตามและเครอื ข่ายใช้เปน็ แนวทางปฏิบัตติ อ่ ไป ด้วย KR-20 ได้ 0.76 และ 0.72 ตามล�ำดับ แบบประเมินความ
วัตถุและวิธีการ พงึ พอใจของพยาบาลและผปู้ ว่ ยหาคา่ ความเทยี่ งโดยอลั ฟาคอนบาค
ไดค้ า่ 0.73 และ 0.74 ตามลำ� ดบั กอ่ นการฝกึ อบรมพยาบาลวชิ าชพี ได้
การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการวิจัยและพัฒนา (research and เก็บรวบรวมผลลัพธ์โดยวัดความรู้กับกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพ
development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาและศึกษาผล ท้ัง 17 คนเพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบและด�ำเนินการจัดอบรม
การใช้รูปแบบการพยาบาลต่อเน่ืองในผู้ป่วยโรคตุ่มน�้ำพองใส การ พยาบาลวิชาชีพ ใหค้ วามรทู้ ัง้ ทฤษฎีและการประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิการ
ศึกษาครั้งน้ีได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยจากคณะกรรมการ
230 | วารสารกรมการแพทย์
ใช้ระยะเวลารวม 3 วัน พร้อมร่วมกันสร้างรูปแบบการพยาบาล กลุ่มย่อยคร้ังละไม่เกิน 5 คน ให้ครอบคลุมเนื้อหาใช้เวลาไม่เกิน
ต่อเน่ืองในผู้ป่วยโรคตุ่มน้�ำพองใส ประกอบด้วย 6 หัวข้อดังน้ี 40 นาที ระยะท่ี 4 ประเมินผลรูปแบบฯ ทมี ผวู้ ิจยั ไดน้ เิ ทศโดยการ
1) แนวทางปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใส 2) โปรแกรม สงั เกตการปฏบิ ัตติ ามรปู แบบฯของพยาบาลวชิ าชพี จ�ำนวน 17 คน
วางแผนจ�ำหน่าย 3) แผนการสอนสุขศึกษาผู้ป่วยในประเด็นการ ใช้แบบวัดความรู้และประเมินความพึงพอใจพยาบาลวิชาชีพหลัง
ทำ� แผล การใช้ยา และการดแู ลตนเองเม่อื ภมู ติ ้านทานตำ�่ 4) สมดุ จากน�ำรปู แบบฯไปทดลองใช้ ส่วนผ้ปู ว่ ย วดั ความร้แู ละพฤตกิ รรม
ประจำ� ตวั ผ้ปู ่วย 5) การมอบหมายพยาบาลโทรศพั ทต์ ิดตามผปู้ ่วย การดูแลตนเองและประเมินความพึงพอใจต่อการใชร้ ูปแบบฯ การ
ท่ีบ้านและสร้างช่องทางให้ค�ำปรึกษา 6) การส่งต่อข้อมูลปัญหา วัดผลลัพธ์ทางคลินิก อัตรา re-admit และอัตรา re-visit วเิ คราะห์
ผปู้ ว่ ยระหว่างหอผ้ปู ่วยกับคลินิกเฉพาะโรคตมุ่ นำ�้ พองใส ระยะที่ 3 ข้อมูล วิเคราะห์เน้ือหา จากสนทนากลุ่มพยาบาลวิชาชีพและ
ทดลองใชแ้ ละปรบั ปรงุ รปู แบบฯ โดยจดั ประชมุ พยาบาลวชิ าชพี เพอื่ การสัมภาษณผ์ ูป้ ่วย ขอ้ มลู ทวั่ ไปใช้ ความถ่ี รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย สว่ น
เตรียมความพร้อมในการท�ำความเข้าใจรูปแบบฯ และน�ำไปให้กับ เบยี่ งเบนมาตรฐาน เปรยี บเทยี บคา่ เฉลยี่ ความรู้ ของพยาบาลวชิ าชพี
กลมุ่ ตัวอยา่ งพยาบาลวชิ าชพี ทัง้ 17 คน แบ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพท่ี และค่าเฉล่ียความรู้และพฤติกรรมของผู้ป่วยที่มานอนรักษาในหอ
ปฏบิ ตั ิงานหอผู้ปว่ ยจำ� นวน 8 คน น�ำรปู แบบฯไปทดลองใช้กบั กลุ่ม ผปู้ ว่ ยดว้ ย Wilcoxon signed-rank test และใช้ Paired t-test กบั
ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยทม่ี คี วามรนุ แรงของโรคระดบั ปานกลาง (moderate) ผปู้ ว่ ยท่ีมาตรวจรกั ษาทค่ี ลินกิ เฉพาะโรคตมุ่ น้�ำพองใส
ขึ้นไป ท่ีนอนรักษาในหอผู้ป่วยจ�ำนวน 8 ราย โดยใช้วิธีการสอน ผล
ผู้ป่วยเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องโรค การใช้
ยาอย่างปลอดภัย การปฏิบัติตัวเมื่อภูมิต้านทานตำ่� การสาธิตการ พยาบาลวิชาชพี ทั้งหมด 17 คน แบง่ เปน็ พยาบาลวิชาชีพ
ทำ� แผลและให้ผปู้ ่วยและผดู้ แู ลสาธติ ยอ้ นกลับและพยาบาลวิชาชพี จ�ำนวน 8 คน ปฏิบัติงานท่ีหอผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพจ�ำนวน
ประเมินความถูกต้องพร้อมให้ค�ำแนะน�ำเพ่ิมเติมจนกระท่ังปฏิบัติ 9 คน ปฏบิ ตั งิ านทีค่ ลนิ กิ เฉพาะโรคตมุ่ น�ำ้ พองใส สว่ นใหญเ่ ปน็ เพศ
ได้ก่อนจ�ำหน่าย ส่วนพยาบาลวิชาชีพท่ีปฏิบัติงานคลินิกเฉพาะ หญงิ จ�ำนวน 16 คน คิดเป็น ร้อยละ 94.1 อายุระหว่าง 21-30 ปี
โรคตุ่มน้�ำพองใสจ�ำนวน 9 คน น�ำรูปแบบฯไปทดลองใช้กับกลุ่ม จ�ำนวน 6 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 35.4 มีประสบการณ์การท�ำงาน 2-5
ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรงของโรคระดบั นอ้ ย (mild) ทมี่ ารกั ษา ปี จ�ำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 52.9 (ตารางท่ี 1)
ในคลนิ ิกเฉพาะโรคฯ จ�ำนวน 60 ราย โดยใช้วธิ ีการสอนผ้ปู ว่ ยแบบ
ตารางท่ี 1 จำ� นวนและร้อยละของกล่มุ ตวั อย่างพยาบาลวิชาชพี ที่ปฏบิ ัตงิ านทส่ี ถาบันโรคผวิ หนงั (n=17)
ขอ้ มลู สว่ นบุคคล พยาบาล OPD*(n=9) พยาบาล IPD**(n=8) รวมพยาบาล(n=17)
n(%) n(%) n(%)
เพศ
ชาย - 1 (12.5) 1 (5.9)
หญงิ 9 (100) 7 (87.5) 16 (94.1)
กลุม่ อายุ (ป)ี
21-30 2 (22.3) 4 (50.0) 6 (35.4)
31-40 3 (33.3) 2 (25.0) 5 (29.4)
41-50 1 (11.1) 2 (25.0) 3 (17.6)
>50 3 (33.3) 3 (17.6)
ประสบการณก์ ารพยาบาลผู้ปว่ ยโรคตุ่มนำ้� พองใส (ป)ี -
2-5 9 (52.9)
>5 4 (44.4) 5 (62.5) 8 (47.1)
5 (55.6) 3 (37.5)
หมายเหตุ *OPD หมายถงึ พยาบาลวชิ าชีพท่ปี ฏิบตั งิ านคลินิกเฉพาะโรคตมุ่ น�้ำพองใส งานบริการผู้ป่วยนอก
**IPD หมายถงึ พยาบาลวชิ าชพี ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในหอผปู้ ว่ ย
ผู้ป่วยโรคตุ่มน้�ำพองใสมีความรุนแรงของโรค 4 ระดับ พบในคลนิ ิกเฉพาะโรคตุม่ นำ้� พองใส งานบริการผ้ปู ่วยนอก รอ้ ยละ
จำ� แนกเปน็ ผปู้ ว่ ยทม่ี คี วามรนุ แรงของโรคระดบั นอ้ ย จำ� นวน 60 ราย 100 และส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จ�ำนวน 37 ราย คิดเป็นร้อยละ
ปที ี่ 46 ฉบับที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 231
61.7 อายุระหว่าง 51-60 ปี จำ� นวน 19 ราย คดิ เปน็ ร้อยละ 31.7 รอ้ ยละ 25 ผูป้ ่วยความรนุ แรงระดบั ปานกลางเปน็ เพศหญงิ ท้ังหมด
ผู้ป่วยความรุนแรงระดับปานกลางขึ้นไป พบมานอนรักษาในหอ สว่ นใหญอ่ ายรุ ะหวา่ ง 41-50 ปี ผปู้ ว่ ยความรนุ แรงระดบั มาก ทงั้ หมด
ผปู้ ว่ ย จำ� นวน 8 ราย จำ� แนกเปน็ ผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรงของโรคระดบั เปน็ เพศชายและอายรุ ะหวา่ ง 20-30 ปี ผปู้ ว่ ยระดบั ความรนุ แรงมาก
ปานกลางจ�ำนวน 4 ราย คิดเป็นรอ้ ยละ 50 ระดบั มากจ�ำนวน 2 ทสี่ ดุ ทงั้ หมดเปน็ เพศหญงิ และอายมุ ากกวา่ 70 ปขี นึ้ ไป (ตารางท่ี 2)
ราย คิดเป็นรอ้ ยละ 25 และระดับมากท่ีสดุ จ�ำนวน 2 ราย คิดเปน็
ตารางท่ี 2 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคตมุ่ น้�ำพองใส จำ� แนกตามระดบั ความรุนแรงของโรค (n = 68)
ระดบั ความรนุ แรงของโรค*
ลักษณะผ้ปู ว่ ยโรคตุ่มน�ำ้ พองใส น้อย ปานกลาง มาก มากทส่ี ดุ
(<10% BSA) (10-25% BSA) (25.1-50% BSA) (>50% BSA)
เพศ
ชาย 23(38.3) - 2 (100) -
หญิง 37(61.7) 4 (100) - 2 (100)
กลมุ่ อายุ (ป)ี
20-30 4 (6.7) 1(25.0) 2(100) -
31-40 10 (16.7) 1 (25.0) - -
41-50 12 (20.0) 2 (50.0) - -
51-60 19 (31.7) - -
61-70 10 (16.7) - - -
>70 5 (8.2) - - 2 (100)
สถานทตี่ รวจรกั ษา -
คลินิกเฉพาะโรคต่มุ น้�ำพองใส -
หอผปู้ ว่ ยใน 60 (100) - - 2 (25.0)
- 4 (50.0) 2 (25.0)
หมายเหตุ *ระดับความรุนแรงของโรค หมายถึง ปรมิ าณ(%) ของต่มุ น�้ำและแผลถลอกคลุมพืน้ ท่ีผวิ (Body Surface Area; BSA)
ความรขู้ องพยาบาลวชิ าชพี กอ่ นและหลงั พฒั นารปู แบบฯ มี หลงั พฒั นารปู แบบมคี า่ เฉลย่ี สงู ขนึ้ กวา่ กอ่ นพฒั นารปู แบบฯ อยา่ งมี
คะแนนคา่ เฉลยี่ 10.53 และ 11.94 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.79 นยั สำ� คัญทางสถิติ (p<0.05) (ตารางท่ี 3)
และ 0.89 เม่ือทดสอบคะแนนเฉล่ียความรู้ของพยาบาลวิชาชีพ
ตารางที่ 3 เปรยี บเทยี บความรูข้ องกลุ่มตวั อย่างพยาบาลวิชาชพี กอ่ นและหลังการพฒั นารปู แบบฯ(n=17)
ความรขู้ องพยาบาลวิชาชพี Mean SD Min Max
ก่อนการพฒั นารูปแบบฯ 10.53 0.79 9 12
หลังการพัฒนารูปแบบฯ 11.94 0.89 10 13
*p<0.05
หลังการน�ำรูปแบบฯไปใช้ทีมวิจัยสังเกตการปฏิบัติของ จ�ำนวน 17 คน พบว่า ความพึงพอใจของกลมุ่ พยาบาลวิชาชีพตอ่
พยาบาลวชิ าชพี จำ� นวน 17 คนคา่ เฉลยี่ การปฎบิ ตั ขิ องพยาบาลตาม รูปแบบฯในภาพรวมมีความพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉล่ียคะแนน
รปู แบบฯพบคะแนนการปฏิบตั คิ ิดเป็นร้อยละ 86.42 4.62 และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.39
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความ การวัดความรู้การดูแลตนเองของผู้ป่วยที่มีความรุนแรง
พึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพ ที่มีต่อการใช้รูปแบบฯ ของโรคระดับน้อย เปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบมี
232 | วารสารกรมการแพทย์
คะแนนเฉลย่ี 10.83 และ 11.92 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน 1.06 และ ค่าเฉล่ียสูงขึ้นกว่าก่อนพัฒนารูปแบบฯ อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ
0.28 เมื่อทดสอบคะแนนกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยหลังพัฒนารูปแบบมี (p<0.05) (ตารางที่ 4)
ตารางท่ี 4 เปรยี บเทยี บคะแนนความรขู้ องกลมุ่ ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ�้ พองใสทม่ี คี วามรนุ แรงของโรคระดบั นอ้ ยกอ่ นและหลงั การพฒั นา
รูปแบบฯ (n=60)
ความรขู้ องผู้ป่วย Mean SD Mean diff. SD p-value
กอ่ นการพฒั นารปู แบบฯ 10.83 1.06 1.083 1.078 .000*
หลงั การพัฒนารปู แบบฯ 11.92 0.28
*p<0.05
การวดั ความรกู้ ารดแู ลตนเองของผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรงของ เมอ่ื ทดสอบคะแนนกลมุ่ ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยหลงั พฒั นารปู แบบมคี า่ เฉลยี่
โรคระดับปานกลางข้ึนไป จ�ำนวน 8 ราย ทุกคนมานอนรักษาหอ สงู ขนึ้ กวา่ กอ่ นพฒั นารปู แบบฯ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
ผู้ป่วย การเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบมีคะแนน (ตารางท่ี 5)
เฉลย่ี 10.13 และ 11.88 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.99 และ 0.35
ตารางท่ี 5 เปรียบเทียบคะแนนความรู้การดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคตุ่มน้�ำพองใสท่ีมีระดับความรุนแรงของโรคปานกลาง
ข้ึนไป กอ่ นและหลังพัฒนารปู แบบฯ (n=8)
ความรขู้ องผ้ปู ว่ ย Mean SD Min Max
ก่อนการพัฒนารูปแบบฯ 10.13 0.99 9 12
หลงั การพัฒนารปู แบบฯ 11.88 0.35 11 12
p<0.05
การวดั พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผปู้ ว่ ยทม่ี คี วามรนุ แรง เบย่ี งเบนมาตรฐาน 2.58 และ 1.95 เมอื่ ทดสอบคะแนนกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ของโรคระดับนอ้ ย จำ� นวน 60 ราย เปรยี บเทยี บคะแนนกอ่ นและ ผู้ป่วยหลังพัฒนารูปแบบมีค่าเฉล่ียสูงข้ึนกว่าก่อนพัฒนารูปแบบฯ
หลังการพัฒนารูปแบบฯมีคะแนนเฉล่ีย 18.75 และ 21.07 ส่วน อยา่ งมีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p<0.05) (ตารางที่ 6)
