The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2021-06-26 12:45:58

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Keywords: Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

๑๔๗

กระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความช่วยเหลอื เกื้อกูลกนั ใหม้ ีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ทําให้มีความรักใคร่ผูกพันกัน ทําให้ปลอด
ผลประโยชน์ขัดกัน ทาํ ใหก้ ารบรหิ ารงานและการทํางานราบร่นื และมีประสิทธภิ าพ

ด้วยผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารจึงสนใจการบริหาตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพ่ือเพิ่ม
ประสิทธิภาพการบริหารในองคก์ รโดยใช้ สารณยี ธรรม๑ เพราะเป็นหลักศีลธรรม และจรยิ ธรรมธรรมเพ่ือความ
ดงี ามแห่งสงั คม/ ธรรมเพอ่ื ส่งเสริมชวี ติ ที่ดรี ว่ มกนั อันได้แก่ เมตตากายกรรม, เมตตาวจีกรรม, เมตตามโนกรรม
, สาธารณโภคิตา, สลี สามัญญตา และ ทิฎฐิสามัญญตา โดยมุ่งเน้นการทําให้เป็นที่ระลึกถึง การทําให้เป็นท่ีรัก
การทําให้เป็นท่ีเคารพ เพื่อประสานกลมกลืนหรือความสงเคราะห์ เพ่ือความไม่วิทวาท เพื่อความสามัคคี
และเพื่อความเป็นเอกภาพหรือความเป็นหน่ึงเดียวในองค์กร๒ ซ่ึงนับว่ามีความสําคัญและและเป็นแนวทางใน
การกระตุ้น หล่อหลอม ท้ังผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความพร้อมท่ีจักอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
กอ่ ให้เกดิ การพัฒนาทีย่ ั่งยืนและประสบความสําเรจ็ ในองค์กร โดยผนู้ าํ ยึดหลักสารณียธรรมอันมีความสําคัญต่อ
การบริหาร การขจดั ป๎ญหาและอุปสรรคตอ่ การบริหาร

๒. วตั ถปุ ระสงค์ของกการวจิ ยั

๒.๑) เพือ่ ศกึ ษาความสาํ คญั ของหลกั สารณยี ธรรมท่ีมตี ่อการบรหิ ารไปรษณียจ์ ังหวัดนครปฐม
๒.๒) เพอื่ ศึกษาป๎ญหาและอุปสรรคก์ ารใช้หลักสารณยี ธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจงั หวดั
นครปฐม
๒.๓) เพอ่ื ศึกษาประสิทธิภาพงานไปรษณียใ์ นจังหวัดนครปฐมเมือ่ ใชห้ ลักสารณียธรรม

๓. วธิ ดี าเนนิ การวิจัย/รูปแบบการวจิ ยั /ขอบเขตการวจิ ัย

งานวิจัยเรอื่ ง “การบริหารงานตามหลกั สาราณียธรรมของไปรษณีย์ไทย จังหวัดนครปฐม” นี้ งานวิจัย
นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยที่เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามแบบคุณภาพ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการ
วจิ ัยคร้งั น้ี ผู้วิจยั จะดาํ เนนิ การอดั เทป จดบนั ทกึ สงั เกตและถา่ ยภาพในการสัมภาษณเ์ ชิงลึก จากนั้นจึงนําข้อมูล
มาทําการเรียบเรียงและวิเคราะหข์ ้อมลู ตามวตั ถปุ ระสงค์ มดี งั น้ี

๓.๑. ขอบเขตด๎านเนือ้ หา จากการทบทวนเอกสารจาก พระไตรปิฎก เอกสาร ตํารา ผลงานวิจัยท่ี
เก่ียวข้องกับการบริงาน การบริหารบุคคล และการบริหารไปรษณีย์ โดยศึกษาเฉพาะประเด็นสารณียธรรมอัน
ได้แก่ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม สาธารณโภคติ า เมตตามโนกรรม สีลสามัญญตา และ ทิฎฐืสามัญญ
ตา เพอ่ื นาํ ปรบั ใชก้ ับการบรหิ ารไปรษณีย์ในจังหวดั นครปฐม

๓.๒ ขอบเขตด๎านพื้นท่ี พ้ืนที่การศึกษาเฉพาะท่ีทําการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม จํานวน ๑๓
แห่ง ประกอบด้วย ๑) ไปรษณีย์ นครปฐม ๒) ไปรษณีย์ สนามจันทร์ ๓) ไปรษณีย์ นครชัยศรี ๔) ไปรษณีย์
ดอนตูม ๕) ไปรษณีย์ กําแพงแสน ๖) ไปรษณีย์ สระพัฒนา ๗) ไปรษณีย์ บางเลน ๘) ไปรษณีย์ บางหลวง ๙)
ไปรษณีย์ สามพราน ๑๐) ไปรษณีย์ ไร่ขิง ๑๑) ไปรษณีย์ กระทุ่มล้ม ๑๒) ไปรษณีย์ อ้อมใหญ่ ๑๓) ไปรษณีย์
พุทธมณฑล

๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์: ฉบับประมลธรรม, พิมพ์คร้ังท่ี ๒๕,
(กรุงเทพมหานคร: สํานกั พิมพผ์ ลิธมั ม,์ ๒๕๕๖), หนา้ ๒๐๐ – ๒๐๑.

๒ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๗/๒๕๗

๑๔๘

๓.๓ ขอบเขตด๎านผู๎ให๎ข๎อมูลสาคัญ ผู้วิจัยเลือกผู้ให้ข้อมูลสําคัญแบบเจาะจงในการสัมภาษณ์เชิง
ลกึ จาํ นวน ๑๓ รายในระดบั หวั หนา้ /ผู้ช่วยทีท่ ําการไปรษณยี ์ในจงั หวดั นครปฐม

๓.๔ ขอบเขตด๎านระยะเวลา การศึกษาวิจัยเรม่ิ ต้ังแตเ่ ดือน มถิ นุ ายน-ตลุ าคม ๒๕๖๓

๔. ผลการวิจัย

จากการวจิ ัยเรือ่ งนี้สามารถแบง่ เป็นประเดน็ ได้ดงั ตอ่ ไปนี้
๔.๑ หลักสารณียธรรมทีม่ ตี ่อการบริหารไปรษณียจ์ ังหวดั นครปฐม
จากการศึกษาเอกสาร พบว่า หลักสารณียธรรมท่ีมีต่อการบริหารไปรษณีย์จังหวัดนครปฐม การ
ฝกึ อบรม มีดังน้ี
๑) การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “เมตตากายกรรม” จาก
การศึกษาเอกสาร พบวา่ ตรงกบั การฝึกอบรม โดยเน้นทีต่ ัวของมนุษย์มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าท่ีต่าง ๆ
ในการเพม่ิ ความรู้ ความสามารถ เพือ่ นาํ ไปสจู่ ุดมุง่ หมาย คอื ๑) เพ่ือเสรมิ สร้างขวัญทศั นคตแิ ละความสนใจใน
การปฏิบัตงิ านของพนักงาน ๒) เพอื่ เสนอแนะวิธีการทํางานที่ถูกต้องเหมาะสมหรือดีท่ีสุดและลดการสูญเสียท่ี
ไม่จําเป็นระหวา่ งปฏิบัติงาน ๓) เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานของพนักงานองค์การให้ได้รับผลผลิตสูงสุด ๔) เพื่อ
ลดความส้ินเปลืองและปูองกันอุบัติเหตุอันอาจเกิดจากการปฏิบัติงาน ๕) เพื่อพัฒนาฝีมือหรือทักษะในการ
ปฏบิ ตั ขิ องพนักงานใหส้ ามารถเข้าใจระบบและวิธีการทํางานที่ถูกต้อง ๖) เพื่อฝึกฝนและตระเตรียมบุคลากรไว้
รองรบั ความเจริญกา้ วหน้า และ๗) เพื่อขจัดป๎ญหาต่างๆ ซ่ึงหลักการบริหารงานน้ีได้ตรงกับการแสดงไมตรีและ
ความหวังดีต่อเพ่ือนร่วมงานร่วมกิจการ ร่วมชุมชน ด้วยการช่วยเหลือกิจธุระต่างๆ โดยเต็มใจ แสดงกิริยา
อาการสุภาพ อย่างจรงิ ใจกับเพื่อนรว่ มงาน
๒) การใชห้ ลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “เมตตาวจีกรรม” เป็นการ
เน้นหลักท่ีสําคัญ ๔ ประการ คือ ๑) จะดําเนินการไปทําไมเพ่ืออะไรและต้องการอะไรจากการดําเนินการ ๒)
ทรัพยากรในการบริหารได้แก่วัตถุและเครื่องใช้เพื่อประกอบการดําเนินงานรวมไปถึงความสามารถในการ
จัดการทรัพยากร ๓) จะต้องการประสานงานระหว่างกนั หรือเรยี กไดว้ ่ามปี ฏกิ ริ ยิ าระหว่างกันกล่าวคือเปูาหมาย
และวัตถุประสงค์รวมทั้งทรัพยากรในการบริหารทั้ง๔M’s หรือ๖M’s ๔) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการ
บริหารงานน้ันสิ่งท่ีวัดผลสําเร็จของงานว่าบรรลุเปูาหมายของวัตถุประสงค์ขององค์การน้ัน กล่าวในอนาคตน้ี
หลักการนี้จะนําไปใช้ในแง่ของ การพูดและการเจรจากัน มีการให้คําแนะนําผู้อ่น และไม่ควรพูดเพื่อ
ผลประโยชนข์ องตนเองฝุายเดยี ว เป็นตน้
๓) การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “เมตตามโนกรรม” พบว่า
การบริหารน้ันไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม การดําเนินงาน การได้รับผลสําเร็จด้วยดี การบริหารตามความรู้
ความสามารถ การบริหารตามความรู้ความชํานาญการ จะต้องการคิดส่ิงใดก็ให้คิดในส่ิงท่ีดี และคิดด้วยความ
ปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น ต้ังจิตปรารถนาที่จะทําคุณงามความดี คิดมั่นในการสร้างบุญกุศล และมีจิตเมตตา
ช่วยเหลือผูอ้ ่นื ดว้ ยความหวังดี โดยการทํางานแบบรวมมือร่วมใจ
๔) การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “สาธารณโภคิตา” พบวา
หลักที่สําคัญในการบริหารงานน้ัน ส่วนมากตรงกับหน้าที่การงาน เช่น ความเสมอภาค ความมั่นคง และ
ความคิดริเริ่ม ซึ่งตรงกับยุคการทํางานโดยป๎จจุบันว่าด้วย สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นขอเล็กน้อย ก็ไม่หวง
ไว้ผู้เดยี วนํามาแบ่งป๎นเฉล่ยี เจือจาน ใหไ้ ด้มสี ่วนรว่ มใชส้ อยบรโิ ภคท่ัวกัน แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว
นํามาแบ่งปน๎ เฉล่ยี เจอื จานให้ไดม้ สี ่วนร่วมใชส้ อยบรโิ ภคท่วั กนั เปน็ ต้น

๑๔๙

๕) การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “สีลสามัญญตา” พบว่า
จะต้องรู้วา่ งานนั้นต้องทาํ อะไร บริหารงานอยา่ งไร และมีประสิทธฺภาพอย่างไร มกี ารประสานงานดีหรือไม่ ปรับ
ความคดิ ความเหน็ ให้มีเหตมุ ีผลถกู ต้องเหมอื นกับผู้อื่น และหมู่คณะภายใต้เหต และผลในทางท่ีดีงาม พร้อมกับ
เคารพเหตุผล ยดึ หลกั ความดงี าม สงั คมหน่งึ ทค่ี ล้ายกบั ฆราวาส มีผูม้ ากบ้าง และมผี รู้ ูน้ อ้ ยบ้าง แต่ถ้าไม่มีป๎ญหา
เรือ่ งการประพฤตปิ ฏิบตั ิแล้ว ย่อมเปน็ ท่ียอมรบั นบั ถอื ของผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ งกันแม้จะเปน็ เพื่อนรกั ร่วมใจกัน

๖) การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “สีลสามัญญตา” พบว่า
การบริหารงานการพัฒนาเพื่อรองรับการเปล่ียนแปลงกระแสของความต้องการพัฒนาองค์การแพร่กระจายไป
ท่วั โลก ต้องมีการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพ การวางแผน เพ่ือพัฒนาความรู้ ทักษะต่างๆ ซึ่งในบางคร้ังจุดกลาง
ทางความคิดมาพบกัน แต่บางอย่างเป็นเรื่องของกิจการงาน หรือแม้แต่เร่ืองความเห็นท่ัวไป อาจจะมีความ
ขดั แย้งในหลักการ และวิธีการบางอย่าง แต่ว่าสามารถประสบผลเช่นเดียวกันได้ ก็ต้องรู้จักผ่อนปรนไม่ก่อเหตุ
ทะเลาะววิ าท

๔.๒ ปญ๎ หาและอุปสรรคการใช้หลักสารณยี ธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม พบว่า
ปญ๎ หาและอปุ สรรค์การใช้หลักสารณียธรรมในการบรหิ ารการไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม มดี ังนี้

๑) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับกป๎ญหาและอุปสรรค์การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการ
ไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “ป๎จจัยเมตตากายกรรม” พบว่า มีการช่วยเหลือกัน ร่วมกันแก้ป๎ญหาและ
อุปสรรคต่างๆ ทําให้งานสําเร็จลุล่วงด้วยดี ก่อให้เกิดความรัก สามัคคี มีความสุขในการทํางาน ช่วยเหลือ
พนักงานอย่างสม่ําเสมอด้วยความเต็มใจ จึงไม่พบป๎ญหาและอุปสรรค งาน ปณ ดีขึ้น ทุกคนทํางานร่วมกัน
อย่างมีความสุข พนักงาน หัวหน้า และเพ่ือนร่วมงานให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลในการทํางานซ่ึงกันและกัน ให้
ความเคารพนบั ถอื ตอ่ กัน ทุกคนทํางานอย่างมีความสุข ไม่มีป๎ญหาในการทํางาน สง่ ผลให้งานเสรจ็ เร็วข้ึน และมี
คุณภาพมีการช่วยเหลือกัน ร่วมมือกันแก้ป๎ญหาอุปสรรคต่างๆ ทําให้งานสําเร็จอย่างรวดเร็ว ได้ผลดีเยี่ยม
ก่อใหเ้ กิดเความรักความสามัคคี ทํางานรว่ มกันอย่างมีความสขุ

๒) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับป๎ญหาและอุปสรรคการใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการ
ไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “เมตตาวจีกรรม” พบว่า มีการบอกกล่าว ประชุมช้ีแจง สอนงานในเร่ืองต่างๆให้
ทราบเป็นที่เข้าใจ ถือปฎิบัติได้อย่างงถูกต้อง ทําให้การปฎิบัติงานและการทํางานต่างๆบรรลุผลตามเปูาหมาย
และเสร็จตามกําหนดเวลา แนะนําส่ิงส่ิงที่ดีมีประโยชน์ ต่อการปฎิบัติงาน ตักเตือนไม่มีป๎ญหาอุปสรรค การ
ปฎิบัตงิ านดีขึน้ และทาํ งานอย่างมคี วามสามัคคี พนักงาน หวั หน้า และเพ่ือนร่วมงานใช้คําพูดที่สุภาพอ่อนโยน
ตอ่ กันเม่ือมีงานใหมๆ่ เขา้ มา หวั หนา้ จะสอนงานลูกน้อง และเพื่อนสอนเพ่ือนด้วยกัน ทําให้งานไม่สดุด ราบร่ืน
ผ้รู ว่ มงานทุกคนมีความสุข มีการบอกกลา่ ว แจง้ สง่ิ ท่ีเปน็ ประโยชน์ สอน แนะนํา เตือนด้วยความสุภาพและนับ
ถือกัน โดยไม่มปี ๎ญหาและอุปสรรครวมทงั้ ก่อใหเ้ กิดความสํารั๗ในการปฎิบัติงานเป็นไปตามเปูาหมาย งานดีขึ้น
ก่อใหเ้ กดิ รัก สามคั คี ทํางานอย่างเปน็ สุข

๓) การสัมภาษณ์เชิงลึกเก่ียวกับป๎ญหาและอุปสรรค การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการ
ไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “เมตตามโนกรรม” พบว่า พนักงาน และหัวหน้างานคิดดี ทําดีต่อกัน ทําในส่ิงท่ี
เป็นประโยชน์ต่อกัน ต่อองค์กร มีความรักสามัคคี ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน ทําให้การทํางานเป็นไปด้วยความ
ราบรื่น เรียบร้อย มีความสุขในการทํางาน คิดแต่สิ่งสร้างสรรคให้กับองค์กร ไม่พบป๎ญหา ร่วมกันคิดแก้ไข
อุปสรรคในการปฎิบัติงานคิดดีต่อกัน คิดทําในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อกัน ยิ้มย้มอย่างไม่มีป๎ญหาอุปสรรค
กอ่ ใหเ้ กิดความรักนบั ถือ รว่ มมือกันปฎบิ ตั งิ านก่อใหก้ อ่ ให้เกิดผลสําเร็จไดป้ ระโยชนส์ งู สดุ ต่อ ปณ ให้เจริญยิ่งขึ้น
ผลประกอบการดีและมีความสุขมากในการทํางาน พนักงาน และหัวหน้างานคิดดี คิดทําสิ่งท่ีเป็นประโยชน์

๑๕๐

ตอ่ กัน มองกนั ในแงด่ ี สีหน้าตายม้ิ แย้มแจม่ ใสต่อกัน ไมพ่ บป๎ญหาอปุ สรรค รวมท้งั ทาํ ให้งาน ปณ. ดีข้ึน มีความ
สามัคคแี ละทาํ งานดว้ ยกันอย่างเป็นสุข

๔) การสัมภาษณ์เชิงลึกเก่ียวกับป๎ญหาและอุปสรรค การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการ
ไปรษณยี ์ในจังหวดั นครปฐม “สาธารณโภคิตา” พบวา่ พนักงาน และหวั หน้างานมีการแบ่งป๎น มีส่วนร่วมกันใน
การใช้สอยสิ่งของอุปโภคบริโภค ด้วยรักสามัคคีทําให้งานในหน้าที่ลุล่วงไปด้วยดีแบ่งป๎นโอกาส สนับสนุน
คา่ ใช้จ่ายเพ่ือเป็นขวัญกําลังใจเล่ียงขนม น้ําให้กับพนักงาน เพ่ือนร่วมงานมีการแบ่งป๎นช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
โดยในบางครั้งนาํ อาหารมาเลย้ี งลูกน้อง สังสรรครว่ มกัน ทําให้ไดม้ โี อกาสปฎิสัมพนั ธ์ร่วมกันได้เรียนรู้อุปนิสัยซ่ึง
กนั และกนั ทาํ ใหท้ ํางานอย่างมีความสขุ ไดง้ านทมี่ คี ุณภาพพนักงาน และหัวหน้างานแบง่ ป๎นกันเฉลี่ยเจือจานให้
ไดม้ สี ่วนรว่ มใช้สอยบริโภคทั่วกัน บางครั้งอาจจะมีน้อย รุ่นพี่จะเสียสละให้รุ่นน้อง ทําให้รักเคารพกัน ซ่ึงไม่พบ
ปญ๎ หาอุปสรรค รวมทงั้ ทําให้งาน ปณ. ดีขนึ้ มคี วามสามคั คตี อ่ กนั มากและทาํ งานอย่างเป็นสขุ มาก

๕) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับป๎ญหาและอุปสรรค การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการ
ไปรษณีย์ในจังหวัดนครปฐม “สีลสามัญญตา” พบว่า พนักงาน และหัวหน้างานส่วนใหญ่มีความประพฤติ
สุจริตดีงาม ปฎิบัติถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับขององค์กร หากพบว่าคนใดปฎิบัติไม่ถูกต้องเหมาะสมจะ
ดําเนนิ การตามหลกั ธรรม เชน่ พรหมวหิ าร ๔ และถือปฎิบตั ิตามระเบียบวนิ ยั ตอ่ ไป ประพฤติดีอยู่ในศีลในธรรม
ตามกฎระเบียบองค์กร พนักงาน และหัวหน้างานมีความประพฤติสุจริต ปฎิบัติถูกต้องตามระเบียบวินัย มี
ความซอ่ื สตั ยไ์ ม่ทุจริตต่อหน้าท่ีทําให้ ปณท ได้รับประโยชน์ ไม่มีการคอร์รับชั่น พนักงาน และหัวหน้างานส่วน
ใหญ่มคี วามประพฤติสุจริตดีงาม ปฎบิ ตั ถิ กู ตอ้ งตามระเบียบขอ้ บังคับ หากพบป๎ญหา ก็จักอบรม สอนงานให้ถูฏ
ต้องเหมาะสมตามกฎระเบียบ ตามหลักธรรมต่อไป ก็ให้เกิดความเข้าใจ ช่วยเหลือกันในทุกโอกาส เป็นความ
ผูกพัน รักสามคั คีอยู่รว่ มกันอย่างมสี ุขมาก

๖) การสัมภาษณ์ป๎ญหาและอุปสรรค์การใช้หลักสารณียธรรมในการบริหารการไปรษณีย์ในจังหวัด
นครปฐม “ทิฎฐิสามัญญตา” พบวา่ พนักงานและหวั หนา้ งานจะมกี ารพิจารณามีคความเห็นร่วมกันในการแก้ไข
ป๎ญหา หลักการปฎิบัติท่ีสําคัญเพ่ือเป็นการแก้ไขป๎ญหาในการทํางานต่างๆ ร่วมกันคิดร่วมกันแก้ป๎ญหา เปิด
โอกาสให้แสดงความคดิ เห็น พนกั งาน เพือ่ นรว่ มงาน และหัวหนา้ รว่ มกันทํางาน และมีการประชุมพูดคุยกันอยู่
เสมอ หากเกิดป๎ญหาในการปฎิบตั งิ านจะรว่ มกันแก้ปญ๎ หา ทําใหง้ านสามารถดําเนินการตอ่ ไปได้โดยไม่ติดขัดส่ิง
ใด ทํางานร่วมกันอย่างมีความสุข แก้ป๎ญหาร่วมกัน ซ่ึงทําให้งานสําเร็จลุล่วงไปด้วยดี และทํางานอย่างมี
ความสุข พนักงานและหัวหน้างานมีการประชุมเห็นชอบร่วมกันในการแก้ป๎ญหา หลักแนวทางปฎิบัติท่ีสําคัญ
เพ่อื ไมใ่ ห้เกดิ ปูญหาในการปฎิบัตงิ าน ไม่ให้เกดิ ความขัดแย้ง ทํางานเปน็ ไปอย่างราบร่ืนและมสี ุขในการทํางาน

๔.๓ แนวทางการประยกุ ตใ์ ช๎สาราณียธรรม ๖ ในท่ีทาการไปรษณยี ์ จังหวดั นครปฐม
แนวทางการประยุกต์ใช้สาราณียธรรม ๖ ในที่ทําการไปรษณีย์ จังหวัดนครปฐม พบว่า การได้นํา
ค่านิยมขององค์กรมาใช้คือ รู้ รัก สามัคคี ซ่ึงพนักงานทุกคนต้องรู้จักหน้าท่ีตนเอง รู้จักเพ่ือนร่วมงาน รู้จัก
องค์กร และมีความรกั งาน รกั องค์กร รกั เพอ่ื นสร่วมงาน มีความเคารพนับถือ คิดดี ทําดี ต่อกัน มความสามัคคี
ช่วยเหลือ/สอนงานแก่กันและกัน และมีความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นไปตามหลักสารณียธรรม ๖ ไม่มีป๎ญหา
อุปสรรคทําให้การปฎิบัตงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความราบร่ืนมีความสุขในการทํางาน ทําให้ผลงาน
เปน็ ไปตามเปูาหมายทีก่ ําหนด มีการช่วยเหลือในการทํางาน แนะนําตักเตือน ให้ความรู้ คิดสร้างสรรค แบ่งป๎น
เจือจุนพนกั งานตามสมควร ประพฤติดอี ยใู่ นศลี ธรรม กฎเกณฑ์ ระเบยี บปฎิบัติ ปณท. ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไข
ป๎ญหา เคารพความเห็นตา่ ง และหาขอ้ สรุปที่เป็นประโยชน์ท่ีสุดกับ ปณท. เข้าใจกันและกัน และเมื่อทําได้แล้ว
จะทาํ ให้ ปจ. นครปฐมดีขึน้ ทาํ ให้ผลงานเปน็ ไปตามเปาู หมายทกี่ ําหนด

๑๕๑

๕. สรุปองคท์ ีไ่ ดร๎ ับจากการวิจัย

การบรหิ ารแบบ สาธารณโภคติ า ประสิทธิผลในการ
ไปรษณียธรรม เมตตาวจีกรรม บริหารงานบรกิ ารงาน
ทฎิ ฐสิ ามัญญตา
๒๕๖๔ ปณ. ที่ย่ังยนื

แผนภาพท่ี ๔.๓ สรุปองค์ทไี่ ด้รบั จากการวจิ ยั

สรุปได้ว่าด้วยหลักการบรหิ ารงานไม่ว่าท่ีใดในโลกโดยเฉพาะการบริหารแบบไปรษณียธรรม ต้อง
มีหลักการท่ี ๑ เมตตาวจีกรรม เป็นศูนย์กลาง พนักงานและหัวหน้างานช่วยบอกแจ้งและแนะนําส่ิงที่เป็น
ประโยชน์ดว้ ยวาจาสุภาพ (๒). พนักงานและหัวหน้างานช่วยแนะนําตักเตือนเพราะหวังดีด้วยวาจาสุภาพ และ
(๓) พนักงานและหัวหน้างานช่วยแนะนําตักเตือนเพื่อเอาชนะป๎ญหาและอุปสรรคความสามัคคีและทํางาน
ด้วยกันอย่างเป็นสุขด้วยเมตตาวจีกรรม ด้วยทุกวันนี้เราพบแต่คําพูดคําจาที่สร้างความเกลียดชัง (Hate
Speeches) ที่ทําให้คนอหังการและพูดด้วยวาจาที่อหังการต้องโดนเททุกราย ซ่ึงผู้บริหารและพนักงานงาน
บริการไมค่ วรทาํ เพราะความสภุ าพเท่านั้นที่สยบความอหงั การไดม้ าในทุกหน้าประวัติศาสตร์ของโลก หลักการ
ที่ ๒ ต้องมี สาธารณโภคิตา โดยที่ ๑) พนักงานและหัวหน้างานมีการแบ่งป๎นกันช่วยเหลือเจือจานให้ได้มีส่วน
ร่วมใช้สอยบริโภคท่ัวกัน และ ๒) พนักงานและหัวหน้างานเม่ือพบป๎ญหาและอุปสรรค จะรวมกันทําให้งาน
ไปรษณีย์ดีข้ีนมีความสามัคคีและทํางานด้วยกันอย่างเป็นสุขด้วยสาธารณโภคิตา และหลักการท่ี ๓ ทิฎฐิ
สามัญญตา โดย ๑) พนักงานและหัวหน้างานมีความเห็นชอบร่วมกันในข้อท่ีเป็นหลักการสําคัญอันจะนําไปสู่
การขจัดป๎ญหา และ ๒) พนักงานและหัวหน้างานเมื่อพบป๎ญหาและอุปสรรคตาจะรวมกันเอาชนะเพื่อทําให้
งานไปรษณีย์ดีข้ีนพร้อมมีความสามัคคีและทํางานด้วยกันอย่างเป็นสุขด้วยทิฎฐิสามัญญตา โดยยึดหลัก “คน
เดียวหวั หาย สองคน (หรือ มากกวา่ ) เพ่ือนตาย”

การบริหารแบบไปรษณยี ธรรม ต้องมอี ยใู่ นกรอบหลกั การที่ ๑ เมตตาวจีกรรม เพราะไม่มีใครบูชา
กิริยาแลวาจาอหังการ แต่บูชากิริยาและวาจาสุภาพ กรอบหลักการท่ี ๒ สาธารณโภคิตา ทําให้ให้ก็ย่ิงรับท้ัง
ทางทรพั ย์นอกกายและทรัพยท์ างใจ – ความอ่มิ เอมทางใจ และกรอบหลักการท่ี ๓ ทิฎฐิสามัญญตา การระดม
สมอง มไิ ดส้ ร้างเพยี งแคค่ วามสามัคคี แตท่ ําใหเ้ พื่อนรว่ มงานทํางานด้วยกันอย่างเป็นสุขอีกด้วย เมื่อเป็นสุขการ
ทํางานต่างๆจึงมีประสิทธิผลได้อย่างเปน็ รูปธรรม

๖. สรุป

กิจการไปรษณีย์ เป็นกิจการให้บริการด้านสาธารณูปการของรัฐท่ีให้บริการกับประชาชนในด้านการ
ติดต่อสื่อสาร หรืออํานวยความสะดวกในด้านการนําส่ง ขนส่งส่ิงของและการจําหน่ายสินค้า โดยพนักงาน
รวบรวมพลังกันในการบริการท่ีสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการและพร้อมมุ่งมั่นสู่เปูาหมายที่อยู่ข้างหน้า แต่
ทง้ั น้ที ง้ั นั้นในบางครัง้ กป็ ระสบป๎ญหา ผปู้ ฏบิ ตั ิงานไม่ตัง้ ใจปฏิบัติงานและผู้บริหารในหน่วยงานก็ไม่เข้าใจในการ
บริหารงาน

