1
CE01
แนวทางการออกแบบเพอ่ื ประสานระบบการเข้าถงึ สถานรี ถไฟฟา้ กรณศี กึ ษาสถานีรถไฟฟ้าในเขตวฒั นา
The Urban Design Guidelines for Integrating Mass Transit Accessibility System
A Case Study of BTS Stations in Watthana
อตนิ นั ทน์ สนิ ศลิ าเกตุ1,*
1ภาควชิ าการออกแบบชุมชนเมือง คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั
ถนนพญาไท เขตปทุมวัน แขวงวงั ใหม่ กรงุ เทพฯ 10330
*ผตู้ ิดต่อ: [email protected], 0836404777
บทคัดยอ่
การพฒั นาเมอื งกรุงเทพฯที่ผ่านมาส่งผลให้พ้ืนท่ีรอบสถานีรถไฟฟา้ เกิดการเปลยี่ นแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน มี
การเพิ่มขึ้นของการใช้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยโดยรอบ จากนโยบายการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
กรุงเทพฯเน้นส่งเสริมการเดินเท้าเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าเป็นหลักเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน แต่นอกจากการเดินเท้า
พบว่ามีการเดนิ ทางดว้ ยรปู แบบการขนส่งอ่นื ๆเพ่อื เข้าถงึ สถานีรถไฟฟ้าด้วย เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสองแถว หรือ
รถสี่ล้อเล็ก เป็นต้น โดยรูปแบบการขนส่งดังกล่าวยังขาดบทบาทการประสานระบบการเข้าถึงให้เข้ากับเนื้อเมืองและ
บรบิ ทของยา่ น
จากการศึกษาเบื้องต้นนำมาสู่แนวคิดการศึกษารูปแบบการขนส่งสาธารณะเพื่อการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าท่ี
ให้บริการในปจั จบุ ัน เพอื่ กำหนดแนวทางการออกแบบประสานระบบการเข้าถงึ สถานีรถไฟฟา้ ทีม่ ีอยู่อย่างหลากหลายให้มี
ความเหมาะสมกับลักษณะบรบิ ทของเมือง ผ่านเครื่องมือการออกแบบ และการทบทวนวรรณกรรมเก่ียวกับแนวคิดการ
ประสานระบบการขนส่งสาธารณะ และสร้างความเชื่อมโยงกับแนวคิด Transit-Oriented Development ให้เกิดการ
เชอ่ื มโยงของรูปแบบการใหบ้ ริการในพื้นท่โี ดยรอบท่ตี ั้งสถานีรถไฟฟา้
โดยผลสรุปแบ่งออกเป็นส่วนของแนวทางการออกแบบเพื่อประสานระบบการขนส่งสาธารณะเพื่อการเข้าถึง
สถานรี ถไฟฟ้าใหม้ ีความเหมาะสมและประสานไปกบั บริบทของเนือ้ เมืองโดยรอบท่ีต้ังสถานีที่มีความแตกต่างกันในแต่ละ
พื้นที่ และอีกส่วนหนึ่งคือการนำเสนอศักยภาพและปัญหาการออกแบบประสานระบบการขนส่งสาธารณะผ่านการ
วเิ คราะห์ข้อมูลเชงิ กายภาพร่วมกับข้อมลู การให้บริการแตล่ ะรูปแบบการขนส่งที่มีความแตกตา่ งกันในแต่ละพ้ืนท่ี เพื่อให้
เกดิ แนวทางการพฒั นาการขนสง่ สาธารณะให้มคี วามเหมาะสมกบั บรบิ ทพื้นท่ีโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าต่อไป
คำสำคัญ: ระบบขนส่งสาธารณะ, การเชือ่ มต่อระบบขนส่งมวลชน, เนื้อเมืองโดยรอบท่ตี ้งั สถานีรถไฟฟา้ ขนส่งมวลชน
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
2
CE01
Abstract
In the past, urban development in Bangkok affect to urban land using around the BTS
stations changed. There is an increase of the land using for habitation in surrounding area. And from the
policy using Transit oriented development on Mass Rapid Transit Station of Bangkok, which focused to
permit walking into the station as a basis for sustainable urban development, revealed that people find
other ways of transportation for accessing to the station as well, such as motorcycle taxi, minibus or
four-wheeler, etc. However, the types of transportation for accessing to the station still lack of the role
for coordinating the system of the urban and theirs context.
The preliminary study led to idea of studying the public transport model for accessing to the
metro stations in order to define the design guidelines for coordinating the system to be suitable for
the urban and theirs context by the design tools and literature review about concepts related
coordinating public transport systems and creating a connection of policy using Transit oriented
development in order to create a linkage of public transport services to the surrounding area.
Conclusion, the results of the research will be divided into a section of the design guidelines for
coordinating the system of various existing transportation for accessing to the mass transit stations to
be suitable and coordinate with theirs context surrounding area where are different in each area. And
another section is the presentation of the potential and the problems of the design of the coordination
of public transport systems by physical data analysis, together with the service information of each form
of controlled public transport and different management in each context of service area, in order to
create guidelines for the development of public transport to be the most suitable with the context of
the area.
Keywords: Bangkok Mass Transit, Urban Public Transport Integration, Urban Pattern
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
3
CE01
1. ท่มี าและความสำคัญ จากปัญหาในการเข้าถึงการให้บริการขนส่ง
กรุงเทพมหานครที่ผ่านมามีการพัฒนาที่เกิดขึ้น สาธารณะระดับเมือง ทั้งการให้บริการรถไฟฟ้าขนส่ง
มวลชนรวมไปถึงการให้บริการรถโดยสารประจำทาง
อย่างรวดเร็ว ทั้งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ แหล่งงาน ทำให้เกิดรูปแบบการขนส่งสาธารณะที่มีลักษณะ
รวมถงึ การเปล่ียนแปลงด้านกายภาพทีส่ ำคัญของเมอื ง เฉพาะในบรเิ วณโดยรอบพ้ืนทเี่ ปล่ียนถ่ายการสญั จร มี
เชน่ การเปลยี่ นแปลงการใช้ประโยชน์ทด่ี ินและอาคาร ความหลากหลายของรูปแบบการขนส่ง เช่น
เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย การพัฒนาโครงสร้าง รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถกระป๊อ รถสอง
พนื้ ฐานเมอื งดา้ นการขนสง่ เปน็ ตน้ อยา่ งไรก็ตามการ แถว รถโดยสารประจำทางขนาดเล็ก เป็นต้น เป็น
พฒั นาระบบขนส่งในประเทศไทยถูกพัฒนาไปอย่างไม่ ลักษณะของรูปแบบการขนส่งสาธารณะขนาดเล็กท่ี
เป็นระเบียบ ขาดการสร้างความสัมพนั ธ์การเชื่อมตอ่ ทำหน้าที่เชื่อมต่อการขนส่งระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยกบั
ระบบโครงขา่ ยให้มีความตอ่ เน่อื งกันของแต่ละรปู แบบ สถานีรถไฟฟ้า โดยแต่ละรูปแบบการขนส่งขนาดเล็ก
การขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะ มีการบริหารจัดการการให้บริการภายใต้เงื่อนไขด้าน
ในเขตพื้นที่ให้บริการในกรุงเทพฯที่ยังไม่มีความ กายภาพ ข้อบังคับตามกฎหมายและลักษณะการ
ต ่ อ เ น ื ่ อ ง ก ั น อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ แ ล ะ ย ั ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ เดนิ ทางของผูอ้ าศัยบรเิ วณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้า
ครอบคลมุ พนื้ ทีใ่ ห้บรกิ ารอย่างเพยี งพอแก่ผู้ท่ีต้องการ
เข้าถึงระบบให้บริการขนส่งสาธารณะในพื้นที่เมือง ความหลากหลายของรูปแบบการขนส่งสาธารณะ
โดยปัจจุบันการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะใน ขนาดเลก็ ท่ที ำหน้าที่เพือ่ การเชือ่ มตอ่ ระหว่างพ้ืนที่อยู่
กรุงเทพฯที่เนน้ พัฒนาต่อยอดโครงข่ายรถไฟฟา้ ขนสง่ อาศัยกับสถานรี ถไฟฟ้านั้นยังไม่มกี ารศึกษาอย่างเป็น
มวลชน โดยมีแผนขยายเส้นทางการให้บริการเพ่ือ ระบบ มงี านวจิ ัยทีไ่ ดเ้ สนอเกีย่ วกบั การจัดพนื้ ทสี่ ำหรับ
ขยายขอบเขตผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าให้เพ่ิมมากข้ึน แต่ง การให้บริการขนส่งขนาดเล็กจอดรับ-ส่งผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงเนื้อเมืองของ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสำหรับการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบ
กรุงเทพฯมีลกั ษณะเป็นพื้นท่ีบลอ็ กขนาดใหญ่ (Super การขนส่ง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่พบว่ามีการศึกษาท่ี
Block) และการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายถนนมีการ เกี่ยวกับความหลากหลายของรูปแบบการขนส่ง
ข้ามลำดับศักดิ์ของถนน โดยกรุงเทพฯมีพื้นทีถ่ นนตำ่ สาธารณะขนาดเล็กที่มีให้บริการอยู่ในปัจจุบันอย่าง
กว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือมีพื้นที่ถนนทั้งหมดประมาณ เป็นระบบ ครอบคลุมการศึกษาในหลายมิติอื่นๆท่ี
8% จากพื้นที่กรุงเทพฯทั้งหมดและประเภทถนนท่ี เก่ียวข้อง งานวิจัยชิน้ นจี้ ึงศึกษาถึงการประสานระบบ
กรุงเทพฯมีไม่เพียงพอคือถนนสายรอง ดังนั้นการ การขนสง่ สาธารณะทม่ี ีอยู่อย่างหลากหลายให้มีความ
เชื่อมต่อของถนนในกรุงเทพฯจึงเปน็ การเช่ือมตอ่ ของ เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่และบริบทของเมือง โดย
ซอยกบั ถนนหลกั เปน็ สว่ นใหญ่และสง่ ผลให้เกิดปัญหา งานวิจยั มุ่งเนน้ ศึกษาถึงรูปแบบการขนสง่ สาธารณะที่
การใช้งานในระบบโครงข่ายการสัญจรของพื้นที่เมอื ง มีให้บริการในระดับย่าน ทำหน้าที่เชื่อมต่อการขนส่ง
ทำให้ระบบขนส่งมวลชนเช่นรถโดยสารประจำทาง ระหว่างแหลง่ พน้ื ท่อี ยูอ่ าศัยโดยรอบสถานรี ถไฟฟ้ากับ
ขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพื้นที่อยู่อาศัยใน บริเวณที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าและทำหน้าที่ในการขยาย
บริเวณใจกลางบล็อกได้ ขอบเขตของผู้ใชบ้ ริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนดว้ ย
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
4
CE01
2. ข้นั ตอนการศึกษา โดยประกอบไปด้วยโครงการระบบขนส่งมวลชน
ผู้วิจัยกำหนดขั้นตอนการศึกษาเพ่ือกำหนดพื้นท่ี กรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้า BTS) และโครงการ
รถไฟฟ้ามหานคร (รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT) โดยมีสถานี
ศึกษาโดยพิจารณาจากความหลากหลายของรูปแบบ รถไฟฟ้า BTS จำนวน 7 สถานีได้แก่ สถานีนานา
การขนส่งสาธารณะขนาดเล็กที่มีให้บริการในพื้นท่ี สถานีอโศก สถานีพร้อมพงษ์ สถานีทองหล่อ สถานี
เปลี่ยนถ่ายโดยรอบทีต่ ั้งสถานีรถไฟฟ้า โดยลงสำรวจ เอกมัย สถานีพระโขนง สถานีอ่อนนุชและสถานี
จากเขตพ้นื ท่ีทม่ี ีความหนาแนน่ ของพ้ืนที่อยู่อาศัยเพื่อ รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT จำนวน 2 สถานีได้แก่ สถานี
พิจารณาการเชื่อมต่อของระบบการขนส่งสาธารณะ สุขุมวิทและสถานีเพชรบุรี และมีสถานีที่เชื่อมต่อกัน
ขนาดเลก็ ท่ีทำหนา้ ที่เช่ือมต่อระหวา่ งพนื้ ทอ่ี ยูอ่ าศัยกับ ระหว่างการให้บริการรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้
บริเวณที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้า และพิจารณาถึงความ ดิน MRT คือสถานีรถไฟฟา้ อโศกกบั สถานีรถไฟฟ้าใต้
หลากหลายของปจั จยั อน่ื ๆ เชน่ ความหลากหลายของ ดินสุขุมวิท โดยสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 9 สถานีมีรัศมีการ
ลักษณะการใชป้ ระโยชนอ์ าคาร ความหลากหลายของ ใหบ้ ริการในระยะ 400-800 เมตร ซ่งึ ครอบคลุมพ้ืนที่
รูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างสถานีกับอาคารโดยรอบ เขตวัฒนา เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตห้วยขวาง
ความหลากหลายของกิจกรรมในพื้นที่โดยรอบที่ต้ัง เขตราชเทวี และเขตปทมุ วัน
สถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อใช้ในการพิจารณา
ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องและส่งผลกับการใช้บริการ รปู ที่ 1 ขอบเขตพน้ื ที่ศึกษาสถานใี ห้บรกิ ารรถไฟฟ้า
ขนส่งสาธารณะขนาดเล็กในระดับย่านในมิติอื่นๆ ขนสง่ มวลชนในเขตวัฒนา
นอกจากนั้นยังเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทบทวน
เอกสารงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้องและการลงสำรวจพ้ืนที่เพื่อ 4. ขัน้ ตอนการวเิ คราะห์
บนั ทึกกิจกรรมทางสงั คมในบรเิ วณพื้นทเ่ี ปลี่ยนถ่ายรูป ขน้ั ตอนการวิเคราะหก์ ารใชง้ านรปู แบบการขนส่ง
แบบการขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก แล้วจึงนำข้อมูล
จากการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาแปลงเป็นข้อมูล ส า ธ า ร ณ ะ ข น า ด เ ล ็ ก ใ น พ ื ้ น ท ี ่ โ ด ย ร อ บ ท ี ่ ต ั ้ ง ส ถ า นี
ในรูปแบบแผนท่ี เพ่อื นำมาใช้ในการวิเคราะห์รูปแบบ รถไฟฟ้าเขตวฒั นาประกอบไปด้วยพ้นื ทีศ่ ึกษาตัวอย่าง
ความสัมพันธ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง และนำมาสู่ ทั้ง 9 สถานี ซึ่งวิเคราะห์จากองค์ประกอบของการ
ข้ันตอนการสรปุ ผลการวิเคราะห์เพ่ือเสนอแนวทางใน ประสานระบบและปัจจัยการประสานระบบภายใต้
การออกแบบพื้นที่ประสานระบบการขนส่งเพื่อการ
เข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าที่สามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่
เมืองที่มีให้บริการขนส่งสาธารณะโดยรอบที่ตัง้ สถานี
รถไฟฟ้าไดต้ ่อไป
3. พน้ื ท่ศี กึ ษา
พื้นที่ศึกษาในการวิจัยนี้ คือ พื้นท่ีเขตวัฒนาซึ่งมี
สถานใี ห้บรกิ ารรถไฟฟา้ ขนส่งมวลชนทง้ั หมด 9 สถานี
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
5
CE01
เงื่อนไขทางกายภาพของการใช้พื้นที่เปลี่ยนถ่าย 5. ผลการศกึ ษา
(Interchange) ประกอบไปดว้ ย 4 เง่อื นไขหลักในการ จากการศึกษาพื้นที่ศึกษาตัวอย่างทั้ง 9 สถานี
พิจารณา ดังน้ี (1)รูปแบบการขนส่งในพื้นที่ศึกษาซ่ึง
จะมีรูปแบบการขนส่งที่เหมือนหรือแตกต่างกันไป รถไฟฟ้าในเขตวัฒนา พบว่า ในแต่ละตำแหน่งที่ตั้ง
ตามแต่ละตำแหน่งที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้า (2)พื้นที่จอด สถานีรถไฟฟ้าประกอบไปด้วยองค์ประกอบของการ
รับ-ส่ง วิเคราะห์การใช้พื้นที่ทางกายภาพของ ประสานระบบท่ีมีลักษณะและรูปแบบเหมือนหรือ
ยานพาหนะทีใ่ ช้ในการขนส่งผู้โดยสารและการใช้พ้ืนที่ แตกต่างในแต่ละสถานี สามารถสรุปกลุ่มรูปแบบการ
ของผู้รับบริการหรือผู้โดยสารบริเวณเพื่อเปลี่ยน ใช้พ้ืนทที่ างกายภาพของพน้ื ทเี่ ปล่ยี นถา่ ยโดยรอบที่ตั้ง
ถ่ายรูปแบบการขนส่ง (3)สง่ิ อำนวยความสะดวกของ สถานรี ถไฟฟ้าได้ ดงั นี้ (1)กล่มุ สถานที ่มี ลี ักษณะการใช้
แต่ละพื้นที่เปลี่ยนถ่ายในบริเวณโดยรอบที่ตั้งสถานี ประโยชน์อาคารและกิจกรรมโดยรอบเป็นประเภท
รถไฟฟ้า (4)ลักษณะพื้นที่โดยรอบ วิเคราะห์ พาณิชยกรรม พบว่าพื้นท่ีส่วนสิ่งอำนวยความสะดวก
ความสัมพันธด์ ้านกายภาพลักษณะตำแหน่งของพื้นที่ จะมีการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างอาคารโดยรอบและ
เปลี่ยนถ่ายในบริเวณโดยรอบที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้า พน้ื ทเี่ ปลย่ี นถ่ายรูปแบบการขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก
ความสัมพันธ์กับอาคารโดยรอบและกิจกรรมทาง และมีลักษณะการใชเ้ สน้ ทางการสญั จรทัง้ ภายในและ
สังคมในพื้นที่ศึกษาที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการใช้ ภายนอกอาคารที่มีการใช้ประโยชนแ์ บบพาณชิ ยกรรม
พื้นที่เปลี่ยนถ่ายรปู แบบการขนส่งของแต่ละตำแหน่ง เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้ากับพื้นท่ี
ทต่ี ั้งสถานรี ถไฟฟ้าในพน้ื ท่ศี ึกษา เปลี่ยนถ่าย (2)กลุ่มสถานีที่มีรัศมี 400 เมตรจาก
ศูนย์กลางสถานีซ้อนทับกัน พบว่าในแต่ละตำแหน่ง
ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดข้อมูลการวิเคราะห์ ท่ตี ั้งสถานจี ะมีความหลากหลายของรูปแบบการขนส่ง
องคป์ ระกอบและปจั จยั การประสานระบบ สาธารณะน้อยกว่าสถานีอ่ืนและมีการกระจายตัวของ
ตำแหน่งให้บริการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง
สาธารณะขนาดเล็ก (3)กลุ่มสถานีที่มีทางเดินลอยฟา้
เชื่อมต่อจากสถานีเข้าสู่อาคารโดยรอบที่ตั้งสถานี
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
6
พบว่าตำแหน่งพืน้ ท่ีเปล่ียนถ่ายของรูปแบบการขนส่ง CE01
ขนาดเล็กจะตั้งอยู่ไกลกับตัวสถานีแต่ใกล้กับทาง
สญั จรเขา้ ออกอาคารท่ีมกี ารเชือ่ มต่อ Paratransit as a Feeder System into Urban
Transportation and Its Effects on Mode Choice
อยา่ งไรกต็ ามข้อสรปุ การใช้พืน้ ทีท่ างกายภาพของ Behavior, pp. 5-9.
พื้นที่เปลี่ยนถ่ายที่ได้จากการวิเคราะห์จะนำไปสู่การ [2] นพนนั ท์ ตาปนานนท์ และคณะ (2553), โครงการ
นำเสนอแนวทางการออกแบบเพือ่ ประสานระบบการ จัดทำมาตรฐานด้านผังเมืองของกรุงเทพมหานคร:
เข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าด้วยรูปแบบการขนส่งสาธารณะ รายงานฉบับสมบูรณ์, จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , คณะ
ขนาดเล็กที่สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่โดยรอบ สถาปัตยกรรมศาสตร์.
สถานีรถไฟฟ้าที่มกี ารให้บริการของรปู แบบการขนสง่ [3] ณัฐพล เทียวพานิช (2553). การศึกษาแนวทาง
สาธารณะขนาดเล็กเชื่อมต่อกับแหล่งพื้นที่อยู่อาศัย การเพิ่มศักยภาพการเดินทางเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าใน
โดยรอบในพ้ืนที่อ่ืนๆตอ่ ไป ย่านชานเมืองบริเวณสถานีอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร.
[4] Duangporn P., Vilas N. (2012). Evaluating
รูปท่ี 2 ข้อมูลแผนท่ีแสดงกล่มุ รปู แบบการใชพ้ ื้นท่ีทาง Accessibility to Bangkok Metro System using
กายภาพของพ้ืนท่เี ปลย่ี นถา่ ยโดยรอบท่ีต้งั สถานี Multi-dimensional Criteria Across User Groups,
IATSS Research, pp. 56-65.
6. กิตตกิ รรมประกาศ [5] Wibowo S., Saksith Chalermpong., (2010).
งานวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความสนับสนนุ Characteristics of Mode /choice within Mass
Transit Catchments Area, Journal of the
จากผศ.ดร. จิตติศักด์ิ ธรรมาภรณพ์ ิลาศ และอาจารย์ Eastern Asia Society for Transportation
ในภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะ Studies Vol.8, pp. 1261-1273.
สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึง [6] บริษัท ขนส่ง จำกัด (2545). ความรู้เบื้องต้น
ขอขอบพระคุณมา ณ ท่ีน้ี เกี่ยวกับการขนส่ง, [ระบบออนไลน์], แหล่งที่มา
http://home.transport.co.th, เ ข ้ า ด ู เ ม ื ่ อ ว ัน ที่
7. เอกสารอา้ งองิ 18/09/2562.
[1] Tangphaisankun A., Okamura T.,Nakamura [7] Pornraht Pongprasert. and Mann,Kubota H.
F. and Wang R. (2010). A Study in Integrating (2016). Switching from motorcycle taxi to
walking: A case study of transit station access
in /Bangkok, Thailand, URL:
http://www.sciencedirect.com, access on
20/12/2019.
