The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2021-06-26 12:45:58

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Keywords: Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

๔๗

๕) คณะสงฆ์ควรจัดทําส่ือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการโบราณสถาน โบราณวัตถุ ออกเผยแผ่ความรู้
ด้านการอนรุ กั ษส์ ูพ่ ุทธศาสนิกชนให้มากขึ้น

ข๎อเสนอแนะเชิงปฏิบตั ิการ
๑) วัดควรหารือและประสานกับหน่วยงานราชการ ร่วมกับชุมชนเพ่ือหาแนวทางในการอนุรักษ์
โบราณสถาน โบราณวัตถทุ ีม่ ีอย่ใู นวดั ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกนั
๒) วัดควรมีการจัดตั้งกองอาสาสมัครชุมชน เพ่ือเฝูาระวังการโจรกรรมโบราณวัตถุท่ีมีความสําคัญ และมี
มลู ค่าสงู ออกไปจําหน่ายในตลาดมดื
๓) หน่วยงานราชการควรมีมาตรการปูองกันและกําหนดบทลงโทษ เพ่ือลดป๎ญหาการยักยอกหรือทุจริต
ในช่วงเวลาท่มี ีการสาํ รวจขุดค้นโบราณวัตถุของวดั
๔) วัดควรเร่งรัดติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการท่ีเกี่ยวข้องกับการบูรณปฏิสังขรณ์
โบราณสถาน โบราณวตั ถุของวัดใหม้ ีการดําเนนิ งานอย่างรวดเร็ว
๕) วัดควรคิดหาวิธีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ได้เห็นความสําคัญของโบราณสถาน
โบราณวตั ถใุ ห้มากย่ิงข้ึน
ขอ๎ เสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งตํอไป
๑) ควรทาํ การศกึ ษาถงึ สภาพและป๎ญหาในการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุในอําเภออื่นๆ ในจังหวัด
กาญจนบุรี เพื่อเปรยี บเทียบถงึ ป๎ญหาอุปสรรคท่ีแท้จรงิ ในการอนรุ ักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ
๒) ควรทําการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนในพ้ืนท่ีในอําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อท่ีจะได้
ทราบความคิดเห็นของประชาชนที่มตี อ่ การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาของวัดในเขต
อําเภอเมืองสุพรรณบรุ ี จังหวดั สุพรรณบรุ ี ให้มีประสทิ ธิภาพยง่ิ ขน้ึ
๓) ควรศึกษาเก่ียวกับการผลิตส่ือและการประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุในอําเภอ
เมอื ง จังหวดั สุพรรณบรุ ี เพ่อื นาํ การผลวิจัยไปเผยแผ่สูป่ ระชาชนใหร้ ักและหวงแหนในโบราณสถาน โบราณวัตถุ ให้
มากย่ิงขนึ้

เอกสารอา๎ งอิง

พระมหาเสถียร ถาวรธมฺโม (เกษาชาติ). “การมีสํวนรํวมในการอนุรักษ์โบราณสถานของพระสังฆาธิการใน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕.

กรรมศิลปกร. แผนแมํบทนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพมหานคร : บริษัทสํานักพิมพ์สมาพันธ์,
๒๕๓๓.

สาํ นกั โบราณคดีและพิพิธภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาติ กรมศิลปากร. คูมํ ือปฏิบัติงานอาสาสมัครท๎องถิ่นในการดูแลรักษา
มรดกทางศลิ ปวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๒.

สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ. คํูมือถวายความรู๎แดํพระสังฆาธิการ ปี
๒๕๓๘-๒๕๔๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพส์ หธรรมกิ จาํ กัด, ๒๕๔๐.

สํานักงานคณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ. การพัฒนาการอนุรักษ์ส่ิงแวดล๎อมศิลปกรรม. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๓๐.

๔๘

การรักษาศลี ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรมของนกั เรยี นโรงเรยี นวัดไรขํ ิง(สนุ ทรอทุ ศิ )
ตาบลไรํขงิ อาเภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม

Maintaining the ๕ precepts to develop morality and ethics of students at Wat Rai Khing
School (Sunthorn Uthit), Rai Khing Sub-district, Samphran District, Nakhon Pathom Province

พระมหาณรงค์ศกั ด์ิ สทุ นโฺ ต (สุทนต)์
Phramaha Narongsak Sutthuto (Suthon)
วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

Narongssag๑๐๐๐@gmail.com

บทคัดยอํ

งานวิจัยเร่ือง “การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาแนวคิดปาริสุทธิศีลในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษา
การส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทยและเพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
อาํ เภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยการเก็บแบบสอบถามกับนักเรียนท่ีศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ ๔-๖
โรงเรียนวดั ไร่ขงิ (สนุ ทรอุทศิ ) อาํ เภอสามพราน จังหวดั นครปฐม

ศึกษาการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) ทเี่ กบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ที่เก่ียวข้องกับเน้ือหา โดย
ผู้วิจัยได้จัดกลุ่มข้อมูลตามสาระสําคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ที่กําหนดไว้ )Data Groupingและ (การวิจัยเชิง
ปริมาณ)Quantitative Research (โดยเก็บแบบสอบถามหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro
Yamane) กับนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) จํานวน ๒๕๗ คน จากน้ันทําการสุ่มแบบแบ่งช้ัน (Stratified
Random Sampling) แล้วนํามาหาค่าความถี่) Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย ( Mean ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ )f-test) โดยการ
วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว) One Way ANOVA (และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียเป็นรายคู่ด้วยวิธี
ผลต่างนัยสาํ คญั นอ้ ยทส่ี ุด ) Least Significant Difference: LSD

ผลการศกึ ษาพบวาํ
๑) ระดับการรักษาศลี ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) อําเภอ
สามพราน จังหวัดนครปฐม ในภาพรวมท้ังหมดอยู่ในระดับมาก (  =๔.๒๔) เมื่อพิจารณาตามรายด้านที่มาก
ท่สี ุด คอื ดา้ นเวน้ จากการด่มื สรุ าเมรยั (  =๔.๗๒) รองลงมา คือ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  =๔.๒๔) และน้อย
ทีส่ ดุ ดา้ นการเวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม (  =๔.๐๒)
๒) การเปรยี บเทียบความคิดเห็นของ การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียน
วัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า นักเรียนท่ีมีเพศ ระดับชั้นปี ผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียน นักเรียนที่มีการเข้ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา, ประสบการณ์ในการเรียนธรรมศึกษา มีความคิดต่อความ
คิดเห็นของ การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) อําเภอสาม
พราน จงั หวดั นครปฐม ไม่แตกตา่ งกัน

๔๙

๓) สภาพปญ๎ หาเก่ียวกับการส่งเสริมการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัด
ไรข่ งิ พระอารามหลวง จงั หวดั นครปฐม พบวา่ ป๎ญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนของผู้เรียนในการพัฒนาสมาธิน้ัน
เป็นไปไดย้ าก เพราะผู้เรยี นบางคนไม่ค่อยเช่ือฟง๎

๔) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า ในแต่ละด้านและมุมมองเก่ียวกับการรักษาศีล ๕ น้ัน แต่ละท่านท่ีได้ ให้
สัมภาษณ์ได้มีการกล่าวไว้ในมุมมองท่ีแตกต่างกันออกไป เช่นการมุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นคนดี การมุ่งเน้นไปท่ีการ
รักษาศีล การมงุ่ เนน้ ไปทกี่ ารมีคณุ ธรรมจริยธรรมและศลี ธรรม

คาสาคญั : การรกั ษาศีล ๕, คุณธรรมจริยธรรม, นักเรยี นโรงเรียนวดั ไร่ขิง (สนุ ทรอุทิศ)

Abstract

The research of "Maintaining the Five Precepts for the Development of Morality and
Ethics of Wat Rai Khing School (Sunthorn Uthit) School, Samphran District, Nakhon Pathom
Province" the objective is to study the concept of Parisuthi-Sila in Buddhism, to study the moral
promotion in Thai society and to develop morals and ethics of students at Wat Rai Khing
(Sunthorn Uthit) School, Samphran District, Nakhon Pathom Province. The questionnaire was
collected with students studying in primary school grades ๔-๖ at Wat Rai Khing School (Sunthorn
Uthit), Samphran District, Nakhon Pathom Province.

The study of mixed research using a qualitative research method that collected data by
using the in-depth interview. Set (Data Grouping) and then analyze the data by using a content
analysis technique and quantitative research methods. A random sampling questionnaire was
collected from students studying in grades ๔-๖ at Wat Rai Khing School (Sunthorn Uthit), Rai
Khing Sub-district, Samphran District, Nakhon Pathom Province, of ๒๕๗ people. Taro Yamane at
the ๐.๐๕ confidence level obtained a sample of ๒๕๗ people, then stratified random sampling,
percentage, mean, standard deviation, t-test, and f-test by analyzing one-way ANOVA and testing
the difference of mean as a pair with the least significant difference (LSD) method.

The research results were found that:
๑) Level of ๕ precepts to develop morality and ethics of students at Wat Rai Khing
(Sunthorn Uthit) School, Samphran District, Nakhon Pathom Province, the overall level was at the
high-level (= ๔.๒๔) when considered by each aspect, the most was abstinence from alcohol
drinking (= ๔.๗๒), followed by abstinence from animal killing (= ๔. ๒๔) and least on the exclusion
of sexual misconduct (= ๔.๐๒).
๒) Comparing the opinions of the ๕ precepts to develop morality and ethics of students
at Wat Rai Khing (Sunthorn Uthit) School, Samphran District, Nakhon Pathom Province, found that
students with sex, year level, academic achievement Students who have participated in Buddhist
activities, learning experience in Dhamma education. The idea was to maintain the ๕ precepts to
develop the morality and ethics of students at Wat Rai Khing (Sunthorn Uthit) School, Samphran
District, Nakhon Pathom Province. No different.

๕๐

๓) Problems related to the promotion of awareness-raising to promote Buddhist culture
of the people in Wat Rai Khing, Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province, it was found that the
problems related to the learning and teaching of the learners in the meditation development
were difficult because the students Some people do not obey, followed by activities to educate
people about the ๕ precepts who are mindful but rarely follow. The least is that the education
in the room and the charity about the sinful act of punishment is not enough.

๔) The results of the interviews showed that in each aspect and their views on the
practice of the ๕ precepts, each person who the interviews are said from different perspectives
such as focusing on students being good focusing on the observance of the precepts a focus on
morality, ethics, and morals including training students to discipline and rules for students to be
good adults in the future and the part that will be used by students in daily life about students
will focus on the cultivation of moral and ethical pods, living with society. Therefore, the main
point of keeping students' precepts Is to live as Living happily in society and be a good person of
society.
Keywords: Maintaining the Five, the Development of Morality, Ethics

บทนา

สถานการณ์บ้านเมืองในห้วงเวลาท่ีผ่านมา ประเทศไทยประสบป๎ญหามากมาย เช่น ป๎ญหาการกระทํา
ผิดกฎหมาย ป๎ญหาอาชญากรรม การทําลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม การระบาดของส่ิงเสพติดและ
อบายมุข การแตกแยกทางความคิด การเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และการจาบจ้วงดูหม่ิน
สถาบันหลักของชาติ เป็นต้น ซ่ึงป๎ญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากการขาดสติ จิตสํานึก ศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม อัน
สง่ ผลใหส้ งั คมเกิดความขดั แย้ง

คณะสงฆ์ โดย เจา้ ประคณุ สมเด็จพระมหารชั มงั คลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีสมเด็จพระสังฆราช มีดําริท่ีจะ
เสริมสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ ให้เกิดความสงบ สันติสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน
โดยให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนําหลักศีล ๕ มาประพฤติปฏิบัติในการดําเนินชีวิตประจําวันกอปรกับคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้แนวทางในการแก้ไขป๎ญหาดังกล่าว ด้วยการให้ทุกภาคส่วนในประเทศร่วมมือกัน
ดําเนินการสร้างความปรองดองสมานฉันท์และทําให้ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน โดยเร่ิมจากครอบครัว
หม่บู า้ น ตําบล อาํ เภอ จังหวัด ซ่ึงจะนําพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอยา่ งมนั่ คงและย่ังยืน๑

ครอบครวั เปน็ รากฐานท่ีสําคัญของสงั คม แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม และสภาพสังคม
ในป๎จจุบันที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาให้กับลูก อีกท้ังสภาวะเศรษฐกิจการทํามาเล้ียงชีพท่ีเต็มไปด้วยการแข่งขัน
และความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี ล้วนก่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เอ้ือต่อการสนับสนุนให้ครอบครัว
เข้มแข็งมีเสถียรภาพ ก่อให้เกิดป๎ญหาสังคมตามมามากมาย สะท้อนออกมาด้วยข่าวร้ายในแต่ละวัน เช่นภาพ
อาชญากรรม การใช้ความรุนแรง การโกหกหลอกลวง การใช้ยาเสพติดส่ิงของมึนเมา การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
ท่ีไต่ระดบั สูงข้ึนอย่างเห็นได้ชัดเจน ผู้คนเร่ิมสูญเสียหลักการที่ถูกต้อง หันไปเชิดชูค่านิยมทางสังคมแทน แรงเช่ียว

๑ คสช., คูํมือแนวทางการดาเนินงานตามโครงการสร๎างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช๎หลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนา “หมูํบ๎านรักษาศีล ๕” ระยะท่ี ๓ (ระยะยาว) , (กรุงเทพมหานคร : สํานักงานโครงการสร้างความปรองดอง
สมานฉนั ท์ โดยใชห้ ลกั ธรรมทารงพระพุทธศาสนา “หมู่บา้ นรกั ษาศีล ๕”, ๒๕๕๘),หนา้ ๗.

๕๑

กรากเชิงวัฒนธรรมซัดกระหน่ําสํานึกเชิงศีลธรรม สํานึกแห่งความผิดชอบช่ัวดี เรื่องถูกกลายเป็นผิด เรื่องผิด
กลายเป็นเรอื่ งถูกต้องชอบธรรม เพราะคนมีศีล ย่อมมีสุขดังที่พระสงฆ์ สรุปอานิสงส์ของศีลทุกครั้งเวลาที่รับศีล ๕
ใจความวา่ “ศีลทําให้อย่ดู ี ไปดี ศีลทาํ ให้ไดโ้ ภคสมบัติ ศีลทําให้หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย สิ้นกรรม สิ้น
เวร เปน็ เสน้ ทางนําไปสู่พระนิพพาน๑

ในสภาวการณ์เช่นนี้ โรงเรียนจึงเป็นสถานีเพาะบ่มและฟื้นฟูศีลธรรมได้ดีท่ีสุด เป็นทางออกของป๎ญหา
ทั้งในป๎จจุบัน และเตรียมความพร้อมเพ่ือแก้ไขป๎ญหาท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต ก่อนท่ีเยาวชนเหล่าน้ันจะเติบใหญ่
ก้าวเข้าสู่สังคมของการทํางาน และร่วมกันก่อป๎ญหารอบใหม่จนอาจเป็นวัฏจักรที่ทําให้ป๎ญหาสังคมพอกพูนเพิ่ม
มากยิ่งขึ้น๒

โรงเรียนวัดไร่ขิง(สุนทรอุทิศ) ตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ท่ี
ได้น้อมนําหลักศีล ๕ มาประยุกต์ใช้ในการดําเนินชีวิต และได้เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ซึ่งได้มีการ
ดําเนินโครงการ และขับเคล่ือนนโยบายเพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยที่สุด คือความสงบสุขในการดําเนินชีวิตของ
บุคลากรตามหลักพระพุทธศาสนา เพราะในโรงเรียนล้วน นับถือพระพุทธศาสนาท้ังส้ิน แต่ท่ีผ่านมาการดําเนิน
โครงการยังขาดการมีส่วนร่วม ยังไม่ถึงเปูาหมายได้อย่างท่ีควร และการสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาศีล ๕
ว่าอยู่ในบริบทที่สามารถทําได้แค่ไหนบ้าง และจะส่งผลดีต่อ คุณภาพการดําเนินชีวิตอย่างไร ซึ่งเรื่องน้ีต้องอาศัย
การมีส่วนร่วมขององค์กรพระพุทธศาสนาในชุมชน เช่น บ๎าน วัด โรงเรียน ร่วมกันเพื่อท่ีจะช่วยให้เกิด
กระบวนการเรียนรู้ในเร่ืองของการรักษาศลี และ การนําไปสกู่ ารปฏิบตั ิได้อยา่ งถูกต้อง

ฉะนนั้ ในฐานะที่ ผู้วจิ ยั เปน็ ครูแนะแนวมีหน้าท่ีหลักดูแลช่วยเหลือต่อนักเรียน จึงมีความสนใจใคร่ศึกษา
ในเร่ืองของกระบวนการส่งเสริมการรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง
(สุนทรอุทิศ) ตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมุ่งให้เกิด การมีส่วนร่วมขององค์กร
พระพุทธศาสนา เพอื่ นาํ มาพฒั นาคุณภาพชวี ติ และช่วยแก้ป๎ญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยคือการนําเอาหลักธรรมทาง
ศาสนา คือศลี ๕ ประยุกตเ์ ข้ากับ การดาํ รงชีวติ ในป๎จจุบัน และยังช่วยลดป๎ญหาให้กับสังคม ส่งผลให้สังคมมีความ
สงบสุข ซึ่งเป็นวิธีการช่วยเหลือและแก้ไขป๎ญหาของโรงเรียนโดยตรงในการที่จะนําไปประยุกต์ใช้ เพ่ือพัฒนา
คุณธรรมจริยธรรมของโรงเรียนให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และเป็นผู้มี
คณุ ธรรมนาํ ความรู้ เป็นคนดขี องสังคมต่อไป

วตั ถปุ ระสงคข์ องกการวจิ ยั

๑) เพื่อศึกษาการรักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
ตาํ บลไร่ขิง อําเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม

๒) เพื่อเปรียบเทียบ การรักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทร
อทุ ศิ ) ตาํ บลไรข่ งิ อาํ เภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม

๓) เพื่อศึกษา ป๎ญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขการรักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรียนโรงเรยี นวดั ไรข่ ิง (สนุ ทรอทุ ศิ ) ตาํ บลไร่ขิง อาํ เภอสามพราน จังหวดั นครปฐม

๑ พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์ (ดวงจันทร์ คุตฺตสีโล) , คนมีศีล ดินมีปุ๋ย, (เชียงใหม่: บริษัท นันทพันธ์ ปริ้นต้ิง จํากัด,
๒๕๕๙), หน้า ข.

๒ โครงการโรงเรียนรักษาศีล ๕. [ออนไลน์] แหล่งท่ีมา : https://www.sila5.com/school/index/detail #detail2
(๖ มิถุนายน ๒๕๖๓).

๕๒

วิธีดาเนนิ การวิจัย/รปู แบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจัย

งานวิจัยเรื่อง “การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
ตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม” น้ี ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบแบบผสมผสาน (Mixed
Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย เชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ซ่ึงขอบเขต
ของการวจิ ยั มดี ังนี้

๑) ขอบเขตดา้ นเนื้อหา

ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้กําหนดขอบเขตเน้ือหาการรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) ตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยศึกษาจากขอบเขตด้าน
เนอ้ื หา โดยการทบทวนเอกสารจากพระไตรปิฎก เอกสาร และผลงานวิจัยท่ีเกยี่ วข้อง

๒) ขอบเขตทางดา้ นตวั แปร
๒.๑) ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ ป๎จจัยส่วนบุคคลประกอบด้วย เพศ ชั้นปี

ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน การเขา้ กจิ กรรมพุทธศาสนา ประสบการณ์ในการเรียนธรรมศกึ ษา
๑.๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของ

นักเรยี นโรงเรียนวดั ไรข่ ิง (สุนทรอทุ ิศ) ตําบลไรข่ ิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ๕ ด้าน ประกอบด้วย ๑) เว้น
จากการฆ่าสัตว์ ๒) เว้นจากการลักทรัพย์ ๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔) เว้นจากการพูดเท็จ และ๕) เว้น
จากการด่ืมสรุ าเมรยั

๓) ขอบเขตด้านประชากรและผู้ให้ข้อมูลสําคัญ
๓.๑) ประชากร (Population) ได้แก่ นักเรียนในโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) จํานวนรวมท้ังส้ิน

๒๕๗ คน
๓.๒) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informant) ได้แก่ บุคลากรที่มีความรู้ มีเชียวชาญเกี่ยวกับการรักษาศีล

๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) ตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม รวมทัง้ สนิ้ ๗ คน

๔) ขอบเขตดา้ นสถานท่ีพ้ืนที่ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนวัดไร่ขิง (สนุ ทรอทุ ศิ )
๕) ขอบเขตด้านระยะเวลา ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้ดําเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.
๒๕๖๓ ถงึ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ รวมเป็นระยะเวลา ๖ เดือน

ผลการวจิ ัย

จากการวิจัยเรอื่ งนสี้ ามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ดังต่อไปน้ี
๔.๑) ระดับการรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในภาพรวมทั้งหมดอยู่ในระดับมาก (  =๔.๒๔) เม่ือพิจารณาตามรายด้านท่ี
มากทีส่ ุด คือ ดา้ นเวน้ จากการดื่มสุราเมรัย (  =๔.๗๒) รองลงมา คือ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  =๔.๒๔) และ
น้อยท่สี ดุ ดา้ นการเวน้ จากการประพฤตผิ ิดในกาม (  =๔.๐๒)
๔.๒) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน
โรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า นักเรียนที่มีเพศ ระดับช้ันปี ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน นักเรียนที่มีการเข้ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา, ประสบการณ์ในการเรียนธรรมศึกษา มีความคิด

๕๓

ต่อความคิดเห็นของ การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
อําเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม ไมแ่ ตกตา่ งกัน

๔.๓) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างจิตสํานึกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนใน
วัดไรข่ งิ พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม พบว่า ป๎ญหาเก่ียวกับการเรียนการสอนของผู้เรียนในการพัฒนาสมาธิ
นั้น เป็นไปได้ยาก เพราะผู้เรียนบางคนไม่ค่อยเชื่อฟ๎ง รองลงมาคือ การจัดกิจกรรมในการให้ความรู้เก่ียวกับศีล ๕
ผู้เรียนผู้ใจแต่ไม่ค่อยปฎิบัติตาม และน้อยท่ีสุด คือ การให้ความรู้ภายในห้อง และการทํากุศล เกี่ยวกับกิจกรรม
บาป บุญ คุณโทษ ยงั ไม่พอ

๔.๔) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า ในแต่ละด้านและมุมมองเกี่ยวกับการรักษาศีล ๕ น้ัน แต่ละท่านที่ได้ ให้
สัมภาษณ์ได้มีการกล่าวไว้ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เช่นการมุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นคนดี การมุ่งเน้นไปที่การ
รักษาศีล การมุ่งเน้นไปท่ีการมีคุณธรรมจริยธรรมและศีลธรรม รวมไปถึงการฝึกให้นักเรียนมีระเบียบวินัย และ
กฎเกณฑ์ทใี่ ห้นกั เรยี นเปน็ ผใู้ หญ่ทีด่ ใี นอนาคต และส่วนที่จะให้นักเรียนนําไปใช้ในการดํารงชีวิตประจําวันเก่ียวกับ
นักเรียนจะเน้นไปที่การปลูกฝ๎กคุณธรรมจริยธรรม และการอยู่ร่วมกับสังคม ดังนั้นจุดหลักของการรักษาศีลของ
นกั เรยี น คอื การใช้ชีวติ ใหเ้ ป็น อยู่ในสงั คมอย่างมีความสุข และเปน็ คนดีของสังคม

อภปิ รายผลการวจิ ัย

จากการศึกษาเก่ยี วกบั การรกั ษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทร
อทุ ิศ) ตําบลไร่ขิง อาํ เภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม ในแต่ละด้าน สามารถนํามาอภปิ รายผลได้ดังนี้

ผลการวิเคราะห์ในแต่ละด้าน พบว่า ระดับการรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน
โรงเรียนวดั ไร่ขงิ (สุนทรอทุ ิศ) อําเภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม ในภาพรวมท้ังหมดอยู่ในระดับมาก (  =๔.๒๔)
เมื่อพิจารณาตามรายด้านที่มากท่ีสุด คือ ด้านเว้นจากการดื่มสุราเมรัย (  =๔.๗๒) รองลงมา คือ ด้านเว้นจาก
การฆ่าสัตว์ (  =๔.๒๔) และน้อยท่ีสุด ด้านการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม (  =๔.๐๒) ซ่ึงมีรายละเอียด
ตามแตล่ ะดา้ นต่อไปตามลําดับ

ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์อยู่ในระดับมาก (  =๔.๒๔) เมื่อพิจารณาตามรายข้อที่มากท่ีสุด คือ ไม่ปอง
ร้ายต่อผู้อ่ืนและสัตว์โลกให้ได้รับความทุกข์ (  =๔.๓๔) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ พีระพงษ์ เจริญพันธุ
วงศ์ ได้ศึกษาเรื่อง “การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมใน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา:
ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนกระสังพิทยาคม อําเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์” ผลการวิจัยปรากฏ การสอดแทรกใน
การสอนรายวิชาต่างๆ ครูอาจารย์ผู้สอนใน โรงเรียนได้ปลูกฝ๎ง คุณธรรม โดยในข้ันการนําเข้าสู่บทเรียนการสอน
รายวิชาต่างๆ ได้พูดถึงเนื้อหาหรือ กิจกรรม ที่ครูมอบหมายให้นักเรียนปฏิบัติได้มากน้อยเท่าไร โรงเรียน
กําหนดการปลูกฝ๎งคุณธรรมทุก ด้าน ในการสอนเนื้อหาวิชาในทุกรายวิชาและทุกครั้งที่ทําการสอน ป๎ญหาที่พบ
ส่วนมากจะเกิดจาก ตัวนักเรียนเอง คือ นักเรียนบางส่วนไม่ได้ให้ความสนใจ อีกท้ังยังไม่ตระหนักถึงความสําคัญ
ของเรื่อง ดังกล่าวเท่าท่ีควร การสอดแทรกคุณธรรมด้านต่างๆ ในเนื้อหาวิชาท่ีสอน เป็นสิ่งท่ีปฏิบัติได้ยาก
เนอื่ งจากอาจารย์ผสู้ อนขาดเทคนิควธิ ีการปลูกฝ๎งคุณธรรม จรยิ ธรรมให้แกค่ รูอาจารย์๑

ด้านเว้นจากการลักทรัพย์อยู่ในระดับมาก (  =๔.๐๙) เม่ือพิจารณาตามรายข้อที่มากท่ีสุด คือ การไม่
พดู จาให้คนอื่นเชอื่ เพ่ือหวังทรัพย์สมบัติมาเป็นของตนเอง (  =๔.๕๔) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ อ๎อมเดือน

๑ พีระพงษ์ เจรญิ พนั ธวุ งศ์, “การจัดกจิ กรรมสง่ เสริมคณุ ธรรมจรยิ ธรรมในโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา สงั กัด กรมสามัญศึกษา:
ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนกระสังพิทยาคม อําเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๔๑), บทคัดย่อ.

