The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunnywalker25 38, 2020-07-19 15:52:07

CE1-60_pagenumber (2)

CE1-60_pagenumber (2)

101

CE26

การวเิ คราะห์คานคอนกรตี เสริมเหล็กแบบไมเ่ ชิงเสน้ ด้วยวธิ ีไฟไนอิลเิ มนต์
Nonlinear Analysis of Reinforced Concrete Beams by Finite Element Model

อานนท์ วงษแ์ ก้ว1*

1 ภาควิชาวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
*ผู้ตดิ ต่อ: [email protected]

บทคัดยอ่
การศึกษาน้ีเปน็ การประยุกตใ์ ช้วิธีไฟไนอิลิเมนต์ในการวิเคราะห์หาพฤติกรรมการรับโมเมนต์ดัดของคานคอนกรีตเสริมเหล็ก

โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพ่อื พัฒนาแบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์ของคานคอนกรีตเสรมิ เหล็กที่มปี ระสทิ ธิภาพในการประมาณค่าโมเมนต์ดัด
สูงสุดของคาน และเพื่อเปรียบเทียบค่าโมเมนต์ดดั สูงสุดที่ได้จากแบบจำลองกับค่าทีค่ ำนวณได้จากสมการ ACI 318 [1] เริ่มจาก
การพัฒนาแบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์คานคอนกรีตเสริมเหล็ก (FEMB1) หน้าตัดสี่เหลี่ยมขนาด 15x25 ซม. เปรียบเทียบผลการ
วิเคราะหแ์ บบจำลองกับผลการทดสอบตัวอย่างคานในหอ้ งปฏบิ ัติการ จากนัน้ ทำการศึกษาเชงิ ตัวแปรของคานด้วยแบบจำลองไฟ
ไนอิลเิ มนต์ FEMB2 FEMB3 FEMB4 ผลการวเิ คราะห์แบบจำลอง FEMB1 เทยี บกับผลการทดสอบคาน พบวา่ แบบจำลองมีความ
ถูกต้องแม่นยำสูง สามารถทำนายแรงกระทำที่รอยร้าวแรกของคานและทำนายแรงกระทำสูงสุดของคานได้ค่อนข้างดีมีค่าคาด
เคลอ่ื นจากผลการทดสอบเทา่ กับ 18% และ 9% ตามลำดับ แบบจำลองคาน FEMB2 FEMB3 และ FEMB4 ให้ค่าโมเมนต์ดดั สงู สุด
ของหนา้ ตดั มากกวา่ ค่าท่คี ำนวณได้จากสมการ ACI 318 [1] ประมาณ 17% 20% และ 26% ตามลำดบั ถงึ แมว้ า่ จะใช้ค่าตัวคูณลด
กำลัง (b) เท่ากับ 1 จึงสรุปได้ว่าการใช้สมการคำนวณหาค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดของหน้าตัดตาม ACI 318 [1] ให้ค่าอยู่ในส่วน
ปลอดภัย
คำสำคญั : คานคอนกรีตเสรมิ เหลก็ , แบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์, คา่ โมเมนต์ดัด

Abstract
This study is aimed to apply the finite element (FE) method to evaluate the flexural behavior of the

reinforced concrete (RC) beams. The purposes of the study were set: 1) to develop the high accurate FE model
of the RC beam for studying the flexural behavior of the RC beam, and 2) to compare the maximum moment
capacities of RC beams obtained from the analysis with the values computed from ACI 318 [1]. First, the finite
element models (FEM) of a RC beam with a square shape of 15x25 cm. (FEMB1) were developed. The analytical
results from the FEM were verified with the experimental results. The model shows a very good comparison of
first crack and maximum flexural forces with the laboratory results by the discrepancy of 18% and 9%,
respectively. Then, the FE models of three square reinforced concrete beams (FEMB2, FEMB3, FEMB4) with the
same cross sections of a square shape of 15x25 cm., but difference in steel reinforcement details were created.
The comparison of maximum moment capacities obtained from the analytical models and the values
calculated by ACI 318 [1] show differences by 17%, 20%, and 26%, respectively, although the resistance factor
(b) of 1.0 was used. This indicates that ACI 318 [1] yields on the quite conservative value of maximum
moment capacity of the RC beam.
Keywords: Reinforced Concrete Beam, Finite Element Model, Flexural Moment

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

102

CE26

1. บทนำ [1]: 4733 f ' (เมกะปาสคาล) 3) กำลังต้านทานแรง
การวิเคราะห์คานคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยวิธีไฟ- c

ไนอิลิเมนต์ ให้ได้ผลใกล้เคียงกับผลการทดสอบ ดึงสูงสุดของคอนกรีต ตามสมการ ACI 318 [1]:
ตัวอย่างคานในห้องปฎิบัติการจริงเป็นปัญหาท่ี
ซบั ซ้อน เนอ่ื งจากคานคอนกรีตเสรมิ เหลก็ มีพฤติกรรม 0.623 f ' (เมกะปาสคาล) 4) อัตราส่วนปัวซองของ
nonhomogenous และ anisotropic ซึ่งพฤติกรรม c
ทั้งสองนี้จำเป็นต้องถูกคำนึงถึงในการสร้าง
แบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์ (Finite Element Model) อยรู่ ะหวา่ ง 0.15-0.25 5) คา่ สมั ประสิทธิ์กำลังรับแรง
เพ่ือใหไ้ ดแ้ บบจำลองทม่ี ีความถกู ต้องแม่นยำ สามารถ
เทยี บเคยี งผลการวิเคราะหไ์ ดก้ ับผลการทดสอบจรงิ เฉือนของคอนกรีต 6) ค่าความสัมพันธ์ระหว่างความ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนา เคน้ อัดและความเครียดอดั ของคอนกรีต 7) เกณฑ์การ
แบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์คานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2)
เพื่อประเมินความสามารถในการรับโมเมนต์ดัดของ วิบัติของคอนกรีตต้องให้คอนกรีตมีลักษณะการพัง
คานคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาด
เหล็กเสริม และเปรียบเทียบค่าโมเมนต์ดัดจาก แบบฉกี ขาด
แบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์คานคอนกรตี เสริมเหล็กกบั
ค่าทีได้จากสมการการออกแบบคานคอนกรีตเสริม ส่วนอิลเิ มนตท์ ่ใี ชส้ ำหรับการสร้างแบบจำลองของ
เหลก็ ของ ACI 318 [1]
เหล็กเสริมเลือกใช้ LINK8 ซึ่งลักษณะอิลิเมนต์เป็น
2. การพัฒนาแบบจำลองคานคอนกรตี เสรมิ เหลก็
สำหรับการศึกษาน้ีชนิดของอิลิเมนต์ท่ีเลือกใช้ใน ประเภท 2 จุดเสน้ ตรง แตล่ ะจดุ ของอิลิเมนต์สามารถ

การสร้างแบบจำลองของคอนกรีตคือ SOLID65 ซึ่งมี เคลื่อนที่แบบอิสระได้ทั้งแกน X, Y, Z อิลิเมนต์ของ
ลักษณะอิลิเมนต์เป็นแบบกล่อง อิลิเมนต์ชนิดนี้ถูก
กำหนดตามขนาดความกว้าง ความยาว และความสูง เหล็กจะสร้างร่วมกับจุดของคอนกรีตอิลิเมนต์เชื่อม
ด้วยการสร้างจุดต่อจุด (Node) ทั้งหมด 8 จุด ซึ่งแต่
ละจุดของอิลิเมนต์สามารถเคลื่อนที่อิสระได้ แกน X, เปน็ จดุ เดียวกัน โดยมสี มมุตฐิ านคอนกรีตและเหล็กไม่
Y, Z ทั้งนี้ SOLID65 มีความสามารถแสดงพฤติกรรม
ก าร แตก ร ้าว (Cracking) หร ือก าร บดอ ัดแตก เกิดการรูดขณะรับแรง คุณสมบัติเหล็กเสริมที่ต้องใส่
(Crushing) ของคอนกรีต คณุ สมบตั คิ อนกรีตท่ีต้องใส่
คา่ มีดังนี้ 1) ความเค้นอัดสงู สุดของคอนกรีต หาค่าได้ ค่ามีดังนี้ 1) ค่าโมดูลัสยืดหยุ่นของเหล็กเสริม 2)
จากการทดสอบตัวอย่างคอนกรีตตาม ASTM C39 2)
คา่ โมดลู สั ยดื หยุน่ ของคอนกรีต ตามสมการ ACI 318 อตั ราส่วนปัวซองของเหลก็ เสริม 3) ขนาดพืน้ ที่หนา้ ตดั

ของเหล็กเสริม 4) กำลังรับแรงดึงทีจ่ ุกคราก 5) กำลัง

รับแรงดงึ ท่จี ุดสงู สุด 6) ค่าความสัมพันธร์ ะหว่างความ

เคน้ และความเครียดดึงของเหลก็ โดยใชค้ ่าจากผลการ

ทดสอบในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร

3. วิเคราะหค์ วามถูกตอ้ งของแบบจำลอง FEMB1
แบบจำลองไฟไนอลิ ิเมนต์คานคอนกรีตเสริมเหล็ก

ที่พัฒนาขน้ึ ถูกตรวจสอบความถกู ต้องโดยเปรียบเทียบ
กับผลการวเิ คราะห์ท่ไี ด้จากแบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์
ของคานคอนกรีตเสริมเหล็กในห้องปฏิบัติการ (B1)
คาน B1 มีขนาดหน้าตัด 0.15 เมตร x 0.25 เมตร
ความยาว 2.50 เมตร และระยะวัดระหว่างตำแหน่ง
จุดรองรับทั้งสองข้างเท่ากับ 2.40 เมตร เนื่องจาก
คณุ สมบัตสิ มมาตรของหน้าตดั และลักษณะการให้แรง
กระทำ แบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์จะมีขนาดเพียงหนึ่ง

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

103

CE26

ในสี่ของคานทดสอบ B1 เพื่อลดระยะเวลาในการ เข้า โดยทำการเพิ่มค่าจากค่ากำหนดมาตรฐานของ
โปรแกรมอีก 5 เทา่ เพ่ือให้โปรแกรมสามารถวเิ คราะห์
วเิ คราะห์ โดยคอนกรีตนน้ั ถกู สรา้ งโดยใชอ้ ิลเิ มนต์ชนิด ผลได้

SOLID65 ส่วนเหล็กเสริมและเหล็กปลอกใช้อิลิเมนต์ 4. ผลการวเิ คราะหแ์ บบจำลอง FEMB1
ผลการวิเคราะห์แบบจำลอง FEMB1 เปรยี บเทียบ
ชนดิ LINK8 นอกจากนีย้ งั สมมตุ ิการยดึ เหน่ียวระหวา่ ง
กับผลการทดสอบคาน B1 นำเสนอด้วยกราฟแรง
เหล็กกับคอนกรีตเป็นแบบยึดแน่นสมบูรณ์ โดยทำ กระทำที่กึ่งกลางคานและระยะการโก่งตัวที่กึ่งกลาง
คาน โดยค่าแรงกระทำที่กึ่งกลางคานที่ได้จาก
การเชื่อมจดุ ของเหล็กและจุดของคอนกรีตที่ตำแหน่ง แบบจำลองคำนวณจากการนำค่าแรงปฏิกิริยาที่ได้
จากแบบจำลองคูณด้วย 4 เพื่อให้เทียบผลได้กับการ
เดียวกันให้มีดีกรีของความอิสระเท่ากัน เพื่อลด ทดสอบคาน นอกจากนจี้ ะทำการเทียบค่าความเครียด
ที่เกิดขึ้นในเหล็กเสริม และค่าความเครียดที่เกิดข้นึ ที่
ระยะเวลาการวเิ คราะห์ของโปรแกรม ผิวคอนกรีตเมื่อคานมีค่าการโก่งตัวที่กึ่งกลางคาน
เพิ่มขึ้น โดยนำเสนอเป็นสัดส่วนกับความเครียดที่จุด
ตารางที่ 1 คณุ สมบัติคอนกรีตและเหล็กเสรมิ ของคาน ครากของเหล็กเสริมที่ได้จากการทดสอบและค่า
ความเครียดใช้งานของคอนกรีต (0.003) ค่า
คอนกรตี เสริมเหลก็ ทดสอบในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร (B1) ความเครียดที่ได้จากแบบจำลองจะนำค่าทีเ่ กิดขึ้น ณ
ตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งที่ติดแผ่นวัดการยืดหด
คาน f ' f y / Es f y / Es ในคานทดสอบ ผลการเปรียบเทียบแรงกระทำและ
c ระยะโก่งตัวที่กึ่งกลาง พบว่า คานทดสอบ (Exp B1)
(DB12) (RB6) มีรอยร้าวแรกที่แรงกระทำประมาณ 16 กิโลนิวตัน
(คอนกรตี ) ส่วนแบบจำลอง FEMB1 แสดงรอยร้าวแรกที่แรง
เท่ากับ 19 กิโลนิวตัน คาน Exp B1 สามารถรับแรง
MPa MPa MPa กระทำได้สูงสุดเท่ากับ 107 กิโลนิวตัน ส่วน
แบบจำลอง FEMB1 รับแรงได้สงู สดุ เท่ากับ 117 กิโล
B1 42 462/217,367 419/219,437 นิวตนั เมอ่ื เปรยี บเทียบผลพบว่า แบบจำลอง FEMB1
ให้ค่าสูงกว่าผลการทดสอบประมาณ 9% และจาก
ตารางที่ 1 แสดงค่าคุณสมบัติคอนกรีตและ ค ว า ม ช ั น ข อ ง ก ร า ฟ แ บ บ จ ำ ล อ ง ม ี ค ่ า ค ว า ม แ ข็ ง
เหล็กเสริมที่ใช้กับคานB1 ส่วนแบบจำลองคาน (Stiffness) มากกว่าคานทดสอบ เมือ่ พิจารณาร่วมกับ
FEMB1 มีการใส่แรงกระทำที่ตำแหน่ง 0.80 เมตร รูปที่ 2 จากกราฟแสดงความเครียดของเหล็กล่าง
จากจุดรองรับ ที่กึ่งกลางความยาวคานเท่ากับ 1.25 (FEMB1) เหล็กล่างจะครากท่ีระยะโก่งตัวประมาณ 9
เมตร จากปลายคาน จุด (node) ทั้งหมดบนระนาบน้ี
ทั้งระนาบจะเคลื่อนที่ลงได้อิสระในแนวดิ่งแต่ไม่
สามารถเคลอื่ นที่ได้ในแนวราบ และทร่ี ะนาบครึ่งหนงึ่
ของหน้าตดั ตลอดความยาวคาน จุด (node) ที่อยู่บน
ระนาบนี้ทั้งหมดจะเคลื่อนที่อิสระในแนวดิ่งแต่ไม่
สามารถเคลื่อนที่ได้ในแนวตงั้ ฉากทต่ี ำแหน่งจุดรองรับ
คานทดสอบจุด (node) บริเวณนี้จะจำลองการ
เคลอื่ นทแ่ี บบลกู กลงิ้ โดยเคลื่อนที่ได้อสิ ระในแนวราบ
แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ในแนวตั้งฉากกับแนวราบท่ี
เหลืออกี 2 แนว การวิเคราะหแ์ บบจำลอง FEMB1 จะ
ใช้การวิเคราะห์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear) และ
เพื่อให้แบบจำลองสามารถวิเคราะห์ได้ผลลู่เข้าหา
คำตอบ จำเป็นต้องกำหนดค่าการต้านทานผลการลู่

