113 ด้านที่ 3 ประสิทธิผล: ผลการด าเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการมีรายละเอียด ดังนี้43 แผนภาพที่ 4.10 ผลการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา : คณะผู้วิจัย (จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ ณ วันที่ 31 มกราคม 2565) 1) โครงการก่อให้เกิดพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จ านวน 96,215 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 76.60 ของแผนปรับปรุง (125,615 ไร่) หรือเพียงร้อยละ 50ของเป้าหมายเดิม (192,432 ไร่) ซึ่ง กษ. ได้ ขอปรับลดค ่าเป้าหมายตัวชี้วัดการด าเนินโครงการและวงเงินงบประมาณ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 โดยมีจ านวนเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพท าเกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวนทั้งสิ้น 27,259 ราย เป็นเกษตรกรที่ได้รับการขุดสระและพัฒนาแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวน 27,117 แปลง คิดเป็นร้อยละ 84.74 ของแผนปรับปรุง (จ านวน 32,000 แปลง) และเพียงร้อยละ 42.29 ของเป้าหมายเดิม (จ านวน 64,144 แปลง) ส่วนที่เหลือเป็นเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนปัจจัย การผลิตในด้านต่าง ๆ ส าหรับแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่จะใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อ ขยายผลอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 5 ปีตามเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถ ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น ๆ ในพื้นที่ จากการจัดเก็บข้อมูลจากรายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและรายงานผลส าเร็จ ของโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้การด าเนินงานต่ ากว่าแผน มีดังนี้ - การด าเนินโครงการในระยะแรกก าหนดจ านวนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการไว้ไม่เกิน ต าบลละ 16 ราย ซึ่งพบว่า ในบางต าบลไม่มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ต่อมา กษ. จึงปรับจ านวนการเข้าร่วม ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเป็นต าบลละ 2 - 50 ราย ท าให้มีเกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้เพิ่มขึ้น - เงื่อนไขของโครงการก าหนดให้เกษตรกรที่เข้าร่วมต้องมีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตาม กฎหมายซึ่งเป็นของตนเองหรือทายาท ขนาด 2.5 3 4 หรือ 5 ไร่ (ปรับเงื่อนไขจากเดิมที่ก าหนดขนาด 43 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.)
114 พื้นที่เกษตรไว้เพียง 1 ขนาด จ านวน 3 ไร่เท่านั้น) และจะต้องมีการขุดสระเก็บกักน้ าให้ได้ปริมาตรตามที่ โครงการก าหนด จากเงื่อนไขดังกล่าวท าให้เกษตรกรบางส่วนไม่สนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ เนื่องจาก เห็นว่าการขุดสระเก็บกักน้ า ท าให้มีพื้นที่ส าหรับการเพาะปลูกลดลง 2) จ านวนพื้นที่เก็บกักน้ าเพิ่มขึ้น 67.55 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากการขุดสระเก็บ กักน้ าของโครงการส่งผลให้มีพื้นที ่เก็บกักน้ าเพิ ่มขึ้น ซึ ่งจะช ่วยให้เกษตรกรมีแหล ่งน้ าส าหรับใช้ท า การเกษตรในฤดูแล้ง จ านวน 67.55 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 76.76 ของแผน (88.00 ล้าน ลบ.ม.) หรือร้อยละ 26.39 ของแผนเดิม (256.00 ล้าน ลบ.ม.) โดยการด าเนินการในระยะแรกได้ก าหนดเงื่อนไขว่า การขุดสระเก็บกักน้ าส าหรับพื้นที่ขนาด 3 ไร่ จะต้องมีปริมาณดินขุดไม่ต่ ากว่า 4,000 ลบ.ม. ต่อมา กษ. ได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับรูปแบบการขุดสระให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น โดยใช้รูปแบบ มาตรฐานของกรมการพัฒนาที่ดินและรูปทรงเรขาคณิตอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร ซึ่งสามารถตรวจนับปริมาณดินขุดได้ และจะต้องมีปริมาณดินขุดระหว่าง 1,800 2,100 2,800 และ 3,500 ลบ.ม. ขึ้นอยู่กับขนาดที่ดินของเกษตรกร (2.5 - 5 ไร่) โดยเป็นการขุดสระและปรับเกลี่ยดินเพื่อรองรับ การเก็บกักน้ าเท่านั้น ไม่รวมถึงการตกแต่งพื้นที่อื่น ๆ โดยการด าเนินงานต่ ากว่าเป้าหมายเนื่องจากจ านวน เกษตรกรที่เข้าร่วมน้อยกว่าที่คาดการณ์ 3) จ านวนการจ้างงานแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ 15,102 ราย : การจ้างงานแรงงานเกษตร ทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นเกษตรกรหรือแรงงานคืนถิ่นที่มีถิ่นที่อยู่ในต าบลนั้น ๆ หรือต าบลข้างเคียง โดยจะต้องมี อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน เป็นต้น เพื่อใช้ประสานงานโครงการในการ ถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกษตรกร ส ารวจจัดเก็บ และรายงานข้อมูลเกษตรกร ในพื้นที่ให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงติดตามสถานการณ์การเกษตรรายแปลง และรายงานต่อส านักงานเกษตร และสหกรณ์จังหวัด โดยโครงการมีผลการจ้างงาน จ านวน 15,102 ราย คิดเป็นร้อยละ 94.39 ของแผน ปรับปรุง (จ านวน 16,000 ราย ต าบลละไม่น้อยกว่า 1 ราย แต่ไม่เกิน 25 ราย) และคิดเป็นร้อยละ 47.09 ของแผนเดิม (จ านวน 32,072 ราย) แบ่งเป็น แรงงานในพื้นที่ร้อยละ 91 และแรงงานของครัวเรือน เกษตรกรที่มีสมาชิกในครอบครัวเคลื่อนย้ายแรงงานกลับภูมิล าเนาเดิมร้อยละ 9 ทั้งนี้ โครงการก าหนด สัดส ่วนการจ้างแรงงานไว้ที ่ 1 รายต ่อจ านวนเกษตรกรของโครงการ 2 ราย เมื่อมีเกษตรกรเข้าร่วม โครงการน้อยกว่าที่คาดการณ์ส่งผลให้การจ้างงานลดลงตามสัดส่วน โดยแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ได้รับ เงินเดือนในอัตราเดือนละ 9,000 บาท ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับแรงงานกลุ่มดังกล่าว จ านวน 1,061.70 ล้านบาท 4) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ : จากข้อมูลแบบสอบถามการส ารวจความพึงพอใจ จากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 418 ราย (ภาคผนวก ฎ) พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจมากกับโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ในด้านระยะเวลาการพิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ และการจัด กิจกรรมการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ดีกลุ่มตัวอย่างบางส่วนมีเห็นว่าควรปรับปรุงใน เรื่องการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ และกระบวนการ หลักเกณฑ์ เเละขั้นตอนในการพิจารณา
115 คุณสมบัติ โดยเห็นว่า การประชาสัมพันธ์ข้อมูลยังไม่ทั่วถึง และเกณฑ์การพิจารณาเป็นข้อจ ากัดท าให้ เกษตรกรผู้สนใจที่ไม่มีพื้นที่เป็นของตนเองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) เกษตรกรมีความมั่นคงด้านรายได้เพิ่มขึ้น โดย กษ. ประมาณการว่า เกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการมีมูลค่าผลผลิตที่ได้จากการท าเกษตรทฤษฎีใหม่ ปีละ 12,571 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับ ก่อนเข้าร่วมโครงการ เพิ่มขึ้นปีละ 2,811 บาท ผลตอบแทนการท ากิจกรรมการเกษตรในแปลงหลังเข้าร่วม โครงการ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ 7,156 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 1,794 บาทต่อครัวเรือน โดยในช่วงที่ ด าเนินการมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงเป็นการจ าหน่ายผลผลิตในตลาดชุมชนและท้องถิ่นเป็นส่วน ใหญ่และมีรายจ่ายในด้านต้นทุนการผลิตลดลงเฉลี่ยรายละ 66,797 บาท จากการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ของโครงการ44 2) ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มแรงงานคืนถิ่นที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์ COVID-19 ช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้จากการจ้างงาน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่น เพิ่มขึ้น และส่งผลให้มีแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มขึ้น 3) ชุมชนท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองเพิ่มขึ้น เกิดการรวมกลุ่มเพื่อด าเนิน กิจกรรมในต าบล เช่น การเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช การเตรียมการด้านการตลาด การจ าหน่ายผลผลิต เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจากการติดตามโครงการของ กษ. พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ 12 ได้ปรับมาท าเกษตรแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี และเน้น การบ ารุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก น้ าหมักชีวภาพ เป็นต้น ท าให้ลดต้นทุนการเกษตร ได้และช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้คืนกลับสู่สภาพ นอกจากนี้ การเกื้อกูลกันของกิจกรรม ในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ลดของเหลือใช้จากภาคเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การน ามูลโค กระบือ มาท าปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยสดเพื่อใช้ในพื้นที่นาหรือแปลงไม้ผล การใช้ฟางข้าว ข้าวเปลือก เป็นอาหาร สัตว์ เป็นต้น ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการเกินกวว่าแผนเดิมที่ก าหนดไว้: โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่มีระยะเวลาด าเนินโครงการ 1 ปี 6 เดือน (เดือนกรกฎาคม 2563 – ธันวาคม 2564) มากกว่า แผนงานที่ได้รับอนุมัติในครั้งแรก จ านวน 3 เดือน จากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารรายงานความก้าวหน้า ในการด าเนินโครงการและรายงานผลส าเร็จของโครงการ คณะผู้วิจัยพบปัญหาอุปสรรคและข้อจ ากัด ในการด าเนินโครงการ ดังนี้45 44 ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.) 45 ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 (ที่มา : รายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและรายงานผลส าเร็จของ โครงการ)
116 - การรับสมัครเกษตรกรเพื่อเข้าร่วมโครงการต้องด าเนินการหลายรอบ เนื่องจาก โครงการในช่วงแรกมีข้อก าหนดและเงื่อนไขในการเข้าร่วม ท าให้มีผู้สนใจเข้าร่วมต่ ากว่าเป้าหมาย และ ในต าบลที ่มีเกษตรกรสมัครเพียง 1 รายจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่ง กษ. ได้เสนอขอทบทวน รายละเอียดโครงการและต้องมีการออกรหัสงบประมาณใหม่ ซึ่งใช้เวลาด าเนินการเพิ่มขึ้น - กิจกรรมขุดสระเก็บกักน้ ามีความล่าช้า เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนยกเลิกการเข้าร่วม โครงการหรือเปลี ่ยนแปลงขนาดพื้นที ่ที ่เข้าร ่วม ส ่งผลต ่อการด าเนินการและการบริหารสัญญาการ จัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งในบางพื้นที่เกษตรกรอยู่ระหว่างใช้พื้นที่เพื่อท าการเพาะปลูก จึงไม่สามารถเข้า พื้นที ่เพื ่อขุดสระได้ทันทีนอกจากนี้ในช ่วงฤดูฝนบางพื้นที ่มีน้ าท ่วมขัง ท าให้ไม ่สามารถด าเนินการ ขุดสระได้ทันภายในกรอบระยะเวลาด าเนินโครงการ อีกทั้งผู้รับจ้างบางรายขาดความเข้าใจในรูปแบบ การขุดสระ และในบางพื้นที่ลักษณะดินไม่เหมาะสม ความล่าช้าในการขุดสระส่งผลถึงการสนับสนุนปัจจัย การผลิต ซึ่งต้องด าเนินการภายหลังการขุดสระแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ในกระบวนการจัดจ้างผู้รับจ้างเพื่อขุดสระ เก็บกักน้ าด าเนินการเป็นรายต าบล เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารสัญญาและเป็นการส่งเสริม ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ สร้างรายได้และและกระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชน - สถานการณ์การแพร ่ระบาดของ COVID-19 ส ่งผลให้การด าเนินกิจกรรมประเภท ฝึกอบรมและการรวมกลุ ่มเกษตรกรล ่าช้าออกไป และต้องมีการปรับเปลี ่ยนเป็นการฝึกอบรมแบบ ออนไลน์ 2) ผลการเบิกจ่ายวงเงินที่ได้รับอนุมัติ : ค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ จ านวน 2,626.23 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ จ านวน 2,610.88 ล้านบาท และงบประมาณ จ านวน 15.35 ล้านบาท เมื ่อ พิจารณาเฉพาะในส่วนของการใช้จ่ายเงินกู้พบว่าโครงการมีผลการเบิกจ่ายคิดเป็นร้อยละ 73.53 ของแผน ปรับปรุง (3,550.92 ล้านบาท) หรือร้อยละ 26.63 ของแผนเดิม (9,805.71 ล้านบาท) โดยค่าใช้จ่ายหลัก ของโครงการเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดสระเก็บกักน้ า 1,343.94 ล้านบาท (ร้อยละ 51.47) ค่าจ้างแรงงาน เกษตรทฤษฎีใหม ่ 1,061.70 ล้านบาท (ร้อยละ 40.66) ปัจจัยการผลิตและการส ่งเสริมการรวมกลุ่ม (ส าหรับเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสานฯ) 136.23 ล้านบาท (ร้อยละ 5.22) การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกร 43.71 ล้านบาท (ร้อยละ 1.67) และค่าใช้จ่าย อื่น ๆ เช่น การจัดท าคู่มือการปฏิบัติงาน ค่าด าเนินการรับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกร การ ติดตามผลการด าเนินงานรายแปลงและการประเมินผลโครงการรวม 25.30 ล้านบาท (ร้อยละ 0.97) ขณะที ่การส ่งเสริมการตลาดและเพิ ่มช ่องทางในการสื ่อสารของเกษตรกรไม ่มีค ่าใช้จ ่ายในการ ด าเนินการ46 46 ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดย สป.กษ.)
