The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัย_ฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kittipak, 2024-03-06 05:21:07

รายงานวิจัย_ฉบับสมบูรณ์

รายงานวิจัย_ฉบับสมบูรณ์

85 และราคา โดยพิจารณาจากบัญชีจัดซื้อจัดจ้างและราคาที่จัดซื้อในอดีตเพื่อให้มีความเหมาะสม และคุ้มค่ามากที่สุด หากเป็นรายการนอกบัญชีจะต้องมีราคาอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบ ทั้งนี้ การด าเนินการในช่วงแรกค่อนข้างล่าช้าเนื่องจาก COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งหน่วยงานยังไม่มีความเข้าใจโรคมากนัก ท าให้ไม่สามารถจัดท าความต้องการครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ทันที และมีการจัดส่งค าขอจัดซื้อครุภัณฑ์ที่หลากหลาย แต่หลังจากด าเนินงานระยะหนึ่ง หน่วยงานมีความ เข้าใจและสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์และจัดท ารายการครุภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการ มากขึ้น ประกอบกับ สป.สธ. ได้ปรับปรุงรูปแบบการจัดท าค าของบประมาณ โดยให้หน่วยงานกรอกข้อมูล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Google Form) รวมทั้งจัดให้มีระบบผู้ประสานงานในแต่ละเขต เพื่อความรวดเร็ว ในการจัดท าประมาณการกรอบวงเงินโครงการ ท าให้ปัจจุบันการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยบริการท าได้ อย่างรวดเร็ว และใช้ระยะเวลาด าเนินการเพียง 1 - 2 วัน31 4.1.3 โครงการเราชนะ โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนของแผนงานที่ 2.1 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19โดยมีรายละเอียดโครงการและ ผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนเนื่องจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในช่วงปลายปี 2563 โดยรัฐบาล จ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ จ านวน 33.23 ล้านคน จ านวน ไม่เกิน 9,000 บาท ต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ แรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก วงเงิน 210,200 ล้านบาท และได้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินเป็น 273,482 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 63,282 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จ านวน 5 เดือน (ระหว่างเดือน มกราคม – พฤษภาคม 2564) และได้มีการขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 9 เดือน โดยระยะเวลาด าเนินโครงการสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2564 รูปแบบของโครงการ ให้วงเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ จ านวนไม่เกิน 9,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการตามช่องทางการใช้จ่ายที่ก าหนด ได้แก่ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการฯ) และบัตรประจ าตัวประชาชน แบบอเนกประสงค์(Smart Card) โดยสามารถใช้จ่ายเพื่อช าระค่าสินค้าหรือบริการ 31 จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565


86 ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน หรือเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) ของ ผู้ประกอบการร้านค้า ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ การบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา (เป้าหมายเดิม 31.1 ล้านคน/ เป้าหมายที่ปรับปรุง จ านวน 33.5 ล้านคน) ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงานเจ้าของโครงการ ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 วันที่ 20 เมษายน 2564 วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 10 สิงหาคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 273,467.78 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 130.10 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก และร้อยละ 99.99 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนที่ได้รับสิทธิช่วยเหลือเยียวยา จ านวน 33,229,388 คน โดยมีการใช้สิทธิจริง จ านวน 32,866,393 คน คิดเป็นร้อยละ 98.11 ของแผนปรับปรุง (แผน 33,500,000 คน) หรือร้อยละ 106.85 ของแผนเดิมก่อนการอนุมัติเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นการเพิ่มความช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐให้เงินสนับสนุนค่าครองชีพ เป็นรายเดือน รวมทั้งโครงการสนับสนุนให้มีการใช้งาน G-Wallet ในแอปพลิเคชั่น เป๋าตังต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ประสิทธิผล - จ านวนผู้ได้รับสิทธิ์ / ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เปรียบเทียบกับแผน - ความพึงพอใจของผู้รับเงินเยียวยาในแต่ละช่องทาง เช่น ความสะดวกในการใช้จ่าย ความเพียงพอของวงเงิน เป็นต้น ผลกระทบ -ด้านเศรษฐกิจ : ส่งเสริมการกระจายการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก - ประโยชน์จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้ เป็นช่องทางในการด าเนินนโยบายของภาครัฐในอนาคต


87 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการเป็นไปตามแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น วิธีการจ่ายเงินเยียวยา การลงทะเบียนรับสิทธิ์ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการเราชนะ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการเราชนะ โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบ ของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีความสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ ระบาดระลอกใหม่ในเดือนธันวาคม 2563 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลใช้มาตรการ จ ากัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมโรค เช่น การงดรับประทานอาหารในร้านอาหาร การปิดสถาน บริการและสถานศึกษา การงดเดินทางเข้าออกพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและ รายได้ของประชาชน จึงมีความจ าเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชน เพื่อน าไปใช้จ่าย ส าหรับการอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะในกิจการขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่ายในระบบ เศรษฐกิจ ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการเราชนะมีความเชื่อมโยงกับโครงการเพื่อ ช่วยเหลือเยียวยาอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ โครงการ ม33 เรารักกัน ของส านักงานประกันสังคม ที่ให้ความช่วยเหลือแก่แรงงาน ในระบบประกันสังคม ขณะที่โครงการเราชนะให้ความช่วยเหลือแก่แรงงาน อิสระที่ไม่อยู่ในระบบ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาในภาพรวมมีความครอบคลุม และมีการเชื่อมโยงข้อมูล ของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสองโครงการเพื่อตรวจสอบไม่ให้เกิดความซ้ าซ้อน นอกจากนี้ โครงการเราชนะยัง มีความเชื ่อมโยงกับโครงการที ่ด าเนินการในปัจจุบัน ได้แก ่ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการ ใช้ฐานข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการฯ ในการระบุตัวตนของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน และเพิ่มความช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐให้เงินสนับสนุนค่าครองชีพเป็นรายเดือน และเชื่อมโยง ฐานข้อมูลผู้รับสิทธิและร้านค้าที ่เข้าร ่วมโครงการคนละครึ่งและโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ได้มีการ ด าเนินการไปก่อนหน้า และโครงการร้านธงฟ้าราคาประหยัด ท าให้มีฐานข้อมูลของประชาชนและร้านค้า เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้งาน G-Wallet ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตังต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ทั้งนี้ โครงการเราชนะเป็น ความช่วยเหลือในช่วงการระบาดระลอกใหม่ปลายปี 2563 - ต้นปี 2564 ซึ่งมีรูปแบบการด าเนินโครงการ ต่างจากการช่วยเหลือเยียวยาในระยะแรกในช่วงกลางปี 2563 ที่ใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ เช ่น โครงการเราไม ่ทิ้งกัน เป็นต้น โดยรูปแบบของโครงการเราชนะที ่ได้มีการปรับเปลี ่ยนเพื ่อให้ ประชาชนใช้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจ


88 ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : โครงการก่อให้เกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ของ โครงการ ดังนี้ 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ จากการจัดเก็บข้อมูลผลการด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยพบว่า มีประชาชนที่ได้รับสิทธิช่วยเหลือเยียวยาตามโครงการ จ านวน 33,229,388 คน โดยมีการใช้สิทธิจริง จ านวน 32,866,393 คน คิดเป็นร้อยละ 98.11 ของแผนปรับปรุง (แผน 33,500,000 คน) หรือร้อยละ 106.85 ของแผนเดิมก่อนการอนุมัติเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย แบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 3 กลุ่ม ดังนี้ ผู้ ลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเราเที่ยวด้วยกันส าเร็จและผ่านการยืนยันตัวตนเปิดใช้ งานแอปพลิเคชันเป๋าตัง จ านวน 16,887,801 คน คิดเป็นร้อยละ 98.18 ของแผน (แผน 17,200,000 คน) ผู้ ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ านวน 13,652,610 คน คิดเป็นร้อยละ 99.38 ของแผน (แผน 13,738,023 คน) และกลุ่มผู้ได้รับสิทธิและใช้จ่ายผ่านบัตรประจ าตัวประชาชน จ านวน 2,325,982 คน คิดเป็นร้อยละ 90.79 ของแผน (แผน 2,561,977 คน) แผนภาพที่ 4.3 สัดส่วนผู้ได้รับสิทธิในโครงการเราชนะ หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่มา: ส านักงานเศรษฐกิจการคลังและกรมบัญชีกลาง 2) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ จากการส ารวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่าง ที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ จ านวน 278 คน (ภาคผนวก ฌ) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับ “มาก” กับการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจากโครงการ และความรวดเร็วในกระบวนการได้รับเงินเยียวยา อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับ “ปานกลาง” ในกระบวนการลงทะเบียน ความเพียงพอ ของเงินเยียวยา และความสะดวกของวิธีการใช้จ่ายเงินเยียวยา นอกจากนี้ ยังพบว่ามีปัญหาในการ ลงทะเบียนที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน รวมถึงการเข้าถึง Smart Phone ของประชาชนที่มีรายได้น้อย


89 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) การใช้จ่ายวงเงินช่วยเหลือตามโครงการท าให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าและผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจาก โครงการสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายให้กับร้านค้าและผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะ กลุ่มหาบเร่ แผงลอย ให้มีรายได้จากการขายสินค้า การจัดเก็บข้อมูลจากการส ารวจความพึงพอใจจาก ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยพบว่า โครงการเราชนะมีจ านวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,171,700 ราย จากที่ลงทะเบียนเข้าร่วมทั้งหมด 1,215,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 96.46 โดยเป็น ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง 1,030,000 ราย ร้านค้าธงฟ้า 104,400 ราย ร้านบริการ (เช่น บริการสุขภาพ นวดสปา เสริมสวย เป็นต้น) 27,600 ราย และกิจการขนส่งสาธารณะ 9,300 ราย มีมูลค่าใช้จ่ายรวม 273,475 ล้านบาท ซึ่ง สศค. คาดว่า การใช้จ่ายวงเงินที่เข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ช่วยเหลือช่วย ให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ร้อยละ 0.74 (ภายใต้สมมติฐานว่าการชดเชยรายได้ดังกล่าวถูกน าไปใช้เพื่อการ บริโภคทั้งหมด โดยทุก ๆ จ านวน 100,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณ ร้อยละ 0.27) แผนภาพที่ 4.4 มูลค่าการใช้จ่ายในโครงการเราชนะ จ าแนกตามประเภทผู้ประกอบการ หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2564 ที่มา: ส านักงานเศรษฐกิจการคลังและธนาคารกรุงไทยฯ 2) โครงการเราชนะสนับสนุนการสร้างทักษะ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี (Digital Literacy) แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มการช าระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (G-Wallet) ให้มีผู้ใช้งาน มากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนินนโยบายในอนาคต และสามารถน าข้อมูล


90 จากโครงการไปใช้ในการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อน าไปใช้วิเคราะห์เชิงลึกส าหรับการ ออกแบบนโยบายต่อไป ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาการด าเนินโครงการ : ระยะเวลาด าเนินโครงการรวม 9 เดือน (มกราคม - กันยายน 2564) เป็นไปตามแผนการด าเนินการที่ปรับปรุง32 โดยประชาชนและร้านค้าเริ่มลงทะเบียน เข้าร่วมโครงการในวันที่ 29 มกราคม 2564 และได้รับวงเงินสิทธิเป็นเวลา 3 เดือน (กุมภาพันธ์ – เมษายน 2564) โดยใช้จ่ายวงเงินได้ถึงเดือนมิถุนายน 2564 และท าการโอนเงินซ้ าให้กับร้านค้าที่โอนเงินไม่ส าเร็จ จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2564 ส าหรับการด าเนินการในแต่ละกระบวนการ สามารถด าเนินการได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดการด าเนินการ โดยในส่วนของข้อมูลมีการใช้ฐานข้อมูล ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน และข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาเป็นข้อมูลในการ คัดกรองคุณสมบัติ ท าให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคน ใน 2 กลุ่มนี้ไม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการใหม่ ซึ่งท าให้ได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว รวมถึงใช้ฐานข้อมูลอื่น ๆ ของภาครัฐในการตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น ฐานข้อมูลเงินได้จากกรมสรรพากร ฐานข้อมูลยอดเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากฐานข้อมูล ข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ฐานข้อมูลการเป็นผู้ประกันตนจากส านักงานประกันสังคม ฐานข้อมูลผู้ ประกอบกิจการขนส่งจากกรมการขนส่ง เป็นต้น ท าให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติประชาชนและร้านค้า ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพิจารณาข้อมูลเป็นรายบุคคล โดยใช้เวลาตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการกว่า 13 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนในวันแรกกว่า 6 ล้านคน ได้ภายใน 10 วัน (ตรวจสอบสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564) ขณะที่เครื่องมือที่ใช้ในการให้วงเงินสิทธิเป็นการด าเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋า ตัง” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงบัตรประชาชนที่เป็นช่องทางที่เพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ท าให้ ประชาชนได้รับและใช้จ่ายวงเงินสิทธิได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพัฒนากลไกใหม่ แผนภาพที่ 4.5 กระบวนการด าเนินโครงการเราชนะ ที่มา: มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 มกราคม 2564 และส านักงานเศรษฐกิจการคลัง รวบรวมโดยคณะผู้วิจัยฯ 32 ที่มา : มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 เมษายน 2564


91 ทั้งนี้ หากพิจารณาจากระยะเวลาที่ประชาชนได้รับการเยียวยา พบว่า ประชาชนได้รับการ ช่วยเหลือเยียวยา 1 เดือนหลังจากวันที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) ประกาศยกระดับการป้องกันและควบคุมโรคโควิด -19 ซึ่งมีการปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง และควบคุมการเข้าออกจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด ในวันที่ 5 มกราคม 2564 โดยประชาชนเริ่มได้รับวงเงิน เยียวยาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนจากแบบสอบถาม คณะผู้วิจัย พบว่า ประชาชน ค่อนข้างพึงพอใจต่อระยะเวลาการด าเนินการของโครงการ โดยมีความพึงพอใจเกี่ยวกับความรวดเร็วของ การได้รับเงินเยียวยาในระดับพอใจมาก (เฉลี่ย 3.54 คะแนน จาก 5 คะแนน) 2) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ 273,467.78 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง 273,482.00 ล้านบาท และคิดเป็นร้อยละ 130.10 ของ กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 210,200.00 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของวงเงินสิทธิทั้งหมด ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมระบบลงทะเบียน การตรวจสอบคุณสมบัติของประชาชนและร้านค้า การพัฒนาระบบเป๋าตัง เป็นการด าเนินการโดยใช้งบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการด าเนินการ ทั้งหมด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่ภาครัฐ เนื่องจากโครงการเราชนะเป็นโครงการที่มีวงเงินสูงและมีการ เบิกจ่ายในระยะเวลาสั้น สบน. จึงได้ขอให้ สศค. จัดท าประมาณการเบิกจ่ายเป็นรายสัปดาห์ เพื่อเตรียมการกู้เงินให้สามารถรองรับการเบิกจ่ายได้เพียงพอ รวมทั้งแจ้งให้กรมบัญชีกลางทราบเพื่อ เตรียมการด้วย 3) จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินโครงการ รวมถึงการทบทวนเอกสาร เช่น แถลงข่าวกระทรวงการคลัง ข่าวหนังสือพิมพ์ บทความ เป็นต้น คณะผู้วิจัยพบว่า การด าเนินโครงการเราชนะในขั้นตอนต่างๆ มีข้อจ ากัด และปัญหาอุปสรรคดังนี้ - ปัญหาอุปสรรคในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการของประชาชน : การลงทะเบียนของ ประชาชน มีการด าเนินการ 2 รอบ รวมระยะเวลาลงทะเบียนประมาณ 2 เดือน33 ภายหลังจากการ ลงทะเบียนในรอบที่ 1 สศค. พบว่า มีประชาชนที่ประสบปัญหาในการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนเพื่อใช้ วงเงินสิทธิ อาทิ กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตหรือลงทะเบียนด้วยตนเองไม่ส าเร็จ และกลุ่มที่อยู่ ในภาวะพึ่งพิง จึงได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยฯ เพื่อเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนที่สาขาและจุดบริการ ของธนาคารได้ และส าหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนได้ 33 เป็นการลงทะเบียนผ่าน www.เราชนะ.com โดย สศค. ใช้เวลาเตรียมการระบบลงทะเบียน จ านวน 9 วัน และ ระยะเวลาที่ให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามโครงการ ประมาณ 2 เดือน แบ่งเป็น 2 รอบ ดังนี้ 1) รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์ 2564 2) รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 9 เมษายน 2564 (ที่มา :แถลงข่าวกระทรวงการคลัง ฉบับที่9/2564 วันที่ 19 มกราคม 2564 และฉบับที่ 34/2564วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2564)


