The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2021-06-26 12:45:58

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Keywords: Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

รายงานสบื เน่อื งจาการประชุมวิชาการระดับชาติ (Proceeding)

“งานมหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดบั บัณฑติ ศึกษา คร้ังท่ี ๑”
(เล่มที่ ๑ กลุ่มสาขาวชิ าพระพุทธศาสนา/เลม่ ที่ ๒ กลมุ่ สาขาวชิ าการพัฒนาสังคม)

ISBN : 978-616-300-731-5
สงวนลิขสทิ ธติ์ ามพระราชบัญญัติ

ท่ปี รึกษา

พระพรหมบณั ฑติ , ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม

พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม

พระเทพวชั รบณั ฑิต, ศ.ดร. อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

พระเทพศาสนาภิบาล ผอู้ านวยการวทิ ยาลัยสงฆืพุทธปญั ญาศรีทวารวดี

มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์

กองทนุ พฒั นาส่ือปลอดภัยและสรา้ งสรรค์

กองบรรณาธกิ าร บรรณาธิการ
กองบรรณาธกิ าร
พระมหาบญุ เลิศ อนิ ฺทปญฺโ , ศ.ดร. กองบรรณาธกิ าร
พระเมธาวนิ ัยรส, รศ.ดร. กองบรรณาธกิ าร
พระมหาสมบรู ณ์ วุฒกิ โร, รศ. ดร. กองบรรณาธิการ
พระมหามฆวินทร์ ปรุ สิ ตุ ตฺ โม, ผศ.ดร. กองบรรณาธิการ
รศ.ดร.ประเวศ อนิ ทองปาน กองบรรณาธิการ
รศ. ดร.โกนฏิ ฐ์ ศรีทอง กองบรรณาธิการ
รศ. พ.ต.อ.หญิง ดร.ศิรพิ ร นุชสาเนียง กองบรรณาธกิ าร
รศ. ดร.สิรกิ ร กาญจนสนุ ทร กองบรรณาธิการ
รศ. ดร.มานพ นกั การเรียน กองบรรณาธิการ
รศ. ดร.ธวชั หอมทวนลม กองบรรณาธกิ าร
ผศ. ดร.กฤตยิ า รุจิโชค เลขานุการกองบรรณาธกิ าร
ผศ. ดร.มาเรียม นิลพันธ์ุ ผู้ช่วยเลขานุการ
พระมหาประกาศติ สริ เิ มโธ, ดร. ผชู้ ว่ ยเลขานุการ
พระปลดั ประพจน์ สุปภาโต, ดร.
อาจารย์ปยิ วรรณ หอมจนั ทร์

จดั ทาโดย หลกั สูตรบัณฑติ ศึกษา วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธปญั ญาศรีทวารวดี
เลขที่ ๕๑ หมูท่ ่ี ๒ ตาบลไรข่ งิ อาเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม ๗๓๒๑๐
โทรศัพท์/โทรสาร ๐๓๔-๓๒๖๙๑๒ WWW.RK.MCU.AC.TH

พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ จานวน ๒๐๐ เล่ม

พิมพท์ ี่ นิตธิ รรมการพิมพ์
๗๘/๒๕๓-๓ หม่ทู ี่ ๓๕ ตาบลบางม่วง อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
โทร. ๐๒ ๔๐๓ ๔๕๖๗-๘, ๐๘๑-๓๐๙-๕๑๕๒ [email protected]

* สัมโมทนียกถา *
งานประชุมวชิ าการระดบั ชาติ
“มหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา ครง้ั ที่ ๑”

ในวันอาทติ ยท์ ี่ ๒๘ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔

***************

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อันเป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาแห่งคณะสงฆ์ไทย
สถาปนาขึน้ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕
เพื่อเป็นสถานศึกษาวิชาการช้ันสูงสาหรับคณะสงฆ์ไทย มีปรัชญาประจามหาวิทยาลัยว่า “จัดการศึกษา
พระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตรสมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม” โดยมุ่งพัฒนาบุคลากรทาง
พระพุทธศาสนาและทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีความรู้ มีคุณธรรม นาประโยชน์สุขสู่สังคม มีศักยภาพที่
สามารถบูรณาการหลักพระพุทธศาสนาพฒั นาจติ ใจและสังคมได้อย่างยงั่ ยืน

ในการน้ี หลักสตู รบณั ฑติ ศกึ ษา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ได้ตระหนักถึงความสาคัญในการส่งเสริมพัฒนาบัณฑิตให้มีทักษะการผลิต นาเสนอ ตีพิมพ์เผยแพร่ผล
วิชาการซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ตามเกณฑ์การสาเร็จการศึกษาน้ัน จึงได้กาหนดจัดโครงการส่งเสริมและ
พัฒนาการสร้างสรรคผ์ ลงานวชิ าการระดับบัณฑิต และมหาบัณฑิต เป็นกิจกรรมด้านสนับสนุนการผลิตบัณฑิต ใน
ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ โดยจัดประชุมวิชาการระดับชาติ “งานมหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา
ครั้งที่ ๑” ข้ึนในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อเป็นกลไกพัฒนาศักยภาพนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา
ให้มีทักษะการนาเสนองานในเชิงวิชาการ เพื่อเป็นการบริการวิชาการ การแลกเปล่ียนความรู้เชิงวิชาการ รวมถึง
ประชาสัมพันธ์แนะนาการจัดการศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษาแก่ผู้สนใจท่ัวไป รวมถึงเป็นการสร้างความร่วมมือ
ด้านวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาให้มีเวทีเผยแพร่ผลงานวิชาการให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง อีกท้ังการ
จัดประชุมวิชาการนี้เป็นการแสดงให้เห็นศักยภาพและความร่วมมือเชิงวิชาการ ระหว่าง วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา
ศรีทวารวดี สถาบันการศึกษา หน่วยงานต่าง ๆ อันจะเป็นกลไกการพัฒนางานวิชาการให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ประเทศชาติต่อไป

ขอแสดงน้าใจขอบคุณอนุโมทนาชื่นชมคณะวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ร่วมงานทุกท่านจากทุก
หน่วยงานที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงานคร้ังน้ีให้สาเร็จด้วยดี ขออานาจคุณพระศรีรัตนตรัย อันมีพุทธานุภาพ
บารมีธรรมแห่งองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงเป็นเบ้ืองต้น ได้อานวยอวยพรสถิตย์เป็นร่มโพธิ์ใหญ่ให้เกิดเป็นศรีเป็น
มงคลแก่ทกุ ทา่ นไดป้ ระสบสขุ สวสั ด์ติ ามวิถีแหง่ พระพุทธศาสนา ตลอดกาลเป็นนิตย์ เทอญ

(พระเทพศาสนาภิบาล)
ผ้อู านวยการวิทยาลัยสงฆพ์ ุทธปัญญาศรีทวารวดี

สารบญั หนา้

รายการ (๑)
(๒)
สมั โมทนียกถา
สารบัญ ๓
ส่วนท่ี ๑ รายนามผทู้ รงคณุ วุฒิ และคณะบรรณาธิการ ๖

- คาสงั่ แตง่ ต้ังผ้ทู รงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความวชิ าการ (Peer Review) ๙
- คาส่ังแตง่ ตั้งคณะบรรณาธกิ ารเอกสารประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ๑๑

สว่ นท่ี ๒ ผลงานที่ผา่ นการคัดเลือกนาเสนอ
- บญั ชรี ายช่ือผลงานท่ผี า่ นการนาเสนอ
- ผลงานที่ผ่านการนาเสนอ

ส่วนท่ี ๓ ภาคผนวก
- สรปุ ผลการดาเนินงานในโครงการ
- ประมวลภาพกิจกรรม

สว่ นท่ี ๑

รายนามผ้ทู รงคุณวฒุ ิ และคณะบรรณาธิการ

โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ
ระดับบัณฑิตและมหาบัณฑติ ในการประชมุ วิชาการระดับชาติ

“มหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดับบัณฑิตศกึ ษา ครั้งท่ี ๑”



?•l'l'U"'M1'1-lflfQin111.Jl>..l

i1•'Uu1•~\.l.l..'..l.......N_.:._!>...,......P.....0.9...5:.?.~4..W...:....'··t···.· ....

....

11a1.........~ ...~ .....'..................\I.

11111iT11111ioim 11inn~m 11111'YiT1u1ri11

.6:' 11.bl.~ JJ~..... .J."""' Y1.9..J.0Q.J~.~-~-~:"D1Y.l.Y. ev.~f;Y,.Q!J.el."'"I'Y.IJJ).1Y.Q1 .........

dQ.) Q..J ~

............. TW 'YL ITT/. .Qd--!ilTl'fW.6 bcl.'.bcs:'. ............. ......

' . ,,

L~ el 'l 'UtltJ1.Jl.Jili'1.:JlJ1l.JAlcl.:J LLl'i.:illl.:iA ru:; n-rn.J n1'5

··········· ······-······ · -"· ··· , ·······•"" '"''''''''' ' '"""' '"""" '' """"'''"''' ' """'''•••••• •0........... -. ............ . ............... .

1111l.J~iV1 t11'1CJ ?l'l~~ VlliU t1J '1J1A~ V111'i 1~ ~.IVI llVi cJ16i'Ul.J'\111 ~'41'1.:J n 'i ru 'il'illVltJ1ii'tJ 1~nTW\.J \11

~\1lnl'lth:;·~l.Jl'lllnl'l'l:;<KtJ'il1~ ".:J1'\Jl.J'Vln'i'il.JLL'1\11.:Jf.Jfl'l1'\.Jl'lJ1n 1'i'l .,~tJDruoj/JVl~n'\<.11 fl~'l~ C9l" hrfo

vl~VlV~ lv~ nl.Jfrn;'u5 Y-i .Pl. lvctDcs.' cu ti1fll'i'il'Ul~cnil,im'5 l\1lh~'l vn~eJ1'J ll.JV!ffJ.:J ~'l'Vll,\11W'l'itJ\rn
•Q

L'\~BL~'ULTYl LC.Jt.J blY-de.rn'll'Ul'll'1nl'i 'LJeJ.:JU~m:; r.\''1.JtJCT.;c}lFl~m.:11 mrn Ltl~CJ'WtJ'i :;(IU rn 'irJb~CJ'lJ'.i't'Wb'B ~l'illnl'i
tJ n':i:;~u n 1w m.ifo'l't.J LL'J\111.:Jl'tllnl'i '1nl'iU1l'\J1<iftl':j:;1 LJ'Uih)j<1r.1T1.J m "i'rlvinn'Ul.J'il'\J Ufl:;#f.:"imJ~m ru 1 n 1-:i
.Jl1t1ti.:JAfflll.J~'"Vrn'\!'l'l:;V'1Vi6Pll?l'W11~Ln'UV!nlWltilJ'Wl~L~l.Jll~.:JLLfl:;~.:)EJ'lJ '\r'W • "

~ iud ._. ei. ' ' ' *v'
o tJ
l.J V111 'Vlt.1 1;;'l (J \I "l'IJ eJeJ'UlJVl~ ·:J\J 1l.JA 1~ 'l bbVl"lVl-:1 At-u:::n ':i':il.Jf11';i
-:i'"~"lfl
<>i. bblli ru:::u ':i'i OJ 15n1<arn n G'l l ':i tl <a:::,'ill.Jl'Ul m <a ':i:::~u"U1in "nul.JVI m':ilJ bL~ \?l-:J e-rn-nw
,,
'
1·tn n1<a':i:::\;]uunJ4lVlfin'l:l1 ri~"lVi <>i "

l!:l. Lbi;i.:JN'Vl':i"lAflnt?Dn~\rn1ei"l'U'VlAlll.J l'Ul n11 (Peer Review) 1t1n1'itl'i:::'Ul.Jl'Ulnl'i
\J 1 " rif"rvi. <>i" 'I

':i:::~mn&i "-:11'Ul.l'Vlm1mb~vi-:imN1't.Ji'1l1nT~'l:::v1uuru ~1>1fi n1:11











ส่วนที่ ๒

ผลงานท่ผี ่านการคดั เลือก
ใหน้ าเสนอและเผยแพร่



รายช่อื ผลงาน สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ทผ่ี า่ นการนาเสนอ
ในงานประชมุ วิชาการระดับชาติ

“มหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดับบณั ฑิตศึกษา คร้งั ที่ ๑”
ในวนั อาทติ ย์ ท่ี ๒๘ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๔

ณ วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธปญั ญาศรที วารวดี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
....................................................

ที่ ชอ่ื ผู้เขียน ช่ือผลงาน หน้า
๑๑
๑ พระครูโสภณวีรานุวตั ร (เกตุคง) การศึกษาวิเคราะห ประวัติศาสตร การเผยแผ่ ๑๙
พระพทุ ธศาสนาเมืองอูทอง สมัยทวารวดี
๒๙
๒ พระไพฑรู ย์ อํสุธมฺโม (ขาวโต) การศึกษาผลของการสวดมนต์แปลท่ีมีผลต่อคุณภาพ
ชีวิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนวัดช่องลม ๓๙
กรงุ เทพมหานคร
๔๘
๓ พระมหาปริทัศน์ วรกิจโจ การศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลัก
๕๘
(ทพิ ย์โอสถ) พระพุทธศาสนาในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระ
๖๙
ประแดง จงั หวัดสมทุ รปราการ ๗๘
๘๖
๔ พระครใู บฎกี าศักด์ดิ นัย สนฺตจติ ฺ การอนุรักษ์โบราณสถาน และ โบราณวัตถุ ทาง ๙๕
๑๐๗
โต (เนตรพระ) พระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมือง จังหวัด

สุพรรณบุรี

๕ พระมหาณรงค์ศกั ดิ์ สุทนฺโต (สุ การรักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมของนักเรียน
ทนต)์ โรงเรียน วัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) ตําบลไร่ขิง อําเภอสาม

พราน จงั หวัดนครปฐม

๖ พระวีรวฒั น์ จนทฺ วณฺโณ (ปล้ืม การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้น

ประสิทธ์ิ) ประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัด
สมุทรสาคร

๗ พระเจรญิ ชาโอมสาธุ ชตุ นิ ฺธโร การศกึ ษาคุณค่าและคติธรรมที่เกิดจากต้นพระศรีมหา

(ศรไี ดสองฟ้า) โพธิ์ ในพระพุทธศาสนาเถรวาท

๘ พระมหาอนสุ รณ์ ป ฺ าวโร การละอาสวะในสพั พาสวสตู ร
(นาคสนุ ทร)

๙ Phra Cuong Kanlayano การจดั การศาสนสมบัตเิ ชิงบรู ณาการของวัดในเขตบาง
(Thach) คอแหลม กรงุ เทพมหานคร

๑๐ Phramaha Kimyong การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเผยแพร่พุทธศาสนาเถร
Padumpanyo (Non) วาท

๑๑ พระศิระ จติ ตฺ สุโภ (พิเชฐสกลุ ) การศึกษารูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ด้วยพลัง
บวร :กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัด

กาญจนบุรี

๑๐

ท่ี ชื่อผ้เู ขียน ชื่อผลงาน หน้า
๑๒ Phra Dieu Thammasupho ๑๒๐
ศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดา ๑๓๔
(Thach) ในสงิ คาลกสตู ร ๑๔๔
๑๓ นายสามารถ กุมภีพงษ์ ๑๕๔
๑๔ นายสุเมธ แสงเงนิ การปฏบิ ัตติ นของนายจา้ งกบั ลกู จา้ งในสงิ คาลกสตู ร ๑๖๔
๑๗๕
๑๕ นางพสั กร ชูกุล การบริหารงานตามหลักสาราณียธรรมของไปรษณีย์ ๑๘๓
ไทย จงั หวัดนครปฐม
๑๖ นางอรณิช ชยนั ตรดิลก ๑๙๓
การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ ๒๐๔
๑๗ นางวาสนา กลนิ่ พยอม ขงิ อําเภอสามพราน จังหวดั นครปฐม ๒๑๔
๒๒๖
๑๘ นายสรวศิ บุญมี การบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม ๒๓๗
โรงพยาบาลสามพราน จงั หวดั นครปฐม ๒๔๙
๑๙ นางอัญชนา สทุ ธานุกูล ๒๕๙
ความกรุณาของคนในชุมชนยายชา อําเภอสามพราน
๒๐ นางสาวธนชั พร เกตคุ ง จังหวัด นครปฐม

๒๑ นายชมุ พร เมอื งพรหม การพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าใน
ตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียน โรงเรียนวัดไร่
๒๒ นางบญุ นาค วิเชยี รรตั นพงษ์ ขิงวทิ ยา

๒๓ นางสาวแพรวลิ ัย ไพประพนั ธ์ ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของ
เยาวชนในเขตอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
๒๔ นางธนพร วฒุ ิกรวณิชย์
การวเิ คราะห์คุณค่าพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปยุคทวาร
๒๕ นางสาวมาลี สขุ สาํ ราญ วดี ในจงั หวดั สพุ รรณบุรี

การปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทาง
หลวง จังหวัดนครปฐม

การศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลัก
พระพทุ ธศาสนา ในตาํ บลบา้ นดอน อําเภออู่ทอง

การจัดการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดและ
ชุมชนในอําเภอสามพราน จังหวดั นครปฐม

การศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลัก
พระพทุ ธศาสนา

การสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของ
ประชาชน วัดไร่ขงิ อาํ เภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม

รับรองตามนี้

(พระมหาบุญเลศิ อนิ ทฺ ปญฺโญ, ศ.ดร.)
ผู้อาํ นวยการหลกั สูตรบัณฑิตศึกษา วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

ประธานคณะกรรมการดําเนินงาน/บรรณาธิการ

๑๑

การศึกษาวเิ คราะห์ประวตั ศิ าสตร์เมืองอทํู อง
ศกึ ษากรณี : การเผยแผํพระพทุ ธศาสนา จังหวัดสุพรรณบุรี

AN ANALYTICAL STUDY OF U-THONG CITY THE HISTORY
ON BUDDHIST PROPAGATION SUPHANBURI PROVINCE

พระครูโสภณวีรานวุ ัตร (เกตคุ ง)
Phrakhrusophonweeranuwat (Kedkhong)
วทิ ยาลยั สงฆ์พุทธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

๒๕๕๕ido @ gmail.com

บทคัดยอํ

การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์การเข้ามาของ
พระพุทธศาสนาในเมืองอู่ทอง ๒) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่เมืองอู่ทอง ๓) เพ่ือ
ศึกษาร่องรอยทางพระพุทธศาสนาในเมืองอู่ทองจากหลักฐานทางศลิ ปกรรม

ผลจากการศึกษาพบว่า พระพุทธศาสนาได้แพร่กระจายเขาสูดินแดนทวารวดี (อู่ทอง) ตามเอกสาร
ปจ๎ จบุ ันเชอื่ ไดว้ า เขามาต้ังแตพุทธศตวรรษที่ ๓ แตตามหลักฐานโบราณคดี ทั้งประติมากรรม สถาปตยกรรมและ
จารึกพบวา การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขามาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ ท้ังทางบกและทางทะเลนั้น
พระพุทธศาสนาเม่ือเขามาแลวไดหยั่งรากลึกลง ในจิตใจของประชาชนท่ีนับถืออยางม่ันคง กอใหเกิดการสราง
สรรคศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณีพิธีกรรมอันดีงาม ที่ใช้อยูในป๎จจุบัน ตรงบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ซ่ึงรุ่งเรือง
มากอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ มีเอกลักษณ์ด้านศิลปะเป็นของตนเองในช่ือ “ศิลปะทวารวดี” มี
ศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาแม่นํ้าท่าจีน แม่นํ้าแม่กลอง อิทธิพลของ
พระพุทธศาสนาท่ีแพร่หลายไปสู่เมืองอู่ทองและอื่นๆน้ัน ได้ทิ้งร่องรอยไว้ท้ังด้านสถาป๎ตยกรรม ประติมากรรม
เช่น ซากสถูป ธรรมจักรศิลา พระเจดีย์ พระพิมพ์ พระพุทธรูป ตลอดจนหลักฐานจารึกเกี่ยวกับหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา ที่สําคัญและเป็นท่ีแพร่หลายในสมัยอู่ทอง จารึกคาถา เย ธมฺมา หัวใจพระพุทธศาสนา อริยสัจ
๔ ปฏิจจสมุปบาทเป็นอาทิ ล้วนแต่เป็นเคร่ืองยืนยันร่องรอยต่าง ๆ ช้ีให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของ
พระพทุ ธศาสนา ศรทั ธา ปญ๎ ญา ตลอดจนความเขา้ ใจในพระพุทธศาสนาของชาวพุทธได้เปน็ อยา่ งดี

ที่สําคัญเมืองอู่ทอง ได้พบประติมากรรมดินเผารูปลายเส้นจากดินเผารูปภิกษุสาวก ๓ รูป ครองจีวร
ทําท่าบิณฑบาต เชื่อว่าเป็นหลักฐานเก่าที่สุด อันแสดงว่า มีพระสงฆ์ในดินแดนสุวรรณภูมิ พบท่ีเมืองอู่ทอง จ.
สุพรรณบุรี และยังมีช้ินส่วนปูนป๎้นรูปพระพุทธรูปขัดสมาธิพระบาทหลวมๆ บนขนดนาค ศิลปกรรมอินเดียแบบ
อมราวดีตอนปลายอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๙ – ๑๑ พบท่ีเมืองอู่ทอง มีจารึกอักษรป๎ลลวะ ระบุพระนามไว้
ด้านล่างของฐานว่า “ ศุทฺโธทน” อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ขุดค้นพบท่ีสถูปเจดีย์หมายเลข ๑๑ ดังนั้นเมืองอู่
ทองจึงจัดเป็นเมืองท่าโบราณท่ีเจริญรุ่งสืบต่อมาจนกลายเป็นเมืองท่าสําคัญของอาณาจักรและเป็นศูนย์กลาง
พุทธศาสนาทีเ่ ก่าแก่ทส่ี ุดของรฐั ทวารวดี ท่ีสมั พันธ์กบั การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเมืองอู่ทองในทสี่ ุด

คาสาคญั :พระพุทธศาสนา, การเผยแผ่, ดินแดนทวารวดี

๑๒

Abstract

This research is a qualitative research. There are objectives: ๑) To study the history
of Buddhism in U-Thong ๒) To study the influence of Buddhism in U-Thong ๓) To study the
traces of Buddhism in U-Thong city from art evidence.

