The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PM. Prakasit Thitipasitthikorn, 2021-06-26 12:45:58

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

Keywords: Proceeding ประชุมวิชาการ ป.โท พระพุทธศาสนา

๒๔๖

จากการพัฒนาประเทศที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ วัตถุนิยม ส่งผลให้ความสงบสุขแบบเดิมๆค่อยๆ
หมดส้ินไปประกอบกับมีโรงเรียนช่วยรับผิดชอบเร่ืองการศึกษามากข้ึน มีโรงพยาบาลมารับผิดชอบเร่ืองการ
รักษาพยาบาลออกไปจากวดั การทค่ี นมกี จิ กรรมที่เก่ียวข้องกับวัดน้อยลง ทําให้การได้ศึกษารับรู้หลักธรรมทาง
ศาสนาที่ได้จากวัดลดน้อยลงไปด้วย ตลอดจนคนในสังคมจะต้องมาช่วยกันฟื้นฟูส่งเสริมให้วัดและพระสงฆ์
กลับมามีบทบาทช่วยจรรโลงสังคม ในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้ประชาชนอีกครั้งหน่ึง เหมือนในอดีตท่ี
ผ่านมา๑ความสําคัญในการท่องเที่ยวในอดีตของวัด คือ เป็นสถานท่ีมาทําบุญ มีผู้คนมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ
หรือประกอบศาสนกิจ เพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อมาเม่ือมีนักท่องเที่ยวเร่ิมให้ความสนใจบรรดาเสนาสนะ อัน
ทรงคุณค่าและมีรูปแบบศิลปกรรมอันงดงามทั้งหลายภายในวัด ก็ทําให้วัดท่ีมีเสนาสนะอันงดงามและมีความ
เป็นมาที่บ่งบอกถึงอดีตอันรุ่งเรืองกลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวข้ึนมา ในป๎จจุบันการท่องเท่ียวของไทยได้มีการ
พัฒนารูปแบบไปอย่างมาก หลากหลายวัตถุประสงค์และมีช่ือเรียกแตกต่างกันออกไปตามประเภทของการ
ท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงศาสนา เป็นต้น นอกจากนี้การท่องเท่ียวเชิงศาสนา
เป็นการเดินทางท่ีมีการผสมผสานสลับกันไปสลับกันมา ระหว่างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกับการท่องเท่ียว
เชงิ ทัศนศ์ ึกษา หรอื อาจกลา่ วสรปุ ได้วา่ การทอ่ งเท่ียวเชิงศาสนาหมายถึง การเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชม
ความงดงามของโบราณสถาน โบราณวตั ถุเทย่ี วชมงานพทุ ธศลิ ปน์ มัสการขอพรสง่ิ ศักด์ิสิทธ์ิ กราบไหว้พระสงฆ์ผู้
ปฏิบตั ดิ ปี ฏิบัตชิ อบที่เคารพนบั ถอื และเพ่ือการปฏิบตั ิธรรม

๘. ขอ๎ เสนอแนะ

๘.๑ ขอ๎ เสนอเชิงนโยบาย
๑) ควรมีการนําเสนอวางแผนการสง่ เสรมิ การทอ่ งเท่ยี วเชงิ พทุ ธภายในวดั ในเชิงรุก เพอ่ื ดึงดดู

นกั ท่องเที่ยวและคนท่วั ไปให้มาสนใจในพระพุทธศาสนา

๑สมานจติ ภิรมย์รื่น, วัดพัฒนา, ๔๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๔๑), หน้า ๑๓.

๒๔๗

๒) ควรมีการนาํ เสนอแนวคดิ เกีย่ วกับ แนวการในการสง่ เสริมการท่องเทีย่ วแง่อ่นื ๆ หลายมุม
เช่น ศลิ ปวฒั นธรรม โบราณสถาน เพื่อเปน็ แนวทางในการนาํ ไปใชป้ ระยุกตใ์ ช้ในอนาคตภายหน้า

๓) ควรมีนโยบายในการในใช้ส่ือ และสอดแทรกด้วยหลักธรรม ไปเป็นแนวเพ่ือปลุกฝ๎งให้
นักท่องเที่ยวทีม่ าเย่ียมชม และพกั ผอ่ นภายในวัด

๔) ควรมีให้ข้อมูลให้เป็นแนวทาง หรือไกด์ไลน์ในการท่องเที่ยวเชิงศาสนาพุทธว่า ควรจะ
เปน็ ไปในแนวไหน หรอื เป็นการศกึ ษาขอ้ มูลต่อไป

๕) ควรมีการปรับปรุงแก้ไขเก่ียวกับรูปแบบ วางแผน และการจัดพื้นท่ีรองรับนักท่องเที่ยวให้
มปี ระสิทธิภาพ

๘.๒ ข๎อเสนอเชงิ ปฏิบัติ
๑) ควรมีการจัดกิจกรรมให้ผู้ประชาชน และจัดสื่อ นิทรรศการเก่ียวกับกิจกรรมทาง

พระพุทธศาสนาใหช้ ัดเจน
๒) ควรมีการพัฒนาห้องนํ้า สถานท่ีสําคัญต่างๆ ลานจอดรถเพื่อรองรับนักท่องเท่ียวให้มี

จาํ นวนทร่ี องรบั ไดห้ ลายๆ คน
๓) ควรมีการจัดส่ือ เพ่ือนําเสนอ เก่ียวกิจกรรม วันสําคัญทางศาสนา และกิจกรรมคร้ังต่อไป

ในการจัดกิจกรรมภายในวดั เพอ่ื เรียกนักทอ่ งเท่ียว หรอื ประชาชนทัว่ ไป
๔) ควรมีเพิ่มรายละเอียด เช่น เสียงตามสาย และกิจกรรมสันทนาการให้กับนักท่องเท่ียว

หรือผู้ทม่ี าเย่ียมชม
๕) ควรมีการจัดบรรยากาศ ที่พักผ่อนหย่อนใจ มุมธรรมะ หรือสถานท่ีสําคัญเพ่ือรองรับ

นกั ทอ่ งเท่ยี วภายในวดั หรือสถานท่ีสําคญั
๘.๓ ขอ๎ เสนอแนะเพือ่ การทาวจิ ัยในคร้ังตํอไป
๑) ควรศึกษาลักษณะกลุ่มตัวแปรตามเดียวกัน เพ่ือขยายขอบข่ายในพื้นที่การวิจัยให้กว้าง

ออกไปหลายจงั หวัด เพ่ือใหไ้ ด้หลากหลายมุมมองในการส่งเสรมิ การทอ่ งเทยี่ วเชิงพทุ ธของวดั และชุมชน
๒) ควรมีการสัมภาษณ์เชิงรุกก จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลายๆ ฝุาย เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีลุ่มลึก

หลากหลายมมุ มองเกี่ยวกบั การสง่ เสริมการท่องเทีย่ วเชิงพทุ ธของวัด และชมุ ชน
๓) ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตัวแปรที่ศึกษา โดยเพ่ิมป๎จจัยท่ีเก่ียวข้องที่ส่งผลต่อ

ความสําเรจ็ ต่อการศกึ ษา และเป็นแนวทางในการสง่ เสรมิ การท่องเท่ียวเชิงพุทธของวัด และชมุ ชน

เอกสารอา๎ งองิ

กรมการศาสนา กองพุทธศาสนสถาน, คูํมือการพัฒนาวัด อุทยานการศึกษาในวัด ลานวัด ลานใจ ลานกีฬา.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์การศาสนา, ๒๕๔๕.

กฤษณา รักษาโฉม และคณะ.“รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ: กระบวนการเปลี่ยนเส้นทางบุญ สู่เส้นทางธรรม”. บทความวิจัย.
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๖.

การทอ่ งเทีย่ วแหง่ ประเทศไทย. วดั พฒั นา, ๔๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์การศาสนา, ๒๕๔๓.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๗.

กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พพ์ ระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๔.
พระมหาสุทิตย์ อาภากโร. เอกสารคาสอน พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคม, พิมพ์คร้ังท่ี ๒.

กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๙.

๒๔๘

พระมหาสุริยา มะสันเทียะ. “ประสิทธิผลของกลยุทธ์การตลาดที่มีผลต่อการส่งเสริมคุณค่าการท่องเท่ียวเชิง
พทุ ธศาสนาพระอารามหลวงในกรงุ เทพมหานคร”. วารสารวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์บูรพาปริทัศน์. ปี
ท่ี ๑๐ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถนุ ายน ๒๕๕๘): ๓๕-๓๖.

พระสมหุ ์อนุรักษ์ ธรี สกโฺ ก (ช้างเมือง). “การพัฒนาวดั เพือ่ การท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสมุทรสาคร”. วิทยา
นิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๔.

วงศ์ระวิทย์ น้อมนําทรัพย์. “แผนยุทธศาสตร์เพ่ือพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาอย่างย่ังยืนในจังหวัด
นครปฐม”. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. สาขาการจัดการการท่องเที่ยว. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย
พะเยา, ๒๕๕๙.

สมานจติ ภริ มย์รื่น. วัดพัฒนา, ๔๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๔๑.
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. “กลุ่มพระพุทธรูปส่ีอิริยาบถในศิลปะสุโขทัย : ความหมายทางพระพุทธศาสนาบาง

ประการ”. วารสารเมอื งโบราณ. ปที ี่ ๑๓ ฉบบั ท่ี ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๓๐): ๖๐

๒๔๙

ศกึ ษาการรกั ษาสขุ ภาพด๎วยสมนุ ไพรตามหลกั พระพุทธศาสนา
A Study of Health Treatment by Using Herbs
Based on Buddhist Principle

นางธนพร วุฒกิ รวณชิ ย์
Thanaporn Wutthikornwanit
วิทยาลัยสงฆ์พทุ ธป๎ญญาศรีทวารวดี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

[email protected]

บทคดั ยอํ

การวิจัยเรื่อง “ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา” มีวัตถุประสงค์ เพ่ือ
ศึกษาวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม เพื่อเปรียบเทียบ
ลักษณะวธิ กี ารรกั ษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม และเพ่ือศึกษาความ
สอดคล้องในวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งผู้วิจัยได้
กาํ หนดวธิ ีการดําเนินวจิ ัย ดังน้ี

การทําวิจัยในครั้งนี้ผู้ทําวิจัยได้มุ่งศึกษาถึง“ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลัก
พระพุทธศาสนา” ผู้วิจัยได้กําหนดวิธีการวิจัยแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การเก็บ
ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่จะส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทํา
วิจัย โดยกําหนดรูปแบบการดําเนินการวิจัย คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants) เพ่ือ
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา” มีวัตถุประสงค์ เพื่อ
ศึกษาวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม เพื่อเปรียบเทียบ
ลักษณะวธิ กี ารรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม และเพื่อศึกษาความ
สอดคล้องในวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย
ผู้ให้ข้อมูลสําคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) กับศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา ผู้วิจัยใช้การคัดเลือกแบบ
เจาะจงผู้ให้ข้อมูลสําคัญที่เก่ียวข้อง จํานวน ๑๐ คน/รูปโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบอรรถาธิบายและ
พรรณนาความ วิเคราะห์ลักษณะป๎ญหาจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ และงานวิจัยที่เกี่ยวกับประกอบด้วย ๑)
รวบรวมข้อมลู จากเอกสารทเี่ กี่ยวขอ้ ง ๒) จัดลําดับข้อมูล ๓) จากการสัมภาษณ์ และ ๔) นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์
เนอื้ หาตามประเดน็ ๕) สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

ผลการวเิ คราะห์ พบวาํ

๑) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ข้อมูลด้านสมุนไพรและแหล่งประกอบการด้าน
สมุนไพรในจังหวัดนครปฐม สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย จังหวัดนครปฐม, ประเสริฐสหคลินิก
การแพทยแ์ ผนไทย, อุทยานธรรมชาติวิทยาสริ ีรกุ ขชาติ, สวนปุาสมุนไพร วัดปลักไม้ลาย และ เจริญสุขโอสถจะเห็น
ว่ามีสถานที่สําคัญและแต่ละสถานท่ีมีการผลิตสมุนไพรท่ีมีระยะเวลายาวนาน และมีกระบวนการในการผลิตที่

๒๕๐

คล้ายคลึงกัน และบางท่ีเน้นเกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์ในกระบวนการผลิต โดยมีจุดหลักคือ การผลิตสมุนไพรไทย
เพือ่ รกั ษาสุขภาพ และสง่ เสรมิ ใหส้ มนุ ไพรไทยเปน็ แพทย์ทางเลือกในการรักษาโรค

๒) ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลวธิ กี ารรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัด
นครปฐม พบว่า จากการสัมภาษณ์ของแต่ละท่านมีความคิดเห็นมีประวัติความเป็นมาท่ีคล้ายคลึกกัน การเรียน
และถ่ายทอดสมุนไพรทแี่ ตกต่างกัน ซงึ่ บางส่วนเน้นหลักพระพุทธศาสนาและกํากับคาถาในการรักษาโรค หลักการ
ของสมนุ ไพรนั้นไม่แตกตา่ งกันมากถ้าเปน็ หลักทว่ั ไปซึ่งจะเปน็ การวนิ ิจฉัยโรค บางทกี่ ว็ นิ จิ ฉัยจากธาตุ

๓) การเปรียบเทียบลักษณะวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร พบว่า
การเชือ่ มโยงระหว่างสมุนไพรกับหลักพระพุทธศาสนานั้นมีความเช่ือมโยงตรงท่ีว่า ยาหม้อท่ีนําสมุนไพรมารวมกัน
ต่างๆ เพ่ือต้ม เพื่อดื่มรักษาโรค จะมีบทสวดมนต์ ขณะต้ม, ในส่วนของทางพระพุทธศาสนาน้ันอาจจะมีการใช้
คาถานาํ มนต์พธิ ีเขา้ มาร่วมรักษาประกอบกับสมนุ ไพร และหลักสัปปายะในทางพระพุทธศาสนาและนํามาปรับปรุง
ใหป้ ระสานสอดคล้องกับวธิ ดี าํ เนนิ การของแพทย์แผนไทยในปจ๎ ุบันและเป็นการธํารงไวซ้ ึ่งสมุนไพรไทยด้วย

๔) การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทาง ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา
พบว่า แนวทางท่ัวไป แนวในการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย การหา
สมุนไพรตามมีตามเกิด, การปลูกสมุนไพรในการประหยัดค่าใช้จ่าย, สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค
และการดูแลตนเองด้วยการรักษาสุขภาพ ซ่ึงเป็นประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพร สามารถนํามาใช้ได้อย่าง
ถูกต้อง ก็จะช่วยในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง และเป็นแนวทางที่เช่ือมโยงกับพระพุทธศาสนาและการ
นําสมุนไพรมาประยุกต์เพ่ือนํามาใช้เป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตถ้าใช้หลักของศาสนาเพ่ือศึกษาจิต และใช้
สมุนไพรในการรักษากาย
คาสาคัญ :รักษาสขุ ภาพ, สมุนไพร, พระพทุ ธศาสนา

Abstract
In the research of "A Study of Health Treatment by Using Herbs Based on Buddhist

Principle" there are objectives to study how to maintain health according to Buddhism
principles and the use of herbs in Nakhon Pathom province, to compare the characteristics
of health treatment methods according to Buddhism principles and the use of herbs in
Nakhon Pathom province, to study the consistency in health treatment methods according
to Buddhism principles and the use of herbs in Nakhon Pathom province in which the
researcher has determined the research method as follows:

The researcher focused on the study of “Study of health treatment with herbs
according to Buddhism”. Qualitative research uses data collection through in-depth
interviews to obtain information that will contribute to achieving research objectives. The
research model is determined by qualitative research. The data collected by using an in-
depth interview with key informants to be consistent with the objective. Study of health
treatment with herbs according to the principles of Buddhism, to study how to maintain
health according to Buddhist principles and the use of herbs in Nakhon Pathom province to
compare the characteristics of health treatment methods according to Buddhism principles
and the use of herbs in Nakhon Pathom province and to study the consistency in health
treatment methods according to Buddhism principles and the use of herbs in Nakhon

๒๕๑

Pathom province, it consisted of key informants in In-depth Interview, and study of herbal
medicine according to Buddhism principles. The researcher used a selective selection of 10
relevant key informants/figures, using data analysis, expository, and descriptive data analysis.
Analyze the nature of the problem from the document from the interview. The research and
related research consisted of 1) collecting data from related documents, 2) ranking data, 3)
from interviews, and 4) analyzing information based on issues; 5) summarizing results,
discussion, results, and recommendations.

The research results were found that:
1) The results of the analysis of basic information about herbal learning sources and
herbal businesses in Nakhon Pathom province. Thai Traditional Medicine Association of
Thailand Nakhon Pathom province, Prasert Thai Traditional Medical Clinic, Sirirakhon Natural
History Park, Herbal Forest Park Wat Plak Mai Lai, and Jaroensuk Osot can be seen that there
are important places and each place has long-lived herbal production. and have similar
production processes and some with a scientific focus in the production process with the
main points are Thai herbal production to maintain health and promote Thai herbs as
alternative medicine in treating diseases
2) The results of data analysis on health treatment methods according to Buddhist
principles and the use of herbs in Nakhon Pathom province, it was found that the interviews
of each of them had similar opinions and history. Learning and transferring different herbs
some of which focus on Buddhism and directing incantations for healing. The principles of
the herb are not very different if they are general principles which are the diagnosis. Some of
which are determined by elements
3) Comparing the characteristics of health treatment methods according to
Buddhism principles and the use of herbs, it was found that the link between herbs and
Buddhist principles was directly connected as follows: A potion that brings herbs together to
boil for medicinal purposes. There will be chanting while boiling, as for Buddhism, there may
be incantations, incantations, ceremonies, and herbs. And the principles of Buddhism, and to
be improved by the current methods of Thai traditional medicine and in the preservation of
Thai herbs as well
4) Analysis of recommendations the study of herbal health treatment according to
Buddhism found that the general guidelines for treating health with herbs according to
Buddhism consist of searching for herbs according to good luck, growing herbs to save
money, herbs as an alternative to the treatment of disease. Taking care of yourself by
maintaining health which is the benefits and properties of herbs can be used properly it will
help in taking care of their health. And it is a way that is linked to Buddhism and the
application of herbs to be used as a way of life if using religious principles to study the mind
and use herbs to heal the body.
Keywords : Health Treatment, Herbs, Buddhism

