The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรภาษาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kannikamanomun22, 2020-08-03 06:23:40

หลักสูตรภาษาไทย

หลักสูตรภาษาไทย

บทนำ

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎคม ๒๕๕๑ เริ่มใช้ในโรงเรียนต้นแบบการใช้
หลกั สูตรและโรงเรียนทม่ี ีความพร้อม ในปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๒ และเรม่ิ ใชใ้ นโรงเรยี นท่ัวไปในปีการศึกษา ๒๕๕๓
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ได้ดำเนนิ การติดตาม
ผลการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ พบว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ มีขอ้ ดีในหลายประการ เชน่ กำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ชัดเจน มคี วามยืดหยุ่น
เพยี งพอให้สถานศึกษาบรหิ ารจัดการหลกั สูตรสถานศกึ ษาได้ ส่วนปัญหาที่พบสว่ นใหญเ่ กิดจากการนำหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ สู่การปฏบิ ัติในสถานศกึ ษาและในห้องเรียน

เพ่อื การขับเคลื่อนยทุ ธศาสตรช์ าติ และเตรียมความพร้อมคนให้สามารถ ปรับตวั รองรบั ผลกระทบจาก
การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนให้มีการ
ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมรวมทั้ง สาระ
เทคโนโลยี โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ตามคำสั่ง
กระทรวงศึกษาธิการที่ สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ และคำสั่งสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ท่ี ๓๐/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๑ เรือ่ ง ใหเ้ ปล่ยี นแปลงมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ทั้งนี้ให้โรงเรียนใช้มาตรฐานการเรียนรู้และ
ตัวชี้วัดที่ปรับปรุงตั้งแต่ศึกษา ๒๕๖๑ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และ ๔ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และ ๔
ต้ังแต่ปกี ารศึกษา ๒๕๖๑ เป็นตน้ ไป ส่วนปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ใหใ้ ชใ้ นระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑, ๒, ๔ และ
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑, ๒, ๔ และ ๕ และใช้ทุกช้นั ปตี ง้ั แต่ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓

โรงเรียนวัดบางหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต ๒ จึงได้
ดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับคำสั่งของหน่วยงานต้นสังกัด โดยบูรณาการระหว่าง
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกับสภาพปัจจุบัน บริบทของโรงเรียน และภูมิปญั ญาท้องถิ่น เพื่อมงุ่
สร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน ๔ ด้าน ตามพระราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ ๑๐) ทม่ี ่งุ สร้างพืน้ ฐานให้กบั ผเู้ รียน ๔ ด้าน คือ ๑. มีทศั นคตทิ ่ถี กู ต้องต่อบ้านเมือง ประกอบด้วย (๑)
ความรู้ความเข้าใจต่อชาติบ้านเมือง (๒) ยึดมั่นในศาสนา (๓) มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และ (๔) มี
ความเอื้ออาทรต่อครอบครัวและชุมชนของตน ๒. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม ประกอบด้วย (๑) รู้จัก
แยกแยะสิ่งที่ผิด-ชอบ / ชั่ว-ดี (๒) ปฏิบัติแต่สิง่ ที่ชอบ สิ่งที่ดงี าม (๓) ปฏิเสธสิ่งที่ผดิ สิ่งที่ชั่ว และ (๔) ช่วยกัน

สร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง ๓. มีงานทำ มีอาชีพ ประกอบด้วย (๑) การเลี้ยงดูลูกหลานในครอบครัว หรือการ
ฝกึ ฝนอบรมในสถานศึกษาต้องมุ่งให้เด็กและเยาวชนรักงาน สงู้ าน ทำจนงานสำเร็จ (๒) การฝึกฝนอบรมท้ังใน
หลักสูตรและนอกหลักสูตรต้องมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนทำงานเปน็ และมีงานทำในที่สุด และ (๓) ต้องสนับสนนุ
ผู้สำเร็จหลักสูตรมีอาชีพ มีงานทำ จนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ๔. เป็นพลเมืองดี ประกอบด้วย
(๑) การเป็นพลเมืองดี เปน็ หนา้ ทข่ี องทุกคน (๒) ครอบครวั -สถานศึกษา และสถานประกอบการ ต้องส่งเสริม
ใหท้ ุกคนมีโอกาสทำหน้าที่เปน็ พลเมืองดี (๓) การเป็นพลเมืองดีคือ “เห็นอะไรท่ีจะทำเพ่ือบ้านเมืองได้ก็ต้อง
ทำ” เช่น งานอาสาสมคั ร งานบำเพญ็ ประโยชน์ งานสาธารณกุศล ให้ทำด้วยความมนี ำ้ ใจและความเอ้ืออาทร

หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดบางหลวง จึงเป็นหลักสูตรการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มี
เจตคติที่ดีต่อบ้านเมือง มีโอกาสทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและมีคุณธรรม เสริมสร้างให้
ผู้เรียนรับรู้ความสามารถของตนด้านการประกอบอาชีพ มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ และอยู่ร่วมใน
สังคมอย่างมีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ โดยมุ่งหวังให้มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และ
สติปัญญา อีกทั้งมีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต มีทักษะในการติดต่อสื่อสาร การถ่ายทอด
ความคิด ความรู้ ความเข้าใจการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและสังคม มี
คุณภาพได้มาตรฐานสากลในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ประกอบด้วยสาระของหลักสูตรแกนกลาง สาระ
ความร้ทู ี่เกีย่ วขอ้ งกบั ชมุ ชนทอ้ งถิน่ และสาระทีส่ ถานศกึ ษาเพิ่มเตมิ โดยจัดเปน็ สาระการเรียนร้รู ายวชิ าพื้นฐาน
ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามบริบทของ
โรงเรียน กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กำหนดคณุ ลักษณะนกั เรยี นตามพระราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั (รัชกาลท่ี ๑๐)
๔ ดา้ น และโรงเรยี นมาตรฐานสากล พฒั นานกั เรยี นใหเ้ ป็นคนดี คนเก่ง และมศี ักยภาพเปน็ พลโลก

วิสยั ทศั น์
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดบางหลวง มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ให้มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง เป็น

มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีเจตคติที่ดีต่อบ้านเมือง มีจิตสำนึกในการทำหนา้ ท่ี
พลเมืองดี ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีทักษะใน
การดำรงชีวิตในสังคมยุคใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยชุมชนมีส่วนร่วม มีระเบียบวินัย เป็นคนเก่ง
ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษในการสื่อสาร รู้จักการแก้ปัญหา รักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
ภมู ใิ จในท้องถนิ่ ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยมุ่งเน้นผู้เรียน
เป็นสำคัญบนพนื้ ฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ

หลักการ
หลกั สูตรโรงเรียนวดั บางหลวง มีหลกั การทส่ี ำคัญ ดังนี้
๑. เป็นหลักสูตรการศึกษา เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็น

เปา้ หมายสำหรับพฒั นานักเรยี นใหม้ คี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพนื้ ฐานของความเป็นไทยควบคู่กับ
ความเป็นสากล

๒. เปน็ หลักสูตรการศึกษาเพ่ือให้เยาวชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอยา่ งเสมอภาคและมคี ุณภาพ
๓. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของท้องถ่ิน
๔. เปน็ หลกั สูตรทม่ี โี ครงสร้างยดื หยุน่ ทงั้ ด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจดั การเรียนรู้
๕. เปน็ หลกั สตู รสถานศึกษาทีเ่ นน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคญั ตามศักยภาพ
๖. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก
กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรูแ้ ละประสบการณ์

พนั ธกิจ
๑. จัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล ด้วยการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบท่ี

หลากหลาย เน้นผู้เรียนเปน็ สำคญั ใฝร่ ใู้ ฝเ่ รียน รักการอา่ นการค้นคว้า สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รู้จัก
คิดวิเคราะห์ ใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยีสารสนเทศสื่อสารในชีวิตประจำวันเพื่อการเรียนรู้
สร้างงาน และนำเสนอผลงานได้อยา่ งสร้างสรรค์ และบริหารจัดการด้วยระบบคณุ ภาพ

๒. จดั การเรียนการสอนทุกระดับชน้ั มงุ่ เนน้ คุณธรรม จรยิ ธรรม ปลกู ฝังระเบยี บ วนิ ยั อยา่ งต่อเนอ่ื ง
๓. การปลูกจิตสำนึก ให้นักเรียนตระหนักถึงความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ โดยใช้หลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์
เป็นประมขุ
๔. ส่งเสริม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยและนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ประสาน
ความร่วมมือของชุมชน องค์กรต่าง ๆ ร่วมพัฒนาการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และสนองตอบต่อมาตรฐาน
การศึกษา
๕. สร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงโทษของอบายมุข และแหล่งเผยแพร่เชื้อโรค โดยกระบวนการ
เสริมสรา้ งสขุ ภาพและสุขนิสยั ทดี่ ีให้แก่ผเู้ รียนทั้งกายและใจ พร้อมทงั้ เป็นแบบอย่างทดี่ แี ก่ชุมชน
๖. จัดระบบข้อมูลสารสนเทศ พัฒนาครูและบุคลากรให้มีศักยภาพด้วยระบบการบริหารจัดการที่ดี
และการมีส่วนร่วมของชมุ ชน นำไปส่กู ารปฏิบตั ิท่ีรวดเร็ว ถูกตอ้ ง ข้อมูลมกี ารพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
๗. การจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จัดแหล่งเรียนรู้ นำสื่อเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการเรยี นการสอน พัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศกั ยภาพเพื่อเปน็ พื้นฐานในการ
ประกอบอาชีพ มีคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และมที กั ษะท่จี ำเปน็ สำหรับการดำรงชวี ติ ในศตวรรษท่ี 21

จุดหมาย
หลักสูตรโรงเรียนวัดบางหลวง มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพใน

การศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียน
ดังนี้

๑. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ

๒. มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถือ ยดึ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

๓. มคี วามรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคดิ การแกป้ ัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต
๔. มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ีดี มีสขุ นสิ ัยและรักการออกกำลังกาย
๕. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต
สาธารณะทีม่ งุ่ ทำประโยชน์และสรา้ งส่ิงทด่ี ีงามในสงั คมและอยู่รว่ มกันในสังคมอยา่ งมีความสุข

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
หลกั สูตรโรงเรยี นวัดบางหลวง ม่งุ ใหผ้ เู้ รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังน้ี
๑. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้

ภาษาไทยและภาษาอังกฤษถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อ
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการ
เจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล
และความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วธิ ีการส่ือสาร ท่มี ีประสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและ
สังคม

๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์การคิดอย่าง
สรา้ งสรรค์ การคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณและการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสรา้ งองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพือ่ การตัดสนิ ใจเกยี่ วกบั ตนเองและสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม

๓. ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแก้ปญั หาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชญิ ได้
อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตผุ ล คณุ ธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เขา้ ใจความ
สมั พนั ธแ์ ละการเปล่ียนแปลงของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใช้ใน
การป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตน เอง
สงั คมและส่งิ แวดล้อม

๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม
ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆอย่างเหมาะสม

การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึง
ประสงคท์ ส่ี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ืน่

๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ
ทำงาน การแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม

คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
โรงเรยี นวัดบางหลวงมุ่งพัฒนาผเู้ รียนใหม้ ีคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เพอ่ื ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนใน

สงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้
๑. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
๒. ซื่อสตั ย์สจุ รติ
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรยี นรู้
๕. อยู่อย่างพอเพยี ง
๖. มุ่งม่ันในการทำงาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มจี ติ สาธารณะ

โครงสร้างหลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นวัดบางหลวง
ปกี ารศกึ ษา 2562

เวลาเรียน

กลุ่มสาระการเรยี นร้/ู กิจกรรม ระดับประถมศกึ ษา

ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6

กลุ่มสาระการเรียนรู้ 160
160
ภาษาไทย 160 160 160 160 160 80
80
คณิตศาสตร์ 200 200 200 160 160 40
80
วิทยาศาสตร์ 100 100 80 120 120 80
80
สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 40 40 40 80 80 80
840
ประวตั ิศาสตร์ 40 40 40 40 40
-
สุขศกึ ษาและพลศึกษา 40 40 40 80 80 40
40
ศิลปะ 40 40 40 80 80 120

การงานอาชพี และเทคโนโลยี 20 20 40 40 40

ภาษาตา่ งประเทศ (ภาษาอังกฤษ) 200 200 200 80 80

รวมเวลาเรียน (วชิ าพนื้ ฐาน) 840 840 840 840 840

➢ รายวชิ าเพ่ิมเตมิ

ภาษาไทยเพอ่ื การสอื่ สาร 40 40 40 - -

คน้ ควา้ เพ่ือการเรียนรู้ - - - 40 40

ต้านทุจรติ ศึกษา 40 40 40 40 40

➢ กจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลาร”ู้ 120 120 120 120 120

หมวดท่ี 1 กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน

หมวดท่ี 2 สร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้

หมวดท่ี 3 สรา้ งเสริมคุณลักษณะและค่านิยม

หมวดที่ 4 สร้างเสริมทักษะการทำงานการ
ดำรงชวี ติ และทักษะชวี ิต

รวมเวลาเรยี นท้ังหมด 1,040 1,040 1,040 1,040 1,040 1,040

* หมายเหตุ
1) การจัดการเรียนการสอนหน้าท่ีพลเมือง พจิ ารณาใช้ทางเลือกท่ี 4 บรู ณาการการเรียนรู้กบั กจิ กรรม

พฒั นาผเู้ รียน หรือกิจกรรม/โครงการ/โครงงาน หรือวถิ ีชีวิตประจำวนั ในโรงเรียน
2) รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ จำนวน 100 ชั่วโมง และ 120 ชั่วโมง หมายถึง สาระที่ 1 – 3

ใชเ้ วลา 80 ชวั่ โมง สาระท่ี 4 ใชเ้ วลา 20 ชัว่ โมง และ 40 ช่ัวโมง ตามลำดบั

โครงสร้างหลักสตู รสถานศกึ ษา ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1

ปีการศึกษา 2562

รายวิชา/กจิ กรรม เวลาเรียน (ชม./ปี)

รายวชิ าพืน้ ฐาน

ท11101 ภาษาไทย 160

ค11101 คณติ ศาสตร์ 200

ว11101 วิทยาศาสตร์ 100

ส11101 สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 40

ส11102 ประวัตศิ าสตร์ 40

พ11101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40

ศ11101 ศลิ ปะ 40

ง11101 การงานอาชพี 20

อ11101 ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) 200

รวมเวลาเรียน (รายวิชาพ้นื ฐาน) 840

รายวิชาเพ่ิมเติม

ท11201 ภาษาไทยเพื่อการสอ่ื สาร 40

ส11201 ต้านทุจริตศกึ ษา 40

รวม (พ้นื ฐาน + เพิ่มเตมิ ) 920

กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาร”ู้ 120

หมวดท่ี 1 กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น

หมวดที่ 2 สรา้ งเสริมสมรรถนะและการเรยี นรู้

หมวดท่ี 3 สรา้ งเสริมคุณลักษณะและค่านิยม

หมวดท่ี 4 สร้างเสริมทักษะการทำงานการ 1,040
ดำรงชีวติ และทกั ษะชีวติ

รวมเวลาเรียนทง้ั หมด

* หมายเหตุ
1) การจัดการเรียนการสอนหน้าทีพ่ ลเมือง พจิ ารณาใชท้ างเลือกที่ 4 บูรณาการการเรียนรกู้ ับกิจกรรมพัฒนา
ผู้เรียน หรือกิจกรรม/โครงการ/โครงงาน หรือวถิ ีชวี ติ ประจำวันในโรงเรียน
2) รายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ จำนวน 100 ช่วั โมง หมายถึง สาระท่ี 1 – 3 ใช้เวลา 80 ชวั่ โมง สาระที่ 4
ใชเ้ วลา 20 ชว่ั โมง

โครงสร้างหลักสตู รสถานศกึ ษา ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2

ปกี ารศึกษา 2562

รายวิชา/กจิ กรรม เวลาเรียน (ชม./ปี)

รายวชิ าพืน้ ฐาน

ท12101 ภาษาไทย 160

ค12101 คณติ ศาสตร์ 200

ว12101 วทิ ยาศาสตร์ 100

ส12101 สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 40

ส12102 ประวัติศาสตร์ 40

พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40

ศ12101 ศลิ ปะ 40

ง12101 การงานอาชพี 20

อ12101 ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) 200

รวมเวลาเรียน (รายวิชาพื้นฐาน) 840

รายวิชาเพ่ิมเติม

ท12201 ภาษาไทยเพื่อการสอ่ื สาร 40

ส12201 ตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา 40

รวม (พ้นื ฐาน + เพิ่มเตมิ ) 920

กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาร”ู้ 120

หมวดที่ 1 กิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น

หมวดท่ี 2 สรา้ งเสริมสมรรถนะและการเรยี นรู้

หมวดท่ี 3 สร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม

หมวดท่ี 4 สรา้ งเสริมทกั ษะการทำงานการ 1,040
ดำรงชีวิตและทักษะชวี ิต

รวมเวลาเรียนท้งั หมด

* หมายเหตุ
1) การจดั การเรียนการสอนหนา้ ทพี่ ลเมือง พจิ ารณาใช้ทางเลอื กที่ 4 บูรณาการการเรยี นร้กู บั กจิ กรรม

พฒั นาผูเ้ รยี น หรือกิจกรรม/โครงการ/โครงงาน หรือวถิ ีชีวติ ประจำวันในโรงเรยี น
2) รายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ จำนวน 100 ช่ัวโมง หมายถงึ สาระที่ 1 – 3 ใชเ้ วลา 80 ชว่ั โมง สาระท่ี

4 ใช้เวลา 20 ช่ัวโมง

โครงสร้างหลกั สตู รสถานศึกษา ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3

ปีการศกึ ษา 2562

รายวิชา/กิจกรรม เวลาเรียน (ชม./ป)ี

รายวชิ าพนื้ ฐาน

ท13101 ภาษาไทย 160

ค13101 คณิตศาสตร์ 200

ว13101 วิทยาศาสตร์ 80

ส13101 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม 40

ส13102 ประวัติศาสตร์ 40

พ13101 สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 40

ศ13101 ศิลปะ 40

ง13101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 40

อ13101 ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) 200

รวมเวลาเรียน (รายวิชาพ้นื ฐาน) 840

รายวชิ าเพ่ิมเตมิ

ท13201 ภาษาไทยเพอื่ การสอ่ื สาร 40

ส13201 ตา้ นทุจริตศกึ ษา 40

รวม (พ้ืนฐาน + เพ่ิมเตมิ ) 920

กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้” 120

หมวดท่ี 1 กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน

หมวดท่ี 2 สรา้ งเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้

หมวดท่ี 3 สรา้ งเสริมคุณลักษณะและค่านยิ ม

หมวดที่ 4 สร้างเสริมทักษะการทำงานการ 1,040
ดำรงชีวติ และทักษะชวี ิต

รวมเวลาเรียนทั้งหมด

* หมายเหตุ
การจดั การเรียนการสอนหน้าท่ีพลเมือง พจิ ารณาใช้ทางเลอื กท่ี 4 บูรณาการการเรียนรู้กับกิจกรรมพฒั นา

ผูเ้ รียน หรอื กิจกรรม/โครงการ/โครงงาน หรอื วถิ ชี ีวติ ประจำวนั ในโรงเรยี น

โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศึกษา ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4

ปกี ารศกึ ษา 2562

รายวชิ า/กิจกรรม เวลาเรยี น (ชม./ปี)

รายวชิ าพื้นฐาน

ท14101 ภาษาไทย 160

ค14101 คณติ ศาสตร์ 160

ว14101 วิทยาศาสตร์ 120

ส14101 สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 80

ส14102 ประวัติศาสตร์ 40

พ14101 สุขศึกษาและพลศกึ ษา 80

ศ14101 ศิลปะ 80

ง14101 การงานอาชีพ 40

อ14101 ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) 80

รวมเวลาเรยี น (รายวชิ าพ้ืนฐาน) 840

รายวิชาเพิม่ เตมิ

I14201 การศกึ ษาคน้ คว้าเพอื่ การเรียนรู้ 40

ส14201 ตา้ นทุจริตศึกษา 40

รวม (พื้นฐาน + เพิ่มเตมิ ) 920

กจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลาร”ู้ 120

หมวดท่ี 1 กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน

หมวดที่ 2 สรา้ งเสริมสมรรถนะและการเรยี นรู้

หมวดที่ 3 สร้างเสริมคณุ ลักษณะและคา่ นิยม

หมวดท่ี 4 สรา้ งเสริมทกั ษะการทำงานการ 1,040
ดำรงชีวิตและทักษะชวี ิต

รวมเวลาเรยี นทั้งหมด

* หมายเหตุ
1) การจดั การเรียนการสอนหน้าท่พี ลเมือง พจิ ารณาใช้ทางเลอื กที่ 4 บูรณาการการเรยี นร้กู บั กจิ กรรม

พฒั นาผูเ้ รยี น หรือกิจกรรม/โครงการ/โครงงาน หรอื วิถีชวี ิตประจำวันในโรงเรยี น
2) รายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ จำนวน 120 ช่ัวโมง หมายถงึ สาระที่ 1 – 3 ใช้เวลา 80 ชว่ั โมง สาระท่ี

4 ใช้เวลา 40 ช่ัวโมง

โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศึกษา ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5

ปกี ารศกึ ษา 2562

รายวชิ า/กิจกรรม เวลาเรยี น (ชม./ปี)

รายวชิ าพื้นฐาน

ท15101 ภาษาไทย 160

ค15101 คณิตศาสตร์ 160

ว15101 วิทยาศาสตร์ 120

ส15101 สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 80

ส15102 ประวัติศาสตร์ 40

พ15101 สุขศึกษาและพลศึกษา 80

ศ15101 ศลิ ปะ 80

ง15101 การงานอาชีพ 40

อ15101 ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) 80

รวมเวลาเรยี น (รายวิชาพ้ืนฐาน) 840

รายวชิ าเพิม่ เตมิ

I15201 การศกึ ษาคน้ คว้าเพอื่ การเรียนรู้ 40

ส15201 ตา้ นทุจริตศึกษา 40

รวม (พื้นฐาน + เพิม่ เตมิ ) 920

กจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลาร”ู้ 120

หมวดท่ี 1 กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น

หมวดที่ 2 สรา้ งเสริมสมรรถนะและการเรยี นรู้

หมวดที่ 3 สร้างเสริมคณุ ลักษณะและคา่ นิยม

หมวดท่ี 4 สรา้ งเสริมทกั ษะการทำงานการ 1,040
ดำรงชีวิตและทักษะชวี ิต

รวมเวลาเรยี นทั้งหมด

* หมายเหตุ
1) การจดั การเรียนการสอนหน้าท่พี ลเมือง พจิ ารณาใช้ทางเลอื กที่ 4 บูรณาการการเรยี นร้กู บั กจิ กรรม

