The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunnywalker25 38, 2020-07-19 15:52:07

CE1-60_pagenumber (2)

CE1-60_pagenumber (2)

51

CE08

การปรับมุมเอียงอิสระในการใช้งานเพอ่ื ยดึ ปลายไม้ไผ่ ผลการศึกษาความเหมาะสมด้านความสะดวกใน
เขา้ ด้วยกนั การประกอบและก่อสร้าง

รปู ที่ 4 ข้อต่อไมไ้ ผเ่ มอ่ื ประกอบเข้าด้วยกนั 1. ด้านทักษะและเครื่องมือที่ใช้ประกอบ ผู้
รปู ที่ 5 อุปกรณป์ ระกอบ ประกอบไม่จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษในการเจาะไม้
รูปที่ 6 วธิ ียึดข้อตอ่ เข้ากบั ปลายไมไ้ ผ่ท่ีบากแลว้ หรือความรู้ในด้านโครงสร้าง สามารถประกอบได้
รปู ที่ 7 ประกอบชน้ิ สร้างเปน็ โครงสรา้ ง โดมทรงกลม เช่นเดยี วกับการถอดประกอบเคร่ืองเรือนทำให้ง่ายใน
การก่อสร้าง เครื่องมือที่จำเป็นในการประกอบเป็น
เครือ่ งมอื ที่มีอยู่ประจำบ้านหรอื ชมุ ชน ไดแ้ ก่

1) เลื่อย หรือเลื่อยวงเดือนไฟฟ้า เพิ่อตัดไม้ไผ่
ให้ได้ความยาวที่กำหนด และเลื่อยเพื่อบากไม้ไผ่ตาม
แนวยาวสำหรบั การติดต้ังขอ้ ต่อ

2) สว่าน หรือสว่านไฟฟ้า ใช้ในการเจาะเพ่ือ
รอ้ ยโบลต์ให้อปุ กรณป์ ระกอบยดึ ติดกับปลายไมไ้ ผ่

3) ประแจปากตาย หรือประแจเลอื่ น เพ่อื หมนุ
สลักเกลยี วและนอ๊ ตต่าง ๆ ใหแ้ นน่

2. ลักษณะโครงสร้าง ได้รูปแบบโครงสร้างที่มี
พืน้ ทใี่ ชส้ อยระยะพาดช่วงกว้างมากขน้ึ ง่าย ไม่ยุ่งยาก
ในการประกอบ ติดตั้ง โครงสร้างน้ำหนักไม่มากรับ
นำ้ หนกั หลงั คาผ้าใบโรงเรอื นได้ดี

5. สรปุ ผลการศกึ ษาและอภปิ รายผล
จากการศึกษาการประกอบไมไ้ ผ่ด้วยวิธีการนี้

เป็นการประยกุ ต์และต่อยอดจากภมู ิปญั ญาด้งั เดิมของ
การก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดเล็กด้วยไม้ไผ่ แต่มี
การดัดแปลงให้มีความรวดเร็วมากขึ้นด้วยการใช้
เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้า ร่วมกับการใช้สิ่วเจาะไม้
เพ่ือเจาะแต่งผิวรูกลมให้มีขนาดพอดีกับไม้ไผ่แต่ละ
ท่อนที่มีขนาดแตกต่างกันตามลักษณะของวัสดุ
ธรรมชาติ ซึ่งเป็นกรรมวิธีใกล้เคียงกับการศึกษา
องค์ประกอบและวัสดปุ ระกอบศาลาไมไ้ ผ่ [12,13] ซ่ึง
นับเป็นภมู ิปัญญาที่เกิดจากการประยกุ ต์ ปรับเปลี่ยน
วิถีเพื่อให้เหมาะสมกับการก่อสร้างโดยเน้นความ

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างด้วยการประกอบ 52
ไม้ไผ่แบบดั้งเดิมทำให้พบข้อจำกัดทั้งในด้านความ
หลากหลายทางรูปลักษณ์สถาปัตยกรรม ความยาว CE08
ของช่วงกว้างที่สามารถทำได้จากข้อจำกัดวัสดุ
ตลอดจนการต้องมีเครื่องมือพิเศษและทักษะเฉพาะ รปู ที่ 8 เมือ่ หลังจากประกอบชนิ้ สว่ นเขา้ ดว้ ยกัน
ทางจึงจะสามารถก่อสรา้ งได้ จากข้อจำกดั ดังกล่าว 6. เอกสารอา้ งองิ
[1] ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชีย
จึงสรุปได้ว่าพบปัญหาการใช้งาน ข้อจำกัด แปซิฟิก, ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า. (2557).
การต่อไม้แบบดั้งเดิมจำกัดขีดความสามารถของการ ไผ่กับวิถีชีวิตคนไทย : องค์ความรู้ และรูปแบบการ
ใชไ้ มไ้ ผ่ การรกั ษาเน้ือไมไ้ ผ่จากแมลง ทอ่ นยาว แช่น้ำ จัดการของทอ้ งถิ่น. ISBN : 978 - 616 - 91154 - 6 –
แช่น้ำยา เผาไฟรมควัน การยึดตรึงไมไ้ ผ่ ทกั ษะเชงิ ช่าง 5. กรุงเทพฯ. ดมู ายเบส.
เครื่องมือ อุปกรณ์เจาะรูกลมกลวงเพื่อสอดไม้ไผ่ใน [2] กลุม่ งานแมลงและจุลชวี วทิ ยาป่าไมส้ ํานกั วจิ ยั และ
การก่อสร้างประกอบ ความต้องการชุมชน ศูนย์การ พัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม.้ (มปท). การป้องกัน
เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว ต้องการโรงเรือนพื้นที่ใช้สอย แมลงศตั รทู ำลายไมไ้ ผ่. แหลง่ ทีม่ า
ด้วยวัสดุใกล้ตัวและมีลักษณะโดดเด่นทาง http://forprod.forest.go.th/ เข้าดูเม่อื วนั ท่ี
สถาปัตยกรรมที่สามารถต่อยอดเป็นจุดสนใจ 23/04/2563.
แก้ปญั หาด้วยการออกแบบและคัดเลือกรูปแบบ ลำไผ่ [3] ณฤทธิ์ ไชยคีรี. (2547). โครงสร้างพาดช่วงกว้าง.
ท่อนสัน้ สามารถเพม่ิ ทางเลือกการรกั ษาเน้ือไม้ไผ่ด้วย วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร-
การต้ม ความยาวไม้ไผ่ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 1.20 มหาบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต,
เมตร เลือกไม้ไผเ่ ลีย้ งเน่ืองจากมีลักษณะแนน่ ตัน การ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประกอบยดึ ยดึ ตรึงกบั ขอ้ ต่อดว้ ยการผ่าบากเพ่ือสอด
ขอ้ ต่อและยดึ ตรงึ ให้แน่นดว้ ยสลักเกลยี วและน็อต เม่ือ
ส ร ้ า ง ต้ น แ บ บ เ พ ื ่ อ ท ด ส อ บ แ ล ะ ป ร ะ เ ม ิ น โ ด ย ผ ู ้ ใ ช้
ประโยชน์ สามารถตอบโจทย์จากปัญหาทีพ่ บได้

อยา่ งไรก็ตามการศกึ ษาทดลองเชงิ ปฏิบัติการเพื่อ
หาคำตอบในการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ ไม่มีรูปแบบ
ตายตวั เปน็ การค้นหาปญั หาแก้ใชก้ ระบวนการคิดเชิง
ออกแบบเพื่อแก้ปัญหาที่พบ และให้เป็นไปตามความ
ตอ้ งการของผใู้ ช้งานหรือชุมชนอยา่ งแทจ้ ริง

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

53

CE08

[4] รุ่งพรรษา น้อยจันทร์. (2557). รายงานการวิจัย ไผ่ จ.มหาสารคาม, การประชุมวิชาการเทคโนโลยี
เรื่องการพัฒนาข้อต่อโครงถักไม้ไผ่สำหรับโครงสร้าง อาคารด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 4 (BTAC
สถาปัตยกรรม, วิทยานพิ นธห์ ลักสตู รสถาปัตยกรรมศา 2017). หนา้ 347 – 349.
สตรมหาบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการ [13] รัชนูพรรณ คำสิงห์ศรี. (2561). ความสัมพันธ์
ผงั เมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ขององค์ประกอบศาลา พันธุ์ไผ่ และวัสดุประกอบ ใน
[5] วัชรี สวามิวัศดุ์. (2561). สถาปัตยกรรมเครื่องผกู การก่อสร้างศาลาไม้ไผ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม,
ไม้ไผ่, กรุงเทพฯ: พิมพ์ครั้งที่ 1, สำนักพิมพ์แห่ง วารสารสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย คณะ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , ปีท่ี 17
[6] ส ุ ป ร ี ดี ฤ ท ธ ิ ร ง ค์ . ( 2554) . Thai Bamboo: ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน ประจำปี 2561. หนา้ 75
Material Explored. กรงุ เทพฯ: G7 Publication. – 98.
[7] เสนอ นิลเดช. (2547). เรอื นเคร่ืองผูก. กรงุ เทพฯ :
ดา่ นสุทธาการพิมพ์.
[8] ภชุ งค์ โรจนแ์ สงรตั น์. (2559). การพฒั นารูปแบบ
การสอนโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเป็นฐานเพื่อ
สร้างสรรค์ผลงานที่ปรากฏอตั ลักษณ์ไทยสำหรับนิสิต
นักศึกษาระดับปริญญาบณั ฑติ . วิทยานิพนธ์หลักสูตร
ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาศิลปะ ดนตรี
และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
[9] Suriyun Chansawang. (มปป). โครงสรา้ งพาด
ช่วงยาว. แหล่งทีม่ า http://www.elca.ssru.ac.th
เข้าดูเม่อื วนั ท่ี 4/03/2563.
[10] domerama. (2012) http://domerama.com
Access on 11/04/2020.
[11] ณวฒั น สุทธกิ านต์ และโสภา วิศษิ ฎศกั ดิ์.
(2560). การพัฒนาระบบชิน้ สว่ นสำเรจ็ รปู สำหรับ
ก่อสร้างโดมทรงกลม. การประชมุ วชิ าการระดับชาติ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล คร้งั ที่ 9 (9th
RMUTNC) ราชมงคลสร้างสรรค์กับนวัตกรรมทีย่ ง่ั ยนื
สปู่ ระเทศไทย 4.0.
[12] รชั นูพรรณ คำสงิ ห์ศรี. (2560). ข้อตอ่ และวัสดุที่
ใชป้ ระกอบศาลาไมไ้ ผ่ กรณศี กึ ษา ร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

54

CE11

กำลังอดั ของดินลูกรังผสมปนู ซีเมนต์และน้ำยางพาราสำหรับบลอ็ กประสานไม่รับน้ำหนกั
Compressive Strength of Lateritic Soil Mixed with Cement and Rubber Latex for

Non-bearing Interlocking Blocks

เสริมศักด์ิ ติยะแสงทอง1, เชิดศักด์ิ สขุ ศริ พิ ัฒนพงศ์2,*, ณฐั ญิ า วงละคร2, ชยกฤต เพชรชว่ ย2, จักษดา ธำรงวฒุ 1ิ ,
กฤษฎา ครอสงู เนิน3 และ ฐิตกิ ร โพธศ์ิ รบี ้ิง7

1สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตรแ์ ละสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน
744 ถ.สรุ นารายณ์ อ.เมอื ง จ.นครราชสมี า 30000

2 หน่วยวิจัยเทคโนโลยีโครงสรา้ งพ้ืนฐานและการขนสง่ ทางราง สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตรแ์ ละสถาปตั ยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน 744 ถ.สุรนารายณ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000

3วิทยาลยั นวัตกรรมวิชาชีพ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน 744 ถ.สุรนารายณ์ อ.เมอื ง จ.นครราชสีมา 30000
4วิศวกรโยธาชำนาญการ สำนกั บำรงุ ทาง กรมทางหลวงชนบท 9 ถ.พหลโยธิน แขวงอนสุ าวรยี ์ เขตบางเขน กรงุ เทพฯ 10220

*ผ้ตู ิดต่อ: [email protected], 081-7607722

บทคัดยอ่
งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาบล็อกประสานไม่รับน้ำหนักจากดินลูกรัง, ปูนซีเมนต์ และน้ำยางพารา โดยใช้

ปริมาณปูนซีเมนต์ร้อยละ 0, 1, 3, 5, 7 และ 9 และปริมาณน้ำยางพาราร้อยละ 0, 0.5, 1, 1.5, 2, 2.5 และ 3 ทดสอบ
กำลังอัดแกนเดียวของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์และน้ำยางพาราที่อายุบ่มเท่ากับ 7 วัน ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า
ปรมิ าณปนู ซีเมนต์ และปรมิ าณนำ้ ยางพาราส่งผลต่อกำลังอดั แกนเดียวของดินลูกรงั ผสมปนู ซเี มนต์และนำ้ ยางพารา กำลัง
อัดแกนเดียวของตัวอยา่ งมีค่าเพิ่มขึ้นตามปริมาณปูนซเี มนต์ท่ีเพิ่มขึ้น เนื่องจากปฏิกิรยิ าไฮเดรชัน่ เพิ่ มขึ้น ในทางตรงกนั
ข้ามกำลังอัดแกนเดยี วของตัวอย่างมีค่าเพมิ่ ข้นึ กับปรมิ าณนำ้ ยางพาราทีเพ่มิ ขึน้ จนกระทงั่ ปรมิ าณน้ำยางพาราร้อยละ 1.5
จากน้ันกำลงั อัดแกนเดียวมคี า่ ลดลง เน่อื งจากนำ้ ยางพาราขัดขวางการทำปฏิกิรยิ าของปนู ซเี มนตก์ บั นำ้ กำลังอัดแกนเดียว
สูงสุดของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์และยางพารามีค่าเท่ากับ 2.64 MPa ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มอก. ประมาณ
1.06 เท่า
คำสำคัญ: กำลังอัดแกนเดียว ดินลูกรงั ปูนซเี มนต์ นำ้ ยางพารา

Abstract
This research presented development of non-bearing interlocking blocks from lateritic soil

(LS), cement (C) and rubber latex (RL). The C contents of 0, 1, 3, 5, 7 and 9% and RL contents of
0, 0.5, 1.0, 1.5, 2.0, 2.5 and 3.0 were used in this study. The unconfined compressive strength
(UCS) of LS mixed with C and RL was evaluated at curing time of 7 days. It can be seen that C
content and RL content have an effect on UCS of LS mixed with C and RL samples. UCS of LS
mixed with C and RL samples increased with C content. This is because the increase in hydration
reaction. On the other hand, UCS of LS mixed with C and RL samples increased as RL content

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

55

CE11

increased until RL content of 1.5%. Then UCS of LS mixed with C and RL samples decreased. This

is because excessive RL contents prevent hydration reaction. The maximum UCS of sample was

2.64 MPa, which is higher than strength requirement of Thai Industrial Standards about 1.06 times.

Keywords: unconfined compressive strength, lateritic soil, cement, rubber latex

1. บทนำ ประยุกต์ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง โดยพิจารณาตัวแปร

อิฐบล็อกประสานเป็นวัสดุก่อสร้างที่มกี ารใช้กนั ควบคุมได้แก่ อัตราส่วนผสม (ดินลูกรัง ปริมาณ

อยา่ งแพรห่ ลาย วัตถดุ บิ หลักท่ีใช้ในการผลิตอิฐบล็อก ปูนซีเมนต์ และปรมิ าณนำ้ ยางพารา) และเปรียบเทยี บ

ประสานประกอบด้วยดินและปูนซีเมนต์ เมื่อผสมดิน กำลงั อัดแกนเดียวของบล็อกประสานจากน้ำยางพารา

เขา้ กบั ปูนซเี มนตแ์ ละนำ้ ในอตั ราส่วนท่ีเหมาะสม ก็จะ และปูนซีเมนต์ก ับข้อก ำหนดของ มาตร ฐ าน

ทำการอดั ขน้ึ รูปโดยเคร่ืองอัด เมื่อไดอ้ ายุบ่มท่ีกำหนด ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.57-2530) ซึ่งกำลังอัด

ผ้ผู ลิตกส็ ามารถจำหนา่ ยอิฐบล็อกประสานได้ การผลิต ต้องไม่นอ้ ยกวา่ 2.5 MPa

นั้นเน้นการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ เช่น ดินลูกรัง หินฝุ่น

ทราย หรือวัสดุเหลือทิ้งที่มีความเหมาะสม ผสมกับ 2. วสั ดุและวิธกี ารทดสอบ

ปูนซีเมนต์ และน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสมนำมาอัดขึ้น ดินลูกรังที่ผ่านมาตรฐานเก็บจากบ่อยืม อ.สีคิ้ว

รูปด้วยเครื่องอัดแห้ง บ่มด้วยความชื้นให้แข็งตัว อิฐ จ.นครราชสมี า ดินลูกรังมีค่าความถ่วงจำเพาะเทา่ กับ

บล็อกประสานแบ่งเปน็ 2 ชนิดคือ อิฐบล็อกประสาน 2.68 ขีดจำกัดเหลว (Liquid Limit, LL) และพิกัด

ชนิดรับน้ำหนัก และอิฐบล็อกประสานชนิดไม่รับ พลาสติก (Plastic Limit, PL) ของดินลูกรังเท่ากับ

น้ำหนัก ด้วยขั้นตอนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน ต้นทุนการ ร้อยละ 32.58 และ 10.32 ตามลำดับ ขนาดเฉลี่ย

ผลิตบล็อกประสานจึงแปรผันตามแหล่งดินและ (D50) ของดนิ ลกู รังเท่ากบั 0.42 mm ดินชนิดนจี้ ำแนก

ปูนซีเมนต์ แหล่งดินเป็นต้นทุนคงที่สำหรับพื้นที่การ เป็นดินทรายปนดินเหนียว (SC) ตามระบบเอกภาพ

ผลิตหนึ่ง ดังนั้น ตัวแปรต้นทุนที่สามารถปรับเปลี่ยน (Unified Soil Classification System, USCS) ดั ง

ได้จึงเป็นเพยี งปนู ซเี มนต์ อยา่ งไรก็ตาม ขบวนการผลิต แสดงในรูปที่ 1 รูปท่ี 2 แสดงกราฟการบดอัดของดนิ

ปูนซีเมนต์ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงซ่ึง ลูกรัง หน่วยน้ำหนักแห้งสูงสุดมีค่าเท่ากับ 1.81

ส่งผลเสียต่อสภาวะแวดล้อม และเป็นสาเหตุหลัก ton/m3 และปรมิ าณความช้ืนเหมาะสมเทา่ กับร้อยละ

ก่อใหเ้ กดิ ภาวะโลกรอ้ น (Greenhouse effect) [1-7] 12

จากปัญหาทีก่ ล่าวมาข้างต้นผ้วู จิ ัยมีแนวความคิด

ทีจ่ ะศกึ ษาถงึ ความเปน็ ไปได้ในการนำน้ำยางพารา มา

ประยุกต์ใช้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพ ข้อดีของน้ำ

ยางพารา คือช่วยเพิ่มกำลังรบั แรงอัดและแรงดัด และ

ลดค่าสัมประสิทธ์ิการซมึ ผ่านของน้ำ ดังนัน้ งานวจิ ัยน้ี

จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการพัฒนากำลังอัดของ

บล็อกประสานจากน้ำยางพารา และปูนซีเมนต์ เพ่ือ

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

Percent Finer 100 56

LS 0.100 1.000 10.000 CE11
Particle Diameter (mm)
80 นำดินลูกรัง (Lateritic soil, LS) และปูนซีเมนต์
ปอร์ตแลนด์ (Portland cement, C) มาผสมให้เข้า
60 กนั จากนนั้ ผสมนำ้ ยางพารา, สารเตมิ แตง่ และนำ้ เข้า
ไปในตัวอย่าง และทำการผสมตัวอย่างให้เข้ากัน
40 ทา้ ยสุดตวั อยา่ งจะถูกนำมาอัดขึ้นรูปท่พี ลังงานการบด
อัดแบบสูงกว่ามาตรฐานตามมาตรฐาน ASTM D
20 1557 โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 50
มิลลิเมตร และมีความสูงเท่ากับ 100 มิลลิเมตร และ
0 นำมาบ่มในห้องปฏิบัติการ จนได้ระยะเวลาบ่ม
0.010 ตัวอย่าง 7 วัน เมื่อครบอายุบ่มที่กำหนด นำตัวอย่าง
ไปทดสอบหาค่ากำลังรับแรงอัดแกนเดียวตาม
รูปท่ี 1 ขนาดคละของดนิ ลกู รัง มาตรฐาน ASTM D5102-09 [7] โดยทดสอบแบบแช่
น้ำเป็นเวลา 2 ชั่วโมง และไม่แช่น้ำ แต่ละอัตรา
วัสดุประสาน (Binder, B) ประกอบด้วยน้ำ ส่วนผสมจะเตรียมตัวอย่างจำนวน 3 ตัวอย่าง เพื่อ
ยางพารา, สารเติมแต่ง (โพลิเมอร์) และปูนซีเมนต์ เปน็ ตวั แทนของสว่ นผสมทม่ี คี ่าถูกต้องแมน่ ยำ
ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 โดยใช้อัตราส่วนน้ำยางพารา
ตอ่ สารเตมิ แตง่ เท่ากับ 10:1, ปริมาณนำ้ ยางพาราและ 3. ผลการทดสอบและวเิ คราะหผ์ ล
สารเตมิ แตง่ เท่ากับรอ้ ยละ 0, 0.5, 1, 1.5, 2, 2.5 และ รูปที่ 3 แสดงกำลังแกนเดียวแบบแช่น้ำของดิน
3 ของน้ำหนกั ดนิ ลกู รงั และปริมาณปูนซีเมนต์เท่ากับ
รอ้ ยละ 0, 1, 3, 5, 7 และ 9 ลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำยางพาราที่ปริมาณน้ำ
ยางพาราเท่ากับ 0, 0.5, 1.0, 1.5, 2.0, 2.5 และ 3.0
Dry Unit Weigth (ton/m3) 1.95 Compaction test Ls และปริมาณปูนซีเมนต์เท่ากับ 0, 1, 3, 5, 7 และ 9
18 21 พบว่ากำลังแกนเดียวแบบแช่น้ำของดินลูกรังผสม
1.90 ปูนซีเมนต์ และน้ำยางพารามีค่าเพิ่มขึ้นตามปริมาณ
ปูนซเี มนต์ ในทางตรงกนั ข้าม กำลังแกนเดียวแบบแช่
1.85 d max = 1.81 ton/m3 น้ำของดินลูกรังผสมปูนซเี มนต์ และน้ำยางพารามีคา่
เพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำยางพาราที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่ง
1.80 ปริมาณน้ำยางพาราเท่ากับร้อยละ 1.5 จากนั้นกำลัง
แกนเดียวแบบแชน่ ำ้ ของดินลกู รังผสมปนู ซีเมนต์ และ
1.75 นำ้ ยางพารามคี า่ ลดลง เนื่องจากยางพาราขดั ขวางการ
ทำปฏิกิริยาไฮเดรชั่นของปูนซีเมนต์ อัตราส่วนผสมท่ี
1.70 เหมาะสมของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำ
ยางพาราคือปริมาณปูนซีเมนต์ และปริมาณน้ำ
1.65

1.60

1.55

OMC = 12%

1.50
3 6 9 12 15

Moisture Content (%)

รูปที่ 2 กราฟการบดอดั ของดินลูกรงั

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

57

CE11

ยางพาราร้อยละ 5 และ 1.5 ตามลำดบั ซงึ่ ใหค้ ่ากำลัง รปู ท่ี 4 ความสมั พันธร์ ะหว่างกำลงั อดั แบบไม่แช่นำ้ ที่
แกนเดยี วแบบแชน่ ำ้ เท่ากับ 2.65 MPa อายบุ ่ม 7 วนั ของดินลูกรงั ผสมปนู ซเี มนต์ และ
นำ้ ยางพารา
รูปที่ 4 แสดงกำลังแกนเดียวแบบไม่แช่น้ำของ
ดนิ ลูกรงั ผสมปูนซีเมนต์ และน้ำยางพาราท่ีปริมาณน้ำ
ยางพาราเท่ากับ 0, 0.5, 1.0, 1.5, 2.0, 2.5 และ 3.0
และปริมาณปูนซีเมนต์เท่ากับ 0, 1, 3, 5, 7 และ 9
พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.57-2530) ซึ่งกำลังอัด
ต้องไม่น้อยกว่า 2.5 MPa พบว่าอัตราส่วนผสมท่ี
เหมาะสมของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำ
ยางพาราคือปริมาณปูนซีเมนต์ และปริมาณน้ำ
ยางพาราร้อยละ 3 และ 1.5 ตามลำดบั ซงึ่ ใหค้ า่ กำลัง
แกนเดียวแบบแช่น้ำเท่ากับ 2.64 MPa กำลังแกน
เดยี วแบบไม่แช่น้ำของดนิ ลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำ
ย า ง พ า ร า ม ี ค ่ า ส ู ง ก ว ่ า ก ำ ล ั ง แ ก น เ ด ี ย ว แ บ บ แ ช ่ น้ ำ
อตั ราสว่ นกำลังแกนเดียวแบบแชน่ ำ้ ต่อกำลงั แกนเดียว
แบบไม่แช่น้ำของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำ
ยางพารามีค่าระหวา่ ง 0.5-0.9 ดงั แสดงในรูปที่ 5