92 อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง ได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส านักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงาน ในพื้นที่ เพื่อด าเนินการร่วมกับธนาคารกรุงไทยฯ ในการจัดหน่วยเคลื่อนที่รับลงทะเบียนเพื่อช่วยเหลือ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษให้สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการได้โดยผู้ลงทะเบียนจะต้อง พิสูจน์และยืนยันตัวตนโดยการเสียบบัตรประจ าตัวประชาชน (Dip Chip) ผ่านเครื่อง EDC - ปัญหาอุปสรรค/ข้อจ ากัดจากความไม่สมบูรณ์ของฐานข้อมูลภาครัฐ : จากการ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยพบว่า การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการ ประเภท ผู้ให้บริการขนส่งและผู้ให้บริการสาธารณสุข ใช้ฐานข้อมูลใบอนุญาตของกรมการขนส่ง กระทรวง คมนาคม และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการตรวจสอบคุณสมบัติของ ผู้ให้บริการดังกล่าว เพื่อให้สามารถยืนยันคุณสมบัติและตัวตนของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี เนื่องจาก ฐานข้อมูลไม่ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน โดยมีบางส่วนที่มีการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้วแต่ไม่ได้มีการ เชื่อมโยงข้อมูลจากส านักงานจังหวัดมายังส่วนกลาง จึงท าให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเข้าร่วมโครงการได้ ช้ากว่า โดยต้องแจ้งให้ส านักงานจังหวัดปรับปรุงข้อมูลเข้ามาที่ส่วนกลางก่อนที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการ เราชนะได้ 4) พบกรณีการกระท าที่ผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการ โดยเฉพาะกรณีการรับแลก วงเงินสิทธิเป็นเงินสด หน่วยงานได้ติดตามตรวจสอบผู้ประกอบการและประชาชนที่กระท าการเข้าข่าย ผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบและระงับสิทธิการเข้าร่วม โครงการของผู้ประกอบการทั้งสิ้นจ านวน 2,044 ราย และมีผู้กระท าผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ และช าระเงินคืนแก่โครงการแล้ว จ านวน 53 ราย คิดเป็นจ านวนเงิน 9,324,038.80 บาท34 และจาก การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยพบว่า35 กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทย จ ากัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทย ฯ) ได้มีการพัฒนาระบบเพื่อให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น อาทิการจ ากัดระยะ ทางการใช้งานระหว ่างแอปพลิเคชันถุงเงินของผู้ประกอบการร้านค้าและแอปพลิเคชันเป๋าตังของ ประชาชน โดยจะต้องมีระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร เพื่อสนับสนุนให้การใช้สิทธิอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณ ใกล้เคียงกับสถานที่ท างานหรือที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน การปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ไม่สามารถบันทึกภาพ หน้าจอ (Screenshot) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการหรือร้านค้าจัดส่ง QR Code ให้แก่ประชาชนที่อยู่ นอกพื้นที่ และจ ากัดจ านวนครั้งในการขอรหัสผ่านใช้ครั้งเดียว (One Time Password: OTP) เพื่อล็อกอิน (Login) เข้าใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงินของผู้ประกอบการหรือร้านค้าเหลือ 5 ครั้ง ต่อวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ มีการเปิดเผยรหัส OTP ให้แก่ผู้อื่นในการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงินและอาจมีการแลกวงเงินสิทธิเป็นเงินสด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะท างานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่อง ร้องเรียนส าหรับโครงการเราชนะ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงาน เช่น ส านักงานต ารวจแห่งชาติกรมบัญชีกลาง 34 ที่มา : แถลงข่าวของ สศค. วันที่ 11 ตุลาคม 2564 35จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สศค. เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564


93 เป็นต้น เพื่อด าเนินการตรวจสอบ พิจารณา และวินิจฉัยการกระท าที่อาจเข้าข่ายผิดเงื่อนไขโครงการ ซึ่งในการตรวจสอบจะใช้ข้อมูลจาก 2 แหล่งหลักคือ (1) ระบบของธนาคารกรุงไทยฯ และ (2) การรับแจ้ง เบาะแสจากประชาชนผ ่านทางไปรษณีย์และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected] โดยหาก ตรวจสอบพบการใช้จ่าย ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขโครงการ เช่น มีธุรกรรมการสแกนข้าม จังหวัดท าให้จุดรับเงินขยับไปมาเกิน 7,000 กิโลเมตรใน 1 วัน หรือมีการสแกนช าระค่าสินค้าหรือบริการ ข้ามจังหวัดที ่มีระยะทางไกลกันในระยะเวลาที ่ใกล้เคียงกันจ านวนมาก เป็นต้น ซึ ่งเป็นพฤติกรรม ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้มีการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ/ร้านค้า ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ท างาน หรือที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของผู้รับสิทธิจะมีการระงับ การใช้แอปพลิเคชันและระงับการจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการ และออกหนังสือประทับตราเรียกช าระเงินคืน ในส่วนที่ภาครัฐได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งกระทรวงการคลังจะแจ้งและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ได้ชี้แจงพร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง 4.1.4 โครงการ ม33 เรารักกัน โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนของแผนงานที่ 2.1 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 แห่งกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของ COVID-19 ระลอกใหม่ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีสัญชาติไทย ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้รับสิทธิ ในโครงการเราชนะ และไม่มีเงินฝากในสถาบันการเงินรวมกันเกิน 500,000 บาท กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ48,841.47 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 37,100.00 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ จ านวน 8 เดือน (เดือนกุมภาพันธ์– กันยายน 2564) รูปแบบของโครงการ รัฐบาลสนับสนุนเงินเพื่อช่วยเหลือ จ านวน 6,000 บาท ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิตาม โครงการ ด้วยวิธีการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (G-wallet) หรือผ่านบัตร ประจ าตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและ บริการกับผู้ประกอบการ/ร้านค้า/บริการที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการ ม33 เรารักกัน ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : การลดภาระค่าครองชีพ การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค และกระจายรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและสร้างเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจ


94 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับสิทธิตามโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่ายจ านวน 48,185.85 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.66 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง และคิดเป็นร้อยละ 129.88 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ได้รับสิทธิและมีการใช้จ่าย จ านวน 8,067,592 คน คิดเป็นร้อยละ 87.00 ของแผนที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก (9,273,121 ราย) และ ร้อยละ 99.11 ของแผนปรับปรุง (8,140,245 ราย) หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปส.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนผู้ประกันตน ม.33 ที่เข้าร่วมโครงการ เทียบกับแผนงาน - ความพึงพอใจในการใช้จ่ายเงินเยียวยา เช่น ประเภท/จ านวนร้านค้าเพียงพอต่อ ความต้องการ ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : เพิ่มการบริโภคของภาคครัวเรือน ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ - ด้านสังคม : ประชาชนมี Digital Literacy เพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) - ประโยชน์จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้ เป็นช่องทางในการด าเนินนโยบายของภาครัฐในอนาคต ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการเป็นไปตามแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การลงทะเบียนรับสิทธิ์ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการ ม33 เรารักกัน ของส านักงานประกันสังคม (สปส.) คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการ ม33 เรารักกัน โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานที่ 2 การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาด


95 ระลอกใหม่ ในเดือนธันวาคม 2563 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2564 ซึ่งแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม บางส่วนได้รับผลกระทบด้านรายได้จากสถานการณ์การแพร ่ระบาดและมาตรการจ ากัดกิจกรรมทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อควบคุมโรค ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการ ม33 เรารักกัน เป็นโครงการความ ช ่วยเหลือในช่วงการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ซึ่งมีการด าเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ โครงการเราชนะ ของ สศค. เพื่อให้การเยียวยามีความครอบคลุมแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่ไม่ซ้ าซ้อนกัน แต่มีรูปแบบการด าเนินงาน ในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและผู้ได้รับสิทธิสามารถ ใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่ตกลงเข้าร่วมโครงการ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : โครงการก่อให้เกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ของ โครงการ ดังนี้ 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ จากข้อมูลในรายงานผลส าเร็จของโครงการ ม33 เรารักกัน ของ สปส. พบว่า โครงการ ม33 เรารักกัน มีผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือเยียวยา จ านวน 8,097,605 คน และมีการใช้สิทธิใช้จ่ายจริง จ านวน 8,067,592 คน คิดเป็นร้อยละ 99.11 ของแผนปรับปรุง (8,140,245 ราย) และร้อยละ 87.00 ของกลุ ่มเป้าหมายเดิม (9,273,121 ราย) ทั้งนี้ เนื ่องจากการ ก าหนดเป้าหมายเดิมเป็นไปตามฐานข้อมูลผู้ประกันตน และ สปส. เปิดให้ผู้ประกันตนลงทะเบียนเพื่อ รับสิทธิของโครงการตามความสมัครใจ ซึ่งผู้ประกันตนบางส่วนอาจไม่ประสงค์ที่จะรับเงินช่วยเหลือ (จ านวนผู้ลงทะเบียนรับสิทธิผ่านเว็บไซต์ จ านวน 8,208,286 คน และผู้ประกันที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ลงทะเบียนเข้าร่วมผ่าน สปส. จ านวน 32,827 คน) นอกจากนี้บางส่วนมีคุณสมบัติไม่ครบ เช่น มีเงินฝากกับ สถาบันการเงินมากกว่าเกณฑ์ที่โครงการก าหนด เป็นต้น แผนภาพที่ 4.6 จ านวนผู้ได้รับสิทธิและจ านวนผู้ใช้สิทธิโครงการ ม33 เรารักกัน ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการของ สปส.


96 2) จากการส ารวจความพึงพอใจจากประชาชนกลุ่มตัวอย่างต่อการช่วยเหลือเยียวยาตาม โครงการ (ภาคผนวก ฌ) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับ “ปานกลาง” กับการได้รับ ความช่วยเหลือเยียวยา กระบวนการลงทะเบียน ความรวดเร็วในกระบวนการได้รับเงินเยียวยา ช่องทาง ในการรับเงิน และความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเงินเยียวยา อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ ในระดับ “น้อย” ส าหรับจ านวนเงินเยียวยาที่ได้รับ เนื่องจากไม่เพียงพอต่อการบริโภค นอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างยังให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรให้เงินเยียวยาในรูปของเงินสดหรือโอนเข้า บัญชีโดยตรงแก่ประชาชน เพื่อลดปัญหาด้านการใช้งานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มวงเงินเยียวยา ให้สอดคล้องกับระดับราคาสินค้าในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบการลงทะเบียน ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกับประชาชนทุกระดับ ส าหรับความคิดเห็นต่อโครงการในภาพรวม กลุ่มตัวอย่าง มีความเห็นว ่า โครงการสามารถช ่วยบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ได้มาก มีความคุ้มค่ามากและสามารถเยียวยาผลกระทบได้ รวมทั้งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้มาก 3) เพื่อให้การด าเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและป้องกันการกระท าที่ผิด หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการ สปส. มีการตรวจสอบการด าเนินโครงการ (Post Audit) โดยมีการ ตรวจพบเบาะแสพฤติกรรมชวนเชื่อการซื้อขายสิทธิโดยการแลกเป็นเงินสด โดยที่ไม่มีการซื้อขายสินค้า หรือบริการกันจริงจ านวน 7 ราย ซึ่งเป็นการกระท าโดยทุจริตผิดเงื่อนไขของโครงการ ม33 เรารักกัน และ สปส. ด าเนินคดีกับผู้กระท าความผิดดังกล่าวแล้วและได้เรียกเงินคืน ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) โครงการสามารถช่วยเหลือและลดภาระค่า.ครองชีพให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน อีกทั้งการใช้จ่ายวงเงินช่วยเหลือตามโครงการท าให้มีเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งรูปแบบโครงการสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากับร้านค้า ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ส่งผลให้ร้านค้าและผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยส่งเสริม เศรษฐกิจฐานราก โครงการ ม33 เรารักกัน มีจ านวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,078,962 ราย โดยเป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ร้านค้าธงฟ้า ร้านบริการ และกิจการขนส่ง สาธารณะ โดยมียอดการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการรวม 48,185.85 ล้านบาท36 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ เศรษฐกิจขยายตัวได้ร้อยละ 0.13 ภายใต้สมมติฐานที่จัดท าโดย สศค. การชดเชยรายได้ดังกล่าวถูกน าไปใช้ เพื่อการบริโภค โดยทุกๆ จ านวน 100,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณร้อย ละ 0.27 2) โครงการสนับสนุนการสร้างทักษะ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี (Digital Literacy) แก่ ประชาชน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด รวมทั้งการพัฒนา แพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนิน 36 ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2564 (ที่มา: รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปส.)


