The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunnywalker25 38, 2020-07-19 15:52:07

CE1-60_pagenumber (2)

CE1-60_pagenumber (2)

201

CE47

เลอื กใชใ้ นงานวจิ ยั น้ีสามารถปอ้ งกันการเคล่ือนของน้ำ Saturation Extract EC (mS/cm)
ใตด้ นิ เคม็ ได้
0 5 10 15 20
4.2 การเปลี่ยนแปลงความเค็มตามความลึก
รูปที่ 6 และ รูปท่ี 7 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง 0 t=0 hr

ความเค็มกับความลึกของแท่งที่ไม่มีกันชนและมีกัน t=12 hr
ชน ตามลำดับ จากรูปจะเห็นได้แนวโน้มของการ
เปลี่ยนแปลงความเค็มจะคล้ายคลึงกับการ Soil depth (cm) CB layer t=24 hr
เปลีย่ นแปลงความช้ืน เน่อื งจากความเคม็ จะถูกนำพา Soil depth (cm)
ข้ึนไปพร้อมกับความชื้น โดยในแท่งตัวอย่างที่ไม่มกี นั 20 t=48 hr
ชน (รูปที่ 6) ความเคม็ สามารถเคลอ่ื นทไี่ ปได้ถึงระดับ t=96 hr
ผิวดิน ในขณะที่แท่งมีกันชน (รูปที่ 7) ความเค็ม
สามารถเคลื่อนไปถึงบริเวณขอบด้านล่างของกันชน t=192 hr
เทา่ นั้น (ตำแหน่ง P3)
t=240 hr
Saturation Extract EC (mS/cm)
0 5 10 15 20 40
0 t=0 hr
Water table
t=12 hr 60
t=24 hr
20 t=48 hr รปู ท่ี 7 การเปล่ียนแปลงความเค็มตามความลึกท่ีเวลา
t=96 hr ตา่ งๆ สำหรบั แทง่ ดนิ ตวั อยา่ งทม่ี กี ันชน
t=192 hr
40 t=240 hr 5. สรุปผลการทดสอบ
งานวิจัยน้ี ศึกษาการเคลื่อนที่ของน้ำใต้ดินเค็มใน
Water table
60 แนวดิง่ ภายใต้กระบวนการคาพวิ ลารีแทง่ ตัวอย่างดินท่ี
ไม่มีและมีชั้นกันชนคาพิวลารี (Capillary Barrier,
รูปที่ 6 การเปลี่ยนแปลงความเคม็ ตามความลกึ ที่เวลา CB) โดยแบ่งการจำลองออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ 1)
ตา่ งๆ สำหรับแท่งดนิ ตวั อย่างทีไ่ ม่มกี นั ชน การจำลองแท่งตัวอย่างดินที่ไม่มีกันชน และ 2) การ
จำลองแท่งตัวอย่างดินท่ีมีกันชน (CB) แทรกอยู่ในช้นั
ดิน โดยชั้นกันชนเป็นชั้นกรวดขนาด 2.38- 4.75 มม.
ที่ถูกประกบด้วยวัสดุใยสังเคราะห์ (Geotextile) ท้ัง
ด้านบนและล่างของชั้นกรวด ความหนารวม 5 ซม.
จากผลการจำลอง พบว่า ในแท่งตวั อยา่ งดินท่ไี ม่มีกนั
ชน กระบวนการคาพิวลารีสามารถดึงความชื้นและ
คว า ม เ ค็ ม จ า ก น ้ ำ ใ ต ้ ด ิ นเ ค็ ม ข ึ ้น มา จ น ถ ึ ง ผิ วดิน ได้
ในขณะที่ความชื้นและความเค็มดังกล่าวไม่สามารถ
เคลื่อนขึ้นสู่ผิวดินได้ในกรณีที่มีการจำลองชั้นกันชน
จากผลทดสอบในห้องปฏิบัติการ จึงสรุปได้ว่าวัสดุ
ค ั ด เ ล ื อ ก ท ี ่ น ำ ม า ใ ช้ จ ำ ล อ ง ช ั ้ น ก ั น ช น ส า ม า ร ถ ตั ด
กระบวนคาพิวลารีในชั้นดินได้ อย่างไรก็ตามวัสดุท่ี
เลือกต้องเป็นวสั ดุที่มีขนาดเม็ดใหญ่กวา่ เม็ดดินในช้นั
ดินและการคละขนาดที่สม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดโพรง
ชอ่ งว่างในช้ันกนั ชนขนาดใหญ่ทำให้แรงคาพวิ ลารีมีค่า

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

ตำ่ และไม่สามารถดึงความชนื้ จากน้ำใตด้ นิ เค็มผ่านชั้น 202
ดังกล่าวไปได้ จากผลการศึกษานี้สามารถนำกันชน
คาพิวลารีไปประยุกตใ์ ช้แกไ้ ขปัญหาดินเค็มได้ โดยการ CE47
ขุดเปดิ หน้าดนิ ไปท่รี ะดบั ความลึกท่ีตอ้ งการและสร้าง
ชั้นกันชนแทรกที่ความลึกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม concentrations in sandy soils. KKU Engineering
วิธีการนี้มีอาจไม่เหมาะสมกับพื้นที่ขนาดใหญ่มาก Journal, Vol. 43(2). pp. 78-84.
เนอื่ งจากในการสร้างชั้นกันชนอาจใชต้ ้นทนุ ทคี่ ่อนข้าง [4] Xing X., Li X., and Ma X. (2019). Capillary
สูง ดังนั้นการใช้แนวทางนี้อาจเหมาะสำหรับพื้นท่ี rise and saliferous groundwater evaporation:
จำกดั เช่น ในพ้นื ท่ีรกรา้ งจากดนิ เค็มจัดท่ีต้องการพื้น effects of various solutes and concentrations.
ฟู และโรงเรือนเพาะปลูกที่มีพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก Hydrology Research, Vol. 50(2). pp. 517-525.
เปน็ ต้น [5] Rose D. A., Konukcu F., and Gowing J. W.
( 2005) . Effect of watertable depth on
6. กติ ตกิ รรมประกาศ evaporation and salt accumulation from
ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล saline groundwater. Australian Journal of Soil
Research, Vol. 43. pp. 565-573.
อีสาน สำหรับการสนับสนุนสถานที่ในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร [6] Gowing J. W., Konukcu F., and Rose D. A.,
เครื่องมอื และอุปกรณ์ท่ีให้ในงานวิจยั และขอขอบคุณ ( 2006) . Evaporative flux from a shallow
กรมทางหลวงที่สนับสนุนทุนในการศึกษาต่อระดับ watertable: The influence of a vapour–liquid
ปรญิ ญาโท phase transition. Journal of Hydrology, Vol.
321. pp. 77-89.
7. เอกสารอา้ งอิง [7] Gran M., Carrera J., Massana J., Saaltink M.
[1] หฤทยั มาศโคง้ (2553) การควบคมุ ความเค็มของ W., Olivella S., Ayora C., and Lloret A. (2011).
ดินร่นปนทรายโดยการตัดกระบวนการคาพิว ลารี, Dynamics of water vapor flux and water
วิทยานิพนธ์วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต, separation processes during evaporation from
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสรุ นารี. a salty dry soil. Journal of Hydrology, Vol. 396.
[2] Li X., Chang S. X., and Salifu K. F. (2013). pp. 215-220.
Soil texture and layering effects on water and [ 8] Li X. , and Shi F. ( 2019) . The Effect of
salt dynamics in the presence of a water table: Flooding on Evaporation and the Groundwater
a review. Environmental Reviews, Vol. 21. pp Table for a Salt- Crusted Soil. Water, Vol. 11.
1–10. pp. 1-13.
[ 3] Jitrapinate N. ( 2016) . Capillary rise
simulation of saline waters of different

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

203

CE48

การพฒั นาคุณสมบตั ิของอฐิ ดินดบิ ผสมซเี มนตเ์ สรมิ เส้นใยธรรมชาติ
The development of properties clay cement brick mixed with natural fibers

วชิ ยา ริงคะนานนท์1,*, นายสราวุฒิ เลขนอก1 และ นายวรวุฒิ กาละสีรัมย์1

1 มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา เลขที่ 340 ถนนสรุ นารายณ์ ตำบลในเมอื ง อำเภอเมือง จงั หวัดนครราชสมี า 30000
*ผตู้ ดิ ต่อ: [email protected], 087-778-1219, 044255451-2

บทคดั ยอ่
ในปจั จบุ ันอตุ สาหกรรมกอ่ สรา้ งมีการพัฒนาวสั ดทุ ่ีใช้ให้มีคุณสมบตั ิในดา้ นตา่ ง ๆ เชน่ กำลงั รับแรงอัด แรงดดั ทน

ต่อความชื้นหรือทนตอ่ ความรอ้ น ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้วัสดุเหล่านัน้ ให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขัน้ ตอนใน
กระบวนการผลิต การใชง้ าน รวมถึงการยอ่ ยสลาย ซึ่งอิฐดินดบิ ผสมซีเมนต์เสริมเสน้ ใยธรรมชาตเิ ป็นอีกหน่ึงวัสดทุ างเลือก
ทนี่ ำมาใช้ในการตกแตง่ รวมถึงใชใ้ นงานโครงสร้างบางส่วนในบ้านดนิ การวจิ ยั ครัง้ นไ้ี ดท้ ำการศกึ ษาเปรียบเทียบคุณสมบัติ
ในการรบั กำลงั แรงอัด การรับกำลงั แรงดัด และคณุ สมบัติการดดู ซมึ นำ้ ของอิฐดินดิบในท้องตลาดกบั อิฐดินดิบผสมซีเมนต์
เสริมเสน้ ใยธรรมชาตจิ ากปอและตาล ซ่ึงผลการศกึ ษาพบวา่ อฐิ ดนิ ดิบผสมซีเมนต์เสรมิ เส้นใยธรรมชาตจิ ากปอ สามารถรับ
กำลังอดั และรับกำลังดดั ได้ดีกว่าอฐิ ดนิ ดบิ ผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติจากตาลและอิฐดินดิบในท้องตลาด สำหรับผล
การศึกษาคณุ สมบัติการดูดซมึ นำ้ อิฐดนิ ดบิ ผสมซีเมนต์เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาติจากตาลมีคา่ การดูดซมึ นำ้ สงู กว่าอฐิ ดินดิบผสม
ซีเมนตเ์ สริมเส้นใยธรรมชาตจิ ากปอและอิฐดินดิบในทอ้ งตลาด จากผลการศึกษาจะเหน็ ไดว้ า่ อฐิ ดนิ ดบิ ผสมซีเมนตเ์ สรมิ เสน้
ใยธรรมชาตสิ ามารถใชเ้ ป็นวสั ดทุ ดแทนท่มี ีประสทิ ธภิ าพได้เชน่ กัน
คำสำคัญ: อฐิ ดินดบิ อิฐดินผสมซเี มนต์ อฐิ ดนิ เสริมเสน้ ใยธรรมชาติ

Abstract
At present, the construction industry has developed materials used to have various properties

such as compressive strength, bending strength, moisture resistance, or heat resistance. It is the
development of those materials in parallel with the reduction of environmental impact from the
production process, usage, including the degradation. The clay cement brick mixed with natural fibers
is another alternative material used for decoration as well as for some structural works in the clay house.
The results showed that clay cement brick mixed with natural fibers from jute able to withstand
compressive strength and bending strength better than clay cement brick mixed with natural fibers from
tan and general clay bricks. For the study of water absorption properties of clay cement brick mixed
with natural fibers from tan, the water absorption value is higher than raw cement bricks mixed with
natural fibers from jute and general clay bricks. From the results, it can be seen that clay cement brick
mixed with natural fibers can be used as an effective substitute as well.
Keywords: Clay bricks, Clay cement brick and Clay bricks with natural fibers.

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

1. บทนำ 204
อุตสาหกรรมก่อสร้างในปัจจุบันนอกจากจะ
CE48
พัฒนาวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างให้มีความแข็งแรง
ทนทานมีคณุ สมบตั ใิ นด้านตา่ ง ๆ เชน่ กำลงั รบั แรงอัด คุณสมบัติที่ทนต่อการดูดซับความร้อนมีความเป็น
แรงดัด ทนต่อความชื้นหรือทนต่อความร้อนที่ดีแล้ว ฉนวน และทนต่อเสียงเล็ดลอดได้ดี แต่ไม่ทนต่อ
ยังจำเป็นต้องพัฒนาวัสดุเหล่านั้นให้ลดผลกระทบตอ่ สภาวะน้ำท่วมขัง [5, 6] ดังนั้นจึงมีการพัฒนา
สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนในกระบวนการผลิต การใช้ คุณสมบัติในด้านกำลังรับแรงอัด แรงดัด ทนต่อ
งาน รวมถึงการย่อยสลายควบคู่กันไปด้วย จึงทำให้มี ความชน้ื ของอิฐดนิ ดิบผสมเสน้ ใยธรรมชาติ [7-9]
การพัฒนาวัสดทุ างเลือกเพิม่ มากขน้ึ ซึ่งอิฐดินดิบผสม
ซีเมนต์เสริมเสน้ ใยธรรมชาตเิ ปน็ อีกหนึง่ วัสดุทางเลือก การศึกษาครั้งน้ีจึงทำการศึกษาเปรียบเทียบ
ที่นำมาใช้ในการตกแต่งรวมถึงใช้ในงานโครงสร้าง คุณสมบัติในการรับกำลังแรงอัด การรับกำลังแรงดัด
บางส่วนในบ้านดินซึ่งสามารถสร้างได้ด้วยตนเองและ และคณุ สมบตั ิการดูดซึมน้ำของอฐิ ดินดิบในท้องตลาด
ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ไม่สูงมากนัก และสิ่งที่ กับอิฐดินดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติจากปอ
สำคัญคือวัสดุทใ่ี ช้ในการสร้างบ้านดนิ นั้นไมก่ ่อให้เกิด และตาล โดยทำการปรับปรุงสัดส่วนของส่วนผสมใน
ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม [1, 2] ที่เป็นอาคารอีกรูปแบบ อิฐดินดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งในการ
หนึ่งที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลิตทั่วไปส่วนผสมจะประกอบด้วย ดิน แกลบ และ
โดยจะพบเห็นตามร้านกาแฟ คาเฟ่ รวมถึงที่พักและรี น้ำ โดยการศึกษานี้จะผลิตอิฐดินดิบต้นแบบจากดิน
สอร์ทตามสถานท่ีท่องเท่ยี วตา่ ง ๆ เหนียวผสมกับวัสดุเส้นใยจากปอและตาล พร้อมทั้ง
เพิม่ ปูนซีเมนตเ์ พ่ือให้อิฐดนิ ดิบทีไ่ ด้มีคุณสมบัติในด้าน
หากสามารถพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุทางเลือก กำลังรับแรงอัด แรงดัด ทนต่อความชื้นหรือทนต่อ
อย่างอิฐดินดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติให้มี ความรอ้ น อยู่ในมาตรฐานและมีความแขง็ แรงทนทาน
ความแข็งแรงมากขนึ้ พร้อมกับการใชเ้ สน้ ใยธรรมชาติ มากขึ้น สำหรับประยุกต์ใช้ผนังดินกับโครงสร้างเสา
ทเ่ี หลือจากภาคเกษตรกรรมได้ จะเปน็ การพัฒนาวัสดุ และคานคอนกรีตซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของอาคาร
ทางเลือกในอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้ดีขึ้นและยัง ทั่วไปได้ โดยใช้ส่วนผสมในสัดส่วนที่แตกต่างกัน
ชว่ ยลดผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ มได้อีกดว้ ย ดังนั้นการ จำนวน 4 อัตราส่วนผสม มีระยะเวลาการบ่มมี 3
พัฒนาก้อนอฐิ ดนิ ดิบจึงเปน็ ประโยชนต์ อ่ การสรา้ งบ้าน ช่วงเวลา คอื 7 14 และ21 วัน ดังจะกลา่ วถึงต่อไปใน
ดนิ อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การผลติ ก้อนอิฐดินดิบน้ัน บทความน้ี
ต้องใช้ดินเหนียวเป็นวัสดุหลักซึ่งมีข้อจํากัดคือ เม่ือ
นํามาผลิตเป็นก้อนอิฐแล้วมักเกิดการ แตกร้าวและ 2. วตั ถุประสงค์
เกิดการหดตัวของวัสดุ โดยทั่วไปจึงมีผู้นิยมใช้ วัสดุ การศึกษาการพัฒนาคณุ สมบัติของอิฐดินดิบผสม
ทางการเกษตรมาเปน็ สว่ นผสมเพอื่ ช่วยในการยึดเกาะ
ตัว ของดินเหนียว และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพใน ซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ มีวัตถุประสงค์การวิจัย
การใช้งานของก้อนอิฐดนิ ดิบ [3, 4] อีกทั้งอิฐดนิ ดบิ มี ดงั น้ี

1. ทดสอบหาอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมท่ีสุดของ
อิฐดินดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ ท่ีมี
คุณสมบัติในการรับกำลังรับแรงอัด แรงดัด ทนต่อ
ความชน้ื ดีที่สุด

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

205

CE48

2. ทดสอบหาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการใช้เส้น ปอนด์/ตร.นิ้ว โดยมีวิธีการทดสอบตามมาตรฐาน
ใยธรรมชาติจากปอ และตาล ในการผลิตอิฐดินดิบ ASTM C 67 [10]
ผสมซีเมนตเ์ สรมิ เส้นใยธรรมชาติ
3.2. การทดสอบหากำลังต้านทานแรงดดั
3. วธิ ีการศึกษา การทดสอบวิธีใช้แรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลาง ค่า
การพัฒนาคุณสมบัติของอิฐดินดิบผสมซีเมนต์
โมดลู สั การแตกรา้ ว (Modulus of Rupture) หมายถึง
เสริมเส้นใยธรรมชาติ จะทำการศึกษาโดยทำการ ค่าหน่วยแรงที่เกิดขึ้นจากแรงดัดสูงสุดที่กระทำต่อ
ทดสอบหาอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมที่ของสุดอิฐดิน ตวั อย่าง ณ จุดวบิ ัติ การทดสอบแบบนี้เป็นการให้แรง
ดิบผสมซีเมนต์เสรมิ เส้นใยธรรมชาติ ทใ่ี หค้ ุณสมบัติใน กระทำที่จุดก่ึงกลางของช้นิ งานทดสอบและจุดรับรอง
การรับกำลังรับแรงอัด แรงดัด และทนต่อความชื้นดี ในทิศทางตรงกันข้ามบริเวณปลายทั้งสองด้านที่มี
ที่สุดที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม จากการใช้เส้นใย ระยะห่างจากจุดกึ่งกลางเท่ากัน โดยมีวิธีการทดสอบ
ธรรมชาติจากปอ และตาล ในการผลิตอิฐดินดิบผสม ตามมาตรฐาน ASTM C78-02 [11]
ซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งมีอัตราส่วนผสมดัง
แสดงในตารางท่ี 1 3.3 การทดสอบความช้นื และการดดู ซึมน้ำ
การดูดซึมน้ำสามารถบอกถึงความคงทน การ
ตารางท่ี 1 อัตราส่วนผสมของอิฐดินดิบผสมซีเมนต์
เสรมิ เส้นใยธรรมชาติ (หนว่ ย: กิโลกรัมตอ่ ก้อน) ทดสอบการดูดซึมน้ำปกติให้แช่อิฐในน้ำเป็นเวลา 24
ชั่วโมง การดูดซึม หมายถึงอัตราส่วนระหว่างน้ำหนัก
อตั ราสว่ นที่ 1 2 3 4 ของน้ำที่มีอยู่หลังจากนำไปแช่น้ำต่อน้ำหนักอิฐ
ปูนซีเมนต์ 0.15 0.15 0.15 0.15 อบแหง้ นิยมบอกเปน็ เปอร์เซ็นต์ โดยมวี ิธีการทดสอบ
ตามมาตรฐาน ASTM C 67 [12]
ดิน 1.5 1.5 1.5 1.5
เส้นใย 0.037 0.083 0.11 0.15 4. ผลการศึกษา
ผลการทดสอบกำลังอัด กำลังต้านทานแรงดัด
โดยมีรายละเอียดวิธีการทดสอบกำลังอัด กำลัง
ตา้ นทานแรงดัด และการทดสอบความชน้ื และการดูด และการทดสอบความชื้นและการดูดซึมน้ำของอิฐดนิ
ซมึ น้ำ ดังต่อไปนี้ ดบิ ผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ มีผลการทดสอบ
ดังนี้
3.1 การทดสอบหากำลงั ต้านทานแรงอดั
การทดสอบหากำลังต้านทานแรงอัดทำไดโ้ ดยการ 4.1 ผลการทดสอบกำลังอดั
ผลการทดสอบกำลังอัดของอิฐดินดิบผสมซีเมนต์
กดหรืออัดแท่งทดสอบขนาดความกว้าง 10
เซนตเิ มตร ความยาว 20 เซนตเิ มตร และมีความหนา เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาตจิ ากปอ และผลการทดสอบกำลัง
5 เซนติเมตร ซึ่งบ่มชื้นตามระยะเวลาที่กำหนด อัดของอฐิ ดินดิบผสมซเี มนต์เสริมเสน้ ใยธรรมชาติจาก
จนกระทั่งแตก แล้วทำการคำนวณหาค่าความ ตาล โดยทำการทดสอบกำลังรบั แรงอัดโดยใช้ตัวอย่าง
ต้านทานแรงอดั ประลยั มหี น่วยเปน็ กก./ตร.ซม หรือ

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

206

CE48

ที่อายุ 7 14 และ 21 วัน ตามกราฟการเปรียบเทียบ
การรบั กำลังอดั ดังแสดงในรปู ท่ี 1 และรูปที่ 2

รปู ท่ี 1 กราฟการเปรียบเทียบการรบั กำลังอัดของอฐิ รปู ท่ี 3 กราฟการเปรียบเทียบการรบั กำลงั ตา้ นทาน
ดินดบิ ผสมซเี มนต์เสริมเส้นใยธรรมชาตจิ ากปอ แรงดดั ของอิฐดนิ ดบิ ผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ

จากปอ

รูปที่ 2 กราฟการเปรียบเทียบการรบั กำลงั อัดของอฐิ รปู ท่ี 4 กราฟการเปรยี บเทียบการรบั กำลังต้านทาน
ดนิ ดิบผสมซีเมนต์เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาติจากตาล แรงดัดของอิฐดินดบิ ผสมซีเมนต์เสริมเสน้ ใยธรรมชาติ

