The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัย_ฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kittipak, 2024-03-06 05:21:07

รายงานวิจัย_ฉบับสมบูรณ์

รายงานวิจัย_ฉบับสมบูรณ์

135 กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนและประกอบธุรกิจในไทย (ยกเว้น รัฐวิสาหกิจ สถาบัน การเงิน และกลุ่มธุรกิจของสถาบันการเงิน) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท ระดับ Investment grade ก่อนยื่นขอไม่เกิน 1 เดือน กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย 400,000 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินมาตรการ ระยะเวลา 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2563 – 31 ธันวาคม 2565 รูปแบบของมาตรการ จัดตั้ง “กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” (Corporate Bond Stabilization Fund : BSF) หรือ “กองทุน BSF” โดยก าหนดให้ ธปท. มีอ านาจซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน BSF ภายในวงเงินที่ก าหนด โดยรูปแบบ การให้ความช่วยเหลือของกองทุน BSF มีดังนี้ - กองทุน BSF จะให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่ก าหนด และ สามารถจัดหาเงินทุนจากแหล่งอื่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของยอดตราสารหนี้ ที่จะครบก าหนด - ตราสารหนี้ภาคเอกชนออกใหม่ที่จะได้รับความช่วยเหลือสภาพคล่องจากกองทุน BSF ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) อายุไม่เกิน 270 วัน 2) มีอันดับความน่าเชื่อถือ ของตราสารในระดับที่ลงทุนได้ (Investment grade) 3) เป็นตราสารหนี้ที่ไม่ซับซ้อน 4) กรณีผู้ออกตราสารหนี้ให้หลักประกันแก่ ผู้ถือตราสารหนี้ภาคเอกชนอื่นที่ออกในคราวเดียวกัน ตราสารหนี้ที่กองทุน BSF ลงทุนต้องได้รับหลักประกันไม่ด้อยกว่า - ต้นทุนการขอรับความช่วยเหลือจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จัดหาจากแหล่งเงินทุน อื่นที่ได้มา (Penalty Rate) รวมกับ Facility premium (ร้อยละ 1 ต่อปี ส าหรับวงเงินร้อยละ 30 ของยอดตราสารหนี้ที่ครบก าหนด และร้อยละ 2 ต่อปี ส าหรับส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 30) เพื่อสะท้อนการเป็นแหล่งเงินทุนสุดท้าย (Last resort) ของกองทุน BSF ตัวชี้วัดของมาตรการ ไม่มีการก าหนดตัวชี้วัดของมาตรการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย 2) สถานะของโครงการ : สถานะการอนุมัติวงเงิน อยู่ระหว่างด าเนินโครงการ โดยปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดมาขอความช่วยเหลือจากกองทุน BSF จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ไม่มีบริษัทใดมาขอความช่วยเหลือจากกองทุน BSF หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2565 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)


136 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง -ความสอดคล้องของรูปแบบการให้ความช่วยเหลือกับสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้น - การก าหนดกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง ความเชื่อมโยง กองทุน BSF จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอ านาจกฎหมายเฉพาะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ต่อนักลงทุน และช่วยรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในช่วงที่กลไกตลาดการเงิน ท างานต่างจากปกติ (Market Dysfunction) จึงไม่ทับซ้อนกับโครงการอื่น ประสิทธิผล - อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน/หุ้นกู้ (Corporate bond yield) - จ านวนธุรกิจที่ผิดนัดช าระหนี้จากเหตุ Market Dysfunction - ระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินการ - ความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ ผลกระทบ - ด้านเสถียรภาพทางการเงิน: สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในภาวะที่ตลาด ตราสารหนี้มีความผันผวนสูง เพื่อให้กลไกตลาดการเงินกลับสู่ภาวะปกติ ตามที่ควรจะเป็น ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ผ่านกองทุน BSF คณะผู้วิจัยได้ประเมินมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ผ่านกองทุน BSF (มาตรการ BSF) โดยมีผลการประเมินมาตรการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของมาตรการ : ภาครัฐสามารถออกมาตรการ BSF ได้อย่าง ทันท่วงทีและมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น เนื ่องจากในช ่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นช่วงที่มีการเร่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ จากความกังวลเกี่ยวกับการระบาด ของ COVID-19 ที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดเงินมีความผันผวน เกิดปัญหากลไกตลาดท างาน ผิดไปจากปกติ (market dysfunction) ประกอบกับในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง ระบบการเงิน หลายจุดก าลังขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น ด้วยความจ าเป็นของสถานการณ์ที่เริ่มลุกลามและส่งผลบั่นทอน เสถียรภาพระบบการเงิน จึงท าให้ภาครัฐออกมาตรการ BSF ในเดือนเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยมีกองทุน BSF เป็นแหล่งเงินทุนส ารองแหล่งสุดท้ายให้บริษัทเอกชน ที่ไม่สามารถระดมทุนจากตลาดได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการผิดนัดช าระหนี้ในวงกว้าง ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของมาตรการ : มาตรการ BSF มิใช่มาตรการเดียวที่ช่วยเสริมสภาพ คล่องให้กลไกตลาดตราสารหนี้สามารถกลับมาท างานได้อย่างปกติ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนใน ตลาดตราสารหนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินได้ แต่ยังมีอีก 2 มาตรการที่ด าเนินการควบคู่กัน ได้แก่ (1) มาตรการช่วยเหลือกองทุนรวมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน


137 (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กองทุนรวมตราสารหนี้ผ่านสถาบัน การเงิน โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ประเภทกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund: MMF) และกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไปที่เปิดให้ผู้ ลงทุนซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันท าการ (Daily Fixed Income: Daily FI) ที่ได้รับผลกระทบจาก การขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน และ (2) การเข้าท าธุรกรรมซื้อขาดตราสารหนี้ภาครัฐ (Outright purchase) ในตลาดรองของ ธปท. เพื่อดูแลให้กลไกตลาดตราสารหนี้ภาครัฐท างานได้อย่างราบรื่น มี ประสิทธิภาพ และมีสภาพคล่องเพียงพอ ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติการเข้าท าธุรกรรมซื้อหรือขายขาด ตราสารหนี้ภาครัฐ (Outright purchase) ในตลาดรอง เป็นหนึ่งในเครื่องมือการด าเนินนโยบายการเงิน ผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations หรือ OMOs) เพื่อปรับสภาพคล่องในระบบเป็นการถาวร ดังนั้น จึงสรุปได้ว่ามาตรการ BSF เป็นมาตรการเชิงป้องกันเพียงมาตรการเดียวที่มีในขณะนั้น โดยมี วัตถุประสงค์ใหญ่ร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ในการช่วยให้กลไกตลาดกลับมาท างานได้อย่างปกติ เพื่อรักษา เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของมาตรการ : 1) อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ A- ขึ้นไปทยอยปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยตั้งแต่เริ่มออกมาตรการ (ปี 2563) จนถึง ปัจจุบันที่มีการขยายระยะเวลามาตรการออกไปถึงเดือนธันวาคม 2565 นับว่ามาตรการ BSF สามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ได้แม้จะยังไม่มีบริษัทเอกชนรายใดได้มาขอความช่วยเหลือผ่านกองทุน BSF เนื่องจากการ ประกาศใช้มาตรการสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ร่วมตลาดได้ ส่งผลให้กลไกตลาดตรา สารหนี้ของไทยโดยรวมกลับมาท างานใกล้เคียงภาวะปกติมากขึ้น สะท้อนจากต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ ผ่านการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ Corporate spread60 ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ หลังจาก ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2563 รวมทั้งการเสนอขายตราสารหนี้ของบริษัทในกลุ่มที่มีอันดับ ความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) มีจ านวนเพิ่มขึ้น ปรากฏตามแผนภาพต่อไปนี้ 60 ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (โดยเปรียบเทียบกับพันธบัตรที่มีอายุเท่ากัน) เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น


138 แผนภาพที่ 4.14 ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจผ่านการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate spread) รุ่นอายุไม่เกิน 3 ปี โดยเฉลี่ย แบ่งตามการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประมวลผลโดยคณะผู้วิจัย แผนภาพที่ 4.15 ความต้องการตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประมวลผลโดยคณะผู้วิจัย *หมายเหตุ: เฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนสกุลบาทเสนอขายในประเทศ และไม่รวมพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้สกุลเงินบาทที่ออกโดยนิติบุคคลต่างประเทศ ตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันการเงิน และตราสารหนี้อายุต่ ากว่า 1 ปี


139 2) ในช่วงที่กลไกตลาดตราสารหนี้ท างานผิดไปจากปกติ (Market Dysfunction) ไม่พบการผิดนัด ช าระหนี้ของบริษัทรายใดที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือ โดยบริษัทที่ประสบ ปัญหาส่วนใหญ่สามารถขอเลื่อนการช าระหนี้ได้โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Restructuring) 3) ระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการประชุม กลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่า ผู้แทน ธปท. ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการออกนโยบายค่อนข้างพอใจ กับการประกาศใช้มาตรการ โดยเห็นว่าเป็นการออกมาตรการที่ค่อนข้างมีความคุ้มค่า เนื่องจากสามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงินได้โดยไม่จ าเป็นต้องใช้วงเงินที่ตั้งไว้ในการให้ความช่วยเหลือ สอดคล้องกับผู้แทน ThaiBMA ที่เห็นว่า แม้ไม่ได้มีการขอใช้วงเงินของกองทุน BSF แต่นับว่ามีผลต่อตลาด ตราสารหนี้อย่างมหาศาลในการลดความตระหนกของตลาดการเงิน ขณะที่ผู้แทน ธปท. และสมาคม ธนาคารไทย มีความเห็นสอดคล้องกันในประเด็นที่ว่า โดยหลักการการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นควรให้ เป็นไปตามกลไกตลาดและการแก้ไขปัญหาของเอกชนร่วมกัน (Private Sector Solution) โดยที่ภาครัฐ ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่ส าหรับประเทศไทยไม่ได้มีกลไกรองรับในเรื่องนี้มาก่อน ดังนั้น จึงมีความจ าเป็น ที่ภาครัฐต้องมีมาตรการแก้ไขฉุกเฉิน เพื่อรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการการแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อ COVID-19 โดยปัจจุบัน ธปท. ได้เริ่มหารือการเตรียมความพร้อมจัดท ามาตรการเพื่อรองรับกรณีเกิด เหตุฉุกเฉินกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยถือเป็นส่วนหนึ่งภายใต้แผนการพัฒนาตลาดทุนต่อไป นอกจากนี้ จากการประชุมกลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมาตรการ BSF พบว่า มีการ แสดงความคิดเห็นถึงสาเหตุของการที่ไม่มีบริษัทใดมาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน BSF สามารถ สรุปได้ 2 ประการ ดังนี้ 1) กลุ่มบริษัทเอกชนยังมีความสามารถในการระดมทุนจากแหล่งอื่น โดยไม่มีความจ าเป็นต้อง ขอความช่วยเหลือผ่านกองทุน BSF ซึ่งเป็นแหล่งเงินสุดท้ายที่จะให้สภาพคล่องระยะสั้นแก่บริษัทเอกชนได้ ด้วยต้นทุนของเงินช่วยเหลือที่สูงกว่าการระดมทุนจากแหล่งอื่นทุกแหล่ง ตามหลักการข้อหนึ่งของการออก มาตรการนี้ คือ การออกแบบให้กองทุน BSF เป็นแหล่งเงินทุนส ารอง (backstop) ที่ให้เงินทุนระยะสั้น (bridge financing) แก่ผู้ออกตราสารที่มีผลการด าเนินธุรกิจดี แต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวจากผลกระทบ ของการระบาดของ COVID-19 รวมถึงมีกลไกที่ช่วยป้องกันปัญหาการเอาเปรียบทางการหรือ moral hazard ด้วย 2) ไม่มีบริษัทเอกชนใดยอมขอความช่วยเหลือจากมาตรการ BSF อาจเพราะเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น บริษัทต้องจัดหาเงินทุนจากแหล่งอื่นให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของยอดตราสารหนี้ที่ครบก าหนด มีต้นทุนการกู้ยืมที่แพงที่สุดส าหรับผู้ออกตราสาร เป็นต้น หรืออาจเกรงว่าหากสาธารณชนรับรู้อาจกระทบ ต่อชื่อเสียงของบริษัทและท าให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ด้านที่ 4 ประสิทธิภาพของมาตรการ : เนื่องจากเป็นโครงการที่ยังไม่มีบริษัทใดมาขอรับ ความช่วยเหลือจากกองทุน BSF จึงเป็นข้อจ ากัดให้ไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพในด้านระยะเวลา ด าเนินโครงการได้ อย่างไรก็ดี ในด้านความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยค่อนข้างมีความเห็น


140 สอดคล้องกับผู้แทน ธปท. ที่เห็นว่าการประกาศใช้มาตรการ BSF มีความคุ้มค่าในแง่มุมที่สามารถสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงินได้โดยไม่จ าเป็นต้องใช้วงเงินที่ตั้งไว้ในการให้ความช่วยเหลือ ด้านที่ 5 ผลกระทบของมาตรการ : ภายหลัง ธปท. เข้าท าธุรกรรมซื้อขาดตลาดตราสารหนี้ ภาครัฐ รวมถึงการประกาศใช้มาตรการ MFLF และ BSF ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2563 กลไก ตลาดตราสารหนี้ของไทยโดยรวมกลับมาท างานใกล้เคียงภาวะปกติมากขึ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลและต้นทุนการกู้ยืมของภาคบริษัทผ่านการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ Corporate spread ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2563 รวมทั้งการ เสนอขายตราสารหนี้ของบริษัทในกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) มีจ านวนเพิ่มขึ้น ปรากฏตามแผนภาพต่อไปนี้ แผนภาพที่4.16 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในช่วงออกมาตรการ BSF ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประมวลผลโดยคณะผู้วิจัย 4.3 สรุปผลการประเมินมาตรการด้านการเงินและการคลังเพื่อแก้ไขสถานการณ์COVID-19 จากการประเมินโครงการ/มาตรการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างของมาตรการด้านการคลังเพื่อแก้ไข ปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คณะผู้วิจัยได้จัดท าสรุปภาพรวมผลการประเมินมาตรการ ด้านการคลัง ดังนี้