พฒั นาผูเ้ รยี น หรือกิจกรรม/โครงการ/โครงงาน หรอื วิถีชวี ิตประจำวันในโรงเรยี น
2) รายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ จำนวน 120 ช่ัวโมง หมายถงึ สาระที่ 1 – 3 ใชเ้ วลา 80 ชว่ั โมง สาระท่ี

4 ใช้เวลา 40 ช่ัวโมง

โครงสร้างหลักสตู รสถานศกึ ษา ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6

ปกี ารศกึ ษา 2562

รายวชิ า/กิจกรรม เวลาเรียน (ชม./ป)ี

รายวิชาพนื้ ฐาน

ท16101 ภาษาไทย 160

ค16101 คณติ ศาสตร์ 160

ว16101 วทิ ยาศาสตร์ 80

ส16101 สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 80

ส16102 ประวตั ศิ าสตร์ 40

พ16101 สุขศึกษาและพลศกึ ษา 80

ศ16101 ศลิ ปะ 80

ง16101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 80

อ16101 ภาษาตา่ งประเทศ (ภาษาองั กฤษ) 80

รวมเวลาเรียน (รายวิชาพื้นฐาน) 840

รายวิชาเพ่มิ เติม

I16201 การศึกษาค้นคว้าเพอื่ การเรียนรู้ 40

ส16201 ตา้ นทุจริตศกึ ษา 40

รวม (พน้ื ฐาน + เพ่ิมเตมิ ) 920

กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู”้ 120

หมวดท่ี 1 กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน

หมวดท่ี 2 สร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้

หมวดที่ 3 สรา้ งเสริมคณุ ลักษณะและค่านยิ ม

หมวดที่ 4 สร้างเสริมทักษะการทำงานการ 1,040
ดำรงชีวติ และทักษะชวี ิต

รวมเวลาเรียนทั้งหมด

* หมายเหตุ
การจัดการเรียนการสอนหน้าท่ีพลเมือง พจิ ารณาใช้ทางเลอื กท่ี 4 บูรณาการการเรียนรู้กับกิจกรรมพฒั นา

ผู้เรยี น หรือกจิ กรรม/โครงการ/โครงงาน หรอื วถิ ชี ีวติ ประจำวนั ในโรงเรยี น

กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย

ทำไมต้องเรียนภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้ เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธปิ ไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ
ต่าง ๆ เพ่อื พฒั นาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และสร้างสรรคใ์ หท้ นั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงทาง
สงั คม และความก้าวหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพฒั นาอาชีพใหม้ ีความม่นั คงทาง
เศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ
เป็นสมบัตลิ ำ้ คา่ ควรแกก่ ารเรยี นรู้ อนุรกั ษ์ และสืบสานใหค้ งอยู่ค่ชู าติไทยตลอดไป

เรยี นรู้อะไรในภาษาไทย

ภาษาไทยเปน็ ทกั ษะท่ีต้องฝกึ ฝนจนเกดิ ความชำนาญในการใช้ภาษาเพ่ือการส่ือสาร การเรียนรูอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ และเพอ่ื นำไปใชใ้ นชีวิตจรงิ

• การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดตา่ ง ๆ การ
อ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ใน
ชวี ิตประจำวนั

• การเขยี น การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใชถ้ ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ ของการ
เขยี น ซ่ึงรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขยี นตามจินตนาการ วเิ คราะห์วิจารณ์
และเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์

• การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่
เปน็ ทางการ และการพดู เพื่อโน้มนา้ วใจ

• หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม
กับโอกาสและบุคคล การแตง่ บทประพนั ธป์ ระเภทต่าง ๆ และอทิ ธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย

• วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คณุ ค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเขา้ ใจบทเห่ บทรอ้ งเล่นของเด็ก เพลง

พื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
เร่ืองราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมใิ จ ในบรรพบุรุษที่ได้
สัง่ สมสืบทอดมาจนถงึ ปัจจุบนั

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระท่ี ๑ การอ่าน
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคิดเพอื่ นำไปใชต้ ัดสนิ ใจ แกป้ ัญหาในการ

ดำเนินชวี ติ และมีนิสยั รกั การอ่าน
สาระท่ี ๒ การเขยี น
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขยี นเขียนส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ

เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง มีประสทิ ธิภาพ
สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพดู
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ

ความรสู้ ึกในโอกาสต่างๆ อย่างมวี ิจารณญาณและสร้างสรรค์
สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา

ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ขิ องชาติ
สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม

มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ
นำมาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ จรงิ

คุณภาพผู้เรียน

จบช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๓

• อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง
คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเน
เหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจ
ความหมายของข้อมลู จากแผนภาพ แผนท่ี และแผนภูมิ อ่านหนงั สืออย่างสม่ำเสมอ และ มีมารยาท
ในการอ่าน

• มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมาย
ลาครู เขยี นเร่ืองเก่ียวกบั ประสบการณ์ เขียนเรือ่ งตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขยี น

• เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด
ความรู้สึกเก่ียวกบั เร่ืองทฟ่ี งั และดู พดู สอื่ สารเล่าประสบการณ์และพดู แนะนำ หรือพดู เชิญชวนให้ผ้อู ่นื ปฏบิ ัติ
ตาม และมมี ารยาทในการฟัง ดู และพูด

• สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำ ใน
ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่ายๆ แต่ง คำคล้อง
จอง แตง่ คำขวัญ และเลอื กใชภ้ าษาไทยมาตรฐานและภาษาถนิ่ ได้เหมาะสมกบั กาลเทศะ

• เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน
ชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรม
ของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรอง ที่มีคุณค่าตาม
ความสนใจได้

จบช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๖

• อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมาย
โดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ
คำอธิบายในคู่มือต่างๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความสำคญั ของเรือ่ งที่อ่านและนำ
ความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการ
อา่ น และเห็นคุณคา่ สงิ่ ทอ่ี ่าน

• มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยคและ
เขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพ
ความคิด เพอื่ พัฒนางานเขียน เขยี นเรยี งความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียน
แสดงความรู้สึกและความคดิ เห็น เขียนเร่อื งตามจนิ ตนาการอยา่ งสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน

• พูดแสดงความรู้ ความคดิ เกีย่ วกับเรื่องที่ฟงั และดู เลา่ เรอ่ื งย่อหรือสรุปจากเร่ืองท่ีฟังและดู ตั้ง
คำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมี
เหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเร่ืองตา่ งๆ อยา่ งชดั เจน พูดรายงานหรอื ประเด็นค้นคว้าจาก การฟงั การดู
การสนทนา และพดู โนม้ นา้ วได้อยา่ งมเี หตุผล รวมท้ังมีมารยาทในการดูและพดู

• สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิด
และหนา้ ทีข่ องคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้ คำราชาศัพท์
และคำสุภาพได้อยา่ งเหมาะสม แตง่ ประโยค แตง่ บทร้อยกรองประเภทกลอนส่ี กลอนสภุ าพ และกาพย์
ยานี ๑๑

• เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของ
ทอ้ งถนิ่ นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตจรงิ และท่องจำบทอาขยานตามทกี่ ำหนดได้

จบชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓

• อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย
โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อ
โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องท่ีอ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจาก สิ่งที่อ่านได้
วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้ง
ประเมนิ ความถูกต้องของข้อมลู ทีใ่ ชส้ นับสนุนจากเร่ืองท่ีอ่าน

• เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนคำ
ขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวตั ิและประสบการณ์
ตา่ งๆ เขียนย่อความ จดหมายกจิ ธรุ ะ แบบกรอกสมคั รงาน เขยี นวเิ คราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิด
หรอื โต้แย้งอย่างมเี หตุผล ตลอดจนเขยี นรายงานการศึกษาคน้ ควา้ และเขียนโครงงาน

• พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิดไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มี
ศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รวมทั้งมี
มารยาทในการฟัง ดู และพูด

• เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่นๆ คำทับศัพท์ และศัพท์
บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน
ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์
และโคลงสส่ี ภุ าพ

• สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่
ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทงั้ สรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ จริง

จบชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖

• อา่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและเขา้ ใจ ตีความ แปล
ความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องท่ีอ่าน แสดงความคิดเห็นโต้แย้งและเสนอ
ความคดิ ใหมจ่ ากการอา่ นอย่างมีเหตผุ ล คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรื่องท่ีอ่าน เขยี นกรอบแนวคิด ผังความคิด
บนั ทึก ยอ่ ความ และเขียนรายงานจากสิง่ ท่ีอา่ น สงั เคราะห์ ประเมินค่า และนำความรู้ความคิดจากการอ่าน
มาพฒั นาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และ นำความรคู้ วามคิดไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา
ในการดำเนินชีวติ มีมารยาทและมีนสิ ัยรกั การอ่าน

• เขียนสื่อสารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากสื่อที่มี
รูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก
รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของ

ตนเองในรูปแบบต่างๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อื่นและนำมาพัฒนางาน
เขียนของตนเอง

• ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณในการเลือกเรื่องที่ฟัง
และดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่ฟังและดู ประเมินสิ่งที่ฟัง
และดูแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็น
ทางการโดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล
รวมท้งั มมี ารยาทในการฟัง ดู และพดู

• เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธพิ ลของภาษา และลกั ษณะของภาษาไทย ใชค้ ำและกลุ่มคำสร้าง
ประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคำประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่ายและฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสม
กับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างคำในภาษาไทย
อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์
และสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์

• วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจ
ลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทาง
ประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมไป
ประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ

ตัวช้ีวัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๑

ชั้น ท่ี รหัสตัวชี้วดั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

ป.๑ ๑ ท ๑.๑ ป.๑/๑ ๑. อา่ นออกเสียงคำ คำคลอ้ งจอง การอา่ นออกเสยี งและบอก 
ท ๑.๑ ป.๑/๒ และข้อความสั้น ๆ ความหมายของคำพืน้ ฐาน
ไม่น้อยกวา่ ๖๐๐ คำ
๒. บอกความหมายของคำ ประกอบด้วย
และข้อความทอี่ ่าน
- คำทม่ี ีรูปวรรณยุกตแ์ ละไม่มีรูป
วรรณยกุ ต์

- คำทม่ี ีตวั สะกดตรงตามมาตรา
และไม่ตรงตามมาตรา

- คำที่มีพยญั ชนะควบกล้ำ

- คำทีม่ ีอกั ษรนำ

๒ ท ๑.๑ ป.๑/๓ ๓. ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องท่ีอ่าน  การอ่านจบั ใจความจากส่ือต่าง ๆ 

