The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maymethinee1304, 2022-03-06 06:37:15

แผนการสอน

แผนการสอน

โรงเรยี นอดุ รพชิ ยั รกั ษพ์ ทิ ยา

แผนการจดั การเรยี นรู
วชิ าเคมเี พม่ิ เตมิ 4
กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนอดุ รพชิ ัยรกั ษว ทิ ยาศาสตร

นางสาวเมทินี สุภาพันธ
รหัสประจำตวั นกั ศึกษา 60100141135

สาขาวิชา วิทยาศาสตรเนน เคมี

การฝก ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา 1
รหัสวิชา ED18501 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)

คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศึกษา 2564

แผนการจัดการเรยี นรู
วชิ าเคมเี พมิ่ เตมิ 4
กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 โรงเรียนอุดรพชิ ัยรกั ษวทิ ยาศาสตร

นางสาวเมทนิ ี สภุ าพนั ธ
รหัสประจำตวั นกั ศึกษา 60100141135

สาขาวิชา วิทยาศาสตรเ นนเคมี

การฝก ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา 1
รหัสวิชา ED18501 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1

คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2564

คำนำ

การจัดทำแผนการจัดการเรียนรูน ับเปนวิธหี นึง่ ท่ีทำใหครูผูสอนไดมกี ารเตรยี มการสอนลวงหนา กอ นที่
จะทำการสอนจรงิ โดยมกี ารเตรยี มเน้อื หาเตรียมกจิ กรรม เตรียมสื่อการเรยี นการสอน รวมท้งั วิธีการวดั ผล
ประเมินผลซึ่งการเตรียมการสอนจะชวยใหครูผูสอนมคี วามพรอ มท่จี ะสอนให ผูเ รียนบรรลุตามจดุ มุงหมายของ
หลกั สตู ร

การจดั ทำแผนการจัดการเรียนรูฉบับน้ี ผจู ัดทำไดศึกษาคนควา หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้
พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2560) เอกสารอ่นื ๆ ท่เี กย่ี วขอ ง วิเคราะห หลกั สตู ร
จดั ทำกำหนดการสอน โครงสรางรายวชิ า และหารูปแบบการทำแผนการจัดการเรียนรูโดย เนนใหผ เู รียนได
เรยี นผา นกระบวนการคิดดว ยตนเอง โดยคำนึงถงึ สภาพแวดลอมของผเู รียน โรงเรียน และชุมชนเปน หลกั
แผนการจัดการเรยี นรูฉบับน้ี เปนแผนการจดั การเรยี นรูกลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 5
จดั ทำไวเพอ่ื สะดวกตอ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สามารถนำไปประยกุ ตใ ชไ ดท กุ ปการศึกษา ผูทจี่ ะ
นำไปใชควรอานคำชี้แจงการใชแผนการจัดการเรียนรใู หเขาใจกอนนำไปใชจริง

ขา พเจาหวังเปนอยา งยงิ่ วาแผนการจดั การเรยี นรูฉ บับนจ้ี ะชวยใหการเรยี นการสอนกลุมสาระการ
เรียนรูวิทยาศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 ดำเนินไปดว ยดี และทำใหผเู รียนมีความรู ความสามารถ มที ักษะ
กระบวนการและมีคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต รงตามจดุ มงุ หมายของหลกั สตู รตอไป

นางสาวเมทินี สภุ าพนั ธ
ผจู ัดทำ

คำอธบิ ายรายวิชาเคมี 4
รายวิชา เคมี 4 ว32224 กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 5/1 – 5/6 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หนว ยกิต
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

-
ศึกษาไอออนในสารละลายกรดและเบส ทฤษฎีกรด-เบสของอารเรเนียส เบรินสเตด-ลาวรี
และลิวอิส ศึกษาและทดลองเก่ียวกับการถายโอนโปรตอนของสารละลายกรด-เบส ศึกษาคูกรด-เบส คำนวณ
และเขียนสมการการแตกตัวของกรด-เบส การคำนวณคาคงที่การแตกตัวเปนไอออนของกรดออนและเบส
ออน ศึกษาและทดลองการแตกตัวเปนไอออนของน้ำ การคำนวณคาคงที่ของการแตกตัวของน้ำ pH ของ
สารละลายกรด-เบส ศึกษาและทดลองเรื่องปฏิกิรยิ าสะเทิน และปฏิกิริยาการเกิดเกลือจากปฏิกิริยาระหวา ง
สารละลายกรดกับสารละลายเบส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ ศึกษาเกี่ยวกับการไทเทรตสารละลาย
กรด-เบส การเขียนกราฟและการหาจุดสมมูลจากกราฟของการไทเทรต และคำนวณหาความเขมขนของ
สารละลายกรด-เบส ศึกษาหลักการเลือกใชอินดิเคเตอรสำหรับไทเทรตกรด-เบส ศึกษาและทดลองสมบัติ
ความเปนบัฟเฟอรของสารละลาย ศึกษาและทดลองการถายโอนอิเล็กตรอนในปฏิกิริยาระหวางโลหะกับ
สารละลายของโลหะไอออน ศึกษาปฏิกิริยาออกซิเดชัน ปฏิกิริยารีดักชัน ตัวรีดิวซ และตัวออกซิไดส
การเขียนและดุลสมการรีดอกซโดยใชเลขออกซิเดชันและครึ่งปฏิกิริยา ศึกษาเซลลไฟฟาเคมี ศึกษาและ
ทดลองเกี่ยวกับหลักการของเซลลกัลวานิก ศึกษาการเขียนแผนภาพของเซลลกัลวานิก การหาคาศักยไฟฟา
ของเซลลและศักยไฟฟา มาตรฐานของคร่ึงเซลลปฏิกิริยาในเซลลกลั วานิกประเภทเซลลปฐมภมู ิและเซลลทุติย
ภูมิบางชนิด ทดลองเพื่อศึกษาหลักการสรางและการทำงานของเซลลสะสมไฟฟาแบบตะก่ัว ศึกษาหลักการ
ของเซลลอิเล็กโทรไลติก และทดลองการแยกสารละลายดวยไฟฟาตามหลักการของเซลลอิเล็กโทรไลติก
ศึกษาการแยกสารที่หลอมเหลวดวยไฟฟา ศึกษาและทดลองชุบโลหะดวยกระแสไฟฟาศึกษาวิธีการทำให
โลหะบริสุทธิ์ ศึกษาและทดลองเกี่ยวกับการผุกรอนและการปองกันการผุกรอนของโลหะ ศึกษา
ความกาวหนาทางเทคโนโลยีท่ีเก่ียวของกับเซลลไฟฟาเคมี
โดยใชการเรียนรูดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ
สามารถนำความรูและหลักการไปใชประโยชน เชื่อมโยง อธิบายปรากฏการณ หรือแกปญหาใน
ชีวิตประจำวัน สามารถจัดทำและวิเคราะหขอมูล สื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจ
แกปญหา มีจิตวิทยาศาสตร เห็นคุณคาของวิทยาศาสตร มีจริยธรรม คณุ ธรรม และคา นยิ มที่เหมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. ระบุ และอธบิ ายวา สารเปนกรดหรอื เบสโดยใชท ฤษฎีกรด–เบสของอารเรเนียสเบรินสเตด–ลาวรแี ละ
ลิวอิส
2. ระบุคกู รด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี
3. คาํ นวณ และเปรียบเทยี บความสามารถในการแตกตวั หรือความแรงของกรดและเบส
4. คํานวณคา pH ความเขมขนของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซดไอออนของสารละลายกรดและ
เบส
5. เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกริ ยิ าสะเทิน และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายหลงั การสะเทิน
6. เขยี นปฏิกิริยาไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ และระบคุ วามเปน กรด-เบสของสารละลายเกลอื

7. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรตและเลือกใชอินดิเคเตอรที่เหมาะสมสําหรับการไทเทรต
กรด-เบส

8. คํานวณปริมาณสารหรือความเขมขนของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต
9. อธิบายสมบัติองคประกอบ และประโยชนข องสารละลายบฟั เฟอร
10. สืบคนขอมูลและนําเสนอตัวอยางการใชประโยชน และการแกปญหาโดยใชความรูเก่ียวกับ

กรด–เบส
11. คํานวณเลขออกซิเดชัน และระบุปฏิกิริยาท่ีเปนปฏิกิริยารีดอกซ
12. วิเคราะหการเปลีย่ นแปลงเลขออกซิเดชัน และระบตุ วั รีดิวซและตวั ออกซิไดส รวมทงั้ เขยี นครง่ึ ปฏกิ ิริยา

ออกซิเดชนั และครึ่งปฏิกริ ิยารีดักชนั ของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ
13. ทดลอง และเปรียบเทยี บความสามารถในการเปนตวั รดี วิ ซห รอื ตวั ออกซิไดส และเขยี นแสดงปฏกิ ริ ิยา

รดี อกซ
14. ดุลสมการรีดอกซดวยการใชเ ลขออกซิเดชนั และวธิ ีครึง่ ปฏิกิริยา
15. ระบุองคป ระกอบของเซลลเ คมไี ฟฟา และเขยี นสมการเคมขี องปฏกิ ิรยิ าทีแ่ อโนดและแคโทด ปฏกิ ริ ิยา

รวม และแผนภาพเซลล
16. คาํ นวณคา ศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลและระบปุ ระเภทของเซลลเ คมไี ฟฟา ข้ัวไฟฟาและปฏิกริ ยิ าเคมี

ทเ่ี กิดขึน้
17. อธิบายหลักการทาํ งาน และเขียนสมการแสดงปฏกิ ริ ิยาของเซลลปฐมภมู แิ ละเซลลทตุ ิยภูมิ
18. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมีดวยกระแสไฟฟา และอธิบายหลักการทางเคมีไฟฟาทใ่ี ชในการชบุ

โลหะ การแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา การทาํ โลหะใหบ ริสุทธิ์ และการปอ งกันการกัดกรอ นของโลหะ
19. สืบคนขอมลู และนาํ เสนอตัวอยา งความกา วหนา ทางเทคโนโลยีทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เซลลเคมีไฟฟา ใน

