๙๗
ธรรมคําสอนของพระพุทธองค์มาส่องสว่างให้มนุษย์ทุกคนทุกรูปได้รู้จักตนเอง รู้จักทุกข์ รู้จักธรรมชาติตามท่ี
เปน็ ไปตามธรรมดา ใหม้ นุษย์ไดเ้ ผชญิ กับป๎ญหาทสี่ ามารถแกไ้ ดด้ ว้ ยป๎ญญาทีถ่ กู ตอ้ งตามทางพระพุทธศาสนา
ส่ิงที่สาํ คญั ทสี่ ุดของพทุ ธบรษิ ัทในขณะนี้กค็ อื การนําหลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค์มาแสดงให้เห็น
ใหป้ ระจกั ษแ์ ก่สายตาชาวโลก เผยแพรไ่ ปยังมวลมนษุ ย์โดยไมเ่ วน้ เพศผิวพรรณวรรณะหรือชนชาติใดๆ ให้เขาได้
รับรู้รสแห่งพระธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนาเพ่ือเขาจะได้พบกับสุขท่ีแท้จริง หนทางท่ีพุทธบริษัทจะต้อง
ทาํ จะต้องดาํ เนินเพื่อให้มนุษย์ได้พบกับความจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ทําเป็นแบบอย่างไว้ ยุทธศาสตร์
การเผยแผ่นเี้ องท่ีพุทธบริษัทจะต้องนํามาเผยแพร่ เพราะม่ันใจได้ว่ายุทธศาสตร์ของพระพุทธองค์นั้นไม่ล้าสมัย
ใชไ้ ด้กบั ทุกสถานการณ์
เมื่อท่านเหล่านั้นเตรียมรับฟ๎งได้ทรงเลือกข้อถามหรือป๎ญหาที่ใกล้ตัวมากที่สุดมาแสดง คือเร่ืองการ
ปฏิบตั ิทไี่ ม่พอดที รงชแี้ จงให้ทราบว่า ถึงผปู้ ฏิบตั ิจะจากบ้านเรือนและการคลุกคลีด้วยกาย (กามสุขัลลิกานุโยค)
แลว้ แต่เม่ือมาคดิ อยูอ่ กี อย่างหนึง่ คอื การทรมานตนเองใหล้ ําบากไร้ประโยชน์(อัตกิลมาถานุโยค) ก็ได้รับผลเป็น
ความทกุ ขอ์ ย่ดู ี ไมม่ ีทางถึงจดุ หมายคือความสุขสงบเยน็ แท้จริง ดังนั้นจงึ ควรปฏบิ ัติในแนวอริยมรรค ผู้ที่รับพระ
ธรรมได้ชดั แจ้งทา่ นแรกคือพระอัญญาโกณฑญั ญะ จึงทรงอุทานด้วยความปิติว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ ”
สว่ นส่ีทา่ นทเ่ี หลือไดท้ รงแสดงเพมิ่ เตมิ ใหไ้ ดร้ ับตอ่ มา
พอได้สาวกเพ่ิมมากพอถึง ๖๐ องค์ จึงทรงประกาศนโยบายและรูปแบบการประกาศพระศาสนา คือ
ให้เทีย่ วจารกิ ไปยังประชาชนเพ่อื ประโยชน์สุขท้ังของเทวดาและมนุษย์ ให้ไปเส้นทางละ ๑ องค์เท่าน้ันเพราะมี
คนจํานวนน้อย สังเกตว่าเมื่อยังมีสาวกไม่ถึง ๖๐ องค์ พระองค์ไม่ประกาศนโยบายหรือส่งไปทันที หาก
พิจารณาด้วยสถานการณ์ในขณะนั้น คือเมื่อกําลังบุคคลากรไม่พอก็ให้ยับยั้งโครงการไว้ก่อน เมื่อได้มากจึงลง
มือปฏิบัติภารกิจ และเน้นบุคคลท่ีมีคุณภาพแท้คือพระอริยบุคคล หากเปรียบเทียบพระอรหันต์เป็นสินค้าคือ
สนิ ค้าคณุ ภาพยอดเย่ยี ม มวี ธิ ีการเบื้องต้นคือขายตรงไปถึงมือกลุ่มเปูาหมายโดยตรง และใช้วิธีแบบลูกโซ่มีคนรู้
ตามเพ่ิมข้ึน(ผู้ใช้สินค้าและรู้ว่าดีจริง) ช่วยแสวงหาคนอื่นมาเป็นสมาชิกต่อไป มีนโยบายสูงสุดชัดเจนคือเพ่ือ
ประโยชน์แกเ่ ทวดาและมนุษย์ ตอ่ มาถึงจะเพิ่มวธิ กี ารในการเผยแผ่พระศาสนา เช่น การพูดในชุมชน การแสดง
ฤทธ์ิในบางครั้ง การโต้วาที ฯลฯ แต่จุดมุ่งหมายไม่เปลี่ยนแปลง คือเพื่อประโยชน์สุขของเทวดาและมนุษย์
ท้ังหมดน้ีจะมรี ายละเอยี ดในบทต่อไป
กาลพระพุทธศาสนาลว่ งมาถงึ ปจ๎ จบุ นั ยทุ ธศาสตรก์ ารเผยแผ่ของพระพุทธเจ้าไม่เคยเปลี่ยน สาวกบาง
กลุ่มบางหมู่อาจเปลี่ยนหรือย่อขยายไป เป็นประกาศพระศาสนาเห็นแก่การบริจาคเงินให้ตนเองหรือหมู่คณะ
ตนเองเป็นสําคัญเสียส่วนใหญ่ คนประกาศศาสนาไม่ได้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพจริง การแสดงธรรมแทนที่จะ
แสดงพระธรรมแท้ กลับแสดงสัทธรรมปฏิรูป อันเปรียบเหมือนนําสินค้าปลอมไปขาย ป๎ญหาต่างๆย่ิงพอกพูน
จนเป็นความสับสนทั้งในคณะสงฆ์เองและฆราวาส ผู้วิจัยจึงเห็นสมควรศึกษาวิจัยเป็นเร่ืองสําคัญด้วยเห็นว่า
การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทจะได้หันกลับไปศึกษารูปแบบและนํามาเทียบเคียงกับ
สถานการณป์ จ๎ จุบัน จะไดม้ องเห็นแนวศกึ ษาทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ ไป
ในส่วนทเ่ี ปน็ เนอื้ หาเก่ยี วกบั การวเิ คราะหย์ ุทธศาสตรก์ ารเผยแผ่พทุ ธศาสนาเถรวาททไี่ ด้นํามาใช้ในการ
เผยแผ่น้ันปรากฏในพระไตรปิฎกในอรรถกถาในที่ต่างๆ มากมายในหลายๆ สูตร ซึ่งก็จะพยายามค้นคว้า
รวบรวมให้ได้เท่าที่จะมากได้ โดยจับเฉพาะจุดประเด็นที่เป็นหลักสําคัญท่ีแสดงให้เห็นว่าน้ันเป็นยุทธศาสตร์
หรือเป็นกลยุทธ์ที่ นํามาใช้เป็นการเผยแพร่และประสบผลสําเร็จอย่างงดงามจากการกระทําการปฏิบัติที่พระ
พุทธองค์ได้ใช้มาแล้ว ซ่ึงพอจะจัดเป็นการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทในประเด็น
สําคญั ๆ ดังน้ี
๑. การมบี ทบาทในการเผยแผ่
๙๘
๒. ยุทธศาสตร์ในการเผยแผ่
๓. ป๎จจยั แห่งความสาํ เรจ็ ในการเผยแผ่
๔. วิเคราะหย์ ทุ ธศาสตรก์ ารเผยแผ่
ส่วนการค้นคว้าจากหนังสือเก่ียวกับพระพุทธศาสนาจากแหล่งอื่นๆ จะนําเฉพาะในส่วนที่ผู้แต่งเป็นที่
ยอมรับจากวงการคณะสงฆแ์ ละประชาชนยอมรับอย่างเปน็ สากลเป็นมาตรฐานเท่านั้น
๒. วัตถุประสงคข์ องกการวจิ ยั
๑ เพอ่ื ศึกษาบรบิ ทและระดบั ความสําคญั ในยุทธศาสตร์การเผยแผพ่ ุทธศาสนาเถรวาท
๒ เพ่ือศึกษารปู แบบยทุ ธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท
๓ เพอ่ื ศึกษาคุณค่าในยทุ ธศาสตร์การเผยแผพ่ ทุ ธศาสนาเถรวาทในความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสมและ
ความเป็นประโยชน์
๓. ขอบเขตของการวจิ ยั
การวจิ ยั ครงั้ น้เี ปน็ งานวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพแบบเอกสารล้วนโดยผู้วจิ ยั ได้กําหนดขอบเขตการวจิ ั
๑) ขอบเขตดา๎ นเน้อื หา
ผู้วิจัยจะศึกษาถึงความหมาย ทฤษฏี ป๎จจัย หลักการ นโยขาย วิสัยทัศน์ วิธีการ เทกนิกเปูาหมายและ
วัตถุประสงค์ในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเถรวาท
๒) ขอบเขตด๎านเอกสาร
ใชว้ ธิ เี ก็บรวบรวมขอ้ มลู เอกสารชนั้ ปฐมภมู คิ ือพระไตรปฏิ กและเอกสารชัน้ ทุตยิ ภูมิคือ อรรถกถา ฎีกา ตํารางาน
เขยี นของนักปราชญ์ทางพระพทุ ธศาสนา เอกสารวิชาการ ผลงานวจิ ัย บทความทางวชิ าการ วิทยานิพนธ์ ซ่ึงจะ
นํามาจดั ประมวลใหเ้ ข้ากนั เปน็ ประเดน็ ตา่ ง ๆ เพ่ือมุ่งตอบวตั ถปุ ระสงคข์ า้ งต้นเป็นสําคญั
๔. คานิยามศัพท์เฉพาะทีใ่ ช๎ในการวิจยั
การวิเคราะห์ หมายถึง เป็นการแยกแยะส่ิงท่ีจะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยท่ีมีความสัมพันธ์กัน เพื่อ
ทําความเข้าใจ แต่ละส่วนให้แจ่มแจ้ง รวมทั้งการสืบค้นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ เพ่ือดูว่าส่วนประกอบ
ปลกี ย่อยนน้ั สามารถเขา้ กนั ไดห้ รือไม่สมั พันธเ์ ก่ยี วเนอื่ งกันอย่างไร ซ่ึงจะช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งหน่ึงส่ิงใด
อย่างแทจ้ ริง โดยพ้นื ฐานแล้ว การวิเคราะห์ถือเป็นทักษะทีม่ นุษย์ฝึกได้
ยุทธศาสตร์ หมายถึง วิธีการ (Ways) ท่ีจะนําพลังอํานาจ (Power) มาใช้ให้ บรรลุวัตถุประสงค์
(Objective) ท่ีกําหนดไว้ยุทธศาสตร์จึงเป็นตัวเช่ือมระหว่างเคร่ืองมือ (Means) กับ จุดมุ่งหมาย (Ends) แต่
เคร่ืองมือและจุดมุ่งหมายมักจะมีความไม่เหมาะสมกัน การท่ีจะหาวิธีการท่ี สามารถใช้เคร่ืองมือท่ีมีอยู่อย่าง
จํากัด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายภายใต้การแข่งขันท่ีรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย การค้นหาวิธีการที่เหมาะสมเพ่ือ
ปูองกันข้อผิดพลาด จึงจําเป็นต้องนํามาประกอบการพิจารณา ยุทธศาสตร์ในระดับรองลงมา ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึง
หรอื ส่วนท่จี ะสนับสนนุ ให้บรรลุ วัตถปุ ระสงค์
การเผยแผํ หมายถงึ การนาํ พระธรรมคําสอนของพระองค์ไปส่งั สอนใหข้ ยายออกไป แพร่หลายออกไป
ถ่ายทอดความรู้ โดยเน้นหลักคุณธรรมแก่พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ให้มีความเข้าใจในหลักธรรมคําสอนของ
พระองค์มากขึ้น สามารถนําไปเป็นหลักดําเนินชีวิตได้ แผ่ออกไป กว้างออกไป และการทําให้เป็นท่ีแพร่หลาย
เปน็ กําลังสาํ คญั ในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาใหก้ ว้างขวางออกไป
๙๙
พทุ ธศาสนาเถรวาท หมายถงึ ศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มพี ระธรรมท่ีพระองค์ตรัสรู้โดยชอบ
เป็นหลักคําสอนสําคัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้ออกบวชเพ่ือศึกษาปฏิบัติตนตามคําสั่งสอน ธรรม -
วนิ ัย เพื่อบรรลสุ ู่จดุ หมายคอื พระนพิ พาน พระพุทธศาสนาเถรวาท ยังประกอบคําสอนสําหรับการดํารงชีวิตที่ดี
งาม สาํ หรับผ้ทู ่ียังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ – อุบาสก และอุบาสกิ า) ซึ่งหากรวมประเภทบุคคลที่ที่นับถือและศึกษา
ปฏิบัติตนตามคําส่ังสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจําแนกได้เป็น ๔ ประเภท คือ ๑) ภิกษุ ๒) ภิกษุณี ๓)
อุบาสก ๔) อุบาสิกา หรือที่เรียกว่า พุทธบริษัท ๔ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระ
เป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่
สมบรู ณ์ได้ ดว้ ยความเพยี รของตน กล่าวคอื ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเอง ด้วยผลแห่งการ
กระทาํ ของตน ตาม กฎแห่งกรรม มไิ ด้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักด์ิสิทธ์ินอกกาย คือ ให้
พ่ึงตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกอง ทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงใน
โลกด้วยวิธีการสร้าง ป๎ญญา ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของ
ศาสนาคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ท้ังปวง แต่หลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรง
สั่งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก จนมีการรวบรวมข้ึนเป็น
พระไตรปฎิ กซึ่งเปน็ หลกั การสาํ คญั ท่ไี ม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของฝุายเถรวาท
๕. เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ๎ ง
พิสิฐ เจริญสุข จากหนังสือเรื่อง “คู่มือการเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ได้กล่าวไว้ว่า งานเผยแผ่
พระพุทธศาสนาเป็นงานที่สําคัญยิ่งของคณะสงฆ์มี ๓ ประการคือ งานปกครอง งานศึกษา งานสาธารณูปการ
โดยเฉพาะพระสงฆ์ได้ทําหน้าท่ีเผยแผ่หลกั ธรรมให้แกป่ ระชาชนอย่างกว้างขวางตอ่ เน่ืองมาโดยตลอด อาทิ พระ
นักเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระธรรมทูต พระธรรมจาริก พระเปรียญและบัณฑิตอาสาพัฒนา พระจริยานิเทศ
และหน่วยอบรมประชาชนประจาํ ตาํ บล พระสงฆเ์ หล่านี้ได้กระจายกันอยู่ในท่ีต่าง ๆ ท่ัวประเทศ เพ่ือให้เป็นไป
ตามอุดมการณพ์ ระศาสดา คําวา่ “เผยแผ่” หมายถงึ การเปิดเผยในส่ิงที่ถูกปกปิดให้คนได้รู้ได้เห็น เหมือนคําว่า
“ตีแผ่” แต่คําน้ีใช้ทํานองประจาน คือเปิดเผยในส่ิงที่ไม่ดี หรือ ส่ิงที่ลึกลับให้คนได้รู้ได้เห็น แต่คําว่า “เผยแผ่”
หมายถึงการเปิดเผยในส่ิงที่คนยังไม่ได้รู้ไม่เห็นให้ได้รู้ได้เห็นท่ัวกัน คํานี้มักใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่นแผ่
เมตตา แผ่ความสขุ ช่วยเหลอื เผื่อแผ่
วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น ทางกายได้แก่การปฏิบัติให้ดู เวลาจะยืน จะน่ัง จะนอน เป็นไป
ดว้ ยความเรียบรอ้ ย มีสติสาํ รวม ระมดั ระวังแสดงท่าทางของผู้สงบเยือกเย็น การเผยแผ่ทางวาจา คือพูดธรรมะ
ให้ผู้อื่นฟ๎งด้วยวิธีท่ีเรียกว่า บรรยายธรรม ปาฐกถาธรรม หรือ แสดงธรรมผู้ที่ทําหน้าท่ีนี้เรียกว่า “ธรรมกถึก”
แปลว่า ผู้กล่าวธรรม พระภิกษุจะต้องรู้จัก วิธีการประยุกต์รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เหมาะกับ
สงั คมยุคป๎จจุบนั ๑
พระมหาประพันธ์ ศุภษร ศึกษาเรื่อง ความสําคัญของบุคลิกภาพของพระพุทธเจ้าต่อความสําเร็จใน
การเผยแผ่พุทธศาสนา ผลการศึกษาสรุปว่า กล่าวกันว่าสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะยังเป็นพระราชกุมารนั้น ทรง
ได้รับการศึกษาจากสํานักครูวิศวามิตร ซึ่งเป็นพระอาจารย์ท่ีพระเจ้าสุโธทนะเคารพนับถือและมีศิษยานุศิษย์
มากมายวชิ าการท่นี ยิ มเรียนในสมัยน้นั ก็เนน้ หนกั ทางดา้ นศิลปะการยิงธนู การต่อสู้อย่างกษัตริย์ เพราะเจ้าศาก
ยมุง่ หมายจะให้พระองค์ปกครองกบิลพัสด์ุต่อจากพระราชบิดา ดังน้ันเจ้าชายสิทธัตถะจึงได้ศึกษาศาสตร์ต่างๆ
ถึง ๑๘ สาขา และเมื่อพระองค์บรรลุอนตุ รสัมโพธิญาณแลว้ พระองค์ยงั มปี จ๎ จัยภายในท่ีสมบูรณ์ คือพรหมวิหาร
๑ พิสฐิ เจริญสุข,คํูมอื การเผยแผํพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพก์ ารศาสนา, 2539), หน้า 5.
๑๐๐
๔ พระพุทธองคท์ รงประกอบดว้ ยเมตตา คือพระทยั ทีร่ ักสรรพสัตว์ในยามปกติ กรุณา คือพระทัยท่ีสงสารสรรพ
สัตว์ประสงค์จะช่วยให้พ้นทุกข์ มุทิตา คือพระทัยที่เบิกบานเม่ือเห็นบริษัทของพระองค์รักการศึกษา ปฏิบัติ
ธรรมเจริญก้าวหน้า และอุเบกขา คือพระทัยท่ีเป็นกลางเม่ือได้พยายามช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่ได้ผล เช่นในกรณี
พระเทวทัต พระสงฆ์ชาวเมืองโกสัมพีแตกสามัคคี และภัยคุกคามท่ีเกิดขึ้นกับพระญาติ ที่ถูกโจมตีจากพระเจ้า
วิฑูฑภะ ด้วยหลักพรหมวิหารนี้ พระองค์จึงเป็นผู้น่ารัก น่าเคารพ น่าเจริญใจ ตรัสอย่างได้ผลเหมาะเวลา ทน
ต่อถ้อยคาํ ลว่ งเกิน กลา่ วสอนต้งั แต่ตน้ื ถงึ ลึกซง้ึ ถึงแกน่ ศาสนา และไมช่ ักนําสาวกไปในทางเส่อื ม๑
นเรศมันต์ เพชรนาจักร ศึกษาเร่ือง การวิเคราะห์หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาและวิธีการสอนใน
โคลงโลกนิติ ผลการศึกษาสรุปว่า ในทางวินัย ย่อมมีภิกษุนอกรีดอยู่ ไม่เชื่อฟ๎ง ไม่ฟ๎งตามผู้มีพรรษามากกว่า
เพราะมิจฉาทิฏฐิอันแรงกล้า จึงต้องมีการลงโทษตามวินัยที่เรียกว่า พรหมทัณฑ์ คือการไม่พูดด้วย ไม่ว่ากล่าว
ตักเตอื น ไม่สนใจใยดีใดๆ ในด้านของการให้รางวัล เท่าท่ีปรากฎคือ พระพุทธเจ้าจะทรงตั้งสาวกผู้อรหันต์ไว้ใน
ฐานะผู้เลิศ หรือเป็นแบบอย่างที่ดีของสาวก อย่างเช่น ต้ังสารีบุตรไว้ในตําแหน่ง มีป๎ญญาความสามารถลํ้าเลิศ
ตั้งพระโมคคลั ลานะไวใ้ นตาํ แหนง่ มีอิทธฤิ ทธิย์ ่งิ กวา่ ใคร ดงั น้ีเป็นตน้ ๒
สิทธิ์ บุตรอินทร์ จากหนังสือเร่ือง “พระพุทธศาสนา” ได้กล่าวไว้ว่า บทบาทของพระสงฆ์ในการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยอาศัยคุณสมบัติความบริสุทธ์ิ ความเสียสละ และความมีสติป๎ญญา แนะนําส่ังสอน
ประชาชน ให้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ในการดํารงชีวิตมาโดยตลอด ส่วนในด้านสังคมก็ได้แนะนํา สั่งสอน และ
สร้างจิตสํานึก นําทางสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ท้ังทางกาย และจิตใจ สั่งสอนให้มนุษย์ม่ันใจในศักยภาพ
ของมนุษย์ว่าเปน็ ผูฝ้ ึกฝนใหพ้ ฒั นามวี ิสัยแห่งการพัฒนาไปอยา่ งสงู สุด โดยอาศยั การศกึ ษาอบรม๓
พระราชสีมาภรณ์ (โอภาส นิรุตฺติเมธี) จากหนังสือเรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาศาสนาและสังคม”
ไดก้ ล่าวถึงคณุ สมบัติของนกั เผยแผ่หรอื นกั ประชาสมั พันธ์ ในเชงิ วชิ าการควรมคี ณุ สมบตั ิ ดังนี้ ๑) โสตา ต้องฟ๎ง
เป็น แม้เป็นพระกรุงเทพมหานครก็ต้องฟ๎งพระหัวเมืองได้ แม้เป็นดอกเตอร์ก็ต้องฟ๎งพระ ป.๔ พูดได้ ๒) สา
เวตา พูดเป็น ๓) อุคฺคเหตา เรียนเป็น ๔) ธาเรตา จําแม่นในเน้ือหาวิชา ๕) วิญญาเปตา หาอุบายให้คนอื่นเขา
รู้สึกเร็ว ๖) กุสโล สทิตาสหิตสฺส คอื ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ๗) โน ครหการโก ไม่ก่อ
การทะเลาะและวิวาท ไม่ว่าเรือ่ งธรรมยุตหิ รอื มหานกิ าย เรื่องสเี หลอื ง สีกรัก อย่าเอามาเป็นเร่ืองทะเลาะกัน๔
สุภาพรรณ ณ บางช๎าง และคณะ จากหนังสือเร่ือง “หลักการประยุกต์หลักพุทธธรรมมาใช้ในการ
พัฒนาชาวชนบท” ได้กล่าวไว้ว่า ส่ือการเผยแผ่ธรรมะ อันได้แก่ เทปบรรยายธรรมะ เทปเพลงธรรมะ สไลด์
วีดีโอ ภาพยนตร์ แผ่นภาพ การจัดนิทรรศการสัญจร สื่อเหล่าน้ีเป็นส่ิงที่ขาดแคลนอย่างยิ่ง ถ้าได้มีการผลิต
อย่างมีคุณภาพแล้วจะเป็นสื่อที่ช่วย วางรากฐานศีล ๕ ธรรม ๕ และยังช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับ
ธรรมะของพระพทุ ธศาสนา ในส่วนทลี่ ะเอยี ดลึกซ้งึ ได้เป็นอยา่ งมาก๕
๑ พระมหาประพันธ์ ศุภษร, “ความสําคัญของบุคลิกภาพของพระพุทธเจ้าต่อความสําเร็จในการเผยแผ่พุทธศาสนา”,
วทิ ยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ , ๒๕๔๔,หน้า ๑๗๖
๒ นเรศมันต์ เพชรนาจักร, “การศึกษาวิเคราะห์หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาและวิธีการสอนในโคลงโลกนิติ”,
วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหดิ ล), ๒๕๔๓, หนา้ .๒๐๘
๓ สทิ ธิ์ บตุ รอนิ ทร์, พระพทุ ธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, 2533), หน้า 31
๔ พระราชสีมาภรณ์ (โอภาส นิรุตฺตเมธี), พระสงฆ์กับการพัฒนาศาสนาและสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2536), หน้า 108.
๕ สุภาพรรณ ณ บางช้าง และคณะ, หลักการประยุกต์หลักพุทธธรรมมาใช๎ในการพัฒนาชาวชนบท,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๗), หนา้ ๑๕๘-๑๗๕.
๑๐๑
พระมหาอานวย ทีปธมฺโม (มีราคา) ได้ทําวิจัยเรื่อง “แนวทางในการเผยแพร่พุทธศาสนาใน
ต่างประเทศ กรณีศึกษาประเทศเนเธอร์แลนด์” ผลการวิจัยพบว่า การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องเป็นไปตาม
หลักพุทธโอวาท แสดงธรรมให้เหมาะสมกับกาลเทศะ มีเหตุผลพอที่เขารับได้ แสดงธรรมด้วยจิตเมตตานุ
เคราะห์ โดยมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟ๎ง ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภสักการะ เพราะเปูาหมายการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาน้ัน เพ่ือประโยชน์ เกื้อกูล ความสุข แก่บุคคลทั้งท่ีเป็นชาวพุทธและมิใช่ชาวพุทธ โดยมุ่งท่ีจะ
พฒั นาศักยภาพของบุคคลในการดําเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง ทั้งน้ันผู้เผยแผ่ก็ต้องเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของ
ประเทศที่ตนไปเผยแผ่ให้ดีเพื่อการส่ือสารกับคนในประเทศน้ัน ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหาร
ควรมีการฝึกอบรมให้มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษา เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านงานเผยแผ่พระศาสนาใน
ต่างประเทศ สร้างพลังศรัทธาให้เกิดมีในการปฏิบัติเพ่ือให้เห็นเป็นรูปธรรมในการเดินทางไปเผยแผ่ การ
พิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสม ทํางานให้เป็นทีมเพ่ือให้เกิดความสุขด้วยการใช้หลักธรรม ทางพุทธศาสนาใน
การดําเนินชีวิตได้ องค์กรที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการดูแลก็ต้องเข้มแข็งสนับสนุนช่วยเหลือและอําหนวยความ
สะดวกดว้ ย๑
สรุปวํา งานการเผยแผ่เป็นงานท่ีสําคัญยิ่งซึ่งมี๓ประการคือ งานปกครอง งานศึกษา งาน
สาธารณูปการ ใช้วิธีการเผยแผ่ได้สองทางคือทางกายได้แก่การปฏิบัติให้ดู เวลาจะยืน จะนั่ง จะนอน เป็นไป
ดว้ ยความเรยี บรอ้ ย มสี ติสํารวม ระมัดระวังแสดงท่าทางของผู้สงบเยือกเย็น ทางวาจา คือพูดธรรมะให้ผู้อ่ืนฟ๎ง
ด้วยวิธีท่ีเรียกว่า บรรยายธรรม ปาฐกถาธรรม หรือ แสดงธรรม นักเผยแผ่ต้องมีบุคลิกภาพสมบูรณ์ด้วยป๎จจัย
ภายนอก คือความรู้ความสามารถในวิชาการต่างๆ และป๎จจัยภายในคือมี เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
ประกอบด้วยคุณสมบัติในเชิงวิชาการ คือ ต้องฟ๎งเป็น พูดเป็น เรียนเป็น จําแม่นในเนื้อหาวิชา หาอุบายให้คน
อื่นเขารู้สึกเร็วในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ไม่ก่อการทะเลาะและวิวาท เพ่ือให้เป็นไปตา ม
วัตถุประสงค์ในการเผยแผ่จึงต้องมีการลงโทษผู้ท่ีกระทําผิดและให้รางวัลผู้ท่ีทําดี การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย
อาศัยคุณสมบัติความบริสุทธ์ิ ความเสียสละ และความมีสติป๎ญญา แนะนําสั่งสอนประชาชน ให้ประพฤติดี
ปฏิบัติชอบ ส่ังสอน และสร้างจิตสํานึก นําทางสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งทางกาย และจิตใจ ด้วยการ
ประยุกต์หลักพุทธธรรมมาใช้ในการเผยแผ่ธรรมะ ต้องเป็นไปตามหลักพุทธโอวาท แสดงธรรมให้เหมาะสมกับ
กาลเทศะ มีเหตุผลพอท่ีเขารับได้ แสดงธรรมด้วยจิตเมตตานุเคราะห์ โดยมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟ๎ง ไม่แสดงธรรม
เพราะเห็นแกล่ าภสกั การะ เพราะเปูาหมายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาน้ัน เพ่ือประโยชน์ เกื้อกูล ความสุข แก่
บุคคลท้ังทเี่ ปน็ ชาวพทุ ธและมใิ ชช่ าวพทุ ธ โดยมงุ่ ท่ีจะพัฒนาศักยภาพของบคุ คลในการดําเนินชีวติ ได้ดว้ ยตนเอง
๖. วิธีดาเนินการวจิ ัย
การวิจัยเร่ือง “การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาท” ในคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิง
เอกสาร โดยการรวบรวมเอกสารข้อมูล (Documentary Research) ทางวิชาการอ่ืน ๆ ท่ีเป็นผลงานของท่าน
ผู้รูท้ างพระพทุ ธศาสนาอนั เป็นทยี่ อมรบั ของนักวิชาการโดยทวั่ ไป มีขนั้ ตอนดงั น้ี
๑) ผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษารวบรวมเอกสารข้อมูลท่ีได้จากเอกสารช้ันปฐมภูมิ (Primary Sources) ได้แก่ ข้อมูล
จากพระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัยและฉบับภาษาบาลี คัมภรี ์อรรถกถา ฎีกา และอนุ
ฎีกา
๑ พระมหาอํานวย ทีปธมฺโม (มีราคา), “แนวทางในการเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศ
เนเธอร์แลนด์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), 2559,
บทคัดย่อ.
๑๐๒
๒) รวบรวมข้อมูลขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sources) ได้แก่ ข้อมูลจาก หนังสือ ตํารา วารสาร
เอกสาร และงานวจิ ัยตา่ ง ๆ ที่เกีย่ วขอ้ ง จากแหล่งขอ้ มลู คือ ห้องสมดุ มหาวทิ ยาลยั สงฆพ์ ุทธป๎ญญาศรีทวารวดี.