The results of the study showed that: Buddhism has spread into the land of
Dvāravati U-thong. According to the current document, it is believed that entered since the ๓rd
century BC, but according to archaeological evidence Whole sculpture architecture and
inscriptions were found. The propagation of Buddhism into Buddhism in the ๘th-๑๐th centuries,
both land and sea, since it found clay sculptures, depicting monks, three disciples holding a
robe and making alms which is the oldest evidence elsewhere Buddhism, once entered, has
been deeply rooted in the minds of the people who are steadfastly respected, contributing to
the creation of art, culture, and traditions of the good rituals currently in use in the area of U-
Thong ancient city which flourished during the ๑๑-๑๖ centuries with its own unique artistic
identity in the name “Dvāravati Art” is a Buddhist center in the area of the Chao Phraya River
Basin, Tha Chin River.

The widespread influence of Buddhism to U-thong and beyond has left its mark in
architecture, sculptures such as the remains of Dhammachak, Stupa, stone, Chedi, Buddha
image, as well as inscriptions on Buddhist principles. It is important and prevalent in the U-
thong period, inscribing the spell (Pāli word Ye Dhamā) the heart of Buddhism. It indicated the
prosperity of Buddhism as well.
Keywords: Buddhism, Spreading, Land of Dvāravati

บทนา

พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาทส่ี าํ คญั ศาสนาหนึ่งของโลก และเป็นศาสนาประจําชาติไทยมาเป็นเวลาช้า
นาน มีอิทธิพลต่อโครงสร้างของวัฒนธรรมไทยมากที่สุด ในป๎จจุบันประเทศไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางของ
พระพุทธศาสนาในโลก เนื่องจากเป็นที่ต้ังขององค์กรการพุทธศาสนิกสัมพันธ์เเห่งโลก มีหลักคําส่ังสอนอัน
เปรียบเสมอื นห้วงมหานทีแห่งสรรพศาสตร์๑

พระพุทธศาสนาจึงถือได้ว่า เป็นศาสนาประจําชาติ และอยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาโดยตลอด ดังน้ัน
พระพทุ ธศาสนาจงึ มีความสําคัญต่อสังคมไทย อยู่กับคนไทยมาช้านาน จึงก่อให้เกิดการซึมซาบเอาหลักปฏิบัติของ
พระพุทธศาสนาให้เป็นส่วนหน่ึงของชีวิตก่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่ไม่เหมือนกับชาติอ่ืนๆ ท่ีเป็น
เอกลักษณ์เด่นได้แก่ รักความเป็นอิสระ และความมีน้ําใจไมตรี เป็นมรดกของชาติ หลักฐานทางคัมภีร์และศาสนา
วัตถุ ซึ่งนกั ประวัติศาสตรโ์ บราณคดีเช่อื ว่า พระพุทธศาสนาได้เข้ามาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิก่อน พ.ศ. ๕๐๐
แต่ศรทั ธาความเชอื่ ของปถุ ชุ นก็เป็นไปตามยคุ สมยั

๑ พระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม), ทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก, พิมพ์คร้ังที่ ๒, (พะเยา : โรงพิมพ์
เจรญิ อักษร, ๒๕๕๐), หน้า ๑ - ๓.

๑๓

การศกึ ษาเร่ืองราวเก่ยี วกบั พระพุทธศาสนา จึงเปน็ การศึกษาเก่ียวกับรากเหง้าของวิถีชีวิตของชาติไทย
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์จะเป็นช่องทางหนึ่งในการลดทอนการครอบงําของพหุ
วัฒนธรรม ช่วยในการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ และอัตลักษณ์ของคนไทย รวมถึงวัฒนธรรมชองชาติอย่างแท้จริง
ซึง่ สอดคล้องกบั แนวคดิ ของ วินัย พงศ์ศรีเพียร ได้กล่าวไว้ว่า “ความเข้าใจแก่นแท้ของวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของ
ชาติเป็นส่ิงท่ีได้มาจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เท่าน้ัน เพราะประวัติศาสตร์ทําให้เราได้รู้ว่า ลักษณะเฉพาะ
ของสังคมของเราได้พัฒนาบนพื้นฐานของอะไร”๑ ดังน้ันการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกจากจะเป็นการแสวงหา
ความหมายทแ่ี ฝงอยู่ในเหตุการณ์ของอดีตแล้ว ยังได้เรียนรู้วิธีการบันทึกของนักประวัติศาสตร์ในแต่ละยุค รู้ระบบ
การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการสร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา ทเ่ี ข้ามามีอทิ ธิพลต่อวถิ ชี ีวิตของประชาชนสมยั เมืองอ่ทู องโบราณช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๕

ในการศึกษาประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนามายังดินแดนเมืองอู่ทองโบราณครั้งนี้ ผู้วิจัย
ต้องอาศยั หลักฐานทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดี บอกเล่าเร่ืองราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อาทิเช่น ๑)
นิกายในพระพุทธศาสนา การศึกษานิกายในพระพุทธศาสนา เพื่อต้องการให้เข้าใจในเบื้องต้น เพราะในการศึกษา
ประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยได้กล่าวถึง นิกายในพระพุทธศาสนาอยู่ด้วย โดยได้ศึกษาถึง
มูลเหตุของการทําสังคายนาครั้งที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดนิกายในพระพุทธศาสนาโดยตรง เม่ือประมาณ ๑๐๐
ปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๒) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยในตํานานทางพระพุทธศาสนา
ได้ระบุว่า ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ หรือประมาณ ๓๐๐ ปี นับแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพาน พระ
เจา้ อโศกมหาราชได้ทรงจัดส่งพระโสณะและพระอุตตระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ๒ ทํา
ให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนแถบน้ี มีนักวิขาการด้านประวัติศาสตร์ ด้านโบราณคดี ส่วนหนึ่ง
วิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นบริเวณภาคกลางของไทย และส่วนหน่ึงวิเคราะห์ว่า ไม่น่าจะใช่เพราะระยะเวลาท่ีพระเจ้า
อโศกมหาราชส่งพระเถระสายท่ี ๘ มาเผยแผ่นนั้ ขัดแย้งกับหลักฐานทางโบราณวัตถุ และโบราณคดีที่ขุดค้นพบ ดัง
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีท่ีขุดพบบริเวณภาคกลางของไทย เช่น สถูป ธรรมจักรศิลากับกวาง
หมอบ ที่เปน็ ศลิ ปกรรมสมยั อินเดีย

เหน็ ได้ว่า จากรายงานการวิจยั เรอื่ ง การศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี
ของนาวาตรี สมพงษ์ สันติสุขวันต์ พบว่า พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยทวารวดีราวพุทธศตวรรษท่ี
๙- ๑๐ ทบี่ รเิ วณลุ่มแม่นํา้ เจ้าพระยา ตรงบรเิ วณเมืองอู่ทอง และรุ่งเรืองอยูร่ ะหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖๓

พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิด้วยวิธีการอย่างไรน้ัน ได้มีนักวิชาการทาง
ประวัติศาสตร์ทําการศึกษาไว้อย่างกว้างขวาง แต่ประเด็นที่ผู้วิจัยสนใจและต้องการคําตอบคือ เม่ือ
พระพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว ได้มีการเผยแผ่สู่ ประชาชนเมืองอู่ทอง ท่ีอาศัยอยู่ ณ บริเวณใดบ้าง
มีพัฒนาการอย่างไรบ้าง ส่งต่อจากสมัยสู่สมัยต่อมาได้อย่างไร มีการเจริญและเสื่อมอย่างไร ยังคงเป็นเร่ืองท่ีท้า
ทายและรอการศึกษาอยู่เสมอ

ในส่วนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองอู่ทอง ยังไม่พบว่า มีการศึกษาวิจัยโดยตรง ส่วนใหญ่เป็น
การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ด้านอื่นๆ เช่น ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง การขุดค้นหาหลักฐานเพื่อ

๑ วินัย พงศ์ศรีเพียร,ดร., “ครูกับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย” คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ประวตั ศิ าสตร์ ,ประวัตศิ าสตร์ : จะเรียนจะสอนกนั อย่างไร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ รมการศาสนา, ๒๕๔๓), หน้า ๒.

๒ ว.ิ อ.(บาล)ี ๑/๘๕, มหาวํส.(บาลี) ๑/๖/๘๒
๓ สมพงษ์ สันติสุขวันต์, การศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี, ปริญญาพุทธศาสตร
มหาบัณฑิต, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), บทคัดยอ่ .

๑๔

ยืนยันถึงความเป็นอยู่ของวิถีชนในอดีต การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะเมืองอู่ทอง
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นไปน้ัน ยังไม่มีนักวิชาการใดได้ศึกษาไว้ ท้ังๆ ที่มีการขุดค้นพบข้อมูลใหม่ๆ
เพ่ิมข้ึนเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะบทความเรื่อง พระพุทธศาสนาที่เมืองอู่ทองและลุ่มน้ําแม่กลอง – ท่าจีน ของ
ภธู ร ภมู ะธน ในหนังสือ อู่ทอง ท่ีรอการฟื้นคืนผ่านรอยลูกป๎ดและพระพุทธศาสนาแรกเร่ิมในลุ่มน้ําแม่กลอง – ท่า
จีน กล่าวว่า ประเด็นสําคัญเร่ืองพระพุทธศาสนาท่ีเมืองอู่ทองคือการค้นพบหลักฐานพระพุทธรูปและพระสาวก
ศิลปกรรมแบบอมราวดี มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐ ที่น่ันรวมทั้งยังมีหลักฐานเคียงข้างอื่นๆ ร่วมสมัย เช่น
รูปสลักหิน ทําให้มีข้อสรุปท่ียอมรับกันโดยทั่วไปว่า พระพุทธศาสนาน่าจะเข้ามาถึงที่ราบลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยาท่ี
เมอื งอ่ทู องก่อนเมืองใดๆ”๑

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองอู่ทอง
สมัยทวารวดี เพ่อื สนับสนนุ ข้อคน้ พบของนักวิจัย และนกั วชิ าการทางประวตั ิศาสตร์ต่อไป

วตั ถุประสงค์ของกการวจิ ัย

๑. เพ่อื ศึกษาประวตั ิศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเมืองอู่ทอง
๒. เพื่อศึกษาอิทธิพลของการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสูเ่ มืองอู่ทอง
๓. เพอ่ื ศึกษารอ่ งรอยทางพระพุทธศาสนาในเมืองอู่ทอง

นิยามศัพท์เฉพาะท่ีใชใ๎ นการวจิ ยั

การเผยแผํ หมายถึง การขยายคําส่งั สอนของพระพุทธศาสนาออกไปในทุกดนิ แดน
พระพุทธศาสนา หมายถึง เมืองอู่ทองและปริมณฑลเมื่อประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๙-๑๖ มีการนับถือ
พุทธศาสนาลัทธิหินยานลัทธิมหายาน และลัทธิตันตระยานหรือวัชรยาน รวมท้ังอาจจะมีผู้นับถือพุทธศาสนาโดย
ไมแ่ สดงอุดมการณ์ของยานท่ีตนนบั ถือชดั เจนแต่นบั ถือในฐานะเป็นพระรัตนตรัย
เมืองอทํู อง หมายถึง เมืองโบราณ ต้นกําเนิดประวัติศาสตร์ อารยธรรมสุวรรณภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง
ตําบลอู่ทอง อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สันนิษฐานได้ว่า เคยเป็นเมืองหลวงของ
อาณาจกั รทวาราวดีและเป็นศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม
และประเพณขี องชนชาติพันธ์ุต่าง ๆ ก่อนจะหลอมรวมเป็นชาติไทยในป๎จจุบันเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีท่ี
รงุ่ เรือ่ งในแถบจงั หวัดสุพรรณบรุ ี ราวพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๕
รอํ งรอย หมายถงึ หลกั ฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ีปรากฏหลักฐานผ่านโบราณคดี ศิลปกรรม จิต
กรรม ประติมากรรม โบราณสถาน โบราณวตั ถุ และเอกสารทางประวตั ิศาสตร์
พัฒนาการ หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองและรวมถึงการแผ่กระจายของพระพุทธศาสนาไปท่ัว
ทวารวดี หมายถึง ทวารวดี เป็นคําภาษาสันสกฤต เกิดขนึ้ คร้ังแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ โดยนายแซมมวล
บลี (องั กฤษ: Samuel Beel) ไดแ้ ปลงมาจากคําว่า โตโลโปต้ี (อังกฤษ: Tolopoti) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีน
จิ้นฮง (อังกฤษ: Hiuantsang) ต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งต้ังอยู่ระหว่างอาณาจักรศรี

๑ ภูธร ภูมะธน,อู่ทอง...ที่รอการฟื้นคืน ผํานรอยลูกปัด และพระพุทธศาสนาแรกเริ่มในลํุมน้าแมํกลอง – ทําจีน,
(จัดพมิ พ์โดย องคก์ ารบรหิ ารการพัฒนาพื้นทพ่ี ิเศษเพอื่ การท่องเท่ียวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน และ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธ
ทาส อนิ ทปํโฺ ญ, ๒๕๕๘), หนา้ ๓๘๐.

๑๕

เกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทย (สยาม)
ปจ๎ จบุ นั วา่ คอื อาณาจกั รทวารวดี

วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั /รูปแบบการวิจัย/ขอบเขตการวจิ ัย

การวิจัย “การศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง กรณีศึกษา : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี” เปน็ การวจิ ยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

๑. ขอบเขตด๎านพน้ื ท่ี
การวิจัย การศึกษาศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเมืองอู่ทอง ได้กําหนด
ขอบเขตพ้ืนที่ศึกษาครอบคลุมบริเวณเมืองโบราณอู่ทองและปริมณฑลรอบๆ เมืองโบราณ อู่ทอง อําเภออู่ทอง
จงั หวดั สุพรรณบรุ ี
๒. ขอบเขตเน้อื หา
โดยจะทําการศึกษาเก่ียวกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองโบราณอู่ทอง พระพุทธศาสนาท่ีเมืองอู่
ทอง ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๙ – ๑๕
๓. ขอบเขตด๎านระยะเวลา
การวิจัยคร้ังนี้ใช้ระยะเวลาในการศึกษา เร่ิมต้นแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
รวมระยะเวลา ๖ เดอื น

ผลการวิจัย

๑. การเข๎ามาของพระพุทธศาสนาสูเํ มืองอํูทองและปรมิ ณฑลโดยรอบในดนิ แดนไทย
พุทธศาสนาแพร่หลายถึงดินแดนท่ีเป็นประเทศไทยในป๎จจุบันตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ข้อมูล
สนับสนนุ ประเด็นน้ีส่วนหนึ่งน้ันได้มาจากหลักฐานพบที่เมืองอู่ทอง เป็นศิลปกรรมได้รับอิทธิพลรูปแบบศิลปกรรม
อินเดียแบบอมราวดีตอนปลายอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ทางข้ึนในท้องถิ่นและเคยใช้ประดับศาสนสถานคือ
แผ่นดนิ เผารปู พระสาวก ๓ องคอ์ มุ้ บาตรห่มจวี รเปน็ รว้ิ ชิ้นส่วนรูปป้๎นรูปพระพุทธรูปขัดสมาธิพระบาทหลวมๆ บน
ขนดนาคเป็นต้น จึงเช่ือกันว่าเม่ือราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ผู้คนในบริเวณน้ีคงจะเริ่มรู้จักและเร่ิมรับนับถือพุทธ
ศาสนาในระดบั ใดระดับหนง่ึ แล้ว
พทุ ธศาสนาในเรอ่ื งลทั ธนิ กิ ายต่างๆ รวมทั้งเร่ืองหลักธรรมมาถึงพ้ืนที่แทนเมืองอู่ทองโดยทางใด เร่ืองนี้
มกี ารสรปุ ไวว้ ่าพุทธศาสนาอาจจะเขา้ มาถงึ เมอื งอู่ทองทางทะเลโดยทางอ่าวไทยด้วยหลักฐานและโบราณคดีท่ีพบที่
เมืองอู่ทองเชื่อมโยงได้กับหลักฐานในโบราณคดีพบตามเมืองโบราณหรือแหล่งโบราณต่างๆรอบอ่าวไทย และอีก
เส้นทางหน่ึงน้ันพุทธศาสนาน่าจะมาจากฝ๎่งทะเลตะวันตกถ้ําเทือกเขาตะนาวศรี ลงมาสู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่นํ้า
กลองและลุ่มแม่นํ้าท่าจีนซ่ึงมีเมืองอูํทองและอีกหลายเมืองตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเช่นเมืองคูบัว เมือง
กําแพงแสน เมืองนครปฐมโบราณ เมืองราชบุรี ข้อมูลโบราณวัตถุเช่นพระพิมพ์พบท่ีเมืองอู่ทองหรือเมืองอ่ืนๆ
ใกล้เคียงพบว่ามีรูปแบบใกล้เคียงกับทับทิมพบแถบชุมชนโบราณริมอ่าวเมาะตะมะท่ี เมืองทวาย เมืองเมาะลําไย
ซึ่งอยู่ในดนิ แดนพม่า ตอนล่างพุทธศาสนาทงั้ สองย่านนจ้ี งึ นา่ จะเช่ือมโยงกันได้
ส่วนเร่อื งประวัติของพัฒนาการพุทธศาสนาที่เมืองอู่ทองชัดเจนมากขึ้นเมื่อกรมศิลปากร ทําการขุดค้น
ที่เมืองอู่ทองนับแต่ พ.ศ ๒๕๐๖ พบหลักฐานทางศาสนาและศาสนวัตถุชวนให้สนับสนุนว่า ราวพุทธศตวรรษที่
๑๒-๑๖ คือ ช่วงเวลาที่พุทธศาสนาแพร่หลายอย่างม่ันคงท่ีเมืองอู่ทองมีการนับถือพุทธศาสนาหลากหลายลัทธิที่

๑๖

เมอื งอู่ทองคือ ลัทธยิ านลทั ธิมหายานและลัทธิตันตระยาน (วัชรยาน) อาจจะเป็นไปได้เช่นกันว่าพุทธศาสนิกชนยุค
นน้ั ไมฝ่ ก๎ ใฝใุ นเรอ่ื งลัทธหิ รือยานอย่างแจ้งชดั แตน่ ับถือพระรัตนตรยั

สําหรบั หลักฐานหลักธรรมพบทเ่ี มอื งอู่ทองและปรมิ ณฑลพบว่ามีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓
ซ่ึงเป็นจารึกภาษาบาลีเขียนด้วยอักษรป๎ลลวะของอินเดียเป็นข้อมูลทําให้กําหนดได้เช่นกันว่าผู้คนที่มีชีวิตเม่ือ
ประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้วที่เมืองอู่ทองเข้าใจหลักธรรมท่ีเป็นแกนแท่งศาสนาของพระพุทธเจ้า
ปฏิจจสมปุ บาทและหลักอรยิ สจั รวมท้ังรับรเู้ ร่ืองราวพุทธประวตั ิของพระพุทธเจ้าสมณโคดม

สําหรับหลักฐานภายในที่เป็นศาสนาวัตถุพบที่เมืองอู่ทองและปริมณฑลที่กับประวัติศาสตร์ กําหนด
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๕ สามารถนํามาใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนบันทึกของพระภิกษุอ้ีจ้ิง เร่ืองการนับถือบูชา
พุทธศาสนาลัทธิและนิกายต่างๆ ว่าเป็นจริงดังกล่าวมากน้อยอย่างไรรวมทั้งมีลัทธิอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่
พระภิกษอุ ีจ้ ิง ระบบุ า้ ง หลกั ฐานทเี่ ป็นศาสนาวัตถุที่ใชเ้ ป็นฐานข้อมูลเพ่ือหาข้อสรุปมที ่ีมาดังนี้

กรมศิลปากรดําเนินการขุดค้นโบราณสถานท่ีเมืองอู่ทองโดยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ พบฐานอาคารก่อด้วย
อิฐรูปแบบต่างๆ และยงั พลพุทธศาสนวัตถุต่างๆ เชน่ พระพุทธรูป พระธรรมจักร พระพิมพ์ ภาพพระพุทธเจ้า พระ
พิมพ์ภาพพระสาวกท่ีมีจารึกช่ือพระสาวกกํากับประติมากรรมรูปพระเจ้าสุทโธทนะ (ศุทโธทน) เป็นต้น มีผู้พบศา
สนวัตถุ ท่ีเมืองอู่ทองและนํามามอบให้กับกรมศิลปากรหลักฐานบางช้ินเป็นหลักฐานสําคัญ เช่น จารึกอักษรป๎ล
ลวะภาษาบาลแี ละภาษาสนั สกฤตและรปู พระโลกนาถทําให้การศึกษา เรื่องลัทธิและนิกายของพุทธศาสนาที่เมืองอู่
ทองชัดเจนมากขึ้น และยังมีหลักฐานศาสนวัตถุพบท่ีเมืองอู่ทอง เป็นสมบัติส่วนบุคคลท่ียอมเปิดเผย รวมทั้งการ
สนั นษิ ฐานว่า ชุมชนโบราณท่ีเมืองอู่ทองคงมีการติดต่อกับชุมชนโบราณใกล้เคียงเช่นท่ีเมืองคูบัว เมืองกําแพงแสน
เมอื งนครปฐมซึง่ ได้พบหลักฐานพุทธศาสนานิกายต่างๆ

หลักฐานดังกล่าวนํามาซ่ึงข้อสรุปว่าท่ีเมืองอู่ทองและปริมณฑลเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖ มี
การนับถือพุทธศาสนาลัทธิหินยานลัทธิมหายาน และลัทธิตันตระยานหรือวัชรยานรวมทั้งอาจจะมีผู้นับถือพุทธ
ศาสนาโดยไมแ่ สดงอุดมการณ์ของยานท่ีตนนับถือชดั เจนแต่นับถือในฐานะเป็นพระรตั นตรยั

