35 3.1) American Rescue Plan (APP) ซึ่งเป็นส่วนของมำตรกำรทำงกำรคลัง ระยะที่ 5 ที่ได้อนุมัติและเริ่มด ำเนินกำรแล้ว โดยมีมำตรกำร เช่น กำรช่วยเหลือเยียวยำประชำชน กำรให้ สินเชื่อแก่ภำคธุรกิจ งบช่วยเหลืออุตสำหกรรมกำรบิน และกำรจัดวัคซีน เป็นต้น 3.2) American Jobs Plan (AJP) ซึ่งเป็นแผนงำนลงทุนโครงสร้ำงพื้นฐำนและ เทคโนโลยีด้ำนต่ำงๆ มูลค่ำวงเงินรวม 2.3 ล้ำนล้ำนเหรียญสหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มกำรจ้ำงงำน ในประเทศและพัฒนำประเทศด้วยเทคโนโลยี 5G พลังงำนสะอำด กำรวิจัยและพัฒนำ ซึ่งแผนลงทุน บำงส่วนได้อนุมัติแล้ว เช่น Infrastructure Investment and Job Act (IIJA) ในช่วงเดือนพฤศจิกำยน 2564 เพื่อลงทุนโครงสร้ำงพื้นฐำนด้ำนคมนำคมขนส่ง รถไฟ สนำมบิน ท่ำเรือ ขนส่งสำธำรณะ สถำนีชำร์จ รถยนต์ไฟฟ้ำ และระบบเครือข่ำยอินเตอร์เน็ตควำมเร็วสูง โดยมีระยะเวลำด ำเนินกำร 10 ปี 3.3) American Families Plan (AFP) เป็นแผนงำนเพื่อยกระดับสวัสดิกำรทำง สังคม สร้ำงควำมเท่ำเทียมและลดควำมเหลื่อมล้ ำของชำวอเมริกัน โดยจะครอบคลุมกำรเข้ำถึงกำร รักษำพยำบำล กำรเรียนฟรีในระดับเตรียมอนุบำล กำรยกเว้นค่ำเล่ำเรียนของสถำนศึกษำในพื้นที่ชุมชน กำรจัดตั้งโครงกำรฝึกอบรมเด็ก กำรให้เงินชดเชยกรณีลำเพื่อดูแลบุตรและคนในครอบครัว ทั้งนี้ จำกกำรด ำเนินนโยบำยและมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังของสหรัฐอเมริกำ ตลอดช่วงปี 2563 – 2564 ส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกำปรับตัวดีขึ้น โดย OECD (2564) คำดกำรณ์ว่ำ Real GDP ของสหรัฐอเมริกำในปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 5.6 และจะปรับตัวขึ้นที่ร้อยละ 3.7 และร้อยละ 2.4 ในปี 2565 และ 2566 ตำมล ำดับ ทั้งนี้ คำดว่ำกำรด ำเนินมำตรกำรทำงกำรเงินจะปรับตัว โดยสหรัฐอเมริกำจะปรับขึ้นอัตรำดอกเบี้ยนโยบำยเพื่อรองรับกำรขยำยตัวขึ้นของเศรษฐกิจ ส่วนมำตรกำร ทำงกำรคลังที่เคยด ำเนินกำรมำก็จะเริ่มสิ้นสุดลง แต่ผลจำกมำตรกำรเหล่ำนั้นได้ท ำให้เกิดเงินออมส่วนเกิน (Excess Savings) ในภำคครัวเรือนและภำคธุรกิจ โดยจะส่งให้เกิดกำรบริโภคและลงทุนเพิ่มมำกขึ้น ในช่วงระยะเวลำต่อไป 2) ญี่ปุ่น (Japan) ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระดับกำรพัฒนำสูงที่สุด ของเอเชีย มีมูลค่ำ GDP เป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยจัดอยู่ในประเทศ นวัตกรรมชั้นน ำ เป็นทั้งฐำนตลำดกำรเงินและอุตสำหกรรมในเอเชีย โดยในปี 2562 ก่อนวิกฤติ COVID-19 ญี่ปุ่นมีระดับหนี้สำธำรณะอยู่ที่ ร้อยละ 235 ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก (ที่มำ: OECD Data) แต่ญี่ปุ่นมีต้นทุนของหนี้สำธำรณะที่ต่ ำมำก ควำมเชื่อมั่นของผู้ลงทุนสูง และมียังคงสำมำรถบริหำรจัดกำรหนี้สำธำรณะได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ญี่ปุ่นเริ่มพบผู้ติดเชื้อในประเทศตั้งแต่เดือนมกรำคม 2563 โดยรัฐบำลและหน่วยงำน ที่เกี่ยวข้องได้ประกำศใช้มำตรกำรด้ำนสำธำรณสุขและกำรกักกันโรค รวมถึงกำรประกำศภำวะฉุกเฉิน
36 ในหลำยพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้ในปี 2563 GDP ของญี่ปุ่นลดลงถึงร้อยละ 4.5 ทั้งนี้ กำรแข่งขันกีฬำ โอลิมปิกที่จัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎำคม – สิงหำคม 2564 รัฐบำลญี่ปุ่นไม่อนุญำตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือ ผู้ชมทั่วไปเข้ำชมกำรแข่งขันในสนำมได้ ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนในกำรด ำเนินงำนและสูญเสียรำยได้ที่คำดว่ำ จะได้รับเป็นจ ำนวนมำก ในกำรแก้ไขสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 รัฐบำลญี่ปุ่นมีกำรออกมำตรกำร ด้ำนกำรเงินกำรคลัง วงเงินรวม 2.26 ล้ำนล้ำนเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 44.8 ของ GDP โดยแบ่งเป็นมำตรกำรด้ำนกำรคลัง วงเงิน 0.83 ล้ำนล้ำนเหรียญสหรัฐ และมำตรกำรด้ำนกำรเงิน วงเงิน 1,43 ล้ำนล้ำนเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลเดือนกรกฎำคม 2564) โดยคณะผู้วิจัยได้สรุปรำยละเอียดกำรใช้ มำตรกำรทำงกำรเงินและกำรคลังควบคู่กันของญี่ปุ่นเพื่อแก้ไขปัญหำจำกกำรระบำดของ COVID-19 ผ่ำนกำรออกกฎหมำย ดังนี้ 1) มำตรกำรช่วยเหลือเยียวยำและกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 . 1 ) The First Novel Coronavirus Disease Emergency Response Package วงเงิน 5 แสนล้ำนเยน เพื่อเป็นเงินสนับสนุนธุรกิจ SMEs และธุรกิจในภำคกำรผลิตที่ได้รับผลกระทบจำก กำรแพร่ระบำด โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งภำคกำรท่องเที่ยว 1.2) The Second Novel Coronavirus Disease Emergency Response Package วงเงิน 1.6 ล้ำนล้ำนเยน เพื่อเป็นงบประมำณส ำหรับเสริมสภำพคล่องทำงกำรเงินให้แก่เจ้ำของธุรกิจ Smes ทั่วประเทศที่ก ำลังเผชิญกับภำวะขำดแคลนรำยได้ รวมถึงมำตรกำรเพื่อกระตุ้นกำรผลิตหน้ำกำก อนำมัยและกำรป้องกันกำรแพร่ระบำดของ COVID-19 1.3) Emergency Economic Measures for Response to COVID-19 วงเงิน งบประมำณ 117.1 ล้ำนล้ำนเยน ซึ่งเป็นกำรประกำศใช้มำตรกำรกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยมีมำตรกำร ที่ส ำคัญ คือ มำตรกำรเงินช่วยเหลือเยียวยำให้แก่พลเมืองญี่ปุ่นทุกคนที่ลงทะเบียน คนละ 100,000 เยน มำตรกำรช่วยเหลือ SMEs และผู้ประกอบอำชีพอิสระไม่เกินรำยละ 1 ล้ำนเยน หำกได้รับผลกระทบด้ำน รำยได้อย่ำงหนักจำกกำรแพร่ระบำดของ COVID-19 รวมทั้งลดหย่อยภำษีส ำหรับอุปกรณ์ทำงกำรแพทย์ 1 . 4 ) 2 nd Emergency Economic Measures for Response to COVID-19 วงเงินงบประมำณ 120ล้ำนล้ำนเยน โดยเป็นมำตรกำรช่วยเหลือเยียวยำและกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมำตรกำร ส ำคัญ คือ เงินอุดหนุนช่วยเหลือค่ำเช่ำให้แก่พลเมืองและธุรกิจ SMEs เงินค่ำเสี่ยงภัยให้แก่บุคลำกรด่ำนหน้ำ คนละ 200,000 เยน และกำรจัดตั้งกองทุนเพื่อรองรับกำรระบำดระลอกถัดไปวงเงิน 10,000,000 ล้ำนเยน 2) มำตรกำรทำงกำรเงิน ธนำคำรกลำงญี่ปุ่น (Bank of Japan: BOJ) ได้ประกำศมำตรกำรเพื่อรักษำภำวะ ตลำดกำรเงิน และสร้ำงแรงจูงใจด้ำนกำรให้สินเชื่อ พร้อมทั้งเพิ่มสภำพคล่องในระบบผ่ำนกำรซื้อคืน พันธบัตรรัฐบำลญี่ปุ่น โดย BOJ ได้ตัดสินใจซื้อพันธบัตรรัฐบำลญี่ปุ่นเพิ่มโดยไม่จ ำกัดจ ำนวนสูงสุด รวมถึง เพิ่มสัดส่วนกำรซื้อตรำสำรหนี้ภำคเอกชนสูงสุดถึง 20 ล้ำนล้ำนเยน กำรด ำเนินมำตรกำรด้ำนเงินทุนให้แก่
37 ธุรกิจ SME เช่น สินเชื่อแบบผ่อนปรน (ปลอดดอกเบี้ยโดยไม่มีหลักประกัน) โดยมำตรกำรเงินทุนนี้มีวงเงิน ประมำณ 90 ล้ำนล้ำนเยน ตลอดจนกำรขยำยวงเงินสินเชื่อแบบผ่อนปรนส ำหรับธุรกิจ SME ไปยังธนำคำร ท้องถิ่น โดยรัฐบำลเป็นผู้ค้ ำประกัน รวมทั้งกำรก ำหนดให้ธนำคำรต่ำง ๆ เลื่อนกำรช ำระต้นเงินกู้ กำร จ ำนอง และงดเว้นกำรเก็บค่ำธรรมเนียมส ำหรับแก้ไขเงื่อนไขเงินจ ำนอง ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลำด ำเนิน มำตรกำรต่ำงๆ BOJ คงระดับอัตรำดอกเบี้ยเป้ำหมำย (Interest Rate Target) ที่ร้อยละ -0.1 ต่อปี 3) แผนกำรฟื้นฟูประเทศและเตรียมควำมพร้อมรับมือวิกฤติในอนำคต ช่วงปลำยปี 2564 ที่ผ่ำนมำ รัฐบำลญี่ปุ่นได้ประกำศเตรียมควำมพร้อมในกำร ด ำเนินโครงกำรภำยใต้กรอบวงเงิน 78.9 ล้ำนล้ำนเยน โดยเริ่มจัดสรรวงเงินงบประมำณกว่ำ 55.7 ล้ำน ล้ำนเยน เพื่อด ำเนินกำรกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจตำมแผนงำน 4 ด้ำน (4 Pillars)8 คือ 3.1) Pillar 1 กำรป้องกันกำรระบำดครั้งใหม่ของ COVID-19 ภำยใต้กรอบ วงเงิน 22.1 ล้ำนล้ำนเยน ซึ่งจำกสถำนกำรณ์ติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งปรับตัวลดลงจำกกำรฉีดวัคซีนกระจำย ทั่วประเทศ รัฐบำลญี่ปุ่นจะได้มีกำรเตรียมควำมพร้อมด้ำนระบบสำธำรณสุข ระบบกำรฉีดวัคซีนในอนำคต และกำรจัดซื้อยำรักษำโรค พร้อมทั้งเงินช่วยเหลือให้แก่ภำคธุรกิจและประชำชนที่ยังคงได้รับผลกระทบ จำก COVID-19 3.2) Pillar 2 กำรเริ่มต้นกิจกรรมทำงเศรษฐกิจและสังคมในสภำพแวดล้อม "อยู่กับ Coronavirus" และเตรียมพร้อมส ำหรับวิกฤตครั้งต่อไป ภำยใต้กรอบวงเงิน 9.2 ล้ำนล้ำนเยน โดยจะด ำเนินกำรส่งเสริมและกระตุ้นอุปสงค์ในกำรบริโภคและบริกำรให้แก่ภำคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ที่ผ่ำนมำ กำรจัดสรรวัคซีนและชุดคัดกรองเพื่อติดตำมและป้องกันควำมเสี่ยงในกำรแพร่ระบำด กำรพัฒนำวัคซีนและยำรักษำส ำหรับไวรัสสำยพันธุ์ใหม่ รวมถึงกำรให้ควำมช่วยเหลือด้ำนกำรแพร่ระบำด ในต่ำงประเทศ 3.3) Pillar 3 กำรเปิดตัว “ทุนนิยมรูปแบบใหม่” เพื่อพัฒนำรูปแบบสังคม ในอนำคต ภำยใต้กรอบวงเงิน 19.8 ล้ำนล้ำนเยน เพื่อสร้ำงรำยได้ที่ยั่งยืนในอนำคตให้แก่ประเทศ รัฐบำล ญี่ปุ่นเตรียมแผนกำรลงทุนตำมเป้ำหมำย 3 ด้ำน คือ 1) กำรท ำให้เป็นญี่ปุ่นเป็น “ประเทศวิทยำศำสตร์ และเทคโนโลยี” 2) กำรเปิดตัว “วิสัยทัศน์สู่ Digital Garden City Nation” และ 3) กำรบรรลุควำมมั่นคง ทำงเศรษฐกิจ โดยรัฐบำลจะด ำเนินกำรกลยุทธ์สนับสนุนภำคเอกชนรวมทั้งปรับปรุงระบบรำชกำร ให้รองรับกำรแผนกำรพัฒนำในอนำคต 3.4) Pillar 4 กำรสร้ำงหลักประกันด้ำนสังคมด้วยมำตรกำรป้องกันและ ลดอุบัติภัยเพื่อเสริมสร้ำงภูมิต้ำนทำนของประเทศ ภำยใต้กรอบวงเงิน 4.6 ล้ำนล้ำนเยน โดยรัฐบำล จะด ำเนินมำตรกำรป้องกันและลดภัยพิบัติและเสริมสร้ำงควำมสำมำรถในกำรฟื้นตัวของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อควำมเสียหำยจำกพำยุและน้ ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งจำกผลกระทบของกำรเปลี่ยนแปลง สภำพภูมิอำกำศ เช่นเดียวกับกำรเกิดแผ่นดินไหวขนำดใหญ่และสึนำมิ 8 อ้ำงอิงจำก The Government of Japan (www.japan.go.jp)
38 IMF (2565) ระบุว่ำ ญี่ปุ่นได้ด ำเนินมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังอย่ำงรวดเร็ว และเข้มแข็ง โดยออกมำตรกำรด้ำนกำรคลังผ่ำนกำรด ำเนินนโยบำยงบประมำณแบบขำดดุลเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องจำกในปี 2562 ที่ร้อยละ 2.4 ในปี 2563 ที่ร้อยละ 8.3 และในปี 2564 ที่ร้อยละ 7.2 เพื่อ ช่วยเหลือภำคครัวเรือน ระดับกำรจ้ำงงำน และสินเชื่อให้แก่ภำคธุรกิจ รวมทั้ง BOJ ที่ด ำเนินมำตรกำรด้ำน กำรเงินเพื่อสนับสนุนเสถียรภำพในตลำดกำรเงินให้มีสภำพคล่อง ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ฟื้นคืนกลับมำในปี 2564 โดยมี Real GDP อยู่ที่ร้อยละ 1.6 ระดับเงินเฟ้อดีขึ้นอยู่ในกรอบที่ต่ ำกว่ำ ร้อยละ 2 เล็กน้อย และบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ที่เกิดดุลอยู่ร้อยละ 3.1 ของ GDP ทั้งนี้ มำตรกำรสนับสนุนด้ำนกำรเงินได้ช่วยพยุงให้ภำคธุรกิจสำมำรถด ำเนินกิจกำรต่อได้โดยมีอัตรำปิดกิจกำร ล้มละลำย และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรำยได้ (Non-performing Loan) อยู่ในระดับต่ ำ 3) ฟิลิปปินส์ (Philippines) ฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่ำงของกลุ่มประเทศก ำลัง พัฒนำในภูมิภำคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบเศรษฐกิจพึ่งพิง ภำคธุรกิจบริกำรและภำคอุตสำหกรรมเป็นหลัก โดยมีกำรเติบโต แบบพลวัต (Dynamic Economy) จำกกำรบริโภคในประเทศที่ เข้มแข็ง ตลำดแรงงำนที่มีศักยภำพ และเงินลงทุนจำกต่ำงประเทศ รวมถึงกำรเติบโตของเขตเมือง ชนชั้นกลำง และประชำกรวันเยำว์ ทั้งนี้ ในปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 ฟิลิปปินส์มีอัตรำกำร เติบโตทำงเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 6.1 และมีภำระหนี้สำธำรณะต่อ GDP ที่ร้อยละ 39.6 (ที่มำ: The Philippine News Agency) ฟิลิปปินส์พบผู้ติดเชื้อครั้งแรกในเดือนมกรำคม 2563 และมีจ ำนวนเพิ่มขึ้นตลอด ปี 2563 โดยหน่วยงำนภำครัฐของฟิลิปปินส์ได้มีกำรใช้มำตรกำรจ ำกัดกำรเดินทำงและ Community Quarantine ในพื้นที่รอบกรุงมะนิลำ และจังหวัดใกล้เคียง มำตรกำรห้ำมรวมกลุ่ม จ ำกัดกำรเดินทำงด้วย ระบบขนส่งสำธำรณะและกำรเข้ำร้ำนอำหำร อย่ำงไรก็ดี กำรแพร่ระบำดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลต่อ กิจกรรมทำงเศรษฐกิจของประเทศและท ำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในปี 2563 หดตัวลงถึงร้อยละ -9.6 ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ได้เริ่มกำรฉีดวัควีนตั้งแต่เดือนมีนำคม 2564 และมีเป้ำในกำรฉีดวัคซีนให้ได้ 500,000 แสนโดส ต่อวัน ภำยในปี 2564 ในกำรแก้ไขสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 ฟิลิปปินส์มีกำรออกมำตรกำร ด้ำนกำรเงินกำรคลัง วงเงินรวม 13,100 ล้ำนเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.6 ของ GDP โดยแบ่ง ออกเป็นมำตรกำรด้ำนกำรคลัง วงเงิน 9,800 ล้ำนเหรียญสหรัฐ และมำตรกำรด้ำนกำรเงิน วงเงิน 3,300 ล้ำนเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลเดือนกรกฎำคม 2564) โดยตั้งแต่องค์กำรอนำมัยโลกได้ประกำศให้ COVID-19 เป็นกำรระบำดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) รัฐบำลฟิลิปปินส์ได้เริ่มใช้ 4-Pillar Socioeconomic Strategy Againgt COVID-19 ซึ่งมีกำรใช้มำตรกำรด้ำนกำรเงินและกำรคลังควบคู่กันตำมองค์ประกอบ ดังนี้
39 แผนภาพที่ 2.3 มาตรการด้านการเงินและการคลังเพื่อแก้ไขวิกฤต COVID-19 ของฟิลิปปินส์ ที่มำ: Department of Finance, Phillipines Pillar 1 เป็นมำตรกำรให้ควำมช่วยเหลืออย่ำงฉุกเฉินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ประกอบไปด้วย กำรให้เงินอุดหนุนกำรจ้ำงงำนและควำมช่วยเหลือต่ำงๆ ให้แก่ครัวเรือนที่มีรำยได้ต่ ำและ ผู้ที่ท ำงำนในสำยอำชีพด้ำนสำธำรณสุข Pillar 2 เป็นมำตรกำรสนับสนุนเงินทุนด้ำนสำธำรณสุขให้แก่บุคลำกรด่ำนหน้ำ (Frontline Workers) กำรจัดซื้ออุปกรณ์ทำงกำรแพทย์ที่มีควำมจ ำเป็นต้องใช้งำน เช่น ชุด PPE และ เครื่องมือในกำรตรวจคัดกรอง เป็นต้น รวมถึงเงินอุดหนุนกำรประกันสุขภำพส ำหรับผู้ป่วย COVID-19 Pillar 3 เป็นมำตรกำรด ำเนินงำนของรัฐบำลกลำงเพื่อระดมทุนและด ำเนินมำตรกำร ผ่ำนธนำคำรกลำงของฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) เพื่อรักษำสภำพคล่องของตลำด กำรเงิน Pillar 4 เป็นมำตรกำรวำงแผนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภำยหลังจำกกำรแพร่ระบำด โดยสำมำรถอธิบำยภำพรวมของกำรด ำเนินมำตรกำรข้ำงต้นได้ดังนี้ (1) กำรด ำเนินงำนตำม Pillar 1 - 2 รัฐบำลฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมำย 2 ฉบับ เพื่อด ำเนินมำตรกำรทำงกำรคลัง ประกอบด้วย (1.1) Bayanihan to Heal as One Act (Bayanihan I) ในเดือนมีนำคม 2563 วงเงินประมำณ 7,400 ล้ำนเหรียญสหรัฐ เพื่อให้อ ำนำจประธำนำธิบดีโอนเปลี่ยนแปลงวงเงินงบประมำณ รำยจ่ำยที่ยังไม่ได้ใช้เพื่อน ำมำเป็นเงินทุนฉุกเฉินส ำหรับด ำเนินมำตรกำรแก้ไขปัญหำกำรแพร่ระบำด ของ COVID-19 ดังนี้ - เงินช่วยเหลือฉุกเฉินและกำรสนับสนุนกำรด ำเนินงำนด้ำนสำธำรณสุข โดยเป็นค่ำใช้จ่ำยในกำรรักษำพยำบำลผู้ติดเชื้อภำยใต้กำรสนับสนุนของ National Health Insurance Program ค่ำเสี่ยงภัยให้แก่บุคลำกรทำงกำรแพทย์ และเงินอุดหนุนพิเศษให้แก่บุคลำกรของรัฐที่ติดเชื้อ หรือเสียชีวิตระหว่ำงปฏิบัติหน้ำที่เกี่ยวกับกำรแพร่ระบำดของ COVID-19 รวมถึงกำรให้เงินช่วยเหลือแก่ ครัวเรือนที่มีรำยได้น้อยกว่ำ 18 ล้ำนครัวเรือน ครัวเรือนละ 5,000 – 8,000 ฟิลิปปินส์เปโซ
40 - มำตรกำรให้แก่รัฐบำลท้องถิ่น (Local Government) ในกำรติดตำม กำรแพร่ระบำดของ COVID-19 พร้อมทั้งจัดสรรเงินไม่น้อยกว่ำร้อยละ 5 ของมูลค่ำกองทุนภัยพิบัติ (Calaminy Fund) ที่รัฐบำลท้องถิ่นแต่ละแห่งถือครองให้แก่รัฐบำลกลำง - มำตรกำรยืดระยะเวลำช ำระสินเชื่อและค่ำเช่ำ โดยก ำหนดระยะเวลำ ปลอดช ำระคืนต้นเงินกู้และค่ำเช่ำต่ำงๆ 30 วัน ในช่วงที่มีEnhanced Community Quarantine - มำตรกำรที่เกี่ยวข้องกับภำคเอกชน โดยกำรใช้พื้นที่โรงพยำบำลเอกชน รวมถึงที่พัก โรงแรม เพื่อใช้เป็นที่พักของบุคลำกรทำงกำรแพทย์และเป็นพื้นที่กักกันโรค รวมถึง กำรบังคับใช้กฎหมำยเพื่อต่อต้ำนกำรกักตุนสินค้ำ กำรเก็งก ำไร ผูกขำด หรือจ ำกัดจัดหำและจ ำหน่ำย สินค้ำที่จ ำเป็นให้แก่ภำคครัวเรือนและภำคธุรกิจ (1. 2 ) Bayanihan to Recovery as One Act (Bayanihan Acts II) ในเดื อน สิงหำคม 2563 วงเงินประมำณ 4,100 ล้ำนเหรียญสหรัฐ เพื่อต่อยอดกำรด ำเนินงำนจำกมำตรกำรภำยใต้ Bayanihan I โดยเน้นกำรด ำเนินมำตรกำรสินเชื่อให้ควำมช่วยเหลือแก่ธุรกิจ SMEs ภำคกำรขนส่ง ภำคกำรท่องเที่ยว และภำคกำรเกษตร กำรให้เงินอุดหนุนด้ำนกำรศึกษำแก่นักเรียนทั้งโรงเรียนรัฐและ เอกชนที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจำกกำรล็อคดำวน์ รวมทั้งกำรขยำยมำตรกำรสนับสนุนด้ำนสำธำรณสุข อย่ำงต่อเนื่อง เช่น ค่ำเสี่ยงภัยบุคลำกรทำงกำรแพทย์ เป็นต้น (2) กำรด ำเนินงำนตำม Pillar 3 BSP ได้ผ่อนคลำยนโยบำยกำรเงินเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตรำดอกเบี้ยให้อยู่ที่ร้อยละ 2 ต่อปี และปรับลดสัดส่วนกำรส ำรองเงิน (Reserve Requirement) ของธนำคำรพำณิชย์เหลือเพียงร้อยละ 12 เพื่อรักษำสภำพคล่องในระบบกำรเงิน นอกจำกนี้ BSP ได้เข้ำซื้อตรำสำรหนี้ภำครัฐในตลำดรองเพื่อเพิ่มสภำพคล่อง กำรให้เงินทดรองจ่ำยชั่วครำวแก่รัฐบำล กำรประกำศใช้มำตรกำรช่วยเหลือด้ำนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ Compliance และ Limit ของผู้กู้แต่ละรำย กำรเข้ำถึง Facility ของธนำคำรกลำง กำรผ่อนปรนข้อก ำหนดกำรจัดประเภท สินทรัพย์และกำรตั้งส ำรองชั่วครำว และผ่อนปรนเกณฑ์กำรประเมินมูลค่ำสินทรัพย์ ตลอดจนมำตรกำร ให้สถำบันกำรเงินสำมำรถจ ำหน่ำยหนี้ที่ไม่เกิดรำยได้ออกไปได้ (3) ส ำหรับกำรด ำเนินงำนตำม Pillar 4 รัฐบำลฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมำย Corporate Recovery and Tax Incentives for Enterprises (CREATE) ในเดือนมีนำคม 2564 โดยเป็นมำตรกำร สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทำงด้ำนภำษี (Tax Relief) ประมำณ 20,900 ล้ำนเหรียญสหรัฐ ให้แก่ภำคธุรกิจ เป็นระยะเวลำ 10 ปี ซึ่งมีเป้ำหมำยส ำคัญในกำรส่งสัญญำณให้แก่ภำคธุรกิจจำกต่ำงประเทศให้เกิดกำรลงทุน ในฟิลิปปินส์เพื่อสร้ำงงำนสร้ำงอำชีพและส่งเสริมกำรเติบโตทำงเศรษฐกิจ โดยเน้นมำตรกำร ลดอัตรำภำษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) จำกร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ให้แก่ธุรกิจ ขนำดเล็กที่มีรำยได้พึงประเมินระหว่ำง 5 – 100 ล้ำนฟิลิปปินส์เปโซ และลด CIT เหลือร้อยละ 25 ให้แก่ ธุรกิจขนำดใหญ่