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

มิลลิเมตร และเมื่อพิจารณาแรงกระทำในรูปที่ 1 104
พบว่าเป็นตำแหน่งที่แบบจำลอง FEMB1 แสดง
พฤติกรรมถึงจุดครากของคาน ส่วนค่าความเครียด CE26
ของเหล็กบนพบว่า ค่าที่ได้จากผลการทดสอบและ
แบบจำลองมีค่าใกล้เคียงกันมากจนถึงระยะโก่งตัว ได้วา่ ถึงแม้ว่าแบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์คานคอนกรีต
ประมาณ 20 มิลลิเมตร จากนั้นค่าความเครียดใน เสริมเหล็ก (FEMB1) จะให้ค่าแรงกระทำสูงกว่าผล
เหล็กบนจากผลการทดสอบจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การทดสอบเล็กน้อย แต่แบบจำลองก็สามารถทำนาย
และเหล็กบนถึงจุดครากที่ระยะโก่งตัวประมาณ 23.5 แรงกระทำทีส่ ภาวะคราก ได้แมน่ ยำอยใู่ นเกณฑ์ดีมาก
มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อพิจารณาแรงกระทำจากรูปที่ 1 ที่
ระยะโก่งตัว 23.5 มิลลิเมตร พบว่า เป็นตำแหน่งท่ี รูปท่ี 2 เปรียบเทียบความเครียด/ความเครียดคราก
แรงกระทำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าที่ และระยะโก่งตัวท่ีกึง่ กลางคานของเหล็กเสริมหลักใน
ตำแหน่งนี้คานเริ่มแสดงพฤติกรรมการพังแบบ คานคอนกรีตเสรมิ เหลก็ และแบบจำลองไฟไนอลิ ิเมนต์
สมบรู ณ์

รูปที่ 1 เปรียบเทียบแรงและระยะโก่งตัวที่กึ่งกลาง รูปท่ี 3 เปรียบเทียบความเครียด/ความเครียดใช้งาน
คานคอนกรตี เสรมิ เหล็กและแบบจำลองไฟไนอลิ เิ มนต์ คอนกรีตและระยะโก่งตัวที่กึ่งกลางคานของผิวบน
คานคอนกรีตเสริมเหลก็ และแบบจำลองไฟไนอลิ เิ มนต์
รูปที่ 3 แสดงค่าความเครียดที่เกิดขึ้นในผิวบน
คอนกรตี พบว่าคา่ ท่ีได้จากผลทดสอบและแบบจำลอง 5. การศกึ ษาพฤติกรรมคานเชงิ ตัวแปร
มีคา่ ใกลเ้ คยี งกันจนถึงระยะโก่งตัวของคานที่ประมาณ ทำการสร้างแบบจำลองคานคอนกรีตเสริมเหล็ก
7 มิลลิเมตร จากนั้นค่าความเครียดบนผิวคอนกรีต
ของคาน Exp B1 จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหลุด FEMB2 FEMB3 และ FEMB4 คณุ สมบัตคิ อนกรตี และ
จากผิวเมื่อระยะโก่งตัวประมาณ 19 มิลลิเมตร ส่วน เหล็กเสริมสำหรับแบบจำลองทั้งสาม เมื่อคำนวณ
ค่าความเครียดของผิวคอนกรีตด้านบนของ กำลังรับโมเมนต์ดัดของหน้าตัดคานทั้งสาม พบว่า
แบบจำลองจะมีความชนั ลดลงเกือบคงท่ีสามารถสรุป

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

105

CE26

แบบจำลองทั้งสาม มีค่ากำลังรับโมเมนต์ดัดได้เท่ากบั ค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดของหน้าตัดตาม ACI 318 [1]
33.88, 64.75, และ 78.87 กโิ ลนิวตันเมตร ตามลำดับ ประมาณค่าโมเมนตด์ ดั ตำ่ กวา่ กำลังจริงของหนา้ ตัด
โดยคาน FEMB4 มีกำลังสูงสุด รองลงมาคือคาน
FEMB3 และคาน FEMB2 มีกำลังต่ำสุด ความยาว รูปที่ 4 เปรียบเทียบแรงกระทำและระยะโก่งตัวท่ี
คาน ตำแหน่งจุดรองรับ การใส่แรงกระทำ และการ ก่งึ กลางคานของแบบจำลอง FEMB2 FEMB3 FEMB4
สร้างแบบจำลองเพียงหนึ่งในสี่ของแบบจำลองเต็ม
โดยอาศัยคุณสมบัติสมมาตรของหน้าตัดและการใส่ รูปท่ี 5 เปรียบเทียบความเครียด/ความเครียดคราก
แรงจากการศึกษาก่อนหน้านี้ ได้นำมาใช้ในกับ และระยะโก่งตัวที่กึ่งกลางคานของเหล็กเสริมล่างใน
แบบจำลองทั้งสามนี้ด้วย ในรูปที่ 4 พบว่าผลการ แบบจำลองFEMB2 FEMB3 FEMB
วิเคราะห์สอดคล้องกับการคำนวณ มีค่าแรงกระทำ
สูงสุดเท่ากับ 250 กิโลนิวตัน คาน FEMB3 สามารถ รูปท่ี 6 เปรียบเทียบความเครียด/ความเครียดคราก
รับแรงกระทำรองลงมา โดยรับแรงกระทำสูงสุดได้ และระยะโก่งตัวที่กึ่งกลางคานของเหล็กเสริมบนใน
เท่ากับ 210 กิโลนิวตัน และคาน FEMB2 รับแรง แบบจำลอง FEMB2 FEMB3 FEMB4
กระทำสูงสุดได้เท่ากับ 115 กิโลนิวตัน เมื่อ
เปรียบเทียบกราฟทั้งสามเส้นพบว่า คาน FEMB2,
FEMB3, และ FEMB4 ถึงจุดครากท่ีระยะโก่งตัวท่ี
กึ่งกลางคานเท่ากับ 9.2 12.2 และ 14.7 มิลลิเมตร
ตามลำดับ เมื่อพิจารณาประกอบกับรูปที่ 5 ที่แรง
กระทำเท่ากับประมาณ 100 กิโลนิวตัน คาน FEMB2
เริ่มเกิดการคราก ส่วนคาน FEMB3 และ FEMB4 มี
แรงกระทำท่ีทำใหค้ านท้ังสองเริ่มเข้าสู่สภาวะครากที่
ประมาณ 175 และ 225 กิโลนิวตันตามลำดับ
ความเครียดที่เกิดขึ้นในเหล็กบนช่วงการเริ่มโก่งตัว
ของคานจนถึงระยะการโก่งตัวเท่ากับ 11 มิลลิเมตร
ค่าความเครียดที่เกิดขึ้นในเหล็กบนของทั้งสาม
แบบจำลองมีค่าใกล้เคยี งกันมาก แตเ่ ม่อื ระยะการโก่ง
และคาน FEMB2 มีค่าการหดตัวของผวิ คอนกรีตน้อย
สุด ตารางที่ 2 แสดงค่าแรงกระทำเมื่อเกิดการ
แตกร้าวแรกของแบบจำลอง และการเปรียบเทียบค่า
โมเมนต์ดัดสูงสุดของหน้าตัดจากการคำนวณกับค่าที่
ได้จากแบบจำลอง พบว่าทั้ง 3 แบบจำลองให้ค่า
มากกว่าตั้งแต่ 17%-26% แสดงว่าสมการคำนวณหา

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

106

CE26

คำนวณได้จากสมการ ACI 318 [1] ประมาณ 17%
20% และ 26% ตามลำดบั

4) สมการ ACI 318 [1] คำนวณค่าโมเมนต์ดัด
สูงสดุ ของหนา้ ตดั อยู่ในส่วนปลอดภัย

รูปที่ 7 เปรียบเทียบความเครียด/ความเครียดใช้งาน 7. กติ ตกิ รรมประกาศ
คอนกรีตและระยะโก่งตัวที่กึ่งกลางคานของผิวบน งานศึกษาได้รับทุนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์
คอนกรตี แบบจำลอง FEMB2 FEMB3 FEMB4
มหาวิทยาลัยบรู พา ประจำปี 2552 (43/2552)
ตารางที่ 2 แสดงคา่ แรงกระทำที่ทำให้เกิดรอยร้าวแรก
และคา่ โมเมนต์ดัดสูงสุดของแบบจำลอง 8. เอกสารอา้ งองิ
[1] ACI 318-99, American Concrete Institute,
คาน แรง (ก) (ข) (ก):(ข) “Building Code Requirements for Reinforced
Concrete,” American Concrete Institute,
กระทำ โมเมนต์ โมเมนต์ % Farmington Hills, Michigan, 1999.
[2] Kachlakev, D.I. and Miller, T., “Finite
ดดั สูงสดุ ดดั สงู สดุ Element Modeling of Reinforced Concrete
Structures Strengthened with FRP Laminates,
ออกแบบ FEM Final Report, SP316, Oregon Department of
Transportation, Salem, Oregon, May 2001.
FEMB2 19.23 32.88 44.73 26.5 [3] Nilson, A. H., “Nonlinear Analysis of
FEMB3 20.31 64.75 78.0 17.0 Reinforced Concrete by the Finite Element
FEMB4 20.31 78.87 98.1 19.6 Method,” Journal of the American Concrete
Institute, 65(9), pp. 757-766, 1968.

6. สรปุ ผลการศึกษา
1) แบบจำลองไฟไนอิลิเมนต์ คาน FEMB1

สามารถทำนายแรงกระทำที่รอยร้าวแรกของคานได้ดี
มีคา่ คาดเคล่อื นจากผลการทดสอบเท่ากับ 18%

2) แบบจำลองคาน FEMB1 มีค่าคาดเคลื่อนจาก
ผลการทดสอบประมาณ 9%

3) แบบจำลองคาน FEMB2 FEMB3 และ FEMB4
ให้ค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดของหน้าตัดมากกว่าค่าท่ี

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

107

CE27

การศึกษาปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การบริหารงานโครงการจ้างเหมาของสำนกั ทางหลวงที่ 14 กรมทางหลวง
A Study of Factors Affecting Construction Project Management
in Bureau of Highways14

กอ้ งเกียรติ จนั ทร์หิรญั 1 และ อานนท์ วงษ์แก้ว2*

1 อดีตผอู้ ำนวยการสำนักทางหลวง กรมทางหลวง
2 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควชิ าวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบรู พา อ.เมอื ง จ.ชลบรุ ี 20131

*ผู้ติดต่อ: [email protected]

บทคดั ยอ่
การดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องบริหารโครงการให้ได้ตามเวลางบประมาณและคณุ ภาพ ซึ่งเป็นปัญหา

สำคัญประการหน่ึงในโครงการจ้างเหมาของสำนกั ทางหลวงที่ 14 กรมทางหลวง เนอ่ื งจากงานก่อสร้างและบำรุงรกั ษาทางหลวงจะ
มีลักษณะการก่อสร้างเฉพาะ แตกต่างกับงานกอ่ สรา้ งทั่วไป ซ่ึงข้อจำกดั และข้อกำหนดเหล่านีจ้ ะเป็นปัจจยั ทีม่ ีผลกระทบต่อการ
บรหิ ารโครงการใหร้ าบรน่ื ตลอดอายุสญั ญา การศกึ ษาโครงการเฉพาะเรือ่ งน้เี ป็นการศึกษาปจั จัยท่ีมผี ลตอ่ การบรหิ ารงานโครงการ
จ้างเหมาของสำนกั ทางหลวงท่ี 14 โดยการออกแบบสอบถามไปยังกลมุ่ เปา้ หมาย 2 กลุ่มคือ กลมุ่ ผู้วา่ จ้างและกล่มุ ผู้รบั จา้ ง มีความ
คิดเห็นกับระดับความสำคัญและความถี่ในการเกิดของปัจจัยที่มผี ลกระทบต่อการบริหารโครงการจ้างเหมา ในแต่ละด้านรวม 6
ด้าน โดยได้ทำการศึกษาจากกลุ่มผู้ว่าจา้ ง 150 ราย และกลุ่มผู้รับจ้างจำนวน 200 ราย ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ว่าจา้ งเห็ นวา่
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการบริหารโครงการจ้างเหมาก่อสร้างในระดับสูง 3 ระดับแรก คือ ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยภายนอก
องค์กร และปัจจัยด้านการควบคุมงานก่อสร้าง สำหรับกลุ่มผู้รับจ้างเห็นว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการบริหารโครงการจ้างเหมา
กอ่ สรา้ งในระดบั สูง 3 ระดบั แรก คอื ปจั จัยด้านบุคลากร ปัจจัยภายนอกองค์กร และปจั จัยดา้ นแบบก่อสร้าง
คำสำคัญ: ปจั จัยที่มีผลกระทบ, การบริหารโครงการ, โครงการกอ่ สร้างทางหลวง

Abstract
To achieve the project construction implementation, the three main components required are to

manage time, cost, and quality of the project effectively. The major problem of the highways
construction under the Bureau of Highways 14, Department of Highways (BOH14) was the construction
management. Highway construction and maintenance had different characteristics compared to other
types of construction. These constraints highly affected the efficiency of the construction management.
This research emphasized on the studying of impact factors for construction management in the BOH14.
The study was done by means of questionnaire surveys of two main parties, owners (BOH14) and
contractors. Two main aspects, significance levels and frequency levels, of six impact factors for
construction management were examined. The samples of 150 from owners (BOH14) and 200 samples
from contractors were analyzed. In the owners (BOH14) point of view, the study showed that the first
three impact factors in the personal administration, external factors, and construction supervision while
the first three factors for the contractors are personal administration, external factors, and construction
drawings.
Keywords: Impact Factors, Highway Construction and Management