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
7
CE02
การเปรียบเทยี บกระบวนการการตดิ ต้งั ฉนวนกันเสียงและกนั ความรอ้ นเยอ่ื กระดาษเซลลูโลส
The Comparison of Insulation Installation Process Cellulose Heat and Noise
สภุ ัชชา จน่ั เผือก 1,* และ ทรงเกยี รติ เท้ียธทิ รัพย์ 2
1 คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ
9/1 หม5ู่ ถนนพหลโยธนิ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ปทุมธานี 12120
2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ เจา้ คณุ ทหารลาดกระบัง
*ผู้ตดิ ต่อ: [email protected], 096-8850586
บทคดั ยอ่
เนื่องจากปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครมีหลายจุดที่มีมลภาวะทางเสียงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศและ
เสียงทกี่ ำหนดโดยกรมควบคุมมลพษิ กระทรวงธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มไว้วา่ ควรมีคา่ เฉลย่ี 24 ช่วั โมงไมเ่ กิน 70 เดซเิ บล
เอ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญต้องหากรรมวิธีลดมลภาวะทางเสียงให้น้อยลง โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการติดตงั้
ฉนวนกนั เสียงและกนั ความร้อนเยื่อกระดาษเซลลโู ลส ซง่ึ เป็นตวั เลือกหนึง่ ท่สี ามารถนำมาใช้ตดิ ตั้งในอาคารสาธารณะหรือ
ที่พกั อาศยั เพือ่ ลดมลภาวะทางเสยี งได้ โดยทำการศกึ ษาวิจยั ผ่านกรณีศึกษา รา้ นอาหาร 3 แห่ง ถึงกระบวนการติดตั้งและ
องค์ประกอบทางดา้ นต้นทุน ระยะเวลาการตดิ ต้ัง รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการติดต้ังแบบสำเรจ็ รูปและแบบ
ฉีดพ่นหน้างานใหเ้ หมาะสมกบั แต่ละพน้ื ที่ โดยผลการวิจยั แสดงใหเ้ หน็ วา่ รูปแบบฉีดพ่นหน้างานเหมาะกับสถานที่ท่ีกำลัง
กอ่ สร้างและแบบสำเร็จรปู เหมาะกับอาคารที่สรา้ งเสร็จแลว้ เพื่อใหต้ อบสนองความต้องการของผูใ้ ชง้ านได้มากทส่ี ดุ
คำสำคญั : ฉนวน , ฉนวนกนั ความร้อน , เซลลโู ลส
Abstract
Nowadays, Bangkok metropolitan areas are exposed to high levels of noise pollution; above the
standard of 70 dBA within a 24 hours average, set by The Pollution Control Department under Ministry
of Natural Resources and Environment, which is important and need to be reduced. The study performs
a comparison test of installation process of cellulose heat and noise insulation inside commercial and
residential buildings. 3 case study restaurants are researched to find a result of comparison of three
participants of process installation, cost, duration, problem and obstacle of installation on both
prefabricated sheet and spray insulation types that match best with the space limitation and user
requirement. The studies’ result reveal that spray insulation types is suitable for the construction site,
while prefabricated sheet fit best with finished building.
Keywords: insulator, heat insulation, cellulose
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
8
CE02
1. บทนำ 2.2) เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการติดตั้งฉนวน
เน่อื งดว้ ยมลภาวะทางเสียงและอณุ หภูมิความร้อน เย่ือกระดาษเซลลูโลส แบบสำเรจ็ รูป และแบบฉีดพ่น
2.3) เพื่อเปรียบเทยี บดา้ นต้นทนุ ในกระบวนการตดิ ตง้ั
ที่เพิ่มขึ้น ฉนวนกันเสียงและกันความร้อนเย่ือ 2.4) เพอ่ื ศึกษาปัญหาและอุปสรรคท่ีเกิดขึ้น ในการ
กระดาษเซลลโู ลส (Cellulose) จงึ เป็นตวั เลือกหน่ึงที่ ติดต้งั เพ่อื พฒั นาให้สอดคล้องกับการใชง้ านมากขึ้น
ถูกนำมาปรับใช้สำหรับติดตั้งภายในอาคาร เพ่ือ
ป้องกันความร้อนและเสียงจากภายนอกเข้าสู่อาคาร 3. กรอบการวิจยั
และปอ้ งกันเสยี งจากภายในอาคารออกสู่ภายนอก ซ่งึ การวจิ ัยมอี งคป์ ระกอบ ดังน้ี
ฉนวน จะมีคุณสมบัติในการกนั ความร้อนไม่ให้ส่งผ่าน
ไปได้งา่ ยอีกท้ังยังกันเสยี งเล็ดลอดได้ดี และ ฉนวนกัน รูปที่ 1 กระบวนการและขนั้ ตอนในการทำการวิจยั
ความร้อน ตัวเนื้อวัสดุมีฟองอากาศผสมอยู่ ผิว
สามารถสะท้อนและถ่ายเทความร้อนได้ดี ส่วน รูปแบบกระบวนการติดตั้งฉนวนเยื่อกระดาษ
เซลลูโลสเปน็ วัสดุจากธรรมชาติหรอื กระดาษท่ีใช้แล้ว เซลลูโลส ทสี่ นับสนุนกรอบแนวความคดิ มดี งั น้ี
นำมาแปรสภาพให้เป็นเยื่อกระดาษและเส้นใยที่ไม่ 3.1 คุณสมบตั ขิ องฉนวนเยอื่ กระดาษเซลลูโลส
ก่อให้เกดิ อันตรายต่อสุขภาพและสงิ่ แวดล้อม [1]
ฉนวนเย่ือกระดาษสามารถถ่ายเทพลังงานความ
กระบวนการติดตั้งฉนวนกันเสียงและกันความ รอ้ นไดด้ ี ควรเป็นวสั ดุทเ่ี บาการติดตัง้ สามารถยึดติด
ร้อน มีแนวโน้มในการพัฒนาความแตกต่างอย่าง ได้ทุกพนื้ ผิวยกเว้นวัสดทุ ีม่ ผี วิ มนั
ต่อเนื่อง ทำให้ผู้วิจัยเล็งเห็นที่จะทำการศึกษาของ 3.2 รปู แบบการตดิ ตงั้ ฉนวนเยอื่ กระดาษเซลลโู ลส
ระบบการติดตั้งฉนวนกันเสียงและกันความร้อนเยื่อ
กระดาษเซลลูโลส โดยการเปรียบเทียบจาก ระบบกาว คือ การฉีดพ่นฉนวนเยื่อกระดาษ
กระบวนการตดิ ตัง้ 2 รูปแบบ คือ แบบสำเร็จรปู และ เซลลูโลส ที่ทำการผสมกับตัวกาวแล้วบนพื้นผิว
แบบฉดี พ่นหน้างาน โดยทำการศึกษาด้านตา่ ง ๆ เช่น รองรับ สามารถฉีดพน่ ได้ ใต้หลังคา ฝ้าเพดาน ผนัง
กระบวนการติดตั้ง ระยะเวลาการติดตั้ง และต้นทุน
รวมในกระบวนการติดตั้งทั้งหมด รวมถึงปัญหาและ ระบบแผ่น คือ แผ่นฉนวนเยื่อกระดาษเซลลโู ลส
อุปสรรค เพ่ือนำมาวิเคราะห์และสรุปผล ให้เห็นถึง แบบสำเรจ็ รปู [2]
ข้อดีและข้อเสียในแต่ละรูปแบบ เพื่อเป็นแนวทางใน 3.3 การตดิ ตัง้ หลักจำแนกเปน็ 2 รปู แบบ [1]
การเลือกใช้รปู แบบการตดิ ต้งั 1) การติดตั้งฉนวนกันเสียงและกันความร้อนเยื่อ
กระดาษเซลลโู ลสแบบฉีดพ่นหนา้ งาน
สรุปผลของการศึกษาและวิจัยสามารถนำไปใช้
พัฒนาระบบและเป็นแนวทางในการติดตั้งฉนวนกัน
เสยี งและกันความรอ้ นเย่ือกระดาษได้ในอนาคต
2. วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย
2.1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนการติดต้ัง
ฉนวนเยือ่ กระดาษเซลลโู ลส (Cellulose)
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
9
CE02
1.1) แบบปดิ ลกั ษณะแซนวชิ โดยการนำวสั ดุปิดผิว 2) ลงสำรวจสถานท่ีติดตั้ง เก็บขอ้ มลู ของพื้นท่ี ทำการ
มาปดิ ทบั ลงบนฉนวนทที่ ำการฉีดพ่น ถ่ายภาพ สัมภาษณ์ชา่ งผ้ปู ฏบิ ตั งิ านและจดบันทกึ
1.2) แบบเปิดโชว์พื้นผวิ ฉนวนเย่อื กระดาษเซลลูโลส 3) วิเคราะห์ข้อมูลของสถานที่ถึงรูปแบบการติดตั้ง
2) การติดตั้งฉนวนกันเสียงกันความร้อนเย่ือ โดยการ สนทนากบั ผ้ปู ระกอบการและช่างผตู้ ิดต้ัง
กระดาษเซลลโู ลสแบบสำเรจ็ รปู 4) สำรวจพื้นที่และจดบันทึกข้อมูลเก็บรายละเอียด
2.1) แบบปดิ ลกั ษณะแซนวชิ โดยการนำวสั ดุปิดผิว อกี คร้งั เพื่อนำข้อมลู ขณะปฏิบัตกิ ารติดต้งั มาวเิ คราะห์
มาปิดทบั ลงบนฉนวนท่ที ำการติดตัง้ แล้วเสร็จ 5) สรุปผลจากการลงสำรวจพื้นที่นำรายละเอียดมา
2.2) แบบเปดิ โชวผ์ วิ ฉนวนเย่อื กระดาษเซลลโู ลส เปรียบเทียบถึงความแตกต่างของกระบวนการติดตั้ง
3.4 ส่วนประกอบของฉนวนเย่อื กระดาษเซลลูโลส ท้งั สองรปู แบบ
1) เยอ่ื กระดาษรีไซเคลิ หรือทเ่ี รยี กวา่ Cellulose
2) Borax ทำหนา้ ทีป่ อ้ งกันแมลงและเช้ือรา 5. ผลการวจิ ัย
3) Boric Acid มสี ่วนชว่ ยชะลอการลกุ ลามของไฟ ผลการศกึ ษาการเปรียบเทยี บกระบวนการติดต้ัง
4) กาว เป็นส่วนผสมช่วยในการยึดเกาะกันของ
ฉนวนเย่ือกระดาษกบั พื้นผวิ วัตถุทที่ ำการตดิ ต้ัง ฉนวนกันเสียงกันความร้อนเยื่อกระดาษเซลลูโลส
5) น้ำ เป็นส่วนผสมที่ทำให้ความหนืดลดน้อยลง แบบสำเร็จรูปและแบบฉีดพ่น ได้จากสถานท่ี
และไมใ่ ห้ตวั ฉนวนตดิ กนั ท่ปี ลายสายฉดี กรณีศึกษาประเภทร้านอาหารจำนวน 3 แห่ง ตัว
3.5 ขั้นตอนการเตรียมการก่อนการปฏิบัติงานผลิต อาคารอยใู่ นข้นั ตอนและวธิ ดี ำเนินการที่ตา่ งกัน โดย
และกระบวนการติดตง้ั ฉนวนเยือ่ กระดาษ [3,4] พิจารณาด้านกระบวนการติดตั้ง ระยะเวลา ต้นทุน
1) สำรวจความเรียบร้อยของหลังคาและบริเวณที่จะ รวม ปัญหาและอปุ สรรค สรุปได้ดงั น้ี
ทำการติดต้ังฉนวนใหเ้ รียบรอ้ ย 5.1 ข้อมูลสนบั สนนุ ในกระบวนการเปรยี บเทียบ
2) ควรติดตั้งสายไฟและลวดสำหรับแขวนฝ้าและ กรณีศกึ ษาท้ัง 3 แห่ง
เหล็กแขวนแอร์ก่อนเรม่ิ การติดตง้ั ฉนวน ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบสถานที่ทำการติดตั้ง
3) ตรวจสอบความพร้อมของน้ำประปาและไฟฟา้ ฉนวนเย่ือกระดาษเซลลูโลส กรณีศกึ ษาท้ัง 3
4) ปิดคลมุ ทับวสั ดุทีต่ ้องระวงั เป็นพเิ ศษขณะฉดี พน่
5) ทำฉากกันบริเวณเพ่ือป้องกนั ฝนุ่ ละออง จากตารางที่1แสดงให้เห็นถึงแบบแปลนอาคารและ
6) เตรียมสปอร์ตไลท์หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในกรณีที่ ขนาดพื้นที่ที่จะทำการติดตั้ง ลักษณะอาคารรวมถึง
หน้างานไมม่ ีแสงสว่าง รปู แบบการติดตง้ั ของกรณีศึกษาทง้ั 3 แห่งที่นำมาใช้
7) ในบริเวณที่ติดตั้งอยู่บนพื้นที่สูงต้องมีการติดตั้ง ในการศกึ ษาเปรยี บเทยี บ
นัง่ ร้านและอุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบคุ คล
4.วธิ ีดำเนินการวิจยั
1) ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทฤษฎีและ
งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ งกับฉนวนกนั เสียงกันความรอ้ น
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
10
CE02
ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบเครื่องมือ วัสดุและ
อุปกรณ์ กรณศี ึกษาท้งั 3
รปู ที่ 2 การตดิ ตัง้ ฉนวนแบบสำเร็จรปู กบั ฝา้ เพดาน
ลักษณะฝ้าเพดานเป็นชอ่ งคานไม้ แตล่ ะช่องมขี นาด
ไม่เท่ากันช่างผูท้ ำการติดต้งั ต้องทำการวดั ขนาดและ
ต้องทำการตัดแผน่ ฉนวนให้มขี นาดพอดสี ำหรับการ
ติดตง้ั ลงบนฝ้าเพดาน
รปู ที่ 3 ภาพประกอบหน้างานเม่ือตดิ ตงั้ แล้วเสรจ็
การดำเนินการติดตั้งฉนวนแบบฉีดพ่นหน้างานโดย
เริ่มจากการสำรวจพื้นที่ วัดระดับความสูงตรวจดูจุด
เช่อื มตอ่ ระบบไฟฟา้ และประปา การเขา้ ทำการติดต้ัง
ต้องทำการติดตั้งเครื่องผสมฉนวนสำหรับฉีดพ่น
ดังรปู ท4่ี
จากตารางที่2 แสดงให้เห็นถึง รายการวัสดุอุปกรณ์ รปู ท่ี 4 เครอ่ื งผสมสำหรบั ฉีดพน่ ฉนวนในการตดิ ตั้ง
และการแจกแจงราคาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ใน รปู ท่ี 5 ช่างกำลังทำการฉดี พน่ ลงบนพ้นื ที่หน้างาน
กระบวนการติดตง้ั กรณีศึกษาทง้ั 3 แห่ง
การดำเนินการติดตั้งฉนวนแบบสำเร็จรูปโดยเร่ิมจาก
การลงสำรวจพื้นที่ตรวจดูจดุ เชือ่ มต่อระบบไฟฟ้า วัด
ความสูงและวัดขนาดของพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลไปผลิต
ฉนวนแบบสำเร็จรูป หลังจากนั้นนำฉนวนสำเร็จรูป
เข้าพน้ื ทเี่ พ่อื ทำการติดตั้ง ดังรปู ที2่
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
11
CE02
5.2 ผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะของการ 1) การติดตั้งฉนวนเยื่อกระดาษแบบสำเร็จรูปของ
เปรียบเทียบองค์ประกอบต่างๆในกระบวนการ กรณีศึกษาที่ 1 ในพื้นที่ 140 ตารางเมตรใช้
ตดิ ตั้งฉนวนเยอื่ กระดาษเซลลโู ลส ระยะเวลาในการตดิ ตง้ั จนแล้วเสรจ็ 11 วัน
2) การติดตั้งฉนวนเยื่อกระดาษแบบฉีดพ่นของ
กระบวนการติดตั้งรูปแบบฉีดพ่นและแบบ กรณีศึกษาที่ 2 ในพื้นที่ 210 ตารางเมตรใช้
สำเร็จรูปมีข้ันตอนและกรรมวิธีท่แี ตกต่างกนั ทำให้พบ ระยะเวลาในการติดตั้งจนแล้วเสร็จ 12 วัน
ถึงขอ้ ดแี ละขอ้ เสียของแต่ละกระบวนการดังตารางที่3 3) การติดตั้งฉนวนเยื่อกระดาษแบบฉีดพ่นของ
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ กรณีศึกษาที่ 3 ในพื้นที่ 640 ตารางเมตรใช้
กระบวนการตดิ ตัง้ ท้ัง 2 รปู แบบ ระยะเวลาในการตดิ ตงั้ จนแล้วเสรจ็ 14 วนั
ตารางที่ 5 เปรียบเทียบสรุปข้อดีและข้อเสียด้าน
ระยะเวลาในกระบวนการติดตงั้
5.3 ผลการวิเคราะหแ์ ละข้อเสนอแนะเปรยี บเทยี บ 5.4 ผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะของการ
ด้านระยะเวลาในกระบวนการตดิ ตง้ั เปรยี บเทียบด้านตน้ ทนุ รวมในกระบวนการตดิ ตั้ง
รูปแบบขั้นตอนของกระบวนการติดตั้งทั้ง 3 ตน้ ทุนในกระบวนการตดิ ตง้ั ประกอบไปดว้ ย วัสดุ
กรณีศึกษา ในลักษณะอาคารและขนาดพื้นที่ที่ อุปกรณ์การติดตั้ง ค่าแรง ราคาค่าติดตั้ง สรุป
แตกต่างกันแสดงให้เหน็ ถึงความแตกตา่ งของขั้นตอน รายละเอยี ดการเปรยี บเทยี บ ดังนี้
ในแตล่ ะช่วงเวลา และระยะเวลาในการตดิ ต้ังทั้งหมด ตารางท่ี 6 เปรยี บเทยี บด้านต้นทนุ (หน่วย: บาท)
จนกระท้งั เสรจ็ สน้ิ กระบวนการติดตั้ง
ตารางที่ 4 เปรยี บเทยี บระยะเวลาของกระบวนการ
ติดตงั้ กรณศี กึ ษาทัง้ 3
จากตารางที่ 4 พบว่า 1) ตน้ ทุนของการตดิ ตั้งแบบฉีดพ่น
1.1) การติดตั้งในพื้นที่ที่มากกว่าเฉลี่ยแล้วมีราคา
ต้นทนุ นอ้ ยกวา่ การติดต้ังในพ้ืนท่ีน้อยกว่า
1.2) มีผลกำไรมากกว่าในพน้ื ท่ที ่ีมากกว่า
2) ต้นทุนของการติดตงั้ แบบสำเรจ็ รูป
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
2.1) มีตน้ ทุนรวมในการทำการติดตั้งมากกว่า 12
2.2) มีผลกำไรมากกวา่ ในพ้ืนทีน่ อ้ ยกวา่
CE02
5.5 ผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะของการ
เปรียบเทยี บดา้ นปญั หาและอุปสรรค 7. อภปิ รายผล
ผลของการวิจัยนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการหรือ
การติดตั้งทั้งรูปแบบฉีดพ่นและแบบสำเร็จรูปพบ
ปญั หาและอปุ สรรคทแ่ี ตกต่างกัน ดังน้ี เจ้าของอาคารได้รู้และเขา้ ใจถึงวธิ กี ารและขั้นตอนใน
ตารางที่ 7 เปรียบเทียบข้อดแี ละขอ้ เสยี ดา้ นปญั หา ก า ร ต ิ ด ต ั ้ ง ฉ น ว น ก ั น เ ส ี ย ง แ ล ะ กั น ค ว า ม ร ้ อ น เ ยื่ อ
และอปุ สรรคในกระบวนการติดตงั้ กระดาษเซลลูโลส ทั้งแบบสำเร็จรูป และแบบฉีดพ่น
หน้างาน เพื่อให้เกิดการตัดสินใจได้ถูกต้องในการ
ตดิ ต้ังได้ตรงตามความต้องการของผู้ใชง้ าน ท้งั ในด้าน
รูปแบบของการติดตัง้ ระยะเวลาท่ีต้องใช้ในการติดต้ัง
ตลอดจนตน้ ทุน และความคุ้มค่าในการเลือกใช้ฉนวน
กนั เสยี งและกันความร้อนท้งั สองรปู แบบนต้ี อ่ ไป
6. สรุปผล 8. ขอ้ เสนอแนะ
งานวิจัยนี้เป็นการค้นหาและเปรียบเทียบ 1) ขั้นตอนของกระบวนการติดตั้งฉนวนกันเสียงและ
กันความร้อนนี้จะเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการใหม่ที่
กระบวนการติดตั้งฉนวนกันเสียงและกันความร้อน สนใจและผู้ประกอบการรายเดิมนำข้อมูลไปปรบั ปรงุ
ทั้ง 2 รูปแบบ โดยแบบสำเร็จรูปต้องใช้เวลาในการ และประยุกตใ์ ช้กับกจิ การของตนได้
ผลิตขึ้นรูปก่อน 1 สัปดาห์ ก่อนขนย้ายไปทำการ 2) ทำให้เกิดแนวความคิดที่จะพัฒนากระบวนการ
ติดตั้ง ต้องวัดขนาดให้พอดีกับพื้นที่ที่ติดตั้ง และใช้ ติดตง้ั ฉนวนกนั เสียงและกนั ความร้อนตา่ งๆใหม้ ากข้นึ
อุปกรณ์จำนวนมาก อาจเกิดรอยต่อของฉนวน มี
ต้นทุนที่สูงผลกำไรน้อย ต้องเป็นอาคารที่ไม่สูงมาก 9. เอกสารอ้างองิ
เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายวัสดุอุปกรณ์ในขณะติดตัง้ [1] นาวาอากาศตรี ตระการ ก้าวกสิกรรม (2537).
ใชเ้ วลาติดต้ังมาก จงึ เหมาะกับอาคารท่ีสรา้ งเสร็จแล้ว คู่มือฉนวนความร้อน, กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์ บริษัท
ส่วนแบบฉีดพ่นหน้างาน ต้องมีการป้องกันหน้างาน เอม็ แอนดอ์ ี จำกดั
ทุกจุด ฉีดพ่นหน้างานได้เลยทุกพื้นที่ ไม่เกิดช่องว่าง [2] บริษัทTPI Foam (2016). URL: http://www.
ของฉนวนท่ฉี ดี พน่ เหมาะกับพืน้ ทปี่ ิดทีย่ งั ไม่เปิดให้ใช้ helpdee.com/businesses/tpi–foam access on
งาน ฉนวนเยื่อกระดาษอาจปลิวกระจายทั่วบริเวณท่ี 14/07/2019.
ติดตั้ง ใช้เวลาติดตั้งน้อย ฉีดพ่นได้รวดเร็วแต่ฉนวน [3] วิสูตร จิระดำเกงิ (2559). การเพม่ิ ผลิตภาพงาน
อาจมีความไม่สม่ำเสมอกัน มีต้นทุนต่ำทำให้กำไรสูง กอ่ สร้าง Productivity Improvement in
กว่า จึงเหมาะกับอาคารที่กำลงั กอ่ สรา้ ง Construction.ปทมุ ธานี.สำนักพมิ พ์ วรรณกวี.
[ 4] Best Insulation & Acoustic Consultation
Co ., Ltd. (2019). URL: https: // www. Bia – th .
com / cellulose access on 20/07/2019.