ห้องสมดุ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ห้องสมดุ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย
๓) นําข้อมูลท่ีได้มาจากเอกสารมาวิเคราะห์ตีความตามประเด็นสําคัญที่กําหนดไว้แล้วสรุปผลการ
วิเคราะห์ ตามท่ีปรากฏในหลกั ฐานเพ่อื เรยี บเรียงเป็นหมวดหมแู่ ละลําดับข้ันตอนเป็นรปู เลม่ วทิ ยานิพนธ์
๔) สรปุ ผลการศกึ ษาคน้ คว้าโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis)
๕) ขอ้ เสนอแนะการวจิ ยั
๗. ผลการวิจัย
ความชัดเจนในการทาํ งานการเผยแผ่ คือ ยุทธศาสตรอ์ ย่างเปน็ ระบบ ผลการทาํ งานจึงเป็นความสําเร็จ
นา่ พงึ พอใจจะเห็นได้ว่า เม่อื เราได้ศกึ ษาครบถว้ นกระบวนความแลว้ สามารถจะแยกแยะยุทธศาสตร์การทํางาน
เผยแผธ่ รรมของพระพทุ ธองคอ์ อกได้เป็น ๗ ยุทธศาสตรด์ ว้ ยกนั
ในการเผยแผ่น้ันๆ ยุทธศาสตร์ท่ีได้นําไปใช้ โดยการนําธรรมมาใช้พิจารณาให้เหมาะกับบุคคล เน้น
ป๎จเจกบุคคลเป็นศูนย์กลาง เป็นไปเพื่อมวลชนที่ล้วนเป็นความจริงท่ีสามารถพิสูจน์ได้ ใช้หลักธรรมคําสอนมี
หลากหลายเป็นไปเพือ่ การดาํ รงชพี สูค่ วามหลุดพ้น และที่สําคัญป๎จจัยแห่งความสําเร็จที่ทําให้พระพุทธองค์นํา
ยุทธศาสตรท์ ่ีใชน้ ีเ้ พื่อการเผยแผจ่ นบรรลผุ ลไดน้ ้นั สามารถสรปุ ผลการศกึ ษาตามวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ ไดด้ งั น้ี
๗.๑ ดา๎ นบริบทระดับความสาคญั ในยุทธศาสตร์การเผยแผํ
๑) บุคลิกภาพ มคี วามสําคัญต่อการเผยแผ่ศาสนาเป็นอย่างมาก กล่าวคือบุคลิกภาพทําให้เกิดศรัทธา
และนาํ สสู่ ัมมาทฏิ ฐิ และเกดิ กระบวนการพัฒนามนุษยอ์ ย่างเปน็ ระบบ หรืออาจเรียกว่าเกิดระบบจริยธรรมเพื่อ
พัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์ กระบวนการเกิดสัมมาทิฎฐิของมนุษย์เริ่มจากระบบประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ การได้
เหน็ ไดย้ นิ ไดด้ มกล่นิ ไดล้ มิ้ รส และการได้สัมผัสกับส่ิงที่ตนชอบใจ ส่ิงที่ตนแสวงหาและเป็นที่ยอมรับของสังคม
จึงมีความสัมพันธก์ ับการเผยแผ่ศาสนา ในแง่ของการสร้างศรัทธาและการเกิดพฤติกรรมเลียนแบบหรือกระทํา
ตาม ซึ่งในคุณสมบัติด้านบุคลิกภาพท่ีปรากฏเก่ียวกับงานเผยแผ่พุทธศาสนาท่ีสามารถแยกเป็น ๒ ส่วน คือ
คุณสมบตั ิดา้ นบุคลิกภาพภายนอก และคุณสมบตั ดิ ้านบคุ ลกิ ภาพภายใน
๒) ความร๎ูความสามารถ มีความสําคัญต่อการเผยแผ่ศาสนาเป็นอย่างมากซึ่งมี ๒ ด้าน คือ ความรู้
ความสามารถในคดีโลก พระพทุ ธเจา้ ทรงได้พระนามว่าโลกวิทู คือทรงรู้แจ้งโลก และเป็นพระสัพพัญํู คือทรง
รู้ความเป็นไปแห่งโลกและจักรวาล ความเป็นไปแห่งชีวิตของสรรพสัตว์ ส่ิงท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ของ
พระองค์ก็คือพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงแก่เวไนยสัตว์, ความรู้ความสามารถในคดีธรรมน้ัน พระองค์ตรัสว่า
อรยิ สาวกเกิดฉันทะ ปรารภความเพียร ประคองจติ ตั้งม่ันเพ่อื จะยังอกุศล บาป ที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป เพ่ือจะ
ยังกุศล คุณงามความดี ท่ียังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น เพ่ือความต้ังม่ัน เพ่ือความไม่เส่ือม เพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
แห่งกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้วน้ี เราเรียกว่า ความพยายามชอบ เมื่อคฤหัสถ์ประกอบด้วยความเพียรชอบ ก็
สามารถจะปูองกันมิให้ความชั่วเกิดขึ้นในตน ที่เกิดข้ึนแล้วก็จะละท้ิงให้หมดไป สนใจแต่จะทําความดี อันเป็น
ศรีสวัสดิ์แก่ตน และเอาใจใส่คอยระวังรักษาความดีทั้งหลาย ท่ีทําแล้วนั้นไม่ให้เส่ือมสูญ มีแต่จะให้พอกพูน
เจริญยง่ิ ขึน้ ไป
๗.๒ ด๎านลกั ษณะและรปู แบบในยุทธศาสตรก์ ารเผยแผํ
พระพุทธองค์ได้ทรงนําหลักธรรมที่ใช้ในการดําเนินเข้าสู่หัวใจของมหาชนนั้นก็คือ รู้สภาพมวลชน
หมายถึงคณะของชาวพุทธ หมายรวม ๒ กลุ่มคือฝุายที่เป็นนักบวช และฝุายท่ีเป็นชาวบ้าน มีหลักการเข้าถึง
๑๐๓
มวลชน มีเปูาหมายการเข้าถึงมวลชน ใช้จิตวิทยาเข้าถึงมวลชนของพระพุทธองค์ ใช้วิธีการสอน คือรูปแบบ
วธิ กี ารต่างๆ ทน่ี ําไปใช้ในการสอนเช่นการบรรยาย การสนทนาเป็นต้น รวมความเรยี กวา่ “วิธกี าร” ดว้ ยใช้หลัก
๒ อยา่ ง คือ
๑)การใช๎จติ วทิ ยาเอาชนะใจคน
วิชาท่ีศึกษากระบวนการของจิตใจ หรือศึกษาถึงกระบวนการของตัวตน หรือการกระทําก็ได้ พระ
พุทธองค์ได้ค้นพบว่าจิต หรือจริตของคนมีความแตกต่างกันไป ดังน้ันการที่จะใช้จิตวิทยาเพื่อท่ีจะเอาชนะใจ
ของคนกเ็ ปน็ ไปโดยง่ายเพราะพระพุทธองค์สามารถรู้วาระจิต ดังน้ันคุณธรรมท่ีมีความจําเป็นท่ีจะต้องมีในการ
ท่ีจะสามารถครองใจอนั เปน็ หลักใหญ่ทีพ่ ระพุทธองค์ไดท้ รงวางไว้
จติ วทิ ยาทางพระพุทธศาสนา
จิตวิทยา คือ ความรู้เร่ืองจิต ทางพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องควรศึกษาให้รู้ เพราะการปฏิบัติธรรมย่อม
เนื่องด้วยจิตเป็นข้อสําคัญที่สั่งสอนเกี่ยวกับจิตเป็นส่วนใหญ่ จึงจะได้กล่าวถึงเร่ืองจิต จากคําสอนใน
พระพุทธศาสนาไปโดยลําดับ จิตกับกายเป็นของมีอยู่เป็นคู่กัน แก่ทุกๆ คนต้ังแต่ถือกําเนิดเกิดมาจนตาย จิต
หมายถงึ สง่ิ ทีเ่ รยี กกนั ว่า จติ ใจของทกุ ๆ คน กาย ก็หมายถึงร่างกายนี้ เพราะจิตเป็นสิ่งที่ไม่ใช้วัตถุ ท่ีจะมองเห็น
ได้ด้วยตาเป็นต้น จึงได้มีความเห็นในป๎ญหาว่าจิตคืออะไร อยู่ที่ไหน ต้ังแต่สมัยดึกดําบรรพ์เก่าก่อนมาจนถึง
ป๎จจบุ นั เชน่ วา่ จติ เปน็ ธรรมชาตทิ ีใ่ หส้ าํ เรจ็ ความคดิ นึกเป็นความคดิ นกึ เป็นธาตรุ ู้ เปน็ ทก่ี ่อเก็บกิเลสกรรมต่างๆ
ด้วยการ
- นําเอาอภิญญามาใช้ อภิญญา หมายถึงการสามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยอายตนะ
ภายใน ๕ แต่รับรู้อารมณ์ต่างๆได้ด้วย “มโน” เช่น อาจจะเห็นเหตุการณ์ในอดีตอันแสนไกลหรือในอนาคต
ไกลๆ ความรู้แบบอภิญญาอาจจะเกิดขึ้นได้โดย ๒ วิธีด้วยกันคือ ๑) โดยเป็นผลบุญตั้งแต่ชาติก่อน ได้มาโดย
กําเนิดในป๎จจุบันนี้ ก็มีคนธรรมดาหลายคนที่มีความรู้แบบอภิญญาโดยกําเนิด ไม่ต้องผ่านการฝึกจิตใดๆ ๒)
โดยการฝึกสมาธิ จนถึงขั้นฌาน และมีความชาํ นชิ าํ นาญเป็นพิเศษ จน “อภญิ ญา”
- นําเอาอัปปมัญญามาใช้
- นําเอาหลักปฏสิ ัมภิทา ๔ มาใช้
๒) มศี ิลปะในการแสดงธรรม
ศิลปะในการแสดงธรรม หรือกลอุบายต่างๆ ท่ีจะมีส่วนช่วยให้เน้ือหาสมบูรณ์ ชัดเจน และเป็น
ประโยชน์ต่อผู้ฟ๎งธรรมอย่างท่ีสุด รวมเรียกว่า “เทคนิค” หรือ “กลวิธี” หรือ “อุบาย” เพ่ือประสิทธิภาพของ
การฟ๎งธรรมการเรยี นรู้ธรรมช่วยใหม้ สี สี นั ชวนใหต้ ิดตาม เป็นแรงจงู ใจในการฟง๎ ธรรมเรยี นรู้ธรรม ศิลปะในการ
แสดงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงใช้คือ การเล่านิทานประกอบ, การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา, การบอกผลของ
การกระทํา, การแสดงส่ิงที่ผ่านมา, การใช้อุปกรณ์เพื่อการแสดงธรรม, การใช้หลักปฏิบัติของพระองค์เป็น
แบบอย่าง, การเลน่ ภาษา, การเลน่ คาํ และใช้คําในความหมายใหม่, การติ - การชม
๗.๓ ดา๎ นคุณคาํ ในยทุ ธศาสตร์การเผยแผพํ ุทธศาสนาเถรวาท
-คําสอนของพระพทุ ธองค์นั้นกม็ ิไดม้ องข้ามเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ของประชาชนเลย พระพุทธองค์
ทรงมีพระมหากรุณาคุณและทรงเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ยากของบุคคลอ่ืนเสมอ คือสอนการดํารงชีพ การ
ประกอบอาชีพและการงานทั้งหลาย ดังนั้นพระองค์จึงได้วางหลักคําสอนไว้ให้ทุกคนศึกษาแล้วนําไปแก้ป๎ญหา
ทางสังคมและเศรษฐกิจ และท่ีตนเป็นอยู่และเป็นคําสอนที่สมบูรณ์ทุกด้าน พร้อมด้วยเหตุและผล ทนต่อการ
๑๐๔
พิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ และทางด้านป๎ญหาทางสังคม ถ้าหากทุกคนสามารถปฏิบัติได้ตามคําสอนของ
พระองคแ์ ล้วยอ่ มเหน็ ผลได้ทันตา ไม่ประกอบดว้ ยกาลเวลา คอื ไมไ่ ดเ้ ลอื กเวลาท่จี ะให้ผลเปน็ สุขแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั ติ าม
-คําสอนเน้นเร่ืองความจริง ๑)ความจริงโดยสมมติ ได้แก่ความจริงภายนอก ความจริงช่ัวคราวท่ีโลก
สมมติบัญญัติขึ้นมา ยอมรับกัน ใช้กันในชีวิตประจําวัน เพ่ือความสะดวกในการติดต่อสังสรรค์กัน สมมติสัจจะ
ได้แกส่ ิง่ ตา่ งๆ ๒) ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงเก่ียวกับส่ิงท่ีอยู่นอกเหนือวิสัยของประสาทสัมผัสความจริงที่
ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือใดๆ จึงต้องอาศัย การคิด อนุมาน หรือคิดอุปมาน ตามหลักเหตุผลหรือหลั ก
ตรรกวทิ ยาเทา่ นัน้ ความจริงประเภทนีม้ ักเป็นส่ิงลึกลับสําหรบั คนธรรมดา
-คําสอนมุ่งเน้นความหลุดพ้น เป็นคําสอนท่ีมุ่งสอนมีจุดหมายปลายทางสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ
การดับทุกข์ เพราะความทุกข์คืออุปสรรคของชีวิต ดังนั้น มนุษย์ผู้หวังความสุข จะต้องดับทุกข์น้ันให้ได้ ภาวะ
แห่งความดับทกุ ขพ์ ระพุทธศาสนาเรยี กวา่ “นิโรธ” คือความดับ ได้แก่ ดับเพลิงทุกข์ หรือเรียกว่า “วิมุตติ” คือ
ความหลุดพ้น ไดแ้ ก่ หลดุ พน้ จากความทุกข์ สรุปรวมแลว้ เปน็ คุณค่าทางยทุ ธศาสตร์ ดังน้ี
๑) การพสิ จู น์ให๎เหน็ ความจรงิ ทพี่ ิสูจน์ได๎
-พิสจู นโ์ ดยการเรียนร๎ู หลักคําสอนทเ่ี ห็นได้ง่ายท่ีเรียกว่า “ปติฐานนิยม” เป็นหลักคําสอนท่ีทําให้เห็น
ได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง เช่น พระพุทธเจ้าสอนว่า อกุศลมูล คือ โลภ โกรธ หลง
เม่ือเกิดขึ้นแล้วทําให้อกุศลอื่นๆ เกิดขึ้นด้วย อกุศลมูลเป็นไปเพ่ือทุกข์ กุศลเป็นไปเพ่ือสุข ถ้าผู้ฟ๎งต้องการให้
แจ่มแจ้งยง่ิ ข้ึน พระพุทธองค์ก็จะทรงขอร้องให้เขาพิจารณา โลภ โกรธ หลง ท่ีเกิดข้ึนในตัวเขาเองว่า เม่ือ โลภ
โกรธ หลง เกดิ ขนึ้ จติ ใจของเขามคี วามทกุ ข์ หรือมีความสุข เม่ือเขาพิจารณาไปกเ็ หน็ ดว้ ยตนเอง และยอมรับว่า
เปน็ จริงอย่างท่ีพระองคต์ รัส
- พิสูจนด์ ๎วยการวิจัย วิจัยในฐานะเป็นไวพจน์ของป๎ญญาน้ันความจริงมันเป็นลักษณะหน่ึงของการใช้
ป๎ญญา พรอ้ มท้ังเปน็ การทําใหเ้ กิดป๎ญญา หรือทําให้ป๎ญญาพัฒนาข้นึ ดว้ ย
- พสิ จู นด์ ๎วยต๎องทดลองปฏบิ ตั ิ การพิสูจน์ความสงสัยต่างๆ การหาเหตุผลด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งในการ
พิสูจน์หาเหตุผลประกอบสง่ิ นน้ั ๆ ตามแนวหลักของพระพุทธองค์ก็คือ การพิสูจน์หาเหตุผลตามแนวกาลามสูตร
หรือเกสปตุ ตยิ สูตรหรือเกสปตุ ตสูตร ซ่ึงเป็นไปเพ่ือการพิสจู นท์ ่จี ะคน้ หาให้เห็นซงึ่ ความจริงทสี่ ามารถพิสจู นไ์ ด้
๒) การใชห๎ ลักธรรมเหมาะกับจริตนิสัย
เร่ืองจริตนับว่าเป็นเร่ืองสําคัญในการแสดงธรรมอย่างหน่ึง เพราะคนเรามีความชอบและความชังไม่
เหมือนกัน หรือมีความโน้มเอียงทางอารมณ์แตกต่างกัน การท่ีจะรู้ว่าใครมีจริตอย่างไรนั้นเป็นเร่ืองที่บุคคล
ธรรมดาจะสังเกตรู้ได้ ต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ แต่สําหรับพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ทรงทราบจริตของ
สรรพสัตว์อยา่ งชัดเจน ดังน้ัน การแสดงธรรมของพระองค์แต่ละครั้งจึงประสบความสําเร็จ เพราะผู้ฟ๎งธรรมจะ
มีความรู้สึกวา่ พระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงแสดงธรรมแกเ่ รา
จริต คือความประพฤติปกติ ความประพฤติกรรมที่หนักไปทางใดทางหนึ่งอันเป็นปกติประจําอยู่ใน
สันดาน มี ๖ อยา่ ง จงึ แยกมนุษย์เปน็ ๖ กล่มุ คอื
๑) กล่มุ บุคคลผมู้ ีราคจริต มลี กั ษณะนสิ ัยชอบรกั สวยรกั งาม
๒) กลุ่มบุคคลผมู้ ีโทสจรติ มีลักษณะนสิ ยั ประพฤติหนักไปทางโทสะ ใจร้อนหงดุ หงิดงา่ ย
๓) กล่มุ บุคคลผู้มีโมหจริต มีลักษณะนิสัยประพฤติหนักไปทางโง่เขลา คล้อยตามได้ง่าย ไม่เป็นตัวของ
ตัวเอง ใครวา่ อยา่ งไรกเ็ อาตาม
๑๐๕
๔) กลมุ่ บุคคลผมู้ สี ัทธาจริต มลี กั ษณะนิสัยประพฤติไปในทางเช่อื งา่ ย
๕) กลุ่มบุคคลผู้มีพุทธิจริต มีลักษณะนิสัยประพฤติไปในทางใช้ความคิดชอบพิจารณาหาเหตุผล ไม่
ยอมสรุปอะไรงา่ ยๆ
๖) กลมุ่ บุคคลผมู้ ีวิตกจรติ มลี กั ษณะนสิ ัยชอบประพฤตไิ ปในทางครนุ่ คดิ ฟูุงซ่าน กงั วล
๘. สรุป
ป๎จจยั แหง่ ความสําเร็จ จะเห็นได้ว่า มีองค์ประกอบในหลาย ๆ ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนล้วนสําคัญทั้งส้ิน ไม่
ว่าจะเป็น ด้านบุคลิกภาพท้ังภายนอกและภายใน ด้านความรู้ความสามารถ ด้านการใช้จิตวิทยาเอาชนะใจคน
รวมถึงความสามารถในการใช้ศิลปะในการแสดงธรรม ด้านการพิสูจน์ให้เห็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ด้านการใช้
หลกั ธรรมท่ีเหมาะกบั จริตนสิ ยั เหลา่ นล้ี ้วนเปน็ ป๎จจยั อนั นาํ ไปสูค่ วามสําเรจ็ ในการเผยแผ่
๙. ขอ๎ เสนอแนะ
๙.๑ ข๎อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การนําพระพุทธศาสนามาใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดความสุขในสังคมป๎จจุบัน เพ่ือให้บรรลุในขั้นพื้นฐาน
ของมนษุ ย์ก็คือ
๑) เพ่อื สรา้ งความมงุ่ มัน่ รว่ มกัน การท่จี ะทําให้พทุ ธศาสนามกี าํ ลงั ตอ้ งอาศัยความมุ่งมั่นร่วมกันทั้งชาติ
สํานกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ และกรมศาสนา ควรจะร่วมกับสมาคมชาวพุทธในการสร้างความแข็งแกร่ง
ในการนําศาสนธรรมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ในทกุ รปู แบบที่เข้าถงึ บุคคล ทุกสังคม เขา้ ถงึ จติ ใจเป็นหลัก
๒) ส่งเสริมวธิ ีคดิ แบบพุทธ การคิดโดยแยบคายทีเ่ ป็นกลางเป็นมัชฌิมาปฏิปทา คิดให้ตรงต่อธรรมชาติ
ความเป็นจริงเชื่อมโยงและเปล่ียนแปลงตามเหตุตามป๎จจัย การคิดแบบมัชฌิมาปฎิปทาไม่ใช้อยู่ตรงกลาง
ระหว่างความดีกับชั่ว หรือมากกับน้อย หรือดํากับขาว แต่เป็นการคิดแบบเกิดจากสังเกตธรรมชาติ ทุกส่ิงล้วน
เป็นอนจิ จงั ลว้ นเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลาดงั น้นั ส่ิงท่เี กดิ ขนึ้ ก็เปน็ ไปตามเหตุตามป๎จจยั ท่ีหนุนเนื่องไม่ขาดตอน
เป็นไปตามกระแสของอทิ ปั ป๎จจยตา ไมม่ อี ะไรตายตวั เป็นเอกเทศ
๓) เพ่ือการพัฒนาอย่างบูรณาการ การพัฒนาไม่ควรแยกเป็นส่วน เช่นพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่
ควรพัฒนาอยา่ งเช่อื มโยงทุกสว่ นเขา้ มาหากนั เช่น เศรษฐกจิ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เป็น
บรู ณาการ
ดังนั้นพุทธศาสนาจึงควรบูรณาการกับการพัฒนาทุกเร่ือง เช่น พุทธศาสนากับการเมือง พุทธศาสนา
กบั เศรษฐกิจ พทุ ธศาสนากับสังคม เป็นต้นเพือ่ ให้เป็นรปู ธรรมและเห็นเด่นชดั
๔) เพื่อสง่ เสริมการบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญ๎ ญา แนวโนม้ ในความสนใจในการปฏิบัติการบรหิ ารจิตเจริญ
ป๎ญญามีมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เพราะโลกตอนนี้เต็มไปด้วยความเครียด ความเบ่ียงเบน ความรุนแรง
การบริหารจิตเจริญป๎ญญาจะช่วยให้โลกคลายจากความเครียด ความรุนแรง นําไปสู่ความเป็นอิสรภาพ
ความสุข สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมศาสนาและสถาบันของพุทธศาสนาทุกสถาบันต้องทํา
ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการบริหารจติ แลเจริญปญ๎ ญา เพ่ือให้ซมึ ซาบเขา้ สวู่ ถิ ชี ีวติ ของมนษุ ย์
๕) เพ่ือวจิ ยั และพฒั นาระบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทุกองค์ประกอบถ้าครบและสัมพันธ์กันอย่าง
ถูกต้อง ก็สามารถดําเนินไปด้วยดีตามวัตถุประสงค์ ดังน้ันระบบพุทธศาสนาในประเทศไทยควรจะมีการวางไว้
ให้ชัดเจน เช่น ความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคําสอน การศึกษา การปกครอง งบประมาณ ความสัมพันธ์กับ
สังคมกับรัฐบาล และพระราชบญั ญัตคิ ณะสงฆ์
๑๐๖
๙.๒ ข๎อเสนอแนะเพือ่ การวิจัย
๑) การศกึ ษาวิจยั นี้ เป็นการศกึ ษายุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาท ซ่ึงผลของการศึกษา
ปรากฏว่า วิธกี ารเผยแผ่พระธรรมคาํ สอน ของพระพทุ ธเจา้ มีความสมบูรณท์ ่สี ุด สามารถนํามาใช้ประโยชน์และ
แกไ้ ขป๎ญหาสงั คมปจ๎ จุบันไดเ้ ป็นอย่างดี
๒) ในการทําวิจัยครั้งต่อไป ควรทําวิจัยเรื่องวิธีการ, การจัดทํารูปแบบในระบบและกระบวนการ
นําไปใช้ เพื่อบรรเทาทุกข์ แก่ตนเอง และมวลมนุษย์ชาติให้ได้เห็นแสงสว่าง เห็นความจริงตามที่มันเป็นจริงใน
ธรรมชาติ เพอื่ ประโยชนแ์ กเ่ ทวดาและมนษุ ยใ์ ห้นําไปสคู่ วามดับทกุ ขอ์ ย่างแท้จรงิ
๓) ควรมกี ารขยายขอบขา่ ยกลุ่มตัวแปรที่ศกึ ษา โดยเพิ่มปจ๎ จยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งท่สี ่งผลต่อความสําเรจ็ ตอ่
การศกึ ษา และเปน็ แนวทางในการสร้างจติ สํานึกเพ่อื ส่งเสริมวัฒนธรรมเชงิ พทุ ธ
เอกสารอ๎างอิง
พิสฐิ เจริญสขุ ,คมูํ ือการเผยแผํพระพุทธศาสนา, กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๙.
พระมหาประพันธ์ ศุภษร, “ความสําคัญของบุคลิกภาพของพระพุทธเจ้าต่อความสําเร็จในการเผยแผ่พุทธ
ศาสนา”, วทิ ยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต, บณั ฑิตวิทยาลัย : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔.
นเรศมันต์ เพชรนาจักร, “การศึกษาวิเคราะห์หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาและวิธีการสอนในโคลงโลกนิติ”,
วทิ ยานพิ นธ์อักษรศาสตรมหาบณั ฑิต, บัณฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหดิ ล ๒๕๔๓.
สิทธ์ิ บตุ รอนิ ทร์, พระพทุ ธศาสนา, กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๓๓.
พระราชสีมาภรณ์ (โอภาส นิรุตฺตเมธี), พระสงฆ์กับการพัฒนาศาสนาและสังคม, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๖.
สุภาพรรณ ณ บางช๎าง และคณะ, หลักการประยุกต์หลักพุทธธรรมมาใช๎ในการพัฒนาชาวชนบท
,กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พจ์ ุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๒๗.
พระมหาอานวย ทีปธมฺโม (มีราคา), “แนวทางในการเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศ
เนเธอรแ์ ลนด์”, วิทยานพิ นธพ์ ุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๙.
๑๐๗
การศกึ ษารปู แบบชุมชนคุณธรรมตน๎ แบบดว๎ ยพลังบวร
: กรณีศึกษา วดั ทําขนนุ อาเภอทองผาภูมิ จังหวดั กาญจนบรุ ี
A Study Format of Moral Model Community With Baworn
of Wat Thakhanun, Thongphapoom District Kanjanaburi Province
พระศริ ะ จติ ตฺ สุโภ (พิเชฐสกุล)
Phra Sira Jittasupo (Pichetskul)
วิทยาลยั สงฆพ์ ุทธปญ๎ ญาศรที วารวดี มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
[email protected]
บทคัดยํอ
การวิจัยเร่ือง “การศึกษารูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ด้วยพลังบวร : กรณีศึกษา วัดท่าขนุน
อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี” วัตถุประสงค์ดังน้ี เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วย
พลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี, เพ่ือศึกษากระบวนการในการพัฒนา การ
วิเคราะห์ป๎ญหา และอุปสรรคจากการดําเนินงานชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน
อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และแนวทางการแก้ไขป๎ญหาท่ีเกิดขึ้น และ เพื่อศึกษาผลที่ได้จากการ
ดําเนินงาน และนําเสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอ
ทองผาภมู ิ จงั หวัดกาญจนบรุ ี
งานวจิ ัยน้ี เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth interview) โดยมีผู้ใหข้ อ้ มูล ๓ กลมุ่ คอื กลุม่ ท่ี ๑ ชาวบา้ น และผู้นําชุมชน กลุ่มที่ ๒ ตัวแทนของวัด ได้แก่
พระสงฆ์ กลุ่มท่ี ๓ ตัวแทนโรงเรียน และส่วนราชการ ได้แก่ ผู้อํานวยการโรงเรียน นายกเทศมนตรี ตลอดจน
เจ้าหน้าท่ี ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง จํานวน ๑๕ รูป/ท่าน และทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โดยการใช้วิธีการวิเคราะห์
เนื้อหา (Content Analysis) เพ่ือให้ทราบถึงประเด็นป๎ญหาท่ีสําคัญ มีความครอบคลุมในเนื้อหาสาระท่ี
ทําการศกึ ษาอยา่ งครบถว้ น
ผลการวิเคราะหพ์ บวํา
๑. พ้ืนที่ต้ังของชุมชนอยู่ใกล้ชายแดนประเทศพม่า จึงมีเช้ือชาติเผ่าพันธุ์ มีภาษา และวัฒนธรรมท่ี
หลากหลายอาศัยอยู่ร่วมกัน มีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตท่ีเรียบง่าย การประกอบอาชีพส่วนใหญ่
จะเป็นเกษตรกรรม ค้าขาย และงานบริการ ซ่ึงในกระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน ด้วยพลัง
บวรน้ัน เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ชาวบ้าน ผู้นําชุมชน วัด โรงเรียน และส่วนราชการ โดยมีเปูาหมายเพื่อให้
ชาวบา้ นในชุมชนคุณธรรมวดั ท่าขนนุ มีสภาพชวี ิต และความเปน็ อยู่ทดี่ ีข้ึน
๒. กระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน ด้วยพลังบวรนั้น เป็นการร่วมกันระหว่าง
ชาวบา้ น ผู้นําชุมชน วดั โรงเรยี น และสว่ นราชการ จะมีการประชุมกัน เพ่ือวิเคราะห์ถึงสาเหตุของป๎ญหาที่เกิดขึ้น
ภายในชุมชนในด้านต่าง ๆ เพื่อนํามาวางแผนดําเนินการแก้ไข หรือปรับปรุง โดยท่ีชุมชนชนคุณธรรมวัดท่าขนุน
นัน้ มกี ารมงุ่ พัฒนาชมุ ชนใน ๒ ดา้ นคอื
๑.) กระบวนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เม่ือวิเคราะห์แล้วพบว่า มาจากสาเหตุ ๒ ประการคือ ๑)
ป๎ญหาสภาพเศรษฐกิจท่ีฝืดเคืองมากข้ึน ๒) ป๎ญหาชุมชนไม่มีแหล่งท่องเท่ียว ท่ีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ทํา
๑๐๘
ให้เกิดกระบวนการแก้ไขป๎ญหา เพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจชุมชนดังนี้ ๑. เจ้าอาวาส ชาวบ้าน ผู้นําชุมชน
โรงเรียน และส่วนราชการ ร่วมกันประชุม และให้ชาวบ้านเสนอสิ่งท่ีคิดว่าเป็นจุดเด่นทางวัฒนธรรมประเพณีของ
ชมุ ชน เพอื่ เป็นการนําทนุ ทางวฒั นธรรมทอ้ งถิ่น ภมู ิปญ๎ ญาโบราณของชาวบ้าน นํามาสร้างจุดขายจุดเด่น ๒. เมื่อมี
การเสนอความคิดประชุมวางแผนวิเคราะห์แล้ว จึงเร่ิมดําเนินการตามโครงการโดยสามารถแบ่งออกเป็น ๓
ประเภทคอื ๑) การสรา้ งแหล่งทอ่ งเที่ยวแหง่ ใหมใ่ ห้กับชุมชน ๒) พัฒนาวัดท่าขนุนให้สวยงามมีจุดเด่น ๓) ส่งเสริม
อาชพี ให้แก่คนในชมุ ชน
๒.) กระบวนการพัฒนาด้านศีลธรรม เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่า มาจากสาเหตุ ๒ ประการคือ ๑)
จากป๎ญหาความห่างไกลจากศาสนาของชาวบ้านในชุมชนนําไปสู่ความเส่ือมถอยทางศีลธรรม และ ๒) การพัฒนา
ดา้ นศีลธรรม เปน็ หนา้ ทขี่ องพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ทําให้เกิดการพัฒนาด้านศีลธรรมแก่คนในชุมชนคุณธรรม
วดั ทา่ ขนุนขนึ้ โดยมีการดาํ เนนิ การดังน้ี การจดั โครงการการพฒั นาจติ ใจ และป๎ญญาแก่คนในชุมชนคุณธรรมวัดท่า
ขนุน โดยสามารถแบ่งได้เป็นตามกลุ่มเปูาหมายคือ ๑) กิจกรรมท่ีจัดข้ึนเพ่ือประชาชนทั่วไป ๒) กิจกรรมท่ีจัดข้ึน
เพอื่ พฒั นาเยาวชน ๓) มสี ่งเสรมิ การเผยแพรห่ ลักธรรมด้วยช่องทางสื่อออนไลน์
๓. จากการพฒั นาเพือ่ การแก้ไขป๎ญหาของชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ด้านเศรษฐกิจ และด้านศีลธรรม
น้ัน การวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการพัฒนาชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนสามารถแบ่งออกได้เป็นดังนี้ ๑.ผลท่ีได้จากการ
พัฒนาด้านเศรษฐกิจ ๑.) เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ๒.) ชาวบ้านในชุมชนได้รายได้มากขึ้น ๓.) ชุมชนมีจุดขาย
และแหลง่ ทอ่ งเที่ยวแห่งใหม่ ๒. ผลท่ไี ดจ้ ากการพัฒนาดา้ นศีลธรรม ๑.) ประชาชนมีความเคารพพระ และถือศีลได้
มาก ๒.) ชุมชนมคี วามสงบสขุ ๓.) มีคนเข้าวดั ปฏิบัติธรรมมากขนึ้
๔. รูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน เป็นการดําเนินงานของชาวบ้าน ผู้นําชุมชน วัด
โรงเรียน และส่วนราชการ ท่ีต้องการพัฒนาชุมชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ และในส่วนของพระสงฆ์นั้น เกิดจาก
ความสํานึกในบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์ ท่ีพึงกระทําตอบแทนต่อชุมชน โดยมีเปูาหมายเพ่ือให้ชาวบ้านในชุมชน
คุณธรรมวัดท่าขนุนมีความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน และเป็นการอนุเคราะห์ชนรุ่นหลัง ทําให้เกิดการมุ่งพัฒนาชุมชนข้ึนมา
โดยการใช้หลักอริยสัจ ๔ เข้ามาช่วยในการมองเห็นถึงป๎ญหา สาเหตุ และหนทางในการทางแก้ไข เพื่อให้สามารถ
บรรลุผลทต่ี ้องการได้
คาสาคัญ: รปู แบบชมุ ชน, คุณธรรมตน้ แบบ, พลงั บวร
Abstract
The research is conducted with four main objectives (1) To study and analyze a
format of moral model community with Baworn, (2) To study the development process,
Problem analysis, and obstacles from operating the moral model community with Baworn and
solutions for problems that arise, (3) To study results of operations and present the
development a format of moral model community with Baworn. And (4) To study the activities
of the moral community at Wat Thakhanun
This study employed a qualitative research method by using in-depth interviews. To
understand major problems and obtain comprehensive information of the community, three
groups of participants were included: (1) People in the community and community leaders, (2)
Monks, who were representatives of the temple, and (3) School representatives and
governmental officers including school directors, mayors and related officers (N= 15).
