177
องค์ประกอบอ่ืนทน่ี ่ำสนใจ
• สถานที่และอุปกรณ์ประกอบของฉาก (props) มีความสมจริงของยคุ ปัจจุบนั อยไู่ ม่
นอ้ ย เช่น ฉากบา้ นซ่ึงเป็นบา้ นไมส้ องช้นั รูปแบบไม่ทนั สมยั มากแต่ก็มีความน่าอยู่
เป็นบา้ นท่ีอยใู่ จกลางเมืองกรุงที่มีแต่ความเจริญลอ้ มรอบแต่บา้ นหลงั น้ีกย็ งั ดูอบอุ่น
ข้าวของเครื่องใช้ภายในบา้ นก็ดูมีชีวิตชีวา ผูก้ ากับศิลป์ ได้ให้ความสาคญั กับ
รายละเอียดมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็ นโต๊ะ ตู้ เตียง หรือแม้กระท้ังกรอบรูป
แกว้ น้ากเ็ สมือนเป็นสิ่งของภายในบา้ นที่ใชอ้ ยจู่ ริงทุกวนั แต่มีความขดั แยง้ อยอู่ ยา่ ง
หน่ึงคือ ความแตกต่างระหวา่ งหอ้ งนอนของแตงและโตง้ ซ่ึงหอ้ งนอนของแตงจะ
มีขา้ วของกระจุกกระจิกมากมาย (ตามประสาหอ้ งเดก็ ผหู้ ญิง) แต่หอ้ งนอนของโตง้
กลบั ไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงนอนและโต๊ะขา้ งเตียงเลก็ ๆ หน่ึงตวั เท่าน้นั (ซ่ึงใน
ห้องนอนของเด็กชายก็น่าจะมีอย่างอ่ืนมากกว่าน้ีเช่น หนังสื อเรี ยนหรื อ
คอมพิวเตอร์ ซ่ึงเป็นส่ิงที่ขาดไม่ไดข้ องเดก็ ในสงั คมเมือง)
• เพลงประกอบภาพยนตร์ เร่ืองน้ีก็นบั ไดว้ า่ มีดีอยพู่ อสมควรเพราะเป็นเพลงรักท่ีฟัง
แลว้ รู้สึกอบอุ่น ไดเ้ จา้ พ่อเพลงรักอย่างบอย โกสิยพงษ์ มาช่วยในเร่ืองเพลงท่ีใช้
ประกอบภาพยนตร์ ฉะน้นั แลว้ เพลงทุกเพลงจึงมีความหมายและเขา้ กบั ภาพยนตร์
รักแบบวยั รุ่นไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ภำพที่ 4.1 โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง รักแห่งสยาม
ท่ีมา: ensports, 2021
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
178
สรุปไดว้ า่ รักแห่งสยามเป็นเรื่องราวที่แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของความรักในวยั รุ่นท่ีใชช้ ีวิตอยู่
อยา่ งสังคมเมืองโดยเฉพาะในยา่ นแฟชนั่ อยา่ งสยามสแควร์ รวมท้งั กระแสนิยมของรักร่วมเพศที่ในปัจจุบนั
ตอ้ งยอมรับว่ามีการเปิ ดกวา้ งในสังคมมากพอสมควร ภาพยนตร์เร่ืองน้ีจึงหยิบเอาสิ่งเล็กๆ นอ้ ยๆ ท่ีเกิดใน
สังคมมาเป็ นส่ิงท่ีย่ิงใหญ่บนจอภาพยนตร์เพ่ือให้คนดูไดเ้ ขา้ ใจความรู้สึกของคนที่เป็ นรักร่วมเพศ รวมท้งั
บุคคลที่อยรู่ อบๆ ขา้ งของพวกเขาเหล่าน้ี มานาเสนออยา่ งสมบูรณ์พร้อมดว้ ยเหตุและผลทางความรู้สึกภายใน
ของมนุษยท์ ี่เรียกวา่ “ความรัก” นนั่ เอง (สมชั ชา อคั พราหมณ์, 2550)
1.7.2 วิจารณ์ภาพยนตร์ต่างชาติ เร่ือง “Spotlight (2015)” เป็ นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวลั ออสการ์
ประจาปี พ.ศ.2558 Spotlight มีโครงเร่ืองเกี่ยวกบั การฝ่ าฟันอุปสรรคเพ่ือความสาเร็จ โดยสร้างจากเหตุการณ์
จริง เล่าเร่ืองราวของทีมข่าว Spotlight สังกดั หนังสือพิมพ์ Boston Globe พวกเขาทาการสืบสวนการล่วง
ละเมิดทางเพศเด็กที่เกิดในโบสถโ์ รมนั คาทอลิก ซ่ึงเตม็ ไปดว้ ยอุปสรรคขวากหนามมากมาย จนในท่ีสุดก็ได้
ตีพิมพบ์ ทความจนกลายเป็นข่าวใหญ่สัน่ สะเทือนวงการสงฆท์ ้งั ประเทศ นาไปสู่การเปิ ดโปงกรณีล่วงละเมิด
ทางเพศที่เก่ียวขอ้ งกบั ผูน้ าทางศาสนาอีกกวา่ 200 เมืองทว่ั โลก (สุรศกั ด์ิ บุญอาจ, 2560) สรุปโครงสร้างและ
เหตุผลของเร่ืองไว้ ดงั น้ี
เหตุและผลของเร่ือง: เหตุเกิดจากนกั บวชคาทอลิกลว่ ง ละเมิดทางเพศเดก็ ส่งผลใหท้ ีมขา่ ว Spotlight
เขา้ มาสืบสวนเพอื่ นาเสนอบทความข่าวดงั กลา่ ว
เวลำ: ช่วงเวลาที่เกิดข้ึนเป็นช่วงเวลาในอดีต เริ่มตน้ ในปี ค.ศ.1976 ตดั เหตกุ ารณ์มาที่เดือน กรกฎาคม
ค.ศ.2001 ทีมข่าวตีแผแ่ ละขดุ คุย้ อยา่ ง ต่อเน่ืองมาจนถึง ค.ศ.2002 จึงไดต้ ีพิมพบ์ ทความขา่ ว
สถำนที่: โดยส่วนใหญ่จะดาเนินเร่ืองในเมือง บอสตนั ประเทศสหรัฐอเมริกา เร่ิมตน้ เหตุการณ์จาก
สถานีตารวจเมืองบอสตนั ไมอามี และสานกั งานของหนงั สือพิมพ์ Boston Globe
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
179
ภำพที่ 4.2 โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Spotlight
ท่ีมา: MAJOR CINEPLEX GROUP, 2019
สรุปไดว้ ่า “Spotlight” เป็ นภาพยนตร์ที่สอดแทรกความสวยงาม และให้ความหวงั เพราะโดยส่วน
ใหญ่ภาพยนตร์เกือบทุกเรื่องท่ีได้รางวลั มีการซ่อนความสวยงามเอาไวแ้ ละภาพยนตร์ท่ี คู่ควรตอ้ งเป็ น
ภาพยนตร์ที่มีประเด็นจรรโลงใจมากกวา่ หดหู่ ภาพยนตร์บางเรื่องอาจจะมีจุดจบที่สะเทือนใจ แต่ผชู้ มตอ้ ง
ไดร้ ับสารอะไรบางอยา่ งจากภาพยนตร์ในแง่บวกมากกวา่ แง่ลบ ซ่ึงภาพยนตร์เร่ือง Spotlight มีการเล่าเรื่อง
ผา่ นการช่วยเหลือผคู้ นใหไ้ ดร้ ับอิสระ และลอดพน้ จากความเลวร้ายท่ีไดพ้ บเจอ แมว้ า่ เรื่องราวจะมีตอนจบที่
ผชู้ ม “รู้อยแู่ ลว้ ” แต่ระหวา่ งทางของหนงั เร่ืองน้ี ผชู้ มกย็ งั “สนุก” ไปกบั การทางานข่าว การสืบความจริงของ
ทีมข่าว ราวกบั เรากาลงั นง่ั ดูหนงั ทริลเลอร์ระทึกขวญั เรื่องหน่ึง ซ่ึงไม่น่าแปลกใจท่ีหนงั จะไดร้ ับความสนใจ
จากบรรดาสถาบนั ประกาศผลรางวลั บนเวทีต่างๆ อยา่ งคบั คง่ั (Sanook, 2016)
1.8 เสน่ห์ของงำนวจิ ำรณ์ภำพยนตร์
ประวิทย์ แต่งอกั ษร กล่าวไวว้ า่ ธรรมชาติของมนุษยเ์ วลาดูหนงั สักเร่ืองหน่ึงแลว้ ไม่ไดอ้ ยากอยเู่ ฉยๆ
เราจะอยากพดู คุยกบั คนอื่นเกี่ยวกบั หนงั ที่ไดด้ ู นนั่ เป็นจุดเร่ิมตน้ เพราะคนที่เป็นนกั ดูหนงั จะเริ่มตน้ ดว้ ยการท่ี
ตอนเด็กไม่ค่อยมีเพ่ือนนกั คุณประวิทยก์ ล่าวเพิ่มเติมว่าจริงๆ เขาเองเป็นคนมีเพ่ือน แต่ในพาร์ทหน่ึงทุกคน
จะมีช่วงเวลาส่วนตวั เวลาไปดูหนงั มาเพื่อนเขาเป็ นพวกเตะบอลเลยไม่ค่อยไดค้ ุยกนั จึงทาให้ไม่ไดแ้ ชร์กบั
ใคร เพราะเพอื่ นกจ็ ะคุยแต่เร่ืองฟุตบอล เขาจึงหาคนคุยไม่ไดซ้ ่ึงสิ่งที่ทาไดค้ ือ “เขียน” เพราะฉะน้นั เสน่ห์ของ
การวิจารณ์ภาพยนตร์คือการปลดปล่อยช่วงเวลาท่ีไดด้ ู โดยในตอนแรกคุณประวิทยก์ ล่าววา่ จริงๆ ไม่ใช่การ
วิจารณ์ดว้ ยซ้า แต่คือการทบทวนสิ่งที่เขาไดเ้ จอ หนงั มีช่วงเวลาที่ดีเขากอ็ ยากจะเขียนถึงมนั นน่ั คือจุดเริ่มตน้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
180
หลงั จากน้ันพอได้อ่านงานวิจารณ์ของคนอ่ืน ของอาจารย์แดง, นักเขียน Starpics หรือนักวิจารณ์อื่นๆ
เช่น สนานจิตต์ บางสะพาน , ฐิติ นันทวงศ์ ฯลฯ งานของบุคคลเหล่าน้ีเหมือนทาให้เขาเห็นโลกท่ีกวา้ งข้ึน
ของภาพยนตร์ ทาให้เขาพูดถึงมุมต่างๆ ไดม้ ากข้ึน ทาความเขา้ ใจไดม้ ากข้ึนทีละน้อย ทาให้เขาไดเ้ ห็นว่า
ภาพยนตร์ไม่ใช่แค่ความบนั เทิง ภาพยนตร์เป็นภาพสะทอ้ นของสังคม เป็นคุณค่าความบนั เทิง เป็น message
ของคนทา เป็ นคุณค่า เป็ นความหมาย เป็นเคร่ืองปลอบประโลม เป็นท่ีหลบภยั ท่ีสามารถพาเขาหนีไปจาก
โลกความเป็นจริง ภาพยนตร์เป็นหลายๆ อยา่ งในเวลาเดียวกนั (สหธร เพชรวิโรจน์ชยั , 2562)
1.9 บทสรุป
การวิจารณ์หนงั หรือภาพยนตร์ เป็นการแสดงทศั นะอยา่ งหน่ึงจากสิ่งท่ีไดพ้ บเห็น ไดด้ ู หรือไดฟ้ ังมา
การวิจารณ์ภาพยนตร์ผูว้ ิจารณ์จะตอ้ งเขา้ ใจสาร บท บริบท ตลอดจนสัญญะต่างๆ ที่ปรากฏอยใู่ นภาพยนตร์
ในส่วนของการเขียนวิจารณ์ ผวู้ ิจารณ์จะตอ้ งวเิ คราะห์บริบทท่ีภาพยนตร์ตอ้ งการจะสื่อใหล้ ะเอียดก่อนลงมือ
เขียน เพ่ือไม่ใหข้ อ้ มูลหรือรายละเอียดในเร่ืองตกหล่น
ท้งั น้ีกล่าวสรุปไดว้ า่ การเขียนเพ่ือวิจารณ์อาจทาใหผ้ อู้ ่านเกิดความสับสน และเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อ
ภาพยนตร์เรื่องน้ันๆ ได้ หากผูว้ ิจารณ์ขาดทกั ษะในการส่ือสาร หรือใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตวั ในการ
วิจารณ์ ฉะน้นั การวิจารณ์ท่ีดีและเหมาะสมคือ ผวู้ จิ ารณ์ตอ้ งรู้จกั ใชเ้ หตุใชผ้ ลในส่ิงที่คิด ขอ้ มูลท่ีวิเคราะห์และ
แสดงความคิดเห็นอย่างมีท่ีมาที่ไป ไม่ใช่ใช้ “อารมณ์” เป็ นเคร่ืองช้ีนา รวมถึงจะตอ้ งตีความและประเมิน
คุณค่าของภาพยนตร์เร่ืองน้นั ๆ ออกมาให้ได้ ที่สาคญั อีกประการคือ การวิเคราะห์และสรุปให้ไดว้ า่ ผกู้ ากบั
และคนเขียนบทตอ้ งการจะส่ืออะไรไปยงั ผูช้ มหรือคนดู ใชอ้ ารมณ์การเล่าเรื่องในลกั ษณะใด โดยรวมคือ
ตอ้ งตีประเด็นต่างๆ ออกมา ทาการวิเคราะห์แลว้ สรุปใจความสาคญั ของเร่ืองจึงจะใส่ความเห็นตนเองลงไป
ได้ ทา้ ยน้ีการเขียนเพ่ือวิจารณ์หนงั ถือเป็นการประชาสมั พนั ธ์อีกรูปแบบ หากภาพยนตร์ท่ีถูกเขียนวจิ ารณ์น้นั
ผเู้ ขา้ อ่านเกิดความสนใจ ชื่นชอบการเล่าเร่ืองแนวทางน้ีกม็ ีแนวโนม้ วา่ จะเลือกเขา้ มาชมหนงั กระทง่ั เกิดการ
บอกต่อๆ กัน นับเป็ นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ท่ีดีอีกหน่ึงช่องทาง และที่สาคญั การวิจารณ์
ภาพยนตร์ในปัจจุบนั สามารถทาเป็นอาชีพไดจ้ ริง
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
181
1.10 คำถำมท้ำยบท
1. การวิจารณ์ภาพยนตร์คืออะไร จงอธิบาย
2. การวจิ ารณ์ที่ดีผวู้ จิ ารณ์หรือนกั วจิ ารณ์ควรคานึงถึงสิ่งใด และไม่ควรกระทาส่ิงในการเขียนวจิ ารณ์
จงอธิบาย พอสงั เขปฯ
3. กระบวนการในการวิจารณ์ภาพยนตร์มีก่ีองคป์ ระกอบ และประกอบดว้ ยส่ิงใดบา้ ง จงอธิบาย
4. นกั วจิ ารณ์หนงั หรือภาพยนตร์ควรมีคุณสมบตั ิอยา่ งไร
5. แนวคิดเกี่ยวกบั การวิจารณ์ภาพยนตร์มีความหมายว่าอย่างไร และมีทฤษฎีวิจารณ์ใดบา้ งเป็ น
องคป์ ระกอบ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
182
เอกสำรอ้ำงองิ
กาจร หลุยยะพงศ.์ (2553). ดูหนังด้วยแว่นทฤษฎ:ี แนวคดิ เบื้องต้นของกำรวเิ ครำะห์ภำพยนตร์. สืบคน้ เม่ือ
28 พฤษภาคม 2565, จาก http://jms.crru.ac.th/datas/MJ_27_1_2554_87_ ExJournal.pdf.
กฤษดา เกิดดี. (2557). ภาพยนตร์วิจารณ์. (พิมพค์ ร้ังท่ี 1). กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั
รังสิต.
นนั ทขวา้ ง สิรสุนทร. (2555). รูปแบบและแนวทำงว่ำด้วยกำรวจิ ำรณ์หนัง. สืบคน้ เม่ือ 28 พฤษภาคม 2565,
จาก https://www.komchadluek.net/entertainment/147136.
สุรศกั ด์ิ บุญอาจ. (2560). รูปแบบและควำมคดิ หลกั ของเรื่องในภำพยนตร์ยอดเยยี่ มรำงวลั ออสกำร์
พ.ศ. 2553-2559. สืบคน้ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2565, จาก file:///C:/Users/Advice%20Nongphai/
Downloads/yanawuti,+Journal+manager,+jcosci_swu_v5_n2_2017_08% 20(4).pdf
สหธร เพชรวิโรจนช์ ยั . (2562). สัมภำษณ์ ประวทิ ย์ แต่งอกั ษร และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร สำรวจโลกใกล้
สูญพนั ธ์ุของนักวจิ ำรณ์ภำพยนตร์. สืบคน้ เม่ือ 28 พฤษภาคม 2565, จาก https://thepeople.co/
interview-prawit-taengaksorn-and-graiwoot-chulphongsathorn-2019/.
สมชั ชา อคั พราหมณ์. (2550). วจิ ำรณ์ภำพยนตร์เรื่อง Love of Siam (รักแห่งสยำม). สืบคน้ เม่ือ
28 พฤษภาคม 2565, จาก https://www.gotoknow.org/posts/158733.