4.2 ผลการทดสอบหากำลังต้านทานแรงดัด จากตาล
ผลการทดสอบหากำลงั ต้านทานแรงดัดของอิฐดิน
4.3 ผลการทดสอบความชื้นและการดูดซึมน้ำ
ดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติจากปอ และผล ผลการทดสอบความชื้นและการดูดซึมน้ำของอิฐ
การทดสอบกำลังอัดของอิฐดินดิบผสมซีเมนต์เสริม
เส้นใยธรรมชาติจากตาล โดยทำการทดสอบกำลังรับ ดินดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติจากปอ และ
แรงอัดโดยใช้ตัวอย่างที่อายุ 7 14 และ 21 วัน ตาม ผลการทดสอบกำลังอัดของอิฐดนิ ดบิ ผสมซีเมนต์เสริม
กราฟการเปรยี บเทยี บการรับกำลงั อัดดังแสดงในรูปท่ี เส้นใยธรรมชาติจากตาล โดยทำการทดสอบกำลังรับ
3 และรูปท่ี 4 แรงอัดโดยใช้ตัวอย่างที่อายุ 7 14 และ 21 วัน ตาม
กราฟการเปรียบเทียบการรับกำลังอัดดังแสดง ผลใน
ตารางที่ 2 และตารางที่ 3 พร้อมกับกราฟในรูปที่ 5
และรูปที่ 6

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

207

CE48

ตารางที่ 2 การทดสอบความชื้นของอิฐดินดิบผสม ตารางที่ 3 การทดสอบความชื้นของอิฐดินดิบผสม

ซีเมนตเ์ สริมเส้นใยธรรมชาติจากปอ (เปอรเ์ ซน็ ต)์ ซเี มนต์เสริมเส้นใยธรรมชาตจิ ากตาล (เปอรเ์ ซน็ ต)์

อตั ราสว่ น 1 2 3 4 อตั ราสว่ น 1 2 3 4

ปรมิ าณ 2.5 5 7 10 ปริมาณ 2.5 5 7 10
เส้นใย เสน้ ใย

ปริมาณ 10 10 10 10 ปริมาณ 10 10 10 10
ปนู ซเี มนต์ ปูนซีเมนต์

ความชื้น 28.231 15.097 11.617 23.425 ความชื้น 28.479 21.773 11.617 25.425
ท่ี 7 วัน ที่ 7 วนั

ความช้นื 13.088 16.451 8.886 13.528 ความชื้น 17.906 22.195 10.827 21.561
ท่ี 14 วนั ท่ี 14 วนั

ความชน้ื 7.921 5.156 13.485 11.000 ความช้ืน 15.122 18.695 17.045 16.629
ท่ี 21 วนั ที่ 21 วัน

รปู ท่ี 5 กราฟการเปรยี บเทยี บการทดสอบความชื้น รูปท่ี 6 กราฟการเปรยี บเทียบการทดสอบความชื้น
ของอิฐดนิ ดิบผสมซีเมนต์เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาติจากป ของอฐิ ดนิ ดบิ ผสมซีเมนต์เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาติจาก

ตาล

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

5. สรุปผล 208
จากผลการศึกษาพบว่าการพัฒนาอิฐดินดิบผสม
CE48
ซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติ อิฐดินดิบผสมซีเมนต์
เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาติจากปอ มีความสามารถรับกำลัง 6. เอกสารอ้างองิ
ได้ดีกว่าเนื่องจากเส้นใยปอมกี ารเรียงตัวและกระจาย [ 1 ] Taylor CR. (2018). Building for free with
ตัวสม่ำเสมอต่างจากเส้นใยตาลที่จะจับตัวเป็นก้อน alternative natural materials. Available from:
เมื่อโดนน้ำ และเส้นใยปอยังดูดซึมน้ำนอ้ ยกว่าเส้นใย http//www.countrysidemag.com, access on
ตาล แต่อิฐดินดิบผสมซีเมนต์เสริมเสน้ ใยธรรมชาติทัง้ 24/10/2019.
2 เสน้ ใย สามารถรับกำลังอัดและดัดได้ตามมาตรฐาน [ 2 ] Benghida D. ( 2 0 1 5 ) . Adobe bricks: the
2 0 0 6 New Mexico Earthen Building Materials besteco-friendly building material. Advanced
Code และสามารถรับกำลังอัดและกำลังดัดได้ดีกว่า Materials Research 1005, pp. 386-390.
อฐิ ดินดบิ ในท้องตลาดทั่วไป เมอื่ นำคา่ มาเปรียบเทียบ [3] Lertwattanaruk P. and Tungsirisakul J. (2007).
พบว่าอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมในการผลิตอิฐดินดิบ Effect of natural materials on properties of adobe
ผสมซีเมนตเ์ สริมเสน้ ใยธรรมชาติ คืออัตราสว่ นผสมท่ี brick for earth construction. Journal of
3 คือ ผสมเส้นใย 7% และปูนซีเมนต์ 10% โดย Architectural/Planning Research and Studies,
สามารถรับกำลังอัดและกำลังดัดได้สูงกว่ามาตรฐาน Vol. 5(1) pp. 187-199.
2 0 0 6 New Mexico Earthen Building Materials [ 4 ] Lertwattanaruk P, and Choksiriwanna J.
Code คือต้องมีค่ากำลังอัดไม่น้อยกว่า 21 ksc และ (2011). The physical and thermal properties of
ค่ากำลังดัดไม่น้อยกว่า 3.5 ksc หรือเมื่อเปรียบเทียบ adobe brick containing bagasse for earth
กับมาตรฐานกรมชลประทาน (2562). มาตรฐานอิฐ construction. Built, Vol. 1(1) pp. 54-61.
ดินดิบ ซึ่งกำหนดว่าอิฐดินดิบ 1 ก้อน มาตรฐาน [5] Kumar S. (2002). A perspective study on fly
กำหนดว่าจะต้องรับแรงอัดได้ไม่ต่ำกว่า 21 กิโลกรัม ash–lime– gypsum bricks and hollow blocks
ต่อตาราง-เซนติเมตร และสำหรับผลการศึกษา for low cost housing development.
คุณสมบัติการดูดซึมน้ำอิฐดนิ ดิบผสมซีเมนต์เสริมเส้น Construction and Building Materials, Vol. 16(8)
ใยธรรมชาติจากตาลมีคา่ การดดู ซมึ น้ำสูงกวา่ อิฐดินดิบ pp. 519-525.
ผสมซีเมนต์เสรมิ เสน้ ใยธรรมชาตจิ ากปอและอิฐดินดิบ [ 6 ] Lingling X., Wei G., Tao W., and Nanru Y.
ในท้องตลาด จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าอิฐดินดิบ (2005). Study on fired bricks with replacing
ผสมซีเมนต์เสริมเส้นใยธรรมชาติสามารถใช้เป็นวัสดุ clay by fly ash in high volume ratio.
ทดแทนที่มีประสิทธภิ าพ Construction and Building Materials, Vol. 19(3)
pp. 243-247.
[7] พุฒิพัทธ์ ราชคำ และ ธีรวัฒน์ สินศิริ (2559).
คุณสมบัติของอิฐดินเหนียวมวลเบาผสมเถ้าลอย และ
แ ค ล เ ซ ี ย ม ไ ฮ ด ร อ ก ไ ซ ด์ , ว า ร ส า ร ว ิ ช า ก า ร
วศิ วกรรมศาสตร์ ม.อบ., หน้า 70 – 82.

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

209 CE48

[8] ชูศักด์ิ คีรีรัตน์ และ สุธน รุ่งเรือง (2562). การ
พฒั นากอ้ นอิฐดนิ ดิบผสมใบกลว้ ยและขุยมะพร้าวเพ่ือ
เป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับบ้านดิน, วารสาร
วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ล้านนา, หน้า 8 – 15.
[9] นราธิป ทับทัน (2557). การพัฒนาอิฐดินน้ำหนัก
เบาจากวัสดุเส้นใยธรรมชาติเพื่อสร้างวัสดุทางเลือก
ผนงั อาคาร, วารสารวจิ ัย มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลตะวันออก, หน้า 41 – 50.
[10] American Society for Testing and Materials.
(2016). ASTM C39 Standard Test Method for
Compressive Strength of Cylindrical Concrete
Specimens. West Conshohocken, PA.
[11] American Society for Testing and
Materials. (2011). ASTM C78-02. Standard Test
Method for Flexural Strength of Concrete.
Annual Book of ASTM Standards.
[12] American Society for Testing and Materials.
(2011). ASTM C 67 Standard Test Methods for
Sampling and Testing Brick and Structural Clay
Tile. Annual Book of ASTM Standards, 4(11).

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

210

CE49

การจัดตารางเวลาเดินรถสองแถวในเขตเทศบาลเมอื งนครราชสีมา
กรณีศกึ ษา จุดจอดรถคลังพลาซ่าใหมแ่ ละวดั พายพั

Scheduling of the minibus in Nakhon Ratchasima Municipality:
a case study of new Klangplaza and Payup temple bus stop

ศภุ กฤต พร้วิ ไธสง1,*, สงวน วงษช์ วลติ กลุ 2 และ มารตุ โคตรพนั ธ์2

1 หลกั สตู รวศิ วกรรมศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าการจดั การงานวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั วงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา 30000
2 หลักสูตรสาขาวิชาการจัดการงานวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั วงษช์ วลิตกลุ นครราชสมี า 30000

*ผู้ตดิ ต่อ: *[email protected], 0922693643

บทคดั ย่อ
งานวิจยั นม้ี งุ่ เน้นศกึ ษาถึงแนวทางการปรบั ปรุงคณุ ภาพการใหบ้ ริการของรถสองแถวโดยการบริหารจัดการเดินรถ

ให้มีจำนวนรถ ความถี่ในการปล่อยรถที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองจราจรเพื่อเปรียบเทียบ
ระหวา่ งผลที่ได้จากการสำรวจจริงกับการจำลองสถานการณ์ ผลการวจิ ัยพบว่า ตรงบรเิ วณจุดจอดรถคลังพลาซ่าใหม่และ
จดุ จอดรถวัดพายัพนน้ั ผลการเปรยี บเทยี บเวลาเฉล่ยี รวมท้งั ระบบและจำนวนรถทว่ี ิ่งเข้ามาทั้งหมดของระบบงานเดิมกับ
ระบบงานใหม่ คอื เวลาเฉลีย่ รวมของระบบงานใหม่ ใช้เวลาเฉลย่ี รวมนอ้ ยกว่าระบบงานเดมิ และมีจำนวนรถที่ว่ิงให้บริการ
มากกว่าระบบงานเดิมซ่ึงจะช่วยให้มีระยะเวลาการปล่อยรถในแตล่ ะเส้นทางท่ีแนน่ อน ชว่ ยเพ่มิ ปริมาณเที่ยวว่ิงในช่ัวโมง
เรง่ ด่วนสร้างความรวดเรว็ และความพึงพอใจให้กับประชาชนอีกดว้ ย
คำสำคญั : การจำลองสถานการณ์ รถสองแถว โปรแกรมอารนี า่

Abstract
This research focuses on the study of ways to improve the service quality of minibuses by

managing the number of vehicles. The appropriate frequency of release of the car is effective. By
applying the traffic model to compare between the results of the real survey and the simulation. The
results of the research at the Klangplaza and Payup temple bus stop are compared, the total average
time of system and the total number of buses coming from the old system and the new system found
that the total average time of the new system takes less average time than the previous system. And
there are more cars that run the service than the original system and get the release period for each
exact route. Helps increase the number of trips in rush hours, creating speed in service and satisfaction
for the people as well.
Keywords: Simulation, Minibus, Arena

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

211

CE49

1. บทนำ จำนวนมากทำให้เกดิ แถวคอยท่ีลน้ ออกช่องรอเลี้ยวจึง
ปัจจุบันในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมาที่มีการ เปน็ จุดทอ่ี ันตรายจดุ หนง่ึ ที่อาจเกดิ อบุ ตั ิเหตขุ ึ้นได้ และ
ในปี พ.ศ. 2568 ตรงบริเวณถนนเส้นนี้จะมีรถขนส่ง
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอยา่ งมากส่งผลให้ มวลชนนครราชสมี าระบบรถไฟฟา้ รางเบา (LRT) สาย
ปริมาณจราจรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่าน สีเขียว [2] วิ่งผ่านและมีสถานีรถไฟฟ้าตั้งอยู่บริเวณ
มา แต่การจัดการระบบจราจรนั้นยังไม่ทันสมัยและ ใกล้เคียงอีก 4 สถานี การให้บริการรถสองแถวจึงมี
ปรับตัวไม่ทันต่อสภาพการจราจรในปัจจุบัน โดย บทบาทสำคัญในการเคลื่อนย้ายคนจากจุดจอดรถไป
ปัญหาจราจรในเขตเมืองส่วนใหญ่เกิดจากความไม่ สง่ ยังสถานีตา่ งๆ ของรถไฟฟา้ รางเบา
ส ม ด ุ ล ข อ ง ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร ก า ร เ ด ิ น ท า ง ม า ก ก ว่ า
ความสามารถของระบบขนส่งที่มีอยู่จะรองรับได้ ซ่ึง ดังนั้นการศึกษานี้ จึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงแนว
เกิดขึ้นกับตัวเมืองที่มีประชากรอยู่กันอย่างหนาแนน่ ทางการปรับปรงุ คุณภาพการใหบ้ รกิ ารของรถสองแถว
และมีการใช้รถเป็นพาหนะในการเดินทางขนส่ง โดยการบริหารจดั การเดนิ รถให้มีจำนวนรถ ความถี่ใน
ตลอดเวลา จากการศกึ ษาเร่อื งความสามารถใหบ้ ริการ การปล่อยรถที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ และคำนึงถงึ
รถสองแถวต่อความต้องการของประชาชนในพื้นท่ี คุณภาพของการบริการที่ผู้โดยสารจะได้รับโดยใช้
บรเิ วณสถานีรถไฟรางคใู่ นอนาคตของ ศภุ กฤต พริว้ ไธ ต้นทุนในการเดินรถของผู้ประกอบการน้อยสุด โดย
สง [4] ซึ่งทำการสำรวจตรงบริเวณหน้าสถานีรถไฟ ประยุกตใ์ ชแ้ บบจำลองจราจรในการหารูปแบบการจัด
จังหวัดนครราชสีมา โดยพิจารณาจากข้อมูลปริมาณ ตารางเดินรถสองแถวที่เหมาะสมของแต่ละช่วงเวลา
ผู้โดยสารบนรถที่ส่งผลต่อความแตกต่างของเวลาใน ซึ่งจะเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมที่ได้เก็บข้อมูลใน
ชั่วโมงเร่งด่วนและช่วงเวลาปกติ ซึ่งผลการศึกษา ภาคสนาม
ชี้ให้เห็นว่า การให้บริการของรถสองแถวในช่วงเวลา
ชั่วโมงเร่งด่วนทั้งเที่ยวขาเข้าเมืองและออกนอกเมือง 2. วัตถปุ ระสงค์
มีปรมิ าณผใู้ ช้บรกิ ารรถสองแถวเปน็ จำนวนมาก ส่งผล 2.1 เพื่อสร้างแบบจำลองเวลาในการเดินรถสอง
ให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการให้บริการและ
ความปลอดภัยในการเดินทางเพราะมีจำนวน แถวที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการรอคอย
ผู้โดยสารบางส่วนจำเป็นต้องยืนหรือหอ้ ยโหนตรงบัน รถในชัว่ โมงเร่งด่วนและชวั่ โมงปกติ
ใดทางขน้ึ รถซึ่งอาจก่อใหเ้ กิดอนั ตรายได้
3. วธิ ีดำเนินการวจิ ยั
ที่บริเวณจุดจอดรถคลังพลาซ่าใหม่และจอดรถ 3.1 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
คลังวัดพายัพซึ่งอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์คุณย่าโม
เส้นทางงสัญจรด้วยรถยนต์ตรงบรเิ วณน้ีจึงมคี วามคบั การเก็บข้อมูลตรงบริเวณจุดจอดรถสองแถว 2
คั่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีจุดตัดของถนนหลายจุด จุดคือที่ถนนด้านหน้าคลังพลาซ่าใหม่และถนน
ทำให้มีความไม่คล่องตัวในการจราจร กระแสจราจร ด้านหน้าวัดพายัพ ซึ่งทั้งสองจุดนี้จะมีจำนวนรถสอง
ในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเช้าและเย็นจะมีปริมาณ แถวแตล่ ะสายมารวมกนั เป็นจำนวนมากเน่ืองจากเป็น
จราจรที่วิ่งบนถนนราชดำเนินและถนนชุมพลเป็น จุดศูนย์กลางเมือง [1] และบริเวณด้านหน้าคลัง
พลาซ่าใหม่มีรถสองแถวมาบรรจบกันตรงจุดจอดน้ี

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

212

CE49

มากถึง 19 สายประกอบด้วยสาย 1, 2, 4, 5, 6, 7, อารีน่า (Arena) [5] กำหนดเกณฑ์ว่ารถคันไหนมา
10, 11, 12, 13, 14, 15, 18, 20, 1307, 4140,
4234, 4287 และ 4416 และบริเวณถนนหน้าวัด ก่อนไดร้ ับการบบริการกอ่ นคนั ไหนมาทีหลังได้รับการ
พายัพมีจำนวนรถสองแถว 11 สายประกอบด้วยสาย
5, 7, 8, 11, 15, 20, 1307, 4140, 4234, 4287 และ บริการทีหลัง (First In First Out) รถจะวิ่งเข้ามาใน
4416 แสดงดังรปู ที่ 1
ระบบทีละหนึ่งคัน และจะต้องรับบริการในระบบจน
รูปท่ี 1 จุดสำรวจข้อมูล
เสร็จไม่สามารถออกจากระบบก่อนที่จะสิ้นสุดการ
ถนนเส้นนีก้ ารเดินรถจะมลี ักษณะเปน็ แบบเดินรถ
ทางเดียว (One way) รอบอนสุ าวรยี ค์ ุณย่าโม ใชเ้ วลา บริการได้ โดยแบ่งการจำลองแบบแบ่งเส้นทาง
การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 7 วัน (23-29
พฤษภาคม 2563) โดยเข้าไปสังเกตุการณ์แบ่ง จากนนั้ ทำการออกแบบและสร้างโมเดลที่คำนวณจาก
ช่วงเวลาออกเปน็ 3 ชว่ งเวลาคอื ชว่ งเวลาเร่งด่วนเช้า
(07.00-08.30 น.) ช่วงเวลาปกติ (08.31-10.00 น.) คอมพิวเตอร์[6] เพอ่ื ให้ไดแ้ บบจำลองการขนส่งรถสอง
และชว่ งเวลาเรง่ ด่วนเยน็ (16.00-18.00 น.) และแบ่ง
การบันทึกเวลาออกเป็น 15 นาที ได้ทั้งหมด 20 แถวทม่ี ีระบบมากยิ่งขน้ึ
ช่วงเวลายอ่ ย
▪ ช่วงเวลาการปล่อยรถทเ่ี หมาะสม ในแต่ละ ก า ร ห า จ ำ น ว น ร อ บ ก า ร ป ร ะ ม ว ล ผ ล ซ้ ำ
ช่วงเวลาคือช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า ช่วงเวลาปกติ และ
ช่วงเวลาเรง่ ด่วนเย็น [7] ซ่ึงสามารถคำนวณได้ดังนี้ ( Replications) เ พ ื ่ อ ใ ห้ ผ ล ล ั พ ธ ์ ท ี ่ไ ด ้ จ า ก ก าร

ช่วงเวลาการปล่อยรถ = (ช่วงเวลาที่สำรวจ* ประมวลผลแบบจำลองสถานการณ์มีค่าความ
วัน)/(จำนวนรถสองแถวท่อี ยู่ในระบบท้งั หมดในแต่ละ
เส้นทางของแบบจำลอง) ผิดพลาดที่สามารถยอมรับได้หรือ Half width ไมเ่ กิน

3.2 การจำลองสถานการณ์ ค่าที่กำหนดจึงต้องมีการกำหนดรอบรอบการทำซ้ำ
โดยการนำเอาข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาใน
(Number of Replication) ในการประมวลผลให้
ข้างต้นมาวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมสร้างแบบจำลอง
สอดคล้องกับเงื่อนไข [3] สามารถคำนวณได้จาก

สมการ (1) ดังต่อไปน้ี

n@n0 h02 (1)
h2
โดยท่ี n คอื จำนวนรอบ (Replications)

n0 คือ จำนวนรอบของการประมวลผลครง้ั แรก
h คอื คา่ ความผิดพลาดท่ยี อมรบั ได้

h0 คอื คา่ ความผิดพลาดจากการประมวลผล

4. ผลการวิจยั
4.1 ผลการเกบ็ ขอ้ มลู เบือ้ งตน้

จากการสำรวจที่บริเวณจุดจอดด้านหน้าคลัง
พลาซ่าใหม่และจุดจอดด้านหน้าวัดพายัพ ผู้วิจัยได้
เก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-18.00 น. โดยแบ่ง
ออกเป็น 3 ช่วงเวลา เพ่อื นำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์
และหาช่วงการเดินรถและจำนวนรถที่เหมาะสม โดย

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

213

CE49

ใช้การจำลองสถานการณ์ ผลการเก็บข้อมูลของท้ัง (NOH) และช่วงเวลาเรง่ ดว่ นเย็น (ERH) ซงึ่ ระยะเวลา
สองจุดแสดงดงั ตารางที่ 1 และ 2 การมาถึงของรถเข้าสู่ระบบในลักษณะติดๆ กันด้วย
ตารางที่ 1 จำนวนเทย่ี วการเดนิ รถที่ว่งิ เข้ามาทงั้ หมด ระยะหา่ งแบบเอก็ โพเนนเชียล 2) Record car in คือ
บันทึกจำนวนรถทุกครั้งเมื่อรถสองแถวมาถึงจุดจอด
และเวลาเฉลี่ยรวมทั้งระบบ ณ จุดสำรวจคลงั 3) Assign start time คือ บันทึกเวลาที่รถมาถึงท่า
พลาซ่าใหม่ จอด ซึ่งใช้กำหนดระยะห่างของเวลาการปล่อยรถ
ต่อไป 4) Choose car time period คือ การตัดสินใจ
ตารางที่ 1 (ตอ่ ) เลือกช่วงเวลาการให้บริการของรถสองแถวให้
สอดคล้องกัน (5) Process time คือ ทำการแจกแจง
ตารางที่ 2 จำนวนเท่ยี วการเดนิ รถที่วงิ่ เข้ามาทั้งหมด ความน่าจะเป็นของระยะเวลาที่รถใช้วิ่งในแต่ละ
และเวลาเฉล่ียรวมทง้ั ระบบ ณ จุดสำรวจวดั ช่วงเวลา ซึ่งจะได้ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่รถใชว้ ิง่ 6)
พายัพ Hold for minibus คือ ช่วงเวลาที่รถหยุดรับส่ง
ผ้โู ดยสารในแต่ละสถานี 7) Record car out คอื เก็บ
ค่าข้อมูลจำนวนรถที่วิ่งออกจากจุดจอด 8) Record
flow time pass คือ เก็บค่าข้อมูลเวลาที่รถวิ่งออก
จากจุดจอด 9) Exit คือ เสร็จสิ้นกระบวนการจำลอง
ระบบและให้แสดงผลทางสถิติต่างๆ ดังรปู ท่ี 2