๒๕๒

๑. บทนา

ตามหลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนาลักษณะเป็นองค์รวม ในความหมายต่างๆ ทุก หลักธรรม
ซ่ึงอาจย้อนไปพิจารณาตั้งแต่จุดเร่ิมต้น ก็มีลักษณะเป็นแบบองค์รวมไม่เอียงไปทางมุ่ง แสวงหา และเสพแต่
ความสขุ ทางกาย บํารุงบําเรอจนเกนิ พอดี๑ ดงั นั้นสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา แต่อย่างไรก็ตามภาวะ
สุขภาพเป็นกระบวนการพลวัตรที่ไม่หยุดน่ิง จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง สลับซับซ้อนอยู่ตลอดเวลาและอย่าง
ต่อเน่ือง บุคคลจึงต้องพยายามหาวิธีการท่ีจะปกปูอง สุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเจ็บปุวยหรือถึงแม้ว่าจะเกิด
ภาวะเจ็บปวุ ยขึน้ บคุ คลจะตอ้ ง พยายามดูแลรักษาเพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด วิธีการสําคัญที่
บุคคลใช้ ปกปูองสุขภาพน้ัน คือ การมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพท่ีถูกต้องและสมํ่าเสมอ๒ บุคคลท่ีมีความ
เจ็บปุวยเกิดข้ึน ย่อมจะต้องแสวงหาวิธีการรักษาตามกระบวนการบําบัด ท่ีแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมน้ันๆ
จะพึงมี เพื่อใหพ้ ้นไปจากความทกุ ข์ทรมาน ที่มีมาจากความ เจ็บปุวยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพ่ือให้ชีวิตรอดพ้น
จากความตาย ถึงกระนัน้ การบําบดั รกั ษาโรค นนั้ บางคร้ังก็หาย บางคร้ังก็ไม่หาย ท้ังน้ีสุดแล้วแต่สาเหตุของโรค
นนั้ ๆ และวิธีการรักษา๓ คําว่า “สุขภาพ” ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีคํากล่าวที่บ่งถึงภาวการณ์มีสุขภาพกายท่ีดี
มีอยู่ ๒ คํา คือ คําว่า “อัปปาพาโธ” มีความเจ็บปุวยน้อย หรือ “อัปปาตังโก” มีโรคน้อย๔ ดังตัวอย่าง คือ
“ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้… เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง” “บุคคลในโลกน้ี ...เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ ...
กลบั มาเกดิ เปน็ มนุษย์ในท่ีใดๆ เขาก็จะเป็นผู้มีโรคน้อย” “ภิกษุท้ังหลาย องค์ของภิกษุ ผู้บําเพ็ญเพียรตามน้ีจะ
ได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ คือ...หลังจากตายแล้ว ถา้ ไม่ไปเกิดในสุคตสิ วรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในท่ีใดๆ เขา
ก็จะเปน็ ผ้มู ีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง” พระพุทธเจ้าตรัสถึงความสําคัญของการมีสุขภาพร่างกายดี ไม่มีโรคภัย
เบียดเบียน ว่าเป็นช่วงเวลาท่ีเหมาะแก่การบําเพ็ญเพียรอย่างย่ิง หากร่างกายเจ็บปุวยไม่อาจเยียวยาได้แล้ว
พระองค์จะทรงมุ่งเน้นการเยียวยาทางด้านจิตใจเป็นหลัก ดังเร่ืองที่ปรากฏว่า ครั้งหน่ึงมีภิกษุทุพพลภาพปุวย
หนักระยะสุดท้าย พระพุทธเจ้าทรงเยียวยารักษาด้านจิตใจ ทรงมีพระดํารัสว่า “แม้ร่างกายจะเจ็บหนักแต่ยัง
สามารถพัฒนาให้ไปสู่การบรรลุธรรมได้”ทัศนะเร่ืองความเจ็บปุวยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ประการหนึ่งว่า
“รา่ งกายเป็น รังแห่งโรค” การท่ีร่างกายเป็นฐานหรือท่ีต้ังแห่งโรค ย่อมจะเจ็บปุวยอย่างใดอย่างหนึ่งไม่มาก ก็
นอ้ ย เปน็ เรอื่ งธรรมดาอกี คําหนึ่ง คือ คําว่า “อโรคยา” ความไม่มโี รค๕ ส่วนสุขภาพ หมายถึง ภาวะท่ีปราศจาก
โรคภยั ไข้เจบ็ แตแ่ ผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔) กล่าวถึงสุขภาพใน
ความหมายที่กว้างว่า หมายถึง การมีสุขภาพแข็งแรงท้ังกายและใจ และอยู่ในภาพแวดล้อมท่ีน่าอยู่ พัฒนา
ระบบสขุ ภาพอย่างครบวงจร ฟ้ืนฟูสภาพร่างกายและจิตใจ เสริมสร้างคนไทยให้ปลอดภัย ลดละเลิกพฤติกรรม
ทเี่ สี่ยงตอ่ สขุ ภาพ๖

๑วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓/๗๑๘.
๒ยุวดี รอดจากภยั และคณะ, รปู แบบการพัฒนาชุมชนและครอบครวั ตน้ แบบเพื่อดูแลผู้สูงอายุ, "วารสารวิจัยทาง
วิทยาศาสตรส์ ุขภาพ" ปีที่ ๑๒, ฉบับที่ ๑, (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๐) หน้า ๙๔.
๓อาภรณ์ เช้อื ประไพศิลป์, แนวคิดการพยาบาลแบบองค์รวม, (สงขลา : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ๒๕๔๓),
หน้าคาํ ปรารภ.
๔ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๗/๓๐๖-๓๐๗.
๕อง.ปํฺจก. (ไทย) ๒๒/๕๓-๕๔/๙๒-๙๓.
๖ราชบัณฑติ ยสถาน, พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, เฉลมิ พระเกียรติพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา้ อยหู่ วั เนอ่ื งในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๔,(กรงุ เทพมหานคร:
ราชบัณฑติ ยสถาน, ๒๕๕๖), หนา้ ๑๒๐๑.

๒๕๓

ในส่วนของการรักษาโดยการใช้สมุนไพรน้ัน หรือเรียกอีกอย่างว่าแพทย์แผนไทย เกิดมาจากการ
ผสมผสานกันระหวา่ งการแพทย์พ้ืนบ้านท่ีมีการจัดระบบความรู้ แล้วกับการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ท่ีมีเข้า
มามอี ิทธิพล กับการเผยแพรข่ องศาสนาพราหมณ์ และพทุ ธศาสนาทเ่ี ขา้ มาพร้อมกัน เหล่านี้จะมีตําราท่ีสืบทอด
เปน็ ระยะเวลานาน และใช้เป็นแม่บทหลักของระบบองค์ความรู้ ท่ีอาศัยการปรับสมดุลของธาตุภายในร่างกาย
จากการใช้ยาตํารับปรุงจากสมุนไพรหลายชนิด รวมไปถึงคําแนะนําเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรม และอาหารให้
เหมาะสมกับธาตุเจ้าเรือนและความเจ็บปุวย๑ การแพทย์แผนไทยเป็นมรดกของบรรพชนไทยที่สร้างสมและ
มอบให้คนไทยทั้งชาติ จึง เป็นหน้าท่ีของลูกหลานชาวไทยและผู้ที่เห็นความสําคัญของแพทย์แผนไทยจะต้อง
อนุรักษแ์ ละพัฒนา ให้ก้าวหน้าสบื ไปทกุ ชั่วอายคุ น ในอดีตการแพทย์แผนไทยเคยเป็นระบบการแพทย์หลักของ
สังคมไทย แต่ต่อมาประเทศไทยประสบป๎ญหาการรุกรานดินแดน ภูมิป๎ญญา วัฒนธรรม ตลอดจนจารีต
ประเพณี จากชาติอ่ืนๆ โดยเฉพาะชาติตะวันตกในรูปแบบต่างๆ ท่ีมีศาสนา การค้า และ เทคโนโลยี กําลัง
อาํ นาจทางทหารเปน็ ยทุ ธศาสตรแ์ ละทวีมากขึ้น จนกระท่ังในป๎จจบุ ัน กระแส อิทธิพลของชนชาติอื่นในรูปแบบ
ท่ีหลากหลายยงั ครอบคลมุ ไปถงึ วฒั นธรรมสงั คม ตลอดจนระบบ เศรษฐกิจท้ังระบบ ซ่ึงจะสังเกตเห็นได้ว่าผู้คน
ส่วนใหญ่มีค่านิยมทางด้านต่าง ๆ เช่น การกิน การอยู่ และใช้วัตถุตามสมัยนิยมมากขึ้น ในป๎จจุบันมีป๎จจัย
หลายประการทท่ี ําให้การแพทยแ์ ผนไทยกลับมาได้รับ ความสนใจมากข้ึน ไม่ว่าจะเป็นป๎จจัยทางด้านเศรษฐกิจ
แนวคดิ เก่ยี วกบั การพงึ่ ตนเอง และการรกั ษาแบบองคร์ วม๒

เมอื่ กลา่ วถงึ ปจ๎ จยั สาํ คญั ในการรักษาสขุ ภาพทางดา้ นเชงิ พุทธน้ัน มีผู้กล่าวไว้ในองค์ภาพรวมว่ามี ๔
ดา้ น โดยพูดถงึ สขุ ภาวะ โดยมรี ายละเอยี ดว่า

๑) สุขภาวะทางกาย ไดแ้ ก่ การมีสุขภาพดี ปลอดพน้ จากโรคภัยไข้เจบ็ ไมอ่ ดอยากหิวโหย มีป๎จจัย ๔
เพียงพอกับอัตภาพ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เก้ือกูลต่อสุขภาพ ปราศจากมลพิษหรือมลภาวะมีการเอาใจใส่ดูแล
รา่ งกาย รวมทงั้ การบรโิ ภคใช้สอยในปจ๎ จยั ๔ อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม และสามารถดําเนินชีวิตไปในทางท่ีไม่
เปน็ อันตรายต่อสขุ ภาพของตนเอง

๒) สุขภาวะทางสงั คม ไดแ้ ก่ การท่ไี ด้อยรู่ ว่ มกนั กบั ผูอ้ ื่นได้อย่างกลมกลืน ราบร่ืน และเป็นสุขประกอบ
ไปด้วยไมตรีจิต ปราศจากความร้าวฉาน มีสวัสดิภาพในชีวิต มีสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครอง ไม่เบียดเบียน
ซึ่งกนั และกนั และไมก่ อ่ ความเดือนรอ้ นให้กบั ผอู้ ่ืน

๓) สุขภาวะทางจิต ได้แก่ การที่มีจิตใจท่ีสดช่ืน เบิกบาน แจ่มใส สงบสุข ไม่กลัดกลุ้ม มีความม่ันคง
ภายใน มีกําลังใจ ไม่ท้อแท้ หดหู่ เศร้าโศก และมีจิตใจท่ีอ่อนโยน มีเมตตา กรุณา สามารถเข้าถึงความสุขท่ี
ประณีตได้

๔) สขุ ภาวะทางปญ๎ ญา ได้แก่ การท่มี ีความร้แู ละความคดิ ทดี่ ีงานและถูกต้อง มีการดําเนินชีวิตได้อย่าง
มีความสุข มีความรจู้ ักนกึ คิด และ พจิ ารณาด้วยเหตุผลจนสามารถแก้ปญ๎ หา หรือหลดุ พ้นจากความทุกข์ได้และ
มีความสามารถในการดําเนินการต่างๆ ให้สําเร็จได้ด้วยป๎ญญาด้วยความสามารถของตนเองและเป็นท่ีพ่ึงของ
ตนเองได๓้ โดยสอดคลอ้ งกับหลักการวจิ ยั ท่ีว่าด้วย "ศึกษาการปูองกันและรักษาโรคตามหลักพระพุทธศาสนา"

๑ป๎ทมาวดี กสิกรรม, "สุขภาพทางเลือก" ๓๐ ประเด็นสํูแผนพัฒนาสุขภาพแหํงชาติ ฉบับท่ี ๙, (นนทบุรี :
โครงการตาํ ราสํานักนโยบายและแผนสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสขุ , ๒๕๔๕), หนา้ ๓๗๓.

๒รังสิมา หุตินันทน์, การสํงเสริมการแพทย์แบบองค์รวม, เอกสารการสอนชุดวิชาแนวคิดและทฤษฎี การแพทย์
แผนไทย, หนว่ ยท่ี ๑๕.๓.๓, พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒, (นนทบรุ ี : สาํ นักพมิ พ์มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๔๙), หนา้ ๓๐๑.

๓พระไพศาล วสิ าโล, สขุ แท๎ดว๎ ยปญั ญา วิถีสํูสขุ ภาวะทางปัญญา, พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๓, (กรงุ เทพมหานคร:สานกั งาน
กองทนุ สนับสนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ สสส., ๒๕๕๒), หนา้ ๗-๙.

๒๕๔

จากการวิจัยพบว่า การปูองกันการรักษาโรคตามหลักพระพุทธศาสนา คือ การปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา
ประกอบดว้ ย

อธิศีลสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นผู้มีศีลและวินัย มีความถูกต้องดีงาม เช่น อนามัยส่วน
บุคคล การกินการด่ืม การออกกําลังกาย การพักผ่อน การสุขาภิบาลส่ิงแวดล้อม การปูองกันอันตราย การงด
เวน้ จากบาปอกศุ ลประกอบบญุ กุศล การละเวน้ มจิ ฉาชพี ประกอบสัมมาชพี และการมีความสมั พนั ธท์ ีด่ กี บั ผอู้ นื่

อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมตนเองให้มีจิตเป็นสมาธิสงบม่ันคง มีความเอิบอ่ิม ความสุข และ
ความผอ่ นคลายทง้ั ทางร่างกายและจิตใจ

อธิป๎ญญาสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นผู้มีความเห็นถูกต้องตามทํานองคลองธรรม จนถึง
การร้แู จ้งสรรพส่ิงทง้ั หลายตามความเปน็ จริง การปรบั ความคิดใหถ้ ูกตอ้ ง โดยไม่คดิ หมกมุ่นในกามหรือส่ิงอันน่า
ใคร่ แต่ให้คิดปล่อยวางสละทิ้ง การไม่คิดพยาบาทเบียดเบียนผู้อ่ืนแต่ให้มีเมตตาจิตต่อกัน ป๎ญญาจากการ
ปฏิบัติจะปูองกันมิให้มีกิเลสข้ึน และกําจัดกิเลสที่อยู่ในจิตใจให้ลดลงจนหมดส้ินไป ทําให้จิตเข้าถึงความสงบ
ความสะอาด และความสวา่ งในทีส่ ุด ความคิดเห็นที่ถูกตอ้ งน้เี องจะย้อนหลงั มาควบคุมพฤติกรรมทางกาย วาจา
และใจ ให้ดําเนินไปอย่างถูกต้อง๑

ดังนั้นจากท่ีกล่าวมานี้ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษาวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนา
และการใช้สมุนไพร ว่าในการรักษาสุขภาพท้ังทางพระสงฆ์ และการใช้สมุนไพรหรือแพทย์แผนโบราณนั้น มี
ลักษณะท่ีมีความเหมือนและความแตกต่างกันอย่างไร แล้วจึงนํามาสังเคราะห์เพื่อหาเปรียบเทียบในการนํามา
ประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจําวนั ตอ่ ไป

๒. วตั ถปุ ระสงคข์ องกการวิจัย

๑) เพือ่ ศึกษาวิธกี ารรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใชส้ มนุ ไพร ในจังหวดั นครปฐม
๒) เพ่ือเปรียบเทียบลักษณะวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ใน
จังหวัดนครปฐม
๓) เพอ่ื ศึกษาความสอดคล้องในวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ใน
จังหวดั นครปฐม

๓. นิยามศพั ท์เฉพาะทีใ่ ช๎ในการวจิ ยั

การรักษาสุขภาพด๎วยสมุนไพร หมายถึง การดูแลสุขภาพร่างกาย โดยใช้พืชสมุนไพรท่ีมาจาก
ธรรมชาติ และมคี วามหมายต่อชีวติ มนษุ ย์มาเปน็ แนวทางในการรกั ษาโรค

การรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง การกระทําของประชาชนในการทําให้ตนเองมี
ความสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากความเจ็บปุวยท้ังทางร่างกายและจิตใจ โดยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่
เกี่ยวข้อง

การรักษาสุขภาวะ หมายถึง การแสดงออกหรือการกระทําของประชาชนในการทําให้ตนเองมีความ
สมบูรณ์แขง็ แรง ปราศจากความเจ็บปุวยท้ังทางร่างกายและจติ ใจ สามารถดาํ เนนิ ชีวิตอยู่ในสงั คมได้อย่างปกตสิ ขุ

การรกั ษาสขุ ภาวะทางกาย หมายถึง การมสี ขุ ภาพดี ปลอดพ้นจากโรคภัยไข้เจบ็ ไมอ่ ดอยากหิวโหย มี
ป๎จจัย ๔ เพียงพอกับอัตภาพ

๑พระมหาปองปรีดา ปริปุณฺโณ, "การปูองกันและรักษาโรคตามหลักพระพุทธศาสนา", วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร
มหาบัณฑติ , (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕), บทคัดย่อ

๒๕๕

การรักษาสุขภาวะทางสังคม หมายถึง การที่ได้อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างกลมกลืน ราบรื่น และเป็น
สุขประกอบไปดว้ ยไมตรีจติ

๔. วิธดี าเนนิ การวิจัย/รูปแบบการวิจยั /ขอบเขตการวิจยั

งานวิจัยเรื่อง “ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสน” น้ี ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธี
วิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสาํ คญั (Key Informants) ซึง่ ขอบเขตของการวจิ ัย มดี งั น้ี

๔.๑ ขอบเขตดา๎ นเน้อื หา
เพ่ื อศึ ก ษา เ อก ส า ร แล ะ งา นวิ จั ยท่ี เ กี่ ย ว ข้ อ งกั บ ศึ ก ษ าก าร รั กษ า สุ ข ภ า พ ด้ ว ย ส มุ นไ พ รต า มห ลั ก
พระพุทธศาสนา โดยศึกษาจาก พระไตรปิฎกและตําราเอกสารทางพระพุทธศาสนา และเอกสารท่ีเก่ียวข้องด้วย
เพื่อที่จะนํามาศึกษาถึงวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ๕ แห่ง ในจังหวัด
นครปฐม และวิธกี ารรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ว่าเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะศึกษา
การรกั ษาสขุ ภาพดว้ ยสมุนไพรตามหลกั พระพุทธศาสนา เพื่อให้ทราบและนํามาปรับประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจําวัน
๔.๒ ขอบเขตดา๎ นสถานท่ี
ขอบเขตดา้ นพืน้ ที่ทีใ่ ชใ้ นการศึกษาคร้ังนี้ คือ ใช้แหล่งเรียนรู้ข้อมูลด้านสมุนไพรและแหล่งประกอบการ
ด้านสมนุ ไพรจาํ นวน ๕ แห่ง ในจังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย ๑) สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย จังหวัด
นครปฐม ๒) สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย ๓) อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ๔) สวนปุา
สมุนไพร วัดปลกั ไมล้ าย และ๕) เจรญิ สุขโอสถ
๔.๓ ขอบเขตด๎านประชากรและกลํุมตัวอยําง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและ
การใช้สมุนไพร ในจังหวัดนครปฐม จํานวน ๑๐ คน/รปู
๑) พระครูสุธรรมนาถ เจ้าอาวาสวัดปลักไม้ลาย
๒) นายอนันต์ หอ่ ทองคาํ นายกสมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย
๓) นายเรือง ชื่นจิตถาวรกลุ นายกสมาคมแพทย์แผนไทยวัดพระปฐม
๔) นางกมลทพิ ย์ พศิ ทู ธินศุ าสตร์ ประธานบรษิ ัท เจรญิ สุข ฟารม์ าซัพพลาย จํากดั
๕) นายอาทิตย์ ย้ิมแฉ่ง ปลดั อําเภอสามพราน
๖) นายอคั รภูมิ สะเดา อาจารย์ประจําวชิ าเภสัขกรรมแผนไทยฯ
๗) นายอาํ พล บญุ เปล่ง อาจารย์ประจาํ วชิ าเภสัขกรรมไทยสมาคมแพทย์แผนไทย
๘) นายธนณฎั ฐ์ เขม็ เพชร เจ้าของธรุ กิจบ้านสมุนไพร
๙) นางดารา รัตนพรเจรญิ นกั ศกึ ษาเภสัชกรรมและเวชกรรมแผนไทย
๑๐) นายวันเฉลมิ ศรีวฒั นานนท์ ผู้ปุวยที่มารกั ษาด้วยสมุนไพร
๓.๔ ขอบเขตด๎านระยะเวลา การวิจัยคร้ังน้ีใช้ระยะเวลาในการศึกษา เริ่มต้นแต่เดือนกรกฎาคม ถึง
เดอื นธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา ๖ เดอื น

๕. ผลการวิจยั

จากการวิจยั เรอื่ งนสี้ ามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ดังต่อไปน้ี
๑) การวิเคราะห์ข้อมลู พื้นฐานเกีย่ วกับแหลง่ เรยี นรู้ข้อมลู ด้านสมนุ ไพรและแหลง่ ประกอบการดา้ น
สมุนไพรในจงั หวดั นครปฐม