๑๕๒

สาเหตใุ หญค่ ือผู้บรหิ ารขาดหลักธรรมแนวทางประพฤติปฏบิ ัติทางพระพทุ ธศาสนาท่ีจักน้อมนํามาใช้ใน
การบริหารงาน หรอื อาํ นวยการสั่งการให้การทํางานเป็นไปด้วยความถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว ชัดเจน แต่กลับ
ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาดําเนินการบริหารอย่างขาดหลักการ และสาเหตุท่ีสองได้แก่บุคลากร ผู้ปฏิบัติงาน
ขาดความรู้ความสามารถควรแก่การปฏิบัติงานตามตําแหน่ง โดยท้ังนี้หลักปฏิบัติส่วนหนึ่งคือหลักคุณธรรมท่ีผู้
ปฏิบตั ิควรน้อมนาํ มาเพื่อใชใ้ นการดําเนนิ งานท้งั ผบู้ งั คบั บญั ชาและผู้ใตบ้ ังคับบญั ชา อดทน ขยัน นํามาใช้ให้เกิด
ความเพียรพยายามและทําในส่ิงที่มุ่งหมายให้สําเร็จ ประกอบด้วย วินัย อดทน ขยัน โดยคุณธรรมเป็นป๎จจัย
หล่อเล้ียง

หลักการบริหารงานไม่ว่าที่ใดในโลกโดยเฉพาะการบริหารแบบไปรษณียธรรม ต้องมีหลักการที่ ๑
เมตตาวจกี รรม เป็นศูนย์กลาง พนักงานและหัวหน้างานช่วยบอกแจ้งและแนะนําส่ิงที่เป็นประโยชน์ด้วยวาจา
สุภาพ (๒). พนักงานและหัวหน้างานช่วยแนะนําตักเตือนเพราะหวังดีด้วยวาจาสุภาพ และ (๓) พนักงานและ
หัวหน้างานช่วยแนะนําตักเตือนเพ่ือเอาชนะป๎ญหาและอุปสรรคความสามัคคีและทํางานด้วยกันอย่างเป็นสุข
ด้วยเมตตาวจีกรรม ด้วยทุกวันน้ีเราพบแต่คําพูดคําจาที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speeches) ที่ทําให้คน
อหังการและพูดด้วยวาจาท่ีอหังการต้องโดนเททุกราย ซ่ึงผู้บริหารและพนักงานงานบริการไม่ควรทํา เพราะ
ความสุภาพเท่านน้ั ทีส่ ยบความอหังการไดม้ าในทกุ หน้าประวตั ศิ าสตร์ของโลก

๗. ข๎อเสนอแนะ

การวิจัยเร่ือง “การบริหารงานตามหลักสาราณียธรรมของไปรษณีย์ไทย จังหวัดนครปฐม” ผู้วิจัยมี
ข้อเสนอแนะดังนี้

๑. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช้
การบริหารแบบไปรษณียธรรม ๒๕๖๔ จาต้องใช้ เมตตาวจีกรรม เพราะไม่มีใครบูชากิริยาแลวาจา
อหังการ แต่บูชากิริยาและวาจาสุภาพ และต้องมี สาธารณโภคิตา เพราะย่ิงให้ก็ยิ่งรับท้ังทางทรัพย์นอกกาย
และทรัพย์ทางใจ – ความอ่ิมเอมทางใจ และใช้ ทิฎฐิสามัญญตา การระดมสมอง มิได้สร้างเพียงแค่ความ
สามคั คี แต่ทาให้เพ่ือนร่วมงานทางานด้วยกันอย่างเป็นสุขอีกด้วย เม่ือเป็นสุขการทางานต่างๆจึงมีประสิทธิผล
ได้อย่างเป็นรปู ธรรม
๒. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
การบริหารรัฐกิจ รัฐประศาสนศาตร์ หรือ การบริหารราชการแผ่นดิน (Public Administration)
คือ การดําเนินการท้ังปวงของฝุายบริหาร ยกเว้นอํานาจของฝุายนิติบัญญัติและตุลาการ โดยมีจุดมุ่งหมายให้
นโยบายของรัฐท่วี างไว้บรรลุผล อาจมองได้ทั้งเป็นการปฏิบัติการและการเป็นสาขาวิชาหนึ่งในการบริหารและ
การจัดการภาครัฐ ท่ีจะไม่เหมือนการบริหารธุรกิจท่ีเน้นกําไรสูงสุด (profit maximize) แต่เป็นการเน้นการ
ให้บริการทใ่ี ห้ลูกค้าพึงพอใจ โดยลกู ค้าก็คือ ประชาชนท่ีมาใช้บริการ และต้องเป็นการให้บริการต่อทุกคนอย่าง
เป็นธรรม ดังนั้นจึงต้องใช้นโยบายการบริหารแบบไปรษณียธรรม ๒๕๖๔ เพ่ือที่จะก้าวไกลกว่ากับคู่แข่ง
ทางด้านบริกาส่งพัสดุ ดังน้ันจําต้องบริหารองค์กรด้วยหลักเมตตาวจีกรรม หลักสาธารณโภคิตา และหลักทิฎฐิ
สามญั ญตา เพอ่ื ใหไ้ ดง้ านอย่างมีประสิทธิผลแบบยัง่ ยนื
๓. ข้อเสนอแนะการวจิ ัยครง้ั ต่อไป
ควรมีการศึกษาโครงสร้างองค์กรควรยืดหยุ่น เน้นเปูาหมายมากกว่ากระบวนการ มีระบบการ
บริหารงาน คล่องตัว เป็นอิสระไม่ผูกพันกับกฎระเบียบ การปฏบิ ัติ และขอ้ บงั คับของราชการเพื่อพร้อมที่จะเข้า
สนามการแขง่ ขนั ในตลาดไปรษณีย์และการจัดสพ่ สั ดุยุค ๖.๐ และมีการศึกษาพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้วย
เทคโนโลยที ่ีทนั สมัย เพ่อื การยกระดบั ไปส่เู ชิงรกุ และการเปน็ ผนู้ าในการให้บริการทั้งในระยะส้ันระยะกลางและ

๑๕๓

ระยะยาวโดยเน้นพัฒนาบริการท่ีเพ่ิมความสะดวกสบายแก่กลุ่มผู้รับบริการ นอกจากนี้ควรมีกการศึกษาข้อดี
ข้อเสียในการเข้าถึงกลุ่มธุรกิจ E-Commerce ผู้ประกอบการชุมชน และสินค้าโอทอปในทุกพ้ืนท่ีประกอบกับ
พฤติกรรมการส่งสินค้าของลูกค้าท่ีต้องการความสะดวกและรวดเร็วไปรษณีย์ไทย พร้อมศึกษาพฤติกรรม
ผ้บู ริโภคลูกค้าโอทอปไปในตัวอีกดว้ ย

เอกสารอา๎ งอิง

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์: ฉบับประมลธรรม. พิมพ์คร้ังที่ ๒๕.
กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพ์ผลธิ มั ม์, ๒๕๕๖.

พะยอม วงศส์ ารศรี. การบริหารทรัพยากรมนุษย์. พมิ พค์ รั้งที่ ๕ กรุงเทพมหานคร คณะวทิ ยากร
จดั การ สถาบนั ราชฏั สวนดสุ ิต ๒๕๓๘.

วราภรณ์ ใชเ้ ทียมวงศ์ HR TRENDS ๒๐๒๐ วารสารไปรษณีย์ไทย (มกราคม ๒๕๖๓): ๙
__________. คณุ ธรรมนําพาความสุข. วารสารไปรษณีย์ไทย. (มถิ นุ ายน ๒๕๖๒): ๑๐
__________. เดินหน๎าลยุ ตลาด. “วารสารไปรษณยี ไ์ ทย”. ฉบับที่ ๑๘๒. (มนี าคม ๒๕๖๒): ๑๔

๑๕๔

การบรกิ ารตามหลักสังคหวัตถธุ รรมของไปรษณยี ไ์ รํขงิ
อาเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม

SANGAHAVATTHUDHAMMA-BASED SERVICES IN THE RAI KHING POST OFFICE,
SAMPRAN DISTRICT, NAKHON PATHOM PROVINCE

นางพัสกร ชูกลุ
Mrs. Passakorn Chookul
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
[email protected]

บทคัดยอํ

การวิจัยเชิงคุณภาพเร่ือง การบริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน
จังหวดั นครปฐม เพ่ือศึกษาลักษณะหลักสังคหวัตถุธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาลักษณะการให้บริการ
ของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุธรรม และ เพ่ือวิเคราะห์การให้บริการของไปรษณีย์ไร่ขิง ตามหลักสังคห
วัตถุธรรม ผู้ให้ข้อมูลสําคัญได้แก่ พนักงาน ปณท ไร่ขิงจากระดับ ๓-๘ จํานวน ๖ ราย เจ้าหน้าที่ของรัฐจํานวน ๔
ราย พนกั งานเอกชน ๒ ราย และลูกคา้ ออนไลนจ์ ํานวน ๕ราย รวมทงั้ ส้ิน ๑๗ ราย ดําเนินการเก็บข้อมูลเสร็จส้ินใน
เดอื นสงิ หาคม ๒๕๖๓

ผลการวจิ ัยพบวา่
๑) การให้บรกิ ารตามหลักสงั คหวัตถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า
ป๎จจัยทานการปฏิบัติงานจะเห็นว่า ไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีการเปิดบริการที่ใกล้เคียง
กัน เช่น ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ และเอสซีบี อบาคัส เปิดให้บริการสินเชื่อ ป๎จจัยปิยวาจา ยกระดับ
คุณภาพบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ในประเทศ ป๎กธงสู่การเป็นผู้ให้บริการไปรษณีย์และบริการอีคอมเมิร์ซ
โลจสิ ติกสค์ รบวงจร ดว้ ยมาตรฐานสากลที่ผู้ใช้บริการไทยนึกถึงในลําดับแรก และป๎จจัยอัตถจริยา การบริการเป็น
กิจกรรม หรือกระบวนการท่ีเกิดขึ้นระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการในช่วงเวลาใดดังนั้น ประพฤติตนกับ
ผใู้ ช้บริการด้วยความนอบน้อม ออ่ นโยน ชว่ ยเหลือทุกอยา่ งกับลกู ค้าให้พึงพอใจ
๒) การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตาม
ลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า ป๎จจัยทาน การให้ความช่วยเหลือของ
พนักงานตามลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุธรรม ป๎จจัยปิยวาจา คือ เช้ือเชิญ ชัก
จูงด้วยความละมุน ละมัย นุ่มนวล อ่อนโยน ให้ลูกค้าเข้าใจ พึงพอใจ ขอบคุณผู้ใช้บริการทุกครั้งอย่างสุภาพ
อ่อนหวานกับทุกคนหลังจากให้บริการเรียบร้อยแล้ว ป๎จจัยอัตถจริยา การประพฤติกระทําในสิ่งที่เป็นประโยชน์
ในทางปฏิบัติ ขอบข่ายของอัตถจริยา จึงเร่ิมต้นด้วยการกระทําอะไรก็ตาม ที่สามารถอํานวยประโยชน์ความสุข
ให้แก่คนอ่ืนได้ ป๎จจัยสมานัตตตา วางตนให้เหมาะสมกับฐานะที่ตนมีอยู่ในสังคม คือพยายามวางตัวให้สมกับท่ีตัว
เป็น ปฏบิ ตั ติ นอย่างสมา่ํ เสมอต่อคนท้ังหลาย ไม่เอารัดเอาเปรียบผอู้ ื่น รว่ มสุขร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ป๎ญหา
๓) การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตาม
ลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุธรรม ในเชิงพระพุทธศาสนาท่ีเป็นวิธีปฏิบัติเพ่ือยึด
เหนยี่ วจติ ใจของคนให้เกิดความรักเกิดการสงเคราะห์ช่วยเหลือซ่ึงกันและกันเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของ

๑๕๕

คนผูกมัดใจคน จะเห็นได้จาก ช่วยเหลือบริการ พูดจาไพเราะ ทําตัวให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและเพื่อน
รว่ มงานเสมอ
คาสาคัญ: การบริการ, สังคหวัตถธุ รรม

Abstract

The qualitative research on "Sangkhahavatthudhamma service of Rai Khing Post Office,
Samphran District, Nakhon Pathom Province" To study the main characteristics of
Sangkhahavatthudhamma in Buddhism scriptures, To study the nature of services at Rai Khing
Post Office according to Sangkhahavatthudhamma and to analyze the service of Rai Khing Post
Office according to Sangkhahavatthudhamma Key information contributors were 6 Post Office Rai
Khing employees from level 3-8, 4 government officials, 2 private employees, and 5 online
customers, totaling 17 data collection completed in August 2020.

The research results were found that:

1) The service under Sangkhahavatthudhamma of Rai Khing Post Office, Samphran
District, Nakhon Pathom Province was found that the operating factors would see that Rai Khing
Post Office, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province similar services have been opened,
such as cooperating with Siam Commercial Bank and SCB Abacus to provide credit services.
Factor upgrading the quality of express mail service (EMS) in the country, flagging it as a postal
and e-commerce provider complete logistics with international standards that Thai service users
think first and the attitude factor service is an activity or processes that occur between service
providers and service recipients at any time so behave with the service users with humility,
gentleness, and help in everything to the customer to be satisfied.

2) Providing services according to Sangkhahavatthudhamma of Rai Khing Post
Office, Samphran District, Nakhon Pathom Province according to the nature of service at Rai Khing
Post Office under Sangkhahavatthudhamma principles, it was found that the factors of assisting
employees according to the nature of service at Rai Khing Post Office under
Sangkhahavatthudhamma. The factor of happiness is to invite and persuade with gentleness,
tenderness, gentleness, for customers to understand, satisfaction, thank you to the service user
every time, politely and sweetly to everyone after the service has been completed. Attitude
factor acting practically, (Paccaya-Atthacariya) the scope of the body. So, it starts with whatever
action that can benefit other people's happiness (Paccaya-Samanatta) factor to position oneself
under their position in society is try to act according to what you behave consistently towards
people Not taking advantage of others join in happiness and suffering recognize the problem.

3) Providing services according to Sangkhahavatthudhamma of Rai Khing Post
Office, Samphran District, Nakhon Pathom Province according to the nature of service at Rai Khing
Post Office according to the principle in Buddhism, it is a practice to bind the hearts of people to

๑๕๖

love, to help and support each other, as a practice to bind the hearts of people, as can be seen
from helping the service, making a beautiful speech, making themselves beneficial to the service
users and colleagues.

Keywords: Services, Sangahavatihudhama

๑. บทนา

บริษัทไปรษณียไ์ ทย จาํ กัด ดาํ เนินการขนส่ง เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารสําคัญระหว่าง
ผู้ใช้บริการภาครัฐและเอกชน การบริการรับส่งและฝากในการขนส่งให้กับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อ
สร้างเครือข่ายคุณภาพชีวิตและพัฒนาเศรษฐกิจไทย บริษัทไปรษณีย์ไทย จํากัด เป็นรัฐวิสาหกิจประเภท
สาธารณูปการ สงั กัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เริ่มเปิดกิจการโดยมีประวัติความเป็นมาก่อตั้ง
แต่เดิมเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ดําเนินกิจการให้บริการและการขนส่งมากว่า ๑๓๖ ปี ภายหลังการแปร
สภาพ (Privatization) จากการสื่อสารแหง่ ประเทศไทย แยกกิจการไปรษณีย์ออกจากกิจการโทรคมนาคมเป็นสอง
บริษัท ซ่ึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปรษณีย์ไทยจัดได้ว่าเป็น
องค์กรของรฐั วิสาหกิจที่อย่คู ู่กบั ประเทศไทยมาตั้งแตส่ มัยรชั กาลท่ี ๕๑

ที่ทําการไปรษณีย์ไร่ขิง เป็นศูนย์กลางระหว่างหน่วยงานราชการและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นแหล่ง
ธรุ กิจแหลง่ ชมุ ชน เป็นพ้นื ทีท่ ี่มปี ระชากรหนาแน่น และด้วยค่านิยมในยุคป๎จจุบันและความสะดวกของบุคคลในวัย
ทํางานการซื้อขายทางออนไลน์จึงถือเป็นงานบริการหลักของไปรษณีย์ ด้วยสภาพการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจ ด้าน
งานบริการทม่ี กี ารแขง่ ขันท่รี ุนแรงกับหลากหลายบริษัทที่เป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจ อีกทั้งบริษัทไปรษณีย์ไทย จํากัด
ยังมีขอบเขตการดําเนินงานที่ค่อนข้างจํากัดอันเน่ืองมาจากกฎระเบียบข้อบังคับท่ีหลากหลายภายใต้นโยบายของ
รฐั บาลกาํ หนด การทาํ งานท่ีมีความยากลําบากและงานท่ีมีหลากหลายบริการ บวกกับงานท่ีอัพโหลดจึงทําให้การ
ทํางานท่ีสูงเกินอัตรา และปริมาณงานของพนักงานที่ต้องแบกภาระการออกนําจ่ายเกินกําลัง ส่วนงานด้านการรับ
ฝากเกิดความล่าช้า เน่อื งจากอาคารสถานท่ที ไี่ มเ่ อ้อื อํานวยแก่การบริการด้านอาคารสถานที่ไม่เพียงต่อการรองรับ
ปริมาณงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ ระบบสัญญาณข้อมูลของหน่วยงานท่ียังไม่เสถียรทําให้เกิดความยุ่งยาก
ซับซ้อนในการรับฝากและส่งส่ิงของ พนักงานยังไม่มีใจรักในงานบริการเท่าที่ควร๒ แต่ในยุคการค้าเสรีตลาด E-
commerce เติบโตพุ่งทะยานย่ิงเสริมให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมายในการเปรียบเทียบและเลือกตัดสินใจ เลือก
บริการ องค์กรต่าง ๆ การพัฒนาคุณภาพการขนส่งจึงเป็นป๎จจัยหลักของการพัฒนาระบบงานและควบคุมดูแลใน
การให้บริการที่เป็นเลิศ การจัดการบริการให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของ ลูกค้า การตอบสนองความ
คาดหวัง หรือความต้องการ ของผู้ใช้บริการท่ีมีต่อการบริการ คุณภาพการบริการ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
ความสาํ เร็จของธรุ กจิ บทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ท่ีดี ในด้านรายได้ คุณภาพการบริการท่ีดีทําให้ลูกค้ามีความ
ภักดี๓

๑วราภรณ์ ใช้เทียมวงศ์, สร้างแบรนด์ สร้างอนาคต บริษัท ภาพพิมพ์ จํากัด, “วารสารไปรษณีย์”, ฉบับท่ี ๑๘๕
(เดอื น มถิ ุนายน ๒๕๖๒): ๔-๕

๒มธุรส เจียมกรกต, เดินหน้าลุยตลาด บริษัท ภาพพิมพ์ จํากัด, “วารสารไปรษณีย์”, ฉบับที่ ๑๗๘ (เดือน
พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑): ๑๔-๑๕

๓กานต์ กลั่นผลหร่ังและคณะ, พัฒนาธุรกิจ บริษัท ภาพพิมพ์ จํากัด, “วารสารไปรษณีย์”, ฉบับที่ ๑๘๑, (เดือน
กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๒): ๑๐-๑๑.

๑๕๗

งานของไปรษณียม์ งี านหลายดา้ น และหลากหลายบริการมีการแนะนํา และให้ความรู้แก่ผู้มาใช้บริการ
และการตรวจสอบสินค้าก่อนการรับฝากขึ้นอยู่ที่ความสมัครใจของผู้ใช้บริการ งานการบริการในมิติของ
พระพทุ ธศาสนาเปน็ ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ทัศนคติ ในด้านความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ของคนไทยจะมีหลัก
พระพุทธศาสนามาเก่ียวข้อง ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจของคนไทยมากและสามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการ
บริหารจัดการ โดยยึดหลักพระพุทธศาสนาเก่ียวข้องทั้งกาย วาจา ใจ สมาธิหรือว่าป๎ญญาสามารถนําประยุกต์ใช้
กบั การบริการจัดการธรุ กิจได้ “ธรรมะของพระพทุ ธเจ๎าเปรียบเสมือนใบไม๎ในปุาใหญํ หยิบใบไม๎มากามือเดียวก็
เพยี งพอแล๎วสาหรบั ใชเ๎ ป็นหลกั ในการดาเนินชวี ิต”๑ หลกั คําสอนพุทธศาสนาท่ีนํามาใช้ต้องเลือกมาให้เหมาะกับ
วิถีชีวิตและองค์กรโดยหลัก ๆ เกี่ยวกับการปกครอง การบริหารองค์กรต่าง ๆ จึงใช้หลักสังคหวัตถุธรรม เป็น
แนวทางในการสร้างบุคลากรที่ดีควรเน้นหลักคุณธรรมเพื่อการเสริมสร้างสัมพันธภาพ เพื่อคงความงดงามและ
ความเป็นมืออาชีพให้แก่ผู้ให้บริการ การมีจิตใจท่ีได้รับการพัฒนาตามหลักคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
แสดงไว้ในสังคหวตั ถุ ๔๒ คอื หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนีย่ วนํ้าใจของกันและกัน ประสานใจทุกคนที่อยู่ในองค์กร
เดยี วกนั ใหอ้ ยู่อย่างมคี วามสุข สามัคคี ซงึ่ ประกอบไปด้วย การอนุเคราะห์หรือสงเคราะห์ การช่วยเหลือซ่ึงกันและ
กนั ตามถานานุรูป การกล่าวด้วยคําท่ีเป็นที่รัก มีประโยชน์ ถูกต้องดีงาม และก็จริงใจต่อผู้ร่วมงาน ความประพฤติ
ท่ีเป็นประโยชน์กันคนอ่ืน เช่นว่าเราช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมทั่วไปแนะนําแก้ไขป๎ญหา
ต่างๆ ความเป็นผู้มตี นเสมอวางตนเสมอตน้ เสมอปลายปฏิบัติต่อคนอ่ืนอย่างเสมอภาค วางตัวให้เหมาะสมกับฐานะ
ที่เป็นอยู่ เข้ากบั คนอื่นให้ได้ ไมเ่ อาเปรียบคน

ด้วยหลักการ “ภาครัฐของประชาชน เพ่ือประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม”เพื่อให้ประชาชนและ
ผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลากหลายช่องทาง ตรวจสอบได้ไม่มี
ข้อจาํ กดั ของเวลา พ้ืนที่ และกลุ่มคน รวมท้ังนํานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพลด
ค่าใช้จ่ายของประชาชน โดย (๑) เน้นการให้บริการภาครัฐที่สามารถอํานวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่าง
รวดเรว็ โปร่งใส ให้เป็นภาครฐั ของประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งจะทําให้เกิดการนําเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
มาประยกุ ต์ใชใ้ นการใหบ้ ริการประชาชน (๒) ทางการเงินการคลังให้เน้นการบูรณาการเชื่อมโยงภาครัฐ เพ่ือให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดของการใช้งบประมาณ การจัดการรายได้รายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและประหยัด ท่ีจะ
กอ่ ให้เกิดการพัฒนา ประเทศท่เี ปน็ ไปในทิศทางเดียวกันอยา่ งมีจดุ มุ่งหมาย (๓) การปรับสมดุลภาครัฐโดยเน้นการ
ให้ภาคส่วนอ่ืน ๆ อาทิภาคประชาชน ภาคเอกชน หรือประชารัฐโมเดลสามารถเข้ามาแบ่งเบาภาระในการแก้ไข
และตอบสนองความต้องการของตัวเองในพื้นที่ ส่งผลให้ภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสม และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมใน
การตัดสินใจเพื่อก่อให้เกิดบริการสาธารณะเพ่ือประชาชน (๔) ด้านระบบบริหารงานภาครัฐให้เน้นการพัฒนา
ระบบฐานขอ้ มลู ภาครฐั และการนาํ เทคโนโลยีดจิ ิทลั มาประยกุ ต์ใช้เพ่ือประโยชน์ในการบริหารการตัดสินใจและการ
บริการท่ีเป็นเลิศ รวมท้ังการเปิดโอกาสให้เอกชน ประชาชน เข้าถึงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ เพ่ือเพิ่มโอกาสในการ
แข่งขันและประโยชน์ในการใช้ชีวิตให้วิธีการทํางานของหน่วยงานราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (๕) การ
สร้างและพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้เน้นการสร้างและพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม มี
จิตสาํ นึก และเป็นคนเก่ง มีความรูค้ วามสามารถในการทํางานรับใช้ประเทศชาติและประชาชน๓ หลังจากได้ศึกษา

๑กนก แสนประเสรฐิ , รองผู้อาํ นวยการ, หลกั การบรหิ ารงานสมัยใหมกํ ับหลักการบรหิ ารงานเชิงพุทธศาสตร์ เพ่ือ
ความมัน่ คงแหงํ พระพทุ ธศาสนา, [ออนไลน์], แหล่งทีม่ า: http://www.onab.go.th/articles/ [๒๔ พ.ค. ๒๕๖๓].

๒ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๗๓/๒๑๘.
๓กองวชิ าการและแผนงาน, หลักการให๎บริการ, (เชียงใหม:่ เทศบาลนคร, ๒๕๕๒), หน้า ๑๙

๑๕๘

คว้างานบริการเบ้ืองต้นแล้วผู้วิจัยจึงตัดสินใจใช้พระพุทธธรรมสังคหวัตถุธรรมเพื่อใช้เป็นหลักในการบริการงาน
ไปรษณยี ไ์ ทยสํานักงานวดั ไรข่ ิง อ.สามพราน จ.นครปฐม

สงั คหวัตถุธรรม๑ ธรรมเคร่ืองยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคีธรรมที่เป็นท่ีต้ังแห่ง
การสงเคราะหก์ ันเพ่อื เป็นเครื่องยึดเหน่ียวนํ้าใจกัน โดยมีหลักการสงเคราะห์ดังน้ี ๑) ทาน คือ เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ การ
ให้ การแบ่งป๎น การเสียสละหรือช่วยเหลือผู้อ่ืนด้วยการให้สิ่งของที่ตนมี ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนําส่ังสอน
๒) ปิยวาจา/ เปยยวชั ชะ คือ วาจาอนั เป็นทีร่ กั วาจาดูดด่ืมน้ําใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ เป็นการใช้วาจาด้วยถ้อยคําท่ี
สุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคีให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ และถ้อยคําท่ีมีประโยชน์ประกอบด้วย
เหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี และ พูดด้วยถ้อยคําท่ีเป็นจริง ๓) อัตถจริยา คือ การประพฤติตนให้เป็น
ประโยชนแ์ กท่ ั้งตนเอง และผอู้ ื่น การขวนขวายช่วยเหลือกิจการ การบําเพ็ญสาธารณประโยชน์ รู้จักการเสียสละ
ไม่เห็นแก่ตัว ตลอดจนช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม และ ๔) สมานัตตตา คือ การเป็นผู้มีความ
สมํ่าเสมอ หรือทําตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฎิบัติสม่ําเสมอกันในชนท้ังงหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้
ร่วมแก้ไข รจู้ กั วางตนให้เหมาะสมกับฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และส่งิ แวดล้อมถกู ต้องตามธรรมในแต่ละกรณี

คาดได้ว่าการบริการท่ีไปรษณีย์ไทยสํานักงานวัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐมย่อมดีข้ึนโดยมี
ลกั ษณะประกอบด้วย ประชาชนต้องมาก่อนเสมอ หมายถึง คํานึงถึงประชาชนก่อนสิ่งอื่นใด ประชาชนถูกเสมอ
ไม่ว่าประชาชนจะพูดจะทําอย่างไรต้องไม่โต้แย้งเพื่อยืนยันว่าประชาชนผิด ให้บริการด้วยความย้ิมแย้มแจ่มใส
เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอบอุ่นสบายใจ การให้บริการเป็นการกระทําของบุคคลซึ่งมีบุคลิกภาพอุปนิสัยและอารมณ์
แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและแต่ละสถานการณ์ จึงมีการประพฤติปฏิบัติที่หลากหลายออกไป การบริการที่ดี
อันเป็นท่ียอมรับกันทั่วไป มีดังนี้ ทําด้วยความเต็มใจ ทําด้วยความรวดเร็ว ทําถูกต้อง ทําอย่างเท่าเทียมกัน
และทําใหเ้ กิดความช่นื ใจ๒

ด้วยผวู้ ิจัยเป็นเจา้ พนักงานและทุ่มเทให้งานไปรษณีย์มานานจึงใคร่ทําวิจัยเร่ืองการให้บริการของที่ทํา
การไปรษณีย์ไรข่ ิง โดยยดึ หลักสังคหวตั ถุธรรมซงึ่ อาจทําให้เจ้าพนักงานที่ให้การบริการไปรษณีย์ท่ีวัดไร่ขิงดีข้ึนโดย
ปฏิบตั ิตนตามหลักทางพระพทุ ธศาสนา เพอ่ื ส่งเสริมให้บุคคลากรเกิดความรอบรู้ มีความสามารถ มีทักษะ อุปนิสัย
ทัศนะคติเจตนาคติในการปฏิรูปตนเพื่อองค์กร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามพ่ึงประสงค์จะส่งผลให้การ
ปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความความสุข ความสามัคคี ความสําเร็จ รวมไปถึงการสร้างความภักดีของบุคลากรต่อ
องค์กร อันจะส่งผลดีต่อผู้มาใช้บริการทําให้เห็นการบริการของไปรษณีย์มีประสิทธิภาพที่ดีย่ิงขึ้นตามหลักสังคห
วตั ถธุ รรม

๒. วตั ถุประสงคข์ องกการวิจยั

๒.๑ เพ่ือศึกษาลกั ษณะหลักสังคหวตั ถธุ รรมในคัมภีรพ์ ระพุทธศาสนา
๒.๒ เพื่อศึกษาลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณยี ์ไร่ขิงตามหลักสงั คหวัตถุธรรม
๒.๓ เพ่อื วิเคราะห์การให้บริการของไปรษณีย์ไร่ขงิ ตามหลักสังคหวตั ถธุ รรม

๓. วธิ ีดาเนนิ การวิจัย/รูปแบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจยั

งานวิจัยเรื่อง “การบริหารงานตามหลักสาราณียธรรมของไปรษณีย์ไทย จังหวัดนครปฐม” น้ี งานวิจัยนี้
เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามแบบคุณภาพ

๑ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๑๔๐/๑๖๗
๒จติ ตินันท์ นันทไพบลู ย์, จติ วทิ ยาการบริการ, (กรงุ เทพมหานคร: เลิรน์ นิงฮับ, ๒๕๖๐), หนา้ ๙๔-๙๗.

