151
CE37
ตวั อย่าง e คือ ความหนาของตัวอย่างทีว่ ัดได้ตรงรอย สลับแห้งเท่ากับ 1 รอบ กำลังรับแรงอัดของตัวอย่างCompressive Stress (MPa)
แตก และ l2 คือ ความยาวของตัวอย่างทดสอบ ทดสอบมีค่าค่อนข้างคงที่ อย่างไรก็ตาม ที่สภาวะ
เปยี กสลับแห้งตง้ั แตจ่ ำนวน 3 รอบเปน็ ต้นไป กำลังรับ
2.3 การทดสอบกำลังต้านแรงดัดโค้งตามยาว แรงอัดของทอ่ ซเี มนตเ์ ยื่อกระดาษและท่อซเี มนต์ใยหิน
กำลังต้านแรงดัดโค้งตามยาว (Longitudinal มีค่าลดลงตามจำนวนรอบที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยท่ี
สภาวะเปียกสลับแห้งจำนวน 12 รอบนั้น กำลังรับ
bending strength, Rf ) เป็นสมบัติทางกลที่ถูกระบุ แรงอัดมีค่าลดลงประมาณ 40% เมื่อเปรียบเทียบกับ
ในมาตรฐาน มอก. 81-2548 กำหนดให้ความต้านแรง ตวั อยา่ งท่อท่ีสภาวะปกติ
ดัดโค้งตามยาวควรมีค่าไม่น้อยกว่า 24.5 MPa
สำหรบั การเตรียมตวั อย่างเริ่มจากการตัดทอ่ ให้มคี วาม 14
ยาว 700 mm จากนั้นตัวอย่างท่อจะถูกนำไปแช่น้ำ
เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เมื่อครบตามระยะเวลานำ 12
ตัวอย่างทดสอบแรงดัดแบบ 3 จุด โดยใหแ้ รงกระทำที่
จุดกึ่งกลางของตัวอย่างทดสอบดังแสดงในรูปที่ 2(c) 10
สำหรับการคำนวณความต้านทานแรงดัดโค้งตามยาว
ตามมาตรฐาน มอก. 81-2548 แสดงในสมการที่ (2) 8
Rf = 2.547 Pf l3 (d + 2e) (2) 6
(d + 2e)4 − d 4
4
เม่อื Pf คือ แรงกดที่ทำให้ตัวอย่างทดสอบแตก l3 Asbestos Tube
คือ ระยะระหว่างศูนยก์ ลางของจดุ รองรบั d คอื เส้น
ผ่านศูนย์กลางภายในของตัวอย่าง e คือ ความหนา 2 Paper Pulp-Cement Tube
ของตัวอยา่ งทดสอบท่ีวัดได้ตรงรอยแตก 0
3. ผลการทดสอบและวจิ ารณผ์ ล 0 2 4 6 8 10 12 14
รูปที่ 3 แสดงผลการทดสอบกำลังรับแรงอัด Number of Cycles
ภายใต้สภาวะเปียกสลับแห้งของท่อซีเมนต์เยื่อ รูปท่ี 3 กำลังรับแรงอัดภายใต้สภาวะเปยี กสลับแหง้
กระดาษและท่อซีเมนต์ใยหินที่จำนวนรอบต่างกัน
จากรูปพบว่ากำลังรับแรงอัดของท่อซีเมนต์เยื่อ รูปท่ี 4 แสดงผลการทดสอบกำลงั ตา้ นแรงอัดแตก
กระดาษ (เส้นทึบ) และท่อซีเมนต์ใยหิน (เส้นประ) มี ตามขวางของทอ่ ซเี มนต์เยือ่ กระดาษและทอ่ ซีเมนต์ใย
ค่าใกล้เคียงกัน โดยที่สภาวะปกติ (0 รอบ หรือ ไม่ หิน จากรูปพบว่ากำลังต้านแรงอัดแตกตามขวางของ
ผ่านสภาวะเปียกสลับแห้ง) และภายใต้สภาวะเปียก ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษมีค่าใกล้เคียงกับกำลังต้าน
แรงอัดแตกตามขวางของท่อซีเมนต์ใยหิน จาก
เปรียบเทียบกำลังต้านแรงอัดแตกตามขวางท่ีทดสอบ
ได้กบั มาตรฐาน มอก. 81-2548 พบว่า ทอ่ ซเี มนต์เยื่อ
กระดาษมีกำลังต้านแรงอัดแตกตามขวางโดยเฉล่ีย
เท่ากับ 77.38 MPa และผ่านเกณฑ์คุณภาพของ
มาตรฐาน มอก. 81-2548 ที่กำหนดความต้านทาน
แรงอัดแตกตามขวางของท่อต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 44
MPa สำหรับลักษณะการวิบัติภายใต้แรงอัดแตกตาม
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
152
CE37
ขวาง ตวั อยา่ งทดสอบท้งั 2 ประเภทจะเกดิ รอยรา้ วใน 50
แนวยาวตามความยาวของตัวอย่างที่มีลักษณะ 40 Paper Pulp-Cement Tube
คลา้ ยคลึงกนั
Transverse Crushing Strength, Re (MPa) Asbestos Tube
Longitudinal Bending Strength, Rf (MPa)
100 30
Paper Pulp-Cement Tube TIS 81-2548
80 20
Asbestos Tube
10
60 0
TIS 81-2548 PPC-LB-1 PPC-LB-2 PPC-LB-3 ABT-LB-1 ABT-LB-2 ABT-LB-3
40
20 รูปที่ 5 กำลงั ต้านแรงดัดโคง้ ตามยาว
0 4. สรุปผลการทดสอบ
จากการทดสอบเพื่อนำเสนอสมบัติเชิงกลของทอ่
PPC-TC-1 PPC-TC-2 PPC-TC-3 ABT-TC-1 ABT-TC-2 ABT-TC-3
ซเี มนตเ์ ยอ่ื กระดาษเปรียบเทียบกบั ท่อซีเมนต์ใยหินได้
รปู ท่ี 4 กำลงั ต้านแรงอัดแตกตามขวาง ขอ้ สรปุ ดังน้ี
รูปที่ 5 แสดงผลการทดสอบกำลังต้านแรงดัดโค้ง 1) การทดสอบที่สภาวะเปียกสลับแห้งตั้งแต่
ตามยาวของท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษและท่อซีเมนต์ใย จำนวน 3 รอบเป็นต้นไป กำลังรับแรงอัดของท่อ
หนิ จากรูปพบวา่ กำลังต้านแรงดัดโคง้ ตามยาวของท่อ ซีเมนต์เยื่อกระดาษและท่อซีเมนต์ใยหินมีค่าลดลง
ซีเมนตเ์ ยื่อกระดาษมีค่าใกล้เคียงกบั กำลังต้านของท่อ ตามจำนวนรอบที่เพิ่มขึ้น ที่สภาวะเปียกสลับแห้ง
ซีเมนต์ใยหิน และเมื่อเปรียบเทียบกำลังต้านแรงอัด จำนวน 12 รอบ กำลังรับแรงอัดมีค่าลดลงประมาณ
แตกตามขวางที่ทดสอบได้กับมาตรฐาน มอก. 81- 40% เมื่อเปรยี บเทยี บกบั ตวั อย่างทอ่ ทส่ี ภาวะปกติ
2548 พบว่า ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษมีกำลังต้านแรง
ดัดโค้งตามยาวขวางโดยเฉลย่ี เท่ากบั 30.62 MPa โดย 2) กำลังต้านแรงอัดแตกตามขวางและกำลังต้าน
ผ่านเกณฑ์คุณภาพของมาตรฐาน มอก. 81-2548 ที่ แรงดัดโค้งตามยาวของท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษมีค่า
กำหนดความต้านทานแรงดัดโค้งตามยาวของท่อตอ้ ง ใกล้เคียงกับกำลังของท่อซีเมนต์ใยหนิ และผ่านเกณฑ์
มคี า่ ไม่นอ้ ยกวา่ 24.5 MPa เม่อื พิจารณาลักษณะการ คณุ ภาพของมาตรฐาน มอก. 81-2548 ท่กี ำหนดความ
วบิ ัตภิ ายใต้แรงดดั โค้งตามยาว ทอ่ ซีเมนต์เยอื่ กระดาษ ต้านทานแรงอัดแตกตามขวางและและความต้านแรง
และท่อซีเมนต์ใยหินเกิดการแตกร้าวโดยเริ่มจาก ดัดโค้งตามยาวของท่อต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 44 MPa
ปลายท่อด้านใดด้านหนึ่งบริเวณผิวด้านล่างที่รับแรง และไม่น้อยกวา่ 24.5 MPa ตามลำดับ
ดงึ จากน้นั เม่ือแรงดัดมีคา่ สงู สุดตวั อยา่ งท่อจะเกิดการ
วบิ ัติอย่างรวดเรว็ โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับวัสดุเปราะ 3) ทอ่ ซีเมนตเ์ ยื่อกระดาษมีสมบัตเิ ชงิ กลใกล้เคียง
(Brittle material) อ่นื ๆ ภายใต้แรงดัด กับท่อซีเมนต์ใยหิน ดังนั้นท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ
สามารถใช้เป็นวัสดุทดแทนท่อซีเมนต์ใยหินได้อย่าง
เหมาะสม
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
153
CE37
5. กติ ตกิ รรมประกาศ [5] Wang, X., Courtice, M. and Lin, S. (2013).
โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก Mortality in chrysotile asbestos workers in
China. Current Opinion in Pulmonary
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย Medicine, vol. 19(2), pp. 169-173.
และนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้สำนักประสานงานชุด [6] Takahashi, K., Landrigan, P.J. and
โครงการอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และ Ramazzini, C. (2016). The Global Health
อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) และบริษัท โอเคเค เอ็นจิ Dimensions of Asbestos and Asbestos-Related
เนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด นอกจากนี้ผู้วิจัย Diseases. Annals of Global Health, vol. 82(1),
ขอขอบคุณ บริษัท เฮ่งเชียงอุตสาหกรรม จำกัด pp. 209-213.
จงั หวัดนครราชสีมา ที่ใหก้ ารอนุเคราะห์ท่อซีเมนตเ์ ย่ือ [7] มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม. (2548). ท่อ
กระดาษในงานวจิ ัย ซีเมนต์ใยหินชนิดทดความดัน (มอก. 81-2548).
สำนกั งานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, กระทรวง
6. เอกสารอา้ งอิง อตุ สาหกรรม.
[1] Nam, S.N., Jeong, S. and Lim, H. (2014). [8] Mohr, B.J., Nanko, H. and Kurtis, K.E.
Thermochemical destruction of asbestos- (2005). Durability of kraft pulp fiber–cement
containing roofing slate and the feasibility of composites to wet/dry cycling. Cement and
using recycled waste sulfuric acid. Journal of Concrete Composites, vol. 27(4), pp. 435-448.
Hazardous Materials, vol. 265, pp. 151-157. [9] Djobo, J.N.Y., Elimbi, A., Tchakoute, H.K.
[2] Kim, Y.C., Hong, W.H. and Zhang, Y.L. and Kumar, S. (2016). Mechanical properties
(2015). Development of a model to calculate and durability of volcanic ash based
asbestos fiber from damaged asbestos slates geopolymer mortars. Construction and
depending on the degree of damage, Journal Building Materials, vol. 124, pp. 606-614.
of Cleaner Production, vol. 86, pp. 88-97.
[3] World Health Organization Regional Office
for Europe. (2000). Air quality guidelines for
Europe, WHO Regional Publications, European
Series, No. 91. Copenhagen.
[4] Pawluk K. (2010). New methods of
construction waste disposal that contain
asbestos. Review of Science - Engineering and
Environmental Design, vol. 3(49), pp. 38-47.
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
154
CE38
พฤติกรรมรบั แรงในแนวแกนของเสาทอ่ ซีเมนตเ์ ย่ือกระดาษกรอกคอนกรตี
Axial Load Behavior of Concrete-Filled Paper Pulp-Cement Tube Columns
จกั ษดา ธำรงวฒุ ิ1,*, เชิดศกั ดิ์ สขุ ศิรพิ ัฒนพงศ์1, คำภี จติ ชยั ภูมิ1 และ ธารางกรู ก้อนคำ1
1 สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตรแ์ ละสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน
744 ถนนสรุ นารายณ์ อำเภอเมืองนครราชสมี า จงั หวัดนครราชสีมา 30000
*ผ้ตู ิดต่อ: [email protected]
บทคัดย่อ
งานวจิ ัยนี้ศกึ ษาการประยุกต์ใช้ท่อซเี มนตเ์ ยือ่ กระดาษท่ีเป็นมติ รกับส่ิงแวดลอ้ มสำหรบั เสาทอ่ กรอกคอนกรตี โดย
มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอพฤติกรรมทางโครงสร้างและลักษณะการวิบัติของเสาท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษกรอกคอนกรีต
ภายใตแ้ รงอัดในแนวแกน ตัวแปรหลักในงานวิจยั ได้แก่ ประเภทของทอ่ และอตั ราสว่ นความสงู ต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
(L / D) ทอ่ ซีเมนต์ท่ีใช้มี 2 ประเภทคือ ท่อซเี มนต์เย่อื กระดาษและท่อซีเมนต์ใยหิน อตั ราส่วนความสงู ต่อขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางเท่ากบั 3.75, 5.0 และ 7.5 จากการทดสอบพบวา่ ช่วงแรกเสาทอ่ ซเี มนต์เยื่อกระดาษกรอกคอนกรีตทใ่ี ช้ไฮบริด
ซเี มนต์มีพฤติกรรมแบบเชงิ เสน้ จนถึงแรงกระทำประมาณ 70-80% ของแรงอัดสงู สดุ จากนั้นเสามพี ฤติกรรมไรเ้ ชิงเสน้ ตรง
การวิบัติของตัวอยา่ งเกิดจากการอัดแตกของคอนกรีตและท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ และการครากของเหล็กเสรมิ จากการ
เปรียบเทยี บระหวา่ งทอ่ ซเี มนตเ์ ยือ่ กระดาษและท่อซีเมนต์ใยหิน พบวา่ ท่อซีเมนต์เย่อื กระดาษสามารถใช้เปน็ วัสดุทนแทน
ท่อซเี มนต์ใยหินอย่างเหมาะสม
คำสำคัญ: เสาทอ่ กรอกคอนกรตี , ทอ่ ซีเมนตเ์ ยอื่ กระดาษ, ทอ่ ซีเมนต์ใยหนิ , แรงกดอดั ในแนวแกน
Abstract
This research studied the using environmentally friendly paper pulp-cement tube for concrete-
filled tube (CFT) columns. The aim of this paper presents the experimental results on the structural
behavior and modes of failure of concrete-filled paper pulp-cement tube column under axial
compressive load. The main variables used in this research consisted of types of tubes and height to
diameter (L / D) ratio. Two different cement tube are paper pulp-cement tube and asbestos cement
tube. The nominal L / D ratio of the CFT column are 3.75, 5.0 and 7.5. The results showed that the
concrete-filled paper pulp-cement tube columns have a linear elastic behavior up to the ultimate
compressive strength approximately 70-80% of their maximum compressive load. Then, the behavior of
the columns is nonlinear. The failure behaviors are due to the crushing of the concrete core and paper
pulp-cement tube, and yielding of the steel reinforcement. By comparing the efficiency of paper pulp-
cement tube versus asbestos cement tube, it is found that the paper pulp-cement tube can be used
as appropriately substitute material for asbestos cement tube.
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
155
CE38
Keywords: Concrete-filled tube column, Paper pulp-cement tube, Asbestos cement tube, Axial
compression.
1. บทนำ ทุบทำลาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อปัญหาด้าน
ที่ผ่านมาการก่อสร้างในประเทศไทยมีการนำท่อ สุขภาพ [5-7] ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่นำวัสดุมาทดแทน
ผลิตภณั ฑท์ ่ีมีแร่ใยหนิ โดยเฉพาะการใช้วัสดุท่ีมีอยู่ใน
ซีเมนตใ์ ยหินมาประยุกต์ใช้แบบกง่ึ สำเร็จรูป โดยใช้ท่อ ประเทศ เช่น ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ (Paper pulp-
เปน็ แบบหล่อสำเร็จรปู ถาวรของเสา หรอื เรียกว่า เสา cement tube) ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษได้มาจากการ
ท่อซีเมนต์ใยหินกรอกคอนกรีต (Concrete-filled นำกากตะกอนเย่ือกระดาษเหลอื ท้ิงมาใชเ้ ป็นส่วนผสม
asbestos cement tube column) เสาลักษณะนีถ้ ูก ในการผลิต กากตะกอนเยื่อกระดาษเหลือทิ้งเหล่านี้มี
สรา้ งขึน้ เพอ่ื ทดแทนระบบก่อสร้างแบบหล่อในท่ี โดย ขนาดเส้นใยที่เล็กมาก และมีองค์ประกอบของ
การใช้ท่อซีเมนต์ใยหินร่วมกับโครงสร้างเสาคอนกรีต เซลลูโลสและลิกนินเป็นส่วนใหญ่ เยื่อกระดาษนี้มี
เสริมเหล็ก การประยุกต์ระบบกึ่งสำเร็จรูปดังกล่าว ความหนาแน่นต่ำและมีคณุ สมบัติเป็นฉนวนกนั ความ
เพื่อแก้ปัญหารูปแบบการก่อสร้างแบบหล่อในที่ ซึ่ง รอ้ น ปัจจบุ ันท่อซีเมนต์เยอื่ กระดาษถูกนำมาประยุกต์
ต้องมกี ารจัดเตรียมไมแ้ บบเพ่ือทำแบบหล่อและติดต้ัง กับงานท่อประปาและอุตสาหกรรมภาคการเกษตร
ค้ำยัน และมักใช้แรงงานที่มีทักษะค่อนข้างสูง ส่งผล แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในงานอาคารและโครงสร้าง
ให้เสียค่าใช้จ่ายและเวลาดำเนินการเพิ่มขึ้น [1-3] พื้นฐานมากนัก เนื่องจากขาดข้อมูลการทดสอบที่ได้
ผลกระทบทางอ้อมคือ การใช้ไม้เป็นแบบหล่อ มาตรฐาน ดังนั้นการนำท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษมา
ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จากการศึกษา ปร ะ ยุก ต์ใช้จะ เป็น ทาง เลือ ก ใน ก าร ก ่อ สร ้าง เพ่ือ
ของ ศรัณย์ กำจัดโรค และสิทธิชัย แสงอาทิตย์ [4] ทดแทนการใช้ท่อซีเมนต์ใยหิน โดยใช้วัตถุดิบที่เป็น
พ บ ว ่ า ท ่ อ ซ ี เ ม น ต ์ ใ ย ห ิ น ส า ม า ร ถ ใ ช ้ เ ป ็ น แ บ บ ห ล่ อ มิตรกับสิ่งแวดล้อมช่วยลดการใช้แร่ใยหิน ตลอดจน
สำเร็จรูปถาวรของเสาคอนกรีตเสริมเหล็กและช่วย สง่ เสริมการลดปัญหาดา้ นสุขภาพทีย่ ่ังยืน
เพิ่มประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุก เสา
ดังกล่าวช่วยทำให้การก่อสร้างมีความรวดเร็ว 2. ตัวอย่างและการทดสอบ
โครงสร้างมีความสวยงาม สำหรับกลไกของการรับ ในการศึกษาตัวอย่างเสาถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
น้ำหนักบรรทุก ท่อซีเมนต์ใยหินจะทำหน้าที่ร่วมกับ
แกนคอนกรีตเสริมเหล็กในการรับแรงกระทำโดย ได้แก่ เสาท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษกรอกคอนกรีต และ
อาศัย Composite Action เป็นผลทำให้เสาดังกล่าว เสาทอ่ ซีเมนต์ใยหินกรอกคอนกรตี (คเู่ ทยี บ) เสาทั้ง 2
มีกำลังรับแรงอัดเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเสา กลุ่มเป็นเสาสั้นหน้าตัดกลมมีหน้าตัด 3 ขนาด เพ่ือ
คอนกรตี เสริมเหล็กรปู แบบเดิม ศึกษาผลของอัตราส่วนความชะลูดที่มีต่อแรงอัดของ
เสา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (D) มีค่าเท่ากับ 100
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการใช้ท่อซีเมนต์ใยหิน mm, 150 mm และ 200 mm ความสูง (L) เท่ากับ
ในงานก่อสร้าง เช่น การตัดท่อซีเมนต์ใยหินโดยการ 750 mm ส่งผลให้เสามีอัตราส่วนความสูงต่อขนาด
เลื่อย ตลอดจนการบำรุงรักษา เปลี่ยน รื้อถอนและ
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
เส้นผ่านศูนย์กลาง (L / D) เท่ากับ 7.5, 5.0 และ 156
3.75 ตามลำดับ โดยอัตราส่วน L / D มีค่าไม่เกิน 9
เป็นค่าที่มักใช้ก่อสร้างที่พักอาศัยและอาคารสูงปาน CE38
กลาง [8] และตามข้อกำหนดในมาตรฐาน วสท.