๒๕๖

สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย จังหวัดนครปฐม, ประเสริฐสหคลินิกการแพทย์แผนไทย, อุทยาน
ธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, สวนปุาสมุนไพร วัดปลักไม้ลาย และ เจริญสุขโอสถจะเห็นว่ามีสถานที่สําคัญและแต่
ละสถานที่มีการผลิตสมุนไพรท่ีมีระยะเวลายาวนาน และมีกระบวนการในการผลิตท่ีคล้ายคลึงกัน และบางท่ีเน้น
เกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์ในกระบวนการผลิต โดยมีจุดหลักคือ การผลิตสมุนไพรไทยเพ่ือรักษาสุขภาพ และ
ส่งเสรมิ ให้สมุนไพรไทยเป็นแพทย์ทางเลือกในการรักษาโรค

๒) การวิเคราะห์ข้อมูลวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัด
นครปฐม

ผลการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้
สมนุ ไพร ในจังหวัดนครปฐม พบว่า

๒.๑) ประวัติความเป็นมาของวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ใน
จังหวัดนครปฐม จากการสัมภาษณ์ของแต่ละท่านมีความคิดเห็นมีประวัติความเป็นมาท่ีคล้ายคลึกกัน การเรียน
และถ่ายทอดสมุนไพรที่แตกต่างกัน ซึ่งบางส่วนเน้นหลักพระพุทธศาสนาและกํากับคาถาในการรักษาโรค บางที
ส่วนเป็นการถ่ายทอดมาแต่โบราณของจีน แต่ส่วนใหญ่จากการสัมภาษณ์ร่ําเรียนจากพระ และเชื่อว่ายังมีสวน
สมุนไพรให้ชกัน

๒.๒) หลักการ ของวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัด
นครปฐม จากการสัมภาษณ์ในมุมของแต่ละท่าน จะเห็นว่าหลักการของสมุนไพรนั้นไม่แตกต่างกันมากถ้าเป็นหลัก
ท่ัวไปซ่ึงจะเป็นการวินิจฉัยโรค บางท่ีก็วินิจฉัยจากธาตุ และวิเคราะห์ด้วยสภาพอาการจากการรักษา และในส่วน
หลักการทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นการใช้สมาธิ สติ และสมาธิ และใช้การปฏิบัติธรรมเป็นพ้ืนฐานในการรักษา
โรคทางใจ

๒.๓) รูปแบบของวิธีการรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร ในจังหวัด
นครปฐม พบว่า การใช้รูปแบบของสมุนไพรน้ัน ส่วนใหญ่จะเป็นการนําตัวยาใช้ ชง ต้ม บางคร้ังก็ใช้ยาแผน
ป๎จจุบันควบคู่กันไป ในส่วนของการใช้รูปแบบทางพระพุทธศาสนา บางครั้งก็ร่วมกับการใช้คาถาต่างๆ ในการ
กํากบั ยาสมุนไพร มีการแกก้ รรม ถอนของ เปน็ ต้น

๓) การเปรียบเทียบลกั ษณะวิธกี ารรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาและการใช้สมุนไพร
การเช่ือมโยงระหว่างสมุนไพรกับหลักพระพุทธศาสนาน้ันมีความเช่ือมโยงตรงที่ว่า ยาหม้อที่นํา
สมุนไพรมารวมกันต่างๆ เพ่ือต้ม เพ่ือด่ืมรักษาโรค จะมีบทสวดมนต์ ขณะต้ม, ในส่วนของทางพระพุทธศาสนานั้น
อาจจะมีการใช้คาถานํามนต์พิธีเข้ามาร่วมรักษาประกอบกับสมุนไพร และหลักสัปปายะในทางพระพุทธศาสนา
และนํามาปรับปรุงให้ประสานสอดคล้องกับวิธีดําเนินการของแพทย์แผนไทยในป๎จุบันและเป็นการธํารงไว้ซ่ึง
สมนุ ไพรไทยดว้ ย
๔) การวิเคราะหข์ ้อเสนอแนะแนวทาง ศกึ ษาการรักษาสุขภาพดว้ ยสมนุ ไพรตามหลักพระพุทธศาสนา
การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทาง ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา
พบว่า การวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทาง ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา พบว่า
แนวทางท่วั ไป แนวในการรกั ษาสุขภาพดว้ ยสมนุ ไพรตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย การหาสมุนไพรตามมี
ตามเกิด, การปลูกสมุนไพรในการประหยัดค่าใช้จ่าย, สมุนไพรเป็นทางเลือกหน่ึงในการรักษาโรค และการดูแล
ตนเองดว้ ยการรกั ษาสุขภาพ ซึง่ เป็นประโยชน์และสรรพคณุ ของสมุนไพร สามารถนํามาใช้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วย
ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง และเป็นแนวทางท่ีเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาและการนําสมุนไพรมา
ประยุกต์เพ่ือนํามาใช้เป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตถ้าใช้หลักของศาสนาเพ่ือศึกษาจิต และใช้สมุนไพรในการ
รกั ษากาย

๒๕๗

๖. สรปุ องคค์ วามรูท๎ ่ไี ดจ๎ ากการวจิ ัย

การเก็บรวมขอ้ มลู เน้นเชงิ เอกสารและ สมาคมแพทย์แผนไทยแหง่ ประเทศไทย การเปรยี บเทียบจากการสัมภาษณต์ าม
สมั ภาษณ์การรกั ษาสขุ ภาพหลกั พระ จังหวัดนครปฐม หลกั พระพทุ ธโดยใชธ้ รรมบาํ บัด การฝกึ

พุทธศสนาและการใชส้ มนุ ไพร สมาธิ และการใช้สมุนไพรตามภมู ิ
ป๎ญญาชาวบา้ น หรือตามคาํ บอกเล่า
การวางแผนการรวบเอกสาร สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่ง
เก่ยี วกบั เนอ้ิ หา และการสมั ภาษณเ์ ชิง ประเทศไทย แนวทางการรักษาดว้ ยสมนุ ไพรและหลกั
พระพุทธศาสนาสามารถไปดว้ ยกนั ได้
ลึกจากผใู้ หข้ ้อมบู สําคญั อทุ ยานธรรมชาตวิ ทิ ยาสิรีรุกขชาติ ทางกาย เปน็ การรักษาดว้ ยสมนุ ไพรตาม
มตี ามเกดิ ตามความรคู้ วามสามารถ
สวนปุาสมุนไพร วดั ปลกั ไมล้ าย สว่ นทางพระพทุ ธศาสนาใชค้ าถา และ
การฝึกสมาธิ และการปฏบิ ัตธิ รรมเป็น

หลักในการดาํ รงชีวติ

เจริญสุขโอสถ

ศกึ ษาการรกั ษาสขุ ภาพดว้ ยสมนุ ไพร การดาํ เนนิ การนาํ หลักธรรมและ
ตามหลักพระพุทธศาสนา สมุนไพรไปประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจําวนั

แผนภาพท่ี ๑ แสดงองค์ความรูใ้ หม่ในการวิจัย

๗. สรปุ

หลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนาลักษณะเป็นองค์รวม ในความหมายต่างๆ ทุก หลักธรรมซ่ึงอาจ
ย้อนไปพิจารณาต้ังแต่จุดเร่ิมต้น ก็มีลักษณะเป็นแบบองค์รวมไม่เอียงไปทางมุ่ง แสวงหา และเสพแต่ความสุข
ทางกาย บํารุงบําเรอจนเกินพอดี ดังน้ันสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา แต่อย่างไรก็ตามภาวะสุขภาพ
เป็นกระบวนการพลวัตรท่ีไม่หยุดนิ่ง จะมีการเปล่ียนแปลงอย่าง สลับซับซ้อนอยู่ตลอดเวลาและอย่างต่อเน่ือง
บุคคลจึงต้องพยายามหาวิธีการที่จะปกปูอง สุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเจ็บปุวยหรือถึงแม้ว่าจะเกิดภาวะ
เจ็บปุวยข้นึ การรักษาโดยการใชส้ มุนไพรนัน้ หรอื เรียกอีกอย่างว่าแพทย์แผนไทย เกิดมาจากการผสมผสานกัน
ระหว่างการแพทย์พื้นบ้านท่ีมีการจัดระบบความรู้ แล้วกับการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ท่ีมีเข้ามามีอิทธิพล
กับการเผยแพร่ของศาสนาพราหมณ์ และพุทธศาสนาท่ีเข้ามาพร้อมกัน เหล่านี้จะมีตําราที่สืบทอดเป็นระยะ
เวลานาน และใช้เป็นแม่บทหลักของระบบองค์ความรู้ ที่อาศัยการปรับสมดุลของธาตุภายในร่างกาย จากการ
ใช้ยาตาํ รับปรุงจากสมนุ ไพรหลายชนดิ รวมไปถึงคําแนะนําเกย่ี วกบั การปรับพฤติกรรม และอาหารให้เหมาะสม
กับธาตเุ จ้าเรอื นและความเจบ็ ปุวย การแพทย์แผนไทยเปน็ มรดกของบรรพชนไทยท่ีสร้างสมและมอบให้คนไทย
ท้ังชาติ จึง เป็นหน้าที่ของลูกหลานชาวไทยและผู้ท่ีเห็นความสําคัญของแพทย์แผนไทยจะต้องอนุรักษ์และ
พัฒนา ให้กา้ วหน้าสบื ไปทกุ ชวั่ อายุคน

๘ ขอ๎ เสนอแนะ

การวิจัยเรื่อง “ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) ทําการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้
ข้อมลู สําคัญ (Key Informants) เพ่อื ใหว้ ตั ถปุ ระสงคส์ อดคล้องกนั จึงนาํ เสนอแนะดังนี้

๘.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เก่ียวกับศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา
ควรมกี ารนําเสนอหลักธรรมอื่นๆ และรองรบั สมุนไพรที่เป็นทางเลือกหน่ึงในการรักษาโรค และการดูแลตนเองด้วย

๒๕๘

การรักษาสุขภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ในอนาคตภายภาคหน้า และเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตในการวางแผนใน
การผลติ สมนุ ไพรไทยเพ่ือรักษาสุขภาพ และส่งเสริมให้สมุนไพรไทยเป็นแพทย์ทางเลือกในการรักษาโรค รวมไปถึง
การใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาในการฝึกสมาธิ วิป๎สสนากรรมฐาน และเป็นการฝึกสติในการใช้ชีวิต และเป็น
การรกั ษาอาการทางใจ

๘.๒ ข้อเสนอแนะเพ่ือนําผลวิจัยไปใช้ คือ การนําเสนอวิธีการใช้ยาสมุนไพไพร ในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น
ยาหมอ้ ทน่ี ําสมุนไพรมารวมกนั ตา่ งๆ เพ่ือต้ม เพื่อดื่มรักษาโรค การใช้บทสวดมนต์ ขณะต้ม และพระพุทธศาสนามี
การใช้คาถานํามนต์พิธีเข้ามาร่วมรักษาประกอบกับสมุนไพร และนําแนวทางพระพุทธศาสนามาปรับปรุงให้
ประสานสอดคล้องกับวิธีดาํ เนินการของแพทย์แผนไทยในปจ๎ บุ ันและเปน็ การธาํ รงไว้ซงึ่ สมุนไพรไทย

๘.๓ ข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาวิเคราะห์เก่ียวกับ ศึกษาการรักษาสุขภาพ
ด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา โดยมีมิติทางเศรษฐกิจ และสังคม รวมไปถึงการทําวิสาหกิจชุมเกียวกับ
สมุนไพร โดยเน้นการใชห้ ลกั ทางพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปสู่การแก้ไขป๎ญหาในชีวิตประจํา
และวิธีการศึกษาเกี่ยวกับ ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลักพระพุทธศาสนา ท่ีลึกและขยายขอบเขต
ให้กว้างขวาง เหมาะสมกับการนําไปสู่การวิจัยครั้งต่อไปเก่ียวกับ ศึกษาการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรตามหลัก
พระพทุ ธศาสนา

เอกสารอ๎างอิง

ป๎ทมาวดี กสกิ รรม. "สุขภาพทางเลือก" ๓๐ ประเดน็ สแํู ผนพฒั นาสุขภาพแหงํ ชาติ ฉบับที่ ๙.นนทบุรี :
โครงการตาํ ราสาํ นักนโยบายและแผนสาธารณสขุ กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๔๕.

พระไพศาล วิสาโล. สขุ แท๎ด๎วยปัญญา วถิ สี สํู ุขภาวะทางปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร:สานกั งาน
กองทุนสนับสนนุ การสรา้ งเสริมสขุ ภาพ สสส., ๒๕๕๒.

พระมหาปองปรีดา ปรปิ ณุ โฺ ณ. "การปอู งกนั และรักษาโรคตามหลกั พระพุทธศาสนา". วิทยานพิ นธ์พทุ ธศาสตร
มหาบณั ฑติ . บัณฑติ วิทยาลยั : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕.

ยวุ ดี รอดจากภยั และคณะ. รูปแบบการพัฒนาชมุ ชนและครอบครัวต้นแบบเพื่อดูแลผูส้ ูงอายุ. “วารสารวจิ ัย
ทางวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ” ปีท่ี ๑๒. ฉบับที่ ๑. (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๐): ๙๔.

รงั สมิ า หุตินันทน์. การสงํ เสรมิ การแพทย์แบบองค์รวม. เอกสารการสอนชุดวชิ าแนวคดิ และทฤษฎี การแพทย์
แผนไทย. หน่วยที่ ๑๕.๓.๓. พมิ พ์คร้งั ท่ี ๒. นนทบุรี : สาํ นกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช,
๒๕๔๙.

ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยหู่ วั เนื่องในโอกาสพระราชพธิ ีมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๔.
กรงุ เทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.

อาภรณ์ เช้ือประไพศิลป์. แนวคิดการพยาบาลแบบองค์รวม. สงขลา : มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ ๒๕๔๓.

๒๕๙

การสร๎างจิตสานึกเพอ่ื สงํ เสรมิ วฒั นธรรมเชิงพุทธของประชาชน
วัดไรขํ งิ พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม

CONCIOUSNESS BUILDING THE BUDDHIST CULTURAL OF PEOPLE IN WAT RAIKHING
PHRAARAMLUANG, NAKHONPATHOM PROVINCE

พนั ตํารวจตรหี ญงิ มาลี สุขสําราญ
Pol.Maj. Malee Suksamran

วทิ ยาลัยสงฆพ์ ทุ ธป๎ญญาศรที วารวดี มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
[email protected]

บทคัดยอํ

“การสร้างจิตสํานึกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง
จังหวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ๓ ประการ เพื่อศึกษาการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรม
เชงิ พทุ ธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม,เพื่อศึกษาวิเคราะห์การสร้างจิตสํานึกเพื่อ
ส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม และเพ่ือเสนอแนะ
แนวทางเก่ียวกับการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง
จงั หวดั นครปฐม

ศึกษาวิจัยโดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน )Mixed Method) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย เชิง
ปริมาณ )Quantitative Research( ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัย
เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interviews)
โดยเก็บแบบสอบถามจากประชากรในตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ๑๘,๒๐๖ คน โดยการเปิด
ตารางสําเร็จรูป (Krejcie and Morgan) ได้จํานวน ๓๗๙ คน เครื่องมือท่ีใช้เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบ
ตรวจสอบรายการและมาตราส่วนประเมินค่า ๕ ระดับแบบสอบถามปลายเปิด และแบบสัมภาษณ์ สถิติ ค่าความถ่ี
)Frequency) คา่ รอ้ ยละ (Percentage) ค่าเฉลยี่ (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เปรียบเทียบ
ความแตกต่างโดยการทดสอบค่าที) t-test (และการทดสอบ ค่าเอฟ )f-test) โดยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง
เดยี ว (One Way ANOVA) โดยกําหนดนยั สําคัญทางสถิติทรี่ ะดบั . ๐๕

ผลการศกึ ษาพบวํา
๑) ผลการสัมภาษณ์ พบว่า ด้านชีวิต: การช่วยเหรือ หรือแบ่งป๎นกัน การไม่สร้างป๎ญหา การ
ช่วยเหลือ และมีการอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น ด้านจิต: การสร้างจิตสํานึกที่ดี เป็นการทําประโยชน์ต่อตนเองและ
สร้างความแน่วแน่น้ัน ด้านพฤติกรรม: ในการจัดกิจกรรมนั้น การอบรมบ่มนิสัยให้มีพฤติกรรมท่ีดีในการสร้าง
จิตสาํ นกึ ทดี่ เี ปน็ สง่ิ ทีด่ ี ดา้ นสังคม: การการช่วยเหลือสังคมเป็นการละลายพฤติกรรมท่ีไม่ดี และเป็นการทํางาน
เพื่อหมคู่ ณะ และมีคุณคา่ ทางจิต
๒) ระดับผลการวิเคราะห์ระดับการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนใน
วัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด (  =๔.๘๐๖) เมื่อจําแนกเป็น
รายด้านแล้วพบว่า ด้านพฤติกรรมมีระดับมากท่ีสุด (  =๔.๙๐๙) และรองลงมา คือ ด้านสังคม (  =
๔.๘๐๕) และนอ้ ยทสี่ ดุ คือด้านจติ (  =๔.๗๕๑) ตามลาํ ดับ

๒๖๐

๓) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของ ประชาชนท่ีมีเพศ, อายุ, การศึกษา และรายได้ต่างกัน มีความ
คิดเห็นตอ่ การสง่ เสริมการท่องเทีย่ วเชิงพทุ ธของวัด และชมุ ชน ในอาํ เภอสามพราน จังหวดั นครปฐมแตกตา่ งกัน มีความ
คดิ เห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสาํ คัญทางสถติ ิที่ระดับ ๐.๐๕

๔) สภาพป๎ญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างจิตสํานึกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของ
ประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม จากการไล่ลําดับป๎ญหาจากมากสุดไปหาน้อยท่ีสุด
พบวา่ มากท่ีสุด คือป๎ญหาเร่ืองการดื่มสุราบางคร้ังยังมีให้เห็นอยู่ตามงานวัดท่ัวไป รองลงมา คือ ผู้คนบางส่วน
ไม่มีความรู้เรื่องการปฏิบัติธรรม และก่อป๎ญหา และไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง และน้อยท่ีสุด คือ ความยุติธรรม
ส่วนมากมักไมเ่ ทา่ กันเมอ่ื เจอกับสถานการณจ์ ริง ตามลาํ ดับ
คําสําคัญ : การสรา้ งจติ สํานกึ , วัฒนธรรมเชงิ พุทธ

Abstract

The research of “Consciousness Building the Buddhist Cultural of People in Wat
Raikhing Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province” there are 3 objectives; to study the
awareness building to promote Buddhist culture of people in Wat Rai Khing, Phra Aram
Luang, Nakhon Pathom Province, to study and analyze consciousness building to promote
Buddhist culture of people in Wat Rai Khing, Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province, and
to advise on awareness-raising to promote the Buddhist culture of the people in Wat Rai
Khing, Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province.

This study was conducted by using mixed research using a quantitative research method
that collected data by using questionnaires. And qualitative research that collected data
using In-depth Interviews by collecting questionnaires from the population of Rai Khing Sub-
district, Sampran District, Nakhon Pathom Province, 18,206 people by opening a ready-made
table (Krejcie and Morgan) for 379 people. It is characterized by a checklist and 5 evaluation
scales, an open-ended questionnaire. And interview questionnaire, frequency (Frequency),
Percentage, Mean, Standard Deviation, comparison of differences by t-test, and F (f test). -
test) by one-way ANOVA analysis method with statistical significance at the .05 level.
The research results:

1) The results of the interview revealed that life aspect: helping or sharing. Not creating
problems, helping, and being humble is the mental aspect: building a good conscience. It is
to benefit oneself and build that determination. Behavior: In organizing that activity
Cultivating good behavior to build a good awareness is a good thing in society: helping
society dissolve bad behavior. And is working for the group and has mental value

2) The level of the analysis of consciousness building to promote the Buddhist culture
of the people in Wat Rai Khing, Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province. Overall, it was at
the highest level (= 4.806). The behavioral aspect was at the highest level (= 4.909) and
followed by the social aspect (= 4.805) and the lowest was the psychological level (= 4.751),
respectively.