รปู ท่ี 2 โมเดลเส้นทางการเดินรถสองแถว
ในแต่ละชว่ งเวลา

4.2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ทเี่ ก่ยี วข้องในการเดินรถ 2) เปรยี บเทียบผลการจำลองของระบบ
สองแถว นำผลการจำลองทไ่ี ด้มาเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิม
ที่ได้จากการสำรวจทั้งสองจุดคือทีบ่ รเิ วณจดุ จอดคลงั
1) การสร้างแบบจำลองของการให้บริการรถสอง พลาซ่าใหม่และจุดจอดวัดพายัพ โดยทำการ
แถว เปรียบเทียบเป็นคู่ๆ ดังนี้ ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าเดิม
(MRH 1)กับช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าใหม่ (MRH 2) และ
การสร้างแบบจำลองโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ช่วงเวลาปกติเดิม (NOH 1)กับช่วงเวลาปกติใหม่
Arena version 16 ของการให้บรกิ ารรถสองแถว โดย (NOH 2) และช่วงเวลาเร่งด่วนเย็นเดิม (ERH 1)กับ
แบ่งเป็นโมดูลใหญ่ 9 โมดูล คือ 1) รถสองแถววิ่ง
ให้บริการในช่วงเวลาเรง่ ด่วนเช้า (MRH) ช่วงเวลาปกติ

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

ช่วงเวลาเร่งด่วนเย็นใหม่ (ERH 2) ของแต่ละสายการ 214
เดนิ รถสองแถว ดังรูปท่ี 3 ถึง 4
CE49
รูปท่ี 3 เปรียบเทยี บเวลาเฉล่ยี รวมทั้งระบบ
ของระบบงานเดิมกบั ระบบงานใหม่ จากการเปรียบเทียบเวลาเฉลี่ยรวมทั้งระบบและ
ณ จดุ จอดคลังพลาซ่าใหม่ จำนวนรถที่วิ่งเข้ามาทั้งหมด ดังรูปที่ 4 ที่บริเวณจุด
จอดวัดพายัพ จากกราฟสามารถอธิบายได้เหมือนกัน
จากการเปรียบเทียบเวลาเฉลี่ยรวมทั้งระบบและ กับรูปท่ี 3 เนื่องจากจำนวนรถสองแถวที่วิ่งเข้ามาใน
จำนวนรถที่วิ่งเข้ามาทั้งหมดของระบบงานเดิมกับ ระบบและเวลาเฉลย่ี รวมนั้นข้อมูลใกล้เคียงกับจุดจอด
ระบบงานใหม่ จากกราฟรูปท่ี 3 จะเห็นว่าเวลาเฉล่ีย คลงั พลาซ่าใหม่ เมื่อเปรยี บเทยี บข้อมูลจะเห็นว่าเวลา
รวมของระบบงานใหม่ ใช้เวลาเฉลี่ยรวมน้อยกว่า เฉลี่ยรวมของระบบงานใหม่ ใชเ้ วลาเฉล่ียรวมนอ้ ยกว่า
ระบบงานเดมิ ถึงแมอ้ าจจะเพ่มิ จำนวนรถสองแถวเข้า ระบบงานเดมิ ดงั น้นั ระบบงานใหม่ในจดุ จอดวดั พายพั
สู่ระบบขึ้นมาอีกเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็เพื่อทำให้การ จงึ มปี ระสทิ ธภิ าพมากกวา่ ระบบงานเดมิ
บริการมีความสอดคล้องเหมาะสมกับช่วงเวลาที่มี
ความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้นในช่วงเวลา สามารถคำนวณหาระยะห่างระหวา่ งรถสองแถวที่
ชั่วโมงเร่งด่วน ส่วนช่วงเวลาปกติแทบจะไม่มีการ เหมาะสมได้ ตัวอย่างเช่นรถสองแถวสาย 1 ผลจาก
เปลี่ยนแปลงข้อมูลมากนัก ดังนั้นระบบงานใหมใ่ นจุด การจำลองสถานการณ์ดังน้ี
จอดคลังพลา่ ใหม่จึงมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบงาน
เดิม และสามารถคำนวณหาช่วงเวลาการปล่อยรถ
ออกจากท่ารถที่เหมาะสมได้ ตัวอย่างเช่นรถสองแถว
สาย 5 ผลจากการจำลองสถานการณ์ดังนี้

รูปที่ 4 เปรยี บเทียบเวลาเฉลยี่ รวมทง้ั ระบบ 4.3 การทดสอบความถกู ต้องของแบบจำลองกบั ผล
ของระบบงานเดิมกับระบบงานใหม่ ท่เี กดิ ขน้ึ ในระบบงานจรงิ
ณ จดุ จอดวัดพายพั
ในการทดสอบความถูกต้องของแบบจำลอง
จ ะ ต ้ อ ง ท ำ ก า ร เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ ผ ล ท ี ่ ไ ด ้ จ า ก ก า ร รั น
แบบจำลองกับผลที่เกิดขน้ึ ในระบบงานจรงิ ถ้าผลท่ีได้
จากการรนั แบบจำลองและผลที่ไดจ้ ากระบบงานจริงมี
ค่าไม่แตกต่างกันในทางสถิติ จึงถือว่าการจำลองมี
ความถกู ต้อง สามารถใช้วเิ คราะหร์ ะบบงานจริงได้

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

215

CE49

ในที่นี้จะแสดงตัวอย่างการทดสอบทำการรัน การรันแบบจำลองมีค่าไม่แตกต่างจากผลที่ได้ใน
แบบจำลองเวลาเฉลี่ยรวมทั้งระบบของรถสองแถว ระบบงานจริง จึงสรปุ ไดว้ ่าแบบจำลองมีความถกู ตอ้ ง
สาย 1 จำนวน 10 รอบในระยะเวลา 7 วนั ดังตารางท่ี
3 และทำการทดสอบทางสถิติ เพื่อทดสอบว่าผลที่ได้ 5. สรุปและอภิปรายผลการวิจยั
จากการรันแบบจำลองมีค่าเท่ากับผลที่ได้จาก การวิจัยคร้งั นีเ้ ป็นการจำลองระบบการเดนิ รถสอง
ระบบงานจริง โดยตั้งสมมติฐานหลัก (H0) และ
สมมตฐิ านเลอื ก (H1) ดงั นี้ แถวในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา กรณีศึกษา จุด
จอดคลังพลาซ่าใหม่และจุดจอดวัดพายัพ เพ่ือ
H0 : m1 = m2 เปรยี บเทียบระหว่างผลทไ่ี ด้จากการสำรวจจริงกับการ
H1 : m1 ¹ m2 จำลองสถานการณ์ โดยแบ่งชว่ งเวลาการเก็บรวบรวม
และใช้การทดสอบแบบที กำหนดระดับความ ข้อมูลของการให้บริการรถสองแถวออกเป็น 3
เช่อื ม่ันที่ 95% ดังตารางที่ 4 ช่วงเวลาคือ ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า (07.00-08.30 น.)
ตารางท่ี 3 จำนวนรอบในการรันของเวลาเฉลีย่ รวมทัง้ ช่วงเวลาปกติ (08.31-10.00 น.) และชว่ งเวลาเร่งด่วน
ระบบของรถสองแถวสาย 1 เย็น (16.00-18.00 น.) บันทึกเฉพาะจำนวนรถและ
เวลารอคอยของแต่ละสายการเดินรถ จากนั้นนำ
ตารางที่ 4 ผลการทดสอบทางสถิติด้วยโปรแกรม ข้อมูลมาทำการวิเคราะห์หาช่วงการเดินรถและ
SPSS จำนวนรถที่เหมาะสม โดยสร้างแบบจำลองเส้นทาง
การเดินรถในช่วงเวลาต่างๆ ด้วยโปรแกรมอารนี ่า เพ่อื
ผลการทดสอบปรากฎว่า Sig. มีค่ามากกวา่ ระดับ จำลองสถานการณ์ ซง่ึ มรี ายละเอียดดงั น้ี
นัยสำคัญ .05 ของทุกช่วงเวลา แสดงว่าผลที่ได้จาก
1. ตรงบริเวณจุดจอดคลังพลาซ่าใหม่นั้น จากผล
การเปรียบเทียบเวลาเฉลี่ยรวมท้งั ระบบและจำนวนรถ
ที่วิ่งเข้ามาทั้งหมดของระบบงานเดิมคือ ข้อมูลที่ได้
จากการสำรวจ กับระบบงานใหม่คือ ผลที่ได้จากการ
จำลองดว้ ยอารนี า่ ดังรูปท่ี 3 พบวา่ เวลาเฉลย่ี รวมของ
ระบบงานใหม่ ใช้เวลาเฉลี่ยรวมน้อยกว่าระบบงาน
เดิม และใช้จำนวนรถเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงร้อยละ
4.09 ดังนั้นระบบงานใหม่ในจุดจอดคลังพล่าใหมจ่ ึงมี
ประสทิ ธภิ าพมากกวา่ ระบบงานเดมิ

2. ตรงบริเวณจุดจอดวัดพายัพนั้นจากผลการ
เปรยี บเทยี บเวลาเฉลี่ยรวมทัง้ ระบบและจำนวนรถที่วิ่ง
เข้ามาทั้งหมดของระบบงานเดิมกับระบบงานใหม่ ดัง
รูปที่ 4 พบว่าเวลาเฉลี่ยรวมของระบบงานใหม่ ใช้
เวลาเฉลี่ยรวมน้อยกว่าระบบงานเดมิ และใช้จำนวนรถ

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

เพิ่มขนึ้ เลก็ น้อยเพียงรอ้ ยละ 7.5 ดงั น้ันระบบงานใหม่ 216
ในจุดจอดวัดพายัพจึงมีประสิทธิภาพมากกว่า
ระบบงานเดมิ ดังนัน้ ในการดำเนินการจงึ ควรมีการนำ CE49
ตารางเวลาเดินรถสองแถวในเขตเทศบาลเมือง
นครราชสีมาใหม่มาใช้เพื่อช่วยให้ปริมาณเที่ยววิ่งใน [6] Train, K. (2002). Discrete Choice Methods
ชั่วโมงเร่งด่วนท่ีเหมาะสมและสรา้ งความรวดเรว็ และ with Simulation. MIT Press, UK.
ความพงึ พอใจต่อผมู้ าใช้บรกิ าร [7] Roger P. Roess, Elena S. Prassas, William R.
McShane (2 0 0 4 ) . Traffic Engineering (Third
Edition), Actuated Signal Control and
Detection (Chapter 20).

6. เอกสารอา้ งอิง
[1] แคทรียา นานอก (2559). แผนที่รถสองแถวเมือง
โ ค ร า ช , [ร ะ บ บ อ อ น ไ ล น์ ] , แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า
https://wekorat.com/2016/04/07/2-taew-
korat-map-download, เขา้ ดูเม่ือวันท่ี 6/05/2563.
[2] โครงการศึกษาแผนแม่บทจราจรและแผนแม่บท
พัฒนาระบบขนสง่ สาธารณะในเขตเมืองนครราชสีมา
(รายงานฉบับสมบูรณ์) (2560). นครราชสีมา,
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
(สนข.)รว่ มกบั มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี, ม.ป.ท.
[3] ปรัชภรณ์ เศรษฐเสถียร และกฤติยา เกิดผล
(2561). แบบจำลองเส้นทางการเดินรถขนส่ง
สาธารณะในมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี. วารสาร
มหาวทิ ยาลัยทักษณิ , 21 (1), หน้า 41-49.
[4] ศุภกฤต พริว้ ไธสง (2561). ความสามารถให้บรกิ าร
รถสองแถวต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
บริเวณสถานีรถไฟรางคู่ในอนาคต, การประชุม
วิชาการ SMART LOGISITCS CONFERENCE ครั้งที่
1, 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, มหาวิทยาลยั บูรพา ชลบุรี,
หนา้ 217-229.
[5] Kelton, D.W., Sadowski, R. P. and Sturrock,
D.T. (2 0 0 3 ) . Simulation with Arena. 3 rd ed.,
International Edition, McGraw-Hill, The
McGraw-Hill Company Inc.

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

217

CE50

แนวทางการอนุรกั ษเ์ รอื นพกั อาศัยพ้นื ถนิ่ ในพ้ืนท่ตี ำบลขนงพระ
อำเภอปากชอ่ ง จังหวดั นครราชสีมา

The Conservation Guidelines for Vernacular House in Khanong Phra Sub District,
Pak Chong District, Nakhon Ratchasima Province

ศราวฒุ ิ ใจอดทน1,*

1 คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
ทีอ่ ยู่ 340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมอื ง อำเภอเมือง จงั หวดั นครราชสมี า 30000

*ผ้ตู ิดต่อ: [email protected], 086-8654578

บทคดั ย่อ
การศึกษาวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษารูปแบบของเรอื นพักอาศยั พ้ืนถิน่ คุณค่าของเรือนพักอาศัยพ้ืนถ่ิน

ปจั จัยทมี่ ีผลตอ่ การคงอยู่ของเรอื นและการรักษารูปแบบทางสถาปตั ยกรรมตามแบบแผนดง้ั เดิม และแนวทางการอนรุ ักษ์
เรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นในพ้ืนท่ีตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ และ
เคร่อื งมอื วจิ ัย คอื การสำรวจภาคสนาม การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ และการสนทนากลุม่ กล่มุ เปา้ หมาย คือ เรอื นพ้ืนถิ่น จำนวน
3 หลัง และผใู้ หข้ ้อมลู สำคัญ จำนวน 14 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวเิ คราะหเ์ นื้อหา ผลวิจัยพบว่า เรือนพักอาศัยพ้ืน
ถน่ิ มี 2 รูปแบบ คือ เรือนหลังคาปนั้ หยามมี ขุ และเรอื นหลังคาป้ันหยามะนลิ า ซ่ึงนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่มี ีคุณค่า
แต่พบว่า มีปัจจัย 3 ด้านที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของเรือนและการรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมด้ังเดิม คือ 1) ด้านการ
เปล่ียนแปลงของวิถีชีวิตของคนในพ้ืนท่ี 2) ด้านความรู้ในการบูรณะและฟ้ืนฟูเรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นให้คงคุณค่า และ 3)
ดา้ นการตระหนักถึงคณุ ค่าของเรือนพักอาศัยพื้นถ่ิน และสามารถเสนอแนวทางการอนุรักษ์เรอื นพักอาศยั พ้ืนถิ่นในพ้ืนที่
ตำบลขนงพระได้ 2 แนวทาง คอื 1) แนวทางการอนุรักษ์เรือนพักอาศัยเพ่ือให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และ 2) แนว
ทางการอนรุ กั ษ์เรือนพักอาศยั เพื่อส่งเสรมิ การทอ่ งเที่ยวทางวัฒนธรรม จากการศึกษาคร้ังนี้ชมุ ชนสามารถนำผลการศกึ ษา
ไปใช้ในการส่งเสริมการอนรุ ักษส์ ถาปตั ยกรรมพนื้ ถ่นิ ของชุมชน และคนรนุ่ หลงั สามารถเรียนรแู้ ละตระหนกั ถึงความสำคัญ
ของมรดกทางวฒั นธรรมท่มี คี ณุ คา่ ต่อไป
คำสำคญั : แนวทางการอนรุ ักษ์ เรอื นพักอาศยั พ้ืนถนิ่ ตำบลขนงพระ

Abstract
The objectives of this research were to study the types of vernacular houses, the value of

vernacular houses, the factors affecting the existence of vernacular houses, preserving the traditional
architectural styles and the conservation guidelines for vernacular house in Khanong Phra sub district,
Pak Chong district, Nakhon Ratchasima province. This study was a qualitative research and the
research instruments include: fieldwork survey, semi structure in-depth interview and focus group
discussion. The target groups were including with 3 vernacular houses and 14 key Informants. The data

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

218

CE50

was analyzed using content analysis. The results of the study were: The 2 Types of vernacular houses
were hip roof with gable roof style and hip gable roof style. Which are valuable cultural heritage but
found the factors affect to the existence of vernacular houses and preserving the traditional
architectural styles were 3 factors include: 1) Changes of local people lifestyle 2) Knowledge of
Rehabilitation vernacular houses to preserving the values and 3) Realized the value of vernacular
houses. The research proposes conservation guidelines for vernacular house in Khanong Phra sub
district were 2 ways include: 1) Conservation guidelines for houses to cultural heritage and 2)
Conservation guidelines for houses to promote cultural tourism. This study the community could be
used the results to promoting the conservation for vernacular architecture of the community, and
new generations could be learn and realize the importance of valuable cultural heritage for further.
Keywords: Conservation Guidelines, Vernacular House, Khanong Phra Sub District

1. บทนำ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2507 คนจันทึกในพื้นที่ตำบล
สถาปัตยกรรมพื้นถ่ินประเภทท่ีพักอาศัยหรือที่ ลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว ต้องย้ายถิ่นฐานเน่ืองจากมี
การก่อสร้างเขื่อนลำตะคองในบริเวณท่ีอยู่อาศัยเดิม
เรยี กวา่ “เรือนพื้นถน่ิ ” หรือ “เรือนพกั อาศัยพ้ืนถ่ิน” ทางหน่วยงานรัฐจึงขอให้ชาวบ้านในพื้นท่ีก่อสร้าง
สามารถสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านกระบวนการ เข่ือนย้ายถ่ินฐาน [3] ซึ่งชาวบ้านส่วนหน่ึงได้ย้ายเข้า
แก้ปัญหาจนเกิดความเช่ียญชาญ และถูกถ่ายทอดสืบ มาต้ังถิ่นฐานในพื้นที่ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง
ต่อกันมา แสดงถึงเอกลักษณ์ วิถีชีวิต และความเชื่อ และตอ่ มาจึงมีคนจากหลากหลายพืน้ ท่ไี ดอ้ พยพเข้ามา
ของคนในทอ้ งถ่นิ นน้ั ๆ ได้ และสถาปัตยกรรมพื้นถ่ินท่ี ตั้งถ่ินฐานจนเกิดรูปแบบวิถีชีวิต และวัฒนธรรม
อยู่ในสภาพภูมิประเทศและภูมอิ ากาศเดียวกันมักจะมี ร่วมกันของคนในท้องถ่ินจนถึงปัจจุบัน และชุมชน
สถาปัตยกรรมที่คล้ายคลงึ กัน [1] จึงถือได้วา่ เรือนพัก ตำบลขนงพระมีเรือนพักอาศัยพ้ืนถ่ินท่ีเป็นมรดกทาง
อาศัยพ้ืนถ่ินเป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่า และเป็น วัฒนธรรมท่ียังคงหลงเหลือ แต่ประสบปัญหาด้าน
ม ร ด ก ท า ง วั ฒ น ธร ร ม ข อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น ที่ ค ว ร ค่ าแ ก่ ก า ร สถานภาพการคงอยู่ของเรือนพักอาศัยพื้นถ่ิน อีกทั้ง
อนุรกั ษ์ไวใ้ หด้ ำรงคงอยู่สืบไป ยังขาดการดูแลรักษาให้เรือนคงรูปแบบดั้งเดิม ส่งผล
ให้เรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นในพ้ืนท่ีตำบลขนงพระถูกลด
ต ำบ ล ข น งพ ร ะ อ ำเภ อ ป าก ช่ อ ง จังห วั ด คุณค่าลง และยังแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนขาดการ
นครราชสีมา มีประวัตศิ าสตร์การต้ังถนิ่ ฐานตงั้ แต่ก่อน ตระหนกั ถึงความสำคัญของการอนรุ กั ษส์ ถาปตั ยกรรม
ปี พ.ศ. 2417 โดยมีกลุ่มคนอพ ยพจากจังหวัด พื้นถน่ิ ท่มี ีคุณคา่
นครนายกท่ีอยู่ในเขตป่าเขาใหญ่ในปัจจุบันได้เข้ามา
ต้ังถ่ินฐานริมลำน้ำลำตะคอง (บริเวณขนงพระใต้ใน บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เร่ือง
ปัจจุบัน) รวมกลุ่มกันและตั้งถ่ินฐานเป็นหมู่บ้าน [2] การศึกษาเรือนพักอาศัยและภูมิปัญญาการสร้างเรือน
จากน้ันในปี พ.ศ. 2488 กลุม่ คนจนั ทึกได้อพยพเขา้ มา ของกลุ่มคนจันทึกในตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง
เพ่ื อ ห าพ้ื น ท่ี ท ำ ม าห า กิ น ด้ ว ย ก า ร ท ำ เก ษ ต ร ก ร ร ม

