The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2021-06-26 12:45:58

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Keywords: Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

๑๙๗

ระหวา่ งทางที่จะบรรลุพระนิพพานนั้นกต็ ้องศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติตามท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้
เต็มท่ี จนถงึ การกระทําทีส่ ดุ คือการออกจากวัฏสงสารไดค้ ือการบรรลพุ ระนิพพานน่นั เอง

๓) แนวคิดเก่ยี วกบั การบรรพชาสามเณร

สามเณร คือ เหล่ากอของสมณะ หน่อเน้ือของสมณะ หมายถึงนักบวชชายแห่งพระพุทธศาสนาที่มี
อายุน้อยยังมิได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบท ๑๐ ประการ ดัง
รายละเอียดแสดงแล้วข้างต้น ประกอบกับป๎ญหาสังคมไทย ณ ป๎จจุบันเช่ือมโยงกับวิถีชีวิตเยาวชนที่มีค่านิยม
หา่ งไกลศีล ห่างไกลธรรม การทจ่ี ะให้เยาวชนตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ด้วยการบรรพชาสามเณรเพื่อศึกษา
พระธรรมวนิ ัยเปน็ การบ่มเพาะจติ ใจไว้ดว้ ยศีลธรรมตัง้ แตว่ ัยเยาว์ การบรรพชาหรือการบวชเป็นสามเณรนั้น ถือ
ว่าเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ทั้ง แก่ผู้บวชและผู้จัดให้มีการบวช เพราะผู้บวชได้มีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิตแบบ
บรรพชิตจริงๆ ได้ศึกษา หลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า เพ่ือน้อมนําไปปฏิบัติเป็นหลักใจ ได้สนองพระคุณ
บิดามารดา ผู้ เปน็ บรุ พการี สว่ นบิดามารดาและวงศาคณาญาติย่อมได้โอกาสทําบุญเป็นพิเศษเท่ากับได้บวชใจ
ไปด้วย

๔. ระเบียบวธิ ีวจิ ัย

การทําวิจัยในครั้งน้ีผู้ทําวิจัยได้มุ่งศึกษาถึง“เรื่องป๎จจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของ
เยาวชนในเขตพ้ืนท่ีอําเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม” ผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการวิจัยแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ
และมกี ารสัมภาษณ์เชงิ ลกึ จากผูท้ รง ๕ คน โดยศึกษาจากแหลง่ ขอ้ มูลดงั นี้

๑) ช้ันปฐมภมู ิ
พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๓๕ และอรรถกถาภาษาไทย ฉบับ
มหาจฬุ าอรรถกถา พ.ศ. ๒๕๕๖
๒) ช้นั ทตุ ยิ ภมู ิ
หนงั สือตํารา งานวิจยั วิทยานพิ นธ์ และเอกสารท่ีเก่ยี วข้องกบั งานวิจัย ๑) ศึกษาการบรรพชาในคัมภีร์
พระพุทธศาสนา (๑) ค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับการบรรพชาในคัมภีร์พระพุทธศาสนา (๒) สรุปการบรรพชา ๒)
ศึกษาป๎ญหาและอุปสรรคที่ทําให้การบรรพชาของเยาวชนชายไทยลดลง (๑) ค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัย
เพอ่ื หาประเดน็ ปญ๎ หาและอุปสรรคดังกล่าว (๒) สรุปประเด็นป๎ญหาและอุปสรรค ๓) วิเคราะห์ป๎จจัยที่มีผลต่อ
การตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนชายไทยในเขตพื้นท่ีอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม (๑) นํา
ประเดน็ ป๎ญหาและอปุ สรรคทพ่ี บมาวิเคราะห์เพ่ือหาป๎จจัยที่จะทําให้มีผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของ
เยาวชนตอ่ ไป (๒) สรปุ ป๎จจยั ที่มผี ลต่อการตดั สินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชน

๕. ผลการวจิ ยั

จากการวิจัยเรื่อง “ป๎จจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพื้นที่อําเภอสาม
พราน จังหวัดนครปฐม” ครั้งน้ี เพ่ือให้ทราบถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบรรพชาในคัมภีร์
พระพทุ ธศาสนา ป๎ญหาและอุปสรรคท่ีทําให้การบรรพชาของเยาวชนชายไทยลดลงมีอะไรบ้าง และจะมีป๎จจัย
ส่งเสริมให้เยาวชนชายไทยตัดสินใจบรรพชาอย่างไร ผู้วิจัยสามารถตอบประเด็นดังกล่าว โดยสรุปผลการวิจัย
ตามขอบเขตการวิจัย ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑๙๘

๕.๑.๑ การบรรพชาในคัมภรี พ์ ระพทุ ธศาสนา การบวชในพระพุทธศาสนาสมัยพุทธกาลน้ัน มีผู้สนใจ
และขอบวชเป็นจํานวนมาก เพราะผู้ท่ีเข้ามาบวชเป็นนักบวชอยู่แล้ว และมีจุดประสงค์คือการหาทางพ้นทุกข์
ส่วนมากมีอายุในช่วงช้ันสันยาสี คือ ช่วงปลายของชีวิต ตามคติความเช่ือของพราหมณ์ โดยพุทธานุญาติการ
บวชไว้ ๓ แบบคือ คือ ๑) เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นการบวชเฉพาะของพระพุทธองค์ ๒) ติสรณคมนูปสัมปทา
เป็นการบวชแบบรับตรัยสรณะ และ ๓) ญัตติจตุตถกัมมวาจา เป็นการบวชแบบสวดส่ีครั้งเพื่อให้สงฆ์ยอมรับ
เป็นการบวชทีใ่ ช้มาจนถงึ ปจ๎ จบุ นั การบวชในสังคมไทยนิยมบวชเปน็ สามเณรกบั บวชเป็นพระภิกษุ และนิยมกัน
บวชมากในสมยั ก่อน ๆ เพราะการบวชทาํ ใหไ้ ดร้ บั การศึกษา ทง้ั ยังปลอดภัยจากราชภยั

๕.๑.๒ ปัญหา อุปสรรคท่ีทาให๎การบรรพชาของเยาวชนลดลง ป๎ญหา อุปสรรคป๎จจัยท่ีมีผลต่อการ
ตดั สินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพ้นื ทอี่ าํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่าสาระสําคัญท่ีสุดเป็น
เรอ่ื งความรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ทไ่ี มว่ า่ อยู่ในฐานะใดกต็ ้องมีหน้าที่หนา้ ทขี่ องบตุ รธิดา บิดามารดา ศิษย์ ครูอาจารย์
เจ้าหน้าท่ีทหาร ตํารวจ ผู้ปกครอง ทุกๆ คนทุกๆ อาชีพย่อมมีหน้าท่ีในบริบทของตนเองท่ีต้องรับผิดชอบอยู่
แล้ว ผลการวิเคราะห์ป๎ญหา อุปสรรครวบรวมได้ ดังนี้ ๑) การทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนให้ดํารง
ด้วยความเรียบร้อย ๒) การเรียนรู้สิ่งท่ีผิดพลาด และพร้อมจะแก้ไขป๎ญหา ๓) การเสนอผลงาน และไม่กล่าว
ร้ายซ่ึงกันและกัน๔) การรู้จักแบ่งป๎นซ่ึงกันและกัน ยุติธรรม และเท่าเทียม ๕) การควบคุมกํากับดูแลกิจกรรม
ระหว่างการบรรพชาต้องมีประสิทธิภาพ ๖) ระยะเวลา ซ่ึงต้องเป็นท่ียอมรับของเยาวชนและผู้ปกครอง ๗)
ค่าตอบแทนสําหรับผู้บรรพชา เพ่ือตอบแทนให้เยาวชนหรือครอบครัวตามที่จําเป็นและเหมาะสม ๘) ผู้นําการ
อบรม (วิทยากร) มีคุณสมบัตนิ า่ เช่ือถอื และเป็นที่ยอมรับในสังคม ๙) วัดแต่ละวัดมักจะมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ
การประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันไปบางแห่งเคร่งครัดยึดกฎระเบียบมาก ผู้ที่จะบรรพชาก็ไหลไปอยู่วัดที่กฎ
ข้อบังคับไม่มาก จนเกินความแตกต่างกันไปนําไปสู่ความชอบและไม่ชอบ ดีไม่ดี ควรท่ีจะมีความยืดหยุ่น พอดี
ไม่เกินควร ทุกโรงเรียนมีกฎไม่แตกต่างกันแต่เข้มงวดมากน้อยไม่แตกต่างกัน ต้องให้ผู้ที่จะบรรพชาปฏิบัติตาม
กฎอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้ที่จะบรรพชาเองด้วยและทางวัดด้วยผู้ที่บรรพชาต้องมีวินัยและรักษากฎ
ไม่ควรทําผิดซ้ําๆ ต้องมีความเคร่งครัดและควรปฏิบัติตามในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ของวัดเพื่อให้เกิด
ความเปน็ หนง่ึ เดยี วกนั และเพื่อความเป็นระเบียบ ตอ้ งบงั คบั ให้ยอมรบั ในกฎให้ปฏิบัติตามอย่างเครง่ ครดั

๕.๑.๓ ปัจจัยท่ีมีผลตํอการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนชายไทยในเขตพื้นท่ีอาเภอสาม
พราน จังหวดั นครปฐม

ป๎จจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพ้ืนที่อําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม มีขั้นตอนสําคัญ เช่นการเตรียมการด้านบุคลากร สถานท่ี งบประมาณ กิจกรรมระหว่างการเข้ารับ
การบรรพชา การวางแผนงานและกําหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เพื่อมุ่งเน้นสร้างศรัทธาและฉันทะในการ
พัฒนารูปแบบการดําเนินการและองค์ประกอบต่างๆ จากเหตุผลดังกล่าว สรุปสาระสําคัญขั้นตอนการ
ดําเนินการเบื้องต้นดังนี้ ๑) การเตรียมการด้านบุคลากร สถานท่ี งบประมาณ กิจกรรมระหว่างการเข้ารับการ
บรรพชา การวางแผนงานและกําหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ๒) รูปแบบการดําเนินการและองค์ประกอบต่าง
ๆ ที่จัดขน้ึ เพอื่ ส่งเสริมสนับสนุน ๓) การมีส่วนร่วมจัดทําโครงการบรรพชาสามเณรชายไทย เป็นเรื่องที่ทุกภาค
ส่วนควรได้รับการสนับสนุนจึงจะประสบผลสําเร็จ ๔) การสนับสนุนและการดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยท่าทีของ
ความเปน็ กัลยาณมิตรจากทุกภาคส่วนส่งผลต่อการตัดสินใจของเยาวชนในการเข้าร่วมบรรพชาสามเณรในเขต
พ้นื ทอ่ี าํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ๕) การส่งเสริมให้ศึกษาพุทธบัญญัติเพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา
ประจําชาตไิ ทย ชาวไทยทกุ คนควรมีทักษะความรู้ในแก่นสารของพระธรรม เช่น การทําความดีละเว้นความชั่ว

๑๙๙

การทําจติ ใจให้ผ่องใส การคบคนดี เป็นตน้ ๖) ในการจดั ทําโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการปรับปรุง
และพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ๗) การจัดหลักสูตรหรือโครงการอบรมเยาวชนชายไทยให้บรรพชาสามเณร ควรเป็น
ภารกิจของหน่วยงานท้องถ่ินและวัดร่วมมือกัน มิใช่ภารกิจหลักของโรงเรียน ๘) การหาท่ีปรึกษา แหล่งศึกษา
และเอกสารขอ้ มลู ตา่ ง ๆ การบรรพชาสามเณรของเยาวชนชายไทยเพื่อเพาะบ่มให้เยาวชนใช้หลักธรรมคําสอน
เป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจ ๙) การเตรียมบุคลากร เยาวชน ผู้ปกครอง และชุมชน ให้มีความตระหนักใน
คุณประโยชน์ที่จะเกิดข้ึน ให้เกิดศรัทธา ๑๐) การพัฒนาร่วมกัน ความสําเร็จในการพัฒนาคาดหมายได้ว่าจะ
เกิดข้ึนได้ไม่ยาก สําหรับวิธีการเตรียมผู้เก่ียวข้องนี้สามารถดําเนินการได้หลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น ๑๑)
การมีส่วนร่วม ในการกําหนดเปูาหมาย จุดเน้น หรือวิสัยทัศน์ โดยมีแผนงานที่ชัดเจนในสาระสําคัญ เช่น
ระยะเวลาในการฝึกอบรมโครงการ กําหนดเป็นแผนปฏิบัติการซึ่งอาจจะกําหนดเป็นแผนงานประจําปีไว้
ลว่ งหนา้ โดยทีผ่ เู้ กีย่ วข้องซึง่ ณ ที่นี้รวมถึงผ้ปู กครองและผู้แทนเยาวชนซ่ึงเปน็ ส่วนสําคัญและจําเป็นมาก ต้องมี
มติหรอื ความเหน็ รว่ มกนั อยา่ งชัดจนเปน็ รปู ธรรม อาจจะจาํ เปน็ ตอ้ งใช้วธิ ีการทําประชาพจิ ารณ์ หรอื อื่นใดท่ีเห็น
ว่าจําเป็นและเหมาะสม ๑๒) การอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีข้อมูล มีส่ือที่ดี (สัปปุริสสังเสวะ) ๑๓) การใส่ใจศึกษา
เลา่ เรยี น โดยมีฐานของหลักสูตร การเรียนการสอนท่ีดี (สัทธัมมัสสวนะ) ๑๔) การมีกระบวนการคิดท่ีดี คิดถูก
วิธี โดยมสี ภาพและบรรยากาศทีส่ ่งเสริมกระบวนการ(โยนิโสมนสิการ) ๑๕) ปฏบิ ตั ิ ธรรมสมควรแก่ ธรรม หรือ
นําความรู้ไปใช้ในชีวิตได้เหมาะสม(ธัมมานุธัมมปฏิป๎ตติ) ๑๖) การจัดบรรยากาศปฏิสัมพันธ์ โดยผ่านการ
เตรียมการ การมอบหมายความรับผิดชอบของบุคลากรในการจัดกิจกรรมส่งเสริม หรือดูแลให้บรรยากาศ
ปฏิสัมพันธ์ทีด่ ตี อ่ กนั เป็นกลั ยาณมิตรเกดิ ขนึ้ อย่างจริงจงั ต่อเนื่อง

๖. สรุปองค์ความร๎ู

ปจ๎ จยั ทีส่ ง่ ผลตอ่ การตัดสนิ ใจบรรพชาสามเณรของเยาวชน

การตัดสนิ ใจบรรพชาสามเณรของ สง่ เสรมิ เด็กท่ีมีความซ่ือสัตยส์ ุจริต
เยาวชน การดําเนนิ การพฒั นาตาม สนับสนนุ ใหเ้ ปน็ เดก็ ทีป่ ระพฤติตรงตาม
ระบบไตรสิกขา ในการพัฒนา ความเปน็ จรงิ ทง้ั ทางกาย วาจา ใจ

คณุ ลกั ษณะท่ีพึ่ง ประสงค์ด้านปญ๎ ญา

การสง่ เสรมิ ให้นกั เรียนเลือกใช้ส่ือ การยึดหลักความจริง ความถูกตอ้ งใน
อยา่ งเหมาะสม บนั ทึกความรู้ การดาํ เนินชวี ติ มคี วามละอาย และเกรง
วิเคราะห์ สรปุ เป็นองค์ความรู้
แลกเปลยี่ นเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ กลัวต่อการกระทําผดิ
และนําไปใช้ในชีวติ ประจาํ วนั

๒๐๐

การส่งเสรมิ เดก็ ทมี่ คี วามรักชาติ ส่งเสรมิ ให้เดก็ มีวินยั จะได้เป็นผทู้ ่ี
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใหเ้ ปน็ เดก็ ที่ ปฏบิ ัตติ นตามข้อตกลง กฎเกณฑ์
แสดงออกถึงการเปน็ พลเมืองดีของ ระเบยี บข้อบงั คับของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คมเปน็ ปกติวิสยั ไม่
ชาติ ละเมดิ สทิ ธขิ องผอู้ ืน่

- การสง่ เสริมการใชห้ ลักไตรสิกขาในการพัฒนาคุณลกั ษณะทีพ่ ่ึง ประสงค์ด้านสมาธิ
- การเรยี นรจู้ ติ สาธารณะ ให้เป็นผใู้ ห้และช่วยเหลือผ้อู ่นื
- การไดม้ สี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมเก่ยี วกับการสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรมและดําเนินชวี ติ อยา่ งประมาณตน มี เหตผุ ล รอบคอบ
ระมัดระวัง
- การรูจ้ กั แบ่งป๎นซึ่งกันและกนั ยตุ ธิ รรม ปจ๎ จัยทส่ี ่งผลต่อการตดั สนิ ใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพืน้ ทีอ่ ําเภอสาม
พราน จงั หวดั นครปฐม มขี ้ันตอนสําคัญ เชน่ การเตรยี มการด้านบคุ ลากร สถานท่ี งบประมาณ กิจกรรมระหว่างการเขา้ รบั การ
บรรพชา การวางแผนงานและกาํ หนดหน่วยงานผรู้ บั ผดิ ชอบ เพ่อื มุง่ เนน้ สรา้ งศรัทธาและฉันทะในการพฒั นารปู แบบการ
ดาํ เนนิ การและองคป์ ระกอบต่างๆ จากเหตผุ ลดังกล่าว สรปุ สาระสาํ คญั ข้นั ตอนการดาํ เนนิ การเบ้ืองตน้ ดงั นี้
๑) การเตรยี มการดา้ นบุคลากร สถานท่ี งบประมาณ กิจกรรมระหวา่ งการเข้ารับการบรรพชา การวางแผนงานและกําหนด
หนว่ ยงานผูร้ บั ผดิ ชอบ
๒) รูปแบบการดาํ เนนิ การและองค์ประกอบต่าง ๆ ท่ีจดั ข้นึ เพ่ือส่งเสริมสนบั สนนุ
๓) การมสี ่วนร่วมจดั ทําโครงการบรรพชาสามเณรชายไทย เป็นเร่ืองท่ที กุ ภาคสว่ นควรไดร้ บั การสนับสนุนจงึ จะประสบผลสาํ เรจ็
๔) การสนบั สนุนและการดูแลอยา่ งใกล้ชิดด้วยทา่ ทขี องความเปน็ กลั ยาณมติ รจากทกุ ภาคส่วนส่งผลต่อการตดั สินใจของ
เยาวชนในการเขา้ ร่วมบรรพชาสามเณรในเขตพน้ื ทอี่ าํ เภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม
๕) การส่งเสรมิ ให้ศึกษาพุทธบัญญตั ิเพราะพระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาประจาํ ชาตไิ ทย ชาวไทยทุกคนควรมีทักษะความรูใ้ นแกน่
สารของพระธรรม เช่น การทาํ ความดีละเวน้ ความชั่ว การทาํ จติ ใจใหผ้ ่องใส การคบคนดี เปน็ ตน้
๖) ในการจัดทําโครงการฯ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ตอ้ งมีการปรบั ปรงุ และพัฒนาอย่างตอ่ เนือ่ ง
๗) การจดั หลกั สตู รหรือโครงการอบรมเยาวชนชายไทยให้บรรพชาสามเณร ควรเปน็ ภารกจิ ของหน่วยงานทอ้ งถนิ่ และวัด
ร่วมมอื กนั มิใช่ภารกิจหลักของโรงเรียน
๘) การหาทป่ี รึกษา แหลง่ ศึกษา และเอกสารขอ้ มลู ต่าง ๆ การบรรพชาสามเณรของเยาวชนชายไทยเพอ่ื เพาะบ่มให้เยาวชนใช้
หลักธรรมคําสอนเป็นเคร่อื งยึดเหนี่ยวจิตใจ
๙) การเตรยี มบคุ ลากร เยาวชน ผปู้ กครอง และชุมชน ให้มีความตระหนกั ในคณุ ประโยชนท์ ีจ่ ะเกดิ ขน้ึ ใหเ้ กดิ ศรทั ธา
๑๐) การพัฒนาร่วมกัน ความสาํ เร็จในการพัฒนาคาดหมายไดว้ ่าจะเกดิ ข้นึ ไดไ้ มย่ าก สําหรับวธิ กี ารเตรยี มผเู้ กย่ี วขอ้ งนี้สามารถ
ดําเนนิ การได้หลากหลายวิธี ยกตวั อย่างเชน่
๑๑) การมสี ่วนรว่ ม ในการกําหนดเปูาหมาย จดุ เนน้ หรือวสิ ัยทัศน์ โดยมีแผนงานท่ีชดั เจนในสาระสาํ คญั เชน่ ระยะเวลาในการ
ฝึกอบรมโครงการ กาํ หนดเปน็ แผนปฏบิ ตั กิ ารซึง่ อาจจะกําหนดเป็นแผนงานประจาํ ปีไวล้ ว่ งหน้า โดยทผี่ เู้ กยี่ วข้องซึ่ง ณ ทน่ี ้ี
รวมถงึ ผู้ปกครองและผแู้ ทนเยาวชนซ่ึงเป็นสว่ นสําคัญและจาํ เป็นมาก ต้องมมี ติหรอื ความเหน็ ร่วมกันอย่างชดั จนเป็นรปู ธรรม
อาจจะจําเปน็ ตอ้ งใช้วิธกี ารทําประชาพิจารณ์ หรืออนื่ ใดท่เี หน็ ว่าจําเปน็ และเหมาะสม
๑๒) การอยู่ใกล้คนดี ใกลผ้ ้รู ู้ มีขอ้ มูล มสี อ่ื ทด่ี ี (สปั ปรุ สิ สงั เสวะ)
๑๓) การใส่ใจศกึ ษาเล่าเรียน โดยมีฐานของหลกั สตู ร การเรยี นการสอนทด่ี ี (สทั ธัมมสั สวนะ)
๑๔) การมกี ระบวนการคิดทด่ี ี คดิ ถกู วธิ ี โดยมีสภาพและบรรยากาศทสี่ ่งเสรมิ กระบวนการ(โยนโิ สมนสกิ าร)
๑๕) ปฏิบตั ิ ธรรมสมควรแก่ ธรรม หรือนําความรไู้ ปใช้ในชีวติ ไดเ้ หมาะสม(ธมั มานธุ มั มปฏิป๎ตต)ิ
๑๖) การจดั บรรยากาศปฏสิ มั พันธ์ โดยผ่านการเตรียมการ การมอบหมายความรับผิดชอบของบคุ ลากรในการจัดกจิ กรรม
สง่ เสริม หรอื ดูแลใหบ้ รรยากาศปฏิสัมพนั ธ์ท่ีดตี อ่ กนั เปน็ กลั ยาณมิตรเกดิ ขนึ้ อยา่ งจริงจังต่อเน่ืองละเทา่ เทยี ม

- การไดฝ้ กึ ปฎิบัตติ ามศลี ๑๐ ด้วยความเรียบรอ้ ยสม่าํ สมอ

๒๐๑

๗. อภปิ รายผลการวจิ ยั

จากการศึกษาป๎จจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนชายไทยในเขตพื้นที่อําเภอ
สามพราน จงั หวดั นครปฐม สามารถนํามาอภปิ รายผลไดด้ งั น้ี

การบรรพชาสามเณรน้ันต้องเป็นชายท่ีมีอายุ ๗ ปีขึ้นไป แล้วก็ต้องได้รับการอนุญาตจากมารดาบิดา
หรือผู้ปกครอง และการบรรพชาสามเณรน้ัน มีต้ังแต่ครั้งพุทธกาลโดยมีราหุลกุมารบุตรชายของเจ้าชายสิทธัต
ถะ ซ่ึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วด้วยพระองค์เอง และได้เกลี่ยกล่อมให้ราหุลกุมารบรรพชาเป็น
สามเณร โดยมพี ระสารบี ตุ รเป็นพระอุปช๎ ฌาย์ บรรพชาด้วยการรับไตรสรณคมน์ ราหุลสามเณรจึงเป็นสามเณร
รูปแรกในพระพุทธศาสนา หลังจากน้นั กม็ เี ด็กชายบรรพชาเป็นสามเณรเพิ่มอีกจํานวนมาก และในประเทศไทย
ยคุ แรกการบวชเป็นสามเณรน้นั มคี วามนิยมกันมาก เพราะบวชแล้วมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนมีความรู้มีวิชาติด
ตัว และยังเป็นการเชิดชูวงศ์ตระกูลอีกด้วย แต่ป๎จจุบันการบรรพชาเป็นสามเณรน้ันเปลี่ยนไป โดยจะนิยมแค่
การบรรพชาชั่วคราวเช่น การบรรพชาสามเณรภาคฤดูรอ้ นเทา่ น้ัน หรอื แม้กระทั่งบรรพชาหน้าไฟ (บวชให้ญาติ
ผู้วายชน) ซ่ึงสอดคลอ้ งกับ พระเอกชัย พัฒนสิงห์ ท่ีศึกษาวิเคราะห์การบวชว่า เป็นการบวชตามประเพณี เป็น
การบวชทดแทนพระคณุ มารดาบิดาเทา่ นั้น

ซ่ึงสาเหตุท่ีทําให้การบรรพชาเปล่ียนค่านิยมหรือลดลงน้ัน เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลก
นิยม การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เช่น การเพิ่มขึ้นของสถาบันการศึกษา นโยบายของภาครัฐเก่ียวกับ
การศึกษาพนื้ ฐานของเดก็ และเยาวชน จึงทําให้ครอบครัวเด็กที่มีฐานะ ไม่นิยมส่งบุตรชายของตนบวชเรียน ซ่ึง
สอดคล้องกับ สุนทร บุญสถิต ท่ีศึกษาสถานภาพ บทบาทและป๎ญหาของสามเณรในสังคมไทย พบว่า สาเหตุ
จากการไม่นิยมส่งเสริมให้บุตรหลานบวชเรียนเป็นสามเณรของกลุ่มชาวพุทธท่ีมีความพร้อมด้านฐานะทาง
เศรษฐกิจและสังคม นอกจากน้ียังมีอีกหลายสาเหตุที่ทําให้การบรรพชาสามเณรลดลงก็คือเด็กเยาวชนไม่มี
ความอดทนต่อข้อวัตรปฏิบัติท่ีมากเกินไป สอดคล้องกับ อริสรา ธัญญารมย์ ที่ศึกษาป๎จจัยที่ส่งผลต่อการบวช
เรียนของสามเณร พบว่า วันรุ่นในป๎จจุบันไม่นิยมบวชเรียน เพราะทนต่อข้องบังคังไม่ได้ และมีข้อปฏิบัติ
มากมาย พอบรรพชาเขา้ มาในวดั แลว้ เกิดปญ๎ หาตา่ ง ๆ มากมาย เชน่ ถูกเพื่อนสามเณรรังแก การสอดส่องดูแล
ไม่ท่ัวถึง การไม่ส่งเสริมการศึกษาทางโลก เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีล้วนเป็นสาเหตุท่ีทําให้การบรรพชาสามเณรน้ัน
ลดลง

เพราะฉะน้ัน จึงต้องศึกษาป๎จจยั ทีส่ ่งผลต่อการตัดสินใจของเด็กเยาวชนเพื่อให้เข้ามาบรรพชาเป็น
สามเณร คือ ๑) การส่งเสริมนโยบายการศึกษาจากภาครัฐ ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ความสําคัญการศึกษา
หลักธรรมคําสอน ซ่ึงจะทําให้ความเป็นอยู่ในสังคมดีข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับ พระมหาสาหัส ฐิตสาโร และคณะ ท่ี
ศกึ ษาแนวโน้มของจํานวนพระภิกษุสามเณรในทศวรรษหน้าของสังคมไทย พบว่า นโยบายร่วมของรัฐ เอกชน และ
คณะสงฆ์ในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษา มีผลต่อการเพ่ิมจํานวนพระภิกษุและสามเณร ๒)
สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เปิดโอกาสให้สามเณรได้ศึกษาร่วมกับเยาวชนท่ัวไป ๓) จัดระบบการศึกษาโรงเรียนพระ
ปริยัติธรรมให้ได้มาตรฐาน เพื่อผลิตสามเณรให้มีคุณภาพ ๔) รณรงค์ปลูกฝ๎งค่านิยมและความสําคัญของการ
บรรพชา เพือ่ ธํารงไว้ซ่ึงพระพุทธศาสนา และ สอดคล้องกับ อริสรา ธัญญารมย์ ที่ศึกษาป๎จจัยที่ส่งผลต่อการบวช
เรียนของสามเณรคือต้องส่งเสริมให้บุตรหลานท่ีเป็นวัยรุ่นที่สนใจจะบวชเรียนและศึกษาหลักธรรมต่าง ๆ ไม่
ควรปิดกลั้น ๕) เม่ือเข้ามาบรรพชาสามเณรแล้ว พระอุป๎ชฌาย์ อาจารย์ต้องคอยดูแลอบรม เอาใจใส่ให้การ
สนบั สนนุ เตม็ ทไี่ ม่ปลอ่ ยประละเลย และประพฤติให้เห็นเป็นแบบอย่าง เพ่ือให้เกิดความเล่ือมใสศรัทธา สอดคล้อง
กบั พระมหาวิทยา คงเมอื ง ทีศ่ ึกษากระบวนการปรับตัวของสามเณรชาวเขาที่ศึกษาในวัดศรีโสดา พบว่า เพื่อน รุ่น
พี่ ครูอาจารย์ ตอ้ งคอยชแ้ี นะเอ้ืออาทรเปน็ กาํ ลงั ใจอย่างใกล้ชติ และเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ

๒๐๒

๘. ข๎อเสนอแนะ

๑) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายป๎จจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนในเขตพ้ืนที่
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในภาพรวมมีการปลูกฝ๎งเร่ืองการบรรพชาสามเณรน้อยเกินไป ซ่ึงพบว่า
บางส่วนเกิดจากป๎ญหาท่ีผู้ปกครองจําเป็นต้องให้บุตรหลานช่วยแบ่งเบาภารกิจในการหารายได้เพ่ือคร อบครัว
ส่วนป๎ญหาด้านอื่นๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย ป๎จจุบันโรงเรียนฯ ยังไม่มีฐานข้อมูลของนักเรียนที่ใช้เวลาระหว่างปิด
ภาคเรียนในการช่วยครอบครัวหารายได้ การบรรพชาสามเณรเป็นส่วนหน่ึงของการพัฒนาเยาวชนชายไทยให้
เปน็ คนดแี ละสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีท่ีดีงามเพ่ือธํารงไว้ซ่ึงพุทธศาสนทายาทอันเป็นศาสนาประจําชาติไทย
ความแตกต่างกันในสภาพครอบครัวของเยาวชนแต่ละรายส่งผลต่อการวิจัยเพราะครอบครัวเป็นสถาบันท่ี
สําคัญท่ีสุดในการปลูกฝ๎งคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะพ่อ–แม่หรือผู้ปกครองจําเป็นต้องจัดสรร
เวลาให้กับเยาวชนในแต่ละวันตามวิถีชีวิตท่ีมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ในสภาพเศรษฐกิจ ณ ป๎จจุบัน การดํารงชีวิต
จําเป็นต้องเร่งรีบและแข่งขันกับเวลาและทุกๆ เรื่อง ซึ่งเป็นเร่ืองท่ีขัดแย้งกับการจัดสรรเวลาเพ่ือพัฒนาให้
เยาวชนเปน็ ผูท้ ่ีมคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรม พ่อ-แมแ่ ละผู้ปกครอง จําเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องมีกิจกรรมร่วมกับเด็กใน
ปกครอง การพูดคุย การร่วมทานอาหาร หรือร่วมกิจกรรมอื่นๆ มีผลต่อเยาวชนซ่ึงผู้วิจัยสามารถสรุป
ข้อเสนอแนะตามรายละเอยี ด ดงั น้ี

๑) การใช้ความกระตือรือร้นและต่ืนเต้น ในด้านนี้ควรมีการใช้รางวัลหรือส่ิงท่ีก่อให้เกิดการกระตุ้น
อยากจะบรรพชาเป็นสามเณร แต่ก็ไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไปให้เหมาะสมกับสภาวะของเยาวชนและ
สิง่ แวดลอ้ ม

๒) การต้ังเปูาหมายให้สูง ก่อนเริ่มท่ีจะบรรพชาเป็นสามเณรควรวางรากฐานช้ีแจงประกาศให้ผู้ที่จะ
บรรพชาหรือผู้ที่มีความสนใจในการบรรพชาให้รับรู้ว่า การบรรพชามีความสําคัญ มีจุดประสงค์มีจุดหมาย
ปลายทางท่ีเร่ืองใด เพื่อให้ผู้บรรพชาหรือผู้ท่ีสนใจได้ตัดสินใจว่า ตนควรมีเปูาหมายเช่นไร เมื่อทราบจุดหมาย
ปลายทางของตนแล้ว ก็จะทาํ ให้เกิดการตงั้ เปูาหมาย เม่ือมีเปาู หมายก็จะทาํ ให้เกดิ การตง้ั ใจมงุ่ มนั่

๓) การสร้างโอกาส ภาครัฐจําเป็นต้องให้ความสําคัญในการสนับสนุนการจัดการบรรพชา เช่น
สํานักงานพระพทุ ธศาสนาแหงชาติควรเขามามบี ทบาทในการช่วยเหลอื สนับสนุนการศึกษาของเยาวชน อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ

๔) การสร้างความรบั ผิดชอบ หากผูท้ จี่ ะบรรพชาขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองแล้วน้ันก็จะ
ทําให้การบรรพชาเป็นสามเณรไม่ก้าวหน้าและขาดความขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ เพราะฉะน้ันควร
กระตนุ้ ให้ผ้ทู จ่ี ะบรรพชามีความรับผิดชอบต่อตนเองและหนา้ ที่ของตนอยา่ งสมา่ํ เสมอ

๕) การเน้นการให้กําลังใจ ผู้บริหารสูงสุดหรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียน อาจารย์ผู้สอน และวัด
ควรส่งเสริมผูบ้ รรพชา โดยมีการพบพูดคุยกับผู้บรรพชาเป็นระยะ เป็นการให้กําลังใจทางใจและในทางกายนั้น
อาจจะเปน็ การส่งเสริมเร่ืองของปริโภคนาํ้ ปานะ เป็นต้น

๖) การยึดกฎและกตกิ า กฎ ระเบยี บ ขอ้ บังคบั กําหนดการตา่ ง ๆ ที่เป็นข้อการประพฤติปฏิบัติของวัด
ควรมีความยืนหยุ่นความความเหมาะสม ที่เป็นแบบแผนหนึ่งเดียวกันเพ่ือที่ผู้บรรพชาจะได้ไม่เกิดการ
เปรยี บเทยี บจนกอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสยี ได้

จากผลการวิจยั ดงั รายละเอยี ดตามที่นาํ เสนอไปแล้วน้ัน ผู้วิจัยเห็นว่าการมุ่งเน้นแก้ไขป๎ญหาจํานวนผู้ท่ี
บรรพชาสามเณรลดลงตามสถิติท่ีเกิดขึ้นจริงในแต่ละปีอย่างต่อเนื่องเป็นส่วนหน่ึงของการพัฒนาเยาวชน
ชายไทยให้เป็นคนดี รวมถึงการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีท่ีดีงามเพื่อธํารงไว้ซ่ึงศาสนทายาทใน
พระพุทธศาสนาอันเปน็ ศาสนาประจาํ ชาตไิ ทย

๒๐๓

ขอ้ เสนอแนะการวจิ ยั ในคร้งั ต่อไป
๑) ควรศึกษาป๎จจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจบรรพชาของเยาวชนในเขตพ้ืนที่อําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐมและนําไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากข้ึนเพื่อตระหนักถึงการดําเนินชีวิตอย่างมี
คุณธรรมจริยธรรมของเยาวชนในการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีการสัมภาษณ์นักเรียนระดับมัธยมศึกษาด้วย
เพอ่ื ให้ได้ขอ้ มูลครอบคลุมผู้มีส่วนสาํ คญั ต่อผลการวิจัย และมเี นอ้ื หารายละเอียดของขอ้ มลู มากยิ่งขึ้น
๒) ควรศึกษาปจ๎ จยั ภายนอกด้านศาสนา ที่เออ้ื ต่อเยาวชนและป๎จจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจบรรพชาต่อ
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการเฉพาะเจาะจง โดยมีการสอบสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง
ครอบคลุมทุกด้านเพื่อใหไ้ ด้ข้อมลู ทนี่ าํ มาพัฒนาได้อยา่ งเหมาะสมต่อไป
๓) ผู้วิจัยควรสอบสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ครูผ้สู อน และนักเรยี นระดับมธั ยมศึกษาดว้ ย เพราะประเด็นการ
ตัดสินใจบรรพชาสามเณรของเยาวชนตลอดจนป๎ญหาและอุปสรรคในการเข้าร่วมบรรพชาสามเณรควรเป็น
ข้อมูลของเยาวชนแต่ละรายโดยตรง เพ่ือนําผลท่ีได้รับมาแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาต่อการตัดสินใจบรรพชาเป็น
สามเณรของเยาวชนทช่ี ัดเจนย่งิ ขนึ้ ต่อไป

เอกสารอ๎างองิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙.

พระมหาสาหัส ฐิตสาโร และคณะ. แนวโน๎มของจานวนพระภิกษุสามเณรในทศวรรษหน๎าของสังคมไทย.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๗.

พระมหาสุวิทย์ ธมฺมิกมุนิ (ธีรเนตร) ธวัช หอมทวนลม, รศ. ดร.. “วิธีการสร้างแรงจูงใจในการบรรพชาเป็น
สามเณรในสังคมไทย”. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์. ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม-สิงหาคม
๒๕๖๑): ๕๕-๖๕.

สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. ข๎อมูลสถิติจานวนพระภิกษุและสามเณรต้ังแตํปี พ.ศ.๒๕๕๕ ถึงปี
๒๕๖๒. [ออนไลน์]. แหลง่ ทม่ี า: http://www.onab.go.th/ [๑๕ มถิ ุนายน ๒๕๖๓].

๒๐๔

การวเิ คราะห์คณุ คําพทุ ธศลิ ปย์ คุ ทวารวดี ในจังหวัดสุพรรณบรุ ี

ANALYZING BUDDHIST ART VALUES DVARAVATI PERIOD
IN SUPHANBURI PROVINCE

นางสาวธนชั พร เกตคุ ง
Miss. Thanutchaporn Ketkong
วิทยาลยั สงฆพ์ ทุ ธปญ๎ ญาศรที วารวดี มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
[email protected]

บทคัดยํอ

งานวิจัยเร่ือง “วิเคราะห์คุณค่าพุทธศิลป์ยุคทวารวดี ในจังหวัดสุพรรณบุรี” มีวิธีการดําเนินการ
ดังนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพุทธศิลป์ในพระพุทธศาสนา เพ่ือศึกษาพุทธศิลป์ยุคทวารวดี และ เพื่อวิเคราะห์
อิทธิพลและคุณค่าพุทธศิลป์ยุคทวารวดี ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเน้นการศึกษาทาง
เอกสาร ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ประชากรท่ีศึกษา ได้แก่ พระสังฆาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ มี นักวิชาการ
พิพิธภัณฑ์อู่ทอง องค์การบริหารการพัฒนาพ้ืนท่ีพิเศษ ด้านประวัติศาสตร์ และกลุ่มชาวบ้านใ นจังหวัด
สุพรรณบรุ ี จํานวน ๑๐ รูป/คนซึง่ เปน็ ผใู้ ห้ข้อมูลท่สี ําคญั ครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก
(IN-DEPTH INTERVIEW)

ผลการศึกษาพบวา่
๑) ประวตั พิ ุทธศิลป์นพระพุทธศาสนา มีความเกี่ยวข้องกับ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ อุท
เทสิกเจดีย์ คือศิลปกรรม ที่สร้างขึ้นรับใช้พระพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งในด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และ
สถาป๎ตยกรรมในลัทธิมหายาน และเถรวาท ปรากฏเป็นลักษณะของพระพุทธรูปในสมัยทวารวดี ซึ่งอยู่ในราว
พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถงึ พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เปน็ ส่ิงท่ีสะทอ้ นความงดงามของศลิ ปะ
๒) พุทธศิลป์ยุคทวารวดี เข้ามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ แต่ตามหลักฐานมีนักวิชาการโบราณคดี
ด้านประตมิ ากรรม สถาป๎ตยกรรมและจารึก พบว่า การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาประมาณพุทธศตวรรษ ที่
๘-๑๐ เนือ่ งจากพบพุทธศลิ ป์ประตมิ ากรรมดนิ เผารูปลายเสน้ รปู ภกิ ษสุ าวก ๓ รูป ครองจีวรทําท่าบิณฑบาต ซ่ึง
เป็นเป็นหลักฐานที่เก่าท่ีสุดกว่าท่ีอ่ืน ๆ จึงเช่ือกันว่าผู้คนในบริเวณเมืองอู่ทองน้ีคงจะรู้จักและเริ่มนับถือ
พระพุทธศาสนามากอ่ นแล้ว
๓) การวิเคราะห์แนวคิดคุณค่าพุทธศิลป์ทวารวดี ที่ปรากฏในรูปแบบของเจดีย์และโบราณสถาน
โบราณวัตถุต่างๆ ล้วนทําให้เกิดคุณค่าในด้านต่างๆ เช่น คุณค่าทางด้านศาสนา เม่ือศาสนาเกิดขึ้นก็ใช้ศิลปะ
เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ศาสนา หรือแม้กระทั่งการสร้างศาสนสถานขึ้นมา เพื่อให้ศาสนิกชนได้ทําพิธีหรือ
เคารพบชู า คณุ ค่าทางประวัตศิ าสตร์ ทําให้ทราบประวัติความเป็นมาและความสําคัญของชุมชนโบราณ คุณค่า
ทางด้านสุนทรียะความงาม ความงามในท่ีนี้เป็นเร่ืองทางศิลปและศีล ไม่เป็นราคาของวัตถุ แต่เป็นคุณค่าต่อ
จิตใจ ความงามเกิดขึ้นด้วยอารมณ์ มิใช่ด้วยเหตุผล คุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเท่ียว
ทางประวตั ิศาสตร์ และนํามาพัฒนาต่อยอดเปน็ การเท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน คุณค่าทางสังคม เกิดสํานึก
รกั บา้ นเกดิ ภมู ิใจในบา้ นเกิดทีม่ หี ลกั ฐานประวัติศาสตรอ์ ันมปี ระวตั ิความเป็นมาท่ียาวนานและน่าภาคภมู ใิ จ
คาสาคญั : คุณค่า, พุทธศลิ ป์, ยคุ ทวารวดี

๒๐๕

Abstract

This research for "Analyze of the value of Buddhist art in the Dvaravati which is in
Suphanburi province. Therefore, following to study Buddhist art in Buddhism in the Dvaravati
period and to analyze the influence and values of Buddhists. It is qualitative research that
emphasizes documentary studies in detail. From now on, we can predict following the studying
of Buddhism, they are our population to become a monkhood. Some so many professionals
have been working at U- Thong Museum. Therefore, we would like to present the project team
as the special of development administration organization historical and a group of 10 people
who have been living in a village which is located in Suphanburi province/person. They are very
important who has been restoring all information to do this research with the purpose of depth
interview.

The research results were found that:
1.) The history of Buddhism is related to the Pagoda, or we have well known as a
Chedi, Baripok Chedi, Dhammachedi Uthasik Chedi, there are all special arts, built-in for serving
Buddhism directly. According to both in painting, sculpture, and architecture in Mahayana and
Theravada cultures appeared as the characteristics of Buddha images in the Dvaravati period.
There are approximate during the Buddhist era the 12th to the 16th centuries that reflect the
beauty of art.
2). Buddhism Arts in the Dvaravati Period first showed up in the BC 3rd century BC, but
according to evidence, there are scholars of Archeology Sculpture and inscriptions. It was found
that the propagation of Buddhism during the 8th-10th centuries found due to Buddhist art, clay
sculpture, line drawing of 3 monks, holding a robe, making alms. This is the oldest evidence. We
believed in alternative fact, a group of people who had been living in U Thong very long time
ago, they probably knew the Buddhism, and they started to learn and practice also being a
Buddhist.
3). An analysis of values of Buddhism Arts in the Dvaravati period, that appeared in the
Pagodas and archaeological sites Various antiques. All values in various areas such as religion, the
religion arises, art used to be of evangelism or even building a religious place. For the
congregation to perform ceremonies or worship historical value. So we knew this history and also
the importance of the ancient community such as Aesthetic value and beauty. We mentioned
the beauty of art and precepts not in for the business objective. So on, this value to the mind is
coming through for running a business and could be developed as a historical tourist attraction.
Another reason for taking further action is opening a new business, earn income for a tourist,
they can come and travel and buying some souvenirs, this community can spread over from one
village to second, third and so on. Born to be and love their hometown, to be proud, loyal,
there are so many positive reasons for their hometown, and they can show up how much they
are very proud of the city that they were born or live in.
Keywords: Values, Buddhist Arts, Dvaravati Period

๒๐๖

๑. บทนา

ภายหลังพุทธปรินิพพาน พุทธบริษัทต้องการน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณของพระองค์
และปรารถนาท่ีจะแสดงความเคารพสักการบูชา ดั่งท่านพระอานนท์ทูลถามพระพุทธองค์๑ พระพุทธองค์ตรัส
ถึงสังเวชนียสถาน๒ คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน เป็นสถานท่ีระลึกถึงพระพุทธ
องค์ภายหลังมพี ระสถูปบรรจพุ ระบรมสารีรกิ ธาตุ ๘ แห่ง๓ เรียกว่า “ธาตุเจดีย์” เป็นสถานที่เคารพสักการบูชา

ของพุทธบริษัท ส่ิงก่อสร้างที่เรียกว่า “พุทธสถาน” คงได้รับการดูแลรักษา การทํานุบํารุง และการประดับ

ประดาเพ่ือให้เกิดความเล่ือมใส ตามแนวคิดและจิตนาการของพุทธบริษัท ต่อมาก็พัฒนาการมาเป็นงาน
ศิลปกรรมของพระพุทธศาสนา รวมเรียกว่า “พุทธศิลป์หรือ พุทธศิลปะ”๔ โดยแรกเร่ิมนั้นการสร้างพุทธ

ศลิ ปกรรมมีมาแล้วต้งั แต่ครั้งพุทธกาล เช่น อนาถปณิ ฑกิ เศรษฐีสร้างเชตะวนั วิหารถวายเปน็ วดั ซงึ่ ประกอบด้วย

เสนาสนะอนั เปน็ พุทธศลิ ปกรรมที่งดงามและเป็นทีส่ ัปปายะ คอื มีความสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ความว่า

“อนาถบิณฑิกคหบดีได้เห็นพระอุทยานของเจ้าเชตราชกุมารซึ่งเป็นสถานไม่ไกล ไม่ใกล้นักจากหมู่บ้าน มีการ

คมนาคมสะดวก ชาวบ้านท่ีมีความประสงค์ไปมาได้ง่าย กลางวันมีคนน้อย กลางคืนเงียบมีเสียงอึกทึกน้อย
ปราศจากกลนิ่ ไอคน เปน็ สถานควรแก่การประกอบกรรมในท่ลี ับของมนุษย์ชน สมควรเป็นท่ีหลกี เรน้ ๕

พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหน่ียวทางจิตใจ และมีระเบียบแบบแผนของพิธีกรรม หลักธรรมคํา

สอนของพุทธศาสนาเป็นหลักที่พ่ึงทางจิตใจใหเ้ กิดสนั ติสขุ ในสังคม และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นวัฒนธรรม

อันดีงาม อิทธิพลที่ได้รับทางศิลปกรรมเชิงพุทธศิลป์และสถาป๎ตยกรรมต่าง ๆ น้ัน ได้ถือกําเนิดขึ้นหลังจาก

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมีการสังคยานาพระไตรปิฎกเกิดขึ้นส่งผลให้การถ่ายทอด

วิทยาการทางด้านพุทธศาสตร์มีรูปแบบท่ีหลากหลาย และแตกต่างกันออกในขณะที่ตํารามุ่ง

ถา่ ยทอดพุทธประวัตแิ ละชาดกต่างๆ แตศ่ ลิ ปะก็ถือเป็นเคร่ืองมือในการถ่ายทอดหลักจริยศาสตร์ท่ีได้ผลเช่นกัน
พทุ ธศลิ ป์จึงแพรข่ ยายออกไปอย่างรวดเร็ว จนเกิดมรดกทางวัฒนธรรมท่ีดาํ รงอย่แู ละสบื ทอดตอ่ กันมา๖

มนษุ ยเ์ ก่ียวขอ้ งกับศลิ ปะซึง่ เปน็ สิ่งแวดลอ้ มทีจ่ ําเปน็ ในสงั คมมนุษย์ทงั้ ในด้านผู้ชื่นชมศิลปะและจิตร

กรผู้สร้างสรรค์ผลงาน เมื่อศิลปะมีความจําเป็นเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ ดังน้ันคําถามเกี่ยวกับศิลปะจึงเป็น

หน้าที่ของมนุษย์ท่ีจะเป็นผู้หาคําตอบ เพื่อแสดงทัศนะต่อคําถามที่เก่ียวกับศิลปะในประเด็นต่างๆ

พระพุทธศาสนากม็ อี ทิ ธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมในสังคมไทย การสืบทอดประสบการณ์ทางศิลปะก่อให้เกิด

ทศั นะทางคณุ ค่าหรอื สุนทรียะ ศิลปะในสงั คมไทยมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา

ศิลปะในพระพุทธศาสนาไม่ได้เน้นถึงเรื่องความงามเป็นการเฉพาะ แต่มีบางแง่มุมท่ีสัมพันธ์อยู่กับความจริง

(reality) และความดี (goodness) พระพุทธศาสนากล่าวถึงธรรมะเป็นเรื่องหลัก ซึ่งก็คือความจริงท่ีเป็นจริง

๑ ที.ม.(ไทย) ๑๐/ ๑๕๐/๒๐๒.
๒ สมพร ไชยภมู ธิ รรม, ปางพระพุทธรปู , (กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักพิมพ์ต้นธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๑๘.
๓ ที.ม. (ไทย) ๒/๑๗๙/๒๓๘ กล่าวไว้ว่า โทณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วนประดิษฐาน ณ
แคว้นมคธ, กรุงเวสาลี, กรุงกบิลพัสด์ุ, กรุงอัลลกัปปะ, กรุงรามคาม, กรุงเวฏฐทีปกะ, กรุงปาวา, กรุงกุสินารา, เรียกว่า ธาตุ
เจดีย์ ท้ังน้ีกษัตริย์เมืองปิบผลิวันไปช้า ทรงได้พระอังคารและโทณพราหมณ์ได้ทะนานไปสร้างสถูปบรรจุที่เมืองปิบผลิวันและ
กรงุ กุสินารา สถปู ทัง้ สอง เรยี กวา่ บริโภคเจดีย์.
๔ เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, (ฉบับมุขปาฐะ ภาค ๑), (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราช
วิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๑๐๘.
๕ วิ.จู. (ไทย) ๗/๒๕๖/๘๗-๘๙.
๖ วัชรินทร์ บัวจันทร์, “ศึกษาเรื่องแดนแห่งพลังศรัทธา”, ศิลปนิพนธ์ศิลปบัณฑิต, (นครปฐม: คณะจิตรกรรม
ประตมิ ากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๕๔), หน้า ๕.

๒๐๗

และกฎเกณฑ์ธรรมชาติ (nature law) กล่าวคือ ความสัมพันธ์แห่งเหตุป๎จจัย การอิงอาศัยเกื้อกูลเป็นเหตุเป็น
ผลซึ่งกันและกันในธรรมชาติท่ีเป็นปรากฏการณ์ อาการต่างๆ นั้นมีความเป็นปกติธรรมดาของมันเอง และมี
ความงามอยูใ่ นตวั เองแล้ว เป็นความงามทางภววสิ ัย เปน็ สนุ ทรียภาพในลักษณะหนึ่ง๑ พุทธศิลปกรรม เป็นงาน
สร้างสรรค์ทางความคิดผ่านสื่อสัญลักษณ์ของผู้ท่ีศรัทธาในคําสอนของพระพุทธเจ้า๒ เป็นเหตุให้ได้สร้างสรรค์
งานพุทธศิลปกรรมข้ึนมาเพ่ือส่งเสริมการเผยแพร่และการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งเป็นส่ิงช่วย
โน้มน้าวจิตใจของพุทธศาสนิกชน ให้เกิดความศรัทธาปสาทะ ประพฤติปฏิบัติตนให้มีแนวทางท่ีดีงาม การสืบ
ทอดงานพุทธศิลป์นั้นพระมหากษัตริย์ในอดีตได้ความสําคัญและเป็นการทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาให้มีความ
เจริญรุ่งเรอื งอยา่ งมากโดยเฉพาะกษัตริยป์ ระจาํ เมืองอู่ทอง

ดังจะเหน็ ได้วา่ พระพุทธศาสนาเขา้ มาในดินแดนประเทศไทยประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ สมัยเดียวกันกับ
ประเทศศรีลังกา โดยการส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ๙ สาย โดยการอุปถัมภ์ของ
พระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์อินเดีย ขณะนั้นประเทศไทยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ โดยการนําของ
พระโสณะและพระอุตตระเป็นพระเถระชาวอินเดียได้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบนี้ สําหรับ
ประเทศไทยมีหลักฐานท่ีอ้างอิงได้ คือ ธรรมจักรและกวางหมอบท่ีขุดพบที่บริเวณปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐม
เป็นศิลปกรรมสมัยทวาราวดีมีอายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ ศิลปกรรมดังกล่าว มีลักษณะเช่นเดียวกับศิลปะ
สมัยเดียวกับของอินเดีย หลังจากน้ันพุทธศิลปวัตถุได้วิวัฒนาการไปตามอิทธิพลของพุทธศาสนาท่ีแผ่ไปในยุค
หลงั ๆ เชน่ ลังกาพุกาม และเขมรเปน็ ต้น

พระพทุ ธศาสนาเขา้ มาสู่ประเทศไทยหลายครั้งและแต่ละคร้ังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านคําสอนและ
ผ ล ข อ ง ก า ร เ ข้ า ม า เ ผ ย แ ผ่ โ ด ย ส า ม า ร ถ แ บ่ ง อ อ ก ไ ด้ เ ป็ น ๔ ยุ ค คื อ ยุ ค เ ถ ร ว า ท แ บ บ อ โ ศ ก
ยุคมหายาน ยุคเถรวาทแบบพุกามและยุคเถรวาทแบบลังกาวงศ์๓ ยุคทวารวดีตรงกับยุคเถรวาทแบบอโศกพุทธ
ศิลป์ในยุคน้ีท่ีเป็นสถูป หรือเจดีย์ปรากฏในภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ๔
พุทธศิลป์ในสมัยทวารวดีแบ่งออกเป็น ๓ ยุค คือ ทวารวดีตอนต้น ส่วนใหญ่สร้างด้วยหินขนาดใหญ่มีลักษณะ
คลา้ ยพุทธรปู ในสมัยคปุ ตะของอนิ เดยี แต่การสร้างยังไม่ประณีตทําให้พระพุทธรูปในยุคนี้ดูค่อนข้างกระด้าง ทวาร
วดีตอนกลางการสร้างมีความประณีตกว่าตอนต้นมาก พระพักตร์มีลักษณะแบนกว้างและสั้น เคร่งขรึม พระโอษฐ์
กว้างและแบะ พระเนตรโปนมีทั้งท่ีสร้างด้วยหินแข็งท่ีขนาดใหญ่โต แบบลอยองค์และจําหลักนูนกับท่ีสร้างด้วย
สํารดิ ซง่ึ มีขนาดเล็กประมาณคร่ึงฟุต ทวารวดีตอนปลายเป็นลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะศรีวิชัยและอู่ทอง
พบท่จี งั หวดั ลําพูนและเชยี งใหม่ พระพทุ ธรปู ในสมยั น้ีได้สร้างปางตา่ งๆ

เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี มีผังเมืองเป็นรูปวงรี ตัวเมืองมีคูนํ้าคันดินล้อมรอบ
ภายในตัวเมืองและบริเวณโดยรอบมีซากโบราณกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่งห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียง
ใต้เป็นท่ีตั้งของโบราณสถานคอกช้างดิน กลุ่มศาสนาสถานและส่ิงก่อสร้างเนื่องในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิ
ไศวนิกาย เมืองโบราณอู่ทองมีอายุประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๔๐๐ ปีที่ผ่านมา

๑ มโน พิสทุ ธริ ัตนานนท,์ สุนทรียวจิ กั ษณใ์ นจติ รกรรมไทย, (กรงุ เทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๗), หนา้ ๑๐๑.
๒ ชัปนะ ป่ินเงิน, จักกวาฬทีปนี: ต๎นแบบทางความคิดพุทธลักษณ์ล๎านนา, (เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม,่ ๒๕๕๒), (อัดสําเนา).
๓ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนาในอาเซีย, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา,๒๕๕๕), หน้า
๑๔๕.
๔ กรมศลิ ปากร โบราณคดีและประวัตศิ าสตร์เมอื งสุพรรณบรุ ี, (กรุงเทพมหานคร : ห้างห้นุ ส่วนจํากัดสารรังสรรค์,
รงั สรรค์, ๒๕๓๓) หนา้ ๒๑๕.