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
13
CE03
การตรวจสอบพ้นื สะพานคอนกรีตดว้ ยวธิ ีการทดสอบแบบไมท่ ำลาย
Concrete Bridge Deck Deterioration Assessment
by Nondestructive Testing Methods
ธนพ ศิรวิ ัฒนานรุ กั ษ์1,* และ ฐานบ ธิติมากร1
1 ภาควิชาธรณวี ทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั 254 ถนนพญาไท แขวงวงั ใหม่ เขตปทุมวนั กรุงเทพมหานคร 10330
*ผู้ตดิ ต่อ: [email protected], 081-993-5966, 02-218-5464
บทคัดย่อ
การตรวจสอบความเสยี หายของพนื้ สะพานคอนกรตี โดยทว่ั ไปใชว้ ธิ กี ารตรวจพนิ ิจด้วยสายตาและการเจาะสำรวจ
ร่วมกับการสำรวจอย่างง่าย เช่น การสำรวจโดยใช้โซ่ลาก ซึ่งวิธีการเหล่านี้สามารถตรวจสอบความเสียหายในลักษณะ
เบอ้ื งตน้ เท่านน้ั อยา่ งไรกต็ าม ในปัจจบุ ันเร่ิมมกี ารนำเอาวธิ กี ารทดสอบแบบไม่ทำลายหลายๆ วิธเี ขา้ มาประยุกต์ใช้ในการ
ตรวจสอบความเสียหายของพื้นสะพาน โดยการศึกษาในครั้งน้ี ได้นำวิธีการสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์และการสำรวจด้วย
ศักย์ไฟฟ้าครึ่งเซลล์เข้ามาใช้ในการตรวจสอบความเสียหายของพื้นสะพานคอนกรีต ผลที่ได้จากการสำรวจด้วยวิธีการ
ทดสอบอยา่ งง่ายสามารถตรวจสอบความเสียหายทเ่ี กิดข้ึนในบรเิ วณพ้ืนผวิ สะพานและความเสยี หายทอี่ ยใู่ กลพ้ ื้นผิวสะพาน
ในขณะที่การสำรวจด้วยวิธีการทดสอบแบบไม่ทำลาย เช่น การสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์สามารถตรวจหาความเสียหายที่
เกิดขึ้นภายในเนื้อคอนกรีตพร้อมกับวัดการเสื่อมสภาพของเหล็ กเสริมโดยพิจารณาจากค่าแอมพลิจูดที่ตรวจวัดได้จาก
เหลก็ เสรมิ ภายในเนือ้ คอนกรีต และสำหรบั การสำรวจด้วยศักยไ์ ฟฟ้าครง่ึ เซลล์จะทำใหท้ ราบถงึ ตำแหนง่ ที่มคี วามน่าจะเปน็
ท่ีจะมีการผกุ ร่อนของเหลก็ เสริม ในท้ายทส่ี ุด ผลทไ่ี ดจ้ ากการสำรวจจะถกู สุ่มเจาะสำรวจเพ่ือเป็นการยืนยันผลขอ้ มูล
คำสำคัญ: การตรวจสอบพื้นสะพานคอนกรีต, การสำรวจด้วยวิธกี ารทดสอบแบบไม่ทำลาย, การสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์,
การสำรวจดว้ ยศกั ยไ์ ฟฟ้าครง่ึ เซลล์
Abstract
In general, the inspection of the damage on concrete bridge deck is usually done by visual
inspection and coring test together with simple survey such as chain drag survey. These methods can
only be checked for damage in a preliminary feature. However, at present, there are many
nondestructive testing methods which are used to investigate the damage in concrete bridge deck. For
this study, ground penetrating radar and half-cell potential methods were selected to evaluate damage
condition of concrete bridge deck. The results from simple methods can be detected only damage on
concrete bridge deck or damage that located closed to concrete bridge surface. While nondestructive
testing methods i.e. ground penetrating radar can detect defect in concrete and detect bridge deck
deterioration by measuring the amplitude of reinforcing steel in concrete. Moreover, half-cell potential
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
14
CE03
provide location where there is possibility of corrosion in reinforcing steel. Finally, all survey results will
be random sampled to confirm data results.
Keywords: Concrete bridge deck deterioration, Nondestructive test, Ground penetrating radar, Half-cell
potential
1. บทนำ ด้วยสายตาและการสำรวจโดยใช้โซ่ลาก ในท้ายที่สุด
สะพานเป็นส่วนหนงึ่ ของระบบโครงข่ายคมนาคม ผลที่ได้จากการสำรวจจะถูกสุ่มเจาะสำรวจเพื่อเป็น
การยนื ยันผลข้อมูล
ซึง่ จดั เปน็ โครงสร้างพ้นื ฐานทมี่ กี ารก่อสร้างไว้ตามสาย
ทางต่างๆ ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่ก่อสร้างใน 2. หลกั การและวธิ กี ารสำรวจ
ลักษณะเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก โครงสร้าง 2.1 การสำรวจดว้ ยคล่นื เรดาร์
สะพานอาจมีข้อบกพร่องหรือความเสียหายเกดิ ขึน้ ได้
ภ า ย ห ล ั ง จ า ก ก า ร ก ่ อ ส ร ้ า ง แ ล ะ เ ป ิ ด ใ ช ้ ง า น เ ป็ น การสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์เป็นวิธีการสำรวจที่ใช้
ระยะเวลาหนึง่ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการตรวจสอบความเสียหาย
ภายในพื้นสะพาน ตัวอุปกรณ์ประกอบด้วยตัวส่ง
การสำรวจและตรวจสอบความเสียหายของ สัญญาณ ตัวรับสัญญาณ และชุดอุปกรณ์ประมวลผล
โครงสร้างพ้ืนสะพานในเบ้ืองต้น สามารถทำได้โดยใช้ (รูปท่ี 1) การสำรวจดำเนนิ การโดยการลากชดุ อุปกรณ์
วิธีการสำรวจด้วยสายตา (visual inspection) และ พร้อมกับปล่อยคลื่นเรดาร์ให้เคลื่อนที่เข้าไปในเน้ือ
การเจาะสำรวจ (coring) พร้อมด้วยการสำรวจอย่าง คอนกรีต เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปกระทบกับรอยต่อของ
ง่าย เช่น การสำรวจโดยใช้โซ่ลาก (chain drag) การ วัสดุที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าของค่าไดอิเล็กตริก
สำรวจในลักษณะน้ีสามารถดำเนินการได้ง่ายและ (dielectric) ที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดการสะท้อน
รวดเร็ว[1] กลับของคลืน่ เคลือ่ นที่มาสู่ผิวทดสอบและจะถูกตรวจ
รับด้วยตัวรบั สัญญาณ
ในปัจจุบันการทดสอบแบบไม่ทำลาย (non-
destructive testing, NDT) ได้มีการพัฒนาให้มี ผ ล ท ี ่ ไ ด้ จ า ก ก า ร ส ำ ร ว จ จ ะ ป ร า ก ฏ เ ป ็ น ภ า พ
ความสามารถในการใชง้ านที่หลากหลายและสามารถ สัญญาณสะท้อนของคลื่นเรดาร์ในลักษณะของแถบสี
นำไปประยุกต์ใช้ในงานสำรวจและทดสอบโครงสร้าง เข้ม-สว่าง ที่แปรผันตามความเข้มของสัญญาณท่ี
พนื้ สะพาน ซึง่ วิธีการเหลา่ น้ีมีข้อดี ขอ้ ดอ้ ย และความ สะท้อนกลับมา โดยตำแหน่งเหล็กเสริมจะปรากฏใน
เหมาะสมกบั การตรวจสอบในลกั ษณะทแี่ ตกต่างกนั ลักษณะรูปกรวยหัวคว่ำ ในขณะที่โพรงอากาศจะให้
ลักษณะสัญญาณสะท้อนท่ีผดิ ปกติ เมอ่ื เทียบสัญญาณ
สำหรับในการศึกษานี้ ใช้วิธีการทดสอบแบบไม่ กับบริเวณข้างเคียง นอกจากนี้ ตำแหน่งเหล็กเสริมที่
ทำลาย ประกอบด้วย การสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์ ปร าก ฏสามาร ถว ิเคร าะ ห์ห า ค่า แอ มพ ล ิ จู ด
(ground penetrating radar, GPR) และการสำรวจ (amplitude) ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการประเมินความ
ด้วยศักย์ไฟฟ้าครึ่งเซลล์ (half-cell potential) ใน เส่อื มสภาพของเหลก็ เสริมต่อไป
การตรวจสอบความเสียหายของพื้นสะพานคอนกรีต
ร่วมกับการสำรวจแบบทั่วไป ได้แก่ การตรวจพินิจ
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
15
CE03
ตารางที่ 1 เกณฑใ์ นการพิจารณาระดับความนา่ จะ
เปน็ ที่จะเกิดการผุกรอ่ นของเหล็กเสรมิ [3]
ค่าความต่าง ความน่าจะเปน็ ทจ่ี ะเกิด
ศกั ยไ์ ฟฟ้าท่ีวัดได้* การผุกร่อนของเหลก็ เสรมิ
> -200 mV มีความเป็นไปได้ 90% ท่จี ะ
ไม่มีการผกุ ร่อน
-200 ถงึ -350 mV มีความเป็นไปได้เพิ่มขน้ึ ทจ่ี ะ
เกิดการผกุ ร่อน
< -350 mV มีความเปน็ ไปได้ 90% ที่จะ
เกดิ การผกุ รอ่ น
*ใช้วธิ ีการตรวจวัดศกั ย์ไฟฟ้าคร่งึ เซลล์แบบคอปเปอร์-
รปู ท่ี 1 หลกั การสำรวจดว้ ยคลื่นเรดาห[์ 2] คอปเปอรซ์ ลั เฟต
2.2. การสำรวจดว้ ยศักย์ไฟฟ้าครึง่ เซลล์ รูปท่ี 2 หลักการตรวจวัดศกั ย์ไฟฟา้ คร่ึงเซลล์[4]
การสำรวจดว้ ยศกั ย์ไฟฟา้ คร่งึ เซลลเ์ ป็นการสำรวจ
3. พ้นื ทีส่ ำรวจ
โดยใช้พื้นฐานความรู้ด้านไฟฟ้าเคมีในการตรวจสอบ สะพานคลอง 15 (รูปที่ 3) ตั้งอยู่บนถนน
ความเสียหายภายในพื้นสะพาน โดยผลที่ตรวจวัดได้
จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐาน ASTM C876- หมายเลข 305 รังสิต-นครนายก (ฝั่งขาออก) กม.
09 (ตารางที่ 1)[3] เพื่อบอกตำแหน่งที่มีความน่าจะ 37+570 ตัวสะพานมีความกว้างประมาณ 10 เมตร
เ ป ็ น ท ี ่ จ ะ เ กิ ด ก า ร ผ ุ ก ร ่ อ น ข อ ง เ ห ล ็ ก เ ส ร ิ ม ใ น เ นื้ อ ความยาวประมาณ 75 เมตร ประกอบด้วย ช่วง
คอนกรตี สะพานจำนวน 9 ช่วง แต่ละช่วงมี 3 ช่องทาง โดยใน
การศึกษานี้เลือกทำเฉพาะช่องจราจรทางด้านซ้าย
การสำรวจเริ่มด้วยการต่อขั้วไฟฟ้าขั้วลบเข้ากับ เพยี ง 1 ช่องทาง และอยู่ในช่วงสะพานท่ี 7-9 (รปู ท่ี 4)
เหล็กเสริมภายในพื้นสะพานและต่อขั้วบวกเข้ากับ
ข้วั ไฟฟ้าอ้างองิ (reference electrode) ซง่ึ จะวางอยู่
บนพื้นผิวคอนกรีต (รูปที่ 2) ค่าความต่างศักย์ทีว่ ัดได้
สามารถนำไปประเมินระดับความน่าจะเป็นที่จะเกิด
การผุกร่อนของเหลก็ เสรมิ ภายในเน้ือคอนกรีต
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
16
CE03
4. ผลการสำรวจ
ผลจากการสำรวจความเสียหายของพื้นสะพาน
คอนกรีตด้วยวิธีการต่างๆ สามารถจำแนกผลการ
สำรวจได้เปน็ 4 วิธี ดังต่อไปนี้
รปู ที่ 3 สะพานคลอง 15 4.1 ผลการสำรวจตรวจพนิ ิจดว้ ยสายตา
สภาพสะพานโดยส่วนใหญ่อยู่เกณฑ์พอใช้ ซึ่งยัง
รปู ที่ 4 ช่วงสะพานท่ใี ช้ในการสำรวจ
สามารถใช้งานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม พบความ
สะพานคลอง 15 เป็นโครงสร้างระบบพ้ืน เสียหายระดับรุนแรงบริเวณกลางแผ่นคอนกรีต เช่น
ค อ น ก ร ี ต อ ั ด แ ร ง แ บ บ ต ั น ( plank girder) ซึ่ ง การแตกกระทะของผิวคอนกรตี จนถงึ ระดับเหลก็ เสริม
ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นระบบพ้ืนสะพานสำเร็จ หนา (รูปท่ี 6) นอกจากน้ียงั พบความเสียหายอ่ืนๆ ร่วมด้วย
ประมาณ 0.25 เมตร ยาว 8 เมตร และมีคอนกรีตเท ส่วนใหญ่มักเกิดอยู่ในบริเวณร่องล้อและบริเวณ
ทับหน้าอีกประมาณ 0.10 เมตร ตามมาตรฐานกรม ก่งึ กลางช่องจราจร เชน่ รอยร้าวตามยาวและรอยร้าว
ทางหลวง (รปู ที่ 5) ตามขวาง (รูปที่ 7) รวมถึงการแตกกะเทาะและการ
เกดิ หลมุ ขนาดเลก็ (รูปท่ี 8)
4.2 ผลการสำรวจโดยใช้โซ่ลาก
ผลจากการฟังเสียงสะท้อนที่เกิดจากการลากโซ่
ไปตามพื้นผวิ สะพานคอนกรีต พบว่า ความเสียหายใต้
พื้นคอนกรีตส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณร่องล้อด้านซ้าย
และบรเิ วณกลางแผน่ เลก็ น้อย (รปู ที่ 11ข)
รปู ที่ 5 ภาพตัดขวางสะพานคลอง 15 4.3 ผลการสำรวจดว้ ยคลื่นเรดาร์
ผลการสำรวจดว้ ยคล่ืนเรดารแ์ สดงในรูปแบบของ
และทำการเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง ทุกๆ
ระยะ 0.50 เมตร ในทิศทางตามยาวและตามขวาง สญั ญาณสะท้อนของคลนื่ เรดาร์ (รูปท่ี 9) โดยมาตรวัด
ของสะพาน ที่ปรากฏในแกนราบแสดงระยะทางตามแนวสำรวจ
(หน่วยเปน็ เมตร) ในขณะท่แี กนดิง่ แสดงถงึ ระดบั ความ
ลกึ จากพ้ืนผิวสำรวจ (หน่วยเปน็ เมตร)
ตำแหน่งของเหล็กเสริมที่อยู่ในชั้นคอนกรีต
ผิวหน้า (ความหนาประมาณ 0.10 เมตร จากพื้นผิว
สะพาน) แสดงด้วยจุดสีเหลือง โดยมีระยะห่างของ
เหล็ก ทุกๆ ระยะประมาณ 0.25 เมตร ที่ระดับความ
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
17
CE03
ลึก 0.06 เมตร จากพื้นผิวทดสอบ ในขณะที่ตำแหนง่ = 20 × log10 (1)
เหล็กเสริมในชั้นคอนกรตี หล่อสำเร็จรูป แสดงด้วยจุด 0
สีน้ำเงิน โดยมีระยะห่างของเหล็ก ทุกๆ ระยะ เมือ่ AdB คือ คา่ แอมพลจิ ูด, เดซิเบล
ประมาณ 0.23 เมตร ทร่ี ะดบั ความลกึ 0.11 เมตร
A คือ คา่ แอมพลจิ ดู ท่ีตรวจวัดได้
A0 คอื ค่าแอมพลจิ ดู อา้ งอิงของเสยี ง
มีคา่ 32,767
รปู ท่ี 6 คอนกรตี แยกกะเทาะจนถงึ ระดับเหล็กเสริม
รูปท่ี 9 ผลการสำรวจดว้ ยคลื่นเรดาร์
รปู ที่ 7 รอยรา้ วบนพืน้ ผวิ สะพานคอนกรีต ผลจากการวิเคราะห์หาตำแหน่งเหล็ก จะได้ค่า
รปู ท่ี 8 คอนกรตี แตกกะเทาะและการเกิดหลมุ แอมพลิจูดของเหล็กแต่ละตำแหน่ง ซึ่งจะถูกนำไป
วเิ คราะห์การเสอ่ื มสภาพของสะพาน ตามสมการ (1)
ผลจากการวิเคราะห์ พบว่า ค่าการเสื่อมสภาพ
ของเหล็กเสริมภายในเนื้อคอนกรีตมีค่ากระจายอยู่
ในช่วง 20-50 dB (รูปท่ี 11ค) และพบการเสอ่ื มสภาพ
สงู ในบรเิ วณรอ่ งล้อเทียบกับบริเวณข้างเคียง โดยมีค่า
นอ้ ยกวา่ 30 dB
นอกจากการตรวจหาตำแหน่งเหล็กเสริมที่กล่าว
มาในข้างต้นแล้ว การสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์ยังตรวจ
พบความผิดปกติอื่นๆ ในเนื้อคอนกรีตด้วย เช่น รอย
แยกใต้พื้นผิวคอนกรีต (รูปที่ 10) โดยปรากฏให้เห็น
ในลักษณะของแถบสีเข้ม-สว่าง คล้ายๆกับสัญญาณ
สะทอ้ นท่เี กดิ จากการสะทอ้ นจากท้องพน้ื คอนกรตี อนั
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
เกิดจากสัญญาณะท้อนของรอยต่อระหว่างคอนกรีต 18
กับอากาศ
CE03
ที่ 13) อย่างไรก็ตาม สภาพภายในของเหล็กยังคงอยู่
ในสภาพสมบูรณ์ ไมม่ ีการกดั กร่อนเกิดข้นึ
4.4 ผลการสำรวจด้วยศกั ย์ไฟฟา้ คร่ึงเซลล์ 5. อภปิ รายผล
ผลจากการสำรวจด้วยศักย์ไฟฟ้าครึ่งเซลล์แบบ ผลจากการสำรวจด้วยวิธีการแบบทั่วๆไป พบว่า
คอปเปอร์-คอปเปอร์ซัลเฟล (รูปที่ 11ง) พบว่า ช่วง สามารถตรวจสอบความเสียหายได้เฉพาะในส่วนของ
สะพานที่ 8 มีโอกาสที่จะเกิดการผุกร่อนของเหล็ก ผิวสะพานและบริเวณที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นสะพาน
เสริมภายในเนื้อคอนกรีตเป็นบริเวณกว้าง ในขณะท่ี เล็กนอ้ ย ซ่ึงจากผลการเจาะสำรวจในบริเวณตรวจพบ
ช่วงสะพานที่ 7 พบบริเวณที่มีโอกาสที่จะเกิดการผุ ความเสียหาย ปรากฏลักษณะของรอยแยกใต้พื้นผิว
กร่อนของเหล็กเสริมกระจายอยู่ในบริเวณขอบแผ่น คอนกรีตสอดคล้องตามผลการสำรวจโดยใช้โซ่ลาก
พื้นสะพาน
นอกจากนี้การสำรวจด้วยวิธีการทดสอบแบบไม่
ทำลาย ประกอบด้วย การสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์และ
การสำรวจด้วยศักย์ไฟฟ้าคร่ึงเซลล์ ไดผ้ ลการตรวจวัด
กร ะ จายไ ปใน ทิศท าง เ ดี ยว กัน กับ คว าม เ สีย ห า ย ที่
ปรากฏบนพื้นผิวสะพาน อยา่ งไรก็ตามผลเปรยี บเทียบ
ระหว่าง 2 วิธีข้างต้น พบว่า มีบางบริเวณที่ให้ผลไม่
ตรงกนั คาดว่าเกดิ จากการตรวจวัดคุณสมบัติของวัสดุ
รูปท่ี 10 ตำแหนง่ รอยแยกในผลสญั ญาณคลื่นเรดาร์
4.5 การเจาะสำรวจ
ผลสำรวจที่ได้จากการสำรวจด้วยวิธีการต่างๆ
(รูปที่ 11) ไดท้ ำการสมุ่ เจาะสำรวจในตำแหน่งท่ีตรวจ
พบความเสียหายด้วยโซ่ลาก ตำแหน่ง E/2 ในช่วง
สะพานที่ 7 พบลักษณะของรอยแยกทีร่ ะดับความลึก
0.03-0.04 เมตร จากผิวสะพาน (รูปท่ี 12) และเจาะ
ตรวจสอบเหลก็ เสริมในตำแหนง่ H/3 ในชว่ งสะพานท่ี
8 ท่ีมีการเส่อื มสภาพและมโี อกาสที่จะเกิดการผุกร่อน
สงู พบวา่ มกี ารผุกรอ่ นเกดิ ขน้ึ บรเิ วณผิวของเหลก็ (รูป
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
19
CE03
รปู ท่ี 11 ผลการสำรวจความเสยี หายด้วยวธิ กี ารตา่ งๆ มาตรฐาน ASTM เช่นเดียวกัน ซึ่งได้ผลสอดคล้องกับ
ผลการเจาะสำรวจที่สำรวจได้
รูปที่ 12 ผลเจาะสำรวจตำแหนง่ E/2 ชว่ งสะพานที่ 7 6. สรปุ ผลการสำรวจ
การตรวจสอบความเสียหายของพื้นสะพาน
คอนกรีตด้วยวิธีการแบบไม่ทำลาย เป็นวิธีการที่
สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบความเสียหายของ
พ้นื สะพานคอนกรตี บรเิ วณภายในเนือ้ คอนกรตี ได้ อัน
เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบความเสียหายของพ้ืน
สะพานร่วมกับวิธีการสำรวจแบบทั่วไป ซึ่งสามารถ
ตรวจสอบความเสยี หายไดเ้ ฉพาะบรเิ วรพืน้ ผวิ เท่านั้น
รูปที่ 13 ผลเจาะสำรวจตำแหน่ง H/3 ช่วงสะพานท่ี 8 7. ขอ้ เสนอแนะ
ที่แตกต่างกัน โดยการสำรวจด้วยคลื่นเรดาร์เป็นการ สำหรบั การเลือกใชใ้ นวธิ ีการสำรวจแบบไม่ทำลาย
ตรวจวดั ผ่านคุณสมบัตเิ ชิงคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า ในขณะ
ที่การสำรวจดว้ ยศักย์ไฟฟา้ ครึ่งเซลล์เปน็ การตรวจวัด ร่วมกับวิธีการทดสอบแบบทั่วไป แนะนำให้ใช้การ
ความเสยี หายผ่านคุณสมบตั ไิ ฟฟา้ เคมีของวัสดุ ทดสอบแบบไม่ทำลายทั้ง 2 วิธีร่วมกัน เนื่องจาก
เครื่องมือมีคุณสมบัติในการตรวจวัดทีแ่ ตกตา่ งกัน จึง
สำหรับการผลการตรวจวัดด้วยคลน่ื เรดาร์ที่มีการ น่าจะเป็นประโยชน์ตอ่ การสำรวจมากว่าที่จะเลือกใช้
ใช้สำรวจอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น งาน วิธีการใดวธิ หี นึง่
สำรวจสะพานของรัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา
[5] พบว่า ค่าการเสื่อมสภาพท่ีไดม้ ีค่าแตกต่างกัน ซึ่ง 8. กติ ติกรรมประกาศ
อาจจะเกิดจากใช้สูตรในการคำนวณที่แตกต่างกัน ขอขอบคุณกรมทางหลวงในสังกัดกระทรวง
อย่างไรกต็ าม พบว่า มีช่วงค่าความเสื่อมสงู สุด-ต่ำสุด
ที่ใกล้เคียงกัน ในส่วนของการสำรวจด้วยศักย์ไฟฟ้า คมนาคมในการอนุญาตให้เข้าไปดำเนินการสำรวจ
ครึ่งเซลล์ เมื่อเปรียบเทียบกับงานสำรวจของรัฐ และทดสอบความเสียหายของพื้นสะพานคลอง 15
ไอโอวาข้างต้น พบว่า มีการใช้เกณฑ์จำแนกตาม และขอขอบคุณบริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง
คอนซลั แตนท์ จำกัด ทใี่ หก้ ารสนับสนนุ เคร่ืองมือและ
บุคลากรในการสำรวจ นอกจากนี้ยังขอขอบคุณ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ทีอ่ ยูเ่ บื้องหลงั ความสำเร็จในคร้ังน้ี
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
20
CE03
9. เอกสารอา้ งอิง
[1] Federal highway administration research
and technology, U.S. department of
transportation. (2015). Hammer sounding and
chain drag, URL: https://highways.dot.gov,
access on 20/06/2020.
[2] Reynolds, J. (1997). An introduction to
applied and environmental geophysics, John
Wiley & Sons, New York.
[3] American Society for Testing and Materials.
(2009). Standard Test Method for Corrosion
Potentials of Uncoated Reinforcing Steel in
Concrete. ASTM C876. Annual Book of ASTM
Standard.
[4] Baumann, K. (2008). Practical example of
interpretation of half- cell measurement on
r.c. structure. Proceeding of 12th International
Conference on Structural Faults and Repair,
Edinburgh, UK.