1007-34 ข้อ 5303(ก) ได้ระบุนิยามของเสาสั้นคือ ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดตัวอย่างเสาในการ
เสาที่มีอัตราส่วนความชะลูดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 ทดสอบ ชื่อตัวอย่างทดสอบถูกกำหนดในรูปแบบ
(L / r 60) หรืออัตราส่วนความสูงต่อขนาดเส้นผ่าน สัญลักษณ์ AAA/PC-X-Y โดยใช้หลกั การตอ่ ไปน้ี AAA
ศูนย์กลางหรือความกว้างมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ หมายถึง ประเภทของท่อที่ใช้เป็นวัสดุโอบรัดเสามี 2
17.32 (L / D 17.32) คอนกรีตที่ใช้มีกำลังรับ ประเภท ได้แก่ PPC และ ABT แทนท่อซีเมนต์เยื่อ
แรงอดั ประลัยทีอ่ ายบุ ม่ 28 วัน เทา่ กับ 25 MPa กระดาษและท่อซีเมนต์ใยหิน ตามลำดับ PC คือ
ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่ถูกใช้เป็นวัสดุเชื่อมประสาน
X หมายถึง กำลังรับแรงอัดประลัยของคอนกรีตใน
หน่วย MPa และ Y คือ อัตราส่วนความสูงต่อขนาด
เส้นผา่ นศูนย์กลาง (L / D) ของเสา
ตารางท่ี 1 แสดงรายละเอียดตวั อย่างเสาทอ่ ซีเมนตเ์ ยอ่ื กระดาษและทอ่ ซเี มนต์ใยหนิ กรอกคอนกรีต
Specimens Type of Type of fc D L/D Amount
tube cement (MPa) (mm) 2
2
PPC/PC-25-7.5 PPC Portland 25 100 7.5 2
2
PPC/PC-25-5.0 PPC Portland 25 150 5.0 2
2
PPC/PC-25-3.75 PPC Portland 25 200 3.75
ABT/PC-25-7.5 ABT Portland 25 100 7.5
ABT/PC-25-5.0 ABT Portland 25 150 5.0
ABT/PC-25-3.75 ABT Portland 25 200 3.75
การทดสอบเสาท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษกรอก รูปท่ี 1 การตดิ ตงั้ ตวั อย่างทดสอบ
คอนกรีต เริ่มจากการติดตั้งตัวอย่างเข้ากับเครื่อง
ทดสอบ โดยปลายทั้งสองด้านของตัวอย่างถูกรองรับ
โดย Bearing plate ดังแสดงในรูปที่ 1 จากนั้นติดตง้ั
LVDT จำนวน 2 ตัว ทปี่ ลายดา้ นบนบริเวณหัวกดเพ่ือ
วดั ระยะการหดตัวของเสาในแนวแกน เพิ่มแรงกระทำ
ผ่านเครื่องทดสอบอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราส่วน 1
mm/min ทำการเพิ่มแรงกระทำพร้อมทั้งสังเกต
พฤติกรรมของตัวอย่าง จนตัวอย่างทดสอบเกิดการ
วิบัตแิ ละบันทกึ ข้อมูลผลทดสอบทงั้ หมด
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
157
CE38
3. ผลการทดสอบและวิจารณ์ผล วิบัติโดยการครากของเหล็กเสริม และการอัดแตกของ
3.1 พฤติกรรมรับแรงและลักษณะการวบิ ัติ แกนคอนกรีตและท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ ดังแสดงใน
รปู ที่ 3
รูปท่ี 2 แสดงการเปรียบเทียบความสัมพันธ์
ระหว่างแรงอัดและการหดตัวของเสาท่อซีเมนต์เยื่อ Axial load, P (kN) 1200 L/D = 3.75 PPC/PC-25-7.5
กระดาษกรอกคอนกรีต (เส้นทึบ) และเสาท่อซีเมนต์ 1000 PPC/PC-25-5.0
ใยหินกรอกคอนกรีต (เส้นประ) จากรูปพบว่า ในช่วง L/D = 5.0 PPC/PC-25-3.75
แรกพฤติกรรมของเสาท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษกรอก 800 L/D = 7.5 ABT/PC-25-7.5
คอนกรีตและ เสาท่อ ซี เมน ต์ใย หิน กรอ ก คอนก ร ี ต มี 600 ABT/PC-25-5.0
พฤติกรรมแบบเชิงเส้นตรง โดยคอนกรีต เหล็กเสริม 400 ABT/PC-25-3.75
และท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษจะรับแรงอัดในแนวแกน
รว่ มกัน จนกระทง่ั แรงอัดมคี า่ ประมาณ 70-80% ของ 200
แรงอัดสูงสุด (Maximum load) จากนั้น พฤติกรรม
เสาจะเป็นแบบไร้เชงิ เสน้ และความชนั ของเส้นกราฟมี 0
ค่าลดลง เนอ่ื งจากเกดิ การครากของเหล็กเสริมและไม่ 0.0 1.0 2.0 3.0 4.0 5.0 6.0 7.0 8.0 9.0 10.0
สามารถรับแรงอัดที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้คอนกรีตและ Axial Shortening, D (mm)
ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษเป็นวัสดุหลักในการรับแรง
(เหล็กเสริมมคี วามเครียดทีจ่ ดุ ครากประมาณ 0.0012- รปู ท่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งแรงอดั และการหดตัว
0.0015 mm/mm ซึ่งต่ำกว่าค่าความเครียดประลัย
ข อ ง ค อ น ก ร ี ต แ ล ะ ท ่ อ ซ ี เ ม น ต ์ เ ย ื ่ อ ก ร ะ ด า ษ ท ี ่ มี รปู ท่ี 3 ลักษณะการวบิ ัติของเสาท่อซเี มนต์เยอื่
ค่าประมาณ 0.002 และ 0.0025 ตามลำดับ) จากนน้ั กระดาษกรอกคอนกรีต
เมื่อแรงอัดมีค่าเพิ่มขึ้นจนกระทั่งถึงค่าความเครียด
ประลัยของคอนกรีตและท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ ท่อ น อ ก จ า ก น้ี เ ส า ท ่ อ ซ ี เ ม น ต ์ เ ย ื ่ อ ก ร ะ ด า ษ ก ร อ ก
ซีเมนต์เยื่อกระดาษซึ่งห่อหุ้มอยู่ภายนอกจะเกิดการ คอนกรีตมีพฤติกรรมรบั แรงใกล้เคียงเสาทอ่ ซีเมนต์ใย
แตกรา้ วอยา่ งรวดเร็วโดยเร่ิมจากปลายทั้ง 2 ดา้ นของ หินกรอกคอนกรีต โดยจากกราฟความสัมพันธ์พบว่า
เสา และเกิดการแตกร้าวของแกนคอนกรีตที่อยู่ การใช้ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษส่งผลให้เสาท่อกรอก
ภายใน จากนั้นเมื่อแรงกระทำต่อเสามีค่าถึงแรงอัด คอนกรีตมีความเหนียว (Ductility) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
สูงสุด คอนกรตี และท่อซีเมนตเ์ ย่ือกระดาษจะเกิดการ (ประมาณ 9-13%) เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ท่อ
แตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจากแรงอัดสูงสุด ซีเมนต์ใยหิน โดยท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษดังกล่าวถือ
แรงกระทำต่อเสาจะมีค่าลดลงอย่างรวดเร็ว และรอย เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและช่วยให้โครงสร้างเสา
ร้าวที่เกิดในท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษจะขยายตัวไปตาม
ความยาวของเสาอย่างรวดเร็วและเกิดการวิบัติแบบ
ทันทที นั ใด (Immediate failure) ซ่ึงเปน็ ลักษณะการ
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้เพิ่มขึ้น 158
เมอ่ื เทียบกับท่อซีเมนต์ใยหินรูปแบบเดมิ
CE38
3.2 ผลของประเภทท่อซีเมนตต์ ่อแรงอดั สงู สดุ
ตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบเสาท่อซีเมนต์ ตวั อยา่ งเชน่ ตัวอยา่ งเสาท่อซเี มนต์เย่ือกระดาษกรอก
คอนกรีต PPC/PC-25-7.5 มีค่าแรงอัดสูงสุดเท่ากับ
กรอกคอนกรตี โดยทำการเปรยี บเทยี บผลกระทบของ 411.9 kN ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเสาท่อซีเมนต์ใยหิน
ประเภททอ่ ซีเมนต์ทีม่ ีตอ่ แรงอัดสูงสดุ (Ptest ) ของเสา กรอกคอนกรีต ABT/PC-25-7.5 ที่มีค่าแรงอัดสูงสุด
ที่อายุบ่ม 28 วัน จากตารางพบว่า เสาท่อซีเมนต์เย่ือ เท่ากับ 413.4 kN นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาอัตราส่วน
กระดาษกรอกคอนกรีต (PPC) มีแรงอัดสงู สุดใกลเ้ คียง ความสูงต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (L / D) ทั้ง 3
กับเสาท่อซีเมนต์ใยหินกรอกคอนกรีต (ABT) ค่า พบว่า แรงอัดสูงสุดของการใช้ท่อซีเมนต์เย่ือ
กระดาษมีค่าสอดคล้องกับท่อซีเมนต์ใยหินดังแสดง
ตวั อย่างในรูปที่ 2
ตารางท่ี 2 แรงอัดสูงสุดของเสาท่อซเี มนต์เยอ่ื กระดาษและท่อซเี มนต์ใยหนิ กรอกคอนกรตี
Specimens Type of D L / D PA PB Ptest
tube (mm)
411.9
PPC/PC-25-7.5 PPC 100 7.5 415.0 408.8 587.0
876.6
PPC/PC-25-5.0 PPC 150 5.0 586.6 587.4 413.4
587.3
PPC/PC-25-3.75 PPC 200 3.75 878.2 875.0 861.9
ABT/PC-25-7.5 ABT 100 7.5 412.0 414.8
ABT/PC-25-5.0 ABT 150 5.0 592.6 582.0
ABT/PC-25-3.75 ABT 200 3.75 864.8 859.0
4. สรปุ ผลการทดสอบ การครากของเหล็กเสริม และการอัดแตกของแกน
1) พฤติกรรมของเสาทอ่ ซเี มนต์เยอื่ กระดาษกรอก คอนกรตี และทอ่ ซเี มนต์
คอนกรีตและเสาท่อซีเมนต์ใยหินกรอกคอนกรีตมี 3) การใช้ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษส่งผลให้เสาท่อ
พฤติกรรมแบบเชิงเส้นตรง โดยคอนกรีต เหล็กเสริม กรอกคอนกรีตมีความเหนยี วเพิ่มขึ้นประมาณ 9-13%
และท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษจะรับแรงอัดร่วมกัน เมือ่ เปรียบเทยี บกับท่อซีเมนต์ใยหนิ
จนกระทั่งแรงอัดมีค่าประมาณ 70-80% ของแรงอัด
สูงสดุ จากน้ันพฤติกรรมของเสาจะเปน็ แบบไร้เชิงเส้น 4) การประยุกต์ใช้ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษที่เป็น
และความชันของเส้นกราฟมคี า่ ลดลงจนถึงจดุ วบิ ัติ มิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถทดแทนการใช้ท่อซีเมนต์
ใยหินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้ท่อ
2) เสาท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษกรอกคอนกรีตและ ซีเมนต์เยื่อกระดาษมีความสามารถในด้านกำลังและ
เสาท่อซีเมนต์ใยหินกรอกคอนกรีตเกิดการวิบัติแบบ ความคงทนเทียบเคียงกับท่อซีเมนต์ใยหิน และ
ทันทที นั ใดท่ีคล้ายคลึงกัน ซึ่งเปน็ ลักษณะการวบิ ตั ิโดย เหมาะสมสำหรบั การประยุกต์ใชใ้ นงานกอ่ สร้างได้
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
159
CE38
5. กิตตกิ รรมประกาศ [5] Nam, S.N., Jeong, S. and Lim, H. (2014).
โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก Thermochemical destruction of asbestos-
containing roofing slate and the feasibility of
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย using recycled waste sulfuric acid. Journal of
และนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้สำนักประสานงานชดุ Hazardous Materials, vol. 265, pp. 151-157.
โครงการอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และ [6] Paolini, V., Tomassetti, L., Segreto, M.,
อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ) และบริษัท โอเคเค เอ็นจิ Borin, D., Liotta, F., Torre, M. and Francesco
เนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด นอกจากนี้ผู้วิจัย Petracchini, F. (2019). Asbestos treatment
ขอขอบคุณ บริษัท เฮ่งเชียงอุตสาหกรรม จำกัด technologies. Journal of Material Cycles and
จังหวัดนครราชสมี า ทใี่ ห้การอนุเคราะห์ทอ่ ซเี มนตเ์ ย่ือ Waste Management, vol. 21, pp. 205-226.
กระดาษในงานวิจยั [7] Tabata, M., Shono, A. and Ghaffar, A.
(2016). Decomposition of asbestos by a
6. เอกสารอ้างองิ supernatant used for immobilization of heavy
[1] Burati, J.L., Farrington, J.J. and Ledbetter, metals in fly ash. Journal of Material Cycles
W.B. (1992). Causes of quality deviations in and Waste Management, vol. 8, pp. 483-492.
design and construction. Journal of [8] Schneider, S.P. (1998). Axially loaded
Construction Engineering and Management, concrete-filled steel tubes. Journal of
vol. 118(1), pp. 34-49. Structural Engineering, vol. 124(10), pp. 1125-
[2] Kazaz, A., Talat Birgonul, M. and Ulubeyli, 1138.
S. (2005). Cost-based analysis of quality in
developing countries: a case study of building
projects. Building and Environment, vol.
40(10), pp. 1356-1365.
[3] Chen, Y., Okudan, G.E. and Riley, D.R.
(2010). Sustainable performance criteria for
construction method selection in concrete
buildings. Automation in Construction, vol.
19(2), pp. 235-244.
[4] ศรัณย์ กำจัดโรค และสิทธิชัย แสงอาทิตย์
(2547). เสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยท่อ
ซเี มนต์ใยหนิ ภายใตแ้ รงกดอดั ในแนวแกน, การประชมุ
วิชาการนวัตกรรมทางวิศวกรรมสำหรับการจัดการ
ทรพั ยากรอยา่ งยง่ั ยืน, มหาวิทยาลัยขอนแกน่ .
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
160
CE39
การศึกษาดัชนคี วามปลอดภยั ทีเ่ หมาะสมสำหรับการประเมินความปลอดภัย
ของถนนในเขตเมืองนครราชสีมา
A Study of Suitable Safety Index for Safety Assessment
of Mueang Nakhon Ratchasima Road
ชยกฤต เพชรช่วย1*, ณัฐิญา วงละคร1, อานนท์ จนั ทรตงั 1, เชิดศักดิ์ สขุ ศิรพิ ัฒนพงศ์1, ศุภรชั ญา จงอตุ สา่ 1,
พรทพิ ย์ เออ้ื ธรรมถาวร1, และอรอนงค์ แสงผ่อง2
1 หน่วยวจิ ยั เทคโนโลยโี ครงสร้างพ้ืนฐานและการขนสง่ ทางราง มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน
744 ถ.สุรนารายณ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
2 สาขาวิศวกรรมการก่อสรา้ ง คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา 30000
*ผตู้ ดิ ต่อ: [email protected], 0815558559
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาดัชนีความปลอดภัยจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนต่าง ๆ ท่ี
เก่ียวข้อง เพื่อหาดัชนีท่ีมีความเหมาะสมในการประเมินความปลอดภัยสำหรับกรณีศึกษาถนนในเขตเมืองนครราชสีมา
และเป็นแนวทางสำหรับการประเมินความปลอดภัยทางถนนที่มีลักษณะหรือองค์ประกอบข้อมูลใกล้เคียงกัน จากผล
การศึกษาพบว่า ดัชนีความปลอดภัยท่ีมีความเหมาะสมในการประเมินความปลอดภัยของถนนในเขตเมืองนครราชสีมา
มากที่สุดได้แก่ RPS (Road Protection Score), RSI (Road Safety Index) และ RAI (Road Assessment Index)
ซ่ึงในงานวิจัยน้ีได้นำเสนอข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับดัชนีความปลอดภัยสำหรับการประเมินความปลอดภัยทางถนนต่าง ๆ
ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสะทอ้ นให้เห็นถึงความปลอดภยั ทางถนนไดด้ ยี ิ่งขนึ้
คำสำคัญ: ดัชนีความปลอดภยั ทางถนน, การประเมินความปลอดภยั ทางถนน, ความปลอดภยั ทางถนน
Abstract
The objective of the research was to study the road safety index from related road safety
organizations. To finding that suitable index for use in case of Mueang Nakhon Ratchasima road. To be
a guideline for the road safety assessment that has similar characteristics or data elements. The study
found that the most suitable index for the road safety assessment of Mueang Nakhon Ratchasima are
RPS (Road Protection Score), RSI (Road Safety Index) and RAI (Road Assessment Index). This research
prefer information on road safety indexes for other road safety assessments that will improve
efficiency and better reflect road safety.
Keywords: Road Safety Index, Road Safety Assessment, Road Safety
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
161
CE39
1. บทนำ งาน วิ จั ยน้ี จึ งมุ่ งเน้ น ท่ี จะการศึ กษ าดั ชนี ความ
การประเมินสภาพสายทาง (Road Assessment ปลอดภัยท่ีเหมาะสมสำหรับการประเมินความปลอดภัย
ของถนนในเขตเมืองนครราชสีมา จากการรวบรวมและ
Program) และการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน ศกึ ษาดชั นีทใ่ี ชใ้ นการประเมินของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึง
(Road Safety Audit) ถือเป็นกระบวนการที่ทั่วโลกให้ บทความและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง โดยนำองค์ประกอบ
ความสำคัญเพ่ือใช้ประเมินและลดสาเหตุของการเกิด ข้อมูลที่สำคัญของถนนในเขตเมืองนครราชสีมา มาศึกษา
อุบัติเหตุอันเนื่องมากจากองค์ประกอบทางด้านถนนและ ความสัมพันธ์และความเหมาะสมในการนำไปใช้เพื่อให้เกิด
สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด นำมาซึ่งแนวทางในการเลือกดัชนี
อุบัติเหตุ 3 ด้าน ได้แก่ ผู้ใช้ถนน ยานพาหนะ ถนนและ ความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสมสำหรับพ้นื ท่ีอน่ื ๆ ต่อไป
สิ่งแวดล้อม จากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์
อุบัติเหตุทางถนน ของกระทรวงคมนาคม ปี พ.ศ. 2561 2. ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้อง
พบวา่ ถนนและสิ่งแวดล้อมเป็นปจั จัยของการเกิดอุบตั ิเหตุ ผู้วิจัยได้ทบทวนเน้ือหาเก่ียวกับระบบบริหารจัดการ
ทางถนนอันดับสองรองลงมาจากปัจจัยด้านผู้ใช้ถนน
ดังน้ันการคำนึงถึงมาตรการความปลอดภัยระหว่างการ ด้านความปลอดภัยทางถนนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องท้ัง
ออกแบบถนนและการประเมินความปลอดภัยของถนน ในประเทศและต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อได้แก่
อย่างสม่ำเสมอ เพ่ือรองรับความผิดพลาดอันเน่ืองมาจาก ก ารป ระ เมิ น สภ าพ สายท าง (Road Assessment
มนุษย์ จึงเป็นแนวทางสำคัญท่ีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ Program) และดัชนีชี้วัดความปลอดภัยทางถนน (Road
ถนนในแง่ของความปลอดภัย และลดปัญหาอุบัติเหตุทาง Safety Index)
ถนน [6] 2.1 การประเมินสภาพสายทาง
โดยทั่ วไปการประเมินสภาพสายทางและการ 2.1.1 การประเมินสภาพสายทางของหน่วยงาน
ตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน จะถูกประเมินผ่าน ในต่างประเทศ
รายการที่ใช้ในการตรวจสอบ (Checklist) ท่ีพัฒนาขึ้นโดย
หน่วยงานต่าง ๆ ซ่ึงมีดัชนีช้ีวัดความปลอดภัยในการ การประเมินสภาพสายทางในต่างประเทศถูก
ประเมินที่แตกต่างกันข้ึนอยู่กับลักษณะของสายทางที่ พัฒนาข้ึนหลายรูปแบบ ซ่ึงจะปรับเกณฑ์การประเมิน
รั บผิ ดชอบเพื่ อให้ สอดคล้ องกั บการดำเนิ น งานของ ความปลอดภัยให้มีความเหมาะสมกับลักษณะของถนน
หน่วยงานน้ัน ๆ รวมถึงดัชนี ดังกล่าวต้องมีความ และพฤติกรรมการขบั ข่ีในแต่ละพื้นที่ สำหรับหน่วยงานที่
สอดคล้องกับข้อมูลองค์ประกอบของถนนและพฤติกรรม ได้ รั บการยอมรั บมากท่ี สุ ดเกิ ดจากความร่ วมมื อกั น
การขับข่ีของคนในพื้นที่ เพ่ือสะท้อนให้เห็นถึงความ ระหว่างนานาชาติมีช่ือเรียกว่าInternational Road
ปลอดภัยของถนนเส้นนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจนและมี Assessment Program (iRAP) เป็นโปรแกรมการประเมิน
ประสิทธิภาพ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีดัชนีความปลอดภัยที่ สภาพสายทางท่ีคาดหมายว่าจะถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบ
สามารถประเมินและสะท้อนความปลอดภัยทางถนนได้ และขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในอนาคต โดยมีต้นแบบการ
อย่างเปน็ มาตรฐานเดียวกันในทกุ พื้นท่ี พัฒนามาจาก EuropeanRoad Assessment Program
( EuroRAP) Australian Road Assessment ( AusRAP)
และ U.S. Road Assessment Program (usRAP ) ซ่ึงอยู่
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
162
CE39
ภายใต้ความร่วมมือเดียวกัน จากการทบทวนการประเมิน ของสายทาง และอุปกรณ์บนสายทาง ผู้ประเมินจะต้อง
สภาพสายทางของหน่วยงานในต่างประเทศ สามารถสรุป เป็นบุคคลซึ่งมีความรู้ ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์
และเปรียบเทียบความแตกต่างของการประเมินสภาพสาย ในการตรวจสอบ โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาท่ีแตกต่างกัน
ทางแบ่งออกเปน็ 4 กลุ่มแสดงดงั ตารางท่ี 1 ตามลักษณะของสายทางทร่ี ับผิดชอบ
ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบความแตกต่างของการ ปัจจุบันประเทศได้มีการพัฒนาหน่วยงานที่สามารถ
ประเมนิ สภาพสายทางในต่างประเทศ ประเมนิ สภาพสายทางบนโครงข่ายถนนภายในประเทศ ซ่ึง
มีความเหมาะสมและสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับสาย
หนว่ ยงาน ประเภทของการชน โปรโตคอล ทางท้องถ่ินได้ โดยทำความร่วมมือร่วมกับ iRAP เพ่ือ
(Crash Type) (Protocol) ยกระดับมาตรฐานการประเมินความปลอดภัยทางถนน
และพัฒนาเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยให้มีความ
EuroRAP 3 ประเภท 3 โปรโตคอล เหมาะสมกับลักษณะของถนนและพฤติกรรมการขับข่ีของ
[1] (ชนประสานงา, หลดุ (แผนทคี่ วามเสีย่ ง, การให้ คนไทย ภายใต้ชื่อ ThaiRAP (Thai Road Assessment
ออกขา้ ทาง, ทางแยก) ระดับดาว, การตดิ ตามผล Program)
AusRAP 6 ประเภท ดำเนนิ งาน) จากการทบทวน การประเมิ น สภาพ สายทางของ
[2] (ชนประสานงา, ชน หน่วยงานในประเทศไทย สามารถสรุปประเภทหรือปัจจัย
ท้าย, หลุดออกข้างทาง 2 โปรโตคอล สำหรับการพิจารณาสภาพสายทาง และรูปแบบการ
บนโคง้ , หลุดออกขา้ ง (แผนทคี่ วามเส่ียง, การให้ ประเมินความปลอดภัยทางถนนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทางบนทางตรง, ทาง ไดด้ ังตารางท่ี 2
แยก, และอนื่ ๆ) ระดบั ดาว)
usRAP 3 ประเภท 3 โปรโตคอล
[3] (ชนประสานงา, หลุด (แผนที่ความเสี่ยง, การให้