รูปท่ี 5 อัตราส่วนกำลงั แกนเดยี วแบบแชน่ ้ำตอ่ กำลงั
แกนเดียวแบบไมแ่ ช่นำ้ ของดินลกู รังผสม
ปูนซีเมนต์ และนำ้ ยางพารา

รปู ที่ 3 ความสมั พันธ์ระหวา่ งกำลังอัดแบบแชน่ ำ้ ท่ีอายุ 4. บทสรุป
บ่ม 7 วนั ของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และนำ้ การปรบั ปรุงคณุ ภาพดนิ ลูกรังคุณภาพต่ำผสม
ยางพารา
ก ั บ ย า ง พ า ร า ส ด แ ล ะ ผ ส ม ป ู น ซ ี เ ม น ต์ ส า ม า ร ถ ส รุป
ผลงานวิจัยไดด้ ังนี้

1. กำลังแกนเดียวแบบแช่น้ำของดินลูกรัง
ผสมปูนซีเมนต์ และน้ำยางพารามีค่าเพิ่มขึ้นตาม

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

ปริมาณน้ำยางพาราที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งปริมาณน้ำ 58
ยางพาราเท่ากับร้อยละ 1.5 จากนั้นกำลังแกนเดียว
แบบแช่น้ำของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำ CE11
ยางพารามคี า่ ลดลง เนื่องจากยางพาราขดั ขวางการทำ
ปฏกิ ริ ยิ าไฮเดรชน่ั ของปูนซเี มนต์ วารสารวิชาการ วิศวกรรมศาสตร์ ม.
อุบลราชธาน.ี , ปที ่ี 9, ฉบบั ที่ 1, หนา้ 83-90.
2. เมื่อ เปร ียบเทียบก ับ มาตร ฐาน [2] เชิดศักดิ์ สุขศิริพัฒนพงศ์, พิมศิลป์ จันทร์
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.57-2530) ซึ่งกำลังอัด ประเสริฐ, ปฏิมาพร สุขมาก และ สุขสันต์ หอ
ต้องไม่น้อยกว่า 2.5 MPa พบว่าอัตราส่วนผสมที่ พิบูลสุข (2557). พฤติกรรมด้านกำลังอัดของ
เหมาะสมของดินลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำ ตะกอนดินประปาเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์. การ
ยางพาราคือปริมาณปูนซีเมนต์ และปริมาณน้ำ ประชุมวชิ าการวศิ วกรรมโยธาแห่งชาติ ครงั้ ท่ี 19,
ยางพาราร้อยละ 3 และ 1.5 ตามลำดับ ซึ่งใหค้ า่ กำลัง ขอนแก่น, 14-16 พฤษภาคม 2557, หน้า 1543-
แกนเดียวแบบแชน่ ้ำเท่ากับ 2.64 MPa 1547.
[3] Suksiripattanapong C., Horpibulsuk S.,
3. กำลังแกนเดียวแบบไม่แช่น้ำของดิน Chanprasert P., Sukmak P. and Arulrajah A.,
ลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำยางพารามีค่าสูงกว่า 2015. Compressive strength development
กำลังแกนเดียวแบบแช่น้ำ อัตราส่วนกำลังแกนเดียว in fly ash geopolymer masonsy units
แบบแช่น้ำต่อกำลังแกนเดียวแบบไม่แช่น้ำของ ดิน manufactured from water treatment
ลูกรังผสมปูนซีเมนต์ และน้ำยางพารามีค่าระหว่าง sludge, Construction and Building
0.5-0.9 Materials, 82, 20-30.
[4] Horpibulsuk, S., Suksiripattanapong, C.,
5. กิตตกิ รรมประกาศ Samingthong, W., Chinkulkijniwat, A.,
โครงการวิจัยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก Rachan, R., and Arulrajah, A., 2015.
Durability against wet-dry cycles of water
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ตามสัญญา treatment sludge–fly ash geopolymer,
เลขท่ี NKR2563INC003 และผเู้ ขยี นขอขอบคุณสาขา Journal of Materials in Civil Engineering,
วิศวกรรมโยธา สำหรบั เครอ่ื งมอื และหอ้ งปฏบิ ตั ิการ 28(1).
[5] Suksiripattanapong, C., Horpibulsuk, S.,
6. เอกสารอา้ งอิง Boongrasan, S., Udomchai, A.,
[1] เชิดศักดิ์ สุขศิริพัฒนพงศ์, เสริมศักดิ์ ติยะแสง Chinkulkijniwat, A. and Arulrajah, A., 2015.
Unit weight, strength and microstructure
ทอง, จิระยุทธ สืบสุข และ สุขสันต์ หอพิบูล of a water treatment sludge–fly ash
สุข (2559). อิทธิพลของปริมาณสาร กระตุ้นต่อ lightweight cellular geopolymer,
หน่วยน้ำหนักและกำลังอัดของตะกอนดิน Construction and Building Materials, 94,
ประปา- เถา้ ลอย จโี อโพลีเมอรม์ วลเบาเซลูล่า. 807-816.

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

59 CE11

[6] Suksiripattanapong, C., Srijumpa, S.,
Horpibulsuk, S., Sukmak, P., Arulrajah, A.,
and Du, J.Y., 2015. Compressive strength
of water treatment sludge–fly ash
geopolymer at various compression
energies, Lowland Technology
International Journal. 17 (3): 147-156

[7] ASTM, “Standard test method for
unconfined compressive strength of
compacted soil-lime mixtures”, ASTM
D5 1 0 2 -0 9 , American Society for Testing
and Materials, West Conshohocken, PA,
USA, 2009.

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

60

CE12

การศกึ ษาคุณสมบัติเบอ้ื งต้นของจโี อพอลิเมอร์ทีม่ ีเถ้าลอยและเถา้ แกลบเป็นสารตัง้ ตน้ โดยใช้
เศษแก้วเปน็ มวลรวมละเอียด

A Preliminary Study on Properties of Fly Ash Rice Husk Ash based Geopolymer Using
Recycled Waste Glass as Fine Aggregate

ศภุ กฤต ยิม้ สงบ1, ไพสิฐ แซล่ ้มิ 1,รวโี รจน์ เพม่ิ พนู 1, เมธาวี ศรวี ฒั นพงศ์ โพธสิ าร1 และ อรอนงค์ แสงผอ่ ง1*

1สาขาวศิ วกรรมการกอ่ สร้าง คณะเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสมี า จงั หวดั นครราชสีมา 30000

ผู้ติดต่อ : [email protected] เบอร์โทร 044-255451

บทคดั ย่อ
งานวิจยั นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนากำลังอัดของจีโอพอลิเมอร์ โดยจีโอพอลิเมอร์ท่ีใช้ในการศึกษาได้

จากการผสมของเถ้าลอย (Fly Ash, FA) และเถ้าแกลบ (Rice Husk Ash, RHA) ร่วมกับสารเชื่อมประสาน ซึ่งเป็น
ส่วนผสมระหวา่ งสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) และโซเดียมซลิ ิเกต (Na2SiO3) อัตราส่วน FA/RHA ที่ศึกษาใน
งานวจิ ยั นี้เท่ากบั 100/0, 90/10, 80/20, 70/30, 60/40, 50/50, 40/60, 30/70, 20/80, 10/90, และ 0/100 อัตราสว่ น
10NaOH/Na2SiO3 เท่ากบั 1.5 โดยควบคุมอัตราส่วนสารเช่ือมประสานต่อสารตง้ั ตน้ เท่ากับ 0.67 และรอ้ ยละการไหลแผ่
เทา่ กบั 110 ± 5 นอกจากนนั้ แกว้ เปน็ วัสดทุ ่ใี ชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลาย เพ่ือลดปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม ในงานวิจยั นีไ้ ดน้ ำเศษแก้วมา
รไี ซเคิล โดยการแทนทท่ี รายร้อยละ 20 % ทำการทดสอบกำลงั อดั ของจโี อพอลิเมอร์มอรต์ ารท์ อี่ ายุบ่ม 1 ,7, และ 28 วัน
โดยกำหนดกำลังอดั เปา้ หมายไว้ท่ี 300 ksc ที่อายกุ ารบม่ 28 วัน ผลการทดสอบพบวา่ กำลงั อัดมคี ่าเพ่มิ ขึ้นตามการเพิม่ ขน้ึ
ของอัตราสว่ น FA/RHA และอายบุ ม่ ท่ีเพ่ิมขน้ึ เมื่อเปรยี บเทยี บกำลงั อดั ทีอ่ ายุบ่ม 28 วนั พบวา่ เถา้ แกลบสามารถใชร้ ่วมกับ
เถา้ ลอยได้สงู สุดถึงร้อยละ 30 (347 ksc) จงึ กล่าวไดว้ ่าเศษแกว้ รีไซเคลิ ทีเ่ ช่ือมประสานดว้ ยจโี อพอลิเมอร์ที่มีเถ้าลอยและ
เถ้าแกลบเป็นสารตั้งตน้ สามารถใช้เปน็ วัสดุก่อสร้างแบบยงั่ ยนื ที่มีความคมุ้ คา่ ทางเศรษฐศาสตร์และเป็นมติ รต่อส่ิงแวดลอ้ ม
คำสำคัญ: เถา้ ลอย เถา้ แกลบ เศษแกว้ รีไซเคิล จโี อพอลิเมอร์

Abstract
This research presents the use of fly ash rice husk ash (FA-RHA) based geopolymer for improving

the compressive strength. The geopolymer binders that were used in the study were made of fly ash
and rice husk ash with a liquid alkaline activator (L), which is a mixture of sodium hydroxide solution
(NaOH) and sodium silicate solution (Na2SiO3). FA/RHA ratios studied were 100/0, 90/10, 80/20, 70/30,
60/40, 50/50, 40/60, 30/70, 20/80, 10/90, and 0/100, while the 10NaOH/Na2SiO3 ratio was kept at 1.50.
The liquid alkaline activator/binder (L/b) was fixed at 0.67 with a percent flow at 110±5. Moreover, glass
is a type of materials which is widely used. To reduce the destructive effects of waste glass on the
environment, it might be recycled. In this study also examines the effect of recycled waste glass as a
partial substitute for sand in level of 20% by weight of binder. Compressive strength test was performed

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

61

CE12

after 1, 7, and 28 days of curing, targeting 300 ksc strength at 28 days. The results show that the FA-RHA
based geopolymer increased as the FA and curing time increased. By comparing the 28 day compressive
strength, rice husk ash was noted to be used in conjunction with fly ash for up to 30% (347 ksc). FA-
RHA based geopolymers including with the recycled waste glass can be used as a sustainable stabilized
base material.
Keywords: fly ash, rice husk ash, recycled waste glass, geopolymer

1. บทนำ เป็นปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับกัน
จีโอโพลิเมอร์ (Geopolymer) เป็นสารเชื่อม โดยท่ัวไปวา่ เถา้ ลอยทน่ี ำมาผสมคอนกรีตนั้นมีความ
ไ ว ต ่ อ ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า ป อ ซ โ ซ ล า น ส ู ง แ ล ะ ใ ห ้ ผ ล ด ี ต่ อ
ประสานที่สามารถใช้แทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนดไ์ ด้ คุณสมบัติทั้งในเชิงคอนกรีตสดและคอนกรีตท่ี
ปัจจบุ นั ได้มีการผลิตวัสดุจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าตา่ ง ๆ แข็งตัวแล้วเมื่อมีการใช้อย่างเหมาะสม ตลอดจนมี
โดยทั่วไปพบว่าเถ้าลอยมีศักยภาพในการผลิตวัสดุจี ผลกระทบเชิงบวกในทางเศรษฐศาสตร์ และลด
โอโพลิเมอร์ จึงมีงานวิจัยมากมายที่มุ่งเน้นการใช้ ปญั หาสภาพแวดลอ้ มและการจดั การ [2,3]
ประโยชน์จากเถ้าลอย ขณะนี้เริ่มมีนักวิจัยหันมา
สนใจการผลิตจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าชนิดอื่น ๆ มาก 2. วธิ กี ารศกึ ษา
ขึน้ เชน่ เถา้ แกลบ เป็นต้น วสั ดุจีโอโพลิเมอร์ที่ผลิต 2.1 สารตงั้ ตน้ ท่ใี ช้ในการวิจยั
ได้ยังมีคุณสมบัติที่ต้องได้รับการปรับปรุงเช่น สาร ตั้ง ต้น ที่ใช้ในก ารศึกษาครั้งนี้
คุณสมบัตกิ ารละลายตัวในน้ำ เนอ่ื งจากรูพรุนที่มาก
ของเถ้าแกลบ หรือการขยายตัวของจีโอโพลิเมอร์ ประกอบด้วย เถา้ ลอย(FA) จากโรงไฟฟา้ แมเ่ มาะ ที่มี
ระหว่างการอบ โดยทั่วไปจึงมักมีการผสมเถ้าลอย ขนาดอนุภาคเฉลี่ยที่ 30.4 ไมครอน ผ่านตะแกรง
กับเถา้ แกลบเข้าดว้ ยกัน เพือ่ ปรบั ปรงุ คุณสมบัติทาง เบอร์ 325 (45 ไมครอน) เถ้าลอยมีลักษณะออกสี
กายภาพ อีกทั้งองคป์ ระกอบของเถา้ แกลบมปี ริมาณ นำ้ ตาล และ เถา้ แกลบ(RHA) ที่มขี นาดอนภุ าคเฉล่ีย
ซิลิกาสงู กว่าร้อยละ 80 และแทบไมม่ ีปริมาณอะลูมิ ท่ี 5-20 ไมครอนผ่านตะแกรงเบอร์ 325 (45
นาอยู่เลย การผลิตวัสดุจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าแกลบ ไมครอน) มีลักษณะออกเป็นสีดำเข้มเถ้าลอย
จึงจำเป็นต้องหาแหล่งอลูมิน่าอื่นมาเพิ่มเติม เช่น โดยท่ัวไปมีสว่ นประกอบ คือซิลิกอนไดออกไซด์ SiO2
เถา้ ลอย [1,2] (ประมาณร้อยละ 25-60) อะลูมิเนียมออกไซด์
Al2O3 (ประมาณร้อยละ 10-30), เฟอริกออกไซด์
ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงยกวัสดุที่เป็นวัสดุจีโอพอลิ Fe2O3 (ประมาณร้อยละ 5-25) แคลเซียมออกไซด์
เมอร์ท่ผี ลิตจากเถ้าแกลบและเถ้าลอย วัสดุเหล่าน้ีมี CaO (ประมาณร้อยละ 1-30) เปน็ องค์ประกอบหลัก
คุณสมบัติใกล้เคียงกับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และ อาจมีปริมาณมากถึงร้อยละ 80-90 และ มี
เป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น การนำเถ้าลอยจาก องค์ประกอบรองคือ MgO มีออกไซด์ของอลั คาไลใน
แหลง่ ในประเทศมาใชง้ านในอตุ สาหกรรมก่อสรา้ ง

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

รูป Na2O, K2O และ SO3 [4] ส่วนเถ้า แ ก ลบ 62
ประกอบด้วยสารอนินทรีย์อยู่ประมาณ 20-25%
เซลลูโลส 30-40% ลิกนิน 19-47% และน้ำตาล CE12
ประมาณ 17-26% โดยในส่วนของสารอนินทรีย์นนั้
องค์ประกอบหลักก็คือซิลิกา ซึ่งมีช่วงอยู่ตั้งแต่ 85- 2.4 การบ่ม
99% นอกจากนั้นยังมี Al2O3, Na2O, K2O, CaO การบ่มใช้พลาสติกคุมเพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำและ
เมื่อแกลบเผาไหม้จะทำให้เกิดเถ้าร้อยละ 13-30 ที่
ประกอบด้วยซิลิกาไดออกไซด์ (SiO2) ประมาณร้อย ทำให้มอร์ตาร์เกิดปฏกิ ิรยิ าจีโอโพลีเมอไรเซชั่นอย่าง
ละ 85-97 สว่ นอนื่ จะประกอบดว้ ยแรธ่ าตตุ ่าง ๆ [5] ต่อเนื่องดียิ่งขึ้นและนำไปบ่มเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง
เปน็ ระยะเวลา 1,7 และ 28 วนั ดงั แสดงในภาพท่ี 2
2.2 วสั ดุมวลรวมละเอียด
ในการศกึ ษาครงั้ นี้ใชเ้ ศษแกว้ และทรายเป็นวัสดุ ภาพท่ี 2 กอ้ นตวั อยา่ งทรงลูกบาศกข์ นาด 5 ซม.

มวลรวมละเอียด โดยเศษแก้วที่แทนที่ทรายร้อยละ 3.การทดสอบกำลังอัดและการทดสอบการไหลแผ่
20 โดยตามมาตรฐานคือการร่อนค้างบนตะแกรง ของจโี อโพลิเมอรม์ อร์ตาร์
เบอร์ 30 50 และ 100
3.1 ทดสอบโดยใช้เครื่องทดสอบแรงอัด
2.3 สารเช่อื มประสาน คอนกรีต (Compression Machines) กำหนดกำลงั
ในการศกึ ษาครง้ั น้ใี ช้โซเดียมไฮดรอกไซ (NaOH) อัดเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 300 ksc ที่อายุการบ่ม 28
วนั ตัวอยา่ งท่ีผ่านการบม่ ที่อายุ 1,7 และ 28 วัน เมื่อ
ความเข้มข้น 10 โมลาร์ (10NaOH) และ โซเดียมซิ ตัวอย่างที่ครบกำหนดจะถูกนำมาทดสอบกำลังอัด
ลิเกต (Na2Sio3) ดังแสดงภาพที่ 1 แสดงถึง ตามมาตรฐาน ASTM C-39 [6] ดังแสดงในภาพที่ 3
รายละเอียดสว่ นผสมของวัสดุมวลรวมและสารเชื่อม
ประสาน ดังแสดงในตารางท่ี 1

ภาพท่ี 1 ภาพสารเชื่อมประสานทัง้ 2 ชนิด ภาพที่ 3 การทดสอบแรงอดั จโี อโพลิเมอร์มอร์ตาร์

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

63

CE12

ตารางที่ 1 ตารางส่วนผสมของวัสดุมวลรวมและสาร 4. ผลการทดลอง
จากผลการทดสอบกำลังอัดที่ 1, 7 และ 28
เชือ่ มประสาน
วัน ของอัตราส่วนผสม FA/RHA 100:00 90:10
Name Content of materials (Kg/m3) 80:20 และ 70:30 โดยตัวอย่างที่ใช้ทดสอบทั้งหมด
จำนวน 36 ก้อน ผลการทดสอบแสดงดงั ตารางที่ 2
FA: FA RHA Bo S,G NaOH Na2Soi3 .

RHA 30 50 100

100:00 800 0 88 352,88 475,117 243,61 237 357

90:10 720 80 88 352,88 475,117 243,61 237 357

80:20 640 160 88 352,88 475,117 243,61 237 357

70:30 560 240 88 352,88 475,117 243,61 237 357 ตารางที่ 2 ผลการทดลองกำลังอัด()

60:40 480 320 88 352,88 475,117 243,61 237 357

50:50 400 400 88 352,88 475,117 243,61 237 357 อัตราสว่ น กำลงั อัด ( Ksc )

40:60 320 480 88 352,88 475,117 243,61 237 357

30:70 240 560 88 352,88 475,117 243,61 237 357 FA/RHA 1 วนั 7 วัน 28 วัน

20:80 160 640 88 352,88 475,117 243,61 237 357 100:00 146.53 274.53 446.21

10:90 80 720 88 352,88 475,117 243,61 237 357

00:100 0 800 88 352,88 475,117 243,61 237 357 90:10 165.51 292.33 485.39

หมายเหตุ S คือ ทราย , G คอื เศษแก้ว และ BO คอื 80:20 240.43 318.81 554.97

บอแรกซ์ (เป็นสารช่วยชะลอการแขง็ ตวั ของมอร์ตาร)์ 70:30 282.11 331.21 610.33

3.2 ทดสอบโดยใช้โต๊ะการไหล (Flow หมายเหตุ อัตราส่วนผสมตั้งแต่ 60:40 ถึง 0:100 ได้
Table) และแบบหล่อรูปกรวย (Flow Mold) ใช้
ทดสอบการไหลตัวของซีเมนต์มอร์ตาร์ โต๊ะการไหล ทำการทดสอบการไหลแผ่ของมอร์ตาร์ (flow table)
(Flow Table) และแบบหล่อรูปกรวย (Flow Mold)
เป็นไปตามข้อกำหนด ASTM Designation C-230 ค่าที่ได้ไม่อยู่ในช่วง 105-115% จึงไม่ทำการผสมเพอื่
ร้อยละการไหลแผ่เท่ากับ 110 ± 5 ตามมาตรฐาน
กำหนด [7] ดังแสดงในภาพท่ี 4 ทดสอบกำลงั อดั

ภาพท่ี 4 การทดสอบไหลแผข่ องมอรต์ าร์ ภาพที่ 5 กราฟแสดงคา่ กำลงั อดั ของคอนกรีตจีโอโพลิ
เมอร์มอรต์ าร์

เมื่อพลอตกราฟเปรียบเทียบดังแสดงในภาพที่ 5
จากผลการทดลองแสดงให้เห็นข้อมูลที่อยู่ในเกณฑ์
โดยกำหนดกำลังอัดเป้าหมายไว้ท่ี 300 ksc ทีอ่ ายกุ าร
บ่ม 28 วัน โดยมอี ัตราส่วนที่ FA:RHA เทา่ กับ 100:0,
90:10, 80:20 และ 70:30 โดยมีอายุการบ่มที่ 1, 7,

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

และ 28 วัน จะสังเกตได้ว่าค่ากำลังอัดมีแนวโน้มท่ี 64
ลดลงเมื่อเพื่ออัตราส่วนของเถ้าแกลบที่เพิ่มมากขึ้น
โดยสังเกตวา่ เถ้าลอยเปน็ องค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งมคี ่า CE12
กำลังอัดเท่ากับ 610.58, 594.58, 523.36 และ
346.48 ตามลำดับ โดยเถ้าแกลบสามารถใช้ร่วมกับ Terminology in Geopolymer '99. International
เถา้ ลอยได้สูงสดุ อยู่ที่ร้อยละ 30 Conference, fraance, 1(1), 9-40.