97 นโยบายในอนาคตและสามารถน าข้อมูลจากโครงการไปใช้ในการสร้าง Big Data เพื่อน าไปใช้วิเคราะห์เชิง ลึกส าหรับการออกแบบนโยบายต่อไป ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และ วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 : โครงการ ม33 เรารักกัน มีระยะเวลาด าเนินโครงการ จ านวน 8 เดือน ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2564 โดย สปส. ได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลา การให้วงเงินช่วยเหลือเยียวยาออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมจ านวน 4,000 บาท และทยอยให้วงเงินสิทธิราย สัปดาห์ในเดือนมีนาคม - เมษายน 2564 และใช้สิทธิในการใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2564 เป็นให้วงเงินช่วยเหลือจ านวน 6,000 บาท (เพิ่มขึ้น 2,000 บาท) โดยทยอยโอนสิทธิรายสัปดาห์ถึงเดือน พฤษภาคม 2564 และใช้สิทธิในการใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 รวมทั้งขออนุมัติขยายระยะเวลา เพื่อโอนเงินซ้ า (Retry) ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าที่ยังโอนเงินไม่ส าเร็จ จ านวน 3 เดือน จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2564 2) การลงทะเบียนรับสิทธิมีความสะดวกและเป็นไปตามแผนการด าเนินงาน : การลงทะเบียน รับสิทธิของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีระยะเวลาด าเนินการ 1 เดือน โดย สปส. ก าหนดให้ผู้ประกันตน ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 7 มีนาคม 2564 จากนั้น สปส. ตรวจสอบข้อมูลรวมทั้งประมวลผลคัดกรอง ระหว่างวันที่ 8 - 14 มีนาคม 2564 ผู้ประกันตนตรวจสอบ สถานะผู้ได้รับสิทธิผ่านทางเว็บไซต์ และกดยืนยันตัวตนผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในวันที่ 15 - 21 มีนาคม 2564 3) ฐานข้อมูลและการลงทะเบียนมีการบูรณาการร่วมกันกับฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : การจัดท า ระบบฐานข้อมูลและการลงทะเบียน สปส. กระทรวงการคลัง และธนาคาร กรุงไทยฯ ด าเนินการจัดท า ระบบฐานข้อมูลเว็บไซต์ระบบการลงทะเบียน และคัดกรองผู้ได้รับสิทธิจากฐานข้อมูลภาครัฐต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฐานข้อมูลโครงการเราชนะ ฐานข้อมูลเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงิน ฝาก ส าหรับการตรวจสอบข้อมูลและคัดกรอง ธนาคารกรุงไทยฯ เป็นผู้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลและประมวลผล และคัดกรองข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้ว เพื่อประกอบการด าเนินการตามโครงการ 4) วงเงินสิทธิสอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 : การให้วงเงินสิทธิในระยะแรกโครงการมีระยะเวลาด าเนินการ 1 เดือน (วันที่22 มีนาคม - 12 เมษายน 2564) ภายหลังจากการลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว ผู้ประกันตน จะได้รับวงเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังในวันถัดไปทันที และแบ่งการช่วยเหลือเป็นรายสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ จ านวน 4 ครั้ง (ในวันที่ 22 29 มีนาคม และ 5 12 เมษายน 2564 ครั้งละ 1,000 บาท จนครบ 4,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า/ผู้ประกอบการ/บริการ ในร้านธงฟ้า ที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน หรือภายใต้โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ได้ในวันที่ 22 มีนาคม - 31


98 พฤษภาคม 2564 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือเพิ่มเงินช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อราย โดยให้ วงเงินในวันที่ 24 และ 31 พฤษภาคม 2564 และสามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 5) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ จ านวน 48,185.85 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.66 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง 48,841.47 ล้านบาท และคิดเป็นร้อยละ 129.88 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 37,100.00 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของวงเงินสิทธิทั้งหมด ในส่วนของการโอนเงินให้กับผู้ประกอบการร้านค้าเป็นไปตามยอดธุรกรรมการใช้จ่าย ส าหรับกรณีที่โอน เงินไม่ส าเร็จได้ด าเนินการติดตามเพื่อโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 6) จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ ม33 เรารักกัน และการส ารวจความคิดเห็นของ ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยพบว่า การด าเนินโครงการ ม33 เรารักกัน มีข้อจ ากัดและปัญหา อุปสรรค ดังนี้ - ปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานแอปพลิเคชั่นและเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น เครือข่ายล่ม แอปพลิเคชั่นค้าง หรือมีความซับซ้อนเกินไป นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังประสบปัญหาในการลงทะเบียน ที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน รวมถึงปัญหาการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของประชาชนที่มีรายได้น้อย - ปัญหาสถานะของผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ แต่ไม่สามารถ ลงทะเบียนได้ เนื่องจากนายจ้างอาจยังไม่แจ้งลูกจ้างเข้าเป็นผู้ประกันตนให้มีสถานะ Active ในระบบประกันสังคมซึ่ง สปส. ได้เปิดโอกาสให้ยื่นทบทวนสิทธิส าหรับผู้ประกันตนที่ลงทะเบียนแล้ว ไม่ผ่าน โดย สปส. ได้รับเรื่องร้องเรียนและประสานให้นายจ้างตรวจสอบและแก้ไขสถานะของผู้ประกันตน และด าเนินการประมวลผลข้อมูลสถานะผู้ประกันตนใหม่ โดยน าข้อมูลเลขบัตรประจ าตัวประชาชนของ ผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิในช่วงระยะเวลาที่ก าหนดไปประมวลผลในฐานข้อมูลประกันสังคมเพื่อตรวจสอบ ความเป็นผู้ประกันตนตามคุณสมบัติและเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ มีระยะเวลาด าเนินการรับค าขอทบทวน สิทธิและด าเนินการตรวจสอบรวม 2 เดือน โดยผู้ประกันตนสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิผ่านเว็บไซต์ และ สปส. และส านักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ กทม./จังหวัด และสาขา นอกจากนั้น สปส. ยังได้จัดตั้งศูนย์ ประสานงานทบทวนสิทธิ ม33 เรารักกัน รวมทั้งสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 1 เพื่อรับเรื่อง ร้องเรียน ประสานงานเรื่องการขอทบทวนสิทธิ และให้ค าแนะน าเกี่ยวกับโครงการ ซึ่งเป็นการอ านวย ความสะดวกและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้ประกันตนได้ตรงจุดและทันท่วงที 4.1.5 มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่และในระลอกเดือนเมษายน 2564 มาตรการนี้เป็นมาตรการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 2 ด้านการ ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนของแผนงาน 2.1 แผนงานเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและชดเชย ให้แก่ประชาชนฯ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้


99 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเบื้องต้น รวมทั้ง ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อการด าเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมไปถึง การใช้ชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม สามารถขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ใช้น้ าประปา ประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินรวม 12,282.58 ล้านบาท แบ่งเป็น ความช่วยเหลือรอบที่ 1 จ านวน 4,512.75 ล้านบาท และรอบที่ 2 จ านวน 7,769.77 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินโครงการ รอบที่ 1 จ านวน 7 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2564 รอบที่ 2 จ านวน 4 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2564 (นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและ ผู้ประกอบการธุรกิจในระยะเร่งด่วน จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระลอกใหม่ รูปแบบของโครงการ ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค (ไฟฟ้าและน้ าประปา) ให้ส่วนลดกับผู้ใช้ตามเกณฑ์ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และส ารองค่าใช้จ่ายไปพลางก่อน โดยเบิกจ่ายเงินกู้ เพื่อชดเชยภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในภายหลังจากด าเนินการแล้วเสร็จ ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : การบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้สาธารณูปโภค 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้ใช้สาธารณูปโภคที่ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ รัฐวิสาหกิจ จ านวน 4 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่12 มกราคม 2564 และ 5 พฤษภาคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงาน หรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวนรวม 12,282.52 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของ วงเงินอนุมัติแบ่งเป็น ส่วนลดค่าบริการให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ใช้น้ าประปาตาม มาตรการรอบที่ 1 จ านวน 4,512.75 ล้านบาท และรอบที่2 จ านวน 7,769.77 ล้านบาท จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จ านวน 20.35 ล้านราย และผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จ านวน 6.94 ล้านราย หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กปน. กปภ. กฟน. กฟภ.)


100 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนผู้ใช้ไฟฟ้าและน้ าประปา (ครัวเรือน และผู้ประกอบการขนาดเล็ก) ที่ได้รับ ส่วนลดเปรียบเทียบกับแผน - ความพึงพอใจของผู้รับประโยชน์ ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : ลดผลกระทบต่อผู้ใช้สาธารณูปโภคและป้องกันความเสี่ยงที่อาจ เกิดขึ้นต่อการด าเนินธุรกิจ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนได้ ในระยะต่อไป ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการ เปรียบเทียบกับแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง ในการด าเนินมาตรการ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คณะผู้วิจัยได้ประเมินมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานฯ โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : มาตรการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 ที่ยังคงมี การแพร ่ระบาดครอบคลุมเป็นวงกว้างในหลายพื้นที ่ของประเทศ ส ่งผลให้รัฐบาลมีความจ าเป็นต้อง ด าเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโดยเฉพาะพื้นที่ที่ก าหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ซึ่งท าให้ เกิดผลกระทบต่อการด าเนินชีวิตและการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมทั้งนโยบายการท างาน ภายในที่พักอาศัย (Work From Home) ท าให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จึงจ าเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชน และผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก ด้านที ่ 2 ความเชื ่อมโยงของโครงการ : มาตรการเป็นความช ่วยเหลือต ่อเนื ่องจากที ่ได้ ด าเนินการในช่วงการระบาดของ COVID-19 ระลอกแรกในเดือนเมษายน - กรกฎาคม 2563 โดยให้ ส ่วนลดค ่าสาธารณูปโภคเพื ่อบรรเทาผลกระทบต ่อประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจตามฐานข้อมูลผู้ใช้ ไฟฟ้าและน้ าประปาในปัจจุบันของ กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ. ทั้งนี้ การด าเนินการในปี 2563 หน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการให้ส่วนลดค่าสาธารณูปโภค ซึ่งการด าเนิน มาตรการต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของหน่วยงานได้รัฐบาลจึงจ าเป็นต้องชดเชยค่าใช้จ่าย ให้กับหน่วยงานส าหรับการด าเนินมาตรการในปี 2564


101 ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ : มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานฯ ให้ความช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้าและค่าน้ าประปา) กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้าน อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จ านวน 20.35 ล้านราย และผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็ก จ านวน 6.94 ล้านราย โดยมีผลการด าเนินงานรายหน่วยงานสรุปได้ดังนี้37 (1) กฟน. ด าเนินการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กฟน. (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าไฟฟ้าใน ใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 3.0 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 74.44 ของ แผน (แผน 4.03 ล้านราย) และรอบที่ 2 ค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าบริการเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2564 จ านวน 2.86 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 70.79 ของแผน (แผน 4.03 ล้านราย) (2) กฟภ. ด าเนินการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กฟภ. (ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และ สมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 17.35 ล้าน ราย คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของแผน และรอบที่ 2 ค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าบริการเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 จ านวน 17.08 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของแผน (3) กปน. ด าเนินการให้ส่วนลดค่าน้ าประปากับผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กปน. (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าน้ าประปา ในใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 2.31 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 95.06 ของแผน (แผน 2.43 ล้านราย) และรอบที่ 2 ค่าน้ าประปาในใบแจ้งค่าบริการเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2564 จ านวน 2.31 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 94.62 ของแผน (แผน 2.44 ล้านราย) (4) กปภ. ด าเนินการให้ส ่วนลดค ่าน้ าประปา กับผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู ่อาศัยและ กิจการขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กปภ. (ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และ สมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าน้ าประปาในใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 4.57 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 100.44 ของแผน (แผน 4.55 ล้านราย) และรอบที่ 2 ค่าน้ าประปา ในใบแจ้งค่าบริการเดือนมิถุนายน -กรกฎาคม 2564 จ านวน 4.63 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 100.87 ของแผน (แผน 4.59 ล้านราย) จ านวนผู้ใช้น้ าที่ได้รับส่วนลดสูงกว่าแผนประมาณ 20,000 ราย ในรอบที่ 1 และ 40,000 ราย ในรอบที่ 2 เนื่องจากมีผู้ใช้น้ าขอติดตั้งระบบประปาใหม่ในช่วงเวลาที่ กปภ. ด าเนินโครงการ 37 ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.)


102 แผนภาพที่ 4.7 จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคฯ ที่มา : คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจากรายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.) 2) จากการส ารวจความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 432 ราย เกี่ยวกับ การด าเนินมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานฯ (ภาคผนวก ฌ) พบว่า ส่วนใหญ่ทราบว่ามีการด าเนินมาตรการ อย ่างไรก็ตาม ในด้านความเหมาะสมกับสถานการณ์และ ผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 พบว่าประชาชนที่มีความเห็นว่ามาตรการเหมาะสม และความเห็นว่ามาตรการยังต้องมีการปรับปรุงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ จากการส ารวจดังกล่าวพบว่า มาตรการยังไม่เป็นที่พึงพอใจ เนื่องจากส่วนลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่ได้รับไม่เพียงพอกับความต้องการ ของผู้ใช้จริง และระยะเวลาที่ด าเนินการไม่สอดคล้องกับระยะเวลาที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ ขนาดเล็ก ท าให้ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการใช้ชีวิตประจ าวันของประชาชน ตลอดจนการด าเนินธุรกิจ ของกิจการขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินการให้ส่วนลดค่าบริการเป็นไปตามแผน : ระยะเวลาด าเนินโครงการ ในภาพรวมเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่ก าหนด รอบที่ 1 จ านวน 7 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2564 และรอบที่ 2 จ านวน 5 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคม – กันยายน 2564 อย่างไรก็ดี ในส่วนของการ เบิกจ่ายเงินกู้ กปภ. ด าเนินการได้ล่าช้ากว่าแผน จ านวน 5 วัน เนื่องจากขาดความเข้าใจในขั้นตอนการ ปฏิบัติงานเพื่อเบิกจ่ายเงินกู้และต้องประสานกับกรมบัญชีกลางเพื่อขอแก้ไขบัญชีหลักในระบบ GFMIS38 โดยด าเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ซึ่งแผนการด าเนินโครงการสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม 2564 38 ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.)


103 2) ผลการเบิกจ่ายเป็นไปตามวงเงินที่อนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการเป็นค่าชดเชย ส่วนลดค่าสาธารณูปโภคที่ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า และน้ าประปา รอบที่ 1 จ านวน 4,512.75 ล้านบาท และรอบที่ 2 จ านวน 7,769.77 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 12,282.52 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของกรอบวงเงินที่ได้รับ อนุมัติ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามแผนภาพ แผนภาพที่ 4.8 ผลการเบิกจ่ายของมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคฯ ที่มา : ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.) 4.1.6 โครงการคนละครึ่ง โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของแผนงาน 3.3 แผนงานส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน และเอกชน โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ในส่วนของค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป อันจะเป็นการเพิ่มอุปสงค์การ บริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เป็นต้น ให้มีรายได้จากการขายสินค้า กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสมาร์ทโฟนและไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินโครงการคนละครึ่ง และคนละครึ่งระยะที่ 2 - 3 รวมจ านวน 167,084.12 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจาก พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 133,813.64 ล้านบาท และ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 (เพิ่มเติม) 33,270.48 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง กรอบวงเงิน 29,549.28 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 30,000.00 ล้านบาท) 2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 กรอบวงเงิน 20,264.36 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 25,000.00 ล้านบาท)


104 3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กรอบวงเงิน 84,000 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 93,000.00 ล้านบาท) 4) โครงการเพิ่มวงเงินสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กรอบวงเงิน 33,270.48 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 42,000 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ 1) โครงการคนละครึ่ง จ านวน 17 เดือน : เดือนตุลาคม 2563 - กุมภาพันธ์ 2565 (แผนที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก สิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2563) 2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จ านวน 15 เดือน : เดือนธันวาคม 2563 -กุมภาพันธ์ 2565 (แผนที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2564) 3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จ านวน 9 เดือน : เดือนมิถุนายน 2564 -กุมภาพันธ์ 2565 (แผนที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก สิ้นสุดในเดือนกันยายน 2564) 4) โครงการการเพิ่มวงเงินสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จ านวน 5 เดือน : เดือนตุลาคม 2564 -กุมภาพันธ์ 2565 รูปแบบของโครงการ รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์เป็นวงเงินใน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส าหรับ ใช้ช าระค่าสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้า โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าสินค้า (Co-pay) ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน สร้างรายได้ให้กับ ผู้ประกอบการรายย่อย 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จ านวนร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 กันยายน 2563 / วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / วันที่ 8 ธันวาคม 2563 / วันที่1 มิถุนายน 2564 / วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 / วันที่ 21 กันยายน 2564 / วันที่ 19 ตุลาคม 2564 และวันที่ 15 มีนาคม 2565 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 159,832.18 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.12 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก และร้อยละ 95.66 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ จากการด าเนินงานโครงการทั้ง 3 ระยะ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ประกอบด้วย 1. ประชาชนผู้ใช้สิทธิ จ านวน 27,981,140 คน 2. ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 1,594,523 ร้านค้า (ณ ช่วงเวลาที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมสูงสุด) หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.) และหนังสือรายงานผลการ ปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ด่วนที่สุด ที่ กค 1005/2552 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565โดยกระทรวงการคลัง


