212 ภาคผนวก ฉ การจัดเก็บข้อมูลโดยการประชุมกลุ่มย่อย (focus group) --------------------------------------------- ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 หน่วยงาน : ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้เข้าประชุม : คุณสุภัค ไชยวรรณ รองผู้อ านวยการส านักงานเศรษฐกิจการคลัง รักษาการในต าแหน่งที่ปรึกษาด้านการเงิน ประเด็น : การด าเนินมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 1. ภาพรวมของการด าเนินมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.1 วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการด าเนินมาตรการเยียวยา 1.2 การตรวจสอบคัดกรองผู้มีคุณสมบัติได้รับเงินเยียวยา 1.3 จ านวนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเยียวยา การประมาณการวงเงิน และช่องทางในการจ่ายเงินเยียวยา 1.4 ภาพรวมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และบทบาทของ สศค. 1.5 ประเด็นการสร้าง Digital Literacy แก่ประชาชน 2. โครงการคนละครึ่ง 2.1 การก าหนดคุณสมบัติ/จ านวนของประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ 2.2 ที่มาของการก าหนดเงื่อนไขในการใช้จ่ายเงินของโครงการคนละครึ่ง ไม่เกิน 150 ต่อวัน 2.3 กลไกการก ากับดูแลและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของโครงการคนละครึ่ง 2.4 การพัฒนาปรับปรุงโครงการคนละครึ่งระยะต่อไป 3. โครงการเราชนะ 3.1 การก าหนดคุณสมบัติหรือเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมโครงการเราชนะ 3.2 มาตรการเยียวยาเพิ่มเติม หรือกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ 3.3 การปรับปรุงมาตรการเยียวยาหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับวิกฤตการณ์ในอนาคต
213 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 หน่วยงาน : ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ผู้เข้าประชุม : คุณอลิศรา มหาสันทนะ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน และคณะ และคุณธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ประเด็น : การด าเนินมาตรการ BSF 1. วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (กองทุน BSF) 2. ที่มาและเหตุผลของการก าหนดกฎเกณฑ์การลงทุนของกองทุนฯ วงเงินของ พ.ร.ก. BSF และ กรอบการบริหารความเสี่ยง 3. ประโยชน์ของการจัดตั้งกองทุน BSF ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบริษัทที่ระดมทุนในตลาด ตราสารหนี้ รวมถึงนักลงทุนสถาบันและรายย่อย 4. ที่มาและหลักการของการก าหนดให้อ านาจ ธปท. สามารถซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชนใน ตลาดรอง กรณีที่ตลาดตราสารหนี้ประสบปัญหาสภาพคล่องร้ายแรงได้ 5. ความเป็นไปได้ที่จะขยายอายุของกองทุน BSF ต่อไป 6. ภาวะตลาดตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนในปัจจุบันและแนวโน้มในระยะข้างหน้า
214 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 หน่วยงาน : ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ผู้เข้าประชุม : คุณธิดา พัทธธรรม รองเลขาธิการ สศช. และคณะ ประเด็น : การด าเนินมาตรการสาธารณสุข และฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 1. วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายเริ่มต้นของการด าเนินโครงการภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 และ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เพิ่มเติม 2. ความเหมาะสมของกระบวนการกลั่นกรองโครงการในแผนงานที่ 1-3 3. การพิจารณากลั่นกรองโครงการภายใต้แผนงานที่ 3 สศช. โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีได้ก าหนด กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพิ่มเติมจากแผนงานที่ 1 และ 2 4. ผลการด าเนินงานของโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ในภาพรวม 5. ตัวอย่างของโครงการหรือแผนงานที่ตอบโจทย์ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ 6. ปัญหาและอุปสรรคจากการด าเนินการโครงการภายใต้แผนงานที่ 1-3 6.1 ปัญหาและอุปสรรคในขั้นตอนการพิจารณากลั่นกรองโครงการ 6.2 ปัญหาและอุปสรรคในขั้นตอนการด าเนินโครงการ 7. ข้อเสนอแนะและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการด าเนินมาตรการทางการคลังหากเกิดวิกฤต ในอนาคต
215 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 หน่วยงาน : ส านักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้เข้าประชุม : คุณอรุณศรีเมธิสริยพงศ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเงิน และคณะ ประเด็น : การด าเนินมาตรการด้านการเงินภายใต้พ.ร.ก. Soft Loan และ BSF ประเด็น : การด าเนินมาตรการด้านการเงินภายใต้พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. BSF 1. มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan - วัตถุประสงค์และที่มาของมาตรการสินเชื่อภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ - การก าหนดกลุ่มเป้าหมายของ SMEs ที่สามารถเข้าร่วม - ความสอดคล้องกับมาตรการ Soft Loan ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ - ความคาดหวังในภาพรวมเกี่ยวกับมาตรการในฐานะผู้ก าหนดนโยบาย 2. มาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภายใต้ พ.ร.ก. BSF - วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน BSF - การก าหนดกฎเกณฑ์การลงทุนของกองทุนฯ วงเงินของ พ.ร.ก. BSF - การก าหนดให้อ านาจ ธปท. สามารถซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชนในตลาดรอง - ภาระความเสี่ยงทางการคลังจากการด าเนินมาตรการ
216 ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 หน่วยงาน : ธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้เข้าประชุม : คุณจาตุรงค์จันทรังษ์ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายก ากับสถาบันการเงิน 1 และคณะ ประเด็น : การด าเนินมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ 1. วัตถุประสงค์และที่มาของมาตรการสินเชื่อภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan และ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ 2. การก าหนดกลุ่มเป้าหมายของ SMEs ที่สามารถเข้าร่วม 3. ผลการอนุมัติสินเชื่อภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ซึ่งมีวงเงินการอนุมัติสินเชื่อค่อนข้างต่ า 4. ผลจากการปรับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือภายใต้พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ 5. ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ Soft Loan และสินเชื่อฟื้นฟูฯ รวมถึงระยะเวลาด าเนินการ 6. แนวทางการปรับเงื่อนไขภายใต้ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฯ หรือขยายระยะเวลาของมาตรการ 7. ความคาดหวังในภาพรวมเกี่ยวกับมาตรการต่อผลลัพธ์ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
217 ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 หน่วยงาน : ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้เข้าประชุม : คุณกฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สายงานบริหารกองทุน คุณกาญจนา ศรีชมภู ผู้จัดการฝ่ายแผนและงบประมาณสายงานขับเคลื่อน นโยบายและยุทธศาสตร์ ประเด็น : การด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1. การวางแผนการด าเนินโครงการ สปสช. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสถานพยาบาล 2. ผลการด าเนินโครงการเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่ สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอ หรือไม่ เช่นจ านวนผู้รับบริการในด้านต่าง ๆ อาทิการตรวจคัดกรอง การรักษาผู้ป่วย การฉีดวัคซีน และการเยียวยาอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีน มีการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือไม่ 3. ผลการใช้จ่ายของโครงการในภาพรวมมีสัดส่วนอย่างไรบ้าง ระหว่างค่าบริการตรวจคัดกรอง ค่าบริการ รักษาผู้ป่วย (รวมผู้ป่วย Home Isolation ด้วยหรือไม่) การฉีดวัคซีน และการเยียวยาความเสียหาย จากวัคซีน 4. โครงการมีปัญหาอุปสรรคในการด าเนินโครงการในแต่ละขั้นตอนอย่างไรบ้าง 5. มีการหารือร่วมกับสถานพยาบาลหรือสอบถามความคิดเห็นเพื่อก าหนดรูปแบบการด าเนินโครงการ ในส่วนที่เป็นการรักษาผู้ติดเชื้อหรือไม่ หรือใช้รูปแบบเดียวกับกรณีที่เป็นการรักษาแบบฉุกเฉิน 6. ขั้นตอนการเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อและค่าฉีดวัคซีนให้กับสถานพยาบาล ใช้ระยะเวลา ด าเนินการเท่าใด และท่านคิดว่าระยะเวลาดังกล่าวส่งผลต่อการให้บริการของสถานพยาบาลเอกชน หรือไม่ 7. การแบ่งการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างสิทธิหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม และสิทธิการ รักษาพยาบาลของข้าราชการ กรณีผู้ป่วย Covid-19 เป็นอย่างไร (หรือ สปสช. รับผิดชอบทั้งหมด) 8. การบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การหาเตียงให้ผู้ติดเชื้อ Covid-19 กรณีสถานพยาบาล ที่ตรวจพบเชื่อไม่สามารถรองรับได้ การเข้าสู่ระบบการดูแลผู้ติดเชื้อโควิดที่บ้าน (Home Isolation) 9. ความสามารถในการรองรับการด าเนินการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมโรค (ในปัจจุบันเทียบกับปี 2563 -2564) 10. ส าหรับการรองรับการแพร่ระบาดของโรคในอนาคต ท่านเห็นว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานด้านนโยบาย ควรจะต้องด าเนินการอย่างไรเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที
218 ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 หน่วยงาน : สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ผู้เข้าประชุม : คุณแสงชัย ธีรกุลวานิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย คุณนรเทพ บุญเก็บ ประธานคณะกรรมการพัฒนากฎหมายและช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดร.ชวลิต พากเพียรถกลผล ประธานคณะกรรมการค้าและการลงทุน คุณรุ่งโรจน์อาชาเทวัญ ประธานคณะกรรมการสิทธิประโยชน์และช่องทางการตลาด ประเด็น : ผลที่ได้รับจากมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ต่อผู้ประกอบการ SMEs 1. มาตรการที่ผ่านมาของภาครัฐ ครอบคลุมและตอบโจทย์ SMEs หรือไม่ เพียงใด 2. ท่านเห็นว่ามาตรการสินเชื่อ Soft Loan ซึ่งก าหนดคุณสมบัติผู้ประกอบการ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อ คงค้างไม่เกิน 500 ล้านบาท เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่ 3. จากผลการด าเนินงานตาม พ.ร.ก. Soft Loan มีจ านวน SMEs ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อเพียงร้อยละ 5 จาก SMEs ที่มีสิทธิ์ตามเงื่อนไขทั้งหมด 1.7 ล้านราย และมีการอนุมัติสินเชื่อเพียง 39.5% ของวงเงินตาม พ.ร.ก. ท่านคิดว่าจ านวนการเข้าถึงสินเชื่อตาม พ.ร.ก. ที่ค่อนข้างจ ากัด เนื่องจากสาเหตุใดเป็นหลัก 4. ในปี 2564 ธปท. ได้ออก พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟูฯ เพื่อแก้ไขข้อจ ากัดภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan เดิม ท่าน เห็นว่า เงื่อนไขสินเชื่อภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับใหม่ สามารถตอบโจทย์ SMEs ได้ดีขึ้นหรือไม่ 5. นอกจากการให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ ท่านเห็นว่า ในภาวะวิกฤต ภาครัฐควรมีมาตรการใดเพื่อช่วยเหลือ/เยียวยาภาคธุรกิจเพิ่มเติม 6. ในช่วงวิกฤตการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ทางสมาพันธ์ฯ มีมาตรการช่วยเหลือหรือ สนับสนุน SMEs ผ่านช่องทางหรือหน่วยงานใดบ้าง รวมถึงมีข้อเสนอที่เกี่ยวกับการประสานงาน ระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชนอย่างไร 7. ข้อเสนอแนะอื ่นๆ ของตัวแทนภาคเอกชน/ผู้ประกอบการ เกี ่ยวกับการด าเนินมาตรการภาครัฐ ในภาวะวิกฤต
219 ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่18 กุมภาพันธ์2565 หน่วยงาน : สมาคมธนาคารไทย ผู้เข้าประชุม : คุณทัฬห์ สิริโภคีผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จ ากัด (มหาชน) ประธานสมาคม และคุณชัยยศ ตันพิสุทธิ์ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จ ากัด (มหาชน) ประเด็น : การด าเนินมาตรการภายใต้พ.ร.ก. Soft Loan และ BSF เพื่อลดผลกระทบจาก สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ให้แก่ภาคธุรกิจ 1. ท่านเห็นว่าอะไรเป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้สถาบันการเงินเข้าร่วมโครงการสินเชื่อผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือ SMEs ของภาครัฐ (ต้องการช่วยเหลือลูกหนี้เดิม/ การชดเชยความเสี่ยงจากภาครัฐที่เหมาะสม / สภาพคล่องของธนาคาร / ฯลฯ) 2. ท่านเห็นว่ามาตรการสินเชื่อ Soft Loan ซึ่งก าหนดคุณสมบัติผู้ประกอบการ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อ คงค้างไม่เกิน 500 ล้านบาท เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่ 3. การใช้วงเงินสินเชื่อผ่อนปรนภายใต้ พ.ร.ก. Soft Loan ของ ธปท. ในวงเงินที่ไม่สูงมากนักมาจากปัจจัยใด (SMEs เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน / เงื่อนไขสินเชื่อไม่ตอบโจทย์SMEs / สถาบันการเงินมีความระมัดระวัง ในการอนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้น / มาตรการชะลอการช าระหนี้สามารถช่วยเหลือ SMEs ได้ / ฯลฯ) 4. สัดส่วนสินเชื่อ Soft Loan ที่ SMEs ได้รับอนุมัติ / ค าขอสินเชื่อ Soft Loan จากสถาบันการเงิน กรณีที่ SMEs ไม่ได้รับอนุมัติ Soft Loan เนื่องจากเหตุผลใดเป็นหลัก (Credit Risk สูง/ มียอดหนี้คงค้าง สูง/ ไม่เข้าเกณฑ์/ ฯลฯ) 5. ท่านเห็นว่า เงื่อนไขสินเชื่อภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับใหม่ สามารถตอบโจทย์ SMEs และสถาบันการเงินได้ดีขึ้น หรือไม่ และอัตราการอยู่รอดของ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อในปัจจุบันเป็นอย่างไร SMEs คิดว่าวงเงินความ ช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่ 6. ท่านเห็นว่า เงื่อนไขหรือเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือภายใต้พ.ร.ก. BSF เฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้ในระดับ Investment Grade เท่านั้น เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์หรือไม่ 7. การจัดตั้งกองทุน BSF เพื่อเป็นแหล่งเงินแหล่งสุดท้าย (Last Resource) ของภาคเอกชนเพื่อรองรับ กรณีที่ตลาดตราสารหนี้ไทยไม่สามารถท างานได้ปกติ ดังนั้น การที่ปัจจุบันยังไม่มีการขอใช้วงเงินของ กองทุน จึงถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีเนื่องจากเอกชนยังสามารถระดมเงินทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ได้ ตามปกติ ท่านเห็นด้วยหรือไม่ 8. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ของสถาบันการเงิน เกี่ยวกับการด าเนินมาตรการทางการเงินของภาครัฐในภาวะวิกฤต