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

1. บทนำ 108
ปัจจุบันพื้นทีส่ ำนักทางหลวงที่ 14 เป็นพื้นที่ ที่มี
CE27
ปริมาณการจราจรสูง ทำให้ถนนที่มีอยู่ต้องมีการ
ปรับปรุงและบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา จึงมีความ ได้จดทะเบียนกับสำนักทางหลวงที่ 14 มีจำนวน 38
จำเป็นต้องมีการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงตาม บริษัท โดยเฉลี่ยจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องในการควบคุมงาน
งบประมาณทไ่ี ดร้ ับ โดยส่วนใหญ่จะใช้วธิ กี ารประกวด หรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ประมาณ 10 คนต่อบริษัท
ราคาจ้างเหมา การบริหารงานโครงการจ้างเหมาให้มี ดังนั้นประชากรทั้งหมดในกลุ่มผู้รับจ้างมีจำนวน
ประสิทธิภาพมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อ ประมาณ 380 คน ดังนัน้ เมอื่ คำนวณตามสมการจะได้
การบริหารโครงการ ในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ ขนาดของกล่มุ ตวั อย่างเทา่ กับ 195 คน
เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยและความถี่ใน
การเกิดของปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารงานโครงการ การศึกษาได้กำหนดปัจจัยที่มีผลต่อการ
จ้างเหมา เพื่อศึกษาค่านัยสำคัญทางสถติ ิของปัจจัยท่ี บริหารงานก่อสร้างจากการตอบแบบสอบถามของผู้
มีผลต่อการบริหารงานโครงการจ้างเหมา และเพื่อให้ ว่าจ้างและผู้รับจ้างทั้งหมด 6 ด้าน คือด้านบุคลากร
ทราบถงึ ปจั จัยทมี่ ผี ลต่อการบริหารงาน ด้านแบบก่อสร้าง ด้านการประมูลงาน ด้านหนังสือ
สญั ญาจา้ งเหมากอ่ สร้าง ด้านการควบคุมงานก่อสร้าง
และปัจจัยภายนอกองคก์ ร การศกึ ษาใช้โปรแกรมทาง
สถิติ Statistical Package for the Social Sciences
(SPSS) ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู

2. วธิ ดี ำเนนิ การศึกษา 3. ผลการศึกษาระดบั ความสำคัญของปัจจยั
การศึกษานี้เป็นการใช้วิจัยเชิงสำรวจ และวิธีการ ตารางที่ 1 ค่าระดับความสำคัญของปัจจัยด้าน

เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถาม บุคลากร พบว่าผู้ว่าจ้างให้ระดับความสำคญั มากที่สุด
ประกอบด้วยฝ่ายผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นข้าราชการที่สังกัด ในปัจจัยย่อยที่ 1.2 โดยมีค่าเฉลี่ย 3.87 ในส่วนของผู้
สำนักทางหลวงที่ 14 กรมทางหลวง จำนวน 7 รับจ้างให้ระดับความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยที่
หน่วยงาน และฝา่ ยผู้รบั จ้างซง่ึ เป็นบรษิ ัทก่อสร้างทาง 1.1 โดยมีคา่ เฉล่ีย 3.86 ส่วนคา่ ระดบั ความสำคัญของ
ทจี่ ดทะเบียนกับสำนักทางหลวงท่ี 14 โดยสอบถามถึง ปัจจัยด้านแบบก่อสร้าง พบว่าผู้ว่าจ้างให้ระดับ
ปญั หาทท่ี ำให้โครงการเกิดความล่าช้า ทมี่ าของปัญหา ความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 2.3 โดยมี
วธิ กี ารที่จะใชใ้ นการแก้ปญั หาการบรหิ ารงานโครงการ ค่าเฉลี่ย 3.79 ในส่วนของผู้รับจ้างให้ระดับ
จ้างเหมาของสำนักทางหลวงต่อไป การหาขนาดของ ความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 2.5 โดยมี
กลุ่มตัวอย่างแบบทราบจำนวนประชากร เมื่อกำหนด ค่าเฉลีย่ 3.81 ค่าระดบั ความสำคญั ของปัจจยั ด้านการ
ความเชื่อมั่นที่ 95% ความผิดพลาดไม่เกิน 5%กลุ่ม ประมูลงาน ผู้ว่าจ้างให้ระดับความสำคัญมากที่สุดใน
ประชากรสำรวจที่เป็นกลุ่มผู้ว่าจ้างมี จำนวน ปัจจัยย่อยที่ 3.7 โดยมีค่าเฉลี่ย 3.83 ในส่วนของผู้
ข้าราชการทั้งหมด ในพื้นที่สำนักทางหลวงที่ 14 รับจ้างให้ระดับความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยท่ี
ท้งั หมด 236 คน ดงั น้นั เมือ่ คำนวณตามสตู รของ Taro 3.4 โดยมีค่าเฉลี่ย 3.98 ค่าระดับความสำคัญของ
Yamane (1973) [3] จะได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ปัจจัยดา้ นดา้ นหนังสือสญั ญาจ้างเหมาก่อสร้าง พบว่า
เทา่ กับ 149 คน สว่ นกล่มุ ผู้รบั จ้างจากขอ้ มูลปัจจุบันที่ ผู้ว่าจ้างให้ระดับความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยท่ี

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

109

CE27

4.4 โดยมีค่าเฉลี่ย 3.39 ในส่วนของผู้รับจ้างให้ระดับ ปัจจัยด้านการควบคุมงานก่อสร้าง พบว่าผู้ว่าจ้างให้
ความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 4.2 โดยมี ระดับความถี่มากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 5.5 โดยมี
ค่าเฉล่ยี 3.72 สว่ นคา่ ระดับความสำคญั ของปจั จยั ด้าน คา่ เฉลีย่ 2.92 ในสว่ นของผ้รู บั จ้างใหร้ ะดับความถ่ีมาก
การควบคุมงานก่อสร้าง พบว่าผู้ว่าจ้างให้ระดับ ท่ีสุดในปจั จยั ย่อยที่ 5.7 โดยมคี า่ เฉลย่ี 3.16 ค่าระดับ
ความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 5.1 โดยมี ความถี่ในการเกิดของปัจจัยภายนอกองค์กร ผู้ว่าจ้าง
ค่าเฉลี่ย 3.84 ในส่วนของผู้รับจ้างให้ระดับ ให้ระดับความถี่มากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 6.4 โดยมี
ความสำคัญมากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 5.7 โดยมี ค่าเฉลยี่ 2.97 ในส่วนของผู้รบั จา้ งใหร้ ะดบั ความถ่ีมาก
ค่าเฉลี่ย 3.82 ค่าระดับความสำคัญของปัจจัย ท่ีสดุ ในปัจจยั ยอ่ ยที่ 6.4 โดยมคี า่ เฉลย่ี 3.27
ภายนอกองค์กร ผู้ว่าจ้างให้ระดับความสำคัญมาก
ที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 6.4 โดยมีค่าเฉลี่ย 3.89 ในส่วน 5. ผลค่าระดบั นัยสำคญั ทางสถติ ขิ องปัจจยั
ของผู้รับจ้างให้ระดับความสำคัญมากที่สุดในปัจจัย ตารางที่ 1 ค่านัยสำคัญของปัจจัยด้านบุคลากร
ย่อยท่ี 6.4 โดยมีคา่ เฉลยี่ 3.80
พบว่าผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ
4. ผลการศึกษาระดับความถ่ขี องปจั จัย ระดับความสำคัญของปัจจัย ด้านบุคลากรไม่แตกตา่ ง
ตารางที่ 1 ค่าระดับความถี่ในการเกิดของปัจจัย กัน ส่วนความคิดเห็นด้านระดับความถี่ของปัจจัย
พบวา่ ผวู้ ่าจ้างและผู้รับจ้างมีความคิดเหน็ แตกต่างกัน
ด้านบุคลากร พบว่าผู้ว่าจ้างใหร้ ะดับความถี่มากที่สุด ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จำนวน 2 ปัจจัยคือ
ในปัจจัยย่อยที่ 1.3 โดยมีค่าเฉลี่ย 3.39 ในส่วนของผู้ ปจั จัยที่ 1.3 และ1.4 ค่านัยสำคัญของปัจจัยด้านแบบ
รับจ้างให้ระดับความถี่มากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 1.3 ก่อสร้าง พบว่าผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง มีความคิดเห็น
โดยมีค่าเฉลี่ย 2.93 ค่าระดับความถี่ในการเกิดของ แตกต่างกัน ปัจจัยที่ 2.4 2.5 และ2.6 ส่วนความคิด
ปจั จัยดา้ นแบบก่อสรา้ ง พบวา่ ผวู้ า่ จ้างใหร้ ะดับความถี่ เห็นเกี่ยวกับระดับความถี่ของปัจจัยพบว่า ผู้ว่าจ้าง
มากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 2.3 โดยมีค่าเฉลี่ย 2.97 ใน และผู้รับจ้างมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ปัจจัยท่ี 2.3
ส่วนของผู้รับจ้างให้ระดับความถี่มากที่สุดในปัจจัย และ2.5 ค่านัยสำคัญของปัจจัยด้านการประมูลงาน
ยอ่ ยที่ 2.3 โดยมคี ่าเฉล่ยี 2.58 คา่ ระดบั ความถ่ีในการ พบว่าผ้วู ่าจ้างและผรู้ ับจ้าง มคี วามคิดเห็นแตกต่างกัน
เกิดของปัจจัยด้านการประมูลงาน ผู้ว่าจ้างให้ระดับ ปัจจัยที่ 3.4 ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความถี่
ความถี่มากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 3.7 โดยมีค่าเฉลี่ย ของปัจจัยพบว่า ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีความคิดเห็น
3.39 ในส่วนของผู้รับจ้างให้ระดับความถี่มากที่สุดใน แตกต่างกัน ปัจจัยที่ 3.4 และ3.5 ค่านัยสำคัญของ
ปัจจัยยอ่ ยที่ 3.7 โดยมคี า่ เฉลยี่ 3.07 คา่ ระดับความถี่ ปัจจัยด้านหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง พบว่าผู้วา่
ในการเกิดของปัจจยั ดา้ นด้านหนงั สือสญั ญาจ้างเหมา จ้างและผู้รับจ้าง มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ปัจจัยท่ี
ก่อสร้าง พบว่าผู้ว่าจ้างให้ระดับความถี่มากที่สุดใน 4.1 4.2 4.3 ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความถี่
ปัจจัยย่อยที่ 4.4 โดยมีค่าเฉลี่ย 2.38 ในส่วนของผู้ ของปัจจัยพบว่า ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีความคิดเห็น
รับจ้างให้ระดับความถี่มากที่สุดในปัจจัยย่อยที่ 4.4 แตกต่างกัน ปัจจัยท่ี 4.2 ค่านัยสำคัญของปัจจัยด้าน
โดยมีค่าเฉลี่ย 2.62 ค่าระดับความถี่ในการเกิดของ การควบคุมงานกอ่ สร้าง พบว่าผู้ว่าจ้างและผ้รู ับจ้างมี

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ปัจจัยที่ 5.1 ส่วนความคดิ 110
เห็นเกี่ยวกับระดับความถี่ของปัจจัยพบว่า ผู้ว่าจ้าง
และผู้รับจ้างมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ปัจจัยท่ี 5.6 CE27
และ5.9 ตารางที่ 2 ค่านัยสำคัญของปัจจัยด้านปัจจัย
ภายนอกองค์กร พบว่าผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีความ 2) ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ
คิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญและระดับความถี่ ระดับของความถี่ในการเกิดของปัจจัย ที่มีผลต่อการ
ของปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ การบริหารงานโครงการจ้างเหมา บริหารงานโครงการจ้างเหมา 3 ด้าน คือปัจจัยด้าน
ของสำนักทางหลวงที่ 14 กรมทางหลวง ที่ระดับ บุคลากร ด้านการควบคุมงานก่อสร้างและด้าน
นัยสำคัญทางสถิติมากกว่า 0.05 ทุกปัจจัยย่อย จึง ภายนอกองคก์ ร แตกตา่ งกันทรี่ ะดับนัยสำคญั ทางสถิติ
สรปุ วา่ มคี วามเหน็ ในดา้ นน้ีไมแ่ ตกต่างกนั ค่านยั สำคัญ 0.05
ในภาพรวมของแต่ละปัจจัยหลัก พบว่าผู้ว่าจ้างและ
ผู้รับจ้างมีความคิดเห็นเก่ียวกับระดบั ความสำคัญของ 3) ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการบริหารงานโครงการ
ปจั จัยดา้ นแบบก่อสรา้ ง และปัจจยั ดา้ นหนังสือสัญญา จ้างเหมา เมื่อพิจารณาระดับความสำคัญที่ความ
จ้างเหมาก่อสร้าง แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทาง คิดเห็นของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างไม่แตกต่างกัน มี 4
สถิติ 0.05 ส่วนด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับของ ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านการ
ความถี่ในการเกิดของปัจจัย ในภาพรวมผู้ว่าจ้างและ ประมูลงาน ปัจจัยด้านการควบคุมงานก่อสร้าง และ
ผรู้ ับจา้ งมีความเห็นทแี่ ตกต่างกนั ทรี่ ะดบั นัยสำคัญทาง ปจั จยั ภายนอกองคก์ ร
สถิติ 0.05 จำนวน 3 ปัจจัย คือปัจจัยด้านบุคลากร
ด้านการควบคุมงานก่อสร้างและด้านภายนอกองคก์ ร 4) ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการบริหารงานโครงการ
จ้างเหมา เมื่อพิจารณาระดับความถี่ของการเกิดที่
การวิเคราะหข์ อ้ มลู น้ำหนกั ของปัจจัยท่ีมผี ลต่อการ ความคิดเห็นของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง ไม่แตกต่างกนั
บริหารงานโครงการ จากแบบสอบถามโดยให้น้ำหนัก มี 3 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยด้านแบบก่อสร้าง ปัจจัย
ของปัจจัยในแต่ละด้าน เป็นเปอร์เซ็นต์รวมเท่ากับ ดา้ นการประมูลงาน และปัจจัยด้านหนังสือสัญญาจ้าง
100 %ปรากฏผลดังแสดงในตารางที่ 3 เหมาก่อสรา้ ง

6. สรุปผล 7. กติ ตกิ รรมประกาศ
1) ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ งานศึกษาได้รับทุนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์

ปจั จัยด้านแบบก่อสรา้ ง และปัจจัยด้านหนังสือสัญญา มหาวทิ ยาลัยบูรพา ประจำปี 2555 (13/2555)
จ้างเหมาก่อสร้าง แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทาง
สถิติ 0.05 เนื่องมาจากผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดทำแบบ 8. เอกสารอ้างองิ
ก่อสร้างและหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแต่ฝ่าย [1] ตุลามหาพสุธานนท์ (2547) หลักการจัดการ
เดียว ทำให้ผู้ว่าจ้างอาจจะไม่เห็นความสำคัญของ หลักการบริหาร กรุงเทพฯ ,สำนักพิมพ์ พ.ศ.พฒั นา
ปัจจัยดังกลา่ ว ซึ่งตา่ งจากความเหน็ ของผู้รับจา้ ง [2] วิสูตร จิระดำเกิง (2547) สัญญาข้อกำหนดและ
การประมาณราคาก่อสร้าง กรุงเทพฯ , สำนักพิมพ์
วรรณกวี
[3] Taro Yamane. (1973). Statistics an
Introduction Analysis (2nd Ed.). New York:
Harper & Row Publisher.