๒๐๘

เป็นหลกั ฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและวิทยาการต่างๆ ในอดีต อันมีผลจากการผสมผสานวัฒนธรรม
ท้องถ่ินเข้ากับการรับวัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” มี
ลักษณะที่สําคัญคือ การวางผังเมืองที่มีคูนํ้าคันดินล้อมรอบ การนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทการสร้างศาสน
สถานด้วยอิฐขนาดใหญ่และการมีรูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะของตนเอง๑ เมืองอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มี
ความสําคัญทางดา้ นพระพทุ ธศาสนาของยุคทวารวดีเป็นเมืองโบราณท่ีได้รับการศึกษาทางโบราณคดีมากที่สุดแห่ง
หนึ่งของประเทศไทยและเป็นศูนย์กลางทางศาสนาท่ีเก่าแก่ท่ีสุดของรัฐทวารวดี เพราะได้ค้นพบแผ่นดินเผารูป
พระสงฆ์อุ้มบาตร ลักษณะเป็นแผ่นดินเผาสีนํ้าตาลเป็นภาพพระภิกษุสามองค์ยืนอุ้มบาตรทรงครองจีวรห่มคลุม
คือ ห่มจีวรคลุมท้ังสองบ่าถึงข้อมือ จีวรมีลักษณะเป็นริ้วชัดเจน ทรงอุ้มบาตรทรงกลมปฎิบัติวัตรคือการออก
บิณฑบาตในยามเช้าและพบภาพปูนป้๎นพระพุทธรูปนาคปรกอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๙-๑๐ (มีอายุประมาณ
๑,๖๐๐-๑,๗๐๐ ปี) มีรูปแบบคล้ายกบั ศิลปะสมัยอมรวดที างภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้ของอินเดีย๒

ผู้วิจยั มีความมุ่งม่นั ทีจ่ ะศึกษาเกยี่ วกับเรื่อง “คุณค่าพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปยุคทวารวดี กรณีศึกษา
ในจังหวัดสุพรรณบุรี” ซึ่งได้ศึกษาจากการให้ข้อมูลที่สําคัญเก่ียวกับพุทธศิลป์ยุคทวารวดี การวิจัยครั้งน้ีศึกษา
เรื่อง มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑. เพื่อศึกษาคุณค่าพุทธศิลป์ในพระพุทธศาสนา ๒. เพื่อศึกษาพุทธศิลป์ยุค
ทวารวดี จังหวัดสุพรรณบุรี ๓. เพ่ือวิเคราะห์คุณค่าพุทธศิลป์ยุคทวารวดีในจังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็น
การวิจัยเชิงคุณภาพ เพ่ือศึกษาประวัติศาสตร์ แนวคิดและคุณค่าของพุทธศิลป์สมัยทวารวดีอู่ทอง ซึ่งเป็นศิลปะท่ี
เก่ยี วข้องกบั การสรา้ งสรรค์และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกความช่ืนชมในความงามภายในใจของมนุษย์ ศิลปะทาง
ศาสนา กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อมนุษย์หลายประการ เช่น ๑. ประโยชน์ในการใช้สอย ๒. สร้างความเพลิดเพลินทาง
จติ ใจ ๓. เป็นเคร่ืองยดึ เหน่ียวความเช่ือถอื ในศาสนา ตัวอย่าง เช่น พระผงสุพรรณ มีลักษณะเป็นดินเผา แต่ในด้าน
หลักพุทธธรรมเน้นความเมตตาแคล้วคลาด โดยมุ่งแสดงหลักแห่งความจริงและความเป็นเหตุเป็นผล ตั้งอยู่บน
พ้ืนฐานของชีวิต ท่ีต้องการแสวงหาความสุขหรือการพ้นทุกข์ พุทธศิลป์นี้ จึงมีคุณค่าต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง ในการ
ส่งเสรมิ จรยิ ธรรม คุณค่าดังกล่าวอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป นอกเหนือจากคุณค่าทางศิลปกรรมอย่างเห็นได้ชัด
แล้ว ยังมีคุณค่าทางการศึกษา คุณค่าทางประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่คุณค่าทางเศรษฐกิจ ก็ได้พัฒนาการจาก
แนวคิดทางด้านพุทธธรรมของพระพุทธศาสนามีความสําคัญต่อสังคมไทย ซึ่งจะได้รับข้อมูลจากคัมภีร์ หนังสือ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นํามารวบรวม ประมวลสิ่งท่ีเห็นว่าเป็นส่ิงสําคัญและเป็นประโยชน์ในการทําวิจัยในครั้ง
นี้ และหวงั วา่ จะเปน็ ประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาในเร่ืองนต้ี ่อไป

๒. วตั ถปุ ระสงคข์ องกการวจิ ยั

๑.๒.๑ เพ่ือศกึ ษาพทุ ธศลิ ปใ์ นพระพทุ ธศาสนา
๑.๒.๒ เพอื่ ศกึ ษาพุทธศลิ ปย์ ุคทวารวดี จังหวดั สพุ รรณบรุ ี
๑.๒.๓ เพื่อวิเคราะหอ์ ิทธิพลและคณุ คา่ พทุ ธศิลปย์ ุคทวารวดี ในจงั หวดั สุพรรณบรุ ี

๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง, พิพิธภัณฑสถานแหํงชาติ อาเภออํูทอง สุพรรณบุรี - จังหวัดสุพรรณบุรี
[ออนไลน์], แหลง่ ที่มา : http://www.suphan.biz/UtongMuseum.htm [๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓].

๒ สฤษด์ิพงศ์ ขุนทรง, โบราณคดีช่วงก่อนสมัยทวารวดี : ข้อมูลใหม่จากเมืองโบราณอู่ทอง, เป็นสํวนหนึ่งของ
โครงการวิจัยเรื่อง “พัฒนาการของเมืองอูํทองจากหลักฐานทางโบราณคดี”, โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและ
พัฒนา มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, (คณะโบราณคดี : มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร), บทคัดย่อ.

๒๐๙

๓. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะทใี่ ช๎ในการวจิ ยั

คุณคํา หมายถงึ ส่ิงท่ีมปี ระโยชนแ์ ละมมี ลู ค่าสงู
พุทธศิลป์ หมายถึงพระพทุ ธรปู สมยั ทวารวดีอู่ทอง เป็นศิลปกรรมท่ีสร้างข้ึนรับใช้ พระพุทธศาสนา
โดยตรงท้งั ในดา้ นจติ รกรรม ประติมากรรม และสถาป๎ตยกรรมในลัทธิมหายาน และเถรวาท๑ เป็นศิลปกรรมท่ี
สร้างข้ึนและปรากฏเป็นลักษณะของพระพุทธรูปในสมัยทวารวดี ซึ่งอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๖ ซ่งึ โดยปกติเหน็ วา่ พทุ ธศิลปเ์ ป็นส่ิงที่สะท้อนความงดงามของศิลปะในเชิงช่างที่แกะสลักหรือป๎้น
หรอื หล่อพระพุทธรูปขึน้ เพื่อเป็นท่ีเคารพสักการะแทนองค์พระพุทธเจ้า
พระพุทธรปู หมายถงึ รูปทส่ี รา้ งข้นึ แทนองคพ์ ระพทุ ธเจ้า
ทวารวดี หมายถึง ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี มีกําหนดอายุตั้งแต่
พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖
สวุ รรณภมู ิ หมายถึง ดินแดนแหง่ ทองคํา ดนิ แดนท่มี ีความอดุ มสมบูรณ์
สุพรรณบุรี หมายถึง เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความอุดม
สมบูรณ์บนพ้นื ทีร่ าบภาคกลางสืบสารความเจริญรุ่งเรืองมาต้ังแต่อดีตกาล สุพรรณบุรีมีอายุไม่ต่ํากว่า ๓,๕๐๐-
๓,๘๐๐ ปี จากโบราณวัตถุที่ขุดพบมีท้ังยุคหินใหม่ ยุคสําริด ยุคเหล็ก และสืบทอดวัฒนธรรมต่อเนื่องมาถึงยุค
สมยั ท่ีเจริญรงุ่ เรอื งท่สี ุด คอื ยุคทวารวดี

๔. วธิ ดี าเนนิ การวิจัย/รูปแบบการวจิ ยั /ขอบเขตการวิจัย

การวิจัย “วิเคราะห์คุณค่าพุทธศิลป์ยุคทวารวดี ในจังหวัดสุพรรณบุรี” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research)

๑.๔.๑ ขอบเขตดา๎ นเนือ้ หา
การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเก่ียวกับเพื่อศึกษา คุณค่าพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปยุค
ทวารวดีในพระพุทธศาสนา ในจังหวดั สุพรรณบรุ ี
๑.๔.๒ ขอบเขตดา๎ นสถานท่ี
การวจิ ัยคร้งั นีผ้ ู้ศึกษากาํ หนดพน้ื ท่เี ฉพาะจงั หวดั สุพรรณบุรี

๑.๔.๒.๑ พืน้ ทีใ่ นเขตตาํ บลอทู่ อง อาํ เภออทู่ อง จงั หวัดสุพรรณบุรี
๑.๔.๒.๒ พื้นที่ในเขตจังหวัดสพุ รรณบุรี
๑.๔.๓ ขอบเขตด๎านประชากรและกลมุํ ตวั อยาํ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ พระสังฆาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิในพิพิธภัณฑ์อู่ทอง
ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์การบริหารการพัฒนาพ้ืนที่พิเศษเพ่ือการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน (องค์การมหาชน)
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิด้านประวัติศาสตร์ในวิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิและกลุ่มชาวบ้านในจังหวัดสุพรรณบุรี
จาํ นวน ๑๐ รปู /คน
๑. พระธรรมพุทธิมงคล (สะอ้ิง สิรินฺนโท) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าอาวาสวัดปุาเล
ไลยก์วรวหิ าร
๒. พระครูวิบลู เจติยานุรกั ษ,์ ดร. รองเจ้าคณะจงั หวัดสพุ รรณบุรี เจา้ อาวาสวัดดอนเจดยี

๑ รศ.สงวน รอดบุญ, ศลิ ปกรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๙), หนา้ ๑๙๐.

๒๑๐

๓. พระครูสิริวรธรรมภินันท์ (ชูชาติ) อานนฺโท รองเจ้าคณะอําเภอเมืองสุพรรณบุรี เจ้าอาวาสวัด
มะนาว

๔. พระครโู สภณวีรานวุ ัตร, ดร. (นิคม ณฎฐฺ วโร) ผ้ชู ว่ ยเจ้าอาวาสวัดปุาเลไลยก์วรวหิ าร
๕. พระมหาพิชยั เจรญิ ยทุ ธ (ธมมฺวชิ โย) เจ้าอาวาสวดั เขาทําเทยี ม
๖. นางสาววิภารตั น์ ประดิษฐอาชีพ ผู้อาํ นวยการพพิ ิธภัณฑส์ ถานแหง่ ชาติ อทู่ อง
๗. ดร.สมจนิ ต์ ชาญกระบี่ ผจู้ ดั การสาํ นักงานพนื้ ที่พเิ ศษ เมืองโบราณอู่ทอง (อพท.๗)
๘. นางสาวจันทิรา เคหะนาค นักวิชาการศาสนาชํานาญการพิเศษ สํานักงานพุทธศาสนาจังหวัด
สุพรรณบรุ ี
๙. นางวรพร พรหมใจรกั ษ์ อาจารยป์ ระจําวชิ าครศุ าสตรบัณฑติ สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา
๑๐. นายอานนท์ รกั ผล สํานกั งานพุทธแห่งชาติ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
๑.๔.๔ ขอบเขตดา๎ นระยะเวลา
การวิจัยคร้ังนี้ใช้ระยะเวลาในการศึกษา เริ่มต้นแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
รวมระยะเวลา ๖ เดือน

๕. ผลการวจิ ัย

๕.๑.๑ แนวคิดประวตั พิ ุทธศลิ ป์ในพระพทุ ธศาสนาเมืองอทํู อง
พุทธศิลป์เป็นงานศิลปกรรมที่เก่ียวเนื่องกับพุทธศาสนา ทั้งสถาป๎ตยกรรม ประติมากรรม และจิต
กรรม เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเช่ือ ความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพุทธศาสนา ตั้งแต่อดีตย้อนกลับไปตั้งแต่
เริ่มปรากฏหลักฐานการสรา้ งงานพุทธศลิ ปแ์ รกเริม่ ในดนิ แดนไทย ตง้ั แต่สมยั ทวารวดี เมือ่ ราว ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
เมืองอทู่ องในประวตั ศิ าสตรไ์ ทย โดยนักวชิ าการทั้งหลาย ต่างก็ตัง้ สมมุติฐานว่าเมืองอู่ทองเป็นเมือง
หลวงของรฐั ทวารวดี เน่ืองจากเป็นเมืองเดียวที่พบ พระพุทธรูปเป็นลักษณะพระพุทธเจ้า ประทับยืนแสดงปาง
ประทานธรรม ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ตามคติความเชื่อของพระพุทธศาสนาแบบมหายาน
นกิ ายสุขาวดีจากจีน และพระพมิ พท์ ีพ่ บเมอื งโบราณอูท่ อง มีลักษณะอยู่ในซุ้มโค้ง แหลม ศิลปะแบบปาลวะ ซ่ึง
เป็นรูปแบบของพระพมิ พต์ ามคตขิ องพุทธศาสนกิ ชนทีน่ ับถือลัทธติ ันตระยานหรอื วชั รยาน
เมืองอทู่ อง ยงั เป็นเมอื งปลอดสาร จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะโบราณวัตถุท้ังหลาย
ที่ค้นพบในเมืองอู่ทอง มันมีคุณค่าพ้ืนฐานและโดดเด่นไม่เหมือนท่ีไหนในประเทศไทย ในพื้นท่ีพิเศษท่ีประกาศ
ออกมาถือว่าที่อําเภออู่ทองเก่าท่ีสุดในเรื่องของอายุ อู่ทองเป็นแหล่งอารยธรรมสุวรรณภูมิซ่ึงเป็นท่ีตั้งเมือง
หลวงอาณาจักรทวารวดี ที่มีการขุดพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่แสดงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตกว่า
๒๐๐๐ ปีมาแลว้
๕.๑.๒ ความเป็นมาและความสาคญั พทุ ธศิลปย์ คุ ทวารวดี
พุทธศิลป์ยุคทวารวดี จังหวัดสุพรรณบุรี มีความเป็นมาและมีความสําคัญ จากการศึกษาของนัก
ประวัตศิ าสตรแ์ ละนักโบราณคดี นกั วิชาการหลายท่าน สันนิษฐานว่า พุทธศาสนาน่าจะเข้ามาถึงดินแดนที่เป็น
ประเทศไทยปจ๎ จบุ นั นบั ตง้ั แต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ หรอื กอ่ นสมัยทวารวดแี ล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองอู่
ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะปรากฏรูปแบบศิลปกรรมอินเดียแบบอมราวดีตอนปลาย ทําขึ้นในท้องถ่ินและ
เคยใชป้ ระดบั ศาสนสถาน คือ แผ่นดินเผารูปพระสาวก 3 องค์อุ้มบาตรห่มจีวรเป็นร้ิว และชิ้นส่วนพระพุทธรูป
ขัดสมาธิพระบาทหลวมๆ บนขนดนาค จึงเช่ือกันว่าผู้คนในบริเวณเมืองอู่ทองน้ีคงจะรู้จักและเร่ิมนับถือ
พระพทุ ธศาสนาในระดับหนึ่งแลว้ และหลักฐานและหลักธรรมพุทธศาสนาสมัยแรกเร่ิมที่อู่ทองและปริมณฑลที่
มีความสอดคล้องกับงานวิจัย เรื่อง พุทธศิลป์ในนิกายสีหฬภิกขุ ค.ศ. ๑๓๕๐-๑๕๕๐ (ราว พ.ศ. ๑๙๐๐-

๒๑๑

๒๑๐๐) ศึกษาจากพระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปท่ีมีจารึกประเทศไทย ๑ ได้ทําการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับพุทธ
ศลิ ปะสีหฬภิกขุ ค.ศ.๑๓๕๐-๑๕๕๐ (ราว พ.ศ.๑๙๐๐-๒๑๐๐)

๕.๑.๓ วิเคราะห์อทิ ธพิ ลและคุณคาํ พทุ ธศิลปย์ คุ ทวารวดี ในจงั หวดั สพุ รรณบุรี
การวิเคราะห์แนวคิดคุณค่าพุทธศิลป์ทวารวดีท่ีปรากฏในรูปแบบของเจดีย์และโบราณสถาน
โบราณวัตถุอื่น ๆ ล้วนมีอิทธิพลและคุณค่าในด้านต่างๆ อาทิ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม มีคุณค่าที่ควรแก่
อนรุ กั ษ์ แสดงใหเ้ หน็ ถึงการเข้ามาของพระพทุ ธศาสนา ความศรัทธา การนับถือพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ ใน
สมัยน้ัน ที่คนในยุคป๎จจุบันสามารถนํามาเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ การนับถือพระพุทธศาสนา คุณค่าทาง
ศิลปกรรม ทําให้รู้ถึงรูปแบบของศิลปกรรมในสมัยทวารวดี และสามารถนําไปใช้ในการศึกษา รูปแบบของ
ศิลปกรรมทพ่ี บในแหลง่ โบราณสถานและในสถานท่ตี า่ งๆ ได้ คุณค่าในการศึกษา เป็นแหล่งเรียนรู้ในด้าน
ประวัติศาสตร์ โบราณคดี คณุ ค่าทางประวัติศาสตร์ ทําให้ทราบประวัติความเป็นมาและความสําคัญของชุมชน
โบราณ คุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และนํามาพัฒนาต่อยอด
เป็นงานฝีมือ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นของท่ีระลึกแก่นักท่องเท่ียวได้ คุณค่าทางสังคม เกิดสํานึกรักบ้าน
เกิด ภมู ิใจในบ้านเกิดที่มหี ลักฐานประวัติศาสตร์อันมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและน่าภาคภูมิใจซึ่งมีความ
สอดคล้องกับงานวิจัย พิริยา พิทยาวัฒนชัย๒ ได้ศึกษาดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “วิเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ดว้ ยการใชพ้ ุทธศลิ ปแ์ ละภูมิทศั นสถานของวัดเจติยภูมิ อําเภอนํ้าพอง จังหวัดขอนแก่น” พบว่า การเผยแผ่จาก
พทุ ธกาลไดใ้ ชก้ ารสอ่ื สารระดบั บุคคล การปฏิบัติตน เป็นต้นแบบ หลังพุทธกาลมีการสังคายนาแล้วได้รักษาสืบ
ต่อกันมา ป๎จจุบันได้มีการให้ความสําคัญกับพุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานไม่น้อย ชาวอีสานมีวัดเป็นศูนย์รวม
จิตใจของชุมชนเป็นแหล่งรวมงานพุทธศิลป์พ้ืนท่ีวัดได้ตกแต่งเป็นภูมิทัศนสถานให้เป็นรมมณียสถาน และให้มี
ที่ว่างใช้รองรับกิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณีวิถีชุมชน โดยเฉพาะวัดเจติยภูมิมีการใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนส
ถานของวดั ท่ีมลี กั ษณะรว่ มของสงั คมอสี าน โดยผลการศึกษาการเผยแผ่พุทธศาสนาของวัดเจติยภูมิพบว่า พุทธ
ศิลป์หลักคือองค์พระธาตุขามแก่นเป็นผลจากความศรัทธา ความงาม และวัฒนธรรมการสร้างพระธาตุ การ
สรา้ งสิม การสรา้ งพระพุทธรูป การเขียนฮูปแต้ม และการมีพ้ืนท่ีรองรับกิจกรรมศาสนาตาม ฮีตสิบสองคองสิบ
ส่ี โดยปรับภูมิทัศน์ของวัดตามความจําเป็นแต่ละยุคสมัย มีการเสริมสร้างภูมิทัศน์ ทั้งสิ่งมีชีวิต (soft scape)
และสงิ่ ไมม่ ชี ีวติ (hard scape) โดยไมท่ าํ ลายหรอื บิดเบอื นโครงสรา้ ง ภูมทิ ัศนสถานเดิม แต่ส่งเสริมให้พุทธศิลป์
หลกั มเี อกภาพด้วยศาสตร์สมัยใหม่ เช่น การออกแบบภมู ิทัศน์ ให้สะท้อนบรรยากาศเดิมของภูมิทัศนสถานโดย
ยังคงรักษาพืชพรรณด้ังเดิมของวัดอันเก่ียวข้องกับตํานานการสร้างพระธาตุขามแก่นบนดอนมะขาม รูปแบบ
การใช้พุทธศิลป์และภูมิทัศนสถานจึง ผสมผสานงานดั้งเดิมและงานสร้างใหม่ โดยวัดยังรักษารูปแบบงานพุทธ
ศิลป์ดั้งเดิมเอาไว้และปรับปรุง บํารุง รักษาภูมิทัศนสถานให้สมสมัยและสะอาด สว่าง สงบ สอดคล้องกับ
หลักสปั ปายะในพระไตรปฎิ ก

๑ สุรสวัสด์ิ สุขสวัสดิ์, ม.ล. และ ดร. ฮันส์เพ้นธ์, พุทธศิลป์ในนิกายสีหฬภิกขุ ค.ศ. ๑๓๕๐- ๑๕๕๐ (ราว พ.ศ.
๑๙๐๐ - ๒๑๐๐) ศกึ ษาจากพระพทุ ธสิหงิ คแ์ ละพระพทุ ธรปู ที่มจี ารกึ ประเทศไทย (เนน้ ลา้ นนา), (เชียงใหม:่ สถาบันวิจัยสังคม,
๒๕๕๐).

๒ พิรยิ า พทิ ยาวฒั นชยั ,“วิเคราะหก์ ารเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาด้วยการใชพ้ ทุ ธศิลป์และภมู ิทศั นสถานของวดั เจตยิ
ภูมิ อําเภอนาํ้ พอง จงั หวัดขอนแกน่ ”, ดุษฎีนิพนธพ์ ุทธศาสตรดุษฎีบณั ฑิต, (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั พุทธศกั ราช, ๒๕๖๑), บทคดั ย่อ.

๖. สรุปองคค์ วามร๎ู

วเิ คราะหค์ ุณคา่ พุทธศิล
เกดิ แนวคิดเร่ืองประวตั ิความ

ความสาค
ก่อใหเ้ กิดคุณ

คณุ ค่าทางดา้ นศาสนา คุณคา่ ทางด้านสนุ ทรยี ะหรือ คณุ ค่าทาง
- เปน็ ทย่ี ึดเหนี่ยวจิตใจ ความงาม ประวัติศาส
- เปน็ พทุ ธานสุ สติ - ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี - ทราบถงึ ว
- เป็นส่ิงเตอื นจนการ งดงาม เชอ่ื มโยงด้า
ประพฤติปฏิบตั ใิ นสิง่ ทีด่ ีงาม - คา่ นิยม และความเชือ่ ของ ชุมชน
- ละเว้นจากการทาชั่วท้ังปวง คนไทยต่อพทุ ธศิลป์น้นั ๆ - เสน้ ทางก
ใช้เป็นหลัก
- เปน็ ข้อมลู
เหตกุ ารณ์ต

๒๑๒

ลป์ยุคทวารวดี ในจังหวดั สุพรรณบุรี
มเปน็ มาของพุทธศลิ ป์ในพระพุทธศาสนา
คัญพุทธศลิ ป์ทวารวดี
ณคา่ พุทธศลิ ปย์ ุคทวารวดี

งด้าน คุณค่าทางดา้ นเศรษฐกจิ คณุ ค่าทางด้านสังคม
สตร์ - การทอ่ งเที่ยวในจังหวดั - ความเชอ่ื พื้นฐานทเี่ ป็น
วิวฒั นาการ การ - สร้างอาชพี ให้ชุมชนมีรายได้ แนวทางในการดาเนนิ ชีวติ ใน
านวฒั นธรรมของ จากการบูชาพุทธศิลป์ สังคมได้อยา่ งมีความสขุ
- เกิดการหมุนเวียนทาง - ก่อให้เกิดความรกั ใคร่
การตดิ ต่อคมนาคม เศรษฐกิจทางวตั ถมุ งคล สามคั คีกลมเกลียวกนั ใน
กฐานเพื่อตรวจสอบ สังคม
ลท่ีทาใหก้ ารศกึ ษา
ต่างๆ

๒๑๓

๗. ข๎อเสนอแนะ

๗.๑ ข๎อเสนอแนะท่วั ไป
๑) คณะสงฆ์ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ควรแก่อนุรักษ์ แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของพระพุทธศาสนา
ความศรทั ธา การนับถือพระพุทธศาสนานกิ ายตา่ งๆ ในสมัยนั้น ท่ีคนในยุคป๎จจุบันสามารถนํามาเป็นแบบอย่าง
ในการอนรุ กั ษ์ การนับถอื พระพุทธศาสนา
๒) คณะสงฆ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรให้ส่งเสริมสนับสนุนพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปเมืองอู่ทอง
สมยั ทวารวดี ซงึ่ เป็นแหล่งข้อมูลพฒั นาการ อทิ ธิพล และคุณคา่ แก่พุทธศาสนกิ ชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว
๗.๒ ข๎อเสนอแนะในการทาวิจัยในครั้งตํอไป
๑) ควรศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทําให้ทราบประวัติความเป็นมาและความสําคัญของพุทธ
ศลิ ป์ใหม้ ากขนึ้
๒) ควรศึกษาคุณค่าทางศิลปกรรม ทําให้รู้ถึงรูปแบบของศิลปกรรมในสมัยทวารวดี และสามารถ
นําไปใช้ในการศึกษา รูปแบบของศิลปกรรมที่พบในแหล่งโบราณสถานและในสถานที่ต่างๆ ได้ดีและถูกต้อง
ไม่เปลยี นประวัตศิ าสตร์เดมิ
๓) นักเรียน นักศึกษา บุคคลท่ัวไปต้องควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาให้จริงจังกว่า
ปจ๎ จบุ ันนี้

เอกสารอา๎ งอิง

กรมศิลปากร โบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี, (กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจํากัดสาร
รังสรรค์, ๒๕๓๓)

คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ประวัติพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งท่ี ๑,
(กรงุ เทพมหานคร : หา้ งหนุ้ ส่วนจาํ กัด, ๒๕๕๐),

ชัปนะ ป่ินเงิน, จกั กวาฬทีปนี: ต๎นแบบทางความคดิ พุทธลักษณล์ า๎ นนา, (เชียงใหม:่ สถาบนั วจิ ยั สังคม
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, ๒๕๕๒),

พระธรรมปฎิ ก (ประยุทธ์ ปยตุ ฺโต), พระพทุ ธศาสนาในอาเซยี , (กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา,๒๕๕๕),
มโน พสิ ทุ ธิรัตนานนท์, สุนทรยี วจิ กั ษณใ์ นจติ รกรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๗),
วัชรินทร์ บัวจันทร์, “ศึกษาเรื่องแดนแห่งพลังศรัทธา”, ศิลปนิพนธ์ศิลปบัณฑิต, (นครปฐม: คณะ

จติ รกรรม ประตมิ ากรรมและภาพพมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๕๔),
สมพร ไชยภูมธิ รรม, ปางพระพุทธรูป, (กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพิมพ์ตน้ ธรรม, ๒๕๔๓),
พระมหาดาวสยาม วชิรปํฺโ , ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาในอินเดีย, กรุงเทพมหานคร : พิมพ์สวย,

๒๕๔๖,
สฤษดพ์ิ งศ์ ขนุ ทรง, โบราณคดีชว่ งก่อนสมยั ทวารวดี : ขอ้ มูลใหมจ่ ากเมืองโบราณอทู่ อง, เปน็ สวํ นหนงึ่ ของ

โครงการวจิ ยั เร่อื ง “พฒั นาการของเมืองอูทํ องจากหลักฐานทางโบราณคดี”, โดยไดร้ บั ทนุ
สนับสนนุ จากสถาบนั วจิ ัยและพฒั นา มหาวิทยาลัยศิลปากร, (คณะโบราณคดี : มหาวทิ ยาลยั
ศลิ ปากร),

๒๑๔

การปฏิบัติตนตามหลกั ศลี ๕ ของเจา๎ หน๎าทีแ่ ขวงทางหลวง จงั หวดั นครปฐม

SELF-PRACTICE ACCORDING TO THE FIVE PRECEPTS OF HIGHWAY OFFICERS,
NAKHON PATHOM PROVINCE

ชมุ พร เมืองพรหม
Chumphorn Meungphrom
วิทยาลัยสงฆพ์ ทุ ธป๎ญญาศรที วารวดี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

[email protected]

บทคัดยอํ

บทความนีเ้ ป็นสว่ นหนง่ึ ของงานวจิ ัยเร่ือง “การปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง
จงั หวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม, เพอ่ื เปรยี บเทียบการปฏิบตั ติ นตามหลักศลี ๕ ของเจ้าหนา้ ทแ่ี ขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม จําแนก
ตามป๎จจัยส่วนบุคคล และ เพ่ือศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตาม
หลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม ศึกษาวิจัยโดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed
Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้
แบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดย
ใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interviews) โดยเก็บแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม จํานวน ๒๑๖ คน โดยสุ่มตัวอย่างได้ ๑๔๑ คน เครื่องมือท่ีใช้เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบ
ตรวจสอบรายการและมาตราส่วนประเมินค่า ๕ ระดับแบบสอบถามปลายเปิด และแบบสัมภาษณ์ สถิติ
ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) เปรียบเทียบความแตกต่างโดยการทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบ ค่าเอฟ (f-test) โดย
วิธีการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) โดยกาํ หนดนัยสาํ คัญทางสถิติทีร่ ะดับ .๐๕

ผลการศึกษาพบวาํ
๑) ระดบั การปฏิบตั ิตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐมภาพรวมท้ังหมด
อย่ใู นระดับมากที่สุด (  = ๔.๕๙) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านแล้วทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านท่ีมาก
ที่สุด ได้แก่ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  = ๔.๗๖) รองลงมา ได้แก่ ด้านเว้นจากการลักทรัพย์ (  = ๔.๗๑)
และด้านทนี่ ้อยทีส่ ุด ได้แก่ ดา้ นเวน้ จากการดืม่ สรุ าเมรัย (  = ๔.๓๕)
๒) การเปรียบเทยี บความคดิ เหน็ ของ เจา้ หน้าที่แขวงทางหลวงที่มี เพศ อายุ และประสบการณ์ในการ
ทํางาน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐมแตกต่าง
กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ยกเว้น เจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวงที่มี วุฒิการศึกษา มีความคิดไม่
แตกต่างกัน
๓) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม
พบว่า มากที่สุด คอื คนสว่ นใหญ่ไมเ่ ช่อื เร่อื งการรักษาศีล จึงทําให้มีคนจํานวนมากละเลยในการประพฤติปฏิบัติ
ในทางที่ดี และข้อเสนอแนะที่มากท่ีสุด คือ ควรประพฤติตนให้ดีท้ังกาย วาจา และใจ และเป็นบุคคลตัวอย่าง
ในอนาคต

๒๑๕

๔) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า การรักษาศีล ๕ มีความสําคัญเป็นอย่างมาก และควรกระทําอย่างค่อยๆ
เปน็ ค่อยๆ ไป ดังนัน้ หวั ใจสาํ คญั สําคัญของการรกั ษาศลี ๔ ควรรักษาทงั้ กาย วาจา และใจ การรักษาศลี ๕
คําสาํ คญั : หลกั ศีล ๕, การปฏบิ ัติหลักศีล ๕, ศลี ๕ สําหรบั เจ้าหน้าทีแ่ ขวงทางหลวง

Abstract

The study of "Self-Practice According to the Five Precepts of Highway Officers, Nakhon

Pathom Province" has an objective to study the conduct according to the five precepts of the

Highway District Officers Nakhon Pathom Province, to compare the behavior according to the five

precepts of the highway district officials Nakhon Pathom Province Classified by personal factors

and to study problems, obstacles, and recommendations on the conduct of the five precepts of

the highway authorities. Nakhon Pathom Province. This study was conducted by using

mixed research using a quantitative research method that collected data by using questionnaires.