220 ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 หน่วยงาน : ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้เข้าประชุม : นพ.พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองผู้อ านวยการกองบริหารการสาธารณสุข คุณมยุรี เอี่ยมเจริญ รองผู้อ านวยการกองบริหารการสาธารณสุข คุณดารณี นนทสวัสดิ์ศรี หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงบลงทุนภูมิภาค ประเด็น : การด าเนินโครงการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาด ของ COVID-19 ของหน่วยงานส่วนภูมิภาค 1. ในการวางแผนการด าเนินโครงการ สป.สธ. มีการประสานกับสถานพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรบ้าง 2. ผลการด าเนินโครงการเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่ สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอ หรือไม่ เช่นจ านวนผู้รับบริการในด้านต่าง ๆ อาทิการตรวจคัดกรอง การรักษาผู้ป่วย การฉีดวัคซีน และการเยียวยาอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีน มีการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือไม่ 3. อุปกรณ์และเครื่องมือใดบ้างที่ สป.สธ. เป็นผู้จัดหาให้แก่สถานพยาบาลต่างๆ และหากเปรียบเทียบการ ให้ สป.สธ. เป็นผู้ด าเนินการจัดหาและแจกจ่าย กับการที่สถานพยาบาลต่างๆ จัดหาเอง มีข้อดีและ ข้อเสียอย่างไรบ้าง 4. ท่านเห็นว่าหลักเกณฑ์ในการพิจารณากลั่นกรองโครงการที่จะใช้เงินกู้ภายใต้พระราชก าหนดเงินกู้โค วิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และพระราชก าหนดเงินกู้โควิด-19 (เพิ่มเติม) วงเงิน 5 แสนล้านบาท มี ความครอบคลุม และเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ 5. โครงการมีปัญหาอุปสรรคในการด าเนินโครงการในแต่ละขั้นตอนอย่างไรบ้าง 6. ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ภายในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ท่านคิดว่า อะไรเป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้ระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งและรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ ค่อนข้างดี 7. ส าหรับการรองรับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคในอนาคต ท่านเห็นว่า รัฐบาลหรือหน่วยงาน ในระดับนโยบายควรจะต้องด าเนินการอย่างไรเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ภาคผนวก ช การจัดเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง --------------------------------------------- ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคลัง ดร. สมชัย ฤชุพันธ์ กรรมการกฤษฎีกา อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต และอดีตผู้อ านวยการส านักงานเศรษฐกิจการคลัง เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 สรุปความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคลัง • ความเหมาะสมของมาตรการ : การด าเนินมาตรการทางการคลังโดยการออก พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 ซึ่งมีการก าหนดกรอบการด าเนินการเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านการเยียวยา ผลกระทบ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม มีความเหมาะสมในสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีส่วนช่วยให้ ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้ โดยแม้ว่าวงเงินที่ใช้การเยียวยาจะมีจ านวนสูง และสูงกว่าวงเงินส าหรับการ ด าเนินการด้านสาธารณสุข แต่การเยียวยามีผลช่วยควบคุมการระบาดของโรคในทางอ้อม โดยช่วยให้ รัฐบาลสามารถด าเนินมาตรการควบคุมโรคขั้นสูงสุดในช่วงแรกของการระบาด ท าให้ประเทศไทยสามารถ ระงับการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรกที่เกิดการแพร่ระบาดขึ้น และแม้ว่าการเยียวยา ในแต่ละครั้งจะเป็นจ านวนเงินไม่มากนัก แต่ก็เป็นจ านวนเงินที่พอจะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากให้แก่ ประชาชนในยามฉุกเฉินได้บางส่วน • จุดแข็งและผลพลอยได้ของมาตรการ : มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 นับได้ว่า มีจุดแข็งจากผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นหลายประการ ได้แก่ 1. การพัฒนารูปแบบในการจ่ายเงิน จากการใช้วิธีการใหม่ในจ่ายเงินเยียวยาหรือเงินกระตุ้น จากกระทรวงการคลังเข้าสู่กระเป๋าเงินของผู้ได้รับโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง ท าให้ประชาชนได้รับเงิน เต็มเม็ดเต็มหน่วย การลดคอร์รัปชัน ซึ่งสามารถน าไปปรับใช้กับการจ่ายเงินของมาตรการเยียวยาหรือ สวัสดิการสังคมอื่น ๆ ของภาครัฐในอนาคตได้
222 2. การพัฒนา IT literacy ของประชาชน การก าหนดให้ประชาชนและร้านค้าใช้ระบบ อิเล็กทรอนิกส์ในการลงทะเบียน รับเงิน และจ่ายเงิน เป็นการพัฒนา IT Literacy ของประชาชน และ สร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ท าให้ประชาชนจ านวนมากได้เรียนรู้การใช้ระบบเทคโนโลยี ใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่โดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มที่เข้าถึงเทคโนโลยีช้าที่สุด ซึ่งการพัฒนา IT literacy จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 3. การน าไปสู่ Cashless Society การดึงประชาชนจ านวนมากเข้าสู่ระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ท าให้เกิดกระบวนการ Digitalization ซึ่งจะน าไปสู่การเป็น cashless society ซึ่งเป็นการช าระเงินที่มี ประสิทธิภาพในการลดต้นทุนในการด าเนินการ และจะเป็นพื้นฐานที่จะน าไปสู่การใช้สกุลเงินดิจิตอล ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (Central Bank Digital Currency: CBDC) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก าลังเริ่มด าเนินการอยู่ และจะสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินนอื่น ๆ 4. ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการด าเนินมาตรการ ท าให้เกิด Big data ที่จะสามารถน ามาวิเคราะห์ ต่อยอดได้ในอนาคต • จุดอ่อนและข้อแนะน าในการด าเนินมาตรการในอนาคต : ที่ผ่านมาเรามุ่งแก้ไขวิกฤต แต่ยัง ไม่ใช้โอกาสที่เกิดขึ้นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเพื่อน าไปสู่การพัฒนาในอนาคต มาตรการ ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน COVID-19 เน้นเยียวยาและบรรเทาเป็นหลัก แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อมส าหรับการ รับมือกับวิกฤตใหม่ในอนาคต ในยุคปัจจุบันมีกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจ าเป็นต้อง ปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ เป็นการเข้าสู่ digital economy, new energy, climate change ซึ่งเป็น megatrend ซึ่งจะอยู่นานกว่าและผลกระทบจะมากกว่า COVID-19 ดังนั้น มาตรการ ควรจะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างเพื่อช่วยให้ประเทศไทยปรับตัวเข้าสู่ภาวะใหม่ของโลก ดังนั้น เพื่อเป็นการใช้โอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ควรก าหนดกรอบการ ใช้จ่ายเงินกู้ให้โครงการที่เสนอจะต้องสอดคล้องกับ new normal ซึ่งหน่วยงานอาจไม่คุ้นชินและเสนอ โครงการแบบเดิม ๆ จึงควรต้องสร้างกระแสชักน าทางความคิด อาจต้องมีหน่วยงานกลางคิดโจทย์และ ออกแบบโครงการร่วมกับหน่วยงานด าเนินการ อาจท าเป็นโครงการง่าย ๆ แต่ต้องท าให้ได้ประโยชน์ เพื่อ ชักน าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การให้เงินเปล่าดีตรงที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขท าให้ช่วยเหลือได้รวดเร็ว แต่อาจท าเงื่อนไขประกอบกันได้ เพื่อสร้างโอกาสในการน ามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ เช่น อาจสร้างเงื่อนไขเพื่อพัฒนา IT literacy เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาผลิตภาพของประชากรในประเทศให้มีความสามารถในการรับมือกับภาวะใหม่ที่จะ เกิดขึ้น โดยอาจเพิ่มการอบรมที่เป็นประโยชน์ควบคู่กับการให้เงิน นอกจากนี้ การจ่ายเงินตรงให้กับ ประชาชน แม้ว่าจะเป็นข้อดีในการลดการคอร์รัปชัน แต่ก็มีข้อเสีย เนื่องจากเป็นการด าเนินการโดย ส่วนกลางทั้งหมด ท าให้ท้องถิ่นไม่ได้มีส่วนร่วม ซึ่งขัดกับแนวทางในการกระจายอ านาจเพื่อสร้างความ
223 เข้มแข็งให้กับท้องถิ่น จึงควรหาวิธีให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับการด าเนินการด้วยเพื่อเป็นการกระจาย อ านาจ • การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ : การแพร่ระบาดของ COVID-19 การปิดกิจการและ ปิดประเทศเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อกิจการและภาคธุรกิจ ท าให้เกิดความอ่อนแอในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การปิดประเทศที่ท าให้การท่องเที่ยวหยุดชะงักท าให้ประเทศไทยเริ่มขาดดุลเดินสะพัด จากที่ในอดีตประเทศไทยเป็นประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาเป็นเวลานาน แม้ว่าส่งออกจะเริ่มกลับมา เติบโตได้ดี แต่ไม่สามารถชดเชยการท่องเที่ยวที่เป็นการส่งออกบริการที่ส าคัญของประเทศไทย ท าให้ต้อง มีการน าเข้าทุนจากต่างประเทศ ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ปัญหาเศรษฐกิจอาจน าไปสู่ปัญหา ทางการเงินและปัญหาทางการคลังได้ ภาครัฐต้องเร่งสร้างกลไกการออมภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง และมีเงินออมเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีระบบประกันสังคม กองทุนบ าเหน็จบ านาญข้าราชการ ในการระดม การออมแล้ว แต่ต้องผลักดันต่อเพื่อให้มีการออมและการลงทุน ซึ่งจะน าไปสู่การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด นอกจากนี้ Disruption จากกระแสใหม่ของโลก กระแสการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่พลังงานทดแทน การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็นความเสี่ยงถ้าเรายังไม่เตรียมตัว ปัจจุบันเรายังแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตด้วยการใช้แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยต้อง สร้างก าลังแรงงานที่มีความรู้และทักษะรองรับ new normal เพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ต้องเปลี่ยน mode of production เพื่อเพิ่ม productivity ต้องเปลี่ยนคุณภาพแรงงาน ยกค่าแรง ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ เรื่องภาษา ต้องสร้างเงื่อนไข เพิ่มเงื่อนไขการแจกเงิน เช่น เยียวยาแท็กซี่ให้มาเรียนภาษาควบคู่ไปด้วยเพื่อ รองรับการเปิดรับนักท่องเที่ยว สร้าง IT literacy ใช้เป็นเครื่องมือในการผลิต การบริโภค การด ารงชีวิต และสร้างก าลังแรงงานทักษะสูง ในระดับที่ผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลได้ โดยอาจต้องมีการตั้งคณะวิศวะ คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างก าลังแรงงานในด้านนี้เพิ่ม สร้างก าลังแรงงานเพื่อเป็น Medical hub สร้างแหล่ง รายได้เพิ่มให้กับประเทศ • การสร้างภูมิคุ้มกันทางการคลัง : ส าหรับประเด็นเรื่องภูมิคุ้มกันของระบบการคลัง การรักษา วินัยการคลัง ท าให้ในวิกฤตที่ผ่านมาสามารถกู้เงินจ านวนมากได้โดยไม่กระทบความเชื่อมั่น อย่างไรก็ดี ระบบการคลังยังมีจุดอ่อนอยู่ ซึ่งในภาวะปกติไม่เป็นปัญหา แต่พอเจอวิกฤตจะกลายเป็นปัญหา โดยปัญหา ส าคัญคือระบบบ านาญข้าราชการที่ใช้งบประมาณปัจจุบันในการจ่ายบ านาญ ท าให้เกิด intergeneration subsidy ซึ่งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ก าลังแรงงานมีจ านวนลดลงจะท าให้เกิด mismatch ของเงิน นอกจากนี้ ควรมีการปฏิรูปรายได้และรายจ่ายของภาครัฐ ด้านรายได้ ภาครัฐควรขยายฐานภาษี และควรปรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและการท าธุรกิจข้ามชาติ จึงต้องปรับปรุง tax point ให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้สูญเสียรายได้ภาษี ด้านรายจ่าย ต้องเน้นแก้ความเหลื่อมล้ า ต้องมุ่งเน้น การศึกษาเบื้องต้น สร้างโอกาส เพิ่มศักยภาพ และกระจายอ านาจทางการคลังให้ท้องถิ่น