๑๕๙

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย
ครั้งนี้ ผู้วิจัยจะดําเนินการอัดเทป จดบันทึก สังเกตและถ่ายภาพในการสัมภาษณ์เชิงลึก จากนั้นจึงนําข้อมูลมาทํา
การเรียบเรยี งและวเิ คราะห์ข้อมลู ตามวตั ถุประสงค์ มีดังน้ี

๑.๔.๑. ขอบเขตด๎านเน้ือหา จากการทบทวนเอกสารจาก พระไตรปิฎก เอกสาร ตํารา ผลงานวิจัยท่ี
เก่ยี วข้องกบั การบริการ การบริการบคุ คล โดยศกึ ษาเฉพาะประเด็นหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา เ กี่ ว กั บ
หลกั สงั คหวตั ถุธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และ สมานัตตตา

๑.๔.๒. ขอบเขตด๎านเอกสาร ศึกษาเนื้อหาของหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับ สังคหวัตถุธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาในพระไตรปิฎก งานวิจัย ตําราวิชาการ หนังสือ เอกสารข้อมูล วารสาร และข้อกําหนดหลักเกณฑ์
ท่ีเกย่ี วขอ้ ระเบียบการต่าง ๆ ของ บริษทั ไปรษณียไ์ ทย จํากดั (ปณท.) เป็นตน้

๑.๔.๓. ขอบเขตด๎านประชากร ไปรษณีย์ไร่ขิงมีเจ้าพักงานรวมทั้งสิ้น ๕๒ คนแต่ในการศึกษานี้
ผ้วู จิ ยั สุ่มผู้ให้คะแนนสําคญั เพียงจํานวน ๑๗ คน ประกอบดว้ ย๑

ก). ผ๎ูให๎บริการ คือ (๑) หัวหน้าไปรษณีย์ ๑ ท่าน (๒) หัวหน้าแผนก ๔ ท่าน (๓) เจ้าพนักงาน
ตวั แทนแตล่ ะแผนก ๔ ทา่ นของไปรษณีย์ไร่ขิง อ. สามพราน จ. นครปฐม

ข). ผใ๎ู ช๎บริการ ของไปรษณีย์ โดยจาํ แนก ๔ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๒ ท่าน ได้แก่ (๑) หน่วยงานราชการต่างๆ
ของเขตไปรษณีย์ไร่ขิง (๒) หน่วยงานเอกชนต่างๆ ของเขตไปรษณีย์ไร่ขิง (๓) พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต่างๆ ของเขต
ไปรษณียไ์ รข่ ิง (๔) ประชาชนท่ัวไปตา่ งๆ ของเขตไปรษณยี ์ไร่ขิง

๑.๔.๔. ขอบเขตด๎านพื้นท่ี ไปรษณีย์ไทยในพ้ืนท่ีการศึกษาเฉพาะที่รับผิดชอบของท่ีทําการไปรษณีย์
ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

๑.๔.๕. ขอบเขตด๎านระยะเวลา การศกึ ษาวจิ ัยเร่ิมต้ังแตเ่ ดือนกรกฎคม-ตลุ าคม ๒๕๖๓ เป็นตน้ ไป

๔. ผลการวิจยั

จากการวจิ ยั เรอ่ื งน้สี ามารถแบ่งเป็นประเดน็ ไดด้ ังต่อไปนี้
๔.๑ การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตาม
ลักษณะหลักสงั คหวัตถุธรรมในคัมภีรพ์ ระพุทธศาสนา มดี ังน้ี

๑) ป๎จจัยทาน ในงานบริการ ปณ. ไร่ขิงตามลักษณะหลักสังคหวัตถุธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
พบว่า ในการปฏิบัติงานจะเห็นว่า ไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีการเปิดบริการที่ใกล้เคียง
กัน เช่น ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ และเอสซีบี อบาคัส เปิดให้บริการสินเชื่อ, เปิดบริการ“จุดบริการส่งด่วน
EMS ในประเทศ 24 ช่ัวโมง และส่วนที่สําคัญท่ี ตามหลักธรรม คือ ทาน ซ่ึงในที่นี้คือ การให้บริการกับลูกค้า ให้
ความสะดวก และพึงพอใจในการบริการ โดยไมห่ วังสงิ่ ตอบแทน ใส่ใจในการทํางานเต็มที่ เปน็ ตน้

๒) ป๎จจัยปิยวาจาในงานบริการ ปณ.ไร่ขิงตามลักษณะหลักสังคหวัตถุธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
พบว่า ยกระดับคุณภาพบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ในประเทศ ป๎กธงสู่การเป็นผู้ให้บริการไปรษณีย์และ
บริการอีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ครบวงจร ด้วยมาตรฐานสากลท่ีผู้ใช้บริการไทยนึกถึงในลําดับแรก ดังนั้นบริการส่ง
ด่วนยอดนิยมของผู้ใช้บริการที่เลือกฝากส่งส่ิงของผ่าน ปณท ให้มีมาตรฐานการบริการที่เป็นสากล เพ่ือลด
ข้อผิดพลาดในด้านความล่าช้า เสียหาย และสูญหายที่เกิดข้ึนในระบบการให้บริการอีกด้วย ท้ังการรับฝาก การ
สง่ ต่อ และการนําจา่ ย ซึง่ จะเห็นว่าการ การพดู กบั ลูกค้าที่มารับบริการด้วยความอ่อนโยน เป่ียมด้วยมิตรไมตรี พูด

๑นายเสริมศกั ดิ์ ศุภมงคล ทมี่ าขอ้ มูลจาก งานบรหิ ารบคุ ลากรและอัตรากาลัง ในไปรษณีย์จังหวัดนครปฐม (๒๒
มีนาคม ๒๕๖๓)

๑๖๐

แนะนําด้วยความสุภาพเป็นจริง ให้การปฎิบัติเกิดผลดี ลูกค้าสบายใจ และปิยวาจาคือการพูดจาด้วยความ
ไพเราะออ่นหวาน ไม่กร้าวร้าว ไม่หยาบคาย พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถให้
คําปรกึ ษากับลูกค้าได้

๓) ผลการสัมภาษณ์ในป๎จจัยอัตถจริยาในงานบริการ ปณ.ไร่ขิงตามลักษณะหลักสังคหวัตถุธรรมใน
คัมภีร์พระพุทธศาสนา พบว่า การบริการเป็นกิจกรรม หรือกระบวนการที่เกิดข้ึนระหว่างผู้ให้บริการและ
ผู้รับบริการในช่วงเวลาใดดังนั้น ประพฤติตนกับผู้ใช้บริการด้วยความนอบน้อม อ่อนโยน ช่วยเหลือทุกอย่างกับ
ลูกค้าให้พงึ พอใจ และก่อประโยชน์สูงสุดถือเป็นเรื่องที่ดี อัตถจริยา คือการแสดงออกถึงความมีน้ําใจ การให้ความ
ช่วยเหลือ การเสนอส่ิงท่ีเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการ การให้ความสะดวก และช่วยเหลือ บริการดีน้ัน ก็ถือว่า
เปอ็ ัตถจรยิ เชน่ กัน

๔) ป๎จจัยสมานตั ตาในงานบริการ ปณ.ไร่ขิงตามลักษณะหลักสังคหวัตถุธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
พบว่า งานบริการไปรษณีย์หวังว่าปฎิบัติดีสมํ่าเสมอกับทุกคนวางตัวให้เหมาะสมแก่ฐานะภาวะบุคคลถูกต้องเป็น
ธรรมในแตล่ ะกรณีเป็นอย่างดี และ เหมาะสมแก่ภาวะเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมถูกต้องเป็นธรรม และการบริการ
กบั ทกุ คนดว้ ยความเสมอภาคถือเป็นเรือ่ งที่ดี การใหบ้ รกิ ารกับผู้มาใช้บริการด้วยความเสมอต้นเสมอปลายทางด้าน
กริ ิยา วาจาดี มีผลทาํ ใหง้ านและกจิ การรงุ่ เรืองต่อไป

๔.๒ การให้บริการตามหลกั สังคหวตั ถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตาม
ลักษณะการให้บริการของที่ไปรษณีย์ไรข่ ิงตามหลกั สังคหวตั ถุธรรม มดี งั น้ี

๑) ป๎จจัยทาน ในงานบริการ ปณ. ตามลักษณะการให้บริการของที่ไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุ
ธรรม พบว่า การใหค้ วามช่วยเหลือของพนักงานตามลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุ
ธรรม จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วพนักงานเต็มใจช่วยเหลือในการบริการ ตอบลูกค้าอย่างจริง ไม่หวังผลกําไร รู้ให้
เข้าใจขั้นตอนการใชบ้ ริการเพื่อความกระจ่าง ไม่ให้ลกู คา้ เครยี ดและกังวล

๒) ป๎จจัยปิยวาจา ในงานบริการ ปณ.ไร่ขิงตามลักษณะการให้บริการของที่ไปรษณีย์ไร่ขิงตาม
หลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า การเป็นผู้มีวาจาน่ารัก พูดอย่างรักกัน วาจาเป็นท่ีรัก วาจาดูดด่ืมน้ําใจหรือวาจา
ซาบซึ้งใจ คือ กล่าววาจาสุภาพไพเราะอ่อนหวานมีหางเสียงสมานสามัคคีซาบซึ้งใจ ทําให้เกิดไมตรีรักใคร่นับถือ
ซงึ่ พบได้จากการบริหารของพนักงานกับลูกค้าท่ีการใช้คําพูดที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน เช้ือเชิญ ชักจูงด้วยความ
ละมุน ละมัย นุ่มนวล อ่อนโยน ให้ลูกค้าเข้าใจ พึงพอใจ ขอบคุณผู้ใช้บริการทุกครั้งอย่างสุภาพอ่อนหวานกับทุก
คนหลงั จากให้บริการเรยี บร้อยแล้ว

๓) ป๎จจัยอัตถจริยา ในงานบริการ ปณ.ไร่ขิง ตามลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตาม
หลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า การประพฤติกระทําในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ ในทางปฏิบัติ ขอบข่ายของอัตถจริยา จึง
เริ่มต้นด้วยการกระทําอะไรก็ตาม ที่สามารถอํานวยประโยชน์ความสุขให้แก่คนอื่นได้ ขอบข่ายของการทํา
ประโยชน์ตามสถานะของแต่ละคน จะเห็นว่า สิ่งสําคัญของการบริการไปรษณีย์กับลูกค้าน้ัน คอยให้ความ
ช่วยเหลือผู้อ่ืนอยู่เสมอ พฤติกรรมในการให้บริการดี สุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส ความช่วยเหลือและอํานวยความ
สะดวกด้านการให้บริการ

๔) ป๎จจัยสมานัตตตาในงานบริการ ปณ.ไร่ขิง ตามลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตาม
หลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า วางตนให้เหมาะสมกับฐานะที่ตนมีอยู่ในสังคม คือพยายามวางตัวให้สมกับท่ีตัวเป็น
ปฏิบัติตนอย่างสมํ่าเสมอต่อคนท้ังหลาย ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ป๎ญหา และร่วม
แก้ป๎ญหาเพ่ือให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้จะต้องทําตนให้เสมอต้นเสมอปลาย เคยวางตัวอย่างไรก็ยังคงปฏิบัติ
อย่างน้ันไม่เปลี่ยนแปลงในการวางตนให้เหมาะสมกับหน้าท่ีท่ีรับผิดชอบของไปรษณีย์นั้น จะเห็นว่า พนักงานมี

๑๖๑

ความจริงใจในการให้บริการกับลูกค้า ไม่เลือกปฏิบัติ พนักงาน เจ้าหน้าที่ทางไปรษณีย์มีความเสมอต้นเสมอปลาย
ในการให้บรกิ าร ไม่แบ่งชนชนั้ การให้บริการ

๔.๓ การให้บรกิ ารตามหลกั สังคหวตั ถุธรรมของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตาม
ลักษณะการให้บริการของที่ไปรษณีย์ไร่ขิงตามหลักสังคหวัตถุธรรม พบว่า การให้บริการตามหลักสังคหวัตถุธรรม
ของไปรษณีย์ไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามลักษณะการให้บริการของท่ีไปรษณีย์ไร่ขิงตาม
หลักสังคหวัตถุธรรม ในเชิงพระพุทธศาสนาท่ีเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อยึดเหน่ียวจิตใจของคนให้เกิดความรักเกิดการ
สงเคราะห์ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นวิธีปฏิบัติเพ่ือยึดเหนี่ยวจิตใจของคนผูกมัดใจคน จะเห็นได้จาก ช่วยเหลือ
บริการ พูดจาไพเราะ ทําตัวให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและเพ่ือนร่วมงานเสมอ เป็นผู้ให้บริการท่ีดีตลอด
สะดวก รวดเร็ว เป็นมิตร ย้ิมแย้มแจ่มใส เต็มใจช่วยเหลือและแนะนํา พนักงาน เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความเต็ม
ใจเปน็ ไปตามสงั คหวัตถุธรรม บรกิ ารด้วยใจใสใ่ จผู้ใชบ้ ริการอยา่ งเต็มใจและเป็นธรรม ดว้ ยความเปน็ มิตร

๕. สรปุ องคค์ วามรทู๎ ่ไี ดจ๎ ากการวิจัย

นโยบาย บริการไมเ่ ลอื กปฎิบัติ มนั่ คง
ปณ.ท่ี และสม่าํ เสมอ มงั่ ค่งั
กลน่ั กรอง ย้ังยนื
แล๎ว ไมก่ ักข้อมูลข่าวสาร ท่ี
พนง.ตอ้ งทราบ

ขวนขวายชว่ ยเหลือ
กิจการ ปณ.

เอ้ือเฟอื้ กันและกนั

แผนภาพ ๔.๑ สรุปองค์ความรู๎ทีไ่ ด๎จากการวจิ ัย
สรุปได้ว่าจากป๎ญหาและอุปสรรค์สําคัญท่ีพบในการไปรษณีย์ไร่ขิง ได้แก่ จากป๎จจัยทานพบว่าการ
เสียสละแบ่งป๎นน้อยลง และ ช่วยเหลือกันทั้งด้วยสิ่งของหรือส่ิงอื่นๆยากข้ึน จากป๎จจัยทานจะเห็นได้ว่าน้ําใจคน
ไทยกําลัง เหียดแห้งหมดไป จากป๎จจัยปิยวาจา ได้แก่การใช้คําไม่สุภาพพร้อมเส้ียมให้เกิดศัตรูและความเกลียด
ชัง (hate speeches) แพร่กระจายแบบ VIRUS COVID-19 ในโลกสื่อสังคมพอปราบได้ก็กลายพันธุ์แปลงเพศไป
เรื่อยๆอยู่ตลอดที่เป็นอุปสรรคสําคัญ จากป๎จจัยอัตถจริยา พบว่า บําเพ็ญสาธารณประโยชน์ หรือ จิตสาธารณะ
(CSR: corporate social responsivity) เร่ิมแผ่วและอ่อนกําลังลงอย่างชัดเจนเพราะทุกคนมุ่งเอาตัวรอดสาระวน
อยู่กับการไล่ล่าวิธีรอดตายจึงไม่สนใจ ร่วมแก้ไขและวางตัวให้เหมาะสมแก่ฐานะภาวะเหตุการณ์และส่ิงแวดล้อม
ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี (ป๎จจัยมานัตตตา) อันล้วนเป็นท้ังป๎ญหาและอุปสรรค์ท่ีเป็นรูปธรรมให้ปรากฎอยู่
ตั้งแต่ ตุลาคม ๒๕๖๒ จนป๎จจุบันและจะต่อเนื่องสู่ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เพราะไม่สามารถขจัดพิษภัยจาก COVID-19,
เทคโนโลยี่เป็นพิษ เศรษฐกิจเป็นพิษ และคนเป็นพิษ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ๑) ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของกิจการไปรษณีย์
จาก สํานกั งานใหญตอ้ งกระจายขอ้ มูลผลติ ภัณฑ์ให่ให้เร็วกว่า VIRUS-COVID 19 ๒) ด้วยไม่มีใครอยากเสียเปรียบ
ใครทาง ปณ.ไร่ขิง ต้องปฎิบัติสม่ําเสมอกันโดยไม่เลือกปฎิบัติ ๓) ต้องขวนขวายช่วยเหลือกิจการ ปณ.ไร่ขิงให้

๑๖๒

กา้ วหน้าเพราะองค์กรจบพนักงานก็จบไปด้วยและ ๔) เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่พร้อมท่ีจะช่วยกันและกัน คุณสมบัติพิเศษ
ทง้ั ๔ ประการนยี้ ่อมเปน็ ช่องทางท่จี ะทาํ ให้ ปณ. ไรข่ ิงพฒั นาไดเ้ ร็วกว่า ปณ. อื่นๆ

๖. สรุป

บริษัทไปรษณีย์ไทย จํากัด ดําเนินการขนส่ง เป็นตัวกลางในการเช่ือมโยงข้อมูลข่าวสารสําคัญระหว่าง
ผู้ใช้บริการภาครัฐและเอกชน การบริการรับส่งและฝากในการขนส่งให้กับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อ
สร้างเครือข่ายคุณภาพชีวิตและพัฒนาเศรษฐกิจไทย บริษัทไปรษณีย์ไทย จํากัด เป็นรัฐวิสาหกิจประเภท
สาธารณูปการ สังกดั กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร เร่ิมเปิดกิจการโดยมีประวัติความเป็นมาก่อต้ัง
แตเ่ ดมิ เมอ่ื วนั ท่ี ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ดําเนินกิจการให้บริการและการขนส่งมากว่า ๑๓๖ ปี ที่ทําการไปรษณีย์
ไร่ขิง เป็นศูนย์กลางระหว่างหน่วยงานราชการและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นแหล่งธุรกิจแหล่งชุมชน เป็นพ้ืนท่ีที่มี
ประชากรหนาแน่น และด้วยคา่ นิยมในยุคป๎จจุบันและความสะดวกของบุคคลในวัยทํางานการซื้อขายทางออนไลน์
จึงถือเป็นงานบริการหลักของไปรษณีย์ ด้วยสภาพการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจ ด้านงานบริการท่ีมีการแข่งขันท่ี
รุนแรงกับหลากหลายบริษัทท่ีเป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจ อีกท้ังบริษัทไปรษณีย์ไทย จํากัด ยังมีขอบเขตการ
ดําเนินงานท่ีค่อนข้างจํากัดอันเน่ืองมาจากกฎระเบียบข้อบังคับท่ีหลากหลายภายใต้นโยบายของรัฐบาล
กําหนดการทํางานท่ีมีความยากลําบากและงานที่มีหลากหลายบรกิ าร

งานของไปรษณีย์มีงานหลายด้าน และหลากหลายบริการมีการแนะนํา และให้ความรู้แก่ผู้มาใช้บริการ
และการตรวจสอบสินค้าก่อนการรับฝากข้ึนอยู่ที่ความสมัครใจของผู้ใช้บริการ งานการบริการในมิติของ
พระพุทธศาสนาเป็นขนบธรรมเนยี มประเพณี วิถีชีวิต ทัศนคติ ในด้านความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ของคนไทยจะมีหลัก
พระพุทธศาสนามาเกี่ยวข้อง ซ่ึงจะมีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจของคนไทยมากและสามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการ
บริหารจัดการ ด้วยหลักการ “ภาครัฐของประชาชน เพ่ือประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม”เพ่ือให้ประชาชนและ
ผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลากหลายช่องทาง ตรวจสอบได้ไม่มี
ข้อจาํ กัดของเวลา พื้นท่ี และกลุ่มคน รวมท้ังนํานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพลด
คา่ ใชจ้ ่ายของประชาชน

๗. ข๎อเสนอแนะ

การวิจัยเร่ือง “การบริหารงานตามหลักสาราณียธรรมของไปรษณีย์ไทย จังหวัดนครปฐม” ผู้วิจัยมี
ขอ้ เสนอแนะดังน้ี

๗.๑ ข๎อเสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช๎
เพ่ือความมั่นคง ม่ังค่ัง ยั่งยืนในงานบริการส่งพัสดุของ ปณท ไร่ขิง ควรให้บริการโดยไม่เลือกปฎิบัติ
และปฎิบัติอย่างสม่ําเสมอ มีการกระจายข้อมูลข่าวสารที่พนักงานต้องทราบเพื่อปฎิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน
พนักงานควรขวนขวายช่วยเหลือกิจการบริการพัสดุของ ปณท ไร่ขิงอย่างเต็มความสามารถและทุ่มเท เพราะหาก
องค์กรจบสิ้นพนักงานทุกคนก็จบส้ินเช่นกัน อีกท้ังยัง ต้องเอื้อเฟื้อเพื่อนร่วมงานด้วยกันในทุกลําดับช้ันโดยไม่
เลือกปฎบิ ตั ทิ ง้ั ทีป่ ระจําอยู่ท่ี ปณท. ไร่ขงิ และประจาํ ท่ี ปณท. อื่นๆเช่นกนั
๗.๒ ข๎อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ด้วย ปณท ไร่ขิง เป็นงานบริการส่งพัสดุให้ถึงมือผู้รับอย่างเร็วที่สุดดัง สมาทานคําว่า “แข่งขันกับ
กาํ ไร” อย่างเดียว เราจะไม่ทําหลายอย่างให้กับประชาชนตัวเล็กตัวน้อย อย่าลืมว่ากิจการนี้ตั้งแต่ก่อตั้ง ใช้หัวใจที่
ใหญ่มากในการทําเร่ืองระดับชาติบางเร่ือง และหลายเรื่อง ถ้าเอากําไรขาดทุนไปจับหมดคงไม่ได้ ตามท่ี คุณ“ก่อ

๑๖๓

กจิ ด่านชยั วิจิตร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท กล่าวและด้วยหลักปรัชญาท่ีว่าหากองค์กรจบส้ินพนักงานทุกคน
ก็จบส้ินเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความมั่นคง มั่งค่ัง ยั่งยืนในงาน ปณท ไร่ขิง ดังน้ันปณท ไร่ขิง ต้องบริการโดยไม่เลือก
ปฎิบัติอย่างสม่ําเสมอ แบ่งป๎นข้อมูลข่าวสารให้กันและกันท่ีพร้อมขวนขวายช่วยเหลือกิจการ ปณท ไร่ขิงอย่าง
เต็มความสามารถและทุ่มเท เพราะหากองค์กรจบส้ินพนักงานทุกคนก็จบส้ินเช่นกัน อีกทั้งยัง ต้องเอื้อเฟ้ือเพื่อน
ร่วมงานดว้ ยกันในทุกลําดบั ชัน้ โดยไมเ่ ลือกปฎิบัติท้งั ท่ี ปณท. ไรข่ งิ และท่ี ปณท. อ่ืนๆเชน่ กนั

๗.๓ ขอ๎ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังตํอไป
ควรมีการวิจัยการปฎบิ ตั งิ าน ปณท โดยใช้หลกั สังคหวัตถุธรรมควบคู่กับหลักอิทธิบาทธรรมที่น่าจะทํา
ให้ ปณท เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท้ังตลาดในประเทศและในต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม โดยใช้
หลักสังคหวัตถุธรรมควบคู่กับหลักฆราวาสธรรมที่น่าจะทําให้ พนง.ปณท เพิ่มขีดความสามารถของตนในการ
แข่งขันท้ังตลาดในประเทศและในต่างประเทศได้อย่างได้เปรียบว่ามีการวิจัยว่ามาตรฐานการรักษาความปลอดภัย
ระดับสากล, มาตฐานการจัดการคุณภาพ การพัฒนาระบบวางแผนทรัพยากรของ ปณท ควรทําให้ ปณท เพิ่มขีด
ความสามารถและได้เปรยี บในการแข่งขนั ทั้งตลาดในประเทศและในต่างประเทศ

เอกสารอา๎ งอิง

กนก แสนประเสริฐ, รองผอู้ ํานวยการ. หลักการบริหารงานสมัยใหมํกับหลักการบริหารงานเชิงพุทธศาสตร์ เพื่อ
ความมั่นคงแหํงพระพุทธศาสนา. [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www. onab.go.th/articles/ [๒๔
พ.ค. ๒๕๖๓].

กองวชิ าการและแผนงาน. หลักการใหบ๎ รกิ าร. เชยี งใหม่: เทศบาลนคร, ๒๕๕๒.
กานต์ กลนั่ ผลหรง่ั และคณะ. พัฒนาธรุ กจิ บรษิ ัท ภาพพมิ พ์ จํากัด. “วารสารไปรษณยี ์”. ฉบับท่ี ๑๘๑, (เดือน

กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๒): ๑๐-๑๑.
จติ ตินันท์ นนั ทไพบลู ย์. จิตวทิ ยาการบรกิ าร. กรงุ เทพมหานคร: เลริ ์นนิงฮับ, ๒๕๖๐.
มธุรส เจียมกรกต. เดินหน้าลุยตลาด บริษัท ภาพพิมพ์ จํากัด. “วารสารไปรษณีย์”. ฉบับท่ี ๑๗๘ (เดือน

พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑): ๑๔-๑๕
วราภรณ์ ใช้เทียมวงศ์. สร้างแบรนด์ สร้างอนาคต บริษัท ภาพพิมพ์ จํากัด. “วารสารไปรษณีย์”. ฉบับท่ี ๑๘๕

(เดือน มิถุนายน ๒๕๖๒): ๔-๕

๑๖๔

การบรหิ ารทรัพยากรบคุ คลตามหลกั สปั ปรุ สิ ธรรมโรงพยาบาลสามพราน จังหวดั นครปฐม

HUMAN RESOURCE ADMINISTRATION ACCORDING TO THE PRINCIPLE OF SUPURISTHAM
SAMPHRAN HOSPITAL,NAKHON PATHOM PROVINCE

อรณฃิ ชยันตรดิลก
Oranich Chayantaradilok
วทิ ยาลยั สงฆ์พทุ ธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
[email protected]

บทคดั ยํอ
งานวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑) เพื่อศึกษาหลักสัปปุริสธรรม ในพระพุทธศาสนา ๒)

เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมในการบริหารทรัพยากรบุคคลโรงพยาบาลสามพราน
จังหวัดนครปฐม ๓) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาลสาม
พราน จังหวัดนครปฐม

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากข้อมูลเอกสารจากคัมภีร์พระไตรปิฎก จาก
หอสมุด จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และการสังเกตุแบบมีส่วน
ร่วม ตลอดจนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลัก สัปปุริสธรรม โรงพยาบาล
สามพราน จงั หวดั นครปฐม

ผลการวจิ ยั พบวา่
๑. หลักสัปปุริสธรรมในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหลักธรรม ๗ ประการ ดังน้ี ธัมมัญํุตา เป็นผู้รู้จัก
เหตุ อัตถัญํุตา เป็นผู้รู้จักผล อัตตัญํุตา เป็นผู้รู้จักตน มัตตัญํุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ กาลัญํุตา เป็นผู้รู้จัก
กาล ปริสัญํุตา เป็นผู้รู้จักชุมชน สังคม และ ปุคคลปโรปรัญํุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล ท้ังน้ี หลักธรรมของ
พระพุทธเจ้านั้น เป็นสุกธรรม คือ ธรรมฝุายขาวหรือธรรมฝุายดี ซึ่งเป็นกุศลธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดี
แล้ว สามารถนาํ มาประยกุ ต์ใช้กับหลกั การดําเนินชวี ิตท้ังส่วนตนและส่วนงานไดท้ ุกหวั ข้อธรรม
๒. การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสามพราน จังหวัด
นครปฐม พบว่าการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสามพราน แยกได้เป็น ๖ ประเด็น คือ การวางแผน
หารสรรหาและการคัดเลือก การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน การรักษาบุคลากรไว้ในองค์กร (เน้นค่า
ตอบแทน สวัสดิการ) และการให้พ้นสถานภาพองค์กร มีโครงสร้างการแบ่งอํานาจหน้าท่ีความรับผิดชอบอย่าง
ชดั เจน โดยผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทํา ท้ังผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน มีการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้
ในการจัดทาํ แผนยทุ ธศาสตร์ด้วยการเริ่มจากการวเิ คราะห์ตนเองเพ่ือหาสาเหตุหรือป๎ญหาลงสู่ผลลัพธ์หรือแนวทาง
ใหเ้ กดิ ผลในอนาคต มีการนําหลักธรรมทั้ง ๗ ประการมาผสมผสานในการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาล
สามพราน จงั หวดั นครปฐม ทุกข้นั ตอน
๓. วิเคราะห์แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาลสามพราน จังหวัด
นครปฐม พบว่าโรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม มีการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม ครบ
ท้งั ๗ ดา้ นจริง แต่ไม่เด่นชดั โดยหลกั สัปปุรสิ ธรรมแฝงหรอื ผสมผสานอยู่กับข้อมูลต่าง ๆ อย่างประสานกลมกลืนใน

๑๖๕

เชิงลักษณะของหลักการบริหารภาครัฐ ผู้บริหารของโรงพยาบาลสามพราน ควรศึกษาเรียนรู้หลักสัปปุริสธรรม
ในทางพระพทุ ธศาสนาอย่างแท้จรงิ ทัง้ นเี้ พ่อื เขา้ ใจหลักธรรมท้ัง ๗ ด้าน เม่ือรู้และเข้าใจในเจตนารมณ์ของหลักสัป
ปุรสิ ธรรมแลว้ กส็ ามารนาํ มาผสมผสานใชใ้ นองคก์ รโดยกําหนดไวเ้ ป็นเกณฑ์ท่ีชัดเจน เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อนั จะนาํ มาซ่งึ ประโยชน์สุขของบุคลากรในองค์การ
คาสาคญั : บรหิ ารทรัพยากรบุคคล, หลักสปั ปรุ สิ ธรรม, โรงพยาบาลสามพราน จงั หวัดนครปฐม

Abstract

This research has three objectives: 1) to study the Supuristham principle 2) to study
the concept of the theory of integrating the Supuristham principle in human resource
management of Samphran Hospital. Nakhon Pathom Province 3) to analyze human resource
management guidelines according to the principle of Supuristham Samphran Hospital Nakhon
Pathom Province.