(Questionnaire) and qualitative research (Qualitative Research) that collected data using In-depth

Interviews with questionnaires collected from highway officials. Nakhon Pathom Province,

number 216 people, with a random sampling of 141 people. It is characterized by a checklist and

5 evaluation scales, an open-ended questionnaire. And interview questionnaire, frequency

(Frequency), Percentage, Mean, Standard Deviation, comparison of differences by t-test, and F (f

test). -test) by one-way ANOVA analysis method with statistical significance at the .05 level.

The research results were found that:

1) Level of conduct according to the five precepts of the highway district officer

Nakhon Pathom Province, overall, the overall level was at the highest level (= 4.59). When

considering each aspect, all aspects were at the highest level. And the lowest side was the

abstinence from slaughter (= 4.76), followed by the abstinence from burglary (= 4.71) and the

lowest was the abstinence from drinking alcohol (= 4 .35)

2) Comparison of opinions of Highway District Officers with gender, age, and work

experience Have opinions on the conduct of the five precepts of the highway authorities Nakhon

Pathom Province had a statistically significant difference at the 0.05 level, except for highway

sub-district officers with educational qualifications with no difference in thinking

3) Problems related to the performance according to the five precepts of the highway

district officer Nakhon Pathom Province found that most people did not believe in observing the

precepts. As a result, many people neglect good behavior. And the greatest suggestion is to

conduct yourself well, both mentally and physically, and to be an example in the future.

4) The results of the interview showed that observing the five precepts is very

important. And it should be done gradually and gradually. Therefore, the heart of the Four

Precepts should be both bodies, verbal and mind.

Keywords: Applying the Five Precepts, the Conduct

๒๑๖

๑. บทนา

ประเทศไทยในป๎จจุบันประกอบด้วย ๓ สถาบันหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย ได้แก่ ชาติ
ศาสนา (พระพุทธศาสนา) และพระมหากษัตริย์ ที่เป็นท่ียึดเหนี่ยวในการอยู่ร่วมกัน หล่อหลอมให้คนไทยเกิด
ความรักความสามัคคี และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาอย่างยาวนานบนพ้ืนฐานของการดําเนินชีวิตตามหลัก
พระพุทธศาสนา เพราะสงั คมไทยนบั ถือพระพุทธศาสนาเปน็ ส่วนใหญ่ ถือว่า เปน็ ศาสนาประจําชาติ การดําเนิน
ชีวติ ของคนไทย และวัฒนธรรมตา่ ง ๆ ได้รับอิทธิพลหล่อหลอมด้วยหลักธรรมคําสอนตามหลักพระพุทธศาสนา
โดยมีหลักธรรมที่เป็นเบ้ืองต้นในการนํามาใช้ ในชีวิตประจําวัน คือ ศีล โดยศีลเป็นกําลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็น
อาวุธสูงสุด เป็นเครื่องประดับอย่าง ประเสริฐสุด ศีลเป็นเกาะอย่างอัศจรรย์ เป็นเลิศในโลกนี้๑ การปฏิบัติตน
ตามหลักของศีลในพระพุทธศาสนามีส่วนที่เก่ียวข้องกับสังคมและ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของ
พระพุทธศาสนาในด้านความสัมพันธ์ทางสังคมได้มากท่ีสุดคือ คําสอนและหลักการปฏิบัติตนในข้ันศีล เพราะ
ศีลเป็นระบบควบคุมชีวิตด้านนอกเกี่ยวกับการแสดงออก ทางกายและวาจาเป็นระเบียบว่าด้วยความสัมพันธ์
กับสภาพส่ิงแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน การดําเนินกิจการต่าง ๆ ของหมู่
ชน การจดั สภาพความเป็นอยู่ และสง่ิ แวดล้อมให้เรียบร้อยและเก้ือกูลแก่การดํารงอยู่ด้วยดีของหมู่ชนน้ัน และ
แก่ความผาสุกแห่ง สมาชิกท้ังปวงของหมู่ชน อันจะเอ้ืออํานวยให้ทุกคนสามารถบําเพ็ญกิจกรณีท่ีดีงามย่ิงข้ึน
เพื่อบรรลุ จุดหมายสูงสุดของชีวิตตามความตกลงนับถือของพวกตน หรือเพื่อเข้าถึงประโยชน์และความดีงาม
สูงสุดตามอุดมการณ์ของหมู่ชนน้ัน ตลอดจนเกื้อกูลแก่การท่ีหมู่ชนนั้นจะเผยแพร่อุดมการณ์กิจการ และ
ประโยชนส์ ุดความดีงามของตนให้เผยแพรข่ ยายกว้างออกไป แต่อีกด้านของสังคมไทยที่สะท้อนให้เห็นและรับรู้
ความจริงที่กําลังเกิดข้ึนพบว่า ป๎ญหาต่าง ๆ ทางสังคม เช่น การลักขโมยการฆ่าข่มขืนกระทําชําเรา ประกอบ
อาชญากรรม การทาํ รา้ ย อตั วนิ บิ าตตนเอง และการฉอ้ โกง๒

ป๎ญหาทางสังคมที่เกิดจากเปล่ียนแปลงและความกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุจากการเอารัด
เอา เปรียบกนั ในสังคมเกิดระบบการแข่งขนั ทาํ ให้ค่านิยมท่ีดีงามต่าง ๆ และความเช่ือเปลี่ยนแปลงตามไป ด้วย
จากสงั คมท่เี คยยกยอ่ งคนประพฤตดิ ปี ระพฤติชอบกก็ ลบั มายกย่องบุคคลทมี่ ีทรัพย์สมบัติหรือเงิน แทนโดยไม่ใส่
ใจว่า บุคคลน้ันจะได้เงินมาโดยวิธีใดบุคคลจึงเกิดแรงขับที่ต้องตอบสนองความต้องการ ทางวัตถุ มีการ
เบียดเบียนกันทั้งทางตรงและทางอ้อม นับต้ังแต่การจ้ี การปล้น และแม้แต่การฆ่า เพื่อ ประสงค์ทรัพย์สิน ฆ่า
ล้างแค้น ข่มขืนสตรี และผู้เยาว์ มัวเมาในอบายมุขหรือแหล่งกามารมณ์รวมไป ถึงการทุจริตคดโกงกัน ดังเป็น
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ ป๎ญหาเหล่าน้ีเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิด ความเส่ือมด้านศีลธรรมของบุคคล
และแผ่ขยายไปถึงเยาวชนด้วย ถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นน้ี ขยายต่อไปจะเกิดความเสียหายแก่
ประเทศชาติ๓ เนือ่ งจากสังคมไทยเป็นสงั คมรีบเรง่ น้ี ทําให้คนไมค่ ่อยสนใจเร่ืองพระพทุ ธศาสนาละเว้นการรักษา
ศีล ก็เลยมองเห็นเร่ืองเล็กน้อย ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องบาปบุญ เรื่องเวรกรรมจากการกระทําท่ีจะส่งผลต่อการ
ดาํ รงชีวิต เพราะทกุ คนกม็ ีหน้าทีจ่ ะตอ้ งรบั ผิดชอบทางครอบครัว จึงทําให้คนไทยเราเริ่มห่างเหินจากการเข้าวัด
ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยมาแต่โบราณช่วยให้ค นไทยมีเกณฑ์การดําเนิน
ชีวิตท่ีดี งดเว้นจากอบายมุขต่าง ๆ และรณรงค์ส่งเสริมให้คนรู้จักรักษาสุขภาพ ไม่ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ให้

๑สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน), ฝึกใจ, พิมพ์ครั้งท่ี ๕,
(กรงุ เทพมหานคร : อมรินทรธ์ รรมะ อมรินทร์พรน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ บั ล่งิ ซิ่ง, ๒๕๕๗)

๒สพุ ตั รา สุภาพ, ปญั หาสงั คม, พิมพ์คร้งั ท่ี ๒๐, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ไทยวัฒนาพานิช จํากัด, ๒๕๔๙), หน้า
๑๓.

๓พระศรีสุทธิโมลี, พุทธธรรม, (สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๒๔), หน้า
๑๗๓ - ๑๗๔

๒๑๗

ตระหนักถึงโทษของการด่ืมสุราและปฏิบัติ ตามนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนให้มีกลุ่มงานรณรงค์ส่งเสริม
เผยแพร่คุณธรรมและจริยธรรม ในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐแต่ยังไม่มีการศึกษาว่า ประชาชนที่นับถือศาสนา
พุทธโดยรวมแล้ว มีคุณธรรมและจริยธรรมช่วยส่งเสริม ขับเคลื่อนเข้าสู่สังคมอภิบาลที่ดี การท่ีสังคมจะก้าวสู่
สังคมอภิบาลท่ีดีคนในสังคมไทยเรานั้นพุทธศาสนิกชน หรือผู้นับถือศาสนาพุทธซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของ
ประเทศไทย จะต้องมีจริยธรรมระดับสามัญชนอย่างน้อยคือการรักษาศีล ๕ ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติในการใช้
ชีวิตในสังคม แต่เน่ืองจากสภาพความเป็นจริงพบว่าอาชญากรรมที่ร้ายแรงทั้งหมดเป็นเรื่องของการละเมิดศีล
๕ ท่ีสื่อนําเสนอรายวนั ตามหน้าหนังสอื พมิ พ์ หรอื ทางโทรทัศน์ ซ่ึงประชาชนน้นั ได้รับข่าวสารเหล่าน้ีทุกวันจาก
สื่อต่างๆ ทําให้เกิดอิทธพิ ลต่อสภาพจติ ใจ ประชาชน ชุมชน โดยเฉพาะในสังคมที่มาด้วยการสังหาร ผลาญชีวิต
การปองร้าย การทําร้ายกัน การลักขโมย ปล้น แย่งชิงการทําผิดทางเพศ มีคดีฆาตกรรม โจรกรรม การข่มขืน
หลอกหลวง การเสพของมึนเมาและสิ่งเสพติดตลอดจนการก่อป๎ญหาและอุบัติเหตุต่างๆ ล้วนแต่เนื่องมาจาก
ของมึนเมาและสิ่งเสพติดเหล่านั้นระบาดแพร่หลายทั่วไป ชีวิตและทรัพย์สินไม่ปลอดภัย จะอยู่หรือไปที่ไหนก็
ไม่มีความม่ันใจเต็มไปด้วยความห่วงใยวิตกกังวลจิตใจหวาดผวาบ่อยๆ ผู้คนพบเห็นกันแทนที่จะอบอุ่นใจกลับ
หวาดระแวงต่อกัน อยู่กันไม่เป็นปกติสุข สุขภาพจิตของประชาชนเส่ือมโทรม ยากที่จะพัฒนาคุณภาพและ
สมรรถภาพของจิตและสงั คม๑

นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ – ฉบับที่ ๑๒ ประเทศไทย ยังคงมุ่งการ
พัฒนาคนในภาพรวมให้เป็นคนท่ีสมบูรณ์ในทุกช่วงวัยที่สามารถบริหารจัดการการ เปล่ียนแปลงที่เป็น
สภาพแวดล้อม การดําเนินชีวิตได้อย่างดีโดยเฉพาะอย่างย่ิงการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้วยการยกระดับคุณภาพ
การศึกษา การเรยี นรู้ การพัฒนาทักษะ และยกระดับคุณภาพบริการ สาธารณสุขให้ท่ัวถึงในทุกพื้นที่ พร้อมทั้ง
ตอ้ งสง่ เสรมิ บทบาทสถาบนั ทางสงั คมในการกลอ่ มเกลาสร้าง คนดี มวี นิ ัย มีคา่ นิยมที่ดแี ละมีความรับผิดชอบต่อ
สังคม๒ ซ่ึงการนําหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเพื่อนําไปใช้ในการดํารงชีวิตประจําวันตามลักษณะของป๎ญหา
ตามสติป๎ญญาและความประสงคข์ องแต่ละบุคคล ดงั นนั้ ระดับคําสอนของพระพทุ ธศาสนา จึงมีหลายระดับทั้งท่ี
เป็นสัจธรรมเบ้ืองต้น เบ้ืองกลาง และเบื้องสูง มีทั้งส่วนที่เรียกว่าเป็นโลกียธรรมและโลกุตรธรรม ศีล เป็นคํา
สอนระดบั เบอ้ื งตน้ หรอื ระดับพืน้ ฐาน คาํ สอนท้ังหมดเป็นระบบการปฏิบัติ เพราะเหตุที่คําสอนเป็นสัจธรรมคือ
เกดิ จากประสบการณจ์ รงิ คาํ สอนจะใหผ้ ลอยา่ งแท้จรงิ เฉพาะผูท้ ีน่ ําไปปฏบิ ัติเท่านัน้ ศลี ก็อยใู่ นลักษณะเดียวกัน
แม้ว่าจะเปน็ คาํ สอนระดบั พ้นื ฐาน แตถ่ ้าคนนําไปปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วจะมีความสัมพันธ์กับระบบอื่น ๆ และ
พฒั นาขึน้ ไปจนถงึ ระดบั สงู สุด ดงั ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าตรัสไว้ว่า ศีลมีลักษณะอย่างน้ี สมาธิมีลักษณะอย่างนี้ ป๎ญญามี
ลักษณะอย่างนี้ สมาธิอันบุคคลอบรมโดยมีศีลเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ป๎ญญาอัน บุคคลอบรม
โดยมีสมาธิเปน็ ฐาน ยอ่ มมผี ลมาก มอี านสิ งส์มาก จติ อนั บุคคลอบรมโดยมีป๎ญญาเป็นฐานย่อมหลุดพ้นโดยชอบ
จากอาสวะท้งั หลายคอื กามาสวะ ภวาสวะ และอวชิ ชาสวะ๓

ดังนั้นการปฏิบัติตนตามหลักของศีลของมนุษย์จัดเป็นรากฐานของความดีในทาง พระพุทธศาสนา
การมีศีลถือว่าเป็นส่ิงที่ทําให้มนุษย์เป็นผู้มีคุณสมบัติที่มีความแตกต่างไปจากสัตว์ เพราะเป็นการเว้นจากการ
เบยี ดเบยี น เวน้ การทาํ ลายผอู้ นื่ และตนเอง ดว้ ยการฆ่าการทําร้ายกัน เว้น การลัก การปล้น การฉ้อโกงกัน เว้น
การทาํ ผิดทางเพศ โดยการละเมิดสิทธิของผู้เป็นเจ้าของเว้นการ พูดปดหลอกลวงกนั ไม่มีความจริงใจต่อกัน เว้น

๑สํานักงานคณะกรรมการสถติ แิ ห่งชาติ, “รายงานการสาํ รวจส่อื มวลชน โทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๔๖. ๕ กรกฎาคม
๒๕๔๙”, (กรุงเทพมหานคร), หนา้ ๒๕.

๒สํานักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ, สํานักนายกรัฐมาตร,ี แผนพฒั นาเศรษฐกิจและ
สังคมแหง่ ชําติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๖๔), ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙, หนา้ ๔๓

๓ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๔๒/๘๙.

๒๑๘

การด่ืมของมึนเมาเสพของเสพติดส่ิงเหล่านี้คือศีลการ เว้นดังกล่าวนี้เรียกว่า “ศีล” ซ่ึงเป็นปกติธรรมดาและ
ตามปกติธรรมดามนุษยโ์ ดยท่ัวไปก็ไม่ได้ฆ่าสัตว์ และลักทรัพย์ของผู้อื่น๑ ศีลจึงเป็นหลักการและวิธีการที่ทําให้
สังคมสงบอยู่เย็นเป็นสุขเก้ือกูลต่อกันทั้งนี้เพราะ หลักของศีลพ้ืนฐานคือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าด้วยกาย
หรือวาจา และไม่ทําลายสติสัมปชัญญะ ท่ีเป็นตัวคุ้มครองศีลของตนศีลขั้นต้นสุดนี้นิยมเรียกว่าศีลอันเป็นหลัก
ความประพฤติพนื้ ฐานสาํ หรบั ทุกคน๒ และการปฏิบัติตนในการรักษาศีลตามหลักพระพุทธศาสนาทําให้สังคมมี
ความเป็นปกติสุข เป็นเวลาอันยาวนาน โดยเป็นสถาบันหลัก และเอกลักษณ์ของชนชาติไทยทําให้
พระพุทธศาสนาเป็น เคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจของคนไทยมาเป็นเวลาอันช้านานซ่ึงหลักคําสอนของ
พระพทุ ธศาสนานัน้ มุง่ สง่ เสริม ให้มีการคดิ อย่างมเี หตผุ ลและการอยู่รว่ มกันอย่างสันตสิ ุข๓

จากความเป็นมาและความสําคัญของป๎ญหาท้ังส้ินน้ี ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาแนวทางในการปฏิบัติ
ตนตามหลักศีล ๕ เพ่ือท่ีจะนํามาแก้ป๎ญหาในการปฎิบัติไม่ให้เกิดป๎ญหาทางสังคม โดยส่งเสริมให้รู้จักหลักใน
การดํารงชีวิต และยึดหลักศีล ๕ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อเป็นรากฐานทางความดีแก่ตนเองและผู้อ่ืน
โดยผูว้ จิ ยั มีความเชอื่ วา่ ศีลนั้นเป็นหลักการประพฤติทางพ้ืนฐานอันสมบูรณ์ที่สุด เป็นเวลายาวนานท่ีเป็นเครื่อง
ยดึ เหน่ียวจิตใจ และเพือ่ ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมในการพัฒนาตนและพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
ทางหลวงต่อไป

๒. วตั ถุประสงค์ของกการวิจัย

๑) เพ่อื ศกึ ษาการปฏบิ ัตติ นตามหลักศลี ๕ ของเจา้ หนา้ ทแ่ี ขวงทางหลวง จังหวดั นครปฐม
๒) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม
จําแนกตามป๎จจัยส่วนบคุ คล
๓) เพ่ือศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะแนวทางเก่ียวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของ
เจา้ หน้าท่ีแขวงทางหลวง จงั หวดั นครปฐม

๓. วธิ ีดาเนินการวิจัย/รูปแบบการวิจยั /ขอบเขตการวจิ ัย

งานวิจยั เรือ่ ง “การปฏบิ ตั ติ นตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม” น้ี ผู้วิจัย
ได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย เชิงปริมาณ
(Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้
การสมั ภาษณ์เชิงลกึ (In-depth Interviews) ซ่ึงขอบเขตของการวจิ ยั มีดังนี้

๑) ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา

ในการศึกษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้กําหนดขอบเขตเน้ือหาการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวง
ทางหลวง จังหวัดนครปฐม โดยศึกษาจากขอบเขตด้านเนื้อหา โดยการทบทวนเอกสารจากพระไตรปิฎก
เอกสาร และผลงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง

๒) ขอบเขตทางด้านตัวแปร

๑สมเดจ็ พระญาณวโรดม, แผนชวี ิต, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๕๐), หน้า ๑๖
๒พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงขยายความ, พิมพ์คร้ังท่ี ๒๐, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ัท สหธรรมมกิ จาํ กัด, ๒๕๔๕), หน้า ๔๓๑
๓คณาจารย์มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ กศกึ ษา, (กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พิมพ์รายวนั ,
๒๕๕๒), หน้า ๒.

๒๑๙

๒.๑) ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ ป๎จจัยส่วนบุคคลประกอบด้วย เพศ อายุ
ระดบั การศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน

๑.๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ การปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่
แขวงทางหลวง จังหวดั นครปฐม ๕ ด้าน ประกอบด้วย ๑) เว้นจากการฆ่าสตั ว์ ๒) เว้นจากการลักทรัพย์ ๓) เว้น
จากการประพฤตผิ ดิ ในกาม ๔) เว้นจากการพูดเทจ็ และ๕) เว้นจากการดม่ื สรุ าเมรยั

๓) ขอบเขตดา้ นประชากรและผู้ให้ขอ้ มลู สําคัญ
๓.๑) ประชากร (Population) ได้แก่ เจ้าหน้าทแ่ี ขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม จํานวนรวมท้ังส้ิน

๒๑๖ คน
๓.๒) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informant) ได้แก่ บุคลากรที่มีความรู้ มีเชียวชาญเกี่ยวกับการการ

ปฏบิ ตั ติ นตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหนา้ ท่แี ขวงทางหลวง จังหวดั นครปฐม รวมทัง้ สิ้น ๙ รปู /คน
๔) ขอบเขตดา้ นสถานท่พี ้นื ทใ่ี นการวิจยั ได้แก่ พืน้ ทีแ่ ขวงทางหลวง จงั หวัดนครปฐม
๕) ขอบเขตด้านระยะเวลา ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้ดําเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.

๒๕๖๓ ถงึ เดือนสงิ หาคม ๒๕๖๓ รวมเปน็ ระยะเวลา ๖ เดือน

๔. ผลการวจิ ยั

จากการวิจัยเรอ่ื งนี้สามารถแบง่ เป็นประเด็นไดด้ ังตอ่ ไปนี้
๑) ข้อมูลเกยี่ วกับสภาพสว่ นบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม
ผู้ตอบแบบสอบถามเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม เป็นผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมากกว่า
ที่สุด คือ เพศชาย จํานวน ๙๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๗.๔, อายุมากที่สุด ๓๑-๔๐ ปี จํานวน ๔๔ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๓๑.๒, การศกึ ษาตํ่ากว่าปริญญาตรี จํานวน ๑๑๗ คน คดิ เป็นร้อยละ ๘๓.๐ และประสบการณ์ในการ
ทาํ งานมากกว่า ๖ ปี จาํ นวน ๘๔ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๕๙.๖
๒) การวิเคราะห์การปฏิบัตติ นตามหลกั ศีล ๕ ของเจา้ หน้าท่ีแขวงทางหลวง จงั หวดั นครปฐม
ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐมภาพรวมท้ังหมดอยู่
ในระดบั มากท่สี ดุ (  = ๔.๕๙) เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ นแล้วทกุ ด้านอยู่ในระดบั มากทส่ี ุด และด้านที่มากท่ีสุด
ได้แก่ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  = ๔.๗๖) รองลงมา ได้แก่ ด้านเว้นจากการลักทรัพย์ (  = ๔.๗๑) และ
ดา้ นทนี่ ้อยทีส่ ุด ไดแ้ ก่ ด้านเวน้ จากการดื่มสุราเมรยั (  = ๔.๓๕)
๓) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม
การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงที่มี เพศ อายุ และประสบการณ์ในการ
ทํางาน มีความคิดเห็นต่อการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐมแตกต่าง
กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ยกเว้น เจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวงท่ีมี วุฒิการศึกษา มีความคิดไม่
แตกตา่ งกัน
๔) การวิเคราะห์ผล เกี่ยวกบั สภาพปญ๎ หาและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของ
เจ้าหน้าทแี่ ขวงทางหลวง จงั หวัดนครปฐม

๔.๑) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม พบว่า มากท่ีสุด คือคนส่วนใหญ่ไม่เช่ือเร่ืองการรักษาศีล จึงทําให้มีคนจํานวนมากละเลยในการ
ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดี รองลงมา คือ ส่วนใหญ่คิดว่าสังคมเป็นอย่างไร ก็ทําตามน้ัน ปฏิบัติตามกันมา แต่

๒๒๐

ไม่ได้เชื่อเรื่องการรักษาศีล และน้อยท่ีสุด คือ ในกรณีเร่ืองการขโมยของถือเป็นเร่ืองของปกติ เพราะถ้าเผลอก็
ขโมย ตามลาํ ดับ

๔.๒) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม พบว่า มากท่ีสุด คือ ควรประพฤติตนให้ดีทั้งกาย วาจา และใจ และเป็นบุคคลตัวอย่างในอนาคต
รองลงมา คือ ไม่ไหลกระแสไปตามสังคม ควรยึดม่ันในศีลธรรมอันดีงาม และน้อยที่สุด คือ การเชื่อในเร่ือง
ศีลธรรมเปน็ ป๎จจยั ท่สี ําคัญในการรักษาศีล ๕

๕) ผลการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม

ผลการสมั ภาษณ์ในภาพรวม พบว่า การรักษาศีล ๕ มีความสําคัญเป็นอย่างมาก และควรกระทําอย่าง
ค่อยๆ เปน็ คอ่ ยๆ ไป ดงั นัน้ หัวใจสําคัญสาํ คัญของการรักษาศีล ๔ ควรรักษาทั้งกาย วาจา และใจ การรักษาศีล
๕ ถ้าทําได้ครบจะดีมาก ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ วาจา พูดดีมีเหตุผล พูดด้วยความจริง และใจ คิดดีไม่พยาบาท
ปองร้อย เป็นต้น โดยผลการสัมภาษณส์ รุปไวโ้ ดยรวมแต่ละดา้ นวา่

๕.๑) การไม่ควรไปทําลายชีวิตของสัตว์ให้ได้รับความทรมาน หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกัน เพราแต่ละ
ชีวติ ล้วนรกั ตัวกลวั ตายทงั้ สนิ้ หรอื ถา้ หลีกเล่ยี งได้สมควรปฏบิ ัติ

๕.๒) การประกอบอาชีพหรือทํามาหากินอย่างสุจริตอยู่อย่างพอเพียง และประหยัดจะทําให้
สามารถอยู่ในสังคมไดอ้ ยา่ งสงบ

๕.๓) การละเวน้ คนทมี่ เี จา้ ของแล้ว หรือยับย้ังชงั่ ใจไมใ่ ห้ท้ังในปจ๎ จุบันและอนาคตตอ่ ไป
๕.๔) การบริหารตัวเองโดยการทําให้เป็นที่น่าเชื่อถือ การปรับบุคลิกภาพให้และพูดในส่ิงท่ีเป็น
ประโยชน์
๕.๕) แนวทางการแก้ไขป๎ญหาในช่วงที่จําเป็นต้องสังสรรค์ด้วยการด่ืมเหล้าก็ด่ืมได้แต่พอเป็นพิธี
หรือการหลีกเลี่ยงการดมื่ ทไี่ ม่จาํ เป็น

๕. อภปิ รายผลการวจิ ยั

จากการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม ใน
แตล่ ะดา้ น สามารถนาํ มาอภิปรายผลได้ดังน้ี

ผลการวิเคราะห์ในแต่ละด้าน พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง
จังหวัดนครปฐมภาพรวมท้ังหมดอยู่ในระดับมากท่ีสุด (  = ๔.๕๙) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านแล้วทุกด้านอยู่
ในระดับมากท่ีสุด และด้านที่มากที่สุด ได้แก่ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  = ๔.๗๖) รองลงมา ได้แก่ ด้านเว้น
จากการลักทรัพย์ (  = ๔.๗๑) และด้านที่น้อยท่ีสุด ได้แก่ ด้านเว้นจากการดื่มสุราเมรัย (  = ๔.๓๕) ซ่ึงมี
รายละเอียดตามแตล่ ะด้านตอ่ ไปตามลําดบั