ชีวิตประจําวัน
รวม 19 ผลการเรยี นรู

โครงสรางรายวิชาเคมี 4

ที่ ชอ่ื หนว ยการเรียนรู ผลการเรียนรู เวลาท่ี นำ้ หนัก
ใช คะแนน
1. บทที่ 10 1.ระบุ และอธิบายวาสารเปนกรดหรือเบสโดยใชทฤษฎกี รด–เบสของอารเร 26 50
สมดลุ กล เนยี สเบรินสเตด–ลาวรีและลิวอสิ
2.ระบคุ กู รด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี
3.คํานวณ และเปรียบเทียบความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของ
กรดและเบส
4.คาํ นวณคา pH ความเขมขน ของไฮโดรเนียมไอออนหรอื ไฮดรอกไซดไ อออน
ของสารละลายกรดและเบส
5.เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาสะเทิน และระบุความเปนกรด-เบสของ
สารละลายหลังการสะเทนิ
6.เขียนปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ และระบุความเปนกรด-เบสของ
สารละลายเกลอื
7.ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรตและเลือกใชอินดิเคเตอรท่ี
เหมาะสมสาํ หรับการไทเทรต กรด-เบส
8.คํานวณปริมาณสารหรือความเขมขนของสารละลายกรดหรือเบสจากการ
ไทเทรต
9.อธิบายสมบตั ิองคป ระกอบ และประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร
10.สบื คนขอมลู และนําเสนอตัวอยางการใชป ระโยชน และการแกปญหาโดย
ใชความรูเกย่ี วกบั กรด–เบส
2. บทท่ี 11 11.คาํ นวณเลขออกซิเดชนั และระบุปฏิกริ ิยาทเ่ี ปน ปฏิกริ ิยารีดอกซ 34 50
เคมีไฟฟา 12.วิเคราะหการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน และระบุตัวรีดวิ ซและตัวออก
ซิไดส รวมทั้งเขียนครึ่งปฏิกิริยาออกซิเดชันและครึ่งปฏิกิริยารีดักชันของ
ปฏกิ ิริยารดี อกซ
13.ทดลอง และเปรียบเทียบความสามารถในการเปน ตัวรีดิวซหรือตัวออกซิ
ไดส และเขยี นแสดงปฏกิ ิริยารีดอกซ
14.ดลุ สมการรดี อกซดวยการใชเลขออกซิเดชนั และวิธีคร่งึ ปฏกิ ิรยิ า
15.ระบุองคประกอบของเซลลเคมีไฟฟา และเขยี นสมการเคมีของปฏิกิริยาท่ี
แอโนดและแคโทด ปฏิกริ ยิ ารวม และแผนภาพเซลล
16.คํานวณคาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลและระบุประเภทของเซลล
เคมไี ฟฟา ขัว้ ไฟฟาและปฏิกิริยาเคมที ี่เกิดขึ้น
17.อธบิ ายหลักการทํางาน และเขียนสมการแสดงปฏกิ ริ ิยาของเซลลปฐมภูมิ
และเซลลทตุ ยิ ภูมิ
18.ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีดวยกระแสไฟฟา และอธิบายหลักการ
ทางเคมีไฟฟาทีใ่ ชในการชบุ โลหะ การแยกสารเคมีดว ยกระแสไฟฟา การทาํ
โลหะใหบ ริสทุ ธิ์ และการปอ งกันการกัดกรอ นของโลหะ
19.สืบคนขอมูล และนําเสนอตัวอยางความกาวหนาทางเทคโนโลยีท่ี
เกีย่ วของกับเซลลเคมไี ฟฟา ในชีวติ ประจําวนั

รวม 60 100

กำหนดการสอน

กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รายวชิ าเพิ่มเติม
รหัส ว32224 วชิ าเคมี 4 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2/2564
เวลาเรียน 60 ชั่วโมง (3ชวั่ โมง/สปั ดาห
จำนวน 1.5 หนวยกิต

หน ชือ่ สาระสำคญั ผลการเรียนรู/จุดประสงคการเรียนรู เวลา
วย หนว ยการ (ชัว่ โมง
ที่ เรยี นรู

1 กรด-เบส สารในชีวิตประจําวันหลายชนิดมี 1.ระบแุ ละอธบิ ายวา สารเปนกรด 3

สมบัติเปนกรดหรือเบส ซึ่ง หรือเบส โดยใชทฤษฎกี รด-เบสของ
พจิ ารณาไดโ ดยใชทฤษฎีกรด-เบส
ของอารเรเนียส เบรนิ สเตด-ลาวรี อารเรเนียส เบรนิ
หรอื ลวิ อสิ สเตด ลาวรี และลวิ อิส

ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินส 2. ระบคุ ูกรด-เบสของสารตาม 3

เตด–ลาวรเี มอื่ ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาว
กรดหรือเบสละลายน้ำหรือทํา
ปฏิกิริยากับสารอื่น จะมีการถาย รี

โอนโปรตอนระหวางสารต้ังตนที่
เปน ก ร ดและ เบ ส เก ิ ด เ ป น
ผลิตภัณฑซึ่งเปนโมเลกุลหรือ
ไอออนท่ีเปนคูกรด-เบสของ
สารตั้งตนนั้น โดยสารที่เปนคู
กรด-เบสกนั จะมี
โปรตอนตางกัน ๑ โปรตอน

กรดและเบสแตละชนิดสามารถ 3. คำนวณ และเปรียบเทยี บ 3

แตกตัวในน้ำไดแตกตางกัน กรด ความสามารถในการแตกตวั หรือ
แกหรือเบสแกสามารถแตกตัว
เปนไอออนในน้ำไดเกอื บสมบูรณ ความแรงของกรดและเบส

สวนกรดออนหรือเบสออนแตก
ตัวเปนไอออนไดนอยโดย
ความสามารถในการแตกตัวหรือ
ความแรง
ของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได
จากคาคงที่
การแตกตวั ของกรดหรือเบส หรือ
ปรมิ าณ

หน ชอ่ื สาระสำคญั ผลการเรยี นร/ู จุดประสงคการเรยี นรู เวลา
วย หนว ยการ (ชั่วโมง
ที่ เรยี นรู

การแตกตัวเปนรอยละของกรด

หรอื เบส

น้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ๒๕ องศา 4. เขยี นปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลิซสิ ของ 3

เซลเซียสแตกตัวใหไฮโดรเนียม เกลือ และระบุความเปน กรด-เบส
ไอออนและไฮดรอกไซดไอออนที่
มีความเขมขนเทากนั คือ1.0x10- ของสารละลายเกลือ

7 โมลตอลิตรโดยมีคาคงที่การ
แตกตวั ของนำ้ เทา กับ1.0 x 10-14
เมื่อกรดหรือเบสแตกตัวในนำ้ คา
ความเปนกรด-เบสของ
สารละลายแสดงไดด วยคา pH ซึ่ง
สัมพันธกับความเขมขนของ
ไฮโดรเนยี มไอออนโดยสารละลาย
กรดมีความเขมขนของไฮโดร
เนียมไอออนมากกวา 1.0 x 10-7
โมลตอ ลิตรหรอื มคี า pH นอยกวา
๗ สวนสารละลายเบสมีความ
เขมขนของไฮโดรเนียมไอออน
นอยกวา1.0 x 10-7 โมลตอลิตร
หรือมีคา pH มากกวา 7
ปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรดแก 5. คำนวณคา pH ความเขมขนของ 3

และเบสแก ไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซด
ใหสารละลายที่เปนกลาง
ปฏกิ ิริยาสะเทนิ ไอออนของสารละลายกรดและเบส

ระหวางกรดแกและเบสออน ให
สารละลาย
ที่เปนกรด สวนปฏิกิริยาสะเทิน
ระหวางกรดออนและเบสแก ให
สารละลายทีเ่ ปนเบส
เกลือที่ไดจากการสะเทนิ ของกรด 6. เขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ยิ า 3
แกดวยเบสออนเมื่อละลายในน้ำ สะเทนิ และระบุความเปนกรด-เบส
จะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสได ของสารละลายหลังการสะเทนิ
สารละลายที่มีสมบัติเปนกรด
สวนเกลือทีไ่ ดจ ากการสะเทินของ
กรดออนดวยเบสแก เมื่อละลาย

หน ชือ่ สาระสำคญั ผลการเรียนร/ู จดุ ประสงคการเรยี นรู เวลา
วย หนว ยการ (ชั่วโมง
ที่ เรยี นรู

ในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส
ไดสารละลายท่ีมีสมบัตเิ ปน เบส
การไทเทรตเปนเทคนิคในการ 7. ทดลอง และอธิบายหลักการการ 6
วิเคราะหหาปริมาณหรือความ ไทเทรต และเลือกใชอ ินดิเคเตอรที่
เขม ขน ของสารที่ทําปฏิกิริยาพอดี
กันจุดที่สารทําปฏิกิริยาพอดีกัน เหมาะสมสำหรบั การไทเทรตกรด-
เรยี กวา จุดสมมลู ในทางปฏิบัติจุด เบส

สมมูลของปฏิกิร ิยาอ า จไ ม
สามารถสังเกตเห็นไดจึงสังเกต
จากการเปลี่ยนสีของอินดเิ คเตอร
เพื่อบอกจุดยุติของการไทเทรต
ดังนั้นอินดิเคเตอรที่เหมาะสมใน
ก า ร ไ ท เ ท ร ต ก ร ด - เ บ ส ค ว ร เ ป น
อินดิเคเตอรท่ีเปลี่ยนสีในชวง pH
ตรงกับหรือใกลเคียงกับ pH ของ
สารละลาย ณ จดุ สมมูล

ปร ิมาณก ร ด แ ละ เบ ส ท ี ่ ทํ า 8. คํานวณปรมิ าณสารหรือความ 3
ปฏิกริ ิยาพอดกี ันจาก เขม ขนของ 3
การไทเทรตกรด-เบส สามารถ สารละลายกรดหรอื เบสจากการ
นําไปคํานวณ ไทเทรต
ความเขมขนของกรดหรือเบสที่
ตอ งการทราบ
ความเขมขนได
ส า ร ล ะ ล า ย บ ั ฟ เ ฟ อ ร  เ ป น 9.อธบิ ายสมบัติ องคประกอบ และ
สารละลายของกรดออนกับเกลือ ประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร
ของกรดออนน้นั หรือเบสออนกับ
เกลือของเบสออนนั้น เมื่อเติม
กรด เบส หรือน้ำจะมีผลตอการ
เปลี่ยนแปลงคา pH นอยกวา
สารละลายทั่วไป สมบัติเฉพาะ
ข อ ง ส า ร ล ะ ล า ย บ ั ฟ เ ฟ อ ร  เ ป น
ประโยชนตอการควบคุม pHของ
ระบบในสิง่ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอม

หน ชือ่ สาระสำคญั ผลการเรียนรู/จดุ ประสงคก ารเรยี นรู เวลา
วย หนว ยการ (ชัว่ โมง
ท่ี เรียนรู