This research is qualitative. By studying the information from the Tipitaka scriptures
from the library from in-depth interviews Key informant Using a specific selection method And
participatory observation As well as documents and research related to human resource
management according to the principle of Supuristham of Samphran Hospital Nakhon Pathom
Province.

The research results were found that
1.The Supuristham in Buddhism consists of 7 principles as follows 1) Thammanyuta, as
followsThammanyuta, as follows Thammanyuta, knowing the causes. 2) Attanuta, knowing the
consequence. 3) Attanuta, knowing oneself. 4) Mattanyuta, sense of proportion 5) Kalanyuta,
knowing the proper time. 6) Parisannuta, knowing the society 7) Pukkaparoparunyuta, knowing
the different individuals. Since principles of Lord of Buddha have been proven as a Sukkhatham
which means white or good doctrine. It is the merit were well addressed, and all of them can be
applied into both private life and working life.
2.The integration of the Supuristham principle in the human resource management of
Samphran Hospital Nakhon Pathom Province It was found that the human resource
management of Samphran Hospital was divided into 6 issues: planning, division, recruitment and
selection, development, performance evaluation Retention of personnel in the organization
(emphasis on compensation, benefits) and removal of the organization status There is a clear
division of authority and responsibility structure. Through a joint thinking process for both
executives and operators The principle of Supuristham is integrated into the formulation of a
strategic plan by starting from self-analysis to find the cause or problem into the outcome or
direction for future results. All 7 principles are incorporated into the human resource
management of Samphran Hospital. Nakhon Pathom Province every step
3. Analyze the human resource management approach according to the principle of
Supuristham Samphran Hospital Nakhon Pathom Province Found that Samphran Hospital

๑๖๖

Nakhon Pathom Province There are all 7 aspects of human resource management according to
the principle of Supuristham, but not pronounced by the Supuristtham, hidden or mixed with
various information harmoniously in terms of the characteristics of public administration.
Management of Samphran Hospital Should study and learn the principles of Supuristham in true
Buddhism This is to understand all 7 principles, once known and understood the spirit of the
Supuristham, then can be integrated into the organization by setting a clear criterion. For
maximum efficiency, this will bring the benefits and happiness of personnel in the organization.
Keywords: Human Resources Management, Supuristham, Samphran Hospital Nakhon Pathom
Province.

๑. บทนา

หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการมีสุขภาพที่ดีตามพุทธภาษิตว่า “อาโรคฺยปรมา
ลาภา” แปลว่า ลาภท้ังหลาย มีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ๑ ตามทัศนะทาง
พระพุทธศาสนา ความเจ็บปุวยเป็นส่ิงท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า “ร่างกายเป็นรังแห่งโรค”
ร่างกายอันเป็นที่ตั้งแห่งโรค ย่อมจะต้องเจ็บปุวยอย่างใดอย่างหน่ึงไม่มากก็น้อย ความเจ็บปุวยเป็นป๎ญหาสําคัญ
ของมนุษย์ เช่นเดียวกับป๎ญหา เร่ืองความเกิด ความแก่ และความตาย เพราะความเจ็บปุวยน้ันเป็นกระบวนการ
ทางธรรมชาติอยา่ งหน่ึงของทุกชีวิต ดําเนินไปตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งใคร ๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังท่ีพระองค์ตรัส
ว่า "เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เรามี
ความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้”๒ ในสมัยพุทธกาลน้ันการดูแลรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์
หมายถึงการรักษาด้วยยา บางคร้ังอาศัยพระภิกษุดูแลกันเอง บางคร้ังพระพุทธเจ้าก็ลงมาดูแลด้วยพระองค์เอง
และบางคร้ังก็อาศัยหมอชาวบ้านมาช่วยดูแล ข้ึนอยู่กับสถานการณ์ในเวลาน้ัน ยาท่ีใช้ส่วนมากเป็นยาพื้นบ้าน
ดา้ นการรักษาพยาบาลน้ัน พระพุทธเจา้ ตรสั กับภิกษุทั้งหลายวา่

“ภกิ ษุท้ังหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดาผู้คอยพยาบาล ถ้าไม่พยาบาลกันเองใน เวลาอาพาธ ใคร
เล่าจะคอยพยาบาลพวกเธอ ภิกษุท่ีจะพยาบาลเราจงพยาบาลภิกษุไข้ ภิกษุที่เป็นอุป๎ชฌาย์อาจารย์กับภิกษุท่ีเป็น
สัทธิวิหาริกอันเตวาสิก พึงพยาบาลกันในเวลาอาพาธ จนกว่าจะหาย ถ้าไม่มีอุป๎ชฌาย์อาจารย์ สัทธิวิหาริกและ
อนั เตวาสกิ ทจ่ี ะคอยพยาบาลกัน สงฆต์ อ้ งพยาบาล”๓

การสาธารณสขุ สมยั ใหม่ของประเทศไทยมปี ระวตั ิยาวนานกว่า ๑๐๐ ปี มีการจัดตงั้ โรงพยาบาลเพื่อการ
รักษาแบบสมยั ใหม่ โรงพยาบาลแหง่ แรกของประเทศไทยเปิดให้บริการรักษาพยาบาล เม่ือวันท่ี ๒๖ เมษายน พ.ศ.
๒๔๓๑ โดยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว รชั กาลท่ี ๕ ทรงประกอบพธิ ีเปดิ และพระราชทานนามวา่
โรงพยาบาลศริ ริ าช หรือ โรงพยาบาลวงั หลัง๔

๑ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๑๕-๒๑๖/๒๕๔-๒๕๕.
๒ อง.ฺ ปํจฺ ก.(ไทย) ๒๒/๕๗/๙๙-๑๐๐.
๓ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๖๕/๒๔๐ – ๒๔๑.
๔ ราชกจิ จานุเบกษา, ว่าดว้ ยกอมิตผี จู้ ัดการโรงพยาบาล ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งโรงพยาบาล (ท่ีวังกรม
พระราชวังบวรสถานพิมุขฝุายหลงั (วงั หลงั ), เล่ม ๔, ตอน ๕, ๕ พฤษภาคม จ.ศ.๑๘๘๗, หน้า ๓๕

๑๖๗

โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายระดับ M๒ ขนาด ๑๓๐ เตียง มี
บทบาทหน้าท่ีคือให้บริการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสุขภาพ
จํานวนประชากรในเขตรับผิดชอบ ๑๘๗,๗๓๓ คน มีสถานท่ีให้บริการ ๓ แห่ง คือ โรงพยาบาลสามพราน ฝ่๎งเพชร
เกษม โรงพยาบาลสามพราน (วัดไร่ขิง) และหน่วยบริการปฐมภูมิ ((Primary Care Unit: PCU) ปี พ.ศ.๒๕๖๓
กําหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “เป็นโรงพยาบาลทั่วไปท่ีมีคุณภาพเป็น Node รับการส่งต่อ ๕ สาขาหลัก เป็นศูนย์
การแพทย์อุบัติเหตุฉุกเฉินและรองรับการดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ปี ๒๕๖๗” โดยพันธกิจท่ีสําคัญอย่างยิ่งของ
โรงพยาบาลท่ีต้องดําเนินการ คือ “มุ่งพัฒนาสู่การเป็นโรงพยาบาลท่ัวไปและศูนย์การแพทย์อุบัติเหตุ&ฉุกเฉิน
พัฒนาศักยภาพการให้บริการการแพทย์เฉพาะทางทุกสาขาด้วยความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานวิชาชีพเป็นแม่ข่าย
ของพนื้ ท่ีอาํ เภอสามพรานนครชัยศรีและพุทธมณฑล พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลสู่ความเป็นเลิศจัดบริการสุขภาพ
แลการดูแลแบบองค์รวมจัดระบบสุขภาพผู้สูงอายุครบวงจรบริหารจัดการครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ
บูรณาการความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายให้เป็นรากฐานการสร้างสุขภาพและความม่ันคงทางสุขภาพของ
ประชาชน”๑

จากวิสัยทัศน์และพันธกิจท่ีมุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลทั่วไปที่มีคุณภาพ โรงพยาบาลสามพราน จึงต้องขยาย
การให้บริการเพ่ิมมากขึ้นตามพันธะกิจในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพ่ือรองรับ
การขยายบริการควบคู่กันไป จากข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึง ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ มีการเปลี่ยนแปลงด้านจํานวน
บุคลากร จากการโยกย้าย ลาออก และเกษียณอายุราชการ ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ด้านคุณภาพก็พบว่า
บุคลากรท่ีเป็นระดับผู้บริหารรุ่นใหม่ยังขาดประสบการณ์ด้านการบริหาร โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม
จึงประสบป๎ญหาในด้านบุคลากรถึง ๓ มิติ มิติแรกคือด้านจํานวนบุคลากรที่ยังไม่เพียงพอเม่ือเปรียบเทียบกับ
กรอบอัตรากําลังในโรงพยาบาลท่ัวไป มิติที่สองด้านศักยภาพของบุคลากร การขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางและ
พยาบาลเฉพาะทาง ที่เป็นสายวิชาชีพหลักของโรงพยาบาล มิติที่สามข้อมูลพฤติกรรมประเด็นการร้องเรียน
บคุ ลากรด้านพฤติกรรมการให้บริการและดา้ นจรยิ ธรรมวชิ าชพี ยังมีอย่างต่อเนื่อง

การให้ความสําคัญกับการบริหารงานบุคคลในองค์กร ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์แก่องค์กร และพนักงานใน
องค์กรเท่าน้ัน ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับท่ี๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔)๒
และฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔)๓ ที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของคนและระบบ จนถึงการเสริมสร้างและ
พัฒนาศักยภาพบุคลากร เพ่ือให้สามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและแสวงหาประโยชน์อย่าง
รเู้ ทา่ ทันโลกาภิวัตน์ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกภาคส่วนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง๔ ป๎ญหาที่น่าสนใจ
อยตู่ รงท่วี า่ ผู้บริหารจะต้องทําอย่างไรต้องใช้หลักการใดในการบริหาร จึงจะทําให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตาม เกิด

๑ องคก์ รพยาบาลโรงพยาบาลสามพราน, ไฟล์ Power Point นาเสนอโครงการประกาศแผนยุทธศาสตร์และพิธี
ล ง น า ม คํ า รั บ ร อ ง ก า ร ป ฏิ บั ติ ร า ช ก า ร เ ค รื อ ข่ า ย โ ร ง พ ย า บ า ล ส า ม พ ร า น ปี ง บ ป ร ะ ม า ณ ๒ ๕ ๖ ๓ ,
วันที่ ๒๖ กนั ยายน ๒๕๖๒. สไลดท์ ี่ ๓, ๔ และ ๕.

๒ ราชกิจจานเุ บกษา, ประกาศเรอ่ื งแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔) เล่ม
๑๒๓ ตอนพเิ ศษ ๑๒๓ ง วนั ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ หน้า ๑-๒๔.

๓ สํานกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ สํานักนายกรฐั มนตรี แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคม
แหง่ ชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) ยุทธศาสตรท์ ี่ ๑ การเสริมสรา้ งและพัฒนาศกั ยภาพทนุ มนุษย์ หน้า ๖๕-๗๔.

๔ สํานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, สํานกั ยุทธศาสตรด์ า้ นนโยบายสาธารณะ, พิมพ์
ครง้ั ที่ ๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๐.

๑๖๘

ความผูกพันกับงานแล้วทุ่มเทความสามารถและพยายามที่จะให้ทํางานสําเร็จด้วยความเต็มใจในการปฏิบัติงานให้
สาํ เร็จอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพตามเปูาหมายและวัตถปุ ระสงค์ขององค์กร

ด้วยเหตุผลและความเป็นมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาเร่ืองการบริหารทรัพยากรบุคคลตาม
หลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เพื่อนําไปใช้เป็น
แนวทางในการบริหารทรัพยากรบุคคล ของโรงพยาบาลสามพราน ให้มีประสิทธิภาพและบุคลากรมีความผาสุก
อย่างยงั่ ยนื สืบต่อไป

๒. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย

๑) เพือ่ ศกึ ษาหลกั สปั ปรุ สิ ธรรม ในพระพทุ ธศาสนา
๒) เพื่อศึกษา การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมในการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสาม
พราน จังหวัดนครปฐม
๓) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรมโรงพยาบาลสามพราน
จังหวดั นครปฐม

๓. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะท่ใี ช๎ในการวิจยั

การบริหารทรัพยากรบุคคล หมายถึง การดําเนินการควบคุม กํากับ และดูแลบุคลากรทุกสายงานให้
สามารถปฏิบัติหนา้ ท่ไี ดต้ ามวัตถุประสงค์ท่ีกําหนดไว้โดยมีกระบวนการเริ่มตั้งแต่ การวางแผน การสรรหาและการ
คัดเลือก การพัฒนาบุคลากร การจ่ายค่าตอบแทน (การบริหารค่าตอบแทน สวัสดิการ) การประเมินผลการ
ปฏิบัตงิ าน การใหพ้ น้ ออกจากงาน

การบูรณาการ หมายถึง การทําให้เป็นเนื้อเดียวกันโดยรวมหรือผสมผสานส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
อย่างสมบูรณ์ และเหมาะสมกับสภาวะท่ีเฉพาะเจาะจง ในงานวิจัยเร่ืองน้ีคือการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้
ในการบรหิ ารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสามพราน จงั หวดั นครปฐม

หลักสัปปุริสธรรม หมายถึงคุณธรรม ๗ ประการ ของบุคคลสมบูรณ์แบบท่ีปรากฏในคัมภีร์
พระพทุ ธศาสนา เปน็ ผปู้ ระกอบด้วยหลักธรรม ๗ ประการ ดังน้ี ธมั มญั ํตุ า ความเป็นผ้รู ูจ้ กั เหตุ
อัตถัญํุตา ความเป็นผู้รู้จักผล อัตตัญํุตา ความเป็นผู้รู้จักตน มัตตัญํุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ กาลัญํุตา
ความเป็นผู้รจู้ ักกาลเวลา ปรสิ ัญํตุ า ความเปน็ ผรู้ จู้ ักบริษัท ชุมชน และสงั คม ปุคคลญั ํตุ า ความเป็นผูร้ จู้ กั บุคคล

โรงพยาบาลสามพราน หมายถึง หน่วยงานราชการ สังกัดสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม
สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข เป็นโรงพยาบาลชุมชนระดับ M๒ ขนาด ๑๓๐ เตียง มีหน้าที่
ให้บริการด้านสุขภาพ มุ่งเน้นการส่งเสริม ปูองกัน รักษาและฟ้ืนฟูภาวะความเจ็บปุวย หรือโรคต่าง ๆ ทั้งทาง
ร่างกายและทางจิตใจ แก่ประชาชนในเขตอําเภอสามพรานและรองรับการส่งต่อผู้ปุวยจากโรงพยาบาลนครชัยศรี
โรงพยาบาลพุทธมณฑล โรงพยาบาลห้วยพลู และโรงพยาบาลหลวงพ่อเป่ิน แบ่งโครงสร้างองค์กร เป็น ๑๒ กลุ่ม
งานหลัก จํานวนบุคลากร ประกอบ ไปด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจํา พนักงานราชการ พนักงานกระทรวง
สาธารณสุข ลกู จา้ งช่ัวคราวรายเดอื น รายวัน รวม ๔๙๕ คน

ทรัพยากรบุคคลโรงพยาบาลสามพราน หมายถึงบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสามพราน
ประกอบไปด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจํา พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างช่ัวคราว
พนักงานจ้างเหมาบริการ ซ่ึงประกอบด้วยสายวิชาชีพคือบุคลากรท่ีปฏิบัติงานให้บริการโดยตรงกับผู้ปุวย เช่น
แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล และสายสนับสนุนคือบุคลากรที่ปฏิบัติงานสนับสนุนการให้บริการ เช่น นักรังสี

๑๖๙

การแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบําบัด นักจัดการงานท่ัวไป เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี เจ้า
พนักงานพัสดุ เจ้าพนกั งานธรุ การ เป็นต้น

๔. ทบทวนวรรณกรรม

การศึกษาวิจัยเร่ือง“การบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาล สามพราน
จังหวัดนครปฐม” โดยผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุ ริสธรรม โรงพยาบาล
สามพราน จังหวดั นครปฐม โดยศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้องในประเด็นต่างๆ ตอ่ ไปนี้

แนวคิด ทฤษฎี เก่ยี วกบั การบรหิ ารทรัพยากรบคุ คล
การบริหารทรัพยากรบุคคลเป็นคําที่สื่อถึงการดําเนินกิจกรรมพื้นฐานดั้งเดิม กล่าวคือ การสรรหา บรรจุ
แต่งต้ัง การเล่ือนข้ันเงินเดือน การดําเนินการทางวินัยฯลฯในป๎จจุบันความหมายของ“คน”ในองค์การไปไกล การ
บริหารทรัพยากรบุคคล เป็นคําท่ีส่ือถึงการดําเนินกิจกรรมพื้นฐานดั้งเดิม กล่าวคือ การสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง การ
เลอื่ นข้ันเงินเดือน การดําเนินการทางวินัยฯลฯ ในป๎จจุบันความหมายของ“คน”ในองค์การไปไกลกว่าน้ันมากด้วย
ถือว่าคนเป็น “ทรัพยากร” ท่ีมีค่าจึงเกิดคําว่า “การบริหารทรัพยากรมนุษย์” ขึ้น หรือในบางองค์การมองไกลกว่า
นั้นอีก กล่าวคือมองเห็นว่าคนเป็น “ต้นทุน” ที่สําคัญขององค์การ จึงเกิดคําใหม่ขึ้นมาว่า “การบริหารทรัพยากร
บุคคลท่ีเป็นต้นทุน” หรือ “Human Capital Management” ข้ึนอีกหน่ึงคํา“การบริหารทรัพยากรบุคคล”หรือ
“การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์” มีความหมายใกล้เคียงกันเน่ืองจากมองคนเป็น “ต้นทุน” หรือเป็น “ทรัพยากร” ท่ี
สําคัญขององค์การ หากต้นทุนมีน้อย ก็ต้องเติมให้เต็มหรือทําให้มีมากเพียงพอหากต้นทุนมีจุดบกพร่อง ก็ต้อง
พัฒนา แก้ไข หรือเพิ่มคุณค่าเพ่ือให้เป็นพลังขับเคล่ือนอย่างแท้จริงหากต้นทุนมีลักษณะท่ีเข้าข่ายที่เรียกว่า
“เสื่อม” หรือพัฒนาไม่ข้ึนไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ก็ต้องหาทางปรับเปลี่ยน โยกย้าย หรือแม้กระท่ังต้องดําเนินการ
ผอ่ งถ่ายออกไป

หลกั สัปปรุ สิ ธรรมในพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการพัฒนาคน เป็นศาสนาแห่งการฝึกอบรมคนการพัฒนาคนตามหลักสัปปุริส
ธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นการนําคําสอนทางพุทธศาสนา ไปประยุกต์ใช้เพ่ือการพัฒนาคน ให้บรรลุเปูาหมาย
ตามท่ีได้กําหนดไว้ หากเราทําให้คนนั้นเป็นคนดีที่ถูกต้องแล้ว เชื่อแน่ว่าจะบริหารจัดการได้สําเร็จสมประสงค์ คน
ดีทีถูกต้องนี้คือต้องเป็นท้ังคนดีและคนเก่งด้วยในพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงธัมมัญํูบุคคล ซ่ึงหมายถึง ผู้รู้
ธรรม ซ่ึงเป็นคุณสมบัติประการที่ ๑ ในคุณสมบัติ ๗ ประการของภิกษุ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการย่อม
เป็นผู้ควรของการคํานับ นับถือยกย่องของบุคคลท้ังหลาย ถือเป็นผู้มีคุณค่าอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ หลักสัปปุ
รสิ ธรรม มอี ยู่ ๗ ประการ๑ ไดแ้ ก่ ๑) ธมั มญั ํุตา คือ รู้จักเหตุ ๒) อัตถัญํุตา คือ รู้จุดหมาย ๓) อัตตัญํุตา คือ รู้
ตน ๔) มตั ตัญํตุ า คอื ร้จู กั ประมาณ ๕) กาลัญํตุ า คอื รู้จักเวลา ๖) ปริสัญํุตา คือ รู้ชุมชน รู้สังคม ๗) ปุคคลป
โรปรัญํุตา คือ การรู้บุคคล ตามหลักพระพุทธศาสนา ธรรมท่ีพระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้น คําว่า “ค้นพบ” ย่อม
หมายถึง “ธรรม” เป็นส่ิงที่มีอยู่เดิม มีมาก่อนไม่ได้เกิดข้ึนพร้อมพระพุทธองค์ แต่เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นก่อนท่ี
พระพุทธองคจ์ ะตรัสรู้ อาจพอกลา่ วได้ว่า การเรียนรธู้ รรม กค็ ือการรับรู้ธรรมดาโลก เรียนรู้สิ่งที่เป็นปกติท่ีมีบ่อเกิด
ท่มี าว่ามาอย่างไร และไปอย่างไร เพราะหลักธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่ีได้ตรัสสอนไว้กว่าสองพันปี
ท่ีผ่านมานน้ั เปน็ “สัจธรรม” เพราะคนเราจะล่วงพน้ ความทกุ ขไ์ ด้เพราะความเพียรในการทําความดี ผู้ใส่ใจในธรรม
เทา่ นนั้ ถงึ จะรูถ้ ่องแท้

๑ สุภาคย์ อินทองคง, “การใช้หลักพุทธธรรมนําการวิจัยและพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สุขภาพองค์
รวม”, รายงานวจิ ัย, (ศนู ยเ์ รียนรชู้ ุมชนภาคใต้ ศรช, ๒๕๕๐), หน้า ๑๙.

๑๗๐

การบรหิ ารทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม

โรงพยาบาลสามพราน จังหวดั นครปฐม เปน็ หนว่ ยงานราชการ สังกดั สาํ นักงานสาธารณสุขจังหวัด
นครปฐม สํานักงานปลดั กระทรวง กระทรวงสาธารณสขุ เปิดใหบ้ ริการคร้งั แรกเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ป๎จจุบันเปน็
โรงพยาบาลชุมชน ระดับ M2 มจี าํ นวนเตียง 130 เตียง แบ่งโครงสรา้ งการบริหารเปน็ ๑๒ กลุ่มงาน คอื กลมุ่ งาน
บรหิ ารท่วั ไป กลุ่มงานการแพทย์ กลมุ่ งานทันตกรรม กลุ่มงานเภสชั กรรมและคุ้มครองผ้บู รโิ ภค กลุ่มงานการ
พยาบาล กล่มุ งานบริการดา้ นปฐมภูมิและองคร์ วม กลุ่มงานประกนั สุขภาพยุทธศาสตร์และสารสนเทศทางการ
แพทย์ กลมุ่ งานแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ กลุ่มงานเวชกรรมฟ้ืนฟู กลุ่ม
งานรังสวี ิทยา กลุ่มงานโภชนาการวสิ ัยทัศน์ “โรงพยาบาลสามพรานเป็นโรงพยาบาลทว่ั ไปท่มี คี ุณภาพเป็น Node
รับการส่งต่อ ๕ สาขาหลกั เป็นศูนย์การแพทย์อุบตั ิเหตฉุ ุกเฉินและรองรับการดูแลผสู้ ูงอายคุ รบวงจร ปี ๒๕๖๗”
และกําหนดพันธกจิ ไว้ ๖ ประเด็นคือ ๑) ม่งุ พฒั นาสู่การเป็นโรงพยาบาลทั่วไป และศูนย์การแพทย์อุบตั ิเหตฉุ ุกเฉนิ
๒) พฒั นาศักยภาพการให้บริการแพทยเ์ ฉพาะทางทุกสาขาด้วยความเชยี่ วชาญตามมาตรฐานวชิ าชีพ เปน็ แมข่ ่าย
ของพน้ื ท่ี อําเภอสามพราน อําเภอนครชยั ศรี อําเภอพุทธมณฑล ๓) พัฒนาคณุ ภาพโรงพยาบาลสู่ความเป็นเลิศ ๔)
จดั บริการสุขภาพและการดูแลแบบองค์รวม จัดระบบสุขภาพผสู้ ูงอายุครบวงจร ๕) บริหารจัดการครอบคลุมทกุ
ดา้ นอยางมปี ระสิทธภิ าพ ๖) บูรณาการความเขม้ แข็งของภาคีเครือข่ายให้เป็นรากฐานการสร้างสุขภาพและความ
มัง่ คงทางสุขภาพของประชาชน

๕. ระเบยี บวธิ ีวิจยั

การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary
Research) และเก็บข้อมูลโดย การสัมภาษณ์เชิงลึก (In depth Interview) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม
(Participation)๑ โดยนักวิจัยจะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ เป็นผู้สังเกตหรือมีส่วนในกิจกรรมโดยเปิดเผยจุดประสงค์
เอาใจใส่ต่อทุกอย่างท่ีเกิดขึ้น สังเกตและใช้ประสบการณ์ทั้งในฐานะคนในและคนนอกในเวลาเดียวกัน ผู้ให้ข้อมูล
สําคัญ (Key Informant) ใช้รูปแบบคัดเลือกวิธี เฉพาะเจาะจง(Purposive sampling)๒ จากโครงสร้างองค์กร๓

ของโรงพยาบาลสามพราน ซ่ึงเป็นกลุ่มผู้บริหารท่ีมีอํานาจในการแสดงความคิดเห็นในการบริหารและตัดสินใจ
ร่วมกัน โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มท่ี ๑. ผู้บริหารสูงสุดหรือผู้แทน จํานวน ๑ คน กลุ่มท่ี ๒.หัวหน้ากลุ่มงาน
หรือผู้แทน จํานวน ๑๑ คน กลุ่มที่ ๓. หัวหน้างานหรือผู้แทน จํานวน ๕ คน รวมจํานวน ๑๗ คน แบบภาษาใน
การส่อื สารพดู คุยหรือท่ีเรียกเป็นทางการวา่ การสัมภาษณ์

เคร่ืองมือในการวิจัย มี ๒ รูปแบบคือ ๑) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) เป็นการสัมภาษณ์
แบบช้ีนํา๔ (guided interview) อันเป็น แบบสัมภาษณ์ที่ไมมีการกําหนดโครงสร้างของข้อคําถามที่มีความชัดเจน
ตายตัว โดยเป็นเพียง การกําหนดแนวข้อคําถามแบบเปิดกว้าง หรือเป็นการใช้แบบสัมภาษณ์ปลายเปิดซึ่งเป็น
กระบวนวิธีการวิจัยที่มีผลทําให้ข้อคําถามมีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง ใช้รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ

๑ ดร.บรนิ ดา สัณหฉวี, วจิ ัยเชิงคณุ ภาพ...ไม่ยากอยา่ งทคี่ ิด,๒๕๖๑, หนา้ ๔๐-๕๓.
๒ กัลยา วานิชย์บัญชา, การวิเคราะห์สถิติ : สถิติเพ่ือการตัดสินใจ. พิมพ์คร้ังที่ 4. (ฉบับปรับปรุง) กรุงเทพฯ :
ภาควชิ าสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๒
๓ งานการเจา้ หน้าท่ี,โครงสร้างองค์กร โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม ปี ๒๕๖๓
๔ รศ.อมรรัตน์, รศ.มานพ, รศ.นฤมล และคณะ, มานพ คณะโต,วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพในระบบสุขภาพ ชุม
ชน.พิมพ์ ครั้งที่ ๑, ขอนแก่น : เครือข่ายพัฒนาวิชาการ และข้อมูลสารเสพติด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , ๒๕๕๐.