นอกจากนั้นการพบพระพิมพ์ในซุ้มโค้งแหลมศิลปกรรมแบบปาละมีเมืองอู่ทองซึ่งเป็นรูปแบบของพระ
พิมพ์แพร่หลายในหมู่พุทธศาสนิกชนผู้นับถือลัทธิตันตระยานหรือวัชรยานในอินเดียตะวันออก คือภาพ
พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในซุ้มภายใต้ต้นโพธ์ิแต่ไม่มีศิขร (แบบพุทธคยา) แสดงปางมารวิชัยและขัดสมาธิเพชรบน
ป๎ทมาสน์ครองจีวรห่มเฉียงมีรูปพระพุทธเจ้าขนาดเล็กจํานวน ๔ องค์ประทับนั่งบนป๎ทมาสน์รอบๆ พระพุทธเจ้า
องค์กลางรูปน้ีอาจจะเป็นรูปพระชินพุทธะ (ธยานิพุทธ) ๕ พระองค์ในลัทธิตันตระยานหรือวัชรยาน คือ
พระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ (ผู้ให้แสงสว่าง) พระพุทธเจ้าอักโษภยะ (ผู้หนักแน่น) พระพุทธเจ้ารัตนสัมภาวะ (ผู้เกิด
จากมณี) พระพุทธเจ้าอมิตาภะ (ผู้มีแสงสว่างเป็นนิรันดร) พระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ (ผู้สมหวังตลอดกาล) โดยท่ัวไป
เชอื่ กนั วา่ พระพุทธชินะพุทธเจ้าท้ังห้าพระองค์คือตัวแทนขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และของ
ทิศทง้ั ๕ อนั เปน็ ตัวแทนของจักรวาล หรือพระพทุ ธเจา้ ท่ีปรากฏในพระพิมพ์ช้ินนี้อาจจะเป็นรูปพระพุทธเจ้าศากย
มนุ ี(พระศากยสิงห)์ พระพุทธรปู องค์สาํ คัญท่พี ุทธคยา

ยังมีข้อมูลท่ีน่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชายฝ่๎งทะเลในช่วงของวัฒนธรรมทวารวดีคือมีการค้นพบ ซาก
เรอื จม ทบี่ รรจุสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่สองลําในเขต จ.สมุทรสาคร คือที่แหล่งโบราณคดีบ้านขอม ต.โคกขาม
อ.เมือง (พยุง วงษ์น้อย, ไม่ปรากฏปีท่ีพิมพ์) และอีกแห่งคือที่ วัดวิสุทธิวราวาส หรือวัดกลางคลอง ต.พันท้ายนร
สิงห์ อ.เมืองเฉพาะข้อมูลของเรือท่ีวัดกลางคลองนั้น บริเวณที่พบเรือจมเป็นที่ลุ่มต่อใกล้ปากอ่าวไทย ซึ่งเกิดจาก
ตะกอนดินที่ไหลลงมาทับถมกันต่อเนื่อง จนกลายสภาพจากทะเลโคลนตมมาเป็นแผ่นดิน เมื่อราว ๑,๐๐๐ ปี
มาแล้วและมีทางน้ําคดเคี้ยวไหลเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายมาแต่โบราณ จนถึงสมัยอยุธยาซึ่งมีหลักฐานของการขุด
ลดั คลองโคกขามท่ีเปน็ ส่วนหนึง่ ของเสน้ ทางเชือ่ มระหว่างแม่นํ้าเจ้าพระยากับท่าจนี

๑๗

การพบหลักฐานของเรือจมท่ีวัดกลางคลองนอกจากเป็นแหล่งเรือจมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดท่ีพบใน
ประเทศไทยป๎จจบุ นั แลว้ ยังยนื ยันถงึ การใชเ้ สน้ ทางน้ําเหล่านี้มานบั พนั ปีจนกระทั่งถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสนิ ทรด์ ว้ ย

๒. สรปุ การเขา๎ มาของพระพุทธศาสนาสํูประเทศไทยสามารถแยกออกเปน็ ๒ ประเด็น
ประเด็นทห่ี นงึ่ ตามหลักฐานเอกสารเช่ือว่าพระพุทธศาสนาได้เข้าสู่ดินแดนไทยตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ
ราวพุทธศตวรรษท่ี ๓-๗ แม้ว่า จะเป็นความเช่ือตามเอกสารก็ตาม แต่จากการ พิจารณาประเพณีการประพฤติ
ปฏิบัติของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่สืบต่อกันมาอย่างไม่ขาดสาย ดังท่ีพระสงฆ์เถรวาทนิยม และมหายาน
ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่กระท่ังป๎จจุบันเป็นเร่ืองท่ีต้องพิจารณาร่วมกันหลักฐานเป็นเอกสารด้านโบราณคดีท้ัง
ของไทย ลงั กา และของชาวตะวันตกข้อนี้เชื่อไดว้ ่า เปน็ พระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานอย่างไมต่ ้องสงสยั
ประเด็นที่สอง ตามหลักฐานโบราณคดีที่พบต้ังแต่พุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ โดยเฉพาะ ประติมากรรม
พระภิกษุ ๓ องค์อุ่มบาตร พบที่เมืองอํูทองเกํา จารึกคาถา เย ธมฺมา อายุราวพุทธ ศตวรรษที่ ๘-๑๑ พบที่ไทรบุรี
และจารึกคาถา เย ธมมฺ า บนหัวแหวนพบที่ประเทศเวียดนามอายุราว พุทธศตวรรษที่ ๘-๙ ทั้งนี้ พระพุทธศาสนา
ได้เจริญรุ่งเรอื งตอ่ มา อีกจนตลอดสมัยทวารวดี คือ พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ โดยพบหลักฐานโบราณคดีท่ีเกี่ยวข้อง
กระจายกันอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยนับได้ว่า สมัยทวารวดี เป็นยุคทองของพระพุทธศาสนาได้ยุคหน่ีง
หลักฐานที่ว่า ด้วยคาถา เย ธมฺมา และจารึกอ่ืน ๆ ท่ีเป็นภาษาบาลีและเป็นเร่ืองราวในพระไตรปิฎกของนิกายเถร
วาทซงึ่ สามารถเทียบเคยี งกับหลกั ธรรมในพระไตรปิฎกฉบบั ภาษาบาลไี ด้

สรปุ องคค์ วามร๎ู

ประวัตศิ าสตรก์ ารเผยแผ่ -เอกสาร กําเนดิ การเขา้ มาของ
พระพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ปฐมภมู ิ พระพุทธศาสนา
ทุติยภูมิ
เมืองอทู่ อง ตํานาน -พุทธศตวรรษที่ ๓-๗
พงศวดาร
อิทธพิ ลของการเผยแผ่ สงั คตี ยิ วงศ์ ประติมากรรม/สถาป๎ตยก
พระพทุ ธศาสนาสมยั ทวารวดีอู่ จดหมายเหตุ รรม

ทอง -นกั วชิ าการ -พระภิกษุ ๓ องค์อุ้มบาตร
ประวัตศิ าสต สถปู เจดีย ธรรมจกั รกวาง
ร่องรอยทางพระพุทธศาสนาสมยั ร์โบราณคดี
ทวารวดี หมอบ
เปน็ ศูนย์กลาง
อูท่ องจากหลักฐานทางศลิ ปกรรม พระพุทธศาสนา

องค์ความรกู้ ารเผยแผ่
พระพุทธศาสนาแรกท่ีเมืองอู่

ทอง

อู่ทองเปน็ ศนู ย์กลาง
พระพุทธศาสนาเกา่ แกท่ ีส่ ุดใน

วฒั นธรรมทวารวดี

๑๘

ข๎อเสนอแนะ

จากการศึกษาเร่ืองประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยอู่ทอง ทั้งทางด้าน เอกสารและ
โบราณคดี ผู้วิจัยพบว่า มีประเด็นท่ีควรพิจารณาและศึกษาเพิ่มเติมหลายประการ แต่ ข้อจํากัดของการศึกษา
ประวัติศาสตร์สมัยอู่ทอง คือเร่ืองของหลักฐานเอกสารตลอดจนหลักฐานด้านโบราณคดี โบราณวัตถุท่ีมีอายุอยู่ใน
สมัยทวารวดีอยู่ในวงจํากัดเช่น กันอย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็น ที่ควรทําการศึกษาวิจัยก็คือการศึกษาเปรียบเทียบ
อิทธิพลของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและศาสนาเทวนิยมเช่นศาสนาคริสต์ อิสลาม มาสู่ประเทศไทย จนมาถึง
สมัยป๎จจุบันมีความสําคัญต่อสังคมอย่างไร โดยอาจแบ่งเป็นเฉพาะภาคก็ได้ จะทําให้ ได้หลักฐานที่เก่ียวข้องกับ
ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะด้านศาสนาท่ีมีผลทางการศึกษา ซึ่งจัดเป็นมรดกทางสังคมและวัฒนธรรมดังเช่น
สถานศึกษาทางศาสนา ท่ีมีช่ือเสียงอาทิเช่น วิทยาลัยแสงธรรม โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน วิทยาลัย อัสสัมชัญ
ล้วนมีคา่ เทอมที่แพงมาก(หลกั แสนบาทต่อเทอม) ท่ีสําคัญ สถาบันเหล่าน้ีเคารพต่อศาสดาของตนมากทั้งยังจะช่วย
ให้ผ้ศู กึ ษาไดเ้ ห็นคุณค่าและบําเพญ็ ประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่นตลอดทั้งเพื่อประเทศชาตอิ ีกทางหนึ่ง

การศึกษาประวตั ิศาสตร็ทีเ่ ป็นเทวนิยม มีทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ที่ปรากฏในประเทศไทย หรือศึกษา
ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทกับตระกูลเทวนิยมควบคู่กันไปในประเทศไทย ซึ่งประเด็นดังกล่าว
จะทําใหภ้ าพของศาสนาท่ีเจรญิ ขน้ึ ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ และป๎จจุบันนี้ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อวิถี ชีวิตของ
ชาวไทยอยู่อย่างแยกกันไม่ออก ได้ปรากฏชัดเจนข้ึนย้อมจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะในวงการวิชา
ประวัตศิ าสตร์สังคมไทยต่อไป

เอกสารอา๎ งองิ

วิ.อ.(บาล)ี ๑/๘๕, มหาวํส.(บาลี) ๑/๖/๘๒
พระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม), ทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (พะเยา : โรงพิมพ์

เจริญอักษร, ๒๕๕๐), หนา้ ๑ - ๓.
ภูธร ภูมะธน,อู่ทอง...ท่ีรอการฟ้ืนคืน ผํานรอยลูกปัด และพระพุทธศาสนาแรกเร่ิมในลุํมน้าแมํกลอง – ทําจีน,

(จดั พมิ พโ์ ดย องค์การบริหารการพฒั นาพื้นท่ีพิเศษเพ่ือการท่องเท่ียวอยา่ งย่งั ยืน (องค์การมหาชน และ
มลู นธิ หิ อจดหมายเหตุพุทธทาส อนิ ทปํโฺ ญ, ๒๕๕๘), หน้า ๓๘๐.
วินัย พงศ์ศรีเพียร,ดร., “ครูกับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย” คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ประวตั ิศาสตร์ ,ประวตั ศิ าสตร์ : จะเรียนจะสอนกันอย่างไร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา,
๒๕๔๓), หนา้ ๒.
สมพงษ์ สันติสุขวันต์, การศึกษาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี, ปริญญาพุทธศาสตร
มหาบณั ฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๐),.

๑๙

ศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มผี ลตอํ คุณภาพชีวติ ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษา
โรงเรียนวัดชํองลม กรงุ เทพมหานคร

THE STUDY OF TRANSLATION CHANTING EFFECTING TO QUALITY OF LIFE
IN PRIMARY SCHOOL AT WAT CHONG LOM SCHOOL IN BANGKOK

พระไพฑูรย์ อํสุธมฺโม
Phrapaitoon Aussathammo (Khawto)
วิทยาลยั สงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

Email: [email protected]

บทคัดยํอ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาความสําคัญของบทสวดมนต์ใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท ๒) เพ่ือศึกษาอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทยท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน
โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร และ๓) เพื่อวิเคราะห์ผลการสวดมนต์แปลไทยท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของ
นักเรียนโรงเรยี นวดั ช่องลม กรงุ เทพมหานคร

ศึกษาวิจัยโดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน )Mixed Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ
)Quantitative Research( ท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) ท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interviews) โดยเก็บ
แบบสอบถามจากนักเรียนประถมศึกษาโรงเรียนวัดช่องลม ตําบลช่องนนทรี อําเภอยานนาวา จังหวัด
กรุงเทพมหานคร จํานวน ๒๕๐ คน โดยสุ่มตัวอย่างจากสูตรคํานวณทาโร่ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้ ๑๕๔ คน
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการและมาตราส่วนประเมินค่า ๕ ระดับ
แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสัมภาษณ์ สถิติ ค่าความถี่) Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย
(Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เปรียบเทียบความแตกต่างโดยการทดสอบค่าที) t-test (
และการทดสอบ ค่าเอฟ )f-test) โดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) โดยกําหนด
นยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั . ๐๕

ผลการศึกษาพบวํา
๑) ระดับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียน
วัดช่องลม กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมทั้งหมดน้ีอยู่ในระดับมาก ( = ๔.๓๖) เมื่อพิจารณาเป็นรายได้ตามลําดับ
มากทส่ี ดุ คือ ดา้ นคุณภาพชวี ติ จากการสวดมนต์แปลไทย ( = ๔.๔๒) รองลงมา คือ ความเชื่อด้านการสวดมนต์ ( =
๔.๓๔) และนอ้ ยทีส่ ุด คอื ดา้ นอานสิ งส์ของการสวดมนต์แปลไทย ( = ๔.๓๑)
๒) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ นักเรียนที่มี เพศ ระดับผลการเรียน การเข้ากิจกรรมสวดมนต์
แปล และประสบการณ์ในการสวดมนต์แปล มีความคิดเห็นต่อศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพ
ชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ระดับชั้น ที่มีความ
คดิ เห็นแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาํ คัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ ๐.๐๕
๓) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร พบว่า นักเรียนบางส่วนยังไม่เช่ือเร่ืองการสวดมนต์ หรือไม่

๒๐

ค่อยชอบสวดมนต์, นักเรียนน้อยคนจะสวดมนต์เป็นประจํา เน่ืองจากทํากิจกรรมอย่างอื่น และข้อเสนอแนะ
ต้องการให้เห็นความเชื่อด้านการสวดมนต์น้ัน เป็นรูปธรรมมากขึ้น, อยากให้ทุกคนมีความเข้าใจในการสวดมนต์
แปลนําไปใช้ในชวี ิตประจําอยา่ งสมํ่าเสมอ

๔) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า การสวดมนต์นั้นเช่ือว่าจะทําให้เรามีสมาธิมากขึ้น ทําให้เกิดสมาธิทําให้มี
จิตใจเมตตา, ด้านอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย การสวดมนต์แปลเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดอานิสงส์เช่น การ
เกิดปญญา การเกิดสมาธิ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในเรอ่ื งของเรียนทที่ ําให้มสี มาธิในการเรยี นมากขึ้น

คาสาคัญ: การสวดมนต์, คุณภาพชวี ิต, การสวดมนต์แปล

Abstract
The research of three research objectives: ๑) to study the importance of chanting in

Theravada Buddhism. ๒) to study the benefits of Thai translation prayer that affects the quality
of life of Wat Chong Lom School students. ๓) to analyze the results of the Thai translation prayer
affecting the quality of life of Wat Chong Lom School in Bangkok.

This study was conducted by using mixed research using a quantitative research method
that collected data by using questionnaires and qualitative research that collected data using In-
depth Interviews by collecting questionnaires from elementary students at Wat Chong Lom
School, Chong Nonsi Subdistrict, Yan Nawa District, Bangkok Province, ๒๕๐ people were sampled
from the Taro Yamane formula for ๑๕๔ people. It is characterized as a checklist form and ๕
evaluation scales, an open-ended questionnaire. And interview questionnaire, frequency,
Percentage, Mean, Standard Deviation, comparison of differences by t-test, and F (f test). -test) by
one-way ANOVA analysis method with statistical significance at the .๐๕ level.

The research results were found that:
๑) The educational level, the effect of translation prayer on the quality of life of

primary school students in Wat Chong Lom School Bangkok. Overall, all of these were at a high-
level (= ๔.๓๖) when considered as income, respectively, the highest was the quality of life from
Thai translation prayer (= ๔.๔๒), followed by belief in prayer (= ๔.๓๔) and the least is the virtue
of Thai translation prayer (= ๔.๓๑)

๒) Comparison of opinions of students with gender, grade level attending prayer
activities, and experience in chanting translations. There were opinions on the study of the
effects of translation prayer on the quality of life of primary school students in Wat Chong Lom
School Bangkok was not different, except for the level with significantly different opinions at the
๐.๐๕ level.

๓) The problem of studying the effect of translation prayer on the quality of life of
primary school students in Wat Chong Lom School Bangkok found that some students did not
believe in prayer, or don't like to pray, few students pray regularly. Due to doing other activities
and suggestions want to see the belief in prayer more concrete, I want everyone to have an
understanding of the prayers and translate them into regular use in life.

๒๑

๔) The results of the interview showed that chanting was believed to make us more
focused. Causing meditation to have a compassionate mind, the virtue of Thai translation prayer
is translated as part of the virtue, such as the occurrence of wisdom, meditation, healing of
ailments. In matters of studying that makes it more focused on studying.
Keywords: Praying, Quality of life, Praying translation

บทนา

การสวดมนต์มีจุดกําเนิดมาจากการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ เพื่อทรงจําและสืบต่อคําสั่งสอนของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง โดยพระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาลได้นําพระสูตรต่าง ๆ มาสวดสาธยายในรูปแบบการ
บริกรรมภาวนาให้เกิดเป็นสมาธิ จึงเรียกว่า “พระพุทธมนต์” เม่ือบริกรรมภาวนาพระพุทธพจน์จนจิตเป็นสมาธิ
ยอ่ มเกิดพลานุภาพในด้านต่าง ๆ เช่น ทําให้เกิดสิ่งที่ดีงามข้ึนในชีวิต จิตใจท่ีไม่ดีก็จะดี ชีวิตท่ีไม่ดีก็จะดีสุขภาพไม่
ดีก็จะดีหนา้ ท่ีการงานไมด่ กี จ็ ะดคี รอบครัวไม่ดีก็จะดีในขณะเดี่ยวกันก็ต้านทานส่ิงท่ีไม่ดีออกไปจากชีวิต ต่อมาจึงมี
ผู้นิยมนําพระพุทธพจน์มาใช้เป็น “พระพุทธมนต์” เพื่อต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย พระพุทธมนต์จึงถูกเรียกว่า
“พระปริตร” แปลว่า ต้านทาน ปูองกัน รักษา จึงมีการสวดพระปริตรเพ่ือคุ้มครองปูองกันภยันตรายต่าง ๆ ที่
เกิดขึ้นซึ่งพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าภิกษุสามารถท่ีจะสวดสาธยายพระปริ ตรเพ่ือปูองกันอันตรายได้๑
พระพุทธเจา้ ได้ทรงแนะนาํ ให้พุทธบริษทั สวดพระปริตร เพอ่ื คมุ้ ครองตนเอง ดงั มีในอาฏานาฏิยสูตร๒

ต่อมาภายหลงั พระพทุ ธมนตท์ ม่ี อี านุภาพในการต้านทานคุ้มครอง ปูองกัน รักษา จึงถูกเรียกว่า “พระ
ปริตร” ตามไปด้วยการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ในครั้งพุทธกาลน้ัน ใช้วิธีเรียนแบบบอกปากต่อปาก แล้ว
ท่องจําสวดสาธยายต่อ ๆ กันมาเรียกว่า “มุขปาฐะ”วิธีเล่าเรียนพระพุทธพจน์ที่เรียกว่ามุขปาฐะน้ีพระสาวกใช้มา
ตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ โดยพระสงฆ์ในสมัยน้ันแบ่งหน้าท่ีกันท่องเป็นหมู่คณะตามความถนัด
เช่น พระอุบาลีเถระทําหน้าท่ีทรงจําพระวินัย ภิกษุผู้สนใจเกี่ยวกับพระวินัยก็เรียนพระวินัยจากพระอุบาลีเถระ
พระอานนท์เถระทรงจําพระสูตร ภิกษุผู้สนใจเกี่ยวกับพระสูตรก็เรียนพระสูตรต่อจากพระอานนท์เถระ พระสารี
บุตรเถระทรง จําพระอภิธรรม ภิกษุผู้สนใจเกี่ยวกับพระอภิธรรมก็เรียนพระอภิธรรมต่อจากพระสารีบุตรเถระแล้ว
ก็รว่ มกนั สวด สาธยายเป็นหมู่คณะ ๆ ตามโอกาส แม้ท่ีพักอาศัยก็จะอยู่รวมกันเป็นคณะ เพ่ือสะดวกต่อการร่วมกัน
สวดสาธยายพระพุทธพจน์ที่ตนถนัดการสืบต่อพระพุทธพจน์ดว้ ยวิธีท่องจํายงั ปรากฏว่า

ครั้งหน่ึงพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่าโสณกุฏิกัณณะ เดินทางจากชนบทห่างไกลมาเฝูาพระพุทธเจ้าทรง
รับส่ังให้พระเถระพักอย่ใู นพระคนั ธกุฎีเด่ยี วกับพระองค์พอตกดึกจึงให้ท่านสวดพระสูตรให้สดับ พระเถระสวดพระ
สูตรให้พระพุทธองค์สดับถึง ๑๖ สูตร ก็พอดีสว่าง และเมื่อพระพุทธองค์ประชวรก็ได้ให้พระมหาจุนทะสวด
โพชฌงคสูตรให้สดับจนหายจากอาการประชวรนอกจากนั้น ในพระวินัยปิฎกยังระบุว่า ในอาวาสที่มีพระภิกษุจํา
พรรษาอยู่มากรูป จะต้องให้มีพระภิกษุสวดปาติโมกข์คือการสวดทบทวนศีล ๒๒๗ ข้อของพระสงฆ์ได้หน่ึงรูปเป็น
อย่างนอ้ ย หากไม่มจี ะต้องขวนขวายส่งไปเรียนยังสํานักท่ีมีผู้สวดได้ หากไม่ทําเช่นน้ันก็จะปรับอาบัติแก่เจ้าอาวาส
เพราะโทษทไ่ี ม่ใส่ใจจะใหม้ ีผู้ทรงจาํ พระปาติโมกข์แสดงให้เห็นว่าสมัยพุทธกาลน้ันได้มีการนําพระพุทธพจน์มาท่อง
บ่นสาธยายกันอยา่ งกว้างขวางอยู่แลว้

การสวดมนต์หรือการสวดคาถาประกอบพิธีกรรมในศาสนาถือว่าเป็นสิ่ งท่ีมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ศาสนาพราหมณก์ ็นยิ มสวดเช่นกัน ดงั ทีเ่ รียกกันวา่ สาธยายมนต์ ร่ายมนต์ เพื่อความทรงจําพระเวทบ้าง เพื่อเป็น

๑วิ.ภิกขฺ ุนี. (ไทย) ๓/๑๐๑๕/๒๖๑-๒๖๓.
๒ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๙๕/๑๘๗.