The findings are concluded as follows:
๑๐๙
1. The location of the community is near the border with Myanmar. Therefore, many
races, languages, and cultures live together. It is characterized by a multicultural society Have a
simple lifestyle. Most of the occupations are agriculture, trade, and service. Which is the process
of community development, moral model, Wat Thakhanun with Baworn. It is a collaboration
between villagers, community leaders, temples, schools, and government agencies. To provide
the villagers in the community of Wat Tha Khanun virtue and better living
2. A moral model community development process at Wat Thakhanun with the power
of that maid It is a collaboration between villagers, community leaders, temples, schools, and
government agencies. There will be a meeting to analyze the causes of problems that arise
within the community in various areas to be used for planning, corrective actions, or
improvements in the moral community at Wat Tha Khanun. There are two aspects of
community development:
1.) Economic development process When analyzed, it was found that it came from
two reasons: 1) an increasingly stiff economic condition, 2) a problem with no tourist attractions.
That can attract tourists. Cause a problem-solving process for community economic
development as follows 1. Local abbot, community leader, school, and government join
together and ask the villagers to propose what they think is the strength of culture and traditions
of the community to bring the local cultural capital ancient wisdom of the villagers. Used to
create a point of sale. Highlights. 2. When ideas are presented, meeting planning and analysis.
Therefore started the implementation of the project can be divided into 3 types: 1) Creating a
new tourist attraction for the community. 2) Developing a beautiful Wat Thakhanun. 3) Promoting
careers for people in the community.
2.) Moral development process When analyzed, it was found that it came from
two reasons: 1) The remoteness of the religion of the villagers in the community led to the
moral decline. 2) moral development. It is the duty of monks in Buddhism. Resulting in moral
development for people in the community at Wat Thakhanun with the following actions,
Organizing a mind development project and wisdom to the people in the community at Wat
Thakhanun. It can be divided into target groups: 1) activities organized for the general public 2)
activities organized for youth development 3) promoting the dissemination of principles through
online media channels
3. From the development for solving the problems of the community with morality,
Wat Tha Kha Nun, economic and moral aspects analysis of the results of community
development at Wat Thakhanun can be divided as follows. 1. Results from economic
development 1.) Create jobs, create occupations. 2.) Villagers in the community earn more
income. 3.) Communities have sales points and new attractions. 2. Results from moral
development 1.) People respect the monks. 2.) The community has peace. 3.) More people go
to temples and practice dharma.
๑๑๐
4. Community development moral model of Wat Thakhanun is the operation of
villagers, community leaders, temples, schools, and government agencies. Who want to develop
community. For public benefit and in the part of the monks Born from the realization of the
roles and duties of the monks. That should act in return to the community to improve the
livelihoods of villagers in the community of Wat Thakhanun and to help the future generations,
causing the community to develop by using the four Noble Truths to help visualize problems,
Causes, and ways to resolve them to be able to achieve the desired results
5. Organizing development activities to solve economic problems of the community at
Wat Tha Khanun, the abbot, and community leaders. Will jointly bring local cultural capital to
create a selling point, Bring identity and the strengths of the community. To create jobs,
occupations, and subsequent income Such as the development of the activities of Wat Tha
Khanun itself to be beautiful It is an activity that can be used as a selling point. Getting people to
visit temples also stimulates the creation of jobs and careers for the people in the community
and surrounding them. Development section to address moral problems. Caused by the
remoteness of the religion of the people in the community. Causing the problem of moral
decline to occur which organizes the mental and intellectual development project for people in
the community at Wat Thakhanun to solve moral problems. Divided into activities organized for
the youth and the general public in which there will be coordination between government
officials. That helps public relations in the area Until the public relations of various events
through online media.
Keywords: Community Model, Moral Model Community, Baworn
บทนา
ประเทศไทยมีสถาบันหลักของชาติ ซึ่งประกอบด้วย สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบัน
พระมหากษตั ริย์ การส่งเสริมให้ประชาชนในชาติเกิดจิตสํานึก และตระหนักถึงความสําคัญของสถาบันหลัก ทั้ง ๓
สถาบัน ซงึ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ จึงเป็นหัวใจหลักท่ีจะกระตุ้นจิต สํานึกของประชาชนในชาติ จากการ
ดําเนินงานทางด้านศาสนาภายใต้สถาบันหลัก ๓ สถาบัน การดําเนินงานให้ประชาชนในชาติ ร่วมกิจกรรมท่ี
ผสมผสานกันอย่างแนบแน่น และมีความผูกพันกัน โดยมีหลักธรรมทางศาสนาเป็นเครื่องยืดเหนียวจิตใจ โดยมี
สถาบนั ชาติ และสถาบันพระมหากษัตรยิ ์เป็นองค์ประกอบหลกั ของกจิ กรรม
สภาพสังคมไทยในยุคป๎จจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อันเน่ืองมาจากความก้าวหน้า
ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ข้อมลู ข่าวสารตา่ ง ๆ สามารถแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ แนวคิด วิถี
ชวี ิต คา่ นิยมของบคุ คลในสงั คม เกิดความเปลี่ยนแปลงขนึ้ เบ่ียงเบนไปจากหลักศีลธรรม และจริยธรรมที่ดีงามตาม
หลักธรรมของพุทธศาสนาที่เคยมีมาในอดีต กลับชื่นชมวัฒนธรรมตะวันตก ท่ีเน้นการบริโภควัตถุนิยมต่าง ๆ จน
เกิดความสับสน ซึ่งระบบสังคมท่ีเคยดีงามของไทยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเน่ืองมาจากการให้
ความสาํ คญั ในดา้ นเศรษฐกิจ เป็นการพัฒนาทางด้านวัตถุ มากกว่าพัฒนาสังคมในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการพัฒนา
ทางด้านจิตใจ จึงทําให้เกิดป๎ญหาความย่อหย่อนของคุณธรรมจริยธรรม มีการประพฤติปฏิบัติที่เห็นแก่ประโยชน์
ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซ่ึงส่งผล ไปยังป๎ญหาต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในสังคมไทย อาทิเช่น เกิดป๎ญหาทุจริต
คอรัปชั่น ป๎ญหายาเสพติด และป๎ญหาหย่าร้าง ป๎ญหา นักเรียนตีกัน ป๎ญหาการรักร่วมเพศ การหลงมัวเมาใน
๑๑๑
อบายมุข การปล่อยตัวปล่อยใจ ขาดระเบียบวินัย ไร้ทิศทางของชีวิต ฟุมเฟือย และอื่น ๆ อีกมากมาย หากปล่อย
ไวจ้ ะเป็นผลกระทบต่อความม่ันคงของประเทศด้วย
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของคนไทยในสังคมให้เป็นคนดี จึงเป็นเร่ืองท่ีจําเป็นอย่างย่ิง เพราะคน
ในสังคมต่างเรียกร้องในเร่ืองคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดข้ึนในสังคมไทย แม้ว่าเป็นเรื่องท่ีมีความยากเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็นกระบวนการที่มีความสลับขับซ้อน และมีองค์ประกอบอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง รัฐบาล ได้พิจารณาถึงความ
จําเป็นท่ีจะต้องดําเนินการ ในเรื่องการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นเคร่ืองมือในการกําหนดความสงบสุข
ของสังคมไทย จากการที่ใด้วิเคราะห์แล้วพบว่า สังคมใดมีผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม สังคมนั้นจะมีแต่
ความสงบสขุ ในขณะเดียวกัน หากคนในสังคมใดมีความ บกพร่องด้านจิตใจ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม แม้สังคม
นั้นจะมีความม่ังคั่งทางเศรษฐกิจ แต่ก็จะหาความสงบสุขได้ยาก สรุปภาพรวมของป๎ญหาสังคมที่เกิดข้ึนกับคนใน
ชาตทิ ุกกลุม่ เปูาหมาย นับวนั จะรนุ แรง และทวีคูณมากข้นึ สง่ ผลต่อประเทศและสงั คมไทยโดยรวม
ประเทศไทย ซ่ึงมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจําชาติมาช้านาน และวัดเป็นสถานท่ีสําคัญมากใน
สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสมัยก่อน วัดมีบทบาทต่อสังคมมากมาย นอกเหนือจากเป็นสถานท่ีประกอบ
ศาสนกจิ ของสงฆ์ และเปน็ แหลง่ สง่ เสรมิ เผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยตรงแล้ว วัดยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนท่ีเป็น
แหล่งรวมกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น เป็นโรงเรียนให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา เป็นสถานรักษาพยาบาลของ
ชาวบ้าน เป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน เป็นสถานท่ีไกล่เกล่ียข้อพิพาทของผู้คน ดังที่ พระมหาณรงค์ จิตฺตโสภโณ ได้
กล่าวถึงบทบาทของวัดที่มีต่อวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยก่อนไว้ว่า วัดเป็นโรงเรียนใกล้บ้านท่ีชาวบ้านส่งลูกหลาน
เขา้ ศกึ ษาเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ เป็นสถานท่ชี ่วยอบรบสั่งสอนขัดเกลาจิตใจของชาวบ้าน เป็นสถานพยาบาลเมื่อ
ชาวบ้านเจ็บไข้ได้ปุวย โดยมีพระสงฆ์จะทําหน้าท่ีรักษาตามแบบแผนโบราณ ชาวบ้านเดือดร้อนเร่ืองท่ีอยู่ทํากินก็
อาศัยวัดในการพกั พงิ เลี้ยงชีพ ชาวบา้ นเดนิ ทางไกลไม่มที ่พี กั กจ็ ะใชว้ ัดเป็นสถานท่ีหลับนอนชั่วคราว ชาวบ้านใช้วัด
เปน็ ทพี่ บปะสังสรรค์กันในยามว่าง ชาวบ้านจะจัดงานรื่นเริงในวัดโดยมีมหรสพต่างๆเช่น มโนราห์ หนังตะลุง และ
การละเล่นอ่ืนๆ และท่ีสําคัญคือวัดเป็นศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรม และทําหน้าที่ไกล่เกล่ียข้อพิพาทของผู้คนใน
ชุมชน๑ ในทํานองเดียวกัน สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ได้กล่าวถึงบทบาทของวัดไว้ว่า ในอดีตวัดเป็นศูนย์กลางของความ
งามความดีที่ปรากฏในจิตใจของคนทั่วไป นอกจากน้ันวัดยังเป็นสถานศึกษา เป็นศูนย์กลางในการรักษาโรค และ
เปน็ ศนู ย์รวมของศลิ ปวฒั นธรรมในท้องถ่ิน๒
วัดมีอยู่ท่ัวไปในชุมชนต่าง ๆ ทุกภูมิภาคของสังคมไทย ดังที่ สุพร จุลทอง ได้กล่าวไว้ว่า วัดเป็นส่วน
หน่งึ ของสังคมทข่ี าดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านใด มักจะมีวัดประจําหมู่บ้านของตน ประชาชนในแต่ละหมู่บ้านต่าง
ก็ใช้วัดเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ และมีความสัมพันธ์อย่างแบบแน่นกับวัด วัดจึงเป็นสมบัติร่วมของทุกคนในท้องถิ่น
โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นําของชาวบ้านในชุมชน เมื่อมีกิจกรรมเนื่องด้วยผลประโยชน์ร่วมกันของชุมชน เช่น ขุดบ่อ
สร้างถนน สร้างสะพาน เป็นต้น พระสงฆ์ขอความช่วยเหลือให้ชาวบ้านช่วยกันทํา ชาวบ้านก็จะมาช่วยกันทํางาน
จนสําเรจ็ ด้วยดี เปน็ การทาํ งานดว้ ยความศรทั ธาและเคารพเชื่อฟง๎ ทําให้เกิดระเบียบวินัย ประหยัด และทําให้ผู้คน
มีจิตใจท่ีดงี ามตอ่ กันอีกด้วย๓
๑ พระมหาณรงค์ จติ ฺตโสภโณ, บทบาทของพระสงฆแ์ ละวัดกับการพัฒนาในอดีต, เอกสารการสอนชุดวิชาความเชื่อ
และศาสนาในสังคมไทยหนํวยท่ี ๑-๗. (นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๕๓), หน้า ๒๒๗.
๒ สลุ กั ษณ์ ศวิ ลกั ษณ,์ อิทธิพลพุทธทาสตํอสงั คม. (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์เคล็ดไทย, ๒๕๓๓), หน้า ๗๙.
๓ สุพร จุลทอง, “บทบาทในการพัฒนาสังคมของพระสงฆ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช”, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรม
หาบณั ฑิต, (บณั ฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ , ๒๕๔๐), หนา้ ๓.
๑๑๒
จากสภาพสังคมไทยในอดีต ที่คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นสงบสุข พึ่งพาช่วยเหลือแบ่งป๎น อยู่
ร่วมกันด้วยความรัก มีความสมัครสมานสามัคคีกัน มีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เด็กเยาวชนเคารพผู้อาวุโส มี
ระเบยี บแบบแผนในการประพฤติปฏิบัตติ น โดยมีสถาบันที่หล่อหลอม อบรมรมกล่อมเกลาให้คนในสังคมประพฤติ
ปฏิบัติไปในทางท่ีถูกต้องดีงาม ประกอบด้วยบ้าน วัด โรงเรียน หรือ “บวร” ด้วยพระอัจฉริยภาพของ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท่ีได้ทรงเห็นความสําคัญอย่าง
ละเอียดลกึ ซง้ึ และทรง มพี ระราชดํารใิ นการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยด้วยพลัง “บวร”
หลักการพัฒนาชุมชนคุณธรรมให้ม่ันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน คือ การนอมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางหลักของการ
ดําเนินงาน และใชพลัง “บวร” มาเป็นแกนนําในการขับเคลื่อน โดยเร่ิมจากการเปิดพื้นท่ีในวัด /ศาสนสถาน ให้
เปน็ ศูนยการเรียนรู ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมท้ังเป็นศูนยกลางการจัดกิจกรรม
เทิดทนู สถาบนั พระมหากษตั ริยและกจิ กรรมทางศาสนา ส่งเสริมคณุ ธรรมจริยธรรม ตลอดจนเป็นศูนยกลางการถา
ยทอดภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนพ่ึงพาตนเอง พ่ึงพากันเอง รวมกลุมอยางมีพลัง ใชชีวิตอย่าง
พออยู่พอกิน พอเพียง มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม สามารถยืดหยัดได้ด้วยตนเอง ซึ่งกลายมาเป็น “ชุมชน
คณุ ธรรม”
จากสภาพสังคมที่เป็นสังคมยุคโลกาภิวัตนใ์ นปจ๎ จบุ ันที่เกิดการพัฒนาขึ้นทุกๆด้าน แต่คนในสังคมกลับ
ห่างเหินศาสนา จึงทําให้คนในสังคมขาดคุณธรรม จริยธรรม นํามาซ่ึงความแตกแยกแตกสามัคคีอย่างมาก การนํา
โครงการชุมชนคุณธรรมมาเป็นกลไกในการขัดเกลาจิตใจของคนในชุมชน ให้เกิดความรักความสามัคคีน้ัน จึงเป็น
วิธีที่ปฏิบัติกันมาต้ังแต่ในอดีต และควรจะน้อมนํามาใช้ในป๎จจุบัน เพ่ือเป็นสถานที่ท่ีศึกษาเรียนรู้แก่ชุมชนและ
บุคคลท่ัวไป และเพือ่ ให้คนในชุมชนมคี ุณธรรมเกดิ ความรักความสามัคคี เกิดความม่นั คง มัง่ คงั่ และย่ังยนื
จากการศึกษาวิเคราะห์การขับเคล่ือนดําเนินงานของชุมชนคุณธรรมในประเทศไทย พบว่า มี
ความสําเร็จเพียงส่วนน้อย อันเนื่องมาจากป๎ญหาที่ชุมชนคุณธรรมในแต่ละสถานท่ีมีความแตกต่างกัน ทั้งจาก
สภาพของชุมชน ลักษณะภูมิประเทศ ความแตกต่างกันของประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนความร่วมมือกันของคน
ในชุมชน ซึ่งส่งผลให้การดําเนินงานของชุมชนคุณธรรม เกิดป๎ญหาติดขัด ทําให้การพัฒนาของชุมชนไม่สามารถ
ดําเนินงานตามเปูาหมาย หรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กําหนดไว้ ส่งผลให้การดําเนินงานชุมชนคุณธรรมไม่ประสบ
ความสาํ เรจ็ เทา่ ทค่ี วร
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจเก่ียวกับ การศึกษารูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ด้วยพลังบวร :
กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยสนใจทําการศึกษาว่า ชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วย
พลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีลักษณะ และรูปแบบการดําเนินงาน
อย่างไร มีการวิเคราะห์ป๎ญหาและอุปสรรคจากการดําเนินงาน เป็นอย่างไร และมีแนวทางการแก้ไขป๎ญหาท่ี
เกิดขึ้นอย่างไร ตลอดจนศึกษาผลที่ได้จากการดําเนินงานโครงการ เพ่ือนําผลการศึกษาที่ได้ มาสรุปเป็นรูปแบบ
การดําเนินงาน ซ่ึงจะก่อให้เกิดการวางแผนการจัดการขับเคล่ือนโครงการ “ชุมชนคุณธรรม” ท่ีเหมาะสมในพ้ืนท่ี
ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและนําไปสู่ความสําเร็จในการจัดการขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนคุณธรรม” อย่าง
ยัง่ ยนื
๒. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
๑) เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอ
ทองผาภูมิ จังหวดั กาญจนบุรี
๑๑๓
๒) เพื่อศึกษาวิเคราะห์กระบวนการในการพัฒนา การวิเคราะห์ป๎ญหา และอุปสรรคจากการ
ดําเนินงานชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และ
แนวทางการแก้ไขป๎ญหาที่เกิดข้ึน
๓) เพ่ือศึกษาวิเคราะห์ผลท่ีได้จากการดําเนินงาน และนําเสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรม
ต้นแบบด้วยพลงั บวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จงั หวดั กาญจนบรุ ี
๓. นยิ ามศพั ท์เฉพาะท่ใี ชใ๎ นการวจิ ัย
รูปแบบชุมชนคุณธรรม หมายถึง ลักษณะของชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ท่ีเป็นการร่วมมือกัน
ระหว่าง พระสงฆ์วัดท่าขนุน ผู้นําชุมชน เจ้าหน้าท่ีภาครัฐ โรงเรียนและชาวบ้านท่ี ร่วมกันพัฒนาชุมชนให้มีความ
เปน็ อย่ทู ีด่ ีขึ้น โดยมกี ารการดําเนินงานทบ่ี ูรณาการตามประเพณี และหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
ชุมชนคุณธรรมต๎นแบบ คือ ชุมชนคุณธรรมท่ีดาเนินการส่งเสริมคุณธรรมจนประสบความสาเร็จใน
เชิงประจักษ์ ทั้งในด้านกระบวนการพัฒนาและการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของคน ในชุมชนท่ีส่งผลในเชิงบวก มี
การทาความดีเพ่ิมขึ้น ปัญหาเชิงคุณธรรมลดลง และมีแนวโน้มเกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง เกิดความย่ังยืน ทาให้คน
ในชุมชนมีความสขุ มีองค์ความร้สู ามารถถา่ ยทอดและเปน็ แหล่งเรียนรู้ใหก้ บั ชุมชนอ่นื ได้
พลังบวร “บ” แทนความหมายด้วยคําว่า “บ้าน” ซ่ึงบ้านคือที่พักอาศัยหรือครอบครัวก็ได้ บ้านให้
ความรักความอบอุ่นผูกพันแม้จะเป็นหน่วยหรือสถาบันเล็กที่สุดในโครงสร้างของสังคม แต่เป็นจุดเริ่มต้น ของ
สังคมใหญ่ ๆ เป็นฟ๎นเฟืองชิ้นเล็กที่มีความหมายสําคัญมาก ทั้งน้ี บ้านในท่ีน้ีหมายความรวมถึงหมู่บ้าน หรือ
ชุมชนต่าง ๆ ด้วย ผู้นําท่ีเป็นตัวแทนของพลังบวร ที่มาจากบ้าน เช่น ผู้นําตามธรรมชาติ ผู้สูงอายุ สตรี เด็ก
เยาวชน ปราชญช์ าวบ้าน ภมู ิป๎ญญาท้องถนิ่
“ว” แทนความหมายด้วยคําว่า “วัด” วัดเปรียบเสมือนศูนย์กลางทางจิตใจของคนไทยมา แต่
ครั้งอดีต เป็นสถาบันยึดเหน่ียวจิตใจ อบรมสั่งสอนคนในชุมชนรอบ ๆ วัดให้ประพฤติถูกทํานองคลองธรรม วัด
นอกจากจะเป็นสถานท่ีประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์แล้ว สําหรับชาวบ้านยังเป็นสถานที่ให้คนในชุมชน พบปะ
กนั ใครเดือดเน้ือร้อนใจก็มาปรึกษากัน กลับจากวัดก็ได้คําสอนดี ๆ กลับไปมากมาย อย่างท่ีทราบกันดีว่า ประเทศ
ไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาซ่ึงทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม คริสต์ ล้วนมีหลักคํา สอนให้
ผู้คนประพฤติและปฏิบัติดี ทั้งน้ี “ว” ในที่นี้จึงหมายรวมถึงศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นท่ี แผ่นดิน
ไทยดว้ ย ผนู้ าํ ท่ีเป็นตวั แทนพลงั บวร ที่มาจากวัด หรือศาสนสถาน ประกอบด้วย ผู้นําทางศาสนาของ แต่ละศาสนา
ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ เช่น เจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส อิหม่าม คอเต็บ บิ
หลนั่ บาทหลวง เป็นตน้
“ร”แทนความหมายด้วยคําว่า “โรงเรียน” โรงเรียนคือสถานท่ีท่ีให้ความรู้อย่างมีแบบแผน
สําหรับเยาวชนซ่ึงจะโตขน้ึ เป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ภาระของโรงเรียนอาจดูหนักอยู่บ้างในป๎จจุบัน เนื่องจาก โรงเรียน
ต้องดูแลเหล่าลูกศิษย์เหมือนลูกหลานของตน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในพ้ืนท่ีเพื่อให้บริการ ประชาชน
เพื่อให้ครอบคลุม ท้ังนี้ “ร” ในท่ีน้ี จึงหมายรวมถึงหน่วยงานภาครัฐท่ีอยู่ในพ้ืนที่ด้วย ผู้นําท่ีเป็นตัวแทนพลังบวร
ท่ีมาจากโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐ เช่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อํานวยการ
โรงเรียน ผ้กู าํ กับการสถานตี ํารวจ ผ้อู าํ นวยการโรงพยาบาล สง่ เสริมสุขภาพประจําตาํ บล เปน็ ต้น
วัด หมายถึง วัดในพระพุทธศาสนา โดยหมายรวมท้ังวัดท่ีได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซ่ึงในการ
ศกึ ษาวิจยั ครัง้ นี้ หมายถงึ วัดทา่ ขนนุ สงั กดั มหานิกาย ตาํ บลท่าขนนุ อําเภอทองผาภูมิ จังหวดั กาญจนบุรี
๑๑๔
๔. วิธีดาเนนิ การวิจยั /รูปแบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจัย
การวจิ ัยเร่ือง “การศกึ ษารูปแบบชมุ ชนคุณธรรมต้นแบบ ด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอ
ทองผาภูมิ จังหวดั กาญจนบุรี” น้ี ผ้วู ิจยั ได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการ
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยมีผู้ให้ข้อมูล ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑
ชาวบ้าน และผู้นําชุมชน กลุ่มที่ ๒ ตัวแทนของวัด ได้แก่ พระสงฆ์ กลุ่มท่ี ๓ ตัวแทนโรงเรียน และส่วนราชการ
ได้แก่ ผู้อํานวยการโรงเรียน นายกเทศมนตรี ตลอดจนเจ้าหน้าท่ี ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง จํานวน ๑๕ รูป/ท่าน และทํา
การวเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้โดยการใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพ่ือให้ทราบถึงประเด็นป๎ญหาที่
สาํ คญั มคี วามครอบคลมุ ในเน้ือหาสาระที่ทาํ การศึกษาอย่างครบถ้วน
๔.๑ ขอบเขตดา๎ นเนอ้ื หา
การศึกษาวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยไดก้ ําหนดขอบเขตดา้ นเน้ือหา โดยการทบทวนข้อมูลจาก เอกสารตํารา และ
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง กําหนดขอบเนื้อหาในการศึกษารูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัด
ท่าขนุน อาํ เภอทองผาภมู ิ จังหวัดกาญจนบุรี ซง่ึ ผู้วจิ ัยได้กําหนดขอบเขตของการวิจัย เพื่อการศึกษาวิเคราะห์ไว้ ๓
ประเด็นดังตอ่ ไปนี้คือ
ประเด็นที่ ๑ เพ่ือศึกษาวิเคราะห์รูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน
อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบรุ ี
ประเด็นท่ี ๒ เพ่อื ศกึ ษาวเิ คราะห์กระบวนการในการพัฒนา การวิเคราะห์ป๎ญหา และอุปสรรคจากการ
ดาํ เนนิ งานชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และ
แนวทางการแก้ไขปญ๎ หาทเ่ี กิดขึ้น
ประเด็นท่ี ๓ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลท่ีได้จากการดําเนินงาน และนําเสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชน
คณุ ธรรมต้นแบบดว้ ยพลังบวร : กรณศี ึกษาวดั ทา่ ขนุน อําเภอทองผาภูมิ จงั หวัดกาญจนบุรี
๔.๒ ขอบเขตด๎านสถานท่ี