141 แผนภาพที่ 4.17 สรุปผลการประเมินโครงการและมาตรการตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มา : คณะผู้วิจัย หมายเหตุ : หมายถึง ด าเนินการได้มากกว่าร้อยละ 50 ⚫ หมายถึง ด าเนินการได้น้อยกว่าร้อยละ 50 x หมายถึง ไม่สามารถด าเนินการได้ - หมายถึง ไม่มีการประเมิน คณะผู้วิจัยพบว่า โครงการ/มาตรการในแผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข และ แผนงานที่ 2 การช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 สามารถก่อให้เกิดประสิทธิผล และผลกระทบได้ตามเป้าหมายของโครงการ โดยสามารถรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีความฉุกเฉิน บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการ ต่าง ๆ ของภาครัฐเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งโครงการที่มีความส าคัญ เช่น โครงการค่าบริการ สาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังคงมีการด าเนินการต่อเนื่องภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 (เพิ่มเติม) ส าหรับแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มโครงการตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) การกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือนโดยตรง เช่น โครงการ คนละครึ่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ ในวงกว้าง ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับโครงการช่วยเหลือ เยียวยาประชาชน ซึ่งโครงการคนละครึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด ประชาชนมีความพึงพอใจต่อโครงการมาก จึงมีการด าเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง และ (2) การสนับสนุนการจ้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษา ใหม่โดยภาครัฐและเอกชน มีผลการด าเนินการต่ ากว่าร้อยละ 50 ของเป้าหมายตามตัวชี้วัดหลักที่ก าหนด ในข้อเสนอโครงการ เนื่องจากเกณฑ์ของโครงการและข้อก าหนดต่าง ๆ ในช่วงแรกเป็นข้อจ ากัดในการ เข้าร่วม รวมทั้งรูปแบบของโครงการอาจยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากนัก ท าให้


142 ไม่สามารถด าเนินการได้ตามเป้าหมายและต้องมีการขออนุมัติปรับลดเป้าหมายและงบประมาณลง ในภายหลัง ในภาพรวมของการด าเนินโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า โครงการส่วนใหญ่มีการขยายระยะเวลา ด าเนินโครงการ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขยายขอบเขตการด าเนินงาน เช่น การขยายกลุ่มเป้าหมาย หรือการปรับเพิ ่มวงเงิน และอีกส ่วนหนึ่งเกิดจากหน ่วยงานด าเนินการได้ล ่าช้าเพราะขาดความเข้าใจ ในขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระบวนการเบิกจ่ายเงินกู้ และการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น รวมทั้ง ปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อการด าเนินงาน ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีความ รุนแรงส่งผลต่อการด าเนินกิจกรรมก่อสร้าง และกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม ส าหรับการด าเนินโครงการ พบว่า ขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการด าเนินงานและหน่วยงานจะต้องเสนอเรื่องต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติการปรับเปลี่ยนสาระส าคัญของโครงการทุกครั้ง ซึ่งมีกระบวนการและ ใช้ระยะเวลาด าเนินงานค่อนข้างมาก นอกจากนี้ เนื่องจาก พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีกรอบวงเงิน ที่จ ากัด หากโครงการมีการใช้จ่ายต่ ากว่ากรอบวงเงินเป็นจ านวนมาก หน่วยงานจะต้องเสนอขออนุมัติ เพื่อปรับลดกรอบวงเงิน เพื่อน าวงเงินที่เหลือไปจัดสรรให้กับโครงการอื่นที่มีความจ าเป็นต่อไป ในด้านความยั่งยืนของโครงการที่เป็นมาตรการด้านการคลัง คณะผู้วิจัยพบว่า โครงการที่มี การใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. COVID-19 ในวงเงินสูง ส่วนใหญ่เป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยา กระตุ้นการบริโภคที่เป็นการให้วงเงินสิทธิในการใช้จ่าย และโครงการเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ซึ่งเป็นความช่วยเหลือในระยะสั้นเท่านั้น ไม่เข้าเกณฑ์ในการประเมินความ ยั่งยืน อย่างไรก็ดี การพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึง ประชาชนจะเป็นประโยชน์กับการด าเนินนโยบายในอนาคตและสามารถเข้าถึงประชาชนได้จ านวนมาก ในส่วนของโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นโครงการที่คณะผู้วิจัยคาดว่าจะมีความยั่งยืน ในระยะอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโครงการขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของ หน ่วยงานที ่เกี ่ยวข้อง เพื ่อให้ความรู้ด้านการด าเนินงานและการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่าง ต่อเนื่องด้วย ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน คณะผู้วิจัยได้จัดท าสรุปผลการประเมิน ดังนี้ แผนภาพที่ 4.18 สรุปผลการประเมินมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ และ พ.ร.ก. BSF ที่มา : คณะผู้วิจัย หมายเหตุ : หมายถึง ด าเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ - หมายถึง ไม่มีการประเมิน


143 จากการประเมินมาตรการคณะผู้วิจัยพบว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มาตรการ Soft loanและมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ สามารถด าเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ โดยมีส่วนช่วย สนับสนุนสภาพคล่องให้กับธุรกิจเพื่อให้ด าเนินการต่อไปได้รักษาระดับการจ้างงานของธุรกิจ และลด ความเสี ่ยงจากการผิดนัดช าระหนี้ของ SMEs ที่อาจกระทบต่อสถาบันการเงินและระบบการเงินของ ประเทศในภาพรวม โดยภาครัฐต้องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพที่จะ ด าเนินธุรกิจต่อไปได้และให้สถาบันการเงินซึ่งมีความเข้าใจธุรกิจเป็นผู้พิจารณา ท าให้ด าเนินการได้อย่าง รัดกุม ส าหรับมาตรการ BSF เป็นมาตรการเชิงป้องกันผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ในช่วงวิกฤตที่ นักลงทุนมีความตื่นตระหนก มาตรการช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ธุรกิจ สามารถระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ได้ตามปกติและไม่มีการขอใช้วงเงินภายใต้ พ.ร.ก. BSF อย่างไรก็ดี มาตรการก าหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ระดมทุนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade เท่านั้น หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ความช่วยเหลือของมาตรการจะไม่ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีความ เสี่ยงสูง และอาจส่งผลให้เกิดการผิดนัดช าระหนี้ได้


72 บทที่ 4 ผลการวิจัย ในบทนี้คณะผู้วิจัยได้ประเมินผลมาตรการด้านการเงินการคลังในการแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาของรัฐบาล โดยเป็นการประเมินโครงการและมาตรการตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่คัดเลือกไว้ จ านวน 10 โครงการ/มาตรการ ประกอบด้วย (1) มาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. COVID-19 จ านวน 8 มาตรการ/โครงการ วงเงินรวม 514,842 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 51.5 % ของวงเงิน ตาม พ.ร.ก. และ (2) มาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF จ านวน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน และมาตรการ BSF วงเงินรวม 900,000 ล้านบาท ตามที่ก าหนดใน พ.ร.ก. โดยใช้หลักเกณฑ์การประเมินผลของ OECD เป็นกรอบในการประเมินผล ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์ การประเมิน 6 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้อง ความเชื่อมโยง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และ ความยั่งยืน ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เลือกใช้หลักเกณฑ์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับลักษณะของมาตรการและ โครงการ โดยมีรายละเอียดผลการประเมินมาตรการและโครงการ ดังนี้ 4.1 ผลการประเมินมาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 คณะผู้วิจัยได้ประเมินผลโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที ่เป็นกลุ ่มตัวอย ่าง จ านวน 8 โครงการ/มาตรการ ประกอบด้วย แผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข จ านวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการค่าบริการ สาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รอบที่ 1 - 4 และโครงการพัฒนาศักยภาพระบบ บริการสุขภาพ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยงาน ส่วนภูมิภาค แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จ านวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเราชนะ โครงการ ม33 เรารักกัน และมาตรการบรรเทาภาระค ่าใช้จ ่ายด้านสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่และในระลอกเดือนเมษายน 2564 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จ านวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ โดยภาครัฐและเอกชน โดยมีรายละเอียดผลการประเมินรายโครงการ ดังนี้


73 4.1.1 โครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรอบที่ 1 - 4 โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ในส่วนของแผนงานที่ 1.3 แผนงานหรือโครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จ าเป็นต่อการ บ าบัดรักษา ป้องกันควบคุมโรค รวมทั้งการวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการฟื้นฟูด้าน สาธารณสุขของประเทศ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการ สถานพยาบาลที่ให้บริการสาธารณสุข โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนไทยทุกสิทธิ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนไทยทุกคน กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย มีการอนุมัติกรอบวงเงิน จ านวน 4 รอบ วงเงินรวม 30,348.34 ล้านบาท ดังนี้ - รอบที่ 1 : เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 วงเงิน 2,999.69 ล้านบาท - รอบที่ 2 : เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 วงเงิน 3,752.70 ล้านบาท - รอบที่ 3 : เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 วงเงิน 10,569.83 ล้านบาท - รอบที่ 4 : เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 วงเงิน 13,026.12 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการ รอบที่ 1 - 4 รวมทั้งสิ้น 9 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2564 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ - รอบที่ 1 : ระยะเวลา 6 เดือน (มกราคม - มิถุนายน 2564) - รอบที่ 2 : ระยะเวลา 8 เดือน (กุมภาพันธ์ - กันยายน 2564) - รอบที่ 3 : ระยะเวลา 6 เดือน (เมษายน - กันยายน 2564) - รอบที่ 4 : ระยะเวลา 2 เดือน (สิงหาคม - กันยายน 2564) รูปแบบของโครงการ รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 แก่ประชาชน โดยสถานพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขสามารถเบิก ค่าใช้จ่ายจาก สปสช. จ านวน 4 รายการ ได้แก่ 1) ค่าใช้จ่ายบริการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 ส าหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง 2) ค่าใช้จ่ายการบริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยโรค COVID-19 3) ค่าใช้จ่ายค่าบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 4) ค่าใช้จ่ายเพื่อเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีน COVID-19 ทั้งนี้ ในกรณีของค่าบริการตามข้อ 1) 3) และ 4) เป็นการให้บริการส าหรับ ประชาชนไทยทุกกลุ่ม ทุกสิทธิ ขณะที่ค่าใช้จ่ายตามข้อ 2) ซึ่งเป็นการรักษาผู้ป่วย โรค COVID-19 จ ากัดเฉพาะผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ไม่มีสิทธิ สวัสดิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายประกันสังคม/ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลอย่างอื่นที่รัฐจัดให้จ านวน 48 ล้านคน


74 ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้รับบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ได้แก่ - กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 - ผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการรักษา - การให้บริการวัคซีนป้องกัน COVID-19 - ผู้ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีน COVID-19 และค่าใช้จ่ายและระยะเวลาด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 ธันวาคม 2563 วันที่ 30 มีนาคม 2564 วันที่ 1 มิถุนายน 2564 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะ การเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 30,348.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของวงเงินอนุมัติ จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ 1) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 จ านวน 12,566,627 ราย คิดเป็นร้อยละ 158.69 ของแผน 2) ผู้ป่วยโรค COVID-19 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพที่ได้รับการรักษา พยาบาล จ านวน 802,053 ราย คิดเป็นร้อยละ 471.40 ของแผน 3) ประชาชนที่ได้รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จ านวน 46,880,034 โดส คิดเป็นร้อยละ 123.37 ของแผน 4) ประชาชนที่ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการ ฉีดวัคซีน COVID-19 จ านวน 5,520 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.64 ของแผน หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปสช.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์ของโครงการมีความสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ COVID-19 และตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยง -ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประสิทธิผล 1) จ านวนผู้รับบริการในเดือน ม.ค. – ก.ย. 64 ประกอบด้วย (1) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับ การตรวจคัดกรอง (2) ผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการรักษา (3) ผู้ได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 และ (4) ผู้ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีนฯ 2) ความพึงพอใจของผู้ต้องการรับบริการ เช่น ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ


75 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ผลกระทบ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะได้รับ - การคัดกรองและป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษา พยาบาลกรณีเจ็บป่วยด้วย COVID-19 และเมื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถด าเนินต่อไปได้ ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ และค่าใช้จ่ายเทียบกับแผนงาน - กระบวนการเบิกจ่ายค่าบริการสาธารณสุข / การใช้สิทธิตามโครงการของประชาชน ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการค่าบริการสาธารณสุขฯ โดยมีผลการประเมินโครงการในด้าน ต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์ที่ตอบสนองโดยตรงต่อ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ในปี 2564 เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้ ประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ จึงมีความจ าเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลจะต้องให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มหลัก ดังนี้ (1) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการตรวจคัดกรอง (2) ผู้ป่วย COVID-19 ที่ได้รับการรักษา (3) ผู้ได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 และ (4) ผู้ได้รับการเยียวยาความเสียหายจากการรับบริการวัคซีนฯ ซึ่งผู้ป่วยโรค COVID-19 สามารถเข้ารับการรักษาได้ในสถานพยาบาลทุกแห่งทั้งของภาครัฐ และเอกชน ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการด าเนินการโดยใช้ระบบการให้บริการ สาธารณสุขและวิธีการเรียกเก็บค ่าใช้จ ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งสถานพยาบาล จะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชนแต่จะเรียกเก็บจาก สปสช. ตามอัตราค่าใช้จ่ายที่ก าหนดผ่านระบบ Universal Coverage for Emergency Patients (UCEP) ซึ่งได้มีการด าเนินการอยู่ก่อนหน้าและมีระบบ เพื่อรับส่งข้อมูลระหว่าง สปสช. กับสถานพยาบาล โดยการให้บริการสาธารณสุขส าหรับ COVID-19 ในระยะแรก สปสช. ได้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจ าปีในการด าเนินการ แต่เนื่องจากงบประมาณมีไม่ เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีความต่อเนื่องยาวนานได้ จึงจ าเป็นต้องขออนุมัติการใช้ จ่ายจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เพื่อสมทบอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ในการจัดท าโครงการ หน่วยงานเจ้าของโครงการได้มีการบูรณาการฐานข้อมูลกับ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประมาณการกรอบวงเงินโครงการ สปสช. ใช้ข้อมูลซึ่งบูรณาการ จากหลายหน่วยงาน โดยมีการประเมินจ านวนผู้รับบริการจากรายงานสถานการณ์การระบาดของศูนย์ ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (Emergency Operation Center: EOC) กรมควบคุมโรค และ ในกรณีค่ารักษาพยาบาลจะพิจารณาจากแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย COVID-19 ตามประกาศของ กรมการแพทย์ส าหรับผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม (สีเขียว/สีเหลือง/สีแดง) ร่วมกับอัตราค่าบริการสาธารณสุขตาม