อภิชยั พิชยั กมล. (2559). รูปแบบและอทิ ธิพลของกำรวจิ ำรณ์ภำพยนตร์ในสื่อเฟซบุ๊ก กบั กำรตัดสินใจเลือก
รับชมภำพยนตร์ของสมำชิกแฟนเพจ “หนังโปรดของข้ำพเจ้ำ”. สืบคน้ เม่ือ 28 พฤษภาคม 2565,
จาก http://dspace.bu.ac.th/jspui/bitstream/123456789/2926/1/apichai_pich.pdf.
ensports, (2021). โปสเตอร์ภำพยนตร์เร่ือง รักแห่งสยำม. สืบคน้ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2565, จาก
https://storage.googleapis.com/stateless-www-thaisabuy-com/2021/01/%E0% B8%A3%E0%B8%
B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%
E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1.png
MAJOR CINEPLEX GROUP. (2019). โปสเตอร์ภำพยนตร์เร่ือง Spotlight. สืบคน้ เม่ือ 28 พฤษภาคม 2565,
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
183
จาก https://cdn.majorcineplex.com/uploads/content/images/spotlight_xlg.jpg
Sanook. (2016). วิจารณ์หนงั SPOTLIGHT – จรรยาบรรณคนข่าว. สืบคน้ เม่ือ 28 พฤษภาคม 2565, จาก
https://www.sanook.com/movie/57357/.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
184
แผนกำรสอนประจำบทท่ี 5
1. หัวข้อเนื้อหำประจำบท
1.1 โครงสร้างการเล่าเร่ืองในภาพยนตร์
1.2 หลกั การสาคญั ในการเขียนบทภาพยนตร์
1.3 เทคนิคและข้นั ตอนสาหรับการเขียนบทภาพยนตร์
1.4 ส่วนประกอบในการสร้างสตอรี่บอร์ด
1.5 หลกั การเขียนสตอรี่บอร์ด (Story Board)
1.6 สิ่งสาคญั ของการสร้างสตอรี่บอร์ด
1.7 ข้นั ตอนการสร้างสตอรี่บอร์ด
1.8 ศพั ทแ์ ละความหมายของภาพยนตร์ (ทางภาพ)
1.9 ศพั ทแ์ ละความหมายของภาพยนตร์ (ทางเสียง)
1.10 องคป์ ระกอบดา้ นแสงและเงา (Lights and Shadows)
1.11 องคป์ ระกอบดา้ นสี (Color)
1.12 หลกั เก่ียวกบั ขนาดภาพในการถ่ายทาภาพยนตร์
1.13 มุมกลอ้ งในการถ่ายทาภาพยนตร์ (Camera Angles)
1.14 ลกั ษณะของการเคลื่อนกลอ้ งในการถา่ ยทาภาพยนตร์
1.15 แนวคิดและหลกั การเก่ียวกบั การตดั ต่อภาพยนตร์
1.16 ความสาคญั ของการตดั ต่อ
1.17 ประเภทของการตดั ต่อ
1.18 บทสรุป
1.19 คาถามทา้ ยบท
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
185
2. วตั ถุประสงค์
2.1 เพ่ือให้นกั ศึกษาเขา้ ใจ และเห็นความสาคญั ของการส่ือสารทางเน้ือเรื่อง ภาพ และเสียงในงาน
ภาพยนตร์
2.2 เพื่อใหน้ กั ศึกษามีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั กระบวนการการส่ือสารภาพยนตร์เบ้ืองตน้ ผา่ นทาง
เน้ือเรื่อง ภาพ และเสียง
2.3 เพือ่ ใหน้ กั ศึกษาเขา้ ใจองคป์ ระกอบทางการส่ือสารในภาพยนตร์
2.4 เพื่อให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ลกั ษณะการส่ือสารผ่านภาพยนตร์ในรูปแบบต่างๆ ไดอ้ ย่าง
ถูกตอ้ ง และมีประสิทธิภาพ
2.5 เพื่อให้นกั ศึกษาสามารถนาความรู้จากกระบวนการทางการสื่อสารภาพยนตร์เบ้ืองตน้ ไปปรับใช้
ในการทางานดา้ นภาพยนตร์หรืองานดา้ นสื่อไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภพ
3. วิธีกำรสอน
3.1 บรรยาย แลกเปล่ียนความคิดเห็น
3.2 ถาม – ตอบ ก่อน ระหวา่ ง และหลงั การบรรยาย
3.3 นกั ศึกษาช่วยกนั ตอบคาถามในช้นั เรียนจากเคสตวั อยา่ งในเน้ือหาที่บรรยายหรือกรณี ยกตวั อยา่ ง
จากเคสอ่ืนๆ ท่ีมีความเกี่ยวขอ้ งกบั บทเรียน
3.4 สรุปบทเรียน
3.5 ตอบคาถามในแบบฝึกทา้ ยบทเรียน 5 ขอ้
4. กจิ กรรม
4.1 สอบถามความเขา้ ใจเบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั เน้ือหาท่ีจะสอนก่อนเริ่มอธิบายรายวชิ า
4.2 แนะแนวและอธิบายแผนการสอนประจาบท
4.3 ถาม – ตอบ ก่อน ระหวา่ ง และหลงั การบรรยาย
4.4 นกั ศึกษาช่วยกนั ตอบคาถามในช้นั เรียนจากเคสตวั อยา่ งในเน้ือหาที่บรรยายหรือกรณี ยกตวั อยา่ ง
จากเคสอื่นๆ ท่ีมีความเกี่ยวขอ้ งกบั บทเรียน
4.5 ทาแบบฝึกท่ี 2 ใหน้ กั ศึกษาเขียนบทหนงั 1 ฉากตามสถานการณ์ท่ีกาหนดขา้ งตน้ ไม่เกิน 10 ชอ็ ต
4.6 มอบหมายงาน ให้นกั ศึกษาไปหาภาพยนตร์มาคนละ 1 เรื่อง โดยวิธีการคือให้ Snap ซีนใดซีน
หน่ึงมา แลว้ เขียนอธิบายว่าในซีนน้นั มีการใชอ้ งคป์ ระกอบทางภาพตามองคป์ ระกอบใด และส่ือ
อารมณ์ความรู้สึกอยา่ งไร
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
186
5. สื่อกำรเรียนกำรสอน
5.1 PowerPoint
5.2 case study
6. กำรวดั และกำรประเมินผล
6.1 ประเมินผลจาก การเขา้ หอ้ งเรียน รวมถึงสงั เกตความสนใจในการเรียน
6.2 ประเมินผลจาก Assignment การทาแบบฝึกหดั ท่ีมอบหมาย
6.3 ประเมนิ ผลจากการสอบ Midterm และ Final ซึง่ เปน็ ตัววัดความเข้าใจในชั้นเรียนท้งั หมด
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
187
บทที่ 5
ภำพยนตร์เบื้องต้น (กำรส่ือสำรทำงเนื้อเรื่อง ภำพ และเสียง) Introduction to Film
(communication through the story, images, and sounds)
บทภาพยนตร์ คือ แบบร่างของการสร้างภาพยนตร์ จะมีการบอกเล่าเรื่องราววา่ ใครทาอะไร ท่ีไหน
อย่างไร และตอ้ งสื่อความหมายออกมาเป็ นภาพ โดยใช้ภาพเป็ นตวั ส่ือความหมาย เป็ นการเขียนอธิบาย
รายละเอียดเรื่องราว เม่ือไดโ้ ครงสร้างเร่ืองท่ีชดั เจนแลว้ จึงนาเหตกุ ารณ์มาแตกขยายเป็นฉากๆ ลงรายละเอียด
ใส่สถานการณ์ ช่วงเวลา สถานท่ี ตัวละคร บทสนทนา บางคร้ังอาจกาหนดมุมกล้องหรือ ขนาดภาพ
ให้ชดั เจน (นิวฒั น์ สารบุญ, 2565) ท้งั น้ีการเขียนบทภาพยนตร์ที่แยกเรื่องราวออกเป็นช็อตมีประโยชน์มาก
เพราะทาให้สามารถย่นระยะเวลาการทางาน บางคนอาจมีความคิดว่าไม่ตอ้ งทาบทภาพยนตร์ให้ละเอียด
เพราะจะไดส้ ามารถเพ่ิมเติมหรือเปล่ียนแปลงไดต้ อนถ่ายจริง แต่การไม่มีบทภาพยนตร์ท่ีละเอียดดีพอนกั
มกั จะประสบปัญหาตอนถ่าย เพราะระหวา่ งถา่ ยทาน้นั มีเรื่องต่างๆ ที่จะตอ้ งพะวงถึงมากมาย ดงั น้นั จะเห็นได้
ว่าบทเป็ นสิ่งท่ีผูส้ ร้างหรือผูผ้ ลิตภาพยนตร์ควรคานึงถึงลาดบั ตน้ ๆ ในส่วนแรกเร่ิมผูส้ ร้างจะตอ้ งศึกษาและ
ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั โครงสร้าง องคป์ ระกอบของการเขียนบทภาพยนตร์เพ่ือการเล่าเร่ืองใหล้ ะเอียดก่อน
การลงมือสร้าง
1.1 โครงสร้ำงกำรเล่ำเรื่องในภำพยนตร์
ภาพยนตร์เป็นสื่ออีกประเภทท่ีนาไปใชเ้ ป็นส่ือกลางในการสร้างประโยชน์ทางการสื่อสารผ่านการ
เลา่ เรื่องอยเู่ สมอ ซ่ึงการจะถ่ายทอดออกมาเป็นหน่ึงเรื่องไดน้ ้นั ผสู้ ร้างหรือผผู้ ลิตควรศึกษาและทาความเขา้ ใจ
เบ้ืองตน้ เก่ียวกบั โครงสร้างขององคป์ ระกอบการเขียนบทเพื่อการเล่าเร่ือง ท้งั น้ีโครงสร้างหรือองคป์ ระกอบ
ของการเขียนบทภาพยนตร์น้นั (นิวฒั น์ สารบุญ, 2565) ประกอบดว้ ย
1.1.1 โครงเรื่อง (Plot)
เป็ นการเล่าเร่ืองลาดับเหตุการณ์อย่างมีเหตุผล เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์จะตอ้ งส่งเสริม
ประเด็นหลกั ของเรื่องไดช้ ดั เจน ไม่ใหห้ ลงประเด็น โครงเร่ืองจะประกอบดว้ ยเหตุการณ์หลกั (main
plot) และเหตุการณ์รอง (sub plot) ซ่ึงเหตุการณ์รองที่ใส่เขา้ ไปตอ้ งผสมกลมกลืนเป็นเหตุเป็นผลกบั
เหตุการณ์หลกั โครงสร้างในการเล่าเร่ืองซ่ึงข้ึนตน้ ดว้ ยจุดเริ่มตน้ (exposition) ที่มาจากความขดั แยง้
ระหว่างตวั ละครหลกั ความขดั แยง้ น้ีจะถูกพฒั นาเขม้ ขน้ ข้ึนเป็ นลาดบั จนนาไปสู่จุด (climax) แลว้
จบเร่ืองราวลงภายหลงั จากปมปัญหาความขดั แยง้ ไดร้ ับการแกไ้ ข (resolution) โครงสร้างรูปตวั วีน้ี
เป็นโครงสร้างมาตรฐานที่ปรากฏแพร่หลายในเรื่องเล่าหลายประเภท ซ่ึงเรียกสูตรของโครงเรื่องน้ี
ว่า “โครงเรื่องแบบด้ังเดิม” หรือ “โครงเรื่องแบบคลาสสิก” (Gustav Freytag) นักวิเคราะห์ชาว
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
188
เยอรมันได้เสนอโครงสร้างในการเล่าเร่ืองรูปตัววี สาหรับเร่ืองบันเทิงคดี (fiction) Giannetti
(อา้ งถึงใน ขจิตขวญั กิจวิสาละ, 2564) โดยอธิบายว่า การลาดบั เหตุการณ์การเล่าเรื่องในเร่ืองเล่า
แทบทุกชนิดมี 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี
1. การเริ่มเร่ือง (Exposition) เป็ นการชักจูงความสนใจผูช้ มให้ติดตาม เร่ืองราว มีการ
แนะนาตัวละคร ฉาก สถานที่ เปิ ดประเด็นปัญหาหรือเผยปมขัดแยง้ ให้ชวนติดตาม อาจไม่
จาเป็นตอ้ งเรียงตามลาดบั เหตุการณ์ตามเวลา อาจเร่ิมจากตอนกลาง หรือยอ้ นจากตอนทา้ ยไปหาตน้ ก็
ได้ เช่น เริ่มจากนางเอกในวยั ชรา ผรู้ อดชีวิตจากเหตุการณ์เรือไททานิกล่ม ไปสู่เหตุการณ์ขณะท่ีเรือ
ไททานิกลม่ ดงั ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Titanic
2. การพัฒนาเหตุการณ์ (Rising Action) เร่ื องราวดาเนินไปอย่างต่อเนื่องสมเหตุผล
ปมปัญหาหรือความขดั แยง้ ทวีความเขม้ ขน้ ข้ึน ตวั ละครอาจมีความลาบากใจ และสถานการณ์อยู่
ในช่วงยงุ่ ยาก เช่น ความขดั แยง้ ระหวา่ งพระเอกและคู่หม้นั นางเอกท่ีเพิ่มมากข้ึนเรื่อยๆ ในเรือไททา
นิก
3. ภาวะวิกฤติ (Climax) เกิดข้ึนเม่ือเรื่ องราวกาลังถึงจุดแตกหักและตัวละครอยู่ใน
สถานการณ์ท่ีตอ้ งตดั สินใจ เช่น เหตุการณ์ในคืนท่ีเรือไททานิกล่ม พระเอกและคู่หม้นั ตดั สินใจ
ร่วมมือกนั เพื่อใหน้ างเอกไดล้ งเรือช่วยชีวติ
4. ภาวะคล่ีคลาย (Falling Action) สภาพหลงั จากท่ีจุดวิกฤติผ่านพน้ ไปแลว้ เง่ือนงาหรือ
ประเด็นปัญหาไดร้ ับการเปิ ดเผยหรือขอ้ ขดั แยง้ ไดร้ ับการขจดั ออกไป เช่น นางเอกขณะอยบู่ นเรือ
ช่วยชีวิตกบั ภาพเรือไททานิกท่ีคอ่ ยๆ จมลง ความโกลาหลของผคู้ นท่ีต่างทาใหต้ วั เองรอดชีวติ
5. การยตุ ิของเรื่องราว (Ending) การสิ้นสุดของเรื่องราวท้งั หมด ตอนจบอาจหมายถึง การ
สูญเสีย การจบแบบมีความสุข หรือการทิ้งทา้ ยให้คิดก็ได้ เช่น นางเอกในวยั ชรานอนหวนคิดถึง
พระเอกและเหตุการณ์เรือล่ม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
189
ท้งั น้ีสามารถสรุปโครงสร้างการเลา่ เร่ืองเป็นแผนภาพตามภาพท่ี 5.1 ไดด้ งั น้ี
ภำพท่ี 5.1 โครงสร้างการเลา่ เรื่องตามแนวคิดของ กสุ ตาฟ เฟรยแ์ ทก็ (Gustav Freytag)
ที่มา: ขจิตขวญั กิจวิสาละ, 2564
1.1.2 แก่นเร่ือง/ แก่นควำมคดิ (Theme)
ประเด็นเน้ือหาสาคัญหรื อแกนหลัก (Main theme) ของเร่ื องท่ีจะนาเสนอ ซ่ึงอาจ
ประกอบดว้ ยประเดน็ รองๆ (sub theme) อีกกไ็ ด้ แต่ตอ้ งไม่ออกนอกแนวความคิดหลกั เป็นความคิด
รวบยอดท่ีเจา้ ของเรื่องตอ้ งการนาเสนอ ในการสร้างสรรคเ์ ร่ืองเล่าประเภทต่างๆ แก่นเร่ืองเป็ นจุด
รวมที่เป็นศูนยก์ ลางของเร่ือง เช่น ในการเล่าเรื่องประเภท “ขา่ ว” เราสามารถพบแก่นเรื่องไดใ้ นส่วน
นาของข่าวหรือในภาพยนตร์ แก่นเรื่องเป็ นตวั กากบั ว่าเรื่องราวควรจะจบแบบใด ตวั ละครควรจะ
แสดงอยา่ งไร ควรจะตดั ต่ออยา่ งไร เพลงท่ีใส่เขา้ มาควรจะเป็นแบบไหน ทุกอยา่ งจะถูกผสมผสาน
เขา้ กนั อยา่ งไร ชื่อเรื่องควรจะเป็นแบบไหน จนถึงภาพยนตร์ควรจะถูกปล่อยฉายแบบใด (ขจิตขวญั
กิจวสิ าละ, 2564)
ในมุมของผรู้ ับสาร การจะเขา้ ใจวา่ แก่นเรื่องน้ีคืออะไรควรพิจารณาจากตอนจบ นอกจากน้ี
ยงั สามารถสังเกตไดจ้ ากองคป์ ระกอบต่างๆ ในการเล่าเร่ือง ไม่ว่าจะเป็ นการสังเกตช่ือเร่ือง ชื่อตวั
ละคร คา่ นิยม คาพดู หรือสญั ลกั ษณ์พิเศษท่ีปรากฏในเรื่อง (ขจิตขวญั กิจวิสาละ, 2564)
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
190
1.1.3 ควำมขดั แย้ง
เร่ืองเล่าคือ การสานเร่ืองราวบนความขัดแยง้ ดังเช่นที่ มูลเลอร์และ วิลเลียมส์ ได้ให้
คาอธิบายไวใ้ น Introduction to Literature วา่ “โครงเรื่องคือการลาดบั เหตุการณ์หรือพฤติกรรมอยา่ ง
ต่อเนื่อง ซ่ึงเหตุการณ์หรือพฤติกรรมน้นั จะมีการพฒั นาข้ึนท่ามกลางความขดั แยง้ ต่างๆ” โดยความ
ขดั แยง้ น้นั สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท (ขจิตขวญั กิจวิสาละ, 2564) ดงั น้ี
1. ความขดั แยง้ ระหว่างคนกบั คน คือ การที่ตวั ละคร 2 ฝ่ ายไม่ลงรอยกนั ซ่ึงก็คือ พระเอก/
นางเอกกบั ผรู้ ้าย แต่ละฝ่ ายต่อตา้ นกนั หรือพยายามทาลายลา้ งกนั