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

111

CE27

ตารางที่ 1 ปัจจัยด้านบุคลากร ด้านแบบก่อสร้าง และด้านการประมูลงาน หนังสือสัญญาจ้างเหมากอ่ สรา้ ง ด้าน
การควบคุมงานกอ่ สร้างและด้านภายนอกองคก์ ร

1. ปจั จยั ดา้ นบุคลากร

1.1 ผบู้ รหิ ารโครงการ หรือ วิศวกร หรือผคู้ วบคมุ งานของผ้รู ับจ้างขาดความรู้ความเขา้ ใจ หรือประสบการณ์ในการทำงานก่อสรา้ งงานทาง ทำให้
เกดิ ความลา่ ช้า และเสยี ค่าใชจ้ า่ ยเพ่ิมขน้ึ
1.2 ผู้บรหิ ารโครงการ หรอื วิศวกร หรอื ผคู้ วบคุมงานของผู้วา่ จา้ งขาดทกั ษะ หรือประสบการณ์ในการควบคมุ งานกอ่ สร้างทำให้ไม่สามารถให้
คำแนะนำ หรือแกป้ ัญหาทางด้านวศิ วกรรมทเี่ กิดขน้ึ ในระหว่างก่อสร้างได้
1.3 แรงงาน (คนงาน) ในการกอ่ สร้างมีคณุ ภาพต่ำหรือไม่มปี ระสิทธิภาพเพียงพอ มีผลกระทบตอ่ ความถูกต้องและคุณภาพงาน รวมทั้งเวลา
และค่าใชจ้ า่ ยท่มี ากข้นึ
1.4 การประสานงานของบุคลากรภายในองคก์ รของผรู้ บั จา้ งไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพทำใหเ้ กิดความล่าชา้ ในการปฏิบัตงิ าน
1.5 การประสานงานของบุคลากรภายในองค์กรของผ้วู ่าจ้างไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพ ทำให้เกิดความล่าชา้ ในการปฏิบัติงาน
2. ปัจจัยดา้ นแบบกอ่ สร้าง
2.1 แบบก่อสรา้ งไมช่ ัดเจน ทำให้เสยี เวลาหรอื ค่าใช้จ่ายในการทำความเขา้ ใจ
2.2 แบบกอ่ สรา้ งไมค่ รบถ้วน ทำใหเ้ สียเวลาหรือคา่ ใชจ้ ่ายในการแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาด
2.3 แบบกอ่ สร้างไม่สอดคลอ้ งกบั สภาพภูมปิ ระเทศจริง ทำให้เสียเวลาและค่าใชจ้ ่ายในการแกป้ ญั หาทเี่ กดิ ข้นึ
2.4 การแก้ไขแบบก่อสร้างในขณะกอ่ สรา้ ง ซง่ึ มีผลตอ้ งแกไ้ ขสัญญาจา้ ง (โดยผรู้ บั จ้าง)
2.5 การแกไ้ ขแบบกอ่ สร้างในขณะก่อสร้าง ทีม่ ีผลต้องแก้ไขสญั ญาจา้ ง (โดยผูว้ ่าจ้าง)
2.6 แบบก่อสร้างกับข้อกำหนดรายการก่อสร้าง (Specification) ขัดแย้งกันและการแก้ไขแบบหรือข้อกำหนดรายการเป็นไปอย่างล่าช้า มี
ผลกระทบต่อเวลาหรือคา่ ใชจ้ า่ ย
2.7 ออกแบบผดิ ทำให้แบบกอ่ สรา้ งขดั แย้งกนั เองและการแก้ไขแบบเป็นไปอยา่ งล่าชา้ มีผลกระทบตอ่ เวลาหรอื ค่าใช้จา่ ย
3. ปจั จัยด้านการประมูลงาน
3.1 ขาดความเขา้ ใจในการทำงานกอ่ สรา้ งงานทางหลวง ของผู้ประมาณราคา
3.2 บัญชแี สดงปริมาณงาน (Bill of Quantities) ไมถ่ ูกตอ้ งหรือครบถว้ น
3.3 การประมาณราคางานตามรายการปริมาณงานผดิ พลาด
3.4 ราคากลางในการประมลู ตำ่ เกินไป ไมส่ อดคลอ้ งกบั สภาวะปจั จบุ นั
3.5 การประมูลงานมีขนั้ ตอนและวธิ กี ารท่ียงุ่ ยากซบั ซ้อนโดยไมจ่ ำเปน็ ทำใหเ้ สียเวลาและค่าใชจ้ ่ายมากข้ึน
3.6 มีการแข่งขันการประมูลสูงทำใหต้ ้องตัดราคางานเพื่อใหช้ นะการประมลู
3.7 การพจิ ารณาผู้ชนะการประมูลงาน โดยใชก้ ารพิจารณาราคาต่ำสุดเปน็ เกณฑ
4. ปจั จัยด้านหนงั สอื สญั ญาจา้ งเหมากอ่ สร้าง
4.1 สัญญาจา้ งเหมากอ่ สรา้ งไม่ชดั เจน ทำใหเ้ สยี เวลาในการตีความและทำความเข้าใจ
4.2 สญั ญาจา้ งเหมาก่อสร้างไม่มคี วามยุติธรรมเพียงพอทำใหเ้ กดิ การโตแ้ ย้ง และข้อพิจารณาในระหว่างการควบคุมงานกอ่ สรา้ ง
4.3 การแบ่งงวดจา่ ยเงนิ คา่ ก่อสรา้ งไมส่ อดคล้องกับการก่อสร้างในสภาพภมู ปิ ระเทศจรงิ
4.4 รายการก่อสรา้ ง (Item) ท่ีสามารถเบกิ จ่ายคา่ กอ่ สรา้ งไม่ครบถว้ น หรอื ไมต่ รงกบั สภาพทำงานจรงิ
5. ปจั จยั ดา้ นการควบคุมงานก่อสร้าง
5.1 ไม่ศึกษาเอกสารสญั ญา (แบบกอ่ สรา้ ง ขอ้ กำหนดในการก่อสร้าง สัญญาจา้ ง) ใหเ้ ขา้ ใจกอ่ นการเร่มิ งานกอ่ สรา้ ง
5.2 การขาดความเข้าใจและประสบการณใ์ นการกอ่ สรา้ งทางหลวง ทำให้เสยี เวลาและค่าใช้จา่ ย โดยไมจ่ ำเปน็
5.3 วสั ดุกอ่ สรา้ งคลาดเคล่อื นจากท่ีกำหนดไว้ในแบบกอ่ สรา้ ง เช่น ชนดิ และปริมาณของดินหรอื หนิ คลกุ ที่จะใช้ทำคันทางไมถ่ กู ตอ้ ง และปริมาณ
น้อยกว่าทกี่ ำหนดไว้
5.4 การประสานงานระหวา่ งผรู้ บั จา้ งกับผูค้ วบคุมงานหรือผู้บริหาร โครงการก่อสร้างไมด่ เี พียงพอ
5.5 ปัญหาในการนำวัสดเุ พอื่ ขอทดสอบหรอื อนุญาตใชง้ านตามทกี่ ำหนดไวใ้ นรายการกำหนดวสั ดุกอ่ สร้าง (Specification) มีความลา่ ช้า
5.6 วธิ ีการตรวจและควบคมุ คุณภาพงานไม่เหมาะสมและมีขนั้ ตอนมากเกนิ ไป เช่น การขออนญุ าตเทคอนกรีต

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

112

CE27

ตารางที่ 1 ปัจจัยด้านบุคลากร ด้านแบบก่อสร้าง และด้านการประมูลงาน หนังสือสัญญาจ้างเหมากอ่ สรา้ ง ด้าน
การควบคมุ งานกอ่ สรา้ งและด้านภายนอกองคก์ ร(ตอ่ )

5.7 เหตุสดุ วสิ ัยและภัยธรรมชาติ เชน่ ฝนตกหนกั หรือนำ้ ท่วมพ้ืนทก่ี อ่ สร้าง ทำใหเ้ สยี เวลาและค่าใชจ้ า่ ยในสว่ นท่ีได้รับความเสียหายก่อนจะเร่ิม
งานในขั้นตอนต่อไป
5.8 ผู้ควบคุมงานก่อสร้างของผู้ว่าจ้างยึดถือหนงั สือสัญญาจา้ ง ในการควบคุมงานก่อสร้างมากเกินไปทำให้ขาดความคล่องตัวในการทำงานใน
สนาม
5.9 ผคู้ วบคมุ งานก่อสรา้ งของผรู้ ับจ้างไม่ปฏบิ ัติตามคำแนะนำของผวู้ า่ จา้ ง ทำใหก้ ารทำงานล่าชา้ หรอื ต้องทำการรือ้ ถอน
5.10 มีงานด้านเอกสารมากเกินไป ทำใหเ้ สียเวลาและคา่ ใช้จา่ ยในดา้ นจำนวนบุคลากร
6. ปจั จัยภายนอกองคก์ ร (ผู้วา่ จ้างและผรู้ บั จา้ งควบคมุ ไมไ่ ด้)
6.1 ปัญหาแหลง่ เงนิ ทนุ ของผู้รบั จา้ ง มรี ะเบยี บและขั้นตอนมาก ทำให้ขาดสภาพคลอ่ ง
6.2 ผ้รู ับจา้ งยงั ไมม่ กี ารรวมตวั กันอย่างจริงจงั เพ่อื จัดระบบของผู้รับจา้ งให้ปฏบิ ตั ิภายใต้กฎเกณฑท์ ่ียตุ ิธรรมเพ่ือหลกี เลี่ยงการตัดราคาเพอื่ ใหช้ นะ
การประมูลงาน
6.3 ระเบยี บราชการ เช่น ระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ทใ่ี ช้ในการควบคุมการปฏบิ ตั ิงาน งานบริหารสญั ญา (การ
ควบคุมงานกอ่ สรา้ ง) มขี ัน้ ตอนมากเกนิ ไป ทำให้ไมค่ ล่องตัวในการปฏบิ ัติงาน
6.4 ความไมแ่ น่นอนของเศรษฐกิจโลก เชน่ ราคาน้ำมนั เชอื้ เพลงิ เปน็ ต้น มีผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ถงึ แมจ้ ะมีการแกป้ ญั หาดว้ ยค่า “K”
ก็ยังมีผลกระทบตอ่ การบริหาร
6.5 การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล เชน่ นโยบายให้ดอกเบย้ี ต่ำ การสำรองเงินของธนาคารพาณิชย์การจัดสรรงบประมาณค่าลงทุนให้กับ
หนว่ ยงานราชการและนโยบายด้านแรงงาน เปน็ ต้น

ตารางท่ี 2 ค่านยั สำคัญของปจั จยั ท้งั ดา้ นระดบั ความสำคญั และระดบั ความถี่ตามความคดิ เหน็ ของผู้ว่าจ้างและผรู้ ับจา้ ง

ปัจจัยทีม่ ีผลตอ่ การบริหารงานโครงการจ้างเหมาของ 
สำนกั ทางหลวงที่ 14 กรมทางหลวง
(ค่าระดบั นัยสำคัญ)

ระดับความสำคญั ระดับความถ่ี

1. ปัจจยั ดา้ นบคุ ลากร 0.293 0.000*
2. ปจั จยั ดา้ นแบบกอ่ สรา้ ง 0.007* 0.279
3. ปัจจัยดา้ นการประมูลงาน 0.876 0.154
4. ปจั จัยด้านหนงั สือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง 0.000* 0.100
5. ปจั จัยดา้ นการควบคุมงานก่อสร้าง 0.188 0.032*

6. ปัจจัยภายนอกองคก์ ร 0.509 0.001*

*มรี ะดับนยั สำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.05

ตารางที่ 3 ลำดบั ที่นำ้ หนกั ของปัจจัยในแต่ละดา้ นทม่ี ีผลต่อการบริหารงาน

ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อการบรหิ ารงานโครงการจ้างเหมาของ ลำดับท่ีน้ำหนักของปัจจยั ในแต่ละด้าน
สำนักทางหลวงท่ี 14 กรมทางหลวง
ผวู้ ่าจา้ ง ผู้รับจ้าง

1. ปจั จัยดา้ นบคุ ลากร 11

2. ปจั จยั ดา้ นแบบกอ่ สร้าง 33

3. ปัจจัยด้านการประมูลงาน 52

4. ปัจจยั ดา้ นหนังสือสญั ญาจา้ งเหมาก่อสร้าง 65

5. ปจั จัยดา้ นการควบคมุ งานก่อสร้าง 24

6. ปัจจยั ภายนอก 46

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

113 CE31

การกำหนดพื้นที่ภายในทเ่ี หมาะสมสำหรับหนว่ ยพกั อาศยั เพือ่ ผมู้ ีรายไดน้ ้อยในประเทศไทย : กรณีศกึ ษา โครงการ
บ้านเอ้อื อาทร