224 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน ดร. ศุภวุฒิสายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จ ากัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 สรุปความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน • ความเห็นต่อมาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐ : ในด้านความเพียงพอของวงเงิน ในการให้ความช่วยเหลือเห็นว่ายังไม่เพียงพอ โดยพิจารณาจากระดับ GDP growth ของโลกเทียบกับ GDP growth ของไทย ซึ่งของไทยอยู่ต่ ากว่าพอสมควร ดังนี้ GDP growth ปี 2563 ปี 25641/ ปี 25651/ โลก -3.0% 5.9% 4.9% ประเทศไทย -6.0% 1.2% 4.0% หมายเหตุ: 1/ ประมาณการ GDP โลกอ้างอิงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการ GDP ไทยอ้างอิงจากค่า กลางของส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แม้สาเหตุที่ท าให้ GDP growth ของไทยอยู่ในระดับต่ าจะเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่จะสามารถน ามาอ้างได้ทั้งหมด หากพิจารณาวงเงิน ใช้จ่ายผ่านนโยบายการเงินและการคลังของประเทศอื่นเทียบกับไทยในปัจจุบัน พบว่า วงเงินของไทย ยังน้อยกว่าประเทศอื่นอยู่มาก จึงน าไปสู่ค าถามส าคัญว่ากระสุนที่เก็บไว้จะสามารถท าให้เศรษฐกิจไทย ฟื้นได้เร็วกว่าประเทศอื่นหรือไม่ แม้สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ของประเทศไทยในปัจจุบันจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ในระยะต่อไปประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ได้แก่ 1. การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความเป็นไปได้ยาก แม้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะมีการฉีดวัคซีนมากกว่าร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมด แต่พบว่ายังมีการระบาดอย่างรุนแรงอยู่ 2. การขาดแคลนแรงงานอาจเป็นอุปสรรคส าคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนจาก ข้อเรียกร้องของเอกชนที่ขอน าเข้าแรงงานต่างด้าวกว่า 5 แสนคน
225 3. ความเสี่ยงในการเป็นหนี้เสีย (Non-performing Loan: NPL) ของภาคธุรกิจ 4. การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดของธนาคารกลางสหรัฐจากปัจจัยด้าน เงินเฟ้อ ซึ่งจะกระทบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง สะท้อนจากแนวโน้มดุลเงินสดของ รัฐบาล (Government Budget Cash Balance) จากช่วงก่อนสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่อยู่ในสถานะค่อนข้างแย่อยู่แล้ว คาดว่าหลังจากสถานการณ์ดังกล่าวจบลงจะยิ่งน่าเป็นห่วง • ความเห็นต่อมาตรการสินเชื่อผ่อนปรน ปัญหาหลักของ SMEs ในปัจจุบันและระยะต่อไป คือ การมีปริมาณหนี้สินในระดับสูง ส่วนทุน ลดลง การให้สินเชื่อ Soft Loan จึงอาจไม่ใช่มาตรการที่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด แต่ควรมีแนวทางการ ให้ความช่วยเหลือด้วยการเพิ่มทุนให้ SMEs พร้อมกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจของ SMEs ให้สามารถด าเนินการอยู่ได้ในบริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แลกกับการให้ SMEs เข้ามาอยู่ ในระบบอย่างถูกกฎหมาย โดยอาจมีกลไกการจัดตั้งคล้ายกับธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) ที่ภาครัฐไม่จ าเป็นต้องได้รับผลตอบแทนสูง เมื่อการร่วมทุนเป็นไปได้ดี เจ้าของธุรกิจจะกลับมาซื้อธุรกิจ ของตัวเองไป เป็นการคืนเงินกลับไปยังภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะผู้ร่วมลงทุน ส าหรับแนวทางด าเนินการเบื้องต้นอาจแบ่งเงินเพิ่มทุนเป็นรายกอง และให้ VC เอกชนเป็น ผู้ประมูล โดยแต่ละกองจะมีลักษณะแตกต่างกัน มีแหล่งเงินจากภาครัฐร่วมกับเอกชนบางส่วนให้เพียงพอ รองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดกับภาครัฐ ประเด็นส าคัญอยู่ที่การ จัดสรรผลก าไร (Profit sharing) หากภาครัฐเพิ่มทุนให้โดยไม่คาดหวังผลตอบแทนสูงมาก ก าไรที่เหลือ จะสามารถเป็นสิ่งจูงใจ (incentive) ให้ VC ที่เข้ามาบริหารกองทุนได้ เป็นการท าให้ leverage ของ VC เพิ่มสูงขึ้น และเมื่อลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนดี เจ้าของธุรกิจอาจซื้อส่วนทุนกลับ โดยภาครัฐอาจก าหนด กรอบเวลาของการเพิ่มทุนให้ชัดเจนไว้ก่อน (Exit strategy) เป็นต้น • ความเห็นต่อมาตรการ BSF การด าเนินการภายใต้ พ.ร.ก. BSF จากความเห็นของผู้วิเคราะห์บางรายเห็นว่า บริษัทที่ขอ ความช่วยเหลือผ่านกองทุน BSF อาจถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีสถานะไม่ดีเข้าขั้นวิกฤต ท าให้ผู้ถือหุ้นหรือ นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นได้และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดมาขอความ ช่วยเหลือผ่านกองทุน จึงเห็นว่ากองทุนลักษณะนี้ควรมีไว้เพียงชั่วคราว • ประเด็นการด าเนินนโยบายการเงินรูปแบบพิเศษ ในปัจจุบันที่หลายประเทศได้มีการใช้มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ าสุด (Effective Lower bound) จนต้องด าเนินมาตรการการเงินแบบพิเศษนอกเหนือจากมาตรการแบบปกติ (Unconventional Monetary Policy) โดยมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม
226 ส าหรับประเทศไทยปัจจุบันเห็นว่าอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ ธปท. จะด าเนินมาตรการทางการเงิน แบบพิเศษ เพราะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า จึงเห็นว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินของไทยไปอีกระยะเวลาหนึ่งจะเป็น แนวทางที่เหมาะสมกว่า ส าหรับแนวทางการด าเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) ของ ธปท. ในปัจจุบันเห็นว่าอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เพราะไทยเป็น ประเทศเศรษฐกิจแบบเปิดที่มีขนาดเล็ก การควบคุมเงินเฟ้อเชื่อว่าสามารถท าได้ทางเดียวคือต้องควบคุม ผ่านการตั้งเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ไม่สามารถควบคุมได้ผ่านการ ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. มักจะดูแลเงินเฟ้อได้ต่ ากว่า เป้าหมายที่ประกาศไว้ ซึ่งต่ ากว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงมองว่าประเด็นดังกล่าว เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ • ประเด็นท้าทายในอนาคตของประเทศไทย เดิมก่อนสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขหลายด้าน ดังนี้ 1. ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งอาจแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มอัตราการเกิดให้สูงขึ้น (จากอัตราร้อยละ 1.3 ต่อปี ควรเพิ่มให้ถึงร้อยละ 2.1 ต่อปี) 2. ปัญหาด้านพลังงาน แนวโน้มการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) ที่เพิ่มขึ้น เป็น ปัจจัยลดทอนความต้องการใช้รถยนต์สันดาปภายใน ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ดังกล่าว นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยใกล้หมด ปัจจุบันจึงมีการใช้อย่างประหยัด 3. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการท่องเที่ยวใหม่ให้รองรับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 4. ควรปฏิรูปภาคการเกษตรให้เกษตรกรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการให้เงินอุดหนุน ชั่วคราวในทุก ๆ ปี 5. การก าหนดและผลักดันภาคส่วนที่มีศักยภาพในการเป็นผู้น า (Sector Champion) เพื่อเป็น แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ -----------------------------
227 ภาคผนวก ซ ผลส ารวจโครงการค่าบริการสาธารณสุข ผลวิเคราะห์เชิงสังคมและนโยบาย: ในการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยฯ ได้เก็บข้อมูลจากประชาชน จ านวน 425 ราย ผ่านแบบสอบถาม Online โดยได้สอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจต่อการด าเนิน มาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยการช่วยเหลือและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและเป็น หลักประกันทางสังคมด้านสุขภาพส าหรับประชาชน โดยการด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยมีสรุปผลการศึกษา ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ จากการส ารวจความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขภายใต้ โครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคณะผู้วิจัยฯ ได้ส ารวจความคิดเห็นของ ประชาชนจ านวน 425 ราย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงจ านวน 232คน คิดเป็นร้อยละ 54.59 และเพศ ชายจ านวน 193 คน คิดเป็นร้อยละ 45.41 โดยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18-30 ปีจ านวน 207 คน คิดเป็นร้อยละ 48.71 รองลงมาอายุ31-60 ปีจ านวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 47.06 ส าหรับระดับการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับ ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี จ านวน 251 คน คิดเป็นร้อยละ 59.06 รองลงมามีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีจ านวน 138 คน คิดเป็นร้อยละ 32.47 โดย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จ านวน 245คน หรือคิดเป็นร้อยละ 57.65 รองลงมา อาศัยอยู่ที่ภาคใต้จ านวน 66คน คิดเป็นร้อยละ 15.53 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ านวน 50คน คิดเป็นร้อยละ11.76 ตามล าดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จ านวน 183 คน หรือร้อยละ 43.06 มีอาชีพเป็นลูกจ้าง/พนักงาน บริษัท รองลงมามีอาชีพรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ จ านวน 169 คน คิดเป็นร้อยละ 39.76 และมีอาชีพค้าขายรายย่อย/ อาชีพอิสระ จ านวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 9.18 ตามล าดับ ในส่วนของระดับรายได้ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท จ านวน 169 คน หรือร้อยละ 39.76 รองลงมามีรายได้15,001 – 30,000 บาท จ านวน 128 คน คิดเป็นร้อยละ 30.12 และ 10,000 – 15,000 บาท จ านวน 79 คน คิดเป็นร้อยละ 18.59 ตามล าดับ ดังตารางที่ 1 โครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
228 ตารางที่ 1ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อมูลทวั่ไปของผตู้อบแบบสอบถาม จ านวน ร้อยละ เพศ 425 100.00 ชาย 193 45.41 หญิง 232 54.59 อายุ 425 100.00 1 8-30 ปี 207 48.71 3 1-60 ปี 200 47.06 มากกว่า 60 ปี 1 8 4.24 ระดบัการศกึษา 425 100.00 มธัยมศกึษา / ปวช. 3 6 8.47 ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี 251 59.06 สูงกว่าปริญญาตรี 138 32.47 ทอี่ยู่ปจัจุบนั 425 100.00 กรุงเทพฯ และปริมณฑล 245 57.65 ภาคกลาง 2 0 4.71 ภาคเหนือ 2 5 5.88 ภาคใต้ 6 6 15.53 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 0 11.76 ภาคตะวันออก 1 9 4.47 อาชีพ 425 100.00 ลูกจ้าง/พนักงานบริษัท 183 43.06 ผู้ประกอบการ/เจ้าของธุรกิจ 9 2.12 คา้ขายรายย่อย/อาชีพอิสระ 3 9 9.18 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 169 39.76 อื่นๆ 2 5 5.88 รายไดเ้ฉลยี่ตอ่เดอืน 425 100.00 ต่่ากว่า 1 0,000 บาท 4 9 11.53 1 0,000 – 1 5,000 บาท 7 9 18.59 1 5,001 – 3 0,000 บาท 128 30.12 มากกว่า 3 0,000 บาท 169 39.76
229 ทั้งนี้ จากการส ารวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 425คน พบว่า มีกลุ่มตัวอย่างจ านวน 299 คน หรือร้อยละ 70.35 ที่ทราบว่า สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้หากเข้ารับการรักษาพยาบาลเนื่องจากโรค COVID-19 และกลุ่มตัวอย่างจ านวน 126 คน หรือร้อยละ 29.65 ที่ไม่ทราบว่าสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียง 98คน หรือร้อยละ 23.06 ที่ทราบว่า เบอร์โทรศัพท์ 1330 ใช้ส าหรับสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ การเข้ารับการรักษาและการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากโรค COVID-19 นอกจากนั้น เมื่อสอบถามถึงการใช้สิทธิรับ ค่าบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ COVID-19 จากรัฐพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 198 หรือร้อยละ 46.59 ใช้บริการค่าบริการฉีดวัคซีนฟรี รองลงมากลุ่มตัวอย่างจ านวน 115 คน หรือร้อยละ 27.06 ยังไม่เคยใช้บริการ จากรัฐ และกลุ่มตัวอย่างจ านวน 30 คน หรือร้อยละ 7.06 ใช้บริการรักษาผู้ป่วยฟรีร่วมกับบริการฉีดวัคซีนฟรี ตามล าดับ โดยมีสรุปผลดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ความรับรู้และการใช้บริการโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มา: คณะผู้วิจัย ความรับรู้และการใช้บริการโครงการ จ านวน ร้อยละ ท่านทราบหรือไม่ว่า หากท่านเข้ารับการรักษาพยาบาลเนอื่งจาก โรค COVID-19 ท่านสามารถเบกิคา่รักษาพยาบาลได้ 425 100.00 - ทราบ 299 70.35 - ไมท่ราบ 126 29.65 หากท่านตอ้งการสอบถามข้อมูลเกยี่วกบัการเข้ารับการรักษาและการเบกิคา่ รักษาพยาบาลจากโรค COVID-19 ตอ้งโทรศพัท์หมายเลขอะไร 425 100.00 โทร 1330 98 23.06 ไมท่ราบ 247 58.12 ตอบผิด (1669, 1506) 80 18.82 ท่านไดใ้ช้สทิธริับคา่บริการสาธารณสขุและคา่ ใช้จ่ายเกยี่วกบั COVID-19 จากรัฐ ในเรื่องใดบา้ง 425 100.00 คา่บริการฉีดวัคซีนฟรี 198 46.59 ยังไมไ่ดใ้ช้บริการจากรัฐ 115 27.06 คา่บริการรักษาผู้ป่วยฟรี, คา่บริการฉีดวัคซีนฟรี 30 7.06 คา่บริการรักษาผู้ป่วยฟรี, คา่บริการฉีดวัคซีนฟรี, คา่บริการรักษาอาการ ไมพ่งึประสงคจ์ากการฉีดวัคซีนฟรี 25 5.88 คา่บริการตรวจคดักรองและคา่บริการป้องกันการตดิเชื้อฟรี 13 3.06 คา่บริการตรวจคดักรองและคา่บริการป้องกันการตดิเชื้อฟรี, คา่บริการรักษา ผู้ป่วยฟรี, คา่บริการฉีดวัคซีนฟรี, คา่บริการรักษาอาการไมพ่งึประสงคจ์าก การฉีดวัคซีนฟรี 10 2.35 คา่บริการตรวจคดักรองและคา่บริการป้องกันการตดิเชื้อฟรี, คา่บริการฉีดวัคซีนฟรี 9 2.12 คา่บริการตรวจคดักรองและคา่บริการป้องกันการตดิเชื้อฟรี, คา่บริการรักษา ผู้ป่วยฟรี, คา่บริการรักษาอาการไมพ่งึประสงคจ์ากการฉีดวัคซีนฟรี 4 0.94 คา่บริการตรวจคดักรองและคา่บริการป้องกันการตดิเชื้อฟรี, คา่บริการรักษาผู้ป่วยฟรี, คา่บริการฉีดวัคซีนฟร1ี 0.24 ไมร่ะบุ 20 4.71