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

219

CE50

จังหวัดนครราชสีมา และมีวัตถุประสงค์เพ่ือนำเสนอ ตามแบบแผนดั้งเดิม และแนวทางการอนุรักษ์เรือน
ผลการศึกษารูปแบบของเรือนพักอาศัยพ้ืนถ่ิน คุณค่า พักอาศัยพ้ืนถิ่นในพนื้ ทต่ี ำบลขนงพระ
ของเรือนพักอาศัยพื้นถิ่น ปัจจัยท่ีมีผลต่อการคงอยู่ 3. รูปแบบของเรอื นพกั อาศัยพื้นถ่นิ ตำบลขนงพระ
ของเรือนและการรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรม
ตามแบบแผนด้ังเดิม และแนวทางการอนุรักษ์เรือน แรกเริ่มของการเข้ามาต้ังถ่ินฐานในพื้นที่ตำบล
พกั อาศัยพนื้ ถ่ินในพน้ื ที่ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง ขนงพระมีการสร้างท่ีพักอาศัยอยู่กันอย่างง่ายๆ ก็คือ
จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้ชุมชนสามารถนำผล “เรือนพักอาศัยชั่วคราว” หรือ “เรือนเคร่ืองผูก” แต่
การศึกษาไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เมื่อการอยู่อาศัยนานวันข้ึนและมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐาน
ต่อไป เพิ่มมากขึ้น จงึ มีการสร้างที่พักอาศัยท่ีมีรูปแบบม่ันคง
2. วธิ กี ารดำเนนิ การวจิ ัย แข็งแรงขึ้นจนเป็นเรือนพักอาศัยพื้นถิ่นในพ้ืนที่ตำบล
ขนงพระ และในปัจจุบันเรือนพักอาศัยพื้นถ่ินในพ้ืนที่
การศึกษาคร้ังน้ี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วย มีจำนวนลงน้อยลงไป โดยจากการศึกษาสามารถ
วิธี ก ารส ำร ว จ ภ าค ส น าม (Field Survey) ก าร จำแนกเรือนพักอาศัยพื้นถิ่นในตำบลขนงพระได้ 2
สัมภาษณ์เชิงลึกแบบก่ึงโครงสร้าง (Semi Structure รูปแบบ คอื
In-Depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus 3.1 เรือนหลังคาป้ันหยามีมุข เป็นเรือนไม้จริงยกใต้
Group Discussion) โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ถุนสูง ประกอบด้วยส่วนหลัก 3 ส่วน คือ เรือนนอน
จากเรือนพื้นถิ่นในพื้นท่ีตำบลขนงพระ อำเภอปาก ชาน และเรือนครวั โดยส่วนเรือนนอนมีขนาด 3 ห้อง
ช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3 หลัง โดยเป็น ตัวเรือนวางในลักษณะยาวตามตะวัน ผงั พ้ืนเรอื นส่วน
เรือนพ้ืนถ่ินที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมท่ียังคง ห้องนอนและพืน้ ที่นอนเป็นรปู ตวั แอล (L) ส่วนหลังคา
ลั ก ษ ณ ะ ด้ั ง เดิ ม แ ล ะ ผู้ ให้ ข้ อ มู ล ส ำคั ญ (Key เรือนนอนมีลักษณะทรงป้ันหยามีมุขจั่ว เป็นรูปแบบ
Informants) จำนวน 14 คน ซ่ึงเป็นผู้ที่มีความ เรือนท่ีรับอิทธิพลมาจากรูปแบบบ้านพักข้าราชการ
เกยี่ วขอ้ งกับเรอื นพักอาศยั พ้ืนถิ่น ทราบข้อมูลประวัติ ในช่วงท่ีมกี ารกระจายอำนาจส่ทู ้องถ่ิน ซึ่งเป็นรูปแบบ
ของชุมชน หรือเป็นผู้ท่ีมีบทบาทความสำคัญในชุมชน ท่ีมีอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมตะวนั ตก [4] มีพ้ืนท่ี
และในหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเลือกด้วย โถ ง ต่ อ จ า ก ห้ อ ง น อ น มี ร ะ ดั บ พื้ น ล ด ล ง ต่ ำ ก ว่ า พื้ น
วิ ธี แ บ บ เจ าะ จ ง (Purposive sampling) ได้ แ ก่ ห้องนอน ส่วนชานต่อจากพ้ืนที่โถงมีระดับพ้ืนลดลง
เจ้าของเรือน จำนวน 3 คน ตัวแทนองค์การบริหาร จากระดับพ้ืนของพ้ืนท่ีโถง มีหลังคาลักษณะเป็นเพิง
ส่วนตำบลขนงพระ จำนวน 2 คน และผู้นำชุมชน/ หมาแหงนคลมุ ยาวลงมาตัง้ แตพ่ ้ืนท่ีโถง และสว่ นเรือน
ตัวแทนชุมชน/ผู้สูงอายุ จำนวน 9 คน และวิเคราะห์ ค รั ว แ ย ก อ อ ก ม า เช่ื อ ม ต่ อ ด้ ว ย ช า น กั บ เรื อ น น อ น
ผลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) หลังคาเรือนครวั เปน็ ลักษณะทรงจ่ัว ฝาผนังของเรือน
ในประเด็นรูปแบบของเรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่น คุณค่า จะเป็นลักษณะตีแนวนอน บานประตูและหนา้ ต่างจะ
ของเรือนพักอาศัยพื้นถิ่น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ เป็นบานไม้เน้ือแข็ง ช่องระบายอากาศมีทั้งการตี
ของเรือนและการรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรม ระแนงแนวตั้งเหนือฝาผนัง เป็นลักษณะหน้าต่างที่
เป็นฝาไหล และฝาผนังตีแนวตั้งเว้นช่องสำหรับ

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ระบายอากาศในส่วนครัว หลังคาเรือนจะมุงด้วย 220
สงั กะสี (ดังรปู ท่ี 1-2)
3.2 เรือนหลังคาปั้นหยามะนิลา เป็นเรือนไม้จริงยก CE50
ใตถ้ ุนสงู ประกอบด้วยส่วนหลัก 4 ส่วน คือ เรอื นนอน
เรือนโถงกลาง ชาน และเรือนครัว โดยส่วนตัวเรือน รูปท่ี 1 ผังพ้ืนเรือนหลังคาป้ันหยามีมุขในพื้นท่ีตำบล
นอนมีขนาด 3 ห้อง ตัวเรือนวางในลักษณะยาวตาม ขนงพระ ของคุณยายอุลยั บญุ มา
ตะวัน ห้องนอนยาวตลอดตวั เรอื นมีฝาผนังก้ัน มีพ้ืนที่
โถงยาวตลอดตัวเรือนต่อจากห้องนอนมีฝาผนังก้ัน รูปท่ี 2 เรือนหลังคาปั้นหยามีมุขในพื้นท่ีตำบล
โดยรอบ มีระดับพืน้ เท่ากับห้องนอน และหลงั คาเรอื น ขนงพระ ของคณุ ยายอุลัย บุญมา
นอนมีลักษณะทรงป้ันหยามะนิลา ส่วนตัวเรือนโถง
กลางวางต่อจากเรือนนอน พื้นที่ภายในมีท้ังลักษณะ
เปน็ พ้ืนที่โล่งไมม่ ีฝาผนงั ก้ันและบางหลังจะเป็นพืน้ ที่ที่
มีฝาก้ันเป็นห้อง ระดับพื้นตำ่ กว่าพ้ืนเรือนนอน และมี
หลังคาทรงปั้นหยามะนิลาเหมือนกับเรือนนอน ส่วน
ชานต่อจากพื้นที่เรือนโถงกลาง มีระดับพื้นต่ำกว่าพ้ืน
เรือนโถงกลาง และส่วนเรือนครัวจะแยกออกมา
เช่ือมต่อด้วยชานกับเรือนโถงกลาง ระดับพ้ืนระดับ
เดียวกันกับชาน และมีหลังคาทรงจวั่ ซ่ึงการวางพื้นที่
ใชส้ อยของเรือนเป็นลักษณะเรือนทีม่ ีพ้ืนที่ใช้สอยแยก
ออกจากเรือนใหญ่ หรือแยกเรือนออกมาและมีชาน
เป็นตัวเชือมกับเรือนใหญ่ [5] ฝาผนังของเรือนส่วน
ใหญจ่ ะเป็นลกั ษณะตแี นวนอน และบางหลงั จะเป็นฝา
ตีแบบผสม (ตีแนวนอนช่วงล่างและตีแนวตั้งช่วงบน)
บานประตูและหน้าต่างจะเป็นบานไม้เน้ือแข็ง เหนือ
ช่องหน้าต่างเรือนจะมีช่องแสงกระจก ช่องระบาย
อากาศมีท้ังการตีระแนงแนวตั้งเหนือฝาผนัง และฝา
ผนงั ตแี นวต้ังเว้นช่องสำหรบั ระบายอากาศในส่วนครัว
หลังคาเรือนจะมุงดว้ ยสงั กะสี (ดังรูปที่ 3-4)

รูปท่ี 3 ผังพื้นเรือนหลังคาปั้นหยามะนิลาในพ้ืนที่
ตำบลขนงพระ ของคณุ ยายสมยั เสยี จนั ทึก

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

221

CE50

รูปที่ 4 เรือนหลังคาป้ันหยามะนิลาในพ้ืนที่ตำบล สามารถสะท้อนลักษณะวิถีชีวิตของคนในพื้นท่ีท่ีมี
ขนงพระ ของคณุ ยายสมัย เสียจันทึก ความสมั พันธก์ บั พืน้ ท่ใี ชส้ อยของเรือน
4.4 ด้านสังคม เรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นในพ้ืนท่ีตำบล
4. การวิเคราะหค์ ณุ คา่ ของเรอื นพกั อาศยั ขนงพระเป็นเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มคน
จากการเก็บข้อมูลสามารถนำมาวิเคราะห์คุณค่า จันทึกและของคนทุกคนในพ้ืนที่ตำบลขนงพระ ที่
สามารถสะท้อนถึงเร่ืองราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต
ของเรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นตามแนวคิดการแบ่งคุณค่า ความเช่ือ และวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาจากอดีต
มรดกทางวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับอาคารเก่า 4 ด้าน [6] จนถงึ คนรนุ่ หลงั ในปัจจุบนั
สามารถอธบิ ายได้ดังนี้ 5. ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการคงอยู่ของเรือนและการ
4.1 ด้านสุนทรียภาพ เรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นในพ้ืนที่ รัก ษ ารู ป แ บ บ ท า ง ส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ต าม แ บ บ แ ผ น
ตำบ ลขน งพ ระ สามารถแสดงถึงรูป แบ บ ท าง ดง้ั เดิม
สถาปัตยกรรมพ้ืนถ่ินท่ีสะท้อนเอกลักษณ์ สัดส่วน
รูปทรง ขนาดพื้นท่ีใช้สอยที่สอดคล้องกับการดำเนิน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของเรือนและ
วถิ ีชีวิตของคนในพื้นท่ี และรายละเอียดองค์ประกอบ การรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามแบบแผน
อาคาร รวมถึงภูมิปัญญาพื้นถิ่นในการก่อสร้างท่ี ด้งั เดมิ ของเรอื นพักอาศัยพื้นถิน่ ในพ้ืนท่ตี ำบลขนงพระ
น่าสนใจและควรค่าแกก่ ารอนรุ ักษ์ สามารถสรุปสาเหตุได้ 3 ด้าน คอื
4.2 ด้านประวัติศาตร์ เรือนพักอาศัยพ้ืนถ่ินที่ 5.1 ด้านการเปล่ียนแปลงของวิถีชีวิตของคนใน
ทำการศึกษามีประวัติศาสตร์ที่เก่ียวข้องกับการต้ังถิ่น พ้ืนที่ จากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี สภาพ
ฐานของกลุ่มคนจันทึกในพ้ืนท่ีตำบลขนงพระในยุค เศรษฐกิจและสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไป และรูปแบบส
เร่ิมแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ีสามารถอธิบายได้ว่าเรือน ถาปัตกรรมท่ีมีความสมัยใหม่ รวมถึงการเข้ามาต้ังถิ่น
ทั้งหมดเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ฐานของคนนอกพื้นท่ีเพิ่มมากข้ึน ซึ่งส่งผลต่อการ
ตำบลขนงพระ เป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง รู ป แ บ บ ที่ พั ก อ า ศั ย แ ล ะ
4.3 ด้านวิทยาการและการศึกษา สามารถแสดงให้ สภาพแวดล้อมโดยล้อมที่พักอาศัยของคนจันทึกใน
เห็นได้ว่าเป็นแหล่งองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาด้าน พื้นท่ีตำบลขนงพระ รวมถึงภูมิปัญาในการก่อสร้างที่
สถาปัตยกรรมพ้ืนถ่ินที่สำคัญ ทั้งในด้านรูปแบบทาง กำลังจะสูญหายไป [4]
สถาปตั ยกรรมพนื้ ถนิ่ ดา้ นภมู ิปญั ญาการกอ่ สร้าง และ 5.2 ด้านความรู้ในการบูรณะและฟื้นฟูเรือนพัก
อาศัยพื้นถ่ินให้คงคุณค่า เจ้าของเรือนหรือช่างที่ทำ
การซ่อมแซมปรับปรุงต่อเติมโดยไม่ได้คำนึงถึงการ
รักษาคณุ ค่าทางสถาปตั ยกรรม และขาดความรใู้ นการ
อนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถ่ิน จึงส่งผลให้รูปแบบทาง
สถาปัตยกรรมมีการเปล่ียนแปลงไปจากดั้งเดิมและ
เป็นการลดคณุ ค่าของสถาปัตยกรรมพื้นถ่ิน ซึ่งปัญหา
การอนุรักษ์อาคารเก่าสาเหตุหนึ่งเกิดจากเจ้าของ

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

อาคารเก่าไม่รู้ถึงขั้นตอนในการซ่อมแซมอาคาร 222
อนุรกั ษ์ และชา่ งมขี อ้ จำกัดดา้ นฝีมือและด้านวัสดุ [7]
5.3 ด้านการตระหนักถึงคุณค่าของเรือนพักอาศัย CE50
พ้ืนถิ่น เน่ืองจากเจ้าของเรือนไม่เห็นคุณค่าของเรือน
พักอาศัยแบบดั้งเดิม แต่มองเป็นเพียงเรือนไม้เก่าท่ี สถาปัตยกรรมในพ้ืนที่ เพ่ือส่งเสริมให้เป็นแหล่ง
ชำรุดผุพังและไม่ตอบสนองต่อการใช้งานในปัจจุบัน ท่องเท่ียวเรียนรู้เก่ียวกับสถาปัตยกรรมพ้ืนถิ่นและ
อีกทั้งไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของ วัฒนธรรมของชุมชน ซ่ึงสามารถนำไปสู่การจัดการ
เรือนทม่ี มี าต้งั แตอ่ ดีตทีม่ คี ณุ คา่ ท่องเที่ยวโดยชุมชนด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดก
6. แนวทางการอนุรกั ษ์เรือนพักอาศัยพ้นื ถ่ินในพื้นท่ี ทางวฒั นธรรม [9] ท่ีน่าสนใจต่อนกั ทอ่ งเท่ียว
ตำบลขนงพระ 7. สรปุ ผลและขอ้ เสนอแนะ

จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า แ น ว คิ ด รู ป แ บ บ ก า ร อ นุ รั ก ษ์ การวิจัยครั้งน้ีสามารถสรุปผลการศึกษาและ
สถาปัตยกรรม [6] และประชุมหารือร่วมกับชุมชน ข้อเสนอแนะไดด้ งั นี้
เพื่อแสดงความคิดเห็นข้อเสนอแนะนำมาสู่การเสนอ 7.1 รูปแบบของเรอื นพักอาศยั พืน้ ถนิ่ ตำบลขนงพระ มี
แนวทางการอนุรกั ษ์ 2 แนวทาง ดังน้ี 2 รูปแบบ คือ เรือนหลังคาปั้นหยามีมุข และเรือน
6.1 แนวทางการอนุรกั ษ์เรือนพักอาศัยเพื่อให้คงอยู่ หลังคาป้ันหยามะนิลา ที่มีลักษณะเป็นเรือนไม้ยกใต้
เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการซ่อมแซมฟื้นฟู ถุนสงู ในรูปแบบด้ังเดมิ
(Rehabilitation) ส่วนที่ชำรุดผุพัง เพ่ือให้คืนสภาพ 7.2 เรือนพักอาศัยพ้ืนถิ่นตำบลขนงพระ นับว่าเป็น
เดิมหรือทำให้มีลักษณะกลมกลืนเหมือนของเดิมให้ มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคณุ คา่ แต่พบว่า ปัจจยั ท่สี ่งผล
มากที่สุด โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกวัสดุและ ต่อก ารคงอ ยู่ขอ งเรือน และการรักษ ารูปแบ บ
วิธีการซ่อมแซม ซ่ึงเป็นการอนุรักษ์อาคารพื้นถิ่นให้ สถาปัตยกรรมดั้งเดิมมีปัจจัย 3 ด้าน คือ ด้านการ
กลับมาดูกลมกลืนและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน [8] เปล่ยี นแปลงของวิถีชีวติ ของคนในพ้ืนที่ ด้านความรู้ใน
อีกทั้งต้องส่งเสริมใหม้ กี ารปกปอ้ งรักษา (Protection) การบูรณะและฟื้นฟูเรือนพักอาศัยพื้นถนิ่ ให้คงคุณค่า
เรือนพ้ืนถนิ่ ท่ีมีคุณค่าไม่ให้ถูกรื้อถอน เพ่ือให้เรอื นพัก และด้านการตระหนักถึงคุณค่าของเรอื นพักอาศัยพ้ืน
อาศัยพื้นถ่ินยังคงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของ ถิ่น
ชมุ ชน ดว้ ยการสร้างข้อตกลงหรือออกมาตรการกำกับ 7.3 แนวทางการอนุรักษ์เรือนพักอาศัยพื้นถนิ่ ในพื้นที่
ควบคุมดูแลอย่างมีส่วนร่วมของชมุ ชน ตำบลขนงพระ สามารถสรุปได้ 2 แนวทาง คือ 1.
6.2 แนวทางการอนุรักษ์เรือนพักอาศัยเพื่อส่งเสริม แนวทางการอนุรักษ์เรือนพักอาศัยเพ่ือให้คงอยู่เป็น
การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เป็นการอนุรักษ์เรือน มรดกทางวัฒนธรรม ด้วยวิธีการซ่อมแซมฟ้ืนฟู
พั ก อ าศั ย พ้ื น ถิ่ น ด้ ว ย วิ ธี ก ารส ร้างขึ้ น ม าให ม่ ( Rehabilitation) แ ล ะ ก า ร ป ก ป้ อ ง รั ก ษ า
(Reconstruction) ในลักษณะรูปแบบอาคารเดิม (Protection) 2. แนวทางการอนุรักษ์เรือนพักอาศัย
และเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง รวมถึงวิธีการก่อสร้างใน เพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ด้วยวิธีการ
แบ บ เดิ ม ให้ สาม าร ถแ สด งถึ งเอ ก ลั ก ษ ณ์ ข อ ง สร้างขึ้นมาใหม่ (Reconstruction) เพ่ือส่งเสริมให้
เปน็ แหล่งทอ่ งเท่ียวทางวฒั นธรรม
7.4 ข้อเสนอแนะ ควรมีการสร้างการตระหนักรู้ถึง
ความสำคัญของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพ้ืนถนิ่ ของ
คนในชุมชน และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถ่ินและ

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

223

CE50

ชุมชนควรสง่ เสรมิ ให้เกดิ การอนรุ กั ษ์สถาปตั ยกรรมพ้ืน [5] ชีวิน เปสตันยี และบัญชา นาคทอง (2556).
ถ่นิ ให้เปน็ แหล่งเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการท่องเท่ยี วเชิง สถาปัตยกรรมเรือนปั้นหยาและเรือนมนิลาในเขต
อนุรักษ์โดยชุมชนให้นักท่องเท่ียว และบุคคลท่ีสนใจ เมื อ ง น ค ร ร าช สี ม า, ว าร ส ารห น้ าจั่ ว ว่ าด้ ว ย
ได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒ นธรรม และภูมิปัญ ญ ทาง ประวัติศาสตร์สถาปตั ยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย,
สถาปัตยกรรมพื้นถนิ่ ทเ่ี ป็นเอกลกั ษณ์ของชมุ ชน หนา้ 241-262.
8. กติ ติกรรมประกาศ [6] ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ (2552). การอนุรักษ์มรดก
สถาปั ตยก รรม และชุมชน , ก รุงเทพ ฯ : คณ ะ
ขอขอบคุณเจ้าของเรอื นพักอาศยั พื้นถิ่น และชาว สถาปัตยกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ชุมชน ตำบลขนงพ ระ อำเภอปากช่อง จังหวัด [7] อรวรรณ ศาสนียกุล (2560). แนวทางการ
นครราชสีมา สำหรับความช่วยเหลือในการศึกษาครั้ง อนุรักษ์ตึกแถวเอกชนในพื้นท่ีเมืองเก่า กรณีศึกษา
นี้ และการวิจัยครั้งน้ี “ไดร้ ับทนุ สนับสนุนการวิจยั จาก ตึกแถวบนถนนถลางและถนนเยาวราชเมืองเก่าภเู ก็ต,
มห าวิ ท ยาลัยราชภั ฏ น ค รราชสีม า ป ระ จำปี วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ห ลั ก สู ต ร ส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ศ า ส ต ร ม ห า
งบประมาณ 2562” บณั ฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม, คณะสถาปัตยกรรม
9. เอกสารอ้างองิ ศาสตรแ์ ละการผังเมือง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
[1] ศราวุฒิ ใจอดทน เชาวนิตย์ พรหมราษฎร์ และ [8] ปกรณ์ พัฒนานุโรจน์ (2557). การอนุรักษ์อาคาร
ศาสตรา ต้ังใจ (2559). รายงานวิจัยฉบับบสมบูรณ์ พื้นถิ่นในย่านสกลนคร, วารสารสังคมล่มุ น้ำโขง, หน้า
การศึกษาเรอื นพื้นถ่นิ และวิถีการใช้ชีวิตในพน้ื ที่อารย 181-196.
ธรรมขอมโบราณ จงั หวดั นครราชสีมา, นครราชสมี า. [9] เจนจีรา อักษรพิมพ์ (2560). กลยุทธ์การจัดการ
[2] องค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ (2560). ทอ่ งเที่ยวโดยชุมชนแบบยั่งยนื ในจงั หวัดนครราชสีมา,
แผนพัฒนาท้องถ่ิน 4 ปี (พ.ศ.2561-พ.ศ.2564) ของ วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลขนงพระ, นครราชสีมา. ราชูปถัมภ์, หนา้ 141-154.
[3] สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา
(ม .ป .ป .). เขื่อน ลำตะ คอง, [ระ บบ ออ น ไลน์ ],
แ ห ล่ ง ท่ี ม า https://pr.prd.go.th/nakhonrat
chasima/ewt_news.php?nid=187&filename=in
dex, เข้าดูเมื่อวันที่ 12/12/2561.
[4] นพดล ตั้งสกุล, ทรงยศ วีระทวีมาศ, สุกัญญา
พรหมนารท, อธปิ อุทัยวฒั นานนท์ และกุลศรี ตั้งสกุล
(2557). การจัดการความรู้เร่ืองที่อยู่อาศยั และวิถีการ
อ ยู่ อ า ศั ย ผ่ า น ภู มิ ปั ญ ญ า ท้ อ ง ถ่ิ น พ้ื น ท่ี ภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนือ กรณีศึกษาพื้นที่ลุ่มน้ำเลย,
สถาปตั ยกรรมพน้ื ถน่ิ ทีอ่ ยู่อาศยั 4 ภาค, มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร กรุงเทพฯ, หน้า 50-78.