5.สรปุ ผลการทดลอง [3] สุวิมล สัจจวาณิชย์ ประเสริฐ สุวรรณวิทยา และ
การศกึ ษาคณุ สมบัติเบ้ืองตน้ ของจโี อพอลิเมอร์ที่มี ยสั มี อิสาย. (2544). คณุ สมบัติระยะยาวของคอนกรีต
ผสมเถ้าลอย. [ระบบออนไลน์], แหล่งที่มา
เถ้าลอยและเถ้าแกลบเป็นสารตั้งต้นโ ดย ใช้ http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/Techno_k
เศษแก้วและทรายเป็นมวลรวมละเอียด 20% พบว่า u60/ res- 84/ index84. html เ ข ้ า ด ู เ ม ื ่ อ ว ั น ท่ี
อตั ราสว่ นผสมจโี อพอลเี มอรม์ อร์ตาร์ท่มี เี ถ้าลอยล้วนมี 15/6/2563
การรบั กำลงั อัดไดส้ ูงที่สุดที่อายุ 28 วนั และพบว่าเถ้า [4] ณัฏฐ์ มากุล และ บุรฉตั ร ฉัตรวรี ะ. (2556). สมบัติ
แกลบสามารถใชร้ ่วมกบั เถา้ ลอยได้สูงสุดถงึ รอ้ ยละ 30 ของจีโอโพลิเมอร์มอร์ตาร์เถ้าลอยภายใต้การบ่มด้วย
(347 ksc.) ท่ีอายุ 28 วนั โดยคา่ กำลงั อดั จะลดลงเม่ือ พลังงานโครเวฟ:อิทธิพลของแหล่งเถ้าลอยและ
เพิ่มอัตราส่วนผสมเถ้าแกลบลงในส่วนผสมทำให้ อัตราส่วนสารละลายโซเดียมซิลเิ กต. วารสารวิจัยและ
ความสามารถเทได้ลดลงตามอัตราส่วนเถ้าแกลบท่ี พัฒนา มจธ. ปที ่ี 36 ฉบบั ที่ 1.
เพิ่มมากข้ึนตามลำดับ ส่วนผสมที่กล่าวไว้ ซึ่งส่งผลให้ [5] คชินท์ สายอินทวงค์. (2008). แกลบ วัตถุดิบ
การทดสอบกำลังอัดของมอร์ตาร์หยุดท่ีอัตราส่วนผสม มหัศจรรย์สำหรับงานเซรามิก. [ระบบออนไลน์] ,
70:30 จงึ กล่าวได้ว่าเศษแก้วรไี ซเคิลทเี่ ชอื่ มประสานด้วย แหล่งที่มา https://bit.ly/3d5jsoD เข้าดูเมื่อวันที่
จีโอพอลิเมอร์ที่มีเถ้าลอยและเถ้าแกลบเป็นสารตั้งต้น 15/6/2563
สามารถใช้เปน็ วัสดกุ ่อสร้างแบบยั่งยนื ทีม่ ีความคุ้มค่าทาง [6] รศ.สุกิจ นามพิชญ, นายชูศักดิ์ คีรีรัตน์, นายเอก
เศรษฐศาสตรแ์ ละเปน็ มิตรต่อส่ิงแวดลอ้ ม รัตน์ รวยรวย, นายศุภสิทธิ พงศ์ศิวะสถิตย์ และ นาย
สุธี ปิยะพิพัฒน. (2549). การทดสอบวัสดุทาง
6. เอกสารอา้ งองิ วิศวกรรมโยธา. คู่มือการทดลองเล่มที่ 2 : โครงการ
[1] ปริญญา จินดาประเสริฐ. (2553). การศึกษา พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําหรับงานปฏิบัตการ
คุณสมบัติของจีโอโพลิเมอร์มอร์ตาร์มวลเบาระบบ ทดสอบวสั ดทุ างดา้ นวิศวกรรมโยธา. [160]
เซลลูล่าสำหรับงานโครงสร้าง. มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น [7] สุขสวัสดิ์ พรมแสงจันทร์, กมลชนก เมืองแทน
สาขาวชิ าวศิ วกรรมโยธาบัณฑิต. และ รัฐพล สาแหรกทอง (2557). กำลงั อัดของซีเมนต์
[2] Davidovits, J.,and James, C. (1999). มอร์ตา. สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์
Chemistry of Geopolymeric Systems มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

65

CE13

กำลังอดั ของจโี อโพลิเมอร์ที่มเี ถา้ ลอยและเพอรไ์ ลท์เปน็ สารตงั้ ตน้ โดยใชเ้ ศษแกว้ เปน็ มวลรวม
ละเอยี ด

Strength Development of Fly Ash-Perlite based Geopolymer Using Recycled
Waste Glass as Fine Aggregate

กติ ติศักดิ์ กล่งึ กลาง 1, ธนันธร เกยสันเทียะ 1, อรอนงค์ แสงผอ่ ง1 และเมธาวี ศรวี ัฒนพงศ์ โพธสิ าร1*

1สาขาวศิ วกรรมการก่อสร้าง คณะเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมอื ง อำเภอเมอื งนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 30000

ผูต้ ดิ ตอ่ : [email protected] เบอร์โทร 044-255451

บทคดั ย่อ
กระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์นั้นต้องใช้พลังงานสูงสำหรับการเผาซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน (Global Warming) จีโอพอลิเมอร์เป็นวัสดุทางเลือก
สำหรบั ใชใ้ นงานกอ่ สร้างซึ่งไมม่ ีส่วนผสมของปนู ซเี มนต์และก่อใหเ้ กดิ CO2 นอ้ ยมากหรืออาจไม่เกดิ เลย จโี อพอลเิ มอร์ท่ีใช้
ในการศึกษาได้จากการผสมของเถา้ ลอย (Fly Ash, FA) จากการเผาถ่านหนิ จากโรงไฟฟา้ ถ่านหนิ และเพอรไ์ ลทซ์ ึง่ เป็นวัสดุ
ธรรมชาติที่เกิดจากการสลายตวั ของหนิ ภเู ขาไฟร่วมกับสารเชื่อมประสาน ซงึ่ เป็นส่วนผสมระหวา่ งสารละลายโซเดียมไฮดร
อกไซด์ (NaOH) และโซเดียมซลิ ิเกต (Na2SiO3) นอกจากนเ้ี นอื่ งจากมีการใช้วสั ดุในอุตสาหกรรมก่อสรา้ งเป็นปริมาณมาก
เพือ่ ลดปญั หาส่งิ แวดล้อม การใชป้ ระโยชนจ์ ากเศษแก้วรีไซเคิลจงึ ไดร้ ับความสนใจเปน็ พิเศษ งานวจิ ัยนีม้ วี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ
ประยุกต์ใช้เศษแก้วรีไซเคิลแทนมวลรวมละเอียดร้อยละ 20 ที่เชื่อมประสานด้วยจีโอพอลิเมอร์ที่มี
เถ้าลอยและเพอร์ไลท์เปน็ สารตง้ั ตน้ โดยกำหนดกำลังอดั เปา้ หมายไวท้ ่ี 300 ksc ท่ีอายกุ ารบม่ 28 วนั จากการศึกษาพบวา่
เพอรไ์ ลทส์ ามารถใช้รว่ มกับเถ้าลอยไดส้ ูงสุดถึงร้อยละ 40 (376 ksc) ซงึ่ มคี า่ สงู กวา่ กำลงั อัดเปา้ หมายท่ีกำหนดไว้ ซ่ึงเป็น
ประโยชนอ์ ย่างมากในทางเศรษฐศาสตรแ์ ละสิง่ แวดล้อมเพราะเปน็ การนำเหลอื ทิ้งมาใช้

คำสำคญั : เถ้าลอย, เพอร์ไลท์, เศษแกว้ รีไซเคลิ , จีโอพอลิเมอร์

Abstract
Portland cement manufacture is highly energy intensive and emits CO2 and other gases

responsible for global warming. Geopolymer is one of the most important alternatives to Portland
cement, which shall be produced without using any amount of ordinary Portland cement and emits
little or no CO2 into the atmosphere. The geopolymers that were used in the study from a mixture of
fly ash (FA) and perlite (PL), which is an amorphous volcanic glass with a liquid alkaline activator. A liquid
alkaline activator is a mixture of sodium hydroxide solution (NaOH) and sodium silicate solution (Na2SiO3).
Furthermore, due to the high material consumption of the construction industry, the utilisation of waste

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

66

CE13

glass as a partial replacement for fine aggregate in structural concrete is particularly attractive. The main
goal of the work is to optimize the percentage of perlite of fly ash-perlite based geopolymer mixes
incorporating recycled waste glass as a partial replacement for fine aggregates in proportions of 20%.
All mixes were proportioned in order to achieve a design compressive strength of 300 ksc after 28 days.
The results showed that fly ash-perlite based geopolymers containing up to 40% perlite exhibits higher
compressive strength development (376 ksc) than the design value of 300 ksc. Therefore, using fly ash
and perlite in geopolymer as binder will make a waste material into one of value.

Keywords: fly ash, perlite, recycled waste glass, geopolymer

1.บทนำ ด้วยดังการการพัฒนากำลังอัดของจีโอพอลิเมอร์ที่มี
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างได้พัฒนา เถ้าลอยและเพอรไ์ ลทเ์ ป็นสารตงั้ ตน้ โดยใช้เศษแกว้
เปน็ มวลรวมละเอยี ดจึงเปน็ ประโยชนต์ ่ออุตสาหกรรม
งานวิจัยวัสดุก่อสรา้ งทใ่ี ห้ประโยชนแ์ กส่ ิ่งแวดล้อมและ ก่อสร้างแต่การการทดสอบกำลังอัดนั้นจากการศึกษา
ให้มีผลกระทบน้อยที่สุดแก่ธรรมชาติโดยร่วมแล้ว กำลังอัดของจีโอพอลิเมอร์จากเถ้าลอยและเพอร์ไลท์
ตลอดเวลาท่ีผา่ นมามนุษย์น้นั ได้ทำลายธรรมชาติด้วย เป็นสารตั้งต้น การศึกษาครั้งนี้จึงได้เรียนรู้คุณ
การตัดต้นไม้และระเบิดภูเขาเพื่อที่จะทำการผลิต ประสิทธิภาพ คุณสมบัติของวัสดุทางเลือกเพื่อที่จะ
ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เพื่อนำมาใช้ ใน ด้าน พัฒนาและปรับปรุงปรบั ข้อแก้ไขและพฒั นาอย่างเถ้า
อุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งจะส่งทำให้เกิดผลภาวะโลก ลอยเป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่านหินเพื่อผลิต
ร้อน (Global Warming) จีโอพอลิเมอร์เป็นวัสดุ กระแสไฟฟ้า ถ่านหินที่บดละเอียดจะถูกเผาเพื่อให้
ทางเลือกสำหรับใช้ในงานก่อสร้าง ซึงเป็นวัสดุที่ทำ พลังงานความร้อนแก่หม้อไอน้ำ (Boiler) เพื่อผลิต
จากธรรมชาติ เช่น เถ้าลอย เพอร์ไลท์ สามารถนำใช้ กระแสไฟฟ้าตอ่ ไป [1,2]
ในงานก่อสร้างได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำวัสดุเหลอื
ใช้กลับมาใช้ได้อีก เช่น แก้ว และเรายังทำการศึกษา เพอร์ไลท์ (Perlite) หรือ หินภูเขาไฟ คือการ
และทำการทดลอง เพื่อที่จะพัฒนาและปรับปรุง รวมทั้งสิ่งที่เกิดจากการขยายตัวของหินภูเขาไฟเน้ือ
นำมาใช้ในงานก่อสร้างได้จริง และช่วยลดภาวะโลก เมื่อถูกเผาที่อุณหภูมิที่เหมาะสม หินเพอร์ไลท์ส่วน
ร้อน เป็นคอนกรีตรักโลก หากสามารถพัฒนา ใหญ่เนื้อหินมีลักษณะเป็นแก้ว มักจะมีรอยแตกเป็น
คุณสมบตั ขิ องวัสดทุ างเลอื กอย่างกำลังอัดของจีโอพอ- วงๆ ซ้อนกันคล้ายกลีบหัวหอม รอยแตกนี้อาจจะ
ลิเมอร์ที่มีเถ้าลอยและเพอร์ไลท์เป็นสารตั้งต้นโดยใช้ มองเห็นดว้ ยตา หรอื อาจจะต้องอาศยั ดูด้วยแว่นขยาย
เศษแก้วเป็นมวลรวมละเอียดให้มีประสิทธิภาพที่ดี หรือใช้กล้องจุลทรรศน์ โดยทั่วไปจะมีสีเทาอ่อนแต่
ยงิ่ ขน้ึ และลดผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ มธรรมชาติไดอ้ กี อาจจะพบสีดำ สีนำ้ ตาล หรือสเี ขยี วได้ และในเนื้อหิน
มกั จะมีผลึกแรค่ วอตซ์ แร่เฟลดส์ ปาร์ แร่ไบโอไทต์ แร่

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

67

CE13

ฮอร์นเบลนด์ และมีชิ้นส่วนของเศษหินชนิดอื่นฝังตัว 2.2 วัสดุมวลรวมละเอยี ด
อยู่ [3] ใช้ทรายและเศษแก้วเปน็ วสั ดมุ วลรวมระเอียด โดยใช้
แก้วมาแทนที่ทรายร้อยละ 20% โดยการร่อนผ่าน
2. วธิ กี ารศกึ ษา ตะแกรงเบอร์ 30, 50, และ 100
2.1 สารต้ังต้นที่ใช้ในการวจิ ัย
2.3 สารเชื่อมประสาน
สารตั้งต้นที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย เถ้า ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ โซเดียมไฮดรอกไซ (NaOH)
ลอย(FA) จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่มีขนาดอนุภาคผ่าน ความเขม้ ข้น 10 โมลาร์ (10NaOH) และ โซเดียมซิลิ
ตะแกรงเบอร์ 325 เถ้าลอยมีลักษณะออกสีน้าตาล เกต (Na2Sio3) และ รายละเอียดส่วนผสมของวัสดุ
และเพอร์ไลท์ ที่มีขนาดอนุภาคผ่านตะแกรงเบอร์ มวลรวมและสารเชอื่ มประสาน ดังแสดงใน ตารางที่ 1
325 มีลักษณะเป็นสีดำเข้ม เถ้า-ลอยโดยทั่วไปมี
ส่วนประกอบ คือ ซิลิกอนไดออกไซด์ (ประมาณร้อย ตารางที่ 1 ตารางส่วนผสมวัสดุมวลรวมและสาร
ละ 25-60), อะลูมิเนียมออกไซด์ (ประมาณ
ร้อยละ 10-30 ), เฟอรกิ ออกไซด์ (ประมาณรอ้ ยละ 5- เชื่อมประสาน
25 ), แคลเซียมออกไซด์ ( ประมาณร้อยละ 1-30 )
เป็นองค์ประกอบหลักอาจมีปริมาณมากถึงร้อยละ Name Content of materials (Kg/m3)
80-90 และ มีองค์ประกอบรองคือ มีออกไซด์ของอลั FA/ FA
คาไล ในรูป Na2O, K2O และ SO3 ส่วนของเพอร์ PL Bo S, G NaOH Na2Soi3 .
ไลท์ที่มีขนาดอนุภาคผ่านตะแกรงเบอร์ 325 มี
ลักษณะเป็นสีขาว ซึ่งมีคุณสมบัติหินเพอร์ไลท์มี PL 30 50 100
ปริมาตร คือ 7-16 เท่าของปริมาตรเดิม การขยายตัว
ทำให้หินมีความวาวมากขึ้น และส่งผลต่อการดูดซับ 100:00 800 0 88 352,88 475,117 243,61 237 357
ฟองอากาศของหิน หินเพอร์ไลท์ที่ไม่มีการขยายตัว
แล้วจะมีความหนาแน่นประมาณ 1100 kg/m³ ส่วน 90:10 720 80 88 352,88 475,117 243,61 237 357
หินเพอร์ไลท์ที่มีการขยายตัวแล้วจะมีความหนาแน่น
เหลือประมาณ 30–150 kg/m³ [4] บอแรกซ์ (borax 80:20 640 160 88 352,88 475,117 243,61 237 357
(Na2B4O7·10H2O) ) เป็นสารเคมี ที่มีลักษณะเป็น
ผงสีขาว ไม่มกี ลิ่น มีรสขมเลก็ นอ้ ย มชี ่ืออ่นื ๆ อีก เช่น 70:30 560 240 88 352,88 475,117 243,61 237 357
นำ้ ประสานทอง สารขา้ วตอก ผงกันบูด เพง่ แซ เมง่ แซ
ผงเนื้อน่ิม ผงบอแรกซ์เป็นสารอนินทรยี ์สังเคราะหท์ ่ี 60:40 480 320 88 352,88 475,117 243,61 237 357
มีชื่อทางเคมีว่าโซเดียมบอเรท (Sodium borate) มี
ความเหนยี วแข็งแรงสารถทนความร้อน [5] 50:50 400 400 88 352,88 475,117 243,61 237 357

40:60 320 480 88 352,88 475,117 243,61 237 357

30:70 240 560 88 352,88 475,117 243,61 237 357

20:80 160 640 88 352,88 475,117 243,61 237 357

10:90 80 720 88 352,88 475,117 243,61 237 357

00:100 0 800 88 352,88 574,117 243,61 237 357

หมายเหตุ S คือ ทราย , G คอื เศษแก้ว , BO คือ บอ

แรกซ์

2.4 การบม่
การบ่มโดยใช้พลาสติกห่อเพื่อให้มอร์ตาร์

เกิดปฏิกิริยากับจีโอโพลิเมอรอย่างต่อเนือ่ งและนำไป
เก็บท่อี ุณหภูมิหอ้ งเปน็ ระยะเวลา 1, 7, 28, วัน

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

68

CE13

3. ผลการทดลอง ค่ า กา ลั ง อั ด
จากผลการทดลองกำลงั อดั ที่ 1,7, และ28 วัน
FA100:PL0 FA90:PL10
ของอัตราส่วนผสม FA/PL 100:00, 90:10, 80:20, FA70:PL30
70:30 ผลการทดสอบแสดงตารางท่ี 2 FA80:PL20
700
ตารางที่ 2 ผลการทดลองกำลงั อดั ค่าแรง (KSC) 600
500
อตั ราส่วน กำลังอัด ( Ksc ) 400
300
FA/PL 1 วนั 7 วนั 28 วัน 200 7วัน 28วัน
100
274.53 446.21
0 1วนั 292.33 485.39
310.81 554.97
100:00 146.53 274.53 446.21 FA100:PL0 146.53 331.21 610.33
FA90:PL10 165.51
90:10 165.51 292.33 485.39 FA80:PL20 240.43
FA70:PL30 282.11
80:20 240.43 318.81 554.97

70:30 282.11 331.21 610.33

เมื่อพล็อตกราฟเปรียบเทียบดังแสดงในภาพที่ 2 ภาพที่ 1 กราฟแสดงคา่ กำลงั อัดของคอนกรีตจีโอโพลิ
จากผลการทดลองแสดงให้เห็นข้อมูลที่อยู่ในเกณฑ์ เมอรม์ อร์ตาร์
โดยกำหนดกำลงั อัดเปา้ หมายไว้ท่ี 300 ksc ทอ่ี ายุการ
บ่ม 28 วัน โดยมีอัตราส่วนที่ FA/PL เท่ากับ 100/0, 4.สรปุ ผลการทดลอง
90/10, 80/20, และ 70/30 โดยมีอายุการบ่มที่ 1 ,
7 , และ 28 วัน จะสังเกตไดว้ ่าค่ากำลงั อัดมแี นวโน้มท่ี จากการศกึ ษากำลงั อัดของจโี อพอลิเมอร์จาก
ลดลงเมื่อเพื่ออัตราส่วนของเพอร์ไลท์ที่เพิ่มมากข้ึน เถ้าลอยและเพอร์ไลท์เป็นสารตั้งต้นโดยใช้เศษแก้ว
โดยสังเกตว่าเถ้าลอยเป็นองคป์ ระกอบท่ีสำคัญ ซ่ึงมีค่า และทรายเป็นมวลรวมละเอยี ด 20% พบวา่ อตั ราส่วน
กำลังอัดเท่ากับ 446.21, 485.39, 554.97, และ ผสมจีโอพอลิเมอร์ที่มีเถ้าลอยล้วนมีการกำลังอัดที่ดี
610.33 ตามลำดับ โดยเพอร์ไลท์สามารถใช้ร่วมกับ อยู่ 28 วัน และพอว่าเพอร์ไลท์สามารถใช้ร่วมกับเถา้
เถา้ ลอยไดส้ ูงสุดอยู่ทร่ี ้อยละ 30 ลอยไดส้ งู สดุ ถงึ รอ้ ยละ 30 ( 610.33 ksc. ) ท่ีอายุ 28
วัน โดยค่ากำลังอัดจะลดลงก็ต่อเมื่อเพิ่มอัตรา
สว่ นผสมเพอร์ไลท์จึงทำให้ความสามารถเทได้ยาก จึง
ไม่สามารถทำการทดสอบต่อไปได้ เพราะฉะนน้ั จงึ ตอ้ ง
หยุดการผสมอยทู่ ่ีอตั ราส่วน 70:30 จงึ กลา่ วไดว้ ่าเศษ
แกว้ รไี ซเคิลที่เช่อื มประสานด้วยจโี อลิเมอร์ท่ีมีเถ้าลอย
และเพอร์ไลท์เป็นสารตั้งต้นสามารถใช้เป็นวัสดุ
ก่อสร้างแบบยั่งยืนที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
และเป็นมิตรตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มได้

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

69 CE13

5.เอกสารอา้ งอิง

[1].ดวงฤดี ฉายสุวรรณ. (2558).เรื่องการพัฒนาจีโอ
โพลีเมอร์ดว้ ยวสั ดุปอซโซลานตน้ ทุนต่ำในประเทศไทย
เป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียวเพื่อลดภาวะเรือนกระจก
ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ :
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
[2]โรงไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (2562).เถ้า
ล อ ย ,[ร ะ บ บ อ อ น ์ ไ ล น ์ ] ,แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า
https://www.egat.co.th/index.php?option=co
m_tags&view=tag&id=95:fly-ash,เข้าดูเมื่อวันที่
15/06/2563,
[3] วกิ ิพีเดยี สารานุกรมเสรี (2561). เพอร์ไลต์
[ระบบออน์ไลน]์ , แหล่งที่มา
https://1th.me/H8uE0 เขา้ ดเู มือ่
วันท่ี18/06/2563,
[4] ณัฏฐ์ มากุล และ บรุ ฉัตร ฉตั รวีระ. (2556). สมบตั ิ
ของจีโอโพลิเมอร์มอร์ตาร์เถ้าลอยภายใต้การบ่มด้วย
พลังงานโครเวฟ:อิทธิพลของแหล่งเถ้าลอยและ
อัตราส่วนสารละลายโซเดียมซิลิเกต. วารสารวิจัยและ
พฒั นา มจธ. ปีท่ี 36 ฉบับที่ 1.
[5] วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี (2561). น้ำประสานทอง
[ระบบออนไ์ ลน์], แหล่งที่มา https://1th.me/VafLc
เขา้ ดเู ม่ือวนั ท่ี18/06/2563

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

70

CE14

การศกึ ษาพฤตกิ รรมการเลอื กรปู แบบการเดินทางดว้ ยระบบขนส่งสาธารณะ
กรณศี กึ ษา จังหวดั นครราชสีมา-กรุงเทพมหานคร

The Study on Travel Choice Behavior of Public Transportation
from Nakhon Ratchasima to Bangkok

ณัฐญิ า วงละคร1*, อธิบดี ศรโี สดา2, กติ ติภพ คมจกั รกฤษ3, ศภุ รัชญา จงอตุ ส่า4 ,อานนท์ จันทรตัง5,
พรทิพย์ เออ้ื ธรรมถาวร6, และเชดิ ศกั ดิ์ สขุ ศิรพิ ัฒนพงศ์7

1,2,3,4,5,6 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละศลิ ปะศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน นครราชสีมา 30000
7สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตรแ์ ละสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน นครราชสมี า 30000
*ผตู้ ิดต่อ: [email protected], 0837408520

บทคดั ยอ่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษารูปแบบการเดินทางและพฤติกรรมการเลือกรูปแบบการเดินทางด้วยระบบขนส่ง

สาธารณะ กลุม่ ตวั อย่างทีใ่ ชใ้ นการวิจัยคร้ังนี้คือ ผู้โดยสารที่เดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาไปยงั กรงุ เทพมหานคร ด้วยระบบขนส่ง
สาธารณะ ประกอบด้วย รถโดยสารประจำทาง และรถไฟ ผู้วิจัยได้สำรวจข้อมูลกลุ่มจัวอย่าง จำนวน 426 คน โดยใช้แบบสอบถาม
(Questionnaire) ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การเดินทาง และปัจจัยความพึงพอใจในการใช้บริการระบบขนส่ง
สาธารณะ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถติ ิเชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) ผลการวิจยั พบวา่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
ร้อยละ 58.92 มีอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 59.15 เป็นนักเรียนและนักศึกษาร้อยละ 44.37 และมีวัตถุประสงค์ในการเดินทาง
เพื่อศึกษาเล่าเรียน นอกจากน้ีผู้วิจัยได้สำรวจพฤติกรรมการเลือกรูปแบบการเดินทางของผู้โดยสาร พบว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่
เลือกใช้บริการรถโดยสารปรับอากาศมากท่ีสุด รองลงมาคือ รถตู้โดยสาร และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการเดินทางมาก
ท่ีสุด ซึ่งภาครัฐและเอกชนสามารถนำข้อมลู ที่ได้ไปใช้ในการกำหนดแนวทางพัฒนาและนโยบายในการให้บรกิ ารระบบขนส่งได้
คำสำคญั : พฤตกิ รรมการเดนิ ทาง รถโดยสารสาธารณะ

Abstract
The purpose of this research is to understand the patterns of travel and travel choice behavior on public

transportation. The samples were collected from the passengers who travelled from Nakhon Ratchasima to
Bangkok using public transportations which are bus and railway. The purposive sampling data were obtained from
426 passengers. The questionnaires which consisted of 3 parts: 1) individual information, 2) travelling, 3) satisfaction
factors of the public transportation service were used to sampling the data by descriptive statistics. The research
revealed that most of samples, approximately 58.92 percentages, were female, about 59.15 percentages of the
samples age was 21-30 years, most of the samples were student in high school and university with the percentage
of 44.37, with the purpose of travelling for education. Furthermore, this researchers also studied on the travel
choice behavior of the passengers and shown that most of the passengers chose the air conditioned bus and van
respectively, and most valued the safety of their travelling. These information may be useful for both public sector
and private sector in terms of establishing guideline development and policies for public transportation services.
Keywords: travel behavior, public transportation

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

71

CE14

1. บทนำ 2. งานวิจยั ทีเ่ กีย่ วข้อง
ระบขนส่งสาธารณะ (Public transportation) เป็น วาทินี สำราญจิตร์ [3] ได้ศึกษาการเลือกรูปแบบการ