2. ความขดั แยง้ ภายในจิตใจ เป็ นความขดั แยง้ ที่เกิดข้ึนภายในตวั ละคร ตวั ละครจะมีความ
สับสนหรือยุ่งยากลาบากใจในการตดั สินใจเพื่อจะกระทาอย่างที่คิดไว้ เช่น ความรู้สึกขดั แยง้ กบั
กฎเกณฑท์ างสงั คม การเลือกกระทาตามหนา้ ท่ีหรือทาตามความรักของตวั ละคร
3.ความขดั แยง้ กบั พลงั ภายนอก เช่น ความขดั แยง้ กับสภาพแวดลอ้ มหรือธรรมชาติอนั
โหดร้าย เช่น ตวั ละครเอกกบั ภยั สึนามิ หรืออาจจะเป็ นความขดั แยง้ กบั สภาพสังคม เช่น ชายหนุ่ม
จากชนบทที่ตอ้ งเขา้ มาใชช้ ีวติ อยใู่ นเมือง
ท้งั น้ีจะเห็นไดว้ ่า เร่ืองเล่าท้งั ประเภทที่เป็ นเรื่องแต่งอย่างภาพยนตร์ ละคร หรือเรื่องจริง
ไม่ว่าจะเป็ นข่าวหรือสารคดีลว้ นแต่เป็นการเล่าเรื่องท่ีประสานเรื่องอยบู่ นความขดั แยง้ ท้งั สิ้น และ
ความขดั แยง้ ใน 3 ประเภทท่ีไดก้ ล่าวมาขา้ งตน้ บางเร่ืองเล่าอาจเป็นความขดั แยง้ หลายๆ แบบปนกนั
ไป
1.1.4 ตวั ละคร (character)
มีหนา้ ที่ดาเนินเหตุการณ์จากจุดเร่ิมตน้ ไปสู่จุดสิ้นสุดของเร่ือง ตวั ละครอาจเป็ นคน สัตว์
ส่ิงของ หรือเป็นนามธรรมไม่มีตวั ตนกไ็ ด้ การสร้างตวั ละครข้ึนมาตอ้ งคานึงถึงภูมิหลงั พ้ืนฐาน ที่มา
ที่ไป บุคลิกนิสัย ความต้องการอนั ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ของตัวละครน้ันๆ ตัวละครแบ่ง
ออกเป็ นตวั แสดงหลกั หรือตวั แสดงนา และตวั แสดงสมทบหรือตวั แสดงประกอบ ทุกตวั ละคร
จะต้องมีการกระทาอนั ส่งผลต่อเหตุการณ์น้ันๆ มากน้อยตามแต่บทบาทของตน ตัวเอกย่อมมี
ความสาคญั มากกว่าตวั รองเสมอ (ขจิตขวญั กิจวิสาละ, 2564) นอกจากน้ีในการศึกษาตวั ละครยงั มี
เกณฑต์ ่างๆ ที่ใชใ้ นการแบ่งตวั ละครคือ คุณสมบตั ิของตวั ละคร เช่น ตวั ละครผูท้ ี่กระทาและผูท้ ่ีถูก
กระทา (ภูริพนั ธ์ ภูไ่ พบูลย,์ มปป) ดงั น้ี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
191
1. ผูก้ ระทา คือตวั ละครท่ีมีลกั ษณะเขม้ แขง็ พ่ึงพาตนเองได้ ไม่ถูกคุกคามหรือครอบงาจาก
ผูอ้ ื่นไดง้ ่าย ส่วนใหญ่มีเป้าหมายและการตดั สินใจที่เป็ นตวั ของตวั เอง ตวั ละครชนิดน้ีโดยมากจะ
เป็นผชู้ าย มีการศึกษาดีและเป็นท่ียอมรับจากสังคม
2. ผถู้ ูกกระทา คือตวั ละครท่ีมีลกั ษณะเป็นผูท้ ่ีถูกกระทา อ่อนแอ ตอ้ งมีการพ่ึงพิงผูอ้ ่ืนหรือ
ตกอยภู่ ายใตก้ ารดูแลหรือครอบงาจากผูอ้ ่ืน ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นตวั ละครท่ีดอ้ ยการศึกษา ฐานะทาง
สังคมอยู่ในระดบั ล่างและขาดความเชื่อมนั่ ในการตดั สินใจ โดยมากเป็ นเพศหญิงและกลุ่มคนชาย
ขอบต่างๆ ในสงั คม
1.1.5 ฉำก
เป็ นองค์ประกอบหน่ึงในการเล่าเรื่อง เน่ืองจากเร่ืองเล่าคือการถ่ายทอดเหตุการณ์ท่ี
ต่อเน่ืองกนั ซ่ึงจะเกิดข้ึนโดยปราศจากสถานท่ีมิได้ ดังน้ัน ฉากจึงมีความสาคญั เพราะทาให้มี
สถานที่รองรับเหตุการณ์ต่างๆ ของเร่ือง ฉากมีส่วนช่วยผลกั ดนั ให้เกิดการสร้างความหมายโดยไม่
จาเป็ นตอ้ งมีบทสนทนาก็ได้ และมีอิทธิพลต่อความคิดหรือการกระทาของตวั ละคร ประเภทของ
ฉากในเร่ืองเล่า จาแนกได้ 5 ประเภท (ภูริพนั ธ์ ภูไ่ พบูลย,์ มปป) ดงั น้ี
1. ฉากท่ีเป็นธรรมชาติ ไดแ้ ก่ สภาพแวดลอ้ มที่แวดลอ้ มตวั ละคร เช่น ป่ าไม้ ทุ่งหญา้ ลาธาร
หรือบรรยากาศคา่ เชา้ ในแต่ละวนั
2. ฉากที่เป็นส่ิงประดิษฐ์ ไดแ้ ก่ บา้ น เคร่ืองใชใ้ นครัว หรือสิ่งประดิษฐท์ ี่มนุษยม์ ีไวใ้ ชส้ อย
3. ฉากท่ีเป็ นช่วงเวลาหรือยุคสมยั ได้แก่ ยุคสมยั หรือช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ข้ึนตาม
ทอ้ งเร่ือง
4. ฉากท่ีเป็ นการดาเนินชีวิตของตวั ละคร หมายถึง สภาพแบบแผนหรือกิจวตั รประจาวนั
ของตวั ละคร ของชุมชน หรือทอ้ งถ่ินที่ตวั ละครอาศยั อยู่
5. ฉากที่เป็ นสภาพแวดลอ้ มเชิงนามธรรม คือสภาพแวดลอ้ มท่ีจบั ตอ้ งไม่ได้ แต่มีลกั ษณะ
เป็นความเชื่อหรือความคิดของคน เช่น ค่านิยม ธรรมเนียม ประเพณี เป็นตน้
นอกจากน้ียงั สามารถแบ่งออกเป็ น ฉากภายในตวั บา้ นและฉากภายนอกตวั บ้าน ซ่ึงจะ
สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาของเร่ืองที่เล่า เช่น ถา้ เป็นฉากการผจญภยั ก็จะเป็นฉากดา้ นนอก หากเป็นเรื่อง
ของความรักหรือครอบครัวฉากส่วนใหญจ่ ะอยภู่ ายในบา้ น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
192
1.1.6 มุมมองในกำรเล่ำเร่ือง (Point of View)
มุมมองในการเล่าเรื่องจะมีมิติของอานาจ (power) เขา้ มาเกี่ยวขอ้ ง โดยผเู้ ล่าเร่ืองจะมีอานาจ
ประกอบสร้างความหมายต่างๆ ข้ึนมา ซ่ึงตอ้ งแสดงถึงจุดยืนในการเล่าเรื่อง กล่าวคือ การมอง
เหตุการณ์ การเขา้ ใจพฤติกรรมของตวั ละครในเร่ืองผ่านสายตาของตวั ละครตวั ใดตวั หน่ึง หรือ
หมายถึงการท่ีผูเ้ ล่ามองเห็นเหตุการณ์จากวงในใกลช้ ิดหรือจากวงนอก โดยแต่ละจุดยืนจะมีความ
น่าเช่ือถือแตกต่างกนั การมีจุดยนื ในการเลา่ เรื่องเปรียบเสมือนการนาพาผชู้ มใหค้ ิดตามหรือมองเห็น
เหตุการณ์เป็นไปในมุมมองน้นั จุดยนื จะมีผลต่อความรู้สึกและการชกั จูงอารมณ์ของผชู้ ม (ภูริพนั ธ์
ภู่ไพบูลย,์ มปป) แบ่งไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดงั น้ี
1. การเลา่ เรื่องจากบุคคลท่ีหน่ึง (The first person narrator) คือการท่ีตวั ละครตวั เอกของเรื่อง
เป็นผูเ้ ล่าเรื่อง ขอ้ สังเกตคือ ตวั ละครมกั เอ่ยคาวา่ “ผม” หรือ “ฉนั ” อยเู่ สมอ มีขอ้ ดีคือ ตวั ละครหลกั
เป็ นผูเ้ ล่าเองทาใหเ้ กิดความรู้สึกใกลช้ ิดกบั เหตุการณ์ แต่มีขอ้ เสียคือการเล่าเร่ืองผ่านสายตาของตวั
ละครหลกั จะปะปนเอาอคติและความไม่เท่าเทียมส่วนตวั ของตวั ละครไปด้วย การเล่าเร่ืองใน
รูปแบบน้ีพบไดบ้ ่อยคร้ังในภาพยนตร์ประเภทนกั สืบและภาพยนตร์อตั ชีวประวตั ิ
2. การเลา่ เร่ืองจากจุดยนื บุคคลท่ีสาม (The third person narrator) คือการเลา่ เร่ืองถึงตวั ละคร
อ่ืน เหตุการณ์อื่นที่ตัวเองได้พบเห็นมาหรือมีความเก่ียวข้องสัมพนั ธ์ด้วย เช่น ภาพยนตร์เรื่อง
Shawshanks Redemption (1994) ท่ีผูเ้ ล่าเรื่องเป็ นผูเ้ ห็นเหตุการณ์ในเรื่องโดยตลอดและเร่ืองเล่าก็มี
ความเกี่ยวพนั กบั ตวั ผูเ้ ล่าดว้ ย เพียงแต่ความสนใจท้งั หมดของเรื่องจะพุ่งไปท่ีตวั ละครหลกั ท่ีผูเ้ ล่า
กาลงั พดู ถึงนนั่ คือ ตวั พระเอกที่เป็นเพ่ือนของผเู้ ลา่
3. การเล่าเร่ืองจากจุดยืนท่ีเป็ นกลาง (The objective) เป็ นจุดยืนท่ีผูส้ ร้างพยายามให้เกิด
ความเห็นท่ีเป็ นกลางปราศจากอคติในการนาเสนอ แต่เป็ นการเล่าเร่ืองท่ีไม่สามารถเขา้ ถึงอารมณ์
ของตวั ละครไดอ้ ยา่ งลึกซ้ึง เนื่องจากเป็นเหมือนการสังเกตการณ์จากคนนอก โดยจะใหผ้ ชู้ มทาการ
ตดั สินใจและเลือกเช่ือในสิ่งท่ีตนคิด ผสู้ ร้างจะใชม้ ุมกลอ้ งที่ใหค้ วามรู้สึกเหมือนจริง ไม่ใชก้ ารปรุง
แต่งหรือเทคนิคการตดั ต่อท่ีหวือหวาเพื่อให้ความหมายที่เกิดมีความเป็นกลางมากท่ีสุด การเล่าเร่ือง
ประเภทน้ีพบบ่อยในภาพยนตร์สารคดีหรือภาพยนตร์แนวสมจริง (Realism)
4. การเลา่ เร่ืองแบบรู้รอบดา้ น (The omniscient) คือการเลา่ เร่ืองท่ีไม่มีขอ้ จากดั สามารถหยง่ั
รู้จิตใจของตวั ละครไดท้ ุกตวั สามารถยา้ ยเหตุการณ์ สถานที่ และขา้ มพน้ ขอ้ จากดั ดา้ นเวลา สามารถ
ยอ้ นอดีตกา้ วไปในอนาคต และสามารถทาการสารวจความคิดฝันของตวั ละครทุกตวั ไดอ้ ย่างไร้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
193
ขอบเขต มกั จะปรากฏในภาพยนตร์ทดลอง ภาพยนตร์อิสระหรือภาพยนตร์ท่ีมีรูปแบบการนาเสนอ
เชิงศิลปะ (Art Film) มากกวา่ ภาพยนตร์ในระบบธุรกิจอุตสาหกรรม
1.1.7 สัญลกั ษณ์พเิ ศษ (Symbol)
เป็ นการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีความสาคัญในภาพยนตร์และเป็ นองค์ประกอบของ
ภาพยนตร์ที่ถูกนาเสนอซ้าๆ โดยอาจเป็นวตั ถุสถานที่ หรือส่ิงมีชีวิตที่เป็นภาพในการส่ือความหมาย
อาจเป็ นเพียงภาพเดียวหรือเป็ นกลุ่มของภาพท่ีเกิดจากการตดั ต่อ การใช้สัญลกั ษณ์พิเศษน้ี เม่ือ
นามาใชว้ ิเคราะห์ประกอบการชมภาพยนตร์จะช่วยใหส้ ามารถเขา้ ใจเร่ืองราวไดด้ ีข้ึน ซ่ึงความหมาย
ท่ีแฝงเร้นอาจสื่อความหมายไดด้ ีกวา่ ความหมายที่ปรากฏอยภู่ ายนอก (ภูริพนั ธ์ ภูไ่ พบูลย,์ มปป)
1.1.8 เคร่ืองแต่งกำย (Costume)
เป็ นส่วนของการสวมบทบาทของตวั ละครและเครื่องแต่งกายน้ันจะเป็ น “สัญญะ” อย่าง
หน่ึงที่ใชบ้ ่งบอกความหมายของตวั ละคร เช่น การนุ่งกางเกงขาส้ันออกไปเดินเล่นนอกบา้ นของตวั
ละครหญิง ตอ้ งการท่ีจะบ่งบอกความหมายว่า “เป็ นสาวทนั สมยั /ล้ายุค/มีความมน่ั ใจในตวั เอง”
เป็นตน้ (ภูริพนั ธ์ ภู่ไพบูลย,์ มปป)
1.2 หลกั กำรสำคญั ในกำรเขียนบทภำพยนตร์
หลกั การสาคญั ในการเขียนบทภาพยนตร์ ก็คือ ไม่ว่าภาพยนตร์จะเป็ นเรื่องเก่ียวกับอะไรก็ตาม
ภาพยนตร์น้ันจะตอ้ งแสดงเน้ือเร่ืองออกมาอย่างสมจริงและชดั เจน ดงั น้ันก่อนลงมือเขียนบทภาพยนตร์
ผูเ้ ขียนควรมีความรู้เก่ียวกบั เร่ืองน้นั ๆ อย่างดีทุกแง่ทุกมุมเสียก่อน มิฉะน้นั จะไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว
ออกมาเป็ นภาพยนตร์ที่สมจริงได้ การศึกษาเก่ียวกบั เร่ืองท่ีจะนามาเขียนเป็ นบทภาพยนตร์น้นั อาจจะศึกษา
ดว้ ยตนเองจากชีวิตจริง อ่านหนงั สือ ดูภาพยนตร์จากสื่ออ่ืนๆ หรือถามจากผูท้ ่ีเกี่ยวขอ้ งและผรู้ ู้ในเร่ืองน้นั ๆ
ผูเ้ ขียนบทภาพยนตร์จะตอ้ งระลึกอยู่สมอว่ารายละเอียดเล็กๆ นอ้ ยๆ ที่มองขา้ มไปอาจทาให้ภาพยนตร์ไม่
สมบูรณ์และขาดความน่าเช่ือถือได้ (ธนวฒั น์ แกว้ นาเมือง, 2558)
เม่ือจะเร่ิมตน้ เขียนบทภาพยนตร์ ผเู้ ขียนบทจะตอ้ งมีแนวความคิดและวตั ถุประสงคท์ ่ีแน่นอนเจาะจง
ไม่เล่ือนลอย ต้องรู้ว่าเร่ืองท่ีจะเขียนน้ันเขียนเพ่ือใคร ท้ังน้ีเพื่อท่ีจะสามารถหาวิธีการเข้าถึงกลุ่มคนท่ี
ต้งั เป้าหมายไวไ้ ด้ เช่น การสร้างภาพยนตร์เพ่ือเด็กกบั การสร้างพยนตเ์ พื่อผใู้ หญ่ตอ้ งมีลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั
เช่น ภาษาที่ใช้ แสง สี ดนตรี นอกจากน้ีแลว้ อาชีพ เพศ การศึกษา นิสัยใจคอและวฒั นธรรมของคนดูก็เป็น
ส่ิงท่ีตอ้ งพิจารณาถึงดว้ ย นอกจากน้นั จุดสาคญั คือ “แก่นของเรื่อง” ควรจะมีเพียงประการเดียว เช่น ถา้ ตอ้ ง
พูดถึงความกตญั ญูของชายคนหน่ึงซ่ึงจะช่วยให้เขาพบกบั ความดีงามในบ้นั ปลายชีวิต เม่ือต้งั แก่นเร่ืองไว้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
194
ดงั น้ีแลว้ ก็ตอ้ งกาหนดขอบเขตของเร่ืองที่จะเขียนว่าควรประกอบดว้ ยอะไร กวา้ งแค่ไหน แต่ที่สาคญั ก็คือ
ทุกๆ ฉาก ทุกๆ ช็อต ของภาพยนตร์จะตอ้ งมีจุดมุ่งหมายท่ีสนบั สนุนแก่นเร่ืองที่ต้งั ไว้ ถา้ หากฉากใดหรือช็อต
ใดไม่มีส่วนท่ีจะสนบั สนุนแกนของเร่ืองก็ไม่ควรบรรจุไว้ และเม่ือถึงจุดสุดทา้ ยของเร่ืองที่จะพูดแลว้ ก็ตอ้ ง
จบเรื่องทนั ที เม่ือผสู้ ร้างและผเู้ ขียนบทเขา้ ใจถึงองคป์ ระกอบและหลกั การสาคญั ในการสร้างสรรคภ์ าพยนตร์
เบ้ืองตน้ แลว้ ถดั มาก็ตอ้ งเขา้ สู่กระบวนการเรียนรู้เทคนิคหรือข้นั ตอนสาหรับการเขียนบทภาพยนตร์ก่อน
ดาเนินการถา่ ยทาจริง (ธนวฒั น์ แกว้ นาเมือง, 2558)
1.3 เทคนคิ และข้นั ตอนสำหรับกำรเขยี นบทภำพยนตร์
การเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ มกั เริ่มดว้ ยการคิดถึงแนวคิด (idea) ที่ตอ้ งการจะนาเสนอต่อผูช้ ม หรือ
ไดร้ ับแรงบนั ดาลใจจากเรื่องใดเรื่องหน่ึงที่ไดพ้ บเจอ หรือรับฟังมา หรืออาจเริ่มจากการต้งั สมมติฐานของ
เร่ืองท่ีตอ้ งการจะเล่า ลกั ษณะโดยทว่ั ไปของการพฒั นาความคิดในการสร้างสรรค์ บทภาพยนตร์น้นั จะเนน้
ไปที่แก่นของเร่ือง (theme) เป็ นหลกั ซ่ึงเป็ นดงั่ หวั ใจของภาพยนตร์ หากไร้ซ่ึงแก่นเร่ืองภาพยนตร์เร่ืองน้นั
อาจดาเนินเรื่องอย่างสะเปะสะปะไม่มีทิศทางที่แน่นอน และอาจไม่ไดน้ าเสนอแก่นอนั เป็ นสาระสาคญั ต่อ
ผูช้ ม เช่น แก่นของภาพยนตร์เรื่อง Titanic คือความรักคือความเสียสละ แก่นของภาพยนตร์เร่ือง รักแห่ง