๒๒

สิริมงคลบ้าง ในทางพระพุทธศาสนาก็มีการสวดสาธยายเช่นเดียวกันในข้างต้นเพียงสวดสาธยายเพื่อความทรงจํา
พระพุทธวจนะเท่านั้น เม่ือชาวบ้านได้ยินพระสงฆ์สวดสาธยายก็พากันอนุโมทนาและได้ถือกันว่า การได้ยิน
พระสงฆส์ วดสาธยายเช่นนน้ั เป็นสริ ิมงคลในสมยั น้นั ยงั ไม่มีคัมภีร์ที่จะได้จดจารึก ยังต้องท่องจํากันด้วยวาจา เม่ือมี
เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดข้ึน พระสงฆ์ก็จะใช้สวดสาธยายพระพุทธวจนะน้ันตามสมควรต่ อเหตุการณ์
เก่ียวกับการสวดมนต์นี้ มีเร่ืองเล่าในวรรณคดีบาลีถึงความปลอดภัยไร้โรค รวมถึงกําจัดป๎ดเปุาภูตผีปีศาจด้วยว่า
เม่ือคราวเมื่อเวสาลีเกิดโรคระบาดทําให้คนและสัตว์ตายไปเป็นจํานวนมากพระอานนท์ได้ไปที่น้ันแล้วสวดมนต์
“บทรัตนสูตร” โรคน้ันก็ระงับไปได้๑ นอกจากนี้เมื่อคร้ันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชวนก็โปรดให้พระจุนทเถระ
สวดโพชฌงค์ปริตรถวาย๒ ต่อมาพระภิกษุทั้งหลายได้ไปบําเพ็ญสมณธรรมในปุา ถูกพวกอมนุษย์รบกวน กลับมา
เฝูากราบทลู พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์โปรดให้สวดกรณียเมตสตู รแลว้ อยู่ต่อไป ภัยเหลา่ นน้ั ก็ไม่มี๓

พฤติกรรมที่เป็นปญ๎ หาในช้ันเรียนระดับช้ันประถมศึกษาในชั้นเด็กเล็กๆอาจพบป๎ญหาเก่ียวกับการกิน
การนอน ไม่เชื่อฟ๎ง เจ้าอารมณ์ อยู่ไม่น่ิง ไม่มีสมาธิ พูดไม่ชัด ไม่พูด เป็นต้น ในระดับประถมศึกษาที่สูงข้ึน ได้แก่
พฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ปฏิบัติตามกติกา ซึมเศร้า วิตกกังวล เครียด ก่อกวน พูดปด ไม่สนใจการเรียน ไม่ชอบเรียน
จะมีป๎ญหาทางอารมณ์ พฤติกรรมท่ีสังเกตเห็นได้ง่ายและรู้สึกว่าเป็นป๎ญหามากกว่าพฤติกรรมอ่ืนๆ คือ ลักษณะ
ทางอารมณ์รนุ แรง พฤตกิ รรมกอ่ กวน อย่ไู ม่น่ิง พฤติกรรมหลายอย่างท่ีมองเห็นไม่ชัดเจน ต้องใช้เวลาในการสังเกต
อาจจะเป็นพฤติกรรมท่ีเป็นป๎ญหา เช่น เด็กเงียบเฉย แยกตัว เก็บกดอารมณ์ ในสภาวะป๎จจุบัน นักเรียนถูกปล่อย
ปละละเลยจากครอบครัว ขาดการอบรม ว่ากล่าวตักเตือน สิ่งเหล่าน้ีถูกมองข้ามจากทางบ้าน ทําให้มีการ
แสดงออกโดยไม่ถูกต้อง เม่ือมาอยู่รวมกันในสังคม ชุมชน โดยเฉพาะในโรงเรียนทําให้เกิดป๎ญหาต่าง ๆ มากมาย
เพราะนักเรียนแต่ละคนมาจากสภาพครอบครัวที่แตกต่างกัน ดังน้ันจึงจําเป็นจะต้องมีการสวดมนต์แปล เพื่อให้
เด็กมีสมาธิมากข้ึน มีสติในการควบคุมอารมณ์ จิตใจผ่องใส แล้วนําเอาหลักธรรมคําสอนต่าง ๆที่ได้จากการสวด
มนต์แปล มาปรับใช้ในชีวิตประจําวันให้เกิดประโยชน์ ในด้านคุณภาพชีวิต การเรียน การดําเนินชีวิต และอยู่
ร่วมกบั ผู้อน่ื ในสังคมได้อยา่ งมีความสุข

การสวดมนต์แปล คําว่า “มนต์” ตามหลักของพระพุทธศาสนาหมายถึง หลักคําสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า ดั้งน้ันในบางกรณีเราจึงเรียกว่า “พุทธมนต์” การสวดมนต์แปลเป็นการนําบทสวดมนต์ต่าง ๆ ซึ่งคือ
หลกั คําส่ังสอนของพระพทุ ธเจ้าทแ่ี ปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยมาสวดสาธยาย เพื่อให้เกิดความสงบ ความเป็น
สิริมงคลแก่ตนเอง เกิดศรัทธาที่มั่นคงต่อพระรัตนตรัย และเกิดความรู้ความเข้าใจในและจดจําหลักคําส่ังสอนของ
พระพุทธเจ้าย่ิงข้ึน ถือเป็นวิธีการหน่ึงในการเรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา การสวดมนต์แปลช่วยทําให้จิต
เป็นสมาธิ จิตใจสงบผ่องใส อีกทั้งยังเป็นการแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลท่ีได้ทํามาในแต่ละวันให้กับเพ่ือนมนุษย์ หรือ
สรรพสัตว์ต่างๆบนโลก เมอ่ื เรามสี มาธิ จติ ใจเย็นลง จะทําให้เราไม่เครียดไม่กังวล รู้สึกสดใส พร้อมท่ีจะสู้ไปกับงาน
หรือการเรยี นได้อย่างมีความสขุ

โดยงานวิจัยน้ีได้นําหนังสือสวดมนต์แปลไทย มาเป็นแนวทางในการสวดมนต์แปลไทย เพราะว่าการ
สวดมนต์โดยรู้ความหมายสาระสําคัญของบทท่ีสวดจากคําแปลไทยก็จะย่ิงทําให้เกิดศรัทธาเช่ือม่ันในบทสวดมาก
ข้ึน ส่งผลให้ได้รับอานิสงส์จากการสวดมนต์ถึง ๒ ด้านพร้อมๆกัน คือ ความสงบของจิตใจ และแสงสว่างทาง
ป๎ญญา สามารถนําหลักธรรมในบทสวดท่ีแปลไทยไปปฏิบัติตามได้ ดังน้ัน การสวดมนต์แปลจึงเป็นการทําเพื่อ
ความเจริญแก่ตน ทั้งในด้านสติป๎ญญาและพัฒนาจิตใจให้งดงาม ส่ังสมศรัทธาให้ยึดมั่นและน้อมนําไปในการทํา

๑ข.ุ ข.ุ (ไทย) ๒๕/๑ ๑๘ /๙-๑๔.
๒ส.ม.(ไทย)๑๙/๑๙๗/๑๓๐ – ๑๓๑.
๓ขุ.ข.ุ (ไทย) ๒๕/๑-๑๐/๒๐– ๒๒.

๒๓

ความดี การสวดมนตน์ ้นั ถ้าเพียงแต่สวดคิดพิจารณาไม่นําไปประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับผลไม่เต็มท่ี เพราะฉะน้ันใน
ฐานะที่เป็นชาวพุทธ เม่ือเราสวดมนต์ก้มกราบพระพุทธแล้ว ต้องให้รู้ถึงพระธรรมด้วย กล่าวคือ ต้องพยายามทํา
ความศกึ ษาความหมายของแตล่ ะบท เม่อื ร้แู ล้วก็ใหน้ ําธรรมะนน้ั ไปปฏบิ ัติใช้ในชีวิตประจําวันให้ถูกต้อง เพ่ือให้การ
ดําเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น มีจิตใจม่ันคงเต็มเป่ียมด้วยพลังใจ สามารถใช้ในการสร้างสรรค์ส่ิงท่ีดีงาม ก่อเกิด
ประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม และที่สําคัญท่ีสุดหากผู้สวดสวดด้วยจิตใจท่ีเป็นสมาธิ จนดื่มด่ําในรส
แห่งพระธรรมอย่างลึกซึ้งแล้ว ย่อมบรรลุถึงเปูาหมายอันสูงสุด คือความพ้นทุกข์ได้ ดังมีข้อความปรากฏ ในวิมุต
ตายตนสูตร ว่า “บางคนหมั่นสวดมนต์หรือสาธยายข้อธรรมที่ได้เรียนมา และขณะท่ีสวดมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธิน้ัน
เขานอ้ มข้อธรรมมาปฏิบตั ิ จนบรรลุถงึ ความพ้นทุกข์ได้”๑

ดังนน้ั ผ้วู จิ ยั จึงมีความสนใจในเร่อื งทจ่ี ะศึกษาเรื่อง “ศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพ
ชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร”โดยใช้การสนับสนุนจากวัดและโรงเรียน
ร่วมกนั ในการจดั ใหม้ ีการสวดมนตแ์ ปลก่อนเรียนวิชาพระพทุ ธศาสนาและกิจกรรมการสวดมนต์แปลเป็นประจําทุก
วันศุกร์ให้ใช้หนังสือคู่มือการสวดมนต์แปลของวัดช่องลมในการสวดมนต์เพื่อให้ทราบถึงความสําคัญและอานิสงส์
ของการสวดมนต์แปลเพื่อนําหลักธรรมท่ีได้จากการสวดมนต์แปลไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองในป๎จจุบันได้
อีกท้ังยังสามารถนําไปสวดเองท่ีบ้านหรือสามารถนําสวดและเผยแผ่แก่บุคคลอ่ืนต่อไป จึงถือได้ว่าการสวดมนต์
แปลนั้นมีคุณค่าไม่ใช่แค่ประโยชน์สุขแกต่ นเองผู้อ่ืน แตย่ งั ช่วยรักษาคําพระพุทธพจนใ์ ห้คงอย่สู ืบต่อไปได้

วตั ถปุ ระสงค์ของกการวจิ ยั

๑) เพ่ือศกึ ษาความสําคัญของบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
๒) เพื่อศึกษาอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทยท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัดช่องลม
กรุงเทพมหานคร
๓) เพื่อวิเคราะห์ผลการสวดมนต์แปลไทยท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัดช่องลม
กรงุ เทพมหานคร

วธิ ีดาเนินการวจิ ยั /รปู แบบการวิจัย/ขอบเขตการวจิ ัย

งานวิจัยเรื่อง “ศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียน
วดั ช่องลม กรุงเทพมหานคร” น้ี ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยใช้ระเบียบ
วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่เก็บ
รวบรวมขอ้ มูลโดยใช้ การสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ (In-depth Interviews) ซึง่ ขอบเขตของการวจิ ัย มีดังน้ี

๑) ขอบเขตด้านเน้ือหา

ในการศึกษาคร้ังน้ี ผู้ศึกษาได้กําหนดขอบเขตเนื้อหาศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีต่อคุณภาพชีวิต
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร โดยศึกษาจากขอบเขตด้านเนื้อหา โดยการ
ทบทวนเอกสารจากพระไตรปฎิ ก เอกสาร และผลงานวิจัยทเี่ ก่ยี วข้อง

๒) ขอบเขตทางดา้ นตัวแปร
๒.๑) ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ ป๎จจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ,ระดับชั้นปี,การเข้า

กจิ กรรมการสวดมนต์ทุกวนั ศุกร์ และ ประสบการณ์จากการสวดมนต์แปลเปน็ ประจําในห้องเรียน

๑ ท.ี ปาฏกิ วคโฺ ค ๑๑/๔๑๙/๒๙๙

๒๔

๑.๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ การใช้หนังสือสวดมนต์แปลของวัดช่องลมในการ

สวดมนต์แปลเป็นประจําทุกวัน และ ความคิดเห็นของของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ ของโรงเรียนวัดช่อง

ลม กรุงเทพมหานครที่มผี ลต่อคุณภาพชีวติ ทัง้ ๓ ข้อจากการทีไ่ ด้สวดมนต์แปลเปน็ ประจาํ

๓) ขอบเขตดา้ นประชากรและผู้ใหข้ ้อมูลสาํ คัญ

๓.๑) ประชากร ได้แก่ นักเรียนท่ีศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนวัดช่องลม ตําบล

ช่องนนทรี อําเภอยานนาวา จงั หวัดกรงุ เทพมหานคร จํานวน ๒๕๐ คน ซ่ึงกลุ่มประชากรนี้มาสวดมนต์เป็นประจํา

ตอ่ เนือ่ งกนั หรอื อาจมาเปน็ ระยะตา่ งวาระกันซ่ึงจํานวน ๒๕๐ คน จะมีการสวดมนต์ตามคาบเรียน และ สวดมนต์

เป็นประจาํ ทุกวันศุกร์

๓.๒) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) ซ่ึงมีคุณสมบัติสอดคล้องกับ

ประเด็นการวจิ ยั จํานวน ๕ รูป/คน ได้แก่ พระสงฆ์ ๑ รูป ผู้อํานวยการ ๑ คน รองผู้อํานวยการ ๑ คน ครูชํานาญ

การพเิ ศษ ๒ คน ประกอบดว้ ย

๑.พระครูขันตวิ โรภาส (ขาว บุญรอด) ขนฺตโิ ก เจ้าอาวาสวดั ชอ่ งลม

๒.นางสาวสุภัตรา พลอยบา้ นแพว้ ผู้อํานวยการโรงเรียนวดั ชอ่ งลม

๓.นางสาวจสุ รวง ไชยราช รองผู้อํานวยการโรงเรียนวัดช่องลม

๔.นางสุภนิ ญา อจั ฉริยผดุง ครูโรงเรยี นวดั ช่องลม

๕.นายสุรชยั สงิ ห์เสนา ครูโรงเรยี นวดั ชอ่ งลม

๔) ผู้วิจัยใช้พ้ืนท่ีห้องจริยธรรมใช้เวลา ๒๕ นาทีในการสวดมนต์แปลก่อนเริ่มคาบเรียนของนักเรียน

ประถมศึกษาปีท่ี ๔-๖ โรงเรียนวัดช่องลม ตําบลช่องนนทรี อําเภอยานนาวา จังหวัดกรุงเทพมหานครที่มาสวด

มนต์แปลไทยเป็นประจําทุกวันในชั่วโมงเรียนวิชาพระพุทธศาสนา และ หอประชุมล่างของโรงเรียนวัดช่องลม

ตําบลช่องนนทรี อําเภอยานนาวา จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซ่ึงเป็นสถานท่ีท่ี ครูอาจารย์ประจําหมวดสังคมศึกษา

และนักเรียนประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม ตําบลช่องนนทรี อําเภอยานนาวา จังหวัดกรุงเทพมหานคร ท่ีมา

สวดมนต์แปลไทยทุกๆวันศุกร์ใชเ้ วลา ๔๕ นาที

๕) ขอบเขตด้านระยะเวลา ในการศึกษาวิจัยคร้ังนี้ ผู้ศึกษาได้ดําเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.

๒๕๖๓ ถึงเดือนสงิ หาคม ๒๕๖๓ รวมเปน็ ระยะเวลา ๖ เดอื น

ผลการวจิ ยั

จากการวิจัยเรอื่ งน้สี ามารถแบ่งเป็นประเดน็ ได้ดังต่อไปน้ี
๑) ระดับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัด
ช่องลม กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมทั้งหมดนี้อยู่ในระดับมาก (  = ๔.๓๖) เม่ือพิจารณาเป็นรายได้ตามลําดับ
มากทีส่ ดุ คอื ดา้ นคุณภาพชีวิตจากการสวดมนต์แปลไทย (  = ๔.๔๒) รองลงมา คือ ความเชื่อด้านการสวดมนต์
(  = ๔.๓๔) และนอ้ ยท่สี ดุ คอื ดา้ นอานสิ งส์ของการสวดมนตแ์ ปลไทย (  = ๔.๓๑)
๒) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ นักเรียนที่มี เพศ ระดับผลการเรียน การเข้ากิจกรรมสวดมนต์แปล
และประสบการณ์ในการสวดมนต์แปล มคี วามคิดเห็นต่อศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ระดับชั้น ที่มีความคิดเห็น
แตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕
๓) สภาพป๎ญหาเก่ียวกับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร พบว่า นักเรียนบางส่วนยังไม่เช่ือเร่ืองการสวดมนต์ หรือไม่
ค่อยชอบสวดมนต์, นักเรียนน้อยคนจะสวดมนต์เป็นประจํา เน่ืองจากทํากิจกรรมอย่างอื่น และข้อเสนอแนะ

๒๕

ต้องการให้เห็นความเชื่อด้านการสวดมนต์นั้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น, อยากให้ทุกคนมีความเข้าใจในการสวดมนต์
แปลนําไปใชใ้ นชวี ิตประจําอยา่ งสม่ําเสมอ

๔) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า การสวดมนต์น้ันเช่ือว่าจะทําให้เรามีสมาธิมากข้ึน ทําให้เกิดสมาธิทําให้มี
จิตใจเมตตา, ด้านอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย การสวดมนต์แปลเป็นส่วนหน่ึงที่ทําให้เกิดอานิสงส์เช่น การ
เกดิ ปญญา การเกดิ สมาธิ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในเรอื่ งของเรียนทท่ี ําใหม้ สี มาธิในการเรยี นมากขน้ึ

อภิปรายผลการวจิ ัย

จากการศกึ ษาเกีย่ วกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม ในแต่
ละด้าน สามารถนาํ มาอภิปรายผลได้ดังน้ี

ผลการวิเคราะห์ในแต่ละด้าน พบว่า ระดับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมทั้งหมดน้ีอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๓๖)
เม่ือพิจารณาเป็นรายได้ตามลําดับ มากท่ีสุด คือ ด้านคุณภาพชีวิตจากการสวดมนต์แปลไทย (  = ๔.๔๒)
รองลงมา คือ ความเช่ือด้านการสวดมนต์ (  = ๔.๓๔) และน้อยท่ีสุด คือ ด้านอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย
(  = ๔.๓๑)

๑) ระดับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร ความเชื่อด้านการสวดมนต์ท้ังหมดนี้อยู่ในระดับมาก (  = ๔.๓๔) เมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อได้ตามลําดับ มากที่สุด คือ เช่ือว่าบทสวดมนต์ สามารถปูองกันภัยจาก สัตว์ร้ายได้ (  =
๔.๔๙) มีความเห็นสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูโอภาสธรรมพิทักษ์ (เสียม เตชธมฺโม)๑ ได้ทําการวิจัยเร่ือง
พัฒนาการรูปแบบการสวดมนต์ในสังคมไทยป๎จจุบัน โดยมีการวิเคราะห์พัฒนาการรูปแบบการสวดมนต์ใน
สังคมไทยป๎จจบุ ันซ่งึ ในสงั คมไทยยงั คงรักษาวฒั นธรรมทางความเช่อื ในรูปแบบการสวดมนต์ท่ีได้รับการถ่ายทอดมา
จากศรีลังกา และได้มีพัฒนาการเก่ียวกับการสวดมนต์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของตน เพ่ือสืบทอดหลักธรรมคํา
สอนให้คงอยู่อย่างย่ังยืน แต่ก็ไมล่ ะเลยถึงการเรยี นรใู้ นภาษาท้องถ่ินของตน การสวดมนต์ในสังคมไทยจะมีระเบียบ
แบบแผนมากกว่าในสมัยพทุ ธกาลเนื่องจากมกี ารกําหนดบทสวดมนต์ท่ีเหมาะสมกับงาน และมีการประพฤติปฏิบัติ
ท่ีสืบตอ่ กันมาอยา่ งเครง่ ครดั จนถึงสมัยป๎จจุบนั เพอ่ื เป็นแนวทางในการดําเนินชวี ติ อย่างมีความสุข

๒) ระดับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร ด้านอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย ทั้งหมดน้ีอยู่ในระดับมาก (  =
๔.๓๑) เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายได้ตามลาํ ดับ มากที่สุด คือ การสวดมนต์แปล คือการสาธยายพระธรรมคําสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า (  = ๔.๔๔) มีความเห็นสอดคล้องกับงานวิจัยของ นางณัฏฐรัตน์ ผาทา๒ ได้ทําการวิจัยเรื่อง
การศึกษาวิเคราะห์บทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถา (คาถาพาหุง) นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย บทสวดน้ีแต่ละคาถาล้วนมีหลักธรรมท่ีสําคัญปรากฏอยู่ เช่นหลักขันติธรรม หลักอธิษฐาน
ธรรม คือการตั้งสัจจะอธิษฐานเพื่อให้บรรลุเปูาหมายที่บรรลุได้ยาก นอกจากน้ันก็ยังมีหลักธรรมที่สําคัญก็คือหลัก
แห่งความเมตตาท่ีท่านมุ่งสอนให้ผู้สวดมนต์รู้จักการแผ่เมตตาเป็นเบ้ืองต้น ก่อนที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ใน

๑ พระครูโอภาสธรรมพิทักษ์ (เสียม เตชธมฺโม),”พัฒนาการรูปแบบการสวดมนต์ในสังคมไทยป๎จจุบัน”,วารสาร มจร
พทุ ธปญั ญาปรทิ รรศน์, ปที ่ี ๑ ฉบับ๑ ( มกราคม-เมษายน ๒๕๕๙)

๒ นางณัฏฐรัตน์ ผาทา, “การศึกษาวิเคราะห์บทสวดมนต์พุทธอัฏฐชยมงคลคาถา (คาถาพาหุง)” ,วิทยานิพนธ์
ปริญญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๕

๒๖

ชีวติ โดยหลักธรรมทีป่ รากฏในทกุ คาถานัน้ มนี ยั ของวิธีการทจี่ ะเอาชนะอปุ สรรครวมอยู่ด้วยซึ่งถือว่างานวิจัยชิ้นนี้ มี
ส่วนเกย่ี วข้องกบั หัวขอ้ วิจัยท่ีกําลังดําเนนิ การอย่นู ี้เปน็ อย่างมาก