105 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนผู้ใช้สิทธิ์ / จ านวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ - ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ เช่น ความเพียงพอของวงเงิน ความสะดวก ในการใช้จ่ายเงินเยียวยา เป็นต้น ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : เพิ่มการบริโภคของภาคครัวเรือน ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ - ด้านสังคม : ประชาชนมี Digital Literacy เพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) - ประโยชน์จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้ เป็นช่องทางในการด าเนินนโยบายของภาครัฐในอนาคต ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการ เปรียบเทียบกับแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การลงทะเบียนรับสิทธิ์ การจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง การเบิกจ่ายเงินให้ร้านค้า เป็นต้น ความยั่งยืน - ผลจากการด าเนินโครงการที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเงินการคลังในอนาคต ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการคนละครึ่ง คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการคนละครึ่ง โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตาม กรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในด้านการกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อรักษาแรง ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบและมีรายได้ลดลง ในช่วงเวลาดังกล่าว การที่ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ในอัตราร้อยละ 50 และ ไม่เกิน 150 บาทต่อวัน จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ ่มขึ้นจากการใช้จ ่ายดังกล ่าว และมีเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้การสนับสนุนเงินจ านวน 150 บาทต่อวัน รวมกับส่วนที่ประชาชนร่วม จ่ายอีกร้อยละ 50 รวมเป็นจ านวน 300 บาทต่อวัน สศค. ได้ประเมินจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจ าวันของ ประชาชนทั่วไปส าหรับการบริโภคและอุปโภคในแต่ละวัน


106 ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ไม่ซ้ าซ้อน กับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ก่อนหน้า แม้ว่าจะมีลักษณะการด าเนินงานที่คล้ายคลึงกับโครงการกระตุ้น เศรษฐกิจอื่น ๆ ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนค่าใช้จ่าย ในการท ่องเที ่ยวที ่เริ่มให้ใช้สิทธิตั้งแต ่เดือนกรกฎาคม 2563 และโครงการเพิ ่มก าลังซื้อให้แก ่ผู้มีบัตร สวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการฯ) ซึ่งรัฐบาลเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เป็นต้น แต่โครงการ คนละครึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะที่ให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่ แผงลอย ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : โครงการส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคของ ประชาชนและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้า ประเภทต่าง ๆ มากกว่า 1 ล้านร้านค้า ประกอบด้วย ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้าราคาประหยัด ร้านค้าบริการ ร้าน OTOP และกิจการ ขนส่งสาธารณะ โดยผู้ได้รับสิทธิตามโครงการใช้วงเงินสิทธิเพื่อร่วมช าระค่าสินค้าบริการกับผู้ประกอบการ (รัฐบาลสนับสนุน) และช าระในส่วนที่ผู้ใช้สิทธิร่วมจ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ท าให้ผู้ประกอบการได้รับ รายได้โดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง รายละเอียดผลการด าเนินโครงการดังนี้ 1) จ านวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จ านวนรวม 27,981,140 ราย และมีผู้ประกอบการ เข้าร่วมโครงการ จ านวน 1,594,523 ราย โดยมีรายละเอียดในแต่ละรอบ ดังนี้39 แผนภาพที่ 4.9 จ านวนผู้ได้รับสิทธิผู้ใช้สิทธิและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะ 1-3 ที่มา : คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจากแถลงข่าวกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 145/2563 และ ฉบับที่ 64/2564) 39 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.)


107 - โครงการคนละครึ่ง : ด าเนินการให้วงเงินสิทธิและใช้จ่ายได้ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2563 จ านวนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 1.07 ล้านร้านค้า มากกว่าแผนการ ด าเนินงานที่คาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 100,000 ร้านค้า สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ รายย่อยประมาณ 60,000 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของประชาชนที่ใช้สิทธิ จ านวน 9.97 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 99.76 ของแผน (10 ล้านคน) - โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 : ด าเนินการให้วงเงินสิทธิและใช้จ่ายได้ระหว่างเดือน มกราคม - มีนาคม 2564 จ านวนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 1.59 ล้านร้านค้า มากกว่า แผนการด าเนินงานที่คาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 500,000 ร้านค้า สร้างรายได้ให้กับ ผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 41,000 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของ ประชาชนที่ใช้สิทธิจ านวน 14.79 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 98.62 ของแผน (15 ล้านคน) - โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 : ด าเนินการให้วงเงินสิทธิและใช้จ่ายได้ระหว่างเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2564 จ านวนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 1.31 ล้านร้านค้า สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 220,000 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ใช้สิทธิ จ านวน 26.35 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 85.00 ของแผน (31 ล้านคน) ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 ได้ขยายกรอบจ านวนผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นจากระยะที่ 2 อีก 16 ล้านคน ท าให้โครงการสามารถ ครอบคลุมผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันเป๋าตังให้ เชื่อมต่อและสามารถใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดดิลิเวอรี่แพลตฟอร์มได้ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ ระบาดของ COVID-19 ที่ประชาชนมีการท างานจากที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น 2) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ : จากกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 540 ราย (ภาคผนวก ญ) พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจกับการด าเนินโครงการคนละครึ่งเพื่อบรรเทา ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยเห็นว่า โครงการมีความคุ้มค่าและสามารถบรรเทา ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากจากการลดภาระค ่าใช้จ ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า โครงการคนละครึ่งไม่ครอบคลุมถึง ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนหรืออินเตอร์เน็ต ในส่วนของการใช้งานแอปพลิเคชั่นเป๋าตังเพื่อสแกนจ่ายให้กับร้านค้า ประสบปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หรือไม่เสถียรในบางช่วงเวลา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายเห็นว่า การ ช าระเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังมีความยุ่งยากซับซ้อน และอาจมีการกระท าการทุจริตระหว่างร้านค้า และประชาชนบางกลุ่ม จึงควรมีระบบการก ากับติดตามเพื่อป้องกันการทุจริตของร้านค้าและประชาชน ด้วย ส าหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมีความพึงพอใจมากที่โครงการส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เป็นอย่างมากและได้รับเงินส่วนที่ภาครัฐสนับสนุนอย่างรวดเร็ว แต่บางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับการ เรียกเก็บภาษีในภายหลัง


108 ด้านที่ 4 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการเป็นไปตามแผน : โครงการคนละครึ่ง และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 มีระยะเวลาด าเนินการต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 - กุมภาพันธ์ 2565 โดย โครงการคนละครึ่ง และคนละครึ่ง ระยะที่ 2 มีระยะเวลาลงทะเบียนและใช้จ่ายวงเงินสิทธิจ านวน 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564) และโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 มีระยะเวลาลงทะเบียนและใช้จ่าย วงเงินสิทธิ จ านวน 7 เดือน (เดือนมิถุนายน - ธันวาคม 2564) 2) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : โครงการคนละครึ่งทั้ง 3 ระยะมีผลการเบิกจ่ายเงินกู้ รวม 159,802.28 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.66 ของกรอบวงเงินโครงการที่ปรับปรุง (167,084.12 ล้านบาท) และร้อยละ 84.12 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก (190,000 ล้านบาท) ซึ่งอยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของโครงการ โดย สศค. ได้ขอขยายระยะเวลา Retry ให้กับร้านค้าที่โอนเงิน ไม่ส าเร็จ และตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีร้านค้าที่ไม่เข้าข่ายปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 256540 3) การเข้าร่วมโครงการคนละครี่งมีความสะดวกรวดเร็ว : เนื่องจากการลงทะเบียนของ ประชาชนเพื่อรับสิทธิในโครงการเป็นการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ในการ ลงทะเบียนครั้งแรก และจะต้องมีการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง สาขาหรือตู้ ATM ของ ธนาคารกรุงไทยฯ ส าหรับผู้ได้รับสิทธิที่ต้องการรับสิทธิต่อเนื่องในระยะที่ 2 และ3 สามารถกดยืนยันเพื่อ รับสิทธิเข้าร่วมโครงการในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ท าให้ประชาชนมีความสะดวก ในการใช้งานสิทธิต่อเนื่อง 4) จากการจัดเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้แทนของ สศค. พบปัญหาอุปสรรค และข้อจ ากัดในการด าเนินโครงการ ดังนี้ - ปัญหาอุปสรรค/ข้อจ ากัดในการพิจารณาและก าหนดคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย : การคาดการณ์จ านวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการท าได้ล าบากในช่วงระยะแรก เนื่องจากมีข้อมูลเพื ่อ ประกอบการพิจารณาไม่เพียงพอ ประกอบกับในระยะแรกของการด าเนินโครงการมีจ านวนผู้ประกอบการ ร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการไม่มากนัก อย่างไรก็ดี สศค. ได้มีการประชาสัมพันธ์และท าความเข้าใจ กับผู้ประกอบการ รวมทั้งขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยในระดับท้องถิ่น เช่น ก านัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ กทม. ประจ าเขตต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในพื้นที่และชุมชนในการช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนร้านค้า ให้เข้าร ่วมโครงการ รวมทั้งลงนามยืนยันข้อมูลของร้านค้าในพื้นที่ เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานในการ ยื่นสมัคร/ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับธนาคารกรุงไทยฯ (ปรับปรุงจากระยะแรกที่ใช้พนักงานของ ธนาคารฯ ในการตรวจสอบข้อมูลร้านค้า) ท าให้จ านวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจ านวนเพิ่มขึ้น 40 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.)


109 - ปัญหาอุปสรรคจากการด าเนินนโยบายอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน : ในช่วงแรกของการ ด าเนินโครงการคนละครึ่ง มีโครงการอื่นของรัฐบาลที่ด าเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น โครงการ เพิ ่มก าลังซื้อให้กับประชาชนที ่มีบัตรสวัสดิการแห ่งรัฐ และโครงการช้อปดีมีคืน ซึ ่งมีการจ ากัดสิทธิ ให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้เพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง จึงท าให้ประชาชนต้องตัดสินใจเพื่อเลือก โครงการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ดี เมื่อโครงการคนละครึ่งด าเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ประชาชนและร้านค้าจ านวนมากเข้าร่วมในโครงการ - ปัญหาอุปสรรคจากข้อกังวลของผู้ประกอบการ : การด าเนินโครงการคนละครึ่ง ก าหนดให้ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนและรับช าระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน สร้างความกังวลให้แก่ ผู้ประกอบการว่าการเข้าร่วมโครงการภาครัฐจะมีการน าฐานข้อมูลไปประเมินเพื่อจัดเก็บภาษีเงินได้ ด้านที่ 5 ผลกระทบของโครงการ : 1) ประชาชนมีการบริโภคภาคครัวเรือนมากขึ้น โดยมียอดการใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละ ครึ่งทั้ง 3 ระยะ รวมจ านวน 325,986.80 ล้านบาท41 จากส่วนที่รัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่าย ส่งผล ต่อดีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดย สศค. ประมาณการว่า โครงการคนละครึ่งทั้ง 3 ระยะ ช่วยให้GDP ของประเทศขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 1 (ภายใต้สมมติฐานว่าการชดเชยรายได้ดังกล่าวถูกน าไปใช้เพื่อ การบริโภค โดยทุก ๆ จ านวน 10,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 0.0342) 2) ประชาชนมี Digital Literacy เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยน ไปสู่สังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 3) ก่อให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มการช าระเงินออนไลน์ของภาครัฐ (G-wallet) ให้มีผู้ใช้งาน มากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนินนโยบายในอนาคตได้ต่อไป ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของโครงการ : ในการประเมินความยั่งยืนของโครงการ แม้ว่าโครงการ คนละครึ่งจะเป็นโครงการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่เป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนการปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเสริมสร้างความรู้และทักษะทางการเงินที่จ าเป็นต่อการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลให้กับประชาชนผ่านการใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังและถุงเงินอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งภาครัฐจะสามารถใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงประชาชนจ านวนมากและเป็นช่องทางในการส่งผ่าน นโยบายในลักษณะเดียวกันได้ในอนาคต 41 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.) 42 ที่มา : รายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ


110 4.1.7 โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของแผนงาน 3.2 แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนผ่านการด าเนิน โครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ 1) ส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมน าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนา พื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ในรูปแบบกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่ 2) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ าส าหรับการท าเกษตรทฤษฎีใหม่ 3) เพื่อฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ เกษตรกร แรงงานในพื้นที่และแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และมีการเดินทางกลับสู่ภูมิล าเนา กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 9,805.71 ล้านบาท และมีการปรับลดเหลือ 3,550.92 ล้านบาท (ลดลง 6,254.79 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 1 ปี 3 เดือน (เดือนกรกฎาคม 2563 - กันยายน 2564) และได้ขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 3 เดือน จนถึง สิ้นเดือนธันวาคม 2564 รูปแบบของโครงการ โครงการด าเนินกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) การปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่โดยขุดสระเก็บกักน้ า 2) การฝึกอบรมสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร 3) การสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง และด้านการ ปรับปรุงบ ารุงดินแก่เกษตรกร 4) การจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับต าบลเพื่อท าหน้าที่ประสานงาน เชื่อมโยงโครงการในด้านต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดความรู้ การแก้ไขปัญหาด้าน การเกษตร การส ารวจและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน เป็นต้น ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : 1) พื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่และพื้นที่เก็บกักน้ าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ 2) จ านวนเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพเกษตรทฤษฎีใหม่ และจ านวนแปลงต้นแบบ 3) จ านวนการจ้างงาน หน่วยงาน หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จ านวน 6 แห่ง ได้แก่


111 เจ้าของโครงการ 1) ส านักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท าหน้าที่คัดเลือกเกษตรกร /จ้างแรงงาน/ฝึกอบรมและผลิตสื่อให้ความรู้แก่เกษตรกร 2) กรมส่งเสริมการเกษตร รับผิดชอบด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม และสนับสนุนปัจจัยด้านพืช 3) กรมพัฒนาที่ดิน รับผิดชอบการขุดสระเก็บกักน้ า ส่งเสริมองค์ความรู้ และสนับสนุนปัจจัยด้านการปรับปรุงบ ารุงดิน 4) กรมปศุสัตว์ จัดซื้อวัสดุการเกษตรและปัจจัยการผลิตด้านสัตว์ 5) กรมประมง สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านประมง เช่น พันธุ์ปลากินพืช วัสดุในการเตรียมบ่อ อาหารสัตว์น้ า เป็นต้น 6) ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร รับผิดชอบด้านการติดตามประเมินผลโครงการ ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 19 มกราคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 2,610.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.63 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 9,805.71 ล้านบาท และร้อยละ 73.53 ของวงเงินที่ที่ปรับปรุง 3,550.92 ล้านบาท จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ 1) เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 27,259 ราย คิดเป็นร้อยละ 42.29 ของเป้าหมายเดิม และร้อยละ 84.74 ของเป้าหมายที่ปรับปรุง 2) แรงงานที่ได้รับการจ้างงาน จ านวน 15,102 ราย คิดเป็นร้อยละ 47.09 ของเป้าหมายเดิม และร้อยละ 94.39 ของเป้าหมายที่ปรับปรุง หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ - พื้นที่กักเก็บน้ าใหม่ - การจ้างงานในพื้นที่ ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่าย เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้รับ - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ การบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานด าเนินโครงการ เป็นต้น ผลกระทบ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะได้รับ เช่น - ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาและจัดการตนเอง มีความมั่นคงด้านน้ า เกษตรกร