สยาม คือ ที่ใดมีรักที่นน่ั มีความหวงั เป็นตน้ โดยแก่นของเร่ืองเป็นจุดสาคญั ท่ีจะช้ีวดั ถึงคุณค่าของภาพยนตร์
แต่ละเร่ืองวา่ จะเป็นที่จดจาหรือควรคา่ แก่การกลา่ วถึงมากนอ้ ยแคเ่ พยี งใด (ภูริพนั ธ์ ภู่ไพบูลย,์ มปป)
ท้งั น้ีการเขียนบทภาพยนตร์ผเู้ ขียนอาจมีแนวทางในการเร่ิมตน้ ลาดบั เร่ืองราวท่ีจะเล่าหรือมีข้นั ตอน
การดีไซน์บท ตดั ถอนบางข้นั ตอนออกไดอ้ ย่างแตกต่างกนั แต่หากกล่าวตามกระบวนการข้นั ตอนหรือ
เทคนิคเบ้ืองตน้ ที่ผูเ้ ขียนบทภาพยนตร์และผูผ้ ลิตทุกคนตอ้ งทราบก่อนการลงมือเขียนหรือออกแบบ ผเู้ ขียน
ควรจะตอ้ งเรียนรู้จากเทคนิคต่างๆ โดยมีเทคนิคและข้นั ตอนสาหรับการเขียนบทภาพยนตร์ ประกอบดว้ ย
1. กำรค้นคว้ำหำข้อมูล (research)
เป็ นข้ันตอนการเขียนบทภาพยนตร์อนั ดับแรกที่ต้องทา ถือเป็ นสิ่งสาคญั หลังจากพบ
ประเดน็ ของเรื่องแลว้ จึงลงมือคน้ ควา้ หาขอ้ มูลเพือ่ เสริมรายละเอียดเร่ืองราวที่ถูกตอ้ ง ชดั เจน และมี
มิติมากข้ึน คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่ข้ึนอยทู่ ี่การคน้ ควา้ หาขอ้ มูล ไม่ว่าภาพยนตร์น้นั จะมี
เน้ือหาใดกต็ าม (นิวฒั น์ สารบุญ, 2565)
2. กำรกำหนดประโยคหลกั สำคญั (premise)
เป็นความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มกั ใชต้ ้งั คาถามวา่ “เกิดอะไรข้ึน
ถา้ …” (what if) ตวั อยา่ งของ premise ตามรูปแบบภาพยนตร์ฮอลลีวดู เช่น เกิดอะไรข้ึนถา้ มนุษยด์ าว
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
195
องั คารบุกโลก คือเร่ือง The Invasion of Mars, เกิดอะไรข้ึนถา้ กอ็ ตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเร่ือง Godzilla,
เกิดอะไรข้ึนถา้ มนุษยต์ ่างดาวบุกโลก คือเร่ือง The Independence Day เป็ นตน้ (นิวฒั น์ สารบุญ,
2565)
3. กำรเขียนเร่ืองย่อ (synopsis)
เป็นการนาแนวคิดหรือเรื่องราวท่ีตอ้ งการจะเล่าขนาดส้ันๆ ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทดั
หรือหน่ึงยอ่ หนา้ หรืออาจเขียนเป็น story outline ไวร้ ่างหลงั จากท่ีไดค้ น้ ควา้ หาขอ้ มูลแลว้ ก่อนเขียน
เป็นโครงเร่ืองขยาย (treatment) (นิวฒั น์ สารบุญ, 2565)
4. กำรเขยี นบทย่อขยำย (out line)
เป็ นการนาเรื่องย่อมาขยายความ ระบุแต่ละฉากออกมาโดยจะเป็ นลกั ษณะการเล่าแบบ
ส้ันๆ เฉพาะส่วนที่มีความสาคญั มากในเร่ืองราวเหล่าน้นั และเป็นการเล่าเร่ืองท่ีมีรูปแบบคลา้ ยคลึง
กบั การเขียนแบบวรรณกรรม เพ่ือให้ผอู้ ่านสามารถนึกภาพเหตุการณ์ตามได้ ขอ้ ดีของการเขียนบท
ยอ่ ขยาย คือ จะเห็นภาพรวมของบทภาพยนตร์ตลอดท้งั เร่ือง เป็นตวั ช่วยในการตดั สินใจไดว้ า่ จะทา
การสลบั โยกยา้ ยเรื่องราวในแต่ละฉาก หรือตดั ทอด/เพม่ิ เติม เรื่องราวในส่วนใดไดบ้ า้ ง เพือ่ ทาใหบ้ ท
ภาพยนตร์มีความสมบูรณ์ท้งั ทางดา้ นเน้ือหาและกลวิธีการเล่าเร่ืองอยา่ งแทจ้ ริง (ภูริพนั ธ์ ภู่ไพบูลย,์
มปป)
5. กำรเขยี นบทภำพยนตร์แบบ (Treatment) หรือ กำรเขียนโครงเรื่องขยำย
เป็ นการเขียนเรื่องราวในรูปแบบที่ลงรายละเอียดมากกว่าการ เขียนบทภาพยนตร์ยอ่ ขยาย
(out line) โดยทาการแยกฉาก พร้อมระบุเลขลาดบั ของฉากและรายละเอียดของฉาก โดยเนน้ การ
นาเสนอเน้ือหาท่ีมีความสาคญั เท่าน้นั ไม่เนน้ การนาเสนอบทพูดของตวั ละครหรือบทบรรยายใน
ภาพยนตร์ แต่หากมีบทพูดที่มีความสาคญั มากๆ มีความจาเป็ นตอ้ งใส่ก็สามารถใส่ลงไปได้ แต่
โดยทว่ั ไปการเขียนในลกั ษณะน้ีจะหลีกเล่ียงการเขียนบทพูดลงไปในทรีตเมนท์ โดยบทภาพยนตร์
ทรีตเมนทเ์ ป็นบทภาพยนตร์ที่ผเู้ ขียนบทสามารถนาไปใหน้ ายทุนอา่ นเพื่อเป็นการนาเสนอผลงานได้
อีกดว้ ย ท้งั น้ียงั เป็นการเขียนคาอธิบายของโครงเร่ือง (plot) ในรูปแบบของเร่ืองส้ัน โครงเรื่องขยาย
อาจใช้สาหรับเป็ นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ท่ีสมบูรณ์ บางคร้ังอาจใช้สาหรับย่ืนขอ
งบประมาณได้ และการเขียนโครงเร่ืองขยายที่ดีตอ้ งมีประโยคหลกั สาคญั (premise) ง่ายๆ น่าสนใจ
(ภูริพนั ธ์ ภู่ไพบูลย,์ มปป) ท้งั น้ีในส่วนของการเขียนโครงเร่ืองขยายไดม้ ีการแบ่งส่วนประกอบและ
โครงสร้างของการเขียนบท (นิวฒั น์ สารบุญ, 2565) กล่าวไวด้ งั น้ี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
196
ส่วนประกอบของโครงเรื่องขยำย (treatment)
1. การเปิ ดเรื่อง คือ จุดเริ่มตน้ ของเร่ืองซ่ึงถือว่าเป็ นตอนสาคญั ท่ีจะดึงดูดความสนใจของ
ผอู้ ่านใหต้ ิดตามเร่ืองราวต่อไป
• เปิ ดเรื่องโดยการบรรยาย การเปิ ดเรื่องแบบน้ีมกั เป็นการเร่ิมตน้ เล่าเรื่องอยา่ งเรียบๆ แลว้
คอ่ ยๆ ทวคี วามเขม้ ขน้ ของเรื่องข้ึนเป็นลาดบั อาจเป็นการบรรยายฉาก บรรยายตวั ละคร
หรือเหตุการณ์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงกไ็ ด้
• เปิ ดเรื่องโดยการพรรณนา การเปิ ดเร่ืองวิธีน้ีอาจเป็ นการพรรณนาฉาก พรรณนาตวั
ละคร หรือพรรณนาเหตุการณ์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงกไ็ ด้ คลา้ ยวธิ ีการบรรยายเพียงแต่เนน้ ที่
จะสร้างภาพเพื่อปูพ้นื อารมณ์ใหผ้ อู้ ่านเกิดความรู้สึกคลอ้ ยตามเป็นพิเศษ
• เปิ ดเรื่องโดยใช้นาฏการหรือการกระทาของตวั ละครที่ก่อให้เกิดความสนใจโดยเร็ว
การเปิ ดเรื่องวิธีน้ีสามารถทาให้ผูอ้ ่านกระหายท่ีจะติดตามเร่ืองราวต่อไปไดม้ ากเป็ น
พิเศษ
• เปิ ดเร่ืองโดยใชบ้ ทสนทนา การเปิ ดเร่ืองแบบน้ีสามารถเรียกร้องความสนใจของผอู้ ่าน
ผชู้ มไดด้ ีวิธีหน่ึง ถา้ ถอ้ ยคาท่ีนามาเริ่มตน้ น้นั เร้าใจหรือกระทบใจผูอ้ ่านหรือผูช้ มทนั ที
แต่กต็ อ้ งพยายามเชื่อมโยงบทสนทนาน้นั ใหเ้ ก่ียวพนั กบั เรื่องต่อไปอยา่ งแนบเนียนดว้ ย
• เปิ ดเรื่องโดยใชส้ ุภาษิต บทกวี เพลง หรืออาจใชข้ อ้ ความท่ีคมคายชวนคิด ชวนใหฉ้ งน
เกิดความสนใจน่าติดตาม
2. การดาเนินเรื่อง คือ นอกจากโครงเร่ืองจะประกอบดว้ ยการเปิ ดเรื่องในตอนตน้ แล้ว
การดาเนินเร่ืองซ่ึงเป็นตอนกลางของเรื่องก็มีความสาคญั อยมู่ ากเช่นเดียวกนั เพราะผูแ้ ต่งจะตอ้ งดึง
ความสนใจของผูช้ มให้ติดตามเร่ืองอย่างจดจ่ออยู่เสมอ ดงั น้นั จึงตอ้ งสร้างความขดั แยง้ (Conflict)
ที่เร้าใจ แลว้ คล่ีคลายความขดั แยง้ เหล่าน้นั อยา่ งแนบเนียนไปจนถึงเป้าหมายสุดยอดในตอนปิ ดเร่ือง
รวมท้งั ตอ้ งอาศยั กลวธิ ีเลา่ เร่ืองท่ีเหมาะสม (นิวฒั น์ สารบุญ, 2565) ประกอบดว้ ย
กลวธิ ีเกย่ี วกบั กำรดำเนินเร่ือง
• เล่าเร่ืองตามลาดบั ปฏิทิน (Chronological order) คือการเล่าเรื่องไปตามลาดบั เวลา ก่อนหลงั
ของเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน เช่น เร่ืองลูกอีสาน ของคาพนู บุญทวี เป็นตน้
• เล่าเรื่องยอ้ นตน้ (Flashback) คือ การดาเนินเร่ืองท่ีเล่ายอ้ นสลบั กนั ไปมาระหว่างอดีตกบั
ปัจจุบนั ดงั น้นั เรื่องจึงอาจเริ่มตน้ ท่ีตอนใดกไ็ ด้ เช่น ขา้ งหลงั ภาพ ของศรีบูรพา เป็นตน้
• เล่าถึงเหตุการณ์ท่ีเกิดต่างสถานท่ีสลบั กนั ไปมา แต่เร่ืองยงั ต่อเน่ืองกนั ไปตลอด
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
197
• เล่าตอนกลางก่อนแลว้ ยอ้ นมาตอนตน้ เรื่อง คือจดั เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนตอนกลางของเร่ืองมา
ก่อนแลว้ จึงเล่าเร่ืองตอนตน้ มาบรรจบกนั ก่อนท่ีจะดาเนินเรื่องไปสู่ตอนจบ
3. การปิ ดเร่ือง
• ปิ ดเรื่องแบบหักมุม (Surprise ending) การปิ ดเร่ืองแบบน้ีเป็ นการทาให้ผูช้ มคาดไม่ถึง
ไม่ควรใหผ้ ชู้ มระแคะระคายต้งั แต่ตน้ เร่ืองหรือกลางเร่ืองเพราะจะทาใหเ้ ร่ืองขาดความความ
น่าสนใจ
• ปิ ดเร่ืองแบบโศกนำฏกรรม (Tragic ending) คือการจบเร่ืองดว้ ยความตาย ความผิดหวงั
ความสูญเสีย หรือความลม้ เหลวในชีวิต เช่นในเรื่อง คู่กรรม ของทมยนั ตี แมพ้ ระเอกคือ
โกโบริจะตายตอนจบ แต่ทมยนั ตีกไ็ ดใ้ หพ้ ระเอกและนางเอกไดม้ ีโอกาสเปิ ดเผยความรักซ่ึง
กนั และกนั ที่ต่างคนต่างไม่ยอมกล่าวในตอนดาเนินเรื่อง ดงั น้นั เร่ืองจึงประทบั ใจผอู้ ่านและ
ผูช้ มเพราะตวั ละครเขา้ ใจกนั ดีแลว้ ถา้ ทมยนั ตีให้โกโบริตายโดยไม่ไดบ้ อกรักองั ศุมาลิน
นวนิยายและภาพยนตร์เรื่องน้ีคงไม่ยนื ยงเป็นอมตะมานานจนทุกวนั น้ี
• ปิ ดเร่ืองแบบสุขนำฏกรรม (Happy ending) คือการจบเร่ืองดว้ ยความสุขหรือความสาเร็จ
ของตวั ละคร การปิ ดเร่ืองแบบน้ีนกั เขียนและผสู้ ร้างภาพยนตร์นิยมใชก้ นั โดยทว่ั ไป
• ปิ ดเรื่องแบบสมจริงในชีวิต (Realistic ending) คือการจบเร่ืองแบบทิ้งปัญหาไวใ้ ห้ผูอ้ ่าน
หรือผูช้ มคิดหาคาตอบเอาเอง เพราะในชีวิตจริงมีปัญหาหลายอยา่ งท่ีไม่สามารถแกป้ ัญหา
หรือหาคาตอบใหแ้ ก่ปัญหาน้นั ได้
6. กำรเขียนบทภำพยนตร์แบบ (Screenplay)
การเขียนบทภาพยนตร์แบบ (Screenplay) คือ การนาบทภาพยนตร์ทรีตเมนทม์ าขยายความ
ต่อ โดยเขียนรายละเอียดใหส้ มบูรณ์ เพ่ิมเติมรายละเอียดปลีกยอ่ ยต่างๆ บทพูด อารมณ์ของตวั ละคร
อารมณ์ของน้าเสียงตวั ละคร ลกั ษณะท่าทางกิริยาต่างๆ ให้ชดั เจน บทภาพยนตร์สกรีนเพลยเ์ ป็นบท
ภาพยนตร์ที่เนน้ ใหท้ ีมงานและนกั แสดงไดอ้ ่าน เน่ืองจากมีรายละเอียดที่ครบถว้ น พร้อมท้งั ยงั บอก
เล่าอารมณ์ความรู้สึกไดเ้ ป็นอยา่ งดี (ภูริพนั ธ์ ภูไ่ พบูลย,์ มปป)
7. กำรเขยี นบทภำพยนตร์เพ่ือกำรถ่ำยทำ (Shooting script)
บทภาพยนตร์ท่ีเป็ นข้นั ตอนสุดทา้ ยของการเขียน บทถ่ายทาจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติม
ถูกพฒั นาต่อจากบทภาพยนตร์แบบสกรีนเพลย์ ดว้ ยการใส่ช็อต (shot) (ภูริพนั ธ์ ภู่ไพบูลย,์ มปป)
เช่น คทั (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ
(wipe) ตลอดจนการใชภ้ าพพิเศษ (effect) อ่ืนๆ เป็ นตน้ รายละเอียดดา้ นภาพเพ่ือการถ่ายทา ทาให้
เกิดความเขา้ ใจแก่ทีมงานที่ตอ้ งทางานเก่ียวขอ้ งกบั งานดา้ นภาพ อาทิ ตากลอ้ งหรือผูก้ ากบั ภาพ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
198
โดยบทเพื่อการถ่ายทาจะเป็ นบทภาพยนตร์ท่ีนอกจากทีมงานท่ีเก่ียวขอ้ งกบั งานดา้ นภาพจะเป็ น
ผนู้ าไปใชง้ านแลว้ ฝ่ ายผชู้ ่วยผกู้ ากบั กย็ งั มีความจาเป็นในการนาไปใชเ้ พื่อการวางแผนการถ่ายทาอีก
ดว้ ย นอกจากน้ียงั มีเลขลาดบั ช็อตกากบั เรียงตามลาดบั ต้งั แต่ ช็อตแรกจนกระทง่ั จบเร่ือง และขนาด
ภาพในการเขียน shooting script (ปิ ยะดนยั วเิ คียน, มปป)
8. บทภำพ (storyboard)
เป็ นบทภาพยนตร์ประเภทหน่ึงท่ีอธิบายดว้ ยภาพ คลา้ ยภาพยนตร์ส่ือการ์ตูน ให้เห็นความ
ต่อเน่ืองของช็อต ตลอดท้งั ซีเควนซ์หรือท้งั เร่ืองมีคาอธิบายภาพประกอบเสียงต่างๆ เช่น เสียงดนตรี
เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็ นต้น ใช้เป็ นแนวทางสาหรับการถ่ายทา หรือใช้เป็ นวิธีการ
คาดคะเนภาพล่วงหน้า (Pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทาว่าเม่ือถ่ายทาสาเร็จแลว้ ภาพยนตร์จะมี
รูปร่างหน้าตาเป็ นอย่างไร ซ่ึงบริษทั ของ Walt Disney นามาใช้กบั การผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของ
บริษทั เป็ นคร้ังแรก โดยเขียนภาพเหตุการณ์ของแอคชน่ั เรียงติดต่อกนั บนบอร์ด เพื่อให้คนดูเขา้ ใจ
และมองเห็นเร่ืองราวล่วงหนา้ ไดก้ ่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลาดบั ช็อตกากบั
ไว้ คาบรรยายเหตุการณ์ มุมกลอ้ ง และอาจมีเสียงประกอบดว้ ย โดยสตอรี่บอร์ดจะประกอบไปดว้ ย
(ปิ ยะดนยั วเิ คียน, มปป) รายละเอียดดงั น้ี
• ตวั ละครอะไรบา้ งอยใู่ นซีน ตวั ละครหรือวตั ถุเคล่ือนไหวอยา่ งไร
• ตวั ละครมีบทสนทนาอะไรกนั บา้ ง
• ใชเ้ วลาเท่าไหร่ระหวา่ งซีนที่แลว้ ถึงซีนปัจจุบนั
• ใชม้ ุมกลอ้ ง ใชก้ ลอ้ งอะไรบา้ งในซีนน้นั ๆ ใกลห้ รือไกล หรือใชม้ ุมอะไร
1.4 ส่วนประกอบในกำรสร้ำงสตอร่ีบอร์ด
สตอรี่บอร์ด (Story Board) ประกอบด้วยชุดของภาพ sketches ของ shot ต่างๆ พร้อมคาอธิบาย
หรือบทสนทนาในเรื่องอาจเขียนเรื่องและบทก่อน หรือ sketches ภาพก่อนแลว้ จึงใส่คาบรรยายที่จาเป็นลง