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

224

CE51

การหาความสัมพนั ธข์ องคุณสมบัตมิ วลรวมหยาบจากเศษคอนกรีต
Recycled Aggregate Properties and Their Correlations

ดวงธิดา โคตรโยธา*1, สุภาวดี เสริมรัมย์1 และ วิชยา รงิ คะนานนท์1

1คณะเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 340 ถนนสรุ นารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง จงั หวดั นครราชสีมา 30000
*E-mail : [email protected] โทรศพั ท์ 08 8706 0598 โทรสาร 0 4425 5451

บทคดั ยอ่
การศึกษาความสัมพันธ์ของคณุ สมบัตทิ างกายภาพ ทางกล และทางเคมีของมวลรวมหยาบจากเศษคอนกรตี โดย

ศกึ ษาจากตัวอย่างมวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีตจากแหล่งต่างๆ 11 แหลง่ นำมาทดสอบหาคุณสมบัติ 13 รายการ ไดแ้ ก่
1) การทดสอบความหนาแน่นแบบไม่อัดแน่น (Uncompacted Bulk Density) 2) การทดสอบความหนาแน่นแบบอัด
แน่น (Compacted Bulk Density) 3) การทดสอบความหนาแน่นของมวลรวม (Particle Density) 4) การทดสอบการ
ดดู ซึมนำ้ ของมวลรวม (Water Absorption) 5) การทดสอบหาปริมาณการแตกหกั เมอื่ ถูกแรงบด (Aggregate Crushing
Value) 6) การทดสอบกำลังในสภาพแห้ง (Dry Strength) 7) การทดสอบกำลังในสภาพเปียก (Wet Strength) 8) การ
ทดสอบหาปริมาณสิ่งเจือปนในมวลรวม (Contaminant) 9) การทดสอบหาปริมาณอนุภาคที่ไม่แข็งแรงในมวลรวม
(Weak Particle) 10) การทดสอบหาดัชนีความแบน (Flakiness Index) 11) การทดสอบ 12) การทดสอบหาปริมาณ
คลอไรด์ในมวลรวม (Chloride Content) และ 13) การทดสอบหาปริมาณซลั เฟตในมวลรวม (Sulfate Content) เมื่อได้
ผลทดสอบทั้งหมดจาก 11 ตัวอย่างแล้ว นำข้อมูลทง้ั หมดมาหาความสัมพันธ์ทางสถติ ิโดยวิธีการวเิ คราะห์การถดถอยเชิง
เสน้ (Linear Regression) และสามารถจำแนกความสัมพนั ธ์ออกได้เปน็ 4 กลุ่ม ไดแ้ ก่ 1) กลุ่ม A (ความหนาแนน่ การดูด
ซึมน้ำ กำลัง และสิ่งเจอื ปน) 2) กลมุ่ B (ปริมาณอนภุ าคท่ีไม่แขง็ แรงในมวลรวม) 3) กลมุ่ C (ความหนาแน่นของมวลรวม)
และ 4) กลมุ่ D (การเจือปนของสารเคม)ี การจัดกลุ่มการทดสอบโดยความสัมพันธน์ ีส้ ามารถลดจำนวนการทดสอบการหา
คณุ สมบัตขิ องมวลรวมจากเศษคอนกรีตได้ 76.92%
คำสำคัญ: มวลรวมจากเศษคอนกรีต คุณสมบัติของมวลรวมจากเศษคอนกรีต การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น
ความสมั พันธ์

Abstract
The methods of testing RA products were investigated in this study. A simplified testing

approach was established by constructing a correlation among different aggregate test results. Thirteen
physical, mechanical and chemical properties of aggregate were investigated, including: 1)
Uncompacted bulk density 2) Compacted bulk density 3) Particle density 4) Water absorption 5)
Aggregate crushing value 6) Dry strength 7) Wet strength 8) Contaminant 9) Weak particle 10) Flakiness
index 11) Particle shape 12) Chloride content and 13) Sulfate content. Eleven RA samples (Samples 1
to 11) were collected from different construction and demolition sites. A linear regression analysis was

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

225

CE51

used to construct the correlation among the refined four groups of tests: 1) Group A (density, water

absorption, strength and contaminant) 2) Group B (weak particle) 3) Group C (particle shape) and 4)

Group D (chemical contents). The number of tests was reduced from their correlations of about

76.92%.

Keywords: Recycled Aggregate, Recycled Aggregate Properties, Linear Regression, Correlation

1. บทนำ ทดสอบเพื่อจำแนกความสัมพันธ์ของคุณสมบัติของ

การนำเศษคอนกรีตจากการรอ้ื ถอนกลับมาใช้เป็น มวลรวมจากเศษคอนกรตี ออกเป็นกล่มุ การทดสอบ

ม ว ล ร ว ม ผ ส ม ใน ค อ น ก รีต อี ก ค รั้ ง (Recycled

Aggregate Concrete) จำเป็นต้องทดสอบคุณสมบัติ 2. วตั ถปุ ระสงค์

ข อ ง ม ว ล ร ว ม จ า ก เศ ษ ค อ น ก รี ต (Recycled ศึกษาความสัมพันธข์ องคุณสมบัติมวลรวมจากเศษ

Aggregate) ให้เป็นไปตามมาตรฐานของมวลรวมท่ีใช้ คอนกรตี เพ่ือจำแนกกลุม่ ตามความสัมพันธ์

ผสมคอนกรีต เพ่ือให้ได้คอนกรตี ที่มีคณุ ภาพเทียบเท่า

กับคอนกรีตท่ีใช้มวลรวมจากธรรมชาติเป็นส่วนผสม 3. ขอบเขตและวธิ ีการดำเนนิ งาน

(Natural Aggregate Concrete) โดยคุณสมบัติของ 3.1 ขอบเขตของงานวิจัย

มวลรวมที่ใช้ในการผสมคอนกรีตมีท้ังคุณสมบัติทั่วไป 1) มวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีตท่ีถูกร้ือถอน

ได้แก่ ความแข็งแกร่ง (Strength) ความต้านทานต่อ จากงานโครงสร้าง 11 แหลง่

แรงกระแทกและการเสียดสี (Impact and Abrasion 2) ทดสอบหาคุณสมบัติท่ีใช้หาความสัมพันธ์ 13

Resistance) ความคงทนต่อปฏิกิริยาเคมี (Chemical การทดสอบ

Stability) และรูปร่างและลัก ษณ ะผิว (Particle 3) มวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีตขนาด 3/4 นิ้ว

Shape and Surface Texture) และคุณสมบัติที่ต้อง (ประมาณ 20 มิลลิเมตร)

ใช้ในการพิจารณาในการออกแบบส่วนผสมคอนกรีต 3.2 วิธกี ารดำเนินงานวจิ ัย

ได้แก่ ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม (Maximum Size 1) ทดสอบหาคุณสมบัติของมวลรวมหยาบ 11

of Aggregate) ขน าดค ละ (Gradation) ป ริม าณ ตัวอยา่ ง รวม 13 การทดสอบ

ค ว า ม ช้ื น แ ล ะ ก า ร ดู ด ซึ ม ( Moisture and 2) หาความสัมพันธ์ทางสถิติโดยวิธีการวิเคราะห์

Absorption) ความถ่วงจำเพาะ(Specific Gravity) การถดถอยเชิงเสน้ (Linear Regression)

และหน่วยน้ำหนักและช่องว่าง (Unit Weight and 3) จำแนกความสัมพันธ์ของคณุ สมบตั ิของมวลรวม

Void) (1) (2) หยาบจากเศษคอนกรตี

การศึกษาความสัมพันธข์ องคุณสมบตั ิของมวลรวม

จากเศษคอนกรีตจากแหล่งคอนกรีตทถ่ี ูกรื้อถอน เป็น 4. ผลและการอภปิ ราย

การทดสอบมวลรวมจากเศษคอนกรีตจาก 11 แหล่ง 4.1 ตัวอย่างมวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีตและ

รวม 13 การทดสอบ และหาความสัมพันธ์ของผลการ การทดสอบ

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

226

CE51

จากตัวอย่างมวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีตจาก

แหล่งต่างๆ 11 แหล่ง ดังแสดงในภาพที่ 1 นำมา

ทดสอบหาคุณสมบัติ 13 รายการ ได้แก่ 1) การ (ค) ตวั อยา่ งท่ี 3 (ง) ตวั อยา่ งที่ 4
ท ด ส อ บ ค ว า ม ห น า แ น่ น แ บ บ ไ ม่ อั ด แ น่ น

( Uncompacted Bulk Density; UBD) 2) ก า ร

ทดสอบความหนาแน่นแบบอัดแน่น (Compacted (จ) ตวั อยา่ งที่ 5 (ฉ) ตัวอยา่ งที่ 6
Bulk Density; CBD) 3) การทดสอบความหนาแน่น

ของมวลรวม (Particle Density; PD) 4) การทดสอบ

การดูดซึมน้ำของมวลรวม (Water Absorption; WA)

5) การทดสอบหาปริมาณการแตกหักเม่ือถูกแรงบด (จ) ตวั อย่างที่ 5 (ซ) ตวั อย่างที่ 8

(Aggregate Crushing Value; ACV) 6) การทดสอบ

กำลังใน สภ าพ แห้ง (Dry Strength; DS) 7) ก าร

ทดสอบกำลังในสภาพเปียก (Wet Strength; WS) 8) (ฌ) ตวั อย่างที่ 9 (ญ) ตัวอย่างที่ 10
การทดสอบ ห าป ริม าณ ส่ิงเจือป น ใน มวล รวม

(Contaminant; CON) 9) การทดสอบหาปริมาณ

อนุภาคท่ีไม่แข็งแรงในมวลรวม (Weak Particle;

WP) 10) การทดสอบหาดัชนีความแบน (Flakiness (ฎ) ตวั อย่างที่ 11
Index; FI) 11) การทดสอบ 12) การทดสอบ หา
ภาพท่ี 1 ตัวอยา่ งมวลรวมจากเศษคอนกรตี

ปริมาณคลอไรด์ในมวลรวม (Chloride Content; 4.2 ผลการทดสอบคุณสมบัติมวลรวมหยาบจาก
CC) และ 13) การทดสอบหาปริมาณซัลเฟตในมวล เศษคอนกรีต
รวม (Sulfate Content; SC) (3) ดังรายละเอียด
แสดงในตารางที่ 1 สำหรบั ผลการทดสอบค่าปริมาณ จ าก ก า ร ท ด ส อ บ คุ ณ ส ม บั ติ ท า ง ก าย ภ าพ แ ล ะ
สิ่งเจือปนในมวลรวม (CON) ตวั อย่างท่ี 6 ถึงตัวอย่าง คุณสมบัติทางกลของมวลรวมจากเศษคอนกรีตพบว่า
ที่ 11 และผลการทดสอบค่าปริมาณ คลอ ไรด์ ตัวอย่างท่ี 10 มีแนวโน้มมีคุณสมบัติท่ีดีท่ีสุดจาก 11
และซัลเฟตในมวลรวม (CC และSC) ของตวั อย่างท่ี 1 ตัวอย่าง โดยมีค่าความหนาแน่นของมวลรวม (PD)
ถงึ ตวั อย่างที่ 5 มีแนวโน้มผลการทดสอบแตกต่างจาก มากทส่ี ุดคือ 2.52 t/m3 มีค่าการดดู ซึมน้ำ (WA) นอ้ ย
ตัวอย่างอื่นโดยส้ินเชิง จึงไม่นำผลการทดสอบมา ท่ีสุดคือ 2.68% ปริมาณการแตกหักเม่ือถูกแรงบด
วเิ คราะหห์ าความสมั พันธ์ (ACV) เท่ากับ 22.31% มีค่ากำลังในสภาพแห้ง (DS)
และค่ากำลังในสภาพเปียก (WS) เท่ากับ 186.9kN

และ 155.34kN ตามลำดบั

ตัวอย่างที่ 9 มีแนวโน้มท่ีมีคุณสมบัติปานกลาง

โดยมีค่าความหนาแน่นของมวลรวม (PD) เท่ากับ

(ก) ตวั อย่างที่ 1 (ข) ตวั อยา่ งท่ี 2

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

227

CE51

2.24t/m3 คา่ การดูดซึมน้ำ (WA) 5.96% ปริมาณการ ก า ร จั ด ก ลุ่ ม ก า ร ท ด ส อ บ โ ด ย ค ว า ม สั ม พั น ธ์ นี้
แตกหักเมื่อถูกแรงบด (ACV) 30.72% มีค่ากำลังใน สามารถลดจำนวนการทดสอบการหาคุณสมบัติของ
สภาพแห้ง (DS) และค่ากำลังในสภาพเปียก (WS) มวลรวมจากเศษคอนกรตี ได้ 76.92%
เทา่ กบั 105.48kN และ 100.23kN
6. เอกสารอา้ งอิง
ตัวอย่างที่ 1 และตัวอย่างที่ 4 มีคุณสมบัติต่ำที่สุด 1. วนิ ิต ชอ่ วเิ ชยี ร. คอนกรตี เทคโนโลยี.
จาก 11 ตัวอย่าง โดยมีค่าการดูดซึมน้ำ (WA) สูงกว่า กรุงเทพมหานคร : นวิ ไทยมติ รการพมิ พ์, 2557.
5% มีค่ากำลังในสภาพแห้ง (DS) และค่ากำลังใน 2. คณะทำงานขอ้ กำหนดมาตรฐานสำหรับวัสดุและ
สภาพเปยี ก (WS) ตำ่ กวา่ 100 kN งานกอ่ สร้างคอนกรตี . ขอ้ กำหนดมาตรฐานสำหรบั
4.3 ความสัมพันธ์ของคุณสมบัติมวลรวมจากเศษ วสั ดแุ ละงานก่อสรา้ งคอนกรตี . กรุงเทพมหานคร :
คอนกรีต วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรม
ราชูปถัมภ์, 2562.
จากผลการทดสอบคุณสมบัติของมวลรวมหยาบ 3. วีรชาติ ตั้งจิรภัทร และชัย จตุรพิทกั ษก์ ุล. คูม่ ือ
นำมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์โดยวิธีวิเคราะห์การ การทดสอบคณุ สมบตั ขิ องปูนซีเมนต์ มวลรวมและ
ถด ถอ ย เชิ งเส้น โด ยพิ จารณ าค่าส ห สั ม พั น ธ์ คอนกรีต. กรุงเทพมหานคร : วศิ วกรรมสถานแห่ง
สัมประสิทธ์ิ หรือค่า R-Square ของคุณสมบัติของ ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2560.
มวลรวมที่ทดสอบ ค่าสหสัมพันธ์สัมประสิทธิ์ (R) ท่ี 4. พิศมัย หาญมงคลพพิ ฒั น.์ หลกั สถิติ 1.
น้อยกว่า 0.5 ถือวา่ มีความสัมพันธ์กนั นอ้ ย ตารางท่ี 2 กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพ์
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคณุ สมบัติมวลรวมหยาบท่ี มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, 2557.
มีคา่ R มากกว่า 0.6 จะพิจารณาว่ามีความสมั พนั ธ์กัน 5. อนวุ ตั ิ คูณแกว้ . สถิตเิ พ่อื การวิจยั .
ในระดบั มาก (4) (5) กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั , 2560.
5. สรปุ ผลการวจิ ัย
จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณสมบัติมวล

รวมจากเศษคอนกรีต โดยพิจารณาความสัมพันธ์ท่ีมี
คา่ R มากกว่า 0.6 สามารถจำแนกความสัมพันธ์ออก
ได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม A (ความหนาแน่น การดูด
ซึมน้ำ กำลัง และส่ิงเจือปน) กลุ่ม B (ปริมาณอนุภาค
ท่ีไม่แข็งแรงในมวลรวม) กลุ่ม C (ความหนาแน่นของ
มวลรวม) และ กลุ่ม D (การเจือปนของสารเคมี) ซึ่ง
สามารถเลือกการทดสอบจากตัวแทนกลุ่มในการหา
คุณสมบัตคิ ร่าวๆของมวลรวมหยาบจากเศษคอนกรีต
ในการเลือกใช้เศษคอนกรีตมาทดแทนมวลรวมหยาบ
จากธรรมชาติ

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

228

CE51

ตารางที่ 1: ผลการทดสอบคุณสมบตั มิ วลรวมจากเศษคอนกรีต

ตวั อย่าง UBD CBD PD WA ACV DS WS CON1 WP FI PS CC2 SC2

ท่ี (t/m3) (t/m3) (t/m3) (%) (%) (kN) (kN) (%) (%) (%) (%)

1 1.13 1.22 2.35 7.14 29.52 58.51 51.35 50.33 0.72 9.88 1.46 - -

2 1.22 1.32 2.44 4.97 21.47 132.15 103.69 8.58 0.84 4.22 0.98 - -

3 1.24 1.32 2.39 5.97 21.71 110.06 103.24 33.30 2.62 9.64 0.97 - -

4 1.16 1.24 2.33 6.76 30.59 90.67 71.65 42.65 1.00 15.33 2.63 - -

5 1.16 1.24 2.45 5.45 19.91 153.97 121.95 3.31 0.93 11.69 0.53 - -

6 1.23 1.32 2.33 5.24 24.64 133.90 107.36 - 1.67 9.15 0.48 0.0101 0.0417

7 1.21 1.38 2.30 4.92 25.30 127.73 102.1 - 0.49 8.26 1.25 0.0068 0.0498

8 1.20 1.26 2.20 7.37 28.23 113.40 104.71 - 0.83 6.03 1.25 0.0046 0.0053

9 1.22 1.36 2.24 5.96 30.72 105.48 100.23 - 0.79 5.97 1.26 0.0013 0.0232

10 1.22 1.34 2.52 2.68 22.31 186.90 155.34 - 0.27 9.70 0.88 0.0180 0.0468

11 1.30 1.35 2.46 4.88 18.98 166.99 135.75 - 1.07 6.49 1.13 0.0066 0.0436

1 ไมร่ วม ผลการทดสอบ CON ของตัวอยา่ งที่ 6 ถงึ ตัวอย่างท่ี 11

2 ไมร่ วม ผลการทดสอบ CC and SC ของตัวอย่างท่ี 1 ถงึ ตัวอยา่ งท่ี 5

ตารางท่ี 2: ความสัมพนั ธ์ของคณุ สมบัติของมวลรวมจากเศษคอนกรตี และค่า R

กลุ่ม กลุ่ม A กล่มุ กลุม่ C กล่มุ D
B

Method UBD CBD PD WA ACV DS WS CON WP FI PS CC SC
(t/m3) (t/m3) (t/m3) (%) (%) (kN) (kN) (%) (%)

UBD 1 .781** .214 -.480 -.532 .580 .640* -.359 .277 -.578 -.364 -.005 .387

CBD 1 .072 -.623* -.291 .477 .526 -.365 .001 -.541 -.321 .026 .742

PD 1 -.710* -.777** .638* .545 -.963** -.014 .151 -.333 .784 .724

A WA 1 .618* -.850** -.803** .939* .248 .133 .469 -.836* -.825*
ACV 1 -.763** -.707* .863 -.229 .119 -.182 -.577 -.679

DS 1 .970** -.962** -.174 .195 .649* .832* .643

WS 1 -.898* -.107 -.189 -.555 .784 .454

CON 1 .113 -.268 -.578 - -

B WP 1 .432 .695 -.249 -.083

C FI 1 .439 .873* .709
PS 1 -.599 -.393

D Cl 1 .569
Su 1

** คา่ นัยสำคญั 0.01

* คา่ นยั สำคญั 0.05

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

229

CE52

ภูมปิ ญั ญาการแก้ปญั หาการอย่อู าศยั ในหอ้ งแถวไม้ชมุ ชนพาณิชย์ยา่ นรถไฟสายอีสานใต้
(นครราชสีมา-อุบลราชธาน)ี

Wisdom to Solve Living Problem in Wood Shophouses on the Southern Isaan of
Thai railway (Nakhon Ratchasima-Ubon Ratchathani)

สพุ ตั รา ทองกลม1,*

1 หลักสตู รสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑติ คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า 340 ถนนสรุ นารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง
จงั หวดั นครราชสมี า 30000

*ผู้ตดิ ต่อ: * [email protected], เบอรโ์ ทรศพั ท์ 0868523317

บทคดั ย่อ
ตามเส้นทางรถไฟสายอีสานใต้จากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานีที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 - 7 จะเกิดชุมชน

พาณิชย์ย่านรถไฟข้นึ พร้อมๆ กบั การเปดิ เดนิ รถ น่ันทำใหเ้ กิดการขนส่งสนิ ค้า ผูค้ นเดนิ ทางและคา้ ขาย กิจกรรมในพื้นที่
ล้วนแตท่ ำเงินให้กบั ผู้อยูอ่ าศยั ในยา่ นน้นั ซ่ึงก็มกั จะเปน็ ชาวจีนทม่ี าพร้อมกบั การสร้างทางรถไฟ การตง้ั ถนิ่ ฐานในพ้ืนที่ใหม่
วิถใี หม่ทำให้ตอ้ งปรับตวั ในการอยู่อาศัย บทความน้ีจะนำเสนอถงึ ภมู ิปัญญาในการแก้ปัญหาการอยอู่ าศัยในหอ้ งแถวไม้ของ
ผู้คนในชมุ ชนพาณิชย์ยา่ นรถไฟนั้น โดยลงพื้นที่ศึกษาเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์สถาปตั ยกรรมที่สามารถ
ย้อนกลับไปเห็นปัญหา อันส่งผลต่อการสร้าง ตัดออกและต่อเติมห้องแถวไม้ พบว่ามี 5 ลักษณะที่สามารถระบุการ
แก้ปัญหาผ่านมาได้ชดั เจน ได้แก่ 1. พื้นที่เปิดโล่งท่ีถูกลอ้ มรอบระหว่างอาคารหลังห้องแถว 2. เจาะพืน้ ชั้นสอง 3. ติดต้ัง
ลกู กรงไมต้ ลอดแนวหน้ารา้ น 4. ระแนงปดิ ระเบยี ง และ 5. หลงั คากนั สาดซอ้ นใตร้ ะเบยี ง โดยรปู แบบและวธิ ีการดังกล่าว
ถือเป็นลกั ษณะแสดงถึงภมู ิปัญญาท่ถี ่ายทอดจากผ้อู ย่อู าศัยอย่างแทจ้ ริง
คำสำคญั : หอ้ งแถว, อาคารไม้, รถไฟ, อีสานใต้

Abstract
AlongtheSouthernIsaanofThai railwayfromNakhonRatchasimatoUbonRatchathani,constructedduringthereignof

King Rama6 -7,willcreatea commercialcommunity neighborhood trainstationalongwiththeopeningofthe train Thatcauses
transportation of goods, people traveling and trading activities, that all making money for the residents of that neighborhood. Which
is usually Chinese who come with the construction of the railway. The resettlement in the new location, new lifestyle required
them to adapt. This paper presents the wisdom to solve the problem of living in a wooden shophouses. The methods, fieldwork
on architecture surveys, interviews Do the analysis of the architecture that can specify the housing problems Which affects to Built,
Cut, and Add to the wooden shophouses. There are 5 characteristics that identify solving such as 1. Open space that is surrounded
betweenthebuilding behindtheshophouse2.Drillthesecondfloor 3.Installgrillesalongthe frontoftheshop 4.Lathingoffthe
balconyand 5. Awning under the balcony These such forms and methods are considered as characteristics thattruly reflect the
wisdom that is transmitted from the residents
Keywords: Shophouse, Row house, Wooden building, Trian, Southeast Thailand