112 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน สามารถท าการเกษตรในฤดูแล้งได้จากการสนับสนุนบ่อกักเก็บน้ าเพิ่มขึ้น และ พัฒนาการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - ลดอัตราการว่างงานของแรงงานคืนถิ่น ความยั่งยืน - ความต่อเนื่องในการใช้งานพื้นที่เกษตรแบบผสมผสานและพื้นที่กักเก็บน้ าของ โครงการ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ ่มเกษตรทฤษฎีใหม ่ โดยมีผลการประเมิน โครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิตและสิ่งอ านวยความสะดวกที่จ าเป็นส าหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและ ชุมชน รวมทั้งสร้างการเข้าถึงช่องทางการตลาด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยเปิดรับสมัครเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการจากพื้นที่ 4,009 ต าบล ทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการต่อยอดและสนับสนุนโครงการที่ด าเนินการ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ เช่น โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎี ใหม่ ถวายในหลวง) ซึ่งเป็นโครงการของ กษ. ที่ส่งเสริมความรู้และปัจจัยการผลิตที่จ าเป็นส าหรับการท า เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสานฯ) จ านวนประมาณ 1,000 ราย ที่ขาดแหล่งน้ าหรือมีแหล่งน้ า ไม่เพียงพอต่อการเกษตรสามารถเข้าร่วมโครงการเฉพาะในส่วนของกิจกรรมการขุดสระเก็บกักน้ า นอกจากนี้ โครงการมีแนวทางการด าเนินงานคล้ายกับโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นโครงการ ภายใต้แผนงาน 3.2 ที่ด าเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน จึงมีการแบ่งพื้นที่ด าเนินงานระหว่างกันเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ าซ้อนของการด าเนินงาน


113 ด้านที่ 3 ประสิทธิผล: ผลการด าเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการมีรายละเอียด ดังนี้43 แผนภาพที่ 4.10 ผลการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา : คณะผู้วิจัย (จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ ณ วันที่ 31 มกราคม 2565) 1) โครงการก่อให้เกิดพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จ านวน 96,215 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 76.60 ของแผนปรับปรุง (125,615 ไร่) หรือเพียงร้อยละ 50ของเป้าหมายเดิม (192,432 ไร่) ซึ่ง กษ. ได้ ขอปรับลดค ่าเป้าหมายตัวชี้วัดการด าเนินโครงการและวงเงินงบประมาณ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 โดยมีจ านวนเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพท าเกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวนทั้งสิ้น 27,259 ราย เป็นเกษตรกรที่ได้รับการขุดสระและพัฒนาแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวน 27,117 แปลง คิดเป็นร้อยละ 84.74 ของแผนปรับปรุง (จ านวน 32,000 แปลง) และเพียงร้อยละ 42.29 ของเป้าหมายเดิม (จ านวน 64,144 แปลง) ส่วนที่เหลือเป็นเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนปัจจัย การผลิตในด้านต่าง ๆ ส าหรับแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่จะใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อ ขยายผลอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 5 ปีตามเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถ ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น ๆ ในพื้นที่ จากการจัดเก็บข้อมูลจากรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและรายงานผลส าเร็จ ของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้การด าเนินงานต่ ากว่าแผน มีดังนี้ - การด าเนินโครงการในระยะแรกก าหนดจ านวนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการไว้ไม่เกิน ต าบลละ 16 ราย ซึ่งพบว่า ในบางต าบลไม่มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต่อมา กษ. จึงปรับจ านวนการเข้าร่วม ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเป็นต าบลละ 2 - 50 ราย ท าให้มีเกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้เพิ่มขึ้น - เงื่อนไขของโครงการก าหนดให้เกษตรกรที่เข้าร่วมต้องมีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตาม กฎหมายซึ่งเป็นของตนเองหรือทายาท ขนาด 2.5 3 4 หรือ 5 ไร่ (ปรับเงื่อนไขจากเดิมที่ก าหนดขนาด 43 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.)


114 พื้นที่เกษตรไว้เพียง 1 ขนาด จ านวน 3 ไร่เท่านั้น) และจะต้องมีการขุดสระเก็บกักน้ าให้ได้ปริมาตรตามที่ โครงการก าหนด จากเงื่อนไขดังกล่าวท าให้เกษตรกรบางส่วนไม่สนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ เนื่องจาก เห็นว่าการขุดสระเก็บกักน้ า ท าให้มีพื้นที่ส าหรับการเพาะปลูกลดลง 2) จ านวนพื้นที่เก็บกักน้ าเพิ่มขึ้น 67.55 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากการขุดสระเก็บ กักน้ าของโครงการส่งผลให้มีพื้นที ่เก็บกักน้ าเพิ ่มขึ้น ซึ ่งจะช ่วยให้เกษตรกรมีแหล ่งน้ าส าหรับใช้ท า การเกษตรในฤดูแล้ง จ านวน 67.55 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 76.76 ของแผน (88.00 ล้าน ลบ.ม.) หรือร้อยละ 26.39 ของแผนเดิม (256.00 ล้าน ลบ.ม.) โดยการด าเนินการในระยะแรกได้ก าหนดเงื่อนไขว่า การขุดสระเก็บกักน้ าส าหรับพื้นที่ขนาด 3 ไร่ จะต้องมีปริมาณดินขุดไม่ต่ ากว่า 4,000 ลบ.ม. ต่อมา กษ. ได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับรูปแบบการขุดสระให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น โดยใช้รูปแบบ มาตรฐานของกรมการพัฒนาที่ดินและรูปทรงเรขาคณิตอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร ซึ่งสามารถตรวจนับปริมาณดินขุดได้ และจะต้องมีปริมาณดินขุดระหว่าง 1,800 2,100 2,800 และ 3,500 ลบ.ม. ขึ้นอยู่กับขนาดที่ดินของเกษตรกร (2.5 - 5 ไร่) โดยเป็นการขุดสระและปรับเกลี่ยดินเพื่อรองรับ การเก็บกักน้ าเท่านั้น ไม่รวมถึงการตกแต่งพื้นที่อื่น ๆ โดยการด าเนินงานต่ ากว่าเป้าหมายเนื่องจากจ านวน เกษตรกรที่เข้าร่วมน้อยกว่าที่คาดการณ์ 3) จ านวนการจ้างงานแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ 15,102 ราย : การจ้างงานแรงงานเกษตร ทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นเกษตรกรหรือแรงงานคืนถิ่นที่มีถิ่นที่อยู่ในต าบลนั้น ๆ หรือต าบลข้างเคียง โดยจะต้องมี อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน เป็นต้น เพื่อใช้ประสานงานโครงการในการ ถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกษตรกร ส ารวจจัดเก็บ และรายงานข้อมูลเกษตรกร ในพื้นที่ให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงติดตามสถานการณ์การเกษตรรายแปลง และรายงานต่อส านักงานเกษตร และสหกรณ์จังหวัด โดยโครงการมีผลการจ้างงาน จ านวน 15,102 ราย คิดเป็นร้อยละ 94.39 ของแผน ปรับปรุง (จ านวน 16,000 ราย ต าบลละไม่น้อยกว่า 1 ราย แต่ไม่เกิน 25 ราย) และคิดเป็นร้อยละ 47.09 ของแผนเดิม (จ านวน 32,072 ราย) แบ่งเป็น แรงงานในพื้นที่ร้อยละ 91 และแรงงานของครัวเรือน เกษตรกรที่มีสมาชิกในครอบครัวเคลื่อนย้ายแรงงานกลับภูมิล าเนาเดิมร้อยละ 9 ทั้งนี้ โครงการก าหนด สัดส ่วนการจ้างแรงงานไว้ที ่ 1 รายต ่อจ านวนเกษตรกรของโครงการ 2 ราย เมื่อมีเกษตรกรเข้าร่วม โครงการน้อยกว่าที่คาดการณ์ส่งผลให้การจ้างงานลดลงตามสัดส่วน โดยแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ได้รับ เงินเดือนในอัตราเดือนละ 9,000 บาท ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับแรงงานกลุ่มดังกล่าว จ านวน 1,061.70 ล้านบาท 4) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ : จากข้อมูลแบบสอบถามการส ารวจความพึงพอใจ จากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 418 ราย (ภาคผนวก ฎ) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจมากกับโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ในด้านระยะเวลาการพิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ และการจัด กิจกรรมการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ดีกลุ่มตัวอย่างบางส่วนมีเห็นว่าควรปรับปรุงใน เรื่องการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ และกระบวนการ หลักเกณฑ์ เเละขั้นตอนในการพิจารณา


115 คุณสมบัติ โดยเห็นว่า การประชาสัมพันธ์ข้อมูลยังไม่ทั่วถึง และเกณฑ์การพิจารณาเป็นข้อจ ากัดท าให้ เกษตรกรผู้สนใจที่ไม่มีพื้นที่เป็นของตนเองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) เกษตรกรมีความมั่นคงด้านรายได้เพิ่มขึ้น โดย กษ. ประมาณการว่า เกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการมีมูลค่าผลผลิตที่ได้จากการท าเกษตรทฤษฎีใหม่ ปีละ 12,571 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับ ก่อนเข้าร่วมโครงการ เพิ่มขึ้นปีละ 2,811 บาท ผลตอบแทนการท ากิจกรรมการเกษตรในแปลงหลังเข้าร่วม โครงการ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ 7,156 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 1,794 บาทต่อครัวเรือน โดยในช่วงที่ ด าเนินการมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงเป็นการจ าหน่ายผลผลิตในตลาดชุมชนและท้องถิ่นเป็นส่วน ใหญ่และมีรายจ่ายในด้านต้นทุนการผลิตลดลงเฉลี่ยรายละ 66,797 บาท จากการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ของโครงการ44 2) ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มแรงงานคืนถิ่นที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์ COVID-19 ช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้จากการจ้างงาน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่น เพิ่มขึ้น และส่งผลให้มีแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มขึ้น 3) ชุมชนท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองเพิ่มขึ้น เกิดการรวมกลุ่มเพื่อด าเนิน กิจกรรมในต าบล เช่น การเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช การเตรียมการด้านการตลาด การจ าหน่ายผลผลิต เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจากการติดตามโครงการของ กษ. พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ 12 ได้ปรับมาท าเกษตรแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี และเน้น การบ ารุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก น้ าหมักชีวภาพ เป็นต้น ท าให้ลดต้นทุนการเกษตร ได้และช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้คืนกลับสู่สภาพ นอกจากนี้ การเกื้อกูลกันของกิจกรรม ในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ลดของเหลือใช้จากภาคเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การน ามูลโค กระบือ มาท าปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยสดเพื่อใช้ในพื้นที่นาหรือแปลงไม้ผล การใช้ฟางข้าว ข้าวเปลือก เป็นอาหาร สัตว์ เป็นต้น ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการเกินกวว่าแผนเดิมที่ก าหนดไว้: โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่มีระยะเวลาด าเนินโครงการ 1 ปี 6 เดือน (เดือนกรกฎาคม 2563 – ธันวาคม 2564) มากกว่า แผนงานที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก จ านวน 3 เดือน จากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารรายงานความก้าวหน้า ในการด าเนินโครงการและรายงานผลส าเร็จของโครงการ คณะผู้วิจัยพบปัญหาอุปสรรคและข้อจ ากัด ในการด าเนินโครงการ ดังนี้45 44 ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.) 45 ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 (ที่มา : รายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและรายงานผลส าเร็จของ โครงการ)


116 - การรับสมัครเกษตรกรเพื่อเข้าร่วมโครงการต้องด าเนินการหลายรอบ เนื่องจาก โครงการในช่วงแรกมีข้อก าหนดและเงื่อนไขในการเข้าร่วม ท าให้มีผู้สนใจเข้าร่วมต่ ากว่าเป้าหมาย และ ในต าบลที ่มีเกษตรกรสมัครเพียง 1 รายจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่ง กษ. ได้เสนอขอทบทวน รายละเอียดโครงการและต้องมีการออกรหัสงบประมาณใหม่ ซึ่งใช้เวลาด าเนินการเพิ่มขึ้น - กิจกรรมขุดสระเก็บกักน้ ามีความล่าช้า เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนยกเลิกการเข้าร่วม โครงการหรือเปลี ่ยนแปลงขนาดพื้นที ่ที ่เข้าร ่วม ส ่งผลต ่อการด าเนินการและการบริหารสัญญาการ จัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งในบางพื้นที่เกษตรกรอยู่ระหว่างใช้พื้นที่เพื่อท าการเพาะปลูก จึงไม่สามารถเข้า พื้นที ่เพื ่อขุดสระได้ทันทีนอกจากนี้ในช ่วงฤดูฝนบางพื้นที ่มีน้ าท ่วมขัง ท าให้ไม ่สามารถด าเนินการ ขุดสระได้ทันภายในกรอบระยะเวลาด าเนินโครงการ อีกทั้งผู้รับจ้างบางรายขาดความเข้าใจในรูปแบบ การขุดสระ และในบางพื้นที่ลักษณะดินไม่เหมาะสม ความล่าช้าในการขุดสระส่งผลถึงการสนับสนุนปัจจัย การผลิต ซึ่งต้องด าเนินการภายหลังการขุดสระแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ในกระบวนการจัดจ้างผู้รับจ้างเพื่อขุดสระ เก็บกักน้ าด าเนินการเป็นรายต าบล เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารสัญญาและเป็นการส่งเสริม ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ สร้างรายได้และและกระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชน - สถานการณ์การแพร ่ระบาดของ COVID-19 ส ่งผลให้การด าเนินกิจกรรมประเภท ฝึกอบรมและการรวมกลุ ่มเกษตรกรล ่าช้าออกไป และต้องมีการปรับเปลี ่ยนเป็นการฝึกอบรมแบบ ออนไลน์ 2) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ จ านวน 2,626.23 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ จ านวน 2,610.88 ล้านบาท และงบประมาณ จ านวน 15.35 ล้านบาท เมื ่อ พิจารณาเฉพาะในส่วนของการใช้จ่ายเงินกู้พบว่าโครงการมีผลการเบิกจ่ายคิดเป็นร้อยละ 73.53 ของแผน ปรับปรุง (3,550.92 ล้านบาท) หรือร้อยละ 26.63 ของแผนเดิม (9,805.71 ล้านบาท) โดยค่าใช้จ่ายหลัก ของโครงการเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดสระเก็บกักน้ า 1,343.94 ล้านบาท (ร้อยละ 51.47) ค่าจ้างแรงงาน เกษตรทฤษฎีใหม ่ 1,061.70 ล้านบาท (ร้อยละ 40.66) ปัจจัยการผลิตและการส ่งเสริมการรวมกลุ่ม (ส าหรับเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสานฯ) 136.23 ล้านบาท (ร้อยละ 5.22) การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกร 43.71 ล้านบาท (ร้อยละ 1.67) และค่าใช้จ่าย อื่น ๆ เช่น การจัดท าคู่มือการปฏิบัติงาน ค่าด าเนินการรับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกร การ ติดตามผลการด าเนินงานรายแปลงและการประเมินผลโครงการรวม 25.30 ล้านบาท (ร้อยละ 0.97) ขณะที ่การส ่งเสริมการตลาดและเพิ ่มช ่องทางในการสื ่อสารของเกษตรกรไม ่มีค ่าใช้จ ่ายในการ ด าเนินการ46 46 ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.)