ความรูเกี่ยวกับกรด-เบสสามารถ 10. สืบคน ขอ มูล และนำเสนอ 3

นํามาใชป ระโยชน ตัวอยางการใชประโยชนและการ
และแกปญหาในชีวิตประจําวัน แกปญ หาโดยใชความรเู กย่ี วกบั
เกษตรกรรม กรด–เบส
อุตสาหกรรม และการแพทย
2 เคมไี ฟฟา เคมีไฟฟาเปนการศึกษาเกี่ยวกับ 11. คำนวณเลขออกซเิ ดชนั และ 3

การเปลย่ี นแปลง ระบุปฏกิ ิรยิ าท่เี ปนปฏิกิริยารีดอกซ
ระหวางพลังงานไฟฟาและการ
เกิดปฏิกิริยาเคมีที่มีการถายโอน
อิเล็กตรอนแลวทําใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน ซ่ึง
เปนเลขที่แสดงประจุไฟฟาหรือ
ประจไุ ฟฟา สมมติของอะตอมธาตุ
เรียกปฏกิ ริ ยิ าชนดิ น้ีวา ปฏิกิริยารี
ดอกซ
ปฏิกิริยารีดอกซมีทั ้ง ครึ่ ง 12. วิเคราะหการเปลย่ี นแปลงเลข 3

ปฏกิ ิริยาทมี่ ีการให ออกซิเดชนั และระบุตัวรีดวิ ซและ
อิเล็กตรอน เรียกวา ครึ่งปฏิกิริยา ตัวออกซิไดส รวมทงั้ เขยี นครึง่
ออกซเิ ดชนั ปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชันและครึ่ง
และครึ่งปฏิกิริยาที่มีการรับ ปฏิกิริยารีดักชนั ของปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ
อิเล็กตรอน เรียกวาครึ่งปฏิกิริยา
รีดักชัน โดยสารที่ใหอิเล็กตรอน
จ ะ ม ี เ ล ข อ อ ก ซ ิ เ ด ช ั น เ พ ิ ่ ม ข้ึ น
เรียกวา ตัวรีดิวซสวนสารที่รับ
อิเล็กตรอนจะมีเลขออกซิเดชัน
ลดลง เรียกวา ตัวออกซิไดส
การเปรียบเทียบความสามารถใน 13. ทดลอง และเปรียบเทียบ 3

การเปนตัวรีดิวซหรือตัวออกซิ ความสามารถในการเปน ตัวรีดิวซ
ไดสสามารถพิจารณาไดจากผล หรือตวั ออกซิไดส และเขยี นแสดง
การทดลองของปฏกิ ิริยารดี อกซ ปฏกิ ิริยารดี อกซ
ปฏกิ ิริยารีดอกซเขียนแทนไดดวย 14. ดลุ สมการรดี อกซดว ยการใชเลข 3
สมการรีดอกซซึ่งการดุลสมการรี ออกซิเด ชันและวิธีคร่ึงปฏิกริ ิยา
ดอกซท าํ ไดโดยการใช
เลขออกซิเดชันและวิธีครึ่ ง
ปฏกิ ิริยา

หน ช่อื สาระสำคญั ผลการเรยี นร/ู จดุ ประสงคก ารเรียนรู เวลา
วย หนวยการ (ชัว่ โมง
ท่ี เรยี นรู

เซลลเคมีไฟฟาประกอบดวย 15.ระบุองคป ระกอบของเซลล 3

แอโนด แคโทด และสารละลายอิ เคมีไฟฟา และเขียนสมการเคมขี อง
เล็กโทรไลตซึ่งอาจเชื่อมตอกัน ปฏกิ ิรยิ าที่แอโนดและแคโทด
ดวยสะพานเกลือ โดยที่แอโนด ปฏิกริ ยิ ารวม และแผนภาพเซลล
เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและ
แคโทดเกดิ ปฏกิ ริ ิยารีดักชัน ทําให
อิเล็กตรอนเคลื่อนที่จากแอโนด
ไปแคโทด เซลลเ คมีไฟฟา
สามารถเขียนแสดงไดดวย
แผนภาพเซลล
คาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลล 16.คำนวณคาศักยไฟฟามาตรฐาน 3

คํานวณไดจากคาศักยไฟฟา ของเซลล และระบปุ ระเภทของ
มาตรฐานของครึ่งเซลลถ า คา เซลลเ คมีไฟฟา ข้วั ไฟฟา และ
ศักยไฟฟาของเซลลเปนบวก ปฏิกริ ิยาเคมที ี่เกิดข้ึน
แสดงวา ปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซเกิดขึ้นได
เอง ซึ่งทําใหเกิดกระแสไฟฟา
เรียกเซลลชนิดนี้วา เซลลกัลวา
นิก แตถาคาศักยไฟฟาของเซลล
เปน ลบ แสดงวา ปฏิกิริยา
รีดอกซไมสามารถเกิดไดเ อง ตอง
มีการใหกระแสไฟฟาจึงจะ
เ ก ิ ด ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า ไ ด  เ ซ ล ล  ช น ิ ด น้ี
เรียกวา เซลลอ ิเลก็ โทรลิติก
เซลลเคมีไฟฟาสามารถนําไปใช 17. อธบิ ายหลักการทำงาน และ 3

ประโยชนไ ด เขยี นสมการแสดงปฏิกริ ิยาของเซลล
ในชีวิตประจําวัน เชน แบตเตอร่ี ปฐมภมู แิ ละเซลลท ตุ ยิ ภมู ิ
ซึ่งมีทั้งเซลลปฐมภูมิและเซลล
ทุตยิ ภมู โิ ดยปฏกิ ิรยิ าเคมีที่เกิดข้ึน
ภายในเซลลป ฐมภูมไิ มสามารถทํา
ใหเกิดปฏิกิริยายอนกลับไดโดย
การประจุไฟ จึงไมสามารถนํา
กลับมาใชไดอีก ปฏิกิริยาเคมีท่ี
เ กิ ด ข ึ ้ น ภ า ย ใ น เ ซ ล ล  ท ุ ต ิ ย ภ ู มิ
สามารถทําใหเกิดปฏิกิริยา

หน ช่อื สาระสำคญั ผลการเรียนรู/จุดประสงคการเรยี นรู เวลา
วย หนวยการ (ชั่วโมง
ท่ี เรยี นรู

ยอนกลับไดโดยการประจุไฟ จึง
นํากลับมาใชไ ดอกี

เซลลอิเล็กโทรลิติกสามารถนําไป 18. ทดลองชุบโลหะและ แย ก 3

ใชประโยชนไ ด สารเคมีดวยกระแส ไฟฟา และ
ทั้งในชีวิตประจําวัน และใน อธิบายหลัก การทางเคมีไฟฟาที่ใช
อุตสาหกรรม ในการชุบโลหะ การแยกสารเคมี
หลายประเภท เชน การชุบโลหะ ดวยกระแส ไฟฟา การทำโลหะให
การแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา บริสุทธิ์ และการปองกันการกัด
การทําโลหะใหบริสุทธิ์ก าร กรอน
ปองกนั การกัดกรอ นของโลหะ ของโลหะ

ปฏิกิริยาเคมีหลายปฏิกิริยาที่พบ 19. สืบคนขอ มูล และนำเสนอ 3
ในชีวิตประจําวันเปนปฏิกิริยารี ตวั อยา งความกา วหนา ทาง
ดอกซเชน ปฏิกิริยาการเผาไหม เทคโนโลยที ่ีเกย่ี วขอ งกับเซลล
ปฏิกิริยาในเซลลเคมีไฟฟา ซึ่ง เคมไี ฟฟา ในชีวติ ประจำวัน
ความรูเรื่องเซลลเคมีไฟฟาและ
ความกาวหนาทางเทคโนโลยีท่ี
เ ก ี ่ ย ว ข  อ ง ก ั บ เ ซ ล ล  เ ค ม ี ไ ฟ ฟ า
นําไปสูนวัตกรรมดานพลังงานท่ี
เปนมติ รตอ สงิ่ แวดลอม

แผนการจดั การเรียนรูท ่ี 1 ภาคเรียรท่ี 2/2564
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 5
รายวิชา เคมี 4 รหัสวิชา ว32224
กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เวลา 26 ชั่วโมง
หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบส เวลา 2 ช่ัวโมง
เรอื่ ง ทฤษฎกี รด-เบส
ผสู อน นางสาวเมทินี สภุ าพนั ธ

ผลการเรียนรู
ระบแุ ละอธบิ ายวาสารเปน กรดหรือเบส โดยใชทฤษฎีกรด-เบสของอารเรเนียส เบรนิ สเตดลาวรี

และลวิ อิส
สาระสำคญั

สารในชีวติ ประจำวันหลายชนิดมีสมบัติเปนกรดหรอื เบส ซง่ึ พิจารณาไดโ ดยใชท ฤษฎกี รด-เบสของอาร
เรเนยี ส เบรินสเตด-ลาวรี หรือลิวอสิ
จดุ ประสงคการเรียนรู

ดา นความรู (K)
1. ระบแุ ละอธบิ ายวาสารเปน กรดหรอื เบส โดยใชทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนียส เบรนิ สเตด-ลาวลี
และลิวอสิ ได
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
2. ทดลองเพื่อศกึ ษาปฏิกิรยิ าการใหและรับโปรตอนของโซเดียมไฮโดรเจนคารบ อเนตได
ดานคุณลกั ษณะ (A)
3. ทำงานรว มกบั ผูอ่นื มสี วนรวมในการแสดงความคดิ เหน็ ภายในกลมุ ยอมรับฟง ความคิดเห็นของ
ผอู ื่น และรบั ผิดชอบตอ หนา ท่ที ีไ่ ดรบั มอบหมาย
สาระการเรยี นรู
ทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนยี ส กลาววา กรด คือ สารท่ีละลายนำ้ แลว แตกตวั ใหไฮโดรเจนไอออน
สวนเบส คือ สารท่ลี ะลายนำ้ แลว แตกตวั ใหไฮดรอกไซดไ อออน
ทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี กลาววา กรด คือ สารท่ีใหโ ปรตอนแกส ารอ่ืน สว นเบส
คือ สารท่รี บั โปรตอนจากสารอื่น

ทฤษฎีกรด-เบสของลิวอสิ กลา ววา กรด คือ สารที่รับคอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอนื่ สวนเบส คือ
สารท่ใี หคูอเิ ลก็ ตรอนแกสารอืน่
สมรรถนะสำคญั ของผูเ รยี น

1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ

1) ทกั ษะการทดลอง
2) ทักษะการตคี วามหมายและลงขอสรุป
3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค
1. มวี ินยั
2. ใฝเ รียนรู
3. มุง มัน่ ในการทำงาน