76 ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดท ากรอบประมาณการค่าใช้จ่ายส าหรับการให้บริการ โดยจะ ค านวณค่าใช้จ่ายในลักษณะเหมาจ่ายต่อ 1 ราย ซึ่งเป็นอัตราที่สถานพยาบาลเอกชนสามารถยอมรับได้ เนื่องจากโครงการต้องอาศัยสถานพยาบาลของภาคเอกชนในการร่วมด าเนินการด้วย ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ : การให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID19 จ านวน 4 รายการ ตลอดระยะเวลาการด าเนินโครงการ 4 รอบ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยสรุปได้ ดังนี้24 แผนภาพที่ 4.1 จ านวนผู้รับบริการสาธารณสุขของโครงการ ที่มา: คณะผู้วิจัย (จากรายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปสช. (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2564) ทั้งนี้การให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 สูงกว่าที่ประมาณการไว้ค่อนข้างมาก (ร้อยละ 471.40) จากการจัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า การก าหนด ค่าเป้าหมายและประมาณการค่าใช้จ่ายในแต่ละรอบได้อ้างอิงข้อมูลประมาณการจ านวนผู้ติดเชื้อจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเวลาที่จัดท าข้อเสนอโครงการ ซึ่งในการเสนอโครงการแต่ละครั้งจะมีกระบวนการและใช้ระยะเวลา ในการพิจารณากลั่นกรอง จึงท าให้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในการเสนอโครงการ รอบแรกในช่วงปลายปี 2563 จะเน้นที่การคัดกรองผู้ป่วย เช่น การตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและการกักตัว (Quarantine) ขณะที่การด าเนินโครงการจริงในช่วงต้นปี 2564 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงและมีจ านวน ผู้ป่วยสูงกว่าที่คาดการณ์ จึงเป็นการรักษาพยาบาลมากกว่าการคัดกรอง25 24 ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปสช. (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2564) 25 จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สปสช. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565


77 2) ความพึงพอใจของผู้รับบริการ : จากการส ารวจความพึงพอใจจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 425 ราย เกี่ยวกับการด าเนินมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยการช่วยเหลือและ สนับสนุนค่าใช้จ่ายสาธารณสุขเป็นหลักประกันทางสังคมด้านสุขภาพส าหรับประชาชน (ภาคผนวก ซ) ผลปรากฏว่ามีระดับความพึงพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือของรัฐเกี่ยวกับค่าบริการสาธารณสุขในภาพรวม ในระดับ “ปานกลาง” และมีระดับความพึงพอใจต ่อการให้ช ่วยเหลือในการรับผิดชอบค ่าใช้จ ่าย สาธารณสุขทั้ง 4 รายการ ดังนี้ (1) การรับผิดชอบค่าบริการตรวจคัดกรองของประชาชนกลุ่มเสี่ยง มีความพึงพอใจ ในระดับ “ปานกลาง” (2) การรับผิดชอบค่าบริการรักษาผู้ป่วย มีความพึงพอใจในระดับ “ปานกลาง” (3) การรับผิดชอบค่าบริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน มีความพึงพอใจในระดับ “มาก” (4) การรับผิดชอบการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นส าหรับผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากการฉีดวัคซีน มีความพึงพอใจในระดับ “น้อย” ทั้งนี้ จากการส ารวจดังกล่าวพบว่า ปัญหาและอุปสรรคของโครงการโดยหลักเป็นเรื ่อง เกี่ยวกับการเข้าถึงการรับบริการ ได้แก่ การติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายด่วน สปสช. (1330) ท าได้ยาก ท าให้ผู้ป่วยไม่ได้เข้าสู่ระบบ การเข้าถึงการรับบริการตรวจคัดกรองของกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงบาง รายไม ่สามารถเข้ารับบริการได้เนื ่องจากไม ่เข้าหลักเกณฑ์เงื ่อนไขที ่ก าหนด รวมถึงปัญหาการจ ากัด จ านวนการตรวจต่อวันของหน่วยบริการและจ านวนเตียงที่มีไม่เพียงพอ ท าให้ไม่สามารถให้บริการได้ ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เนื่องจาก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งมีการเยียวยากรณีได้รับผลกระทบข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ถือเป็น ส่วนช่วยสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง 2) การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น ส่งผลต่อภาพรวมของการ บริหารจัดการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและการควบคุมจ านวนผู้ติดเชื้อของประเทศ และมีผลต่อการ ตัดสินใจในการออกมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลในการลดข้อจ ากัดของกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมสามารถฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น 3) การตรวจคัดกรอง COVID-19 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ซึ่งช่วยลดภาระ งบประมาณของประเทศด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วยได้มาก โดยนอกจากการตรวจคัดกรองและป้องกัน จะมีต้นทุนน้อยกว่าการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยแล้ว ยังสามารถช่วยลดอัตรากรณีเจ็บป่วยได้อีกด้วย ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาและกรอบวงเงินมากกว่าประมาณการ เนื่องจากโครงการมีวัตถุประสงค์ที่ ตอบสนองโดยตรงต่อสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ การคาดการณ์ สถานการณ์ต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยากล าบาก จากการจัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของ


78 โครงการคณะผู้วิจัยพบว่า ด้วยจ านวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ท าให้วงเงินที่ได้รับอนุมัติไม่เพียงพอและต้องมีการขออนุมัติขยายระยะเวลาด าเนินโครงการและวงเงิน เพิ่มเติมอีกจ านวน 3 ครั้ง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เพื่อให้เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไป โดยมีระยะเวลาด าเนินโครงการ รอบที่ 1 - 4 ตามแผนรวมจ านวน 9 เดือน ตั้งแต่เดือน มกราคม - กันยายน 2564 และด าเนินการเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2564 เร็วกว่าแผน 1 เดือน 2) กระบวนการอนุมัติโครงการไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากการ ประชุมกลุ่มย่อยกับหน่วยงานเจ้าของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า กระบวนการขออนุมัติโครงการใช้เวลา อย่างน้อย 2 เดือน โดยเริ่มจากขั้นตอนการเสนอโครงการภายในกระทรวงสาธารณสุขใช้ระยะเวลาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ และขั้นตอนการเสนอขออนุมัติโครงการใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน เนื่องจากโครงการ จะต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ก่อนน าเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ กระบวนการดังกล่าวใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ท าให้เมื่อได้รับอนุมัติโครงการแล้ว อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เปลี่ยนแปลงไป จึงท าให้ หน่วยงานต้องมีการขออนุมัติโครงการเพื่อขยายกรอบวงเงินและระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง เพื่อให้ ครอบคลุมและสามารถรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ 3) ผลการเบิกจ่ายเงินที่ได้รับอนุมัติโครงการมีค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่ายแล้วจ านวน 30,348.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ โดยมีการเบิกจ่ายเร็วกว่าแผนงาน สปสช. ชี้แจงว่า เนื่องจากมีจ านวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้และในช่วงเวลาที่ด าเนินโครงการมี การแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงท าให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนที่ เป็นค่ารักษาพยาบาลสูง การที่ สปสช. สามารถปรับเปลี่ยนวงเงินค่าใช้จ่ายส าหรับบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ภายใต้วงเงินและรายการที่ได้รับอนุมัติช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการด าเนินโครงการ 4) จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับหน่วยงานเจ้าของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า การเบิก ค่าใช้จ่ายค่าบริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ระยะเวลาด าเนินการมาก โดยสถานพยาบาลจะต้องบันทึกข้อมูลในระบบ UCEP เพื่อขอเบิกค่าใช้จ่ายเป็นรายบุคคลตามเลขบัตร ประจ าตัวประชาชน ซึ่งจะต้องมีการยืนยันตัวตน (Authentication) ด้วยบัตรประจ าตัวประชาชนแบบ Smart Card และสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่ สปสช. ก าหนด ตามระยะเวลาการรักษาผู้ป่วยตาม ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น เมื่อ สปสช. ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จึงจะเบิกจ่ายให้กับ สถานพยาบาล ในกรณีสถานพยาบาลของรัฐจะเบิกจ่ายเป็นรายเดือน และสถานพยาบาลของเอกชนจะ เบิกจ่ายภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงเวลาที่งบประมาณไม่เพียงพอและรอการอนุมัติของโครงการในรอบใหม่ ท าให้การเบิกจ่ายล่าช้า ส่งผลกระทบต่อหน่วยบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยบริการภาคเอกชนที่มีการ ด าเนินงานในเชิงพาณิชย์ที่มีแนวโน้มจะปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการส ารองค่าใช้จ่ายที ่จะ เกิดขึ้นได้


79 5) ข้อจ ากัดในการบริหารจัดการงานเบิกจ่าย เนื่องจากแหล่งเงินในการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าบริการสาธารณสุขจะขึ้นอยู่กับต้นสังกัดหรือสิทธิของประชาชนผู้เข้ารับบริการ (ประกอบด้วย สิทธิ รักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิหลักประกันสุขภาพแห ่งชาติ(สิทธิบัตรทอง) และสิทธิประกันสังคม) ซึ่งจะเบิกจ่ายจากหน่วยงาน 3 แห่ง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สปสช. และส านักงานประกันสังคม ซึ่งช่วง COVID-19 เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้มีการหารือกันระหว่างหน่วยงาน 3 แห่ง เพื่อจ่ายในอัตราเดียวกัน แต่สิทธิรักษาพยาบาลอื่น เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ ครูโรงเรียนเอกชน ต่างด้าว มีอัตราค่าใช้จ่ายที่แตกต่าง กันไป จึงท าให้กระบวนการบริหารจัดการด้านการเบิกจ่ายมีความยุ่งยาก โดยสถานพยาบาลปลายทาง จะต้องจัดสรรบุคลากรเจ้าหน้าที่ในการด าเนินการตรวจสอบและจัดท าข้อมูลการเบิกจ่ายเพื่อส่งให้ หน่วยงานหลายแห่ง เป็นการเพิ่มภาระแก่บุคลากรของสถานพยาบาล ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต ที่จ าเป็นต้องอาศัยทรัพยากรบุคคล รวมถึงต้องให้ความส าคัญกับการให้บริการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก 4.1.2 โครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยงานส่วนภูมิภาค โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์ และสาธารณสุข ในส่วนของแผนงาน 1.4 แผนงานหรือโครงการเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ 1) เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริหารสาธารณสุขและ หน่วยบริการสุขภาพ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจากการแพร่ ระบาดของ COVID-19 ในส่วนภูมิภาค 2) เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จ าเป็นในการให้บริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ หน่วยบริการสาธารณสุขสังกัดส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) กระทรวงสาธารณสุข ในส่วนภูมิภาค และประชาชนทุกคนในพื้นที่ 76 จังหวัด กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย วงเงินอนุมัติรวม 7,854.05 ล้านบาท แบ่งเป็น รอบที่ 1 วงเงิน 2,037.69 ล้านบาท และรอบที่ 2 วงเงิน 5,816.36 ล้านบาท โดยต่อมาได้ขอปรับลดกรอบวงเงินเหลือ 7,385.29 ล้านบาท (ปรับลด 468.76 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จ านวน 9 เดือน และต่อมา ได้ขอขยายระยะเวลาเพิ่ม 6 เดือน รวมระยะเวลาด าเนินโครงการ 15 เดือน (เดือนมกราคม 2564 - มีนาคม 2565) รูปแบบของโครงการ สนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19


80 ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ประชาชนทั่วประเทศในพื้นที่ 76 จังหวัด ได้รับการรักษา บ าบัด ฟื้นฟู ป้องกัน ควบคุม การแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างมี ประสิทธิภาพ 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : - ร้อยละของหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีศักยภาพ และมีการบริหารจัดการ ในการควบคุม เฝ้าระวัง ติดตาม รักษา ฟื้นฟูการแพร่ระบาดของ COVID-19 - ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ที่มา : รอบที่ 1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 ธันวาคม 2563 วันที่ 22 มิถุนายน 2564 วันที่ 30 สิงหาคม 2564 และวันที่ 11 มกราคม 2565 รอบที่ 2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 วันที่ 30 สิงหาคม 2564และวันที่ 11 มกราคม 2565 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 6,936.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88.32 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก และร้อยละ 93.93 ของวงเงินปรับปรุง จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ การด าเนินโครงการเป็นประโยชน์กับผู้รับบริการสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในส่วนภูมิภาค โดย สป.สธ. ปรับปรุง สิ่งก่อสร้างตามโครงการแล้วเสร็จ จ านวน 1,680 รายการ คิดเป็น ร้อยละ 73.85 ของแผน และจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์แล้วเสร็จ จ านวน 31,757 รายการ คิดเป็นร้อยละ 97.85 (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565) ที่มา : ข้อมูลผลการเบิกจ่ายจากระบบ GFMIS ณ วันที่ 22 มีนาคม 2565 และข้อมูลผลการด าเนินงานจากการประสานงาน กับ สป.สธ. ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และสถานการณ์ COVID-19 ความเชื่อมโยง -ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - ผลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์และการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง เทียบกับแผนงาน - หน่วยบริการสาธารณสุข ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีศักยภาพในการ ควบคุม เฝ้าระวัง ติดตาม รักษาฟื้นฟูการแพร่ระบาดของ COVID-19


81 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : การควบคุมการระบาดของ COVID-19 ให้อยู่ในวงจ ากัดช่วยลด ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว - ด้านสังคม : ลดผลกระทบทางด้านสุขภาพ สังคม และเพิ่มความมั่นคงของประเทศ ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ และค่าใช้จ่ายเทียบกับผลผลิตตามแผนงาน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินกู้ เป็นต้น ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพฯ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพฯ โดยมีผลการประเมิน โครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยบริการ สาธารณสุขระดับภูมิภาคในพื้นที่ 76 จังหวัด ของ สป.สธ. ซึ่งในปัจจุบันมีจ านวน 11,622 แห่ง26 สามารถ รองรับการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากโรค COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งคาดการณ์ลักษณะ อาการและความรุนแรงได้ยาก ทั้งยังมีลักษณะการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการ การบริการสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยที่หน่วยบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ยังไม่มีความพร้อม หรือยังมีทรัพยากรที่ไม่เพียงพอที่จะให้บริการได้ ประกอบกับในการจัดหาทรัพยากรดังกล่าวอยู่นอกเหนือ การคาดการณ์ที่จะขอรับจัดสรรเงินงบประมาณได้ตามปกติ จึงมีความจ าเป็นที่หน่วยบริการต่าง ๆ จะต้อง ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จ าเป็นต่อการบริหารจัดการทรัพยากรเพิ่มเติม ทั้งการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง และจัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ เพื่อให้มีความพร้อมและมีศักยภาพในการให้บริการสาธารณสุขเกี่ยวกับ โรค COVID-19 แก่ประชาชนได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : แม้ว่าหน่วยบริการสาธารณสุขจะได้รับจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจ าปีรวมทั้งได้รับเงินบริจาคส าหรับน าไปใช้ในการด าเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง และการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์อยู่แล้ว แต่งบประมาณดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่สามารถ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID- 19 ที่มีจ านวนผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ดังนั้น หน่วยบริการจึงมีความจ าเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและ การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มเติม ซึ่งในการขอรับสนับสนุนค่าใช้จ่าย หน่วยบริการจะต้องจัดท าค าของบประมาณ 26 ประกอบด้วย ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด 76 แห่ง ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอ จ านวน 878 แห่ง โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพ.สต.) จ านวน 9,769 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน จ านวน 778 แห่ง และโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป จ านวน 121 แห่ง