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่สนใจศึกษาถึงวัด และพระสงฆ์ และผู้ที่มีส่วนได้เสียในกระบวนการใน
การพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ใน
รูปแบบต่างๆ จากตัวแทนคณะสงฆ์ และองค์กรเครือข่ายชุมชนคุณธรรม วัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัด
กาญจนบุรี โดยการศึกษา ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งประกอบไปด้วย ๓
ชุมชนยอ่ ย ได้แก่ ชมุ ชนคุณธรรมวงั ท่าขนนุ ชุมชนคณุ ธรรมริมฝง๎่ แควน้อย และชมุ ชนคณุ ธรรมพัฒนาทองผาภมู ิ
๔.๓ ขอบเขตด๎านประชากรและกลุํมตัวอยําง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีสนใจศึกษาถึงวัด และพระสงฆ์ ที่มีส่วนได้เสียในกระบวนการในการ
พัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ใน
รูปแบบต่างๆ จากตัวแทนคณะสงฆ์ และองค์กรเครือข่ายชุมชนคุณธรรม วัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัด
กาญจนบรุ ี ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ ชุมชนย่อย ได้แก่ ชุมชนคุณธรรมวังท่าขนุน ชุมชนคุณธรรมริมฝ๎่งแควน้อย และ
ชมุ ชนคุณธรรมพฒั นาทองผาภมู ิ จํานวน ๑๕ รูป/คน
๔.๔ ขอบเขตด๎านระยะเวลา การวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลาในการศึกษา เร่ิมต้นแต่เดือนกรกฎาคม ถึง
เดอื นธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา ๖ เดือน
๕. ผลการวิจัย
จากการวิจัยเร่ืองนสี้ ามารถแบ่งเป็นประเดน็ ไดด้ ังต่อไปนี้
๑๑๕
๑) รูปแบบชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ด้วยพลังบวร กรณีศึกษา วัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัด
กาญจนบรุ ี
พ้ืนท่ีต้ังของชุมชนอยู่ใกล้ชายแดนประเทศพม่า จึงมีเช้ือชาติเผ่าพันธุ์ มีภาษา และวัฒนธรรมที่
หลากหลายอาศัยอยู่ร่วมกัน มีลักษณะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การประกอบอาชีพส่วนใหญ่
จะเป็นเกษตรกรรม ค้าขาย และงานบริการ ซ่ึงในกระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน ด้วยพลัง
บวรน้ัน เป็นการร่วมกันระหว่าง ชาวบ้าน ผู้นําชุมชน วัด โรงเรียน และส่วนราชการ โดยมีเปูาหมายเพ่ือให้
ชาวบ้านในชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนมีสภาพชีวิต และความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น โดยการมุ่งเน้นพัฒนาชุมชนใน ๒ ด้าน
คอื ๑.) ด้านเศรษฐกิจ ๒.) ดา้ นศลี ธรรม
๒) กระบวนการในการพัฒนา การวิเคราะห์ป๎ญหา และอุปสรรคจากการดําเนินงานชุมชนคุณธรรม
ตน้ แบบดว้ ยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และแนวทางการแก้ไขป๎ญหาท่ี
เกดิ ขน้ึ
ผลการวจิ ัย การพัฒนาชมุ ชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ
จงั หวัดกาญจนบุรี จากการสมั ภาษณผ์ ู้ใหข้ ้อมูล พบว่า มีการพัฒนาชุมชนใน ๒ ด้านคือ ๑) ด้านเศรษฐกิจ ๒) ด้าน
ศีลธรรม โดยแตล่ ะด้านจะมีขั้นตอนการพัฒนาดงั น้ี
๑. กระบวนการพฒั นาด้านเศรษฐกจิ
ในกระบวนการในการพัฒนาเพื่อแก้ไขป๎ญหาด้านเศรษฐกิจของชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนน้ันมาจาก
สาเหตุ ๒ ประการคอื
๑) ป๎ญหาสภาพเศรษฐกจิ ท่ฝี ืดเคืองมากขึน้
๒) ป๎ญหาชุมชนไม่มีแหล่งท่องเท่ียว ที่สามารถดึงดูดนักท่องเท่ียวได้ ทําให้เกิดกระบวนการแก้ไข
ป๎ญหา เพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกจิ ชุมชนดังน้ี
๑. เจ้าอาวาส ชาวบา้ น ผู้นาํ ชุมชน โรงเรยี น และส่วนราชการ ร่วมกันประชุม และให้ชาวบ้านเสนอส่ิง
ที่คิดว่าเป็นจุดเด่นทางวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน เพื่อเป็นการนําทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิป๎ญญาโบราณ
ของชาวบ้าน นํามาสรา้ งจุดขายจดุ เด่น
๒. เมื่อมีการเสนอความคิดประชุมวางแผนวิเคราะห์แล้ว จึงเร่ิมดําเนินการตามโครงการโดยสามารถ
แบง่ ออกเปน็ ๓ ประเภทคือ
๑) การสรา้ งแหล่งท่องเท่ยี วแหง่ ใหม่ให้กับชุมชน จากการนําอัตลักษณ์ของชุมชนมาใช้ อย่างเช่น
การสร้างทางบ้านกักกันเชลยศึก ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สมัยสงครามโลก การปรับปรุงเส้นทาง
รถไฟสายมรณะ การสร้างพระทองคํา และการสรา้ งบนั ไดทางข้ึนนมัสการรอยพระพุทธบาท เป็นต้น
๒) พัฒนาวัดทา่ ขนนุ ใหส้ วยงามมจี ดุ ขาย เชน่ การอนุรักษ์ประเพณีด้ังเดิม การจัดงานอุ้มพระสรง
นํ้า หรือเป็นการสร้างจุดขายใหม่เพื่อการท่องเท่ียวเชิงพุทธ อย่างการจัดให้มีการตามผางประทีปในวันสําคัญทาง
พระพุทธศาสนา การสร้างพระทองคําให้คนมากราบไหวส้ กั การะ
๓) ส่งเสริมอาชีพให้แก่คนในชุมชนคือการตั้งซุ้มขายของหน้าวัด เพื่อให้มีพ้ืนที่ขายสินค้าของคน
ในชุมชน หรือการส่งเสริมการนําภูมิป๎ญญาของชาวกะเหร่ียงในการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ นํามาส่งเสริมการขาย
โดยจากการพฒั นาน้เี กิดผลลัพธ์ ๓ ประการคือ
๑) เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ จากการขายสินค้า และบริการมากขึ้น จากนักท่องเที่ยว
ท่มี าทอ่ งเทยี่ ว หรอื จากการที่มีคนมาวดั ทาํ บญุ ไหว้พระมากข้ึน
๒) ชาวบ้านมีรายไดเ้ พม่ิ ข้นึ จากการส่งเสริมอาชีพ
๑๑๖
๓) ชุมชนมีแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ ที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวที่สามารถดึงดูด
นกั ท่องเทย่ี วให้มาจับจา่ ยใชส้ อยในชมุ ชนได้ในอนาคต
๒. กระบวนการพฒั นาด้านศีลธรรม
ในกระบวนการในการพัฒนาเพ่ือแก้ไขป๎ญหาด้านศีลธรรมของชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนนั้นมาจาก
สาเหตุ ๒ ประการคือ
๑) จากปญ๎ หาความหา่ งไกลจากศาสนาของชาวบา้ นในชุมชนนําไปสู่ความเส่ือมถอยทางศีลธรรม และ
๒) การพัฒนาด้านศีลธรรม เป็นหน้าท่ีของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ทําให้เกิดการพัฒนาด้าน
ศลี ธรรมแกค่ นในชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนข้ึน โดยมกี ารดาํ เนินการดังนี้
การจัดโครงการการพัฒนาจิตใจ และป๎ญญาแก่คนในชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน เพื่อแก้ไขป๎ญหาทาง
ศลี ธรรม โดยสามารถแบง่ กนิ กรรมได้เปน็ ตามกลุม่ เปูาหมายคือ
๑) กิจกรรมท่ีจัดขึ้นเพ่ือประชาชนท่ัวไป ก็จะมีหลายกิจกรรม มีการบวชเนกขัมมะการปฏิบัติ
ธรรม เป็นตน้
๒) กิจกรรมท่ีจัดข้ึนเพื่อพัฒนาเยาวชน คือโครงการเข้าค่ายพุทธบุตร การบวชเณรภาคฤดูร้อน
และการจดั ใหม้ คี รูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน
๓) มีส่งเสริมการเผยแพร่หลักธรรม และการอํานวยความสะดวกในการศึกษาธรรมะด้วยช่องทาง
สือ่ ออนไลน์ ด้วยกระบวนการพัฒนาน้ีมผี ลสัมฤทธิ์ ๓ อย่างคอื
๑) ประชาชนในพ้นื ทีม่ ีความเขา้ ใจหลักธรรม และมศี ลี ธรรมทด่ี ขี ้นึ ในสว่ นของคนทม่ี าเขา้ วดั
๒) ชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนเองก็มีความสงบสุขเรียบร้อย ไม่มีการปล้น หรืออาชญากรรม
เกดิ ขนึ้
๓) มีคนมาร่วมปฏิบัติธรรม หรือร่วมกิจกรรมที่ทางวัดได้จัดขึ้นมากยิ่งข้ึน ท้ังคนในชุมชน
และประชาชนจากต่างจังหวัด จากการประชาสัมพนั ธ์ และการเผยแพร่หลักธรรมคําสอน
๓) ผลทไี่ ด้จากการดําเนนิ งาน การพฒั นาชุมชนคุณธรรมต้นแบบด้วยพลังบวร : กรณีศึกษาวัดท่าขนุน
อาํ เภอทองผาภูมิ จงั หวดั กาญจนบรุ ี
ผลการวิจัย พบว่า จากการพัฒนาเพ่ือการแก้ไขป๎ญหาของชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน ด้านเศรษฐกิจ
และด้านศลี ธรรมน้ัน การวิเคราะห์ผลลพั ธจ์ ากการพัฒนาชมุ ชนคุณธรรมวดั ทา่ ขนุนสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็นดังนี้
๑.ผลทีไ่ ด้จากการพัฒนาด้านเศรษฐกจิ
๑.๑. เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ ด้วยการสร้างแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ ๆ ให้กับวัดท่าขนุน
และชุมชน รวมไปถึงการจัดกิจกรรมของวัดทา่ ขนุนให้มจี ุดเดน่ จุดขาย ทําให้ในป๎จจุบันน้ี มีนักท่องเท่ียวมาที่ชุมชน
คุณธรรมวัดท่าขนุนมากขึ้น อย่างเช่น การมาเที่ยวของนักท่องเท่ียว ท่ีจะมาขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาท ทําให้
ชาวบา้ นที่นาํ สินคา้ มาขายโดยรอบ มีรายได้จากการขายสินค้า รวมไปถึงผู้ที่มาจากต่างจังหวัด เพื่อมาร่วมกิจกรรม
ของวัดน้ัน กส็ ่งผลใหม้ กี ารคา้ งแรม ทําให้บรกิ ารห้องพกั และโรงแรมมีผใู้ ช้บริการมากย่งิ ข้ึน
๑.๒. ชาวบา้ นในชุมชนไดร้ ายได้มากขึ้น เปน็ ผลมาจากการสร้างแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ และการ
ส่งเสริมสถานท่ีในการจําหน่ายสินค้า และการส่งเสริมการนําภูมิป๎ญญาชาวบ้าน อย่างเช่น การทอผ้ากะเหร่ียง ท่ี
ให้ทุนสนับสนุนแก่ชาวบ้านไปต่อยอด และนํามาช่วยขาย ทําให้เกิดรายได้ข้ึนแก่กลุ่มชาติพันธ์ในท้องที่ และ
ชาวบ้านทม่ี าร่วมโครงการ
๑.๓. ชุมชนมีจดุ ขาย และแหลง่ ทอ่ งเทีย่ วแหง่ ใหม่ จากการสร้างแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ ทําให้ใน
ป๎จจุบัน มีนักท่องเที่ยวจากพื้นท่ีอ่ืนมาเท่ียว ทําให้เกิดรายได้ขึ้นกับชุมชน การทําทางขึ้นนมัสการรอยพระพุทธ
๑๑๗
บาท การสรา้ งพระทองคาํ ก็ทําใหก้ ลายเป็นแหล่งทอ่ งเทยี่ วแหง่ ใหม่ของจังหวัด ซ่ึงท้ังหมดน้ีกลายมาเป็นจุดขาย ท่ี
สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเท่ยี วได้อย่างยั่งยืน
๒. ผลท่ีได้จากการพฒั นาดา้ นศลี ธรรม
จากการวิเคราะหผ์ ลการพฒั นาเพื่อการแก้ไขป๎ญหาชุมชนด้านศีลธรรมนั้นผลลัพธ์จากการพัฒนา
สามารถ แบ่งออกได้ ดงั น้ี
๒.๑.ประชาชนมีความเคารพพระ และถือศีลได้มากข้ึน โดยผลลัพธ์นี้เห็นได้จากกการพูดคุยกับ
ชาวบ้านท่ีมาทาํ วัตรสวดมนต์ที่วัดเป็นประจํา อกี ทง้ั เด็กนักเรียนท่ีมาร่วมกิจกรรมกับทางวัด หรือจากการที่ครูพระ
สอนศลี ธรรมไปสอน กพ็ บวา่ เดก็ มีพฤตกิ รรมที่ดีขึ้น
๒.๒. ชุมชนมีความสงบสุข จากการสอบถามพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นท่ีพบว่าชุมชนวัดท่า ขนุน
นั้นเป็นชมุ ชนท่ีมีความสงบสุขพอสมควร ชาวบา้ นมีการอยู่อาศัยที่เรียบง่ายไม่ชอบความวุ่นวาย และไม่มียาเสพติด
หรือขา่ วอาชญากรรม การลักขโมย
๒.๓. มีคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมมากข้ึน ในป๎จจุบัน วัดท่าขนุนนอกจากจะมีคนในพ้ืนท่ี มาร่วม
กิจกรรมแล้ว ก็ยังมีคนจากต่างจังหวัด เข้ามาปฏิบัติธรรมเป็นจํานวนมาก หรือมาร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ของทางวัด
รวมไปถึงการที่เจ้าอาวาสองค์ป๎จจุบันมีคนนับถือมาก และมีการเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ธรรมะผ่านส่ือออนไลน์
ทําให้มคี นร้วู า่ วัดจะมีงานอะไรที่น่าสนใจ ทําใหม้ ีคนมาเขา้ ร่วมมากขนึ้
๔) รปู แบบการพฒั นาชมุ ชนคุณธรรมวัดท่าขนุนด้วยพลังบวร
ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนด้วยพลังบวร เป็นการร่วมมือกัน
ระหว่าง ชาวบ้านในชุมชน ผู้นําชุมชน วัด โรงเรียน และส่วนราชการซ่ึงพระสงฆ์วัดท่าขนุนจะเป็นผู้นําชุมชนมา
ตั้งแต่โบราณ มาร่วมมือช่วยกันพัฒนาใน ๒ ด้านคือ ๑) ด้านเศรษฐกิจของชุมชน ๒) ด้านศีลธรรมของชุมชน จึง
เกิดอทิ ธิบาท ๔ นําไปสู่การวเิ คราะห์ป๎ญหาจนเจอต้นตอที่ต้องแก้ไข ในส่วนของ ทุกข์ ในอริยสัจ ท่ีหมายถึง ความ
ยากลําบาก, ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาพที่บีบคั้น เม่ือชุมชนค้นพบต้นตอของป๎ญหา
แลว้ จึงเร่ิมการคน้ หาต้นตอของทุกข์ คือ ตน้ เหตขุ องป๎ญหาในชุมชนทั้ง ๒ ดา้ น
๑) ดา้ นเศรษฐกจิ เกิดจากสภาพเศรษฐกจิ ทฝี่ ดื เคอื งมากข้ึน และปญ๎ หาพื้นท่ชี มุ ชนไมม่ ีแหล่งท่องเท่ียว
๒) ด้านศีลธรรมเกิดจาก บุคคลเร่ิมห่างไกลจากศาสนามากขึ้น ตามกระแสโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ และ
ยดึ ตดิ กบั วัตถนุ ิยม
๑) กระบวนการพัฒนาป๎ญหาเศรษฐกิจ จะมีการร่วมกันค้นหาจุดเด่น เพื่อนําทุนทางวัฒนธรรม
มาใช้ ทําให้เกิดโครงการการพัฒนาขึ้นมา เป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวให้ชุมชน การพัฒนากิจกรรมวัดท่าขนุนให้
มจี ดุ เดน่ และการสง่ เสริมอาชีพแก่ชาวบ้าน
๒) กระบวนการพัฒนาด้านป๎ญหาศีลธรรมจะเร่ิมจากการจัดกิจกรรมพัฒนาจิตใจ และป๎ญญาแก่
ชุมชน โดยแบ่งเป็นกิจกรรมท่ีจัดข้ึนสําหรับประชาชนท่ัวไป กิจกรรมสําหรับพัฒนาจิตใจเยาวชน และยังมีการ
ส่งเสรมิ การเผยแพรธ่ รรมะด้วยส่ือออนไลนอ์ ีกดว้ ย
ซึ่งกระบวนการพัฒนาชุมชนน้ีนี้คือมรรค ในอริยสัจ ที่แปลว่าหนทางสู่ความดับทุกข์ เม่ือดําเนินการ
ตามหนทางแห่งการดับทุกข์แล้วน้ันจึงเกดิ ผลลัพธ์การพัฒนาชุมชนคือ
๑) ด้านเศรษฐกิจ ทําให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน ทําให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขาย
สินคา้ และบริการ ทําใหม้ ีแหลง่ ท่องเท่ียวแห่งใหม่เกิดขน้ึ ซ่ึงจะเปน็ การเก็บดอกออกผลไปได้เรื่อย ๆ
๒) ผลการพัฒนาศีลธรรมในชุมชนส่งผลให้ประชาชนมีความเข้าใจธรรมะมากขึ้น ทําให้ชุมชนสงบสุข
และทําให้มีประชาชนมาร่วมกิจกรรมกับวัดท่าขนุนมากข้ึน ผลจากการดําเนินการตามหนทางแห่งการดับทุกข์จึง
นําไปสู่ นิโรธ ในอริยสัจ คอื สามารถดบั ทุกข์ท่ีเกิดขึน้ ได้ หรือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์
๑๑๘
๖. สรปุ องค์ความร๎ทู ไ่ี ด๎จากการวจิ ัย
แผนภาพที่ ๑ แสดงองค์ความร้ใู หม่ในการวจิ ัย
๗. สรุป
รูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนด้วยพลังบวร เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ชาวบ้านใน
ชุมชน ผู้นําชุมชน วัด โรงเรียน และส่วนราชการซ่ึงพระสงฆ์วัดท่าขนุนจะเป็นผู้นําชุมชนมาตั้งแต่โบราณ มาร่วม
มอื ช่วยกนั พฒั นาใน ๒ ดา้ นคือ ๑) ดา้ นเศรษฐกิจของชุมชน ๒) ด้านศีลธรรมของชุมชน จึงเกิดอิทธิบาท ๔ นําไปสู่
การวิเคราะห์ป๎ญหาจนเจอต้นตอท่ีต้องแก้ไข ในส่วนของ ทุกข์ ในอริยสัจ ท่ีหมายถึง ความยากลําบาก, ความไม่
สบายกาย ไมส่ บายใจ, สภาพทที่ นได้ยาก, สภาพท่ีบีบคั้น เมื่อชุมชนค้นพบต้นตอสาเหตุของป๎ญหาแล้ว จึงเร่ิมการ
ค้นหาตน้ ตอสาเหตุของทุกข์ คือ ต้นเหตุของป๎ญหาในชุมชนทัง้ ๒ ด้าน
๑) ดา้ นเศรษฐกจิ เกิดจากสภาพเศรษฐกิจท่ีฝืดเคืองมากข้ึน และป๎ญหาพื้นที่ชุมชนไม่มีแหล่งท่องเที่ยว
กระบวนการพัฒนาป๎ญหาเศรษฐกิจ จะมีการร่วมกันค้นหาจุดเด่น เพื่อนําทุนทางวัฒนธรรมมาใช้ ทําให้เกิด
โครงการการพัฒนาข้ึนมา เป็นการสร้างแหล่งท่องเท่ียวให้ชุมชน การพัฒนากิจกรรมวัดท่าขนุนให้มีจุดเด่น และ
การส่งเสริมอาชพี แก่ชาวบ้าน
๒) ด้านศีลธรรมเกิดจาก บุคคลเร่ิมห่างไกลจากศาสนามากขึ้น ตามกระแสโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ และ
ยึดติดกับวัตถุนิยม กระบวนการพัฒนาด้านป๎ญหาศีลธรรมจะเร่ิมจากการจัดกิจกรรมพัฒนาจิตใจ และป๎ญญาแก่
ชุมชน โดยแบ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นสําหรับประชาชนท่ัวไป กิจกรรมสําหรับพัฒนาจิตใจเยาวชน และยังมีการ
ส่งเสริมการเผยแพร่ธรรมะด้วยสื่อออนไลน์อีกด้วย
ซ่ึงกระบวนการพัฒนาชุมชนน้ีนี้คือมรรค ในอริยสัจ ที่แปลว่าหนทางสู่ความดับทุกข์ เม่ือดําเนินการ
ตามหนทางแห่งการดับทุกขแ์ ลว้ นนั้ จึงเกิดผลลัพธ์การพฒั นาชุมชน คอื
๑) ด้านเศรษฐกิจ ทําให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน ทําให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขาย
สนิ ค้า และบรกิ าร ทําใหม้ แี หลง่ ท่องเท่ียวแห่งใหมเ่ กดิ ขนึ้ ซ่งึ จะเปน็ การเกบ็ ดอกออกผลไปได้เร่ือย ๆ
๑๑๙
๒) ผลการพัฒนาศีลธรรมในชุมชนส่งผลให้ประชาชนมีความเข้าใจธรรมะมากขึ้น ทําให้ชุมชนสงบสุข
และทําให้มีประชาชนมาร่วมกิจกรรมกับวัดท่าขนุนมากข้ึน ผลจากการดําเนินการตามหนทางแห่งการดับทุกข์จึง
นาํ ไปสู่ นิโรธ ในอริยสจั คือสามารถดบั ทุกข์ท่เี กดิ ข้นึ ได้ หรอื การเข้าถงึ ภาวะดับทุกข์
๘. ขอ๎ เสนอแนะ
๘.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ หน่วยงานภาครัฐควรให้การส่งเสริม จัดสรรงบประมาณในการ
พัฒนาชุมชนคุณธรรมมากกว่านี้ เนื่องจากในป๎จจุบัน ทางชุมชนได้พ่ึงพางบประมาณส่วนใหญ่จากทางวัดท่าขนุน
ซ่ึงการดําเนินงานต่าง ๆ ทั้งในส่วนของโครงการต่าง ๆ ท่ีทางภาครัฐได้ให้ชุมชนจัดข้ึนนั้น ที่ประสบความสําเร็จ
และมีผลออกมาดี ก็เน่ืองจากว่า ได้งบประมาณจากทางวัดเข้าไปสนับสนุน เพราะงบประมาณจากทางภาครัฐที่ได้
ให้มาไม่เพียงพอ และ ทางชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนควรที่จะมีการเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาตนเองอย่าง
ต่อเน่ือง เน่อื งจากสภาพสังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา และในป๎จจุบัน ด้วยกระแสวัตถุนิยมแรงมาก จะ
ทาํ อยา่ งไร ทีจ่ ะใหเ้ รามที ย่ี นื อยู่ในสังคม โดยท่ีไมส่ ญู เสียอัตลกั ษณ์ทีด่ ีงามของชมุ ชนไป
๘.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ แบ่งออกเป็น ข้อเสนอแนะเก่ียวกับบุคลากร คือควรพัฒนาบุคลากรใน
วัด และในชุมชน ให้เป็นแบบอย่างท่ีดี ต้ังมั่นอยู่ในศีลธรรม มีจิตเมตตา และมีความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี ปลูกฝ๎ง
จติ อาสา เสียสละประโยชนส์ ่วนตนเพ่อื ประโยชนข์ องส่วนรวม ช่วยแบ่งเบาภาระงานต่าง ๆ ของทางวัด และชุมชน
และควรลดทิฐิมานะของตน เปิดรับฟ๎งความคิดเห็นของคนอ่ืน และพร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน และด้านการ
ประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกแก่ชาวบ้านในชุมชนมากขึ้น การดําเนินงานพัฒนาของชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุนใน
ป๎จจุบัน การจัดงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่รู้ข่าวสารโดยส่วนมาก มักจะเป็นคนนอกพ้ืนที่ก่อน แล้วจึงเป็นคนใน
พื้นที่ เพราะทางวัดจะเน้นการประชาสัมพันธ์ไปท่ีช่องทางส่ือออนไลน์ ทําให้ชาวบ้านบางคนท่ีมีอายุมาก ใช้
เทคโนโลยสี มัยใหมไ่ ม่เปน็ ไม่ทราบถึงกจิ กรรมท่ีได้จัดขึ้น ส่งผลให้คนมาร่วมงานไม่มากเท่าท่ีควร
๘.๓ ข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาวิจัยในเรื่องของการพัฒนาการมีส่วนร่วมของ
ชุมชนคุณธรรมกับกิจกรรมที่ทางวัดได้จัดข้ึนว่า จะทําอย่างไร ให้ประชาชนในชุมชนมีการตื่นตัว และเข้าร่วม
กิจกรรมต่าง ๆ ตามแนวพลังบวร ได้มากขึ้น และควรมีการศึกษาแนวทางการส่งเสริมงบประมาณจากทางภาครัฐ
ว่า มีแนวทางอย่างไรบ้าง ที่จะทําให้ทางภาครัฐได้ตระหนักรู้ และให้การส่งเสริมงบประมาณในการพัฒนาชุมชน
คุณธรรมเพิ่มมากย่ิงข้ึน เนื่องจากการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต่าง ๆ ต้องใช้งบประมาณสูง แต่มีการได้รับ
งบประมาณจากภาครัฐน้อยมาก ซึ่งเป็นเร่ืองท่ีสวนทางกัน และควรมีการศึกษาว่าป๎จจัยใดบ้างท่ีทําให้วัด และ
ชมุ ชนเกดิ ความเหนิ หา่ งตอ่ กนั จนทําให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาชุมชนด้วยพลังบวร เพื่อเป็นการศึกษาปูองกัน
การเกิดปญ๎ หา เช่นนัน้ ในการพฒั นาชุมชนคุณธรรมอืน่ ๆ ในอนาคต
เอกสารอ๎างองิ
พระมหาณรงค์ จิตฺตโสภโณ, บทบาทของพระสงฆแ์ ละวัดกับการพัฒนาในอดีต, เอกสารการสอนชุดวิชาความ
เชอ่ื และศาสนาในสงั คมไทยหนวํ ยที่ ๑-๗. (นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๕๓),
สุลักษณ์ ศิวลักษณ,์ อิทธิพลพุทธทาสตอ่ สังคม. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เคลด็ ไทย, ๒๕๓๓),
สุพร จุลทอง, “บทบาทในการพัฒนาสังคมของพระสงฆ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช”, วิทยานิพนธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต, (บัณฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยทกั ษณิ , ๒๕๔๐),
๑๒๐
ศึกษาคุณคําการปฏิบตั ิตนตอํ บิดามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสตู ร
STUDY THE VALUE OF CHILDREN PRACTICES TO THE PARENTS
IN SĪGĀLAKA SUTTA
พระเดว ธมฺมสโุ ภ (ถาจ)
Phra Dieu Thammasupho (Thach)
วิทยาลัยสงฆ์พุทธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
[email protected]
บทคัดยอํ
งานวิจัยฉบับน้ี มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ ได้แก่ ๑) เพ่ือศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของ
บุตรธิดาในสิงคาลกสูตร ๒) เพ่ือวิเคราะห์หลักธรรมท่ีเกี่ยวข้องการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดา ๓) เพื่อ
สงเคราะห์การปฏบิ ัตติ นต่อบดิ ามารดาของบตุ รธิดาในสิงคาลกสูตร การศึกษาคร้งั นีเ้ ป็นการศึกษาเชงิ เอกสาร โดยศึกษา
ข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา หนังสือและผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ (Qualitative
Research) ระหวา่ งการวจิ ัย เอกสาร และการวิจัยขอ้ มูลการใหส้ มั ภาษณ์เชิงลกึ และการสนทนากลมุ่ ยอ่ ย
ผลการวิจัย พบวํา
คณุ ค่าการปฏบิ ัติตนต่อบดิ ามารดาของบตุ รธดิ าในสิงคาลกสูตร ประกอบดว้ ย ๑) ละเว้นจากความชั่ว และ
เหตุแหง่ ความเส่ือม ไมเ่ กี่ยวขอ้ งอบายมุขทั้งปวง ๒) ประพฤติปฏิบัติความดี ประพฤติปฏิบัติตน ตามหลักสุจริตท้ังทาง
กาย วาจาและจิตใจ ๓) หมน่ั ศึกษาและ แสวงหาความรู้ เพื่อเป็นเคร่ืองพัฒนา สติป๎ญญา ๔) ฉันทะ ความสนใจ มีความ
เพียรพยายามและมีการปฏิบัติบรรลุเปูาหมาย ๕) มีความมั่นคง ดํารงชีพตามหลักศีลธรรมและจริยธรรม อันเป็น
พื้นฐานแห่งความเป็นกัลยาณชนคนดี ๖) ธํารง ตนใหเ้ ปน็ ทายาทท่ดี ี บริหารทรัพย์สินและ ครอบครัวให้ม่ันคง ดํารงตน
ตามหลักสันโดษ ๓ ประการ ได้แก่ ยถาลาภสันโดษ คือ ยินดีตามที่ได้ ยถาพลสันโดษ คือ ยินดีตามกําลัง และสารูป
สนั โดษ คือ ยินดตี ามสมควรแกฐ่ านะแห่งตน
คุณค่าการปฏบิ ตั ติ นตอ่ บิดามารดาของบุตรธิดาในชุมชนบางโคล่ พระราม ๓ ซอย ๒๒ แขวงบางโคล่ เขต
บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ๑) คุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดา คอยดูแลท่านให้บริบูรณ์ด้วยป๎จจัย ๔ หม่ันพา
ท่าน ไปทําบุญให้ทาน รักษาศลี และเจริญภาวนา หมัน่ ชว่ ยเหลือกจิ การงานบิดามารดาด้วยความต้ังใจ สืบ วงศ์ตระกูล
ด้วยการปฏิบัติตนตั้งอยู่บนฐานแห่งความดี ไม่ดํารงตนไปสู่ทางท่ีเส่ือมเสีย สร้างฐานะให้ มั่นคง ประพฤติปฏิบัติตน
ครั้งบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ หากท่านจากไปต้องหม่ันกระทําบุญอุทิศให้ท่าน อย่างสม่ําเสมอ ๒) การส่ือสารกับบิดา
มารดา หม่ันพูดคุย ไถถ่ ามสภาวะความ เพอื่ ปูองกันมใิ หท้ ่าน เกิดความรสู้ กึ เหงา เปน็ กําลงั ใจท้ังยามทุกข์และสุข พูดจา
ไพเราะ ไม่ดดุ ่าหรือทําให้บิดามารดารู้สึก เสียใจ และคอยช่วยเหลือในกิจการงานต่าง ๆ โดยไม่บ่นหรือปฏิเสธ ๓) การ
แสดงความรู้สึกตอ่ บดิ า มารดา แสดงความรักและความหว่ งใยบดิ ามารดา ชว่ ยเหลอื กจิ การงานของท่านด้วยความวิริยะ
อุตสาหะไม่ย่อท้อ ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานแห่งความดี มีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ๔) การแสดงความ ผูกพันกับบิดา
มารดา เอาใจใส่ ไม่ทอดทิ้งบิดามารดาให้อยู่ลําพัง ไม่ทอดทิ้งภารกิจที่ทําไว้ สานต่อ กิจการงานบิดามารดาให้สําเร็จ
ลุล่วงด้วยดี ๕) การควบคุมการทําหน้าที่ต่อบิดามารดา ดูแลอาหาร การกิน สุขภาพร่างกาย ด้วยความเต็มใจสานต่อ
กิจการงานมิให้บกพรอ่ ง นําคาํ สอนบิดามารดามา ประพฤตปิ ฏิบตั ิ และทําบญุ อทุ ศิ ให้หลงั จากทา่ นเสียชีวิต
๑๒๑
คาสาคัญ: คุณค่า, การปฏิบตั ติ น, บดิ ามารดา, บตุ รธดิ า, สงิ คาลกสูตร
Abstract
This thesis There are 3 objectives which are 1) to study the value of the treatment of
the parents of the children in Sīgālaka sutta 2) to analyze the principles related to the
practice of the parents of the children 3) to synthesize the behavior towards the parents of
sons and daughters in Sīgālaka sutta.