ตารางที่ 6 เปรยี บเทยี บคะแนนพฤตกิ รรมของกลมุ่ ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยโรคตมุ่ นำ้� พองใสทม่ี คี วามรนุ แรงของโรคระดบั นอ้ ยกอ่ นและหลงั พฒั นา
รูปแบบฯ (n=60)
คะแนนพฤติกรรมของผปู้ ่วย Mean SD Mean diff. SD p-value
ก่อนพฒั นารปู แบบฯ 18.75 2.58 2.317 2.715 .000*
หลังพฒั นารปู แบบฯ
21.07 1.95
*p<0.05
การวดั พฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรง การประเมินระดับความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย
ของโรคระดับปานกลางขน้ึ ไป จำ� นวน 8 ราย ทกุ คนมานอนรกั ษา โรคตุ่มน้�ำพองใสท่ีมีความรุนแรงของโรคในระดับน้อยต่อการใช้
หอผู้ป่วย เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบฯ รูปแบบฯ จ�ำนวน 60 ราย พบว่า ความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคตุ่ม
มคี ะแนนเฉลย่ี 18.14 และ 20.38 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 2.79 และ น�้ำพองใสท่ีมีความรุนแรงของโรคในระดับน้อยในภาพรวมมีความ
1.92 เมื่อทดสอบคะแนนกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยหลังพัฒนารูปแบบฯ พึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุดค่าเฉล่ีย 4.70 และส่วนเบ่ียงเบน
กับก่อนพัฒนารูปแบบฯ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ มาตรฐาน 0.39
ทางสถติ ิ
การประเมนิ ระดบั ความพงึ พอใจของกลมุ่ ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยโรค
ปที ่ี 46 ฉบับท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 233
ตุ่มน�้ำพองใสท่ีมีความรุนแรงของโรคในระดับปานกลางข้ึนไปต่อ ต่อเน่ืองด้านความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของข้อมูลได้ประยุกต์
การใชร้ ูปแบบฯ จำ� นวน 8 ราย พบวา่ ความพงึ พอใจของผปู้ ว่ ยโรค ใช้การพยาบาลทางไกล17,18 (telenursing) ในการติดตามอาการ
ตุ่มน�้ำพองใสท่ีมีความรุนแรงของโรคในระดับปานกลางขึ้นไปใน ส�ำคัญของผู้ป่วยท่ีบ้านโดยมอบหมายพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้สอน
ภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดค่าเฉล่ีย 4.90 และ วางแผนจ�ำหน่าย และติดตามอาการผู้ป่วยที่บ้านทางโทรศัพท์ ซ่ึง
ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.11 การมีผู้รับผิดชอบคนเดียวต่อเนื่อง19 จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่
ดีกับผู้ป่วยและยังส่งผลดีต่อการค้นหาปัญหาที่ยังคงอยู่และเป็นท่ี
ผลลัพธด์ ้านคลนิ ิก ปรกึ ษาให้กับผ้ปู ่วยได้
จากการติดตามผลเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า ผู้ป่วยความ
รุนแรงของโรคระดับน้อยมีอัตรา re-visit ก่อนและหลังพัฒนา การพัฒนารูปแบบฯ ยังเปิดโอกาสให้พยาบาลวิชาชีพมี
รปู แบบฯ ลดลงคา่ เฉลยี่ จากรอ้ ยละ 5.96 เป็นรอ้ ยละ 1.67 ผ้ปู ว่ ย ส่วนร่วมในการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันส่งผลให้พยาบาลวิชาชีพมี
ความรนุ แรงของโรคระดับปานกลางขึน้ ไป มอี ัตรา re-admit กอ่ น ความรสู้ งู ขน้ึ กวา่ กอ่ นการพฒั นาอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
และหลังพัฒนารูปแบบฯ ลดลง ค่าเฉลี่ยจากร้อยละ 4.33 เป็น สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ Sakcharoen20 ทีก่ ล่าวถึง การเรยี นรู้
ร้อยละ 0 ผู้ใหญ่และแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการช้ีน�ำตนเองโดยผู้สอนคอย
สนับสนุนช้ีแนะให้เกิดการเรียนรู้น�ำไปปฏิบัติได้เองส่วนผู้ป่วยที่มี
วิจารณ์ ความรุนแรงระดับน้อยท่ีพบที่คลินิกเฉพาะโรคตุ่มน้�ำพองใส งาน
บรกิ ารผปู้ ว่ ยนอก พยาบาลวชิ าชพี จะสอนใหค้ วามรผู้ ปู้ ว่ ยแบบกลมุ่
รูปแบบการพยาบาลต่อเน่ืองในผู้ป่วยโรคตุ่มน�้ำพองใส ย่อย ท�ำใหก้ ารวดั ความรขู้ องผู้ปว่ ยหลงั การพฒั นารูปแบบฯมคี วาม
สถาบนั โรคผวิ หนงั พฒั นาขนึ้ ตามบรบิ ทของโรงพยาบาลและสภาพ รสู้ งู ขน้ึ กวา่ กอ่ นพฒั นารปู แบบฯอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
ปัญหาความต้องการของผู้ป่วยโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการดูแลต่อ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ Arpaichiraratana21 ทกี่ ลา่ ววา่ วธิ กี าร
เน่อื งของ Haggerty13 ทีป่ ระกอบด้วยความตอ่ เน่อื ง 3 ด้าน ดงั น้ี สอนแบบอภิปรายกลุ่มย่อยท�ำให้เกิดความสามารถในการเรียนรู้
ดา้ นการจัดการ ด้านความสมั พันธแ์ ละดา้ นข้อมลู รูปแบบทพ่ี ัฒนา เกิดปฏิสัมพันธ์ท�ำให้ได้ข้อมูลย้อนกลับโดยการซักถาม ผู้สอนเป็น
ขน้ึ มกี ารจดั การใหม้ แี นวทางปฏบิ ตั แิ ละการวางแผนจำ� หนา่ ยตงั้ แต่ ผู้อ�ำนวยความสะดวกในการสอนและคอยเติมส่วนที่ขาดเท่าน้ัน
แรกรับและเตรียมความพร้อมผู้ป่วยและญาติในการดูแลต่อเนื่องที่ การสอนโดยกลุ่มย่อยส่งผลต่อความพึงพอใจในการสอนในระดับท่ี
บ้านร่วมกับพยาบาลวิชาชีพช่วยให้การดูแลมีประสิทธิภาพมากข้ึน ดีมากด้วยและอาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย
เชน่ เดยี วกบั การศกึ ษานที้ ำ� ใหอ้ ตั รา re-visit ในผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรง ดีข้ึนหลังพัฒนารูปแบบฯ ส่วนผู้ป่วยความรุนแรงของโรคระดับ
ของโรคระดบั นอ้ ยลดลง จากคา่ เฉลยี่ รอ้ ยละ 5.96 เหลอื รอ้ ยละ 1.67 ปานกลางขนึ้ ไปทม่ี านอนรกั ษาในหอผปู้ ว่ ย พยาบาลวชิ าชพี จะสอน
และอตั รา re-admit ในผปู้ ว่ ยทมี่ คี วามรนุ แรงปานกลางขนึ้ ไปลดลง ผปู้ ว่ ยแบบรายเดย่ี ว เนอื่ งจากความรนุ แรงทม่ี ากกวา่ สง่ ผลใหผ้ ปู้ ว่ ย
จากคา่ เฉลยี่ รอ้ ยละ 4.33 เหลอื รอ้ ยละ 0 สอดคลอ้ งกบั Teeranut14 มคี วามซบั ซอ้ นและปญั หาทแ่ี ตกตา่ งกนั ของแตล่ ะคนทำ� ใหห้ ลงั การ
ไดพ้ ฒั นารปู แบบตอ่ เนอื่ งแบบองคร์ วมสำ� หรบั ผสู้ งู อายเุ รอ้ื รงั พบวา่ พัฒนารปู แบบฯมคี วามรูส้ งู ขึน้ กวา่ ก่อนพฒั นาอย่างมนี ยั สำ� คญั ทาง
การวางแผนจ�ำหน่ายผู้ป่วยต้ังแต่แรกรับ จนถึงเตรียมความพร้อม สถิติสอดคล้องกับการศึกษาของ Sikkhabandit22 ที่กล่าวถึงการ
ของผู้ป่วยก่อนจ�ำหน่ายกลับบ้านให้บริการมีประสิทธิภาพมากข้ึน เรียนการสอนรายบคุ คล จะชว่ ยให้เข้าใจปัญหาผู้ปว่ ยในหลายด้าน
และลดภาวะแทรกซ้อน ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ เช่นเดียว และความต้องการท่ีแตกต่างกันของแต่ละบุคคลการเรียนการสอน
กับ Nileak15 ศึกษาผลการใช้โปรแกรมการวางแผนจ�ำหน่ายใน รายบุคคลสนับสนุนให้ผู้ป่วยรู้จักแก้ปัญหา รู้จักตัดสินใจ มีความ
ผู้ป่วยไฟไหม้น้�ำร้อนลวกท่ีได้รับโปรแกรมการวางแผนจ�ำหน่าย รับผิดชอบในด้านการวัดพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยท่ีมี
เปรยี บเทยี บกับผูป้ ว่ ยทไี่ ดร้ บั การพยาบาลตามปกติ พบวา่ ผูป้ ่วยที่ ความรุนแรงของโรคต้ังแต่ระดับปานกลางข้ึนไป พบว่า ก่อนและ
ได้รับโปรแกรมการวางแผนจ�ำหน่ายท�ำให้ผู้ป่วยมีความสามารถใน หลงั การพัฒนารูปแบบฯ ไม่แตกตา่ งกนั อธิบายไดว้ า่ อาจเน่อื งจาก
การดแู ลตนเองและมีคณุ ภาพชีวิตดีข้ึน ในการศึกษาครงั้ นี้ จากผล พยาธิสภาพของโรคท่ีรุนแรงมากกว่าเป็นข้อจ�ำกัดในการให้ผู้ป่วย
คะแนนการปฏิบัติตามรูปแบบฯของพยาบาลวิชาชีพคะแนนเฉล่ีย ปฎบิ ัตกิ ารดูแลตนเอง หลังจากการนำ� รูปแบบฯ ไปใชไ้ ด้ส่งผลดีกับ
ร้อยละ 86.42 ส่งผลดีต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติเกิดการปฏิบัติงานท่ี ผู้ป่วยท่ีมีความรุนแรงของโรคระดับน้อยให้มีความรู้และพฤติกรรม
ส่งเสริมให้พยาบาลสามารถปฏิบัติการพยาบาลได้ถูกต้องเป็นไปใน การดแู ลตนเองดขี น้ึ ทำ� ใหอ้ าการของโรคไมพ่ ฒั นาเปน็ ความรนุ แรง
แนวทางเดียวกัน เกิดความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบฯ ภาพรวม ในระดับที่มากข้ึนไปกว่าเดิม ซ่ึงจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ามานอน
ในระดบั ที่ดมี าก (mean = 4.60) สอดคลอ้ งกับ Thongchai16 ที่ รักษาตัวที่โรงพยาบาล ด�ำเนินชีวิตได้ตามปกติ คุณภาพชีวิตดีขึ้น
กลา่ ววา่ แนวทางปฏบิ ตั ชิ ว่ ยใหส้ ามารถปฏบิ ตั ไิ ดถ้ กู ตอ้ ง ครอบคลมุ
ต่อเนื่อง ลดโอกาสผิดพลาดและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ความ
234 | วารสารกรมการแพทย์
รวมท้ังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยและโรง ข้อเสนอแนะ
พยาบาลได้ 1. ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยท่ีมีความรุนแรง
ระดับปานกลางขึ้นไปท่ีมีพยาธิสภาพของโรคท่ีซับซ้อนมีปัจจัย
สรุป ที่หลากหลายเข้ามาเก่ียวข้อง จึงควรได้รับการดูแลติดตามจาก
รูปแบบการพยาบาลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคตุ่มน�้ำพองใสท่ี พยาบาลวชิ าชพี มากขนึ้ กวา่ ผปู้ ว่ ยทม่ี คี วามรนุ แรงของโรคระดบั นอ้ ย
ทงั้ ทางดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ ภาพลกั ษณอ์ ารมณ์ สง่ิ แวดลอ้ ม และสงั คม
พฒั นาขนึ้ โดยใชแ้ นวคดิ การดูแลตอ่ เนือ่ งของ Haggerty13 มาสรา้ ง อยา่ งตอ่ เนอื่ งทบ่ี า้ น รวมทงั้ การประสานงานกบั เครอื ขา่ ยใกลบ้ า้ นใน
รูปแบบฯ ผลทไ่ี ดค้ ือ รปู แบบใหมท่ พี่ ยาบาลวิชาชีพม่ีสว่ นทจี่ ะช่วย การติดตามอยา่ งใกล้ชิดต่อไป
ในการปฏิบัติการพยาบาลและการสอนให้ความรู้ผู้ป่วยในการดูแล 2. การน�ำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นใหม่มาใช้ในโรงพยาบาล
ตนเองทบี่ ้าน ทำ� ใหผ้ ู้ป่วยมคี ุณภาพชีวิตทีด่ ขี ้ึน ลดภาวะแทรกซ้อน ผ้บู ริหารทางการพยาบาลทุกระดบั ต้องให้ความส�ำคัญ กับรปู แบบ
ลดการ re-visit และการ re-admit ได้อยา่ งชดั เจน การดูแลต่อเนื่องขยายผลต่อยอดและน�ำรูปแบบไปใช้นิเทศให้กับ
โรงพยาบาลในเครอื ขา่ ยท่มี ีผ้ปู ว่ ยโรคต่มุ นำ�้ พองใสรักษาอยู่ได้
ขอ้ จำ� กัดของการศึกษา
การศึกษาน้ีเป็นการศึกษาที่คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ กิตตกิ รรมประกาศ
เฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ เนอ่ื งจากต้องมกี ารตดิ ตามผปู้ ่วยรายใหม่ ขอขอบพระคณุ แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอู้ ำ� นวยการ
ไมซ่ ำ�้ รายทวั่ ประเทศใหค้ รบกระบวนการดแู ลตง้ั แตแ่ รกรบั จำ� หนา่ ย
ตดิ ตามตอ่ ทบ่ี า้ นและสามารถมาตดิ ตามอาการตามแพทยน์ ดั ไดค้ รบ สถาบันโรคผิวหนงั ผทู้ รงคุณวฒุ ทิ ั้ง 5 ทา่ น ที่ใหค้ ำ� ปรกึ ษาในการ
ขนั้ ตอนตามเวลาทกี่ ำ� หนด ทำ� วจิ ัยในคร้ังน้ี ผ้รู ่วมวิจัย พยาบาลวิชาชพี และเจ้าหน้าที่ของงาน
บริการผู้ป่วยนอกและงานบริการผู้ป่วยในท่ีช่วยเหลือในการเก็บ
รวบรวมข้อมลู ในครัง้ นใ้ี หส้ �ำเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี
References 10. Tresukosol P, Indicator of institute of dermatology. Supervision of
1. Payne AS, Stanley JR, Pemphigus. In: Goldsmith LA, Katz SI, department of medical services, Queen sirikit national institute
of child health. Bangkok Thailand; September 3; 2019.