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

บา้ นเมอื งในพืน้ ทลี่ ุ่มแมน่ ้ำมลู หรอื ในอาณาบริเวณ 230
อีสานใตถ้ ูกให้ความสำคญั เน่อื งในสมยั รชั กาลท่ี 5 ทรง
สร้างเส้นทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมาและ CE52
เปิดเดินรถในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443[1]
หลังจากนั้นเป็นเวลากวา่ 22 ปี กระทั่งปี พ.ศ. 2565 จากการวิจัยเรื่อง การศึกษารูปแบบห้องแถวไม้ตาม
รัชกาลที่ 6 ทรงดำเนนิ โครงการต่อในลักษณะของการ เส้นทางรถไฟสายอีสานใต้ (นครราชสีมา -
เปิดใช้เป็นช่วงๆ[2] ตามระยะการแล้วเสร็จของสถานี อุบลราชธานี) พบห้องแถวไม้หลงเหลือตามสถานี
รถไฟ เร่ิมท่สี ถานที า่ ชา้ งเปิดเดินรถไฟปี พ.ศ.2465[3] รถไฟกว่า 17 สถานี (รูปที่ 1) มีห้องแถวไม้ทีน่ ่าสนใจ
กระทั่งถึงสถานีอุบลราชธานี พ.ศ. 2473 รวม ในแง่ของการแกป้ ญั หาการใชช้ วี ิตในห้องแถวท่ีมีพื้นท่ี
ระยะเวลากว่า 8 ปี แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อ จำกัด ปญั หาสภาพทีต่ ้ังในแต่ละพืน้ ท่ีท่ีแตกต่างกันไป
รถไฟเปดิ ว่ิงสนิ ค้าไปจากมณฑลอีสานได้แก่ ข้าว ไหม อีกประเด็นคือกลุ่มคนผู้สร้างห้องแถวไม้กลุ่มแรกมัก
ฝ้าย สุกร สัตว์พาหนะ ครั่งดิบ และของป่าชนิดตา่ งๆ เป็นกลุ่มชาวจีน ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนย้ายประชากร
[4] ในยุคแรกเรมิ่ น้นั กิจการหลกั ของการรถไฟเป็นการ ชาวจีนครั้งใหญ่ไปตั้งถิ่นฐานยงั ที่ต่างๆ เกิดขึ้นในช่วง
ขนส่งสินค้า ชาวบ้านเดินทางมาสถานีรถไฟเพื่อมา ประมาณ พ.ศ. 2465-2475[7] เป็นช่วงปีของการ
ขายสนิ ค้า เมอื่ ไดเ้ งนิ ก็จะซือ้ สินค้าจำเป็นจากร้านรวง ขยายเส้นทางรถไฟออกสู่ภูมิภาค วิถีชีวิตและขนบ
ใกลๆ้ นน้ั กลับบ้านจึงเกดิ เปน็ ชุมชนพาณิชย์ย่านรถไฟ แบบจนี จะถูกนำมาใชห้ อ้ งแถวไม้ในพ้นื ที่ลุ่มน้ำมูลของ
ซึง่ มกั จะปรากฏโรงเลื่อย โรงสี โกดงั ไม้ มีลานโล่งหน้า อีสานใต้ เปน็ ความนา่ สนใจที่จะนำมาวิเคราะห์ถึงการ
สถานีรถไฟใกลก้ นั นนั้ ปรากฏห้องแถวไม้ตอ่ เน่ืองกัน แกไ้ ขปัญหาการอยู่อาศัยน้ัน โดยจะอธิบายภูมิปัญญา
เหล่านั้นเป็นหัวข้อไป ในแต่ละหัวข้อจะแบ่งเป็น
“ห้องแถว” มีบ่อยครั้งที่ใช้แทนกันไปมากับ ประเด็นปัญหา การแก้ปัญหา และรายละเอียด ซึ่ง
คำว่า “ตึกแถว” และ “อาคารพาณิชย์” ซึ่งจะมี ทัง้ หมดมี 5 หัวข้อ ดงั ต่อไปน้ี
ลักษณะที่แตกต่างกันด้วยการใช้งาน รูปแบบการ
ก่อสรา้ ง วัสดุที่นำมาใช้ก่อสรา้ ง และคำว่า “ตกึ แถว” 1. พื้นที่เปิดโล่งที่ถูกล้อมรอบระหว่างอาคาร หลัง
สามารถเกิดจินตภาพร่วมกับคำว่า “ห้องแถว” ได้อีก ห้องแถว
ด้วย[5] โดยเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่รองรับ 1.1 ปัญหา
การค้าและพักอาศัยอยู่ภายในอาคารหลังเดียวกัน
โดยมักจะพบตึกแถว (หอ้ งแถว: ผู้เขยี น) ปลกู สร้างอยู่ ท่ดี นิ มีลกั ษณะลกึ ยาว หลงั บ้านเปน็ ทีโ่ ลง่ หากจะ
รมิ ถนนเพื่อสะดวกในการค้าขาย[6] ใช้สำหรับทำกิจกรรมในเวลากลางวันก็ไม่เหมาะ
เพราะไม่สามารถปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาได้ หรือใน
ยามกลางคืนออกมาใช้พื้นที่ก็ขาดความเป็นส่วนตัว
และเกดิ ความรู้สึกไมป่ ลอดภัย

รูปท่ี 1 แสดงลำดบั สถานรี ถไฟทพ่ี บห้องแถวไม้ จากนครราชสมี าถงึ อุบลราชธานี (วารนิ ชำราบ)

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

231

CE52

1.2 การแก้ปัญหา ตารางที่ 1 ตารางแสดงรปู แบบผังพ้ืนของห้องแถวไม้
ชือ่ รูปแบบผงั พน้ื
สร้างอาคารอกี หลังหน่ึงดา้ นหลังหอ้ งแถว โดยเวน้ A

ระยะระหว่างอาคารให้เกิดเป็นพื้นที่เปิดโล่ง B

ประมาณ 3.00-4.00 เมตร โดยไม่มีหลังคาหรือส่งิ ปก
คลุม เกดิ พื้นท่ปี ดิ ล้อมและโลง่ มพี ื้นทท่ี ำกิจกรรม แสง

และลมผา่ นได้

1.3 รายละเอียด

บริเวณชุมชนพาณิชย์ย่านรถไฟสถานีห้วย

แถลง อำเภอหว้ ยแถลง จงั หวดั นครรำชสีมำ เม่อื
ครงั้ เร่ิมสร้ำงสถำนีรถไฟมีผู้สนใจเขำ้ มำจับจอง
พ้ืนท่ีเพ่ือทำกำรค้ำขำยมำกพอสมควร พ้ืนท่ีริม
ถนนใกลก้ บั สถำนรี ถไฟจงึ ถูกแบ่งขำยและมกั สร้ำง
เป็นห้องแถวไม้เพ่อื ใช้อยู่อำศยั และทำกำรค้ำขำย
หอ้ งแถวท่อี ยใู่ กล้กบั สถำนีรถไฟถอื เป็นกลุม่ แรกๆ
ทเ่ี ขำ้ มำในชุมชน จำกกำรลงพน้ื ท่พี บหอ้ งแถวไม้ 3
หลงั ติดกัน อยู่ใกล้กบั สถำนีรถไฟ สร้ำงพ้นื ทเ่ี ปิด
โล่งดงั ได้กล่ำวข้ำงต้น รูปแบบเป็นอาคาร 2 ชั้น
สร้างด้วยไม้ หลังคาจั่ว มีระเบียงบริเวณด้านหน้าชัน้

บน

C

รูปท่ี 2 รปู ดา้ นหน้าหอ้ งแถวไม้ C-B-A ประมาณ 3 เมตร แต่กลับให้ความรู้สึกท่ี
กว้างขวาง เย็นสบาย สะอาด และปลอดภัย ข้อดีท่ี
จากตาราง หอ้ งแถวท้ัง 3 มกี ารวางผังพ้นื อาคารโดย กลา่ วมานน้ั เกดิ ขึน้ ได้อย่างไรในพื้นท่ีเปิดโล่ง อาจต้อง
แยกอาคารออกเป็น 2 หลงั หลงั ด้านหน้ารับหนา้ ท่ี จำแนกวิเคราะหด์ งั น้ี 1. อาจเพราะพื้นที่ (space) การ
เป็นหนา้ ตาของอาคารถอื เป็นอาคารหลกั ใชค้ ้าขาย ใชง้ านท่ไี หลตอ่ เนอื่ ง เช่นครัวก็ไม่จำเป็นต้องปิดประตู
และอยอู่ าศยั จบในตัว ส่วนอาคารดา้ นหลงั มักสรา้ ง
เปน็ ครัว หรอื อาจเปน็ บา้ นอีกหลังหน่งึ กไ็ ด้ ระหว่าง
อาคารเป็นพน้ื ที่เปดิ โล่ง ไมก่ วา้ งมากนักเฉลย่ี อยู่ท่ี

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

สามารถเปิดโล่งได้เลย 2. เพราะมีความปลอดภัยสูง 232
มากเนื่องจากถูกกันโดยผนังแบ่งเขตทั้ง 2 ข้าง ซ่ึง
สง่ ผลอีกตอ่ หนึ่งถึงความรูส้ ึก ว่ามคี วามเป็นส่วนตัวสูง CE52
มาก และแดดสามารถส่องถึงพื้นได้เลย พร้อมกับมี
การสร้างบ่อน้ำ ที่มักพบในตึกแถวแบบจีนใน เส้ือผ้ำ กระเป๋ ำ รองเท้ำชุดนักเรียน ฯลฯ ลูกค้ำ
คาบสมุทรภาคใต้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวมาพ้องกับการ จำเป็นต้องเลือกสินค้ำและพจิ ำรณำอยู่นำน แต่
แกป้ ัญหาการขาดแคลนน้ำทห่ี ้วยแถลงนี้ ควำมมดื ของหอ้ งแถวไมเ่ ออ้ื ต่อกำรคำ้ ขำย เจำ้ ของ
จึงเจำะพ้ืนชนั้ สอง เพ่ือนำแสงเขำ้ สู่อำคำร สิ่งท่ี
2. เจาะพนื้ ชัน้ สอง ตำมมำดว้ ยคอื ลมท่พี ดั ผ่ำน ทำให้เยน็ สบำย ลูกค้ำ
2.1 ปัญหา พอใจทจ่ี ะอยเู่ ลอื กซอ้ื สนิ คำ้ ผขู้ ำยเองกเ็ ช่นกนั

ห้องแถวมดื แสงไม่สามารถเขา้ สตู่ วั อาคารชั้นล่าง 3. ตดิ ตัง้ ลูกกรงไมต้ ลอดแนวหนา้ ร้าน
ได้ลึกพอสำหรบั การเลือกดสู นิ ค้า และการคา้ ขาย 3.1 ปญั หา
2.2 การแกป้ ญั หา
ห้องแถวมีหน้าร้านที่กว้างและติดกับถนน 2 ฝ่ัง
เจาะพื้นชัน้ สองขนาด 0.60X1.20 เมตร ตำแหน่ง ทำให้ไมส่ ามารถดูแลหนา้ รา้ นได้ท่วั ถงึ
ติดผนงั ด้านข้าง 2 ฝัง่ ลึกจากหนา้ รา้ นเขา้ ไปประมาณ
5.00 เมตร และตำแหน่งบันไดเดิมกลางอาคารห้อง รปู ที่ 4 ลายเส้นแสดงห้องแถวไมใ้ นชุมชนพาณชิ ย์
แถวมืด แสงไม่สามารถเข้าสู่ตัวอาคารชั้น ล่างได้ลึก ย่านรถไฟสถานีหนองกระทงิ จังหวัดบุรรี ัมย์
พอสำหรบั การเลือกดูสินคา้ ไมส่ ะดวกตอ่ การคา้ ขาย
3.2 การแก้ปญั หา
สร้างลูกกรงไม้ตลอดแนวอาคารชั้นหนึ่งที่หน้า

ร้านติดถนน ระยะห่างระหว่างลูกกรงประมาณ 0.30
เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการยื่นสินค้าจิปาถะเพื่อทำการ
ซื้อขาย ซ่งึ เปน็ กิจกรรมหลกั ในการใช้พน้ื ที่

รูปที่ 3 ชอ่ งแสงที่พื้นไมช้ ้นั 2 รูปที่ 5 รปู แสดงลักษณะลูกกรงไม้

2.3 รายละเอยี ด
บริเวณชุมชนพาณิชย์ย่านรถไฟสถานีห้วยแถลง

อำเภอห้วยแถลง จงั หวดั นครรำชสมี ำ เป็นชุมชน
ใหญ่เพรำะเป็นสถำนีรถไฟประจำอำเภอ ผู้คน
เดินทำง และซ้ือขำยสินค้ำกันขวกั ไขว่ จึงมหี ้อง
แ ถ ว ม ำ ก ส่ ว น ใ ห ญ่ เ ป็ น ร้ำ น ค้ำ ข ำ ย สิน ค้ำ
หลำกหลำย ห้องแถวไม้หลังหน่ึง 2 คูหำ ขำย

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

233

CE52

3.3 รายละเอียด ยื่นมอื ผ่านเพอ่ื จ่ายเงินหรอื รับสง่ิ ของ สัดส่วนและเส้น
บริเวณชุมชนพาณิชย์ย่านรถไฟสถานีหนอง สายสอดรับกับประตูไม้ด้านหลังอย่างพอดีและลงตัว
เมื่อมองทั้งองค์อาคาร ลูกกรงไม้ทำให้เกิดการซ้ำกัน
กระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ในอดีตมี ของเส้นแนวตั้งสวยงาม จะเห็นว่ารายละเอียดของ
ความคึกคักมากเพราะมีตลาดบริเวณลานตรงข้าม ลูกกรงไม้ถูกคิดมาสำหรับใช้งานเป็นอย่างดี ทั้งน้ี
สถานรี ถไฟ รถไฟจอดนานจงึ สามารถคา้ ขายได้แต่เม่ือ ทัง้ นั้น ลกู กรงสามารถยกออกไดเ้ มื่อจำเปน็
เลิกใชห้ ัวรถจักรมาใช้หัวดเี ซล รถไฟแลน่ เร็วขึ้น จึงไม่
สามารถค้าขายได้ดังเดิม มีผู้คนนำของใส่ล่อ (เทียม รูปท่ี 6 ลักษณะระแนงปดิ ระเบียง ที่ใชอ้ ยา่ ง
ควาย) ใส่เกวียนมาค้าขายเพราะถนนเป็นดินทราย หลากหลาย
เม่ือตดั ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 ตลาดซบ
เซา สำหรับชาวหนองกระทิง รถไฟเป็นแหล่งค้าขาย 4. ระแนงปิดระเบยี ง
และกำหนดกิจกรรมทีเ่ กดิ ขนึ้ ในพืน้ ท่ี เนื่องจากแต่เดิม 4.1 ปญั หา
รถสนิ ค้ามมี ากกว่ารถโดยสาร อกี ท้งั ในอดีตมีโรงเล่ือย
ขนาดใหญ่ แต่ได้ปิดกิจการลงเมื่อประมาณ 30 ปีที่ โดยมากแลว้ การแบ่งพ้นื ทีก่ ารใชง้ านห้องแถวสอง
แล้ว เน่ืองจากไมใ้ นพื้นที่หมด ชั้น มักใช้ชั้นล่างด้านหน้าติดถนนเป็นหน้าร้านเพ่ือ
ค้าขายสินคา้ ด้านหลังอาจใช้เป็นพืน้ ทเ่ี กบ็ สินค้า หรือ
ห้องแถวไม้มเี พียงสองหลังที่อยู่ตรงข้ามกันบรเิ วณ เป็นครัวซึง่ เป็นทอ่ี ยูอ่ าศยั เป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่เมื่อขึน้
มุมถนนทม่ี ุ่งเข้าสตู่ ัวสถานีรถไฟ เปน็ อาคารสองชั้นย่ืน ไปถึงชนั้ บนจะเปน็ พ้ืนทีส่ ่วนตวั ใชเ้ ป็นที่นอน หอ้ งพระ
ระเบียง ตวั อาคารไม่ปาดมมุ มี 3 คหู า ลกึ 4 หอ้ ง ชั้น หรอื คือบา้ นของผ้ใู ชง้ านน่นั เอง พน้ื ทส่ี ่วนนเี้ องมักเป็น
ล่างมีลูกกรงไม้วางเป็นระยะ และซ้อนอีกชั้นด้วย ที่เก็บสมบัติมีค่าของเจ้าของ ดังนั้นด้วยตำแหน่งของ
ประตแู ปน้ ไม้ด้านใน เปิด-ปิดดว้ ยการยกเข้า-ออก ห้องแถวที่มีระเบียงหน้าบ้าน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อเขา้
ไปส่พู ื้นทีส่ ่วนตัวท่ีเก็บสมบัติจงึ มีความเส่ียงท่ีขโมยจะ
จากกิจกรรมในอดีตที่ย่านนี้ได้รองรับผู้คน เข้าในเสน้ ทางนี้
มากมายเพื่อมาซื้อขาย ขนส่งสินค้า สำหรับผู้ที่ต้ัง
รกรากในชุมชนพาณิชย์ยา่ นรถไฟสถานีหนองกระทิงมี
นอ้ ย ดงั น้ันสามารถครอบครองพืน้ ทีต่ ดิ ถนนและสร้าง
ห้องแถวไม้ได้กว้าง ส่งผลถึงความสามารถในการดูแล
หน้าร้านลดน้อยลง มีโอกาสสูงที่จะเกิดการลักขโมย
สินค้าได้ ผู้สร้างจึงทำการติดตั้งลูกกรงไม้ตลอดแนว
อาคาร แต่มีช่องว่างเพียงพอสำหรับการยื่นสิ่งของ
ค้าขายได้ สามารถเห็นและเลือกซื้อสินค้าได้ชัดเจน
เพราะแสงเข้าเพียงพอ อีกทงั้ ลมผ่านได้อยา่ งดี

ลักษณะ “ลูกกรง” ทำด้วยไม้สูง 2.50 เมตร
แบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่งส่วนด้านล่างทำเป็นสี่เหลี่ยม
ติดตั้งลงในร่องขนาดพอดีกัน ยึดแน่นไม่หมุนไปมา
สองสว่ นบนทเ่ี หลอื กลงึ กลม ไมบ่ าดผวิ ลูกคา้ เม่ือมีการ

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

4.2 การแก้ปัญหา 234
สรา้ งระแนงดว้ ยวสั ดไุ ม้หรอื เหลก็ ปิดรอบระเบียง
CE52
รูปท่ี 7 รปู แบบระแนงปิดระเบียงหอ้ งแถวไมต้ าม
สถานรี ถไฟตา่ งๆ เช่น หนิ โคน แสลงพัน ห้วยราช 5.1 ปัญหา
เมื่อฝนตกลูกค้าไม่สามารถซื้อของที่หน้าร้านได้
สำโรงทาบ
4.3 รายละเอยี ด เน่อื งจากระเบียงไม่สามารถกนั ฝน
5.2 การแกป้ ัญหา
ไม่มีรูปแบบตายตัวขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้สร้าง
วัสดุที่ใช้มักเป็นไม้ มีเลือกใช้เหล็กเส้นหรือตะแกรง สรา้ งกนั สาดใต้ระเบยี งหน้าห้องแถวไม้
เหล็กบ้างบางหลัง ที่สำคัญคือยังคงความโปร่งให้ลม 5.3 รายละเอียด
เข้าได้และยังสามารถมองเห็นพ้ืนทีร่ ะเบียงชั้นสองได้
อย่างชัดเจน อาจทำหน้าต่างบานเล็กใช้ลวดลาย ห้องแถวแทบจะทุกหลงั มักสร้างหลงั คากันสาดไว้
เดยี วกับระแนงใหก้ ลมกลนื เปิดเพอ่ื รบั สง่ ของได้ นิยม ที่หน้าร้าน ยื่นออกไปเพ่ือกันแดดกันฝนสำหรับลูกค้า
ทำที่ระเบียงหน้าบ้าน ระเบียนหลังบ้านทำบ้างบาง รวมถึงกันความเสียหายแก่สินค้าด้วย ในบางหลังที่
หลัง ตามหลักฐานที่เหลืออยู่พบมากที่สถานีห้วยราช สร้างระเบยี งด้านหน้าก็หวงั ให้เปน็ สว่ นในการกันแดด
สำโรงทาบ แสลงพัน และหนิ โคน ตามลำดบั กันฝน แต่ไม่สามารถทำได้เต็มท่ีเนื่องจากพื้นไม้ท่ี
ระเบียงไม่สามารถกันได้ จึงพบการสร้างหลังคากัน
5. หลังคากันสาดซ้อนใต้ระเบียง สาดซ้อนไว้ใต้ระเบียงอีกชั้นหนง่ึ เปน็ โครงไมม้ ุงสงั กะสี
มีความลาดเอยี งเลก็ นอ้ ย

สรปุ
จาก 5 ลักษณะภูมิปัญญาที่ปรากฏในห้อง

แถวไม้ชุมชนพาณิชย์ย่านรถไฟสายอีสานใต้ จาก
นครราชสีมาถึงอุบลราชธานี พบลักษณะที่เกิดขึ้น
เฉพาะพนื้ ทซ่ี ึ่งเกิดจากการแกป้ ญั หาทม่ี เี ฉพาะในพ้ืนท่ี
นัน้ ๆ รวมถงึ ลกั ษณะสถาปตั ยกรรมท่ที ำซำ้ กนั เกิดจาก
การประสบปัญญาเช่นกันจึงรับเอาภูมิปัญญาในการ
แกป้ ัญหาเดียวกนั ไปใช้เป็นการถา่ ยทอดถึงกัน จึงเกิด
การทำซ้ำกันในหลายพื้นที่ตามเส้นทางรถไฟสาย
อีสานใต้ จะพบว่าภูมิปัญญาที่ปรากฏเกิดขึ้นจากการ
แกป้ ัญหาของผอู้ ย่อู าศัยอยา่ งแท้จรงิ

รปู ท่ี 8 แสดงลกั ษณะกนั สาดใตร้ ะเบยี ง เอกสารอ้างองิ

[1] กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร. เอกสาร

รัชกาลที่ 5 ยธ.5.1/52. บาญชีแสดงวันที่ทางสาย
ตา่ งๆ ได้เปิดราคาการก่อสร้างระยะทางยาวและราคา
ใน 1 กิโลมิเตอร.์ 31 มนี าคม ร.ศ. 124.
[2] โปรดดู อุทัยทิศ บุญชู (2536). การเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมในอีสานจากนโยบายของรัฐบาล ระหว่างปี

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

235 CE52

พ.ศ. 2434-2475. วิทยานิพนธ์ปริญญา กศ.ม.
สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ กันยายน 2536
มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. หนา้ 133.
[3] กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร. เอกสาร
รชั กาลที่ 6 คค.5.1/5. พระยาจกั รปราณีกราบทูลกรม
ขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน. 13 ตุลาคม 2465.
[4] สุวิทย์ ธีรศาศวัต (2541). ประวัติศาสตร์อีสาน
หลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปัจจุบัน, ขอนแก่น:
สำนักส่งเสริมศิลปวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยขอนแกน่ .
หนา้ 63.
[5] กรุณา รักษวิณ (2558). แนวคิดในการศึกษา
ลักษณะตึกแถวล้านนาไทย, เชียงใหม่: สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์บริหารงานวิจัย
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่ หน้า 40.
[6] ปัทม์ วงค์ประดิษฐ์ และเกรียงไกร เกิดศิริ
(2559). ปัญญาสรรค์สร้างตึกแถวในพื้นที่คาบสมุทร
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย, การประชุม
วิชาการทางสถาปัตยกรรม “สรรคส์ าระสถาปัตยกรรม
พื้นถิ่นและสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ประจำปี
2559”, 24 มิถุนายน 2559, คณะสถาปัตยกรรม
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , หน้า 39-54.
[7] กุลพัชร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และเกรียงไกร เกิด
ศิริ (2559). เรือนแถวพื้นถิ่นในภูมิทัศน์ย่าน
ประวัติศาสตร์ตลาดล่างถนนพระราม จังหวัดลพบุรี,
วร สาร วิชาก าร ค ณะ ส ถ า ปั ตย กร ร ม ศ า ส ต ร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 (มกราคม -
มิถนุ ายน), หน้า 78-98. อ้างถงึ อาทติ ย,์ 2555: 142.