ออกข้างทาง, ทางแยก) ระดับดาว, การตดิ ตามผล
ตารางท่ี 2 รูปแบบการประเมินสภาพสายทางของ
iRAP 3 ประเภท ดำเนินงาน) หน่วยงานในประเทศไทย
[4] (ชนประสานงา, หลดุ 3 โปรโตคอล
ออกขา้ งทาง, ทางแยก) (แผนทีค่ วามเส่ยี ง, การให้ หน่วยงาน องค์ประกอบขอ้ มูลทใี่ ช้ รปู แบบประเมิน
ระดับดาว, การติดตามผล พจิ ารณาสภาพสายทาง
ดำเนนิ งาน)
ทม่ี า : กรมทางหลวง (2558) กรมทาง 13 ประเภท ไดแ้ ก่ ก า ร วั ด ร ะ ดั บ ค ว า ม
หลวง แนวทางและรปู ตัดของถนน, ป ล อ ด ภั ย ท า ง ถ น น
2.1.2 การประเมินสภาพสายทางของหน่วยงานใน ชนบท ลักษณะทั่วไปของทางแยก, ด้วยดัชนีช้ีวัดความ
ประเทศไทย [1] การระบายน้ำ, ป้ายจราจร, ป ล อ ด ภั ย ท า ง ถ น น
สั ญ ญ า ณ ไ ฟ จ ร า จ ร , ( Road Safety
สำหรับประเทศไทยรูปแบบการประเมินสภาพสาย เค ร่ืองห ม าย จราจรแ ล ะ Index)
ทางถูกพัฒนาอยู่ในหน่วยงานของภาครัฐ ได้แก่ กรมทาง เครื่องหมายนำทาง, สภาพ
หลวง และกรมทางหลวงชนบท โดยเป็นส่วนหน่ึงของการ อันตรายข้างทาง, พ้ืนถนน,
ตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน หรือ RSA (Road ไฟฟ้าแสงสว่าง, คนเดินเท้า
Safety Audit) ซึ่งเป็นวิธีในการประเมินศักยภาพความ ค น เดิ น ข้ า ม ถ น น แ ล ะ
ปลอดภัยในการใช้ถนน อันเน่ืองจากลักษณะทางกายภาพ จักรยาน, ทางเช่ือม, การ
จอดรถและที่หยุดรถประจำ
ทาง, ปัญหาอน่ื ๆ
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
163
CE39
ตารางที่ 2 รูปแบบการประเมินสภาพสายทางของ ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบความแตกต่างของดัชนี
หนว่ ยงานในประเทศไทย (ตอ่ ) ความปลอดภยั ทางถนน
หนว่ ยงาน องค์ประกอบข้อมลู ที่ใช้ รปู แบบประเมนิ หนว่ ยงาน ดชั นีความปลอดภยั องค์ประกอบขอ้ มลู ที่ใช้
พิจารณาสภาพสายทาง ทางถนน ประเมนิ คา่ ดัชนี
กรมทาง 5 ประเภท ไดแ้ ก่ ก า ร วั ด ร ะ ดั บ ค ว า ม EuroRAP การใหค้ ะแนนการ ลักษณะทางกายภาพ, การ
หลวง แนวทางตรงและรูปตัดถนน, ป ล อ ด ภั ย ท า ง ถ น น [1] ปอ้ งกันของถนน ใหค้ ะแนนความปลอดภยั
[1] แนวทางโค้ง, ทางแยกหรือ ด้วย ดัช นี ป ระเมิ น (Road Protection ประกอบดว้ ย ประเภทของ
จุดตัดทางรถไฟ, ผิวทาง, ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย AusRAP Score), การจดั อุบตั เิ หตุ, ปัจจัยความ
ลกั ษณะพน้ื ทขี่ องถนน กายภาพทางหลวง [2] ระดบั ดาวของถนน เสย่ี ง, ปจั จยั ดา้ นโอกาส
(Road Assessment (Star Ratings), แผน การเกิดอบุ ัติเหตุทางถนน,
ThaiRAP ป ระ เภ ท ข อ ง อุ บั ติ เห ตุ Index) usRAP ท่ีความเส่ียง (Risk ปัจจยั ความรุนแรงของ
[5] (Crash Type), ปัจจัยความ ก า ร ใ ห้ ค ะ แ น น ก า ร [3] Mapping) อุบตั เิ หตุ, การปรับแก้
ป้ อ ง กั น ข อ ง ถ น น ประเภทของอบุ ตั เิ หตุ,
เสี่ยง, ปัจจัยด้านโอกาสการ ( Road Protection iRAP Road Protection ปัจจัยด้านความเรว็
เกิ ด อุ บั ติ เห ตุ ท างถ น น , Score) , ก า ร จั ด [4] Score, ลกั ษณะทางกายภาพ, การ
ปั จจัย ค วาม รุน แ รง ข อ ง ระ ดั บ ด าว ข อ ง ถ น น Risk Mapping ทำแผนท่ีความเสยี่ ง
อุ บั ติ เห ตุ , ก า รป รั บ แ ก้ (Star Ratings) กรมทาง ประกอบดว้ ยจำนวนผู้
ป ระเภ ท ข อ ง อุ บั ติ เห ตุ , หลวงชนบท Road Protection ได้รบั ความเสียหาย, ขอ้ มูล
ปจั จยั ด้านความเร็ว [9] Score, ปริมาณจราจร, ข้อมลู ทาง
Star Ratings, สารสนเทศภมู ศิ าสตร์
ทมี่ า : ผวู้ ิจัย กรมทาง Risk Mapping ต้นแบบมาจาก EuroRAP
หลวง Road Protection และ AusRAP
2.2 ดัชนีช้ีวัดความปลอดภัยทางถนน (Road [9] Score,
Safety Index) Star Ratings, ต้นแบบมาจาก EuroRAP
Risk Mapping และ AusRAP
ดัชนีช้ีวัดความปลอดภัยทางถนนถูกสร้างขึ้นเพื่อ ดัชนชี ้วี ัดความ
ใช้ในการประเมินผลความปลอดภัย โดยมีแนว ปลอดภยั ทางถนน คา่ น้ำหนกั ถ่วงของปจั จยั
ทางการพัฒนามาจากโปรแกรมการประเมินสภาพ RSI (Road Safety ดา้ นวศิ วกรรม, ค่าคะแนน
สายทาง (Road Assessment Program) หรือการ Index), ความปลอดภยั ของปัจจยั
ตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน (Road Safety ด้านวิศวกรรม, จำนวน
Audit) ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งจะมีองค์ประกอบ ดัชนปี ระเมินความ ปัจจัยที่ผลตอ่ ความ
ข้อมูลท่ีใช้ในการคำนวณหาค่าดัชนีความปลอดภัยที่ ปลอดภัยกายภาพ ปลอดภยั ทางถนน
แตกต่างกัน ผู้วิจัยสามารถสรุปองค์ประกอบและ ทางหลวง RAI ค่าความรุนแรงของ
เปรียบเทียบความแตกต่างของดัชนีความปลอดภัย (Road Assessment ลกั ษณะการชน
ทางถนนท่ีพัฒนาโดยหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องท้ัง Index) (Severity), คา่ รอ้ ยละของ
ในประเทศและตา่ งประเทศไดด้ ังตารางที่ 3 การลดจำนวนอบุ ัติเหตุ
(Accident Reduction
Factor, ARF)
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบความแตกต่างของดัชนี 164
ความปลอดภัยทางถนน (ตอ่ )
CE39
หน่วยงาน ดัชนีความปลอดภยั องคป์ ระกอบข้อมลู ทีใ่ ช้
ทางถนน ประเมนิ คา่ ดัชนี การประเมินความปลอดภัยทางถนนไปประยุกต์ใช้กับ
พื้นที่เฉพาะในเขตเมืองแพรรีประเทศแคนาดา ด้วย
ThaiRAP Road Protection ตน้ แบบมาจาก iRAP การทำแผนที่ความเส่ียงบันทึกข้อมูลอุบตั ิเหตุและการ
[5] Score, ชนในอดีต รวมถึงจัดอันดับดาวจากการวิเคราะห์
Star Ratings, ข้อมูลด้านคุณลักษณะทางกายภาพของถนน จากผล
Risk Mapping การศึกษาสามารถพัฒนาหมวดระดับความเสี่ยง และ
ระบุคำจำกัดความของความเสี่ยงแต่ละประเภทได้
ที่มา : ผู้วิจยั โดยแบ่งความสัมพันธ์ระหวา่ งประเภทความเส่ียงและ
โทนสีต่อความยาวของชว่ งถนน
2.3 งานวิจยั ทีเ่ ก่ียวข้อง
[5] World Bank (2019) เป็นรายงานการศึกษา [8] Harwood, et al. (2010) เป็น โครงการที่
การจัดการความเร็วภายใต้แนวคิดระบบท่ีปลอดภัย ศึกษาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอัตราการเกิด
(Safe System Approach) ผลของการศึกษาและ อุบัติเหตุทางถนนและค่าระดับดาว โดยพิจารณาจาก
ข้อมูลต่าง ๆ ของรายงานมาจากโปรแกรมการ คุณลักษณะทางกายภาพท่ีสำคัญของถนน ซง่ึ งานวิจัย
ประเมินสภาพสายทางด้วยความร่วมมือกันระหว่าง น้ไี ด้พฒั นาการจัดอันดบั ดาวโดยใชต้ ้นแบบโปรโตคอล
ThaiRAP และ iRAP ใช้กรณีศึกษาบนถนน 2 เส้น จาก iRAP ระยะทางรวม 3,000 ไมล์จากถนน 10
ได้แก่ ถนนวงแวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร และ เสน้ ในสองรฐั ไดแ้ ก่ รัฐไอโอวาและรัฐวอชิงตัน ทำการ
ถนนหทัยราษฎร์ โดยได้ทำการเปรียบเทียบความเร็ว เปรียบเทียบการจัดอันดับดาวกับความถ่ีและอัตรา
ในระดับต่าง ๆ กับคะแนนระดับดาวในโปรแกรม การชนบนถนนเส้นเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่าอัตรา
iRAP จากนน้ั นำคะแนนไปประเมินเพ่ือคำนวณโอกาส การเกิดอบุ ตั ิเหตุทางถนนและค่าระดับดาวของ 2 รัฐมี
ในการชนและความรุนแรงของอุบัติเหตุ จากผลการ ความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญในทางสถิติ จึงสรุป
ประเมินพบว่าการลดความเร็วจำกัดลง 10 กม./ชม. ได้ว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจะลดลงเม่ือค่า
จะช่วยลดจำนวนผู้บาดเจ็บสาหัสและการเสียชีวิตได้ ระดบั ดาวของถนนมคี ่าสูงขึ้น
ถึง 1 ใน 3 ตลอดถนนทั้งสองเส้น ซ่ึงช้ีให้เห็นว่าการ
เปลี่ยนแปลงความเร็วเพียงเลก็ น้อย จะช่วยเพิ่มความ [10] อัจฉราพรรณ กัญญา (2019) งานวิจัยน้ีได้
ปลอดภัยใหแ้ กผ่ ใู้ ชถ้ นนทุกประเภทได้ ทำการสำรวจข้อมูลลักษณะทางกายภาพและสภาพ
[7] Henry Hernandez, et al. (2011) งานวิจัย การจราจรของโครงข่ายถนนในเขตเมืองเชียงใหม่
น้ีนำเสนอรูปแบบการวิเคราะห์เชิงสำรวจ ด้วยวิธีท่ี ประกอบด้วยถนนทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท
พัฒนาข้ึนจาก International Road Assessment ถนนในเขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
Program (iRAP) เปน็ การประเมินความปลอดภยั ทาง โดยทำการประเมินระดับความปลอดภัยทางถนน
ถนนผ่านกรณีศกึ ษาในรัฐแมนิโทบา ประเทศแคนาดา จำแนกตามกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนน 4 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์
เพอื่ ศึกษาเกยี่ วกบั ข้อดแี ละข้อจำกัด ในการนำรูปแบบ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน และคนเดนิ เท้า จากการ
ประเมินระดับความเส่ียง (Risk factor) ท่ีมีผลต่อการ
เกิดอุบัติเหตุในแต่ละรูปแบบการชน ซ่ึงอาศัยวิธีการ
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
165
CE39
ประเมินระดับคะแนนดาวของ iRAP (Star Rating 3.2 การเปรียบเทยี บองคป์ ระกอบข้อมูลกับดชั นี
Score) ผลการศึกษาพบว่า ระดับความปลอดภัยของ ทีใ่ ช้ในการประเมนิ ความปลอดภัยทางถนน
โครงข่ายถนนในเขตเมืองเชียงใหม่ในแต่ละประเภท
ถนนและแต่ละกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนมีความแตกต่างกัน จากข้อมูลในหัวข้อ 3.1 ผู้วิจัยสามารถสรุปการ
โดยปัจจัยหลักท่ีมีผลต่อระดับความปลอดภัยทางถนน เปรียบเทียบองค์ประกอบข้อมูลท่ีมีความสัมพันธ์กับ
ได้แก่ ความเร็วของผู้ใช้ทาง ระยะปลอดภัยข้างทาง คา่ ดัชนีความปลอดภัยตา่ ง ๆ ได้ดงั ตารางท่ี 4
และจำนวนผูใ้ ช้รถใช้ถนนแตล่ ะประเภท
ตารางท่ี 4 การเปรียบเทียบองค์ประกอบข้อมูลท่ี
3. ข้ันตอนการดำเนนิ การวิจยั
การดำเนนิ การแบ่งออกเปน็ 2 ข้นั ตอน ได้แก่ เกีย่ วขอ้ งกับดัชนีความปลอดภยั
1. ศึกษาองค์ประกอบข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน
ดชั นคี วามปลอดภยั องคป์ ระกอบข้อมลู ทเ่ี กยี่ วข้อง
ความปลอดภัยของถนนในเขตเมอื งนครราชสมี า
2. การเปรียบเทียบองค์ประกอบข้อมูลกับดัชนีท่ี ABCDE FG
ใชใ้ นการประเมินความปลอดภัยทางถนน Road Protection
3.1 ศึกษาองค์ประกอบข้อมูลที่ใช้ในการ
Score
ป ร ะ เมิ น ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ข อ ง ถ น น ใ น เข ต เมื อ ง
นครราชสีมา [1 - 4]
จากการศึกษาการจัดการจุดเส่ยี งการเกดิ อุบตั ิเหตุ Star Ratings
ทางถนนของชุมชนเขตเมืองนครราชสีมา [11] พบว่า
ลั ก ษ ณ ะ ท า ง ก า ย ภ า พ ที่ เป็ น จุ ด เสี่ ย ง ข อ ง ก า ร เกิ ด [1 - 4]
อุบัติเหตุในเขตเมืองนครราชสีมา แบ่งออกเป็น 7
ประเภท ได้แก่ ผิวถนนไมเ่ รียบ, ถนนเป็นหลมุ เป็นบอ่ , Risk Mapping
ถน นมีสามแยก, ถนน มีสี่แยก ถนน มีส่ิงบดบัง
วิสัยทัศน์, ถนนมีจุดมุมมืดแสงสว่างน้อย และถนนมี [1], [3], [4]
ลกั ษณะเป็นทางโค้ง ผู้วิจัยจึงเลือกลกั ษณะจุดเส่ียงท้ัง
7 ประเภทมาเป็นองค์ประกอบข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง เพื่อ Road Safety Index
นำมาเปรียบเทียบและหาความเหมาะสมของดัชนีใน
ก าร ป ร ะ เมิ น ค ว าม ป ล อ ด ภั ย ข อ ง ถ น น ใน เข ต เมื อ ง [9]
นครราชสีมา
Road Assessment
Index [9]
หมายเหตุ : A = ผิวถนนไม่เรียบ, B = ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ,
C = ถนนมีสามแยก, D = ถนนมีส่ีแยก, E = ถนนมีสิ่งบดบัง
วิสัยทัศน์, F = ถนนมีจุดมุมมืดแสงสว่างน้อย, G = ถนนมี
ลกั ษณะเปน็ ทางโคง้
4. บทสรปุ และข้อเสนอแนะ
การสรุปดัชนีความปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับการ
นำไปใช้งานนั้น จำเป็นต้องศึกษาองค์ประกอบข้อมูลท่ีมี
ความสัมพันธ์กับลักษณะของพื้นที่ ซ่ึงผู้วิจัยได้เลือกจุด
เส่ียงของการเกิดอุบัติเหตุในเขตเมืองนครราชสีมา มาเป็น
องค์ประกอบข้อมูลหลักในการพิจารณา โดยไดผ้ ลการสรุป
คือ ดัชนีความปลอดภัยที่มคี วามเหมาะสมในการประเมิน
ความปลอดภัยของถนนในเขตเมืองนครราชสีมามากท่ีสุด
ได้ แ ก่ Road Protection Score (iRAP), Road Safety
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
Index (กรมทางหลวง) และ Road Assessment Index 166
(กรมทางหลวงชนบท) เนื่ องจากมี การพิ จารณ า
องค์ประกอบข้อมูลท่ีสัมพันธ์กับจุดเส่ียงของการเกิด CE39
อุบัติเหตุในเขตเมืองนครราชสีมา อย่างไรก็ตามดัชนี
ดั งกล่ าวยั งเป็ นเพี ยงการสะท้ อน องค์ ประกอบข้ อมู ล [6] World Health Organization. (2015). Global status
ทางด้านกายภาพและอุบัติเหตุ ซึ่งหากต้องการเพิ่ม report on road safety 2015: Supporting a decade of
ประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประเมินความ action. Switzerland: WHO.
ปลอดภัยทางถนน ผู้วิจยั จึงแนะนำใหพ้ ิจารณาดัชนีที่ใช้ใน [7] Henry Hernandez., et al. (2011 ). Risk Mapping
การประเมินความปลอดภัยต้ังแต่ 2 ดัชนีข้ึนไป โดย and a Physical-Attribute-Based Star Rating System
พิจารณดัชนีท่ีมีองค์ประกอบข้อมูลท่ีสำคัญ เช่น ปริมาณ for Road Safety Network Screening Purposes on
จราจร หรือความเรว็ เปน็ ตน้ Canadian Prairie Region Highways. 2011
Transportation Association of Canada Conference,
5. กิตติกรรมประกาศ Edmonton, Alberta.
โครงการวิ จั ยได้ รั บทุ น อุ ดหนุ น การวิ จั ยวิ จั ยจาก [8] Harwood, D., Bauer, K., Gilmore, D., Souleyrette,
R., & Hans, Z. (2010). Validation of the usRAP Star
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ตามสัญญาเลขท่ี Rating Protocol for application to safety
NKR2562REV015 management of US roads. Transportation Research
Board, 2147/2010, pp. 33-41. doi:10.3141/2147-05
6. เอกสารอ้างอิง [9] กรมทางหลวง. (2558). โครงการพัฒนาระบบบริหาร
[1] EuroRAP. (2011). EuroRAP - European Road จดั การความปลอดภยั ทางถนนสำหรับกรมทางหลวง (ระยะ
Assessment Programme. EuroRAP AISBL, UK. ท่ี 1). กรงุ เทพฯ: กรมทางหลวง.
[2] AusRAP. (2006). Star Ratings: Australia’s National [10] อัจฉราพรรณ กัญญา. (2562). การประเมินความ
Network of Roads. Australian Automobile ปลอดภัยของโครงข่ายถนนในเขตเมืองเชียงใหม่ด้วยวิธี
Association, Australia. ประเมินระดับดาวของ iRAP. การประชุมวิชาการวิศวกรรม
[3] usRAP. (2010). usRAP - United State Road โยธาแห่งชาติ ครงั้ ที่ 24, อุดรธานี, 10-12 กรกฎาคม 2562.
Assessment Program. AAA Foundation for Traffic [11] ภูวดล พลศรีประดิษฐ์. (2562). การจัดการจุดเสี่ยง
Safety, US. การเกิดอุบัติเหตุทางถนนชุมชนเขตเมือง. วารสารวิจัยและ
[4] iRAP (2 0 1 8 ). iRAP - The International Road พฒั นาดา้ นสขุ ภาพ, ปีท่ี 4 ฉบับท่ี 1, หน้า 66 – 76.
Assessment Programme. England & Wales, UK.
[5] World Bank. (2019). ThaiRAP Speed Variation
Analysis – A Case Study for Thailand’s Streets and
Roads. World Bank.
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
167
CE40
การจัดการงานหลอ่ คอนกรีตเพ่ือการก่อสรา้ งอาคารท่ีพักอาศัยอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
Managing Concrete Castings for Efficient Residential Building Construction
ปริญญา เชดิ เกยี รตพิ ล1,*
1หลักสตู รสถาปัตยกรรมศาสตรบณั ฑติ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า ที่อยูเ่ ลขที่ 340 ถนนสรุ ณารายณ์
อาเภอเมืองนครราชสมี า จังหวดั นครราชสมี า 30000
*ผู้ติดตอ่ : [email protected], 0896265402
บทคดั ยอ่
การหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กโครงสร้างอาคารจัดเป็นข้ันตอนสาคัญอย่างยิ่งในการก่อสร้างอาคารท่ีพักอาศัย
จึงเป็นส่วนงานท่ีมีความสาคัญอย่างย่ิงต่องานผู้รับเหมา และช่างก่อสร้าง ท้ังงบประมาณ คุณภาพงาน และความ
รวดเร็วของงานก่อสร้าง ดังน้ันบทความนจ้ี ึงไดว้ ิเคราะห์และสรุปองค์ความรู้การจัดการหล่อคอนกรีตเสริมเหลก็ โดย
การเก็บข้อมลู สารวจตัวอยา่ งงานกอ่ สร้าง อาคารท่พี ักอาศัย 2 ช้นั จากโครงการบ้านจัดสรรในเขตอาเภอเมือง จังหวัด
นครราชสีมา โดยสารวจเชิงพ้ืนท่ีประกอบไปด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลการก่อสร้างจากพ้ืนที่จริง
รวบรวมทัศนคติ และแนวคิดจากบุคคลต่างๆท่ีเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง เพื่อสรุปเป็นข้ันตอน วิธีการ และแนวทาง
ปฏิบัติในการหล่อคอนกรีตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพ่ือสรุปเป็น
ขัน้ ตอนและการจดั การการหลอ่ คอนกรตี เปน็ ประโยชน์ในงานกอ่ สรา้ งให้มีประสทิ ธิภาพมากยง่ิ ขึน้ ต่อไป
คำสำคัญ: การจดั การงานหล่อคอนกรีต, การหลอ่ คอนกรีต, แบบหล่อคอนกรตี
Abstract
Casting of reinforced concrete in a building structure is an extremely important step in the
construction of a residential building. Therefore being an important part of the contractor work and
mason. Both in terms of budget, quality of work and speed of construction. Therefore, this article
has analyzed and summarized the knowledge of management of reinforced concrete casting. By
collecting survey data for construction samples of 2-story residential building from a housing projects
in the Mueang District Nakhon Ratchasima province. By spatial survey consisting of qualitative data,
such as collecting construction data from the real area. Gathering attitude and ideas from various
people involved in construction to summarize into steps, methods, and guidelines for casting
concrete appropriately and efficiently. The purpose of this academic article is to summarize the steps
and management of concrete casting to be more useful in construction work.
Keywords: Management of concrete casting, Concrete casting, Concrete formwork
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
168
CE40
1. บทนา 2.2 การลาเลยี งคอนกรตี ในงานกอ่ สรา้ ง
บทความวิชาการน้ีจัดทาขึ้นเพ่ือเป็นการนาเสนอ ก า ร เ พิ ่ม ป ร ะ ส ิท ธ ิภ า พ ใ น ก า ร ท า ง า น ใ ห ้มี
องค์ความรู้เร่ืองการจัดการงานหล่อคอนกรีต ในงาน ความคล่องตัวมากขึ้นหลักการควรพิจารณาการ
ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย โดยศึกษาจากทฤษฎีการ ลาเลียงคอนกรีตมีดังน้ี
หล่อคอนกรีต งานก่อสร้างท่ีเกี่ยวข้อง และศึกษาจาก 2.2.1 การเลือกใช้คอนกรีตผสมเสร็จ ลักษณะ
อาคารตัวอย่างประเภทท่ีพักอาศัย เป็นโครงสร้าง ของคอนกรีตในแบบก่อสร้าง เลือกคอนกรีตให้
คอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมกับการเก็บข้อมูลแบบ เ ป็น ไ ป ต า ม ที่ วิศ ว ก ร กา ห น ด กา ลัง อัด ค อ น ก รีต
สังเกตการณ์ โดยลงพื้นท่ี รวมกับการสัมภาษณ์ และควรคานึงถึงระยะเวลาการขนส่งที่มีผลต่อ
ผรู้ ับผดิ ชอบงานกอ่ สร้างไดแ้ ก่ ชา่ งกอ่ สรา้ ง, ผูร้ ับเหมา คุณภาพคอนกรีต
เป็นต้น จึงได้นาข้อมูลทั้งหมด สรุปเป็นแนวทางการ 2.2.2 การวางแผนการลาเลียงคอนกรีต การ
ก่อสร้างในกรอบความรู้ของงานหล่อคอนกรีตเสริม จัดส่งคอนกรีต ชนิดและปริมาณที่ส่ง ระยะเวลา
เหล็ก ใ น ก า ร อ อ ก ร ถ แ ต ่ล ะ ค ัน ที ่จ ะ ส ่ง ถ ึง จ ุด ที ่จ ะ เ ท
1.1.วตั ถุประสงค์ สถานที่การเข้าออกของรถ เส้นทางในเขตชุมชน
ที่มีความคับแคบของช่องทาง เตรียมเครื่องมือ
เพ่ือศึกษาการจัดการการหล่อคอนกรีตเสริมเหล็ก และคนงานในการลาเลียงหน้างานให้พร้อม
จากทฤษฎีและการสารวจเชิงคุณภาพ โดยการลง
พื้นที่สารวจงานก่อสร้าง เพื่อสรุปเป็นแนวทางการ 3.การดาเนนิ งานการศึกษา
จัดการงานหล่อคอนกรีตในงานก่อสร้างอาคารที่พัก 3.1 เปา้ หมายการศกึ ษา
อาศยั อย่างมีประสทิ ธภิ าพ 3.1.1 ศึกษาการหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กในส่วนฐาน
ราก, ส่วนคาน, ส่วนเสา, พื้น และบันได จากกลุ่ม
2. การทบทวนวรรณากรรม ตวั อยา่ งอาคารทีพ่ กั อาศัย
เพื่อมุ้งเน้นศึกษาในเรื่องงานหล่อคอนกรีตและ 3.1.2 สรุปแนวทางการจัดการงานหล่อคอนกรีตใน
งานก่อสร้าง
ปัจจัยตา่ ง ๆที่เกยี่ วขอ้ งดังนี้ 3.2 ขอบเขตการศึกษา
2.1 วสั ดแุ บบหล่อคอนกรีต 3.2.1 ศึกษาจาก 10 อาคารตัวอย่างการในโครงการ
บ้านจัดสรร 10 โครงการ โครงการละ 1 หลัง มี
ก า ร ศึ ก ษ า ง า น ก่ อ ส ร้ า ง อ า ค า ร ท่ี พั ก อ า ศั ย คุณสมบัติเป็น บ้านพักเดี่ยว 2 ชั้น มีพ้ืนที่ใช้สอย
คอนกรีตเสริมเหล็ก สามารถแบ่งการหล่อโครงสร้าง ประมาณ 60 - 100 ต.ร.ม. ในเขตอาเภอเมือง จ.