Gilchrest BA, Paller AS, Leffell DJ, Wolff K, editors. Fitzpatrick’s
dermatology in general medicine. 8thed. New York: McGraw-hill 11. Nasongkhla P, Kwangsukstid O. A Comparition of prednisolone
Medical; 2012. plus oral azathioprine or oral cyclophosphamide versus
2. Sanjir Grover. Scoring system in pemphigus. Indian J prednisolone for the treatment of mild pemphigus. Thai J
Dermatol2011; 56: 145-9. Dermatal2011; 4: 273-83.
3. Phisarnbutr P. Vesiculobullous Disease. In: Kunlavanich P,
Phisarnbutr P, editors Dermatology 2010.1st ed. Bangkok: Holistic 12. Piamphongsant T. Treatment of pemphigus with corticosteroids
Publishing Company Limited; 2548. and cyclophosphamide. J Dermatol1979 ;6: 359-63.
4. Sung JY, Roh MR, Kim Sc. Quality of life assessment in Korean
patients with pemphigus. Ann Dermatol 2015;27:492-8. 13. Haggerty JL, Roberqe D, Freeman GK, Beaulieu C, Breton M.
5. Krain RL, Kushner CJ, Tarazi M, Gaffney RG, Yeguez AC, Zamalin Validation of a generic measure of continuity of care: when
DE, et al. Assessing the correlation between disease severity patients encounter several clinicians. Ann Fam Med 2012; 10:
indices and quality of life measurement tools in pemphigus. 443–51.
Front Immunol2019; 10:2571.
6. Medical records and statistics, Institute of dermatology Patient 14. Teeranut A. Sangsom D. Metakarnjanasak N. Rouysungnon W.
Statistics Summary 2016-2018. Development of a holistic continuing care model for elderly
7. Quality Development Division Institute of dermatology Quality with chronic illnesses: a case study in a tertiary care hospital.
Indicators 2016-2018. Journal of nurses’ Association of Thailand North-eastern Division
8. Department of Financial and accounting Institute of Dermatology 2009; 27: 65-77.
Pemphigus Patients Cost 2015-2016.
9. Kullavanijaya P, National Dermatology Committee of Thailand, 15. Nillake K, Chantra R. The Effects of Discharge program for Burn
March 26, 2018; Queen sirikit national institute of child health. Patients on Self-care ability and Quality of life in Surgical 4
Bangkok Thailand; 2019. Department Suratthani Hospital. Medica Journal 2019; 33:
143-56.
16. Thongchai C. Clinical Practice Guidelines Development. The Thai
Journal of Nursing Council 2005; 20: 63-74.
ปีที ่ 46 ฉบับท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 235
17. Souza-Junior VD, Mendes IA, Mazzo A, Godoy S. Application of 20. Sakcharoen P. Adult learning theory and Self-directed learning
telenursing in nursing practice: an integrative literature review. concept: process for promoting lifelong learning. Journal of the
Appl Nurs Res2016;29:254-60. Royal Thai Army Nurses 2015; 16: 8-13.
18. Kawaguchi T, Azuma M, Ohta K. Development of a telenursing 21. Arpaichiraratana C, Attharos T. Effect of small group discussion
system for patients with chronic conditions. J Telemed Telecare on critical thinking, self-directed learning, satisfaction on the
2004;10:239-44. learning of nursing students of The Thai Red Cross College of
Nursing. Thai Red Cross Nursing Journal 2012 ; 5 : 21-31.
19. Ratintorn A. Continuity of care: the core of quality improvement
in midwifery practice. 1st ed. Bangkok: Wattanaprinting; 2016. 22. Sikkabandit S. Education Technology. 11th ed. Bangkok : King
Mongkut’s Institute of Technology North Bangkok Printing
Press; 2528.
236 | วารสารกรมการแพทย์
นพิ นธ์ตน้ ฉบับ
ผลการใช้ MU Sucker ระบายเสมหะในผู้ป่วยเด็กเล็กต่อการ
บาดเจบ็ และความพึงพอใจของผดู้ แู ล
อมรพันธ์ สิงหพล พย.ม.
สถาบนั สุขภาพเดก็ แห่งชาติมหาราชินี ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
10400
Abstract: The Effects of Using MU Sucker with Traumatic
and Caregiver’s Satisfaction in Young Child Patients
Amornpun Singhapol, M.N.S.
Nursing Department, Queen Sirikit National Institute of Child Health, Thung Phaya
Thai, Ratchathewi, Bangkok, 10400
(E-mail: [email protected])
(Received: November 25, 2019; Revised: August 4, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Respiratory tract infection is the major cause of sticky nasal secretion. Children under the age of
15 months with an ineffective cough are unable to remove their own secretions. Nasopharyngeal and oral suctioning
is extremely necessary. However, this activity causes bleeding which can provoke anxiety in parents. Objectives: to
compare trauma from bleeding during suction in young child patients and caregiver’s satisfaction. Between the group
of using standard suction tube and MU sucker. Methods: This was a pilot study. Sample group was young child aged
1-15 months were diagnosed with pneumonia or acute bronchiolitis and requires sputum suctioning. Sixty two cases
were divided into 2 groups: the control group used the standard suction tube. The MU sucker trial group used a paired
study method, according to the age of the patient. The data analysis was consisting of frequency, percentage, mean
and standard deviation. Mann-Whitney U Test was used to compare the trauma differences between the experimental
group and the control group. The independent samples t-test was used to measure satisfaction. Pearson Product
Moment Coefficient was used to analyze treatment associated factors. Results: Trauma in the experimental group
was lower than the control (p = 0.91). The caregiver’s satisfaction was not different (p=0.282), but caregiver in the
experimental group felt that their child decreased fighting (p = 0.014). Cost of MU sucker suctioning was lower than
standard. Conclusion: Suctioning in the nose and mouth for young children can use MU sucker suctioning because
the efficacy was not different. Complications of suctioning depends on the skill of the nurses.
Keywords: Using MU sucker, Suction, Trauma, Satisfactions, Young children
บทคดั ย่อ เปน็ ปอดบวมหรอื โรคหลอดลมฝอยอกั เสบเฉยี บพลนั และตอ้ งไดร้ บั
ภมู หิ ลัง: การตดิ เช้อื ในทางเดนิ หายใจสว่ นลา่ ง เปน็ สาเหตุ การระบายเสมหะ จ�ำนวน 62 ราย แบง่ 2 กล่มุ คือ กลุม่ ควบคุม
เป็นกลุ่มที่ใช้สายดูดเสมหะแบบมาตรฐานทั่วไป ส่วนกลุ่มทดลอง
หลักท่ีท�ำให้เกิดภาวะเสมหะเหนียวข้น เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 15 ใช้ MU sucker โดยการจับคู่ (match pair) ตามกลุ่มอายุของ
เดือน การไอยงั ไม่มีประสทิ ธภิ าพ การดูดเสมหะในจมกู และคอเปน็ ผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติความถี่
หัตถการที่จะท�ำให้ทางเดินหายใจโล่ง ภาวะแทรกซ้อนจากการดูด รอ้ ยละคา่ เฉลยี่ และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐานเปรยี บเทยี บความแตกตา่ ง
เสมหะ เช่น ความเจ็บปวด การมเี ลอื ดออกจะสรา้ งความวติ กกังวล ของการบาดเจบ็ จากการดดู เสมหะดว้ ย The Mann-Whitney U
กบั ผู้ดูแลเปน็ อย่างมาก วัตถปุ ระสงค์: เปรียบเทียบความแตกต่าง Test ความพงึ พอใจใช้ t-test independence และวเิ คราะหค์ วาม
ของการบาดเจ็บจากการดูดเสมหะและความพึงพอใจของผู้ดูแล สมั พนั ธข์ องปจั จยั ทางการรกั ษาดว้ ย Pearson Product Moment
ระหวา่ งกลมุ่ ทใี่ ชส้ ายแบบมาตรฐานทว่ั ไปกบั MU sucker ในการดดู Coefficient ผล: การใช้ MU Sucker ดดู เสมหะทำ� ใหม้ กี ารบาดเจบ็
เสมหะ วิธกี าร: การวจิ ยั คร้งั นเ้ี ปน็ การศึกษานำ� ร่อง (pilot study) นอ้ ยกวา่ การใชส้ ายแบบมาตรฐานทว่ั ไปอยา่ งไมม่ นี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ
กลุ่มตวั อยา่ ง คือ ผู้ปว่ ยเด็กเลก็ อายุ1-15 เดอื น ไดร้ บั การวนิ ิจฉัยวา่
ปที ่ี 46 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 237
(p=0.091) ความพึงพอใจของผดู้ ูแลไมแ่ ตกตา่ งกัน (p=0.282) แต่ อารมณ์หงดุ หงดิ พฒั นาการลา่ ช้า บุคลกิ ภาพเปล่ยี นแปลง6-8
ผดู้ แู ลกลุม่ ทใ่ี ช้ MU sucker ดูดเสมหะรูส้ กึ ว่าเดก็ ดิ้นน้อยกวา่ อยา่ ง หอผปู้ ว่ ยมหติ ลาธเิ บศร 10 ข เป็นหอผปู้ ่วยอายกุ รรมเด็ก
มนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p = 0.014) และการใช้ MU sucker สามารถ
ประหยดั คา่ วสั ดไุ ดม้ ากกวา่ การใชส้ ายดดู เสมหะแบบมาตรฐานทวั่ ไป เล็กที่รับเด็กป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจและหัตถการที่ท�ำบ่อยคือ
สรุป: การดูดเสมหะในจมูกและปากส�ำหรับผู้ป่วยเด็กเล็กสามารถ การดูดเสมหะ พยาบาลมีความช�ำนาญในการดูดเสมหะ แต่ความ
ใช้ MU Sucker แทนสายดูดเสมหะแบบมาตรฐานท่วั ไปได้ เพราะ เจบ็ ปวดจากการสอดสายดดู เสมหะเขา้ ในรจู มกู ยงั เปน็ ภาพทพ่ี บเหน็
มปี ระสิทธผิ ลไมแ่ ตกต่างกัน เป็นประจ�ำ ดงั นัน้ ผวู้ ิจัยจึงมแี นวคดิ ในการนำ� MU sucker ซ่งึ ผลิต
จากวัสดุพอลิเมอร์ท่ีมีความอ่อนนุ่มกว่าพลาสติกจะช่วยลดการ
คำ� สำ� คญั : การใช้ MU sucker, การดดู เสมหะ การบาดเจบ็ บาดเจ็บในรูจมูก และความคงตัวของ MU sucker จะท�ำให้การ
ความพงึ พอใจ ผู้ป่วยเด็ก ดูดเสมหะในช่องปากสะดวกมากขึ้น เพราะเด็กจะใช้ลิ้นตวัด MU
บทนำ� sucker ออกจากช่องคอไม่ได้ ความสะดวกจากการใช้ MU sucker
จะท�ำให้เวลาในการดูดเสมหะน้อยลง9 และการระมัดระวังไม่ให้