ท ๑.๑ ป.๑/๔ ๔. เลา่ เรื่องย่อจากเร่ืองท่ีอา่ น เช่น
ท ๑.๑ ป.๑/๕ - นิทาน

๕. คาดคะเนเหตุการณ์จากเร่ืองท่ีอ่าน

- วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ในหนงั สือเรียน

- บทเรยี นจากกลุ่มสาระการเรียนรู้
อื่น ๆ

๓ ท ๑.๑ ป.๑/๖ ๖. อ่านหนังสอื ตามความสนใจ  การอ่านหนังสือตามความสนใจ 
อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอ เช่น

เร่ืองท่ีอ่าน - หนังสือท่ีนกั เรยี นสนใจ
และเหมาะสมกับวัย

ช้นั ที่ รหสั ตวั ชี้วดั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

- หนังสอื ท่คี รแู ละนกั เรยี นกำหนด
รว่ มกัน

๔ ท ๑.๑ ป.๑/๗ ๗. บอกความหมายของเคร่ืองหมาย  การอา่ นเครื่องหมาย หรือ 
หรือสญั ลกั ษณ์สำคัญท่ีมักพบเหน็ สัญลกั ษณ์ในชีวติ ประจำวัน
ในชีวติ ประจำวนั

๕ ท ๑.๑ ป.๑/๘ ๘. มีมารยาท ในการอา่ น  มารยาทในการอ่าน เชน่ 

- ไมอ่ ่านเสยี งดงั รบกวนผู้อืน่

- ไมเ่ ลน่ กนั ขณะท่ีอา่ น

- ไมท่ ำลายหนงั สือ

๖ ท ๒.๑ ป.๑/๑ ๑. คดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทัด  
การคดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทัด

ตามรปู แบบการเขยี นตวั อักษรไทย

๗ ท ๒.๑ ป.๑/๒ ๒. เขยี นสือ่ สารดว้ ยคำ การเขยี นสะกดคำพ้ืนฐาน 
และประโยค ง่าย ๆ ไมน่ ้อยกวา่ ๖๐๐ คำ

- คำทใี่ ชใ้ นชวี ติ ประจำวัน

- คำพ้นื ฐานในบทเรียน

- ประโยคงา่ ย ๆ

๘ ท ๒.๑ ป.๑/๓ ๓. มีมารยาทในการเขียน  มารยาทในการเขียน เช่น 

- เขียนใหอ้ ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า

- ไมข่ ดี เขียนในทสี่ าธารณะ

ใชภ้ าษาเขียนเหมาะสมกับ เวลา
สถานท่ี และบุคคล 

ช้นั ท่ี รหัสตวั ช้ีวดั ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๙ ท ๓.๑ ป.๑/๑ ๑. ฟังคำแนะนำ คำส่งั งา่ ย ๆ  การฟังและปฏิบตั ิตามคำแนะนำ  ๙
และปฏิบัติตาม คำสั่งงา่ ย ๆ 

๑๐ ท ๓.๑ ป.๑/๒ ๒. ตอบคำถามและเลา่ เรื่องที่ฟงั และดู  การจบั ใจความจากเรื่องที่ฟงั และดู   ๑๐

ท ๓.๑ ป.๑/๓ ทง้ั ท่เี ป็นความร้แู ละความบันเทงิ ทั้งทเี่ ปน็ ความรูแ้ ละความบันเทงิ

๓. พดู แสดงความคิดเห็นและ เชน่

ความรสู้ ึกจากเรื่องท่ีฟังและดู - นทิ าน การ์ตนู

๑๑ ท ๓.๑ ป.๑/๔ ๔. พูดส่ือสารไดต้ ามวัตถปุ ระสงค์  การพูดส่ือสารในชีวติ ประจำวัน 
เชน่

- การแนะนำตนเอง

การกลา่ วคำทักทาย 

๑๒ ท ๓.๑ ป.๑/๕ ๕. มีมารยาทในการฟงั การดู  มารยาทในการฟัง เชน่ 
และการพูด - ตง้ั ใจฟงั ตามองผพู้ ูด

- ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง

- ไมค่ วรนำอาหาร หรอื เครอ่ื งด่ืม
ไปรับประทานขณะท่ีฟัง

- ให้เกยี รตผิ พู้ ดู ดว้ ยการปรบมือ

- ไม่พูดสอดแทรกขณะท่ีฟัง

 มารยาทในการดู เช่น

- ตั้งใจดู

- ไมส่ ่งเสยี งดงั หรือแสดงอาการ
รบกวนสมาธิของผู้อืน่

ช้นั ท่ี รหสั ตัวช้ีวัด ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

 มารยาทในการพูด เชน่

- ใช้ถ้อยคำและกิริยาทส่ี ุภาพ
เหมาะสมกบั กาลเทศะ

- ใช้น้ าเสยี งนมุ่ นวล

ไม่พูดสอดแทรกในขณะทผ่ี ู้อื่น กำลงั
พูด 

๑๓ ท ๔.๑ ป.๑/๑ ๑. บอกและเขียนพยญั ชนะ สระ  พยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์  
วรรณยุกต์ และเลขไทย
เลขไทย 
๑๔ ท ๔.๑ ป.๑/๒ ๒. เขียนสะกดคำ
และบอกความหมาย ของคำ  หลกั การแจกลกู สะกดคำ 

๑๕ ท ๔.๑ ป.๑/๓ ๓. เรียบเรียงคำเป็นประโยคง่าย หลักการใช้มาตราตวั สะกดทต่ี รงตาม

มาตราและไมต่ รง ตามมาตรา
๑๖ ท ๔.๑ ป.๑/๔ ๔. ตอ่ คำคลอ้ งจองงา่ ย ๆ
๑๗ ท ๕.๑ ป.๑/๑ ๑. บอกขอ้ คดิ ที่ไดจ้ ากการอา่ น  การแตง่ ประโยค  

ท ๕.๑ ป.๑/๒ หรอื การฟงั วรรณกรรมร้อยแก้ว  คำคล้องจอง  
และรอ้ ยกรองสำหรับเดก็ 

๒.ทอ่ งจำบทอาขยานตามที่ วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ และร้อยกรอง
กำหนด สำหรบั เดก็ เชน่
และบทร้อยกรองตามความสนใจ
- นิทาน

- เร่ืองสนั้ ๆ

- ปริศนาคำทาย

- บทรอ้ งเลน่

- บทอาขยาน

ชน้ั ท่ี รหสั ตวั ชี้วดั ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้
- บทร้อยกรอง
วรรณคดีและวรรณกรรม ในบทเรยี น 

รวม ๒๒ ตัวชี้วัด ๑๗ ๕

ตัวชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๒

ชน้ั ที่ รหสั ตัวชี้วัด ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

ป.๒ ๑ ท ๑.๑ ป.๒/๑ ๑. อา่ นออกเสียงคำ คำคล้องจอง  การอา่ นออกเสยี งและการบอก 

ท ๑.๑ ป.๒/๒ ขอ้ ความ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ความหมายของคำพืน้ ฐาน

ไดถ้ ูกตอ้ ง ไม่น้อยกวา่ ๘๐๐ คำ โดยเพม่ิ จาก

๒. อธิบายความหมายของคำ ป.๑ ดงั น้ี

และข้อความทอ่ี า่ น - คำทมี่ ตี ัวการันต์

- คำทม่ี ี รร

- คำทีม่ ีพยัญชนะและสระ

ทไ่ี ม่ออกเสยี ง

๒ ท ๑.๑ ป.๒/๓ ๓. ต้งั คำถามและตอบคำถามเกีย่ วกบั  การอา่ นจบั ใจความจากส่อื ตา่ ง ๆ 

ท ๑.๑ ป.๒/๔ เรอื่ งท่ีอ่าน เช่น

ท ๑.๑ ป.๒/๕ ๔. ระบุใจความสำคญั และรายละเอยี ด - นิทาน

จากเรอื่ งท่อี ่าน - ขอ้ เขยี นเชิงอธิบายหรอื ข้อแนะนำ

ป.๒ ๕. แสดงความคิดเห็นและคาดคะเน - วรรณคดแี ละวรรณกรรม

เหตกุ ารณจ์ ากเรอื่ งทอ่ี ่าน ในหนังสอื เรยี น

- บทเรียนจากกลุ่มสาระการเรียนรู้

อน่ื ๆ

ช้นั ท่ี รหัสตัวชี้วดั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

๓ ท ๑.๑ ป.๒/๖ ๖. อา่ นหนงั สอื ตามความสนใจ อย่าง  การอา่ นหนังสือตามความสนใจ เช่น 

สม่ำเสมอและนำเสนอ - หนังสอื ทน่ี ักเรยี นสนใจ

เร่ืองท่ีอ่าน และเหมาะสมกบั วัย

- หนงั สอื ทีค่ รูและนกั เรยี นกำหนด

รว่ มกนั

๔ ท ๑.๑ ป.๒/๗ ๗. อา่ นขอ้ เขียนเชิงอธิบาย และปฏบิ ตั ิ  

ตามคำสง่ั หรือข้อแนะนำ การอ่านข้อเขยี นเชิงอธิบาย

และปฏบิ ัติตามคำสงั่ หรือ

ข้อแนะนำ

- การใช้สถานท่สี าธารณะ

- คำแนะนำการใชเ้ ครื่องใชท้ ี่จำเป็น

ในบา้ นและในโรงเรยี น

๕ ท ๑.๑ ป.๒/๘ ๘. มีมารยาทในการอา่ น  มารยาทในการอ่าน เชน่ 

- ไมอ่ ่านเสยี งดังรบกวนผู้อ่ืน

- ไมเ่ ลน่ กันขณะท่ีอา่ น

- ไมท่ ำลายหนังสือ

- ไม่ควรแย่งอ่าน หรือชะโงกหนา้

ไปอา่ นขณะทผ่ี ู้อื่นกำลงั อ่านอยู่

๖ ท ๒.๑ ป.๒/๑ ๑. คัดลายมอื ตัวบรรจงเตม็ บรรทัด  การคดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทดั 

ตามรูปแบบการเขียนตวั อักษรไทย

๗ ท ๒.๑ ป.๒/๒ ๒. เขียนเรอ่ื งสน้ั ๆ การเขียนเรื่องสัน้ ๆ 
ท ๒.๑ ป.๒/๓ เกย่ี วกบั ประสบการณ์  การเขียนสะกดคำพืน้ ฐาน 

๓. เขยี นเรือ่ งสั้น ๆ ตามจินตนาการ ไม่นอ้ ยกว่า ๘๐๐ คำ

๘ ท ๒.๑ ป.๒/๔ ๔. มมี ารยาทในการเขียน  มารยาทในการเขยี น เช่น 

- เขยี นให้อ่านงา่ ย สะอาด

ไม่ขีดฆา่

- ไม่ขดี เขยี นในท่สี าธารณะ

- ใชภ้ าษาเขยี นเหมาะสมกับเวลา

สถานที่ และบุคคล

- ไมเ่ ขยี นล้อเลยี นผอู้ น่ื หรือทำให้

ผู้อื่นเสียหาย

ช้นั ท่ี รหัสตวั ช้ีวดั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๙ ท ๓.๑ ป.๒/๑ ๑. ฟังคำแนะนำ คำสงั่ ท่ีซบั ซ้อน  การฟังและปฏิบตั ติ ามคำแนะนำ 