๒๖๑

3) Comparison of opinions of 1) People of different sex, age, education, and income.
Had opinions on the promotion of Buddhist tourism of temples and communities in Sampran
District Nakhon Pathom Province is different There were statistically significant differences of
opinions at the level of 0.05.

4) Problems in promoting awareness-raising to promote the Buddhist culture of the
people in Wat Rai Khing, Phra Aram Luang, Nakhon Pathom Province. By chasing the
problems from highest to lowest, it was found that the most problems of drinking alcohol
were sometimes seen in common temples, followed by some people who did not know
religious practice and causing problems, and do not care about the surroundings and the
least is that most justice is not the same when faced with real situations, respectively.
Keywords: Consciousness Building, Buddhist Cultural

๑. บทนา

การสร้างจิตสํานึกทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมและการที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับท่ี ๑๑ ได้ระบุว่าคนไทยกําลังประสบป๎ญหาวิกฤตค่านิยมทางจริยธรรมและพฤติกรรมเชื่อมโยงถึงการ
ดําเนินชีวิตความประพฤติความคิดทัศนคติและคุณธรรมของคนในสังคมสถาบันทางสังคมอาทิสถาบัน
ครอบครัวสถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษามีบทบาทน้อยลงในการปลูกฝ๎งคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนา
ศักยภาพของคนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยตาม
แผนพัฒนาฯฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) จึงมุ่งพัฒนาคนและสังคมไทยโดยเฉพาะหน่ึงในเร่ืองหลักคือ
การพัฒนาคนให้มีคุณธรรมและความรู้๑ การสร้างจิตสํานึกเพ่ือการสร้างจิตสํานึก โดยสหประชาชาติเองก็
เล็งเห็นว่า ป๎จจัยสําคัญในกระบวนการพัฒนาที่ถูกละเลย ท้ังท่ีเป็นสิ่งที่สามารถใช้แก้ป๎ญหาได้ คือ
“วัฒนธรรม” จงึ มีมติกาํ หนดทศวรรษโลกเพ่ือการพฒั นาวัฒนธรรมขึ้น การที่ทําให้มนุษย์รวมกันเป็นชุมชนเพ่ือ
ความอยู่รอด ต้องสร้างชุดความคิด ความเช่ืออันเป็นค่านิยมร่วม (Core value) ที่สังคมนั้นยอมรับร่วมกันว่า
เป็นส่ิงดีงาม สามารถช่วยในการจัดระเบียบ และแก้ไขป๎ญหาพ้ืนฐานบางประการของกลุ่ม เพื่อความอยู่รอด
ของกลมุ่ ตนไดแ้ ละอาศยั ชุดความคดิ เหล่าน้ันเป็นตัวกําหนดแนวการปฏิบัติของคนในสังคม เมื่อถูกนํามาปฏิบัติ
จนกลายเป็นแบบแผน วิถีของคนในสังคม ค่านิยมร่วมน้ันจึงกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมน้ันๆ๒ เนื่องด้วย
ป๎ญหาท่ีสําคัญจะเห็นว่าการถอดถอยลงไปตามสภาพความเจริญของประเทศท่ีแปรเปลี่ยนไป จากการพัฒนา
ประเทศท่ีเน้นการพฒั นาเศรษฐกิจ วัตถุนิยม ส่งผลให้ความสงบสุขแบบเดิมๆ ค่อยๆ หมดส้ินไป ประกอบกับมี
โรงเรียนช่วยรับผิดชอบเรื่องการศึกษามากขึ้น มีโรงพยาบาลมารับผิดชอบเร่ืองการรักษาพยาบาลออกไปจาก
วัด การท่ีคนมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัดน้อยลง ทําให้การได้ศึกษารับรู้หลักธรรมทางศาสนาท่ีได้จากวัดลด
น้อยลงไปด้วย ตลอดจนคนในสังคมจะต้องมาช่วยกันฟื้นฟูส่งเสริมให้วัดและพระสงฆ์ กลับมามีบทบาทช่วย
จรรโลงสงั คม ในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้ประชาชนอกี ครั้งหนึ่ง เหมอื นในอดีตทผี่ า่ นมา๓

๑จุรีพร กาญจนการณุ , คณุ ธรรมจริยธรรมและการใช้เหตุผลเชิงจรยิ ธรรมของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระ
จอมเกลา้ ธนบุรี, วารสารวชิ าการวทิ ยาลัยแสงธรรม, ปที ่ี ๑, ฉบับท่ี ๑ (มกราคม-มถิ ุนายน ๒๕๕๒) : ๓๓.

๒วิษุวัต มหิทธิกร, “การศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นําและวัฒนธรรมองค์การของสํานักงานปลัดสํานัก
นายกรฐั มนตรี”, วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต, (สาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๐), หนา้ ๗

๓สมานจติ ภริ มย์ร่ืน, วดั พฒั นา, ๔๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๔๑), หนา้ ๑๓.

๒๖๒

ดงั นั้นการสร้างจิตสาํ นึกจงึ มีความสําคญั ไมใ่ ห้เกิดปญ๎ หาทางสังคม เน่ืองจากสังคมไทยเป็นสังคมสมัยนี้
ทําให้คนไม่ค่อยสนใจเรื่องพระพุทธศาสนาละเว้นการรักษาศีล ก็เลยมองเห็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ค่อยใส่ใจเร่ือง
บาปบญุ เรอ่ื งเวรกรรมจากการกระทําที่จะส่งผลต่อการดํารงชีวิต เพราะทุกคนก็มีหน้าท่ีจะต้องรับผิดชอบทาง
ครอบครวั จึงทําให้คนไทยเราเร่ิมหา่ งเหนิ จากการเข้าวดั ประเทศไทยมพี ระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมดวงใจของ
คนไทยมาแต่โบราณช่วยให้คนไทยมีเกณฑ์การดําเนินชีวิตที่ดี งดเว้นจากอบายมุขต่างๆและรณรงค์ส่งเสริมให้
คนรู้จักรักษาสุขภาพ ไม่ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ให้ตระหนักถึงโทษของการด่ืมสุราและปฏิบัติ ตามนโยบายของ
รฐั บาลสนบั สนนุ ใหม้ กี ลมุ่ งานรณรงคส์ ่งเสริมเผยแพร่คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม ในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐแต่ยังไม่
มกี ารศึกษาวา่ ประชาชนทน่ี ับถอื ศาสนาพุทธโดยรวมแลว้ มีคุณธรรมและจรยิ ธรรมชว่ ยสง่ เสรมิ ขับเคล่ือนเข้าสู่
สังคมอภิบาลท่ีดี การที่สังคมจะก้าวสู่สังคมอภิบาลท่ีดีคนในสังคมไทยเราน้ันพุทธศาสนิกชน หรือผู้นับถือ
ศาสนาพุทธซ่ึงเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย จะต้องมีจริยธรรมระดับสามัญชนอย่างน้อยคือการ
รกั ษาศีล ๕ ยดึ เปน็ แนวทางปฏิบตั ิในการใช้ชีวิตในสังคม แต่เน่ืองจากสภาพความเป็นจริงพบว่าอาชญากรรมท่ี
ร้ายแรงท้ังหมดเป็นเรื่องของการละเมิดศีล ๕ ที่สื่อนําเสนอรายวันตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือทางโทรทัศน์ ซ่ึง
ประชาชนนั้น ได้รับข่าวสารเหล่านี้ทุกวันจากสื่อต่างๆ ทําให้เกิดอิทธิพลต่อสภาพจิตใจ ประชาชน ชุมชน
โดยเฉพาะในสังคมที่มาด้วยการสังหาร ผลาญชีวิต การปองร้าย การทําร้ายกัน การลักขโมย ปล้น แย่งชิงการ
ทําผิดทางเพศ มีคดฆี าตกรรม โจรกรรม การขม่ ขืน หลอกหลวง การเสพของมึนเมาและสิ่งเสพติดตลอดจนการ
ก่อปญ๎ หาและอบุ ัตเิ หตตุ ่างๆ ล้วนแต่เน่อื งมาจากของมนึ เมาและส่ิงเสพติดเหล่าน้ันระบาดแพร่หลายทั่วไป ชีวิต
และทรัพย์สนิ ไมป่ ลอดภยั จะอยหู่ รอื ไปที่ไหนกไ็ ม่มคี วามม่ันใจเต็มไปด้วยความห่วงใยวิตกกังวลจิตใจหวาดผวา
บ่อยๆ ผคู้ นพบเหน็ กันแทนทจ่ี ะอบอุน่ ใจกลบั หวาดระแวงต่อกนั อยกู่ นั ไม่เปน็ ปกตสิ ขุ สุขภาพจิตของประชาชน
เส่ือมโทรม ยากที่จะพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของจิตและสังคม๑ การศึกษาบริบทการพัฒนาชุมชนและ
ความเปน็ เมอื งของชมุ ชนเมอื งในพื้นท่ีศึกษาเห็นได้ถึงกลไกการกลายเป็นเมือง คือ “พลังบวร” โดยมี “ทุนของ
ชมุ ชน” ท่ีเปน็ ป๎จจยั พนื้ ฐานท่ีจะผลักดันให้ชุมชนเกิดการพัฒนา ความร่วมมือจากภาคประชาสังคม การมีผู้นํา
ที่มีวิสัยทัศน์ต้องการเห็นการพัฒนาพ้ืนท่ีในมิติต่าง ๆ ความเกล้ือกูลพึ่งพาอาศัยกันระหว่างองค์กรชุมชนและ
ประชาชน คือ วดั รัฐกับชมุ ชน ที่ตา่ งฝาุ ยต่างทําหน้าทขี่ องตนเองอย่างเหมาะสม และร่วมประสานการท างาน
ร่วมกันอันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนซึ่งเป็นผู้รับผลจากการพัฒนาชุมชนสู่ความเป็นเมืองโ ดยตรง
แม้กิจกรรมการพัฒนาชุมชนบางอย่างจะไม่ได้ริเร่ิมจากประชาชนในชุมชน แต่ด้วยการท่ีภาคส่วนต่าง ๆ
สามารถประสานการทํางานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและร่วมกันขับเคล่ือนการพัฒนาอันก่อให้เกิดประโยชน์
เหมาะสมแกป่ ระชาชนในชุมชน ประชาชนได้รับผลจากกจิ กรรมพฒั นาน้ัน จงึ ทาํ ให้เกิดจิตสํานึกร่วมเป็นพลังใน
การขับเคล่อื นกจิ กรรมการพัฒนาชุมชนสู่ความเป็นเมืองและเป็นแสดงออกถึงการมีจิตสํานึกความเป็นพลเมือง
ดีตามระบอบประชาธิปไตย๒

ด้วยเหตผุ ลน้จี งึ เห็นว่าการสรา้ งจติ สาํ นึกเพ่อื สร้างวัฒนธรรมเชิงพุทธนั้นจึงมีความสําคัญเป็นอย่างมาก
จึงขอยกตัวอย่างในแต่ละด้านท้ัง ๔ ด้านในการสร้างจิตสํานึก ประกอบด้วย ๑) ด้านชีวิต เน้นการพัฒนาเร่ือง
ของความเป็นอยู่ มนุษย์ที่เกิดมาล้วนต้องการความเป็นอยู่ทีดี มีชีวิตอย่างบมีคุณภาพ ซึ่งตรงกับคําสอนของ
พระพทุ ธเจ้าส่วนหน่ึงจะมุ่งเน้นมาทางทวี่ า่ ทําอย่างนจ้ี งึ จะมชี ีวติ อยูอ่ ย่างเหมาะสม มีคุณภาพชีวิตท่ีดี ทําอย่างน้ี

๑สํานักงานคณะกรรมการสถิติแห่งชาติ, “รายงานการสํารวจสื่อมวลชน โทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๔๖. ๕ กรกฎาคม
๒๕๔๙”, (กรุงเทพมหานคร), หน้า ๒๕.

๒พระมหาประกาศติ ฐติ ปิ สิทธิกร และ คณะ, จิตสํานึกความเป็นพลเมืองดีในการพัฒนาชุมชนและความเป็นเมือง
เชิงพุทธ ในจังหวัดนครปฐม, วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ (มกราคม – เมษายน
๒๕๖๓) : ๖๔.

๒๖๓

จงึ จะมคี วามอบอนุ่ ในครอบครัว ทําอย่างนีจ้ ึงจะมเี ศรษฐกจิ ทด่ี ี ทาํ อย่างนีจ้ งึ จะปลอดภัย ๒) ด้านจิตใจ เป็นจิต
วิญญาณหรือจิตสํานึก อันตัวมนุษย์เรานั้นประกอบสองส่วนคือ ร่างกาย และจิตใจ การพัฒนามนุษย์ด้านชีวิต
ในแง่ของความม่ันคงของมนุษย์น้ันเน้นเร่ืองของทางร่างกาย เน้นด้านความสุขทางภายนอกแต่คําสอนของ
พระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งเน้นเร่ืองการพัฒนาจิตใจ เน้นให้มีความสุขภายใน ๓) ด้านพฤติกรรม ก็คือ การ
แสดงออกทางกายและวาจา การกระทําที่ผู้คนท่ัวไปเห็นหรือได้ยินและกระทําที่เป็นปกติของผู้นั้น เพราะทํา
บ่อยจนกลายเปน็ นสิ ยั ประจําตัว พฤติกรรมน้นั มีทงั้ สว่ นดีและส่วนที่ไม่ดี สําหรับพฤติกรรมที่บุคคลท่ัวไปเห็นว่า
ดเี รยี กว่ากันในป๎จจบุ ันวา่ พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ท่ีเห็นว่าไม่ดีเรียกว่าพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ พฤติกรรมท้ัง
สองส่วนน้ี บางอย่างเราอยากเห็นแต่เราไม่อยากเป็นก็มี ๔) ด้านสังคม ซ่ึงรวมไปถึงด้านการเมืองด้วย เพราะ
การเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมคําสอนของพระพุทธสาสนาจะมุ่งไปท่ีวิถีแห่งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ เช่น
การมีมนุษย์สัมพันธ์กัน การมีนํ้าใจต่อกัน การเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ช่วยเหลือกัน เป็นต้น ซ่ึงในคําสอนนั้นจะมี
รายละเอียดว่าการทําอย่างนี้เปน็ หลักมนษุ ยสัมพันธ์ หรือการอยู่ร่วมกันของ พ่อ แม่ ลูกจะต้องมีหลักปฏิบัติตน
อย่างไร หน้าท่ีพ่อมีอย่างไร หน้าที่แม่มีอย่างไร หน้าท่ีเพื่อนต่อเพ่ือนเขาปฏิบัติกันอย่างไร นายจ้างกับลูกจ้าง
เขาปฏิบตั ิกันอยา่ งไร เป็นตน้ ซง่ึ ๔ ดา้ นดังกล่าวนใ้ี นมมุ มองของพระพทุ ธศาสนาทีเ่ ก่ียวกบั เรื่องความม่ันคงของ
มนุษยน์ ้ันได้มกี ารแบง่ หลกั ธรรมเพอ่ื เป็นหลักในการพฒั นามนษุ ย์ ๔ ด้านใหญ่ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ประกอบด้วย
ด้านชีวิต ด้านจิตใจ ด้านพฤติกรรม และด้านสังคม ในแต่ละด้านจะมีข้อธรรมแตกแขนงไปอีกมากมาย ซ่ึงไม่
สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ จึงเห็นได้ว่าคําสอนในพระพุทธศาสนาสามารถนํามาพัฒนามนุษย์แบบครบ
วงจรมีปรากฏอยู่ในพระสูตรแห่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่า มงคลสูตร ซ่ึงว่าด้วยเร่ืองเหตุแห่งความเจริญ ๓๘ ประการ
เริ่มต้นด้วยข้อธรรมว่า ไม่คบคนพาล ๑ คบแต่บัณฑิต ๑ บูชาบุคคลท่ีควรบูชา ๑ เรื่อไปจนถึงมีจิตเกษม
ปราศจากกิเลส คือทําจิตให้หมดจากกิเลส มงคลสูตรนี้เป็นทางดําเนินเพื่อความเจริญ เพ่ือความก้าวหน้า เป็น
หลกั แหล่งแหง่ การพฒั นาชวี ติ ให้สูงขึ้นตามลําดับ เหมือนกับบันไดท่ีมี ๓๘ ขั้น สําหรับไต่ไปสู่ท่ีสูงข้ึนตามลําดับ
ถ้าสามารถพฒั นาชวี ติ ใหถ้ งึ ข้ันสูงสดุ ๑

จากการความเป็นมาและความสาํ คญั ของปญ๎ หาดังกล่าวนท้ี าํ ให้ผู้วิจัยมีความสนใจท่ีจะทําวิจัยเกี่ยวกับ
การสร้างจิตสํานึกเพื่อสร้างวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง เพ่ือนํามาหลักในการพัฒนา ๔ ด้าน
ประกอบด้วย ๑) ด้านชีวิต เน้นการพัฒนาเรื่องของความเป็นอยู่ มนุษย์ท่ีเกิดมาล้วนต้องการความเป็นอยู่ทีดี
๒) ดา้ นจติ ใจ โดยเนน้ การพฒั นามนษุ ยด์ ้านชวี ิตการพฒั นาจติ ใจ เน้นให้มคี วามสุขภายใน ๓) ๓) ด้านพฤติกรรม
เน้นการแสดงออกท่ีดีมีลักษณะพึงประสงค์ ๔) ด้านสังคม เกี่ยวกับ การมีมนุษย์สัมพันธ์กัน การมีนํ้าใจต่อกัน
การเอ้อื เฟ้อื เผื่อแผ่ชว่ ยเหลอื กนั

๒. วัตถปุ ระสงค์ของกการวจิ ยั

๑) เพื่อศึกษาการสรา้ งจิตสํานกึ เพ่ือสรา้ งวัฒนธรรมเชิงพทุ ธของประชาชนในวดั ไร่ขงิ พระอารามหลวง
จงั หวัดนครปฐม

๒) เพ่อื ศกึ ษาวเิ คราะห์การสร้างจติ สํานกึ เพื่อส่งเสรมิ วัฒนธรรมเชงิ พทุ ธของประชาชนในวดั ไรข่ ิง พระ
อารามหลวง จังหวัดนครปฐม จําแนกตามปจ๎ จยั ส่วนบุคคล

๓) เพอื่ เสนอแนะแนวทางเก่ียวกับการสร้างจิตสํานกึ เพ่ือสรา้ งวัฒนธรรมเชิงพทุ ธของประชาชนในวัด
ไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม

๑เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๒๗-๓๑.

