163 เพิ่มเติมได้อีก โดยเฉพาะการบูรณาการทรัพยากรบุคคลเพื่อเข้ามาช่วยด าเนินการโครงการ และการบูรณา การข้อมูลและช่องทางในการให้บริการประชาชน ในส่วนของการบูรณาการทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีจะพบว่า ปัญหาส าคัญใน การด าเนินโครงการในวิกฤต COVID-19 คือ ข้อจ ากัดของความสามารถของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการในการรองรับความต้องการของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการบริการสาธารณสุขที่ประชาชน ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายด่วน สปสช. (1330) ได้ยาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอหาก เทียบกับจ านวนของประชาชนที่ต้องการรับบริการ หรือโครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการคนละครึ่ง โครงการ เราชนะ ที่ประชาชนสามารถติดต่อสอบถาม รวมถึงขอค าปรึกษาในการลงทะเบียนได้ยาก เนื่องจาก หน่วยงานที่ด าเนินโครงการมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะรับโทรศัพท์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงควรมีการบูรณาการทรัพยากรของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่เป็นวิกฤตระดับประเทศดังเช่นวิกฤต COVID-19 โดยอาจมีการยืมตัวเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ๆ มาตั้งเป็นหน่วยเฉพาะกิจเพื่อด าเนิน โครงการ หรือส่งต่อภารกิจให้หน่วยงานอื่นช่วยด าเนินการ โดยเฉพาะบางหน่วยงานที่อาจมีภารกิจน้อยลง ในช่วงวิกฤต หรือบูรณาการให้หน่วยงานในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการด าเนินการมากขึ้น เช่น การเป็น ตัวแทนหน่วยงานกลางในการรับลงทะเบียน และการประชาสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการจัดท าช่องทาง บริการร่วมของโครงการที่ด าเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน โดยหน่วยงานควรรับลงทะเบียนโครงการของอีก หน่วยงานอื่นด้วย เพื่อเป็นการอ านวยความสะดวกให้แก่ประชาชน หรืออาจใช้ platform ลงทะเบียน เดียวกัน แต่ยังคงอ านาจหน้าที่ในการพิจารณาไว้ที่หน่วยงานเจ้าของโครงการได้ทั้งนี้ หน่วยงานกลาง เช่น ส านักนายกรัฐมนตรีอาจต้องเป็นตัวกลางในการบูรณาการทรัพยากรระหว่างหน่วยงาน 4.2) การพัฒนาการให้บริการแบบจุดร่วมเพื่อรับค าร้องในการแก้ไขข้อมูล ในฐานข้อมูลภาครัฐ โดยอาจพิจารณามอบอ านาจให้หน่วยงานมีการให้บริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ส านักงาน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ส านักงานประกันสังคมจังหวัด และส านักงานปลัด กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ด าเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับการให้ สวัสดิการแก่ประชาชน สามารถด าเนินการแทนกันได้ หรือมอบหมายและถ่ายโอนภารกิจในการรับแจ้ง และตรวจสอบข้อมูลไปให้หน่วยงานที่มีส านักงานในพื้นที่และมีการด าเนินการด้านทะเบียนอยู่แล้ว เช่น ส านักงานจังหวัด ส านักงานอ าเภอ เทศบาล หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจและ หน่วยงานเอกชนที่มีสาขาครอบคลุมพื้นที่ ท าหน้าที่เป็นตัวแทนในการด าเนินการรับค าร้องส่งให้กับ หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ เพื่ออ านวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยอาจจ ากัดให้การบริการร่วม เป็นกระบวนการในการให้ค าแนะน าและรับค าร้องแทนกัน แต่อ านาจในการพิจารณาและการด าเนินการ เป็นอ านาจของหน่วยงานเจ้าของโครงการตามเดิมเพื่อความรัดกุมในการด าเนินการและเป็นการตรวจสอบ การด าเนินการของหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ อาจพิจารณาเชื่อมโยงการให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ให้สามารถเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ในกรณีของสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์กลางของรัฐบาล
164 (https://www.usa.gov/coronavirus) มีการเชื่อมโยงข้อมูลและช่องทางการให้บริการของหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและช่องทางการให้บริการที่เกี่ยวข้องได้ โดยง่าย ทั้งข้อมูลด้านสาธารณสุข การถึงวัคซีน การรักษาพยาบาล รวมถึงช่องทางในการขอรับ ความช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งในกรณีของไทยมีการรวมข้อมูลในเว็บไซต์ของรัฐบาลแล้วเช่นกัน (https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/29299) แต่จะเน้นเป็นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดของโรคเท่านั้น ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาจะเป็นการให้ข้อมูล โดยไม่ได้เชื่อมโยงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5.2.4 การเตรียมความพร้อมด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต ในการรับมือวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการออกแบบ มาตรการด้านการเงินการคลังที ่เหมาะสม รวมทั้งการปรับปรุงรูปแบบโครงการของรัฐให้สอดรับกับ สถานการณ์วิกฤต และสร้างกลไกภาครัฐที ่แตกต ่างในการขับเคลื ่อนมาตรการภาครัฐตามแนวทาง ที ่กล ่าวข้างต้นแล้ว การเตรียมความพร้อมด้านการเงินการคลังยังเป็นอีกแนวทางหนึ ่งในการสร้าง ภูมิคุ้มกันของประเทศเพื่อรองรับภาวะวิกฤตในอนาคต โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ดังนี้ 1) การพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับภาวะวิกฤต การบริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤตของประเทศ จ าเป็นอย่างยิ่งที่ต้องภาครัฐ จะต้องตอบสนองต ่อสถานการณ์ด้วยความรวดเร็วเพื ่อบรรเทาผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมหน่วยงานภาครัฐควรมีการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อเป็นโครงสร้าง พื้นฐานส าหรับรองรับภาวะวิกฤตของประเทศ โดยเป็นการเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการ บริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต เพื ่อบูรณาการการท างานร ่วมกันภายใต้กลไกการบริหารจัดการ ที่ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจต้องเผชิญในภาวะวิกฤตโดยเฉพาะ ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนา แพลตฟอร์มดังกล่าว อย่างน้อยจะต้องครอบคลุมกลไกหลักการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตของ ประเทศ 4 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การรายงานสถานการณ์โดยแพลตฟอร์มจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์ วิกฤตที่เกิดขึ้นไปยังหน่วยงานหลัก เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ รับรู้สถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ (2) การบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นหน่วยงานจะต้อง มีกลไกรองรับกระบวนการบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเชื่อมโยง ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะการส่งผ่านนโยบายและข้อสั่งการในภาวะวิกฤตต่างๆ อย่าง รวดเร็ว ทันการณ์ และเป็นเอกภาพ รวมทั้งมีการรายงานสถานะหรือความคืบหน้าในการด าเนินการ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคอย่างทันท่วงที เพื่อให้ภาครัฐสามารถประเมินสถานการณ์ และแก้ไขปัญหา ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
165 (3) ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือ/มาตรการของภาครัฐ ระบบที่พัฒนาขึ้นจะต้อง มีช่องทางที่หน่วยงานภาครัฐสามารถสื่อสารและให้ข้อมูลแก่ประชาชนได้อย่างครบถ้วนและครอบคลุม โดยเฉพาะมาตรการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ แก่ประชาชน โดยสามารถเรียกข้อมูลดังกล่าวได้ เป็นรายบุคคลตามคุณสมบัติหรือหลักเกณฑ์ที่มีสิทธิ โดยไม่ต้องสืบค้นจากฐานข้อมูลที่มีการเผยแพร่ เป็นการทั ่วไป ทั้งนี้ เพื ่อความสะดวกรวดเร็วในการให้ความช ่วยเหลือและเข้าถึงมาตรการภาครัฐ ในรูปแบบต่างๆ หากไม่สามารถเข้ารับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ ระบบจะต้องมีการส่งข้อมูลไปยัง เครือข่ายภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมได้ทันที (4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือบนแพลตฟอร์ม หลายครั้งที่เกิดวิกฤตขึ้น ในประเทศ จะเห็นว่าภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนจิตอาสาเข้ามีบทบาทส าคัญในการ ให้ความช่วยเหลือดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ และ สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควรพัฒนาระบบเพื่อมีกลไกรองรับการท างานร่วมกัน ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อให้การตอบสนองต่อสถานการณ์เป็นไป อย่างรวดเร็วและลดการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์วิกฤต ซึ ่งจะท าให้การจัดการทรัพยากรของ ประเทศเป็นไปย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ แผนภาพที่ 5.4 การพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐในการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ การพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับภาวะวิกฤตข้างต้นถือเป็นสินทรัพย์ ถาวรของภาครัฐที่สามารถรองรับได้ทั้งวิกฤตที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ โดยการเชื ่อมโยงภาคส ่วนต ่าง ๆ ภายใต้แพลตฟอร์มหรือโครงสร้างพื้นฐานที ่ออกแบบไว้สามารถ ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น โดยขึ้นอยู่กับหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบหลัก รวมถึง สภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น
166 2) การสร้างความแข็งแกร่งของภาคการเงินการคลัง วิกฤตการระบาดของ COVID-19 ในครั้งนี้รัฐบาลได้ใช้เครื ่องมือทางการคลัง ที่หลากหลายในการรับมือกับสถานการณ์ ทั้งมาตรการภาษีเพื่อชะลอรายจ่ายของประชาชน การด าเนิน มาตรการกึ ่งการคลังผ ่านหน ่วยงานของรัฐเพื ่อช ่วยบรรเทาภาระทางการเงินของประชาชน รวมทั้ง ได้มีการออกกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับเพื่อให้รัฐบาลกู้เงินเพื่อด าเนินโครงการและแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของ COVID-19 ได้ วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ ระดับหนี้สาธารณะเพิ ่มสูงขึ้นอย ่างมีนัยส าคัญ แม้ที ่ผ ่านมารัฐบาลจะได้มีการประกาศปรับสัดส ่วน หนี้สาธารณะคงค้างต ่อ GDP จาก 60% เป็น 70% แล้วก็ตาม และรัฐบาลยังคงมีความจ าเป็นต้อง ด าเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวผ ่านการจัดท างบประมาณแบบขาดดุลต ่อไปอีกระยะหนึ ่ง เพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายของภาครัฐและฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการระบาดของ COVID-19 ซึ่งย่อมส่งผล กระทบต่อพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของรัฐบาลในอนาคต ดังนั้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับภาคการคลังเพื่อพร้อมรับมือภาวะวิกฤตในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สิน จะต้องด าเนินมาตรการภายใต้ “แนวทางการเพิ่มศักยภาพทางการคลัง 3Rs” ตาม แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2565-2568) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย (1) Reform โดยการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (2) Reshape การปรับเรื่องการจัดสรรและการ บริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้สอดคล้องกับสถานการณ์และ (3) Resilience เพื่อให้มีการบริหาร หนี้สาธารณะอย่างมีภูมิคุ้มกัน และสามารถรองรับต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ ได้ ในส ่วนของภาคการเงิน ปัจจัยส าคัญของการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คือ การท าให้ระบบการเงินสามารถทนทานต่อแรงกดดันต ่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ได้เป็นอย่างดี โดยยังท าหน้าที่ให้บริการทางการเงินและสนับสนุนการลงทุนของภาคเศรษฐกิจจริงได้ อย่างอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ63 ดังนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว การสร้างเสถียรภาพระบบ การเงินควรด าเนินการทั้งในภาวะปกติควบคู ่กับการเตรียมแนวทางรับมือกับวิกฤตที ่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต เพื่อมิให้เกิดจุดเปราะบางซ้ าเติมปัญหาให้ลุกลามรุนแรงขึ้นในยามวิกฤตได้ โดยหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรเริ่มจากการทบทวนขอบเขตอ านาจและเครื่องมือในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ใน รูปแบบต่าง ๆ โดยอาจจัดตั้งเป็นคณะกรรมการเพื่อแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อช่วยกัน หาแนวทางปิดความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางการเงิน สร้างความตระหนักรู้และความเข้มแข็งให้ภาคเอกชนรู้จักการประเมินความเสี ่ยงและ มีความรู้เท่าทันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงสร้างกลไกให้ภาคเอกชนในระบบการเงินสามารถ ช่วยเหลือกันเองได้ โดยมีภาครัฐเป็นผู้ออกกฎเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่น ควบคุมความเสี่ยงเฉพาะจุดที ่มี ความจ าเป็น นอกจากนี้ ภายในหน ่วยงานที ่เกี ่ยวข้องอาจเตรียมเครื ่องมือในการให้ความช ่วยเหลือ ในกรณีต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ได้จากวิกฤตในอดีตถึงปัจจุบัน รวมทั้งประเมินความเสี่ยงที่จะเกิด 63 นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์และคณะ (2562)
167 วิกฤตในอนาคต โดยอาจไม่จ าเป็นต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อป้องกันการสร้างแรงจูงใจ ที่ไม่เหมาะสม (moral hazard) ในการรับมือกับภาวะวิกฤต หน่วยงานภาคการคลังและภาคการเงินจะต้องร่วมกัน เตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือกับวิกฤตในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาจมีการหารือถึงความเป็นไปได้ ของรูปแบบวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นจากความเปราะบางในปัจจุบัน รวมถึงความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต ทบทวนบทบาทอ านาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานก ากับ ดูแล อาทิ อาจจ าเป็นต้องศึกษาถึงแนวทางการพิจารณาเพิ่มบทบาทของ ธปท. ในการด าเนินนโยบาย UMP ในรูปแบบที่เหมาะสม รวมทั้งเพิ่มบทบาทหน่วยงานก ากับดูแลอื่น ๆ หากมีความจ าเป็นเพื่อรองรับ ภาวะวิกฤต อีกทั้ง อาจหารือในหลักการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ รูปแบบและเครื่องมือ ในการให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นการตกลงหลักการร่วมกันในฐานะหน่วยงานก ากับดูแล หรือเป็นการร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding) ระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างกรณีสหราชอาณาจักร มีการร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารกลางของสหราชอาณาจักร เพื่อเตรียมความพร้อมและเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ วิกฤตทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้การด าเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤตมีความรวดเร็วและ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจควรด าเนินการในช่วงที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ โดยนโยบายของภาครัฐควรมีลักษณะเป็น Counter-cyclical64 ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ต้องสร้าง ความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วน เพื่อให้พร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคต ที่ผ่านมาเสถียรภาพทางการเงิน ของไทยโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง เนื ่องจากมีการเตรียมเงินส ารองหนี้สูญและ เงินกองทุนไว้พอสมควร เช่นเดียวกับเสถียรภาพทางการคลังที่อยู่ในเกณฑ์ดี65 ท าให้มีพื้นที่ในการรองรับ ความเสี่ยงเพื่อให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤตได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่เสถียรภาพของภาคธุรกิจและภาค ครัวเรือนยังไม่ชัดเจน ท าให้ไม่สามารถรับแรงปะทะจากวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ และภาครัฐต้องเข้ามารับภาระ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงควรมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนในระยะปานกลาง และระยะยาวไปพร้อมกันด้วย อาทิ หน ่วยงานที ่เกี ่ยวข้องควรเร ่งสร้างความรู้พื้นฐานทางการเงิน (financial literacy) ให้แก ่ผู้ประกอบการ SMEs สร้างความเข้าใจและความรู้ในเรื ่องเกณฑ์การให้ สินเชื ่อของสถาบันการเงิน รวมถึงส ่งเสริมให้ SMEs รับรู้และสามารถระดมท ุนในรูปแบบอื ่น ที ่นอกเหนือจากการขอสินเชื ่อจากสถาบันการเงิน เพื ่อบรรเทาปัญหาการเข้าไม ่ถึงแหล ่งเงินทุนของ SMEs ที ่เป็นหนึ ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที ่ SMEs ประสบมาโดยตลอด ส าหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน 64 ในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น ภาครัฐจะต้องมีนโยบายที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเศรษฐกิจ แต่เมื่อเศรษฐกิจ อยู่ในภาวะชะลอตัวก็ต้องปรับมาใช้นโยบายแบบผ่อนปรนแทน 65 ก่อนการระบาดของโรค COVID-19 มีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 40