117 แผนภาพที่ 4.11 ผลการเบิกจ่ายโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา : คณะผู้วิจัย (จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565) 3) เนื่องจากโครงการต้องบูรณาการจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม กษ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อท าหน้าที่ขับเคลื่อน ติดตาม ประเมินผล และแก้ไขปัญหาการด าเนินงานร่วมกันจนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของโครงการ : โครงการสนับสนุนให้มีการท าเกษตรทฤษฎีใหม่และสร้าง พื้นที่เก็บกักน้ า ส าหรับเกษตรกร เพื่อให้สามารถท าการเกษตรได้ต่อเนื่องทั้งปี อย่างไรก็ดี การประเมิน ความยั่งยืนของโครงการ เช่น ความต่อเนื่องในการใช้งานพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ พื้นที่เก็บกักน้ า และการใช้ งานพื้นที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 - 3 ปี หลังจากโครงการแล้วเสร็จ เพื่อติดตาม ผลการด าเนินงานอีกครั้งหนึ่ง โดยในส่วนของการบริหารจัดการโครงการภายหลังจากโครงการเสร็จสิ้น หน่วยงานจะใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด/ระดับอ าเภอ ในการก ากับ ติดตาม และรายงานผลการด าเนินงานในพื้นที ่ และจะเสนอขอรับการสนับสนุน งบประมาณภายใต้งบด าเนินงานตามปกติของหน่วยงาน 4.1.8 โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ในส่วนของแผนงานหรือโครงการเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน และเอกชน รวมถึงการลงทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชน โดยมีรายละเอียดโครงการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของโครงการ วัตถุประสงค์ ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือการจ้างงานให้ผู้จบการศึกษาใหม่ได้มีงานท า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการท างาน สนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจทั้งภาคการ ผลิตและภาคบริการสามารถด าเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ลดต้นทุนการด าเนิน กิจการของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในกิจการ
118 และครัวเรือน ท าให้มีรายได้และรายจ่ายกลับไปเป็นภาษีให้กับภาครัฐ ซึ่งจะเป็น ส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ ผู้จบการศึกษาใหม่ทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติครั้งแรก 19,462.00 ล้านบาท และได้ปรับลดวงเงิน เหลือ 3,209.79 ล้านบาท (ปรับลด 16,216.21 ล้านบาท) ระยะเวลา การด าเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – กันยายน 2564 และได้ขออนุมัติขยายระยะเวลา เป็น 1 ปี 6 เดือน โดยสิ้นสุดระยะเวลาด าเนินโครงการในเดือนมีนาคม 2565 รูปแบบของโครงการ ภาครัฐสนับสนุนเงินเดือนให้แก่ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 50,000 ราย ในอัตรา ร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามระดับการศึกษา จ านวนไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) ซึ่งเป็นการ ร่วมจ่าย (Co-pay) ค่าจ้างระหว่างภาครัฐและเอกชน ตัวชี้วัด ของโครงการ 1. ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ : ความสอดคล้องกับสถานการณ์ ความซ้ าซ้อนกับโครงการอื่น ที่ด าเนินการอยู่ รูปแบบและกระบวนการด าเนินโครงการ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม 2. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ : จ านวนผู้จบการศึกษาใหม่ที่ได้รับการจ้างงาน (เป้าหมายเดิม จ านวน 260,000 คน/เป้าหมายที่ปรับปรุง จ านวน 50,000 คน) ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ หน่วยงาน เจ้าของโครงการ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ที่มา : มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 วันที่ 29 ธันวาคม 2563 วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 1 มีนาคม 2565 2) สถานะของโครงการ : เป็นโครงการที่ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สถานะการเบิกจ่ายเงินกู้ วงเงินเบิกจ่าย 1,823.60 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.39 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติเดิม 19,426.00 ล้านบาท หรือร้อยละ 56.81 ของวงเงินที่ปรับลด 3,209.79 ล้านบาท จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ จ านวน 56,492 คน คิดเป็นร้อยละ 21.73 ของเป้าหมายเดิม และร้อยละ 112.98 ของเป้าหมายที่ปรับปรุง หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ)
119 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง - วัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้จบการศึกษาใหม่และสถานประกอบการ (รัฐบาลอุดหนุนเงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 12 เดือน) ความเชื่อมโยง - ความซ้ าซ้อน / การสนับสนุนหรือขัดแย้งกับโครงการอื่นที่ด าเนินการอยู่ ประสิทธิผล - จ านวนการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่เทียบกับแผนงาน ผลกระทบ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่ - สถานประกอบการสามารถรักษาระดับการจ้างงานและด าเนินธุรกิจต่อไปได้ และผู้จบการศึกษาใหม่มีรายได้ส าหรับการใช้จ่าย สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ - ผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ ซึ่งสามารถน าไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต เพิ่มประสิทธิภาพในการท างาน ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินโครงการ / ค่าใช้จ่าย เปรียบเทียบกับแผนงาน - กระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ การจ่ายเงินค่าจ้าง เป็นต้น ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน คณะผู้วิจัยได้ประเมินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ โดยภาครัฐและเอกชน โดยมีผลการประเมินโครงการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของโครงการ : โครงการมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และสอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ ่งนายจ้างและสถาน ประกอบการได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และมีการปรับลดการจ้างงานลง ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2563 มีจ านวนผู้ว่างงาน 745,000 คน ขณะที่มีผู้จบการศึกษาใหม่จ านวนมากที่รอเข้าสู่ตลาด แรงงาน การสนับสนุนค่าจ้างของรัฐบาลจะมีส่วนช่วยรักษาระดับการจ้างงาน รวมทั้งลดต้นทุนการด าเนินกิจการ ให้สถานประกอบการสามารถด าเนินธุรกิจต่อไปได้รวมทั้งก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้จบการศึกษาใหม่ ซึ่งจะ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในกิจการและครัวเรือนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของโครงการ : โครงการเป็นโครงการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจ้างงาน กลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งไม่ซ้ าซ้อนกับโครงการอื่น ๆ อย่างไรก็ดี ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน (ตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) มีโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มีวัตถุประสงค์ในภาพรวม คล้ายคลึงกัน คือ การรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นให้ประชาชนมีงานท า มีรายได้เพียงพอที่จะใช้จ่าย รักษาระดับการบริโภคและการลงทุนของระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น
120 - โครงการพัฒนาป่าไม้ สร้างงาน สร้างรายได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมการ จ้างงานประชาชนทั่วไป ได้แก่ ผู้ว่างงานที่อพยพกลับท้องถิ่น เกษตรกร และราษฎรที่อาศัยในเขตพื้นที่ป่าไม้ และรอบเขตป่าไม้ - โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเป็นโครงการอบรม และจ้างงานประชาชนในท้องถิ่น จ านวน 15,548 คน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของโครงการ : 1) จ านวนการจ้างงานใหม่ต่ ากว่าเป้าหมายเดิมที่ก าหนดไว้ จากเดิมที่มีการขออนุมัติโครงการ ต่อคณะรัฐมนตรี47 ซึ่งก าหนดเป้าหมายการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 260,000 คน หน่วยงาน ได้มีการขออนุมัติปรับลดค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดการด าเนินโครงการและวงเงินงบประมาณ48 โดยปรับ ลดเป้าหมายการจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่จากเดิมจ านวน 260,000 คน เป็นจ านวน 50,000 คน และ มีผลการจ้างงานจริง จ านวน 56,492 คน ต่ ากว่าเป้าหมายการด าเนินงานเดิม ขณะที่การจ้างงานจริงสูงกว่า เป้าหมายที่หน่วยงานขอปรับลด (50,000 คน) เนื่องจาก มีลูกจ้างลาออกระหว่างด าเนินโครงการ จ านวน 16,951 คน ซึ่งนายจ้าง/สถานประกอบการได้จ้างลูกจ้างรายใหม่ทดแทนบางส่วนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของ โครงการ อย่างไรก็ดี การจ้างงานในแต่ละช่วงเวลาจะไม่เกินกรอบ 50,000 อัตรา 49 จากการจัดเก็บข้อมูลจากรายงานผลการด าเนินโครงการ รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน และรายงานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พบว่า ปัจจัย ที่ส่งผลให้การจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ของโครงการต่ ากว่าแผน มีดังนี้50 - การก าหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการก่อให้เกิดข้อจ ากัดในการเข้าร่วม โครงการ เช่น ก าหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมยกเว้นกรณีผู้จบการศึกษา ใหม่ที่อยู่ในระบบประกันสังคมเนื่องจากท างานนอกเวลาเรียนในระหว่างที่ก าลังศึกษา หรือการก าหนดให้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปีหรืออายุเกิน 25 ปี ซึ่งจบการศึกษาประจ าปีการศึกษา พ.ศ. 2562 หรือ พ.ศ. 2563 เท่านั้น - ช่วงเวลาในการด าเนินโครงการไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาส าเร็จการศึกษาของสถาบัน ต่าง ๆ รวมทั้งต าแหน่งงานที่จ้างไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงาน เนื่องจากสถานประกอบการ ส่วนใหญ่ต้องการจ้างงานในต าแหน่งฝ่ายผลิตหรือภาคบริการ ในขณะที่ผู้จบการศึกษาใหม่มีความต้องการ ท างานในส านักงาน อีกทั้ง สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ท าให้ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบและไม่ต้องการจ้างแรงงาน 47 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 48 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 49 ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 (ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน) 50 ที่มา :รายงานความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการ (รายเดือน) รายงานผลส าเร็จโครงการ โดยกรมการจัดหางานและ รายงานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 16/2564 และครั้งที่ 5/2565
121 2) จากรายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน พบว่า ลูกจ้างในโครงการ บางส่วนขาดความเชื่อมั่นต่อการจ่ายเงินของโครงการ เนื่องจากนายจ้าง/สถานประกอบการไม่น าเข้า ข้อมูลลูกจ้างในโครงการเข้าระบบ Bulk Payment หรือ Payroll ท าให้กรมการจัดหางานประสบปัญหา การตรวจสอบข้อมูลการจ่ายเงินของนายจ้างตามเงื่อนไขที่ก าหนดให้มีการรายงานข้อมูลการ จ้างงาน เป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับเงินเดือนในส่วนที่รัฐสนับสนุนล่าช้าและเกิดการเปรียบเทียบกับลูกจ้าง ทั่วไปที่ได้รับเงินเดือนเต็มจ านวนในคราวเดียว51 ด้านที่ 4 ผลกระทบของโครงการ : 1) โครงการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการให้สามารถฟื้นตัวเพื่อ สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนและผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของธุรกิจให้ เพียงพอ ไม่น าไปสู่ภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งช่วยลดผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดแรงงานไม่ให้มี จ านวนผู้ว่างงานเพิ่มมากขึ้น 2) การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจในระดับมหภาค เพื่อไม่เกิดความผันผวนและ บรรเทาความเสียหายจากการล้มละลายของกิจการ รักษาระดับการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ให้สามารถเข้าสู่ระดับปกติได้โดยเร็ว ด้านที่ 5 ประสิทธิภาพของโครงการ : 1) ระยะเวลาด าเนินโครงการไม่เป็นไปตามแผนงาน โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับ ผู้จบการศึกษาใหม่ มีระยะเวลาด าเนินโครงการรวมจ านวน 1 ปี 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2563 – มีนาคม 2565) มากกว่าแผนงานที่เสนอขออนุมัติในครั้งแรก จ านวน 6 เดือน (จากเดิมตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) เนื่องจากการก าหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการในช่วงแรกไม่สอดคล้องกับความต้องการที่ แท้จริงของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งลูกจ้างและสถานประกอบการ ท าให้โครงการต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ที่เป็นสาระส าคัญของโครงการหลายครั้ง52 51 ที่มา : รายงานผลส าเร็จของโครงการ โดยกรมการจัดหางาน 52 การอนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ จ านวน 3 ครั้ง ดังนี้ 1) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 กันยายน 2563 ปรับปรุงคุณสมบัติผู้จบการศึกษาใหม่ จากเดิม “มีสัญชาติไทยและ ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม” เป็น “มีสัญชาติไทยและไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคม ยกเว้นกรณีผู้จบการศึกษาใหม่ ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เนื่องจากการท างานนอกเวลาเรียน (Part-time) ในระหว่างก าลังศึกษา” 2) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ปรับปรุงรายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับประโยชน์ 3) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ปรับลดเป้าหมายการด าเนินงานจากเดิม 260,000 คน เป็นจ านวน 50,000 คน และปรับลดกรอบวงเงินลงจากเดิม 19,462.00 ล้านบาท เป็น 3,209.79 ล้านบาท (ปรับลดวงเงิน 16,216.21 ล้านบาท)
122 นอกจากนี้ กรมการจัดหางานมีขั้นตอนต้องเรียกคืนเงินจากทั้งลูกจ้างและสถานประกอบการ ที่ได้จ่ายอุดหนุนเงินเดือนไปแล้ว แต่นายจ้าง/สถานการประกอบการแจ้งปรับลดจ านวนพนักงานภายหลัง การจ่ายเงิน จ านวน 0.28 ล้านบาท ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการด าเนินการ 2) ผลการเบิกจ่ายเงินต่ ากว่าที่ประมาณการไว้จากข้อมูลรายงานผลส าเร็จของโครงการ พบว่า ในการด าเนินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ มีการเบิกจ่ายเงิน จ านวน 1,823.60 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.39 ของกรอบวงเงินโครงการที่ได้รับจัดสรรเดิม 19,426.00 ล้านบาท หรือร้อยละ 56.81 ของกรอบวงเงินที่ปรับลด (3,209.79 ล้านบาท) ซึ่งต่ ากว่าที่ประมาณการไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจากโครงการมีการจ้างงานจริงต่ ากว่าเป้าหมาย รวมทั้งการประมาณการกรอบวงเงินเบื้องต้นของ โครงการเป็นการประมาณการจากค่าจ้างวุฒิการศึกษาปริญญาตรีทั้งหมด อย่างไรก็ดี จากการจ้างงาน เมื่อได้ด าเนินการไปแล้ว พบว่า สัดส่วนการจ้างแรงงานระดับปริญญาตรีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 เท่านั้น ในส่วนของค่าใช้จ่ายของโครงการประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการจ้างงานส าหรับ ผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน ในเดือนตุลาคม 2563 - มีนาคม 2565 จ านวน 1,791.40 ล้านบาท (ร้อยละ 98.23) และส่วนที่เป็นงบด าเนินงาน จ านวน 32.20 ล้านบาท (ร้อยละ 1.77) ได้แก่ ค่าจ้างเหมา บริหารจัดการโครงการ จ านวน 17.74 ล้านบาท ค่าใช้สอยภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ จ านวน 14.46 ล้านบาท โดยมีการจัดกิจกรรมนัดพบ Co-Paymentการประชาสัมพันธ์ และการควบคุมและตรวจติดตาม ผลการด าเนินโครงการ โดยส านักงานจัดหางานจังหวัด 76 จังหวัด ส านักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 - 1053 แผนภาพที่ 4.12 ค่าใช้จ่ายของโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษาใหม่ฯ ที่มา : คณะผู้วิจัย (ข้อมูลจากรายงานความก้าวหน้าโครงการ เดือนมีนาคม 2565 โดยกรมการจัดหางาน) ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของโครงการ รูปแบบการด าเนินโครงการเป็นการให้ภาครัฐอุดหนุน เงินเดือนร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 7,500 บาทให้แก่นายจ้าง/ผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลาเพียง 12 เดือน จึง ไม่ใช่โครงการที่มุ่งหวังผลให้เกิดการจ้างงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ กรมการจัดหางานซึ่งเป็น 53 ที่มา : รายงานความก้าวหน้าโครงการ เดือนมีนาคม 2565 โดยกรมการจัดหางาน
123 หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการได้ส ารวจผู้จบการศึกษาใหม่ที่เข้าร่วมโครงการและได้รับอนุมัติจ้างงาน จ านวน 56,492 คน ภายหลังโครงการแล้วเสร็จ พบว่า54 - ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 35,017 คน ยังคงท างานกับนายจ้าง/สถานประกอบการ รายเดิม คิดเป็นร้อยละ 61.98ของจ านวนผู้ได้รับอนุมัติจ้างงานทั้งหมด - ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 9,958 คน คิดเป็นร้อยละ 17.63 เข้าท างานกับนายจ้าง/ สถานประกอบการรายใหม่ - ผู้จบการศึกษาใหม่ จ านวน 11,517 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.39 ของจ านวนผู้ได้รับ อนุมัติจ้างงานทั้งหมด ยังคงเป็นผู้ว่างงาน ซึ่งกรมการจัดหางานจะให้บริการจัดหางานหรือส่งเสริมการ ประกอบอาชีพอิสระ ตามความต้องการและความเหมาะสมต่อไป 4.2 ผลการประเมินมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF 4.2.1 มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ โดยมีรายละเอียดมาตรการและผลการประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของมาตรการ วัตถุประสงค์ ของมาตรการ เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของ COVID-19 อันจะช่วยประคับประคองและฟื้นฟูให้ภาคธุรกิจ สามารถด าเนินกิจการต่อไปได้ รักษาระดับการจ้างงาน และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ พ.ร.ก. Soft Loan : 1) เป็นผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ 2) มีวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ (O/D, Working cap, Term loan, Trade finance) รวมทั้งกลุ่มธุรกิจกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็น ลูกหนี้ NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้ - กรณีเป็นบุคคลธรรมดา หากผู้ขอสินเชื่อเป็นสามี-ภรรยากัน จะนับเป็นกลุ่ม ธุรกิจเดียวกัน กล่าวคือ สามี-ภรรยา จะต้องมีวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท - กรณีเป็นนิติบุคคล หากเป็นบริษัทแม่-บริษัทลูกกัน จะนับเป็นกลุ่มธุรกิจ เดียวกัน กล่าวคือ บริษัทแม่และบริษัทลูกจะต้องมีวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 54 ที่มา : หนังสือสรุปผลการด าเนินโครงการฯ เพื่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ รง 0307.5/1099 โดยกรมการจัดหางาน ลงวันที่ 28 มกราคม 2565