๒๖๔

๓. วิธีดาเนนิ การวิจยั /รปู แบบการวจิ ัย/ขอบเขตการวจิ ัย

งานวจิ ัยเรื่อง “การสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอาราม
หลวง จังหวัดนครปฐม” นี้ ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยใช้ระเบียบ
วิธีการวิจยั การวจิ ยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research ทเ่ี กบ็ รวบรวมข้อมูลโดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interviews) ซ่งึ ขอบเขตของการวิจัย) และ เชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูล
โดยใชแ้ บบสอบถาม (Questionnaire) มดี งั นี้

๓.๑ ขอบเขตด๎านเน้ือหา ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้กําหนดขอบเขตด้านเน้ือหา โดยการทบทวน
เอกสารจากพระไตรปิฎก เอกสาร รูปแบบการสร้างจิตสํานึกเพ่ือสร้างวัฒนธรรมเชิงพุทธ ผลงานวิจัยที่
เกยี่ วขอ้ ง โดยศึกษาเฉพาะประเดน็ ทเ่ี กีย่ วกับ ปญ๎ หา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเก่ียวกับการสร้างจิตสํานึกเพื่อ
สร้างวัฒนธรรมเชงิ พทุ ธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จงั หวดั นครปฐม

๓.๒ ขอบเขตทางด๎านตัวแปร
๑) ตัวแปรตน๎ (Independent Variables) ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชพี และรายได้
๒) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ รูปแบบการสร้างจิตสํานึกเพื่อสร้างวัฒนธรรมเชิง
พุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ประกอบด้วย หลักในการพัฒนา ๔ ด้าน คือ
๑) ดา้ นชีวติ ๒) ด้านจติ ใจ ๓) ด้านพฤตกิ รรม และ ๔) ด้านสังคม
๓.๓ ขอบเขตด๎านประชากรและผู๎ใหข๎ อ๎ มลู สาคญั

๑) ประชากร (Population) ได้แก่ ประชาชนที่เข้ามาในวดั ไรข่ งิ
๒) ผู๎ให๎ข๎อมูลสาคัญ (Key Informant) ได้แก่ บุคลากรท่ีมีความรู้ มีเชียวชาญเก่ียวกับการสร้าง
จิตสํานกึ เพ่ือส่งเสรมิ วัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม รวมทั้งส้ิน
๕ คน/รปู ประกอบด้วย

๒.๑) พระเทพศาสนาภิบาล รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงพระอารามหลวง
จงั หวดั นครปฐม

๒.๒) ดร.รุ่งชีวา สขุ ศรีตาํ แหนง่ ผ้อู าํ นวยการโรงเรียนวดั ไร่ขงิ วิทยา
๒.๓) นายจํารัส ต้ังตระกูลธรรม นายกเทศมนตรีตําบลไร่ขิง อําเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม
๒.๔) นายพรเพท ปถ๎ วี ไวยาวจั กรณ์วดั ไร่ขงิ พระอารามหลวง จงั หวัดนครปฐม
๒.๕) คุณวันดี ธนธนานนท์ เจ้าหน้าที่ดูแลจุดจําหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน ของวัดไร่ขิง พระ
อารามหลวง จงั หวัดนครปฐม
๓.๔ ขอบเขตดา๎ นสถานท่ี พน้ื ท่ีในการวจิ ยั ไดแ้ ก่ วัดไร่ขงิ อําเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม
๓.๕ ขอบเขตด๎านระยะเวลา ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้ดําเนินการวิจัยต้ังแต่เดือนมีนาคม
พ.ศ.๒๕๖๓ ถึงเดอื นสิงหาคม ๒๕๖๓ รวมเปน็ ระยะเวลา ๖ เดือน

๔. ผลการวิจัย

จากการวจิ ัยเรอ่ื งนส้ี ามารถแบง่ เป็นประเดน็ ได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
๔.๑ ผลการสมั ภาษณ์เกีย่ วกับการสรา้ งจติ สาํ นกึ เพือ่ ส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่
ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม โดยผลการสัมภาษณ์ในแต่ละด้าน พบว่า ๑) ด้านชีวิต: การช่วยเหรือ
หรือแบ่งป๎นกัน การไม่สร้างป๎ญหา การช่วยเหลือ และมีการอ่อนน้อมถ่อมตนน้ัน ก็เป็นส่วนหน่ึงในปลูกฝ๎ง
คุณธรรมจริยธรรมอันดีกับเด็และเยาวชน ๒) ด้านจิต: การสร้างจิตสํานึกท่ีดี เป็นการทําประโยชน์ต่อตนเอง

๒๖๕

และสร้างความแน่วแน่น้ัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความแน่วแน่ทางจิตใจ ไม่เคร่งเกินไปและไม่แย่
จนเกินไป ๓) ด้านพฤติกรรม: การทํากิจกรรมทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นส่วนสําคัญในการเสริมสร้าง
วัฒนธรรมอันดีงาม ในการอบรมบ่มนิสัยให้มีพฤติกรรมที่ดีในการสร้างจิตสํานึกท่ีดี ๔) ด้านสังคม: การ
ช่วยเหลือสังคมก็ดี การช่วยเหลืองานกิจการพระพุทธศาสนาก็ดี และการมีจิตอาสาสที่สําคัญ ล้วนแล้วแต่เป็น
การละลายพฤติกรรมที่ไม่ดี และเปน็ การทาํ งานเพื่อหมู่คณะ และมีคณุ ค่าทางจิต

๔.๒ ข้อมูลเกย่ี วกับสภาพส่วนบุคคลของผ้ตู อบแบบสอบถาม

ประชากรในตําบลไร่ขิง อําเภอสามพรานโดยเรียงลําดับจากส่วนใหญ่ที่มากท่ีสุด คือ เป็นเพศหญิง
จํานวน ๒๓๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๐.๗, มีอายุ มากกว่า ๕๐ ปีข้ึนไป จํานวน ๑๕๐ คน, มีระดับการศึกษาตํ่า
กว่าปริญญาตรี จํานว๒๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๒.๘, ส่วนใหญ่ทําอาชีพ รับจ้างทั่วไป จํานวน ๑๔๓ คน คิด
เป็นร้อยละ ๓๗.๗, มรี ายได้ ๑๐,๐๐๐๑ – ๒๕,๐๐๐ บาท จาํ นวน ๑๑๓ คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๒๙.๘

๔.๓ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
จากผลการวิเคราะห์ พบว่า ผลการวิเคราะห์ระดับการสร้างจิตสํานึกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธ
ของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  =๔.๘๐๖)
เมือ่ จําแนกเป็นรายดา้ นแล้วพบวา่ ด้านพฤติกรรมมีระดบั มากท่สี ุด (  =๔.๙๐๙) และรองลงมา คือ ด้านสังคม
(  =๔.๘๐๕) และน้อยที่สุด คอื ดา้ นจติ (  =๔.๗๕๑)
๔.๔ ผลการวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บข้อมลู สถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบ พบว่า ประชาชนที่มีเพศ, อายุ, การศึกษา และรายได้ต่างกัน มีความ
คิดเห็นต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของวัด และชุมชน ในอําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมแตกต่าง
กนั มีความคิดเหน็ แตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสาํ คัญทางสถิติท่รี ะดับ ๐.๐๕
๔.๕ การวิเคราะห์ผล เกี่ยวกับสภาพป๎ญหาและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการสร้างจิตสํานึกเพื่อส่งเสริม
วัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม
๑) สภาพป๎ญหาเก่ียวกับเก่ียวกับการส่งเสริมการสร้างจิตสํานึกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของ
ประชาชนในวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม จากการไล่ลําดับป๎ญหาจากมากสุดไปหาน้อยที่สุด
พบวา่ มากท่ีสุด คือป๎ญหาเรื่องการด่ืมสุราบางคร้ังยังมีให้เห็นอยู่ตามงานวัดทั่วไป รองลงมา คือ ผู้คนบางส่วน
ไม่มีความรู้เรื่องการปฏิบัติธรรม และก่อป๎ญหา และไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง และน้อยท่ีสุด คือ ความยุติธรรม
ส่วนมากมกั ไม่เท่ากันเม่อื เจอกบั สถานการณจ์ ริง ตามลาํ ดับ
๒) ข้อเสนอแนะเกย่ี วกับการส่งเสริมการสรา้ งจติ สาํ นกึ เพอ่ื สง่ เสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนใน
วัดไรข่ งิ พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม จากการไล่ลําดับป๎ญหาจากมากสุดไปหาน้อยที่สุด พบว่า มากที่สุด
คือ วางนโยบายและโทษของการด่ืมสุราบางและติดตามปูายต่างๆ ไว้ รองลงมา คือ ให้ความรู้เร่ืองการปฏิบัติ
ธรรม และส่งิ ทเี่ ปน็ ประโยชน์ และนอ้ ยที่สุด คือ ควรรจู้ กั การปลอ่ ยวางเมือ่ เจอกับสิ่งที่ไมช่ อบใจ

๕. อภปิ รายผลการวิจยั

จากการศึกษาเก่ียวกับการสร้างจิตสํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงพุทธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระ
อารามหลวง จงั หวัดนครปฐม ในแตล่ ะด้าน สามารถนํามาอภปิ รายผลไดด้ ังน้ี

จากการศึกษาเก่ียวกบั การปฏิบตั ติ นตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม ใน
แต่ละด้าน สามารถนาํ มาอภิปรายผลไดด้ ังนี้

ผลการวิเคราะหใ์ นแต่ละดา้ น พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง
จังหวัดนครปฐมภาพรวมท้ังหมดอยู่ในระดับมากท่ีสุด (  = ๔.๕๙) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแล้วทุกด้านอยู่

๒๖๖

ในระดับมากที่สุด และด้านท่ีมากท่ีสุด ได้แก่ ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์ (  = ๔.๗๖) รองลงมา ได้แก่ ด้านเว้น
จากการลักทรัพย์ (  = ๔.๗๑) และด้านที่น้อยท่ีสุด ได้แก่ ด้านเว้นจากการด่ืมสุราเมรัย (  = ๔.๓๕) ซ่ึงมี
รายละเอียดตามแต่ละด้านต่อไปตามลําดับ

ด้านเว้นจากการฆา่ สัตว์ จากผลการวิเคราะหพ์ บว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าที่
แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการฆ่าสัตว์” อยู่ในระดับมากที่สุด (  = ๔.๗๖) เมื่อพิจารณา
เปน็ รายข้อแลว้ ทกุ ขอ้ อยูใ่ นระดบั มากทส่ี ดุ และข้อท่ีมากทีส่ ุด ได้แก่ ไม่ประทําร้ายร่างกายผู้อ่ืนหรือพยายามฆ่า
ให้เกิดความทุกข์ (  = ๔.๘๓) สอดคล้องกับงานวิจัยของ เสาวรีย์ ตะโพนทอง และคณะ ได้ทําวิจัยเร่ือง
“พฤติกรรมการนําศีล ๕ ไปใช้ในชีวิตประจําวันของนิสิตนักศึกษา สถาบันอุดมศึกษารัฐบาล ใน
กรงุ เทพมหานคร” พบวา่ นิสติ นักศกึ ษาส่วนใหญ่มีความรู้เร่ืองความหมายของศีล และรู้ว่าการดื่มเคร่ืองดื่มที่มี
แอลกอฮอลเ์ ป็นการละเมดิ ศลี ๕ โดยจะรับร้เู ร่ืองศีล ๕ จากสื่อโทรทัศน์มากกวา่ สอ่ื อื่น ๆ สว่ นพฤติกรรมการนา
ศีล ๕ ไปใช้ในชีวิต ประจาวัน นิสิตนักศึกษาจะละเมิดศีลข้อ ๑ เพราะต้องตบยุงหรือแมลงที่มารบกวน ละเมิด
ศีลข้อ ๒ โดยทุจริตในการสอบ ลอกการบ้านหรือรายงานของเพื่อน ละเมิดศีลข้อ ๔ โดยเล่าเร่ืองไม่ตรงกับ
ความจริงตอ่ พอ่ แมแ่ ละละเมิด ศีลขอ้ ๕ โดยด่ืมเคร่ืองดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สําหรับศีลข้อ ๓ พบว่า นักศึกษาส่วน
ใหญ่ไม่ค่อยละเมิดหรือนานๆ คร้ังจึงจะทาผิดศีลข้อนี้ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่จะรักและซ่ือสัตย์ต่อแฟน
สําหรบั ความแตกตา่ งทางพฤติกรรมการนาศีล ๕ ไปปฏิบัติในชีวิตประจาวัน พบว่า เพศชายจะละเมิดศีลข้อ ๓
มากกวา่ เพศหญิง และค่าสัมประสทิ ธิส์ หสมั พันธ์ภายในระหว่างศีลทั้ง ๕ ขอ้ มีความสมั พนั ธก์ ันทางบวกทุกข้อ๑

ด้านเว้นจากการลักทรัพย์ จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของ
เจ้าหน้าท่ีแขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการลักทรัพย์” อยู่ในระดับมากที่สุด (  = ๔.๗๑)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด และข้อที่มากท่ีสุด ได้แก่ ไม่หยิบฉวยเอาส่ิงของที่เขาไม่ได้
รบั อนุญาต (  = ๔.๗๓) สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยของ พระอุบล กตปุญโญ ได้ทําวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์
คุณค่าของศีลที่มีต่อสังคมไทย” พบว่า การจะพัฒนาศีลขึ้นในสังคมก็ต้องเร่ิมต้นด้วยการสร้างความสานึกใน
ตนเองและสังคมให้ยึดหลักศีลอย่างแน่นแฟูนและร่วมกันกระจายหลักศีลซึ่งเป็นฐานสร้างความดีงามท่ีเป็น
เกณฑ์เบ้ืองต้นที่สามารถนาความประพฤติปฏิบัติสู่เปูาหมายที่สูงข้ึนย่อมส่งผลที่เป็นแนวทางทางดาเนินชีวิ ตที่
ถกู ตอ้ งแล้วยงั แกป้ ๎ญหาทเ่ี กิดขึ้นทางสงั คมได้ ศีลนอกจากจะเป็นเครอ่ื งพัฒนาความประพฤติของคนให้เป็นคนมี
คุณธรรมมคี ุณภาพ อันจะเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ การพัฒนาในดา้ นอนื่ ๆ ต่อไปแล้วยังเป็นเคร่ืองชี้นําหรือบ่งช้ีสังคมนั้นๆ
ถูกตอ้ งหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะศีลเป็นเครื่องประกันความม่ันคงทางสังคม เป็นเคร่ืองปรุงแต่งและเป็นตัว
กาหนดสังคม ถ้าหากเราปล่อยให้สังคมประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอ
กับสภาพของสังคมต้องให้มีศีลด้วยป๎ญหาต่างๆทางสังคมย่อมไม่ปรากฏทุกคนควรร่วมใจระดมรักษาศีลอย่าง
จริงจงั ความสขุ สงบร่มเยน็ ก็ย่อมเกดิ ขน้ึ ในสงั คมและประเทศชาติอยา่ งแท้จรงิ ๒

ด้านเว้นจากการประพฤติผิดในกาม จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕
ของเจา้ หน้าท่ีแขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม” อยู่ในระดับมากท่ีสุด ( 
= ๔.๖๐) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด และข้อท่ีมากท่ีสุด ได้แก่ การไม่เล่นชู้ต่อคนท่ีมี
คคู่ รองแล้ว (  = ๔.๗๘) สอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ของ พระมหาปญั ญา ชยปญฺโญ (ดาบพลหาร) ได้ทําวิจัยเร่ือง

๑เสาวรีย์ ตะโพนทอง และคณะ, “พฤติกรรมการนําศีล ๕ ไปใช้ในชีวิตประจําวันของนิสิตนักศึกษา
สถาบนั อดุ มศึกษารัฐบาล ในกรงุ เทพมหานคร”, ภาควชิ าบรหิ ารธุรกิจเกษตร, (คณะเทคโนโลยีการเกษตร: สถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกลา้ เจา้ คุณทหารลาดกระบงั , ๒๕๕๙).

๒พระอุบล กตปุํฺโญ,“การศึกษาวิเคราะห์คุณค่าของศีลในสังคมไทย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต,
(บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๗), หน้า ๑๕๔.

๒๖๗

“กาเมสุมิจฉาจารกับป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบัน” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ จากศึกษาวิจัยพบว่า ป๎ญหา
จรยิ ธรรมในสงั คมไทยป๎จจุบนั น้ี สว่ นหนึ่งมาจากเรือ่ งของกามและพฤติกรรมในการเสพกามของป๎จเจกบุคคล ท่ี
ดําเนินชวี ิตตกอยู่ในอาํ นาจวัตถุนยิ ม (Materialism) เชงิ บริโภค โดยเห็นวา่ ความสขุ ทางกายเปน็ เรื่องสําคัญและ
มีค่าสูงสุดในชีวิตและป๎จเจกบุคคลประเภทนี้นับวันแต่จเพ่ิมปริมาณมากข้ึนโดยลําดับในขณะเดียวกัน ป๎จเจก
บุคคลที่มีทัศนะต่อการดําเนินชีวิตแบบเจตนิยม (Idcalism) ซึ่งถือว่าความสุขท่ีแท้จริงนั้นอยู่ที่จิตใจได้ลด
ปริมาณลงโดยลําดับ หลักความจริงทางศีลธรรม (Morality) ถูกเมินเฉยจากสังคม ป๎จเจกบุคคลในสังคมโดย
ส่วนรวม ซ่ึงป๎ญหาทั้งหลายเหล่าน้ันเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากเกินกว่าท่ีหน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึงจะย่ืน
มือเข้ามาปกปูองเยยี วยาใหห้ ายขาดจากสังคมได้๑

ด้านเวน้ จากการพูดเท็จ จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของเจ้าหน้าท่ี
แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการพูดเท็จ” อยู่ในระดับมากท่ีสุด (  = ๔.๕๓) เม่ือ
พิจารณาเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด และข้อที่มากที่สุด ได้แก่ งดการโกหก เพ่ือหวังให้คนนั้นเป็น
ของเรา หรือเพอ่ื ฉอ้ โกง (  = ๔.๕๘) สอดคล้องกบั งานวจิ ัยของ พระครูสิทธิถาวรคุณ (เจรัมย์) ได้ศึกษาเร่ือง
การศึกษาหลักหิริ-โอตตัปปะ เพื่อส่งเสริมการรักษาศีล ๕ ในพระพุทธศาสนาเถรวาทผลการศึกษาพบว่า หลัก
หิริ-โอตตัปปะ ในการส่งเสรมิ รกั ษาศลี ๕ ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท พบวา่ หริ ิ-โอตตัปปะ ในการส่งเสริมรักษา
ศลี ๕ ได้แก่ ส่งเสรมิ ไม่ใหฆ้ า่ สัตว์ ละเว้นจากการลกั ทรัพย์ การประพฤตผิ ิดในกาม การพูดเท็จ ตลอดจนการด่ืม
สุราคัมภีร์วิสุทธิมรรค สีลนิเทศกล่าว หิริ-โอตตัปปะ เป็นเหตุใกล้ของศีล เม่ือ หิริ-โอตตัปปะมีอยู่ ศีลจึงเกิดขึ้น
และดํารงอยู่ได้ เม่ือหิริ-โอตตัปปะไม่มี ศีลย่อมเกิดข้ึนไม่ได้ ต้ังอยู่ไม่ได้ หิริ-โอตตัปปะ จึงเป็นหลักฐานของ
พฤติกรรมของมนษุ ยใ์ ห้งดเวน้ จากบาปกรรมทงั้ ปวง อันเปน็ การไม่ละเมดิ ต่อศีลไดใ้ นที่สดุ ๒

ด้านเว้นจากการดื่มสุราเมรัย จากผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับการปฏิบัติตนตามหลักศีล ๕ ของ
เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง จังหวัดนครปฐม “ด้านเว้นจากการด่ืมสุราเมรัย” อยู่ในระดับมากท่ีสุด (  =
๔.๓๕) เมอื่ พิจารณาเปน็ รายขอ้ ทุกข้ออยใู่ นระดับมากท่ีสุด และข้อที่มากท่ีสุด ได้แก่ งดเว้นการติดสารเสพย์ติด
ให้โทษ (  = ๔.๘๐) สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหาสารวย ญาณสวโร (พินดอน) ได้ทําวิจัยเรื่อง
“การศึกษาเรื่องผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อท่ี ๕ ที่มีต่อสังคมไทย” เม่ือปีพ.ศ. ๒๕๔๒ จากการ
ศึกษาวจิ ัยจึง พบว่ามีผลกระทบแก่สังคมโดยรวม สรุปได้๒ ประเด็นคือ ด้านสังคมเป็นโทษทางสังคมคือเป็นสิ่ง
ที่ชาวโลกติเตียน (โลกวัชชะ) นําความอับอายเส่ือมเสียมาสู่วงศ์สกุล เพราะคนที่เสพสุราเมรัยและของเมา จะ
กระทํากรรมทุกอย่างได้โดยไม่รู้ตัว เช่น เสพสุราเมรัยและของเมาแล้วฆ่าสัตว์เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความ
เดือดร้อน เสพสุราแล้วลักทรัพย์ ฉ้อโกง ทุจริตต่อหน้าท่ี เป็นต้น เสพสุราเมรัยและของเมาแล้วประพฤติผิดใน
สตรีหรือบุรุษที่ต้องห้าม เสพสุราเมรัยและของเมาแล้วพูดปดพูดหลอกลวงและเสพสุราเมรัยและของเมาแล้ว
กระทําให้หมดความละอาย หมดความเกรงกลัวการทําชั่วท้ังปวงและด้านตนเองเป็นโทษทางธรรมที่ให้ผลใน
ชาตินี้ ทําให้สติป๎ญญาเสื่อมถอย ทําให้ความเคารพยําเกรงไม่มีใครเช่ือถือและสุดท้ายจะมีป๎ญญาเสื่อมถอย
กลายเปน็ คนบา้ ๓

๑พระมหาป๎ญญา ชยปํฺโญ (ดาบพลหาร), “กาเมสุมิจฉาจารกับป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบัน”,
วทิ ยานิพนธพ์ ุทธศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), บทคัดย่อ.