230 2. ผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต่อรายได้ เมื ่อศึกษาถึงผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต ่อรายได้ พบว ่า ประชากร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 244 คน หรือร้อยละ 57.41 มีรายได้เท่าเดิม รองลงมาจ านวน 64คน หรือร้อยละ 15.06 มีรายได้ลดลงน้อยกว่าร้อยละ 20และจ านวน 59คน หรือร้อยละ 13.88 ไม่มีรายได้เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตามล าดับ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต่อรายได้ ที่มา: คณะผู้วิจัย 3. ความคิดเห็นของประชาชนต่อการด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยใน ระดับมากที่สุด ในการที่รัฐบาลดูแลประชาชนโดยการรับผิดชอบค่าบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ โรคCOVID-19 (ค ่าบริการป้องกันการติดเชื้อ ค ่าบริการตรวจคัดกรอง/ค ่าบริการรักษาผู้ป ่วย/ค ่าบริการฉีด วัคซีน/ค่าบริการรักษาอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนโควิด-19) โดยเห็นว่า เงินค่ารักษาพยาบาลจากภาครัฐจะ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ได้มาก ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ความคิดเห็นของประชาชนต่อการด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ที่มา: คณะผู้วิจัย ผลกระทบตอ่รายได้จ านวน ร้อยละ ผลกระทบตอ่รายไดจ้ากการระบาดของโรค COVID-19 425 100.00 รายไดเ้ท่าเดมิ 244 57.41 ลดลงน้อยกว่า 2 0% 6 4 15.06 ลดลง 20 – 50 % 3 1 7.29 ลดมากกว่า 5 0% 2 7 6.35 การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ท่าให้ไมม่รีายได้ 5 9 13.88 ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านเห็นดว้ยกับการที่รัฐบาลดแูลประชาชนโดยการรับผิดชอบคา่บริการ สาธารณสุขและคา่ ใช้จ่ายเกยี่วกับ COVID-19 (คา่บริการป้องกันการ ตดิเชื้อ คา่บริการตรวจคดักรอง/คา่บริการรักษาผปู้ ่วย/คา่บริการฉีดวัคซีน/ คา่บริการรักษาอาการไมพ่งึประสงคจ์ากวัคซีนโควิด-1 9) 4.24 1.16 มากที่สุด 2 ท่านคดิว่าเงนิคา่รักษาพยาบาลจากภาครัฐ ช่วยบรรเทาผลกระทบได้ มากน้อยแคไ่หน 3.60 1.39 มาก
231 4. ความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ การเก็บรวบรวมความคิดเห็นประชาชนกลุ ่มตัวอย ่างจ านวน 425 คน พบว่ากลุ ่มตัวอย ่าง มีความพึงพอใจมากที ่รัฐรับผิดชอบค ่าบริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน อย ่างไรก็ตาม กลุ ่มตัวอย ่างมีความ พึงพอใจในระดับปานกลางต่อความช่วยเหลือของรัฐเกี่ยวกับค่าบริการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค Covid-19 และการรับผิดชอบค ่าบริการป้องกันการติดเชื้อ ค่าบริการตรวจคัดกรอง รวมถึงการช่วยเหลือของรัฐในการ รับผิดชอบค ่าบริการรักษาผู้ป ่วย โดยมีความพึงพอใจน้อยต่อการช ่วยเหลือของรัฐในการสนับสน ุนเงิน ช่วยเบื้องต้นส าหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 โดยมีสรุปผลดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 สรุปความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ ที่มา: คณะผู้วิจัย 5. ปัญหา อุปสรรค เกี่ยวกับการด าเนินโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างพบปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่ง ติดต่อยาก และเบอร์สายด่วน 1330 ก็ติดต่อได้ยากมากเช่นกัน และเมื่อติดต่อได้แล้ว ก็มีการตอบกลับล่าช้า หรือไม่ ติดต่อกลับ ท าให้ผู้ป่วยไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษา นอกจากนั้น ยังพบปัญหาในเรื่องการเข้าถึงการรับบริการตรวจหาเชื้อ ของกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการก าหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์และการจ ากัดจ านวนการตรวจ ในแต่ละวันของโรงพยาบาล ท าให้ประชาชนเข้าถึงการรับบริการยาก หาสถานที่ตรวจคัดกรองไม่ได้ โดยหากต้องการ ได้รับผลตรวจ RT-PCR ทันที จะต้องช าระค่าบริการ 2,000 – 3,000 บาท อีกทั้งยังพบปัญหาในเรื่องของการ บริหารจัดการเตียง เนื่องจากเตียงมีจ ากัด ท าให้ผู้ป่วยบางรายซึ่งเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านมคีวามพงึพอใจกับความช่วยเหลือของรัฐเกยี่วกับคา่บริการ สาธารณะสุขที่เกยี่วข้องกับโรค Covid-19 มากน้อยเพยีงใด 2.63 1.29 ปานกลาง 2 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่การช่วยเหลือของรัฐในการรับผิดชอบ “คา่บริการ ป้องกันการตดิเชื้อ คา่บริการตรวจคดักรอง” มากน้อยเพยีงใด 2.35 1.22 ปานกลาง 3 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่การช่วยเหลือของรัฐในการรับผิดชอบ “คา่บริการ รักษาผปู้ ่วย” มากน้อยเพยีงใด 2.65 1.38 ปานกลาง 4 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่การช่วยเหลือของรัฐที่รับผิดชอบ “คา่บริการ ฉีดวัคซีน” ให้กับประชาชนมากน้อยเพยีงใด 3.41 1.19 มาก 5 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่การช่วยเหลือของรัฐในการรับผิดชอบ “เงนิช่วย เบื้องตน้ผรู้ับบริการที่ไดร้ับความเสียหายจากการฉีดวัคซีนโควิด-1 9” มากน้อยเพยีงใด 2.51 1.16 น้อย
232 6. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนค่าใช้จ่าย ต่างๆ เกี่ยวกับโรค Covid-19 ให้ทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่มและเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนทราบถึงรูปแบบการให้ ความช่วยเหลือและขั้นตอนการเข้ารับบริการ และควรขยายการให้บริการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและ ได้รับการบริการที่ดีอย่างรวดเร็ว ทั้งการตรวจ การกักตัว การรักษาพยาบาล โดยมีการบริหารจัดการเตียงให้มีอย่าง เพียงพอส าหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และมีการจัดส่งอาหารและยาให้แก่ผู้ป่วยในระบบ Home Isolation มีการจัดบริการรถรับส่งผู้ป่วย โดยอาจมีการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อปรับปรุงการ บริการให้เพียงพอและสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งควรมีการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพสูงอย่างเพียงพอและเพิ่ม ทางเลือกในการรับวัคซีนให้กับประชาชน โดยจัดให้มีจุดบริการวัคซีนอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ แบบสอบถาม
233 ภาคผนวก ฌ ผลส ารวจโครงการและมาตรการเยียวยาประชาชน (โครงการเราชนะ โครงการ ม33 เรารักกัน และมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน) โครงการเราชนะ และโครงการ ม.33 เรารักกัน ผลวิเคราะห์เชิงสังคมและนโยบาย ในการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยฯ ได้เก็บข้อมูลจากประชาชน จ านวน 432 ราย ผ่านแบบสอบถาม Online โดยได้สอบถามความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ผ่านโครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกัน พร้อมทั้งความพึงพอใจต่อโครงการดังกล่าว โดยมีสรุปผล การศึกษา ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกัน จากการส ารวจความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภายใต้โครงการเราชนะ และโครงการ ม.33 เรารักกัน คณะผู้วิจัยฯ ได้ส ารวจความคิดเห็นของประชาชนจ านวน 432 ราย พบว่า ผู้ตอบ แบบสอบถามเป็นเพศชายจ านวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 25 และเพศหญิงจ านวน 324 คน คิดเป็น ร้อยละ 75 โดยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31 – 60 ปี จ านวน 322 คน คิดเป็นร้อยละ 74.54 รองลงมาอายุ 18 -30 ปี จ านวน 89 คน คิดเป็นร้อยละ 20.60 ส าหรับระดับการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา / ปวช. จ านวน 173 คน คิด เป็นร้อยละ 40.05 รองลงมามีการศึกษาระดับ ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี จ านวน 145 คน คิดเป็น ร้อยละ 33.56 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จ านวน 174 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 40.28 รองลงมาอาศัยอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ านวน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 21.53 และภาคใต้ จ านวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 13.89 ตามล าดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จ านวน 162 คน หรือร้อยละ 37.50 มีอาชีพเป็นลูกจ้างหรือ พนักงานบริษัท รองลงมาเป็นผู้ประกอบอาชีพค้าขายรายย่อยหรืออาชีพอิสระ จ านวน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 36.34 และมีอาชีพรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ จ านวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 6.48 ตามล าดับ ในส่วนของระดับรายได้ ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่มีระดับรายได้ต่ ากว่า 10,000 บาทต่อเดือน จ านวน 221 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 51.16 รองลงมามีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จ านวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 21.76 และมีรายได้ ระหว่าง 15,001 – 30,000 บาทต่อเดือน จ านวน 69 คน คิดเป็นร้อยละ 15.97 ตามล าดับ ทั้งนี้ จากการส ารวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 432 คน พบว่า เป็นผู้ที่เข้าร่วม โครงการเราชนะ จ านวน 273 ราย หรือร้อยละ 64.54 เป็นผู้เข้าร่วมโครงการ ม.33 เรารักกัน จ านวน 63 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.89 และเป็นผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมทั้ง 2 โครงการ จ านวน 91 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 21.51 โดยมี รายละเอียดปรากฎตามตารางที่ 1
234 ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกัน ที่มา: คณะผู้วิจัยข้อมูลทวั่ไปของผตู้อบแบบสอบถาม จ านวน ร้อยละ เพศ 432 100 ชาย 108 25.00 หญิง 324 75.00 อายุ 432 100 18 - 30 ปี 89 20.60 31 - 60 ปี 322 74.54 มากกว่า 60 ปี 21 4.86 ระดบัการศกึษา 432 100 ประถมศกึษา 52 12.04 มธัยมศกึษา / ปวช. 173 40.05 ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี 145 33.56 สูงกว่าปริญญาตรี 62 14.35 ทอี่ยู่จริงปจัจุบนั 432 100 กรุงเทพฯและปริมณฑล 174 40.28 ภาคกลาง 43 9.95 ภาคเหนือ 33 7.64 ภาคใต้ 60 13.89 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 93 21.53 ภาคตะวันออก 29 6.71 อาชีพ 432 100 ลูกจ้าง/พนักงานบริษัท 162 37.50 ผู้ประกอบการ/เจ้าของธุรกิจ 19 4.40 คา้ขายรายย่อย/อาชีพอิสระ 157 36.34 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 28 6.48 ข้าราชการบ านาญ 7 1.62 อื่นๆ 59 13.66 รายไดเ้ฉลยี่ตอ่เดอืน 432 100 ต่ ากว่า 10,000 บาท 221 51.16 10,000 – 15,000 บาท 69 15.97 15,001 – 30,000 บาท 48 11.11 มากกว่า 30,000 94 21.76 การเข้าร่วมโครงการ 432 100 เข้าร่วม 341 78.94 -โครงการเราชนะ 278 64.35 -โครงการ ม.33 เรารักกัน 63 14.58 ไม่ไดเ้ข้าร่วม 91 21.06
235 2. ผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อรายได้ เมื่อศึกษาถึงผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อรายได้ พบว่า ประชากร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 76.39 ประสบปัญหารายได้ลดลงหรือขาดรายได้ ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 112 คน หรือร้อยละ 25.93 มีรายได้ลดลงมากกว่าร้อยละ 50 กลุ่มตัวอย่างจ านวน 110 คน หรือร้อยละ 25.46 ขาดรายได้จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และจ านวน 108 คน หรือร้อยละ 25 มีรายได้ลดลงน้อยกว่าร้อยละ 50 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อรายได้ ที่มา: คณะผู้วิจัย 3. ความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการด าเนินโครงการเราชนะ จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างซึ่งเข้าร่วมโครงการเราชนะ จ านวน 278 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 253 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 91.01 เห็นด้วยกับการด าเนินโครงการเรา ชนะ และมีความเห็นว่าควรมีการเยียวยาให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาด ของ COVID-19 เหมือนกัน รวมทั้งเป็นสิทธิ์ที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และมีกลุ่ม ตัวอย่างจ านวน 25 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 8.99 ไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าการช่วยเหลือเยียวยาควรให้เฉพาะคนจน ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ รวมถึงการด าเนินโครงการเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ รายละเอียด ปรากฏตามตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการด าเนินโครงการเราชนะ ที่มา: คณะผู้วิจัย ผลกระทบตอ่รายไดแ้ละการเข้าร่วมโครงการ จ านวน ร้อยละ ผลกระทบตอ่รายได้ 432 100 รายไดเ้พมิ่ขึ้น 1 0.23 รายไดเ้ท่าเดมิ 101 23.38 รายไดล้ดลงน้อยกว่า 50% 108 25.00 รายไดล้ดลงมากกว่า 50% 112 25.93 การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ท าให้ไมม่รีายได้ 110 25.46 ความคดิเห็น จ านวน ร้อยละ เห็นดว้ย 253 91.01 (1) คดิว่าทุกคน ทุกกลมุ่เดอืดร้อนเหมอืนกัน 87 31.29 (2) เป็นสิทธทิ์ ี่ทุกคนควรไดร้ับ เพอื่ความเท่าเทียมกัน 24 8.63 (3) ทั้งข้อ (1) และ (2) 142 51.08 ไม่เห็นดว้ย 25 8.99 (1) ควรช่วยเหลือแตค่นจน ผมู้รีายไดน้ ้อย และผทู้ ี่ไดร้ับผลกระทบจริง 16 5.76 (2) สนิ้เปลืองงบประมาณ 9 3.24