๕๔

สดมณี และคณะ ไดท้ ําการศึกษาสภาพการจัดฝึกอบรมและการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมของคนไทย
ในเชิงลึก จากองค์กรท่ีประสบความสําเร็จในการดําเนินการฝึกอบรมด้าน คุณธรรมจริยธรรม จํานวน ๒๐ แห่ง
จากการศึกษาพบว่า สภาพการจัดฝึกอบรม และการเรียนรู้เพื่อพัฒนา คุณธรรม และจริยธรรม แบ่งได้เป็น ๓
รูปแบบ คือ ๑) การพัฒนาคุณธรรมโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดย จะเน้นทั้งความรู้ การปฏิบัติ และความ
ตระหนักในความเป็นพุทธศาสนิกชนท่ีดี ในการอบรมจะใช้ส่ือต่างๆ เข้ามาประกอบการฝึกอบรม และใช้เทคนิค
การสอนของครูมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก ๒) การพัฒนาคุณธรรมโดยผ่านการปฏิบัติธรรม
โดยใช้การปฏิบัติตามหลัก สติป๎ฏฐาน ๔ แนวทางใน การปฏิบัติมีอยู่หลายแนวทาง ท้ังที่เน้นภาคปริยัติ
(ภาคทฤษฎี) และปฏิบัติควบคู่กันไป โดยจะต้องพิจารณา ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถ พื้นฐานด้านความรู้
ของผู้เข้าร่วมปฏิบัติ ๓) การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมโดยผ่านกระบวนการทักษะชีวิต โดยผ่านตัวแทนทางสังคม
ไม่ว่าจะเป็น พระสงฆ์ ครู-อาจารย์ พ่อ–แม่ หรือแม้กระทั่งเพ่ือน เป็นต้น การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมโดยผ่าน
กระบวนการทักษะชีวิต โดย ผ่านองค์กรต่างๆ เป็นรูปแบบ ท่ีเป็นการผสมผสาน การพัฒนาเข้ากับวิถีการดําเนิน
ชีวติ โดยท่ีเนน้ การใช้ ธรรมะควบคกู่ ันไป๑

ด้านการเว้นจากการประพฤติผิดในกามอยู่ในระดับมาก (  =๔.๐๒) เมื่อพิจารณาตามรายข้อท่ีมาก
ทสี่ ุด คือ การไมเ่ ข้าไปยงุ่ ในเรอ่ื งของการมัว่ สุมในเร่อื งทางเพศ (  =๔.๑๒) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ นลินี
นุตย์จิตะ ได้ทําการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การดําเนินงานกิจการนักเรียนด้านการส่งเสริม วินัยคุณธรรม และ
จริยธรรมของนักเรียน พบว่า ควรสร้างความเข้าใจในเร่ืองวินัย คุณธรรมและ จริยธรรมของนักเรียนให้เกิดขึ้นใน
หมนู่ กั เรียนมากกว่าการลงโทษควรกวดขันนักเรียนที่ประพฤติตัว ออกนอกกฎระเบียบข้อบังคับด้วยความเด็ดขาด
ครแู ละบุคคลากรในโรงเรียนควรปฎิบัติตนเป็น แบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และควรจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม
และจริยธรรมให้มขี ้นึ บอ่ ยๆ รวมท้งั ควรให้ครูท่ีปรึกษาเป็นผู้ให้คําแนะนําอบรมในด้านวินัย และความประพฤติให้
นกั เรียนอยูเ่ สมอ๒

ด้านเว้นจากการพูดเท็จอยู่ในระดับมาก (  =๔.๑๑) เมื่อพิจารณาตามรายข้อที่มากท่ีสุด คือ ไม่สอด
เสียดในการสนทนาเม่ือพูดถึงส่ิงท่ีสําคัญ (  =๔.๒๓) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุภาพร สุขสวัสดิ์ ได้
ศึกษาวิจัยเร่ือง “การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียน สตรีนนทบุรี ผลการวิจัย พบว่า ด้านการ
กําหนดนโยบายการพัฒนา ควรมีการวิเคราะห์สภาพป๎ญหา และความต้องการในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
ปรับวิสัยทัศน์ พันธกิจ กําหนดนโยบาย วาง แผนการ ดําเนินงาน รายงานผลต่อผู้บริหารโรงเรียน และด้านการ
เรียนการสอน การสอนควร สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมในทุกรายวิชา มีการวัดผลด้านคุณธรรมจริยธรรมควบคู่
กบั เน้อื หาสาระ การเรียนการสอน ครูเปน็ กลไกสาํ คัญในการอบรมขัดเกลานักเรียน๓

ด้านเว้นจากการดม่ื สรุ าเมรัยอยใู่ นระดบั มาก (  =๔.๗๒) เมื่อพิจารณาตามรายข้อท่ีมากท่ีสุด คือ ไม่สูบ
บุหรี่หรือสารเสพติดที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย (  =๔.๘๘) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ นิทรา วรรณะ ได้
ศึกษาวิจยั พฤติกรรมทางจรยิ ธรรมของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๑ ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า พฤติกรรมของ

๑ ออ้ มเดอื น สดมณี และคณะ, ประสทิ ธผิ ลในการฝึกอบรมทักษะและจติ ลกั ษณะท่มี ีผลต่อพฤติกรรม ประหยัดน้ํา และ
ไฟฟูาของนักเรียนระดับประถมศึกษา, รายงานการวิจัย, ฉบับท่ี ๙๘, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจัย พฤติกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, ๒๕๔๘), หน้า ๑๒๒–๑๒๓.

๒ นลินี นุตย์จิต, “แนวทางการดําเนินงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์
ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ ,๒๕๔๓), หนา้ ๘๔

๓ สุภาพร สุขสวัสด์ิ, “การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนสตรีนนทบุรี”, ปริญญา การศึกษาศาสตรม
หาบณั ฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, ๒๕๕๒), หนา้ ๗๗-๑๖๕.

๕๕

จริยธรรมของนักเรียนในด้านความรับผิดชอบ ความมี ระเบียบวินัย ความซ่ือสัตย์ ความอุตสาหะ ความสามัคคี
และความยุติธรรมนั้นอยู่ในระดับข้ันท่ี ๕ จํานวนมากที่สุด ซ่ึงเป็นพฤติกรรมในข้ันที่ทําหน้าท่ีตามเกณฑ์และ
บรรทัดฐานของสังคม จากการตรวจสอบสมมติฐานในเร่ืองความรับผิดชอบพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักเรียน
ชายสูงกว่า นักเรียนหญิงและทางด้านความมีระเบียบวินัย ความซ่ือสัตย์ ความอุตสาหะ ความสามัคคีและความ
ยตุ ิธรรม นักเรียนหญิงมีพฤติกรรมทางจริยธรรมสงู กว่านักเรียนชาย๑

สรุปองคค์ วามรู๎ท่ีได๎จากการวิจัย

การสรุปองค์ความรู้จากการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย ๑) เพื่อศึกษาการ
รักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) อําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม ๒) เพอ่ื เปรียบเทียบ การรักษาศีล ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทร
อุทิศ) อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จําแนกตามป๎จจัยส่วนบุคคล ๓) นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมี เพศ
ระดับช้ันปี ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การเข้ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และประสบการณ์ในการเรียนธรรม
ศึกษา มีความคิดเห็นต่อการรักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ)
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาแล้วในแนวทางการแก้ไขป๎ญหาควรการเรียน
การสอนของผู้เรียนในการพัฒนาสมาธินั้น เป็นไปได้ยาก เพราะผู้เรียนบางคนไม่ค่อยเช่ือฟ๎ง, การจัดกิจกรรมใน
การให้ความรู้เกี่ยวกับศีล ๕ ผู้เรียนผู้ใจแต่ไม่ค่อยปฎิบัติตาม, การให้ความรู้ภายในห้อง และการทํากุศล เกี่ยวกับ
กจิ กรรมบาป บุญ คณุ โทษ ยังไม่พอ

ด้านเวน้ จาก ด้านเวน้ จาก ด้านเวน้ นกั เรยี นผู้ตอบแบบสอบถามทีม่ ี เพศ ระดับช้นั ปี
การดม่ื สุรา การฆา่ สัตว์ จากการลัก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเข้ากิจกรรมทาง
พระพุทธศาสนา และประสบการณ์ในการเรียน
เมรยั การรกั ษาศลี ๕ เพ่อื ทรพั ย์ ธรรมศึกษา มีความคิดเห็นต่อการรักษาศีล ๕
พฒั นาคุณธรรม เ พ่ื อ พั ฒ น า คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม ข อ ง นั ก เ รี ย น
ดา้ นการเว้น โรงเรียนวดั ไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) อําเภอสามพราน
จรยิ ธรรมของนักเรียน จากการ จงั หวัดนครปฐม
โรงเรยี นวดั ไรข่ งิ ประพฤตผิ ิด
(สนุ ทรอทุ ิศ) ในกาม

ด้านเวน้ จาก
การพดู เท็จ

ผลการสมั ภาษณ์ พบวา่ การมงุ่ เนน้ ใหน้ ักเรียนเป็น แนวทางการแก้ไขป๎ญหาควรการเรียน
คนดี การมงุ่ เน้นไปทีก่ ารรกั ษาศลี การม่งุ เนน้ ไปที่ การสอนของผู้เรยี นในการพัฒนาสมาธนิ นั้
การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและศลี ธรรม รวมไปถงึ การ เปน็ ไปไดย้ าก เพราะผู้เรียนบางคนไมค่ ่อย
ฝึกให้นกั เรยี นมรี ะเบยี บวนิ ยั จดุ หลักของการรกั ษา เชื่อฟ๎ง, การจัดกิจกรรมในการให้ความรู้
ศีลของนกั เรียน คือการใชช้ ีวิตใหเ้ ปน็ อยู่ในสงั คม เกี่ยวกับศีล ๕ ผู้เรียนผู้ใจแต่ไม่ค่อย
ปฎิบัติตาม, การให้ความรู้ภายในห้อง
อยา่ งมคี วามสขุ และเป็นคนดขี องสังคม และการทํากุศล เกี่ยวกับกิจกรรมบาป

บญุ คณุ โทษ ยังไม่พอ

แผนภาพท่ี ๑ แสดงความรทู้ ี่ไดจ้ ากการวจิ ยั

๑ พระมหาสํารวย ญาณสํวโร, “การศึกษาเรื่องผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อท่ี ๕ ที่มีต่อสังคมไทย”,
วทิ ยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๒), บทคัดยอ่ .

๕๖

สรปุ

สถานการณบ์ ้านเมืองในห้วงเวลาท่ีผ่านมา ประเทศไทยประสบป๎ญหามากมาย เช่น ป๎ญหาการกระทําผิด
กฎหมาย ป๎ญหาอาชญากรรม การทําลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การระบาดของส่ิงเสพติดและอบายมุข
การแตกแยกทางความคิด การเห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และการจาบจ้วงดูหมิ่นสถาบัน
หลักของชาติ เป็นต้น ซ่ึงป๎ญหาเหล่าน้ีล้วนเกิดจากการขาดสติ จิตสํานึก ศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม อันส่งผลให้
สงั คมเกิดความขดั แยง้ ในสภาวการณเ์ ช่นน้ี โรงเรยี นจึงเปน็ สถานีเพาะบ่มและฟ้ืนฟูศีลธรรมได้ดีท่ีสุด เป็นทางออก
ของป๎ญหาทั้งในป๎จจุบัน และเตรียมความพร้อมเพื่อแก้ไขป๎ญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อนท่ีเยาวชนเหล่าน้ันจะ
เตบิ ใหญ่ กา้ วเขา้ ส่สู งั คมของการทํางาน

ครูแนะแนวมีหน้าที่หลักดูแลช่วยเหลือต่อนักเรียน จึงมีความสนใจใคร่ศึกษาในเร่ืองของกระบวนการ
ส่งเสริมการรักษาศีล ๕ เพื่อพัฒนาคุณคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง(สุนทรอุทิศ) ตําบลไร่ขิง
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมุ่งให้เกิด การมีส่วนร่วมขององค์กรพระพุทธศาสนา เพ่ือนํามาพัฒนา
คณุ ภาพชีวติ และช่วยแกป้ ญ๎ หาอย่างเป็นระบบ ด้วยคือการนําเอาหลักธรรมทางศาสนา คือศีล ๕ ประยุกต์เข้ากับ
การดํารงชีวิตในป๎จจุบัน และยังช่วยลดป๎ญหาให้กับสังคม ส่งผลให้สังคมมีความสงบสุข ซ่ึงเป็นวิธีการช่วยเหลือ
และแก้ไขป๎ญหาของโรงเรียนโดยตรงในการท่ีจะนําไปประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของโรงเรียนให้
สอดคลอ้ งกบั แนวนโยบายพัฒนาผเู้ รียนให้เป็นมนุษย์ทีส่ มบูรณ์

ข๎อเสนอแนะ

การวิจยั เร่ือง “การรกั ษาศลี ๕ เพ่ือพฒั นาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สนุ ทรอทุ ิศ)
อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม” ผูว้ จิ ัยมขี ้อเสนอแนะดงั น้ี

๘.๑ ข๎อเสนอเชิงนโยบาย
๘.๑.๑ ควรมีการส่งเสริมการรกั ษาศีล เพ่ือการพัฒนาตนเองในเชิงรุก
๘.๑.๒ ควรมีวางแผนจดั อบรมเก่ียวกบั คุณธรรมจริยธรรม เก่ียวกบั ศลี ๕ และใหค้ วามรู้กบั นักเรียน

และบคุ ลากรท่ีสําคัญ
๘.๑.๓ ควรมีการใช้นโยบายเพ่ือพฒั นาระดบั จิตใจ เพ่ือส่งเสริมและพัฒนานักเรียนที่มตี ่อศีล ๕

๘.๒ ข๎อเสนอเชิงปฏิบตั ิ
๘.๒.๑ ควรการจัดกิจกรรม ทาํ ส่อื ให้ความรู้เกีย่ วกบั โทษของการไม่รักษาศีล ๕ และให้ความรู้ เกยี่ ว

หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนากบั นักเรยี น
๘.๒.๒ ควรดําเนินพัฒนาและเสริมสร้างลกั ษณะนสิ ยั ของผเู้ รียน โดยมีการม่งุ เนน้ เน้นในการพัฒนา

จิตใจ และพฒั นาทางความคดิ
๘.๒.๓ ควรฝึกสร้างลักษณะนิสัยใหก้ ับนักเรียน และเสริมด้วยศีล ๕ เพื่อนํามาประยุกต์ใชใ้ น

ชวี ิตประจําวนั
๘.๓ ข๎อเสนอแนะเพ่ือการทาวจิ ยั ในครง้ั ตํอไป
๘.๓.๑ ควรศึกษาในลักษณะกลุม่ ตัวแปรตามเดียวกัน โดยขยายขอบข่ายของพ้นื ทใี่ นการทําวจิ ัยให้

กว้างออกไปอีกหลายในจังหวดั เพ่ือให้ไดห้ ลายมุมมองที่หลากหลายในการรักษาศลี ๕ เพื่อพฒั นาคุณธรรม
จริยธรรมกับนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาในแตล่ ะโรงเรยี น

๘.๓.๒ ควรมีการสัมภาษณ์เชงิ ลกึ จากกลุ่มผู้ใหข้ ้อมูลหลาย ๆ ฝุาย เพื่อให้ได้ข้อมลู ทลี่ ุ่มลึก
หลากหลายมุมมอง

๕๗

๘.๓.๓ ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตวั แปรที่ศึกษา โดยเพิม่ ป๎จจัยท่ีเก่ียวขอ้ งหรือป๎จจยั ท่สี ่งผลต่อ
ความสาํ เร็จในตามแนวทางการศกึ ษา และพัฒนาการเรียนรู้ของการรักษาศลี ๕ เพ่ือพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมกับ
นกั เรยี น หรือบุคคลทวั่ ไปดว้ ย

เอกสารอ๎างองิ

คสช. คมูํ อื แนวทางการดาเนินงานตามโครงการสร๎างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช๎หลกั ธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนา “หมํบู ๎านรักษาศีล ๕” ระยะที่ ๓ (ระยะยาว) . กรงุ เทพมหานคร :

สาํ นกั งานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใชห้ ลักธรรมทารงพระพุทธศาสนา “หมบู่ ้านรักษาศีล ๕”,
๒๕๕๘.

นลินี นุตย์จิต. “แนวทางการดําเนินงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”. วิทยานิพนธ์
ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต.บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ ,๒๕๔๓.

พระมหาสํารวย ญาณสํวโร. “การศึกษาเรื่องผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อท่ี ๕ ท่ีมีต่อสังคมไทย”.
วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๒.

พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์ (ดวงจันทร์ คุตฺตสีโล). คนมีศีล ดินมีปุ๋ย. เชียงใหม่: บริษัท นันทพันธ์ ปร้ินต้ิง จํากัด,
๒๕๕๙.

พีระพงษ์ เจริญพันธุวงศ์. “การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด กรมสามัญ
ศึกษา: ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนกระสังพิทยาคม อําเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์”. วิทยานิพนธ์ศึกษา
ศาสตร มหาบณั ฑติ . บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๑.

โครงการโรงเรียนรักษาศีล ๕. [ออนไลน์] แหล่งท่ีมา: https://www.sila๕.com/school/index/detail#detail๒
(๖ มถิ ุนายน ๒๕๖๓).

สุภาพร สุขสวัสดิ์. “การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนสตรีนนทบุรี”. ปริญญา การศึกษาศาสต
รมหาบณั ฑติ . (บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๕๒.

อ้อมเดือน สดมณี และคณะ. ประสิทธิผลในการฝึกอบรมทักษะและจิตลักษณะท่ีมีผลต่อพฤติกรรม ประหยัดน้ํา
และไฟฟาู ของนักเรียนระดับประถมศึกษา. รายงานการวิจัย. ฉบับท่ี ๙๘. กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจัย
พฤตกิ รรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ, ๒๕๔๘.

๕๘

การประยุกต์ใชห๎ ลักปาริสุทธศิ ลี ของนกั เรยี น
ช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวดั ออ๎ มนอ๎ ย จงั หวัดสมทุ รสาคร

An Application of Parisuddhi-Sila of Students Primary Education
in Wat Omnoi School, Samutsakhon Province

พระวรี วฒั น์ จนฺทวณฺโณ (ปลื้มประสิทธ์ิ)
Phra Weerawat Janthawanno (Pluemprasit)
วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

weerawat๒๑๘๑๐๓@gmail.com

บทคัดยอํ

การวิจัยเร่ือง “การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย
จังหวัดสมุทรสาคร” มีวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย ๑) เพ่ือศึกษาการประยุกต์หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ๒) เพื่อเปรียบเทียบ การประยุกต์หลักปาริสุทธิศีลของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร จําแนกตามป๎จจัยส่วนบุคคล ๓) เพื่อศึกษา
ปญ๎ หา อปุ สรรค และแนวทางการแก้ไขในการประยุกตห์ ลักปารสิ ทุ ธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัด
อ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่าง การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิง
สํารวจ จากการแจกแบบสอบถาม โดยเก็บกับจํานวนประชากร ๒๓๖ คน จากการสุ่มตัวอย่างด้วยสูตรทาโร่ ยามา
เน่ และการวิจยั เชิงคุณภาพ โดยทาํ การสัมภาษณ์เชิงลึกกบั ผู้ให้ข้อมลู สําคัญ

ผลการวจิ ัย พบวา่
๑) การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัด
สมทุ รสาคร ในภาพรวมท้งั หมดอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๓) เมื่อพิจารณาตามรายด้านที่มากท่ีสุด คือ การพัฒนา
คุณธรรมจรยิ ธรรมกบั อาชวี ปารสิ ุทธิศีล (  = ๔.๒๐) รองลงมา คือ การพัฒนาคุณธรรมการเรียนการสอนกับปาฏิ
โมกขสังวรศีล (  = ๔.๐๘) และนอ้ ยทีส่ ดุ การจัดส่ิงแวดลอ้ มกบั อนิ ทรยี ส์ ังวรศีล (  = ๓.๘๕)
๒) การเปรียบเทยี บความคดิ เห็นของ การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาใน
โรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร พบว่า นักเรียนท่ีมีเพศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมทาง
พระพุทธศาสนา และประสบการณ์ในการเรียนธรรมศึกษา ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นนักเรียนท่ีมีระดับชั้นปีที่มีความ
คดิ เห็นแตกต่างกนั อย่างมีนัยสําคญั ทางสถติ ิที่ระดับ ๐.๐๕
๓) ป๎ญหาเกี่ยวกับ การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อม
นอ้ ย จังหวัดสมทุ รสาคร ประกอบด้วย ป๎ญหาเกี่ยวกับการพัฒนาการวางแผน และการรู้บาป บุญ คุณโทษ อาจจะ
ไม่ทําได้ไม่เต็มที่ ความอดทนของแต่ละคนมีขีดจํากัด ทําให้การยับยั้งอารมณ์เป็นไปได้ยากข้ึนอยู่กับแต่ละบุคคล
การเชื่อฟ๎งผู้ใหญ่ และการปฏิบัติตาม ข้ึนอยู่กับนิสัยของแต่ละคน และการปลูกฝ๎งของทางบ้าน บางคร้ังการท่ี
เปลี่ยนทัศนคติต้องใช้เวลาพอสมควร และการมีนักเรียนบางส่วนที่สมาธิส้ัน ขาดความอดทน ทําให้ไม่มีสมาธิกับ
การเรียน และทําให้เรียนไม่รู้เรื่อง, และข้อเสนอแนะ ควรมีการวางหลักในการพัฒนาการวางแผน เก่ียวกับ
หลักธรรมเพื่อสอนให้ผู้เรียนรู้จักการเรียนรู้ ควรฝึกให้ผู้เรียนแต่ละคนมีความอดทน และการยับยั้งอารมณ์ ควร
รู้จักการเคารพผู้ใหญ่ และการปฏิบัติตามคําสอนของผู้มีพระคุณ รู้จักการเรียนรู้มารยาท และการปรับบุคลิกภาพ

๕๙

และควรมีการฝึกสมาธิกับผู้เรียนให้มีความอดทน ทําให้มีสมาธิกับการเรียน เรียนในห้องรู้เรื่องและมีสมาธิท่ีดี
กวา่ เดิม

๔) ผลการสัมภาษณ์ ควรมุ่งเน้นให้สอนให้นักเรียนเป็นคนดี การมุ่งเน้นไปท่ีศีลธรรม รวมไปถึง
ระเบยี บวินัยและกฎเกณฑ์ท่ีให้นักเรียนเป็นผู้ใหญ่ท่ีดีในอนาคต และส่วนที่ใช้ในการดํารงชีวิตประจําวันท่ีเก่ียวกับ
ที่นักเรียนจะเน้นไปที่การประกอบอาชีพ และการอยู่ให้เป็น ดังน้ัน จุดหลักของปาริสุทธิศีลของนักเรียน คือ การ
ใชช้ ีวิตให้เป็น อยใู่ นสงั คมอยา่ งมีความสุข เปน็ คนดขี องสังคม
คาสาคัญ : การประยุกต์, คุณธรรมจริยธรรม, ปาริสทุ ธิศลี

Abstract

The research "The application of the Parisuddhi-Sila of primary school students Wat
Om Noi, Samut Sakhon Province. Objective: ๑) To study the application of Parisuddhi-Sila of
primary school students in Wat Om Noi School, Samut Sakhon Province ๒) for comparison the
application of Parisuddhi-Sila of primary school students in Wat Om Noi School, Samut Sakhon
Province classified by personal factors ๓) to study problems, obstacles, and solutions in an
application of the Parisuddhi-Sila of primary school students in Wat Om Noi School, Samut
Sakhon Province It was mixed research between quantitative research by using survey research
methods from the distribution of questionnaires. with a population of ๒๓๖ people from the
sampling using the Taro Yamane formula and qualitative research by conducting an in-depth
interview with key informants
The research results were found that:

๑) The application of Parisuddhi-Sila of primary school students in Wat Om Noi School,
Samut Sakhon Province Overall, the overall level was at the high-level (= ๔.๐๓), when
considered by each aspect, the most was the development of morality, ethics, and
Ajivaparisuddi-Sīla (= ๔.๒๐), followed by the development of moral teaching With the
Patimokkhasamvara-Sīla (= ๔.๐๘) and the least Environmental and Indriyasamvara-Sīla (= ๓.๘๕) .

๒) Comparison of opinions of application of Parisuddhi-Sila principle of primary school
Students in Wat Om Noi school Samut Sakhon province found that: students with sex academic
achievement Buddhist activities and experience in studying Dhamma education no different
except students with year level who had significantly different opinions at the ๐.๐๕ level.