168 ที่อยู่ในระดับสูงภายหลังจากการระบาดของโรค COVID-19 อาจบรรเทาลงได้โดยการให้ความรู้ความ เข้าใจด้านการเงินแก ่ประชาชน สถาบันการเงินต้องมีความรับผิดชอบในการปล ่อยสินเชื ่อและต้อง พิจารณาความสามารถช าระหนี้ให้เพียงพอต่อการใช้ในชีวิตประจ าวันของผู้กู้ รวมถึงการรวมศูนย์ข้อมูล ลูกหนี้เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถเห็นข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นเพื่อประโยชน์ในการป ล่อยกู้แก่ผู้กู้ เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้มาตรการช ่วยเหลือต ่างๆ ของภาครัฐในครั้งนี้ ท าให้ ผู้ประกอบการรายย่อยเห็นความจ าเป็นที่จะเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้ อย่างไรก็ดี ภาครัฐมีความท้าทายในการดึงดูดในผู้ประกอบการ รวมทั้งประชาชนทั่วไปให้อยู่ในระบบ ได้เป็นระยะเวลานาน ซึ ่งในระยะต ่อไปภาครัฐก็จะต้องให้ความรู้แก ่ประชาชนและผู้ประกอบการ อย ่างต ่อเนื ่อง เพื ่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจหน้าที ่ในการช าระภาษีเมื ่อมีรายได้จากการขายสินค้าและ มีเงินได้จากการประกอบกิจการ และเตรียมความพร้อมในการบริหารต้นทุนเพื ่อรองรับภาระภาษี ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้หน้าที่ทางภาษีเป็นอุปสรรคในการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะท าให้ เสียโอกาสในการเพิ่มยอดขายและรายได้ดังเช่นในโครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะ นอกจากนี้ การจัดเก็บปรับปรุงฐานข้อมูลประชาชนและผู้ประกอบการให้เป็นปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็น ข้อมูลประกอบการจัดท านโยบายการการเงินและการคลังในอนาคต เมื่อพิจารณาไปในระยะข้างหน้า ภายหลังจากผลกระทบจากวิกฤตการระบาด ของ COVID-19 สิ้นสุดลง ยังมีปัจจัยเสี ่ยงส าคัญที ่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต ่อไป ดังนี้ 1) ความเสี ่ยง ในการเป็นหนี้เสีย (Non-performing Loan: NPL) ของภาคธุรกิจ จะส ่งผลกระทบต ่อเสถียรภาพ ของสถาบันการเงินมากน้อยเพียงใด 2) ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลัง ทั้งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงขึ้น ปัญหาด้านการจัดเก็บรายได้ รวมถึงบทบาทการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยังคงต้อง มีอย ่างต ่อเนื ่อง 3) ความท้าทายในการด าเนินนโยบายการเงินของ กนง. ท ่ามกลางสงครามระหว ่าง รัสเซียและยูเครน รวมทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว ่าที ่คาดของธนาคารกลางสหรัฐฯ จากปัจจัยด้านเงินเฟ้อซึ ่งจะกระทบกับประเทศต ่าง ๆ ทั ่วโลก 4) ความเสี ่ยงจากพัฒนาการด้าน เทคโนโลยีทางการเงินอย ่างรวดเร็วและการเปลี ่ยนแปลงด้านสิ ่งแวดล้อม อาจท าให้เศรษฐกิจไทย เกิดความล้าหลังหรือสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินได้ นอกจากนี้ หากปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือท าให้บรรเทาลง ก็อาจกลายเป็นจุดเปราะบางเกิดเป็น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินไทยในอนาคตได้
169 แผนภาพที่ 5.5 การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของรัฐเพื่อรองรับภาวะวิกฤตของประเทศ ที่มา : คณะผู้วิจัย กล่าวโดยสรุป ในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของรัฐเพื่อรองรับภาวะ วิกฤตของประเทศ จะต้องให้ความส าคัญกับการเตรียมการและการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด 4 มาตรการ ดังนี้ 1) การเตรียมการ (Preparedness) ในการออกแบบมาตรการหรือกลไกในการ บริหารจัดการภาวะวิกฤตที่เหมาะสมและรองรับความเสี่ยงได้ทุกมิติ 2) มาตรการตอบสนองหรือตอบโต้ต่อสถานการณ์ (Response) โดยภาครัฐ จะต้องปรับปรุงกลไกภาครัฐเพื่อให้สามารถด าเนินมาตรการในภาวะวิกฤตได้รวดเร็ว ทันการณ์ และ ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่อาจ ควบคุมได้ 3) มาตรการฟื้นฟูเยียวยา (Recovery) ภายหลังวิกฤตคลี่คลาย หน่วยงานภาครัฐ จะต้องออกแบบมาตรการเพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจของ ประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 4) มาตรการเชิงป้องกัน (Prevention) ในสภาวการณ์ปกติ ภาครัฐจะต้องสร้าง ความเข้มแข็งให้กับระบบการเงินการคลังของประเทศ ตลอดจนปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถพึ่งพาตนเอง และพร้อมรับแรงปะทะจากภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ไม่อาจคาดหมายได้
170 บรรณานุกรม กฤตินันท์ เวียงวังชัย และอภิวรรต นิ่มละมัย (2552). เจาะมาตรการ Unconventional ของธนาคารกลาง. รายงานแว่นขยายเศรษฐกิจ (WE-MPG) ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 16. สืบค้นจาก https:// www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/ArticleAndResearch/WE_MPG/WEMPG_Sep09.pdf กองเงิน สุทธิพิทักษ์. (ม.ป.ป.). เอกสารวิชาการหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมสนับสนุน การด าเนินงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง นโยบายการคลังและงบประมาณ. สืบค้นจาก https:// www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/budget/download/article/article_20180420 141754.pdf กอบศักดิ์ ภูตระกูล และ เมทินี ศุภสวัสดิ์กุล (2543). กลไกการท างานของนโยบายการเงิน. สัมมนา วิชาการประจ าปี ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายการเงินไทยในศตวรรษที่ 21. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/ArticleAndResearch/Symposium/Document/ 2543paper2.pdf จาตุรงค์ จันทรังษ์ และ พรเพ็ญ สดศรีชัย (2543). นโยบายการเงินไทยในปัจจุบัน. สัมมนาวิชาการประจ าปี ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายการเงินไทยในศตวรรษที่21. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/ Thai/MonetaryPolicy/ArticleAndResearch/SymposiumDocument/2543paper1.pdf ฐิติมา ชูเชิด (2563). บาซูกาภาครัฐ เท่าไรถึงจะพอ?. บทความธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้นจาก https:// www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/DocLib_/Article_20Apr2020.pdf ณรงค์ชัย ฐิตินันท์พงศ์ (2564). คู่มือการวิเคราะห์ผลกระทบของการใช้จ่ายภาครัฐต่อ GDP โดยตัวคูณ ทางการคลัง (Fiscal Multipliers). สืบค้นจาก https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ ewt/parbudget/ewt_dl_link.php?nid=1071 ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2563). เศรษฐศาสตร์ เล่มเดียวเอาอยู่ ฉบับปรับปรุงใหม่. สืบค้นจากhttps:// www.bot.or.th/Thai/ReportAndPublication/Publications/Documents/EconomicBook.pdf ธรรมรักษ์ หมื่นจักร (2555). นโยบายการเงิน ทฤษฎีและหลักปฏิบัติ(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิชิต ภัทรวิมลพร ธีระพล รัตนาลังการและกอบศักดิ์ ภูตระกูล (2543). Flexible Inflation Targeting ส าหรับประเทศไทย. สัมมนาวิชาการประจ าปี ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายการเงินไทยใน
171 ศตวรรษที่ 21. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/ArticleAndResearch/ SymposiumDocument/2543paper3.pdf มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (2563). รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) โครงการ จ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาแนวทางการติดตามและการประเมินผลโครงการของรัฐวิสาหกิจและสถาบัน การเงินภาครัฐที่มีลักษณะเฉพาะกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง. รังสรรค์ หทัยเสรี (2540). นโยบายการเงินและการคลัง: กรอบในการบริหารและบทบาทต่อการรักษา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย. วารสารบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 20(74), 1-24. สาวิตรี สัจจาภินันท์ อัศวานุชิต, วรพัฒน์ เจนสวัสดิชัย, บุณยวรรณ หมั่นวิชาชัย และวิลดา มีแย้ม (2545). ความยั่งยืนทางการคลังกับเป้าหมายเงินเฟ้อ: การผสมผสานนโยบายที่เหมาะสม. สัมมนาวิชาการ ประจ าปี ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง เศรษฐกิจไทย: รากฐานสู่การเติบโตที่ยั่งยืน. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/ArticleAndResearch/SymposiumDocument/ 2545_Paper3.pdf ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง. (2551). โครงการงานวิจัยการพัฒนาระบบการวิเคราะห์ข้อมูลภาคการคลัง ของประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง. สืบค้นจากhttps://www.fpo.go.th/ eresearch/getattachment/cbedc934-65d7-4de5-9e23-de3953bae859/7561.aspx สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2565). การแพร่ระบาดระลอก3 สถานการณ์ ผลกระทบ และ ทางออกเชิงนโยบาย. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/2021/05/covid-19/ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2564). ประเมินผลงานกลางเทอมรัฐบาล ประยุทธ์ 2: การ ควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการบริหารจัดการวัคซีน. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/ 2021/07/report-2years-prayutcabinet2/ สมชัย จิตสุชน และคณะ (2564). ข้อเสนอแนะมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโควิด. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/2021/07/additional-covid-19-relief-measures/ สุภัค ไชยวรรณ และคณะ. (2558). การศึกษาเพื่อจัดท าระบบการวิเคราะห์ดุลการคลังเชิงโครงสร้างของ ประเทศไทย. สืบค้นจาก https://www.fpo.go.th/eresearch/getattachment/cecc5825-7ffa45fe-bdcd-61b83f0579a0/7554.aspx
172 อัจนา ไวความดี และจิระพล มหุตติการ (2549). พัฒนาการของนโยบายการเงินไทยในทศวรรษที่ผ่านมา. สืบค้นจาก http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/02/atchana.pdf รังสรรค์หทัยเสรี (2540). นโยบายการเงินและการคลัง: กรอบในการบริหารและบทบาทต่อการรักษา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย. วารสารบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 20(74), 1-24 Bank for International Settlements (2019). Unconventional monetary policy tools: a cross-country analysis. Retrieved from https://www.bis.org/publ/cgfs63.pdf Usman, C. W. (2020). Modern Monetary Theory (MMT) : A General Introduction. Retrieved from https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3569416 Department of Finance, Phillipines. (2021). THE DUTERTE ADMINISTRATION’S 4-PILLAR SOCIOECONOMIC STRATEGY AGAINST COVID-19. Retrieved from https://www.dof.gov.ph/ the-4-pillar-socioeconomic-strategy-against-covid-19/ The Economic and Social Commission for Asia and the Pacific. (2020). Policy responses to COVID-19: Combating COVID-19 in Asia and the Pacific: Measures, lessons and the way forward. Retrieved from https://www.unescap.org/sites/default/files/Policy%20brief_ MPFD_Combating%20COVID-19%20in%20Asia%20and%20the%20Pacific%20updated.pdf Hemming, R., Kell, M. and Mahfouz, M. (2002). The Effectiveness of Fiscal Policy in Stimulating Economic Activity – A Review of the Literature. Retrieved from https://www.unescap.org/resources/policy-responses-covid-19-combating-covid-19- asia-and-pacific-measures-lessons-and-way International Monetary Fund (2020). Updated Common Evaluation Framework For IMF Capacity Development And Guidance Note. Retrieved from https://www.imf.org/en/ Publications/Policy-Papers/Issues/2020/09/24/Updated-Common-EvaluationFramework-For-IMF-Capacity-Development-And-Guidance-Note-49779 International Monetary Fund (2020). Updated Common Evaluation Framework For IMF Capacity Development And Guidance Note. Retrieved from https://www.imf.org/en/ Publications/Policy-Papers/Issues/2020/09/24/Updated-Common-EvaluationFramework-For-IMF-Capacity-Development-And-Guidance-Note-49779
173 International Monetary Fund. (2013). Unconventional monetary policies--recent experience and prospects. Retrieved from https://www.imf.org/external/np/pp/ eng/2013/041813a.pdf International Monetary Fund. (2021). Fiscal Monitor Database of Country Fiscal Measures in Response to the COVID-19 Pandemic. Retrieved from https://www.imf.org/ en/Topics/ imf-and-covid19/Fiscal-Policies-Database-in-Response-to-COVID-19 International Monetary Fund. (2021). Fiscal Monitor Update. Retrieved from https://www.imf.org/ en/Publications/FM/Issues/2021/01/20/fiscal-monitor-updatejanuary-2021. International Monetary Fund. (2022). Japan: Staff Concluding Statement of the 2022 Article IV Mission. Retrieved from https://www.imf.org/en/News/Articles/2022/01/27/ mcs012722-japan-staff-concluding-statement-of-the-2022-article-iv-mission Johns Hopkins Coronavirus Resource Center. (n.d.). COVID-19 United States cases by county. Johns Hopkins University & Medicine. Retrieved March 15, 2022, from https://coronavirus.jhu.edu/us-map Khatiwada, S. (2009). Stimulus Packages to Counter Global Economic Crisis: A Review. Retrieved from http://gesd.free.fr/dp19609.pdf Fernando, M. M. (2012). Fiscal Policy in the Great Recession and Lessons from the Past. Retrieved from https://research.stlouisfed.org/publications/economicsynopses/2012/01/06/fiscal-policy-in-the-great-recession-and-lessons-from-the-past/ Organisation for Economic Co-operation and Development. (2019). Better Criteria for Better Evaluation: Revised Evaluation Criteria Definitions and Principles for Use. Retrieved from https://www.oecd.org/dac/evaluation/revised-evaluation-criteria-dec2019.pdf Organisation for Economic Co-operation and Development. (2021). OECD Economic Outlook, Volume 2021 Issue 2: Preliminary Version Retrieved from https://www.oecd.org/ economy/united-states-economic-snapshot/#:~:text=Economic%20Forecast% 20Summary%20(December%202021,growth%20in%20the%20near%2Dterm
174 Organisation for Economic Co-operation and Development. (2022). General government debt. Retrieved from https://data.oecd.org/gga/general-government-debt.htm Peersman, G. (2014). Evaluative Criteria, Methodological Briefs: Impact Evaluation 3, UNICEF Protection (REAP) II. Retrieved from https://www.unicef.org/eap/reports/ formative-and-summative-evaluation-unicefs-rights-education-and-protection-reap-ii Arestis, P. (2012). Fiscal policy: a strong macroeconomic role, Review of Keynesian Economics, 1(1), 93-108 Public Safety Canada. (2017). 2016-2017 Evaluation of the Disaster Financial Assistance Arrangements. Retrieved from https://www.publicsafety.gc.ca/cnt/rsrcs/pblctns/vltndsstr-fnncl-ssstnc-2016-17/vltn-dsstr-fnncl-ssstnc-2016-17-en.pdf The Government of Japan (2021). Economic Measures to Overcome COVID-19 and Pioneer a New Era. Retrieved from https://www.japan.go.jp/kizuna/2021/ 12/economic_measures_to_overcome_covid19.html The Philippine News Agency (2022). Economist sees PH debt-to-GDP ratio to remain sustainable. Retrieved from https://www.pna.gov.ph/articles/1166841#:~:text=He%20 added%20that%20while%20the,given%20the%20pandemic%2Drelated%20expenses The United Nations Children's Fund. (2021). Formative and Summative Evaluation of UNICEF’s Rights, Education and Protection (REAP) II.Retrieved from https://www.unicef.org/ eap/reports/formative-and-summative-evaluation-unicefs-rights-education-andprotection-reap-ii The World Health Organization. (2020). Covid strategy update. Retrieved from https://www.who.int/publications/i/item /covid-19-strategy-update---14-april-2020.