236 4. ความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการเราชนะ การเก็บรวบรวมความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ จ านวน 278 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากกับการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจากโครงการ และความรวดเร็ว ในกระบวนการได้รับเงินเยียวยา อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ทั้งในด้านกระบวนการ ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา ความเพียงพอของเงินเยียวยาที่ได้รับส าหรับช่องทางในการรับเงินเยียวยา รวมถึง ความสะดวกสบายของช่องทางและวิธีการใช้จ่ายเงินเยียวยา โดยมีรายละเอียดสรุปความพึงพอใจสรุปได้ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 สรุปความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการเราชนะ ที่มา: คณะผู้วิจัย 5. ความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการด าเนินโครงการ ม.33 เรารักกัน จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างซึ่งเข้าร่วมโครงการ ม.33 เรารักกัน จ านวน 63 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 53 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 84.13 เห็นด้วยกับการด าเนิน โครงการเราชนะ และมีความเห็นว่าควรมีการเยียวยาให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจาก การแพร่ระบาดของ COVID-19 เหมือนกัน รวมทั้งเป็นสิทธิ์ที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และมีกลุ่มตัวอย่างจ านวน 10 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.87 ไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าการช่วยเหลือเยียวยาควรให้ เฉพาะคนจน หรือช่วยเหลือทุกคนโดยไม่จ ากัดสิทธิ์ หรือควรพิจารณาช่วยเหลือตามรายได้จริงของแต่ละครอบครัว หรือเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รายละเอียดปรากฏตามตารางที่ 5 ตารางที่ 5 ความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการด าเนินโครงการ ม.33 เรารักกัน ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านมคีวามพงึพอใจกับความช่วยเหลือที่ไดร้ับมากน้อยเพยีงใด 3.79 1.05 มาก 2 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่กระบวนการลงทะเบียนรับเงนิเยียวยามากน้อยเพยีงใด 3.28 1.29 ปานกลาง 3 การไดร้ับเงนิเยียวยามคีวามรวดเร็วมากน้อยเพยีงใด 3.54 1.25 มาก 4 จ านวนเงนิเยียวยาเพยีงพอส าหรับการบริโภคมากน้อยเพยีงใด 2.90 1.18 ปานกลาง 5 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ช่องทางในการรับเงนิเยียวยามากน้อยเพยีงใด 3.28 1.24 ปานกลาง 6 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ช่องทางในการใช้จ่ายเงนิเยียวยา และมคีวามสะดวก พร้อมทั้งตอบสนองตอ่ความตอ้งการของท่านมากน้อยเพยีงใด 3.22 1.20 ปานกลาง ความคดิเห็น จ านวน ร้อยละ เห็นดว้ย 53 84.13 (1) คดิว่าทุกคน ทุกกลมุ่เดอืดร้อนเหมอืนกัน 6 9.52 (2) เป็นสิทธทิ์ ี่ทุกคนควรไดร้ับ เพอื่ความเท่าเทียมกัน 2 3.17 (3) ทั้งข้อ (1) และ (2) 45 71.43 ไม่เห็นดว้ย 10 15.87 (1) ควรช่วยเหลือแตค่นจน ผมู้รีายไดน้ ้อย และผทู้ ี่ไดร้ับผลกระทบจริง 2 3.17 (2) ควรช่วยเหลือทุกคนโดยไมจ่ ากัดสิทธิ์ 3 4.76 (3) ควรพจิารณาช่วยเหลือตามรายไดจ้ริงของครอบครัว 3 4.76 (4) สนิ้เปลืองงบประมาณ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ 2 3.17
237 6. ความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการ ม.33 เรารักกัน การเก็บรวบรวมความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ ม.33 เรารักกัน จ านวน 63 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับปานกลางในการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาจาก โครงการ กระบวนการลงทะเบียน ความรวดเร็วในกระบวนการได้รับเงินเยียวยา ช่องทางในการรับเงินและ ความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเงินเยียวยา อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับน้อย ส าหรับจ านวน เงินเยียวยาที่ได้รับซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการบริโภค โดยมีรายละเอียดสรุปความพึงพอใจสรุปได้ดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 สรุปความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการ ม.33 เรารักกัน ที่มา: คณะผู้วิจัย 7. ความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับด าเนินโครงการเราชนะ/โครงการ ม.33 เรารักกัน กลุ่มตัวอย่างจ านวน 432 คน ได้ให้ความเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับการด าเนินนโยบายเราชนะ และโครงการ ม.33 เรารักกัน โดยกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าทั้ง 2 โครงการ สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจาก การระบาดของโรค COVID-19 ได้มาก มีความคุ้มค่ามากและสามารถเยียวยาผลกระทบได้ รวมทั้งสามารถช่วยลด ภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้มาก โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังตารางที่ 7 ตารางที่ 7 สรุปความเห็นในภาพรวมของการช่วยเหลือเยียวยาผ่านโครงการเราชนะ/โครงการ ม.33 เรารักกัน ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านมคีวามพงึพอใจกับความช่วยเหลือที่ไดร้ับมากน้อยเพยีงใด 3.14 1.19 ปานกลาง 2 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่กระบวนการลงทะเบียนรับเงนิเยียวยามากน้อยเพยีงใด 2.75 1.39 ปานกลาง 3 การไดร้ับเงนิเยียวยามคีวามรวดเร็วมากน้อยเพยีงใด 2.98 1.33 ปานกลาง 4 จ านวนเงนิเยียวยาเพยีงพอส าหรับการบริโภคมากน้อยเพยีงใด 2.50 1.30 น้อย 5 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ช่องทางในการรับเงนิเยียวยามากน้อยเพยีงใด 3.06 1.33 ปานกลาง 6 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ช่องทางในการใช้จ่ายเงนิเยียวยา และมคีวามสะดวก พร้อมทั้งตอบสนองตอ่ความตอ้งการของท่านมากน้อยเพยีงใด 3.27 1.30 ปานกลาง ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านเห็นดว้ยกับการที่รัฐบาลด าเนินโครงการเราชนะ / โครงการ ม.33 เรารักกัน เพอื่บรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 มากน้อยเพยีงใด 3.97 1.21 มาก 2 ท่านคดิว่าโครงการเราชนะและโครงการ ม.3 เรารักกันมคีวามคมุ้คา่และ สามารถเยียวยาผลกระทบไดม้ากน้อยเพยีงใด 3.60 1.23 มาก 3 จากสถานการณ์COVID-19 โครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกัน ช่วยลดภาระคา่ ใช้จ่ายให้แก่ประชาชนมากน้อยเพยีงใด 3.66 1.12 มาก
238 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การช่วยเหลือเยียวยาความให้สิทธิแก่ประชากรทุกกลุ่มอย่าง เท่าเทียมกัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อให้ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่กระจาย เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว 8. ปัญหา อุปสรรค เกี่ยวกับการด าเนินโครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกัน ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างพบว่า เกิดปัญหาการใช้งานแอปพลิเคชั่นและเครือข่าย อินเตอร์เน็ตที่มีปัญหา เช่น เครือข่ายล่ม แอปพลิเคชั่นค้าง หรือมีความซับซ้อนเกินไป นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่าง ยังประสบปัญหาในการลงทะเบียนที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน รวมถึงการเข้าถึง Smart Phone ของประชาชน ที่มีรายได้น้อย 9. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกัน กลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการเราชนะและโครงการ ม.33 เรารักกันคนละครึ่ง โดยเห็นว่า เงินเยียวยาจากโครงการควรเป็นการให้เงินสดหรือโอนเข้าบัญชีโดยตรง แก่ประชาชนเพื่อลดปัญหาด้านการใช้งานของระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเพิ่มวงเงินให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มวงเงินเยียวยาให้สอดคล้องกับระดับราคาสินค้าในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบ การลงทะเบียนให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกับประชาชนทุกระดับ แบบสอบถาม
239 ภาคผนวก ญ ผลส ารวจโครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ผลวิเคราะห์เชิงสังคมและนโยบาย: ในการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยฯ ได้เก็บข้อมูลจากประชาชน จ านวน 540 ราย ผ่านแบบสอบถาม Online ซึ่งเป็นผู้ร่วมโครงการคนละครึ่ง จ านวน 490 ราย และผู้ไม่ได้เข้าร่วม โครงการคนละครึ ่งจ านวน 50 ราย โดยได้สอบถามความคิดเห็นต ่อการด าเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการด าเนินโครงการคนละครึ่ง และความพึงพอใจต่อโครงการ โดยมีสรุปผลการศึกษา ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการคนละครึ่ง จากการส ารวจความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้โครงการคนละครึ่ง คณะผู้วิจัยฯ ได้ส ารวจความคิดเห็นของประชาชนจ านวน 540 ราย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชายจ านวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 27.78 และเพศหญิงจ านวน 350 คน คิดเป็นร้อยละ 72.22 โดยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31 – 60 ปี จ านวน 375 คน คิดเป็นร้อยละ 69.44 รองลงมาอายุ 18 -30 ปี จ านวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 20.93 ส าหรับระดับการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับ ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี จ านวน 285 คน คิดเป็นร้อยละ 52.97 รองลงมามีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จ านวน 214 คน คิดเป็นร้อยละ 39.78 โดย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จ านวน 325 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 60.19 รองลงมาอาศัยอยู่ที่ภาคกลาง จ านวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 11.67 และภาคใต้ จ านวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 11.48 ตามล าดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จ านวน 217 คน หรือร้อยละ 40.19 มีอาชีพรับราชการหรือ ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รองลงมาเป็นลูกจ้างหรือพนักงานบริษัท จ านวน 172 คน คิดเป็นร้อยละ 31.85 และมีอาชีพค้าขายรายย่อยหรือมีอาชีพอิสระ จ านวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 8.52 ตามล าดับ ในส่วนของระดับ รายได้ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่มีระดับรายได้มากกว่า 30,000 บาท จ านวน 215 คน หรือร้อยละ 39.81 รองลงมามีรายได้ 15,001 – 30,000 บาท จ านวน 194 คน คิดเป็นร้อยละ 35.93 และ 10,000 – 15,000 บาท จ านวน 84 คน คิดเป็นร้อยละ 15.56 ตามล าดับ ทั้งนี้ จากการส ารวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 540 คน พบว่า เป็นผู้ที่เข้าร่วม โครงการคนละครึ่งจ านวน 490 คน หรือร้อยละ 90.74 และไม่ได้เข้าร่วมโครงการจ านวน 50 คน หรือร้อยละ 9.26 ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ จ านวน 459 คน หรือร้อยละ 93.67 และเป็น ทั้งประชาชนและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจ านวน 25 ราย หรือร้อยละ 5.10 และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอีก 6 ราย หรือร้อยละ 1.22 ดังตารางที่ 1
240 ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการคนละครึ่ง ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อมูลทวั่ไปของผตู้อบแบบสอบถาม จ านวน ร้อยละ เพศ 540 100.00 ชาย 150 27.78 หญิง 390 72.22 อายุ 540 100.00 18 - 30 ปี 113 20.93 31 - 60 ปี 375 69.44 มากกว่า 60 ปี 52 9.63 ระดบัการศกึษา 538 100.00 ประถมศกึษา 5 0.93 มธัยมศกึษา / ปวช. 34 6.32 ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี 285 52.97 สูงกว่าปริญญาตรี 214 39.78 ทอี่ยู่จริงปจัจุบนั 540 100.00 กรุงเทพฯและปริมณฑล 325 60.19 ภาคกลาง 63 11.67 ภาคเหนือ 39 7.22 ภาคใต้ 62 11.48 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27 5.00 ภาคตะวันออก 24 4.44 อาชีพ 540 100.00 ลูกจ้าง/พนักงานบริษัท 172 31.85 ผู้ประกอบการ/เจ้าของธุรกิจ 35 6.48 คา้ขายรายย่อย/อาชีพอิสระ 46 8.52 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 217 40.19 ข้าราชการบ านาญ 33 6.11 อื่นๆ 37 6.85 รายไดเ้ฉลยี่ตอ่เดอืน 540 100.00 ต่ ากว่า 10,000 บาท 47 8.70 10,000 – 15,000 บาท 84 15.56 15,001 – 30,000 บาท 194 35.93 มากกว่า 30,000 215 39.81 การเข้าร่วมโครงการ 540 100.00 เข้าร่วม 490 90.74 -ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ 459 93.67 -ร้านคา้ที่เข้าร่วมโครงการ 6 1.22 -เป็นทั้งประชาชนและร้านคา้ที่เข้าร่วมโครงการ 25 5.10 ไม่ไดเ้ข้าร่วม 50 9.26