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

236

CE54

การจดั ทำบญั ชีหมุดหลกั ฐานควบคมุ ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน
Create the control point in Rajamangala University of Technology Isan

ปรเมธ ปะตังถาโต1 , อษั ฎายุธ นามโน1 , อชริ วทิ ย์ ประเสริฐ1 , อนนั ต์ ศรีเดช1 และ สมพนิ ิจ เหมืองทอง1,*

1 สาขาวศิ วกรรมสำรวจ คณะวศิ วกรรมศาสตรแ์ ละสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน นครราชสีมา
* [email protected]

บทคดั ยอ่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 330 ไร่ มีการจัดการเรียนการ

สอนหลักสตู รวิศวกรรมสำรวจมานาน โดยความสำคัญของการเรียนการสอนวชิ าการสำรวจคือการลงสนามสำรวจรังวัดค่า
พกิ ดั ตามทฤษฎีและมาตรฐาน ดว้ ยหมุดควบคมุ เพอื่ การตรวจสอบงาน แต่เน่ืองดว้ ยมหาวทิ ยาลยั มกี ารเปล่ียนแปลงการใช้
พื้นท่ีจึงนำไปสู่การสูญหาย การพังทลาย และการทรุดตัว ของหมุดควบคุมที่มีอยู่เดิม งานวิจัยน้ีได้จัดทำบัญชีหมุด
หลักฐานควบคมุ ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน นครราชสมี า โดยการรงั วัดตามมาตรฐานการสำรวจรังวัด
ดว้ ยดาวเทยี มแบบจลน์ เพื่อบ่งชถ้ี งึ คา่ พิกัดทางราบของหลกั หมดุ ที่จดั ทำขึน้ ใหม่ ผลการจดั ทำบัญชีหมดุ หลักฐานควบคุมที่
ได้นส้ี ามารถนำไปใชส้ ำหรับการเรียนการสอนงานสำรวจในมหาวิทยาลยั รวมถึงสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในงานก่อสร้าง
อาคาร ถนน งานระบบระบายน้ำ และงานอน่ื ท่เี กยี่ วข้องได้
คำสำคญั : บญั ชีหมุดหลกั ฐานควบคมุ , วศิ วกรรมสำรวจ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน

Abstract
Rajamangala University of Technology Isan (RMUTI) covers area approximately 330 rai. RMUTI

has been taught via Survey Engineering for long time ago. The importance of teaching and learning is
ground survey which to survey the coordinate is according to the theory and standard. The standard of
coordinate has the control points. The university has area changed include collapse, loss and subsidence
of the control points. This research establishes the evidence control points in the Rajamangala University
of Technology Isan, Nakhon Ratchasima. The newly 7 control points measurement by kinetic satellite
surveying standard to indicate the horizontal coordinates. The control points can be used for teaching,
survey work in the university including can be used in the construction of buildings, roads, drainage
systems and other relate work.
Keywords: control point, Survey Engineering, Rajamangala University of Technology Isan

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

237

CE54

1. บทนำ (Control Station) หมายถึง แม่ข่ายซึ่งทำหน้าที่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประมวลผลข้อมูลดาวเทียมจัดเก็บข้อมูลและสำรอง
ข้อมลู (Data Storage) ของระบบโครงข่ายการสำรวจ
นครราชสมี า (มทร.อีสาน) ตั้งอยตู่ ำบลในเมือง อำเภอ รังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
เมือง จังหวัดนครราชสีมา ครอบคลุมพื้นท่ีประมาณ และสถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิงและ
330 ไร่ มีการจัดการเรียนการสอนมานานกว่า 60 ปี ระบบสื่อสาร (Communication System) หมายถึง
สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอนของ สถานีรับสัญญาณดาวเทยี มซงึ่ เป็นตำแหนง่ ท่ีมีค่าพิกัด
วิศวกรรมสำรวจ คือการลงสนามสำรวจรังวดั ค่าพิกัด ของหมุดหลักฐานแผนที่ถูกติดตั้งอย่างถาวรเพื่อส่ง
ตามทฤษฎีและมาตรฐาน ซึ่งต้องมีหมุดควบคุม ข้อมูลดาวเทียม ณ ตำแหน่งที่ติดตั้งไปยังสถานี
ทางการสำรวจภาคสนาม แต่เน่ืองดว้ ยมหาวิทยาลัยมี ควบคุมตลอดเวลาโดยจะบนั ทึกขอ้ มูลทกุ วินาที [1]
การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่จากอดีตเป็นอย่างมาก
การเปลีย่ นแปลงดงั กล่าวรวมไปถงึ การสญู หาย การผุ 2.2 แบบแสดงรายละเอียดหมุดหลกั ฐาน
พัง และการทรุดตัว ของหมุดควบคมุ ท่มี ีอย่เู ดมิ แบบแสดงรายละเอียดหมุดหลักฐาน

หมุดหลักฐานควบคุม เป็นวัตถุถาวรท่ีสร้างข้ึนมา (Descriptions) เป็นแบบบันทึกรายละเอียด และ
โดยการตอกหรอื ฝงั ลงไปในพน้ื ดินอย่างมั่นคงแข็งแรง ขอ้ มลู ทีส่ ำคัญของหมดุ หลกั ฐาน เพอ่ื ให้สามารถค้นหา
เพอื่ ใหเ้ กิดประโยชนต์ ่อการปฏบิ ัตงิ านสำรวจ งานวิจัย หมุดหลักฐานนัน้ ไดง้ ่ายข้อความอธบิ ายรายละเอียดใน
นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบัญชีหมุดหลักฐานควบคมุ แบบสถานที่ตั้งหมุดหลักฐานต้องสั้น กะทัดรัด มี
ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ใจความทส่ี มบรู ณ์และเป็นแบบเดียวกนั [2]
นครราชสีมา โดยการทำรงั วัดดว้ ยดาวเทยี มแบบจลน์
เพื่อใชแ้ สดงพิกัดทางราบท่ีตัง้ ของหลกั หมุดที่ได้จัดทำ 2.3 หมายพยาน
ข้ึนใหมท่ ง้ั สนิ้ 7 หมดุ เพื่อความสะดวกในการค้นหาหมุดหลักฐานถาวร

2. ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ ง ควรมีหมายพยาน (Reference marks) อย่างน้อย 2
การจัดทำหมุดหลักฐานควบคุมโดยการวัดระยะ แห่ง ซึง่ หมายพยานอาจเป็นสง่ิ กอ่ สร้างถาวร หรือวสั ดุ
ตามธรรมชาติที่เด่นชัด อยู่ใกล้หมุดในรัศมีประมาณ
ตามแนวราบดว้ ยเครือ่ งมือและวิธีที่แตกตา่ งกันไปตาม 30 เมตร โดยวัตถุหมายพยานต้องไม่ถูกทำลายหรือ
วตั ถุประสงค์ ซงึ่ ในการทำวิจัยคร้งั นี้ใช้การสำรวจด้วย ศนู ยห์ ายไป [2]
ดาวเทียมแบบจลน์

2.1 การสำรวจรงั วดั พิกัดโดยใชด้ าวเทียมแบบจลน์ 2.4 การเลือกทีต่ ้งั หมุดหลักฐาน
การรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์เป็นการ ตำแหน่งที่สร้างหมุดหลักฐานต้องพิจารณาเลือก

สำรวจรังวัดซึ่งได้ค่าพิกัดฉากทันที ณ เวลาที่ทำการ ตำแหน่งท่ีเหมาะสม เพื่อให้หมุดหลักฐานที่สร้างข้นึ มี
รังวัดในบริเวณพื้นที่ระบบโครงข่าย การรังวัดด้วย ความหม่ันคง [2] โดยพจิ ารณาจาก (1) เปน็ ตำแหนง่ ที่
ดาวเทียมแบบจลน์ ประกอบด้วยสถานีควบคุม มั่นคงแข็งแรง (2) เป็นตำแหน่งที่ยากต่อการทำลาย

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

(3) เป็นตำแหน่งที่เด่นชัดง่ายต่อการค้นหา และ (4) 238
กรณีของการสร้างหมุดหลักฐานเพื่อรังวัดพิกัดด้วย
เ ค ร ื ่ อ ง ร ั บ ส ั ญ ญ า ณ ด า ว เ ท ี ย ม ใ ห ้ เ ล ื อ ก ต ำ แ ห น ่ ง ที่ CE54
เหมาะสมซึ่งจะต้องอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งเพื่อให้รับ
สัญญาณจากดาวเทยี มไดด้ ี เป็นตน้ 3.1 การกำหนดจุดเพ่ือวางหมดุ หลักฐานควบคุม
การกำหนดจุดเพื่อวางหมุดหลักฐานควบคุมหลกั
2.5 ค่าเฉลีย่ เลขคณิต (Arithmetic Mean)
ใช้หลักการว่าให้ทกุ หมุดอยู่ในแนวเสน้ ตรงเพ่ือใหก้ าร
การรังวัดเพื่อจัดทำบัญชีหมุดควบคุม ด้วยการ ทำรังวัดทำได้โดยง่ายและเกิดความถูกต้องที่สุด โดย
งานวิจัยน้ีทำการรังวัดพิกัดหมุดหลักฐานควบคุมหลัก
จำนวน 9 หมดุ แบง่ เปน็ หมุดหลักฐานของกรมที่ดนิ 2
หมุด และเป็นหมุดหลักฐานใหม่ 7 หมุด ดังแสดง
ตำแหนง่ หมุดหลักฐานทจี่ ัดทำในรปู ท่ี 2

เก็บขอ้ มลู พิกัดจำนวน 3 คร้งั และนำมาหารโดยใช้วิธี

ค่าเฉลยี่ เลขคณิต [3] ดังสมการที่ (1)

̅ = ∑ (1)



เมอ่ื ̅ คอื คา่ เฉล่ียของขอ้ มลู ท่รี งั วดั

Σx คือ ผลบวกของขอ้ มูล

n คือ จำนวนขอ้ มลู ทัง้ หมด

3. พ้นื ทีศ่ กึ ษา
การสำรวจหมุดหลักฐานควบคุม ในพื้นที่

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา
ดงั แสดงในรูปที่ 1

รูปท่ี 2 ตำแหน่งของหมุดหลักฐานควบคมุ หลัก

4. ผลการศกึ ษา
ผลการสำรวจรังวัดค่าพิกัดบริเวณมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน โดยใช้การสำรวจด้วย
ดาวเทยี มแบบจลน์ ได้ผลดงั แสดงในตารางที่ 1 ซึ่งผล
การสำรวจรังวัดแสดงค่าพิกัดของหมุด N, E และ Z
ทั้งสิ้น 7 หมุด ดังแสดงรายละเอียดหมุดในรูปที่ 3
และ 4

รูปที่ 1 พื้นท่ีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
นครราชสมี า

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

239

ตารางท่ี 1 ค่าพิกัดและระดบั ของหมดุ หลกั ฐานควบคุม CE54

ช่อื หมุด N คา่ เฉลีย่ E คา่ เฉลย่ี Z คา่ เฉลี่ย
A 1658688.1619 1658688.165 190294.2181 190294.2174 169.8279 169.8234
B 1658688.1645 1658374.144 190294.2184 190997.2581 169.8274 170.024
C 1658688.1683 1658138.768 190294.2156 190454.8332 169.8148 169.8655
D 1658374.1427 1658122.738 192330.5972 190820.3224 170.0206 169.3877
E 1658374.1408 1658507.033 190330.5895 190708.415 170.0119 169.4311
F 1658374.1498 1658869.148 190330.5875 190824.9951 170.0396 169.5821
G 1658138.7705 1658834.588 190454.834 190625.2103 169.8834 169.7416
H 1658138.7759 1658549.396 190454.8364 190028.718 169.8856 172.881
I 1658138.7565 1658560.467 190454.8291 190032.6563 169.8274 170.8833
1658089.4064 190820.3186 169.3791
1658189.4048 190820.3241 169.3896
1658089.4034 190820.3244 169.3944
1658507.0338 190708.4143 169.437
1658507.0322 190708.4141 169.4306
1658507.0320 190708.4165 169.4257
1658869.1462 190824.9936 169.5804
1658869.1465 190824.9959 169.5856
1658869.1499 190824.9958 169.5804
1658834.5865 190625.212 169.7466
1658834.5895 190625.2113 169.7457
1658834.5882 190625.2075 169.7326
1658549.397 190028.719 172.881
1658549.397 190028.717 172.881
1658549.395 190028.719 172.881
1658560.449 190032.66 170.883
1658560.505 190032.652 170.884
1658560.448 190032.657 170.883

รปู ที่ 3 หมดุ รังวดั ควบคุมใหม่ 7 หมุด

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

240

CE54

5.อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ
การสำรวจรงั วัดค่าพกิ ัดของหมุดหลกั ฐานควบคุม

ในพื้นท่ีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
นครราชสีมา โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจด้วย
ดาวเทยี มแบบจลน์ ทำใหไ้ ด้คา่ พกิ ัด N และ E และค่า
ระดับ ของแต่ละหมดุ หลักฐานที่ผู้วิจยั ได้วางแผนการ
วางตำแหน่งหมุดหลักฐานควบคุมไว้กระจาย
ครอบคลุมพื้นท่ีมหาวิทยาลัย อย่างมีค่าท่ีถูกต้องและ
น่าเชื่อถือ [4] ซึ่งรายละเอียดบัญชีหมุดหลักฐาน
ควบคุมที่ได้นี้ สามารถนำไปใช้สำหรับการเรียนการ
สอนงานสำรวจรังวัดในมหาวิทยาลัย รวมถึงสามารถ
นำไปใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างอาคาร ถนน และ
งานระบบระบายนำ้ เปน็ ต้น

6. เอกสารอา้ งองิ
[1] ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรังวัดโดยระบบ
โครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK
Network) ในงานรังวัดเฉพาะรายพ.ศ. ๒๕๕๘ ค้นหา
https://www.dol.go.th/DocLib5/rtk_network.p
df วนั ทีค่ น้ ข้อมูล 23 มิถุนายน 2563
[2] คู่มือปฎิบัติการวางหมุด ค้นหาจากเว็บไซต์:
http://www.rid5.net/upload/wm/12.pdf. ว ั น ที่
ค้นข้อมลู 23 มิถนุ ายน 2563
[3] ค ่ า เ ฉ ล ี ่ ย เ ล ข ค ณ ิ ต ค ้ น ห า จ า ก เ ว ็ บไ ซ ต์ :
http://www.stvc.ac.th/elearning/stat/csu2.ht
ml. วันที่ค้นข้อมูล 25 มกราคม 2563
[4] กรมที่ดิน. 2558. ระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการ
รังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบ
จลน์ (RTK Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย พ.ศ.
2558. ค้นหาจากเว็บไซต์ https://www.dol.go.
th/DocLib5. วนั ท่ีค้นขอ้ มูล 20 มกราคม 2563

รปู ที่ 4 รายละเอยี ดหมุดรงั วดั ควบคุมใหม่ 7 หมุด

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

241

CE55

การจดั ทำแผนที่มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสมี า
โดยอากาศยานไรค้ นขับและการรังวัดแบบจลน์

Mapping of Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima
using unmanned aircraft and kinetic survey

ชลธชิ า ศรีสังวาลย์1 ศิรริ ักษ์ หว้ ยพรมราช1 ขนิษฐา ชยั บรรดิษฐ2 และ สมพนิ จิ เหมอื งทอง1,*

1 สาขาวศิ วกรรมสำรวจ คณะวศิ วกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสมี า
2 สาขาวศิ วกรรมเคร่ืองจักรกลเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน นครราชสมี า

* [email protected]

บทคดั ย่อ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา เปลี่ยนแปลงการใช้พื้นท่ีเพื่อการพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง

อาคาร และพ้นื ทส่ี ีเขยี ว ซ่ึงการจัดการใช้ประโยชนข์ องพื้นท่คี วรไดร้ ับการวางแผนเพื่ออนาคต โดยอาศยั แผนที่การใช้ที่ดิน
ที่เปน็ ปจั จุบนั งานวจิ ยั นีไ้ ดจ้ ดั ทำแผนทก่ี ารใช้ประโยชน์ทีด่ ินในพื้นทมี่ หาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน นครราชสีมา
ด้วยการรังวัดสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับและการรังวัดแบบจลน์ ผลการสำรวจทั้งสองวิธีได้ค่าพิกัดต่างกันระหว่าง
0.003-0.058 เมตร ส่วนค่าระดับมีความต่างกันระหว่าง 0.001-0.383 เมตร ทั้ง 8 หมุดสำรวจ ซึ่งทุกค่าความแตกต่าง
พิกัดและระดับอยู่ในช่วงค่าที่สามารถยอมรับได้สำหรับงานสำรวจชั้นสาม ดังนั้นแผนที่ที่ได้สามารถนำไปใช้เพื่อ
ประกอบการตัดสนิ ใจการบรหิ ารจัดการพ้ืนท่มี หาวทิ ยาลยั ได้อย่างถกู ตอ้ ง
คำสำคัญ: การใช้ประโยชนข์ องพืน้ ที่, อากาศยานไรค้ นขับ, การรังวัดแบบจลน์, มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน,
นครราชสมี า

Abstract
Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima has continuously changed of

the lauduse including the development of buildings and green spaces. The management of the area
should be planned for the future by using the current landuse map. This research has developed a
landuse map of the Rajamangala University of Technology Isan, Nakhon Ratchasima. This study use two
methods as unmanned aircraft and kinetic surveying. The results showed that the different coordinate
of two methods between 0.003-0.058 meters while the level values were different between 0.001-0.383
meters at all 8 control points. All values of the coordinates and the levels were within the acceptable
range for third survey class. Therefore, the map can be used to make accurate decisions for management
area of the university.
Keywords: land use, unmanned aircraft, kinetic survey, Rajamangala University of Technology Isan,
Nakhon Ratchasima

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

1. บทนำ 242
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
CE55
นครราชสีมา มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของ
พืน้ ท่ีอย่างต่อเนอ่ื ง ท้ังการพฒั นาสิ่งปลูกสร้าง อาคาร สภาพการจราจร และการลำเลียงขนส่ง เป็นต้น
และพนื้ ที่สเี ขียว เพอื่ สง่ เสริมพัฒนาด้านการเรียนการ ตามปกติหลักการทำงานของโดรนใช้เพื่อเป็นตัว
สอนร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อมในรัว้ มหาวิทยาลยั ตรวจจบั ขนสง่ วิจยั โจมตี ค้นหาและชว่ ยเหลอื [2]
ทั้งนี้การจัดการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ควรได้รับการ
วางแผนเพื่ออนาคต โดยอยบู่ นพน้ื ฐานของเครื่องมือที่ 2.2. การรังวัดด้วยดาวเทยี มแบบจลน์
สามารถแสดงให้เห็นความเป็นไปได้อย่างชัดเจนและ การรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (Real Time
รวดเร็ว เช่นดัง แผนที่การใช้ที่ดนิ (Landuse)
Kinematics, RTK) เปน็ การสำรวจรงั วดั ซง่ึ ทำให้ได้ค่า
งานวิจัยนีไ้ ด้จัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ท่ีดินใน พิกัดฉากทันที ณ เวลาท่ีทำการรังวัด ในบริเวณพื้นที่
พื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ระบบโครงข่าย การรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์
นครราชสีมา โดยการรังวัดสำรวจด้วยอากาศยานไร้ ประกอบด้วยสถานีควบคุม (Control station) สถานี
คนขับและการรังวัดแบบจลน์ ซึ่งแผนที่ที่ได้สามารถ รับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิงและระบบสื่อสาร
นำไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจเรื่องบริหารจัดการ (Communication system) [3]
บนพน้ื ที่มหาวิทยาลยั ต่อไปได้
2.3 แผนท่ภี าพถ่าย
2. ทฤษฎีและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง แผนท่ีภาพถ่าย (Photo map) เป็นแผนที่ซึ่งมี
เทคนิคการสกดั ค่าความสงู ของพน้ื ท่ี โดยใช้ข้อมูล
รายละเอียดจากกล้องถ่ายภาพโดยการบินถ่ายภาพ
ภาพถ่ายทางอากาศยานไร้คนขับ ร่วมกับโปรแกรม จากเครื่องบินหรือดาวเทียม การผลิตแผนที่ทำด้วย
สำเร็จรูป ในการประมวลผลภาพ ทำให้ได้แผนที่ วธิ ีการนำเอาภาพถ่ายมาดัดแก้ แลว้ นำมาต่อเป็นภาพ
ภาพถา่ ยท่ีมคี ณุ ภาพ [1] แผ่นเดียวกัน จากนั้นนำมาใส่เส้นโครงพิกัด ใส่
รายละเอียดประจำขอบระวาง ทั้งน้ีแผนที่ภาพถ่าย
2.1 อากาศยานไรค้ นขับ สามารถทำไดร้ วดเรว็ [4]
อาก าศยาน ไ ร ้คนขับ (Unmanned Aerial
3. การดำเนนิ การศกึ ษา
Vehicles, UAVs) หรือ โดรน (Drone) เป็นเทคโนโลยี 3.1 พนื้ ทศ่ี กึ ษา
ทำหน้าที่ในการบงั คับเคร่อื งบนิ แทนมนษุ ย์ ซึ่งเขา้ มามี
บทบาทต่อรปู แบบกิจกรรมหลากหลายต่างจากอดีตที่ การจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการ
โดรนถูกใช้ในการทหารและภารกิจป้องกันประเทศ รังวัดสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับและการรังวัด
เป็นหลัก การใช้โดรนเพื่อบันทึกภาพหรือเหตุการณ์ แบบจลน์ ในพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
จากมมุ สงู การสำรวจพ้ืนทกี่ ารเกษตรและชลประทาน อีสาน นครราชสมี า ครอบคลมุ พนื้ ท่ีประมาณ 330 ไร่
การสำรวจท่อส่งก๊าซ การเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ทิศเหนือติดถนนสุรนารายณ์ ทิศใต้ติดคลองตะคอง
ใหม่ ทิศตะวันออกติดชุมชนมหาชัย ทิศตะวันตกติด
มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา ดงั แสดงในรปู ที่ 1