41 จำกกำรศึกษำมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในกำรรองรับวิกฤตกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 ของประเทศตัวอย่ำง (ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกำ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์) พบว่ำ รูปแบบของ มำตรกำรส่วนใหญ่จะคล้ำยคลึงกัน โดยให้ควำมส ำคัญกับกลุ่มมำตรกำรด้ำนสำธำรณสุข และกำรช่วยเหลือ ประชำชนและภำคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นล ำดับแรก ส่วนประเทศที่พัฒนำแล้วอย่ำงสหรัฐอเมริกำ และญี่ปุ่นจะมีมำตรกำรฟื้นฟูเศรษฐกิจภำยหลังวิกฤต COVID-19 ที่เป็นแผนระยะยำวเพิ่มเติมที่ชัดเจน ส ำหรับในด้ำนนโยบำยกำรเงิน (Monetary Policy) ให้ควำมส ำคัญกับนโยบำยผ่อนคลำยด้ำนกำรเงิน (Easing Monetary Policy) โดยกำรปรับลดอัตรำดอกเบี้ยนโยบำยเพื่อกระตุ้นกำรบริโภคและลดต้นทุน กำรกู้ยืมเงินของครัวเรือนและภำคธุรกิจ รวมถึงมำตรกำรผ่อนคลำยกฎเกณฑ์ให้แก่สถำบันกำรเงิน และลูกหนี้เพื่อป้องกันกำรผิดนัดช ำระหนี้หรือภำวะหนี้เสียอันเนื่องมำจำกสถำนกำรณ์ COVID-19 และ กำรให้สินเชื่อผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบกำร นอกจำกนี้ สหรัฐอเมริกำยังได้มีกำรท ำ Quantitative Easing (QE) โดยเข้ำซื้อตรำสำรหนี้ของรัฐบำลและ Mortgage-backed Securities เพื่อเพิ่มสภำพคล่อง ในตลำดตรำสำรหนี้และให้กู้ยืมเงินแก่รัฐบำลท้องถิ่นด้วย ในขณะที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์มีกำรด ำเนิน นโยบำยกำรเงินรูปแบบพิเศษ (Unconventional Monetary Policy: UMP) ที่ค่อนข้ำงจ ำกัดกว่ำ นอกเหนือจำกกำรศึกษำมำตรกำรของ 3 ประเทศข้ำงต้นแล้ว คณะผู้วิจัยได้ศึกษำกำร ด ำเนินมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังของประเทศต่ำงๆ เพิ่มเติมอีก 5 ประเทศ โดยครอบคลุมกลุ่มประเทศ ที่พัฒนำแล้ว ประเทศก ำลังพัฒนำ และประเทศที่รำยได้น้อย ได้แก่ ออสเตรเลีย เคนย่ำ เมียนมำร์ เม็กซิโก และเปรู โดยมีรำยละเอียดปรำกฏตำมภำคผนวก ง ทั้งนี้ จำกกำรศึกษำพบว่ำ ประเทศต่ำง ๆ มีกำรด ำเนินนโยบำยด้ำนกำรเงินกำรคลัง ในสัดส่วนที่แตกต่ำงกันตำมศักยภำพหรือขีดควำมสำมำรถในกำรบริหำรจัดกำรด้ำนกำรเงินกำรคลัง ของแต่ละประเทศ แต่รูปแบบของมำตรกำรส่วนใหญ่จะคล้ำยคลึงกัน โดยให้ควำมส ำคัญกับกลุ่มมำตรกำร ด้ำนสำธำรณสุขและกำรช่วยเหลือเยียวยำประชำชนและภำคธุรกิจ นอกจำกนี้ ประเทศที่พัฒนำแล้ว อย่ำงออสเตรเลียซึ่งมีระดับหนี้สำธำรณะก่อนวิกฤต COVID-19 ไม่สูงมำกจะมีศักยภำพในกำรด ำเนิน มำตรกำรได้หลำยหลำยและครอบคลุมกลุ่มเป้ำหมำยได้มำกกว่ำ รวมถึงกำรส่งเสริมกำรลงทุนและใช้จ่ำย ในโครงกำรลงทุนโครงสร้ำงพื้นฐำนโดยเฉพำะโครงกำรลงทุน Green Technology ซึ่งเป็นมำตรกำรฟื้นฟู เศรษฐกิจภำยหลังวิกฤต COVID-19 ด้วย 2.4 มาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 ในประเทศไทย 2.4.1 ภำพรวมมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังของไทย กำรระบำดของ COVID-19 ในประเทศไทยเริ่มในช่วงต้นปี 2563 โดยประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรำยแรกในเดือนมกรำคม 2563 ซึ่งรัฐบำลได้มีมำตรกำรด้ำนสำธำรณสุขในกำรควบคุมและ จ ำกัดกำรระบำดของโรค ควบคู่ไปกับมำตรกำรแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจของประเทศมำตั้งแต่ปี 2563 โดยได้
42 มีกำรออกมำตรกำรดูแลและเยียวยำผลกระทบจำกกำรระบำดของ COVID-19 มำอย่ำงต่อเนื่อง ทั้งกำร ด ำเนินนโยบำยกำรคลังผ่ำนมำตรกำรภำษีกำรด ำเนินกำรโครงกำรหรือแผนงำนภำครัฐโดยใช้แหล่งเงิน งบประมำณ กำรด ำเนินมำตรกำรกึ่งกำรคลัง (Quasi Fiscal Policy) ผ่ำนสถำบันกำรเงินเฉพำะกิจของรัฐ ตลอดจนกำรออกกฎหมำยพิเศษ รวมทั้งกำรด ำเนินมำตรกำรทำงกำรเงินผ่ำนนโยบำยกำรเงินรูปแบบต่ำง ๆ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชำชนและภำคธุรกิจ ซึ่งสำมำรถสรุปภำพรวมมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลัง ของรัฐบำลได้ ดังนี้ 1) มำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในระยะแรก ในระยะแรกรัฐบำลได้ออกมำตรกำรด้ำนกำรคลังภำยใต้ข้อจ ำกัดของกฎหมำยและ วงเงินงบประมำณเท่ำที่มีเพื่อแก้ไขสถำนกำรณ์ โดยเน้นกำรด ำเนินมำตรกำรกึ่งกำรคลังผ่ำนหน่วยงำน ของรัฐเพื่อช่วยบรรเทำภำระทำงกำรเงินของประชำชน มำตรกำรภำษีเพื่อชะลอรำยจ่ำยของประชำชน นอกจำกนี้ ยังมีกำรกำรอนุมัติงบกลำง รำยกำรส ำรองจ่ำยฉุกเฉินหรือจ ำเป็น รวมทั้งเงินทุนส ำรองจ่ำย เพื่อด ำเนินมำตรกำรช่วยเหลือเยียวยำผู้ได้รับผลกระทบ โดยสำมำรถแบ่งกลุ่มมำตรกำรได้ ดังนี้9 (1) กลุ่มมำตรกำรบรรเทำภำระทำงกำรเงินของประชำชน โดยเป็นมำตรกำรช่วย ลดภำระค่ำใช้จ่ำยประจ ำของประชำชนและภำคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของ COVID-19 โดยมีมำตรกำรส ำคัญ ดังนี้ - มำตรกำรลดเงินสมทบเข้ำกองทุนประกันสังคมของนำยจ้ำงและลูกจ้ำง กำรลดค่ำน้ ำค่ำไฟ กำรขยำยเวลำช ำระค่ำน้ ำค่ำไฟ รวมทั้งกำรคืนเงินประกันค่ำใช้ไฟฟ้ำให้แก่ประชำชน - กำรชะลอกำรจ่ำยภำษีส ำหรับบุคคลธรรมดำและนิติบุคคล และกำรลดภำษี หัก ณ ที่จ่ำย เพื่อบรรเทำภำระรำยจ่ำยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ - โครงกำรสินเชื่อผ่อนปรนผ่ำนสถำบันกำรเงินเฉพำะกิจของรัฐ (SFIs) ส ำหรับ ประชำชนและผู้ประกอบกำรวิสำหกิจขนำดกลำงและขนำดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ให้สำมำรถเข้ำถึงสินเชื่อในระบบสถำบันกำรเงินได้เพิ่มขึ้น ลดโอกำสกำรผิดนัดช ำระหนี้หรือพึ่งพำสินเชื่อ นอกระบบ รวมทั้งมีเงินทุนหมุนเวียนประคับประคองธุรกิจและรักษำกำรจ้ำงงำนไว้ต่อไปได้ (2) กลุ่มมำตรกำรช่วยเหลือและเยียวยำผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจำกในกำรด ำเนิน มำตรกำรควบคุมกำรระบำดของโรค อำทิกำรก ำหนดเวลำเปิดปิดสถำนประกอบกำรกำรปิดพื้นที่ เพื่อป้องกันกำรเคลื่อนย้ำยคน (Lockdown) ตลอดจนกำรประกำศงดออกนอกเคหสถำนในเวลำที่ก ำหนด (Curfew) ได้ส่งผลกระทบต่อกำรประกอบอำชีพของประชำชนในวงกว้ำง รัฐบำลจึงได้มีมำตรกำรช่วยเหลือ และเยียวยำผู้ได้รับผลกระทบ อำทิ โครงกำรเรำไม่ทิ้งกัน ซึ่งเป็นมำตรกำรสนับสนุนเงินช่วยเหลือรำยละ 5,000 บำทต่อเดือน เป็นระยะเวลำ 3 เดือน (เมษำยน - มิถุนำยน 2563) รวมเป็นเงินจ ำนวน 15,000 บำทต่อรำย 9 คณะผู้วิจัยสรุปจำกข้อมูลของหน่วยงำนที่รับผิดชอบ (ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง และส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ) และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
43 (3) กลุ ่มมำตรกำรฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเร ่งกำรใช้จ ่ำยของภำครัฐ ตลอดจนกระตุ้นกำรใช้จ่ำยของประชำชนและภำคธุรกิจ เพื่อให้กิจกรรมทำงเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีมำตรกำรหรือโครงกำรที่ส ำคัญ อำทิ โครงกำรช้อปดีมีคืน โดยเป็นกำรลดหย่อนภำษีเงินได้บุคคล ธรรมดำจำกค่ำใช้จ่ำยค่ำซื้อสินค้ำหรือค่ำบริกำรในประเทศตำมจ ำนวนที่จ่ำยจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บำท เพื่อ กระตุ้นกำรบริโภค บรรเทำภำระภำษีให้กับประชำชน และสนับสนุนผู้ประกอบกำรที ่อยู ่ในระบบ มำตรกำรกระตุ้นกำรท่องเที่ยวในโครงกำรเรำเที่ยวด้วยกัน เพื่อฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เป็นต้น นอกจำกมำตรกำรด้ำนกำรคลังแล้ว ยังมีกำรด ำเนินมำตรกำรทำงกำรเงินผ่ำน สถำบันกำรเงินซึ่งเป็นตัวกลำงทำงเงินที่ส ำคัญในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือประชำชนและ ภำคธุรกิจ ตลอดจนเพื่อรักษำเสถียรภำพระบบกำรเงินที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่ำนมำ โดยสำมำรถแบ่งได้ 3 กลุ่มมำตรกำร10 (1) กลุ่มมำตรกำรสินเชื่อเพื่อเสริมสภำพคล่องให้แก่ประชำชนและภำคธุรกิจเพื่อ บรรเทำปัญหำกำรขำดสภำพคล่องของตัวบุคคลและบริษัทเอกชนต่ำง ๆ ไม่ให้ลุกลำมกลำยเป็นปัญหำ ควำมสำมำรถในกำรช ำระหนี้ของทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยมีมำตรกำร ดังนี้ - มำตรกำรเลื่อนก ำหนดช ำระหนี้ (debt payment holiday) ส ำหรับประชำชน และธุรกิจ โดยลูกหนี้กลุ่มต่ำงๆ เช่น สินเชื่อเช่ำซื้อ สินเชื่อที่อยู่อำศัย สินเชื่อ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ สำมำรถ เลื่อนก ำหนดช ำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปได้ตำมระยะเวลำที่ ธปท. ก ำหนด โดยไม่ถือเป็นกำร ผิดนัดช ำระหนี้และไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต นอกจำกนี้ ยังมีกำรเลื่อนก ำหนดช ำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้SMEs ที่ได้รับผลกระทบและสถำบันกำรเงินไม่สำมำรถประเมินกระแสเงินสดเพื่อปรับโครงสร้ำงหนี้ได้ - มำตรกำรปรับโครงสร้ำงหนี้ (debt restructuring) โดยมีกำรปรับปรุงและ ผ่อนปรนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกำรปรับโครงสร้ำงหนี้หลำยประเด็น เช่น กำรปรับโครงสร้ำงหนี้ของลูกหนี้ ที่สถำนะปกติจะไม่กระทบประวัติข้อมูลเครดิต กำรปรับโครงสร้ำงหนี้ส ำหรับ NPL สำมำรถจัดชั้นปกติ ได้ใน 3 เดือน จำก 12 เดือน ไม่ต้องกันส ำรองส ำหรับวงเงินที่ไม่ได้ใช้ และสินเชื่อปล่อยใหม่สำมำรถ จัดชั้นปกติได้ทันทีโดยให้ควำมส ำคัญกับกำรปรับโครงสร้ำงหนี้เชิงป้องกัน (preemptive debt restructuring) นอกจำกนี้ ยังก ำหนดกลไกจูงใจให้สถำบันกำรเงินเร่งปรับโครงสร้ำงหนี้ให้แก่ลูกหนี้ โดย ธปท. จะคงควำมยืดหยุ่นในกำรบังคับใช้หลักเกณฑ์กำรจัดชั้นและกำรกันเงินส ำรอง หำกสถำบันกำรเงิน ช่วยเหลือลูกหนี้นอกเหนือจำกกำรขยำยระยะเวลำช ำระหนี้ให้ (2) กลุ่มมำตรกำรด้ำนดอกเบี้ยและค่ำธรรมเนียมเพื่อลดภำระค่ำใช้จ่ำยของ ประชำชนและภำคธุรกิจ โดยมีมำตรกำร ดังนี้ - กำรปรับลดอัตรำดอกเบี้ยนโยบำย โดยคณะกรรมกำรนโยบำยกำรเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตรำดอกเบี้ยนโยบำยของไทยลงมำอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตรำที่ต่ ำเป็นประวัติกำรณ์ 10 คณะผู้วิจัยสรุปจำกข้อมูลมำตรกำรด้ำนกำรเงินที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนำคำรแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th)
44 ของเศรษฐกิจกำรเงินไทย ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบจำกแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่ำที่คำดและ ผลกระทบจำกมำตรกำรควบคุมกำรระบำดทั่วโลก อัตรำเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มติดลบกว่ำที่ประเมินไว้ เสถียรภำพระบบกำรเงินที่เปรำะบำงมำกขึ้นตำมภำวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นกำรด ำเนินนโยบำยที่สอด ประสำนกันระหว่ำงมำตรกำรกำรคลังของรัฐบำลและมำตรกำรด้ำนกำรเงินและสินเชื่อที่ได้ออกไปก่อน หน้ำนี้11 - กำรปรับลดอัตรำน ำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ เหลือร้อยละ 0.23 ต่อปีของ ฐำนเงินฝำก จำกร้อยละ 0.46 ต่อปีของฐำนเงินฝำก เป็นระยะเวลำ 2 ปี (สิ้นสุดสิ้นปี 2564) เพื่อให้ สถำบันกำรเงินน ำส่วนต่ำงที่ได้ไปปรับลดอัตรำดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มเติม กำรปรับลดอัตรำดอกเบี้ยนโยบำย และกำรปรับลดอัตรำน ำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ ดังกล่ำว ส่งผลให้อัตรำดอกเบี้ยเงินกู้MLR MOR และ MRR ลดต่ ำลงเป็นประวัติกำรณ์และท ำให้ประชำชนได้รับประโยชน์จำกภำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง - กำรปรับปรุงหลักเกณฑ์กำรคิดดอกเบี้ยและค่ำธรรมเนียมของสถำบันกำรเงิน ซึ่งประกอบด้วย ค่ำปรับไถ่ถอนสินเชื่อก่อนก ำหนด ค่ำธรรมเนียมบัตรเครดิตและบัตรเดบิต และกำรคิด ดอกเบี้ยผิดนัดช ำระหนี้โดยกำรปรับปรุงวิธีกำรคิดดอกเบี้ยผิดนัดช ำระหนี้จำกเดิมที่ค ำนวณบนฐำนของเงิน ต้นคงเหลือทั้งหมด เป็นกำรค ำนวณบนเงินต้นในงวดที่ผิดนัดจริงเท่ำนั้น จะช่วยลดภำระค่ำใช้จ่ำยดอกเบี้ย ของประชำชนในช่วงวิกฤต COVID-19 ได้อย่ำงมีนัยส ำคัญ และยังเป็นกำรส่งเสริมแนวปฏิบัติ ของไทยให้เป็นธรรม สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของสำกล (3) กลุ่มมำตรกำรเสริมสภำพคล่องให้กลไกตลำดตรำสำรหนี้สำมำรถกลับมำท ำงำน ได้อย่ำงปกติ และสร้ำงควำมเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนในตลำดตรำสำรหนี้ เพื่อรักษำเสถียรภำพระบบกำรเงิน โดยมีมำตรกำร ดังนี้ - มำตรกำรช่วยเหลือกองทุนรวมที่ได้รับผลกระทบจำกกำรขำดสภำพคล่อง ในตลำดกำรเงิน (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) เพื่อเพิ่มสภำพคล่องให้แก่กองทุนรวมตรำ สำรหนี้ผ่ำนสถำบันกำรเงิน โดยกองทุนรวมตรำสำรหนี้ที่เข้ำข่ำยจะได้รับควำมช่วยเหลือต้องเป็นกองทุน รวมตรำสำรหนี้ประเภทกองทุนรวมตลำดเงิน (Money Market Fund: MMF) และกองทุนรวมตรำสำรหนี้ ทั่วไปที่เปิดให้ผู้ลงทุนซื้อหรือขำยคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันท ำกำร (Daily Fixed Income: Daily FI) ที่ได้รับผลกระทบจำกกำรขำดสภำพคล่องในตลำดกำรเงิน - กำรเข้ำท ำธุรกรรมซื้อขำดตรำสำรหนี้ภำครัฐ (Outright purchase) ในตลำดรอง ของ ธปท. เพื่อดูแลให้กลไกตลำดตรำสำรหนี้ภำครัฐท ำงำนได้อย่ำงรำบรื่น มีประสิทธิภำพ และมีสภำพคล่อง เพียงพอ ทั้งนี้ ในสถำนกำรณ์ปกติกำรเข้ำท ำธุรกรรมซื้อหรือขำยขำดตรำสำรหนี้ภำครัฐ (Outright purchase) ในตลำดรอง เป็นหนึ่งในเครื่องมือกำรด ำเนินนโยบำยกำรเงินผ่ำนตลำดกำรเงิน (Open Market Operations หรือ OMOs) เพื่อปรับสภำพคล่องในระบบเป็นกำรถำวร 11 อ้ำงอิงจำกข่ำว ธปท. ฉบับที่ 16/2563 เรื่อง ผลกำรประชุมคณะกรรมกำรนโยบำยกำรเงินครั้งที่ 3/2563
45 2) มำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังโดยกำรตรำกฎหมำยพิเศษ เนื่องจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของโรคยังคงต่อเนื่องและส่งผลกระทบรุนแรง ในวงกว้ำง มำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังที่ผ่ำนมำจึงไม่ครอบคลุมและเพียงพอรองรับวิกฤตกำรณ์ในครั้งนี้ได้ ในเดือนเมษำยน 2563 รัฐบำลจึงได้มีกำรตรำพระรำชก ำหนดขึ้น 3 ฉบับ12 เพื่อให้รัฐบำลสำมำรถด ำเนิน มำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังได้เพิ่มเติม ซึ่งประกอบด้วย (1) พระรำชก ำหนดให้อ ำนำจกระทรวงกำรคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และ ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19) เพื่อให้รัฐบำลสำมำรถกู้เงินเพื่อใช้ในกำรด ำเนินมำตรกำรต่ำง ๆ ได้เพิ่มเติม ในวงเงิน 1 ล้ำนล้ำนบำท ภำยใต้แผนงำนหลัก ประกอบด้วย (1) แผนงำนด้ำนกำรแพทย์และสำธำรณสุข (2) แผนงำนด้ำนกำรช่วยเหลือและเยียวยำผู้ได้รับผลกระทบ และ (3) แผนงำนด้ำนกำรฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม (2) พระรำชก ำหนดกำรให้ควำมช่วยเหลือทำงกำรเงินแก่ผู้ประกอบวิสำหกิจที่ได้รับ ผลกระทบจำกกำรระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. Soft Loan) เป็นกำร ก ำหนดให้ธนำคำรแห่งประเทศไทยเข้ำมำมีบทบำทในกำรให้สินเชื่อแก่ธนำคำรพำณิชย์และสถำบัน กำรเงินเฉพำะกิจของรัฐในวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้ำนบำท เพื่อด ำเนินโครงกำรสินเชื่อผ่อนปรนส ำหรับ ประกอบกำร SMEs (3) พระรำชก ำหนดกำรรักษำเสถียรภำพของระบบกำรเงินและควำมมั่นคงทำง เศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. BSF) เป็นกำรก ำหนดบทบำทของ ธปท. ในกำรเข้ำดูแลสภำพ คล่องและเสถียรภำพของตลำดตรำสำรหนี้ของภำคเอกชนผ่ำนกลไกกำรของกองทุนเพื่อรักษำสภำพคล่อง ของกำรระดมทุนในตลำดตรำสำรหนี้” หรือ “กองทุน BSF” ในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้ำนบำท นอกจำกนี้ ในปี 2564 รัฐบำลได้มีกำรขยำยกรอบวินัยกำรเงินกำรคลังที่ก ำหนด สัดส่วนหนี้สำธำรณะต่อ GPD จำกไม่เกินร้อยละ 60 เป็นไม่เกินร้อยละ 7013 เพื่อให้มีพื้นที่ทำงกำรคลัง (Fiscal Space) ในกำรด ำเนินมำตรกำรแก้ไขเยียวยำผลกระทบที่เกิดขึ้นจำกสถำนกำรณ์ COVID-19 ได้เพิ่มขึ้น และได้มีกำรตรำพระรำชก ำหนดเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับ เพื่อให้รัฐบำลสำมำรถด ำเนินมำตรกำร ด้ำนกำรเงินกำรคลังได้เพิ ่มเติมเพื่อรองรับสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 ที่ยังคงยืดเยื้อและ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภำยในประเทศในวงกว้ำง ประกอบด้วย (1) พระรำชกำหนดให้อำนำจกระทรวงกำรคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจและ สังคมจำกกำรระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 256414 เพื่อให้รัฐบำลสำมำรถกู้เงิน 12 ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 เมษำยน 2563 13 ประกำศคณะกรรมกำรนโยบำยกำรเงินกำรคลังของรัฐ เรื่อง ก ำหนดกรอบในกำรบริหำรหนี้สำธำรณะ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 14 ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 พฤษภำคม 2564