ระบบบริการคมนาคมขนส่งที่ทุกคนสามารถใช้บริการได้ เดินทางของผู้เดินทางจากกรุงเทพมหานครถึงเชียงใหม่
อาทิ รถประจำทางสาธารณะ รถไฟ รถไฟฟ้า สายการบิน รวมถึงปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกรูปแบบการ
และเรือข้ามฟาก ฯ การจําแนกประเภทระบบขนส่ง เดินทางของผู้เดินทาง โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บ
สาธารณะตามประเภทของบรกิ าร ประกอบด้วย การขนส่ง รวบรวมข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูล
ส่วนบุคคล (Private transportation) การขนส่งผู้โดยสาร เส้นทางการขนส่งจากกรุงเทพมหานครถึงเชียงใหม่และ
แบบรับจ้าง (Paratransit) การขนส่งผู้โดยสารด้วยบริการ หลักเกณฑ์ ในการตัดสินใจเลือกเดินทางโดยขนส่ ง
ส า ธ า ร ณ ะ (Common-carrier urban passenger สาธารณะ พบว่า มีเพศชายและเพศหญิงในสัดส่วนที่
transportation) และระบบขนส่งสาธารณะเขตเมือง ใกล้เคียงกัน เพศหญิงนิยมเลือกเดินทางโดยรถไฟมาก
(Urban public transportation) [1] ซ่ึงการเลือกรูปแบบ ที่สุด เนื่องจากเพศหญิงต้องการความปลอดภัยในการ
การเดินทางของผู้โดยสารข้ึนอยู่กับปัจจัยการตัดสินใจ เดินทางสูงกว่าเพศชาย ในขณะที่เพศชายนิยมเดินทางโดย
เลือกรูปแบบการเดินทาง ประกอบด้วย ลักษณะของการ รถทัวร์มากท่ีสุด เน่ืองจากเพศชายให้ความสำคัญกับค่า
เดินทาง ลักษณะของคนที่เดินทาง ลักษณะของการขนส่ง โดยสารจึงเลือกรถทวั ร์แม้ว่าจะมีความเส่ียงมากกว่าก็ตาม
โดยวัตถุประสงค์ในการเดินทางถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ระบุ ชัญญพัชร์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา [2] ได้ศึกษาพฤติกรรม
เพียงต้นทางหรือปลายทางเพียงด้านเดียวเท่านั้น คือ (1) การเดินทางของผู้ ที่ ใช้รถโดยสารบี อาร์ที โดยใช้
Work Trip คือการเดินทางเพื่อไปยังสถานท่ีทำงานหรือ แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า บีอาร์ทีมี
แหล่งงาน (2) Shopping Trip คือ การเดินทางเพ่ือไปยัง จำนวนผู้โดยสารใช้บริการไม่เป็นไปตามท่ีคาดการณ์ไว้
ร้านค้า (3) Social or Recreation Trip คือการเดินทาง เน่ืองจากผู้พักอาศัยตามแนวเส้นทางเดินรถ ยังคงเดินทาง
เพื่อไปยังสถานบันเทิงหรือสถานท่ีพักผ่อนหย่อนใจ (4) ด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล กลุ่มผู้โดยสารท่ีเดินทางไปทำงาน
Business Trip คือ การเดินทางในระหว่างเวลางานเพื่อไป และไปเรียน (Work & School Trip) ไม่นิยมเลือกใช้
ทำงานนอกสถานท่ีทำงานหลัก (5) School Trip คือ การ รูปแบบการเดินทางท่ีใช้บีอาร์ทีเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีที
เดินทางไปสถานที่ศึกษา (6) Home Trip คือ การเดินทาง เอสตามวัตถุประสงค์ของบีอาร์ที ผู้โดยสารที่ใช้บริการบี
กลับบ้านหรือภูมิลำเนา และ (7) Private Trip คือเดินทาง อารท์ ีส่วนใหญ่มีวัตถปุ ระสงค์การเดินทางเพ่ือไปซื้อสินค้า
เพื่อไปทำภารกิจสว่ นตวั [2] (Shopping Trip) ในช่วงเวลาปกติมากทสี่ ุด
ปรีชพงศ์ อากาศโสภา [4] ได้ศึกษาพฤติกรรมการเดินทาง
การวิจัยนจี้ ึงทำการศึกษาพฤติกรรมการเลือกรูปแบบ ไปทำงานของคนจนในเขตเมื อง และวิ เคราะห์
การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะของผู้โดยสารท่ี ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพ เศรษฐกิจ และ
เดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาถึงกรงุ เทพมหานคร โดยมี สงั คมกับพฤติกรรมการเดนิ ทางไปทำงานของกลมุ่ ตัวอย่าง
วัตถุประสงค์หลักคือ ศึกษารูปแบบการเดินทางของ ในพื้นที่ศึกษา พบว่า พฤติกรรมการเดินทางไปทำงานนั้น
ผู้โดยสารที่เดินทางถึงกรุงเทพมหานคร เพ่ือเสนอแนวทาง จะแตกต่างกันเม่ืออาชีพต่างกัน ที่ตั้งของชุมชนต่างกัน
ใน การปรั บปรุ งและพั ฒ นาระบบขน ส่ งสาธารณ ะ ใน ที่ตั้งของแหล่งงานต่างกัน และการเข้าถึงของระบบขนส่ง
ปจั จุบนั

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

สาธารณะของชุมชนที่ต่างกัน โดยตัวชี้วัดความแตกต่าง 72
คือ ค่าใช้จ่ายท่ีใช้ในการเดินทางไปทำงาน แบ่งออกเป็น 3
ประเภท คือ ค่าผ่อนรถ ค่าเช้ือเพลิง และค่าโดยสาร เมื่อ CE14
นำตัวเลขจาผลการวิจัย เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการ
เดินทางโดยรวมท้ังประเทศ พบว่า ค่าใช้จ่ายในการ 3.2 เครอื่ งมอื ท่ีใช้การวิจัย
เดินทางของคนจนเมืองสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ข้อมูลที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลปฐมภูมิ
โดยรวมท้ังประเทศ ดังน้ี ชุมชนท่ีอยู่เมืองช้ันในมากกว่า
ร้อยละ 5 ชุมชนท่ีอยู่เมืองช้ันในมากกว่าร้อยละ 6 และ (Primary data) และขอ้ มูลทตุ ิยภมู ิ (Secondary data)
ชมุ ชนท่ีอยูเ่ มืองชั้นในมากกว่ารอ้ ยละ 10 3.2.1 ขอ้ มูลปฐมภูมิ

3. การดำเนินการและเครอื่ งมือทใ่ี ชก้ ารวิจยั ข้ อมู ลท่ี ได้ จากการใช้ แบบสอบถามสั มภาษณ์ ผู้
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะที่ เดินทาง โดยใชแ้ บบสอบถามแบง่ ออกเปน็ 3 สว่ นดังนี้

เปิดให้บริการเส้นทางเชอื่ มต่อระหว่างจังหวดั นครราชสีมา ส่วนท่ี 1 ลักษณะประชากรศาสตร์ และข้อมูล
และกรุงเทพมหานครพบว่า มีระบบขนส่งสาธารณะ พน้ื ฐานของผู้โดยสาร เช่น เพศ อายุ อาชพี รายได้ เป็นตน้
ให้บริการ 2 รูปแบบคือ การขนส่งทางราง ได้แก่ รถ
ธรรมดา รถเร็ว รถด่วน และรถด่วนพิเศษ ฯ และการ ส่วนท่ี 2 การเลือกรูปแบบการเดินทางจากจังหวัด
ขนส่งทางถนน ประกอบด้วย รถโดยสารปรับอากาศช้ัน 1 นครราชสีมาไปกรุงเทพมหานคร ซ่ึงมีทั้งหมด 3 รูปแบบ
รถโดยสารปรับอากาศช้ัน 2 และรถตู้โดยสาร ซ่ึงในการ คือ รถโดยสารปรับอากาศ รถตู้โดยสาร และรถไฟ รวมถึง
วิ จั ยน้ี ทำก ารศึ ก ษ าก ารขน ส่ งท้ั งสอ งรู ป แบ บและ ข้อมูลความถ่แี ละวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร
จังหวัดนครราชสีมาแห่งท่ี 1 สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัด ส่วนท่ี 3 ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรูปแบบการดิน
นครราชสีมาแห่งท่ี 2 และสถานีรถไฟนครราชสีมา ทาง ได้แก่ อัตราค่าโดยสาร ความสะดวกสบาย ความ
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ปลอดภัย ระยะเวลาท่ีใช้ในการเดินทาง ความตรงต่อเวลา
เส้นทางการเดินรถ และจุดรับส่งผู้โดยสาร โดยใช้
ประชากรที่ศึกษาคือผู้โดยสารรถขนส่งสาธารณะ แบบสอบถามแบบประเมินค่า (Rating Scale) ตามแบบ
ประเภทรถโดยสารปรับอากาศ รถตู้โดยสาร และรถไฟ ท่ีมี Likert Scale 5 ระดับ คือ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย
จุ ดเริ่ ม ต้ นของการเดิ น ท างจากอำเภอเมื องจั งห วั ด และน้อยที่สุด โดยกำหนดระดับคะแนนทีร่ ะดับมากท่ีสุดมี
นครราชสีมา โดยเร่ิมต้นเดินทาง ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร คา่ เทา่ กบั 5 และคะแนนระดับนอ้ ยที่สุดมีค่าเท่ากับ 1
จังหวัดนครราชสีมาแห่งท่ี 1 และ 2 และสถานีรถไฟ
นครราชสีมา ผู้วิจัยได้จำนวน 426 คน จากการใช้สูตร จากน้ันนำแบบสอบถามไปตรวจสอบคุณภาพของ
การคำนวนของทาโร่ ยามาเน่ [5] แบบสอบถามโดยขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ แล้ว
นำมาคำนวนค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) พบว่า ตัวแปร
ท่ใี ช้มีค่าระหว่า 0.7-1.0 มีมากกว่า 0.6 แสดงว่าข้อคำถาม
มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหากับวัตถุประสงค์การวิจัย [6]
และวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามด้วยสถิติเชิงพรรณนา
(Descriptive Statistics)
3.2.2 ขอ้ มลู ทุติยภมู ิ

ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้บริการสถานี
ขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมาแห่งที่ 1 แห่งที่ 2 และ
สถานีรถไฟนครราชสีมา โดยจำแนกตามประเภทและ
มาตรฐานของรถ

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

73

CE14

3.3 การเกบ็ ข้อมูล ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะทั่วไปของ
การเก็บรวบรวมข้อมูลดว้ ยวิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้ ผตู้ อบแบบสอบถาม (ตอ่ )

คำตอบโดยตรง (Personal interview หรือ Face to face ข้อมูล รายละเอยี ด จำนวน (คน) ร้อยละ
interview) คือ ผู้โดยสารท่ีกำลังจะเดินทางจากจังหวัด
นครราชสีมาไปยังกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลา 07.00- รายได้ ตำ่ กว่า 10,000 204 47.89
18.00 น.ในวันทำการและวันหยุด เป็นเวลา 3 วันได้แก่
วันอาทิตย์ วันองั คาร และวันศุกร์ 10,000-30,000 193 45.31

30,000-50,000 24 5.63

> 50,000 บาท 5 1.17

4. ผลการวเิ คราะห์ 4.2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลการเดนิ ทาง
4.1 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ทั่วไป การวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางของกลุ่มตัวอย่าง

การวิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เดินทางจากจังหวัด
พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นหญิงร้อยละ 58.92 เพศ นครราชสีมาไปกรุงเทพมหานครสัปดาห์ละ 1 ครั้ง คดิ เป็น
ชาย ร้อยละ 41.08 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 81.92 ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อ
ร้อยละ 59.15 มีอาชีพเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ร้อยละ ศึกษาเล่าเรียน ร้อยละ 61.74 และเลือกใช้การเดินทาง
44.37 และส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ ด้วยรถโดยสารปรับอากาศ ร้อยละ 61.97 รายละเอียด
47.89 รายละเอียดแสดงดงั ตารางท่ี 1 แสดงดงั ตารางที่ 2
ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะทั่วไปของ ตารางท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลลักษณะการเดินทางของ
ผตู้ อบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถาม

ข้อมูล รายละเอียด จำนวน (คน) รอ้ ยละ ขอ้ มลู รายละเอยี ด จำนวน รอ้ ยละ

เพศ ชาย 175 41.08 (คน)

หญิง 251 58.92 ความถี่ 1 ครง้ั /สัปดาห์ 349 81.92
2-3 ครัง้ /สปั ดาห์ 55 12.91
อายุ <= 20 ปี 82 19.25 4-5 ครงั้ /สปั ดาห์ 9 2.11
> 5 ครง้ั /สัปดาห์ 13 3.05
21-30 ปี 252 59.15
วตั ถปุ ระสงค์ ศึกษาเล่าเรียน 263 61.74
31-40 ปี 55 12.91 ติดตอ่ ธรุ กิจ 50 11.74
ทำธุระสว่ นตวั 47 11.03
41-50 ปี 24 5.63
ทอ่ งเท่ียว/พักผ่อน 25 5.87
50 ปีข้นึ ไป 13 3.05 ทำงาน 24 5.63

อาชีพ นกั เรียน/นักศึกษา 189 44.37 หา้ งสรรพสนิ คา้ 5 1.17
เดินทางกลับบ้าน 11 2.58
ขา้ ราชการ 28 6.57
อน่ื ๆ 1 0.23
พนักงานบริษัท 77 18.08

รับจา้ งท่วั ไป 90 21.13

ธุรกิจสว่ นตัว 29 6.81

วา่ งงาน 13 3.05

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

74

CE14

ตารางท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลลักษณะการเดินทางของ ตารางที่ 3 ปัจจยั ในการเลือกรปู แบบการเดนิ ทาง (ต่อ)
ผู้ตอบแบบสอบถาม (ต่อ)
ประเดน็ ท่พี จิ ารณา ค่า S.D. ระดบั ความ
ขอ้ มูล รายละเอียด จำนวน รอ้ ยละ เฉล่ยี สำคัญ

(คน) 6.มเี สน้ ทางการเดิน
รถทีเ่ หมาะสม
รูปแบบ รถโดยสาร 264 61.97 4.06 0.79 มาก
มาก
รถตู้โดยสาร 116 27.23 7.มีการกำหนดจุด
รถไฟ 33 7.75
รับสง่ ผู้โดยสารทต่ี รง 4.10 0.83

กับความต้องการ

4.3 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยในการเลือกรูปแบบการ 5. สรุปและอภิปรายผลการวิจัย
เดินทาง 5.1 สรปุ ผลการวิจยั

การวิเคราะห์ปัจจัยในการเลือกรูปแบบการเดินทาง การวิ จั ยน้ี มี วั ตถุ ประสงค์ เพ่ื อศึ กษารู ปแบบการ
ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามให้ เดินทางและพฤติกรรมการเลือกรูปแบบการเดินทางของ
ความสำคัญกับ ความปลอดภัยในการเดินทางในระดับมาก ผู้โดยสารท่ีมีจุดเริ่มต้นเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาไป
มีค่าเฉล่ียสูงสุดเท่ากับ 4.21 (SD=0.83) รองลงมาคือ กรุงเทพมหานคร ทำการศึกษาผู้โดยสารท่ีใช้บริการระบบ
ความสะดวกสบายของยานพหนะ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.20 ขนส่ งสาธารณ ะที่ สถานี ขนส่ งผู้ โดยสารจั งหวั ด
(SD=0.76) อัตราค่าโดยสาร มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.11 นครราชสีมาแห่งที่ 1 สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัด
(SD=0.79) มีการกำหนดจุดรับส่งผู้โดยสารท่ีตรงกับความ นครราชสีมาแห่งที่ 2 และสถานีรถไฟนครราชสีมา โดยใช้
ต้องการ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.10 (SD=0.83) ระยะเวลาที่ แบบสอบถามในการเก็บรวมรวมข้อมูล จำนวน 426 คน
ใช้ในการเดินทาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 (SD=0.82) มี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้โดยสารท่ีสถานีขนส่งแห่งที่ 1
เส้นทางการเดินรถท่ีเหมาะสม มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.06 จำนวน 80 คน ผู้โดยสารท่ีสถานีขนส่งแห่งท่ี 2 จำนวน
(SD=0.79) และความตรงต่อเวลา มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 310 คน และผู้โดยสารท่ีสถานีรถไฟนครราชสีมา จำนวน
เท่ากับ 4.03 (SD=0.83) รายละเอยี ดแสดงดงั ตารางที่ 3 80 คน โดยมีรูปแบบการเดินทาง 3 รูปแบบคือ รถโดยสาร
ตารางที่ 3 ปจั จยั ในการเลือกรปู แบบการเดินทาง ปรับอากาศ รถตู้โดยสาร และ รถไฟ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง
ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นเพศเป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่เป็น
ประเด็นท่พี ิจารณา คา่ S.D. ระดับความ นักศึกษาหรือนักเรียนท่ีมีอายุระหว่าง 21–30 ปี มีรายได้
เฉลี่ย สำคญั ต่ำกว่า 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 48 และส่วนใหญ่มี
วัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้
1. อตั ราคา่ โดยสาร 4.11 0.79 มาก ปัจจัยในการเลือกรูปแบบการเดินทางด้วยระบบขนส่ง
มาก สาธารณะ พบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้โดยสารให้ความสำคัญกับ
2. ความสะดวกสบาย 4.20 0.76 ความปลอดภัยในการเดินทางในระดับมาก รองลงมาคือ
ของยานพหนะ มาก ความสะดวกสบายของยานพหนะ อัตราค่าโดยสาร การ

3.ความปลอดภัยใน 4.21 0.83 มาก
การเดินทาง มาก

4.ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ น 4.07 0.82
การเดินทาง

5.ความตรงตอ่ เวลา 4.03 0.89

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

75

CE14

กำหนดจุดรับส่งผู้โดยสารที่ ตรงกับความต้องการ บรหิ ารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอรธ์ ุรกิจ มหาวิทยาลัย
ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง เส้นทางการเดินรถท่ี มหาสารคาม, มหาสารคาม.
เหมาะสม และความตรงต่อเวลาตามลำดับ [2] ชัญญพัชร์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา. (2554). พฤติกรรมการ
เดินทางของผู้ใช้โดยสารด่วนพิเศษ (BRT). การวางแผนภาค
5.2 อภปิ รายผลการวจิ ัย และเมืองมหาบัณฑติ สาขาวิชาการวางแผนภาคและผังเมือง.
ผลจากการวิจัยทำให้ทราบว่ากลุ่มผู้โดยสารท่ีเดินทาง จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. กรงุ เทพมหานคร.
[3] วาทินี สําราญจิตร์. (2548). ศึกษาการเลือกรูปแบบการ
ด้วยระบบขนส่ งสาธารณะส่ วนใหญ่ เลือกใช้ บริการรถ เดินทางของผู้เดินทางจาก กรุงเทพมหานคร ถึง เชียงใหม่.
โดยสารปรับอากาศมากท่ีสุด และให้ความสำคัญกับความ เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิ ต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์.
ปลอดภัยในการเดินทางมากท่ีสุด รองลงมาคือ ความ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร.
สะดวกสบายของยานพาหนะ และอัตราค่าโดยสาร ซ่ึง [4] ปรีชาพงศ์ อากาศโสภา. (2555). พฤติกรรมการเดนิ ทางไป
ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสามารถ ทำงานของคนจนเมือง:กรณีศึกษาชุมชนรายได้น้อยตามแนว
วางแผนการพัฒนาระบบขนสง่ สาธารณะรูปแบบตา่ ง ๆ ได้ รถไฟสายเหนือในกรุงเทพมหานคร. การวางแผนภาคและ
อย่างเหมาะสมตามความต้องการของผู้โดยสาร อาทิ เมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนภาคและผังเมือง.
ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสามารถนำผลการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรงุ เทพมหานคร.
ดังกล่าวไปใช้เป็นแนวทางการสร้างความเชื่อม่ันด้านความ [5] มารยาท โยทองยศ และ ปราณี สวัสดิสรรพ์. (2557).
ปลอดภัยในการเดินทางสำหรับผู้โดยสารได้ แต่เน่ืองจาก รายงานวจิ ัยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอยา่ งเพื่อการวิจัย.
ในการศึกษาน้ีมีข้อจำกัดคือเป็นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อ ศูนย์บริการวิชาการ. สถาบันส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา
ตัวและการเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเวลา นวตั กรรม.
เร่งด่วนของการเดินทางผู้โดยสาร จึงทำให้กลุ่มตัวอย่าง [6] ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎีการทดสอบแบบ
ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษาหรือนักเรียน ดังนั้น ด้งั เดมิ , กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
การศึกษาในอนาคตควรเก็บรวบรวมข้อมูลผู้โดยสารที่มี
ความหลากหลาย

6. กติ ติกรรมประกาศ
ในการศึกษาคร้ังนี้ผู้วจิ ัยขอขอบคุณนายสถานีขนสง่ แหง่ ที่
1 แห่งท่ี 2 และสถานีรถไฟนครราชสีมา รวมถึงเจ้าหน้าที่
หน่วยต่าง ๆ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล

7. เอกสารอ้างองิ
[1] นัดดา พานแก้ว และอำพร คําโหยก. (2556). ระบบ
บรหิ ารจัดการจำหน่ายต๋ัวรถตู้ ออนไลน์ กรณีศึกษา บริษัท
สั งข์ ทองทั วร์ อำเภอช่ื นชม จังหวัดมหาสารคาม.

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

76

CE18

การศกึ ษาความเปน็ ไปได้ในการใหบ้ รกิ าร การขนสง่ ผโู้ ดยสารทางน้ำ ณ คลองรังสติ
A Feasibility Study of Public Water Transport Service Along Rang Sit Canal

เนตรนภศิ ฮวยขนั ธ์1*, สุพรชัย อุทัยนฤมล2

1 สาขาวชิ าวศิ วกรรมขนส่ง ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนือ
1518 ถนนประชาราษฎร์ สาย 1 แขวงวงศส์ ว่าง เขตบางซอื่ กรุงเทพมหานคร 10800
*ผู้ตดิ ต่อ เนตรนภิศ ฮวยขนั ธ์: [email protected], 097-152-9449

บทคดั ย่อ
ปัจจุบัน ถนนรังสิต-นครนายก ผู้ใช้บริการเป็นประชากรที่อาศัยในเขตอำเภอธัญบรุ ี มีรูปแบบการเดินทางโดย

รถยนต์ส่วนบคุ คลและรถโดยสารสาธารณะ จากการศกึ ษาพบวา่ มปี รมิ าณการจราจรเฉลย่ี ต่อวนั อยู่ท่ี 119,955 คนั /วนั ซึ่ง
มากกวา่ ความจขุ องถนนจงึ เปน็ สาเหตุของปัญหาจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน จากปญั หาดังกลา่ วผูว้ จิ ยั มีความประสงค์
ที่จะศกึ ษาความเป็นไปได้ในการเดินทางโดยระบบการขนส่งสาธารณะทางนำ้ ในคลองรงั สติ ท่มี ีแนวเส้นคลองขนานกบั ถนน
รงั สิต-นครนายก เพื่อเปน็ ทางเลอื กใหแ้ ก่ผู้ทใ่ี ชบ้ ริการ โดยทำการศึกษาพฤติกรรมการเดนิ ทางและคาดการณ์ความตอ้ งการ
ใช้บริการทางน้ำของผูใ้ ช้บริการ ณ คลองรงั สติ -นครนายก รวมทง้ั เสนอแนะรูปแบบการขนสง่ สาธารณะทางน้ำท่ีเหมาะสม
ผวู้ จิ ัยได้ทำการศึกษา 1) ประเภทของการบรกิ ารของรถสาธารณะ ณ ถนนรังสติ -นครนายก 2) พฤตกิ รรมผใู้ ชถ้ นนรังสิต –
นครนายกและความคิดเห็นต่อการเลือกใช้เรือโดยสารคลองรังสิต จากการศึกษาพบว่าคลองรังสิตมีลักษณะกายภาพที่
เหมาะสมในการเดินเรือโดยสารและในสว่ นของการศึกษาหาความต้องการใชบ้ ริการเรือโดยสารพบวา่ ปจั จยั ที่มีผลต่อการ
เลือกใช้บริการเรือโดยสารสาธารณะ คือระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยที่ค่าโดยสารที่
ยอมรบั ไดห้ ากราคาคา่ โดยสารลดลงจากเดมิ 7 บาท ภายใต้กรอบระยะเวลาทปี่ ระหยดั ได้ 22 นาที
คำสำคัญ :แบบจำลองทวนิ าม, มนิ บิ สั , การเลอื กรปู แบบการเดนิ ทาง, การขนสง่ สาธารณะทางน้ำ, คลองรงั สิต

Abstract
Rangsit-NakonNayok road is the primary highway for Thanyaburi district residents. The average

traffic flow on this road is 119,995 vehicles per day which are higher than the road capacity. This causes
traffic jams on Rangsit-NakonNayok, especially in rush hours. The purpose of this study is to find the
possibility of water transportation alongside the primary highway. The travel behaviour of public
transport passengers was surveyed and their expectations about water public transportation systems
were examined. The researchers conducted the study by collecting information such as types of transit
on Rangsit-NakonNayok road, and the conduct of regular Rangsit-NakonNayok road users including their
reactions towards the canal transit. The study revealed the potential of the Rangsit canal as an
appropriate channel for public transportation. The finding of this research illustrated that the most
influencing factor of water transit was time and cost for passengers. Passengers who travel by public
transportation could save their money and time by THB 7 and 22 minutes, respectively.
Keywords: Binomial Logit Model, Mode Choice, Public Water Transport, Rang Sit Canal