175 ภาคผนวก
176 ภาคผนวก ก แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 1 หน้ากระดาษ (ส าหรับประชาสัมพันธ์) 1. ชื่อผลงาน/โครงการ (ภาษาไทย) การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทายในอนาคต (ระยะที่ 1) (ภาษาอังกฤษ) Strengthening the Government Financial Immunity for the Future Crisis (Phase 1) 2. ชื่อ นามสกุล นักวิจัย 1) นางสาวอุปมา ใจหงษ์ Ms. Upama Jaihong 2) นางสาวปวีณา ส าเร็จ Ms. Paweena Samrej 3) นางสาวปุณชรัสมิ์ดอนศรีจันทร์ Ms. Puncharat Donsrichan 4) นางสาวอัจฉรา อาธารมาศ Ms. Atchara Artharamas 5) นายพุทธิพงศ์ กันนา Mr. Puttipong Kanna 6) นางสาวอังศุพร สุยังกุล Miss Angsuporn Suyangkul 7) นางสาวชนกพลอย เตียงพิทักษ์ Ms. Chanokploy Thiangpitak 8) นางสาวพิมพัชรา กุศลวิทิตกุล Ms. Pimpatchara Kusolvititkul 9) นางสาวปาณิศาร์ เจษฎาอรรถพล Ms. Panisa Jedsada-attapul 3. ที่อยู่ที่ติดต่อได้..ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กทม. 10400 เบอร์โทรศัพท์02 265 8050 ต่อ 5301 E-mail [email protected] 4. ชื่อหน่วยงาน ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ 5. ปี พ.ศ. ที่ด าเนินการเสร็จ 2565 6. ค าค้น Keyword นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน หนี้สาธารณะ การประเมินผล โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7. อ้างอิง -
177 8. รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว ในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรองรับภาวะวิกฤตของประเทศ จะต้องให้ ความส าคัญกับการเตรียมการและการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด 4 มาตรการ ได้แก่ 1. การเตรียมการ (Preparedness) โดยออกแบบมาตรการเพื่อรอบรับภาวะวิกฤตได้ทุกมิติ 2. มาตรการ ตอบสนองหรือตอบโต้ต่อสถานการณ์(Response) ได้อย่างรวดเร็วทันการณ์ เพื่อลดผลกระทบและความเสียหาย ที่เกิดขึ้น 3. มาตรการฟื้นฟูเยียวยา (Recovery) เพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนระบบ เศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และ 4. มาตรการเชิงป้องกัน (Prevention) ในสภาวการณ์ปกติภาครัฐ จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการเงินการคลังตลอดจนปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้พร้อมรับแรงปะทะจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ไม่อาจคาดหมายได้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : กลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต ผ่าน 4 กระบวนการ ดังนี้ (1) การออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลังที่เหมาะสม (2) รูปแบบการจัดท า โครงการภาครัฐที่ตอบโจทย์(3) การปรับปรุงกลไกการท างานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (4) การเตรียม ความพร้อมในลักษณะมาตรการเชิงป้องกันเพื่อรองรับภาวะวิกฤต
178 9. ค าอธิบาย 1 หน้ากระดาษ (Font Tahoma size 10) โครงการวิจัย เรื่อง “การสร้างภูมิคุ้มกันด ้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท ้าทายในอนาคต” เป็นการศกึษาวเิคราะหมาตรการด ้านการเงินการคลังของภาครัฐ ์ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมาของรัฐบาล โดยก าหนดขอบเขตการศกึษาครอบคลมุมาตรการภายใตพ้ระราชก าหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ ทอี่อกในชว่งปี2563 ประกอบดว้ย พ.ร.ก.กเู้งนิ COVID-19 พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF ซงึ่มวีงเงนิรวมสงูถงึ 1.9 ล ้านล ้านบาท ทั้งนี้ เพอื่ชใี้หเ้ห็นประโยชน์หรือผลที่ได ้รับจากมาตรการ รวมถึงปัญหาอุปสรรคและจุดอ่อนที่พบ เพื่อถอดบทเรียนและจัดท าข ้อเสนอแนะเชงินโยบายเพื่อปรับปรุงและขยายผลมาตรการ รวมทั้งเตรียมการรองรับ วิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป การประเมินมาตรการในการวิจัยนี้ได ้ใชเกณฑ์การประเมิน ้ผลโครงการ 6 ด ้าน ขององค์การเพื่อความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได ้แก่ ความสอดคล ้อง (Relevance) ความเชอื่มโยง (Coherence) ประสทิธผิล (Effectiveness) ประสทิธภิาพ (Efficiency) ผลกระทบ (Impact) และความยั่งยืน (Sustainability) ส าหรับขอ้มูล เพื่อประกอบการประเมิน คณะผู้วิจัยได ้จัดเก็บข ้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และการจัดเก็บ ข ้อมูลปฐมภูมิ3 วิธี ประกอบด ้วย (1) การตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง (2) การประชุมกลุ่มย่อย (Focus group) ผมู้ สีว่นเกยี่วขอ้ง ประกอบดว้ย หน่วยงานกลางและหน่วยงานผูป้ฏบิตั ิตลอดจนตัวแทนภาคเอกชน และ (3) การสมัภาษณ์เชงิลกึ (In-depth interview) ผู้ทรงคุณวุฒิด ้านการเงินและการคลัง ผลการศกึษาพบว่า มาตรการส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสัน้เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซงึ่ ไม่มีความยั่งยืน โดยบางสว่นสามารถพัฒนาต่อยอดได ้ในอนาคต โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) มาตรการด ้านการคลังภายใต ้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ในแผนงานด ้านการแพทย์และสาธารณสุข และ แผนงานด ้านการช่วยเหลอืเยียวยา ในภาพรวมก่อใหเ้กดิ ประสทิธผิลและผลกระทบไดต้ามเป้าหมาย สามารถ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดและบรรเทาผลกระทบได ้นอกจากนี้ แผนงานด ้านการฟื้นฟเูศรษฐกจิและสังคม อาทิ โครงการคนละครึ่ง สามารถกระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือน สร้างรายได ้ให ้กับผู้ประกอบการรายย่อย สง่ผลให ้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับมือภาวะวิกฤตในครั้งนี้ภาครัฐมีการพัฒนา รูปแบบมาตรการผ่านช่องทางอเิล็กทรอนิกส์ท าใหร้ัฐบาลสามารถสง่ผ่านเงนิ ไปยังกลุ่มเป้าหมายได ้โดยตรง ลด ตัวกลางจึงสามารถป้องกันการรั่วไหลได ้ในทางอ ้อม รวมทั้งยังเป็ นการสรา้งทักษะการใชเ้ทคโนโลยี(Digital Literacy) แก่ประชาชนอย่างกา้วกระโดด ซงึ่เป็นการเตรียมความพรอ้มในการปรับเปลยี่นไปสู่สังคมไรเ้งินสด (Cashless Society) รวมทั้งภาครัฐสามารถน าฐานข ้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพอื่น าไปใชว้เิคราะหเ์ชงิลกึส าหรับ การออกแบบนโยบายต่อไป 2) มาตรการด ้านการเงินภายใต ้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF พบวา่มาตรการสนิเชอื่ผ่อนปรน (Soft Loan) แมใ้นชว่งแรกจะมขีอ้จ ากัดและไม่สามารถตอบโจทย์ผูป้ระกอบการได้แต่จากการปรับปรุงมาตรการเป็นสนิเชอื่ ฟื้นฟูในปี2564 ไดช้ว่ยเพิ่มสภาพคล่องให ้กับธุรกิจที่ได ้รับผลกระทบได ้และลดความเสยี่งจากการผดินัดช าระหนี้ ของธุรกิจที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินและระบบการเงิน ในขณะที่มาตรการ BSF เป็นมาตรการเชงิ ป้องกันผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ในชว่งวกิฤตทนี่ักลงทุนมคีวามตนื่ตระหนก ซงึ่แมจ้ะไม่มบีรษิ ัทเอกชนราย ใดมาขอความชว่ยเหลอืผ่านกองทนุ BSF แต่การประกาศใชม้าตรการสามารถสรา้งความเชอื่มั่นใหก้ ับนักลงทุนและ ผู้ร่วมตลาดได ้ งานวิจัยมีข ้อเสนอแนะในการสร้างภูมิคุ้มกันด ้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อเป็ นแนวทางเตรียมการ รองรับวิกฤตในอนาคต ดังนี้ 1) การออกแบบมาตรการด ้านการเงินการคลัง หน่วยงานผู้ก าหนดนโยบายควรสร้างกลไกที่มีความยืดหยุ่น เพื่อให ้สามารถรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได ้และมีกลไกการบริหารจัดการที่คล่องตัวโดยกระจายอ านาจ การตัดสนิ ใจ (Decentralization) ไปสหู่น่วยงานในระดับตา่งๆ และจัดกลุ่มมาตรการเพื่อแก ้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น จากวิกฤตในระยะต่างๆ (สัน้/กลาง/ยาว) เพื่อให ้มาตรการระยะยาวสามารถด าเนินการได ้โดยไม่ติดข ้อจ ากัด กระบวนการ กฎระเบียบและระยะเวลา ทั้งนี้ จะต ้องค านึงถึงผลกระทบต่อผูม้ สีว่นไดเ้สยี (Stakeholders) อย่าง รอบด ้าน รวมถึงภาระทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด ้วย 2) การจัดท าโครงการของภาครัฐในภาวะวิกฤต หน่วยงานผู้ปฏิบัติที่ต ้องรับมือกับสถานการณ์วิกฤตโดยตรง ควรค านงึถงึผไู้ดร้ับผลกระทบในแตล่ะภาคสว่นใหค้รบถว้น และเลอืกใชเ้ครอื่งมอืทเี่หมาะสมกับกลมุ่ผรู้ับประโยชน์ น าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้นการด าเนินการเพื่อเพมิ่ประสทิธภิาพ นอกจากนี้ควรมกีารจัดเตรียมชุด โครงการซงึ่มกีารจัดล าดับความส าคัญ (Priority) ไว ้ เพื่อให ้ด าเนินการได ้เร็วและก่อให ้เกิดประโยชน์ในลักษณะ Quick Win และโครงการด ้านการวิจัยและนวัตกรรม เป็นต ้น 3) การสร้างกลไกการขับเคลื่อนมาตรการในภาวะวิกฤต จะตอ้งมกีารสง่ผ่านกรอบนโยบายลงสหู่น่วยงาน ผูป้ฏบิ ัตเิชงิรุก และใชเ้ครอืข่ายในภูมภิาคเพื่อสนับสนุนการด าเนินงาน รวมทั้งเตรียมการพัฒนาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศภาครัฐที่มกีารเชอื่มโยงขอ้มูลระหวา่งหน่วยงานทเี่กยี่วขอ้ง 4) การเตรียมความพร้อมด ้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤต เชน่การพัฒนาแพลตฟอรม์ภาครัฐเพอื่เป็น โครงสรา้งพนื้ฐานทเี่ชอื่มโยงภาคสว่นตา่งๆ ทเี่กยี่วขอ้งในการบรหิารจัดการสถานการณ์วิกฤต การจัดท ามาตรการ เชงิป้องกนั (Prevention) เพื่อสร้างความเข ้มแข็งให ้กับระบบการเงินการคลัง และการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ โดยการสร้างสภาพแวดล ้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสม เพื่อให ้สามารถรองรับความเสยี่งได ้
179 ภาคผนวก ข แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด (ส าหรับเผยแพร่ในระบบ EXPLORE ผ่านทางเว็บไซต์ www.thai-explore.net) 1. ชื่อผลงาน/โครงการ (ภาษาไทย) การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทายในอนาคต (ระยะที่ 1) (ภาษาอังกฤษ) Strengthening the Government Financial Immunity for the Future Crisis (Phase 1) 2. ชื่อ นามสกุล นักวิจัย 1) นางสาวอุปมา ใจหงษ์ Ms. Upama Jaihong 2) นางสาวปวีณา ส าเร็จ Ms. Paweena Samrej 3) นางสาวปุณชรัสมิ์ ดอนศรีจันทร์ Ms. Puncharat Donsrichan 4) นางสาวอัจฉรา อาธารมาศ Ms. Atchara Artharamas 5) นายพุทธิพงศ์ กันนา Mr. Puttipong Kanna 6) นางสาวอังศุพร สุยังกุล Miss Angsuporn Suyangkul 7) นางสาวชนกพลอย เตียงพิทักษ์ Ms. Chanokploy Thiangpitak 8) นางสาวพิมพัชรา กุศลวิทิตกุล Ms. Pimpatchara Kusolvititkul 9) นางสาวปาณิศาร์ เจษฎาอรรถพล Ms. Panisa Jedsada-attapul 3. ที่อยู่ที่ติดต่อได้..ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กทม. 10400 เบอร์โทรศัพท์02 265 8050 ต่อ 5301 E-mail [email protected] 4. ชื่อหน่วยงาน ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ 5. ปี พ.ศ. ที่ด าเนินการเสร็จ 2565 6. ค าค้น Keyword นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน หนี้สาธารณะ การประเมินผล โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7. อ้างอิง -
180 8. รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว ในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรองรับภาวะวิกฤตของประเทศ จะต้องให้ ความส าคัญกับการเตรียมการและการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด 4 มาตรการ ได้แก่ 1. การเตรียมการ (Preparedness) โดยออกแบบมาตรการเพื่อรอบรับภาวะวิกฤตได้ทุกมิติ 2. มาตรการ ตอบสนองหรือตอบโต้ต่อสถานการณ์(Response) ได้อย่างรวดเร็วทันการณ์ เพื่อลดผลกระทบและความเสียหาย ที่เกิดขึ้น 3. มาตรการฟื้นฟูเยียวยา (Recovery) เพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนระบบ เศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และ 4. มาตรการเชิงป้องกัน (Prevention) ในสภาวการณ์ปกติภาครัฐ จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการเงินการคลังตลอดจนปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้พร้อมรับแรงปะทะจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ไม่อาจคาดหมายได้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : กลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต ผ่าน 4 กระบวนการ ดังนี้ (1) การออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลังที่เหมาะสม (2) รูปแบบการจัดท า โครงการภาครัฐที่ตอบโจทย์(3) การปรับปรุงกลไกการท างานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (4) การเตรียม ความพร้อมในลักษณะมาตรการเชิงป้องกันเพื่อรองรับภาวะวิกฤต
181 9. ค าอธิบาย 5 บรรทัด (Font Tahoma size 10) โครงการวิจัยถอดบทเรียนมาตรการด ้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ ระบาดของ COVID-19 มีข ้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการสร้างภูมิคุ้มกันด ้านการเงินการคลังเพื่อเตรียมการรองรับ วิกฤตในอนาคต ดังนี้(1) การออกแบบมาตรการใหม้กีลไกทยี่ดืหยุ่นและรองรับความเสยี่งไดท้กุมติ ิโดยค านึงถึง ผลกระทบตอ่ผูม้ สีว่นไดเ้สยีและภาระทางการคลังที่เกิดขึ้น (2) การจัดท าโครงการภาครัฐต ้องรวดเร็วทันการณ์และ ค านงึถงึผูไ้ดร้ับผลกระทบในแตล่ะภาคสว่น (3) การน าระบบเทคโนโลยสีารสนเทศมาใชเ้พื่อเพมิ่ประสทิธภิาพ (4) การจัดท าโครงการที่ตอบโจทย์ภาวะวิกฤตในลักษณะ Quick Win (5) การสร้างกลไกการขับเคลื่อนมาตรการ ที่แตกต่างจากการบริหารงานตามปกติ และ (6) การเตรียมความพร้อมด ้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการเชงิ ป้องกันเพื่อรองรับวิกฤต 10. น าเข้าข้อมูลสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด ในระบบ EXPLORE ผ่านทางเว็บไซต์ www.thai-explore.net