๓) ระดับศึกษาผลของการสวดมนต์แปลท่ีมีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร ด้านคุณภาพชีวิตจากการสวดมนต์แปลไทย ท้ังหมดน้ีอยู่ในระดับมาก (  =
๔.๔๒) เม่ือพิจารณาเป็นรายได้ตามลําดับ มากท่ีสุด คือ มีความม่ันคงในพระรัตนตรัย (  = ๔.๕๘) มีความเห็น
สอดคล้องกับงานวิจัยของ นางสาวพราห์มมร โลํสุวรรณ๑ ได้ทําการวิจัยเรื่อง การศึกษาเรื่องการสวดมนต์ที่มีผล
ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพุทธศาสนิกชนในสังคมไทย : เพ่ือศึกษาพุทธศาสนิกชนวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
วรมหาวิหาร อําเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก โดยมีประเด็นเน้ือหาของพุทธศาสนิกชนผู้ท่ีมาสวดมนต์ ที่มีความเห็น
ต่อทัศนคติที่ต่างกัน แต่นําการสวดมนต์มีผลต่อการปรับใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้เป็น
อย่างดี ทําให้จิตใจสงบไม่ฟุูงซ่าน มีสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว การสวดมนต์มีจุดประสงค์ท่ีหลากหลาย และมี
อิทธิพลท่ีสําคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของพุทธศาสนิกชนผู้มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย และพิธีกรรมการสวดมนต์ถือว่าเป็น
การธํารงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรได้ทางหน่ึง เพราะว่าการสวดมนต์ เป็นการพรรณนาพระธรรมคําส่ังสอน
ของพระพุทธเจ้า หลังจากการสวดมนตจ์ ะมีอานุภาพทาํ ใหเ้ กิดความปลอดภัยจากอนั ตรายท้ังปวงได้อย่างแน่นอน

สรปุ องคค์ วามร๎ทู ไี่ ดจ๎ ากการวิจัย

จากการสรุปองค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า นักเรียนที่มี เพศ ระดับชั้น ระดับผลการเรียน การเข้า
กิจกรรมสวดมนต์ และประสบการณใ์ นการสวดมนต์ แตกต่างกัน มีความคิดเห็นศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มี
ผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม โดยผลของระดับศึกษาผลของการสวดมนต์
แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียนวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมทั้งหมด
นี้อยู่ในระดับมาก (  = ๔.๓๖) เมื่อพิจารณาเป็นรายได้ตามลําดับ มากท่ีสุด คือ ด้านคุณภาพชีวิตจากการสวด
มนต์แปลไทย (  = ๔.๔๒) รองลงมา คือ ความเช่ือด้านการสวดมนต์ (  = ๔.๓๔) และน้อยท่ีสุด คือ ด้าน
อานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย (  = ๔.๓๑) ผลการเปรียบเทียบ นักเรียนที่มี เพศ ระดับผลการเรียน การ
เข้ากิจกรรมสวดมนต์ และประสบการณ์ในการสวดมนต์ต่างกัน มีความเห็นไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านระดับชั้น ท่ี
มีความคิดแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสําคัญทางสถิติ

ป๎ญหาที่เกิดข้ึน คือ นักเรียนบางส่วนยังไม่เชื่อเร่ืองการสวดมนต์ หรือไม่ค่อยชอบสวดมนต์, นักเรียน
นอ้ ยคนจะสวดมนตเ์ ป็นประจาํ เน่ืองจากทํากจิ กรรมอยา่ งอ่ืน และ ทางด้านชีวิตประจําวัน นักเรียนบางส่วนยังไม่รู้
ว่าสวดมนต์เพ่ืออะไร ข้อเสนอแนะ คือ ต้องการให้เห็นความเชื่อด้านการสวดมนต์น้ัน เป็นรูปธรรมมากขึ้น, อยาก
ให้ทุกคนมีความเข้าใจในการสวดมนต์แปลนําไปใช้ในชีวิตประจําอย่างสม่ําเสมอ และ อยากให้เด็กนักเรียนพัฒนา
ทั้งกายและใจในทางทดี่ ีมากข้ึน

ผลการสมั ภาษณ์ พบวา่ การสวดมนตน์ ัน้ เชื่อว่าจะทําให้เรามีสมาธิมากขึ้น ทําให้เกิดสมาธิทําให้มีจิตใจ
เมตตา, ด้านอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย การสวดมนต์แปลเป็นส่วนหน่ึงท่ีทําให้เกิดอานิสงส์เช่น การ
เกิดปญญา การเกิดสมาธิ รกั ษาโรคภัยไขเ้ จ็บ ในเร่ืองของเรียนที่ทําให้มีสมาธิในการเรียนมากข้ึน มีสติป๎ญญา มีจิต

๑ นางสาวพราห์มมร โล่สุวรรณ, “การศึกษาเรื่องการสวดมนต์ที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพุทธศาสนิกชนใน
สังคมไทย : เพ่ือศึกษาพุทธศาสนิกชนวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อําเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก”, วิทยานิพนธ์ปริญญา
พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๖)

๒๗

ผ่องใส และการสวดมนต์ทําให้เห็นว่าทําให้คนมีสติมากข้ึนทําอะไรไม่ผิดพลาด ทําให้รู้จักผิดชอบช่ัวดี มี
พัฒนาการทางด้านสมองและอารมณ์ทด่ี ี สง่ เสรมิ ทางด้านจติ ใจ ปญ๎ ญา และเขา้ ใจในชีวติ ตามแผนภาพท่ี ๑

ศกึ ษาผลของการสวดมนต์แปลท่มี ผี ลต่อคุณภาพชีวติ ของนักเรียนชน้ั
ประถมศึกษา โรงเรยี นวัดช่องลม กรุงเทพมหานคร

นกั เรยี นท่ีมี เพศ ระดับช้ัน ระดบั ผลการเรยี น ภาพรวมท้ังหมดนอี้ ยู่ในระดบั มาก (๔.๓๖) เม่อื
การเข้ากจิ กรรมสวดมนต์ และประสบการณ์ พจิ ารณาเป็นรายได้ตามลาํ ดบั มากที่สุด คือ ด้าน
ในการสวดมนต์ แตกต่างกนั มคี วามคดิ เหน็ คุณภาพชีวิตจากการสวดมนต์แปลไทย (๔.๔๒)
ศึกษาผลของการสวดมนตแ์ ปลที่มผี ลตอ่ รองลงมา คอื ความเช่ือดา้ นการสวดมนต์ (๔.๓๔)
คณุ ภาพชวี ิตของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษา และน้อยทีส่ ดุ คอื ด้านอานสิ งสข์ องการสวดมนต์

โรงเรยี นวดั ช่องลม แปลไทย (๔.๓๑)

นกั เรียนท่ีมี เพศ ระดับผลการเรียน การเข้า ปญ๎ หาทีเ่ กิดขึ้น คือ นกั เรยี นบางส่วนยงั ไม่ ข้อเสนอแนะ คอื ต้องการใหเ้ หน็ ความเชอ่ื
กจิ กรรมสวดมนต์ และประสบการณใ์ นการ เชื่อเรื่องการสวดมนต์ หรือไม่ค่อยชอบสวด ด้านการสวดมนต์นน้ั เป็นรูปธรรมมากขน้ึ ,
สวดมนต์ตา่ งกัน มีความเหน็ ไม่แตกตา่ งกัน อยากใหท้ กุ คนมคี วามเขา้ ใจในการสวดมนต์
ยกเวน้ ดา้ นระดบั ช้นั ทีม่ คี วามคิดแตกตา่ งกัน มนต,์ นกั เรียนนอ้ ยคนจะสวดมนตเ์ ป็น แปลนําไปใช้ในชีวิตประจาํ อยา่ งสมา่ํ เสมอ
ประจํา เน่ืองจากทํากจิ กรรมอยา่ งอื่น และ และ อยากให้เดก็ นักเรียนพฒั นาทัง้ กายและ
อยา่ งมนี ัยสาํ คัญทางสถิติ ทางด้านชีวิตประจาํ วนั นกั เรียนบางส่วนยงั
ใจในทางท่ีดีมากขน้ึ
ไมร่ ้วู ่าสวดมนตเ์ พอื่ อะไร

ผลการสมั ภาษณ์ พบวา่ การสวดมนตน์ ้ันเช่ือวา่ จะทาํ ใหเ้ รามีสมาธิมากข้นึ ทาํ
ใหเ้ กดิ สมาธทิ าํ ใหม้ จี ิตใจเมตตา, ด้านอานิสงส์ของการสวดมนต์แปลไทย การ
สวดมนตแ์ ปลเป็นส่วนหนง่ึ ท่ีทาํ ให้เกดิ อานิสงส์เช่น การเกิดปญญา การเกดิ
สมาธิ รกั ษาโรคภยั ไข้เจ็บ ในเรื่องของเรียนท่ที าํ ใหม้ สี มาธใิ นการเรียนมากขนึ้ มี
สติป๎ญญา มีจิตผอ่ งใส และการสวดมนต์ทาํ ให้เหน็ ว่าทาํ ใหค้ นมีสตมิ ากขึน้ ทาํ

อะไรไแมผ่ผิดนพภลาาดพททาํ ่ี ใ๑หร้ แ้จู กัสผดิดงชคอบวชา่ัวมดรี มู้ทพี ่ีไัฒดน้จาากการกทาารงวด้าจิ นยั สมองและ

อารมณท์ ีด่ ี สง่ เสริมทางดา้ นจติ ใจ ปญ๎ ญา และเขา้ ใจในชวี ติ

สรุป

การสวดมนตม์ ีจุดกาํ เนดิ มาจากการศึกษาเลา่ เรียนพระพุทธพจน์ เพื่อทรงจําและสืบต่อคําสั่งสอนของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง โดยพระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาลได้นําพระสูตรต่าง ๆ มาสวดสาธยายในรูปแบบการ
บริกรรมภาวนาให้เกิดเป็นสมาธิ จึงเรียกว่า “พระพุทธมนต์” เม่ือบริกรรมภาวนาพระพุทธพจน์จนจิตเป็นสมาธิ
ย่อมเกดิ พลานภุ าพในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ทาํ ให้เกดิ สงิ่ ทด่ี ีงามขึ้นในชีวติ จติ ใจทีไ่ ม่ดกี ็จะดี

โดยงานวิจัยนี้ได้นําหนังสือสวดมนต์แปลไทย มาเป็นแนวทางในการสวดมนต์แปลไทย เพราะว่าการสวด
มนต์โดยรู้ความหมายสาระสําคัญของบทที่สวดจากคําแปลไทยก็จะยิ่งทําให้เกิดศรัทธาเช่ือม่ันในบทสวดมากข้ึน
ส่งผลให้ได้รับอานิสงส์จากการสวดมนต์ถึง ๒ ด้านพร้อมๆกัน คือ ความสงบของจิตใจ และแสงสว่างทางป๎ญญา
สามารถนําหลักธรรมในบทสวดที่แปลไทยไปปฏิบัติตามได้ ดังน้ัน การสวดมนต์แปลจึงเป็นการทําเพ่ือความเจริญ
แก่ตน ทั้งในด้านสติป๎ญญาและพัฒนาจิตใจให้งดงาม ส่ังสมศรัทธาให้ยึดมั่นและน้อมนําไปในการทําความดี การ

๒๘

สวดมนต์น้ัน ถ้าเพียงแต่สวดคิดพิจารณาไม่นําไปประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับผลไม่เต็มที่โดยใช้การสนับสนุนจากวัด
และโรงเรียนร่วมกันในการจัดให้มีการสวดมนต์แปลก่อนเรียนวิชาพระพุทธศาสนาและกิจกรรมการสวดมนต์แปล
เป็นประจาํ ทุกวนั ศุกร์ใหใ้ ชห้ นังสอื คมู่ ือการสวดมนต์แปลของวัดช่องลมในการสวดมนต์

ข๎อเสนอแนะ

การวิจัยเร่ือง “ศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนช้ันประถมศึกษา โรงเรียน
วัดช่องลม กรงุ เทพมหานคร” ผ้วู ิจัยมขี อ้ เสนอแนะดังน้ี

๘.๑ ข๎อเสนอเชิงนโยบาย
๑) ควรมีการนําเสนอแนวทางในการสวดมนต์ เพ่ือให้สามารถนําพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน และ
ประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้
๒) ควรมีการนาํ เสนอแนวคดิ หลายมุมมองเก่ยี วกับการสวดมนต์ ว่าสามารถนําไปพฒั นาแนวไหนได้อีก
๓) ควรมนี โยบายในการสวดมนต์เพ่ือฝึกสมาธิ และฝึกการควบคุมอารมณท์ ่ีดีต่อไป
๘.๒ ข๎อเสนอเชิงปฏิบตั ิ
๑) ควรมกี ารจัดกจิ กรรมในวัดสาํ คัญ ร่วมกับการสวดมนต์ เพือ่ ฝึกฝนสมาธิ และกจิ กรรมอ่ืนๆ รว่ มด้วย
๒) ควรมนี ําสอ่ื ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการการสวดมนต์ เพอ่ื ฝึกฝนสมาธิ และกจิ กรรมอื่นๆ ร่วมด้วย
๓) ควรมีการจัดบรรยากาศในการทําารสวดมนต์ เพื่อฝึกฝนสมาธิ และกิจกรรมอ่ืนๆ ให้มีบรรยากาศท่ี
เหมาะสม และรม่ รน่ื
๘.๓ ข๎อเสนอแนะเพ่ือการทาวจิ ัยในครั้งตํอไป
๑) ควรศึกษาลักษณะกลุ่มตัวแปรตามเดียวกัน เพ่ือขยายขอบข่ายในพ้ืนท่ีการวิจัยให้กว้างออกไปหลาย
จงั หวัด เพือ่ ให้ไดห้ ลากหลายมมุ มองในศึกษาผลของการสวดมนต์แปลท่ีมีผลต่อคุณภาพชวี ิตของนักเรียน
๒) ควรมกี ารสมั ภาษณเ์ ชิงลกุ จากกลุ่มผู้ใหข้ อ้ มูลหลายๆ ฝุาย เพื่อให้ไดข้ ้อมูลท่ลี ุ่มลึกหลากหลายมุมมอง
๓) ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตัวแปรท่ีศึกษา โดยเพิ่มป๎จจัยที่เกี่ยวข้องท่ีส่งผลต่อความสําเร็จต่อ
การศึกษาและเป็นแนวทางในการประยุกต์ศึกษาผลของการสวดมนต์แปลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน
ต่อไป

เอกสารอ๎างองิ

ณัฏฐรตั น์ ผาทา. “การศึกษาวิเคราะห์บทสวดมนตพ์ ุทธอัฏฐชยมงคลคาถา (คาถาพาหุง)”.วทิ ยานิพนธป์ ริญญา
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐.

นางสาวพราห์มมร โล่สุวรรณ. “การศึกษาเรื่องการสวดมนต์ที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพุทธศาสนิกชน
ในสังคมไทย : เพ่ือศึกษาพุทธศาสนิกชนวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อําเภอเมืองจังหวัด
พิษณุโลก”. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย :มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๖.

พระครูโอภาสธรรมพิทักษ์ (เสียม เตชธมฺโม).”พัฒนาการรูปแบบการสวดมนต์ในสังคมไทยป๎จจุบัน”.วารสาร มจร
พุทธป๎ญญาปริทรรศน์ ปีท่ี ๑ ฉบบั ๑ ( มกราคม-เมษายน ๒๕๕๙)

๒๙

การศึกษาอตั ลกั ษณข์ องชุมชนชาวพทุ ธมอญตามหลักพระพทุ ธศาสนาในตาบลทรงคะนอง
อาเภอพระประแดง จงั หวดั สมทุ รปราการ

A RESEARCH OF THE BUDDHIST MON COMMUNITY IDENTITY ACCORDING TO THE BUDDHIST
PRINCIPLES IN TAMBOL SONGKANONG, AMPHOE PHRA PRADAENG, SAMUT PRAKARN PROVINCE

พระมหาปริทศั น์ วรกิจฺโจ
Phramaha Paritas Worakitjo
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
Email: [email protected]

บทคัดยํอ

การทาํ วจิ ัยในครัง้ น้ผี ู้ทาํ วจิ ัยได้มุ่งศึกษาถึง“การศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลักพระ
พทุ ธ ศาสนาในตําบลทรงคะนอง อาํ เภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ” ผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการวิจัยแบบ การ
วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)
เพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีจะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทําวิจัย โดยกําหนดรูปแบบการดําเนินการวิจัย คือ การ
วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพ่ือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาอัตลักษณ์ของ
ชุมชนชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ, เพ่ือศึกษาลักษณะการนับถือ
หลักพระพทุ ธศาสนาของชุมชนชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และ
เพ่ือศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนาในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง
จังหวัดสมุทรปราการประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสําคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูล
สําคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญ ตามหลัก
พระพุทธศาสนาในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้วิจัยใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง
ผู้ให้ข้อมูลสําคัญท่ีเกี่ยวข้อง จํานวน ๑๒ คน/รูปโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบอรรกถาธิบายและพรรณนา
ความ วิเคราะห์ลักษณะป๎ญหาจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ และงานวิจัยที่เก่ียวกับประกอบด้วย ๑) รวบรวม
ข้อมูลจากเอกสารท่ีเก่ียวข้อง ๒) จัดลําดับข้อมูล ๓) จากการสัมภาษณ์ และ ๔) นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เน้ือหา
ตามประเดน็ ๕) สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

ผลการวจิ ัย พบวา่
๑) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกเก่ียวกับประวัติความเป็นมาของอัตลักษณ์หลักพระพุทธศาสนาและลักษณ์
ของชมุ ชนชาวพุทธมอญตามหลกั พระพทุ ธศาสนา พบว่า ประวัติชาวมอญนั้นมีความสําพันธ์กับพระพุทธศาสนามา
ต้งั แต่ครัง้ พทุ ธกาลแล้ว นัยวา่ ชาวมอญเช่ือกันว่าอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนาเป็นชาวมอญคือ ตปุสสะ-ภัลลิกะ
เพราะฉนั้นชาติมอญกับพระพุทธศาสนาศรัทธานับถือกันมาเนิ่นนาน แม้จะมาอยู่ในประเทศใดๆ มอญกับ
พระพุทธศาสนาก็ไม่เคยเสื่อมคลาย
๒) ความเชื่อและพิธีกรรมเก่ียวกับอัตลักษณ์ชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนา พบว่าจากความเช่ือ
ตามที่ได้พบเห็น ลักษณะการเป็นอยู่ มีความเช่ือมโยงกับความเป็นมาของพิธีกรรมของชาวพุทธมอญซ่ึงรู้จักความ
เป็นมาของพิธีกรรมชาวพุทธมอญ ต.ทรงคะนองจากพิธีเทาะอะโหย่งจ๊าต/การสร้างพุทธรูป อิงพุทธประวัติ และ

๓๐

ปฐมพุทธวจนะ (อะเนกะชาติสังการัง) สัตตมหาสถาน ทั้งยังทราบจากพิธีทําบุญมอญ หนุ่มสาวประสานสามัคคี
รจู้ ักกันในงานสงกรานต์ จากพธิ ีกรรมอืน่ ๆ

๓) อิทธิพลของพระพุทธศาสนาท่ีมีต่ออารยประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ขนบธรรม เนียมประเพณี วัฒนธรรม
สถาป๎ตยกรรม ศิลปกรรมและคนตรีชุมชนชาวชาวพุทธมอญใน ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ. สมุทปราการ
พบว่า ศาสนาพุทธกับชุมชนชาวพุทธมอญมีความสัมพันธ์กันมานาน “คนมอญชอบทําบุญ” ขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชุมชนชาวมอญมักเกี่ยวข้องกับศาสนา เช่นสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ตักบาตรนํ้าผึ้ง ขึ้น
บา้ นใหม่ พิธีศพ ฯลฯ

คาสาคัญ: อัตลกั ษณ์, ชาวพทุ ธมอญ, อตั ลักษณม์ อญ

Abstract

In this research, the researcher aimed to investigate “the Buddhist Mon Community Identity
according to the Buddhist Principles in Tambol Songkanong, Amphoe Phra Pradaeng, Samut
Prakarn Province.” Its methodology was qualitative research and its data collection was through
in-depth interviews to achieve its objective. Its procedural method was conducted with ๑๒
purposive key informants responsive to its objectives which investigated the Buddhist Mon
community identity, its characteristics, and identity of adherence to the Buddhist Principles in
Tambol Songkanong, Amphoe Phra Pradaeng, Samut Prakarn Province. The analysis employed
explanatory and descriptive statistics, documentary analysis, content analyses, and related
researches which involved ๑) gathering related documents, ๒) data categorization, ๓) interview
data, and ๔) adoption of data for analyzing the coherent issue, and ๕) conclusion, discussion,
and recommendation.

The research results were found that:
๑) With the in-depth interview related to the backgrounds of the Buddhist doctrine
and community identities of the Mon according to the Buddhist principles, it was found that the
Mon history, it had a relationship with Buddhism since the Buddha’s era. The Mon believed that
the first pair of Buddhist followers was the Mon named Tapussa - Bhallika. As such, the Mon and
Buddhism have long been faithful and devoted regardless of countries they have settled. The
Mon and Buddhism would never deteriorate in belief.
๒) The belief and rites about the Mon identity according to the Buddhist principles
were found that the witnessed belief and the nature of existence linked to the ritual background
of the Buddhist Mon, which was in Tambol Songkanong were the rites of Tor A Yong Jat/ Buddha
image construction that adhered to the Buddha’s history, the primal words of Buddha
(Anekkajata Sanggārañ), Sattamahastān. It was also known from the Mon’s merit-making, the
unification of the Mon lads and lasses, and from other rites.
๓) The Buddhist influence over the historical civilization, way of life, custom, tradition,
culture, architecture, the Mon fine arts and music in Tambol Songkanong, Amphoe Phra
Pradaeng, Samut Prakarn Province was found that Buddhism and the Mon have long been

๓๑

related. “The Mon favored making merits”. Its customs and traditions were likely related to
religion such as the Songkran, the Buddhist Lent, the End of Buddhist Lent, the honey alms
offering, new home living and cremation, and so on.
Keywords: Identity, The Buddhist mon, Identity mon.