และปฏบิ ตั ิตาม คำสง่ั ทซี่ ับซ้อน

๑๐ ท ๓.๑ ป.๒/๒ ๒. เล่าเรอื่ งท่ีฟังและดูท้ังท่เี ป็นความรู้  การจบั ใจความและพดู แสดง 

ท ๓.๑ ป.๒/๓ และความบันเทงิ ความคิดเหน็ ความรูส้ ึก จากเร่ือง

ท ๓.๑ ป.๒/๔ ๓. บอกสาระสำคัญของเร่ืองทีฟ่ งั ท่ีฟงั และดู ทง้ั ท่เี ปน็ ความรู้

ท ๓.๑ ป.๒/๕ และดู และความบันเทงิ เช่น

๔. ตงั้ คำถามและตอบคำถามเก่ยี วกับ - รายการสำหรับเดก็

เร่ืองท่ีฟงั และดู - เพลง

๕. พดู แสดงความคิดเหน็ และความรสู้ กึ

จากเร่ืองที่ฟังและดู

๑๑ ท ๓.๑ ป.๒/๖ ๖. พูดสอื่ สารไดช้ ัดเจนตรง  การพูดส่ือสารในชวี ติ ประจำวันเช่น 

ตามวัตถปุ ระสงค์ - การขอความชว่ ยเหลือ

- การกล่าวคำขอบคุณ / คำ

ขอโทษ

- การเล่าประสบการณ์

ในชวี ติ ประจำวัน

๑๒ ท ๓.๑ ป.๒/๗ ๗. มมี ารยาทในการฟงั การดู  มารยาทในการฟัง เชน่ 

และการพูด - ต้งั ใจฟัง ตามองผูพ้ ูด

- ไม่รบกวนผอู้ นื่ ขณะท่ีฟัง

- ไม่ควรนำอาหาร หรือเคร่อื งด่ืม

ไปรับประทานขณะท่ีฟัง

- ไม่พูดสอดแทรกขณะท่ีฟงั

 มารยาทในการดู เชน่

- ตงั้ ใจดู

- ไมส่ ง่ เสียงดัง หรือแสดงอาการ

รบกวนสมาธขิ องผู้อนื่

มารยาทในการพูด เช่น

- ใช้ถอ้ ยคำและกริ ยิ าที่สภุ าพ

เหมาะสมกบั กาลเทศะ

- ใช้น้ าเสียงนุ่มนวล

- ไม่พูดสอดแทรกในขณะทผี่ ู้อ่ืน

กำลงั พดู

ช้นั ท่ี รหสั ตัวช้ีวัด ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้
- ไม่พูดลอ้ เลียนให้ผู้อ่นื ไดร้ ับ
ความอับอาย หรอื เสียหาย

๑๓ ท ๔.๑ ป.๒/๑ ๑.บอกและเขยี นพยัญชนะ สระ พยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ 

วรรณยุกต์ และเลขไทย เลขไทย

๑๔ ท ๔.๑ ป.๒/๒ ๒. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย  ทบทวนหลกั การใชภ้ าษาไทย 

ของคำ ช้นั ป.๑ และเรยี นรู้เพ่มิ เตมิ

เรื่องต่อไปนี้

- หลักการผันอักษร

- หลักการอ่านและเขียนคำ

ท่ีมีตัวการนั ต์

- หลักการอา่ นและเขียนคำ

ที่มีพยัญชนะควบกลำ้

- หลักการอ่านและเขียนคำ

ทีม่ อี ักษรนำ

- หลักการอา่ นและเขียนคำทีม่ ี รร

- คำทม่ี ีความหมายตรงข้ามกนั

๑๕ ท ๔.๑ ป.๒/๓ ๓. เรยี บเรียงคำเปน็ ประโยค  หลกั การแต่งประโยค 

ได้ตรงตามเจตนาของการสือ่ สาร

๑๖ ท ๔.๑ ป.๒/๔ ๔. บอกลกั ษณะคำคล้องจอง  คำคล้องจอง 

ชน้ั ที่ รหสั ตวั ชี้วดั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๑๗ ท ๔.๑ ป.๒/๕ ๕.เลอื กใช้ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยมาตรฐาน 

และภาษาถนิ่ ไดเ้ หมาะสม  ภาษาถิน่

กบั กาลเทศะ

๑๘ ท ๕.๑ ป.๒/๑ ๑. ระบขุ ้อคิดท่ไี ด้จากการอา่ น  วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง 

ท ๕.๑ ป.๒/๒ หรอื การฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก สำหรับเดก็ เช่น

ท ๕.๑ ป.๒/๓ เพอื่ นำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั - นิทาน

๒. รอ้ งบทรอ้ งเลน่ สำหรับเด็ก - เรอ่ื งสั้น ๆ

ในท้องถ่ิน - ปรศิ นาคำทาย

๓. ทอ่ งจำบทอาขยานตามท่ีกำหนด - บทอาขยาน

และบทร้อยกรองท่ีมคี ุณคา่ - บทร้องเล่นที่มีคุณคา่

ตามความสนใจ - วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ในบทเรยี น

รวม ๒๗ ตัวชี้วดั ๒๐ ๗

ตัวชี้วดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๓

ช้ัน ที่ รหสั ตวั ช้ีวัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

ป.๓ ๑ ท ๑.๑ ป.๓/๑ ๑. อ่านออกเสยี งคำ ขอ้ ความ  การอา่ นออกเสยี งและการบอก 

ท ๑.๑ ป.๓/๒ เรือ่ งสน้ั ๆ และบทร้อยกรองง่าย ความหมายของคำ และขอ้ ความ

ๆ ไดถ้ ูกตอ้ ง คลอ่ งแคล่ว ทปี่ ระกอบด้วยคำพืน้ ฐาน ไม่น้อยกวา่

๒. อธบิ ายความหมายของคำ ๑,๒๐๐ คำ โดยเพ่มิ คำจาก ป.๒ ดงั น้ี

และข้อความที่อ่าน - คำพ้อง

- คำพเิ ศษอน่ื ๆ เชน่ คำท่ใี ช้ ฑ ฤ ฤ ๅ

- คำทอี่ ่านได้ ๒ ลักษณะ

ท้งั ตามอักขรวิธีและตามความนยิ ม

ชนั้ ท่ี รหัสตวั ชี้วดั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๒ ท ๑.๑ ป.๓/๓ ๓. ต้ังคำถามและตอบคำถามเชิง  การอ่านจบั ใจความจากส่ือต่าง ๆ เช่น 

ท ๑.๑ ป.๓/๔ เหตุผลเก่ยี วกบั เรือ่ งทอ่ี ่าน - ฉลากยาและสนิ ค้า

ท ๑.๑ ป.๓/๕ ๔. ล าดับเหตกุ ารณแ์ ละคาดคะเน - นทิ าน

เหตกุ ารณจ์ ากเร่อื งท่อี ่านโดยระบุ - เรอ่ื งเลา่ ส้ัน ๆ ในท้องถ่ิน

เหตผุ ลประกอบ - ข่าวและเหตกุ ารณใ์ นชีวิตประจำวัน

๕. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรอื่ ง - วรรณคดีและวรรณกรรม

ป.๓ ทีอ่ า่ นเพ่ือนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั ในหนงั สือเรียน
- บทเรยี นจากกลุ่มสาระการเรียนรู้

อน่ื ๆ

๓ ท ๑.๑ ป.๓/๖ ๖. อา่ นหนงั สอื ตามความสนใจ  การอา่ นหนังสือตามความสนใจ เช่น 

อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเร่ือง - หนงั สอื ทีน่ ักเรียนสนใจและ

ทอ่ี ่าน เหมาะสมกับวัย

- หนงั สือที่ครูและนกั เรียนกำหนด

รว่ มกนั

๔ ท ๑.๑ ป.๓/๗ ๗. อา่ นขอ้ เขยี นเชิงอธิบายและปฏบิ ัติ  การอ่านขอ้ เขียนเชงิ อธิบายและ 

ตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ ปฏบิ ัตติ ามคำสั่ง หรอื ขอ้ แนะนำ

- คำแนะนำตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำวนั

- ประกาศ ป้ายโฆษณา และคำขวัญ

๕ ท ๑.๑ ป.๓/๘ ๘. อธบิ ายความหมายของข้อมลู  การอ่านข้อมลู จากแผนภาพ แผนที่ 

จากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ และแผนภมู ิ

๖ ท ๑.๑ ป.๓/๙ ๙. มมี ารยาทในการอ่าน  มารยาทในการอ่าน เช่น 

- ไมอ่ ่านเสียงดังรบกวนผูอ้ ืน่

- ไม่เลน่ กนั ขณะท่ีอา่ น

- ไมท่ ำลายหนังสือ

- ไม่ควรแยง่ อ่าน หรือชะโงกหน้า

ไปอา่ นขณะทผ่ี ู้อื่นกำลงั อ่าน

๗ ท ๒.๑ ป.๓/๑ ๑. คดั ลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทดั  การคดั ลายมือตัวบรรจงเตม็ บรรทดั 

ตามรปู แบบการเขยี นตัวอักษรไทย

๘ ท ๒.๑ ๒. เขียนบรรยายเกีย่ วกับสิง่ ใดสงิ่ หน่งึ  การเขยี นบรรยายสัน้ ๆ 

ป.๓/๒ ได้อยา่ งชดั เจน  การเขียนสะกดคำพ้ืนฐาน

ไม่น้อยกวา่ ๑,๒๐๐ คำ

ช้นั ที่ รหัสตวั ชี้วัด ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

๙ ท ๒.๑ ๓. เขียนบนั ทึกประจำวัน  การเขยี นบันทกึ ประจำวัน 

ป.๓/๓

๑๐ ท ๒.๑ ป.๓/๔ ๔. เขยี นจดหมายลาครู  การเขยี นจดหมายลาครู 

๑๑ ท ๒.๑ ๕. เขยี นเรื่องตามจินตนาการ  การเขียนเรอื่ งตามจินตนาการ อย่างส้ัน 

ป.๓/๕ ๆ

๑๒ ท ๒.๑ ป.๓/๖ ๖. มมี ารยาทในการเขยี น  มารยาทในการเขยี น เช่น 

- เขียนให้อา่ นงา่ ย สะอาด ไม่ขีดฆา่

- ไม่ขดี เขยี นในที่สาธารณะ

- ใชภ้ าษาเขียนเหมาะสมกับเวลา

สถานท่ี และบุคคล

- ไมเ่ ขยี นล้อเลยี นผู้อื่นหรือทำให้

ผู้อนื่ เสยี หาย

๑๓ ท ๓.๑ ป.๓/๑ ๑. เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง  การจับใจความ และพูดแสดง 

ท ๓.๑ ป.๓/๒ และดูท้ังทีเ่ ป็นความรู้และ ความคิดเห็น ความรู้สกึ จากเร่ือง

ท ๓.๑ ป.๓/๓ ความบนั เทิง ทีฟ่ ังและดู ท้ังทเี่ ปน็ ความรู้และ

ท ๓.๑ ป.๓/๔ ๒. บอกสาระสำคัญจากการฟัง ความบนั เทิง เช่น

และการดู - สารคดสี ำหรบั เด็ก

๓. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกยี่ วกบั - ขา่ วและเหตุการณใ์ นชวี ติ ประจำวนั