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

77

CE18

1. บทนำ 2.2 สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
ปจั จุบันประเทศไทย กำลงั มกี ารพัฒนาด้าน
2.2.1 ขนาดกลุม่ ตัวอย่าง
การคมนาคมทางถนน ทางราง และทางน้ำ เพ่ือให้
ระบบขนสง่ สาธารณะมีประสทิ ธิภาพ เพื่อตอบสนอง ผวู้ จิ ยั ไดท้ ำการคำนวณหาขนาดของกลมุ่
ความต้องการของผู้ใชบ้ ริการขนส่งสาธารณะ และชว่ ย
ลดปญั หาการจราจรติดขดั โดยวิทยานิพนธฉ์ บบั น้ี ตวั อยา่ งโดยอาศยั แนวคดิ ของทาโร่ ยามาเน่ (Taro
ต้องการศกึ ษาความเปน็ ไปได้ ในการพฒั นารูปแบบ
การเดนิ โดยระบบขนสง่ สาธารณะทางนำ้ ณ คลอง Yamane) [1] จากสมการท่ี (1)
รังสิต
= (1)
ปจั จุบนั ถนนรงั สิต-นครนายกเป็นถนนหลักท่ี 1+ ( )2
ผู้ใชบ้ รกิ ารของกลมุ่ ประชากรทอ่ี าศยั ในเขตอำเภอ = จำนวนตัวอยา่ งท่ีทำการศึกษา
ธัญบุรี ซง่ึ มีรปู แบบการขนสง่ สาธารณะในปจั จุบันคอื
การเดินทางโดยรถยนต์สว่ นบุคคล และ รถโดยสาร = จำนวนประชากร
สาธารณะเพียงเทา่ น้นั ซึ่งมขี อ้ จำกดั ในเร่อื งของความ
จใุ นการใช้ถนนปจั จุบันมไี ม่เพียงพอ จงึ เปน็ สาเหตทุ ่ี = ค่าความคลาดเคลือ่ นการประมาณ
ทำให้เกิดปัญหาการจราจรตดิ ขดั ในช่วงเวลาเรง่ ด่วน
คา่ เฉลยี่ ประชากร(ระดบั ความเชอื่ มัน่ 95%, =0.05)
การวจิ ยั นไี้ ดท้ ำการศึกษา โดยทำการลงพ้นื ที่
สำรวจเกบ็ ข้อมูลจากกลุ่มประชากรในเขตอำเภอธญั - ปรมิ าณจราจรเฉลี่ยตอ่ วันนนั้ อยู่ท่ี 119,955
บรุ ที ่ีใชบ้ ริการถนนรงั สิตนครนายกถึงความพงึ พอใจ
ในการเดินทางโดยระบบขนสง่ สาธารณะในปจั จุบัน คัน/วัน กำหนดความคลาดเคลอื่ นทยี่ อมรับไดท้ ีร่ ะดับ
และความคาดหวงั ต่อการใชบ้ รกิ ารการโดยสารทาง
เรอื ซึง่ เปน็ อีกหนง่ึ ทางเลอื กนอกเหนือจากรถโดยสาร ความเช่ือมั่น 95% คา่ ความคลาดเคลอื่ น ±5% จาก
ส่วนบคุ คลหรอื รถโดยสารสาธารณะ
สตู รดงั กล่าว สามารถคำนวณไดก้ ลุ่มตัวอยา่ งจำนวน
2. ทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง
2.1 ลกั ษณะทางกายภาพของคลองรังสิต 400 ตวั อย่าง

ลกั ษณะทางกายภาพของคลองรังสติ นัน้ มี 2.2.2 ทฤษฎีอรรถประโยชน์ (Utility Function)
ความกวา้ งอยู่ที่ 16 เมตร ลกึ 3 เมตร และ ยาว 56
กิโลเมตร ซง่ึ ในปัจจุบนั นั้นคลองรังสิตไดใ้ ช้ประโยชน์ เปน็ ทฤษฎพี น้ื ฐาน ของการตัดสินใจเลอื กใช้
เปน็ เพยี งคลองท่ีใชร้ ะบายนำ้ เพียงเท่าน้นั ซง่ึ ใน
ปจั จบุ นั เรือโดยสารสาธารณะยงั ไมม่ ีการเปิดใหบ้ รกิ าร รปู แบบการเดนิ ทาง โดยอาศยั องคป์ ระกอบของความ
ซ่งึ ในบรเิ วณรมิ คลองรงั สิตมีทา่ เรือที่บางสว่ นแลว้
ไมแ่ นน่ อน (Probability) เข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจ

เกย่ี วกบั ความพอใจหรอื ไมพ่ อใจของผู้เดินทาง ในการ

เลอื กรูปแบบยานพาหนะ อธิบายได้จากฟังก์ชัน่ ความ

พงึ พอใจของแต่ละรปู แบบยานพาหนะ ดังน้ี

= + 1 1 + 2 2 + (2)

โดยท่ี คือความพงึ พอใจของทางเลอื ก , คือค่า

สมั ประสทิ ธ์ิ ของตวั แปร คอื ตัวแปร 1 1 คอื

ส่วนประกอบของตัวแปรอสิ ระทว่ี ดั คา่ ได้ของทางเลอื ก

(Systematic Utility), คือค่าผิดพลาดของความ

น่าจะเป็น (Probability Error) โดยปจั จยั หลายอยา่ ง

ทถี่ กู นำมาพจิ ารณาในค่าความผิดพลาดน้จี ะประกอบ

ไปดว้ ยคณุ สมบัตขิ องความแตกต่างของคา่ บริการและ

ความแตกตา่ งของระยะเวลาทใ่ี ช้ในการเดินทาง

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

78

CE18

แบบจำลองโลจิต (Logit Model) เปน็ แบบ พฤติกรรม ในการใชบ้ ริการเรอื โดยสารคลองแสนแสบ
แตกตา่ งกนั [2]
จำลองทว่ี ิเคราะห์ถึงสัดสว่ นของการเลือกยานพาหนะ
การศึกษา การให้บรกิ ารเรือโดยสารระหว่าง
ในการขนสง่ โดยใชห้ ลักการตัดสนิ ใจจะเลอื กทางเลือก ทางเรือศรรี าชาและเกาะสชี ัง เพื่อพัฒนาการให้บริการ
จากผูโ้ ดยสารเรือข้ามฟาก จำนวน 1,200 คน
ท่ที ำให้เกิดความพอใจสงู สุดจากทางเลอื กต่าง ๆ ทมี่ ี ผลการวจิ ยั พบว่า ผโู้ ดยสารเรือข้ามฟากท่ีตอบแบบ
ประเมินผลสว่ นใหญ่เปน็ เพศหญิง โดยมีอายรุ ะหวา่ ง
Utility ในรปู แบบของฟังก์ชนั ความพงึ พอใจ (Utility 21 ถึง 30 ปี มรี ะดบั การศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี อาชีพ
หรือสถานะสว่ นใหญ่ทำงานบริษทั เอกชน เดินทางมา
function) ซง่ึ ประกอบด้วยตัวแปรอสิ ระ ทส่ี ามารถวดั ทองเท่ยี ว พักผอ่ น นยิ มเดินทางมาในช่วงวนั หยดุ
ราชการ (วันเสารแ์ ละวนั อาทติ ย์) ใช้เวลาในการรอขนึ้
คา่ ในเชงิ ปริมาณได้ (Systematic Utility : V) และ เรอื นานมากกวา่ 30 นาที มรี ะดับความพึงพอใจในการ
เดนิ ทางมายังท่าเรอื ระดบั ปานกลาง [3]
สว่ นของตวั แปรที่ไมส่ ามารถวัดค่าได้รวมทงั้ มคี วามไม่
3. วิธีการดำเนินการวจิ ัย
แน่นอน ซึ่งรวมเรียกว่า (Random Utility : ) โดย 3.1 การกำหนดประชากรและการเลือกกลมุ่ ตัวอย่าง

คา่ ของ V และ ของแต่ละทางเลือกนนั้ จะเป็น งานวจิ ัยนี้ ต้องการศกึ ษาพฤติกรรมของผทู้ ่ีใช้
บริการการเดินทางดว้ ยระบบขนสง่ สาธารณะบนเสน้
ตวั กำหนดว่า ผ้ตู ัดสินใจจะเลือกทางเลือกใด เมื่อมี ทางถนนรงั สติ นครนายก จำนวน 400 คน และ
พยากรณค์ วามตอ้ งการใช้การเดนิ ทางโดยระบบขนสง่
ทางเลอื กให้หลายทางเลอื ก โดยฟังกช์ ่นั Utility จะถกู สาธารณะทางน้ำดว้ ยเรือ

สมมุตใิ ห้เปน็ เสน้ ตรง ดงั สมการที่ (3) เพ่อื ให้ง่ายตอ่ 3.2 เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
ผวู้ ิจัย ใช้แบบสอบถามสมั ภาษณ์ในการเก็บ
การสรา้ งแบบจำลองรวมทั้งงานวจิ ัยทีผ่ า่ นมาแบบจำ-
ขอ้ มูลภาคสนาม จากนน้ั นำขอ้ มลู ท่ีไดม้ าเข้าสรา้ งแบบ
ลองสมการ Utility เปน็ เส้นตรง สามารถพยากรณก์ าร จำลองในการเลอื กรูปแบบการเดินทาง Binomial
Logit Model เพอ่ื พยากรณห์ าค่าความ น่าจะเป็นท่ี
เดินทางได้ในระดบั ท่ีนา่ พอใจ ผู้ใช้บริการถนนรงั สิตนครนายกจะเลอื กใช้การเดินทาง
โดยเรือโดยสารสาธารณะ
= + (3)

โดยที่ คอื ค่าความพงึ พอใจของทางเลอื ก ,

คือส่วนประกอบของตัวแปรอิสระท่ีวดั คา่ ได้ของ

ทางเลอื ก (Systematic Utility) คอื ส่วนประกอบ

ของตวั แปร ที่ไม่สามารถวัดค่าได้และความไม่แนน่ อน

ของทางเลือก (Random Utility) ซึ่งจากค่า Utility

จะสามารถคำนวณหาความน่าจะเป็น ของการเลือก

รูปแบบการเดนิ ทางของแต่ละคนได้ดงั สมการท่ี (4)

( ) = (4)
+
โดยที่ ( ) = ความน่าจะเปน็ ในการเลอื กทางเลือก

ของคนที่

2.3 งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง
ปัจจัย ท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ พฤติกรรมการใช้บรกิ าร

เรือโดยสารคลองแสนแสบ จำนวน 400 คน ใช้
แบบสอบถาม ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ผลการวิจัย

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

79

CE18

3.3 วธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู ระยะเวลารอคอย, E ความสะดวกสบาย และ F ความ
ผวู้ จิ ัย ไดเ้ กบ็ ข้อมลู สอบถาม ข้อมูลด้าน ปลอดภยั

เศรษฐกจิ และสังคม ข้อมูลลักษณะการเดินทาง ข้อมลู จากการสำรวจความพึงพอใจ(X)และ ความ
ความพงึ พอใจ ความคาดหวัง และ แนวทางสำหรบั คาดหวงั (Y)จากลุ่มผเู้ ดนิ ทางในปัจจบุ นั และ นำค่ามา
การกำหนดนโยบาย ทมี่ ีตอ่ ระบบขนส่งสาธารณะของ พล็อตกราฟดงั รูปที่ 1 จะเห็นว่าค่าของ B เวลาทใี่ ช้ใน
กลุ่มเปา้ หมาย การเดินทาง และ C ค่า ใช้จา่ ยที่ใช้ในการเดินทางตก
อยู่ในจตภุ าคท่ี 2 ซึ่งหมายความว่าผู้ใชบ้ รกิ ารมีความ
4. ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล พึงพอใจตอ่ การใชบ้ ริการในปัจจุบันน้อยและ มีความ
4.1 ขอ้ มลู ทั่วไปของกลุม่ ตัวอยา่ ง คาดหวงั สูงคอื ปจั จยั ในเร่อื งของระยะ เวลาทใี่ ชใ้ นการ
เดินทางและค่าใชจ้ ่ายในการเดินทางตามลำดับ
จากกลมุ่ ตัวอย่างทไี่ ด้ทำการศกึ ษานั้นคอื ผู้ใช้
บรกิ ารระบบขนสง่ สาธารณะท่ี เดินทางบนถนนรงั สติ รูปท่ี 1 กราฟแสดงความสมั พันธ์ต่อความพึงพอใจใน
นครนายก ช่ัวโมงเร่งดว่ น จากการเกบ็ ข้อมูลสามารถ การใช้บรกิ ารปจั จบุ นั และความคาดหวงั
สรปุ ขอ้ มูลเบ้อื ต้นไดด้ งั น้ี
เมือ่ นำค่าความต่างของปัจจยั ความพงึ พอใจ
- เพศหญิง 52% เพศชาย 48% ในการใช้บริการปจั จุบนั และ ความคาดหวังมาสรา้ ง
- อายุ 18-25 ปี 32% อายตุ ำ่ กว่า 18 ปี 18% อายุ เป็นกรณีทางเลือกและนำมาวิเคราะห์หาความสัมพนั ธ์
ดว้ ยการหา Correlation พบวา่ ท้งั สองตัวแปรมคี วาม
26-35ปีและอาย3ุ 6-45ปี 16% อายุ46-60ปี สมั พันธก์ นั เพราะ คา่ Sig ของท้งั สองปจั จัยไม่เกนิ 0.5
14% และอายุมากกว่า 60 ปีข้ึนไป 4% ตารางท1่ี ตารางแสดงความสัมพนั ธจ์ ากการวเิ คราะห์
- อาชพี พนักงานบริษัทเอกชน 36% นกั เรยี น/ Correlation
นกั ศกึ ษา 32% ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 20% ตัวแปรอสิ ระ สัมประสิทธ์ิ Sig
เจา้ ของธุรกจิ /ธรุ กจิ สว่ นตัว 8% และอาชีพอนื่ ๆ คา่ คงที่ -1.17110591 0.000
4% ผลต่างเร่ืองราคา -0.119176705 0.000
- รายได้เฉลี่ยต่อเดอื น ต่ำกว่า 15,000 บาท 26% ผลต่างเรื่องเวลา -0.069111812 0.000
รายได้ 15,001-20,000 บาท 22 % รายได้
25,001-30,000 บาท 20% รายได้ 20,001-
25,000 บาท 18% รายได้ 30,001-40,000 12%
และรายได้ มากกว่า 30,001 ขึ้นไป 2%

4.2 การหาข้อมูลปจั จัยในการเดินทาง
จากผลสำรวจความพึงพอใจตอ่ การใช้บรกิ าร

พบว่า ในปจั จบุ ันและความคาดหวัง ของผู้ใชบ้ รกิ าร
โดยสำรวจแยกเป็น 6 ปจั จัย A ระยะทาง, B เวลาทใ่ี ช้
ในการเดนิ ทาง, C ค่าใชจ้ า่ ยทีใ่ ชใ้ นการเดินทาง, D

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

80

CE18

4.3 ศกึ ษาแบบจำลองการเลอื กรปู แบบการเดินทาง 2 = คา่ ความตา่ งของเวลาในแต่ละกรณี

ผวู้ จิ ยั ได้นำปัจจยั ค่าใช้บรกิ ารและเวลาทใ่ี ชใ้ น ซงึ่ เม่อื นำค่าความต่าง ของแต่ละกรณีมาแทน

การเดินทาง มาสรา้ งแบบจำลองโดยเปรยี บเทียบการ สมการ จะได้ค่า Utility ของการเดินทางโดยเรือและ

เดนิ ทางโดย รถโดยสารสาธารณะในปจั จุบนั และการ รถโดยสารประจำทาง จากนนั้ นำค่า Utility ทีไ่ ด้

เดนิ ทางดว้ ยเรือโดยสารในอนาคต โดยแบ่งเปน็ กรณี ท้งั หมด 27 กรณี มาแทนค่าในสมการคำนวณหาความ

ทางเลอื กออกเป็น 27 กรณี สามารถแตกรายละเอียด นา่ จะเป็น ของการเลอื กรูปแบบการเดนิ ทางของแต่ละ

ออกเป็น 3 เรอ่ื ง ดงั นี้ เรอ่ื งที่ 1 ระยะทางท่ีใชใ้ นการ คนในสมการดา้ นลา่ ง

เดินทาง แบ่งออกเปน็ 3 กรณี 1) ระยะทางใกล้ (0- (รถโดยสารประจำทาง) = 1 (7)
1+ เรือ− รกโดยสารประจำทาง
จากสมการขา้ งตน้ จะได้ค่าความนา่ จะเปน็
4กม.) 2) ระยะทางกลาง (5-16 กม.) และ 3) ระยะ
ของคนที่เลอื กใช้บรกิ าร โดยรถโดยสารสาธารณะ
ทางไกล(มากกวา่ 16 กม.ขึ้นไป) เร่อื งท่ี 2 เวลาทใี่ ช้ใน
ออกมาท้งั 27 กรณี ซ่ึงเม่อื นำค่ามาแทนในสมการ
การเดนิ ทาง แบ่งออก เปน็ 3 กรณี 1) การเลือก
คำนวณหาค่าความน่าจะเปน็ ของการเลือกรปู แบบ
ระหวา่ งเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางและ โดยท่ี
แล้วพบวา่ หากการเลือกเดนิ ทางโดยเรอื สามารถ
รถโดยสารประจำทางใชเ้ วลาน้อยกว่าเรือ 2) การเลือก
ประหยดั คา่ โดยสาร ไดม้ ากกวา่ รถโดยสารสาธารณะ
ระหวา่ งเดนิ ทางโดยรถโดยสารประจำทางและ โดยท่ี
เปน็ จำนวน 7 บาท และ ใช้เวลานอ้ ยกว่ารถโดยสาร
รถโดยสารประจำทางใช้เวลาเท่ากับเรือ 3) การเลอื ก
สาธารณะเป็นเวลา 22 นาที จะมโี อกาสท่คี นจะเลือก
ระหวา่ งเดนิ ทางโดยรถโดยสารประจำทางและ โดยท่ี
โดยสารเรือ มากกว่า รถโดยสารด้วยความน่าจะเป็น
รถโดยสารประจำทางใช้เวลามากกวา่ เรือ เร่ืองที่ 3
0.76
ค่าบริการ แบ่งออกเปน็ 3 กรณี 1) คา่ ใช้บริการรถ
5. บทสรุป
โดยสารประจำทางมคี า่ บริการท่ีสงู กวา่ เรือ 2) คา่ ใช้
จากการศกึ ษาครั้งน้ี พบว่า ลักษณะทาง
บรกิ ารรถโดยสารประจำทางมคี ่าบริการทเ่ี ทา่ กับเรือ
กายภาพของคลองรังสิต ในเร่อื งของ ขนาดความกว้าง
3) คา่ ใชบ้ รกิ ารรถโดยสารประจำทางมคี ่าบริการทตี่ ่ำ
ของคลอง ความลกึ ของคลอง มีความกวา้ ง อยทู่ ี่ 16
กว่าเรอื เพอื่ ใหผ้ ู้ใช้บรกิ ารเลอื กตามความพงึ พอใจ
เมตร ลึก 3 เมตร และ ยาว 56 กิโลเมตร ซง่ึ เมอื่ เทยี บ
และจากนนั้ ผศู้ ึกษาก็นำค่าทีไ่ ดม้ าหาความน่าจะเปน็
ขอ้ มลู ลักษณะทางกายภาพเบ้ือตน้ เทียบคลองภาษี
เพือ่ กำหนดนโยบายในการพัฒนา
เจริญทเี่ ปดิ ให้ดำการอยใู่ นปัจจุบนั แล้วพบว่าสภาพลำ
โดยนำคา่ ท่ีได้จากตารางที่ 1 มาแทนใน
คลองของคลองรงั สิตมคี วามนา่ จะเป็น ท่ีเปิดใหบ้ รกิ าร
สมการ Utility เพือ่ หาความพึงพอใจจากการเลอื ก
ได้ พรอ้ มกนั นี้ได้ศกึ ษาจุดเช่อื มตอ่ กบั ระบบขนส่งอนื่ ๆ
รูปแบบกรณที ี่ผวู้ จิ ยั ได้กำหนด
นน้ั พบว่า บรเิ วณจุดรอรถประจำทางสาธารณะเรียบ
Uเรอื − Uรถโดยสาร = + 1 1 + 2 2 + (5)
U = Uเรือ − Uรถโดยสาร (6) คลองรังสิต บางจุดได้มกี ารสร้างทา่ เรือสำหรบั ใช้เป็น

= คอื ค่าสมั ประสทิ ธ์ิคงท่ี จดุ เปลี่ยนถา่ ยผู้ใช้บรกิ ารโดยเรือโดยสารสาธารณะอีก
1 = คอื คา่ สัมประสทิ ธิ์ของผลต่างของราคา
1 = ค่าความตา่ งของราคาในแต่ละกรณี แล้วเชน่ กนั
2 = คือคา่ สมั ประสทิ ธ์ิของผลตา่ งของเวลา

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

81

CE18

จากการศึกษา ลักษณะทางกายภาพพบวา่ กิตติกรรมประกาศ
การโดยสารทางเรือนั้นมีความเป็นไปได้สูง ผ้วู ิจยั ได้ ผวู้ ิจัยขอขอบพระคณุ ผู้รว่ มตอบแบบสอบ
ทำการศกึ ษาต่อ โดยใช้สมการอรรถประโยชน์มาช่วย
พยากรณ์ โดยใชห้ ลักการตดั สนิ ใจเลอื กทางเลือกท่ที ำ ถามท่ใี ห้ความอนเุ คราะห์ช่วยเหลือ ในการตอบแบบ
ให้เกดิ ความพอใจ จากผู้ใช้บรกิ ารถนนรังสิตนครนายก สอบถามและขอขอบพระคณุ คณาจารยท์ ุกท่าน ทใี่ ห้
โดนกำหนดความต่างของทางเลอื กในเรื่องในสว่ นของ คำแนะนำจนในผลงานวจิ ยั น้ปี ระสบความสำเร็จ
คา่ ใช้บริการและระยะเวลาท่ใี ช้ในการเดินทาง ออกมา
เปน็ ทางเลอื กทั้ง 27 กรณี พบว่าถา้ ราคาค่าใชบ้ ริการ เอกสารอา้ งอิง
ของรถโดยสารสาธารณะกบั เรือโดยสาร มคี ่าใช้จ่ายไม่ [1] Taro Yamane(1973 ).Statistics: An
ตา่ งกัน ผใู้ ช้บริการ กจ็ ะยงั เลือกใชก้ ารโดยสารทางรถ Introductory Analysis. 3rdEd. NewYork. Harper
โดยสารประจำทาง หากเรือโดยสาร มีค่าใช้บรกิ ารถูก and Row Publications
กวา่ รถยนต์โดยสารสาธารณะ เป็นจำนวน 7 บาท [2] ณิชาภัทร บญุ คง (2556). ปจั จัยท่มี อี ิทธิพลต่อ
และเรอื โดยสารใชเ้ วลานอ้ ยกว่า รถโดยสารสาธารณะ พฤติกรรมการใช้บริการเรอื โดยสารคลองแสนแสบ
เป็นเวลา 22 นาที จะมีโอกาสที่คนจะเลอื กโดยสารเรือ [3] วีระพล แจม่ สวัสดิ์ วิลาวลั ย์ ฤทธเิ์ รืองโรจน์และ
มากกวา่ รถโดยสารประจำทางทคี่ วามน่าจะเปน็ 0.76 ปุญณชา สุริยะสาร (2556). การศกึ ษาการใหบ้ ริการ
เรือโดยสารระหวา่ งทางเรือศรีราชา และเกาะสีชัง เพื่อ
ซ่ึงในส่วนของราคาทถี่ กู ลงมา 7 บาท นน้ั พัฒนาการให้บรกิ าร
ผวู้ ิจัย ได้ทำการกำหนดราคาในการแบง่ กรณที างเลือก
ทไี่ ด้ให้ผูต้ อบแบบสอบถาม ตอบโดยกำหนดราคาค่า
โดยสารอยูท่ ี่ 18 บาท พบว่าราคานสี้ ามารถเป็นไปได้
เมอ่ื นำไปเปรียบเทียบกับคา่ โดยสารทางเรือ ณ คลอง
ภาษเี จรญิ อีกท้ังราคาค่าโดยสารน้ยี งั สามารถแข่งขัน
กับรูปแบบ การเดนิ ทางโดยรถโดยสารสาธารณะทีว่ ง่ิ
บนถนนรงั สติ นครนายกในปัจจุบนั ไดเ้ ชน่ กนั

ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาพบว่าในบางส่วน
ของลกั ษณะแนวเส้นทางสภาพทัง้ 2 ข้างของคลองนั้น
ควรมกี ารปรับปรุงพื้นที่ และ กำจัดต้นผักตบชวาท่มี ี
เยอะกนิ พื้นท่ใี นบางสว่ นของลำคลอง และจุดเช่ือต่อ
เปล่ียนถ่ายผูโ้ ดยสาร (โป๊ะเรอื ) นน้ั ควรมกี ารปรับปรงุ
บำรงุ สภาพและทำความสะอาดให้พร้อมต่อการใช้งาน

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

82

CE19

การประมาณราคาบ้านพกั อาศยั โดยใชร้ าคาต่อหน่วยพ้นื ท่ีงานสถาปตั ยกรรม
Estimating residential house cost by using the unit cost of the architectural work.

รฐั พล เขม็ ทอง1,*, เอกสิทธิ์ ประทีปทอง1, อาทิตย์ อาจวีระกลุ 1 และ ศุภกร ไตรภพกลาง1

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา เลขท่ี 340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง จังหวัดนครราชสมี า 30000
*ผตู้ ดิ ต่อ: [email protected], 0812668282, 044255451-2

บทคัดย่อ
งานวจิ ัยนม้ี ีวัตถปุ ระสงค์เพ่อื หาวิธกี ารในการประมาณราคาเบอ้ื งต้นของบา้ นพักอาศัย 2 ชัน้ ท่ีมใี หม้ ีคลาดเคลอ่ื น

นอ้ ยกวา่ การใชว้ ิธีราคาตอ่ หน่วยพ้ืนที่ โดยยังคงใช้พ้นื ใชส้ อยเปน็ ตวั แปรในการคำนวณแต่ผปู้ ระมาณราคาจะสามารถเลอื ก
ลกั ษณะความแตกตา่ งของงานสถาปัตยกรรมได้ โดยการวจิ ัยนีไ้ ดใ้ ช้แบบบา้ นพกั อาศยั จำนวน 10 หลงั เพื่อใช้กำหนดราคา
ต่อหน่วยพื้นที่ของงานสถาปัตยกรรมออกซึ่งแบ่งออกเป็น 9 หมวดงานย่อย ได้แก่ งานผิวพ้ืน งานผนัง งานประตูและ
หนา้ ต่าง งานฝ้าเพดาน งานทาสแี ละวัสดุเคลือบผวิ งานบนั ได งานสุขภัณฑ์ งานวัสดมุ งุ หลงั คา และงานเบด็ เตล็ด และแต่
ละหมวดงานยอ่ ยยังแบง่ ออกเป็น 3 ระดับราคา ได้แก่ ราคาตำ่ ราคาปานกลาง และราคาสูง ผลการการทวนสอบผลการ
ประมาณราคากบั แบบบา้ นพักอาศยั จำนวน 4 หลังท่ีได้จากแหล่งอื่นซึ่งเป็นแบบทีม่ ีการประมาณราคาโดยละเอียดและมี
การก่อสร้างไปแลว้ พบวา่ ราคาค่าทไ่ี ดจ้ ากการประมาณราคาโดยใช้ราคาตอ่ หนว่ ยพ้นื ท่ี และวิธีการใชร้ าคาต่อหน่วยพ้ืนท่ี
แบบเลอื กคุณภาพวสั ดุงานสถาปตั ยกรรมมคี า่ ความคลาดเคล่อื นเฉลย่ี รอ้ ยละ 0.07 และร้อยละ 1.01 ตามลำดบั
คำสำคญั : การประมาณราคาเบอ้ื งตน้ การประมาณราคาต่อหนว่ ยพน้ื ท่ี การประมาณราคาโดยละเอยี ด

Abstract
The research aims to determine how to estimate the preliminary cost of a two-storey

residential house with more accuracy than estimating by square meter method. The gross floor area
variable from the square meter method is used in this study by choosing the architectural works. The
research studies on 10 residence houses. Roughly cost of the architectural unit is estimated which is
divided into nine subcategories: floors work, walls work, doors and windows, ceiling work, paint and
protection, sanitary ware, roof and insulation and miscellaneous works. Each sub-segment is divided
into 3 cost rates as low, medium and high rate. The verification results are investigated by picking up 4
residential houses with are detail estimated and constructed compared with square meter method
and method of this study. It is found that cost estimation from square meter method and method of
this study are 0.07 percent and 1.01 percent respectively.
Keywords: Preliminary estimating method, Superficial area method, Detailed estimate.