เดก็ เลก็ โดยเฉพาะวยั ทารกและวยั หดั เดนิ ระยะแรกนนั้ การ เกิดการบาดเจ็บขณะดูดเสมหะ ช่วงเวลาทผ่ี ปู้ ่วยรสู้ กึ ว่าถกู คกุ คาม
เจรญิ เตบิ โตของอวยั วะตา่ งๆยงั ไมส่ มบรู ณ์ ระบบทางเดนิ หายใจของ ผา่ นไปรวดเร็ว จะท�ำให้ผปู้ ่วยพกั ผอ่ นนอนหลับได้ดี ร่างกายจะฟน้ื
เด็กวยั นยี้ ังพฒั นาไม่เตม็ ท่ี ทอ่ ทางเดินหายใจมขี นาดเล็ก กลไกการ หายจากโรคไดเ้ รว็ ไว สงิ่ เหลา่ นนี้ า่ จะทำ� ใหผ้ แู้ ลอนั ไดแ้ กพ่ อ่ -แมห่ รอื
ไอยังไม่มปี ระสทิ ธภิ าพ เมอื่ มีปัญหาการติดเชือ้ เกดิ ข้ึนในระบบทาง ญาตมิ คี วามพงึ พอใจตอ่ การดดู เสมหะมากขน้ึ สว่ นคา่ ใชจ้ า่ ย เมอื่ คดิ
เดินหายใจจะเป็นอันตรายอย่างมาก เน่ืองจากเด็กขับเสมหะเอง เปรยี บเทยี บราคาสายดูดเสมหะ 1 เส้น ราคาตน้ ทุนของสถาบนั สขุ
ไม่ได้ ผู้ดูแลต้องช่วยระบายเสมหะโดยการดูดเสมหะในปากและ ภาพเด็กฯ = 2.90 บาท ผปู้ ว่ ย 1 ราย ใช้สายดูดเสมหะอยา่ งนอ้ ย
จมกู ลกู ยางแดงเปน็ อปุ กรณห์ นงึ่ ทใ่ี ชร้ ะบายเสมหะกรณที เ่ี สมหะไม่ 20 เส้น ฉะนนั้ ในผูป้ ่วย 1 รายที่ใช้สายดูดเสมหะมคี า่ อปุ กรณ์การ
เหนียวและปรมิ าณไม่มาก หากผู้ดแู ลไมส่ ามารถชว่ ยระบายเสมหะ ดูดเสมหะประมาณ 58 บาท หากใช้ MU sucker ผ้ปู ว่ ย 1 ราย ใช้
จะท�ำให้ท่อทางเดินหายใจอุดตัน อาการจะรุนแรงข้ึนจนท�ำให้เกิด MU sucker 1 ชนิ้ ราคา 25 บาท MU sucker สามารถนำ� มาใชซ้ ำ�้ ใน
การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างได้ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ผปู้ ว่ ยรายเดยี วกนั หลงั จากทำ� ความสะอาดดว้ ยนำ�้ ยา และสามารถใช้
ส่วนล่าง acute lower respiratory infection (ALRI) เปน็ การตดิ ซ้ำ� ไดจ้ นกระทง่ั วัสดุเสยี ความยืดหยุ่น หากลา้ งด้วยนำ�้ ยาเพียงอย่าง
เชื้อตั้งแต่ทางเดนิ หายใจส่วนบนของหลอดลม (upper bronchus) เดียวสามารถใช้ซ้�ำได้มากกว่า 100 ครัง้
จนถึงถุงลม (alveoli) โรคท่ีพบบ่อยคือหลอดลมฝอยอักเสบและ
ปอดอักเสบ1 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเช้ือ การศกึ ษานเี้ พอ่ื เปรยี บเทยี บผลการใชส้ ายดดู เสมหะกบั MU
respiratory syncytial virus (RSV) และเช้ือไข้หวดั ใหญ่ อาการท่ี sucker ระบายเสมหะในเดก็ เลก็ ตอ่ การบาดเจบ็ ขณะดดู เสมหะ และ
พบบอ่ ยไดแ้ ก่ ไข้ ไอ หายใจเรว็ หายใจลำ� บาก หอบเหน่อื ย ใชป้ กี ความพงึ พอใจของผู้ดแู ลตอ่ การดูดเสมหะ
จมกู หายใจ หากไดร้ บั การดแู ลไมถ่ กู ตอ้ งจะทำ� ใหเ้ กดิ โรคแทรกซอ้ น
และทำ� ใหเ้ สยี ชวี ติ ได2้ จากกลไกการตอ่ ตา้ นเชอ้ื โรคในทางเดนิ หายใจ วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
ส่วนล่างบริเวณหลอดลมฝอยและถุงลมท�ำให้เซลล์ตายและมีการ 1. เปรียบเทียบความแตกต่างของการบาดเจ็บจากการ
ผลติ เสมหะออกมามาก รา่ งกายขจดั เสมหะโดยการไอ ภาวะขาดนำ้� ดูดเสมหะด้วยสายแบบมาตรฐานทั่วไปกับการดูดเสมหะด้วย MU
และออ่ นเพลยี เพม่ิ ความเหนยี วขน้ ของเสมหะ การขจดั เสมหะดว้ ย sucker
ตนเองของเด็กวยั ทารกยงั พัฒนาได้ไมด่ ี เด็กอายุ 15-18 เดอื น จะ 2. เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของความพึงพอใจของผูด้ ูแล
เรม่ิ พฒั นาการไอเพอ่ื ขจดั เสมหะเองไดด้ ขี นึ้ 3,4 การชว่ ยระบายเสมหะ จากการดูดเสมหะด้วยสายแบบมาตรฐานทั่วไป กับการดูดเสมหะ
ดว้ ยการใชส้ ายดดู เสมหะจะทำ� ใหร้ ะบายเสมหะไดด้ ี แตห่ ตั ถการดดู ด้วย MU sucker
เสมหะทต่ี อ้ งใชส้ ายยางสอดเขา้ ไปในรจู มกู ซงึ่ เปน็ เนอื้ เยอ่ื ทบ่ี อบบาง 3. ประเมินราคาวัสดุที่ใช้ดูดเสมหะระหว่างกลุ่มท่ีใช้สาย
ไวต่อความร้สู กึ ก่อให้เกดิ ความเจ็บปวด5 ผู้ปว่ ยกลัวการดดู เสมหะ แบบมาตรฐานทว่ั ไปกับกลมุ่ ที่ดูดเสมหะดว้ ย MU sucker
มาก เห็นได้จากผู้ป่วยท่ีเคยถูกดูดเสมหะมาก่อน เมื่อได้ยินเสียง วตั ถแุ ละวิธกี าร
เคร่ืองดูดเสมหะจะร้องไห้จ้าทันที ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งด้ินรน การบาด การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการศึกษาน�ำร่อง (pilot study) เพื่อ
เจ็บก็ยิ่งทวีความรุนแรงข้ึน บิดา-มารดาจะกังวลตาม บางท่านไม่ เปรียบเทียบผลการดูดเสมหะในจมูกและปากระหว่างการใช้ MU
ยอมให้ดูดเสมหะ ระยะแรกของโรคจะต้องช่วยดูดเสมหะถี่วันละ sucker กบั สายดดู เสมหะแบบมาตรฐานทว่ั ไป โดยแบง่ กลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประมาณ 4-6 คร้ัง เมื่ออาการดีขึ้นจ�ำนวนครั้งของการดูดเสมหะ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มควบคุมใช้สายดูดเสมหะแบบมาตรฐาน
ก็ลดน้อยลง ซ่ึงความเจ็บปวดที่เกิดกับเด็กเป็นประสบการณ์ที่เลว ทั่วไป สว่ นกลุม่ ทดลองใช้ MU sucker ดูดเสมหะ กลุม่ ละ 30 ราย
รา้ ย เปน็ การคกุ คามเดก็ สง่ ผลกระทบตอ่ ผปู้ ว่ ยเดก็ ทง้ั ระยะสนั้ และ กลุม่ ตัวอยา่ งจะกระจายอย่ใู นทกุ ชว่ งอายุ จ�ำนวนในแตล่ ะชว่ งอายุ
ระยะยาว สร้างความตึงเครียดใหก้ ับเด็ก สญั ญาณชีพเปลี่ยนแปลง อาจไมเ่ ทา่ กนั ประมาณ 3-9 ราย/กลมุ่ อายุ แบง่ กลมุ่ อายเุ ปน็ 5 กลมุ่
ดงั น้ี กลมุ่ อายุ 1-3 เดอื น กลมุ่ อายุ >3-6 เดอื น กลมุ่ อายุ >6-9 เดอื น
238 | วารสารกรมการแพทย์
กลมุ่ อายุ >9-12 เดอื น และกลมุ่ อายุ >12-15 เดอื น3,4 โดยยดึ เกณฑ์ ความพึงพอใจ (satisfactions) หมายถึง ความรูส้ กึ ของผู้
การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของปอดตง้ั แตป่ ฏสิ นธถิ งึ อายไุ ด้ 15 ดูแลท่ีอยูข่ ้างเตียงขณะผู้ป่วยเดก็ เล็กไดร้ บั การดูดเสมหะ
เดอื น4 หลงั จากนนั้ จงึ เกบ็ ขอ้ มลู ในกลมุ่ ทดลองซงึ่ ไดร้ บั การพยาบาล
โดยใช้ MU sucker จำ� นวน 30 ราย ด้วยการจับคู่ (match pair) คา่ ใชจ้ ่าย (cost) หมายถงึ ราคาวสั ดทุ ใ่ี ช้ดดู เสมหะระหวา่ ง
ให้อยู่ในกลมุ่ อายุเดยี วกนั กับกลมุ่ ควบคุม กลุ่มทดลองและกลมุ่ ควบคมุ
แบบบันทกึ การเกบ็ ขอ้ มูล มีดังน้ี โรคติดเช้ือทางเดินหายใจส่วนล่าง acute lower
- แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ท�ำการเก็บข้อมูลเมื่อแรกรับ respiratory infection (ALRI) ในการวิจัยน้ีคือโรค ปอดอักเสบ
ผู้ปว่ ยเข้าในหอผปู้ ว่ ย (pneumonia) และหลอดลมฝอยอกั เสบ (acute bronchiolitis)
- แบบประเมินผลการดูดเสมหะในผู้ป่วยเด็กเล็ก ส�ำหรับ
บนั ทกึ จำ� นวนครง้ั ทดี่ ดู เสมหะและจำ� นวนครง้ั ทมี่ เี ลอื ดออกจากการ ผปู้ ว่ ยเดก็ เลก็ หมายถงึ ผปู้ ว่ ยอายตุ งั้ แต่ 1-15 เดอื น ทไ่ี ดร้ บั
ดูดเสมหะ ท�ำการบันทึกข้อมูลโดยพยาบาลวิชาชีพในทีมวิจัยท่ีดูด การวนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ โรคปอดบวมและหลอดลมฝอยอกั เสบเฉยี บพลนั
เสมหะผู้ปว่ ยทกุ คร้งั และได้รบั การดูดเสมหะทางจมกู และปาก
- แบบบันทึกอาการก่อนและหลังการดูดเสมหะ ท�ำการ
เกบ็ ขอ้ มลู โดยผวู้ ิจัย หรือผชู้ ว่ ยวิจยั ในเวรเชา้ เวลาประมาณ 9.00 การคดั เลอื กผเู้ ขา้ รว่ มการวจิ ยั : ผปู้ ว่ ยเขา้ รบั การรกั ษาทหี่ อ
น.ของทุกวนั เพื่อตดิ ตามผลการดดู เสมหะ ผู้ป่วยมหิตลาธิเบศร 10 ข สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
- แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดูดเสมหะของญาติ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปอดบวมหรือโรคหลอดลมฝอยอักเสบ
ผู้ดแู ล ท�ำการเก็บข้อมลู 1-2 วันกอ่ นจำ� หน่ายผปู้ ว่ ยกลบั บา้ น เปน็ เฉียบพลันและต้องดูดเสมหะ ผู้ปกครองฟังและพูดภาษาไทยได้
แบบ rating scale และยนิ ยอมใหค้ วามรว่ มมอื ในการตอบแบบสอบถาม ผปู้ ว่ ยนอนโรง
นิยามปฏิบัติการ (Definition) ต่างๆที่ใช้ในการวิจัย พยาบาลอย่างน้อย 3 วนั เกณฑก์ ารคดั ออกผูเ้ ขา้ รว่ มการวจิ ยั (ex-
คร้งั นี้ clusion criteria) มดี งั นี้ ผู้ป่วยมอี าการหนกั ต้องใสท่ อ่ ชว่ ยหายใจ
การใช้ MU sucker หมายถึง กิจกรรมที่พยาบาลกระท�ำ ผู้ป่วยย้ายไปหอผู้ป่วยอ่ืน มีการเจ็บป่วยเร้ือรัง มีความผิดปกติใน
ต่อผู้ป่วยเด็กเล็กในการระบายเสมหะ โดยใช้MU sucker แทน ช่องปากและจมูก มีภาวะเกล็ดเลือดต�่ำ และมีภาวการณ์แข็งตัว
สายsuction และ finger tip โดยความลกึ ทสี่ อดเขา้ ทางรจู มกู ไมเ่ กนิ ของเลอื ดผิดปกติ เกณฑ์การยตุ ิการเขา้ รว่ มการวจิ ยั (termination
2.5 เซนตเิ มตร ซงึ่ MU sucker จะสอดไมถ่ งึ ตำ� แหนง่ Nasopharynx criteria) ผู้ปกครองแจง้ ความจำ� นงของยตุ กิ ารเข้ารว่ มวจิ ัย
การดูดเสมหะ(suction) คือ การใส่อุปกรณ์ส�ำหรับดูด
เสมหะเขา้ ทางจมกู และปาก และดดู เอานำ้� มกู นำ�้ ลายทคี่ ง่ั คา้ งออกมา วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติความถ่ี
การบาดเจ็บ (trauma) หมายถึง การมีเลอื ดปนออกมากับ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความ
เสมหะขณะท�ำการช่วยระบายเสมหะโดยการดูดเสมหะในผู้ป่วย แตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมของการบาดเจ็บจาก
เดก็ เลก็ การดูดเสมหะด้วย The Mann-Whitney U Test ความพึงพอใจ
ดว้ ย t-test independence และวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธข์ องปจั จยั
ทางการรกั ษาดว้ ย Pearson Product Moment Coefficient10,11
การศึกษานี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณา
จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ
มหาราชนิ ี
ผล กล่มุ ทดลอง (n=31) กล่มุ ควบคมุ (n=31)
ตารางที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไปของผู้ร่วมวิจัย จ�ำนวน ร้อยละ
จำ� นวน รอ้ ยละ
ขอ้ มูลทวั่ ไป 18 58
13 42 17 55
เพศ 14 45
ชาย 6 19
หญงิ 8 26 6 19
อายุ (เดอื น) 5 16 8 26
1-3 9 29 5 16
> 3-6 3 10 9 29
> 6-9 3 10
> 9-12
> 12-15
ปที ่ี 46 ฉบับท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 239
ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผรู้ ว่ มวจิ ยั (ต่อ)
ข้อมลู ท่วั ไป กลมุ่ ทดลอง (n=31) กลมุ่ ควบคุม (n=31)
โรค จำ� นวน รอ้ ยละ
Pneumonia (RSV+) จำ� นวน รอ้ ยละ
Ac. Bronchiolitis (RSV+) 25 (8) 81
6 (1) 19 20 (0) 65
11 (0) 35
จากตารางท่ี 1 จะเหน็ ไดว้ า่ ขอ้ มลู ทวั่ ไปและขอ้ มลู ดา้ นการ เท่ากบั 8 ราย (ร้อยละ 26) อายุ 1 – 3 เดือนเท่ากับ 6 ราย (รอ้ ยละ
รักษาของผเู้ ขา้ ร่วมวิจยั จำ� นวน 62 ราย แบง่ เปน็ กลุม่ ละ 31 ราย 19) อายุ > 6 – 9 เดอื นเทา่ กับ 5 ราย(ร้อยละ 16) และอายุ > 12
โดยผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง เพศชายในกลุ่ม – 15 เดือนเท่ากบั 3 ราย (รอ้ ยละ 10) ตามล�ำดบั ซึ่งกลุม่ ทดลอง
ทดลองเทา่ กบั รอ้ ยละ 58 และเพศชายในกลมุ่ ควบคมุ เทา่ กบั รอ้ ยละ และกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่เป็นโรคปอดบวม ในกลุ่มทดลองพบ
55 ในแตล่ ะกลมุ่ จะมผี เู้ ขา้ รว่ มวจิ ยั เทา่ กนั ทกุ ชว่ งอายุ สว่ นใหญอ่ ายุ รอ้ ยละ 81 และกล่มุ ควบคุมพบร้อยละ 65 ทั้งนพี้ บกลุม่ ทดลองมี
> 9 - 12 เดอื นเทา่ กบั 9 ราย (รอ้ ยละ 29) รองลงมาอาย>ุ 3 - 6 เดอื น การตดิ เช้ือ RSV 9 ราย
ตารางท่ี 2 เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งคา่ กลางของจำ� นวนรอ้ ยละการบาดเจบ็ ขณะชว่ ยระบายเสมหะระหวา่ งกลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ
กลมุ่ จ�ำนวน Median (IQR) p - value
ทดลอง 31 13.3 (3.70, 27.30) 0.91*
ควบคมุ 31 16.7 (4.0, 25.0)
*Mann-Whitney U Test, IQR: interquartile range
การบาดเจ็บจากการดดู เสมหะดว้ ยสายแบบมาตรฐานทว่ั ไปกับการดดู เสมหะดว้ ย MU sucker ไมแ่ ตกต่างกนั (p = 0.91)
ตารางท่ี 3 เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนรวมความพงึ พอใจของผ้ดู แู ลจากการดดู เสมหะระหวา่ งกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคมุ
ความพงึ พอใจ กลมุ่ ทดลอง (n=31) กลมุ่ ควบคุม (n=31) p-value
mean SD mean SD
1. ชว่ ยใหเ้ ดก็ ดิ้นนอ้ ยลง 3.5 0.67 2.9 1.0 0.014*
2. ช่วยใหเ้ ด็กหายใจได้โล่ง 4.2 0.72 4.4 0.56 0.242
3. ผลตอ่ การบาดเจ็บ/ 3.3 1.0 3.0 1.1 0.283
มเี ลอื ดออกจากการดดู เสมหะ 4.5 0.68 4.4 0.67 0.706
4. ชว่ ยให้เด็กพักผ่อนนอนหลบั ได้ 4.3 0.86 4.2 0.75 0.753
5. ความพงึ พอใจตอ่ การดูดเสมหะ 19.7 2.87 18.9 2.75 0.282
รวม
จากตารางที่ 3 แสดงถึงคะแนนความพึงพอใจของผู้ดูแล วิเคราะห์รายข้อพบว่า การใช้ MU sucker ดูดเสมหะช่วยให้เด็ก
จากการดูดเสมหะด้วยสายแบบมาตรฐานท่ัวไป กับการดูดเสมหะ ด้นิ น้อยลง (p = 0.014)
ด้วย MU sucker ในภาพรวมไมแ่ ตกตา่ งกัน (p= 0.232) แต่เม่อื
240 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 4 เปรยี บเทยี บราคาวัสดุในการดดู เสมหะระหว่างกลุม่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ
กลุม่ จ�ำนวน จ�ำนวนครงั้ ทีด่ ูด คา่ วัสดุในการดูดเสมหะ หมายเหตุ
เสมหะ (บาท)
สายดดู เสมหะ
สายดูดเสมหะ MU sucker ใช้ 1 เสน้ /1 ครั้ง
2.90 บาท/ เสน้ 25 บาท/ ชนิ้ MU sucker
ใช้1ชนิ้ /คน
ทดลอง 31 1,005 1,005 X 2.9 = 2,914.5 31 X 25 = 775
ควบคุม 31 797 797 X 2.9 = 2,311.3 31 X 25 = 775
ประเมินราคาวัสดุท่ีใช้ดูดเสมหะพบว่ากลุ่มท่ีใช้สายแบบ แนวโน้มให้ผู้ป่วยได้รับการดูดเสมหะบ่อยครั้ง ความถี่ในการดูด
มาตรฐานทั่วไป ราคาวัสดุเท่ากบั 2,311 บาท ส่วนกลมุ่ ทใี่ ช้ MU เสมหะมีแนวโน้มให้เกิดการบาดเจ็บจากการดูดเสมหะสูงข้ึน ซึ่ง
Sucker 775.00 บาท สอดคล้องกับการศึกษาของ Horn14 ได้ศึกษาย้อนหลังในโรง
วจิ ารณ์ พยาบาล 10 แห่ง กับผปู้ ว่ ยจ�ำนวน 16, 495 ราย ที่เขา้ รับการรกั ษา
ในโรงพยาบาลเหล่านี้ตง้ั แตเ่ ดอื นเมษายน 2538 ถึงเดือนกนั ยายน
การศึกษาผลการใช้ MU sucker ระบายเสมหะในผู้ป่วย 2539 ผลการศึกษาพบว่า ความรุนแรงของโรคมีความสัมพันธ์กับ
เด็กเล็กต่อการบาดเจ็บ และความพึงพอใจของผู้ดูแล พบว่า MU อตั ราการตาย จำ� นวนวนั นอนในโรงพยาบาล และ คา่ รกั ษาพยาบาล
sucker สามารถทดแทนสายดูดเสมหะแบบมาตรฐานท่ัวไป แมว้ า่
ประเด็นเรื่องการบาดเจ็บ (มเี ลอื ดออกจาการดูดเสมหะ) ไมเ่ ปน็ ไป ประเด็นเรื่องความพึงพอใจของผู้ดูแล ผู้วิจัยตั้งสมมุติฐาน
ตามสมมตุ ฐิ านคอื กลมุ่ ทดลองทใี่ ช้ MU Sucker ชว่ ยระบายเสมหะมี ว่ากลุ่มทดลองมีค่าความความพึงพอใจของญาติต่อการดูดเสมหะ
ภาวะบาดเจบ็ นอ้ ยกวา่ กลมุ่ ควบคมุ ทใ่ี ชส้ ายดดู เสมหะแบบมาตรฐาน สงู กวา่ กลมุ่ ควบคมุ ผลการศกึ ษาพบ 1 ขอ้ ทส่ี อดคลอ้ งกบั สมมตุ ฐิ าน
ท่ัวไป โดยพบว่าค่ากลางไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ คอื การใช้ MU sucker ดดู เสมหะชว่ ยใหเ้ ดก็ ดนิ้ นอ้ ยลง (p = 0.014)
ทางสถติ ิ (p = 0.91) แตก่ ารใช้ MU sucker (median = 13.3) มกี าร การทผ่ี ดู้ แู ลเหน็ วา่ เดก็ ดนิ้ นอ้ ยในกลมุ่ ทใ่ี ช้ MU sucker เนอื่ งจาก 1.
บาดเจบ็ นอ้ ยกวา่ การใชส้ ายดดู เสมหะแบบมาตรฐานทว่ั ไป (median ความสะดวก รวดเร็วในการดดู เสมหะดว้ ย MU sucker 2. ความ
= 16.7) ปจั จยั ทท่ี ำ� ใหไ้ มบ่ รรลสุ มมตุ ฐิ านมี 2 ปจั จยั คอื พยาบาลขาด ลึกในการสอดอุปกรณ์เข้าในช่องจมูก MU sucker ไม่เกิน 2.5
ความชำ� นาญในการใช้ MU Sucker และระดบั ความรนุ แรงของโรค เซนติเมตร แต่สายดูดเสมหะแบบมาตรฐานท่ัวไปความลึกเท่ากับ
ปจั จยั เรอ่ื งความชำ� นาญในการใชอ้ ปุ กรณ์ สบื เนอื่ งจาก MU sucker ระยะท่ีวัดได้จากปลายจมูกถึงต่ิงหู 3. การดูดเสมหะในปากผู้ป่วย
เป็นอุปกรณ์ใหม่ที่เพิ่งน�ำเข้ามาใช้ในหน่วยงานเพื่อการศึกษาคร้ัง เด็กเล็กจะขัดขืนด้วยการใช้ลิ้นกวาดอุปกรณ์ออกไป MU sucker
น้ี พยาบาลทุกคนในหน่วยงานได้รับการสาธิตและทดลองใช้ MU มีความคงตัวมากกว่าสายดูดเสมหะแบบมาตรฐานทั่วไป ท�ำให้ผู้
sucker เป็นระยะเวลาเพียง 1-2 เดือน กอ่ นดำ� เนนิ การทดลอง ใน ปว่ ยไมส่ ามารถกวาดออกไปไดเ้ หมอื นการกวาดสายดดู เสมหะแบบ
ขณะที่มีทักษะการใช้สายดูดเสมหะแบบมาตรฐานท่ัวไปเป็นเวลา มาตรฐานท่ัวไป9 สว่ นอีก 4 ขอ้ ค่าเฉลี่ยไม่มคี วามแตกต่างอย่างมนี ัย
หลายปีแลว้ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับแนวคิดของ Wattana12 ดงั น้ี “ความ สำ� คญั ทางสถติ ิ และพบวา่ คา่ เฉลยี่ ของทงั้ 2 กลมุ่ มากกวา่ 4 (คะแนน
สามารถในการปฏิบัตงิ าน หมายถงึ การปฏิบัตงิ านไดอ้ ยา่ งถูกต้อง เตม็ 5) ได้แก่ การดูดเสมหะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง (mean =
แม่นย�ำ และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วกับปรากฏการณ์ 4.2 - 4.4) การดูดเสมหะช่วยให้เด็กพักผ่อนนอนหลับได้ (mean
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้และประสบการณ์” ส�ำหรับปัจจัยเร่ือง = 4.4 - 4.5) และความพึงพอใจตอ่ การดดู เสมหะ (mean = 4.2 -
ระดบั ความรุนแรงของโรค ผปู้ ว่ ยเด็กเล็กที่เปน็ โรคติดเชอื้ ในระบบ 4.3) ซง่ึ หมายความว่าคุณภาพในการดดู เสมหะของทมี พยาบาลใน
ทางเดนิ หายใจสว่ นลา่ งสามารถประเมนิ ความรนุ แรงของโรค ไดจ้ าก หนว่ ยงานตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการของญาตผิ ดู้ แู ลไดใ้ นระดบั ทด่ี ี
แบบประเมินระดับความรุนแรงระบบทางเดินหายใจ (RSS-HR)13
แมว้ า่ คา่ เฉลย่ี ไมแ่ ตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p = 0.56) แต่ การประเมินราคาวัสดุที่ใช้ดูดเสมหะระหว่างกลุ่มที่ใช้สาย
ผู้เขา้ ร่วมวิจัยกลมุ่ ทใี่ ช้ MU sucker (RSS-HR mean =6.0) อาการ แบบมาตรฐานท่ัวไปกับกลุ่มท่ีดูดเสมหะด้วย MU sucker โดย
รุนแรงกว่ากลุ่มท่ีใช้สายดูดเสมหะแบบมาตรฐานท่ัวไป ( RSS-HR คำ� นวณจากจำ� นวนครงั้ ในการดดู เสมหะ และราคาตน้ ทนุ ของวสั ดทุ ี่
mean = 5.1) ส่งผลให้ต้องนอนโรงพยาบาลนานกว่า (ค่าเฉล่ีย ใช้ดูดเสมหะ (สายดดู เสมหะแบบมาตรฐานทั่วไป 1 เส้นราคา 2.90
จำ� นวนวันนอนในโรงพยาบาล : กลมุ่ ทดลอง = 5.9 กล่มุ ควบคมุ บาท MU sucker 1 ชนิ้ ราคา 25 บาท) สายดดู เสมหะแบบมาตรฐาน
= 5.5) ความรุนแรงของอาการและการนอนในโรงพยาบาลนาน มี ทว่ั ไปใช้ 1 เสน้ ตอ่ 1 ครง้ั แต่ MU suckerใช้ 1 ชนิ้ ตอ่ 1 คน พบวา่
ราคาคา่ วสั ดใุ นการดดู เสมหะของกลมุ่ ทใ่ี ชส้ ายแบบมาตรฐานทวั่ ไป
(ดดู เสมหะ 797 ครงั้ ) เทา่ กบั 2,311.30 บาท ราคาคา่ วสั ดขุ องกลมุ่ ที่
ปีท ่ี 46 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 241
ดดู เสมหะดว้ ย MU sucker (ดดู เสมหะ 1,005 ครงั้ ) เทา่ กบั 775.00 2. MU sucker มีความเหมาะสมที่จะน�ำไปใช้ส�ำหรับ
บาท จากการศกึ ษาครง้ั น้สี ามารถประหยดั คา่ วสั ดุในการดูดเสมหะ ดูดเสมหะในปากและจมูกส�ำหรับผู้ป่วยเด็กเล็กทุกรายท่ีต้องการ
[(1,005 x 2.90 = 2,914.50) – 775.00] เท่ากบั 2,139.50 บาท ดูดเสมหะในปากและจมูก แต่ต้องพิจารณาเร่ืองความเส่ียงในการ
สรปุ ติดเชื้อหากใช้เคร่ืองดูดเสมหะร่วมกันโดยไม่ได้แบ่งแยกเป็นของ
ผ้ปู ว่ ยแต่ละราย
การดดู เสมหะในจมกู และปากสำ� หรบั ผปู้ ว่ ยเดก็ เลก็ สามารถ
นำ� MU sucker มาใชท้ ดแทนสายดดู เสมหะแบบมาตรฐานทว่ั ไปได้ ประเด็นส�ำหรับการวจิ ยั ต่อไป
เพราะประสทิ ธภิ าพในการดดู เสมหะไมแ่ ตกตา่ งกนั ภาวะแทรกซอ้ น 1. ควรมีการศกึ ษาเรอื่ งระยะเวลาในการดูดเสมหะ
จากการดูดเสมหะเร่ืองการบาดเจ็บข้ึนอยู่กับทักษะของพยาบาล 2. ควรมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลในการตรึงผู้ป่วยเด็กเล็ก
การดน้ิ ของผปู้ ว่ ยจะทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยบาดเจบ็ มากขน้ึ ในการศกึ ษาครง้ั น้ี ใหอ้ ยู่นง่ิ
พบวา่ การใช้ MU Sucker ดดู เสมหะชว่ ยใหก้ ารดน้ิ ของผปู้ ว่ ยนอ้ ยลง กิตติกรรมประกาศ
การใช้ MU sucker เปน็ การประหยดั ชว่ ยรกั ษาสงิ่ แวดลอ้ มจากการ งานวิจัยน้ีได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยบางส่วนจากสมาคม
ทง้ิ พลาสตกิ ทผ่ี ลติ เปน็ สายดดู เสมหะแบบมาตรฐานทว่ั ไปซง่ึ ใชเ้ พยี ง พยาบาลกุมารเวชศาสตร์ประเทศไทย และขอขอบคุณดร.สุรศักด์ิ
1 ครงั้ ก็ทง้ิ ไป แต่ MU sucker สามารถนำ� มาลา้ งทำ� ความสะอาดได้ ตรีนัย ดร.สุคนธา ศิริ อาจารย์จงรักษ์ อุตรารัชต์กิจ คุณกัลยา
งา่ ยและนำ� กลบั ไปใช้ใหม่ไดห้ ลายครัง้ แกว้ ธนะสนิ ผปู้ ว่ ยและผปู้ กครองและเจา้ หนา้ ทท่ี กุ ทา่ นทมี่ สี ว่ นรว่ ม
ในการวิจัยครงั้ นี้
ขอ้ เสนอแนะในการนำ� ผลการวิจยั ไปใช้
1. การศึกษาคร้ังนี้ไม่สามารถอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากร
ทวั่ ไปได้
References 9. Jongrak Utrarachkij. MU-Sucker. [Internet]. 2016. [cited 2019
1. Chantarojsiri T. Pediatric Pulmonary 2009: Current Knowledge Jul 12]. Available from: https://www.thailandtechshow.com/
view_techno.php?id=686.
and Practice. Beyond enterprise Co., Ltd. Bangkok; 2009.