This study is a documentary study. By studying information from the Tripitaka,
commentary, books, and related research, it is QUALITATIVE RESEARCH between document
research and research, in-depth interviews, and small-group discussions.
The results of the research showed that
The values of treating the parents of children in Sīgālaka sutta include: 1) refrain
from evil and the cause of the decline Not related to all vices. 2) Conduct good behavior.
Behave Following the principles of honesty, both physical, verbally, and mentally. Seek
knowledge as a device to develop intelligence. 4) Chanting attention, perseverance, and
achieving goals. 5) Stabilize living according to morals and ethics. Which is the basis of a good
person. 6) Maintain oneself as good heirs Property management and Family security Maintain
oneself according to the 3 principles of solitude, such as fortune, solitude, rejoicing, rejoicing,
rejoicing, and a solitary image, that is, as appropriate as his status.
Value of Parent Practices for Children in Bangkhlo Community, Rama III Soi 22, Bang
Khlo Sub-district, Bang Kho Laem District, Bangkok 1) Value of Parent Practices Take care of
you to be abundant with 4 factors, always take you to make merit, give alms, keep precepts
and prosper Always help parents with the determination to inherit the family by acting based
on goodness. Not keeping oneself going into a detrimental way, building a stable position,
behaving himself When parents were alive If you leave, you must always make merit and
dedicate it to you. 2) Communicating with parents, keep talking, asking for the state of to
prevent you from Feeling lonely They are encouraged in both suffering and happiness, speak
melodiously, do not scold or make parents feel sorry, and help in various activities without
complaining or rejecting. Helping your business activities with persistence Industrious,
indomitable Stand based on goodness Be humble and humble. 4) To show attachment to
parents, care not to leave the parents to be alone. Do not abandon the mission that has
been made to continue the parent's work to accomplish well. With a willingness to continue
the business without any glitches Bring parents' teachings Conduct And make merit and
dedicate it after his death.
Keywords: Values, Self-Practice, Parents, Children, Sīgālaka sutta
๑๒๒
๑. บทนา
มนษุ ยเ์ ป็นสัตว์โลกทมี่ ีชวี ติ ชนดิ หนง่ึ โดยมคี วามแตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่นในเรื่อง ความคิดความ
มีสติป๎ญญาการร้จู กั ไตร่ตรองแห่งเหตุผล ความมีสติสัมปชัญญะ มีจิตสํานึกรับผิดชอบ ช่ัว ดี ซ่ึงกล่าวโดยรวมก็
คือมีวัฒนธรรมแตกต่างจากสัตว์โลกอื่น ๆ มนุษย์ตามรูปศัพท์จึงหมายถึงสัตว์ ท่ีมี จิตใจสูง๑ มนุษย์เป็นสัตว์
สังคมมีสัญชาตญาณในการอยู่รวมกันเป็นจํานวนมาก ๆ เริ่มต้นจากการอยู่ รวมกันเป็นครอบครัวมีท้ัง
ครอบครวั เดย่ี วทม่ี ีสมาชกิ ครอบครัวประกอบด้วยสมาชิก ๒ ระดับ คือ บิดามารดาและบุตรธิดาอาศัยอยู่ภายใต้
ชายคาเดียวกันและมีท้ังครอบครัวขยายประกอบด้วยสมาชิก ๓ ระดับ คือปุู ย่า ตา ยาย มารดาบิดาและบุตร
ธดิ าท่อี าศยั อยู่ในบรเิ วณเดยี วกนั
มนุษย์อาศัยอยู่ในสังคมในหลายคุณค่าการปฏิบัติตน และฐานะดังน้ันในการดําเนินชีวิตแต่ละวัน
ต้อง ประพฤติปฏิบัติให้สอดคล้องและเหมาะสมกับแต่ละคุณค่าการปฏิบัติ ซ่ึงหลักธรรมคํา สอนของ
พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงแบ่งคนที่เก่ียวข้องกันเป็น ๖ กลุ่มเรียกว่าทิศ ๖ แล้วทรงกําหนดหน้าท่ี
รับผิดชอบ ดว้ ยกนั ท้ังสองฝาุ ย ซงึ่ ท้ังสองฝุายจะต้องมีหน้าท่ีปฏิบัติต่อกันตามที่พระพุทธองค์ทรงกําหนดไว้การ
กําหนดหน้าท่ีเพื่อให้แต่ละคนประพฤติปฏิบัติตนของตนนับว่าเป็นกลวิธีในการสร้างเครือข่ายคนดี อย่างเป็น
ระบบที่ชาญฉลาดย่ิง คือใช้คนดีร่วมสร้างคนดีจนกระท่ังกลายเป็นเครือข่ายคนดีส่งเสริมให้ บุคคลปฏิบัติตน
ตามบทบาทหน้าท่ขี องตนใหค้ รบสมบูรณ์ เพอ่ื เกอื้ กลู อุดหนุนต่อกนั และกัน ซึ่งจะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุข
การที่พระพุทธองค์ทรงกําหนดหน้าที่ให้แต่ละบุคคลในทิศ ๖ ต้องปฏิบัติย่อมเป็นการ ปลูกฝ๎งวินัย
ตามสถานภาพของการอยูร่ ว่ มกนั เริ่มต้งั แต่วนิ ัยตามสถานภาพ ระหว่างบิดามารดากับบุตรธิดาระหว่างอาจารย์
กับศิษย์ ระหว่างมิตรกับกัลยาณมิตร นายจ้างกับลูกจ้าง และวินัยตามสถานภาพระหว่างพระภิกษุกับคฤหัสถ์
คร้ันเมื่อบุคคลปฏิบัติตนตามสถานภาพท่ีได้รับและตามท่ีสังคมน้ันกําหนดไว้ จะช่วยทําให้การปฏิสัมพันธ์
ระหว่างกนั เปน็ ไปด้วยความราบรื่น
จากความมีวินัยในการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดา ตามสถานภาพของแต่ละบุคคล
ดังกล่าวบิดามารดา นับได้ว่าเป็นบุคคลสําคัญของบุตรธิดาด้วยว่า บิดามารดาได้ทําอุปการะแก่บุตรธิดาด้วย
ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วยจิตใจท่ีปรารถนาจะให้บุตรธิดาพ้นทุกข์ และประสพความสุขโดยมิได้
คํานึงถงึ สงิ่ ตอบแทนใด ๆ ท้งั ส้ิน บดิ ามารดาจงึ นบั ได้ว่าเป็นบุพการี คนสําคัญของบุตรธิดา พระพุทธเจ้าเปรียบ
มารดาบดิ าไว้ว่าเปน็ บรุ พเทพบรุ พาจารยแ์ ละอาหุเนยบคุ คลของบุตรธิดา
บุตรธิดาที่สํานึกในพระคุณของบิดามารดาและรู้จักตอบแทนคุณท่านอย่างเหมาะสมตาม
ความสามารถแหง่ ตนย่อมถือไดว้ ่าเป็นคนดีเป็นคนมีศักด์ิศรีเป็นผู้ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญใน สังคมทั่วไป
ในการน้ี มารดาบิดา เป็นบุพการี คือผู้ที่กระทําอุปการะแก่บุตรมาก่อน เป็นผู้ประเสริฐของบุตร เป็นผู้ท่ีเอาใจ
ใส่เลี้ยงดูบุตรให้เจริญเติบโตอย่างปลอดภัย โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหน่ือย ท่านเป็นผู้พรํ่าสอนให้บุตรออก
จากความชั่ว แล้วให้ตั้งอยู่ในความดีสอนให้รู้ว่าอะไรควรทํา อะไรไม่ควรทํา พร้อมท้ังให้ศึกษาศิลปวิทยา
วิชาชีพตา่ ง ๆ เพื่อให้บุตรมีความรูต้ ดิ ตวั อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งการงานประการต่าง ๆ ซึ่งจะทําให้ชีวิตของบุตร
ดําเนินไปด้วยความไม่เดือดร้อนในภายภาคหน้า เป็นต้นนี้คือ พระคุณของท่าน ซ่ึงนํามากล่าวเป็นบางส่วน
เพราะแท้ที่จริงแล้ว พระคุณของท่านท้ังสองมีมาก ไม่สามารถพรรณนาให้หมดส้ินได้ และในคําสอนทาง
๑ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: นานมี บุคส์พับลิเคช่ันส์,
๒๕๔๖), หน้า ๘๓๒.
๑๒๓
พระพุทธศาสนา พระผมู้ พี ระภาคเจ้า ก็ทรงแสดงถึงพระคุณที่มารดาบิดามีต่อบุตรไว้มากมาย และเป็นบุคคลที่
บุตรจะตอบแทนพระคุณท่านอย่างสมบรู ณ์นนั้ เป็นไปไดย้ าก เพราะทา่ นท้งั สองมพี ระคุณต่อบตุ รเปน็ อย่างมาก
ดกู อํ นบุตรคหบดี มารดาบิดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้า บุตรควรทํานุบํารุง ด้วยสถาน ๕ คือ ๑) ท่านได้
เลี้ยงเรามาแล้ว เราจักเลี้ยงดูท่านเหล่าน้ัน ๒) เราจักทํากิจของท่าน ๓) เราจักดํารงวงศ์ตระกูลไว้ ๔) เราจัก
ปฏิบัตติ นเปน็ ผู้รบั มรดก ๕) เมอื่ มารดาบดิ าลว่ งลับไปแลว้ เราจกั เพิ่มทักษิณาทานให้๑
ทํานเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ บิดามารดา มีพระคุณกับผู้เป็นบุตรหาประมาณมิได้ ท่าน
เล้ยี งเรามาต้ังแต่เด็กลําบากมากมาย ผู้เป็นบุตร จึงควรตอบแทนพระคุณท่าน เพราะความเป็นผู้รู้คุณ เร่ิมจาก
เดี๋ยวนี้ คือ ดูแลท่าน ไม่ว่าจะเป็นข้าว ปลา อาหาร การช่วยเหลืองานบ้านต่าง ๆ แทนท่ีท่านจะทํา ก็ช่วยแบ่ง
เบาภาระ ตามความสามารถของตนที่จะมีในเรื่องนั้นจักรับทํากิจของท่าน ส่ิงใดที่เป็นงานของท่าน ท้ังในบ้าน
และนอกบ้าน คือ การงานของท่าน หากเราพอมีความสามารถ แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นผู้ยินดี อาสาท่ีจะช่วย
ท่าน เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้เป็นบิดามารดาที่มีภาระมาก และได้เล้ียงดูเรามา ไม่ใช่ว่าจะทํากิจของตน คือ
เรียนหนงั สือ หรอื ทาํ งานของตนเทา่ น้ัน
จักดารงวงศ์ตระกูล การดํารงวงศ์ตระกูลของบุตร คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีรักษาวงศ์
ตระกลู เม่อื เปน็ คนดี รูจ้ ักสิง่ ท่ีควรหรือไมค่ วร ยอ่ มรกั ษาทรพั ยส์ นิ เงินทองของบิดามารดา ไม่ทําให้ทรัพย์สินเงิน
ทองของท่านให้พนิ าศ ไมใ่ ชจ้ ่ายสรุ ุย่ สุรา่ ย เพราะน่ันเป็นทรัพย์สมบัติของท่านท่ีหามาได้ด้วยแรงกายแรงใจของ
ท่าน การไม่ต้ังใจเรียน เกเร ก็ย่อมชื่อว่าไม่รักษาวงศ์ตระกูล เมื่อรักษาทรัพย์ได้ รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสม
ตั้งใจเรียน ไม่เกเร ก็ช่ือว่ารักษาวงศ์ตระกูลได้ ไม่ทําให้วงศ์ตระกูลเสียหาย ท้ังชื่อเสียงและทรัพย์สิน แต่ถ้าเรา
ประพฤติปฏิบัติตนไม่ดี ก็ทําลายวงศ์ตระกุล ทั้งชื่อเสียง คําว่าร้ายจากคนอื่น ท่ีมีต่อ บิดามารดา และวงศ์
ตระกูลเรา การรักษาวงศ์ตระกูลที่ประเสริฐสูงสุด คือ ให้บิดา มารดา ออกจากวงศ์ คือ อธรรม คือ ความไม่ดี
ออกจากอกุศล มีความเห็นผิด ให้ต้ังอยู่ในวงศ์คือ วงศ์ของธรรม วงศ์ของความดี ที่ถูกด้วยการให้ความเข้าใจ
พระธรรม ชือ่ วา่ เป็นบุตรทีด่ าํ รงวงศ์ตระกูลไวไ้ ดอ้ ยา่ งสูงสดุ
จกั ปฏบิ ัตติ น ให้เป็นผ้สู มควรรบั ทรพั ย์มรดก บตุ รทที่ าํ ตวั ไมด่ ี หรอื ไม่กตัญํูบิดามารดา ก็ไม่ชื่อว่า
สมควรรับมรดกจาก บิดามารดา แต่การทําตนเป็นคนดี ต้ังใจเรียน ไม่เกเร รู้จักใช้จ่าย เป็นต้น ช่ือว่าเป็นผู้
สมควรรับมรดกจากบดิ ามารดา
เม่อื ทาํ นลํวงลับไปแล๎ว ทําบุญอุทิศให้ท่าน ผู้เป็นบุตรท่ีดี คือต้องมีความกตัญํู รู้คุณของท่าน ไม่
ว่าทา่ นจะมชี ีวิตอยแู่ ละลว่ งลับไปแล้ว เพราะเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ส่ิงที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว
ก็คือการทําบุญและอุทิศส่วนกุศลไปให้เพราะสัตว์ที่จากโลกน้ีไปแล้ว หากอยู่ในฐานะท่ีเป็นเปรต อาหารของ
สตั วเ์ หลา่ น้นั คือ การอุทิศสว่ นกศุ ลของเหลา่ ญาติ
ป๎จจุบันตามที่ปรากฏให้เห็นทางส่ือมวลชนต่าง ๆ ทั้งทางส่ือส่ิงพิมพ์วิทยุหรือโทรทัศน์จะ ปรากฏ
อยู่เสมอว่ามีผู้สูงอายุถูกทอดท้ิงไม่ได้รับการเอาใจใส่เล้ียงดูจากลูกหลานบางคน ก็อาศัยอยู่บ้าน ตนเองแต่อยู่
อย่างยากลําบากด้วยความชราของร่างกายท่ีไม่สามารถประกอบหน้าท่ีการงานได้ทําให้มี ความเป็นอยู่อย่าง
แร้นแค้นท้ัง ๆ ที่ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งเหล่าน้ี มีบุตรธิดาหลายคนแต่ละคนมีหน้าท่ีการงานท่ีดี แต่ไม่ได้ให้
ความสําคัญในการที่จะดูแลบิดามารดาผู้สูงวัยเม่ือบิดามารดาไม่ร้องขอก็ไม่ใส่ใจ ผู้สูงอายุหลาย ๆ คนไม่ได้
อาศัยอยู่บ้านของตนเองแต่ถูกส่งให้ไปอยู่บ้านพักคนชรา ซ่ึงโดยความเป็นอยู่อาจจะสะดวกสบายกว่าการอยู่
ลําพัง แต่โดยสภาพจิตใจแล้วผู้สูงอายุท้ังหลายต่างโหยหาความรักความอบอุ่นในครอบครัวที่แวดล้อมด้วย
ลกู หลาน
๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๖๗/๒๑๒.
๑๒๔
ยคุ ป๎จจุบันป๎ญหาสังคมตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขึ้นมากมายเร่ิมจากมนุษย์ส่วนหนึ่งไม่ปฏิบัติหน้าที่ของ ตนให้ดี
ขาดการเอาใจใส่และมองข้ามความสําคัญของบุคคลรอบข้างดังเช่น บุตรธิดาไม่รู้จักทําหน้าท่ี ของตนแก่บิดา
มารดาไม่ใส่ใจต่อบิดามารดาจนในที่สุดก็เนรคุณผู้ให้กําเนิด และเล้ียงดู ฉะนั้นเม่ือ มองเห็นพ้ืนฐานแห่งป๎ญหา
อย่างน้ีแล้ว ถ้าต่างคนต่างยึดมั่นในหน้าที่ของตน และตั้งใจทําหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุตร
ธดิ าพยายามทาํ หนา้ ท่ขี องตนใหส้ มบรู ณ์แบบปญ๎ หาการอย่รู ว่ มกนั เป็นสงั คมก็จะบรรเทาเบาบางลงในทีส่ ุด๑
จากสภาพดงั กลา่ ว นับได้วา่ ประชากรมวี ถิ ชี ีวิตอยใู่ นเกณฑท์ ่นี ่าพอใจ แต่มีป๎ญหาท่ี ผู้สูงอายุที่อยู่ใน
ฐานะบิดามารดาส่วนใหญ่ต้องอยู่โดดเดี่ยว เนื่องจากบุตรธิดาจะต้องออกไปประกอบอาชีพของตน จึงไม่ได้มา
ดูแลบิดามารดาบ่อยนัก บางรายก็ส่งแต่เงินมาให้ใช้จ่ายบ้างเท่าน้ัน โดยเน้น การดูแลด้านสุขภาพทางกาย แต่
ไม่ค่อยคํานึงถงึ สขุ ภาพจิตของบิดามารดาวา่ จะรสู้ ึกอยา่ งไรทต่ี ้องอยู่ โดดเด่ียว ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะ
ศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสูตร เพ่ือเป็นแนวทางในการพิจารณาและ
เลง็ เห็น คณุ ลักษณะทดี่ ขี องบุตรตามแนวทางพระพุทธศาสนาท่ีประกอบด้วยภูมิรู้ ภูมิธรรม และความเข้าใจใน
การปฏิบัติตนเอง เป็นแรงกระตุ้นและขับเคล่ือนให้กุลบุตรกุลธิดาได้ประพฤติตนให้เหมาะสมกับ หน้าที่ท่ีพึ่ง
กระทําต่อบพุ การีได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกท้ังหากบุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมอันดี งามตามหลัก ทางพระพุทธศาสนา
ย่อมชักนําบิดามารดาตน ที่ประกอบด้วยความคิดเป็นมิจฉาทิฎฐิ กลับมาประพฤติปฏิบัติชอบจนกลายเป็น
สัมมาทิฏฐิ ต้ังตนในบญุ กริ ิยาวัตถุ ๓ ประการ คือ ทาน ศีล และภาวนา อันเป็นการปิดก้ันหนทางไปสู่อบายภูมิ
ใหแ้ ก่บดิ ามารดา ดังน้ันผู้วิจัยจึงใคร่จะศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดา เพ่ือเป็นแนวทาง
ในการปลูกฝ๎งคณุ ธรรม จรยิ ธรรมแก่เยาวชน และกระตุ้น เตือนให้เยาวชนผู้เป็นบุตรธิดาได้ตระหนักถึงบทบาท
ตามสถานภาพของตน และนําไปประพฤติปฏิบัติให้ถกู ตอ้ งตามแนวทางของพระพุทธศาสนาต่อไป
๒. วัตถปุ ระสงค์ของกการวิจัย
๑) เพอื่ ศึกษาคณุ คา่ การปฏิบตั ิตนต่อบิดามารดาของบตุ รธิดาในสงิ คาลกสตู ร
๒) เพ่อื วิเคราะห์หลกั ธรรมท่เี กยี่ วข้องคุณค่าการปฏิบตั ิตนตอ่ บิดามารดาของบุตรธิดา
๓) เพอ่ื สงเคราะห์คณุ ค่าการปฏิบตั ติ นตอ่ บิดามารดาของบุตรธิดาในสงิ คาลกสตู ร
๓. นยิ ามศัพท์เฉพาะทีใ่ ช๎ในการวจิ ัย
คุณคํา (Values) หมายถึง เป็นหลักการหรือมาตรฐานของพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคล
เปน็ การตัดสนิ หรอื การเลอื กของบุคคลวา่ เป็นสิ่งที่มคี วามสําคญั ในชีวติ
การปฏบิ ตั ิ หมายถึง วิธกี ารปฏบิ ัติตนในฐานะบุตรธิดา โดยอาศัย องค์ประกอบ ๕ ประการ คือ ๑)
บทบาทในการปฏิบัติตน ๒) การสื่อสาร ๓) การแสดงความรู้สึก ๔) การแสดงความผูกพัน ๕) การควบคุมการ
ทําหนา้ ที่
บิดามารดา หมายถึง เป็นพรหมของบุตรธิดา คือเป็นผู้ให้กําเนิด ถ้าไม่มีมารดาบิดา คนน้ันเกิดมา
ในโลกน้ีไม่ได้ ที่คนน้ันจะเกิดมาในโลกจนกระท่ังมีเงินมีทอง ไม่ว่าจะเป็นวัยกลางของชีวิตก็ตามแต่ อย่าลืมว่า
เพราะบิดามารดาเป็นพรหมคือ เป็นผู้ให้กําเนิด เรื่องของบิดามารดาเป็นเรื่องของตัวท่าน แต่เรื่องของบุตรธิดา
เปน็ เรือ่ งทจ่ี ะต้องรจู้ กั พระคณุ ว่า มารดาบิดาเปน็ ผู้ที่มคี ณุ โดยสถานหนง่ึ สถานใด ไม่ว่าจะเป็นโดยเป็นพรหม คือ
ผใู้ ห้กาํ เนิด หรอื เป็นบรุ พาจารย์ คือ เป็นครูคนแรกในชวี ติ ทีจ่ ะส่งั สอนลกู แม้แตใ่ หเ้ ดิน ให้รับประทานอาหาร ให้
๑ พระธรรมกติ ติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พระในบ๎าน, (กรุงเทพมหานคร: รุ่งเรืองสาสนก์ ารพิมพ์, ๒๕๔๑), หนา้ ๓๐.
๑๒๕
แต่งตัว ให้ทําทุกสิ่งทุกอย่าง หรือว่าเป็นบุรพเทพหรือเป็น อาหุเนยยบุคคลของบุตร คือ ผู้ท่ีควรจะได้รับของที่
บุตรจะนาํ มาให้เป็นการบูชา เปน็ ตน้
บตุ รธดิ า หมายถึง บตุ รชายและบตุ รสาวทแ่ี ท้จรงิ ของมารดาบิดา
สิงคาลกสตู ร เป็น พระสตู รหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก หมวดทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ว่าด้วยทิศ ๖ คือ
บุคคล ๖ ประเภทที่มีควารมสัมพันธ์ต่อบุคคล ๆ หน่ึง และวิธีการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่าน้ัน ว่าด้วยมิตรแท้และ
มิตรเทียม และยังว่าด้วยกรรมกิเลส ๔ อบายมุข ๖ และการไม่ทําความช่ัวโดยฐานะ ๔ รวมทั้งหมด ๑๔
ประการ โดยผู้ที่ปราศจากความช่ัว ๑๔ ประการ ถือเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ช่ือว่าปฏิบัติเพ่ือชัยชนะในโลกทั้งสอง
คือโลกน้แี ละโลกหน้า เม่อื ตายไปกจ็ ะเข้าถึงสคุ ติโลกสวรรค์
๔. วธิ ดี าเนนิ การวิจยั /รูปแบบการวจิ ัย/ขอบเขตการวิจยั
งานวิจัยเรื่อง “ศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสูตร” น้ี ผู้วิจัยได้ใช้
ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์
เชิงลึก (In-depth Interview) กับผใู้ หข้ อ้ มูลสําคญั (Key Informants) ซ่งึ ขอบเขตของการวิจยั มีดังน้ี
๔.๑ ขอบเขตดา๎ นเอกสาร
ศึกษาจากพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย พร้อมด้วยอรรถกถาท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับการปฏิบัติตนต่อ
บดิ ามารดาของบตุ รธดิ า ตามท่ปี รากฏในคมั ภรี ์ พระพุทธศาสนา
๔.๒ ขอบเขตดา๎ นเนอื้ หา
ศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดา โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเปูาหมายอย่างมี
โครงสรา้ ง วิเคราะห์ สงเคราะห์ และสรุปเชิงพรรณนา
๔.๓ ขอบเขตด๎านพื้นท่ี
กลุ่มเปูาหมาย ในส่วนภาคสนามนั้นผู้วิจัยได้เก็บข้อมูล จากตัวแทนกลุ่มเปูาหมายจากชาวบ้านใน
ชุมชนบางโคล่นอก แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ซ่ึงมีประเด็นที่ จะศึกษาเก่ียวกับ ใน
การศึกษาคร้ังนี้ผู้วิจัยได้กําหนด โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม รวมกลุ่มเปูาหมายท้ังสิ้น ๑๕ รูป/คน ซึ่งได้มาโดย
วิธีการเจาะจง (Purposive sampling) โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี
๑) กลํุมผู๎ให๎สัมภาษณ์ ได้แก่ ประชาชนในชุมชนบางโคล่นอก แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม
กรุงเทพมหานคร เป็นบุคคลที่ประชาชนในชุมชน สังคม ให้การยอมรับเป็นเชิงประจักษ์ อาทิเช่นรางวัลหรือ
เกียรติบัตร ลูกกตัญํู ลูกตัวอย่าง เป็นต้น และผู้วิจัยเองพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคลท่ีมีคุณสมบัติครบถ้วนตาม
หลักธรรมทศิ ๖ การเล้ียงดบู ดิ ามารดา
ขอบเขตผใู้ หข้ อ้ มูลสาํ คัญ ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ในคร้ังน้ี ประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศึกษา
คณุ ค่าการปฏบิ ตั ติ นต่อบดิ ามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสูตร
ท่ี ชอื่ - นามสกลุ อายุ ตาแหน่ง วทิ ยฐานะ
๑ นายเอมอร แซเ่ ฮ้า ๔๔ ครู ชานาญการ
๒ นางสาวแพรวพรรณ จนั ทนสาร ๓๓ ครู คศ.๑
๓ นางสาวเกศินี บุญชว่ ย ๓๑ ครู คศ.๑
๔ นางสาวพชั รี ครองสถาน ๒๙ ครู คศ.๑
๕ นายทัศนยั ดงเกิด ๒๗ ครู คศ.๑
๖ นางสาวจาริณี วงษ์นาค ๒๖ ครู คศ.๑
๗ นางสาวธนพร เพชรเขาทอง ๒๘ ครู ผชู้ ่วย คศ.๑
๑๒๖
๘ นายหน่มุ นลิ มาศ ๔๒ เจา้ พนกั งานธุรการ ชานาญงาน
๙ นางเจียมจิตร์ เอ่ยี มอดุ ม ๔๔ พเ่ี ลี้ยง ส๒
๑๐ นางสาวร่งุ ฤดี ขาวปลอด ๔๔ พ่เี ล้ยี ง ส๒
๒) กลุํมสนทนา ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยบรรพชิตจํานวน ๒ รูป
คฤหัสถ์จํานวน ๓ คน
๑. พระครูโกวทิ วรกิจ (สพุ จน์ โกวโิ ท) เจ้าอาวาสวัดบางโคลน่ อก
๒. พระใบฎกี า สมพงษ์ อคฺควโร วดั ม่วง
๓. นางสาว สมใจ ต้งั กิจวงศไ์ พศาล ผอู้ านวยการโรงเรียนวัดบางโคล่นอก
๔. นายเลก็ ปน้ั เจรญิ คณะกรรมการวดั บางโคลน่ อก
๕. นายสราวุธ กาจร ตัวแทนประกนั ชีวิต AIA
๔.๔ ขอบเขตด้านเวลา
จะทําการศึกษาวิจัย ระหว่างเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ รวมเวลา ๖ เดือน ใน
การศึกษาค้นคว้าและวิจยั
๕. ผลการวิจยั
จากการวจิ ัยเรื่องน้ี สามารถแบง่ เปน็ ประเด็นได้ดังตอ่ ไปนี้
การวเิ คราะหส์ าระสาํ คญั ของคุณค่าการปฏบิ ตั ติ นต่อบดิ ามารดาของบุตรธดิ า
๕.๑ อภิปรายผล
การอภิปรายผลการวิจัยคร้ังน้ี เป็นแนวทางของคุณค่าในการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดาที่ดี
ของบุคคลในชุมชนบางโคล่ ถนนพระราม ๓ ซอย ๒๒ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร โดย
ผ้วู จิ ัยจะไดก้ ล่าวถึงประเด็นทส่ี าคญั และนามาอภิปรายผล ดังนี้
๑. คุณคา่ ในการปฏิบตั ิตนต่อบิดามารดา ๑) เล้ียงดูบิดามารดา ด้วยการหม่ันดูแลเอาใจ แสดงความ
กตัญญูกตเวทีตอบแทนบุญคุณท่าน ๒) ทาภารกิจแทนบิดามารดาด้วยความตั้งใจมี “สัจจะ และ ขันติ” ความ
ซ่อื ตรงและความอดทน เพ่ือมใิ หบ้ ดิ ามารดากงั วลในกิจการ ๓) ดารงวงศ์ตระกูลด้วยการปฏิบัติตนต้ังอยู่บนฐาน
แห่งความดี พิจารณาโดยแยบคายเป็นฐานการปฏิบัติ ๔) ทาตนเป็นทายาทท่ีดี สร้างช่ือเสียงแก่วงศ์ตระกูล
สอดคลอ้ งกบั พระสมชาย พุทฺธสีโล๑ ว่าด้วยการบารุงทางกายต่อบิดามารดาที่ได้เลี้ยงดูบุตรตั้งแต่แรกเริ่ม บุตร
ท่ีดตี อ้ งเล้ยี งดูตอบแทน ดารงวงศต์ ระกูลดว้ ยการประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเป็นทายาท ๕) ทาบุญอุทิศ
ให้บิดามารดา โดยมีหลักธรรมเวยยาวัจจมัย สอดคล้องกับพระครูโฆสิตธรรมากร๒ ในการศึกษาเร่ือง “ศึกษา
เปรียบเทียบวิธีการบารุงบิดามารดาในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับศาสนาขงจื๊อ” โดยบุตรต้องแสดงความ
๑ พระสมชาย พุทฺธสีโล (บัวลา), “ศึกษาวเิ คราะห์การบํารุงมารดาบดิ าทีป่ รากฏในมงคลสตู ร”,วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตร
มหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๖), หน้า ๙๔-๙๖.