การจดั กิจกรรมการเรยี นรูดวยรูปแบบ 5E เสริมดว ยชุดกิจกรรม
ขั้นที่ 1 สรา งความสนใจ (Engagement)
1.ครูยกตวั อยางภาพสารที่มีสมบัติเปนกรด เปนเบส หรือเปนกลางที่พบในชีวิตประจำวัน จากนั้นให

นักเรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับสมบัติและวิธีการที่ใชตรวจสอบวาสารใดเปนกรด เปนเบส หรือเปนกลาง
(แนวคำตอบ กรดคือมะนาว มีสมบัติคือมีรสเปรี้ยว เปลี่ยนสีกระดาษลิสมัตจากน้ำเงินเปนแดง และสบู มี
สมบตั ิเปน เบสเพราะมรี สฝาด เปลย่ี นกระดาษลสิ มตั จากแดงเปนน้ำเงิน

2. ครูใชคำถามวา นอกจากสมบัติขางตนแลว การระบุวาสารเปนกรดหรือเบสพิจารณาไดอยางไร
เพอื่ นำเขา สทู ฤษฎกี รด-เบส
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจคน หา (Explore)

3. ครูใหนิยามของกรด-เบสตามทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนยี ส จากน้นั ใหน กั เรียนอธิบายวา เพราะ
เหตุใด HCl และ CH3COOH จึงเปน กรด สว น NaOH และ Ca(OH)2 จึงเปนเบสจากน้ันใหน กั เรียนยกตัวอยา ง
สารท่ีเปน กรดและเบสตามทฤษฎี

4. ครูยกตวั อยางปฏกิ ริ ิยาเคมีระหวา งแกส HCl และ NH3 แลว ใหน ักเรียนระบุวา สารใดเปนกรดหรือ

เบสตามทฤษฎีกรด-เบสอารเรเนียส ซ่ึงไมส ามารถระบุได เนอ่ื งจากปฏิกริ ยิ าน้ไี มไ ดเกิดข้ึนในนำ้ และไมมี H3O+

และ OH-เกิดขนึ้ เพอื่ นำเขา สกู ารอธิบายทฤษฎกี รด-เบสเบรนิ สเตดลาวลี

5. ครูใหน ิยามของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสเบรนิ สเตด-ลาวลี จากน้นั ใหนกั เรียนใชทฤษฎี

ดังกลา วระบุวา ในปฏิกริ ิยาเคมีระหวา งแกส HCl และ NH3 สารใดเปน กรด สารใดเปนเบส (แนวคำตอบ : แกส

HCl เปนกรดเพราะใหโ ปรตอน สว นแกส NH3 เปนเบสเพราะรบั โปรตอน

6. นกั เรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน เพ่ือทำกจิ กรรมการทดลอง เร่อื ง ปฏกิ ิรยิ าการใหแ ละรบั โปรตอน

ของโซเดยี มไฮโดรเจนคารบอเนต โดยศึกษาจากคลิปวดิ โิ อการทดลอง เรอื่ ง ปฏิกิรยิ าการใหแ ละรับโปรตอน

7. สมาชกิ ทุกคนในกลมุ ชวยกันลงมอื บันทึกผลการทดลองทไ่ี ดศกึ ษาตามวดิ ิโอการทดลอง

ข้นั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain)

8. นักเรยี นแตละกลมุ สง ตัวแทนออกมานำเสนอผลการทดลอง จากนน้ั ใหนกั เรยี น ทกุ คนรวมกัน

อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขา ใจที่ตรงกัน

9. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภิปรายและหาขอสรุปจากการปฏบิ ัตกิ ารทดลอง โดยใชค ำถาม ดังน้ี

1) จงเขยี นสมการการแตกตวั ของ NaHCO3 ในน้ำ

(แนวคำตอบ: H2O

NaHCO3 (s) → Na+ (aq) + HCO3- (aq)

2) เม่ือ HCO3 - ทำปฏิกริ ิยากับ HCl จะทำหนาทีเ่ ปนกรดหรอื เบส จงอธิบาย พรอม เขียน

สมการประกอบ

(แนวคำตอบ : HCO3 - ทำหนาทเี่ ปน เบส เพราะจะไดร บั โปรตอนจากกรด HCl เกดิ เปน H2CO3 ซ่ึง

จะสลายตวั ใหแ กส CO2 ดงั สมการ
HCO3 - (aq) + H3O + (aq) ⇌ H2CO3 (aq) + H2O (l)
H2CO3 (aq) ⇌ H2O (l) + CO2 (g)

3) เมื่อ HCO3 - ทำปฏิกริ ยิ ากบั Ca(OH)2 จะทำหนา ที่เปนกรดหรือเบส จงอธบิ ายพรอมเขียน
สมการประกอบ (แนวคำตอบ : HCO3 - ทำหนาท่ีเปนกรด เพราะจะใหโปรตอนแก Ca(OH)2 เกิดเปนตะกอน

ขาวของ CaCO3 ดังสมการ

HCO3 - (aq) + OH- (aq) ⇌ CO3 2- (aq) + H2O (l)

Ca2+ (aq) + CO3 2- (aq) ⇌ CaCO3 (s) )

10. นักเรียนและครูรว มกนั สรุปผลจากการทำการทดลอง ซ่ึงไดข อสรปุ วา “HCO3 - สามารถใหและ
รบั โปรตอนได จงึ เปน ไดทงั้ กรดและเบส ท้ังน้ขี ึน้ อยูก บั สารทท่ี ำปฏิกิรยิ าดว ย”

ข้นั ที่ 4 ขยายความเขา ใจ (Elaborate)
11. ครูยกตวั อยางกรดหรือเบสบางชนิดที่ไมส ามารถอธบิ ายความเปน กรด-เบสโดยใช ทฤษฎีกรด-เบส
ของอารเรเนียสและทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี ได เชน BF3 เพอื่ ชี้ใหเห็นถึง ขอ จำกดั ของการใชส อง
ทฤษฎนี ี้ เพื่อเชอื่ มโยงเขา สูการอธบิ ายสมบตั ขิ องกรด-เบสโดยใชทฤษฎีกรดเบสของลวิ อิส
12. นักเรียนแตละคนศึกษาเก่ยี วกบั ทฤษฎีกรด-เบสของลิวอสิ จากนนั้ ครตู ง้ั คำถามให นกั เรยี นรว มกัน
อภิปราย เรอ่ื ง ทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิส ดงั นี้
1) จงอธิบายนิยามของกรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบสของลิวอสิ
(แนวคำตอบ : กรด คอื สารทรี่ ับคูอเิ ล็กตรอนจากสารอื่น สว นเบส คอื สารทใ่ี หค อู เิ ล็กตรอนแกสารอ่นื
2) เพราะเหตุใดทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิสจงึ ใชอ ธิบายความเปนกรด-เบสไดดีกวา ทฤษฎอี ่นื
(แนวคำตอบ : เนอ่ื งจากสารทุกชนิดมีอเิ ลก็ ตรอน จึงสามารถระบไุ ดวา เม่ือสารทำ ปฏิกิริยากนั สารใดใหและ
สารใดรบั อิเลก็ ตรอน

ข้ันท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
13. นกั เรยี นและครรู วมกนั สรปุ เก่ยี วกับทฤษฎีกรด-เบส ซงึ่ ไดข อ สรปุ ดงั นี้
• ทฤษฎีกรด-เบสของอารเรเนยี ส กลาววา กรด คือ สารที่ละลายนำ้ แลวแตกตัวให ไฮโดรเจนไอออน
สวนเบส คือ สารท่ีละลายนำ้ แลวแตกตวั ใหไ ฮดรอกไซดไ อออน
• ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี กลาววา กรด คอื สารทีใ่ หโปรตอนแก สารอ่นื สวนเบส คอื
สารที่รับโปรตอนจากสารอนื่
• ทฤษฎีกรด-เบสของลิวอิส กลาววา กรด คือ สารทีร่ ับคูอิเลก็ ตรอนจากสารอ่นื สวนเบส คือ สารที่ให
คูอเิ ลก็ ตรอนแกสารอน่ื
14. ครใู หนักเรียนทำแบบฝกหดั ในชุดกจิ กรรมเรอื่ ง ทฤษฏกี รด-เบส หนา 14-16 โดยศึกษาตวั อยาง
จากใบความรทู ี่ 1.1 เรื่องทฤษฎกี รด-เบส หนา 9-13

ส่ือการเรียนการสอน/แหลงเรียนรู
1. หนงั สือเรียนวิทยาศาสตรเพิ่มเติม เคมี ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 5 เลม 4
2. Power point เร่ือง ทฤษฎกี รด-เบส
3. ชุดกจิ กรรมที่1 เร่ือง ทฤษฏีกรด-เบสและคูกรด-เบส

การวดั และการประเมนิ ผล

รายการ วธิ ีการวดั เครอื่ งมอื วัด เกณฑก ารให
คะแนน
1.ดา นความรู (K) - การตอบคำถาม - ถามตอบ
1. ระบแุ ละอธิบาย - ตรวจสมุด - สมุดประจำตวั - คะแนนผานเกณฑ
วาสารเปน กรด ประจำตัว รอ ยละ 70
หรอื เบส โดยใช - คะแนนผานเกณฑ
ทฤษฎี กรด-เบส - ตรวจชุดกิจกรรม - ชุดกิจกรรม เรื่อง ทฤษฎี รอ ยละ 70
ของอารเรเนยี ส - ตรวจแบบฝกตรวจสอบ กรด-เบส - คะแนนผานเกณฑ
เบรนิ สเตด-ลาวลี ความเขา ใจ - แบบฝกตรวจสอบความ รอยละ 70
และลิวอสิ ได เขา ใจ - คะแนนผานเกณฑ
2. ดา นทักษะ รอยละ 70
กระบวนการ (P) - ประเมนิ พฤตกิ รรมรายบคุ คล - แบบประเมนิ พฤติกรรม - คะแนนผานเกณฑ
2. ทดลองเพ่ือ รายบุคคล ระดบั ดขี ้ึนไป
ศกึ ษาปฏกิ ิริยา
การใหแ ละรบั
โปรตอนของ
โซเดียมไฮโดรเจน
คารบอเนตได
3. ดา นจติ
วทิ ยาศาสตร (A)
3. ทำงานรวมกับ
ผอู ื่น มีสว นรวมใน
การแสดง ความ
คดิ เหน็ ภายในกลุม
ยอมรับฟง ความ
คิดเหน็ ของ ผูอ ่ืน
และรับผิดชอบตอ
หนาที่ ทไ่ี ดรบั
มอบหมาย