2. Srasom C, Klunklin P, Thaiyapirom N. Effectiveness of preventive 10. Srisatidnarakul B. The methodology in nursing research. U & I
Inter Media Co., Ltd. Bangkok; 2004.
interventions for acute lower respiratory tract infection among
children under the age of five: a systematic review. Nursing 11. Chansakul S, Bowarnkitiwong S. Nonparametric Statistics and
Journal 2011; 38: 123-42. Its Application in Nursing Research. [Internet]. 2017. [cited 2019
3. Leith DE. The development of cough. Am Rev Respir Dis 1985; Jul 12]. Available from: https:// www.tci-thaijo.org/index.php/
131: S39-42. EAUHJSci/article/view/74360.
4. Chernick V. Kendig’s disorders of the respiratory tract in
children.7th edition. Philadelphia: Saunders; 2006. 12. Wattana P. Relationships between transformational leadership of
5. Sontimuang S, Santati S, Orathai P, Daramas T. The efficacy of head nurses, lifelong learning, job performance of professional
oropharyngeal and nasopharyngeal suctioning by using MU-TIP nurses. [Internet]. 2008. [cited 2019 Jul 12]. Available from:
on premature infants receiving nasal continuous positive airway https://www.digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/51923988/
pressure ventilatory support. Rama Nurs J 2011; 17: 203 - 17. chapter2.pdf.
6. Pothamuang W. Effects of the evidence-based practice
promotion for acute pain management in neonates on 13. Rodriguez H, Hartert TV, Gebretsadik T, Carroll KN, Larkin EK. A
knowledge, practices among nurses and effectiveness of pain simple respiratory severity score that may be used in evaluation
management at Thammasat University Hospital. Bangkok: of acute respiratory infection. [Internet]. 2016. [cited 2019 Jul
Thammasat University Hospital; 2012. 12]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/
7. Phuwayanon S. Effects of oral sucrose solution for pain relief in PMC4751705/.
premature infants during tracheal suction. Rama Nurs J 2016;
22: 134 - 48. 14. Horn SD, Torres A Jr, Willson D, Dean JM, Gassaway J, Smout R.
8. Endogenous pain control therapy. [Internet]. 2007. [cited 2019 Development of a pediatric age – and disease – specific severity
Aug 10] Available from: https://www. digital_collect.lib.buu.
ac.th›dcms › files › chapter2. measure. J Pediatr 2002: 141: 496-503.
242 | วารสารกรมการแพทย์
นิพนธต์ ้นฉบบั
ผลของการใช้สื่อคอมพิ วเตอร์ช่วยสอนและคู่มือการดูแลผู้ป่วย
เดก็ ทไี่ ดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ ตอ่ การรบั รคู้ ณุ ภาพการบรกิ าร
และความพึงพอใจของผดู้ แู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ไดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบ
เปดิ ของสถาบนั สุขภาพเดก็ แหง่ ชาตมิ หาราชนิ ี
นนั ทพร พรธรี ะภทั ร พย.ม., ปานจติ ต์ พรหมโชติ วท.ม., ชุติมา สุดประเสริฐ พย.ม.,
นันทนา ยวงยมิ้ พย.บ.
สถาบนั สุขภาพเดก็ แหง่ ชาตมิ หาราชนิ ี
Abstract: Effect of the using of Computer-Assisted
Instruction Media and Caring Manual on Quality of Care
and Satisfaction Perceived by Open-Heart Surgery
Children Caregivers at QSNICH
Nantaporn Porntheerapat, M.N.S., Panchit Promchot, M.Sc. Chutima Sudprasert, M.N.S.,
Nantana Yaungyim, B.N.S.
Queen Sirikit National Institute of Child Health, Thung Phaya Thai, Ratchathewi,
Bangkok, 10400
(E-mail: [email protected])
(Received: October 28, 2019; Revised: December 21, 2020; Accepted: December 30, 2020)
Background: Computer-aided teaching media is a student-centered approach that helps learners understand
and concentrate on the lessons, encourages active and effective learning both in knowledge and practical skills.
The students enjoy the lessons and feel motivated. Information Technology is effective teaching equipment that
gives patients and caregivers confidence and recognition of good service quality in the quality system. Objectives:
To determine the effect of computer-assisted instruction media, and the care manual for pediatric patients with
open-heart surgery on the perception of service quality. The satisfaction of caregivers of children with open-heart
surgery using computer-assisted instruction media was also evaluated. Methods: This was quasi-experimental research.
The sample group was 36 caregivers of pediatric patients who received open-heart surgery at the Queen Sirikit National
Institute of Child Health who received treatment in the pediatric surgical ward (S. 7B). Research tools, data collection,
and data analyses are as follows. 1. The newly developed teaching aids and patient care manuals. Children with
congenital heart disease received newly developed open-heart surgery. 2. There were two data collection forms.
2.1 Perceived service quality, part 1 contains personally identifiable information, age, education, and career. Descriptive
statistics presented as frequency distribution and percentage. Part 2, the perceived service quality questionnaire
was modified from the service quality concept. Data were analyzed using frequency, percentage, and quality level.
2.2 Satisfaction assessment form of pediatric caregivers to computer-assisted media and manual care for pediatric
heart disease patients with open-heart surgery, and data were performed as frequency distribution and percentage.
Results: There were three aspects of service quality perception. The three highest scores were creating confidence
of service users 90.4 percent, followed by response to users 87 percent, and attention to users 86.4 percent. The
satisfaction of the caregivers of pediatric patients undergoing open-heart surgery consisted of four domains: teaching
curriculum, teaching materials, teaching operation, and the consequences for the participants. The average score was
the highest in all aspects. The results of the study should be used to encourage the quality of service continuously.
In the same way, it should support all departments in the organization to improve the quality of service standards
ปีที ่ 46 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 243
and providing personnel at all levels to aware the importance of service quality. Conclusion: The computer-assisted
instruction and a manual of caring for children with open-heart surgery are suitable to improve the perception of
service quality. The perception of service quality of the caregivers was at the highest level.
Keywords: Computer assisted instruction, Open heart surgery, Service mind perceived
บทคดั ยอ่ สอน ค่าเฉล่ียคะแนนอยู่ระดับมากท่ีสุดทุกด้าน จากผลการศึกษา
ภูมิหลัง: สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบท ควรกระตุ้น ส่งเสริม และให้ก�ำลังใจในการให้บริการท่ีมีคุณภาพ
อย่างต่อเน่ือง เป็นในแนวทางเดียวกัน อีกทั้งควรสนับสนุนให้ทุก
เรียนได้ดียิ่งขึ้น มีสมาธิในการเรียนมากข้ึน มีความกระตือรือร้น หนว่ ยงานในองคก์ รพฒั นาคณุ ภาพการบรกิ ารใหเ้ ปน็ ตามมาตรฐาน
และเรยี นไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เกดิ ประสทิ ธผิ ลทง้ั ทางดา้ นความรู้ การบริการ รวมถึงให้บุคลากรทุกระดับในองค์กรเห็นความส�ำคัญ
และทกั ษะในการปฏบิ ตั ิ ทำ� ใหผ้ เู้ รยี นรสู้ กึ สนกุ ในการเรยี นรู้ เปน็ การ ในคุณภาพการบริการ สรุป: การใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและ
สรา้ งแรงจงู ใจ และเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำ� คญั การใหค้ วามรโู้ ดยใชส้ อื่ การ คู่มือการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อการรับรู้
สอนทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ สง่ ผลใหผ้ ปู้ ว่ ยและผดู้ แู ลเกดิ ความมนั่ ใจ และ คณุ ภาพการบรกิ ารของผดู้ แู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ทไ่ี ดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบ
รบั รถู้ งึ คณุ ภาพการบรกิ ารทส่ี ง่ มอบให้ หนงึ่ ในระบบทจ่ี ำ� เปน็ ในการ เปิด พบว่าผู้ดแู ลรบั รู้คุณภาพบรกิ ารภาพรวมระดบั มากท่ีสดุ
พัฒนาคณุ ภาพคือการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ วัตถุประสงค์: เพอ่ื
ศกึ ษาผลของการใชส้ อ่ื คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนและคมู่ อื การดแู ลผปู้ ว่ ย ค�ำส�ำคัญ: สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การผ่าตัดหัวใจแบบ
เด็กท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อการรับรู้คุณภาพการบริการ เปิด คณุ ภาพการบริการ
ของผู้ดูแลผู้ปว่ ยเดก็ ท่ไี ด้รับการผ่าตดั หวั ใจแบบเปิด และเพอื่ ศึกษา บทนำ�
ผลของการใชส้ อื่ คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนและคมู่ อื การดแู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ที่
ไดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ ตอ่ ความพงึ พอใจของผดู้ แู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ทไี่ ด้รับการผา่ ตัดหวั ใจแบบเปดิ วิธีการ: การวิจยั ครง้ั นีเ้ ป็นการวิจยั มีการแข่งขันสูง สถานบริการทางการแพทย์ต่างๆ มีการพัฒนา
แบบกง่ึ ทดลอง (quasi-experimental research) กลมุ่ ตวั อยา่ ง คอื คุณภาพการบริการมากข้ึน การบริการที่ดีก็จะส่งผลถึงคุณภาพ
ผดู้ แู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ทไี่ ดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ ทสี่ ถาบนั สขุ ภาพเดก็ การบริการ ซึ่งตามแนวคิดการตลาด คุณภาพการบริการ นั้นคือ
แห่งชาติมหาราชินี ท่ีเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมเด็กโต ความแตกต่างระหว่างการรับรู้การบริการที่ได้รับกับความคาดหวัง
(ส.7บี) จำ� นวน 36 ราย เครื่องมือที่ใชใ้ นการด�ำเนนิ การศกึ ษาและ ต่อการบรกิ ารนั้น1 พยาบาลในฐานะผูใ้ หบ้ รกิ าร และอยู่ใกลช้ ดิ กับ
เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมลู 1. เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการด�ำเนิน ผู้ปว่ ยและครอบครวั มากที่สดุ มกั มงุ่ เน้นและให้ความสำ� คญั กับการ