ด้านเวน้ จากการฆ่าสัตว์ จากผลการวิเคราะหพ์ บว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่
แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์” อยู่ในระดับมากท่ีสุด (  = ๔.๗๖) เมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อแล้วทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด และข้อท่ีมากท่ีสุด ได้แก่ ไม่ประทําร้ายร่างกายผู้อื่นหรือ
พยายามฆา่ ใหเ้ กิดความทกุ ข์ (  = ๔.๘๓) สอดคล้องกับงานวิจัยของ เสาวรีย์ ตะโพนทอง และคณะ ได้ทํา
วิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการนําศีล ๕ ไปใช้ในชีวิตประจําวันของนิสิตนักศึกษา สถาบันอุดมศึกษารัฐบาล ใน
กรุงเทพมหานคร” พบว่า นสิ ติ นกั ศกึ ษาส่วนใหญ่มีความรู้เร่ืองความหมายของศีล และรู้ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มี
แอลกอฮอลเ์ ปน็ การละเมดิ ศลี ๕ โดยจะรับรู้เร่ืองศีล ๕ จากสื่อโทรทศั นม์ ากกวา่ สื่ออ่ืน ๆ สว่ นพฤติกรรมการนา
ศีล ๕ ไปใช้ในชีวิต ประจาวัน นิสิตนักศึกษาจะละเมิดศีลข้อ ๑ เพราะต้องตบยุงหรือแมลงที่มารบกวน ละเมิด

๒๒๑

ศีลข้อ ๒ โดยทุจริตในการสอบ ลอกการบ้านหรือรายงานของเพ่ือน ละเมิดศีลข้อ ๔ โดยเล่าเรื่องไม่ตรงกับ
ความจรงิ ต่อพ่อแมแ่ ละละเมดิ ศลี ข้อ ๕ โดยด่ืมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สําหรับศีลข้อ ๓ พบว่า นักศึกษาส่วน
ใหญ่ไม่ค่อยละเมิดหรือนานๆ ครั้งจึงจะทาผิดศีลข้อนี้ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่จะรักและซ่ือสัตย์ต่อแฟน
สาํ หรับความแตกต่างทางพฤติกรรมการนาศีล ๕ ไปปฏิบัติในชีวิตประจาวัน พบว่า เพศชายจะละเมิดศีลข้อ ๓
มากกวา่ เพศหญงิ และค่าสัมประสิทธสิ์ หสมั พนั ธภ์ ายในระหว่างศลี ทงั้ ๕ ขอ้ มคี วามสมั พนั ธ์กันทางบวกทกุ ขอ้ ๑

ด้านเว้นจากการลักทรัพย์ จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของ
เจา้ หน้าทีแ่ ขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการลักทรัพย์” อยู่ในระดับมากที่สุด (  = ๔.๗๑)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากท่ีสุด และข้อที่มากท่ีสุด ได้แก่ ไม่หยิบฉวยเอาสิ่งของท่ีเขาไม่ได้
รบั อนุญาต (  = ๔.๗๓) สอดคล้องกบั งานวิจยั ของ พระอุบล กตปุญโญ ได้ทําวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์
คุณค่าของศีลที่มีต่อสังคมไทย” พบว่า การจะพัฒนาศีลขึ้นในสังคมก็ต้องเร่ิมต้นด้วยการสร้างความสานึกใน
ตนเองและสังคมให้ยึดหลักศีลอย่างแน่นแฟูนและร่วมกันกระจายหลักศีลซึ่งเป็นฐานสร้างความดีงามที่เป็น
เกณฑ์เบื้องต้นที่สามารถนาความประพฤติปฏิบัติสู่เปูาหมายท่ีสูงขึ้นย่อมส่งผลที่เป็นแนวทางทางดาเนินชีวิตที่
ถกู ตอ้ งแลว้ ยงั แก้ปญ๎ หาท่ีเกิดขนึ้ ทางสังคมได้ ศีลนอกจากจะเปน็ เครือ่ งพฒั นาความประพฤติของคนให้เป็นคนมี
คุณธรรมมีคุณภาพ อันจะเป็นเหตุใหเ้ กดิ การพัฒนาในดา้ นอน่ื ๆ ต่อไปแล้วยังเป็นเคร่ืองช้ีนําหรือบ่งชี้สังคมน้ันๆ
ถกู ต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะศีลเป็นเคร่ืองประกันความม่ันคงทางสังคม เป็นเคร่ืองปรุงแต่งและเป็นตัว
กาหนดสังคม ถ้าหากเราปล่อยให้สังคมประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอ
กับสภาพของสังคมต้องให้มีศีลด้วยป๎ญหาต่างๆทางสังคมย่อมไม่ปรากฏทุกคนควรร่วมใจระดมรักษาศีลอย่าง
จริงจงั ความสุขสงบร่มเยน็ กย็ ่อมเกิดขนึ้ ในสงั คมและประเทศชาติอยา่ งแทจ้ รงิ ๒

ด้านเว้นจากการประพฤติผิดในกาม จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕
ของเจา้ หนา้ ท่ีแขวงทางหลวง จังหวดั นครปฐม “ดา้ นเวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม” อย่ใู นระดับมากท่ีสุด ( 
= ๔.๖๐) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากท่ีสุด และข้อที่มากท่ีสุด ได้แก่ การไม่เล่นชู้ต่อคนท่ีมี
คู่ครองแล้ว (  = ๔.๗๘) สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหาปัญญา ชยปญฺโญ (ดาบพลหาร) ๓ ได้ทําวิจัย
เร่ือง “กาเมสุมิจฉาจารกับป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบัน” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ จากศึกษาวิจัยพบว่า
ป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบันนี้ ส่วนหน่ึงมาจากเรื่องของกามและพฤติกรรมในการเสพกามของป๎จเจก
บุคคล ที่ดําเนินชีวิตตกอยู่ในอํานาจวัตถุนิยม (Materialism) เชิงบริโภค โดยเห็นว่าความสุขทางกายเป็นเร่ือง
สําคัญและมีค่าสูงสุดในชีวิตและป๎จเจกบุคคลประเภทนี้นับวันแต่จเพ่ิมปริมาณมากขึ้นโดยลําดับใน
ขณะเดียวกัน ปจ๎ เจกบคุ คลที่มีทัศนะต่อการดําเนินชีวิตแบบเจตนิยม (Idcalism) ซึ่งถือว่าความสุขที่แท้จริงน้ัน
อยู่ทจ่ี ิตใจได้ลดปรมิ าณลงโดยลําดับ หลกั ความจรงิ ทางศลี ธรรม (Morality) ถกู เมนิ เฉยจากสังคม ป๎จเจกบุคคล
ในสงั คมโดยส่วนรวม ซึง่ ป๎ญหาทัง้ หลายเหลา่ น้ันเปน็ เร่ืองที่หนักหนาสาหัสมากเกนิ กว่าท่หี น่วยงานใดหน่วยงาน
หน่งึ จะย่ืนมอื เข้ามาปกปูองเยียวยาให้หายขาดจากสังคมได้

๑เสาวรีย์ ตะโพนทอง และคณะ, “พฤติกรรมการนําศีล ๕ ไปใช้ในชีวิตประจําวันของนิสิตนักศึกษา
สถาบันอดุ มศึกษารัฐบาล ในกรงุ เทพมหานคร”, ภาควชิ าบริหารธรุ กิจเกษตร, (คณะเทคโนโลยีการเกษตร: สถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกลา้ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ๒๕๕๙).

๒พระอุบล กตปุํฺโญ,“การศึกษาวิเคราะห์คุณค่าของศีลในสังคมไทย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต,
(บณั ฑติ วทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๑๕๔.

๓พระมหาป๎ญญา ชยปํฺโญ (ดาบพลหาร), “กาเมสุมิจฉาจารกับป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบัน”,
วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), บทคัดย่อ.

๒๒๒

ด้านเว้นจากการพูดเท็จ จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่
แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการพูดเท็จ” อยู่ในระดับมากที่สุด (  = ๔.๕๓) เม่ือ
พิจารณาเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากท่ีสุด และข้อที่มากท่ีสุด ได้แก่ งดการโกหก เพื่อหวังให้คนน้ันเป็น
ของเรา หรอื เพือ่ ฉ้อโกง (  = ๔.๕๘) สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูสิทธิถาวรคุณ (เจรัมย์) ได้ศึกษาเรื่อง
การศึกษาหลักหิริ-โอตตัปปะ เพื่อส่งเสริมการรักษาศีล ๕ ในพระพุทธศาสนาเถรวาทผลการศึกษาพบว่า หลัก
หิริ-โอตตัปปะ ในการสง่ เสริมรักษาศีล ๕ ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท พบวา่ หริ ิ-โอตตปั ปะ ในการส่งเสริมรักษา
ศลี ๕ ไดแ้ ก่ สง่ เสริมไมใ่ หฆ้ ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรพั ย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ ตลอดจนการด่ืม
สุราคัมภีร์วิสุทธิมรรค สีลนิเทศกล่าว หิริ-โอตตัปปะ เป็นเหตุใกล้ของศีล เมื่อ หิริ-โอตตัปปะมีอยู่ ศีลจึงเกิดข้ึน
และดํารงอยู่ได้ เมื่อหิริ-โอตตัปปะไม่มี ศีลย่อมเกิดข้ึนไม่ได้ ต้ังอยู่ไม่ได้ หิริ-โอตตัปปะ จึงเป็นหลักฐานของ
พฤติกรรมของมนษุ ย์ให้งดเวน้ จากบาปกรรมทัง้ ปวง อนั เปน็ การไม่ละเมิดต่อศีลไดใ้ นทสี่ ุด๑

ด้านเว้นจากการดื่มสุราเมรัย จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของ
เจ้าหนา้ ที่แขวงทางหลวง จงั หวดั นครปฐม “ด้านเว้นจากการด่ืมสุราเมรัย” อยู่ในระดับมากที่สุด (  = ๔.๓๕)
เมื่อพจิ ารณาเปน็ รายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด และข้อท่ีมากที่สุด ได้แก่ งดเว้นการติดสารเสพย์ติดให้โทษ
(  = ๔.๘๐) สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหาสารวย ญาณสวโร (พินดอน) ได้ทําวิจัยเรื่อง “การศึกษา
เรอื่ งผลกระทบจากการล่วงละเมดิ ศลี ข้อท่ี ๕ ที่มีต่อสงั คมไทย” เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๒ จากการศึกษาวิจัยจึง พบว่า
มีผลกระทบแก่สังคมโดยรวม สรุปได้๒ ประเด็นคือ ด้านสังคมเป็นโทษทางสังคมคือเป็นสิ่งที่ชาวโลกติเตียน
(โลกวัชชะ) นําความอับอายเส่ือมเสียมาสู่วงศ์สกุล เพราะคนท่ีเสพสุราเมรัยและของเมา จะกระทํากรรมทุก
อย่างได้โดยไม่รู้ตัว เช่น เสพสุราเมรัยและของเมาแล้วฆ่าสัตว์เบียดเบียนผู้อ่ืนให้ได้รับความเดือดร้อน เสพสุรา
แล้วลักทรัพย์ ฉ้อโกง ทุจริตต่อหน้าที่ เป็นต้น เสพสุราเมรัยและของเมาแล้วประพฤติผิดในสตรีหรือบุรุษที่
ต้องห้าม เสพสุราเมรัยและของเมาแล้วพูดปดพูดหลอกลวงและเสพสุราเมรัยและของเมาแล้วกระทําให้หมด
ความละอาย หมดความเกรงกลัวการทําช่ัวท้ังปวงและด้านตนเองเป็นโทษทางธรรมที่ให้ผลในชาติน้ี ทําให้
สตปิ ญ๎ ญาเสือ่ มถอย ทาํ ใหค้ วามเคารพยาํ เกรงไมม่ ีใครเชือ่ ถือและสดุ ทา้ ยจะมีป๎ญญาเสือ่ มถอยกลายเปน็ คนบา้ ๒

๖. สรปุ องคค์ วามร๎ูท่ไี ด๎จากการวจิ ยั

จากการสรุปองค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวง
ทางหลวง จังหวัดนครปฐมภาพรวมทั้งหมดอยู่ในระดับมากท่ีสุด (  = ๔.๕๙) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านแล้ว
ทกุ ด้านอยใู่ นระดับมากท่ีสดุ และดา้ นท่ีมากทส่ี ดุ ได้แก่ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  = ๔.๗๖) รองลงมา ได้แก่
ดา้ นเว้นจากการลักทรพั ย์ (  = ๔.๗๑) และด้านทนี่ อ้ ยทส่ี ดุ ไดแ้ ก่ ด้านเว้นจากการด่มื สุราเมรยั (  = ๔.๓๕)

สภาพป๎ญหาเก่ียวกับเก่ียวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัด
นครปฐม จากการไล่ลําดับป๎ญหาจากมากสุดไปหาน้อยที่สุด พบว่า มากท่ีสุด คือคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องการ
รักษาศีล จึงทําให้มีคนจํานวนมากละเลยในการประพฤติปฏิบัติในทางท่ีดี รองลงมา คือ ส่วนใหญ่คิดว่าสังคม
เป็นอย่างไร ก็ทําตามน้ัน ปฏิบัติตามกันมา แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องการรักษาศีล และน้อยท่ีสุด คือ ในกรณีเร่ืองการ
ขโมยของถือเปน็ เรื่องของปกติ เพราะถา้ เผลอก็ขโมย ตามลาํ ดบั

๑พระครูสิทธิถาวรคุณ (เจรัมย์), “การศกึ ษาหลกั หิริ - โอตตปั ปะเพื่อสง่ เสริมการรักษาศีล ๕ ในพระพุทธศาสนาเถร
วาท”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๗),
บทคดั ยอ่ .

๒พระมหาสํารวย ญาณสํวโร, “การศึกษาเรื่องผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อที่ ๕ ที่มีต่อสังคมไทย”,
วทิ ยานิพนธ์พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑติ วทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย,๒๕๔๒), บทคดั ยอ่ .

๒๒๓

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม
จากการไล่ลําดบั ป๎ญหาจากมากสุดไปหานอ้ ยที่สุด พบว่า มากที่สุด คือ ควรประพฤติตนให้ดีท้ังกาย วาจา และ
ใจ และเป็นบุคคลตัวอย่างในอนาคต รองลงมา คือ ไม่ไหลกระแสไปตามสังคม ควรยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม
และน้อยท่ีสดุ คือ การเช่ือในเร่อื งศีลธรรมเปน็ ป๎จจัยท่สี ําคญั ในการรักษาศีล ๕

จากสัมภาษณ์พบว่า การรักษาศีล ๕ มีความสําคัญเป็นอย่างมาก และควรกระทําอย่างค่อยๆ เป็น
คอ่ ยๆ ไป ดังนน้ั หวั ใจสําคญั สําคญั ของการรักษาศลี ๔ ควรรักษาทง้ั กาย วาจา และใจ การรักษาศีล ๕ ถ้าทําได้
ครบจะดีมาก ปฏิบัติดปี ฏิบัติชอบ วาจา พูดดีมีเหตุผล พูดด้วยความจริง และใจ คิดดีไม่พยาบาทปองร้อย เป็น
ตน้ ตามแผนภาพที่ ๑

การปฏบิ ตั ติ นตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหนา้ ที่
แขวงทางหลวง จงั หวดั นครปฐม

ด้านเวน้ จากการ ดา้ นเวน้ จากการ ด้านเว้นจากการ ด้านเวน้ จากการ ด้านเว้นจากการ
ฆา่ สัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤตผิ ดิ ใน พดู เทจ็ ด่ืมสุราเมรัย

กาม

ระดับการปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ศีล ๕ ของ
เจา้ หน้าทแี่ ขวงทางหลวง จงั หวดั นครปฐม
ภาพรวมท้ังหมดอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ( =

๔.๕๙)

สภาพป๎ญหาเกย่ี วกับเกีย่ วกับทมี่ ากที่สุด คอื คนสว่ นใหญ่ไม่เช่อื เรื่อง
การรกั ษาศีล จึงทําให้มีคนจาํ นวนมากละเลยในการประพฤตปิ ฏบิ ัติ

ในทางท่ดี ี

ขอ้ เสนอแนะท่มี ากสุดทส่ี ุด คือ ควรประพฤตติ นให้ดีทง้ั กาย วาจา
และใจ และเปน็ บุคคลตัวอย่างในอนาคต

แผนภาพที่ ๑ แสดงความรทู้ ่ีได้จากการวิจยั

๗. สรปุ

ประเทศไทยในป๎จจุบันประกอบด้วย ๓ สถาบันหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย ได้แก่ ชาติ
ศาสนา (พระพุทธศาสนา) และพระมหากษัตริย์ ท่ีเป็นท่ียึดเหนี่ยวในการอยู่ร่วมกัน หล่อหลอมให้คนไทยเกิด
ความรักความสามัคคี และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาอย่างยาวนานบนพื้นฐานของการดําเนินชีวิตตามหลัก
พระพทุ ธศาสนา เพราะสังคมไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ถอื วา่ เป็นศาสนาประจําชาติ การดําเนิน
ชีวิตของคนไทย และวัฒนธรรมตา่ ง ๆ ไดร้ ับอิทธิพลหลอ่ หลอมดว้ ยหลักธรรมคําสอนตามหลักพระพุทธศาสนา

๒๒๔

ป๎ญหาทางสงั คมทเ่ี กิดจากเปล่ียนแปลงและความกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุจากการเอารัดเอา
เปรียบกันในสังคมเกิดระบบการแข่งขันทําให้ค่านิยมที่ดีงามต่าง ๆ และความเช่ือเปลี่ยนแปลงตามไป ด้วยจาก
สงั คมที่เคยยกย่องคนประพฤติดีประพฤติชอบก็กลับมายกย่องบุคคลที่มีทรัพย์สมบัติหรือเงิน ดังน้ันการปฏิบัติ
ตนตามหลักของศีลของมนุษย์จัดเป็นรากฐานของความดีในทาง พระพุทธศาสนาการมีศีลถือว่าเป็นสิ่งที่ทําให้
มนุษยเ์ ป็นผูม้ คี ุณสมบัติทีม่ ีความแตกต่างไปจากสัตว์ เพราะเปน็ การเว้นจากการเบยี ดเบยี น เว้นการทําลายผู้อ่ืน
และตนเอง ด้วยการฆ่าการทําร้ายกัน เว้น การลัก การปล้น การฉ้อโกงกัน เว้นการทําผิดทางเพศ โดยการ
ละเมิดสทิ ธขิ องผ้เู ปน็ เจา้ ของเวน้ การ พดู ปดหลอกลวงกนั ไมม่ ีความจริงใจตอ่ กนั

๘. ข๎อเสนอแนะ

การวจิ ัยเรอ่ื ง “การปฏิบตั ติ นตามหลักศลี ๕ ของเจา้ หน้าที่แขวงทางหลวง จงั หวัดนครปฐม” ผ้วู ิจยั มี
ข้อเสนอแนะดังนี้

๘.๑ ข๎อเสนอเชงิ นโยบาย
๘.๑.๑ ควรมีการนาํ เสนอข้อมูลท่สี ู่แนวทางการปฏิบัตติ นตามหลกั ศลี ๕ ของเจ้าหนา้ ท่ีแขวงทาง

หลวง เพื่อให้สามารถนาํ ไปยุกต์ใช้ได้
๘.๑.๒ ควรมีการนําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ การปฏบิ ตั ติ นตามหลักศลี ๕ ของเจ้าหน้าท่แี ขวงทาง

หลวง เพ่อื เปน็ แนวโน้มตอ่ ไปในอนาคต
๘.๑.๓ ควรมีนโยบายในการนาํ หลักศีล ๕ ไปเปน็ แนวทางการปฏิบตั ิกบั เจ้าหน้าท่ที างหลวงตอ่ ไป
๘.๑.๔ ควรมกี ารส่งเสริมเกีย่ วการปฏิบัติตนตามหลกั ศลี ๕ เพื่อใหเ้ ปน็ แนวทางในการศึกษาต่อ
๘.๑.๕ ควรมีการนําเสนอแนวทางในการปรับปรงุ แกไ้ ขเก่ยี วกับการปฏิบตั ติ นตามหลกั ศีล ๕ ของ

เจ้าหน้าทแ่ี ขวงทางหลวงอย่างเปน็ ระบบ และมเี ปูาหมาย
๘.๒ ขอ๎ เสนอเชิงปฏิบตั ิ
๘.๒.๑ ควรมกี ารจัดกิจกรรมใหผ้ มู้ กี ารศึกษา กับเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง ใหไ้ ด้มีสว่ นร่วมในการ

นาํ เสนอแนวคดิ เพ่อื นําไปสกู่ ารปรับปรุงแกไ้ ข และใหค้ วามรูเ้ ก่ียวกบั หลกั ศีล ๕
๘.๒.๒ ควรมีการพัฒนาในการจดั ระบบการปฏบิ ัติกบั เจา้ หน้าทีท่ างหลวง เพื่อเปน็ แนวทางในการ

ประยุกตห์ ลักศลี ๕
๘.๒.๓ ควรมกี ารจดั สื่อ การนําส่อื ท่ีทนั สมยั มาใช้ในการประกอบในการปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ศลี ๕

ของเจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง
๘.๒.๔ ควรมีการสง่ เสริมเก่ยี วกับการปฏิบัตติ นตามหลกั ศลี ๕ ของเจา้ หนา้ ท่ีแขวงทางหลวงใน

เชิงรกุ เพือ่ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
๘.๒.๕ ควรมกี ารจดั บรรยากาศในการทาํ กจิ กรรมการปฏิบัตติ นตามหลกั ศีล ๕ ของเจา้ หนา้ ท่ี

แขวงทางหลวง ใหม้ บี รรยากาศท่เี หมาะสม และร่มรน่ื

๘.๓ ข๎อเสนอแนะเพอ่ื การทาวจิ ัยในคร้ังตํอไป
๘.๓.๑ ควรศกึ ษาลักษณะกลุ่มตัวแปรตามเดียวกนั เพื่อขยายขอบข่ายในพน้ื ทีก่ ารวจิ ัยใหก้ ว้าง

ออกไปหลายจงั หวดั เพือ่ ให้ไดห้ ลากหลายมุมมองในการประยุกต์หลักศลี ๕
๘.๓.๒ ควรมีการสมั ภาษณ์เชงิ ลุก จากกลมุ่ ผใู้ ห้ข้อมูลหลายๆ ฝุาย เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ลี ุ่มลกึ

หลากหลายมมุ มอง

๒๒๕

๘.๓.๓ ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตัวแปรท่ีศึกษา โดยเพ่ิมปจ๎ จัยที่เกยี่ วข้องทสี่ ง่ ผลต่อ
ความสาํ เร็จตอ่ การศึกษา และเปน็ แนวทางในการประยกุ ต์หลักศลี ๕ ต่อไป

เอกสารอา๎ งองิ

คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์
รายวนั , ๒๕๕๒.

พระครูสทิ ธถิ าวรคุณ (เจรัมย์). “การศึกษาหลักหิริ - โอตตัปปะเพื่อส่งเสริมการรักษาศีล ๕ ในพระพุทธศาสนา
เถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). พทุ ธธรรมฉบับปรับปรุงขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๒๐. กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั สหธรรมมกิ จาํ กดั , ๒๕๔๕.

พระมหาป๎ญญา ชยปํฺโญ (ดาบพลหาร). “กาเมสุมิจฉาจารกับป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบัน”.
วทิ ยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต. บณั ฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๓.

พระมหาสาํ รวย ญาณสํวโร. “การศึกษาเร่ืองผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อที่ ๕ ทมี่ ีตอ่ สงั คมไทย”.
วทิ ยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ . บณั ฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ,
๒๕๔๒.

พระศรสี ทุ ธิโมลี. พุทธธรรม. สมาคมสังคมศาสตรแ์ หง่ ประเทศไทยมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. ๒๕๒๔.
พระอุบล กตปุํฺโญ.“การศึกษาวิเคราะห์คุณค่าของศีลในสังคมไทย”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต.

บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗.
สมเดจ็ พระญาณวโรดม. แผนชีวติ . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๕๐.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน). ฝึกใจ. พิมพ์คร้ังที่ ๕.

กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทร์ธรรมะ อมรนิ ทรพ์ ร้ินติง้ แอนดพ์ ับล่งิ ซง่ิ , ๒๕๕๗.
สาํ นกั งานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สํานักนายกรัฐมาตรี. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ

และสงั คมแหง่ ชาํ ติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๖๔), ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙.
สาํ นักงานคณะกรรมการสถิติแหง่ ชาติ. “รายงานการสํารวจสอื่ มวลชน โทรทศั น์ พ.ศ. ๒๕๔๖. (๕ กรกฎาคม

๒๕๔๙). กรงุ เทพมหานคร.
สุพัตรา สุภาพ. ปัญหาสังคม. พิมพ์คร้งั ท่ี ๒๐. กรงุ เทพมหานคร : บริษัท ไทยวฒั นาพานชิ จํากดั ,๒๕๔๙.
เสาวรีย์ ตะโพนทอง และคณะ. “พฤติกรรมการนําศีล ๕ ไปใช้ในชีวิตประจําวันของนิสิตนักศึกษา

สถาบันอุดมศึกษารัฐบาล ในกรุงเทพมหานคร”. ภาควิชาบริหารธุรกิจเกษตร. คณะ
เทคโนโลยีการเกษตร: สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจา้ คุณทหารลาดกระบงั , ๒๕๕๙.

๒๒๖

การศึกษาอัตลกั ษณ์ของชุมชนไทยทรงดาตามหลกั พระพทุ ธศาสนา
ในตาบลบา๎ นดอน อาเภออูทํ อง จังหวดั สพุ รรณบรุ ี

A STUDY OF THE IDENTITY OF THAI SONG DAM INCOMMUNITY BASED ON BUDDHISM
IN BAN DON SUBDISTRICT U-THONG DISTRICT, SUPHAN BURI PROVINCE

นางบญุ นาค วิเชียรรตั นพงษ์
Mrs. Boonnak Wichianrattanapong
วทิ ยาลัยสงฆพ์ ทุ ธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
Email: boonnak [email protected]

บทคดั ยอํ

การวิจัยเร่ือง “การศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนาในตําบลบ้านดอน

อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” มีวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย ๑) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ

อัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดําในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี ๒) เพ่ือศึกษาอัตลักษณ์ของ

ชุมชนไทยทรงดําในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในการนับถือหลักพระพุทธศาสนา ๓) เพ่ือ

ศึกษาอตั ลักษณข์ องชมุ ชนไทยทรงดําในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตามหลักพระพุทธศาสนา

ทางเอกสาร (Documentary Research) และวิจัยภาคสนาม (Fields Research) โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็น

เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและเข้าร่วมสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยใช้หลักการ ๓ ประการคือ ๑)

การศึกษาเอกสาร วรรณกรรมและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เป็นการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีการศึกษาอัตลักษณ์ของไทย

ทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและ

ข้อมูลทตุ ยิ ภูมิ ๒) เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลภาคสนาม (Field Work) เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก มีแบบสัมภาษณ์

และประชากรกลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษา เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูปกล้องวีดีโอ สมุดจดบันทึก และ ๓) การ

วิเคราะหข์ ้อมูลเชิงพรรณนา นาํ เสนอข้อมลู และข้อเสนอแนะ

ผลการศกึ ษาพบวาํ
๑) การศกึ ษาอัตลกั ษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่
ทอง จังหวดั สพุ รรณบรุ ี พบว่า ประวัติความเป็นมาของชาวไทยทรงดําท่ีเกิดข้ึนได้จากประเพณี ความเช่ือ และ
วัฒนธรรมในท้องถน่ิ ท่ยี ึดถือปฎบิ ตั สิ ืบทอดกันมาเปน็ ทอด ๆ ถึงสงั คมตา่ ง ๆ จะเปล่ียนแปลงไป ชาวไทยทรงดํา
ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีอนั ดงี ามเอาไว้
๒) การศึกษาอตั ลกั ษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่
ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า ชาวไทยทรงดําเป็นผู้ที่นับถือศาลเจ้าพ่อ ถือเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธ์ิประจําหมู่บ้าน”
ท่ีชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ ชาวไทยทรงดําเช่ือว่าผีประจําหมู่บ้านหรือเจ้าพ่อสามารถพึ่งพิง
เพ่ือให้ช่วยคุ้มครองและปกปูองและขจัดทุกข์บํารุงสุขให้แก่พวกเขาได้ ชาวไทยทรงดํามีลักษณะเฉพาะตัวของ
ชนเผ่า ซ่ึงผิดแผกแตกต่างไปจากวัฒนธรรมชุมชนอื่น ๆ แต่ความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมก็มิได้เป็นอุปสรรค
ในการอยู่ร่วมกับชุมชนอ่ืน และเป็นไปอย่างราบรื่น ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตแบบชาวพุทธและความสอดคล้องกับ
เรอ่ื งราวทเ่ี กิดขึ้นในพธิ กี รรม

๒๒๗

๓) การศึกษาอตั ลกั ษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่
ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า วัฒนธรรมของชาวไทยทรงดําโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นประเพณีและพิธีกรรมท่ี
ผูกพันกับความเชื่อคอ่ นขา้ งมาก ประเพณแี ละพิธีกรรมท่ีเกิดข้ึน เพื่อตอบสนองความเช่ือของชาวไทยทรงดําใน
ด้านต่าง ๆ จึงมีการผสมผสานกันระหว่างประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ โดยนํามาประยุกต์เข้ากับ
ประเพณีและวฒั นธรรมของชาวไทยทรงดาํ อยา่ งกลมกลนื
คาสาคัญ : อัตลกั ษณ,์ ไทยทรงดาํ , ตามหลักพระพุทธศาสนา

Abstract

The research of “The study of the identity of the Thai Song Dam community
according to the principles of Buddhism in Ban Don Sub-district, U-Thong District, Suphanburi
Province” was aimed at: Identity of the Thai Song Dam community in Ban Don U-Thong District,
Suphanburi Province 2) to study the identity of the Thai Song Dam community in Ban Don Sub-
district, U-Thong District, Suphanburi Province 3) To study the identity of the Thai Song Dam
community in Ban Don Sub-district, U-Thong District, Suphanburi Province. According to the
principles of documentary research and fields research by using an interview form as a tool to
collect data and participate in participatory observations using 3 principles: 1) Document study
related literature and research It is a study of the concept. Theories of identity studies of Thai
Song Dam according to Buddhism. In Ban Don Sub-district, U-Thong District, Suphanburi Province
from primary and secondary data sources. 2) Fieldwork data collection tool to gain insights.
There were interview forms and sample population studied. Voice recorder cameras, video
cameras, notebooks, and 3) descriptive data analysis. Presentation information and suggestions.