แผนการจัดการเรียนรทู ่ี 2 ภาคเรียรท่ี 2/2564
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5
รายวิชา เคมี 4 รหัสวิชา ว32224
กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เวลา 26 ชั่วโมง
หนวยการเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบส เวลา 2 ชัว่ โมง
เรอ่ื ง คูกรด-เบส
ผูส อน นางสาวเมทนิ ี สุภาพนั ธ

ผลการเรยี นรู
ระบคุ กู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี

สาระสำคญั
ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เมือ่ กรดหรอื เบสละลายน้ำหรอื ทำปฏิกิริยากับสาร อนื่ จะมี

การถายโอนโปรตอนระหวา งสารตง้ั ตนทเ่ี ปน กรดและเบส เกดิ เปน ผลติ ภัณฑซ่ึงเปนโมเลกุล หรอื ไอออนท่ีเปน คู
กรด-เบสของสารต้ังตนน้นั โดยสารที่เปนคกู รด-เบสกนั จะมีโปรตอนตา งกัน 1 โปรตอน
จดุ ประสงคการเรียนรู

ดานความรู (K)
1. ระบคุ ูกรด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวลีได
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
2. บอกความแตกตา งของจำนวนโปรตอนของสารทเ่ี ปนคูก รด-เบสกนั พรอ มท้ังเขยี น แสดงปฏิกิรยิ า

การถายโอนโปรตอนของสารได
ดา นคุณลักษณะ (A)
3. ทำงานรว มกับผอู ื่น มีสว นรว มในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุม ยอมรับฟง ความคดิ เห็นของ

ผูอื่น และรบั ผดิ ชอบตอ หนาที่ทไี่ ดร บั มอบหมาย
สาระการเรยี นรู

สารทเ่ี ปน คูก รด-เบสกันจะมีจำนวนโปรตอนตา งกนั 1 โปรตอน สารบางชนดิ สามารถทำหนาทเ่ี ปนได
ท้งั กรดและเบส เชน นำ้ เรยี กสารประเภทน้ีวา แอมโฟเทอรกิ หรือแอมฟโ พรตกิ

สมรรถนะสำคญั ของผเู รยี น
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทกั ษะการสงั เกต
2) ทักษะการลงความเห็นจากขอ มูล
3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

คณุ ลักษณะอันพึงประสงค
1. มีวินัย
2. ใฝเรียนรู
3. มงุ ม่นั ในการทำงาน

การจดั กิจกรรมการเรยี นรูดวยรูปแบบ 5E เสริมดว ยชดุ กิจกรรม
ขนั้ ท่ี 1 สรา งความสนใจ (Engagement)
1.ครยู กตัวอยางปฏกิ ิรยิ าของกรดไฮโดรฟลู ออกรกิ ในนำ้ แลว ใหนกั เรียนระบวุ า สารต้งั ตน แต

ละชนดิ เปน กรดหรอื เบสตามทฤษฎีกรด-เบสเบรนิ สเตด-ลาวลี
(แนวคำตอบ : HF เปนกรดและ H2O เปนเบส จากนั้นใหนกั เรียนพิจารณาปฏกิ ริ ยิ ายอ นกลับและระบุความ
เปน กรด-เบสของ H3O + และ F - (แนวคำตอบ : H3O + เปนกรด และ F - เปน เบส

ข้ันท่ี 2 สำรวจคนหา (Explore)
2. ครูใหค วามรเู กย่ี วกับความหมายของคกู รด-เบสโดยใชตัวอยาง F - ซ่งึ เปนคูเบสของ

กรด HF จากนัน้ ใชคำถามวา สารใดเปน คูกรดของ H2O (แนวคำตอบ : H3O + )
3. นักเรียนจบั คกู บั เพือ่ น โดยแตละคศู กึ ษาเก่ยี วกับคกู รด-เบสของสาร แลวรว มกนั แสดง

ความคิดเหน็ จนเกดิ ความเขาใจทตี่ รงกัน

ขัน้ ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain)
4. ครูตง้ั คำถามใหน กั เรียนรวมกนั อภิปราย เรือ่ ง คกู รด-เบสของสาร ดังนี้
1) จงระบุคูเบสของ H3O + H2SO4 OH-และ HCl ตามลำดบั

(แนวคำตอบ : H2O HSO4 - O 2- และ Cl- ตามลำดบั
2) จงระบุคกู รดของ HS- HCO3 - NH3 และ CN- ตามลำดับ (แนวคำตอบ : H2S H2CO3

NH4 + และ HCN ตามลำดับ
3) ถาเรียงลำดับความแรงของคูเบสได ดังน้ี NO3 - < F- < NH3 < CN- < OH- คูก รดของ

คูเ บสทก่ี ำหนดใหจะเรียงลำดับความแรงของคูเบสจากนอยไปมากไดอ ยางไร (แนวคำตอบ : H2O < HCN <
NH4 + < HF < HNO3 )

4) ในหมูและในคาบเดยี วกนั ความแรงของกรดไฮโดรจะเพม่ิ ข้ึนตามคา ใด
(แนวคำตอบ : ในหมเู ดียวกนั ความแรงของกรดไฮโดรจะเพิม่ ขนึ้ ตามเลขอะตอม ของอโลหะในคาบเดียวกัน
ความแรงของกรดไฮโดรจะเพิม่ ขนึ้ ตามคาอิเลก็ โทรเนกาตวิ ติ ขี องอโลหะ

5) กรดออกซที ี่มธี าตุองคประกอบเหมอื นกัน ความแรงของกรดจะเพิ่มข้นึ ตามคาใด
(แนวคำตอบ : กรดออกซีที่มีธาตอุ งคประกอบเหมอื นกนั ความแรงของกรดจะ เพ่ิมขน้ึ ตามเลขออกซเิ ดชันท่ี
เพ่ิมข้ึน

9. นักเรียนและครูรวมกันอภปิ รายเพอื่ หาขอสรุปเกี่ยวกับคูก รด-เบสของสาร
ซึ่งไดขอสรุป ดังน้ี

• สารที่เปนคกู รด-เบสกันจะมีจำนวนโปรตอนตางกนั 1 โปรตอน
ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ (Elaborate)

10. ครูอธบิ ายความหมายของสารแอมโฟเทอริก พรอ มยกตวั อยาง จากนนั้ ใหน ักเรียน
รวมกนั ตอบคำถาม ดงั นี้

• จากตัวอยางปฏกิ ิริยาการแตกตวั ของ H3PO4 และ S 2- ในน้ำ นอกจาก H2PO4 –
และ HS-แลว ยงั มีสารใดอีกท่ีเปน สารแอมโฟเทอริก
(แนวคำตอบ : สารแอมโฟเทอริก คอื H2O และ HPO4 2- )

11. ครใู หนกั เรยี นเขียนสมการแสดงการแตกตัวของสารแอมโฟเทอรกิ ในน้ำ โดยใชปฏกิ ิริยา
ของ HCO3 - ในนำ้

ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
12. นกั เรยี นและครรู วมกันสรุปเกย่ี วกับคกู รด-เบสของสาร ซง่ึ ไดข อสรุป ดังนี้
• สารท่ีเปน คูก รด-เบสกันจะมีจำนวนโปรตอนตา งกัน 1 โปรตอน
• สารบางชนิดสามารถทำหนา ท่เี ปนไดท งั้ กรดและเบส เชน น้ำ เรียกสารประเภท

วา แอมโฟเทอรกิ หรอื แอมฟโพรติก
13. ครูใหน ักเรียนทำแบบฝก หัดในชุดกจิ กรรมที่1 เรื่อง คกู รด-เบส หนา 19-20 โดยศึกษา

ตวั อยา งไดจากใบความรทู ่ี 1.2 เรอ่ื งคกู รด-เบส หนา 17-18
สอ่ื การเรียนการสอน/แหลง เรยี นรู

1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรเพ่มิ เติม เคมี ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 เลม 4
2. Power point เร่ือง คูกรด-เบส
3. ชดุ กจิ กรรมท่ี 1 เรื่องทฤษฎีกรด-เบสและคกู รด-เบส

การวดั และการประเมินผล เกณฑก ารให
คะแนน
รายการ วธิ กี ารวัด เครอื่ งมือวัด
- ถามตอบ - คะแนนผานเกณฑ
1.ดานความรู (K) - การตอบคำถาม รอยละ 70
1. ระบคุ ูก รด-เบสของ
สาร ตามทฤษฎีกรด-เบส
ของเบรนิ สเตด-ลาวลไี ด

2. ดานทกั ษะ - ตรวจชุดกิจกรรม - ชุดกจิ กรรมท่ี 1 - คะแนนผานเกณฑ
กระบวนการ (P) - ตรวจแบบฝกตรวจสอบ - แบบฝกตรวจสอบความ รอยละ 70
2.บอกความแตกตา งของ ความเขา ใจ เขา ใจ - คะแนนผานเกณฑ
จำนวนโปรตอนของสาร รอยละ 70
ทีเ่ ปน คูกรด-เบสกัน - คะแนนผานเกณฑ
พรอมทั้งเขียนแสดง ระดับดีขน้ึ ไป
ปฏิกิริยาการถายโอน
โปรตอนของสารได
3. ดานจิตวิทยาศาสตร - ประเมินพฤติกรรม - แบบประเมินพฤติกรรม
(A) รายบุคคล รายบคุ คล
3. ทำงานรวมกบั ผูอ น่ื มี
สว นรว มในการแสดง
ความคิดเห็นภายในกลุม
ยอมรับฟงความคดิ เห็น
ของ ผอู ่นื และ
รับผดิ ชอบตอ หนา ท่ี ที่
ไดรับมอบหมาย









แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 2/25634
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าเพิ่มเตมิ เคมี 4 ว 32224 เวลา 26 ช่วั โมง
บทที่ 10 กรด-เบส
เรือ่ ง การแตกตัวของกรดและเบส จำนวน 2 ชั่วโมง
ครผู ูส้ อน นางสาวเมทินี สภุ าพันธ์

ผลการเรียนรู้
คำนวณ และเปรยี บเทียบความสามารถในการแตกตวั หรือความแรงของกรดและเบส

สาระสำคัญ
กรดและเบสแต่ละชนิดสามารถแตกตัวในนำ้ ได้แตกต่างกัน กรดแก่หรือเบสแก่สามารถแตกตวั

เปน็ ไอออนในนำ้ ไดเ้ กือบสมบูรณ์ สว่ นกรดอ่อนหรือเบสอ่อนแตกตัวเปน็ ไอออนได้นอ้ ย
โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได้จากค่าคงท่ี