๒พระครสู ิทธิถาวรคุณ (เจรัมย์), “การศึกษาหลักหริ ิ - โอตตปั ปะเพอื่ สง่ เสริมการรักษาศลี ๕ ในพระพุทธศาสนาเถร
วาท”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๗),
บทคดั ยอ่ .

๓พระมหาสํารวย ญาณสํวโร, “การศึกษาเรื่องผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อท่ี ๕ ที่มีต่อสังคมไทย”,
วทิ ยานิพนธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑติ วทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย,๒๕๔๒), บทคัดยอ่ .

๒๖๘

๖. สรปุ องค์ความรูท๎ ไี่ ด๎จากการวิจยั

แผนภาพท่ี ๑ สรปุ องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย

๗ สรุป

การสร้างจิตสํานึกทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมและการท่ีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับท่ี ๑๑ ได้ระบุว่าคนไทยกําลังประสบป๎ญหาวิกฤตค่านิยมทางจริยธรรมและพฤติกรรมเชื่อมโยงถึงการ
ดําเนินชีวิตความประพฤติความคิดทัศนคติและคุณธรรมของคนในสังคมสถาบันทางสังคมอาทิสถาบัน
ครอบครัวสถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษามีบทบาทน้อยลงในการปลูกฝ๎งคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนา
ศกั ยภาพของคนไทยโดยเฉพาะเดก็ และเยาวชน เน่ืองด้วยป๎ญหาท่ีสําคัญจะเห็นว่าการถอดถอยลงไปตามสภาพ
ความเจริญของประเทศท่ีแปรเปลี่ยนไป จากการพัฒนาประเทศท่ีเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ วัตถุนิยม ส่งผลให้
ความสงบสขุ แบบเดมิ ๆ คอ่ ยๆ หมดส้ินไป ประกอบกับมีโรงเรยี นชว่ ยรบั ผดิ ชอบเรื่องการศึกษามากข้นึ

การสร้างจติ สาํ นกึ จงึ มคี วามสําคัญไม่ใหเ้ กิดปญ๎ หาทางสงั คม เน่ืองจากสังคมไทยเป็นสังคมสมัยนี้ ทําให้
คนไม่คอ่ ยสนใจเร่อื งพระพุทธศาสนาละเว้นการรักษาศีล ก็เลยมองเห็นเร่ืองเล็กน้อย ไม่ค่อยใส่ใจเร่ืองบาปบุญ
เรอ่ื งเวรกรรมจากการกระทําทจี่ ะสง่ ผลตอ่ การดํารงชวี ิต เพราะทุกคนก็มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบทางครอบครัว
จงึ ทาํ ให้คนไทยเราเรม่ิ ห่างเหินจากการเข้าวัด ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยมา
แต่โบราณชว่ ยให้คนไทยมีเกณฑก์ ารดําเนนิ ชวี ิตที่ดี

๘. ข๎อเสนอแนะ

การวจิ ยั เรือ่ ง “การสรา้ งจิตสํานึกเพ่ือสง่ เสริมวฒั นธรรมเชงิ พทุ ธของประชาชนในวัดไร่ขิง พระอาราม
หลวง จงั หวดั นครปฐม” ผวู้ ิจยั มีข้อเสนอแนะดังน้ี

๘.๑ ข๎อเสนอเชงิ นโยบาย
๑) ควรมกี ารนาํ เสนอสร้างจิตสาํ นกึ ให้กับประชาชนในการส่งเสริมวัฒนธรรมเชงิ พทุ ธ เพือ่ ให้

สามารถนาํ ไปยุกต์ใช้ได้

๒๖๙

๒) ควรมกี ารนําเสนอแนวคดิ เก่ียวกบั การสรา้ งจติ สาํ นึกเพื่อส่งเสริมวฒั นธรรมเชงิ พุทธของ
ประชาชน เพอื่ เป็นแนวทางในการนาํ ไปใช้ในการปฏบิ ตั ิในอนาคตภายหน้า

๓) ควรมีนโยบายในการในใช้ส่ือ และสอดแทรกดว้ ยหลกั ธรรม ไปเปน็ แนวเพ่ือปลุกฝ๎งให้
ประชาชนมีจิตสาํ นึกท่ดี ีกับการสง่ เสรมิ วฒั นธรรมเชิงพุทธ

๔) ควรมกี ารปูพน้ื ฐานในการศึกษาข้อมลู ให้เปน็ แนวทางในการสร้างจิตสาํ นึกเพอ่ื ส่งเสริม
วฒั นธรรมที่ เพ่ือใหเ้ ป็นแนวทางในการศึกษาข้อมูลต่อไป

๕) ควรมีการนาํ เสนอแนวทางในการปรบั ปรุงแก้ไขเกย่ี วกับการสรา้ งจิตสาํ นึกเพ่อื สง่ เสริม
วัฒนธรรมเชิงพุทธ ให้ดีข้นึ และมปี ระสทิ ธภิ าพ

๘.๒ ข๎อเสนอเชงิ ปฏิบัติ
๑) ควรมกี ารจัดกิจกรรมให้ผู้ประชาชน ได้มีสว่ นรว่ มในการนําเสนอแนวคิดเพอ่ื นาํ ไปสู่การ

ปรบั ปรงุ แก้ไข และให้ความรเู้ ก่ยี วกบั การสร้างจิตสาํ นึกเพ่ือสง่ เสรมิ วัฒนธรรมเชงิ พทุ ธ
๒) ควรมกี ารพัฒนาในการสร้างจิตสาํ นึกเพื่อส่งเสริมวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ เพ่ือเปน็ แนวทางใน

การประยุกตใ์ ช้กับประชาชน เด็กและเยาวชนในภายภาคหน้า
๓) ควรมกี ารจัดส่ือ เพือ่ นําเสนอ ลกั ษณะที่ดใี นการสรา้ งจิตสํานกึ เพ่ือสง่ เสรมิ วฒั นธรรมเชิง

พุทธ เพื่อใหว้ ัฒนธรรมอนั ดีงาม
๔) ควรมีการสรา้ งจติ สํานึกเพ่ือสง่ เสริมวัฒนธรรมเชงิ พทุ ธ เพอ่ื เปน็ แนวทางในการปฏิบัติ
๕) ควรมกี ารจดั บรรยากาศในการทาํ กิจกรรมการสร้างจิตสํานกึ เพ่ือส่งเสรมิ วฒั นธรรมเชงิ

พทุ ธ ให้กบั ประชาชน เด็กและเยาวชน ไดศ้ กึ ษา และค้นคว้าเพม่ิ เติม
๘.๓ ขอ๎ เสนอแนะเพ่ือการทาวิจัยในครง้ั ตํอไป
๑) ควรศึกษาลักษณะกลมุ่ ตวั แปรตามเดียวกนั เพื่อขยายขอบขา่ ยในพ้นื ท่ีการวจิ ยั ให้กว้าง

ออกไปหลายจงั หวัด เพ่อื ให้ไดห้ ลากหลายมมุ มองในการสร้างจติ สํานึกเพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมเชงิ พุทธ
๒) ควรมกี ารสัมภาษณเ์ ชิงลกุ จากกลุ่มผใู้ หข้ ้อมูลหลายๆ ฝุาย เพอ่ื ให้ได้ข้อมลู ทลี่ ุม่ ลึก

หลากหลายมุมมอง
๓) ควรมีการขยายขอบข่ายกลุ่มตัวแปรทีศ่ ึกษา โดยเพ่ิมปจ๎ จยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งท่ีสง่ ผลตอ่

ความสาํ เร็จตอ่ การศึกษา และเปน็ แนวทางในการสร้างจติ สํานกึ เพื่อสง่ เสรมิ วฒั นธรรมเชงิ พุทธ

เอกสารอา๎ งองิ

จุรีพร กาญจนการุณ, คุณธรรมจริยธรรมและการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
พระจอมเกล้าธนบุรี, วารสารวิชาการวิทยาลัยแสงธรรม, ปีที่ ๑, ฉบับท่ี ๑ (มกราคม-มิถุนายน
๒๕๕๒) : ๓๓.

พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร และ คณะ, จิตสํานึกความเป็นพลเมืองดีในการพัฒนาชุมชนและความเป็น
เมอื งเชงิ พุทธ ในจังหวดั นครปฐม, วารสารสหวทิ ยาการมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีท่ี ๓ ฉบับ
ท่ี ๑ (มกราคม – เมษายน ๒๕๖๓) : ๖๔.

พระมหาป๎ญญา ชยปํฺโญ (ดาบพลหาร). “กาเมสุมิจฉาจารกับป๎ญหาจริยธรรมในสังคมไทยป๎จจุบัน”.
วิทยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต. บัณฑิตวทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๓

พระอุบล กตปุํฺโญ. “การศึกษาวิเคราะห์คุณค่าของศีลในสังคมไทย”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต.
บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๗.

๒๗๐

วิษุวัต มหิทธิกร. “การศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นําและวัฒนธรรมองค์การของสํานักงานปลัดสํานัก
นายกรัฐมนตรี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ :
มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๕๐.

สมานจิต ภริ มย์รน่ื . วัดพัฒนา, ๔๑. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๔๑.
สาํ นักงานคณะกรรมการสถิติแห่งชาติ. “รายงานการสาํ รวจส่อื มวลชน โทรทศั น์ พ.ศ. ๒๕๔๖. ๕ กรกฎาคม

๒๕๔๙”. (กรงุ เทพมหานคร), หน้า ๒๕.
เสาวรีย์ ตะโพนทอง และคณะ. “พฤติกรรมการนําศีล ๕ ไปใช้ในชีวิตประจําวันของนิสิตนักศึกษา

สถาบันอุดมศึกษารัฐบาล ในกรุงเทพมหานคร”. ภาควิชาบริหารธุรกิจเกษตร. คณะ
เทคโนโลยกี ารเกษตร: สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ เจ้าคุณทหารลาดกระบงั , ๒๕๕๙.
พระครสู ิทธิถาวรคุณ (เจรมั ย์). “การศึกษาหลักหิริ - โอตตัปปะเพ่ือส่งเสริมการรักษาศีล ๕ ในพระพุทธศาสนา
เถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๗.
พระมหาสํารวย ญาณสํวโร. “การศึกษาเร่ืองผลกระทบจากการล่วงละเมิดศีลข้อท่ี ๕ ที่มีต่อสังคมไทย”.
วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๒.

ส่วนที่ ๓
เอกสารภาคผนวก



รายงานผลการดาเนนิ โครงการ
วิทยาลัยสงฆพ์ ุทธปญั ญาศรที วารวดี
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั

ปงี บประมาณ ๒๕๖๔

-------------------------------

๑. ชอ่ื โครงการ : โครงการสง่ เสริมและพัฒนาการสร้างสรรคผ์ ลงานวิชาการระดบั บัณฑิต และมหาบัณฑิต
เร่ือง ประชุมวิชาการระดับชาติ “งานมหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่
๑”

๒. ชอ่ื หน่วยงาน : วิทยาลัยสงฆ์พทุ ธปญั ญาศรีทวารวดี รหสั โครงการ วส.วข. ๑.๖.๑๐/๖๔

๓. ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ : หลักสตู รบณั ฑิตศึกษา สาขาวิชาการพฒั นาสังคม

๔. ลกั ษณะโครงการ :  โครงการต่อเนอ่ื ง  โครงการพฒั นางานเดิม
ประเภท  โครงการใหม่  ร่วมมอื กับหน่วยงานอ่ืน
วิธดี าเนินงาน  ดาเนนิ การเอง

๕. ความสนับสนุน สอดคล้องหรือเชื่อมโยงกบั

๕.๑ สนับสนนุ พันธกิจ

 : ด้านผลิตบณั ฑิต  : ดา้ นวจิ ัยและพฒั นา

 : ด้านบริการวิชาการ  : ดา้ นทานบุ ารุงศลิ ปวฒั นธรรม

๕.๒ สอดคลอ้ งกับแผนพัฒนาวิทยาลัยสงฆ์ฯ ระยะท่ี ๑๒ (๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ฉบับปรับปรงุ

: ยทุ ธศาสตร์ท่ี ๑ จัดการศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษาใหม้ ีคณุ ภาพ คณุ ธรรม เปน็ คนดีของสังคม

: กลยุทธ์ท่ี ๖ นิสิตมีคุณลักษณะตามบัณฑิตที่พึงประสงค์และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตาม

ศตวรรษที่ ๒๑

: ยุทธศาสตร์ท่ี ๒ พัฒนางานวิจัย นวัตกรรม ท่ีมีคุณค่าเกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม

: กลยทุ ธท์ ่ี ๔ สร้างเครือข่ายงานวจิ ยั นวัตกรรมทั้งจากภาครัฐและเอกชน

: ยุทธศาสตร์ที่ ๔ อนุรักษ์ สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม พัฒนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญา

ท้องถิ่น รวมทงั้ อนุรักษ์ส่งิ แวดลอ้ ม

: กลยุทธ์ท่ี ๑ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือส่งเสริมการทาโครงงานเพ่ือเป็นฐานข้อมูล และ

ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกดิ องค์ความรู้

๖. องคป์ ระกอบการประกันคุณภาพการศึกษา

๖.๑ เชื่อมโยงตัวบง่ ชกี้ ารประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับ วิทยาลัย

: องค์ประกอบที่ ๒ : การวิจยั

: องค์ประกอบที่ ๓ : การบรกิ ารวชิ าการ

๖.๒ เช่ือมโยงตัวบง่ ช้ีการประกนั คุณภาพการศึกษาภายใน ระดับ หลกั สตู ร

: องคป์ ระกอบที่ ๑ : อาจารย์ : องค์ประกอบที่ ๒ : บณั ฑิต

๗. ผลผลติ :

 ผสู้ าเรจ็ การศกึ ษาดา้ นพระพุทธศาสนาและสงั คมศาสตร์
 ผลงานการให้บริการวชิ าการ
 ผลงานวจิ ัยเพอ่ื สร้างองค์ความรู้
 ผลงานด้านการทานบุ ารงุ ศิลปวฒั นธรรม

๘. หลกั การและเหตุผล
ตามที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้กาหนดเกณฑ์การเผยแพร่ผลงานวิชาการของนิสิต

ระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อเป็นกลไกการพัฒนาศักยภาพนิสิตในด้านการผลิตผลงานวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สังคม
และสอดคล้องกับเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษา จึงนับว่าเป็นภาระกิจสาคัญประการหนึ่งท่ีหน่วยงานจัด
การศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ต้องมีกลไกส่งเสริมการเผยแพร่บทความทางวิชาการท่ีเป็นส่วนหนึ่งของ
วิทยานนิ พนธ์ ที่ตอ้ งผ่านการบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีการประมวลความคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ
มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ท่ีเป็นวิชาการ และสามารถส่ือความรู้ความเข้าใจกับผู้อ่านได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของ
ประเด็นที่นาสนอ ผู้เขียนจึงจาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในลักษณะของบทความวิชาการ เทคนิคในการเขียน
บทความวิชาการหรือบทความจากผลงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ เพื่อให้ผลิตบทความวิชาการท่ีมีคุณภาพ ได้
มาตรฐาน สามารถตพี ิมพ์ในวารสารวชิ าการ หรอื ในเวทีประชมุ วชิ าการท้ังในระดับชาตหิ รือนานาชาติได้

ในการนี้ หลักสูตรบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรี
ทวารวดี วัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ได้ตระหนักถึงความสาคัญในการส่งเสริมการผลิตบัณฑิต
ให้มีทักษะความรู้ในการเขียนบทความทางวิชาการเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของ
วิทยานิพนธ์ที่ต้องได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์การสาเร็จการศึกษา จึงได้กาหนดจัดโครงการส่งเสริม
และพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการระดับบัณฑิต และมหาบัณฑิต เป็นกิจกรรมด้านสนับสนุนการผลิต
บัณฑิต ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ โดยจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ “งานมหกรรมแสดงผลงานวิชาการ
ระดับบัณฑติ ศึกษา คร้ังที่ ๑” ข้ึนในวันอาทติ ยท์ ่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ณ วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรี
ทวารวดี เพ่ือพัฒนาศักยภาพนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ในด้านทักษะการ
นาเสนองานในเชิงวิชาการ เพื่อจัดกิจกรรมบริการวิชาการ การแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการแนะนา
การศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษาแก่นิสิตและผู้สนใจทั่วไป เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการ
ระหว่างสถาบันการศึกษา เป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีคุณภาพ
โดยเป็นการพฒั นาศักยภาพนิสิตในดา้ นการผลิตผลงานวชิ าการ การเผยแพร่ผลงานวิชาการแก่สังคม รวมทั้งมี
เวทเี ผยแพร่ผลงานวชิ าการให้เป็นที่ยอมรบั อย่างกว้างขวางต่อไป

๙. วัตถปุ ระสงค์
๙.๑ เพ่ือจัดกิจกรรมส่งเสริมการผลิตบัณฑิตในด้านการพัฒนาศักยภาพนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาให้มี

ทักษะความรู้ในเทคนิคการเขียนบทความวิชาการที่เป็นส่วนหน่ึงของวิทยานิพนธ์หรือบทความประเภทต่าง ๆ ท่ี
เป็นประโยชนใ์ นเชงิ วชิ าการและสงั คมได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

๙.๒ เพื่อจัดกิจกรรมบริการวิชาการ การแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการแนะนาการศึกษาหลักสูตร
บัณฑิตศึกษาแก่นิสิตและผู้สนใจทั่วไป เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการระหว่าง
สถาบนั การศึกษา และเปน็ เวทแี ลกเปล่ยี นประสบการณ์การเรยี นรรู้ ่วมกันของผู้เขา้ อบรม

๙.๓ เพื่อสง่ เสริม สนับสนุนการผลิตผลงานวิชาการของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาและของบุคลากรอันส่งผล
ใหม้ หาวทิ ยาลยั สามารถบรรลเุ ป้าหมายตามเกณฑ์มาตรฐานการประกนั คุณภาพการศึกษา

๑๐. เป้าหมาย

๑๐.๑ เชิงปรมิ าณ ดงั น้ี

๑) มีสถาบนั การศกึ ษา หนว่ ยงาน หรอื องค์กรต่าง ๆ ทงั้ หน่วยงานภายใน

และหนว่ ยงานภายนอกเข้ารว่ มงาน รวม ๕ หนว่ ยงาน

๒) ผู้ทรงคุณวฒุ ิ อาจารย์ นักวชิ าการ นักวจิ ยั นิสติ นักศกึ ษา รวม ๑๐๐ รูป/คน

๓) มีผลงานผา่ นการพิจารณานาเสนอจานวน รวม ๕๐ บทความ

๑๐.๒ เชงิ คุณภาพ

วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ได้มีกลไกขับเคล่ือนการพัฒนางานวิชาการตามยุทธศาสตร์การ

พฒั นาวทิ ยาลัยสงฆ์ ในช่วงแผนพฒั นาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระยะท่ี ๑๒ – ระยะที่ ๑๓ (๒๕๖๓ – ๒๕๖๗)