82 เพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้างหรือจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ตามความต้องการมายัง สป.สธ. โดยต้องผ่านการ พิจารณาจากคณะกรรมการในระดับเขตหรือจังหวัด เช่นเดียวกับการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจ าปี และ สป.สธ. จะกลั่นกรองเพื่อประเมินความเหมาะสม เฉพาะรายการที่มีความจ าเป็นเร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 เท่านั้น และไม่ซ้ าซ้อนกับส่วนที่ได้รับจัดสรร งบประมาณเพื่อด าเนินการแล้ว ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) ผลการด าเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ต่ ากว่าแผนงาน เล็กน้อย โดยโครงการได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี จ านวน 2 รอบ ในเดือนธันวาคม 2563 และมกราคม 2564 สป.สธ. ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จ านวน 32,353 รายการ และสัญญาจ้าง เพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง จ านวน 1,871 รายการ รวมจ านวน 34,224 รายการ จากแผนงาน จ านวน 34,731 รายการ และอยู่ระหว่างรอลงนามสัญญา จ านวน 2 รายการ โดยมีผลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทาง การแพทย์และการปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง27 ดังนี้ แผนภาพที่ 4.2 ผลการจัดซื้อจัดจ้างโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ ที่มา : ข้อมูลจาก สป.สธ. - จากแผนภาพ การปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง เช่น ห้องแยกโรคความดันลบ (Negative Pressure Room) และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วย COVID-19 ด าเนินการและ เบิกจ่ายแล้วเสร็จ จ านวน 1,680 รายการ คิดเป็นร้อยละ 73.85 ของแผน (2,275 รายการ) - การจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือชีวิต ผู้ป่วย การคัดกรองวินิจฉัยผู้ป่วย การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องผลิต ออกซิเจน เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง เครื่องเอกซเรย์ปอด เครื่องติดตามการท างานของหัวใจ 27 จากการประสานข้อมูลจาก สป.สธ. ณ วันที่ 8 มีนาคม 2565


83 และสัญญาณชีพ เป็นต้น ด าเนินการและเบิกจ่ายแล้วเสร็จ จ านวน 31,757 รายการ คิดเป็นร้อยละ 97.85 ของแผน (32,456 รายการ) ทั้งนี้หน่วยบริการได้ขอคืนงบประมาณ จ านวน 505 รายการ แบ่งเป็น สิ่งก่อสร้าง จ านวน 404 รายการ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จ านวน 101 รายการ ซึ่งบางส่วนได้ด าเนินการโดยใช้เงินบริจาค แล้ว ในส่วนนี้ สป.สธ. มีความเห็นว่า หากสามารถน าวงเงินที ่เหลือไปให้กับพื้นที่เขตสาธารณสุข ที่มีความต้องการได้ จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความ ต้องการยิ ่งขึ้น นอกจากนี้ ในรายการปรับปรุงสิ ่งก ่อสร้าง ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อจัดจ้างและ ด าเนินการก่อสร้าง แต่ระยะเวลาด าเนินโครงการและการเบิกจ่ายมีจ ากัด ท าให้หน่วยงานมีความกังวลใจใน การลงนามสัญญา เนื่องจากจะท าให้เกิดภาระผูกพันงบประมาณ และงบประมาณอาจถูกพับไป จึงมีการ ขอคืนงบประมาณ28 2) การยกระดับและเพิ ่มศักยภาพของหน ่วยบริการสุขภาพระดับท้องถิ ่นทั ่วประเทศ โดยที่หน่วยบริการส่วนภูมิภาคใน 76 จังหวัดมีความพร้อมในการให้บริการสาธารณสุขทั้งในด้านสถานที่ และอุปกรณ์การแพทย์อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ช่วยให้การบริการผู้ป่วยในส่วนภูมิภาคมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น ทั้งยังสนับสนุนการด าเนินงานควบคุม ติดตามสถานการณ์การระบาด และสามารถให้ความรู้แก่ ชุมชนแต่ละท้องที่อย่างใกล้ชิด มีส่วนช่วยลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) การมีหน่วยบริการสาธารณสุขที่มีความพร้อมกระจายตัวอยู่ในระดับภูมิภาคช่วยลดความ เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 เพิ่มประสิทธิภาพ ในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในการออกมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล ในการลดข้อจ ากัดของกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและภาคบริการ ช่วย ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้สิ่งก่อสร้างที่ได้ด าเนินการ เช่น ห้องแยกโรคความดันลบ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ยังคงเป็นประโยชน์ส าหรับใช้ในการรองรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบหายใจ อื่น ๆ นอกเหนือจาก COVID-19 ได้ในอนาคต 2) ช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศที่ต้องใช้ในการพยุงเศรษฐกิจและงบประมาณ ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งจากการระบาดของ COVID-19 และจากมาตรการควบคุม การระบาดของภาครัฐ 28 จากรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการ ประจ าเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สป.สธ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565)


84 ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการมากกว่าที่ประมาณการ ด้วยโครงการมีระยะเวลาด าเนินงาน มากกว่าแผนงานที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก (จ านวน 9 เดือน) เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้การด าเนินการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากผู้รับจ้างไม่ สามารถเข้าพื้นที่ได้ หน่วยบริการในถิ่นทุรกันดารไม่สามารถด าเนินการจัดซื้อได้เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา ครุภัณฑ์บางส่วนต้องน าเข้าจากต่างประเทศซึ่งในหลายประเทศมีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ การจัดซื้อและส่งมอบครุภัณฑ์ล่าช้า ประกอบกับหน่วยงานยังขาดความมั่นใจที่จะด าเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตามแนวทางปฏิบัติของกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุส าหรับกรณีจ าเป็นเร่งด่วนที่มีการ ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติเงื่อนไขปกติหลายประการ จึงยังคงปฏิบัติตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างปกติ29 ท าให้ ในภาพรวมการด าเนินงานมีความล่าช้าและไม่สามารถรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงต้นปี 2564 ได้ทันการณ์ และต้องมีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีกจ านวน 2 ครั้ง รวมระยะเวลาที่เพิ่มจากที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติในครั้งแรก จ านวน 6 เดือน เพื่อให้สามารถด าเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างและจัดซื้อ ครุภัณฑ์ได้แล้วเสร็จ 2) การเสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินกู้ต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน ใช้ระยะเวลานาน ท าให้ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนในการใช้งานสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การรองบประมาณเพียงทางเดียวอาจท าให้เกิดความเสียหายได้ จึงมีกรณีที่หน่วยงานด าเนินการโดยใช้จ่าย จากแหล่งเงินอื่นหรือได้รับบริจาค ส่งผลให้มีการขอคืนงบประมาณในบางรายการและต้องมีการปรับปรุง กรอบวงเงินของโครงการในภายหลัง 3) ผลการเบิกจ่ายต่ ากว่าแผนเล็กน้อย สืบเนื่องมาจากการอนุมัติโครงการมีความล่าช้า ในขณะที่หน่วยงานมีความจ าเป็นเร่งด่วนในการใช้งานสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ หน่วยงานบางแห่งจึงได้มี การใช้จ่ายจากแหล่งเงินอื่นหรือได้รับบริจาคด าเนินการ และขอคืนงบประมาณเงินกู้ท าให้กรอบวงเงินรวม ของโครงการลดลง โดยโครงการมีผลการเบิกจ่ายแล้วจ านวน 7,023.53 ล้านบาท30 คิดเป็นร้อยละ 89.43 ของแผนงานเดิม และร้อยละ 95.10 ของแผนปรับปรุง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) ซึ่งอยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกับแผนการด าเนินงาน 4) กระบวนการรวบรวมความต้องการของหน่วยบริการมีความล่าช้าในช่วงแรก เนื่องจาก ในการจัดท าข้อเสนอโครงการ หน่วยงานจะต้องจัดท าค าขอเพื่อปรับปรุงสิ่งก่อสร้างหรือจัดซื้อครุภัณฑ์ ทางการแพทย์ตามความต้องการของหน่วยงาน โดยต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการในระดับเขต หรือจังหวัดก่อนน าส่งให้ สป.สธ. เป็นผู้รวบรวม ซึ่งเป็นกระบวนการเช่นเดียวกับการขอรับจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจ าปี หลังจากนั้น สป.สธ. จะประเมินความเหมาะสม ก าหนดคุณลักษณะเฉพาะ 29 จากรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สป.สธ. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 30 ข้อมูลการเบิกจ่ายจากระบบ GFMIS ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565


85 และราคา โดยพิจารณาจากบัญชีจัดซื้อจัดจ้างและราคาที่จัดซื้อในอดีตเพื่อให้มีความเหมาะสม และคุ้มค่ามากที่สุด หากเป็นรายการนอกบัญชีจะต้องมีราคาอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบ ทั้งนี้ การด าเนินการในช่วงแรกค่อนข้างล่าช้าเนื่องจาก COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งหน่วยงานยังไม่มีความเข้าใจโรคมากนัก ท าให้ไม่สามารถจัดท าความต้องการครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ทันที และมีการจัดส่งค าขอจัดซื้อครุภัณฑ์ที่หลากหลาย แต่หลังจากด าเนินงานระยะหนึ่ง หน่วยงานมีความ เข้าใจและสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์และจัดท ารายการครุภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการ มากขึ้น ประกอบกับ สป.สธ. ได้ปรับปรุงรูปแบบการจัดท าค าของบประมาณ โดยให้หน่วยงานกรอกข้อมูล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Google Form) รวมทั้งจัดให้มีระบบผู้ประสานงานในแต่ละเขต เพื่อความรวดเร็ว ในการจัดท าประมาณการกรอบวงเงินโครงการ ท าให้ปัจจุบันการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยบริการท าได้ อย่างรวดเร็ว และใช้ระยะเวลาด าเนินการเพียง 1 - 2 วัน31 4.1.3 โครงการเราชนะ โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนของแผนงานที่ 2.1 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาและชดเชยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19โดยมีรายละเอียดโครงการและ ผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนเนื่องจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในช่วงปลายปี 2563 โดยรัฐบาล จ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ จ านวน 33.23 ล้านคน จ านวน ไม่เกิน 9,000 บาท ต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ แรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก วงเงิน 210,200 ล้านบาท และได้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินเป็น 273,482 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 63,282 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จ านวน 5 เดือน (ระหว่างเดือน มกราคม – พฤษภาคม 2564) และได้มีการขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 9 เดือน โดยระยะเวลาด าเนินโครงการสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2564 รูปแบบของโครงการ ให้วงเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ จ านวนไม่เกิน 9,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการตามช่องทางการใช้จ่ายที่ก าหนด ได้แก่ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการฯ) และบัตรประจ าตัวประชาชน แบบอเนกประสงค์(Smart Card) โดยสามารถใช้จ่ายเพื่อช าระค่าสินค้าหรือบริการ 31 จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565


86 ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน หรือเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) ของ ผู้ประกอบการร้านค้า ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ การบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา (เป้าหมายเดิม 31.1 ล้านคน/ เป้าหมายที่ปรับปรุง จ านวน 33.5 ล้านคน) ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงานเจ้าของโครงการ ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 วันที่ 20 เมษายน 2564 วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 10 สิงหาคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 273,467.78 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 130.10 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก และร้อยละ 99.99 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนที่ได้รับสิทธิช่วยเหลือเยียวยา จ านวน 33,229,388 คน โดยมีการใช้สิทธิจริง จ านวน 32,866,393 คน คิดเป็นร้อยละ 98.11 ของแผนปรับปรุง (แผน 33,500,000 คน) หรือร้อยละ 106.85 ของแผนเดิมก่อนการอนุมัติเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นการเพิ่มความช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐให้เงินสนับสนุนค่าครองชีพ เป็นรายเดือน รวมทั้งโครงการสนับสนุนให้มีการใช้งาน G-Wallet ในแอปพลิเคชั่น เป๋าตังต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ประสิทธิผล - จ านวนผู้ได้รับสิทธิ์ / ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เปรียบเทียบกับแผน - ความพึงพอใจของผู้รับเงินเยียวยาในแต่ละช่องทาง เช่น ความสะดวกในการใช้จ่าย ความเพียงพอของวงเงิน เป็นต้น ผลกระทบ -ด้านเศรษฐกิจ : ส่งเสริมการกระจายการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก - ประโยชน์จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้ เป็นช่องทางในการด าเนินนโยบายของภาครัฐในอนาคต


87 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการเป็นไปตามแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น วิธีการจ่ายเงินเยียวยา การลงทะเบียนรับสิทธิ์ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการเราชนะ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการเราชนะ โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบ ของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีความสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ ระบาดระลอกใหม่ในเดือนธันวาคม 2563 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลใช้มาตรการ จ ากัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อควบคุมโรค เช่น การงดรับประทานอาหารในร้านอาหาร การปิดสถาน บริการและสถานศึกษา การงดเดินทางเข้าออกพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและ รายได้ของประชาชน จึงมีความจ าเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชน เพื่อน าไปใช้จ่าย ส าหรับการอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะในกิจการขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่ายในระบบ เศรษฐกิจ ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการเราชนะมีความเชื่อมโยงกับโครงการเพื่อ ช่วยเหลือเยียวยาอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ โครงการ ม33 เรารักกัน ของส านักงานประกันสังคม ที่ให้ความช่วยเหลือแก่แรงงาน ในระบบประกันสังคม ขณะที่โครงการเราชนะให้ความช่วยเหลือแก่แรงงาน อิสระที่ไม่อยู่ในระบบ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาในภาพรวมมีความครอบคลุม และมีการเชื่อมโยงข้อมูล ของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสองโครงการเพื่อตรวจสอบไม่ให้เกิดความซ้ าซ้อน นอกจากนี้ โครงการเราชนะยัง มีความเชื ่อมโยงกับโครงการที ่ด าเนินการในปัจจุบัน ได้แก ่ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการ ใช้ฐานข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการฯ ในการระบุตัวตนของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน และเพิ่มความช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐให้เงินสนับสนุนค่าครองชีพเป็นรายเดือน และเชื่อมโยง ฐานข้อมูลผู้รับสิทธิและร้านค้าที ่เข้าร ่วมโครงการคนละครึ่งและโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ได้มีการ ด าเนินการไปก่อนหน้า และโครงการร้านธงฟ้าราคาประหยัด ท าให้มีฐานข้อมูลของประชาชนและร้านค้า เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้งาน G-Wallet ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตังต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ทั้งนี้ โครงการเราชนะเป็น ความช่วยเหลือในช่วงการระบาดระลอกใหม่ปลายปี 2563 - ต้นปี 2564 ซึ่งมีรูปแบบการด าเนินโครงการ ต่างจากการช่วยเหลือเยียวยาในระยะแรกในช่วงกลางปี 2563 ที่ใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ เช ่น โครงการเราไม ่ทิ้งกัน เป็นต้น โดยรูปแบบของโครงการเราชนะที ่ได้มีการปรับเปลี ่ยนเพื ่อให้ ประชาชนใช้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากับผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจ


88 ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : โครงการก่อให้เกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ของ โครงการ ดังนี้ 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ จากการจัดเก็บข้อมูลผลการด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยพบว่า มีประชาชนที่ได้รับสิทธิช่วยเหลือเยียวยาตามโครงการ จ านวน 33,229,388 คน โดยมีการใช้สิทธิจริง จ านวน 32,866,393 คน คิดเป็นร้อยละ 98.11 ของแผนปรับปรุง (แผน 33,500,000 คน) หรือร้อยละ 106.85 ของแผนเดิมก่อนการอนุมัติเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย แบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 3 กลุ่ม ดังนี้ ผู้ ลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเราเที่ยวด้วยกันส าเร็จและผ่านการยืนยันตัวตนเปิดใช้ งานแอปพลิเคชันเป๋าตัง จ านวน 16,887,801 คน คิดเป็นร้อยละ 98.18 ของแผน (แผน 17,200,000 คน) ผู้ ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ านวน 13,652,610 คน คิดเป็นร้อยละ 99.38 ของแผน (แผน 13,738,023 คน) และกลุ่มผู้ได้รับสิทธิและใช้จ่ายผ่านบัตรประจ าตัวประชาชน จ านวน 2,325,982 คน คิดเป็นร้อยละ 90.79 ของแผน (แผน 2,561,977 คน) แผนภาพที่ 4.3 สัดส่วนผู้ได้รับสิทธิในโครงการเราชนะ หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่มา: ส านักงานเศรษฐกิจการคลังและกรมบัญชีกลาง 2) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ จากการส ารวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่าง ที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ จ านวน 278 คน (ภาคผนวก ฌ) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับ “มาก” กับการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจากโครงการ และความรวดเร็วในกระบวนการได้รับเงินเยียวยา อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับ “ปานกลาง” ในกระบวนการลงทะเบียน ความเพียงพอ ของเงินเยียวยา และความสะดวกของวิธีการใช้จ่ายเงินเยียวยา นอกจากนี้ ยังพบว่ามีปัญหาในการ ลงทะเบียนที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน รวมถึงการเข้าถึง Smart Phone ของประชาชนที่มีรายได้น้อย


89 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) การใช้จ่ายวงเงินช่วยเหลือตามโครงการท าให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าและผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจาก โครงการสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายให้กับร้านค้าและผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะ กลุ่มหาบเร่ แผงลอย ให้มีรายได้จากการขายสินค้า การจัดเก็บข้อมูลจากการส ารวจความพึงพอใจจาก ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยพบว่า โครงการเราชนะมีจ านวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,171,700 ราย จากที่ลงทะเบียนเข้าร่วมทั้งหมด 1,215,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 96.46 โดยเป็น ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง 1,030,000 ราย ร้านค้าธงฟ้า 104,400 ราย ร้านบริการ (เช่น บริการสุขภาพ นวดสปา เสริมสวย เป็นต้น) 27,600 ราย และกิจการขนส่งสาธารณะ 9,300 ราย มีมูลค่าใช้จ่ายรวม 273,475 ล้านบาท ซึ่ง สศค. คาดว่า การใช้จ่ายวงเงินที่เข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ช่วยเหลือช่วย ให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ร้อยละ 0.74 (ภายใต้สมมติฐานว่าการชดเชยรายได้ดังกล่าวถูกน าไปใช้เพื่อการ บริโภคทั้งหมด โดยทุก ๆ จ านวน 100,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณ ร้อยละ 0.27) แผนภาพที่ 4.4 มูลค่าการใช้จ่ายในโครงการเราชนะ จ าแนกตามประเภทผู้ประกอบการ หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2564 ที่มา: ส านักงานเศรษฐกิจการคลังและธนาคารกรุงไทยฯ 2) โครงการเราชนะสนับสนุนการสร้างทักษะ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี (Digital Literacy) แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มการช าระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (G-Wallet) ให้มีผู้ใช้งาน มากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนินนโยบายในอนาคต และสามารถน าข้อมูล


90 จากโครงการไปใช้ในการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อน าไปใช้วิเคราะห์เชิงลึกส าหรับการ ออกแบบนโยบายต่อไป ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาการด าเนินโครงการ : ระยะเวลาด าเนินโครงการรวม 9 เดือน (มกราคม - กันยายน 2564) เป็นไปตามแผนการด าเนินการที่ปรับปรุง32 โดยประชาชนและร้านค้าเริ่มลงทะเบียน เข้าร่วมโครงการในวันที่ 29 มกราคม 2564 และได้รับวงเงินสิทธิเป็นเวลา 3 เดือน (กุมภาพันธ์ – เมษายน 2564) โดยใช้จ่ายวงเงินได้ถึงเดือนมิถุนายน 2564 และท าการโอนเงินซ้ าให้กับร้านค้าที่โอนเงินไม่ส าเร็จ จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2564 ส าหรับการด าเนินการในแต่ละกระบวนการ สามารถด าเนินการได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดการด าเนินการ โดยในส่วนของข้อมูลมีการใช้ฐานข้อมูล ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน และข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาเป็นข้อมูลในการ คัดกรองคุณสมบัติ ท าให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคน ใน 2 กลุ่มนี้ไม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการใหม่ ซึ่งท าให้ได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว รวมถึงใช้ฐานข้อมูลอื่น ๆ ของภาครัฐในการตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น ฐานข้อมูลเงินได้จากกรมสรรพากร ฐานข้อมูลยอดเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากฐานข้อมูล ข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ฐานข้อมูลการเป็นผู้ประกันตนจากส านักงานประกันสังคม ฐานข้อมูลผู้ ประกอบกิจการขนส่งจากกรมการขนส่ง เป็นต้น ท าให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติประชาชนและร้านค้า ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพิจารณาข้อมูลเป็นรายบุคคล โดยใช้เวลาตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการกว่า 13 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนในวันแรกกว่า 6 ล้านคน ได้ภายใน 10 วัน (ตรวจสอบสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564) ขณะที่เครื่องมือที่ใช้ในการให้วงเงินสิทธิเป็นการด าเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋า ตัง” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงบัตรประชาชนที่เป็นช่องทางที่เพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ท าให้ ประชาชนได้รับและใช้จ่ายวงเงินสิทธิได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพัฒนากลไกใหม่ แผนภาพที่ 4.5 กระบวนการด าเนินโครงการเราชนะ ที่มา: มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 มกราคม 2564 และส านักงานเศรษฐกิจการคลัง รวบรวมโดยคณะผู้วิจัยฯ 32 ที่มา : มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 เมษายน 2564


91 ทั้งนี้ หากพิจารณาจากระยะเวลาที่ประชาชนได้รับการเยียวยา พบว่า ประชาชนได้รับการ ช่วยเหลือเยียวยา 1 เดือนหลังจากวันที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) ประกาศยกระดับการป้องกันและควบคุมโรคโควิด -19 ซึ่งมีการปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง และควบคุมการเข้าออกจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด ในวันที่ 5 มกราคม 2564 โดยประชาชนเริ่มได้รับวงเงิน เยียวยาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนจากแบบสอบถาม คณะผู้วิจัย พบว่า ประชาชน ค่อนข้างพึงพอใจต่อระยะเวลาการด าเนินการของโครงการ โดยมีความพึงพอใจเกี่ยวกับความรวดเร็วของ การได้รับเงินเยียวยาในระดับพอใจมาก (เฉลี่ย 3.54 คะแนน จาก 5 คะแนน) 2) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ 273,467.78 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง 273,482.00 ล้านบาท และคิดเป็นร้อยละ 130.10 ของ กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 210,200.00 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของวงเงินสิทธิทั้งหมด ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมระบบลงทะเบียน การตรวจสอบคุณสมบัติของประชาชนและร้านค้า การพัฒนาระบบเป๋าตัง เป็นการด าเนินการโดยใช้งบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการด าเนินการ ทั้งหมด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่ภาครัฐ เนื่องจากโครงการเราชนะเป็นโครงการที่มีวงเงินสูงและมีการ เบิกจ่ายในระยะเวลาสั้น สบน. จึงได้ขอให้ สศค. จัดท าประมาณการเบิกจ่ายเป็นรายสัปดาห์ เพื่อเตรียมการกู้เงินให้สามารถรองรับการเบิกจ่ายได้เพียงพอ รวมทั้งแจ้งให้กรมบัญชีกลางทราบเพื่อ เตรียมการด้วย 3) จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินโครงการ รวมถึงการทบทวนเอกสาร เช่น แถลงข่าวกระทรวงการคลัง ข่าวหนังสือพิมพ์ บทความ เป็นต้น คณะผู้วิจัยพบว่า การด าเนินโครงการเราชนะในขั้นตอนต่างๆ มีข้อจ ากัด และปัญหาอุปสรรคดังนี้ - ปัญหาอุปสรรคในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการของประชาชน : การลงทะเบียนของ ประชาชน มีการด าเนินการ 2 รอบ รวมระยะเวลาลงทะเบียนประมาณ 2 เดือน33 ภายหลังจากการ ลงทะเบียนในรอบที่ 1 สศค. พบว่า มีประชาชนที่ประสบปัญหาในการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนเพื่อใช้ วงเงินสิทธิ อาทิ กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตหรือลงทะเบียนด้วยตนเองไม่ส าเร็จ และกลุ่มที่อยู่ ในภาวะพึ่งพิง จึงได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยฯ เพื่อเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนที่สาขาและจุดบริการ ของธนาคารได้ และส าหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนได้ 33 เป็นการลงทะเบียนผ่าน www.เราชนะ.com โดย สศค. ใช้เวลาเตรียมการระบบลงทะเบียน จ านวน 9 วัน และ ระยะเวลาที่ให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามโครงการ ประมาณ 2 เดือน แบ่งเป็น 2 รอบ ดังนี้ 1) รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์ 2564 2) รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 9 เมษายน 2564 (ที่มา :แถลงข่าวกระทรวงการคลัง ฉบับที่9/2564 วันที่ 19 มกราคม 2564 และฉบับที่ 34/2564วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2564)


92 อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง ได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส านักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงาน ในพื้นที่ เพื่อด าเนินการร่วมกับธนาคารกรุงไทยฯ ในการจัดหน่วยเคลื่อนที่รับลงทะเบียนเพื่อช่วยเหลือ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษให้สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการได้โดยผู้ลงทะเบียนจะต้อง พิสูจน์และยืนยันตัวตนโดยการเสียบบัตรประจ าตัวประชาชน (Dip Chip) ผ่านเครื่อง EDC - ปัญหาอุปสรรค/ข้อจ ากัดจากความไม่สมบูรณ์ของฐานข้อมูลภาครัฐ : จากการ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยพบว่า การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการ ประเภท ผู้ให้บริการขนส่งและผู้ให้บริการสาธารณสุข ใช้ฐานข้อมูลใบอนุญาตของกรมการขนส่ง กระทรวง คมนาคม และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการตรวจสอบคุณสมบัติของ ผู้ให้บริการดังกล่าว เพื่อให้สามารถยืนยันคุณสมบัติและตัวตนของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี เนื่องจาก ฐานข้อมูลไม่ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน โดยมีบางส่วนที่มีการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้วแต่ไม่ได้มีการ เชื่อมโยงข้อมูลจากส านักงานจังหวัดมายังส่วนกลาง จึงท าให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเข้าร่วมโครงการได้ ช้ากว่า โดยต้องแจ้งให้ส านักงานจังหวัดปรับปรุงข้อมูลเข้ามาที่ส่วนกลางก่อนที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการ เราชนะได้ 4) พบกรณีการกระท าที่ผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการ โดยเฉพาะกรณีการรับแลก วงเงินสิทธิเป็นเงินสด หน่วยงานได้ติดตามตรวจสอบผู้ประกอบการและประชาชนที่กระท าการเข้าข่าย ผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบและระงับสิทธิการเข้าร่วม โครงการของผู้ประกอบการทั้งสิ้นจ านวน 2,044 ราย และมีผู้กระท าผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ และช าระเงินคืนแก่โครงการแล้ว จ านวน 53 ราย คิดเป็นจ านวนเงิน 9,324,038.80 บาท34 และจาก การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยพบว่า35 กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทย จ ากัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทย ฯ) ได้มีการพัฒนาระบบเพื่อให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น อาทิการจ ากัดระยะ ทางการใช้งานระหว ่างแอปพลิเคชันถุงเงินของผู้ประกอบการร้านค้าและแอปพลิเคชันเป๋าตังของ ประชาชน โดยจะต้องมีระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร เพื่อสนับสนุนให้การใช้สิทธิอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณ ใกล้เคียงกับสถานที่ท างานหรือที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน การปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ไม่สามารถบันทึกภาพ หน้าจอ (Screenshot) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการหรือร้านค้าจัดส่ง QR Code ให้แก่ประชาชนที่อยู่ นอกพื้นที่ และจ ากัดจ านวนครั้งในการขอรหัสผ่านใช้ครั้งเดียว (One Time Password: OTP) เพื่อล็อกอิน (Login) เข้าใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงินของผู้ประกอบการหรือร้านค้าเหลือ 5 ครั้ง ต่อวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ มีการเปิดเผยรหัส OTP ให้แก่ผู้อื่นในการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันถุงเงินและอาจมีการแลกวงเงินสิทธิเป็นเงินสด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะท างานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่อง ร้องเรียนส าหรับโครงการเราชนะ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงาน เช่น ส านักงานต ารวจแห่งชาติกรมบัญชีกลาง 34 ที่มา : แถลงข่าวของ สศค. วันที่ 11 ตุลาคม 2564 35จากการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ร่วมกับ สศค. เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564