241 2. ผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต่อรายได้ เมื ่อศึกษาถึงผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต ่อรายได้ พบว ่า ประชากร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 330 คน หรือร้อยละ 61.11 มีรายได้เท่าเดิม รองลงมาจ านวน 123 คน หรือร้อยละ 22.78 มีรายได้ลดลงน้อยกว่าร้อยละ 50 และจ านวน 45 คน หรือร้อยละ 8.33 มีรายได้ลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ตามล าดับ ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต่อรายได้ ที่มา: คณะผู้วิจัย 3. ความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการด าเนินโครงการคนละครึ่ง จากก ารส ารวจความคิดเห็นของป ระชาชนกลุ ่มตัวอย ่างพบว ่า ป ระช ากรส ่วนใหญ่ จ านวน 451 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83.52 เห็นว่า ควรด าเนินโครงการคนละครึ่งแก ่ประชาชนทั ่วประเทศ แทนการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากเห็นว่า ทุกคน ทุกกลุ่มเดือดร้อนเหมือนกัน และเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ เพื่อความเท่าเทียมกัน โดยมีกลุ่มของผู้ไม่เห็นด้วยจ านวน 89 คน หรือร้อยละ 16.48 เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาล ควรช่วยเหลือเฉพาะคนจนหรือเยียวยาเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบเท่านั้น เพราะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้ เนื่องจากไม่มีสมาร์ทโฟน หรืออินเตอร์เนตและ ไม่มีเงินอีกครึ่งหนึ่งที่ต้องจ่ายสมทบในการซื้อสินค้า ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลแจกเงินเพื่อเยียวยาประชาชน โดยตรงเลย ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการด าเนินโครงการคนละครึ่ง ที่มา: คณะผู้วิจัย ผลกระทบตอ่รายได้จ านวน ร้อยละ ผลกระทบตอ่รายได้ 540 100.00 รายไดเ้พมิ่ขึ้น 9 1.67 รายไดเ้ท่าเดมิ 330 61.11 รายไดล้ดลงน้อยกว่า 50% 123 22.78 รายไดล้ดลงมากกว่า 50% 45 8.33 การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ท าให้ไมม่รีายได้ 33 6.11 ความคดิเห็น จ านวน ร้อยละ เห็นดว้ย 451 83.52 (1) คดิว่าทุกคน ทุกกลมุ่เดอืดร้อนเหมอืนกัน 208 46.12 (2) เป็นสิทธทิ์ ี่ทุกคนควรไดร้ับ เพอื่ความเท่าเทียมกัน 228 50.55 (3) ความคดิเห็นอนื่ๆ 15 3.33 ไม่เห็นดว้ย 89 16.48 (1) ควรช่วยเหลือแตค่นจน 24 26.97 (2) สนิ้เปลืองงบประมาณ 24 26.97 (3) ความคดิเห็นอนื่ๆ 41 46.07
242 4. ความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการคนละครึ่ง จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากป ระชาชนกลุ ่มตัวอย ่างพบว ่า กลุ ่มตัวอย ่างทั้งหมด มีความเห็นด้วยในระดับมากว่า การด าเนินโครงการคนละครึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบและลดภาระค่าใช้จ่าย ให้กับประชาชน ทั้งในด้านของการบรรเทาผลกระทบและช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย รวมถึงเห็นว่าโครงการคนละครึ่ง มีความคุ้มค่าในการด าเนินโครงการ โดยมีสรุปผลดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 สรุปความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการคนละครึ่ง ที่มา: คณะผู้วิจัย 5. ความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการคนละครึ่ง การเก็บรวบรวมความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 540 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจมากกับโครงการคนละครึ่ง ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการเติมเงินผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง และ ความหลากหลายของร้านค้าที่กระจายอย่างทั่วถึงซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ทั้งในด้านของระบบลงทะเบียนรับสิทธิ์ ระยะเวลาของโครงการ ในแต่ละเฟส จ านวนเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท ช่องทางและวิธีการจ่ายเงินเยียวยา และจ านวนเงินที่รัฐบาล สนับสนุนจ านวน 150 บาทต่อวัน โดยเห็นว่า ช่องทางและวิธีการจ่ายเงินเยียวยายังไม่สะดวกและตอบสนอง ต่อความต้องการมากนัก อีกทั้งจ านวนเงินที่รัฐบาลช่วยเหลือยังไม่เพียงพอทั้งในด้านของค่าใช้จ่ายต่อวันและจ านวน เงินช่วยเหลือที่รัฐบาลก าหนด รายละเอียดสรุปความพึงพอใจสรุปได้ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 สรุปความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการคนละครึ่ง ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านเห็นดว้ยกับการที่รัฐบาลด าเนินโครงการคนละครึ่ง เพอื่บรรเทา ผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 อย่างไร 3.96 0.97 เห็นดว้ยมาก 2 ท่านคดิว่าโครงการมคีวามคมุ้คา่และสามารถบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไดม้ากน้อยแคไ่หน 3.67 1.04 เห็นดว้ยมาก 3 จากสถานการณ์COVID-19 ท่านคดิว่า โครงการ คนละครึ่ง ช่วยลด ภาระคา่ ใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และกระตนุ้การใช้จ่ายมากน้อยเพยีงใด 3.84 1.02 เห็นดว้ยมาก ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านมคีวามพงึพอใจกับความช่วยเหลือที่ไดร้ับมากน้อยเพยีงใด 3.62 1.10 มาก 2 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ระบบการลงทะเบียนรับสิทธโิ์ครงการอย่างไร 3.17 1.19 ปานกลาง 3 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ระยะเวลาของโครงการแตล่ะเฟสมากน้อยเพยีงใด 3.28 1.06 ปานกลาง 4 ท่านมคีวามพงึพอใจและมคีวามสะดวกในการเตมิเงนิเข้าแอพพลิเคชั่นเป๋าตงั มากน้อยเพยีงใด 3.73 1.08 มาก 5 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ร้านคา้ที่เข้าร่วมโครงการมากน้อยเพยีงใด 3.53 1.05 มาก 6 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่จ านวนเงนิช่วยเหลือ 3,000 บาท มากน้อยเพยีงใด 3.19 1.19 ปานกลาง 7 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ช่องทาง หรือวิธีการใช้จ่ายเงนิเยียวยามากน้อยเพยีงใด 3.40 1.10 ปานกลาง 8 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่จ านวนเงนิที่รัฐบาลออกให้50% วงเงนิ (150 บาท/วัน) มากน้อยเพยีงใด 3.06 1.18 ปานกลาง
243 6. ความคิดเห็นของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเห็นว่า โครงการคนละครึ่งช่วยกระตุ้นให้มี การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นส่งผลให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นในระดับมาก อีกทั้งร้านค้าได้รับเงินจากโครงการคนละครึ่ง จากรัฐรวดเร็วมากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากการส ารวจพบว่า ร้านค้าหลายแห่งมีความกังวลเรื่องการเรียกเก็บภาษี ในภายหลัง ตารางที่ 6 สรุปความเห็นของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ที่มา: คณะผู้วิจัย 7. ปัญหา อุปสรรค เกี่ยวกับการด าเนินโครงการคนละครึ่ง ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างพบว่า เกิดปัญหาการใช้งานแอปพลิเคชั่น ที่เข้าถึงยากและ ไม่เสถียร และบางกลุ่มเห็นว่ามีความยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงพบว่า มีการทุจริตของร้านค้าและประชาชนบางกลุ่ม 8. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการคนละครึ่ง กลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการคนละครึ่ง โดยเห็นว่าโครงการคนละ ครึ่งเป็นโครงการที่ดีอยากให้มีโครงการต่อไป เพราะเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านบุคคล หรือหน่วยงาน ท าให้เงินเยียวยาถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า อยาก ให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิ์อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยอัตโนมัติตามเลขบัตรประชาชนโดยไม่ต้องลงทะเบียน เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรืออินเตอร์เนต ทั้งนี้ ควรมีระบบการก ากับติดตาม เพื่อป้องกันการทุจริตของร้านค้าและประชาชนด้วย ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 โครงการคนละครึ่งท าให้ยอดคา้ขายเพมิ่ขึ้นมากน้อยเพยีงใด 3.54 0.99 มาก 2 ท่านไดร้ับเงนิจากรัฐจากโครงการคนละครึ่งรวดเร็วมากน้อยเพยีงใด 3.55 1.02 มาก แบบสอบถาม
244 ภาคผนวก ฎ ผลส ารวจโครงการ 1 ต าบล 1 เกษตรทฤษฏีใหม่ ผลวิเคราะห์เชิงสังคมและนโยบาย: ในการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยฯ ได้เก็บข้อมูลจากประชาชน จ านวน 418 ราย ผ่านแบบสอบถาม Online ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวน 235 ราย และผู้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการจ านวน 183 ราย โดยได้สอบถามความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และความพึงพอใจต่อโครงการ โดยมี สรุปผลการศึกษา ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จากการส ารวจความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ คณะผู้วิจัยฯ ได้ส ารวจความคิดเห็นของประชาชนจ านวน 418 ราย พบว่า ผู้ตอบ แบบสอบถามเป็นเพศชายจ านวน 228คน คิดเป็นร้อยละ 54.55 และเพศหญิงจ านวน 190คน คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31 – 60 ปี จ านวน 325 คน คิดเป็นร้อยละ 77.75 รองลงมาอายุมากกว่า 60 ปี จ านวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 15.31 ส าหรับระดับการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับ ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี จ านวน 187 คน คิดเป็นร้อยละ 44.74 รองลงมามีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา / ปวช. จ านวน 174คน คิดเป็นร้อยละ 41.63 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่ภาคใต้ จ านวน 192คน หรือคิดเป็นร้อยละ 45.93 รองลงมาอาศัยอยู่ที่ภาค กลาง จ านวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 32.30 และภาคเหนือจ านวน 37คน คิดเป็นร้อยละ8.85 ตามล าดับ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จ านวน 283 คน หรือร้อยละ 67.70 มีอาชีพเกษตรกร รองลงมามี อาชีพค้าขายรายย่อย/อาชีพอิสระ จ านวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 12.92 และมีอาชีพเป็นลูกจ้าง/พนักงานบริษัท จ านวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 9.81 ตามล าดับ ในส่วนของระดับรายได้ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่มีระดับรายได้10,000 – 15,000 บาท จ านวน 158 คน หรือร้อยละ 37.80 รองลงมามีรายได้ต่ ากว่า 10,000 บาท จ านวน 135 คน คิดเป็นร้อยละ 32.30 และ 15,001 – 30,000 บาท จ านวน 72 คน คิดเป็นร้อยละ 17.22 ตามล าดับ ดังตารางที่ 1 โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่
245 ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อมูลทวั่ไปของผตู้อบแบบสอบถาม จ านวน ร้อยละ เพศ 418 100.00 ชาย 228 54.55 หญิง 190 45.45 อายุ 418 100.00 1 8-30 ปี 2 9 6.94 3 1-60 ปี 325 77.75 มากกว่า 60 ปี 6 4 15.31 ระดบัการศกึษา 418 100.00 ประถมการศกึษา 1 5 3.59 มธัยมศกึษา / ปวช. 174 41.63 ปวส. / อนุปริญญา / ปริญญาตรี 187 44.74 สูงกว่าปริญญาตรี 4 2 10.05 ทอี่ยู่ปจัจุบนั 418 100.00 กรุงเทพฯและปริมณฑล 8 1.91 ภาคกลาง 135 32.30 ภาคเหนือ 3 7 8.85 ภาคใต้ 192 45.93 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 0 7.18 ภาคตะวันออก 1 6 3.83 อาชีพ 418 100.00 เกษตรกร 283 67.70 ลูกจ้าง/พนักงานบริษัท 4 1 9.81 ผู้ประกอบการ/เจ้าของธุรกิจ 1 9 4.55 คา้ขายรายย่อย/อาชีพอิสระ 5 4 12.92 รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ 2 1 5.02 รายไดเ้ฉลยี่ตอ่เดอืน 418 100.00 ต ่ากว่า 1 0,000 บาท 135 32.30 1 0,000 – 1 5,000 บาท 158 37.80 1 5,001 – 3 0,000 บาท 7 2 17.22 มากกว่า 3 0,000 บาท 5 3 12.68
246 ทั้งนี้ จากการส ารวจความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 418 คน พบว่า เป็นผู้ที่เข้าร่วม โครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวน 235 คน หรือร้อยละ 56.22 โดยเป็นผู้เข้าร่วมโครงการในกลุ่ม เกษตรกร จ านวน 178 คน หรือร้อยละ 75.74 และกลุ่มผู้รับจ้าง จ านวน 57 คน หรือร้อยละ 24.26 และเป็นผู้ที่ ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จ านวน 183 คน หรือร้อยละ 43.78 โดยส่วนใหญ่ ให้เหตุผลว่า เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทางภาครัฐก าหนด จ านวน 56 คน หรือร้อยละ 30.60 รองลงมา ไม่อยากเสียพื้นที่ในการขุดบ่อตามที่ภาครัฐก าหนด จ านวน 52 คน หรือร้อยละ 28.42 และไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน จ านวน 25 คน หรือร้อยละ 13.66 และเหตุผลอื่นๆ เช่น ไม่ทราบว่า มีโครงการดังกล่าว และมีพื้นที่ไม่เพียงพอ ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 การเข้าร่วมโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา: คณะผู้วิจัย การเข้าร่วมโครงการ จ านวน ร้อยละ การเข้าร่วมโครงการ 1 ตา บล 1 กลมุ่เกษตรทฤษฎีใหม่ 418 100.00 เข้าร่วม 235 56.22 - กรณเีข้าร่วมโครงการ เข้าร่วมโครงการในกลมุ่ 235 100.00 (1) เกษตรกรเข้ารว่มโครงการ 1 ตา บล1 กลมุ่เกษตรทฤษฎีใหม่ 178 75.74 (2)ผรู้บัจ้างงาน 57 24.26 ไม่ไดเ้ข้าร่วม 183 43.78 - กรณไีมไ่ดเ้ข้าร่วม เนื องจาก 183 100.00 (1)คณุสมบัตไิมต่รงตามหลักเกณฑท์ ี่ทางภาครฐัก าหนด 56 30.60 (2) ไมอ่ยากเสียพนื้ที่ในการขุดบ่อตามที่ภาครฐัก าหนด 52 28.42 (3)อาจมคีวามจ าเป็นตอ้งเปลยื่นมอืที่ดนิ 6 3.28 (4) ไมไ่ดเ้ป็นเจ้าของที่ดนิ 25 13.66 (5) ไมส่นใจเข้ารว่มโครงการ 18 9.84 (6)อนื่ๆ 23 12.57 (7) ไมร่ะบุ 3 1.64