www.nrct.go.th @nrctofficial โครงการวิจัย เรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลัง(Strengthening the Government Financialมาตรการเยียวยาฟื้นฟู เพื่อรับมือวิกฤต COVID-19 1.9 ล้านล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 1,000,000 ลบ. 1. พ.ร.ก. Soft Loan 500,000 ลบ. 2. พ.ร.ก. BSF 400,000 ลบ. 3. แผนงานที่ 1 การแพทย์และสาธารณแผนงานที่ 2 การช่วยเหลือ เยียวยาแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจ กลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : อุปมา ใจหงษ์ ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ Email: [email protected] งของภาครัฐ เพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทายในอนาคต ระยะที่ 1 l Immunity for the Future Crisis : Phase 1) ณสุข า - ครอบคลุมการแพทย์และสาธารณสุข การช่วยเหลือ เยียวยา และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ - พัฒนารูปแบบมาตรการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และสามารถน าข้อมูลไปสร้างฐานข้อมูล Big Data - ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง โดยไม่ผ่านตัวกลาง รวดเร็วและลดคอรัปชั่น - มีการใช้เครือข่ายภาคเอกชน ท้องถิ่น และมีกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน - ระยะเวลาพิจารณาโครงการ 20 วัน ท าให้ต้องเร่งพิจารณา - มาตรการแบบรวมศูนย์ (Centralization) - มีข้อจ ากัดของฐานข้อมูล ข้อมูลกระจัดกระจาย กระทบต่อการด าเนินการที่เร่งด่วน - เพิ่มอ านาจให้ ธปท. ด าเนินมาตรการทางการเงินแบบพิเศษ (Unconventional Monetary Policy) - ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด เช่น กลุ่ม SME - ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการยื่นค าขอและอนุมัติสินเชื่อ สะดวกรวดเร็ว - เงื่อนไขรัดกุม ขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ - ต้นทุนการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง และมีกลุ่มที่เปราะบาง และมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดช าระหนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต
183 ภาคผนวก ง มาตรการด้านการเงินการรคลังเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 ของต่างประเทศ คณะผู้วิจัยได้ศึกษาการด าเนินมาตรการทางการเงินการคลังเพิ่มเติม โดยพิจารณาคัดเลือก จากกลุ่มตัวอย่างจ านวน 3 กลุ่มประเทศ รวมทั้งสิ้น 5 ประเทศ ได้แก่ 1. กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย 2. กลุ่มประเทศที่ก าลังพัฒนา ได้แก่ เม็กซิโก และเปรู 3. กลุ่มประเทศที่รายได้น้อย ได้แก่ เคนย่า และเมียนมาร์ 1) มาตรการด้านการเงินการคลังของออสเตรเลีย (Australia) ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่ระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับธุรกิจภาคบริการ เช่น การศึกษา การเงิน การท่องเที่ยว พลังงาน และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยมีธุรกิจ ภาคบริการคิดเป็นร้อยละ 62.7 ของ GDP และมีสัดส่วนถึงร้อยละ 78.8 ของการจ้างงานทั้งประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 ออสเตรเลียมีระดับหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 77 ของ GDP และมีวงเงินงบประมาณรายจ่ายต่อปีที่ประมาณ 6 แสนล้านเหรียญ สหรัฐ (ร้อยละ 43.8 ของ GDP) (ที่มา: OECD Data) ออสเตรเลียเริ่มพบผู้ติดเชื้อในเดือนมกราคม 2563 โดยมาตรการเว้นระยะห่าง ได้เริ่มใช้อย่างเข้มข้นในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2563 รวมถึงการจ ากัดการรวมกลุ่ม และปิดธุรกิจ ที่ไม่ส าคัญ โดยในปี 2563 ออสเตรเลียมีการปลดล็อค และบังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์เรื่อย ๆ และ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์แล้วกว่าร้อยละ 50 ทั่วประเทศ ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน ในประเทศเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 และ GDP ของประเทศได้เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ในการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 รัฐบาลออสเตรเลียมีการออก มาตรการด้านการเงินการคลัง วงเงินรวม 274,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 20.2 ของ GDP โดยแบ่งเป็นมาตรการด้านการคลัง วงเงิน 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาตรการด้านการเงิน วงเงิน 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยคณะผู้วิจัยได้จ าแนกและสรุปมาตรการ ที่ส าคัญได้ ดังนี้ (1) มาตรการทางการคลัง โดยจ าแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (1.1) การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 อาทิ การให้เงินสนับสนุน ด้านสาธารณสุขเพื่อจัดหาวัคซีนส าหรับโครงการ National Vaccination และการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
184 ของระบบสาธารณสุขในประเทศ และการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้แก่รัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด (1.2) การช่วยเหลือเยียวยาและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน อาทิ มาตรการ แจกเงินให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบสวัสดิการ และมาตรการลดหย่อนภาษีส าหรับผู้มีรายได้น้อยและรายได้ ปานกลาง (1.3) การช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน อาทิ โครงการ JobMaker เพื่อรักษาระดับการจ้างงานโดยสนับสนุนเงินให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ พร้อมทั้งมาตรการ ฝึกอบรมทักษะส าหรับผู้ว่างงาน (Job Trainer) และการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาเชื้อไวรัส และการส่งเสริมการลงทุนและใช้จ่ายในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะโครงการลงทุน Green Technology ตลอดจน มาตรการการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน (Asset-backed Securities) เพื่อช่วยเหลือด้านการระดมทุนส าหรับสถาบันการเงินขนาดเล็ก และผู้ให้บริการทางการเงิน ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน รวมถึงมาตรการค้ าประกันเงินกู้ระหว่างรัฐบาลและสถาบันการเงินที่เข้าร่วม โครงการเพื่อรองรับความต้องการเงินกู้ของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2) มาตรการทางการเงิน โดยจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (2.1) กลุ่มมาตรการเพื่อดูแลกลไกตลาดเงินและตัวกลางทางการเงิน - การเพิ่มสภาพคล่องโดยการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว และการก าหนดธุรกรรม Repo ให้ครอบคลุมถึงตราสารที่ออกโดย Non-Bank - การท าสัญญา Swap Line กับธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) วงเงิน 60,000 ล้าน เหรียญสหรัฐ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน - การจัดตั้งกองทุนเงินกู้ระยะยาว (Term Funding Facility: TFF) เพื่อเป็นแหล่ง เงินทุนให้แก่ธนาคารที่อัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.25 ต่อปี และมีการขยายระยะเวลาออกไปจนถึงเดือน มิถุนายน 2564 ที่อัตราดอกเบี้ย 0.10 ต่อปี - มาตรการผ่อนคลายข้อก าหนด Capital Requirement เป็นการชั่วคราว และ ประกาศการเลื่อนก าหนดการใช้หลักเกณฑ์การก ากับดูแลสถาบันการเงินของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) เกี่ยวกับการด ารงเงินกองทุนและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Basel III) จนถึงเดือนมกราคม 2566 - มาตรการเพื่อบรรเทาการล้มละลายของภาคธุรกิจเป็นการชั่วคราว รวมถึงได้มี การประกาศการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการล้มละลายในส่วนการช าระบัญชีและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของ ธุรกิจขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพทางการเงิน (2.2) กลุ่มมาตรการเพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยการปรับลดอัตรา ดอกเบี้นนโยบาย (Policy Rate Cuts) จนอยู่ที่ระดับร้อยละ 0.1 ในปี 2563 ตลอดจนการควบคุมอัตรา ผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve Target) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง
185 จากการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังที่หลากหลายและค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจของออสเตรเลียปรับตัวดีขึ้นเป็นอย่างมากภายหลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างหนักในช่วงปี 2563 – 2564 โดย Australian Bureau of Statistic (2565) ได้เผยแพร่รายงานผล ด้านเศรษฐกิจ แสดงการเติบโตของ GDP ของออสเตรเลีย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2565 สูงขึ้นร้อยละ 3.4 จาก GDP ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 (ก่อนเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาด) โดยตัวเลขการเจริญเติบโตจะสูงมาก ในรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Delta ซึ่งภายหลังจากการคลาย มาตรการล็อกดาวน์ ภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.3 โดยเฉพาะในสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ครัวเรือนยังคงสัดส่วนการออมเงินสูงที่ร้อยละ 13.6 อย่างไรก็ดี รัฐบาลออสเตรเลียยังคงด าเนินนโยบาย และมาตรการต่าง ๆ เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการจ้างงานรวมถึงป้องกันผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดเพิ่มเติมของ COVID-19 ในอนาคต 2) มาตรการด้านการเงินการคลังของเม็กซิโก (Mexico) เม็กซิโกเป็นตัวอย่ างของกลุ่มป ระเทศ ก าลังพัฒนา ที่มีมูลค่า GDP สูงเป็นอับดับที่ 15 ของโลก ซึ่งขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ ยานยนต์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว โดยในปี 2562 ก่อนวิกฤติ COVID-19 เม็กซิโก มีมูลค่า GDP กว่า 1.27 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ร้อยละ 58 ของ GDP (ที่มา: OECD Data) เม็กซิโกเริ่มพบผู้ติดเชื้อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยรัฐบาลได้เร่งใช้มาตรการเพื่อ สกัดกั้นการแพร่ระบาด และเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อด าเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี เนื่องจาก เม็กซิโกมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด จึงส่งผลให้มาตรการต่าง ๆ กระทบต่อการส่งออก และการด าเนินธุรกิจ ภายในประเทศ โดยในปี 2563 มีกระแสเงินไหลออกจากประเทศ (Outflow) ถึงประมาณ 11,800 ล้าน เหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 1.1 ของ GDP ต้นทุนการกู้เงินสกุลเหรียญสหรัฐ (Credit Spread) ปรับตัวขึ้น จาก 132 bps เป็น 423 bps และค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงถึงร้อยละ 26 และส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวเป็น อย่างมากที่ร้อยละ -8.2 ในการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เม็กซิโกมีการออกมาตรการด้าน การเงินการคลัง วงเงินรวม 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของ GDP โดยแบ่งเป็น มาตรการด้านการคลัง วงเงิน 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาตรการด้านการเงิน วงเงิน 13,000 ล้าน เหรียญสหรัฐ (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยคณะผู้วิจัยได้จ าแนกและสรุปมาตรการที่ส าคัญได้ ดังนี้ (1) มาตรการทางการคลัง โดยจ าแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