117 แผนภาพที่ 4.11 ผลการเบิกจ่ายโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา : คณะผู้วิจัย (จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565) 3) เนื่องจากโครงการต้องบูรณาการจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม กษ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อท าหน้าที่ขับเคลื่อน ติดตาม ประเมินผล และแก้ไขปัญหาการด าเนินงานร่วมกันจนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของโครงการ : โครงการสนับสนุนให้มีการท าเกษตรทฤษฎีใหม่และสร้าง พื้นที่เก็บกักน้ า ส าหรับเกษตรกร เพื่อให้สามารถท าการเกษตรได้ต่อเนื่องทั้งปี อย่างไรก็ดี การประเมิน ความยั่งยืนของโครงการ เช่น ความต่อเนื่องในการใช้งานพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่เก็บกักน้ า และการใช้ งานพื้นที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 - 3 ปี หลังจากโครงการแล้วเสร็จ เพื่อติดตาม ผลการด าเนินงานอีกครั้งหนึ่ง โดยในส่วนของการบริหารจัดการโครงการภายหลังจากโครงการเสร็จสิ้น หน่วยงานจะใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด/ระดับอ าเภอ ในการก ากับ ติดตาม และรายงานผลการด าเนินงานในพื้นที ่ และจะเสนอขอรับการสนับสนุน งบประมาณภายใต้งบด าเนินงานตามปกติของหน่วยงาน 4.1.8 โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของแผนงานหรือโครงการเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน และเอกชน รวมถึงการลงทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชน โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือการจ้างงานให้ผู้จบการศึกษาใหม่ได้มีงานท า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการท างาน สนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจทั้งภาคการ ผลิตและภาคบริการสามารถด าเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ลดต้นทุนการด าเนิน กิจการของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในกิจการ


118 และครัวเรือน ท าให้มีรายได้และรายจ่ายกลับไปเป็นภาษีให้กับภาครัฐ ซึ่งจะเป็น ส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ผู้จบการศึกษาใหม่ทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 19,462.00 ล้านบาท และได้ปรับลดวงเงิน เหลือ 3,209.79 ล้านบาท (ปรับลด 16,216.21 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – กันยายน 2564 และได้ขออนุมัติขยายระยะเวลา เป็น 1 ปี 6 เดือน โดยสิ้นสุดระยะเวลาด าเนินโครงการในเดือนมีนาคม 2565 รูปแบบของโครงการ ภาครัฐสนับสนุนเงินเดือนให้แก่ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 50,000 ราย ในอัตรา ร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามระดับการศึกษา จ านวนไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) ซึ่งเป็นการ ร่วมจ่าย (Co-pay) ค่าจ้างระหว่างภาครัฐและเอกชน ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ ความซ้ าซ้อนกับโครงการอื่น ที่ด าเนินการอยู่ รูปแบบและกระบวนการด าเนินโครงการ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้จบการศึกษาใหม่ที่ได้รับการจ้างงาน (เป้าหมายเดิม จ านวน 260,000 คน/เป้าหมายที่ปรับปรุง จ านวน 50,000 คน) ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 1 มีนาคม 2565 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ วงเงินเบิกจ่าย 1,823.60 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.39 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติเดิม 19,426.00 ล้านบาท หรือร้อยละ 56.81 ของวงเงินที่ปรับลด 3,209.79 ล้านบาท จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ จ านวน 56,492 คน คิดเป็นร้อยละ 21.73 ของเป้าหมายเดิม และร้อยละ 112.98 ของเป้าหมายที่ปรับปรุง หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ)


119 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้จบการศึกษาใหม่และสถานประกอบการ (รัฐบาลอุดหนุนเงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 12 เดือน) ความเชื่อมโยง - ความซ้ าซ้อน / การสนับสนุนหรือขัดแย้งกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่เทียบกับแผนงาน ผลกระทบ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่ - สถานประกอบการสามารถรักษาระดับการจ้างงานและด าเนินธุรกิจต่อไปได้ และผู้จบการศึกษาใหม่มีรายได้ส าหรับการใช้จ่าย สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ - ผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ ซึ่งสามารถน าไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต เพิ่มประสิทธิภาพในการท างาน ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่าย เปรียบเทียบกับแผนงาน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ การจ่ายเงินค่าจ้าง เป็นต้น ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ โดยภาครัฐและเอกชน โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และสอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ ่งนายจ้างและสถาน ประกอบการได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และมีการปรับลดการจ้างงานลง ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2563 มีจ านวนผู้ว่างงาน 745,000 คน ขณะที่มีผู้จบการศึกษาใหม่จ านวนมากที่รอเข้าสู่ตลาด แรงงาน การสนับสนุนค่าจ้างของรัฐบาลจะมีส่วนช่วยรักษาระดับการจ้างงาน รวมทั้งลดต้นทุนการด าเนินกิจการ ให้สถานประกอบการสามารถด าเนินธุรกิจต่อไปได้รวมทั้งก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้จบการศึกษาใหม่ ซึ่งจะ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในกิจการและครัวเรือนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการเป็นโครงการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจ้างงาน กลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งไม่ซ้ าซ้อนกับโครงการอื่น ๆ อย่างไรก็ดี ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน (ตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) มีโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มีวัตถุประสงค์ในภาพรวม คล้ายคลึงกัน คือ การรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นให้ประชาชนมีงานท า มีรายได้เพียงพอที่จะใช้จ่าย รักษาระดับการบริโภคและการลงทุนของระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น


120 - โครงการพัฒนาป่าไม้ สร้างงาน สร้างรายได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมการ จ้างงานประชาชนทั่วไป ได้แก่ ผู้ว่างงานที่อพยพกลับท้องถิ่น เกษตรกร และราษฎรที่อาศัยในเขตพื้นที่ป่าไม้ และรอบเขตป่าไม้ - โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเป็นโครงการอบรม และจ้างงานประชาชนในท้องถิ่น จ านวน 15,548 คน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) จ านวนการจ้างงานใหม่ต่ ากว่าเป้าหมายเดิมที่ก าหนดไว้ จากเดิมที่มีการขออนุมัติโครงการ ต่อคณะรัฐมนตรี47 ซึ่งก าหนดเป้าหมายการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 260,000 คน หน่วยงาน ได้มีการขออนุมัติปรับลดค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดการด าเนินโครงการและวงเงินงบประมาณ48 โดยปรับ ลดเป้าหมายการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่จากเดิมจ านวน 260,000 คน เป็นจ านวน 50,000 คน และ มีผลการจ้างงานจริง จ านวน 56,492 คน ต่ ากว่าเป้าหมายการด าเนินงานเดิม ขณะที่การจ้างงานจริงสูงกว่า เป้าหมายที่หน่วยงานขอปรับลด (50,000 คน) เนื่องจาก มีลูกจ้างลาออกระหว่างด าเนินโครงการ จ านวน 16,951 คน ซึ่งนายจ้าง/สถานประกอบการได้จ้างลูกจ้างรายใหม่ทดแทนบางส่วนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของ โครงการ อย่างไรก็ดี การจ้างงานในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เกินกรอบ 50,000 อัตรา 49 จากการจัดเก็บข้อมูลจากรายงานผลการด าเนินโครงการ รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน และรายงานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พบว่า ปัจจัย ที่ส่งผลให้การจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ของโครงการต่ ากว่าแผน มีดังนี้50 - การก าหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการก่อให้เกิดข้อจ ากัดในการเข้าร่วม โครงการ เช่น ก าหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมยกเว้นกรณีผู้จบการศึกษา ใหม่ที่อยู่ในระบบประกันสังคมเนื่องจากท างานนอกเวลาเรียนในระหว่างที่ก าลังศึกษา หรือการก าหนดให้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปีหรืออายุเกิน 25 ปี ซึ่งจบการศึกษาประจ าปีการศึกษา พ.ศ. 2562 หรือ พ.ศ. 2563 เท่านั้น - ช่วงเวลาในการด าเนินโครงการไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาส าเร็จการศึกษาของสถาบัน ต่าง ๆ รวมทั้งต าแหน่งงานที่จ้างไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงาน เนื่องจากสถานประกอบการ ส่วนใหญ่ต้องการจ้างงานในต าแหน่งฝ่ายผลิตหรือภาคบริการ ในขณะที่ผู้จบการศึกษาใหม่มีความต้องการ ท างานในส านักงาน อีกทั้ง สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ท าให้ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบและไม่ต้องการจ้างแรงงาน 47 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 48 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 49 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน) 50 ที่มา :รายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการ (รายเดือน) รายงานผลส าเร็จโครงการ โดยกรมการจัดหางานและ รายงานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 16/2564 และครั้งที่ 5/2565


121 2) จากรายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน พบว่า ลูกจ้างในโครงการ บางส่วนขาดความเชื่อมั่นต่อการจ่ายเงินของโครงการ เนื่องจากนายจ้าง/สถานประกอบการไม่น าเข้า ข้อมูลลูกจ้างในโครงการเข้าระบบ Bulk Payment หรือ Payroll ท าให้กรมการจัดหางานประสบปัญหา การตรวจสอบข้อมูลการจ่ายเงินของนายจ้างตามเงื่อนไขที่ก าหนดให้มีการรายงานข้อมูลการ จ้างงาน เป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับเงินเดือนในส่วนที่รัฐสนับสนุนล่าช้าและเกิดการเปรียบเทียบกับลูกจ้าง ทั่วไปที่ได้รับเงินเดือนเต็มจ านวนในคราวเดียว51 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) โครงการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการให้สามารถฟื้นตัวเพื่อ สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนและผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของธุรกิจให้ เพียงพอ ไม่น าไปสู่ภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดแรงงานไม่ให้มี จ านวนผู้ว่างงานเพิ่มมากขึ้น 2) การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจในระดับมหภาค เพื่อไม่เกิดความผันผวนและ บรรเทาความเสียหายจากการล้มละลายของกิจการ รักษาระดับการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ให้สามารถเข้าสู่ระดับปกติได้โดยเร็ว ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการไม่เป็นไปตามแผนงาน โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับ ผู้จบการศึกษาใหม่ มีระยะเวลาด าเนินโครงการรวมจ านวน 1 ปี 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2563 – มีนาคม 2565) มากกว่าแผนงานที่เสนอขออนุมัติในครั้งแรก จ านวน 6 เดือน (จากเดิมตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) เนื่องจากการก าหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการในช่วงแรกไม่สอดคล้องกับความต้องการที่ แท้จริงของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งลูกจ้างและสถานประกอบการ ท าให้โครงการต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ที่เป็นสาระส าคัญของโครงการหลายครั้ง52 51 ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน 52 การอนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ จ านวน 3 ครั้ง ดังนี้ 1) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 กันยายน 2563 ปรับปรุงคุณสมบัติผู้จบการศึกษาใหม่ จากเดิม “มีสัญชาติไทยและ ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม” เป็น “มีสัญชาติไทยและไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม ยกเว้นกรณีผู้จบการศึกษาใหม่ ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เนื่องจากการท างานนอกเวลาเรียน (Part-time) ในระหว่างก าลังศึกษา” 2) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ปรับปรุงรายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับประโยชน์ 3) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ปรับลดเป้าหมายการด าเนินงานจากเดิม 260,000 คน เป็นจ านวน 50,000 คน และปรับลดกรอบวงเงินลงจากเดิม 19,462.00 ล้านบาท เป็น 3,209.79 ล้านบาท (ปรับลดวงเงิน 16,216.21 ล้านบาท)


122 นอกจากนี้ กรมการจัดหางานมีขั้นตอนต้องเรียกคืนเงินจากทั้งลูกจ้างและสถานประกอบการ ที่ได้จ่ายอุดหนุนเงินเดือนไปแล้ว แต่นายจ้าง/สถานการประกอบการแจ้งปรับลดจ านวนพนักงานภายหลัง การจ่ายเงิน จ านวน 0.28 ล้านบาท ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการด าเนินการ 2) ผลการเบิกจ่ายเงินต่ ากว่าที่ประมาณการไว้จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ พบว่า ในการด าเนินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ มีการเบิกจ่ายเงิน จ านวน 1,823.60 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.39 ของกรอบวงเงินโครงการที่ได้รับจัดสรรเดิม 19,426.00 ล้านบาท หรือร้อยละ 56.81 ของกรอบวงเงินที่ปรับลด (3,209.79 ล้านบาท) ซึ่งต่ ากว่าที่ประมาณการไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจากโครงการมีการจ้างงานจริงต่ ากว่าเป้าหมาย รวมทั้งการประมาณการกรอบวงเงินเบื้องต้นของ โครงการเป็นการประมาณการจากค่าจ้างวุฒิการศึกษาปริญญาตรีทั้งหมด อย่างไรก็ดี จากการจ้างงาน เมื่อได้ด าเนินการไปแล้ว พบว่า สัดส่วนการจ้างแรงงานระดับปริญญาตรีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 เท่านั้น ในส่วนของค่าใช้จ่ายของโครงการประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการจ้างงานส าหรับ ผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน ในเดือนตุลาคม 2563 - มีนาคม 2565 จ านวน 1,791.40 ล้านบาท (ร้อยละ 98.23) และส่วนที่เป็นงบด าเนินงาน จ านวน 32.20 ล้านบาท (ร้อยละ 1.77) ได้แก่ ค่าจ้างเหมา บริหารจัดการโครงการ จ านวน 17.74 ล้านบาท ค่าใช้สอยภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ จ านวน 14.46 ล้านบาท โดยมีการจัดกิจกรรมนัดพบ Co-Paymentการประชาสัมพันธ์ และการควบคุมและตรวจติดตาม ผลการด าเนินโครงการ โดยส านักงานจัดหางานจังหวัด 76 จังหวัด ส านักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 - 1053 แผนภาพที่ 4.12 ค่าใช้จ่ายของโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ฯ ที่มา : คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจากรายงานความก้าวหน้าโครงการ เดือนมีนาคม 2565 โดยกรมการจัดหางาน) ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของโครงการ รูปแบบการด าเนินโครงการเป็นการให้ภาครัฐอุดหนุน เงินเดือนร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 7,500 บาทให้แก่นายจ้าง/ผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลาเพียง 12 เดือน จึง ไม่ใช่โครงการที่มุ่งหวังผลให้เกิดการจ้างงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ กรมการจัดหางานซึ่งเป็น 53 ที่มา : รายงานความก้าวหน้าโครงการ เดือนมีนาคม 2565 โดยกรมการจัดหางาน


123 หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการได้ส ารวจผู้จบการศึกษาใหม่ที่เข้าร่วมโครงการและได้รับอนุมัติจ้างงาน จ านวน 56,492 คน ภายหลังโครงการแล้วเสร็จ พบว่า54 - ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 35,017 คน ยังคงท างานกับนายจ้าง/สถานประกอบการ รายเดิม คิดเป็นร้อยละ 61.98ของจ านวนผู้ได้รับอนุมัติจ้างงานทั้งหมด - ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 9,958 คน คิดเป็นร้อยละ 17.63 เข้าท างานกับนายจ้าง/ สถานประกอบการรายใหม่ - ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 11,517 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.39 ของจ านวนผู้ได้รับ อนุมัติจ้างงานทั้งหมด ยังคงเป็นผู้ว่างงาน ซึ่งกรมการจัดหางานจะให้บริการจัดหางานหรือส่งเสริมการ ประกอบอาชีพอิสระ ตามความต้องการและความเหมาะสมต่อไป 4.2 ผลการประเมินมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF 4.2.1 มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ โดยมีรายละเอียดมาตรการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของมาตรการ วัตถุประสงค์ ของมาตรการ เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของ COVID-19 อันจะช่วยประคับประคองและฟื้นฟูให้ภาคธุรกิจ สามารถด าเนินกิจการต่อไปได้ รักษาระดับการจ้างงาน และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ พ.ร.ก. Soft Loan : 1) เป็นผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ 2) มีวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ (O/D, Working cap, Term loan, Trade finance) รวมทั้งกลุ่มธุรกิจกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็น ลูกหนี้ NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้ - กรณีเป็นบุคคลธรรมดา หากผู้ขอสินเชื่อเป็นสามี-ภรรยากัน จะนับเป็นกลุ่ม ธุรกิจเดียวกัน กล่าวคือ สามี-ภรรยา จะต้องมีวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท - กรณีเป็นนิติบุคคล หากเป็นบริษัทแม่-บริษัทลูกกัน จะนับเป็นกลุ่มธุรกิจ เดียวกัน กล่าวคือ บริษัทแม่และบริษัทลูกจะต้องมีวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 54 ที่มา : หนังสือสรุปผลการด าเนินโครงการฯ เพื่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ รง 0307.5/1099 โดยกรมการจัดหางาน ลงวันที่ 28 มกราคม 2565