247 2. ผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต่อรายได้ เมื ่อศึกษาถึงผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต ่อรายได้ พบว ่า ประชากร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 132 คน หรือร้อยละ 31.58 มีรายได้ลดลงร้อยละ 20 – ร้อยละ 50 รองลงมาจ านวน 96คน หรือร้อยละ 22.97 มีรายได้ลดลงน้อยกว่าร้อยละ 20และจ านวน 84 คน หรือร้อยละ 20.10 มีรายได้เท่าเดิม ตามล าดับ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ต่อรายได้ ที่มา: คณะผู้วิจัย 3. ความคิดเห็นของประชาชนต่อการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ จากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ ่มตัวอย ่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว ่า ระยะเวลาโครงการมีความเหมาะสมในระดับมาก และมีความเห็นด้วยในระดับมากว่า การด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ ่มเกษตรทฤษฎีใหม ่ของรัฐบาลจะช ่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดของโรค COVID-19 โดย โครงการมีความคุ้มค่าและสามารถสร้างรายได้ให้เเก่เกษตรกร ช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานของประชาชน พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ ่นให้มีอาชีพ รายได้ และมีคุณภาพชีวิตที ่ดีขึ้น ช ่วยสร้างความ แข็งแกร ่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และท าให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตนเองและสร้างรายได้ให้กับ ครอบครัวได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน โดยมีสรุปผลดังตารางที่ 4 ผลกระทบตอ่รายได้จ านวน ร้อยละ ผลกระทบตอ่รายไดจ้ากการระบาดของโรค COVID-19 418 100.00 รายไดเ้ท่าเดมิ 8 4 20.10 ลดลงน้อยกว่า 2 0% 9 6 22.97 ลดลง 20 – 50 % 132 31.58 ลดมากกว่า 5 0% 7 4 17.70 การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ท่าให้ไมม่รีายได้ 3 2 7.66
248 ตารางที่ 4 ความคิดเห็นของประชาชนต่อการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา: คณะผู้วิจัย 4. ความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ การเก็บรวบรวมความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 418 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจมากกับโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งรวมถึงระยะเวลาการพิจารณาคุณสมบัติ ผู้เข้าร่วมโครงการ และการจัดกิจกรรมการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ และกระบวนการ หลักเกณฑ์ เเละขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเห็นว่า การประชาสัมพันธ์ข้อมูลยังไม่ทั่วถึง และเกณฑ์ การพิจารณาเป็นข้อจ ากัดท าให้เกษตรกรผู้สนใจที่ไม่มีพื้นที่เป็นของต้นเองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เป็นต้น รายละเอียดสรุปความพึงพอใจสรุปได้ดังตารางที่ 5 ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านเห็นดว้ยกับการที รัฐบาลด่าเนินโครงการ 1 ต่าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพอื ฟนื้ฟเูศรษฐกิจจากการระบาดของโรค COVID-19 มากน้อยเพยีงใด 3.95 0.99 เห็นดว้ยมาก 2 ท่านคดิว่าโครงการมคีวามคมุ้คา่และสามารถสร้างรายไดใ้ห้เเก่เกษตรกร ไดม้ากน้อยแคไ่หน 3.87 0.97 เห็นดว้ยมาก 3 จากสถานการณ์COVID-19 ท่านคดิว่า โครงการ 1 ต่าบล 1 กลุ่มเกษตร ทฤษฎีใหม่ช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงาน มากน้อยเพยีงใด 3.81 0.94 เห็นดว้ยมาก 4 ท่านคดิว่า โครงการ 1 ต่าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างความเข้มแข็งให้ ชุมชนในท้องถิ นให้มอีาชีพ รายได้และมคีณุภาพชีวิตที ดขีึ้นมากน้อยเพยีงใด 3.82 1.01 เห็นดว้ยมาก 5 ท่านคดิว่า โครงการ 1 ต่าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่จะช่วยสร้างความ แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และท่าให้เกษตรกรสามารถ เลี้ยงตนเองและสร้างรายไดใ้ห้กับครอบครัวไดอ้ย่างพอเพยีงและยั งยืน มากน้อยเพยีงใด 4.02 0.91 เห็นดว้ยมาก 6 ท่านคดิว่าโครงการ 1 ต่าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหมม่ ปีระโยชน์ตอ่การพฒันา คณุภาพชีวิตในระยะยาวของเกษตรกรมากน้อยเพยีงใด 4.01 0.91 เห็นดว้ยมาก 7 ท่านมคีวามเห็นว่าระยะเวลาโครงการ 1 ต่าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มคีวามเหมาะสมมากน้อยเพยีงใด 3.73 0.93 เห็นดว้ยมาก
249 ตารางที่ 5 สรุปความพึงพอใจต่อการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มา: คณะผู้วิจัย 5. ปัญหา อุปสรรค เกี่ยวกับการด าเนินโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างพบว่า การประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการยังไม่ทั่วถึง โดยเข้าไม่ถึง เกษตรกรหรือประชาชนทุกกลุ่ม ท าให้ประชาชนบางกลุ่มไม่ทราบข้อมูลโครงการและไม่สามารถเข้าถึงโครงการได้ และยังพบว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นข้อจ ากัดในการเข้าร่วมโครงการของผู้สนใจ เช่น เงื่อนไขการก าหนดให้มี แปลงที่ดินตามเกณฑ์ที่ก าหนด ขนาดของการขุดบ่อมาตรฐานไม่ยืดหยุ่นกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร อีกทั้งมี ข้อก าหนด เงื่อนไขและรายละเอียดมาก และบางส่วนพบว่า มีการด าเนินการที่ซ้ าซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน โครงการมีการด าเนินการล่าช้า และไม่มีการก าหนดเวลาแน่นอน ท าให้เกษตรกรลาออกหลายราย ส่งผลให้ลูกจ้าง โครงการถูกเลิกจ้างตามไปด้วย นอกจากนั้น ยังพบปัญหาของผู้เข้าร่วมโครงการบางรายที่ยังไม่มีความพร้อม ต้อง ใช้เวลาในการเรียนรู้ในการท าเกษตรทฤษฎีใหม่ และพื้นที่ถือครองไม่เหมาะที่จะเข้าร่วมโครงการ รวมถึงปัญหา ภัยธรรมชาติด้วย 6. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ กลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเห็นว่าโครงการ 1 ต าบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นโครงการที่ดี ควรด าเนินโครงการต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีที่ดินแต่ขาดเงินทุนได้มีโอกาสปรับปรุงที่ดินตนเองโดยการท าเกษตรทฤษฎี ใหม่เพื่อสร้างอาชีพต่อไป และเห็นว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ ฝึกอบรมให้ความรู้เกษตรกร โดยการฝึกปฏิบัติจริง และเพิ่มการสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น พันธุ์ปลา พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช ให้เกษตรกร สามารถด าเนินโครงการเพื่อสร้างอาชีพได้ต่อไปตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยอาจยกระดับ โครงการโดยการก าหนดยุทธศาสตร์ของแต่ละต าบลว่า ควรจะได้รับการส่งเสริมในด้านใด เพื่อให้สามารถต่อยอด โครงการไปสู่เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ได้ด้วย หรืออาจพัฒนาความร่วมมือกับกระทรวงพลังงานเพื่อพัฒนาพลังงาน ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่การประชาสัมพนัธ์ข้อมลูเกยี วกับโครงการ 1 ต่าบล 1 กลมุ่เกษตรทฤษฎีใหม่มากน้อยเพยีงใด 3.35 0.93 ปานกลาง 2 ท่านมคีวามความพงึพอใจตอ่ โครงการ 1 ต่าบล 1 กลมุ่เกษตรทฤษฎีใหม่ มากน้อยเพยีงใด 3.85 0.92 มาก 3 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่กระบวนการ หลักเกณฑ์เเละขั้นตอนการพจิารณา คณุสมบัตผิเู้ข้าร่วมโครงการมากน้อยเพยีงใด 3.39 0.94 ปานกลาง 4 ท่านพงึพอใจตอ่ระยะเวลาการพจิารณาคณุสมบัตผิเู้ข้าร่วมโครงการ มากน้อยเพยีงใด 3.47 0.88 มาก 5 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่กิจกรรมการฝึกอบรมเพอื ให้ความรู้แก่เกษตรกร มากน้อยเพยีงใด 3.82 0.86 มาก
250 แสงอาทิตย์นอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า อยากให้เกษตรผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการรายอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้าร่วม โครงการอย่างทั่วถึง ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะให้ผู้รับผิดชอบโครงการ เพิ่มการประชาสัมพันธ์โดยเข้าถึงเกษตรกร ได้อย่างทั่วถึงและแท้จริง ปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาและข้อก าหนดต่างๆ ให้ยืดหยุ่น เช่น การก าหนดพื้นที่ของ แปลงที่ดินที่จะเข้าร่วมโครงการ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนลงให้เกษตรกรเข้าถึงความช่วยเหลือได้และขยาย โครงการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มกิจกรรมให้หลากหลาย และมีกิจกรรมที่ดึงดูดคนในชุมชนให้เข้าร่วมอย่างทั่วถึง เพื่อประโยชน์ของคนในชุมชนอย่างแท้จริง และควรมีผู้ดูแลและให้ความรู้เกษตรกรอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งเป็นช่วง ระหว่างการเติบโตของผลผลิต อีกทั้งได้เสนอแนะให้มีการขยายเวลาการจ้างลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลด ปัญหาการว่างงานในช่วงของการระบาดของโรค COVID-19 แบบสอบถาม
251 ภาคผนวก ฏ ผลส ารวจมาตรการสินเชื่อผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผลวิเคราะห์เชิงสังคมและนโยบาย ในการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่าง คณะผู้วิจัยฯ ได้เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ จ านวน 403 ราย ผ่านแบบสอบถาม Online โดยได้สอบถามความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 (มาตรการ Soft Loan) พร้อมทั้งความพึงพอใจต่อโครงการดังกล่าว โดยมีสรุปผลการศึกษา ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามมาตรการ Soft Loan จากการส ารวจความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภายใต้มาตรการ Soft Loan คณะผู้วิจัยฯ ได้ส ารวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ จ านวน 403 ราย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในประเภทธุรกิจภาคอุตสาหกรรมการผลิต จ านวน 76 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.86 และภาคการพาณิชย์จ านวน 76 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.86 รองลงมาเป็นภาคการบริการ จ านวน 70 ราย คิดเป็น ร้อยละ 17.37 ภาคเกษตรกรรมและการป่าไม้ จ านวน 68 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.87 และประเภทธุรกิจอื่นๆ เช่น ภาคการก่อสร้าง ภาคธุรกิจการเงิน เป็นต้น รวมอีกจ านวน 113 ราย คิดเป็นร้อยละ 28.04 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีแรงงานเพียง 1 – 5 คน มี จ านวนถึง 217 ราย คิดเป็นร้อยละ 53.85 รองลงมาเป็นธุรกิจที่มีแรงงาน 6 – 30 คน จ านวน 116 ราย คิดเป็น ร้อยละ 28.78 และรวมภาคธุรกิจที่มีรแงงานตั้งแต่ 31 คนขึ้นไป จ านวนรวม 70 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.37 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ของกิจการต่อปีไม่เกิน 1,800,000 บาท จ านวน 205 ราย คิดเป็นร้อยละ 50.87 รองลงมาเป็นกิจการที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,001 – 50,000,000 บาท จ านวน 178 ราย คิดเป็นร้อยละ 44.17 และเป็นกิจการที่มีรายได้สูงกว่า 50,000,000 บาท จ านวนรวม 20 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.96 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกิจการที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ จ านวนถึง 288 ราย คิดเป็นร้อย ละ 71.46 รองลงมาเป็นกิจการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จ านวน 56 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.90 และ เป็นกิจการที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ จ านวนรวม 59 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.64 ทั้งนี้ จากการส ารวจความคิดเห็นผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างจ านวน 403 คน พบว่า เป็นผู้ประกอบการที่ขอเข้าร่วมโครงการ/มาตรการ Soft Loan จ านวน 96 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.82 ในขณะที่ ผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างจ านวน 307 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.18 ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ Soft Loan ดังตารางที่ 1 มาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของ COVID-19 (มาตรการ Soft Loan)
252 ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามมาตรการ Soft Loan ที่มา: คณะผู้วิจัย ข้อมูลทวั่ไปของผตู้อบแบบสอบถาม จ านวน ร้อยละ ประเภทธรุกจิ 403 100.00 1) เกษตรกรรมและการป่าไม้ 68 16.87 2) การเหมอืงแร่และย่อยหิน 0 0.00 3) อุตสาหกรรมการผลิต 76 18.86 4) การพาณชิย์ 76 18.86 5) ธุรกิจการเงนิ 24 5.96 6) การก่อสร้าง 47 11.66 7) ธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ 0 0.00 8) การสาธารณปูโภค 4 0.99 9) การบริการ 70 17.37 10) อื่นๆ 38 9.43 จ ำนวนแรงงำน 403 100.00 1) 1-5 คน 217 53.85 2) 6-30 คน 116 28.78 3) 31-50 คน 35 8.68 4) 51-100 คน 8 1.99 5) 101-200 คน 11 2.73 6) 201 คน ขึ้นไป 16 3.97 รำยไดข้องกจิกำรตอ่ ปี 403 100.00 1) ไมเ่กิน 1,800,000 บาท 205 50.87 2) 1,800,001-50,000,000 บาท 178 44.17 3) 50,000,001-100,000,000 บาท 5 1.24 4) 100,000,001-300,000,000 บาท 11 2.73 5) 300,000,001-500,000,000 บาท 1 0.25 6) 500,000,001 บาท ขึ้นไป 3 0.74 ทตี่งั้ของกจิกำรในปจัจุบนั 403 100.00 กรุงเทพฯและปริมณฑล 56 13.90 ภาคกลาง 14 3.47 ภาคเหนือ 288 71.46 ภาคใต้ 22 5.46 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 2.48 ภาคตะวันออก 13 3.23 กำรเข้ำร่วมโครงกำร Soft Loan ภำยใตโ้ครงกำรของ ธปท. 403 100.00 เข้าร่วม 96 23.82 ไมไ่ดเ้ข้าร่วม 307 76.18