บทนา

ภูมิป๎ญญา วัฒนธรรมและหลักศาสนา มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแต่ผู้คนส่วนใหญ่ท่ัวโลกกลับไม่ค่อย
แยแสนัก อีกท้ังยังมีอัตลักษณ์ท่ีต่างกันตามจารีต ประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมของตน และตามหลักคําสอน
ของพระพุทธศาสนา ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงส่งเสริมอัตลักษณ์ให้เด่นชัดย่ิงข้ึนแต่ต้องพัฒนาท้ังทางกาย
และทางใจ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นทางกายแต่แกล้งลืมทางใจ ทั้งนี้พระพุทธศาสนามีหลักการว่าถึงแม้ไม่มีพระพุทธเจ้าก็
ตามแต่ความจริงก็ยังมีอยู่ในธรรมชาติ และพระพุทธเจ้าทรงพบความจริงน้ันแล้วจึงทรงนํามาเปิดเผยเอาไว้๑
ในทางตรงกันข้ามมนุษย์ยุคโบราณเช่ือว่าชีวิตและสรรพส่ิงเกิดข้ึนจากอํานาจเร้นลับชองพวกผีสางนางไม้ เทวดา
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มนุษย์จึงเห็นว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท้ังหลายทั้งมวล ดังเช่นฟูาแลบ ฟูาร้อง ฟูาผ่า
ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว อุทกภัยและวาตภัยทีเกิดขึ้นจึงทําให้มนุษย์กลัว ดังท่ีพระพุทธเจ้าตรัสพระคาถาแก่
อคั คิทตั ตะผูอ้ อกบวชเป็นฤๅษีและบริวารดังน้ี

มนุษย์จํานวนมากและผู้ถูกภัยคุกคามต่างกล่าวถึงภูเขา ปุาไม้ อาราม และ
รุกขเจดีย์เป็นสรณะ๒จากพุทธพจน์สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า เนื่องจากไม่รู้สาเหตุ
ของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าว รวมทั้งไม่รู้และหมดทางปูองกันแก้ไข
จึงเชื่อว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกระทําของส่ิงศักด์ิสิทธิ์
หรืออทิ ธฤิ ทธิ์ของเทพเจ้าผู้ทรงบันดาลให้เป็นไป ความเช่ือจึงเกิดขึ้นและได้กลาย
มาเป็นมูลเหตุหน่ึงที่ทําให้มนุษย์เกิดความรู้สึกยอมรับและเชื่อถือนํามาเป็น
ตัวกําหนดวิถีชีวิตของมนุษย์ และวิธีการท่ีมนุษย์ปฏิบัติต่อความเช่ือเหล่านั้น
สามารถแสดงออกได้หลายวิธี แต่ที่สําคัญอย่างหน่ึงก็คือสัญลักษณ์เชิงพิธีกรรม
เน่ืองจากพิธีกรรมเป็นสัญลักษณ์ท่ีตอกย้ําคุณค่าทางวัฒนธรรมที่แสดงออกโดย
การกระทําท้ังที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ในฐานะที่พิธีกรรมจัดเป็นส่วนหนึ่ง
ของขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชน ดังน้ันพิธีกรรมจึงเป็นสัญลักษณ์ที่
สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ได้ รวมถึงความคิดเห็น ความรู้สึกของสมาชิก
ในกลุ่มด้วยกัน และการประกอบพิธีกรรมทําให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ทางสังคม
๓ ประการ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์กับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่าง
มนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน การศึกษาพิธีกรรมในรอบปีและรอบชีวิตจะทําให้เข้าใจ
ถึงบทบาทและความสําคัญของพิธีกรรมท่ีมีต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่มารวมกลุ่ม
ประกอบพธิ กี รรมดังกล่าว

๑ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์เพ็ทแอนด์โฮม
จาํ กดั , ๒๕๕๙), หนา้ ๔๗.

๒ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘๘-๑๙๒/๙๒.

๓๒

มอญ (พม่า: မွန်လမူ ျးို ; มอญ: မန် หรือ မည်; IPA: [mùn]; อังกฤษ: Mon) เป็นชนชาติเจ้าของอารย

ธรรมอนั เกา่ แก่ในแผน่ ดนิ พม่า ใชภ้ าษาตระกลู มอญ-เขมรที่มีอายุมานานกว่า ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีโดยมีคนพูดกันถึง
๕ ล้านคนตามที่พบหลักฐานในประเทศไทยที่จารึกวัดโพธิ์ร้าง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒๑ และในจารึกเสาแปด
เหลี่ยมท่ีศาลสูง เมืองลพบุรี จารกึ ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔ ราว พ.ศ. ๑๓๑๔๒

“มอญ : ชนชาติเจ้าของอารยธรรมอันเกา่ แก่ในแผน่ ดินพม่า มอญเปน็ ชนชาตทิ ี่
พูดภาษาในตระกลู มอญ-เขมร เม่ือเอย่ ถึงชนชาติ “มอญ” ในประเทศพม่า พมา่
จะถือว่ามอญเป็นชนชาติเก่าแกท่ ่ีสุดในแผ่นดนิ เมียนมา”๓
มอญรับเอาพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทราวก่อนปีพ.ศ. ๒๔๑ แม้จะเก่งทางด้านการเกษตรและการ
ชลประทาน แต่พม่าที่มีอํานาจและกองกําลังที่เหนือกว่าคอยโจมตีมอญทําให้มอญต้องถอยร่นลงใต้ไปตั้งเมืองใหม่
ท่ีหงสาวดีราวปี พ.ศ.๑๓๖๘ และในราวปี พ.ศ. ๑๖๐๐-๑๘๓๐ กรุงหงสาวดี จึงตกอยู่ใต้อํานาจพุกาม จากการ
กวาดต้อนคนมอญสู่พุกาม ทางพุกามจึงรับเอาวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนาและความเชื่อของมอญไปด้วยโดย
ปริยาย ในปี พ.ศ. ๑๘๓๐ จักรวรรดิมองโกลกรีฑาทัพมาตีพุกาม ทําให้มอญได้รับเอกราชอีกครั้ง และมะกะโท
หรือพระเจ้าฟูารั่ว ราชบุตรเขยพ่อขุนรามคําแหงมหาราชได้ทรงกอบกู้เอกราชมอญจากพม่า พร้อมสถาปนา
อาณาจักรหงสาวดี ในปีพ.ศ. ๒๐๘๑ อาณาจักรหงสาวดีเสียกรุงให้พม่าอีกคร้ัง และอีก ๒๐๐ ปีต่อมา ราวปีพ.ศ.
๒๒๘๓ สมิงทอพุทธกิตติ กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สําเร็จ และสถาปนา อาณาจักรหงสาวดีขึ้นใหม่ ทั้งได้ยกทัพ
ไปตีเมืองอังวะ ในปี พ.ศ. ๒๒๙๐ พญาทะละได้ครองอํานาจแทนสมิงทอพุทธกิตติได้ขยายอาณาเขตอย่าง
กวา้ งขวางทาํ ใหอ้ าณาจักรตองอูของพม่าสลายตัวลง จนในปี พ.ศ.๒๓๐๐ พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่า
กลับคนื มาได้ ท้งั ยงั โจมตมี อญ ในชว่ งพระเจา้ พญามองธิราชหรือพญาทะละท่ีเป็นกษัตรยิ ์องค์สุดท้ายของมอญ๔
จากปีพ.ศ.๒๓๐๐ พระเจ้าอลองพญาชนะสงคราม ชาวมอญบางส่วนจึงอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ
สมภารอโยธยาและสยามถึง ๙ คร้ัง ครั้งที่ ๑ เม่ือ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. ๒๐๘๒ –๒๐๘๔ ,
มีชาวมอญจํานวนมากหนีภัยเข้ามากรุงศรีอยุธยา คร้ังท่ี ๒ ในปี ๒๑๒๗ เม่ือพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราว
พระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนชาวมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพสู่กรุงศรีอยุธยา
ครัง้ ท่ี ๓ เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถกู ยะไขท่ าํ ลายใน พ.ศ. ๒๑๓๘ ครั้งที่ ๔ ชาวมอญต้ังอาณาจักรข้ึนใหม่ในดินแดนของ
ตน ต่อมาพระเจ้าอโนเพตลุน ปราบชาวมอญอีกใน พ.ศ. ๒๑๕๖ ชาวพุทธมอญจึงหนีภัยสู่อยุธยา คร้ังที่ ๕ใน พ.ศ.
๒๒๐๔หรือ ๒๒๐๕ ชาวมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฏ แต่พม่าปราบได้ ชาวมอญจําหนึ่งอพยพเข้ากรุงศรี
อยธุ ยาอกี ระลอกหนง่ึ ผา่ นทางด่านเจดียส์ ามองค์ และน่าจะป๎กหลักตามแนวตะเข็บชายแดน คร้ังท่ี ๖ ใน พ.ศ.
๒๓๐๐ มีนโยบายกลืนชนชาติมอญด้วยวิธีรุนแรง ชาวมอญจึงเร่งอพยพหนีมาสู่สยามอีกหลายระลอกทั้งสู่ล้านนา

๔จารึกวัดโพ (ร๎าง), อักษรป๎ลลวะ ภาษามอญโบราณ. “จารึกในประเทศไทย” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กร
มหาชน)ป๎จจุบัน-จารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ [ออนไลน์] แหล่งที่มา: https://db.sac.or.th/inscriptions/
inscribe/detail/271 (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓).

๕พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์ ผู้พบ) “จารึกเสาแปดเหลี่ยม,” ป๎จจุบันอยู่ที่หอพระสมุดวชิรญาณ กอง
หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ. D-Library | National Library of Thailand. [ออนไลน์], http://164.115.27.97/
digital/items/show /6515 (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓).

๖มอญ : ชนชาติเจ๎าของอารยธรรมอันเกําแกํในแผํนดินพมํา. ศูนย์พม่าศึกษา, [ออนไลน์], แหล่งที่มา:
https://www.gotoknow.org/posts/15498 (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓).

๗ สุดารา สุจฉายา.ประวัติศาสตร์มอญ - มอญ ชนชาติบนแผํนดินสุวรรณภูมิ [ออนไลน์ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒]
แหลง่ ที่มา: http://www.monstudies.com (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

๓๓

และเรียกตนเองว่าเม็งในป๎จจุบัน ครั้งที่ ๗ ใน พ.ศ. ๒๓๑๖ ตรงกับสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ชาวมอญก่อ
กบฏในย่างกุ้ง พม่าจึงปราบอย่างทารุณแล้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทําให้มอญต้องอพยพเข้ากรุงสยามอีก ทรง
โปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ท่ีปากเกร็ด ซ่ึงทําให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง)
คนที่นับตัวเองเป็นชาวมอญในป๎จจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้หรือหลังจากนี้ ส่วนชาวมอญท่ีอพยพก่อน
หน้าน้ีกลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มท่ีอยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี ครั้งท่ี ๘ พ.ศ. ๒๓๓๖ เม่ือ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลก มหาราชทรง ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ จําต้องถอยกลับเข้าไทย
พร้อมนําเอาชาวมอญระดบั บหวั หนา้ เข้ามายงั กรงุ เทพฯ คร้ังท่ี ๙ ในปี พ.ศ. ๒๓๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธเลิศหล้านภาลยั เนือ่ งจากชาวมอญไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานสร้างเจดีย์จึงก่อกบฏท่ีเมืองเมาะตะมะ ถูก
พม่าปราบ ตอ้ งหนีเขา้ ไทยเป็นระลอกใหญ่ราว ๔๐,๐๐๐ คนเศษ เจ้าฟูามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลท่ี ๔) เสด็จเป็นแม่
กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน กลุ่มน้ีมาตั้งรกรากท่ีสามโคก (ปทุมธานี), ปากเกร็ด
(นนทบุรี) และพระประแดง (สมุทรปราการ) กลุ่มมอญท่ีอพยพเข้ามาคร้ังน้ีเรียกว่ามอญใหม่๑ ในป๎จจุบันชุมชน
มอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญกระจายตามริมฝ่๎งแม่น้ําเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงกรุงเทพฯ
และต้งั บา้ นเรอื นอยู่ทวั่ ไปตามท่รี าบลมุ่ รมิ น้าํ ภาคกลางนบั จาก ลพบรุ ี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี
สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ
ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนต้ังภูมิลําเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลําพูน ลําปาง
ตาก กําแพงเพชร นครสวรรค์ อทุ ัยธานี ส่วนทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยท่ีอพยพลงใต้ อย่าง
ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งท่ีพระเจ้าแผ่นดินโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินทํากินให้แต่แรกอพยพเข้า
มา ทุกท่ที ่ีชาวมอญลงหลักป๎กฐานชาวมอญไดน้ าํ ขนบธรรมเนียมประเพณีและอัตตลกั ษณ์ของตนมาด้วยเสมอ๒

ม.๑๓บา้ นลดั ตะนง ( ตองอุ๊ )

ม. ๘ บ้านทรงคนอง

ภาพท๑ี่ .๑. ลักษณะที่ตั้ง ม.๘ และม.๑๓ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

๘จุลลดา ภักดีภูมินทร์, เลําเร่ืองมอญ บทความ-สารคดี ฉบับที่ ๒๔๘๖ ปีที่ ๔๘ ประจําวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน
๒๕๔๕

๙สุดารา สุจฉายา.ประวัติศาสตร์มอญ - มอญ ชนชาติบนแผํนดินสุวรรณภูมิ [ออนไลน์] แหล่งที่มา:
http://www.monstudies.com (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

๓๔

ทีม่ า: วชั ระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารสว่ นตําบลทรงคะนอง (๒๕๖๑) ลักษณะที่ตง้ั ต.ทรงคนอง:
http://www. songkanong.org/Static/ลกั ษณะ-ทต่ี ง้ั .html

ด้วยผู้วิจัยเป็นบุคคลในพ้ืนที่จึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาอัตลักษณ์ ลักษณะการนับถือหลัก
พระพุทธศาสนา และอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนาของชุมชนชาวพุทธมอญใน
ตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยชาวมอญท่ีอาศัยในตําบลดังกล่าวนี้เป็นพุทธ
ศาสนชิกชน ๑๐๐% และอพยพมาจากพม่าตอนใต้ในคร้ังเดียวกัน ผู้วิจัยได้เลือก ๒หมู่บ้านท่ีสําคัญคือ หมู่ท่ี ๘
บ้านทรงคะนอง และหมู่ที่ ๑๓ บ้านลัดตะนง (ตองอุ๊) ในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัด
สมุทรปราการ เพราะเช่ือว่าทั้งสองหมู่บ้านสามารถเป็นตัวแทนอีกทั้ง ๑๑ หมู่บ้านได้ เน่ืองจากมีกลุ่มประชากร ถึง
๙๒๗ คนซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในตําบลทรงคะนอง ท้ังน้ีเพ่ือทราบอัตลักษณ์ ลักษณะการนับถือหลัก
พระพุทธศาสนา และอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนาของชุมชนชาวพุทธมอญใน
ตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อท่ีจะได้นําไปใช้ในการวางแผนพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตตามหลกั พุทธธรรมในชุมชนเอง และในชุมชนอ่ืนๆที่มคี วามสนใจหลักพุทธธรรมเพ่ือนําไปพัฒนาคุณภาพชวี ติ

วัตถุประสงค์ของกการวจิ ัย

๑) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัด
สมทุ รปราการ

๒) เพ่ือศึกษาลักษณะการนบั ถือหลักพระพุทธศาสนาของชมุ ชนชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง
อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

๓) เพ่ือศึกษาอตั ลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลักพระพทุ ธศาสนาในตําบลทรงคะนอง อําเภอ
พระประแดง จังหวดั สมุทรปราการ

วิธีดาเนนิ การวจิ ยั /รปู แบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจัย

งานวิจยั เร่ือง “การศึกษาอัตลกั ษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนาในตําบลทรงคะนอง
อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ” น้ี งานวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็น
การวิจัยที่เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามแบบคุณภาพ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยจะดําเนินการอัดเทป จดบันทึก สังเกตและ
ถ่ายภาพในการสัมภาษณ์เชิงลึก จากนั้นจึงนําข้อมูลมาทําการเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ มี
ดงั นี้

๓.๑ ขอบเขตด๎านเอกสาร
ศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เก่ียวข้องกับอัตลักษณ์ชาติพันธ์ุชุมชนชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง
อําเภอพระประแดง จงั หวดั สมุทรปราการจาก หนังสือ เอกสาร วารสาร นิตยสาร สื่อส่ิงพิมพ์ พระไตรปิฎก คัมภีร์
อรรถกถา เป็นต้นศึกษาข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์บุคคล ผู้ร่วม งาน การบรรยาย และการสัมผัสผลงานต่าง ๆ
เกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของชาติพันธ์ุชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัด
สมทุ รปราการซ่ึงผใู้ ห้ข้อมลู เป็นท้ังบรรพชิต ผบู้ ริหารชุมชน คฤหสั ถ์และเยาวชน
๓.๒ ขอบเขตด๎านเนือ้ หา
การศึกษาวิเคราะห์ศึกษาเฉพาะประวัติ ความเป็นมาและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ชาวพุทธมอญใน
ตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการหรือแนวคิดที่สําคัญ การศึกษาอัตลักษณ์ของชาติ
พันธ์ุชาวพุทธมอญในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการตามหลักพระพุทธศาสนา การ

๓๕

วิเคราะห์อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนาในตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง
จงั หวดั สมุทรปราการ

๓.๓ ขอบเขตดา๎ นพ้ืนที่
ขอบเขตดา้ นพื้นที่ที่ใชใ้ นการศกึ ษาวเิ คราะหค์ ร้งั นท้ี ่หี มูท่ ี่ ๘ บ้านทรงคะนอง และหมู่ที่ ๑๓ บ้านลัดตะ
นง (ตองอุ๊ ) ตําบลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จงั หวดั สมทุ รปราการ

ผลการวจิ ยั

จากการวจิ ยั เร่ืองนีส้ ามารถแบ่งเป็นประเดน็ ได้ดังต่อไปน้ี
๑) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของอัตลักษณ์หลักพระพุทธศาสนาและลักษณ์
ของชมุ ชนชาวพทุ ธมอญตามหลกั พระพทุ ธศาสนา พบว่า ประวัติชาวมอญนั้นมีความสําพันธ์กับพระพุทธศาสนามา
ตัง้ แตค่ รง้ั พทุ ธกาลแล้ว นยั วา่ ชาวมอญเช่ือกันว่าอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนาเป็นชาวมอญคือ ตปุสสะ-ภัลลิกะ
เพราะฉนั้นชาติมอญกับพระพุทธศาสนาศรัทธานับถือกันมาเนิ่นนาน แม้จะมาอยู่ในประเทศใดๆ มอญกับ
พระพทุ ธศาสนาก็ไม่เคยเส่ือมคลาย
๒) ความเช่ือและพิธีกรรมเกี่ยวกับอัตลักษณ์ชาวพุทธมอญตามหลักพระพุทธศาสนา พบว่าจากความเชื่อ
ตามท่ีได้พบเห็น ลักษณะการเป็นอยู่ มีความเชื่อมโยงกับความเป็นมาของพิธีกรรมของชาวพุทธมอญซึ่งรู้จักความ
เป็นมาของพิธีกรรมชาวพุทธมอญ ต.ทรงคะนองจากพิธีเทาะอะโหย่งจ๊าต/การสร้างพุทธรูป อิงพุทธประวัติ และ
ปฐมพุทธวจนะ (อะเนกะชาติสังการัง) สัตตมหาสถาน ทั้งยังทราบจากพิธีทําบุญมอญ หนุ่มสาวประสานสามัคคี
รจู้ ักกันในงานสงกรานต์ จากพธิ กี รรมอ่ืนๆ
๓) อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่ออารยประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ขนบธรรม เนียมประเพณี วัฒนธรรม
สถาป๎ตยกรรม ศิลปกรรมและคนตรีชุมชนชาวชาวพุทธมอญใน ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ. สมุทปราการ
พบว่า ศาสนาพุทธกับชุมชนชาวพุทธมอญมีความสัมพันธ์กันมานาน “คนมอญชอบทําบุญ” ขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชุมชนชาวมอญมักเกี่ยวข้องกับศาสนา เช่นสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ตักบาตรนํ้าผึ้ง ข้ึน
บ้านใหม่ พิธีศพ ฯลฯ ๕) ผลการสัมภาษณ์เก่ียวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง
จงั หวัดนครปฐม

สรปุ องคค์ วามรท๎ู ไ่ี ด๎จากการวิจัย

รกั ษาอตั ลักษณท์ ม่ี ีอยู่

การรกั ษาอตั ฟื้นฟูอัตลักษณ์/สงิ่ ทสี่ ูญ ความย่ังยนื
ลักษณข์ องชุมชน หาย พร๎อมมผี ๎ูสืบสาน
ชาวพุทธมอญ อารยธรรมมอญ
ให้ลูกหลานมีสว่ นชว่ ยคล่คี ลาย
ตามหลัก
พระพุทธศาสนา

แผนภาพท่ี ๔.๔ สรุปองค์ความรูท้ ่ีได้จากการวิจัย

สรุปองค์ความรู้ท่ีได้จากการวิจัย พบว่า ด้วยเช่ือว่าว่าอารยประวัติความเป็นมาของชาวพุทธมอญ
จากการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอารยธรรมมอญพุทธมากว่า ๒พันปี เห็นได้จากการยึดขนบประเพณีท่ี