A Revision of Minimum Required Interior Space for Low-income housing in Thailand: Case
Study of Eua-Arthorn Housing Project
มาณพ ศิริภิญโญกิจ1,*

1คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ 9/1 ถ.พหลโยธนิ ต.คลองหนง่ึ อ.คลองหลวง ปทมุ ธานี 12120

บทคัดย่อ
พนื้ ทอ่ี ยอู่ าศยั ภายในทพ่ี กั อาศัยถอื เป็นพน้ื ท่ที มี่ คี วามสำคญั ตอ่ การพฒั นาคุณภาพชีวติ ของประชากรและเป็น

ปจั จยั พนื้ ฐานในการดำรงชวี ติ อย่างไรก็ดหี ากพจิ ารณาภายในโครงการทพ่ี กั อาศยั สำหรับผมู้ รี ายได้นอ้ ยแลว้ จะพบว่าพ้ืนที่
เหลา่ นี้มกั มีขนาดทจี่ ำกดั และมพี นื้ ท่ีใชส้ อยต่าง ๆ ไมค่ รบถว้ น โดยตั้งแต่อดีตท่ีผ่านมาโครงการทพี่ กั อาศัยสำหรับผู้มรี ายได้น้อย
จะถูกกำหนดขนาดและองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ภายในหนว่ ยพกั อาศัยให้มขี นาดท่นี ้อยทส่ี ดุ เพือ่ กำหนดราคาให้ผู้มีรายได้นอ้ ย
สามารถเปน็ เจ้าของได้ ซงึ่ การออกแบบพน้ื ทภี่ ายในเหล่านจี้ ะกำหนดภายใตเ้ กณฑม์ าตรฐานฯ ซงึ่ มกี ารใชแ้ ละไมไ่ ดม้ กี าร
ปรบั ปรุงมาเปน็ เวลานาน จากการสำรวจในโครงการทพ่ี ักอาศยั ตา่ ง ๆ เหล่านี้พบวา่ ผ้อู ยูอ่ าศัยเกือบทง้ั หมดจำเปน็ ตอ้ งปรบั ปรุง
และต่อเติมหน่วยพักอาศยั ของตนเองเพอื่ ให้สามารถตอบสนองตอ่ พฤติกรรมการอยูอ่ าศัยของแตล่ ะครอบครัว ซง่ึ คา่ ใช้จ่ายใน
การปรบั ปรุงหนว่ ยพกั อาศยั เหล่าน้ีมมี ลู คา่ ท่ีสงู ทต่ี ้องจา่ ยเพิม่ และการต่อเติมอาจสง่ ผลกระทบตอ่ บา้ นขา้ งเคยี งและรุกลำ้ พื้นท่ี
สาธารณะในชุมชน ในงานวจิ ยั นี้คณะวจิ ยั ไดล้ งพ้ืนทส่ี ำรวจและเกบ็ ข้อมลู ตา่ ง ๆ จากผู้อยู่อาศัยใน 9 โครงการฯ เพือ่ ใช้เป็น
ข้อมลู ในการวิเคราะหแ์ ละสังเคราะห์หาขนาดของพนื้ ทภี่ ายในหนว่ ยพกั อาศยั ให้มีความเหมาะสมและตอบสนองตอ่ การอยู่
อาศัยอยา่ งแทจ้ รงิ และเป็นแนวทางในการกำหนดเกณฑม์ าตรฐานใหม่ในอนาคตซง่ึ จะชว่ ยในการสรา้ งโครงการท่ีพักอาศยั
สำหรับผ้มู ีรายได้นอ้ ยท่ดี ีต่อไป
คำสำคัญ: บ้านสำหรับผมู้ ีรายได้น้อย บ้านเอื้ออาทร บ้านมัน่ คง การเคหะแห่งประเทศไทย พนื้ ทอี่ ยอู่ าศยั

Abstract
Interior space is the most important element in each living unit in term of developing a good quality

of life and one of the basic needs in human life. However, in most of the low-income housing projects,
these interior spaces often too compact and didn’t contain complete livable facilities. Since the early day
of housing development, low-income housing project have been built under the standard of minimum
interior space to create an affordable house for low income citizen. These interior space planning have
always been designed under the minimum standard which has been used from the beginning and never
been revised for a long period of time. From the field survey in most of the low-income housing projects
showed that residents have been modified their house in order to fulfill their family’s basic requirement

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

CE31 114

and these modifications ended up in high expense, affect neighborhood’s residences and invaded public
space. In this research, data has been gathered, through field survey, interview and data collecting from
residents in 9 housing projects, to analyses and synthesis in order to understand their requirement, to get
new appropriate interior spaces that meet the real need of residents and create a concept for new interior
space standard which will help build a better low-income housing project in the future.
Keywords: Three to five keywords should be provided here to assist with indexing of the article.

บทนำ ระเบียบวธิ วี ิจยั
รูปแบบของโครงการทอี่ ยอู่ าศัยสำหรบั ผมู้ ีรายไดน้ ้อย การสำรวจในโครงการบา้ นสำหรบั ผู้มีรายได้น้อยในการ
นน้ั ถือเป็นรปู แบบท่อี ยอู่ าศยั ที่หนว่ ยงานของรัฐบาล วิจยั ครัง้ น้ี คณะวจิ ยั ไดล้ งพนื้ ที่สำรวจโครงการบ้านเอ้ือ
เปน็ ผ้จู ัดสร้าง ซ่งึ ท่อี ยอู่ าศัยดงั กลา่ วจะมีหนว่ ยงานดา้ น อาทรทง้ั สิ้น 9 โครงการ โดยสำรวจโครงการท่มี ีจำนวน
การเคหะฯเป็นผู้ดูแลและมรี ัฐบาลสนับสนนุ ดา้ นเงนิ หน่วยพกั อาศยั 250 หน่วยขึน้ ไป สำหรบั อาคาร
ช่วยเหลอื อยา่ งไรกด็ ีปัญหาของทอ่ี ยูอ่ าศัยของผ้มู ี แนวราบ และ 500 หนว่ ยขนึ้ ไปสำหรับอาคารชุด ที่ส่ง
รายได้น้อยมักจะเปน็ ทีถ่ กเถยี งกนั ในเรือ่ งของขนาด มอบอาคารให้ผอู้ ยอู่ าศัยแล้วไมน่ อ้ ยกว่า 2 ปีโดยใช้
พืน้ ทที่ ีม่ ีไมเ่ หมาะสมกบั รปู แบบการใชช้ ีวิตของผมู้ ี วธิ ีการสมุ่ ตวั อย่างอยา่ งเปน็ ระบบ (Systematic
รายไดน้ ้อย โดยรปู แบบและขนาดกำหนดจากเกณฑ์ Random Sampling) จำนวน 9 โครงการ โครงการละ
มาตรฐานการเคหะแหง่ ชาติ ซง่ึ ภายใตเ้ งอื่ นไขด้าน 50 หน่วย รวมเป็น 450 หน่วย ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยบ้าน
ราคาทำใหข้ นาดของพื้นที่พกั อาศยั มกั มขี นาดเลก็ และ แนวราบ 6 โครงการ และบา้ นแนวสงู (คอนโด 5 ชั้น) 3
มีรูปแบบของที่อย่อู าศัยทม่ี ีขนาดทตี่ ายตัว โครงการ รวมไปถงึ ขอ้ มูลโครงการเป้าหมาย ผงั บรเิ วณ
หากพิจารณาถงึ การกำหนดขนาดมาตรฐานพืน้ ทใ่ี น และแบบบา้ นในโครงการ และวิเคราะหข์ อ้ มูลโดยใช้
หลายประเทศจะพบว่ามกี ารปรบั ปรงุ ขนาดพื้นทีใ่ ช้ Content Analysis
สอยอย่เู สมอใหส้ อดคล้องกบั รูปแบบการอยอู่ าศยั และ โดย 9 โครงการทค่ี ณะวิจัยได้ลงพืน้ ท่สี ำรวจประกอบ
สดั สว่ นของเครอื่ งเรือนท่ีมขี นาดเปลย่ี นแปลงไปและมี ไปด้วย บ้านแนวราบ 6 โครงการ : พหลโยธิน 52 รังสติ
การคำนวณพ้นื ทีแ่ ปรผันตามจำนวนผ้อู ยอู่ าศยั คลอง 3 รงั สติ คลอง 10/1 โรจนะ หนองหาร สนั ป่าตอง
ในงานวิจัยนีค้ ณะทำงานได้สำรวจโครงการบ้านเออ้ื บา้ นแนวสงู (อาคารชดุ 5 ชั้น) 3 โครงการ : มีนบุรี บาง
อาทร เพ่ือศึกษาถงึ พฤตกิ รรมการใชพ้ ืน้ ที่ภายในของ ใหญ่ ปา่ ตนั
แต่ละหน่วยพักอาศยั เพื่อศกึ ษาถึงการใช้พนื้ ที่ ความ โดยรูปแบบของการศึกษาประกอบไปดว้ ย การสำรวจ
ต้องการ และมองหารปู แบบการกำหนดพืน้ ทีภ่ ายในท่ี (Survey) สังเกต (Observation) การสัมภาษณ์
เหมาะสมที่สดุ ในการปรบั ปรงุ จากรปู แบบหน่วยพัก (Interview) และแบบสอบถาม (Questionnaire) สถติ ิ
อาศัยเดิม ทีใ่ ช้ประกอบดว้ ย จำนวน ร้อยละ คา่ เฉลี่ย รวมถึงการ

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

115 CE31

วเิ คราะห์ขอ้ มูลดว้ ยเทคนิคอ่ืน ๆ เชน่ การวิเคราะห์

เน้อื หา การศึกษากรณเี ปรยี บเทยี บ และการวเิ คราะห์

ด้วยเทคนิค SWOT

สรปุ ประเดน็ รปู แบบการตอ่ เติมหนว่ ยพักอาศยั

จากโครงการท่ีคณะวจิ ยั ไดล้ งพ้ืนที่สำรวจในประเดน็

การต่อเติมหนว่ ยพักอาศยั นัน้ สัดสว่ นของการปรบั ปรุง

ต่อเตมิ มีเกือบทุกหน่วยพักอาศัย แตห่ ากพิจารณา

เฉพาะทพี่ กั อาศัยแนวราบทม่ี ผี อู้ ยู่อาศยั ไมเ่ กิน 3 คน

จะมสี ดั สว่ นในการปรับปรุงต่อเตมิ ร้อยละ 90 และพ้นื ท่ี รปู ที่ 1 รูปแบบการตอ่ เติมโครงการบา้ นเดยี่ วในโครงการฯ

ทมี่ กี ารตอ่ เติมมากท่สี ดุ คอื หอ้ งครวั 54.30% รองลงมา รูปที่ 2 รูปแบบการต่อเติมโครงการบา้ นแถวในโครงการฯ

คอื พนื้ ที่จอดรถ รวมไปถึงพน้ื ทีส่ ว่ นตัวในทีพ่ กั อาศยั แนวสูงทม่ี คี า่ เฉล่ีย
เร่ืองจำนวนสมาชกิ ที่ 3 คนตอ่ ครอบครัวแตม่ หี ้องนอน
โดยจากแบบสอบถามพบว่าผ้อู ยู่อาศยั มพี ฤติกรรมการ เพยี ง 1 ห้องนอน ในขณะทก่ี ารปรับเปลี่ยนพื้นที่
อเนกประสงคเ์ ป็นห้องนอน 2 จะทำให้พ้ืนทส่ี ่วนกลาง
ทำครัวเองในสดั ส่วน 62% ซ่ึงพน้ื ทีห่ อ้ งอเนกประสงค์ที่ ของครอบครวั หายไป เป็นต้น
ประเด็นเรื่องพ้นื ทภ่ี ายในและขนาดมาตรฐาน
มีกิจกรรมท่หี ลากหลายไม่สามารถรองรบั กจิ กรรมทำ แนวคิดในการออกแบบพ้ืนทใ่ี ช้สอยภายในอาคารท่ีอยู่
อาศัยและการวางผงั โครงการของการเคหะฯ น้ันสรา้ ง
ครวั ได้ สอดคลอ้ งกับการต่อเตมิ พน้ื ท่ีครัว โดยจำนวน ตามขนาดพนื้ ที่ขัน้ ต่ำตามเกณฑ์ทต่ี ง้ั ไว้ อย่างไรกด็ ีจาก
การสำรวจพบวา่ พน้ื ทภ่ี ายในบางพน้ื ทีต่ ่ำกว่าเกณฑ์
เงนิ ที่ใช้ในการต่อเติมอยู่ทร่ี ะหวา่ ง 50,000-100,000 มาตรฐานฯ เช่น พ้นื ที่อเนกประสงค์ของบา้ นและ
หอ้ งนำ้ ในขณะท่พี นื้ ทคี่ รัวและพ้นื ทเี่ ก็บของไม่ถูก
บาท สัดส่วน 53% ≤50,000 บาท สดั ส่วน 26.9% และ บรรจไุ ว้ ซ่งึ เมอ่ื เทียบกบั มาตรฐานฯ ของประเทศ

≥ 100,000 บาท สดั ส่วน 20.1%

จากการสำรวจและผลจากแบบสอบถามความพงึ พอใจ

พบว่าผู้อยู่อาศยั มีความร้สู ึกวา่ พ้ืนทภ่ี ายในของหน่วย

พกั อาศัยมขี นาดเลก็ มีพืน้ ทไ่ี ม่ครบถ้วนและไม่

ตอบสนองต่อการพฤติกรรมการใช้ชีวติ สอดคล้องกบั

การต่อเตมิ ของหนว่ ยพักอาศยั แนวราบของทกุ

ครัวเรอื นและการใช้พ้ืนทซ่ี ักล้าง ตากผ้า และการใช้

พืน้ ทีร่ ะเบยี งของหนว่ ยพกั อาศยั แนวสงู ในการทำครัว

และซกั ลา้ ง รวมไปถึงการกัน้ ห้องเพิ่มเพอื่ รองรบั

จำนวนผ้อู ยอู่ าศัยทีม่ ีมากกว่า 2 คน

ในการกำหนดพนื้ ทตี่ า่ ง ๆ ด้วยเกณฑ์มาตรฐานฯ นั้น

อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญทีส่ ุดหากแตเ่ ป็นพนื้ ทีบ่ างพน้ื ที่