93 เป็นต้น เพื่อด าเนินการตรวจสอบ พิจารณา และวินิจฉัยการกระท าที่อาจเข้าข่ายผิดเงื่อนไขโครงการ ซึ่งในการตรวจสอบจะใช้ข้อมูลจาก 2 แหล่งหลักคือ (1) ระบบของธนาคารกรุงไทยฯ และ (2) การรับแจ้ง เบาะแสจากประชาชนผ ่านทางไปรษณีย์และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected] โดยหาก ตรวจสอบพบการใช้จ่าย ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขโครงการ เช่น มีธุรกรรมการสแกนข้าม จังหวัดท าให้จุดรับเงินขยับไปมาเกิน 7,000 กิโลเมตรใน 1 วัน หรือมีการสแกนช าระค่าสินค้าหรือบริการ ข้ามจังหวัดที ่มีระยะทางไกลกันในระยะเวลาที ่ใกล้เคียงกันจ านวนมาก เป็นต้น ซึ ่งเป็นพฤติกรรม ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้มีการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ/ร้านค้า ที่อยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ท างาน หรือที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของผู้รับสิทธิจะมีการระงับ การใช้แอปพลิเคชันและระงับการจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการ และออกหนังสือประทับตราเรียกช าระเงินคืน ในส่วนที่ภาครัฐได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งกระทรวงการคลังจะแจ้งและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ได้ชี้แจงพร้อมทั้งแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้อง 4.1.4 โครงการ ม33 เรารักกัน โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนของแผนงานที่ 2.1 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 แห่งกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของ COVID-19 ระลอกใหม่ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีสัญชาติไทย ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้รับสิทธิ ในโครงการเราชนะ และไม่มีเงินฝากในสถาบันการเงินรวมกันเกิน 500,000 บาท กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ48,841.47 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 37,100.00 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ จ านวน 8 เดือน (เดือนกุมภาพันธ์– กันยายน 2564) รูปแบบของโครงการ รัฐบาลสนับสนุนเงินเพื่อช่วยเหลือ จ านวน 6,000 บาท ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิตาม โครงการ ด้วยวิธีการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (G-wallet) หรือผ่านบัตร ประจ าตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและ บริการกับผู้ประกอบการ/ร้านค้า/บริการที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการ ม33 เรารักกัน ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : การลดภาระค่าครองชีพ การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค และกระจายรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและสร้างเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจ


94 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับสิทธิตามโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่ายจ านวน 48,185.85 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.66 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง และคิดเป็นร้อยละ 129.88 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ได้รับสิทธิและมีการใช้จ่าย จ านวน 8,067,592 คน คิดเป็นร้อยละ 87.00 ของแผนที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก (9,273,121 ราย) และ ร้อยละ 99.11 ของแผนปรับปรุง (8,140,245 ราย) หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปส.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนผู้ประกันตน ม.33 ที่เข้าร่วมโครงการ เทียบกับแผนงาน - ความพึงพอใจในการใช้จ่ายเงินเยียวยา เช่น ประเภท/จ านวนร้านค้าเพียงพอต่อ ความต้องการ ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : เพิ่มการบริโภคของภาคครัวเรือน ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ - ด้านสังคม : ประชาชนมี Digital Literacy เพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) - ประโยชน์จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้ เป็นช่องทางในการด าเนินนโยบายของภาครัฐในอนาคต ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการเป็นไปตามแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การลงทะเบียนรับสิทธิ์ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการ ม33 เรารักกัน ของส านักงานประกันสังคม (สปส.) คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการ ม33 เรารักกัน โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานที่ 2 การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาด


95 ระลอกใหม่ ในเดือนธันวาคม 2563 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2564 ซึ่งแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม บางส่วนได้รับผลกระทบด้านรายได้จากสถานการณ์การแพร ่ระบาดและมาตรการจ ากัดกิจกรรมทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อควบคุมโรค ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการ ม33 เรารักกัน เป็นโครงการความ ช ่วยเหลือในช่วงการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ซึ่งมีการด าเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ โครงการเราชนะ ของ สศค. เพื่อให้การเยียวยามีความครอบคลุมแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่ไม่ซ้ าซ้อนกัน แต่มีรูปแบบการด าเนินงาน ในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและผู้ได้รับสิทธิสามารถ ใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่ตกลงเข้าร่วมโครงการ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : โครงการก่อให้เกิดประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ของ โครงการ ดังนี้ 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ จากข้อมูลในรายงานผลส าเร็จของโครงการ ม33 เรารักกัน ของ สปส. พบว่า โครงการ ม33 เรารักกัน มีผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือเยียวยา จ านวน 8,097,605 คน และมีการใช้สิทธิใช้จ่ายจริง จ านวน 8,067,592 คน คิดเป็นร้อยละ 99.11 ของแผนปรับปรุง (8,140,245 ราย) และร้อยละ 87.00 ของกลุ ่มเป้าหมายเดิม (9,273,121 ราย) ทั้งนี้ เนื ่องจากการ ก าหนดเป้าหมายเดิมเป็นไปตามฐานข้อมูลผู้ประกันตน และ สปส. เปิดให้ผู้ประกันตนลงทะเบียนเพื่อ รับสิทธิของโครงการตามความสมัครใจ ซึ่งผู้ประกันตนบางส่วนอาจไม่ประสงค์ที่จะรับเงินช่วยเหลือ (จ านวนผู้ลงทะเบียนรับสิทธิผ่านเว็บไซต์ จ านวน 8,208,286 คน และผู้ประกันที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ลงทะเบียนเข้าร่วมผ่าน สปส. จ านวน 32,827 คน) นอกจากนี้บางส่วนมีคุณสมบัติไม่ครบ เช่น มีเงินฝากกับ สถาบันการเงินมากกว่าเกณฑ์ที่โครงการก าหนด เป็นต้น แผนภาพที่ 4.6 จ านวนผู้ได้รับสิทธิและจ านวนผู้ใช้สิทธิโครงการ ม33 เรารักกัน ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการของ สปส.


96 2) จากการส ารวจความพึงพอใจจากประชาชนกลุ่มตัวอย่างต่อการช่วยเหลือเยียวยาตาม โครงการ (ภาคผนวก ฌ) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับ “ปานกลาง” กับการได้รับ ความช่วยเหลือเยียวยา กระบวนการลงทะเบียน ความรวดเร็วในกระบวนการได้รับเงินเยียวยา ช่องทาง ในการรับเงิน และความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเงินเยียวยา อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ ในระดับ “น้อย” ส าหรับจ านวนเงินเยียวยาที่ได้รับ เนื่องจากไม่เพียงพอต่อการบริโภค นอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างยังให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรให้เงินเยียวยาในรูปของเงินสดหรือโอนเข้า บัญชีโดยตรงแก่ประชาชน เพื่อลดปัญหาด้านการใช้งานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มวงเงินเยียวยา ให้สอดคล้องกับระดับราคาสินค้าในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบการลงทะเบียน ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกับประชาชนทุกระดับ ส าหรับความคิดเห็นต่อโครงการในภาพรวม กลุ่มตัวอย่าง มีความเห็นว ่า โครงการสามารถช ่วยบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ได้มาก มีความคุ้มค่ามากและสามารถเยียวยาผลกระทบได้ รวมทั้งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้มาก 3) เพื่อให้การด าเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและป้องกันการกระท าที่ผิด หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการ สปส. มีการตรวจสอบการด าเนินโครงการ (Post Audit) โดยมีการ ตรวจพบเบาะแสพฤติกรรมชวนเชื่อการซื้อขายสิทธิโดยการแลกเป็นเงินสด โดยที่ไม่มีการซื้อขายสินค้า หรือบริการกันจริงจ านวน 7 ราย ซึ่งเป็นการกระท าโดยทุจริตผิดเงื่อนไขของโครงการ ม33 เรารักกัน และ สปส. ด าเนินคดีกับผู้กระท าความผิดดังกล่าวแล้วและได้เรียกเงินคืน ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) โครงการสามารถช่วยเหลือและลดภาระค่า.ครองชีพให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน อีกทั้งการใช้จ่ายวงเงินช่วยเหลือตามโครงการท าให้มีเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งรูปแบบโครงการสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากับร้านค้า ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ส่งผลให้ร้านค้าและผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยส่งเสริม เศรษฐกิจฐานราก โครงการ ม33 เรารักกัน มีจ านวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,078,962 ราย โดยเป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ร้านค้าธงฟ้า ร้านบริการ และกิจการขนส่ง สาธารณะ โดยมียอดการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการรวม 48,185.85 ล้านบาท36 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ เศรษฐกิจขยายตัวได้ร้อยละ 0.13 ภายใต้สมมติฐานที่จัดท าโดย สศค. การชดเชยรายได้ดังกล่าวถูกน าไปใช้ เพื่อการบริโภค โดยทุกๆ จ านวน 100,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณร้อย ละ 0.27 2) โครงการสนับสนุนการสร้างทักษะ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี (Digital Literacy) แก่ ประชาชน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด รวมทั้งการพัฒนา แพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนิน 36 ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2564 (ที่มา: รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สปส.)


97 นโยบายในอนาคตและสามารถน าข้อมูลจากโครงการไปใช้ในการสร้าง Big Data เพื่อน าไปใช้วิเคราะห์เชิง ลึกส าหรับการออกแบบนโยบายต่อไป ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และ วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 : โครงการ ม33 เรารักกัน มีระยะเวลาด าเนินโครงการ จ านวน 8 เดือน ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2564 โดย สปส. ได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลา การให้วงเงินช่วยเหลือเยียวยาออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมจ านวน 4,000 บาท และทยอยให้วงเงินสิทธิราย สัปดาห์ในเดือนมีนาคม - เมษายน 2564 และใช้สิทธิในการใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2564 เป็นให้วงเงินช่วยเหลือจ านวน 6,000 บาท (เพิ่มขึ้น 2,000 บาท) โดยทยอยโอนสิทธิรายสัปดาห์ถึงเดือน พฤษภาคม 2564 และใช้สิทธิในการใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 รวมทั้งขออนุมัติขยายระยะเวลา เพื่อโอนเงินซ้ า (Retry) ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าที่ยังโอนเงินไม่ส าเร็จ จ านวน 3 เดือน จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2564 2) การลงทะเบียนรับสิทธิมีความสะดวกและเป็นไปตามแผนการด าเนินงาน : การลงทะเบียน รับสิทธิของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีระยะเวลาด าเนินการ 1 เดือน โดย สปส. ก าหนดให้ผู้ประกันตน ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 7 มีนาคม 2564 จากนั้น สปส. ตรวจสอบข้อมูลรวมทั้งประมวลผลคัดกรอง ระหว่างวันที่ 8 - 14 มีนาคม 2564 ผู้ประกันตนตรวจสอบ สถานะผู้ได้รับสิทธิผ่านทางเว็บไซต์ และกดยืนยันตัวตนผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในวันที่ 15 - 21 มีนาคม 2564 3) ฐานข้อมูลและการลงทะเบียนมีการบูรณาการร่วมกันกับฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : การจัดท า ระบบฐานข้อมูลและการลงทะเบียน สปส. กระทรวงการคลัง และธนาคาร กรุงไทยฯ ด าเนินการจัดท า ระบบฐานข้อมูลเว็บไซต์ระบบการลงทะเบียน และคัดกรองผู้ได้รับสิทธิจากฐานข้อมูลภาครัฐต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฐานข้อมูลโครงการเราชนะ ฐานข้อมูลเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงิน ฝาก ส าหรับการตรวจสอบข้อมูลและคัดกรอง ธนาคารกรุงไทยฯ เป็นผู้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลและประมวลผล และคัดกรองข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้ว เพื่อประกอบการด าเนินการตามโครงการ 4) วงเงินสิทธิสอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 : การให้วงเงินสิทธิในระยะแรกโครงการมีระยะเวลาด าเนินการ 1 เดือน (วันที่22 มีนาคม - 12 เมษายน 2564) ภายหลังจากการลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว ผู้ประกันตน จะได้รับวงเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังในวันถัดไปทันที และแบ่งการช่วยเหลือเป็นรายสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ จ านวน 4 ครั้ง (ในวันที่ 22 29 มีนาคม และ 5 12 เมษายน 2564 ครั้งละ 1,000 บาท จนครบ 4,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า/ผู้ประกอบการ/บริการ ในร้านธงฟ้า ที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน หรือภายใต้โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราชนะ ได้ในวันที่ 22 มีนาคม - 31


98 พฤษภาคม 2564 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือเพิ่มเงินช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อราย โดยให้ วงเงินในวันที่ 24 และ 31 พฤษภาคม 2564 และสามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 5) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ จ านวน 48,185.85 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.66 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง 48,841.47 ล้านบาท และคิดเป็นร้อยละ 129.88 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 37,100.00 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของวงเงินสิทธิทั้งหมด ในส่วนของการโอนเงินให้กับผู้ประกอบการร้านค้าเป็นไปตามยอดธุรกรรมการใช้จ่าย ส าหรับกรณีที่โอน เงินไม่ส าเร็จได้ด าเนินการติดตามเพื่อโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 6) จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ ม33 เรารักกัน และการส ารวจความคิดเห็นของ ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยพบว่า การด าเนินโครงการ ม33 เรารักกัน มีข้อจ ากัดและปัญหา อุปสรรค ดังนี้ - ปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานแอปพลิเคชั่นและเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น เครือข่ายล่ม แอปพลิเคชั่นค้าง หรือมีความซับซ้อนเกินไป นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังประสบปัญหาในการลงทะเบียน ที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน รวมถึงปัญหาการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของประชาชนที่มีรายได้น้อย - ปัญหาสถานะของผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ แต่ไม่สามารถ ลงทะเบียนได้ เนื่องจากนายจ้างอาจยังไม่แจ้งลูกจ้างเข้าเป็นผู้ประกันตนให้มีสถานะ Active ในระบบประกันสังคมซึ่ง สปส. ได้เปิดโอกาสให้ยื่นทบทวนสิทธิส าหรับผู้ประกันตนที่ลงทะเบียนแล้ว ไม่ผ่าน โดย สปส. ได้รับเรื่องร้องเรียนและประสานให้นายจ้างตรวจสอบและแก้ไขสถานะของผู้ประกันตน และด าเนินการประมวลผลข้อมูลสถานะผู้ประกันตนใหม่ โดยน าข้อมูลเลขบัตรประจ าตัวประชาชนของ ผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิในช่วงระยะเวลาที่ก าหนดไปประมวลผลในฐานข้อมูลประกันสังคมเพื่อตรวจสอบ ความเป็นผู้ประกันตนตามคุณสมบัติและเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ มีระยะเวลาด าเนินการรับค าขอทบทวน สิทธิและด าเนินการตรวจสอบรวม 2 เดือน โดยผู้ประกันตนสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิผ่านเว็บไซต์ และ สปส. และส านักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ กทม./จังหวัด และสาขา นอกจากนั้น สปส. ยังได้จัดตั้งศูนย์ ประสานงานทบทวนสิทธิ ม33 เรารักกัน รวมทั้งสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 1 เพื่อรับเรื่อง ร้องเรียน ประสานงานเรื่องการขอทบทวนสิทธิ และให้ค าแนะน าเกี่ยวกับโครงการ ซึ่งเป็นการอ านวย ความสะดวกและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้ประกันตนได้ตรงจุดและทันท่วงที 4.1.5 มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่และในระลอกเดือนเมษายน 2564 มาตรการนี้เป็นมาตรการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 2 ด้านการ ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ในส่วนของแผนงาน 2.1 แผนงานเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและชดเชย ให้แก่ประชาชนฯ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้