๑๗๑

(Key Informants) โดยแบ่งแบบสมั ภาษณเ์ ชิงลกึ ออกเป็น ๒ ตอน ดังนี้คือ ตอนที่ ๑ แบบสัมภาษณ์เก่ียวกับข้อมูล
ส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์ ตอนท่ี ๒ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม
โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม ๒) เอกสารวิชาการต่างๆ คัมภีร์พระไตรปิฎกเอกสารข้อมูลวิชาการและ
งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง

การเก็บรวบรวมข๎อมูล ๑) จากเอกสารหลักฐานท่ีเก่ียวข้อง (Data Collection) โดยเก็บส่ิงท่ีเกี่ยวข้องมาใช้
ในการวิเคราะห์ประมวลผลประกอบ เอกสารในรูปแบบท่ีเป็นทางการ เป็นเอกสารท่ีสามารถใช้อ้างอิงได้ชัดเจนมี
ผู้รับผิดชอบในการผลิตสามารถติดตามได้เช่น บันทึกข้อความ, รายงานการประชุม, ส่ิงพิมพ์เผยแพร่
ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน, แฟูมประวัติข้อมูลบุคคลบุคลากร หรือข้อมูลเวชระเบียน เอกสารหนังสือมุทิตาจิต,
บันทึกประจําวัน (diaries) เป็นต้น ๒) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพร้อมกับเครื่องมือที่ใช้เป็นอุปกรณ์ เช่น
กล้องถ่ายภาพ เทปบันทึกเสียง และอ่ืนๆที่จําเป็น โดยในการเก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลด้านข้อเท็จจริง ข้อมูล
ความคดิ เห็น และเจตคติ และการพูดคุยอย่างเปน็ กนั เองเพื่อคน้ หาความหมายความจริงจากผใู้ ห้สัมภาษณ์

การวิเคราะห์การประมวลผลและเรียบเรียง ผู้วิจัยได้ดําเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิค
การวิเคราะห์เน้ือหาประกอบบริบท๑ (Content Analysis Techniques) มีลําดับขั้นตอนในการวิเคราะห์ โดยนัด
หมายผู้ให้ข้อมูลสําคัญและสัมภาษณ์ทีละคนจนครบ การวิเคราะห์สรุปอุปนัย (Analytic Induction) ดังน้ี ๑) ผู้
ศึกษานําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ โดยนําคําสัมภาษณ์จากผู้ถูกสัมภาษณ์มาเปรียบเทียบความเหมือนและ
ความต่างของแต่ละบุคคล และจัดลําดับความสําคัญและคุณลักษณะของข้อมูล ๒) นําข้อมูลจากการสัมภาษณ์ที่
จัดลําดับความสําคัญแล้วนํามาเปรียบเทียบกับข้อมูลทางเอกสารต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทฤษฎี
ผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือท่ีจะทราบถึงลักษณะท่ีคล้ายคลึงกันและแตกต่างกันของข้อมูล ๓) นําข้อมูลที่ได้จาก
การสัมภาษณ์และจากการศึกษาต่างๆ มาทําการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบและนําไปสู่การเชื่อมโยง
ข้อมูลเขา้ ด้วยกนั แสดงความสาํ คญั ของข้อมูลได้ชัดเจนยิ่งข้ึน เพ่ือสะดวกในการวิเคราะห์ และเขียนรายงานข้อมูล
รปู แบบเชงิ พรรณนา

๖. ผลการวจิ ัย

งานวิจัยเร่ือง “การบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม”
มีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษาหลักสัปปุริสธรรม ในพระพุทธศาสนา การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้ในการ
บริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม และเพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหาร
ทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรมโรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร
โรงพยาบาลสามพราน จาํ นวน ๑๗ คน ผลการวจิ จัยตามวัตถุประสงคด์ ังน้ี

๑) หลกั สปั ปรุ ิสธรรมในพระพุทธศาสนา
สปั ปรุ สิ ธรรม คือ หลักธรรม ๗ ประการ และในแต่ละองค์ประกอบนนั้ มีการอธบิ ายไว้ในคัมภรี ป์ ฐมภมู ิ

และทตุ ยิ ภมู ิของพระพุทธศาสนา ท้ังนี้ หลกั ธรรมของพระพุทธเจา้ น้ัน เน่ืองจากเปน็ สุกธรรม คือ ธรรมฝุายขาว
หรือธรรมฝุายดี ซ่ึงเป็นกุศลธรรมอนั พระผู้มีพระภาคเจา้ ตรัสไวด้ ีแล้วสามารถนาํ มาประยุกตใ์ ชก้ บั หลักการดําเนนิ
ชีวติ ท้ังสว่ นตนและส่วนงานได้ทุกหัวข้อธรรม ในการบรหิ ารงานในองคก์ รต่าง ๆ ถ้าองค์กรใดมบี ุคคลกรที่เป็น
สตั บรุ ุษกย็ ่อมจะสร้างความเจรญิ ความสามัคคีให้แกห่ น่วยงานหรอื องค์การนั้น เพราะบุคลากรหรือผ้บู ริหารท่ีรู้จกั

๑ เอื้อมพร หลินเจริญและคณะ. ป๎จจัยเชิงสาเหตุที่ทํา ให้คะแนนการทดสอบ O-NET ของนักเรียน ช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี ๖ และชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ ต่ํา . สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

๒๕๕๒.

๑๗๒

เหตุ รู้จักผล ร้จู กั ตนเอง รู้จักประมาณรู้จักเวลารูจ้ ักชุมชน และรบู้ ุคคล ยอ่ มทําให้การบรหิ ารจดั การของหนว่ ยงาน
ประสบความสําเร็จตามนโยบายท่ีไดว้ างไว้ ความกา้ วหน้าในองค์การเปน็ แรงจงู ใจในการทํางานของฝาุ ยปฏบิ ตั ิ
ตลอดจนการบรหิ ารจดั การทมี่ ีคณุ ภาพเกิดขึ้น ด้วยหลกั สัปปุรสิ ธรรม ๗ ประการ แปลวา่ ธรรมของสัตบุรุษ ได้แก่
คนดี มีความประพฤติ ทางกาย วาจา ถกู ต้องเรยี บร้อย

๒) การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช๎ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของ โรงพยาบาลสาม
พรานจังหวดั นครปฐม

การบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสามพรานอาจแยกได้เป็น ๖ ประเด็น คือ การวางแผน หาร
สรรหาและการคัดเลือก การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน การรักษาบุคลากรไว้ในองค์กร (เน้นค่า ตอบ
แทน สวัสดิการ) และการให้พ้นสถานภาพการเป็นบุคลากร ดังกล่าว โรงพยาบาลสามพราน มีโครงสร้างการแบ่ง
อํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน โดยผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วมทํา ทั้งผู้บริหาร
ผู้ปฏิบัติงาน มีการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้ในการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ด้วยการเร่ิมจากวิเคราะห์หา
สาเหตุเพื่อหาแนวทางให้เกิดผลในอนาคต มีการนําหลักการจัดแผนพัฒนาบุคลากรด้วยเพ่ือพัฒนาบุคลากรใน
โรงพยาบาลสามพรานให้เปน็ โรงพยาบาลทั่วไปที่มคี ุณภาพ

๓) แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลกั สปั ปุรสิ ธรรม โรงพยาบาลสามพราน จงั หวัดนครปฐม
จากการวเิ คราะห์ข้อมูลจากเอกสาร ข้อมูลหรือผลจากการสัมภาษณ์ และการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสปั
ปรุ ิสธรรม โรงพยาบาลสามพราน สรุปได้ว่าโรงพยาบาลสามพราน จังหวดั นครปฐม มีการบรหิ ารทรัพยากรบุคคล
ตามหลักสัปปรุ ิสธรรมครบทั้ง ๗ ด้านจริงแต่ไม่เดน่ ชดั โดยการผสมผสานหลักธรรมอยู่ในเอกสารการจัดทําแผนงาน
โครงการต่างๆของโรงพยาบาล เช่นการจัดผังโครงสร้างแผนยุทธศาสตร์ การจัดทําวสิ ยั ทัศน์ พนั ธกิจ แผนการจัด
อัตรากําลงั คน แผนการพัฒนาบคุ ลากร โดยจะยกึ หลกั ธรรมาภิบาล กฎหมาย กฏระเบยี บของทางราชการ

๗. องคค์ วามรจู๎ ากการวิจยั

การศึกษาค้นคว้าวิจัยเร่ือง การบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาลสามพราน
จังหวัดนครปฐม ทําให้พบองค์ความรู้ท่ีเกิดจากงานวิจัยคร้ังน้ี คือในการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาล
ควรต้องมีความสมดุลใน ๒ ด้าน คือ ๑. ทักษะของผู้บริหารซ่ึงต้องอาศัยความ รู้ความสามารถพร้อมท้ัง
ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์กว้างไกล ๒. ด้านคุณธรรมท่ีเป็นเคร่ืองควบคุมยึดเหน่ียวจิตใจ ไม่ให้บุคคลใช้ความรู้
ความสามารถไปในทางท่ีผิดเพราะถ้าผู้บริหารมีความรู้ ความสามารถด้านบริหารทรัพยากรบุคคลซึ่งนับเป็น
ทรพั ยากรท่ีสาํ คัญ เพยี งดา้ นเดยี วแต่ไมม่ คี ณุ ธรรมประจําใจอาจจะทําให้การบริหารงานผิดพลาดไม่บรรลุผลสําเร็จ
ตามเปูาหมาย ถ้าผู้บริหารมีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมที่ถูกต้องประจําใจควบคู่กันก็จะทําให้การ
บรหิ ารงานไมผ่ ิดพลาด บรรลผุ ลสาํ เร็จตามเปูาหมาย หลักสัปปุริสธรรมเป็นคุณธรรม ๗ ข้อของสัตบุรุษ หรือ คนดี
สามารถนํามาปรับใช้โดยการบูรณาการกันกับหลักการบริหารในยุคป๎จจุบันได้อย่างสอดคล้องประสานกลมกลืน
เปน็ ประโยชน์ในการบริหารงานทุกประเภทขององค์กรท้ังในภาครัฐและภาคเอกชน อีกท้ังยังเป็นแนวทางใหม่หรือ
สู่มิติของการบริหารเชิงพุทธเป็นการเพิ่มวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลแก่ผู้บริหาร ได้นักบริหารที่ดีมีความรู้ความสามารถ
ในหลักการบริหารจัดการ และมีคุณธรรมประจําใจในการบริหารจัดการองค์กรควบคู่กันอย่างสมดุลลงตัวอย่างมี
ระบบ ทําให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรมีความมั่นคง ย่ังยืน โดยมิได้
ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ ระบบทุนนิยมในป๎จจุบัน แต่ให้ยึดหลักการอยู่ร่วมกัน และรู้เท่าทันโลกตาม

๑๗๓

หลักธรรม จะเห็นได้ว่าถ้าหากผู้บริหารมีความสมดุลใน ๒ ด้าน ดังกล่าวแล้วคาดว่าจะบริหารทรัพยากรบุคคลซึ่ง
เปน็ ทรัพยากรหลกั ขององค์กรได้สําเร็จตามเปูาประสงค์ทไ่ี ดต้ งั้ ไว้

๘. อภปิ รายผลการวิจัย

หลักสัปปุริสธรรม ศึกษาจากคัมภีร์พระไตปิฎก ตําราวิชาการ พบว่าประกิอบด้วยหลักธรรม ๗ ประการ
และในแตล่ ะประการไดม้ กี ารอธิบายไว้ในคมั ภรี ป์ ฐมภูมิและทุติยภูมิของพระพุทธศาสนาและจากการสัมภาษณ์เชิง
ลึกผู้บริหารยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างท่องแท้ หากมีการศึกษาหลักธรรมทั้ง ๗ ประการอย่างท่องแท้ก่อนจึง
นํามาใชใ้ นการจัดทาํ หลกั เกณฑ์การหิ ารทรัพยากรบุคคลหรอื การบริหารงานด้านต่างๆ ของโรงพยาบาลก็จะช่วยให้
การบรหิ ารนน้ั ๆดาํ เนินไปดว้ ยความถูกต้องตรงตามความต้องการทง้ั หลักธรรมและหลักธรรมาภิบาล

การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของ โรงพยาบาลสาม
พรานจังหวัดนครปฐมการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงพยาบาลสามพรานอาจแยกได้เป็น ๖ ประเด็น คือ การ
วางแผน หารสรรหาและการคัดเลือก การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน การรักษาบุคลากรไว้ในองค์กร
(เน้นค่า ตอบแทน สวัสดิการ) และการให้พ้นสถานภาพการเป็นบุคลากร ดังกล่าว โรงพยาบาลสามพราน มี
โครงสร้างการแบ่งอํานาจหน้าท่ีความรับผิดชอบในการปฏบิ ัติหน้าที่อย่างชัดเจน โดยผ่านกระบวนการร่วมคิด ร่วม
ทาํ ทง้ั ผบู้ รหิ าร ผู้ปฏิบัติงาน มีการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรมมาใช้ในการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ด้วยการเริ่มจาก
วิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อหาแนวทางให้เกิดผลในอนาคต มีการนําหลักธรรมมาใช้ในการจัดทําแผนพัฒนาบุคลากร
เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับบุคคลากรทุกกลุ่มงาน ย่อมแสดงว่าหากโรงพยาบาลสามพรานใช้หลักธรรมควบคู่กับ
หลักธรรมมาภิบาลในการบริหารจดั การย่อมเกิดความพึงพอใจและนาํ พาใหบ้ ุคลากรเกดิ ความผากสุกอย่างย่งั ยืน

แนวทางการบรหิ ารทรัพยากรบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม โรงพยาบาลสามพราน จงั หวดั นครปฐม จาก
การวิเคราะหข์ ้อมลู จากเอกสาร ข้อมลู หรือผลจากการสัมภาษณ์ และการบรหิ ารทรัพยากรบคุ คลตามหลักสปั ปรุ ิส
ธรรม โรงพยาบาลสามพราน สรปุ ได้ว่าโรงพยาบาลสามพราน จงั หวดั นครปฐม มีการบริหารทรัพยากรบุคคลตาม
หลักสัปปรุ สิ ธรรมครบทั้ง ๗ ดา้ นจรงิ แต่ไม่เดน่ ชดั โดยการผสมผสานหลักธรรมอยู่ในเอกสารการจัดทําแผนงาน
โครงการต่างๆของโรงพยาบาล เช่นการจัดผังโครงสรา้ งแผนยทุ ธศาสตร์ การจัดทาํ วสิ ัยทัศน์ พนั ธกิจ แผนการจัด
อัตรากําลังคน แผนการพัฒนาบคุ ลากร โดยจะยึกหลักธรรมาภบิ าล กฎหมาย กฏระเบียบของทางราชการจาก
การศึกษาจากเอกสารของโรงพยาบาลทีเ่ กย่ี วข้องกับการบริหารทรัพยากรบคุ คล และจากการรวบรวมคําตอบจาก
การสัมภาษณเ์ ชงิ ลึกของผบู้ รหิ ารโรงพยาบาลสามพรานพบว่าผู้บรหิ ารยังขาดความรู้ความเข้าใจและการนาํ
หลกั ธรรมต่างๆมาบรู ณาการใช้ยงั ไม่เปน็ ท่ีเดน่ ชัดหรือไม่ไดก้ ําหนดไว้เปน็ หลักเกณฑ์ทีแ่ น่นอน

๙. ข๎อเสนอแนะ

๙.๑ ข้อเสนอแนะเพอื่ การพัฒนา
๑. ผู้นําโรงพยาบาลควรศึกษาเรียนรู้หลักสัปปุริสธรรมในทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท้ังน้ีเพื่อ

เข้าใจหลักธรรมทั้ง ๗ ด้าน เมื่อรู้และเข้าใจในเจตนารมณ์ของหลักสัปปุริสธรรมแล้วก็สามารนํามาผสมผสานใช้ใน
องค์กรได้ เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนํามาซ่ึงประโยชน์สุขในองค์กรของโรงพยาบาลและประชาชนโดย
การวางแผนการดาํ เนินงานให้อยู่ในกรอบหลักสัปปุริธรรม เช่น การตัดสินใจต้องมีเหตุและผล จะทําอะไรต้องรู้จัก
ตนรู้จักประมาณ มีภูมิคุ้มกันท่ีดีต้องรู้จักกาลเวลา รู้จักชุมชน รู้จักบุคคล เป็นต้น จึงจะแก้ป๎ญหาได้อย่างตรงจุด
และถูกต้อง

๑๗๔

๒. ผู้บริหารโรงพยาบาลควรเห็นความสําคัญในด้านหลักธรรมทางพุทธศาสนา เช่น สาราณียธรรม
พรหมวิหาร สังคหวัตถุ หรือหลักธรรมอื่น ๆ ที่สามารถนํามาผสมผสานกันกับการทํางานได้โดยการจัดประชุม
อบรม สัมมนา เพ่ือสร้างแนวความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในองค์กรโรงพยาบาลสามพรานข้ึนแล้วเปรียบเทียบการ
ทํางานจากความคิดเดิม ๆ กับ แนวคิดใหม่ว่าส่ิงไหนให้ผลมากว่ากันหรือผลออกมาแล้วเหมือนหรือต่างกันมาก
น้อยเพยี งใด เพื่อประโยชนใ์ นการจดั ทําเป็นแผนพัฒนาโรงพยาบาลสามพรานต่อไป

๓. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสามพรานควรตระหนักถึงป๎ญหาสุขภาพท้ังของประชาชน
ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกคนต้องทํางานเพ่ือประชาชน ต้องปฏิบัติหน้าท่ีอยู่ในหลักธรรมคําสอน
ของพระพุทธศาสนา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ เป็นต้น รู้จักความพอเหมาะ พอดี ในการแสวงหาเคร่ืองยังชีพและต้อง
แสวงหาในทางทีช่ อบธรรม และเพอ่ื การพัฒนาองค์กรโรงพยาบาลสามพรานใหเ้ จริญก้าวหนา้

๙.๒ ข้อเสนอแนะในการศึกษาวจิ ยั คร้ังต่อไป
ควรศกึ ษาหลักธรรมอื่นๆท่ีเหมาะกับการบรหิ ารจัดการด้านใดด้านหนง่ึ เพื่อให้ได้มุมมองทางการ

บรหิ ารจัดการทีห่ ลากหลายมากข้ึน

เอกสารอ๎างองิ

กัลยา วานิชย์บัญชา.การวิเคราะห์สถิติ : สถิติเพื่อการตัดสินใจ, พิมพ์ครั้งที่ ๔ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลยั ,๒๕๔๒.

ดร.บรินดา สณั หฉวี, วิจัยเชงิ คณุ ภาพ...ไม่ยากอย่างท่ีคิด,๒๕๖๑, หนา้ ๔๐-๕๓.
สุภาคย์ อินทองคง, “การใช้หลักพุทธธรรมนําการวิจัยและพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สุขภาพองค์

รวม”, รายงานวจิ ัย, (ศนู ย์เรียนรชู้ ุมชนภาคใต้ ศรช, ๒๕๕๐), หน้า ๑๙.
รศ.อมรรตั น์, รศ.มานพ, รศ.นฤมล และคณะ, มานพ คณะโต.วธิ ีวทิ ยาการวิจัยเชิงคุณภาพในระบบ

สุขภาพ ชุมชน.พมิ พ์ ครั้งท่ี ๑, ขอนแก่น : เครอื ข่ายพฒั นาวชิ าการและข้อมูลสารเสพตดิ
ภาคตะวนั ออกฉียงเหนือ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ , ๒๕๕๐.
เออ้ื มพร หลินเจริญและคณะ. ป๎จจัยเชิงสาเหตุที่ทํา ให้คะแนนการทดสอบ O-NET ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี ๖ และชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ . สถาบันทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาติ (องคก์ ารมหาชน), ๒๕๕๒.
(๓) เอกสารท่ไี มไํ ดต๎ ีพมิ พ์เผยแพรแํ ละเอกสารอนื่ ๆ
สํานักงานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ สาํ นักนายกรัฐมนตรี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหํงชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ท่ี ๑ การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุน
มนษุ ย์

๑๗๕

ความกรุณาของคนในชุมชนตาบลยายชา อาเภอสามพราน จังหวดั นครปฐม

The Compassion of the people in Yaicha Community
at SamPhran District, Nakhonpathom Province

วาสนา กลิน่ พยอม
Wassana Klinphayoum
วิทยาลยั สงฆพ์ ทุ ธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
[email protected]

บทคดั ยอํ

การวิจัยเร่ืองความกรุณาของคนในตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้หลักพรหมวิหาร ๔ แนวคิดเร่ืองความกรุณา ซึ่งมีพื้นที่ในสนามวิจัย ๖ หมู่บ้านใน
ตําบลยายชา ประชากรผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๓๒ คน ใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) การสัมภาษณ์มีการแบ่งกลุ่ม ๓ กล่มุ และมีการสัมภาษณก์ ลุ่มย่อย (Focus Group)

ผลการวิจยั พบวา่
๑) วิวัฒนาการของความกรุณาของคนในชุมชนตําบลยายชา มีมาต้ังแต่อดีตกาลโบราณ สืบทอดกันมา
อย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนกระแสธารแห่งความกรุณา และปลูกฝ๎งอยู่ในอัตนิสัยของคนพ้ืนถ่ินฐานท่ีนี่ มีการ
ถา่ ยทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นและเปลี่ยนผ่านจากยุคเก่าสู่ยุคป๎จจุบันลักษณะความกรุณาเชิงประจักษ์ พร้อมปรับตัวกับ
บรบิ ทแวดล้อมใหม่ในเชิงกายภาพได้อย่างสมดุลย์
๒) พบวา่ วธิ กี ารสง่ มอบความกรุณาของคนในตําบลยายชา มีรูปแบบการส่งมอบชัดเจน โดยการที่ผู้นํา
ชมุ ชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมการส่งมอบอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นไปตามกลไกพื้นฐาน
ของความต้องการของคนในชุมชนอย่างสอดคล้องกัน มีการสร้างเครือข่าย สร้างความสัมพันธ์ ส่งต่อ ต่อยอด
ปรบั เปลีย่ นจากผู้รับมาเป็นผใู้ ห้ โดยยดึ หลักศาสนา คือ การใหท้ าน (Offering)
๓) พบว่าการดาํ รงอย่ขู องความกรุณาของคนในตําบลยายชา มีป๎จจัยสําคัญในการสร้างความกรุณาให้
คงอยู่ คือ ความศรัทธาต่อผู้นํา และสร้างทีมขยายเครือข่ายให้มีกลุ่มคนจิตอาสา เพ่ือถ่ายทอดและสร้างผู้นําด้าน
กิจกรรม ผ่านการจัดการองค์ความรู้ เพ่ือการดํารงอยู่ของความกรุณา และเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเชิงพุทธจริย
ศาสตร์
คาสาคญั : ความกรุณา, กระแสธารของความกรุณา, การให้ทาน, พทุ ธจรยิ ศาสตร์

Abstract

This qualitative research was analyzed by the four sublime states of mind, the
compassion concept. The research field consisted of 6 villages in Yai Cha Community. There
were 32 key informants and the research was used to collect qualitative data through in-depth
interviews. The interviews were divided into three groups and provided into focus groups. The
research results:

๑๗๖

1) showed that the evolution of compassion of the people in Yai Cha Subdistrict came
about from the past, in that; it was inherited naturally from generations to generations like a
stream of kindness that runs through the bloodline. Furthermore, we have also observed the
existence of the transitional factors from the past to the present which showed that people are
ready to adapt to the new context of life while seeking the balance in giving and receiving.

2) showed that the method of expressing kindness and compassion of the people in Yai
Cha Subdistrict has a distinctly clear model in which, the giving is initiated by the community
leaders which is followed by the people in the society, following the basic mechanism of the
needs of the people in the community. This ultimately creates relationships between people,
forwarding kindness from the givers to the recipients based on the religious principle; Almsgiving.

3) showed that the existence of compassion of the people in Yai Cha Subdistrict is
influenced by key factors such as; people’s faith towards those who lead and build the
community and people’s urge to expand their network. Through creating volunteer groups,
people can convey and create activities generating kindness and pay it forward. Furthermore, the
level of compassion also expands to other communities through the principle of the Buddhist
teachings.
Keywords: Compassion, Stream of compassion, Offering, Buddha Ethics

๑. บทนา

เอกลักษณ์ของคนไทยสมัยก่อน ท่ีมีติดตัวมาแต่เกิดคือคนไทยมีจิตใจดี มีความรัก เมตตา กรุณาต่อ
กัน ด้วยอุปนิสัยท่ีทุกคนมีหลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดํารงชีวิต และยึดเหน่ียวจิตใจ
จึงมีการปฏิสัมพันธ์ การใช้ชีวิตที่เป็นปทัสถาน (Norm) การอยู่ร่วมกันแบบเอ้ืออาทรเรื่อยมา ครั้นเมื่อเหตุการณ์
ภัยพิบัติต่าง ๆ รวมทั้งการเกิดโรคระบาดร้ายแรงข้ึน คนไทยทุกคนได้รับผลกระทบต่อการติดต่อสื่อสารของมวล
มนษุ ยชาติ วถิ ชี วี ิตของสังคมโลกได้รับการเปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลัน สังคมทันสมัยลักษณะโลกาภิวัฒน์ (Social
Globalization) หยุดชะงักงันลง การส่ือสารกับสังคมชุมชนชนบท (Urban Community) ได้รับผลกระทบ เช่น
ในทางเศรษฐศาสตร์และธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกคนต่างกลับสู่ภูมิลําเนาและปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่อย่าง
พอเพียง ระมดั ระวงั ในการใชช้ ีวิตมากขนึ้

จากปรากฏการณ์ในสังคมลักษณะน้ี มีสังคมชุมชน ชนบทเล็ก ๆ คือ ตําบลยายชา อําเภอสามพราน
จังหวดั นครปฐม ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่กลับตรงกันข้าม คือคนในชุมชน ต่างใช้ชีวิตปกติสุข มีความเอื้ออาทร
ต่อกัน เป็นชุมชนเข้มแข็ง น่าสนใจอย่างยิ่งท่ีทุกคนต่างแบ่งป๎นและรับรู้ความสุข ความทุกข์ร่วมกัน รวมตัวกันมี
กิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เสมือนหน่ึงว่า การปฏิบัติการให้เป็นประจํานั้น เป็นกิจวัตรประจําวัน
ของคนในท้องถิ่น และมีอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่สามารถทําให้การ
อยู่ร่วมกนั ในลกั ษณะพ่งึ พา พงึ่ พิง และใช้หลกั ธรรมนาํ ชีวิตของคนในชมุ ชนตาํ บลยายชา ปรับเปล่ียนไปได้เลย

ผู้วิจัยจึงสนใจทําการวิจัย เพ่ือหาคําตอบท่ีมาของการก่อกําเนิด ต้นทางของความกรุณา วิธีการ
รูปแบบการแสดงออกของความกรุณา และการดูแลรักษาคุณงามความดีของความกรุณาในหลากหลายมิติ ศึกษา
เพื่อให้ได้คําตอบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีในการจัดการความรู้ จัดเก็บองค์ความรู้ไว้เป็นอัต
ลักษณ์แก่ชุมชน และเพ่ือส่งต่อต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ขยายต่อไปยังชุมชนอ่ืน ๆ อันจะเกิดประโยชน์แก่คนใน
สังคม โดยมหี ลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนาเป็นส่งิ ท่ชี ว่ ยนําไปสคู่ วามรขู้ ้อค้นพบท้ังหมด

๑๗๗

๒. วตั ถุประสงค์ของงานวจิ ัย

๑) เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของความกรุณาของคนในชุมชนตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
๒) เพอื่ ศึกษาวธิ กี ารส่งมอบความกรุณาของคนในชมุ ชนตําบลยายชา อาํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
๓) เพ่ือศกึ ษาการดํารงอยู่ของความกรุณาของคนในชุมชนยายชา อาํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

๓. การทบทวนวรรณกรรม

การศึกษาเรื่อง ความกรุณาของคนในชุมชนตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ผู้วิจัยได้
ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา แนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวข้อง เพื่อเป็นแนวทางการสร้างเคร่ืองมือแบบสัมภาษณ์
การวิจัย และเป็นกรอบการวิเคราะห์ข้อมูลดังน้ี (๑) หลักธรรมพรหมวิหาร ๔(๒) แนวคิดเรื่องความกรุณา (๓)
ทฤษฎวี ิวฒั นาการ (๔) แนวคดิ การมีส่วนรว่ ม และ (๕) แนวคิดเก่ยี วกบั การดํารงไว้ของภมู ปิ ๎ญญาท้องถน่ิ

๑) หลกั ธรรมพรหมวิหาร ๔
ผ้วู จิ ัยไดน้ ําหลักธรรมพระพทุ ธศาสนาที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๙ พระสุตตันตปิฏก เล่มที่ ๑๑ สัง
ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค ซงึ่ กล่าวถึงพรหมวิหาร ๔ ไว้ว่า “พระสมณโคดม แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย อย่างนี้ว่า
[๕๗๕] มาเถิดภิกษุทั้งหลายเธอท้ังหลายจงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกาลังปัญญาแล้ว [๕๗๖] จงมี
ใจประกอบกรุณา แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศท่ี ๒ ทิศท่ี ๓ ทิศท่ี ๔ โดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง จงมีใจ
ประกอบกรุณาอันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปท่ัวโลกทุกสถานอันมี
สตั วท์ กุ หมเู่ หล่าอยู่เถดิ ”๑
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยฺตโต) กล่าวถึงพรหมวิหาร ๔ คือ ธรรมเคร่ืองท่ีมีอยู่อย่างประเสริฐ ธรรม
ประจําใจ และหลักประพฤติท่ีมีประเสริฐบริสุทธิ์ ต้องมีไว้เพ่ือกํากับความประพฤติจึงจะเช่ือว่าการดําเนินชีวิต
อยา่ งหมดจดและปฏิบตั ิตนต่อมนุษย์สัตว์ทงั้ หลายโดยชอบอนั ประกอบด้วย

๑) เมตตา ความรกั ใคร่ ปรารถนาดี อยากใหผ้ ู้อืน่ มคี วามสุข
๒) กรณุ า ความสงสาร คดิ ช่วยใหพ้ น้ ทกุ ข์ ใฝุใจอันจะปลดเปล้ืองความทุกข์ของผอู้ ่นื
๓) มุทติ า ความยินดี เพอื่ เห็นผ้อู น่ื อยูด่ มี ีสขุ
๔) อุเบกขา จิตใจดํารงในธรรมดุจตราช่ัง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง วางเฉยสงบใจมองดูผู้ดํารงใน
ธรรมพรหมวิหาร ๔ ย่อมช่วยเหลอื เพ่ือนมนุษยท์ ้ังหลายได้๒
๒) แนวคิดเรอ่ื งความกรุณา
พระกวีวรญาณ (จานงค์ ชตุ นิ ฺธโร/ทองประเสรฐิ ) กล่าววา่ ความกรุณา แปลว่า สงสารและคิดท่ีจะช่วย
ใหพ้ ้นทกุ ข์เสมอ เพราะคนเราจะเหน็ อกเห็นใจกนั ก็ตอนท่ีได้รบั ความทุกขน์ เ้ี อง๓
องค์ดาไลลามะ ทรงเขียนในหนังสือ Happy life : พลังคําสอนขององค์ดาไลลามะเพ่ือความสุขที่แท้จริง
ในหัวข้อเร่ือง “คุณค่าของความเมตตากรุณา” การมีเมตตากรุณานอก จากการกระทําให้เราเข้าใจผู้อ่ืนมากย่ิงขึ้น
แลว้ ยงั จะช่วยสรา้ งความสมั พันธ์ทีย่ ั่งยืนใหก้ ับผอู้ ื่นในสงั คมน้ันๆอีกด้วย๑

๑ สํ.ม.(ไทย) ๑๑/๕๗๕/๑๔๐-๑๔๖.
๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท
สหธรรมมกิ จาํ กดั , ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๔.
๓ พระกวีวรญาณ (จํานงค์ ชุตินฺธโร/ทองประเสริฐ), วิชาศาสนา , (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ ส.ธรรมภักดี,
๒๕๐๒), หนา้ ๔๓๑.