การศกึ ษา ไดแ้ ก่ สอื่ คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนทพี่ ฒั นาขน้ึ ใหม่ และ คมู่ อื ดแู ลผลของการรกั ษา ดูแลทางด้านร่างกาย ตดิ ตามการทำ� งานของ
การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่ก�ำเนิดท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจ เครอ่ื งมอื อปุ กรณต์ า่ งๆ และมงุ่ ทำ� งานใหเ้ สรจ็ ในเวลาของการปฏบิ ตั ิ
แบบเปดิ ทพี่ ฒั นาขนึ้ ใหม่ 2. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู งาน ดงั นน้ั ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งพยาบาลกบั ผปู้ ว่ ยและครอบครวั จงึ มี
มี 2 ชดุ ไดแ้ ก่ 2.1 แบบสอบถามการรับรูค้ ณุ ภาพการบริการ ส่วน นอ้ ย ท�ำใหก้ ารรบั รู้ความต้องการของมารดาทม่ี ตี อ่ บุตรแตกตา่ งไป
ที่ 1 ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล ถามเกีย่ วกับอายุ การศกึ ษา อาชีพ วเิ คราะห์ จากมมุ มองของมารดา โดยเฉพาะผปู้ ่วยเด็กที่ไดร้ บั การผา่ ตัดหวั ใจ
ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถ่ี และค่า ที่เป็นการรักษาท่ีมีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูง การส่ือสาร
ร้อยละ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการรับรู้คุณภาพการบริการ โดย การให้ข้อมลู การใหค้ วามร้แู กผ่ ูด้ แู ลเปน็ สิ่งสำ� คัญ จะชว่ ยลดความ
ผศู้ กึ ษาใชแ้ บบสอบถามการรบั รคู้ ณุ ภาพการบรกิ าร ใชก้ ารวเิ คราะห์ วติ กกงั วล2 ชว่ ยใหผ้ ดู้ แู ลเกดิ ความมนั่ ใจในการดแู ลผปู้ ว่ ยขณะอยโู่ รง
ข้อมูลโดยการค�ำนวณค่าความถี่ ร้อยละ และระดับคุณภาพ พยาบาลและเมือ่ กลบั ไปบา้ น พยาบาล เป็นบคุ ลากรทางสขุ ภาพท่ี
2.2 แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กต่อส่ือ สำ� คญั และมบี ทบาทอยา่ งมากในการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมของผรู้ บั
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนและคู่มือการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการ บริการให้มคี วามเหมาะสม ถกู ต้องย่ิงข้นึ การสอนทางสุขภาพเปน็
แต่ก�ำเนิดที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดย กิจกรรมส�ำคัญที่พยาบาลสามารถปฏิบัติได้โดยอิสระ ซึ่งองค์การ
การแจกแจงความถ่ี และร้อยละ ผล: ผลการวิจัยพบว่าการรับรู้ อนามัยโลกได้ให้ความหมาย การสอนทางสุขภาพ วา่ เป็นการสร้าง
คุณภาพการบรกิ ารมที ัง้ หมด 3 ด้าน คอื ดา้ นการสรา้ งความมน่ั ใจ โอกาสเพอ่ื การเรยี นรโู้ ดยอาศยั รปู แบบตา่ งๆ ของการสอื่ สารทค่ี ดิ คน้
ต่อผู้ใชบ้ รกิ ารมากทส่ี ุด รอ้ ยละ 90.4 รองลงมาดา้ นการตอบสนอง ขน้ึ มา เพอื่ ใหบ้ คุ คลเกดิ ความรู้ มที กั ษะ เกดิ ความมน่ั ใจในการลงมอื
ต่อผู้ใช้บริการ ร้อยละ 87 และด้านการเอาใจใส่ต่อผู้ใช้บริการ ปฏิบัติ เพ่ือให้เกิดผลดีทางสุขภาพ3 พยาบาลจึงจ�ำเป็นต้องปรับ
รอ้ ยละ 86.4 ตามลำ� ดบั และความพึงพอใจของผดู้ ูแลผปู้ ว่ ยเด็กท่ี บทบาทของตนเองให้สอดคล้อง เพื่อเป็นก�ำลังหลักท่ีส�ำคัญในการ
ได้รบั การผ่าตดั หัวใจแบบเปิด มี 4 ด้าน ไดแ้ ก่ หลักสตู รการสอน ม่งุ ตอบสนองภาวะสขุ ภาพ
สื่อการสอน การด�ำเนินการสอน และผลท่ีเกิดขึ้นกับผู้เข้ารับการ
ความสามารถในการใหค้ วามรแู้ ละคำ� ปรกึ ษาเพอ่ื สนบั สนนุ
244 | วารสารกรมการแพทย์
การดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโดยครอบครัว ถือเป็นหนึ่งในทักษะเชิง ด้วยเคร่ืองมือท่ีใช้ในการด�ำเนินการศึกษาและเครื่องมือท่ีใช้ใน
วิชาชีพ การให้ความรู้โดยใช้สื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผล การรวบรวมขอ้ มูล ได้แก่ 1. เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการด�ำเนินการศกึ ษา
ให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเกิดความมั่นใจ และรับรู้ถึงคุณภาพการบริการ 1.1 สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาข้ึนใหม่ 1.2 คู่มือการดูแล
ท่ีส่งมอบให้ หนึ่งในระบบที่จ�ำเป็นในการพัฒนาคุณภาพคือการ ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่ก�ำเนิดท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด
ใช้ ส่ือท่ีดีและการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจะเป็นตัวกลาง ที่พัฒนาข้ึนใหม่ 1.การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (content
ท่ีช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนด�ำเนินไปได้อย่างมี validity) ผู้วิจัยน�ำเครื่องมือที่สร้างข้ึนคือ ส่ือคอมพิวเตอร์ช่วย
ประสิทธภิ าพ2,3 สอน คู่มือการดูแลผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด และ
แบบสอบถามการรบั รู้คณุ ภาพการบริการ และแบบสอบถามความ
หอผปู้ ว่ ย ส.7 บี รับผู้ปว่ ยโรคหวั ใจพิการแตก่ �ำเนดิ เข้ารบั พงึ พอใจของผดู้ แู ล ใหผ้ ทู้ รงคณุ วฒุ ดิ า้ นการปฏบิ ตั กิ ารพยาบาล ดา้ น
การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ จากสถติ ิ 3 ปยี อ้ นหลงั ตงั้ แตป่ ี 2556-2558 การศกึ ษา และดา้ นการบรหิ ารการพยาบาลจ�ำนวน 3 คน 2. การ
(ต.ค.57-ส.ค.58) จำ� นวน 43 ราย 42 ราย และ 36 ราย ตามลำ� ดบั ตรวจสอบความเที่ยงของเคร่ืองมือ (reliability) ผวู้ ิจยั ได้นำ� เครื่อง
เฉลี่ย 40 ราย/ปี การมีความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติตัวท่ี มือท่ีผ่านการตรวจสอบความตรงตามเน้ือหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและ
ถูกตอ้ งของผูป้ ่วยและผูด้ แู ลเป็นสง่ิ สำ� คัญ ทางหอผ้ปู ว่ ย ส 7 บี ได้ ปรับปรุงแก้ไขแล้ว น�ำเครื่องมือคือแบบสอบถามการรับรู้คุณภาพ
พัฒนารูปแบบของสื่อการสอนมาต้ังแต่ปี 2546 โดยเรมิ่ จากการใช้ การบรกิ ารไปทดสอบคา่ ความเชอ่ื มนั่ ในหอผปู้ ว่ ยทอี่ ยนู่ อกพน้ื ทก่ี าร
แฟ้มคู่มือสื่อการสอนรูปภาพ และพัฒนาเป็นวีซีดีประกอบการ ศกึ ษา น�ำขอ้ มูลทไี่ ดม้ าหาค่าความเชือ่ ม่ันสัมประสทิ ธิ์แอลฟ่าของค
สอนภาพน่ิง จากการประเมินผลพบว่าผู้ดูแลมีความรู้เพ่ิมข้ึน แต่ รอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ไดค้ า่ ความเชอื่ มนั่ ของ
ส่ือและวิธีการน�ำเสนอยังไม่มีความน่าสนใจเท่าท่ีควร เป็นการ เครอ่ื งมอื ที่ .95 เมอ่ื พจิ ารณารายดา้ นพบวา่ ดา้ นการสรา้ งความมนั่ ใจ
สื่อสารทางเดียว ผู้ดูแลไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือซักถาม ตอ่ ผ้ใู ช้บรกิ ารมีค่าความเชอ่ื มนั่ ที่ .79 ดา้ นการตอบสนองตอ่ ความ
ข้อสงสัยขณะนั้นได้ จากการสังเคราะห์งานวิจัยท่ีผ่านพบว่าสื่อ ต้องการของผใู้ ชบ้ รกิ ารมีคา่ ความเช่ือมั่นที่ .93 และด้านการเอาใจ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีย่ิงข้ึน มี ใสต่ อ่ ผใู้ ชบ้ รกิ ารมคี า่ ความเชอ่ื มนั่ ที่ .89 2. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็
สมาธิในการเรียนมากขึ้น มีความกระตือรือร้นและเรียนได้อย่างมี รวบรวมขอ้ มลู มี 2 ชุด สว่ นท่ี 1 ข้อมูลส่วนบคุ คล ถามเกี่ยวกบั อายุ
ประสิทธิภาพ3คอมพิวเตอร์ช่วยสอนท�ำให้เกิดประสิทธิผลทั้งทาง การศกึ ษา อาชพี สว่ นท่ี 2 แบบสอบถามการรบั รคู้ ณุ ภาพการบรกิ าร
ด้านความรู้ และทักษะในการปฏิบัต4ิ -6 อีกทั้งส่ือคอมพิวเตอร์ช่วย โดยผู้ศึกษาใช้แบบสอบถามการรับรู้คุณภาพการบริการที่ดัดแปลง
สอนทำ� ใหผ้ เู้ รยี นรสู้ กึ สนกุ ในการเรยี นรู้ เปน็ การสรา้ งแรงจงู ใจ และ จากฐานแนวคิดคณุ ภาพการบรกิ าร สรา้ งเปน็ แบบสอบถามการรับ
เน้นผ้เู รยี นเป็นสำ� คญั รคู้ ุณภาพการบรกิ ารคอื 1) ดา้ นการสรา้ งความมน่ั ใจต่อผใู้ ชบ้ ริการ
2) ด้านการตอบสนองความต้องการต่อผู้ใช้บริการ 3) ด้านการ
ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาสื่อการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เอาใจใส่ต่อผู้ใช้บริการ ผู้ทรงคุณวุฒิแก้ไขปรับปรุงการใช้ภาษาให้
พรอ้ มคมู่ อื ในการเตรยี มตวั ผปู้ ว่ ยเดก็ ทไี่ ดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ เหมาะสม ขนั้ ดำ� เนินการทดลอง มี 3 ขัน้ ตอน ขั้นเตรียม 1. ประชุม
ให้ทนั สมยั และนา่ สนใจผเู้ รยี นสามารถย้อนกลับ ทวนซำ้� ในหวั ขอ้ ท่ี ช้แี จงวัตถปุ ระสงค์และแนวทางปฏบิ ตั ติ ามค่มู ือกบั พยาบาลวิชาชพี
สนใจ เป็นการสอ่ื สาร 2 ทาง โดยมพี ยาบาล คอยตอบขอ้ ซักถาม ในหอผู้ป่วย 2. ชี้แจงข้ันตอนการท�ำโครงการแก่ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็ก
พยาบาลสามารถประเมนิ ผลของการสอื่ สารวา่ บรรลจุ ดุ ประสงคห์ รอื โรคหัวใจพิการแต่ก�ำเนิดท่ีจะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด และ
ไม่ และชว่ ยใหส้ ามารถปรบั พฤตกิ รรมในการสอื่ สารใหเ้ หมาะสมกบั ขออนุญาตในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประเมิน
สถานการณ์ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเตรียมความพร้อมก่อน การรับรู้คุณภาพการบริการการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่
และหลังการผ่าตัด ผู้ดูแลเกิดพึงพอใจ รับรู้ถึงคุณภาพการบริการ ก�ำเนิดที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด และแบบประเมินความพึง
ท่ีได้รับ และสร้างความม่ันใจในการดูแลผู้ป่วยต่อเน่ืองขณะที่อยู่ พอใจต่อสื่อการสอนและคู่มือให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กท่ียินยอมเข้าร่วม
โรงพยาบาลและกลับไปบา้ น ในการวิจัยลงรายชื่อแสดงความยินยอมไว้ ข้ันทดลอง 1. หัวหน้า
วัตถแุ ละวิธีการ หอผู้ป่วยมอบหมายงานให้พยาบาลวิชาชีพเวรเช้าตามปกติเม่ือข้ึน
ปฏิบตั งิ าน โดยได้รบั มอบหมายให้ดูแลผปู้ ว่ ยเด็กอืน่ ๆ 5-6 คน และ
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi- ผู้ป่วยเด็กทเ่ี ข้ามารบั การผ่าตดั หัวใจแบบเปดิ 1 คน โดยหวั หนา้ หอ
experimental research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้ง ผ้ปู ่วยและผูว้ จิ ัยทำ� หนา้ ทใี่ ห้คำ� ปรึกษาแก่พยาบาลวิชาชพี ตามค่มู อื
น้ี คือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดทุกคนท่ีหอ การปฏิบัติ 2. พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติตามคู่มือท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน
ผปู้ ว่ ย ส.7บี ในสถาบนั สขุ ภาพเดก็ แหง่ ชาตมิ หาราชนิ ี จำ� นวน 36 คน โดยการปฏิบัติกิจกรรมตั้งแต่รับใหม่ พร้อมท้ังแจกคู่มือการดูแลผู้
ในชว่ งเวลาตงั้ แต่ 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2560 ถงึ เมษายน พ.ศ. 2562 เรม่ิ ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่ก�ำเนิดท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดที่
เกบ็ ขอ้ มลู หลงั จากไดร้ บั อนมุ ตั จิ ากคณะกรรมการพจิ ารณาจรยิ ธรรม พฒั นาขน้ึ ใหม่ จนเสรจ็ สน้ิ การชมสือ่ คอมพิวเตอร์ของผดู้ ูแลใช้เวลา
การวิจัยในมนุษย์ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระยะ 30 นาที ขน้ั ประเมนิ ผล 1. ผวู้ จิ ยั นำ� แบบสอบถามการรบั รคู้ ณุ ภาพ
เวลาในการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลต้ังแต่วันท่ี 1 มิถุนายน พ.ศ.