[5] Gucunski, N., Romero, F., Kruschwitz, S.,
Feldmann, R. and Parvardeh, H. (2011). Final
report. Comprehensive bridge deck
deterioration mapping of nine bridges by
nondestructive evaluation technologies. 194
pp.
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
21
CE04
แนวทางการปรับปรงุ โรงแรมกรณีศึกษาใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑ์
โรงแรมท่ีเปน็ มติ รกับสง่ิ แวดล้อม (Green Hotel)
Development of a Guideline for Environmental Management of a Hotel
Based on Green Hotel Standard
ศโิ รรัตน์ แซ่เซีย้ น1,* และ เลศิ เลขา ศรีรัตนะ1
1วิศวกรรมศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการตรวจสอบและกฎหมายวศิ วกรรม คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง
*ผู้ตดิ ต่อ: [email protected], 09-1847-2419
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพือ่ พัฒนาแนวทางการปรับปรุงอาคารและการบริหารจัดการโรงแรมกรณีศึกษาให้
เป็นไปตามเกณฑ์กรีนโฮเทล โดยได้จัดทำแบบตรวจสอบรายการที่พัฒนามาจากเกณฑ์การประเมินกรีนโฮเทลของกรม
สง่ เสริมคณุ ภาพสงิ่ แวดล้อมเพื่อเก็บข้อมลู และวเิ คราะห์ปญั หา จากการประเมินพบว่าโรงแรมกรณีศึกษามีปัญหาที่สำคัญ
3 ด้าน คือ ดา้ นนโยบาย ด้านบุคลากร และด้านการจัดการส่งิ แวดลอ้ มและพลงั งาน จงึ ไดจ้ ดั ทำแผนงานเพื่อเป็นแนวทาง
ในการปรบั ปรงุ โรงแรมใหเ้ ป็นไปตามเกณฑ์กรีนโฮเทล โดยเสนอให้มีกิจกรรมการดำเนนิ งาน 12 ข้ันตอน ซ่ึงใชร้ ะยะเวลา
1 ปี เพอ่ื ปรับปรุงการบริหารจัดการ เริ่มจากการกำหนดนโยบาย แตง่ ตง้ั คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ศกึ ษาดูงานโรงแรม
ต้นแบบ การปฏิบัติงานตามแผนงาน จนถึงขั้นตอนเข้าร่วมประเมินกรีนโฮเทล จากนั้นทำการประเมินและปรับปรุง
แผนงานโดยผเู้ กย่ี วขอ้ ง ซึ่งผลจากการประเมินสามารถสรุปไดว้ า่ แผนงานท่ีพัฒนาขึ้นมปี ระโยชน์ต่อโรงแรมและสามารถนำ
แผนงานไปปฏิบัตไิ ด้ ทงั้ นี้ผ้ปู ระเมินมคี วามพงึ พอใจตอ่ แผนงานในระดบั สงู
คำสำคัญ: กรนี โฮเทล, การจัดการสิง่ แวดลอ้ ม, โรงแรม, การบรกิ าร
Abstract
The objective of this study is to develop a guideline for hotel building improvement and
management according to the Green Hotel standard by using the checklist form developed from the
green hotel assessment criteria of the Department of Environmental Quality Promotion to collect the
data from a selected hotel building. From the analysis, it was found that this hotel had 3 major problems
namely Policy, Personnel, and Environmental and Energy Management. Accordingly, there were 12 steps
of implementing activities planned for 1 year consisting of policy formulation, assignment of an
environmental working group, plan for visiting the eco-friendly or Green hotels, implementation, and
attending the Green Hotel assessment. From the assessment of the relevant parties, it can be concluded
that the developed guideline would be beneficial to the hotel and could be implemented by those
involved. The assessors were also highly satisfied with this guideline.
Keywords: Green Hotel, Environmental management, Hotel, Services
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
บทนำ 22
โรงแรมเป็นอาคารและสถานประกอบการที่
CE04
ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาขยะ
ปัญหาน้ำ และการใช้พลังงาน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ รปู ท่ี 1 ภาพถา่ ยโรงแรมกรณศี กึ ษา
เกิดภาวะโลกร้อนและวิกฤติสิง่ แวดล้อมโลก [1] ทั้งนี้ วธิ ีดำเนนิ การศึกษา
การเพิ่มขึ้นของปริมาณนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
สง่ ผลใหธ้ ุรกิจท่พี ักโรงแรมมกี ารเติบโตและแข่งขันกัน การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์เพื่อหา
[2] นอกจากนป้ี ัจจยั ท่สี ง่ ผลตอ่ การเลอื กใช้บริการของ แนวทางการปรับปรุงอาคารโรงแรมกรณีศึกษาให้
นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะ เป็นไปตามเกณฑ์โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
คำนึงถึงความเปน็ ธรรมชาติและการรักษาส่ิงแวดล้อม โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง เครื่องมือ
ของโรงแรม [3] และสบื เนื่องจากกรมสง่ เสริมคุณภาพ ที่ใช้ในเก็บข้อมูลคือแบบตรวจสอบรายการ โดย
สิ่งแวดล้อมได้ดำเนินโครงการโรงแรมที่เป็นมิตรกับ พัฒนาจากเกณฑ์การประเมินโรงแรมที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม หรือ กรีนโฮเทล (Green Hotel) เพ่ือ สิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม [5]
ส่งเสริมศักยภาพโรงแรมใหม้ กี ารใชท้ รพั ยากรพลังงาน ซึ่งมีเกณฑ์การประเมนิ 6 หมวด ดังรปู ท่ี 2
อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ มีการจัดการ
สิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับมาตรฐานการบริการให้ รปู ท่ี 2 เกณฑ์การประเมินกรีนโฮเทล
เป็นมติ รกบั สิง่ แวดลอ้ มมากข้ึน [4]
โรงแรมกรณีศึกษาตั้งอยู่ท่ีซอยนาเกลือ 25 ถนน
พัทยา-นาเกลือ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง
จังหวัดชลบุรี บนที่ดินเนื้อที่ 736 ตร.ม. ลักษณะเป็น
อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 7 ชั้น มีจำนวนห้องพัก
60 ห้อง และพื้นที่อาคาร 3,344 ตร.ม. ดังรูปที่ 1
ปัญหาที่สำคัญของโรงแรมกรณีศึกษาในปัจจุบันที่ไม่
เป็นไปตามเกณฑ์กรีนโฮเทล คือ ไม่มีนโยบายและ
เป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มี
แผนการดำเนินงาน และไม่มีคณะทำงานสิ่งแวดล้อม
(Green Team) ที่จะเป็นผู้ปฏิบัติงานและการจัดการ
ดา้ นสิง่ แวดล้อมของโรงแรม
การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะหป์ ัญหา
และพัฒนาแนวทางการปรับปรุงอาคารและการ
บริหารจัดการโรงแรมกรณีศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์
โรงแรมทีเ่ ปน็ มติ รกบั สงิ่ แวดล้อม
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
23
CE04
ผู้ศึกษาเข้าสำรวจข้อมูลทางกายภาพภายใน หมวดที่ 2 การพัฒนาบุคลากร โรงแรมไม่มีทมี /
โรงแรม และสอบถามขอ้ มูลการบริหารจัดการ โดยใช้ ฝ่ายบริหารจัดการด้านสิง่ แวดล้อม จึงไม่มีการพัฒนา
แบบตรวจสอบรายการเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อนำข้อมูล บุคลากรด้านสิ่งแวดลอ้ ม
ดังกล่าวมาวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางปรับปรุง
อาคารและการบริหารจัดการเพื่อจัดทำแผนงาน หมวดที่ 3 การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ไม่มีการ
และประเมนิ แผนงานโดยผู้ท่ีเก่ียวข้อง รณรงค์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการบริการที่เป็นมิตร
กบั สิง่ แวดลอ้ มของโรงแรม
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
จากการเก็บข้อมูลอาคารโรงแรมกรณีศึกษาโดย หมวดที่ 4 การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม ไม่มีการบันทึกหรือรายงานข้อมูลการ
ใช้แบบตรวจสอบรายการจากเกณฑ์การประเมิน จ ั ด ซ ื ้ อ จ ั ด จ ้ า ง ส ิ น ค ้ า แ ล ะ บ ร ิ ก า ร ท ี ่ เ ป ็ น ม ิ ต ร กั บ
โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พบว่า โรงแรม ส่งิ แวดลอ้ มตอ่ ผู้บริหารของโรงแรม
กรณีศึกษามีปัญหาที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์กรีนโฮเทล
ทง้ั 6 หมวด ดงั นี้ หมวดที่ 5 การจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
ไม่มีการบันทึกข้อมูล/จัดเก็บสถิติ การติดตาม
หมวดที่ 1 นโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร ตรวจสอบ และแผนการบำรุงรักษาในทุกประเด็นของ
กับสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่สำคัญ คือ ไม่มีการแต่งตั้ง เกณฑ์การประเมินโรงแรมที่เปน็ มิตรกบั ส่ิงแวดลอ้ ม
ผู้บริหารร่วมรับผิดชอบด้านการบริการที่เป็นมิตรกับ
ส่ิงแวดลอ้ ม และไมไ่ ด้กำหนดเปน็ นโยบายอยา่ งชดั เจน หมวดที่ 6 การมีส่วนร่วมกับท้องถิ่นและชุมชน
ไม่มีกิจกรรมทเ่ี ปน็ สว่ นรว่ มและสนบั สนนุ กจิ กรรมของ
ทอ้ งถิ่นและชุมชน
จากขอ้ มลู ดงั กลา่ วสามารถสรปุ ปญั หาและสาเหตุของปัญหาโดยใช้แผนภมู ิก้างปลา ดังรปู ท่ี 3
รูปที่ 3 แผนภูมิก้างปลาสรุปปญั หาและสาเหตุ
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
24
CE04
การพฒั นาแผนการดำเนินงาน 1. การกำหนดนโยบายและเป้าหมาย
ผู้ศึกษาได้นำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาแต่ 2. แต่งตั้งกรีนทมี และมอบหมายงานใหฝ้ ่ายตา่ งๆ
3. ศึกษาดูงานโรงแรมที่ได้รับรางวลั เปน็ ต้นแบบ
ละด้าน และจัดทำแผนงานการดำเนินงานเพื่อการ 4. จดั อบรมพนกั งาน
ปรับปรุงอาคารและการบริหารจัดการโรงแรม โดยมี 5. กำหนดมาตรการการจัดการสิ่งแวดล้อมและ
ขัน้ ตอนการพัฒนาแผนการดำเนินงาน ดังรูปที่ 4
นำไปปฏิบตั ิ
รูปท่ี 4 ขนั้ ตอนการพฒั นาแผนการดำเนินงาน 6. ประชาสมั พันธ์
แผนการดำเนินงานการบริหารจัดการและการ 7. บันทึกข้อมูลการจัดการสิ่งแวดล้อม พร้อมสรปุ
บริการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรม
การดำเนนิ งาน 12 ข้ันตอน ดงั น้ี และรายงานผล
8. เตรียมข้อมูล เอกสาร และหลักฐานการสมัคร
เขา้ รว่ มโครงการ
9. สมคั รเข้ารว่ มโครงการกรนี โฮเทล
10. เตรยี มสถานท่เี พือ่ รับการประเมิน
11. รับการตรวจประเมินจากคณะกรรมการ
12. สรุปและรายงานผลการดำเนนิ งานตอ่ ผู้บรหิ าร
ซึ่งแผนการดำเนินงานใช้ระยะเวลาดำเนินงาน
ทั้งหมด 1 ปี ดงั ตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 แผนการดำเนนิ งานการบรหิ ารจดั การและการบริการโรงแรมท่ีเป็นมติ รกับสงิ่ แวดลอ้ ม
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
25
CE04
ผู้ศึกษานำส่งแผนงานและแบบสอบถามความ ขอความร่วมมือลดการใช้น้ำ ไฟฟ้า และลดขยะ
คิดเห็นต่อแผนการดำเนินงานการบริหารจัดการและ สำหรบั แขกผู้ใชบ้ รกิ ารของโรงแรม
การบริการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแว ดล้อม ให้กั บ
เจ้าของ/ผู้บริหารโรงแรมและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ 6. ประชาสัมพันธ์เก่ียวกบั การดำเนินงานและการ
เจ้าของอาคารและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ประเมินและแสดง บริหารจัดการ/การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ความคิดเห็นต่อแผนการดำเนินงานการบริหารจัดการ ของโรงแรมผ่านส่ือตา่ งๆ
และการบริการโรงแรมทีเ่ ปน็ มติ รกับสิง่ แวดลอ้ ม
7. บันทึกข้อมูลการจัดการสิ่งแวดล้อม ปริมาณ
ผลการศกึ ษา การใช้น้ำ ไฟฟ้า และปริมาณขยะในแต่ละเดือน และ
การพัฒนาแผนงานการปรับปรุงอาคารและการ จัดทำเป็นข้อมูลสถิติ พร้อมทั้งประเมินผลตาม
เป้าหมายท่ีได้กำหนด และรายงานต่อผ้บู ริหาร
บริหารจัดการโรงแรมกรณีศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์
กรีนโฮเทล มีรายละเอียดการดำเนินแผนงาน 12 8. เตรียมข้อมูลของโรงแรม และสมัครเข้าร่วม
ข้ันตอน ดังน้ี โครงการกรีนโฮเทล
1. การกำหนดนโยบายและเป้าหมายของการ 9. สมัครเข้าร่วมโครงการโรงแรมที่เป็นมิตรกับ
บริหารงานและการบริการของโรงแรมที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ของกรมสง่ เสริมคุณภาพ
สิ่งแวดล้อม โดยมีทีมผู้บริหารเป็นผู้กำหนดนโยบาย สิง่ แวดล้อม
และเป้าหมาย
10. จัดเตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับการเยี่ยมชมและ
2. ตงั้ คณะทำงานด้านสิง่ แวดลอ้ ม (กรนี ทมี ) โดยมี เข้าตรวจประเมินในโรงแรมจากคณะกรรมการตรวจ
ผู้บริหารร่วมทีมวางแผนและมอบหมายให้ฝ่ายต่างๆ ประเมินสถานประกอบการของกรมส่งเสริมคุณภาพ
ของโรงแรมปฏบิ ตั งิ านตามแผนทว่ี างไว้ เพ่อื ให้เป็นไป สิง่ แวดลอ้ ม
ตามนโยบายและเปา้ หมาย
11. ตร ว จปร ะเมิ นโร งแร มกร ณีศึกษา โ ดย
3. ผู้บริหารและกรีนทีมของโรงแรมศึกษาดูงาน คณะกรรมการตรวจประเมินสถานประกอบการท่ีเข้า
โรงแรมที่ได้รับรางวัลและผ่านเกณฑ์มาตรฐานกรีน ร่วมโครงการ
โฮเทลของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็น
ต้นแบบ เพื่อวางระบบการจัดการของโรงแรม 12. รายงานผลการดำเนินงานในการเข้าตรวจของ
กรณศี ึกษา คณะกรรมการตรวจประเมินสถานประกอบการแก่
ผู้บรหิ ารของโรงแรมกรณีศกึ ษา
4. จัดอบรมเรื่องการบริหารและการบริการของ
โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน แผนการดำเนินงานการบริหารจัดการและการ
ทงั้ หมด บริการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดังกล่าวได้
ประเมินโดยผู้บริหารโรงแรมและผู้ที่เกี่ยวข้อง
5. กำหนดมาตรการลดการใช้น้ำ ไฟฟ้า และลด ซ ึ ่ ง ส า ม า ร ถ ส ร ุ ป ผ ล ก า ร ป ร ะ เ ม ิ น ไ ด ้ ว ่ า แ ผ น ง า น ที่
ขยะ เพ่อื ให้พนกั งานปฏบิ ัติ และคู่มอื แนะนำ/ติก๊ เกอร์ พัฒนาขึ้นมีประโยชน์ต่อโรงแรมและสามารถนำไป
พัฒนาการบริหารจัดการและการบริการโรงแรมตาม
แผนงานได้จริง และผู้ประเมินมีความพึงพอใจต่อ
แผนงานในระดบั สูง
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
ทั้งนี้ เนื่องจากโรงแรมกรณีศึกษาเป็นโรงแรม 26
ขนาดเล็ก และมีบุคลากรอยู่อย่างจำกัด การตั้ง
ค ณ ะ ท ำ ง า น ด ้ า น ส ิ ่ ง แ ว ด ล ้ อ ม ห ร ื อ ก ร ี น ท ี ม เ พ่ื อ CE04
ดำเนินงานอาจมีจำนวนบุคลากรไมเ่ พียงพอ และอาจ
ส่งผลให้การดำเนินงานตามแผนปรับปรุงการบริหาร แหล่งที่มา https://www.krungsri.com, เข้าดูเม่ือ
จัดการและการบริการโรงแรมที่เป็นมิตรกั บ วนั ที่ 10/05/2563.
สิ่งแวดล้อมของโรงแรมในแต่ละขั้นตอนเป็นไปอย่าง [3] ปฤณพร บุญรังสี และ ประสพชัย พสุนนท์.
ลา่ ชา้ (2561) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการโรงแรม
ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานคร,
สรุป วารสารวิชาการมหาวิทยาลยั ธนบรุ ี, หน้า 193 – 205.
การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงคเ์ พื่อพฒั นาแนวทางการ [4] หงสกุล เมสนกุ ูล. (2555) การศึกษาแนวทางการ
จัดการสิ่งแวดล้อมของธุรกิจที่พักตามมาตรฐาน
ปรับปรุงอาคารและการบริหารจัดการโรงแรม โรงแรมใบไม้สีเขียวของซิกเซ้นส์ ไฮอเวย์ เกาะยาว
กรณศี กึ ษาให้เป็นไปตามเกณฑ์กรนี โฮเทล โดยใช้แบบ น้อย จังหวัดภูเก็ต. การประชุมวิชาการแห่งชาติ
ตรวจสอบรายการที่พัฒนามาจากเกณฑ์การประเมิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
กรีนโฮเทลเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล พบว่า คร้งั ที่ 9.
โรงแรมกรณีศึกษามีปัญหาที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ [5] กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม. (2562). คู่มือ
กรีนโฮเทล จึงเสนอกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางในการ และเกณฑ์โรงแรมสีเขียว. กระทรวงทรัพยากร
ปรับปรุงโรงแรม และได้พัฒนาเป็นแผนการดำเนิน ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม.
งานการบริหารจัดการและการบริการโรงแรมที่เป็น
มิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ประเมินแผนงานมีความ
ความเห็นว่าแผนงานที่พัฒนาขึ้นมีประโยชน์ต่อ
โรงแรมและมีความพึงพอใจตอ่ แผนงานในระดบั สูง
บรรณานกุ รรม
[1] ประภัสสร วงศ์ยืน และ วิทยา ยงเจริญ. (2558)
การปรับปรุงอาคารตามเกณฑ์อาคารเขียวโดยใช้
เกณฑ์ตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนทาง
พลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย. ปริญญาวิศวกรรม
ศาสตรมหาบณั ฑติ , จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
[2] พุทธชาด ลุนคำ. (2562) ธุกิจโรงแรม, บทความ
แนวโน้มธุรกิจโรงแรม/อุตสาหกรรมปี 2562-2564,
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
27
CE05
ศกึ ษาปัจจัยทก่ี ่อให้เกดิ อุบัติเหตขุ องผู้ใชถ้ นนท่ีใช้รถจักรยานยนตข์ องพืน้ ท่ี
เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
Study on the Cause Accidents Factors of Road Users it Used Motorcycles in the Lat Phrao
Area of Bangkok
ป่นิ อนงค์ เวทโอสถ1*, วรานนท์ คงสง1, บญุ ธรรม หาญพาณชิ ย์1 และ เสรีย์ ตปู้ ระกาย1
1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง กรงุ เทพมหานคร 10240
*ผตู้ ดิ ต่อ: [email protected], 094-974-8350
บทคัดยอ่
การศึกษาครงั้ น้มี ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื (1) ศกึ ษาปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การเกิดอบุ ัตเิ หตขุ องผ้ใู ชถ้ นนทีใ่ ชร้ ถจักรยานยนต์ (2)
ศึกษาพฤติกรรมของผูใ้ ชถ้ นนท่ใี ช้รถจกั รยานยนตท์ กี่ ่อใหเ้ กดิ อบุ ตั ิเหตุ (3) ศึกษาความแตกตา่ งระหว่างปจั จัยส่วนบุคคลท่ีมี
ผลก่อให้เกิดอบุ ตั เิ หตุ กลุ่มตวั อย่างในการศึกษา คอื ผใู้ ช้ถนนทีใ่ ชร้ ถจกั รยานยนตบ์ นถนนประดษิ ฐม์ นูธรรม ถนนประเสริฐ
มนูกจิ ถนนโชคชยั 4 และถนนนาคนวิ าส จำนวน 100 คน โดยการส่มุ ตัวอย่างแบบบงั เอญิ ใช้แบบสอบถามเป็นเครือ่ งมอื
ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล สถติ ิทใ่ี ชว้ เิ คราะห์ขอ้ มูล ได้แก่ คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลีย่ คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน และหลกั การแปลผล
ความสัมพันธ์ไคสแควร์ ผลการศกึ ษาพบว่า (1) ผู้ใช้ถนนที่ใชร้ ถจักรยานยนต์มีระดับปจั จัยทม่ี ีผลต่อการเกิดอบุ ตั เิ หตขุ อง
ผู้ใช้ถนนท่ใี ช้รถจักรยานยนต์ภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก โดยเรยี งลำดบั จากมากไปหานอ้ ย ประกอบด้วย ด้านสิง่ แวดลอ้ ม
ดา้ นถนน ดา้ นผูข้ บั ข่ี และดา้ นกฎหมายและการบงั คบั ใช้ ตามลำดบั ผูใ้ ช้ถนนทใี่ ช้รถจกั รยานยนตม์ ีระดับปจั จยั ทมี่ ผี ลต่อ
การเกิดอบุ ัตเิ หตุของผู้ใชถ้ นนท่ีใชร้ ถจักรยานยนต์ในระดับปานกลาง คือ ดา้ นยานพาหนะ (2) ผ้ใู ช้ถนนทใ่ี ชร้ ถจักรยานยนต์
ท่มี ีพฤติกรรมที่ตา่ งกันทำใหเ้ กดิ อบุ ัตเิ หตขุ องผูใ้ ช้ถนนทีใ่ ช้รถจกั รยานยนต์ โดยความเร็วท่ีแตกตา่ งกันในการขบั ขี่
รถจักรยานยนต์ มคี วามสมั พนั ธท์ างสถิติ กับปัจจยั ท่ีก่อใหเ้ กดิ อบุ ัติเหตุด้านผขู้ บั ขี่ และดา้ นกฎหมายและการบงั คับใช้ (3)
ผู้ใช้ถนนทใ่ี ชร้ ถจักรยานยนต์ทีม่ ีความแตกตา่ งระหวา่ งปจั จัยส่วนบคุ คลมผี ลกอ่ ให้เกิดอบุ ตั เิ หตขุ องผูใ้ ช้ถนนที่ใช้
รถจกั รยานยนต์ โดยปจั จยั สว่ นบุคคลท่แี ตกต่างกันมีความสมั พนั ธ์ทางสถิติ กบั ปัจจัยทกี่ อ่ ให้เกิดอบุ ัติเหตุดา้ นถนน ด้าน
ส่ิงแวดล้อม และด้านกฎหมายและการบงั คบั ใช้
คำสำคัญ: ปจั จัยทีม่ ผี ลต่อการเกิดอบุ ตั ิเหตุ ผูใ้ ช้ถนนท่ีใช้รถจักรยานยนต์
Abstract
The Purposes of the research were (1) to study the cause accidents factors of road users it used
motorcycles (2) to study behavior of road users it used motorcycles the cause accidents and (3) to study
the difference between personal factors the cause accidents. The sample group consisted of 100
random of road users it used motorcycles on pradit mantham road, prasert-manukitch road, chok chai
4 road and nak niwat road. The instrument used for the data collection was questionnaires. The
statistical analysis was performed by percentage, mean, standard deviation and chi-square. The study
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
28
CE05
found that. (1) Road users it used motorcycles the level cause accidents factors of road users it used
motorcycles in general were at a high level. In descending order consisting of environmental, road, driver
and the traffic law. Road users it used motorcycles the level cause accidents factors of road users it
used motorcycles at a moderate level consisting of vehicle. (2) Road users it used motorcycles that
have different behaviors the cause accidents factors of road users it used motorcycles. With different
speeds for motorcyclists have a statistical relationship with the cause accidents factors consisting of
driver and traffic law. (3) Road users it used motorcycles that have difference between personal factors
and the cause accidents factors of road users it used motorcycles. With different personal factors have
a statistical relationship with the cause accidents factors consisting of road, environmental and the traffic
law.