๑๗๘

๓) ทฤษฎวี วิ ฒั นาการ
ในหนงั สอื “การวจิ ัยเชงิ คุณภาพทางมนุษยวิทยา” ของงามพิศ สัตย์สงวน กล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของ
มนุษย์ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหน่ึงที่มีกระบวนการทางชีวะ และเกิดจากการเลือกสรรของธรรมชาติ ฉะน้ันทุก
อย่างจะฝ๎งรากลึกอยใู่ นตวั ตนมนุษย์๒
๔) แนวคิดการมสี ํวนรวํ ม
นักวิชาการ ชินรัตน์ สมสืบ ให้แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมเป็นการทํางานร่วมกันของชุมชนและเป็น
ป๎จจัยของการพัฒนา การร่วมกันคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ ปฏิบัติ เพื่อชุมชนของตนเองเป็นการสร้างการปลูกฝ๎ง
จติ สาํ นกึ ในการรับผดิ ชอบ๓ ทศิ นา แขมมณี และคณะ ได้กลา่ วว่า ประสบการณ์ท่ีได้จากการเข้ากลุ่มทําให้สมาชิก
ไดม้ โี อกาสเรียนรู้ และชว่ ยกนั ส่งเสรมิ ความรู้พฤติกรรม และสร้างความสมั พันธ์ของคนในชุมชน๔
๕) แนวคดิ การดารงไวข๎ องภูมิปญั ญาทอ๎ งถน่ิ
สามารถ จันทร์สูรย์ กล่าวว่า ภูมิป๎ญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้มหาศาลที่มีอยู่ท่ัวไปแต่อาจจะถูกละเลย
ไปขาดการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับป๎จจุบันต้องพาแนวทางเพ่ือส่งมอบและถ่ายทอดไว้๕ สุวิทย์ รัศมิภูติ กล่าวถึง
การดํารงไว้คือการดูแลรักษาเพื่อให้ทรงคุณค่าปฏิสังขรณ์ บูรณะสงวนรักษาให้คงสภาพเดิมและปูองกันมิให้สูญ
หายไป๖
สรปุ การทบทวนวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎี หลักธรรมพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักธรรมสําหรับคนที่ทั้งหลาย
ที่ต้องแผ่ความรกั ใหก้ ว้างขวางเร่ิมตั้งแต่รักตนเอง ครอบครัว พี่น้อง มิตรสหาย ศัตรู สรรพส่ิงสัตว์ทั้งหลาย ยังต้อง
มีความสงสารและหวังท่ีจะช่วยให้ เม่ือมิตรประสพเคราะห์กรรม ช่วยให้คนเหล่านั้นพ้นทุกข์ เป็นหลักธรรมท่ี
สําคัญท่ีพึงนําไปใช้ในทุกชุมชนตั้งแต่สังคมเล็ก ๆ ไปจนถึงชุมชนสังคมเมือง ซึ่งเป็นสังคมใหญ่ เพื่อความสุขของ
คนทง้ั ปวง
แนวคิดเรื่องความกรุณาเกิดขึ้นโดยอัตวิสัยของมนุษย์ผู้ประเสริฐทุกคนและลงมือปฏิบัติโดยไม่มีอคติ ไม่
ยึดมั่น ถือม่ัน หากความกรณุ าเกดิ ขึ้นกับผู้ใดในชุมชนใด ผนู้ ้ันที่แห่งนน้ั กจ็ ะมีแต่ความสุขร่วมกัน
ทฤษฎีวิวัฒนาการ ตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของธรรมชาติ และความอยู่รอดของชีวิตที่เหมาะสมที่สุดมนุษย์ท่ีมี
ความเข้มแข็งทางจิตใจจะได้รับการเลือกสรรจากธรรมชาติให้ชนะธรรมชาติและเข้าสู่กฎของการเปลี่ยนแปลงใน
ท่สี ดุ

๑ องค์ดาไลลามะ, “Happy Life”: พลังคาสอนขององค์ดาไลลามะเพือ่ ความสุขของชีวติ อยํางแท๎จรงิ , แปลโดย
บญุ มี พวงเพชร, (นนทบรุ ี : บริษทั องิ ค์บียอนด์ บุ๊คสจ์ ํากัด, ๒๕๓๗), หน้า ๑๒๒ – ๑๓๘.

๒ งามพิศ สัตย์สงวน, การวิจัยเชิงคุณภาพทางมานุษยวิทยา. (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗).

๓ ชินรัตน์ สมสืบ, การมีสํวนรํวมของประชาชนในการพัฒนาชนบท. เอกสารประกอบการเรียนในชุด
วิชาการพัฒนาชนบท. (กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมธิราช, ๒๕๓๙).

๔ ทิศนา แขมมณี และคณะ, กลํุมสัมพันธ์: ทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ เลํม ๑, (กรุงเทพมหานคร: บูรพาศิลป์
การพิมพ์).

๕ สามารถ จันทร์สูรย์, ภูมิปัญญาชาวบ๎านคืออะไร, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๕๗),
หน้า ๙๒ - ๙๓.

๖ สุวชิ ญ์ รศั มภิ ูติ, ระเบียบกรมศิลปากร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, ๒๕๓๐),
หนา้ ที่ ๑.

๑๗๙

แนวคิดการมีส่วนร่วม และการดํารงไว้ของภูมิป๎ญญาท้องถิ่น เน้นเร่ืองการปฏิบัติสัมพันธ์ช่วยเหลือ
เกื้อกูลกันของคนในสังคม ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมแบ่งป๎น และสร้างการเรียนรู้เพื่อสืบทอด จัดเก็บความรู้ไว้ให้เป็น
เสมือนวตั ถุทรงคณุ คา่ ของชุมชน

๔. ระเบียบวธิ วี จิ ัย

ระเบียบการวิจัยเร่ือง ความกรุณาของคนในตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมเป็นการวิจัย

เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) ใช้วธิ กี ารเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ในสนาม

วิจัย (field Research) นําข้อมูลมาวิเคราะห์มาตีความบรรยายสรุปเชิงพรรณนา วิธีการสัมภาษณ์ใช้คําถาม

ปลายเปดิ และมกี ารทําสมั มนากลุ่มย่อย

ประชากรกลุ่มเปูาหมาย คือประชากรประจําถิ่นจํานวน ๖,๐๕๘ คน ผู้วิจัยเลือกผู้ให้ข้อมูลสําคัญจาก

ประชากรกลุ่มเปูาหมายโดยวิธีเลือกเฉพาะเจาะจง เพ่ือให้ตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัยได้ผู้ให้ข้อมูลสําคัญจํานวน

๓๒ คน จาก ๖ หมบู่ า้ น ในตําบลยายชา ซ่ึงผู้ให้ข้อมูลสําคัญเป็นผู้นําชุมชนผู้นําจิตอาสา และประชากรท่ีเป็นผู้นํา

ทางจิตวญิ ญาณ

เครื่องมือในการวิจัย ผู้วิจัยออกแบบสร้างเคร่ืองมือแบบสัมภาษณ์ ในลักษณะที่ตอบง่ายโดยไม่มีธง

คําตอบ สามารถยืดหยุ่นตามบริบทพ้ืนท่ีได้ ผู้วิจัยต้องใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในการวิเคราะห์วิพากษ์ คําตอบท่ีได้

จากการสัมภาษณ์กลุ่มประชากรแต่ละกลุ่ม การทําสัมมนากลุ่มย่อย เป็นการอธิบายอดีตหรือทบทวนความทรงจํา

ผู้วจิ ยั ให้ผู้ให้ขอ้ มลู สาํ คัญเลือกกลุ่มพดู คยุ ได้เอง โดยผ้วู ิจยั มีประเด็นหัวข้อในการสัมมนาไว้ให้ และร่วมสัมมนาด้วย

และช่วยกันตกผลกึ ทางความคิดเห็นนําไปสู่วสิ ัยทัศน์กล่มุ

การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยคร้ังนี้ จัดพ้ืนที่วิจัยเป็นหมู่บ้านชุมชนเล็ก ๆ แต่มีประชากรหนาแน่น

ผู้วิจัยจึงต้องเริ่มเข้าสนามวิจัย และใช้เวลาหลายเดือน จึงจะได้ข้อมูลท่ีครบถ้วน การเก็บรวบรวมข้อมูล

และตีความ ผู้วิจัยยึดหลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนานํามาสนับสนุนในการวิเคราะห์ข้อมูลจริงที่ได้มาและ

คน้ หาขอ้ ค้นพบใหม่

พื้นที่ในการวิจัย ผู้วิจัยกําหนดขอบเขตชัดเจน คือ เฉพาะตําบลยายชา อําเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม

ซ่ึงมีวัด ๒ วัด คือวัดเดชานุสรณ์ วัดสรรเพชญ โรงเรียนผู้สูงอายุ มาหา’ไรสูงวัยชา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ

ตาํ บลยายชา

๕. ผลการวจิ ัย

จากวัตถปุ ระสงค์ข้อที่ ๑ ศึกษาววิ ฒั นาการของความกรุณาของคนในตําบลยายชา อําเภอสามพราน
จังหวัดนครปฐม ผู้วิจัยได้นําข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๑๐ คน ผลการวิจัยพบว่า ๑)
ววิ ฒั นาการของความกรณุ าของคนในตาํ บลยายชา เร่มิ ต้นจาก คนรุ่นปุูย่าตาทวด สืบทอดกันมา ลักษณะธรรมชาติ
การปลกู ฝง๎ ให้เมตตากรณุ าผอู้ ่นื เสมือนการปฏิบัติเป็นกิจนิสัย โดยมีการเปลี่ยนผ่าน ๓ ยุคสมัย คือ พ้ืนฐานดั้งเดิม
โดยผู้นําทางศาสนาเป็นตัวอย่างท่ีดี และเป็นท่ียึดเหน่ียวของชุมชน ยุคต่อมา คือการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นพ่อแม่
ปฏิบัติให้ดูแล้วลูกหลานปฏิบัติ และวิวัฒนาการจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ ในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ภายใต้
กระแสโลกาภวิ ตั นไ์ ดอ้ ยา่ งลงตวั ๒) จากการสัมภาษณผ์ ใู้ ห้ข้อมูลสําคัญ ๔ คน เพื่อศึกษาวิธีการส่งมอบความกรุณา
ของคนในตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ผลการวิจัยพบว่า วิธีการส่งมอบความกรุณาของคนใน
ตําบลยายชา มีกระบวนการส่งมอบและมีรูปแบบการส่งมอบในลักษณะกิจกรรมอย่างชัดเจน โดยมีผู้นําชุมชนเป็น
ผู้สร้างเครือข่ายสัมพันธ์ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบกิจกรรมที่ตรงตามความต้องการ มีความร่วมมือและ
บูรณาการทั้งการให้และการรับรวมทั้งการมอบกําลังใจท่ีเป็นการสร้างขวัญกําลังใจแก่คนในชุมชนในทุกข้ันตอน

๑๘๐

การลงปฏิบัติ การส่งมอบความกรุณา มีการจัดการความรู้และจัดเก็บความรู้ เพ่ือเป็นข้อมูลในการพัฒนาและต่อ
ยอดใน การปฏิบัติเชิงวิชาการด้วย ๓) จากการสัมมนากลุ่มย่อยผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ๑๘ คน เพ่ือศึกษากับการดํารง
อยู่ของความกรณุ าของคนในตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมผลการวิจัยพบว่า ป๎จจัยสําคัญในการ
สืบทอดความกรุณา คือ ผู้นําชุมชน โดยผู้นําชุมชนต้องมีการจัดให้คนในชุมชนมีกิจกรรมร่วมกัน ผู้นําชุมชนต้อง
เปน็ ผู้มภี าวะผนู้ ําสูง และคนในชุมชนศรัทธาผู้นํา รวมทั้งการสร้างภาคีเครือข่ายความสัมพันธ์ท่ีช่วยเหลือกันในทุก
ด้าน การสร้างกลุ่มหรือทีมจิตอาสา เพ่ือรับการถ่ายทอดความรู้รักษาต่อยอดไปยังชุมชนอ่ืน เพื่อไม่ให้การปฏิบัติ
ต้องหยุดชะงักลง การนําประชาชนให้มีส่วนรับรู้ ร่วมทุกข์ร่วมสุข จะนําไปสู่การพัฒนาชุมชนเชิงพุทธในอนาคต
อยา่ งยั่งยนื ได้

๖. องค์ความรู๎ที่ได๎จากการวิจัย

จากการวิจัยเร่ือง ความกรุณาของคนในตําบลยายชา อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ผู้วิจัยพบองค์
ความรู้ใหม่จากการวิจัย และได้นําคําสอนในพระพุทธศาสนามาเช่ือมโยงให้ชัดเจนขึ้น เพื่อการเข้าใจและสามารถ
นาํ เปน็ โมเดลของความกรณุ าได้ดังนี้

โมเดล ความกรุณาของคนในตาบลยายชา

กระแสธารของความกรุณาหลักธรรม
คาํ สอนในพระไตรปิฎก

วิวัฒนาการ ความกรณุ าเชิงประจกั ษ์
ของความกรุณา ปทัสถาน พรหมวิหาร ๔

กรุณา ความกรณุ าเชิงกายภาพ
มงคลสูตร ๓๘ ประการ

ความกรณุ าของคน วิธีการสง่ มอบ รปู แบบการส่งมอบความกรณุ า
ชุมชนในตาบลยายชา ของความกรุณากรุณา การให้ทาน ๓ ประการ

กลไกการสง่ มอบความกรุณา
การให้ทาน ๓ ประการ

การสร้างภาคเี ครอื ข่ายความสัมพนั ธ์
การใหท้ าน ๓ ประการ

ความศรทั ธาต่อผ้นู าํ ชุมชนหลักพทุ ธ
จรยิ ศาสตร์ เบญจศลี เบญจธรรม

การดํารงอยู่ การจดั การความรู้
ของความกรุณา กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ

กรุณา

การสรา้ งเอกลกั ษณ์ชองชุมชนเชงิ
พทุ ธ อรยิ มรรค ๘ ประการ

๑๘๑

แผนภาพที่ ๗ สรปุ องคค์ วามรู๎จากการวิจัย

๗. สรปุ

การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ผู้วิจัยเป็นเครื่องมือสําคัญในการวิจัย การวิเคราะห์ตีความ สรุป
เชิงพรรณนาจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ผู้วิจัยสรุปจากข้อมูลจริงตามบริบทและเวลา ในขอบเขตการวิจัย โดยผู้วิจัยมี
จริยธรรมนักวิจัย ปราศจากข้อคิดเห็นใด ๆ ในเน้ือหาสรุปผู้วิจัยพบองค์ความรู้ที่ฝ๎งลึกในตัวคน (Tacit
Knowledge) คอื ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซ่ึงคนในตําบลยายชา มีอยู่ในจิตพิสัยปกติสุข ประกอบด้วย
(๑) การเลียนแบบพฤติกรรม ด้านความดีที่สืบทอดกันมา (๒) พันธุกรรมความกรุณาถ่ายทอดกันโดยการลงมือ
ปฏบิ ัติ และ (๓) ความศรทั ธาในตัวผ้นู ําชมุ ชนส่งผลใหม้ ีการขับเคลื่อนกจิ กรรมรูปแบบต่าง ๆ

๘. ขอ๎ เสนอแนะ

การที่ผ้วู จิ ยั พบองคค์ วามรู้จากผลการวจิ ัย สามารถสร้างโมเดลความกรุณาของคนในตําบลยายชา ผู้วิจัยมี
ขอ้ เสนอแนะดังนี้

๑. ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
คนในชุมชนจะสามารถจัดการความรู้ท่ีได้ต้องมี ภาครัฐช่วยในการพัฒนาและบูรณาการ เพื่อเป็นต้น
แบบอยา่ งมรี ะบบ รว่ มมือกันกับรฐั และเอกชน ศึกษาการคงอยู่ของความดีงามให้เป็นรูปธรรม เพ่ือเป็นส่วนหนึ่งใน
การบรหิ ารจดั การท้ังภาครฐั และเอกชน
๒. ขอ้ เสนอแนะในการนําผลการวจิ ยั ไปใช้
ข้อค้นพบที่ชัดเจน คือพ้ืนฐานทางจิตใจของคนในตําบลยายชา คือ คนมีหลักธรรมพรหมวิหาร ๔ ซ่ึงเป็น
จดุ แขง็ หากจะมีการพัฒนาสงั คมชุมชน ควรนําส่ิงนี้ไปเสริมและประสานการคิดรูปแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่ รวมทั้ง
การออกแบบกิจกรรม สามารถขยายไปในชุมชนโรงเรียนอื่น ๆ ได้ และสามารถศึกษาแลกเปล่ียนไปยังกลุ่มคนอ่ืน
ๆ ดว้ ย
๓. ข้อเสนอแนะเพ่ือการวจิ ัยคร้ังต่อไป
ควรมีการศึกษาวิธีการส่งมอบรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยในสถานการณ์ของโลกป๎จจุบันและควรจัดการบูรณา
การของทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน พัฒนาแหล่งเรียนรู้ร่วมกันเพ่ือเป็นรูปธรรม ในการวิจัยควรเพ่ิมการ
วจิ ัยเชงิ ปรมิ าณ และการวิจยั เชงิ สาํ รวจในประเด็น

๑) การพัฒนาวิธกี ารสง่ มอบความกรุณาดว้ ยเทคโนโลยีในสถานการณป์ ๎จจบุ ัน
๒) การบูรณาการร่วมกันของภาครัฐและชุมชนในการเรียนรู้วิธีการจัดเก็บการส่งมอบความกรุณาตาม
หลักพระพุทธศาสนาในสถานการณป์ ๎จจุบัน

๓) การส่งมอบความกรณุ าด้วยการส่ือสารทางเทคโนโลยีอย่างเป็นรปู ธรรม

เอกสารอา๎ งองิ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.

งามพิศ สัตย์สงวน. การวิจัยเชิงคุณภาพทางมานุษยวิทยา. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗.

๑๘๒

ชินรัตน์ สมสืบ. การมีสํวนรํวมของประชาชนในการพัฒนาชนบท. เอกสารประกอบการเรียนในชุดวิชาการ
พฒั นาชนบท. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธริ าช, ๒๕๓๙.

ทิศนา แขมมณี และคณะ. กลุํมสัมพันธ์: ทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ เลํม ๑. กรุงเทพมหานคร:บูรพาศิลป์การ
พิมพ์.

พระกวีวรญาณ (จํานงค์ ชุตินฺธโร/ทองประเสริฐ). วิชาศาสนา. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ ส.ธรรมภักดี,
๒๕๐๒.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสนา ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร: บริษัท
สหธรรมมิก จํากดั , ๒๕๔๖.

สามารถ จนั ทร์สูรย์, ภมู ปิ ญั ญาชาวบ๎านคอื อะไร. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๕๗.
สุวิชญ์ รัศมิภูติ. ระเบียบกรมศิลปากร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ,

๒๕๓๐.

๑๘๓

การพัฒนาชดุ ความร๎กู ารสํงเสรมิ การเห็นคุณคําในตนเอง เชงิ พทุ ธบรู ณาการ
ของนักเรียนโรงเรยี นวัดไรํขงิ วทิ ยา

THE DEVELOPMENT OF KNOWLEDGE SETS FOR PROMOTING SELF-ESTEEM WITH
BUDDHIST INTEGRATION OF STUDENTS IN WAT RAI KHING WITTAYA SCHOOL

สรวิศ บญุ มี
Sorravit Boonmee
วทิ ยาลัยสงฆ์พทุ ธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
[email protected]

บทคดั ยํอ

การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของ
นักเรียน โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา” มีวัตถุประสงค์ ๑) เพ่ือศึกษาป๎ญหาและผลกระทบในการขาดการเห็นคุณค่าใน
ตนเองของนักเรียน ๒) เพ่ือสร้างชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการของนักเรียน
และ ๓) เพื่อนําเสนอชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการของนักเรียน เป็นการวิจัย
แบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดย
ศึกษากลุม่ นกั เรียนโรงเรยี นวัดไรข่ ิงวิทยา จํานวน ๔๗ คน

ผลการศึกษาพบว่า ๑) ผลการวิเคราะห์ข้อความเก่ียวกับอัตมโนทัศน์ (Self-concept) ใน ๓๐ ข้อ
พบว่า ขอ้ คําถามเชงิ บวกขอ้ ที่มากท่ีสุด คือข้อท่ี ๑๗ ฉันเป็นคนชอบวิตกกังวล และข้อคําถามเชิงลบที่มากที่สุด
คือข้อที่ ๑๗ ฉันเป็นคนชอบวิตกกังวล โดยเปรียบเทียบทั้งก่อนและหลัง ๒) ผลวิเคราะห์ผลการทดสอบ
แบบทดสอบความรูส้ กึ เห็นคณุ ค่าในตนเอง (Self-Esteem Scale) ๑๐ ข้อ พบว่า การทดสอบเชิงบวกหลังการ
ทดลองมากกวา่ กอ่ นทดลองไม่แตกต่างกัน การทําแบบทดสอบเชิงลบ หลังก่อนการทดลองมากกว่าหลังทดลอง
กิจกรรมไม่แตกต่างกัน ๓) ผลการวิเคราะห์ทดสอบความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem Scale) ๒๒
ขอ้ พบวา่ คะแนนเฉลี่ยเก่ียวกับการประเมินอัตมโนทัศน์ (Self-Concept Rating) เชิงบวกและเชิงลบ ของการ
พัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียน โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา
โดยหลังการทดลองมากกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ และ ๔) ผลการสัมภาษณ์
พบวา่ การรว่ มกิจกรรมของนักเรียนนน้ั ไดผ้ ลลัพธ์ท่ีดีโดยกอ่ นและหลงั มกี ารพัฒนาที่ดีขึ้นและเห็นว่ากิจกรรมนี้
สามารถพัฒนานักเรียนได้เป็นอย่างดี และค่อนข้างมีประสิทธิภาพ สามารถนําหลักโยนิโสมนสิการเป็นการนํา
แนวทางมาใช้ในการแก้ป๎ญหาชีวิตได้ดี และนักเรียนมีการพัฒนาที่ดี กิจกรรมนี้เหมาะสมกับนักเรียนสามารถ
นาํ มาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจําวนั ได้
คาสาคญั : ชดุ ความรู้, การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง, เชงิ พุทธบรู ณาการ

Abstract
The research of “Developing a Knowledge Sets for Promoting Self-Esteem with

Buddhist Integration of Students of Wat Rai Khing Wittaya School” has the objective to study
the problems and impacts of lacking self-esteem of students, to create knowledge-
promoting self-esteem and integrated Buddhist practice for students, and to present a

๑๘๔

knowledge base for promoting self-esteem with Buddhist integration of students. This
research employed both qualitative and quantitative methods from students collected with
Rubin's Self Esteem Scale ready-made data test and 47 students at Wat Rai Khing Wittaya
School. The research results: 1) The results of the analysis of Self-concept 30 questions
found that the positive questions, the most common point are item 17: I am an anxious
person, and the most negative question is number 17: I am an anxious person by comparing
before and after. 2) The analysis of 10 Self-Esteem Scale test results showed that there was
no difference in the positive test after the experiment than before. Doing a negative test
after, before the experiment then after the experiment, there was no different activity. 3)
The results of an analysis of the 22 Self-Esteem Scale were found that the mean score on
the self-concept (Self-Concept Rating) positive and negative. Developing knowledge sets,
promoting self-esteem Buddhist integration of the students of Wat Rai Khing Wittaya School
after the experiment was significantly more statistically significant than before at the level of
0.05.and 4) The results of interviews showed that the students’ participation in the activities
had good results. There is a better development and that this activity can develop students
well, and quite efficient, able to apply the principles of carefulness (Yonisomanasikarn) as a
guideline for solving life problems well. Students have a good development. This activity is
suitable for students and can be applied in daily life.
Keywords: Knowledge sets, Promoting Self-Esteem, Buddhist Integration

๑. บทนา

มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีบทบาทและมีความสําคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่การท่ีจะพัฒนามนุษย์
ให้มีคุณภาพน้ัน จะต้องเริ่มต้นต้ังแต่วัยเด็กเพ่ือการที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า๑ จาก
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ กล่าวว่าจะสร้างเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะการ
คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการทํางานและการใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดของ
การทํางาน มีการเรยี นรู้จากการปฏิบัติจริง ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสมองแต่ละช่วงวัย สนับสนุนให้เด็ก
เข้าร่วมกิจกรรมท้ังในและนอกห้องเรียน สร้างแรงจูงใจให้เด็กเข้าสู่การศึกษาในระบบทวิภาคี เพ่ือพัฒนาเด็ก
และเยาวชนใหเ้ ป็นคนดี ฉลาด รอบรู้ และมีความสามารถ เปน็ อนาคตของชาติได้ เยาวชนไทยจะรู้จักการพ่ึงพา
ตนเอง มคี วามซื่อสตั ย์ มีวินยั มศี ีลธรรม คณุ ธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบ มีสติป๎ญญาและความฉลาด
ทางอารมณ์ สามารถเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองอยา่ งตอ่ เนอื่ ง๒

เรื่องเก่ียวกับความคิดเป็นเรื่องใหญ่มากโดยเฉพาะใน พุทธศาสนาซ่ึงเน้นเรื่องความสําคัญของ
ปญ๎ ญาเปน็ เรื่องทม่ี ีแง่มุมตอ้ งพจิ ารณามากมาย ความคดิ เป็นสว่ นสาํ คญั ในการพฒั นาป๎ญญา การคิดท่ีเหมาะกับ
เหตุผลทําให้เกิดป๎ญญา แต่ในกระบวนการท่ีจะให้เกิดความคิดนั้น ท่ีผ่านมาเรามักพูดว่าเด็กมีป๎ญหา เอาแต่

๑ มยุรี ยุภาวรรณ, ผ๎ูหญิงกับวกิ ฤตการณเ์ อดส์, (กรุงเทพมหานคร: สรอ้ ยทอง, ๒๕๓๙), หน้า ๔๖.
๒ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒, เด็กและเยาวชน จะไดอ๎ ะไรจากแผนพฒั นาฉบบั ที่ ๑๒:
สื่ออิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม, [ออนไลน]์ , แหลง่ ท่มี า: http://planning.dld.go.th/th/images/ stories/section-
5/2561/strategy09.pdf, [๑๑ พ.ค. ๒๕๖๓].