ไป สิ่งท่ีตอ้ งพิจารณา คือ ภาพและเสียงใหไ้ ปดว้ ยกนั ได้ อาจมีบทสนทนาหรือไม่มีบทสนทนาก็ได้ หรืออาจ
มีบทบรรยายหรือหรือไม่มีบทบรรยายกไ็ ด้ โดยมีเสียงประกอบ ไดแ้ ก่ เสียงดนตรี เสียงธรรมชาติ หรือเสียง
อ่ืนๆ สาหรับการผลิตรายการท่ีส้นั ๆ อยา่ งภาพยนตร์โฆษณาสามารถถ่ายทาไดโ้ ดยใช้ Story Board เป็นหลกั
มิได้เขียนบทหรือ script ข้ึนมา (กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชัย, 2565) ท้ังน้ีแบ่งให้เห็นภาพได้ชัดเจนย่ิงข้ึน
ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.2 ประกอบดว้ ย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
199
ภำพที่ 5.2 ส่วนประกอบของสตอรี่บอร์ด
ที่มา: กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชยั , 2565
1.4.1 ลาดับฉาก (Scene No) ระบุลาดับเพ่ือการสื่อสารระหว่างคนวาดกับคนทาการ
เคลื่อนไหว
1.4.2 ภาพร่าง (Sketch) การเขียนสตอร่ี บอร์ดมักจะวาดภาพร่างไว้ด้านบน และใส่
รายละเอียดอ่ืนๆ ไวด้ า้ นล่างหรือดา้ นขา้ ง
1.4.3 เสียงประกอบ (Sound) ใส่เป็นประโยคท่ีจะบรรยายหรือบทสนทนา กาหนดรูปแบบ
เสียงประกอบ (เสียงดนตรี เสียงธรรมชาติ หรือเสียงเอฟเฟกต)์
1.4.4 มุมกลอ้ ง (Camera Angle) ใส่เป็ นสัญลกั ษณ์ เช่น ECU / CU / MCU / MS / MLS /LS
/ VLS / ELS ใส่เป็นลกั ษณะการเคลื่อนกลอ้ ง เช่น Dolly / Boom / Track / Pan / Tilt / Roll
1.4.5 กาหนดเวลา (Duration) ใส่เป็ นระยะเวลาท่ีคาดว่าจะใช้ในฉากน้ันๆ มกั เป็ นหน่วย
วนิ าที
1.4.6 บท (Script) ใส่บทพดู ท่ีสมั พนั ธ์กบั ภาพเพื่อประกอบความเขา้ ใจ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
200
1.5 หลกั กำรเขยี นสตอร่ีบอร์ด (Story Board)
รูปแบบของสตอร่ีบอร์ด จะประกอบไปดว้ ย 2 ส่วนคือ ส่วนภาพกบั ส่วนเสียง โดยปกติการเขียน
สตอร่ีบอร์ดก็จะใชก้ ารวาดภาพในกรอบส่ีเหล่ียม ต่อดว้ ยการเขียนบทบรรยายภาพหรือบทการสนทนา และ
ส่วนสุดท้ายคือการใส่เสียงซ่ึงอาจจะประกอบด้วยเสียงสนทนา เสียงบรรเลง และเสียงประกอบต่างๆ
(ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป) แต่กล่าวไดอ้ ีกอยา่ งคือ รูปแบบของสตอร่ีบอร์ดไม่ไดม้ ีกาหนดตายตวั ขอเพียงแค่มี
องค์ประกอบครบและใช้ส่ือสารรู้เร่ืองก็เพียงพอแล้ว (กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชัย, 2565) ตัวอย่างรูปแบบ
สตอรี่บอร์ด ดงั ภาพท่ี 5.3
ภำพที่ 5.3 รูปแบบของสตอร่ีบอร์ด
ที่มา: กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชยั , 2565
เมื่อทราบถึงส่วนประกอบและรูปแบบในการสร้างสตอรี่บอร์ดเพอ่ื งานภาพยนตร์ขา้ งตน้ แลว้ ผผู้ ลิต
ยงั ตอ้ งศึกษา ทาความเขา้ ใจหัวใจหลกั หรือส่ิงสาคญั ในการสร้างสตอรรี่บอร์ด เรียนรู้ข้นั ตอนและวิธีการ
สร้างอยา่ งแทจ้ ริง โดยสิ่งสาคญั เบ้ืองตน้ ของสตอร่ีบอร์ดแบ่งออกไดห้ ลากหลายส่วนสาคญั มาก (กฤษณพงศ์
เลิศบารุงชยั , 2565)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
201
1.6 ส่ิงสำคญั ของกำรสร้ำงสตอร่ีบอร์ด
1.6.1 ส่ิงที่ตอ้ งมีก่อนเขียนสตอรี่บอร์ด
ไม่วา่ จะเป็นภาพเคลื่อนไหวรูปแบบใด เช่น ภาพยนตร์ อนิเมชน่ั สารคดี โฆษณา ฯลฯ ลว้ น
มีการเล่าเร่ืองผา่ นสตอร่ีบอร์ดคลา้ ยๆ กนั ดงั น้นั ส่ิงท่ีตอ้ งมีคือ
1. เน้ือเรื่อง (Story)
2. ฉากหรือสถานท่ี (Scene)
3. ตวั ละคร (Character)
4. บทสนทนาหรือบทบรรยาย (Script)
1.6.2 ส่ิงสาคญั ในการเขียนสตอร่ีบอร์ด
1. สร้างแรงบนั ดาลใจ (Inspiration)
2. ส่ิงท่ีอยากจะพดู (Speech)
3. แนวความคิด (Idea)
4. สิ่งที่ตอ้ งการนาเสนอ (Presentation)
1.6.3 ส่ิงสาคญั ท่ีอยใู่ นสตอร่ีบอร์ด
ไม่วา่ จะเป็นภาพเคลื่อนไหวรูปแบบใด เช่น ภาพยนตร์ อนิเมชนั่ สารคดี โฆษณา ฯลฯ ลว้ น
มีการเล่าเร่ืองผา่ นสตอรี่บอร์ดคลา้ ยๆ กนั ดงั น้นั สิ่งที่ตอ้ งมีคือ
1. ตวั ละคร (Character)
2. การทางานของกลอ้ ง (Camera)
3. ฉาก (Scene)
4. เสียง (Sound)
1.7 ข้นั ตอนกำรสร้ำงสตอรี่บอร์ด
สตอรี่บอร์ด (Story Board) คือการเขียนกรอบแสดงเร่ืองราวที่สมบรู ณ์ของภาพยนตร์หรือภาพยนตร์
แต่ละเร่ือง โดยมีการแสดงรายละเอียดที่จะปรากฏในแต่ละฉากหรือแต่ละหน้าจอ เช่น ขอ้ ความ ภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี เสียงพูด และแต่ละอยา่ งน้นั มีลาดบั ของการปรากฏวา่ อะไรจะปรากฏข้ึนก่อน-
หลงั อะไรจะปรากฏพร้อมกนั เป็นการออกแบบอยา่ งละเอียดในแต่ละหนา้ จอก่อนท่ีจะลงมือสร้างอนิเมชนั่
หรือภาพยนตร์ข้ึนมาจริงๆ โดยมีลาดบั ข้นั ตอน (กวิศรา เอี่ยมบรรณพงษ์, จุฑารัตน์ ลิมปาภินนั ท์ และปรัชญ
นนั ท์ นิลสุข, 2563) แบ่งออกได้ ดงั น้ี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
202
1.7.1 วางโครงเรื่องหลกั ไม่วา่ จะเป็น Theme, ตวั ละครหลกั , ฉาก ฯลฯ
1. แนวเรื่อง
2. ฉาก
3. เน้ือเรื่องยอ่
4. Theme/แก่น (ขอ้ คิด/สิ่งท่ีตอ้ งการจะส่ือ)
5. ตัวละคร ส่ิงสาคัญคือ การกาหนดรูปลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัวให้โดดเด่น
ไม่คลา้ ยกนั จนเกินไป ควรออกแบบรูปลกั ษณ์ของตวั ละครใหโ้ ดดเด่นแตกต่างกนั
มองแลว้ สามารถสื่อถึงลกั ษณะนิสัยของตวั ละครไดท้ นั ที
1.7.2 ลาดบั เหตุการณ์คร่าวๆ
จุดสาคญั คือ ทุกเหตุการณ์จะเป็ นเหตุเป็ นผลซ่ึงกนั และกนั เหตุการณ์ก่อนหน้าจะทาให้
เหตุการณ์ต่อมามีน้าหนกั มากข้ึน และตอ้ งหาจุด Climax ของเร่ืองใหไ้ ด้ จุดน้ีจะเป็นจุดที่น่าต่ืนเตน้
ที่สุดก่อนที่จะเฉลยปมทุกอยา่ งในเรื่อง การสร้างปมให้ผูอ้ ่านหรือผูช้ มสงสัยก็เป็ นจุดสาคญั ในการ
สร้างเร่ือง ปมจะทาใหเ้ กิดคาถามในใจและคาดเดาเน้ือเรื่องรวมถึงตอนจบไปต่างๆ นานา
1.7.3 กาหนดหนา้
การกาหนดจานวนหน้าของสตอรี่บอร์ด ก่อนที่จะเริ่มสร้างสตอร่ีบอร์ด ให้ทาการเตรียม
Template Storyboard หรือเตรียมกระดาษเปล่า จานวนของกรอบส่ีเหลี่ยมไม่มีการกาหนดตายตวั
ข้ึนกบั อยู่ความถนัดของผูว้ าด และปริมาณเน้ือหาของเรื่องราวท่ีตอ้ งการนาเสนอ หากเร่ืองราวท่ี
ตอ้ งการนาเสนอมีความซับซ้อนมาก ควรจดั เรียงและใส่หมายเลขในการลาดบั เร่ืองราวให้ชดั เจน
หมายเลขในสตอร่ีบอร์ดจะเป็ นการกาหนดลาดบั ในการถ่ายทาวิดีโอ ทาให้ทางทีมงานไดท้ ราบ
จานวนฉากที่ตอ้ งทาการถ่ายทาท้งั หมด และเม่ือถึงข้นั ตอนการตดั ต่อวิดีโอจะสามารถทางานได้
สะดวกมากยง่ิ ข้ึน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
203
ภำพท่ี 5.4 ตวั อยา่ งการออกแบบ Template Storyboard
ที่มา: กวิศรา เอี่ยมบรรณพงษ,์ 2563
1.7.4 แต่งบท
การแต่งบทบรรยายหรือบทสนทนาเป็ นข้ันตอนสุดท้ายก่อนลงมือวาดสตอร่ีบอร์ด
ควรเขียนบทพูดและบทความคิดที่จะใชใ้ นภาพยนตร์เขียนออกมาโดยละเอียดเพื่อท่ีจะไดก้ าหนด
ขนาดของบอลลูนและจดั วางลงบนหนา้ กระดาษไดอ้ ยา่ เหมาะสม
1.7.5 ลงมือเขียน Story Board
การเขียนหรือสร้างสตอรี่บอร์ด เป็นการสร้างข้ึนมาเพ่อื ร่างภาพลงไปตามลาดบั ข้นั ตอนของ
เร่ืองต้งั แต่ตน้ จนจบ เพื่อใหม้ องเห็นภาพรวมงานท้งั หมดท่ีกาลงั จะลงมือทา หากมีขอ้ ผิดพลาดหรือ
ส่ิงที่จะตอ้ งแกไ้ ข กจ็ ะสามารถปรับปรุง เปล่ียนแปลงได้ สตอรี่บอร์ดจะเป็นตวั กาหนดการทางานใน
ข้นั ตอนอ่ืนๆ ไปในตวั ลกั ษณะของการวาดภาพในสตอรี่บอร์ด มี 2 แบบ คือ
1. การวาดแบบคร่าวๆ
การวาดคร่าวๆ เป็นการกาหนดกรอบและแนวความคิดโครงสร้างของเรื่องท้งั หมด
เพ่ือเสนอกบั ทีมผูเ้ กี่ยวขอ้ ง ในข้นั ตอนน้ียงั ไม่จาเป็ นตอ้ งวาดให้สวยงาม เพียงแค่วาดให้
เข้าใจได้ว่ามีฉากอะไรบ้าง ลักษณะของมุมภาพเป็ นแบบไหน ช่วยให้เห็นภาพที่มา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
204
จินตนาการออกมาเป็ นรูปธรรม และช่วยสร้างให้เกิดความเขา้ ใจตรงกนั ภายในทีมงาน
จนกระทงั่ สามารถนาไปพฒั นาต่อได้ การวาดแบบคร่าวๆ เหมาะสาหรับงานวีดิทศั น์ทาง
ทว่ั ไปท่ีมีเน้ือหาไม่ซบั ซอ้ น
2. การวาดแบบละเอียด
การสร้างสตอรี่บอร์ดสาหรับผลิตสื่อท่ีมีเน้ือหาซบั ซอ้ น เช่น เน้ือหาทางการแพทย์
ควรวาดแบบละเอียด โดยจาลองมุมการถ่ายทาให้เสมือนจริงและเรียงลาดบั การนาเสนอ
ภาพให้ชัดเจนเป็ นการตรวจสอบความถูกตอ้ งทางการแพทยเ์ บ้ืองต้น รายละเอียดของ
นกั แสดงหลกั ท่ีตอ้ งมีการสวมใส่เส้ือผา้ ท่ีมีลกั ษณะพิเศษ หรือเคร่ืองมือทางการแพทยท์ ่ีเป็น
ลกั ษณะเฉพาะเจาะจง สตอร่ีบอร์ดแบบละเอียดจะทาใหต้ รวจสอบไดง้ ่าย หากมีจุดไหนท่ี
ตอ้ งระวงั เป็นพเิ ศษ ทางทีมงานจะไดเ้ ตรียมความพร้อมก่อนเริ่มถ่ายทา
ภำพที่ 5.5 ตวั อยา่ งการวาดสตอรี่บอร์ดแบบคร่าวๆ และแบบละเอียด
ที่มา: กวศิ รา เอี่ยมบรรณพงษ,์ 2563
การสร้างสตอร่ีบอร์ดในงานภาพยนตร์นบั เป็นอีกหน่ึงข้นั ตอนสาคญั ก่อนการถ่ายทา ซ่ึงจะช่วยให้
การวางแผนการถา่ ยทาฉากต่อฉากง่ายดายมากยงิ่ ข้ึน โดยสามารถเปล่ียนแกไ้ ขสตอร่ีบอร์ดก่อนจะถ่ายทาจริง
ได้ อีกท้งั ยงั สามารถนาสตอรี่บอร์ดที่ไดส้ ร้างและวางแผนไวไ้ ปทาการช้ีแจง แลกเปลี่ยนกบั ฝ่ ายผลิตหรือฝ่ าย
อ่ืนๆ สามารถทาให้เกิดความเขา้ ใจตรงกนั ได้ สาเหตุท่ีงานภาพยนตร์ตอ้ งมีสตอรี่บอร์ดก็เพ่ือจะช่วยให้การ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
205
ถ่ายทาไหลล่ืน ไม่สะเปะสะปะ เน้ือเร่ืองไม่ออกนอกทะเล มีสโคปมุมกลอ้ งในการถ่ายท่ีชดั เจน และง่ายต่อ
การวางแผนของตากลอ้ งในการถ่ายทา ดงั น้ันก่อนท่ีผูผ้ ลิตภาพยนตร์ ผูเ้ ขียนบท และผูก้ ากบั จะเร่ิมสร้าง
สตอรี่บอร์ดควรท่ีจะตอ้ งรู้เทคนิคในการออกแบบหรือดีไซน์ภาพ มุมกลอ้ ง สี เสียง แมก้ ระท้งั ซาวดต์ ่างๆ ท่ี
จะใชใ้ นการถ่ายทา ท้งั น้ีปรากฏศพั ทเ์ ทคนิคท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การสร้างภาพยนตร์ทางภาพไวม้ ากมาย ซ่ึงเป็นส่ิง
สาคญั ท่ีคนทาภาพยนตร์จะตอ้ งรู้ก่อนการสร้างสตอรี่บอร์ดและถ่ายทาจริง
การที่ภาพยนตร์สามารถส่ือสารเรื่องราว ความหมาย อารมณ์และความรู้สึกให้ผูช้ มเขา้ ใจในสิ่งท่ี
ปรากฎอยใู่ นภาพยนตร์ได้ นนั่ เพราะภาพยนตร์เป็นภาษาอยา่ งหน่ึง เรียกวา่ (Film Language) ซ่ึงไม่ใช่ภาษา
ทวั่ ไปท่ีใชใ้ นการส่ือสารตามชีวิตประจาวนั ไม่ไดใ้ ชห้ ลกั ไวยกรณ์ เช่นเดียวกบั ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษา
เกาหลี หากแต่ภาพยนตร์มีวิธีการสื่อความหมายหรือภาษาเป็นของตนเอง (นิพนธ์ คุณารักษ์, มปป) ท้งั น้ีใน
ลาดบั ถดั ไปจะเป็ นการเรียนรู้และทาความเขา้ ใจเก่ียวกบั ภาพยนตร์ทางภาพ มุมกลอ้ ง เสียง และสี ท่ีใชใ้ น
การสร้างสรรคง์ านภาพยนตร์ ซ่ึงประกอบดว้ ยศพั ทเ์ ทคนิคและมีรูปแบบการใชง้ านท่ีหลายหลาย ดงั น้ี
1.8 ศัพท์และควำมหมำยของภำพยนตร์ (ทำงภำพ)
1.8.1 กรอบภำพ (Frame) คือภาพแต่ละภาพบนแผ่นฟิ ล์ม กรอบภาพแต่ละกรอบภาพท่ีเรียงกนั อยู่
บนแผ่นฟิ ล์มน้ีจะมีรูปร่างเป็ นสี่เหลี่ยมผืนผา้ ท้งั น้ีสามารถจดั องคป์ ระกอบท่ีเรียนรู้ไดจ้ ากภาพยนตร์ เพื่อ
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการถ่ายภาพ ผ่านการจดั วางบนสัดส่วนเช่น 1.85:1, 2.39:1, 16:9, 1.78:1 หรือ 1.85:1 ซ่ึงก็คือ
ขนาดของหน้าจอมีช่วงยาวของจอมากกว่าความสูงนั่นเอง ผูผ้ ลิตหรือผูส้ ร้างสามารถเรียนรู้การจัด
องคป์ ระกอบหรือการส่ือสารเร่ืองราวผา่ นการดูภาพยนตร์ได้ โดยมีองคป์ ระกอบดงั น้ี (Yochuwa Samarom,
2021) เช่น
1. กฎสามส่วน
ในการถ่ายภาพเราจะใชก้ ฎสามส่วนเพ่ือช่วยใหว้ างตวั แบบไดโ้ ดดเด่น และสามารถบอกได้
ทนั ที่ว่า ตวั แบบคืออะไร จะส่ือสารอะไร ซ่ึงในงานภาพยนตร์ก็เช่นกนั กฎสามส่วนไดใ้ ชอ้ ยเู่ สมอ
การจดั วางหน่ึงในสามส่วน หรือการวางตวั แบบบนจุดตดั ช่วยให้ความสนใจไปหยุดท่ีตวั แบบ
ในทนั ที ส่ือสารไดช้ ดั เจนวา่ ในเร่ืองกาลงั ทาอะไรหรือเกิดอะไรข้ึน ซ่ึงในงานภาพยนตร์จะมีการเติม
องคป์ ระกอบและรายละเอียดในจุดอื่นดว้ ย แต่จะเบลอหรือไม่ชดั เท่ากบั ตาแหน่งของตวั แบบหลกั
ดงั ตวั อยา่ งจากภาพท่ี 5.6