Keywords: The Cause Accidents Factors, Road Users it Used Motorcycles.
1. บทนำ 3.เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วน
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา บุคคลที่มีผลก่อใหเ้ กดิ อุบัตเิ หตุ
ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั
เขตลาดพร้าวเป็นหนึ่ ง ในห้าสิ บเข ต ขอ ง
กรุงเทพมหานคร เป็นเขตที่อยู่อาศัยรองรับการ 1.ทำให้ทราบถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุ
ขยายตัวของเมืองทางทิศตะวนั ออก การคมนาคมของ ของผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์เพื่อหาแนวทาง
เขตลาดพร้าว ประกอบด้วย ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ปอ้ งกันตอ่ ไป
ถนนประเสริฐมนูกิจ ถนนลาดปลาเค้า ทางพิเศษ
ฉลองรัช ถนนสังคมสงเคราะห์ ถนนนาคนิวาส ถนน 2.ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ถนนที่ใช้
โชคชยั 4 ถนนลาดพรา้ ววงั หิน ถนนสคุ นธสวัสด์ิ และ รถจกั รยานยนต์ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ อบุ ตั ิเหตุ
ถนนสตรีวิทยา 2 จะเหน็ วา่ เขตลาดพรา้ วประกอบดว้ ย
เส้นทางการคมนาคมหลายสายที่เป็นสายหลัก มีผู้ใช้ 3.ทำให้ทราบถึงความแตกต่างระหวา่ งปจั จัยส่วน
ถนนสัญจรเส้นทางดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงเป็น บุคคลที่มผี ลก่อใหเ้ กิดอบุ ัตเิ หตุ
เส้นทางคมนาคมที่เหมาะสำหรับการศึกษาปัจจัยที่มี
ผ ล ต่ อ ก า ร เ กิ ด อุ บั ติ เ ห ตุ ข อ ง ผู้ ใ ช้ ถ น น ที่ ใ ช้ 2. วิธีดำเนนิ การวจิ ัย
รถจักรยานยนต์ ก า ร วิ จั ย น้ี เ ป็ น ก า ร วิ จั ย เ ชิ ง ป ริ ม า ณ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
( Quantitative Research) ป ร ะ ช า ก ร แ ล ะ ก ลุ่ ม
1.เพื่อศึกษาปจั จัยทีม่ ีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุของ ตั ว อ ย่ า ง ท่ี ใ ช้ ใ น ก า ร วิ จั ย คื อ ผู้ ใ ช้ ถ น น ท่ี ใ ช้
ผใู้ ช้ถนนท่ใี ชร้ ถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ถนน
ประเสริฐมนูกิจ ถนนโชคชัย 4 และถนนนาคนิวาส
2.เพ่ือศึกษาพฤติกรรมของผู้ ใช้ถน น ที่ ใ ช้ โดยเลือกจากจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นท่ี
รถจกั รยานยนต์ท่กี อ่ ให้เกิดอุบตั ิเหตุ ลาดพร้าว ทั้งหมด 119,709 คน คำนวณขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane)
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
29
CE05
ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และยอมรับให้เกิดความ ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลพืน้ ฐานของผ้ตู อบ
คลาดเคลื่อนจากตัวอย่างได้ 10% คำนวณขนาดกลุ่ม แบบสอบถาม พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็น
ตัวอย่างได้ 100 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ร้อยละ 74.0 รองลงมาเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ
( Accidental Sampling) เ ค ร่ื อ ง มื อ ท่ี ใ ช้ ใ น ก า ร 26.0 อายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 21-30 ปี คิดเป็นร้อยละ
รวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม เรื่อง ปัจจัยท่ี 54.0 รองลงมา 31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 27.0 ระดับ
ก่อให้เกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ การศึกษาส่วนใหญ่ คือ ปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ
ของพ้ืนท่ีเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยแบ่ง 64.0 สถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 73.0 สมรส คิด
ออกเป็น 4 ตอน ดงั นี้ เป็นร้อยละ 27.0 อาชีพส่วนใหญเ่ ป็นพนักงานเอกชน
คิดเป็นร้อยละ 48 รองลงมาคื อ ข้าราชการ/
ตอนที่ 1 ข้อมลู พื้นฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม รัฐวิสาหกิจ คิดเป็นร้อยละ 21 และรับจ้างทั่วไป คิด
ตอนท่ี 2 ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร โดยสร้างข้ึน เป็นร้อยละ 18 ที่พักอาศัยส่วนใหญ่พักอยู่นอกเขต
ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 พื้นที่ลาดพร้าว คิดเป็นร้อยละ 64.0 และพักอยู่เขต
ตอนที่ 3 ปัจจัยที่ก่อใหเ้ กดิ อุบัตเิ หตุของผู้ใช้ถนน พื้นที่ลาดพร้าว คดิ เป็นร้อยละ 36.0 มใี บอนุญาตขับข่ี
ที่ ใช้ ร ถจั ก ร ยาน ยน ต์ ของ พ้ื น ท่ี เขตลาดพ ร้ าว รถจักรยานยนต์ คิดเป็นรอ้ ยละ 85.0 ประสบการณ์ใน
กรุงเทพมหานคร ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านผู้ขับขี่ ด้าน การขับขีร่ ถจักรยานยนต์มากกว่า 5 ปี คิดเป็นร้อยละ
ยานพาหนะ ด้านถนน ด้านส่ิงแวดล้อม และด้าน 91.0 ความเร็วในการขบั ขี่รถจักรยานยนต์ต่ำกว่า 80
กฎหมายและการบังคับใช้ กม./ชม. คิดเป็นร้อยละ 55.0 ความเร็วในการขับขี่
ตอนที่ 4 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ รถจักรยานยนต์มากกว่า 80 กม./ชม. คิดเป็นร้อยละ
ปั จจั ยที่ ก่ อให้เกิ ดอุ บัติ เหตุ ของผู้ ใช้ ถนนท่ี ใช้ 45.0 มีประสบการณ์ในการประสบอุบัติเหตุจากการ
ร ถ จั ก ร ย า น ย น ต์ ข อ ง พื้ น ท่ี เ ข ต ล า ด พ ร้ า ว ขับขี่รถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 79.0 และไม่มี
กรงุ เทพมหานคร ประสบการณ์ในการประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่
ผู้ วิ จัยดำเนิ น ก าร ตร ว จสอบ คุ ณภา พ ข อ ง รถจักรยานยนต์ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 21.0
แบบสอบถามโดยตรวจสอบความเทย่ี งดว้ ยดัชนีความ
สอดคล้อง ซึ่งพิจารณาค่า IOC ที่มีค่ามากกว่า 0.50 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ระดับความรู้เกี่ยวกับ
ขึ้นไป และหาค่าความเช่ือม่ันโดยทดลองใช้ (Try- กฎจราจร พบว่าผู้ขับข่ีรถจักรยานยนต์ในเขตพ้ืนที่
Out) กับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับท่ีศึกษา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่มีความรู้
พบว่าความเชื่อมัน่ ของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.829 เกี่ยวกับกฎจราจรอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ
ผวู้ จิ ยั นำแบบสอบถามเกบ็ ขอ้ มลู จากผใู้ ช้ถนนที่ใช้ 51.0 รองลงมาคือมีความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรอยู่ใน
ร ถ จั ก ร ย า น ย น ต์ ข อ ง พื้ น ที่ เ ข ต ล า ด พ ร้ า ว ระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 37.0 และมีความรู้
กรุงเทพมหานครดา้ ยตนเองและวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้ เกี่ยวกับกฎจราจรระดับนอ้ ย คิดเป็นรอ้ ยละ 12.0 ดัง
สถิตเิ ชงิ พรรณนา ตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 ระดับความรู้เก่ียวกับกฎจราจรของผ้ขู ับข่ี
3.ผลการวิจัย รถจกั รยานยนตข์ องผูต้ อบแบบสอบถาม
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
30
CE05
ระดบั ความรู้เก่ยี วกับกฎจราจร จำนวน ร้อยละ ความสัมพันธ์ทางสถิติ กับ ความเร็วในการขับขี่
แบบสอบถาม
รถจักรยานยนต์ (Sig = 0.047) ด้านยานพาหนะ ( ̅
ระดบั นอ้ ย (น้อยกว่า 9.543 คะแนน) 12 12.0 = 3.360, SD = 0.881) ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติ
กับ ความเร็วในการขับขี่รถจักรยานยนต์ (Sig =
ระดบั ปานกลาง (ตง้ั แต่ 9.543 - 12.517 37 37.0
คะแนน) 0.773) ด้านถนน ( ̅ = 3.660, SD = 0.699) ไม่มี
ความสัมพันธ์ทางสถิติ กับ ความเร็วในการขับขี่
ระดบั มาก (มากกว่า 12.517 คะแนน) 51 51.0
รถจักรยานยนต์ (Sig = 0.468) ด้านส่ิงแวดลอ้ ม ( ̅ =
̅ = 11.030 SD = 1.487 Min = 4 Max = 12 3.680, SD = 0.696) ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติ กับ
ความเร็วในการขับขี่รถจักรยานยนต์ (Sig = 0.471)
ตอนที่ 3 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ปัจจัยท่ีก่อให้เกิด
ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ( ̅ = 3.600, SD =
อุบัติเหตุของผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ของพื้นท่ี 1.024) มีความสัมพันธ์ทางสถิติ กับ ความเร็วในการ
ขบั ข่รี ถจกั รยานยนต์ (Sig = 0.001)
เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 3.3 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลที่
ตอนที่ 3.1 ผลกการวิเคราะหป์ ัจจัยที่มีผลต่อการ แตกต่างกันมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ถนนท่ใี ช้
เกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ทั้ง 5 รถจักรยานยนต์ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร ( ̅
= 1.030, SD = 1.487) มีความสมั พนั ธท์ างสถิติ (*Sig
ด้าน พบว่า ระดับปัจจัยท่ีก่อให้เกิดอุบัติเหตุอยู่ใน น้อยกว่า < 0.050) กับ เพศ (Sig = 0.016) ด้านผู้ขับ
ระดบั มากประกอบดว้ ย ด้านผูข้ บั ขี่ ( ̅ = 3.620) ดา้ น ข่ี ( ̅ = 3.620, SD = 0.727) ไม่มีความสัมพันธ์ทาง
ถนน ( ̅ = 3.660) ด้านสิ่งแวดล้อม ( ̅ = 3.680) สถิติ ด้านยานพาหนะ ( ̅ = 3.360, SD = 0.881) ไม่
และด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ( ̅ = 3.600) มคี วามสมั พนั ธ์ทางสถติ ิ ด้านถนน ( ̅ = 3.660, SD =
0.699) มีความสัมพันธ์ทางสถิติ (*Sigน้อยกว่า <
ระดบั ปัจจัยทก่ี อ่ ให้เกิดอุบัติเหตุอยู่ในระดับปานกลาง 0.050) กับ ระดับการศึกษา (Sig = 0.001) และ
คอื ด้านยานพาหนะ ( ̅ = 3.360) ดังตารางท่ี 2 สถานภาพสมรส (Sig = 0.007) ด้านสิ่งแวดล้อม ( ̅
= 3.680, SD = 0.696) มีความสมั พนั ธท์ างสถิติ (*Sig
ตารางที่ 2 ระดับความคิดเห็นของปัจจัยที่ก่อให้เกิด น้อยกว่า < 0.050) กับ อายุ (Sig = 0.002) และ
สถานภาพสมรส (Sig = 0.026) ดา้ นกฎหมายและการ
อุบัติเหตุของผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ของพื้นที่
บังคับใช้ ( ̅ = 3.600, SD = 1.024) มีความสัมพันธ์
เขตลาดพร้าว กรงุ เทพมหานคร ทงั้ 5 ดา้ น ทางสถิติ (*Sigน้อยกว่า < 0.050) กับ อายุ (Sig =
0.019) ระดับการศึกษา (Sig = 0.000) และอาชีพ
ระดบั ความคดิ เห็นของปัจจยั ระดบั ของ (Sig = 0.020)
ปัจจยั ทกี่ ่อใหเ้ กดิ ที่ก่อใหเ้ กิดอุบตั ิเหตุ ปจั จยั ที่
อบุ ตั เิ หตุ ̅ SD กอ่ ให้เกดิ
อุบัตเิ หตุ
1.ด้านผ้ขู บั ขี่ 3.620 0.727 มาก(3)
2.ดา้ นยานพาหนะ 3.360 0.881 ปานกลาง(5)
3.ด้านถนน 3.660 0.699 มาก(2)
4.ด้านส่ิงแวดล้อม 3.680 0.696 มาก(1)
5.ด้านกฎหมายและ 3.600 1.024 มาก(4)
การบังคบั ใช้
ตอนที่ 3.2 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมที่แตกต่าง
กั น ท ำ ใ ห้ เ กิ ด อุ บั ติ เ ห ตุ ข อ ง ผู้ ใ ช้ ถ น น ที่ ใ ช้
รถจักรยานยนต์ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร ( ̅
= 1.030, SD = 1.487) ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติ
กับ ความเร็วในการขับขี่รถจักรยานยนต์ (Sig =
0.114) ด้าน ผู้ ขับข่ี ( ̅ = 3.620, SD = 0.727) มี
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
31
CE05
ตอนท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นและ รวมทั้งการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างไม่เพยี งพอ หรือการ
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุของ ไมม่ นี ำ้ ใจของเพ่อื นรว่ มทาง
ผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ของพื้นที่เขตลาดพร้าว
กรงุ เทพมหานคร พบวา่ ด้านผู้ขับขี่ จะมุ่งความสำคัญ 1.2ปัจจัยที่มีผลตอ่ การเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ถนน
ไปที่ความพร้อมในการขับข่ี การศึกษาเส้นทางก่อน ที่ใช้รถจักรยานยนต์ ด้านถนน คือ สภาพถนนชำรุด
การเดินทาง และการเคารพกฎจราจร มนี ้ำใจ มสี ติไม่ รวมทั้งการมีสิ่งกีดขวางรุกล้ำถนน เช่น จอดรถบน
ประมาท ด้านยานพาหนะ จะมุ่งความสำคัญไปที่ ถนน หรือเสน้ จราจรไมช่ ดั เจน
ความพร้อมของยานพาหนะ การหม่ันตรวจเช็คสภาพ
ของยานพาหนะ และการไมป่ รบั แต่งยานพาหนะ ดา้ น 1.3ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอบุ ัตเิ หตุของผู้ใช้ถนน
ถนน จะมุ่งความสำคัญไปที่สภาพผิวถนนมีความ ที่ใช้รถจักรยานยนต์ ด้านผู้ขับขี่ คือ การที่ผู้ขับขี่ไม่
พรอ้ มใชง้ าน และให้หนว่ ยงานที่รับผิดชอบเข้ามาดูแล ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร ไม่รู้กฎหมาย ประมาท
สภาพความสมบูรณ์ของถนน ด้านสิ่งแวดล้อม จะมุ่ง ขาดสติ ขบั รถเร็ว และมีความมักง่าย
ความสำคัญไปท่ีการไม่มีสิ่งกีดขวางบดบังป้ายจราจร
และทัศนียภาพ ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ จะมุ่ง 1.4ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอบุ ัติเหตุของผู้ใช้ถนน
ความสำคัญไปที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่ใช้รถจักรยานยนต์ ด้านกฎหมายและการบังคับใช้
เสมอภาค ต่อเน่ือง และการปลูกฝังจิตสำนึกให้ คอื กฎหมายไม่มบี ทลงโทษอย่างจริงจัง ความไม่เสมอ
ประชาชนรุ่นหลังตระหนักถึงการเคารพต่อกฎหมาย ภาคในการบงั คับใชก้ ฎหมาย และไมม่ กี ารบังคับใช้กฎ
และเกดิ ความละอายท่ีจะกระทำผิดกฎจราจร จราจรอย่างเข้มงวด
4. สรปุ และอภปิ ลายผลการวิจยั 1.5ปัจจัยที่มีผลตอ่ การเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ถนน
1.ผู้ใชร้ ถจักรยานยนตม์ ีระดับปัจจัยท่ีมีผลต่อการ ทใ่ี ช้รถจกั รยานยนต์ ด้านยานพาหนะ คือ ยานพาหนะ
มีสภาพไม่พร้อมใช้งาน ขาดการบำรุงรักษา และการ
เ กิ ด อุ บั ติ เ ห ตุ ข อ ง ผู้ ใ ช้ ถ น น ที่ ใ ช้ ร ถ จั ก ร ย า น ย น ต์ ดัดแปลงยานพาหนะ
ภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหา
น้อย ประกอบด้วย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านถนน ด้านผู้ 2.ผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ที่มีพฤติกรรมที่
ขับขี่ ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ตามลำดับ ผู้ใช้ แตกต่างกันทำให้เกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ถนนท่ีใช้
ร ถ จั ก ร ย า น ย น ต ์ มี ร ะ ดั บ ปั จ จั ย ที่ มี ผ ล ต่ อ ก า ร เ กิ ด รถจักรยานยนต์ โดยความเร็วที่แตกต่างกนั ในการขับ
อบุ ตั ิเหตุของผใู้ ชถ้ นนทใี่ ช้รถจกั รยานยนต์ภาพรวมอยู่ ขี่รถจักรยานยนต์มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับปัจจัยท่ี
ในระดับปานกลาง คือ ด้านยานพาหนะ รายละเอียด ก่อให้เกิดอุบัติเหตุด้านผู้ขับขี่ และด้านกฎหมายและ
ดังนี้ การบังคบั ใช้
1.1ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอบุ ัติเหตุของผู้ใช้ถนน 3.ผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ท่ีมีความแตกต่าง
ที่ ใ ช้ ร ถ จั ก ร ย า น ย น ต์ ด้ า น ส่ิ ง แ ว ด ล้ อ ม คื อ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลมีผลก่อให้เกิดอุบัติเหตุของ
สภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาติ เชน่ ฝนตกทำใหถ้ นนล่ืน ผู้ใช้ถนนที่ใช้รถจักรยานยนต์ โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่
แ ต ก ต่ า ง กั น มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ท า ง ส ถิ ติ กั บ ปั จ จั ย ที่
กอ่ ใหเ้ กิดอบุ ัติเหตุดา้ นถนน ดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม และด้าน
กฎหมายและการบงั คบั ใช้
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
32
CE05
5. เอกสารอ้างองิ
[1] วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (2562). เขตลาดพร้าว,
แหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/, เข้าดู
เมือ่ ตุลาคม 2562.
[2] วาสนา สายเสมา (2548). พฤติกรรมป้องกัน
อุบัติเหตุในการขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างในอำเภอ
เมือง จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหา
บัณฑิต (สาขาวิชาจิตวิทยาชุมชน), มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร.
[3] นัชรัศม์ ชูหิรัญญ์วัฒน์ (2555). ปัจจัยท่ีมี
ความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎหมาย
จราจรของผู้ขับข่ีจักรยานยนต์ภายในเขตเทศบาล
นครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิศวกรรมศาสตร
มหาบัณฑิต (สาขาวิศวกรรมโยธา), มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยสี ุรนาร.ี
[4] กาญจน์กรอง สุอังคะ (2559). การศึกษา
พฤติกรรมการขับขี่ของวัยรุ่นที่มีผลต่อความเสี่ยงใน
การเกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถจกั รยานยนต์. รายงาน
การวิจัย (สาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง), มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยสี รุ นาร.ี
[5] โกสินทร์ มั่นพรม (2550). การศึกษาความพึง
พอใจของประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ
ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสถานี
ตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์
(สาขาสงั คมศาสตร์เพื่อการพัฒนา), มหาวิทยาลัยราช
ภัฏพระนครศรอี ยุธยา.
[6] นิวัช สร้อยมาลี (2556). การศึกษาจุดเส่ียงการ
เกิดอุบัติเหตุภายในพื้นท่ีตำบลโบสถ์ อำเภอพิมาย
จังหวัดนครราชสีมา. โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาวิศวกรรมศาสตร
ม ห า บั ณ ฑิ ต ก า ร บ ริ ห า ร ง า น ก่ อ ส ร้ า ง แ ล ะ
สาธารณปู โภค, มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี.