46 เพื่อใช้ในกำรด ำเนินมำตรกำรต่ำง ๆ ได้เพิ่มเติมในวงเงิน 500,000 ล้ำนบำท ภำยใต้ 3 แผนงำนหลัก เช่นเดียวกับ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 (2) พระรำชกำหนดกำรให้ควำมช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จำกกำรระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 พ.ศ. 256415 เป็นกำรปรับปรุงมำตรกำรสินเชื่อผ่อน ปรนเดิมของธนำคำรแห่งประเทศไทยภำยใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ให้เข้ำถึงกลุ่มเป้ำหมำยและหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขของสินเชื่อตอบโจทย์ภำคธุรกิจมำกยิ่งขึ้น โดยมีวงเงินไม่เกิน 350,000 ล้ำนบำท 2.4.2 มำตรกำรด้ำนกำรคลังภำยใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 1) วัตถุประสงค์และรูปแบบของมำตรกำร พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เป็นกฎหมำยที่ตรำขึ้นเพื่อเพิ่มแหล่งเงินให้กับรัฐบำล เพื่อใช้ในกำรแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของ COVID-19 โดยได้ก ำหนดให้รัฐบำลสำมำรถกู้เงินได้ไม่เกิน 1 ล้ำนล้ำนบำท เพื่อใช้ในกำรด ำเนินมำตรกำร ภำยใต้แผนงำนหลัก ดังนี้ (1) แผนงำนด้ำนกำรแพทย์และสำธำรณสุข วงเงิน 45,000 ล้ำนบำท (2) แผนงำนด้ำนกำรช่วยเหลือและเยียวยำ วงเงิน 555,000 ล้ำนบำท (3) แผนงำนด้ำนกำรฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้ำนบำท ทั้งนี้ กำรกู้เงินภำยใต้ พ.ร.ก. ดังกล่ำวรัฐบำลจะต้องด ำเนินกำรภำยในวันที่ 30 กันยำยน 2564 โดยกำรใช้จ่ำยเงินกู้ดังกล่ำวหน่วยงำนภำครัฐจะต้องเสนอโครงกำรต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อ พิจำรณำอนุมัติภำยใต้กรอบวงเงินแผนงำนที่ก ำหนด อย่ำงไรก็ตำม ในกรณีจ ำเป็นคณะรัฐมนตรีสำมำรถ อนุมัติปรับกรอบวงเงินในแผนงำนได้ โดยกำรใช้จ่ำยเงินกู้ดังกล่ำวมีหลักเกณฑ์กำรพิจำรณำ ดังนี้ (1) เป็นโครงกำรที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงำนหรือโครงกำรตำมบัญชี ท้ำย พ.ร.ก. (2) เป็นโครงกำรที่มีควำมจ ำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้จ่ำยหรือก่อหนี้ผูกพันโดยเร็ว แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมำณ หรือได้รับจัดสรรงบประมำณไว้แล้วแต่มีจ ำนวนไม่เพียงพอ (3) เป็นโครงกำรที่มีควำมพร้อม สำมำรถด ำเนินกำรได้ทันทีภำยหลังจำกที่ได้รับ อนุมัติโครงกำรจำกคณะรัฐมนตรี (4) เป็นโครงกำรที่มีควำมคุ้มค่ำในกำรด ำเนินงำนและก่อให้เกิดประโยชน์ทำง เศรษฐกิจหรือสังคมตำมวัตถุประสงค์ที่ก ำหนดไว้ท้ำยพระรำชก ำหนด 15 ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 เมษำยน 2564
47 ส ำหรับขั้นตอนกำรเสนอโครงกำร หน่วยงำนจะต้องด ำเนินกำรตำมระเบียบส ำนัก นำยกรัฐมนตรี16 ซึ่งจะต้องเสนอผ่ำนกระทรวงเจ้ำสังกัด หน่วยงำนกลำงและคณะอนุกรรมกำรที่ รับผิดชอบในแต่ละแผนงำน ก่อนเสนอคณะกรรมกำรกลั่นกรองกำรใช้จ่ำยเงินกู้ และคณะรัฐมนตรีเพื่อ พิจำรณำอนุมัติ ดังแผนภำพ แผนภาพที่ 2.4 ขั้นตอนการเสนอโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มำ : คณะผู้วิจัย นอกจำกนี้ ระเบียบดังกล่ำวยังได้ก ำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนกำรที่เกี่ยวข้อง กับกำรด ำเนินโครงกำร กำรรำยงำน และกำรติดตำมประเมินผลโครงกำรไว้ด้วย โดยเมื่อคณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงกำรแล้ว หน ่วยงำนจะต้องด ำเนินกระบวนกำรจัดซื้อจัดจ้ำงตำมระเบียบของทำงรำชกำร ตำมปกติและต้องมีกำรรำยงำนควำมคืบหน้ำของโครงกำรและรำยงำนผลกำรเบิกจ่ำยเงินกู้ ต่อส ำนักงำน บริหำรหนี้สำธำรณะเป็นรำยเดือน โดยคณะกรรมกำรกลั่นกรองกำรใช้จ่ำยเงินกู้จะมีกำรรวบรวมและ จัดท ำสรุปและรำยงำนควำมก้ำวหน้ำในกำรด ำเนินโครงกำรต ่อคณะรัฐมนตรีอย ่ำงน้อยทุก 3 เดือน นอกจำกนี้ เมื่อด ำเนินโครงกำรเสร็จสิ้นจะมีกำรรปะเมินผลโครงกำรและรำยงำนผลต่อรัฐสภำเพื่อทรำบ ด้วย ปรำกฏตำมแผนภำพ 16 ระเบียบส ำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรด ำเนินกำรตำมแผนงำนหรือโครงกำรภำยใต้พระรำชก ำหนดให้กระทรวงกำรคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2563
48 แผนภาพที่ 2.5 ภาพรวมการด าเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มำ : คณะผู้วิจัย 2) ผลกำรด ำเนินมำตรกำร กำรด ำเนินโครงกำรและแผนงำนภำยใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 ถือเป็นมำตรกำร ด้ำนกำรคลังขนำดใหญ่ คิดเป็น 8.93 % ต่อ GDP17 เริ่มด ำเนินกำรมำตั้งแต่เดือนเมษำยน 2563 จนถึงสิ้น เดือนกุมภำพันธ์ 2565 รวมระยะเวลำ 1 ปี 10 เดือน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงกำรไปแล้ว จ ำนวน 1,119 โครงกำร กรอบวงเงินรวม 982,399 ล้ำนบำท ซึ่งหน่วยงำนได้มีกำรเบิกจ่ำยเงินกู้แล้ว จ ำนวนรวม 946,216 ล้ำนบำท คิดเป็นร้อยละ 96.32 ของกรอบวงเงินอนุมัติใน พ.ร.ก. โดยรำยละเอียด สรุปได้ ดังนี้18 17 เทียบกับ GDP ปี 2562 (ก่อนเกิดสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19) จ ำนวน 11,198,600 ล้ำนบำท (ที่มำ : ส ำนักงำนสภำพัฒนำกำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ) 18 ที่มำ : ส ำนักงำนสภำพัฒนำกำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติและส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ (ณ วันที่ 28 กุมภำพันธ์ 2565)
49 แผนภาพที่ 2.6 ภาพรวมผลการด าเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มำ : คณะผู้วิจัย (ข้อมูล สศช. และ สบน. ณ วันที่ 28 กุมภำพันธ์ 2565) (1) แผนงำนหรือโครงกำรด้ำนกำรแพทย์และสำธำรณสุข (แผนงำน/โครงกำร กลุ่มที่ 1) ซึ่งเดิมมีกรอบวงเงินภำยใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 45,000 ล้ำนบำท และได้มีกำรปรับเพิ่มกรอบวงเงิน เป็น 63,898 ล้ำนบำท โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงกำรแล้ว จ ำนวน 51 โครงกำร วงเงินอนุมัติรวม 63,402 ล้ำนบำท เบิกจ่ำยไปแล้วทั้งสิ้น 58,509 ล้ำนบำท หรือคิดเป็นร้อยละ 92 ของวงเงินอนุมัติ (2) แผนงำนหรือโครงกำรด้ำนกำรช่วยเหลือเยียวยำและชดเชยให้กับประชำชน เกษตรกร และผู้ประกอบกำร (แผนงำน/โครงกำรกลุ่มที่ 2) ซึ่งเดิมมีกรอบวงเงินภำยใต้พ.ร.ก. วงเงิน 555,000 ล้ำนบำท และได้มีปรับเพิ่มกรอบวงเงินเป็น 709,059 ล้ำนบำท โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ โครงกำรแล้ว จ ำนวน 20 โครงกำร วงเงินอนุมัติ 709,059 ล้ำนบำท เบิกจ่ำยไปแล้วทั้งสิ้น 704,703 ล้ำนบำท หรือคิดเป็นร้อยละ 99 ของวงเงินอนุมัติ (3) แผนงำนหรือโครงกำรด้ำนกำรฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม (แผนงำน/ โครงกำรกลุ่มที่ 3) ซึ่งเดิมมีกรอบวงเงินภำยใต้พ.ร.ก. วงเงิน 400,000 ล้ำนบำท และได้มีปรับลดกรอบ วงเงินเป็น 227,043 ล้ำนบำท โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงกำรแล้ว จ ำนวน 1,048 โครงกำร วงเงินอนุมัติ 209,938 ล้ำนบำท เบิกจ่ำยไปแล้วทั้งสิ้น 183,005 ล้ำนบำท หรือคิดเป็นร้อยละ 87 ของวงเงินอนุมัติ จำกข้อมูลข้ำงต้นจะเห็นได้ว่ำ กำรด ำเนินมำตรกำรของรัฐบำลผ่ำนกำรใช้จ่ำย เงินกู้ภำยใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ให้ควำมส ำคัญกับแผนงำนด้ำนกำรแพทย์และสำธำรณสุข และมุ่งเน้น แผนงำนกำรช่วยเหลือเยียวยำผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีกำรปรับเพิ่มวงเงินที่ก ำหนดไว้ใน พ.ร.ก. ในสัดส่วน ที่ค่อนข้ำงมำก (ปรับเพิ่มรวม 172,957 ล้ำนบำท คิดเป็นร้อยละ 17 ของวงเงินตำม พ.ร.ก.) และทั้งสอง
50 แผนงำนมีกำรเบิกจ่ำยแล้วเกินกว่ำร้อยละ 90 ในขณะที่แผนงำนด้ำนกำรฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม มีสัดส่วนวงเงินอนุมัติโครงกำรค่อนข้ำงน้อยเมื่อเทียบกับกรอบวงเงินเดิมภำยใต้ พ.ร.ก. 2.4.3 มำตรกำรด้ำนกำรเงินภำยใต้ พ.ร.ก. Soft loan 1) วัตถุประสงค์และรูปแบบของมำตรำกำร พ.ร.ก. Soft Loan เป็นกฎหมำยที่ตรำขึ้นเพื่อให้ธนำคำรแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำมำรถด ำเนินมำตรกำรทำงกำรเงินเพื่อช่วยเหลือภำคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของ COVID-19 โดยเฉพำะผู้ประกอบกำร SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้ำงงำนส ำคัญโดยคิดเป็นร้อยละ 80 ของกำรจ้ำงงำนทั้งประเทศ และเป็นกลุ่มผู้ประกอบกำรที่ได้รับผลกระทบสูง เนื่องจำกเป็นกลุ ่มที่มีสภำพคล ่องส ำรองไม ่มำก และมีควำมยำกล ำบำกในกำรหำสภำพคล่องเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหำกำรขำดสภำพคล่อง ของผู้ประกอบกำร SMEs ขยำยเป็นวงกว้ำงจนอำจถึงขั้นเลิกจ้ำงงำน ผิดนัดช ำระหนี้ หรือปิดกิจกำร และ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ (Supply Chain) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรงและ จะท ำให้กำรฟื้นตัวทำงเศรษฐกิจเป็นไปอย่ำงล่ำช้ำ โดยมำตรกำรภำยใต้พ.ร.ก. Soft Loan มี 2 มำตรกำร ส ำคัญ โดยสรุปได้ดังนี้ (1) มำตรกำรสินเชื่อผ่อนปรน มำตรกำรนี้ได้ก ำหนดให้ ธปท. เข้ำมำมีบทบำทในกำรปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ ำ (soft loan) ให้แก่ธนำคำรพำณิชย์และสถำบันกำรเงินเฉพำะกิจ (Specialized Financial Institutions : SFIs) ในอัตรำร้อยละ 0.01 ต่อปี วงเงินทั้งหมด 500,000 ล้ำนบำท เพื่อให้ธนำคำรพำณิชย์และ SFIs ไปปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้แก่กลุ่มผู้ประกอบกำร SMEs ที่มียอดสินเชื่อคงค้ำงเดิมไม่เกิน 500 ล้ำนบำท ณ วันที่ 31 ธันวำคม 2562 โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ - วงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบกำร SMEs จะได้รับจำก พ.ร.ก. Soft Loan ต้องไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้ำง ณ วันที่ 31 ธันวำคม 2562 และธนำคำรพำณิชย์และ SFIs สำมำรถ คิดอัตรำดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วงระยะเวลำ 2 ปีแรก โดยไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจำก ผู้ประกอบกำร SMEs เป็นระยะเวลำหกเดือนแรกนับแต่วันที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติม - ธนำคำรพำณิชย์และ SFIs ต้องยื่นค ำขอกู้ยืมต่อ ธปท. ภำยใน 6 เดือนนับแต่ วันที่ พ.ร.ก. Soft Loan ใช้บังคับ แต่ ธปท. สำมำรถขยำยระยะเวลำออกไปได้อีก 6 เดือน แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง ในกรณีที่มีควำมจ ำเป็นต้องให้ควำมช่วยเหลือต่อไปและยังมีวงเงินเหลืออยู่ โดยรูปแบบของกำรด ำเนินมำตรกำรสินเชื่อผ่อนปรนปรำกฏตำมแผนภำพต่อไปนี้
51 แผนภาพที่ 2.7 มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ที่มำ: คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจำก พ.ร.ก. Soft Loan และธนำคำรแห่งประเทศไทย) ทั้งนี้ ในกำรด ำเนินมำตรกำร Soft Loan ดังกล่ำวรัฐบำลรับภำระชดเชยให้กับ ธนำคำรพำณิชย์และ SFIs 2 ส่วนได้แก่ (1) กำรรับภำระดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบกำร SMEs ในอัตรำ ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเวลำ 6 เดือน และ (2) กรณีเกิดเป็น NPLs รัฐบำลชดเชยควำมเสียหำย อย ่ำงน้อยที ่ร้อยละ 70 ของจ ำนวนเงินที ่ต้องกันส ำรองเพิ ่มเติมจำกยอดหนี้รวมของลูกหนี้คูณด้วย อัตรำส่วนของยอดหนี้ใหม่ตำม พ.ร.ก. Soft Loan นี้กับยอดหนี้รวม ส ำหรับผู้ประกอบกำร SMEs ที่มี วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50 ล้ำนบำท ณ วันที่ 31 ธันวำคม 2562 ส ำหรับผู้ประกอบกำร SMEs ที่มีวงเงิน สินเชื่อเกิน 50 ล้ำนบำทนั้น จะลดอัตรำส่วนกำรชดเชยจำกร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 60 โดยวิธีกำรค ำนวณ ควำมเสียหำยที่พึงได้รับกำรชดเชยนั้นต้องเป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ ธปท. ก ำหนด ส ำหรับกำรชดเชยเงินภำยใต้มำตรกำรสินเชื่อดังกล่ำว กฎหมำยก ำหนดให้มี “คณะกรรมกำรก ำกับกำรจ่ำยเงินชดเชย” ท ำหน้ำที่ก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรกำรจ่ำยเงินชดเชยควำม เสียหำยให้แก่ธนำคำรพำณิชย์และ SFIs รวมทั้งตรวจสอบกำรค ำนวณเงินชดเชยให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ธนำคำรแห่งประเทศไทยก ำหนด และแจ้งให้กระทรวงกำรคลังเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจำรณำ (2) มำตรกำรชะลอกำรช ำระหนี้ นอกจำกมำตรกำรสนับสนุนกำรให้สินเชื่อแล้ว พ.ร.ก. Soft Loan ยังก ำหนดให้ ธปท. มีอ ำนำจในกำรสั่งให้ธนำคำรพำณิชย์และ SFIs ชะลอกำรช ำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของ ผู้ประกอบกำร SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถำบันกำรเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 100 ล้ำนบำทหรือลูกหนี้อื่นได้ โดยไม่ให้ถือว่ำเจ้ำหนี้ผ่อนเวลำช ำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือลูกหนี้ผิดนัดช ำระหนี้
52 จะเห็นได้ว่ำ ภำยใต้มำตรกำรสินเชื่อผ่อนปรนภำยใต้ พ.ร.ก. Soft Loan กลุ่ม ผู้ประกอบกำร SMEs ที่ด ำเนินธุรกิจภำยในประเทศ มีสินเชื่อคงค้ำงไม่เกิน 500 ล้ำนบำท และไม่เป็น NPLs ณ วันที่ 31 ธันวำคม 2562 จะได้รับสินเชื่อวงเงินไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดสินเชื่อคงค้ำงเดิม ภำยใต้วงเงินโครงกำร 500,000 ล้ำนบำท โดยผู้ประกอบกำร SMEs ช ำระดอกเบี้ยในอัตรำผ่อนปรนพิเศษ ที่ร้อยละ 2 ในระยะเวลำ 2 ปีแรก และไม่ต้องช ำระดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจำกรัฐบำล จะรับภำระดอกเบี้ยแทนลูกหนี้ ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่มีค่ำใช้จ่ำยด้ำนดอกเบี้ย และเพื่อสนับสนุนให้ธนำคำร เร่งปล่อยสินเชื่อใหม่ในภำวะที่สถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 ยังมีควำมไม่แน่นอนสูง และรัฐบำล โดยกระทรวงกำรคลังจะชดเชยควำมเสียหำยบำงส่วนให้แก่ธนำคำรในส่วนที่ปล่อยกู้เพิ่มเติมด้วย กรณีที่หนี้กลำยเป็นหนี้เสียเมื่อสิ้นสุดระยะเวลำ 2 ปี ตำมเงื่อนไขที่ก ำหนด นอกจำกนี้ ภำยใต้มำตรกำรชะลอกำรช ำระหนี้ใน พ.ร.ก Soft Loan กลุ่ม ผู้ประกอบกำร SMEs ที่มีสินเชื่อคงค้ำงไม่เกิน 100 ล้ำนบำท และเป็นลูกหนี้ดี ณ วันที่ 31 ธันวำคม 2562 จะไม่ต้องช ำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลำ 6 เดือน และในช่วงที่ผ่อนปรนนี้ไม่ถือว่ำเสียประวัติ ข้อมูลเครดิต ซึ่งมำตรกำรนี้จะช่วยบรรเทำผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบกำร SMEs ท ำให้ผู้ประกอบกำร SMEs มีเงินสดในมือเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับรำยจ่ำยจ ำเป็น 2) ผลกำรด ำเนินมำตรกำร ปัจจุบันกำรบังคับใช้ พ.ร.ก. Soft loan ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื ่อวันที ่ 19 เมษำยน 2564 โดยมียอดสินเชื ่อ Soft Loan ที ่ปล ่อยให้แก ่กลุ ่มผู้ประกอบกำร SMEs รวมทั้งสิ้น 138,200 ล้ำนบำท หรือคิดเป็นร้อยละ 27.6 ของวงเงินภำยใต้ พ.ร.ก. Soft loan ทั้งหมด 500,000 ล้ำนบำท มีผู้ประกอบกำร SMEs ที่ได้รับสินเชื่อใหม่จ ำนวน 77,787 รำย จำกจ ำนวนผู้ประกอบกำร SMEs 1.7 ล้ำนรำย ที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมกับธนำคำรพำณิชย์และ SFIs ไม่เกิน 500 ล้ำนบำท และสินเชื่ออนุมัติ โดยเฉลี่ย 1.8 ล้ำนบำทต่อรำย โดยกำรรกระจำยตัวของสินเชื่อที่อนุมัติ ปรำกฏตำมแผนภำพ แผนภาพที่ 2.8 ผลการด าเนินมาตรการสินเชื่อผ่อนปรน ที่มำ: ธนำคำรแห่งประเทศไทย หมำยเหตุ: SMEs ขนำดเล็ก 0-20 ล้ำนบำท ขนำดกลำง 20-100 ล้ำนบำท ขนำดใหญ่ 100-500 ล้ำนบำท (ขนำด SMEs ณ สิ้นปี 2562) ภำพที่ 1 และ 2 ข้อมูล ณ 12 เมษำยน 2564 และภำพที่ 3 ข้อมูล ณ 15 มีนำคม 2564
53 จำกกำรจัดเก็บข้อมูลมำตรกำรสินเชื่อผ่อนปรนภำยใต้ พ.ร.ก. Soft Loan พบว่ำ หลังจำกมำตรกำรดังกล่ำวสิ้นสุดลง (เดือนเมษำยน 2564) ธปท. ได้มีกำรออกกฎหมำยฉบับใหม่ ได้แก่ พระรำชก ำหนดกำรให้ควำมช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู)19 เพื่อปรับปรุงมำตรกำรสินเชื่อผ่อนปรน ให้กับภำคธุรกิจเพื่อให้มีควำมครอบคลุมและตรงกับควำมต้องกำรของผู้ประกอบกำรมำกยิ่งขึ้นในกรอบ วงเงินไม่เกิน 350,000 ล้ำนบำท โดยมีระยะเวลำด ำเนินมำตรกำร 2 ปี (สิ้นสุดในเดือนเมษำยน 2566) ซึ่งจำกกำรจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมคณะผู้วิจับพบว่ำ มำตรกำรดังกล่ำวมีควำมคืบหน้ำในกำรด ำเนินกำรไป มำก โดยมียอดสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่กลุ่มผู้ประกอบกำรรวมทั้งสิ้น 161,393 ล้ำนบำท หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของวงเงินภำยใต้ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูทั้งหมด 350,00 ล้ำนบำท มีผู้ประกอบกำรที่ได้รับสินเชื่อจ ำนวน 49,209 รำย และสินเชื่ออนุมัติโดยเฉลี่ย 3.2 ล้ำนบำทต่อรำย โดยมีรำยละเอียดสรุปได้ตำมแผนภำพ แผนภาพที่ 2.9 ผลการด าเนินมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ที่มำ: ธนำคำรแห่งประเทศไทย หมำยเหตุ: บริษัท (Corp) วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 50 – 500 ล้ำนบำท SMEs วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 – 50 ล้ำนบำท และรำยย่อย (Micro) วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้ำนบำท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนำคม 2565) 2.4.4 มำตรกำรด้ำนกำรเงินภำยใต้ พ.ร.ก. BSF 1) วัตถุประสงค์และรูปแบบของมำตรกำร พ.ร.ก. BSF เป็นกฎหมำยที่ตรำขึ้นเพื่อเพิ่มบทบำทให้ ธปท. สำมำรถด ำเนิน มำตรกำรทำงกำรเงินเพื่อรักษำเสถียรภำพและสภำพคล่องของตลำดตรำสำรหนี้ภำคเอกชน เนื่องจำก สถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 นอกจำกจะส่งกระทบต่อสภำพคล่องของภำคธุรกิจแล้ว ยังส่งผล ให้นักลงทุนขำดควำมเชื่อมั่นและต้องกำรถือเงินสดเพื่อน ำไปใช้จ่ำยหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีควำม มั่นคงสูง ควำมต้องกำรลงทุนในตรำสำรหนี้ภำคเอกชนจึงลดลง ประกอบกับสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 ยังมีควำมไม่แน่นอนสูงจึงส่งผลให้กลไกในตลำดกำรเงินท ำงำนไม่ปกติ ธุรกิจซึ่งอำศัยกำร ระดมทุนในตลำดตรำสำรหนี้จึงมีควำมเสี่ยงที่จะประสบปัญหำขำดสภำพคล่องกะทันหันและไม่สำมำรถ 19 ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 เมษำยน 2564