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
206
ภำพท่ี 5.6 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ คนอจั ฉริยะ ฝ่าสมรภูมิรบ (The Courier)
ที่มา: Yochuwa Samarom, 2021
2. ใชเ้ ส้นนาสายตาเพอื่ ดึงความสนใจไปยงั ตวั ละครหรือเหตุการณ์ท่ีกาลงั จะเกิดข้ึน
เส้นนาสายตาจะถูกวางเพ่ือใหเ้ นน้ ความสาคญั ไปยงั ตวั ละครหรือตาแหน่งท่ีตอ้ งการจะเล่า
เร่ือง ซ่ึงในบางฉากตวั แบบอาจจะดูไม่มีความสาคญั มีพ้ืนท่ีในฉากนอ้ ย ขนาดเลก็ แต่เส้นนาสายตา
จะทาหนา้ ที่ดึงสายตาของผูช้ มไปยงั ตวั ละครในฉากเพื่อใหร้ ู้วา่ บางอยา่ งกาลงั จะเกิดข้ึน ซ่ึงสามารถ
ใชร้ ูปแบบการจดั วางเส้นนาสายตาเพ่ือนาสายตาของผูช้ มไปยงั ภาพ ไปยงั จุดสนใจในภาพถ่ายได้
ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.7
ภำพที่ 5.7 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ สายตรงต่ออดีต (The Call)
ที่มา: Yochuwa Samarom, 2021
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
207
3. เติมเฟรมใหส้ มดุลดว้ ยแสงและโคมไฟ
ในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ท่ีไดด้ ู จะมีบางฉากท่ีเหตุการณ์ในเรื่องเกิดในท่ีมืด ท่ีแสงนอ้ ยใน
บา้ นเรือนหรือตวั อาคาร เราจะเห็นว่าภาพยนตร์เหล่าน้นั ไดม้ ีการเติมเฟรมใหส้ มดุลดว้ ยการใชแ้ สง
ลองสงั เกตดูวา่ ถา้ เร่ืองไหนที่มีการดาเนินเรื่องตอนกลางคืนหรือตอ้ งการใหโ้ ทนสีหรือธีมแบบดาร์ค
จะมีการใชโ้ คมไฟ เทียนหรือเตาผงิ เพอื่ สร้างความสมดุลใหก้ บั ภาพ ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.8
ภำพท่ี 5.8 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ จอห์น วคิ แรงกวา่ นรก 3 (John Wick: Chapter 3 –Parabellum)
ท่ีมา: Yochuwa Samarom, 2021
4. สายตาของตวั ละครบ่งบอกจุดสาคญั
ในบางฉากของภาพยนตร์อาจจะไม่ไดน้ าเสนอเส้นสายตาในภาพเลย แต่จากฉากที่เห็น
สามารถทาใหร้ ู้และเขา้ ใจไดว้ า่ ตวั ดาเนินเรื่องหรือความสาคญั ของเร่ืองอยตู่ รงจุดไหน ในกรณีน้ีคือ
การใชส้ ายตาของตวั ประกอบที่อยใู่ นฉากนน่ั เอง โดยสายตาของตวั ประกอบจะมองไปยงั จุดเดียวกนั
เพ่ือส่ือสารว่ากาลงั มีจุดสนใจและกิจกรรมบางอย่างที่กาลงั เกิดข้ึน เหมือนในกรณีที่เราถ่ายภาพ
Portrait ก็เช่นเดียวกนั สายตาของตวั แบบจึงเป็ นจุดสาคญั ของภาพ เพ่ือจะสื่อสารท้งั ทิศทางและ
อารมณ์ของตวั แบบในขณะน้นั ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.9
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
208
ภำพที่ 5.9 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ ชนช้นั ปรสิต (Trailer Parasite)
ท่ีมา: Yochuwa Samarom, 2021
5. การใชก้ รอบภาพเนน้ ความสาคญั ของเรื่องราวและตวั ละคร
กรอบภาพที่มีในฉาก จะช่วยกาหนดและบ่งบอกความสาคญั ของเรื่องในขณะน้นั โดยตวั
ละครอาจจะดูไม่โดดเด่น แต่เมื่อใส่กรอบภาพเขา้ ไปจะทาให้ผชู้ มมองฉากน้นั แลว้ เขา้ ใจไดท้ นั ทีวา่
จุดสาคญั ของเรื่องอยตู่ าแหน่งใด ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.10
ภำพที่ 5.10 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ พยคั ฆร์ ้ายฝ่าเวลามรณะ James Bond 007 (NO TIME TO DIE)
ท่ีมา: Yochuwa Samarom, 2021
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
209
6. ใชข้ นาดอา้ งอิงในการเลา่ เร่ืองท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ขนาด
ในการเล่าเร่ืองท่ีตอ้ งมีขนาดเขา้ มาเกี่ยวขอ้ งน้ัน การใช้ขนาดอา้ งอิงในภาพจึงเป็ นเร่ือง
สาคญั โดยฉากท่ีบอกถึงขนาดความยงิ่ ใหญ่หรืออุปสรรคท่ีขวางก้นั สามารถเอาชนะไดย้ ากจะมีการ
สื่อสารโดยใชข้ นาดเพื่อเป็นตวั เล่าเรื่อง ในกรณีที่ผผู้ ลิตอยากจะถ่ายภาพเพ่ือเล่าเรื่องหรือสื่อสารถึง
ขนาด ก็ตอ้ งหาขนาดอา้ งอิงในภาพเพื่อให้ผูช้ มสามารถจินตนาการไดถ้ ึงขนาดจริงที่ผูผ้ ลิตเห็น ซ่ึง
อาจจะใชต้ วั บุคคล บา้ นเรือน หรือรถกไ็ ด้ ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.11
ภำพท่ี 5.11 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ วงกตมฤตยู (The Maze Runner)
ที่มา: Yochuwa Samarom, 2021
7. ใชส้ ีสนั เพอื่ สร้างความสอดคลอ้ งและกลมกลืนของเรื่องราว
นอกจากจะใช้โทนสีของภาพในเร่ืองท่ีสัมพนั ธ์กนั องคป์ ระกอบภาพในฉากท้งั อุปกรณ์
เครื่องใช้ เส้ือผา้ ไดร้ ับการออกแบบมาเพ่ือใหเ้ ขา้ กนั ดูกลมกลืน ซ่ึงในการใชส้ ีอาจจะเป็นสีที่มาจาก
โทนเดียวกนั หรือเป็นการใชค้ วามสมั พนั ธ์ของสีคูต่ รงขา้ มเพื่อสื่อสารดา้ นความรู้สึกและบรรยากาศ
ท่ีเกิดข้ึนระหวา่ งตวั ละครภายในเร่ือง ซ่ึงเม่ือดูภาพยนตร์และสงั เกตเร่ืองการใชส้ ีจะเห็นวา่ สีสนั ที่ใช้
และโทนสีจะกลมกลืนส่ือสารอารมณ์ไปในทางเดียวกนั ความอบอุ่น ความสดใส หรือความอึมครึม
ข่นุ มวั กจ็ ะสื่อสารผา่ นการใชส้ ีเช่นเดียวกนั ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.12
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
210
\
ภำพที่ 5.12 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ คุณพอ่ เล้ียงเด่ียว (Fatherhood)
ท่ีมา: Yochuwa Samarom, 2021
8. จดั สมดุลแบบก่ึงกลางเพือ่ เนน้ อารมณ์และบทบาทของตวั ละคร
เม่ือจดั องคป์ ระกอบใหต้ วั แบบอยจู่ ุดก่ึงกลางของภาพ กจ็ ะรู้ไดท้ นั ทีถึงความสาคญั ที่เกิดข้ึน
วา่ เกิดข้ึนกบั ตวั ละคร ท้งั ยงั สื่อสารอารมณ์ของตวั ละครน้นั โดยตรง ซ่ึงการจดั สมดุลจะช่วยใหผ้ ชู้ ม
รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติของอารมณ์ท่ีเกิดข้ึนไปดว้ ย ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่ 5.13
ภำพที่ 5.13 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ Triumph (2021)
ที่มา: Yochuwa Samarom, 2021
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
211
9. ใชก้ ารจดั ภาพแบบเตม็ เฟรมถ่ายระยะใกลเ้ พ่อื เนน้ จุดและรายละเอียดสาคญั ของเร่ืองราว
การเขา้ ใกลเ้ พื่อใหเ้ ห็นตวั แบบชดั ข้ึน หรือการจดั ใหใ้ บหนา้ ของตวั แบบหรือวตั ถุสิ่งของน้นั
มีพ้ืนท่ีเป็นส่วนมากของภาพ เป็นการสื่อสารไดถ้ ึงรายละเอียดและใหค้ วามสาคญั วา่ สิ่งท่ีอยใู่ นฉาก
น้นั มีความสาคญั สิ่งของท่ีเห็นสาคญั ต่อเรื่องราวโดยสารสาคญั น้นั จะเช่ือมโยงไปยงั ฉากต่อไปหรือ
เป็ นประเด็นเฉลยเรื่องราวในตอนทา้ ย ท้งั น้ีเวลาน่งั ดูภาพยนตร์และเห็นฉาก Close -up เราอาจจะ
ตอ้ งดูอย่างละเอียดเพ่ือเช่ือมโยงดูว่า ส่ิงน้นั หรือฉากน้นั จะนาความสาคญั ไปยงั ตอนต่อไปอย่างไร
บา้ ง ดงั ตวั อยา่ งจากภาพท่ี 5.14
ภำพท่ี 5.14 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ คนอจั ฉริยะ ฝ่าสมรภมู ิรบ (The Courier 2021)
ท่ีมา: Yochuwa Samarom, 2021
10. ใหต้ วั แบบเลก็ กวา่ พ้นื ท่ีท้งั หมดโดยรอบ ใหค้ วามรู้สึกดอ้ ย ออ่ นแอไม่มีความสาคญั
นอกจากจดั องคป์ ระกอบเพ่ือใหเ้ ห็นความสาคญั ของตวั แบบแลว้ ในงานภาพยนตร์ความไม่
สาคญั หรือการส่ือสารออกมาถึงความไม่สาคญั ไร้อานาจ อ่อนแอ จาเป็ นต่อเร่ืองราวท่ีตอ้ งการ
นาเสนอดว้ ยเช่นกนั ในกรณีที่ตอ้ งลดความสาคญั หรือให้รู้สึกถึงความไร้ตวั ตน อ่อนแอ สามารถทา
ไดโ้ ดยกาหนดขนาดของตวั แบบให้นอ้ ยกว่าพ้ืนท่ี 1 ใน 3 และถ่ายมุมกวา้ งให้ภาพชดั ท้งั ภาพ โดย
เม่ือมองแลว้ ผูช้ มจะรู้ว่าตวั ละครตวั ใดสาคญั แต่ตวั ละครในฉากน้ันจะให้ความรู้สึกดอ้ ย อ่อนแอ
ไม่มีความสาคญั มีความไม่มน่ั ใจ ดงั น้นั ในการถ่ายภาพถา้ ตอ้ งการใหต้ วั แบบมีความสาคญั ก็ใหต้ วั
แบบมีสัดส่วนในภาพที่มากข้ึนดูมีขนาดใหญ่ข้ึนก็จะดึงดูดสายตาไดด้ ีย่ิงข้ึน ดงั ตวั อยา่ งจากภาพที่
5.15
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
212
ภำพที่ 5.15 ฉากหน่ึงในภาพยนตร์ ชีวติ พิศวงของ วอลเตอร์ มิตต้ี (The Secret Life of Walter Mitty)
ที่มา: Yochuwa Samarom, 2021
1.8.2 คัท (Cut) เป็ นการตดั ภาพจากภาพหน่ึงไปยงั อีกภาพหน่ึงอยา่ งฉับพลนั ทนั ทีทนั ใด นอกจาก
ความหมายดงั กล่าวแลว้ ผกู้ ากบั การแสดงยงั ใชเ้ ป็นคาสง่ั ใหห้ ยดุ การแสดงและบนั ทึกภาพโดยทนั ทีในขณะที่
ถ่ายทา และยงั หมายถึงการเปลี่ยนจากฉากหน่ึงไปยงั อีกฉากหน่ึงอย่างรวดเร็วในพริบตา เป็ นเทคนิคข้นั
พ้ืนฐานของการตดั ต่อ/ลาดบั ภาพ การตดั ตรงจะใชแ้ สดงถึงความต่อเนื่องของการกระทาใดๆ ภายในช่วงเวลา
เดียวกนั โดยไม่ถูกขดั จงั หวะ ส่วนใหญ่แลว้ จะเป็ นเหตุการณ์หรือการกระทาท่ีอยู่ในซีนเดียวกนั (สุรศกั ด์ิ
บุญอาจ, มปป)
ท้งั น้ีในการถ่ายทาภาพยนตร์การบนั ทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ตากลอ้ งสามารถกาหนดขนาดภาพได้
ตามความเหมาะสม โดยขนาดภาพที่ใช้กนั สามารถแบ่งเป็ น 3 ประเภทใหญ่ๆ (กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชยั ,
2022) คือ
1. Long Shot (LS) ขนาดภาพไกล เห็นตวั ละครเลก็ อยใู่ นสภาพแวดลอ้ ม
2. Medium Close Up (MCU) ขนาดภาพปานกลาง ใกลต้ ้งั แต่หน้าอกข้ึนไป มองเห็นตวั ละครกบั
วตั ถุหรือฉากหลงั เลก็ นอ้ ย
3. Close Up (CU) ขนาดภาพใกล้ เช่น เต็มใบหน้า เห็นสีหน้าและอารมณ์ของตวั ละครท่ีแสดง
ออกมาอยา่ งชดั เจน
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
213
1.8.3 ช็อต (Shot) มีความหมายคลา้ ยๆ กบั คทั แต่จะพูดถึงตอนถ่ายทามากกวา่ ในการถ่ายทาการเริ่ม
กดบนั ทึกภาพไปจนถึงหยุดก็จะเรียกว่า 1 ช็อต เป็ นการบนั ทึกภาพแต่ละคร้ังโดยไม่มีการหยุดกลอ้ ง อาจมี
การเคล่ือนไหวกลอ้ ง (Camera movement) เช่น การแพน (Pan) การกระดกกลอ้ งข้ึนหรือกดกลอ้ งลง (Tilt)
หรือ การดอลล่ี (Dolly) เป็นตน้ อาจมีการเคลื่อนไหวหรือการแสดงของตวั แสดง เช่น เดิน วิ่ง แต่ตราบใดท่ี
ตากลอ้ งยงั คงกดป่ ุมถ่ายต่อเนื่องกนั ไปเพอื่ ใหก้ ลอ้ งบนั ทึกภาพโดยไม่สะดุดกย็ งั คงนบั วา่ เป็นช็อตเดียวกนั อยู่
(พทิ กั ษ์ ปานเปรม, 2564)
1.8.4 ฉำก (Scene) หมายถึง การถ่ายทาเหตุการณ์หน่ึงซ่ึงเกิดข้ึนในสถานที่เดียวกนั ในฉากหน่ึงๆ
อาจจะประกอบด้วยช็อตต่างๆ หลายๆ ช็อต เพ่ือแสดงเหตุการณ์ในฉากน้ันให้สมบูรณ์ หรืออาจจะ
ประกอบดว้ ยชอ็ ตเพยี งชอ็ ตเดียว (พทิ กั ษ์ ปานเปรม, 2564)
1.8.5 ตอน (Sequence) หมายถึง ตอนหน่ึงในภาพยนตร์ ซ่ึงอาจประกอบดว้ ยฉากต่างๆ หลายฉาก
หรือประกอบดว้ ยฉากเพียงฉากเดียวก็ได้ เช่น ตอนพระเอกเป็ นเด็ก ตอนพระเอกไปออกรบ (forest Gump)
ซ่ึงแต่ละตอนอาจจะส้ันหรือยาว อาจจะประกอบดว้ ยฉากมากนอ้ ยเท่าใดแลว้ แต่ความเหมาะสม (พิทกั ษ์ ปาน
เปรม, 2564)
1.9 ศัพท์และควำมหมำยของภำพยนตร์ (ทำงเสียง)
นอกจากภาพยนตร์จะมีภาพเป็นองค์ประกอบหรือปัจจยั หลกั ในการสื่อความหมายแลว้ ยงั มีเสียงซ่ึง
เป็ นอีกปัจจยั หน่ึงท่ีมีความสาคญั ยิ่ง เสียงจะช่วยเสริมสร้างอารมณ์ให้ขอ้ มูลรายละเอียดอ่ืนๆ และแกไ้ ข
ปัญหาในกรณีที่ภาพไม่สามารถส่ือสารไดอ้ ย่างชัดเจนเต็มท่ี (นิพนธ์ คุณารักษ์, มปป) ท้งั น้ีเสียงท่ีใช้ใน
ภาพยนตร์ (พิทกั ษ์ ปานเปรม, 2564) ประกอบดว้ ย
1.9.1 เสียงพดู (Voice) มีอยู่ 2เสียง คือ
1. เสียงสนทนา (dialogue) คือ เสียงท่ีผู้ชมได้ยินพร้อมการเห็นริมฝี ปากนักแสดงขยบั
เพื่อความสมจริงของภาพยนตร์ แต่คาสนทนาไม่จาเป็นตอ้ งเป็นเสียงจริงเสมอไปการใชค้ า
สนทนาก็เพ่ือพฒั นาความกา้ วหน้าของตวั แสดง และเพื่อใชเ้ ป็ นตวั ให้ขอ้ มูลรายละเอียด
ต่างๆ ของภาพยนตร์เร่ืองน้นั ๆ
2. เสียงบรรยาย (Narration) เป็นเสียงท่ีผพู้ ูดจะไม่ปรากฏตวั ในภาพยนตร์ โดยการบรรยายจะ
เลา่ ถึงเรื่องราวต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนบนจอ มกั ใชก้ บั ภาพยนตร์สารคดีหรือภาพยนตร์เพ่อื การศึกษา
จากผบู้ รรยายมีอิสระอยา่ งเตม็ ท่ี ใหข้ อ้ มูลผชู้ มอยา่ งตรงไปตรงมาไม่ตอ้ งคิดถึงเรื่องอารมณ์