ทไ่ี ม่ได้ถกู กำหนดไว้ในหนว่ ยพกั อาศัย เชน่ พนื้ ที่ครวั

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

ใกลเ้ คยี ง เช่น สงิ คโปรแ์ ละมาเลเซีย พบวา่ ในหน่วยพกั CE31 116
อาศัยทกุ ขนาดมพี ้ืนท่ีครัว โดยขนาดพน้ื ที่ครวั ของ
มาเลเซียอยู่ที่ 4.30 ตร.ม. และสงิ คโปร์อยทู่ ่ี 5.06 ตร. อนั ดับ 1 แสดงใหเ้ หน็ ว่าพืน้ ทีอ่ เนกประสงค์มขี นาดท่ีไม่
ม. แต่ในโครงการบ้านเอ้อื อาทรน้ันไมม่ พี ื้นทค่ี รัว และ เพยี งพอต่อกจิ กรรมของสมาชกิ ในครอบครวั ทงั้ หมด
จากการสำรวจพบวา่ การเตรยี มอาหารและทำครัวมกั ปัญหาของพ้นื ทใี่ นหน่วยพกั อาศยั แนวสงู
ใชพ้ ้นื ทร่ี ว่ มกับพื้นทซ่ี กั ลา้ ง โดยในอาคารชุดจะใช้พน้ื ท่ี ในสว่ นของหน่วยพักอาศัยประเภทห้องชดุ พบวา่ มีพ้นื ที่
ระเบยี ง แต่ในหนว่ ยพักอาศยั แนวราบพื้นทีซ่ ักลา้ งจะ ในหน่วยพกั อาศัยทีม่ ีปญั หาเรือ่ งของขนาดของพนื้ ที่
เปน็ พื้นทภี่ ายนอกตวั บ้าน ความเปน็ ส่วนตัว และพนื้ ทีท่ ี่ทบั ซ้อนกนั ของกิจกรรม
ปญั หาของพืน้ ทีใ่ นหน่วยพกั อาศัยแนวราบ ภายในครัวเรอื น โดยพ้ืนท่ที ่ีมปี ญั หาในหน่วยพักอาศยั
จากการสำรวจและขอ้ มูลในแบบสอบถามความพึง มดี งั นี้
พอใจและปัญหาของพ้นื ที่ต่าง ๆ ของหนว่ ยพกั อาศัย (1) ระเบยี ง เป็นพื้นท่ีท่ผี ู้อยอู่ าศัยต้องการให้มีการ
แนวราบ (บา้ นเดี่ยว บา้ นแฝด และ บา้ นแถว) จะพบว่า ปรับปรุงมากทส่ี ุดเน่ืองจากมีขนาดเลก็ เกินไป (เตรยี ม
มีพ้ืนทใ่ี นหน่วยพักอาศยั ทีม่ ปี ัญหาคอื ประเดน็ ปญั หา อาหาร 58%, ตากผ้า 40%, ซักล้าง 60%) เน่ืองจากใน
ด้านขนาด การใช้งานของพ้ืนที่ ความเปน็ ส่วนตัว และ หน่วยพกั อาศยั ไมม่ พี ้ืนท่ีเตรียมอาหาร ในขณะทพ่ี นื้ ที่
พน้ื ทีท่ ี่ไม่มีอยใู่ นหน่วยพักอาศยั โดยจากประเด็นใน (2) ห้องนำ้ ผอู้ ยูอ่ าศยั มคี วามต้องการใหป้ รับปรุง 64%
แบบสำรวจความพึงพอใจมพี ้ืนท่ที ่มี ีปัญหาดังนี้ ซ่ึงมีขนาด 1.95 ตร.ม. (ขนาดต่ำกว่าเกณฑ์ฯ) และ (3)
(1) หอ้ งนำ้ /สว้ ม เปน็ พ้นื ท่ี ๆ ผอู้ ยอู่ าศัยมีความเห็นวา่ มี ห้องนอน 62% โดยทง้ั หมดต้องการให้ขยายพื้นที่
ขนาดเลก็ เกนิ ไปและการจัดวางสุขภัณฑ์ไม่ดี สรปุ ขนาดทเี่ หมาะสมของพื้นทใ่ี ชส้ อยภายในหน่วย
(2) พนื้ ทอี่ เนกประสงค์ เป็นพนื้ ที่ทีใ่ ช้เป็นห้องรบั แขก พักอาศยั
รบั ประทานอาหารและเตรยี มอาหาร/ครวั มีความพงึ จากงานวิจยั เร่ืองมาตรฐานทีอ่ ยู่อาศัยสำหรบั ผู้มีรายได้
พอใจน้อยทีส่ ุดซ่งึ เปน็ พืน้ ทที่ ม่ี ีกิจกรรมของครอบครัว นอ้ ย (บรรณโศภษิ ฐ์, 2548) ซ่งึ เสนอเกณฑม์ าตรฐาน
เปน็ ส่วนใหญ่ ในขณะท่ีเกณฑข์ องการเคหะฯ ท่ีกำหนด โดยกำหนดพน้ื ทสี่ ำหรบั ที่อยู่อาศยั สำหรับผู้มรี ายได้
พืน้ ทร่ี บั แขกและพักผอ่ นไว้ท่ี 14.40 ตร.ม.นน้ั ไมร่ วม นอ้ ยคือ พ้ืนทส่ี ำหรบั ที่อยู่อาศัยผอู้ ย่อู าศยั 3-4 คน
พ้ืนท่ีรับประทานอาหารด้วย ซง่ึ ถ้าใช้เกณฑพ์ นื้ ท่ีรวม แนวราบขนาด 21 ตร.ม. หรือ 5.25 ตร.ม./คน พืน้ ที่
(รับแขก+พกั ผอ่ น+รบั ประทานอาหาร) จะตอ้ งมีขนาด สำหรับทอี่ ย่อู าศัยแนวสงู (3-4 คน) เท่ากับ 28 ตร.ม.
18 ตร.ม. ดงั น้ันจากกจิ กรรมทสี่ ำรวจบนพนื้ ทีด่ ังกลา่ ว หรอื 7 ตร.ม./คน ซ่ึงจะพบว่ามขี นาดพ้นื ที่ตอ่ คนของ
พ้ืนท่ีนม้ี ีขนาดต่ำกวา่ เกณฑ์ (3) ห้องครวั เป็นพ้ืนทท่ี ่ี โครงการบ้านเอ้ืออาทรมีขนาดที่สูงกว่าเกณฑพ์ น้ื ที่ใน
ไม่ได้ถกู กำหนดไว้ในโครงการแนวราบและจากแบบ งานวจิ ยั ขา้ งตน้ ในขณะที่หากเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน
สำรวจบา้ นแนวราบมีการต่อเตมิ พน้ื ทหี่ อ้ งครัวเปน็ พืน้ ท่ีฯ ของในหลายประเทศ จะพบวา่ ขนาดหน่วยพัก
อาศัยของไทยมีพนื้ ทเ่ี ลก็ เกนิ ไปสำหรับผอู้ ยอู่ าศัย 3 คน
อยา่ งไรกด็ เี นื่องจากหนว่ ยพักอาศัยจำเปน็ ตอ้ งสรา้ งให้

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

117 CE31

อยู่ภายในเกณฑ์เร่อื งราคาที่เหมาะสมกบั ผูม้ ีรายได้ แนวทางและบทสรุปการปรับปรงุ องค์ประกอบ
นอ้ ยในไทย ภายในบา้ นแนวราบและแนวสงู
ดงั น้นั การพจิ ารณาจงึ ตอ้ งคำนวณจากความเหมาะสม แนวทางการปรบั ปรงุ พืน้ ทตี่ า่ ง ๆ ในหนว่ ยพกั อาศัยท่ี
ทีจ่ ะไม่กระทบกับกลมุ่ เปา้ หมายหลกั ท่ีเป็นผูบ้ รโิ ภคท่ีมี คณะวิจัยเสนอคือ (1) เพม่ิ ขนาดพน้ื ทอ่ี เนกประสงค์
รายได้นอ้ ย ซ่ึงควรมกี ารกำหนดพ้นื ทจ่ี ากการใช้งาน เพ่ือใหส้ ามารถรองรับกิจกรรมตา่ ง ๆ ไดค้ รบถ้วน (2)
จริงที่ไม่มากหรอื น้อยจนเกินไป โดยคณะวจิ ัยได้ เพิ่มพน้ื ทีห่ อ้ งครวั และ (3) ขยายขนาดห้องน้ำให้ได้
พจิ ารณาจากรายการเครอื่ งเรอื นในการเก็บ ตามเกณฑ์มาตรฐานขน้ั ตำ่
แบบสอบถามและการสำรวจเพื่อใช้ในการคำนวณ ในขณะท่กี ารปรับปรงุ หนว่ ยพกั อาศยั แนวสูงที่จะเนน้
พ้ืนท่ีเบ้อื งตน้ (ดูตารางที่ 1) การปรบั ในรปู ทรงของพนื้ ทใี่ หส้ ามารถใชง้ านได้เตม็
ประสทิ ธิภาพ เช่น (1) พ้นื ทีร่ ะเบียง เป็นพน้ื ท่ีที่มีความ
ตารางท่ี 1 การคำนวณพื้นที่จากเครือ่ งเรือนและการใชง้ าน

Area Furniture size + usage space รวม +30% รวม

อาหาร+พกั ผอ่ น โต๊ะ+เก้าอี้ 4 1.8 ชุดรับแขก 7.4 ตทู้ ีวี 2.8 12 3.60 15.60

ห้องนำ้ +ส้วม โถสว้ ม 0.6 อา่ งล้างหน้า 0.6 อาบนำ้ 0.9 2.1 0.40 2.50

ครวั เคานเ์ ตอร์ 2.4 ตเู้ ย็น 0.6 อุปกรณ์ 0.6 3.6 1.00 4.60

ซักล้าง พ้นื ที่ซกั ล้าง 1.2 อุปกรณ์ 0.6 1.8 0.50 2.30

หอ้ งนอน 1 เตียง+โต๊ะขา้ ง 5.0 ตู้เสื้อผ้า+TV 3.0 แตง่ ตวั 1.5 9.5 2.85 12.35

ห้องนอน 2 เตยี ง 4.0 ตูเ้ สอ้ื ผ้า 2.0 แต่งตัว 1.5 7.5 2.25 9.75

แนวทางการปรับปรงุ องคป์ ระกอบพืน้ ท่ภี ายใน ตอ้ งการใหป้ รับปรงุ มากทส่ี ุดและมีกจิ กรรมหลาย

จากการคำนวณขนาดพน้ื ท่ีจากเคร่อื งเรอื นในแตล่ ะ กจิ กรรมทบั ซอ้ นกนั อยู่ ดังนน้ั ในการปรับรปู แบบใหเ้ กิด

พนื้ ทแี่ ละการเปรียบเทียบกบั เกณฑม์ าตรฐานโดย พนื้ ท่ีท่ใี ชง้ านได้สะดวกคอื การปรบั รูปทรงของพื้นที่

พจิ ารณาร่วมกบั พฤตกิ รรมการอยอู่ าศยั ของกลมุ่ บริเวณระเบยี งและหอ้ งนำ้ เพือ่ ใหส้ ามารถจัดวาง

ตวั อย่าง รวมไปถงึ รายจ่ายเฉลย่ี ในการต่อเติมของกล่มุ อปุ กรณ์ไดเ้ หมาะสมท้ังหอ้ งนำ้ และระเบยี ง และ (2)

ตัวอย่าง ผลการออกแบบผงั พนื้ สำหรับแบบทางเลือก การปรบั ขนาดของพื้นทภ่ี ายในโดยการลดพ้ืนท่ชี ่องลม

จงึ เรม่ิ ตน้ จากการศกึ ษาผังเดมิ และข้อจำกัดในการ

ขยายในดา้ นความคุ้มคา่ ในการลงทนุ และความเป็นไป

ได้ ซงึ่ ในกรณีของการปรับรูปแบบของหนว่ ยพกั อาศัย

ในโครงการส่วนต่อขยายจะไมก่ ระทบกับโครงสร้าง

อาคาร โดยการกำหนดองค์ประกอบควรมพี น้ื ทีก่ ารใช้

งานครบถ้วนและมขี นาดทีไ่ มน่ ้อยเกนิ ไป (ดูตารางที่ 2)

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

CE31 118

ตารางท่ี 2 การปรบั ขนาดของพื้นทหี่ นว่ ยพักอาศัย (เพิ่มครัว) และรูปทรงให้เหมาะสมกับรูปแบบและพฤติกรรมการ
อยู่อาศัย รวมไปถึงการเพิ่มหน่วยพักอาศัยประเภท
บ้านแนวราบ (ใหม่) ตร.ม. คอนโดฯ (ใหม่) ตร.ม. ห้อง
สรปุ ราคาค่าก่อสร้างในพน้ื ทีห่ น่วยพกั อาศยั ใหม่
อเนกประสงค์ 18 อเนกประสงค์ 17
ตารางท่ี 3 การคำนวณราคาของขนาดพน้ื ทใี่ หม่
ห้องน้ำ+ส้วม 2.5 หอ้ งนำ้ +สว้ ม 2.9

โถงบันได 4.5 ระเบยี ง (ครวั +ซักลา้ ง – 5.45

ซกั ล้าง 2 ขยาย)

ห้องนอน 1 13 หอ้ งนอน 1 10.7 พืน้ ท่ี พ้นื ท่ี
เดมิ (ตร. ใหม่
ห้องนอน 2 10 ม.) (ตร.ม.) เพิ่มขึ้น ตร.ม.ละ เพม่ิ ขน้ึ
(ตร.ม.) (บาท) (บาท)
ครัว (เพมิ่ ) 5.5 51.00 55.73 4.73 10,300.00 48,719.00

55.5 36.05 บ้านเด่ียว 2 ช้นั

บริเวณทางเดนิ หนา้ ห้องเพอื่ ขยายขนาดพ้นื ท่ีใช้สอย บา้ นแฝด 2 ชนั้ 51.00 57.50 6.50 8,600.00 55,900.00
ภายในหนว่ ยพักอาศยั ในบริเวณพนื้ ท่อี เนกประสงค์
และพ้ืนทหี่ อ้ งนอน บ้านแถว 2 ชัน้ 55.00 56.58 1.58 6,700.00 10,586.00
คอนโดฯ 1 33.00 36.05 3.05 10,600.00 32,330.00
ห้องนอน
คอนโดฯ 2 33.00 45.05 12.05 10,600.00 127,730.00
ห้องนอน
(option)