ในยุทธศาสตร์ด้านจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีคุณภาพ คุณธรรม เป็นคนดีของสังคม โดยกระบวนการ

จดั การเรยี นการสอนทีม่ ุ่งเน้นแหลง่ ฝึกทกั ษะประสบการณ์และเครือขา่ ยด้านการพัฒนานิสิตให้มีคุณลักษณะที่

พึงประสงค์และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตามศตวรรษท่ี ๒๑ โดยการพัฒนาทักษะในการเขียนบทความวิชาการ

เพื่อได้รับการตีพิมพ์ เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมสาหรับนิสิตระดับที่จะต้องมีการเผยแพร่ผลงาน

การศึกษาอิสระหรือวิทยานิพนธ์ในรูปแบบบทความวิชาการ นอกจากนี้แนะนาการศึกษาความสัมพันธ์ของ

สาขาวิชาการพัฒนาสังคมกับการพัฒนาท้องถิ่นแก่พนักงานส่วนท้องถ่ิน เป็นกิจกรรมให้บริการวิชาการเพื่อ

แลกเปลย่ี นเรยี นรใู้ นเชงิ วิชาการแก่พนักงานส่วนทอ้ งถิ่น

วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ได้มีกลไกขับเคลื่อนการพัฒนางานวิชาการ ตามแผน

ยุทธศาสตร์ฯ ระยะท่ี ๑๒ (๒๕๖๐ – ๒๕๖๕) ฉบับปรับปรุง โดยการส่งเสริมให้อาจารย์ นักวิจัย นิสิต

นักศึกษา ได้พัฒนาศักยภาพและตระหนักถึงความสาคัญในการผลิตผลงานวิชาการ การเผยแพร่องค์ความรู้

ให้บริการวิชาการแก่สังคม และการมีส่วนร่วมในการทานุบารุงศิลปวัฒนธรรมด้วยการจัดเวทีประชุมวิชาการ

เพ่ือเผยแพร่องค์ความรู้ในสาขาพระพุทธศาสนา ปรัชญา และศิลปวัฒนธรรม สาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์

ศาสตร์ และสาขาสหวิทยาเพ่ือการศึกษาร่วมทั้งมีการให้บริการวิชาการและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

ด้านวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ในการนาองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา

สังคมประเทศชาตใิ หย้ ่ังยนื

๑๐.๓ เป้าหมายและตวั ช้ีวดั (KPI) เปา้ หมาย หมายเหตุ
ตัวช้วี ัด (KPI) ๘๐% จากเปา้ หมายท่ีตงั้ ไว้

๑. สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ทง้ั ภายในและ ๘๐ % จากเป้าหมายที่ตั้งไว้
ภายนอกมหาวิทยาลยั เข้าร่วมทงั้ หมด ๘๐ % จากเป้าหมายทตี่ ้งั ไว้
๓.๖๐ % ไมต่ ่ากวา่
๒. มผี ลงานทผี่ ่านการพิจารณานาเสนอ
๓. มีผู้เขา้ รว่ มกิจกรรมทัง้ หมด
๔. ความพึงพอใจต่อการจัดงานเฉลี่ยโดยภาพรวม

๑๑. ผลการจัดกิจกรรมในโครงการ
๑๑.๑ การจัดกจิ กรรมในโครงการ
๑. การนาเสนอผลงานวิชาการของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอกรวม ผ่านการ

พจิ ารณานาเสนอทงั้ แบบบรรยายและแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จานวน ๖๐ เร่อื ง
๒. การปฐกถาพิเศษและบรรยาย โดยผู้ทรงคณุ วุฒิ ๔ ทา่ น ประกอบด้วย
๑) การปาฐกถาพิเศษ เร่ือง “พระพุทธศาสนา : นวัตกรรมและการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาท่ี

ยั่งยืน” โดย พระเทพวชั รบณั ฑิต, ศ.ดร. อธิการบดีมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
๒) การบรรยายพิเศษ เร่ือง “โครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ กับการพัฒนาสังคมไทย” โดย

พระเทพศาสนาภบิ าล ประธานขับเคล่อื นโครงการฯ “หม่บู า้ นรกั ษาศลี ๕” สว่ นกลาง
๓) การบรรยายพิเศษ เร่ือง “การสร้างสังคมใหม่ไร้ Hate Speech” โดย ดร.ธนกร ศรีสุขใส

ผู้จดั การกองทนุ พัฒนาส่ือปลอดภัยและสร้างสรรค์
๔) การบรรยายพิเศษ เรื่อง “การสร้างชาติด้วยปัญญา” โดย นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ

เลขาธกิ ารสถาบันพระปกเกล้า
๓. สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยเข้าร่วม

ท้งั หมด ๕ หนว่ ยงาน ประกอบดว้ ย
๑) หลกั สตู รบณั ฑติ ศึกษา วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธปญั ญาศรีทวารวดี
๒) หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการพฒั นาสงั คม วิทยาเขตเชียงใหม่
๓) มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์
๔) ผู้แทนชมุ ชนตาบลยายชา
๕) ผ้แู ทนกองทุนพฒั นาสอื่ ปลอดภยั และสร้างสรรค์

๑๑.๒ ผลการดาเนนิ งาน

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลของการประเมนิ ความพึงพอใจ

โครงการส่งเสริมและพฒั นาการสร้างสรรคผ์ ลงานวิชาการระดับบณั ฑติ และมหาบณั ฑิต
เร่ือง ประชุมวิชาการระดับชาติ “งานมหกรรมแสดงผลงานวชิ าการระดับบัณฑติ ศึกษา ครง้ั ที่ ๑”

จดั โดย หลกั สูตรบัณฑติ ศึกษา สาขาวิชาการพัฒนาสงั คม
วิทยาลัยสงฆพ์ ุทธปญั ญาศรีทวารวดี มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

********************

การประเมินความพึงพอใจต่อโครงการ ได้ทาแบบสอบถามสาหรับประเมินความพึงพอใจต่อโครงการ
จากผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์ Google Form มีผู้ตอบแบบสอบถามรวมทั้งส้ินจานวน ๑๒๐
ชุด โดยมผี ลการวิเคราะหข์ ้อมลู การประเมินความพึงพอใจของผูร้ ว่ มโครงการ สรุปไดด้ งั น้ี

ตอนท่ี ๑ ข้อมูลท่ัวไปเกีย่ วกับสถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามจานวน ๑๒๐ รูป/คน จาแนก
ตาม เพศ สถานภาพ และหน่วยงานทีส่ ังกดั แสดงดว้ ยความถี่และรอ้ ยละ ดังแสดงในตารางท่ี ๑-๓ ดังน้ี

ตารางที่ ๑ แสดงจานวนและค่าร้อยละ จาแนกตามเพศ

เพศ จานวน (คน) ร้อยละ

๑) บรรพชติ ๖๒ ๕๑.๐๐

๒) คฤหัสถ์ (ชาย) ๒๕ ๒๑.๐๐
๓) คฤหัสถ์ (หญิง) ๓๓ ๒๘.๐๐
๑๒๐ ๑๐๐.๐
รวม

จากตารางท่ี ๑ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจาแนกตามเพศ รวมจานวน ๑๒๐ รูป/คน จาแนกเป็น
บรรพชิต จานวน ๖๒ รูป คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๐๐ เป็นคฤหัสถ์ (ชาย) จานวน ๒๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๐๐
และ เป็นคฤหัสถ์ (หญงิ ) จานวน ๓๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๘.๐๐

ตารางท่ี ๒ แสดงจานวนและคา่ รอ้ ยละ จาแนกตามสงั กัด/หน่วยงาน

สถานภาพ จานวน (คน) รอ้ ยละ

๑) เป็นนิสิต หรือบุคลากรของวิทยาลยั สงฆ์ ๗๖ ๖๓.๔
๒) เป็นศิษยเ์ ก่า หรือผรู้ ่วมงานจากหนว่ ยงาน ๔๔ ๓๖.๖
ภายนอกวทิ ยาลัยสงฆ์
๑๒๐ ๑๐๐.๐
รวม

จากตารางที่ ๑ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจาแนกตามสถานภาพ รวมจานวน ๑๒๐ รูป/คน จาแนก
เปน็ นสิ ติ หรือบคุ ลากรของวทิ ยาลัยสงฆ์ จานวน ๗๖ รูป/คน คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๔ เป็นศิษย์เก่าหรือผู้เข้าร่วมงาน
ภายนอก ๔๔ รปู /คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๓๖.๖

ตารางที่ ๓ แสดงจานวนและค่ารอ้ ยละ จาแนกตามสถานภาพ

สงั กดั หน่วยงาน จานวน (คน) ร้อยละ

๑) เป็นผ้นู าเสนอผลงาน ๗๔ ๖๑.๖๐
๒) เป็นผทู้ รงคุณวุฒิ/ผู้ร่วมงานทว่ั ไป ๔๖ ๓๘.๔๐

รวม ๑๒๐ ๑๐๐

จากตารางท่ี ๑ พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามจาแนกตามหน่วยงาน มีจานวน ๑๒๐ รูป/คน เป็นผู้นาเสนอ
ผลงาน จานวน ๘๖ รูป/คน คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๒ เป็นบุคลากรจากภายนอกวิทยาลัยสงฆ์ฯ จานวน ๓๐๒ รูปคน
คิดเป็นร้อยละ ๗๗.๘

ตอนท่ี ๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเหน็
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามในความพึงพอใจต่อต่อโครงการ
ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการระดับบัณฑิต และมหาบัณฑิต เร่ือง ประชุมวิชาการระดับชาติ
“งานมหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ ๑” จัดขึ้นในวันอาทิตย์ท่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.
๒๕๖๔ ณ ห้องประชุม MCU ๔๐๔ ช้ัน ๔ อาคารห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” วิทยาลัยสงฆ์พุทธ
ปญั ญาศรีทวารวดี สรุปได้ตามตารางโดยมีการแปลค่าเฉล่ีย ดงั นี้

คะแนนเฉลี่ย ๔.๕๐ – ๕.๐๐ หมายถงึ มคี วามพึงพอใจในระดับ มากทีส่ ุด
คะแนนเฉลยี่ ๓.๕๐ – ๔.๔๙ หมายถึง มคี วามพึงพอใจในระดับ มาก

คะแนนเฉลย่ี ๒.๕๐ – ๓.๔๙ หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดับ ปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย ๑.๕๐ – ๒.๔๙ หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับ น้อย
คะแนนเฉลีย่ ๑.๐๐ – ๑.๔๙ หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจในระดับ นอ้ ยมาก

ตารางที่ ๔ แสดงการประเมนิ ความพึงพอใจต่อการจัดโครงการ ดงั น้ี

รายละเอียด Mean S.D. แปล

ความหมาย

๑. การประเมนิ เก่ียวกับการดาเนนิ โครงการ

๑) การประชาสัมพันธ์โครงการ มีความเหมาะสม ๓.๓๖ ๐.๔๔ ปานกลาง

๒) การประชาสัมพันธก์ ิจกรรมของโครงการมีความเหมาะสม ๓.๔๓ ๐.๓๔ ปานกลาง

๓) การจดั กจิ กรรมตา่ ง ๆ ในโครงการมีความเหมาะสม ๓.๕๒ ๐.๔๘ มาก

๔) ระบบการติดต่อส่ือสาร/การให้บริการมีความเหมาะสม ๓.๕๘ ๐.๔๘ มาก

๕) เอกสารประกอบมีความเหมาะสม ๔.๒๗ ๐.๔๓ มาก

๒. การประเมนิ เกี่ยวกับวิทยากร

๑) การจัดกจิ กรรมทางวิชาการมีความเหมาะสม ๔.๒๖ ๐.๔๔ มาก

๒) การถา่ ยทอดความรูข้ องวทิ ยากรมีความเหมาะสม ๔.๖๖ ๐.๓๔ มากท่ีสุด

๓) เนอ้ื หามบี รรยายมีความเหมาะสม ๔.๓๒ ๐.๔๘ มาก

๔) การใช้สื่อ เทคโนโลยีของวิทยากรมีความเหมาะสม ๔.๑๐ ๐.๔๘ มาก

๕) การตอบข้อซักถามของวทิ ยากรมีความชดั เจน ๔.๔๑ ๐.๔๓ มาก

๓. การประเมินเกี่ยวกับสถานที/่ อาหาร/การให้บริการ

๑) สถานทห่ี ้องประชมุ มคี วามเหมาะสม ๔.๑๐ ๐.๕๐ มาก

๒) การจดั แสดงนิทรรศการผลงานมีความเหมาะสม ๔.๕๒ ๐.๔๐ มากทสี่ ุด

๓) อปุ กรณ์โสตทัศนูปกรณม์ ีความเหมาะสม ๔.๑๐ ๐.๕๐ มาก

๔) อาหาร และเครื่องด่ืมมีความเหมาะสม ๔.๐๐ ๐.๕๗ มาก

๕) การให้บริการ/การต้อนรับมคี วามเหมาะสม ๔.๖๒ ๐.๓๙ มากท่สี ุด

๔. การประเมนิ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับ

๑) ได้รบั ประโยชน์จากกิจกรรมของโครงการตามความคาดหวัง ๔.๐๐ ๐.๕๑ มาก

๒) ได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ประสบการณ์เชิงวิชาการ ๓.๘๖ ๐.๔๘ มาก

๓) ไดร้ บั ประสบการณ์การเรียนรู้เพิ่มขึ้น ๔.๒๐ ๐.๔๘ มาก

๔) ไดม้ ีเครือขา่ ยการเรียนรู้และสง่ เสริมการทางาน ๓.๘๖ ๐.๔๐ มาก

๕) สามารถนาความรู้ท่ีไดร้ ับไปพฒั นางานของตนเองได้ ๓.๘๐ ๐.๔๐ มาก

คา่ เฉล่ยี รวม ๔.๓๖ ๐.๔๔ มาก

จากตารางที่ ๔ พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามมคี วามพึงพอใจต่อโครงการส่งเสริมและพัฒนาการสร้างสรรค์
ผลงานวิชาการระดับบัณฑิต และมหาบัณฑิต เร่ือง ประชุมวิชาการระดับชาติ “งานมหกรรมแสดงผลงาน

วิชาการระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งท่ี ๑” โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (̅ = ๔.๓๖) แสดงให้เห็นถึงผลสาเร็จของ
การจัดโครงการท่ีได้รับการยอมรับจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากผลการประเมินโครงการการผู้เข้าร่วมโครงการและ
กจิ กรรมที่จดั ข้ึน

เมื่อพิจารณาจากข้อประเมนิ รายด้านพบว่า
๑) การประเมินเกี่ยวกับการดาเนินโครงการ ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจรายข้อเก่ียวกับ

การดาเนินโครงการในข้อเอกสารประกอบโครงการมากทีส่ ุด อย่ใู นระดับมาก (̅ = ๔.๒๗)
๒) การประเมินเกี่ยวกับวิทยากร ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจรายข้อเกี่ยวกับการดาเนิน

โครงการในข้อการถ่ายทอดความรู้ของวิทยากรมีความเหมาะสมมากท่ีสดุ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ุด (̅ = ๔.๖๖)
๓) การประเมนิ เกยี่ วกับสถานที่/อาหาร/การให้บริการ ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจร้ายข้อ

เก่ยี วกับการดาเนนิ โครงการในข้อการจัดแสดงนิทรรศการผลงานมีความเหมาะสมมากที่สุด อยู่ในระดับมากที่สุด

(̅ = ๔.๖๒)
๔) การประเมินเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับ ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจร้ายข้อเกี่ยวกับการ

ดาเนนิ โครงการในได้รับประสบการณ์การเรียนรู้เพ่ิมข้ึนมากทสี่ ุด อยใู่ นระดับมาก (̅ = ๔.๒๐)

๑๑.๓ ผลการดาเนินงานตามตัวชีว้ ัด เปา้ หมาย KPI
ตัวช้วี ัด (KPI) ตวั ชีว้ ดั ผล
เปา้ หมาย ผล ๘๐% ๑๐๐ %
๑. สถาบนั การศึกษา หน่วยงาน หรือองคก์ รต่าง ๕ หน่วยงาน ๕ หนว่ ยงาน
ๆ ทั้งภายในและภายนอกเข้าร่วมงาน ๘๐ % ๑๐๐ %
๕๐ เรอื่ ง ๖๐ เรอื่ ง ๘๐ % ๑๐๐ %
๒. มีผลงานทผ่ี ่านการพิจารณานาเสนอ ๑๐๐ รูป/ ๑๒๐ รูป/
๓. มีผู้เข้ารว่ มกิจกรรมท้ังหมด ๓.๖๐ % ๔.๔๒ %
คน คน
๔. ความพงึ พอใจต่อโครงการโดยภาพรวม ๓.๖๐ % ๔.๔๒ %

๑๒. งบประมาณดาเนินการ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔

๑๒.๑ งบประมาณรายทง้ั ส้ิน ๗๗,๔๑๙.๙๕ บาท
(เจ็ดหมื่นเจด็ พนั สีร่ ้อยสิบเก้าบาทเก้าสบิ หา้ สตางค์)
สบิ เจด็ บาทแปดสบิ หา้ สตางค์)

๑๓. ขั้นตอนและกจิ กรรมดาเนนิ การ ระยะเวลาดาเนินการ ผ้รู ับผิดชอบ
หลกั กจิ กรรม ม.ค. ก.พ. มี.ค.
หลกั สูตร พธ.ม.
P = Plan ประชุมวางแผนจัดทาโครงการ หลกั สูตร พธ.ม.
D = DO แตง่ ต้ังคณะกรรมการดาเนนิ โครงการ คณะกรรมการฯ
ตดิ ตอ่ ประสานงานสว่ นท่ีเกี่ยวข้อง คณะกรรมการฯ
C = Check คณะกรรมการฯ
A = Action ประชาสมั พนั ธโ์ ครงการ คณะกรรมการฯ
ดาเนนิ กิจกรรม คณะกรรมการฯ
ประเมินผู้เขา้ รว่ มกอ่ นกิจกรรม หลกั สตู ร พธ.ม.
ประเมินผลโครงการหลังกจิ กรรม
สรุปผลโครงการ/นาเสนอผลการจัด
โครงการ/เผยแพร่

๑๔. ระยะเวลาดาเนนิ โครงการ/กจิ กรรม
๑๔.๑ วนั เวลา : วันอาทิตยท์ ่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔
๑๔.๒ สถานท่ี : ณ วทิ ยาลยั สงฆ์พุทธปญั ญาศรที วารวดี

๑๕. ปัญหา อุปสรรค์ และแนวทางการปรับปรุง แก้ไขจากกจิ กรรมที่ผ่านมา

ปัญหา อุปสรรค์ของกจิ กรรมท่ีผ่านมา แนวทางการปรับปรุง

- ก า ร แ ก้ ไ ข ปั บ ป รุ ง ผ ล ง า น ต า ม - เม่ือมีผู้ส่งผลงานได้วางแผนจัดส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิสามารถ

ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ มีความ ประเมินได้ทันที เช่น การประเมินผ่านระบบออนไลน์ โดย

ล้าช้า ไมเ่ ปน็ ไปตามกาหนดการท่วี างไว้ ไม่ต้องรอให้ปิดรับก่อนจึงส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน

เช่นเดิม โดยคณะกองบรรณาธิการมอบหมายให้หลักสูตร

บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพัฒนาสังคม กากับติดตาม

ประสานงานผลงานด้านสังคมศาสตร์ โดยตรง และ หลักสูตร

บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา กากับติดตาม

ประสานงานผลงานดา้ นพระพุทธศาสนา โดยตรง

๑๖. ประโยชน์ทีไ่ ดร้ บั จากการดาเนินโครงการ
๑๖.๑ หลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลัย ได้มีกลไกการพัฒนานิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ให้ได้รับพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่องในด้านการผลิต
ผลงานวิชาการสามารถดึงศักยภาพของตนเองมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาบุคลากร
ให้มีทกั ษะความรู้ในเทคนิคการเขียนบทความวิชาการเพ่ือการตีพมิ พ์ในวารสารทง้ั ระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ

๑๖.๒ วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่งเสริมให้
บุคลากรมีความรแู้ ละความเข้าใจเกยี่ วกบั บทบาทหน้าที่ความสาคัญและกฎระเบียบที่ต้องมีการผลิตบทความทาง
วิชาการของบุคลากรอันส่งผลให้มหาวิทยาลัยสามารถบรรลุเป้าหมายตามเกณฑ์มาตรฐานการประกันคุณภาพ
การศึกษา

๑๖.๓ วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดกิจกรรม
บรกิ ารวิชาการ การแลกเปลยี่ นความรู้เชิงวิชาการระหว่างผู้เข้าอบรมและวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นการสร้าง
เครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษา รวมถึงได้ประชาสัมพันธ์ผ่านระบบสารสนเทศท่ี
ทันสมยั

๑๗. หน่วยงาน/ผู้รับผิดชอบโครงการ/กิจกรรม จะนาผลการประเมินไปปรับปรุงและบูรณาการกับภาระกิจ
อน่ื ๆ ของวทิ ยาลัย อยา่ งไร

ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนานิสิตระดับบัณฑิตศึกษา การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ การ
แลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการ และการให้บริการวิชาการมีเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกับผู้สนใจท่ัวไป การจัด
กิจกรรมเสริมทักษะแกน่ สิ ติ ในการเขียนบทความวิจัย การนาเสนอผลงานวิจัย อันเป็นกระบวนการและกลไกการ
ส่งเสรมิ การผลิตบัณฑติ การพฒั นาศักยภาพและการผลิตผลงานวิชาการสอดรับกับแผนพัฒนาวิทยาลัยสงฆ์ ที่มุ่ง
ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดข้ึนคือกับบัณฑิตได้มีทักษะในการเขียนบทความวิชาการ ได้มีทักษะการนาเสนอผลงานวิชาการ
และมีการแลกเปล่ียนประสบการณ์เรียนรู้ในเชิงวิชาการร่วมกับชุมชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ สร้างความ
กระตือรือร้นแก่ในการผลติ ผลงานวชิ าการสสู่ ังคมต่อไป

ประมวลภาพกจิ กรรมและบรรยากาศในงาน

พิธเี ปดิ นทิ รรศการ “มหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดบั บณั ฑิตศกึ ษา ครง้ั ท่ี ๑”
โดย พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และ พระเทพศาสนาภิบาล ผู้อานวยการวทิ ยาลยั สงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดี
พระเทพศาสนาภิบาล ผู้อานวยการ
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, ศ.ดร.
ประธานดาเนินงาน และ คณะ
ผู้ทรงคุณวุฒิ เดินเย่ียมชมผลงาน โดย
เ จ้ า ข อ ง ผ ล ง า น เ ป็ น ผู้ น า เ ส น อ
รายละเอยี ดต่าง ๆ
.