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

243

CE55

3.2 การวางแผนการบนิ
การวางแผนการบินเป็นการเลือกพื้นท่ีบินและ

พิจารณาพกิ ัดบนแผนทก่ี ่อนจะนำโดรนขนึ้ บิน ซึ่งการ
ออกแบบไฟต์บินร่วมกับการกำหนดจุด GCP ใน
งานวจิ ยั นจ้ี ำนวน 8 จุด แตล่ ะจดุ กระจายทั่วพื้นที่โล่ง
ห่างจากเสาไฟและต้นไม้อย่างน้อย 30 เมตร การนำ
เครอ่ื งขึน้ บินแนวดิง่ ที่ความสูง 90 เมตร ตามแผนการ
บินท่ีออกแบบไว้ ดงั แสดงในรปู ท่ี 3

รูปท่ี 1 พื้นท่ีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
นครราชสีมา

3.1 การกำหนดจุดควบคมุ ภาพถ่ายภาคพ้ืนดนิ รปู ท่ี 3 การออกแบบไฟต์บนิ โดรน
การกำหนดจุดควบคุมภาพถ่ายภาคพื้นดิน
การนำเครื่องขึ้นบินต้องกำหนดพื้นที่ให้มีการ
(Ground Control Point, GCP) โดยทุกจุดต้องอยู่ใน ซ้อนทับ (Over lay) 60 : 80 โดยการบินจะบินตาม
ที่โล่งแจ้ง ห่างจากเสาไฟฟ้า ต้นไม้ และอาคารอย่าง กรอบด้วยการบินกลับไปมาตามจุดที่กำหนด ใน
นอ้ ย 30 เมตร เน่ืองจากจดุ บังคับภาพถ่ายจำเป็นต้อง ระหวา่ งท่บี ินอุปกรณจ์ ะเก็บข้อมลู ดว้ ยการถ่ายภาพไป
เห็นเด่นชัดบนภาพ และชี้ชัดให้ได้บนภาคพื้นดิน [1] พรอ้ มกนั
ทั้งสิน้ 8 จดุ ดงั แสดงในรปู ท่ี 2

รปู ท่ี 2 ตำแหน่งจดุ ควบคมุ ภาพถ่ายภาคพ้ืนดิน 3.3 การเก็บข้อมลู ภาคพื้นดิน
การเก็บข้อมูลภาคพื้นดินโดยการเก็บค่าระดับ

แบบจลน์ RTK ด้วยเครื่องรับสัญญาณซึ่งติดตัง้ เครื่อง
สถานีหลกั ไวบ้ นหมดุ หลักฐานกรมท่ีดินบริเวณทางเข้า
ประตู 2 ของมหาวิทยาลัย และนำเครื่องสถานี
เคลื่อนทไี่ ปวางไว้บนตำแหน่งทไ่ี ดก้ ำหนดจุด GCP ทั้ง
8 จุดตามที่กำหนดไว้เพื่อหาค่าพิกัดที่ถูกต้อง
ภาคพืน้ ดิน

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

244

CE55

4. ผลการศกึ ษา ตารางท่ี 2 ค่าพิกัดจากการรงั วดั แบบจลน์
การเกบ็ ข้อมูลค่าพกิ ัดและระดบั จากอากาศยานไร้
หมดุ N EZ
คนขบั และการรงั วัดแบบจลน์ ไดผ้ ลต่อไปนี้
A1 1659059.982 189944.384 176.505

A2 1658888.933 189868.068 176.534

4.1 ผลการรังวัดดว้ ยอากาศยานไร้คนขบั A3 1658634.54 190114.983 175.495
การสำรวจรังวัดข้อมูลด้วยอากาศยานไร้คนขับ
A4 1658634.551 190114.983 175.951
พ ื ้ น ท่ี ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย เ ท ค โ น โ ล ย ี ร า ช ม ง ค ล อ ี ส า น
นครราชสีมา ไดค้ ่าพกิ ัดในตารางท่ี 1 A5 1658634.552 190114.983 175.977

A6 1658810.022 190280.315 175.890

A7 1659113.863 190227.401 176.653

A8 1659173.389 190451.843 176.343

ตารางที่ 1 ค่าพกิ ัดจากอากาศยานไรค้ นขับ

จุด ค่าพิกัด ตารางที่ 3 คา่ ความแตกตา่ งของพกิ ัด

GCP X YZ จุด คา่ ตา่ งพกิ ัดระหวา่ ง RTK กบั Drone

A1 1659060.040 189944.280 176.314 GCP X YZ

A2 1658888.930 189868.020 176.534 A1 0.058 0.104 0.191

A3 1658634.550 190115.030 175.497 A2 0.003 0.048 0.001

A4 1658634.600 190114.953 175.902 A3 0.010 0.046 0.002

A5 1658634.501 190114.934 176.361 A4 0.049 0.031 0.050

A6 1658810.040 190280.270 175.724 A5 0.051 0.049 0.383

A7 1659113.790 190227.405 176.495 A6 0.018 0.045 0.166

A8 1659173.400 190451.890 176.342 A7 0.073 0.003 0.159

A8 0.011 0.046 0.001

4.2 ผลการวัดแบบจลน์ 4.3 แผนท่ีมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน
การสำรวจรังวัดข้อมูลแบบจลน์ในพื้น ที่ นครราชสีมา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา แผนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
ไดค้ า่ พิกดั ในตารางที่ 2 นครราชสีมา ที่จัดทำขึ้นนี้สามารถแสดงให้เห็นถึง
รายละเอียดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเป็น
จากการสำรวจข้อมูลค่าพิกัดและระดับจาก ปัจจุบัน ชัดเจน และมีความถกู ตอ้ งทั้งค่าพิกดั และค่า
อากาศยานไร้คนขับและการรังวัดแบบจลน์ ได้แสดง ระดบั ดงั แสดงในรูปที่ 4
ค่าความต่างของทั้งสองวิธีไว้ในตารางที่ 3 ได้ ซึ่งค่า
พิกัดและระดับจากทั้งสองวิธีไม่แตกต่างกันมาก
สามารถยอมรับได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำข้อมูลไปจัดทำ
แผนทีม่ หาวทิ ยาลยั ต่อไป

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

245

CE55

รปู ท่ี 4 แผนทม่ี หาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน ค้น จาก เว ็บไ ซ ต์ http://www.agi.nu.ac.th/nred
นครราชสีมา วันทีส่ บื ค้นขอ้ มลู 29 มนี าคม 2563.
[2] ก ุลธ ิดา เด่น ว ิทยาน ัน ท์. 2559. “Drone”
5. อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ. ค้นหาจาก
การจัดทำแผนที่โดยอากาศยานไร้คนขับและการ เ ว ็ บ ไ ซ ต์ https://www.pwc.com/th/en/pwc-
thailand-blogs.
รังวัดแบบจลน์ เป็นการสำรวจรังวัดท่ีใหค้ วามถูกตอ้ ง [3] กรมที่ดิน. 2558. ระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการ
แม่นยำ ทำได้รวดเร็ว และเป็นที่นิยมโดยทั่วไปใน รังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบ
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จลน์ (RTK Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย พ.ศ.
นครราชสีมา เป็นมหาวิทยาลยั ที่มกี ารพฒั นาพ้ืนที่มา 2558. ค้นหาจากเว็บไซต์https://www.dol.go.
โดยตลอดจนถงึ ปจั จุบนั แผนทก่ี ารใช้ประโยชน์ท่ีดินท่ี th/DocLib5 วันทสี่ ืบค้นขอ้ มลู 20 มกราคม 2563.
จัดทำขึ้นน้ีได้มีการตรวจสอบ โดยค่าการสำรวจรังวดั [4] ทวี ทองสว่าง. แผนท่แี ละความเข้าใจเก่ียวกับแผน
พิกัดและค่าระดับพบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตราฐานท่ี ท่ี. กรุงเทพมหานคร: 2520. ค้นหาจากเว็บไซต์
ยอมรับได้ ดังนั้นแผนที่ที่ผลิตได้นี้จึงสามารถใช้ http://www.bangkokgis.com/bangkokgis_2008
ประกอบการพจิ ารณาเพ่ือการพฒั นาในอนาคตได้ วนั ทส่ี ืบค้นข้อมูล 3 กุมภาพันธ์ 2563.

6. เอกสารอ้างอิง
[1] สธุ ติ า ออ่ นนม่ิ . 2561. การศกึ ษาเทคนิคการสกัด
ค่าความสูงของอาคารโดยข้อมูลอากาศยานไร้คนขับ
ในเขคพื้นที่เมือง. ภาควิชาทรัพยากธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร.

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

246

CE56

เครอื่ งวัดนำ้ ฝนแบบประยุกต์
The applied rainfall measurement machine

สมพินจิ เหมอื งทอง1,* คมสัน มว่ งประเสริฐ2 ชุติ ม่วงประเสริฐ3 และ พงศ์ศกั ดิ์ ชลธนสวสั ดิ์3

1 สาขาวศิ วกรรมสำรวจ คณะวศิ วกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน นครราชสีมา
2 แผนกห้องทดสอบโครงข่ายและเครอ่ื งมือ กองระบบสอ่ื สารข้อมลู ฝา่ ยระบบส่อื สาร การไฟฟา้ ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
3 ภาควิชาเกษตรกลวธิ าน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
*ผู้ติดต่อ: * [email protected]

บทคดั ยอ่
เครื่องวัดน้ำฝนแบบประยุกต์ท่ีจัดทำขึน้ นี้เพื่อการวัดน้ำฝน บันทึกและการส่งข้อมูลปริมาณน้ำฝน โดยอุปกรณ์

สามารถสง่ ขอ้ มลู ผ่านระบบ Narrow Band Internet of Things (NBIoT) อยา่ งเปน็ ปจั จบุ นั ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใชง้ านสามารถ
รับขอ้ มูลนำ้ ฝนที่เปน็ ปจั จบุ ัน (real time) ต่อเนือ่ งตลอดเวลา อปุ กรณ์วัดนำ้ ฝนแบบประยกุ ต์จัดทำข้นึ จากวัสดุที่หาซื้อได้
ท่วั ไป สามารถวัดน้ำฝน บันทกึ และส่งข้อมูล ได้เป็นอยา่ งดีตรงตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้หากเคร่อื งวัดนำ้ ฝนแบบประยุกต์ได้
นำไปตดิ ต้ังและใช้งานจริงจะเป็นการสนับสนนุ ใหก้ ารบริหารจัดการน้ำมปี ระสิทธภิ าพ
คำสำคญั : เครือ่ งวดั น้ำฝน, สง่ ข้อมูลออนไลน์, Narrow Band Internet of Things

Abstract
This research aim to apply rain meter that was created for rainwater measurement. Recording

and transmission of rainfall data which the device can transmit data via the Narrow Band Internet of
Things (NBIoT) system. As a result, users allow to receive current rainwater data (real-time) continuously
at all times. The applied rain measuring equipment was made up of commonly available materials. It
can measure rainwater, record and send data well, meet the objectives. However, if the rainwater meter
applied can be installed and actually used, it will support the efficient water management.
Keywords: rain gauge, data online, Narrow Band Internet of Things

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

247

CE56

1. บทนำ ดึงดูดของโลก ละอองน้ำฝนหรือฝนที่ตกลงมาเป็น
ปริมาณน้ำฝนเป็นข้อมูลอุทกวิทยาพื้นฐานที่ ละอองจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหยดน้ำ
ประมาณ 0.5 มลิ ลิเมตร เมือ่ ตกเปน็ ฝนจะมีขนาดเส้น
สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ผ่านศนู ย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร [4]
จากฟ้าของแต่ละพื้นท่ี [1] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะ
แห้งแล้งหรือภาวะน้ำหลากที่อาจเกิดน้ำท่วมขัง 2.1 การวัดน้ำฝน
ตามมา การบริหารจัดการน้ำหรือการพยากรณ์เตือน การวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมในช่วงเวลาหนงึ่
ภัยน้ำท่วมเมือง จำเป็นต้องมีข้อมูลน้ำฝนมาใช้ใน
กระบวนการตัดสินใจของผู้บรหิ ารและผู้รับผิดชอบใน คือการวัดความสงู ของนำ้ ฝนทต่ี กลงบนพน้ื ที่หนงึ่ หรือ
เรือ่ งท่เี ก่ยี วข้อง ซ่ึงการวัดและการบันทึกข้อมูลน้ำฝน เป็นการวัดระดับความลึกของน้ำฝนในภาชนะท่ี
ทำได้หลายวิธี ทั้งวิธีการอย่างง่ายใช้ภาชนะตั้งรองรับ รองรับน้ำฝน โดยภาชนะที่รองรับนำ้ ฝนตอ้ งติดต้งั อยู่
วัดปริมาณน้ำฝนที่ตก และเครื่องวัดปริมาณน้ำฝน ในแนวระดบั และหน่วยท่ีใชว้ ดั นำ้ ฝนนยิ มใช้มิลลิเมตร
แบบที่มีเทคโนโลยีการทำงานที่แตกต่างกันไป [2] (mm) ทั้งนี้ปริมาณน้ำฝนเป็นข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่ง
ปัจจุบนั การวดั น้ำฝนเป็นบทบาทหนา้ ท่ีของหน่วยงาน ในงานอุตุนิยมวิทยา [5]
ภาครฐั และเครอ่ื งวดั ปรมิ าณนำ้ ฝนที่มีใช้ในหน่วยงาน
ด้านการจัดการน้ำส่วนใหญ่เป็นเคร่ืองมือทีส่ ั่งซื้อจาก 2.2. เครือ่ งวดั น้ำฝน
ต่างประเทศ มีใช้งานจำนวนจำกัดไม่ครอบคลุมพื้นที่ เครอื่ งวดั นำ้ ฝนแบ่งออกเป็น 2 รปู แบบ ดงั น้ี
[3] โดยเฉพาะพ้ืนที่ฝนตกและเกิดน้ำท่วมขังในชุมชน 1) เครื่องวัดน้ำฝนแบบไม่บันทึก (non-
เมือง ด้วยในปัจจุบันเหตุการณ์น้ำท่วมขังพื้นที่เมือง
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาในการระบายน้ำ recording rain gauge) เป็นภาชนะทรงกลมท่ีภายใน
ยาวนานขนึ้ มีกรวยเพอื่ รองรับน้ำฝนที่ตกลงมา น้ำฝนทร่ี วบรวมได้
จะไหลลงไปรวมกนั ในภาชนะรองรับ จากน้นั จึงนำน้ำ
งานวิจัยนี้จัดทำเครื่องวัดปริมาณน้ำฝนแบบ ท่เี กบ็ ไวใ้ นเครอื่ งมาตวงอ่านค่าระดับนำ้ ฝน ดังรูปที่ 1
ประยุกต์เพื่อเป็นต้นแบบ เพื่อสามารถติดตั้งใช้
ทดแทนอุปกรณ์วัดน้ำฝนได้ทุกพื้นที่ โดยอุปกรณ์ที่
จัดทำขึ้นสามารถวัด บันทึก และจัดเก็บข้อมูลน้ำฝน
ได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งข้อมูลผ่านระบบ
อ อ น ไ ล น์ ( Narrow Band Internet of Things,
NBIoT) อย่างเป็นปจั จบุ นั

2. ทฤษฎแี ละงานวิจยั ทเี่ กีย่ วข้อง รูปท่ี 1 เครอ่ื งวดั น้ำฝนแบบไมบ่ นั ทึก [6]
ฝนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากละอองไอน้ำใน

อากาศเกาะกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่ออากาศไม่
สามารถรองรับไว้ได้ จึงตกลงมาเป็นหยดน้ำตามแรง

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

2) เครื่องวัดน้ำฝนแบบบันทึก (recording rain 248
gauge) เป็นแบบมีปากกาเขียนด้วยหมึก สำหรับ
บันทึกปรมิ าณน้ำฝนไว้ โดยมีการวัดคา่ ตลอด 24 ชม. CE56
เครื่องวัดน้ำฝนแบบบันทึกแบ่งออกเป็น เครื่องวัด
น้ำฝนแบบชั่ง (weighing rain gauge) ดังแสดงในรูป 3. การจดั ทำเครอื่ งวัดนำ้ ฝนแบบประยกุ ตต์ น้ แบบ
ท่ี 2 และแบบกาลักน้ำ (แสดงในรปู ที่ 3) การจัดทำเครื่องวัดน้ำฝนแบบประยุกต์เป็นตัว

รูปที่ 2 เครื่องวดั นำ้ ฝนแบบชั่ง [6] ต้นแบบ (รูปท่ี 4) ประกอบด้วย แผงโซล่าเซลใช้เพื่อ
การผลิตพลังงาน และนำไปจัดเก็บไว้ในแบตเตอร์ร่ี
เก็บพลังงานสำรอง จากนั้นระบบต่อเข้ากับเครื่อง
แปลงพลังงานก่อนส่งพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่อุปกรณ์
จัดเก็บข้อมูล ซึ่งในแผงควบคุมของอุปกรณ์นี้
ประกอบด้วย พอร์ตจัดเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถจัดเก็บ
ข้อมูลปริมาณน้ำฝน โดยอุปกรณ์เชื่อมต่อกับ
คอมพิวเตอร์ด้วยการส่งสัญญาณด้วยระบบ Narrow
Band Internet of Things (NBIoT) ผลจากการวดั ค่า
ปริมาณน้ำฝนจะถกู สง่ ข้อมลู ไปที่คอมพวิ เตอร์ทุกๆ 10
วินาที ด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ รูปท่ี 5
และ 6 แสดงอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบ NBIoT และ
อุปกรณ์ท่ไี ดป้ ระกอบแลว้

รูปที่ 4 อปุ กรณ์ประกอบเคร่อื งวัดนำ้ ฝนแบบประยุกต์

รปู ท่ี 3 เครื่องวัดนำ้ ฝนแบบกาลักน้ำ [7]

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

249

CE56

4. ผลทดลองการทำงานเครื่องวัดน้ำฝนประยุกต์
ต้นแบบ

การทดลองการทำงานของเครื่องวัดน้ำฝนแบบ
ประยุกต์ต้นแบบ โดยผู้วิจัยทำการติดตั้งเครื่องวัด
น้ำฝน ดังแสดงในรูปท่ี 7 และทำการทดลองตรวจวัด
คา่ ปริมาณน้ำฝน ดังแสดงผลการตรวจวัดในรปู ที่ 8

รปู ที่ 5 อุปกรณ์เชอ่ื มต่อระบบ NBIoT

รปู ที่ 7 เครอ่ื งวดั น้ำฝนตน้ แบบ

รูปท่ี 6 ประกอบเคร่ืองวัดน้ำฝนแบบประยุกต์ รปู ท่ี 8 การตรวจวดั ค่าปรมิ าณนำ้ ฝน

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

5. อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ 250
เครื่องวัดน้ำฝนแบบประยุกต์เป็นการศึกษาเพ่ือ
CE56
ประดิษฐอ์ ุปกรณ์ตรวจวัดนำ้ ฝนต้นแบบ ซง่ึ สามารถวดั
บันทึก และจัดเก็บข้อมูลปริมาณน้ำฝนได้อย่าง [7] Nicholas P. C. 1966. Machine Device and
ต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ที่ทำวิจัยขึ้นนี้สามารถส่งข้อมูล Instrumentation. McGraw-Hill. New York. 258
ผ่านระบบ Narrow Band Internet of Things ได้ pp.
อย่างเป็นปัจจุบันและต่อเนื่องตลอดเวลา อุปกรณ์
สามารถสง่ ข้อมูลเขา้ คอมพิวเตอร์และแสดงผลทุก 10
วินาที ผลจากการทดสอบอุปกรณ์ตรวจวัดน้ำฝนแบบ
ประยุกต์ต้นแบบนี้สามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงและ
นำไปใช้งานได้จริง และหากได้นำอปุ กรณ์ท่ีพัฒนาขึน้
นี้ไปติดตั้งและตรวจวัดน้ำฝนที่สถานีวัดน้ำฝนของ
หน่วยงานทมี่ ีเครือ่ งมอื วัดน้ำฝนมาตรฐาน จะเป็นการ
เทียบสอบประสิทธิภาพของเครื่องวัดน้ำฝนแบบ
ประยุกต์ต้นแบบได้ ซึ่งเป็นการสนับสนนุ ยืนยันความ
เท่ียงของอปุ กรณ์ก่อนนำไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ไป

6. เอกสารอ้างอิง
[1] กีรติ ลีวัจนกุล. 2552. วิศวกรรมชลศาสตร์.
มหาวทิ ยาลัยรงั สติ , กรงุ เทพฯ. 959 น.
[2] กีรติ ลีวัจนกุล. 2552. อุทกวิทยา. มหาวิทยาลัย
รังสติ , กรุงเทพฯ. 681 น.
[3] สำนักอุทกวิทยาและบริหารน้ำ. 2542. คู่มืออุทก
วทิ ยา. กรมชลประทาน กรงุ เทพฯ.217 น.
[4] Chow, V.T. Open-Channel Hydraulics,
McGraw-Hill, NY,1959 Liggett, J.A. Intermediate
Fluid Mechanics . McGraw-Hill, NY, 1994
[5] วีรพล แต้สมบัติ. 2533. หลักอุทกวิทยา .
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ. 256 น.
[6] David G.A., M. B. Histand. 2003. Introduction
of Mechatronics and Measurement Systems.
McGraw-Hill. USA. 289 pp.

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า


Click to View FlipBook Version