การแตกตัวของกรดหรอื เบส หรือปริมาณการแตกตัวเป็นรอ้ ยละของกรดหรือเบส

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
หลังจบกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ นักเรียนสามารถ
ดา้ นความรู้ (K)
1. บอกความหมายและระบวุ ่าสารเปน็ กรดแก่ เบสแก่ กรดอ่อน เบสอ่อนได้
2. เปรยี บเทียบความสามารถในการแตกตวั หรือความแรงของกรดและเบสได้
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
3. คำนวณความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน ร้อยละ

การแตกตัว และคา่ คงทกี่ ารแตกตวั ของกรดและเบสได้
ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)
4. ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟัง

ความคิดเห็นของผอู้ ่ืน และรับผดิ ชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

สาระการเรียนรู้
กรดแกแ่ ละเบสแก่เป็นอเิ ล็กโทรไลต์แก่ ซง่ึ แตกตวั เปน็ ไอออนได้ดีมาก หรอื แตกตวั ได้หมด
กรดออ่ นแตกตัวเป็นไอออนได้นอ้ ย การแตกตวั ของกรดออ่ นเปน็ การเปลี่ยนแปลงท่ีผันกลบั ได้

ในสารละลายจึงมที ง้ั โมเลกลุ ของกรดอ่อนและไอออนทเี่ กดิ จากการแตกตวั
เบสอ่อนแตกตวั เป็นไอออนได้น้อย การแตกตวั ของกรดเบสเป็นการเปลี่ยนแปลงทผ่ี ันกลบั ได้

ในสารละลายจงึ มที ้งั โมเลกลุ ของเบสอ่อนและไอออนท่เี กดิ จากการแตกตวั

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการใช้จำนวน
2) ทกั ษะการตีความหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุป
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. มวี ินัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มั่นในการทำงาน

การจดั กจิ กรรมการเรียนรดู้ ้วยรปู แบบ 5E
ข้นั ท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูทบทวนความรู้เดิมว่า กรดและเบสส่วนใหญ่แตกตัวในน้ำ โดยครูเขียนสมการ

เคมีแสดงการแตกตัวของ HCl CH3COOH NH3 และ NaOH แล้วชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการ
แตกตวั เปน็ ไอออนทำให้สารละลายนำไฟฟา้ ได้

(แนวคำตอบ : HF เป็นกรดและ H2O เปน็ เบส)
จากนั้นให้นักเรียนพิจารณาปฏิกิริยาย้อนกลับและระบุความเป็นกรด-เบสของ H3O+
และ F-

(แนวคำตอบ : H3O+ เปน็ กรด และ F- เปน็ เบส)
2. ครูให้นักเรียนสังเกตความสว่างของหลอดไฟที่ต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดแสงและ
ระหว่างสารละลาย HCl กับ CH3COOH และ NH3 กับ NaOH ที่มีความเข้มข้นเท่ากัน จากนั้นครู
ตั้งคำถามนำว่า กรดและเบสแต่ละชนิดแตกตัวเป็นไอออนแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร เพื่อนำเข้าสู่
เร่ือง การแตกตัวของกรดและเบส
(แนวคำตอบ : กรดและเบสแต่ละชนิดแตกตัวเป็นไอออนได้ไม่เท่ากัน โดย HCl
แตกตวั ได้ดกี ว่า CH3COOH และ NaOH แตกตวั ได้ดีกวา่ NH3)

ขั้นท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
3. ครูทบทวนความรู้ว่ากรดมี pH น้อยกว่า 7 ส่วนเบสมี pH มากกว่า 7 จากนั้นให้

ความรู้ว่า ความสามารถในการแตกตัวของกรดและเบสสัมพันธ์กับค่า pH โดยสารละลายที่มีความ
เข้มข้นเท่ากัน กรดทแ่ี ตกตวั ไดด้ ีกว่ามี pH ตำ่ กว่า และเบสท่แี ตกตัวไดด้ ีกว่ามี pH สูงกวา่

4. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับการแตกตัวของกรดแก่ โดยเขียนสมการเคมีแสดงการแตกตัว
ของกรด HX ในน้ำ จากนั้นครูอธิบายว่า เบสแก่แตกตัวเป็นไอออนในน้ำได้สมบูรณ์เช่นเดียวกับกรด
แก่ แล้วยกตัวอยา่ งการแตกตัวของเบสแก่ NaOH

5. ครูให้นักเรียนเขียนสมการแสดงการแตกตัวของ Ba(OH)2 ซึ่งเป็นเบสแก่ จากน้ัน
กำหนดความเข้มขน้ ของ Ba(OH)2 แลว้ ใหน้ ักเรียนระบคุ วามเขม้ ข้นของ Ba2+ และ OH-

(แนวคำตอบ : Ba2+ มีความเข้มข้นเท่ากับ Ba(OH)2 ส่วน OH- มีความเข้มข้นเป็น 2
เทา่ ของ Ba(OH)2)

ข้ันที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
6. ครูอธิบายวิธีการคำนวณความเข้มข้นของไอออนในสารละลายกรดแก่และเบสแก่

จากนั้นสุ่มนักเรียน 3 คู่ ออกมาแสดงวิธีการคำนวณตัวอย่างแต่ละข้อหน้าชั้นเรียนให้ถูกต้อง โดยครู
คอยเสรมิ ความรู้ในสว่ นที่นกั เรียนยังไมเ่ ข้าใจ ดังนี้

1) HA เป็นกรดแก่ สารละลายปริมาตร 2 ลูกบาศก์เดซิเมตร มีกรด HA ละลายอยู่
0.5 โมล จะมีความเขม้ ขน้ ของไฮโดรเนยี มไอออนอยเู่ ทา่ ใด

วธิ ที ำ สารละลาย 2 dm3 มกี รด HA ละลายอยู่ 0.5 mol

ความเข้มข้นของสารละลาย HA = 0.5 = 0.25 mol/dm3
2 3
HA เปน็ กรดแก่ เมอ่ื ละลายนำ้ จะแตกตวั เป็นไอออนไดห้ มด ดงั สมการ

HA (aq) + H2O (aq) → H3O+ (aq) + A- (aq)
0.25 0.25 mol/dm3

แสดงว่า ในสารละลายมี [H3O+] = 0.25 mol/dm3

2) X(OH)2 เปน็ เบสแก่ สารละลายของเบสน้ีเข้มขน้ 0.2 โมล/ลูกบาศกเ์ ดซเิ มตร

ปริมาตร 400 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร จะแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ไอออนกโ่ี มล

วิธีทำ จำนวนโมลของ X(OH)2 ในสารละลาย 400 cm3

= 0.2 / 3 400 3 = 0.08 mol

1000

X(OH)2 เป็นเบสแก่ เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวเปน็ ไอออนไดห้ มด ดังสมการ

H2O

X(OH)2 (s) → X2+ (aq) + 2OH- (aq)

จากสมการ X(OH)2 1 mol จะแตกตัวให้ OH- 2 mol

X(OH)2 0.08 mol จะแตกตัวให้ OH- 0.8 2mol
1
= 0.16 mol

7. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการแตกตัวของกรดแก่และ

เบสแก่ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า “กรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโทรไลต์แก่ ซึ่งแตกตัวเป็นไอออนได้ดีมาก หรือ

แตกตวั ไดห้ มด”

ขนั้ ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)

8. ครใู หค้ วามรู้เกี่ยวกบั การแตกตัวของกรดอ่อน โดยเขียนสมการเคมแี สดงการแตกตัว

ของกรดอ่อน HA ในนำ้ จากนน้ั ใหน้ ักเรียนศึกษาการคำนวณรอ้ ยละการแตกตวั ของกรดอ่อน

9. ครูสุ่มนักเรียน 3 คู่ ออกมาแสดงวิธีการคำนวณตัวอย่างแต่ละข้อหน้าชั้นเรียนให้

ถกู ตอ้ ง โดยครคู อยเสรมิ ความรใู้ นสว่ นที่นกั เรยี นยังไม่เข้าใจ ดังนี้
1) สารละลายกรดคาร์บอนิก (H2CO3) มีค่าคงที่การแตกตัวของกรด 2 ค่า

คือ Ka1 = 4.3 × 10-7 และ Ka2 = 5.6 × 10-11 จงเปรียบเทียบความเข้มข้นของไอออนต่าง ๆ ใน
สารละลาย

(แนวตอบ : กรด H2CO3 แตกตัวได้ 2 ข้นั ดงั สมการ

ขนั้ ที่ 1 : H2CO3 (aq) + H2O (l) ⇌ H3O+ (aq) + HCO3- (aq) , Ka1 =4.3 × 10-7
ขั้นที่ 2 : HCO3- (aq) + H2O (l) ⇌ H3O+ (aq) + CO32- (aq) , Ka2=5.6 × 10-11
จากค่า Ka1 และ Ka2 บอกให้ทราบว่า ขั้นที่ 1 แตกตัวเป็นไอออนได้มากกวา่ ขัน้ ที่ 2
ซึ่งการแตกตัวทั้ง 2 ขั้นจะทำให้เกิด H3O+ ดังนั้น จะเปรียบเทียบความเข้มข้นของไอออนใน

สารละลายได้ ดังนี้ [H3O+] > [HCO3-] > [CO32-])

2) สารละลายกรด HNO2 และ HClO มีค่า Ka เป็น 4.5 × 10-4 และ 3.0 × 10-8

ตามลำดับ ถ้าสารละลายทัง้ สองเข้มข้น 1 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร เท่ากัน สารละลายของกรดใดจะมี

ความเข้มขน้ ของ H3O+ มากกว่ากัน จงอธบิ าย

(แนวตอบ : สารละลายทั้งสองมีความเข้มข้น 1 mol/dm3 เท่ากัน ความเข้มข้น

ของ H3O+ ในสารละลายกรด HNO2 จะมีค่ามากกว่าในสารละลายกรด HClO เนื่องจากค่า Ka ของ

HNO2 สูงกว่า Ka ของ HClO)

3) สารละลายกรดแอซีติกเข้มข้น 0.5 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร จะมีไฮโดรเนียม

ไอออนเขม้ ข้นกีโ่ มล/ลกู บาศกเ์ ดซิเมตร (สารละลายกรดแอซตี ิกมีคา่ Ka = 1.8 × 10-5)

วิธที ำ CH3COOH (aq) + H2O (l) ⇌ H3O+ (aq) + CH3COO- (aq)

ความเข้มขน้ เร่ิมตน้ 0.5 - - mol/dm3

ความเขม้ ข้น ณ ภาวะสมดลุ 0.5 – x ≈ 0.5 x x mol/dm3

Ka = [ 3 +][ 3 −]
[ 3 ]
1.8 × 10-5 = 2
0.5
x2 = 0.5 × 1.8 × 10-5

x = 3 × 10-3 mol/dm3

ดงั นั้น ในสารละลายจะมี [H3O+] = 3 × 10-3 โมล/ลกู บาศกเ์ ดซิเมตร

10. ครใู ห้ความรเู้ ก่ียวกบั การแตกตัวของเบสอ่อน จากนนั้ อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่าง