124 500 ล้านบาท ทั้งนี้ นิยามของบริษัทแม่ หมายถึง บริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่น (บริษัทลูก) เกินกว่าร้อยละ 50 3) ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกเว้นกรณีที่จดทะเบียนในตลาด MAI 4) ไม่ประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : 1) บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยที่มีสถานประกอบการและ ประกอบธุรกิจในไทย 2) ผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็นลูกหนี้ NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และผู้ประกอบการ ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับระบบสถาบันการเงินมาก่อน 3) ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกเว้นกรณีที่จดทะเบียนในตลาด MAI 4) ไม่ประกอบธุรกิจทางการเงิน กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย พ.ร.ก. Soft Loan วงเงิน 500,000 ล้านบาท พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ วงเงิน 250,000 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินมาตรการ - พ.ร.ก. Soft Loan : ระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2563 - 18 เมษายน 2564 พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : ระยะเวลา 24 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2564 - 9 เมษายน 2566 โดยอาจยุติการด าเนินมาตรการก่อนก าหนด หรือขยาย ระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 1 ปี รูปแบบของมาตรการ พ.ร.ก. Soft Loan : ธปท. จะให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี เพื่อน าไปให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบการต่อไป โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ชดเชยความ เสียหายบางส่วนในกรณีที่สถาบันการเงินได้รับความเสียหายจากการด าเนิน มาตรการ ทั้งนี้ ไม่ให้ผู้ประกอบการน าเงินสินเชื่อดังกล่าวมาช าระหนี้เดิมที่มีอยู่กับ สถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงิน โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิ ดังนี้ - สามารถขอสินเชื่อ Soft loan ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง โดยวงเงินทั้ง 2 ครั้งรวมกัน ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดสินเชื่อคงค้าง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 - อัตราดอกเบี้ย ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปีนาน 2 ปี โดยคิดตามวงเงินที่เบิกใช้จริง - ฟรี ดอกเบี้ย 6 เดือนแรกส าหรับการกู้ยืมทั้ง 2 ครั้ง โดยจ่ายคืนเฉพาะเงินต้น - ฟรี ค่าธรรมเนียมทุกประเภท - รัฐบาลค้ าประกันสินเชื่อให้ร้อยละ70 ในกรณีที่มีวงเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือร้อยละ 60 ในกรณีที่มีวงเงินเดิมเกิน 50 ล้านบาท
125 พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : รูปแบบโดยรวมคล้ายกับ พ.ร.ก. Soft Loan แต่มีเงื่อนไข บางส่วนที่แตกต่างกัน ดังนี้ - ขยายกลุ่มเป้าหมายให้กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อมา ก่อนสามารถเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟู ฯ ได้ วงเงินสูงสุดรวมกันทุกสถาบันการเงิน ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย - ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อ จากเดิมที่ร้อยละ 20 ของยอดคงค้างสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หรือ 28 กุมภาพันธ์2564 แล้วแต่วงเงินสินเชื่อช่วงใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อราย - ขยายระยะเวลากู้ยืม จากเดิม 2 ปี เป็น 5 ปี - ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมตามระยะเวลาสินเชื่อที่ยาวขึ้นและสะท้อนความ เสี่ยงในปัจจุบัน แต่เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี โดยดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ร้อยละ 2 ต่อปี และลูกหนี้จะได้รับยกเว้นค่า ดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก - เพิ่มกลไกการค้ าประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มีสัดส่วนการค้ าประกันความเสียหายเพิ่มขึ้น จากปกติที่ร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 40 ของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยออกแบบให้กลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs รายเล็ก ได้รับการค้ าประกันในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ตัวชี้วัด ของมาตรการ พ.ร.ก. Soft Loan : ไม่ได้ก าหนดตัวชี้วัดของมาตรการ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : ธปท. ก าหนดเป้าหมายการอนุมัติสินเชื่อจ านวน 100,000 ล้านบาท ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่เริ่มด าเนินมาตรการ โดยไม่ได้ก าหนดเป้าหมาย ของจ านวนสินเชื่อ/ผู้ประกอบการ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย 2) สถานะของโครงการ : สถานะ การอนุมัติสินเชื่อ - พ.ร.ก. Soft Loan : ด าเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติ จ านวน 138,200 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.64 ของกรอบวงเงินตาม พ.ร.ก. - พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : อยู่ระหว่างด าเนินโครงการ โดยมีวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 163,435 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.4 ของกรอบวงเงินตาม พ.ร.ก. จ านวน ผู้ได้รับประโยชน์ พ.ร.ก. Soft Loan : ผู้ประกอบการ จ านวน 77,787 ราย พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ : ผู้ประกอบการ จ านวน 49,758 ราย หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2565 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)
126 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง -ความสอดคล้องของรูปแบบการให้ความช่วยเหลือกับสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้น - การก าหนดกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง ความเชื่อมโยง - การออกมาตรการ Soft Loan ของ ธปท. กับ Soft Loan ของสถาบันการเงินอื่น ประสิทธิผล - ร้อยละของปริมาณสินเชื่อที่อนุมัติเทียบกับแผนงาน - ร้อยละของผู้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อเทียบกับแผนงาน - การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย - ระดับความพึงพอใจของผู้ได้รับสินเชื่อ ผู้ออกนโยบาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินการตั้งแต่เริ่มขอสินเชื่อจนอนุมัติสินเชื่อ - เครือข่ายหน่วยงานสาขา และช่องทางการเข้าถึง -ความหลากหลายของรูปแบบการให้สินเชื่อ (PN /OD /Long-Term /Trade Finance) - ความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ (ทั้งผู้ออกนโยบายและผู้ขอรับความช่วยเหลือ) - การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ: ช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อประคับประคอง และฟื้นฟูให้ภาคธุรกิจสามารถด าเนินกิจการต่อไปได้ รักษาระดับการจ้างงาน และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ความยั่งยืน - จ านวนลูกหนี้ที่กลายเป็น NPL ภายหลังจากได้รับสินเชื่อจากโครงการ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจ คณะผู้วิจัยได้ประเมินมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อผ่อนปรน และสินเชื่อฟื้นฟูฯ) ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ โดยมีผลการ ประเมินมาตรการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของมาตรการ : มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ า แก่ผู้ประกอบธุรกิจ สามารถให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพ คล่องชั่วคราว อันเนื่องมาจากการได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ได้สอดคล้องกับ กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยให้สถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการส่งผ่านสภาพคล่องไปยังผู้ประกอบการ เนื่องจากกลไกการประเมินของสถาบันการเงินมีความเชี่ยวชาญที่สุดในระบบการเงิน สามารถช่วยกรอง กลุ่มเป้าหมายที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริงได้ ประกอบกับโครงสร้างระบบการเงินของประเทศไทย ส่วนใหญ่พึ่งพาการระดมทุนผ่านสถาบันการเงิน (bank-based)
127 ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของมาตรการ : 1) มาตรการด้านสินเชื่อ : ในช่วงแรกของวิกฤตการระบาดของ COVID-19 รัฐบาลโดย กระทรวงการคลังได้มีการออกมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนแก่ประชาชนและผู้ปประกอบการรายย่อย โดยผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) แต่เนื่องจากกรอบวงเงินที่รัฐบาลต้องชดเชยให้กับ SFI ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีจ ากัด ธปท. จึงได้จัดท ามาตรการด้านการเงินเพิ่มเติม โดยการออก พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ โดยมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ เป็นการพัฒนา ต่อยอดจากมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ซึ่งสิ้นสุดการบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 โดยได้ปรับปรุงรูปแบบและกลไกการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ และเอื้อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น อีกทั้งยังคงรูปแบบการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถาบันการเงินทั้งธนาคาร พาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) สามารถน าวงเงินภายใต้โครงการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ไปช่วยเหลือ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง 2) มาตรการทางการเงินอื่น : นอกจากมาตรการในด้านสินเชื่อแล้ว ธปท. ยังออกมาตรการอื่นๆ เพื่อบูรณาการการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกหนี้ให้ครอบคลุมในทุกมิติ อาทิ มาตรการพัก ช าระหนี้ การสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ คลินิกแก้หนี้ เป็นต้น รวมถึงผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ ก ากับสถาบันการเงิน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของมาตรการ : 1) มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน หรือ Soft loan มีผลการด าเนินงานสรุปได้ดังนี้55 (1) จ านวนสินเชื ่อที ่อนุมัติและผู้ได้รับอนุมัติสินเชื ่อ : มาตรการสินเชื ่อผ ่อนปรน หรือ Soft loan มียอดการอนุมัติสินเชื่อต่ ากว่าวงเงินที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก โดยสามารถอนุมัติสินเชื่อได้เพียง 138,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 27.64 ของวงเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft loan ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อใหม่จ านวน 77,787 ราย จากจ านวนผู้ประกอบการ SMEs 1.70 ล้านราย ที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมกับธนาคารพาณิชย์และ SFIs ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อ อนุมัติโดยเฉลี่ย 1.80 ล้านบาทต่อราย (2) การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย : สินเชื่อส่วนใหญ่กระจายตัวไปยัง กลุ ่มเป้าหมายที ่ต้องการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็ก (มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 20 ล้านบาท) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจ ากัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน/สินเชื่อมากที่สุด เป็นกลุ่มหลักที่ได้รับความ ช่วยเหลือ จ านวน 59,166 ราย หรือกว่าร้อยละ 76 ของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งหมด ขณะที่จ านวน เงิน ของสินเชื่อถูกกระจายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs แต่ละขนาดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยัง พบว่าผู้ประกอบการ SMEs ที่ประกอบธุรกิจพาณิชย์ได้รับสินเชื่อมากที่สุดกว่าครึ่งหนึ่งของจ านวนสินเชื่อ ที่อนุมัติทั้งหมด ผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตและธุรกิจบริการและอื่น ๆ ได้รับสินเชื่อร้อยละ 20 55 ข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2564 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)
128 และร้อยละ 14 ของสินเชื่อทั้งหมดตามล าดับ ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พัก ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ค่อนข้างรุนแรง กลับได้รับสินเชื่อเพียงร้อยละ 5 ของ สินเชื่อทั้งหมด 2) มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ มีผลการด าเนินงานสรุปได้ดังนี้56 (1) จ านวนสินเชื่อที่อนุมัติและผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ มีการอนุมัติสินเชื่อภายใต้มาตรการ อย่างต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงกว่าในช่วงแรกที่มีการด าเนินโครงการ ส่วนหนึ่งจากแนวโน้มการผ่อนคลาย มาตรการควบคุมการระบาดของ COVID-19 รวมทั้งมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวของรัฐบาลที่อาจท าให้ ผู้ประกอบการกลับมาด าเนินธุรกิจได้มากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยมีจ านวนสินเชื่อ ที่อนุมัติแล้วทั้งสิ้น 163,435 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 65.4 ของวงเงินทั้งหมด โดยมีผู้ประกอบการ ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว จ านวน 49,758 ราย วงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติเฉลี่ย 3.28 ล้านบาทต่อราย (2) การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย ค่อนข้างมีการกระจายตัวอย่างทั่วถึง และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยที่เดิม มีปัญหาเข้าถึงแหล่ง เงินทุนได้ยาก โดยสามารถแบ่งการพิจารณาการกระจายตัวของจ านวนสินเชื่อและผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ในข้อ 2.1 เป็น 3 มิติ ปรากฏตามแผนภาพ แผนภาพที่ 4.13 การกระจายตัวของสินเชื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ที่มา: คณะผู้วิจัย (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2564 จากธนาคารแห่งประเทศไทย) หมายเหตุ: บริษัท (Corp) วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 50 – 500 ล้านบาท SMEs วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 – 50 ล้านบาท และรายย่อย (Micro) วงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2565) 56 ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2564 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)
129 - แบ่งตามวงเงินสินเชื่อเดิม กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs (มีวงเงินสินเชื่อเดิมระหว่าง 5-50 ล้านบาท) เป็นกลุ่มที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูฯ มากที่สุดทั้งในมิติจ านวนเงินและจ านวนราย คิดเป็น ร้อยละ 42.5 และร้อยละ 39.9 ตามล าดับ กลุ่มผู้ประกอบการ Micro (มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท) เป็นกลุ่มรองลงมาที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อในมิติจ านวนราย คิดเป็นร้อยละ 38.4 แต่ได้รับสินเชื่อน้อยที่สุด ในมิติจ านวนเงิน หรือเพียงร้อยละ 11.7 ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ Corporate (วงเงินสินเชื่อเดิม 50 - 500 ล้านบาท) ได้รับอนุมัติสินเชื่อน้อยที่สุดในมิติจ านวนราย คิดเป็นร้อยละ 7 แต่ในมิติจ านวนเงิน ได้รับอนุมัติสินเชื่อเป็นอันดับที่สองรองจากกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs โดยคิดเป็นร้อยละ 32.2 นอกจากนี้ หากพิจารณากลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ใหม่ (ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อเดิมกับสถาบันการเงินมาก่อน) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่โครงการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ได้ขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึง ได้รับอนุมัติ สินเชื่อในมิติจ านวนเงินและจ านวนรายคิดเป็นร้อยละ 13.6 และ 14.7 ตามล าดับ - แบ่งตามประเภทธุรกิจ ทั้งการแบ่งตามจ านวนเงินและจ านวนรายของกลุ่มประเภท ธุรกิจมีความสอดคล้องกัน โดยผู้ประกอบการในธุรกิจการพาณิชย์ได้รับอนุมัติสินเชื่อประมาณครึ่งหนึ่งของ วงเงินที่อนุมัติทั้งหมด ทั้งในแง่จ านวนเงินและจ านวนราย รองลงมาคือ ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตร้อยละ 22 และ 15.4 (จ านวนเงินและจ านวนรายตามล าดับ) ธุรกิจบริการร้อยละ 11.7 และ 14.8 และธุรกิจ ก่อสร้างร้อยละ 10 และ 9.7 ตามล าดับ - แบ่งตามพื้นที่ที่ธุรกิจได้รับสินเชื่อ จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ ธปท.เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 และข้อมูลสถิติของ ธปท. พบว่า มีการกระจายตัวของสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการ ทุกภูมิภาค โดยในพื้นที ่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นพื้นที ่ที ่ได้รับอนุมัติสินเชื ่อมากที ่สุด ทั้งในส ่วนของจ านวนเงินและจ านวนราย คิดเป็นร้อยละ 42.7 และร้อยละ 31.1 ตามล าดับ ส่วนหนึ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่มีผู้ประกอบการ SMEs ค่อนข้างหนาแน่น รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อร้อยละ 20.8 ของผู้ประกอบการ ที่ได้รับสินเชื่อทั้งประเทศ และมีสัดส่วนจ านวนสินเชื่อที่ได้รับร้อยละ 17.1 ของสินเชื่อทั้งหมด ขณะที่ ภาคใต้มีผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อร้อยละ 17.4 ของผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อทั้งประเทศ และ มีสัดส่วนจ านวนสินเชื่อที่ได้รับร้อยละ 14.2 ของสินเชื่อทั้งหมด 3. ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสีย : จากผลการส ารวจผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายจาก ข้อมูลแบบสอบถาม จ านวน 403 ราย (ภาคผนวก ฏ) พบว่า - ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมากต่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อ โดย สามารถน าสินเชื่อดังกล่าวไปใช้ประคับประคองธุรกิจต่อได้ เช่น น าเงินไปพัฒนา/ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และมีบางส่วนน าเงินที่ได้ไปจ่ายเงินเดือนพนักงานเพื่อให้ธุรกิจยังไปต่อได้ รวมทั้งเห็นว่ารูปแบบ เงื่อนไข ความหลากหลายในการให้สินเชื่อ และระยะเวลาด าเนินโครงการ รวมถึง การรับภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนแรกมีความเหมาะสมในระดับมาก
130 - อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการมีความพึงพอใจในระดับปานกลางต่อช่องทางการขอ สินเชื่อตามมาตรการ และกระบวนการ/ระยะเวลาในการพิจารณาสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางกลุ่ม ได้รับการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงินล่าช้าหรือไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ ประเด็นดังกล่าว อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากตัวผู้ประกอบการเอง เช่น การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มี ข้อมูลสถานะทางการเงินเพียงพอ เป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีประวัติการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาก่อน หรือเกิดจากสถาบันการเงินด าเนินการล่าช้า หรือส่วนหนึ่งอาจเกิดจากมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐในการ จ ากัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการระบาดของโรค COVID-19 ในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อขั้นตอนของการ ค้ าประกัน การจดทะเบียน และการจดจ านองหลักประกันใหม่ ๆ เป็นต้น - กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่า ปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินมาตรการ คือ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วมมาตรการที่อาจไม่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งหรือไม่มี รายงานทางการเงินที่เพียงพอ รวมถึงเอกสารข้อมูลที่ต้องจัดเตรียมเป็นจ านวนมาก จึงท าให้สถาบัน การเงินไม่รับพิจารณาการให้สินเชื่อ นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งที่มักจะพบเจอได้บ่อยในข่าวหรือผลการส ารวจ คือ ปัญหาการละเมิดเงื่อนไขหรือข้อก าหนดในการปล่อยสินเชื่อ เช่น การคิดค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มเติม ท าให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อ Soft Loan ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินจริง - ผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นส าหรับการปรับปรุง มาตรการ Soft Loan โดยเห็นว่า ผู้เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์และอ านวยความสะดวกให้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงช่องทางสินเชื่อได้ รวมถึงผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทั้งเรื่องเครดิตบูโร วงเงินสินเชื่อเดิม และไม่น าข้อมูลรายได้ในปัจจุบันที่อยู่ในช่วง Covid มาเป็นเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ Soft Loan นอกจากนี้ เห็นว่าภาครัฐควรมีการด าเนินพิจารณาสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเร็วกว่าเดิมเพื่อให้ ทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พิจารณาให้ครอบคลุมธุรกิจทุกภาคส่วนซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องการเป็นลูกโซ่ รวมทั้งก าหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกลงและวงเงินสินเชื่อให้มากขึ้นส าหรับผู้ประกอบการแต่ละราย ด้านที่ 4 ประสิทธิภาพของมาตรการ : 1) จากการจัดเก็บข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อผ่อนปรนและสินเชื่อฟื้นฟูฯ พบว่า57 กระบวนการ อนุมัติสินเชื่อจาก ธปท. ให้สถาบันการเงินมีความเหมาะสมและค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากมีการเตรียม ความพร้อมด้านระบบ IT ร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเบื้องต้น ท าให้ สามารถด าเนินการอนุมัติสินเชื่อผ่อนปรนและสินเชื่อฟื้นฟูฯ ได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยกระบวนการเริ่มจาก สถาบันการเงินยื่นขอสินเชื่อฟื้นฟูฯ และสินเชื่อผ่อนปรนได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันจันทร์ หลังจากนั้น ธปท. จะด าเนินการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ โดยใช้การตรวจสอบกับฐานข้อมูลลูกหนี้ที่ สถาบันการเงินรายงาน ธปท. และมีทีมผู้ตรวจสอบร่วมด้วย และพิจารณาอนุมัติภายในวันอังคาร และ วันพุธให้สถาบันการเงินน าตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note : PN) มาเพื่อยื่นขอรับเงิน โดยเมื่อ ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ แล้ว จึงด าเนินการโอนเงินให้สถาบันการเงินภายในวันพฤหัสบดี ส าหรับกรณี 57 จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ ธปท. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564