๓) Problems with the application of Parisuddhi-Sila principle of primary school students
in Wat Om Noi School Samut Sakhon province consists of problems with development, planning,
and knowing the sins of merit, may not be able to do fully. Each person's patience has its limit.
Making it difficult to hold back is up to the individual. Obedience to adults and compliance It
depends on the habits of each person. And the cultivation of the home sometimes changing
your attitude takes time. And having some students with ADHD (Attention Deficit Hyperactivity
Disorder) lack patience makes them unable to concentrate on their studies. And make learning
unaware, and suggestions. There should be a principle in planning development. About
principles to teach people to learn each learner should be trained to have patience. And

๖๐

suppressing emotions Should be known to respect adults. And following the teachings of his
benefactors Know how to learn manners and personality adjustment and should be trained to
meditate with the students to have patience Make them concentrate on studying Study in a
better learning room and concentrate.

๔) Interview results in the focus should be on teaching students to be good. A focus on
morality This includes the discipline and rules that make students a good adult in the future.
And the daily life part in which the student is concerned will focus on the occupation. To be a
good student is the main point in Parisuddhi-Sila, to live as living happily in society and to be a
good person of society.
Keywords: Application, morality and ethics, Parisuddhi-Sila

บทนา

การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนท่ีรัฐต้องจัดให้เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความ
เจริญงอกงามทุกด้าน เพื่อเป็นต้นทุนทางป๎ญญาที่สําคัญในการพัฒนาทักษะคุณลักษณะ และสมรรถนะในการ
ประกอบสัมมาชีพและการดํารงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุข อันจะนําไปสู่เสถียรภาพและความมั่นคง
ของสังคมและประเทศชาติที่ต้องพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมนานาประเทศในเวทีโลกท่ามกลางกระแสการ
เปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็วของโลกศตวรรษท่ี ๒๑ ประเทศไทยได้ให้ความสําคัญด้านการศึกษาในฐานะกลไกหลักใน
การพัฒนาประเทศมาโดยตลอด และเน่ืองจากแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับเดิมได้สิ้นสุดลง พระราชบัญญัติ
การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๔๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒ กําหนดว่า การศึกษาต้อง
ยึดผู้เรียนสําคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม
ศักยภาพ นอกจากนั้น ในมาตรา ๒๔ ยังได้กําหนดรายละเอียดของการจัดกระบวนการเรียนรู้ว่า ให้สถานศึกษา
และหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องดําเนินการจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียน โดยคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ด้วยการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อปูองกันและแก้ไขป๎ญหา ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัด
บรรยากาศ สภาพแวดลอ้ ม สอ่ื การเรยี นและอํานวยความสะดวก เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ตาม
คําสงั่ กระทรวงศึกษาธิการ ท่ี สพฐ. ๒๙๓/๒๕๕๑ เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ ลงวันท่ี ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ การจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานสอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกจิ สงั คมและความเจริญกา้ วหนา้ ทางวิทยาการเป็นการสร้างกลยุทธ์ใหม่ในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา
ให้สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคล สังคมไทย ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งขันและร่วมมืออย่าง
สร้างสรรค์ในสังคมโลก ปลูกฝ๎งให้ผู้เรียนมีจิตสํานึกในความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นไปตามเจตนารมณ์
โรงเรียนที่มีความพร้อมใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ในปีการศึกษา ๒๕๕๒ ใน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ – ๖ ประกอบด้วย ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ แต่มุ่งเน้นการปรับปรุงเน้ือหาให้มีความทันสมัย ทันต่อการเปล่ียนแปลงและ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ คํานงึ ถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียน เตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ส่ิง
ตา่ ง ๆ ซง่ึ กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมช่วยให้ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ การดํารงชีวิต

๖๑

ของมนษุ ยท์ งั้ ในฐานะปจ๎ เจกบุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเข้าใจถึงการพัฒนา
เปล่ียนแปลงตามยุคสมัยกาลเวลาตามเหตุป๎จจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่น มีความอดทน อดกล้ัน
ยอมรับในความแตกต่าง และมีหลักการประยุกต์ในส่วนของหลักปาริสุทธิศีลเพื่อการพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็ก
นกั เรียน

โรงเรียนเป็นสถานที่สําคัญสถาบันหนึ่งของสังคมรองจากสถาบันครอบครัวเกิดข้ึนจากความต้องการ
ของสงั คม เพื่อทําหน้าทห่ี ลกั ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่สมาชิกในสังคม โดยให้การศึกษาและอบรม
ส่ังสอน เพ่ือพัฒนาบุคคลให้เจริญงอกงามด้านความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรมอันดีงามมี
ความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และพอใจที่จะฝึกฝนร่วมกันกระทําภารกิจต่าง ๆ เพ่ือประโยชน์ของสังคมโดย
ส่วนรวม การศึกษาจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ในส่ิงท่ีเกิดข้ึนแก่ทุกชีวิตรวมถึงกระบวนการถ่ายทอดความรู้ และ
วฒั นธรรมจงึ สามารถกล่าวไดว้ า่ เป็นกระบวนการสําคัญท่บี ุคคลนํามาพัฒนาความสามารถ ทั้งทางด้านทัศนคติและ
พฤติกรรมตามค่านิยมของสังคม รวมท้ังกระบวนการถ่ายทอดความรู้ ท้ังสายสามัญและสายอาชีพ ศีลธรรมและ
วฒั นธรรมที่สาํ คัญเปน็ เคร่ืองช้ีแนวทางให้ประพฤตปิ ฏิบัติ และใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม โดยส่วนรวมอัน
เป็นเจตคติที่ดีงามทางด้านความมีน้ําใจ ซ่ึงการปฏิบัติต่อส่วนรวมในทางท่ีดี ก่อให้เกิดทักษะความคล่อง ความ
ชํานาญในการปฏิบัติตามในแนวทางที่เหมาะสมตามขอบเขตศีลธรรม ทั้งความประพฤติภายนอกและคุณธรรม
ภายใน ต่อมาหลกั มาตรฐานการศกึ ษาของชาติในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้มีการจัดการศึกษาให้มีการสอดคล้องโดยเน้น
ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) แผนการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ กฎหมาย
ยุทธศาสตร์และแผนงานท้ังหลายเหล่านี้ ต่างมีอุดมการณ์ เพ่ือมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังร่างกาย
จิตใจ สติป๎ญญา เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติสามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อ
ครอบครวั ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เป็นพลเมืองดี มีคุณภาพ และความสามารถสูง พัฒนาตนอย่างต่อเน่ือง
ตลอดชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังคาดหวังให้คนไทยทั้งปวงได้รับโอกาสเท่าเทียมกันทาง
การศึกษา สามารถเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม เพ่ือเปูาหมายของการพัฒนาประเทศสู่ ความม่ันคง ม่ังคั่งและ
ย่งั ยืน

มาตรฐานการศึกษาของชาติ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้สถานศึกษาทุกแห่งยึดเป็นแนวทางสําหรับการ
พัฒนาผู้เรียนไปสู่ผลลัพธ์ท่ีพึงประสงค์ของการศึกษาและให้หน่วยงานต้นสังกัดใช้เป็นเปูาหมายในการจัด
การศึกษา โดยการกําหนดผลลัพธ์ท่ีพึงประสงค์ของผู้เรียนที่เหมาะสมตามช่วงวัยในแต่ละระดับและประเภท
การศึกษาและใชเ้ ป็นเปูาหมายในการสนับสนุนสถานศึกษาให้สามารถดําเนินการต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกเพ่ือให้เกิด
ผลลพั ธ์ดงั กล่าว นอกจากน้ี ยังมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ทุกหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ในการจัดการศึกษาใช้เป็นแนวทางใน
การส่งเสริม การกํากับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผลและการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตาม
หลักการในการจัดการศึกษา สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงได้จัดทํามาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.
๒๕๖๑ ในรูปของผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา เพ่ือให้สถานศึกษาและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในการจัด
การศึกษาใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาและจัดทํามาตรฐานการศึกษาขั้นต่ําท่ีจําเป็นของแต่ละระดับและ
ประเภทการศึกษาเพื่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ขึ้นกับผู้เรียน ทั้งในระหว่างท่ีกําลังศึกษาและเพ่ือ
วางรากฐานให้ผู้เรียนในระหว่างที่กําลังศึกษาเพื่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์หลังจากสําเร็จการศึกษา ซึ่งถือ
เป็น “คุณลักษณะของคนไทย ๔.๐” ที่สามารถสร้าง ความม่ันคง มั่งคั่ง และย่ังยืน ให้กับประเทศเปูาหมายสําคัญ
ของมาตรฐานการศึกษาของชาติในรูปของผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาคือ การให้อิสระสถานศึกษาในการ
จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและตามความถนัดของผู้เรียน ท่ีสอดรับกับกฎกระทรวงการ

๖๒

ประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งกําหนดว่า สถานศึกษาเป็นผู้จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา (การประเมินตนเอง) โดยการกําหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐาน
การศึกษาของแตล่ ะระดบั และประเภทการศึกษา พร้อมทั้งจัดทําแผนพัฒนาสถานศึกษาเพื่อนําไปสู่กรอบผลลัพธ์ที่
พึงประสงค์ ตามบริบท ระดับและประเภทการศึกษาของสถานศึกษาและให้สํานักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ทําหน้าท่ีประเมินภายนอกตามรายงานผลการประเมินตนเองของ
สถานศกึ ษาและประเด็นอ่ืน ๆ ผ่านหน่วยงานต้นสังกัด โดยมุ่งหมายให้เป็นการประเมินเพื่อพัฒนา โดยเน้นหลักท่ี
สาํ คัญซง่ึ สอดคลอ้ งกับหลักปริสทุ ธศิ ีล โดยมีหลกั ดงั กลา่ ว ๔ ประการ คอื

- คุณธรรม คือ ลักษณะนิสัยท่ีดีและคุณลักษณะท่ีดีด้านคุณธรรมพื้นฐาน การรู้ถูกผิด ความดีงาม
จริยธรรม จรรยาบรรณ ในการเป็นสมาชกิ ของสังคม เช่น ความมีวินยั ความรับผิดชอบ ความขยันหม่ันเพียร ความ
ซื่อสตั ย์ เปน็ ตน้

- ทักษะการเรียนร้แู ละชีวติ คือ ทักษะที่จําเป็นสําหรับการเรียนรู้เพ่ือโลกดิจิทัลและโลก ในอนาคต
เช่น การรู้วิธีเรียน ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะชีวิตและทักษะการจัดการ ความสามารถ ในการปรับตัว
ยดื หยุ่น พร้อมเผชญิ ความเปลีย่ นแปลง

- ความรูแ้ ละความรอบรู้ คอื ชดุ ความรู้ที่จําเปน็ สาํ หรับการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองเพื่อให้ตนเอง รู้เท่าทัน
การเปลยี่ นแปลงได้ ไดแ้ ก่ ๑) ความร้พู ื้นฐาน (ภาษา การคํานวณ การใช้เหตุผล) และความรู้ ตามหลักสูตร ๒) การ
รู้จักตนเอง ๓) ความรู้เรื่องภูมิป๎ญญาไทย ท้องถ่ิน ชุมชน สภาพภูมิสังคม ภูมิอากาศ ประเทศชาติ ประชาคมโลก
๔) ความรอบรดู้ ้านตา่ ง ๆ ได้แก่ ความรอบร้ดู ้านสุขภาพ การเงิน สารสนเทศ ๕) ความรเู้ รอ่ื งการงานอาชีพ

- ทักษะทางป๎ญญา คือ ทักษะที่จําเป็นในการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หรือทางสังคม เช่น ภูมิ
ป๎ญญาไทยและศาสตร์พระราชา ทักษะศตวรรษท่ี ๒๑ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะพหุป๎ญญา ทักษะข้าม
วัฒนธรรม ความสามารถในการบูรณาการข้ามศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรม และมีคุณลักษณะของความเป็น
ผปู้ ระกอบการท่ีเท่าทนั การเปลย่ี นแปลงของสงั คมและโลกยุคดิจทิ ัล

ที่ผ่านมาจะเห็นว่าการเรียนการสอนยังไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่มีต่อการดํารงชีวิต คือ ไม่ทัน
ต่อการเปล่ียนแปลงของสังคมความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะว่าการสอนจะเน้นแต่
ทฤษฎีและความรู้จึงทําให้นักเรียนขาดกระบวนการคิด การวิเคราะห์ การแก้ป๎ญหาและการปรับตัวให้เข้ากับ
สภาพการเปล่ียนแปลงของส่ิงแวดล้อม โดยเหตุผลท่ีกล่าวมา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในนําหลักปาริสุทธิศีลใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท มาประยุกต์ใช้คู่กับหลักการเรียนการสอน เพื่อการส่งเสริมคุณธรรมคุณธรรมและ
จริยธรรม ผลการจัดการเรียนการสอนและสภาพป๎ญหาการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ในจังหวัดสมุทรสาคร ทาง
โรงเรียนไดน้ ํามาเปน็ แนวทางในการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษา สร้างแรงจูงใจ ของผู้มีส่วนเก่ียวข้องความสนใจใน
แนวคิด ของนวัตกรรมและการควบคุมการทํางานและพัฒนาการเรียนการสอนของทุกสาระการเรียนรู้โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งสาระการเรียนร้สู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

วัตถุประสงคก์ ารวิจัย

๑. เพ่ือศึกษาการประยุกต์หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย
จังหวัดสมทุ รสาคร

๒. เพื่อเปรียบเทียบ การประยุกต์หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อม
น้อย จงั หวัดสมทุ รสาคร จําแนกตามป๎จจยั ส่วนบุคคล

๖๓

๓. เพ่ือศึกษา ปญ๎ หา อปุ สรรค และแนวทางการแก้ไขในการประยุกต์หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาในโรงเรยี นวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมทุ รสาคร

ขอบเขตการวจิ ยั

๑. ขอบเขตด๎านเนือ้ หา

การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาท่ีมุ่งเน้นการนําเสนอแนวทางในการประยุกต์หลักธรรมในทาง

พระพุทธศาสนารว่ มกบั แนวคิดปาริสุทธิศลี ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาจงึ ได้กําหนดขอบเขตข้อมูลไว้ดังนี้

๑) หลกั คณุ ธรรมทศ่ี กึ ษาของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา

๒) ทฤษฎที ใี่ ชศ้ กึ ษาในการพฒั นานกั เรียน คอื ปาริสุทธิศีล ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูล คุณธรรมเพื่อมุ่ง

ประเด็นปาริสุทธิศีลและผสมผสานกับหลักการพัฒนาการเรียนการสอนท้ัง ๔ ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนา

คุณธรรมการเรียนการสอนกับปาฏิโมกขสังวรศีล การจัดสิ่งแวดล้อมกับอินทรีย์สังวรศีล การพัฒนาคุณธรรม

จรยิ ธรรมกับอาชวี ปาริสุทธิศีล การวดั และประเมนิ ผลกับสันนสิ สิตศีล

๒. ขอบเขตดา๎ นตัวแปร

๑) ตัวแปรต๎น (Independent Variable) ป๎จจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ, ระดับช้ันปี, ผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรยี น, การเขา้ กจิ กรรมพุทธศาสนาและประสบการณ์ในการเรียนธรรมศึกษา

๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variable) การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลเของนักเรียนช้ัน

ประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย ตําบลอ้อมน้อย อําเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ท้ัง ๔ ด้าน ได้แก่

การพัฒนาคุณธรรมการเรียนการสอนกับปาฏิโมกขสังวรศีล การจัดสิ่งแวดล้อมกับอินทรีย์สังวรศีล การพัฒนา

คณุ ธรรมจรยิ ธรรมกับอาชีวปาริสทุ ธศิ ลี การวดั และประเมินผลกับสันนิสสิตศลี

๓. ขอบเขตดา๎ นประชากร และผ๎ูใหข๎ อ๎ มูลสาคญั

๑) ประชากร ได้แก่ นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีท่ี ๔-๖ โรงเรียนวัดอ้อมน้อย ตําบล

อ้อมนอ้ ย อาํ เภอกระทมุ่ แบน จังหวัดสมทุ รสาคร จาํ นวน ๒๓๖ คน

๒) ผูใ๎ ห๎ข๎อมูลสาคัญ ได้แก่ ผู้ท่ีให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) จากผู้บริหารโรงเรียนและคณะครู

จาํ นวน ๗ ทา่ น ประกอบดว้ ย

๑. นายวชิ ยั อน้ มณี ผ้อู ํานวยการโรงเรียนวดั อ้อมน้อย

๒. นายสายัน สร้อยทอง ครโู รงเรยี นวดั ออ้ มน้อย

๓. นายธวชั ชยั สริ ิฉัตรวชั รพล ครโู รงเรียนวดั อ้อมน้อย

๔. นางสาวปราณี จอมแกว้ ครูโรงเรียนวัดออ้ มน้อย

๕. นางสาวศศภิ า เนตรนุช ครโู รงเรียนวัดอ้อมน้อย

๖. นางสาวจามจรุ ี เสาวย์ งค์ ครโู รงเรยี นวดั อ้อมน้อย

๗. นางสาวนภิ า ศรีทองคํา ครโู รงเรียนวัดอ้อมน้อย

๔. ขอบเขตดา๎ นพน้ื ท่ี

พื้นท่ีในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี คือ โรงเรียนวัดอ้อมน้อย ตําบลอ้อมน้อย อําเภอกระทุ่มแบน จังหวัด

สมทุ รสาคร

๖๔

๕. ขอบเขตดา๎ นระยะเวลา
ในการศึกษาวิจยั คร้งั นี้ ผวู้ จิ ยั ได้ดําเนนิ การวิจยั ต้งั แต่เดือน กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึงเดือน ธันวาคม

๒๕๖๓ รวมเป็นระยะเวลา ๖ เดือน

ผลการวิจัย

จากการวิเคราะห์ การแจกแจงแบบสอบถามของนักเรียนท่ีแบบสอบถามผลและการสัมภาษณ์ผู้ท่ี
เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เกี่ยวกับ “การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อม
น้อย จงั หวัดสมทุ รสาคร” ได้ผลการวจิ ยั ดังนี้

๑. ข๎อมลู เก่ียวกับปัจจยั สํวนบคุ คลของผู๎ตอบแบบสอบถาม
นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามที่มากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเพศหญิง จํานวน
๑๔๓ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๖๐.๖, เป็นนักเรยี นชันประถมปีที่ ๖ จํานวน ๘๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๗, มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสูงสุด คือ เกรดเฉลี่ย ๓.๐๐ ขึ้นไป จํานวน ๑๘๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๓, มีการเข้าร่วมกิจกรรม
ทางพระพุทธศาสนาสูงสุด คือ เคยเข้าร่วม ๑ ครั้ง จํานวน ๒๐๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๖.๙ และส่วนใหญ่เคยเข้า
ศึกษาธรรมศึกษา จํานวน ๒๐๑ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๘๕.๒
๒. ผลการวิเคราะห์ข๎อมูลสถานภาพของผ๎ูตอบแบบสอบถาม การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของ
นักเรียนช้นั ประถมศึกษาในโรงเรียนวดั อ้อมน้อย จงั หวดั สมทุ รสาคร
จากผลการวิเคราะห์ พบว่า การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัด
อ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ในภาพรวมทั้งหมดอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๓) เมื่อพิจารณาตามรายด้านที่มาก
ท่ีสุด คือ การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมกับอาชีวปาริสุทธิศีล (  = ๔.๒๐) รองลงมา คือ การพัฒนาคุณธรรมการ
เรียนการสอนกับปาฏิโมกขสังวรศีล (  = ๔.๐๘) และน้อยที่สุด การจัดสิ่งแวดล้อมกับอินทรีย์สังวรศีล
(  = ๓.๘๕) เม่ือพิจารณาลกึ ลงไปในแต่ละด้านโดยแจกแจงรายด้านต่อไปน้ีตามลาํ ดบั
๑) ด้านการพัฒนาคุณธรรมการเรียนการสอนกับปาฏิโมกขสังวรศีล อยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๘) เมื่อ
พจิ ารณาตามรายข้อที่มากท่ีสุด คือ สามารถละเว้นสุราเมรัย และไม่ยุ่งเก่ียวกับส่ิงเสพย์ติดเคร่ืองมอมเมาทั้งหลาย
(  = ๔.๕๑) รองลงมา คือ มีสติป๎ญญาท่ีดี สามารถเข้ากับส่ิงแวดล้อม และมีสังคมมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี (  =
๔.๑๔) และนอ้ ยทสี่ ดุ มกี ารพฒั นาทดี่ แี ละบคุ ลิกภาพทีด่ เี หมาะกับการรักษาศีลทั้งกาย วาจา และใจ (  =๓.๖๙)
๒) ด้านการจัดสิ่งแวดล้อมกับอินทรีย์สังวรศีลอยู่ในระดับมาก (  =๓.๘๕) เมื่อพิจารณาตามรายข้อท่ี
มากที่สุด คือ รู้จักการช่วยเหลือกิจกรรมภายในห้องเรียน และเสียสละเพ่ือส่วนรวม (  = ๔.๑๐) รองลงมา คือ
รู้จักหน้าท่ี และการพัฒนาตนเอง ท้ังสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียน (  = ๔.๐๙) และมีการ
ปลกู ดอกไม้ไว้ประดบั เพอื่ สรา้ งวสิ ยั ทศั น์ทดี่ แี ละทําใหจ้ ิตใจสงบ (  = ๓.๖๐)
๓) ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมกับอาชีวปาริสุทธิศีลอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๒๐) เม่ือพิจารณา
ตามรายขอ้ ทมี่ ากท่ีสดุ คอื มลี กั ษณะการเปน็ ผู้รกั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (  = ๔.๔๗) รองลงมา คือ ไม่
เป็นผู้ท่ีลักขโมย และดํารงตนเองอยู่ในความถูกต้อง (  = ๔.๓๙) และน้อยที่สุด รู้จักการประพฤติตนท่ีดี มีความ
บริสุทธ์ใิ จ และทําสง่ิ ทีส่ ุจรติ (  = ๔.๐๐)
๔) ด้านการวัดและประเมินผลกับสันนิสสิตศีลอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๑) เมื่อพิจารณาตามรายข้อท่ี
มากที่สุด คือ รู้จักการฟ๎งคําสอนของพระพุทธเจ้า มาใช้ในการปฏิบัติรู้จักการคิดและพิจารณา (  = ๔.๑๑)
รองลงมา คือ สามารถพัฒนา รู้จักประเมิน และพัฒนาพฤติกรรมตนเอง (  = ๔.๐๓) และน้อยท่ีสุด เป็นผู้ท่ีรู้จัก
การประเมนิ ตนเองในเร่ืองของการทํากิจกรรมกระบวนการและผลงานทที่ ํา (  = ๓.๘๘)

๖๕

๓. การทดสอบเปรยี บเทยี บความคิดเห็นของผู๎ตอบแบบสอบถาม ต่อการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีล
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวดั สมุทรสาคร

๑) นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศ มีความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมทุ รสาคร ไม่แตกตา่ งกัน โดยใชก้ ารทดสอบสมมติฐานด้วยค่าที

๒) นกั เรยี นผู้ตอบแบบสอบถามทม่ี รี ะดบั ชนั้ มีความคิดเห็นต่อมีความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้หลักปา
ริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร มีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาํ คญั ทางสถติ ิ โดยใช้การทดสอบสมมตฐิ านดว้ ยค่าเอฟ

๓) นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน มีความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้หลักปาริ
สุทธิศีลของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาในโรงเรยี นวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ไม่แตกต่างกัน โดยใช้การทดสอบ
สมมตฐิ านด้วยค่าเอฟ

๔) นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีการเข้ากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา มีความคิดเห็นต่อการ
ประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ไม่แตกต่าง
กัน โดยใชก้ ารทดสอบสมมติฐานด้วยค่าเอฟ

๕) นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามท่ีมีประสบการณ์ในการเรียนธรรมศึกษา มีความคิดเห็นต่อการ
ประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ไม่แตกต่าง
กนั โดยใช้การทดสอบสมมติฐานดว้ ยค่าที

๔. ปัญหา อุปสรรค และข๎อเสนอแนะ เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาในโรงเรียนวดั อ้อมน้อย จังหวดั สมทุ รสาคร

๑) สภาพป๎ญหาเก่ียวกับการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อม
น้อย จังหวัดสมุทรสาครประกอบด้วย ป๎ญหาเก่ียวกับการพัฒนาการวางแผน และการรู้บาป บุญ คุณโทษ อาจจะ
ไม่ทําได้ไม่เต็มที่ ความอดทนของแต่ละคนมีขีดจํากัด ทําให้การยับย้ังอารมณ์เป็นไปได้ยากขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
การเช่ือฟ๎งผู้ใหญ่ และการปฏิบัติตาม ขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคน และการปลูกฝ๎งของทางบ้าน บางครั้งการที่
เปล่ียนทัศนคติต้องใช้เวลาพอสมควร และการมีนักเรียนบางส่วนท่ีสมาธิสั้น ขาดความอดทน ทําให้ไม่มีสมาธิกับ
การเรยี น และทําให้เรยี นไม่รูเ้ ร่ือง

๒) ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกับการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อม
นอ้ ย จงั หวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วย ควรมีการวางหลักในการพัฒนาการวางแผน เก่ียวกับหลักธรรมเพ่ือสอนให้
ผู้เรียนรู้จักการเรียนรู้ ควรฝึกให้ผู้เรียนแต่ละคนมีความอดทน และการยับย้ังอารมณ์ ควรรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
และการปฏิบัติตามคําสอนของผู้มีพระคุณ รู้จักการเรียนรู้มารยาท และการปรับบุคลิกภาพ และควรมีการฝึก
สมาธิกับผ้เู รียนให้มคี วามอดทน ทาํ ใหม้ สี มาธกิ บั การเรียน เรยี นในห้องรเู้ รือ่ งและมสี มาธทิ ี่ดีกว่าเดิม