186 (1.1) การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 โดยการสนับสนุนเงิน งบประมาณให้แก่กระทรวงสาธารณสุขให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยและจัดซื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์รวมทั้งมาตรการเร่งการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ (1.2) การช่วยเหลือเยียวยาและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยการให้เงิน อุดหนุนให้แก่คนชราและผู้พิการเป็นระยะเวลากว่า 8 เดือน ตลอดจนมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ย ต่ าให้แก่พนักงานของรัฐ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ระบบประกันสังคมของภาคเอกชน (1.3) การช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยด าเนิน มาตรการส่งเสริมสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน และมาตรการเงินช่วยเหลือให้แก่ภาคธุรกิจที่ยังคง จ้างงานพนักงานและธุรกิจในระดับครัวเรือน (2) มาตรการทางการเงิน โดยจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (2.1) กลุ่มมาตรการเพื่อดูแลกลไกตลาดเงินและตัวกลางทางการเงิน - ธนาคารกลางได้เพิ่มเครื่องมือในการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงิน รับซื้อ ตราสารที่หลากหลายขึ้น ยอมรับการค้ าประกันตราสารที่หลากหลายมากขึ้น และขยายฐานของสถาบัน การเงินที่มีสิทธิเข้าร่วมการท าธุรกรรมกับธนาคารกลาง - ธนาคารกลางท าสัญญา Swap Line กับ FED ของสหรัฐอเมริกาเพื่อแลกเปลี่ยน เงินตราระหว่างกันในระยะข้ามคืนหรือระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของตลาดอย่าง ฉับพลัน (Shock) - มาตรการเพิ่มสภาพคล่องและค้ าประกันเงินกู้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ (2.2) กลุ่มมาตรการเพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยธนาคารกลางเม็กซิโก ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงโดยรวมร้อยละ 3 ต่อปี รวมทั้งด าเนินการปรับปรุงกฎหมายและ ระเบียบเพื่อลดสัดส่วนเงินฝากส ารอง ในปี 2564 เศรษฐกิจของเม็กซิโกปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤติ COVID-19 และ GDP เติบโตขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 5.3 อย่างไรก็ดี OECD (2565) ระบุว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเม็กซิโกได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงจาก COVID-19 โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้หญิง และเยาวชน แม้ว่ามาตรการด้าน การเงินการคลังและการด าเนินนโยบายของรัฐจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจรอดพ้นจากภาวะถดถอย อ ย่ าง รุ น แ รงไ ด้ แ ต่ ปั จ จั ย ห ลั ก ที่ ช่ ว ย ขั บ เ ค ลื่ อ น คื อ ก า ร ป รั บ ตั ว ข อง ภ า ค อุ ต ส า ห ก ร ร ม ในประเทศ ทั้งนี้ เม็กซิโกยังขาดการด าเนินมาตรการหรือนโยบายในระยะยาว การเก็บภาษีของภาครัฐ ยังอยู่ในระดับต่ า และควรต้องด าเนินนโยการเพิ่มโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่ประชาชนในการประกอบอาชีพ
187 3) มาตรการด้านการเงินการคลังของเปรู(Peru) เปรูเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศก าลังพัฒนา ในทวีปอเมริกาใต้ เป็นประเทศที่มีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศสูง มีระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับ Upper Middle Income โดยสัดส่วน ทางเศรษฐกิจกว่าร้อยละ 60 มาจากธุรกิจในภาคบริการ โดยเฉพาะ ธุรกิจด้านโทรคมนาคมและภาคการเงิน และอีกร้อยละ 35 มาจาก ภาคอุตสาหกรรม ในปี 2562 ก่อนวิกฤติ COVID-19 เปรูมีระดับของ GDP ที่ร้อยละ 2.2 และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ร้อยละ 26.8 (ที่มา: World Bank national account data) เปรูพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2563 โดยจ านวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เป็นอย่างมากตลอดปี 2563 และมีสัดส่วนผู้เสียชีวิตต่อประชากรสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออก มาตรการฉุกเฉินทางสาธารณสุข ภาวะฉุกเฉินในท้องที่และลดการเคลื่อนย้ายระหว่างเมือง รวมถึง การจ ากัดเวลาออกนอกเคหะสถาน ซึ่งด าเนินการโดยการแบ่งพื้นที่ต่าง ๆ ออกเป็น 3 ระดับ คือ Moderate Alert High Alert และ Very High Alert โดยการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของเปรูท าให้ GDP หดตัวลงถึงร้อยละ -11.1 ในการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เปรูได้มีการออกมาตรการ ด้านการเงินการคลัง วงเงินรวม 39,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 19.6 ของ GDP โดยแบ่งเป็นมาตรการด้านการคลัง วงเงิน 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาตรการด้านการเงิน วงเงิน 23,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยคณะผู้วิจัยได้จ าแนกและสรุปมาตรการ ที่ส าคัญได้ ดังนี้ (1) มาตรการทางการคลัง โดยจ าแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (1.1) การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 โดยมีมาตรการฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุข รวมถึงการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นในการดูแลความเป็นอยู่ของ ประชาชนในท้องถิ่น (1.2) การช่วยเหลือเยียวยาและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยด าเนิน มาตรการเงินโอนให้แก่ครัวเรือนที่ประสบปัญหาระหว่างการล็อกดาวน์มาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ า ให้แก่ครัวเรือน ตลอดจนการอนุญาตให้สมาชิกกองทุนบ านาญสามารถถอนเงินจากบัญชีได้ (1.3) การช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยการขยาย ระยะเวลาช าระภาษีเงินได้ให้แก่ธุรกิจ SME และเพิ่มช่องทางในการช าระภาษีให้แก่ธุรกิจและประชาชน รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ SME (2) มาตรการทางการเงิน โดยจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (2.1) กลุ่มมาตรการเพื่อดูแลกลไกตลาดเงินและตัวกลางทางการเงิน
188 - ธนาคารกลางได้เพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงินผ่านธุรกรรม Repo และ มาตรการเพิ่มสภาพคล่องกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนด้านสินเชื่อและระบบการช าระเงิน - อนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถแก้ไขเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ (สินเชื่อ) ให้แก่ ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ได้ - ธนาคารประกาศเสนอท าธุรกรรม Swap ระยะยาวและการท าธุรกรรม Repo กับสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้ระยะยาว สินเชื่อ ที่อยู่อาศัย และหนี้ของภาคเอกชน (2.2) กลุ่มมาตรการเพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยธนาคารกลางเปรูได้ลด อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 2 ต่อปี ให้คงอยู่ที่ระดับร้อยละ 0.25 ต่อปีนอกจากนี้ ยังได้มีการลด สัดส่วนการกันเงินส ารอง (Reserve Requirement) World Bank (2564) ได้ระบุว่า มาตรการทางการเงินการคลังและการปรับตัวของระบบ เศรษฐกิจในประเทศท าให้เปรูในปี 2564 สามารถฟื้นคืนเศรษฐกิจจากที่หดตัวเป็นอย่างมาก ในปี 2563 มาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจเปรู อยู่ที่การกระตุ้นการเติบโตของ GDP ส่งเสริมความร่วมมือของธุรกิจแต่ละภาคส่วน และการสร้างเครื่องมือ เพื่อลดผลกระทบต่อความผันผวนของเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อประชาชน 4) มาตรการด้านการเงินการคลังของเคนย่า (Kenya) เคนย่าเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่มี รายได้น้อย ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในทวีป แอฟริกา รองจากอเมริกาใต้และไนจีเรีย โดยระบบเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับการเกษตร ป่าไม้ การประมง เหมืองแร่ อุตสาหกรรม และพลังงาน ทั้งนี้ ในปี 2562 เคนย่ามีการเจริญเติบโตของ เศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 5 และมีหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 54.33 ของ GDP (ที่มา: IMF DataMapper) โดยมีสัดส่วนเป็นหนี้ ต่างประเทศถึงร้อยละ 51 เคนย่าพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2563 โดยรัฐบาลได้ด าเนินมาตรการกักกัน โรค เช่น เว้นระยะห่าง Social Spaces การท างานที่บ้าน เป็นต้น ส่งผลให้ GDP ของประเทศ หดตัวลงอยู่ที่ร้อยละ -0.3 ประกอบกับการใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงท าให้ระดับหนี้สาธารณะของเคนย่าเพิ่มสูงขึ้นในปี 2563 ที่ร้อยละ 68.7 และในปี 2564 ที่ร้อยละ 79 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมาตรการต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น และเคนย่าได้ เข้าร่วมโครงการ COVID-19 Vaccines Global Access (COVAX) เพื่อขอสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ส่งผลประชาชนเคนย่าได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วประมาณร้อยละ 21 ของประชากรทั้งประเทศ
189 ในการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เคนย่าได้มีการออกมาตรการด้าน การคลัง วงเงินรวม 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP พร้อมทั้งด าเนินมาตรการ ทางการเงินตามกลไกของธนาคารกลาง (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยคณะผู้วิจัยได้จ าแนกและ สรุปมาตรการที่ส าคัญได้ ดังนี้ (1) มาตรการทางการคลัง โดยจ าแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (1.1) การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 โดยมีการอนุมัติ งบประมาณเพิ่มเติมในการจัดการแก้ไขปัญหา COVID-19 เช่น การจัดหาวัคซีน การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ทางการแพทย์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การสร้างงาน (1.2) การช่วยเหลือเยียวยาและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยด าเนิน มาตรการเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนและค่าอาหาร ตลอดจนมาตรการลดการเก็บภาษีเงินได้และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (1.3) การช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยการเพิ่ม เงินทุนส ารองเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ และมาตรการลดการเก็บภาษีนิติบุคคล (2) มาตรการทางการเงิน โดยจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (2.1) กลุ่มมาตรการเพื่อดูแลกลไกตลาดเงินและตัวกลางทางการเงิน โดยธนาคารกลาง เคนย่าได้เพิ่มระยะเวลาส าหรับด าเนินการธุรกรรมซื้อคืนตราสารจาก 28 วัน เป็น 91 วัน นอกจากนี้ ยังได้ ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และการปรับลดค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน ผ่านโทรศัพท์มือถือ (2.2) กลุ่มมาตรการเพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยธนาคารกลางเคนย่า ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ต่อปีและลงมาอีกครั้งที่ร้อยละ 7.0 ต่อปี นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับลดสัดส่วนเงินส ารองของธนาคารพาณิชย์ลงมาที่ร้อยละ 4.25 จากการด าเนินนโยบายและมาตรการด้านการเงินการคลังของเคนย่า ท าให้ระดับ GDP ของเคนย่าในปี 2564 กลับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 5 จากปีก่อนหน้า โดย World Bank (2564) ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเคนย่าสามารถปรับตัวกับข้อจ ากัดที่เกิดขึ้นภายใต้วิกฤติ COVID-19 ได้ เช่น มาตรการจ ากัดการเดินทางและออกนอกบ้านในยามวิกาล (Nightly Curfew) และการจ ากัดการด าเนิน ธุรกิจต่าง ๆ (Lockdown) รวมถึงการเข้าถึงวัคซีน COVID-19 ที่เพิ่มมากขึ้นได้ช่วยสนับสนุนการฟื้นคืน ของระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาลเคนย่าในการเพิ่มจ านวนประชากรจะช่วยสนับสนุน ให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
190 5) มาตรการด้านการเงินการคลังของเมียนมา (Myanmar) เมียนมาเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยที่ ระบบเศรษฐกิจพึ่งพิงภาคการค้า อุตสาหกรรม สิ่งทอ และการเกษตร ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เมียนมามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่าง ต่อเนื่อง โดยในปี 2563 เมียนมามีระดับ GDP ที่ร้อยละ 6.8 (ที่มา: IMF Country Data) มีระดับหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 38.8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็น หนี้เงินกู้ต่างประเทศ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เมียนมามีการรายงานจ านวนผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 157,277 คน และ มีผู้เสียชีวิต 3,334 ราย โดยในระหว่างเดือนกันยายน 2563 - มกราคม 2564 เกิดการแพร่ระบาดอย่าง รวดเร็วในรัฐยะไข่และพื้นที่เขตกรุงย่างกุ้ง โดยรัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อก าหนดและ ขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ในการป้องกันการแพร่ระบาด และการด าเนินนโยบายต่าง ๆ ในการช่วยเหลือ ประชาชนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ดี การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมาได้รับผลกระทบเป็นอย่าง มากจากวิกฤติ COVID-19 และปัญหาความไม่สงบในประเทศ โดยในปี 2563 เมียนมามี GDP ลดลงอยู่ ที่ระดับร้อยละ 3.2 และในปี 2564 ลดลงมาเป็นอย่างมากอยู่ที่ระดับร้อยละ -17.9 ส าหรับการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา เมียนมาได้ออก มาตรการด้านการเงินการคลัง วงเงินรวม 800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP โดยแบ่งเป็นมาตรการด้านการคลัง วงเงิน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาตรการด้านการเงิน วงเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยคณะผู้วิจัยได้จ าแนกและสรุปมาตรการที่ส าคัญได้ ดังนี้ (1) มาตรการทางการคลัง โดยจ าแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (1.1) การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 โดยรัฐบาลเมียนมาได้มี การปรับเพิ่มรายจ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุข โดยจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จ าเป็น และปรับปรุง โรงพยาบาล ตลอดจนการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนพื้นที่ชนบทและภาคการเกษตร (1.2) การช่วยเหลือเยียวยาและกระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยด าเนิน มาตรการเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนและกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งการเลื่อนก าหนดช าระภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา และมาตรการยกเว้นและอุดหนุนค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภคเพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน (1.3) การช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยการ สนับสนุนเงินงบประมาณให้แก่ Myanmar Economic Bank เพื่อตั้งกองทุนให้กู้ยืมสินชื่อแก่ภาคธุรกิจ (Soft Loan) ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี และวงเงินสินเชื่อให้แก่กลุ่มเกษตรกร ตลอดจนการลดภาษี ส่งออก การยกเว้นค่าธรรมเนียมในการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว มาตรการ ลดการเก็บภาษีในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และจัดตั้งธุรกิจใหม่ และการเลื่อนก าหนดช าระภาษี เงินได้นิติบุคคล