131 สินเชื่อฟื้นฟูฯ กระบวนการคล้ายกับการยื่นขอสินเชื่อ Soft Loan แต่ ธปท. เพิ่มจ านวนวันด าเนินการอีก 1 วัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยจะอนุมัติสินเชื่อภายในวันพุธ และให้สถาบันการเงินน า PN มายื่นขอรับเงินภายในวันพฤหัสบดี และด าเนินการโอนเงินภายในวันศุกร์ 2) จากการประชุมกลุ่มย่อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยได้พบปัญหาอุปสรรคและ ข้อจ ากัดในการด าเนินมาตรการ สรุปได้ดังนี้58 (1) การขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หากย้อนกลับไป ณ ตอนที่ร่าง พ.ร.ก. Soft Loan ขณะนั้น ธปท. โดยความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ประเมินว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 แม้จะส่งผลรุนแรง แต่คาดว่าจะสามารถคลี่คลายได้ ในระยะเวลาไม่นาน จึงออกแบบมาตรการที่เน้นการเยียวยาระยะสั้นและเร่งด่วน แต่สถานการณ์การระบาด COVID-19 กลับมีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ การปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นไปได้ยาก เนื่องจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ก าหนดไว้ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ค่อนข้างมีความละเอียดและรัดกุม หากต้องการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง อาจต้องปรับแก้ พ.ร.ก. Soft Loan หรือร่าง พ.ร.ก. ขึ้นใหม่ ซึ่งอาจใช้ เวลานาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้ออกมาตรการได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าว และร่วมกัน หารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการปรับปรุงมาตรการ ตั้งแต่ พ.ร.ก. Soft Loan ยังไม่สิ้นสุด ระยะเวลาการบังคับใช้ และได้ประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ฯ) ฉบับใหม่ภายหลังจาก พ.ร.ก. Soft Loan ได้สิ้นสุดการบังคับใช้ โดย พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ฯ มีความยืดหยุ่น มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. Soft Loan ท าให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และ วิธีการด าเนินมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงได้ (2) รูปแบบ/กลไกการให้สินเชื่อ Soft Loan อาจไม่ตอบโจทย์กับการระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ในมุมมองสถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan ปัญหาส าคัญข้อ หนึ่งที่ท าให้การปล่อยสินเชื่อ Soft Loan ต่ ากว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ การชดเชยความเสี่ยงด้านการผิดนัด ช าระหนี้ (Credit risk) ให้แก่สถาบันการเงินไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นจาก สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ แม้ว่าสถาบันการเงินจะได้รับสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยต่ าร้อยละ 0.01 ต่อปีจาก ธปท. และการรับภาระชดเชยทั้งภาระดอกเบี้ยและกรณีเกิด เป็นหนี้เสียจากรัฐบาล หลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางประการ โดยเฉพาะการคิดอัตราดอกเบี้ย Soft Loan เพียงร้อยละ 2 ต่อปี หรือการค้ าประกันเพียง 2 ปีและบนหลักประกันเดิม หรือการออกโครงการ Soft Loan Plus ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ าประกันตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้เท่าที่ควร สถาบันการเงินยังมองว่าการปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 58 จากการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ สศค. ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์ SMEs ไทย เมื่อวันที่ 11 และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 วันที่ 11 และ 18 กุมภาพันธ์ 2565
132 ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของการเป็นหนี้เสีย จึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs ได้มากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการจัดชั้นและการกันส ารอง ซึ่งอาจกระทบ ถึงฐานะการเงินของสถาบันการเงินในอนาคตได้ ขณะที่มุมมองของลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ SMEs ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อเป็น ทุนเดิม กอปรกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่มีความยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ท าให้ลูกหนี้มอง ว่า การก าหนดระยะเวลากู้ยืมเงินสูงสุด 2 ปีเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป การก าหนดวงเงินให้สินเชื่อไม่เกิน ร้อยละ 20 ของยอดคงค้างสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ยังไม่เพียงพอ รวมทั้งเห็นควรปรับ หลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เดิมไม่เคยมีสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สามารถเข้าถึงสินเชื่อ Soft Loan ได้ เพราะแม้ในช่วงก่อนหน้าจะผู้ประกอบการ SMEs จะด าเนินธุรกิจได้โดยไม่จ าเป็นต้องกู้เงินมา ก่อน แต่การระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรง อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs เริ่มประสบ ปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนได้ (3) ปัญหาอุปสรรคในเชิงการปฏิบัติงาน (Operation) สืบเนื่องจากสถานการณ์ของ COVID-19 รัฐบาลจึงออกมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ในการจ ากัดการ เดินทาง เพื่อป้องกันการระบาดในวงกว้าง ท าให้ส่งผลกระทบต่อขั้นตอนของการค้ าประกัน การจดทะเบียน และการจดจ านองหลักประกันใหม่ๆ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้การปล่อยสินเชื่อ Soft Loan มีความล่าช้า นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งที่มักจะพบเจอได้บ่อยในข่าวหรือผลการส ารวจ คือ ปัญหาการละเมิดเงื่อนไขหรือ ข้อก าหนดในการปล่อยสินเชื่อ Soft Loan เช่น การคิดค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติม59 ท าให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อ Soft Loan ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินจริง ทั้งนี้ จากปัญหาและอุปสรรคในข้างต้นเป็นผลให้ผู้ออกมาตรการ รวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องร่วมกันปรับกลไกการให้สินเชื่อจาก พ.ร.ก. Soft loan ฉบับเดิม เป็น พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ ฉบับ ใหม่ อาทิ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบัน การเงินมาก่อน ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อ ขยายระยะเวลากู้ยืมจากเดิม 2 ปี เป็น 5 ปี และช่วยให้ลูกหนี้เข้าถึง สินเชื่อได้ง่ายขึ้นผ่านกลไกการค้ าประกันของ บสย. โดยยังคงวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือธุรกิจที่มี ศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้สามารถประคับประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน รวมทั้ง มีโอกาสที่จะฟื้นฟูศักยภาพและปรับกลยุทธ์การด าเนินธุรกิจเพื่อรองรับโลกยุคหลัง COVID-19 ต่อไป โดย รายละเอียดมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการ Soft loan เดิม ปรากฏตามตาราง ต่อไปนี้ 59 อ้างอิงจากผลส ารวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ 344 รายต่อการเข้าถึงสินเชื่อ Soft Loan ธปท. ของหอการค้าไทย เมื่อเดือนมิถุนายน 2563
133 ตารางที่ 4.1 การเปรียบเทียบมาตรการ Soft loan และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ หลักเกณฑ์ มาตรการ Soft loan มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ คุณสมบัติลูกหนี้ ลูกหนี้เดิม (ที่มีวงเงินต่อกลุ่มธุรกิจ ไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็น NPL) 1. ลูกหนี้เดิม ที่มีวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็น NPL 2. ลูกหนี้ใหม่ วงเงิน ไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงเหลือ 1. ลูกหนี้เดิม ไม่เกิน 30% ของวงเงิน 2. ลูกหนี้ใหม่ ไม่เกิน 20% อัตราดอกเบี้ย ไม่เกิน 2% ต่อปี ไม่เกิน 5% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี) โดย 2 ปีแรกไม่เกิน 2% ต่อปี และภาครัฐ ชดเชยดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เงื่อนไขการค้ าประกัน - ชดเชยไม่เกิน 60-70% (แบบ Individaul guaruntee มีการ share หลักประกันเดิม) - อายุค้ าประกัน 2 ปี - ไม่มีค่าธรรมเนียม - ชดเชยไม่เกิน 40% ของพอร์ตสินเชื่อ (ไม่ต้อง share หลักประกันเดิม) - อายุค้ าประกัน 10 ปี - ค่าธรรมเนียม 1.75% ต่อปี (ภาครัฐชดเชยรวม 3.5%) ระยะเวลาที่ ธปท. สนับสนุนสภาพคล่อง 2 ปี 5 ปี ที่มา: คณะผู้วิจัย ผลจากการปรับปรุงมาตรการดังกล่าว สมาคมธนาคารไทยในฐานะสถาบันการเงินที่ท า หน้าที่เป็นตัวกลางในการด าเนินโครงการ ค่อนข้างพึงพอใจกับโครงการโดยเห็นว่า การให้ความช่วยเหลือ ครั้งนี้มีการพิจารณาระบบนิเวศ (Ecosystem) ต่าง ๆ ค่อนข้างครบถ้วนและดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และ ช่วยเสริมสภาพคล่องเพื่อป้องกันปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loans : NPLs) ที่อาจ กระทบต่อทุนส ารองของธนาคารพาณิชย์และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ในขณะที่ตัวแทนผู้ประกอบการ อย่างสมาพันธ์ SMEs ไทย ซี่งเห็นว่า การช่วยเหลือของภาครัฐผ่านมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนทั้ง 2 ฉบับ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งยังไม่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs มากนัก เพราะผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 มีความรุนแรงและต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐ ควรมีกลไกหรือมาตรการที่ถาวรในการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ในระยะยาว อาทิ การให้ ความช่วยเหลือเรื่องเงินทุน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของหน่วยงานที่เป็นผู้ออกนโยบายทั้ง ธปท. และ สศค. เห็นว่ายังคงต้องติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับเปลี่ยน รูปแบบและเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป
134 ด้านที่ 5 ผลกระทบของมาตรการ : ในการประเมินผลของมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนและ สินเชื ่อฟื้นฟูฯ ที ่มีต ่อระบบเศรษฐกิจมีข้อจ ากัดในการแยกประเมินผลที ่เกิดจากมาตรการโดยเฉพาะ คณะผู้วิจัยจึงประเมินผลจากการจ้างงานของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีบทบาทส าคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ พบว่า การจ้างงานอยู่ในทิศทางฟนตัว จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโรค COVID-19 การได้รับวัคซีนของประชาชน การเปิดประเทศ การปรับตัวเพื ่อรับมือกับสถานการณ์การ ระบาด และการบริโภคภายในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการกระตุ้นการใช้จ่าย และการเดินทางของประชาชน อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานโดยรวมยังคงเปราะบาง จากความไม่แน่นอนของ การระบาดของ COVID-19 เป็นส าคัญ ด้านที่ 6 ความยั่งยืนของมาตรการ : ตามเกณฑ์การประเมินประเด็นความยั่งยืนของ มาตรการได้ก าหนดให้พิจารณาจ านวนลูกหนี้ที่กลายเป็น NPL ภายหลังจากได้รับสินเชื่อจากโครงการ แต่เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือภายใต้มาตรการสินเชื่อผ่อนปรน และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ เป็นการให้ความช่วยเหลือชั่วคราวแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ดังนั้น การประเมินความยั่งยืนในส่วนนี้จึงเป็นการติดตามผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อว่าจะสามารถ ด าเนินธุรกิจต่อได้โดยไม่กลายเป็นลูกหนี้NPLs หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากเมื่อ วันที่ 22 มีนาคม 2565 คณะรัฐมนตรีมีมติขยายอายุโครงการสินเชื่อ Soft Loan ภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ปี 2563 ซึ่งเดิมจะเริ่มครบก าหนดช าระหนี้ในเดือน เม.ย. 2565 ให้ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงได้รับ สินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่องและป้องกันมิให้ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มดังกล่าวผิดนัดช าระหนี้ ในวงกว้าง และลดภาระค่าธรรมเนียมการค้ าประกันของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะเป็นการประคับประคอง กิจการและพยุงการจ้างงานในประเทศ 4.2.2 มาตรการกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (Corporate Bond Stabilization Fund : BSF) มาตรการ BSF ของภาครัฐภายใต้ พ.ร.ก. การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 มีรายละเอียดการโครงการและผลประเมิน ดังนี้ 1) รายละเอียดของมาตรการ วัตถุประสงค์ ของมาตรการ เพื่อลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกใหม่ของบริษัทที่มีพื้นฐานการด าเนินงาน ที่ดีและมีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาจากการที่ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนขาด สภาพคล่องเพื่อให้สามารถด าเนินธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการ ขาดสภาพคล่องดังกล่าว ลุกลามเป็นการผิดนัดช าระหนี้ในวงกว้าง และสร้างปัญหา ให้แก่ระบบการเงินโดยรวม อีกทั้งยังช่วยรักษามูลค่าเงินออมของประชาชนไม่ให้ สูญหายไป และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทเอกชนผู้ออกตราสารหนี้
135 กลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ได้รับประโยชน์ บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนและประกอบธุรกิจในไทย (ยกเว้น รัฐวิสาหกิจ สถาบัน การเงิน และกลุ่มธุรกิจของสถาบันการเงิน) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท ระดับ Investment grade ก่อนยื่นขอไม่เกิน 1 เดือน กรอบวงเงิน/ค่าใช้จ่าย 400,000 ล้านบาท ระยะเวลา การด าเนินมาตรการ ระยะเวลา 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2563 – 31 ธันวาคม 2565 รูปแบบของมาตรการ จัดตั้ง “กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” (Corporate Bond Stabilization Fund : BSF) หรือ “กองทุน BSF” โดยก าหนดให้ ธปท. มีอ านาจซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน BSF ภายในวงเงินที่ก าหนด โดยรูปแบบ การให้ความช่วยเหลือของกองทุน BSF มีดังนี้ - กองทุน BSF จะให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่ก าหนด และ สามารถจัดหาเงินทุนจากแหล่งอื่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของยอดตราสารหนี้ ที่จะครบก าหนด - ตราสารหนี้ภาคเอกชนออกใหม่ที่จะได้รับความช่วยเหลือสภาพคล่องจากกองทุน BSF ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) อายุไม่เกิน 270 วัน 2) มีอันดับความน่าเชื่อถือ ของตราสารในระดับที่ลงทุนได้ (Investment grade) 3) เป็นตราสารหนี้ที่ไม่ซับซ้อน 4) กรณีผู้ออกตราสารหนี้ให้หลักประกันแก่ ผู้ถือตราสารหนี้ภาคเอกชนอื่นที่ออกในคราวเดียวกัน ตราสารหนี้ที่กองทุน BSF ลงทุนต้องได้รับหลักประกันไม่ด้อยกว่า - ต้นทุนการขอรับความช่วยเหลือจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จัดหาจากแหล่งเงินทุน อื่นที่ได้มา (Penalty Rate) รวมกับ Facility premium (ร้อยละ 1 ต่อปี ส าหรับวงเงินร้อยละ 30 ของยอดตราสารหนี้ที่ครบก าหนด และร้อยละ 2 ต่อปี ส าหรับส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 30) เพื่อสะท้อนการเป็นแหล่งเงินทุนสุดท้าย (Last resort) ของกองทุน BSF ตัวชี้วัดของมาตรการ ไม่มีการก าหนดตัวชี้วัดของมาตรการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย 2) สถานะของโครงการ : สถานะการอนุมัติวงเงิน อยู่ระหว่างด าเนินโครงการ โดยปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดมาขอความช่วยเหลือจากกองทุน BSF จ านวนผู้ได้รับประโยชน์ ไม่มีบริษัทใดมาขอความช่วยเหลือจากกองทุน BSF หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2565 (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย)
136 3) กรอบการประเมินโครงการตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ ตัวชี้วัด/กรอบการประเมิน ความสอดคล้อง -ความสอดคล้องของรูปแบบการให้ความช่วยเหลือกับสถานการณ์/ปัญหาที่เกิดขึ้น - การก าหนดกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้อง ความเชื่อมโยง กองทุน BSF จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอ านาจกฎหมายเฉพาะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ต่อนักลงทุน และช่วยรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในช่วงที่กลไกตลาดการเงิน ท างานต่างจากปกติ (Market Dysfunction) จึงไม่ทับซ้อนกับโครงการอื่น ประสิทธิผล - อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน/หุ้นกู้ (Corporate bond yield) - จ านวนธุรกิจที่ผิดนัดช าระหนี้จากเหตุ Market Dysfunction - ระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสิทธิภาพ - ระยะเวลาด าเนินการ - ความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ ผลกระทบ - ด้านเสถียรภาพทางการเงิน: สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในภาวะที่ตลาด ตราสารหนี้มีความผันผวนสูง เพื่อให้กลไกตลาดการเงินกลับสู่ภาวะปกติ ตามที่ควรจะเป็น ที่มา: คณะผู้วิจัย 4) ผลการประเมินมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ผ่านกองทุน BSF คณะผู้วิจัยได้ประเมินมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ผ่านกองทุน BSF (มาตรการ BSF) โดยมีผลการประเมินมาตรการในด้านต่าง ๆ ตามกรอบของ OECD ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสอดคล้องของมาตรการ : ภาครัฐสามารถออกมาตรการ BSF ได้อย่าง ทันท่วงทีและมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น เนื ่องจากในช ่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นช่วงที่มีการเร่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ จากความกังวลเกี่ยวกับการระบาด ของ COVID-19 ที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดเงินมีความผันผวน เกิดปัญหากลไกตลาดท างาน ผิดไปจากปกติ (market dysfunction) ประกอบกับในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง ระบบการเงิน หลายจุดก าลังขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น ด้วยความจ าเป็นของสถานการณ์ที่เริ่มลุกลามและส่งผลบั่นทอน เสถียรภาพระบบการเงิน จึงท าให้ภาครัฐออกมาตรการ BSF ในเดือนเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยมีกองทุน BSF เป็นแหล่งเงินทุนส ารองแหล่งสุดท้ายให้บริษัทเอกชน ที่ไม่สามารถระดมทุนจากตลาดได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการผิดนัดช าระหนี้ในวงกว้าง ด้านที่ 2 ความเชื่อมโยงของมาตรการ : มาตรการ BSF มิใช่มาตรการเดียวที่ช่วยเสริมสภาพ คล่องให้กลไกตลาดตราสารหนี้สามารถกลับมาท างานได้อย่างปกติ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนใน ตลาดตราสารหนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินได้ แต่ยังมีอีก 2 มาตรการที่ด าเนินการควบคู่กัน ได้แก่ (1) มาตรการช่วยเหลือกองทุนรวมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน
137 (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กองทุนรวมตราสารหนี้ผ่านสถาบัน การเงิน โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ประเภทกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund: MMF) และกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไปที่เปิดให้ผู้ ลงทุนซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันท าการ (Daily Fixed Income: Daily FI) ที่ได้รับผลกระทบจาก การขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน และ (2) การเข้าท าธุรกรรมซื้อขาดตราสารหนี้ภาครัฐ (Outright purchase) ในตลาดรองของ ธปท. เพื่อดูแลให้กลไกตลาดตราสารหนี้ภาครัฐท างานได้อย่างราบรื่น มี ประสิทธิภาพ และมีสภาพคล่องเพียงพอ ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติการเข้าท าธุรกรรมซื้อหรือขายขาด ตราสารหนี้ภาครัฐ (Outright purchase) ในตลาดรอง เป็นหนึ่งในเครื่องมือการด าเนินนโยบายการเงิน ผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations หรือ OMOs) เพื่อปรับสภาพคล่องในระบบเป็นการถาวร ดังนั้น จึงสรุปได้ว่ามาตรการ BSF เป็นมาตรการเชิงป้องกันเพียงมาตรการเดียวที่มีในขณะนั้น โดยมี วัตถุประสงค์ใหญ่ร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ในการช่วยให้กลไกตลาดกลับมาท างานได้อย่างปกติ เพื่อรักษา เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม ด้านที่ 3 ประสิทธิผลของมาตรการ : 1) อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ A- ขึ้นไปทยอยปรับลดลงกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยตั้งแต่เริ่มออกมาตรการ (ปี 2563) จนถึง ปัจจุบันที่มีการขยายระยะเวลามาตรการออกไปถึงเดือนธันวาคม 2565 นับว่ามาตรการ BSF สามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ได้แม้จะยังไม่มีบริษัทเอกชนรายใดได้มาขอความช่วยเหลือผ่านกองทุน BSF เนื่องจากการ ประกาศใช้มาตรการสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ร่วมตลาดได้ ส่งผลให้กลไกตลาดตรา สารหนี้ของไทยโดยรวมกลับมาท างานใกล้เคียงภาวะปกติมากขึ้น สะท้อนจากต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ ผ่านการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ Corporate spread60 ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ หลังจาก ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2563 รวมทั้งการเสนอขายตราสารหนี้ของบริษัทในกลุ่มที่มีอันดับ ความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) มีจ านวนเพิ่มขึ้น ปรากฏตามแผนภาพต่อไปนี้ 60 ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (โดยเปรียบเทียบกับพันธบัตรที่มีอายุเท่ากัน) เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น
138 แผนภาพที่ 4.14 ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจผ่านการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate spread) รุ่นอายุไม่เกิน 3 ปี โดยเฉลี่ย แบ่งตามการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประมวลผลโดยคณะผู้วิจัย แผนภาพที่ 4.15 ความต้องการตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประมวลผลโดยคณะผู้วิจัย *หมายเหตุ: เฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนสกุลบาทเสนอขายในประเทศ และไม่รวมพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้สกุลเงินบาทที่ออกโดยนิติบุคคลต่างประเทศ ตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันการเงิน และตราสารหนี้อายุต่ ากว่า 1 ปี
139 2) ในช่วงที่กลไกตลาดตราสารหนี้ท างานผิดไปจากปกติ (Market Dysfunction) ไม่พบการผิดนัด ช าระหนี้ของบริษัทรายใดที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือ โดยบริษัทที่ประสบ ปัญหาส่วนใหญ่สามารถขอเลื่อนการช าระหนี้ได้โดยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Restructuring) 3) ระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการประชุม กลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่า ผู้แทน ธปท. ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการออกนโยบายค่อนข้างพอใจ กับการประกาศใช้มาตรการ โดยเห็นว่าเป็นการออกมาตรการที่ค่อนข้างมีความคุ้มค่า เนื่องจากสามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงินได้โดยไม่จ าเป็นต้องใช้วงเงินที่ตั้งไว้ในการให้ความช่วยเหลือ สอดคล้องกับผู้แทน ThaiBMA ที่เห็นว่า แม้ไม่ได้มีการขอใช้วงเงินของกองทุน BSF แต่นับว่ามีผลต่อตลาด ตราสารหนี้อย่างมหาศาลในการลดความตระหนกของตลาดการเงิน ขณะที่ผู้แทน ธปท. และสมาคม ธนาคารไทย มีความเห็นสอดคล้องกันในประเด็นที่ว่า โดยหลักการการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นควรให้ เป็นไปตามกลไกตลาดและการแก้ไขปัญหาของเอกชนร่วมกัน (Private Sector Solution) โดยที่ภาครัฐ ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่ส าหรับประเทศไทยไม่ได้มีกลไกรองรับในเรื่องนี้มาก่อน ดังนั้น จึงมีความจ าเป็น ที่ภาครัฐต้องมีมาตรการแก้ไขฉุกเฉิน เพื่อรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการการแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อ COVID-19 โดยปัจจุบัน ธปท. ได้เริ่มหารือการเตรียมความพร้อมจัดท ามาตรการเพื่อรองรับกรณีเกิด เหตุฉุกเฉินกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยถือเป็นส่วนหนึ่งภายใต้แผนการพัฒนาตลาดทุนต่อไป นอกจากนี้ จากการประชุมกลุ่มย่อยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมาตรการ BSF พบว่า มีการ แสดงความคิดเห็นถึงสาเหตุของการที่ไม่มีบริษัทใดมาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน BSF สามารถ สรุปได้ 2 ประการ ดังนี้ 1) กลุ่มบริษัทเอกชนยังมีความสามารถในการระดมทุนจากแหล่งอื่น โดยไม่มีความจ าเป็นต้อง ขอความช่วยเหลือผ่านกองทุน BSF ซึ่งเป็นแหล่งเงินสุดท้ายที่จะให้สภาพคล่องระยะสั้นแก่บริษัทเอกชนได้ ด้วยต้นทุนของเงินช่วยเหลือที่สูงกว่าการระดมทุนจากแหล่งอื่นทุกแหล่ง ตามหลักการข้อหนึ่งของการออก มาตรการนี้ คือ การออกแบบให้กองทุน BSF เป็นแหล่งเงินทุนส ารอง (backstop) ที่ให้เงินทุนระยะสั้น (bridge financing) แก่ผู้ออกตราสารที่มีผลการด าเนินธุรกิจดี แต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวจากผลกระทบ ของการระบาดของ COVID-19 รวมถึงมีกลไกที่ช่วยป้องกันปัญหาการเอาเปรียบทางการหรือ moral hazard ด้วย 2) ไม่มีบริษัทเอกชนใดยอมขอความช่วยเหลือจากมาตรการ BSF อาจเพราะเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น บริษัทต้องจัดหาเงินทุนจากแหล่งอื่นให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของยอดตราสารหนี้ที่ครบก าหนด มีต้นทุนการกู้ยืมที่แพงที่สุดส าหรับผู้ออกตราสาร เป็นต้น หรืออาจเกรงว่าหากสาธารณชนรับรู้อาจกระทบ ต่อชื่อเสียงของบริษัทและท าให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ด้านที่ 4 ประสิทธิภาพของมาตรการ : เนื่องจากเป็นโครงการที่ยังไม่มีบริษัทใดมาขอรับ ความช่วยเหลือจากกองทุน BSF จึงเป็นข้อจ ากัดให้ไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพในด้านระยะเวลา ด าเนินโครงการได้ อย่างไรก็ดี ในด้านความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ คณะผู้วิจัยค่อนข้างมีความเห็น
140 สอดคล้องกับผู้แทน ธปท. ที่เห็นว่าการประกาศใช้มาตรการ BSF มีความคุ้มค่าในแง่มุมที่สามารถสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงินได้โดยไม่จ าเป็นต้องใช้วงเงินที่ตั้งไว้ในการให้ความช่วยเหลือ ด้านที่ 5 ผลกระทบของมาตรการ : ภายหลัง ธปท. เข้าท าธุรกรรมซื้อขาดตลาดตราสารหนี้ ภาครัฐ รวมถึงการประกาศใช้มาตรการ MFLF และ BSF ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2563 กลไก ตลาดตราสารหนี้ของไทยโดยรวมกลับมาท างานใกล้เคียงภาวะปกติมากขึ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลและต้นทุนการกู้ยืมของภาคบริษัทผ่านการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ Corporate spread ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2563 รวมทั้งการ เสนอขายตราสารหนี้ของบริษัทในกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) มีจ านวนเพิ่มขึ้น ปรากฏตามแผนภาพต่อไปนี้ แผนภาพที่4.16 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในช่วงออกมาตรการ BSF ที่มา: สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประมวลผลโดยคณะผู้วิจัย 4.3 สรุปผลการประเมินมาตรการด้านการเงินและการคลังเพื่อแก้ไขสถานการณ์COVID-19 จากการประเมินโครงการ/มาตรการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างของมาตรการด้านการคลังเพื่อแก้ไข ปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คณะผู้วิจัยได้จัดท าสรุปภาพรวมผลการประเมินมาตรการ ด้านการคลัง ดังนี้
141 แผนภาพที่ 4.17 สรุปผลการประเมินโครงการและมาตรการตัวอย่างภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ที่มา : คณะผู้วิจัย หมายเหตุ : หมายถึง ด าเนินการได้มากกว่าร้อยละ 50 ⚫ หมายถึง ด าเนินการได้น้อยกว่าร้อยละ 50 x หมายถึง ไม่สามารถด าเนินการได้ - หมายถึง ไม่มีการประเมิน คณะผู้วิจัยพบว่า โครงการ/มาตรการในแผนงานที่ 1 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข และ แผนงานที่ 2 การช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 สามารถก่อให้เกิดประสิทธิผล และผลกระทบได้ตามเป้าหมายของโครงการ โดยสามารถรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีความฉุกเฉิน บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการ ต่าง ๆ ของภาครัฐเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งโครงการที่มีความส าคัญ เช่น โครงการค่าบริการ สาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังคงมีการด าเนินการต่อเนื่องภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 (เพิ่มเติม) ส าหรับแผนงานที่ 3 การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มโครงการตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) การกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือนโดยตรง เช่น โครงการ คนละครึ่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ ในวงกว้าง ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับโครงการช่วยเหลือ เยียวยาประชาชน ซึ่งโครงการคนละครึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด ประชาชนมีความพึงพอใจต่อโครงการมาก จึงมีการด าเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง และ (2) การสนับสนุนการจ้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่ส าหรับผู้จบการศึกษา ใหม่โดยภาครัฐและเอกชน มีผลการด าเนินการต่ ากว่าร้อยละ 50 ของเป้าหมายตามตัวชี้วัดหลักที่ก าหนด ในข้อเสนอโครงการ เนื่องจากเกณฑ์ของโครงการและข้อก าหนดต่าง ๆ ในช่วงแรกเป็นข้อจ ากัดในการ เข้าร่วม รวมทั้งรูปแบบของโครงการอาจยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากนัก ท าให้
142 ไม่สามารถด าเนินการได้ตามเป้าหมายและต้องมีการขออนุมัติปรับลดเป้าหมายและงบประมาณลง ในภายหลัง ในภาพรวมของการด าเนินโครงการคณะผู้วิจัยพบว่า โครงการส่วนใหญ่มีการขยายระยะเวลา ด าเนินโครงการ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขยายขอบเขตการด าเนินงาน เช่น การขยายกลุ่มเป้าหมาย หรือการปรับเพิ ่มวงเงิน และอีกส ่วนหนึ่งเกิดจากหน ่วยงานด าเนินการได้ล ่าช้าเพราะขาดความเข้าใจ ในขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระบวนการเบิกจ่ายเงินกู้ และการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น รวมทั้ง ปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อการด าเนินงาน ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีความ รุนแรงส่งผลต่อการด าเนินกิจกรรมก่อสร้าง และกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม ส าหรับการด าเนินโครงการ พบว่า ขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการด าเนินงานและหน่วยงานจะต้องเสนอเรื่องต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติการปรับเปลี่ยนสาระส าคัญของโครงการทุกครั้ง ซึ่งมีกระบวนการและ ใช้ระยะเวลาด าเนินงานค่อนข้างมาก นอกจากนี้ เนื่องจาก พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีกรอบวงเงิน ที่จ ากัด หากโครงการมีการใช้จ่ายต่ ากว่ากรอบวงเงินเป็นจ านวนมาก หน่วยงานจะต้องเสนอขออนุมัติ เพื่อปรับลดกรอบวงเงิน เพื่อน าวงเงินที่เหลือไปจัดสรรให้กับโครงการอื่นที่มีความจ าเป็นต่อไป ในด้านความยั่งยืนของโครงการที่เป็นมาตรการด้านการคลัง คณะผู้วิจัยพบว่า โครงการที่มี การใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. COVID-19 ในวงเงินสูง ส่วนใหญ่เป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยา กระตุ้นการบริโภคที่เป็นการให้วงเงินสิทธิในการใช้จ่าย และโครงการเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ซึ่งเป็นความช่วยเหลือในระยะสั้นเท่านั้น ไม่เข้าเกณฑ์ในการประเมินความ ยั่งยืน อย่างไรก็ดี การพัฒนาแพลตฟอร์ม G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึง ประชาชนจะเป็นประโยชน์กับการด าเนินนโยบายในอนาคตและสามารถเข้าถึงประชาชนได้จ านวนมาก ในส่วนของโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นโครงการที่คณะผู้วิจัยคาดว่าจะมีความยั่งยืน ในระยะอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโครงการขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของ หน ่วยงานที ่เกี ่ยวข้อง เพื ่อให้ความรู้ด้านการด าเนินงานและการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่าง ต่อเนื่องด้วย ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน คณะผู้วิจัยได้จัดท าสรุปผลการประเมิน ดังนี้ แผนภาพที่ 4.18 สรุปผลการประเมินมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ และ พ.ร.ก. BSF ที่มา : คณะผู้วิจัย หมายเหตุ : หมายถึง ด าเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ - หมายถึง ไม่มีการประเมิน
143 จากการประเมินมาตรการคณะผู้วิจัยพบว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มาตรการ Soft loanและมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ สามารถด าเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ โดยมีส่วนช่วย สนับสนุนสภาพคล่องให้กับธุรกิจเพื่อให้ด าเนินการต่อไปได้รักษาระดับการจ้างงานของธุรกิจ และลด ความเสี ่ยงจากการผิดนัดช าระหนี้ของ SMEs ที่อาจกระทบต่อสถาบันการเงินและระบบการเงินของ ประเทศในภาพรวม โดยภาครัฐต้องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพที่จะ ด าเนินธุรกิจต่อไปได้และให้สถาบันการเงินซึ่งมีความเข้าใจธุรกิจเป็นผู้พิจารณา ท าให้ด าเนินการได้อย่าง รัดกุม ส าหรับมาตรการ BSF เป็นมาตรการเชิงป้องกันผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ในช่วงวิกฤตที่ นักลงทุนมีความตื่นตระหนก มาตรการช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ธุรกิจ สามารถระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ได้ตามปกติและไม่มีการขอใช้วงเงินภายใต้ พ.ร.ก. BSF อย่างไรก็ดี มาตรการก าหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ระดมทุนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade เท่านั้น หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ความช่วยเหลือของมาตรการจะไม่ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีความ เสี่ยงสูง และอาจส่งผลให้เกิดการผิดนัดช าระหนี้ได้
144 บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะจากการวิจัย เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจขึ้นในประเทศ ตั้งแต่วิกฤตต้มย ากุ้งในปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจ (Hamburger Crisis) ในปี 2552 และวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2555 จนกระทั่งสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เมื่อปลายปี 2562 บทบาทของภาครัฐในการด าเนินมาตรการ ด้านการเงินการคลังเป็นกลไกที่ส าคัญในการแก้ไขปัญหาและและคลี่คลายสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม วิกฤตการระบาดของ COVID-19 ในครั้งนี้มีระดับความรุนแรงและยาวนานกว่าวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต และยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาสิ้นสุดของการระบาดของโรคได้ รัฐบาลจึงจ าเป็นต้องใช้มาตรการ การเงินการคลังของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด บทนี้เป็นการสรุปผลการด าเนินมาตรการด้านการเงินการคลังของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา การระบาดของ COVID-19 ภายใต้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ ซึ่งด าเนินการในช่วงปี 2563 - 2564 โดยการ ประเมินผลโครงการหรือมาตรการตัวอย่าง และการรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมุมมองวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง เพื่อถอดบทเรียนผล การด าเนินงานที่ผ่านมา และชี้ให้เห็นจุดเด่นและประโยชน์ที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ ตลอดจน ข้อจ ากัดหรือปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการด าเนินมาตรการ โดยในส่วนสุดท้ายคณะผู้วิจัยได้จัดท า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations) ต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ ในการทบทวนปรับปรุงหรือขยายผลมาตรการของภาครัฐและเพื ่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤต ในอนาคต 5.1 บทสรุป 5.1.1 มาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ในภาพรวมผลของการด าเนินมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 รวมทั้ง พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 (เพิ่มเติม) วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการใช้จ่ายเงินกู้ 3 แผนงานหลัก มีส่วนช่วยให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น ปรากฏตามแผนภาพ