คอนกรีตเสริมเหล็กได้ดังน้ี ส่วนฐานราก, ส่วนคาน, นครราชสีมา เน่ืองจากด้านกายภาพใกล้เคียงกันและ
ส่วนเสา, พื้น และบันได ดังน้ันชนิดของแบบหล่อจงึ มี การอนุญาตใหเ้ ข้าสารวจ
ความจาเป็นเพื่อการบริหารงานท่ีมีประสทิ ธภิ าพ โดย 3.2.2 สารวจ ความคิดเห็นกลุ่มตวั อย่างที่เกย่ี วข้อง
แบบหล่อที่เกี่ยวข้องท่ีนิยมใช้ได้แก่ แบบหล่อเหล็ก ได้แก่ ช่างกอ่ สรา้ ง ผรู้ ับเหมาจากงานก่อสร้าง
ไม้แบบ แบบหล่อพลาสตกิ
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
169
CE40
3.3 ขนั้ ตอนการศึกษา ตารางท่ี 2 แสดงวธิ ีการศึกษาจากตัวแปรที่เกย่ี วขอ้ ง
3.3.1 การศึกษาจากข้อมูลปฐมภมู โิ ดยการสารวจ และการเก็บข้อมูลการสารวจพ้นื ที่พรอ้ ม
พื้นทจ่ี ริง แบบสอบถาม
3.3.1.1 ศึกษาข้อมูลแบบหล่อคอนกรีต และการ กรอบการ ตวั แปรทีต่ ้องการศกึ ษา การเก็บข้อมูล
วจิ ยั
สารวจพน้ื ทจ่ี รงิ แบบสารวจ
ทางานโดยการสงั เกตการเปน็ ขอ้ มูลปฐมภมู ิ การจัดการ การกอ่ สร้างด้วยแบบ การบันทกึ ขอ้ มลู
การหล่อ หลอ่ 3 ชนดิ ได้แก่ แบบ เบ้อื งตน้ การสารวจ
3.3.1.2 ศึกษาจากการเก็บข้อมูลพ้ืนที่จริง จากงาน คอนกรตี เหล็ก,แบบพลาสตกิ บนั ทกึ ภาพ
และแบบหลอ่ ไม้
ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยจริง โดยการถ่ายภาพ แบบสารวจทศั นคติ
ผ้รู บั เหมา แบบสารวจทัศนคติ
บันทึกขอ้ มลู จากแบบสอบถาม และการสมั ภาษณ์ ช่างกอ่ สรา้ ง
3.3.2 การศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ โดยการค้นคว้า 4. สรปุ ผลการศกึ ษา
4.1 เพื่อการเปรียบเทียบการใช้คอนกรีตจาก
จากหนังสอื เอกสารตา่ ง ๆ โรงงานและคอนกรีตที่ผสมในท่ี ประมวลผลเป็น
ค่าเฉลี่ยร้อยละเพ่ือเปรยี บเทียบและสรุปผล (ตารางท่ี
3.3.3 เกบ็ ข้อมลู จากแบบสอบถามรวบรวมสรุปแสดง 3)
ตารางที่ 3 ผลการสารวจการใช้คอนกรีตระหว่าง
เปน็ ตารางสถิติ และผลสารวจความคดิ เห็น คอนกรีตจากโรงงานและคอนกรีตท่ีผสมเองในท่ี จาก
การสารวจในโครงการบ้านจัดสรร 10 โครงการ
3.3.4 สรปุ ผลการวเิ คราะหแ์ ละขอ้ เสนอแนะ โครงการละ 1 ตัวอย่าง
3.4 การประเมนิ ผล
เคร่ืองมือที่ใช้ในการประเมินผลได้แก่ การ
ประมวลผลเชิงคุณภาพจากการสังเกตการณ์ การ
สมั ภาษณ์ และข้อมูลเชิงปรมิ าณในทางสถิติ
3.5 ตัวแปรทีศ่ กึ ษา
3.5.1 ศกึ ษางานหล่อคอนกรตี ฐานราก, ส่วนคาน,
สว่ นเสา, พ้นื และบนั ได
3.5.2 ศึกษาการใช้แบบหล่อคอนกรีตทใ่ี ช้ในการ
ก่อสร้าง
3.5.3 ศึกษาทศั นคตจิ ากผมู้ ปี ระสบการณ์งานหล่อ
คอนกรีตแบบตา่ ง ๆ ได้แก่ ผ้รู บั เหมา, ชา่ งก่อสรา้ ง
ตารางท่ี 1 กรอบการศกึ ษา
กรอบการวจิ ยั สารวจการหลอ่ คอนกรีต การเกบ็ ขอ้ มลู 4.1.1 อภิปรายผลการวิเคราะห์การใช้คอนกรีต
สารวจพ้นื ที่ - สภาพแวดล้อมการกอ่ สร้าง - สารวจสภาพพน้ื ท่ี ระหว่างคอนกรีตจากโรงงานและคอนกรีตที่ผสมในที่
กอ่ สร้าง - แบบสอบถามทัศนคติ จากกรณีศึกษา โดยงานหล่อฐานรากใช้คอนกรีตจาก
- การหลอ่ ฐานราก - สารวจสภาพพื้นที่ โรงงานมากท่ีสุดร้อยละ 95 เนื่องจากเป็นงานส่วน
- แบบสอบถามทศั นคติ แรกทต่ี ้องก่อสร้าง อยูใ่ นตาแหน่งที่ต่าสุด และมสี ่ิงกีด
- การหล่อเสา - สารวจสภาพพน้ื ท่ี ขวางน้อย ลาดับสองร้อยละ90เป็นงานหล่อพ้ืนใช้
- แบบสอบถามทัศนคติ คอนกรีตจากโรงงาน เพราะเป็นงานที่มีส่ิงกีดขวาง
- การหลอ่ คาน - สารวจสภาพพ้ืนที่
- แบบสอบถามทศั นคติ
- การหล่อพ้ืน - สารวจสภาพพน้ื ท่ี
- แบบสอบถามทัศนคติ
- การหลอ่ บนั ได - สารวจสภาพพื้นที่
- แบบสอบถามทศั นคติ
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
170
CE40
น้อยมีพื้นผิวรับการเทคอนกรีตมากสุดในงานก่อสร้าง ตารางที่ 5 แสดงคา่ เฉลี่ยร้อยละการใช้คอนกรีตผสม
ลาดับที่สามเป็นส่วนคานใช้คอนกรีตจากโรงงานร้อย
ละ 88 เป็นงานที่มีการเตรียมหล่อค่อนข้างซับซ้อน เองในท่ีจากกรณีศกึ ษา 10 ตัวอย่าง
กว่าส่วนพื้นและฐานรากแต่การเทง่ายเพราะมีความ
ลึกของแบบไม่มากสะดวกต่อการเทด้วยคอนกรีตจาก ลาดบั การใช้คอนกรตี ผสมเองในท่ี รอ้ ยละ
โรงงาน ลาดับที่ส่ี เป็นงานหล่อเสาใช้คอนกรีตจาก 1. งานกอ่ สร้างฐานราก 6
โรงงานคิดเป็นร้อยละ 80 เป็นงานหล่อท่ีมีความลึก 2. งานกอ่ สร้างเสา 20
ของแบบมากที่สุดมักมีปัญหาเรื่องการคานวนใช้ 3. งานก่อสร้างคาน 12
คอนกรีตจากโรงงานมีความคลาดเคล่ือนง่ายเนื่องจาก 4. งานก่อสร้างส่วนพ้นื 10
การยุบตัวตอนเทเม่ือถูกเคร่ืองจ้ีคอนกรีตทาให้ต้อง 5. งานก่อสร้างสว่ นบนั ได 30
เตมิ เต็มด้วยคอนกรีตผสมในที่ (ตารางที่ 3)
4.1.3.1 อภปิ รายผลการสารวจการหลอ่ คอนกรีต
4.1.2 สรุปผลการสารวจการใช้คอนกรีตผสมเสร็จ จากการสารวจงานการหล่อคอนกรีตอาคารท่ีพัก
อาศัย 2 ชนั้ สว่ นบนั ไดใช้คอนกรตี ผสมเองในที่มากสุด
จากโรงงานในงานก่อสรา้ ง ดังตารางที่ 4 คิดเป็นรอ้ ยละ 30 อันเนื่องจากเปน็ งานก่อสร้างท่ีต้อง
รอให้งานหล่อโครงสร้างหลักแข็งตัวเรียบร้อยก่อน
ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยร้อยละการใช้คอนกรีต การหล่อบันไดมักถูกเติมเต็มด้วยคอนกรีตผสมในท่ี
รองมาเป็นงานหล่อเสาเป็นงานหล่อที่มักใช้คอนกรีต
ผสมเสร็จจากโรงงานจากกรณีศึกษา 10 ตัวอยา่ ง ผสมเสร็จในท่ีเป็นส่วนเติมเต็ม ซ่ึงมีถือว่ามีปริมาณ
นอ้ ยกวา่ งานหลอ่ โครงสร้างสว่ นพน้ื ส่วนคานและสว่ น
ลาดบั สว่ นงานกอ่ สร้างท่ีใช้คอนกรีตผสมเสร็จจากโรงงาน รอ้ ยละ ฐานราก ซ่ึงส่วนฐานรากใช้คอนกรีตผสมเสร็จน้อย
ที่สุดในงานก่อสร้างเน่ืองจากง่ายต่อการเทคอนกรีต
1. งานกอ่ สร้างฐานราก 95 และมสี ่งิ กดี ขวางนอ้ ยท่สี ุดใน
4.2 สรุปผลการสารวจการใช้แบบหล่อในงาน
2. งานกอ่ สร้างเสา 81
กอ่ สรา้ ง
3. งานก่อสร้างคาน 88 การวิเคราะหข์ ้อมูลการใช้แบบหล่อในงานก่อสร้าง
โดยการลงพืน้ ท่สี ารวจเก็บข้อมูลจากตัวอย่างอาคารที่
4. งานก่อสร้างส่วนพนื้ 90 อยู่ในข้ันตอนการก่อสร้าง ประมวลผลการใช้แบบ
หล่อเป็นค่าเฉล่ียร้อยละเพื่อเปรียบเทียบและสรุปผล
5. งานกอ่ สรา้ งส่วนบันได 70 (ตารางท6่ี )
ตารางที่ 6 แสดงผลการสารวจเพ่ือการวิเคราะห์และ
4.1.2.1 อภิปรายผลการสารวจการใช้คอนกรีต เปรียบเทียบวัสดุท่ีนามาใชท้ าแบบหล่องานโครงสร้าง
ผสมเสร็จจากโรงงาน ท่ีใช้ได้ในงานส่วนต่าง ๆ โดย จากการสารวจในโครงการบ้านจัดสรร 10 โครงการ
การใช้คอนกรีตผสมเสร็จจากโรงงานส่วนฐานรากคิด โครงการละ 1 ตวั อยา่ ง ดังตารางท่ี 6
เป็นร้อยละ 95 การใช้คอนกรีตผสมเสร็จจากโรงงาน
ส่วนพื้นคิดเป็นร้อยละ 90 การใช้คอนกรีตผสมเสร็จ
จากโรงงานส่วนคานคิดเป็นร้อยละ 88 การใช้
คอนกรีตผสมเสร็จจากโรงงานส่วนเสาคิดเป็นร้อยละ
81 การใช้คอนกรีตผสมเสร็จจากโรงงานสว่ นบันไดคิด
เปน็ รอ้ ยละ 70
4.1.3 สรุปผลการสารวจการใช้คอนกรีตผสมเองใน
ทข่ี องงานก่อสรา้ งดังตารางท่ี 5
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
171
CE40
4.2.1 อภิปรายผลการสารวจการใช้แบบหล่อในงาน เหล็กมากที่สุดคืองานก่อสร้างคานคิดเป็นร้อยละ 79
ก่อสร้างอาคารจาก 10 ตัวอย่าง สรุปผลเป็นค่าเฉล่ีย รองลงมาเปน็ สว่ นงานก่อสรา้ งเสาคดิ เป็นรอ้ ยละ 21
ร้อยละของท้ัง 10 โครงการดังน้ี ในการหล่อฐานราก
ใช้วัสดุไม้เฉล่ียร้อยละ 5 งานหล่อเสาใช้แบบหล่อ โดยการหล่อคอนกรีตด้วยแบบเหล็กใช้มาก
เหล็กร้อยละ 32 ใช้วัสดุไม้ในการหล่อเสาร้อยละ 2 ที่สุดเนื่องจากสามารถใช้ซ้าได้หลายครั้ง เสียหายยาก
ในงานหล่อคานใช้แบบหล่อเหล็กเฉล่ียร้อยละ 47 ใช้ แม้ราคาแพง คุ้มค้า ลาดับต่อมาเป็นการใช้ไม้แบบ
วัสดุไม้ในการหล่อคานเฉลี่ยร้อยละ 5 การหล่อพื้นใน เน่ืองจากง่ายต่อการก่อสร้างน้าหนักเบาขนส่งง่าย ใน
ท่ีใช้ไม้แบบร้อยละ 3 และการหล่อบันไดใช้แบบหล่อ การสารวจแบบหล่อพลาสติกใช้น้อยสุดเน่ืองจากมี
ไม้ร้อยละ 4 โดยการหล่อคอนกรีตด้วยแบบเหล็กใช้ ราคาแพง บางช้ินสว่ นใหญ่ยากต่อการขนย้าย
มากท่สี ุด ลาดบั ตอ่ มาเป็นการใช้ไม้แบบ ในการสารวจ 4.3 สรุปผลการสารวจทัศนคติการจัดการงานหล่อ
แบบหล่อพลาสตกิ ใชน้ อ้ ยสุด คอนกรีต
4.2.2 สรุปผลการสารวจการก่อสร้างด้วยแบบหล่อ
คอนกรีตทางเลือกเพ่ือศึกษาคุณสมบัติของวัสดุที่เป็น จากผลสารวจด้านทัศนคติจากกลุ่มตวั อย่าง ได้แก่
แบบหลอ่ คอนกรีตสามารถสรุปผลการสารวจได้ดงั น้ี ผู้รับเหมา ช่างก่อสร้างท่ีอยู่ในพื้นท่ีจากงานก่อสร้าง
อาคารท่ีพักอาศัยในเขตอาเภอเมืองนครราชสีมา
ตารางที่ 8 แสดงค่าเฉล่ียร้อยละการใช้แบบหล่อ ท้ังหมด 10 ตัวอย่างใน10โครงการบ้านจัดสรร
สามารถสรปุ ผลไดด้ งั น้ี
คอนกรีตจากกรณศี กึ ษา 10 ตวั อยา่ ง 4.3.1 ทศั นคติการเลือกใชค้ อนกรตี ผสมเสรจ็ จาก
โรงงาน
ลาดบั วสั ดุหลอ่ คอนกรตี ทางเลอื ก ร้อยละ ขอ้ ดี 1)สามารถสั่งคอนกรีตผสมเสร็จได้ใน
1. แบบหลอ่ เหล็ก 79
2. แบบหล่อไม้ 21 ปริมาณมาก ๆ ได้, 2)ไม่ต้องเสียเวลาผสม
3. แบบหล่อพลาสตกิ 0 หากต้องใช้จานวนมาก, 3)ลดเวลาการ
ทางาน, 4)ส่วนผสมคอนกรีตมีความคงท่ี,
5)สามารถเลือกความแข็งของคอนกรีตได,้
6)ประหยัดแร ง งา น ได้, 7) หน้ า ง า น
เรยี บรอ้ ย
ข้อเสยี 1)มีความเส่ียงหากใช้เวลาขนส่งนาน, 2)
หากคานวนปริมาณการใช้คอนกรีตผิดมี
โ อ ก า ส เ ห ลื อ ใ ช้ ท า ใ ห้ เ ป็ น ข ย ะ ใ น พ้ื น ที่
ก่อสร้าง, 3)การขนส่งต้องมีพื้นท่ีในการ
เทียบจอดรถขนคอนกรีตที่เพียงพอ, 4)ไม่
สามารถเขา้ พนื้ ทีแ่ คบ ๆ ได้
4.2.3 อภิปรายผลการสารวจแบบหล่อคอนกรีตวัสดุ
แบบหล่อคอนกรีตที่สามารถใช้แทนไม้แบบเป็นแบบ
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
172
CE40
4.3.2 ทศั นคตขิ องผู้รบั เหมาและช่างกอ่ สรา้ งเกีย่ วกับ 5.4 งานออกแบบโครงสร้างอาคารให้เหมาะสมกับ
ข้อดีข้อเสียของการใช้แบบหล่อไม้ เช่นโครงสร้างชั้น 1 ควรเป็นแบบงานหล่อพื้นในท่ี
ขอ้ ดี 1) แบบหลอ่ ไม้สามารถปรบั ใช้งานไดง้ ่าย เน่อื งจากคา่ ใชจ้ ่ายน้อย กวา่ ระบบพื้นสาเร็จ
5.5 การติดต่อโรงงานผสมคอนกรตี ขอรถขนคอนกรีต
กว่าทกุ วัสดุ ที่เหมาะสมกับขนาดรถท่ีสามารถเข้าถึงพ้ืนท่ีได้ และ
ขอ้ เสยี 2) การใช้งานซ้าได้น้อย ด้านเทคนิคของรถขนปูนท่ีมีอุปกรณ์ช่วยในในการ
4.3.3. ทัศนคติของผรู้ บั เหมาและชา่ งก่อสร้างเก่ยี วกับ ล า เ ลี ย ง ค อ น ก รี ต เ ข้ า สู่ แ บ บ ห ล่ อ ไ ด้ อ ย่ า ง มี
ข้อดีข้อเสียของการใช้แบบหล่อเหลก็ ประสทิ ธิภาพ
ข้อดี 1)แบบหล่อเหล็กสามารถใช้ซ้าได้ ไม่ 5.6 วางแผนเตรียมจานวนช่างให้พร้อมพอเพียงกับ
งานหลอ่ คอนกรตี
เสียหาย 5.7 งานหล่อคอนกรีตฐานรากควรทาแบบหล่อให้ได้
ข้อเสีย 1)มีน้าหนักมาก, 2)ราคาแพง, 3)มีโอกาส มาตรฐาน จากการสารวจพบเจอกรณีที่ช่างขุดหลุม
อย่างเดียวแล้วเทคอนกรีตเลย ซึ่งเส่ียงต่อการซึมของ
ถูกขโมย, 4)มีโอกาสเป็นสนิมต้องมีการเก็บ น้ า ปู น ล ง ดิ น แ ล ะ รู ป ท ร ง ก า ร ห ล่ อ ไ ม่ ไ ด้ ต า ม แ บ บ
รักษาท่ีดี, 5)ไม่พอดีกบั งานหล่อ ม า ต ร ฐ า น มี ผ ล ต่ อ ก า ร สู ญ เ สี ย ก า ลั ง รั บ แ ร ง ข อ ง
4.3.4 ทศั นคติของผู้รบั เหมาและช่างก่อสร้างเกยี่ วกบั คอนกรีตได้
ข้อดีขอ้ เสยี ของการใชแ้ บบหล่อพลาสติก 5.8 การเลือกใช้แบบหล่อ ควรเลือกใช้แบบหล่อที่ใช้
ขอ้ ดี 1)เม่ือมกี ารตอกตะปผู วิ ไม่แตก และรู ซ้าได้หลายครั้งได้แก่แบบหล่อเหล็ก, แบบหล่อ
พลาสติก เป็นต้น ในงานใช้ซ้าจึงคุ้มค่ากว่าแบบหล่อ
จะหายไป, 2) นา้ หนักเบาขนง่าย ไม้ทแี่ ตกหกั ได้ง่ายกว่า
ข้อเสีย 1)มีความอ่อนตวั ของเนอ้ื พลาสติกเวลา 5.9 การหล่อโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ควรมีการ
เตรยี มไม้แบบ 20 % ของแบบหล่อทง้ั หมด เน่อื งจาก
หล่อคานมีโอกาสบิดเบี้ยวได้, 2)ต้องมี ในงานก่อสร้างไม้แบบสามารถใช้งานหลากหลายช่วย
การดามดว้ ยโครงเหลก็ หรือไม้ ดังนั้น ให้ช่างสามารถทางานก่อสร้างได้สะดวก และเร็วขึ้น
จงึ ตอ้ งเสยี ค่าใช้จ่าย 2 ต่อ, 3)ราคา ในหลายด้านเช่นช่วยเติมเต็มแบบหล่อท่ีเกินช่องว่าง
ค่อนข้างแพง, 4)ไม่เหมาะกับการ ช่างสามารถประยุกต์ห้างร้าน ต่อตัวทางานในท่ีสูงได้
กอ่ สร้างอาคารครง้ั เดียว เป็นต้น
5.10 พบว่าในการเตรียมหล่อคอนกรีต ใช้หินท่ีมี
5.สรุปแนวทางการจดั การงานหลอ่ คอนกรีต ขนาดไม่เท่ากันใช้แทนลูกหนุนคอนกรีตท่ีมีผลต่อ
กอ่ สร้างในงานกอ่ สรา้ งอาคารที่พักอาศัย ความหนาคอนกรตี
5.1 วางแผนหาตาแหน่งและพื้นท่ีในการเตรียม
คอนกรีตผสมในท่ี พร้อมวัสดผุ สม
5.2 เตรียมพ้ืนท่ีสาหรับรถโม่ขนคอนกรีตผสมเสร็จ
จากโรงงาน และวัสดุผสมคอนกรีตพร้อมเคร่ืองมือ
ตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วข้อง
5.3 เตรียมพื้นหาตาแหน่งท่ีเหมาะสมสาหรับวางพัก
วัสดุ อุปกรณใ์ นการทาแบบหล่อ
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
173
CE40
5.11 ในงานหล่อคอนกรีตส่วนเสาและคานต้อง [2] เอกสิทธิ์ ล้ิมสุวรรณ.(2557) แบบหล่อคอนกรีต
เตรียมเหล็กเสริมหนวดกุ้งให้พร้อมใช้กับงานหลังเท (Concrete Formwork).กรุงเทพมหานคร ภาควิชา
คอนกรตี วิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ .จุฬาลงกรณ์
5.12 เตรียมเครื่องจปี้ ูนให้พร้อม หลังจากเทคอนกรีต มหาวิทยาลยั
เต็มแบบหล่อหล่อแล้วนั้น ควรใช้เครื่องจ้ีปูนทันที [ 3] SCG, Thailand, URL: https: / / www.
เน่ืองจากช่างรับเหมาส่วนมากใช้เหล็กกระทุ้งแทน Scgbuildingmater- - ials. com/ th/ product/
ซึ่งเป็นวิธีท่ีประสิทธิภาพต่ามาก ทาให้เกิดโพรงหลัง wood-substitute on 1/3/62
ถอดแบบสง่ ผลต่อความแข็งแรงของอาคาร [ 4] SIRIWANPLASTIC. COM, Thailand, URL :
5.13 งานหล่อบันได ควรมีแบบหล่อสาเร็จรปู ไวใ้ ชซ้ ้า http://www. Siriwanplastics .com/ scripts/
ได้ เป็นรูปแบบมาตรฐาน งานเร็วขึ้นและประหยัดงบ default.asp on 3/3/62
ก่อสรา้ ง
6. กติ ตกิ รรมประกาศ
การจัดทางานบทความวิชาการในคร้ังนี้สาเร็จลุล่วง
ไปด้วยดี เพราะไดร้ ับความเมตตาจาก ดร.นิธิ ลศิ นนั ท์
ที่ให้คาปรึกษาและ ขอบคุณ อาจารย์วุฒิพงษ์ แสน
บุตรดา และ อาจารย์ศาสตรา ต้ังใจ ท่ีอนุเคราะห์
ข้อมูลด้านไม้แบบ และแนวทางการเก็บข้อมูลวิจัย
เบื้องต้น ขอขอบคุณผู้รับเหมาตลอดจนช่างหน้างาน
ก่อสร้างที่อนุเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยจากโครงการบ้าน
จัดสรร ได้แก่ โครงการโฮมการ์เด้นวิลล์ , โครงการดิ
ไอคอน , โครงการสุรนารีวิลล์ บ้านเกาะ , โครงการ
โฮมบธู คี , โครงการยคู อนเซ็ป , โครงการการ์ดเด้นวิล
ล่า , โครงการสิวลี , โครงการเดอะเวนิสพาร์ค ,
โครงการทารามันตรา และ โครงการเดอะซิกเนเจอร์
และประโยชน์อันพึงมีจากงานบทความวิชาการฉบับนี้
ผู้เขียนขอมอบแด่ผูม้ พี ระคณุ ทุกท่าน มา ณ โอกาสน้ี
7. เอกสารอา้ งองิ
[1] ภาสมา สุทธิพงศ์.(2560) งานแบบหล่อคอนรีต.
จั ง ห วั ด น น ท บุ รี ส า ข า วิ ช า วิ ท ย า ก า ร จั ดการ
มหาวิทยาลัย สุโขทัย- -ธรรมาธริ าช
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา
174
CE41
การศึกษาสมบตั ิของไมไ้ ผเ่ พื่อเสรมิ แรงในงานคอนกรตี
Study of Bamboo Property for use to Reinforcing in Concrete
วัชรพล พรมเดช1,*, นรรี ตั น์ เชญิ รมั ย์1, ยศพงศ์ ทมุ ก่ำ1, อิษฎา สรุ ิยวงศ์1, มานิตย์ จรูญธรรม1 ,และ สรศกั ดิ์ เซียวศิรกิ ลุ 1
1 มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอสี าน วิทยาเขตขอนแก่น ท่ีอยู่ 150 ถนน ศรีจันทร์ ตำบล ในเมือง อำเภอ เมือง จงั หวัด ขอนแก่น 40000
*ผู้ติดต่อ: [email protected] เบอร์โทรศัพท:์ 088-4546953
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาสมบัติของไม้ไผ่เพ่ือเสริมแรงในงานคอนกรีต สำหรบั ใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบคาน
คอนกรตี เสริมไม้ไผ่ และเพ่อื เปรียบเทียบกับสมบัติของเหล็ก โดยมีการทดสอบสมบัติการรับแรงดึงและการต้านทานแรง
ยดึ เหนี่ยว ตัวอย่างท่ีใช้ในการทำวิจัยแบ่งเป็นไม้ไผ่ตงสองสภาวะคือ สภาวะแห้ง และสภาวะอิ่มตัว ซ่ึงแบ่งออกเป็นสาม
การทดสอบ คอื การทดสอบสมบตั ิทางกายภาพ การทดสอบการรับแรงดงึ และการทดสอบการตา้ นทานแรงยดึ เหนี่ยวของ
ไม้ไผ่ตง ผลการศึกษาเปรยี บเทยี บไม้ไผต่ งทั้งสองสภาวะ ไม้ไผ่ตงสภาวะแห้งจะให้คา่ การรบั แรงดึงและการต้านทานแรงยึด
เหน่ียวดีกว่าสภาวะอ่ิมตัว และเปรียบเทียบไม้ไผ่ตงกับเหล็กเส้นกลมพบว่าการต้านแรงยึดเหน่ียวของไม้ไผ่ตงอยู่ในช่วง
เกณฑท์ ี่ยอมให้ตามมาตรฐาน วสท. และแรงดึงของไมไ้ ผ่ตงนอ้ ยกว่าเหล็กเส้นกลม
คำสำคญั : สมบัติ, ไมไ้ ผต่ ง, แรงยึดเหนีย่ ว, แรงดึง
Abstract
This research is to study the properties of bamboo for use to reinforcement in concrete
beams and to be data in order to design bamboo reinforced concrete, to compare with the properties
of reinforcement steel bar. The properties were tested are tensile strength and bonding resistance.
The examples were used in the research are 2 state, dry and saturated. Which is divided into 3 tests,
namely physical property testing, tensile test and testing the bonding resistance test of bamboo asper.
The results have found that. Dried bamboo asper gave better tensile strength and adhesion resistance
than saturated conditions. By comparing the bamboo asper and steel round bars, it was found that
the resistant bonding of the bamboo asper was in the allowable of the standard Institute of Thailand
range and the tensile strength of bamboo asper was less than those of steel round bar.
Keywords: properties, bamboo asper, bonding forces, tension forces.