เร่อื งที่ฟงั และดู

๔. พดู แสดงความคิดเห็นและ

ความรสู้ กึ จากเรื่องที่ฟังและดู

๑๔ ท ๓.๑ ป.๓/๕ ๕. พดู สอื่ สารไดช้ ดั เจนตรง  การพดู ส่ือสารในชีวิตประจำวนั เช่น 

ตามวตั ถปุ ระสงค์ - การพูดแนะนำสถานที่

- การพดู โน้มนา้ วใจอย่างสน้ั ๆ

ช้นั ท่ี รหัสตวั ชี้วดั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

๑๕ ท ๓.๑ ป.๓/๖ ๖. มมี ารยาทในการฟงั การดู  มารยาทในการฟัง เชน่ 

และการพดู - ตง้ั ใจฟัง ตามองผูพ้ ูด

- ไมร่ บกวนผูอ้ น่ื ขณะที่ฟงั

- ไมค่ วรนำอาหาร หรอื เครื่องด่ืม

ไปรับประทานขณะที่ฟงั

- ไม่แสดงกริ ิยาที่ไม่เหมาะสม เช่น โห่

ฮา หาว

- ให้เกยี รติผ้พู ูดดว้ ยการปรบมือ

- ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟงั

 มารยาทในการดู เช่น

- ตัง้ ใจดู

- ไม่สง่ เสยี งดงั หรือแสดงอาการ

รบกวนสมาธิของผู้อื่น

 มารยาทในการพูด เช่น

- ใช้ถ้อยคำและกริ ยิ าทีส่ ภุ าพ

เหมาะสมกับกาลเทศะ

- ใช้น้ าเสยี งนุ่มนวล

- ไม่พูดสอดแทรกในขณะท่ีผู้อ่ืน

กำลังพดู

- ไมพ่ ูดลอ้ เลียนใหผ้ ู้อ่ืนได้รับ

ความอับอาย หรือเสียหาย

ช้นั ที่ รหสั ตัวชี้วดั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

๑๖ ท ๔.๑ ป.๓/๑ ๑. เขยี นสะกดคำและบอกความหมาย ทบทวนหลกั การใช้ภาษาไทย ชั้น ป. 
ของคำ ๒ และเรียนรเู้ พม่ิ เติม

เร่ืองต่อไปน้ี

- หลกั การอ่านและเขยี น คำ

ทป่ี ระวสิ รรชนีย์ และ คำ

ทไี่ ม่ประวสิ รรชนีย์

- หลกั การอ่านและเขียนคำทมี่ ี ฑ ฤ

ฤา

- หลกั การอ่านและเขยี นคำท่ีมี บนั

บรร

- หลกั การอ่านและเขียนคำทใี่ ช้ รร

- หลกั การอ่านและเขยี นคำ

ท่ีมีตวั การันต์

- คำที่อ่านได้ ๒ ลักษณะ

ทั้งตามอักขรวธิ ีและตามความนิยม -

คำพ้อง

๑๗ ท ๔.๑ ป.๓/๒ ๒. ระบชุ นิดและหนา้ ท่ขี องคำ  ชนิดและหนา้ ที่ของคำ ได้แก่ 

ในประโยค - คำนาม

- คำสรรพนาม

- คำกรยิ า

๑๘ ท ๔.๑ ป.๓/๓ ๓. ใชพ้ จนานกุ รมคน้ หาความหมาย  การใช้พจนานุกรม 

ของคำ

๑๙ ท ๔.๑ ป.๓/๔ ๔. แตง่ ประโยคงา่ ยๆ  การแต่งประโยคเพ่ือการส่อื สาร ไดแ้ ก่ 

- ประโยคบอกเล่า

- ประโยคปฏเิ สธ

- ประโยคคำถาม

- ประโยคขอร้อง

- ประโยคคำส่ัง

๒๐ ท ๔.๑ ๕. แต่งคำคลอ้ งจองและคำขวัญ  คำคล้องจอง 
ป.๓/๕  การแตง่ คำขวัญ

ช้นั ท่ี รหัสตวั ชี้วัด ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๒๑ ท ๔.๑ ๖. เลอื กใชภ้ าษาไทยมาตรฐานและ  ภาษาไทยมาตรฐาน 

ป.๓/๖ ภาษาถนิ่ ได้เหมาะสมกบั กาลเทศะ  ภาษาถิน่

๒๒ ท ๕.๑ ป.๓/๑ ๑. ระบขุ อ้ คดิ ที่ได้จากการอา่ น  วรรณคดแี ละวรรณกรรม 

ท ๕.๑ ป.๓/๒ วรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ - นิทานพืน้ บ้าน

ท ๕.๑ ป.๓/๓ ในชวี ิตประจำวนั - ปริศนาคำทาย

ท ๕.๑ ป.๓/๔ ๒. รจู้ กั เพลงพ้ืนบ้านและเพลง - บทรอ้ ยกรองที่มคี ุณคา่

กล่อมเด็ก - เพลงพ้ืนบ้าน หรือเพลงกลอ่ มเด็ก

เพือ่ ปลูกฝังความช่นื ชม ทม่ี คี ณุ คา่

วัฒนธรรมท้องถ่นิ - บทอาขยาน

๓. แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกับ - วรรณคดแี ละวรรณกรรม

วรรณคดที ่ีอ่าน ในบทเรยี น

๔. ทอ่ งจำบทอาขยานตามท่ีกำหนด

และบทร้อยกรองที่มีคณุ คา่

ตามความสนใจ

รวม ๓๑ ตัวชี้วัด ๒๔ ๗

ตัวชว้ี ดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔

ชั้น ที่ รหสั ตวั ชี้วดั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

ป.๔ ๑ ท ๑.๑ ป.๔/๑ ๑. อา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และ  การอา่ นออกเสียงร้อยแกว้ 

ท ๑.๑ ป.๔/๒ บทร้อยกรองไดถ้ ูกต้อง และการบอกความหมาย

๒. อธบิ ายความหมายของคำ ประโยค ของถอ้ ยคำ สำนวน ท่ปี ระกอบด้วย

และสำนวนจากเรอ่ื งท่ีอา่ น - คำทม่ี ี ร ล เป็นพยัญชนะตน้

- คำทม่ี ีพยญั ชนะควบกลำ้

- คำท่ีมีอักษรนำ

- คำท่ีมตี วั การันต์

- สำนวนไทย

 การอ่าน

ทำนองเสนาะบทร้อยกรอง

๒ ท ๑.๑ ป.๔/๓ ๓. อา่ นเรือ่ งส้ันๆ ตามเวลาที่กำหนด  การอ่านจับใจความจากส่ือตา่ ง ๆ เช่น 

ท ๑.๑ ป.๔/๔ และตอบคำถามจากเร่อื งทอี่ า่ น - ปา้ ยโฆษณา

ท ๑.๑ ป.๔/๕ ๔. แยกข้อเท็จจริงและข้อคดิ เห็น - โอวาท

ท ๑.๑ ป.๔/๖ จากเร่ืองทอ่ี ่าน - วรรณคดแี ละวรรณกรรม

๕. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องท่ีอา่ น ในหนังสือเรียน

โดยระบเุ หตผุ ลประกอบ - บทเรยี นจากกลุ่มสาระการเรียนรู้

๖. สรปุ ความรู้และขอ้ คิดจากเร่อื งที่ อ่นื ๆ

อ่านเพ่ือนำไปใช้ในชีวติ ประจำวนั

๓ ท ๑.๑ ป.๔/๗ ๗. อ่านหนงั สอื ท่ีมีคุณค่าตาม  การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น 

ความสนใจอยา่ งสมำ่ เสมอและแสดง - หนงั สือทีน่ ักเรียนสนใจ

ความคิดเหน็ เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเหมาะสมกับวัย

- หนังสอื ทคี่ รแู ละนักเรยี นกำหนด

ร่วมกนั

๔ ท ๑.๑ ป.๔/๘ ๘. มมี ารยาทในการอา่ น  มารยาทในการอ่าน 

๕ ท ๒.๑ ป.๔/๑ ๑. คัดลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทดั และ  การคดั ลายมือตวั บรรจงเต็มบรรทดั 

ครึง่ บรรทัด และคร่ึงบรรทัด

ตามรูปแบบการเขยี นตัวอักษรไทย

ช้นั ท่ี รหัสตวั ชี้วัด ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๖ ท ๒.๑ ป.๔/๒ ๒. เขียนสอ่ื สารโดยใช้คำไดถ้ ูกต้อง  การเขยี นส่ือสาร เช่น 

ชัดเจน และเหมาะสม - คำขวญั

- คำแนะนำ

- ประกาศไม่เป็นทางการ

- การเขยี นอธบิ าย

๗ ท ๒.๑ ป.๔/๓ ๓. เขียนแผนภาพโครงเรื่องและ  การนำแผนภาพโครงเรือ่ งและ 

แผนภาพความคิดเพ่ือใชพ้ ัฒนา แผนภาพความคิดไปพัฒนา

งานเขียน งานเขยี น

๘ ท ๒.๑ ป.๔/๔ ๔. เขยี นย่อความจากเรอื่ งส้นั ๆ  การเขยี นย่อความจากวรรณคดี 

และวรรณกรรมในหนังสอื เรียน

หรอื สอื่ ตา่ ง ๆ

๙ ท ๒.๑ ป.๔/๕ ๕. เขยี นจดหมายถึงเพื่อนและบดิ า  การเขียนจดหมายถงึ เพื่อนและบดิ า 

มารดา มารดา

๑๐ ท ๒.๑ ป.๔/๖ ๖. เขยี นบันทกึ และเขยี นรายงาน  การเขียนบนั ทกึ และเขียนรายงาน 

จากการศึกษาค้นควา้ จากการศึกษาค้นควา้

๑๑ ท ๒.๑ ป.๔/๗ ๗. เขยี นเรอื่ งตามจินตนาการ  การเขียนเร่ืองตามจนิ ตนาการ 

๑๒ ท ๒.๑ ป.๔/๘ ๘. มีมารยาทในการเขียน  มารยาทในการเขยี น 

๑๓ ท ๓.๑ ป.๔/๑ ๑. จำแนกขอ้ เทจ็ จริงและข้อคดิ เห็น การจบั ใจความ และการพูดแสดง 
ท ๓.๑ ป.๔/๒ จากเรอ่ื งทฟี่ ังและดู ความคิดเหน็ จากเร่ืองทีฟ่ ังและดู
ท ๓.๑ ป.๔/๓ ๒. พดู สรุปความจากการฟงั และดู ในชีวิตประจำวันเช่น
ท ๓.๑ ป.๔/๔ ๓. พูดแสดงความรู้ ความคดิ เห็น
และความรสู้ กึ เกีย่ วกับเรื่องที่ฟงั - เร่อื งเลา่
และดู - เพลง