รูปท่ี 3 ตัวอย่างแนวทางการปรบั พนื้ ที่ของบา้ นแนวสงู ชุดแบบ 2 ห้องนอนเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อ
ครอบครัวขนาดใหญ่ซึ่งในโครงการเดิมมีรูปแบบ
เพื่อให้สามารถดูความเหมาะสมของพื้นที่และ ห้องพักเพียงขนาดเดียวซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการใช้
องค์ประกอบที่ปรับเพิ่มกับหน่วยพักอาศัยว่ามีความ พื้นท่ีและความเปน็ สว่ นตัว
เหมาะสมด้านราคานั้น คณะวิจัยได้พิจารณาการ จากตารางตน้ ทนุ ต่อหน่วยซึง่ เปน็ ข้อมูลจากการเคหะฯ
ค ำ น ว ณ พ ื ้ น ที่ ใ ห ม่ ท ี ่ เ พ ิ ่ ม จ า ก ข น า ด พ ื ้ น ท ี ่ เ ด ิ ม ใน ใน ระบวุ ่าต้นทุนตอ่ หน่วยของบา้ นแนวราบอยทู่ ี่ 450,000
โครงการที่สำรวจ (ดูตารางท่ี 3) โดยยึดรูปแบบและ บาท และอาคารชุดหน่วยละ 470,000 บาท ซึ่งจาก
โครงสร้างของอาคารแบบเดิมและใช้ราคากลางค่า การคำนวณค่าก่อสร้างของพื้นที่ส่วนที่เพิ่มของแบบ
ก่อสร้าง (ไม่นับราคาที่ดิน) โดยขนาดพื้นที่เพิ่มจาก ทางเลือกน้ันจะทำให้ราคาต่อหน่วยเพิ่มเปน็ 460,000
รูปแบบของหน่วยพักอาศัยเดมิ ได้ปรับขนาดของพื้นท่ี ถึง 500,000 บาท และแบบทางเลือกคอนโด 2
ห้องนอนที่ 597,000 บาท จากราคาที่เพิ่มขึ้นมาน้ี
หากกู้ในโครงการบ้านประชารัฐระยะเวลา 30 ปีจะ
ผ่อนชำระเดือนละ 2,100 – 4,000 บาท ยังอยู่ใน
เกณฑ์ที่เหมาะ สมสำหรั บผู ้มีร ายไ ด้น ้อ ย ตามเ ก ณฑ์
ข้อมูลการคำนวณความเหมาะสมเรื่องราคาจาก

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

119 CE31

แนวคิดการกำหนดราคา (affordable housing)
(สัมมา คตี สนิ , 2557)
เอกสารอ้างอิง
การเคหะแหง่ ชาติ กระทรวงพฒั นาสังคมและความ
มน่ั คงของมนษุ ย์. (2546). โครงการบา้ นเอ้อื อาทร
ระยะ 1 – 3 (ปี 2546 - 2547). กรุงเทพฯ : การเคหะ
แหง่ ชาต.ิ
บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย และคณะ. (2548). มาตรฐานที่
อยูอ่ าศยั สำหรบั ผู้มีรายไดน้ อ้ ย. กรุงเทพฯ : การเคหะ
แหง่ ชาติ.
สมั มา คีตสิน. (2557) อสังหาเสวนา: ซ้ือบา้ นเทา่ ไหร่
จึงจะพอ [online]. Retrieved from:
http://www.reic.or.th/News/Newspaper_Detail
.aspx?newsid=41963.

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

120

CE32

แนวทางการปรบั ปรงุ ทางกายภาพสาหรบั ผ้สู งู อายุและคนพิการ ในโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพ
ตาบล : กรณีศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบา้ นบุ ต.หนองพลวง อ.จกั ราช จ.
นครราชสีมา

Design Guidelines for Elders and Disables in Primary Care : A Case Study of Banbu Primary
Care, Nong Phluang Subdistrict, Chakkarat District, Nakhonratchasima Province.

รฐั พล ปัญจอาภรณ์1*

1หลกั สูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า เลขท3ี่ 40
ถ.สรุ นารายณ์ ต.ในเมอื ง อ.เมอื ง จ.นครราชสมี า 30000

ผตู้ ดิ ต่อ : (e-mail) [email protected], 094-5425588, 044255451 ตอ่ 2962

บทคัดย่อ
การศกึ ษาน้ีไดท้ าการศกึ ษามาตรฐานการออกแบบสงิ่ อานวยความสะดวกสาหรบั ผูส้ งู อายุและคน

พกิ ารท่มี กี ารเผยแพร่ในประเทศไทย เพ่อื จดั ทาแบบสารวจสงิ่ อานวยความสะดวกสาหรบั ผูส้ ูงอายุและคน
พกิ าร จากนัน้ ทาการวเิ คราะห์เสน้ ทางการสญั จร เพ่อื สารวจและวเิ คราะห์พน้ื ทใ่ี ชง้ าน และสิ่งอานวยความ
สะดวกทไ่ี ดจ้ ดั ทาไว้ โดยพบว่ามพี น้ื ทท่ี ่มี กี ารใชง้ านเป็นประจาได้แก่ พน้ื ทจ่ี อดรถ พน้ื ทพ่ี กั คอย พน้ื ทต่ี รวจ
พน้ื ท่รี บั ยา และหอ้ งน้า ซึง่ จะมมี าตรฐานสงิ่ อานวยความสะดวกสาหรบั ผู้สูงอายุและคนพกิ ารท่เี กยี่ วขอ้ ง 5
ส่วน คอื 1)ทจ่ี อดรถ 2)ทางลาด 3)ทางเดนิ ทางเช่อื ม 4)หอ้ งน้า 5)ประตู จากการวเิ คราะหแ์ ละเปรยี บเทยี บ
กบั มาตรฐานสงิ่ อานวยความสะดวกสาหรบั ผสู้ งู อายแุ ละคนพกิ าร ไดเ้ สนอแนวทางการปรบั ปรุงทางกายภาพ
ดงั น้ี 1)พน้ื ทจ่ี อดรถควรปรบั เสน้ ช่องจอด และทางลาด 2)พ้นื ทพ่ี กั คอย พน้ื ท่ตี รวจ พ้นื ทร่ี บั ยา ควรมกี าร
ขจดั อุปสรรคเพอ่ื ให้สามารถสญั จรไดส้ ะดวก และจดั พ้นื ท่จี อดรถเขน็ 3)ห้องน้าควรไดร้ บั การปรบั ตาแหน่ง
ราวจบั ตามมาตรฐานสงิ่ อานวยความสะดวก 4)จดั ทาทางเดนิ เช่อื มจากทพ่ี กั คอยไปยงั หอ้ งน้าโดยมหี ลงั คา
คลุม และราวจบั นอกเหนือจากการปรบั ปรุงตามมาตรฐานสง่ิ อานวยความสะดวกสาหรบั ผู้สูงอายุและคน
พกิ ารแลว้ ควรมกี ารปรบั ปรุงทางกายภาพทค่ี านึงถึงความเสย่ี งท่จี ะเกิดอุบตั เิ หตุในการใชง้ าน เช่น การ
ป้องกนั ฝนสาดเขา้ สพู่ น้ื ทท่ี อ่ี าจเกดิ อบุ ตั เิ หตุลน่ื หกลม้ การเลอื กใชว้ สั ดุปิดผวิ ทม่ี ผี วิ หยาบไม่ลน่ื เม่อื เปียกน้า
รวมถงึ การใช้สหี รอื ลวดลายของวสั ดุปิดผิวพน้ื ทช่ี ดั เจน สามารถสงั เกตเหน็ การเปล่ยี นระดบั ไดช้ ดั เจนเพ่อื
ป้องกนั การสะดดุ ลม้
คำสำคญั : สงิ่ อานวยความสะดวก, ผสู้ งู อาย,ุ คนพกิ าร, แนวทางการปรบั ปรงุ

Abstract
The article was conducted to study the standard of accessibilities for the elderly and the

disabled that has been distributed in Thailand. To make accessibility surveyor form and analyze the
traffic route for survey and analyze usage areas and accessibilities that have been in Banbu Primary Care.

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

121

CE32

The used areas such as parking areas, waiting areas, examination areas, receiving medicine areas and
toilets, which will have 5 standard accessibilities for the elderly and the disabled as 1) Parking 2) Ramps
3) Walkways 4) Toilets 5) Doors. From the analysis and comparison with the standard of accessibilities
for the elderly and the disabled. The article have proposed physical improvements as follows: 1) Parking
areas should be renovated parking spaces and ramps. 2) Waiting areas, examination areas, receiving areas
should be arranged area for easy traffic and waiting area for wheelchair user. 3) The toilet should be
positioned as the handrail according to the standard. 4) Create a walkway from the accommodation to
the toilet with a roof and handrails. In addition to improving standards of accessibilities for the elderly
and disabled. There should be physical improvements that take into the risk of accidents in use, such
as preventing rain from splashing into the areas where may slip. Use the floor finishing that are rough,
not slippery when wet. Including the use of color or pattern of floor finishing clearly to see the step
change clearly to prevent tripping.

Keywords: Accessibility, Elderly, Disabled, Design guidelines

1. บทนำ ส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบล (รพ.สต.) เป็นสถานพยาบาล
ท่ีอยู่ใกล้ชิดชุมชนของภาครัฐ มีการให้บริการ
ในปัจจุบนั ประเทศไทยกาลงั เขา้ ส่สู งั คมสูงวยั ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟ้ืนฟูสภาพ รวมถึง
โดยในปี พ.ศ. 2560 มปี ระชากรทม่ี อี ายุ 60 ปีข้นึ การดูแลผสู้ งู อายุและคนพกิ ารภายในชมุ ชน การใช้
ไปจานวน 10,225,322 คน จากจานวนประชากร งานของพน้ื ทจ่ี งึ มผี ู้เขา้ รบั บรกิ ารทม่ี คี วามแตกต่าง
ทงั้ ส้นิ 64,627,465 คน คดิ เป็นร้อยละ 15.82 และ ทางดา้ นร่างกายท่หี ลากหลาย ประกอบกบั อาคาร
มกี ารคาดการณ์วา่ ในปี พ.ศ. 2578 จะเป็นสงั คมสงู ข อ ง โ ร ง พ ย า บ า ล ส่ ง เ ส ริม สุ ข ภา พ ต าบ ล นั ้น เป็ น
วยั อย่างเต็มท่ซี ึ่งจะมีประชากรสูงอายุร้อยละ 30 อาคารท่ีใช้แบบมาตรฐานอาคารสองชัน้ ของ
ของประชากรทงั้ หมด และด้วยความก้าวหน้าทาง กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอาจพบอุปสรรคการใช้
การแพทย์จะส่งผลให้ผู้สูงอายุมสี ภาพร่างกายท่ี งานในบางกรณี โดยเฉพาะผู้มีความบกพร่อง
แขง็ แรง สามารถพง่ึ พาตนเองได้ เชน่ เดยี วกบั กลุ่ม ทางด้านการเคล่ือนไหว ทาให้ รพ.สต.มีการ
ประชากรคนพกิ ารทม่ี คี วามตอ้ งการทจ่ี ะดารงชวี ติ ปรบั ปรุงสภาพเพ่อื ให้เหมาะสมต่อการใช้งานใน
ดว้ ยการพง่ึ พาตนเองใหม้ ากทส่ี ดุ โดยเฉพาะในกลมุ่ บรบิ ทของตนเอง โดยในบางกรณีอาจไม่สามารถ
ค น พิก า รด้าน กา รเคล่ือ นไห ว ซึ่ง มีจ านวน แก้ไขปัญหาการใช้งานได้ครบถ้วน การศึกษา
1,002,083 คน จากคนพกิ ารทงั้ สน้ิ 2,027,500 คน มาตรฐานการออกแบบสาหรับผู้สูงอายุและคน
คดิ เป็นรอ้ ยละ 49.42 ซึง่ คนพกิ ารกลุ่มน้ีส่วนใหญ่ พิก า ร จึง มีส่ ว น ช่ ว ย ใ ห้ ก า ร เ ส น อ แ น ว ท า ง ก า ร
สามารถช่วยเหลอื ตนเองไดแ้ ละใชช้ วี ติ ไดโ้ ดยปกติ ปรบั ปรุงอาคาร รพ.สต.สามารถท่จี ะตอบสนองต่อ
ในสงั คม การใชง้ านของผสู้ ูงอายุและคนพกิ าร ช่วยลดความ

การเข้าถึงบริการสาธารณสุขถือเป็ นสิทธิ
พน้ื ฐานทป่ี ระชนทุกคนเขา้ ถงึ ได้ โดยมโี รงพยาบาล

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

122

CE32

เสย่ี งทจ่ี ะเกดิ อบุ ตั เิ หตแุ ละช่วยอานวยความสะดวก สารวจพนื้ ทใี่ ช้ ศกึ ษามาตรฐานการ
ใหก้ บั บุคลากรทใ่ี ชง้ านได้ งานใน รพ.สต. ออกแบบสง่ิ อานวยความ
บ้านบุ สะดวกสาหรบั ผสู้ ูงอายแุ ละ
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลบ้านบุตงั้ อยู่ คนพกิ าร
ในพ้นื ท่ตี าบลหนองพลวง อาเภอจกั ราช จงั หวดั วเิ คราะห์เสน้ ทางการ
นครราชสมี า มกี ารใหบ้ รกิ ารภายในสถานท่ี และมี เดนิ ทาง (travel แบบสารวจกายภาพสง่ิ
การใหบ้ รกิ ารนอกสถานท่ี Chain Analysis) อานวยความสะดวกสาหรบั
2. วตั ถปุ ระสงค์ ของผสู้ ูงอายแุ ละคน ผสู้ ูงอายแุ ละคนพกิ าร
พกิ าร
2.1 เพอ่ื ศกึ ษามาตรฐานการออกแบบสง่ิ
อานวยความสะดวกเพอ่ื ผสู้ งู อายุและคนพกิ าร พนื้ ทใ่ี ชง้ านของ สารวจกายภาพสงิ่ อานวย
ผสู้ ูงอายุและคน ความสะดวกสาหรบั ผูส้ ูงอายุ
2.2 เพ่อื เสนอแนวทางการปรบั ปรุงทาง พกิ ารใน รพ.สต. และคนพกิ าร ใน รพ.สต.บา้ น
กายภาพสาหรบั ผสู้ งู อายแุ ละคนพกิ าร โรงพยาบาล บ้านบุ บุ
สง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลบา้ นบุ
3. วิธีดาเนินการวิจยั เปรยี บเทยี บมาตรฐานการออกแบบสง่ิ อานวยความสะดวกกบั
สภาพสงิ่ อานวยความสะดวกเดมิ
3.1 สารวจพ้ืนท่ีใช้งานของผู้สูงอายุและคน
พกิ ารภายใน รพ.สต.บ้านบุ และวเิ คราะห์เสน้ ทาง ออกแบบและจดั ทาแนวทางการปรบั ปรุงทางกายภาพสง่ิ
การเดินทาง (Travel Chain Analysis) เพ่ือทราบ อานวยความสะดวกสาหรบั ผสู้ ูงอายุและคนพกิ าร รพ.สต.บา้ น
ถงึ พน้ื ทใ่ี ชง้ านของผสู้ งู อายแุ ละคนพกิ าร บุ