99 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเบื้องต้น รวมทั้ง ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อการด าเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมไปถึง การใช้ชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม สามารถขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ใช้น้ าประปา ประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินรวม 12,282.58 ล้านบาท แบ่งเป็น ความช่วยเหลือรอบที่ 1 จ านวน 4,512.75 ล้านบาท และรอบที่ 2 จ านวน 7,769.77 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินโครงการ รอบที่ 1 จ านวน 7 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2564 รอบที่ 2 จ านวน 4 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2564 (นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและ ผู้ประกอบการธุรกิจในระยะเร่งด่วน จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระลอกใหม่ รูปแบบของโครงการ ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค (ไฟฟ้าและน้ าประปา) ให้ส่วนลดกับผู้ใช้ตามเกณฑ์ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และส ารองค่าใช้จ่ายไปพลางก่อน โดยเบิกจ่ายเงินกู้ เพื่อชดเชยภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในภายหลังจากด าเนินการแล้วเสร็จ ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : การบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้สาธารณูปโภค 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้ใช้สาธารณูปโภคที่ได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ รัฐวิสาหกิจ จ านวน 4 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่12 มกราคม 2564 และ 5 พฤษภาคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงาน หรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวนรวม 12,282.52 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของ วงเงินอนุมัติแบ่งเป็น ส่วนลดค่าบริการให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ใช้น้ าประปาตาม มาตรการรอบที่ 1 จ านวน 4,512.75 ล้านบาท และรอบที่2 จ านวน 7,769.77 ล้านบาท จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จ านวน 20.35 ล้านราย และผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จ านวน 6.94 ล้านราย หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กปน. กปภ. กฟน. กฟภ.)


100 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนผู้ใช้ไฟฟ้าและน้ าประปา (ครัวเรือน และผู้ประกอบการขนาดเล็ก) ที่ได้รับ ส่วนลดเปรียบเทียบกับแผน - ความพึงพอใจของผู้รับประโยชน์ ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : ลดผลกระทบต่อผู้ใช้สาธารณูปโภคและป้องกันความเสี่ยงที่อาจ เกิดขึ้นต่อการด าเนินธุรกิจ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนได้ ในระยะต่อไป ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการ เปรียบเทียบกับแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง ในการด าเนินมาตรการ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คณะผู้วิจัยได้ประเมินมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานฯ โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : มาตรการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 ที่ยังคงมี การแพร ่ระบาดครอบคลุมเป็นวงกว้างในหลายพื้นที ่ของประเทศ ส ่งผลให้รัฐบาลมีความจ าเป็นต้อง ด าเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโดยเฉพาะพื้นที่ที่ก าหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ซึ่งท าให้ เกิดผลกระทบต่อการด าเนินชีวิตและการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมทั้งนโยบายการท างาน ภายในที่พักอาศัย (Work From Home) ท าให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จึงจ าเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชน และผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก ด้านที ่ 2 ความเชื ่อมโยงของโครงการ : มาตรการเป็นความช ่วยเหลือต ่อเนื ่องจากที ่ได้ ด าเนินการในช่วงการระบาดของ COVID-19 ระลอกแรกในเดือนเมษายน - กรกฎาคม 2563 โดยให้ ส ่วนลดค ่าสาธารณูปโภคเพื ่อบรรเทาผลกระทบต ่อประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจตามฐานข้อมูลผู้ใช้ ไฟฟ้าและน้ าประปาในปัจจุบันของ กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ. ทั้งนี้ การด าเนินการในปี 2563 หน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการให้ส่วนลดค่าสาธารณูปโภค ซึ่งการด าเนิน มาตรการต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของหน่วยงานได้รัฐบาลจึงจ าเป็นต้องชดเชยค่าใช้จ่าย ให้กับหน่วยงานส าหรับการด าเนินมาตรการในปี 2564


101 ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ : มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานฯ ให้ความช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้าและค่าน้ าประปา) กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้าน อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จ านวน 20.35 ล้านราย และผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็ก จ านวน 6.94 ล้านราย โดยมีผลการด าเนินงานรายหน่วยงานสรุปได้ดังนี้37 (1) กฟน. ด าเนินการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กฟน. (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าไฟฟ้าใน ใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 3.0 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 74.44 ของ แผน (แผน 4.03 ล้านราย) และรอบที่ 2 ค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าบริการเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2564 จ านวน 2.86 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 70.79 ของแผน (แผน 4.03 ล้านราย) (2) กฟภ. ด าเนินการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กฟภ. (ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และ สมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 17.35 ล้าน ราย คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของแผน และรอบที่ 2 ค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าบริการเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 จ านวน 17.08 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของแผน (3) กปน. ด าเนินการให้ส่วนลดค่าน้ าประปากับผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการ ขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กปน. (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าน้ าประปา ในใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 2.31 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 95.06 ของแผน (แผน 2.43 ล้านราย) และรอบที่ 2 ค่าน้ าประปาในใบแจ้งค่าบริการเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2564 จ านวน 2.31 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 94.62 ของแผน (แผน 2.44 ล้านราย) (4) กปภ. ด าเนินการให้ส ่วนลดค ่าน้ าประปา กับผู้ใช้น้ าประเภทบ้านอยู ่อาศัยและ กิจการขนาดเล็กในพื้นที่ให้บริการของ กปภ. (ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และ สมุทรปราการ) รอบที่ 1 ค่าน้ าประปาในใบแจ้งค่าบริการเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 จ านวน 4.57 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 100.44 ของแผน (แผน 4.55 ล้านราย) และรอบที่ 2 ค่าน้ าประปา ในใบแจ้งค่าบริการเดือนมิถุนายน -กรกฎาคม 2564 จ านวน 4.63 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 100.87 ของแผน (แผน 4.59 ล้านราย) จ านวนผู้ใช้น้ าที่ได้รับส่วนลดสูงกว่าแผนประมาณ 20,000 ราย ในรอบที่ 1 และ 40,000 ราย ในรอบที่ 2 เนื่องจากมีผู้ใช้น้ าขอติดตั้งระบบประปาใหม่ในช่วงเวลาที่ กปภ. ด าเนินโครงการ 37 ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.)


102 แผนภาพที่ 4.7 จ านวนผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคฯ ที่มา : คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจากรายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.) 2) จากการส ารวจความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 432 ราย เกี่ยวกับ การด าเนินมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานฯ (ภาคผนวก ฌ) พบว่า ส่วนใหญ่ทราบว่ามีการด าเนินมาตรการ อย ่างไรก็ตาม ในด้านความเหมาะสมกับสถานการณ์และ ผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 พบว่าประชาชนที่มีความเห็นว่ามาตรการเหมาะสม และความเห็นว่ามาตรการยังต้องมีการปรับปรุงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ จากการส ารวจดังกล่าวพบว่า มาตรการยังไม่เป็นที่พึงพอใจ เนื่องจากส่วนลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่ได้รับไม่เพียงพอกับความต้องการ ของผู้ใช้จริง และระยะเวลาที่ด าเนินการไม่สอดคล้องกับระยะเวลาที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ ขนาดเล็ก ท าให้ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการใช้ชีวิตประจ าวันของประชาชน ตลอดจนการด าเนินธุรกิจ ของกิจการขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนได้ในระยะต่อไป ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินการให้ส่วนลดค่าบริการเป็นไปตามแผน : ระยะเวลาด าเนินโครงการ ในภาพรวมเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่ก าหนด รอบที่ 1 จ านวน 7 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2564 และรอบที่ 2 จ านวน 5 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคม – กันยายน 2564 อย่างไรก็ดี ในส่วนของการ เบิกจ่ายเงินกู้ กปภ. ด าเนินการได้ล่าช้ากว่าแผน จ านวน 5 วัน เนื่องจากขาดความเข้าใจในขั้นตอนการ ปฏิบัติงานเพื่อเบิกจ่ายเงินกู้และต้องประสานกับกรมบัญชีกลางเพื่อขอแก้ไขบัญชีหลักในระบบ GFMIS38 โดยด าเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ซึ่งแผนการด าเนินโครงการสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม 2564 38 ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.)


103 2) ผลการเบิกจ่ายเป็นไปตามวงเงินที่อนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการเป็นค่าชดเชย ส่วนลดค่าสาธารณูปโภคที่ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า และน้ าประปา รอบที่ 1 จ านวน 4,512.75 ล้านบาท และรอบที่ 2 จ านวน 7,769.77 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 12,282.52 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของกรอบวงเงินที่ได้รับ อนุมัติ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามแผนภาพ แผนภาพที่ 4.8 ผลการเบิกจ่ายของมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคฯ ที่มา : ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย กฟน. กฟภ. กปน. และ กปภ.) 4.1.6 โครงการคนละครึ่ง โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของแผนงาน 3.3 แผนงานส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน และเอกชน โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ในส่วนของค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป อันจะเป็นการเพิ่มอุปสงค์การ บริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เป็นต้น ให้มีรายได้จากการขายสินค้า กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสมาร์ทโฟนและไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินโครงการคนละครึ่ง และคนละครึ่งระยะที่ 2 - 3 รวมจ านวน 167,084.12 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจาก พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 133,813.64 ล้านบาท และ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 (เพิ่มเติม) 33,270.48 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง กรอบวงเงิน 29,549.28 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 30,000.00 ล้านบาท) 2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 กรอบวงเงิน 20,264.36 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 25,000.00 ล้านบาท)


104 3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กรอบวงเงิน 84,000 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 93,000.00 ล้านบาท) 4) โครงการเพิ่มวงเงินสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 กรอบวงเงิน 33,270.48 ล้านบาท (กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 42,000 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ 1) โครงการคนละครึ่ง จ านวน 17 เดือน : เดือนตุลาคม 2563 - กุมภาพันธ์ 2565 (แผนที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก สิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2563) 2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จ านวน 15 เดือน : เดือนธันวาคม 2563 -กุมภาพันธ์ 2565 (แผนที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2564) 3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จ านวน 9 เดือน : เดือนมิถุนายน 2564 -กุมภาพันธ์ 2565 (แผนที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก สิ้นสุดในเดือนกันยายน 2564) 4) โครงการการเพิ่มวงเงินสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จ านวน 5 เดือน : เดือนตุลาคม 2564 -กุมภาพันธ์ 2565 รูปแบบของโครงการ รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์เป็นวงเงินใน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส าหรับ ใช้ช าระค่าสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้า โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าสินค้า (Co-pay) ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน สร้างรายได้ให้กับ ผู้ประกอบการรายย่อย 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จ านวนร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 กันยายน 2563 / วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / วันที่ 8 ธันวาคม 2563 / วันที่1 มิถุนายน 2564 / วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 / วันที่ 21 กันยายน 2564 / วันที่ 19 ตุลาคม 2564 และวันที่ 15 มีนาคม 2565 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 159,832.18 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.12 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก และร้อยละ 95.66 ของกรอบวงเงินที่ปรับปรุง จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ จากการด าเนินงานโครงการทั้ง 3 ระยะ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ประกอบด้วย 1. ประชาชนผู้ใช้สิทธิ จ านวน 27,981,140 คน 2. ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 1,594,523 ร้านค้า (ณ ช่วงเวลาที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมสูงสุด) หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.) และหนังสือรายงานผลการ ปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ด่วนที่สุด ที่ กค 1005/2552 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565โดยกระทรวงการคลัง


105 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนผู้ใช้สิทธิ์ / จ านวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ - ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ เช่น ความเพียงพอของวงเงิน ความสะดวก ในการใช้จ่ายเงินเยียวยา เป็นต้น ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ : เพิ่มการบริโภคของภาคครัวเรือน ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ - ด้านสังคม : ประชาชนมี Digital Literacy เพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) - ประโยชน์จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งสามารถใช้ เป็นช่องทางในการด าเนินนโยบายของภาครัฐในอนาคต ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่ายของโครงการ เปรียบเทียบกับแผน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การลงทะเบียนรับสิทธิ์ การจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง การเบิกจ่ายเงินให้ร้านค้า เป็นต้น ความยั่งยืน - ผลจากการด าเนินโครงการที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเงินการคลังในอนาคต ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการคนละครึ่ง คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการคนละครึ่ง โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตาม กรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในด้านการกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อรักษาแรง ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบและมีรายได้ลดลง ในช่วงเวลาดังกล่าว การที่ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ในอัตราร้อยละ 50 และ ไม่เกิน 150 บาทต่อวัน จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ ่มขึ้นจากการใช้จ ่ายดังกล ่าว และมีเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้การสนับสนุนเงินจ านวน 150 บาทต่อวัน รวมกับส่วนที่ประชาชนร่วม จ่ายอีกร้อยละ 50 รวมเป็นจ านวน 300 บาทต่อวัน สศค. ได้ประเมินจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจ าวันของ ประชาชนทั่วไปส าหรับการบริโภคและอุปโภคในแต่ละวัน


106 ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ไม่ซ้ าซ้อน กับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ก่อนหน้า แม้ว่าจะมีลักษณะการด าเนินงานที่คล้ายคลึงกับโครงการกระตุ้น เศรษฐกิจอื่น ๆ ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนค่าใช้จ่าย ในการท ่องเที ่ยวที ่เริ่มให้ใช้สิทธิตั้งแต ่เดือนกรกฎาคม 2563 และโครงการเพิ ่มก าลังซื้อให้แก ่ผู้มีบัตร สวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการฯ) ซึ่งรัฐบาลเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เป็นต้น แต่โครงการ คนละครึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะที่ให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่ แผงลอย ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : โครงการส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคของ ประชาชนและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้า ประเภทต่าง ๆ มากกว่า 1 ล้านร้านค้า ประกอบด้วย ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้าราคาประหยัด ร้านค้าบริการ ร้าน OTOP และกิจการ ขนส่งสาธารณะ โดยผู้ได้รับสิทธิตามโครงการใช้วงเงินสิทธิเพื่อร่วมช าระค่าสินค้าบริการกับผู้ประกอบการ (รัฐบาลสนับสนุน) และช าระในส่วนที่ผู้ใช้สิทธิร่วมจ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ท าให้ผู้ประกอบการได้รับ รายได้โดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง รายละเอียดผลการด าเนินโครงการดังนี้ 1) จ านวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จ านวนรวม 27,981,140 ราย และมีผู้ประกอบการ เข้าร่วมโครงการ จ านวน 1,594,523 ราย โดยมีรายละเอียดในแต่ละรอบ ดังนี้39 แผนภาพที่ 4.9 จ านวนผู้ได้รับสิทธิผู้ใช้สิทธิและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะ 1-3 ที่มา : คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจากแถลงข่าวกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 145/2563 และ ฉบับที่ 64/2564) 39 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.)