54 ไถ่ถอนตรำสำรหนี้ที่ครบก ำหนดได้โดยที่ผ่ำนมำบริษัทขนำดกลำงและขนำดใหญ่ในหลำยภำคธุรกิจซึ่งมี กำรจ้ำงงำนประมำณ 900,000 ต ำแหน่ง ได้กำรระดมทุนของผ่ำนตลำดตรำสำรหนี้ภำคเอกชน โดยมียอด ตรำสำรหนี้ของภำคเอกชนคงค้ำงก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ประมำณ 3.8 ล้ำนล้ำนบำท หรือคิดเป็นกว่ำ ร้อยละ 22.5 ของ GDP ปี 2562 ดังนั้น หำกกำรระดมทุนจำกตลำดตรำสำรหนี้ไม่สำมำรถด ำเนินกำรได้ ตำมปกติจะส่งผลกระทบต่อกำรจ้ำงงำน และกระทบต่อธุรกิจอื่น ๆ ในระบบห่วงโซ่อุปทำน (Supply Chain) อย่ำงมีนัยส ำคัญ รัฐบำลจึงได้มีกำรตรำ พ.ร.ก. BSF เพื ่อให้มีกลไกในกำรดูแลตลำดตรำสำรหนี้อย ่ำง ทันกำรณ์ เพื่อไม่ให้เหตุกำรณ์ลุกลำมส่งผลต่อเสถียรภำพทำงเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งมำตรกำร ด้ำนกำรเงินภำยใต้ พ.ร.ก. BSF มี 2 มำตรกำรส ำคัญ โดยสรุปได้ดังนี้ (1) มำตรกำรดูแลเสถียรภำพของตลำดตรำสำรหนี้ผ่ำนกองทุน BSF ในตลำดแรก พ.ร.ก. BSF ได้จัดตั้งกองทุนรวมขึ้น ชื่อ “กองทุนเพื่อรักษำสภำพคล่องของกำร ระดมทุนในตลำดตรำสำรหนี้” หรือ “กองทุน BSF” มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษำเสถียรภำพและสภำพคล่อง ของตลำดตรำสำรหนี้ภำคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมำจำกกำรระบำดของ COVID-19 ด้วยวิธีกำร ลงทุนในตรำสำรหนี้ภำคเอกชนที่ออกใหม่ โดยก ำหนดให้ ธปท. มีอ ำนำจซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน BSF ภำยในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้ำนบำท โดยมีกลไกกำรบริหำรและกำรก ำกับดูแลกองทุน ดังนี้ - ก ำหนดให้ “คณะกรรมกำรก ำกับกองทุนเพื่อรักษำสภำพคล่องของกำรระดมทุน ในตลำดตรำสำรหนี้(คณะกรรมกำรก ำกับกองทุน)” ท ำหน้ำที่ก ำหนดนโยบำย แนวทำงกำรด ำเนินงำน และกรอบกำรลงทุน รวมทั้งกำรบริหำรควำมเสี่ยงของกำรลงทุนของกองทุน แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อด ำเนินกำรจัดกำรกองทุน ตลอดจนก ำกับดูแลกำรด ำเนินงำนของคณะกรรมกำรลงทุน - กำรบริหำรจัดกำรกองทุน โดยให้ “คณะกรรมกำรลงทุน” มีหน้ำที ่และ อ ำนำจคัดเลือกตรำสำรหนี้ภำคเอกชนให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตำมที่ก ำหนด - กรอบกำรลงทุนต้องมีรำยละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) ประเภท คุณสมบัติ กรอบกำรก ำหนดรำคำหรืออัตรำผลตอบแทน และอำยุของตรำสำรหนี้ที่จะลงทุน (2) วัตถุประสงค์และ ข้อจ ำกัดในกำรน ำเงินไปใช้ (3) สัดส่วนกำรลงทุนในตรำสำรหนี้ของกองทุนเมื่อเทียบกับแหล่งเงินทุนอื่น ของผู้ออกตรำสำรหนี้ในครำวเดียวกัน ซึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 50 ของยอดตรำสำรหนี้ที่จะครบก ำหนด และ (4) หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขอื่น ซึ่งต้องไม่มีลักษณะเป็นกำรเลือกปฏิบัติหรือสร้ำงขั้นตอน เพื่อกำร ด ำเนินกำรของกองทุน BSF เป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกำรออก พ.ร.ก. BSF โดยให้กองทุน BSF เป็นแหล่งเงินทุนสุดท้ำยเนื่องจำกจะเก็บอัตรำดอกเบี้ยในอัตรำที่สูงกว่ำ รำคำตลำด (Penalty Rate) และให้บริษัทที่ขอควำมช่วยเหลือต้องระดมทุนจำกแหล่งอื่นมำไม่น้อยกว่ำ ร้อยละ 50 เพื่อให้มีกลไกทำงตลำดมำกลั่นกรองว่ำบริษัทที่ได้รับควำมช่วยเหลือเป็นบริษัทที่มีผล ประกอบกำรดีแต่ประสบปัญหำสภำพคล่องจำกกำรผันผวนของตลำดตรำสำรหนี้ในช่วงกำรระบำดของ COVID-19 โดยรูปแบบของมำตรกำรหรือกลไกของกองทุน BSF ปรำกฏตำมแผนภำพต่อไปนี้
55 แผนภาพที่ 2.10 กลไกของกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ ที่มำ: คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจำก พ.ร.ก. BSF และธนำคำรแห่งประเทศไทย) ในกรณีที ่ผู้ออกตรำสำรหนี้ระดมทุนโดยกำรออกตรำสำรหนี้เสนอขำยต ่อ ประชำชนหรือบุคคลใด ๆ และมีกำรให้หลักประกันแก่ผู้ถือตรำสำรหนี้ ตรำสำรหนี้ที่กองทุนซื้อต้อง ได้รับหลักประกันไม่ด้อยกว่ำหลักประกันที่ผู้ออกตรำสำรหนี้ให้แก่ผู้ถือตรำสำรหนี้อื่นในครำวเดียวกัน เพื่อรักษำผลประโยชน์ของกองทุน BSF และลดโอกำสที่กระทรวงกำรคลังต้องเข้ำมำรับภำระชดเชย ในกรณีที่มีกำรผิดนัดช ำระหนี้ นอกจำกนี้เพื่อเพิ่มควำมโปร่งและชัดเจนในกำรลงทุนของกองทุน พ.ร.ก. BSF ได้ก ำหนดคุณลักษณะตรำสำรหนี้ภำคเอกชนที่กองทุน BSF จะลงทุนได้ ดังนี้ (1) เป็นตรำสำรหนี้ที่ออกใหม่เพื่อไถ่ถอนตรำสำรหนี้เดิมที่ครบก ำหนด (2) ผู้ออกตรำสำรหนี้นั้นมีแหล่งเงินทุนอื่นที่มิใช่กองทุนไม่น้อยกว่ำร้อยละ 50 ของยอดตรำสำรหนี้ที่จะครบก ำหนด (3) เป็นตรำสำรหนี้ที ่ผู้ออกมีอันดับควำมน ่ำเชื ่อถือในระดับลงทุนได้ (Investment Grade) (4) ผู้ออกตรำสำรหนี้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนและประกอบธุรกิจในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสำหกิจ สถำบันกำรเงิน หรือบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจของสถำบันกำรเงิน ทั้งนี้ รูปแบบหรือเงื่อนไขกำรให้ควำมช่วยเหลือทำงกำรเงินดังกล่ำว ปรำกฏตำมแผนภำพต่อไปนี้
56 แผนภาพที่ 2.11 รูปแบบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ออกตราสารหนี้ผ่านกองทุน BSF ที่มำ: คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจำก พ.ร.ก. BSF และธนำคำรแห่งประเทศไทย) (2) มำตรกำรรักษำเสถียรภำพของตลำดตรำสำรหนี้เพิ่มเติมในตลำดรอง ในกรณีที่ตลำดตรำสำรหนี้ประสบปัญหำสภำพคล่องอย่ำงร้ำยแรงอันเนื่องมำจำก กำรระบำดของ COVID-19 และมีเหตุจ ำเป็นเร่งด่วนเพื่อกำรรักษำเสถียรภำพของระบบเศรษฐกิจและ ระบบกำรเงินโดยรวม ให้ธปท. โดยควำมเห็นชอบของรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงกำรคลังมีอ ำนำจซื้อขำย ตรำสำรหนี้ภำคเอกชนที่มิใช่ตรำสำรหนี้ที่ออกใหม่ โดย ธปท. อำจมอบหมำยให้บุคคลใดท ำหน้ำที่ในกำร บริหำรจัดกำรกำรซื้อขำยตรำสำรหนี้ข้ำงต้นแทน ธปท. ก็ได้ ทั้งนี้ในกำรด ำเนินกำรของ ธปท. ภำยใต้พ.ร.ก. BSF หำกมีก ำไรเกิดขึ้นให้ ธปท. น ำส่งกระทรวงกำรคลังเป็นรำยได้แผ่นดิน อย่ำงไรก็ดี หำกเกิดควำมเสียหำยขึ้นแก่ ธปท. ให้กระทรวงกำรคลัง ชดเชยควำมเสียหำยให้แก่ ธปท. ในวงเงินไม่เกิน 40,000 ล้ำนบำท โดยให้ “คณะกรรมกำรพิจำรณำ ผลด ำเนินกำร” มีหน้ำที่ก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรกำรค ำนวณก ำไรหรือควำมเสียหำย รวมทั้งวงเงิน ชดเชย และวินิจฉัยจ ำนวนผลก ำไรหรือควำมเสียหำยที่เกิดขึ้น 2) ผลกำรด ำเนินมำตรกำร มำตรกำรดูแลเสถียรภำพของตลำดตรำสำรหนี้ผ่ำนกองทุน BSF นับแต่ประกำศใช้ พ.ร.ก. BSF จนถึงปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนจ ำนวนหนึ่งแสดงควำมสนใจและขอข้อมูลของกองทุน BSF ไปศึกษำ และมีเพียง 1 รำย ที่ยื่นขอควำมช่วยเหลือจำกกองทุน แต ่ในท้ำยที ่สุดบริษัทเอกชนรำยนั้น สำมำรถจัดหำแหล่งเงินได้ด้วยตัวเองดังนั้น ปัจจุบันจึงยังไม่มีบริษัทเอกชนรำยได้ใดมำขอควำมช่วยเหลือ ผ่ำนกองทุน BSF20 20 ข้อมูลจำกธนำคำรแห่งประเทศไทย
57 จำกกำรศึกษำมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังของไทยในกำรแก้ไขสถำนกำรณ์ COVID-19 จะเห็นได้ว่ำ รัฐบำลได้ออกมำตรกำรเพื่อช่วยเหลือและเยียวยำประชำชนและภำคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จำกสถำนกำรณ์ดังกล่ำว ทั้งกำรด ำเนินกำรโดยใช้แหล่งเงินงบประมำณ กำรด ำเนินมำตรกำรกึ่งกำรคลัง (Quasi Fiscal Policy) ผ่ำนสถำบันกำรเงินเฉพำะกิจของรัฐ รวมทั้งกำรตรำกฎหมำยพิเศษขึ้นในช่วง ปี 2563 - 2564 เพื่อให้กระทรวงกำรคลังกู้เงินส ำหรับด ำเนินมำตรกำรแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟู เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจำก COVID-19 วงเงิน 1.5 ล้ำนล้ำนบำท (คิดเป็น 13.4 % ของ GDP21) ซึ่งเป็นวงเงินที่ใหญ่กว่ำวิกฤตในอดีต และเพื่อให้ธปท. สำมำรถออกมำตรกำรทำงกำรเงินเพื่อเพิ่ม สภำพคล่องให้กับภำคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและรักษำเสถียรภำพให้กับตลำดกำรเงินได้ภำยใต้กรอบ วงเงินรวม 1.25 ล้ำนล้ำนบำท ด้วยขนำดของวงเงินในกำรด ำเนินมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังที่ใหญ่มำกในกำรรองรับ วิกฤตกำรณ์ COVID-19 ในครั้งนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องพิจำรณำถึงควำมคุ้มค่ำและประสิทธิภำพในกำร มำตรกำรของภำครัฐภำยใต้พ.ร.ก. ดังกล่ำว ในกำรนี้ คณะผู้วิจัยได้ก ำหนดรูปแบบและวิธีกำรประเมิน มำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังภำยใต้ พ.ร.ก. ดังกล่ำว เพื่อวิเครำะห์ให้เห็นถึงผลที่ได้รับจำกกำรด ำเนิน มำตรกำรเทียบกับวัตถุประสงค์หรือเป้ำหมำยของมำตรกำร ตลอดจนปัญหำอุปสรรคในกำรด ำเนินงำน เพื่อประโยชน์ในกำรทบทวนปรับปรุงหรือขยำยผลมำตรกำรของภำครัฐในระยะต่อไป ทั้งนี้ ตำมระเบียบ วิธีวิจัยที่จะกล่ำวถึงโดยละเอียดในบทต่อไป 21 ก่อนเกิดสถำนกำรณ์กำรระบำดของ COVID-19 GDP ปี 2562 เท่ำกับ 11,198,600 ล้ำนบำท (ที่มำ : ส ำนักงำนสภำพัฒนำ กำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ)
58 บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย โครงการวิจัยนี้คณะผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงบรรยายหรือ เชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยการศึกษาจากเอกสาร ควบคู่กับการวิจัยเชิงส ารวจ โดยมี ขั้นตอนการด าเนินงานวิจัย (Research Process) เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยในแต่ละข้อ ดังนี้ 3.1 การศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การศึกษาแนวคิดทฤษฎีในการด าเนินนโยบายด้านการเงินและนโยบายด้านการคลังของ ภาครัฐในช่วงภาวะวิกฤต รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลการด าเนินมาตรการหรือโครงการภาครัฐ ที่มีลักษณะเป็นโครงการเฉพาะกิจ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยข้อ 1 คณะวิจัยได้ด าเนินการ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดทฤษฎีการด าเนินนโยบายด้านการเงินและนโยบายด้านการ คลังของภาครัฐในช่วงภาวะวิกฤต รวมทั้งแนวคิดด้านการประเมินผลการด าเนินมาตรการหรือโครงการภาครัฐ ที่มีลักษณะเป็นโครงการเฉพาะกิจ ประเภทของการประเมินผล การศึกษากรอบในการประเมินผล มาตรการของ OECD-DAC Evaluation Criteria ตลอดจนการศึกษากรณีตัวอย่างการเลือกใช้เกณฑ์และ วิธีการประเมินผลโครงการของประเทศต่างๆ จากเอกสารและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือในรายงานของ องค์การระหว่างประเทศ งานวิจัย บทความและงานเขียนทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3.2 การถอดบทเรียนการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังในภาวะวิกฤตของต่างประเทศ การถอดบทเรียนการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังต ่างๆ ในการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ของต่างประเทศ เพื่อจัดท าข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและวางแผนในการก าหนดนโยบายและมาตรการในประเทศให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยข้อ 2 คณะวิจัยได้ด าเนินการวิจัย ดังนี้ 3.2.1 ด าเนินการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับมาตรการด้านการเงินการคลังในการแก้ไข วิกฤต COVID-19 ของต่างประเทศ โดยศึกษาถึงขนาดหรือกรอบวงเงินในการด าเนินมาตรการด้าน การเงิน และมาตรการด้านการคลังของแต่ละประเทศ โดยจ าแนกตามกลุ่มของประเทศ ประกอบด้วย (1) กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) (2) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจก าลังพัฒนา (Emerging Markets) และ (3) กลุ่มประเทศรายได้น้อย (Low-income) 3.2.2 ถอดบทเรียนการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังในช่วงวิกฤต COVID-19 ของ ต่างประเทศ โดยก าหนดประเทศที่น ามาเป็นตัวอย่างจากข้อมูลการที่มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ มากเพียงพอ มีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสามารถสรุปภาพรวมให้เกิดความชัดเจน รวมถึงมีแผนงาน
59 โครงการส าหรับการฟื้นฟูประเทศในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว จ านวน 3 ประเทศ ได้แก่ 1) สหรัฐอเมริกา เพื่อให้เป็นตัวแทนของประเทศพัฒนาแล้วที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ในฝั่งโลกตะวันตก 2) ญี่ปุ่น เพื่อเป็น ตัวแทนของประเทศพัฒนาแล้วของเอเชียที่มีศักยภาพด้านการเงินการคลังสูง และ 3) ฟิลิปปินส์ เพื่อเป็น ตัวแทนของกลุ ่มประเทศก าลังพัฒนาที ่ยังคงต้องเผชิญข้อจ ากัดด้านงบประมาณส าหรับการด าเนิน มาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐ รวมถึงมีข้อจ ากัดหลายด้านคล้ายคลึงกับไทย 3.3 การวิเคราะห์และจัดท าข้อเสนอแนะในการด าเนินมาตรการของไทย การวิเคราะห์และจัดท าข้อเสนอแนะในการด าเนินมาตรการของไทยเพื่อให้ทราบประโยชน์ จุดเด่น ข้อดีในการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรค และจุดอ่อนในการ ด าเนินการเพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆ ได้อย่างตรงจุดตามวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยข้อ 3 คณะวิจัยได้ด าเนินการวิจัย ดังนี้ 3.3.1 ศึกษามาตรการของไทยในภาพรวม โดยด าเนินการศึกษามาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤต การระบาดของ COVID-19 ของประเทศไทยในภาพรวม รวมถึงมาตรการภายใต้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF จากเอกสารและแหล่งข้อมูล ที่น่าเชื่อถือประกอบด้วย กฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูล ผลการด าเนินมาตรการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อประกอบการวิเคราะห์มาตรการด้าน การเงินการคลังของภาครัฐภายใต้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการด าเนินงาน เพื่อประโยชน์ในการทบทวนปรับปรุงหรือขยายผลมาตรการของภาครัฐในระยะต่อไป 3.3.2 การคัดเลือกมาตรการตัวอย่างของไทยภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ 1) การคัดเลือกมาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ในการคัดเลือกโครงการหรือมาตรการตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 คณะผู้วิจัยได้พิจารณาจากข้อมูลผลการด าเนินมาตรการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการไปแล้ว จ านวน 1,119 โครงการ กรอบวงเงินรวม 982,399 ล้านบาท โดยรายละเอียดในแต่ละแผนงาน ดังนี้ ตารางที่ 3.1 มาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 ที่รับอนุมัติ แผนงาน จ านวน โครงการ ที่อนุมัติ วงเงิน อนุมัติ (ล้านบาท) ผลการ เบิกจ่าย (ล้านบาท) ร้อยละผล เบิกจ่าย ต่อ วงเงินอนุมัติ แผนงานที่1 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 63,898 ล้านบาท 51 63,402 58,509 92.28% 1.1 แผนงานเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย เยียวยาชดเชย ส าหรับบุคลากรทางการแพทย์ฯ 4 6,302 6,222 98.74%
60 แผนงาน จ านวน โครงการ ที่อนุมัติ วงเงิน อนุมัติ (ล้านบาท) ผลการ เบิกจ่าย (ล้านบาท) ร้อยละผล เบิกจ่าย ต่อ วงเงินอนุมัติ 1.2 แผนงานหรือโครงการเพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ การแพทย์และสาธารณสุขวัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 20 15,251 11,357 74.47% 1.3 แผนงานหรือโครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จ าเป็น ต่อการบ าบัดรักษา ป้องกันควบคุมโรครวมทั้ง การวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อการฟื้นฟูด้านสาธารณสุขของประเทศ 5 30,361 30,361 100.00% 1.4 แผนงานหรือโครงการเพื่อการเตรียมความพร้อม ด้านสถานพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษา พยาบาล และค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยง ในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 14 9,791 9,125 93.20% 1.5 แผนงานหรือโครงการเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน 8 1,698 1,444 85.07% แผนงานที่2 ด้านการช่วยเหลือเยียวยา กรอบวงเงิน 709,059 ล้านบาท 20 709,059 704,702 99.39% 2.1 แผนงานเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย ให้แก่ประชาชน 19 595,756 591,400 99.27% 2.2 แผนงานโครงการช่วยเหลือเกษตรกร 1 113,303 113,302 99.99% แผนงานที่3 ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กรอบวงเงิน 227,043 ล้านบาท 1,048 209,938 183,005 87.17% 3.1 แผนงานพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 14 25,121 23,432 93.28% 3.2 แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ 1,016 11,152 7,456 66.85% 3.3 แผนงานส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภค ภาคครัวเรือนและเอกชน 14 166,516 146,871 88.20% 3.4 แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 4 7,149 5,245 73.37% รวมทั้งหมด 1,119 982,399 946,216 96.32% ที่มา : ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เนื่องจากแผนงานภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีวัตถุประสงค์และลักษณะเฉพาะ ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในการคัดเลือกโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้ ก าหนดแนวทางการคัดเลือกโครงการและเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างมาตรการหรือโครงการของภาครัฐที่เลือกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