191 (2) มาตรการทางการเงิน โดยจ าแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (2.1) กลุ่มมาตรการเพื่อดูแลกลไกตลาดเงินและตัวกลางทางการเงิน โดย ธนาคาร กลางเมียนมาได้เพิ่มสัดส่วนการออกตราสารหนี้ภาครัฐในรุ่นอายุมากกว่า 1 ปี จากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 90 และในเวลาต่อมาได้ปรับเพิ่มให้สามารถออกตราสารหนี้ได้ทุกรุ่นอายุโดยไม่จ ากัดสัดส่วน (2.2) กลุ่มมาตรการเพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยธนาคารกลางเมียนมา ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงกว่าร้อยละ 3.0 ต่อปีนอกจากนี้ ยังได้ประกาศลดสัดส่วนเงินทุนส ารอง ของธนาคาพาณิชย์ลงจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 3 World Bank (2565) ได้ระบุว่า เศรษฐกิจของเมียนมาในปี 2564 ยังคงได้รับ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และวิกฤติทางการเมืองจากการปฏิวัติของทหาร แม้ว่าจะมี สัญญาณที่ดีขึ้นในบางภาคธุรกิจ และภาพรวมของระบบเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอ โดยมาตรการ ทางการเงินการคลังที่น ามาใช้ในช่วงเกิดวิกฤติ COVID-19 ยังคงไม่สามารถท าให้เศรษฐกิจของประเทศ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นคง รวมถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้ มาตรการต่าง ๆ ทั้งนี้ ความกดดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะคนจนและผู้ยากไร้ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของคนจนในประเทศปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับ ช่วงก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19
192 ภาคผนวก จ หน้า 1. แบบสอบถามโครงการค่าบริการสาธารณสุข.....................................……………………..………….…193 2. แบบสอบถามโครงการและมาตรการเยียวยาประชาชน (โครงการเราชนะ โครงการ ม33 เรารักกัน และมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน................................................................................................... 196 3. แบบสอบถามโครงการคนละครึ่ง................................................................................................201 4. แบบสอบถามโครงการ 1 ต าบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่.................................................................205 5. แบบสอบถามมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนเพื่อชวยเหลือผู้ประกอบการ ........................................209
แบบส ำรวจควำมคิดเห็นต่อมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในกำรแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของโรค COVID-19 ค ำชี้แจง แบบส ำรวจควำมคิดเห็นชุดนี้ จัดท ำขึ้นโดยคณะผู้วิจัยจำกส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง และธนำคำรแห่งประเทศไทย โดยได้รับกำรสนับสนุนจำกส ำนักงำนกำรวิจัยแห่งชำติ และควำมเห็นในรำยงำนนี้เป็นของผู้วิจัย ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงำน ข้อมูลที่ได้จำกกำรส ำรวจควำมคิดเห็นจะน ำไปสังเครำะห์ถึงประโยชน์ จุดเด่น ข้อดี หรือปัญหำอุปสรรค และจุดอ่อน ของกำรด ำเนินมำตรกำรต่ำงๆ เพื่อน ำไปปรับปรุงและแก้ไข ได้อย่ำงตรงจุด จึงใคร่ขอรับทรำบควำมคิดเห็นจำกท่ำน โดยข้อมูลที่ได้จำกกำรตอบแบบส ำรวจนี้จะน ำไปใช้ในกำรศึกษำวิจัยเท่ำนั้น ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้ตอบแบบสอบถำม กรณี : พ.ร.ก. ให้อ ำนำจกระทรวงกำรคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจำก กำรระบำดของโรค COVID-19 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19) กรณีศึกษำ: ควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ำบริกำรสำธำรณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค COVID-19 (แผน 1 ระบบหลักประกันสุขภำพแห่งชำติส ำนักงำนหลักประกันสุขภำพแห่งชำติ กระทรวงสำธำรณสุข) ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถำม (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 1. เพศ 1 ชำย หญิง 2. อำยุ ต่ ำกว่ำ 18 ปี 18-30 ปี 31-60 ปี มำกกว่ำ 60 ปี 3. ระดับกำรศึกษำ ประถมกำรศึกษำ มัธยมศึกษำ / ปวช. ปวส. / อนุปริญญำ / ปริญญำตรี สูงกว่ำปริญญำตรี อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 4. ที่อยู่จริงปัจจุบัน กรุงเทพฯและปริมณฑล ภำคกลำง ภำคเหนือ ภำคใต้ ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ภำคตะวันออก 5. อำชีพ ลูกจ้ำง/พนักงำนบริษัท ผู้ประกอบกำร/เจ้ำของธุรกิจ ค้ำขำยรำยย่อย/อำชีพอิสระ รับรำชกำร/รัฐวิสำหกิจ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 6. รำยได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ ำกว่ำ 10,000 บำท 10,000 – 15,000 บำท 15,001 – 30,000 บำท มำกกว่ำ 30,000 7. รำยได้ของท่ำนลดลงจำกสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ไม่ลดลง ลดลงน้อยกว่ำ 20% ลดลง 20 – 50 % ลดมำกกว่ำ 50% กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ท ำให้ไม่มีรำยได้ 193
ตอนที่ 2 ข้อมูลกำรรับรู้ทั่วไปต่อสิทธิหลักประกันสุขภำพแห่งชำติ (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริง ของท่ำน) 8. ท่ำนทรำบหรือไม่ว่ำ หำกท่ำนเข้ำรับกำรรักษำพยำบำลเนื่องจำกโรค COVID-19 ท่ำนสำมำรถเบิกค่ำรักษำพยำบำลได้ ทรำบ ไม่ทรำบ อื่นๆ (โปรดระบุ) …......…….....………......................................... 9. หำกท่ำนต้องกำรสอบถำมข้อมูลเกี่ยวกับกำรเข้ำรับกำรรักษำและกำรเบิกค่ำรักษำพยำบำลจำกโรค COVID-19 ต้องโทรศัพท์ หมำยเลขอะไร โทร.1669 โทร. 1506 โทร 1330 ไม่ทรำบ ตอนที่ 3 ข้อคิดเห็นทั่วไป ผลกระทบทำงนโยบำย 10. ท่ำนได้ใช้สิทธิรับค่ำบริกำรสำธำรณสุขและค่ำใช้จ่ำยเกี่ยวกับ COVID-19 จำกรัฐในเรื่องใดบ้ำง (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) ค่ำบริกำรตรวจคัดกรองและค่ำบริกำรป้องกันกำรติดเชื้อฟรี ค่ำบริกำรรักษำผู้ป่วยฟรี ค่ำบริกำรฉีดวัคซีนฟรี ค่ำบริกำรรักษำอำกำรไม่พึงประสงค์จำกกำรฉีดวัคซีนฟรี ยังไม่ได้ใช้บริกำรจำกรัฐ อื่นๆ ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) 11. ท่ำนเห็นด้วยกับกำรที่รัฐบำลดูแลประชำชนโดยกำรรับผิดชอบค่ำบริกำร สำธำรณสุขและค่ำใช้จ่ำยเกี่ยวกับ COVID-19 (ค่ำบริกำรป้องกันกำรติด เชื้อ ค่ำบริกำรตรวจคัดกรอง/ค่ำบริกำรรักษำผู้ป่วย/ค่ำบริกำรฉีดวัคซีน/ ค่ำบริกำรรักษำอำกำรไม่พึงประสงค์จำกวัคซีนโควิด-19) 12. ท่ำนคิดว่ำเงินค่ำรักษำพยำบำลจำกภำครัฐ ช่วยบรรเทำผลกระทบได้มำก น้อยแค่ไหน 194
ตอนที่ 4 ควำมพึงพอใจโดยรวมต่อควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ำบริกำรสำธำรณะสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค COVID-19 ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำ ก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) ไม่ได้รับ บริกำรนี้ (0) 13. ท่ำนมีควำมพึงพอใจกับควำมช่วยเหลือของรัฐเกี่ยวกับ ค่ำบริกำรสำธำรณะสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค Covid-19 มำก น้อยเพียงใด 14. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกำรช่วยเหลือของรัฐในกำร รับผิดชอบ “ค่ำบริกำรป้องกันกำรติดเชื้อ ค่ำบริกำรตรวจ คัดกรอง” มำกน้อยเพียงใด 15. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกำรช่วยเหลือของรัฐในกำร รับผิดชอบ “ค่ำบริกำรรักษำผู้ป่วย” มำกน้อยเพียงใด 16. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกำรช่วยเหลือของรัฐที่รับผิดชอบ “ค่ำบริกำรฉีดวัคซีน” ให้กับประชำชนมำกน้อยเพียงใด 17. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกำรช่วยเหลือของรัฐในกำร รับผิดชอบ “เงินช่วยเบื้องต้นผู้รับบริกำรที่ได้รับควำม เสียหำยจำกกำรฉีดวัคซีนโควิด-19” มำกน้อยเพียงใด ตอนที่ 5 ข้อเสนอแนะ/ควำมต้องกำรต่อกำรขอรับควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ำบริกำรสำธำรณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค COVID-19 18. ปัญหำและอุปสรรคที่พบในกำรรับบริกำรและขอรับควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ำบริกำรสำธำรณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค COVID-19 ……………………………………............................................................................................................... ............................ ……………………………………........................................................................................................................................... 19. ควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อกำรปรับปรุงกำรให้บริกำรและให้ควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ำบริกำรสำธำรณสุข ที่เกี่ยวข้องกับโรค COVID-19 …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 195
แบบส ำรวจควำมคิดเห็นต่อมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในกำรแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของโรค COVID-19 ค ำชี้แจง แบบส ำรวจควำมคิดเห็นชุดนี้ จัดท ำขึ้นโดยคณะผู้วิจัยจำกส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง และธนำคำรแห่งประเทศไทย โดยได้รับกำรสนับสนุนจำกส ำนักงำนกำรวิจัยแห่งชำติ และควำมเห็นในรำยงำนนี้เป็นของผู้วิจัย ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงำน ข้อมูลที่ได้จำกกำรส ำรวจควำมคิดเห็นจะน ำไปสังเครำะห์ถึงประโยชน์ จุดเด่น ข้อดี หรือปัญหำอุปสรรค และจุดอ่อน ของกำรด ำเนินมำตรกำรต่ำงๆ เพื่อน ำไปปรับปรุงและแก้ไข ได้อย่ำงตรงจุด จึงใคร่ขอรับทรำบควำมคิดเห็นจำกท่ำน โดยข้อมูลที่ได้จำกกำรตอบแบบส ำรวจนี้จะน ำไปใช้ในกำรศึกษำวิจัยเท่ำนั้น ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้ตอบแบบสอบถำม กรณี : พ.ร.ก. ให้อ ำนำจกระทรวงกำรคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจำก กำรระบำดของโรค COVID-19 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19) แผน 2 กรณีศึกษำ: โครงกำรเรำชนะ และโครงกำรเรำรักกัน ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถำม (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 1. เพศ ชำย หญิง 2. อำยุ ต่ ำกว่ำ 18 ปี 18-30 ปี 31-60 ปี มำกกว่ำ 60 ปี 3. ระดับกำรศึกษำ ประถมกำรศึกษำ มัธยมศึกษำ / ปวช. ปวส. / อนุปริญญำ / ปริญญำตรี สูงกว่ำปริญญำตรี อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 4. ที่อยู่จริงปัจจุบัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภำคกลำง ภำคเหนือ ภำคใต้ ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ภำคตะวันออก 5. อำชีพ ลูกจ้ำง/พนักงำนบริษัท ผู้ประกอบกำร/เจ้ำของธุรกิจ ค้ำขำยรำยย่อย/อำชีพอิสระ รับรำชกำร/รัฐวิสำหกิจ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 6. รำยได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ ำกว่ำ 10,000 บำท 10,000 – 15,000 บำท 15,001 – 30,000 บำท มำกกว่ำ 30,000 196
7. กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 กระทบกับรำยได้ของท่ำนอย่ำงไร รำยได้เพิ่มขึ้น รำยได้เท่ำเดิม รำยได้ลดลงน้อยกว่ำ 50 % รำยได้ลดลงมำกกว่ำ 50 % กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ท ำให้ไม่มีรำยได้ ตอนที่ 2 กำรเข้ำร่วมโครงกำร 8. ท่ำนเข้ำร่วมโครงกำร เรำชนะ หรือ โครงกำร เรำรักกัน หรือไม่ เข้ำร่วมโครงกำรเรำชนะ (ไปตอบข้อ 9) เข้ำร่วมโครงกำรเรำรักกัน (ไปตอบข้อ 10) ได้รับสิทธิ์โครงกำรอื่น โปรดระบุ …………………………………….. (ไปตอบตอนที่ 3) ไม่รู้ว่ำตัวเองได้รับสิทธิ์หรือไม่ (ไปตอบตอนที่ 3) ไม่เข้ำร่วมทั้ง 2 โครงกำร โปรดระบุสำเหตุ ……………………….. (ไปตอบตอนที่ 3) อื่นๆ โปรดระบุ ……………………………………………………………… (ไปตอบตอนที่ 3) 9. กรณี โครงกำรเรำชนะ (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 9.1 ท่ำนเห็นด้วยกับโครงกำรนี้หรือไม่ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อื่นๆ (โปรดระบุ) …......…….....………........................... 9.2 ท่ำนเห็นด้วยกับกำรก ำหนดคุณสมบัติกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์เข้ำร่วมโครงกำรนี้หรือไม่ (เช่น ไม่เป็นผู้ประกันตนตำม ม.33 / ไม่เป็นผู้ มีเงินได้พึงประเมินเกิน 300,000 บำท ตำมฐำนข้อมูลล่ำสุด ฯลฯ) เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อื่นๆ (โปรดระบุ) …......…….....………........................... 9.3 เห็นด้วยหรือไม่ หำกมีกำรเยียวยำ แก่ประชำชนทั่วประเทศแทนกำรเยียวยำเฉพำะกลุ่ม เห็นด้วย เนื่องจำก (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) (1) คิดว่ำทุกคน ทุกกลุ่มเดือดร้อนเหมือนกัน (2) เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ เพื่อควำมเท่ำเทียมกัน (3) อื่นๆ ………………………………………….. ไม่เห็นด้วย เนื่องจำก (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) 2 (1) ควรช่วยเหลือแต่คนจน (2) สิ้นเปลืองงบประมำณ (3) อื่นๆ ………………………………………….. 10. กรณี โครงกำรเรำรักกัน (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 10.1 ท่ำนเห็นด้วยกับโครงกำรนี้หรือไม่ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อื่นๆ (โปรดระบุ) …......…….....………........................... 197
10.2 ท่ำนเห็นด้วยกับกำรก ำหนดคุณสมบัติกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์เข้ำร่วมโครงกำรนี้หรือไม่ (เช่น เป็นผู้ประกันตน ม.33 / ไม่เป็นผู้มี บัตรสวัสดิกำรแห่งรัฐ ฯลฯ) เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อื่นๆ (โปรดระบุ) …......…….....………........................... 10.3 เห็นด้วยหรือไม่ หำกมีกำรเยียวยำ แก่ประชำชนทั่วประเทศแทนกำรเยียวยำเฉพำะกลุ่ม เห็นด้วย เนื่องจำก (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) (1) คิดว่ำทุกคน ทุกกลุ่มเดือดร้อนเหมือนกัน (2) เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ เพื่อควำมเท่ำเทียมกัน (3) อื่นๆ ………………………………………….. ไม่เห็นด้วย เนื่องจำก (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) 2 (1) ควรช่วยเหลือแต่คนจน (2) สิ้นเปลืองงบประมำณ (3) อื่นๆ ………………………………………….. ตอนที่ 3 ควำมพึงพอใจโครงกำร 11. 1 โครงกำรเรำชนะ ข้อ ที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) (1) ท่ำนมีควำมพึงพอใจกับควำมช่วยเหลือที่ได้รับมำกน้อยเพียงใด (2) ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกระบวนกำรลงทะเบียนรับเงินเยียวยำมำกน้อยเพียงใด (3) กำรได้รับเงินเยียวยำมีควำมรวดเร็วมำกน้อยเพียงใด (4) จ ำนวนเงินเยียวยำเพียงพอส ำหรับกำรบริโภคมำกน้อยเพียงใด (5) ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อช่องทำงในกำรรับเงินเยียวยำมำกน้อยเพียงใด (6) ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อช่องทำงในกำรใช้จ่ำยเงินเยียวยำ และมีควำมสะดวก พร้อมทั้งตอบสนองต่อควำมต้องกำรของท่ำนมำกน้อยเพียงใด 198
11. 2 โครงกำรเรำรักกัน ข้อ ที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) (1) ท่ำนมีควำมพึงพอใจกับควำมช่วยเหลือที่ได้รับมำกน้อยเพียงใด (2) ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกระบวนกำรลงทะเบียนรับเงินเยียวยำมำกน้อยเพียงใด (3) กำรได้รับเงินเยียวยำมีควำมรวดเร็วมำกน้อยเพียงใด (4) จ ำนวนเงินเยียวยำเพียงพอส ำหรับกำรบริโภคมำกน้อยเพียงใด (5) ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อช่องทำงในกำรรับเงินเยียวยำมำกน้อยเพียงใด (6) ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อช่องทำงในกำรใช้จ่ำยเงินเยียวยำ และมีควำมสะดวก พร้อมทั้งตอบสนองต่อควำมต้องกำรของท่ำนมำกน้อยเพียงใด ตอนที่ 4 ข้อคิดเห็นทั่วไปผลกระทบทำงนโยบำย ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) 12. ท่ำนเห็นด้วยกับกำรที่รัฐบำลด ำเนินโครงกำรเรำชนะ / โครงกำรเรำรักกัน เพื่อบรรเทำผลกระทบจำกกำรระบำดของโรค COVID-19 มำกน้อย เพียงใด 13. ท่ำนคิดว่ำโครงกำรเรำชนะและโครงกำรเรำรักกันมีควำมคุ้มค่ำและ สำมำรถเยียวยำผลกระทบได้มำกน้อยเพียงใด 14. จำกสถำนกำรณ์ COVID-19 โครงกำรเรำชนะและโครงกำรเรำรักกัน ช่วย ลดภำระค่ำใช้จ่ำยให้แก่ประชำชนมำกน้อยเพียงใด 15. ท่ำนเห็นว่ำภำครัฐควรด ำเนินนโยบำยด้ำนกำรเยียวยำอย่ำงไร เยียวยำเฉพำะประชำชนที่เดือดร้อนจ ำเป็นจริงๆ เพรำะงบประมำณมีจ ำกัด เยียวยำประชำชนทุกกลุ่มอย่ำงเท่ำเทียม แม้ภำครัฐจะต้องกู้เงินจ ำนวนมำก เยียวยำประชำชนที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยจัดล ำดับควำมจ ำเป็น/เดือนร้อน และภำครัฐกู้เงินเท่ำที่จ ำเป็น อื่นๆ (โปรดระบุ...............................................) 199
ตอนที่ 5 ควำมเห็นเพิ่มเติมต่อมำตรกำรเยียวยำด้ำนค่ำสำธำรณูปโภค (ค่ำน้ ำ ค่ำไฟ) 16. ท่ำนทรำบหรือไม่ว่ำ ท่ำนได้รับควำมช่วยเหลือด้ำนค่ำสำธำรณูปโภคค่ำน้ ำค่ำไฟจำกรัฐบำล ทรำบ ไม่ทรำบ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 17. มำตรกำรช่วยเหลือด้ำนค่ำสำธำรณูปโภคค่ำน้ ำค่ำไฟมีควำมเหมำะสมกับสถำนกำรณ์และผลกระทบที่ได้รับหรือไม่ เหมำะสม ไม่เหมำะสม (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) (1) วงเงินไม่เพียงพอ (2) ระยะเวลำกำรช่วยเหลือไม่สอดคล้องกับระยะเวลำกำรระบำด (3) ใช้งบประมำณส ำหรับกำรด ำเนินมำตรกำรสูง (4) อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะ/ควำมต้องกำรต่อโครงกำรเรำชนะและโครงกำรเรำรักกัน 18. ท่ำนอยำกให้รัฐบำลเพิ่มเติมเรื่องใดเกี่ยวกับโครงกำรเรำชนะและโครงกำรเรำรักกัน (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) อยำกให้ทุกคนทุกกลุ่มได้รับสิทธิ์เยียวยำ ไม่ต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยำก อยำกให้ใช้จ่ำยค่ำน้ ำ ค่ำไฟ ค่ำสำธำรณูปโภคได้ อยำกให้เพิ่มร้ำนค้ำที่เข้ำร่วมโครงกำรมำกกว่ำนี้ อยำกให้เพิ่มวงเงินต่อเดือน อยำกให้ขยำยระยะเวลำกำรใช้ให้มำกขึ้น อยำกให้รัฐเพิ่มช่องทำงรับเงิน เช่น เติมเข้ำบัตรสมำร์ทกำร์ด เป็นต้น อยำกให้รัฐเพิ่มช่องกำรโอนเงินสดเข้ำบัญชี ส ำหรับผู้ไม่มี Smartphone หรือต้องกำรควำมช่วยเหลือพิเศษ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 19. ปัญหำและอุปสรรคที่ท่ำนพบจำกกำรใช้สิทธิ์ภำยใต้โครงกำรเรำชนะและโครงกำรเรำรักกัน …………………………………….............................................................................................................................................................. 20. ควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อกำรปรับปรุงโครงกำรเรำชนะและโครงกำรเรำรักกัน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 200
แบบส ำรวจควำมคิดเห็นต่อมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในกำรแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของโรค COVID-19 ค ำชี้แจง แบบส ำรวจควำมคิดเห็นชุดนี้ จัดท ำขึ้นโดยคณะผู้วิจัยจำกส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง และธนำคำรแห่งประเทศไทย โดยได้รับกำรสนับสนุนจำกส ำนักงำนกำรวิจัยแห่งชำติและควำมเห็นในรำยงำนนี้เป็นของผู้วิจัย ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงำน ข้อมูลที่ได้จำกกำรส ำรวจควำมคิดเห็นจะน ำไปสังเครำะห์ถึงประโยชน์ จุดเด่น ข้อดี หรือปัญหำอุปสรรค และจุดอ่อนของกำร ด ำเนินมำตรกำรต่ำงๆ เพื่อน ำไปปรับปรุงและแก้ไข ได้อย่ำงตรงจุด จึงใคร่ขอรับทรำบควำมคิดเห็นจำกท่ำนโดยข้อมูลที่ได้จำก กำรตอบแบบส ำรวจนี้จะน ำไปใช้ในกำรศึกษำวิจัยเท่ำนั้น ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้ตอบแบบสอบถำม กรณี : พ.ร.ก. ให้อ ำนำจกระทรวงกำรคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจำก กำรระบำดของโรค COVID-19 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19) แผน 3 กรณีศึกษำ: โครงกำรคนละครึ่ง ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถำม (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 1. เพศ ชำย หญิง 2. อำยุ ต่ ำกว่ำ 18 ปี 18-30 ปี 31-60 ปี มำกกว่ำ 60 ปี 3. ระดับกำรศึกษำ ประถมกำรศึกษำ มัธยมศึกษำ / ปวช. ปวส. / อนุปริญญำ / ปริญญำตรี สูงกว่ำปริญญำตรี อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 4. ที่อยู่จริงปัจจุบัน กรุงเทพฯและปริมณฑล ภำคกลำง ภำคเหนือ ภำคใต้ ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ภำคตะวันออก 5. อำชีพ ลูกจ้ำง/พนักงำนบริษัท ผู้ประกอบกำร/เจ้ำของธุรกิจ ค้ำขำยรำยย่อย/อำชีพอิสระ รับรำชกำร/รัฐวิสำหกิจ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 6. รำยได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ ำกว่ำ 10,000 บำท 10,000 – 15,000 บำท 15,001 – 30,000 บำท มำกกว่ำ 30,000 7. รำยได้ของท่ำนลดลงจำกสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 รำยได้เพิ่มขึ้น รำยได้เท่ำเดิม รำยได้ลดลงน้อยกว่ำ 50 % รำยได้ลดลงมำกกว่ำ 50 % กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ท ำให้ไม่มีรำยได้ 201
ตอนที่ 2 กำรเข้ำร่วมโครงกำร คนละครึ่ง (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 8. ท่ำนอยู่เข้ำร่วมโครงกำร คนละครึ่ง หรือไม่ เข้ำร่วม ไม่ได้เข้ำร่วม โปรดระบุสำเหตุ …………… ไม่รู้ว่ำตัวเองได้รับสิทธิ์หรือไม่ อื่นๆ โปรดระบุ ………………………………………………… 9. กรณีได้รับสิทธิ์ ท่ำนได้รับสิทธิ์ในกลุ่มใด ประชำชนผู้เข้ำร่วมโครงกำร ร้ำนค้ำที่เข้ำร่วมโครงกำร เป็นทั้งประชำชนและร้ำนค้ำที่เข้ำร่วมโครงกำร ไม่ได้เข้ำร่วมโครงกำร 10. เห็นด้วยหรือไม่ หำกมีโครงกำร คนละครึ่ง แก่ประชำชนทั่วประเทศ แทนกำรเยียวยำเฉพำะกลุ่ม เห็นด้วย เนื่องจำก (1) คิดว่ำทุกคน ทุกกลุ่มเดือดร้อนเหมือนกัน (2) เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ เพื่อควำมเท่ำเทียมกัน (3) อื่นๆ ………………………………………….. ไม่เห็นด้วย เนื่องจำก (1) ควรช่วยเหลือแต่คนจน (2) สิ้นเปลืองงบประมำณ (3) อื่นๆ ………………………………………….. ตอนที่ 3 ข้อคิดเห็นทั่วไป ผลกระทบทำงนโยบำย ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) 11. ท่ำนเห็นด้วยกับกำรที่รัฐบำลด ำเนินโครงกำรคนละครึ่ง เพื่อบรรเทำ ผลกระทบจำกกำรระบำดของโรค COVID-19 อย่ำงไร 12. ท่ำนคิดว่ำโครงกำรมีควำมคุ้มค่ำและสำมำรถบรรเทำผลกระทบทำง เศรษฐกิจได้มำกน้อยแค่ไหน 13. จำกสถำนกำรณ์ COVID-19 โครงกำรคนละครึ่งช่วยลดภำระค่ำใช้จ่ำย ให้แก่ประชำชนและกระตุ้นกำรใช้จ่ำยมำกน้อยเพียงใด 202
ตอนที่ 4 ควำมพึงพอใจต่อโครงกำร คนละครึ่ง ข้อ ที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) ไม่ได้เข้ำ ร่วม โครงกำร (0) 14. ท่ำนมีควำมพึงพอใจกับควำมช่วยเหลือที่ได้รับมำกน้อยเพียงใด 15. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อระบบกำรลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงกำร อย่ำงไร 16. ระยะเวลำของโครงกำรแต่ละเฟสมีควำมเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 17. ท่ำนมีควำมสะดวกในกำรเติมเงินเข้ำแอพพลิเคชั่นเป๋ำตังมำกน้อยเพียงใด 18. ร้ำนค้ำที่เข้ำร่วมโครงกำรกระจำยทั่วถึงทุกพื้นที่ และตอบสนองต่อควำม ต้องกำรมำกน้อยเพียงใด 19. เงินช่วยเหลือ 3,000 บำท ช่วยให้ท่ำนสำมำรถด ำรงชีพได้ ในช่วงที่มีกำร แพร่ระบำดของโรคโควิด-19 มำกน้อยเพียงใด 20. ช่องทำง หรือวิธีกำรใช้จ่ำยเงินเยียวยำ สะดวกและตอบสนองต่อควำม ต้องกำรของท่ำนมำกน้อยเพียงใด 21. กรณีประชำชน: จ ำนวนเงินที่รัฐบำลออกให้ 50% วงเงิน (150 บำท/วัน) มีควำมเพียงพอและเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 22. ตอบเฉพำะร้ำนค้ำเข้ำร่วมโครงกำร: โครงกำรคนละครึ่งท ำให้ยอดค้ำขำย เพิ่มขึ้นมำกน้อยเพียงใด 23. ตอบเฉพำะร้ำนค้ำเข้ำร่วมโครงกำร: ท่ำนได้รับเงินจำกรัฐจำกโครงกำรคนละครึ่ง รวดเร็วมำกน้อยเพียงใด ตอนที่ 5 ข้อเสนอแนะ 24. ท่ำนอยำกให้รัฐบำลเพิ่มเติมเรื่องใดเกี่ยวกับโครงกำรคนละครึ่ง (ตอบได้มำกกว่ำ 1 ข้อ) อยำกให้ทุกคนทุกกลุ่มได้รับสิทธิ์โครงกำรคนละครึ่ง ไม่ต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยำก อยำกให้ใช้จ่ำยค่ำน้ ำ ค่ำไฟ ค่ำสำธำรณูปโภคได้ อยำกให้เพิ่มร้ำนค้ำที่เข้ำร่วมโครงกำร อยำกให้เพิ่มวงเงินใช้จ่ำยต่อวัน (มำกกว่ำ 150 บำทต่อวัน) อยำกให้มีช่วงเวลำกำรใช้เงินมำกขึ้น อยำกให้ขยำยระยะเวลำกำรช่วยเหลือ อยำกให้รัฐเพิ่มช่องกำรโอนเงินสดเข้ำบัญชี ส ำหรับผู้ไม่มี Smartphone หรือต้องกำรควำมช่วยเหลือพิเศษ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 203
25. ปัญหำและอุปสรรคที่ท่ำนพบจำกกำรใช้สิทธิ์ภำยใต้โครงกำรคนละครึ่ง ……………………………………................................................................................................................................................................ ……………………………………................................................................................................................................................................ 26. ควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อกำรปรับปรุงโครงกำรคนละครึ่ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………................................................................................................................................................................ 204