๕. ผลการสัมภาษณ์เก่ียวกับ “การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาใน
โรงเรยี นวดั ออ้ มนอ้ ย จังหวดั สมทุ รสาคร”

ผลการสัมภาษณ์ ควรมงุ่ เน้นให้สอนใหน้ ักเรยี นเป็นคนดี การม่งุ เน้นไปที่ศีลธรรม รวมไปถึงระเบียบวินัย
และกฎเกณฑท์ ใี่ ห้นกั เรียนเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต และส่วนท่ีใช้ในการดํารงชีวิตประจําวันท่ีเกี่ยวกับที่นักเรียนจะ
เน้นไปท่ีการประกอบอาชีพ และการอยู่ให้เป็น ดังน้ัน จุดหลักของปาริสุทธิศีลของนักเรียน คือการใช้ชีวิตให้เป็น
อยู่ในสังคมอยา่ งมีความสขุ เปน็ คนดีของสงั คม

๖๖

อภปิ รายผลการวจิ ัย

จากการศึกษาเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีล
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ในแต่ละด้าน เม่ือพิจารณาแล้วสามารถ
นาํ มาอภปิ รายผลไดด้ ังต่อไปน้ี

จากผลการวิเคราะห์ พบวา่ การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัด
อ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ในภาพรวมทั้งหมดอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๓) เมื่อพิจารณาตามรายด้านท่ีมาก
ท่ีสุด คือ การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมกับอาชีวปาริสุทธิศีล (  = ๔.๒๐) รองลงมา คือ การพัฒนาคุณธรรมการ
เรียนการสอนกับปาฏิโมกขสังวรศีล (  = ๔.๐๘) และน้อยที่สุด คือ การจัดสิ่งแวดล้อมกับอินทรีย์สังวรศีล (  =
๓.๘๕) และการอภปิ รายผลได้หาความสอดคลอ้ ง ไดใ้ นงานวิจัยแตล่ ะด้านดังนี้

๑) ดา้ นการพัฒนาคุณธรรมการเรียนการสอนกับปาฏิโมกขสังวรศีลอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๘) เม่ือ
พจิ ารณาตามรายข้อท่ีมากท่ีสุด คือ สามารถละเว้นสุราเมรัย และไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพย์ติดเคร่ืองมอมเมาท้ังหลาย
(  = ๔.๕๑) สอดคล้องกับงานวิจัยของพระมหาสมควร ธมฺมธีโร ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “บทบาทผู้ปกครองในการ
อบรมศีลธรรมและจริยธรรมแก่เด็กเล็กก่อนเกณฑ์ ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนเกณฑ์ วัดพรหมสุวรรณสามัคคี
เขตบางแค กรุงเทพมหานคร” พบวา่ ผปู้ กครองส่วนใหญ่ มีบทบาท ในการอบรมศีลธรรมและจริยธรรมแก่เด็กเล็ก
อยู่ในระดับมาก สําหรับผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้ปกครองท่ีมีความเชื่อต่อหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ในเร่ืองเบญจศีล เบญจธรรม เบญจศีล บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ และฆราวาสธรรม ๔ แตกต่างกัน มีพฤติกรรมในการ
ปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาแก่เด็กเล็กแตกต่างกัน และผู้ปกครองท่ีมีความเชื่ อต่อหลักธรรม ทาง
พระพุทธศาสนา ในเร่ืองเบญจศีล เบญจธรรม บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ทิศ ๖ และฆราวาสธรรม ๔ แตกต่างกัน มี
บทบาทในการอบรมศีลธรรมและจริยธรรมแก่เด็กเล็กแตกต่างกัน

๒) ด้านการจัดส่ิงแวดล้อมกับอินทรีย์สังวรศีลอยู่ในระดับมาก (  = ๓.๘๕) เมื่อพิจารณาตามรายข้อ
ท่ีมากท่ีสุด คือ รู้จักการช่วยเหลือกิจกรรมภายในห้องเรียน และเสียสละเพ่ือส่วนรวม (  = ๔.๑๐) สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ พระมหาธีระศักด์ิ ธิติกิตฺติ (สุขยิ่ง) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “ศึกษาผลสัมฤทธิ์การเผยแผ่คุณธรรมแก่
นักเรียนระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย ของศูนย์พัฒนาคุณธรรมจังหวัดสุรินทร์” ผลวิจัยความพึงพอใจของนักเรียน
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ได้เข้ารับการอบรมพบว่า ด้านผู้ส่งสาร นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ท่ี ๓.๘๓ ด้านตัวสาร นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ๓.๘๗ ด้าน
ช่องทางส่ือสาร นกั เรียนมีความพงึ พอใจอย่ใู นระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ท่ี ๓.๗๘ ด้านการนําหลักคุณธรรมไปใช้ใน
ชีวิตประจําวัน นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ๓.๘๔ ผลวิจัยการเปรียบเทียบระดับ
ความพึงพอใจระหว่างเพศชายกับเพศหญิงของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า ด้านผู้ส่งสาร เพศชาย
มีความพึงพอใจสูงกว่าเพศหญิงเพียงเล็กน้อย ด้านตัวสาร เพศหญิงมีความพึงพอใจสูงกว่าเพศชายเพียงเล็กน้อย
ด้านช่องทางการส่ือสาร เพศหญิงมีความพึงพอใจสูงกว่าเพศชาย เพียงเล็กน้อย ด้านการนําหลักคุณธรรมไปใช้ใน
ชวี ิตประจาํ วนั เพศหญงิ มคี วามพึงพอใจสูงกวา่ เพศชายเพียงเล็กน้อย

๓) ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมกับอาชีวปาริสุทธิศีลอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๒๐) เม่ือ
พิจารณาตามรายข้อที่มากท่ีสุด คือ มีลักษณะการเป็นผู้รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (  = ๔.๔๗)
สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูนิวิฐวิริยคุณ ฐิตวิริโย (โปธาวิชัย) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาคุณธรรม

๖๗

จริยธรรมนักเรียนของโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดลําพูน” พบว่า ครูและนักเรียนมี
ความเห็นว่า โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จังหวัดลําพูนดําเนินงานพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
นกั เรยี น พบว่า แนวทางพัฒนาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมนักเรียนตามความคิดเห็นของนักเรียน คือ ครูผู้สอนควรใส่ใจต่อ
การแก้ป๎ญหาความประพฤติของนักเรียน ให้ขวัญกําลังใจแก่นักเรียน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ควรจัด
สภาพแวดล้อมให้สวยงามและให้นักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน
กจิ กรรม ครคู วรควบคมุ ระเบียบวนิ ยั ให้เคร่งครดั กวา่ ป๎จจบุ ัน และควรมอบหมายใหน้ ักเรยี นควบคุมกันเอง

๔) ด้านการวัดและประเมินผลกับสันนิสสิตศีลอยู่ในระดับมาก (  = ๔.๐๑) เม่ือพิจารณาตามรายข้อ
ที่มากที่สุด คือ รู้จักการฟ๎งคําสอนของพระพุทธเจ้า มาใช้ในการปฏิบัติรู้จักการคิดและพิจารณา (  = ๔.๑๑)
สอดคล้องกับงานวิจัยของ สาธร แก่นมณีและคณะ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การประเมินผลการสอนวิชา สถิต รัชปัตย์
ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การประยุกต์หลักอิทธิบาท ๔ ไปใช้ในการศึกษาเล่าเรียนของนักศึกษาคฤหัสถ์ มหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในองค์ประกอบของอิทธิบาท ๔ อัน
ประกอบไปด้วย ฉันทะ คือ ความพอใจ วิริยะ คือความเพียร จิตตะ คือ เอาใจฝ๎กใฝุ วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง
โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ (ร้อยละ ๗๘.๓๕) มีความเข้าใจความหมายท่ีถูกต้องตรงกัน ด้วยวิธีปฏิบัติพบว่า นักศึกษา
คฤหัสถ์ส่วนใหญ่ให้ทัศนะที่คล้ายคลึงกันว่า ในการทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เปูาหมายท่ีต้ังไว้คือการประสบผลสําเร็จใน
สิ่งที่ทํา ต้องเริ่มที่ฉันทะให้เกิดขึ้นในใจของตนเองก่อน คือ ชอบอยากท่ีจะทําในส่ิงน้ัน จากน้ันจะต้องใช้วิริยะ คือ
ความเพรียรพยายาม มีความอดทนไม่ท้อถอย พยายามทําอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้งานหรือส่ิงที่ทําให้สําเร็จ
หากเกิดป๎ญหา หรืออุปสรรคก็ควรจะใช้วิมังสา คือ การไตร่ตรองหาเหตุผลวิเคราะห์ถึงป๎ญหาที่เกิดขึ้นพยายาม
แก้ไขป๎ญหาเพื่อให้ป๎ญหาน้ัน ผ่อนคลายหรือสิ้นสุดลงไปการงานหรือส่ิงท่ีทํานั้นก็จะประสบผลสําเร็จและมี
ประสิทธภิ าพสงู สดุ

สรุปองค์ความร๎ทู ่ีได๎จากการวิจัย

๖๘

ข๎อเสนอแนะ

ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลของนักเรียนช้ันประถมศึกษาในโรงเรียนวัด
ออ้ มนอ้ ย จงั หวดั สมทุ รสาคร” ผู้วิจยั มีขอ้ เสนอแนะ ดงั น้ี

๑. ขอ๎ เสนอแนะเพ่ือทาการวจิ ัยครั้งตํอไป
การวิจัยในครงั้ ตอ่ ไปนี้ ผวู้ จิ ยั ขอเสนอแนะการดาํ เนนิ การวิจยั ในประเด็นต่อไปน้ี
๑) ควรศึกษาในลักษณะกลุ่มตัวแปรตามเดียวกัน โดยขยายขอบข่ายของพ้ืนท่ีในการทําวิจัยให้กว้าง
ออกไปอีกหลายในจังหวัด เพื่อให้ได้หลายมุมมองท่ีหลากหลายในการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีลเพ่ือส่งเสริม
คณุ ธรรมกบั นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาในแต่ละโรงเรียน
๒) ควรมีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลาย ๆ ฝุาย เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีลุ่มลึก หลากหลาย
มมุ มอง
๓) ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตัวแปรที่ศึกษา โดยเพิ่มป๎จจัยท่ีเก่ียวข้องหรือป๎จจัยท่ีส่งผลต่อ
ความสําเร็จในตามแนวทางการศึกษา และพัฒนาการเรียนรู้ของการประยุกต์ใช้หลักปาริสุทธิศีล ในการส่งเสริม
คุณธรรมกับนักเรียน หรอื บุคคลทว่ั ไปด้วย

เอกสารอา๎ งองิ

กระทรวงกรมวิชาการศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.
กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพค์ รุ ุสภา, ๒๕๕๑.

กระทรวงศึกษาธิการ สาํ นักงานเลขาธสิ ภาการศกึ ษา, มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑
สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. แผนการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙.

กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัท พริกหวานกราฟฟคิ จํากัด, ๒๕๖๐.
ประภาศรี สีหอําไพ. พื้นฐานการศึกษาทางศาสนาและจริยธรรม. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลยั , ๒๕๓๕.
พระมหาเสถียร ถาวรธมฺโม (เกษาชาติ). “การมีสํวนรํวมในการอนุรักษ์โบราณสถานของพระสังฆาธิการใน

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕.
กรรมศิลปกร. แผนแมํบทนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพมหานคร : บริษัทสํานักพิมพ์สมาพันธ์,
๒๕๓๓.
สํานักโบราณคดีและพพิ ิธภัณฑ์สถานแหง่ ชาติ กรมศิลปากร. คํูมือปฏิบัติงานอาสาสมัครท๎องถิ่นในการดูแลรักษา
มรดกทางศิลปวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๒.
สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ. คูํมือถวายความรู๎แดํพระสังฆาธิการ ปี
๒๕๓๘-๒๕๔๐. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พส์ หธรรมกิ จาํ กัด, ๒๕๔๐.
สํานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ. การพัฒนาการอนุรักษ์สิ่งแวดล๎อมศิลปกรรม. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.

๖๙

การศึกษาคุณคําและคตธิ รรมท่เี กิดจากต๎นพระศรีมหาโพธ์ิ
ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท

A STUDY OF VALUES AND BUDDHIST DHAMMA FROM
THE SI MAHA BODHI TREE IN THERAVADA BUDDHISM

พระเจริญชาโอมสาธุ ชตุ ินธฺ โร (ศรีไดสองฟาู )
Phra Charoenauomsathu Chutindharo (Sridaiseogfah)
วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

seejubig๙@gmail.com

บทคัดยอํ

งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาคุณค่าและคติธรรมท่ีเกิดจากต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ในพระพุทธศาสนาเถร
วาท” ตามวตั ถปุ ระสงคท์ ผ่ี ้วู ิจัยได้กําหนดไว้ ประกอบดว้ ย เพื่อศกึ ษาต้นพระศรีมหาโพธิ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
, เพอ่ื ต้องการทราบถงึ คุณค่าทเี่ กดิ ขึ้นจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ เพื่อต้องการทราบถึง
คตธิ รรมท่เี กิดขนึ้ จากต้นพระศรีมหาโพธใิ์ นพระพุทธศาสนาเถรวาท

การทําวิจัยในครั้งนี้ผู้ทําวิจัยได้มุ่งศึกษาถึง“การศึกษาคุณค่าและคติธรรมท่ีเกิดจากต้นพระศรีมหา
โพธ์ิ ในพระพุทธศาสนาเถรวาท” ผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการวิจัยแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
ใช้การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีจะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์
ของการทําวิจยั โดยกําหนดรูปแบบการดําเนินการวิจัย คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการ
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants)
โดยใช้การคัดเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสําคัญที่เกี่ยวข้อง จํานวน ๑๐ คน/รูปโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ
อรรถาธิบายและพรรณนาความ วิเคราะห์ลักษณะป๎ญหาจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ และงานวิจัยที่เก่ียวกับ
ประกอบด้วย ๑) รวบรวมข้อมูลจากเอกสารท่ีเก่ียวข้อง ๒) จัดลําดับข้อมูล ๓) จากการสัมภาษณ์ และ ๔) นํา
ขอ้ มูลทไ่ี ด้มาวิเคราะหเ์ น้ือหาตามประเด็น ๕) สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
ผลการศึกษาพบวํา

๑) การศกึ ษาคตธิ รรมท่เี กยี่ วข้องกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ พบว่า ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ไม่ใช่ชื่อพันธ์ุต้นไม้
เดิมต้นไม้น้ีชื่อว่า”อัสสัตถะ” เป็นต้นไม้ท่ีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ “โพธ์ิ” มีความหมาย
วา่ ความตรัสรู้ ความรู้ ความตืน่ หรือ ความเบิกบาน จงึ ได้ชื่อว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ พบว่า ต้นสาละในตอนประสูติ
และต้นมะม่วงตอนปรินิพพาน ในตอนการแสดงยมกปาฏิหาริย์และท่ีสําคัญท่ีสุดคือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ซ่ึงถือว่า
เปน็ หนึ่งในสหชาตทิ ่ีเกดิ ข้ึนมาพร้อมกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเกี่ยวขอ้ งสัมพันธก์ ับชวี ติ ของมนุษย์

๒) ศึกษาคติธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ในด้านสัญลักษณ์ พบว่า ต้นพระศรีมหาโพธ์ิมี
ความเกยี่ วขอ้ งตอ่ พระพทุ ธศาสนา คือ เปน็ ต้นไม้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในวันตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณ เปรียบดังตัวแทนพระพุทธเจ้าและเป็นสหชาติท้ัง ๗ ต้นกําเนิดแห่งพระพุทธศาสนา คือ ต้นโพธิ์ ที่พุทธคยา
นิยมปลูกต้นในวัดต่าง ๆ ตลอดถึงในพุทธสถานอีกมากมาย ทําให้รู้จักฝึกอบรมตนให้ดีแล้วก็ไม่มีสิ่ง ใดท่ีเทพและ
สิง่ ศักดิส์ ิทธ์ิทงั้ หลายเหลา่ นัน้ จะทําให้ไดเ้ หมือนดังท่ีกรรมดีและจิตป๎ญญาของมนษุ ย์เอง

๗๐

๓) ศึกษาคติธรรมท่ีเก่ียวข้องกับต้นพระศรีมหาโพธ์ิในด้านวัฒนธรรม พบว่า มนุษย์โดยธรรมชาติมี
แนวโน้มท่ีจะอยู่ร่วมกันและดํารงชีวิตอยู่ในสังคมอันเดียวกัน เร่ิมจากสังคมเล็กไปสู่สังคมใหญ่ ดังนั้น การรักษา
สมั พนั ธไมตรใี หด้ ํารงอยู่และดําเนนิ ไป ได้ด้วยดีย่อมเป็นท่ีพึงประสงค์ พระพุทธศาสนาให้ความสําคัญกับการเจริญ
สัมพันธไมตรีต่าง ๆ โดยเฉพาะหลักการทูตหรือหลักการเข้าหาบุคคลที่ควรเข้าหา ดังน้ัน หลักการทูตและหลัก
กลั ยาณมติ ร เหลา่ นี้เปน็ แนวทางปฏบิ ัติของพระพุทธศาสนาท่ตี ้องการ

๔) ศึกษาคติธรรมที่เกี่ยวข้องกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ในด้านประเพณี พบว่า ๑) ประยุกต์ในการปฏิบัติ
ตนตามหลักบุญกิริยาวัตถุของพุทธศาสนิกชน เพื่อสร้างเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวพุทธและสังคมอย่างยั่งยืน
๒) ประเพณีไม้คํ้าต้นศรีมหาโพธ์ิยังคงปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึงป๎จจุบัน มีการเปล่ียนแปลงรูปแบบของพิธีกรรม
ในรูปแบบของวิธีคิด ๓) ประเพณีที่ถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทยท่ีได้มีการจัดงานประเพณีน้ีขึ้นมามีการ
เช่อื มโยงกับ สังคหวัตถุ ๔

คาสาคัญ : คุณค่าและคติธรรม, ตน้ พระศรมี หาโพธิ์

Abstract

The Research of “A study of values and moral principles arising from the Sri Maha
Bodhi tree in Theravada Buddhism” according to the objective of the researcher was to study
the Sri Maha Bodhi tree in Theravada Buddhism, to know the values that arise from the Sri Maha
Bodhi tree in Theravada Buddhism, and to learn the moral of Sri Maha Bodhi tree in Theravada
Buddhism in conducting this research. The researcher has focused on the study of values and
morals arising from the Sri Maha Bodhi tree in Theravada Buddhism.

In conducting this research, the researcher has focused on the study of values and
morals arising from the Sri Maha Bodhi tree. In Theravada Buddhism "The researcher has
determined a research method Qualitative Research uses data collection through in-depth
interviews to obtain information that will contribute to achieving research objectives. The
research model was determined by qualitative research. The data was collected by using an in-
depth interview with key informants. Relevant important information of ๑๐ people/figures by
using expository and descriptive data analysis method. Analyze the nature of the problem from
the document from the interview. The research consists of ๑) collecting data from related
documents, ๒) ranking data, ๓) interviews, and, ๔) analyzing information based on issues ๕)
summarizing results, discussion, results, and recommendations.
The research results were found that:

๑) The study of morality related to the Phra Sri Maha Bodhi tree found that Not a tree
species name Originally, this tree was called "Assattha", it was a tree that the Lord Buddha lived
in as a place for enlightenment. Be born And the mango tree at the end of nirvana In the
performance of Yamaka Miracles and most importantly the Sri Maha Bodhi tree, which is
considered to be one of the unions that arose with the Lord Buddha. It is associated with human
life.

๗๑

๒) Studying the doctrine related to the Phra Si Maha Bodhi tree in symbolism, it was
found that the Sri Maha Bodhi tree was related to Buddhism, ie, the tree where the Lord Buddha
sat on the enlightenment day. Anuttara Sammasambhodhiyana It is like a representative of the
Lord Buddha and is the ๗ United Nations. The origin of Buddhism is the Bodhi tree that
Bodhgaya is popularly planted in temples as well as in many Buddhist places, made him known
to train himself well and there was nothing whatever those gods and sacred things can do, just
as the good karma and human wisdom themselves.

๓) Studying the moral principles related to the Phra Sri Maha Bodhi tree in culture, it
was found that human beings by nature tend to coexist and live in one society. It starts from a
small society to a big one, to keep the friendship going and running. Well, it is desirable
Buddhism gives importance to the development of alliances, especially the diplomatic principle
or the principle of approaching the person who should be approached. These are the preferred
Buddhist practices.

๔) Studying the doctrines related to the Sri Maha Bodhi tree in terms of traditions, it
was found that ๑) applied in the practice of the merit of the Buddhist virtue. To create a good
culture of Buddhism and a sustainable society, ๒) The Si Maha Pho tree stilt tradition continues
to be practiced today. There has been a change in the form of rituals in the form of ways of
thinking, ๓) The traditions that are considered to be the first in Thailand that this tradition has
been organized has been linked to Sangahavatthu.
Keywords: Values and Buddhist Dhamma, The Sri Maha Bodhi Tree

๑. บทนา

มนษุ ย์เรานบั ตั้งแต่ยุคสมัยท่ียังเป็นอนารยะชนอยู่น้ัน ศาสนา หรือความเช่ือมักอิงอยู่กับธรรมชาติ ใน
ลัทธิท่ีเราเรียกและรู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วไปว่า ลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) ไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน ฝร่ัง
แขก ฯลฯ ตา่ งมีความเชือ่ ในเร่ืองของเทพเจ้า หรืออํานาจลึกลับเหนือธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ใน แม่น้ํา พ้ืนดิน ภูเขา
อากาศ ท้องฟูา หรือต้นไม่ใหญ่ มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ต่างมีความเกรงกลัวและมักจะมีความเชื่อว่าส่ิงเหล่านั้นมี
เทพเจ้า ภูติผีปีศาจ หรือวิญญาณ อาศัยอยู่ แม้ในสมัยต่อมาที่ความเจริญทางวัฒนธรรม ความรู้ทางด้าน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีได้เจริญก้าวหน้าขึน้ มนษุ ย์ก็ยังคงมคี วามเชือ่ เชน่ น้ี๑

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สังเวชนียสถานท่ีตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ติดกับพระเจดีย์พุทธคยา
ต้นโพธิ์ ต้นไม้ท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้น้ัน ชาวอินเดียเรียกว่า อัศวัตถ์ หรืออัสสุตถ์ หรือปิปปละ ภาษาลาติน
เรยี กวา่ Ficus Religiosa ซึ่งเป็นไม้พันธ์ุหนึ่งเท่านั้น เม่ือพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ภายใต้ต้นไม้ชนิดนี้ จึงได้ชื่อว่า ต้น
โพธ์ิ หรือโพธิรุกขะ ซึ่งเป็นนามเรียกต้นไม้ตรัสรู้ เช่น พระศรีอาริย์ มีไม้กากะทิงเป็นโพธิรุกขะ พระกัสสปะ มีไม้
ไทรเป็น โพธิรุกขะ พระโกนาคม มีไม้มะเด่ือเป็นโพธิรุกขะ เป็นต้น๒ พระศรีมหาโพธ์ิ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาว

๑ พระภิกษุณีธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์), พระศรีมหาโพธ์ิ, พิมพ์ครั้งแรก , (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโต
โยตา้ ประเทศไทย, ๒๕๔๖), คาํ นํา.

๒ พระราชรัตนรังสี (ว.ป. วีรยุทฺโธ), สํูดินแดนพระพุทธองค์ อินเดีย – เนปาล, พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพมหานคร :
ธรรมสภา, ๒๕๔๓), หนา้ ๑๙๙.