คา่ คงทีข่ องเบสอ่อน (Kb) ของ NH3 กบั ความเขม้ ขน้ ของสารในสารละลาย

11. ครูสุ่มนักเรียน 6 คู่ ออกมาแสดงวิธีการคำนวณตัวอย่างแต่ละข้อหน้าชั้นเรียนให้

ถกู ต้อง โดยครคู อยเสริมความรู้ในสว่ นท่ีนกั เรยี นยังไม่เข้าใจ ดงั นี้

1) สารละลายเบส NH3 และ N2H4 มีค่า Kb เป็น 1.8 × 10-5 และ 1.7 × 10-6
ตามลำดับ ถ้าสารละลายทั้งสองเข้มข้น 2 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร เท่ากัน สารละลายของเบสใดจะมี
ความเขม้ ข้นของ OH- มากกว่ากัน จงอธบิ าย

(แนวคำตอบ : สารละลายทั้งสองมีความเข้มข้น 2 mol/dm3 เท่ากัน ความเข้มข้น

ของ OH- ในสารละลายเบส NH3 จะมีค่ามากกว่าในสารละลายเบส N2H4 เนื่องจากค่า Kb ของ NH3
สูงกว่า Kb ของ N2H4)

2) เบสอ่อนเมทิลเอมีน (CH3NH2) จำนวน 6.2 กรัม ในสารละลาย 250 ลูกบาศก์
เซนติเมตร จะมีไฮดรอกไซด์ไอออนเขม้ ข้นก่โี มล/ลูกบาศกเ์ ดซิเมตร (กำหนดให้ ค่า Kb ของCH3NH2 =
3.7 × 10-4)

วิธีทำ CH3NH2 หนัก 31 g คิดเป็น 1 mol

หนัก 6.2 g คิดเป็น 6.2 = 0.2 mol

3.1

สารละลาย CH3NH2 250 cm3 มี CH3NH2 อยู่ 0.2 mol

สารละลาย CH3NH2 1000 cm3 มี CH3NH2 อยู่ 0.2 1000= 0.8 mol

250
CH3NH2 (aq) + H2O (l) ⇌ CH3NH3+ (aq) +OH- (aq)

ความเข้มข้นเรม่ิ ตน้ 0.8 - - mol/dm3

ความเข้มข้น ณ ภาวะสมดลุ 0.8 – x x x mol/dm3

อัตราสว่ น > 103 ดงั นัน้ 0.8 – x มีค่าประมาณ 0.8

[ 3 3+][ −]
K =b [ 3 2]

3.7 × 10-4 = ( )( )
0.8
x2 = 2.96 × 10-4

x = 0.0172 mol/dm3

ดงั นั้น สารละลายมีไฮดรอกไซดไ์ อออนเข้มขน้ 0.017 โมล/ลกู บาศก์เดซิเมตร

ขนั้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
12. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแตกตัวของกรดอ่อนและ

เบสออ่ น ซง่ึ ไดข้ ้อสรุป ดงั น้ี
• กรดอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย การแตกตัวของกรดอ่อนเป็นการ

เปลย่ี นแปลงที่ผันกลบั ได้ในสารละลายจงึ มีทง้ั โมเลกุลของกรดอ่อนและไอออนทเ่ี กดิ จากการแตกตวั
• ความสามารถในการแตกตัวของกรดอ่อนอาจบอกเป็นร้อยละ หรือบอกเป็น

คา่ คงที่การแตกตวั ของกรด (Ka)

• กรดมอนอโปรติกแตกตัวได้ขั้นเดียว จึงมีค่า Ka เพียงค่าเดียว กรดไดโปรติก
แตกตัวได้สองขั้น จึงมีค่า Ka ได้ 2 ค่า ส่วนกรดพอลิโปรติกแตกตัวได้หลายขั้น จึงมีค่า Ka หลายค่า
เท่ากับจำนวนข้นั ที่แตกตวั ได้

• ค่า Ka ข้ันแรกจะมคี า่ สงู กวา่ ค่า Ka ในข้นั ตอ่ ไป ตามลำดบั
• ในการเปรียบเทียบปริมาณการแตกตัวเป็นไอออนของกรด ถ้าสูงกว่ามาก
ประมาณ 103 เท่า สามารถใช้คา่ เพยี งค่าเดียวได้
• กรดท่ีมีคา่ Ka สงู จะมีความแรงของกรดมากกวา่ กรดที่มีค่า Ka ตำ่
• เบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย การแตกตัวของกรดเบสเป็นการ
เปลย่ี นแปลงที่ผนั กลับได้ ในสารละลายจึงมีทงั้ โมเลกลุ ของเบสอ่อนและไอออนที่เกิดจากการแตกตวั
• ความสามารถในการแตกตัวของเบสอ่อนอาจบอกเป็นร้อยละ หรือบอกเป็น
ค่าคงทีก่ ารแตกตวั ของเบส (Kb)
• เบสท่ีมคี ่า Kb สูงจะมคี วามแรงของเบสมากกวา่ กรดท่ีมีค่า Kb ตำ่
13. ครูให้นกั เรยี นทำกจิ กรรมร้อยละการแตกตัวของกรดและเบส เพื่อตรวจสอบความ
เข้าใจ

สอ่ื การเรยี นการสอน/แหล่งเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรเ์ พมิ่ เตมิ เคมี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 เลม่ 4
2. Power point เรือ่ ง การแตกตวั ของกรดและเบส
3. กิจกรรม เรื่อง ร้อยละการแตกตัวของกรดและเบส

การวดั และการประเมนิ ผล วิธวี ดั เคร่ืองมือ เกณฑ์การประเมิน

จุดประสงค์ - การตอบคำถาม - ถามตอบ ร้อยละ 60 ผา่ น
ด้านความรู้ (K) เกณฑ์
1. บอกความหมายและระบุ - ตรวจสมุด - สมุดประจำตัว
วา่ สารเป็นกรดแก่ เบสแก่
กรดอ่อน เบสอ่อนได้ ประจำตวั - ใบบนั ทึกกจิ กรรม

- ตรวจใบบันทกึ

กจิ กรรม

จุดประสงค์ วธิ วี ดั เครือ่ งมือ เกณฑ์การประเมิน

2. เปรยี บเทียบความสามารถ - แบบประเมินการ ระดบั คุณภาพ 2
ปฏบิ ัติการ ผ่านเกณฑ์
ในการแตกตัวหรือความแรง - แ บ บ ป ร ะ เ มิ น
ทกั ษะวิทยาศาสตร์
ของกรดและเบสได้

ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - สงั เกต
3. คำนวณความเข้มขน้ ของ พฤติกรรม
ไฮโดรเนยี มไอออนและไฮดร
อกไซด์ไอออน ร้อยละ - ประเมินทกั ษะ

การแตกตัว และค่าคงที่การ

แตกตวั ของกรดและเบสได้

ด้านคุณลกั ษณะ (A) - สังเกต - แบบสังเกต ไดเ้ กณฑ์ในระดับ
4. ทำงานรว่ มกับผูอ้ นื่ พฤติกรรมการ พฤติกรรม ดีขน้ึ ไป
มีสว่ นร่วมในการแสดง ทำงาน การทำงาน
ความคิดเห็นภายในกลมุ่
ยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของ
ผ้อู นื่ และรบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่
ที่ได้รบั มอบหมาย

ใบบันทกึ กจิ กรรม

เรอื่ ง รอ้ ยละการแตกตวั ของกรดและเบส

คำชี้แจง : ตอบคำถามเกย่ี วกับการแตกตัวของกรดและเบส
1. สารละลายกรดไฮโดรโบรมิกเข้มข้น 0.75 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร ปริมาตร 500 ลูกบาศก์

เซนติเมตร จะมไี ฮโดรเนยี มไอออนอยูก่ โ่ี มล

2. สารละลายเบสอ่อนชนิดหนึ่งมีความเข้มขน้ เริ่มต้น 2.5 × 10-5 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร มีไฮดรอก-
ไซด์ไอออน เข้มข้น 10-7 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร จงคำนวณร้อยละการแตกตัว และค่า Kb ของ
เบสอ่อนชนิดนี้

3. กรดไดโปรติก (H2X) มีค่า Ka1 = 5.9 × 10-2 และ Ka2 = 6.4 × 10-5 จงคำนวณหา [H2X] [HX-]
[X2-] และ [H+] ในสารละลายทมี่ คี วามเขม้ ขน้ 0.25 โมล/ลกู บาศก์เดซเิ มตร





แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 2/2564
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
รายวิชาเพ่มิ เตมิ เคมี 4 ว 32224 เวลา 26 ชั่วโมง
บทท่ี 10 กรด-เบส จำนวน 1 ช่ัวโมง
เรอื่ ง การแตกตวั ของน้ำ
ครูผสู้ อน นางสาวเมทนิ ี สุภาพันธ

ผลการเรยี นรู้
คำนวณ และเปรียบเทียบความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส

สาระสำคญั
น้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสแตกตัวให้ไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน

ที่มีความเข้มข้นเท่ากัน คือ 1.0 × 10-7 โมลต่อลิตร โดยมีค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ เท่ากับ
1.0 × 10-14

จุดประสงค์การเรียนรู้
หลังจบกิจกรรมการจดั การเรียนรู้ นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K)
1. บอกความสมั พันธ์ของค่าคงทีก่ ารแตกตัวของนำ้ ความเข้มขน้ ของไฮโดรเนียมไอออน

กบั ไฮดรอกไซดไ์ อออนในน้ำบริสุทธิ์ที่ 25 องศาเซลเซียสได้
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
2. ทดลองเพ่อื ศึกษาการนำไฟฟ้าของนำ้ ได้
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A)
3. ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟัง

ความคดิ เห็นของผ้อู น่ื และรับผิดชอบต่อหนา้ ทท่ี ่ีไดร้ ับมอบหมาย

สาระการเรียนรู้
นำ้ บรสิ ุทธ์ทิ อ่ี ณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซียส แตกตัวใหไ้ ฮโดรเนียมไอออน และไฮดรอกไซด์ไอออน

ที่มีความเข้มข้นเท่ากัน คือ 1.0 × 10-7 โมลต่อลิตร โดยมีค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ เท่ากับ
1.0 × 10-14

สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทกั ษะการทดลอง
2) ทักษะการตีความหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุป
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มั่นในการทำงาน