145 แผนภาพที่ 5.1 มาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่มา : 1. GDP growth (ที่มา: ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) 2. การเบิกจ่ายเงินกู้ (ที่มา: ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ) จากแผนภาพข้างต้นจะเห็นได้ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศไทยซึ่งเริ่มในเดือนมกราคม 2563 ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรค ในเดือนมีนาคม 2563 ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศหดตัวลงอย่างรวดเร็ว โดย GDP growth ในไตรมาส ที่ 2 ลดลงร้อยละ -2.2 และในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ลดต่ าสุดถึงร้อยละ -12.3 ตามล าดับ อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว ่าการหดตัวของเศรษฐกิจของไทยได้รับการบรรเทาลง เมื ่อเริ ่มมีการเบิกจ ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ในไตรมาสที ่ 4 ของปี 2563 ซึ ่งในช ่วงแรกเป็นการเบิกจ ่ายเพื ่อเยียวยา ประชาชนที ่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานที ่สาธารณะและร้านค้าต ่างๆ ท าให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ในระดับหนึ่ง และค่อยๆ ดีขึ้นตามล าดับในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 และในไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2564 ซึ ่ง GDP growth ติดลบน้อยลงจาก -6.4 มาเป็น -4.2 และ -2.4 ตามล าดับ เนื ่องจากมีการจ ่ายเงิน เยียวยาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 เมื่อมีการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชน มากขึ้น และมีการเบิกจ ่ายเงินจากโครงการในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช ่น โครงการคนละครึ ่ง ท าให้ ประชาชนมีความมั่นใจและเริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ท าให้ GDP growth เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.7 แต่ GDP growth ได้ปรับตัวลดลงเหลือร้อยละ -0.2 และร้อยละ 1.8 และร้อยละ 2.2 ตามล าดับ ซึ่ง อาจเป็นเพราะมีการกลายพันธุ์ของโรค COVID-19 ที่ท าให้การติดเชื้อกระจายไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าเงินกู้จาก พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ให้หดตัวลง อย่างรุนแรง และยังช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 เป็นต้นมา
146 อย่างไรก็ตาม การด าเนินมาตรการด้านการคลังโดยใช้แหล่งเงินกู้ข้างต้น ส่งผลให้ระดับ หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ โดยก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ 6.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.06% ต ่อ GDP (ณ สิ้นปีงบประมาณ 2562) ในขณะที ่ปัจจุบัน เพิ่มขึ้นเป็น 9.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 60.17% ต่อ GDP (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565) ปรากฎตามแผนภาพต่อไปนี้ แผนภาพที่ 5.2 ระดับหนี้สาธารณะคงค้าง ในช่วงปีงบประมาณ 2541 – 2565 ที่มา : ส านักงานบริหารหนี้สาธารณะ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565) ทั้งนี้ จากการประเมินผลโครงการหรือมาตรการตัวอย่าง และการรับฟังความคิดเห็น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมุมมองวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิด้าน การเงินการคลัง เพื่อถอดบทเรียนผลการด าเนินมาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา สามารถสรุปจุดเด่นและประโยชน์ที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ ตลอดจนข้อจ ากัดหรือปัญหาอุปสรรค ที่เกิดขึ้นจากการด าเนินมาตรการ ดังนี้ 1) จุดเด่น ข้อดี และประโยชน์ที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ (1) มาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน COVID-19 เป็นการเพิ่มอ านาจกระทรวงการคลัง ในการกู้เงินวงเงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในการด าเนินมาตรการ เพื่อรองรับวิกฤตการระบาดของ COVID-19 ได้ภายใต้ 3 แผนงานหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งแผนงานด้าน การแพทย์สาธารณสุข การช ่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และในการ ออกแบบมาตรการมีความยืดหยุ่นในการใช้จ ่ายเงินกู้โดยสามารถปรับกรอบวงเงินในแต ่ละแผนงาน ให้สอดคล้องกับความจ าเป็นเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคได้
147 (2) ภาครัฐมีการพัฒนารูปแบบของมาตรการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยมีการพัฒนาแพลตฟอร์มและแอพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อน ามาใช้ในการคัดกรองคุณสมบัติและก าหนด เงื่อนไขในการใช้จ่ายเงินมาตราการช่วยเหลือเยียวยา (แผนงานที่ 2) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (แผนงานที่ 3) เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ อาทิ โครงการเราชนะ โครงการ เรารักกัน โครงการคนละครึ่ง โครงการช้อปดีมีคืน โครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมทั้งมีการทบทวนและ ขยายผลมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง (3) รูปแบบการใช้จ่ายเงินผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆ ของโครงการต่างๆ ท าให้รัฐบาล สามารถส่งผ่านเงินไปยังประชาชนหรือผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ลดตัวกลาง (ซึ่งรวมถึง ลดการสูญเสียจากการรั่วไหลในการใช้จ่าย) รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนการสร้างทักษะและความเข้าใจใน การใช้เทคโนโลยี (Digital Literacy) แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยน ไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มการช าระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยภาครัฐ (G-Wallet) ให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการด าเนิน นโยบายในอนาคต และสามารถน าข้อมูลจากโครงการไปใช้ในการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ ่ (Big Data) เพื่อน าไปใช้วิเคราะห์เชิงลึกส าหรับการออกแบบนโยบายต่อไป (4) มีการใช้เครือข่ายภาคเอกชน และเครือข่ายราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการด าเนินมาตรการ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนและผู้ประกอบการ กลุ่มเป้าหมาย อาทิ กรณีการใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่นของมาตรการช่วยเหลือเยียวยา (แผนงานที่ 2) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (แผนงานที่ 3) ซึ่งในช่วงแรกประชาชนและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีไม่มากนัก เนื่องจากประชาชนยังไม่เข้าใจรูปแบบของโครงการ และในส่วนของร้านค้าจะมีความกังวลว่า การเข้าร่วมโครงการภาครัฐจะมีการน าฐานข้อมูลไปประเมินและจัดเก็บภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังโดยส านักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้มีการใช้เครือข่ายและความร่วมมือของหน่วยงาน ภาครัฐในระดับท้องถิ่นในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนร้านค้าให้เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งการลงนามยืนยัน ข้อมูลของร้านค้าในพื้นที่ เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานในการยื่นสมัคร/ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับ ธนาคารกรุงไทยฯ (จากเดิมที่อาศัยเพียงพนักงานของธนาคารในการตรวจสอบข้อมูลร้านค้าเท่านั้น) ซึ่งสามารถแก้ไขจุดอ่อน (Pain Point) ของมาตรการได้อย่างมีประสิทธิผล (พิจารณาจากข้อมูลประชาชน และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง) (5) มีกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภายใต้มาตรการช่วยเหลือเยียวยาและ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที ่ชัดเจน โดยตรวจสอบจากธุรกรรมหรือพฤติกรรมการใช้จ ่ายที ่ผิดปกติ โดยดูจากระบบของธนาคารกรุงไทยฯ และการแจ้งเบาะแสจากประชาชนทั่วไปและจะมีการลงพื้นที่เข้า ไปตรวจสอบ และหน่วยงานที่ด าเนินโครงการมีการแต่งตั้งคณะท างานขึ้นมาพิจารณาด าเนินการในเรื่องนี้ เป็นการเฉพาะ อย ่างไรก็ตาม ที ่ผ ่านมาพบการใช้จ ่ายที ่ไม ่เป็นไปตามวัตถุประสงค์จ านวนไม ่มากนัก เมื่อเทียบกับจ านวนประชาชนหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ
148 2) จุดอ่อน ข้อจ ากัดหรือปัญหาอุปสรรคในการด าเนินมาตรการ (1) การออกแบบมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แม้จะครอบคลุม ทั้งมาตรการด้านสาธารณสุขและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตที่ต้อง เผชิญเฉพาะหน้า และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดผลกระทบต่อเนื่องต่อภาคเศรษฐกิจ ในระยะยาวก็ตาม แต่การที่กฎหมายก าหนดระยะเวลาในการพิจารณากลั่นกรองโครงการไม่เกิน 20 วัน และก าหนดกรอบเวลาในการกู้เงินเพียง 1 ปี 8 เดือน61 ท าให้มีข้อจ ากัดในการด าเนินมาตรการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมภายหลังวิกฤต COVID-19 (Post-COVID-19) โดยเฉพาะการจัดท าแผนงานหรือ โครงการในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนกระบวนการผลิตเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งจ าเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการด าเนินการ ทั้งในขั้นตอนการจัดท าข้อเสนอโครงการ ขั้นตอนการพิจารณากลั ่นกรองและอนุมัติโครงการ และ ขั้นตอนการด าเนินโครงการ ท าให้วงเงินใช้จ ่ายของภาครัฐเพื ่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมมีสัดส ่วน น้อยกว่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างมาก (2) การออกแบบมาตรการด้านการคลังภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีลักษณะ รวมศูนย์ (Centralization) โดยก าหนดให้หน่วยงานกลางท าหน้าที่พิจารณากลั่นกรองโครงการ ในแต่ละแผนงาน ก่อนน าเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ แม้จะท าให้สามารถบูรณาการข้อเสนอโครงการในภาพรวม รวมทั้ง พิจารณาจัดล าดับความส าคัญและความซ้ าซ้อนของข้อเสนอโครงการได้ก็ตาม แต่กระบวนการดังกล่าว ค่อนข้างใช้เวลาเพราะมีข้อเสนอโครงการจ านวนมากและลักษณะโครงการมีความหลากหลาย ซึ่ง บางโครงการจ าเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการพิจารณากลั่นกรอง แม้ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาจะมีการแต่งตั้งคณะท างานรวมทั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองแผนงาน ในด้านต่าง ๆ แต่กระบวนการดังกล่าวเป็นการเพิ่มขั้นตอนกระบวนการให้กับหน่วยงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงการหรือแผนงานที่มีความจ าเป็นเร่งด่วน อาทิ โครงการด้านการแพทย์และ สาธารณสุขได้รับการอนุมัติล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ และจ าเป็นต้องมีการทบทวนกรอบวงเงินและ ระยะเวลาด าเนินโครงการหลายครั้ง (3) หน่วยงานภาครัฐมีข้อจ ากัดของฐานข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาจัดท า โครงการหรือมาตรการให้ตอบโจทย์หรือตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด าเนินมาตรการ เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบที่จ าเป็นต้องด าเนินการโดยเร่งด่วน เนื่องจากในระยะแรกของการระบาด ของ COVID-19 ภาครัฐไม่มีการจัดท าฐานข้อมูลกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐ ต้องการให้ความช่วยเหลือไว้โดยเฉพาะ ท าให้การให้เงินช่วยเหลือเยียวยาในระยะแรกมีความล่าช้า ไม่สามารถตอบสนองประชาชนผู้เดือดร้อนได้ทันที 61 กฎหมายมีผลใช้บังคับวันที่ 19 เมษายน 2563 และสิ้นสุดระยะเวลาในการกู้เงินวันที่ 30 กันยายน 2564
149 นอกจากนี้ การมีฐานข้อมูลที่กระจัดกระจายตามภารกิจที่รับผิดชอบโดยไม่เชื่อมโยง กับภารกิจที่เกี่ยวข้องยังส่งผลกระทบต่อขั้นตอนการบริหารจัดการและการด าเนินโครงการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่จ าเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอย่างจ ากัด (บุคลากร งบประมาณ และระยะเวลา) ภายใต้สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน สูง ยกตัวอย่างกรณีโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายค่าบริการสาธารณสุข ของ สปสช. ซึ่งสถานพยาบาลต่างๆ ต้องจัดท าข้อมูลค่าใช้จ่ายในการให้บริการแก่ประชาชนเพื่อเบิกจ่ายไปยัง สปสช. ตามอัตรา/เงื่อนไข การเบิกจ่ายที่หน่วยงานต้นสังกัดก าหนดหรือตามสิทธิของประชาชนผู้เข้ารับบริการ (ประกอบด้วย สิทธิข้าราชการ สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม) ที่แตกต่างกัน 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สปสช. และส านักงานประกันสังคม นอกจากนี้ ยังมีประชาชนผู้รับบริการบางกลุ่ม อาทิพนักงานรัฐวิสาหกิจ ครูโรงเรียนเอกชน คนต่างด้าว ที่มีอัตราค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป ท าให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข ต้องสูญเสียบุคลากรส่วนหนึ่งไปในการบริหารจัดการข้อมูล ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารต ่างๆ ซึ่งมีเป็นจ านวนมาก ต้องใช้ระยะเวลาและอาจเกิดข้อผิดพลาดในการด าเนินการได้ (4) มีการใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ในบางโครงการ ซึ่งบางส่วนเป็นปัญหาต่อเนื่อง มาจากข้อจ ากัดของฐานข้อมูล เช ่น ในโครงการเราไม ่ทิ้งกันและโครงการเราชนะที่เป็นการเยียวยา แรงงานนอกระบบ มีข้อก าหนดเรื่องการไม่เป็นพนักงานและลูกจ้างของภาครัฐ เนื่องจากภาครัฐไม่ได้มีการ เลิกจ้างในช่วงวิกฤต แต่เนื่องจากภาครัฐไม่มีฐานข้อมูลของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาครัฐอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับเงินเดือนผ่านกรมบัญชีกลาง จึงพบว่ามีพนักงานของหน่วยงานเหล่านี้เข้ามาลงทะเบียนรับเงิน เยียวยาและต้องตรวจสอบเพื่อเรียกเงินคืน ส าหรับโครงการที่เป็นวงเงินสิทธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด การใช้จ่ายในร้านค้าและบริการที่ก าหนดไว้ (แทนการให้เป็นเงินสดที่ไม่สามารถควบคุมประเภทร้านค้าได้ หรือประชาชนอาจน าไปเก็บไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์) พบว่ามีการรับแลกเงินสด ซึ่งนอกจากจะเป็นการ ด าเนินการที่ผิดเงื่อนไขโครงการแล้ว ยังท าให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาน้อยลงเนื่องจากถูกหัก ค่าด าเนินการอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบกรณีที่ผู้ประกอบการมีการฉวยโอกาสคิดค่าสินค้าและบริการแพงขึ้น เมื่อใช้จ่ายผ่านช่องทางของโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการเรารักกัน (5) ผู้ประกอบการในโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการเรารักกัน ออกจากโครงการเนื่องจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ในการช าระภาษีเมื่อมีรายได้จากการขายสินค้า และมีเงินได้จากการประกอบกิจการ ซึ ่งจะท าให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสจากการเพิ ่มยอดขายและ รายได้ ขณะที่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการก็มีทางเลือกในการใช้วงเงินสิทธิน้อยลง 5.1.2 มาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF 1) จุดเด่น ข้อดี และประโยชน์ที่ได้รับจากการด าเนินมาตรการ (1) การออกแบบมาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF เป็นการให้อ านาจและเพิ่มเครื่องมือให้ ธปท. ด าเนินมาตรการทางการเงินแบบพิเศษ (Unconventional
150 Monetary Policy) ในการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง เมื่อการด าเนินนโยบายการเงินแบบปกติ (Conventional Monetary Policy) ไม่เพียงพอที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ หรือช่องทางการส่งผ่านอัตรา ดอกเบี้ยไม่สามารถท างานได้เต็มประสิทธิภาพ และมีลักษณะเป็นมาตรการพิเศษที่ให้ความช่วยเหลือ เฉพาะกิจที่ออกมาเพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 เท่านั้น โดยมีการก าหนดวงเงิน รูปแบบ/เงื่อนไข และระยะเวลาให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจน ท าให้รัฐบาลสามารถประเมินภาระทางการคลังได้แน่นอน โดยไม่กลายเป็นภาระที่ยืดเยื้อบานปลาย และช่วยให้การจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจ ากัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (2) มาตรการด้านการเงินภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF เน้นช่วยเหลือ กลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด และส่งผ่านความช่วยเหลือได้เป็นวงกว้าง โดยมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ มีเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักมี ปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นทุนเดิม และยังมีบทบาทส าคัญต่อระบบเศรษฐกิจในหลาย ๆ ด้าน เช่น การเป็นหน่วยผลิตที่ส าคัญในการผลิตสินค้าหลายชนิดที่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ท าการผลิต และยังเป็นส่วนส าคัญในการผลิตสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) ของห่วงโซ่การผลิต รวมทั้ง มีบทบาทส าคัญต่อการจ้างงานของประเทศ เนื่องจาก SMEs มีจ านวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ การด าเนินธุรกิจของ SMEs จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อการมีงานท าและรายได้ของประชาชนจ านวนมาก ในประเทศ ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงไม่ได้ส่งผลดีแต่เฉพาะผู้ประกอบการ SMEs แต่ยังเป็นการส่งผ่าน ความช่วยเหลือทางอ้อมไปยังประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย เช่นเดียวกับมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. BSF ที่เน้นการให้ความช่วยเหลือบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวไม่ให้ผิดนัด ช าระหนี้ ทั้งยังส่งผลดีโดยอ้อมไปยังผู้ถือครองตราสารหนี้ภาคเอกชน ได้แก่ ประชาชนที่มีการลงทุนหรือ การออมทั้งทางตรงและผ่านตัวกลางต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม บริษัทประกัน กองทุนส ารองเลี้ยงชีพ เป็นต้น รวมถึงสถาบันการเงิน บริษัทและนิติบุคคล ส่วนราชการ และนักลงทุนต่างชาติ (3) เป็นมาตรการที่ด าเนินการควบคู่กับมาตรการอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ได้อย่างครอบคลุม โดยมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก. เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านการเงินเพื่อ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งปัจจุบันสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ (1) มาตรการแก้ หนี้เดิม เช่น มาตรการพักช าระหนี้ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้รายย่อย ลูกหนี้ธุรกิจ SMEs และ ลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ โครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รวมทั้งเพิ่มช่องทางการให้ความช่วยเหลือ เช่น ทางด่วน แก้หนี้ คลินิกแก้หนี้ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ ธปท. ยังออกมาตรการแก้หนี้ระยะยาว ด้วยการรีไฟแนนซ์ (refinance) และการรวมหนี้ (debt consolidation) เพิ่มเติมด้วย และ (2) มาตรการ เติมเงินใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว เช่น มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนและ สินเชื่อฟื้นฟูฯ การจัดตั้งกองทุน BSF เป็นต้น (4) ในการอนุมัติสินเชื่อของ ธปท. มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการ ยื่นค าขอและอนุมัติวงเงินสินเชื่อ Soft Loan ของสถาบันการเงิน ท าให้ขั้นตอนในการพิจารณาอนุมัติ