๓๖

บรรพบุรุษถ่ายทอดและสั่งสอนลูกหลาน และจากการปฎิบัติกันมาต้ังแต่บรรพบุรุษ มีการเผยแพร่
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญในเทศกาลต่างๆ และขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนชาวมอญมั ก
เก่ียวข้องกับศาสนา เช่นสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ตักบาตรนํ้าผึ้ง ขึ้นบ้านใหม่ พิธีศพ ฯลฯ พระ
พุทธาสนาเป็นหลักอ้างอิงขนบธรรมเนียมประเพณีทั้หมดให้เป็นไปตามครรลองของหลักธรรม ไม่เสื่อมสูญ
ปฎิบัติได้ตลอดทง้ั ยงั เปน็ แบบอย่างแก่ชนชาติอ่ืนอกี ดว้ ย ในการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญ ตามหลัก
พระพุทธศาสนา ดังน้ันชาวมอญพุทธต้องรักษาอัตลักษณ์ที่มีอยู่ ฟื้นฟูอัตลักษณ์/ส่ิงท่ีสูญหาย และให้ลูกหลานมี
ส่วนช่วยคล่ีคลาย เพื่อความย่ังยืนพร้อมมีผู้สืบสานอารยธรรมมอญ ในการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธ
มอญ ตามหลักพระพุทธศาสนา ดังน้ันชาวมอญพุทธต้องรักษาอัตลักษณ์มอญท่ีมีอยํู กลุ่มชาติพันธ์ุมอญยังคงมี
ต้นแบบทางวัฒนธรรมร่วมกันในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เช่น ด้านภาษา ด้านศาสนา ด้านอาหาร ด้านการ
แต่งกาย รวมไปถึงด้านประเพณีและพิธีกรรม นอกจากนั้นยังต้อง ฟื้นฟูอัตลักษณ์/ส่ิงที่สูญหาย เช่นภาษาญัฮกุร
และ ‘ภาษาชอง’ ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลมอญ-เขมร ของคนชองในแถบจังหวัดจันทบุรี ทั้งสองภาษานี้จึงได้ถูก
บรรจุเข้าไปในหลักสูตรท้องถ่ิน และการให๎ลูกหลานมีสํวนชํวยคล่ีคลาย เพราะลูกหลานจะได้ภูมิใจในอารยธรรม
กว่า ๒๐๐๐ปีของตนหรือแม้แต่มีคนมอญเคยเป็นสานุศิษย์พระพุทธเจ้าเช่นท่านตปุสสะ-ภ้ลลิกะ ท้ังน้ีจะได้มี
ทายาทอารยธรรมมอญเพ่ือความยั่งยืนพร้อมมีผูส้ ืบสานอารยธรรมมอญต่อไป

สรปุ

ภูมิป๎ญญา วัฒนธรรมและหลักศาสนา มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแต่ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกกลับไม่ค่อย
แยแสนัก อีกทั้งยังมีอัตลักษณ์ท่ีต่างกันตามจารีต ประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมของตน และตามหลักคําสอน
ของพระพุทธศาสนา ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงส่งเสริมอัตลักษณ์ให้เด่นชัดย่ิงข้ึนแต่ต้องพัฒนาทั้งทางกาย
และทางใจ

ทั้งนี้พระพุทธศาสนามีหลักการว่าถึงแม้ไม่มีพระพุทธเจ้าก็ตามแต่ความจริงก็ยังมีอยู่ในธรรมชาติ และ
พระพุทธเจา้ ทรงพบความจรงิ นัน้ แล้วจงึ ทรงนํามาเปิดเผยเอาไว้ ในทางตรงกันข้ามมนุษย์ยุคโบราณเช่ือว่าชีวิตและ
สรรพสิง่ เกิดขน้ึ จากอาํ นาจเร้นลบั ชองพวกผีสางนางไม้ เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มนุษย์จึงเห็นว่าปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติท้ังหลายทั้งมวล ดังเช่นฟูาแลบ ฟูาร้อง ฟูาผ่า ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว อุทกภัยและวาตภัยที
เกิดข้ึนจึงทําใหม้ นษุ ย์กลวั

ด้วยเช่ือว่าว่าอารยประวัติความเป็นมาของชาวพุทธมอญ จากการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอารย
ธรรมมอญพุทธมากว่า ๒พันปี เห็นได้จากการยึดขนบประเพณีที่บรรพบุรุษถ่ายทอดและสั่งสอนลูกหลาน และ
จากการปฎิบัติกันมาต้ังแต่บรรพบุรุษ มีการเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญในเทศกาลต่างๆ และ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนชาวมอญมักเก่ียวข้องกับศาสนา เช่นสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ตัก
บาตรน้าํ ผ้ึง ข้ึนบา้ นใหม่ พธิ ศี พ ฯลฯ พระพุทธาสนาเป็นหลกั อา้ งอิงขนบธรรมเนียมประเพณีทั้หมดให้เป็นไปตาม
ครรลองของหลักธรรม ไม่เส่ือมสูญ ปฎิบัติได้ตลอดทั้งยังเป็นแบบอย่างแก่ชนชาติอ่ืนอีกด้วย ในการรักษาอัต
ลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญ ตามหลักพระพุทธศาสนา ดังน้ันชาวมอญพุทธต้องรักษาอัตลักษณ์ที่มีอยู่
ฟ้ืนฟูอัตลักษณ์/สิ่งที่สูญหาย และให้ลูกหลานมีส่วนช่วยคล่ีคลาย เพ่ือความยั่งยืนพร้อมมีผู้สืบสานอารยธรรม
มอญ ในการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญ ตามหลักพระพุทธศาสนา ดังน้ันชาวมอญพุทธต้องรักษาอัต
ลักษณ์มอญท่ีมีอยํู กลุ่มชาติพันธุ์มอญยังคงมีต้นแบบทางวัฒนธรรมร่วมกันในอีกหลายพื้นที่ท่ัวประเทศไทย เช่น
ด้านภาษา ด้านศาสนา ด้านอาหาร ด้านการแต่งกาย รวมไปถึงด้านประเพณีและพิธีกรรม นอกจากนั้นยังต้อง
ฟ้นื ฟูอัตลักษณ์/สิ่งที่สูญหาย เช่นภาษาญัฮกุรและ ‘ภาษาชอง’ ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลมอญ-เขมร ของคนชองใน
แถบจงั หวดั จนั ทบรุ ี ทง้ั สองภาษานีจ้ ึงได้ถูกบรรจุเข้าไปในหลักสตู รท้องถ่ิน

๓๗

ขอ๎ เสนอแนะ

การวจิ ัยเร่ือง “การศึกษาอตั ลักษณ์ของชมุ ชนชาวพุทธมอญตามหลกั พระพุทธศาสนาในตําบลทรงคะนอง
อาํ เภอพระประแดง จังหวดั สมุทรปราการ” ผู้วจิ ยั มขี ้อเสนอแนะดังน้ี

๗.๑. ข๎อเสนอแนะในการนาผลวจิ ัยไปใช๎
ด้วยผู้ให้ข้อมูลสําคัญเสนอใช้อิทธิพลของพระพุทธศาสนาเพื่อสืบสานอารยธรรมชาวพุทธมอญให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดสําหรับชนรุ่นหลังได้โดยต้องเคารพพระพุทธเจ้า และวิถีชีวิตอิงคําสอนพระพุทธศาสน ดังนั้นควร
รวบรวม เรยี บเรียงคําสอนพระพุทธศาสนาทําให้ง่ายแก่การเข้าใจเพื่อยุวชนรุ่นต่อๆมาจะให้ความนใจและสนุกกับ
หลักและคาํ สอนพระพทุ ธศาสนา เมื่อมีนโยบายพเิ ศษเพื่อสง่ เสรมิ การตลาดให้กับตําบลทรงคนองท่ีวัดคันลัดมีศูนย์
บูรณาการเปน็ รูปพิพิธภัณฑ์ โดยจัดให้เยาวชนแต่ละหมู่บ้านได้มีโอกาสหมุนเวียนเข้ามาให้บริการเผยแพร่สืบสาน
อารยธรรม ประเพณีและพิธีกรรมมอญพร้อมกับผู้ใหญ่ทั้งที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงและผู้สนับสนุนจากทุกฝุาย
และ เมอื่ ศนู ย์อนุรักษณ์ สบื สาน วจิ ัยอารยธรรม ประเพณีและพิธีกรรมมอญโดยตรงและรวบรวมงานวิจัย หนังสือ
ตาํ ราอารยธรรม ประเพณีและพิธกี รรมมอญ เพื่อเป็นหนังสือบันทึกไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงต่างๆ และเพ่ือการเผยแพร่
ต่อไป
๗.๒. ขอ๎ เสนอแนะทางนโยบาย
การสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอารยธรรมมอญพุทธมากว่า ๒พันปี เห็นได้จากการยึด
ขนบประเพณีที่บรรพบุรุษถ่ายทอดและส่ังสอนลูกหลาน และจากการปฎิบัติกันมาต้ังแต่บรรพบุรุษ มีการ
เผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญในเทศกาลต่างๆ และขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนชาวมอญ
มักเกี่ยวข้องกับศาสนา เช่นสงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา ตักบาตรน้ําผ้ึง ข้ึนบ้านใหม่ พิธีศพ ฯลฯ พระ
พุทธาสนาเป็นหลักอ้างอิงขนบธรรมเนียมประเพณีทั้หมดให้เป็นไปตามครรลองของหลักธรรม ไม่เสื่อมสูญ
ปฎิบัติได้ตลอดท้ังยังเป็นแบบอย่างแก่ชนชาติอื่นอีกด้วย โยในทางนโยบายในการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาว
พทุ ธมอญ ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ดังน้ันชาวมอญพุทธต้องรักษาอัตลักษณ์ท่ีมีอยู่ ฟ้ืนฟูอัตลักษณ์/ส่ิงท่ีสูญหาย
และใหล้ ูกหลานมีสว่ นชว่ ยคล่ีคลาย เพือ่ ความย่งั ยืนพรอ้ มมีผสู้ ืบสานอารยธรรมมอญ
๗.๓. ขอเสนอแนะในการวิจัยคร้ังตํอไป
เนื่องจากต้องรวบรวม เรียบเรียงคําสอนพระพุทธศาสนาทําให้ง่ายแก่การเข้าใจเพื่อยุวชนรุ่นต่อๆมา
จะให้ความสนใจและสนุกกับหลักและคําสอนพระพุทธศาสนา จึงควรมีการศึกษาวิจัยเก่ียวกับคําสอน
พระพุทธศาสนาว่าเรียบง่ายและยุวชนสนใจในหลักคําสอนพระพุทธศาสนา เพ่ือให้เยาวชนแต่ละหมู่บ้านท่ีได้มี
โอกาสหมุนเวียนเข้ามาให้บริการเผยแพร่สืบสานอารยธรรม ประเพณีและพิธีกรรมมอญว่าน่ามีสิ่งใดที่ต้องเสริม
นอกจากทางเทคโนโลยีหรือจําเป็นต้องหาสมาชิกเพิ่มมากกว่าเยาวชนชุดเด่ียวที่ต้องหมุนเวียนกันมาโดยตลอด
และควรศึกษาวิจัยเปรียบเทียบเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชุมชนชาวพุทธมอญ ตามหลักพระพุทธศาสนาในหมู่อ่ืนๆ
เชน่ หมูท่ ี่ ๑-๑๒ ตาํ บลทรงคะนอง อําเภอพระประแดง จังหวัดสมทุ รปราการ

เอกสารอ๎างอิง

จารึกวัดโพ (ร๎าง). อักษรป๎ลลวะ ภาษามอญโบราณ. “จารึกในประเทศไทย” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กร
มหาชน)ป๎จจุบัน-จารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ [ออนไลน์] แหล่งที่มา:
https://db.sac.or.th/inscriptions/ inscribe/detail/๒๗๑ (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓).

จุลลดา ภักดีภูมินทร์. เลําเร่ืองมอญ บทความ-สารคดี ฉบับที่ ๒๔๘๖ ปีที่ ๔๘ ประจําวันอังคารท่ี ๑๑ มิถุนายน
๒๕๔๕.

๓๘

พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์ ผู้พบ) “จารึกเสาแปดเหล่ียม,” ป๎จจุบันอยู่ท่ีหอพระสมุดวชิรญาณ
กองหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ. D-Library | National Library of Thailand. [ออนไลน์], http://
๑๖๔.๑๑๕.๒๗.๙๗/ digital/items/show /๖๕๑๕ (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓).

มอญ : ชนชาติเจ๎าของอารยธรรมอันเกําแกํในแผํนดินพมํา. ศูนย์พม่าศึกษา, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา:
https://www.gotoknow.org/posts/๑๕๔๙๘ (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓).

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์เพ็ทแอนด์
โฮม จํากดั , ๒๕๕๙.

สมบูรณ์ สุขสําราญ. “ความเช่ือทางศาสนาและพิธีกรรมของชุมชนชาวจีน”. งานวิจัยลาดับที่ ๑๘ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย. โครงการเผยแพร่งานวจิ ัยฝุายวจิ ัยจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๓๐.

สุดารา สุจฉายา. ประวัติศาสตร์มอญ - มอญ ชนชาติบนแผํนดินสุวรรณภูมิ [ออนไลน์ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒]
แหลง่ ที่มา: http://www.monstudies.com (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

สุดารา สุจฉายา.ประวัติศาสตร์มอญ - มอญ ชนชาติบนแผํนดินสุวรรณภูมิ [ออนไลน์] แหล่งท่ีมา:
http://www.monstudies.com (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

๓๙

การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ ทางพระพุทธศาสนา
ของวัดในเขตอาเภอเมอื งสพุ รรณบุรี จงั หวัดสุพรรณบรุ ี

Conservation of Buddhist Archaeological Sites and Antiques of Temples
in Mueang Suphan Buri District Area, Suphan Buri Province

พระครใู บฎีกาศักดดิ์ นัย สนตฺ จติ ฺโต (เนตรพระ)
Phrakhubaidika Sakdanai Santacitto (Natepra)
วิทยาลยั สงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

[email protected]

บทคัดยํอ

การวจิ ยั นี้ มีกลมุ่ ตวั อย่างท่ใี ชใ้ นการวิจัย ไดแ้ ก่ พระภกิ ษสุ งฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์อําเภอเมือง จังหวัด
สุพรรณบุรี จํานวน ๒๗๔ รูป เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิง
คุณภาพ วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถติ คิ ่าความถี่ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการวิจัย
โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยใช้เทคนิคการ
วิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจยั พบว่า
๑. พระสงฆ์มีการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมือง
สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (  = ๒.๙๕๖) และเมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ ด้านการดูแลรักษาโบราณสถาน
โบราณวตั ถุ มคี ่าเฉลยี่ เท่ากับ ๓.๔๔๗ และด้านทม่ี ีค่าเฉล่ียตํ่าสุด คือ ด้านความร่วมมือในการอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวตั ถกุ ับหนว่ ยงานราชการ มคี ่าเฉลีย่ เทา่ กับ ๒.๔๑๓
๒. ผลการเปรียบเทียบการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอ
เมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จําแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล ทดสอบสมมติฐานตัวแปร พบว่า พระสงฆ์
ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการ ศึกษาเปรียญธรรม
แตกต่างกัน มีการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมืองสุพรรณบุรี
จงั หวัดสพุ รรณบุรี แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สําคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั ๐.๐๕ จึงยอมรับสมมตฐิ านที่ต้ังไว้
๓. ป๎ญหา อุปสรรคเกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขต
อําเภอเมอื งสุพรรณบุรี จังหวดั สุพรรณบุรี พบว่า พระสงฆ์ยังขาดความเข้าใจในหลักการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง พระสงฆ์
ขาดการทําหน้าที่เผยแผ่ความรู้ด้านอนุรักษ์อย่างจริงจัง และขาดความร่วมมือกันในการปูองกันผลกระทบจาก
สิ่งแวดล้อมท่ีจะเกิดข้ึนกับแหล่งโบราณสถาน ข้อเสนอแนะ พบว่า ควรส่งเสริมให้มีการอบรมด้านการอนุรักษ์แก่
พระสงฆ์ในพ้ืนที่แหล่งโบราณสถาน โดยเผยแผ่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ในเทศกาลสําคัญ และส่งเสริมให้มีส่วนร่วม
ในการปูองกนั ผลกระทบจากส่งิ แวดลอ้ มที่จะเกิดข้ึนกับแหล่งโบราณสถาน ส่วนแนวทางในการส่งเสริมการอนุรักษ์
โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า
พระสงฆ์ควรจะเป็นกําลังหลักในการดูแลรักษาเสนาสนะของวัด จึงต้องมีความรู้ในเร่ืองอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวัตถุของวัดเป็นอย่างดี มีการจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องในการอนุรักษ์และเผยแผ่ความรู้ออกไปใน

๔๐

รูปแบบของวิธีการให้แพร่หลายแก่ประชาชน ต้องสร้างจิตสํานึกให้เกิดข้ึนระหว่างเจ้าหน้าท่ีของรัฐกับพระสงฆ์
โดยวดั กับชมุ ชนและภาครฐั ควรจะต้องให้ความชว่ ยเหลือเกื้อกูลกันตามความต้องการของประชาชน

คาสาคัญ: การอนรุ ักษ์, โบราณสถาน, โบราณวัตถุ

Abstract

This thesis aimed at the sample was ๒๗๔ monks in Sangha Administrative Area of Mueang
District, Suphan Buri Province. The study was mixed methods research consisting of quantitative
and qualitative researches. The data were analyzed by using statistical values consisting of
Frequency, Percentage, Mean and Standard Deviation. The hypothesis was tested using One-Way
ANOVA and data from the interview was analyzed using the content analysis technique.

The research results showed that:
๑. The monks had overall conservation of Buddhist archaeological sites and antiques of
temples in Mueang Suphan Buri District Area, Suphan Buri Province at a moderate level (=
๒.๙๕๖). When considering each aspect, it was found that it was at a moderate level by the
maintenance of archaeological sites and antiques had the highest level with the mean of ๓.๔๔๗,
and the cooperation for the conservation of archaeological sites and antiques with government
agencies had the lowest level with the mean of ๒.๔๑๓.
๒. The comparison of conservation of Buddhist archaeological sites and antiques of
temples in Mueang Suphan Buri District Area, Suphan Buri Province by classifying with personal
status for testing the hypothesis, it was found that the respondents with different years of
ordination as a monk, ordinary education levels, Buddhist education levels and education level
in Buddhist theology played a role in the conservation of Buddhist archaeological sites and
antiques in Mueang Suphan Buri District, Suphan Buri Province were statistically significantly
different at the level of ๐.๐๕. It, therefore, accepted the hypothesis.
๓. Problems and obstacles on the conservation of Buddhist archaeological sites and
antiques of temples in Mueang Suphan Buri District Area, Suphan Buri Province were the monks
lacked the correct understanding of the principles of conservation, dissemination of knowledge
on conservation intensively, and cooperation for preventing the impacts of environment that
would affect the archaeological sites. The suggestions were there should be training on
conservation to the monks in the area of archaeological sites by disseminating knowledge on
conservation in the important festivals and promoting the participation for preventing the
impacts of environment that would affect the archaeological sites. The guidelines for promoting
the role of monks on conservation of archaeological sites and antiques in Mueang Suphan Buri
District, Suphan Buri Province were the monks should be a major force for maintaining the
monk’s residences of the temples, therefore, they should have knowledge on conservation of
archaeological sites and antiques of temples well, activities for giving the correct knowledge on
conservation and dissemination of knowledge in different ways to people, make a conscience

๔๑

between government officials and monks. The temples, communities, and government sector
should help and support each other according to the people’s requirements.
Keywords: Conservation, Archaeological Sites, Antiques

บทนา

โบราณสถานส่วนใหญ่เป็นศาสนสถาน ฯลฯ ซ่ึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและหลักฐานของความ
เจริญรุ่งเรือง ประเภทอสังหาริมทรัพย์ท่ีสามารถบ่งบอกเรื่องราวต่างๆ ในอดีตนับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ทางด้าน
เศรษฐกจิ สงั คม การเมือง และเทคโนโลยีของมนุษยชาติ ซ่ึงอนุชนรุ่นหลังสามารถค้นคว้าและศึกษาหาความรู้จาก
โบราณสถาน เมื่อผู้ศึกษามีความรู้พ้ืนฐานด้านต่างๆ เพียงพอ และได้มีการศึกษาย้อนหลังกลับไปตามขั้นตอน
พร้อมท้งั อาจต้องทาํ การขดุ คน้ เพิ่มเติม ดังน้ันโบราณสถานจึงเปรียบเสมือนเป็นแหล่งความรู้หรือตํารา ที่มิได้เรียบ
เรียงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้โบราณ สถานยังเปรียบได้กับผู้อาวุโส หรือบรรพบุรุษของมนุษยชาติที่มี
อายุยาวนาน แม้ว่าโบราณสถานบางแห่งจะชํารุดทรุดโทรม และหมดสภาพการใช้งานแล้วก็ตาม ก็เปรียบเสมือน
บรรพบุรุษของมนุษยชาติ ดังน้ัน การใช้งานและการดูแลรักษาโบราณสถาน จึงควรปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติ
ต่อบรรพบุรุษหรือญาติผู้ใหญ่ การแสดงความเคารพนอบน้อมถ่อมตนต่อโบราณสถานเหล่านั้น จึงจําเป็นต้อง
ปฏบิ ตั ดิ ้วย (พระมหาเสถียร ถาวรธมฺโม (เกษาชาต)ิ , ๒๕๕๕: ๔๖).