๔. ตงั้ คำถามและตอบคำถาม

เชงิ เหตผุ ลจากเรอ่ื งที่ฟงั และดู

๑๔ ท ๓.๑ ป.๔/๕ ๕. รายงานเร่ืองหรือประเด็นทีศ่ กึ ษา  การรายงาน เช่น 

ค้นคว้าจากการฟัง การดู - การพูดล

และการสนทนา าดบั ขนั้ ตอนการปฏบิ ัตงิ าน

- การพดู ล าดับเหตุการณ์

๑๕ ท ๓.๑ ป.๔/๖ ๖. มีมารยาทในการฟงั การดู  มารยาทในการฟัง การดู และการพดู 

และการพูด

ช้นั ที่ รหสั ตวั ช้ีวัด ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

๑๖ ท ๔.๑ ป.๔/๑ ๑. สะกดคำและบอกความหมาย ของ  ทบทวนสาระการเรยี นรูห้ ลักการใช้ 

คำในบริบทตา่ งๆ ภาษาไทย ชัน้ ป.๑ - ๓

 คำเป็นคำตาย

๑๗ ท ๔.๑ ป.๔/๒ ๒. ระบชุ นดิ และหน้าท่ขี องคำ  ชนดิ และหนา้ ที่ของคำ 

ในประโยค - คำนาม

- คำสรรพนาม

- คำกริยา

๑๘ ท ๔.๑ ป.๔/๓ ๓. ใช้พจนานกุ รมคน้ หาความหมาย  การใชพ้ จนานุกรม 

ของคำ

๑๙ ท ๔.๑ ป.๔/๔ ๔. แตง่ ประโยคได้ถกู ต้อง  ประโยคสามัญ 

ตามหลกั ภาษา

๒๐ ท ๔.๑ ป.๔/๕ ๕. แตง่ บทรอ้ ยกรองและคำขวญั  คำคล้องจอง 

 การแต่งกลอนสี่

 คำขวญั

๒๑ ท ๔.๑ ป.๔/๖ ๖. บอกความหมายของสำนวน  สำนวนไทย 

๒๒ ท ๔.๑ ป.๔/๗ ๗. เปรยี บเทยี บภาษาไทยมาตรฐาน  การเปรยี บเทยี บภาษาไทย 

กับภาษาถ่นิ ได้ มาตรฐานกับภาษาถนิ่

๒๓ ท ๕.๑ ป.๔/๑ ๑. ระบขุ ้อคิดจากนทิ านพื้นบ้าน  วรรณคดแี ละวรรณกรรม เชน่ 

ท ๕.๑ ป.๔/๒ หรอื นทิ านคติธรรม - นิทานพ้ืนบ้านในท้องถ่นิ ตนเอง

ท ๕.๑ ป.๔/๓ ๒. อธิบายข้อคิดจากการอ่าน เพ่อื หรอื นทิ านคติธรรม

ท ๕.๑ ป.๔/๔ นำไปใชใ้ นชีวิตจริง - เพลงพืน้ บ้าน

๓. ร้องเพลงพื้นบ้าน - หนังสืออา่ นนอกเวลา

๔. ท่องจำบทอาขยานตามท่ีกำหนด - บทอาขยาน

และบทร้อยกรองที่มคี ณุ ค่า - วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ตามความสนใจ ในบทเรียน

รวม ๓๓ ตัวช้ีวัด ๒๖ ๗

ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๕

ชน้ั ที่ รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

ป.๕ ๑ ท ๑.๑ ป.๕/๑ ๑. อา่ นออกเสยี งบทร้อยแก้วและ  การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว 

ท ๑.๑ ป.๕/๒ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง ระดบั ท่ียากขนึ้ และการบอก

ท ๑.๑ ป.๕/๓ ๒. อธบิ ายความหมายของคำ ประโยค ความหมายของถ้อยคำ สำนวน

และข้อความที่เป็นการบรรยาย ประกอบด้วย

และการพรรณนา - คำท่มี ีพยัญชนะควบกล้ำ

๓. อธบิ ายความหมายโดยนยั - คำทีม่ ีอักษรนำ

จากเรื่องทอ่ี ่านอย่างหลากหลาย - คำทมี่ ตี วั การนั ต์

- สำนวนไทยทีเ่ ปน็ คำพงั เพย

- ข้อความทเ่ี ป็นการบรรยาย

 การอา่ น

ทำนองเสนาะบทร้อยกรอง

๒ ท ๑.๑ ป.๕/๔ ๔. แยกขอ้ เทจ็ จรงิ และขอ้ คดิ เห็น  การอ่านจับใจความจากสื่อตา่ ง ๆ 

ท ๑.๑ ป.๕/๕ จากเร่ืองที่อ่าน เชน่

๕. วิเคราะหแ์ ละแสดงความคิดเหน็ - บทความในสารานุกรม

เก่ยี วกบั เรือ่ งทอี่ ่านเพื่อนำไปใช้ - บทความปกิณกะในหนงั สือพิมพ์

ในการด าเนนิ ชีวติ - ประกาศไม่เปน็ ทางการ

- วรรณคดแี ละวรรณกรรม

ในหนงั สือเรียน

- บทเรียนจากกลุ่มสาระการเรียน

รู้ อืน่

๓ ท ๑.๑ ป.๕/๖ ๖. อ่านงานเขยี นเชงิ อธบิ าย คำสงั่  การอ่านงานเขียนเชงิ อธิบาย คำสัง่ 

ข้อแนะนำ และปฏิบตั ติ าม ขอ้ แนะนำ และปฏบิ ัตติ าม เช่น

- การใช้พจนานุกรม

- การใชว้ สั ดุอุปกรณ์

- การอา่ นฉลากยา

- คู่มือและเอกสารของโรงเรียน

ท่ีเกี่ยวข้องกบั นักเรียน

ชนั้ ที่ รหสั ตวั ช้ีวดั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้
- ข่าวสารทางราชการ

๔ ท ๑.๑ ป.๕/๗ ๗. อ่านหนังสอื ท่ีมีคุณค่า  การอา่ นหนังสือตามความสนใจ 
ตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอ เชน่ 
และแสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกับ 
เร่ืองที่อ่าน - หนงั สอื ทีน่ ักเรียนสนใจและ
เหมาะสมกับวัย 
๕ ท ๑.๑ ป.๕/๘ ๘. มีมารยาทในการอ่าน - หนงั สือทคี่ รแู ละนกั เรยี นกำหนด 
๖ ท ๒.๑ ป.๕/๑ ๑. คัดลายมอื ตัวบรรจงเตม็ บรรทดั ร่วมกนั 

และคร่งึ บรรทัด  มารยาทในการอ่าน

ป.๕ ๗ ท ๒.๑ ป.๕/๒ ๒. เขยี นส่ือสารโดยใช้คำไดถ้ ูกต้อง  การคดั ลายมือตวั บรรจงเต็มบรรทดั
ชดั เจน และเหมาะสม และครงึ่ บรรทัดตามรูปแบบ
การเขยี นตัวอักษรไทย
๘ ท ๒.๑ ป.๕/๓ ๓. เขียนแผนภาพโครงเรือ่ งและ
๙ ท ๒.๑ ป.๕/๔ แผนภาพความคิดเพ่ือใช้พฒั นา  การเขียนสื่อสาร เช่น
งานเขียน - คำอวยพร
- คำแนะนำและคำอธิบายแสดง
๔. เขียนย่อความจากเรือ่ งทอ่ี ่าน ขน้ั ตอน
- จดหมายส่วนตวั ในชีวิตประจำวั

- เรียงความ
- การเขียนแสดงความรสู้ ึกและ
ความคดิ เห็น

 การนำแผนภาพโครงเรือ่ ง
และแผนภาพความคดิ ไปพฒั นา
งานเขยี น

 การเขียนย่อความจากวรรณคดี
และวรรณกรรมในหนงั สอื เรียน

ชั้น ที่ รหสั ตัวช้ีวดั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้
หรือสื่อตา่ ง ๆ

๑๐ ท ๒.๑ ป.๕/๕ ๕. เขียนจดหมายถึงผปู้ กครอง  การเขยี นจดหมายถงึ ผปู้ กครอง 

และญาติ และญาติ

๑๑ ท ๒.๑ ป.๕/๖ ๖. เขยี นแสดงความรสู้ กึ และความ  การเขียนแสดงความรูส้ กึ 

คิดเห็นได้ตรงตามเจตนา และความคดิ เห็น

๑๒ ท ๒.๑ ป.๕/๗ ๗. กรอกแบบรายการตา่ ง ๆ  การกรอกแบบรายการ 

- ใบฝากเงินและใบถอนเงนิ

- ธณาณตั ิ

- แบบฝากสง่ พัสดุไปรษณยี ภณั ฑ์

๑๓ ท ๒.๑ ป.๕/๘ ๘. เขยี นเร่ืองตามจนิ ตนาการ  การเขยี นเร่ืองตามจนิ ตนาการ 

๑๔ ท ๒.๑ ป.๕/๙ ๙. มมี ารยาทในการเขยี น  มารยาทในการเขียน 

๑๕ ท ๓.๑ ป.๕/๑ ๑. พดู แสดงความรู้ ความคดิ เห็น และ  การจับใจความ และการพดู 

ท ๓.๑ ป.๕/๒ ความรสู้ ึกจากเร่ืองท่ีฟงั และดู แสดงความรู้ ความคิดเหน็

ท ๓.๑ ป.๕/๓ ๒. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิง จากเร่อื งท่ีฟังและดจู ากสอ่ื ต่าง ๆ

เหตุผลจากเรือ่ งที่ฟงั และดู เชน่

๓. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากเรื่อง - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวนั

ที่ฟังและดูอยา่ งมเี หตุผล - โฆษณา

 การวิเคราะห์ความน่าเช่ือถอื

จากเรอ่ื งท่ฟี งั และดูในชวี ติ ประจำวนั

๑๖ ท ๓.๑ ป.๕/๔ ๔. พดู รายงานเรอ่ื งหรือประเด็น  การรายงาน เช่น 

ท่ศี กึ ษาคน้ ควา้ จากการฟัง การดู - การพูดล าดับข้นั ตอน

และการสนทนา การปฏบิ ตั งิ าน

- การพดู ล าดบั เหตุการณ์

๑๗ ท ๓.๑ ป.๕/๕ ๕. มีมารยาทในการฟัง การดู  มารยาทในการฟัง การดู

และการพูด และการพดู

ป.๕ ๑๘ ท ๔.๑ ป.๕/๑ ๑. ระบุชนดิ และหนา้ ทขี่ องคำ  ชนดิ และหนา้ ทข่ี องคำ 

ในประโยค - คำวิเศษณ์

- คำบุพบท

- คำเช่ือม

- คำอุทาน

ช้นั ที่ รหสั ตวั ชี้วดั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๑๙ ท ๔.๑ ป.๕/๒ ๒. จำแนกสว่ นประกอบของประโยค  กลุ่มคำ หรือวลี 

๒๐ ท ๔.๑ ป.๕/๓ ๓. เปรยี บเทียบภาษาไทยมาตรฐาน  ภาษาไทยมาตรฐาน 

กบั ภาษาถิน่  ภาษาถิน่

๒๑ ท ๔.๑ ป.๕/๔ ๔. ใช้คำราชาศัพท์  คำราชาศัพท์ 

๒๒ ท ๔.๑ ป.๕/๕ ๕. บอกคำภาษาต่างประเทศ  คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ 