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

83

CE19

1. บทนำ ขวัญชัย บำรุงชาติและคณะ (2550) [2]
การประมาณราคาก่อสร้างเป็นงานท่ีมีความสำคัญ ได้ทำการศกึ ษาการประมาณวัสดุต่อหน่วยของอาคาร
พกั อาศัย 3-5 ชั้น ไดค้ ่าคอนกรีตและเหล็กเสรมิ 0.21
ในขน้ั ตอนของกระบวนการก่อสร้าง โดยในการศกึ ษานี้ ลูกบาศก์เมตร และ 21.39 กิโลกรัมต่อพ้ืนท่ีของ
จะเปน็ การประมาณราคาเบอื้ งตน้ ของบ้านพักอาศยั 2 อาคาร 1 ตารางเมตร และได้ค่าไม้แบบและเหล็ก
ช้ันเท่าน้ัน โดยท่ัวไปจะใช้วิธีราคาต่อหน่วยพื้นที่ซ่ึง เสริม 11.50 ตารางเมตร และ 106.06 กิโลกรัมต่อ
เป็นวิธีที่มีความรวดเรว็ ในการคำนวณ ใช้ตัวแปรเพียง คอนกรตี 1 ลูกบาศก์เมตร
พ้ืนที่ใช้สอยของอาคารคูณดว้ ยราคาต่อหน่วยพ้ืนท่ีซ่ึง
แบ่งตามช่วงระดับราคา เหมาะสำหรับใช้ในขั้นตอน ชัชธะชัย ชากัน (2553) [3] ได้เสนอการ
ช่วง เร่ิมต้น ของก ารก่ อสร้างเพ่ือให้เจ้าของ โครงการ ประมาณ ราคาค่าก่อสร้างที่พักอาศัยประเภท
ทราบวงเงินงบประมาณเบื้องต้นและตัดสินใจในการ คอนโดมิเนียมขนาดที่มีจำนวนชั้นระหว่าง 15 ถึง 40
ปรับเปล่ียนรายละเอียดของงานเพื่อดำเนินการใน ช้นั พบวา่ แบบจำลองท่ีใช้ทำนายราคาค่าก่อสร้างได้ดี
ขั้นตอนการออกแบบต่อไป การประมาณราคาต่อ ประกอบด้วยตัวแปรอิสระ 7 ตัวแปร ได้แก่ ความสูง
หน่วยพื้นที่ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับอาจทำให้มีความ ของอาคาร ความสูงของชั้นที่พักอาศัย จำนวนช้ัน
คลาดเคล่ือนน้อยลงได้หากสามารถกำหนดราคาต่อ เหนือพื้นดิน จำนวนชั้นใต้ดนิ จำนวนชนั้ จอดรถ พื้นท่ี
หน่วยพื้นที่ให้มีความละเอียดมากข้ึน การศึกษาน้ีจึง ใช้งานรวมของอาคาร และความสูงเฉล่ียของชั้นจอด
หาแนวทางโดยการเพิ่มทางเลือกของลักษณะงาน รถ โดยผลการทดสอบแบบจำลองพบว่ามีความ
สถาปัตยกรรมใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกับแบบมายงิ่ ข้ึน ผดิ พลาดอยู่ ในชว่ ง -5.50% ถงึ +6.66%

2. การศึกษาทผี่ า่ นมา พ ง ศ์ ส ย าม กั น จิ น ะ (2 5 5 6 ) [4 ] ได้
จำรูญ สมบูรณ์ (2549) [1] ศึกษาค่าเฉล่ีย ทำการศกึ ษาแบบจำลองการประมาณราคาอาคารพัก
อาศัย ค.ส.ล.โดยวิเคราะห์ตามสัดส่วนชนิดพ้ืนที่ใช้
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของการออกแบบโครงสร้าง สอย พบวา่ หมวดงานสถาปตั ยกรรมมีสดั สว่ นมากทส่ี ุด
รูปแบบต่าง ๆ ที่มีผลต่องบประมาณการก่อสร้าง รองลงมาได้แก่ หมวดโครงสร้าง หมวดไฟฟ้า หมวด
พบว่า งานโครงสร้างมีค่าเฉลี่ยเป็น 35.45 เปอร์เซ็นต์ สุขภัณฑ์ และหมวดสุขาภิบาล และจากการนำ
ของค่าก่อสร้างท้ังหมด เหล็กข้ออ้อยได้เปรียบด้าน แบบจำลองไปใช้ในการประมาณราคาเปรียบเทียบกับ
ราคามากกว่าเหล็กเส้นกลม คานคอนกรีตหน้าตัดเล็ก การประมาณราคาแบบละเอียดพบว่ามีความรวดเร็ว
และเสริมเหลก็ ในปริมาณนอ้ ยได้เปรียบด้านราคากว่า ในการคำนวณมากกว่า และมีความแม่นยำมากกว่า
คานคอนกรีตหน้าตัดใหญ่และเสริมเหล็กในปริมาณ เมือ่ นำไปเปรยี บเทียบกับการประมาณราคาแบบพ้ืนที่
น้อย คานคอนกรีตหน้าตัดใหญ่และเสริมเหล็กใน รวม
ปริมาณมากไดเ้ ปรียบดา้ นราคากว่าคานคอนกรีตหน้า
ตัดเล็กและเสริมเหล็กในปริมาณมาก เสาคอนกรีต พ ง ศ์ ส ย าม กั น จิ น ะ (2 5 5 6 ) [5 ] ได้
หน้าตัดใหญ่มีความได้เปรียบด้านราคามากกว่าเสา ทำการศกึ ษาแบบจำลองการประมาณราคาอาคารพัก
คอนกรีตหนา้ ตดั เล็ก อาศัย ค.ส.ล.โดยวิเคราะห์ตามสัดส่วนชนิดพื้นที่ใช้
สอย พบว่าหมวดงานสถาปัตยกรรมมีสดั สว่ นมากท่ีสุด

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

รองลงมาได้แก่ หมวดโครงสร้าง หมวดไฟฟ้า หมวด 84
สุขภัณฑ์ และหมวดสุขาภิบาล และจากการนำ
แบบจำลองไปใช้ในการประมาณราคาเปรียบเทียบกับ CE19
การประมาณราคาแบบละเอียดพบว่ามีความรวดเร็ว
ในการคำนวณมากกว่า และมีความแม่นยำมากกว่า ภายในห้องต่าง พ้ืนที่ของระเบียงภายนอก ลานซัก
เมอื่ นำไปเปรียบเทียบกับการประมาณราคาแบบพื้นท่ี ล้างและโรงจอดรถ โดยมีหน่วยเป็นตารางเมตร
รวม
ราคาต่อหน่วยพื้นที่ เป็นราคาค่าก่อสร้าง
วิศาลี นิมมานพัชรินทร (2558) [6] ได้ เฉลี่ยต่อ ตร.ม.ของพืน้ ที่อาคาร ในการศึกษานี้ใช้ราคา
ทำการศึกษาการสร้างแบบจำลองการประมาณต้นทุน มาตรฐานของสมาคมผู้ประเมินสินทรพั ย์แห่งประเทศ
ค่าก่อสร้างอาคารบ้านพักอาศัย 2 ช้ัน โดยแบ่งขนาด ไทย ปี 2560 ประเภทบ้านพักอาศัยตกึ 2 ชน้ั มรี าคา
พื้นท่ีใช้สอยออกเป็น 4 กลุ่ม ผลการศึกษาได้ว่าบ้าน ต่อพื้นท่ีตามระดับคุณภาพ ต่ำ ปานกลาง และสูง
กลุ่ม(ก) มีต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับ 9,735 บ./ตร.ม. บ้าน เท่ากับ 10,300 12,000 และ 13,600 บ./ตร.ม.
กลุ่ม (ข) มีต้นทุนเฉล่ียเท่ากับ 9,930 บ./ตร.ม. บ้าน ตามลำดบั
กลุ่ม (ค) มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 9,545 บ./ตร.ม. ในขณะ
ที่บ้านกลุ่ม (ง) มีต้นทุนเฉล่ียอยู่ท่ี 9,381 บ./ตร.ม. ราคาต่อหน่วยพื้นท่ีงานสถาปัตยกรรม เป็น
จากการทดสอบความแม่นยำโดยเปรียบเทียบกับวิธี ราคาค่าก่อสร้างเฉลี่ยต่อตารางเมตรของงานที่แบ่ง
ราคาต่อหน่วยพ้ืนท่ี พบว่าราคาค่าก่อสร้างท่ีได้จาก ออกเป็น 9 หมวดงานย่อย ได้แก่ งานผิวพื้น งานผนัง
แบบจำลองน้ีมีค่าแตกตา่ งไม่เกนิ ± 7 % งานประตูและหน้าต่าง งานฝ้าเพดาน งานทาสีและ
วัสดุเคลือบผิว งานบันได งานสุขภัณฑ์ งานวัสดุมุง
3. วัตถุประสงคข์ องการศึกษา หลงั คา และงานเบ็ดเตลด็
ในการศกึ ษานี้มีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อหาวธิ ีในการ
ระดับคุณภาพราคา เป็นการแบ่งราคาต่อ
ประมาณราคาค่าก่อสร้างข้ันต้นของบ้านพักอาศัย 2 หน่วยพ้ืนที่ออกเป็นสามระดับราคา ได้แก่ ราคาต่ำ
ช้ัน ท่ีเปิดโอกาสให้ผู้ประมาณ ราคาเลือกความ ราคาปานกลาง และราคาสูง ตามชนิดและคุณภาพ
แตกตา่ งของลักษณะงานที่สอดคล้องกับความต้องการ ของวสั ดทุ ใ่ี ช้ในการก่อสรา้ ง
มากยิ่งข้ึนโดยยังคงมีความสะดวกรวดเร็วในการ
คำนวณและให้มีคลาดเคล่ือนใกล้เคียงกับการใช้วิธี ราคาต่อหน่วย เป็นราคาวัสดุก่อสร้างต่อ
ราคาต่อหน่วยพน้ื ที่ หน่วยและค่าแรงงานต่อหน่วย ใช้ในการประมาณ
ราคาโดยละเอียด ใช้ราคาต่อหน่วยจากบัญชีราคาค่า
4. นิยามศพั ท์เฉพาะ วสั ดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปี พ.ศ. 2560 จัดทำโดย
พ้ืนท่ีอาคาร หมายถึง ผลรวมของพ้ืนที่ที่ กลุ่มงานออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน
คํานวณจากแบบกอ่ สรา้ ง ประกอบไปด้วยพ้ืนท่ีใชส้ อย
5. วิธกี ารศกึ ษา
ในการศึกษาใช้แบบบ้านพักอาศัย 2 ชั้น

จำนวน 10 หลัง ทำการประมาณราคาโดยละเอียด
เพอื่ หาปริมาณงานและคำนวณหาราคาต่อหน่วยพ้ืนท่ี
งานสถาปตั ยกรรมโดยมขี ัน้ ตอนดังน้ี

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

85

CE19

1) ทำการประมาณราคาโดยละเอียด และ 4) การประมาณราคาโดยวิธีราคาต่อหน่วย
แบ่งหมวดงานหลักออกเป็น งานโครงสร้าง งาน พื้นที่งานสถาปัตยกรรม ผู้ประมาณราคาจะสามารถ
สถาปัตยกรรม งานสุขาภิบาล งานระบบไฟฟ้า และ เลือกคุณภาพวัสดุงานสถาปัตยกรรมทั้ง 9 หมวดได้
แบ่งหมวดงานสถาปัตยกรรมออกเป็นหมวดงานย่อย โดยให้สอดคล้องกับรายละเอียดในแบบก่อสร้าง แต่
ได้แก่ งานผิวพื้น งานผนัง งานประตูและหน้าต่าง งานโครงสร้าง งานระบบสุขาภิบาล และงานไฟฟ้าใช้
งานฝ้าเพดาน งานทาสีและวัสดุเคลือบผิว งานบันได ราคาต่อหน่วยเท่ากันทุกระดับคุณภาพ
งานสุขภัณฑ์ งานวัสดุมุงหลังคา และงานเบ็ดเตล็ด
5) การทวนสอบผลการประมาณราคาต่อ
2) กำหนดช่วงราคาหมวดงานสถาปัตยกรรม หน่วยพ้ืนที่งานสถาปัตยกรรมจะใช้แบบบา้ นพักอาศัย
เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ราคาสูง ราคาปานกลาง และ 2 ชัน้ จำนวน 4 หลงั ซง่ึ ไดท้ ำการกอ่ สรา้ งไปแลว้ และ
ราคาตำ่ โดยแสดงรายละเอียดของงานในตารางที่ 1 ผลการประมาณราคาโดยละเอยี ดซง่ึ ใช้ในขั้นตอนการ
ก่อสร้าง โดยบ้านทั้ง 4 หลังมีระดับคุณภาพงานตาม
3) หาค่าเฉลี่ยราคาต่อหน่วยพื้น ท่ีงาน วิธีราคาตอ่ หน่วยพื้นท่อี ยู่ในระดบั ต่ำ, ปานกลาง และ
สถาปัตยกรรมซ่ึงแบ่งออกเป็น 9 หมวดงานย่อย 3 สูง ตามลำดับ และมีพื้นที่ใช้สอยและระดับคุณภาพ
ระดับราคา ส่วนงานโครงสร้าง งานระบบสุขาภิบาล ของงานสถาปัตยกรรมดังแสดงในตารางที่ 3
และงานระบบไฟฟ้า ไม่มีการแบ่งระดับราคา เพื่อใช้
กำหนดราคาต่อหน่วยพ้ืนที่งานสถาปัตยกรรม โดยผล
การคำนวณแสดงในตารางท่ี 2

ตารางที่ 1 รายละเอียดงานสถาปตั ยกรรม ตามระดับคุณภาพราคา

ลำดบั รายการ รายละเอยี ดงานสถาปัตยกรรม ตามระดบั คณุ ภาพราคา

ราคาตำ่ ราคาปานกลาง ราคาสูง

1 งานผวิ พ้ืน ผวิ พื้นปูด้วยกระเบ้ืองเคลือบ ผวิ พนื้ ปดู ้วยกระเบ้ืองเซรามกิ ผวิ พ้นื ปดู ้วยกระเบอ้ื งแกรนโิ ตห้ รอื
บัวเชิงผนังกระเบ้อื งเคลือบ บัวเชิงผนงั กระเบ้อื งเซรามิก หนิ แกรนิต บวั เชงิผนังไม้เน้อื แข็ง

2 งานผนัง ผนังกอ่ อิฐฉาบปูนเรียบ ทาสี ผนงั กอ่ อฐิ ฉาบปนู เรียบ ทาสี ผนงั ก่ออฐิ ฉาบปูนเรยี บ เคร่าไม้เนอื้ แข็ง ฝา
ไม้แดงหรือไมส้ กั ผนังภายนอกเซาะร่อง
น้ำอะคีรคิ นำ้ อะคีริค ผนงั เซาะรอ่ งแตง่ แตง่ แนว หรือติดคิ้วบวั ปนู สำเร็จรปู

แนว ติดบัวปูนสำเร็จรูป

3 งานประตแู ละ วงกบไม้เนอ้ื แขง็ บานประตู วงกบไมเ้ นอื้ แข็ง บานประตไู ม้ วงกบไม้แดง,มะคา่ บานประตไู มอ้ ดั สัก/
ไมอ้ ดั /ไมเ้ นอ้ื แข็งบานทบึ อดั สัก/บานทึบไม้สักลกู ฝัก บานทึบไม้สักลูกฝกั หนา้ ต่างไม้สักบานทึบ
หน้าตา่ ง หนา้ ต่างไมเ้ นอ้ื แขง็ บานทึบ หน้าต่างไม้สักบานทบึ หรอื หรือกรอบไม้สกั ลกู ฝกั กระจก หรอื วงกบ/

หรือกรอบบานไมเ้ นอื้ แขง็ ลูก กรอบไมส้ ักลูกฝกั กระจก หรอื กรอบบานประตู-หนา้ ต่าง อลมู ิเนยี มลกู ฝกั

ฝกั กระจก วงกบ/กรอบบาน อลูมเิ นียม กระจกใส

ลูกฝักกระจกใส

4 งานฝา้ เพดาน เคร่าไม้เนื้อแขง็ , แผน่ ฝา้ กรุ เครา่ เหลก็ ชบุ สงั กะสี แผน่ ฝา้ เคร่าเหล็กชบุ สังกะสี แผน่ ฝา้ วสั ดุฉาบ
กระเบือ้ งแผน่ เรียบ วัสดฉุ าบรอยต่อเรียบ ทาสี, รอยต่อเรียบ มกี ารเลน่ ระดับหรือแตง่ หลมุ

หรอื โครงฝ้าอลูมเิ นียม T-Bar ฝา้ เพดาน

วางแผ่นยิปซ่ัมบอรด์ ทาสี

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

86

CE19

ลำดบั รายการ รายละเอียดงานสถาปัตยกรรม ตามระดบั คณุ ภาพราคา
5 งานสีและวัสดุ
เคลือบผิว ราคาตำ่ ราคาปานกลาง ราคาสูง
6 งานบันได
ทาสีน้ำอะครี คิ ทาสนี ้ำมัน ทาสีน้ำอะคีรคิ ทาสนี ้ำมันชนดิ ทาสีน้ำอะครี คิ ทาสีนำ้ มันชนดิ ทาไม้ หรือ
7 งานสุขภณั ฑ์
ชนิดทาไม้ หรือเหล็กเกรด ทาไม้ หรอื เหลก็ เกรดพเิ ศษ เหลก็ เกรดสงู พเิ ศษ
8 งานวสั ดมุ งุ
หลงั คา มาตรฐาน

9 งานเบด็ เตล็ด บนั ได ค.ส.ล. ลกู กรงบันได/ บันได ค.ส.ล. ลูกกรงบันได/ บันได ค.ส.ล. ลกู กรงบันได/ราวบนั ได

ราวบันได เหล็กรูปพรรณ ราวบันได สแตนเลส หรอื บันได ลกู กรงบนั ได /ราว

สแตนเลส บนั ได ทำจากไมแ้ ดง ไม้มะคา่

ห้องน้ำผนงั ก่ออิฐฉาบปนู ห้องนำ้ ผนงั กอ่ อฐิ ฉาบปูนเรยี บ หอ้ งน้ำผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบกรุกระเบ้ือง

เรียบกรกุ ระเบือ้ งขนาดเลก็ , กรุกระเบอื้ งเคลือบสูง 1.60 ม. เซรามิกสงู จรดฝ้าเพดาน พน้ื หอ้ งนำ้ ปู

พน้ื ห้องนำ้ ปูกระเบ้อื งเคลอื บ , พนื้ หอ้ งน้ำปกู ระเบือ้ งเคลือบ, กระเบ้ืองเซรามิก, ตดิ ตงั้ สขุ ภณั ฑ์คณุ ภาพ

ขนาดเลก็ , ชกั โครกน่งั ราบ โถชกั โครกนงั่ ราบ เกรดดมี รี าคาสงู โถชกั โครกนงั่ ราบ อ่างลา้ ง

หนา้ โถปัสสาวะชายครบถว้ น

โครงหลงั คาไมเ้ นือ้ แข็ง มุง โครงหลังคาเหล็กรปู พรรณ มงุ โครงหลงั คาเหล็กรูปพรรณ

กระเบ้อื งลอน เชงิ ชายไม้ กระเบื้องลอนคู่ หรอื Metal มงุ กระเบ้ืองโมเนยี หรอื Metal Sheet เชงิ

เนอื้ แข็ง, ฝา้ ใตช้ ายคาเคร่า Sheet เชงิ ชายไมเ้ นื้อแข็ง, ฝา้ ชายไมเ้ นือ้ แขง็ , ฝา้ ใต้ชายคาเครา่ ไมต้ ิดไม้

ไมก้ รวุ สั ดแุ ผ่นเรยี บ ใต้ชายคาเครา่ ไม้ตดิ ไมร้ ะแนง ระแนง

- ตดิ ตง้ั รางรบั น้ำฝนและทอ่ ติดต้งั รางบน้ำฝนและท่อระบายน้ำฝนส

ระบายนำ้ ฝนสงั กะสี แตนเลส

ตารางท่ี 2 ราคาต่อหน่วยของหมวดงานตา่ ง ๆ เพอ่ื ใชใ้ นการประมาณราคาโดยวธิ รี าคาตอ่ หนว่ ยพนื้ ทีง่ าน

สถาปัตยกรรม

ลำดบั หมวดงาน ราคาต่อหน่วย (บาท / ตร.ม.)