๑๘๕

ทอ่ งจํา ไม่รูจ้ ักคิด แล้วก็เลยจะให้เด็ก คิดโดยไม่ต้องจํา เร่ืองน้ีต้องระวังอาจจะกลายเป็นวิธีการแบบแยกส่วน
และอาจจะกลายเป็นมากเกินที่ควรเป็น ซ่ึงไม่ได้เป็นธรรมชาติที่แท้จริง ความจํา และความรู้ความเข้าใจ เป็น
องค์ประกอบของความคิด แทนท่ีจะแยกออกจากกัน เราควรมาดูว่ามีองค์ประกอบอะไรที่เกื้อหนุนอาศัยกัน
เพราะความจําที่ดี เป็นประโยชนใ์ นการคิด และช่วยให้คิดบนพ้นื ฐานของขอ้ มลู ๑

จากการประเมนิ กรอบคิดของเด็กจาํ นวนหนง่ึ ทกี่ ําลังก้าวจากระดับประถมสู่ระดับมัธยม มีข้อสงสัย
วา่ เด็กเช่อื วา่ สตปิ ญ๎ ญาเปน็ คณุ สมบตั ิแบบตายตัวหรือสามารถพัฒนาได้กันแน่ เพราะการก้าวเข้าสู่ระดับมัธยม
ถือเป็นช่วงเวลาของความท้าทายครั้งใหญ่ของเด็กหลายคน เด็กต้องเรียนหนักขึ้น เผชิญกับเกณฑ์การให้
คะแนนท่ีเข้มข้นข้ึน ต้องรับมือกับการเปล่ียนแปลงของร่างกายและเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แน่นอนว่าการ
เปล่ียนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนของพวกเขา แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบเท่ากัน จาก
การวิจยั ของCarol S. Dweck กลา่ วว่า มีเพยี งเด็กทม่ี กี รอบคดิ แบบตายตัวเท่านั้นท่ีแสดงถึงภาวะถดถอย เกรด
ของพวกเขาร่วงทันทีท่ีก้าวเข้าสู่ระดับมัธยม ส่วนเด็กท่ีมีกรอบคิดแบบพัฒนาได้กับทําเกรดได้ดีข้ึน เด็กท่ีมี
กรอบคิดแบบตายตัวหลายคนอธิบายถึงสาเหตุท่ีทําให้พวกเขาได้เกรดท่ีไม่ดี โดยโทษความสามารถของตนเอง
หรือในขณะท่ีหลายคนปกปิดความรู้สึกท่ีตัวเองไม่มีความสามารถด้วยการโทษคนอ่ืน ในทางกลับกัน เด็กที่มี
กรอบคิดแบบพัฒนาได้ เม่ือทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลกระทบต่อตนเอง พวกเขาจะรีบรวบรวมข้อมูล
สาํ หรับการเรียนรู้ และทาํ ทกุ อย่างทจ่ี าํ เปน็ อย่างเตม็ ที่

ถา้ มีกรอบคิดทีเ่ หมาะสมและได้รับการสอนท่ีถูกต้อง มนุษย์ก็สามารถทําได้มากกว่าท่ีเราคิด กรอบ
คิดแบบตายตัว มักสอดแทรกความคิดท่ีรบกวนจิตใจในสมองของเรา ทําให้ความพยายามเป็นเรื่องน่ากลัว ท้ัง
ยังนําไปสู่กลยุทธ์การเรียนรู้ที่ด้อยประสิทธิภาพ ย่ิงไปกว่านั้น ยังทําให้ผู้คนชอบตัดสิน แทนท่ีจะหันมาเป็น
พันธมิตรกัน การจะประสบความสําเร็จคร้ังสําคัญต้องอาศัยการมีจุดสนใจท่ีชัดเจนและความพยายามอย่าง
เต็มท่ี คลังกลยุทธ์ท่ีไร้ขอบเขตและพันธมิตรในการเรียนรู้ นี่คือส่ิงที่กรอบคิดแบบพัฒนาได้มอบให้ทุกคนและ
เปน็ สาเหตุท่ชี ว่ ยใหค้ วามสามารถของพวกเขาพัฒนาและผลดิ อกออกผล๒

จากการที่ประเทศไทยได้มีแผนการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี ฉลาด รอบรู้ และสามารถ
เป็นอนาคตของชาติได้ เยาวชนไทยจะรู้จักการพึ่งพาตนเอง มีความซ่ือสัตย์ มีวินัย มีศีลธรรม คุณธรรม
จริยธรรม และความรับผิดชอบ มีสติป๎ญญาและความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งการท่ีจะทําให้เด็กๆดํารงชีวิตใน
สังคมไดอ้ ยา่ งมีความสุข ตอ้ งมีการปลูกฝง๎ เน้นถึงการเห็นคณุ ค่าในตนเอง เพราะการเห็นคุณค่าในตนเองคือการ
มองตนเองในแง่ดี ตามความเป็นจริง ช่ืนชมกับความสามารถที่มีและพร้อมท่ีจะพัฒนาให้ดีย่ิงข้ึนไป ในทาง
กลับกันถ้าเกิดมีความแตกต่างระหว่างการรับรู้ตนเอง ตามความเป็นจริงและการคาดหวังที่จะเป็น จะทําให้
คนๆนั้นไม่รู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง จะรู้สึกท้อแท้ไม่กล้าท่ีจะทําในส่ิงต่างๆ ซ่ึงการเห็นคุณค่าในตนเองจึงเป็น
ภูมิคุ้มกันที่สําคัญในการปูองกันหรือบรรเทาความรุนแรงของป๎ญหาทางจิตใจที่เกิดข้ึน และเป็นแรงกระตุ้นให้
บุคคลทาํ งานสําเร็จตามเปูาหมาย ชว่ ยแกป้ ญ๎ หาใหก้ ับสงั คมป๎จจบุ ันได้ด้วย ซง่ึ ตรงกับความเช่ือท่ีว่าเด็กท่ีมีการ
เห็นคุณค่าในตนเองจะมีความคิดดีๆต่อตนเอง เม่ือเด็กรักตนเอง เช่ือม่ันนับถือตนเอง และความคิดเห็นของ
ผู้อื่น ย่อมไม่ทําให้เขาหว่ันไหวและเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนมีคุณสมบัติพร้อมแล้วเขาย่อมยินดีที่จะแบ่งป๎นสิ่งดีดี
เหลา่ นั้นใหก้ บั คนรอบข้างดว้ ยเช่นกนั

๑ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), การเสรมิ สรา๎ งคณุ ลักษณะเด็กไทย, พมิ พ์คร้ังท่ี ๒,(กรงุ เทพมหานคร: โรง
พิมพ์พระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๔), หน้า ๒-๓.

๒ Carol S. Dweck, ใชค๎ วามคดิ เอาชนะโชคชะตา, แปลโดย พรรณี ชจู ิรวงศ์, (กรงุ เทพมหานคร: สํานกั พมิ พ์วี
เลริ น์ , ๒๕๔๙), หน้า ๙๑-๙๗.

๑๘๖

ดังนั้น การพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียน
โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา จะเป็นกระบวนการหนึ่งท่ีสามารถหล่อหลอมให้นักเรียน ใช้กรอบความคิดไตร่ตรอง
แยกแยะส่ิงต่างๆได้ด้วยตนเอง รู้จักควบคุมตนเอง มีความยับย้ังชั่งใจ มีเปูาหมายในชีวิต รู้จักการวางแผนที่ดี
พร้อมลงมือปฏิบัติ เพ่ือให้บรรลุเปูาหมายนั้นๆและเมื่อเกิดส่ิงใดขึ้นก็สามารถนําความรู้หรือข้อมูลท่ีเคยมีมา
ใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาและส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้เกิดความเชื่อมั่น
ในตนเอง ให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมป๎จจุบันได้อย่างปกติสุข และเป็นแนวทางให้แก่เด็กได้มีการพัฒนา
ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมรวมถึงการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้มี
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ทจี่ ะสามารถสรา้ งสรรคส์ งิ่ ดีงามอันกอ่ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองบุคคลรอบข้าง สังคม และ
เปน็ พลเมอื งทีด่ ขี องประเทศชาติต่อไป

๒. วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย

๑) เพ่ือศึกษาปญ๎ หาและผลกระทบในการขาดการเหน็ คณุ ค่าในตนเองของนักเรียน
๒) เพอ่ื สร้างชดุ ความร้กู ารสง่ เสริมการเหน็ คุณคา่ ในตนเอง เชงิ พุทธบรู ณาการของนักเรียน
๓) เพอ่ื นําเสนอชดุ ความรู้การสง่ เสรมิ การเห็นคุณค่าในตนเอง เชงิ พทุ ธบรู ณาการของนักเรยี น

๓. ทบทวนวรรณกรรม

การศึกษาวิจัยเร่ือง “การพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ
ของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา” โดยผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาการพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าใน
ตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องใน
ประเด็นต่างๆ ต่อไปน้ี

๑) แนวคิด ทฤษฎี เกีย่ วกบั การเหน็ คุณคําในตวั เอง Self-Esteem
การเห็นคุณค่าในตนเองหมายถึงเป็นลักษณะของความเชื่อมั่นและการมีความนับถือตนเองอันเกิด
จากความเชื่อมั่นในความมีคุณค่าของตนเอง ความม่ันใจในความสามารถของตนท่ีกระทําในส่ิงใดให้สําเร็จได้
ตามความพึงพอใจ๑ เป็นผู้ท่ียอมรับคุณค่าในตนเองจะเป็นผู้ท่ีสามารถยอมรับสถานการณ์ท่ีทําให้ตนเองรู้สึก
ผิดหวังท้อแท้ใจได้ด้วยความเช่ือมั่นในตนเองด้วยความหวังและความกล้าหาญ๒ หรือการท่ีบุคคลสามารถ
ดํารงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและพัฒนาทางด้านความคิดอารมณ์ความรู้สึกรวมทั้งพฤติกรรมต่างๆซ่ึงทําให้บุคคล
นั้นสามารถสร้างสรรค์งานอันทรงคุณค่าและนําสังคมให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้รวมทั้งยังสามารถรับแรงกดดัน
ในสงั คมได้๓ ความรู้สึกในการเห็นคุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์กับความต้องการกับความรัก การเป็นเจ้าของ
ความต้องการน้ีประกอบด้วยความนับถือตนเองความเช่ือม่ันในตนเองมีความสามารถมีความภาคภูมิใจใน

๑ Nathaniel Branden, The Six Pillars of Self-Estee, (New York : Bantam Book, 1994), p. 110,125,
อ้างใน ธเนต ตัญญวงศ,์ “ผลของกจิ กรรมนันทนาการเพอื่ เสริมสรา้ งการเห็นคณุ คา่ ในตนเองของเด็กกาํ พรา้ ทีไ่ ดร้ บั ผลกระทบ
จากเอดส์บา้ นแกร์ด้าจังหวัดลพบรุ ี”, ปริญญานพิ นธ,์ (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ, ๒๕๕๔), หน้า ๑๔.

๒ จนั ทร์ฉาย พทิ ักษศ์ ิรกิ ุล, “ผลของการจัดโปรแกรมการศกึ ษาความกล้าแสดงออกตอ่ ความรสู้ กึ เห็นคณุ คา่ ใน
ตนเองของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษา”, ปรญิ ญานพิ นธ์ วท.ม. พยาบาลศาสตร์, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย,
๒๕๓๒).

๓ สาวติ รี ทยานศลิ ป,์ “อทิ ธิพลของครอบครัวต่อความภาคภมู ใิ จในตนเองของวยั รนุ่ ”, รายงานวจิ ัย, (สถาบนั วิจัย
ประชากรและสงั คม มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๑), หน้า ๑-๒.

๑๘๗

ตนเองหากได้พฒั นาความภาคภูมิใจในตนเองขน้ึ ไปอกี กจ็ ะเข้าสู่ขั้นบรรลุสัจการแห่งตนซึ่งเป็นความต้องการข้ัน
สูงสุดของมนุษย์๑

๒) การพัฒนาตนตามหลักพระพุทธศาสนา

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการพัฒนาตน เป็นศาสนาแห่งการฝึกอบรมตนการพัฒนาตนตามหลัก
พระพุทธศาสนา เป็นการนําคําสอนทางพุทธศาสนา ไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาตน ให้บรรลุเปูาหมายตามท่ี
ไดก้ ําหนดไวค้ าํ ทีม่ ีความหมายเกี่ยวข้องกับการพัฒนามากที่สุด มีอยู่ ๓ คํา ได้แก่ สิกขา ภาวนา และ ทมะ การ
พัฒนาหรือการปรบั ปรุงหรอื เปลีย่ นแปลงอะไรบางอย่างให้ดีขน้ึ โดยอาจเป็นสง่ิ ทยี่ งั ไม่ดีให้กลายเป็นดี หรือสิ่งท่ี
ดีอยู่แลว้ ใหด้ ียิ่งข้ึน โดยเฉพาะการพัฒนาตนเอง๒

ตามหลกั พระพุทธศาสนา ธรรมทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้น คําว่า “ค้นพบ” ย่อมหมายถึง “ธรรม”
เป็นสิ่งท่ีมีอยู่เดิม มีมาก่อนไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมพระพุทธองค์ แต่เป็นธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นก่อนท่ีพระพุทธองค์จะ
ตรัสรู้ อาจพอกล่าวได้ว่า การเรียนรู้ธรรม ก็คือการรับรู้ธรรมดาโลก เรียนรู้สิ่งที่เป็นปกติท่ีมีบ่อเกิดที่มาว่ามา
อย่างไร และไปอย่างไร เพราะหลักธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่ีได้ตรัสสอนไว้กว่าสองพันปีท่ีผ่าน
มานั้นเป็น “สัจธรรม” เพราะคนเราจะล่วงพ้นความทุกข์ได้เพราะความเพียรในการทําความดี ผู้ใส่ใจในธรรม
เทา่ นั้นถึงจะรู้ถอ่ งแท๓้

๓) กิจกรรมนันทนาการ

เป็นกิจกรรมท่ีก่อผลดีให้กับร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์ต่อผู้เข้าร่วมโครงการ กิจกรรมที่ทําในเวลา
ว่างและด้วยความสมัครใจของผู้กระทําเอง กิจกรรมนั้นต้องเป็นกิจกรรมที่พึงประสงค์ ไม่ไปในทางอบายมุข๔
เป็นกระบวนการท่ีมีส่วนร่วมในการใช้เวลาว่างให้มีคุณค่า การเล่นเป็นส่ิงท่ีทําให้เด็กเกิดการพัฒนา ทําให้เกิด
การค้นหาในสิ่งต่างๆ ในตัวเอง เช่น ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของ
มนุษย์ การกระทําที่หลากหลายและยืดหยุ่นได้ มีส่วนร่วมในการกระทําด้านต่างๆ ของมนุษย์ให้มีความสมดุล
กัน นันทนาการ เป็นการแสดงออกมาเอง จะทําให้มนุษย์มีทางเลือกของตนเองในวิถีทางท่ีพึงพอใจ
นนั ทนาการเป็นสถาบนั หนง่ึ ของสังคมทม่ี คี ณุ ค่าในชีวิต๕

๔. ระเบียบวิธวี ิจัย

งานวิจัยน้ีเป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative Research) โดยศึกษากลุ่มนักเรียนที่เก็บรวบรวมข้อมูลวัดก่อนและหลังทดลอง (pretest-

๑ Abraham Maslow, Motivation and Personality, (New York: Harper & Row, 1970), p. 45,
๒สรุ วิ ัตร จันทร์โสภา, ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรมพระพุทธศาสนา ม.๑, พมิ พ์ครงั้ ท่ี๒,(กรงุ เทพมหานคร: อกั ษร
เจริญทัศน,์ ๒๕๕๑), หนา้ ๑๗๑-๑๗๒.
๓ สุภาคย์ อินทองคง, “การใช้หลักพทุ ธธรรมนาํ การวจิ ยั และพัฒนาตามปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งสสู่ ุขภาพองค์
รวม”, รายงานวิจยั , (ศูนย์เรยี นรชู้ มุ ชนภาคใต้ ศรช, ๒๕๕๐), หนา้ ๑๙.
๔ ศรัณย์ เจยี ระนัย, “สภาพและความต้องการการจดั กิจกรรมนนั ทนาการของนกั ศกึ ษา สถาบนั การพลศึกษา”,
ปรญิ ญานพิ นธ,์ (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, ๒๕๕๕), หน้า ๒๐.
๕ Miller and Robinson, นนั ทนาการ คือ ส่งิ ทีก่ าหนดคุณคําของตนเองและสังคม (1963), อ้างใน
ศาสตราจารย์ ดร.สมบตั ิ กาญจนกิจ, นนั ทนาการและอุตสาหกรรมทอํ งเท่ียว, พมิ พค์ รัง้ ที่ ๒ ฉบับปรับปรงุ , (กรงุ เทพฯ : โรง
พมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๕๗) หนา้ ๓๐.

๑๘๘

posttest) กับแบบทดสอบข้อมูลสําเร็จรูปของ Rubin’s Self Esteem Scale และการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) ที่ได้รวบรวมข้อมูลเชิงเอกสารเกี่ยวกับเชิงพุทธบูรณาการ โดยใช้หลักธรรมตามแนว
พระพุทธศาสนาหรือการศึกษาเรียนรู้ถึงกระบวนการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนา ปลูกฝ๎งคุณธรรม
จริยธรรม ตามหลักคําสอน แล้วนําไปประพฤติปฏิบัติตาม และนําไปดําเนินชีวิตให้ถูกต้อง กับนักเรียน
มธั ยมศกึ ษาปีท๓ี่ โรงเรียงวัดไร่ขิงวิทยา จํานวน ๔๗ คน เป็นการใช้สุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
โดยทางโรงเรียนจะเลือกนักเรียนทีป่ ระสบปญ๎ หาขาดการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองเข้าร่วมการทดลอง

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย มี ๒ ชนิด ๑) กิจกรรมนันทนาการ เชิงพุทธบูรณาการ ที่ให้กลุ่มทดลองเข้า
ร่วมกิจกรรม รวมท้งั หมด ๖ กจิ กรรม วันละ ๒-๓ กจิ กรรม ใช้เวลากิจกรรมละ ๑-๒ ช่ัวโมง ระยะเวลา ๒วัน ๒)
แบบทดสอบข้อมูลสําเร็จรูปของ Rubin’s Self Esteem Scale ประกอบด้วยข้อความ ๖๒ ข้อ แบ่งออกเป็น
๓ ตอน เป็นข้อความเกี่ยวกับอัตมโนทัศน์ (Self concept) จํานวน ๓๐ ข้อ เป็นแบบวัดการเห็นคุณค่าใน
ตนเอง (self-esteem scale) จํานวน ๑๐ ข้อ เป็นการประเมินอัตมโนทัศน์ (Self concept rating) จํานวน
๒๒ ขอ้ มาใชใ้ นการวดั ระดบั การเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง

ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในครงั้ น้ี ผูว้ ิจัยดาํ เนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยลงไปทํากิจกรรม
นันทนาการเชิงพุทธบูรณาการด้วยตนเอง และ รวบรวมแบบทดสอบข้อมูลสําเร็จรูปของ Rubin’s Self
Esteem Scale ที่ไดร้ บั คนื จากทัง้ หมด จํานวน ๔๗ คน โดยอยู่ในสภาพท่ีสมบูรณ์ จํานวน ๔๗ ชุด โดยคิดเป็น
แบบทดสอบที่ได้รับคืนร้อยละ ๑๐๐ ของจํานวนแบบทดสอบท้ังหมดระหว่างเดือน มิถุนายน – พฤศจิกายน
๒๕๖๓

ผวู้ ิจยั นําข้อมูลจากแบบสอบถามท่ีเก็บรวบรวมได้มาตรวจสอบความสมบูรณ์และความถูกต้องแล้ว ทํา
การวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปเพ่ือการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบ
แบบสอบถามใช้ค่าจํานวน (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) และ สรุปผลการทดสอบแบบทดสอบ
ข้อมูลสําเร็จรูปของ Rubin’s Self Esteem Scale ด้วยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ paired t test ก่อนและหลัง
โดยการหาคา่ นยั สําคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ ๐.๐๕

๕. ผลการวจิ ัย

งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของ
นักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา” มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาป๎ญหาและผลกระทบในการขาดการเห็นคุณค่าใน
ตนเองของนักเรียน, เพ่ือสร้างชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียน
และเพ่ือนําเสนอชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียน โดยเก็บ
แบบสอบถามจากนักเรียน โรงเรียนวดั ไรข่ งิ วิทยา จาํ นวน ๔๗ คน

๑) ศึกษาป๎ญหาและผลกระทบในการขาดการเห็นคุณคา่ ในตนเองของนักเรยี น
ข้อความลักษณะบวกการทดสอบแบบทดสอบความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem Scale)
ของการพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนักเรียน โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา
โดยเปรียบเทยี บก่อนและหลัง พบว่า ก่อนใช้การพัฒนาชุดความรู้ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีค่าเฉลี่ย
(Mean = ๓.๐๒) และหลังการพัฒนาชุดความรู้ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีค่าเฉลี่ย (Mean = ๓.๑๗)
ชใี้ ห้เหน็ จากการทดสอบแบบทดสอบความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem Scale) ความรู้สึกในคุณค่า
ของตนเองของนักเรียน ถือว่ามีความรู้สึกในการเห็นคุณค่าของตนเองที่ดี มีวิสัยทัศน์และทัศนคติที่กว้างไกล
และควบคมุ อารมณ์ตนเองได้เท่าทันอารมณต์ นเองอยู่ในระดับท่ีดี ข้อความลักษณะลบการทดสอบแบบทดสอบ

๑๘๙

ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem Scale) ของการพัฒนาชุดความรกู้ ารส่งเสริมคุณค่าในตนเอง เชิง
พทุ ธบรู ณาการ ของนกั เรียน โรงเรยี นวัดไร่ขงิ วิทยา โดยเปรียบเทียบก่อนและหลัง พบว่า ก่อนใช้การพัฒนาชุด
ความรู้ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีค่าเฉลี่ย (Mean = ๒.๓๕) และหลังการพัฒนาชุดความรู้ความรู้สึก
เห็นคุณค่าในตนเอง โดยมคี ่าเฉล่ีย (Mean = ๒.๒๖) ช้ใี หเ้ ห็นจากการทดสอบแบบทดสอบความรู้สึกเห็นคุณค่า
ในตนเอง (Self-Esteem Scale) นักเรียนในก่อนและหลังในการเห็นคุณค่าในตนเอง ในข้อบางข้อการมั่นใจ
ตนเอง และการเห็นคุณค่าในตนเอง ยังต้องมีการปรับปรุงอยู่เล็กน้อย มีความกังวลทางจิตอยู่บ้าง แต่เป็นเร่ือง
เลก็ น้อย แต่โดยรวมนน้ั ถอื วา่ นักเรยี นมคี วามม่ันใจและเหน็ คุณค่าในตนเองค่อนข้างดี

๒) สรา้ งชุดความรูก้ ารส่งเสรมิ การเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของนกั เรยี น
จากผลการวิจัยดังกล่าวจากข้อความเก่ียวกับอัตมโนทัศน์นั้น ซ่ึงผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การเห็นคุณค่าใน
ตนเอง ของนักเรียนอยู่ในการปรับปรงุ ท่ีดี และมีองค์ประกอบท่ีสําคัญ คอื การเป็นคนท่ีไว้ใจใจ การเป็นนักอ่าน
ที่ดี การมีหน้าตาแจ่มใส การเป็นผู้นํา การพอใจในส่ิงที่ตนมี และเป็นคนท่ีร่าเริง เป็นกิจกรรมเสริมในการ
ส่งเสริมให้กับนักเรียนและเป็นการหลักธรรมเข้ามาสอดแทรก โดยยกหลักมรรคมีองค์ ๘ โยนิโสมนสิการ
ทฏิ ฐธัมมิกตั ถประโยชน์ อปริหานยิ ธรรม ๗ และคุณค่าของตนเองตามหลักธรรมของสาราณยี ธรรม ๖

ตารางที่ ๑ รูปแบบชดุ ความรู้/กจิ กรรมนันทนาการ

รปู แบบชดุ ฝกึ /กิจกรรมนนั ทนาการ หลักธรรม
มรรค ๘ (มรรคมีองคแ์ ปด) /
๑ กจิ กรรม อโพโล่ (Apollo) เพ่อื ใหเ้ หน็ คุณคา่ ของตนเอง
และผอู้ น่ื สาราณียธรรม ๖
โยนโิ สมนสิการ
๒ กิจกรรม ออกแบบ ทริปท่องเทย่ี วเชงิ ธรรมะ มรรค ๘ (มรรคมีองคแ์ ปด)
เพ่ือฝึกการทํางานรว่ มกนั และการแบ่งหน้าทใี่ นการทาํ งาน โยนโิ สมนสกิ าร

๓ กจิ กรรม Life Map เพื่อการตั้งเปูาหมายในชวี ิต อดีตและอนาคต ทิฏฐธัมมกิ ัตถประโยชน์

๔ กจิ กรรม CSI เพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ อปริหานยิ ธรรม ๗
ความรอบคอบ และอยูบ่ นความไม่ประมาท

๕ กจิ กรรม ปละมูลชีวติ เพ่ือฝึกการฟ๎งความเหน็ จากผู้อืน่ และรจู้ ักใช้
ทรพั ย์สินให้เป็นประโยชน์ในการดาํ รงชีวติ อย่างถูกต้อง

๖ กจิ กรรม Walk Rally บันไดงู เพือ่ สรา้ งความสามัคคใี นหมู่คณะ และ
วางแผนการทาํ งานเป็นทีม

๓) นาํ เสนอชดุ ความรูก้ ารสง่ เสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชงิ พทุ ธบรู ณาการของนักเรียน
การวิเคราะห์การเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ในการวิเคราะห์จากการวิเคราะห์การ
ประเมินอัตมโนทัศน์ (Self-Concept Rating) พบว่า หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ท่ีใช้กับนักเรียนน้ัน มี
จดุ ประสงค์ คือ หลกั ทิฏฐธมั มิกัตถประโยชน์ ๔ ส่งเสริมให้นักเรียน มีความขยันหม่ันเพียร รู้จักกัลยาณมิตรที่ดี
พอใจสิ่งทต่ี นมี และอปรหิ านยิ ธรรม ๗ มจี ดุ มุง่ หมายให้นักเรยี นรูจ้ ักการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมมือกัน
การรบั ฟ๎งความเห็น และการมคี ุณธรรมในจิตใจ ผลของกิจกรรมในภาพรวมน้ัน เห็นว่า นักเรียนสามารถเข้ากับ
เพ่ือนๆ ได้ มีความคิดท่ีดี และมีความร่าเริงแจ่มใส แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมน้ีสามารถนําไปพัฒนานักเรียนได้
ค่อนข้างดี แต่ส่วนที่นักเรียนควรพัฒนา คือความสามัคคี และการกล้าคิดกล้าแสดงออก และความร่วมมือกัน
ระหว่างทํางาน โดยผลของกิจกรรมของก่อน Mean = ๓.๕๙, S.D. = ๐.๔๔๑ และหลัง กิจกรรม Mean =

๑๙๐

๓.๗๘, S.D. = ๐.๔๘๓ ออกมาในลักษณะที่ดีและเห็นว่านักเรียนมีการพัฒนาที่ดี กิจกรรมนี้เหมาะสมกับ
นักเรยี นสามารถนาํ มาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจาํ วันได้

๖. สรุปองค์ความร๎ู

กิจกรรมประมลู ชีวิต กิจกรรมออกแบบทริปทอ่ ง การสง่ เสริมในการ
และ กิจกรรม Walk พฒั นานักเรยี นในเชิง
Rally ใช้หลกั ทิฏฐธมั เทย่ี วเชิงธรรม และ
กิจกรรม CSI ในการ การส่งเสรมิ สติ และ
มิกัตถประโยชน์ ๔ สง่ เสริมใหก้ ับนกั เรยี นเป็น ปญ๎ ญา
และอปริหานยิ ธรรม ๗ การใช้หลกั ธรรมด้วยหลกั
การทาํ งานเปน็ ทีม
โยนิสมนสกิ า และการอยู่รว่ มกนั ใน
นกั เรียนมีการพฒั นา
ลาํ ดับการส่งเสรมิ คณุ ค่าในตนเอง ท่ดี ี มคี วามก้าวหนา้
ในชีวติ และนําไปสู่
อยรู่ ะดับท่ีดีมกี ารพฒั นาการ

เพิ่มข้นึ โดยมีผลกอ่ นหลังตอบรับ

ทด่ี ี โดยกอ่ นเข้ากิจกรรม มีค่า

Mean = ๒.๔๐, S.D. = ๐.๔๙๖

และหลังกิจกรรม Mean = กจิ กรรมอโพโล่ และ กิจกรรม
๒.๕๑, S.D. = ๐.๕๐๕ Life Map การสง่ เสรมิ ด้วย

หลกั มรรคมีองค์แปด และการ

เหน็ คณุ ค่าของตนเองตาม

หลกั ธรรมของ

สาราณียธรรม ๖

แผนภาพท่ี ๑ แสดงสรุปองค์ร้จู ากการวิจยั

สรุปองค์ความรู้จากการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยเก็บข้อมูลพบว่า ลําดับการส่งเสริมคุณค่าในตนเองอยู่
ระดับทีด่ มี กี ารพฒั นาการเพม่ิ ข้ึน โดยมผี ลก่อนหลังตอบรบั ท่ีดี โดยก่อนเข้ากิจกรรม มีค่า Mean = ๒.๔๐, S.D.
= ๐.๔๙๖ และหลังกิจกรรม Mean = ๒.๕๑, S.D. = ๐.๕๐๕ จากแบบทดสอบการวัดคุณค่าในตนเอง และ
จากการจัดกิจกรรม ผู้วจิ ัยได้เน้น ๓ ด้าน คอื กิจกรรมหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ และอปริหานิยธรรม ๗,
กิจกรรมเสริมในการส่งเสริมให้กับนักเรียนและเป็นการหลักธรรมด้วยหลักโยนิสมนสิกา และกิจกรรมการ
ส่งเสริมด้วยหลักมรรคมีองค์แปด และคุณค่าของตนเองตามหลักธรรมของสาราณียธรรม ๖ โดยผลจาก
กิจกรรมจะเห็นว่า การส่งเสริมในการพัฒนานักเรียนในเชิงพุทธท่ีดีข้ึน, มีสติ และป๎ญญาในการเรียนรู้มากขึ้น,
มีการทํางานร่วมกันเป็นทีม และรู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคม และนักเรียนมีการพัฒนาท่ีดี มีความก้าวหน้าใน
ชวี ติ และนาํ ไปสคู่ ณุ ธรรม

๗. อภปิ รายผลการวิจยั

จากการศึกษาการพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของ
นักเรียน โรงเรียนวดั ไร่ขงิ วทิ ยา สามารถนาํ มาอภปิ รายผลได้ดงั น้ี