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ 5E
ขน้ั ท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจนักเรียนว่า “น้ำสามารถนำไฟฟ้าได้หรือไม่

เพราะเหตใุ ด” ซง่ึ ครูยังไมเ่ ฉลยคำตอบท่ถี ูกต้องกบั นักเรียน
2. ครูถามคำถามต่อว่า “ที่อุณหภูมิปกติ น้ำสามารถนำไฟฟ้าได้หรือไม่” แล้วให้

นักเรียนร่วมกันตอบคำถาม จากนั้นครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภปิ ราย
(แนวคำตอบ : ที่อณุ หภมู ปิ กติ น้ำสามารถนำไฟฟ้าไดเ้ ลก็ นอ้ ย)

ขั้นที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
3. นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน เพื่อทำการทดลอง เรื่อง การนำไฟฟ้าของน้ำ
4. ครูใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลุ่มศกึ ษาวิธกี ารทดลอง จากนัน้ ชว่ ยกนั ลงมือทำการทดลอง

ขน้ั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
5. นักเรยี นแต่ละกล่มุ ส่งตวั แทนออกมานำเสนอผลการทดลอง หลังจากน้ันให้นักเรียน

ทกุ คนร่วมกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมีความเข้าใจทตี่ รงกนั
6. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติการทดลอง โดยใช้

คำถาม ดงั นี้
1) เมื่อตรวจการนำไฟฟ้าของน้ำกลั่นทีอ่ ุณหภูมหิ ้อง และน้ำกลั่นอุณหภูมิประมาณ

60 องศาเซลเซียส ดว้ ยเครื่องตรวจการนำไฟฟ้าจะไดผ้ ลอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : หลอดไฟของเครอื่ งตรวจการนำไฟฟ้าไมส่ ว่าง)
2) เมื่อตรวจการนำไฟฟ้าของน้ำกลั่นที่อุณหภูมหิ ้อง และน้ำกลั่นอุณหภูมิประมาณ

60 องศาเซลเซียส ดว้ ยแอมมเิ ตอร์จะได้ผลอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : น้ำกลั่นที่อุณหภูมิห้องทำให้เข็มของแอมมิเตอร์จะเบนไปเล็กน้อย

ส่วนกลั่นอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส ทำให้เข็มแอมมิเตอร์เบนไปมากกว่าน้ำกลั่นท่ี
อณุ หภูมิห้อง)

7. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการทำการทดลอง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า “น้ำบริสุทธ์ิ
นำไฟฟ้าได้น้อยมาก เนื่องจากน้ำบริสุทธิ์แตกตัวเป็นไอออนได้น้อยมาก แต่เมื่อน้ำบริสุทธิ์มีอุณหภูมิ
สูงขนึ้ จะสามารถนำไฟฟ้าได้มากข้ึน เน่อื งจากสามารถแตกตวั เปน็ ไอออนไดม้ ากขน้ึ ”

ข้นั ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)
8. ครูอธิบายเกี่ยวกับสมดุลการแตกตัวของน้ำ และการหาค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ

(Kw) โดยเน้นวา่ “ณ ภาวะสมดุล ที่ 25 องศาเซลเซียส คา่ Kw จะเท่ากบั 1.0 × 10-14 โดยความเขม้ ข้น
ของ H3O+ และ OH- ในนำ้ จะมคี า่ เทา่ กนั คือ 1.0 × 10-7 โมล/ลกู บาศกเ์ ดซเิ มตร”

9. ครูอธิบายความสัมพันธ์ของ Ka, Kb และ Kw และวิธีคำนวณ Ka จาก Kb ของคู่เบส

หรอื Kb จาก Ka ของคูก่ รด จากน้นั สุม่ นักเรียน 1 คู่ ออกมาแสดงวิธีการคำนวณตวั อย่างหน้าช้ันเรียน
ใหถ้ กู ตอ้ ง โดยครคู อยเสรมิ ความรู้ในส่วนทนี่ ักเรียนยงั ไม่เข้าใจ

ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
10. ครตู งั้ คำถามใหน้ ักเรยี นร่วมกันอภปิ ราย เรอ่ื ง การแตกตวั เปน็ ไอออนของนำ้ ดงั น้ี
1) ทอี่ ณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซียส ค่าคงท่ีการแตกตวั ของนำ้ มีค่าเทา่ ใด
(แนวคำตอบ : 1.0 × 10-14)
2) เมื่ออุณหภูมิสูงข้นึ คา่ คงท่กี ารแตกตัวของนำ้ จะเปลย่ี นแปลงไปอย่างไร
(แนวคำตอบ : เมอ่ื อุณหภูมิสูงขน้ึ คา่ คงที่การแตกตัวของน้ำจะมคี ่าสูงขึ้น)
3) เมือ่ เติมเบสลงในนำ้ คา่ คงที่การแตกตัวของนำ้ ความเขม้ ข้นของ H3O+ และ
OH- จะเปลีย่ นแปลงไปอย่างไร
(แนวคำตอบ : ค่าคงที่การแตกตัวของน้ำจะมีค่าเท่าเดิม ความเข้มข้นของ
H3O+ จะมีค่าน้อยกว่า 1.0 × 10-7 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร ส่วนความเข้มข้น
ของ OH- จะมคี ่ามากกว่า 1.0 × 10-7 โมล/ลกู บาศกเ์ ดซเิ มตร)
4) เม่อื เติมกรดลงในน้ำ ค่าคงที่การแตกตวั ของนำ้ ความเข้มข้นของ H3O+ และ
OH- จะเปลย่ี นแปลงไปอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ค่าคงที่การแตกตัวของน้ำจะมีค่าเท่าเดิม ความเข้มข้นของ
H3O+ จะมีค่ามากกว่า 1.0 × 10-7 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร ส่วนความเข้มข้น
ของ OH- จะมีค่านอ้ ยกว่า 1.0 × 10-7 โมล/ลูกบาศก์เดซิเมตร)
11. ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด 10.3 ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม เคมี

ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 เลม่ 4 เพื่อทบทวนความรู้

ส่ือการเรยี นการสอน/แหลง่ เรียนรู้
1. หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์เพม่ิ เติม เคมี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 เลม่ 4
2. Power point เรอ่ื ง การแตกตัวของน้ำ
3. ปฏบิ ตั กิ าร เรอ่ื ง การนำไฟฟ้าของน้ำ

การวดั และการประเมินผล วธิ ีวดั เครื่องมือ เกณฑก์ ารประเมิน

จดุ ประสงค์ - การตอบคำถาม - ถามตอบ รอ้ ยละ 60 ผ่าน
ดา้ นความรู้ (K) - ตรวจสมดุ - สมดุ ประจำตัว เกณฑ์
1. บอกความสัมพนั ธ์ของ ประจำตัว
ระดบั คุณภาพ 2
ค่าคงท่ีการแตกตวั ของนำ้ - สังเกต - แบบประเมินการ ผา่ นเกณฑ์
พฤติกรรม ปฏบิ ตั ิการ
ความเขม้ ข้นของไฮโดรเนียม ได้เกณฑใ์ นระดับ
- สงั เกต - แบบสังเกต ดขี ้นึ ไป
ไอออนกบั ไฮดรอกไซด์ไอออน
พฤติกรรมการ พฤติกรรม
ในน้ำบริสทุ ธท์ิ ่ี 25 องศา-
ทำงาน การทำงาน
เซลเซียสได้

ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
2. ทดลองเพ่ือศกึ ษาการนำ

ไฟฟา้ ของน้ำได้

ด้านคุณลักษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกบั ผ้อู ื่น
มีสว่ นร่วมในการแสดง
ความคดิ เห็นภายในกลมุ่
ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของ
ผู้อ่นื และรับผดิ ชอบต่อหน้าท่ี
ทไี่ ดร้ ับมอบหมาย

ปฏบิ ตั ิการ

เรอื่ ง การนำไฟฟ้าของน้ำ

จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม
1. เปรยี บเทยี บการนำไฟฟ้าทอี่ ณุ หภูมติ า่ งกนั ได้
2. สรุปความสามารถในการนำไฟฟา้ ของน้ำได้

วสั ดุ อุปกรณ์ และสารเคมี ปรมิ าณตอ่ กลุ่ม
รายการ
20 cm3
สารเคมี
1. นำ้ กลน่ั 2 หลอด
วัสดุ และอปุ กรณ์ 1 อัน
1. หลอดทดลองขนาดกลาง 1 เครอ่ื ง
2. บกี เกอร์ 1 เคร่อื ง
3. เคร่ืองตรวจวัดการนำไฟฟ้า 1 เครอื่ ง
4. แอมมิเตอร์
5. เคร่ืองให้ความร้อน (Hot plate)

วธิ ีการทดลอง
1. ใส่น้ำกลั่น 10 cm3 ลงในหลอดทดลองขนาดกลาง ทดสอบการนำไฟฟ้าด้วยเครื่องตรวจการ
นำไฟฟ้า และสังเกตความสว่างของหลอดไฟ
2. ต่อแอมมเิ ตอร์ชนิดที่วัดกระแสไฟฟ้าได้เป็นไมโครแอมแปร์เข้ากับเครื่องตรวจการนำไฟฟ้า แล้ว
จุม่ ลวดตัวนำของเคร่อื งตรวจการนำไฟฟา้ ลงในน้ำกลัน่ อ่านคา่ กระแสไฟฟ้า และบนั ทกึ ผล
3. อ่นุ นำ้ กลนั่ ให้รอ้ นประมาณ 60 °C แลว้ ทดสอบการนำไฟฟา้ เช่นเดียวกับข้อ 2.

ใบบนั ทึกกิจกรรมการทดลอง

เร่อื ง การนำไฟฟ้าของน้ำ

กลมุ่ ท.่ี ......................... จำนวนสมาชิก ........................
ชื่อผรู้ ายงาน …………………………………………………………………....... เลขท่ี………………………….
ชอ่ื ผรู้ ่วมรายงาน 1. ………………………………………………………………….. เลขท…ี่ ……………………….

2. ……………………………………………………………........ เลขท่ี………………………….
3. .……………………………………………………………....... เลขที่………………………….
4. …………………………………………………….………....... เลขท่ี………………………….
5. …………………………………………………….………....... เลขท…่ี ……………………….

ชั้น …………………………………

ผลการทดลอง น้ำกลน่ั อณุ หภูมิปกติ น้ำกลั่นอณุ หภูมิ 60 °C
การทดลอง
เคร่อื งตรวจ
การนำไฟฟ้า
แอมมเิ ตอร์

อภปิ รายผลการทดลอง
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................ ....
............................................................................................................................. ...................................

สรุปผลการทดลอง
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................


Click to View FlipBook Version