๗๒

พุทธทั่วโลกและดูเหมือนว่าจะเป็นท่ียอมรับโดยปริยายอยู่แล้วว่า นี่คือพระพุทธเจ้า นี่คือการตรัสรู้ของ
พระพุทธเจ้า นี่คือพระพุทธศาสนา นี่คือสิ่งท่ีควรเคารพ นี่คือส่ิงท่ีควรบูชากราบไหว้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้เป็น
สหชาตกิ บั พระพทุ ธเจ้า ซงึ่ เปน็ ต้นไม้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ “โพธิ”๑ มีความหมายว่า ความตรัส
รู้ ความรู้ ความต่ืน หรือ ความเบิกบาน เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและให้ความสําคัญ ไม่ว่าจะเป็น
ชาตใิ ด ศาสนาใด

มูลเหตุทีจ่ ะเกิดบริโภคเจดยี น์ ี้ มีเรอื่ งเล่าวา่ เมื่อพระพุทธองค์ใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านพระ
อานนท์เถระในขณะนั้นยังไม่บรรลุมรรคผล ทูลปรารภว่า ในการที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ เหล่าสาวก
ท้ังหลายก็ได้เฝูาทูลพระองค์ได้เนื่องนิจ เป็นทัศนานุตตริยะ๒ แต่เม่ือพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่มี
โอกาสเข้าเฝาู กจ็ ะพากันเกดิ ความวา้ เหว่ พระพทุ ธองค์จงึ ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตสถานท่ีสําหรับพระสาวกผู้ใคร่
จะเห็นพระองค์ ไดไ้ ปปลงสังเวชในทนี่ ั้นแทนซึ่งเรียกว่าสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง๓ คอื

๑. สถานที่พระพุทธเจ้าประสตู ิ ณ ปาุ ลุมพนิ ีแขวงเมอื งกบิลพสั ด์
๒. สถานทพ่ี ระพุทธเจ้าตรสั รู้ ณ โพธิมณฑล (พทุ ธคยาในปจ๎ จบุ ัน)
๓. สถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา ณ ปุาอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ป๎จจุบัน
เรียกวา่ สารนาถ)
๔. สถานที่พระพุทธเจ้าเสดจ็ ดบั ขันธปรนิ ิพพานท่ีสาลวโนทยาน เมอื งกุสนิ ารา
สถานทที่ ้งั ๔ แห่งนจี้ ึงเปน็ ทท่ี ีก่ ลุ บุตร ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ควรจะเห็น ควรจะดูและให้เกิด
ความสังเวช เม่ือมายงั สถานที่ท้ัง ๔ น้ี ดว้ ยมีความเชอื่ วา่
อานิสงส์อันย่ิงใหญ่ก็จักมีแก่กุลบุตรเหล่าน้ัน ดังพระพุทธเจ้าดํารัสว่า“ดูก่อนอานนท์
ชนทั้งหลายเหลา่ ใดเหล่าหนึ่งเท่ียวไปยังเจดีย์ จาริกอยู่ จักเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ทํากาลกิริยาลงชนเหล่านั้นจักเข้าถึง
สคุ ติโลกสวรรค”์ ต้นพระศรมี หาโพธ์ิ จงึ เปน็ สังเวชนยี สถาน และบริโภคเจดีย์ดังพรรณนามาน้ี”
พระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้ท่ีมีคนกราบไหว้มากที่สุดในโลก ในบรรดาพันธุ์ไม้นานาพรรณที่มีอยู่ในโลก
ไม่มีพันธ์ุไม้ชนิดใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าพันธ์ุไม้ชนิดน้ีอีกแล้ว พุทธศาสนิกชนและผู้นับถือศาสนาฮินดูบางคนได้
ร่วมกันปลูก แม้จะปลูกกันเพียงไม่ก่ีต้นในแต่ละชุมชน แต่เม่ือปลูกแล้วก็ไม่มีใครคิดจะตัดพระศรีมหาโพธิ์ จึงเป็น
ไม้ทอี่ ยคู่ ู่กบั โลกและทําให้โลกรม่ เยน็ ผคู้ นในโลกจงึ มคี วามสุขท่แี ท้จริง ในทิเบตซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้คนเคร่งครัดใน
พระพุทธศาสนา ได้มีการปลูกต้นโพธิ์ไว้บูชา นับเป็นกลุ่มของต้นโพธ์ิที่อยู่บนท่ีสูง ๆ กับกลุ่มของต้นโพธ์ิท่ีปลูกที่
เนปาล ต้นโพธิ์ที่ทิเบตถือได้ว่าเป็นสื่อกลางระหว่างสวรรค์กับมนุษย์ คนพม่าท่ีคลาคลํ่าไปด้วยเพลงศึกในประเทศ
คนเขมรที่เหนื่อยหน่ายต่อพิษภัยของสงครามกลางเมือง คนอินเดียท่ีต่อสู้กับความยากจนท่ามกลางทรัพยากรที่มี
อยู่อย่างจํากัด และคนไทยในยุคป๎จจุบัน ท่ีต้องยึดลานโพธ์ิเพ่ือประกาศก้องถึงเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย คน
เหลา่ นีต้ ่างพากันกราบไหวต้ ้นโพธ์ิ ต้นไม้ศักด์ิสิทธ์ิที่มีแต่ให้ผลประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ อย่างน้อยก็ช่วยให้ชีวิตของ
เขามีความหวังมากยงิ่ ขึ้น ชาวพุทธไดส้ รา้ งวดั ขึ้นท่วั ปริมณฑล สร้างเจดีย์ให้ดูเด่นเป็นบูชาสถาน เม่ือสร้างวัดท่ีไหน
ก็ปลูกต้นโพธ์ิไว้ท่ีน่ัน ชาวพุทธได้สร้างระฆังท่ีมีรูปร่างเหมือนใบโพธ์ิ เสียงท่ีดังของระฆังจึงทดแทนเสียงพล้ิวไหว
ของใบโพธ์ิ ท่ีได้เรียกร้องให้พุทธศาสนิกชน ได้มาร่วมมือร่วมใจกันทํานุบํารุงพระศาสนา แต่เดี๋ยวนี้คนตีระฆัง
จํานวนไม่น้อย ไม่รู้จักคุณค่าของระฆัง จึงตีระฆังกันเล่น ๆ ตามอารมณ์ประจําวัน หรือเพื่อให้เกิดความมันเท่าน้ัน

๑ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑/๑.
๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์คร้ังที่ ๒๑,
(กรุงเทพมหานคร : ผลธิ มั ม์ ในเครอื บรษิ ทั สาํ นักพมิ พเ์ พ็ทแอนด์โฮม จํากดั , ๒๕๕๖), หนา้ ๑๒๘.
๓ ที.ม. (ไทย) ๒๐๒/๑๕๑-๑๕๒.

๗๓

ที่เนปาล ผู้คนมีความเช่ือว่า ภูตผีปีศาจจะสิงสถิตอยู่ในต้นไม้ในบริเวณหุบเขากัตมัตทุ ๆ จึงได้มีการนําอาหารไป
เซ่นไหว้ภูตผีปีศาจท่ีโคนต้นไม้ โดยเฉพาะต้นโพธิ์ ชนเผ่าไรซ์ (Rais) ของเนปาลจะปลูกต้นโพธิ์หลังจากพิธีฝ๎งศพ
และให้ต้นโพธิ์น้ีเป็นสัญลักษณ์และเป็นที่สถิตของวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว คนไทยนอกจากจะพ่ึงร่มเงาของ
โพธ์ิ บวชต้นโพธิ์และกราบไหว้ต้นโพธ์ิ เพื่อให้ตนเองมีความสุขแล้ว ในบางแห่งจะนํากระดูกของญาติมิตรไปฝ๎งที่
โคนต้นโพธ์ิ ต้นโพธิ์จึงเป็นท่ีสถิตของวิญญาณเช่นเดียวกันนับได้ว่าในช่วง ๒,๕๖๓ ปี ที่ผ่านมา ต้นโพธิ์ได้สนอง
คณุ ประโยชนต์ อ่ คนไทยมานานปั การ๑

ตามคติธรรมความเชื่อต่อต้นพระศรีมหาโพธ์ิยังก่อให้เกิดประเพณีวัฒนธรรมท่ีพุทธศาสนิกชนยึดถือ
ปฏิบัติสืบต่อกันมา อันเป็นประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม เป็นกุศโลบายให้รําลึกนึกถึงความสาคัญของต้นพระศรี
มหาโพธ์ิ ซึ่งเป็นท่ีอาศัยตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ การรําลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าและคุณอันประเสริฐ อาทิ
ประเพณีรดนา้ ตน้ โพธิ์ ทีว่ ดั วังกว์ ิเวการาม อาํ เภอสงั ขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี๒ ประเพณีไม้คํ้าสะหลี หรือไม้ค้ําศรี
มหาโพธ์ิ ณ วัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่๓ ประเพณีแห่นมสดรดถวาย ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดพระ
ธาตุดอยสะเก็ด จังหวดั เชยี งใหม่๔

จากความเป็นมาและความสําคัญของป๎ญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วนั้น เป็นเหตุให้ผู้ศึกษาเกิดความสนใจ
ท่ีจะศึกษาค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวกับคุณค่าของต้นพระศรีมหาโพธ์ิในพุทธศาสนาเถรวาทว่ามีคติธรรม ความ
เช่ือ ด้านประเพณี ด้านวัฒนธรรม และด้านสัญลักษณ์ ท่ีสําคัญต้นพระศรีมหาโพธ์ิเป็นตัวแทน ในการเชื่อมโยง
จิตใจของพุทธศาสนิกชนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระคุณอันประเสริฐของพระองค์ทุกคราวท่ีพบเห็นต้นพระ
ศรีมหาโพธ์ิ เพื่อพุทธศาสนกิ ชนให้ระลึกถงึ พระพุทธเจ้าและพระคุณอันประเสริฐของพระองค์ทุกคราวที่พบเห็นต้น
พระศรีมหาโพธอ์ิ ันเป็นการชว่ ยสบื ต่อพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

๒. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั

๒.๑) เพื่อศึกษาตน้ พระศรีมหาโพธใิ์ นพระพุทธศาสนาเถรวาท
๒.๒) เพ่อื ต้องการทราบถึงคุณค่าที่เกิดขน้ึ จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
๒.๓) เพือ่ ตอ้ งการทราบถึงคติธรรมที่เกิดขึ้นจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท

๓. นิยามศัพท์เฉพาะทใ่ี ชใ๎ นการวิจยั

ต๎นพระศรีมหาโพธิ์ หมายถึง ต้นไม้ท่ีเป็นสัญลักษณ์สําคัญของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท

คุณคาํ หมายถึง คณุ ค่าท่เี กิดจากต้นพระศรีมหาโพธใ์ิ นพระพุทธศาสนาเถรวาท
คติธรรม หมายถงึ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเถรวาทพระพุทธศาสนาเถรวาท

๑ พระภิกษุณีธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์), พระศรีมหาโพธิ์, พิมพ์ครั้งแรก , (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโต
โยตา้ ประเทศไทย, ๒๕๔๖), หน้า ๑๘-๑๙.

๒ MGR Online, “รดน้าต๎นโพธ์ิ” ศรัทธาของชาวมอญสังขละ ในวันเพ็ญเดือนหก, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา :
https://mgronline.com/travel/detail/9570000054803#:~:text=ประเพณีการรดน้ําต้นโพธ์ิ,เชื้อสายมอญเข้าร่วมพิธี [๑๖
มถิ ุนายน ๒๕๖๓].

๓ jo.turtle47, “ประเพณีแหํไม๎ค้าโพธ์ิ, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา : https://sites.google.com/site/ joturtle47/1-
prapheni-wathnthrrm/prapheni-hae-mi-kha-phothi [๑๖ มิถนุ ายน ๒๕๖๓].

๔ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีแหํนมสดรดถวายต๎นพระศรีมหาโพธิ์, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา :
http://www.chiangmaipao.go.th/th/activities_detail.php?ID=3874 [๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓].

๗๔

อามิสบูชา หมายถึง การบูชาโดยการใช้ธูป เทียน ดอกไม้หรือเครื่องหอมต่าง ๆ นําไปรดต้นพระศรี
มหาโพธ์ิ หรือนําไปกราบไหว้บูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทั้งน้ี เพ่ือความเป็นสิริมงคลทั้งต่อ ตนเอง ครอบครัว และ
เพื่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ การงาน

ปฏิบัติบูชา หมายถึง การบูชาโดยการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน น่ัง นอน ในการปฏิบัติ
วิป๎สสนากรรมฐาน (การฝึกอบรมป๎ญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง หรือการเจริญป๎ญญา) ใต้ต้นพระศรี
มหาโพธ์ิ ท้ังนี้ เพื่อท่ีจะให้ตนเองได้มีจิตท่ีเป็นสมาธิ คิดพิจารณาอย่างมีเหตุผล ให้รู้ถึงแก่นแท้ของป๎ญหา (สาเหตุ
ของการเกิดทุกข์) ได้อยา่ งแท้จริง

ประเพณรี ดนา้ ต๎นโพธิ์ หมายถึง ประเพณีทสี่ ืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน และจะปฏิบัติกันในวัน
เพ็ญเดือนหก จะเร่มิ ข้นึ ในช่วงเยน็ ของวนั วิสาขบูชา

ประเพณีการค้าต๎นพระศรีมหาโพธิ์ หมายถึง พิธีกรรมที่ขยายจากการที่ป๎จเจกชนนําไม้คํ้าที่ตนได้
จดั ทาํ ขึ้นไปค้าํ ทต่ี ้นโพธิ์ ไมค้ ้ําดงั กลา่ วอาจได้มาจากไม้ง่ามท่ีใชใ้ นพธิ ีสบื ชาตา หรอื ไมค้ ้าํ ทจ่ี ัดหาขน้ึ เปน็ พิเศษ

ประเพณีการแหํนมสดรดต๎นพระศรีมหาโพธ์ิ หมายถึง เป็นประเพณีที่ ทําให้ทุกภาคส่วนของอําเภอ
ดอยสะเก็ด พื้นท่ีใกล้เคียง ประชาชนท่ัวไปทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศที่มีความเคารพ มีความศรัทธา จัด
ขน้ึ มาในชว่ งเทศกาลสงกรานต์

๔. วธิ ีดาเนินการวิจัย/รูปแบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจัย

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซ่ึงเน้นการศึกษาทางเอกสาร (Documentary Research)
และวิจัยภาคสนาม (Fields Research) โดยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพื่อสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาต้นพระศรีมหาโพธิ์
ในพระพุทธศาสนาเถรวาท , เพ่ือต้องการทราบถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นจากต้นพระศรีมหาโพธ์ิในพระพุทธศาสนา เถร
วาท และเพ่อื ต้องการทราบถึงคตธิ รรมที่เกิดข้นึ จากตน้ พระศรีมหาโพธ์ิในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท โดยมดี งั น้ี

๑) นําแบบสัมภาษณ์เชงิ ลกึ ไปทาํ การสมั ภาษณ์ผู้ให้ข้อมลู สาํ คัญ (Key Informants) จาํ นวน ๑๐ ทา่ น
๒) นําข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เน้ือหาประกอบบริบท
(Content Analysis Techniques)

ผ้วู จิ ัยจึงได้กาํ หนดขอบเขตของการวิจัยไว้ ๔ ด้าน ดังนี้
ขอบเขตด๎านเอกสาร
ศึกษาข้อมูลจากเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาคุณค่าและคติธรรมท่ีเกิดจากต้นพระศรีมหาโพธ์ิใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท อาทิ หนังสือ เอกสาร วารสาร นิตยสาร ส่ือสิ่งพิมพ์ พระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถา เป็น
ตน้
ขอบเขตดา๎ นเน้ือหา
การวิจัยน้ีศึกษาเฉพาะการศึกษาคุณค่าและคติธรรมท่ีเกิดจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ในพระพุทธศาสนา
เถรวาท
ขอบเขตด๎านพน้ื ที่และผูใ๎ ห๎ข๎อมลู สาคัญ
การวจิ ยั เร่ือง “การศกึ ษาคุณค่าและคติธรรมท่ีเกิดจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท”
ผู้วิจัยได้กําหนดขอบเขตในการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ
จาํ นวน ๑๐ รูป ท่ีมีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธ์ิว่ามีความสาคัญอย่างไรในพระพุทธศาสนา

๗๕

เถรวาท ตลอดถงึ ความมีคณุ คา่ และคตธิ รรมด้านวัฒนธรรมประเพณี สัญลักษณ์ซี่งกลุ่มประชากรท้ังหมดได้มา โดย
การคดั เลือกจากพระสงฆ์ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท ประกอบดว้ ย

๑) สมเด็จพระวนั รัต เจา้ อาวาสวดั บวรนเิ วศราชวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
๒) พระสมเดจ็ พระธีรญาณมุนี เจา้ อาวาสวดั เทพศิรินทราวาสราชวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
๓) พระธรรมกวี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร
๔) พระธรรมเสนาบดี ผรู้ กั ษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรจี อมทองวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
๕) พระธรรมรัตนดิลก เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร
๖) พระเทพวรคุณ เจ้าอาวาสวดั บรมนวิ าสราชวรวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
๗) พระราชโพธิวรคณุ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด จงั หวัดเชยี งใหม่
๘) พระครพู ธิ านนพกจิ เจา้ อาวาสวัดพระธาตลุ ําปางหลวง จงั หวัดลําปาง
๙) พระครูปรีชาประภากร เจ้าอาวาสวดั หงส์ทอง จงั หวัดฉะเชงิ เทรา
๑๐) พระมหาสุชาติ สริ ปิ ํฺโ เจ้าอาวาสวัดวังก์วเิ วการาม จงั หวัดกาญจนบุรี
ขอบเขตดา๎ นระยะเวลา
ในการศึกษาวจิ ัยครั้งนี้ ผ้วู จิ ยั ได้ดําเนินการวิจัยต้ังแตเ่ ดอื น กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึงเดือน ธันวาคม
๒๕๖๓ รวมเปน็ ระยะเวลา ๖ เดือน

๕. ผลการวิจยั

๕.๑) การศึกษาคติธรรมทเี่ กี่ยวข๎องกับตน๎ พระศรีมหาโพธิ์
จากการศึกษาพบว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่ใช่ชื่อพันธุ์ต้นไม้ เดิมต้นไม้น้ีช่ือว่า”อัสสัตถะ” เป็นต้นไม้
ท่ีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ “โพธิ์” มีความหมายว่า ความตรัสรู้ ความรู้ ความต่ืน หรือ
ความเบิกบาน จึงได้ชื่อว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ พบว่า ต้นสาละในตอนประสูติ และต้นมะม่วงตอนปรินิพพาน ใน
ตอนการแสดงยมกปาฏิหาริย์และทส่ี ําคญั ทส่ี ุดคือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ซ่ึงถือว่าเป็นหนึ่งในสหชาติที่เกิดขึ้นมาพร้อม
กบั องค์พระสัมมาสมั พุทธเจ้า มีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์ ความเชื่อต่าง ๆ ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับพืช
พนั ธน์ุ ้ันเปน็ สิ่งทมี่ อี ยใู่ นความคดิ ของมนุษยโ์ ดยมนุษย์ เป็นผีสางเทวดาเจ้าที่เจ้าปุาผีบรรพบุรุษรวมไปถึงเทพารักษ์
รกุ ขเทวดาและนางไม้ทั้งหลายหากประพฤตดิ ี จึงเกดิ ประเพณีการเคารพบชู าต้นไม้ข้นึ
๕.๒) ศกึ ษาคตธิ รรมท่เี กี่ยวข๎องกับต๎นพระศรีมหาโพธิใ์ นด๎านสัญลักษณ์
จากวิเคราะห์พบว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์มีความเกี่ยวข้องต่อพระพุทธศาสนา คือ เป็นต้นไม้ที่พระ
สมั มาสมั พทุ ธเจ้าประทบั นงั่ ในวันตรสั รู้ อนตุ รสัมมาสัมโพธิญาณ เปรียบดังตัวแทนพระพุทธเจ้าและเป็นสหชาติท้ัง
๗ ต้นกําเนิดแห่งพระพุทธศาสนา คือ ต้นโพธิ์ ท่ีพุทธคยา นิยมปลูกต้นในวัดต่าง ๆ ตลอดถึงในพุทธสถานอีก
มากมาย ทําให้รู้จักฝึกอบรมตนให้ดีแล้วก็ไม่มีส่ิง ใดท่ีเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่าน้ันจะทําให้ได้เหมือน
ดงั ทกี่ รรมดแี ละจิตป๎ญญาของมนุษย์เอง
๕.๓) ศึกษาคติธรรมทีเ่ ก่ียวข๎องกบั ตน๎ พระศรีมหาโพธิใ์ นด๎านวัฒนธรรม
จากการศึกษา พบว่า มนุษย์โดยธรรมชาติมีแนวโน้มท่ีจะอยู่ร่วมกันและดํารงชีวิตอยู่ในสังคมอันเดียวกัน
เร่ิมจากสังคมเล็กไปสู่สังคมใหญ่ ดังนั้น การรักษาสัมพันธไมตรีให้ดํารงอยู่และดําเนินไป ได้ด้วยดีย่อมเป็นที่พึง
ประสงค์ พระพุทธศาสนาให้ความสําคัญกับการเจริญสัมพันธไมตรีต่าง ๆ โดยเฉพาะหลักการทูตหรือหลักการเข้า
หาบุคคลท่ีควรเข้าหา ดังน้ัน หลักการทูตและหลักกัลยาณมิตร เหล่านี้เป็นแนวทางปฏิบัติของพระพุทธศาสนาท่ี
ต้องการ

๗๖

๕.๔) ศกึ ษาคติธรรมท่เี กี่ยวข๎องกับตน๎ พระศรีมหาโพธ์ใิ นด๎านประเพณี
ศึกษาคติธรรมที่เกี่ยวข้องกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ในด้านประเพณี ประกอบด้วย ประเพณีรดน้ําต้นโพธิ์,
ประเพณีการคํ้าต้นพระศรีมหาโพธ์ิ และประเพณีการแหน่ มสดรดตน้ พระศรีมหาโพธโ์ิ ดยมรี ายละเอยี ดสรปุ ไวด้ ังนี้

๕.๔.๑) ประเพณีรดนํ้าต้นโพธิ์ พบว่า เป็นวันสําคัญสากลทางพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน
ทั่วโลก ซึ่งในวันเพ็ญเดือนหกน้ี พุทธศาสนิกชนก็พร้อมใจกันเข้าวัดทําบุญทําทาน รักษาศีล ฟ๎งพระธรรมเทศนา
และมีการเวียนเทียนในช่วงคํ่า เพ่ือความเป็นสิริมงคล โดยเชื่อมโยงกับบุญกิริยาวัตถุ เป็นท่ีตั้งแห่งการสร้างบุญ
เป็นเครอ่ื งชําระจิตใจใหส้ ะอาดบริสุทธิ์ โดยเกิดจากการทําความดีในรูปแบบต่าง ๆ ซ่ึงเป็นวิธีการที่พุทธศาสนิกชน
ทุกคนควรยึดถือ และนําไปปฏิบัติ ซ่ึงสามารถนําไปประยุกต์ในการปฏิบัติตนตามหลักบุญกิริยาวัตถุของ
พุทธศาสนกิ ชน เพ่ือสร้างเปน็ วัฒนธรรมท่ีดงี ามของชาวพทุ ธและสังคมอย่างยัง่ ยนื

๕.๔.๒) ประเพณีการคา้ํ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พบว่า ประเพณีไม้ค้ําต้นศรีมหาโพธิ์ยังคงปฏิบัติสืบเน่ือง
กันมาจนถึงป๎จจุบัน โดยมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบของพิธีกรรมในรูปแบบของวิธีคิด การจัดการ และการนําส่ิง
บันเทิงเข้ามาสร้างความน่าสนใจมากยิ่งข้ึน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้มีส่วนในการทําลายรูปแบบ
ประเพณีเดิมท่ีเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการ
ปรับปรนของชุมชนเพื่อที่จะรักษาประเพณีให้คงอยู่ต่อไป ในการอนุรักษ์ประเพณีประชาชนต่างเห็นความสําคัญ
ของประเพณีไม้ค้ําต้นศรีมหาโพธ์ิและต่างพยายามหาวิธีการในการอนุรักษ์ให้คงอยู่ในรูปแบบเดิมให้มากที่สุด การ
ปรับให้เขา้ กับสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เปลย่ี นไป

๕.๔.๓) ประเพณีการแห่นมสดรดต้นพระศรีมหาโพธ์ิ พบว่า เป็นประเพณีที่ถือว่าเป็นแห่งแรกของ
ประเทศไทยท่ีได้มกี ารจดั งานประเพณนี ้ีขึ้นมา เป็นประเพณีท่ีมีการสืบสานตํานานท่ีมีที่มา หรือมีแบบอย่างมาจาก
พระเจ้าอโศกมหาราช และเช่ือมโยงกับ สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง เครื่องมือ หรือหลักธรรมที่ช่วยประสานคนหมู่มาก
ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นเครื่องช่วยขจัดความขัดแย้งที่เกิดข้ึนทําให้คนอยู่ ร่วมกันด้วยความรัก ความ
สามคั คี มนี ้าํ จติ นา้ํ ใจไมตรี เอือ้ เฟ้อื เผอ่ื แผ่ สามารถนําไปใชไ้ ด้ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับสังคม เป็นธรรมอัน
จะกอ่ ใหเ้ กิดความผาสุกในชุมชนในบ้านเมืองและประเทศชาติ

๖ องคค์ วามรู๎ท่ไี ด๎จากการวิจัย

ประวตั ิความ สญั ลักษณ์ตน้ ตน้ พระศรมี หาโพธิ์มีความเกี่ยวข้องต่อ ความเช่อื ทปี่ ระกอบดว้ ยเหตุผล ความ
พระศรีมหาโพธิ์ พระพทุ ธศาสนา คือ เป็นต้นไมท้ ี่พระ เชือ่ ถือ ความเชือ่ มัน่ ในส่ิงท่ดี งี าม
เป็นมาตน้ พระ สมั มาสมั พุทธเจ้าประทบั น่งั ในวนั ตรสั รู้
ศรีมหาโพธิ์ วฒั นธรรมต้น การนาํ ไม้มาคํา้ ยนั ท่ีตน้ พระศรมี หา
พระศรมี หาโพธิ์ การรักษาสมั พันธไมตรใี ห้ดํารงอยู่และ โพธ์ิ ทําให้เกิดความปลาบปล้ืมใจ
ดําเนินไป ได้ โดยเนน้ หลกั การทูต และ
ประเพณีต้นพระ หลกั กลั ยาณมติ รธรรม พทุ ธศาสนกิ ชนทุกหมู่เหล่ามคี วามเชื่อ
ศรมี หาโพธิ์ วา่ ต้นพระศรมี หาโพธนิ์ ั้น
ประเพณีไม้ค้าํ ตน้ ศรมี หาโพธิย์ ังคง
ปฏิบตั สิ ืบเน่อื งกันมาจนถึงปจ๎ จบุ ัน เกิดเอ้ือเฟ้ือเผอื่ แผแ่ กผ่ ู้อนื่ เข้าใจคน
อ่นื มากขนึ้ ระลึกถงึ กนั

แผนภาพที่ ๑ สรปุ องค์ความรู้ทไี่ ด้จากการวิจยั

๗๗

๗ ข๎อเสนอแนะ

๗.๑) ข๎อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปประยุกต์ใช๎
ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ คุณค่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ในฐานะท่ีเป็นสัญลักษณ์และคุณค่าต้นพระศรีมหาโพธิ์
เป็นพิธีกรรมสําคัญ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในสังคม ทําให้สังคมมีการยับเขยื้อน เป็นเคร่ืองกํากับความคิด
ความอ่าน เป็นเครื่องบังคับพฤติกรรมของมนุษย์ ศาสนาจึงเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งในสังคมท่ีเข้าไปเก่ียวข้อง
กบั พฤติกรรมหลายปรการ เป็นการเขา้ ใจกนั ผา่ นกระบวนการฝึกหัดพัฒนาตามหลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนา
ทถ่ี ูกตอ้ ง ศาสนาจึงมีความจําเป็นต่อชีวิตมนุษย์
๗.๒) ข๎อเสนอแนะในการวจิ ยั ตํอไป
สําหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คุณค่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์และคุณค่าต้นพระศรี
มหาโพธ์ิ สามารถอยู่ร่วมกันได้กับทุกกลุ่มท่ามกลางความเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นและมีความเช่ือมโงกับความเชื่อที่
ประกอบด้วยเหตุผล ความเช่ือถือ ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม เพื่อการรักษาสัมพันธไมตรีให้ดํารงอยู่และดําเนินไป
ผทู้ ่ีมีความเช่ือ มคี วามศรัทธา ต้องการที่จะทําการสักการบูชาต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ทั้งน้ี ยังทาให้เป็นสิริมงคลท้ังต่อ
ตนเอง ครอบครวั ทาํ ใหพ้ บแต่ความสุข ความเจรญิ ความสําเร็จในชีวิต หนา้ ท่ีการงาน

เอกสารอ๎างอิง

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี ๒๑.
กรงุ เทพมหานคร : ผลิธมั ม์ ในเครือ บรษิ ัท สาํ นกั พมิ พ์เพท็ แอนดโ์ ฮม จาํ กดั , ๒๕๕๖.

พระภิกษุณีธัมมนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์). พระศรีมหาโพธิ์. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโต
โยต้าประเทศไทย, ๒๕๔๖.

พระราชรัตนรังสี (ว.ป. วีรยุทฺโธ). สํูดินแดนพระพุทธองค์ อินเดีย – เนปาล. พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร :
ธรรมสภา, ๒๕๔๓.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่. ประเพณีแหํนมสดรดถวายต๎นพระศรีมหาโพธิ์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา :
http://www.chiangmaipao.go.th/th/activities_detail.php?ID=๓๘๗๔ [๑๖ มถิ นุ ายน ๒๕๖๓].

jo.turtle๔๗. “ประเพณแี หํไม๎คา้ โพธ์ิ. [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมา : https://sites.google.com/site/ joturtle๔๗/๑-
prapheni-wathnthrrm/prapheni-hae-mi-kha-phothi [๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓].

MGR Online. “รดน้าต๎นโพธิ์” ศรัทธาของชาวมอญสังขละ ในวันเพ็ญเดือนหก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา :
https://mgronline.com/travel/detail/๙๕๗๐๐๐๐๐๕๔๘๐๓#:~:text=ประเพณีการรดน้ําต้นโพธ์ิ
,เช้ือสายมอญเข้ารว่ มพธิ ี [๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓].

๗๘

การละอาสวะในสัพพาสวสูตร

ABSTAINING ASAVAKILESA IN SAPPASAVASUTTA

พระมหาอนุสรณ์ ปํฺ าวโร (นาคสนุ ทร)
Phramahā Anusorn Pannavaro (Narksoonthon)
วิทยาลยั สงฆ์พุทธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

Typh๑๙๘๓[email protected]

บทคัดยอํ

การศึกษาเร่ือง การละอาสวะในสัพพาสวสูตร มีวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ เพ่ือศึกษาการละอาสวะใน
คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อศึกษาเน้ือหาหลักธรรมในสัพพาสวสูตร และเพื่อศึกษาการละอาสวะท่ีปรากฏ
ในสัพพาสวสูตร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และ
คัมภีรอ์ ่นื ๆ ที่เก่ยี วข้อง แลว้ นาํ มาเรียบเรยี งบรรยายเชงิ พรรณนาตรวจสอบโดยผเู้ ชี่ยวชาญ

ผลการวิจัยพบว่า

๑) การละอาสวะในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้น คือ ปหาน ๓ ประการ ได้แก่ ๑) ตทังคปหาน ๒)
วิกขัมภนปหาน และ ๓) สมุจเฉทปหาน ซึ่งการละในสองประการแรกน้ันเป็นการละแบบชั่วคราว ส่วนในประการ
สุดทา้ ยคือการละแบบเด็ดขาด ๒) เนือ้ หาในสัพพาสวสูตรเก่ียวกับอุบายการละอาสวะ และมีหลักธรรมที่ปรากฏใน
พระสตู รดงั น้ี โยนโิ สมนสิการ อรยิ สจั ๔ สตสิ งั วร ญาณสงั วร ขนั ติสงั วร ศีลสังวร วิริยสังวร และการเจริญโพชฌงค์
๗ ๓) สว่ นการละอาสวะในสัพพาสวสตู รน้นั จากการศึกษาพบว่า มีทั้งหมด ๗ ประการ คือ ๑) การละอาสวะที่ต้อง
ละด้วยการเห็น (ทัสสนา) ๒) การละอาสวะท่ีต้องละด้วยการสํารวมระวัง (สังวร) ๓) การละอาสวะที่ต้องละด้วย
การใช้สอย (ปฏิเสวนา) ๔) การละอาสวะท่ีต้องละด้วยการอดกลั้น (อธิวาสนา) ๕) การละที่ต้องละอาสวะด้วยการ
เว้น (ปริวัชชนา) ๖) การละอาสวะท่ีต้องละด้วยการบรรเทา (วิโนทนา) และ ๗) การละอาสวะที่ต้องละด้วยการ
เจรญิ (ภาวนา)

คาสาคญั : การละอาสวะ, ทัสสนา, สังวร, ปฏเิ สวนา, อธิวาสนา, ปรวิ ชั ชนา, วโิ นทนา, ภาวนา

Abstract

The study of Abstaining from Āsavakilesa in Sappāsavasutta has three objectives: ๑)
to study the in Theravāda Buddhism; ๒) to study the contents of Dhamma in Sappāsavasutta,
and ๓) to study the abstaining from Āsavakilesa appeared in Sappāsavasutta. The data
collection is conducted from Theravāda Buddhist texts such as Tipitaka, Aṭṭhakathā
(Commentaries), Ṭīkā (Sub-commentaries), and other related textbooks. After that, it is written
by descriptive analysis and examined by experts.

The research results were found that:

๗๙

๑) the abstaining from Āsavakilesa in Theravāda Buddhism is the threefold Pahāna
(Abandonment) consisted of (๑) Tadangga Pahāna (Abandonment by Substitution of Opposites;
(๒) Vikkhambhana Pahāna (Abandonment by Suppression; and (๓) Samuccheda Pahāna
(Abandonment by Destruction. The first two kinds are a temporary abandonment and the last
one is permanent.

๒) The contents of Dhamma in Sappāsavasutta are concerned with a ploy to abstain
from Āsavakilesa and the Dhamma which appears in this sutta such as Yonisomanasikāra
(Reasoned Attention), fourfold Ariyasacca (Four Noble Truths), Satisaṃvara (Restraint by
Mindfulness), Ñāṇasaṃvara (Restraint by Knowledge), Khantisaṃvara (Restraint by Patience),
Sīlasaṃvara (Restraint by Discipline), Viriyasaṃvara (Restraint by Effort), and sevenfold
Pojjhangga (Seven Enlightenment Factors).

๓) The abstaining from Āsavakilesa appeared in Sappāsavasutta founds that it has
seven aspects: ๑) the abstaining from Āsavakilesa by watched abandonment (Dassanā); ๒) the
abstaining from Āsavakilesa by restrained abandonment (Saṃvara); ๓) the abstaining from
Āsavakilesa by followed abandonment (Paṭisevasā); ๔) the abstaining from Āsavakilesa by
endured abandonment (Adhivāsanā); ๕) the abstaining from Āsavakilesa by avoided
abandonment (Parivajjanā); ๖) the abstaining from Āsavakilesa by suppressed abandonment
(Vinodanā), and ๗) the abstaining from Āsavakilesa by trained abandonment (Bhāvanā).

Keywords: Abstaining from Āsavakilesa, Dassanā, Saṃvara, Paṭisevasā, Adhivāsanā,
Parivajjanā, Vinodanā, Bhāvanā

๑. บทนา

ทุกชีวิตที่บนโลกใบน้ีล้วนแต่ต้องประสพพบกับทุกขอริยสัจ๑คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ
ตายด้วยกันทุกชีวิต น่ีเป็นสัจธรรมของสรรพสัตว์ ความสุขล้วนแต่เป็นส่ิงที่ทุกชีวิตท่ีเกิดมาปรารถนาและแสวงหา
ดว้ ยกันทัง้ นัน้ ไมม่ ใี ครอยากประสพความทกุ ขเ์ ลย แต่ก็ไม่ได้สมตามความปรารถนากัน บ้างก็ต้องพบกับความทุกข์
ทั้งทางกาย และทางใจ อนั ไดแ้ ก่ ความโศก ความร่ําไรรําพัน ความพลัดพราก ความคับแค้นใจ เป็นต้น สาเหตุที่ทํา
ให้เกิดทุกข์เช่นน้ีก็เพราะมนุษย์เรายังมีกิเลสอยู่ เมื่อกิเลสยังมีอยู่ก็ย่อมได้รับทุกข์อันเป็นภัยใหญ่ของโลกคือ ชรา
ทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์๒ เป็นต้น ต่อไปไม่รู้จักจบส้ิน เม่ือมนุษย์ยังมีกิเลสอยู่ภพใหม่ย่อมเกิดขึ้นอีก ความทุกข์
ทั้งหลายก็ย่อมเกิดข้ึนอีก ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “จิตน้ีผุดผ่อง แต่จิตนั้นแล เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่
เกิดข้ึนภายหลัง”๓ ดังน้ัน บุคคลท้ังหลายถ้าไม่อยากมีชาติ มีภพอีก ต้องพยายามปหาน อาสวะกิเลสท้ังหลายของ
ตนใหห้ มดสนิ้ ไป

๑ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๗/๓๒๔.
๒ ขุ.จู. (ไทย) ๓๐/๒/๕๑.
๓ อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๔๙/๙.

๘๐

อาสวะ๑ ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กิเลสท่ีหมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อม
จิตเมื่อประสบกับอารมณ์ต่างๆ๒ จัดเป็นอกุศลมูล๓ เป็นสภาวธรรมฝุายช่ัว เป็นสิ่งท่ีต้องกําจัดออกไปให้พ้นจาก
จิตใจของตนเอง อีกอย่างหนึ่ง อาสวะยังเปรียบเหมือนกับสุรา ซึ่งเป็นเคร่ืองหมักดองท่ีเก็บไว้นานๆ สามารถทําให้
ผู้ด่ืมเกิดอาการมึนเมาขาดสติ และหลงใหลทําสิ่งอันไม่ควรทําได้ และยังเป็นสภาพที่ไหลไป คือไหลไปสู่อายตนะ
ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ๔ ทําให้สังสารวัฏเจริญสืบต่อไป เพราะอาสวะเป็นต้นเหตุให้
เกิดอวชิ ชา คอื ความไมร่ ู้ ซงึ่ เปน็ เงื่อนต้นของปฏิจจสมุปบาท๕ สภาพธรรมเหล่านี้แหละ ช่ือว่า อาสวะ ได้แก่ โลภะ
(ความโลภ) ทิฏฐิ (ความเห็นผดิ ) โมหะ (ความหลง) ธรรมทัง้ ๓ ประการนี้ เม่ือมีอยู่แก่ผู้ใด ก็จะทําให้จิตใจของผู้น้ัน
มึนเมาขาดสติ ตกอยู่ในอํานาจของโลภะบ้าง ทิฏฐิบ้าง และโมหะบ้าง เป็นเหตุให้สามารถกระทําทุจริตกรรมต่างๆ
มกี ายทุจรติ เปน็ ตน้ เพราะความมวั เมาด้วยโลภะ ทฏิ ฐิ และโมหะน่ันเอง

ในคัมภีร์พระไตรปิฎก อาสวะมีปรากฏอยู่มากมายหลายพระสูตร เช่น ในอาสวสูตร เป็นสูตรที่ว่าด้วย
อาสวะ ดังพระพุทธพจน์ว่า “อาสวะมี ๓ ประการ คือ ๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ)
๓. อวชิ ชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา) อาสวะ ๓ ประการน้ี ภกิ ษุท้ังหลายพึงเจริญสติป๎ฏฐาน ๔ ประการเพ่ือละอาสวะ
๓ ประการน้ี”๖ และในอาสวป๎ญหาสูตร เป็นสูตรที่ว่าด้วยป๎ญหาเรื่องอาสวะ ซึ่งชัมพุขาทกปริพาชกถามพระสารี
บุตรว่า “ท่ีเรียกกันว่าอาสวะ มีเท่าไร” ท่านพระสารีบุตรได้ตอบว่า “อาสวะมี ๓ ประการ คือ ๑. กามาสวะ (อา
สวะคือกาม) ๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ๓. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา)๗

ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยป๎ณณาสก์ มีพระพุทธพจน์ว่า “ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖
ประการ เป็นผู้ควรแก่ของท่ีเขานํามาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทําอัญชลี เป็นนาบุญ
อันยอดเยี่ยมของโลก ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ ๑) ละอาสวะท่ีจะพึงละได้ด้วยการสังวร ๒) ละอาสวะท่ีจะพึงละได้
ด้วยการใชส้ อย ๓) ละอาสวะทจี่ ะพงึ ละได้ดว้ ยความอดกลน้ั ๔) ละอาสวะท่ีจะพึงละได้ด้วยการเว้น ๕) ละอาสวะที่
จะพึงละได้ด้วยการบรรเทา และ ๖) ละอาสวะท่จี ะพึงละไดด้ ้วยการเจรญิ ”๘

สัพพาสวสูตร เป็นพระสูตรหนึ่งซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลป๎ณณาสก์ เป็น
พระสูตรนี้พระผมู้ ีพระภาคเจา้ ทรงแสดงโปรดพระภกิ ษุทั้งหลาย ขณะท่ีประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้รับตรัสเรียกภิกษุท้ังหลายและได้ตรัสพระสูตรนี้ ใจความสําคัญ
คอื พระผูม้ ีพระภาคเจ้าไดท้ รงแสดงเหตุแห่งการละอาสวะท้ังปวงโดยแยบคลาย

สัพพาสวสูตร๙เป็นพระสูตรท่ีมีความสําคัญควรนํามาศึกษา เพราะเป็นพระสูตรท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทรงแสดงอุบายในการละอาสวะไว้โดยนัยต่างๆ มีพระพุทธพจน์ปรากฏตอนหนึ่งว่า “อาสวะท้ังหลายท่ีต้องละ
ด้วยทัสสนะก็มี อาสวะท้ังหลายท่ีต้องละด้วยการสังวรก็มี อาสวะทั้งหลายท่ีต้องละด้วยการใช้สอยก็มี อาสวะ

๑ อาสวะ มี ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา (อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๙๓๗/๕๘๖-๕๘๗, ขุ.ธ.อ. (บาลี) ๖/๑๗๑).
๒ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๕, (กรุงเทพมหานคร
: บริษทั สหธรรมมิก จํากัด, ๒๕๕๓), หนา้ ๕๕๒.
๓ ข.ุ อิติ (ไทย) ๒๕/๕๐/๔๐๓
๔ ดูรายละเอียดใน ส.ํ นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๖.
๕ ดรู ายละเอยี ดใน สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑/๒.
๖ ดูรายละเอยี ดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๖๓/๙๕, ๑๙/๔๑๖/๒๗๓.
๗ ดูรายละเอยี ดใน ส.ํ สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๒๑/๓๔๐.
๘ ดรู ายละเอยี ดใน องฺ.ฉกกฺ . (ไทย) ๒๒/๕๘/๕๔๗-๕๔๘.

๙ ดูรายละเอียดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๔-๒๘/๑๗-๒๖.

๘๑

ทั้งหลายท่ีต้องละด้วยการอดกล้ันก็มี อาสวะท้ังหลาย ท่ีต้องละด้วยการเว้นก็มี อาสวะท้ังหลายที่ต้องละด้วยการ
บรรเทาก็มี อาสวะทัง้ หลายท่ตี ้องละ ดว้ ยการเจริญกม็ ี”

ตลอดพระชนมายุของพระพุทธองค์ทรงเผยแพร่หลักธรรมคําส่ังสอนในพระพุทธศาสนายาวนานเป็น
เวลาถึง ๔๕ พรรษา จึงทําให้หลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค์มีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์๑ ซึ่ง
รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก มีมากมายหลายพระสูตร ในแต่ละพระสูตรน้ันก็มีหลักธรรมต่างๆ กันออกไป แต่ก็มี
จุดหมายเดยี วกนั นน่ั กค็ อื ความพ้นทกุ ข์ การที่จะศกึ ษาคาํ สอนของพระองค์ให้ครบทุกพระสูตรน้ัน เป็นเรื่องที่ไม่ได้
ทําได้โดยง่าย ฉะน้ันแล้ว ผู้ศึกษาจึงเลือกที่จะศึกษาหลักธรรมในพระสูตรใดพระสูตรหน่ึงเท่าน้ัน เพ่ือท่ีจะให้เป็น
การศึกษาแบบเจาะลึก เฉพาะเจาะจงลงไปในคําสอนของพระองค์จริงๆ โดยในที่นี้ผู้ศึกษาเลือกที่จะศึกษา
หลกั ธรรมใน “สพั พาสวสูตร” ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๒ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลป๎ณณาสก์ ซึ่ง
เปน็ พระสตู รท่ีว่าดว้ ยเร่ืองอุบายการละอาสวะท้ังหลาย

เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อเป็นการส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติธรรมตามคําส่ังสอนขององค์สมเด็จ พระ
สัมมาสมั พุทธเจา้ ผ้ศู ึกษาจึงให้ความสําคัญและสนใจในการศึกษาเนื้อหาหลักธรรมที่ปรากฏในสัพพาสวสูตร คัมภีร์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลป๎ณณาสก์ โดยเน้นศึกษาถึงเนื้อหาหลักธรรมท่ีเกี่ยวกับการละอาสวะใน
คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพ่ือจะได้เป็นประโยชน์ ของผู้ประพฤติ
ปฏบิ ตั ิและผทู้ ่ีมคี วามสนใจ ไดอ้ ย่างสะดวกย่งิ ข้ึนในการศึกษาตามหลักคําสอนของพระองค์ จนสามารถบรรลุมรรค
ผล นพิ พาน ซ่งึ เป็นจุดหมายสงู สดุ ในพระพุทธศาสนาตามทีป่ รารถนาไดใ้ นที่สุด

๒. วตั ถปุ ระสงคข์ องกการวจิ ยั

๑ เพื่อศึกษาการละอาสวะในคัมภีรพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท
๒ เพ่ือศึกษาเน้ือหาหลักธรรมในสพั พาสวสูตร
๓ เพ่อื ศกึ ษาการละอาสวะท่ีปรากฏในสัพพาสวสูตร

๓. นยิ ามศัพท์เฉพาะที่ใช๎ในการวิจัย

๑ สัพพาสวสูตร หมายถึง พระสูตร ที่มาในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั เล่มที่ ๑๒ พระสุตตนั ตปฎิ ก มชั ฌิมนิกาย มลู ป๎ณณาสก์ ข้อที่ ๑๔-๒๘ หนา้ ท่ี ๑๗-๒๖

๒ หลกั ธรรม ในทนี่ ้ีหมายถึง หลกั ธรรมท่ปี รากฏในสัพพาสวสตู ร
๓ อาสวะ หมายถึง กิเลสท่ีหมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตเม่ือประสบอารมณ์
ต่างๆ มี ๔ อย่าง คือ ๑) กามาสวะ อาสวะคือกาม ๒) ภวาสวะ อาสวะคือภพ ๓) ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ ๔)
อวิชชาสวะ อาสวะคอื อวิชชา
๔ การละอาสวะ หมายถึง การกําจัดอาสวะกิเลสท่ีหมักหมม หรือดองอยู่ในสันดาน ด้วยอุบายท่ี
ปรากฏในสัพพาสวสตู ร

๔. วิธดี าเนินการวจิ ัย/รปู แบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจัย

งานวิจัยเร่ือง การละอาสวะในสัพพาสวสูตร เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Document Research) โดย
ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาถึงเน้ือหาหลักธรรมที่เกี่ยวกับการละอาสวะในสัพพาสวสูตร ซ่ึงมีเน้ือหาปรากฏในพระ

๑ ดรู ายละเอียดใน ท.ี ม.อ. (บาลี) ๒/๒๑๖/๑๙๘-๑๙๙, สารตฺถ.ฏีกา (บาลี) ๑/๔๐.

๘๒

สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลป๎ณณาสก์ เล่มที่ ๑๒ พร้อมทั้งศึกษาเน้ือหาหลักธรรมที่เกี่ยวกับการละอาสวะ ตาม
หลักคมั ภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ให้ถูกตอ้ ง โดยมขี ั้นตอนดังน้ี

๑ ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มูล จากคัมภรี ์พระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั พ.ศ. ๒๕๓๙ พรอ้ มท้งั อรรถกถา ฎกี า และคัมภีรต์ ่างๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง

๒ ศึกษารายละเอียดของข้อมูล เรียบเรียง บรรยายเชิงพรรณนาแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความ
ถกู ต้อง

๓ ปรับปรุงและเรียบเรียงข้อมูล เพ่ือนําเสนอผลการวิจัยแบบบรรยายเชิงพรรณนาและข้อเสนอแนะ
ผูว้ จิ ยั จงึ ได้กําหนดขอบเขตของการวิจยั ไว้ ๒ ด้าน ดังนี้

๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา โดยเน้นศึกษาถึงเนื้อหาหลักธรรมที่เกี่ยวกับการละอาสวะด้วยการเห็น ด้วย
การสํารวมระวัง การใช้สอย การอดกลั้น การเว้น การบรรเทา และการเจริญ ที่ปรากฏในสัพพาสวสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลป๎ณณาสก์ ภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙

๒ ขอบเขตด้านเอกสาร ในการศึกษาครั้งน้ี ผู้วิจัยเน้นศึกษาเน้ือหาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ภาษาไทย
ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ พร้อมทั้งอรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์ต่างๆ งานวิจัย
และโปรแกรมหนังสืออิเลคทรอนิกส์ ท่เี กย่ี วข้อง

๕. ผลการวจิ ัย

จากการวจิ ยั เรื่องนส้ี ามารถแบ่งเป็นประเด็นไดด้ ังต่อไปน้ี
๑) การละอาสวะในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท
ผลการศึกษาพบว่า การละอาสวะในพระพุทธศาสนาเถรวาทน้ัน คือ การกําจัดกิเลส การละตัณหา

กําจัดอกุศลธรรมทั้งหลายท่ีเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นการปฏิบัติขัดเกลากิเลสท่ีเกิดแล้วและยังไม่ได้เกิดออกจาก
จติ ใจของมนษุ ย์ให้พ้นทุกข์ซึ่งมหี ลายระดับ เรยี กวา่ ปหาน ๓ คอื

(๑) ตทังคปหาน คือ การละชั่วคราว ได้แก่ การละกิเลสและบาปกรรมของสามัญชนคนท่ัวไป คือ ละ
ได้เป็นพักๆ เช่น เม่ือเกิดความโกรธก็ใช้คุณธรรมท่ีเป็นข้าศึกหรือตรงกันข้ามมาบรรเทาคือ ด้วยการเจริญเมตตา
เมือ่ มคี วามตระหน่ีก็ใช้คุณธรรมที่ข้าศึกหรือตรงกันข้ามมาบรรเทาด้วยการให้ และการละแบบที่กล่าวมาน้ี เป็นไป
ได้เพยี งช่ัวคราวเทา่ น้ัน

(๒) วิกขัมภนปหาน คือ การละด้วยการข่มไว้ ได้แก่ การละของบุคคลผู้สําเร็จโลกิยฌาน ตราบใดที่
องค์ฌานยังไม่เสื่อมก็สามารถยังกิเลสเหล่าน้ันให้สงบอยู่ แต่เมื่อใดองค์ฌานเสื่อม กิเลสก็เกิดข้ึนมาอีก เปรียบ
เหมือนกบั หินท่ที บั หญา้ ไว้ หญา้ ที่ถูกทบั ไม่สามารถงอกขึน้ ได้ แต่เมอื่ ใดยกหินออก หญ้าก็งอกขึ้นมาอีกได้ฉนั น้ัน

(๓) สมุจเฉทปหาน การละด้วยการตัดขาด ได้แก่ การละด้วยอริยมรรคของพระอริยบุคคล เมื่อพระ
อริยบุคคลนั้น ได้บรรลุอริยมรรคแม้ช้ันใดก็ตาม ย่อมเป็นการละกิเลสได้โดยเด็ดขาด และกิเลสน้ันไม่สามารถ
เกดิ ขน้ึ ได้อีก

๒) เนอ้ื หาหลกั ธรรมในสัพพาสวสูตร
ผลการศึกษาพบว่า สัพพาสวสูตร เป็นพระสูตรท่ีมีขนาดเน้ือหาอยู่ในระดับปานกลาง ปรากฏอยู่ใน
พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๒ พระสุตตนั ตปฎิ ก มชั ฌมิ นิกาย มูลป๎ณณาสก์ มูลปริยายวรรค เป็นสูตรในลําดับท่ี ๒ หน้าที่
๑๗ - ๒๖ ข้อที่ ๑๔ - ๒๘ ว่าด้วยเร่ืองอุบายในการกําจัดอาสวะท้ังปวง ท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงให้แก่ภิกษุ
ทั้งหลาย ขณะทพี่ ระองคป์ ระทบั อยู่ พระเชตวันมหาวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี พระสูตรน้ีมี