The research results were found that:
1) A study of the identity of the Thai Song Dam community according to Buddhism
principles. In Ban Don Subdistrict, U-Thong District, Suphanburi Province, it was found that Thai
Song Dam was known as a well-known ethnic group. The history of the Thai Song Dam people
arose from the local traditions, beliefs, and cultures that have been carried over from each other
to different societies. The Thai Song Dam people still maintain a good culture and tradition. And
the point of the discovery is that the historical assumption has not been documented in writing.
But there are seen from the story and the long history of people in the past.
2) A study of the identity of the Thai Song Dam community according to Buddhism
principles. In Ban Don Subdistrict, U-Thong District, Suphanburi Province, it was found that the
Thai Song Dam people were respectful of the Chao Pho shrine, which was regarded as the
“sacred of the village” that the villagers in each village respect. The Thai Song Dam people
believe that the village spirits or the godfather can rely on them to protect. And eliminate
suffering for them. Also, you can see that The Thai Song Dam people have unique tribal
characteristics. Which differs from other cultures in the community, but cultural differences are
not a hindrance for the Thai Song Dam community to live with other communities in any way.
Even though that effect will cause some cultural change from the original, they can coexist

๒๒๘

smoothly. Along with the Buddhist way of life, for this reason, it is consistent with the story that
took place in the ritual.

3) A study of the identity of the Thai Song Dam community according to Buddhism
principles. In Ban Don Subdistrict, U-Thong District, Suphanburi Province, it was found that the
culture of the Thai Song Dam people is mostly a tradition and rituals that are closely related to
beliefs. Traditions and rituals that happened in response to the beliefs of the Thai Song Dam
people in various fields, for this reason, the culture of the Thai Song Dam people is a blend of
Buddhist traditions and rituals and is also mixed with Thai traditions and rituals. By applying them
to the traditions and culture of the Thai Song Dam people harmoniously.
Keywords : The Identity, Thai Song Dam, Buddhism Principles

๑. บทนา

พระพุทธศาสนานั้น เม่ือมองในทัศนะของคนสมัยใหม่ มักเกิดป๎ญหาข้ึนบ่อย ๆ ว่า เป็นศาสนา
(religion) หรือเป็นปรัชญา (philosophy) หรือว่าเป็นเพียงวิถีครองชีวิตแบบหน่ึง (a way of life)๑ มนุษย์ใน
สังคมโลกมีวัฒนธรรมและภูมิป๎ญญารวมท้ังหลักศาสนาเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตและที่สําคัญมีอัตลักษณ์ท่ี
แตกต่างกนั ไปตามจารีต ประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมของสงั คมนั้น ๆ ตามหลกั คําสอนทางพระพุทธศาสนา
เกีย่ วกับการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตมอี ทิ ธิพลตอ่ การส่งเสริมอัตลักษณ์ที่ชัดเจนย่ิงข้ึนนั้นมีหลักการพัฒนาท้ังภายใน
และภายนอกคือทัง้ ดา้ นการพฒั นาทางกาย และการพัฒนาทางจติ ใจ๒

ในสมัยโบราณมนุษย์มีความเช่ือว่าความเป็นไปของชีวิต และสรรพส่ิงท้ังหลายเกิดขึ้นจากการดล
บันดาลของส่ิงท่ีมีอํานาจเร้นลับจําพวกผีสาง เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดังนั้นเม่ือปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้นว่าฟูาแลบ ฟูาร้อง ฟูาผ่า ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว อุทกภัย และวาตภัยเกิดข้ึน
มนุษย์จึงตกใจกลัว เพราะไม่รู้สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อมนุษย์ไม่รู้ และไม่มีทาง
ปูองกันแก้ไขจึงเช่ือว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนนั้นเกิดจากการกระทําของส่ิงศักดิ์สิทธ์ิหรืออิทธิฤทธ์ิของ
เทพเจา้ ผู้ทรงบนั ดาลให้เป็นไป ความเชื่อจึงเกิดข้ึน และได้กลายมาเป็นมูลเหตุหน่ึงที่ทําให้มนุษย์เกิดความรู้สึก
ยอมรับและเช่ือถือนํามาเป็นตัวกําหนดวิถีชีวิตของมนุษย์และวิธีการที่มนุษย์ปฏิบัติต่อความเช่ือเหล่าน้ัน
สามารถแสดงออกได้หลายวิธี แต่ที่สําคัญอย่างหนึ่งก็คือสัญลักษณ์เชิงพิธีกรรม เน่ืองจากพิธีกรรมเป็น
สัญลักษณ์ที่ตอกยํ้าคุณค่าทางวัฒนธรรมท่ีแสดงออกโดยการกระทําทั้งท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรมในฐานะที่
พิธกี รรมจัดเปน็ สว่ นหนง่ึ ของขนบธรรมเนยี มประเพณีของกลุ่มชน พธิ ีกรรมจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึง
ชีวิตความเป็นอยู่ได้ และรวมถึงความคิดเห็น ความรู้สึกของสมาชิกในกลุ่มด้วยกัน และการประกอบพิธีกรรม
ทําให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ทางสังคม ๓ ประการ๓ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับส่ิงที่อยู่เหนือธรรมชาติและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

๑ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งท่ี ๕๒, (กรุงเทพมหานคร :
สํานักพมิ พ์ผลธิ มั ม์ ในเครือ บริษทั สํานักเพท็ แอนด์โฮม จํากัด, ๒๕๖๒), หนา้ ๑.

๒ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, (กรุงเทพมหานคร :
สาํ นักพมิ พ์เพ็ทแอนดโ์ ฮม จาํ กัด, ๒๕๕๙), หนา้ ๔๗.

๓ สมบูรณ์ สุขสําราญ, “ความเช่ือทางศาสนาและพิธีกรรมของชุมชนชาวจีน”, งานวิจัยลาดับท่ี ๑๘
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , (โครงการเผยแพร่งานวิจยั ฝาุ ยวิจยั จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๓๐), หน้า ๑๔.

๒๒๙

ดว้ ยกนั การศึกษาพิธีกรรมในรอบปีและรอบชวี ิต จะทําให้เข้าใจถงึ บทบาท และความสําคัญของพิธีกรรมท่ีมีต่อ
วิถีชีวิตของผ้คู นท่มี ารวมกลุ่มประกอบพิธีกรรมน้ัน

ชาวไทยทรงดํา หรือ ชาวโซ่ง คือกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นท่ีบางส่วนแถบภาค ตะวันตก
ภาคกลาง และภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัด
สุพรรณบุรี บรรพบุรุษของชนกลุ่มนี้อพยพมาจากแคว้นสิบสองจุไท เมืองแถนและเมืองอื่น ๆ ของประเทศ
เวียดนาม การอพยพเข้ามาของชาวโซ่งน้ีมีอยู่หลายครั้งด้วยกัน เริ่มต้นนับตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยได้
อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี และเป็นกําลังส่วนหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการผลิตเสบียงให้กับกองทัพ
สยามในครั้งน้ัน ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกาศเลิกทาส ทําให้ชาวไทย
ทรงดําเป็นอิสระจากมูลนายไม่ต้องอยู่ กับติดที่จึงเกิดการอพยพไปตามจังหวัดต่าง ๆ และด้วยความคิดท่ี
ตอ้ งการกลบั ไปยังถ่ินฐานเดมิ ของ ตนท่ีบริเวณแคว้นสิบสองจุไท ทําให้ทิศทางการอพยพของชาวไทยทรงดํามุ่ง
ไปทางทิศเหนือ๑ ช่ือท่ีใช้เรียกชาวไทยทรงดํามีมากมายหลายคํา เช่น โซ่งไทย โซ่งลาวทรงดํา กล่าวโดย สรุป
คําเรยี กต่าง ๆ เหล่านี้มาจากเอกลักษณท์ างวฒั นธรรมอนั โดดเดน่ ของชาวไทยทรงดํา ได้แก่ ภาษา การแต่งกาย
ด้วยเสื้อผ้าที่เป็นสีดําล้วน ประเพณีการเซ่นผีบรรพบุรุษ การปลูกสร้างบ้านเรือน และวัฒนธรรมในการ
รับประทานอาหาร เป็นต้น ส่วนคําว่าลาว หรือไทยน้ัน คงเป็นคําที่ใช้เพ่ือบอกว่า คนกลุ่มนี้เป็นประชากรของ
ชาตใิ ดเทา่ น้นั ซงึ่ กระทรวงมหาดไทยได้ใช้คําว่า “ไทยโซ่ง” เพื่อเรียกชนกลุ่มน้ีแต่คนในชุมชนท้องถิ่น และชาว
โซ่งเองยงั คงติดปากเรียกขานตนเองว่าเปน็ ชาวลาวโซง่ ตามเดิม

ในอดตี ชาวไทยทรงดํามีสภาพความเปน็ อยู่ และการดํารงชีวิตแบบเรียบง่ายมีนิสัยรักสงบ ชอบอยู่
ในปุามากกว่าในเมืองดํารงชีวิตด้วยการพึ่งพาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยเฉพาะ อย่างย่ิงการใช้
ประโยชน์จากผักพ้ืนบ้านในการนํามาบริโภคเป็นอาหารซ่ึงถือว่าเป็นภูมิป๎ญญาท้องถ่ิน อันเป็นเอกลักษณ์ท่ีส่ัง
สม และสืบทอดจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ โดยอาศัยการจดจําและการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง ไม่มีการ
จดบันทึกไว้เป็นหลักฐานแต่อย่างใดในขณะที่ป๎จจุบันความ เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เข้ามามี
บทบาทต่อชุมชนไทยทรงดํามากข้ึนส่งผลให้ กิจกรรมการดํารงชีวิตของชาวไทยทรงดํามีการเปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมโดยจากท่ีเคยพึ่งพาอาศัย ธรรมชาติแปรเปล่ียนมาเป็นการทําลายทรัพยากรธรรมชาติมากข้ึน รวมถึง
นิยมดําเนินชีวิตตามอย่าง สังคมเมืองสมัยใหม่ ทําให้ภูมิป๎ญญาท้องถิ่นท่ีเกี่ยวข้องกับผักพ้ืนบ้านและการใช้
ประโยชน์ที่ส่ังสมมานานถูกละเลยและบางอย่างได้สูญหายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่าเพราะไม่มีการศึกษาและจด
บันทึกเอาไว้ความสืบเนื่อง ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม พิธีกรรม พระพุทธศาสนาได้
ฝ๎งรากลึกลงในสังคมชาวพุทธมาอย่างช้านาน ซึ่งมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนา
มีประเพณีวัฒนธรรมท่ีสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ให้ท้องถิ่น
อ่ืนได้ศึกษาจากร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของชาวไทยทรงดําในตําบลบ้านดอน สะท้อนให้เห็นความเป็น
เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ได้แก่ ภาษา การแต่งกาย ประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ เม่ือวิถีโลกเกิดการ
เปล่ียนแปลงไปย่อมส่งผลกระทบต่อการสืบทอด รักษาประเพณีและวัฒนธรรมโบราณที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา
หรืออาจถูกลืมเลือนไปในท่ีสุด ท้ังนี้ในส่วนวิถีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอัตลักษณ์
ดา้ นความเช่อื และพิธกี รรม ซ่ึงเปน็ รากฐานของวถิ ีการดําเนินชวี ิตนนั้ เปน็ ส่ิงที่มคี วามสําคัญต่อกลุ่มชาติพันธุ์ไทย
ทรงดําเปน็ อย่างมาก เพราะเป็นเครอื่ งบง่ บอกความเป็นไทยทรงดําที่ชัดเจนท่ีสุด และแม้ว่าชาวไทยทรงดําจะมี
ความเช่อื ในเร่ืองผีบรรพบุรุษท่ีโดดเด่นในวถิ ีวัฒนธรรมเปน็ อย่างมาก แต่ดว้ ยอิทธพิ ลของวฒั นธรรมดั้งเดิมในถ่ิน

๑ มานิตา เขื่อนขันธ์, ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีท๎องถิ่นชาวลาวโซํงบ๎านดอนมะเกลือ
ตาลดอนมะเกลอื อาเภออทูํ อง จังหวดั สุพรรณบรุ ี, (สุพรรณบรุ ี : ม.ป.ท., ๒๕๔๒).

๒๓๐

ฐานท่ีชาวไทยทรงดําเข้ามาอยู่นั้นเป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธ จึงทําให้เกิดการผสมผสานกันระหว่างความเช่ือ
ดั้งเดิม กับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาอย่างกลมกลืน พิธีกรรมหลายอย่าง เช่น อิ้นกอน เสนเรือน การ
แต่งงาน และการทําบุญสารท การจัดงานศพ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าชาวไทยทรงดําได้รับอิทธิพลทาง
พระพุทธศาสนาในวถิ กี ารดําเนนิ ชวี ติ เปน็ อย่างมาก ในปจ๎ จุบนั สภาพสงั คมเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมโลกาภิวัตน์ มี
การบ่อนทําลายวิถีวัฒนธรรมท้ังทางตรงและทางอ้อมเกิดข้ึนแพร่หลายและรวดเร็ว วัฒนธรรมที่เก่ียวข้องกับ
พระพทุ ธศาสนาของชาวไทยทรงดาํ ปจ๎ จุบันจึงได้รับผลกระทบจากสถานการณท์ เี่ ปลีย่ นแปลงไป

ดังนั้น การรักษาอัตลักษณ์และสืบสานวัฒนธ รรมตามวิถีชีวิตในพระพุทธศาสนา
ท่ีผสมผสานอยู่ในวิถีชีวิตของไทยทรงดําให้คงอยู่ เพ่ือความเป็นชาติพันธ์ุที่มีอัตลักษณ์และความเข้มแข็งทาง
วัฒนธรรม ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่อง “การศึกษาอัตลักษณ์ของชุมไทยทรงดําตามหลัก
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ใ น ตํ า บ ล บ้ า น ด อ น อํ า เ ภ อ อู่ ท อ ง จั ง ห วั ด สุ พ ร ร ณ บุ รี ” เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร รั ก ษ า
อัตลักษณ์และสืบสานวัฒนธรรมวิถีชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาให้มีความม่ันคงยั่งยืนสืบไป โดยใช้
กระบวนการของการวิจยั

๒. วตั ถุประสงค์ของกการวจิ ยั

๒.๑ เพื่อศึกษาเก่ียวกับอัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดํา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทองจังหวัด
สุพรรณบุรี

๒.๒ เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดํา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
ในการนบั ถือหลกั พระพุทธศาสนา

๒.๓ เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดํา ในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

๓. นิยามศพั ท์เฉพาะท่ใี ชใ๎ นการวิจยั

การศกึ ษา หมายถงึ เป็นวธิ กี ารสง่ ผา่ นจุดมุ่งหมายและธรรมเนียมประเพณีให้ดํารงอยู่จากรุ่นหน่ึงสู่
อีกรุ่นหนึ่ง ในท่ีนี้คือศึกษาหลักพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับไทยทรงดําในตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัด
สพุ รรณบุรี

อัตลักษณ์ หมายถงึ คณุ ลักษณะเฉพาะตวั ท่บี ่งบอกหรอื มคี วามชชี้ ดั ของตวั บุคคล สังคม ชุมชนหรือ
ประเทศนั้น ๆ เชน่ เช้ือชาติ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมท้องถ่ิน ในท่ีนี้ศึกษาเฉพาะชุมชนไทยทรงดําในตําบล
บา้ นดอน อาํ เภออ่ทู อง จังหวดั สพุ รรณบรุ ี

การอพยพ หมายถึง เหตุสําคัญท่ีชาวไทยทรงดํามาอาศัยอยู่ในตําบลบ้านดอน อําเภอ
อทู่ อง จังหวัดสุพรรณบรุ ี รวมไปถึงเหตกุ ารณ์ท่ีคนในชุมชนสามารถจดจําได้

การตั้งถิ่นฐาน หมายถึง การสร้างที่อยู่อาศัยโดยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้านและ
เป็นเมอื ง

วถิ ีชวี ิต หมายถึง ความเป็นอยู่ การใช้ชวี ิต และการดําเนินชวี ติ ของชมุ ชนชาวไทยทรงดาํ
ความเช่ือ หมายถึง การยอมรับว่าสิ่งใดส่ิงหนึ่งเป็นความจริงหรือเป็นส่ิงท่ีเรา ไว้วางใจ
ของชาวไทยทรงดําตามหลกั พระพุทธศาสนา
พิธีกรรม หมายถึง พฤติกรรมท่ีเป็นรูปธรรมของศาสนาและระบบความเชื่อ พิธีกรรมเก่ียวกับชาว
ไทยทรงดําตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

๒๓๑

อิทธิพลของชาวไทยทรงดา หมายถึง ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตของชุมชนชาวไทยทรงดํา
ในตาํ บลบา้ นดอน อําเภออู่ทอง จังหวดั สพุ รรณบรุ ี

หลักพระพุทธศาสนา หมายถึง วิถีชีวิต ประเพณี ความเช่ือ และวัฒนธรรมของชาวไทยทรงดําท่ี
เกยี่ วเนื่องกับพระพทุ ธศาสนา

๔. วิธีดาเนนิ การวจิ ัย/รูปแบบการวจิ ัย/ขอบเขตการวจิ ยั

การวิจัยนี้มีการวางขอบเขตทางการวิจัย และวเิ คราะหต์ ามทฤษฎี เพอื่ ศกึ ษาอัตลักษณ์ของชุมชนชาวไทย
ทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนา ตําบลบ้านดอน อําเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซ่ึงผู้วิจัยได้ศึกษาในด้านต่าง
ๆ ดังต่อไปน้ี

๔.๑ ขอบเขตด๎านเอกสาร
ศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ชาติพันธ์ุไทยทรงดํา อาทิ หนังสือ เอกสาร
วารสาร นติ ยสาร สือ่ สงิ่ พิมพ์ พระไตรปิฎก คมั ภรี ์อรรถกถา เป็นต้น
ศึกษาข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์บุคคล ผู้ร่วมงาน การบรรยาย และการสัมผัสผลงานต่าง ๆ
เกีย่ วกับประวัติและความเป็นมาของชาตพิ ันธ์ไุ ทยทรงดํา ซง่ึ ผู้ให้ขอ้ มลู เป็นท้งั บรรพชติ และคฤหสั ถ์

๔.๒ ขอบเขตดา๎ นเน้ือหา
การวิจัยน้ีศึกษาเฉพาะประวัติ ความเป็นมาและอัตลักษณ์ของชาติพันธ์ุไทยทรงดํา หรือแนวคิดที่
สํ า คั ญ ก า ร ศึ ก ษ า อั ต ลั ก ษ ณ์ ข อ ง ช า ติ พั น ธ์ุ ไ ท ย ท ร ง ดํ า ต า ม ห ลั ก พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ตํ า บ ล
บ้านดอน อําเภออูท่ อง จังหวดั สพุ รรณบุรี

๔.๓ ขอบเขตด๎านพนื้ ที่
พื้นท่ใี ชใ้ นการวิจัยครัง้ นีค้ อื ตําบลบา้ นดอน อําเภออู่ทอง จงั หวัดสพุ รรณบุรี

๔.๔ ผู๎ให๎ข๎อมลู สาคัญ

การวิจัยเรื่อง “การศึกษาอัตลักษณ์ของไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนา ในตําบลบ้านดอน

อําเภออู่ทอง จังหวดัสุพรรณบุรี” ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ

จํานวน ๙ ทา่ น ประกอบด้วย

๑. พระอธิการวินยั อภญิ าโน (แสงอรณุ ) เจ้าอาวาสวัดยางสว่างอารมณ์

๒. นายทรงบท ค้มุ ฉายา นายกเทศมนตรเี ทศบาลตําบลบ้านดอน

๓. นายอัครวัฒน์ บญุ สงู เพชร ประธานสภาวัฒนธรรมไทยทรงดําตําบลบา้ นดอน

๔. นายอธปิ ยอ้ นเพชร ประธานศนู ยฟ์ ้นื ฟวู ฒั นธรรมไตดาํ โบราณ

๕. นายเมอื ง แอบเพชร ปราชญท์ อ้ งถน่ิ

๖. นายประกาศ ไฝเพชร ปราชญ์ท้องถนิ่

๗. นายฮุง เกดิ ทองดี ปราชญ์ท้องถิ่น

๘. นางสาวบญุ มา ไฝเพชร ปราชญ์ทอ้ งถิน่

๙. นางไกร ม่นั เพชร ปราชญ์ทอ้ งถิ่น

๔.๕ ขอบเขตดา๎ นระยะเวลา
ในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัย ได้ดําเนินการวิจัยตั้งแต่เดือน กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึงเดือน
ธนั วาคม ๒๕๖๓ รวมเป็นระยะเวลา ๖ เดอื น

๒๓๒

๕. ผลการวจิ ยั

จากการวิจัยเรื่องนีส้ ามารถแบ่งเปน็ ประเดน็ ได้ดงั ตอ่ ไปนี้
๕.๑ อตั ลักษณ์ของชมุ ชนไทยทรงดําตามหลักพระพทุ ธศาสนาในตาํ บลบา้ นดอน อําเภอ
อูท่ อง จงั หวดั สุพรรณบุรี
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยทรงดํา โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นประเพณีและพิธีกรรมที่ผูกพันกับ
ความเช่ือค่อนข้างมาก ประเพณี หรือพิธีกรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดข้ึนเพื่อตอบสนองความเชื่อของชาวไทย
ทรงดําในด้านต่าง ๆ รูปแบบรายละเอียดของประเพณีค่อนข้างมีความแตกต่างกันตามท้องถ่ิน เพราะสังคม
โดยทั่วไปของชาวไทยทรงดํามีการแบ่งชนชั้นภายในสังคมออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ ผู้ท้าว หรือชนชั้นสูงท่ีมีการ
สบื สายสกลุ หรือสืบการนบั ถือผีจากเจ้านาย ผู้ปกครองในแคว้นสิบสองจุไท ถิ่นฐานดั้งเดิมของพวกไทยทรงดํา
ส่วนอีกชนชั้นหนึ่ง คือ ผู้น้อย หรือผู้สืบสกุลการนับถือผีจากประชาชน หรือคนทั่วไปในสมัยน้ัน ภายหลังจาก
การอพยพและยา้ ยถ่ินฐานเข้ามาในประเทศไทย ความแตกต่างทางด้านสถานภาพและชนชั้นเริ่มจางหายลงไป
แตย่ งั คงปรากฏใหเ้ ห็นรปู แบบเดมิ ทางด้านประเพณีและด้านพิธีกรรมซ่ึงประเพณีเหล่าน้ี มีความแตกต่างกันท้ัง
ในเรื่องรายละเอียดตา่ ง ๆ ระหวา่ งทง้ั สองชนช้นั ซ่ึงมีมาต้ังแตใ่ นอดีตจวบจนถึงป๎จจุบันนี้ เราจะยังพบเห็นความ
แตกตา่ งระหวา่ งชนชน้ั ในความเชอ่ื เรื่องการนบั ถอื ผีเสมอมา
๕.๒ อัตลักษณข์ องชุมชนไทยทรงดาํ ตามหลักพระพุทธศาสนาในตาํ บลบา้ นดอน อําเภอ
อู่ทอง จังหวัดสพุ รรณบุรี ในการนบั ถือหลักพระพทุ ธศาสนา
ประวัติศาสตร์ไทยทรงดําเกี่ยวข้องคู่ขนาน แต่ไทยทรงดําเชื่อศาสนาเต๋า เป็นลัทธิเต๋า แล้วก็มาขงจ้ือ
ช่วยในเรื่องของกตัญํูรู้คุณ เคารพบรรพบุรุษ เมื่อพุทธศาสนาเติบโตเจริญรุ่งเรืองเข้าไปทุกหย่อมหญ้าของ
ประชาชน ไทยทรงดําเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ประมุขก็นับถือศาสนาพุทธ เข้าร่วมประเพณีต่าง ๆ ชาวไทย
ทรงดาํ ก็เลยนําพทุ ธศาสนาไปเข้าร่วมด้วย ต้ังแต่กระบวนการมีจารีตประเพณีงานต่าง ๆ มีพระเข้ามาเก่ียวข้อง
เรื่องชยันโต ในเร่อื งการสวด ในกระบวนการต่าง ๆ ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๐ หรือก่อนหน้านั้น ลูกหลานไทยทรง
ดํา หรือผู้ที่มีอายุมากก็เข้าสู่กระบวนการ คือ การบวชเป็นพระแล้วเป็นเจ้าอาวาส พระพุทธศาสนาก็เปิดกว้าง
ให้กับบุคคลทุกหมู่เหล่าทุกชาติพันธุ์เข้าสู่กระบวนการพระพุทธศาสนา แต่วิถีความเชื่อยังไม่เปล่ียนแปลงใน
เรื่องของประเพณี เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย การสร้างบ้านแปลงเมืองยังคงใช้ขงจ้ือทั้งหมด และเรื่องการนับถือ
บรรพบรุ ษุ

๕.๓ อัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนาในตําบลบ้านดอน อําเภอ
อทู่ อง จงั หวดั สุพรรณบรุ ี

วัดที่มีความเช่ือมโยงกับอิทธิพลท่ีมีต่อประเพณี ส่วนพิธีกรรมแบบชาวพุทธจะมีการไปทําบุญเพื่อ
สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา หรือแม้กระทั่งงานศพ เม่ือมีการตาย เกิดขึ้นแต่ก่อนจะประกอบพิธีกรรมตามความ
เชื่อของคนไทยทรงดํา แต่ป๎จจุบันได้เปล่ียนวิถีชีวิตมาเป็นแบบผสมผสานกับชาวพุทธ แต่ก็เป็นการผสมผสาน
กันกับประเพณีและพิธีกรรมของไทยทรงดํา จะว่าพุทธก็ไม่ใช่พุทธทั้งหมด เพราะชาวไทยทรงดําต้องทํา
พิธกี รรมตามประเพณตี ัวเองซ่ึงทง้ิ ไมไ่ ด้

๕.๔ ผลการวเิ คราะหเ์ กยี่ วกบั อตั ลกั ษณ์ไทยทรงดําจากการสมั ภาษณ์
จากการวิเคราะห์อัตลักษณ์ของชุมชนไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนาในตําบลบ้านดอน
อาํ เภออูท่ อง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า พระพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อชุมชนไทยทรงดํา นับต้ังแต่เกิดจนตาย ซึ่ง
ปรากฏในวัฒนธรรม ประเพณีของชาวไทยทรงดํา เช่น แต่งงาน ข้ึนบ้านใหม่ พิธีกรรม โดยเชื่ อมโยงกับ
พระพุทธศาสนา จากการเล่าเร่ืองราวจะเห็นว่าไทยทรงดําส่วนมากเคยนับถือ เต๋า ขงจ๊ือมาก่อน แล้วเม่ือมา

๒๓๓

ประเทศไทย ชาวไทยทรงดําที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีก็ปรับเปล่ียนมานับถือพระพุทธศาสนากันเรื่อยมา
จนถงึ ป๎จจบุ ัน

๖. สรุปองค์ความรทู๎ ไี่ ด๎จากการวิจยั

มมุ มองของความเชื่อ ความเช่ือและพิธกี รรม อตั ลักษณ์ชาว
และพิธกี รรม
ไทยทรงดาท่ีมตี ่อพระพุทธศาสนา
ความเชอื่ เก่ยี วกบั ศาลเจา้ พ่อ ในตาบลบ้านดอน อาเภออทู่ อง
เกี่ยวกับชาวไทยทรงดา
จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
ความเช่ือทางพระพุทธศาสนา
ของชาวไทยทรงดา

แผนภาพที่ ๑ แสดงองค์ความรเู้ กีย่ วกบั ความเชอื่ และพธิ ีกรรมเกี่ยวกบั อตั ลักษณไ์ ทยทรงดํา

พธิ กี รรมของพระพทุ ธศาสนาที่ อิทธิพลของชาวไทยทรงดาที่มีตอ่
มีอทิ ธิพลกับไทยทรงดา พระพุทธศาสนา

ประวตั ิศาสตรท์ ี่มอี ิทธิพลกับ
พระพทุ ธศาสนาในไทยทรงดา

การสืบทอดพระพุทธศาสนาท่ีมี
อทิ ธิพลต่อไทยทรงดา

แผนภาพที่ ๒ แสดงองค์ความรูเ้ ก่ยี วกบั อทิ ธพิ ลของพระพุทธศาสนาทีม่ ตี ่อชาวไทยทรงดาํ ทีเ่ ช่อื มโยงกับ
พธิ กี รรม ประวตั ิศาสตร์ และการสืบทอดกบั พระพทุ ธศาสนา