1 งานโครงสร้าง 5,279.92

2 งานสถาปตั ยกรรม ราคาต่ำ ปานกลาง ราคาสงู

2.1 งานผิวพ้ืน 685.28 747.84 837.04

2.2 งานผนงั 1,231.09 1,262.46 1,369.94

2.3 งานประตูและหน้าต่าง 609.5 746.05 908.28

2.4 งานฝา้ เพดาน 424.18 513.97 520.86

2.5 งานทาสแี ละวัสดุเคลอื บผวิ 375.88 406.94 466.18

2.6 งานบนั ได 362.6 412.04 489.58

2.7 งานสุขภัณฑ์ 141.31 251.4 321.18

2.8 งานวสั ดมุ ุงหลงั คา 521.59 577.54 680.44

2.9 งานเบ็ดเตล็ด 717.85 870.31 994.48

3 งานระบบสขุ าภบิ าล 460.86

4 งานระบไฟฟา้ 310.17

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

87

CE19

ตารางที่ 3 ขนาดพนื้ ท่ีใช้สอยและระดบั คุณภาพงานสถาปัตยกรรมของบา้ นพกั 2 ชั้นท่ีใชใ้ นการทวนสอบผล

ลำดบั หมวดงานสถาปตั ยกรรม ขนาดพื้นทใ่ี ช้สอย / ระดับคณุ ภาพราคา

หลงั ท่ี 1 หลังที่ 2 หลงั ที่ 3 หลงั ท่ี 4

144 ม.2 644 ม.2 612 ม.2 238 ม.2

1 งานพนื้ ผิว ต่ำ กลาง กลาง สงู
สงู
2 งานผนงั ต่ำ กลาง กลาง สูง
สงู
4 งานฝา้ เพดาน ต่ำ กลาง กลาง สงู
สูง
5 งานทาสแี ละวสั ดเุ คลือบผิว ต่ำ กลาง กลาง สงู
สงู
6 งานบนั ได ตำ่ กลาง กลาง

7 งานสขุ ภณั ฑ์ ต่ำ กลาง สงู

8 งานวสั ดุมุงหลงั คา ต่ำ สูง กลาง

9 งานเบด็ เตล็ด กลาง กลาง กลาง

ตารางที่ 4 ราคาคา่ ก่อสร้างท่ไี ดจ้ ากการประมาณราคาด้วยวิธีตา่ ง ๆ

ลำดับ วธิ ีการประมาณราคา ขนาดพนื้ ทใ่ี ช้สอย / ราคาคา่ กอ่ สรา้ ง (บาท)

หลังท่ี 1 หลังที่ 2 หลังท่ี 3 หลงั ท่ี 4
144 ม.2 644 ม.2 612 ม.2 238 ม.2

1 การประมาณราคาโดยละเอียด 1,557,000 7,556,989 7,308,975 3,164,938
2 วิธรี าคาตอ่ หนว่ ยพนื้ ท่ี 1,483,200 7,728,000 7,344,000 3,236,800
3 วิธีราคาต่อหน่วยพนื้ ทง่ี านสถาปัตยกรรม 1,623,264 7,690,906 7,306,595 3,102,898

ตารางที่ 6 ความคลาดเคลื่อนของผลการทวนสอบ ลำดบั บ้าน / รอ้ ยละของความคลาดเคลอื่ น
ลำดบั วิธกี ารประมาณราคา หลงั ที่ 1 หลังที่ 2 หลงั ท่ี 3 หลังท่ี 4
-4.74 2.26 0.48 2.27
1 วิธรี าคาต่อหนว่ ยพน้ื ท่ี
2 วิธีราคาต่อหน่วยพน้ื ที่งานสถาปตั ยกรรม 4.26 1.77 -0.03 - 1.96

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

88

CE19

6. สรปุ ผลการศกึ ษา [4] ประจักษ์ หลา้ จางวาง. การประมาณราคาต่อ
1) เม่ือเทยี บผลการประมาณราคาโดยละเอียด หน่วยพนื้ ทแ่ี บบรวดเรว็ โดยใชด้ ชั นีราคาวสั ดุ
กอ่ สร้างประกอบ. สาขาวชิ าวิศวกรรมโยธา สานัก
กบั การประมาณราคาโดยใช้วิธีราคาต่อหน่วยพื้นท่ีของ วิชาวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสรุ นารี;
บ้านท้ัง 4 หลัง ซ่ึงแสดงในตารางท่ี 4 พบว่ามีความ 2554.
คลาดเคล่ือนร้อยละ -4.74, 2.26, 0.48 และ 2.27 [5] พงศส์ ยาม กันจนิ ะ. แบบจำลองการประมาณ
ตามลำดั บ ดั งแสดงใน ตารางที่ 6 โดยมีความ ราคาอาคารพักอาศยั คอนกรีตเสรมิ เหล็กโดย
คลาดเคลื่อนอยใู่ นช่วงรอ้ ยละ -4.74 ถึง 2.27 เฉลี่ยรอ้ ย วเิ คราะห์ตามสัดสว่ นชนดิ พื้นทใี่ ชส้ อย. คณะ
ละ 0.07 วศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่; 2556.
[6] วิศาลี นิมมานพัชรินทร. การประมาณราคาค่า
2) เม่ือเทียบผลการประมาณ ราคาโดย ก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ด้วยวิธีแบบจำลอง
ละเอียดกับการประมาณราคาโดยใช้วิธีราคาต่อหน่วย ม อ น ติ ค า ร์ โ ล . ค ณ ะ วิ ศ ว ก ร ร ม ศ า ส ต ร์
พื้นที่งานสถาปัตยกรรมของบา้ นท้ัง 4 หลังซ่งึ แสดงใน มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์; 2558.
ตารางท่ี 4 พบว่ามีความคลาดเคลื่อนร้อยละ 4.26,
1.77, -0.03 และ -1.96 ตามลำดบั ดังแสดงในตาราง
ที่ 6 โดยมีความคลาดเคลื่อนอยู่ในช่วงร้อยละ -1.96
ถึง 4.26 เฉลย่ี รอ้ ยละ 1.01

7. เอกสารอ้างองิ
1] จำรญู สมบรู ณ์. ราคาโครงสร้างในอาคาร
คอนกรีตเสริมเหลก็ ขนาดเล็ก. คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรีวชิ ยั ; 2549.
[2] ขวญั ชยั บำรงุ ชาตแิ ละคณะ. การประมาณวัสดุ
ต่อหนว่ ยของอาคารที่พักอาศัย 3 - 5 ชัน้ . สาขาวิชา
วิศวกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เกษมบณั ฑติ วิทยาเขตพัฒนาการ และวทิ ยาเขตร่ม
เกล้า; 2550.
[3] ชชั ธะชยั ชากัน. การประมาณราคาค่ากอ่ สรา้ งที่
พกั อาศยั ประเภทคอนโดมิเนียมทม่ี ีความสงู .
คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์;
2553.

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

89

CE21

กำลงั อัดและการดูดกลนื นำ้ ของจีโอโพลเิ มอรเ์ มอื่ ใช้เศษแก้วแทนทราย
Compressive Strength and Water Adsorption of Geopolymer using Glass Wastes

Replacement in Sand

รัฐพล สมนา1 , อนนท์ ศรีธร1 และ เกยี รติสดุ า่ สมนา1,*

1 สาขาวชิ าวศิ วกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตรแ์ ละสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน
744 ถ.สรุ นารายณ์ อ.เมอื ง จ.นครราชสมี า 30000
*ผูต้ ดิ ต่อ: E-mail [email protected]

บทคัดย่อ
งานวจิ ัยนี้ศกึ ษากำลงั อดั และการดดู กลืนน้ำของจีโอโพลเิ มอร์เมื่อใชเ้ ศษแกว้ แทนทราย โดยใช้เถ้าถา่ นหินเปน็ วสั ดุ

ตัง้ ตน้ ในการสังเคราะห์จีโอโพลเิ มอร์ ใชส้ ารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 14 โมลารเ์ ป็นสารละลายดา่ งกระตุ้น บดเศษแก้ว
ให้มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดของทรายที่ใช้ในการทดลองและอยู่ในค่ามาตรฐานขนาดคละของมวลรวมละเอียด จากผล
การศกึ ษา พบว่า กำลงั อัดของจีโอโพลเิ มอรม์ อรต์ า้ ลดลงเม่อื มกี ารแทนที่ทรายด้วยเศษแก้ว เนื่องจากเศษแก้วมีคุณสมบัติ
ที่แข็งแรงและเปราะได้ทำให้มีความแข็งแรงน้อยกว่าทราย จึงส่งผลให้กำลังอัดของจีโอโพลเิ มอรล์ ดลง แม้กระนั้นก็ตาม
กำลงั อดั ทไี่ ด้ของจโี อโพลเิ มอรม์ อร์ตา้ ยังสามารถนำไปใชง้ านโครงสร้างท่ีไมร่ บั น้ำหนกั ได้ เช่น บล็อกคอนกรีต บลอ็ กปูทาง
เท้า เนื่องจากเมื่อศึกษาถึงค่าการดูดกลนื น้ำแล้ว พบว่า การแทนที่ทรายด้วยเศษแก้วมีคา่ การดดู กลืมนำ้ ร้อยละศูนย์ คือ
ไมม่ กี ารดูดกลืนน้ำของวสั ดุน่นั เอง

คำสำคญั : จีโอโพลิเมอร์ เศษแกว้ มวลรวมละเอียด

Abstract
This research studied the compressive strength and water absorption of geopolymer using glass

waste replacement in sand. Fly ash which was the starting material synthesized with 14 molar sodium
hydroxide solution. Glass waste was prepared with the size close to the result of the sand. The results
show that the compression strength of the geopolymer mortar decreases with the replacement of sand
with glass waste. Since the glass waste has hard but brittle properties, they are less strong than sand.
However, the compressive strength of the geopolymer mortar can also be used for non-weighted
structures, such as concrete blocks, paving blocks. The water absorption was found that replacing sand
with glass waste had no percent water absorption, meaning that there is no water absorption of the
material itself.

Keywords: Geopolymer, waste glass, fine aggregate

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

1. บทนำ 90
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการก่อสร้าง มีการใช้
CE21
ปูนซีเมนต์ปอร ์ตแลน ด์ที่มีส่วน ประก อบของ ซ ิ ลิ ก า
(SiO2) อลูมนิ า (Al2O3) และแคลเซียมออกไซด์ (CaO) สำคัญเพ่ือเปน็ ทางเลอื กในการนำมาใช้แทนปูนซีเมนต์
เป็นวัสดุของส่วนประกอบที่สำคัญของคอนกรีตและ ปอรต์ แลนด์ได้อย่างเหมาะสมและใหเ้ กิดความเช่ือม่ัน
มอร์ต้าอย่างแพร่หลาย เช่น การก่อสร้างอาคาร ในวงการอุตสาหกรรมกอ่ สรา้ งต่อไป
บ้านเรือน ถนน สะพาน และงานก่อสร้างอ่ืนๆ อีก
มากมาย แต่กระบวนกรผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ นอกจากการค้นคว้าหาวัสดุมาแทนที่ปูนซีเมนต์
ต้องใช้พลังที่สูงมาก เริ่มตั้งแต่การระเบิดหินปูน แล้ว การใช้วัสดอุ ื่นเพื่อแทนที่มวลรวมละเอยี ดในการ
การย่อย การลำเลยี ง การเผาปูนเมด็ ทอ่ี ณุ หภมู ิ 1400- ผลิตคอนกรีตก็เป็นแนวคิดในการช่วยลดปัญหาด้าน
1600 องศาเซลเซียส ตลอดจนการบดให้ละเอียด ซึ่ง สิ่งแวดล้อม ซึ่งแก้วเป็นวัสดุที่มีความแข็งเปราะ
กระบวนการเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซ สามารถบดใหม่มีขนาดใกล้เคียงกับทรายได้ ใน
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่มีผลต่อสภาวะเรือน ปัจจุบันเศษแก้วที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก หาก
กระจก (Greehouse effect) เศษแกว้ เกดิ การผสมรวมกนั และกองทิง้ โดยไม่มีระบบ
การจดั การ เชน่ การท้งิ รว่ มกบั ขยะครัวเรือนและไปที่
เพื่อเป็นการลดมลภาวะจากการผลิตปูนซีเมนต์ หลมุ ฝงั กลบ จึงเป็นอกี หนงึ่ มลภาวะหน่งึ ที่เกดิ ข้ึน โดย
ปอรต์ แลนด์ ได้มีการค้นคว้าหาวสั ดุชนดิ อืน่ มาทดแทน มีปริมาณเหลือทิ้งเป็นขยะ 40,000 ตันต่อปี [4] เศษ
แต่ยังคงสมบัติทางกลและความทนทาน เช่นเดียวกบั แก้วทไี่ ม่ไดน้ ำกลบั มาใช้มแี นวโน้มเพ่มิ มากข้ึน
ปูนซีเมนต์ ซึ่งวัสดุชนิดนั้นได้แก่ “จีโอโพลิเมอร์
(Geopolymer)” วัสดุน้ีเป็นการพัฒนาสารซีเมนต์ ดังนั้น ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษากำลังอัดของจีโอ
ชนิดใหมท่ ไ่ี ม่ใชป่ นู ซเี มนตป์ อร์ตแลนด์เปน็ ตัวประสาน โพลิเมอร์มอรต์ ้าท่ีใช้เถ้าถ่านหินเป็นวัสดุหลัก และใช้
โดยสังเคราะห์ได้จากวัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของ เศษแก้วสีชาที่มีการปรับขนาดให้ใกล้เคียงกับทราย
ซิลิกา (SiO2) และอลูมินา (Al2O3) เป็นองค์ประกอบ เพื่อทดแทนทรายบางส่วน เพื่อเป็นแนวทางในหา
เช่น ผลพลอยไดจ้ ากอุตสาหกรรมตา่ งๆ อยา่ งเชน่ เถ้า ปริมาณการแทนท่ีของทรายที่ให้กำลังอัดมากที่สุด
ถ่านหินและเถ้าแกลบที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่มีมากมาย นอกจากนีก้ ารใช้วสั ดจุ โี อโพลเิ มอร์และเศษแก้วยังเป็น
และมีปัญหาในการกองเก็บ ซึ่งหลักการทำงานของ อีกทางเลือกหนึ่งของการนำวัสดุเหลือทิ้งและวัสดุท่ี
ปฏิกิริยาของจีโอโพลิเมอร์เป็นการสร้างโมเลกลุ ลูกโซ่ เป็นผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้
ของซิลิกาและอลมู ินาโดยการกระต้นุ ด้วยสารละลายท่ี ประโยชนใ์ นอตุ สาหกรรมก่อสร้างอกี ดว้ ย
มีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)
และโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) แล้วใช้ความ 2. วิธดี ำเนนิ งานวิจัย
รอ้ นเป็นตวั เรง่ ปฏิกริ ยิ า จะไดส้ ารซเี มนตท์ ม่ี ีคุณสมบัติ 2.1 วสั ดทุ ใี่ ชใ้ นการดำเนนิ งานวิจยั
ในการรับแรงไดค้ ลา้ ยกบั ปูนซีเมนตป์ อร์ตแลนด์ [1-3] เถ้าถ่านหิน (FA) เป็นผลพลอยได้จากโรงผลิต
ดังนั้น จึงเล็งเห็นว่าการพัฒนาจีโอโพลิเมอร์เป็นสิ่ง
กระแสไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง นำมาร่อนผ่าน
แร่งเบอร์ 200 เพ่อื ให้มีขนาดเล็กกว่า 75 ไมครอน

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

91

CE21

2.2 มวลรวมละเอยี ด 2.6 การทดสอบ
ทรายแม่นำ้ และเศษแกว้ เหลอื ทิง้ โดยเตรียมขนาด เมื่อถึงอายุการบ่มที่ต้องการ ให้แกะพลาสติกที่
ของเศษแก้วให้มีขนาดคละใกล้เคียงกับทรายที่ใช้ใน หอ่ ห้มุ ตัวอยา่ งออก เสรจ็ แลว้ นำตวั อย่างทีไ่ ด้
การทดลอง ไปทำการทดสอบดงั นี้
2.3 สารเคมีทใ่ี ชใ้ นการทดสอบ ทดสอบกำลังอัดของตวั อยา่ งที่อายุ 7 และ 28 วัน
สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความ และทดสอบการดูดซมึ น้ำทอี่ ายุ 28 วนั
เขม้ ขน้ ที่ 14 โมลาร์
2.4 การออกแบบการทดลอง 3. ผลการทดลอง
ก ำ ห น ด อ ั ต ร า ส ่ ว น เ ถ ้ า ถ ่ า น ห ิ น ต ่ อ ท ร า ย เ ท ่ า กั บ 3.1 คณุ สมบตั ขิ องเถา้ ถา่ นหิน
1:2.75 และมกี ารแทนทท่ี รายด้วยเศษแกว้ ทร่ี ้อยละ 0 ตารางที่ 1 แสดงองค์ประกอบทางเคมขี องเถ้าถ่าน
25 50 75 และ 100 โดยน้ำหนกั หิน พบวา่ เถ้าถ่านหินมผี ลรวมของ SiO2, Al2O3 และ
2.5 ขน้ั ตอนการผสมตัวอยา่ ง Fe2O3 เท่ากับร้อยละ 78.78 และมีค่าการสูญเสีย
ผสมเถา้ ถา่ นหนิ กับสารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด์ น้ำหนักเนื่องจากการเผาเท่ากับร้อยละ 1.8 จัดเป็น
ใหเ้ ขา้ กัน หลงั จากนนั้ นำมวลรวมละเอียดในสดั สว่ นที่ เถ้าถ่านหิน Class F ตามาตรฐาน ASTM C618
กำหนดผสมให้เข้ากันอีกคร้งั แลว้ จงึ นำไปใส่ในแบบ (ASTM C618-08a, 2010) [5] และมีแคลเซียม
หล่อรูปทรงลูกบาศก์ขนาด 5×5×5 เซนตเิ มตร ถอด ออกไซด์ (CaO) สูงถงึ รอ้ ยละ 13.82
แบบและหอ่ ด้วยพลาสตกิ จนกระทง่ั ครบอายุการบม่
แล้วจงึ นำตัวอยา่ งไปทำการทดสอบในขั้นตอนตอ่ ไป ตารางท่ี 1 องค์ประกอบทางเคมขี องเถา้ ถา่ นหิน
แสดงดังรูปที่ 1
Composition FA

SiO2 39.47
Al2O3 29.46

Fe2O3 9.85

CaO 13.82

SO3 3.66
K2O 1.95

LOI 1.8

รปู ที่ 1 ขั้นตอนการผสมตวั อยา่ ง รูปที่ 2 แสดงการกระจายตัวของอนุภาคของเถ้า
ถ่านหินและเถ้าถ่านหิน พบว่า ลักษณะการกระจาย
ตัวของเถ้าถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ มีค่ากลางอนุภาค
เท่ากับ 67 ไมครอน และเมื่อปรับปรุงคุณภาพด้วย
การร่อนผา่ นตะแกรงเบอร์ 200 (75 ไมครอน) พบว่า

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

เถ้าถ่านหินมีค่ากลางอนุภาคเท่ากับ 14 ไมครอน 92
ขนาดทีเ่ ล็กลงของอนุภาคชว่ ยให้เถ้าถ่านหินมีพ้ืนท่ีผิว
เพิ่มมากขึ้น สามารถสัมผัสกับสารละลายด่างและ CE21
เกิดปฏิกิรยิ าจโี อโพลิเมอร์ไดด้ ีข้นึ
เท่ากับ 2640 Kg/m3 และเศษแก้วมีความหนาแน่น
เท่ากับ 2400 Kg/m3 ในขณะที่ร้อยละการดูดซึมน้ำ
ของทรายและเศษแก้วมีค่าใกล้เคียงกัน เท่ากับ 0.26
และ 0.20 ตามลำดับ

เถา้ ถ่านหนิ ตารางท่ี 2 ความหนาแนน่ และคา่ การดดู ซึมน้ำของ
ผ่านตะแกรงเบอร์ 200
ทรายและเศษแกว้
เถา้ ถา่ นหิน
วัสดุ ความหนาแนน่ ค่าร้อยละ
รูปท่ี 2 การกระจายตวั ของอนภุ าคของเถ้าถา่ นหิน
3.2 คุณสมบตั มิ วลรวมของทรายและเศษแกว้ Kg/m3 การดดู ซมึ นำ้
ขนาดคละของทรายและแก้วแสดงดังรูปท่ี 3 ใน
การศึกษาครั้งน้ีทำการควบคุมขนาดคละของเศษแกว้ ทราย 2640 0.26
ให้มีขนาดใกล้เคียงกับทรายโดยการหาค่าขนาดคละ
ของทรายและบดเศษแก้วให้มีค่าความละเอยี ดของใน เศษแก้ว 2400 0.20
แต่ละช่วงขนาดคละเป็นไปตามทรายและทั้งทราย
และเศษแกว้ ท่ีใช้เป็นมวลรวมละเอียดมีค่าเป็นไปตาม 3.3 กำลังอัดของจีโอโพลิเมอร์มอร์ต้าเมื่อใช้เศษ
มาตรฐานของมวลรวมละเอยี ด แกว้ แทนทราย

รูปท่ี 3 ขนาดคละของทรายและแก้ว รูปท่ี 4 แสดงค่ากำลังอัดของจีโอโพลิเมอร์มอร์ต้า
ความหนาแน่นและค่าการดูดซึมน้ำของทรายและ เม่ือใช้เศษแกว้ แทนทรายท่ีอายุ 7 และ 28 วัน พบว่า
เศษแก้ว แสดงดังตารางที่ 2 ทรายมีความหนาแน่น กำลังอัดของจีโอโพลิเมอร์มอรต์ ้าเมื่อใช้เศษแก้วแทน
ทรายของส่วนผสม 100S, 75S25G, 50S50G,
25S75G และ 100G ได้กำลังอัดเท่ากับ 59.08,
58.16, 54.02, 46.44 และ 37.16 ksc ตามลำดับ ที่
อายุ 7 วัน และ 174.21, 171.25, 134.45, 112.66
และ 115.99 ksc ตามลำดับ ที่อายุ 28 วัน เมื่ออายุ
การบ่มเพิม่ ขึ้น กำลังอัดของจีโอโพลิเมอรม์ อรต์ ้ามคี า่
เพิ่มขึ้นและ กำลังอัดของจีโอโพลิเมอร์มอร์ต้าเมื่อใช้
เศษแก้วแทนทรายมีแนวโน้มของค่ากำลังอัดลดลง
ตามปริมาณเศษแกว้ ทเ่ี พิ่มข้ึน ซ่ึงแนวโนม้ ของกำลังอัด
ให้ผลเช่นเดียวกับ สอดคล้องกับผลของ Zainab
Z.Ismail และ Enas A.AL-Hashmi (2009) [6] ที่ใช้
เศษแก้วแทนมวลรวมละเอียดได้ถึงร้อยละ 20 ได้ค่า
กำลังดัดและค่ากำลังอัดสูงกว่าคอนกรีตควบคุบ
เช่นเดียวกับ S.P. Gautam et.al., 2012 [7] ที่พบว่า
การแทนที่เศษแก้วร้อยละ 20 ช่วยเพิ่มค่ากำลังอัด

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

93

CE21

และลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณการแทนที่เศษแก้วในมวล 7. เอกสารอ้างอิง
รวม
[1] J.G.S Jaarsveld and J.S.J. Deventer “Effect the
รูปท่ี 4 กำลังอดั ของจโี อโพลิเมอร์มอร์ตา้ เมื่อใช้เศษ Alkali Metal Activator on the Properties of Fly Ash
แกว้ แทนทรายทอ่ี ายุ 7 และ 28 วนั Based Geopolymers” Industrial & Engineering
Chemistry Research, Vol. 38, No. 1 0 , pp. 3932-
3.4 ค่าการดูดกลืนนำ้ ของจีโอโพลเิ มอร์มอรต์ ้าเม่อื 3941, 1999.
ใช้เศษแกว้ แทนทรายทอ่ี ายุ 28 วนั
[2] W.Sun Zhang, Y.S. Lin W. and Z.Y. Liu “In Situ
จากผลการศึกษาค่าการดูดกลืนน้ำของจีโอโพลิ Monitoring of the Hydration Process of K- PS
เมอร์เมื่อใช้เศษแก้วแทนทรายที่อายุ 28 วัน พบว่า Geopolymer Cement with ESEM” Cement and
ค่าการดูดกลืนน้ำมีค่าร้อยละศูนย์ นั่นคือ ไม่มีการ Concrete Research, Vol. 34, pp. 935 – 940,
ดูดกลืนน้ำของตัวอย่างจีโอโพลิเมอร์ แม้ว่าจะมีการ 2004.
เพ่มิ ขน้ึ ของการแทนทท่ี รายดว้ ยเศษแกว้ ในทุกสัดส่วน
ผสม [ 3] J. Davidovits, “ Geopolymer chemistry and
application” Institute Geopolymer, 16 rue Galilee
4. สรุปผลการทดลอง F-02100 Saint-Quentin, France; 2008. pp 585.
จากการศึกษาการใช้จีโอโพลิเมอร์ที่ใช้มวลรวม
[4] ดนุพล ตันนโยภาส รัตติกาล สุริยะ และ สุชาติ
จากเศษแก้วแทนทรายสามารถสรุปผลการทดลองได้ จนั ทรมณยี ,์ 2557, แกว้ เซรามกิ ได้จากแกว้ ขวดโซดา
ดังนี้ และเถ้าปาลม์ น้ามนั , วารสารวทิ ยาศาสตรล์ าดกระบงั ,
ปีท่ี 23 ฉบบั ท่ี 2 หนา้ 1-16.
1. เศษแก้วที่นำมาใช้บดให้มีขนาดคละใกล้เคียง
ทรายและมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานของมวลรวม [5] ASTM C618-08a, 2010. “Standard Specification
ละเอียด และมีค่าความหนาแน่นและค่าการดูดซมึ น้ำ
ทใ่ี กลเ้ คียงกนั for Coal Fly Ash and Raw or Calcined Natural

2. กำลังอัดของจีโอโพลเิ มอร์มอร์ต้ามีค่าลดลงตาม Pozzolan for Use Mineral Admixture in Portland
ร้อยละปริมาณเศษแก้วที่แทนที่ทรายในส่วนผสม
เพ่ิมขน้ึ และไม่พบรอ้ ยละการดูดกลนื น้ำของส่วนผสม Cement Concrete. ” Annual Book ASTM

Standard. Pennsylvania ( USA) , ASTM

International, 4 p.

[6] Zainab Z.Ismail และ Enas A.AL-Hashmi (2009)

Recycling of waste glass as a partial

replacement for fine aggregate in concrete

Waste Management Volume 29, Issue 2,

February 2009, Pages 655-659

[ 7] S. P. Gautam, Vikas Srivastava and V. C. Agarwal

Use of glass wastes as fine aggregate in Concrete

J. Acad. Indus. Res. Vol. 1(6) November 2012

pp.320-322.