๘๓

เนอื้ หาเก่ยี วกับการละอาสวะ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงเหตุแห่งการปิดก้ันอาสวะไว้ โดยมีโยนิโสมนสิการ คือ การ
มีสติพิจารณาใส่ใจโดยแยบคาย และหลักธรรมท่ีปรากฏในพระสูตรน้ีพอสรุปได้ดังนี้ คือ อริยสัจ ๔ อินทรีย์ ๖
หรอื อายตนะภายใน ๖ นิสสัย ๔ ขันตสิ งั วร อกุศลวติ ก ๓ และโพชฌงค์ ๗

๓) การละอาสวะในสัพพาสวสูตร
ผลการศกึ ษาพบว่า การละอาสวะในสัพพาสวสูตรนนั้ มี ๗ ประการ คอื
(๑) การละอาสวะท่ีต้องละด้วยการเห็น (ทัสสนา) คือ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
พิจารณาขันธ์ ๕ อันมีรูปและนามสู่พระไตรลักษณ์ โดยความเป็นของไม่เท่ียง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนหรือท่ี
เรียกว่า การเห็นด้วยป๎ญญา เม่ือพิจารณาโดยแยบคายอย่างนี้แล้ว ย่อมสามารถละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส บรรลุเป็นพระโสดาบัน ซึ่งพระโสดาบันนั้น สามารถเห็นพระนิพพาน
ได้เปน็ ครั้งแรกจงึ ได้ชื่อว่าทัสสนะ ดว้ ยองคธ์ รรมคอื โสดาป๎ตตมิ รรค
(๒) การละอาสวะที่ต้องละด้วยการสํารวมระวัง (สังวร) คือ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
แลว้ เป็นผู้สํารวมด้วยการสังวรในอินทรียท์ ้งั ๖ หรืออายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สํารวมระวังไม่ให้ยินดี
ยินร้าย ไม่ให้จิตหลงใหลติดใจในส่ิงที่ได้เห็นได้ฟ๎ง สํารวมระวังไม่ให้เกิดกิเลสในขณะที่วิญญาณ ๖ กําลังรับรู้
อารมณ์ต่างๆ กับอายตนะภายนอกมี รูป เสียง กล่ิน รส สัมผัส และธรรมารมณ์ ที่มาปรากฏทางตา หู จมูก ล้ิน
กาย ใจ มสี ตสิ ังวรกําหนดร้เู ทา่ ทันเสมอเม่ือสัมผัสกับอารมณ์ต่างๆ ซ่ึงก็คอื อนิ ทรียสังวร นน่ั เอง
(๓) การละอาสวะที่ต้องละด้วยการใช้สอย (ปฏิเสวนา) คือ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
พจิ ารณาดว้ ยปญ๎ ญาถึงเหตุผลและประโยชน์ของการใช้สอยป๎จจัยส่ี ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยารักษา
โรค คือในการใช้สอยป๎จจัยแต่ละคร้ังจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์มิใช่ประโยชน์ และความจําเป็นในการใช้สอยให้
ถ้วนถี่เสียก่อน เช่น ในเวลาฉันบิณฑบาตก็ให้พิจารณาทุกคร้ังว่า เพียงเพื่อทําให้ร่างกายเป็นไปได้ เพื่อดับเวทนา
คือ ความหิว เหมือนนายช่างให้น้ํามันเครื่องจักรเพียงเล็กน้อยเพียงเพื่อให้เคร่ืองจักรทํางานได้ เท่านั้น มิใช่ฉัน
บิณฑบาตดว้ ยดว้ ยตณั หา มใิ ช่ฉนั บณิ ฑบาตเพ่ือความอร่อย ไม่ให้ยดึ ติดในป๎จจยั เหล่านั้น ทา่ นเรียกวา่ ญาณสงั วร
(๔) การละอาสวะที่ต้องละด้วยการอดกลั้น (อธิวาสนา) คือ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
พิจารณาความอดทนไม่ให้เกิดความขัดข้องหมองใจ ในขณะท่ีประสบกับทุกขเวทนาต่างๆ ทั้งเกิดข้ึนทางกายและ
ทางใจ เช่น ความหนาว ความร้อน ความหิว ความไม่ชอบใจ ความไม่สมหวัง เป็นต้น โดยไม่ปล่อยให้โทสะเกิดขึ้น
ในขณะท่ปี ระสบกับอารมณ์อันไม่เป็นท่ีน่าปรารถณา ไม่นา่ ชอบใจเหล่าน้ี น้ันก็คอื ขนั ติสงั วร นั้นเอง
(๕) การละอาสวะที่ต้องละด้วยการเว้น (ปริวัชชนา) คือ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
พิจารณาสํารวมในศีล สํารวมจากส่ิงท่ีควรสํารวม งดเว้นจากสิ่งควรงดเว้น สํารวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่
พระพุทธเจ้าทรงห้าม ทําตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย ด้วยการสํารวม
กายและวาจาอย่างนี้เรยี กวา่ ศลี สงั วร
(๖) การละอาสวะท่ีต้องละด้วยการบรรเทา (วิโนทนา) คือ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
พิจารณาความเพียรเพ่ือละ เพื่อบรรเทา กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และยังหมายเอา อาชีวปาริสุทธิศีล
ได้แก่ ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ หมายถึง การแสวงหาป๎จจัย ๔ อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต ที่อยู่อาศัย และยา
รักษาโรคโดยชอบธรรม หลีกเล่ียงจากการแสวงหาป๎จจัยโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย โดยองค์ธรรมแล้วได้แก่
วิริยะความเพียรในการแสวงหาปจ๎ จัย นัน้ ก็คือ วิรยิ สงั วร
(๗) การละอาสวะที่ต้องละด้วยการเจริญ (ภาวนา) คือ การเจริญโพชฌงค์ มีโยนิโสมนสิการ พิจารณา
โดยแยบคาย เจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ ซ่ึงเป็นองค์แห่งการรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง อันได้แก่ สติ ระลึกรู้
ธัมมวิจยะ แยกธรรมที่ควรไม่ควร วิริยะ เพียรที่พอดี ปีติ เอิบอิ่มใจตามธรรมท่ีควร ป๎สสัทธิ ความสงบกายใจที่

๘๔

เกิดข้ึน สมาธิ จิตต้ังม่ันจนเป็นขณิกสมาธิ และอุเบกขา วางเฉยในการกําหนดรู้สภาวธรรม รวมไปถึงที่อาศัยวิเวก
(ความสงดั ) อาศยั วริ าคะ (ความคลายกาํ หนดั ) อาศัยนโิ รธ (ความดบั ) ทีน่ อ้ มไปในการละ

๖ สรุปองคค์ วามร๎ู

การละอาวสะในสัพพาสวะสูตร

โยนิโสมนสกิ าร

การละอาสวะท่ีต้องละด้วยการเห็น คบสัตบรุ ษุ , เห็นด้วยปญ๎ ญา

การละอาสวะท่ตี ้องละดว้ ยการสาํ รวม สาํ รวมอายตนะทง้ั ภายนอกและภายใน

การละอาสวะที่ต้องละดว้ ยการใชส้ อย เสพปจ๎ จยั ส่ีว่าประโยชนม์ ใิ ชป่ ระโยชน์
การละอาสวะท่ตี ้องละด้วยการอดกลัน้ อดทนต่อความทุกข์ท้ังกายและใจ

การละอาสวะท่ตี ้องละดว้ ยการเว้น การสํารวมในศลี ทาํ ตามพทุ ธานุญาต

การละอาสวะท่ตี ้องละด้วยการบรรเทา ปรารภความเพยี รเพอ่ื ละกเิ ลสวิตก

การละอาสวะทีต่ ้องละด้วยการเจริญ การเจรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการ

๗ ข๎อเสนอแนะ

๑) ข้อเสนอแนะในการนําผลการวจิ ยั ไปใช้
ในการศึกษาวิจัยเรื่อง ศึกษาการละอาสวะในสัพพาสวสูตร ครั้งนี้ เป็นงานวิจัยเอกสารด้านคัมภีร์
พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยได้ศึกษาเฉพาะเนื้อหาหลักธรรม และการละอาสวะในสัพพาสวสูตรรวมทั้งในคัมภีร์
พระพุทธศาสนาเถรวาทบางสว่ นเทา่ นน้ั ดงั น้ัน ผทู้ ีจ่ ะนําผลการวิจยั ไปใช้ในการศึกษาค้นคว้า ควรจะศึกษาเพ่ิมเติม

๘๕

ในประเด็นอ่ืน ๆ ด้วย เช่น การละอาสวะกับการปฏิบัติตามหลักวิป๎สสนา การละอาสวะกับการปฏิบัติตามหลัก
สมถะ หรือหลักธรรมอน่ื ๆ ที่ปรากฏในพระสูตรอื่นเป็นต้น

๒) ข้อเสนอแนะในการทําวิทยานิพนธ์ครั้งต่อไป
หากมกี ารศึกษาในเรื่องเดยี วกนั น้ีครง้ั ต่อไป ผู้ศึกษาควรจะศึกษาในรายละเอียดของหลักธรรมท่ีปรากฏ
ในสพั พาสวสตู รในประเด็นดังต่อไปน้ี
(๑) การศกึ ษาวิเคราะหก์ ารละอาสวะในคัมภีรพ์ ุทธศาสนานกิ ายมหายาน
(๒) การศกึ ษาวเิ คราะห์หลักธรรมในสพั พาสวสตู รระหวา่ งคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน
(๓) การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบการละอาสวะในสัพพาสวะสูตรระหว่างคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถร
วาทกบั มหายาน เป็นตน้

เอกสารอ๎างองิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏก ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.

________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

________. พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์คร้ังที่ ๑๕. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก
จํากัด, ๒๕๕๓.

๘๖

การจัดการศาสนสมบัตเิ ชงิ บรู ณาการของวดั ในเขตบางคอแหลม กรงุ เทพมหานคร

The Integration-Based Temple Property Management
In Bang Kho Laem District, Bangkok

พระเกอื ง กลยฺ าโณ (ถาจ)
Phra Cuong Kanlayano (Thach)
thachcuong๑๙๙๐[email protected]

บทคดั ยํอ

งานวิจัยเรื่อง “การจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขต บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร”
วัตถุประสงค์ดังน้ี เพื่อศึกษาการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดใน เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร, เพ่ือเปรียบเทียบการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดใน เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร, เพื่อศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกาจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการ
ของวัดใน เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ศึกษาการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยใช้
ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) โดยผู้วิจัยได้จัดกลุ่มข้อมูลตามสาระสําคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ที่กําหนดไว้ (Data
Grouping) จากนั้นจึงทําการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท (Content
Analysis Technique) และวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)เก็บแบบสอบถามประชากร
พระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร จํานวน ๙๖ รูป และเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) โดยทําการ สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants)
จํานวน ๗ คน/รปู

ผลการวจิ ัยพบวาํ
การจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ภาพรวมอยู่ใน
ระดับมาก เมือ่ พจิ ารณาเป็นรายด้านโดยเรยี งลําดับจากค่ามากที่สุดไปหาน้อยที่สุด พบว่าด้านการจัดการศาสน
สมบัติวัดตามข้อกฎหมายมีค่ามากท่ีสุด ( =๔.๓๖๘) รองลงมา คือ ด้านการดูแลวัดและศาสนสมบัติวัด ของผู้
ปฏิบัติหน้าที่แทน ( =๔.๓๕๔) และน้อยที่สุด คือ ด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดท่ีมีพระสงฆ์ ( =
๔.๓๐๘) พระสงฆ์ท่ีมี อายุ พรรษามีความคิดเห็นต่อการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอ
แหลม กรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน ส่วนพระสงฆ์ที่มี วุฒิการศึกษานักธรรม วุฒิการศึกษาสามัญ และการ
ดํารงตําแหน่ง ความคิดเห็นต่อการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ป๎ญหาของการจัดการศาสนสมบัติเชิง
บรู ณาการของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ที่มากท่ีสุด คือ พระสงฆ์ในเขตพื้นท่ีและญาติโยมไม่ให้
ความร่วมมือกัน รองลงมา คือ ทัศนคติทั้งพระสงฆ์และผู้เกี่ยวข้องไม่ตรงกัน และน้อยที่สุด กฎหมายเก่ียวกับ
การจัดการศาสนสมบตั บิ างสว่ นมียังไม่เข้าใจทําใหเ้ กดิ ความผดิ พลาด

๘๗

Abstract

The research on "the integration-based temple property management in Bang Kho
Laem District, Bangkok" The objectives of this mixed-method research were, to study and, to
compare the integration-based temple property management; and, to investigate the
problems, hindrances, and recommendations about the integration-based temple property
management in Bang Kho Laem District, Bangkok. Its quantitative data collection has been
conducted with ๙๖ monks through survey research while its qualitative data were collected
through an in-depth interview conducted with ๗ key informants. The results disclosed,

Study of mixed research using a qualitative research method that collected data by
using the in-depth interview. The researcher grouped the data according to the essence of
the interview point that set (Data Grouping) and quantitative research methods (Quantitative
Research the integration-based temple property management in Bang Kho Laem District,
Bangkok. was at a high level. By descending values in each aspect, it was found that the
integration-based temple property management by law earned the highest value (= ๔.๓๖๘)
followed by supervision of the temple and its property by representatives (= ๔.๓๕๔). The
least value was the temple property management (= ๔.๓๐๘).

There was no different opinion over the integration-based temple property
management in Bang Kho Laem District, Bangkok. among the different ages and monkhood
tenures. On the contrary, there were different opinions over the integration-based temple
property management in Bang Kho Laem District, Bangkok. among the monks with different
education degrees, the different levels of the Dhamma Scholar, different levels of General
Studies, and the position tenures with statistical significance at ๐.๐๕ level.

The worst problem is the integration-based temple property management in Bang
Kho Laem District, Bangkok. was the local monks and the local people did not cooperate
followed by the different attitudes among the monks and related people. The last problem
was the laws about some temple property management were still misunderstood leading to
errors.

๑. บทนา

ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนามาต้ังแต่อ ดีตอันไกล
พระมหากษตั รยิ ์ไทย ผูท้ รงเปน็ ประมขุ ของประเทศชาติไทย และรัฐบาลไทยผู้ปกครองประเทศชาติไทยก็นับถือ
พระพุทธศาสนางานพระพุทธศาสนาก็เป็นงานพระราชภาระ และเป็นรัฐกิจที่สําคัญควบคู่กันกับการนับถือ
พระพุทธศาสนาของประชาชนมาต้ังแต่ต้น เพราะฉะนั้นวัดในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่ทํางานพระพุทธศาสนา
โดยพระภกิ ษุสงฆเ์ ป็นผ้ดู าํ เนนิ การพระมหากษตั ริยร์ ฐั บาล และประชาชน เป็นผู้อุปถัมภ์ จึงมีอยู่ทั่วประเทศไทย
ในทกุ จงั หวัดและแทบจะทุกอําเภอ

การสร้างวัดในพระพทุ ธศาสนาเป็นอุดมคตทิ บี่ รรพบุรุษได้ปฏิบัติและวางรากฐาน โดยป๎จจุบันประเทศ
ไทยมีจํานวนประชากรทั้งส้ิน ๖๕,๗๒๙,๐๙๘ คน โดยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักเน่ืองจากมีพุทธศาสนิกชน
เปน็ จํานวนกว่า ๖๑,๗๔๖,๔๒๙ ล้านคน (หกสิบเอ็ดลา้ นเจด็ แสนส่ีหมนื่ หกพนั ส่ีรอ้ ยย่ีสิบเก้าคน) คิดเป็นร้อยละ

๘๘

๙๓.๙๔%๑ ของจํานวนประชากรทั้งหมด มาเป็นระยะเวลานับพันปี โดยบุคคลท่ีนับถือพระพุทธศาสนามีทุก
ระดับชั้น ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ เจ้าคุณมูลนาย จนกระท้ังถึงระดับปุถุชนคนธรรมดาท่ัวไป ซ่ึง
ความนิยมของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธมักจะสร้างวัดด้วยตนเองหรือรวมตัวเป็นหมู่คณะสร้างเพื่อเป็นการ
ทําบญุ และเพ่อื เป็นเกียรติทั้งแกต่ นเองและวงศ์ตระกลู ทําให้ประเทศไทยมีวัดท่ีสร้างขึ้นโดยบุคคลทุกระดับชั้น
เชน่ ในยคุ สโุ ขทัย มีประเพณีนยิ มสร้างวัดโดยใช้ชื่อของกษัตริย์ เจ้าขุนมูลนาย หรือผู้บริจาคทรัพย์ เป็นชื่อของ
วัด ทําใหท้ ว่ั ทกุ ภาคของประเทศไทยมีวดั ที่ถูกสร้างอยู่เปน็ จาํ นวนมาก

เม่อื ระยะเวลาผา่ นไปทาํ ให้สงิ่ ปลูกสร้างในวดั ได้กลายเปน็ โบราณสถาน ท่ีทรงคุณค่าและมากมูลค่าทาง
จิตใจของชาวพุทธ ส่ิงปลูกสร้างเหล่าน้ีในป๎จจุบันถูกเรียกว่า “ศาสนสมบัติ” ซ่ึงใน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นต้นมา ได้ให้ความสําคัญและกล่าวถึงภาระหน้าที่ของวัดในการดูแลรักษา และการเข้ามาดูแล
ของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมศิลปากร เป็นต้น ทําให้การดูแลรักษาศาสนสมบัติเหล่าน้ีไม่ใช่เป็นภาระหน้าที่
สทิ ธิขาดของวัดเพียงอย่างเดียว จําเป็นจะต้องดูแล ร่วมกันระหว่างทางโลกและทางธรรม ซึ่งเรื่องเหล่าน้ีผู้ดูแล
วัดหรอื เจ้าคณะผู้ปกครอง ยงั ขาดความร้คู วามเข้าใจทถ่ี กู ตอ้ งอยู่มาก โดยพจิ ารณาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งท่ี
ปรากฏข้ึนจากปญ๎ หา

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวน้ีจึงสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจในการจัดการศาสนสมบัติเชิงพุทธบูรณา
การ โดยเฉพาะในส่วนของบทบาทหน้าที่ของเจ้าอาวาส การทําความเข้าใจในเรื่องศาสนสมบัติจึงเป็นเร่ือง
สาํ คัญ เพราะหากไมส่ ามารถบริหารจัดการได้อย่างถกู ตอ้ งอาจจะกลายเปน็ กรณีพิพาทท่ีส่งผลกระทบกลายเป็น
เร่ืองราวใหญ่โตต่อไปในอนาคต และท่ีสําคัญสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจและศรัทธาของคนในประเทศที่นับ
ถอื พระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ได้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการนําหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้
ในการแก้ไขป๎ญหาดังกล่าว ให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขระหว่างวัดและชุมชน โดยนําหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา คอื สาราณยี ธรรม และสังคหวัตถุ ๔ เป็นตน้

ดังน้ัน การวิจัยเรื่อง “การจัดการศาสนสมบัติเชิงพุทธบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร” โดยการบรู ณาการหลกั ธรรมในพระพทุ ธศาสนามีสาราณียธรรม๒ ๖ และสังคหวัตถุ๓ ๔ เป็น
ต้น เพื่อการแก้ไขป๎ญหา โดยผลของการศึกษาคร้ังนี้จะนําไปสู่ข้อเสนอหรือ แนวทางในการแก้ไขป๎ญหาการ
จัดการศาสนสมบัติเพ่ือปูองกันกรณีพิพาทและความขัดแย้ง และเกิดการจัดการอย่างย่ังยืนได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพต่อไป

๒. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั

๑) เพ่อื ศึกษาปญ๎ หาการจดั การศาสนสมบตั เิ ชงิ บรู ณาการของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
จาํ แนกตามป๎จจัยส่วนบุคคล

๒) เพื่อศึกษาข้อเปรียบเทียบการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร จาํ แนกตามป๎จจยั ส่วนบคุ คล

๓) เพ่ือศึกษาป๎ญหาและอุปสรรคการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร จาํ แนกตามปจ๎ จยั ส่วนบคุ คล

๑ สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, บุคลากรทางพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา:
http://www.onab.go.th/wp-content/uploads/2016/12/onab_primaryinfo60edit.pdf [๖ มกราคม ๒๕๖๒].

๒ ที. ปา. (ไทย) ๑๑/๗๓๐๓-๗๓๒๔/๓๐๐-๓๐๑.
๓ องฺ. จต.ุ (ไทย) ๒๑/๘๖๓-๘๗๖/๓๗-๓๘.

๘๙

๓. วิธีดาเนินการวจิ ยั /รปู แบบการวจิ ยั /ขอบเขตการวจิ ัย

งานวจิ ยั เร่อื ง “การจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขต บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร”นี้
ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย การวิจัยเชิง
คณุ ภาพ (Qualitative Research ทเี่ กบ็ รวบรวมข้อมูลโดยใช้ การสัมภาษณ์เชงิ ลึก (In-depth Interviews) ซ่ึง
ขอบเขตของการวิจัย) และ เชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม
(Questionnaire) มดี งั น้ี

๓.๑ ขอบเขตด๎านเนื้อหา ผู้ศึกษาได้กําหนดขอบเขตด้านเนื้อหา โดยการทบทวนเอกสารจาก
พระไตรปิฎก เอกสาร และผลงานวิจัยท่เี กยี่ วขอ้ งวดั ในเขตบางคอแหลม กรงุ เทพมหานคร

๓.๒ ขอบเขตทางด๎านตัวแปร ต้นแปรตตาม (Independent Variables) ได้แก่ พระสงฆ์ที่อยู่ในเขต
การปกครองวัดในเขต บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย อายุ, พรรษา, วุฒิการศึกษานักธรรม, วุฒิ
การศกึ ษาสามญั และวุฒกิ ารดํารงตําแหนง่ ตัวแปรตาม (Dependent Variables)

๓.๓ ขอบเขตดา๎ นประชากรและผู๎ให๎ข๎อมลู สาคัญ
๑) ประชากร (Population) ได้แก่ พระสงฆ์ในกลุ่มการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดใน

เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ประชากรพระสงฆจ์ ํานวน ๑๒๕ รูป
๒) ผ๎ูให๎ข๎อมูลสาคัญ (Key Informant) ได้แก่ บุคลากรท่ีมีความรู้ มีเชียวชาญเก่ียวกับการการ

จัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร จําแนกตามป๎จจัยส่วนบุคคล
รวมทงั้ ส้นิ ๗ รูป/คน ประกอบด้วย

๒.๑) สัมภาษณ์ พระครูศรีวรานุกิจ (สัมพันธ์ สุเมโธ) ท่ีวัดราชสิงขร เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร

๒.๒) สัมภาษณ์ พระมงคลรัตโนภาส ท่ีวัดเรืองยศสุทธราม เขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร

๒.๓) สัมภาษณ์ พระครูโกทวรกิจ (สุพจน์ โกวิโท) ที่วัดบางโคล่นอก เขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร

๒.๔) สมั ภาษณ์ พระอธิการปรึกชา (ปุณณฺ สโี ล) ทว่ี ัดไทร เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
๒.๕) สัมภาษณ์ พระครูสิริโชติญาณ ที่วัดอินทร์บรรจงทรงวาดราฎร์บํารุง เขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร
๒.๖) สัมภาษณ์ นางสาวสมใจ ต้ังกิจวงศ์ไพศาล ที่โรงเรียนวัดบางโคล่นอก เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร
๒.๗) สัมภาษณ์ นายวสันต์ คร้ามประยูร ที่สาลาวัดบางโคล่นอก เขตบางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร
๓.๔ ขอบเขตดา๎ นสถานที่
พ้ืนที่ที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ วัดและชุมชนรอบวัดในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกาย เขตบาง
คอแหลม กรงุ เทพมหานคร จํานวน ๑๐ วัด ดงั นี้
๑) วดั วรจรรยาวาส
๒) วัดราชสิงขร
๓) วดั ลาดบวั ขาว
๔) วดั จนั ทรใ์ น
๕) วัดอินทร์บรรจงทรงวาดราษฎร์บาํ รุง

๙๐

๖) วดั ไผเ่ งนิ โชตนาราม
๗) วัดไทร
๘) วดั เรืองยศสุทธาราม
๙) วดั บางโคล่นอก
๑๐) วัดจนั ทรน์ อก
๓.๕ ขอบเขตดา๎ นระยะเวลา ในการศึกษาวิจยั คร้ังน้ี ผศู้ ึกษาไดด้ าํ เนนิ การวิจัยตัง้ แต่เดอื นมนี าคม
พ.ศ.๒๕๖๓ ถึงเดอื นสงิ หาคม ๒๕๖๓ รวมเป็นระยะเวลา ๖ เดอื น