๗. สรุป

๗.๑ ศึกษาอัตลักษณ์ของไทยทรงดาในตาบลบา๎ นดอน อาเภออทํู อง จงั หวดั สุพรรณบุรี

ประวัติความเป็นมาท่ีเชื่อมโยงกับชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ไทยทรงดํามีชื่อเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท่ีมี
ชื่อเรียกขานอันหลากหลาย โดยกลุ่มชาติพันธ์ุนี้เรียกตนเองว่า ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง
ไตดาํ ไทดาํ และมชี ือ่ ท่ีผูอ้ ืน่ เรยี กกลุม่ ชาตพิ นั ธุ์น้ีวา่ ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ไทดํา ผ้ไู ทดาํ ไตโซ่ง ไทยทรงดํา

ประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงด๎วยประเพณี ความเช่ือ และการเลี้ยงผี การเกิดความเชื่อมโยง
กับ ประเพณี ความเชื่อ การเลี้ยงผี การเสนเรือน ซ่ึงชี้ให้เห็นว่า ประวัติ ความเป็นมาของชาวไทยทรงดําท่ี
เกิดข้ึนได้จากประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมในท้องถ่ินที่ยึดถือปฎิบัติสืบทอดกันมาเป็นทอด ๆ ถึงสังคม
ตา่ ง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไป ชาวไทยทรงดํายังคงรกั ษาวัฒนธรรมประเพณีอนั ดีงามเอาไว้

๒๓๔

ประวัติความเป็นมาท่ีเป็นการสันนิษฐาน ไมํมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยพบจาก
เนื้อความสัมภาษณ์ว่า ทุกอย่างเป็นการสันนิษฐาน ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ประวัติศาสตร์อัน
ยาวนานของไทยทรงดํา เน่ืองจากสมัยนั้นยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยผู้วิจัยสันนิษฐานว่า
ประวัติความเปน็ มาของชาวไทยทรงดําทมี่ ีความเปน็ มาอยา่ งยาวนานเก่ียวกบั ความเช่ือ พธิ กี รรม ประเพณนี ้ัน

๗.๒ ศึกษาอัตลักษณ์ของไทยทรงดาในตาบลบ๎านดอน อาเภออูํทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในการนับถือหลัก
พระพุทธศาสนา

รูปแบบอัตลักษณ์ชาวไทยทรงดาในความเช่ือและพิธีกรรม เน่ืองจากคนสมัยก่อนมีความมีความ
เช่ือเร่ืองการนับถือผีมีบทบาทอย่างมากในสังคมชาวไทยทรงดํา ชาวไทยทรงดําเชื่อว่าทุก ๆ ส่ิงบนโลกอยู่
ภายใต้อํานาจเหนือธรรมชาติ หรือผี ดังน้ัน เราจึงเห็นเทพเจ้าท่ีชาวไทยทรงดํานับถือค่อนข้างมาก มีความ
ผูกพันอย่างแนบแน่นกับวิถีชีวิตประจําวัน เช่น พระแม่โพสพ พระแม่ธรณี นอกจากนี้ ในทุกพิธีกรรมและ
ประเพณีของชาวไทยทรงดาํ จะมีความเชือ่ ในเร่ืองผี เข้ามามีบทบาทโดยตรงกับพิธีกรรมน้ัน ๆ ผีที่ชาวไทยทรง
ดําให้การนับถือและให้เคารพมากที่สุดนั้น คือ ผีบรรพบุรุษ ที่เรียกว่า ผีเฮือน หรือ ผีเรือน ชาวไทยทรงดําทุก
ครอบครัวและทุกบ้านจะต้องกั้นห้องขนาดเล็กไว้อยู่มุมในสุดทางด้านขวามือของตัวเรือน เป็นห้องสําหรับผี
เรอื นภาษาไทยทรงดาํ เรยี กว่า กะล้อห่อง ภายในห้องจะมีหิ้งส่ีเหล่ียมสําหรับวางป้๎นผีเรือน หรือสมุดจดรายช่ือ
บรรพบุรุษท่ีอยู่ในตระกูลและนับถือผีเดียวกัน เป็นที่รวมวิญญาณบรรพบุรุษ ที่จะมาอยู่รวมกัน เพ่ือทําการ
ปกปูองคมุ้ ครองลูกหลานเครือญาติ ความเชื่อในเรือ่ งผีบรรพบรุ ุษเป็นระบบควบคุมทางสังคมอย่างหนึ่งของชาว
ไทยทรงดํา ให้อยใู่ นกรอบของจารตี ประเพณีท่ีดี อนั เปน็ พื้นฐานของสังคมชาวไทยทรงดํา

เหตุผลของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชาวไทยทรงดา ชาวไทยทรงดําเป็นผู้ที่
นับถือศาลเจ้าพ่อ ถือเป็น “สิ่งศักด์ิสิทธ์ิประจําหมู่บ้าน” ท่ีชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ สร้าง
ศาลให้อยู่ และมชี ่อื เรียกตามชอื่ หมูบ่ ้านเป็นส่วนใหญ่ ชาวไทยทรงดาํ เชอื่ วา่ ผีประจาํ หมู่บา้ นหรือเจา้ พ่อสามารถ
พึ่งพิงเพ่ือให้ช่วยคุ้มครองและปกปูองชาวบ้านและรักษาพืชผลและสัตว์เล้ียงของชาวบ้าน และขจัดทุกข์บํารุง
สุขให้แก่พวกเขาได้ ชาวบ้านหมู่น้ันก็จะเล้ียงศาลประจําหมู่บ้านร่วมกันหน่ึงคร้ังในแต่ละปี คือช่วงเดือนแปด
เดือนเก้าการเซน่ ไหว้ก็จะมีตวั แทนผู้นํา เรียกว่า “เจ้าจํ้า” บอกกล่าวเจ้าพ่อขอให้เจ้าพ่อคุ้มครองปกป๎กษ์รักษา
ให้อยู่เยน็ เป็นสขุ

รูปแบบอตั ลักษณ์ชาวไทยทรงดาในความเช่ือและพิธีกรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ชาวไทยทรง
ดํามีลักษณะเฉพาะตัวของชนเผ่า ซ่ึงผิดแผกแตกต่างไปจากวัฒนธรรมชุมชนอื่น ๆ แต่ความแตกต่างกันทาง
วัฒนธรรมกม็ ิได้เป็นอปุ สรรคแกช่ มุ ชนไทยทรงดําในการอยู่ร่วมกับชุมชนอ่ืนแต่อย่างใด เช่น ทําบุญตักบาตรใน
วันสาํ คัญทางพุทธศาสนา มพี ิธสี วดศพตามแบบพุทธ มกี ารนมิ นต์พระมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ควบคู่ไป
กับพิธีกรรมของชาวไทยทรงดํา ถึงผลกระทบนั้นจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมบางอย่างไปจาก
เดมิ แต่กส็ ามารถอย่รู ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งราบรื่น ควบคูไ่ ปกับวิถชี วี ติ แบบชาวพุทธ

๗.๓ ศึกษาอัตลักษณ์ของไทยทรงดาในตาบลบ๎านดอน อาเภออํูทอง จังหวัดสุพรรณบุรีตามหลัก
พระพทุ ธศาสนา

อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีตํอชาวไทยทรงดาสมัยโบราณ จะเห็นว่า พุทธโบราณเชื่อกันว่า
ความผิดปกติทั้งหลายที่เกิดข้ึนและมิได้มาจากการกระทําของมนุษย์โดยตรงแล้ว ถือว่าเป็นการกระทําของผี
หรือวิญญาณต่าง ๆ ท้งั สน้ิ ไมว่ า่ จะเปน็ การเจบ็ ไข้ไดป้ ุวย หรอื ฝนไมต่ กตามฤดูกาลกต็ าม ฉะนั้น วิธีแก้ไขป๎ดเปุา
จึงต้องกระทําพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ให้ถูกต้องในแต่ละเรื่อง ท่ีควรเซ่นไหว้ก็ต้องเซ่นไหว้ ควรขับไล่ต้องขับไล่

๒๓๕

เป็นต้น การบนบานศาลกล่าวก็เชื่อกันว่าเป็นวิธีการที่จะให้วิญญาณท่ีมีฤทธิ์เดชช่วยเหลือ เมื่อได้รับผลตามที่
ตั้งใจแล้วจะต้องไปทําการแก้บนตามที่ได้สัญญาไว้ หาไม่แล้ววิญญาณที่ตนไปบนไว้อาจโกรธแค้นและทํา
อนั ตรายเอาไดภ้ ายหลงั

ประวตั ิศาสตร์ของไทยทรงดาท่ีมีอิทธิพลตํอพระพุทธศาสนา ความเป็นชาวไทยทรงดําในการนับ
ถือพระพทุ ธศาสนานั้น เดมิ ทียงั ไม่มี มาปรับเปลี่ยนในภายหลงั ชาวไทยทรงดาํ ยงั คงความเป็นเอกลักษณ์ และมี
ลักษณะเฉพาะตัวของชนเผ่า ซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากวัฒนธรรมชุมชนอื่น ๆ แต่ความแตกต่างกันทาง
วัฒนธรรมก็มิได้เป็นอุปสรรคแก่ชุมชนไทยทรงดําในการอยู่ร่วมกับชุมชนอื่นแต่อย่างใด การทําบุญตักบาตรใน
วนั สาํ คัญทางพุทธศาสนา มีพิธีสวดศพตามแบบพุทธ มกี ารนมิ นต์พระมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ควบคู่ไป
กับพิธีกรรมของชาวไทยทรงดํา ถึงผลกระทบน้ันจะทําให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรมบางอย่างไปจาก
เดิม แตก่ ็สามารถอยรู่ ว่ มกนั ได้อยา่ งราบร่ืน ควบคไู่ ปกบั วิถชี วี ิตแบบชาวพทุ ธ

อิทธิพลของการสืบทอดพระพุทธศาสนาของชาวไทยทรงดาในปัจจุบัน วัฒนธรรมของชาวไทย
ทรงดําโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นประเพณีและพิธีกรรมที่ผูกพันกับความเช่ือค่อนข้างมาก ประเพณีและพิธีกรรมที่
เกิดขนึ้ เพอ่ื ตอบสนองความเชื่อของชาวไทยทรงดําในด้านต่าง ๆ นอกจากความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษแล้ว ชาว
ไทยทรงดํายังเคารพนับถือผีต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ผีฟูา หรือแถน ซึ่งเป็นเทวดาท่ีสิงสถิตอยู่บนฟูาคอยดูแล
ทกุ อย่างให้มีความเรยี บร้อย ความเชื่ออย่างหน่ึงทสี่ ง่ ผลถงึ รปู แบบประเพณแี ละพธิ กี รรมของชาวไทยทรงดํา คือ
ความเชื่อในเรื่องขวัญ ชาวไทยทรงดําเชื่อว่า ขวัญเป็นส่ิงติดตัวมาแต่กําเนิด คนจะมีดีมีสุขเพราะขวัญเป็น
สาเหตุ ถ้าขวัญออกจากตัวไป ก็จะทําให้เจ็บปุวยหรือตายได้ ส่วนพิธีกรรมแบบชาวพุทธจะมีการไปทําบุญเพ่ือ
สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา หรอื แม้กระทงั่ งานศพ เมื่อมีการตายเกดิ ขน้ึ แต่ก่อนจะประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ
ของคนไทยทรงดํา แต่ป๎จจุบันได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นแบบผสมผสานกับชาวพุทธ คือ มีการนิมนต์พระมาสวด
และยงั มพี ิธีแตง่ งานของชาวไทยทรงดาํ ซง่ึ เดมิ ทจี ะไม่มีพระมาสวดทําพิธีใหแ้ ก่เจ้าบ่าวเจ้าสาว เพ่ือความเป็นสิริ
มงคลแก่ชีวิตคู่ ด้วยเหตุน้ี วัฒนธรรมของชาวไทยทรงดําจึงมีการผสมผสานกันระหว่างประเพณีและพิธีกรรม
ทางศาสนาพุทธ นอกจากน้ี ยังถูกปะปนด้วยประเพณีและพิธีกรรมแบบไทยด้วย โดยนํามาประยุกต์เข้ากับ
ประเพณแี ละวฒั นธรรมของชาวไทยทรงดาํ อยา่ งกลมกลนื

๘ ขอ๎ เสนอแนะ

จากการวิจยั เรือ่ ง การศึกษาอัตลกั ษณ์ของชมุ ชนไทยทรงดําตามหลกั พระพุทธศาสนาในตําบลบา้ นดอน
อําเภออู่ทอง จังหวดั สพุ รรณบรุ ี มีขอ้ เสนอแนะดังต่อไปน้ี

๘.๑ ขอ๎ เสนอแนะทว่ั ไป
๑) ควรมีการศึกษาพ้ืนท่ี และวิถีชีวิตของอัตลักษณ์ชุมชนชาวไทยทรงดําเพื่อไปปรับใช้

ในการศึกษาครง้ั ตอ่ ไปให้มีประสิทธภิ าพ
๒) ควรมีการขยายขอบเขตของเนื้อหาท่ีเก่ียวกับการศึกษาอัตลักษณ์ชุมชนชาวไทยทรงดําโดยยึด

หลกั พระพุทธศาสนา เพ่อื เป็นแนวทางในการนํามาประยกุ ต์ใช้ต่อไป

๘.๒ ขอ๎ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ตอํ ไป
๑) ควรนําหลักความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนของชาวไทยทรงดํามาประยุกต์ใช้ให้ทันสมัย

มากยิง่ ขึน้
๒) ควรมีการนําเอกลักษณ์ในการนับถือพระพุทธศาสนาในชุมชนชาวไทยทรงดํามาประยุกต์ใช้ให้

เกดิ ความหลายหลายมากยง่ิ ขึน้

๒๓๖

๓) ควรมีการศึกษาอัตลักษณ์ชุมชนชาวไทยทรงดําตามหลักพระพุทธศาสนามาใช้ในการวางแผน
พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ตอ่ ไป

เอกสารอา๎ งองิ

มานิตา เข่ือนขันธ์. “ภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีท๎องถ่ินชาวลาวโซํงบ๎านดอนมะเกลือ
ตาลดอนมะเกลือ อาเภออํทู อง จงั หวดั สพุ รรณบุรี”. สพุ รรณบุรี : ม.ป.ท., ๒๕๔๒.

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต. พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ เพ็ท
แอนดโ์ ฮม จาํ กดั , ๒๕๕๙.

________. พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. พิมพ์คร้ังที่ ๕๒. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ผลิธัมม์ ในเครือ
บรษิ ทั สํานักเพ็ทแอนด์โฮม จํากัด, ๒๕๖๒.

สมบูรณ์ สุขสําราญ. “ความเช่ือทางศาสนาและพิธีกรรมของชุมชนชาวจีน”. งานวิจัยลําดับที่ ๑๘ จุฬาลง
การณ์มหาวทิ ยาลยั . โครงการเผยแพรง่ านวิจัยฝุายวจิ ยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๐.

๒๓๗

การสํงเสรมิ การทํองเทยี่ วเชงิ พทุ ธของวัดและชมุ ชน ในอาเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม

BUDDHIST TOURISM PROMOTION AT TEMPLE AND COMMUNITY IN SAMPRAN DISTRICT,
NAKHONPATHOM PROVINCE

นางสาวแพรวลิ ยั ไพประพันธ์
Miss. Pearwilai Paiprapan
วิทยาลยั สงฆพ์ ุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
[email protected]

บทคัดยํอ

งานวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัดและชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม” วัตถุประสงค์ดงั น้ี เพ่ือศกึ ษาการส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วเชงิ พทุ ธของวัดและชุมชน ในอําเภอสามพราน
จังหวัดนครปฐม ,เพ่ือวิเคราะห์การส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอสามพราน
จงั หวดั นครปฐม ตามปจ๎ จัยสว่ นบุคคล และ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด
และชมุ ชน ในอาํ เภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม

ศึกษาการวิจัยแบบผสมผสาน )Mixed Method) โดยใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยผู้วิจัยได้จัดกลุ่มข้อมูลตาม
สาระสําคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ทก่ี ําหนดไว้ )Data Groupingจากน้ันจึงทําการวิเคราะห์ข้อมูล โดย (ใช้เทคนิค
การวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท )Content Analysis Technique (และวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ
)Quantitative Research (เก็บแบบสอบถามประชากรท่ีอาศัยอยู่ในชุมชน และมาเที่ยววัดในอําเภอสามพราน
จังหวัดนครปฐม ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบบังเอิญ )Accidental Sampling (เพื่อเป็นการเก็บข้อมูล
โดยเลือกขนาดกลุ่มตัวอย่างจากท่ีกําหนดไว้ตามสัดส่วนของวัดไร่ขิง และวัดดอนหวาย โดยเฉล่ียวัดละ ๑๐๐
คน และรวมท้งั หมดเปน็ ๒๐๐ คน แลว้ นาํ มาหาคา่ ความถ่ี) Frequency (ร้อยละ) Percentage( ค่าเฉลี่ย) Mean (
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) Standard Deviation (การทดสอบค่าที) t-test) และการทดสอบค่าเอฟ )f-test) โดย
การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว) One Way ANOVA (และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วย
วิธผี ลตา่ งนยั สําคัญนอ้ ยท่ีสุด )Least Significant Difference: LSD(

ผลการศึกษาพบวาํ
๑) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า การส่งเสริมวัฒนธรรมนั้นจะต้องแสดงรายละเอียดว่า และ การ

จะสร้างความมั่นคงได้ต้องเป็นศูนย์รวมของจิตใจคน และผ่อนคลายจากนักท่องเท่ียว รวมไปถึงสามารถ
ยกระดับจิตใจได้ด้วย กิจกรรมทางศาสนาพุทธนั้นมีส่วนช่วยในการทําให้เป็นจุดสนใจต่อนักท่องเที่ยวมาก ซึ่ง
ทางวัดตอ้ งใหค้ วามสาํ คัญ เช่น การจัดสถานท่ี การหาที่พกั ผอ่ นหย่อนใจ การบริการทจ่ี อดรถเพือ่ รองรับคน

๒) ระดับการส่งเสรมิ การทอ่ งเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชนในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉล่ีย ๔.๕๖ และเม่ือจําแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านท่ีมากที่สุด คือ
ด้านการส่งเสริมเชิงศาสนาพุทธ มีค่าเฉลี่ย ๔.๖๑ รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมกิจกรรมเชิงพุทธ มีค่าเฉลี่ย
๔.๕๙ และน้อยทส่ี ดุ คอื ดา้ นการสง่ เสรมิ เชงิ วฒั นธรรม มคี า่ เฉลีย่ ๔.๔๗ ตามลําดบั

๒๓๘

๓) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอ
สามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า นักเรียนท่ีมีอายุ, และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงพุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมแตกต่างกันอย่างมีนําสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕
ยกเว้น ยกเวน้ นกั เรียนที่มี เพศ และระดับการศกึ ษา ทม่ี ีความคิดไม่แตกต่างกนั เปน็ การปฏิเสธสมมตฐิ าน

๔) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของ
ประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม พบว่า สภาพป๎ญหาที่พบ แหล่งท่ีท่องเท่ียวสําคัญ
บรรยากาศบางคร้ังยังไม่เอื้ออํานวยเท่าที่ควร, การส่งเสริมความสําคัญทางศาสนายังไม่เป็นท่ีสนใจและเข้าถึง
เด็กวยั รนุ่ และไมม่ กี ารให้ความรู้และสง่ เสริมการใช้สมุนไพร หรอื มนี อ้ ยมาก
คาสาคัญ : การท่องเทยี่ วเชงิ พทุ ธ, วดั , ชุมชน

Abstract

In the research on "Buddhist Tourism Promotion at Temple and Community in
Sampran District, Nakhon Pathom Province" objectives are as follows to study the Buddhist
tourism promotion of temples and communities in Sampran District Nakhon Pathom
Province, to analyze the Buddhist tourism promotion of temples and communities in
Sampran District Nakhon Pathom Province according to personal factors and to suggest
directions for promoting Buddhist tourism of temples and communities in Sampran District
Nakhon Pathom Province.

Study of mixed research using a qualitative research method that collected data by
using the in-depth interview. The researcher grouped the data according to the essence of
the interview point that set the Data Grouping and quantitative research methods to collect
a questionnaire of the population living in the community, and come to visit temples in
Sampran District Nakhon Pathom Province the accidental sampling method total was 200
people and was then used to find the frequency, percentage, mean, standard deviation, t-
test, and the f-test were performed by analyzing one-way variance (One Way ANOVA) and
testing the mean difference individually with the Least Significant Difference (LSD) method.
The research results were found that:

1) The results of the interview revealed that promoting that culture must show
details that and to build stability must be the center of the human mind and relaxation from
tourists including being able to elevate the mind Buddhist religious activities have made a
great contribution to the attraction of tourists. Which the measure has to focus on such as
the location Finding a place to relax Parking services to accommodate people.

2) The level of Buddhist tourism promotion of the temple and communities in
Sampran District Nakhon Pathom Province. Overall, it is at the highest level. With an average
of 4.56 and when classified by each side, it was found that the highest aspect was the
Buddhist promotion, with an average of 4.61, followed by the Buddhist activities promotion,
having an average of 4.59 and the lowest was a cultural promotion with an average of 4.47,
respectively.

๒๓๙

3) Comparison of opinions of Promotion of Buddhist tourism of temples and
communities in Sampran District Nakhon Pathom Province found that students of different
ages and occupations Had opinions on the promotion of Buddhist tourism of temples and
communities in Sampran District Nakhon Pathom provinces differed statistically significantly
at the 0.05 level, except for students with gender and education level. With no different
thoughts Rejecting the hypothesis

4) Problems in promoting awareness-raising to promote Buddhist culture of people
in Wat Rai Khing, Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province, found that the problems
encountered Major tourist attractions the atmosphere is sometimes unfavorable, promoting
religious significance is not of interest and reaching adolescent children. And there is no
knowledge about and promoting the use of herbs or very little.
Keywords: Buddhist, Tourism Temple, Community

๑. บทนา

การเดินทางท่องเท่ียวเชิงศาสนานี้สําหรับในสังคมไทยที่มีศาสนาพุทธเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจน้ัน มี
เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวกบั การทอ่ งเที่ยวส่วนใหญ่ เรียกว่า เป็นการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาบ้าง หรือ
การท่องเท่ียวเชิงพุทธบ้าง เพราะ ๙๖% ของคนไทยนับถือศาสนาพุทธ ที่มีมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๘๒๒ ท่ี
อาณาจักรสุโขทัยรับเอาพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท แบบลังกาวงศ์เข้ามาเป็นศาสนาประจําชาติ๑ ในทาง
ธรรมท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั การทอ่ งเทย่ี วเชิงพุทธน้ัน พระพุทธเจ้าทรงประกาศเปูาหมายของการปฏิบัติธรรมไว้ชัดเจน
เชน่ กัน ซึ่งเป็นเครอื่ งมอื บอกแนวทางในอนาคตว่า ผู้ปฏิบัติตามธรรมท่ีพระองค์สอนจะสามารถก่อประโยชน์ได้
ในวันน้ี และมีผลไปถึงประโยชน์ในภายหน้า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพบกับประโยชน์สุขท่ี
แท้จริง พระองค์ตรัสสอนเชิงเปรียบเทียบ ในปฐมอัปปมาทสูตรว่า “รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายท่ีสัญจรไปบน
แผ่นดิน รอยเท้าเหลา่ นน้ั ย่อมรวมลงได้ในรอยเท้าชา้ ง รอยเท้าชา้ งเลศิ กว่ารอยเท้าท้ังหลายเหล่านั้น เพราะเป็น
รอยใหญ่ฉนั ใด ธรรมทีย่ ึดประโยชนท์ ั้งสองไวไ้ ดค้ ือ ประโยชน์ในปจ๎ จุบัน (ทิฏฐธัมมกิ ตั ถะ) และประโยชนในภาย
หนา้ คอื (สมั ปรายิกตั ถะ) ไดแ้ ก่ ความไมป่ ระมาท กฉ็ ันนั้น”๒

จากการศึกษาประวัติวัดในพระพุทธศาสนาที่เช่ือมโยงกับการท่องเท่ียวน้ันเกิดขึ้นครั้งแรกต้ังแต่ปฐม
โพธิกาล โดยการถวายอุทยานเวฬุวันของพระเจ้าพิมพิสาร ด้วยพระราชดํารัสว่า “หม่อมฉันขอถวายอุทยาน
เวฬุวันนั้นแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า” พระพุทธองค์ทรงรับอารามแล้ว ทรงแสดง
ธรรมกี ถาให้พระเจ้าพิมพสิ ารสมาทานอาจหาญร่ืนเริง ต่อมาพระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุ
ทั้งหลายว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตอาราม”๓ ต้ังแต่นั้นมาจึงได้เร่ิมมีวัดเกิดข้ึนมาเรื่อยๆ จนถึงป๎จจุบัน
วัดเป็นสถานท่ีท่ีพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้ใช้เป็นสถานศึกษา อบรมให้มีความรู้ในด้านวิชาชีพตําราแพทย์แผน
โบราณและศิลปกรรมแขนงตา่ งๆ ใชท้ าํ บุญบําเพญ็ กศุ ล เป็นศูนย์กลางการบริหารและการปกครองรวมทั้งเป็น
สถานท่ีสงเคราะห์ทางจิตใจแก่ประชาชน ดังนั้นวัดจึงเป็นสถานท่ีท่ีสําคัญยิ่ง ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา

๑สุริยวฒุ ิ สขุ สวสั ดิ์, “กลมุ่ พระพทุ ธรปู สอี่ ิริยาบถในศิลปะสโุ ขทัย : ความหมายทางพระพุทธศาสนาบางประการ”,
วารสารเมืองโบราณ, ปที ี่ ๑๓ ฉบบั ที่ ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๓๐), หน้า ๖๐

๒ส .สคา. (ไทย) ๑๕/๑๒๘/๑๕๑.
๓วิ.ม. (ไทย) ๔/๕๙/๗๑ - ๗๒.