61 ที่เหมาะสมและครอบคลุมโครงการทุกประเภทในแต่ละแผนงานและผู้ได้รับผลประโยชน์จากการด าเนิน มาตรการด้านการคลังดังกล่าว โดยคณะผู้วิจัยได้ก าหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการ ดังนี้ (1) เป็นโครงการมีวงเงินสูงและมีกลุ่มเป้าหมายผู้รับประโยชน์จ านวนมาก (2) ครอบคลุมโครงการทุกประเภทภายใต้แผนงาน (3) โครงการมีความก้าวหน้าในการด าเนินงาน โดยพิจารณาจากผลการเบิกจ่าย ทั้งนี้ ผลการคัดเลือกโครงการในแต่ละแผนงานภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 ตามเกณฑ์ที่ก าหนดข้างต้น มีรายละเอียดดังนี้ (1) มาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขภายใต้แผนงานที่ 1 ของ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 โดยพิจารณาคัดเลือกจากจ านวนโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ จ านวน 51 โครงการ วงเงิน 63,402 ล้านบาท สามารถจ าแนกกลุ่มประเภทโครงการได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.1 โครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในบ าบัดรักษา ป้องกันควบคุมโรค และเยียวยา และชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีน 1.2 โครงการที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาล จากกลุ่มประเภทโครงการข้างต้น คณะวิจัยได้คัดเลือกโครงการตัวอย่าง จ านวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการตัวอย่างที่ 1 : โครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ระยะที่ 1- 4 ของส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข วงเงิน โครงการ 30,348 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนของโครงการประเภทค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลภายใต้ แผนงานที่ 1 เนื่องจากเป็นโครงการที่มีวงเงินสูงและมีกลุ่มผู้เป้าหมายได้รับประโยชน์เป็นคนไทยกว่า 6.7 ล้านคน และมีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 100 ของวงเงินอนุมัติ โครงการตัวอย่างที่ 2 : โครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ รองรับ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ของหน่วยงานส่วนภูมิภาค ของส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข วงเงินโครงการ 7,385 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนของโครงการที่เกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้างภายใต้แผนที่ 1 และมีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 93.93 ของวงเงินอนุมัติ (2) มาตรการด้านการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคภายใต้แผนงานที่ 2 ของ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 โดยพิจารณาคัดเลือกจากจ านวนโครงการ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ จ านวน 20 โครงการ วงเงิน 709,059 ล้านบาท โดยสามารถจ าแนกกลุ่มเป้าหมาย ของการเยียวยาออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 2.1 มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็น แรงงานนอกระบบ 2.2 มาตรการช ่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที ่มีกลุ่มเป้าหมาย แรงงาน ในระบบประกันสังคม
62 2.3 มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วไปผู้ได้รับผลกระทบ ผ่านการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จากกลุ่มประเภทโครงการข้างต้นคณะวิจัยได้คัดเลือกโครงการตัวอย่าง จ านวน 3 โครงการ เพื่อเป็นตัวแทนของมาตรการเยียวยาซึ่งด าเนินการในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ประกอบด้วย โครงการตัวอย่างที่ 3 : โครงการเราชนะ ของส านักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง วงเงินโครงการ 273,482 ล้านบาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบเป็นวงเงินผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และบัตรประชาชน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เป็นประชาชนทั่วไปผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่อยู่ในระบบ ประกันสังคม หรือเป็นกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ (ไม่มี Smart phone) จ านวนกว่า 32.86 ล้านคน และมีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 99.99 ของวงเงินอนุมัติ โครงการตัวอย่างที่ 4 : โครงการ ม.33 เรารักกัน ของส านักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน วงเงินโครงการ 48,841 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบเป็นวงเงินผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงานในระบบ คือ กลุ่มผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคมตาม ม.33 กว่า 8.06 ล้านราย และมีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 98.66 ของวงเงินอนุมัติ โครงการตัวอย่างที่ 5 : โครงการภายใต้มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้าน สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้านไฟฟ้าและน้ าประปา ของการไฟฟ้านคร หลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค วงเงินโครงการรวม 12,283 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนของมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้ได้รับผลกระทบโดย มีกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์ เป็นผู้พักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าและน้ าประปาทั่วประเทศ และมีความคืบหน้า ในการเบิกจ่ายร้อยละ 100 ของวงเงินอนุมัติ (3) มาตรการด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคภายใต้แผนงานที่ 3 ของ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 โดยพิจารณาคัดเลือกจากจ านวนโครงการ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ จ านวน 1,048 โครงการ วงเงิน 209,938 ล้านบาท สามารถจ าแนกกลุ่มประเภท โครงการได้ 4 ประเภท ได้แก่ 3.1 โครงการเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน 3.2 โครงการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรกรรมและประมง 3.3 โครงการเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงาน 3.4 โครงการอื่นๆ เช่น โครงการตามความต้องการของจังหวัด
63 จากกลุ่มประเภทโครงการข้างต้นคณะวิจัยได้คัดเลือกโครงการตัวอย ่าง จ านวน 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการตัวอย่างที่ 6 : โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 -3 ของส านักงาน เศรษฐกิจการคลัง วงเงินโครงการรวมกว่า 133,814 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนของโครงการภายใต้ แผนที่ 3 กลุ่มโครงการเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีวงเงิน สูงและมีกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์กว่า 30 ล้านคน และมีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 100 ของวงเงินอนุมัติ โครงการตัวอย่างที่ 7 : โครงการหนึ่งต าบลหนึ่งกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ของ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย ส านักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรม ประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน และส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินโครงการ 3,551 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวแทนของโครงการภายใต้แผนที่ 3 กลุ่มโครงการด้าน เกษตรกรรมและประมง และมีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 73.53 ของวงเงินอนุมัติ โครงการตัวอย่างที่ 8 : โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษา ใหม่โดยภาครัฐและเอกชนของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน วงเงินโครงการ 3,210 ล้านบาท เพื่อ เป็นตัวแทนของโครงการภายใต้แผนที่ 3 กลุ่มโครงการเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงาน และมีความ คืบหน้าในการเบิกจ่ายร้อยละ 56.81 ของวงเงินอนุมัติ ทั้งนี้ จากผลการคัดเลือกโครงการหรือมาตรการด้านการคลังตัวอย่าง 8 โครงการข้างต้น มีวงเงินรวม 512,914 ล้านบาท คิดเป็น 51.3 % ของวงเงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 แผนงาน และมีการกระจายกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 หรือกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ จากโครงการที่หลากหลาย อาทิ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหารและร้านค้า ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ก าหนดไว้ 2) การคัดเลือกมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF จากการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลการด าเนินมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF ของ ธปท. ตลอดจนกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยได้จ าแนก มาตรการด้านการเงินออกเป็น 2 มาตรการ ตามกลุ่มเป้าหมายได้รับผลกระทบจาก COVID-19 หรือ กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ดังนี้ (1) มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับ ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยเป็นการก าหนดให้ธปท. เข้ามามีบทบาทในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ า (soft loan) ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันการเงินไปปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็น ลูกหนี้เดิม
64 (2) มาตรการทางด้านการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ภายใต้ พ.ร.ก. BSF เพื ่อช ่วยเหลือผู้ประกอบการที ่ระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ซึ ่งต้องประสบปัญหา ขาดสภาพคล่องไม่สามารถไถ่ถอนตราสารหนี้ได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยมาตรการดังกล่าวก าหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอ านาจซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน BSF ภายใน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท และให้กองทุน BSF ลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกใหม่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนเสริมให้กับผู้ประกอบการในช่วงที่ตลาดการเงินในประเทศมีความผันผวน ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน และมาตรการรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ ผ่านกองทุน BSF ภายใต้ พ.ร.ก. ทั้งสองฉบับ มีวงเงินรวม 900,000 ล้านบาท ถือเป็นมาตรการด้านการเงิน ขนาดใหญ่ คิดเป็น 8.03% ต่อ GDP22 และเนื่องจากมาตรการด้านการเงินภายใต้กฎหมายทั้งสองฉบับ มีลักษณะแตกต่างจากมาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 โดยเป็นมาตรการที่มี วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการที่ชัดเจนเพียง 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มผู้ประกอบการที่ระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงได้ ประเมินผลมาตรการด้านการเงินดังกล่าวครอบคลุมทั้ง 2 มาตรการ โดยไม่มีการคัดเลือกมาตรการ ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม จากการจัดเก็บข้อมูลมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan พบว่า หลังจากมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง (เดือนเมษายน 2564) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการ ออกกฎหมายฉบับใหม่ ได่แก่ พระราชก าหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู)23 เพื่อปรับปรุงมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนให้กับภาคธุรกิจเพื่อให้มีความครอบคลุมและตรงกับความต้องการ ของผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้นในกรอบวงเงินไม่เกิน 350,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาด าเนินมาตรการ 2 ปี (สิ้นสุดในเดือนเมษายน 2566) ดังนั้น เพื่อให้ผลการศึกษามีความครอบคลุมและเชื่อมโยงกับ มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนในปัจจุบัน ในการประเมินผลมาตรการด้านการเงินดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงได้มี การประเมินมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับใหม่เพิ่มเติมด้วย 3.3.3 การก าหนดกรอบการประเมินมาตรการตัวอย่าง คณะผู้วิจัยได้เลือกใช้เกณฑ์การประเมินผลของ OECD-DAC เป็นกรอบในการ ประเมินผลมาตรการและโครงการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ เนื่องจากเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเกณฑ์สากลที่องค์กรระหว่างประเทศใช้ในการประเมินผลโครงการและความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งคณะผู้วิจัยสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการตั้งค าถามในการประเมิน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และ สรุปผลภายใต้เกณฑ์แต่ละด้านเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย ได้แก่ การสรุปข้อดี ข้อจ ากัด 22 เทียบกับ GDP ปี 2562 (ก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดของ COVID-19) จ านวน 11,198,600 ล้านบาท (ที่มา : ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) 23 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564
65 ปัญหาอุปสรรค และการจัดท าข้อเสนอแนะส าหรับการจัดท ามาตรการในอนาคต นอกจากนี้ ในการเสนอ โครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ได้มีการก าหนดให้หน่วยงานที่เสนอโครงการจัดท าตัวชี้วัดของ โครงการภายใต้เกณฑ์ประเมินของ OECD-DAC 5 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้อง ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ผลกระทบ และความยั่งยืน (ไม่มีตัวชี้วัดในด้านความเชื่อมโยง) เพื่อประกอบการพิจารณากลั่นกรอง โครงการ คณะผู้วิจัยจึงได้น าข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการจัดท าร่างกรอบการประเมินผลภายใต้เกณฑ์ 6 ด้านของ OECD-DAC และจัดท าตัวชี้วัดเบื้องต้นส าหรับการประเมินมาตรการและโครงการที่เป็น กลุ่มตัวอย่าง โดยมีรายละเอียดเกณฑ์ที่คณะผู้วิจัยเลือกใช้ส าหรับการประเมินมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. แต่ละฉบับ ดังนี้ แผนภาพที่ 3.1 เกณฑ์การประเมินผลมาตรการตัวอย่างภายใต้เกณฑ์ประเมินของ OECD-DAC ที่มา: คณะผู้วิจัย ทั้งนี้ การประเมินผลมาตรการและโครงการจะเป็นการผสมผสานระหว่างการประเมิน แบบ Summative และ Formative โดยในส่วนของการประเมินแบบ Summative เป็นการประเมิน การบรรลุผลลัพธ์ของโครงการ (Outcome) รวมทั้งความคุ้มค่าของโครงการภายหลังจากมาตรการหรือ โครงการสิ้นสุด และการประเมินแบบ Formative เป็นการพิจารณาผลที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการ ด าเนินงาน โดยเน้นที่การประเมินกระบวนการ (Process evaluation) 3.3.4 การจัดเก็บข้อมูลเพื่อประกอบการประเมินมาตรการ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อน าไปประกอบการวิเคราะห์ผลการด าเนินมาตรการ ด้านการเงินการคลังของภาครัฐในการแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 ตามประเด็นค าถามหรือกรอบในการ ประเมิน คณะผู้วิจัยได้ด าเนินการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมทั้ง กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ ตลอดจนมุมมองทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง โดยมีวิธีการและรูปแบบ การจัดเก็บข้อมูล ดังนี้