๔. ผลการวจิ ัย

จากการวิจยั เร่ืองนส้ี ามารถแบ่งเปน็ ประเด็นได้ดังต่อไปน้ี
๔.๑ ผลการสมั ภาษณเ์ ก่ียวกับการจดั การศาสนสมบตั เิ ชงิ บรู ณาการของวัดในเขต บางคอแหลม
กรงุ เทพมหานคร
ผลการสัมภาษณ์ พบว่าโดยเรียงจากค่ามากที่สุด ประกอบด้วย พระสงฆ์ท่ีมีอายุ ๕๐ ปีข้ึนไป จํานวน
๓๔ รูป คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๗ รองลงมา คือ พระสงฆ์ที่มีอายุ ๔๐ - ๔๙ ปี จํานวน ๓๓ รูป คิดเป็นร้อยละ
๓๒.๗ รองลงมา คือ พระสงฆ์ท่ีมีอายุ ๓๐ – ๓๙ ปี จํานวน ๓๓ รูป คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๒ และน้อยท่ีสุด คือ
พระสงฆ์ที่มีอายุ ๒๐ - ๒๙ ปี จํานวน ๙ รูป คดิ เป็นร้อยละ ๙.๗
พรรษา ในท่ีน้ี คือ จํานวนครั้งในการอุปสมบทต้ังแต่เข้าพรรษา และออกพรรษา นับเป็น ๑ พรรษา
ของพระสงฆ์ โดยเรียงจากค่าท่ีมากท่ีสุด ประกอบด้วย พระสงฆ์ที่มีพรรษา ๑๑ พรรษาข้ึนไป จํานวน ๕๘ รูป
คดิ เป็นรอ้ ยละ ๕๖.๗ รองลงมา คอื พระสงฆท์ ี่มีพรรษา ๖ – ๑๐ พรรษา จาํ นวน ๒๑ รูป คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๒
และนอ้ ยทส่ี ุด คอื พระสงฆ์ที่มพี รรษา ๐ – ๕ พรรษา จํานวน ๑๗ รปู คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๖.๓
วุฒิการศึกษานักธรรม ในท่ีนี้ คือ การศึกษาทางธรรมของพระสงฆ์ในขณะท่ีบวชเรียน ในจะไล่ระดับ
ต้ังแต่นักธรรมตรี จนถงึ นักธรรมเอก เป็นตน้ โดยเรียงจากค่ามากท่ีสุด ประกอบด้วย พระสงฆ์ท่ีมีวุฒิการศึกษา
นักธรรมเอก จํานวน ๕๖ รูป คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๕๔.๘ รองลงมา คือ พระสงฆ์ท่ีมีวุฒิการศึกษานักธรรมโท จํานวน
๒๓ รปู คิดเปน็ ร้อยละ ๒๒.๑ และน้อยที่สุด คือ พระสงฆ์ท่ีมีวุฒิการศึกษานักธรรมตรี จํานวน ๑๘ รูป คิดเป็น
ร้อยละ ๑๗.๓
วุฒิการศึกษาสามัญ ในทีนี้ คือ การศึกษาขั้นพ้ืนฐานในทางโลกของพระสงฆ์ท่ีเรียนในระดับทั่ว ๆ ไป
เรยี งจากค่าที่มากที่สุด ประกอบด้วย พระสงฆ์ที่มีวุฒิการศึกษาต่ํากว่าปริญญาตรี จํานวน ๕๙ รูป คิดเป็นร้อย
ละ ๖๗.๖ รองลงมา คือ พระสงฆ์ท่ีมีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จํานวน ๒๐ รูป คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๒
และนอ้ ยทีส่ ดุ คอื พระสงฆ์ทีม่ วี ุฒกิ ารศึกษาปรญิ ญาตรี จํานวน ๑๗ รูป คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๖.๓
วุฒิการดํารงตําแหน่ง ในทีนี้ คือ การดํารงตําแหน่งทางคณะสงฆ์โดยระบุแค่เป็นพระสังฆาธิการ หรือ
พระลูกวัด โดยเรียงลําดับตอ่ ไปน้ี ไดแ้ ก่ พระลกู วดั จํานวน ๘๙ รูป คิดเป็นร้อยละ ๙๒.๗ และ พระสังฆาธิการ
จํานวน ๗ รปู คิดเป็นรอ้ ยละ ๗.๓

๕. อภปิ รายผลการวิจัย

จากการศึกษาเก่ียวกับการการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานครในแตล่ ะด้าน สามารถนาํ มาอภิปรายผลไดด้ ังน้ี

จากผลการวิเคราะห์ พบว่า การการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลําดับจากค่ามากที่สุดไปหาน้อย

๙๑

ท่ีสุด พบว่าด้านการจัดการศาสนสมบัติวัดตามข้อกฎหมายมีค่ามากท่ีสุด ( =๔.๓๖๘) รองลงมา คือ ด้านการ
ดูแลวัดและศาสนสมบตั วิ ดั ของผู้ปฏบิ ัตหิ น้าทแี่ ทน ( =๔.๓๕๔) และนอ้ ยท่ีสุด คอื ดา้ นการบรหิ ารจัดการศาสน
สมบตั ิของวดั ท่ีมีพระสงฆ์ ( =๔.๓๐๘) และการอภิปรายผลเพื่อหาความสอดคลอ้ งของงานวจิ ยั มดี ังนี้

๑) ด้านจัดการศาสนสมบัติวัดตามข้อกฎหมายอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดย
เรียงลําดับจากค่ามากท่ีสุดไปหาน้อยที่สุด พบว่า การสอดคล้องดูและทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตภายในวัดให้คง
อยู่ซึ่งพระธรรมวินัยจากผลการวิเคราะห์อยู่ในระดับมาก ( =๔.๕๓) และสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครู
ไพโรจน์สารคุณ (สเุ ทพ คณุ งฺกโร) ได้ทําวิจัยเรอ่ื ง “ทกั ษะการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอําเภอลาดหลุม
แกว้ จงั หวดั ปทุมธานี” จากผลการวิจัยพบว่า แนวทางในการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาส
ในอําเภอลาดหลุมแก้ว จงั หวัดปทมุ ธานี ในดา้ นเทคนิค ดา้ นมนุษย์สมั พนั ธ์ ด้านความคิดรวบยอด ด้านความคิด
และด้านการสอน พบว่า การพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ของเจ้าอาวาสจําเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจาก
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องท้ังภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมหรือจัดให้มีการสัมมนาทางวิชาการการแลกเปลี่ยน
ทางความคิด ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนในด้านงบประมาณบุคลากร เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพ่ือเปิดโอกาส
ให้เจา้ อาวาสสมารถเข้าถงึ วทิ ยาการสมัยใหม่ข้อมูลขา่ วสารและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ง่ายข้ึน ซ่ึงจะส่งผลให้การ
พฒั นาวดั มีความเจรญิ ก้าวหน้ามากยงิ่ ขึ้น อันจะสง่ ผลใหเ้ กิดความมั่นคงแหง่ พระพุทธศาสนาสบื ต่อไปในอนาคต

๒) ด้านการดูแลวัดและศาสนสมบัติวัด ของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็น
รายข้อโดยเรียงลําดับจากค่ามากที่สุดไปหาน้อยที่สุด พบว่า สามารถให้ความสําคัญกับการดูแลความสะอาด
ภายในวัด ให้สะอาด จากผลการวิเคราะห์อยู่ในระดับมาก ( =๔.๔๔) และสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหา
สุนันท์ สุนนฺโท ได้ทําวิจัยเร่ือง “รูปแบบการจัดการศาสนสมบัติของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา” มี
ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารูปแบบการจัดการศาสนสมบัติในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามกระบวนการ
จดั การ คือ กระบวนการทเ่ี จ้าอาวาสและคณะบุคคลจัดการใช้ศิลปะและกลยุทธ์ต่าง ๆ ดําเนินตามข้ันตอนต่าง
ๆ โดยความรว่ มแรงรว่ มใจของเจ้าอาวาส
กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์การ การตระหนักถึงความสามารถ ความถนัด ความต้องการและความมุ่งหวังด้าน
ความเจรญิ ก้าวหนา้ ในการปฏบิ ตั ิงานการจัดการศึกษาศาสนสมบตั ิของวัดตามเปาู หมายที่กาํ หนดไว้

๓) ด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดท่ีมีพระสงฆ์อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
โดยเรียงลําดับจากค่ามากท่ีสุดไปหาน้อยที่สุด พบว่า มีการลงทะเบียนทรัพย์สินที่จัดประโยชน์ ไว้ถูกต้องตาม
กฎหมายจากผลการวิเคราะหอ์ ยู่ในระดบั มาก ( =๔.๔๓) และสอดคล้องกับงานวิจัยของ พล อาริยะชาติกุล ได้
ทาํ งานวิจยั เรื่อง “การบริหารจัดการพ้ืนที่วัดเพ่ือปล่อยเช่า เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณที่มุ่งเน้นศึกษาลักษณะทาง
กายภาพของพ้ืนที่วัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๓๕” โดยทําการศึกษาความต้องการใช้พ้ืนท่ีวัด
ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงประชาชนโดยท่ัวไปที่มาติดต่อกับวัดอันนําไปสู่การเสนอแนวทางการบริหาร
จัดการพ้ืนท่ี พบว่าผู้ท่ีมีความต้องการจะเช่าพื้นที่วัด ควรจะให้ชาวบ้านเขาไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
การปล่อยเช่าเพ่ือสร้างโรงเรียน หน่วยงานราชการ วิทยาลัย หรือเพ่ือประโยชน์กับชุมชนหรือให้ชาวบ้านเช่า
เพือ่ การทําตลาด ประกอบการคา้ ทํานา ทาํ สวน ตอ้ งดูที่ความสามารถในการบริหารจัดการของวัด แนวทางใน
การบริหารจดั การวัดท่ีดีจะตอ้ งสอดคล้องกบั ลกั ษณะทางกายภาพของพ้ืนท่วี ดั ท่ีมีการจัดการพ้ืนที่ ท้ังภายในวัด
และพ้ืนที่โดยรอบวัด ควรจัดแบ่งพ้ืนท่ีให้ชัดเจน พื้นท่ีพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์ การจัดทํา
แผนผงั ภายในวดั พนื้ ทไ่ี ม่เน้นการทํากาํ ไร แตเ่ น้นเพือ่ การมีสว่ นร่วมกับของชมุ ชนและวดั เปน็ สําคัญ

๔) ดา้ นจัดการศาสนสมบัติโดยการจดั การความขัดแยง้ อยู่ในระดบั มาก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อโดย
เรียงลําดับจากค่ามากท่ีสุดไปหาน้อยท่ีสุด พบว่า เน้นมีวิธีการบริหารจัดการวัดในเรื่องของการจัดศาสนสมบัติ
ภายในวัดให้ลงตัว เพ่ือลดป๎ญหา จากผลการวิเคราะห์อยู่ในระดับมาก ( =๔.๔๒) และสอดคล้องกับงานวิจัย

๙๒
ของ ดวงพร สาระศาลิน ได้ทําวิจัยเรื่อง “การศึกษาการบริหารจัดการองค์กรวัดพระธรรมกาย” จากผลศึกษา
พบวา่ องคก์ รวดั พระธรรมกายมรี ูปแบบการบรหิ ารจัดการทีม่ ีการวางแผนเป็นอย่างดีจากส่วนกลางซ่ึงประกอบ
ไปด้วยผู้บริหารระดับสูงของวัดผู้ซ่ึงล้วนมีการศึกษาสูง มีวิสัยทัศน์กว้างขวาง กับกลุ่มลูกศิษย์ของวัดท่ีเป็นผู้มี
บทบาทในสังคมของประเทศไทยวัดพระธรรมกายมีระบบการจัดการภายในวัดที่ให้ความประทับใจแก่ผู้เข้ามา
ในวัดเป็นครั้งแรก ท้ังวัดท่ีสะอาดพระภิกษุท่ีสํารวม อาหารท่ีพักพร้อมและการสอนธรรมะ ท่ีไม่น่าเบื่อ และ
สามารถนาํ ไปใช้ในชวี ติ ประจาํ วันได้

๖. สรุปองค์ความรทู๎ ีไ่ ด๎จากการวจิ ัย

จากแผนภาพท่ี ๖.๑ พบว่า การการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาการการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอ
แหลม กรุงเทพมหานคร, เพ่ือเปรียบเทียบการการการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอ
แหลม กรุงเทพมหานคร และเพ่ือศึกษาป๎ญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการการจัดการศาสนสมบัติ

๙๓

เชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร โดยหลักการการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการ
ของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พบว่าด้านอยู่ในระดับมาก และเม่ือพิจารณาตามรายด้าน ได้แก่
ประกอบด้วย ๑) ด้านจัดการศาสนสมบัติวัดตามข้อกฏหมาย ๒) ด้านการดูแลวัดและศาสนสมบัติวัด ของผู้
ปฏิบัติหน้าที่แทน ๓) ด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดที่มีพระสงฆ์ และ ๔) ด้านจัดการศาสนสมบัติ
โดยการจัดการความขัดแย้ง ด้วยวิธีหาค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
โดยผลทไ่ี ดจ้ ากการวิเคราะหน์ ัน้ ทั้งหมดอยูใ่ นระดับมากท้ังสน้ิ

ผลการเปรียบเทียบสมมติฐาน พบว่า พระสงฆ์ท่ีมี อายุ พรรษามีความคิดเห็นต่อการการจัดการศา
สนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน ส่วนพระสงฆ์ท่ีมี วุฒิ
การศกึ ษานกั ธรรม วฒุ ิการศกึ ษาสามัญ และการดํารงตําแหน่ง ความคิดเห็นต่อการการจัดการศาสนสมบัติเชิง
บรู ณาการของวดั ในเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสําคัญทางสถิติ

ผลการสัมภาษณ์ การจัดและบริหารศาสนวัตถุนั้น การจัดการศาสนสมบัติจะเน้นไปที่กฎหมายทาง
คณะสงฆ์ หรือเป็นไปตามข้อบังคับที่กําหนดไว้ โดยส่วนมากจะให้ไวยาวัจรกร หรือผู้ทีเกี่ยวข้องมาดําเนินการ
และรับทราบตามท่กี ําหนดไว้ ส่วนในเรอื่ งการหน้าท่กี ารดูแลแทนข้ึนอยู่กับความประพฤติของคนในวัด หรือคน
ท่ีดูแลว่าสามารถตักเตือนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็เป็นไปตามกระบวนการ และในการพัฒนาวัดน้ันจะต้องใช้ความ
เมตตา

๘. ข๎อเสนอแนะ
ผลการศึกษาวิจัยเร่ือง “การการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดในเขตบางคอแหลม

กรุงเทพมหานคร” ผวู้ จิ ยั มขี ้อเสนอแนะ ดังนี้
๘.๑ ข๎อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
๑) มหาเถระสมาคม ควรกําหนดกฏเกณฑ์ และมาตรการให้วัดทุกวัดท่ัวประเทศบริหารจัดการศา

สนสมบตั ิของวดั ใหโ้ ปร่งใสตรวจสอบได้
๒) สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรสนับสนุนงบประมาณให้คณะสงฆ์ในการบริหาร

จัดการศาสนสมบัติของวัดอย่างทวั่ ถึง
๓) มหาเถระสมาคมร่วมกับสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกันกํากับ ติดตาม และ

ประเมินผลการดําเนินงานในการบริหารจัดการศาสนสมบตั ิของวดั อย่างตอ่ เนอ่ื ง
๘.๒ ขอ๎ เสนอแนะเชิงปฏบิ ตั ิ
๑) วัดควรวางแผนจัดทํา แผนแม่บทในการพัฒนาวัด วางแผนจัดทําพิมพ์เขียนก่อนก่อสร้าง

เสนาสนะ เปิดรับฟ๎งความคิดเห็นของชาวบ้าน วางแผนจัดทําแม่แบบในการสร้างถาวรวัตถุวางแผนจัดทํา
ต้นแบบหรือโปรแกรมบัญชีต่างๆ เพ่ือแจกจ่าย จัดประชุมเจ้าอาวาสและไวยากรณ์เพ่ือชี้แจงการจัดการทํา
เอกสาร แต่งตั้งคณะกรรมการด้านศาสนสมบัติขึ้นหน่ึงชุดทําหน้าทีในการช้ีแจงควบคุมการดําเนินการ แต่งต้ัง
คณะกรรมการในการส่งเสรมิ การจัดการศาสนสมบตั ิ

๒)วัดควรมีการตรวจสอบผลการดําเนินการตามแผนมีคณะกรรมการจัดจ้างรับงาน เปิดโอกาสให้
ประชาชนตรวจสอบได้ แต่งต้ังคณะกรรมการตรวจสอบผลการดําเนินการให้แต่ละวัดส่งบัญชีเพื่อตรวจสอบ
ความถูกตอ้ ง

๓) วัดควรต้องแก้ไขปรับปรุงแผนแม่บทให้ทันสมัย แก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการ
กอ่ สรา้ งโดยการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน หากวัดใดดาํ เนนิ การไม่ถูกต้อง ก็ให้กลับไปดําเนินแค่ไขใหม่ให้ถูกต้อง
พัฒนาระบบจดั แกเ้ อกสารให้ทนั สมัยและมปี ระสิทธภิ าพอยเู่ สมอ

๙๔

๘.๓ ขอ๎ เสนอแนะเพอื่ ทาการวจิ ัยครงั้ ตอํ ไป
๑) ควรศึกษาในลกั ษณะกล่มุ ตวั แปรตามเดยี วกัน โดยขยายขอบข่ายของพื้นท่ีในการทําวิจัยให้กว้าง
ออกไปอีกหลายในจังหวัด เพ่ือให้ได้หลายมุมมองที่หลากหลายในการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัด
อื่นท่ีหลากหลาย
๒) ควรมกี ารสัมภาษณเ์ ชงิ ลึก จากกล่มุ ผ้ใู หข้ ้อมูลหลาย ๆ ฝุาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลุ่มลึก หลากหลาย
มุมมอง
๓) ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตัวแปรท่ีศึกษา โดยเพ่ิมป๎จจัยที่เกี่ยวข้องหรือป๎จจัยท่ีส่งผลต่อ
ความสาํ เรจ็ ในตามแนวทางการจัดการศาสนสมบัติเชิงบูรณาการของวัดหลาย ๆ เขตพืน้ ท่ี

เอกสารอ๎างอิง

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย.ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙.
กองพุทธศาสนสถาน. สานักงานศาสนสมบัติ ข๎อมูล ณ วันท่ี ๓๑ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒. [ออนไลน์].

แหล่งท่ีมา: http://www๓.onab.go.th/wpcontent/uploads/๒๐๑๘/๐๙/ Total Summary
Report ๓๑๐๑๒๐๑๙.pdf [๑๔ ตลุ าคม ๒๕๖๒].
สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. บุคลากรทางพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชน. [ออนไลน์] แหล่งที่มา:
http://www.onab.go.th/wp-content/uploads/๒๐๑๖/๑๒/ona bprimary info๖๐
edit.pdf [๖ มกราคม ๒๕๖๒].

๙๕

การวเิ คราะห์ยทุ ธศาสตรก์ ารเผยแผพํ ระพทุ ธศาสนาเถรวาท

STRATEGIC ANALYSIS PROPAGATION OF THERAVĀDA BUDDHISM

พระมหาคมี ยงุ้ นนท์
Phramaha Kimyong Non
วิทยาลยั สงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
[email protected]

บทคดั ยอํ

วิทยานิพนธ์เร่ือง ”การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท” ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ๓
ประการ ได้แก่ ๑) เพอื่ ศึกษาบริบทและระดับความสาํ คัญในยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท ๒) เพื่อ
ศึกษารปู แบบและลกั ษณะยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท ๓) เพื่อศึกษาคุณค่าในยุทธศาสตร์การ
เผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทในความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ งานวิจัยนี้เป็นการ วิจัย
เชิงคุณภาพ เน้นศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร จากข้อมูลชั้นปฐมภูมิคือพระไตรปิฎก จากข้อมูลตําราวิชาการ
เอกสารและงานวิจยั ตา่ งๆที่เกยี่ วข้อง

ผลการวิจัย พบวํา ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท เริ่มตั้งแต่การวางนโยบายเพื่อการ
บําบัดทุกข์ บํารุงสุข สู่สันติภาพท่ีเป็นหน้าที่ของชาวพุทธ โดยมองวิสัยทัศน์ โดยมีการกําหนดขอบเขตในการ
เผยแผ่ มีการวางพื้นฐานและความเข้าใจพื้นฐานของแต่ละบุคคล ท้ังยังมีการมอบหมายภาระกิจตลอดจนถึง
วิธีการต่างๆเพื่อนําไปสู่เปูาหมายทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้ตามหลักยุทธศาสตร์การเผยแผ่ ๗
ประการ ๑)การใช้ธรรมะให้เหมาะกับบุคคลในการเผยแผ่ ๒) เน้นป๎จเจกบุคคลเป็นศูนย์กลาง ๓) การเข้าถึง
มวลชน ๔) การใช้วิธกี ารสอน ๕) คําสอนมุ่งเนน้ การดํารงชีพ ๖) การสอนเน้นเร่ืองความจริง ๗) คําสอนมุ่งเน้น
ความหลุดพ้น เพือ่ ใหเ้ ป็นไปตามวตั ถุประสงค์ในการเผยแผอ่ ันมหี ลากหลายจนนําไปสูค่ วามสาํ เรจ็

ผลการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท สรุปยุทธศาสตร์ได้ ๗ ประการ โดยอาศัย
ปจ๎ จยั แห่งความสําเร็จ ๖ อย่างซ่ึงแบ่งเป็น ๓ ด้าน ๑) ด้านบริบทและระดับความสําคัญในยุทธศาสตร์การเผย
แผ่มี ๒ ปจ๎ จัยคอื บุคลิกภาพและความรู้ความสามารถ ๒) ด้านลักษณะและรูปแบบในยุทธศาสตร์การเผยแผ่มี
๒ ป๎จจัย คือ การใช้จิตวิทยาเอาชนะใจคนและมีศิลปะในการแสดงธรรม ๓) ด้านคุณค่าในยุทธศาสตร์การเผย
แผ่มี ๒ ปจ๎ จยั คอื การพิสูจน์ให้เห็นความจริงท่ีพิสูจน์ได้และการใช้หลักธรรมเหมาะกับจริตนิสัย ซ่ึงแต่ละส่วน
ล้วนสําคัญทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านบุคลิกภาพทั้งภายนอกและภายใน ด้านความรู้ความสามารถ ด้านการใช้
จิตวิทยาเอาชนะใจคน รวมถงึ ความสามารถในการใช้ศิลปะในการแสดงธรรม ด้านการพิสูจน์ให้เห็นความจริงท่ี
พิสจู นไ์ ด้ ดา้ นการใช้หลักธรรมทเี่ หมาะกับจริตนิสยั เหล่านล้ี ว้ นเปน็ ปจ๎ จัยอนั นําไปสู่ความสําเรจ็ ในการเผยแผ่

Abstract

This thesis on "Strategies Analysis propagation of Theravada Buddhism " There are ๓
objectives, which are ๑) to study the context and the level of importance in the Theravada
Buddhism propagation strategy; ๒) to study the patterns and characteristics of the Theravada

๙๖

Buddhism propagation strategy; ๓) to study the values of the Theravada Buddhism
propagation strategy in the Possible Suitability and usefulness.

This research is qualitative. Focus on studying and researching documents from the
primary information is the Tripitaka. From academic textbooks Relevant documents and
research.
The results of the research showed that:

Theravada Buddhism Propagation Strategy Starting from the policy for the treatment
of suffering, Bamrung Suk, to the peace that is the duty of Buddhists by looking at the vision
with the scope of propagation There is a fundamental and fundamental understanding of
each individual. Also, missions and methods are assigned to achieve both quantitative and
qualitative goals, based on seven propagation strategies: ๑) the use of dharma as appropriate
for the individual in the propagation; ๒) the emphasis on the individual as Center ๓) Access
to the masses ๔) The use of teaching methods ๕) Teachings focus on living ๖) Teaching
focuses on truth ๗) Teaching focuses on liberation to meet the diverse objectives of the
propaganda that leads to success. Analysis of Theravada Buddhism Strategy, the strategy can
be summarized in ๗ ways, based on ๖ success factors, divided into ๓ areas: ๑) the context
and the level of importance in the propagation strategy, there are two factors: personality
and knowledge and ability; ๒) the nature and pattern in the propagation strategy. There are
two factors, namely the use of psychology to win the hearts of people and have the art of
teaching Dhamma. ๓) Value in the propagation strategy has two factors, namely the proof of
proven truth and the use of principles that are suitable for the behavior. Each of which is all-
important, whether it is personality, both outside and inside. Knowledge and ability the
aspect of using psychology to win people over. Including the ability to use the arts in fairness
Proof of proven truth in the use of principles that are suitable for the habit These are all
factors leading to mission success.

๑. บทนา

ในป๎จจุบันจิตใจของมนุษย์มีความเส่ือมถอยนับวันจะย่ิงเส่ือมลงไปเรือย ๆ ทุกขณะ ซึ่งเป็นสาเหตุท่ี
นักวิชาการหลายๆท่านมักจะอ้างว่าเป็นเพราะความบีบค้ันทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่
การผ่องถ่ายทางด้านวัฒนธรรมของประเทศท่ีมีการพัฒนาแล้วหรือการศึกษาและอ่ืนๆอีกหลายป๎ญหา ท่ีอ้าง
ขึ้นมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นป๎ญหาที่เป็นปลายเหตุเท่าน้ัน อันท่ีจริงแล้วประเด็นสาเหตุที่สําคัญก็คือป๎ญหาท่ีเกิดมา
จากทางดา้ นจติ ใจทีไ่ มม่ ีธรรมะ คนส่วนใหญม่ องไม่เห็นถึงความเป็นจริงทางธรรมชาติ พยายามจะหนีธรรมชาติ
ท่ีแท้ของตนเอง หนีความทุกข์ท่ีเป็นธรรมชาติของตนเอง ลืมนึกถึงสิ่งที่มีคุณค่าของชีวิตที่ตนเองมีอยู่แล้วและ
เป็นส่ิงเดยี วที่ใช้แกป้ ๎ญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องในด้านของจิตใจผลลัพธ์ก็คือความเส่ือมถอยของจิตใจ เหมือน
ดังคนตาบอดท่ีถูกความมืดบดปิดบังจนมองไม่เห็นเพชรเม็ดงามท่ีถูกเจียระไนมาอย่างดีแล้วก็คือพระธรรมคํา
สอนของพระพทุ ธเจ้านน้ั เอง

พทุ ธบรษิ ทั มหี นา้ ทสี าํ คญั คือการกําจัดอวิชชาเสริมความรู้นํามาบรรเทาทุกข์ตนเองและมวลมนุษย์ชาติ
ให้ได้เห็นแสงสว่าง เห็นความจริงตามที่มันเป็นจริงในธรรมชาติน้ันก็คือการเอาใจใส่ร่วมมือร่วมใจที่จะนําพระ


Click to View FlipBook Version