๒๔๐

ตลอดมา๑ และเป็นเหมือนสถานที่รวมจิตใจของผู้คนในชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นๆ เพราะวัดถือได้ว่าเป็นที่พึง
ทางใจ เปน็ ทพ่ี กั ทางใจ และเป็นท่หี าความสงบทางใจไดด้ ที ีส่ ุด

จากบทบาทต่างๆ ท่ีสําคัญจะเห็นว่าพบป๎ญหาเร่ือง การถอดถอยลงไปตามสภาพความเจริญของ
ประเทศที่แปรเปลี่ยนไป จากการพัฒนาประเทศท่ีเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ วัตถุนิยม ส่งผลให้ความสงบสุข
แบบเดิมๆ ค่อยๆ หมดสิ้นไป ประกอบกับมีโรงเรียนช่วยรับผิดชอบเร่ืองการศึกษามากขึ้น มีโรงพยาบาลมา
รับผิดชอบเร่ืองการรักษาพยาบาลออกไปจากวัด การที่คนมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัดน้อยลง ทําให้การได้
ศึกษารับรู้หลักธรรมทางศาสนาที่ได้จากวัดลดน้อยลงไปด้วย ตลอดจนคนในสังคมจะต้องมาช่วยกันฟื้นฟู
ส่งเสริมใหว้ ดั และพระสงฆ์ กลบั มามีบทบาทชว่ ยจรรโลงสงั คม ในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้ประชาชนอีก
ครั้งหน่ึง เหมือนในอดีตท่ีผ่านมา๒ความสําคัญในการท่องเที่ยวในอดีตของวัด คือ เป็นสถานที่มาทําบุญ มีผู้คน
มานมัสการสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ หรือประกอบศาสนกิจ เพ่ือความเป็นสิริมงคล ต่อมาเม่ือมีนักท่องเท่ียวเร่ิมให้ความ
สนใจบรรดาเสนาสนะ อันทรงคุณค่าและมีรูปแบบศิลปกรรมอันงดงามท้ังหลายภายในวัด ก็ทําให้วัดท่ีมี
เสนาสนะอันงดงามและมีความเป็นมาท่ีบ่งบอกถึงอดีตอันรุ่งเรืองกลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวขึ้นมา ในป๎จจุบันน้ี
บทบาทด้านการท่องเที่ยวของวัดมีมากขึ้น เน่ืองจากนักท่องเท่ียวให้ความสนใจกับกิจกรรมของวัดมากข้ึน อีก
ทั้งวัดก็พยามยามจัดกิจกรรมทางศาสนาและก่อสร้างศาสนวัตถุเพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชนเช่นกัน
ตัวอย่างกิจกรรมการท่องเที่ยวท่ีพบเห็นได้ในวัด เช่น ศึกษาความเป็นมา ชมศิลปกรรม นมัสการส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ
ทําบุญทําทานตามความเช่ือ ฝึกปฏิบัติธรรมทําสมาธิ เพ่ือมาพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมกับการชมทัศนียภาพของ
ธรรมชาติ และการจับจ่ายซ้ือสินค้าท้องถ่ินที่ผู้คนในชุมชนรอบข้างวัดนํามาจําหน่ายตามท่ีแต่ละวัดจะมี
กจิ กรรมท่กี ล่าวขา้ งตน้ เป็นกจิ กรรมการทอ่ งเท่ยี วทีน่ ่าสนใจมาก๓

การท่องเท่ียวในทุกรูปแบบ มีตัวช้ีวัดท่ีสําคัญอย่างหนึ่งคือ ความพึงพอใจ (Satisfaction) ซึ่งเป็น
ทฤษฎีที่ว่าด้วยความรู้สึก ๒ แบบของมนุษย์คือ ความรู้สึกในทางบวกและความรู้สึกในทางลบตัวอย่างเช่น
ประสบการณ์ทีไ่ ด้รับจากการสัมผัสบริการต่าง ๆ หากเป็นไปตามความต้องการของผู้รับบริการ โดยสามารถทํา
ให้ผู้รับบริการได้รับตามสิ่งที่ตนได้คาดหวังไว้ก็ย่อมทําให้เกิดความรู้สึกที่ดีและพึงพอใจ ความคาดหวังในสิ่งท่ี
ควรจะได้รับน้ีมีอิทธิพลต่อช่วงเวลาของการเผชิญความจริงระหว่างผู้ใช้บริการและผู้รับบริการเป็นอย่างมาก
เพราะผู้รับบริการจะประเมินเปรียบเทียบสิ่งท่ีได้รับจริงในกระบวนการบริการท่ีเกิดขึ้ นกับส่ิงที่คาดหวังเอาไว้
หากสิง่ ทีไ่ ดร้ ับเปน็ ไปตามความคาดหวงั ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อการบริการดังกล่าว ทั้งนี้อาจมีความเบี่ยงเบน
ชไ้ี ปทางบวกแสดงถงึ ความพงึ พอใจ ถ้าชี้ไปในทางลบแสดงถึงความไม่พึงพอใจ เป็นต้น ส่วนความพึงพอใจด้าน
การท่องเท่ียวเชิงพระพุทธศาสนา ท่ีเน้นไปในเชิงปฏิบัติธรรมนั้น มีความแตกต่างไปจากการท่องเที่ยวในทาง
โลกๆ เปน็ อย่างมาก เพราะการสมัครใจเข้ารับการปฏบิ ัตธิ รรมอยา่ งจริงจังและต่อเนื่อง จะมีการกําหนดเง่ือนไข
พิเศษระบุไว้ เพ่อื ให้ผูส้ มัครใจไดต้ ระหนกั ถึง อาทิ เปน็ อยู่อยา่ งเรียบง่าย มุ่งกระทําส่ิงที่ยากหรือเป็นอยู่อย่างตํ่า
มุ่งกระทําอย่างสูง หมายถึง เมื่อสมัครใจแล้วต้องตัดเคร่ืองผูกพันหรือตัวหน่วงเหนี่ยวให้ใจพะวักพะวนห่วง
กังวล เรียกว่า ปริโพธ ๑๐ ประการ ควรท่ีผู้จะปฏิบัติธรรมพึงตัดเสียให้ได้๔ ในส่วนของการท่องเที่ยวที่สําคัญ
ส่งผลให้ประเทศไทยทําให้มีนักท่องเที่ยวบางส่วน ได้เปลี่ยนแปลงจุดประสงค์การท่องเท่ียวไปเป็นการทดลอง

๑กรมการศาสนา กองพุทธศาสนสถาน, คํูมือการพัฒนาวัด อุทยานการศึกษาในวัด ลานวัด ลานใจ ลานกีฬา,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๔๕), หนา้ ๒.

๒สมานจติ ภิรมย์รนื่ , วดั พฒั นา, ๔๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๔๑), หน้า ๑๓.
๓การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย, วดั พฒั นา, ๔๓, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์การศาสนา,๒๕๔๓), หน้า ๘๓ - ๘๔.
๔พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๗,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๔), หนา้ ๒๒๓.

๒๔๑

ฝึกปฏิบัติธรรม มีอีกบางส่วนที่มุ่งตรงไปศึกษาปฏิบัติธรรมตามวัดต่างๆ ท่ัวประเทศ พร้อมกับมีการส่งต่อเพ่ือ
การพัฒนาจิตใจให้สงู ขน้ึ โดยใช้วธิ ีการท่ีเรียบง่ายตามหลักพระธรรมวินัย การบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย และ
วัฒนธรรม ประเพณีในท้องถ่ิน มาช่วยในการดําเนินการ๑ ซ่ึงในป๎จจุบันการท่องเท่ียวของไทยได้มีการพัฒนา
รูปแบบไปอย่างมาก หลากหลายวัตถุประสงค์และมีช่ือเรียกแตกต่างกันออกไปตามประเภทของการท่องเท่ียว
เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงศาสนา เป็นต้น นอกจากนี้การท่องเที่ยวเชิงศาสนาเป็นการ
เดินทางท่ีมีการผสมผสานสลับกันไปสลับกันมา ระหว่างการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมกับการท่องเท่ียวเชิงทัศน์
ศึกษา หรืออาจกล่าวสรุปได้ว่า การท่องเท่ียวเชิงศาสนาหมายถึง การเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมความ
งดงามของโบราณสถาน โบราณวัตถุเท่ียวชมงานพุทธศิลป์นมัสการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบไหว้พระสงฆ์ผู้
ปฏิบัติดีปฏบิ ัติชอบทเี่ คารพนับถือ และเพอ่ื การปฏิบัตธิ รรม๒

ผู้วิจยั มคี วามเห็นว่า ภายในมีความสงบร่มเย็น และเป็นสถานที่ใช้ในการปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาจิตใจ
เมอื่ ไดศ้ กึ ษาเจาะลกึ ลงไปนัน้ ตามวดั ต่างๆ มกี ารส่งเสรมิ การพฒั นาจติ ใจให้สงู ขึ้น โดยใช้หลักตามพระธรรมวินัย
ประกอบกับนักท่องเท่ียวเริ่มให้ความสนใจบรรดาเสนาสนะ อันทรงคุณค่าและมีรูปแบบศิลปกรรมอันงดงาม
ทั้งหลายภายในวัด ก็ทําให้วัดท่ีมีเสนาสนะอันงดงามและมีความเป็นมาท่ีบ่งบอกถึงอดีตอันรุ่งเรืองกลายเป็น
แหล่งท่องเที่ยวข้ึนมา ดังนั้นผู้วิจัยถึงมีความสนในการศึกษาเก่ียวกับการจัดการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธ
ของวัดและชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อนํามาเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เป็นแหล่ง
ทอ่ งเทยี่ วและ เปน็ ทีข่ ดั เกลาจิตใจแกช่ าวพทุ ธในอนาคตขา้ งหน้าต่อไป

๒. วตั ถปุ ระสงคข์ องกการวิจยั

๑) เพือ่ ศึกษาการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัดและชมุ ชน ในอาํ เภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม

๒) เพ่อื วิเคราะหก์ ารส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ียวเชงิ พุทธของวัด และชมุ ชน ในอําเภอสามพราน จงั หวดั
นครปฐม ตามป๎จจยั ส่วนบคุ คล

๓) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการทอ่ งเท่ียวเชงิ พุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอสามพราน
จงั หวดั นครปฐม

๓. วิธีดาเนนิ การวิจัย/รปู แบบการวิจยั /ขอบเขตการวิจยั

งานวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัดและชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม” นี้ ผูว้ ิจัยไดใ้ ช้ระเบียบวธิ ีวจิ ัยแบบแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย การ
วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research ท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
Interviews) ซ่ึงขอบเขตของการวิจัย) และ เชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้
แบบสอบถาม (Questionnaire) มดี งั นี้

๓.๑ ขอบเขตดา๎ นเนอ้ื หา ผ้วู ิจัยกาํ หนดขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา โดยการทบทวนเอกสารจากพระไตรปิฎก
เอกสาร กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัดและชุมชน ผลงานวิจัยที่เก่ียวข้อง โดยศึกษาเฉพาะ

๑พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, เอกสารคาสอน พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคม, พิมพ์ครั้งที่ ๒,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๙), หน้า ๔๖๒.

๒กฤษณา รักษาโฉม และคณะ,“รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ: กระบวนการเปล่ียนเส้นทางบุญ สู่เส้นทางธรรม”, บทความวิจัย, (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั , ๒๕๕๖), บทคัดย่อ.

๒๔๒

ประเด็นท่เี กีย่ วกับ ป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเก่ียวกับการจัดการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัด
และชมุ ชน ในอาํ เภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม

๓.๒ ขอบเขตทางดา๎ นตัวแปร
๑) ตวั แปรตน้ (Independent Variables) ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดบั การศึกษา และอาชีพ
๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ไดแ้ ก่ การจดั การส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัด และ
ชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ๓ ด้าน ประกอบด้วย ๑) ด้านการส่งเสริมเชิงวัฒนธรรม ๒) ด้าน
การส่งเสรมิ เชิงศาสนาพทุ ธ และ๓) ด้านการสง่ เสรมิ การจัดกจิ กรรมเชิงพุทธ
๓.๓ ขอบเขตด๎านประชากรและผใู๎ หข๎ อ๎ มูลสาคัญ

๑) ประชากร (Populations) ได้แก่ ประชาชนในชุมชนท่ีมาท่องเท่ียวภายในวัดไร่ขิงพระอาราม
หลวง และวัดดอนหวาย ๒ พื้นท่ี โดยการกําหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มโดยบังเอิญ (Accidental
Sampling) ท่กี ําหนดจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของในแต่ละวัด จํานวน ๒ วัด เฉล่ียวัดละ ๑๐๐ คน
รวมท้งั สนิ้ ๒๐๐ คน

๒) ผ๎ูให๎ข๎อมูลสาคัญ (Key Informant) ได้แก่ บุคลากรที่มีความรู้ มีเชียวชาญเก่ียวกับการ
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมรวมทั้งสิ้น ๕ คน
ประกอบดว้ ย

๒.๑) พระเทพศาสนาภิบาล (แย้ม อินกรุงเก่า) กิตตฺ นิ ธโร เจา้ อาวาสวัดไรข่ ิงพระอารามหลวง
อาํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

๒.๒) พระเมธีธรรมานันท์ (สาํ เรงิ ธมฺมานนโฺ ท ป.ธ.๙) เจา้ อาวาสวัดดอนหวาย อําเภอสาม
พราน จังหวัดนครปฐม

๒.๓) ดาบตาํ รวจ พนมไพร คาํ ตา ผบ. หมู่ ส.ทท.๑ กก.๑ บก.ทท.๓
๒.๔) นายจํารัส ตั้งตระกูลธรรม นายกเทศมนตรีเมอื งไรข่ ิง อําเภอสามพราน จังหวดั นครปฐม
๒.๕) นายราชัน มปี อู ม นายกเทศมนตรตี ําบลบางกระทกึ อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
๒.๖) นายอาทิตย์ ยิ้มแฉง่ ปลัดอําเภอสามพราน อาํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
๒.๗) นางสาวจันทนา อ้นคาํ ประชาสมั พันธ์จงั หวัดนครปฐม
๓.๔ ขอบเขตดา๎ นสถานท่ี พืน้ ที่วดั ไรข่ งิ พระอารามหลวง และวัดดอนหวาย
๓.๕ ขอบเขตด๎านระยะเวลา ในการศึกษาวิจัยคร้ังนี้ ผู้ศึกษาได้ดําเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมีนาคม
พ.ศ.๒๕๖๓ ถงึ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ รวมเปน็ ระยะเวลา ๖ เดือน

๔. ผลการวิจัย

จากการวิจัยเร่อื งนี้สามารถแบ่งเปน็ ประเดน็ ได้ดงั ตอ่ ไปนี้
๔.๑ ผลการสัมภาษณ์เก่ียวกับการสํงเสริมการทํองเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชนในอาเภอสาม
พราน จงั หวดั นครปฐม
ผลการสมั ภาษณ์ พบวา่ การส่งเสรมิ วัฒนธรรมน้ันจะต้องแสดงรายละเอียดว่า และ การจะสร้างความ
ม่นั คงไดต้ ้องเปน็ ศนู ย์รวมของจติ ใจคน และผอ่ นคลายจากนักท่องเท่ียว รวมไปถึงสามารถยกระดับจิตใจได้ด้วย
กิจกรรมทางศาสนาพุทธน้ันมีส่วนช่วยในการทําให้เป็นจุดสนใจต่อนักท่องเท่ียวมาก ซึ่งทางวัดต้องให้
ความสําคัญ เช่น การจดั สถานที่ การหาที่พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ การบรกิ ารท่จี อดรถเพ่ือรองรบั คน
๔.๒ ข้อมลู เก่ียวกับสภาพส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม

๒๔๓

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จํานวน ๑๐๓ คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๕, มีอายุ ๓๑-๔๐ ปี
จํานวน ๖๗ คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๕, มีการศึกษาระดับปริญญาตรี จํานวน ๑๐๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๐, มี
อาชีพในการทาํ ธรุ กจิ ส่วนตัว มจี ํานวน ๕๙ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๒๙.๕

๔.๓ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
จากผลการวิเคราะห์ พบว่า ระดับการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัด และชุมชนในอําเภอสาม
พราน จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉล่ีย ๔.๕๖ และเมื่อจําแนกเป็นรายด้าน
พบว่า ด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมเชิงศาสนาพุทธ มีค่าเฉลี่ย ๔.๖๑ รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริม
กิจกรรมเชิงพุทธ มีค่าเฉล่ีย ๔.๕๙ และน้อยที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมเชิงวัฒนธรรม มีค่าเฉล่ีย ๔.๔๗
ตามลาํ ดบั
๔.๔ ผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทียบขอ้ มลู สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบ พบว่า พบว่า นักเรียนที่มีอายุ, และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการ
ส่งเสรมิ การทอ่ งเทีย่ วเชิงพุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมแตกต่างกันอย่างมีนําสําคัญทาง
สถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ยกเว้น ยกเว้น นักเรียนท่ีมี เพศ และระดับการศึกษา ที่มีความคิดไม่แตกต่างกัน เป็นการปฏิเสธ
สมมติฐาน
๔.๕ การวิเคราะห์ผล เกี่ยวกับสภาพป๎ญหาและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริม
วัฒนธรรมเชงิ พุทธของประชาชนในวดั ไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม
๑) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับเก่ียวกับการส่งเสริมการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของ
ประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ในภาพรวม พบวา่ สภาพป๎ญหาที่พบ แหล่งท่ีท่องเที่ยว
สาํ คัญ บรรยากาศบางครั้งยังไม่เอ้ืออํานวยเท่าท่ีควร, การส่งเสริมความสําคัญทางศาสนายังไม่เป็นท่ีสนใจและ
เข้าถึงเด็กวยั รุ่น และไม่มกี ารใหค้ วามรแู้ ละส่งเสรมิ การใช้สมนุ ไพร หรือมีน้อยมาก
๒) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกบั การส่งเสริมการสรา้ งจติ สํานกึ เพอื่ สง่ เสรมิ วัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนใน
วดั ไรข่ งิ พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ในภาพรวมพบว่า ควรมีการจัดแหลง่ ท่ีท่องเที่ยว และจัดบรรยากาศ
เอื้ออํานวยความสะดวกกับนักท่องเท่ียว, ทางวัด และผู้เก่ียวข้องควรมีการส่งเสริมความสําคัญทางศาสนาให้
เข้าถึงเด็กวยั รุ่น และควรมีการให้ความรู้และสง่ เสริมการใชส้ มุนไพรให้กับกลุ่มทส่ี นใจหรอื นกั ทอ่ งเทย่ี ว

๕. อภปิ รายผลการวจิ ยั

จากการศึกษาเกย่ี วกับการสง่ เสริมการท่องเทีย่ วเชิงพทุ ธของวดั และชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม ในแต่ละดา้ น สามารถนํามาอภิปรายผลไดด้ ังนี้

ผลการวิเคราะห์ในแตล่ ะด้าน จากผลการวิเคราะห์ พบว่า ระดับการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของ
วัด และชุมชนในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉลี่ย ๔.๕๖
และเม่ือจําแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านท่ีมากที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมเชิงศาสนาพุทธ มีค่าเฉล่ีย ๔.๖๑
รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมกิจกรรมเชิงพุทธ มีค่าเฉลี่ย ๔.๕๙ และน้อยที่สุด คือ ด้านการส่งเสริมเชิง
วฒั นธรรม มคี า่ เฉลีย่ ๔.๔๗ ตามลาํ ดบั โดยแต่ละด้านมีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี

๑) ระดบั การส่งเสรมิ การท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชนในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
ดา้ นการสง่ เสริมเชงิ วัฒนธรรมอยใู่ นระดับมาก มคี า่ เฉล่ีย ๔.๔ และเมื่อจําแนกเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มากท่ีสุด
คือ มีแหล่งสถานท่ีสําคัญมากมาย และมีธรรมชาติท่ีสวยงาม บรรยากาศท่ีดี เหมาะสมกับการมาท่องเที่ยว มี
ค่าเฉล่ีย ๔.๘๔ สอดคล้องกับงานวิจัยของ วงศ์ระวิทย์ น๎อมนาทรัพย์ ได้วิจัยเรื่อง “แผนยุทธศาสตร์เพื่อ
พัฒนาการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนาอย่างย่ังยืนในจังหวัดนครปฐม” ผลการวิจัยว่า แผนยุทธศาสตร์การ

๒๔๔

พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาอย่างยั่งยืนในจังหวัดนครปฐมมีวิสัยทัศน์ คือ “จังหวัดนครปฐมจะเป็น
ศูนย์กลางการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนาของโลก เพื่อปลูกจิตสํานึกด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมและพัฒนาจิตใจ
เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาให้มีมาตรฐานและคุณภาพระดับโลกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพ่ือ
สนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถ่ิน และเป็นต้นแบบการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”ยุทธศาสตร์การ
พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาอย่างย่ังยืนในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย ๔ ยุทธศาสตร์ คือ ๑)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา เพ่ือปลูกจิตสํานึกด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม ๒)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา เพ่ืออนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม ๓) ยุทธศาสตร์การพัฒนาการ
ท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนา เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และกระจายรายได้สู่ชุมชน และ ๔)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนา เพ่ือเป็นต้นแบบการพัฒนาสังคมอย่างย่ังยืน และผลการ
ประเมินแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนาอย่างยั่งยืนในจังหวัดนครปฐม พบว่าโดยรวม
อยู่ในระดับมาก จึงยืนยันให้เห็นว่าแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีความเหมาะสมกับจังหวัดนครปฐม สามารถนา
ไปสกู่ ารปฏิบัติได้ และเพอื่ เพม่ิ ศักยภาพด้านการทอ่ งเทย่ี วเชงิ พุทธศาสนาตอ่ ไป๑

๒) ระดับการส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัด และชุมชนในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
ด้านการส่งเสริมเชิงศาสนาพุทธอยู่ในระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉลี่ย ๔.๖๗ เม่ือจําแนกเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมาก
ท่ีสุด คือ ทางวัดเน้นการมีส่วนร่วมกับประชาชนเป็นอย่างมากในการสร้างบุญและกุศล มีค่าเฉล่ีย ๔.๗๖
สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระสมุห์อนุรักษ ธีรสกฺโก (ช๎างเมือง) ได้วิจัยเรื่อง “การพัฒนาวัดเพ่ือการทอง
เทีย่ วเชงิ พุทธในจงั หวดั สมุทรสาคร” ผลการวิจัย พบว่า ๑. ระดับความคิดเห็นของประชาชนท่ีมีตอการพัฒนา
วัดเพ่ือการทองเท่ียวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร พบวา ประชาชนมีความคิดเห็นเก่ียวกับการพัฒนาวัดเพ่ือ
การทองเทย่ี วเชิงพุทธในจังหวดั สมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่
ในระดับมากทุกด้าน เรียงลําดับได้ดังนี้ ๑) ด้านการพัฒนากิจกรรมภายในวัด ๒) ด้านการพัฒนาศาสนสถาน
๓) ด้านการพัฒนาศาสนบุคคลหรือบุคลากรในวัด และ ๔) ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ๒. การวิเคราะห์
เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชน ท่ีมีตอการพัฒนาวัดเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร
โดยจําแนกตามสถานภาพสวนบุคคล โดยภาพรวมประชาชน ท่ีมีเพศ และจานวนคร้ังในการมาทองเที่ยววัดที่
ตางกัน มีความคิดเห็นตอการพัฒนาวัดเพื่อการ ทองเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร ไม่แตกต่างกัน ซ่ึง
ปฏิเสธสมมติฐานท่ีตั้งไว้สวนประชาชนที่มี อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ และรายได้ ท่ีต่างกัน มีความคิดเห็นตอ
การพัฒนาวัดเพ่ือการทองเท่ียวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาครแตกต่ างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
๐.๐๑ ซงึ่ ยอมรบั สมมติฐานทีต่ งั้ ไว ๓. ปญ๎ หาสวนใหญ่ในการพัฒนาวดั คอื ป๎ญหาเกยี่ วกบั ความสะอาด ขยะมูล
ฝอยมูลสุนัข มูลนก ห้องน้าห้องสุขาไม่ค่อยสะอาด มีต้นไม้น้อยไมคอยรมร่ืน เจาหนาท่ีของทางวัดท่ีทําความ
สะอาด หรือทํางานในจุดต่างๆ มีน้อย ท้ังยังแต่งกายไม่ค่อยสุภาพ และป๎ญหาในเรื่องของกิจกรรมในวัดซ่ึงมี
การประชาสัมพันธ์น้อย จัดไมตรงกับวันหยุด จึงทําให้ไม่ทราบเร่ืองและไมสะดวกในการมารวมกิจกรรม ขอ
เสนอแนะในการพัฒนาวัดเพ่ือการทองเที่ยวเชิงพุทธ ควรมีการจัดเจาหนาที่ทาความสะอาด หรือทางานในจุด
ตา่ งๆ มนี อ้ ย ทงั้ ยังแตงกายไมคอยสุภาพ และป๎ญหาในเร่ืองของกิจกรรมในวัดซึ่งมีการประชาสัมพันธ์น้อย จัด
ไมตรงกับวนั หยดุ จึงทําให้ไมท่ ราบเร่อื งและไมสะดวกในการมารวมกิจกรรม ขอเสนอแนะในการพัฒนาวัดเพื่อ
การทอ่ งเท่ยี วเชิงพุทธ ควรมีการจัดเจาหนาที่ทาความสะอาดและเจาหนาท่ีประจําในจุดต่างๆ ให้มากขึ้น และ
แตง่ กายให้เรียบรอย ในเร่อื งการพฒั นาศาสนสถาน หากมีการสร้างใหม่ควรมีการคํานึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็น

๑วงศ์ระวิทย์ น้อมนําทรัพย์, “แผนยุทธศาสตร์เพ่ือพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาอย่างยั่งยืนในจังหวัด
นครปฐม”, ปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑติ , สาขาการจัดการการท่องเท่ยี ว, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยพะเยา, ๒๕๕๙), บทคัดยอ่ .

๒๔๕

หลัก มีการวางผังใหม่ให้ดี มีการปลูกต้นไม้ให้มากข้ึน เพ่ือให้เกิดความรมร่ืนและเป็นการทําให้ภูมิทัศนของวัด
สวยงามนา่ รืน่ รมย์การจดั กิจกรรมตางๆ ตองมีการประชาสมั พนั ธ์ให้ทัว่ ถึง และมีการบริหารจัดการในด้านต่างๆ
ของวัดให้สมบูรณ์ เพราะหากวัดมีความพรอมในการรองรับประชาชนที่มาวัดแล้ว ย่อมทําให้ประชาชนมาวัด
แล้วเกิดศรัทธา เกิดความยินดี เกิดความสุขใจ มาทําบุญ ทํากุศลต่างๆ พรอมท้ังการมาพักผ่อนหย่อนใจใน
รปู แบบของการทองเทีย่ วเชงิ พุทธได้๑

๓) ระดับการสง่ เสริมการทอ่ งเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชนในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
ดา้ นการสง่ เสรมิ กจิ กรรมเชิงพทุ ธ อยู่นะระดบั มากที่สดุ มีคา่ เฉล่ีย ๔.๕๙ เม่อื จําแนกเป็นรายข้อ พบว่า พื้นท่ีวัด
โดยภาพรวม เนน้ การสนับสนนุ ใหท้ ํากิจกรรมสาํ คัญทางพระพุทธศาสนามีการนําเสนอที่ดี เข้าใจง่าย มีค่าเฉล่ีย
๔.๘๓ สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหาสุริยา มะสันเทียะ ได้ทําวิจัยเรื่อง “ประสิทธิผลของกลยุทธ์
การตลาดท่ีมีผลต่อการส่งเสริมคุณค่าการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนาพระอารามหลวงในกรุงเทพมหานคร ”
ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการตลาดการท่องเท่ียวเชิงพุทธศาสนา เป็นแรงจูงใจทางด้านศาสนา โดยมีป๎จจัย
ภายในท่ีมีอิทธิพลต่อนักท่องเท่ียว ได้แก่การมีโอกาสไปร่วมแสวงบุญ เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ช่วยให้เกิด
ความสุขทางใจแก่นักท่องเท่ียวผู้วิจัยแบ่งกิจกรรมเป็นป๎จจัยย่อยๆ ประกอบด้วย ๑) กิจกรรมการเข้าร่วม
พธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา เช่น วนั มาฆะบูชา วนั เข้าพรรษา วนั ออกพรรษา วนั วิสาขบชู า ๒) กิจกรรมการ
พกั ผ่อนหย่อนใจ เป็นการเขา้ รว่ มกิจกรรมนนั ทนาการเพอื่ การพักผอ่ นหย่อนใจ โดยเป็นกิจกรรมที่จัดข้ึนภายใน
บริเวณวดั เป็นสาคญั เช่น งานประจาปี งานวัดในเทศกาลต่าง ๆ เช่น วันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันขึ้นปีใหม่
๓) กิจกรรมการปฏิบัติธรรม เป็นกิจกรรมท่ีดาเนินการขึ้นภายในวัด อาจจะจัดในรูปของโปรแกรมการปฏิบัติ
ธรรม ซ่งึ จะมกี ารเปลยี่ นแปลงไปตามวธิ กี ารของผู้จัด เช่น การนั่งสมาธิ การสมาทานศีล ๕ การฟ๎งธรรมเทศนา
๔) กิจกรรมการสืบทอดพระพุทธศาสนา เช่น งานเก่ียวกับการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานต่าง ๆ ของวัด งาน
กฐิน งานผ้าปุา งานบวชนาค ๕) กิจกรรมการเป็นที่พ่ึงทางใจ เป็นกิจกรรมที่จัดข้ึนตามความประสงค์ส่วนตัว
เชน่ การทาบุญตักบาตร การถวายดอกไม้ธูปเทียนเพ่ือใช้บูชาพระ ๖) กิจกรรมการเช่าวัตถุมงคล เป็นกิจกรรม
ท่วี ัดไดจ้ ัดทาขึ้น เพือ่ หาเงินรายได้เขา้ วดั เพ่ือนาํ ไปทานุบํารุงพระพุทธศาสนาหรือปฏิสังขรณ์ภายในวัด และจัด
ใหพ้ ุทธศาสนิกชนท่ัวไปไดเ้ ช่าไปบูชาตามกาลงั ศรทั ธา๒

๖. สรปุ องค์ความร๎ทู ่ไี ด๎จากการวิจยั

การเดินทางท่องเท่ียวเชิงศาสนาน้ีสําหรับในสังคมไทยที่มีศาสนาพุทธเป็นเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจน้ัน มี
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วกบั การทอ่ งเทยี่ วส่วนใหญ่ เรียกว่า เป็นการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาบ้าง หรือ
การท่องเท่ียวเชิงพุทธบ้าง เพราะ ๙๖% ของคนไทยนับถือศาสนาพุทธ ท่ีมีมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๘๒๒ ที่
อาณาจักรสุโขทัยรับเอาพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท แบบลังกาวงศ์เข้ามาเป็นศาสนาประจําชาติ จาก
บทบาทต่างๆ ท่ีสําคัญจะเห็นว่าพบป๎ญหาเร่ือง การถอดถอยลงไปตามสภาพความเจริญของประเทศท่ี
แปรเปล่ียนไป

๑พระสมุห์อนุรักษ์ ธรี สกโฺ ก, (ช้างเมอื ง), “การพฒั นาวดั เพ่อื การท่องเที่ยวเชงิ พุทธในจังหวดั สมุทรสาคร”, วิทยานิ
พนธพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวิชาการจัดการเชิงพทุ ธ, (บณั ฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย,
๒๕๕๔), บทคัดยอ่ .

๒พระมหาสรุ ิยา มะสนั เทียะ, “ประสทิ ธผิ ลของกลยุทธก์ ารตลาดที่มผี ลตอ่ การสง่ เสรมิ คณุ คา่ การทอ่ งเท่ยี วเชิงพุทธ
ศาสนาพระอารามหลวงในกรงุ เทพมหานคร”, บทความวชิ าการ, วารสารวทิ ยาลยั พาณิชยศาสตรบ์ รู พาปริทัศน,์ ปที ี่ ๑๐ ฉบบั
ที่ ๑ (มกราคม-มถิ ุนายน ๒๕๕๘), หนา้ ๓๕-๓๖.


Click to View FlipBook Version