2559 - 30 กนั ยายน พ.ศ. 2562 เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาประกอบ
ปีท ่ี 46 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 245
การบรกิ าร และแบบสอบถามความพงึ พอใจตอ่ สอ่ื คอมพวิ เตอรช์ ว่ ย การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำ� เร็จรูป
สอนใหแ้ กผ่ ดู้ แู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ทไ่ี ดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ เปน็ ผอู้ า่ น SPSS ซง่ึ มีรายละเอยี ดในการวเิ คราะห์ ดงั นี้ 1. ข้อมลู สว่ นบุคคล
และตอบแบบสอบถามดว้ ยตนเอง ภายหลงั เสรจ็ สนิ้ การสอนใหเ้ วลา ของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด วิเคราะห์
ในการตอบแบบสอบถาม 15 นาที จนครบ 36 ราย 2. ตรวจสอบ ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถ่ี และค่า
ความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม และลงข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ รอ้ ยละ 2. คะแนนการรับรคู้ ณุ ภาพการบรกิ าร วเิ คราะห์ข้อมูลโดย
ต่อไป รวบรวมข้อมลู วเิ คราะห์ และสรุปผลการด�ำเนนิ การ จัดท�ำ การค�ำนวณค่าความถ่ี ร้อยละ และระดับคุณภาพ 3. ส่วนระดับ
รปู เลม่ -หลงั ผ้ปู ว่ ยจำ� หน่ายวิเคราะห์ผล ความพึงพอใจวิเคราะหข์ อ้ มูลโดยการแจกแจงความถี่ และรอ้ ยละ
ตารางที่ 1 จ�ำนวน ร้อยละ จำ� แนกตามอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศกึ ษา อาชีพ รายได้ครอบครัว สทิ ธกิ ารรักษาพยาบาล
ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล จำ� นวน ร้อยละ
1.อายุ 7 19.4
20-30 ปี 14 38.9
31-40 ปี 15 41.7
มากกวา่ 40 ปี 36 100
รวม 24 66.7
11 30.6
2.สถานภาพ 1 2.8
สมรส
36 100
อยดู่ ว้ ยกนั
แยกกันอยู่ 34 94.4
หม้าย 1 2.8
1 2.8
รวม 36 100
3.ระดบั การศกึ ษา 6 16.7
ต�ำ่ กวา่ ปรญิ ญาตรี 14 38.9
ปริญญาตรี 4 11.1
สูงกวา่ ปรญิ ญาตรี 1 2.8
5 13.9
รวม 4 11.1
2 5.6
4.อาชีพ 36 100
ไมไ่ ด้ท�ำงาน
รับจา้ ง
ค้าขาย
รัฐวสิ าหกจิ
เกษตรกรรม
ธรุ กจิ ส่วนตัว
อ่ืน ๆ
รวม
246 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางที่ 1 จำ� นวน ร้อยละ จำ� แนกตามอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศกึ ษา อาชพี รายได้ครอบครัว สิทธิการรกั ษาพยาบาล (ต่อ)
ขอ้ มูลส่วนบุคคล จ�ำนวน รอ้ ยละ
5.รายได้ 14 38.9
น้อยกวา่ 10,000 บาท 16 44.4
10,000-20,000 บาท 6 16.7
มากกวา่ 20,000 บาท 36 100
รวม 1 2.8
35 97.2
6.สทิ ธิคา่ รักษาพยาบาล 36 100
รับราชการ
บตั รทอง
รวม
จากตารางที่ 1 พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด รบั จ้าง 14 ราย รอ้ ยละ 38.9 สว่ นรายได้ 10,000-20,000 บาท
หัวใจแบบเปดิ อยสู่ ว่ นใหญ่อยใู่ นช่วงอายุ มากกวา่ 40 จำ� นวน 15 จ�ำนวน 16 ราย รอ้ ยละ 44.4 และสทิ ธกิ ารรักษาบัตรทอง จำ� นวน
ราย รอ้ ยละ 41.7 สถานภาพสมรสอยู่ด้วยกัน จำ� นวน 24 ราย รอ้ ย 35 ราย รอ้ ยละ 97.2
ละ 66.7 การศึกษาต�ำ่ กวา่ ปริญญาตรี 34 ราย ร้อยละ 94.4 อาชพี
ตารางท่ี 2 การรบั รคู้ ุณภาพการบริการของผู้ดูแลผปู้ ่วยเด็กท่ีไดร้ บั การผา่ ตัดหัวใจแบบเปิด
รายการ N การรบั รู้คุณภาพการบรกิ าร ระดบั
คะแนนเฉล่ีย ± SD ร้อยละ
ด้านการสรา้ งความม่นั ใจตอ่ ผใู้ ชบ้ รกิ าร 36 มากท่ีสดุ
1. อปุ กรณ์ เครือ่ งมอื มคี วามทนั สมยั พรอ้ มใช้ 36 4.61 ± 0.599 92.2 มากทสี่ ุด
2. พยาบาลปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลด้วยความรคู้ วามสามารถ ถูกต้อง ไมก่ อ่ 4.47 ± 0.878 89.4
ใหเ้ กิดอนั ตราย 36 มากทสี่ ุด
3. ทา่ นมนั่ ใจว่าบตุ รของทา่ นจะปลอดภัยภายใตก้ ารดูแลของพยาบาล 36 4.69 ± 0.525 93.8 มากทสี่ ดุ
4. พยาบาลใหข้ ้อมูลทม่ี ีความถกู ต้อง น่าเชือ่ ถอื สามารถนำ� ไปปฏิบัติได้ 36 4.42 ± 0.649 88.4 มากทสี่ ุด
5. พยาบาลให้ค�ำแนะนำ� เกยี่ วกับการดแู ลบตุ รแก่ทา่ นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 4.39 ± 0.645 87.8
นำ� ไปปฏิบัติได้ 36 มากทสี่ ุด
4.52 ± 2.395 90.4
ภาพรวม 36 มากทีส่ ุด
ด้านการตอบสนองความตอ้ งการต่อผใู้ ช้บริการ 36 4.47 ± 0.654 89.4 มากท่สี ดุ
6. พยาบาลคอยตดิ ตามสอบถามอาการของบตุ รทา่ นอย่างต่อเนือ่ ง 4.28 ± 0.914 85.6
7. พยาบาลเข้ามาดูแลร่วมกบั การใหค้ �ำแนะนำ� การปฏิบัตกิ ิจวัตรประจ�ำ
วันใหข้ ณะท่ที า่ นยงั ไมม่ ่นั ใจ
ปีท ่ี 46 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2564 | 247
ตารางที่ 2 การรบั รูค้ ณุ ภาพการบรกิ ารของผ้ดู ูแลผ้ปู ่วยเด็กทไ่ี ดร้ บั การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (ตอ่ )
รายการ N การรับรูค้ ุณภาพการบรกิ าร ระดบั
คะแนนเฉลี่ย ± SD รอ้ ยละ
ดา้ นการตอบสนองความตอ้ งการต่อผู้ใช้บรกิ าร 36 มากที่สดุ
8. พยาบาลไดใ้ หข้ ้อมูลเกี่ยวกบั ผลดีของการรกั ษาพยาบาลที่จะเกิด 36 4.31 ± 0.786 86.2 มากท่สี ดุ
ขึ้นในอนาคต 36 4.31 ± 0.786 86.2 มากทส่ี ุด
9. พยาบาลให้การดูแลชว่ ยเหลอื อยา่ งเหมาะสมตามความจ�ำเปน็ 36 4.39 ± 0.728 87.8 มากทส่ี ดุ
ของบตุ รท่าน 4.35 ± 3.298 87
10. พยาบาลเปิดโอกาสให้ท่านไดม้ สี ว่ นร่วมในการตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั 36 มากทสี่ ุด
การดูแลรักษาบตุ รของท่าน 36 4.22 ± 0.760 84.4 มากทส่ี ุด
36 4.31 ± 0.668 86.2
ภาพรวม 36 4.17 ± 0.737 83.4 มาก
ดา้ นการเอาใจใสต่ ่อผูใ้ ชบ้ ริการ 36 4.25 ± 0.649 85 มากที่สุด
11. พยาบาลเปิดโอกาสใหท้ า่ นได้พูดระบายความรู้สกึ และรับฟงั 36 4.67 ± 0.535 93.4 มากท่ีสดุ
อย่างต้งั ใจ 4.32 ± 2.718 86.4 มากที่สุด
12. พยาบาลเขา้ มาเยี่ยม และสอบถามอาการบตุ รของทา่ นกอ่ นท่ี
ทา่ นจะรอ้ งขอ
13. พยาบาลคอยปลอบโยนและใหก้ �ำลังใจเมอื่ ทา่ นต้องการ
14. พยาบาลมคี วามยดื หยนุ่ ตามความตอ้ งการของบุตรของทา่ น
อยา่ งเหมาะสม
15. พยาบาลทำ� ให้ทา่ นรู้สึกวา่ บุตรของทา่ นไดร้ ับการดแู ลเอาใจใส่
ตลอดเวลา
ภาพรวม
จากตางรางท่ี 2 พบวา่ การรบั รคู้ ณุ ภาพการบรกิ ารมที ง้ั หมด บรกิ ารเรอ่ื งพยาบาลคอยตดิ ตามสอบถามอาการของบตุ รทา่ นอยา่ ง
3 ด้าน คือ ด้านการสรา้ งความม่นั ใจตอ่ ผใู้ ชบ้ รกิ ารมากที่สุด ร้อยละ ตอ่ เนอ่ื ง ร้อยละ 89.4 รองลงเรื่องพยาบาลเปิดโอกาสใหท้ า่ นได้มี
90.40 รองลงมาด้านการตอบสนองตอ่ ผใู้ ช้บรกิ าร ร้อยละ 87 และ สว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั การดแู ลรกั ษาบตุ รของทา่ น รอ้ ยละ
ด้านการเอาใจใส่ต่อผู้ใช้บริการ ร้อยละ 86.4 ตามล�ำดับ ส่วนใน 87.8 ดา้ นการเอาใจใสต่ อ่ ผใู้ ชบ้ รกิ าร ผดู้ แู ลรบั รคู้ ณุ ภาพบรกิ ารเรอ่ื ง
รายขอ้ พบว่าดา้ นการสรา้ งความม่นั ใจตอ่ ผู้ใช้บริการ ผูด้ ูแลรบั รคู้ ณุ บุตรไดร้ ับการดแู ลเอาใจใสต่ ลอดเวลา ร้อยละ 93.4 รองลงมาเร่อื ง
ภาพบรกิ ารเรอ่ื งความปลอดภยั ภายใตก้ ารดแู ลของพยาบาล รอ้ ยละ พยาบาลเข้าเย่ียมและสอบถามอาการบุตรของท่านก่อนที่ท่านจะ
93.8 รองลงมาเรอ่ื ง อุปกรณเ์ ครอ่ื งมือทท่ี นั สมยั รอ้ ยละ 92.2 ส่วน ขอร้อง รอ้ ยละ 86.2 ตามล�ำดบั
ด้านการตอบสนองความต้องการต่อผ้ใู ชบ้ ริการ ผ้ดู ูแลรับรคู้ ุณภาพ
248 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางที่ 3 ความพงึ พอใจของผู้ดแู ลผูป้ ว่ ยเดก็ ทีไ่ ดร้ บั การผา่ ตดั หวั ใจแบบเปดิ
รายการ N การรบั รู้คณุ ภาพการบริการ ระดับ
คะแนนเฉล่ีย ± SD ร้อยละ
หลักสูตรการสอน 36 มากที่สุด
1. เน้ือหาทจี่ ัดสอนตรงกับสิง่ ทต่ี ้องการทราบ 36 4.53 ± 0.654 90.6 มากทีส่ ุด
2. เน้ือหาทีจ่ ัดสอนเป็นประโยชนต์ อ่ การดแู ลผปู้ ่วยเด็กโรคหัวใจ 4.72 ± 0.566 94.4
พกิ ารแต่กำ� เนดิ 36 มากทสี่ ุด
36 4.31 ± 0.856 86.2 มากทสี่ ุด
ส่อื การสอน 36 4.50 ± 0.655 90 มากท่สี ุด
3. คมู่ ือการดูแลมเี น้อื หาครอบคลุมตามตอ้ งการ
4. สอื่ การสอนผ่านทางคอมพวิ เตอรช์ ่วยกระตนุ้ ใหเ้ กิดความ 36 4.25 ± 0.770 85 มากทสี่ ุด
สนใจมากขนึ้ 36 มากที่สุด
5. ระยะเวลาในการสอนเหมาะสม 36 4.28 ± 0.701 85.6 มากที่สุด
4.33 ± 0.862 86.6
การดำ� เนนิ การสอน 36 4.58 ± 0.692 91.6 มากทีส่ ุด
6. จัดเนื้อหาไดเ้ หมาะสมกับเวลา 36 มากท่สี ดุ
7. เทคนคิ วิธกี ารน�ำเสนอเนอ้ื หามีความเหมาะสม 4.61 ± 0.645 92.2
8. ผู้สอนเปิดโอกาสใหซ้ กั ถามขอ้ สงสัยและทไ่ี มเ่ ขา้ ใจ
ผลทเี่ กดิ ขึ้นกับผู้เขา้ รับการสอน 4.75 ± 0.554 95
9. มคี วามร้คู วามเข้าใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการดแู ลเดก็ โรคหัวใจ
พิการแตก่ �ำเนิด
10. มคี วามมัน่ ใจและสามารถนำ� ความรทู้ ไ่ี ด้รบั ไปใช้ได้การดแู ลผู้
ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำ� เนิด
จากตารางที่ 3 พบวา่ คา่ เฉลย่ี ความพงึ พอใจของผดู้ แู ลผปู้ ว่ ย เชอื่ มน่ั ตอ่ ผใู้ ชบ้ รกิ ารมกี ารรบั รคู้ ณุ ภาพบรกิ ารระดบั มากทสี่ ดุ 8 โดย
เดก็ ท่ไี ดร้ บั การผา่ ตัดหวั ใจแบบเปดิ ท้ัง 4 ด้าน ไดแ้ ก่ ด้านหลักสูตร การตดั สนิ ใจเขา้ รบั การรกั ษาพยาบาลของผรู้ บั บรกิ ารมาตรฐานการ
การสอน ด้านสื่อการสอน ด้านการด�ำเนินการสอน และด้านผลท่ี รับรองสากลต่างๆ ท่ีโรงพยาบาลได้รับมีส่วนในการตัดสินใจของ
เกดิ ขน้ึ กับผ้เู ข้ารับการสอน อยใู่ นระดบั มากที่สดุ ในทุกๆด้าน ผู้ป่วยที่จะเข้ารับบริการ9-10 โดยมีความเช่ือว่ามาตรฐานดังกล่าว
วจิ ารณ์ ได้รับการตรวจสอบคัดเลือกอย่างดีท่ีสุดแล้ว ท้ังสถาบันสุขภาพ
เด็กแห่งชาติมหาราชินีเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ การน�ำส่ือ
ผลของการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและคู่มือการดูแล คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน และคมู่ อื การดแู ลผปู้ ว่ ยเดก็ ทไ่ี ดร้ บั การผา่ ตดั
ผู้ป่วยเด็กท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อการรับรู้คุณภาพการ หัวใจแบบเปิด ท�ำให้ผู้ดูแลเชื่อม่ันความปลอดภัยภายใต้การดูแล
บริการของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กท่ีได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด พบว่า ด้านการพยาบาล อีกทง้ั อปุ กรณ์ เครื่องมอื มีความทนั สมัย พร้อมใช้
ผดู้ แู ลรบั รคู้ ณุ ภาพบรกิ ารภาพรวมระดบั มากทสี่ ดุ สอดคลอ้ งกบั การ ท�ำให้ผดู้ แู ลรบั รู้ถงึ คุณภาพการบริการในระดับมากที่สดุ
ศกึ ษาคณุ ภาพการพยาบาลตามการรบั รขู้ องผปู้ ว่ ยทเี่ ขา้ รบั การรกั ษา
ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โดยรวมอยู่ในระดับ ทางด้านการตอบสนองความต้องการต่อผู้ใช้บริการ การ
มากทสี่ ดุ 6เชน่ เดยี วกบั คณุ ภาพการพยาบาลตามการรบั รขู้ องผปู้ ว่ ยท่ี รบั รคู้ ณุ ภาพบรกิ ารระดบั มากทส่ี ดุ โดยเฉพาะเรอ่ื งพยาบาลสอบถาม
เขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลเอกชน โดยรวมอยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ 7 ติดตามสอบถามอาการอย่างต่อเน่ือง และเปิดโอกาสผู้ดูแลมีส่วน
ร่วมการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลบุตร พยาบาลมีบทบาทในการ
เม่ือพิจารณาแยกเป็นรายด้านพบว่าด้านการสร้างความ สอื่ สาร เลา่ เรือ่ งราวเกีย่ วกบั อาการของผ้ปู ว่ ย ยอมรับการตดั สนิ ใจ
ปีที่ 46 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2564 | 249