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
33
CE06
ศึกษาผลกระทบของมาตรการภาครัฐในการเปลีย่ นการให้บรกิ ารรถตเู้ ปน็ มินิบัส
Impact of Public Measure in Service Change from Van to Minibus
อัญพัชญ์ วัฒนไตรสทิ ธ์ิ1*, สพุ รชยั อุทัยนฤมล1
1 สาขาวชิ าวศิ วกรรมขนส่ง ภาควชิ าวศิ วกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ พระนครเหนอื
1518 ถนนประชาราษฎร์ สาย 1 แขวงวงศส์ วา่ ง เขตบางซ่ือ กรุงเทพมหานคร 10800
*ผ้ตู ิดต่อ อัญพัชญ์ วัฒนไตรสิทธ์ิ: [email protected], 065-520-0522
บทคดั ย่อ
ปัจจุบันการพัฒนาระบบขนส่งโดยสาร ระหว่างเมืองมีหลายรูปแบบ การเดินทางที่ได้รับความนิยมแบบหนึ่งคือ การ
เดินทางโดยรถตู้สาธารณะเน่อื งจากมีความสะดวกรวดเร็ว สามารถเขา้ ถึงจุดจอดรับ–สง่ มีมากกวา่ รถโดยสารประจำทาง
แต่ในบางครัง้ เกดิ อบุ ัติเหตุร้ายแรง สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพยส์ ินเป็นจำนวนมาก เน่อื งจากรถตู้มีทางออกเพียง
ทางเดยี ว ผู้โดยสารออกจากตวั รถไมท่ นั เมือ่ เกิดอุบตั ิเหตุ กรมขนส่งทางบกมีนโยบายทจ่ี ะเปลย่ี นรปู แบบจากรถตสู้ าธารณะ
มาเปน็ รถโดยสารขนาดเล็ก หรอื รถมนิ บิ ัส นโยบายดงั กล่าวส่งผลกระทบต่อผ้ปู ระกอบการและผู้โดยสาร ในเรื่องการลงทุน
ซอื้ รถมินิบสั ซึ่งมีราคาสูง ทำใหจ้ ะตอ้ งปรบั เพ่ิมค่าโดยสาร ซ่งึ งานวิจยั นี้ใช้แบบจำลองทวนิ าม (Binomial Logit Model)
เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบเลือกรูปแบบการเดินทาง ได้แก่ ค่าโดยสาร ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และ
ระยะเวลารอรถ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เดินทาง เมื่อมีการปรับการให้บริการจากรถตู้เป็นรถมนิ ิบัส โดย
เส้นทางที่ทำการวิจัยคือ เส้นทางระหว่างเมืองสายกรุงเทพ – ปากช่อง (นครราชสีมา) จากการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มี
ผลกระทบต่อการเลือกใช้บริการรถมินิบัส คือ ราคาค่าโดยสารและระยะเวลาการปล่อยรถ โดยผู้โดยสารยังคงรับค่า
โดยสารทเ่ี พิม่ ขึ้นไดท้ ี่ 20 บาท แต่ท้ังนี้จะตอ้ งอยภู่ ายใตร้ ะยะเวลาการปล่อยรถท่ีเรว็ ขนึ้ หรือปลอ่ ยรถเวลาเดมิ (เท่ากับรถ
ตู)้ มีความน่าจะเป็นทีผ่ ู้โดยสารเลอื กรถมนิ ิบสั ถงึ ร้อยละ 85.14 แตห่ ากเพิม่ ค่าโดยสารร่วมกับปลอ่ ยรถช้าลง ผเู้ ดินทางจะ
ไมเ่ ลอื กใชร้ ถมินิบัส เหน็ ไดจ้ ากความน่าจะเป็นทผ่ี โู้ ดยสารเลอื กรถมนิ บิ ัสเพียง ร้อยละ 29.63
คำสำคญั : แบบจำลองทวินาม , มนิ ิบัส, การเลอื กรูปแบบการเดนิ ทาง, นโยบายภาครัฐ
Abstract
At present, various modes of travel between cities are available for passengers. One popular mode of
travel is by public van because it has more convenient, speed, and easily access to parking spots to
drop off and pick up than bus. However, sometimes serious accidents causing a lot of losses of life and
property damage are reported due to the characteristics of public van, which has only single way out
and sometimes causing passengers to be unable to leave the van in a timely manner. The Department
of Land Transport has a policy to change the vehicle fleet from public van to small bus or minibus. This
policy will affect entrepreneurs in the investment in buying a minibus and impact to the fare, which will
have to be increase. This research studying by using Binomial Logit Model to determine the factors
affecting selection of travel modes, such as fares, convenience, safety, and so on in order to analyze
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
34
CE06
traveler’s needs when adjusting service providing from van to minibus. The case study was performed
on the route between Bangkok- Pak Chong ( Nakhon Ratchasima) . The results indicate that the factors
impacting on choosing the minibus are fare and waiting time. When the fare increases maximum 20 Baht
and waiting time decreases or same as waiting time of van operated, the probability of choosing the
minibus is 85 percent. However, the passengers are refused to choosing minibus, by probability of
choosing 30 percent, when increasing the fare 20 Baht with increasing the waiting time.
Keywords: Binomial Logit Model, Minibus, Mode Choice, Government Policy.
1. บทนำ 2.1 เส้นทางที่จะนำมาเป็นกรณีศึกษา คือ เส้นทาง
การเดินทางโดยรถตู้สาธารณะ เป็นการเดินทางที่ การเดินรถ รถตู้ และ รถโดยสารมินิบัสประจำทาง
ได้รับความนิยม แต่มีสถิติอุบัติเหตุที่ร้ายแรงเพราะ สายกรุงเทพฯ–ปากช่อง(จังหวัดนครราชสีมา) มี
ลักษณะของรถตู้มีทางออกเพยี งทางเดียว ผู้โดยสาร ระยะทางประมาณ 163 กิโลเมตร
ไม่สามารถออกจากรถได้ทันเวลา สำนักงานกองทุน 2.2 ปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ การเลอื กรปู แบบการเดนิ ทาง [2]
สนบั สนุนการสร้างเสรมิ สุขภาพ (สสส.) ศนู ยว์ ชิ าการ ประกอบดว้ ย ความสามารถในการใช้ประโยชน์, การ
เพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และองค์กร ตรงต่อเวลา, เวลาทใี่ ช้ในการเดินทาง, คา่ ใช้จ่ายของ
RSPF รายงานว่า ในชว่ งปี พ.ศ. 2559 ถึง 2561 เกิด ผู้ใช้บริการ, ความสบาย, ความสะดวก และความ
อุบัติเหตุมากกว่า 500 ครั้ง มีจำนวนผู้เสียชีวิต ปลอดภยั
เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย [1] กรมขนส่งทางบกมี 2.3 ทฤษฎที างสถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล
นโยบายปรับเปลี่ยนการใหบ้ ริการจากรถตู้สาธารณะ 2.3.1 กำหนดขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง (Sample
มาเป็นรถโดยสารขนาดเล็กหรือรถมินิบัส เนื่องจาก Size) เป็นไปตามสมการ Yamane ดังน้ี
โครงสร้างของรถมินิบัสน้นั มีความเหมาะสมท่ีจะเป็น
รถสำหรับให้บริการสาธารณะเพราะมีทางออก n = N/(1+N(e2)) (1)
ฉุกเฉินด้านหลังและด้านข้างตัวรถ นโยบายดังกล่าว โดยท่ี n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่างทต่ี อ้ งการ
ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในแง่การลงทุนซือ้ รถ N = ขนาดของประชากร (จำนวนรถตู้xจำนวนรถที่
มินิบัสซึ่งมูลค่าสูง และอาจส่งผลกระทบต่อค่า ว่งิ ใน1วันxผู้โดยสารบนรถ1คนั =16x2x13 = 416)
โดยสารที่จะต้องเพม่ิ ข้นึ งานวจิ ัยนจี้ ะศึกษาปจั จัยที่มี e = ความคลาดเคล่ือนสูงสดุ ทย่ี อมรับได้ ใช้ (ใช้5%)
ผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ เลือกรถมินิบัส
ของผู้ใช้บริการ เส้นทางศึกษากรุงเทพ-ปากช่อง n = 416/(1+416(0.052))
(นครราชสีมา) เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาการ จะได้จำนวนแบบสอบถามที่จะต้องใช้เท่ากับ 204
ใหบ้ รกิ ารขนสง่ สาธารณะตอ่ ไป ชุด โดยจะทำการสัมภาษณ์ ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถ
2. เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง ตู้และรถมินิบสั อย่างละ 205 ตวั อยา่ ง รวม 410 ชดุ
2.3.2 ทฤษฎอี รรถประโยชน์ Utility Function [3]
เป็นทฤษฎีพื้นฐานของการตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบ
การเดินทาง ที่อาศัยองค์ประกอบความไม่แน่นอน
ในการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบยานพาหนะ
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
35
CE06
อธิบายได้จากฟังก์ชั่นความพึงพอใจ ของแต่ละการ รถเมล์ โดยใช้ Binomial Logit Model พบว่าปจั จัย
ทม่ี ีผลตอ่ การเลอื กใชบ้ ริการ ไดแ้ ก่ อาชีพ ค่าโดยสาร
เลอื กรปู แบบยานพาหนะ ต่อรายได้ ความสะดวก ความสบาย ความปลอดภัย
การเข้าถงึ ระบบและ เส้นทางที่ใชบ้ ริการ
Ui = β0+ β1X1+ β2X2+ ε (2) อภิสิทธ์ิ มุ่งคำภา [6] ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้
เม่ือ Ui คอื ความพงึ พอใจของทางเลือก i บริการรถตู้โดยสาร ได้แก่ เวลาในการเดินทางและ
β i คือคา่ สัมประสิทธข์ิ องตัวแปร, X i คอื ตัวแปร ความเหมาะสมของความถี่ในการให้บริการ การ
β i X i คือ ส่วนประกอบของตัวแปรอิสระที่วัดค่าได้ ประยุกต์ใช้แบบจำลองพบวา่ การปรับปรุงดา้ นเวลา
ของทางเลอื ก i ในการเดินทางมีผลต่อการใช้บริการรถประจำทาง
มากท่สี ุด
ε คือ คา่ ผดิ พลาดของความนา่ จะเปน็ 3. วธิ ีการดำเนนิ การวิจยั
ทำการสำรวจความคิดเหน็ ของผู้โดยสารรถตู้โดยสาร
Ui = Vi + εi (3) และรถมินบิ ัสสายกรงุ เทพ-ปากชอ่ ง จำนวน 410 คน
เมอื่ Ui คอื ความพงึ พอใจของทางเลอื ก i โ ดยใช้ ร ูปแบบขอ ง ก าร ว ิจัย เชิง บร ร ยาย
(Description Research) โดย 1) ใช้การสำรวจ
Vi คือ ส่วนประกอบของตัวแปรอิสระที่วดั ค่าได้ของ Survey Studies และ 2)ศึกษาคว ามสัมพ ัน ธ์
Interrelationship Studies เครื่องมือที่ใช้ในการ
ทางเลอื ก I และ εi คือ ส่วนประกอบของตวั แปรทไี่ ม่ วิจัยคือใช้แบบสอบถามที่ประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่
สามารถวัดคา่ ได้และความไม่แน่นอนของทางเลือก i ข้อมูลทั่วไป, ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง และข้อมูล
เรื่องความคดิ เหน็ ในการตัดสนิ ใจเลือกยานพาหนะ
ซึ่งจะสามารถคำนวณความน่าจะเป็นในการเลือก มีเทคนิคการ สำรว จข้อมูล เป็นวิธี Stated
Preference (SP) ซึ่งเปน็ การสำรวจขอ้ มูลเพ่ือศึกษา
รปู แบบการเดนิ ทางของแต่ละคนได้ดังสมการ พฤติกรรมของผู้เดินทางที่จะมีต่อทางเลือกเดินทาง
ภายใต้สถานการณ์ที่สมมุติขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูล
Pn(i) = eUin/(eUin+eUjn) (4) ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ SPSS เพื่อสร้าง
เมื่อ Pn(i) คือ ความน่าจะเป็นในการเลือก สมการ Binary Logit Model และวเิ คราะห์หาปัจจัย
ทม่ี ีอทิ ธิพลในการเลอื กรูปแบบการเดินทาง
ทางเลอื ก i ของคนท่ี n
2.4 งานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ [4] สำรวจข้อมูลของกลุ่ม
ตัวอย่าง เพื่อพัฒนาแบบจำลอง Binary logit
Model ได้ผลตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง คือ
กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยมีวัตถุประสงค์การ
เดินทางเพื่อไปซื้อสินค้าให้ความสำคัญกับเวลาการ
เดินทางคิดเป็นมูลค่าประมาณ 62 เปอร์เซ็นต์ของ
อัตราค่าจ้าง ส่วนกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยมี
วัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อไปทำงาน โดยเพศชาย
และเพศหญงิ มลู คา่ ประมาณ 32 และ 66เปอร์เซ็นต์
ของอัตราค่าจา้ งตามลำดับ
นิธัช พรหมพา [5] ได้ศึกษาถึงเหตุผลและปัจจัยที่ผู้
เดินทางเลือกใช้บริการรถตู้หรือรถเมล์และ
ผลกระทบต่อปริมาณการใช้บริการที่เกิดขึ้นกับ
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
36
CE06
4. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล และรถส่วนตัว ร้อยละ 54.20, 25.00, 8.40 และ
4.1 ขอ้ มูลทั่วไปของกลุ่มตวั อยา่ ง 12.50 ตามลำดับ โดยมีข้อมูลการเดินทางอื่นๆ ดัง
ตารางท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตวั อยา่ ง แสดงในตารางที่ 2
ขอ้ มูลทั่วไป จำแนกตามกลุ่ม รอ้ ยละ ตารางท่ี 2 เวลา ระยะทาง คา่ ใชจ้ ่าย และระยะเวลาคอยรถ
เพศ ชาย 20.80 จากจุดเร่ิมตน้ ถึงท่ารถต/ู้ รถมินิบัส
หญิง 79.20 รายละเอยี ด จำแนก รอ้ ยละ
อายุ 18-22 12.50 เ ว ล า เ ด ิ น ท า ง จ า ก มากกวา่ 50นาที 58.30
23-35 54.20 จุดเริ่มต้น ถึงท่ารถตู้/ 31-40 นาที 12.50
36-45 20.80 รถมินิบัส ต่ำกวา่ 30นาที 29.20
46-60 12.50 ค่าใช้จ่ายจากจุดต้น 31 บาทขนึ้ ไป 70.80
รายได้ ต่ำกว่า 8,000 29.20 ทาง -ท่ารถต/ู้ รถมินบิ ัส 21-30 บาท 12.50
ต่อเดือน 8,001 - 15,000 33.30 ตำ่ กวา่ 20บาท 16.70
(บาท) 15,001 - 30,000 16.70 ระยะทาง จุดตน้ ทางถงึ 21 กม.ขนึ้ ไป 50.00
30,001-50,000 20.90 ทา่ รถต้/ู รถมินิบัส 11-20 กม. 33.40
ผู้โดยสารส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ ตำ่ กว่า 10 กม. 16.60
79.20 มีส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 23-35 ปีและมี ระยะเวลาท่ีรอรถตู้/ 50 นาที ข้นึ ไป 41.70
รายได้โดยเฉลี่ย ประมาณ 18,600 บาทต่อเดือน มนิ บิ ัส ออกเดินทาง 41-50 นาที 29.20
ทั้งน้ีผู้เดินทางเป็นพนักงานบริษัทเอกชน, นักเรียน/ ต่ำกวา่ 40 นาที 29.10
นกั ศกึ ษา, ขา้ ราชการ/รัฐวิสาหกิจ และอืน่ ๆเป็นร้อย เวลาจากท่ารถถึง มากกวา่ 3ชม. 83.30
ละ 45.80, 16.70, 8.30 และ29.20 ตามลำดับ ปลายทาง 2-3 ชั่วโมง 16.70
4.2 ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทาง จากข้อมูลการ 4.3 ปจั จัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งในการเดินทาง การวิจยั น้ีจะหา
เดนิ ทางของผูโ้ ดยสารพบว่า ผู้เดินทาง มีจุดประสงค์ ปัจจัยการเดินทาง ด้วยวิธี Correlation [7] โดยหา
การเดนิ ทางเพอ่ื เย่ยี มญาติ/กลับบา้ น, เพอ่ื การศึกษา, ความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร Xi (Cost, Comfort,
เพิ่อทำงาน และวัตถุประสงค์อื่นๆ ร้อยละ 58.30, Safety, Waiting Time) กับทางเลือกใชบ้ รกิ าร Y
16.70, 12.50 และ12.50 ตามลำดับ ผู้โดยสารร้อย ตารางที่ 3 แสดงการกำหนดคา่ ของตวั แปร
ละ 87.50 เดินทางคนเดียว โดยมีความถี่ของการ ตวั แปรตาม Y Y=1 เลือกมินิบัส
Y=0 เลอื กรถตู้
เดินทาง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์, ความถี่ 1-2 ครั้งต่อ ตวั แปรตน้ X
เดือน และ ความถี่ 1-2 ครั้งต่อปี ร้อยละ 25, 50 XCost XCost =10 ค่าโดยสารเพม่ิ 10 บาท
และ 25 ตามลำดับ มีการครอบครองยานพาหนะ XCost =15 คา่ โดยสารเพิม่ 15 บาท
รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 33.30 และ XCost =20 คา่ โดยสารเพ่ิม 20 บาท
16.70 ตามลำดับ ผู้โดยสารเดินทางจากจุดเริ่มต้น XComfort XComfort = 1 สะดวกสบายเพิ่มนอ้ ย
ของการเดินทาง เพื่อมาถึงท่ารถตู้/มินิบัส ด้วยรถ XComfort = 2 สะดวกสบายเพิ่มมาก
ประจำทาง, รถแท็กซี่, รถไฟฟ้า/มอเตอร์ไซด์รับจ้าง XSafety XSafety = 1 ปลอดภัยเพม่ิ ขึ้นนอ้ ย
XSafety = 2 ปลอดภัยเพ่ิมมาก
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
37
CE06
XWaitingTime XWT = -15 ปล่อยรถเร็วข้นึ 15 นาที ตารางที่ 5 ค่าทดสอบทางสถติ ิของแบบจำลอง
(XWT) XWT = 0 ปลอ่ ยรถเวลาเดมิ
Omnibus Test Cox&Snell Nakelkerke
XWT = 15 ปลอ่ ยรถช้าลง 15 นาที
Chi-square Sig. R2 R2
จากผลการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร X ที่มี
106.733 0.000 0.169 0.243
อิทธพิ ลตอ่ ตัวแปร Y พบวา่ ตวั แปร X ทง้ั 4 ตวั มีค่า จากตารางที่ 5 คา่ Cox&Snell R2 และ Nagelkerke
Correlation มากกว่า 0.5 แปลได้ว่าทุกตัวแปรมี R2 มคี า่ ท่ียอมรับได้ ค่าไมเ่ กิน 1 โดยมคี า่ 0.169 และ
อิทธิพลกับตัวแปร Y และเมื่อทำการจับคู่ตัวแปร X 0.243 และอธิบายพฤติกรรมการเลือกรูปแบบการ
เพื่อหาความสมั พันธ์ต่อกัน พบว่าแตล่ ะคู่มีค่าต่ำกว่า เดินทาง(อ้างอิงสมการ4)ได้สมการความนา่ จะเปน็ คือ
0.5 แปลได้ว่าตัวแปร X ไม่มีอิทธิพลต่อกัน จึงนำ P Van = 1 / ( 1+e U minibus – U van ) (5)
ตวั แปรท้ัง 4 มา วเิ คราะห์ Regression P minibus =1 – P Van (6)
P Van คอื ความนา่ จะเปน็ ทผี่ โู้ ดยสารเลือกรถตู้
4.4 แบบจำลองการเลือกรูปแบบการเดินทาง
P minibus คือ ความน่าจะเป็นทผ่ี โู้ ดยสารเลอื กมินิบัส
วิเคราะห์ Regression วิธี Stepwise พบว่า ผลต่าง
4.5 ประยกุ ต์ใช้แบบจำลอง
ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยทเ่ี พ่ิมข้ึนจาก
การปรับเป็นรถมนิ ิบัสเทียบกับรถตู้ มีค่า Significant ตารางที่ 6 ความน่าจะเป็นในการเลือกการเดินทางเทียบ
มากกว่า 0.05 คือผลต่างความสะดวกสบาย มีค่า ระหว่างผลต่างคา่ โดยสาร และระยะเวลา
0.180 และผลตา่ งความปลอดภยั มีคา่ 0.168 ทำให้ เง่ือนไขการใหบ้ รกิ าร สดั ส่วนความน่าจะ
ค่า ระยะ เปน็
ทราบว่าตัวแปรทั้งสองไม่มีนัยยะสำคัญในการ Uminibus-
U van
เลือกใช้รถมินิบัส จึงตัดตัวแปรทั้งสองออกไป และ
วิเคราะห์ Regression อีกครั้ง โดยใช้ตัวแปรราคา โดยสาร เวลาปลอ่ ย รถตู้ มินิบัส
และระยะเวลาการปลอ่ ยรถ ได้ผลดังตารางท่ี 4 เพ่ิมข้นึ รถมินิบสั
ตารางที่ 4 คา่ สมั ประสิทธิ์ (β) 10 บาท เร็วขึ้น15 นาที 3.155 0.0408 0.9592
ค่าสัมประสิทธ์ิ คงเดมิ 1.850 0.1358 0.8642
(β)
ตัวแปรอิสระ Sig. ชา้ ลง 15 นาที 0.545 0.3670 0.6330
15 บาท เร็วขึน้ 15 นาที 2.450 0.0794 0.9206
ค่าคงที่ 3.260 0.000 คงเดิม 1.145 0.2414 0.7586
ผลตา่ งค่าโดยสาร -0.141 0.000 ช้าลง 15 นาที -0.160 0.5399 0.4601
ผลต่างระยะเวลาปลอ่ ยรถ -0.087 0.000 20 บาท เร็วขน้ึ 15 นาที 1.745 0.1486 0.8514
คงเดิม 0.440 0.3917 0.6083
โดยเขียนสมการอรรถประโยชน์ (อา้ งอิงสมการ 2) ชา้ ลง 15 นาที -0.865 0.7037 0.2963
Uminibus–Uvan=3.260-0.141(Costminibus-Costvan)- จากตารางที่ 6 ความน่าจะเป็นของการเลือกใช้รถมินิ
บสั จะไดด้ งั ตารางที่ 7
0.087(WTminibus- WTvan)
ตารางท่ี 7 ร้อยละของความน่าจะเป็นในการเลือกการ
เดินทางดว้ ยรถมินบิ สั
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
เวลาปลอ่ ยรถ เร็วข้นึ ปลอ่ ย ช้าลง 38
ปรับ 15นาที รถเวลา 15
ค่าโดยสารเพมิ่ ขน้ึ CE06
เดิม นาที
10 บาท 95.92 86.42 63.30 6. เอกสารอ้างอิง
15 บาท 92.06 75.86 46.01 [1] ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนและ
20 บาท 85.14 60.83 29.63
องค์กร RSPF, สถานการณ์อุบัติเหตุรถโดยสาร
5. บทสรุป สาธารณะปี 2561 [ระบบออนไลน์], แหล่งที่มา
จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการ http://www.roadsafetythai.org., เข้ามาดู
เลือกใช้รถมินิบัส คือราคาค่าโดยสารและระยะเวลา เมือ่ วนั ท่ี 06/02/2563.
การปล่อยรถ โดยผู้โดยสารไม่ได้คำนึงถึง ความ [2] นายภุชพงศ์ คำวะเนตร (2556). รายงานการ
สะดวกสบายและความปลอดภัยที่แตกต่างกัน จาก วิจัยเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกรูปแบบ
สมการอรรถประโยชน์นำมาวิเคราะหค์ วามนา่ จะเป็น การเดินทางของผู้โดยสาร ท่าอากาศยาน
พบว่า หากมีการปรับค่าโดยสาร ผู้โดยสารยังคง ส ุ ว ร ร ณ ภ ู มิ , ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย เ ท ค โ น โ ล ยี
รับอัตราที่เพิ่มขึ้นได้ที่ 20 บาท แต่ต้องอยู่ภายใต้ พระจอมเกลา้ พระนครเหนอื , หนา้ 7-8.
ระยะเวลาการปลอ่ ยรถท่ีเร็วข้นึ หรอื ปลอ่ ยรถท่ีเวลา [3] กิตติชัย ธนทรัพย์สิน และ สุรพันธ์ ไชยชนะ
เท่าเดิมโดยเงื่อนไขน้ีจะมีความน่าจะเป็นที่ผู้โดยสาร (2550). ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกรูปแบบการ
จะเลือกใช้รถมินิบัสถึง ร้อยละ 85.14 และร้อยละ เดินทางของสายการบินต้นทุนต่ำ และสาย
60.83 ตามลำดับ หากเพิ่มค่าโดยสารรวมกับปล่อย การบนิ ไทย, วารสารวชิ าการพระจอมเกล้า
รถช้าลงด้วย จะทำให้ผู้โดยสารไม่เลือกรถมินิบัส พระนครเหนือ, ปที ี่ 17, ฉบับท่ี 3, หนา้ 21-29.
เห็นได้จากความน่าจะเป็นที่ผู้โดยสารจะเลือกใช้รถ [4] สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ (2540). รายงานการวิจัย
มินิบสั มเี พียง ร้อยละ 29.63 อย่างไรก็ตาม การปรับ เรื่องแบบจำลองวิเคราะห์การเลือกใช้รถไฟฟ้า
ขึ้นราคาค่าโดยสารนั้นอยู่ในการควบคุมและกำกับ ขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร, จุฬาลงกรณ์
โดยกรมการขนส่งทางบก จะต้องมีการพิจารณา มหาวิทยาลัย.