66 1) การตอบแบบสอบถาม 1.1) การจัดท าแบบสอบถาม คณะผู้วิจัยได้จัดท าแบบสอบถาม โดยก าหนดประเด็นที่ต้องการตาม ลักษณะเฉพาะของโครงการ/มาตรการตัวอย่าง และออกแบบแบบสอบถามส าหรับใช้ในการส ารวจความ คิดเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบตามกลุ่มเป้าหมายที่ก าหนด ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ได้รับ ประโยชน์จากโครงการและผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ โดยได้จัดเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ (Online Survey) เพื่อส ารวจความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการ ด าเนินโครงการและมาตรการของภาครัฐ ทั้งนี้ การก าหนดประเด็นค าถามได้ออกแบบเพื่อให้ครอบคลุม ประเด็นที่คณะผู้วิจัยต้องการใช้ในการประเมินผลโครงการ และเปิดโอกาสให้ผู้ตอบแบบสอบถาม ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ดังนี้ - ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม - ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ต่อรายได้ของผู้ตอบแบบสอบถาม - ความคิดเห็นต่อรูปแบบการด าเนินโครงการ (ตามประเด็นค าถามที่ก าหนด) - ความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการ (วัดระดับความพึงพอใจ) - ปัญหา อุปสรรคเกี่ยวกับการด าเนินโครงการ - ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ 1.2) การก าหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยได้ก าหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ Taro Yamane (Yamane, 1973) โดยสูตรในการค านวณประชากรกลุ่มตัวอย่างของ Taro Yamane มีดังนี้ = 1+2 n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง N = ขนาดของประชากร e = ค่าความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างที่ยอมรับได้ ส าหรับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ประชากรผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการที่คณะผู้วิจัย คัดเลือกมาท าการศึกษา มีจ านวนสูงกว่า 100,000 คน และคณะผู้วิจัยได้ก าหนดระดับความเชื่อมั่น ที่ระดับ 95% ความคลาดเคลื่อน (e) ที่ผู้วิจัยยอมรับได้เท่ากับ 5% ดังนั้น ขนาดประชากรกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้ท าการศึกษาในแต่ละโครงการเท่ากับ 400 ตัวอย่าง
67 ตารางที่ 3.2 การจัดเก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถาม โครงการ/มาตรการตัวอย่าง ระยะเวลาส ารวจ ขนาด ประชากร 1. โครงการค่าบริการสาธารณสุข สปสช. /1 พ.ย. – ธ.ค. 2564 425 ราย 2. โครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริหารสุขภาพ สป.สธ. /1 พ.ย. – ธ.ค. 2564 425 ราย 3. โครงการเราชนะ/2 ก.ย. – ต.ค. 2564 432 ราย 4. โครงการ ม.33 เรารักกัน/2 ก.ย. – ต.ค. 2564 432 ราย 5. มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน/2 ก.ย. – ต.ค. 2564 432 ราย 6. โครงการคนละครึ่ง ก.ย. – ต.ค. 2564 540 ราย 7. โครงการ 1 ต าบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่ พ.ย. – ธ.ค. 2564 418 ราย 8. โครงการส่งเสริมการจ้างงานส าหรับผู้จบใหม่ - - 9. มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน พ.ย. – ธ.ค. 2564 403 ราย หมายเหตุ : 1/ โครงการที่ 1 และ 2 ด าเนินการส ารวจความคิดเห็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน 2/ โครงการที่ 3 -5 ด าเนินการส ารวจความคิดเห็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ แบบสอบถามที ่จัดท าขึ้นและใช้เป็นเครื ่องมือในการส ารวจความคิดเห็น มีจ านวน 5 แบบสอบถาม ปรากฏตามภาคผนวก จ ในการก าหนดประเด็นค าถามเพื่อจัดท าแบบส ารวจ ความคิดเห็นกรณีโครงการหรือมาตรการที่มีรูปแบบของมาตรการและวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงกัน และ กลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มเดียวกันได้ด าเนินการส ารวจความคิดเห็นโดยใช้ แบบสอบถามร่วมกัน ส าหรับโครงการส่งเสริมการจ้างงานส าหรับผู้จบใหม่ใช้วิธีการจัดเก็บข้อมูลจาก เอกสารรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการของหน่วยงานเจ้าของโครงการ และมาตรการดูแล เสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ผ่านกองทุน BSF คณะผู้วิจัยพิจารณาจากลักษณะของมาตรการแล้ว เห็นว่า การจัดเก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามมีข้อจ ากัดซึ่งอาจท าให้ไม่ได้รับข้อมูลหรือความคิดเห็น ที ่ไม ่ครบถ้วนเพียงพอต ่อการประเมินมาตรการ จึงใช้วิธีการจัดเก็บข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ ่มย่อย (focus group) รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี ่ยวข้องโดยตรง (in-depth interview) เพื ่อให้ได้รับข้อมูล ที่ครบถ้วนเพียงพอมากกว่า 2) จัดการประชุมกลุ่มย่อย (focus group) คณะผู้วิจัยได้มีการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับหน่วยงานผู้มีส่วนร่วมในการก าหนด มาตรการการเงินการคลังภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ ประกอบด้วย ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย รวมทั้งหน่วยงานที่ด าเนินโครงการและมาตรการ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดท ามาตรการด้านการเงินการคลังภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ ผลที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทั้งในมุมมองของหน่วยงาน
68 ที่จัดท านโยบาย หน่วยงานผู้ปฏิบัติ ตลอดจนเอกชนผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ที ่ไม ่สามารถสืบค้นหรือเผยแพร ่ข้อมูลเป็นการทั ่วไป โดยมีการประชุมกลุ ่มย ่อย (focus group) จ านวน 9 ครั้ง และก าหนดประเด็นในการประชุมหารือกับหน่วยงานต่างๆ ดังนี้ ตารางที่ 3.3 การจัดเก็บข้อมูลโดยการประชุมกลุ่มย่อย (focus group) วันที่จัดประชุม หน่วยงาน ประเด็นการประชุม 1) วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 2) วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย การด าเนินมาตรการ BSF 3) วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ส านักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การด าเนินมาตรการสาธารณสุข และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 4) วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง การด าเนินมาตรการด้านการเงิน ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ BSF 5) วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย การด าเนินมาตรการสินเชื่อผ่อนปรน ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan 6) วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ส านักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ การด าเนินโครงการค่าบริการ สาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ 7) วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 สมาพันธ์ SMEs ผลที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ สินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ต่อผู้ประกอบการ SMEs 8) วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 สมาคมธนาคารไทย การด าเนินมาตรการด้านการเงินของ รัฐบาลภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ BSF เพื่อลดผลกระทบจาก สถานการณ์การระบาดของ COVID19 ให้แก่ภาคธุรกิจ 9) วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข การด าเนินโครงการพัฒนาศักยภาพ ระบบบริการสุขภาพ รองรับ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ หน่วยงานส่วนภูมิภาค ทั้งนี้รายละเอียดในการประชุมกลุ่มย่อย (focus group) ข้างต้นปรากฏตามภาคผนวก ฉ
69 3) การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) คณะผู้วิจัยได้มีการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามความคิดเห็นและมุมมองต่อมาตรการ ด้านการเงินการคลังของไทยในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงมาตรการรวมถึงแนวคิดในการจัดท านโยบายในอนาคต ดังนี้ ตารางที่ 3.4 การจัดเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) วันที่จัดประชุม ผู้ทรงคุณวุฒิ ประเด็นสัมภาษณ์ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคลัง ดร. สมชัย ฤชุพันธ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต และอดีตผู้อ านวยการ ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง การด าเนินมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 - ความเหมาะสมของมาตรการ - จุดแข็งของมาตรการและข้อแนะน าใน การด าเนินมาตรการในอนาคต - การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ - การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการคลัง วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จ ากัด (มหาชน) - ความเพียงพอของวงเงินในการด าเนิน มาตรการต่างๆ ของรัฐบาล - ความเหมาะสมของมาตรการด้าน การเงินของรัฐบาลภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ BSF - บทบาทธนาคารแห่งประเทศไทยใน การด าเนินมาตรการการเงิน แบบ UMP ในช่วงภาวะวิกฤต - ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง วิกฤต COVID-19 ทั้งนี้ รายละเอียดในการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิข้างต้นปรากฏตามภาคผนวก ช 3.3.5 ขั้นตอนและวิธีการประเมินผลมาตรการ เมื ่อมีการจัดเก็บข้อมูลครบถ้วนรอบด้านแล้ว คณะผู้วิจัยได้น าข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) และข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ที่สรุปได้ไปประกอบการวิเคราะห์ผลการด าเนิน มาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐในการแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 ภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ โดย ครอบคลุมทั้งผลกระทบในเชิงบวก ข้อจ ากัด รวมถึงประเด็นปัญหาอุปสรรคในการด าเนินมาตรการที่ผ่านมา ตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์โดยเปรียบเทียบกับค ่าเป้าหมายหรือตัวชี้วัดที ่ก าหนด โดยประยุกต์ใช้
70 หลักเกณฑ์การประเมินผล OECD-DAC Evaluation Criteria ตามลักษณะของโครงการที่จะท าการ ประเมิน โดยมีขั้นตอนและวิธีการประเมินผลโครงการ/มาตรการ ดังนี้ (1) ศึกษารายละเอียดโครงการที่คัดเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ วัตถุประสงค์และ เป้าหมาย ของโครงการ กลุ่มเป้าหมาย/ผู้รับประโยชน์ กิจกรรมและปัจจัยน าเข้า (ระยะเวลา/ค่าใช้จ่าย/ ทรัพยากรอื่นๆ) ตัวชี้วัดความส าเร็จของโครงการที่หน่วยงานก าหนดก่อนเริ่มด าเนินโครงการ ทั้งในเชิง คุณภาพและเชิงปริมาณ (2) ประเมินผลตามกรอบการประเมิน OECD-DAC Evaluation Criteria โดยได้ มีการออกแบบตัวชี้วัดหรือค าถามในการประเมินโครงการ อ้างอิงถึงมุมมองหรือเกณฑ์ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้อง ความเชื่อมโยง ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ผลกระทบ และความยั่งยืน เพื่อให้ได้มา ซึ่งสารสนเทศที่จะสะท้อนความส าเร็จ ปัญหา อุปสรรคของการด าเนินโครงการหรือมาตรการดังกล่าว และโอกาสในการพัฒนาโครงการในอนาคต โดยมีแนวทางในการพิจารณาเกณฑ์ในแต่ละด้าน ดังนี้ (2.1) ความสอดคล้อง (Relevance) เกณฑ์ด้านความสอดคล้อง เป็นการพิจารณาถึงความสอดคล้องของ วัตถุประสงค์ของโครงการและรูปแบบการด าเนินโครงการกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและ/หรือ กลุ่มผู้รับประโยชน์ (2.2) ความเชื่อมโยง (Coherence) เกณฑ์ด้านความเชื่อมโยง เป็นการพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับโครงการ อื่นที่มีการด าเนินการอยู่ ทั้งในด้านความซ้ าซ้อนการสนับสนุน/ขัดแย้งกับโครงการอื่น (2.3) ประสิทธิผล (Effectiveness) เกณฑ์ด้านประสิทธิผล เป็นการพิจารณาระดับการบรรลุวัตถุประสงค์ของ โครงการจากตัวชี้วัดความส าเร็จของโครงการทั้งในด้านผลผลิตและผลลัพธ์ รวมทั้งความพึงพอใจของผู้รับ ประโยชน์ของโครงการจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง (2.4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) เกณฑ์ด้านประสิทธิภาพ เป็นการพิจารณางบประมาณและระยะเวลา ที่ใช้ด าเนินโครงการเมื่อเปรียบเทียบกับแผนงานและผลผลิตที่ได้รับ โครงการก่อให้เกิดผลลัพธ์ได้รวดเร็ว ทันการณ์รวมทั้ง ระบุปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินโครงการโดยใช้ข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของ โครงการเพื่อใช้ในการจัดท าข้อเสนอแนะรูปแบบมาตรการ/โครงการในอนาคต (2.5) ผลกระทบ (Impact) เกณฑ์ด้านผลกระทบ เป็นการพิจารณาผลกระทบของโครงการทั้งเชิงบวก และเชิงลบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ในระยะยาวกว่าด้านประสิทธิผล เช่น การเปลี่ยนแปลง ความเป็นอยู ่ของประชาชน เป็นต้น โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานด าเนินโครงการ และข้อมูลจากแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง
71 (2.6) ความยั่งยืน (Sustainability) เกณฑ์ด้านความยั่งยืน เป็นการพิจารณาความต่อเนื่องของผลประโยชน์ ที่ได้รับจากโครงการ ในเชิงงบประมาณเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (3) สรุปผลการประเมินโครงการ/มาตรการตัวอย่างตามกรอบการประเมินผล ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์การประเมินผลข้างต้น คณะผู้วิจัยได้เลือกใช้เกณฑ์ที่สอดคล้องและ เหมาะสมกับลักษณะของโครงการ รวมทั้งข้อมูลที่สามารถจัดเก็บเพื่อน ามาใช้ในการประเมินผล เช่น โครงการประเภทช่วยเหลือเยียวยาจะไม่มีการประเมินในด้านความยั่งยืน เป็นต้น โดยคณะผู้วิจัยได้จัดท า สรุปผลการประเมินโครงการและมาตรการตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF ในบทต่อไป 3.3.6 สรุปผลการศึกษา คณะวิจัยได้น าผลการศึกษามาตรการด้านการเงินการคลังของไทยในการแก้ไข สถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา และผลประเมินโครงการ/มาตรการตัวอย่าง มาด าเนินการวิเคราะห์ เพื ่อชี้ให้เห็นถึงผลการด าเนินมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับในภาพรวม ซึ ่งมีผลต ่อการอัตราการ ขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อระดับหนี้สาธารณะของประเทศ ตลอดจนวิเคราะห์ถึงข้อดี และ ประโยชน์ที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ รวมถึงวิเคราะห์ถึงจุดอ่อน ข้อจ ากัดหรือปัญหาอุปสรรค ในการด าเนินมาตรการ 3.3.7 จัดท าข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คณะวิจัยได้จัดท าข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ เพื่อแก้ไขจุดอ่อน/ข้อจ ากัดที่พบ จากการด าเนินมาตรการในการแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นกลไกในการสร้าง ภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในอนาคต โดยครอบคลุมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐในด้านต่างๆ ดังนี้ 1) ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานผู้ก าหนดนโยบาย (Policy Maker) 2) ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานเจ้าของโครงการ/หน่วยงานด าเนินงาน 3) ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกลไกของภาครัฐเพื่อรองรับภาวะวิกฤต ซึ่งครอบคลุม ทั้งในด้านบุคลากรภาครัฐ การจัดท าฐานข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยี และการบูรณาการหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง 4) ข้อเสนอแนะในการเตรียมความพร้อมด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤต ในอนาคต
72 บทที่ 4 ผลการวิจัย ในบทนี้คณะผู้วิจัยได้ประเมินผลมาตรการด้านการเงินการคลังในการแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาของรัฐบาล โดยเป็นการประเมินโครงการและมาตรการตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่คัดเลือกไว้ จ านวน 10 โครงการ/มาตรการ ประกอบด้วย (1) มาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. COVID-19 จ านวน 8 มาตรการ/โครงการ วงเงินรวม 514,842 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 51.5 % ของวงเงิน ตาม พ.ร.ก. และ (2) มาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF จ านวน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน และมาตรการ BSF วงเงินรวม 900,000 ล้านบาท ตามที่ก าหนดใน พ.ร.ก. โดยใช้หลักเกณฑ์การประเมินผลของ OECD เป็นกรอบในการประเมินผล ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์ การประเมิน 6 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้อง ความเชื่อมโยง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และ ความยั่งยืน ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เลือกใช้หลักเกณฑ์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับลักษณะของมาตรการและ โครงการ โดยมีรายละเอียดผลการประเมินมาตรการและโครงการ ดังนี้ 4.1 ผลการประเมินมาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 คณะผู้วิจัยได้ประเมินผลโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที ่เป็นกลุ ่มตัวอย ่าง จ านวน 8 โครงการ/มาตรการ ประกอบด้วย แผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข จ านวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการค่าบริการ สาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รอบที่ 1 - 4 และโครงการพัฒนาศักยภาพระบบ บริการสุขภาพ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยงาน ส่วนภูมิภาค แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จ านวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเราชนะ โครงการ ม33 เรารักกัน และมาตรการบรรเทาภาระค ่าใช้จ ่ายด้านสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่และในระลอกเดือนเมษายน 2564 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จ านวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ โดยภาครัฐและเอกชน โดยมีรายละเอียดผลการประเมินรายโครงการ ดังนี้