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
175
CE41
1. บทนำ 2552) ไม้ไผ่ตงสามารถนำมาใช้ในการเสริมใน
เหล็กกบั งานคอนกรีตเป็นสิ่งท่ีควบคู่กันในวงการ คอนกรีตได้แต่อาจจะไม่ดีเท่ากับเหล็ก และมีปัญหา
เกี่ยวกับแรงยึดเหน่ียวระหว่างคอนกรีตกับไม้ไผ่ การ
กอ่ สรา้ งมานาน เนื่องจากคอนกรีตมี สมบัติท่ีดีในดา้ น เปลี่ยนแปลงปรมิ าตร (การหดตัว) และการผพุ งั ของไม้
การรับแรงอัด แต่สมบัติด้อยในด้านการรับแรงดึง ไผ่ เนื่องจากไม้ไผ่ตงเป็นวัสดุธรรมชาติ ดังน้ันจึงมี
กล่าวคือคอนกรีตมี สมบัติในด้านการรับแรงดึงเพียง ความสนใจจะทำการศึกษาหาสมบัติของไม้ไผ่ตงเพ่ือ
10% ของแรงอัดเท่าน้ัน จึงจำเป็นทจ่ี ะต้องมีวสั ดุทใี่ ช้ จะนำมาประยุกต์ใชใ้ นงานวศิ วกรรม โดยศึกษาการรับ
ช่วยในการรับแรงดึง และวัสดุนั้นก็คือ เหล็ก แต่ใน แรงดงึ การต้านทานแรงยดึ เหน่ียว การดูดซึมน้ำ และ
ปัจจุบันเหล็กมีราคาสูง เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต การขยายตัวของไม้ไผ่ตง เพื่อจะได้นำข้อมูลไปใช้
เหลก็ ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศซ่ึงมรี าคานำเข้าสูง ทดแทนเหล็กทำให้ประหยัดงบประมาณในการซ้ือ
มาก จึงได้มีการคิดค้นหาวัสดุราคาถูกที่จะนำมาใช้ เหลก็ และยังชว่ ยลดต้นทนุ ในการกอ่ สรา้ งไดอ้ กี ด้วย
แทนเหล็ก ซง่ึ วัสดุท่ีจะนำมาใชแ้ ทนเหลก็ นนั้ ก็คอื ไมไ้ ผ่
งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาสมบัติ
ผู้วจิ ัยมีความสนใจท่ีจะใชไ้ ม้ไผ่ เน่ืองจากไมไ้ ผ่เป็น ของไม้ไผ่ตง 2) เปรียบเทียบกำลังการรับแรงดึงและ
วสั ดุตามธรรมชาติท่ีหาได้ง่ายในท้องถ่ิน มีราคาถูก มี ก า ร ต้ าน ท าน แ ร ง ยึ ด เห นี่ ย ว ไม้ ไ ผ่ ต ง กั บ เห ล็ ก เส ริ ม
อยทู่ ัว่ ทุกภาคในประเทศไทยและที่สำคญั สามารถปลูก คอนกรีต และ 3) คา่ โมดูลสั ยืดหย่นุ ของไมไ้ ผ่ตง
ทดแทนได้ซ่งึ ไม้ไผ่มสี มบตั ิในด้านการรับแรงดึงได้ดีจึง
เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเสริมในคอนกรีตแทน 2.วสั ดเุ ครือ่ งมอื และอปุ กรณ์
เหลก็ ได้สำหรับการศึกษาเรื่องคอนกรตี เสรมิ ไมไ้ ผ่ ได้มี 2.1 วสั ดุ
ผู้ได้ทำการศึกษาวิจัยการหาแรงอัดประสิทธิผลของ
คานคอนกรีตอัดแรงแบบเสริมไม้ไผ่รวกรีดเย็นท่ีผ่าน 1. ไม้ไผ่ตงเหลาตามแบบมาตรฐานแรงดึงของไม้
กระบวนการทางความร้อน ซึ่งจากการวิจยั พบวา่ คาน ASTM D 143-94 ความยาว 50 ซม.
คอนกรีตเสริมไม้ไผ่ท่ีผ่านกระบวนการความร้อน มี
ความสามารถในการรับแรงท่ีจุดคอนกรีตเริม่ ร้าวเฉล่ีย 2. ไม้ไผ่ตงเหลากลม ขนานเส้นผา่ นศนู ย์กลาง
สูงสุดท่ี 302 kg/cm2 และเมื่อเปรียบเทียบแรงกด 6, 9, 12, 16, และ 20 มม. ความยาว 80 ซม.
ประลัยเมื่อไม้ไผ่ขาดออกจากกัน คานคอนกรีตทุก
ประเภทมีค่าความเค้นประลัยใกล้เคียงกัน (ไตร คะ 3. ไม้ไผส่ ภาพอบแหง้ และสภาพอิ่มตวั
ระนันท์ และ สมชายแยม้ ใส, 2559) 2.2 เคร่ืองมือและอปุ กรณ์
ดังนั้นงานวิจัยทำการศึกษาหาสมบัติของไม้ไผ่ตง 1. เพ่ือป้องกันการปริแตกของคอนกรีตขณะทำ
ซง่ึ ไม้ไผ่ตงมีจำนวนมากเป็นอันดบั ที่ 17 ของประเทศ การทดสอบจึงใช้ขนาด 20 X 20 X 20 ซม.
ไทย คือมีจำนวนกอมากกว่า 5 ล้านกอ และจำนวนลำ
มากกว่า 45 ล้านลำ สามารถพบได้มากท่ีสุดคือ 2. เครื่องผสมคอนกรตี
ภาคเหนือ (กรมป่าไม้ กลุ่มสำรวจทรัพยากรป่าไม้ 3. เครื่องทดสอบ (Universal Testing Machine)
4. เคร่ืองชั่งนำ้ หนัก
5. ตู้อบไฟฟ้า
6. เวอร์เนียคาลิปเปอร์ (Vernier caliper)
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
176
CE41
3. การทดสอบ 3.3 ขัน้ ตอนการทดสอบแรงยดึ เหน่ยี ว
3.1 การเตรียมวัสดแุ ละเคร่อื งมือ 1. วัดเสน้ ผ่านศูนย์กลางไม้ไผต่ งและระยะไม้ไผท่ ่ี
1. ทดสอบหาการดดู ซึมนำ้ และการขยายตวั ไม้ไผ่ ฝังลงไปในก้อนคอนกรีตแล้วฝงั ไม้ไผ่ตงที่ก่ึงกลางของ
ทั้ง 2 สภาวะ ตวั อย่าง
2. เตรยี มตวั อยา่ งสภาวะแห้งอบ 12 ชม. ที่ 2. หลอ่ ก้อนตัวอย่างคอนกรตี ทรงลูกบาศกข์ นาด
อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซยี สเพราะตอ้ งการใหไ้ มค้ ่อยๆ 20x20x20 ซม. เม่ือก้อนตัวอย่างแข็งตัวแล้ว 24
อยใู่ นสภาวะแหง้ เพ่ือลดการแตกของเนอื้ ไมแ้ ละจาก ช่ัวโมง จึงถอดแบบและบ่ม ซึ่งไม้ไผ่สภาวะแห้ง บ่ม
การทดสอบการอบไมท้ ่ีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส คอนกรีตโดยการห้มุ พลาสตกิ ใส และสภาวะอิ่มตวั บ่ม
จนไมไ้ ผ่อยู่ในสภาวะแหง้ หรือนำ้ หนกั คงทใี่ ชเ้ วลา 12 คอนกรตี โดยการการแช่นำ้ บม่ ทร่ี ะยะเวลา 28 วัน
ช่ัวโมง ในการทดสอบแรงดึง ส่วนแรงยึดเหน่ียวใช้
ระยะเวลาการอบดงั ตารางที่ 1 3. ติดต้ังอุปกรณ์ทดสอบแรงยึดเหน่ียวและติดต้ัง
ตัวอย่างเข้ากับหัวจับเครอ่ื งทดสอบดงั รปู ท่ี 2
3. เตรียมตวั อย่างสภาวะอิม่ ตัว 18 ชม. แชน่ ้ำจน
น้ำหนักคงที่ ในการทดสอบแรงดึง สว่ นแรงยึดเหนีย่ ว 4. เปิดเคร่ืองเพื่อดึงตัวอย่างควบคุมความเร็วใน
ใชร้ ะยะเวลาการอบดงั ตารางท่ี 1 การดึงท่ี 2.5 มม./นาที
3.2 ขั้นตอนการทดสอบแรงดึง
5. ทำการทดสอบจนกว่าแรงที่ใช้ดึงตัวอย่างถึง
1. วัดขนาดของไม้ไผ่ตงด้วยเวอร์เนียคาลิปเปอร์ จุดสูงสุดจนเริ่มถอยหลังกลับหรือเม่ือคอนกรีตเร่ิม
ความละเอียด 0.02 มิลลิเมตร และช่งั น้ำหนกั ตวั อย่าง ชำรุดแยกออกจากกันจนกระทัง่ เคร่ืองทดสอบหยุดดึง
ทดสอบ ความละเอยี ดเครื่องชง่ั 0.01 กรมั บันทกึ คา่ แรงดงึ สูงสุด
2. กำหนดความยาวพิกัดของตวั อย่างเท่ากับ10D ตารางท่ี 1 ระยะเวลาการเตรียมชุดตัวอย่างของ
โดยใช้ปากกาขดี แสดงตำแหน่ง แรงยดึ เหน่ยี ว
3. นำไม้ไผ่ตงติดต้ังเข้ากับเครื่องทดสอบแล้วจับ ขนาด ระยะเวลาการเตรียมชดุ ตวั อย่าง
ยดึ ช้ินตัวอยา่ งด้วยอุปกรณ์สำหรบั ยึดจับปลายทั้งสอง (มม.) สภาวะอบแหง้ สภาวะอ่ิมตัว
ข้างให้แน่น และควบคุมอัตราการเพิ่มความเร็วของ
เครือ่ งทดสอบท่ี 2.5 มม./นาที พร้อมบันทึกการยืดตัว (ชม.) (วนั )
ของชนิ้ ตัวอย่าง จนกระทั่งตวั อยา่ งขาดดงั รปู ที่ 1
6 10 11
4. ถอดชิ้นทดสอบออกจากเคร่ืองทดสอบนำช้ิน
ทดสอบที่ขาด 2 ท่อนมาต่อกนั ใหเ้ หมอื นเดมิ วดั ระยะ 9 10 14
ความยาวพิกัด เพื่อคำนวณค่ายืดตัวทั้งหมด และ
บันทกึ ข้อมลู 12 12 16
16 12 18
20 12 20
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
177
CE41
รปู ที่ 1 ตดิ ตั้งตวั อย่างเข้ากบั เครื่องทดสอบและ 4.1 ผลทดสอบ เป อร์เซ็นต์การดูดซึมน้ำและ
ดำเนินการทดสอบ ขยายตวั ของไม้ไผ่ตง
เปอร์เซ็นต์การดูดซึมน้ำของไม้ไผ่ตงแต่ละขนาด
ใช้เวลาในการดูดซึมน้ำเต็มที่แตกต่างกันโดยท่ีขนาด
6-20 มม. มคี ่าการดูดซึมนำ้ เริ่มคงที่ในช่วง 11-20 วัน
แสดงดงั รูปที่ 3
ส่วนการขยายตัวของไม้ไผ่ตงโดยการแช่น้ำไม้ไผ่
ตงแต่ละขนาดมีเปอร์เซ็นต์การขยายตัวต้ังแต่ 11.8-
14.2% โดยที่ขนาด 6-20 มม. มีค่าการดูดซึมน้ำเริ่ม
คงท่ีในชว่ ง 11-20 วนั แสดงดังรปู ท่ี 4
4.2 ผลการทดสอบกำลังรับแรงดึงประลัยของไม้ไผ่
ตง
ความสามารถรบั แรงดึงของไม้ไผ่ตงท้ัง 2 สถานะ
พบว่าไม้ไผ่ตง สภาวะแห้ง และสภาวะอิ่มตัว มีค่า
กำลังของหน่วยแรงดึงประลัยเฉล่ีย เท่ากับ 2,921
กก/ซม.2 และ 1,623 กก/ซม.2 ตามลำดับ ส่วนค่า
โมดูลัสยืดหยุ่นของไม้ไผ่ตงเท่ากับ 85,000 กก/ซม.2
และ 53,333 กก/ซม.2 ตามลำดับ พบว่าไม้ไผ่ตง
สภาวะแห้งจะมีค่ากำลังของแรงดึงประลัยและโมดูลัส
ยดื หย่นุ มากกวา่ สภาวะอมิ่ ตัว แสดงดงั รปู ท่ี 5
รูปที่ 2 ติดตง้ั อุปกรณแ์ ละตวั อย่างทดสอบเข้ากบั 4.3 ผลการทดสอบหาแรงยึดเหนี่ยวของไมไ้ ผ่ตง
เครอื่ ง Universal Testing Machine. ผ ล ก า ร ท ด ส อ บ แ ร ง ยึ ด เห น่ี ย ว ข อ ง ไ ม้ ไ ผ่ ต ง 2
4. ผลการดำเนนิ งาน สภาวะ กับแรงยึดเหนี่ยวเหล็กเส้นกลม (SR24) ตาม
ผลการศึกษาคุณสมบัติของไม้ไผ่เพื่อใช้ในการ มาตรฐานของ วสท. กำหนดเกณฑ์แรงยึดเหน่ียวของ
วิธีหน่วยแรงใช้งาน (WSD) ไม่เกินกว่า 11 กก/ซม.2
เสริมแรงในงานคอนกรีต โดยไม้ไผ่ที่ใช้ศึกษาคือไม้ไผ่ และวิธีกำลัง (SDM) ไม่เกินกว่า 17.6 กก/ซม.2
ตงท่มี ีการจำลองสภาวะของไมไ้ ผเ่ ปน็ 2 สภาวะ ไดแ้ ก่ ความสามารถในการยึดเหนี่ยวไม้ไผ่ตงสภาวะอ่ิมตัว
สภาวะอบแห้ง และสภาวะอ่ิมตัว ผลทดสอ บ และสภาวะแห้ง เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยแรงยึด
เปอร์เซ็นต์การดูดซึมน้ำและขยายตัว ทดสอบแรงดึง เหนี่ยวที่ยอมให้ของเหล็กโดยวิธีหน่วยแรงใช้ งาน ;
ของไม้ไผ่ตง และทดสอบแรงยึดเหน่ียวระหว่าง WSD (มาตรฐาน ACI) มีความสามารถในการยึด
คอนกรตี กับไม้ไผต่ งไดผ้ ลการทดสอบดงั นี้
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
178
CE41
เหน่ียวประลัย น้อยกว่าหน่วยแรงยึดเหน่ียวท่ียอมให้
ของเหล็ก เท่ากับ 33.16% และ6.60% วิธีกําลัง ;
SDM (มาตรฐาน ACI) มีแรงยึดเหน่ียวประลัยน้อย
กว่าหน่วยแรงยึดเหน่ียวท่ียอมให้ของเหล็ก 66.21%
และ52.79%
ผลจากรูปท่ี 6 แสดงให้เห็นว่าไม้ไผ่สภาวะแห้งมี
ค่ากำลังต้านทานยึดเหนี่ยวประลัยเพิ่มขึ้นตามขนาด
และอยู่ในช่วงเกณฑ์ท่ียอมให้ของวิธีหน่วยแรงใช้งาน
ของเหล็ก ส่วนไม้ไผ่สภาวะอ่ิมเมื่อมีขนาดใหญ่กว่า 9
มม. จะให้กำลังต้านทานยึดเหนี่ยวประลัยคงที่ แสดง
ดงั รปู ที่ 6
รูปที่ 5 กราฟเปรยี บเทียบการต้านทานแรงดงึ ของไม้
ไผต่ งสภาวะแหง้ และสภาวะอม่ิ ตวั
รูปท่ี 3 กราฟความสมั พนั ธร์ ะหว่างแชน่ ำ้ (วนั ) กบั
เปอร์เซน็ ตก์ ารดูดซึมน้ำของไม้ไผ่ (%)
รปู ที่ 6 กราฟเปรยี บเทียบแรงยดึ เหนี่ยวประลยั ของไม้
ไผต่ งกบั เหล็กเสน้ กลม (SR24)
รูปท่ี 4 กราฟความสมั พันธ์ระหว่างการขยายตัวของ
ไมไ้ ผ่ (%) กบั จำนวนการแช่นำ้ (วนั )
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
179
CE41
5. สรปุ ผล และร้อยละ 66.2 ของวิธีกำลัง ; SDM (มาตรฐาน
5.1 คุณสมบตั ิทางกายภาพของไมไ้ ผ่ตง ACI)
ผ ล ก าร ดู ด ซึ ม น้ ำ ข อ ง ไ ม้ ไ ผ่ ต ง ซ่ึ ง ไ ม้ ไ ผ่ ใน แ ต่ ล ะ 5.4 โมดลู สั ยดื หยนุ่ ของไม้ไผต่ ง
ขนาดใช้เวลาในการดูดซึมน้ำเต็มท่ีแตกต่างกัน โดย ผลการทดสอบไม้ไผ่สภาวะอิ่มตัว มีค่าโมดูลัส
ขนาด 20 มม. ใช้ระยะเวลาในการดูดซึมน้ำเต็มท่ี 20
วัน การขยายตัวของไม้ไผ่ตงจากสภาวะแห้งสู่ สภาวะ ยดื หยุ่นน้อยกวา่ ไม้ไผ่สภาวะแห้ง เทา่ กบั 37.3% เมื่อ
อ่ิมตัว มีค่าการขยายตัวด้านเส้นผ่านศูนย์กลาง เปรียบเทียบค่าโมดูลัสยืดหยุ่นของไม้ไผ่สภาวะแห้ง
(ด้านขา้ ง) เทา่ กับ 14.2% ซง่ึ การขยายตัวขนึ้ กบั ขนาด และไม้ไผ่สภาวะอิ่มตัว กับเหล็กเส้นกลม พบว่า ค่า
และระยะเวลาทีส่ ัมผัสความชน้ื โมดลู ัสยดื หยุน่ ของไม้ไผ่นอ้ ยกว่าเหล็กเส้นกลมร้อยละ
95.8 และ97.3 ตามลำดับ หรือ 24 และ38 เท่าของ
5.2 ความสามารถการรบั แรงดงึ ของไมไ้ ผต่ ง เหลก็ เส้นกลม ตามลำดบั
เปรียบเทียบการรับแรงดึงระหว่างไม้ไผ่ตง 2
6. อภปิ รายผล
สภาวะ การต้านทานแรงดึงประลัย (Fu) ไม้ไผ่สภาวะ การศึกษาสมบัติของไม้ไผเ่ พ่อื เสริมแรงในงานคอนกรี
อ่ิมตัว รับหน่วยแรงดึงประลัยเฉล่ีย (Fu) เท่ากับ
1,623 กก/ซม.2 และไม้ไผ่สภาวะแห้ง สามารถรับ ต ผลทดสอบพบวา่ เนื้อเยอื่ ของไมไ้ ผม่ ลี กั ษณะเป็นเส้ีย
หน่วยแรงดึงประลัยเฉลี่ย (Fu) ดีกว่า 79.9% หรือ นเรียงชดิ กนั แนน่ เมือ่ ไดส้ มั ผสั ความช้ืนจะมีการดดู ซมึ
1.8 เท่า ของไมไ้ ผส่ ภาวะอ่มิ ตวั น้ำทำให้เกดิ การขยายตวั ด้านเส้นผา่ นศูนย์กลางรบั แร
งดงึ มคี า่ น้อยกวา่ ไม้ไผ่ทมี่ ีสภาวะแหง้ ซ่งึ น้ำโดยธรรมช
เปรียบเทียบการรับแรงดึงไม้ไผ่ตงกับเหล็กเส้น าติมสี มบัตเิ ป็นสารหลอ่ ล่ืนเม่อื ไมไ้ ผอ่ ยู่ในสภาวะอ่ิมตวั
กลม SR24 ตามมาตรฐาน มอก. 20-2543 ไม้ไผ่ ดว้ ยน้ำจึงสง่ ผลใหก้ ารต้านทานแรงยึดเหน่ยี วของไม้ไผ่
สภาวะอ่ิมตัว สามารถรับหน่วยแรงดึงประลัยสูงสุด กบั คอนกรีตมีค่าน้อยกวา่ ไมไ้ ผส่ ภาวะแห้งซง่ึ ผลการศึ
(Fu) เทา่ กับ 41.6% ของเหล็กเส้นกลม SR24 กษาครัง้ นส้ี อดคล้องกับงานวิจยั ของโคสลอว กาวามิ (
kosrow Ghavami. 1995 Ultimate Load Behavi
5.3 กำลงั ยึดเหน่ยี วระหว่างไม้ไผต่ งกับคอนกรตี or of Bamboo Reinforcement) ทพี่ บวา่ ข้อบกพร่
เปรียบเทียบกำลังยึดเหน่ียวไม้ไผ่ตง 2 สภาวะ องอยา่ งหน่งึ ของไมไ้ ผ่ท่จี ะนำมาเสริมในคอนกรตี ก็คือ
การดูดซึมน้ำซง่ึ มผี ลกระทบต่อความคงทนของไม้ไผ่
พบว่า ไม้ไผ่สภาวะอ่ิมตัวมีความสามารถในการ
ต้านทานแรงยึดเหนี่ยวประลัยได้น้อยกว่า 24.6% 7. กติ ติกรรมประกาศ
ของไมไ้ ผ่สภาวะแห้ง งานวิจยั ฉบับน้ีไดร้ ับความช่วยเหลืออยา่ งดีย่ิงจาก
เปรียบเทียบกำลังยึดเหนี่ยวประลัยไม้ไผ่ตงกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มานิตย์ จรูญธรรม และ อาจารย์
กำลังยึดเหนี่ยวที่ยอมให้ของเหล็ก พบว่าไม้ไผ่สภาวะ สรศักด์ิ เซียวศิริกุล อาจารย์ท่ีปรึกษางานวิจัย ซึ่ง
อมิ่ ตัว มีความต้านทานแรงยดึ เหนี่ยวประลยั น้อยกว่า กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาต่าง
หน่วยแรงยึดเหนี่ยวที่ยอมให้ของเหล็ก เท่ากับร้อยละ
33.1 ของวธิ ีหน่วยแรงใช้งาน ; WSD (มาตรฐาน ACI)
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
ๆ เก่ียวกับวิจัยตลอดจนควบคุมการทำวิจัย และ 180
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต
ขอนแกน่ ที่ได้ใหส้ ถานที่และเครื่องมือทดสอบ คณะผู้ CE41
จดั จงึ ขอขอบคุณมา ณ ทนี่ ี้
[7] ศราวุธ สีขาว (2550). การทดสอบหาคุณสมบัติ
8. เอกสารอ้างอิง เชิ ง ก ล ข อ ง ไม้ ไผ่ , ป ริ ญ ญ า นิ พ น ธ์ ส าข า วิ ช า
[1] Khosrow Ghavami. (1995). Ultimate Load วิศวกรรมเคร่ืองกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรางมงคล
Behavior of Bamboo-Reinforcement ล้านนา
Lightweight Concrete Beam, Department of [8] นรีรัตน์ เชิญรัมย์, ยศพงศ์ ทุมก่ำ, วัชรพล พรม
civil Engineering, PUC-Rio, Rio de Janeiro, เดช และ อิษฎา สุริยวงศ์ (2563). ศึกษาคุณสมบัติ
Brazil, pp. 281-288. ของไม้ไผ่เพื่อเสริมแรงในคานคอนกรีต, ปริญญา
[2] ไตร คะระนันท์ และ สมชาย แย้มใส (2559). นิพนธ์สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
การศึกษาการหาแรงอดั ประสิทธิผลของคานคอนกรีต ราชมงคลอสี านวิทยาเขตขอนแก่น
อัดแรงแบบเสรมิ ไมไ้ ผร่ วกรีดเย็นผา่ นกระบวนการทาง [9] สาโรจน์ ดำรงศีล (2559). การออกแบบโครงสรา้ ง
ค ว าม ร้อ น , ว าร ส าร วิ ศ ว ก ร ร ม ศ าส ต ร์ ค ณ ะ คอนกรีตเสริมเหล็ก โดยวิธหี น่วยแรงใชง้ าน,
วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
[3] มงคล จิรวัชรเดช เกรียงศักด์ิ แก้วกุลชัย สถาพร มงคลรตั นโกสินธ์ุ
โภคา และ วิวัฒิน์ พัวทัศนวนนท์ (2552). แรงยึด [10] ม งคล จิร วั ชร เด ช (2550). ก ารอ อ ก แ บ บ
เห นี่ ย ว ข อ ง เห ล็ ก เส ริ ม ใน ค อ น ก รี ต ม ว ล เบ า แ บ บ คอนกรีตเสริมเหล็ก, สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์
เซลลูล่า, วารสารการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธา มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี.