124 500 ล้านบาท ทั้งนี้ นิยามของบริษัทแม่ หมายถึง บริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่น (บริษัทลูก) เกินกว่าร้อยละ 50 3) ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกเว้นกรณีที่จดทะเบียนในตลาด MAI 4) ไม่ประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : 1) บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยที่มีสถานประกอบการและ ประกอบธุรกิจในไทย 2) ผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็นลูกหนี้ NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และผู้ประกอบการ ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับระบบสถาบันการเงินมาก่อน 3) ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกเว้นกรณีที่จดทะเบียนในตลาด MAI 4) ไม่ประกอบธุรกิจทางการเงิน กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย พ.ร.ก. Soft Loan วงเงิน 500,000 ล้านบาท พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ วงเงิน 250,000 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินมาตรการ - พ.ร.ก. Soft Loan : ระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2563 - 18 เมษายน 2564 พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : ระยะเวลา 24 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2564 - 9 เมษายน 2566 โดยอาจยุติการด าเนินมาตรการก่อนก าหนด หรือขยาย ระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 1 ปี รูปแบบของมาตรการ พ.ร.ก. Soft Loan : ธปท. จะให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี เพื่อน าไปให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบการต่อไป โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ชดเชยความ เสียหายบางส่วนในกรณีที่สถาบันการเงินได้รับความเสียหายจากการด าเนิน มาตรการ ทั้งนี้ ไม่ให้ผู้ประกอบการน าเงินสินเชื่อดังกล่าวมาช าระหนี้เดิมที่มีอยู่กับ สถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงิน โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิ ดังนี้ - สามารถขอสินเชื่อ Soft loan ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง โดยวงเงินทั้ง 2 ครั้งรวมกัน ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดสินเชื่อคงค้าง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 - อัตราดอกเบี้ย ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปีนาน 2 ปี โดยคิดตามวงเงินที่เบิกใช้จริง - ฟรี ดอกเบี้ย 6 เดือนแรกส าหรับการกู้ยืมทั้ง 2 ครั้ง โดยจ่ายคืนเฉพาะเงินต้น - ฟรี ค่าธรรมเนียมทุกประเภท - รัฐบาลค้ าประกันสินเชื่อให้ร้อยละ70 ในกรณีที่มีวงเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือร้อยละ 60 ในกรณีที่มีวงเงินเดิมเกิน 50 ล้านบาท


125 พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : รูปแบบโดยรวมคล้ายกับ พ.ร.ก. Soft Loan แต่มีเงื่อนไข บางส่วนที่แตกต่างกัน ดังนี้ - ขยายกลุ่มเป้าหมายให้กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อมา ก่อนสามารถเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟู ฯ ได้ วงเงินสูงสุดรวมกันทุกสถาบันการเงิน ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย - ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อ จากเดิมที่ร้อยละ 20 ของยอดคงค้างสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หรือ 28 กุมภาพันธ์2564 แล้วแต่วงเงินสินเชื่อช่วงใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อราย - ขยายระยะเวลากู้ยืม จากเดิม 2 ปี เป็น 5 ปี - ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมตามระยะเวลาสินเชื่อที่ยาวขึ้นและสะท้อนความ เสี่ยงในปัจจุบัน แต่เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี โดยดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ร้อยละ 2 ต่อปี และลูกหนี้จะได้รับยกเว้นค่า ดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก - เพิ่มกลไกการค้ าประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มีสัดส่วนการค้ าประกันความเสียหายเพิ่มขึ้น จากปกติที่ร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 40 ของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยออกแบบให้กลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs รายเล็ก ได้รับการค้ าประกันในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ตัวชี้วัด ของมาตรการ พ.ร.ก. Soft Loan : ไม่ได้ก าหนดตัวชี้วัดของมาตรการ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : ธปท. ก าหนดเป้าหมายการอนุมัติสินเชื่อจ านวน 100,000 ล้านบาท ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่เริ่มด าเนินมาตรการ โดยไม่ได้ก าหนดเป้าหมาย ของจ านวนสินเชื่อ/ผู้ประกอบการ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย 2) สถานะของโครงการ : สถานะ การอนุมัติสินเชื่อ - พ.ร.ก. Soft Loan : ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติ จ านวน 138,200 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.64 ของกรอบวงเงินตาม พ.ร.ก. - พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : อยู่ระหว่างด าเนินโครงการ โดยมีวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 163,435 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.4 ของกรอบวงเงินตาม พ.ร.ก. จ านวน ผู้ได้รับประโยชน์ พ.ร.ก. Soft Loan : ผู้ประกอบการ จ านวน 77,787 ราย พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : ผู้ประกอบการ จ านวน 49,758 ราย หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2565 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)


126 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง -ความสอดคล้องของรูปแบบการให้ความช่วยเหลือกับสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้น - การก าหนดกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง ความเชื่อมโยง - การออกมาตรการ Soft Loan ของ ธปท. กับ Soft Loan ของสถาบันการเงินอื่น ประสิทธิผล - ร้อยละของปริมาณสินเชื่อที่อนุมัติเทียบกับแผนงาน - ร้อยละของผู้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อเทียบกับแผนงาน - การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย - ระดับความพึงพอใจของผู้ได้รับสินเชื่อ ผู้ออกนโยบาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินการตั้งแต่เริ่มขอสินเชื่อจนอนุมัติสินเชื่อ - เครือข่ายหน่วยงานสาขา และช่องทางการเข้าถึง -ความหลากหลายของรูปแบบการให้สินเชื่อ (PN /OD /Long-Term /Trade Finance) - ความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ (ทั้งผู้ออกนโยบายและผู้ขอรับความช่วยเหลือ) - การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ: ช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อประคับประคอง และฟื้นฟูให้ภาคธุรกิจสามารถด าเนินกิจการต่อไปได้ รักษาระดับการจ้างงาน และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ความยั่งยืน - จ านวนลูกหนี้ที่กลายเป็น NPL ภายหลังจากได้รับสินเชื่อจากโครงการ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจ คณะผู้วิจัยได้ประเมินมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อผ่อนปรน และสินเชื่อฟื้นฟูฯ) ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ โดยมีผลการ ประเมินมาตรการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของมาตรการ : มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ า แก่ผู้ประกอบธุรกิจ สามารถให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพ คล่องชั่วคราว อันเนื่องมาจากการได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ได้สอดคล้องกับ กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยให้สถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการส่งผ่านสภาพคล่องไปยังผู้ประกอบการ เนื่องจากกลไกการประเมินของสถาบันการเงินมีความเชี่ยวชาญที่สุดในระบบการเงิน สามารถช่วยกรอง กลุ่มเป้าหมายที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริงได้ ประกอบกับโครงสร้างระบบการเงินของประเทศไทย ส่วนใหญ่พึ่งพาการระดมทุนผ่านสถาบันการเงิน (bank-based)


127 ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของมาตรการ : 1) มาตรการด้านสินเชื่อ : ในช่วงแรกของวิกฤตการระบาดของ COVID-19 รัฐบาลโดย กระทรวงการคลังได้มีการออกมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนแก่ประชาชนและผู้ปประกอบการรายย่อย โดยผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) แต่เนื่องจากกรอบวงเงินที่รัฐบาลต้องชดเชยให้กับ SFI ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีจ ากัด ธปท. จึงได้จัดท ามาตรการด้านการเงินเพิ่มเติม โดยการออก พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ โดยมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ เป็นการพัฒนา ต่อยอดจากมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ซึ่งสิ้นสุดการบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 โดยได้ปรับปรุงรูปแบบและกลไกการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ และเอื้อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น อีกทั้งยังคงรูปแบบการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถาบันการเงินทั้งธนาคาร พาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) สามารถน าวงเงินภายใต้โครงการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ไปช่วยเหลือ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง 2) มาตรการทางการเงินอื่น : นอกจากมาตรการในด้านสินเชื่อแล้ว ธปท. ยังออกมาตรการอื่นๆ เพื่อบูรณาการการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกหนี้ให้ครอบคลุมในทุกมิติ อาทิ มาตรการพัก ช าระหนี้ การสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ คลินิกแก้หนี้ เป็นต้น รวมถึงผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ ก ากับสถาบันการเงิน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของมาตรการ : 1) มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน หรือ Soft loan มีผลการด าเนินงานสรุปได้ดังนี้55 (1) จ านวนสินเชื ่อที ่อนุมัติและผู้ได้รับอนุมัติสินเชื ่อ : มาตรการสินเชื ่อผ ่อนปรน หรือ Soft loan มียอดการอนุมัติสินเชื่อต่ ากว่าวงเงินที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก โดยสามารถอนุมัติสินเชื่อได้เพียง 138,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 27.64 ของวงเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft loan ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อใหม่จ านวน 77,787 ราย จากจ านวนผู้ประกอบการ SMEs 1.70 ล้านราย ที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมกับธนาคารพาณิชย์และ SFIs ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อ อนุมัติโดยเฉลี่ย 1.80 ล้านบาทต่อราย (2) การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย : สินเชื่อส่วนใหญ่กระจายตัวไปยัง กลุ ่มเป้าหมายที ่ต้องการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็ก (มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 20 ล้านบาท) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจ ากัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน/สินเชื่อมากที่สุด เป็นกลุ่มหลักที่ได้รับความ ช่วยเหลือ จ านวน 59,166 ราย หรือกว่าร้อยละ 76 ของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งหมด ขณะที่จ านวน เงิน ของสินเชื่อถูกกระจายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs แต่ละขนาดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยัง พบว่าผู้ประกอบการ SMEs ที่ประกอบธุรกิจพาณิชย์ได้รับสินเชื่อมากที่สุดกว่าครึ่งหนึ่งของจ านวนสินเชื่อ ที่อนุมัติทั้งหมด ผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตและธุรกิจบริการและอื่น ๆ ได้รับสินเชื่อร้อยละ 20 55 ข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2564 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)


128 และร้อยละ 14 ของสินเชื่อทั้งหมดตามล าดับ ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พัก ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ค่อนข้างรุนแรง กลับได้รับสินเชื่อเพียงร้อยละ 5 ของ สินเชื่อทั้งหมด 2) มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ มีผลการด าเนินงานสรุปได้ดังนี้56 (1) จ านวนสินเชื่อที่อนุมัติและผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ มีการอนุมัติสินเชื่อภายใต้มาตรการ อย่างต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงกว่าในช่วงแรกที่มีการด าเนินโครงการ ส่วนหนึ่งจากแนวโน้มการผ่อนคลาย มาตรการควบคุมการระบาดของ COVID-19 รวมทั้งมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวของรัฐบาลที่อาจท าให้ ผู้ประกอบการกลับมาด าเนินธุรกิจได้มากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยมีจ านวนสินเชื่อ ที่อนุมัติแล้วทั้งสิ้น 163,435 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 65.4 ของวงเงินทั้งหมด โดยมีผู้ประกอบการ ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว จ านวน 49,758 ราย วงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติเฉลี่ย 3.28 ล้านบาทต่อราย (2) การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย ค่อนข้างมีการกระจายตัวอย่างทั่วถึง และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยที่เดิม มีปัญหาเข้าถึงแหล่ง เงินทุนได้ยาก โดยสามารถแบ่งการพิจารณาการกระจายตัวของจ านวนสินเชื่อและผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในข้อ 2.1 เป็น 3 มิติ ปรากฏตามแผนภาพ แผนภาพที่ 4.13 การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ที่มา: คณะผู้วิจัย (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2564 จากธนาคารแห่งประเทศไทย) หมายเหตุ: บริษัท (Corp) วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 50 – 500 ล้านบาท SMEs วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 – 50 ล้านบาท และรายย่อย (Micro) วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2565) 56 ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2564 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)


129 - แบ่งตามวงเงินสินเชื่อเดิม กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs (มีวงเงินสินเชื่อเดิมระหว่าง 5-50 ล้านบาท) เป็นกลุ่มที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูฯ มากที่สุดทั้งในมิติจ านวนเงินและจ านวนราย คิดเป็น ร้อยละ 42.5 และร้อยละ 39.9 ตามล าดับ กลุ่มผู้ประกอบการ Micro (มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท) เป็นกลุ่มรองลงมาที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อในมิติจ านวนราย คิดเป็นร้อยละ 38.4 แต่ได้รับสินเชื่อน้อยที่สุด ในมิติจ านวนเงิน หรือเพียงร้อยละ 11.7 ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ Corporate (วงเงินสินเชื่อเดิม 50 - 500 ล้านบาท) ได้รับอนุมัติสินเชื่อน้อยที่สุดในมิติจ านวนราย คิดเป็นร้อยละ 7 แต่ในมิติจ านวนเงิน ได้รับอนุมัติสินเชื่อเป็นอันดับที่สองรองจากกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs โดยคิดเป็นร้อยละ 32.2 นอกจากนี้ หากพิจารณากลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ใหม่ (ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อเดิมกับสถาบันการเงินมาก่อน) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่โครงการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ได้ขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึง ได้รับอนุมัติ สินเชื่อในมิติจ านวนเงินและจ านวนรายคิดเป็นร้อยละ 13.6 และ 14.7 ตามล าดับ - แบ่งตามประเภทธุรกิจ ทั้งการแบ่งตามจ านวนเงินและจ านวนรายของกลุ่มประเภท ธุรกิจมีความสอดคล้องกัน โดยผู้ประกอบการในธุรกิจการพาณิชย์ได้รับอนุมัติสินเชื่อประมาณครึ่งหนึ่งของ วงเงินที่อนุมัติทั้งหมด ทั้งในแง่จ านวนเงินและจ านวนราย รองลงมาคือ ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตร้อยละ 22 และ 15.4 (จ านวนเงินและจ านวนรายตามล าดับ) ธุรกิจบริการร้อยละ 11.7 และ 14.8 และธุรกิจ ก่อสร้างร้อยละ 10 และ 9.7 ตามล าดับ - แบ่งตามพื้นที่ที่ธุรกิจได้รับสินเชื่อ จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ ธปท.เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 และข้อมูลสถิติของ ธปท. พบว่า มีการกระจายตัวของสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการ ทุกภูมิภาค โดยในพื้นที ่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นพื้นที ่ที ่ได้รับอนุมัติสินเชื ่อมากที ่สุด ทั้งในส ่วนของจ านวนเงินและจ านวนราย คิดเป็นร้อยละ 42.7 และร้อยละ 31.1 ตามล าดับ ส่วนหนึ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่มีผู้ประกอบการ SMEs ค่อนข้างหนาแน่น รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อร้อยละ 20.8 ของผู้ประกอบการ ที่ได้รับสินเชื่อทั้งประเทศ และมีสัดส่วนจ านวนสินเชื่อที่ได้รับร้อยละ 17.1 ของสินเชื่อทั้งหมด ขณะที่ ภาคใต้มีผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อร้อยละ 17.4 ของผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อทั้งประเทศ และ มีสัดส่วนจ านวนสินเชื่อที่ได้รับร้อยละ 14.2 ของสินเชื่อทั้งหมด 3. ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสีย : จากผลการส ารวจผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายจาก ข้อมูลแบบสอบถาม จ านวน 403 ราย (ภาคผนวก ฏ) พบว่า - ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมากต่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อ โดย สามารถน าสินเชื่อดังกล่าวไปใช้ประคับประคองธุรกิจต่อได้ เช่น น าเงินไปพัฒนา/ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และมีบางส่วนน าเงินที่ได้ไปจ่ายเงินเดือนพนักงานเพื่อให้ธุรกิจยังไปต่อได้ รวมทั้งเห็นว่ารูปแบบ เงื่อนไข ความหลากหลายในการให้สินเชื่อ และระยะเวลาด าเนินโครงการ รวมถึง การรับภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนแรกมีความเหมาะสมในระดับมาก