นิสิตนาเสนอและถา่ ยทอดผา่ น MCU TV

ถ่ายทอดผา่ น MCU TV
และ YOUTUBE

ปาฐกถาพิเศษ เร่ือง “พระพุทธศาสนา : นวัตกรรมและการเรียนรู้
เพ่ือการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดี
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการ
กองทุนพัฒนาส่ือปลอดภัย
และสร้างสรรค์ ร่วมเสวนา
วิชาการ เรื่อง “การสร้าง
สั ง ค ม ใ ห ม่ ไ ร้ Hate
Speech”

ถา่ ยทอดผา่ น MCU TV
และ YOUTUBE

ท่านวิทวัส ชัยภาคภูมิ รอง ถ่ายทอดผา่ น MCU TV
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ YOUTUBE
ได้บรรยายพิเศษ เร่ือง “การสร้าง
ชาตดิ ้วยปัญญา” นิสิตนาเสนอผลงานทไี่ ด้รับรางวัลดีเดน่
ประกอบด้วย
๑) พระครูโสภณวรี านวุ ัตร นิสิตหลักสตู ร พธ.ม.

สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
๒) พระนเรศ ขนฺติธมโฺ ม (รักษ์พลเมือง)

นสิ ิตหลักสตู ร พธ.ม. สาขาวชิ าการพัฒนาสังคม
๓) นายสวรศิ บุญมี นิสติ หลักสูตร พธ.ม.

สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา
๔) นางสาวชญานันทน์ ภักดีเศรษฐภรณ์

นสิ ติ หลกั สูตร พธ.ม. สาขาวชิ าการพฒั นาสังคม

ถา่ ยทอดผ่าน MCU TV
และ YOUTUBE

https://www.mcu.ac.th/gallery/detail/482
พระเทพศาสนาภิบาล ประธานคณะกรรมการขบั เคล่ือนโครงการฯ “หมู่บา้ นรักษาศลี ๕”
ผอู้ านวยการวทิ ยาลยั สงฆ์พุทธปญั ญาศรีทวารวดี บรรยายพเิ ศษ เร่ือง “ โครงการหมูบ่ า้ น

รกั ษาศีล ๕ กบั การพัฒนาสังคมไทย” ให้โอวาทปิดโครงการ และมอบเกียรติบัตร

ประชาสมั พนั ธ์เผยแพรก่ ิจกรรม

คาสงั่ วิทยาลัยสงฆ์พุทธปญั ญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย

ที่ ๕ / ๒๕๖๔
เรอ่ื ง แต่งตง้ั คณะกรรมการดาเนนิ งานการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ
“งานมหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดบั บณั ฑิตศกึ ษา ครง้ั ท่ี ๑”

ปงี บประมาณ ๒๕๖๔
------------------------------------------
เพ่ือให้การดาเนินงานของวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั เป็นไปด้วยความเรยี บร้อย มปี ระสทิ ธภิ าพ บรรลุวัตถปุ ระสงค์ตามนโยบายของมหาวทิ ยาลยั

อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๐ จึงแต่งต้ังให้ผู้มีรายนามดังต่อไปนี้ เป็นคณะกรรมการโครงการส่งเสริมและพัฒนาการ
สร้างสรรค์ผลงานวิชาการระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิต ในกิจกรรมการประชุมวิชาการระดับชาติ “งาน
มหกรรมแสดงผลงานวิชาการระดบั บัณฑิตศึกษา ครง้ั ท่ี ๑” ประกอบด้วย :-

๑. คณะกรรมการอานวยการ

๑. พระเทพศาสนาภบิ าล ประธานอานวยการ

๒. พระมหาบญุ เลิศ อินฺทปญฺโ , ศ.ดร. รองประธานอานวยการ

๒. พระครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม, ดร. กรรมการ

๓. พระครูปฐมธีรวัฒน์ กรรมการ

๔. ผศ.ประสทิ ธิ์ ทองอนุ่ กรรมการ

๕. ดร.วันไชย์ ก่ิงแก้ว กรรมการ

๖. อาจารย์ทองดี อรุณโณ กรรมการ

๗. พระมหาเฉลิมชัย ฐานสริ ิ กรรมการและเลขานุการ

๘. พระครปู ลัดพงษพ์ ันธ์ วสวโร กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานกุ าร

ใหม้ ีหน้าที่ :

๑. กาหนดนโยบายและแนวทางการดาเนินงานอานวยการ

๒. สนับสนุนชว่ ยเหลอื การดาเนนิ งานตามความเหมาะสม พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ

๓. แก้ไขปัญหาอุปสรรคของการดาเนินงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ติดตามผลการดาเนินงาน

ของคณะกรรมการดาเนินงาน

๒. คณะกรรมการดาเนินงาน

๑. พระมหาบญุ เลศิ อนิ ทฺ ปญฺโญ, ศ.ดร. ประธานดาเนินงาน
๒. พระมหาวีรธษิ ณ์ วรินฺโท, ป.ธ.๙, ดร. รองประธานดาเนนิ งาน

~๒~

๓. ผศ.ดร.ภูริวัจน์ ปณุ ยวุฒปิ รดี า รองประธานดาเนนิ งาน

๔. พระมหาสาทร ธมมฺ าทโร, ดร. กรรมการ

๕. พระปลัดประพจน์ สุปภาโต, ดร. กรรมการ

๖. พระครูใบฎกี าอภชิ าติ ธมฺมสุทโฺ ธ, ดร. กรรมการ

๗. พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ดร. กรรมการ

๘. พระมหากติ ติณัฏฐ์ สกุ ติ ตฺ ิเมธี, ป.ธ.๙ กรรมการ

๙. พระมหาศภุ วฒั น์ ฐานวุฑฺโฒ กรรมการ

๑๐.พระครูใบฎกี าธรี ยุทธ จนฺทูปโม กรรมการ

๑๑.รศ.ดร.ธวชั หอมทวนลม กรรมการ

๑๒.ผศ.ดร.โยตะ ชัยวรมนั กุล กรรมการ

๑๓.ผศ.ดร.อุบล วฒุ ิพรโสภณ กรรมการ

๑๔.ดร.พชั ราวลยั ศุภภะ กรรมการ

๑๕.ดร.กฤตยิ า ถ้าทอง กรรมการ

๑๖.ดร.สายนา้ ผงึ้ รตั นงาม กรรมการ

๑๗.อาจารย์สญั ญา สดประเสรฐิ กรรมการ

๑๘.อาจารย์แสงสุรยี ์ ทองขาว กรรมการ

๑๙.อาจารย์วรี พงศ์ พชิ ยั เสนาณรงค์ กรรมการ

๒๐.อาจารย์สงคราม จนั ทร์ทาคีรี กรรมการ

๒๑.อาจารย์ปิยวรรณ หอมจันทร์ กรรมการ

๒๒.พระมหาประกาศติ สิริเมโธ, ดร. กรรมการและเลขานุการ

๒๓.พระมหาเฉลิมชยั ฐานสิริ กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ

๒๔.พระครปู ลัดพงษพ์ ันธ์ วสวโร กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ

๒๕.พระครปู ลัดพงศ์พนั ธ์ ขนฺติโสภโณ กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานกุ าร

๒๖.พระวรี วัฒน์ จนทฺ วณฺโณ กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานุการ

๒๗.นายสมชาย สังคดี กรรมการและผูช้ ่วยเลขานุการ

๒๘.นายพรี พัฒน์ ระร่นื รมย์ กรรมการและผูช้ ว่ ยเลขานกุ าร

๒๙.นางสาวพชิ าณนั ช์ เตชะประสิทธวิ านิช กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ

๓๐.นางสาวกมลพร คิม้ แหน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

๓๑.นางสาวขวัญใจ มถี าวร กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานกุ าร

๓๒.นางสาวศริ ดา เก่งสาคร กรรมการและผูช้ ่วยเลขานกุ าร

๓๓.นางสาวณัชชา ณฐั โชตภิ คนิ กรรมการและผูช้ ่วยเลขานุการ

๓๔.นางสาวธนาวลั ย์ ทบมาตร กรรมการและผู้ช่วยเลขานกุ าร

ใหม้ หี นา้ ท่ี :

๑. วางแผน ประสานงาน เตรียมการ ดาเนินการ กากับตดิ ตามและอานวยการในการจัดการ

โครงการใหด้ าเนนิ ไปด้วยความเรยี บรอ้ ย

๒. รวบรวมและสรุปผลการดาเนนิ งานเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการประจาวทิ ยาลัยและ

มหาวิทยาลยั ท้ังประชาสัมพันธเ์ ผยแผแ่ ก่สาธารณชน

~๓~

๓. คณะกรรมการฝ่ายวิชาการ ประสานงานและจดั ทาเอกสาร

๑. ผศ.ดร.ภูริวจั น์ ปณุ ยวฒุ ปิ รดี า ประธานคณะกรรมการ

๒. พระมหาประกาศิต สริ ิเมโธ, ดร. รองประธานคณะกรรมการ

๓. พระมหาสาทร ธมฺมาทโร, ดร. กรรมการ

๔. พระเจริญพงษ์ ธมฺมธีโป, ดร. กรรมการ

๕. รศ.ดร.ธวชั หอมทวนลม กรรมการ

๖. ผศ.ดร.อุบล วฒุ พิ รโสภณ กรรมการ

๗. ผศ.ดร.โยตะ ชัยวรมันกุล กรรมการ

๘. ดร.สายนา้ ผ้ึง รัตนงาม กรรมการ

๙. ดร.กฤติยา ถา้ ทอง กรรมการ

๑๐. พระครูทกั ษิณานุกิจ กรรมการ

๑๑. พระครปู ลดั ชยั ณรงค์ อทนิ โฺ น กรรมการ

๑๒. พระครสู มุห์จารัส วรโชโต กรรมการ

๑๓. พระสมุห์ไพรวนั คุณวนฺโต กรรมการ

๑๔. องสมุห์ณัฐกิจ เพ๊ือกยือ กรรมการ

๑๕. พระมหากฤตนิ ปภสสฺ โร กรรมการ

๑๖. พระมหาสมชาย รตนโชโต กรรมการ

๑๗. พระณฐทรรศน์ กิจจฺ สาโร กรรมการ

๑๘. องใบฎีกาณภัทร เพอื๊ กหิ่ว กรรมการ

๑๙. พระตรีเนตร กติ ตฺ ิธโี ร กรรมการ

๒๐. องสมหุ ์ธนวัฒน์ เพ๊ือกเยียน กรรมการ

๒๑. พระจนั ทร์นา กิตตฺ นิ ินนฺ าโท กรรมการ

๒๒. พระพงศ์พสั กร ธมฺมปารคู กรรมการ

๒๓. พระภาคภูมิ สขุ ิโต กรรมการ

๒๔. พระวสุพล วชิรปิโย กรรมการ

๒๕. พระวีรพงษ์ จนทฺ รสี กรรมการ

๒๖. พระสิทธิพัฒน์ สิทธิปญโฺ ญ กรรมการ

๒๗. พระสิปปภาส มหาสิปโฺ ป กรรมการ

๒๘. พระสุขเดียบ ปวรธมฺโม กรรมการ

๒๙. พระนเรศ ขนฺติธมโฺ ม กรรมการ

๓๐. นายกติ ติพันธ์ กา้ นขวา กรรมการ

๓๑ นายยุทธนา ศรีวงศษ์ า กรรมการ

๓๒. นายวสุพล วรภัทรทรัพย์ กรรมการ

๓๓. นายวชั รนิ ทร์ ครุฑชา กรรมการ

๓๔. นางสาวกนั ตนา ภทั รโพธิวงศ์ กรรมการ

๓๕. นางสาวจนิ ตนา ภัทรโพธิวงศ์ กรรมการ

๓๖. นางสาวชญานันทน์ ภกั ดเี ศรษฐภรณ์ กรรมการ

๓๗. นางสาวธวลั รัตน์ กล่อมตน กรรมการ

~๔~

๓๘. นางอมุ าวรรณ์ ทิพยส์ ุมาลยั กรรมการ
๓๙. พระปลดั ประพจน์ สุปภาโต, ดร. กรรมการและเลขานุการ

หนา้ ท่รี ับผิดชอบ
๑. จัดทาเอกสารสัมมนาทางวิชาการ
๒. ติดตอ่ เจา้ ของผลงานรับผิดชอบการดูแลการเสนอผลงาน
๓. จัดทารปู เลม่ บทความทางวิชาการ
๔. ประสานงานกบั คณะทางานฝา่ ยอ่ืน ๆ ปฏบิ ตั งิ านอืน่ ตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย

๔. คณะกรรมการฝ่ายนทิ รรศการ สถานที่ และปฏิคม

๑. พระมหาวีรธษิ ณ์ วรินโฺ ท, ดร. ประธานคณะกรรมการ

๒. พระครูโสภณวรี านุวัตร (เกตุคง) รองประธานคณะกรรมการ

๓. พระมหาประกาศิต สริ ิเมโธ, ดร. กรรมการ

๔. พระมหาสาทร ธมมฺ าทโร, ดร. กรรมการ

๕. พระปลดั ประพจน์ สปุ ภาโต, ดร. กรรมการ

๖. พระเจริญพงษ์ ธมฺมธโี ป, ดร. กรรมการ

๗. รศ.ดร.ธวัช หอมทวนลม กรรมการ

๘. ผศ.ดร.อบุ ล วุฒิพรโสภณ กรรมการ

๙. ผศ.ดร.โยตะ ชัยวรมนั กุล กรรมการ

๑๐. ดร.สายน้าผึ้ง รัตนงาม กรรมการ

๑๑. พระมหาปรทิ ัศน์ วรกิจโจ กรรมการ

๑๒. พระมหาณรงค์ศักดิ์ สุทนโฺ ต กรรมการ

๑๓. พระมหาอนุสรณ์ ป ฺ าวโร กรรมการ

๑๔. พระครใู บฎกี าศักด์ดิ นัย สนตฺ จิตโฺ ต กรรมการ

๑๕. พระครวู นิ ัยธรสริ วิชญ์ ปุญฺ สริ โิ ก กรรมการ

๑๖. พระไพฑูรย์ อสธุ มโฺ ม กรรมการ

๑๗. พระศริ ะ จติ ฺตสุโภ กรรมการ

๑๘. พระวรี วฒั น์ จนทฺ วณโฺ ณ กรรมการ

๑๙. พระเจรญิ ชาโอมสาธุ ชุตินธฺ โร กรรมการ

๒๐. Phra Cuong Kanlayano (Thach) กรรมการ

๒๑. Phramaha Kimyong Padumpanyo (Non) กรรมการ

๒๒. Phra Dieu Thammasupho (Thach) กรรมการ

๒๓. นายสามารถ กุมภีพงษ์ กรรมการ

๒๔. นายสเุ มธ แสงเงนิ กรรมการ

๒๕. นางพสั กร ชูกลุ กรรมการ

๒๖. นางอรณชิ ชยันตรดลิ ก กรรมการ

๒๗. นายจักรกฤษณ์ ศักดส์ิ วุ รรณ กรรมการ

๒๘. นางวาสนา กล่ินพยอม กรรมการ

~๕~

๒๙. นายสรวิศ บญุ มี กรรมการ
๓๐. นางสาวสุพรพิมล ปานสวุ รรณ กรรมการ
๓๑. นางอญั ชนา สทุ ธานกุ ลู กรรมการ
๓๒. นางสาวธนัชพร เกตคุ ง กรรมการ
๓๓. นายชุมพร เมอื งพรหม กรรมการ
๓๔. นางบญุ นาค วิเชียรรตั นพงษ์ กรรมการ
๓๕. นางสาวแพรวลิ ัย ไพประพนั ธ์ กรรมการ
๓๖. นางธนพร วฒุ กิ รวณชิ ย์ กรรมการ
๓๗. นางสาวมาลี สขุ สาราญ กรรมการ
๓๘. ดร.กฤตยิ า ถ้าทอง กรรมการและเลขานุการ

หน้าที่รบั ผิดชอบ
๑. เตรยี มความพรอ้ มเร่ืองสถานท่ีจัดนทิ รรศการ
๒. จดั บูธแสดงผลงาน และประชาสมั พนั ธ์ เพอ่ื สร้างความเข้าใจความประทบั ใจในเรื่องเกี่ยวกับ

บทความ และการดาเนินงานของมหาวทิ ยาลัย
๓. เตรียมรายชอ่ื ผู้ร่วมงานลงทะเบยี น รับลงทะเบยี น ตอ้ นรบั ผู้มาร่วมงาน อานวยความสะดวก

ผู้มารว่ มงานทั้งหมด
๔. ประสานงานกับคณะทางานฝ่ายอืน่ ๆ ปฏิบัติงานอืน่ ตามท่ีได้รับมอบหมาย

ทง้ั น้ี ต้งั แต่บัดนีเ้ ป็นตน้ ไป

สงั่ ณ วนั ที่ ๑๔ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔

(พระเทพศาสนาภิบาล)
ผู้อานวยการวทิ ยาลัยสงฆ์พุทธปญั ญาศรีทวารวดี


Click to View FlipBook Version