แห่งชาตคิ รงั้ ที่ 14 [11] กลุ่มสำรวจทรัพยากรป่าไม้ (2552). การสำรวจ
[4] สุริยา แก้วบัวดี และ นิคม แหลมสัก (2557). ไม้ไผ่ของประเทศไทย, สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นท่ี
การศึกษาสมบัติเชิงกลของลำไผ่ตงและลำไผ่จีน , อนรุ ักษ์
วารสารจัดการป่าไม้
[5] ขนิษฐ์ มาคุ้ม (2549). การศึกษาสมรรถนะในการ
รั บ โ ม เม น ต์ ดั ด ข อ ง ค า น ค อ น ก รี ต เส ริ ม ไ ม้ ไ ผ่ ก า ร
ปรับปรุงแรงยึดเหน่ียวของไม้ไผ่, วิทยานิพนธ์
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบรุ ี
[6] เสรี เกียรติยุทธชาติ (2537). การศึกษาเพื่อเสนอ
แนวทางการออกแบบชน้ิ สว่ นโครงสรา้ งคอนกรีตกำลัง
สูง, วทิ ยานิพนธ์สาขาวิชาวศิ วกรรมโยธา จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
181
CE42
การออกแบบและการจัดการคลังสินคา้ สำหรบั คนพกิ ารปฏิบตั งิ านในโรงงานผลติ รถวลี แชร์
กรณศี กึ ษา บริษทั สวสั ดโี ปรเมด จำกัด
Design and Warehouse Management for People with Disabilities working in wheelchairs
factories. Case study: Sawasdee Promed Company Limited
สุรีรัตน์ พวงลดั ดา1*, นภดล เชนะโยธิน1 ชชั วาล มงคล1 และ สายฝน เสกขนุ ทด2
1 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราชนครินทร์ 422 ถนนมรุพงษ์ ต. หน้าเมือง อ. เมือง จ. ฉะเชงิ เทรา 24000
2 คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราชนครนิ ทร์ 422 ถนนมรพุ งษ์ ต. หน้าเมอื ง อ. เมอื ง จ. ฉะเชิงเทรา 24000
*ผตู้ ดิ ต่อ: [email protected], 08 3763 1229
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและจัดการคลังสินค้าสำหรับคนพิการด้วยเทคนิค ABC Analysis
และหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าของโรงงานผลิต
รถวลี แชร์ ใหม้ พี น้ื ท่จี ัดเกบ็ สนิ คา้ เป็นสัดส่วนงา่ ยต่อการค้นหาและขนย้ายสินค้า ทำการศกึ ษาเก็บรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับ
คลังสินค้า สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงงานและพนักงานที่เกี่ยวขอ้ ง พบว่าไม่มีระบบการจัดการคลังสินค้ารวมถึงด้านเอกสาร
ใบตรวจรับและเบิกจ่ายสนิ คา้ การจัดวางสนิ ค้าไม่เป็นระเบยี บ ทำให้คลงั สนิ คา้ รกขวางทางเดนิ ของพนักงานและขวางทาง
รถโฟร์คลิฟท์เข้าออกทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าไม่สะดวกและไม่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บที่ถูกต้อง จึงดำเนินการ
ออกแบบคลังสินค้าสำหรับคนพกิ ารโดยใช้หลกั การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เสนอให้ผูบ้ ริหารของโรงงานตัดสินใจเลือก
รปู แบบการจัดการคลงั สนิ ค้าที่เหมาะสมกับการทำงานของคนพกิ ารมากทส่ี ดุ ทำการประเมินให้คะแนนความพึงพอใจและ
ข้อเสนอแนะคลงั สินค้าแบบใหม่จากผู้ทรงคุณวฒุ ิ 3 ท่าน และผูป้ ฏิบัติงานในคลังสินค้าอกี 2 ท่าน ผลการประเมินความ
พึงพอใจเฉลยี่ (X̅) อยู่ท่ี 4.40 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เทา่ กบั 0.13
คำสำคญั : คลังสินคา้ ,หลักการออกแบบเพอ่ื คนท้ังมวล, คนพิการ
Abstract
This research The objective is to design and manage a warehouse for the disabled according to
the ABC Analysis and the Universal Design. Guidelines for improving the warehouse management
efficiency of the wheelchair plant To have an easy storage space for products Search and transport
products Conducting studies and collecting data about warehouses Interview the factory manager And
related employees Found that there is no warehouse management system, including documents,
receipts and withdrawals, Disorderly placing products Causing the warehouse to be blocked in the
corridors of the employees and blocking the forklifts. Moving products is not easy and does not have
the correct storage efficiency. Therefore proceeding to design a warehouse for the disabled By using the
Universal Design principles Propose to the factory management to decide on a warehouse management
model suitable for Disabled people work the most Assessment, satisfaction rating and new warehouse
recommendations from experts 3 persons and 2 warehouse operators. The average satisfaction
assessment result (X̅) is 4.40 and the deviation annogu (SD) Lvnu 0.13
Keywords: Warehouse, Universal Design, people with disabilities
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
1. บทนำ 182
การดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการจัดการ
CE42
คลังสินค้าเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การทำงาน ที่มี
ความสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ คิดเป็นร้อยละหรืออัตราส่วน 4) สร้างความพึงพอใจ
ซึ่งคลังสินค้ามีความสำคัญที่สุดในระบบโลจิสติกส์ ในการทำงานในแต่ละวันแก่ผู้เกี่ยวข้องในการ
การจัดการคลังสินค้ามีองค์ประกอบที่สำคัญหลาย เคลื่อนย้ายสินค้าทั้งการรับเข้าและการจ่ายออก โดย
อย่างเข้ามาร่วมด้วยและความซับซ้อนที่ต้องการให้ ใชป้ รมิ าณจากการจัดซอ้ื และความตอ้ งการจัดส่งให้แก่
การจัดการมีคุณภาพต้องอาศัยระบบการทำงานที่มี ลูกค้าเป็นเกณฑ์ โดยวัดจากปริมาณสินค้าที่มีความ
ประสิทธิภาพ บุคลากรที่เป็นมืออาชีพเพื่อให้เกิดการ ต้องการแต่ละวันที่เกิดจากการจัดซื้อและความ
ทำงานที่เปน็ ระบบและมีประสิทธภิ าพ โดยหน้าท่ีของ ต้องการในการจัดส่งให้แก่ลูกค้า โดยพิจารณาจากใบ
การจัดการคลังสินค้าประกอบด้วยการเคลื่อนย้าย คำสั่งที่สามารถดำเนินการได้เทียบกับจำนวนใบสั่ง
การจดั เกบ็ การจัดวางผงั คลงั สินค้า การเลือกอุปกรณ์ รวม 5) สามารถวางแผนได้อย่างต่อเนือ่ ง ควบคุมและ
สำหรับใช้ในคลังสินค้า ได้แก่ การรับสินค้า การเลือก รักษาระดับการใช้ทรัพยากรเพื่อให้เกิดการบริการ
หยิบสินค้า การย้ายสินค้าออก และการจัดส่งสินค้า ภายใตต้ น้ ทุนท่ีเกิดประสทิ ธผิ ลคมุ้ คา่ ในการลงทุน โดย
ซง่ึ กจิ กรรมเหล่าน้ีเปน็ กิจกรรมท่ีมีความสำคัญกับการ วัดผลตอบแทนในการลงทุนซึ่งวัดจากผลดำเนินการ
จัดการคลังสินค้าเป็นอย่างมาก เป้าหมายของการ ทางการเงนิ [1]
จัดการคลังสินค้าที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ 1) การลด
ระยะทางในการปฏิบัติงานในการเคลื่อนย้ายให้มาก หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (universal
ที่สุด แนวทางในการวัดจะใช้การวัดที่ได้จากการ design) [2] เ ป ็ น แ น ว ค ิ ด ก าร อ อ ก แบ บ ส ภาพ
สำรวจ การออกแบบ และในการขนส่งจะนิยมใช้ สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย สถานที่ สิ่งของ ทุกสิ่ง
ระบบ GPS ควบคู่กับระบบซอฟต์แวร์ในการกำหนด ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเราให้รองรับการใช้งานของ
แบบจำลองระยะทางในการขนส่งโดยคิดจาก มวลสมาชิกในสังคม โดยไม่ต้องออกแบบหรือจัดทำ
ระยะทางหลังจากการพัฒนาเทียบกับระยะทางที่ ขึ้นสำหรับผู้ใช้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ว่าผู้ใช้
เคลื่อนที่แบบเดิม 2) การใช้พื้นที่และปริมาตรในการ เหล่านั้นจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย วัยเด็กหรือวัย
จัดเก็บประโยชน์สูงสุด จะวัดจากพื้นที่หรือปริมาตร ชรา ใชข้ าเดนิ หรอื ใช้รถเขน็ การออกแบบดงั กล่าวเนน้
ของคลังสินค้าที่ถูกใช้งานเทียบกับพื้นที่หรือปริมาตร ประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้ในสังคมร่วมกัน โดยไม่มี
ของคลังสินค้าที่มีทั้งหมดโดยคิดเป็นร้อยละหรือ ข้อจำกัด เช่น การทำทางลาดขึ้นลง ทางเท้า และ
อัตราส่วน 3) สร้างความมั่นใจว่าแรงงาน เครื่องมือ อาคารสถานที่ต่างๆ ให้กับคนพิการที่ใช้รถเข็น หรือ
อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกมีเพียงพอและ บล็อกทางเดินสำหรับคนตาบอด เพื่อให้พวกเขา
สอดคล้องกับระดับธุรกิจที่ได้วางแผนไว้ จะวัดจาก เหล่านั้น ใชช้ วี ิตนอกบา้ นได้อยา่ งสะดวกและปลอดภัย
ช่วั โมงทำงานแรงงานหรือเคร่อื งมอื หรอื อุปกรณ์ หรือ
สิ่งอำนวยความสะดวกของคลังสินค้าที่มีทั้งหมด โดย โรงงานกรณีศึกษา เป็นบริษัทผลิตรถวีลแชร์และ
อุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพกิ าร โดยนำเข้าวตั ถดุ บิ
ในรูปแบบของชิ้นส่วนประกอบ รถวีลแชร์ไฟฟ้า และ
สามารถผลิตรถวลี แชรแ์ บบธรรมดาได้เอง มีพนักงาน
ทัง้ สิ้นจำนวน 19 คน เปน็ พนกั งานคนพกิ ารจำนวน 8
คน จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและพนักงาน พบว่า
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
183
CE42
การบริหารงานคลังสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการ การสั่งซื้อสินค้าเข้ามาคลังสินค้าเกินความต้องการใช้
จดั ระเบยี บพ้นื ทจี่ ดั วาง พ้ืนท่ีการทำงานไม่เอ้ืออำนวย เนื่องจากไม่ได้มีการตรวจสอบสินค้าที่มีอยู่ใน
ต่อคนพิการ ไม่มีการอบรมให้ความรู้แก่พนักงาน คลงั สินค้าเปน็ ประจำ ดงั รูปท่ี 1
รวมถึงการนำเข้าวัตถุดิบมาในปริมาณที่ไม่สอดคล้อง
กับการใช้งาน ส่งผลให้เกดิ ปัญหาการทำงานท่ีซ้ำซ้อน รปู ที่ 1 การจัดเกบ็ สนิ คา้ ในคลงั สินคา้ เดมิ
ใช้ระยะเวลาการทำงานมาก ส่งผลกระทบต่อการ
ตอบสนองความต้องการของสายการผลิต เกิดความ 2.2 ศกึ ษาเอกสารทเ่ี กี่ยวข้อง
ล่าชา้ ในการจดั สง่ สนิ คา้ ไมต่ รงตามเวลาความตอ้ งการ ค ล ั ง ส ิ น ค ้ า เ ป ็ น ส ถ า น ท ี ่ เ ก ็ บ ร ั ก ษ า ส ิ น ค ้ า ห รื อ
ของลูกค้า รวมถึงพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนพิการ วัตถุดิบต่างๆ ไว้ในสภาพดีและพรอ้ มในการจัดสง่ เมื่อ
ปฏิบัติงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนพิการ มีความต้องการจากลูกค้า [4] อีกนัยหนึ่งของ
สามารถปฏิบัติงาน ในคลัง สิน ค้าได้อ ย่าง มี คลังสินค้าว่าหมายถึง สถานที่ซึ่งผู้เป็นเจ้าของได้นำ
ประสิทธิภาพ จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการ สินค้ามาฝากในคลังสินค้า และในฐานะบุคคลที่รับ
ออกแบบพื้นที่คลังสินค้าสำหรับคนพิการปฏิบัติงาน ฝากสินค้านั้นต้องทำการดูแลสินค้านั้นๆ ให้อยู่ใน
2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดเก็บสินค้าภายใน สภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน จนกว่าจะมีการส่งมอบ
คลังสินค้าอย่างเป็นระบบ 3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กับลูกค้า หรือนำไปผลิตต่อไป [5] สำหรับทฤษฎี
การจัดการคลงั สนิ คา้ สำหรับคนพิการปฏบิ ตั งิ าน [3] การแบ่งหมวดหมู่สินค้าคงคลังด้วยวิธีการวิเคราะห์
แบบ ABC analysis โดยแบ่งประเภทการจัดเก็บ
2. ข้ันตอนการดำเนินงาน วตั ถดุ บิ และสนิ ค้าออกเป็น 3 กลมุ่ คือ
ขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มจากศึกษาระบบการ (1) กลุ่ม A มีการให้ความสำคัญในการจัดเก็บ
ชิ้นส่วนประกอบคงคลังประมาณร้อยละ 50-60 ของ
จัดการคลังสินค้าของโรงงาน ศึกษาเอกสารทเี่ กยี่ วข้อง ปรมิ าณการเบิก-จา่ ยช้นิ ส่วนประกอบคงคลังทงั้ หมด
เก็บรวบรวมข้อมูลสินค้าและวิเคราะห์ด้วย ABC (2) กลุ่ม B มีการให้ความสำคัญในการจัดเก็บ
analysis ออกแบบคลังสินค้าตามหลักการออกแบบ ชิ้นส่วนประกอบคงคลังประมาณร้อยละ 20-30 ของ
เพื่อคนทั้งมวล และออกแบบประเมินเพื่อให้ผู้ ปริมาณการเบกิ -จา่ ยชนิ้ สว่ นประกอบคงคลงั ท้งั หมด
เช่ียวชาญ ผู้บริหารโรงงาน รวมถึงพนักงานที่เป็น
คนพิการ ประเมินความพึ่งพอใจ รายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 ศึกษาระบบการจดั การคลังสนิ คา้ ของโรงงาน
การศึกษาระบบการจัดการคลังสินค้า พบว่าไม่มี
ระบบการจัดการคลังสินค้าและขั้นตอนการจัดเก็บ
การทำงานมีความล่าช้าในการเบิก ใช้เวลานานมาก
เกินไป ส่งผลให้กระบวนการอื่น ๆ ล่าช้าตามไปด้วย
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
(3) กลุ่ม C มีการให้ความสำคัญในการจัดเก็บ 184
ชิ้นส่วนประกอบคงคลังประมาณร้อยละ 15-20 ของ
ปริมาณการเบิก-จ่ายช้ินสว่ นประกอบคงคลังทงั้ หมด CE42
2.3 เก็บรวบรวมขอ้ มูลสนิ ค้าและวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารโรงงาน รวมถึงพนักงานที่เป็น
เก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณการใช้สิน ค้า คนพกิ าร ประเมนิ ความพงึ่ พอใจ
แต่ละรายการทีห่ มุนเวยี น ช่วงเดือนมกราคม ถงึ เดือน
กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2562 เพื่อนำมาเปน็ ฐานขอ้ มูลการ 3. ผลการทดลอง
แบ่งหมวดหมู่ จัดเรียงลำดับจากข้อมูลสินค้า ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของโรงงานกรณีศึกษา
แต่ละรายการตามมูลค่าสินค้า และดำเนินการสร้าง
กราฟความสัมพันธ์ระหว่างร้อยละของมูลค่าสินค้า เอกสารและทฤษฎที ่ีเก่ยี วขอ้ งกบั การจดั การคลังสินค้า
และร้อยละของปริมาณการใช้สินค้าทั้งหมด เพื่อ เก็บรวบรวมข้อมูลของปัญหาการจัดการคลังสินค้า
จัดลำดับความสำคัญรายการสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ทำการวิเคราะห์ออกแบบคลังสินค้าด้วย ABC
ดว้ ย ABC analysis แสดงดงั ตารางที่ 1 analysis และหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล
ทำประเมินผลความพ่ึงพอใจด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร
ตารางท่ี 1 ขอ้ มูลปริมาณการใช้สินค้า ปี พ.ศ. 2562 และพนกั งาน
ที่ รายการสินคา้ ปริมาณ ราคาตอ่ หน่วย 3.1 ผลการเก็บรวบรวมข้อมลู สินคา้ และวิเคราะห์
ผลการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณการใช้สินค้าแต่
การใชส้ นิ ค้า (บาท) ละรายการมาทำการจดั ลำดบั มูลค่าสนิ ค้าท่ีสงู สุดไปถึง
สินคา้ ทมี่ ูลค่าตำ่ สุด แสดงดงั ตารางท่ี 2
1 รุ่น ไฟฟา้ 5 60,000
ตารางท่ี 2 มูลค่าสินคา้ คงคลังท่หี มุนเวียนในรอบปี
2 รนุ่ 908 12 6,000
ท่ี ปรมิ าณการ ราคาต่อ มูลคา่ ของ ลำดับ
3 รุ่น 874 12 6,000 ใชส้ นิ คา้ หน่วย สินค้า ท่ี
(หนว่ ย) (บาท) (บาท)
4 รุ่น Breezy Basix 12 25,000
5 60 35,000 2,100,000 1
5 รนุ่ ญ่ปี ุ่น 60 35,000 4 12 25,000 300,000 2
1 5 60,000 300,000 3
6 รุ่น 809 60 3,500 6 60 3,500 210,000 4
2 12 6,000 72,000 5
2.4 ออกแบบคลังสินค้าตามหลักการออกแบบ 3 12 6,000 72,000 6
เพือ่ คนทง้ั มวล
ผลการหาค่าร้อยละของปริมาณการใช้สินค้า
ทำการออกแบบคลังสินค้าสำหรับคนพิการตาม ทั้งหมด และร้อยละของมูลค่าสินค้าแต่ละรายการ
หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล โดยเก็บรวบรวม การพิจารณาจัดกลุ่มโดยใช้มลู ค่าสนิ คา้ เป็นหลักในการ
ข้อมูลของอาคารคลังสินค้าเดิม ประกอบด้วยขนาด แบ่งกลุ่ม แสดงดงั ตารางที่ 3
ความกว้าง ยาว สูง และบริเวณการจัดเก็บสินค้า ทำ
การออกแบบคลังสินค้า และออกแบบประเมินเพ่ือให้
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
185
CE42
ตารางที่ 3 การจำแนกสินค้าตามแบบ ABC Analysis 3.2 ผลออกแบบคลังสินคา้ ตามหลกั การออกแบบเพอ่ื
คนท้งั มวล
กลมุ่ ปรมิ าณการ มลู คา่ รอ้ ยละ รอ้ ยละ
ผลออกแบบผังคลังสินค้าตามหลักการออกแบบ
ใชส้ นิ คา้ สินค้า ปริมาณ มูลค่า เพื่อคนทั้งมวล สำหรับคนพิการ (แสดงดังรูปที่ 4)
และประเมินความพึ่งพอใจ โดยผู้เช่ียวชาญ ผู้บริหาร
(หน่วย) (บาท) สนิ คา้ สินคา้ โรงงาน และพนักนักงานที่เป็นคนพิการ ผลการ
A 72 2,400,000 44.7 78.6 ประเมินความพึงพอใจเฉลี่ย (X̅) อยู่ที่ 4.40 และส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (SD) เทา่ กับ 0.13
B 5 300,000 3.1 9.8
C 84 354,000 50.3 11.6
ผลจากการจำแนกประเภทสินคา้ ออกเปน็ กลุ่มด้วย
การวิเคราะห์ ABC Analysis สรุปได้ว่า กลุ่ม A มีอยู่
2 รายการ คือรุ่น ญปี่ ุน่ และรนุ่ Breezy Basix คิดเป็น
ร้อยละ 44.7 ของรายการสินค้าทั้งหมด และมีมูลค่า
สินค้าร้อยละ 78.6 ของรายของมูลค่าสินค้า กลุ่ม B
สินค้าคงคลงั อยู่ 1 รายการ คือ รนุ่ ไฟฟ้า คดิ เปน็ รอ้ ย
ละ 3.1 ของรายการสินคา้ คงคลงั ทัง้ หมด และมีมูลค่า
สนิ คา้ ร้อยละ 9.8 ของมูลค่าสนิ ค้าคงคลัง และกลุ่ม C
มีสินค้าอยู่ 3 รายการ คือ รุ่น 809,รุ่น 908,รุ่น 874
คดิ เปน็ ร้อยละ 50.3 ของรายการสินค้าท้งั หมด มูลค่า
สินค้ารอ้ ยละ 11.6 ของมลู คา่ สนิ ค้าคงคลัง และกราฟ
ความสมั พันธ์ แสดงดงั รูปท่ี 2
250 100
78.6 88.4
200
100
150 44.8 47.9
100 234
50 0
0
1
ปริมาณการใชส้ นิ คา้ (หนว่ ย) มลู ค่าสินคา้ (บาท)
รูปท่ี 2 กราฟพาเรโตจำแนกรายการสินคา้ รูปท่ี 3 การจัดการคลังสินคา้ เดิม
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
186
CE42
รปู ท่ี 4 การจดั การคลงั สนิ ค้าใหม่ สำหรับคนพิการปฏิบัติงาน และประเมินความพึ่ง
พอใจโดยผ้เู ชี่ยวชาญ พบวา่ การจำแนกประเภทสินค้า
4. สรปุ ผล กลุ่ม A มีมูลค่าสินค้าร้อยละ 78.6 กลุ่ม B สินค้ามี
จากปัญหาของโรงงานกรณีศึกษาด้านการ มูลค่าสนิ ค้ารอ้ ยละ 9.8 และกลุ่ม C มมี ลู ค่าสนิ ค้าร้อย
ละ 11.6 ของมูลค่าสินค้าคงคลัง และผลการ
บริหารงานคลังสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการจัด ออกแบบผังคลังสินค้าได้รูปแบบคลังสินค้าแบบใหม่
ระเบียบพน้ื ที่จัดวาง พ้ืนที่การทำงานไมเ่ อื้ออำนวยต่อ สำหรับคนพิการ โดยผลการประเมินความพึงพอใจ
คนพิการ เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้า รวมถึง
พื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนพิการปฏิบัติงาน จึงมี เฉลี่ย (X̅) อยู่ที่ 4.40 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
วัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาการออกแบบพื้นที่ (SD) เท่ากับ 0.13 และประโยชน์ที่ได้รับ คือ 1)
คลังสินค้าสำหรับคนพิการปฏิบัติงาน 2) เพื่อศึกษา สามารถปรับปรุงพื้นที่ในคลังสินค้าสำหรับคนพิการ
รูปแบบการจัดเก็บสินค้าภายในคลังสินค้าอย่างเป็น ปฏิบตั ิงานไดอ้ ย่างเหมาะสม 2) สามารถจัดเก็บสินค้า
ระบบ 3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินคา้ ภายในคลังสินค้าได้อย่างเป็นระบบ 3) สามารถเป็น
แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคลังสินค้าที่มี
คนพิการปฏิบัตงิ าน
ดังตัวอย่างผลงานวิจัยการศึกษาวิธีการเพิ่ม
ประสิทธิภาพการจัดเก็บในคลังสินค้าด้วย ABC
Analysis พบว่าการแบ่งประเภทสินค้า ABC กลุ่ม A
มีปริมาณร้อยละ 20 กลุ่มสินค้า B มีปริมาณร้อยละ
30 และ สินค้าในกลุ่ม C มีปริมาณร้อยละ 50 ของ
สนิ ค้าท้ังหมด [6] กรณศี ึกษาห้างหุ้นสว่ นจำกัด ผลไสว
มินิมาร์ท มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการ
คลังสินค้าเพื่อทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของคลังสินคา้
ด้วยทฤษฎี ABC analysis พบว่ากลุ่ม A มีมูลค่า
2,719,769 บาท ร้อยละ 62 กลุ่ม B มีมูลค่า
1,140,629 บาท ร้อยละ 26 และกลุ่ม C มีมูลค่า
526,555 บาท ร้อย 12 ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด [7]
และ กรณศี กึ ษา บรษิ ทั เอส ยู วี ออโต้พารท์ จำกดั มี
วัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาการปรับปรุงและเพ่ิม
ประสิทธิภาพการทำงานในคลังสินค้าของ
อุตสาหกรรมยานยนต์ ดว้ ยเทคนิค ABC analysis ผล
วิจัยช่วยให้การดำเนินงานคลังสินค้ามีพื้นที่ในการ
จัดเก็บวัตถุดิบที่เพียงพอและสามารถลดจำนวน
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
187
CE42
พนักงานจาก 3 คน เหลือ 2 คน คิดเป็นจำนวนเงิน เข้าดูเม่ือวันที่ 22/04/2563.
184,140 บาทตอ่ ปี [8] และงานวิจัยเรอื่ งแนวทางการ [3] ภัทรพันธ์ กฤษรา. (2562). ปัญหาการจัดการ
ออกแบบผงั การจัดเก็บสินค้าสำหรับคลงั สินค้า บริษัท คลังสินค้าโรงงานกรณีศึกษา. บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร
ABC จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการ โรงงานผลิตรถวีลแชร์และอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือ
ออกแบบผังการจัดเก็บสินค้าโดยทำการปรับปรุง คนพิการ. บริษทั สวสั ดีโปรเมด จำกัด. จ.ชลบรุ ี
ตำแหน่งการจัดวางสินค้าตามทฤษฎี ABC analysis [4] ธนิต โสรัตน์. (2552). คู่มือการจัดการคลังสินค้า
ผลการวิจยั พบว่าจำนวนวนั ทเี่ บิกสนิ คา้ มคี า่ เฉลย่ี อยู่ท่ี และการกระจายสินค้า. กรงุ เทพมหานคร : วี – เซิร์ฟ
2.75 วัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมท่ี 4.20 โลจสิ ติกส์.
วัน ทำให้มีการใช้เวลาในการจ่ายของลดลง 1.45 วัน [5] ปรียานุช อินทนนท์. (2556). การปรับปรุงและ
จากค่าเฉลี่ยรวม และสามารถประหยดั ค่าใช้จ่ายด้าน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้า กรณีศึกษา
ค่าจ้างเงนิ เดือนอยูท่ ี่ 15,694.80 บาท [9] บริษัท ABC จำกัด. ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการจดั การการขนส่งและโลจสิ ตกิ คณะโลจิ
5. กติ ติกรรมประกาศ สตกิ ส์ มหาวิทยาลยั บรู พา.
ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ประเวช เชือ้ วงษ์ และ [6] ธญิ าดา ใจใหมครา้ ม.(2559).การเพิ่มประสทิ ธิภาพ
การจัดการคลังสินค้า. กรณีศึกษา คลังสินค้า 2
อาจารย์วีระพล ทับทิมดี ที่กรุณาให้ข้อคิดเห็น ราษฎร์บูรณะ. ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
ข้อแนะนำ และคำปรึกษา ด้วยความเอาใจใส่อย่างดี มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพ.
ยง่ิ มาตลอด [7] เพ็ญสุดา ศรีลาวงษ์. (2559). การจดั การคลงั สนิ ค้า
กรณีศึกษา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผลไสวมินิมาร์ท.
ขอขอบพระคุณโรงงานกรณีศึกษาที่ให้การ ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชา
อนุเคราะห์ข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการ บริหารธุรกจิ มหาวิทยาลยั แม่ฟา้ หลวง.
ทำงาน รวมถึงการคำปรึกษาท่ีเป็นประโยชน์ต่อ [8] สุจิตรา เทียนชัย. (2559). การปรับปรุงและเพิ่ม
งานวิจัยน้ี ประสิทธิภาพการทำงานในคลังสินค้าของตสาหกรรม
ยานยนต์ กรณีศึกษา บริษัท เอส ยู วี ออโต้พาร์ท
ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่เสียสละเวลา จำกัด. ปรญิ ญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการ
ในการร่วมประเมนิ ผลในคร้ังน้ี จัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะโลจิสติกส์
มหาวิทยาลัยบรู พา.
6. เอกสารอ้างองิ [9] วิทยา คาระคำ. (2559). แนวทางการออกแบบผัง
[1] คำนาย อภิปรัชญาสกุล. (2556). การจัดการ การจัดเกบ็ สนิ ค้าสำหรับคลงั สนิ คา้ บรษิ ทั ABC จำกัด.
คลงั สนิ ค้าและการกระจายสินคา้ Warehouse and ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชา
Distribution Management ( พ ิ ม พ ์ ค ร ั ้ ง ท ี ่ 2 ) . บริหารธุรกิจ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
กรุงเทพฯ: โฟกัส มเี ดีย แอนด์ พับลซิ ซงิ่ จำกดั . บรู พา.
[2] สำนักงานกองทุนสนับสนนุ การสรา้ งเสรมิ สุขภาพ
(2561). Universal Design ดีไซน์นี้เพอ่ื ใคร? [ระบบ
ออนไลน์], แหลง่ ที่มา http://www.thaihealth.or.th,
การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า
188
CE46
การเคลื่อนที่ในแนวด่ิงของนำ้ ใต้ดนิ เคม็ จากอทิ ธพิ ลของแรงคาพวิ ลารี
Upward Movement of Saline Groundwater Induced by Capillary Force
ยทุ ธภูมิ สัตถาผล1, สมใจ ยุบลชิต1* และ ชลธชิ า จบี ตะคุ2
1 มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน 744 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมอื ง อำเภอเมอื ง จังหวดั นครราชสีมา 30000
2 มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสุวรรณภูมิ 450 ถนนสุพรรณบรุ ี-ชยั นาท ตำบลยา่ นยาว อำเภอสามชกุ จงั หวัดสพุ รรณบุรี 72130
*ผูต้ ิดต่อ: [email protected], เบอรโ์ ทรศพั ท์ 093-0692401
บทคดั ยอ่
ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือของประเทศไทยคลอบคลุมพืน้ ที่กว่า 11.5 ล้านไร่หรือร้อยละ 18 ของพื้นท่ี
ส่งผลใหผ้ ลผลิตทางการเกษตรในภูมภิ าคดงั กลา่ วลดลง นอกจากนี้ พน้ื ท่อี ีกกวา่ 3 แสนไรถ่ ูกท้งิ ร้างไมส่ ามารถทำประโยชน์
ต่างๆ ได้ กระบวนการคาพิวลารีเป็นกระบวนการที่สำคัญมากต่อการเกิดปัญหาดินเค็ม โดยแรงคาพิวลารีในชั้นดินไม่
อิ่มตัวด้วยน้ำทำให้น้ำใต้ดินเค็มเคลื่อนที่ขึ้นสู่ผวิ ดิน และเมื่อมีกระบวนการคายระเหยมากระตุ้น จึงทำให้เกิดการสะสม
ความเค็มและท้ิงคราบเกลือบริเวณผิวดนิ งานวิจยั นีจ้ งึ มุง่ เน้นในการศึกษาปจั จัยทีส่ ง่ ผลต่อการเคลื่อนที่ของน้ำใต้ดินเค็ม
ภายใต้กระบวนการคาพิวลารีผ่านแบบจำลองทางกายภาพ 1 มิติ ในห้องปฏิบัติการ โดยบดอัดดินตัวอย่างลงในหลอด
อะคริลิคใสขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. จำลองระดับน้ำใต้ดินเค็มคงที่ 57.5 ซม. จากผิวดิน ความเข้มข้นของ
สารละลายเกลือโซเดียมคลอไลด์ 2 กรัมต่อลิตร และติดตั้งเครื่องมือวัดความชื้นไว้ 5 ตำแหน่งของหลอดตัวอย่าง และ
ทดสอบกับตวั อยา่ งดิน 2 ชนดิ ได้แก่ ดินทราย และดนิ รว่ นปนดินตะกอน จากการทดสอบพบว่า โครงสร้างของดินส่งผล
อยา่ งมากตอ่ การเคลื่อนท่ีของความช้ืน ความช้นื จากนำ้ ใตด้ นิ เค็มสามารถเคล่ือนท่ีได้สูงขนึ้ เมื่อตัวอย่างดินมีส่วนละเอียด
สูงขนึ้ เนอ่ื งจากมขี นาดโพรงในดินสมั พนั ธ์กับแรงคาพิวลารี โดยโพรงขนาดเล็กจะมแี รงคาพิวลารสี ูงสามารถดงึ ความชน้ื ขนึ้
ไปในแนวด่ิงได้สูงกว่าดนิ ทม่ี ีขนาดโพรงใหญ่
คำสำคัญ: ดินเคม็ , แรงคาพิวลารี, นำ้ ใต้ดนิ เค็ม
Abstract
Salt-affected soils have been found in northeastern part of Thailand which covers almost 11.5
million rai or 18% of agriculture area resulting in sharp decrease in soil productivity, vegetation cover
and biodiversity. Moreover, almost 300,000 rai has led to be wasteland due to very high concentration
of salt in the soils. A capillary process is widely known as one of a key process inducing soil salinization.
The capillary force in unsaturated soils results in upward movement of saline groundwater to the soil
surface, and hence the salt concentration and salt crust can be gathered on the soil surface due to
evapotranspiration process. In this study, 1-D physical model in laboratory was performed to investigate
effect of soil properties on upward movement of saline groundwater in the soils subjected to the
capillary process. Two types of soil including sand and silt loam were used. The soil samples were
compacted into an acrylic tube with 15 cm in diameter. The saline groundwater table with NaCl
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
189
CE46
concentration of 2 g/L was kept constant at 57.5 cm from soil surface. The results showed that soil
structure highly affect the movement of saline groundwater in the soil subjected to the capillary process.
The higher concentration of fine particles (small pore diameter) in soil, the higher position of the water
content moved by the capillary force found.
Keywords: Salt-affected Soil, Capillary Force, Saline Groundwater
1. บทนำ แรงคาพิวลารี(capillary force) ในชั้นดินที่ไม่อิ่มตัว
ดินเค็มเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากต่อภาค ด้วยน้ำ(Unsaturated soil) เหนือระดับน้ำใต้ดินดูด
เอาความชื้นและความเค็มขึ้นมาสู่ผิวดิน [2-5]
การเกษตรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ หลังจากนั้นอาจทิ้งคราบเกลือไว้บนผิวดินโดย
ประเทศไทย ซึง่ เปน็ ปัญหาที่คลอบคลุมพน้ื ท่ีกวา่ 11.5 กระบวนการคายระเหย (Evapotranspiration) ซึง่ จะ
ล้านไรห่ รอื คดิ เปน็ ร้อยละ 18 ของพน้ื ท่ีเกษตรกรรมใน เหน็ ไดช้ ดั ในฤดูรอ้ น [3], [6-9]
ภูมภิ าคน้ี โดยในพ้นื ทด่ี ังกลา่ วกวา่ 11.2 ล้านไร่ ความ
เค็มของดินส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลดลงของ ปรากฏการณ์คาพิวลารีในชั้นดินไม่อิ่มตัวด้วยน้ำ
ผลผลติ ทางการเกษตร ยิง่ ไปกว่านนั้ ยงั มีพื้นที่อีกกว่า ถือเป็นปรากฏการณ์เริ่มต้นก่อนที่กระบวนการคาย
3 แสนไร่ ถกู ปลอ่ ยให้กลายเป็นพ้ืนท่ีรกร้างไม่สามารถ ระเหยจะกระตุ้นให้เกิดการสะสมความเค็มรวมทั้ง
ทำกสิกรรมและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ได้ คราบเกลือบริเวณผิวดิน อีกทั้งยังมีความซับซ้อน
เน่อื งจากดนิ มีความเคม็ จัด [1] และจากผลการสำรวจ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินและนำ้ ในช่องวา่ งระหว่าง
พบว่าเกลือที่สะสมในดินส่วนมากในภูมิภาคนี้เป็น เม็ดดิน [10] ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความสูงสูงสุดในการ
เกลือที่มีองค์ประกอบของโซเดียมและคลอไรด์ใน ดูดความชื้นขึ้น (maximum height of capillary
ปริมาณสูง ในขณะที่ความเข้มข้นผันแปรไปตามพืน้ ที่ rise) อัตราการดูดความชื้น (rate of capillary rise)
และฤดกู าล และความจใุ นการกกั เก็บความช้นื (storage capacity
of capillary rise) ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นใน
สาเหตหุ ลกั ของดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของน้ำใต้ดิน
มาจากสภาพธรณีวิทยาที่มีชั้นหินเกลือ(rock salt) เคม็ ภายใต้ปรากฏการณ์คาพวิ ลารี โดยผลการศึกษาท่ี
กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณตอนกลางของที่ราบสูง ได้จะเป็นองค์ความรู้ประกอบในการหาแนวทาง
โคราช โดยความเค็มมาจากการละลายของชั้นเกลือ ปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของดนิ เคม็ ในอนาคต
หินที่ลึกลงไปอย่างน้อย 60 เมตร และโดมเกลือหรือ
แท่งเกลอื ตามแนวเปราะบางของเปลือกโลก หรอื รอย 2. กระบวนการคาพวิ ลารี
แตกซึง่ อยลู่ ึกลงไปประมาณ 70-80 เมตร เมอ่ื น้ำฝนท่ี ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ค า พ ิ ว ล า รี ( Capillary
ซมึ ลงในพ้นื ท่รี ับน้ำ (recharge area) ในฤดฝู น ซมึ ลึก
ลงไปถึงชั้นเกลือหินจะละลายเอาเกลือเข้าไปด้วย phenomenon) เป็นปรากฏการณ์ที่ของเหลวยกตัว
กลายเป็นน้ำใต้ดินเค็ม และเมื่อเกิดการสะสมของน้ำ ขึ้นเนื่องจากอิทธิพลของแรงตึงผิวของของเหลว
ใตด้ นิ เคม็ มาท่ีระดับตื้น (1-10 เมตร จากผวิ ดิน) จะถูก บริเวณท่ีสัมผัสกับของแข็ง รปู ที่ 1 แสดงปรากฏการณ์
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
190
CE46
คาพิวลารีในหลอดแก้วขนาดเล็กที่จุ่มลงไปในน้ำ
ภายใต้ความดันบรรยากาศ ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นใน
หลอดแก้วสามารถวิเคราะห์ได้จากการพิจารณาแรง
ตึงผิว (Ts ) ทกี่ ระทำบรเิ วณขอบของหลอดแก้ว และมี
มุมสัมผัส (Contract angle) เป็น โดยที่มุม
จะขึ้นอยู่กับแรงเกาะติด (adhesive force) ระหว่าง
โมเลกุลของนำ้ กับหลอดแก้วท่ีบรรจุ จากรูปที่ 1 เมื่อ
ทำการสมดุลแรงในแนวดิ่ง ผลลัพธ์ของแรงเนื่องจาก
แรงตึงผิวของน้ำจะมีค่าเท่ากับน้ำหนักของน้ำใน
หลอดแก้วทีม่ ีความสงู เท่ากับ hc ดงั สมการต่อไปนี้
2rTs cos = r 2hc wg (1)
เม่อื r คือ รัศมีของหลอดแก้ว รปู ท่ี 1 ปรากฏการณ์คาพวิ ลารีในหลอดแกว้
Ts คอื แรงตึงผิวของนำ้
คือ มมุ สัมผสั จากสมการที่ 1 และ 2 จะเหน็ ไดว้ ่ารัศมีของหลอด
hc คอื ความสงู ของน้ำในหลอดแก้ว มีอิทธิพลต่อความสูงของน้ำในหลอด หากรัศมีของ
g คอื แรงโน้มถว่ งของโลก หลอดน้อยจะทำให้น้ำเคลื่อนที่ขึน้ ไปได้สูงกว่ากรณีท่ี
w คอื ความหนาแน่นของน้ำ หลอดมีรัศมีมากกว่า และเมื่อพิจารณากระบวนการ
คาพิวลารีในชั้นดินไม่อิ่มตัวด้วยน้ำ รัศมีของ
จากสมการที่ 1 สามารถจัดให้อยู่ในรูปของความ หลอดแก้วจะเปรียบเสมือนรัศมีของโพรงช่องว่างใน
สงู ของนำ้ ในหลอดแก้วไดด้ งั น้ี ดิน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ความสูงของน้ำที่ถูก
ยกขึ้นภายใตก้ ระบวนการคาพวิ ลารนี น้ั มคี วามซบั ซ้อน
hc = 2Ts (2) อย่างมาก เนื่องจากในมวลดินมีการคละขนาดโพรง
w gRs ช่องว่างเป็นจำนวนมาก และแตกต่างกันออกไปตาม
ชนิดของดิน ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเนน้ ศึกษาอิทธิพล
เม่อื Rs เปน็ รัศมีความความโคง้ ของผวิ ของของเหลว ของชนิดดิน ต่ อก าร เคลื ่อน ที่ ขึ ้น ของน ้ำเค็ม ภ า ย ใ ต้
ในหลอดแก้วมีคา่ เทา่ กับ r / cos กระบวนการคาพิวลารี ซ่ึงมวี ธิ ีการดำเนินงานวจิ ยั ดังท่ี
จะกล่าวในหัวข้อถัดไป
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
191 CE46
3. วธิ ีดำเนนิ งานวจิ ยั • หัววัดรุ่น 5TE สำหรับวัดความชื้น ความ
3.1 แบบจำลองการเคล่ือนท่ีของน้ำใตด้ นิ เค็ม เค็มและ อ ุณหภู มิ ขอ ง ดิน ด้ว ย ว ิ ธี
Frequency Domain Reflectrometry
การศกึ ษาการเคลื่อนท่ีของนำ้ ใต้ดนิ เคม็ ในแนวดิ่ง (FDR) ซึง่ อาศัยหลกั การความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้า
ในงานวิจัย ได้ศึกษาผ่านแบบจำลองทางกายภาพใน ซ่งึ ติดตงั้ ไวท้ ี่ 5 ระดบั ความลกึ ดงั รูปที่ 2
ห้องปฏิบัติการ ดังรูปท่ี 2 โดยแบบจำลอง มี
สว่ นประกอบดังต่อไปน้ี • เคร่อื งบันทึกข้อมลู (data logger) ร่นุ ZL6
เพื่อบนั ทกึ คา่ ที่อา่ นได้จากหัววดั
• Computer สำหรับเก็บข้อมูลจาก Data
logger • เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล (Balance) เพื่อ
อ่านค่าน้ำหนักน้ำที่หายไปจาก Marriot
• หลอดอะครลิ ิคใสเส้นผา่ นศนู ยก์ ลาง 15 ซม. tube ตลอดการทดลอง
สงู 130 ซม. สำหรบั บดอดั ดนิ
• Piezometer tube มีลักษณะเป็นหลอด
• โครงสร้างเหล็ก (Steel Frame) รองรับ อะคริลิคใส เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.
แท่งตัวอยา่ ง และ Marriot tube สำหรับตรวจสอบระดับน้ำใต้ดินใน Soil
column
• Marriot tube สำหรับเติมน้ำเค็มเข้าแท่ง
ตวั อย่าง และควบคุมระดับน้ำใตด้ นิ เค็มของ
แท่งตวั อย่าง
รูปท่ี 2 แบบจำลองทางกายภาพสำหรบั ศึกษาการเคล่ือนตัวของน้ำใตด้ ินเคม็ ในหอ้ งปฏิบัติการ
3.2 ตวั อย่างดินและนำ้ วิเคราะห์การคละขนาดโดยเครื่องวิเคราะห์อนุภาค
ตัวอย่างดินที่ใช้ในการศึกษานี้เป็นดินสังเคราะห์ ระบบเลเซอร์ (particle size analyzer) ดังแสดงใน
รูปท่ี 3 จากรูป เมื่อนำดินทั้ง 2 ชนิด ไปจำแนกตาม
ขึ้นจากทราย (sand) และตัวอย่างดินที่เก็บมาจาก ระบบ United States Department of Agriculture
บ้านโคกพรม ตำบลโนนไทย อำเภอโนนไทย จังหวัด (USDA) พบว่าตัวอย่างดินที่นำมาศึกษาเป็น Sand
นครราชสีมา โดยสังเคราะห์ออกเป็นดนิ 2 ชนิด และ
การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา
192
CE46
(สัดส่วนทรายร้อยละ 98.5 ดินตะกอนร้อยละ 1.5Percent finer (%) • ติดตั้งถังจ่ายน้ำเข้าไปในดินด้านใต้ของแท่ง
และดินเหนียวร้อยละ 0) และ Silt loam (สัดส่วน ตัวอย่าง โดยกำหนดให้ระดับน้ำใต้ดินคงที่ที่
ทรายร้อยละ 45.5 ดินตะกอนร้อยละ 54.5 และดิน 57.5 ซม. จากผวิ ดิน
เหนยี วรอ้ ยละ 0)
• นำน้ำเกลอื ทีผ่ สมไว้ มาเตมิ ใส่ถงั น้ำแล้วปลอ่ ย
ตัวอย่างน้ำเค็ม (Saline water) ที่ใช้ในการศึกษา น้ำเขา้ ไปในหลอดทดลองจนถึงระดบั นำ้ ใต้ดนิ
ได้จากการใช้เกลือโซเดียมคอลไรด์บริสุทธ์ิ เกรด AR ที่กำหนด
(Sodium Chloride ; NaCl) ละลายกับน้ำกลั่นด้วย
ความเขม้ ข้นร้อยละ 2 โดยน้ำหนัก • ปล่อยน้ำเค็มจาก Marriot tube เข้าสู่แท่ง
ตัวอยา่ ง และบันทึกข้อมลู น้ำหนกั นำ้ ท่หี ายไป
3.3 ข้นั ตอนการเตรยี มตวั อย่างทดสอบ จาก Marriot tube ส่วนข้อมูลความช้ืน
ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างทดสอบเพื่อจำลองการ ความเค็ม และอุณหภูมิของดิน จะถูกบันทึก
คา่ ทกุ ๆ 1 นาที เกบ็ ไว้ใน data logger
เคลื่อนทขี่ องนำ้ ใตด้ นิ ในห้องปฏิบัติการ มขี นั้ ตอนดงั นี้
• บดอัดดินลงในหลอดอะคริลิคใส (Soil 4. ผลการทดสอบ
column) โดยแบ่งการบดอัดดนิ ออกเป็น 10 ผลการทดสอบทไี่ ด้จากการศกึ ษาน้ี ถูกนำเสนอใน
ชั้น แล้วกำหนดความหนาแน่นของดนิ เท่ากับ
รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นเชิงปริมาตร
100 (Volumetric water content) ที่ผ่านการสอบเทียบ
Silty loam I หัววดั กบั ความลกึ และความสมั พันธ์ระหวา่ งคา่ การนำ
ไฟฟ้า (Electrical Conductivity, EC) กับความลึก
80 Sand โดยค่าการนำไฟฟ้าทีไ่ ด้จากหัววดั เป็นค่าการนำไฟฟา้
ที่สกัดจากดินอ่ิมตัวด้วยนำ้ (Electrical Conductivity
60 at saturation) ซึ่งเป็นค่าที่บง่ บอกระดับความเคม็ ใน
ดินทางอ้อม หากค่าที่อ่านได้มีค่าสูงแสดงว่าระดับ
40 ความเคม็ ในดนิ จะมคี ่าสูงตามไปดว้ ย
20 4.1 การเปลี่ยนแปลงความช้นื ตามความลึก
รูปที่ 4 และ รูปที่ 5 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
0
10 0.1 0.001 ความชนื้ กับความลกึ ของแทง่ ตวั อยา่ ง Sand และ Silt
Diameter of soil particle (mm) loam ตามลำดับ สำหรับแท่งตัวอย่าง Sand จากรูป
จะเห็นได้ว่าความชื้นท่ีมากที่สุดจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่ง
รปู ท่ี 3 กราฟการคละขนาดของตัวอยา่ งดนิ P5 (62.5 ซม. จากผวิ ดนิ ) และคงทีต่ ลอดการทดสอบ
เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่อยู่ใต้ระดับน้ำใต้ดินเค็ม
1.70 กรมั ต่อลกู บาศก์เซนตเิ มตร ความชื้นที่อ่านได้จึงมีค่าเท่ากับความชื้นของดินที่
• ระหว่างการบดอัดดิน ทำการติดตั้งหัววัด
(sensor) ที่ตำแหน่ง P5 P4 P3 P2 และ P1
ตามลำดับ
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
193
CE46
สภาวะอ่มิ ตวั ดว้ ยนำ้ (Saturated volumetric water Soil depth (cm)Volumetric water content (-)
content) และที่ตำแหน่ง P4 (42.5 ซม. จากผิวดิน) 0.0 0.2 0.4 0.6
จะเป็นตำแหน่งที่ความชื้นที่มีการเปลี่ยนเปลี่ยนมาก 0
ที่สดุ โดยเพมิ่ ขึน้ สูงสุดในช่วงเวลา 24 ช่ัวโมงแรก และ
หลังจากนั้นจะเริ่มคงที่จนกระทั้งสิ้นสุดการทดสอบ t=0 hr
ใน ขณะ ที่ตำแหน่งตรวจว ัดอ่ื นๆ ไ ม่พ บการ t=12 hr
เปล่ียนแปลงความชืน้ ตลอดการทดสอบ t=24 hr
20 t=48 hr
สำหรับผลการทดสอบในแท่งดิน Silt loam (รูปท่ี t=96 hr
5) พบว่าลักษณะการเปลี่ยนแปลงความชื้นตามความ t=192 hr
ลึกจะเปลี่ยนแปลงทุกตำแหน่งตรวจวัด ยกเว้น 40 t=240 hr
ตำแหนง่ P5 เนอ่ื งจากเปน็ ตำแหน่งทอี่ ยใู่ ตร้ ะดับน้ำใต้
ดินเค็ม และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการทดสอบของ Water table
แท่ง Sand จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงความชื้นใน 60
แท่ง Sand จะเข้าสภาวะหยุดนิ่งเร็วกว่าในแท่ง
ตัวอย่าง Silt loam และน้ำเค็มสามารถเคลื่อนที่ข้ึน รปู ที่ 5 การเปลย่ี นแปลงความชื้นตามความลึกท่ีเวลา
ไปได้ทร่ี ะดับความลกึ 32.5 ซม. (สงั เกตได้ตามลูกศรสี ตา่ งๆ สำหรบั แท่ง Silt loam
แดงในรูปที่ 4) หรือ 25 ซม. เหนือระดับน้ำใต้ดิน
ในขณะที่การเคลื่อนของน้ำในแท่ง Silt loam 4.2 การเปล่ยี นแปลงความเคม็ ตามความลึก
สามารถเคลื่อนท่ีตามแนวดิ่งขน้ึ ไปได้ถงึ ผิวดิน และไม่ รูปท่ี 6 และ รูปที่ 7 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
สามารถวัดค่าความสูงสูงสุดของน้ำที่เคลื่อนที่ขึ้นใน
แนวดิ่งได้ เนื่องจากความสูงของแท่งตัวอย่างที่ใช้ใน ความเค็มกับความลึกของแท่งตัวอย่าง Sand และ
งานวจิ ัยไมเ่ พยี งพอ Silt loam ตามลำดับ จากรูปจะเห็นได้ว่าแนวโน้ม
ของการเปลี่ยนแปลงความเค็มจะคล้ายคลึงกับการ
Volumetric water content (-) เปลี่ยนแปลงความชื้น เนื่องจากความเค็มจะถูกนำพา
ขึ้นไปพร้อมกับความชื้น โดยในแท่ง Sand (รูปที่ 6)
0 0.2 0.4 0.6 ความเค็มสามารถสามารถเคล่ือนทไ่ี ปได้ถงึ ระดับความ
0 ลึก 32.5 ซม. หรือ 25 ซม. เหนือระดับน้ำใต้ดิน
ในขณะที่แท่ง Silt loam (รูปที่ 7) สามารถเคลื่อนที่
t=0 hr ไปพร้อมกับความชน้ื จนถึงผวิ ดิน
t=12 hr
20 t=24 hrSoil depth (cm)
t=48 hr
t=96 hr
40 t=144 hr
Water table
60
รูปท่ี 4 การเปล่ยี นแปลงความช้นื ตามความลกึ ท่ีเวลา
ต่างๆ สำหรบั แท่ง Sand
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
Saturation Extract EC (mS/cm)Soil depth (cm) 194
0 5 10 15 20
0Soil depth (cm) CE46
t=0 hr แท่งตัวอย่าง Silt loam ไม่สามารถอ่านค่าได้
t=12 hr เนื่องจากความชื้นสามารถเคลื่อนท่ีได้สูงกว่าความสูง
20 t=24 hr ของแท่งตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาน้ี จึงสรุปได้ว่า
t=48 hr โครงสร้างดินมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนที่ของ
t=96 hr ความชืน้ ในแนวดิ่ง โดยดนิ ทีม่ ีขนาดโพรงใหญ่ (Sand)
40 t=144 hr สามารถดึงความชื้นขึ้นไปได้ต่ำกว่าดินที่มีขนาดโพรง
เล็กกว่า (Silt loam) และยังพบอีกว่าการเคลื่อนที่
Water table ของความชนื้ ส่งผลกระทบโดยตรงกับการเคลอื่ นท่ีของ
60 ความเค็มในดิน โดยเค็มสามารถเคลื่อนที่ได้ถึงผิวดิน
เฉพาะในแท่ง Silt loam เท่านั้น ดังนั้น ในดินที่มี
รูปท่ี 6 การเปลี่ยนแปลงความเคม็ ตามความลึกท่ีเวลา ขนาดโพรงเล็กจึงมีโอกาสสูงที่กระบวนการคาพิวลารี
ตา่ งๆ สำหรับแทง่ Sand จะนำพาความเคม็ ขน้ึ มาทำลายผลผลติ ทางการเกษตร
และโครงสรา้ งของสง่ิ ปลกู สร้างบริเวณผิวดนิ ได้ ดงั น้ัน
Saturation Extract EC (mS/cm) การหาแนวทางปอ้ งกันความเค็มจึงจำเป็นตอ้ งทำการ
0 5 10 15 20 ตัดกระบวนการคาพิวรี (Capillary cut) ออก เพื่อ
0 t=0 hr ไมใ่ ห้ดงึ ความเคม็ ขนึ้ มาสชู่ นั้ ดินระดบั ต้นื ได้
t=12 hr 6. กิตติกรรมประกาศ
t=24 hr ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
20 t=48 hr
t=96 hr อีสาน สำหรับการสนับสนุนสถานที่ในหอ้ งปฏิบัตกิ าร
t=192 hr เครอ่ื งมอื และอปุ กรณท์ ่ีใหใ้ นงานวจิ ยั และขอขอบคุณ
40 t=240 hr กรมทางหลวงที่สนับสนุนทุนในการศึกษาต่อระดับ
ปริญญาโท
Water table
60 7. เอกสารอา้ งองิ
[1] Office of Soil Survey and Land Use
รูปที่ 7 การเปลี่ยนแปลงความเค็มตามความลกึ ที่เวลา Planning. ( 2006) Problem Soils of Thailand.