๒ พระครูโฆสิตธรรมากร (อภิชาโต), “ศึกษาเปรียบเทียบวิธีการบํารุงบิดามารดาในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับศาสนา
ขงจื๊อ”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘), หน้า ๘๗-
๘๘.
๑๒๗
กตัญญูกตเวทิตาทาบุญอุทิศเม่ือบิดามารดาเสียชีวิตไปด้วยการจัดการอุทิศบุญตามคติความเชื่อของท้องถ่ิน
ตนเอง เพราะบุตรท่ีดียอ่ มทาใหบ้ ดุ ามารดามีความสุขในสคุ ตภิ ูมิ
๒. การส่อื สารกับบดิ ามารดา ๑) เลี้ยงดูบิดามารดา ด้วยการพูดจาไพเราะมี สัมมาวาจาและปิยวาจา
ทาใหบ้ ดิ ามารดามคี วามรูส้ กึ ทด่ี ใี นตวั บตุ รธดิ า ๒) ทาภารกิจแทนบิดามารดาดว้ ยการไมบ่ น่ หรือปฏิเสธ ๓) ดารง
วงศ์ตระกูลด้วยการทาหน้าท่ีของตนให้ดีท่ีสุดสมกับเป็นบุตรธิดาของท่านสร้างช่ือเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลมีสติ
ระลึกรู้ส่ิงที่ควรและไม่ควรกระทา ๔) ทาตนเป็นทายาทท่ีดี ปกปูองชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเช่ือฟังบิดามารดา ด้วย
อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาทเป็นฐานการปฏิบัติเช่นน้ีย่อมได้ช่ือว่าเป็นบุตรธิดาท่ีดี ๕)
ทาบุญอุทิศใหบ้ ดิ ามารดาสอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี)๑ ด้วยหน้าที่ของบุตรที่
อาศัยความเข้าใจบทบาทและการปฏิบัติตนที่ส่ือสารจากการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกและความผูกพัน
ด้วยการใช้หลักเวยยาวัจจมัยบุญที่เกิดจากความสาเร็จด้วยการช่วยเหลือในกิจของผู้อื่นเป็นฐานการปฏิบัติ
เช่นน้ียอ่ มได้ช่อื วา่ เป็นบตุ รธดิ าทีด่ เี พราะทาให้บิดามารดามสี ุขภาพจติ ทีด่ ี
๓. การแสดงความรู้สึกต่อบิดามารดา ๑) เล้ียงดูบิดามารดา ด้วยการแสดงความรักความห่วงใย เอา
ใจใสท่ า่ น ใช้ปยิ วาจาอันเป็นถอ้ ยคาอันเป็นทร่ี ัก ประกอบด้วยฉันทะความเต็มใจ ๒) ทาภารกิจแทนบิดามารดา
ดว้ ยการช่วยเหลือกิจการงานบดิ ามารดาด้วยวิรยิ ะความเพยี รพยายาม และจิตตะความมุ่งม่ันให้สาเร็จ ๓) ดารง
วงศ์ตระกูลดว้ ยการประพฤติปฏบิ ัตติ ัวดีใหบ้ ดิ ามารดาได้ภูมใิ จ มีสติระลึกรู้สิ่งท่ีควรและไม่ควรปฏิบัติ ๔) ทาตน
เป็นทายาทท่ีดี ประกอบด้วยสัจจะ ความจริงใจคลายความกังวลแก่บิดามารดา ๕) ทาบุญอุทิศให้บิดามารดา
ด้วยการทาบุญให้ท่านราลึกถึงคุณงามความความดีด้วยความกตัญญูกตเวที รู้คุณและกระทาตนตอบแทนคุณ
บิดามารดา
๔. การแสดงความผูกพันกับบิดามารดา ๑) เลี้ยงดูบิดามารดา ด้วยการดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือใน
กิจการงานท่าน ๒) ทาภารกิจแทนบิดามารดาด้วยการไม่ทอดทิ้งภารกิจและสานต่อให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ประกอบด้วยวิริยะความเพียรพยายาม และจิตตะ ความมุ่งม่ันให้สาเร็จ ๓) ดารงวงศ์ตระกูลด้วยการรักษา
เกียรตขิ องวงศต์ ระกูล ให้หลักปิยวาจาถ้อยคาอันเป็นที่รักปรโตโฆสะโยนิโสมนสิการ คอยฟังเสียงจากผู้อื่นแล้ว
พิจารณาโดยแยบคาย ๔) ทาตนเป็นทายาทที่ดีมีโสรัจจะความสงบเสง่ียมและเวยยาวัจจมัย การทาบุญอัน
สาเร็จดว้ ยการชว่ ยเหลือในกจิ ของผู้อื่น ๕) ทาบุญอุทศิ ให้บิดามารดา ด้วยการกระทาบุญกุศล ถึงพร้อมด้วยเวย
ยาวัจจมัยที่เปน็ บญุ อนั สาเร็จด้วยการชว่ ยเหลือในกิจของผู้อน่ื
๕. การควบคุมการทาหน้าท่ีต่อบิดามารดา ๑) เลี้ยงดูบิดามารดา ด้วยการดูแลเร่ืองอาหารการกิน
ดูแลสุขภาพเรื่องยา การเดินทางไปหาหมอจัดหาเส้ือผ้า ของใช้ส่วนตัวให้ท่านใช้รักษาทรัพย์ของบิดามาร ดา
สอดคลอ้ งกบั พระอธกิ ารช่วง ฐิตโสภโณ๒ ว่าดว้ ยการบูชาบิดามารดาดว้ ยวตั ถุ สิ่งของเครอื่ งใช้ รักษาทรัพย์ไม่ให้
สูญหายโดยมีหลักธรรมข้อ “เวยยาวัจจมัย” บุญอันสาเร็จด้วยการช่วยเหลือในกิจของผู้อ่ืนเป็นฐานการปฏิบัติ
เช่นน้ีย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุตรธิดาที่ดีเพราะทาให้บิดามารดามีสวัสดิภาพที่ดี ๒) ทาภารกิจแทนบิดามารดาด้วย
การสานต่อกิจการงานของท่านไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ซ่ือสัตย์สุจริตต่อหน้าท่ีตามที่ท่านมอบหมายโดยมี
หลกั ธรรมข้อ “ขนั ต”ิ ความอดทน “สติมา” การมีสติระลึกรู้เป็นฐานการปฏิบัติเช่นนี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุตรธิดา
ท่ีดีเพราะทาให้บิดามารดาไมต่ อ้ งทางานหนักเกินไป ๓) ดารงวงศ์ตระกูลด้วยการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ให้อภัย
๑ พระมหาวฒุ ิชัย วชิรเมธี (ว. วชิรเมธ)ี , เรารักแมํ, (กรุงเทพมหานคร: ร่งุ ศิลปก์ ารพมิ พ์, ๒๕๔๗), หนา้ ๑๑๔-๑๑๕.
๒ พระอธกิ ารชว่ ง ฐติ โสภโณ (ต้ังอยู่), “ศึกษาคติทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในประเพณีสารทเดือนสิบ (แซนโฎนตา)
ของจังหวัดสรุ นิ ทร์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ , (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕),
หนา้ ๑๕๕-๑๖๓.
๑๒๘
กันส่งเสรมิ ให้บุตรธิดาไดเ้ รียนสูง ๆ ประพฤติดี ปฏบิ ตั ดิ ี เพื่อรักษาชอ่ื เสียงวงศ์ตระกูลโดยมีหลักธรรมข้อ “อัปป
มาทคารวตา” ความเคารพในความไม่ประมาทเป็นฐานการปฏิบัติเช่นน้ีย่อมได้ช่ือว่าเป็นบุตรธิดาที่ดีเพราะทา
ให้บิดามารดาผ่อนคลายความหนักใจท่ีลูกหลานรักกัน ๔) ทาตนเป็นทายาทท่ีดีด้วยการไม่ยุ่งเกี่ยวกับส่ิงผิด
กฎหมาย และนาความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวทาให้บิดามารดาไว้วางใจเราในทุก ๆ เรื่องโดยมีหลักธรรมข้อ
“สติ” การมีสติระลึกรู้ส่ิงที่ควรและไม่ควรกระทาเป็นฐานการปฏิบัติเช่นน้ีย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุตรธิดาที่ดีเพราะ
ทาให้บิดามารดาไม่ต้องทุกข์ใจ ๕) ทาบุญอุทิศให้บิดามารดา ด้วยการนาคาสอนของบิดามารดามาประพฤติ
ปฏิบัตเิ พ่ือใหท้ า่ นหมดหว่ งโดยมีหลกั ธรรมขอ้ “โยนิโสมนสิการ” การพิจารณาโดยแยบคายเป็นฐานการปฏิบัติ
เช่นนย้ี อ่ มไดช้ อื่ วา่ เปน็ บตุ รธดิ าทด่ี เี พราะทาให้บดิ ามารดาไดส้ มหวังในตวั บุตรธิดา
๕.๒ ขอ๎ เสนอแนะเชิงวิชาการ
จากการศึกษาเรื่อง “ศึกษาคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสูตร” ครั้งน้ี
ผวู้ ิจยั สามารถประมวลเนือ้ หาพอเป็นแนวปฏิบตั ขิ องบตุ รธดิ า ได้ ๒ ประเดน็ หลัก ดังน้ี
ประเดน็ แรก การพฒั นาตนของบุตรธิดาที่จะทาให้บิดามารดาภูมิใจ คลายกังวล และมีความสุข ได้แก่
๑) พาหุสัจจะ : บุตรธิดาต้องขยันเล่าเรียนให้มาก ๆ และข้อสาคัญ จะทาให้บิดามารดามีความสุขท่ีเห็นบุตร
ธิดาของตน ประสบความสาเร็จสูงสุดในการศึกษา ๒) สิปปะ : บุตรธิดาเม่ือศึกษาเล่าเรียนจนสาเร็จตาม
เปูาประสงค์แล้ว จะต้องนาความรู้ที่ศึกษามานั้น ฝึกฝนภาคปฏิบัติให้เกิดทักษะ ความมีศิลปะเชี่ยวชาญใน
อาชีพเช่นนี้ของบุตรธิดา เป็นความปรารถนาอย่างย่ิงของบิดามารดา เพราะท่านต้องการให้บุตรธิดาช่วยเหลือ
ตัวเองได้ ไม่ตอ้ งภาระของใคร ๓) วินโย สขุ ิโต : บุตรธิดาเมื่อมีการศึกษาท่ีดี มีความเช่ียวชาญในอาชีพแล้ว ขั้น
สาคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ความมีวินัยในตนเอง คือมีความสามารถควบคุมตนเองให้เหมาะสมกับอาชีพท่ีตนทา
และเหมาะกับความเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัว ชุมชน และสังคม หากบุตรธิดาปฏิบัติได้เช่นนี้ จะทาให้บิดา
มารดากล้าพูด กล้าแสดงออกต่อสังคมด้วยความม่ันใจว่าสังคมนั้น ๆ จะยอมรับ ทั้งน้ีเพราะความที่ท่านมีบุตร
ธิดาท่ีเป็นคนดีนนั่ เอง
ประเด็นท่ีสอง ความรับผิดชอบครอบครัวของบุตรธิดา ที่จะทาให้บิดามารดาไม่ต้องลาบากกาย ไม่
ต้องทุกขใ์ จ และดารงชีวิตอย่างเป็นสุขกับลูกหลาน ได้แก่ ๑) มาตาปิตุอุปัฏฐาน : บุตรธิดาท่ีดี ต้องเลี้ยงดูบิดา
มารดาด้วยอาหาร เคร่อื งนงุ่ หม่ ทพี่ ักอาศัย และยารักษาโรคท่ีเหมาะสมและสมควรแก่ท่าน นอกจากนี้ ต้องหา
กิจกรรมเกี่ยวกับสันทนาการต่าง ๆ ให้ท่านได้แสดงออก เพื่อให้ท่านสบายใจ รวมความว่า ส่ิงใด ๆ ทาแล้วไม่
ผิดกฎหมายและศีลธรรม และท่านท้ังสองมีความสุข สิ่งน้ัน ๆ บุตรธิดาที่ดีพึงกระทา ๒) ปุตตทารัสสสังคห :
บุตรธิดาทด่ี ี เม่ือเตบิ ใหญ่มีครอบครัว จะตอ้ งคอยดแู ลช่วยเหลอื บุตรและคู่ครองของตนในภารกิจที่สามารถช่วย
ได้ ต้องสร้างบรรยากาศของครอบครัวใหอ้ บอุน่ เกิดความสามัคคีและไว้วางใจซ่ึงกันและกัน หากบุตรธิดาทาได้
เช่นนี้ ย่อมทาให้บิดามารดามีความสุขท่ีเห็นครอบครัวของบุตรธิดามีความอบอุ่นและมั่นคง ๓) อนากุลา กัม
มันตา : บุตรธิดาท่ีดี ต้องเป็นผู้รับผิดชอบงานอันเป็นหน้าที่ของตน จับงานอะไรแล้ว ควรทาให้เสร็จตาม
กาหนดเวลาท่กี าหนดไว้ โดยไม่พลัดวันประกันพร่งุ และไม่ทาให้งานท่ีกาลังทานั้นเสียหาย หากบุตรธิดากระทา
การได้เช่นนี้ ย่อมทาใหบ้ ดิ ามารดามคี วามมน่ั ใจในความเปน็ ทายาททดี่ ขี องบุตรธิดาและมีความสุขกายสบายใจ
๑๒๙
๖. สรุปองคค์ วามรู๎ท่ไี ด๎จากการวิจัย
แผนภาพท่ี ๑ แสดงองค์ความรู้ใหม่ในการวจิ ัย
๗. สรุป
มารดาด้วย บิดาด้วย เพราะเหตุนั้น จึงช่ือว่า มาตาปิตุ มารดาและบิดา การบารุง ช่ือว่า อุปฏฺฐาน
บตุ รทง้ั หลายด้วย ภรรยาท้ังหลายด้วย เพราะเหตุน้ัน จึงชื่อว่า ปุตฺตทารสฺส ซึ่งบุตรและภรรยา การสงเคราะห์
ชอ่ื ว่า สงฺคโห การงานทั้งหลาย เป็นการงานท่ีอากูลหามิได้ เพราะเหตุนั้น จึงช่ือว่า อนากุลา. การงานท้ังหลาย
นั้นเอง ช่อื วา่ กมฺมนฺตา คาทเ่ี หลอื มนี ัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วน้ันแล นี้คือการพรรณนาเฉพาะบท
๑๓๐
ส่วนการพรรณนาเน้ือความ ผศู้ กึ ษาพงึ ทราบดงั ตอ่ ไปนี้
สตรผี ใู้ หเ้ กิด ทา่ นเรียกวา่ มารดา, บิดาก็เหมอื นกนั การกระทาอุปการะด้วยการล้างเท้า การนวด การ
อบ การอาบนา้ และการใหป้ จั จยั ๔ ชื่อวา่ อุปัฏฐานะ การบารุง
พงึ ทราบอธิบายในการบารุงเล้ยี งนนั้ ดังต่อไปนี้
เพราะเหตุที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก หวังประโยชน์ เป็นผู้อนุเคราะห์ต่อบุตรท้ังหลาย ซึ่งท่าน
เห็นบตุ รเหลา่ นน้ั เลน่ อยู่ขา้ งนอกมีสรีระเปื้อนฝนุ มาแล้วก็เช็ดฝุนให้ กอดจูบท่ีศีรษะและยังความรักให้เกิด. บุตร
ทง้ั หลายเลี้ยงมารดาบิดาด้วยการทูนไว้บนศีรษะแม้ส้ิน ๑๐๐ ปี ก็ไม่สามารถท่ีจะตอบแทนอุปการคุณแห่งการ
บารงุ เลย้ี งนั้นได้ และเพราะเหตุที่ท่านทั้งสองนั้นเป็นผู้บารุง เป็นผู้เล้ียงดู เป็นผู้แสดงโลกนี้ เป็นผู้เสมอกับพระ
พรหม เป็นบุพพาจารย์ ฉะนนั้ การบารุงเลย้ี งมารดาบดิ าท้ังสองนัน้ จึงนามาซง่ึ การสรรเสรญิ ในโลกน้ี ละไปแล้ว
ก็นาความสุขในสวรรค์มาให้
พระผู้มีพระภาคเจา้ จึงตรสั ว่าเปน็ มงคล สมจริงดงั ทพ่ี ระผมู้ ีพระภาคเจ้าตรสั ไวว้ ่า
มารดาบิดาท้ังหลาย ผู้อนุเคราะห์แก่ปชา (บุตรธิดา) ท่านเรียกว่าเป็นพรหม ว่าเป็น
บุพพาจารย์ ว่าเป็นอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตพึงนอบน้อมและ
สักการะมารดาบิดาเหล่านั้น ด้วยข้าว น้า ผ้า ที่นอน การอบ การอาบน้า และการ ล้างเท้า ด้วยการ
ปรนนบิ ัติในมารดาบิดาทัง้ สองน้ัน บณั ฑติ ท้งั หลายย่อมสรรเสริญบุคคลน้ัน ในโลกนี้น้ัน แล เขาละโลก
น้ไี ปแล้ว ยอ่ มบนั เทิงในสวรรค์ ดังนี้
อีกนัยหน่ึง ชื่อว่า การบารุงมี ๕ อย่างมีการเล้ียงดู การกระทาหน้าที่และการดารงวงศ์ตระกูลเป็นต้น
การบารุงนั้นพึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เก้ือกูลในปัจจุบัน ๕ อย่างมีการห้ามจากบาป
เป็นตน้
สมจริงดงั พระดารสั ท่ีพระผมู้ พี ระภาคเจ้าตรัสไวว้ า่
ดกู ่อนคฤหบดีบุตร มารดาบดิ าซ่งึ เปน็ ทิศเบอื้ งหน้า บตุ รพงึ บารุงด้วยสถาน ๕ คือ
๑) เราอันทา่ นเล้ยี งมาแลว้ จักเลยี้ งท่านตอบ ๒) เราจกั กระทากิจ ของมารดาบิดาเหล่านั้น ๓)
เราจักดารงวงศ์สกุลของมารดาบดิ าเหลา่ นัน้ ๔) เราจักรักษาทรพั ยส์ มบัติของมารดาบดิ าเหล่าน้ัน ๕) ก็
อกี อยา่ งหน่ึง เมื่อทา่ นทัง้ สองล่วงลับไปแลว้ เราจักเพิ่มให้ซง่ึ ทักษณิ า (ทาบญุ อทุ ศิ ให)้ ดงั นี้
ดูก่อนคฤหบดีบุตร มารดาบิดาซ่ึงเป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรบารุงด้วยสถาน ๕ เหล่าน้ีแล จัก
อนเุ คราะหบ์ ุตร ดว้ ยสถาน ๕ คอื
๑) ท่านทั้งสองย่อมห้าม (บุตร) จากบาป ๒) ย่อมให้ต้ังอยู่ในความดี ๓) ย่อมให้ศึกษาศิลปะ
๔) ยอ่ มหาภรรยาทีส่ มควรให้ ๕) ยอ่ มมอบทรัพยส์ มบัตใิ ห้ในสมยั ดงั น้ี
อกี อยา่ งหนึ่ง ผู้ใดยอ่ มบารุงมารดาและบดิ าด้วยการให้เล่อื มใสในพระรัตนตรัย หรือด้วยให้สมาทานศีล
หรือดว้ ยใหบ้ รรพชา ผนู้ จี้ ดั ว่าเปน็ ยอดของชนทัง้ หลายผบู้ ารงุ มารดาบดิ าในโลกนี้
การบารุงมารดาบิดานั้นของผู้นั้นเป็นการกระทาการตอบแทนต่ออุปการคุณท่ีมารดาและบิดากระทา
ไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์ท้ังหลายที่เป็นไปในปัจจุบันและ
เป็นไปในสมั ปรายภพมิใชน่ ้อย
ในคาวา่ ปตุ ฺตทารสฺส น้ี บัณฑติ พึงทราบวินจิ ฉัยดังต่อไปนี้
บุตรทั้งหลายก็ดี ธิดาท้ังหลายก็ดี ที่เกิดแล้วของตน ย่อมถึงการนับว่าบุตรท้ังนั้น. ภรรยาชนิดใดชนิด
หน่ึง ในบรรดาภรรยา ๒๐ จาพวกช่ือว่า ทาระ บุตรท้ังหลายด้วย ทาระท้ังหลายด้วย ช่ือว่า ปุตฺตทารา (บุตร
และภรรยาท้ังหลาย) ซึ่งบุตรและภรรยาน้ัน การกระทาอุปการะด้วยฐานะทั้งหลายมีการยกย่องเป็นต้น ชื่อว่า
๑๓๑
สังคหะ การกระทาอุปการะนั้น พึงทราบวา่ เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เก้ือกูลอันเป็นไปในปัจจุบัน
มีความเปน็ ผู้จัดการงานดเี ป็นตน้
สมจริงดังคาทีพ่ ระผมู้ ีพระภาคเจ้าตรัสไว้วา่
ดูกอ่ นคฤหบดี ภรรยาซ่ึงเป็นทศิ เบื้องหลงั สามพี งึ บารุงดว้ ยสถาน ๕ แล คือ
๑) ด้วยการยกย่อง ๒) ด้วยการไม่ดูหม่ิน ๓) ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจ ๔) ด้วยการมอบ
ความเปน็ ใหญใ่ ห้ ๕) ด้วยการใหเ้ ครือ่ งประดบั ดังนี้
ดูก่อนคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบ้ืองหลัง อันสามีพึงบารุงด้วยฐานะ ๕ เหล่าน้ีแล ย่อม
อนเุ คราะหส์ ามดี ว้ ยฐานะ ๕ คอื
๑) เป็นผู้จัดการงานดี ๒) เป็นคนสงเคราะห์คนข้างเคียง (ของสามี) ดี ๓) เป็นผู้ไม่ประพฤติ
นอกใจ ๔) ยอ่ มรกั ษาทรัพย์ท่ีสามีหามาได้ไว้ ๕) เป็นคนขยันไม่เกียจครา้ นในการงานท้ังปวง ดงั น้ี
เพราะสงเคราะห์ (รวม) บุตรภรรยาท่ีทรงแสดงไว้ในสิงคาลสูตรน้ีว่า บุตรและภรรยา พึง
ทราบว่าเปน็ ทิศเบอื้ งหลังดังน้ี ด้วยภรยิ าศัพท์
อีกอยา่ งหนึ่ง นัยอืน่ อกี มดี งั ตอ่ ไปน้ี
การสงเคราะห์ดว้ ยทาน ปิยวาจาและอัตถจริยาที่ประกอบด้วยธรรม ช่ือว่า สังคหะ คือการให้
เสบียงในวันอุโบสถท้ังหลาย การให้ดูนักษัตรในวันนักขัตฤกษ์ท้ังหลาย การกระทามงคลในวันมงคล
ท้ังหลาย การโอวาทส่ังสอนในประโยชน์ท้งั หลายทีเ่ ป็นไปในปจั จบุ นั และสัมปรายภพ
การสงเคราะห์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูล
อันเป็นไปในปัจจุบัน และสัมปรายภพ โดยนัยก่อนนั่นแล และเพราะเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้แม้อัน
เทวดาท้ังหลายพึงนอบน้อม
สมจริงดังคาท่ที ้าวสกั กะจอมเทพตรัสไว้ว่า
คฤหัสถ์เหล่าใด เป็นผู้กระทาบุญ มีศีล เป็นอุบาสก ย่อมเลี้ยงภรรยาโดยธรรม ดูก่อนมาตลี
เราย่อมนอบน้อมคฤหสั ถ์ เหล่านน้ั ดงั นี้
การงานท้ังหลายมีเกษตรกรรม โครักขกรรม และพาณิชกรรมเป็นต้น พึงเว้นแล้วจากการงานที่อากูล
มีการทาเวลาให้ล่วงไป การกระทาท่ีไม่สมควรกระทา และการกระทาย่อหย่อนเป็นต้น เพราะประกอบด้วย
ความเป็นผู้รู้กาล เพราะมีปกติกระทาเหมาะสม เพราะไม่เกียจคร้าน เพราะถึงพร้อมด้วยความอุตสาหะและ
ความเพยี ร และเพราะเปน็ การงานที่ไมเ่ ส่อื มเสยี ชือ่ ว่า การงานทไ่ี ม่อากูล
การงานที่ไม่อากูลนี้อันบุคคลประกอบแล้วอย่างน้ี เพราะเหตุที่ตนเอง บุตรภรรยา หรือทาสและ
กรรมกรทงั้ หลายเป็นผฉู้ ลาด พระผู้มพี ระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการได้ทรัพย์ ข้าวเปลือก
และความเจรญิ ในปจั จุบนั นเ้ี ดียว
สมจริงตามพระดารสั ท่พี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรัสไว้วา่
บคุ คลผมู้ ีการงาน กระทาสมควร เป็นปกติ ขยัน ย่อมหาทรพั ยไ์ ด้ ดงั น้ี
และว่า บุคคลท่ีชอบนอนหลับกลางวัน ขี้เกียจลุกขึ้นกลางคืน เมาเป็นนิตย์ เป็นนักเลงไม่อาจจะอยู่
ครองเรือนให้ดีได้ ประโยชน์ท้ังหลายย่อมล่วงเลยบุรุษผู้ทอดทิ้งการงานด้วยอ้างเลสว่า เวลานี้หนาวนัก เวลาน้ี
รอ้ นนกั เวลาน้เี ยน็ เสียแล้ว ดงั นเี้ ป็นตน้
ส่วนผู้ใดไม่สาคัญความหนาวและความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า กระทากิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เส่ือม
จากความสุข ดังนี้
และว่า เม่ือบุคคลรวบรวมโภคะท้ังหลายอยู่ เหมือนภมรผนวกอยู่ซ่ึงรังฉะนั้น โภคะท้ังหลายย่อมถึง
การสั่งสม ดจุ จอมปลวกอันตวั ปลวกกอ่ ข้ึนฉะนน้ั ดังน้ี
๑๓๒
ด้วยพระคาถาแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรสั มงคล ๔ ประการน้ี คือ การบารุงมารดา ๑ การบารุงบิดา
๑ การสงเคราะหบ์ ุตรและภรรยา ๑ การงานทงั้ หลายทีไ่ มอ่ ากูล ๑
อกี อยา่ งหน่ึง คาถานมี้ ี ๕ มงคลเพราะแยกการสงเคราะหบ์ ุตรและภรรยาออกเปน็ ๒
อีกอย่างหนึ่งมี ๓ มงคล เพราะรวมการบารุงมารดาบิดาเป็นข้อเดียวเท่านั้น ก็ความที่แห่งมงคล
เหล่านน้ั เป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายใหแ้ จ่มแจ้งแล้วในมงคลนน้ั ๆ นัน่ แล
จบการพรรณนาเน้ือความแห่งพระคาถานวี้ า่ มาตาปติ อุ ุปฏฺฐาน เปน็ ต้น
๘ ข๎อเสนอแนะ
งานวิจัยเร่อื ง “ศึกษาคณุ ค่าการปฏิบตั ติ นตอ่ บดิ ามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสูตร” ผู้วิจัยได้กําหนด
วิธีการวิจัยแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีจะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทําวิจัย โดยกําหนดรูปแบบการ
ดําเนินการวิจัย คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบ
สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพ่ือสอดคล้องกับ
วตั ถปุ ระสงค์ จึงขอเสนอแนะดังน้ี
ขอ๎ เสนอแนะเชิงนโยบาย ของคุณค่าการปฏิบัติตนต่อบิดามารดาของบุตรธิดาในสิงคาลกสูตร จะเห็น
วา่ การปฏิบัติส่วนใหญ่เน้นการปฏฺบัติงาน โดยทําการงานให้เรียบร้อยและดีย่ิงข้ึน การทํางานท่ีดีควรทํางานให้
เรียบรอ้ ยและยิ่งดีขึ้น ควรได้ปฏิบัติหน้าท่ีของตนเองโดยทําการงานให้เรียบร้อยและดีย่ิงขึ้น เล้ียงดูบิดามารดา
ด้วยการดูแลเร่ืองอาหารการกิน ดูแลสุขภาพเรื่องยา การเดินทางไปหาแพทย์ จัดหาเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวให้
ท่านใช้รักษาทรัพย์ของบิดามารดาไม่ให้สูญหายโดยมีหลักธรรมข้อ “เวยยาวัจจมัย” บุญอันสําเร็จด้วยการ
ช่วยเหลือในกิจของผู้อ่นื เป็นฐานการปฏิบัติเช่นนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุตรธิดาที่ดี เพราะทําให้บิดามารดามีสวัสดิ
ภาพท่ดี ี เพ่ือใหก้ ารทาํ งานมีประสิทธภิ าพ และนาํ หลกั ธรรมทเ่ี กี่ยวข้องกับทศิ หก การปฏบิ ัติหนา้ ท่ีอันชอบธรรม
ด้วย กาย วาจา ใจ ปราศจากอคติ เข้าใจหลักการ รู้จักประโยชน์ การประมาณตนเอง พอประมาณ มา
ประยุกต์ใชใ้ นการบริหารงานของคุณคา่ การปฏบิ ัตติ นต่อบิดามารดาของบตุ รธิดา
ข๎อเสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช๎ เพื่อให้เป็นรูปธรรม โดยต้องมุ่งเน้นไปท่ีการแก้ป๎ญหานายจ้าง
และลูกจ้างในการบริหารงานตามกฎหมายของกรมแรงงาน ในการส่งเสริมนายจ้างและลูกจ้างให้มีโอกาส
ร่วมงานและสานสัมพันธ์กัน เป็นการทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนให้ดํารงด้วยความเรียบร้อย และ
เช่อื มโยงหลักธรรมทศิ หกในตามสงิ คาลกสูตร
๑) ควรศึกษาการประยุกต์ใช้บทบาทหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามการเรียนรู้ด้วยตนเองใน
วธิ กี ารดาํ เนนิ ชีวติ ครอบครวั ใหเ้ ปน็ สขุ เพราะครอบครวั เปน็ รากฐานของสงั คม
๒) ควรศกึ ษาวธิ กี ารฝกึ ตนให้เกิดศิลปะในการทาํ งานอยา่ งมีประสิทธิภาพ เพราะการมีศิลปะที่ดีในการ
ทํางาน เป็นดชั นีช้วี ัดความสงบสขุ ของครอบครัวไดเ้ ปน็ อย่างดีอีกทางหน่ึง
๓) ควรศกึ ษาเทคนคิ การสรา้ งวินยั ตนเองในครอบครัวตามแนวทางพระพุทธศาสนาเถรวาทเพราะส่วน
ใหญ่ ครอบครัวย่อมมสี มาชิกทอี่ ยู่ในฐานะบิดามารดา สามภี รรยา และบุตรธดิ า เป็นต้น
เอกสารอ๎างองิ
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, กรุงเทพมหานคร: นานมี บุคส์
พบั ลิเคชัน่ ส์, ๒๕๔๖.