โบราณสถาน โบราณวัตถุและศิลปวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้ง
ภาครัฐและเอกชนจะมีหน่วยงานดูแลเอาใจใส่ และออกกฎระเบียบเพ่ือควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นท่ีที่มี
โบราณสถาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วม โดยมีพระสงฆ์เป็นแกนนําในการดูแลและ
จัดการแหล่งโบราณสถานอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีโบราณสถานหลายแห่งท่ียังคงถูกรบกวนและถูกทําลายอย่างขาด
จิตสํานึก และขาดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานที่เป็นสมบัติของชาติ ซ่ึงผู้ท่ีทําลายโบราณสถานอัน
เป็นสมบัติของชาติน้ัน ตัวการสําคัญคือ ลูกหลานไทยน่ันเอง (กรมศิลปากร, ๒๕๓๓: ๑๑๐) อีกทั้งการอนุรักษ์
โบราณสถานเป็นงานท่ีละเอียดอ่อน และมีกระบวนการของการทํางานสลับซับซ้อนอยู่ในทุกรูปแบบ ท้ังสภาพ
ความเสียหาย ส่ิงท่ีเป็นตัวทําให้เกิดความเสียหาย สิ่งที่สําคัญคือ พระสงฆ์ผู้ทําการอนุรักษ์จะต้องศึกษาทําความ
ร้จู ักโบราณสถานที่จะทาํ การอนุรกั ษ์ในดา้ นรูปแบบ การใชว้ ัสดุ สภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งทางด้านสถานที่ตั้งและสังคม
เม่ือทําความรู้จกั ตอ่ โบราณสถานนั้นๆ ดแี ล้ว จงึ จะสามารถกําหนดวัตถุประสงค์และแนวทางในการอนุรักษ์ได้ โดย
หาวิธีการท่ีเหมาะสมและดีที่สุดในการทํางาน ซ่ึงตามกระบวนการจะต้องอาศัยวิชาการและนักวิชาการหลายด้าน
ดว้ ยกันช่วยกันคิดพิจารณา

จังหวัดสุพรรณบุรี ซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีทางประวัติศาสตร์ทางการสงครามจึงได้มีการสร้ างโบราณสถาน
โบราณวัตถุและศิลปวัตถุอย่างมากมายไว้ตามวัดต่างๆ เพื่อไว้เป็นอนุสรณ์และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจแก่
เหล่านักรบโบราณ และประชาชนในท้องถ่ินตลอดจนถึงพ้ืนที่ใกล้เคียง โดยอาศัยพระสงฆ์ท่ีอยู่ในวัดเป็นผู้ให้การ
ดูแลรักษาให้คงอยู่ไว้สืบไป และจะยังประโยชน์ต่อการสืบต่ออายุของโบราณสถาน โดยในป๎จจุบันได้มีแนวคิดว่า
การอนุรักษ์โบราณสถานจะต้องมีการพัฒนาควบคู่กันไปด้วย การอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถาน จึงได้แก่ การ
ดําเนินการใดๆ ก็ตาม เพ่ือให้คงไว้ซึ่งคุณค่าของโบราณสถานในฐานะท่ีเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นประจักษ์
พยานแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติ รกั ษาสว่ นท่ไี ด้รับสบื ทอดมาไม่ใหส้ ูญหายไป

ด้วยป๎ญหาดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาพุทธบูรณาการการอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวตั ถุทางพระพทุ ธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ว่าได้เป็นผู้มีส่วนร่วมหรือ
ใหค้ วามสําคญั และได้มีความใส่ใจในการดูแลรักษา บูรณะปรับปรุงและช่วยกันพัฒนาให้โบราณสถาน โบราณวัตถุ
ให้อยู่ในสภาพอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและพัฒนาการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุในจังหวัด

๔๒

สพุ รรณบุรี ใหด้ ํารงคงอยู่ในสภาพที่ดีท่ีสุด และให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ต่อไป อีก
ท้ังยังเป็นกรณีศึกษา เพ่ือนําข้อมูลจากการศึกษาไปวางแผนพัฒนาด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุ ในโอกาส
ต่อๆ ไปอกี ดว้ ย

วัตถุประสงคก์ ารวิจัย

๑. เพื่อศึกษาการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมือง
สพุ รรณบุรี จังหวดั สพุ รรณบุรี

๒. เพื่อเปรียบเทียบการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอ
เมอื งสุพรรณบรุ ี จังหวดั สพุ รรณบุรี

๓. เพ่ือศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทาง
พระพทุ ธศาสนาของวดั ในเขตอาํ เภอเมืองสุพรรณบรุ ี จังหวดั สพุ รรณบรุ ี

การทบทวนวรรณกรรม

การศึกษาเรื่อง “การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมือง
สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี” ผู้ศึกษาได้ศึกษาและค้นคว้าเอกสาร และรายงานการวิจัย ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี
และวรรณกรรมต่างๆท่ีเก่ยี วข้อง เพอื่ นาํ มาเป็นแนวทางในการศึกษาค้นควา้ นาเสนอเนื้อหาตามลาํ ดับ ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑. แนวคดิ เก่ยี วกบั พพิ ิธภัณฑพ์ ืน้ บ๎าน
ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖: ๗๘๙ กล่าวว่า "พิพิธภัณฑ์" และ "พิพิธภัณฑสถาน" เข้าเป็นความหมาย
เดียวกัน หมายถึง "สถานที่เก็บรวบรวมและแสดงส่ิงต่างๆ ท่ีมีความสําคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์
โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ นอกจากคําว่า
“พิพิธภัณฑสถาน” จะเป็นคําท่ีปรากฏในพจนานุกรมแล้วยังพบคํานี้ในหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน เล่ม ๒๑ (พายุ-ภักดี) พ.ศ.๒๕๓๐ อีกด้วย ซ่ึงสารานุกรมไทยได้บันทึกเก่ียวกับพิพิธภัณฑสถาน
ไว้ ดังน้ี “สถานท่ีซ่ึงเก็บรักษาสิ่งของต่างๆ มักนิยมเรียกส้ันๆ ว่า “พิพิธภัณฑ์” พจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้บทนิยาม คํา “พิพิธภัณฑ์” ไว้ว่า “น. ส่ิงของต่างๆ ท่ีรวบรวมไว้เพ่ือประโยชน์
ในการศึกษา เช่น โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ” และให้บทนิยามคํา “พิพิธภัณฑสถาน” ไว้ว่า “น. สถาบันถาวรที่เก็บ
รวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆ ท่ีมีความสําคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพ่ือให้เป็น
ประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียน และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ คําว่าพื้นบ้าน ตามความหมายของคติชนวิทยา
คือ กลุ่มชนที่มีลักษณะร่วมกัน อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบร่วมท่ีทําให้เป็นกลุ่มชน เป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน และมีเอกลักษณะเฉพาะกลุ่ม ต่างกันไปและต้องการดํารงสภาพของตนอย่างอิสระจึงถือว่ากลุ่มมี
วัฒนธรรมพ้นื บ้านเปน็ ของตนเอง
พพิ ธิ ภณั ฑ์พื้นบ้าน ย่อมตอ้ งมคี วามผูน้ าํ หรือภาวะผนู้ าํ ในการบริหาร โดยบริหารตามหลักภาวะผู้นําน้ัน มี
มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นําที่มีหน้าที่ในการดูแลปกครองคณะสงฆ์ แม้ว่าจะเกิดป๎ญหา
จากภายในและภายนอกคณะสงฆ์ก็ตาม พระพุทธองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถบริหารกิจการคณะสงฆ์ ให้รอดพ้น
จากภยั ตา่ งๆ ได้ คือ การดูแลรักษาตนเอง การบริหารวัด คือ การปกครอง ดูแลรักษาพระสงฆ์ สามเณรและบุคคล
อน่ื ๆ ท่ีอาศัยในวัด ส่วนการปกครองคณะสงฆ์เร่ิมจากระดับวัดถึงองค์กรระดับสูงข้ึนไปในสังคม โดยใช้การบริหาร
ต้องใช้หลักธรรม ผู้บริหารต้องถือศีลธรรมอยู่ในหัวใจ มีความรู้ มีความกล้าหาญ มีความขยัน รู้จักละท่ีส่วนตัว
บุคคล แล้วไปเพิ่มแก่ส่วนรวมและสังคมให้เกิดประโยชน์สุด การถนอมดูแลรักษาทุกส่ิ งจากตัวอาคารถึง

๔๓

สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และบรรยากาศในจินตภาพอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเชื่อว่าเมืองไม่ใช่เป็น
เพยี งผลงานที่แสดงในพิพิธภัณฑ์ หากแตเ่ ป็นศนู ยก์ ลางของความมีชีวิตทดี่ ําเนนิ ต่อไป

๒. แนวคิดเกี่ยวกบั พิพิธภัณฑพ์ น้ื บา๎ นในประเทศไทย
การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ไว้ว่า มรดกทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะแหล่ง
ประวัติศาสตร์โบราณคดี โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ เป็นทรัพยากร การอนุรักษ์ เป็นการถนอม ดูแล
รักษาความสําคัญและหลักฐานสิ่งของโบราณ อันเป็นทรัพยากรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความม่ันคง
ทางด้านจิตใจ เสริมสร้างการเรียนรู้และความเข้าใจเก่ียวกับภูมิป๎ญญา เป็นเคร่ืองช้ีให้เห็นวิวัฒนาการความ
ร่งุ โรจนข์ องศลิ ปวฒั นธรรมท่มี คี ุณค่าสูง และเป็นสว่ นหนึง่ ของกิจกรรมมนุษย์ในสังคมป๎จจุบัน การสร้างอาคารใหม่
เพื่อเชิดชูอาคารเก่าให้ชัดเจน โดยต้องข้ึนอยู่กับความสามารถของสถาปนิก เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสืบ
ทอดความเปน็ ชาติและเอกลักษณ์ของประชาชนในท้องถิ่น การอนรุ กั ษเ์ ป็นการรักษาสภาพเดิม
๓. แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกับการอนุรกั ษโ์ บราณสถาน โบราณวัตถุ
โบราณสถาน ยังหมายถึง สิ่งก่อสร้างอยู่ติดท่ีเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น เนินดินที่มีหลักฐานเกี่ยวเนื่องกับ
ประวตั ิศาสตร์ ถํ้า เพิงผา สถานที่ที่มนุษย์เคยใช้สอยในอดีตหรือยังใช้ประโยชน์มาจนถึงป๎จจุบัน เช่น โบสถ์ วิหาร
เจดีย์ พระปรางค์ ศาลา วัง พระราชวัง ปูอมปราการ กําแพงแก้ว ค่าย แหล่งฝ๎งศพโบราณ ตะแลงแกง ศาลหลัง
เมือง เตาเผาเคร่ืองสังคโลก คูเมือง กําแพงเมือง บ้าน โกดัง ท่าเรือ คลองเมืองโบราณ เป็นต้น “โบราณวัตถุและ
ศิลปวัตถุ” หมายถึง วัตถุต่างๆ เช่น หิน ดินเผา ไม้เขาสัตว์ หนัง ใยพืช ใยสัตว์ ซึ่งในสมัยโบราณได้นําวัตถุเหล่าน้ี
มาทําเปน็ ส่งิ ของเครื่องใชต้ ่างๆ เชน่ เครอ่ื งมอื หิน เครื่องประดับ พระพุทธรูป สมุดข่อย หนังสือ ศิลาจารึก ตัวหนัง
ตะลุง เครื่องดนตรีต่างๆ เป็นต้น (สํานักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒: ๙) ซึ่งทั้ง
สองความหมายให้ความสําคัญกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ ในฐานะที่โบราณสถานเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือ
ส่ิงก่อสร้างที่เคล่ือนย้ายไม่ได้ และเป็นประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ส่วนโบราณวัตถุ เป็น
สังหารมิ ทรพั ยท์ ีเ่ ป็นของโบราณหรือสงิ่ ของเครอื่ งใชต้ ่างๆ ท่เี ป็นส่ิงประดิษฐ์ หรือเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซ่ึง
ช่วยสนับสนุนกับแนวคิดท่ีว่าการอนุรักษ์เป็นการสร้างสรรค์ การฟ้ืนฟูมรดกทางวัฒนธรรมในด้านศิลปกรรมใน
รูปแบบประสมประสาน เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสืบทอดความเป็นชาติ และเอกลักษณ์ของประชาชนใน
ท้องถ่ิน การอนุรักษ์เป็นการรักษาสภาพเดิมของศิลปวัตถุ สถาป๎ตยกรรม โบราณสถานหรือส่วนของเมือง รวมทั้ง
สิ่งแวดล้อมท่ีมีคุณค่าเพ่ือให้มีประโยชน์ใช้สอยร่วมกับเราในชีวิตประจําวัน (สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม
แหง่ ชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๐: ๔๕) อีกท้ัง การอนุรักษ์ ยังเป็นการรักษาความสําคัญและหลักฐานในการ
เป็นเครื่องชี้ให้เห็นวิวัฒนาการความรุ่งโรจน์ของศิลปะ วัฒนธรรมไว้ โดยปรับสภาพให้เข้ากับสภาพสังคมและ
เศรษฐกิจ เพ่ือให้ประชาชนในสังคมสามารถสร้างสรรค์ส่ิงท่ีมีคุณค่าในด้านศิลปกรรมในป๎จจุบันและอนาคตได้
(สํานักงานคณะกรรมการส่งิ แวดล้อมแห่งชาติ, ๒๕๓๐: ๗)
จากแนวคิดที่กล่าวมาเบ้ืองต้นสามารถสรุปได้ว่า การอนุรักษ์ เป็นการถนอม ดูแล รักษาความสําคัญและ
หลักฐานสิ่งของโบราณ และเอกลักษณ์ของประชาชนในท้องถิ่น อีกทั้งการอนุรักษ์ยังเป็นการรักษาสภาพเดิมของ
ศิลปวัตถุ สถาปต๎ ยกรรม โบราณสถานหรือสว่ นของเมือง และสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่า รวมไปถึงการสร้างส่ิงใหม่ซ่อม
เสรมิ สง่ิ ท่มี ีอยู่แลว้ อนั เป็นทรพั ยากรท่ีก่อให้เกดิ ประโยชนใ์ นการสร้างความมั่นคงทางด้านจิตใจ เพ่ือเสริมสร้างการ
เรยี นรู้และความเขา้ ใจเกีย่ วกับภมู ปิ ญ๎ ญา ซึง่ จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นวิวัฒนาการความรุ่งโรจน์ของศิลปวัฒนธรรมที่มี
คุณค่าสูง และเป็นสว่ นหนึ่งของกิจกรรมมนุษย์ในสงั คมปจ๎ จุบัน

๔๔

กรอบแนวคิดการวิจัย

จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัยได้นํามากําหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย
ประกอบด้วย

ตัวแปรตน๎ ตัวแปรตาม
(Independent Variables) (Dependent Variables)

ปัจจัยสํวนบคุ คล การอนรุ กั ษโ์ บราณสถาน โบราณวตั ถุ
๑. อายุ ๑. ดา้ นการดแู ลรกั ษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ
๒. พรรษา ๒. ดา้ นการใหค้ วามรใู้ นการอนรุ ักษ์โบราณสถาน
๓. วุฒิการศึกษาสามัญ
๔. วฒุ กิ ารศึกษาทางธรรม โบราณวตั ถแุ กป่ ระชาชน
๕. วุฒกิ ารศึกษาเปรียญธรรม ๓. ด้านความรว่ มมือในการอนุรกั ษโ์ บราณสถาน

โบราณวตั ถุกบั หนว่ ยงานราชการ

หลักพทุ ธธรรมในการอนุรักษโ์ บราณสถานและ
โบราณวัตถุ

ระเบียบวธิ ีวิจยั

รปู แบบการวิจยั
การวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ดําเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยผสานวิธี (Mixed Methodology
Research) ซงึ่ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงสํารวจ (Survey Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
Research) มีการเก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการเก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญทางด้านการอนุรักษ์
โบราณสถานและโบราณวตั ถุ
ประชากร และกลุํมตัวอยําง

ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ พระสงฆ์ในเขตปกครองคณะสงฆ์อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จาก
วัด ๙๖ วัด มีพระสงฆ์จํานวน ๘๖๔ รูป โดยนําไปกําหนดหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรคํานวณขนาดกลุ่ม
ตวั อยา่ งของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) จาํ นวน ๒๗๔ รูป

เครอ่ื งมือที่ใช๎ในการวิจยั
เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านการตรวจสอบ
จากผู้ทรงคุณวุฒิ และได้อาศัยรูปแบบของการวิจัยเชิงสํารวจ ในการสร้างเคร่ืองมือท่ีอยู่ภายใต้กรอบของแนวคิด
ของสํานักโบราณคดี ท้ัง ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการดูแลรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ ๒) ด้านการให้ความรู้ใน
การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุแก่ประชาชน และ ๓) ด้านความร่วมมือในการอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวตั ถุกับหน่วยงานราชการ

๔๕

การวเิ คราะหข์ อ๎ มลู และสถิติท่ีใชใ๎ นการวจิ ัย
การวิเคราะห์ขอ๎ มูลแบบสอบถาม หลังจากท่ีไดทําการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามเรียบร้อยแลว
นําข้อมูลท่ีไดไปวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทาง
สงั คมศาสตร์ ดังน้ี

สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) สําหรับอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และ
พรรณนาระดับป๎จจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอ
เมอื งสพุ รรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

สถิติที่ใช้ คือค่าความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation)

การวิเคราะห์ข๎อมูลแบบสัมภาษณ์ ทําการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการใช้เทคนิค
การวเิ คราะห์เนอ้ื หาประกอบบริบท (Content Analysis Techniques)

ผลการวิจยั

๑. พระสงฆ์มีบทบาทในการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุในอําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย ๒.๙๕๖ และเมื่อจําแนกเป็นรายด้านแล้ว พบว่า พระสงฆ์มีบทบาทในการ
อนรุ กั ษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ อยู่ในระดับปานกลาง ๒ ด้าน และอยู่ในระดับน้อย ๑ ด้าน โดยด้านที่มีบทบาท
สูงสุด คือ ด้านการดูแลรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ มีค่าเฉล่ีย ๓.๔๔๗ รองลงมาคือ ด้านการให้ความรู้ในการ
อนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถแุ ก่ประชาชน มีค่าเฉลี่ย ๓.๐๐๘ และด้านที่มีบทบาทตํ่าสุด คือ ด้านความร่วมมือ
ในการอนุรักษโ์ บราณสถาน โบราณวตั ถกุ ับหนว่ ยงานราชการ มีค่าเฉลี่ย ๒.๔๑๓ ซึ่งสามารถสรุปได้ตามตารางที่ ๑
ดังน้ี

ตารางที่ ๑ ระดับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมือง
สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบรุ ี โดยรวม

การอนุรักษโ์ บราณสถานและโบราณวตั ถุทางพระพุทธศาสนา ระดับบทบาท ความหมาย
ของวดั ในเขตอาเภอเมืองสพุ รรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี  S.D.

๑. ดา้ นการดูแลรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ ๓.๔๔๗ ๐.๕๘๓ ปานกลาง
๒. ดา้ นการให้ความรู้ในการอนุรักษโ์ บราณสถาน โบราณวัตถุแก่
๓.๐๐๘ ๐.๖๓๔ ปานกลาง
ประชาชน
๓. ดา้ นความร่วมมือในการอนุรกั ษ์โบราณสถาน โบราณวตั ถุกับ ๒.๔๑๓ ๐.๗๕๔ นอ้ ย
๒.๙๕๖ ๐.๕๓๔ ปานกลาง
หนว่ ยงานราชการ
คาํ เฉลี่ยรวม

๒. ผลการเปรียบเทียบการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอ
เมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จําแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล ทดสอบสมมติฐานตัวแปร พบว่า พระสงฆ์
ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษาทางธรรม และวุฒิการ ศึกษาเปรียญธรรม
แตกต่างกัน มีการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมืองสุพรรณบุรี
จังหวัดสุพรรณบุรี แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ จึงยอมรับสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ซ่ึงสามารถ
สรุปไดต้ ามตารางที่ ๒ ดังนี้

๔๖

ตารางท่ี ๒ สรปุ สมมตฐิ านการวิจัย

สมมติ ตวั แปรต๎น ตัวแปรตาม สถติ ิทดสอบ คาํ ระดับ ผลการ
ฐานที่ นัยสาคญั ทดสอบ
tF ยอมรบั
๑ อายุ บทบาทของพระสงฆ์ ๐.๐๑๐ ยอมรบั
- ๓.๘๖๔* ๐.๐๐๐
๒ พรรษา บทบาทของพระสงฆ์ - ๖.๓๓๑* ยอมรบั

๓ วุฒิการศึกษา ยอมรบั

สามญั บทบาทของพระสงฆ์ - ๗.๙๓๑* ๐.๐๐๐ ยอมรับ

๔ วฒุ ิการศึกษา

ทางธรรม บทบาทของพระสงฆ์ - ๔.๓๑๓* ๐.๐๐๕

๕ วุฒิการศึกษา

เปรยี ญธรรม บทบาทของพระสงฆ์ - ๙.๑๒๘* ๐.๐๐๐

๓. ป๎ญหา อุปสรรคเกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขต
อําเภอเมืองสพุ รรณบรุ ี จังหวัดสุพรรณบรุ ี พบว่า พระสงฆ์ยังขาดความเข้าใจในหลักการอนุรักษ์ท่ีถูกต้อง พระสงฆ์
ขาดการทําหน้าท่ีเผยแผ่ความรู้ด้านอนุรักษ์อย่างจริงจัง และขาดความร่วมมือกันในการปูองกันผลกระทบจาก
สิ่งแวดล้อมที่จะเกิดข้ึนกับแหล่งโบราณสถาน ข้อเสนอแนะ พบว่า ควรส่งเสริมให้มีการอบรมด้านการอนุรักษ์แก่
พระสงฆ์ในพื้นที่แหล่งโบราณสถาน โดยเผยแผ่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ในเทศกาลสําคัญ และส่งเสริมให้มีส่วนร่วม
ในการปูองกันผลกระทบจากสง่ิ แวดล้อมทจี่ ะเกิดขึ้นกับแหล่งโบราณสถาน ส่วนแนวทางในการส่งเสริมการอนุรักษ์
โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า
พระสงฆ์ควรจะเป็นกําลังหลักในการดูแลรักษาเสนาสนะของวัด จึงต้องมีความรู้ในเร่ืองอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวัตถุของวัดเป็นอย่างดี มีการจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องในการอนุรักษ์และเผยแผ่ความรู้ออกไปใน
รูปแบบของวิธีการให้แพร่หลายแก่ประชาชน ต้องสร้างจิตสํานึกให้เกิดข้ึนระหว่างเจ้าหน้าท่ีของรัฐกับพระสงฆ์
โดยวดั กบั ชุมชนและภาครฐั ควรจะต้องใหค้ วามช่วยเหลือเกื้อกลู กันตามความต้องการของประชาชน

ขอ๎ เสนอแนะ

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขตอําเภอ
เมืองสุพรรณบรุ ี จังหวดั สพุ รรณบรุ ี” ผู้วจิ ัยมขี ้อเสนอแนะตามผลที่ได้รับจากการศึกษาวจิ ยั ดังนี้

ข๎อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
๑) หนว่ ยงานราชการ องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ และผู้มีสว่ นเกี่ยวข้อง ควรให้การสนับสนุนพระสงฆ์ให้มี
บทบาทในการอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณสถาน โบราณวตั ถุ ทอ่ี ยูใ่ นวัดต่างๆ
๒) หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรจัดอบรมถวายความรู้แก่
พระสงฆ์เก่ียวกับการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ เพ่ือให้พระสงฆ์มีความรู้ในการดูแลรักษาโบราณสถาน
โบราณวตั ถุ ให้คงอยใู่ นสภาพทด่ี ี
๓) คณะสงฆค์ วรสรา้ งเครือข่ายในการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยการร่วมมือกันระหว่างวัดท่ีมี
โบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงการรว่ มมอื กันระหว่างคณะสงฆ์กับภาคประชาชนด้วย
๔) หน่วยงานราชการท่ีเกี่ยวของกับการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ควรจัดหางบประมาณมาทํา
การบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน โบราณวตั ถุของวัด ให้มากข้ึน


Click to View FlipBook Version