151 วงเงินสินเชื่อ Soft Loan ให้กับสถาบันการเงินมีความสะดวกรวดเร็ว (ประมาณ 1 สัปดาห์) นอกจากนี้ ธปท. ยังมีฐานข้อมูลที่จ าเป็นเพียงพอต่อการน าการวิเคราะห์และติดตามผลการด าเนินมาตรการ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการรับฟังและหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ทั้งฝ่ายลูกหนี้และเจ้าหนี้ ท าให้สามารถปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไขการให้สินเชื่อ Soft Loan ให้สอดคล้องกับความต้องการ และตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น 2) จุดอ่อน ข้อจ ากัดหรือปัญหาอุปสรรคในการด าเนินมาตรการ (1) การออกแบบและด าเนินมาตรการภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ท าให้ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันการณ์ โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ที่อนุมัติสินเชื่อได้ต่ ากว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก เนื่องจากการขาดความยืดหยุ่นในการ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เนื่องจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ก าหนดไว้ใน พ.ร.ก. Soft Loan ค่อนข้างมีความละเอียดและรัดกุม เป็นผลให้รูปแบบและเงื่อนไขการให้สินเชื่อผ่อนปรน อาจไม่ตอบโจทย์การระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ท าให้หน่วยงานผู้ออกนโยบายและ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันปรับกลไกการให้สินเชื่อจาก พ.ร.ก. Soft loan ฉบับเดิม เป็น พ.ร.ก. สินเชื่อ ฟื้นฟูฯ ฉบับใหม่ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ มีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย พร้อมทั้งปรับรูปแบบและเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสมมากขึ้น (2) รูปแบบและเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลืออาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมาตรการสินเชื่อผ่อนปรน สาเหตุหลักที่ท าให้จ านวนสินเชื่อผ่อนปรนอนุมัติได้ต่ า กว่าเป้าหมาย ในมุมมองสถาบันการเงินขณะนั้นเห็นว่า เป็นปัญหาจากการชดเชยความเสี่ยงด้านการ ผิดนัดช าระหนี้ (Credit risk) ให้แก่สถาบันการเงินไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ จึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs ได้มากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการจัดชั้นและการกันส ารอง ซึ่งอาจกระทบ ถึงฐานะการเงินของสถาบันการเงินในอนาคตได้ขณะที่มุมมองของลูกหนี้ เห็นว่า รูปแบบและเงื่อนไข การให้ความช่วยเหลือยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกหนี้ ในภาวะที่การระบาดของ COVID-19 รุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันรูปแบบและเงื่อนไขเดิม ถูกปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสมกับ สถานการณ์มากขึ้นแล้วในมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ และยังคงมีจ านวนสินเชื่อทยอยอนุมัติอย่างต่อเนื่อง ส าหรับมาตรการ BSF แม้ว่าปัจจุบันกลไกตลาดตราสารหนี้จะท างานเกือบเป็นปกติ แต่สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ยังไม่สิ้นสุด กลุ่มบริษัทเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกตราสาร หนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB Group (BBB+ ถึง BBB-) และกลุ่มตราสารหนี้ที่มี อันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ระดับ BBB- ลงไป (Non-Investment Grade หรือ Junk Bond) ซึ่งยังมี ต้นทุนการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีกลุ่ม บริษัทเอกชนบางกลุ่มที่อยู่ในภาวะเปราะบางและมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดช าระหนี้ (default) ซึ่งอาจ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมได้
152 5.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในอนาคต ปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมอยู่เดิมเป็นจ านวนมาก โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพา ปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาการเหลื่อมล้ าทางสังคม และ ปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ดังนั้น เมื่อมีวิกฤตมากระทบย่อมส่งผลกระทบซ้ าเติมอย่าง รุนแรงต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่เปราะบางดังกล่าว จนอาจสร้างผลกระทบให้กับเศรษฐกิจไทยใน ระยะต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐมีความพยายามแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ ่านการจัดท า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห ่งชาติ รวมถึงแผนแม ่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ ่งถ ่ายทอดเป็นสู ่ ผู้ปฏิบัติในรูปของแผนพัฒนาและแผนปฏิรูปตามภารกิจของแต ่ละหน ่วยงาน อย ่างไรก็ตาม จากการ เผชิญวิกฤตการณ์การระบาดของ COVID-19 ในช ่วงปี 2563-2565 ถือเป็นบทเรียนส าคัญที ่ท าให้ ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความจ าเป็นในการเตรียมความพร้อมและแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับวิกฤตการณ์ ที ่เกิดขึ้น เพื ่อลดผลกระทบและความเสียหายต ่อภาพรวมของประเทศ รวมถึงเพื่อให้มีการจัดสรร ทรัพยากรของประเทศในช่วงภาวะวิกฤตอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ โดยคณะวิจัยเห็นว่า กลไกในการ การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังเพื ่อรองรับวิกฤตที ่เกิดขึ้นในอนาคต หน ่วยงานทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องจ าเป็นต้องด าเนินการ ดังนี้ แผนภาพที่ 5.3 กลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในอนาคต 5.2.1 การออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤต เมื่อประเทศต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายอย ่าง รุนแรงต ่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากภาครัฐจะต้องมีมาตรการเพื ่อตอบสนอง
153 ต่อสถานการณ์ด้วยความรวดเร็วทันการณ์แล้ว รูปแบบมาตรการด้านการเงินการคลังที่เหมาะสมถือเป็น ปัจจัยส าคัญที่จะท าให้การด าเนินมาตรการของภาครัฐมีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยลดผลกระทบหรือความ เสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งสามารถฟื้นฟูประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยแนวทางจัดท ามาตรการด้าน การเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤต จ าเป็นต้องค านึงถึงประเด็น ดังนี้ 1) การออกแบบมาตรการที่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถรองรับความเสี่ยงได้ทุกมิติ: ในกรณีที่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ระดับ ความรุนแรง ขอบเขตพื้นที่หรือจ านวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และระยะเวลาสิ้นสุดของวิกฤตได้ อาทิ ภาวะโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ภาวะสงคราม วิกฤตพลังงาน ฯลฯ การก าหนดนโยบายหรือมาตรการ แก้ไขปัญหาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในการจัดท า มาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐ โดยเฉพาะการตรากฎหมายพิเศษเพื่อรองรับสถานการณ์ ดังกล่าวจ าเป็นต้องก าหนดกลไกที่มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งกรณีBase case Worst cases และ Best case ทั้งนี้ เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือทางการเงินการคลังที ่พร้อมรับมือกับ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่นมาตรการสินเชื่อผ่อนปรน ผู้ก าหนดนโยบายได้ตรา พ.ร.ก. Soft Loan โดยออกแบบเพื่อเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ เท่านั้น โดยได้ก าหนดรายละเอียดเงื่อนไขและรูปแบบการให้สินเชื่อที่ชัดเจนในกฎหมาย ท าให้ขาดความ ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมาย เป็นผลให้มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนไม่ตอบโจทย์การระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อ และรุนแรงขึ้น ซึ่งต่างจากมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภายใต้ พ.ร.ก. BSF ที่มีการออกแบบ มาตรการเพื่อรองรับทั้งกรณีBase case โดยการให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนผ่านกองทุน BSF ภายใต้ กรอบวงเงินและระยะเวลาที่ก าหนด กรณี Worst cases เมื่อตลาดตราสารหนี้ประสบปัญหาสภาพคล่อง อย่างร้ายแรง โดยการให้เครื่องมือธนาคารแห่งประเทศไทยในการเข้าซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชน ในตลาดรองได้โดยไม่จ ากัดวงเงินและระยะเวลา และกรณีBest case ที่หากไม่มีความจ าเป็นแล้วภาครัฐ ก็สามารถยกเลิกมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. ดังกล่าวได้ 2) การออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤต ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ในการด าเนินโครงการหรือมาตรการของหน่วยงานภาครัฐในภาวะวิกฤต ส่วนใหญ่ มักให้ความส าคัญกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือหรือบรรเทา ความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ในการออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลัง ซึ่งถือเป็นต้นทางในการส่งผ่านนโยบายไปยังหน่วยงานผู้ปฏิบัติและมีผลต่อมาตรการภาพรวมของประเทศ ผู้ก าหนดนโยบายจ าเป็นต้องออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก วิกฤตทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งหากเทียบเคียงมาตรการของต่างประเทศ (จากผลการศึกษา
154 ในบทที่ 2) กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่ก าลังพัฒนา ส่วนใหญ่มีการจัดท ามาตรการเพื่อรับมือ กับภาวะวิกฤตของโรคระบาด รวมถึงมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลัง COVID-19 ที่เป็นรูปธรรม ยกตัวอย ่างเช ่นสหรัฐอเมริกามีการจัดท ามาตรการ "Build Back Better" ซึ ่งมี ขนาดใหญ่และระยะเวลานานเป็นประวัตศาสตร์ โดยมีวงเงินกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 28% ของ GDP) เพื ่อเยียวยารายได้ของแรงงานในระยะสั้น และเพื ่อเพิ ่มศักยภาพในการแข ่งขันของ เศรษฐกิจในช่วง 8 - 10 ปีข้างหน้า หรือกรณีประเทศญี่ปุ่นมีการจัดท ามาตรการตามแนวทาง Five Pillars ซึ่งแบ่งมาตรการออกเป็น 5 ระยะ คือ Pillar 1 – 2 เพื่อรับมือกับภาวะโรคระบาด และ Pillar 3 – 5 เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนการมีกองทุนฉุกเฉินเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง ในอนาคต รวมถึงประเทศก าลังพัฒนาอย่างฟิลิปปินส์ได้มีการออกกฎหมาย Corporate Recovery and Tax Incentives for Enterprises Act โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและระบบภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสูงอุตสาหกรรมบุกเบิกใหม่ และ การสนับสนุนการลงทุนในชนบทซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาประเทศ ส าหรับประเทศไทยหากพิจารณามาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการออกแบบมาตรการการใช้จ่ายของภาครัฐครอบคลุมทั้งแผนงานด้านการแพทย์ และสาธารณสุข แผนงานด้านการช่วยเหลือเยียวยา และแผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่แผนงาน ดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นและระยะปานกลางเท่านั้น แม้ในแผนงานด้านการพื้นฟูเศรษฐกิจ ของประเทศ จะมีวัตถุประสงค์ครอบคลุมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสนับสนุนกระบวนการผลิตเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการระยะยาว ก็ตาม แต่ด้วยข้อจ ากัดและเงื่อนไขของระยะเวลาในการกู้เงินและการพิจารณากลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ท าให้หน ่วยงานไม ่สามารถผลักดันโครงการในลักษณะดังกล ่าวได้ดังนั้น ในการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกู้เงินของรัฐบาลควรค านึงถึงกรอบเวลาในการกู้เงินให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการด าเนินโครงการ ในระยะยาวของหน่วยงานด้วย 3) การออกแบบมาตรการที่มีกลไกการบริหารจัดการที่คล่องตัว : ในภาวะวิกฤตซึ่งมีความยากล าบากในการรับมือและแก้ไขสถานการณ์ แนวทางหนึ่ง ที่ภาครัฐมักน าไปใช้คือการบริหารงานภาครัฐแบบรวมศูนย์ (Centralization) เพื่อความเป็นเอกภาพ ของนโยบายและการควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลให้การด าเนินมาตการ ที่จ าเป็นเร่งด่วนมีความล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ หรือไม่สามารถตอบโจทย์หรือความต้องการของผู้ได้รับ ผลกระทบได้ ดังนั้น ในบางกรณีการออกแบบมาตรการอาจจ าเป็นต้องพิจารณาถึงแนวทางการกระจาย อ านาจการตัดสินใจ (Decentralization) ไปสู่หน่วยงานในระดับต่างๆ ตามกรอบที่เหมาะสม รวมถึง มาตรการภาครัฐที่มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของภารกิจที่แตกต่างกันย่อมมีความจ าเป็นต้องก าหนด กลไกในการบริหารจัดการหรือการผลักดันมาตรการในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะการออกแบบมาตรการ ในลักษณะ “one size fits all approach” อาจไม่สามารถรองรับกับทุกสถานการณ์ได้
155 ยกตัวอย่างกรณีมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 อาจพิจารณาก าหนด กลไกหรือกระบวนการต่าง ๆ ตามความจ าเป็นเร่งด่วนและลักษณะเฉพาะของมาตรการตามแนวทาง ดังนี้ - กรณีมาตรการระยะสั้นที่มีความจ าเป็นเร่งด่วน (แผนงานด้านการแพทย์และ สาธารณสุข และแผนงานด้านการช่วยเหลือเยียวยา) พ.ร.ก. ควรก าหนดกรอบเวลาเพื่อเร่งรัดในขั้นตอน การพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติโครงการ รวมทั้งการพิจารณาผ่อนปรนหรือยกเว้นกฎเกณฑ์และ ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและลดขั้นตอนในการด าเนินมาตรการ และอาจใช้ วิธีการตรวจสอบหรือติดตามผลการด าเนินโครงการในภายหลัง (Post -Audit) แทนการควบคุม เข้มงวดด้วยกฎระเบียบในการบริหารงานราชการตามปกติ อาทิ การก าหนดแนวทางปฏิบัติในการ จัดซื้อจัดจ้างเพื่อผ่อนปรนกรณีการจัดหาพัสดุอุปกรณ์เพื่อป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรค รวมถึงโครงการ ปรับปรุงสิ่งก่อสร้างของโรงพยาบาล เช่น การสร้างห้องความดันลบ ซึ่งต้องด าเนินการตั้งแต่ช่วงแรก ของการระบาด รวมถึงการยกเว้นพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2522 ส าหรับขั้นตอน การตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลในการรับความช่วยเหลือผ่านมาตรการเยียวยาภาครัฐ ซึ่งจะท าให้ กระบวนการเยียวยาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบมีความรวดเร็วและทันการณ์ เป็นต้น - กรณีมาตรการระยะยาว (แผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม) ซึ่งโดยปกติ จะมีหน่วยงานที่เสนอโครงการเป็นจ านวนมาก และข้อเสนอโครงการมีความหลากหลายตามลักษณะเฉพาะ ของภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความ พร้อมของโครงการ จึงอาจไม่จ าเป็นต้องก าหนดกรอบเวลาในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติโครงการ แต่ควรให้ความส าคัญกับการจัดท ากรอบนโยบายของมาตรการและจัดล าดับความส าคัญของโครงการ (Priority) เพื่อก าหนดเป้าหมายหรือทิศทางของมาตรการภาครัฐที่ชัดเจน และควรมีการตั้งคณะกรรมการ เฉพาะที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อพิจารณากลั่นกรองแผนงาน/โครงการในสาขาต ่างๆ ตามกรอบนโยายหรือทิศทางที่ก าหนด ซึ่งจะช่วยให้โครงการหรือแผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ ประเทศมีความเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ และมีการ จัดสรรและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เพื่อให้การด าเนินโครงการและแผนงานต่างๆ เป็นไปตามเป้าหมาย และสามารถปรับปรุงการด าเนินโครงการได้ทันการณ์ ควรมีกระบวนการก ากับติดตามในระหว่างการ ด าเนินโครงการด้วย ซึ่งควรด าเนินการโดยคณะท างานที่มีหน่วยงานภายนอกรวมถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สาขานั้นๆ โดยการก ากับติดตามดังกล ่าว นอกจากจะรายงานสถานะความคืบหน้าแล้ว สามารถให้ ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาทั้งรายโครงการ และปัญหาในเชิงระบบเพื ่อให้การบริหารจัดการ โครงการในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการก ากับติดตามโครงการในเชิงรุกและ สามารถแก้ไขปัญหาข้อจ ากัดได้อย่างทันท่วงที
156 4) การออกแบบมาตรการโดยค านึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) และ ภาระทางการคลังในอนาคต : ในการออกแบบมาตรการเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเอกชน การรักษาสมดุลของมาตรการและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ถือเป็นเรื่องท้าทาย ส าหรับผู้ออกมาตรการเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนและสินเชื่อฟื้นฟูฯ ผู้วางนโยบายจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และเสถียรภาพ ของสถาบันการเงิน เพราะหากสถาบันการเงินถูกก ากับให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความเสี่ยง มากเกินกว่าที่เกณฑ์ที่ ธปท. ก าหนด อาจส่งผลเสียต่อสถาบันการเงินนั้นๆ และอาจลุกลามกลายเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบที่ท าให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นได้ ในขณะเดียวกันหากค านึงถึงความเสี่ยง ที่สถาบันการเงินจะได้รับมากจนเกินไป ก็จะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างทั่วถึง ส าหรับจุดสมดุลของมาตรการเชิงป้องกันอย่าง BSF อยู่ที่จะช่วยเหลือบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่มีความจ าเป็นต้องใช้สภาพคล่องที่เป็นแหล่งเงินส ารองแหล่งสุดท้ายอย่างไร โดยไม่ให้น าไปสู่ลักษณะ การสร้างแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม (Moral hazard) ท าให้ตลาดเข้าใจว่า เมื่อเกิดการผิดนัดช าระหนี้ ภาครัฐจะต้องเป็นผู้รับภาระหรือรับความเสี่ยงให้แก่บริษัทต่างๆ ทั้งหมด จึงเป็นที่มาซึ ่งท าให้ผู้ออก นโยบายต้องออกแบบเงื่อนไขและรูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่เข้มงวดและมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูง จนท าให้บางกลุ่มมองว่ามีความยากต่อการเข้าถึงและไม่มีความเหมาะสม นอกจากนี้ ในการตรากฎหมายพิเศษเพื ่อรับมือกับภาวะวิกฤต รัฐบาลควร ออกแบบมาตรการโดยค านึงภาระทางการคลังที ่จะเกิดขึ้นในอนาคตและมีแนวทางการจัดการหนี้ ที่ชัดเจนด้วย ยกตัวอย่างกรณีวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายปี 2554 ซึ่งรัฐบาลได้มีการตรากฎหมาย พิเศษเพื่อให้อ านาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ าและ สร้างอนาคตของประเทศ วงเงิน 350,000 ล้านบาท รวมทั้งเพื่อจัดตั้งกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติเพื่อ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่อการลงทุนในประเทศ วงเงิน 50,000 ล้านบาท นอกจากกฎหมายกู้เงิน 2 ฉบับแล้ว รัฐบาลยังได้ตรากฎหมายพิเศษเพื่อแก้ไขภาระทางการคลังของรัฐบาลที่สะสมเป็นเวลานาน เพื ่อเพิ ่ม Fiscal Space ให้กับรัฐบาลด้วย ซึ ่งถือเป็นการออกแบบมาตรการด้านการเงินการคลังโดย ค านึงถึงภาระทางการเงินการคลังในอนาคต62 5.2.2 รูปแบบของโครงการของภาครัฐในภาวะวิกฤต จากการถอดบทเรียนในการประเมินตัวอย่างโครงการและมาตรการในการแก้ไข สถานการณ์ COVID-19 ปัจจัยส าคัญในการด าเนินมาตรการของภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต คือรูปแบบของ โครงการที่หน่วยงานภาครัฐจัดท า จะต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ 62 พ.ร.ก. ให้อ านาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ าและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 พ.ร.ก. กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติพ.ศ. 2555 และ พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลัง กู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