๑๓๓
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พระในบ้าน, กรงุ เทพมหานคร: รงุ่ เรอื งสาสนก์ ารพิมพ์, ๒๕๔๑.
พระสมชาย พทุ ธฺ สีโล (บัวลา), “ศึกษาวิเคราะห์การบารุงมารดาบิดาที่ปรากฏในมงคลสูตร”,วิทยานิพนธ์พุทธ
ศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , ๒๕๕๖.
พระครูโฆสิตธรรมากร (อภิชาโต), “ศึกษาเปรียบเทียบวิธีการบารุงบิดามารดาในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับ
ศาสนาขงจ๊ือ”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๘.
พระมหาวฒุ ิชัย วชริ เมธี (ว. วชริ เมธ)ี , เรารกั แม่, กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลปก์ ารพิมพ์, ๒๕๔๗.
พระอธิการช่วง ฐิตโสภโณ (ต้ังอยู่), “ศึกษาคติทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในประเพณีสารทเดือนสิบ (แซน
โฎนตา) ของจังหวัดสรุ ินทร์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕.
๑๓๔
การปฏิบตั ติ นระหวาํ งนายจา๎ งกบั ลูกจ๎างในสงิ คาลกสูตร
THE SELF-PRACTICE OF EMPLOYERS AND EMPLOYEES
IN SINGALAKA SUTTA
นายสามารถ กมุ ภีพงษ์
Mr Samart Kumpeephong
วทิ ยาลยั สงฆ์พทุ ธปญ๎ ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
Email: [email protected]
บทคดั ยํอ
งานวิจัยเร่ือง “การปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร” วัตถุประสงค์
ดังน้ี เพือ่ ศกึ ษาการปฏบิ ตั ติ นระหวา่ งนายจา้ งกับลูกจ้างตามแนวทางพระพทุ ธศาสนา, เพื่อเปรียบเทียบลักษณะ
วิธกี าร ปฏิบตั ิตนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ในสิงคาลกสูตร และเพ่ือศึกษาความสอดคล้องของ การปฏิบัติตน
ระหวา่ งนายจ้างกบั ลูกจา้ ง ในสงิ คาลกสตู ร ซ่งึ ผ้วู จิ ัยได้กาํ หนดวิธีการดําเนนิ วิจยั ดังน้ี
การทาํ วจิ ยั ในครั้งนี้ผู้ทําวิจัยได้มุ่งศึกษาถึง“การปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกใน
สิงคาลกสูตร” ผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการวิจัยแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การเก็บ
ข้อมลู โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีจะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการ
ทําวิจัย โดยกาํ หนดรูปแบบการดําเนนิ การวิจัย คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants)
เพอ่ื สอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื ศกึ ษาการปฏิบัตติ นระหว่างนายจ้างกับลูกจา้ งตามแนวทางพระพุทธศาสนา,
เพ่ือเปรียบเทียบลักษณะวิธีการ ปฏิบัติตนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ในสิงคาลกสูตร และเพ่ือศึกษาความ
สอดคลอ้ งของ การปฏบิ ัตติ นระหว่างนายจ้างกบั ลกู จา้ ง ในสิงคาลกสูตร ประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลสําคัญหลัก ๒
กลุ่มคือ กลุ่มท่ี ๑ ตวั แทนของบรัษทั ไดแ้ ก่ เจา้ ของบริษัท หัวหน้าแผนกที่ปกครองพนักงาน เปรียบเสมือนเป็น
นายจา้ ง กลมุ่ ที่ ๒ ตัวแทนของบรัษัท ไดแ้ ก่ หัวหน้าแผนกที่รับคําสั่งจากเจ้าของบริษัท พนักงานท่ีรับคําส่ังจาก
หวั หน้าแผนก เปรียบเสมือนเป็นลูกจ้าง จํานวนประมาณ ๑๐ ท่าน แบ่งเป็น ๕ บริษัท บริษัทละ ๒ ท่าน แยก
ออกเป็น กลุ่มนายจ้าง ๑ ท่าน และ กลุ่มลูกจ้าง ๑ ท่าน และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant
Observation) โดยใช้วธิ กี ารวเิ คราะห์ข้อมูลแบบอรรถาธิบายและพรรณนาความ วิเคราะห์ลักษณะป๎ญหาจาก
เอกสาร จากการสัมภาษณ์ และงานวิจัยที่เกี่ยวกับประกอบด้วย ๑) รวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒)
จัดลําดับข้อมูล ๓) จากการสัมภาษณ์ ๔) นําข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์เน้ือหาตามประเด็น ๕) สรุปผล อภิปราย
ผล และขอ้ เสนอแนะ
ผลการวิเคราะห์ พบวาํ
๑) การวิเคราะห์สาระคัญของการปฏิบัติตนของนายจ้างและลูกจ้าง พบว่า การทํางานของนายจ้าง
ลูกจ้างตกลงกัน หรืออาจตกลงกันพักเป็นช่วงๆ ก็ได้แต่รวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า ๑ ชม./วัน, วันหยุดราชการ
ประจําปี ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจําสัปดาห์ให้หยุดชดเชยวันหยุดตาม ประเพณีในวันทํางาน,
การทํางานในวันหยุดอาจให้ลูกจ้างทําได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไปอาจ หรือเป็นงาน
๑๓๕
ฉุกเฉินอาจให้ทํางานในวันหยุด และ ลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาโดยชัดแจ้ง พร้อมท้ังแสดงหลักฐานที่เก่ียวข้อง
ให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไมน่ ้อยกว่า ๗ วันกอ่ นวันลา
๒) การวิเคราะห์การปฎิบัติตนของนายจ้างและลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคกสูตร พบว่าการกําหนด
อรยิ วินยั เพ่อื ให้แต่ละคนประพฤตปิ ฏบิ ัตหิ น้าท่ีของตน นับว่าเป็นกลวิธีในการสร้างเครือข่ายคนดีอย่างเป็นระบบที่
ชาญฉลาดยิ่งคือใช้คนดีร่วมสร้างคนดี, การชี้เปูาหมายท่ีชัดเจน ช่วยให้ลูกน้องมีแนวทางที่ชัดเจนเช่นกันในการ
สร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อบริษัท, เจ้านายที่ดีต้องให้ลูกน้องได้พูดคุยและแลกเปล่ียนความ
คิดเหน็ ของตนเองได้ ซง่ึ ขอ้ ดขี องการเปิดโอกาสใหล้ ูกน้องได้แสดงความคิดเห็นน้ันจะชว่ ยให้รูปแบบการทาํ งาน
๓) การวิเคราะห์การปฏิบัติตนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามแนวทาง พระพุทธศาสนาจากการ
สัมภาษณ์ พบว่า การปฏิบัติหน้าที่ การตรงต่อเวลา การเน้นงานให้ตามความเหมาะสม ฝึกอบรม เป็นการปฏิบัติ
หน้าที่ตามบทบาทของแต่ละคนท่ีได้รับไว้ ถ้าในแง่ของพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมด้วย
กาย วาจา ใจ ปราศจากอคติ เข้าใจหลักการ รู้จักประโยชน์ การประมาณตนเอง พอประมาณ รู้จักกาลเทศะ รู้จัก
คนทั่วไปเม่อื คนในบรษิ ัทขอคาํ แนะนํา และเปน็ คนที่รูจ้ ักตนเอง
๔) การวิเคราะห์เปรียบเทียบการปฏิบัติตนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในทิศ ๖ ตามสิงคาลกสูตร
พบว่า การทํางานของนายจ้างและลูกจ้างนั้น เกิดจากการที่ได้ร่วมกันคิด แก้ป๎ญหาในการส่งเสริมนายจ้างและ
ลูกจ้างให้มีโอกาสร่วมงานและสานสัมพันธ์กัน ถ้ากล่าวถึงในทางศาสนาพุทธจะตรงกับ การกําหนดอริยวินัยของ
แต่ละบคุ คลดว้ ยตนเอง เพื่อความสงบเรียบร้อย มีความสุข เกิดความเจริญกา้ วหน้า และมีความมั่นคงในชีวติ
คาสาคญั : การปฏบิ ัตติ น, นายจา้ งกับลกู จา้ ง, สงิ คาลกสูตร
Abstract
The Research of "Self-Practice of Employers and Employees in Singalaka Sutta" there
are objectives, To study the behavior between employers and employees according to
Buddhism. To compare methods Self-practices between employers and employees in Singalaka
Sutta, to study the consistency of the conduct of employers and employees in Singalaka Sutta
which the researcher has determined the research method as follows:
This research aimed to study the behavior of employers and employees according to
the six directions in Singalaka Sutta, qualitative research uses data collection through in-depth
interviews to obtain information that will contribute to achieving research objectives. The
research model is determined by qualitative research. The data is collected by using an in-depth
interview with key informants to be consistent with the objectives: To study the behavior
between employers and employees according to Buddhism, to compare methods Behave
between employer and employee in Singalaka Sutta, and to study the consistency of the
conduct between employers and employees in Singalaka Sutta, there are two groups of key
informants, Group 1, the representative of the company is the owner of the company. Head of
the department that governs the employees as the second group of employers, representatives
of the company is department heads who receive orders from the company owners. Employees
who receive orders from the department head It is like being about 10 employees, divided into 5
companies, 2 companies per company, separated into 1 employer and 1 employee group (Non-
participant Observation) using analysis of expository data and describing the Analyze the nature
๑๓๖
of the problem from the document From the interview and related research work consists of 1)
collecting data from related documents 2) ranking data 3) from interviews 4) Use the obtained
information to analyze the content according to the issue 5) Summarize results, discussion,
results, and recommendations.
The research results were found that:
1) Analysis of the essence of the behavior of the employers and the employees found
that the work of the employers and the employees agreed. Or may agree to rest periodically
Yes, but in total must not be less than 1 hour/day, annual public holidays if a traditional holiday
falls on a weekly holiday, a substitute holiday shall be closed. Traditions on working days,
working on holidays, may be performed by the employees with prior consent from time to time,
the mayor as an emergency may work on holidays, and the employee must make a clear report
of the leave. Along with showing relevant evidence to the employer not less than 7 days in
advance of the leave
2) Analysis of the behavior of employers and employees according to the six principles
in Singalaka Sutta. Found that the noble discipline for each person to perform their duties. It is a
very clever strategy for creating a network of good people, namely, using good people to create
good people, clearly identifying goals. It also helps employees have clear guidelines for creating
the best results. And beneficial to the company, a good boss must allow his employees to talk
and exchange their opinions. The advantages of allowing employees to express their opinions
will help the work style.
3) Analysis of behavior between employers and employees according to the guidelines
Buddhism, from interviews, found that Punctuality focusing on the job as appropriate, training is
performed by the assigned role of each individual. If in terms of Buddhism It is the performance
of righteous duties with body, speech, and mind without prejudice and understanding principles,
know the benefits modest self-estimation, know the time get to know people when people in
the company ask for advice. And a person who knows himself.
4) The comparative analysis of behavior between the employers and the employees in
the sixth direction according to the Singalaka Sutta shows that, the work of the employers and
the employees caused by having shared thoughts Solve problems in promoting employers and
employees to have opportunities to work and build relationships. It is mentioned in Buddhism, it
corresponds to the self-determination of individual discipline for peace, order, happiness, and
progress and has stability in life.
Keywords : Self-Practice, Employers and Employees, Singalaka Sutta
๑. บทนา
สังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงป๎จจุบัน นับถือพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ทําให้คนในสังคมมีจิตใจโอบ
อ้อมอารี มีความเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ และมีคุณธรรมจริยธรรม พระพุทธศาสนาเป็นคําสอนสายกลางหรือสอนความ
พอดี คําสอนในพระพุทธศาสนาดําเนินสายกลาง ระหว่างการเพิกเฉยไม่ใส่ใจต่อเรื่องท่ีจะต้องปฏิบัติใน
๑๓๗
ชีวติ ประจาํ วัน กับการตราบทบัญญติเปน็ กฎข้อบังคับที่เคร่งครัด พระพุทธศาสนาสอนแนวทางความประพฤติตาม
หลักสัจธรรมที่เป็นอกาสิโก วา่ ดว้ ยประโยชน์สุขท่ีพึงได้ อันเกิดจากการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันโดยใช้ป๎ญญาด้วยเมตตา
กรณุ า และพร้อมกันน้ันก็มุ่งเน้นให้บรรลุถึงอิสรภาพทางจิตป๎ญญาท่ีเป็นจุดหมายสูงสุด ถึงข้ันที่ทําให้อยู่ในโลกได้
โดยไม่ติดโลก เมื่อการดําเนินชีวิตและกิจการต่าง ๆ ยึดหลักความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าจะมุ่งหา
ผลประโยชนใ์ หแ้ กต่ น กจ็ ะเหน็ ผลปรากฏวา่ ชวี ติ และกิจการเหลา่ นั้นมิใช่จะเลวร้ายอย่างที่เราเคยคิด และท่ีแท้แล้ว
มันจะช่วยให้ชีวิตของเราโปร่งโล่งเบาสบายข้ึนด้วย นําแนวคิดของคนสมัยน้ีจํานวนมากท่ีมองสังคมเป็นสนามชิง
ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง การท่ีมนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมน้ัน๑ ซึ่งนายจ้าง ลูกจ้างใน
ประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แม้ประเทศไทยจะมีบทบัญญัติกฎหมายแรงงานระหว่างนายจ้างกับ
ลูกจ้างแล้ว ป๎จจุบันก็ยังมีป๎ญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ไม่จ่าย
ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างข้ันต่ํา ไม่จัดสวัสดิการให้ตามกฎหมาย ค่าจ้างแรงงานไม่พอเพียงต่อการดํารงชีพ
สภาพแวดล้อมการทํางานท่ีไม่ดี ลูกจ้างหวังประโยชน์ ส่วนตนมากเกินไปไม่คํานึกถึงนายจ้าง ตลอดจนองค์กรเลิก
จ้างอันเป็นการกระทาํ อนั ไม่เป็นธรรม เป็นต้น สภาพการทํางานและสภาพการ จ้างดังท่ีกล่าวมาแล้วอาจทําให้เกิด
การย่ืนข้อเรียกร้องเพ่ือเปลี่ยนแปลงเก่ียวกับสภาพการจ้างซึ่งอาจ ยืดเย้ือถ้าไม่สามารถตกลงกันได้กลายเป็นข้อ
พพิ าทแรงงานท่ีตกลงกันไม่ได้ อาจเกิดการนัดหยุดงาน ปิดงานงดจ้าง หรือความขุ่นข้องหมองใจกันย่อมก่อให้เกิด
ผลเสียหายท้ังต่อฝุายนายจ้างและฝุายลูกจ้าง อย่างไม่อาจหลีกเล่ียงได้๒ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์นอกบ้านกับ
เพ่ือนร่วมงาน นายจ้างลูกจ้าง หรือบุคคลอ่ืนท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคนี้ ก่อให้เกิด
วิกฤตการณ์ทางสังคมอย่างมากมาย มีความพยายามในทุกด้านในท่ีจะเอาชนะคู่แข่งแม้วิถีทางเหล่านั้นจะเป็น
วิถีทางท่ีผิดก็ตาม จะเห็นได้ จากพฤติกรรมของผู้มีบทบาททางการเมืองการปกครองของประเทศ ท่ีมักจะใช้วาจา
ในการใสร่ ้ายปูายสี ซงึ่ กนั และกัน การแย่งชิงผลประโยชน์ทางธุรกิจ การเอาเปรียบกันหรือการใช้วาจา ให้หลงเชื่อ
เพื่อหาประโยชน์จากผู้อน่ื สงั คมจึงมีแตว่ กิ ฤตการณ์ทีม่ ีปญ๎ หาอยา่ งมากมาย๓
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่ีมีความล้าหลังไม่ทันต่อสถานการณ์ แม้จะเป็น
กฎหมายเพียงฉบับเดียวในประเทศไทยที่ทําให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีสิทธิในการรวมตัวอย่างถูกกฎหมาย
เปน็ สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน และสภาองค์การลูกจ้าง ตามลักษณะการรวมตัวในรูปแบบต่างๆ ที่กฎหมาย
แรงงานสัมพันธ์ได้กําหนดไว้แล้วก็ตาม อีกทั้งเมื่อรวมตัวแล้วก็ยังสามารถเจรจาต่อรองกับนายจ้างเพื่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงสภาพการจา้ งงานท่เี อ้อื คณุ ภาพชีวติ ท่ดี ีขนึ้ ของแรงงานต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่าแม้แรงงานจะ
มีสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง แต่ตัวกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เอง ซ่ึงได้บังคับใช้และถือเป็นกรอบในการ
กํากับระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศไทยมานานกว่า ๔๑ ปี ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการ
เมืองไทยในวันนี้ไดพ้ ัฒนาเปลี่ยนไปอยา่ งรวดเร็วและมากมาย ทําให้บทบัญญัติและเน้ือหาสาระของกฎหมายหลาย
สว่ นมคี วามลา้ สมยั ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทําให้กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถสร้างระบบ
แรงงานสัมพันธท์ ี่ดีขึน้ ได้ และทําให้เกดิ การละเมิดสิทธิและข้อพิพาทแรงงานมากมาย เกิดความไม่เป็นธรรมในการ
รวมตัวและเจรจาต่อรองโดยเฉพาะไม่สามารถคุ้มครองผู้จัดตั้งสหภาพแรงงานและสมาชิกสหภาพแรงงานได้สม
๑ สุวิทย์ กล้าขยัน, “แนวทางการสร๎างความสมสัมพันธ์ระหวํางนายจ๎างกับลูกจ๎างตามตามหลักหลักสาราณีย
ธรรม”, มจร.พุทธป๎ญญาปริทรรศน์, ปีที่ ๑ ฉบบั ท่ี ๒ (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๕๙): ๙๕
๒เรื่องเดยี วกนั
๓พระศรีปรยิ ตั ิโมลี (สมชัย กุสลจติ ฺโต), พุทธศาสตร์รํวมสมัย ๒, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๗).
๑๓๘
เจตนารมณ์ของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เหล่านี้ส่งผลร้ายต่อผู้ใช้แรงงาน ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยโดยรวม๑
ป๎ญหาการทํางานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในสถานประกอบการเป็นเรื่องธรรมดา ย่อมต้องมีบ้างไม่มากก็น้อย
แม้จะย้อนระยะเวลาไปในสมัยคร้ังต้นพุทธกาลตั้งแต่พระพุทธองค์ยังมีพระชนมาชีพอยู่ ก็ยังมีเหตุขัดแย้งกัน
ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพราะการ ขัดแย้งเกิดป๎ญหากันไม่ได้เพิ่งจะมีเพียงในยุคสมัยป๎จจุบันน้ีเท่านั้น ป๎ญหา
ต่างๆ ล้วนมสี าเหตทุ ม่ี ากัน ท้ังนั้น มไิ ด้เกดิ ขน้ึ มาลอย ป๎ญหาทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีทางแก้ไขด้วยกันทั้งส้ิน คําสอน
ใน พระพุทธศาสนา ก็มีหลักธรรมคําสอนข้อประพฤติปฏิบัติระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเหมือนกัน ดังจะ เห็นได้
จากท่ีพระพุทธองค์ทรงโปรดสิงคาลมาณพ สอนหลักการไหว้ทิศทั้ง ๖ ตามท่ีบิดาผู้เป็น เศรษฐีได้ส่ังสอนไว้ก่อน
ตาย แต่สงิ คาลมาณพไม่เข้าใจในคําส่งั สอนของบดิ า จงึ ได้ทาํ การกราบไปยงั ทศิ ต่าง ๆ ดว้ ยความไมร่ ู้
เหตุการณ์นั้นพระพุทธองค์ผ่านมาเห็นจึงได้กล่าวบอกสอนการไหว้ ทิศต่างๆ ตามท่ีบิดาของสิงคาล
มาณพหนุ่มได้สั่งสอนไว้ ในการไหว้ทิศต่าง ๆ ตามที่บิดาได้สั่งสอนน้ัน ทํากันอย่างไร หนึ่งในหลักธรรมคําสอนท่ี
พระพุทธองค์ได้ทรงบอกสอนแก่สิงคาลมาณพน้ันก็ คือ หลักทิศ ๖ ในหลักธรรมทิศ ๖ จะมีหลักธรรมอย่างหนึ่ง
คือ เหฏฐิมทิศ ในหลักธรรมนี้ พระพุทธองค์จะกล่าวหลักธรรมข้อปฏิบัติระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเพื่อ นอกจาก
หลักธรรมข้อปฏิบัติสําหรับ นายจ้างกับลูกจ้าง พระพุทธศาสนายังมีหลักธรรมสําหรับนายจ้างกับลูกจ้างอีก
มากมาย เพือ่ เป็นการปูองกันและลดช่องว่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ทําให้เกิดป๎ญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และยังเป็น
การ เพมิ่ ความสัมพันธแ์ ละศีลธรรมอันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในการทํางาน เป็นการเพิ่มขวัญและ กําลังใจให้
ลูกจ้าง หลักธรรมข้อปฏิบัติสําหรับนายจ้างกับลูกจ้างทําให้ท้ังสองฝุายสําเร็จประโยชน์ ท้ังในด้านหน้าท่ีการงาน
ของลูกจ้างและการเจริญเติบโตในองค์กรกิจการของนายจ้าง เม่ือพิจารณาแล้วจะเห็นว่านายจ้างและลูกจ้าง
สามารถอยู่กันได้อย่างเหมาะสม และด้วยความพอใจทั้งสองฝุาย หลักการดังกล่าวเป็นแนวทางที่จะสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซ่ึงไม่ใช่เป็น เพียงแค่คําพูด แต่เป็นวิถีชีวิต เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์การคิด
พิจารณาเพ่ือสร้างความสัมพันธ์ท่ีดี ในการทํางานร่วมกันของนายจ้างลูกจ้าง โดยรวมก็คือนายจ้างลูกจ้างต้อง
มองเห็นคุณค่า ทางมโนธรรมของกนั และกนั ๓ ประการ คือ สันติสุข สันติธรรม สันติวิธี กล่าวคือ นายจ้าง ลูกจ้าง
ต้องมีเปูาหมายการสร้างความสัมพันธ์ในการทํางานร่วมกันเพื่อความสุขกายสบายใจ ปราศจากความเครียด๒ ซึ่ง
แนวทางในการสรา้ งความสัมพนั ธ์ทีด่ ีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างบทบาทหน้าท่ีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยการ
อาศัยกรอบทิศ ๖ ในพระพุทธศาสนามาเป็นเกณฑ์ และแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลในฐานะต่างๆ ท่ี
จะต้องเกี่ยวข้องกับคนในสังคมให้ปฏิบัติตัวท่ีถูกต้องสามารถเป็นแนวทางในการสร้างความสัมพนธ์ที่ดีท่ีดีระหว่าง
นายจ้างและลูกจ้าง โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงกําหนดรูปแบบของการปฏิบัติงานของนายจ้างและลูกจ้าง ซ่ึงต้อง
ปฏิบัติต่อกันและกันเอาไว้อย่างละ ๕ โดยได้ปรากฎอยู่ในหลักทิศ ๖ เป็นหลักการ หรือ แนวทางที่จะทําให้
องค์การ หรือ ผู้ประกอบการทํางานร่วมกันอย่างเป็นสุข เพราะเป็นเร่ืองที่เก่ียวกับความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง
นายจา้ งกบั ลูกจา้ ง๓
๑บุษยัตน์ กาญจนดิษฐ์, “แม้มีสิทธิ (ตามกฎหมาย) แต่เข้าไม่ถึงสิทธิ (ตามความเป็นจริง: กรณีศึกษาสิทธิในการ
รวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘”, รายงานวิจัย,
(กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักวจิ ยั และพฒั นา สถาบนั ปกเกล้า, ๒๕๕๙), หนา้ ๒-๓.
๒ยทุ ธการ โกษากุล, แรงงานสมั พนั ธ์เชิงบรหิ าร : เสน๎ ทางการอยูรํ ํวมกนั ของนายจ๎างลูกจ๎าง, (กรุงเทพมหานคร
: บพิธการพิมพ์, ๒๕๓๗), หนา้ ๔๓
๓พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, (พิมพ์คร้ังที่ ๑๖), (นนทบุรี :
เอส.อาร์.พร้ินตงิ้ แมส โปรดักส,์ ๒๕๕๑), หน้า ๑๖-๑๘.