73 4.1.1 โครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรอบที่ 1 - 4 โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ในส่วนของแผนงานที่ 1.3 แผนงานหรือโครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จ าเป็นต่อการ บ าบัดรักษา ป้องกันควบคุมโรค รวมทั้งการวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการฟื้นฟูด้าน สาธารณสุขของประเทศ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการ สถานพยาบาลที่ให้บริการสาธารณสุข โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนไทยทุกสิทธิ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนไทยทุกคน กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย มีการอนุมัติกรอบวงเงิน จ านวน 4 รอบ วงเงินรวม 30,348.34 ล้านบาท ดังนี้ - รอบที่ 1 : เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 วงเงิน 2,999.69 ล้านบาท - รอบที่ 2 : เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 วงเงิน 3,752.70 ล้านบาท - รอบที่ 3 : เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 วงเงิน 10,569.83 ล้านบาท - รอบที่ 4 : เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 วงเงิน 13,026.12 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการ รอบที่ 1 - 4 รวมทั้งสิ้น 9 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2564 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ - รอบที่ 1 : ระยะเวลา 6 เดือน (มกราคม - มิถุนายน 2564) - รอบที่ 2 : ระยะเวลา 8 เดือน (กุมภาพันธ์ - กันยายน 2564) - รอบที่ 3 : ระยะเวลา 6 เดือน (เมษายน - กันยายน 2564) - รอบที่ 4 : ระยะเวลา 2 เดือน (สิงหาคม - กันยายน 2564) รูปแบบของโครงการ รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 แก่ประชาชน โดยสถานพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขสามารถเบิก ค่าใช้จ่ายจาก สปสช. จ านวน 4 รายการ ได้แก่ 1) ค่าใช้จ่ายบริการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 ส าหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง 2) ค่าใช้จ่ายการบริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยโรค COVID-19 3) ค่าใช้จ่ายค่าบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 4) ค่าใช้จ่ายเพื่อเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีน COVID-19 ทั้งนี้ ในกรณีของค่าบริการตามข้อ 1) 3) และ 4) เป็นการให้บริการส าหรับ ประชาชนไทยทุกกลุ่ม ทุกสิทธิ ขณะที่ค่าใช้จ่ายตามข้อ 2) ซึ่งเป็นการรักษาผู้ป่วย โรค COVID-19 จ ากัดเฉพาะผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ไม่มีสิทธิ สวัสดิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายประกันสังคม/ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลอย่างอื่นที่รัฐจัดให้จ านวน 48 ล้านคน
74 ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้รับบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ได้แก่ - กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 - ผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการรักษา - การให้บริการวัคซีนป้องกัน COVID-19 - ผู้ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีน COVID-19 และค่าใช้จ่ายและระยะเวลาด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 ธันวาคม 2563 วันที่ 30 มีนาคม 2564 วันที่ 1 มิถุนายน 2564 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะ การเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 30,348.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของวงเงินอนุมัติ จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ 1) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 จ านวน 12,566,627 ราย คิดเป็นร้อยละ 158.69 ของแผน 2) ผู้ป่วยโรค COVID-19 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพที่ได้รับการรักษา พยาบาล จ านวน 802,053 ราย คิดเป็นร้อยละ 471.40 ของแผน 3) ประชาชนที่ได้รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จ านวน 46,880,034 โดส คิดเป็นร้อยละ 123.37 ของแผน 4) ประชาชนที่ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการ ฉีดวัคซีน COVID-19 จ านวน 5,520 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.64 ของแผน หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปสช.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์ของโครงการมีความสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ COVID-19 และตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยง -ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประสิทธิผล 1) จ านวนผู้รับบริการในเดือน ม.ค. – ก.ย. 64 ประกอบด้วย (1) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับ การตรวจคัดกรอง (2) ผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการรักษา (3) ผู้ได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 และ (4) ผู้ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีนฯ 2) ความพึงพอใจของผู้ต้องการรับบริการ เช่น ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ
75 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ผลกระทบ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะได้รับ - การคัดกรองและป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษา พยาบาลกรณีเจ็บป่วยด้วย COVID-19 และเมื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถด าเนินต่อไปได้ ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ และค่าใช้จ่ายเทียบกับแผนงาน - กระบวนการเบิกจ่ายค่าบริการสาธารณสุข / การใช้สิทธิตามโครงการของประชาชน ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการค่าบริการสาธารณสุขฯ โดยมีผลการประเมินโครงการในด้าน ต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์ที่ตอบสนองโดยตรงต่อ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้ ประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ จึงมีความจ าเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลจะต้องให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มหลัก ดังนี้ (1) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการตรวจคัดกรอง (2) ผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการรักษา (3) ผู้ได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 และ (4) ผู้ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีนฯ ซึ่งผู้ป่วยโรค COVID-19 สามารถเข้ารับการรักษาได้ในสถานพยาบาลทุกแห่งทั้งของภาครัฐ และเอกชน ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการด าเนินการโดยใช้ระบบการให้บริการ สาธารณสุขและวิธีการเรียกเก็บค ่าใช้จ ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งสถานพยาบาล จะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชนแต่จะเรียกเก็บจาก สปสช. ตามอัตราค่าใช้จ่ายที่ก าหนดผ่านระบบ Universal Coverage for Emergency Patients (UCEP) ซึ่งได้มีการด าเนินการอยู่ก่อนหน้าและมีระบบ เพื่อรับส่งข้อมูลระหว่าง สปสช. กับสถานพยาบาล โดยการให้บริการสาธารณสุขส าหรับ COVID-19 ในระยะแรก สปสช. ได้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจ าปีในการด าเนินการ แต่เนื่องจากงบประมาณมีไม่ เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีความต่อเนื่องยาวนานได้ จึงจ าเป็นต้องขออนุมัติการใช้ จ่ายจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เพื่อสมทบอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ในการจัดท าโครงการ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้มีการบูรณาการฐานข้อมูลกับ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประมาณการกรอบวงเงินโครงการ สปสช. ใช้ข้อมูลซึ่งบูรณาการ จากหลายหน่วยงาน โดยมีการประเมินจ านวนผู้รับบริการจากรายงานสถานการณ์การระบาดของศูนย์ ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (Emergency Operation Center: EOC) กรมควบคุมโรค และ ในกรณีค่ารักษาพยาบาลจะพิจารณาจากแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย COVID-19 ตามประกาศของ กรมการแพทย์ส าหรับผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม (สีเขียว/สีเหลือง/สีแดง) ร่วมกับอัตราค่าบริการสาธารณสุขตาม
76 ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดท ากรอบประมาณการค่าใช้จ่ายส าหรับการให้บริการ โดยจะ ค านวณค่าใช้จ่ายในลักษณะเหมาจ่ายต่อ 1 ราย ซึ่งเป็นอัตราที่สถานพยาบาลเอกชนสามารถยอมรับได้ เนื่องจากโครงการต้องอาศัยสถานพยาบาลของภาคเอกชนในการร่วมด าเนินการด้วย ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ : การให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID19 จ านวน 4 รายการ ตลอดระยะเวลาการด าเนินโครงการ 4 รอบ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยสรุปได้ ดังนี้24 แผนภาพที่ 4.1 จ านวนผู้รับบริการสาธารณสุขของโครงการ ที่มา: คณะผู้วิจัย (จากรายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปสช. (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2564) ทั้งนี้การให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 สูงกว่าที่ประมาณการไว้ค่อนข้างมาก (ร้อยละ 471.40) จากการจัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า การก าหนด ค่าเป้าหมายและประมาณการค่าใช้จ่ายในแต่ละรอบได้อ้างอิงข้อมูลประมาณการจ านวนผู้ติดเชื้อจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเวลาที่จัดท าข้อเสนอโครงการ ซึ่งในการเสนอโครงการแต่ละครั้งจะมีกระบวนการและใช้ระยะเวลา ในการพิจารณากลั่นกรอง จึงท าให้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในการเสนอโครงการ รอบแรกในช่วงปลายปี 2563 จะเน้นที่การคัดกรองผู้ป่วย เช่น การตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและการกักตัว (Quarantine) ขณะที่การด าเนินโครงการจริงในช่วงต้นปี 2564 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงและมีจ านวน ผู้ป่วยสูงกว่าที่คาดการณ์ จึงเป็นการรักษาพยาบาลมากกว่าการคัดกรอง25 24 ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปสช. (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2564) 25 จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สปสช. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565
77 2) ความพึงพอใจของผู้รับบริการ : จากการส ารวจความพึงพอใจจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 425 ราย เกี่ยวกับการด าเนินมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยการช่วยเหลือและ สนับสนุนค่าใช้จ่ายสาธารณสุขเป็นหลักประกันทางสังคมด้านสุขภาพส าหรับประชาชน (ภาคผนวก ซ) ผลปรากฏว่ามีระดับความพึงพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือของรัฐเกี่ยวกับค่าบริการสาธารณสุขในภาพรวม ในระดับ “ปานกลาง” และมีระดับความพึงพอใจต ่อการให้ช ่วยเหลือในการรับผิดชอบค ่าใช้จ ่าย สาธารณสุขทั้ง 4 รายการ ดังนี้ (1) การรับผิดชอบค่าบริการตรวจคัดกรองของประชาชนกลุ่มเสี่ยง มีความพึงพอใจ ในระดับ “ปานกลาง” (2) การรับผิดชอบค่าบริการรักษาผู้ป่วย มีความพึงพอใจในระดับ “ปานกลาง” (3) การรับผิดชอบค่าบริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน มีความพึงพอใจในระดับ “มาก” (4) การรับผิดชอบการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นส าหรับผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากการฉีดวัคซีน มีความพึงพอใจในระดับ “น้อย” ทั้งนี้ จากการส ารวจดังกล่าวพบว่า ปัญหาและอุปสรรคของโครงการโดยหลักเป็นเรื ่อง เกี่ยวกับการเข้าถึงการรับบริการ ได้แก่ การติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายด่วน สปสช. (1330) ท าได้ยาก ท าให้ผู้ป่วยไม่ได้เข้าสู่ระบบ การเข้าถึงการรับบริการตรวจคัดกรองของกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงบาง รายไม ่สามารถเข้ารับบริการได้เนื ่องจากไม ่เข้าหลักเกณฑ์เงื ่อนไขที ่ก าหนด รวมถึงปัญหาการจ ากัด จ านวนการตรวจต่อวันของหน่วยบริการและจ านวนเตียงที่มีไม่เพียงพอ ท าให้ไม่สามารถให้บริการได้ ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เนื่องจาก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งมีการเยียวยากรณีได้รับผลกระทบข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ถือเป็น ส่วนช่วยสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง 2) การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น ส่งผลต่อภาพรวมของการ บริหารจัดการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและการควบคุมจ านวนผู้ติดเชื้อของประเทศ และมีผลต่อการ ตัดสินใจในการออกมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลในการลดข้อจ ากัดของกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมสามารถฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น 3) การตรวจคัดกรอง COVID-19 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ซึ่งช่วยลดภาระ งบประมาณของประเทศด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้มาก โดยนอกจากการตรวจคัดกรองและป้องกัน จะมีต้นทุนน้อยกว่าการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยแล้ว ยังสามารถช่วยลดอัตรากรณีเจ็บป่วยได้อีกด้วย ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาและกรอบวงเงินมากกว่าประมาณการ เนื่องจากโครงการมีวัตถุประสงค์ที่ ตอบสนองโดยตรงต่อสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ การคาดการณ์ สถานการณ์ต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยากล าบาก จากการจัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของ
78 โครงการคณะผู้วิจัยพบว่า ด้วยจ านวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ท าให้วงเงินที่ได้รับอนุมัติไม่เพียงพอและต้องมีการขออนุมัติขยายระยะเวลาด าเนินโครงการและวงเงิน เพิ่มเติมอีกจ านวน 3 ครั้ง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เพื่อให้เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไป โดยมีระยะเวลาด าเนินโครงการ รอบที่ 1 - 4 ตามแผนรวมจ านวน 9 เดือน ตั้งแต่เดือน มกราคม - กันยายน 2564 และด าเนินการเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2564 เร็วกว่าแผน 1 เดือน 2) กระบวนการอนุมัติโครงการไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากการ ประชุมกลุ่มย่อยกับหน่วยงานเจ้าของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า กระบวนการขออนุมัติโครงการใช้เวลา อย่างน้อย 2 เดือน โดยเริ่มจากขั้นตอนการเสนอโครงการภายในกระทรวงสาธารณสุขใช้ระยะเวลาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ และขั้นตอนการเสนอขออนุมัติโครงการใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน เนื่องจากโครงการ จะต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ก่อนน าเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กระบวนการดังกล่าวใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ท าให้เมื่อได้รับอนุมัติโครงการแล้ว อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เปลี่ยนแปลงไป จึงท าให้ หน่วยงานต้องมีการขออนุมัติโครงการเพื่อขยายกรอบวงเงินและระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง เพื่อให้ ครอบคลุมและสามารถรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ 3) ผลการเบิกจ่ายเงินที่ได้รับอนุมัติโครงการมีค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่ายแล้วจ านวน 30,348.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยมีการเบิกจ่ายเร็วกว่าแผนงาน สปสช. ชี้แจงว่า เนื่องจากมีจ านวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้และในช่วงเวลาที่ด าเนินโครงการมี การแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงท าให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนที่ เป็นค่ารักษาพยาบาลสูง การที่ สปสช. สามารถปรับเปลี่ยนวงเงินค่าใช้จ่ายส าหรับบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ภายใต้วงเงินและรายการที่ได้รับอนุมัติช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการด าเนินโครงการ 4) จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับหน่วยงานเจ้าของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า การเบิก ค่าใช้จ่ายค่าบริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ระยะเวลาด าเนินการมาก โดยสถานพยาบาลจะต้องบันทึกข้อมูลในระบบ UCEP เพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายเป็นรายบุคคลตามเลขบัตร ประจ าตัวประชาชน ซึ่งจะต้องมีการยืนยันตัวตน (Authentication) ด้วยบัตรประจ าตัวประชาชนแบบ Smart Card และสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่ สปสช. ก าหนด ตามระยะเวลาการรักษาผู้ป่วยตาม ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เมื่อ สปสช. ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จึงจะเบิกจ่ายให้กับ สถานพยาบาล ในกรณีสถานพยาบาลของรัฐจะเบิกจ่ายเป็นรายเดือน และสถานพยาบาลของเอกชนจะ เบิกจ่ายภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงเวลาที่งบประมาณไม่เพียงพอและรอการอนุมัติของโครงการในรอบใหม่ ท าให้การเบิกจ่ายล่าช้า ส่งผลกระทบต่อหน่วยบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยบริการภาคเอกชนที่มีการ ด าเนินงานในเชิงพาณิชย์ที่มีแนวโน้มจะปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการส ารองค่าใช้จ่ายที ่จะ เกิดขึ้นได้