107 - โครงการคนละครึ่ง : ด าเนินการให้วงเงินสิทธิและใช้จ่ายได้ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2563 จ านวนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 1.07 ล้านร้านค้า มากกว่าแผนการ ด าเนินงานที่คาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 100,000 ร้านค้า สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ รายย่อยประมาณ 60,000 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของประชาชนที่ใช้สิทธิ จ านวน 9.97 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 99.76 ของแผน (10 ล้านคน) - โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 : ด าเนินการให้วงเงินสิทธิและใช้จ่ายได้ระหว่างเดือน มกราคม - มีนาคม 2564 จ านวนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 1.59 ล้านร้านค้า มากกว่า แผนการด าเนินงานที่คาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 500,000 ร้านค้า สร้างรายได้ให้กับ ผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 41,000 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของ ประชาชนที่ใช้สิทธิจ านวน 14.79 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 98.62 ของแผน (15 ล้านคน) - โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 : ด าเนินการให้วงเงินสิทธิและใช้จ่ายได้ระหว่างเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2564 จ านวนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 1.31 ล้านร้านค้า สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 220,000 ล้านบาท และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ใช้สิทธิ จ านวน 26.35 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 85.00 ของแผน (31 ล้านคน) ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 ได้ขยายกรอบจ านวนผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นจากระยะที่ 2 อีก 16 ล้านคน ท าให้โครงการสามารถ ครอบคลุมผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันเป๋าตังให้ เชื่อมต่อและสามารถใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดดิลิเวอรี่แพลตฟอร์มได้ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ ระบาดของ COVID-19 ที่ประชาชนมีการท างานจากที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น 2) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ : จากกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 540 ราย (ภาคผนวก ญ) พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจกับการด าเนินโครงการคนละครึ่งเพื่อบรรเทา ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดยเห็นว่า โครงการมีความคุ้มค่าและสามารถบรรเทา ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากจากการลดภาระค ่าใช้จ ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า โครงการคนละครึ่งไม่ครอบคลุมถึง ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนหรืออินเตอร์เน็ต ในส่วนของการใช้งานแอปพลิเคชั่นเป๋าตังเพื่อสแกนจ่ายให้กับร้านค้า ประสบปัญหาไม่สามารถใช้งานได้หรือไม่เสถียรในบางช่วงเวลา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายเห็นว่า การ ช าระเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังมีความยุ่งยากซับซ้อน และอาจมีการกระท าการทุจริตระหว่างร้านค้า และประชาชนบางกลุ่ม จึงควรมีระบบการก ากับติดตามเพื่อป้องกันการทุจริตของร้านค้าและประชาชน ด้วย ส าหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมีความพึงพอใจมากที่โครงการส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เป็นอย่างมากและได้รับเงินส่วนที่ภาครัฐสนับสนุนอย่างรวดเร็ว แต่บางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับการ เรียกเก็บภาษีในภายหลัง


108 ด้านที่ 4 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการเป็นไปตามแผน : โครงการคนละครึ่ง และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 มีระยะเวลาด าเนินการต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 - กุมภาพันธ์ 2565 โดย โครงการคนละครึ่ง และคนละครึ่ง ระยะที่ 2 มีระยะเวลาลงทะเบียนและใช้จ่ายวงเงินสิทธิจ านวน 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564) และโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 มีระยะเวลาลงทะเบียนและใช้จ่าย วงเงินสิทธิ จ านวน 7 เดือน (เดือนมิถุนายน - ธันวาคม 2564) 2) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : โครงการคนละครึ่งทั้ง 3 ระยะมีผลการเบิกจ่ายเงินกู้ รวม 159,802.28 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.66 ของกรอบวงเงินโครงการที่ปรับปรุง (167,084.12 ล้านบาท) และร้อยละ 84.12 ของกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก (190,000 ล้านบาท) ซึ่งอยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายของโครงการ โดย สศค. ได้ขอขยายระยะเวลา Retry ให้กับร้านค้าที่โอนเงิน ไม่ส าเร็จ และตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีร้านค้าที่ไม่เข้าข่ายปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 256540 3) การเข้าร่วมโครงการคนละครี่งมีความสะดวกรวดเร็ว : เนื่องจากการลงทะเบียนของ ประชาชนเพื่อรับสิทธิในโครงการเป็นการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ในการ ลงทะเบียนครั้งแรก และจะต้องมีการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง สาขาหรือตู้ ATM ของ ธนาคารกรุงไทยฯ ส าหรับผู้ได้รับสิทธิที่ต้องการรับสิทธิต่อเนื่องในระยะที่ 2 และ3 สามารถกดยืนยันเพื่อ รับสิทธิเข้าร่วมโครงการในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ท าให้ประชาชนมีความสะดวก ในการใช้งานสิทธิต่อเนื่อง 4) จากการจัดเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้แทนของ สศค. พบปัญหาอุปสรรค และข้อจ ากัดในการด าเนินโครงการ ดังนี้ - ปัญหาอุปสรรค/ข้อจ ากัดในการพิจารณาและก าหนดคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย : การคาดการณ์จ านวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการท าได้ล าบากในช่วงระยะแรก เนื่องจากมีข้อมูลเพื ่อ ประกอบการพิจารณาไม่เพียงพอ ประกอบกับในระยะแรกของการด าเนินโครงการมีจ านวนผู้ประกอบการ ร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการไม่มากนัก อย่างไรก็ดี สศค. ได้มีการประชาสัมพันธ์และท าความเข้าใจ กับผู้ประกอบการ รวมทั้งขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยในระดับท้องถิ่น เช่น ก านัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ กทม. ประจ าเขตต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในพื้นที่และชุมชนในการช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนร้านค้า ให้เข้าร ่วมโครงการ รวมทั้งลงนามยืนยันข้อมูลของร้านค้าในพื้นที่ เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานในการ ยื่นสมัคร/ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับธนาคารกรุงไทยฯ (ปรับปรุงจากระยะแรกที่ใช้พนักงานของ ธนาคารฯ ในการตรวจสอบข้อมูลร้านค้า) ท าให้จ านวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจ านวนเพิ่มขึ้น 40 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.)


109 - ปัญหาอุปสรรคจากการด าเนินนโยบายอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน : ในช่วงแรกของการ ด าเนินโครงการคนละครึ่ง มีโครงการอื่นของรัฐบาลที่ด าเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น โครงการ เพิ ่มก าลังซื้อให้กับประชาชนที ่มีบัตรสวัสดิการแห ่งรัฐ และโครงการช้อปดีมีคืน ซึ ่งมีการจ ากัดสิทธิ ให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้เพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง จึงท าให้ประชาชนต้องตัดสินใจเพื่อเลือก โครงการที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ดี เมื่อโครงการคนละครึ่งด าเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ประชาชนและร้านค้าจ านวนมากเข้าร่วมในโครงการ - ปัญหาอุปสรรคจากข้อกังวลของผู้ประกอบการ : การด าเนินโครงการคนละครึ่ง ก าหนดให้ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนและรับช าระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน สร้างความกังวลให้แก่ ผู้ประกอบการว่าการเข้าร่วมโครงการภาครัฐจะมีการน าฐานข้อมูลไปประเมินเพื่อจัดเก็บภาษีเงินได้ ด้านที่ 5 ผลกระทบของโครงการ : 1) ประชาชนมีการบริโภคภาคครัวเรือนมากขึ้น โดยมียอดการใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละ ครึ่งทั้ง 3 ระยะ รวมจ านวน 325,986.80 ล้านบาท41 จากส่วนที่รัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่าย ส่งผล ต่อดีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดย สศค. ประมาณการว่า โครงการคนละครึ่งทั้ง 3 ระยะ ช่วยให้GDP ของประเทศขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 1 (ภายใต้สมมติฐานว่าการชดเชยรายได้ดังกล่าวถูกน าไปใช้เพื่อ การบริโภค โดยทุก ๆ จ านวน 10,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 0.0342) 2) ประชาชนมี Digital Literacy เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยน ไปสู่สังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 3) ก่อให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มการช าระเงินออนไลน์ของภาครัฐ (G-wallet) ให้มีผู้ใช้งาน มากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนินนโยบายในอนาคตได้ต่อไป ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของโครงการ : ในการประเมินความยั่งยืนของโครงการ แม้ว่าโครงการ คนละครึ่งจะเป็นโครงการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่เป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนการปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเสริมสร้างความรู้และทักษะทางการเงินที่จ าเป็นต่อการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลให้กับประชาชนผ่านการใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังและถุงเงินอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งภาครัฐจะสามารถใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงประชาชนจ านวนมากและเป็นช่องทางในการส่งผ่าน นโยบายในลักษณะเดียวกันได้ในอนาคต 41 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สศค.) 42 ที่มา : รายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ


110 4.1.7 โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของแผนงาน 3.2 แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนผ่านการด าเนิน โครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ 1) ส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมน าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนา พื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ในรูปแบบกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่ 2) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ าส าหรับการท าเกษตรทฤษฎีใหม่ 3) เพื่อฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ เกษตรกร แรงงานในพื้นที่และแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และมีการเดินทางกลับสู่ภูมิล าเนา กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 9,805.71 ล้านบาท และมีการปรับลดเหลือ 3,550.92 ล้านบาท (ลดลง 6,254.79 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ ระยะเวลาด าเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 1 ปี 3 เดือน (เดือนกรกฎาคม 2563 - กันยายน 2564) และได้ขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 3 เดือน จนถึง สิ้นเดือนธันวาคม 2564 รูปแบบของโครงการ โครงการด าเนินกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) การปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่โดยขุดสระเก็บกักน้ า 2) การฝึกอบรมสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร 3) การสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง และด้านการ ปรับปรุงบ ารุงดินแก่เกษตรกร 4) การจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับต าบลเพื่อท าหน้าที่ประสานงาน เชื่อมโยงโครงการในด้านต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดความรู้ การแก้ไขปัญหาด้าน การเกษตร การส ารวจและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน เป็นต้น ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : 1) พื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่และพื้นที่เก็บกักน้ าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ 2) จ านวนเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพเกษตรทฤษฎีใหม่ และจ านวนแปลงต้นแบบ 3) จ านวนการจ้างงาน หน่วยงาน หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จ านวน 6 แห่ง ได้แก่


111 เจ้าของโครงการ 1) ส านักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท าหน้าที่คัดเลือกเกษตรกร /จ้างแรงงาน/ฝึกอบรมและผลิตสื่อให้ความรู้แก่เกษตรกร 2) กรมส่งเสริมการเกษตร รับผิดชอบด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม และสนับสนุนปัจจัยด้านพืช 3) กรมพัฒนาที่ดิน รับผิดชอบการขุดสระเก็บกักน้ า ส่งเสริมองค์ความรู้ และสนับสนุนปัจจัยด้านการปรับปรุงบ ารุงดิน 4) กรมปศุสัตว์ จัดซื้อวัสดุการเกษตรและปัจจัยการผลิตด้านสัตว์ 5) กรมประมง สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านประมง เช่น พันธุ์ปลากินพืช วัสดุในการเตรียมบ่อ อาหารสัตว์น้ า เป็นต้น 6) ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร รับผิดชอบด้านการติดตามประเมินผลโครงการ ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 19 มกราคม 2564 และแบบฟอร์มรายละเอียดแผนงานหรือโครงการก่อนเริ่มด าเนินโครงการ 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ มีการเบิกจ่าย จ านวน 2,610.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.63 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 9,805.71 ล้านบาท และร้อยละ 73.53 ของวงเงินที่ที่ปรับปรุง 3,550.92 ล้านบาท จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ 1) เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 27,259 ราย คิดเป็นร้อยละ 42.29 ของเป้าหมายเดิม และร้อยละ 84.74 ของเป้าหมายที่ปรับปรุง 2) แรงงานที่ได้รับการจ้างงาน จ านวน 15,102 ราย คิดเป็นร้อยละ 47.09 ของเป้าหมายเดิม และร้อยละ 94.39 ของเป้าหมายที่ปรับปรุง หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.) 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความเชื่อมโยง - ความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ - พื้นที่กักเก็บน้ าใหม่ - การจ้างงานในพื้นที่ ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่าย เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้รับ - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ การบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานด าเนินโครงการ เป็นต้น ผลกระทบ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะได้รับ เช่น - ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาและจัดการตนเอง มีความมั่นคงด้านน้ า เกษตรกร


112 เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน สามารถท าการเกษตรในฤดูแล้งได้จากการสนับสนุนบ่อกักเก็บน้ าเพิ่มขึ้น และ พัฒนาการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - ลดอัตราการว่างงานของแรงงานคืนถิ่น ความยั่งยืน - ความต่อเนื่องในการใช้งานพื้นที่เกษตรแบบผสมผสานและพื้นที่กักเก็บน้ าของ โครงการ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ ่มเกษตรทฤษฎีใหม ่ โดยมีผลการประเมิน โครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิตและสิ่งอ านวยความสะดวกที่จ าเป็นส าหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและ ชุมชน รวมทั้งสร้างการเข้าถึงช่องทางการตลาด พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยเปิดรับสมัครเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการจากพื้นที่ 4,009 ต าบล ทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการต่อยอดและสนับสนุนโครงการที่ด าเนินการ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ เช่น โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎี ใหม่ ถวายในหลวง) ซึ่งเป็นโครงการของ กษ. ที่ส่งเสริมความรู้และปัจจัยการผลิตที่จ าเป็นส าหรับการท า เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสานฯ) จ านวนประมาณ 1,000 ราย ที่ขาดแหล่งน้ าหรือมีแหล่งน้ า ไม่เพียงพอต่อการเกษตรสามารถเข้าร่วมโครงการเฉพาะในส่วนของกิจกรรมการขุดสระเก็บกักน้ า นอกจากนี้ โครงการมีแนวทางการด าเนินงานคล้ายกับโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นโครงการ ภายใต้แผนงาน 3.2 ที่ด าเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน จึงมีการแบ่งพื้นที่ด าเนินงานระหว่างกันเพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ าซ้อนของการด าเนินงาน


Click to View FlipBook Version