157 ได้อย่างตรงจุด ครอบคลุม และทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งสามารถสรุปแนวทางพิจารณาในการจัดท าโครงการ ของภาครัฐเพื่อรองรับวิกฤต ได้ดังนี้ 1) ความครบถ้วนของกลุ่มเป้าหมายและเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม: ในการจัดท ามาตรการเพื่อรองรับในภาวะวิกฤต หน่วยงานต้องค านึงถึงผู้ได้รับ ผลกระทบในแต่ละภาคส่วนให้ครบถ้วน เพื่อให้มาตรการมีความครบถ้วนของกลุ่มเป้าหมายและเลือก เครื่องมือที่เหมาะสมแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างกรณีมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 พ.ร.ก Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF พบว่า การด าเนินการมีการพิจารณาที่ค่อนข้างครบถ้วน ครอบคลุมกลุ่ม ผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในส่วนของประชาชนและผู้ประกอบการ โดยมาตรการด้าน การแพทย์และสาธารณสุขครอบคลุมผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาทุกคนและไม่จ ากัดการรักษาเพียง ในโรงพยาบาลของรัฐ รวมถึงมีการกระจายงบประมาณส าหรับการปรับปรุงอาคารและซื้อครุภัณฑ์ที่จ าเป็น ในโรงพยาบาลในทุกพื้นที่ ขณะที่มาตรการด้านการเยียวยาครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบ เกษตรกร และ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยใช้มาตรการ ด้านการคลังเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ประชาชนในช่วงเวลาที่รายได้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคเพื่อให้สามารถใช้จ่ายที่จ าเป็น และในบางโครงการได้มีการขยายกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วม โครงการให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มเนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภค และใน ขณะเดียวกันมีผลทางอ้อมในการช่วยเหลือภาคธุรกิจให้มีรายได้มากขึ้นจากการกระตุ้นอุปสงค์จาก ผู้บริโภค เช่น การด าเนินมาตรการคนละครึ่ง และมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ขณะที่ใช้มาตรการด้าน การเงินครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือกิจการในด้านสภาพคล่องและภาระหนี้เพื่อให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาส าคัญในฝั่งของผู้ประกอบการ รวมถึงมาตรการในการ รักษาเสถียรภาพของภาคการเงินโดยใช้มาตรการที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงิน นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบรูปแบบการด าเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็น หลักเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และใช้เครื่องมือในการด าเนินการที่หลากหลาย ซึ่งมีการ เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มและแต่ละช่วงเวลา โดยในช่วงแรกของวิกฤตได้ ใช้การเยียวยาในรูปของเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ได้เร็วที่สุด และเมื่อ ประชาชนเริ่มปรับตัวกับวิกฤตได้ระดับหนึ่งแล้ว ได้เปลี่ยนมาใช้บัตรสวัสดิการ การใช้วงเงินผ่านแอปพลิเคชัน และผ่านบัตรประชาชน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและก ากับการใช้จ่ายเงินเยียวยาได้ดีขึ้น รวมถึงเป็นการ ประหยัดงบประมาณในกรณีที่ใช้วงเงินสิทธิไม่หมดอีกด้วย อย่างไรก็ดี จากการศึกษารูปแบบการด าเนินการของต่างประเทศ พบว่า มาตรการ เยียวยาและฟื้นฟูที่ประเทศไทยยังมีการด าเนินการน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะความ ครอบคลุมปัจจัยพื้นฐานในการด ารงชีวิต การประกอบอาชีพ และด้านการศึกษาส าหรับการให้ความ ช่วยเหลือในช่วงเริ่มต้นของวิกฤต เช่น สหรัฐอเมริกาที่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นเงินช่วยเหลือ หรือสนับสนุนค่าเช่าบ้าน รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนและนักเรียนให้สามารถ
158 ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นการเรียนรู้ทางไกลได้ หรือในกรณีของญี่ปุ่นมีมาตรการให้เงิน อุดหนุนช่วยเหลือค่าเช่าให้แก่พลเมืองและธุรกิจ SMEs เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมของ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวอาจต้องค านึงถึงแหล่งเงินของรัฐบาลประกอบด้วย นอกจากนี้ รูปแบบของมาตรการฟื้นฟูในระยะต่อไปอาจมองถึงวัตถุประสงค์หรือ ผลลัพธ์ในด้านการพัฒนาร ่วมด้วย อาทิ การก าหนดเงื ่อนไขการให้เงินช ่วยเหลือเพิ ่มเติมแก่ ผู้ประกอบการรายย่อยหรือกลุ่มอาชีพอิสระที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรที่รัฐจัดขึ้นเพื่อพัฒนาต่อยอด ธุรกิจหรือเพิ่มทักษะทางด้านแรงงาน หรือการก าหนดวงเงินช่วยเหลือภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาจ านวนภาษีที่เคยจ่ายให้กับรัฐบาลช่วงก่อนเกิดวิกฤตเพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการเข้าสู่ระบบเพื่อขยายฐานภาษีให้กับประเทศในระยะต่อไป เป็นต้น 2) การใช้ฐานข้อมูลในการออกแบบมาตรการหรือโครงการในอนาคต ในการออกแบบมาตรการในอนาคต ควรน าฐานข้อมูลที่ได้รับจากการด าเนิน โครงการต่าง ๆ ซึ่งเกิดเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) ที่มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะของประชาชนและ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างโครงการ มาใช้ใน การวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยี Data Science ในการวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของ ประชาชนและมากขึ้น ซึ่งจะเกิดเป็นองค์ความรู้ (Lesson learned) ส าหรับการท าโครงการในลักษณะ เดียวกันในอนาคต เช่น การวิเคราะห์ว่าประชาชนใช้วงเงินสิทธิในการซื้อสินค้าประเภทใด ใช้ในพื้นที่อาศัย หรือใช้ในพื้นที่ที่ห่างออกไป หรือลักษณะและความเสี่ยงของธุรกิจที่เข้าขอรับความช่วยเหลือจาก Soft Loan และความส าเร็จในการฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการในอนาคตได้เหมาะสม และเพื่อให้การจัดสรรเงินของภาครัฐมีประสิทธิภาพและรอบคอบมากขึ้น ทั้งนี้ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลสถิติ เพื่อให้หน่วยงานอื่น ๆ สามารถน าข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อออกแบบมาตรการในอนาคตได้ 3) การน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการด าเนินโครงการ: การน าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการด าเนินโครงการภาครัฐ จะช่วยให้ การด าเนินมาตรการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างมาตรการด้านการคลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการด าเนินโครงการ ทั้งการ ตรวจสอบคุณสมบัติและการจ่ายเงิน ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมโครงการและผู้ประกอบการหลาย ล้านรายได้ในเวลาเดียวกัน โดยใช้ฐานข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลของผู้ถือบัตร สวัสดิการแห่งรัฐ ฐานข้อมูลผู้เสียภาษีจากกรมสรรพากร ฐานข้อมูลเงินเดือนข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ในการคัดกรอง แทนการคัดกรองด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า อีกทั้งยังช่วยลดการรั่วไหล เนื่องจาก ประชาชนและผู้ประกอบการจะได้รับเงินเยียวยาโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง และสามารถตรวจสอบการ ด าเนินการย้อนหลังได้ เห็นได้จากการด าเนินโครงการเราไม่ทิ้งกัน เราชนะ เรารักกัน คนละครึ่ง เราเที่ยว ด้วยกันที่สามารถใช้ข้อมูลจากโครงการในการตรวจสอบในภายหลัง (Post-audit) ได้
159 4) การคัดเลือกโครงการหรือมาตรการที่ตอบโจทย์ในภาวะวิกฤต ในช ่วงสถานการณ์ปกติ หน ่วยงานภาครัฐต ่างๆ ไม ่ว ่าจะเป็นส ่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน กองทุน รวมทั้งองค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่นต ่างๆ ควรมีชุดโครงการ (Project List) ซึ ่งมีการจัดความส าคัญ (Priority) และมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับนโยบายและ แผนยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือเป็นโครงการตัวอย ่างหรือโครงการต้นแบบต ่างๆ เพื ่อต ่อยอดการ ด าเนินงานได้อย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดประโยชน์ในลักษณะ Quick Win ซึ่งสามารถชักน าให้เกิดการ เปลี ่ยนแปลงและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ ่งเมื ่อเกิดวิกฤตหน ่วยงานสามารถน าเสนอ โครงการเพื่อขออนุมัติการด าเนินงานได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ อาจพิจารณา โครงการของหน ่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมที ่สนับสนุนการเปลี ่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือเป็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่ประกอบด้วย อาทิ โครงการวิจัยของส านักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม (PMU: Program Management Unit) 9 แห่ง โครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยต ่างๆ รวมถึงภาคเอกชน ซึ่งในภาวะปกติ ขาดแคลนแหล่งเงินทุนสนับสนุนในการน ามาประยุกต์ใช้จริงหรือขยายผลต่อยอดนวัตกรรม ยกตัวอย่าง เช่นสหรัฐอเมริกา มีมาตรการที่มุ่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานผ่านแผนงาน American Jobs Plan (AJP) วงเงิน 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.5% ของ GDP โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการจ้าง งานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี โดยเน้นลงทุนในเทคโนโลยี 5G พลังงานสะอาด การวิจัยและพัฒนา 4) การก าหนดกลไกการตรวจสอบและก ากับดูแลการใช้จ่ายเงิน ในการด าเนินโครงการเยียวยาจะต้องมีการวางแผนในเรื่องการตรวจสอบและ การก ากับดูแลการใช้จ่ายเงิน โดยจากตัวอย่างของโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการ เรารักกัน ที่มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ท าให้สามารถตรวจสอบและก ากับการใช้ จ ่ายเงินได้โดยง ่าย โดยธนาคารกรุงไทยฯ ที ่เป็นผู้ด าเนินการใช้Pattern ในการตรวจสอบการใช้ จ ่ายเงินที ่ผิดปกติ เช ่น มีการเปลี ่ยนสถานที ่ไปมาหลายครั้งในหนึ ่งวัน หรือมีการจ ่ายเงินเต็มวงเงิน หลายรายการติดต่อกัน เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการให้วงเงินสิทธิยังช่วยให้ สามารถระงับการด าเนินการของร้านค้าที่ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว ท าให้สามารถก ากับการใช้เงินให้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้ 5.2.3 กลไกในการขับเคลื่อนมาตรการของภาครัฐในภาวะวิกฤต ในการด าเนินมาตรการภาครัฐส่วนใหญ่จะอาศัยกลไกของราชการเป็นแกนหลัก ทั้งบุคลากร ระบบงาน รวมถึงเทคโนโลยีและฐานข้อมูล แต่เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐเป็นองค์กร ขนาดใหญ่ที่มีการปรับตัวช้า ดังนั้น การขับเคลื่อนมาตรการที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต ระดับประเทศจึงมีข้อจ ากัดในหลายๆ เรื่อง ดังนั้น เพื่อแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวและเป็นการเตรียมความ
160 พร้อมรองรับภาวะวิกฤตในอนาคต หน่วยงานภาครัฐควรมีกลไกในการขับเคลื่อนมาตรการของภาครัฐ ตามแนวทาง ดังนี้ 1) การส่งผ่านกรอบนโยบายลงสู่หน่วยงานผู้ปฏิบัติเชิงรุก ในการด าเนินมาตรการในภาวะวิกฤตให้มีประสิทธิผล จ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ก าหนด นโยบายจะต้องส่งผ่านกลยุทธ์ เป้าประสงค์ และทิศทางของมาตรการที่ชัดเจนไปสู่หน่วยงานผู้ปฏิบัติ เพื่อให้หน่วยงานภาคปฏิบัติด าเนินการได้ตามแผนงานและเป้าหมายที่ก าหนด ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสาร ท าความเข้าใจหรือถ่ายทอดกรอบนโยบายดังกล่าวไปสู่หน่วยงานผู้ปฏิบัติในเชิงรุก ยกตัวอย่างกรณี มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ มีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงกรอบนโยบายและหลักเกณฑ์โครงการที่เข้าข่ายการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นแนวทางในการจัดท าข้อเสนอโครงการให้กับหน่วยงานผู้ปฏิบัติซึ่งเป็นการ ส่งผ่านนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัด และในการจัดท าข้อเสนอโครงการ ตามกรอบนโยบายดังกล่าว หน่วยงานจะมีการสั่งการและมอบหมายภารกิจตามสายการบังคับบัญชา ไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเป็นกระบวนการบริหารราชการในภาวการณ์ปกติส่งผลให้ข้อเสนอโครงการ ของหน่วยงานภาครัฐที่จัดท าขึ้นส่วนใหญ่จึงยังคงเป็นการด าเนินโครงการภายใต้ภารกิจปกติซึ่งเคยเสนอ และไม่รับการจัดสรรงบประมาณ หรือเป็นโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ที่ก าหนด ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าว ในการจัดท าโครงการในภาวะวิกฤต ภาครัฐจึงจ าเป็นต้องสร้างกลไกที่แตกต่างเพื่อให้การส่งผ่านกรอบนโยบายลงสู่หน่วยงานปฏิบัติเกิด ผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง เช่น การใช้เครือข่ายบุคลากรภาครัฐที่มีศักยภาพ อาทิ ข้าราชการที่มีผลสัมฤทธิ์สูง ผูบริหารการเปลี่ยนแปลง (Chief Change Officer) ข้าราชการผู้น าคลื่นลูกใหม่ (New Wave) ซึ่งมีอยู่ ทุกหน่วยงาน ในการถ่ายทอดกรอบนโยบายลงสู่หน่วยงานผู้ปฏิบัติในเชิงรุก หรือการตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้น จากบุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อระดมความเห็นในการจัดท าข้อเสนอโครงการ ให้ตอบโจทย์ในภาวะวิกฤต หรือสร้างกลไกภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดท าข้อเสนอโครงการโดยการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ ซึ่งแนวทางดังกล่าว เป็นการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยเพิ่มศักยภาพการด าเนินงานของ หน่วยงานภาครัฐให้สามารถขับเคลื่อนมาตรการในภาวะวิกฤตได้ 2) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐให้มีความพร้อมรองรับภาวะวิกฤต การเตรียมความพร้อมของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐเป็นอีกหนึ่งแนวทาง ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐในการรับมือภาวะวิกฤตต่างๆ ได้ โดยแนวทางดังกล่าวอาจ ไม่จ าเป็นต้องพัฒนาระบบขึ้นใหม่ แต่สามารถพัฒนาต่อยอดหรือปรับปรุงระบบเดิมให้มีระบบค าสั่งการ หรือการท างาน (Function) ที่สามารถรองรับกระบวนงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤตได้ ยกตัวอย่าง กรณีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการโครงการเงินกู้ภาครัฐเพื่อรองรับมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 แต่เดิมก่อนวิกฤต COVID-19 ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
161 มีการใช้ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) เพื่อติดตามและประเมินผลโครงการลงทุน ภาครัฐต ่างๆ ตามภารกิจปกติภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อย ่างไรก็ตาม เมื ่อเกิด วิกฤต COVID-19 ขึ้น สศช. ได้มีการพัฒนาระบบดังกล่าวให้มีกระบวนการรองรับขั้นตอนการรวบรวมค า ขอหรือข้อเสนอโครงการของหน ่วยงาน เพื ่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาอนุมัติและกลั่นกรอง โครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 รวมทั้งขั้นตอนการก ากับติดตามการด าเนินโครงการของ หน่วยงานภายหลังการอนุมัติโครงการ และรายงานปัญหาอุปสรรคในการด าเนินโครงการมายังส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม การท างานของระบบดังกล่าวหน่วยงานจะมีการ Upload ไฟล์ข้อมูลเข้าสู ่ระบบ และ หน ่วยงานกลางที ่ก ากับดูแลจะต้องพิจารณาข้อมูลเป็นรายโครงการซึ ่งมีเป็นจ านวนมาก และมี หลากหลายปัญหาในระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกัน โดยระบบไม่สามารถประมวลผลการด าเนินการ ในภาพรวมของโครงการได้ซึ ่งส ่งผลกระทบต ่อการตัดสินใจ วางแผน หรือก าหนดแนวทางการแก้ไข ปัญหาอุปสรรคดังกล่าวเป็นไปด้วยความล่าช้าและไม่ทันการณ์ ดังนั้น ในระยะต่อไปจึงควรพัฒนาระบบ eMENCSR ให้สามารถประมวลผลการด าเนิน โครงการในภาพรวมได้ เช่น การมีระบบที่สามารถแสดงสถานะความก้าวหน้าในการด าเนินโครงการและ การเบิกจ่ายได้ การจัดหมวดหมู่ หรือจ าแนกลักษณะของปัญหาอุปสรรคที่หน่วยงานมีการรายงานผ่าน ระบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการติดตามความก้าวหน้าของมาตรการ รวมถึงการก าหนดแนวทางแก้ไข ปัญหาได้อย่างทั่วถึงและทันต ่อสถานการณ์ นอกจากนี้ ในระยะต่อไปเห็นควรพัฒนาระบบดังกล่าว ให้เป็นระบบที ่ถาวรส าหรับเตรียมพร้อมรองรับการบริหารจัดการโครงการภาครัฐในภาวะวิกฤตใน อนาคตด้วย แทนการสร้างหรือพัฒนาระบบใหม่ทุกครั้งเมื่อมีการตรากฎหมายพิเศษในการกู้เงินของ รัฐบาลเหมือนเช่นที่ด าเนินการในปัจจุบัน 3) การพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ ในการจัดท าโครงการหรือมาตรการที่เร่งด่วนและมีผลกระทบต่อประชาชน จ านวนมากอย่างเช่นมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและมาตรการด้านสาธารณสุขและการแพทย์ การมีฐานข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เป็นสิ่งส าคัญในการด าเนินโครงการเป็นอย่างมาก ทั้งในขั้นตอนของการวางแผนโครงการ ซึ่งต้องใช้ข้อมูล เพื่อก าหนดกลุ่มเป้าหมายและกรอบวงเงินของโครงการ รวมถึงการพิจารณารูปแบบของการด าเนินโครงการ ที่เหมาะสม และในขั้นตอนของการด าเนินการ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการเยียวยาจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อคัดกรองคุณสมบัติของ ผู้ลงทะเบียนให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ รวมถึงการบริหารจัดการโครงการซึ่งต้องมีการเชื่อมโยง ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อตรวจสอบสิทธิก่อนการการเบิกจ่ายเงิน จึงควรมีการพัฒนาและเชื่อมโยง ฐานข้อมูลของภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและการด าเนินโครงการ ดังนี้ 3.1) การพัฒนาและเชื่อมโยงข้อมูลภายในหน่วยงานให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถด าเนินโครงการให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ลดความผิดพลาด
162 ของข้อมูล และลดความจ าเป็นในการใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบติดตาม นอกจากนี้ ควรพัฒนาช่องทางในการ แจ้งแก้ไขปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลที่ไม่มีการปรับปรุงข้อมูลอย่างเป็นประจ า เช่น โครงการบัตร สวัสดิการแห่งรัฐ ให้เป็นปัจจุบันได้ตามความเป็นจริง โดยอาจพิจารณาด าเนินการร่วมกับหน่วยงานอื่น ในการรับแจ้งข้อมูล หรือถ่ายโอนภารกิจในการรับแจ้งและตรวจสอบข้อมูลไปให้หน่วยงานที่มีส านักงาน ในพื้นที่ เช่น ส านักงานจังหวัด ส านักงานอ าเภอ เทศบาล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีการด าเนินการ ด้านทะเบียนอยู่แล้ว หรือหน่วยงานมีการให้บริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ส านักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัด ส านักงานประกันสังคมจังหวัด หรือให้รัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนที่มีสาขาครอบคลุม พื้นที่ท าหน้าที่เป็นตัวแทนในการด าเนินการรับค าร้องส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ หรือ การรับแจ้งผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น 3.2) การพัฒนาแนวทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ยกตัวอย่าง การด าเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ซึ่งมีการใช้ฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานในการ ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งช่วยให้กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมาย รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการประเภทต่าง ๆ และข้อมูล การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอื่น ๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้า หรือการใช้ข้อมูลเงินได้จากการยื่นแบบแสดง รายการเพื่อช าระภาษีกับกรมสรรพากร ในการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมโครงการใหม่ นอกจากนี้ การด าเนินโครงการในแต่ละช่วงเวลา อาจมีการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายในลักษณะที่คู่ขนานกัน เช่น โครงการเราชนะของกระทรวงการคลังที่ให้การเยียวยาแก่แรงงานนอกระบบ ในช่วงเวลาเดียวกับ ที่โครงการ ม 33 เรารักกัน ของกระทรวงแรงงาน ให้การเยียวยาแก่แรงงานในระบบ จึงต้องมีการตรวจสอบ ความซ้ าซ้อนของการเยียวยาโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน หรือกรณีโครงการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายค่าบริการสาธารณสุข ของ สปสช. ซึ่งสถานพยาบาลต่างๆ ต้องจัดท าข้อมูลค่าใช้จ่ายในการ ให้บริการแก่ประชาชนเพื่อเบิกจ่ายไปยัง สปสช. ภาครัฐควรจัดให้มีระบบหรือมาตรการรองรับ การจัดการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เพื่อวางแนวทางการบูรณาการงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้มี หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องงบประมาณเบ็ดเสร็จเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อช่วยลดภาระบุคลากร ด้านสาธารณสุข และเพื่อให้มีกรอบการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในภาพรวม เพื่อให้การ รับมือโรคระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 4) การบูรณาการการท างานของหน่วยงานภาครัฐ 4.1) การบูรณาการทรัพยากรของหน่วยงานอื่นและเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อ สนับสนุนการด าเนินมาตรการ ยกตัวอย่างมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 มีการบูรณาการข้อมูลเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติในการเข้าร่วมแต่ละโครงการ การใช้เครือข่าย ในภูมิภาค ทั้งเจ้าหน้าที่จังหวัด ก านัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่วยสนับสนุน การลงทะเบียนให้กับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และการ ลงทะเบียนเป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่งและเราชนะ อย่างไรก็ดี อาจสามารถบูรณาการทรัพยากร