๑๓๙
ดังน้ันผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างหลักทิศ ๖ ใน
หลกั ธรรมทิศ ๖ จะมีหลักธรรมอย่างหน่งึ คอื เหฏฐิมทิศ ในหลักธรรมน้ี พระพุทธองค์จะกล่าวหลักธรรมข้อปฏิบัติ
ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพ่ือนําผลการวิจัยครั้งน้ีมาเผยแผ่ให้บุคคลท้ังหลายได้รับทราบ มองเห็นคุณค่าและหัน
มาสนใจศึกษาหลักธรรม จะส่งผลให้เกิดความงามในสังคมและกระตุ้นเตือนจิตสํานึก เป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ
ให้เป็นแนวทางปฏบิ ัตสิ ืบต่อไป
๒. วตั ถปุ ระสงคข์ องกการวิจยั
๑) เพอ่ื ศกึ ษาการปฏิบัติตนระหว่างนายจ้างกับลูกจา้ งตามแนวทางพระพุทธศาสนา
๒) เพือ่ เปรียบเทยี บลักษณะวธิ กี าร ปฏบิ ตั ิตนระหวา่ งนายจ้างกับลูกจา้ ง ในสิงคาลกสตู ร
๓) เพ่ือศกึ ษาความสอดคล้องของ การปฏบิ ัติตนระหว่างนายจา้ งกับลกู จ้าง ในสิงคาลกสูตร
๓. นยิ ามศัพท์เฉพาะที่ใช๎ในการวจิ ัย
การปฏิบตั ิตน หมายถึง ผปู้ กครองหรือนายจ้างควรปฏิบัตติ ่อลูกจ้างท่ีเหมาะสมตามหลักธรรม การ
มอบหมายงานใหท้ ําตามความเหมาะสมแกค่ วามสามารถของลูกจ้าง
นายจ๎าง หมายถึง ผ้ซู ึ่งรับลูกจ้างเขา้ ทาํ งานโดยจ่ายค่าจา้ ง และใหห้ มายรวมถึงผซู้ ่ึงได้รบั มอบหมายให้
ทาํ งานแทนนายจา้ งในกรณีทน่ี ายจา้ ง
ลกู จ๎าง หมายถึง ผซู้ ึ่งทาํ งานใหน้ ายจา้ ง โดยรบั คา่ จ้างไม่วา่ จะเรียกช่ืออย่างไร แต่ไมร่ วมถึงลกู จ้างซง่ึ
ทาํ งานเก่ยี วกบั งานบา้ นอนั มิไดม้ กี ารประกอบธุรกจิ รวม อยู่ดว้ ย ซึง่ ลูกจา้ งท่ีเปน็ ผปู้ ระกนั ตนต้องหมั่นตรวจสอบ
ขอ้ มลู และสิทธปิ ระโยชนต์ ่าง ๆ
ทศิ ๖ หมายถึง บุคคล ๖ ส่วน ท่เี ก่ียวข้องกบั ตวั เราในสงั คม และการดําเนินชีวติ
ปรุ ตั ถิมทิส หมายถึง ทิศเบ้ืองหนา้ คือ บิดามารดา ปยูุ า่ ตายาย และผมู้ ีอุปการะอืน่ ๆท่เี ลี้ยงดเู รามา
ในเบื้องหน้า
ทักขิณทสิ หมายถงึ ทิศเบ้ืองขวา คือ ครูบาอาจารยท์ ่ีพร่ําสอนวิชาในเบ้ืองขวา
ปัจฉิมทิส หมายถงึ ทิศเบื้องหลัง คือ บุตร ผ้เู ป็นทาญาติ ภรรยา และสามี ผูเ้ ป็นคชู่ วี ติ ท่ีคอยให้
กําลังใจในเบ้ืองขวา
อตุ ตรทสิ หมายถึง ทิศเบ้ืองซ้าย คือ มิตรสหายท่ีคอยช่วยเหลือคร้นั เมื่อตกทุกข์ได้ยากในเบ้ืองซ้าย
อุปริมทิส หมายถึง ทิศเบื้อล่าง คือ บริวารหรือผ้รู ับใชท้ ่ีคอยปรนนบิ ัติในเบื้องลา่ ง
เหฏฐิมทสิ หมายถึง ทิศเบื้องบน คือ ผูม้ ศี ีลอันสงู กว่าที่คอยพราํ่ สอนธรรมในเบื้องบน
๔. วิธีดาเนนิ การวจิ ัย/รปู แบบการวิจัย/ขอบเขตการวิจัย
งานวิจัยเร่ือง “การปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร” นี้ ผู้วิจัยได้ใช้
ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิง
ลึก (In-depth Interview) กบั ผ้ใู หข้ ้อมูลสาํ คัญ (Key Informants) ซงึ่ ขอบเขตของการวจิ ัย มีดงั นี้
๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา เพื่อศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับศึกษาการปฏิบัติตนของ
นายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร โดยศึกษาจาก พระไตรปิฎกและตําราเอกสารทาง
พระพุทธศาสนา และเอกสารที่เก่ียวข้องด้วย เพ่ือที่จะนํามาศึกษาถึงวิธีการการปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้าง
ตามหลักทิศหกในสงิ คาลกสตู ร และลกั ษณะการปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตรว่า
๑๔๐
เป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะการปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร เพื่อให้ทราบและ
นํามาปรบั ประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจําวัน
๑.๔.๒ ขอบเขตพื้นท่ี ขอบเขตด้านพ้ืนในการศึกษาคร้ัง คือ แหล่งข้อมูลท่ีใช้ในการศึกษาการปฏิบัติ
ตนของนายจ้างและลูกจ้าง ประกอบด้วย ๑) ท่ีทําการไปรษณียไร่ขิง ๒) โรงพยาบาลสามพราน ๓) บริษัทสามารถ
โมลด์ ๔) บริษทั อินไฟร์ สตีลพาร์ท จํากัด และ๕) บริษัท แอดวานซ์ เลเซอร์ (ไทยแลนด์) โดยมีเกณฑ์การเลือก ๓
ประเด็น คือ การเลือกบริษัทที่ไม่เป็นลักษณะงานแบบเดียวกันเพ่ือให้ได้ความแตกต่างของบริบทและธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม ที่แตกต่างกัน, การเลือกบริษัททั้ง ๕ บริษัท เพราะผู้วิจัยมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความสะดวกในการ
ลงพื้นเพื่อเก็บข้อมูลวิจัย และการเลือกบริษัทท่ีใหญ่และเล็กแตกต่างกันนั้น เพราะผู้วิจัยต้องการทราบการ
บริหารงานของแตล่ ะบริษัท เพือ่ เปรียบเทยี บความแตกต่างของบรบิ ทการปฏิบตั ิตนของนายจ้างกบั ลูกจ้าง
๑.๔.๓ ขอบเขตผู้ให้ข้อมูลสําคัญ ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลเก่ียวกับ
ศกึ ษาการปฏบิ ตั ติ นของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร
๑) อรณิช ชยนั ตรดลิ ก รองผู้อํานวยการโรงพยาบาลสามพราน (วดั ไร่ขิง)
๒) สุเมธ แสงเงนิ ผู้อาํ นวยการที่ทําการไปรษณยี ์ไรข่ งิ
๓) คําพันธ์ กมุ ภีพงษ์ กรรมการผู้จัดการบรษิ ัท สามารถโมลด์ จํากัด
๔) อํานาจ ภูมกิ ระจา่ ง กรรมการผูจ้ ดั การบริษัท อินไฟร์ สตีลพารท์ จํากัด
๕) สมชาย ปานทอง กรรมการผจู้ ดั การบรษิ ัท แอดวานซ์ เลเซอร์ (ไทยแลนด์) จาํ กัด
๖) พรยุดา สุดคุ้ม พนักงานผชู้ ว่ ยของรองผ้อู าํ นวยการโรงพยาบาลสามพราน (วดั ไรข่ ิง)
๗) พสั กร ชกู ลุ พนกั งานไปรษณยี ์ไรข่ ิง
๘) บุญโฮม จําปาทอง ชา่ งฝุายผลิตบริษัท สามารถโมลด์ จํากดั
๙) มีศักด์ิ ปานนัย พนักงานCNCบริษัท อินไฟร์ สตีลพารท์ จาํ กดั
๑๐) วิลาวัณย์ ใจชื่น พนกั งานเขียนแบบบริษัท แอดวานซ์ เลเซอร์ (ไทยแลนด์) จาํ กดั
๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา การศึกษาครั้งน้ี ผู้วิจัยได้กําหนดในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือน
มกราคม จนถึงเดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ รวมเปน็ ระยะเวลา ๕ เดอื น ในการศึกษาคน้ คว้าและวิจัย
๕. ผลการวจิ ัย
จากการวิจยั เร่ืองน้ีสามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ดังต่อไปน้ี
การวเิ คราะห์สาระสาํ คัญของการปฏบิ ัติตนของนายจ้างกับลกู จ้าง
๕.๑ การวิเคราะห์สาระคัญของการปฏิบัติตนของนายจ้างและลูกจ้าง พบว่า การทํางานของนายจ้าง
ลูกจ้างตกลงกัน หรืออาจตกลงกันพักเป็นช่วงๆ ก็ได้แต่รวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า ๑ ชม./วัน, วันหยุดราชการ
ประจําปี ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจําสัปดาห์ให้หยุดชดเชยวันหยุดตาม ประเพณีในวันทํางาน,
การทํางานในวันหยุดอาจให้ลูกจ้างทําได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไปอาจ หรือเป็นงาน
ฉุกเฉินอาจให้ทํางานในวันหยุด และ ลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกวา่ ๗ วันก่อนวันลา
๕.๒ การวิเคราะห์การปฎิบัติตนของนายจ้างและลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคกสูตร พบว่าการกําหนด
อรยิ วนิ ยั เพ่อื ให้แต่ละคนประพฤติปฏิบัตหิ น้าที่ของตน นับว่าเป็นกลวิธีในการสร้างเครือข่ายคนดีอย่างเป็นระบบท่ี
ชาญฉลาดย่ิงคือใช้คนดีร่วมสร้างคนดี, การช้ีเปูาหมายที่ชัดเจน ช่วยให้ลูกน้องมีแนวทางท่ีชัดเจนเช่นกันในการ
๑๔๑
สร้างสรรค์ผลงานท่ีดีท่ีสุด และเป็นประโยชน์ต่อบริษัท, เจ้านายท่ีดีต้องให้ลูกน้องได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความ
คิดเหน็ ของตนเองได้ ซงึ่ ข้อดีของการเปดิ โอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็นนั้นจะช่วยใหร้ ูปแบบการทํางาน
๕.๓ การวิเคราะห์การปฏิบัติตนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามแนวทาง พระพุทธศาสนาจากการ
สัมภาษณ์ พบว่า การปฏิบัติหน้าท่ี การตรงต่อเวลา การเน้นงานให้ตามความเหมาะสม ฝึกอบรม เป็นการปฏิบัติ
หน้าท่ีตามบทบาทของแต่ละคนที่ได้รับไว้ ถ้าในแง่ของพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมด้วย
กาย วาจา ใจ ปราศจากอคติ เข้าใจหลักการ รู้จักประโยชน์ การประมาณตนเอง พอประมาณ รู้จักกาลเทศะ รู้จัก
คนทั่วไปเมือ่ คนในบรษิ ัทขอคาํ แนะนํา และเปน็ คนท่รี จู้ ักตนเอง
๕.๔ การวิเคราะห์เปรียบเทียบการปฏิบัติตนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในทิศ ๖ ตามสิงคาลกสูตร พบว่า
การทาํ งานของนายจา้ งและลูกจ้างนนั้ เกดิ จากการท่ีได้ร่วมกันคิด แก้ป๎ญหาในการส่งเสริมนายจ้างและลูกจ้างให้มี
โอกาสร่วมงานและสานสัมพันธ์กัน ถ้ากล่าวถึงในทางศาสนาพุทธจะตรงกับ การกําหนดอริยวินัยของแต่ละบุคคล
ด้วยตนเอง เพ่อื ความสงบเรยี บร้อย มีความสุข เกิดความเจริญก้าวหน้า และมคี วามมั่นคงในชีวติ
๖. สรุปองค์ความรทู๎ ีไ่ ดจ๎ ากการวิจัย
การปฏิบตั ติ นระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
การปฏิบัติงานของนายจา้ งและลกู จา้ ง การปฏบิ ัติตนของนายจา้ งและลกู จา้ ง
มีกฎหมายและสทิ ธิทั่วไปตามท่ี ในหลกั ทศิ หกตามสังคาลกสตู ร เนน้
การปฏิบัติตนใหเ้ หมาะสม มีความ
กฎหมายคุม้ ครองแรงงานได้กําหนดไว้
เรยี บรอ้ ย อยรู่ ่วมกันอย่างสันติ
การปฏบิ ตั ิหน้าท่ี การตรงต่อเวลา การ
เนน้ งานใหต้ ามความเหมาะสม การปฏบิ ตั ิหนา้ ที่อนั ชอบธรรมดว้ ย
กาย วาจา ใจ ปราศจากอคติ เข้าใจ
ฝึกอบรม เป็นการปฏิบัตหิ นา้ ท่ีตาม หลกั การ รจู้ กั ประโยชน์ การประมาณ
บทบาทของแต่ละคนทีไ่ ด้รับไว้ ตนเอง พอประมาณ รู้จกั กาลเทศะ
รจู้ ักคนทว่ั ไปเม่ือคนในบริษัทขอ
การรว่ มคดิ แก้ปญ๎ หาในการส่งเสริม คําแนะนํา และเปน็ คนทีร่ ู้จกั ตนเอง
นายจา้ งและลูกจา้ งให้มีโอกาสรว่ มงาน
และสานสมั พันธ์กนั การกาํ หนดอริยวนิ ัยของแตล่ ะบุคคล
ด้วยตนเอง เพ่ือความสงบเรยี บร้อย มี
ความสุข เกดิ ความเจรญิ ก้าวหนา้ และ
มีความมั่นคงในชีวิต
๑๔๒
- การทบทวนการปฏิบตั หิ น้าท่ีของแตล่ ะคนใหด้ าํ รงด้วยความ
เรยี บร้อย
- การเรียนร้สู ่ิงทผ่ี ดิ พลาด และพร้อมจะแก้ไขป๎ญหา
- การเสนอผลงาน และไมด่ สิ เครดิตแก่กันและกัน
- การรูจ้ ักแบ่งป๎นซึ่งกันและกัน ยุตธิ รรม และเทา่ เทยี ม
- การหยดุ ทํางานและลางานตามเหตผุ ลอันสมควร
แผนภาพที่ ๑ แสดงองค์ความรู้ใหม่ในการวิจัย
๗. สรุป
สงั คมไทยตัง้ แตอ่ ดตี ถงึ ปจ๎ จบุ นั นบั ถือพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ทําให้คนในสังคมมีจิตใจโอบอ้อม
อารี มีความเอ้อื เฟื้อเผื่อแผ่ และมีคณุ ธรรมจริยธรรม พระพุทธศาสนาเป็นคําสอนสายกลางหรือสอนความพอดี คํา
สอนในพระพุทธศาสนาดําเนินสายกลาง ระหว่างการเพิกเฉยไม่ใส่ใจต่อเรื่องที่จะต้องปฏิบัติในชีวิตประจําวัน กับ
การตราบทบญั ญติเป็นกฎข้อบังคบั ท่ีเครง่ ครดั พระพทุ ธศาสนาสอนแนวทางความประพฤติตามหลักสัจธรรมที่เป็น
อกาสิโก ว่าด้วยประโยชน์สุขที่พึงได้ อันเกิดจากการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันโดยใช้ป๎ญญาด้วยเมตตา กรุณา และพร้อม
กันน้นั ก็ม่งุ เน้นให้บรรลุถึงอสิ รภาพทางจิตปญ๎ ญาท่ีเป็นจุดหมายสูงสุด ถึงข้ันที่ทําให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ติดโลก เมื่อ
การดําเนินชีวิตและกิจการต่าง ๆ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่มีความล้าหลังไม่ทันต่อ
สถานการณ์ แมจ้ ะเปน็ กฎหมายเพยี งฉบบั เดยี วในประเทศไทยท่ีทําให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีสิทธิในการรวม
ตัวอย่างถูกกฎหมายเป็นสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน และสภาองค์การลูกจ้าง ตามลักษณะการรวมตัวใน
รูปแบบตา่ งๆ ทีก่ ฎหมายแรงงานสัมพนั ธ์ได้กาํ หนดไวแ้ ลว้ ก็ตาม อีกท้ังเม่ือรวมตัวแล้วก็ยังสามารถเจรจาต่อรองกับ
นายจ้างเพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงสภาพการจ้างงานท่ีเอ้ือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงานต่ในความเป็นจริงแล้ว
กลบั พบวา่ แมแ้ รงงานจะมสี ิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง แตต่ วั กฎหมายแรงงานสัมพันธเ์ อง
เหตกุ ารณ์น้นั พระพทุ ธองค์ผา่ นมาเหน็ จงึ ได้กล่าวบอกสอนการไหว้ ทิศต่างๆ ตามที่บิดาของสิงคาลมาณพ
หนมุ่ ได้ส่ังสอนไว้ ในการไหว้ทิศต่าง ๆ ตามท่ีบิดาได้ส่ังสอนนั้น ทํากันอย่างไร หนึ่งในหลักธรรมคําสอนท่ีพระพุทธ
องค์ได้ทรงบอกสอนแก่สิงคาลมาณพนั้นก็ คือ หลักทิศ ๖ ในหลักธรรมทิศ ๖ จะมีหลักธรรมอย่างหน่ึง คือ เหฏฐิม
ทศิ ในหลักธรรมน้ี พระพทุ ธองค์จะกล่าวหลกั ธรรมข้อปฏิบัติระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเพื่อ นอกจากหลักธรรมข้อ
ปฏบิ ัตสิ ําหรบั นายจา้ งกบั ลูกจา้ ง พระพทุ ธศาสนายังมีหลักธรรมสําหรบั นายจ้างกบั ลูกจา้ งอีกมากมาย
๘ ขอ๎ เสนอแนะ
งานวิจัยเรื่อง “การปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร” ผู้วิจัยได้กําหนด
วิธีการวิจัยแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีจะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทําวิจัย โดยกําหนดรูปแบบการ
ดาํ เนินการวิจยั คือ การวิจยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์
เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพื่อสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ จึงขอ
เสนอแนะดงั น้ี
๑๔๓
๕.๒.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การปฏิบัติตนของนายจ้างกับลูกจ้างตามหลักทิศหกในสิงคาลกสูตร จะ
เห็นว่าการปฏิบัติส่วนใหญ่เนน้ การปฏฺบตั ิงาน โดยทําการงานให้เรียบร้อยและดีย่ิงขึ้น การทํางานที่ดีควรทํางานให้
เรยี บร้อยและยง่ิ ดีขน้ึ ควรได้ปฏิบัตหิ น้าท่ขี องตนเองโดยทาํ การงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น ลูกจ้างได้รับการอบรม
ก่อนทํางานจริง และนายจ้างจะให้เทคนิค และความรู้ความรู้ตามลําดับการชํานาญ เพื่อให้การทํางานมี
ประสิทธิภาพ และนําหลักธรรมที่เก่ียวข้องกับทิศหก การปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมด้วย กาย วาจา ใจ ปราศจาก
อคติ เขา้ ใจหลกั การ รจู้ กั ประโยชน์ การประมาณตนเอง พอประมาณ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานของนายจ้าง
และลกู จา้ ง
๕.๒.๒ ขอ้ เสนอแนะในการนําผลวิจัยไปใช้ เพ่ือให้เป็นรูปธรรม โดยต้องมุ่งเน้นไปท่ีการแก้ป๎ญหานายจ้าง
และลูกจ้างในการบริหารงานตามกฎหมายของกรมแรงงาน ในการส่งเสริมนายจ้างและลูกจ้างให้มีโอกาสร่วมงาน
และสานสัมพันธ์กัน เป็นการทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนให้ดํารงด้วยความเรียบร้อย และเชื่อมโยง
หลักธรรมทศิ หกในตามสิงคาลกสตู ร
๕.๒.๓ สําหรับการวิจัยในคร้ังต่อไป ผู้วิจัยขอเสนอแนะในการศึกษาหัวข้อ โดยการแก้ป๎ญหาหลักธรรม
อ่ืนๆ ที่หลากในทิศหกในตามสิงคาลกสูตร และเป็นแนวทางในการแก้ป๎ญหาแรงงาน เศรษฐกิจ และป๎ญหาอ่ืนๆ
ของนายจ้างและลูกจ้าง ในการนําประยุกต์ใช้ในการดําเนินชีวิตประจําวัน กับเพื่อการรู้จักแบ่งป๎นซ่ึงกันและกัน
ยุติธรรม และเทา่ เทยี ม ในการปฏิบตั ิหนา้ ทข่ี องแต่ละคนอยา่ งผาสกุ
เอกสารอา๎ งอิง
บุษยัตน์ กาญจนดิษฐ์. “แม้มีสิทธิ (ตามกฎหมาย) แต่เข้าไม่ถึงสิทธิ (ตามความเป็นจริง: กรณีศึกษาสิทธิในการ
รวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและเจรจาต่อรองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘”.
รายงานวจิ ยั . กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักวิจยั และพฒั นา สถาบนั ปกเกลา้ , ๒๕๕๙.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี ๑๖. นนทบุรี :
เอส.อาร์.พริ้นติง้ แมส โปรดกั ส์, ๒๕๕๑.
พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตฺโต). พุทธศาสตร์รํวมสมัย ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๗.
ยุทธการ โกษากุล. แรงงานสัมพันธ์เชิงบริหาร : เส๎นทางการอยูํรํวมกันของนายจ๎างลูกจ๎าง.กรุงเทพมหานคร :
บพิธการพมิ พ์, ๒๕๓๗.
สุวิทย์ กล้าขยัน. “แนวทางการสร๎างความสมสัมพันธ์ระหวํางนายจ๎างกับลูกจ๎างตามตามหลักหลักสาราณีย
ธรรม”. มจร.พุทธป๎ญญาปรทิ รรศน์. ปีที่ ๑ ฉบบั ที่ ๒ (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๕๙): ๙๕
๑๔๔
การบรหิ ารงานตามหลักสาราณยี ธรรมของไปรษณีย์ไทย จงั หวดั นครปฐม
ADMINISTRATION ACCORDING TO THE SĀRANĪYADHAMMIC PRINCIPLE
OF THE THAILAND POSTS IN NAKHON PATHOM PROVINCE
นายสุเมธ แสงเงิน
Mr. Sumet Saeng-ngern
วิทยาลยั สงฆพ์ ทุ ธป๎ญญาศรที วารวดี มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
[email protected]
บทคดั ยอํ
งานวจิ ยั เชิงคุณภาพเรอ่ื ง การบรหิ ารงานตามหลกั สาราณียธรรมของไปรษณีย์ไทย จังหวัดนครปฐม
เพื่อศกึ ษาการบรหิ ารงาน ป๎ญหาและอุปสรรค และประสิทธิภาพงานไปรษณีย์ที่ประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม
ในที่ทําการไปรษณีย์จังหวัดนครปฐม โดยมีระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยที่
เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามแบบคุณภาพ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
Interview) โดยมีผู้ให้ข้อมูลสําคัญได้แก่ หัวหน้า ปณ. ๑๒ รายและ ผู้ช่วยหัวหน้า ปณ. อีก ๓ ราย รวมท้ังส้ิน
เป็น ๑๕ ราย ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยจะดําเนินการอัดเทป จดบันทึก สังเกตและถ่ายภาพในการ
สมั ภาษณ์เชิงลึก
ผลการวิจัยเก่ียวกับป๎ญหาและอุปสรรค พบว่าการบริหารงานและประสิทธิภาพในการทํางานเม่ือ
ประยุกตใ์ ชห้ ลกั สาราณยี ธรรมอนั ประกอบด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคิ
ตา สีลสามัญญตา และทิฎฐิสามัญญตา ทุกคนทํางานร่วมกันอย่างมีความสุข พนักงาน หัวหน้า และเพ่ือน
รว่ มงานใหค้ วามชว่ ยเหลือเกอื้ กลู ในการทาํ งานซึ่งกนั และกนั ชว่ ยเหลือพนักงานอย่างสมา่ํ เสมอ มีการแบ่งป๎น มี
ส่วนร่วมกันในการใช้สอยส่ิงของอุปโภคบริโภค ด้วยรักสามัคคีทําให้งานในหน้าท่ีลุล่วงไปด้วยดี และพนักงาน
และหัวหนา้ งานมีการประชมุ เหน็ ชอบร่วมกนั ในการแกป้ ญ๎ หา หลกั แนวทางปฎิบัติที่สาํ คญั
แนวทางการประยุกต์ใช้สาราณียธรรม ๖ ในที่ทําการไปรษณีย์ จังหวัดนครปฐม ความมีการได้นํา
ค่านิยมขององค์กรมาใช้ คือ รู้ รัก สามัคคี ซึ่งพนักงานทุกคนต้องรู้จักหน้าท่ีตนเอง รู้จักเพื่อนร่วมงาน รู้จัก
องคก์ ร และมีความรกั งาน รักองคก์ ร รักเพือ่ นสร่วมงาน มีความเคารพนับถือ คิดดี ทําดี ต่อกัน มความสามัคคี
ช่วยเหลือ/สอนงานแก่กันและกัน และมีความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นไปตามหลักสารณียธรรม ๖ ไม่มีป๎ญหา
อุปสรรคทําให้การปฎิบัตงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความราบร่ืน มีความสุขในการทํางาน ทําให้ผลงาน
เป็นไปตามเปูาหมายที่กาํ หนด
คาสาคญั : การบริหาร, สาราณยี ธรรม
Abstract
Qualitative research on “Administration according to the Sāranīyadhammic
Principle of the Thailand Posts in Nakhon Pathom Province,” was to investigate the
administration, problems, barriers, and the efficiency of the post-office affairs applied with
Sāranīyadhammic Principle in the Thailand Posts in Nakhon Pathom Province. The
๑๔๕
methodology was the qualitative fieldwork data collection through in-depth interviews. The
15 key informants included 12 chiefs and 3 assistant chiefs of the post offices. Its procedure
involved tape-recording, notetaking, observations, and photo-taking.
The results revealed that the administration and work efficiency upon engaging
the Sāranīyadhammic Principle with Mettākāyakamma, Mettāvacīkamma,
Mettāmanokamma, Sādhāraṇabhogitā, Sīlasāmaññatā, and Diṭṭhisāmaññatā encouraged
all collaborate with happiness. Employees, chiefs, and colleagues cooperated in mutual
assistance to each other with regular assistance, sharing, engaging in exploiting supplies with
unity leading to work success. Also, employees and chiefs organized meetings for consensus
to solve problems and major practical principles.
The approaches to apply Sāranīyadhamma 6 in the Thailand posts in Nakhon
Pathom Province are to adopt the organizational values. They include knowing love, unity.
That is, all employees have to know their duties, their colleagues, organization, and jobs.
They have to love their organization and their colleagues. They have to respect and
recognize others with virtuous thinking, and virtuous doing to each other. They have to hold
solidarity, and assistance/ teaching jobs for each other vested with honesty founded on the
Sāranīyadhammic Principle. There must be free from problems and barriers where works will
be accomplished, smoothened, and happy in working, which will allow their performances
achieved as targeted.
Keyword: Adminstration, Sāranīyadhamma
๑. บทนา
กิจการไปรษณยี ์ เป็นกจิ การให้บรกิ ารด้านสาธารณูปการของรฐั ทใ่ี หบ้ รกิ ารกับประชาชนในด้านการ
ติดต่อสื่อสาร หรืออํานวยความสะดวกในด้านการนําส่ง ขนส่งสิ่งของและการจําหน่ายสินค้า โดยพนักงาน
รวบรวมพลังกันในการบริการท่ีสร้างความเช่ือมั่นแก่ผู้ใช้บริการและพร้อมมุ่งม่ันสู่เปูาหมายท่ีอยู่ข้างหน้า แต่
ทั้งนี้ท้ังนน้ั ในบางครัง้ ก็ประสบปญ๎ หา ผ้ปู ฏิบัตงิ านไมต่ ัง้ ใจปฏิบัติงานและผู้บริหารในหน่วยงานก็ไม่เข้าใจในการ
บรหิ ารงาน ไม่สามารถวางบุคลากรให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ความตั้งใจท่ีตรงกับการปฏิบัติงานใน
ตําแหน่งหน้าท่ีนั้นๆ ทําให้กระทบกับการให้บริการท่ีขาดเสถียรภาพและความแน่นอน จึงเป็นเปูาหมายให้
ผปู้ ฏบิ ัติงานทุกภาคส่วนในไปรษณีย์ไทยจาํ ต้องรวมพลังกนั ในการให้บริการท่ีสร้างความเชื่อม่ันและความมุ่งม่ัน
ทจี่ ะบรกิ ารให้ประชาชนได้ประโยชน์และพอใจอยา่ งสงู สุดเหนือกวา่ บรษิ ัทเอกชน๑
การบริหารกิจการไปรษณีย์ประสบป๎ญหาโดยผู้บริหารขาดความรู้ความสามารถในการบริหารงาน
การอํานวยการในการสั่งการกับผู้ปฏิบัติงานในการให้บริการอย่างเชื่อฟ๎ง ท้ังยังขาดความรู้ ความถนัดในหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมาย และขาดความต้ังใจทํางานอย่างเต็มความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา จนก่อให้เกิดความ
ผิดพลาดและลูกค้าไม่พึงพอใจ หยุดใช้บริการและเปล่ียนไปใช้บริการกับบริษัทเอกชนรายอื่นท่ีแข่งขันกับ
ไปรษณีย์ไทย โดยบริษัทเอกชนคู่แข่งมีผลประกอบการและการใช้บริการท่ีสูงขึ้นต่อเน่ืองอย่างรวดเร็ว และ
๑วราภรณ์ ใช้เทียมวงศ,์ เดนิ หนา๎ ลยุ ตลาด, “วารสารไปรษณียไ์ ทย”, ฉบบั ท่ี ๑๘๒, (มนี าคม ๒๕๖๒): ๑๔
๑๔๖
ลูกคา้ ไปรษณยี ไ์ ทยจึงลดน้อยลง ปริมาณงานลดน้อยลง อยา่ งชดั เจนแม้ตั้งใจในการปฏิบัติงานให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ
อย่างท่ีสุดได้ อีกทั้งผู้ปฏิบัติงาน ขาดคุณภาพท้ังด้านความรู้ ทักษะ ความชํานาญ และ จิตใจในการปฏิบัติ
หน้าที่อย่างสุดความสามารถ จนเป็นเหตุให้ผลประกอบการตกลงอย่างต่อเน่ือง การบริหารงานไม่ประสบ
ผลสมั ฤทธ์ิมสี าเหตโุ ดยแบ่งอย่างสังเขปไดด้ ังนี้
สาเหตุใหญ่คือผู้บริหารขาดหลักธรรมแนวทางประพฤติปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาท่ีจักน้อม
นํามาใช้ในการบริหารงาน หรืออํานวยการสั่งการให้การทํางานเป็นไปด้วยความถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว
ชัดเจน แต่กลบั ใชค้ วามรสู้ ึกสว่ นตัวเข้ามาดําเนินการบริหารอย่างขาดหลักการ และสาเหตุท่ีสองได้แก่บุคลากร
ผปู้ ฏิบัติงานขาดความรู้ความสามารถควรแก่การปฏิบัติงานตามตําแหน่ง โดยท้ังนี้หลักปฏิบัติส่วนหนึ่งคือหลัก
คุณธรรมท่ีผู้ปฏิบัติควรน้อมนํามาเพ่ือใช้ในการดําเนินงานท้ังผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา อดทน ขยัน
นํามาใช้ให้เกิดความเพียรพยายามและทําในส่ิงท่ีมุ่งหมายให้สําเร็จ ประกอบด้วย วินัย อดทน ขยัน โดย
คุณธรรมเป็นป๎จจัยหล่อเลี้ยง สร้างแรงผลักดัน เพ่ือก่อให้เกิดความเพียรพยายามและทําในสิ่งท่ีมุ่งหมายให้
สําเร็จ ประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ ความซ่ือตรง และความรับผิดชอบ คุณธรรมเป็นป๎จจัยเหน่ียวรั้ง เป็น
คณุ ธรรมทไี่ ม่ใหค้ นทาํ ในส่งิ ท่ีไมถ่ กู ต้อง ไมเ่ หมาะสม ผิดหลกั คุณธรรมจรยิ ธรรม อนั ประกอบดว้ ย สติ และความ
พอเพียง ส่วนคุณธรรมเป็นทั้งป๎จจัยสนับสนุนให้คนได้มีส่วนร่วมทํากิจกรรมต่างๆ โดยมุ่งหวังประโยชน์เพื่อ
ส่วนรวม ซ่ึงประกอบด้วย เมตตา กรุณา กตัญํู เสียสละ๑ หากต้องการดําเนินการโดยทําให้องค์กรประสบ
ความสําเร็จเป็นอย่างดี จําเป็นต้องใช้หลักคุณธรรมดังที่กล่าวมาให้เป็นแนวทางการบังคับบัญชา การ
ดําเนินงาน การปฏบิ ัตงิ าน อนั จักนาํ พาองค์กรส่คู วามพงึ พอใจให้กบั ผใู้ ชบ้ ริการเหนือกวา่ คู่แขง่ ได้อย่างดยี ่ิง
อีกส่วนในภารกิจในมิติการเตรียมความพร้อมและพัฒนาบุคลากรของไปรษณีย์ไทย ให้มีขีด
ความสามารถเพ่ือสนับสนุนให้องค์กรเป็นผู้ให้บริการไปรษณีย์และบริการ E – commerce ครบวงจรท่ีได้
มาตรฐานสากลและเพื่อรองรับโครงการสร้างใหม่ ส่งเสริมให้ผู้บริหารเป็นบุคคลต้นแบบท่ีดี (role model)
และเพิม่ ระดับการส่ือสารและการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นเพ่ือให้บุคลากรรับรู้ เข้าใจ โดยแสดงพฤติกรรมท่ี
พงึ ประสงค์ตอ่ กลยทุ ธ์ดําเนินการสรรหาคัดเลือก๒ และบรรจุบุคคลที่เหมาะสมให้ปฏิบัติงานในองค์กรพร้อมทั้ง
สนใจการพัฒนา ธํารงรักษาให้สมาชิกที่ปฏิบัติงานในองค์กรเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ มีสุขภาพกายและ
สุขภาพจิตที่ดีในการทํางาน และยังรวมไปถึงการแสวงหาวิธีการท่ีให้ผลดีได้อย่างถูกต้องสมาชิกสามารถดํารง
อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข๓และการนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพ่ือการปกครอง อันประกอบด้วย
อธิปไตย พรหมวิหาร ๔ สังคหวัตถุ ๔ ราชสังคหัตถุ ๔อ คติ ๔ พละ ๕ของพระหากษัตริย์ อปริหานิยธรรม ๗
ราชธรรม ๑๐ วัตถุประสงค์ในการบัญญัติพระวินัย ๑๐และจักรวรรคิวัตร ๑๒ ๔ ซ่ึงหลักธรรมเหล่าน้ีเป็น
หลักธรรมท่ีเก่ียวกับการปกครองดูแลและธรรมท่ีมีไว้เป็นหลัก กํากับความประพฤติและภาระงานต่างๆ การ
กระตุ้นใหเ้ กดิ ความชว่ ยเหลอื เกื้อกลู กนั ให้มมี นษุ ย์สัมพันธท์ ด่ี ตี ่อกัน ทาํ ใหม้ คี วามรักใคร่ผูกพันกันโดยมีอุปการะ
มาก เพราะเป็นอุปการะธรรมอุดหนุนให้สําเร็จกิจในทางที่ดี เพราะสติและสัมปชัญญะจะคอยควบคุมการ
กระทําของเราไม่ให้เป็นผู้ละเมิดศีล เมื่อประพฤติถูกต้อง โทษก็ไม่มี ปราศจากอันตรายทุกประการ ธรรมท่ี
๑ วราภรณ์ ใชเ้ ทียมวงศ์, คุณธรรมนําพาความสขุ , วารสารไปรษณียไ์ ทย, (มิถนุ ายน ๒๕๖๒): ๑๐
๒ วราภรณ์ ใช้เทียมวงศ์ HR TRENDS ๒๐๒๐ วารสารไปรษณยี ์ไทย (มกราคม ๒๕๖๓): ๙
๓ พะยอม วงศ์สารศรี การบริหารทรพั ยากรมนุษย์ (พมิ พ์คร้ังที่ ๕ กรุงเทพมหานคร คณะวิทยากรจัดการ สถาบัน
ราชัฏสวนดสุ ิต ๒๕๓๘): หน้า ๕
๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์: ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒๕,
(กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พิมพผ์ ลิธมั ม์, ๒๕๕๖): หนา้ ๑๘.