253 2. ผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อรายได้ เมื่อศึกษาถึงผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อรายได้ของผู้ประกอบการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จ านวน 220 ราย คิดเป็นร้อยละ 54.59 ประสบปัญหารายได้ลดลงมากกว่าร้อยละ 50 รองลงมาคือมีรายได้ลดลงน้อยกว่าร้อยละ 50 จ านวน 99 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.57 มีรายได้เท่าเดิม จ านวน 17 ราย ร้อยละ 4.22 และมีกลุ่มตัวอย่างถึง 67 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.63 ประสบปัญหาไม่มีรายได้เนื่องมาจาก การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อรายได้ ที่มา: คณะผู้วิจัย 3. ข้อมูลจากผลการเข้าร่วมมาตรการ Soft Loan เมื่อพิจารณาจากข้อมูลตามแบบสอบถามจากผู้ที่เข้าร่วมมาตรการ Soft Loan จ านวน 96 ราย พบว่า วัตถุประสงค์ของการขอสินเชื่อตามมาตรการดังกล่าวของผู้ประกอบการส่วนใหญ่คือเพื่อการพัฒนา ธุรกิจ/ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ จ านวน 71 ราย คิดเป็นร้อยละ 73.96 และมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนส าหรับ จ่ายเงินเดือนพนักงาน/อื่นๆ อีก 25 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.04 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ร้อยละ 83 มีวงเงิน สินเชื่อเดิมอยู่กับสถาบันการเงินอยู่แล้ว โดยเป็นวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท จ านวน 49 ราย คิดเป็นร้อยละ 51.04 มีวงเงินสินเชื่อ 5 – 50 ล้านบาท จ านวน 30 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.25 และมีวงเงินสินเชื่อ 50 – 500 ล้านบาท จ านวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.17 นอกจากนั้นจะเป็นผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้ใหม่ จ านวน 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 13.54 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจ านวนผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ภายใต้มาตรการ Soft Loan จะจ านวนเพียง 59 ราย โดยเป็นกลุ่มที่ได้รับวงเงินสินเชื่อ 100,000 – 1,000,000 บาท จ านวน 24 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.68 ได้รับวงเงินสินเชื่อ 1,000,000 – 5,000,000 จ านวน 22 ราย คิดเป็น ร้อยละ 37.29 และได้รับวงเงินสินเชื่อมากกว่า 5,000,000 บาท จ านวน 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.03 โดยมี สรุปผลดังตารางที่ 3 ผลกระทบตอ่รายไดข้องผปู้ระกอบการ จ านวน ร้อยละ ผลกระทบตอ่รำยได้ 403 100.00 รายไดเ้ท่าเดมิ 1 7 4.22 รายไดล้ดลงน้อยกว่า 5 0% 9 9 24.57 รายไดล้ดลงมากกว่า 5 0% 220 54.59 การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ท าให้ไมม่รีายได้ 6 7 16.63
254 ตารางที่ 3 ข้อมูลจากผลการเข้าร่วมมาตรการ Soft Loan ที่มา: คณะผู้วิจัย 4. ความคิดเห็นต่อการด าเนินมาตรการ Soft Loan จากการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างต่อการด าเนินมาตรการ Soft Loan พบว่า ผู้ประกอบการเห็นด้วยมากที่สุดกับการที่ภาครัฐด าเนินโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ SME โดยการสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan และเงินสนับสนุนจากภาครัฐมีความคุ้มค่าและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือบรรเทาผลกระทบได้ ผู้ประกอบการมีความพึงพอใจในระดับมากต่อการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและมาตรการ Soft Loan และมีความเห็นด้วยมากต่อระยะเวลาการด าเนินโครงการ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างมี ความพึงพอใจในระดับปานกลางต่อช่องทางในการขอสินเชื่อตามมาตรการ และกระบวนการ/ระยะเวลาในการ พิจารณาสินเชื่อ กลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการมีความเห็นด้วยมากส าหรับการก าหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ เกินร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรก และเห็นด้วยมากส าหรับการ ก าหนดวงเงินสินเชื่อให้ลูกหนี้เดิมไม่เกินร้อยละ 30 ของสินเชื่อคงค้าง (แต่ไม่เกิน 150 ล้านบาท) และวงเงินสินเชื่อ ส าหรับลูกหนี้ใหม่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ว่ามีความเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ มีความเห็นด้วยมากที่รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ย ในช่วง 6 เดือนแรก และมีความพึงพอใจมากต่อความหลากหลายของรูปแบบสินเชื่อ Soft Loan โดยมีสรุปผล ดังตารางที่ 4 ผลการเข้าร่วมมาตรการ Soft Loan จ านวน ร้อยละ กรณีเข้ำร่วม วัตถปุระสงคข์องกำรขอสนิเชื่อ 9 6 100.00 จ่ายเงนิเดอืนพนักงาน 9 9.38 พฒันาธุรกิจ/ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ 7 1 73.96 อื่นๆ 1 6 16.67 วงเงินสนิเชื่อเดมิ 9 6 100.00 ไมเ่กิน 5 ล้านบาท 4 9 51.04 5 – 50 ล้านบาท 3 0 31.25 มากกว่า 50 - 500 ล้านบาท 4 4.17 ไมม่สีินเชื่อเดมิเนื่องจากเป็นลูกหนี้ใหม่ 1 3 13.54 วงเงินสนิเชื่อ Soft Loan ทที่่ำนไดร้ับอนุมัตจิำกสถำบนักำรเงิน 5 9 100.00 100,000 - 1,000,000 บาท 2 4 40.68 1,000,000 - 5,000,000 บาท 2 2 37.29 มากกว่า 5,000,000 บาท 1 3 22.03
255 ตารางที่ 4 สรุปความเห็นและความพึงพอใจต่อมาตรการ Soft Loan ที่มา: คณะผู้วิจัย 5. ปัญหา อุปสรรค เกี่ยวกับการด าเนินมาตรการ Soft Loan ผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างได้แจ้งปัญหาและอุปสรรคในการเข้าร่วมมาตรการ Soft Loan ในหลากหลายประเด็น เช่น การเข้าถึงสินเชื่อตามมาตรการส าหรับผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งยังไม่มีข้อมูลสถานะ ทางการเงินเพียงพอ หรือเป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีประวัติการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาก่อน ส่งผลให้การพิจารณา ของสถาบันการเงินล่าช้าหรือไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ หลักเกณฑ์การเข้าร่วมมาตรการค่อนข้างซับซ้อน และมีเอกสารในการเตรียมการค่อนข้างเยอะ และผู้ประกอบการบางรายยังเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารและ การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ทั้งนี้ ความเห็นส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่างคือหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วม มาตรการที่อาจไม่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งหรือไม่มีรายงานทางการเงินที่เพียงพอ รวมถึงเอกสาร ข้อมูลที่ต้องจัดเตรียมเป็นจ านวนมาก จึงท าให้สถาบันการเงินไม่รับพิจารณาการให้สินเชื่อ ข้อ ความคดิเห็น คา่เฉลยี่ SD สรุประดบัความคดิเห็น 1 ท่านเห็นดว้ยกับการที่ภาครัฐด าเนินโครงการเพอื่ให้ความช่วยเหลือทางการเงนิ แก่ SME โดยการสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มากน้อยเพยีงใด 4.55 0.75 มากที่สุด 2 ท่านคดิว่าเงนิสนับสนุนจากภาครัฐ มคีวามคมุ้คา่และสามารถกระตนุ้เศรษฐกิจ หรือบรรเทาผลกระทบไดม้ากน้อยเพยีงใด 4.26 0.91 มากที่สุด 3 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่การประชาสัมพนัธ์ข้อมลูเกี่ยวกับโครงการสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มากน้อยเพยีงใด 3.49 1.14 มาก 4 ท่านมคีวามความพงึพอใจตอ่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มากน้อยเพยีงใด 3.93 1.12 มาก 5 ท่านมคีวามเห็นว่าระยะเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มคีวามเหมาะสมมากน้อยเพยีงใด 3.72 1.02 มาก 6 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ช่องทางในการขอสินเชื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan มากน้อยเพยีงใด 3.26 1.36 ปานกลาง 7 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่กระบวนการและระยะเวลาพจิารณาสินเชื่อมากน้อยเพยีงใด 3.22 1.27 ปานกลาง 8 ท่านมคีวามเห็นว่าการก าหนดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ ไมเ่กิน 2% ตอ่ ปี ในช่วง 2 ปีแรก และในช่วง 5 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตอ้งไมเ่กิน 5% ตอ่ ปี มคีวามเหมาะสมมากน้อยเพยีงใด 3.71 1.15 มาก 9 ท่านมคีวามเห็นว่าการก าหนดวงเงนิสินเชื่อ ลูกหนี้เดมิ : วงเงนิไมเ่กิน 3 0% ของยอดสินเชื่อคงคา้ง แตไ่มเ่กิน 150 ลบ / ลูกหนี้ใหม่ : ไมเ่กิน 50 ลบ. มคีวามเหมาะสมมากน้อยเพยีงใด 3.55 1.32 มาก 1 0 ท่านมคีวามเห็นว่าการที่รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยในช่วง 6 เดอืนแรก มคีวามเหมาะสม มากน้อยเพยีงใด 3.83 1.17 มาก 1 1 ท่านมคีวามพงึพอใจตอ่ความหลากหลายของรูปแบบสินเชื่อ Soft Loan มากน้อยเพยีงใด 3.54 1.30 มาก
256 6. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น เพื่อปรับปรุงมาตรการ Soft Loan ผู้ประกอบการกลุ่มตัวอย่างได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นส าหรับการปรับปรุงมาตรการ Soft Loan โดยเห็นว่า ผู้เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์และอ านวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย มากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงช่องทางสินเชื่อได้ รวมถึงผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทั้งเรื่องเครดิตบูโร วงเงินสินเชื่อเดิม และไม่น าข้อมูลรายได้ในปัจจุบันที่อยู่ในช่วงโควิดมาเป็นเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ Soft Loan นอกจากนี้ เห็นว่า ภาครัฐควรมีการด าเนินพิจารณาสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเร็วกว่าเดิมเพื่อให้ทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พิจารณาให้ ครอบคลุมธุรกิจทุกภาคส่วนซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องการเป็นลูกโซ่ รวมทั้งก าหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกลง และวงเงินสินเชื่อให้มากขึ้นส าหรับผู้ประกอบการแต่ละราย แบบสอบถาม
257 ประวัติคณะผู้วิจัย 1) หัวหน้าโครงการ : นางสาวอุปมา ใจหงษ์(Ms. Upama Jaihong) ต ำแหน่งปัจจุบัน : ผู้อ ำนวยกำรส ำนักจัดกำรหนี้ 1 ส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์ : 02 265 8050 ต่อ 5301 Fax : 02 618 4705 E-mail : [email protected] 2) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวปวีณา ส าเร็จ (Ms. Paweena Samrej) ต ำแหน่งปัจจุบัน : เศรษฐกรช ำนำญกำรพิเศษ ส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์ : 02 265 8050 ต่อ 5309 Fax : 02 618 4705 E-mail : [email protected] 3) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวปุณชรัสมิ์ ดอนศรีจันทร์ (Ms. Puncharat Donsrichan) ต ำแหน่งปัจจุบัน : เศรษฐกรช ำนำญกำรพิเศษ ส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์ : 02 271 7999 ต่อ 5729 E-mail : [email protected] 4) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวอัจฉรา อาธารมาศ (Ms. Atchara Artharamas) ต ำแหน่งปัจจุบัน นักวิชำกำรคลังช ำนำญกำรพิเศษ ส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์ : 02 265 8050 ต่อ 5304 Fax : 02 618 4705 E-mail : [email protected]
258 5) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวอังศุพร สุยังกุล (Ms. Angsuporn Suyangkul) ต ำแหน่งปัจจุบัน เศรษฐกรช ำนำญกำร ส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์มือถือ : 086 342 0909 Fax : 02 618 4705 E-mail : [email protected] 4) ผู้ร่วมวิจัย : นายพุทธิพงศ์ กันนา (Mr. Puttipong Kanna) ต ำแหน่งปัจจุบัน เศรษฐกรช ำนำญกำร ส ำนักงำนบริหำรหนี้สำธำรณะ กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์ : 02 265 8050 ต่อ 5308 Fax : 02 618 4705 E-mail : [email protected] 5) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวชนกพลอย เตียงพิทักษ์ (Ms. Chanokploy Thiangpitak) ต ำแหน่งปัจจุบัน : นักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติกำร ส ำนักงำนป้องกันและปรำบปรำมกำรฟอกเงิน ที่อยู่ : 9/299 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบำงยี่ขัน เขตบำงพลัด 10700 โทรศัพท์ : 0857144464 E-mail : [email protected] 6) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวพิมพัชรา กุศลวิทิตกุล (Ms. Pimpatchara Kusolvititkul) ต ำแหน่งปัจจุบัน : เศรษฐกรช ำนำญกำร ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรคลัง กระทรวงกำรคลัง ที่อยู่ : ถนนพระรำม 6 แขวงพญำไท กทม. 10400 โทรศัพท์ : 02 273 9020 ต่อ 3289 E-mail : [email protected] 7) ผู้ร่วมวิจัย : นางสาวปาณิศาร์ เจษฎาอรรถพล (Ms. Panisa Jedsada-attapul) ต ำแหน่งปัจจุบัน : ผู้วิเครำะห์อำวุโส ส่วนธุรกิจและกลยุทธ์ตลำดกำรเงิน ฝ่ำยตลำดกำรเงิน ธนำคำรแห่งประเทศไทย ที่อยู่ : 273 ถนนสำมเสน แขวงวัดสำมพระยำ เขตพระนคร กทม. 10200 โทรศัพท์ : 02 356 7530 E-mail : [email protected]