และความรู้สึก ซ่ึงเป็นหวั ใจของภาพยนตร์เป็นการเพิ่มเติมขอ้ มูลที่เป็นคาพดู แก่เร่ืองราวใน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
214
ภาพ และแสดงความสมั พนั ธ์ของส่ิงท่ีปรากฎบนจอกบั ส่ิงท่ีไดน้ าเสนอไปแลว้ รวมท้งั เป็น
การสรุปประเดน็ สาคญั ของภาพยนตร์อีกดว้ ย
1.9.2 เสียงประกอบ (Sound effect) ใชป้ ระกอบเพ่ือเป็ นส่วนหน่ึงของความเป็ นจริง โดยให้เสียงท่ี
ผชู้ มคุน้ เคยและตรงกบั ภาพท่ีเห็นบนจอ เช่น เสียงร้องของไดโนเสาร์
1.9.3 เสียงดนตรี (Music) มีบทบาทดา้ นความรู้สึกของผูช้ มมากกว่าจะเป็นการฟังเพื่อความไพเราะ
ทางดนตรี ใช้เช่ือมโยงตอนหน่ึงไปสู่อีกตอนหน่ึง และมกั ใช้เพลงหลกั Theme Music กบั ตวั แสดงหรือ
สถานท่ีใดโดยเฉพาะในหนงั เร่ืองน้นั
เวลำ และ พืน้ ที่ (Time and Space)
• เวลาสมั บูรณ์ หรือ เวลาท่ีแทจ้ ริง กบั เวลาสมั พทั ธ์
• พ้ืนท่ีสมั บูรณ์ กบั พ้นื ที่สมั พทั ธ์
ภาพสมั บูรณ์คือ ภาพตามธรรมชาติเป็นภาพจากโลกแห่งความเป็นจริง ไร้ขอบเขต ไม่ไดส้ มั พนั ธก์ บั
กรอบภาพใด ไม่มีขนาดภาพและมุมมอง (พทิ กั ษ์ ปานเปรม, 2564)
ภาพสัมพทั ธ์คือ ภาพตามธรรมชาติที่ผา่ นกรอบภาพก่อนถึงสายตาเรา จึงเป็นภาพท่ีมีความสัมพนั ธ์
กบั กรอบภาพ เช่น กลอ้ งถ่ายภาพนิ่ง กลอ้ งภาพยนตร์ กรอบภาพเขียนฯ ซ่ึงภาพเหล่าน้ีถูกกาหนดขอบเขต
เป็นขนาดของภาพ มุมมองและองคป์ ระกอบภาพข้ึนมา (พทิ กั ษ์ ปานเปรม, 2564)
1.10 องค์ประกอบด้ำนแสงและเงำ (Lights and Shadows)
การจดั แสงและเงาในภาพยนตร์น้นั สามารถใชแ้ สงจากแหล่งกาเนิด 2 ลกั ษณะ คือ แหลง่ กาเนิดแสง
จากธรรมชาติ (Natural Lights) เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ แสงที่ลอดผ่านหนา้ ต่าง แสงสลวั จากเมฆบงั หรือ
แสงจากดวงจนั ทร์ และแหล่งกาเนิดจากแสงประดิษฐ์ (Artificial Lights) เช่น แสงสว่างจากไฟเทียนไข จาก
โคมไฟ การจดั แสงในภาพยนตร์มีความสาคญั และมีความสัมพนั ธ์กบั การจดั ฉาก การแสดงของผูแ้ สดง การ
กากบั ภาพ และการถ่ายทาภาพยนตร์อยา่ งย่ิง การจดั แสงและเงาท่ีดีจะช่วยให้ฉากสวยงาม สร้างบรรยากาศ
อารมณ์ความรู้สึก สร้างมิติ และยงั ช่วยส่งเสริมสนับสนุนการแสดงอารมณ์ต่างๆ ของผูแ้ สดง รวมท้งั การ
ส่ือสารเรื่องราวหรือความหมายของภาพยนตร์ไดอ้ ยา่ งดียงิ่ ข้ึน (นิพนธ์ คุณารักษ,์ มปป)
พ้ืนฐานในการจัดแสงน้ันมักจะใช้หลักการจัดแสงแบบ 3 จุด (Three-Point Lighting) คือ
แสงหลกั (Key Light) แสงรองหรือแสงลบเงา (Fill or Base Light) และแสงดา้ นหลงั (Back Light) จดั ร่วมกนั
หรือแหล่งแสงเดียวก็ได้ การจดั แสงหรือชนิดของไฟท่ีแตกต่างกนั จดั ปริมาณ ทิศทางหรือค่าของแสงแบบ
ต่างๆ ซ่ึงจะส่ือความหมาย นยั ยะ ที่แตกต่างกนั (นิพนธ์ คุณารักษ,์ มปป) ยกตวั อยา่ ง เช่น
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
215
1.10.1 จดั แสงแบบไฮคีย์ (High Key) คือการจดั แสงในโทนสวา่ ง จะใหบ้ รรยากาศของภาพ
ท่ีดูสบาย บางเบา สดช่ืนแจ่มใส ส่วนเงาหรือความมืดจะมีเพียงน้อย มกั ใชก้ บั ภาพยนตร์ประเภท
ดราม่า โรแมนติกหรือตลกขบขนั
1.10.2 จดั แสงแบบโลว์คีย์ (Low Key) คือการจดั แสงโทนมืด เน้นแสงสว่างเพียงบางจุด
บรรยากาศโดยรวมจะดูหม่น ทึบ มกั ใชก้ บั ภาพยนตร์ประเภทอาชญากรรมสยองขวญั หรือใชส้ ่ือสาร
ถึงดา้ นมืดของตวั ละคร เช่น ภาพยนตร์ประเภทฟิ ลม์ นวั ร์ (Film Noir)
1.10.3 จดั แสงแบบใชท้ ิศทาง (Light Directionality) เป็นการจดั แสงเพื่อใหเ้ กิดแสงและเงา
แก่ประทานของภาพ (Subjects) เช่น ผแู้ สดงหลกั วตั ถุประสงคต์ ่างๆ เพื่อใหเ้ กิดหรือแสดงอารมณ์
1.11 องค์ประกอบด้ำนสี (Color)
สีมีความสัมพนั ธ์กบั ฉากและแสงอยา่ งยงิ่ ถือเป็นสัญลกั ษณ์อยา่ งหน่ึงท่ีสามารถสื่อสารความหมาย
อารมณ์ ความรู้สึกหรือนยั ยะต่างๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี (นิพนธ์ คุณารักษ,์ มปป) กล่าวถึงองคป์ ระกอบดา้ นสี ไดแ้ ก่
1.11.1 สีท่ีเกิดจากฉากคือ สีท่ีเกิดจากการสร้างข้ึนในฉากน้ันๆ เช่น สีที่ทาบนผนังห้อง
สีผา้ ม่านตกแต่งห้อง สีของโต๊ะและเก้าอ้ี สีของดอกไม้ หรือสีของอุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ
แมก้ ระทงั่ สีเครื่องแต่งกายของนกั แสดงท่ีปรากฎในฉากน้นั ๆ ลว้ นมีความหมายท้งั สิ้น
1.11.2 สีที่เกิดจากการจดั แสงคือ สีท่ีไดก้ าเนิดจากการจดั แสงต่างๆ เช่น สีของพระอาทิตยท์ ี่
ส่องผา่ นวสั ดุ หรือแสงจากโคมไฟท่ีส่องผา่ นแผน่ ฟิ ลเตอร์สี
1.11.3 สีที่เกิดจากการใช้เทคนิคพิเศษทางภาพคือ สีท่ีไดจ้ ากการสร้างสรรค์ดว้ ยเทคนิค
ต่างๆ เช่น สีที่เกิดจากการสร้างหรือปรับสี (Color Grading) หรือการแกส้ ี (Color Correction) โดยใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์หลงั ข้นั ตอนการผลิต (Post-Production) ฯลฯ การสร้างสีในรูปแบบน้ีจะช่วย
สร้างลกั ษะทางภาพ และสีสันท่ีแปลกใหม่ เพ่ือช่วยในการส่ือความหมายหรือนยั ยะไดต้ ามท่ีผผู้ ลิต
ภาพยนตร์ตอ้ งการ
ท้งั น้ีในคาศพั ท์และองคป์ ระกอบขา้ งตน้ เป็ นขอ้ มูลท่ีผูเ้ รียนจะตอ้ งศึกษาไวเ้ ป็ นแนวทาง
เบ้ืองตน้ ในการนาไปใช้ในงานออกแบบสตอรี่บอร์ดเพ่ือใช้ในการถ่ายทาจริง หรือนาไปใช้ได้
โดยตรงระหว่างการถ่ายทาภาพยนตร์ และเม่ือไดเ้ รียนรู้เกี่ยวกบั ศพั ท์ในภาพยนตร์เบ้ืองตน้ แลว้
ถดั ไปในการสร้างภาพยนตร์ ผทู้ ่ีจะดาเนินการผลิตหรือสร้างจะตอ้ งเขา้ ใจถึงหลกั การเกี่ยวกบั ขนาด
ของภาพ มุมกลอ้ งที่ใช้ในการถ่ายทา เทคนิคในการเคล่ือนกลอ้ ง ตลอดจนเทคนิคในการตดั ต่อ
เบ้ืองตน้ ซ่ึงส่วนท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ น้ีมีหลกั การ แนวคิดหรือเทคนิคมากมาย เป็นหวั ใจของภาพยนตร์
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
216
ท่ีผผู้ ลิตตอ้ งเขา้ ใจและใหค้ วามสาคญั โดยหลกั การเก่ียวกบั ขนาดภาพในภาพยนตร์ มีหลกั การและ
องคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1.12 หลกั เกย่ี วกบั ขนำดภำพในกำรถ่ำยทำภำพยนตร์
การกาหนดภาพของแต่ละช็อตในการถา่ ยทาน้นั นบั วา่ มีความสาคญั เพราะเป็นการใชก้ ลอ้ งโนม้ นา้ ว
ชกั จูงใจ สร้างใหผ้ ชู้ มเกิดความสนใจ และเพ่ือใหเ้ กิดความหมายที่ตอ้ งการสื่อสารกบั ผชู้ มหรือคนดูมากที่สุด
ท้งั น้ีในช็อตกล่าวไดว้ ่า เป็ นการถ่ายทาภาพยนตร์ที่มีการใชห้ ลกั การแบ่งระยะตามอารมณ์ของเร่ืองและตวั
ละคร ซ่ึงกเ็ พื่อใหผ้ ชู้ มเขา้ ใจและซึมซบั อารมณ์ของเน้ือเรื่องผา่ นการถา่ ยทอดทางภาพท่ีจะใชร้ ะยะในการถ่าย
ต่างกนั โดยการถา่ ยทามีลกั ษณะพ้นื ฐานระยะต่างๆ (ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป) ไดท้ าการสรุปไว้ ประกอบดว้ ย
1.12.1 ภาพระยะไกลมากหรือระยะไกลสุด (Extreme Long Shot / ELS)
ไดแ้ ก่ ภาพที่ถ่ายภายนอกสถานท่ีโล่งแจง้ มกั เนน้ พ้ืนท่ีหรือบริเวณที่กวา้ งใหญ่ไพศาล เม่ือ
เปรียบเทียบกบั สัดส่วนของมนุษยท์ ี่มีขนาดเลก็ ภาพ ELS ส่วนใหญ่ใชส้ าหรับการเปิ ดฉากเพือ่ บอก
เวลาและสถานท่ี อาจเรียกว่า Establishing Shot ก็ได้ เป็ นช็อตท่ีแสดงความย่ิงใหญ่ของฉากหลงั
ดงั ตวั อยา่ งภาพที่ 5.16
ภำพที่ 5.16 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ที่ใชก้ ารถา่ ยทาในระยะ (Extreme Long Shot / ELS)
ที่มา: ปิ ยะดนยั วเิ คียน, มปป
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
217
1.12.2 ภาพระยะไกล (Long Shot /LS)
ภาพระยะไกล เป็ นภาพท่ีค่อนขา้ งสับสนเพราะมีขนาดท่ีไม่แน่นอนตายตวั บางคร้ังเรียก
ภาพกวา้ ง (Wide Shot) เวลาใชอ้ าจกินความต้งั แต่ภาพระยะไกลมาก (ELS) ถึงภาพระยะไกล (LS)
ซ่ึงเป็นภาพขนาดกวา้ งแต่สามารถเห็นรายละเอียดของฉากหลงั และผูแ้ สดงมากข้ึนเม่ือเปรียบเทียบ
กบั ภาพระยะไกลมาก หรือเรียกวา่ Full Shot เป็นภาพกวา้ งเห็นผแู้ สดงเตม็ ตวั ต้งั แต่ศีรษะจนถึงส่วน
เทา้ ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.17
ภำพท่ี 5.17 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ท่ีใชก้ ารถา่ ยทาในระยะ (Long Shot /LS)
ท่ีมา: ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป
1.12.3 ภาพระยะไกลปานกลาง (Medium Long Shot / MLS)
เป็นภาพท่ีเห็นรายละเอียดของผูแ้ สดงมากข้ึนต้งั แต่ศีรษะจนถึงขาหรือหวั เข่า ซ่ึงบางคร้ังก็
เรียกวา่ “Knee Shot” เป็นภาพที่เห็นตวั ผแู้ สดงเคลื่อนไหวสัมพนั ธ์กบั ฉากหลงั หรือเห็นเฟอร์นิเจอร์
ในฉากน้นั ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.18
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
218
ภำพที่ 5.18 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ท่ีใชก้ ารถา่ ยทาในระยะ (Medium Long Shot / MLS)
ที่มา: ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป
1.12.4 ภาพระยะปานกลาง (Medium Shot /MS)
ภาพระยะปานกลาง เป็ นขนาดท่ีมีความหลากหลายและมีชื่อเรียกไดห้ ลายช่ือเช่นเดียวกนั
แต่โดยปกติจะมีขนาดประมาณต้งั แต่หน่ึงในส่ีถึงสามในสี่ของร่างกาย บางคร้ังเรียกว่า Mid Shot
หรือ Waist Shot กไ็ ด้ เป็นชอ็ ตที่ใชม้ ากสุดอนั หน่ึงของภาพยนตร์ ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.19
ภำพท่ี 5.19 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ท่ีใชก้ ารถ่ายทาในระยะ (Medium Shot /MS)
ท่ีมา: ปิ ยะดนยั วเิ คียน, มปป
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
219
1.12.5 ภาพระยะใกลป้ านกลาง (Medium Close-Up / MCU)
เป็นภาพแคบ คลอบคลุมบริเวณต้งั แต่ศีรษะถึงไหล่ของผแู้ สดง ใชส้ าหรับในฉากสนทนาที่
เห็นอารมณ์ความรู้สึกที่ใบหนา้ ผแู้ สดงรู้สึกเด่นในเฟรม บางคร้ังเรียกวา่ Bust Shot มีขนาดเท่ารูปป้ัน
คร่ึงตวั ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.20
ภำพท่ี 5.20 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ท่ีใชก้ ารถา่ ยทาในระยะ (Medium Close-Up / MCU)
ท่ีมา: ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป
1.12.6 ภาพระยะใกล้ (Close-Up / CU)
เป็ นภาพท่ีเห็นบริเวณศีรษะและบริเวณใบหนา้ ของผูแ้ สดง มีรายละเอียดชดั เจนข้ึน เช่น
ริ้วรอยบนใบหน้า น้าตา ส่วนใหญ่เน้นความรู้สึกของผูแ้ สดงที่สายตา แววตา เป็ นช็อตท่ีนิ่งเงียบ
มากกวา่ ใหม้ ีบทสนทนา โดยกลอ้ งนาคนดูเขา้ ไปสารวจตวั ละครอยา่ งใกลช้ ิด ดงั ตวั อยา่ งภาพที่ 5.21
ภำพท่ี 5.21 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ท่ีใชก้ ารถ่ายทาในระยะ (Close-Up / CU)
ท่ีมา: ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
220
1.12.7 ภาพระยะใกลม้ าก (Extreme Close-Up /ECU หรือ XCU)
เป็ นภาพท่ีเนน้ ส่วนใดส่วนหน่ึงของร่างกาย เช่น ตา ปาก เทา้ มือ เป็ นตน้ ภาพจะถูกขยาย
ใหญ่บนจอ เห็นรายละเอียดมาก เป็ นการเพิ่มการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ให้ได้อารมณ์มากย่ิงข้ึน
ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.22
ภำพท่ี 5.22 ตวั อยา่ งซีนในภาพยนตร์ที่ใชก้ ารถา่ ยทาในระยะ (Extreme Close-Up /ECU หรือ XCU)
ที่มา: ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป
นอกจากน้ีมีชอ็ ตอื่น ๆ ท่ีเรียกโดยใชจ้ านวนของผแู้ สดงเป็นหลกั ประกอบดว้ ย เช่น
• Two Shot คือ มีผูแ้ สดง 2 คน อยู่ในเฟรมเดียวกนั ในยุโรปบางแห่งเรียก American Shot
เพราะสมยั ก่อนนิยมใชก้ นั มากในฮอลลีวดู
• Three Shot คือ มีผูแ้ สดง 3 คน อยู่เฟรมเดียวกนั และถา้ หากผูแ้ สดงมีมากกว่าจานวนน้ีข้ึน
เรียกวา่ Group Shot ขนาดท่ีใชม้ กั เป็นภาพปานกลาง
• Re-establishing Shot เป็ นช็อตที่ใชเ้ ตือนคนดูว่ายงั ไม่ไดเ้ ปลี่ยนพ้ืนที่ (Space) หรือสถานที่
ของฉากน้นั ยงั คงอยใู่ นฉากเดียวกนั มกั เป็นภาพท่ีใชต้ ามหลงั ภาพระยะใกลก้ ่อนหนา้ ชอ็ ตน้ี