ผลการวิเคราะห์ในภาพรวมโดยสรุป พบวา่ การสง่ เสรมิ การเหน็ คุณค่าในตนเองโดยเรียงลําดับข้ันคือ
ท่มี ากท่ีสดุ ระดบั การมองเห็นคณุ ค่าในตนเองระดับสูง โดยกอ่ นการทดสอบรอ้ ยละ ๔๐.๔ และหลังการทดสอบ
๕๑.๑ และรองลงมา การมองคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ ๕๙.๖ และหลังการทดสอบ ๔๘.๙

๑๙๑

ชี้ให้เห็นว่าลําดับการส่งเสริมคุณค่าในตนเองอยู่ระดับท่ีดีมีการพัฒนาการเพ่ิมขึ้น จากข้อความในการทดสอบ

๖๒ ข้อ โดยมีผลก่อนหลังตอบรับที่ดี โดยก่อนเข้ากิจกรรม มีค่า Mean = ๒.๔๐, S.D. = ๐.๔๙๖ และหลัง

กิจกรรม Mean = ๒.๕๑, S.D. = ๐.๕๐๕ จะเห็นว่ากิจกรรมนี้สามารถทําให้นักเรียนมีการพัฒนาที่ดีมีความ

เหมาะสม โดยสอดกับงานวิจยั ของ เสนํห์ สีกาวี และ บรรจบ บรรณรุจิ ได้ศึกษาและวิจัย

เรื่องการพัฒนากระบวนการเรียนรูเชงิ พทุ ธบูรณาการผลการวจิ ยั พบว่า ความสมั พนั ธเ์ ชงิ พทุ ธบรู ณาการ การจัด

กระบวนการเรียนรู้ ในทางพระพุทธศาสนาที่สําคัญท่ีสุด ถือว่าเป็นต้นแบบของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่

แตกต่างจากปรัชญาแนวคดิ คือการจดั กระบวนการเรียนรู้ความจริงของสิ่งท้ังปวง โดยเป็นการจัดกระบวนการ

เรียนรแู้ บบองคร์ วม ทเ่ี ชอื่ มโยงสิง่ ท้ังหลายเข้าดว้ ยกัน ในทางพระพุทธศาสนาเรยี กกระบวนการเรียนรู้ความจริง

ของชีวติ และสง่ิ ทง้ั ปวงนีว้ า่ “ธรรมะ”การเห็นธรรม และการเข้าถึงธรรมเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับกับธรรม โดยไม่

มกี ารแบง่ แยกให้เปน็ ตัวตนออกจากธรรมถือว่าเปน็ การจัดกระบวนการเรียนรู้ สคู่ วามจรงิ ทีช่ ่วยสลายตัวตนแห่ง

ความทุกขท์ ่ยี ึดติดอยู่กบั ความปรารถนาของมนุษย์ในรูปแบบตา่ งๆ มกี ระบวนการเรียนรู้แบบพัฒนาการท่ีถือว่า

เป็นมรรควิธี สู่การพ้นทุกข์ อย่างเป็นระบบคือการพัฒนาตนในทุกๆ ด้าน เช่นคนที่มีศีลและมีการทํางานโดย

อาศัยจิตเป็น ตัวนําทาง จะสามารถช่วยเหลือเก้ือกูลกันในนามตัวบุคคลน้ันๆ ทั้งป๎จจัยภายในและภายนอกให้

สามารถทําให้งานลุล่วงด้วยดี แม้จะเหนื่อยกาย แต่มีใจเข้มแข็ง การนํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันการ

เรียนรู้ไป พร้อมๆ กันเพื่อประสิทธิภาพของการทํางาน การมีส่วนช่วยเหลือกันของร่างกายและจิตใจที่มี
ความสัมพันธ์ กันอยา่ งสมดุล๑

๘. ขอ๎ เสนอแนะ

ควรมกี ารสง่ เสริมในการพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการ ของ
นักเรียน โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา ซ่ึงเป็นการจัดกิจกรรมเชิงพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมในการพัฒนานักเรียนใน
เชิงพุทธ และนําไปบูรณาการต่อทั้งทางด้านความคิด สติป๎ญญา และการกล้าแสดงออก รวมไปถึงการทํางาน
เป็นทมี และการอยู่ร่วมกันในสังคม และเป็นแนวทางในการพัฒนานักเรียนที่ยังไม่พัฒนา ไปสู่การพัฒนาท่ีดี มี
ความกา้ วหน้าในชีวติ และนําไปสูค่ ณุ ธรรมกบั นกั เรยี น เพือ่ ใหน้ กั เรยี นมีสมาธิ และสติปญ๎ ญาในการแก้ไขป๎ญหา
อุปสรรค และชีวติ ในชวี ิตประจาํ วนั เพื่อนาํ ไปสกู่ ารทํางาน มสี ติรู้เท่าทนั แกป้ ญ๎ หาอย่างชาญฉลาด

ควรมีการจัดกิจกรรมเกีย่ วกับการพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณา
การ ของนักเรยี น โรงเรยี นวดั ไรข่ ิงวิทยา เช่น การนําหลักธรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้พร้อมกับการบูรณา
การโดยการใช้ส่ือ เกมส์ และกิจกรรมต่างๆ หรือเน้นกิจกรรมนันทนาการเพ่ือสุขภาพ เสริมด้วยการให้ความรู้
เชงิ พุทธ และช้ีแนวทางในการพัฒนาตนเอง การฝึกสมอง การฝึกการร่วมสามัคคี มีวินัย และการเคารพผู้ใหญ่
ในสิทธิและหน้าท่ีของตนเอง รวมไปถึงการกล้าคิดกล้าแสดงออกของนักเรียน เพื่อให้เป็นอนาคตของชาติท่ี
สําคัญ และเป็นกําลังสาํ คัญของนกั เรยี นตอ่ ไปในอนาคตเมื่อมีโอกาสก้าวไปสู่การทํางานที่ดี มีหน้าที่สําคัญ และ
เป็นพลเมอื งดตี อ่ สงั คมในอนาคตต่อไปภายภาคหน้า

ควรมกี ารวเิ คราะห์และศึกษาข้อมูลเก่ียวกับ การพัฒนาชุดความรู้การส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง
เชงิ พทุ ธบูรณาการ ของนักเรยี น โดยเจาะจงหลายๆ พ้ืนท่ี มมี ติ ิต่างๆ เช่น มติ ทิ างสังคม มิติทางวัฒนธรรม และ
รวมไปถึงการศึกษาต่อของนักเรียนในอนาคต เพ่ือตระหนักให้นักเรียนได้นําไปสู่การมีเปูาหมายในชีวิตที่ดี มี

๑ เสน่ห์ สีกาวี และ บรรจบ บรรณรุจ,ิ “พฒั นากระบวนการเรยี นรเู ชงิ พุทธบูรณาการ”, สนั ติศกึ ษาปรทิ รรศน์ มจร
, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๓: ๒๘๘.

๑๙๒

คุณภาพท่ีดี เหมาะสม และนําหลักเชิงพุทธที่หลายหลายไปใช้ในการวิจัยให้กว้างขวาง ลุ่มลึก เหมาะสมกับ
งานวจิ ยั ในครงั้ ตอ่ ไป

เอกสารอ๎างองิ

จันทร์ฉาย พิทักษ์ศิริกุล. “ผลของการจัดโปรแกรมการศึกษาความกล้าแสดงออกต่อความรู้สึกเห็นคุณค่าใน
ตนเองของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา”. ปริญญานิพนธ์ วท.ม. พยาบาลศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย :
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๓๒.

แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๑๒. เดก็ และเยาวชน จะไดอ๎ ะไรจากแผนพัฒนาฉบบั ที่ ๑๒ :
สือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์และโทรคมนาคม. [ออนไลน์], แหลง่ ทีม่ า: http://planning.dld.go.th/th/ [๑๑
พ.ค. ๒๕๖๓].

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). การเสริมสรา๎ งคุณลกั ษณะเด็กไทย. พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พพ์ ระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๔.

มยรุ ี ยุภาวรรณ. ผ๎หู ญิงกับวิกฤตการณเ์ อดส์. กรงุ เทพมหานคร: สร้อยทอง, ๒๕๓๙.
สาวิตรี ทยานศิลป์. “อิทธิพลของครอบครัวต่อความภาคภูมิใจในตนเองของวัยรุ่น”. รายงานวิจัย.

สถาบนั วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๑.
เสน่ห์ สีกาวี และ บรรจบ บรรณรุจิ. “พัฒนากระบวนการเรียนรูเชิงพุทธบูรณาการ”. สันติศึกษาปริทรรศน์

มจร, ปที ี่ ๕ ฉบับท่ี ๓: ๒๘๘.
สุภาคย์ อินทองคง. “การใช้หลักพุทธธรรมนําการวิจัยและพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สุขภาพองค์

รวม”. รายงานวิจยั . ศูนยเ์ รยี นร้ชู ุมชนภาคใต้ ศรช, ๒๕๕๐.
สุภาวดี หาญเมธี, EF ภูมิคุ๎มกันชีวิตและปูองกันยาเสพติด คูํมือสาหรับเด็กอนุบาล. กรุงเทพมหานคร:

สํานกั พิมพร์ ักลกู บุ๊คส์, ๒๕๕๘.
สุรเชษฐ์ เชษฐมาส. แนวคิดและทฤษฎีนันทนาการ (๒๕๒๖:๔). อ้างใน ศรัณย์ เจียระนัย, “สภาพและความ

ต้องการการจัดกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษา สถาบันการพลศึกษา”.ปริญญานิพนธ์. บัณฑิต
วิทยาลัย : มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, ๒๕๕๕.
สรุ วิ ัตร จันทร์โสภา. ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรมพระพุทธศาสนา ม.๑. พมิ พค์ รั้งที่ ๒. ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร :
อกั ษรเจริญทัศน์, ๒๕๕๑.
Abraham Maslow. Motivation and Personality, (New York: Harper & Row, 1970), p. 45,
Carol S. Dweck. ใช๎ความคิดเอาชนะโชคชะตา. แปลโดย พรรณี ชูจิรวงศ์. กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพ์วี
เลริ ์น, ๒๕๔๙.
Nathaniel Branden. The Six Pillars of Self-Estee, (New York : Bantam Book, 1994), p. 110,125.

๑๙๓

ปจั จยั ท่สี งํ ผลตํอการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชน
ในเขตพ้ืนท่ีอาเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

FACTORS AFFECTING THE NOVICE ORDINATION ORDINANCE OF THE YOUTH
IN SAMPRAN DISTRICT, NAKHON PATHOM PROVINCE

อัญชนา สทุ ธานุกูล
Anchana Sutthanukul
วิทยาลยั สงฆพ์ ุทธปญ๎ ญาศรที วารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
[email protected]

บทคดั ยํอ

การบวชในสมัยพุทธกาลนั้น มีจุดประสงค์คือการหาทางพ้นทุกข์ ส่วนมากมีอายุในช่วงชั้นสันยาสี คือ
ช่วงปลายของชีวิต ตามคติความเชื่อของพราหมณ์ โดยพุทธานุญาติการบวชไว้ ๓ แบบคือ คือ ๑)
เอหิภิกขอุ ุปสมั ปทา เป็นการบวชเฉพาะของพระพุทธองค์ ๒) ติสรณคมนูปสัมปทา เป็นการบวชแบบรับตรัยสรณะ
และ๓) ญตั ติจตุตถกมั มวาจา เป็นการบวชแบบสวดสคี่ รงั้ เพอื่ ให้สงฆย์ อมรับ เป็นการบวชท่ีใช้มาจนถึงป๎จจุบัน การ
บวชในสังคมไทยนิยมบวชเป็นสามเณรกับบวชเป็นพระภิกษุ และนิยมกันบวชมากในสมัยก่อน ๆ เพราะการบวช
ทําให้ได้รับการศึกษา ท้ังยังปลอดภัยจากราชภัยด้วย สรุปป๎ญหาและอุปสรรคได้ดังน้ี ๑) นโยบายการศึกษาของ
ภาครัฐ เปิดโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนมากข้ึน ให้ทุนสนับสนุน มีกองทุนกู้ยืม ๒) สถานบันทางการศึกษาเป็น
ทางเลือกให้เยาวชนมีทางเลือกในการศึกษา ๓) ค่านิยมในการบรรพชาสามเณรเพ่ือศึกษาเล่าเรียนเปล่ียนไป ๔)
ระบบการศึกษาโรงเรียนปริยัติไม่ทันสมัย เกิดการเปรียบเทียบเร่ืองคุณภาพกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และ ๕)
ป๎ญหาและอุปสรรคระหว่างบวช เช่น พระอุป๎ชฌาย์อาจารย์ภารกิจมาก ดูแลไม่ท่ัวถึง จึงวิเคราะห์สิ่งท่ีจะเป็น
ป๎จจัยกระตุ้นให้การบรรพชาสามเณรเพิ่มขึ้น ซึ่งมีป๎จจัยดังต่อไปน้ี ๑) การส่งเสริมนโยบายการศึกษาจากภาครัฐ
ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ความสําคัญการศึกษาหลักธรรมคําสอน ซึ่งจะทําให้ความเป็นอยู่ในสังคมดีข้ึน ๒)
สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เปิดโอกาสให้สามเณรได้ศึกษาร่วมกับเยาวชนทั่วไป ๓) จัดระบบการศึกษาโรงเรียนพระ
ปริยัติธรรมให้ได้มาตรฐาน เพ่ือผลิตสามเณรให้มีคุณภาพ ๔) รณรงค์ปลูกฝ๎งค่านิยมและความสําคัญของการ
บรรพชา เพ่ือธํารงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา และ ๕) เมื่อเข้ามาบรรพชาสามเณรแล้ว พระอุป๎ชฌาย์ อาจารย์ต้องคอย
ดูแลอบรม เอาใจใส่ให้การสนับสนนุ เตม็ ที่ไม่ปล่อยประละเลย และประพฤติให้เห็นเป็นแบบอย่าง เพ่ือให้เกิดความ
เล่อื มใสศรทั ธา
คาสาคญั : การตดั สนิ ใจบวช , บรรพชาสามเณร , เยาวชน

Abstract

Back in the Buddha’s lifetime, there were many people who were interested in being
ordained in Buddhism. Many of those who received ordination in Buddhism were already a
priest and their goal were to find the path leading to the cessation of dukkha (suffering).
Most of them were already late in life or at the stage of renounced life (sannyasa). According
to the Brahmin belief, there are 3 kinds of ordination approved by the Buddha: 1) Ehi
Bhikkhu Upasampada, an ordination given directly by the Buddha himself; 2) Tisaranagamana

๑๙๔

Upasampada, an ordination by taking refuge in the Buddha, Dhamma and Sangha; and 3)
Natticatutthakamma Upasampada, an ordination whereby the Sangha gathers to hear the
motion that requests acceptance into the Sangha, and then listens in silence to three
announcements, which is the customary method used at the present time.

At the present, youth become a novice only to follow the tradition, therefore, there
have been a reduced number of novices and monks, especially among the new generation,
to inherit the religion. From the study, the problems and obstacles can be concluded as
follows๑) Education policies from the government by providing more educational
opportunities for youth including support fund and loan fund; ๒) There are more educational
institutions as an alternative for youth to study; ๓) The values of becoming a novice for the
sake of education have been changed due to the first two factors as well as the changing of
the world; ๔) The educational system of Pariyatti schools is not up to date which causes
comparison of quality with other educational institutions; ๕) Problems and obstacles during
the time of being a novice such as the preceptors do not pay enough attention and are not
able to teach the Dhamma and Vinaya, or they have too much work to do, as well as their
own inappropriate behavior that makes the people suspicious; ๖) The process for screening
those who would like to become ordained by background checks which can take up to ๒๕
days, such process has affected the decision to become a novice.
Keywords : The Factors Affecting the Decision, Novice , Youth

๑. บทนา

สถาบันหลักประจําชาติไทยประกอบด้วยสถาบันชาติ สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติไทยความสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์, ด้านวัฒนธรรมประเพณี
ตลอดจนวิถีชีวิตชาวไทยแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพุทธศาสนาเสมือนเป็นเร่ืองเดียวกันไม่สามารถ
แยกออกจากกันได้เลย ความเช่ือ, ความเล่ือมใสศรัทธา, เจตนคติของชาวไทยได้ปรับหลักประพฤติปฏิบัติทาง
พระพทุ ธศาสนาในรปู แบบคนไทย(วิถีไทย)วฒั นธรรมประเพณีไทยทุกด้านมีความเชื่อมโยงหรือมีรากฐานสําคัญ
ปรากฏตามพระธรรมคําสั่งสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา รวมถึง
วฒั นธรรมท่ีชายไทยทุกชนช้ันมีโอกาสได้รับการศึกษาจากการบรรพชาเป็นสามเณรและจากการอุปสมบทเป็น
พระภิกษุ โดยมีประเพณีการบรรพชาและอุปสมบทเป็นหลักฐานบ่งชี้เชิงประจักษ์สืบมาจนถึงป๎จจุบัน หรือ
แมแ้ ต่การนาํ นโยบายลงสู่พน้ื ทีป่ ฏิบัตขิ องภาครัฐ ณ ป๎จจบุ นั ยังคงแฝงพุทธพิธแี ละอาศยั วัดเป็นสถานท่ีสําคัญใน
การพบปะ/ประชมุ กับประชาชนแตล่ ะพ้ืนท่ี โดยเฉพาะหนว่ ยงานราชการสว่ นท้องถิน่

วิถีชีวิตพุทธศาสนิกชนที่เป็นเยาวชนชายไทยมักมีค่านิยมเฉพาะกลุ่มท่ีให้ความสําคัญด้านบริโภค
นิยม มากกว่าด้านจิตนิยมและคุณค่าความดีงาม ซึ่งมีหลากหลายสาเหตุสืบเน่ืองกันเช่น ป๎ญหาปากท้อง
เศรษฐกิจครัวเรือน ตลอดจนผลการวิจัยเร่ือง “แนวโน้มของจํานวนพระภิกษุสามเณรในทศวรรษหน้าของ
สังคมไทย(A Trend of Buddhist Monks and Novices In the Next Decade in Thai Society)”๑ โดย

๑ พระมหาสาหัส ฐิตสาโร และคณะ. แนวโน๎มของจานวนพระภิกษุสามเณรในทศวรรษหน๎าของสังคมไทย.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๗, หนา้ บทนาํ .

๑๙๕

พระมหาสาหัส ฐิตสาโรและคณะ คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๗ ระบุ
ชัดเจนว่าพระภิกษุและสามเณรผู้อุปสมบทในพระพุทธศาสนามีแนวโน้มจะลดลงจากอดีตและลดลงมากยิ่งขึ้น
ในอนาคต อีกท้ังเม่ือศึกษาข้อมูลสถิติจํานวนพระภิกษุและสามเณรในประเทศไทยประจําปีพ.ศ.๒๕๕๕ ถึงปี
พ.ศ.๒๕๖๒ จะพบว่าเยาวชนที่บรรพชาเป็นสามเณรมีจํานวนลดลงมากและต่อเนื่องโดยเฉพาะตั้งแต่ปีพ.ศ.
๒๕๖๐ ถึงปี พ.ศ.๒๕๖๒ ลดลงอย่างรุนแรงสะท้อนถึงการเปล่ียนแปลงวิถีชีวิตของเยาวชนที่นับถือศาสนาพุทธ
ที่มีต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรเพื่อตั้งใจศึกษาหลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค์ และน้อมนํามาเป็น
เครอื่ งยดึ เหนยี่ วจิตใจตามหลักประพฤตดิ ี ปฏิบัติชอบ อนั เป็นวถิ ชี ีวติ ของพทุ ธศาสนกิ ชนทด่ี ี๑

อนึ่ง การสืบค้น/ค้นหาป๎จจัยท่ีส่งผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพ้ืนท่ี
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมผู้วิจัยจึงให้ความสําคัญและสนใจศึกษาพฤติกรรมของเยาวชน เพื่อต้องการ
ปลุกจิตสาํ นกึ กระตุ้นเตือนใหช้ าวอําเภอสามพราน จงั หวดั นครปฐมท้งั ภาครัฐและภาคเอกชนมีส่วนร่วมส่งเสริม
สร้างเยาวชนให้เป็นคนดี มีวินัย มีค่านิยมที่ดีรวมถึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อชาวอําเภอสามพราน
ดํารงชีวิตอย่างสันติสุขตามแนวทางพระพุทธศาสนาที่เหมาะสม ที่ถูก ท่ีควรตามป๎จเจกบุคคล โดยมี
กลมุ่ เปูาหมายเปน็ พทุ ธศาสนกิ ชนชายไทยทีม่ ีภูมลิ ําเนาต้งั อยูใ่ นเขตพนื้ ที่อาํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดย
มีแนวคิดว่าเยาวชนชายไทยที่ตัดสินใจเข้ารับการบรรพชาสามเณรจะได้รับการพัฒนาทักษะพ้ืนฐานในการ
ดาํ รงชีวิตดว้ ยพุทธรรมภายใต้หลกั พทุ ธวนิ ยั ระหว่างท่บี รรพชาเป็นสามเณรเพื่อประโยชน์ของเยาวชนผู้ตัดสินใจ
บรรพชาสามเณรโดยตรง สังคมใกล้ชิด(ครอบครัว เครือญาติ)ส่งผลให้สังคมชาวอําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐมในภาพรวมตอ่ ไป

จากความเป็นมาและความสําคัญของป๎ญหาดังกล่าวข้างต้นยังมิได้รับการศึกษาค้นคว้าตามแบบ
มาตรฐานการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยเจาะจงในเขตพื้นที่อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมดังน้ัน เพื่อเป็น
กรณีศึกษา อันจะนํามาซ่ึงประโยชน์ต่อภารกิจการพัฒนาพระพุทธศาสนาโดยตรงด้วยการมีส่วนร่วมส่งเสริม
สนับสนุนให้การพัฒนาศักยภาพเยาวชนชายไทยในฐานะอนาคตของชาติตาม รูปแบบวิถีไทยพุทธ โดยมีการ
บริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนที่มีบทบาทหน้าท่ีความรับผิดชอบเก่ียวข้องด้วยวิธีการบูรณา
การรว่ ม อันจะนํามาซงึ่ ประโยชนส์ ูงสุดตอ่ ประเทศชาตสิ ืบตอ่ ไป

๒. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย

๑) เพื่อศกึ ษาป๎ญหาและผลกระทบในการขาดการเหน็ คุณค่าในตนเองของนักเรยี น
๒) เพื่อสรา้ งชดุ ความรู้การสง่ เสรมิ การเห็นคณุ ค่าในตนเอง เชงิ พทุ ธบรู ณาการของนกั เรียน
๓) เพือ่ นาํ เสนอชดุ ความรกู้ ารสง่ เสริมการเหน็ คณุ ค่าในตนเอง เชิงพุทธบูรณาการของนกั เรียน

๓. ทบทวนวรรณกรรม

การวิจัยเร่ือง “ป๎จจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพ้ืนท่ีอําเภอสาม
พรานจังหวัดนครปฐม” ในบทที่ ๒ น้ี ผู้วิจัยและศึกษาการบรรพชา รวมทั้งการอุปสมบทใน

๒ สาํ นักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาต.ิ ข๎อมูลสถิตจิ านวนพระภกิ ษแุ ละสามเณรตั้งแตํปี พ.ศ.๒๕๕๕ ถึงปี
๒๕๖๒. [ออนไลน์]. แหลง่ ทมี่ า: http://www.onab.go.th/ [๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๖๓].

๑๙๖

พระพุทธศาสนา จากคัมภีร์พระไตรปิฎก เอกสารวิชาการอ่ืนๆ และได้กําหนดเนื้อหาในกระบวนการ
งานวิจัยไว้ ดังนี้

๑) การบรรพชาอปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา

การบวชเป็นประเพณีปฏิบัติมีมาต้ังแต่สมัยโบราณ แม้ในยุคก่อนพระพุทธศาสนาเกิดในพระเทศ
อนิ เดยี กม็ ีคนเห็นนักบวชอยู่แล้ว โดยเรียกกันว่า ฤาษีบ้าง ดาบสบ้าง นักพรตบ้าง หรืออะไรต่าง ๆ ท่ีเรียกกัน๑
การให้บรรพชาหรืออุปสมบทในพระพุทธศาสนา เรียกการบวชว่าการอุปสมบท (บาลี: อุปสมฺปทา) ในสมัย
พุทธกาลมี ๘ วิธี คือ ๑. เอหิ ภิกฺขุ อุปะสัมปะทา เป็นการบวชที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่พระสาวกด้วย
พระองค์เอง๒ ๒. ติสะระณะคะมะนูปะสัมปะทา เป็นการบวชโดยให้ผู้ขอบวชเปล่งวาจาต่อหน้าพระสาวกขอ
พระรัตนตรัยเป็นท่ีพึ่งสามคร้ัง ป๎จจุบันวิธีนี้ใช้ในการบรรพชาสามเณร๓ ๓. ญัตติจะตุตถะกัมมะวาจา อุปะสัม
ปะทา เป็นการบวชโดยให้คณะสงฆ์ประชุมกันในเขต สีมาหรืออุโบสถ โดยมีพระภิกษุรูปหน่ึงแจ้งว่ามีผู้ขอบวช
เม่ือประกาศครบส่ีคร้ังไม่มีพระรูปใดคัดค้าน ถือว่าผู้ขอบวชได้รับการยอมรับให้เป็นพระภิกษุ๔ ๔. คะรุธัมมะ
ปะฏิคคะหะณูปะสัมปะทา เป็นการบวชโดยที่พระพุทธเจ้าประทานครุธรรม ๘ ประการ แก่พระนางมหาปชา
บดีและสตรีชาวสากยะ ๕๐๐ คน เม่ือพวกนางยอมรับครุธรรมก็ได้รับ สถานะเป็นภิกษุณี ๕. อัฏฐะวาจิกา อุ
ปะสัมปะทา เป็นการบวชภิกษุณีโดยให้รับญัตติจตุตถกัมวาจาอุปสัมปทา จากภิกษุณีสงฆ์ก่อนคร้ังหนึ่ง และจึง
รับญัตตจิ ตุตถกัมวาจาอุปสัมปทาจากภิกษุสงฆ์อีกคร้ัง เม่ือผ่านการ อุปสมบทท้ังสองคร้ังแล้วจึงเป็นภิกษุณี ๖.
โอวาทะปะฏิคคะหะณูปะสัมปะทา เป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาท แก่พระมหากัสสปะ
เม่ือทา่ นรบั โอวาทแล้วก็เป็นพระภิกษุ การบวชวิธีนี้ทรงใช้กับพระมหากัสสปะองค์ เดียวเท่านั้น ๗. ป๎ญหาพยา
กะระณปู ะสัมปะทา เปน็ การบวชโดยพระพุทธเจ้าทรงตอบป๎ญหาของ สามเณรโสปากะ ๘. ทูเตนะ อุปะสัมปะ
ทา เปน็ การบวชโดยพระพุทธเจ้าทรงส่งทูตของพระองค์ไปบวชหญงิ โสเภณคี นหน่ึงชอื่ อัฑฒกาสี

๒) การบรรพชาอุปสมบทในสงั คมไทย

“การบรรพชา” ใช้กับบุคคลท่ีมีความประสงค์จะเข้ามาสู่กระบวนการขัด เกลาทางสังคมของคณะ
สงฆ์ โดยผู้ท่ีมอี ายุกว่า ๒๐ ปี เม่ือมีความประสงค์จะอุปสมบทเป็น พระภิกษุจําเป็นต้องได้รับการบรรพชาเป็น
สามเณรก่อน ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการเบื้องต้นของการ อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นการเว้นจาก
พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เคยกระทําในชีวิตฆราวาส หันมาใช้ ชีวิตแบบสันโดษ สงบ ด้วยจุดมุ่งหมายเพ่ือความหลุด
พ้นจากกิเลสอันเป็นจุดหมายปลายทางของ ชีวิต การที่บุคคลผู้มีอายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี มีศรัทธาเข้ามาบวชใน
พระพุทธศาสนา โดยการปฏิบัติตาม สิกขาบท ๑๐ ข้อ และข้อปฏิบัติอ่ืน ๆ ที่อนุโลมตามกัน ทั้งนี้ เป็นการฝึก
ตนเอง เพื่อท่ีจะสามารถอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่มีศีลและวัตรบริบูรณ์ โดยมีป๎จจัยดังต่อไปน้ี ๑) การบวชเป็น
การเล่อื นระดับชน้ั ทางสงั คมของบคุ คลให้สงู ข้ึน ๒) การบวชเพ่ือศึกษาเล่าเรียน ๓) การบวชเพ่ือเป็นเน้ือนาบุญ
ของชายโลกและสงเคราะห์ชาวโลก ๔) การบวชเพ่ือเป็นศาสนทายาท ๕) บวชเพ่ือบรรลุพระนิพพาน การบวช
หรอื การบรรพชาอุปสมบทในพระพทุ ธศาสนานนั้ มีเปูาหมายหรือวัตถุประสงฆ์สูงสุดการบรรลุพระนิพพาน แต่

๑ ป๎ญญานนั ทะภิกขุ, พรหมจรรย์ของการบวช, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ธรรมสภา, ๒๕๓๗), หนา้ ๒.
๒ วิ. มหา. (ไทย) ๔/๑๘/๒๕.
๓ วิ. มหา. (ไทย) ๔/๓๔/๔๓.
๔ ว.ิ มหา. (ไทย) ๔/๖๙/๑๐๑.


Click to View FlipBook Version