ต่างๆ สำหรับแทง่ Silt loam Office of Soil Survey and Land Use Planning,
Land Development Department, Bangkok., 13
5. สรุปผลการทดสอบ pp. (in Thai)
งานวิจัยนี้ ได้ศึกษาอิทธิพลของชนิดดินต่อการ [2] หฤทัย มาศโค้ง (2553) การควบคมุ ความเค็มของ
ดินร่วนปนทรายโดยการตัดกระบวนการคาพิว ลารี,
เคลื่อนที่ในแนวดิ่งของน้ำใต้ดินเค็ม ผ่านแบบจำลอง
ทางกายภาพใน 1 มิติ โดยใช้ตัวอย่างดิน 2 ชนิด
ประกอบดว้ ย 1) ดินทราย (Sand) และดินร่วนปนดิน
ตะกอน (Silt loam) จากการศึกษาพบว่า ภายใต้
กระบวนการคาพิวลารี ระยะการเคลื่อนที่ของ
ความชื้นเหนือระดับน้ำใต้ดินเค็มในแท่ง Sand มี
คา่ ประมาณ 25 ซม. เหนอื ระดับนำ้ ใต้ดิน ในขณะท่ีใน
การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
195
CE46
วิทยานิพนธ์วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต, [ 9] Li X. , and Shi F. ( 2019) . The Effect of
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี. Flooding on Evaporation and the Groundwater
[3] Li X., Chang S. X., and Salifu K. F. (2013). Table for a Salt- Crusted Soil. Water, Vol. 11.
Soil texture and layering effects on water and pp. 1-13.
salt dynamics in the presence of a water table: [ 10] Lu N. , and Likos W. J. ( 2004) . Rate of
a review. Environmental Reviews, Vol. 21. pp Capillary Rise in Soil. Journal of Geotechnical
1–10. and Geoenvironmental Engineering, Vol.
[ 4] Jitrapinate N. ( 2016) . Capillary rise 130(6). pp. 646-650.
simulation of saline waters of different
concentrations in sandy soils. KKU Engineering
Journal, Vol. 43(2). pp. 78-84.
[5] Xing X., Li X., and Ma X. (2019). Capillary
rise and saliferous groundwater evaporation:
effects of various solutes and concentrations.
Hydrology Research, Vol. 50(2). pp. 517-525.
[6] Rose D. A., Konukcu F., and Gowing J. W.
( 2005) . Effect of watertable depth on
evaporation and salt accumulation from
saline groundwater. Australian Journal of Soil
Research, Vol. 43. pp. 565-573.
[7] Gowing J. W., Konukcu F., and Rose D. A.,
( 2006) . Evaporative flux from a shallow
watertable: The influence of a vapour–liquid
phase transition. Journal of Hydrology, Vol.
321. pp. 77-89.
[8] Gran M., Carrera J., Massana J., Saaltink M.
W., Olivella S., Ayora C., and Lloret A. (2011).
Dynamics of water vapor flux and water
separation processes during evaporation from
a salty dry soil. Journal of Hydrology, Vol. 396.
pp. 215-220.
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
196
CE47
การควบคุมการเคลื่อนท่ีในแนวด่ิงของน้ำใต้ดินเคม็ ในดนิ ดว้ ยกนั ชนคาพวิ ลารี
Controlling upward movement of saline groundwater in soils by using capillary barrier
วโิ รจน์ ล้อมวงษ์1, สมใจ ยุบลชิต1* และ ชลธิชา จีบตะคุ2
1 มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน 744 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง จงั หวดั นครราชสมี า 30000
2 มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสวุ รรณภูมิ 450 ถนนสุพรรณบรุ ี-ชยั นาท ตำบลย่านยาว อำเภอสามชกุ จังหวัดสพุ รรณบุรี 72130
*ผู้ตดิ ต่อ: [email protected], เบอร์โทรศพั ท์ 093-0692401
บทคดั ยอ่
กระบวนการคาพวิ ลารีเปน็ สาเหตสุ ำคัญทำให้เกิดปญั หาดินเค็ม แรงคาพิวลารใี นช้นั ดนิ ไม่อิม่ ตัวด้วยน้ำทำให้น้ำ
ใตด้ ินเค็มเคลื่อนทใี่ นแนวดิง่ ส่ผู วิ ดิน เม่ือมกี ระบวนการคายระเหยมากระตนุ้ จึงทำให้เกดิ การสะสมของความเคม็ และคราบ
เกลือบริเวณผวิ ดนิ เพื่อเปน็ แนวทางในการฟืน้ ฟูพื้นท่ีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดินเค็ม งานวิจัยนี้จึงศึกษาการปอ้ งกนั
การเคลื่อนท่ขี องน้ำใต้ดินเค็มดว้ ยการใชก้ ันชนคาพวิ ลารใี นหอ้ งปฏบิ ัตกิ ารผ่านแบบจำลองทางกายภาพ 1 มติ ิ โดยจำลอง
ช้นั ดินดว้ ยการบดอัดดินตวั อยา่ งลงในหลอดอะครลี ิคใสขนาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง 15 ซม. โดยการทดสอบถูกแบ่งออกเป็น
2 ส่วนหลกั ไดแ้ ก่ 1) การทดสอบแบบทีไ่ มม่ ีกนั ชนแทรกในชน้ั ดิน และ 2) การทดสอบทม่ี ีกนั ชนในรูปแบบตา่ งๆ ระดบั นำ้
ใตด้ ินเคม็ ในระหว่างการทดสอบถกู ควบคุมไว้คงทีท่ ี่ระดบั 57.5 ซม. จากผิวดนิ ความเขม้ ขน้ ของสารละลายเกลือโซเดียม
คลอไลด์ 2 กรัมต่อลิตร และติดตั้งเครื่องมือวัดความชื้นไว้ 5 ตำแหน่งของหลอดตัวอย่าง จากผลการทดสอบพบว่า
ความชื้นจากน้ำใต้ดินเค็มภายใต้กระบวนการคาพิวลารีสามารถเคลื่อนที่ขึ้นถึงผิวดินสำหรับการทดสอบทีไ่ ม่มกี ันชน แต่
ความชนื้ ดงั กล่าวไมส่ ามารถเคล่ือนทถี่ ึงผวิ ดินได้ในการทดสอบท่มี ีกันชน เนื่องจากโพรงของวสั ดุท่ีใช้ทำกนั ชนมีขนาดใหญ่
กว่าดนิ ตวั อย่าง แรงคาพิวลารีในชน้ั กันชนจงึ มีค่าต่ำไมส่ ามารถดึงความชน้ื ขึน้ ทะลุผ่านชน้ั ดังกล่าวได้
คำสำคัญ: ดนิ เคม็ , กนั ชนคาพิวลารี, นำ้ ใตด้ ินเคม็
Abstract
A capillary process is widely known as one of a key process inducing soil salinization. The
capillary force in unsaturated soils results in upward movement of saline groundwater to the soil surface,
and hence the salt concentration and salt crust can be gathered on the soil surface due to
evapotranspiration process. In this study, capillary barrier (CB) was used to prevent upward movement
of saline groundwater in the soils subjected to the capillary process. Soil samples were compacted into
1-D physical model using acrylic tube with 15 cm in diameter. Two main tests including 1) the soil
column without CB layer, and 2) with different format of CB layers inserted in the soil column were
performed. The saline groundwater table with NaCl concentration of 2 g/L was kept constant at 57.5
cm from soil surface. Five moisture sensors were installed in the soil columns to demonstrate water
content, salt concentration and temperature during the tests. The results showed that the saline
groundwater subjected to the capillary process can be vertically moved to soil surface for the sample
การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
197
CE47
without CB layer, but cannot reach the surface for the soil column with the CB layer due to low capillary
force in the CB layer.
Keywords: Salt-affected Soils, Capillary Barrier, Saline Groundwater
1. บทนำ หรือชั้นวัสดทุ ี่มีโพรงชอ่ งว่างขนาดใหญ่ไปแทรกในชั้น
ปัญหาดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ดิน เพื่อเปน็ อกี ทางเลอื กหนงึ่ ในการแก้ปัญหาดนิ เค็ม
ประเทศไทยมีสาเหตุหลักมาจากการละลายของช้ัน 2. กระบวนการคาพวิ ลารี
เกลือหินที่ลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 60 เมตรและโดมเกลือ กระบวนการคาพิวลารีเป็นปรากฏการณ์เริ่มต้น
ตามแนวเปราะบางของเปลือกโลก เมื่อเกิดการสะสม
ของน้ำใต้ดินมาที่ระดับตื้นในฤดูฝน ความชื้นและ ของปัญหาดินเค็ม เมื่อน้ำใต้ดินเค็มเคลื่อนทีข่ ึ้นมาถึง
ความเค็มจากน้ำใต้ดินสามารถเคลื่อนท่ีขึ้นมาสู่ผิวดิน ผวิ ดนิ ภายใต้กระบวนการนี้ การคายระเหยจะกระตุ้น
ได้ผ่านกระบวนการคาพิวลารี (Capillary process) ให้เกดิ การสะสมความเคม็ รวมทัง้ คราบเกลอื บริเวณผิว
[ 1- 4] แ ล ะ เ ม ื ่ อ มี ก ร ะ บ ว น ก า ร ค า ย ร ะ เ ห ย ดิน รูปที่ 1 แสดงปรากฏการณ์คาพวิ ลารีอย่างง่ายใน
(Evapotranspiration) มากระตุ้น จะมีการทิ้งคราบ หลอดแก้วขนาดเล็กที่จุ่มลงไปในน้ำภายใต้ความดัน
เกลอื ไว้บนผิวดิน ซ่ึงสามารถเหน็ ไดอ้ ย่างชัดเจนในฤดู บรรยากาศ ความสูงของน้ำที่ยกขึ้นในหลอดแก้ว
ร้อน [2], [5-8] สามารถวเิ คราะหไ์ ดจ้ ากการพิจารณาแรงตึงผิวของน้ำ
(Ts ) ทกี่ ระทำบริเวณขอบของหลอดแกว้ ท่ีมีมุมสัมผัส
กระบวนการคาพวิ รเี ป็นกระบวนการที่สำคัญอย่าง (Contract angle) เป็น ซึ่งขึ้นอยู่กับแรงเกาะติด
ยิ่งต่อปัญหาดิน สำหรับแนวทางการป้องกันการเกิด (adhesive force) ระหว่างโมเลกุลของน ้ำกั บ
ดินเค็มในเชิงวิศวกรรมจึงจำเป็นต้องตัดกระบวนการ หลอดแก้วที่บรรจุ จากรูปที่ 1 เมื่อทำการสมดุลแรง
คาพิวลารี (Capillary cut) เพื่อไม่ให้นำพาความชื้น ในแนวดิ่ง ผลลัพธ์ของความสูงน้ำที่เพิ่มขึ้นใน
และความเค็มจากน้ำใต้ดินเค็มขึ้นมาสู่ช้ันดินในระดับ หลอดแกว้ ( hc ) เปน็ ดงั สมการต่อไปน้ี
ตื้น หฤทัย มาศโค้ง [1] ได้ศึกษาการตัดกระบวนการ
คาพวิ ลารใี นดนิ ด้วยวธิ ีการควบคมุ ให้ผวิ ดินมีความชื้น hc = 2Ts cos (1)
อยู่ตลอดเวลา ผลการศึกษาพบว่า แนวทางดงั กล่าวมี w gr
ประสิทธิภาพอย่างมากในการควบคุมการเคลื่อนของ
น้ำใตด้ ินไม่ใหข้ ึ้นสู่ผิวดิน อย่างไรก็ตาม การควบคุมให้ เมือ่ r คือ รัศมขี องหลอดแกว้
ความผิวดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาทำให้สูญเสีย Ts คือ แรงตงึ ผิวของน้ำ
ทรัพยากรน้ำปริมาณมาก จึงอาจไม่เหมาะสมกับการ คือ มุมสมั ผัส
นำประยกุ ต์ใช้ในพื้นท่ที ม่ี ที รพั ยากรน้ำอยา่ งจำกดั เชน่ hc คือ ความสูงของนำ้ ในหลอดแก้ว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ดังนั้น g คือ แรงโนม้ ถว่ งของโลก
งานวิจัยน้ีจึงได้ศึกษาการตัดกระบวนการคาพิวลารี w คือ ความหนาแนน่ ของนำ้
โดยเลือกใช้กันชนคาพิวลารี (Capillary Barrier, CB)
การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
198
CE47
รปู ที่ 1 ปรากฏการณค์ าพิวลารีในหลอดแก้ว tube 4) หัววัดความชื้นรุ่น 5TE 5) Data logger 6)
เมื่อพิจารณาจากสมการที่ 1 รัศมีของหลอดมอี ทิ ธิพล เครอ่ื งชง่ั น้ำหนกั และ 7) Piezometer tube
ต่อความสูงของน้ำในหลอด หากรัศมีของหลอดน้อย
จะทำให้น้ำเคลือ่ นที่ขนึ้ ไปได้สูงกว่ากรณีท่ีหลอดมีรัศมี รูปที่ 3 แสดงการคละขนาดของเมด็ ดินตวั อย่างดิน
มากกวา่ ดว้ ยเหตุน้ี งานวจิ ัยน้ีจงึ ใชว้ ัสดุท่ีมขี นาดโพรง ที่ใช้ในการศึกษาน้ี ซึ่งเป็นดินสังเคราะห์ข้ึนจากทราย
ช่องวา่ งทีใ่ หญ่กว่าโพรงของมวลดินมาสร้างเป็นชั้นกัน (sand) และตัวอย่างดินที่เก็บมาจากบ้านโคกพรม
ชนไปแทรกในชั้นดิน เพื่อตัดกระบวนการคาพิวลารี ตำบลโนนไทย อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา
ไม่ใหน้ ำพาความชืน้ และความเคม็ ขนึ้ มาสูผ่ วิ ดนิ จากรูปตัวอย่างดินมีสัดส่วนทรายร้อยละ 45.5 ดิน
ตะกอนร้อยละ 54.5 และดินเหนียวร้อยละ 0 เม่ือ
3. วธิ ดี ำเนินงานวิจยั นำไปจำแนกตามระบบจำแนกดิน United States
Department of Agriculture (USDA) พบวา่ ตวั อย่าง
3.1 แบบจำลองทางกายภาพและตวั อย่างดิน ดนิ เปน็ Silt loam
การเคลื่อนที่ของน้ำใต้ดินเค็มในแนวดิ่งใน
สำหรับชั้นกนั ชน (CB) ท่ีแทรกอยูท่ ีร่ ะดับความลึก
งานวิจัย ได้ศึกษาผ่านแบบจำลองทางกายภาพใน 25 – 30 ซม. จากผิวดนิ ได้เลอื กใช้กรวดที่ขนาด 2.38
ห้องปฏิบัติการ โดยจำลองชั้นดินในหลอดอะคริลิคใน – 4.75 มม. ซึ่งมขี นาดคละเป็นแบบสม่ำเสมอและทำ
ขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 15 ซม. สูง 130 ซม. ดังรูปที่ ให้โพรงช่องว่างในชั้นนี้มีขนาดใหญ่กว่าขนาดโพรง
2 และมีส่วนประกอบอื่นในแบบจำลองดังน้ี 1) ของมวลดิน และใช้วัสดุใยสังเคราะห์ประกบด้านบน
Computer 2) โครงสร้างเหล็กรองรับ 3) Marriot และล่างของชั้นเพื่อกรองเม็ดดินละเอียดที่จะเข้าไป
ปะปนในช้ันดงั กลา่ ว โดยมีความหนารวม 5 ซม.
3.2 การเตรียมแทง่ ตัวอยา่ งทดสอบ
เพื่อให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกันชนในการ
ควบคมุ การเคลอื่ นที่ของน้ำใต้ดินเค็ม งานวิจัยนี้ได้ทำ
การทดสอบกับแท่งตัวอย่างดินที่ไม่มีชั้นกันชนเพ่ือ
เปรียบเทียบผลการสอบให้ชัดเจน ซึ่งขั้นตอนการ
เตรียมแท่งตัวอย่างทดสอบมี 3 ขั้นตอนหลัก
ดงั ต่อไปน้ี
(1) บดอัดดินลงหลอดอะคริลิค โดยแบ่งการบด
อัดดินออกเป็น 10 ชั้น ซึ่งกำหนดความ
หนาแน่นของดินเท่ากับ 1.70 กรัมต่อ
ลูกบาศก์เซนติเมตร สำหรับแท่งตัวอย่างที่มี
กันชน ติดตั้งชั้นกันชนในระหว่างการบดอัด
ดิน ตามระดับตามที่กำหนดไว้ในรูปที่ 2
การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า
199
CE47
พร้อมทงั้ ตดิ ต้ังหวั วัด (sensor) ท่ีตำแหน่ง P5 ส่วนข้อมูลความชื้น ความเค็ม และอุณหภูมิ
P4 P3 P2 และ P1 ตามลำดับ ของดิน จะถูกบันทึกค่าทุก ๆ 1 นาที เก็บไว้
(2) ติดตั้งถังจ่ายน้ำเค็มเข้าไปในดินด้านใต้ของ ใน data logger
แท่งตัวอย่าง โดยกำหนดให้ระดับน้ำใต้ดิน
คงที่ที่ 57.5 ซม. จากผิวดิน โดยตัวอย่าง 4. ผลการทดสอบ
น้ำเค็มที่ใช้ในการศึกษา ได้จากการใช้เกลือ ผลการทดสอบที่ได้จากการศึกษาน้ี ถูกนำเสนอใน
โซเดียมคอลไรด์บริสุทธิ์ เกรด AR (Sodium
Chloride ; NaCl) ละลายกับน้ำกลั่นด้วย รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นเชิงปริมาตร
ความเข้มข้นร้อยละ 2 โดยนำ้ หนัก (Volumetric water content) ที่ผ่านการสอบเทียบ
(3) เมื่อน้ำใต้ดินถึงระดับที่กำหนด ทำการปิดถัง หวั วดั กบั ความลกึ และความสมั พันธร์ ะหวา่ งคา่ การนำ
จ่าย แล้วปล่อยน้ำเค็มจาก Marriot tube ไฟฟ้า (Electrical Conductivity, EC) กับความลึก
เข้าสู่แท่งตัวอย่าง พร้อมทั้งบันทึกข้อมูล โดยค่าการนำไฟฟ้าทีไ่ ด้จากหัววดั เป็นคา่ การนำไฟฟ้า
น้ำหนักของน้ำที่หายไปจาก Marriot tube ทส่ี กดั จากดนิ อม่ิ ตวั ดว้ ยนำ้ (Electrical Conductivity
รปู ที่ 2 แสดงแบบจำลองทางกายภาพสำหรับศึกษาการเคล่อื นตวั ของนำ้ ใต้ดนิ เค็มในห้องปฏิบตั ิ
การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
200
CE47
100Percent finer (%) Soil depth (cm) Volumetric water content (-)
80 0.0 0.2 0.4 0.6
60 0
40 t=0 hr
t=12 hr
20 t=24 hr
0 20 t=48 hr
10 0.1 0.001
Diameter of soil particle (mm) t=96 hr
t=192 hr
รูปท่ี 3 การคละขนาดของตัวอยา่ งดิน Silt loam t=240 hr
at saturation) ซึ่งเป็นคา่ ท่ีบง่ บอกระดับความเคม็ ใน 40
ดินทางอ้อม หากค่าที่อ่านได้มีค่าสูงแสดงว่าระดับ
ความเค็มในดินจะมคี ่าสูงตามไปด้วย Water table
60
4.1 การเปล่ียนแปลงความชน้ื ตามความลกึ
รูปที่ 4 และ รูปที่ 5 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง รูปที่ 4 การเปลี่ยนแปลงความช้ืนตามความลึกทเี่ วลา
ตา่ งๆ สำหรับแท่งดนิ ตัวอย่างท่ไี มม่ ีกนั ชน
ความชนื้ กับความลกึ ของแทง่ ตัวอย่างท่ไี มม่ ีกันชนและ
มีกันชัน ตามลำดับ สำหรับผลการทดสอบในแท่งดิน 0.0 Volumetric water content (-)
ท่ีไม่มีกนั ชน (รูปที่ 4) พบว่าลกั ษณะการเปล่ียนแปลง 0 0.2 0.4 0.6
ความชื้นตามความลึกจะเปลี่ยนแปลงทุกตำแหน่ง
ตรวจวดั ยกเว้นตำแหนง่ P5 เนอื่ งจากเป็นตำแหน่งที่ Soil depth (cm) 20 CB layer t=0 hr
อยู่ใต้ระดับน้ำใต้ดินเค็ม ค่าความชื้นที่ได้จึงเป็น t=12 hr
ความชื้นของดินที่สภาวะอิ่มตัวด้วยน้ำ (Saturated t=24 hr
volumetric water content) และจากการทดสอบ t=48 hr
จะเห็นได้การเคลอื่ นท่ีของน้ำในแทง่ ตัวอย่างที่ไม่มีกัน t=96 hr
ชนสามารถเคลื่อนที่ตามแนวดิ่งขึ้นไปได้ถึงผิวดิน ซ่ึง t=192 hr
สังเกตได้จากการเปลีย่ นแปลงความช้ืนที่ตำแหน่ง P1 t=240 hr
ทตี่ ิดไว้ที่ระดับ 2.5 ซม. ใต้ผิวดนิ
40
Water table
60
รูปที่ 5 การเปล่ยี นแปลงความชน้ื ตามความลึกท่ีเวลา
ตา่ งๆ สำหรับแทง่ ดนิ ตัวอย่างทม่ี กี ันชน
สำหรับผลการทดสอบของแท่งตัวอย่างที่มีกันชน
(รูปท่ี 5) จะเหน็ ไดว้ ่าจะมกี ารเปลย่ี นแปลงความช้ืนใน
ท่ตี ำแหนง่ เดียวคือตำแหน่ง P4 (42.5 ซม. จากผิวดิน)
ซ่ึงเป็นตำแหน่งท่ีอยู่ใตช้ ั้นกันชนลงมา 2.5 ซม. โดยจะ
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างในช่วง 24 ชั่วโมงแรก และ
หลังจากนั้นจะคงที่จนสิ้นสุดการทดสอบ ในขณะท่ี
ความชื้นไม่สามารถเคลื่อนที่ทะลุผ่านชั้นกันชนไปได้
ซึ่งสังเกตได้จากความชื้นที่ตำแหน่ง P3 ที่ติดตั้งที่
ระดับ 2.5 ซม. เหนือชั้นกันชน จึงสรุปได้ว่า กันชนที่
การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า