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

94

CE24

การนำความรอ้ นของคอนกรีตมวลเบาท่ใี ช้เถ้าลอย เถ้าแกลบ
และพอลิโพรพิลนี รีไซเคิลในสว่ นผสม

Thermal Conductivity of Lightweight Concretes Using Fly Ash, Rice Husk Ash,
and Recycled Polypropylene (rPP) in Mixtures

เกยี รติสุดา สมนา1, รัฐพล สมนา1,*, ศักด์สิ ทิ ธิ์ พันทวี1, จีรศกั ด์ิ สุพรมวัน1, เฉลมิ เกยี รติ อิทธเิ ดชพงศ์1, นนั ทวัฒน์ คงอนุ่ 1
และ ไพลิน งานแข็ง1

1 สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา 30000
*ผตู้ ดิ ต่อ: [email protected], 0865126468

บทคดั ย่อ
งานวิจัยนี้ศึกษาการนำความร้อนของคอนกรีตมวลเบาที่ใช้พลาสติกพอลิโพรพิลีนรีไซเคิล (rPP) เป็นมวลรวม

และใช้เถ้าลอยและเถ้าแกลบในส่วนผสม โดยทดสอบตามมาตรฐาน ASTM E 1225 ใช้อัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสาน
(W/B) เทา่ กบั 0.8 ใชเ้ ถา้ ลอยแทนที่ปูนซเี มนต์ทรี่ ้อยละ 25 และ 50 โดยนำ้ หนกั โดยน้ำหนักวสั ดุ และใช้และเถ้าแกลบบด
หยาบแทนท่ีพลาสติกพอลิโพรพิลีนรีไซเคิลในอัตราส่วนร้อยละ 20 40 และ 60 โดยน้ำหนัก โดยใช้ตัวอย่างทดสอบ
ทรงกระบอกขนาดเส้นผา่ ศนู ย์กลาง 3 ซม. สงู 3.5 ซม. ทม่ี อี ายุ 28 วนั ในทดสอบหาค่าการนำความร้อน ผลการทดสอบ
พบว่าคา่ การนำความร้อนของคอนกรตี มวลเบาทีใ่ ช้ปรมิ าณเถา้ ลอยแทนทีป่ ูนซเี มนต์ และใชเ้ ถา้ แกลบบดหยาบแทนที่ rPP
ในปริมาณที่ต่างกัน มีค่าไม่มีแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าการนำความร้อนของคอนกรีตมวลเบาที่ได้มีค่าอยู่ในชว่ ง
1.067 ถึง 1.104 W/m.K ซึง่ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การใช้วัสดุเหลือทง้ิ อย่างเถ้าลอยและเถ้าแกลบบดหยาบในส่วนผสมของ
คอนกรีตมวลเบาท่ีใช้ rPP ส่งผลกระทบตอ่ ค่าการนำความร้อนน้อยมาก
คำสำคญั : การนำความร้อน, คอนกรีตมวลเบา, พอลโิ พพริ นี รไี ซเคิล, เถ้าลอย, เถา้ แกลบ

Abstract
This research studied thermal conductivity of lightweight concrete using recycled polypropylene

(rPP) as aggregate and using fly ash (FA) and rice husk ash (RHA) in the mixtures. Thermal conductivity
was tested by ASTM E1225. Water to binder ratios (W/B) of 0.8 were used. FA and RHA were used to
replace cement at 25 and 50% by weight of binder. The cylindrical concrete specimen with 3 cm in
diameter and 3.5 cm in height was used for the thermal conductivity test when having the age of 28
days. The results revealed that the values of thermal conductivity of the lightweight concretes using fly
ash to replace cement and using coarse ground RHA to replace rPP in different quantity were not
significantly different. The thermal conductivity of the concretes ranged from 1.067 to 1.104 W/m.K. It

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

95

CE24

was indicated that use of waste materials such as fly ash and coarse ground RHA in the lightweight

concrete mixture slightly affected on thermal conductivity.

Keywords: Thermal Conductivity, Lightweight Concrete, Polypropylene, Fly Ash, Rice Husk Ash.

1. บทนำ ความสามารถของคอนกรีตมวลเบาเพื่อไม่ให้เกิดการ

พอลิโพรพิลีน (Polypropylene, PP) เป็นวัสดุ แยกตวั ดว้ ย ซึง่ เน้นศึกษาคา่ การนำความรอ้ นเปน็ หลัก

พอลิเมอร์ประเภทเทอร์โมพลาสติก ซึ่งเป็นพลาสติก

ชนิดหนึ่ง ที่มีความแข็งและเหนียว สีขาวขุ่น น้ำหนัก 2. วัสดทุ ีใ่ ช้ในการศึกษา

เบาสามารถลอยนำ้ ได้ ผวิ แข็ง และทนทานตอ่ สารเคมี วสั ดุหลักที่ใช้ในการศกึ ษาครง้ั นปี้ ระกอบด้วย

ซ่งึ วสั ดพุ อลเิ มอรเ์ ป็นวัสดุทยี่ อ่ ยสลายตามธรรมชาติได้ 1) ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทท่ี 1

ช้า และหากกำจัดไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดมลพิษต่อ 2) เถ้าลอย (FA) จากโรงไฟฟา้ แม่เมาะ จ.ลำปาง

สิง่ แวดล้อมได้ 3) เถา้ แกลบบดหยาบ (RHAC) เป็นเถา้ แกลบท่ีได้

เถ้าแกลบเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จาก จากโรงสีข้าวเจียเม้ง จ.นครราชสีมา นำมาบดเป็น

กระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในโรงสี เถ้าแกลบก็ เวลา 30 นาที กอ่ นนำมาใช้

เป็นวัสดุเหลือทิ้งเช่นกัน เถ้าแกลบถูกนำมาบดให้มี 4) เม็ดพลาสติกพอลโิ พรพิลีนรไี ซเคิล (rPP)

ความละเอียดเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปอซโซลานแทนท่ี

ปูนซีเมนต์บางส่วน เพราะเถ้าแกลบมีซิลิกา (silica, 2.1 คุณสมบัตทิ างกายภาพของปูนซเี มนต์ เถา้ ลอย

SiO2) เป็นองค์ประกอบหลักอยู่มากถงึ ร้อยละ 70-90 และเถา้ แกลบบดหยาบ

อนุภาคเถ้าแกลบมีน้ำหนักเบาและความพรุนสงู ส่งผล คุณสมบัติทางกายภาพของปูนซีเมนต์และเถ้าลอย

ให้ต้องการน้ำในส่วนผสมมากขึ้นแต่ก็สามารถชว่ ยลด แสดงดังตารางที่ 1 พบว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

การเยิ้มลดลงได้จากการท่ีมีอนุภาคพรุน จึงสามารถ ประเภทที่ 1 และเถ้าลอย มีความถ่วงจำเพาะเท่ากบั

อ้มุ นำ้ ไว้ได้ ส่งผลใหช้ ่วยลดการแยกตวั ได้ด้วย 3.15 และ 2.71 ตามลำดับ เห็นได้ว่าเถ้าลอยมีค่า

เถ้าลอยเป็นวสั ดุเหลือทิ้งที่ได้จากการเผาถ่านหนิ ความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าปูนซีเมนต์ หากนำมาใช้

เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เถ้าลอยถูกนำมาใช้ในงาน แทนที่ปูนซีเมนต์บางส่วนกจ็ ะสามารถช่วยลดน้ำหนกั

คอนกรีตอย่างแพร่หลาย เนื่องจากอนุภาคเถ้าลอยมี ของส่วนผสมได้ ส่วนขนาดกลางของอนุภาคของ

ความละเอียด รูปร่างกลมตัน และผิวเรียบ จึงช่วย ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 และเถ้าลอย มี

คอนกรีตสดมีความสามารถในการเทได้ดียิ่งขึ้น และ ขนาดเท่ากับ 14.74 และ 12.89 ไมครอน เห็นได้ว่า

ยงั สามารถช่วยลดการแยกตวั ของคอนกรตี ไดด้ ว้ ย อนุภาคเถ้าลอยมีความละเอียดสูงกว่าอนุภาค

ดังนั้นงานวิจัยจึงสนใจที่จะนำพอลิโพรพิลีนนรี ปูนซีเมนต์ นั่นแสดงว่าเถ้าลอยน่าจะเป็นวัสดุปอซโซ

ไซเคิล (rPP) มาใช้เป็นมวลรวมเพื่อผลิตเปน็ คอนกรีต ลานที่สามารถทำปฏิกิริยาปอซโซลานได้ดี ซึ่งจะช่วย

มวลเบา และใชเ้ ถ้าแกลบมาใช้แทนที่พอลิโพรพิลีนนรี ในเรอื่ งการพฒั นากำลงั อดั ของคอนกรีตมวลเบาได้

ไซเคิลบางส่วน นอกจากนี้ยังต้องการใช้เถ้าลอยมา

ช ่ ว ย ล ด ป ร ิ ม า ณ ป ู น ซ ี เ ม น ต ์ แ ล ะ ช ่ ว ย ใ น ก า ร เ พิ่ ม

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

96

CE24

ตารางท่ี 1 สมบัตทิ างกายภาพของปนู ซเี มนต์ เถา้ ลอย Chemical
Compositions OPC FA RHAC
และเถ้าแกลบบดหยาบ
(%)
Sample Median Specific SiO2 11.81 31.00 87.65
Al2O3 2.12 16.89 0.09
Particle Size, Gravity Fe2O3 4.47 15.59 0.74
CaO 72.85 23.52 1.06
d50 (micron) TiO2 0.37 0.34 0.02
MgO 0.47 3.17 0.18
ปูนซเี มนต์ปอร์ต 14.74 3.15 Na2O 0.07 1.69 0.03
K2O 0.56 2.00 3.68
แลนดป์ ระเภทที่ 1 P2O5 0.33 0.19 1.46
SO3 3.98 3.57 0.12
(OPC) LOI 2.76 1.43 4.48

เถา้ ลอย (FA) 12.89 2.71 เมื่อพิจารณาค่าองค์ประกอบทางเคมีของเถ้าลอย
(FA) พบว่ามีปริมาณผลรวมของ SiO2 , Al2O3 และ Fe2O3
เถา้ แกลบบดหยาบ 26.5 2.12 เท่ากับร้อยละ 63.48 ซึ่งมากค่ามากกว่าร้อยละ 50 มี
ปริมาณของ SO3 ไม่เกินร้อยละ 5 และมีค่าการ
ส่วนเถ้าแกลบบดหยาบมีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ สูญเสียน้ำหนักเนื่องจากการเผา (Loss on Ignition,
2.12 และมีขนาดกลางของอนุภาคเท่ากับ 26.5 LOI) ไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 6 ตามมาตรฐาน ASTM C618 [1]
ไมครอน กำหนดไว้ จึงสามารถจัดเถ้าลอยอยู่ในชั้นคุณภาพ C
(Class C)
rPP มีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 0.88 ค่าหน่วย
น้ำหนกั เทา่ กบั 581.2 กก./ม.3 พอลิโพรพลิ ีนรีไซเคิลมี 3. การเตรียมตัวอยา่ งและการทดสอบ
รูปร่างมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีความยาว 3 มม. ทำการหลอ่ คอนกรีตมวลเบารูปทรงกระบอกขนาด
และเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 มม. มีค่าการดูดซึมน้ำ
ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีค่าการดูดซึมน้ำเท่ากับร้อยละ 1.41 เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 ซม. สูง 3.5 ซม. จำนวน 3
ทำให้ไมส่ ่งผลต่อการดดู ซึมน้ำในสว่ นผสมมากนัก ตัวอยา่ งในแตล่ ะสว่ นผสม เพ่อื ใชใ้ นการทดสอบหาค่า
การนำความร้อน ส่วนผสมของคอนกรตี มวลเบาแสดง
2.2 องคป์ ระกอบทางเคมขี องปูนซีเมนต์ เถ้าลอย และ ดงั ตารางท่ี 3 ซง่ึ ใชอ้ ัตราสว่ นปนู ซเี มนต์ต่อเม็ดพอลิโพ
เถา้ แกลบบดหยาบ รพิลีนรีไซเคิล (rPP) เท่ากับ 1:5 ใช้อัตราส่วนน้ำต่อ
จากตารางที่ 2 จะเห็นว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนต์ วสั ดุประสานเทา่ กับ 0.80 ใช้เถา้ ลอยแทนที่ปนู ซีเมนต์
ร้อยละ 0 25 และ 50 โดยน้ำหนัก และใช้เถ้าแกลบ
ประเภทท่ี 1 (OPC) มี CaO เป็นองคป์ ระกอบหลกั ทางเคมี
ซึ่งมีคา่ มากถงึ ร้อยละ 74.92 ส่วนที่เหลอื เปน็ สารประกอบ
อื่น ๆ

ตารางท่ี 2 องค์ประกอบทางเคมีของปนู ซเี มนต์ปอร์ต-
แลนด์ประเภทที่ 1 เถ้าลอย และเถ้าแกลบบดหยาบ

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

97

CE24

บดหยาบแทนที่ rPP ร้อยละ 20 40 และ 60 โดย เมือ่ k(T ) คือค่าการนำความร้อน (W/m.K), T
น้ำหนัก ตัวอย่างสัญลักษณ์ เช่น 0.8rPP-FAxx คืออุณหภูมิเฉลี่ยบนตัวอย่างทดสอบ (K), Q คือ
(RHACyy) คือคอนกรีตมวลเบาที่ใช้พอลิโพรพิลีนรี กำลังไฟฟ้า (W), x คือระยะห่างของตำแหน่งวัด
ไซเคิลเป็นมวลรวมใชเ้ ถา้ ลอยแทนทปี่ นู ซีเมนต์ร้อยละ อุณหภูมบิ นตวั อยา่ งทดสอบ (m), A คอื พ้ืนที่หน้าตัด
xx โดยน้ำหนัก และใช้เถ้าแกลบบดหยาบแทนที่ rPP ของตัวอย่างทดสอบ (m2), T คอื อุณหภมู ิที่แตกต่าง
รอ้ ยละ xx ของนำ้ หนัก rPP กนั บนตวั อยา่ งทดสอบ (K)

หลังถอดแบบจะทำการห่อตัวอย่างคอนกรีตมวล 4. ผลการทดสอบการนำความร้อนของคอนกรีต
เบาด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันการสูญเสียความช้ืน มวลเบา
จนถึงอายุทดสอบ คือ 28 วัน จากนั้นนำตัวอย่างไป
อบใหแ้ ห้ง แลว้ จึงนำไปทดสอบหาคา่ การนำความร้อน จากรูปที่ 1-3 ซึ่งแสดงผลการทดสอบการนำ
ต่อไป ความร้อนของคอนกรีตมวลเบา โดยในแต่ละกราฟจะ
ทำการวัดความร้อน ณ ตำแหน่งทีแ่ ตกต่างกันจำนวน
วิธีการทดสอบหาคา่ การนำความร้อน จะใช้เครือ่ ง 4 จุด โดยวดั อณุ หภมู ิ ณ คา่ อณุ หภูมเิ ร่มิ ต้นท่ีแตกต่าง
ทดสอบหาค่าการนำความร้อนในทิศทางเดียวตาม กัน คือ 40 50 60 และอุณหภูมิที่คงท่ี (Steady
มาตรฐาน ASTM E1225 [2] ซึ่งแบ่งได้ 3 ส่วน คือ State) สำหรับค่าอุณหภูมิและระยะที่นำมาใช้ในการ
ส่วนท่ี 1 การให้ความร้อนด้วยฮีตเตอร์ (heater คำนวณหาค่าการนำความร้อนคือ ค่าอุณหภูมิที่
section) สว่ นท่ี 2 คอื ส่วนวัสดอุ า้ งอิงและวสั ดุทดสอบ สภาวะ Steady State ที่ระยะทาง 35 และ 55
เพื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิ และส่วนท่ี 3 คือส่วนการ มิลลิเมตร นั่นคือ ความยาวช่วงตัวอย่างที่ทดสอบ
ระบายความร้อน (cooling section) เพ่อื ให้เกิดความ เท่ากบั 20 มิลลิเมตร
แตกต่างของอณุ หภมู ิ
เมื่อพิจารณารูปที่ 1 พบว่าค่าการนำความร้อน
อณุ หภูมิจุดแรกทว่ี ัดคืออุณหภูมิตรงตำแหน่งวัสดุ ของคอนกรีตมวลเบา 0.8rPP-CON (RHAC20)
อ้างอิง (ทองเหลือง) ที่เป็นตัวส่งผ่านความร้อนสู่ 0. 8 rPP- CON ( RHAC40) แ ล ะ 0. 8 rPP- CON
ตัวอย่างทดสอบ อุณหภูมิค่าที่สองและสามคือ (RHAC60) มีค่าเทา่ กับ มีค่าเทา่ กบั 1.095 1.094 และ
อุณหภูมิบนตัวอย่างทดสอบช่วงต้นและปลาย 1.097 W/m.K ตามลำดับ ซึ่งจะเหน็ วา่ มคี ่าไม่แตกตา่ ง
ตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิตัวสุดท้ายคืออุณหภูมิที่วัสดุ กัน
อ้างองิ (ทองเหลือง) ทตี่ อ่ กับตวั ระบายความรอ้ น
สำหรับค่าการนำความร้อนของคอนกรีตมวลเบา
จากนั้นนำอุณหภูมิที่บันทึกได้ มาคำนวณหาค่า 0.8rPP-FA25 (RHAC20) 0.8rPP-FA25 (RHAC40)
การนำความรอ้ น จากสมการที่ 1 และ 0.8rPP-FA25 (RHAC60) ดังแสดงในรูปที่ 2 มี
ค่าเท่ากับ 1.077 1.092 และ 1.087 W/m.K
k(T ) = Q x (1) ตามลำดับ โดยค่าทท่ี ดสอบได้มคี า่ ไม่แตกตา่ งกัน
A T เมื่อพิจารณาการนำความร้อนของคอนกรีตมวลเบา
0.8rPP-FA50 (RHAC20) 0.8rPP-FA50

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

ตารางที่ 3 ส่วนผสมคอนกรีตคอนกรีตมวลเบา 98

Mix Mix Proportion (kg/m3) CE24

0.8rPP-CON (RHAC20) Cement Water rPP FA RHAC
0.8rPP-CON (RHAC40) 374.1 112
0.8rPP-CON (RHAC60) 355.3 299.3 560.2 - 212.8
0.8rPP-FA25 (RHAC20) 338.4 304
0.8rPP-FA25 (RHAC40) 280.5 284.3 532.1 - 112
0.8rPP-FA25 (RHAC60) 266.5 212.8
0.8rPP-FA50 (RHAC20) 253.7 270.7 506.7 - 304
0.8rPP-FA50 (RHAC40) 187.1 112
0.8rPP-FA50 (RHAC60) 177.7 299.3 560.2 93.5 212.8
169.2 304
284.3 532.1 88.8

270.7 506.7 84.6

299.3 560.2 187.1

284.3 532.1 177.7

270.7 506.7 169.2

(RHAC40) และ 0.8rPP-FA50 (RHAC60) ใน ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าการนำความร้อนอย่างชัดเจน
รูปที่ 3 พบว่าคา่ การนำความร้อนมีค่าเท่ากับ 1.098 ทั้งนี้เนื่องจาก rPP มีความต้านทานต่อการนำความ
1.104 และ 1.067 W/m.K ซึ่งผลการทดสอบทไี่ ด้ยัง ร้อนสงู อยู่แลว้ เมอื่ ใช้ในปริมาณไม่แตกต่างกันในแต่
เป็นไปในทิศทางเดียวกับผลการทดสอบที่กล่าวไป ละส่วนผสมของคอนกรีตมวลเบาในงานวจิ ัยน้ี จึงทำ
ข้างตน้ คือ ได้ค่าทีไ่ ม่แตกต่างกัน ใหค้ อนกรีตมวลเบามคี ่าการนำความร้อนไม่แตกต่าง
กันด้วย
จากค่าการนำความร้อนคอนกรีตมวลเบาแต่ละ
ส่วนผสม สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการใชเ้ ถ้าแกลบบด ุอณห ูภ ิม องศาเซลเ ีซยส100 Steady State
หยาบแทนท่ี rPP บางสว่ น ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าการ 60 C
นำความของคอนกรตี มวลเบาอย่างชดั เจน ซ่งึ ผลการ 90 0.8rPP-CON (RHAC20)
ทดสอบที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกส่วนผสม
เ ม ื ่ อ พ ิ จ า ร ณ า ถ ึ ง ผ ล ข อ ง ก า ร ใ ช ้ เ ถ ้ า ล อ ย แ ท น ที่ 80
ปูนซีเมนต์ในอัตราส่วนร้อยละ 25 และ 50 โดย
น้ำหนัก พบว่าผลการทดสอบก็ยังให้ผลการทดสอบ 70 50 C
เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการใช้เถ้าแกลบบด 60 40 C
หยาบ คือได้ค่าการนำความร้อนไมแ่ ตกตา่ งกนั อย่าง 50
มีนยั สำคญั
40
แสดงให้เห็นว่าการใช้เถ้าแกลบหยาบและเถ้า
ลอยในปริมาณที่แตกต่างกันในส่วนผสมของ 30
คอนกรีตมวลเบาที่ใช้ rPP เป็นมวลรวมในส่วนผสม
20 K = 1.095 W/m.K
10

0

0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

ระยะทาง มิลลเิ มตร

(ก)

อุณหภู ิม องศาเซลเ ีซยส100 Steady State
60 C
90 0.8rPP-CON (RHAC40)

80

70 50 C
60 40 C
50

40

30

20 K = 1.094 W/m.K
10

0

0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

ระยะทาง มลิ ลิเมตร

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

99

CE24

(ข) รอ้ ยละ 25 โดยนำ้ หนกั และเถ้าแกลบบดหยาบ
แทนที่ rPP บางสว่ น
100 Steady State
ุอณหภู ิม องศาเซลเ ีซยส 60 C
90 0.8rPP-CON (RHAC60)

80

70 50 C อย่างไรก็ตาม ค่าการนำความร้อนของคอนกรีต
60 40 C มวลเบาในงานวิจัยนี้มีค่าที่สมเหตุสมผล เนื่องจากมี
50 ค่าอยูร่ ะหว่างค่าการนำความร้อนของ PP ซ่ึงเท่ากับ
0.14 W/m.K และค่าการนำความร้อนของคอนกรีต
40 ซึ่งมีค่าเท่ากบั 0.8-1.28 W/m.K

30

20 K = 1.097 W/m.K
10

0

0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

ระยะทาง มลิ ลิเมตร

(ค)

รูปที่ 1 ความรอ้ นทวี่ ดั ไดแ้ ละค่าการนำความร้อน

ของคอนกรีตมวลเบาท่ีใช้ปูนซเี มนตล์ ว้ นและเถ้า 100

แกลบบดหยาบแทนที่ rPP บางส่วน 90 0.8rPP-FA50 (RHAC20) Steady State
60 C
อุณห ูภ ิม องศาเซลเ ีซยส 80

70 50 C
60 40 C
50

40

100 30

ุอณหภูมิ องศาเซลเซียส 90 0.8rPP-FA25 (RHAC20) Steady State 20 K = 1.098 W/m.K
60 C 10
80
0
70 50 C 0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

60 40 C ระยะทาง มิลลิเมตร
50

40 (ก)

30 100

20 K = 1.077 W/m.K 90 0.8rPP-FA50 (RHAC40) Steady State
10 60 C
80
0 ุอณหภูมิ องศาเซลเ ีซยส
70 50 C
0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

ระยะทาง มลิ ลิเมตร 60 40 C
50
(ก)
40

100 30

ุอณห ูภ ิม องศาเซลเ ีซยส 90 0.8rPP-FA25 (RHAC40) Steady State 20 K = 1.104W/m.K
60 C 10
80
0
70 50 C
0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70
60 40 C
50 ระยะทาง มิลลิเมตร

40 (ข)

30 100

20 K = 1..092 W/m.K 90 0.8rPP-FA50 (RHAC60) Steady State
10 60 C
80
0 ุอณหภูมิ องศาเซลเ ีซยส
70 50 C
0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

ระยะทาง มลิ ลเิ มตร 60 40 C
50
(ข)
40

100 30

90 0.8rPP-FA25 (RHAC60) Steady State 20 K = 1.067W/m.K
60 C 10
ุอณหภู ิม องศาเซลเ ีซยส 80
0
70 50 C
60 40 C 0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70
50
ระยะทาง มลิ ลิเมตร

40 (ค)

30 รปู ท่ี 3 ความรอ้ นทวี่ ดั ได้และค่าการนำความร้อน

20 K = 1.087W/m.K
10

0 ของคอนกรตี มวลเบาท่ีใช้เถ้าลอยแทนท่ีปนู ซีเมนต์
0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 70

ระยะทาง มิลลิเมตร ร้อยละ 50 โดยน้ำหนกั และเถา้ แกลบบดหยาบ

(ค)

รปู ท่ี 2 ความรอ้ นทว่ี ดั ไดแ้ ละค่าการนำความรอ้ น แทนที่ rPP บางส่วน

ของคอนกรีตมวลเบาที่ใช้เถ้าลอยแทนท่ปี ูนซีเมนต์

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

5. สรปุ ผลการทดสอบ 100
จากผลการทดสอบหาค่าการนำความร้อน
CE24
สามารถสรปุ ได้วา่ คอนกรีตมวลเบาที่ใช้พลาสติกพอลิ
โพรพิลีนรีไซเคลิ (rPP) เปน็ มวลรวมในส่วนผสม และ Heat Flow Technique. ASTM International,
ใช้เถ้าลอยแทนที่ปูนซีเมนต์บางส่วน และใช้เถ้า West Conshohocken, PA.
แกลบบดหยาบเปน็ มวลรวมแทนที่ rPP ในปริมาณที่
ตา่ งกันในส่วนผสมคอนกรตี มวลเบาทใ่ี ช้อัตราสว่ นน้ำ
ต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.80 มีค่าการค่าการนำ
ความรอ้ นไม่แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าการ
นำความร้อนที่ได้มีค่าอยู่ในช่วง 1.067 ถึง 1.104
W/m.K เห็นได้ว่าการใช้วัสดุเหลือทิ้งอย่างเถ้าลอย
และเถ้าแกลบบดหยาบในส่วนผสมของคอนกรีตมวล
เบาที่ใช้ rPP ส่งผลกระทบต่อค่าการนำความร้อน
น้อยมาก แตก่ ารใช้วัสดุดังกล่าวเปน็ การส่งเสริมการ
นำวสั ดุเหลือทงิ้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์และยังเป็นการ
ช่วยกำจัดวสั ดเุ หลอื ท้ิงให้มปี รมิ าณลดลง

6. กติ ติกรรมประกาศ
ผู้วิจัยขอขอบคุณสาขาวศิ วกรรมเครือ่ งกล คณะ

ว ิ ศ ว ก ร ร ม ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ ส ถ า ป ั ต ย ก ร ร ม ศ า ส ต ร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่สนับสนุน
เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการทดสอบการนำความร้อน

7. เอกสารอ้างองิ
[1] ASTM C618-15. (2015). Standard Specifi-
cation for Coal Fly Ash and Raw of Calcined
Natural Pozzolan for Use in Concrete. ASTM
International, West Conshohocken, PA.
[2] ASTM E1225-13. (2013). Standard Test
Method for Thermal Conductivity of Solids
Using the Guarded-Comparative-Longitudinal

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า


Click to View FlipBook Version