ในภาษาไทย

๒๓ ท ๔.๑ ป.๕/๖ ๖. แต่งบทรอ้ ยกรอง  การแต่งกาพย์ยานี ๑๑ 

๒๔ ท ๔.๑ ป.๕/๗ ๗. ใช้สำนวนไดถ้ กู ตอ้ ง  สำนวนไทยที่เป็นคำพังเพย 

๒๕ ท ๕.๑ ป.๕/๑ ๑. สรปุ เรอ่ื งจากวรรณคดีหรอื  วรรณคดแี ละวรรณกรรม เช่น 

ท ๕.๑ ป.๕/๒ วรรณกรรมท่ีอ่าน - นิทานพืน้ บ้านทอ้ งถนิ่ อ่ืน

ท ๕.๑ ป.๕/๓ ๒. ระบุความรแู้ ละข้อคิดจากการอา่ น - สารคดี

ท ๕.๑ ป.๕/๔ วรรณคดีและวรรณกรรมทส่ี ามารถ - บทอาขยานและบทรอ้ ยกรอง

นำไปใชใ้ นชีวิตจริง ท่ีมคี ณุ ค่า

๓. อธบิ ายคุณคา่ ของวรรณคดี - หนังสอื อา่ นนอกเวลา

และวรรณกรรม - วรรณคดีและวรรณกรรม

๔. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด ในบทเรียน

และบทร้อยกรองที่มคี ณุ คา่

ตามความสนใจ

รวม ๓๓ ตัวช้ีวดั ๒๘ ๕

ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง

ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๖

ชัน้ ท่ี รหัสตัวช้ีวดั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

ป.๖ ๑ ท ๑.๑ ป.๖/๑ ๑. อา่ นออกเสียงบทร้อยแก้วและ การอา่ นออกเสยี งร้อยแก้วท่เี ปน็ 

ท ๑.๑ ป.๖/๒ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง โวหารต่าง ๆ ประกอบด้วย

๒. อธบิ ายความหมายของคำ ประโยค - คำทมี่ ีพยัญชนะควบกลำ้

และข้อความท่ีเปน็ โวหาร - คำที่มีอักษรนำ

- คำทีม่ ตี ัวการนั ต์

- คำทม่ี าจากภาษาต่างประเทศ

- อักษรย่อและเคร่ืองหมาย

วรรคตอน

- วัน เดอื น ปแี บบไทย

- ขอ้ ความท่ีเปน็ โวหารตา่ ง ๆ

- สำนวนไทยทีเ่ ปน็ คำพังเพย

และสุภาษิต

การอ่านทำนองเสนาะบทร้อยกรอง

ทเ่ี ป็นโวหารต่าง ๆ

๒ ท ๑.๑ ป.๖/๓ ๓. อา่ นเร่อื งสั้นๆ อย่างหลากหลาย  การอ่านจับใจความจากส่ือต่าง ๆ เชน่ 

ท ๑.๑ ป.๖/๔ โดยจบั เวลาแล้วถามเกี่ยวกบั - เรือ่ งส้ัน

ท ๑.๑ ป.๖/๕ เรือ่ งที่อา่ น - บทความจากส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์

๔. แยกขอ้ เทจ็ จริงและขอ้ คดิ เหน็ - ประกาศทางการ

จากเรือ่ งท่ีอ่าน - วรรณคดีและวรรณกรรม

๕. อธิบายการนำความรแู้ ละความคดิ ในหนังสือเรียน

จากเรอ่ื งทอ่ี า่ นไปตัดสินใจแก้ปัญหา - บทเรียนจากกลุ่มสาระการเรยี

ในการด าเนนิ ชีวติ นร้อู นื่

๓ ท ๑.๑ ป.๖/๖ ๖. อ่านงานเขยี นเชิงอธบิ าย คำสงั่  การอ่านงานเขยี นเชิงอธิบาย คำสั่ง 

ข้อแนะนำและปฏบิ ัตติ าม ข้อแนะนำ และปฏิบัตติ าม เช่น

- การใชพ้ จนานุกรม

- การปฏิบตั ิตนในการอยรู่ ่วมกัน

ในสงั คม

ชน้ั ท่ี รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้
- ข้อตกลงในการอยูร่ ว่ มกัน
ในโรงเรียนและการใชส้ ถานท่ี
สาธารณะในชุมชนและทอ้ งถ่ิน

๔ ท ๑.๑ ป.๖/๗ ๗. อธบิ ายความหมายของข้อมลู  การอ่านข้อมลู จากแผนผงั แผนท่ี 

จากการอา่ นแผนผัง แผนที่ แผนภมู ิ แผนภมู ิ และกราฟ

และกราฟ

๕ ท ๑.๑ ป.๖/๘ ๘. อา่ นหนงั สอื ตามความสนใจ  การอา่ นหนังสือตามความสนใจ เชน่ 

และอธิบายคุณค่าที่ไดร้ ับ - หนังสือท่นี กั เรยี นสนใจ 

และเหมาะสมกบั วยั

- หนังสืออา่ นทีค่ รูและนักเรยี น

กำหนดรว่ มกนั

ป.๖ ๖ ท ๑.๑ ป.๖/๙ ๙. มมี ารยาทในการอา่ น  มารยาทในการอ่าน

๗ ท ๒.๑ ป.๖/๑ ๑. คัดลายมอื ตัวบรรจงเตม็ บรรทดั  การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทดั 

และครึง่ บรรทัด และครงึ่ บรรทัดตามรปู แบบ

การเขียนตวั อักษรไทย

๘ ท ๒.๑ ป.๖/๒ ๒. เขยี นส่ือสารโดยใช้คำไดถ้ ูกตอ้ ง  การเขียนสื่อสาร เชน่ 

ชัดเจน และเหมาะสม - จดหมายกิจธุระในชีวติ ประจำวัน

- รายงานการศึกษาค้นคว้า

๙ ท ๒.๑ ป.๖/๓ ๓. เขยี นแผนภาพโครงเรือ่ ง และ  การเขยี นแผนภาพโครงเร่ือง

แผนภาพความคิดเพ่ือใชพ้ ัฒนา และแผนภาพความคดิ

งานเขยี น

๑๐ ท ๒.๑ ป.๖/๔ ๔. เขียนเรยี งความ  การเขยี นเรยี งความ 

๑๑ ท ๒.๑ ป.๖/๕ ๕. เขียนยอ่ ความจากเรอื่ งทอ่ี ่าน  การเขียนย่อความจากวรรณคดี 

และวรรณกรรมในหนงั สือเรยี น

หรอื สอื่ ต่าง ๆ

ชน้ั ท่ี รหัสตัวช้ีวัด ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ต้องรู้ ควรรู้

๑๒ ท ๒.๑ ป.๖/๖ ๖. เขียนจดหมายสว่ นตวั  การเขยี นจดหมายสว่ นตัว 

ในชีวิตประจำวนั เชน่

- จดหมายขอโทษ

- จดหมายแสดงความขอบคุณ

- จดหมายแสดงความเหน็ ใจ

- จดหมายแสดงความยนิ ดี

๑๓ ท ๒.๑ ป.๖/๗ ๗. กรอกแบบรายการตา่ ง ๆ  การกรอกแบบรายการ 

- แบบคำร้องต่าง ๆ

- ใบสมัครศึกษาต่อ

- แบบฝากสง่ พสั ดุและไปรษณียภัณฑ์

๑๔ ท ๒.๑ ป.๖/๘ ๘. เขยี นเรือ่ งตามจินตนาการ  การเขียนเร่ืองตามจินตนาการ 

และสรา้ งสรรค์  การเขยี นโนม้ น้าวใจ

๑๕ ท ๒.๑ ป.๖/๙ ๙. มีมารยาทในการเขียน  มารยาทในการเขยี น 

๑๖ ท ๓.๑ ป.๖/๑ ๑. พดู แสดงความรู้ ความเข้าใจ  การพูดแสดงความรู้ ความเข้าใจ 

ท ๓.๑ ป.๖/๒ จดุ ประสงคข์ องเร่ืองท่ีฟงั และดู และวิเคราะห์ความนา่ เชื่อถือ

ท ๓.๑ ป.๖/๓ ๒. ต้งั คำถามและตอบคำถามเชิง ของเร่ืองที่ฟงั และดจู ากสอ่ื ต่าง ๆ

เหตผุ ลจากเรอ่ื งที่ฟังและดู - นิทรรศการ

๓. วิเคราะหค์ วามน่าเชือ่ ถือจากการฟงั - สอื่ สงั คมออนไลน์

และดูสือ่ โฆษณาอย่างมีเหตผุ ล

๑๗ ท ๓.๑ ป.๖/๔ ๔. พดู รายงานเร่ืองหรือประเด็น  การพดู นำเสนอรายงานการศึกษา 

ทศ่ี ึกษาค้นควา้ จากการฟัง การดู คน้ ควา้

และการสนทนา

๑๘ ท ๓.๑ ป.๖/๕ ๕. พูดโน้มนา้ วอย่างมีเหตุผล และ  การพดู โนม้ นา้ วในสถานการณต์ า่ ง ๆ 

น่าเชือ่ ถือ

ป.๖ ๑๙ ท ๓.๑ ป.๖/๖ ๖. มมี ารยาทในการฟงั การดู  มารยาทในการฟัง การดู และการพูด 

และการพูด

ช้นั ที่ รหัสตัวชี้วดั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ตอ้ งรู้ ควรรู้

๒๐ ท ๔.๑ ป.๖/๑ ๑. วเิ คราะห์ชนดิ และหนา้ ที่ของคำ  ชนิดและหนา้ ทขี่ องคำ
- คำนาม 
ในประโยค - คำสรรพนาม
- คำกรยิ า
๒๑ ท ๔.๑ ป.๖/๒ ๒. ใช้คำได้เหมาะสมกบั กาลเทศะ - คำวเิ ศษณ์
และบุคคล - คำบพุ บท
- คำเช่ือม
- คำอุทาน

 คำราชาศพั ท์
 ระดบั ภาษา

๒๒ ท ๔.๑ ป.๖/๓ ๓. รวบรวมและบอกความหมาย ของ  คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ 

คำภาษาต่างประเทศทใี่ ช้

ในภาษาไทย 

๒๓ ท ๔.๑ ป.๖/๔ ๔. ระบุลกั ษณะของประโยค  การวเิ คราะหส์ ว่ นประกอบ

ของประโยค

- ประโยคสามญั

- ประโยครวม

- ประโยคซ้อน

๒๔ ท ๔.๑ ป.๖/๕ ๕. แตง่ บทรอ้ ยกรอง  กลอนสภุ าพ

๒๕ ท ๔.๑ ป.๖/๖ ๖. วิเคราะห์และเปรียบเทียบสำนวน  สำนวนไทยทเี่ ป็นคำพังเพยและสุภาษิต

ทเ่ี ป็นคำพังเพย และสภุ าษิต

๒๖ ท ๕.๑ ป.๖/๑ ๑. แสดงความคดิ เห็นจากวรรณคดี  วรรณคดแี ละวรรณกรรม -

ท ๕.๑ ป.๖/๒ หรือวรรณกรรมที่อ่าน นิทานพน้ื บ้านอาเซยี น

ท ๕.๑ ป.๖/๓ ๒. เล่านทิ านพืน้ บ้านท้องถิน่ ตนเอง - บทรอ้ ยกรองท่ีมคี ุณคา่

ท ๕.๑ ป.๖/๔ และนทิ านพืน้ บ้านของท้องถิ่นอ่ืน - บทอาขยาน

๓. อธิบายคุณคา่ ของวรรณคด ี - หนงั สอื อา่ นนอกเวลา

และวรรณกรรมท่อี า่ นและนำไป - วรรณคดีและวรรณกรรม

ประยกุ ต์ใช้ในชีวติ จริง ในบทเรยี น


Click to View FlipBook Version