79 5) ข้อจ ากัดในการบริหารจัดการงานเบิกจ่าย เนื่องจากแหล่งเงินในการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าบริการสาธารณสุขจะขึ้นอยู่กับต้นสังกัดหรือสิทธิของประชาชนผู้เข้ารับบริการ (ประกอบด้วย สิทธิ รักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห ่งชาติ(สิทธิบัตรทอง) และสิทธิประกันสังคม) ซึ่งจะเบิกจ่ายจากหน่วยงาน 3 แห่ง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สปสช. และส านักงานประกันสังคม ซึ่งช่วง COVID-19 เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้มีการหารือกันระหว่างหน่วยงาน 3 แห่ง เพื่อจ่ายในอัตราเดียวกัน แต่สิทธิรักษาพยาบาลอื่น เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ ครูโรงเรียนเอกชน ต่างด้าว มีอัตราค่าใช้จ่ายที่แตกต่าง กันไป จึงท าให้กระบวนการบริหารจัดการด้านการเบิกจ่ายมีความยุ่งยาก โดยสถานพยาบาลปลายทาง จะต้องจัดสรรบุคลากรเจ้าหน้าที่ในการด าเนินการตรวจสอบและจัดท าข้อมูลการเบิกจ่ายเพื่อส่งให้ หน่วยงานหลายแห่ง เป็นการเพิ่มภาระแก่บุคลากรของสถานพยาบาล ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต ที่จ าเป็นต้องอาศัยทรัพยากรบุคคล รวมถึงต้องให้ความส าคัญกับการให้บริการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก 4.1.2 โครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยงานส่วนภูมิภาค โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ในส่วนของแผนงาน 1.4 แผนงานหรือโครงการเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ 1) เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริหารสาธารณสุขและ หน่วยบริการสุขภาพ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจากการแพร่ ระบาดของ COVID-19 ในส่วนภูมิภาค 2) เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จ าเป็นในการให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ หน่วยบริการสาธารณสุขสังกัดส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) กระทรวงสาธารณสุข ในส่วนภูมิภาค และประชาชนทุกคนในพื้นที่ 76 จังหวัด กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย วงเงินอนุมัติรวม 7,854.05 ล้านบาท แบ่งเป็น รอบที่ 1 วงเงิน 2,037.69 ล้านบาท และรอบที่ 2 วงเงิน 5,816.36 ล้านบาท โดยต่อมาได้ขอปรับลดกรอบวงเงินเหลือ 7,385.29 ล้านบาท (ปรับลด 468.76 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จ านวน 9 เดือน และต่อมา ได้ขอขยายระยะเวลาเพิ่ม 6 เดือน รวมระยะเวลาด าเนินโครงการ 15 เดือน (เดือนมกราคม 2564 - มีนาคม 2565) รูปแบบของโครงการ สนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19
80 ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ประชาชนทั่วประเทศในพื้นที่ 76 จังหวัด ได้รับการรักษา บ าบัด ฟื้นฟู ป้องกัน ควบคุม การแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างมี ประสิทธิภาพ 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : - ร้อยละของหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีศักยภาพ และมีการบริหารจัดการ ในการควบคุม เฝ้าระวัง ติดตาม รักษา ฟื้นฟูการแพร่ระบาดของ COVID-19 - ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ที่มา : รอบที่ 1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 ธันวาคม 2563 วันที่ 22 มิถุนายน 2564 วันที่ 30 สิงหาคม 2564 และวันที่ 11 มกราคม 2565 รอบที่ 2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 วันที่ 30 สิงหาคม 2564และวันที่ 11 มกราคม 2565 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 6,936.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88.32 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก และร้อยละ 93.93 ของวงเงินปรับปรุง จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ การด าเนินโครงการเป็นประโยชน์กับผู้รับบริการสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในส่วนภูมิภาค โดย สป.สธ. ปรับปรุง สิ่งก่อสร้างตามโครงการแล้วเสร็จ จ านวน 1,680 รายการ คิดเป็น ร้อยละ 73.85 ของแผน และจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์แล้วเสร็จ จ านวน 31,757 รายการ คิดเป็นร้อยละ 97.85 (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565) ที่มา : ข้อมูลผลการเบิกจ่ายจากระบบ GFMIS ณ วันที่ 22 มีนาคม 2565 และข้อมูลผลการด าเนินงานจากการประสานงาน กับ สป.สธ. ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และสถานการณ์ COVID-19 ความเชื่อมโยง -ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - ผลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์และการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง เทียบกับแผนงาน - หน่วยบริการสาธารณสุข ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีศักยภาพในการ ควบคุม เฝ้าระวัง ติดตาม รักษาฟื้นฟูการแพร่ระบาดของ COVID-19
81 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : การควบคุมการระบาดของ COVID-19 ให้อยู่ในวงจ ากัดช่วยลด ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว - ด้านสังคม : ลดผลกระทบทางด้านสุขภาพ สังคม และเพิ่มความมั่นคงของประเทศ ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ และค่าใช้จ่ายเทียบกับผลผลิตตามแผนงาน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินกู้ เป็นต้น ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพฯ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพฯ โดยมีผลการประเมิน โครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยบริการ สาธารณสุขระดับภูมิภาคในพื้นที่ 76 จังหวัด ของ สป.สธ. ซึ่งในปัจจุบันมีจ านวน 11,622 แห่ง26 สามารถ รองรับการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากโรค COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งคาดการณ์ลักษณะ อาการและความรุนแรงได้ยาก ทั้งยังมีลักษณะการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการ การบริการสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยที่หน่วยบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ยังไม่มีความพร้อม หรือยังมีทรัพยากรที่ไม่เพียงพอที่จะให้บริการได้ ประกอบกับในการจัดหาทรัพยากรดังกล่าวอยู่นอกเหนือ การคาดการณ์ที่จะขอรับจัดสรรเงินงบประมาณได้ตามปกติ จึงมีความจ าเป็นที่หน่วยบริการต่าง ๆ จะต้อง ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จ าเป็นต่อการบริหารจัดการทรัพยากรเพิ่มเติม ทั้งการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง และจัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ เพื่อให้มีความพร้อมและมีศักยภาพในการให้บริการสาธารณสุขเกี่ยวกับ โรค COVID-19 แก่ประชาชนได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : แม้ว่าหน่วยบริการสาธารณสุขจะได้รับจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจ าปีรวมทั้งได้รับเงินบริจาคส าหรับน าไปใช้ในการด าเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง และการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์อยู่แล้ว แต่งบประมาณดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่สามารถ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID- 19 ที่มีจ านวนผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ดังนั้น หน่วยบริการจึงมีความจ าเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและ การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มเติม ซึ่งในการขอรับสนับสนุนค่าใช้จ่าย หน่วยบริการจะต้องจัดท าค าของบประมาณ 26 ประกอบด้วย ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด 76 แห่ง ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอ จ านวน 878 แห่ง โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพ.สต.) จ านวน 9,769 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน จ านวน 778 แห่ง และโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป จ านวน 121 แห่ง
82 เพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้างหรือจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ตามความต้องการมายัง สป.สธ. โดยต้องผ่านการ พิจารณาจากคณะกรรมการในระดับเขตหรือจังหวัด เช่นเดียวกับการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจ าปี และ สป.สธ. จะกลั่นกรองเพื่อประเมินความเหมาะสม เฉพาะรายการที่มีความจ าเป็นเร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 เท่านั้น และไม่ซ้ าซ้อนกับส่วนที่ได้รับจัดสรร งบประมาณเพื่อด าเนินการแล้ว ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) ผลการด าเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ต่ ากว่าแผนงาน เล็กน้อย โดยโครงการได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี จ านวน 2 รอบ ในเดือนธันวาคม 2563 และมกราคม 2564 สป.สธ. ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จ านวน 32,353 รายการ และสัญญาจ้าง เพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง จ านวน 1,871 รายการ รวมจ านวน 34,224 รายการ จากแผนงาน จ านวน 34,731 รายการ และอยู่ระหว่างรอลงนามสัญญา จ านวน 2 รายการ โดยมีผลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทาง การแพทย์และการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง27 ดังนี้ แผนภาพที่ 4.2 ผลการจัดซื้อจัดจ้างโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ ที่มา : ข้อมูลจาก สป.สธ. - จากแผนภาพ การปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง เช่น ห้องแยกโรคความดันลบ (Negative Pressure Room) และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วย COVID-19 ด าเนินการและ เบิกจ่ายแล้วเสร็จ จ านวน 1,680 รายการ คิดเป็นร้อยละ 73.85 ของแผน (2,275 รายการ) - การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือชีวิต ผู้ป่วย การคัดกรองวินิจฉัยผู้ป่วย การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องผลิต ออกซิเจน เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง เครื่องเอกซเรย์ปอด เครื่องติดตามการท างานของหัวใจ 27 จากการประสานข้อมูลจาก สป.สธ. ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565
83 และสัญญาณชีพ เป็นต้น ด าเนินการและเบิกจ่ายแล้วเสร็จ จ านวน 31,757 รายการ คิดเป็นร้อยละ 97.85 ของแผน (32,456 รายการ) ทั้งนี้หน่วยบริการได้ขอคืนงบประมาณ จ านวน 505 รายการ แบ่งเป็น สิ่งก่อสร้าง จ านวน 404 รายการ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จ านวน 101 รายการ ซึ่งบางส่วนได้ด าเนินการโดยใช้เงินบริจาค แล้ว ในส่วนนี้ สป.สธ. มีความเห็นว่า หากสามารถน าวงเงินที ่เหลือไปให้กับพื้นที่เขตสาธารณสุข ที่มีความต้องการได้ จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความ ต้องการยิ ่งขึ้น นอกจากนี้ ในรายการปรับปรุงสิ ่งก ่อสร้าง ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างและ ด าเนินการก่อสร้าง แต่ระยะเวลาด าเนินโครงการและการเบิกจ่ายมีจ ากัด ท าให้หน่วยงานมีความกังวลใจใน การลงนามสัญญา เนื่องจากจะท าให้เกิดภาระผูกพันงบประมาณ และงบประมาณอาจถูกพับไป จึงมีการ ขอคืนงบประมาณ28 2) การยกระดับและเพิ ่มศักยภาพของหน ่วยบริการสุขภาพระดับท้องถิ ่นทั ่วประเทศ โดยที่หน่วยบริการส่วนภูมิภาคใน 76 จังหวัดมีความพร้อมในการให้บริการสาธารณสุขทั้งในด้านสถานที่ และอุปกรณ์การแพทย์อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ช่วยให้การบริการผู้ป่วยในส่วนภูมิภาคมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น ทั้งยังสนับสนุนการด าเนินงานควบคุม ติดตามสถานการณ์การระบาด และสามารถให้ความรู้แก่ ชุมชนแต่ละท้องที่อย่างใกล้ชิด มีส่วนช่วยลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) การมีหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีความพร้อมกระจายตัวอยู่ในระดับภูมิภาคช่วยลดความ เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 เพิ่มประสิทธิภาพ ในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในการออกมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล ในการลดข้อจ ากัดของกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและภาคบริการ ช่วย ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้สิ่งก่อสร้างที่ได้ด าเนินการ เช่น ห้องแยกโรคความดันลบ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ยังคงเป็นประโยชน์ส าหรับใช้ในการรองรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบหายใจ อื่น ๆ นอกเหนือจาก COVID-19 ได้ในอนาคต 2) ช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศที่ต้องใช้ในการพยุงเศรษฐกิจและงบประมาณ ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งจากการระบาดของ COVID-19 และจากมาตรการควบคุม การระบาดของภาครัฐ 28 จากรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการ ประจ าเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สป.สธ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565)
84 ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการมากกว่าที่ประมาณการ ด้วยโครงการมีระยะเวลาด าเนินงาน มากกว่าแผนงานที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก (จ านวน 9 เดือน) เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้การด าเนินการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากผู้รับจ้างไม่ สามารถเข้าพื้นที่ได้ หน่วยบริการในถิ่นทุรกันดารไม่สามารถด าเนินการจัดซื้อได้เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา ครุภัณฑ์บางส่วนต้องน าเข้าจากต่างประเทศซึ่งในหลายประเทศมีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ การจัดซื้อและส่งมอบครุภัณฑ์ล่าช้า ประกอบกับหน่วยงานยังขาดความมั่นใจที่จะด าเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตามแนวทางปฏิบัติของกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุส าหรับกรณีจ าเป็นเร่งด่วนที่มีการ ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติเงื่อนไขปกติหลายประการ จึงยังคงปฏิบัติตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างปกติ29 ท าให้ ในภาพรวมการด าเนินงานมีความล่าช้าและไม่สามารถรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงต้นปี 2564 ได้ทันการณ์ และต้องมีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีกจ านวน 2 ครั้ง รวมระยะเวลาที่เพิ่มจากที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติในครั้งแรก จ านวน 6 เดือน เพื่อให้สามารถด าเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและจัดซื้อ ครุภัณฑ์ได้แล้วเสร็จ 2) การเสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินกู้ต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน ใช้ระยะเวลานาน ท าให้ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนในการใช้งานสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การรองบประมาณเพียงทางเดียวอาจท าให้เกิดความเสียหายได้ จึงมีกรณีที่หน่วยงานด าเนินการโดยใช้จ่าย จากแหล่งเงินอื่นหรือได้รับบริจาค ส่งผลให้มีการขอคืนงบประมาณในบางรายการและต้องมีการปรับปรุง กรอบวงเงินของโครงการในภายหลัง 3) ผลการเบิกจ่ายต่ ากว่าแผนเล็กน้อย สืบเนื่องมาจากการอนุมัติโครงการมีความล่าช้า ในขณะที่หน่วยงานมีความจ าเป็นเร่งด่วนในการใช้งานสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ หน่วยงานบางแห่งจึงได้มี การใช้จ่ายจากแหล่งเงินอื่นหรือได้รับบริจาคด าเนินการ และขอคืนงบประมาณเงินกู้ท าให้กรอบวงเงินรวม ของโครงการลดลง โดยโครงการมีผลการเบิกจ่ายแล้วจ านวน 7,023.53 ล้านบาท30 คิดเป็นร้อยละ 89.43 ของแผนงานเดิม และร้อยละ 95.10 ของแผนปรับปรุง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) ซึ่งอยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกับแผนการด าเนินงาน 4) กระบวนการรวบรวมความต้องการของหน่วยบริการมีความล่าช้าในช่วงแรก เนื่องจาก ในการจัดท าข้อเสนอโครงการ หน่วยงานจะต้องจัดท าค าขอเพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้างหรือจัดซื้อครุภัณฑ์ ทางการแพทย์ตามความต้องการของหน่วยงาน โดยต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการในระดับเขต หรือจังหวัดก่อนน าส่งให้ สป.สธ. เป็นผู้รวบรวม ซึ่งเป็นกระบวนการเช่นเดียวกับการขอรับจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจ าปี หลังจากนั้น สป.สธ. จะประเมินความเหมาะสม ก าหนดคุณลักษณะเฉพาะ 29 จากรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สป.สธ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 30 ข้อมูลการเบิกจ่ายจากระบบ GFMIS ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565