โครงสร้างต้นทนุ การประกอบการ และแนวทางหรือ [5] นิธัช พรหมพา (2546). รายงานการวิจัยเรื่อง
นโยบายการอุดหนุน (Subsidy) ของภาครัฐ [8] การประเมินผลกระทบของการบริการรถตู้
ข้อเสนอแนะงานวิจัย จากการวิจัยที่ใช้เทคนิคการ โดยสาร ต่อปริมาณการใช้รถเมล์ใน
สัมภาษณ์แบบ SP คือเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดข้ึน กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ผู้โดยสารบางท่านยังไม่มีประสบการณ์ในการ พระจอมเกลา้ พระนครเหนือ
เดินทางโดยรถมนิ บิ ัส ดงั นน้ั ผูส้ ัมภาษณ์ควรมีเทคนิค [6] อภิสิทธิ์ มุ่งคำภา (2559). รายงานการวิจัยเรื่อง
ในการยกตัวอย่างแก่ผู้ตอบแบบสอบถามด้วยการ แบบจำลองการเลือกพาหนะในการเดินทาง
เสนอภาพรถมินิบัสเพือ่ เปน็ แนวทางในการตัดสนิ ใจ ระหว่างรถตู้โดยสาร และรถประจำทาง
กรณีศึกษาเส้นทางกรุงเทพมหานครไปจังหวัด
ใกล้เคียง (หัวหิน นครสวรรค์ ระยอง),
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนคร
เหนือ, หน้า 69.
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
39 CE06
[7] ชัชวาลย์ เรืองประพันธ์ (2544). การวิเคราะห์
ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS for Windows,
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , หนา้ 505 - 514.
[8] กรมการขนส่งทางบก,ขา่ วประชาสมั พนั ธ์ [ระบบ
ออนไลน์], แหล่งทีม่ า www.dlt.go.th., เขา้ มาดู
เมอ่ื วันท่ี 22/04/2563.
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
40
CE07
การพฒั นาแนวทางในการตรวจสอบอาคารดัดแปลงเพอื่ ใชเ้ ปน็ โรงแรมขนาดเล็ก
Developing guidelines the modified buildings inspection for small hotel
ศุภษร วกิ ล1* และ กฤษดา พศิ ลยบุตร1
1 วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการตรวจสอบและกฎหมายวศิ วกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร 10240
* E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ ข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาแนวทางสำหรับ
เจ้าของอาคาร ผทู้ ่ีเกยี่ วข้องท่จี ะพัฒนาอาคารเดิมเพอ่ื ใชเ้ ป็นโรงแรมขนาดเลก็ เนอ่ื งดว้ ยธรุ กจิ ทอ่ งเทย่ี วของประเทศไทย
เป็นธุรกจิ ที่ทำเงนิ รายไดเ้ ขา้ ประเทศ รวมถึงศกั ยภาพของภมู ปิ ระเทศ วถิ ีชวี ติ และวฒั นธรรมทำใหธ้ ุรกิจทอ่ งเที่ยวขยายตัว
อยา่ งรวดเร็ว ส่งผลใหม้ คี วามต้องการทพี่ กั เพ่มิ มาก ทสี่ ำคญั พฤตกิ รรมของนักท่องเทยี่ วมีความนิยมมองหาที่พักช่ัวคราวที่
เรียบงา่ ย หรืออาคารเกา่ ท่ีมีเอกลักษณ์ ดังนน้ั เจา้ ของอาคารจงึ มคี วามสนใจทจ่ี ะทำการพัฒนาอาคารเดมิ มาประกอบธุรกิจ
โรงแรม
ได้ทำการวิเคราะหข์ ้อกำหนด กฎหมายที่เกีย่ วขอ้ งกบั การดัดแปลงอาคาร และจัดทำแนวทางในการตรวจสอบ
อาคาร ขั้นตอนการดัดแปลง/เปลี่ยนการใช้งาน รายการตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับอาคารเดิม รวมถึงแนวทางการแกไ้ ข
ปรับปรุงอาคารให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมินแนวทางดังกล่าว สำหรับการศึกษา
อาคารตัวอย่างของโครงการ สมุย ลิตเติ้ล การ์เด้น รีสอร์ท (ดัดแปลงอาคาร) ซึ่งเจ้าของโครงการมีความประสงค์ที่จะ
พัฒนาทีพ่ กั อาศัยมาเป็นโรงแรม สำหรับแนวทางการพัฒนาอาคารตัวอย่าง จะต้องทำการเขยี นแบบของอาคารที่ต้องทำ
การแก้ไข/ปรับปรงุ แล้วนำไปยื่นตอ่ เทศบาลนครเกาะสมุย เพื่อขออนุญาตในการดัดแปลงใช้อาคารแลว้ ทำปรับปรุงตาม
แบบท่ียื่นขออนุญาต จงึ จะสามารถยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมได้ สำหรบั แนวทางการตรวจสอบอาคารเพ่อื ใช้
เปน็ โรงแรมขนาดเลก็ เจ้าของโครงการและผทู้ เ่ี ก่ียวขอ้ งมคี วามพงึ พอใจในระดับมาก/ดี
คำสำคัญ: โรงแรมขนาดเล็ก, การดัดแปลงและเปลี่ยนการใช้อาคาร, อาคารเก่า, กฎหมายอาคาร, อาคารปรับปรุง,
ตรวจสอบอาคาร, มาตรฐานโรงแรม
Abstract
The purpose of this paper is to study the regulations and related laws to develop guidelines for
buildings owners and related parties who will develop the old buildings into a small hotel. While the
tourism business in Thailand generates more income into the country, the more expansion usages of
the land. and tourism businesses resulting in increased highly demand for accommodations. Cause by
attraction way of lifes and cultures. Moreover, the behavior of tourists is looking for a simple place to
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
41
CE07
stay or unique buildings in the community, therefore the small buildings owner is interested to develop
its building to the hotel business.
The researcher analyzed the requirements. Laws related to building modifications And make
guidelines for building inspections, steps for modifying changing usages applications, checklist for the
original buildings including guidelines for building renovation to comply the law and regulations.
Guidelines for building inspections with experts examining.
For this study, the sample buildings, the Samui Little Garden Resort Project (modified
buildings) the project owner wishes to modify a residence buildings into a hotel buildings by using this
designed checklists and guidelines to develop a model buildings.
The project owner have to draw the drawings of the modified buildings and renovated schedule
completely, then submit to the Koh Samui Municipality to request a permit order to renovate the
buildings then apply for a hotel business license to run the business. By the development small hotel
modified buildings inspection guidelines, the project owners and related parties were satisfied with the
very good satisfaction level.
Keywords: Small hotel, Modification and change of building use, Old building, Building law, Building
improvements, Building inspection, Standard of hotel
1.บทนำ เล็ก ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ค่อนข้างจะได้รับความ
การท่องเที่ยวในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญใน นิยม ส่งผลให้มีความต้องการที่พักเพิ่มมาก ที่สำคัญ
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีความนิยมมองหาที่พัก
การสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศ ชั่วคราวที่เรียบง่าย หรืออาคารเก่าที่มีเอกลักษณ์
เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเทีย่ วท่ีมชี ื่อเสียง ดงั น้นั เจา้ ของอาคารจงึ มคี วามสนใจท่จี ะทำการพัฒนา
เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในภูมิภาคเอเชียและ อาคารเดิมมาประกอบธุรกิจโรงแรม ทั้งนี้การ
ทั่วโลกสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมา ด ั ด แ ป ล ง / เ ป ล ี ่ ย น ก า ร ใ ช ้ ง า น ข อ ง อ า ค า ร เ ด ิ ม มี
ท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การ ข้อกำหนด และกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทำให้มี
ขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความยงุ่ ยากในการพฒั นาอาคารเดิม และส่งผลให้เกิด
โดยเฉพาะทางด้านการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็น การกระทำความผิดในการลักลอบเปดิ โรงแรมเถอื่ น
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของสถานที่พัก 2. วัตถุประสงค์
ตามมาเพ่ือรองรับอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยว
ส่งผลใหเ้ กดิ ความต้องการของตลาดโรงแรมมีแนวโน้ม การศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษารูปแบบ ข้อกำหนด
เพม่ิ ขึ้นและขยายตวั ปจั จบุ นั มกี ารนำอาคารประเภท และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงและเปลี่ยน
อื่นเช่น อาคารอยู่อาศัยรวม อาคารพาณิชย์ เป็นต้น การใช้อาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม
มาทำการดัดแปลง/เปลี่ยนการใช้เป็นโรงแรมขนาด ขนาดเล็ก และเป็นแนวทางสำหรับเจ้าของอาคาร/
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
สถานประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะพัฒนา 42
อาคารเดมิ เพ่อื ใชพ้ ฒั นาเป็นโรงแรมขนาดเลก็
3. วิธดี ำเนินการวจิ ยั CE07
การศึกษาเป็นลักษณะเชิงวิเคราะห์เพื่อหาการ 1) ด้านสถาปัตยกรรม (การออกแบบอาคาร)
พัฒนาแนวทางในการตรวจสอบอาคารดัดแปลงเพื่อ หนว่ ยงานท่ใี หอ้ นุญาตในการกอ่ สร้าง/ดัดแปลง
ใช้เป็นโรงแรมขนาดเล็ก โดยการศึกษาของงานวิจัยน้ี อาคาร
ทำการศึกษาจากเอกสารงานวิจัย ข้อบังคับ 2) ด้านวิศวกรรมโยธาและผังเมือง หน่วยงานที่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องผลงานทางวิชาการ บทความ ใหอ้ นญุ าตในการกอ่ สรา้ ง/ดดั แปลงอาคาร
จากวารสาร บทความจากเว็บไซต์ และงานวิจัยที่ 3) ด้านสิ่งแวดล้อม (การประเมินผลกระทบ
เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาอาคาร สิ่งแวดล้อม (EIA)) บริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับ
ตวั อยา่ ง โดยมีขน้ั ตอนและกระบวนการศึกษาดังนี้ อนุญาตการจัดทำรายงานการประเมินผล
3.1 วิเคราะห์กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับ กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงาน
ผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบ้อื งตน้ (IEE)
การดัดแปลงอาคารและเปลี่ยนการใช้อาคาร 3.6 ทบทวนและปรับปรุงแนวทางในการตรวจสอบ
การศึกษาแบง่ ลักษณะการดัดแปลงดังนี้ อาคารทีจ่ ะทำการดดั แปลงอาคารอ่นื มาประกอบ
ธรุ กิจโรงแรมขนาดเลก็
1) ด้านสิ่งแวดล้อม (การประเมินผลกระทบ 3.7 ศึกษากรณีอาคารตัวอย่างในการดัดแปลง คือ
สง่ิ แวดลอ้ ม (EIA)) โครงการ สมุย ลิตเติ้ล การ์เด้น รีสอร์ท
2) ดา้ นวิศวกรรม (โครงสรา้ ง) (ดัดแปลงอาคาร) อำเภอเกาะสมุย จังหวัด
3) ด้านสถาปตั ยกรรม (การออกแบบอาคาร) สุราษฎร์ธานี ผทู้ ำการศึกษาได้นำแนวทางดังกล่าวมา
3.2 วิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล ใช้ในการตรวจสอบอาคารของโครงการ สมุย ลิตเติ้ล
กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง การ์เด้น รีสอร์ท (ดัดแปลงอาคาร) ของบริษัท สมุย
กับการศึกษาการออกแบบอาคารเดมิ เพ่อื ดัดแปลง ลติ เตล้ิ การเ์ ดน้ รีสอรท์ จำกัด ตง้ั อยหู่ มูท่ ่ี 2 ตำบลบ่อ
เปน็ โรงแรมขนาดเลก็ ผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่ง
3.3 สรุปผลการวิเคราะห์ด้านกฎหมายและงานวิจัยที่ เจ้าของโครงการมีความประสงค์ที่จะพัฒนา
เกย่ี วข้องเพอ่ื สรปุ ประเดน็ ทท่ี ำการศึกษา อาคารเดิมซง่ึ เปน็ อาคารเพอ่ื ใช้เป็นทีพ่ ักอาศัยมา
3.4 จัดทำแนวทางในการตรวจสอบอาคาร ขั้นตอน เป็นอาคารโรงแรม ดงั รปู ท่ี 1
การดดั แปลง/เปล่ยี นการใชง้ าน รายการตรวจสอบ 3.8 สรุปผลการศึกษาและวิเคราะห์ผลของการศึกษา
เบื้องต้น (Checklist) สำหรับอาคารเดิม รวมถึง อาคารตัวอย่าง และเสนอแนวทางในการแก้ไข
แนวทางการแก้ไขปรับปรุงอาคารให้สอดคล้องกับ ดัดแปลงอาคารของอาคารตัวอย่าง
กฎหมาย
3.5 ตรวจสอบแนวทางในการตรวจสอบอาคารทีจ่ ะทำ
การดัดแปลงอาคารอื่นมาประกอบธุรกิจโรงแรม
ขนาดเล็ก โดยผเู้ ช่ยี วชาญ 3 ด้านดงั น้ี
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
43
CE07
รูปที่ 1 สภาพของอาคารตวั อย่าง ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบสภาพอาคารโครงสร้างของ
อาคาร เพื่อประเมินความเหมาะสมว่าควรทำการ
4. ผลการศึกษาและวเิ คราะห์ ดัดแปลงอาคารคุม้ คา่ หรือไม่ หรือควรพฒั นากอ่ สร้าง
แนวทางในการตรวจสอบอาคารเพื่อนำมาพัฒนา อาคารใหม่
เป็นโรงแรมขนาดเล็กมีข้อกำหนดและกฎหมายที่ กรณีตั้งอยู่ในพ้ืนที่กรุงเทพมหานคร หน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ทั้งนี้ผู้ศึกษาได้พัฒนาแนวทาง รับผิดชอบในการดัดแปลง/เปล่ียนการใชอ้ าคาร ไดแ้ ก่
ในการตรวจสอบอาคารโดยมีลักษณะเป็นรายการ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง กองควบคุมอาคาร
ตรวจสอบเบื้องต้น (Checklist) และนำมาทำการศึกษากับ สำนักการโยธา สำนักงานเขต และพื้นที่ต่างจังหวัด
อาคารตัวอย่าง ได้แก่ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ผ่าย
โยธา/กองช่างเทศบาล ผ่ายโยธา อบต. สำหรับ
ทั้งนี้การนำอาคารเดิมมาทำการดัดแปลงเพื่อใช้ กระบวนการและข้ันตอนการตรวจสอบการดัดแปลง/
เป็นโรงแรมขนาดเล็ก สิ่งแรกที่ควรพิจารณาเมื่อนำ เปลี่ยนการใช้งานของอาคารเดิมมาเป็นโรงแรมขนาด
อาคารเดิมมาดัดแปลงจะต้องคำนึงถึงโครงสร้างของ เล็ก สามารถสรปุ ดังตารางท่ี 1
ตัวอาคารเป็นหลัก อายุของอาคาร วัสดุของอาคาร
เดมิ ต่างๆ รวมถึงรปู แบบท่ีจะทำการดดั แปลงมีความ จากการสำรวจอาคารตัวอย่างผู้ศึกษาได้ทำการ
เป็นไปได้หรือไม่ โครงสร้างสามารถรองรบั น้ำหนักได้ สำรวจสภาพปัจจุบันของอาคารโดยใช้รายการ
ทั้งนี้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคารสามารถให้ ตรวจสอบเบื้องต้น (Checklist) พบว่า ระยะร่น
ระหว่างอาคารกับอาคารในโครงการ และระยะร่น
ระหว่างอาคารกับแนวเขตทด่ี ินของผู้อน่ื ไมส่ อดคล้อง
ตามกฎหมายกำหนด
สำหรับแนวทางการแก้ไขคือทางโครงการจะตอ้ ง
ทำการเขียนแบบของอาคารที่จะทำปรับปรงุ ให้เป็นไป
ตามข้อกำหนดของกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.
2543) หมวด 4 แนวอาคารและระยะต่างๆ ของ
อาคาร และกฎกระทรวงฉบบั ที่ 61 (พ.ศ.2550) ออก
ตามความพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
และนำแบบไปยื่นขอใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งการ
ด ั ด แ ป ล ง อ า ค า ร ต ่ อ เ ท ศ บ า ล น ค ร เ ก า ะ ส มุ ย
เมื่อไ ด้ ร ับใบอน ุญ าตเร ียบร ้อย แล ้ว จะ ต้อง ท ำ ก า ร
ดดั แปลง/ปรบั ปรุงอาคารใหเ้ รยี บร้อยตามแบบที่ได้ย่ืน
ขออนุญาต นำแบบอาคารที่ปรับปรุงแล้วมาทำการ
ยื่นขอใบรับรองการดัดแปลงอาคาร (อ.6) ที่เทศบาล
นครเกาะสมุย เมื่อได้รับใบอนุญาต อ.5 หรือ อ.6
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
44
CE07
แล้วให้นำเอกสารไปทำการยื่นผ่านที่ว่าการอำเภอ ลำดับ ข้นั ตอน/กระบวนการ
เกาะสมุยเพ่ือขอใบอนญุ าตประกอบธรุ กิจโรงแรม เม่ือ
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและสิ่งก่อสร้างตรงตาม 6. นำไปย่ืนขอใบอนญุ าตหรือใบรบั แจ้งการดัดแปลง
เกณฑ์จึงจะไดร้ ับใบอนญุ าต และเปดิ ทำการได้ อาคาร ถ้ามีการต่อเตมิ อาคาร (อ.1)
ตารางที่ 1 ขั้นตอนการตรวจสอบดัดแปลง/เปลี่ยน 7. ทำการดดั แปลง/ปรบั ปรงุ อาคารใหเ้ รียบร้อยตาม
การใชอ้ าคาร แบบท่ีได้ยน่ื ขออนุญาต
ลำดบั ข้ันตอน/กระบวนการ 8. นำแบบของอาคารที่จะทำการปรับปรุงยื่นขอ
ใบรับรองการดัดแปลงอ าคาร (อ.6) หรือ
1. ตรวจสอบว่าพื้นที่ที่อาคารเดิมตั้งอยู่ เข้าข่ายว่า ใบอนุญาตเปล่ียนการใชอ้ าคารเป็นโรงแรม (อ.5)
ห้ามประกอบกิจการโรงแรมหรือไม่ พิจารณาจาก แลว้ แต่กรณี
ผังเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือสอบถาม
กับหนว่ ยงานทผ่ี ดิ ชอบ 9. เมื่อได้รับใบอนุญาต อ.5 หรือ อ.6 แล้วให้นำ
เอกสารไปยื่นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อขอ
2. ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับอาคารเดิมที่จะ ใบอนญุ าตประกอบธรุ กจิ โรงแรม
ทำการพัฒนา
1) มใี บอนญุ าตก่อสร้างหรือไม่ 5. สรปุ ผล
2) การกอ่ สร้างอาคารตรงตามใบอนุญาตทย่ี น่ื ขอ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
กอ่ สร้างหรือไม่
3) ใบอนุญาตดัดแปลงอาคารหรือเปลีย่ นการใช้ รูปแบบ ข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ
อาคาร (ถ้าม)ี ดัดแปลงและเปลี่ยนการใช้อาคารประเภทอื่นที่ใช้
ประกอบธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก แล้วทำการพัฒนา
3. ตรวจสอบว่า อาคารเข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน เป็นแนวทางสำหรับเจ้าของอาคาร/สถาน
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) EIA) หรือ ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะพัฒนาอาคารเดิม
รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น) IEE) เพื่อใช้พัฒนาเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ทั้งนี้ผู้
หรือไม่ หากเข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน ทำการศึกษาได้ทำการพัฒนาแนวทางในการ
สิ่งแวดล้อมก่อนจะทำการพัฒนาเป็นโรงแรม ตรวจสอบอาคารดัดแปลงเพอ่ื ใช้เปน็ โรงแรมขนาดเล็ก
สามารถสอบถามกบั หนว่ ยงานทรี่ ับผดิ ชอบ ลักษณะเป็นรายการตรวจสอบเบื้องต้น (Checklist)
และแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาอาคารเพื่อให้
4. ตรวจสอบสภาพของอาคาร ว่ามีส่วนไหนที่ไม่ สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
สอดคล้องกับกฎหมาย ส่วนไหนที่ควรทำการ ขน้ั ตอนในการขออนุญาตกับหนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
ปรับปรุง โดยใช้รายการตรวจสอบเบื้องต้น
สำหรับอาคารจะเปลี่ยนการใช้มาประกอบธุรกจิ หลงั จากไดพ้ ฒั นาแนวทางในการตรวจสอบอาคาร
โรงแรม (Checklist) ดัดแปลงแล้วเสร็จ ทางผู้ศึกษาได้นำแนวทางดังกล่าว
นำเสนอกับผู้ที่เกี่ยวข้องและเจ้าของโครงการ
5. สถาปนกิ และวิศวกรทเ่ี ก่ียวข้องทำการเขียนแบบ โครงการสมุย ลิตเติ้ล การ์เด้น รีสอร์ท (ดัดแปลง)
ของอาคารที่จะทำปรับปรุงให้สอดคล้องตาม และทำการสำรวจความคิดเห็นต่อแนวทางในการ
กฎหมาย
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
45
CE07
ตรวจสอบอาคารดดั แปลงเพอื่ ใช้เป็นโรงแรมขนาดเล็ก LAW FOR SMALL HOTELS, (พิมพ์คร้งั ที่ 1). บริษทั
พบว่า เจา้ ของโครงการ สมยุ ลิตเติ้ล การ์เด้น รีสอร์ท ภาพพิมพ์ จำกัด : The Boutique King.
(ดัดแปลง) มีความพึงพอใจในแนวทางการพฒั นาของ [3] กฎกระทรวงกำหนดลกั ษณะอาคารประเภทอืน่ ที่
อาคารและรายงานตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับอาคาร ใชป้ ระกอบธุรกจิ โรงแรม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2561
จะเปล่ยี นการใช้มาประกอบธุรกิจโรงแรม(Checklist) [ 4] ก ร ม โ ย ธ า ธ ิ ก า ร แ ล ะ ผ ั ง เ ม ื อ ง (2525)
ในระดบั มาก/ดี แนวทางดงั กลา่ วเปน็ ประโยชน์ต่อการ กรุงเทพมหานคร : คู่มือกฎหมายควบคุมอาคาร
ตดั สินใจในการพัฒนาอาคาร และผทู้ ีเ่ ก่ยี วข้องไดแ้ ก่ ผู้ สำนกั ควบคุมและตรวจสอบอาคาร
ตรวจสอบอาคารและที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)
ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึง พอใจระดับมาก / ดี
เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะเปลี่ยนจากอาคารเดิมเป็น
อาคารใหม่ (โรงแรม)
6. ขอ้ เสนอแนะ
การศึกษาครงั้ นี้เปน็ การศกึ ษาแนวทางในการ
ตรวจสอบอาคารเดิมดัดแปลง/เปลี่ยนการใช้เพื่อใช้
เป็นโรงแรมขนาดเลก็ ในการศึกษาคร้งั ต่อไปผ้ทู ส่ี นใจ
สามารถทำการศึกษาอาคารเดิมเพื่อใช้เป็นอาคาร
ประเภทอื่น เชน่ อาคารอยู่อาศัยรวม เปน็ ต้น
7. กิตตกิ รรมประกาศ
ขอขอบคุณบริษัท กรีน เอ็นไว เอ็นจิเนียร่ิง
จำกัด ที่ให้ความอนุเคราะห์ด้านข้อมูลของโครงการ
สมุย ลิตเติ้ล การ์เด้น รีสอร์ท (ดัดแปลงอาคาร)
ทสี่ นบั สนุนการศกึ ษาคน้ ควา้ คร้ังน้ี
8.บรรณานุกรม
[1] รุ่งชัย กรัณยสุกส์ (2555) แนวทางการพัฒนา
ตกึ แถวเพือ่ ใช้เป็นโรงแรมขนาดเลก็ ในย่านศูนย์กลาง
ธ ุ ร ก ิ จ (ว ิ ท ย า น ิ พ น ธ ์ ปร ิ ญ ญ า มห า บ ั ณ ฑ ิต )
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสถาปัตยกรรม
ศาสตร์และการผังเมือง. สาขาสถาปตั ยกรรม.