แบบส ำรวจควำมคิดเห็นต่อมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในกำรแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของโรค COVID-19 ค ำชี้แจง แบบส ำรวจควำมคิดเห็นชุดนี้ จัดท ำขึ้นโดยคณะผู้วิจัยจำกส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง และธนำคำรแห่งประเทศไทย โดยได้รับกำรสนับสนุนจำกส ำนักงำนกำรวิจัยแห่งชำติ และควำมเห็นในรำยงำนนี้เป็นของผู้วิจัย ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงำน ข้อมูลที่ได้จำกกำรส ำรวจควำมคิดเห็นจะน ำไปสังเครำะห์ถึงประโยชน์ จุดเด่น ข้อดี หรือปัญหำอุปสรรค และจุดอ่อน ของกำรด ำเนินมำตรกำรต่ำงๆ เพื่อน ำไปปรับปรุงและแก้ไข ได้อย่ำงตรงจุด จึงใคร่ขอรับทรำบควำมคิดเห็นจำกท่ำน โดยข้อมูลที่ได้จำกกำรตอบแบบส ำรวจนี้จะน ำไปใช้ในกำรศึกษำวิจัยเท่ำนั้น ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้ตอบแบบสอบถำม กรณี : พ.ร.ก. ให้อ ำนำจกระทรวงกำรคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหำ เยียวยำ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจำก กำรระบำดของโรค COVID-19 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19) แผน 3 กรณีศึกษำ: โครงกำร1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถำม (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 1. เพศ ชำย หญิง 2. อำยุ ต่ ำกว่ำ 18 ปี 18-30 ปี 31-60 ปี มำกกว่ำ 60 ปี 3. ระดับกำรศึกษำ ประถมกำรศึกษำ มัธยมศึกษำ / ปวช. ปวส. / อนุปริญญำ / ปริญญำตรี สูงกว่ำปริญญำตรี อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 4. ที่อยู่จริงปัจจุบัน กรุงเทพฯและปริมณฑล ภำคกลำง ภำคเหนือ ภำคใต้ ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ภำคตะวันออก 5. อำชีพ เกษตรกร ลูกจ้ำง/พนักงำนบริษัท ผู้ประกอบกำร/เจ้ำของธุรกิจ ค้ำขำยรำยย่อย/อำชีพอิสระ รับรำชกำร/รัฐวิสำหกิจ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) 6. รำยได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ ำกว่ำ 10,000 บำท 10,000 – 15,000 บำท 15,001 – 30,000 บำท มำกกว่ำ 30,000 7. รำยได้ของท่ำนลดลงจำกสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ไม่ลดลง ลดลงน้อยกว่ำ 20% ลดลง 20 – 50 % ลดมำกกว่ำ 50% กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ท ำให้ไม่มีรำยได้ 205
ตอนที่ 2 กำรเข้ำร่วมโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริง ของท่ำน) 8. ท่ำนเข้ำร่วมโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือไม่ เข้ำร่วม ไม่ได้เข้ำร่วม โปรดระบุสำเหตุ …………… คุณสมบัติไม่ตรงตำมหลักเกณฑ์ที่ทำงภำครัฐก ำหนด ไม่อยำกเสียพื้นที่ในกำรขุดบ่อตำมที่ภำครัฐก ำหนด อำจมีควำมจ ำเป็นต้องเปลื่ยนมือที่ดิน ไม่ได้เป็นเจ้ำของที่ดิน ไม่สนใจเข้ำร่วมโครงกำร อื่นๆ โปรดระบุ ………………………………………………… 9. กรณีเข้ำร่วมโครงกำร ท่ำนเข้ำร่วมโครงกำรในกลุ่มใด เกษตรกรเข้ำร่วมโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ผู้รับจ้ำงงำน ตอนที่ 3 ข้อคิดเห็นทั่วไป ผลกระทบทำงนโยบำย ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) 10. ท่ำนเห็นด้วยกับกำรที่รัฐบำลด ำเนินโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่ เพื่อบรรเทำผลกระทบจำกกำรระบำดของโรค COVID-19 มำกน้อยเพียงใด 11. ท่ำนคิดว่ำโครงกำรมีควำมคุ้มค่ำและสำมำรถบรรเทำผลกระทบทำง เศรษฐกิจได้มำกน้อยแค่ไหน 12. จำกสถำนกำรณ์ COVID-19 ท่ำนคิดว่ำ โครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่ ช่วยบรรเทำปัญหำกำรว่ำงงำน มำกน้อยเพียงใด 13. ท่ำนคิดว่ำ โครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้ำงควำม เข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นให้มีอำชีพ รำยได้ และมีคุณภำพชีวิตที่ดีขึ้น มำกน้อยเพียงใด 206
ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) 14. ท่ำนคิดว่ำ โครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จะช่วยสร้ำงควำม แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยำว และท ำให้เกษตรกรสำมำรถ เลี้ยงตนเองและสร้ำงรำยได้ให้กับครอบครัวได้อย่ำงพอเพียงและยั่งยืน มำกน้อยเพียงใด 15. ท่ำนคิดว่ำโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีประโยชน์ต่อกำร พัฒนำคุณภำพชีวิตในระยะยำวของเกษตรกรมำกน้อยเพียงใด ตอนที่ 4 ควำมพึงพอใจต่อโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ข้อ ที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) ไม่ได้เข้ำ ร่วม โครงกำร (0) 16. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกำรประชำสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มำกน้อยเพียงใด 17. ท่ำนมีควำมควำมพึงพอใจต่อโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎี ใหม่ มำกน้อยเพียงใด 18. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกระบวนกำร หลักเกณฑ์และขั้นตอนกำรพิจำรณำ คุณสมบัติผู้เข้ำร่วมโครงกำรมำกน้อยเพียง 19. ท่ำนพึงพอใจต่อระยะเวลำกำรพิจำรณำคุณสมบัติเข้ำร่วมโครงกำรมำก น้อยเพียงใด 20. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกิจกรรมกำรฝึกอบรมเพื่อให้ควำมรู้แก่เกษตรกร มำกน้อยเพียงใด 21. ท่ำนมีควำมเห็นว่ำระยะเวลำโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎี ใหม่ มีควำมเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 207
ตอนที่ 5 ข้อเสนอแนะ 20. ปัญหำและอุปสรรคที่ท่ำนพบจำกกำรสมัครเข้ำร่วมโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ……………………………………................................................................................................................................................................ ……………………………………................................................................................................................................................................ 21. ควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อกำรปรับปรุงโครงกำร 1 ต ำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………................................................................................................................................................................ 208
แบบส ำรวจควำมคิดเห็นต่อมำตรกำรด้ำนกำรเงินกำรคลังในกำรแก้ไขปัญหำเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรระบำดของโรค COVID-19 ค ำชี้แจง แบบส ำรวจควำมคิดเห็นชุดนี้ จัดท ำขึ้นโดยคณะผู้วิจัยจำกส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง และธนำคำรแห่งประเทศไทย โดยได้รับกำรสนับสนุนจำกส ำนักงำนกำรวิจัยแห่งชำติ และควำมเห็นในรำยงำนนี้เป็นของผู้วิจัย ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงำน ข้อมูลที่ได้จำกกำรส ำรวจควำมคิดเห็นจะน ำไปสังเครำะห์ถึงประโยชน์ จุดเด่น ข้อดี หรือปัญหำอุปสรรค และจุดอ่อน ของกำรด ำเนินมำตรกำรต่ำงๆ เพื่อน ำไปปรับปรุงและแก้ไข ได้อย่ำงตรงจุด จึงใคร่ขอรับทรำบควำมคิดเห็นจำกท่ำน โดยข้อมูลที่ได้จำกกำรตอบแบบส ำรวจนี้จะน ำไปใช้ในกำรศึกษำวิจัยเท่ำนั้น ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผู้ตอบแบบสอบถำม กรณี : กำรให้ควำมช่วยเหลือทำงกำรเงินแก่ SME โดยกำรสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan อัตรำดอกเบี้ยไม่เกิน 2%ต่อปี (2 ปีแรก และเฉลี่ยไม่เกิน 5%ต่อปี ในช่วงที่เหลือ) ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถำม (โปรดท ำเครื่องหมำย ลงใน ที่ตรงกับควำมเป็นจริงของท่ำน) 1. ประเภทธุรกิจ (โปรดระบุประเภทของกิจกำร) 1) เกษตรกรรมและกำรป่ำไม้ 6) กำรก่อสร้ำง 2) กำรเหมืองแร่และย่อยหิน 7) ธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหำริมทรัพย์ 3) อุตสำหกรรมกำรผลิต 8) กำรสำธำรณูปโภค 4) กำรพำณิชย์ 9) กำรบริกำร 5) ธุรกิจกำรเงิน 10) อื่นๆ (โปรดระบุ)................................................. 2. จ ำนวนแรงงำน (พนักงำนประจ ำรวมเจ้ำของกิจกำร) 1) 1-5 คน 2) 6-30 คน 3) 31-50 คน 4) 51-100 คน 5) 101-200 คน 6) 201 คน ขึ้นไป 3. รำยได้ของกิจกำรต่อปี 1) ไม่เกิน 1,800,000 บำท 2) 1,800,001-50,000,000 บำท 3) 50,000,001-100,000,000 บำท 4) 100,000,001-300,000,000 บำท 5) 300,000,001-500,000,000 บำท 6) 500,000,001 บำท ขึ้นไป 4. ที่ตั้งของกิจกำรในปัจจุบัน กรุงเทพฯและปริมณฑล ภำคกลำง ภำคเหนือ ภำคใต้ ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ภำคตะวันออก 209
5. รำยได้ของท่ำนลดลงจำกสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 รำยได้เท่ำเดิม รำยได้ลดลงน้อยกว่ำ 50% รำยได้ลดมำกกว่ำ 50% กำรแพร่ระบำดของโรค COVID-19 ท ำให้ไม่มีรำยได้ 6. ท่ำนได้เข้ำร่วมโครงกำร Soft Loan ภำยใต้โครงกำรของธนำคำรแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส ำหรับช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำดของโรค COVID-19 หรือไม่ เข้ำร่วม ไม่ได้เข้ำร่วม (6.1) กรณีท่ำนเข้ำร่วมโครงกำร โปรดระบุวัตถุประสงค์ของกำรขอสินเชื่อ จ่ำยเงินเดือนพนักงำน จ่ำยค่ำเช่ำ พัฒนำธุรกิจ/ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ อื่นๆ (โปรดระบุ.................................) (6.2) วงเงินสินเชื่อเดิมที่ท่ำนมีอยู่กับสถำบันกำรเงิน ไม่เกิน 5 ล้ำนบำท 5 – 50 ล้ำนบำท มำกกว่ำ 50 - 500 ล้ำนบำท ไม่มีสินเชื่อเดิมเนื่องจำกเป็นลูกหนี้ใหม่ (6.3) วงเงินสินเชื่อ Soft Loan ที่ท่ำนได้รับอนุมัติจำกสถำบันกำรเงิน โปรดระบุ (บำท) .......................... ตอนที่ 2 ข้อคิดเห็นทั่วไป ผลกระทบทำงนโยบำย ข้อที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) 7. ท่ำนเห็นด้วยกับกำรที่ภำครัฐด ำเนินโครงกำรเพื่อให้ควำมช่วยเหลือ ทำงกำรเงินแก่ SME โดยกำรสนับสนุนสินเชื่อSoft Loan มำกน้อยแค่ไหน 8. ท่ำนคิดว่ำเงินสนับสนุนจำกภำครัฐ มีควำมคุ้มค่ำและสำมำรถกระตุ้น เศรษฐกิจหรือบรรเทำผลกระทบได้มำกน้อยแค่ไหน ตอนที่ 3 ควำมพึงพอใจต่อโครงกำร ข้อ ที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) ไม่ได้เข้ำร่วม โครงกำร (0) 9. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกำรประชำสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงกำร สนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มำกน้อยเพียงใด 10. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อโครงกำรสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มำก น้อยเพียงใด 210
ข้อ ที่ หัวข้อ ระดับควำมคิดเห็น มำก ที่สุด (5) มำก (4) ปำน กลำง (3) น้อย (2) น้อย ที่สุด (1) ไม่ได้เข้ำร่วม โครงกำร (0) 11. ท่ำนคิดว่ำระยะเวลำโครงกำรสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มี ควำมเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 12. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อช่องทำงในกำรขอสินเชื่อโครงกำร สนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มำกน้อยเพียงใด 13. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อกระบวนกำรและระยะเวลำพิจำรณำ สินเชื่อมำกน้อยเพียงใด 14. ท่ำนมีควำมเห็นว่ำกำรก ำหนดอัตรำดอกเบี้ยของสินเชื่อ ไม่เกิน 2% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และในช่วง 5 ปีแรก อัตรำดอกเบี้ย เฉลี่ยต้องไม่เกิน 5% ต่อปี มีควำมเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 15. ท่ำนมีควำมเห็นว่ำกำรก ำหนดวงเงินสินเชื่อ ลูกหนี้เดิม : วงเงิน ไม่เกิน 30% ของยอดสินเชื่อคงค้ำง แต่ไม่เกิน 150 ลบ / ลูกหนี้ใหม่ : ไม่เกิน 50 ลบ. มีควำมเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 16. ท่ำนมีควำมเห็นว่ำกำรที่รัฐบำลรับภำระดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือน แรก มีควำมเหมำะสมมำกน้อยเพียงใด 17. ท่ำนมีควำมพึงพอใจต่อควำมหลำกหลำยของรูปแบบสินเชื่อ Soft Loan มำกน้อยเพียงใด ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะ 18. ปัญหำและอุปสรรคในกำรขอสินเชื่อภำยใต้โครงกำรสินเชื่อ Soft Loan ส ำหรับ SME ที่ได้รับผลกระทบจำกกำรระบำด ของโรค COVID-19 ……………………………………........................................................................................................................................................... ....................................................................................……………………………………....................................................................... 19. ควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อกำรปรับปรุงโครงกำรสินเชื่อ Soft Loan ส ำหรับ SME ที่ได้รับผลกระทบจำก กำรระบำดของโรค COVID-19 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 211