• ภาพผ่านไหล่ หรือ Over-the-Shoulder เป็ นภาพท่ีบอกหนา้ ท่ีอยู่ในตวั แลว้ คือ ใชถ้ ่ายผ่าน
ไหล่ ภาพที่ถ่ายขา้ มไหล่ดา้ นหลงั อีกคนหน่ึงเป็ นฉากหนา้ และเห็นหนา้ อีกคนหน่ึง ในบท
โทรทศั น์ใชค้ าวา่ X- Shot หรือถา่ ยขา้ มไหล่
1.13 มุมกล้องในกำรถ่ำยทำภำพยนตร์ (Camera Angles)
มุมกลอ้ งเป็นการถ่ายทาภาพยนตร์โดยการกาหนดทิศทาง ระดบั หรือทามุมองศากบั ผูแ้ สดงหรือสิ่ง
ที่จะถ่ายทาในองศาหรือลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ซ่ึงก็จะมีผลทางอารมณ์และการส่ือความหมายท่ีแตกต่างกนั
ออกไป (นิพนธ์ คุณารักษณ์, มปป) มีการแบ่งประเภทของมุมกลอ้ ง (Paranat, 2020) ยกตวั อยา่ งไว้ ดงั น้ี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
221
1.13.1 มุมสายตานก (Bird’s-eye view)
มุมชนิดน้ีมกั เรียกทบั ศพั ทท์ าใหเ้ ขา้ ใจมากกวา่ เป็นมุมถ่ายมาจากดา้ นบนเหนือศีรษะ ทามุม
ต้งั ฉากเป็ นแนวดิ่ง 90 องศากบั ผูแ้ สดง เป็ นมุมมองท่ีเราไม่คุน้ เคยในชีวิตประจาวนั จึงเป็ นมุมที่
แปลกแทนสายตานกท่ีอยบู่ นทอ้ งฟ้า ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.23
ภำพท่ี 5.23 ตวั อยา่ งการถ่ายผา่ นมุมกลอ้ ง (Bird’s-eye view)
ท่ีมา: Paranat, 2020
1.13.2 มุมสูง (High angle shot)
เป็ นการต้ังกล้องถ่ายในตาแหน่งที่สูงกว่าวตั ถุ ภาพท่ีได้จะให้ความรู้สึกถึงความเล็ก
ความตอ้ ยต่า ไม่มีความสาคญั ไม่สง่าผ่าเผย หรือไร้พลงั อานาจ แต่ท้งั น้ีท้งั น้นั ก็ใช่ไดใ้ นหลายกรณี
เช่น ตวั ละครมองหนา้ คนท่ีนอนอยกู่ าลงั เศร้าท่ีตอ้ งยา้ ยบา้ น ภาพน้ีจะเห็นหนา้ คนที่นอนอยตู่ ่ากวา่
และใหค้ วามรู้สึกความน่าสงสารเมื่อรวมกบั สีหนา้ และท่าทางตวั ละครเป็นมุมมองจากสายที่มองลง
มาหรือถา้ ให้เขา้ ใจกนั ง่ายๆ เลยก็คือมุมกดนนั่ เอง ซ่ึงจะถ่ายกดมาท่ีผูแ้ สดงประมาณ 45 องศา ดงั
ตวั อยา่ งภาพที่ 5.24
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
222
ภำพที่ 5.24 ตวั อยา่ งการถา่ ยผา่ นมุมกลอ้ ง (High angle shot)
ที่มา: Paranat, 2020
1.13.3 มุมระดบั สายตา (Eye Level Shot Shot)
เป็นการถ่ายภาพในตาแหน่งที่อยใู่ นระดบั สายตาปกติที่เรามองเห็นขนานกบั พ้ืนดิน ภาพท่ี
จะไดจ้ ะใหค้ วามรู้สึกเป็นปกติธรรมดา เป็นมุมมองแทนสายตาของตวั ละคร หรือเป็นมุมท่ีเราเห็นส่ิง
เดียวกนั กบั ที่ตวั ละครมองเห็นอยู่ ยกตวั อยา่ งง่ายๆ ท่ีหลายๆ คนน่าจะรู้หรือคุน้ เคยกนั เป็นอยา่ งดีกบั
มุมมองแบบ FPS (First person shooter) หรือมุมมองบุคคลท่ีหน่ึงที่เรามกั จะเห็นในเกม Shooting
เช่น เกม Call of Duty, CS:GO, Star Wars: Battlefront ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.25
ภำพที่ 5.25 ตวั อยา่ งการถา่ ยผา่ นมุมกลอ้ ง (Eye Level Shot Shot)
ที่มา: Paranat, 2020
1.13.4 มุมต่า (Low angle shot)
เป็นการถ่ายในตาแหน่งที่ต่ากวา่ วตั ถุ จะใหค้ วามรู้สึกถึงความสูงใหญ่ ยงิ่ ใหญก่ วา่ ความเป็น
จริง แสดงถึงความสง่างาม Low angle shot (มุมต่า) น้ัน ให้เขา้ ใจง่ายๆ ก็เป็ นมุมท่ีตรงขา้ มกบั มุม
High angle shot (มุมสูง) ซ่ึงจุดเด่นของมุมกลอ้ งชนิดน้ีคือการให้ความรู้สึกว่า ส่ิงที่ตวั ละครกาลงั
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
223
มองน้นั ดูย่ิงใหญ่ มีพลงั และทรงอานาจ เช่น ตวั ละครที่เต้ียกว่าเงยหนา้ ไปมองตวั ละครที่สูงกว่า
กจ็ ะไดภ้ าพคนที่สูงกวา่ ในมุมเสย การมองไปยงั บุคคลที่ตวั ละครน้นั ๆ ชื่นชม หรือการมองปราสาท
ที่ใหญโ่ ต ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.26
ภำพท่ี 5.26 ตวั อยา่ งการถา่ ยผา่ นมุมกลอ้ ง (Low angle shot)
ท่ีมา: Paranat, 2020
1.13.5 มุมสายตาหนอน (Worm s eye view)
มุม Worm eye view แปลตรงตวั ก็คือมุมมองของหนอน ตรงขา้ มกบั มุมสายตานก (Bird’s-
eye view) กล้องเงยต้ังฉาก 90 องศากับตัวละครหรือซับเจค บอกตาแหน่งของคนดู อยู่ต่าสุด
มองเห็นพ้ืนหลงั เป็ นเพดานหรือทอ้ งฟ้า เห็นตวั ละครมีลกั ษณะเด่น เป็ นมุมท่ีแปลกนอกเหนือจาก
ชีวิตประจาวนั อีกมุมหน่ึง ลกั ษณะของมุมน้ีเม่ือใชก้ บั ซบั เจคที่ตกลงมาจากที่สูงสู้พ้ืนดิน เคลื่อนบงั
เฟรม หรือลกั ษณะเหมือนหนอนที่กาลงั มองดูคนเดินผา่ นไปผา่ นมา มุมมองที่เรากาลงั มองข้ึนไปยงั
สตั วป์ ระหลาดตวั ใหญ่ๆ ซ่ึงกเ็ ป็นมุมมองที่เราสามารถเห็นไดใ้ นชีวิตประจาวนั นน่ั เอง นอกจากน้ียงั
นาไปใชเ้ ป็นตวั เช่ือมระหวา่ งฉาก (transition) คลา้ ยการเฟดมืด (Fade out) ได้ ดงั ตวั อยา่ งภาพท่ี 5.27
ภำพที่ 5.27 ตวั อยา่ งการถ่ายผา่ นมุมกลอ้ ง (Worm s eye view)
ที่มา: Paranat, 2020
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
224
1.13.6 มุมเอียง (Oblique angle shot)
เป็นมุมที่มีเสน้ ระนาบ (Horizontal line) ของเฟรมไม่อยใู่ นระดบั สมดุล เอียงไปดา้ นใดดา้ น
หน่ึงเขา้ หาเสน้ ต้งั ฉาก (Verticle line) ความหมายของมุมชนิดน้ีคือ ความไม่สมดุลลาดเอียงของพ้ืนท่ี
บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในสภาพไม่ดี เช่น ในฉากชุลมุนโกลาหล แผ่นดินไหว ถา้ ใชแ้ ทนสายตาตวั
ละคร หมายถึงคนที่เมาเหลา้ หกลม้ สับสน ใหค้ วามรู้สึกท่ีตึงเครียด มุมเอียงเป็นมุมท่ีไม่คอ่ ยใชบ้ ่อย
นัก ส่วนใหญ่ใชต้ ามความหมายท่ีอธิบายในภาพยนตร์และมีช่ือเรียกหลายอยา่ ง เช่น Dutch angle,
Tilted shot หรือ Canted shot เป็นตน้
นอกจากน้ียังมีมุมกล้องอื่นท่ีสาคัญ ท้ังน้ีควรทราบเพ่ือให้การถ่ายทาได้มุมมองท่ี
หลากหลายจากเดิมและเพือ่ เพม่ิ ความน่าสนใจมากข้ึน (ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป) กล่าวไว้ ดงั น้ี
1. มุมเฝ้ามอง (Objective Camera Angle) เป็นมุมแอบมองหรือเฝ้ามองตวั ละคร แอคชน่ั และ
เหตุการณ์ที่กาลงั เกิดข้ึนในหนงั เป็ นมุมเดียวกบั กลอ้ งแต่มองไม่เห็นคนดู ซ่ึงคนดูจะอยหู่ ลงั กลอ้ ง
โดยผา่ นสายตาของตากลอ้ ง หรือบางทีเป็นการถา่ ยโดยคนแสดงไม่รู้ตวั เรียกวา่ การแอบถา่ ย (candid
camera)
2. มุมแทนสายตา (Subjective Camera Angle) เป็ นมุมมองส่วนตวั หรือเรียกว่า มุมแทน
สายตา ซ่ึงเป็ นการนาพาคนดูเขา้ มามีส่วนร่วมในภาพดว้ ย เช่น ผูแ้ สดงมองมาท่ีกลอ้ ง ซ่ึงจะให้
ความรู้สึกเหมือนมองไปที่คนดูหรือพูดกบั กลอ้ ง เช่น การอ่านข่าว การรายงานข่าวในทีวี เป็ นตน้
ลกั ษณะของมุมกลอ้ งชนิดน้ี เป็นความสมั พนั ธ์กนั ระหวา่ งสายตาต่อสายตา (eye-to-eye relationship)
มุมแทนสายตา แบ่งเป็น
• แทนสายตาคนดู เป็ นการกาหนดตาแหน่งคนดูให้เป็ นส่วนหน่ึงของฉากน้ัน เช่น
คนดูถูกพาใหเ้ ขา้ ชมโบราณสถาน พาเที่ยว คนดูจะไดเ้ ห็นเหตุการณ์ของแต่ละฉาก
หรือกลอ้ งอาจถูกทิ้งมาจากที่สูง แทนสายตามาจากที่สูง แทนคนดูตกลงมาจากที่สูง
ภาพแทนสายตาของนกั บิน รถแข่ง พายเรือ ดาน้า สกี รถไฟเหาะตีลงั กา เป็นตน้
• กลอ้ งแทนสายตาตวั ละคร เป็นการเปลี่ยนสายตาของคนดูจากการเฝ้าแอบมองมา
เป็ นแทนสายตาในทนั ที ซ่ึงคนดูก็ได้เห็นร่วมกันกับตวั ละครหรือผูแ้ สดง เช่น
ตวั ละครมองออกไปนอกกรอบภาพ จากน้นั ภาพตดั ไปเป็ นมุมแทนสายตาของตวั
ละคร การแพนช็อตหรือ traveling shot ในภาพยนตร์สารคดีส่วนใหญ่กลอ้ งมกั ทา
หนา้ ที่แทนสายตาของคนดู
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
225
3. มุมมองใกลช้ ิด (Point-of-view Camera Angles) มุมมองใกลช้ ิดน้ีมกั เรียกง่ายๆ วา่ มุมพีโอ
วี (POV) เป็นมุมก่ึงระหวา่ ง มุม objective และมุม subjective แต่อยา่ งไรกต็ ามถือวา่ เป็นมุม objective
หรือมุมแอบมอง และส่วนใหญ่ขนาดภาพที่ใช้มกั เป็ นภาพระยะใกลก้ บั ระยะปานกลาง เพ่ือให้
สามารถมองเห็นภาพแสดงออกของใบหนา้ ตวั ละคร เห็นรายละเอียดชดั เจน
การใช้มุมพีโอวีน้ี อาจใช้สาหรับกรณีท่ีตอ้ งการให้คนดูเขา้ ไปมีส่วนในเหตุการณ์ดว้ ย
นอกจากน้ีการใชม้ ุมพีโอวียงั มกั ตามหลงั ช็อตผา่ นไหล่ หรือ over-the-shoulder (OS) คือ เมื่อผแู้ สดง
คนหน่ึงจะเห็นดา้ นหลงั เป็นพ้ืนหนา้ และใบหนา้ ของผแู้ สดงอีกคนหน่ึงอยพู่ ้ืนหลงั หรืออาจใชก้ ่อน
มุมแทนสายตาของนกั แสดง เป็นตน้ (ปิ ยะดนยั วเิ คยี น, มปป)
ในส่วนของการใชม้ ุมกลอ้ งเพื่อการถ่ายทาและออกแบบภาพตามลกั ษณะต่างๆ กล่าวคือ
การใช้มุมกล้องต้องคานึงถึงพ้ืนที่ (space) และมุมมอง (viewpoint) ซ่ึงตาแหน่งของกล้องเป็ น
ตวั กาหนดพ้ืนที่ว่าจะมีขอบเขตเพียงใดจากท่ีคนดูมองเห็นเหตุการณ์ ซ่ึงตอ้ งสัมพนั ธ์กนั ท้งั หมด
ท้งั ขนาดภาพ มุมมอง และความสูงของกลอ้ ง ถดั ไปน้ีจะเขา้ สู่กระบวนการในการเรียนรู้เทคนิค
ตลอดจนลกั ษณะของการเคล่ือนกลอ้ ง หรือการโยกยา้ ยกลอ้ งในการถ่ายทาท่ีมีความหลากหลาย
ท้งั น้ีจะมีการบอกถึงรายละเอียด ลกั ษณะของการเคลื่อนกลอ้ งไวใ้ นหวั ขอ้ ต่อไปน้ี
1.14 ลกั ษณะของกำรเคล่ือนกล้องในกำรถ่ำยทำภำพยนตร์
ภาพยนตร์มีความแตกต่างจากภาพนิ่ง 2 ประการ คือ นอกจากถ่ายภาพเคลื่อนไหวไดแ้ ลว้ กลอ้ งยงั
เคลื่อนท่ีไปไดด้ ว้ ย โดยจุดมุ่งหมาย เพ่ือติดตามผูแ้ สดง เป็ นการเชื่อมระหว่างความคิด และสร้างอารมณ์ที่
ทรงพลงั การเคลื่อนไหวกลอ้ งในระหวา่ งการถ่ายทาจะช่วยเพ่มิ ความน่าสนใจและแสดงเร่ืองราว ความหมาย
ไดด้ ีนอกเหนือจากตวั วตั ถุเคล่ือนไหวหรืออาจเคล่ือนไหวท้งั 2 อยา่ ง พร้อมๆ กนั การเคล่ือนไหวของกลอ้ งมี
หลายรูปแบบหลายลกั ษณะ (ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป) ใหข้ อ้ สรุปไว้ ดงั น้ี
1.14.1 การแพนกลอ้ ง (Panning) หมายถึง เป็นการเคลื่อนกลอ้ งท่ีง่ายท่ีสุดตามแนวนอนไปทางซา้ ย
(Pan left) หรือไปทางขวา (Pan right) ไดม้ ากถึง 360 องศา และแพนในแนวด่ิงหรือการทิ้ลท์ ไดถ้ ึง 90 องศา
เพอ่ื ใหเ้ ห็นวตั ถุตามแนวกวา้ ง หรือเม่ือตอ้ งการนาผูช้ มไปยงั จุดน่าสนใจท่ีตอ้ งการเคล่ือนจากซา้ ยไปขวา หรือ
ขวาไปซา้ ย และสาคญั การแพนเป็นการนาสายตาคนดูจากจุดหน่ึงไปสู่อีกจุดหน่ึง ในส่วนอตั ราความเร็วของ
การแพนใหค้ วามหมายและความรู้สึกได้ เช่น การแพนชา้ ๆ ทาใหร้ ู้สึกสบาย เช่ืองชา้ เหนื่อยหน่าย ส่วนการ
แพนอยา่ งเร็ว ทาให้ภาพพร่ามวั ไม่ชดั มีการเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็ว ท้งั น้ีการเคล่ือนกลอ้ งแบบการแพลนมี
คุณลกั ษณะสาคญั ดงั น้ี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)
226
• เพ่ือใหเ้ ห็นภาพท่ีอยนู่ อกจอภาพในขณะน้นั
• เพ่ือตอ้ งการติดตามการเคล่ือนไหววตั ถุ
• เพื่อใหเ้ ห็นปฏิกิริยาตอบโตก้ นั
• เพือ่ ตอ้ งการการเปล่ียนฉาก
ภำพท่ี 5.28 จาลองภาพการเคลื่อนกลอ้ งแบบการแพน
ที่มา: ปิ ยะดนยั วิเคียน, มปป
1.14.2 การทิ้ลท์ (Tilting) หมายถึง การเคล่ือนกลอ้ งตามแนวดิ่งจากล่างข้ึนบน (Tilt Up) และจากบน
ลงล่าง (Tilt Down) เพื่อให้เห็นวตั ถุตามแนวต้งั เช่น ภาพอาคารสูงหรือนาผูช้ มไปยงั จุดท่ีตอ้ งการ ท้งั น้ีการ
เคลื่อนกลอ้ งแบบการทิ้ลทม์ ีคุณลกั ษณะสาคญั ดงั น้ี
• เพอ่ื ใหเ้ ห็นตาแหน่งที่ต้งั ของส่ิงต่างๆ โดยสมั พนั ธ์กนั
• เพ่อื ใหเ้ ห็นวตั ถุท่ียาวหรือสูงเกินรัศมี
• เพอ่ื ตอ้ งการปรับองคป์ ระกอบภาพ
การทิ้ลท์จะคลา้ ยๆ กบั การแพนกลอ้ งแต่เปล่ียนเป็ นเคล่ือนไหวในแนวดิ่งแทนดว้ ยการขยบั
กลอ้ งในแนวต้งั ข้ึนหรือลง โดยที่กลอ้ งจะยงั คงอยู่ตาแหน่งเดิมดว้ ยการใชว้ ิธีการเงยกลอ้ งข้ึนหรือกม้
กลอ้ ง ซ่ึงท้งั 2 ลกั ษณะน้ี (พิทกั ษ์ ปานเปรม, 2564) ไดย้ กตวั อยา่ งไวว้ า่ ใชใ้ นกรณีใดบา้ ง
• เพอื่ ครอบคลุมพ้ืนท่ีท่ีมีขนาดใหญ่ ท่ีไม่สามารถมองไดท้ วั่ ในเฟรมเดียว
• ใชต้ ิดตามแอคชน่ั ผแู้ สดง
• ใหเ้ ชื่อมจุดสนใจของภาพ
• ใหค้ วามหมายของการเชื่อมระหวา่ งจุดสนใจของภาพต้งั แต่ 2 จุดข้ึนไป
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าภาพยนตร์ศึกษา (Film Study)