130 - อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการมีความพึงพอใจในระดับปานกลางต่อช่องทางการขอ สินเชื่อตามมาตรการ และกระบวนการ/ระยะเวลาในการพิจารณาสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางกลุ่ม ได้รับการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงินล่าช้าหรือไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ ประเด็นดังกล่าว อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากตัวผู้ประกอบการเอง เช่น การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มี ข้อมูลสถานะทางการเงินเพียงพอ เป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีประวัติการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาก่อน หรือเกิดจากสถาบันการเงินด าเนินการล่าช้า หรือส่วนหนึ่งอาจเกิดจากมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐในการ จ ากัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการระบาดของโรค COVID-19 ในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อขั้นตอนของการ ค้ าประกัน การจดทะเบียน และการจดจ านองหลักประกันใหม่ ๆ เป็นต้น - กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่า ปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินมาตรการ คือ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วมมาตรการที่อาจไม่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งหรือไม่มี รายงานทางการเงินที่เพียงพอ รวมถึงเอกสารข้อมูลที่ต้องจัดเตรียมเป็นจ านวนมาก จึงท าให้สถาบัน การเงินไม่รับพิจารณาการให้สินเชื่อ นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งที่มักจะพบเจอได้บ่อยในข่าวหรือผลการส ารวจ คือ ปัญหาการละเมิดเงื่อนไขหรือข้อก าหนดในการปล่อยสินเชื่อ เช่น การคิดค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มเติม ท าให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อ Soft Loan ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินจริง - ผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นส าหรับการปรับปรุง มาตรการ Soft Loan โดยเห็นว่า ผู้เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์และอ านวยความสะดวกให้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงช่องทางสินเชื่อได้ รวมถึงผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทั้งเรื่องเครดิตบูโร วงเงินสินเชื่อเดิม และไม่น าข้อมูลรายได้ในปัจจุบันที่อยู่ในช่วง Covid มาเป็นเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ Soft Loan นอกจากนี้ เห็นว่าภาครัฐควรมีการด าเนินพิจารณาสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเร็วกว่าเดิมเพื่อให้ ทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พิจารณาให้ครอบคลุมธุรกิจทุกภาคส่วนซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องการเป็นลูกโซ่ รวมทั้งก าหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกลงและวงเงินสินเชื่อให้มากขึ้นส าหรับผู้ประกอบการแต่ละราย ด้านที่ 4 ประสิทธิภาพของมาตรการ : 1) จากการจัดเก็บข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อผ่อนปรนและสินเชื่อฟื้นฟูฯ พบว่า57 กระบวนการ อนุมัติสินเชื่อจาก ธปท. ให้สถาบันการเงินมีความเหมาะสมและค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากมีการเตรียม ความพร้อมด้านระบบ IT ร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเบื้องต้น ท าให้ สามารถด าเนินการอนุมัติสินเชื่อผ่อนปรนและสินเชื่อฟื้นฟูฯ ได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยกระบวนการเริ่มจาก สถาบันการเงินยื่นขอสินเชื่อฟื้นฟูฯ และสินเชื่อผ่อนปรนได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันจันทร์ หลังจากนั้น ธปท. จะด าเนินการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ โดยใช้การตรวจสอบกับฐานข้อมูลลูกหนี้ที่ สถาบันการเงินรายงาน ธปท. และมีทีมผู้ตรวจสอบร่วมด้วย และพิจารณาอนุมัติภายในวันอังคาร และ วันพุธให้สถาบันการเงินน าตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note : PN) มาเพื่อยื่นขอรับเงิน โดยเมื่อ ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ แล้ว จึงด าเนินการโอนเงินให้สถาบันการเงินภายในวันพฤหัสบดี ส าหรับกรณี 57 จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ ธปท. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564


131 สินเชื่อฟื้นฟูฯ กระบวนการคล้ายกับการยื่นขอสินเชื่อ Soft Loan แต่ ธปท. เพิ่มจ านวนวันด าเนินการอีก 1 วัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยจะอนุมัติสินเชื่อภายในวันพุธ และให้สถาบันการเงินน า PN มายื่นขอรับเงินภายในวันพฤหัสบดี และด าเนินการโอนเงินภายในวันศุกร์ 2) จากการประชุมกลุ่มย่อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยได้พบปัญหาอุปสรรคและ ข้อจ ากัดในการด าเนินมาตรการ สรุปได้ดังนี้58 (1) การขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หากย้อนกลับไป ณ ตอนที่ร่าง พ.ร.ก. Soft Loan ขณะนั้น ธปท. โดยความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ประเมินว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 แม้จะส่งผลรุนแรง แต่คาดว่าจะสามารถคลี่คลายได้ ในระยะเวลาไม่นาน จึงออกแบบมาตรการที่เน้นการเยียวยาระยะสั้นและเร่งด่วน แต่สถานการณ์การระบาด COVID-19 กลับมีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ การปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นไปได้ยาก เนื่องจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ก าหนดไว้ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ค่อนข้างมีความละเอียดและรัดกุม หากต้องการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง อาจต้องปรับแก้ พ.ร.ก. Soft Loan หรือร่าง พ.ร.ก. ขึ้นใหม่ ซึ่งอาจใช้ เวลานาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้ออกมาตรการได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าว และร่วมกัน หารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการปรับปรุงมาตรการ ตั้งแต่ พ.ร.ก. Soft Loan ยังไม่สิ้นสุด ระยะเวลาการบังคับใช้ และได้ประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ฯ) ฉบับใหม่ภายหลังจาก พ.ร.ก. Soft Loan ได้สิ้นสุดการบังคับใช้ โดย พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ฯ มีความยืดหยุ่น มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. Soft Loan ท าให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และ วิธีการด าเนินมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงได้ (2) รูปแบบ/กลไกการให้สินเชื่อ Soft Loan อาจไม่ตอบโจทย์กับการระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ในมุมมองสถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan ปัญหาส าคัญข้อ หนึ่งที่ท าให้การปล่อยสินเชื่อ Soft Loan ต่ ากว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ การชดเชยความเสี่ยงด้านการผิดนัด ช าระหนี้ (Credit risk) ให้แก่สถาบันการเงินไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นจาก สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ แม้ว่าสถาบันการเงินจะได้รับสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยต่ าร้อยละ 0.01 ต่อปีจาก ธปท. และการรับภาระชดเชยทั้งภาระดอกเบี้ยและกรณีเกิด เป็นหนี้เสียจากรัฐบาล หลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางประการ โดยเฉพาะการคิดอัตราดอกเบี้ย Soft Loan เพียงร้อยละ 2 ต่อปี หรือการค้ าประกันเพียง 2 ปีและบนหลักประกันเดิม หรือการออกโครงการ Soft Loan Plus ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ าประกันตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้เท่าที่ควร สถาบันการเงินยังมองว่าการปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 58 จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ สศค. ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์ SMEs ไทย เมื่อวันที่ 11 และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 วันที่ 11 และ 18 กุมภาพันธ์ 2565


132 ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการเป็นหนี้เสีย จึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs ได้มากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการจัดชั้นและการกันส ารอง ซึ่งอาจกระทบ ถึงฐานะการเงินของสถาบันการเงินในอนาคตได้ ขณะที่มุมมองของลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ SMEs ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อเป็น ทุนเดิม กอปรกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มีความยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ท าให้ลูกหนี้มอง ว่า การก าหนดระยะเวลากู้ยืมเงินสูงสุด 2 ปีเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป การก าหนดวงเงินให้สินเชื่อไม่เกิน ร้อยละ 20 ของยอดคงค้างสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ยังไม่เพียงพอ รวมทั้งเห็นควรปรับ หลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เดิมไม่เคยมีสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สามารถเข้าถึงสินเชื่อ Soft Loan ได้ เพราะแม้ในช่วงก่อนหน้าจะผู้ประกอบการ SMEs จะด าเนินธุรกิจได้โดยไม่จ าเป็นต้องกู้เงินมา ก่อน แต่การระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรง อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs เริ่มประสบ ปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนได้ (3) ปัญหาอุปสรรคในเชิงการปฏิบัติงาน (Operation) สืบเนื่องจากสถานการณ์ของ COVID-19 รัฐบาลจึงออกมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ในการจ ากัดการ เดินทาง เพื่อป้องกันการระบาดในวงกว้าง ท าให้ส่งผลกระทบต่อขั้นตอนของการค้ าประกัน การจดทะเบียน และการจดจ านองหลักประกันใหม่ๆ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้การปล่อยสินเชื่อ Soft Loan มีความล่าช้า นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งที่มักจะพบเจอได้บ่อยในข่าวหรือผลการส ารวจ คือ ปัญหาการละเมิดเงื่อนไขหรือ ข้อก าหนดในการปล่อยสินเชื่อ Soft Loan เช่น การคิดค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติม59 ท าให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อ Soft Loan ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินจริง ทั้งนี้ จากปัญหาและอุปสรรคในข้างต้นเป็นผลให้ผู้ออกมาตรการ รวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องร่วมกันปรับกลไกการให้สินเชื่อจาก พ.ร.ก. Soft loan ฉบับเดิม เป็น พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ ฉบับ ใหม่ อาทิ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบัน การเงินมาก่อน ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อ ขยายระยะเวลากู้ยืมจากเดิม 2 ปี เป็น 5 ปี และช่วยให้ลูกหนี้เข้าถึง สินเชื่อได้ง่ายขึ้นผ่านกลไกการค้ าประกันของ บสย. โดยยังคงวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือธุรกิจที่มี ศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้สามารถประคับประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน รวมทั้ง มีโอกาสที่จะฟื้นฟูศักยภาพและปรับกลยุทธ์การด าเนินธุรกิจเพื่อรองรับโลกยุคหลัง COVID-19 ต่อไป โดย รายละเอียดมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการ Soft loan เดิม ปรากฏตามตาราง ต่อไปนี้ 59 อ้างอิงจากผลส ารวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ 344 รายต่อการเข้าถึงสินเชื่อ Soft Loan ธปท. ของหอการค้าไทย เมื่อเดือนมิถุนายน 2563


133 ตารางที่ 4.1 การเปรียบเทียบมาตรการ Soft loan และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ หลักเกณฑ์ มาตรการ Soft loan มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ คุณสมบัติลูกหนี้ ลูกหนี้เดิม (ที่มีวงเงินต่อกลุ่มธุรกิจ ไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็น NPL) 1. ลูกหนี้เดิม ที่มีวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็น NPL 2. ลูกหนี้ใหม่ วงเงิน ไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงเหลือ 1. ลูกหนี้เดิม ไม่เกิน 30% ของวงเงิน 2. ลูกหนี้ใหม่ ไม่เกิน 20% อัตราดอกเบี้ย ไม่เกิน 2% ต่อปี ไม่เกิน 5% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี) โดย 2 ปีแรกไม่เกิน 2% ต่อปี และภาครัฐ ชดเชยดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เงื่อนไขการค้ าประกัน - ชดเชยไม่เกิน 60-70% (แบบ Individaul guaruntee มีการ share หลักประกันเดิม) - อายุค้ าประกัน 2 ปี - ไม่มีค่าธรรมเนียม - ชดเชยไม่เกิน 40% ของพอร์ตสินเชื่อ (ไม่ต้อง share หลักประกันเดิม) - อายุค้ าประกัน 10 ปี - ค่าธรรมเนียม 1.75% ต่อปี (ภาครัฐชดเชยรวม 3.5%) ระยะเวลาที่ ธปท. สนับสนุนสภาพคล่อง 2 ปี 5 ปี ที่มา: คณะผู้วิจัย ผลจากการปรับปรุงมาตรการดังกล่าว สมาคมธนาคารไทยในฐานะสถาบันการเงินที่ท า หน้าที่เป็นตัวกลางในการด าเนินโครงการ ค่อนข้างพึงพอใจกับโครงการโดยเห็นว่า การให้ความช่วยเหลือ ครั้งนี้มีการพิจารณาระบบนิเวศ (Ecosystem) ต่าง ๆ ค่อนข้างครบถ้วนและดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และ ช่วยเสริมสภาพคล่องเพื่อป้องกันปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loans : NPLs) ที่อาจ กระทบต่อทุนส ารองของธนาคารพาณิชย์และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ในขณะที่ตัวแทนผู้ประกอบการ อย่างสมาพันธ์ SMEs ไทย ซี่งเห็นว่า การช่วยเหลือของภาครัฐผ่านมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนทั้ง 2 ฉบับ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งยังไม่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs มากนัก เพราะผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 มีความรุนแรงและต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐ ควรมีกลไกหรือมาตรการที่ถาวรในการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ในระยะยาว อาทิ การให้ ความช่วยเหลือเรื่องเงินทุน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของหน่วยงานที่เป็นผู้ออกนโยบายทั้ง ธปท. และ สศค. เห็นว่ายังคงต้องติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับเปลี่ยน รูปแบบและเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป


134 ด้านที่ 5 ผลกระทบของมาตรการ : ในการประเมินผลของมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนและ สินเชื ่อฟื้นฟูฯ ที ่มีต ่อระบบเศรษฐกิจมีข้อจ ากัดในการแยกประเมินผลที ่เกิดจากมาตรการโดยเฉพาะ คณะผู้วิจัยจึงประเมินผลจากการจ้างงานของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีบทบาทส าคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ พบว่า การจ้างงานอยู่ในทิศทางฟนตัว จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโรค COVID-19 การได้รับวัคซีนของประชาชน การเปิดประเทศ การปรับตัวเพื ่อรับมือกับสถานการณ์การ ระบาด และการบริโภคภายในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการกระตุ้นการใช้จ่าย และการเดินทางของประชาชน อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานโดยรวมยังคงเปราะบาง จากความไม่แน่นอนของ การระบาดของ COVID-19 เป็นส าคัญ ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของมาตรการ : ตามเกณฑ์การประเมินประเด็นความยั่งยืนของ มาตรการได้ก าหนดให้พิจารณาจ านวนลูกหนี้ที่กลายเป็น NPL ภายหลังจากได้รับสินเชื่อจากโครงการ แต่เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือภายใต้มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ เป็นการให้ความช่วยเหลือชั่วคราวแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ดังนั้น การประเมินความยั่งยืนในส่วนนี้จึงเป็นการติดตามผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อว่าจะสามารถ ด าเนินธุรกิจต่อได้โดยไม่กลายเป็นลูกหนี้NPLs หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากเมื่อ วันที่ 22 มีนาคม 2565 คณะรัฐมนตรีมีมติขยายอายุโครงการสินเชื่อ Soft Loan ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ปี 2563 ซึ่งเดิมจะเริ่มครบก าหนดช าระหนี้ในเดือน เม.ย. 2565 ให้ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงได้รับ สินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่องและป้องกันมิให้ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มดังกล่าวผิดนัดช าระหนี้ ในวงกว้าง และลดภาระค่าธรรมเนียมการค้ าประกันของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะเป็นการประคับประคอง กิจการและพยุงการจ้างงานในประเทศ 4.2.2 มาตรการกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (Corporate Bond Stabilization Fund : BSF) มาตรการ BSF ของภาครัฐภายใต้ พ.ร.ก. การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 มีรายละเอียดการโครงการและผลประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของมาตรการ วัตถุประสงค์ ของมาตรการ เพื่อลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกใหม่ของบริษัทที่มีพื้นฐานการด าเนินงาน ที่ดีและมีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาจากการที่ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนขาด สภาพคล่องเพื่อให้สามารถด าเนินธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการ ขาดสภาพคล่องดังกล่าว ลุกลามเป็นการผิดนัดช าระหนี้ในวงกว้าง และสร้างปัญหา ให้แก่ระบบการเงินโดยรวม อีกทั้งยังช่วยรักษามูลค่าเงินออมของประชาชนไม่ให้ สูญหายไป และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทเอกชนผู้ออกตราสารหนี้


Click to View FlipBook Version