[2] วรพนั ธ์ คลา้ มไพบูลย์ และ จิตตพิ ันธ์ ศรกี สิกรณ์
( 2562). กฎหมายสำหรับที่พกั และโรงแรมขนาดเล็ก
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
46
CE08
การประยกุ ตข์ ้อต่อเพื่อใชป้ ระโยชน์ไมไ้ ผ่สำหรับสรา้ งโรงเรือนตน้ แบบอย่างงา่ ยในชุมชน
ด้วยกระบวนการคดิ เชิงออกแบบ
Application of Joints to use Bamboo for Building Simple Prototype Greenhouses,
with the Design Thinking Process.
วุฒิพงศ์ แสนบดุ ดา1,* และ อรอนงค์ แสงผอ่ ง2
1สาขาวชิ าสถาปัตยกรรม คณะเทคโนโลยีอตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
2 สาขาวิศวกรรมการก่อสรา้ ง คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
340 ถนนสรุ นารายณ์ ตำบลในเมอื ง อำเภอเมอื งนครราชสมี า จังหวดั นครราชสีมา 30000
ผตู้ ิดตอ่ : [email protected] เบอร์โทร 044-255451
บทคดั ย่อ
วิจัยปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Action Research) ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ตั้งแต่การ
หาปัญหาและค้นหาแนวทางออกแบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อหาปัญหาการใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ในการสร้าง
สถาปตั ยกรรมขนาดเลก็ 2. เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างตน้ แบบโรงเรือนอยา่ งง่ายท่ีเหมาะสมกับชุมชน ผลการศกึ ษาพบวา่
จากการลงพน้ื ท่สี ำรวจร้านขายศาลาไม้ไผ่โดยทั่วไปพบการก่อสร้างแบบดั้งเดิม คอื การเจาะรูกลมกลวงและสอดไผ่ลำเล็ก
เข้ากับไผ่ลำใหญ่กว่าในการประกอบส่วนโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดประการหนึ่งของไผใ่ นงานสถาปัตยกรรมคอื
จำเป็นต้องมที ักษะในการประกอบโครงสรา้ ง ความคงทนน้อยเนอื่ งจากความยุ่งยากในกระบวนการรักษาเนอ้ื ไม้ไผ่ ทำให้
ไมเ่ ปน็ ทนี่ ยิ มใชง้ าน ตอ่ มาศกึ ษาการเพิม่ ทางเลือก ด้วยการออกแบบอุปกรณ์ทใี่ ชป้ ระกอบช้นิ สว่ นเพือ่ ใช้กบั ไม้ไผ่ รูปแบบ
โครงสร้างลกั ษณะโดมทรงกลม เลอื กใช้ไผ่เลี้ยงทม่ี ีขนาดเล็ก ตัน ดว้ ยความยาวชิน้ ส่วนไผ่ลำท่ียาวที่สุด 1.20 เมตร ติดต้ัง
และประกอบง่าย ทำให้ได้แนวทางหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ แก้ปัญหาการขาดทักษะ เครื่องมือหาง่าย สะดวก
เป็นท่อนไม่ยาวมากนัก สามารถใช้วิธีการรักษาเน้ือไม้ไผ่จากแมลงด้วยวิธีการต้ม มีลักษณะเด่นในทางสถาปัตยกรรม
ประยุกต์ใช้อุปกรณ์ราคาถูกที่ใช้งานได้ และกระบวนการในการประกอบไม่ยุ่งยากสามารถเรียนรู้ ปฏิบัติและถ่ายทอด
ใหก้ บั ชมุ ชนได้
คำสำคัญ: ไม้ไผ่, ขอ้ ต่อ, โรงเรอื น, โดมทรงกลม
Abstract
Action Research with Design Thinking Process, the problem finding, and design guidelines have
the objectives to 1. Find the problem of the utilization of bamboo in the construction of small
architecture. 2. To study the guidelines. Build simple prototype buildings suitable for the community.
The study found that from surveying the area to sell pavilion buildings, found that the traditional
construction is to drill round holes and get bamboo to assemble the structure. However, one of the
limitations of bamboo in architecture is the need to have skills in assembling structures. Less durability
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
47
CE08
due to the complications in the bamboo preservation process make it not popular. Next, study to
increase options with the design of equipment used to assemble parts for use with bamboo Geodesic
Dome structure choose a small bamboo. With the longest bamboo piece length of 1.20 meters, easy
to install and assemble make it one way to use of bamboo. Solve the problem of lack of skills, the tool
is easy to find, convenient, bamboo sticks are not very long pieces. Can use the method to preserve
bamboo from insects by boiling method has a distinctive feature in architecture apply cheap equipment
that works and the assembly process is not complicated. Act and transfer it to the community.
Keywords: Bamboo, Bamboo Connector, Greenhouses, Geodesic Dome.
1. บทนำ ไผ่ป่า ไผ่ลำมะลอก ไผ่เลี้ยง และไผ่รวก ไผ่เลี้ยงนั้น
“ไ ม้ไ ผ่เป็น พ ืช เ ศร ษ ฐ ก ิ จ จา ก ป่ า ที่ มี (Bambusa Glaucescent) เป็นไม้ไผ่ที่หาง่ายทั้งใน
ชุมชนและแหล่งขาย ใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ลำ
ความสำคัญของคนไทย ช่วยส่งเสริมความเข้มแข้ง ต้นแข็งแรง ลักษณะปล้องส้ัน เน้อื ตัน เป็นไม้ไผ่ขนาด
และสังคมให้ชุมชนฐานราก เป็นการสืบทอดและต่อ เล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 เซนติเมตร
ยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดทั้งเป็นการส่งเสริมให้มี [1,5,7] เครื่องมือและวัสดุที่ใช้ประกอบด้วย มีด พร้า
การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากไผ่อย่างยั่งยืน” [1] ขวาน ค้อน ตะไบ สิ่ว กบ และเลื่อย การยึดไม้ไผ่เข้า
ไม้ไผ่เป็นวัสดุที่มีเสนห่ ์ในตัวเอง การใช้ประโยชน์จาก ด้วยกนั โดยยึดตรงึ โครงสรา้ งเรือนเครอ่ื งผกู พ้นื บา้ น มี
ไม้ไผม่ ีการใชอ้ ยา่ งแพรห่ ลาย ทั้งในผลติ ภณั ฑ์ไปจนถึง วธิ กี ารหลกั เพยี ง 3 วิธี คือ ผกู มดั บาก และเจาะ [5,7]
สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ในระดบั ชมุ ชนมีการใช้ไม้ไผ่ การรักษาเนื้อไม้ไผ่ ก็นับเป็นปัญหาหลกั ของการใช้ไม้
มากในส่วนของการทำผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต่อ ไผ่เนื่องจากมีกระบวนการที่มีขั้นตอนมาก ทั้ง
การดำรงชีวิต ในด้านสถาปัตยกรรมมีการใช้งานใน วิธีการใช้สารเคมีและไม่ใช้สารเคมี การรมไฟนับเป็น
งานขนาดเล็ก เครอื่ งเรือน ศาลานงั่ เล่น อย่างไรก็ตาม วิธีที่ได้ผลที่สุด วิธีหนึ่งที่นยิ มคือการต้มน้ำทั้งลําหรอื
การใช้ไม้ไผ่ลดความนิยมลง ด้วยลักษณะเฉพาะของ กระบอก [2,5] ใช้เวลาต้มนานประมาณ 4-6 ชม.
วัสดไุ มไ้ ผ่ทำใหม้ ีข้อจำกัดหลายอย่าง ความคงทนและ หากเตมิ โซเดียมไฮดรอกไซด์ลงไปจะลดเวลาการต้มลง
การรักษาเน้ือไม้ [2] ข้อจำกดั ด้านระยะพาดช่วงกว้าง เปน็ 30 นาที นับเปน็ วิธีท่ที ำได้ง่ายท่สี ุดในชุมชน
[3,4] หรอื แมแ้ ต่การยึดตรึงไม้เขา้ ด้วยกนั [4,12,13]
จากการลงพื้นท่ีสำรวจเบ้ืองต้น โรงเรือนเพ่ือ
อดีต “เรือนเครื่องผูก” เป็นสถาปัตยกรรม การเกษตรเป็นอีกหนึ่งความต้องการของชุมชนจาก
พื้นถิ่นต้นแบบการใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ การศึกษา ความจำเป็น เมื่อศึกษาด้านโครงสร้างพาดช่วงกว้าง
ตามประเภทอาคาร แบ่งเป็นที่พักอาศัย อาคาร เพื่อเพิ่มความหลากหลายของการใช้ไม้ไผ่ [3] ข้อต่อ
สำหรับทำอาชีพทางเกษตรกรรมและอาคารเพื่อการ ไม้ไผ่ ได้มีการศึกษาในหลายรูปแบบ ในลักษณะ
อุตสาหกรรมของชาวบ้าน [5,6] โดยไผ่ที่นิยมใช้ใน โครงสร้างโครงถัก [4] ที่ทดสอบข้อต่อแบบท่อ กรวย
งานก่อสร้างมีด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ ไผ่ตง ไผ่สีสุก
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
แผ่นเหล็กและแบบแผ่นเหล็กตัวที พบว่าแบบท่อมี 48
ความสามารถรับแรงได้ดีที่สุด ทว่าข้อต่อประเภท
ต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับโครงสร้างไม้ไผ่ CE08
รูปแบบอื่น ๆ โดยพิจารณาจากลักษณะการรับแรง
ของโครงสร้างบริเวณที่ใช้ข้อต่อว่ามีการรับแรง 1) เข้าใจโดยทบทวนแนวคิด ทฤษฎีที่
รูปแบบใด จะเห็นได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เก่ยี วข้อง และสว่ นทมี่ ีการศึกษาไว้แลว้
รวมถึงการศึกษาเพื่อออกแบบแนวทางการใช้ไม้ไผ่
นับเป็นการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) 2) ระบุปัญหา รวบรวมข้อมูล การใช้งาน
กระบวนการเพื่อให้ได้คำตอบท่ีตรงตามความต้องการ และข้อจำกดั การใช้ประโยชน์ไม้ไผท่ พี่ บในชุมชน ด้วย
ของผู้ใช้ โดยสรุปได้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ เข้าใจ กระบวนการสำรวจ สังเกตการณ์
กลุ่มเปา้ หมายหรือผู้ใชง้ าน ระบปุ ญั หา ประเด็น ระดม
ความคิด สรา้ งต้นแบบและขั้นสุดท้ายทดสอบต้นแบบ 3) ระดมความคดิ จากผูม้ สี ว่ นเกีย่ วข้อง
เพื่อใช้แก้ปัญหาของและตรงตามความต้องการของ 4) กำหนดกรอบแนวคิด ออกแบบเพื่อ
กลมุ่ เปา้ หมาย [8] แก้ปญั หาเชิงปฏิบตั ิการสร้างต้นแบบ
5) ทดลองสร้างจริง ประเมินและสรปุ ผล
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3.2 เครือ่ งมือท่ใี ช้
(Action Research) ด้วยกระบวนการค้นหาปัญหา 1) แบบสำรวจ สังเกตการณ์ เพื่อรวบรวม
จ ร ิ ง เ ก ี ่ ย ว ก ั บ ก า ร ใ ช ้ ไ ม ้ ไ ผ ่ แ ล ะ ค ิ ด ส ร ้ า ง ส ร ร ค ์ เ ชิ ง ข้อมูลการใช้งาน ปัญหาและความต้องการของ
ออกแบบ (Design Thinking) เพื่อแก้ปัญหาที่พบโดย ผใู้ ชง้ าน
อิงแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ขั้นต้น รวบรวม 2) กล้องถ่ายภาพ
ข้อมูลและปัญหาการใช้งานไม้ไผ่กับสถาปัตยกรรม 3.3 ขอบเขตการศึกษา การศกึ ษาน้มี ี
ขนาดเล็ก เช่น ศาลา โรงเรือน ต่อมาศึกษารูปแบบ ขอบเขต ดงั น้ี
โรงเรือนเพื่อให้ได้แนวทางการสร้างต้นแบบโรงเรือน 1) ด้านพื้นท่ีและกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา
อยา่ งงา่ ยสำหรบั ชมุ ชน ท่ีสามารถสร้างไดด้ ้วยตนเอง คัดเลือกพื้นที่จากศึกษาเฉพาะเจาะจงตามเงื่อนไข
ก) ร้านไม้ไผ่ ที่ทำงานก่อสร้างงานที่ทำจากไม้ไผ่เป็น
2. วัตถปุ ระสงค์ ระยะเวลามายาวนาน ให้ข้อมูลได้ เดินทางเก็บข้อมลู
1. เพือ่ หาปัญหาการใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ใน ได้สะดวก ข) ผู้ต้องการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่ในชุมชน
เพื่อการรวบรวมการใช้งานไม้ไผ่ในชุมชนพื่อเป็น
การสรา้ งสถาปตั ยกรรมขนาดเลก็ ขอ้ มูลในการประยกุ ตก์ ารใชง้ านจึงเลือกเกบ็ ข้อมูลโดย
2. เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างต้นแบบ วิธีการสำรวจการใช้งานไม้ไผ่ในงานสถาปัตยกรรม
ขนาดเล็กโดยทั่วไปในชุมชน ภายในจังหวัด
โรงเรือนอยา่ งง่ายท่ีเหมาะสมกับชมุ ชน นครราชสมี า
2) ด้านเนื้อหา กำหนดขอบเขตค้นหาปัญหา
3. วิธีการศกึ ษา การใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ในงานสถาปัตยกรรม และ
3.1 ข้นั ตอนดำเนินการ ทดลองวัสดุที่ใช้ประกอบข้อต่อเพื่อก่อสร้างโรงเรือน
กง่ึ สำเร็จทสี่ รา้ งไดด้ ว้ ยตนเอง
4. ผลการศกึ ษา
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
49
CE08
ผลการศึกษาที่ได้ จากการทบทวนแนวคิด รูปท่ี 1 (ก) เราเตอร์สำหรับเจาะไม้ไผ่ (ข) สิ่วเล็บมือ
และทฤษฎที่กี่ยวข้องกับการใช้ไม้ไผ่ในอดีตจนถึง เพื่อขยายรูเจาะใหพ้ อดีกับไผ่ลำเล็ก
ปัจจุบัน ปัญหา ข้อจำกัดการใช้ประโยชน์จากไผ่ใน
งานสถาปัตยกรรม ผวู้ ิจยั พบวา่ ในอดีตน้ันการก่อสร้าง รูปท่ี 2 การสอดไม้ไผล่ ำเลก็ กว่าเข้าไปในไผ่ลำใหญ่
อาคารด้วยไม้ไผ่เน้นการถ่ายน้ำหนักจากส่วนบนของ ซ่งึ การประกอบโครงสรา้ งดว้ ยลักษณะน้เี หมาะกับการ
องค์อาคารลงสู่องค์อาคารที่เป็นโครงสร้างหลัก การ ใช้ในโครงสร้างศาลาขนาดเล็ก ระยะระหว่างเสาไม่
ยึดตรึงโครงสร้างด้วยวิธีการผูกมัด เพื่อยึดวัสดุเข้า กว้างมากนัก ตามความยาวของไม้ไผ่ จึงทำให้เกิด
ด้วยกัน การบาก เพื่อเสริมความมัน่ คงของโครงสร้าง ข้ อ จำก ั ดใน เร ื ่ อ ง ร ะย ะก าร ใช้ งาน ขอ งอ าคาร เม่ือ
และการเจาะ เพียงเพ่ือใส่ลูกสลกั ในกรณีที่ต้องการใช้ ตอ้ งการความกว้างท่ีมากข้ึน [4,9]
เป็นหลักในการผูกมัด [2] ต่อมาการศึกษาขั้นต้นการ
ใช้งานในปัจจุบัน รวบรวมข้อมูลด้วยการสำรวจ จากการรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญา ปัญหา
สังเกตการณ์ บันทึกข้อมูลในสิ่งที่พบด้วยการ ข้อจำกัด การประยุกต์ใช้ และความต้องการในการใช้
บันทกึ ภาพ พบว่า วิธีการเชื่อมต่อโดยส่วนใหญ่เป็นวิธี งานจริง ผู้วิจัยจึงได้กำหนดกรอบแนวคิดในการหา
ประกอบศาลาที่พบได้ทั่วไป [12,13] จากการสำรวจ คำตอบเพื่อแก้ปัญหาได้ การเลือกรูปแบบโครงสร้าง
และสังเกต การประกอบไม้ไผ่ด้วยวิธีนี้ มีวัสดุและ สำหรับการสร้างโรงเรือนต้นแบบ จากการทบทวน
อุปกรณท์ ีใ่ ชพ้ บว่าใชอ้ ปุ กรณไ์ ฟฟา้ รว่ มกบั อุปกรณ์งาน โครงสร้างที่ให้พื้นที่ช่วงกว้าง ไม่มีโครงสร้างกีดขวาง
ไม้ทั่วไป ประกอบด้วย 1) เราเตอร์ (Router) คือ การใช้งาน ทำหน้าที่เป็นทั้งผนังและหลังคา [9-11]
อุปกรณ์ไฟฟ้าทีใ่ ช้สำหรบั เจาะ กัดไม้ไผ่ท่ีมีขนาดใหญ่ โดมทรงกลม (Geodesic Dome) เป็นโครงสร้าง
กวา่ ให้เปน็ รูกลมกลวงเพื่อสอดไมไ้ ผข่ นาดเลก็ กว่า (รูป ช่วงกว้างแบบหนึ่งที่ใช้งานได้หลากหลาย
ท่ี 1ก) 2) สิ่วเล็บมือ สิว่ เจาะไม้ขนาดต่าง ๆ มลี กั ษณะ Buckminster Fuller สถาปนิกและวิศวกรคิดค้นข้ึน
โค้งเพื่อเจาะไม้หลังจากใช้เราเตอร์ในการเจาะนำไป ในปี 1962 มีลักษณะเป็นทรงโดมประกอบขึ้นจาก
แล้ว เพื่อให้รูกลมกลวงนั้นมีขนาดพอดีกบั ไมไ้ ผ่ขนาด รูปทรงสามเหลี่ยมเข้าด้วยกัน เป็นรูปทรงที่มีความ
เล็กทีใ่ ชส้ อดเขา้ ไป (รูปที่ 1ข) นอกจากนี้ อุปกรณ์เสริม
เพื่อขัดไม้ไผ่ขนาดเล็กในปัจจุบัน 3) เครื่องเจียรมือ
ไฟฟ้า โดยใช้ติดกับกระดาษทรายรูปวงกลม เพื่อขัด
ปลายไม้ไผ่เล็กให้มีลักษณะกลมมนเพื่อให้สามารถ
สอดไม้ไผ่ที่เจาะรูแล้วให้แน่นพอดีกับรูกลม (รูปที่ 3)
วิธีการใกล้เคียงกับการก่อสร้างศาลาไม้ไผ่ อ.กันทร-
วิชัย จ.มหาสารคาม การเข้าไม้แบบพื้นถิ่น คือการ
สอดไผ่ที่มีหน้าตัดขนาดเล็กกว่าเข้าไปในไม้ไผ่ที่มี
ขนาดหน้าตดั ใหญ่กวา่ [12,13]
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
เสถยี รภาพทางโครงสร้าง (Stability) มีความสามารถ 50
ในการรับลมได้ดีและสามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว CE08
ชิ้นส่วนโครงสร้างระบบก่อสร้างแบบถอดประกอบ การประกอบโดยอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบทำได้ด้วยกัน
สองวิธี หากใช้วิธีมีอุปกรณ์ประกอบ (Connectors)
(Knock Down System) ทำให้รวดเร็ว สามารถรื้อ จะใช้ชิน้ ส่วน (รูปท่ี 4) ดงั น้ี
ถอน ขยายเพื่อเคลื่อนย้ายไปติดตั้งสถานที่หรือ ขอ้ ตอ่ เชื่อม 6 ทาง = จำนวน 40 ช้ิน
ขอ้ ตอ่ เชอื่ ม 5 ทาง = จำนวน 6 ชน้ิ
กิจกรรมอื่นได้ ลักษณะโดมทรงกลมมีการศึกษาและ ข้อต่อเชื่อม 4 ทาง = จำนวน 15 ชน้ิ
หรือหากใช้วิธียึดข้อต่อเข้ากับไม้ไผ่จะไช้สลักเกลียว
เผยแพร่วิธีการสร้างและคำนวณชิ้นส่วนหลายวิธี และน็อต (Bolt and Nut) จำนวน 61 ชุด (รปู ที่ 5-7)
ดว้ ยกัน เลอื กใช้เพือ่ สรา้ งตน้ แบบในการทดลองข้อต่อ รปู ท่ี 3 สว่ นประกอบฐานของโดมทรงกลม
(ท่ีมา : ดัดแปลงจาก domerama)
โดมทรงกลม แบบความถี่ระดับ 3 (Frequency
ก ร อ บ แ น ว ค ิ ด ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ อ ุ ป ก ร ณ์
Level 3; 3V) ซึ่งมีความนิยมและสามารถประยุกต์ใช้ ประกอบ โดยต้องคำนึงถึงความง่ายในการยึดกับ
ชน้ิ สว่ นไม้ไผเ่ พือ่ ให้เปน็ ช้ินสว่ นโครงสร้างกงึ่ สำเร็จ ใช้
ไดห้ ลากหลาย [11] แบบ 5/9 Krusche Method ที่มี เคร่ืองมอื และอุปกรณ์ในการประกอบพืน้ ฐานท่ีมีอยู่ใน
ชุมชน การออกแบบวัสดุที่ใช้ประกอบ เน้นการใช้
ฐานเป็นพื้นราบ (Flat at base) การคำนวณความ ประโยชน์กบั โครงสรา้ งโดมทรงกลมเป็นหลัก โดยต้อง
สามารถนำไปประยุกต์กับการใช้งานโดมทรงกลมที่มี
ยาวชิ้นส่วนอยู่บนฐานทางคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยเลือกใช้ ขนาดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้
ดังนั้นข้อต่อดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่นใน
ผลจากการคำนวณชิ้นส่วนจากผู้ให้บริการบนเว็บไซต์
Domerama.com (รูปที่ 3) เพื่อคำนวณความยาว
และปริมาณชิ้นส่วน [10] กำหนดความยาวชิ้นส่วนที่
ยาวทส่ี ุด (D) เทา่ กับ 1.40 เมตร ซงึ่ ความยาวไม้ไผ่จะ
เท่ากับ 1.20 เมตร เมื่อหักลบความยาวข้อต่อจะเป็น
ความยาวที่ไม่ยาวจนเกินไป (ด้านละ 0.10 เมตร) ลำ
ไผ่เลี้ยงจะยังคงมลี ักษณะตนั ไม่กลวง ทำให้ยึดข้อต่อ
ไ ด้ดี ชิ้น ส่ว น โคร ง สร ้ าง ( Struts) แต่ละ ชิ้ น
ประกอบด้วย 4 ขนาด ได้แก่
A จำนวน 30 ท่อน ยาว = 1.047 เมตร มุม 9.49
B จำนวน 35 ทอ่ น ยาว = 1.213 เมตร มมุ 11.02
C จำนวน 80 ทอ่ น ยาว = 1.338 เมตร มุม 12.16
D จำนวน 30 ทอ่ น ยาว = 1.400 เมตร มุม 12.74
รวมท้งั หมด 165 ชิ้น โดยมรี ะยะและพ้ืนทด่ี ังนี้
พน้ื ที่รวม = 29.648 ตารางเมตร
เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง = 6.348 เมตร
ความสูง = 3.770 เมตร
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า