3.2 ศกึ ษามาตรฐานการออกแบบเพอ่ื ผูส้ งู อายุ รปู ท่ี 1 วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั
และคนพกิ าร จากเอกสารเผยแพร่เพ่อื จดั ทาแบบ 4. ผลการศึกษา
สารวจกายภาพสิ่งอานวยความสะดวกสาหรับ
ผสู้ งู อายแุ ละคนพกิ าร 4.1 มาตรฐานสิง่ อานวยความสะดวกสาหรบั
ผู้สูงอายุและคนพิการในประเทศไทยท่ีนามาใช้
3.3 ดาเนินการสารวจพน้ื ทใ่ี ชง้ านของผสู้ งู อายุ อา้ งองิ และมกี ารนาไปประยุกต์ใชอ้ ยา่ งแพร่หลาย
และคนพกิ ารใน รพ.สต.บ้านบุ โดยใชแ้ บบสารวจ ไดแ้ ก่
ทางกายภาพ บนั ทกึ ผลการสารวจ
1) กฎกระทรวงกาหนดสง่ิ อานวยความสะดวก
3.4 เปรยี บเทยี บขอ้ มูลผลการสารวจกายภาพ ในอาคารสาหรบั ผู้พกิ ารหรอื ทุพลภาพและคนชรา
สิ่งอานวยความสะดวกกับมาตรฐานการจดั ทาสงิ่ พ.ศ. 2548 ออกความตามพระราชบญั ญตั คิ วบคุม
อานวยความสะดวกสาหรบั ผสู้ ูงอายแุ ละคนพกิ าร อาคาร พ.ศ. 2522 (กฎกระทรวงฯ 2548)

3.5 ออกแบบและจัดทาแบบเสนอแนะการ มีผลบังคบั ใช้วนั ท่ี 1 กันยายน 2548 โดยได้
ปรับปรุงสิ่งอานวยความสะดวกสาหรับผู้สูงอายุ กาหนดอาคารจัดให้มีสิ่งอานวยความสะดวก
และคนพกิ าร สาหรบั ผู้พกิ าร หรอื ทุพพลภาพและคนชรา ตามท่ี
กาหนดในกฎกระทรวงน้ี ในบรเิ วณทเ่ี ปิดใหบ้ รกิ าร
แกบ่ คุ คลทวั่ ไป

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

123

CE32

2) ขอ้ แนะนาสาหรบั การออกแบบสิ่งอานวย ห้อง ที่พกั ห้องตรวจ
ความสะดวกสาหรบั ทุกคน
ทางเช่อื ม ประตู
จดั ทาโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรม
ราชูปถมั ภ์ ได้นาขอ้ มูลท่เี กย่ี วขอ้ งกบั แนวคิดการ ทาง เคาน์เตอ
อ อ ก แ บ บ Universal Design ม า ต่ อ ย อ ด ลาด
แนวความคดิ ใหม้ ลี กั ษณะเป็นรูปธรรมมากยง่ิ ขน้ึ ร์ ห้องรบั
ท่ีจอด
3) คมู่ อื การออกแบบสภาพแวดลอ้ มสาหรบั คน
พกิ าร และคนทุกวยั รถ

โดยสานักส่งเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ติ คน รปู ท่ี 2 พน้ื ทใ่ี ชง้ าน ของผสู้ งู อายแุ ละคนพกิ าร
พกิ ารแห่งชาติ กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความ
มัน่ คงของมนุษย์ จัดทาข้ึนเพ่ือเผยแพร่แนว 4.3 เปรยี บเทยี บขนาดมาตรฐานสง่ิ อานวย
ทางการออกแบบสภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมต่อการ ความสะดวกสาหรบั ผสู้ งู อายุและคนพกิ ารกบั พน้ื ท่ี
ใชง้ านของคนพกิ ารและผสู้ งู อายุ สาหรบั หน่วยงาน ศกึ ษา รพ.สต.บา้ นบุพบวา่ มพี น้ื ทใ่ี ชง้ านของ
ตา่ งๆและประชาชนทวั่ ไปขน้ึ ผสู้ งู อายุและคนพกิ ารทเ่ี สนอแนวทางการปรบั ปรงุ
ไดแ้ ก่
จากการศึกษาเอกสารเผยแพร่ พบว่าขอ้ มูล
ทงั้ หมดมคี วามสอดคล้องกนั ทงั้ ในด้านประเภทสง่ิ 1) ทจ่ี อดรถและทางลาด
อานวยความสะดวก ขนาดท่มี คี วามเหมาะสมกบั มาตรฐาน
การใช้งานของสิง่ อานวยความสะดวก ยกเว้นใน - ขนาด 2,400x6,000 ม.ม.
ส่ ว น ข อ ง ข น า ด ข อ ง โ ต๊ ะ ห รื อ เ ค า น์ เ ต อ ร์ - ทว่ี า่ งดา้ นขา้ งกวา้ งไมน่ อ้ ยกว่า 1,000 ม.ม. ยาว
ประชาสมั พนั ธซ์ ง่ึ กฎกระทรวงฯ 2548 ไม่ไดร้ ะบุไว้ ตลอดความยาวทจ่ี อด
- ทางลาดควรมคี วามชนั ไมเ่ กนิ 1:12
4.2 จากการสารวจภายใน รพ.สต.บ้านบุด้วย - ความกวา้ งสทุ ธไิ ม่นอ้ ยกว่า 900 ม.ม.
ทฤษฎีการวิเคราะหเ์ ส้นทางการเดินทาง (Travel สภาพเดมิ
Chain Analysis) พบว่ามีพ้ืนท่ีท่ีผู้สูงอายุและคน - ทจ่ี อดรถถกู แบ่งเป็น 2 ชอ่ งทาใหช้ ่องจอดขนาด
พิการใช้งานเป็นประจา 5 ส่วน ได้แก่ ท่ีจอดรถ 1,600x4,800 ม.ม. ทว่ี า่ งดา้ นขา้ งกวา้ ง 600 ม.ม.
โถงพกั คอย พน้ื ทต่ี รวจ พน้ื ทร่ี บั ยา หอ้ งน้า ซง่ึ มสี ง่ิ - ทางลาดมคี วามชนั ประมาณ 1:25 สงู 160 ม.ม.
อานวยความสะดวกสาหรบั ผูส้ งู อายุและคนพกิ าร ยาว 630 ม.ม.
เก่ียวข้องในพ้ืนท่ี ท่ีจอดรถ ทางลาดและราวจบั แนวทางการปรบั ปรุง
ทางเดนิ ประตู เคาน์เตอร์ และทต่ี ดิ ต่อ - ปรบั ปรุงใหม้ ที จ่ี อด 1 ชอ่ งขนาด 2,400x6,000 ม.
ม. พรอ้ มทงั้ มพี น้ื ทว่ี ่างดา้ นขา้ งกวา้ ง 1,000 ม.ม.
ยาวตลอดแนวชอ่ งจอด

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

124

CE32

- ปรบั ปรงุ ทางลาดใหม้ คี วามชนั 1:12 สงู 160 ม.ม. มาตรฐาน
ยาว 2,000 ม.ม. กวา้ ง 1,500 ม.ม. โดยมกี ารทาพน้ื - มเี คาน์เตอรใ์ หผ้ ใู้ ชเ้ กา้ อ้ลี อ้ ใชง้ านไดส้ งู 700-800
คอนกรตี เพม่ิ ม.ม.
- มรี ะยะใตเ้ คาน์เตอรใ์ หข้ าสอดเขา้ ได้ ลกึ ไม่นอ้ ย
รปู ที่ 3 ทจ่ี อดรถเดมิ และแนวทางการปรบั ปรงุ กว่า 300 ม.ม. และชว่ งเทา้ สงู จากพน้ื ไม่นอ้ ยกวา่
250 ม.ม. ลกึ ไมน่ อ้ ยกว่า 450 ม.ม.
2) พน้ื ทภ่ี ายในอาคาร (โถงพกั คอย, หอ้ ง สภาพเดมิ
ตรวจ) - โต๊ะตดิ ต่อรบั ยาไมส่ ามารถสอดขาเขา้ ไปใตโ้ ตะ๊ ได้
มาตรฐาน แนวทางการปรบั ปรงุ
- ความกวา้ งสุทธทิ างสญั จรไมน่ อ้ ยกว่า 1,500 ม. - ปรบั โต๊ะใหส้ ามารถสอดขาเขา้ จากดา้ นหนา้ ได้
ม. เพ่อื ความเหมาะสมต่อการใชง้ านของผใู้ ชร้ ถเขน็
สภาพเดมิ
- มกี ารจดั วางเฟอรน์ เิ จอร์ และอปุ กรณย์ ่นื ล้าเขา้ มา 4) หอ้ งน้า
ในเขตทางสญั จร ทาใหม้ ที างสญั จรแคบทส่ี ดุ มาตรฐาน
ประมาณ 780 ม.ม. และกวา้ งทส่ี ุดมากกว่า 1,500 - มพี น้ื ทว่ี ่างภายในหอ้ งสว้ มเพอ่ื ใหเ้ กา้ อ้ลี อ้
ม.ม. สามารถหมนุ ตวั กลบั ไดม้ ี ศก.ไม่นอ้ ยกวา่ 1,500
แนวทางการปรบั ปรงุ ม.ม.
- จดั วางเฟอรน์ ิเจอร์ และอปุ กรณไ์ ม่ยน่ื ลา้ เขา้ มาใน - ราวจบั แนวนอนมคี วามสงู จากพน้ื ไม่นอ้ ยกว่า
เขตทางสญั จร โดยใหม้ ที างสญั จรแคบทส่ี ุด 900 ม. 650-700 ม.ม. และใหย้ ่นื ล้าออกมาจากดา้ นหนา้ โถ
ม. สว้ มอกี ไม่นอ้ ยกว่า 250-300 ม.ม. ราวจบั ใน
แนวดง่ิ ต่อจากปลายของราวจบั ในแนวนอน
3) พน้ื ทร่ี บั ยา ดา้ นหน้าโถสว้ มมคี วามยาววดั จากปลายของราว
จบั ในแนวนอนขน้ึ ไปอยา่ งนอ้ ย 600 ม.ม.
- ราวจบั ตดิ ผนงั แบบพบั เกบ็ ไดใ้ นแนวราบ เมอ่ื กาง
ออกใหม้ รี ะบบลอ็ กทผ่ี พู้ กิ ารสามารถปลดลอ็ กได้
ง่าย มรี ะยะหา่ งจากขอบของโถสว้ มไมน่ อ้ ยกวา่
150-200 ม.ม. และมคี วามยาวไม่นอ้ ยกวา่ 550 ม.
ม.
- ตดิ ตงั้ ระบบเตอื นภยั แบบเสยี งและแสง จาก
ภายนอกสภู่ ายใน และจากภายในส่ภู ายนอก โดยมี
ตาแหน่งทใ่ี ชง้ านไดส้ ะดวก
- มคี วามสงู จากพน้ื ถงึ ขอบบนของอา่ งไม่นอ้ ยกวา่
750-800 ม.ม. และมรี าวจบั ในแนวนอนแบบพบั
เกบ็ ไดใ้ นแนวดง่ิ ทงั้ สองขา้ งของอ่าง

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

125

CE32

สภาพเดมิ รปู ท่ี 4 หอ้ งน้าเดมิ และแนวทางการปรบั ปรุง
- ตาแหน่งของราวจบั บางจุดยงั ไม่ตรงตาม
มาตรฐานสง่ิ อานวยความสะดวกสาหรบั ผสู้ งู อายุ รปู ท่ี 5 ทางสญั จรเดมิ และแนวทางการปรบั ปรงุ
และคนพกิ าร 5. ขอ้ เสนอแนะ
- ราวจบั ดา้ นขา้ งสขุ ภณั ฑเ์ ป็นราวจบั แบบยดึ ตดิ กบั
พน้ื น อ ก จ า ก แ น ว ท า ง ก า ร ป รั บ ป รุ ง ท า ง
- ไม่มกี ารตดิ ตงั้ อุปกรณเ์ ตอื นภยั หรอื แจง้ เหตุ ก า ย ภ าพสาห รับผู้สูงอา ยุและคนพิการ ใ น
ฉุกเฉิน โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลบ้านบุ ทไ่ี ดจ้ าก
- ไม่มรี าวจบั ขา้ งอา่ งลา้ งหนา้ ผลการศึกษามาตรฐานการออกแบบส่ิงอานวย
- ไมไ่ ดต้ ดิ ตงั้ โถปัสสาวะแบบยาวถงึ พน้ื และราวจบั ความสะดวกสาหรับผู้สูงอายุและคนพิก า ร
- ทางสญั จรมายงั หอ้ งน้าขาดหลงั คาคลมุ และราว เปรยี บเทยี บกบั สง่ิ อานวยความสะดวกเดมิ นนั้ การ
จบั
แนวทางการปรบั ปรุง
- ปรบั ตาแหน่งราวจบั ตามมาตรฐานสงิ่ อานวย
ความสะดวกสาหรบั ผสู้ งู อายุและคนพกิ ารโดยราว
จบั แนวนอนมคี วามสงู จากพน้ื 650-700 ม.ม. และ
ย่นื ลา้ ออกมาจากดา้ นหนา้ โถสว้ มไมน่ ้อยกวา่ 250-
300 ม.ม.
- เพมิ่ ราวจบั ตดิ ผนังแบบพบั เกบ็ ไดใ้ นแนวราบ ให้
มรี ะยะห่างจากขอบของโถสขุ ภณั ฑ์ 150-200 ม.ม.
และมคี วามยาวไมน่ อ้ ยกว่า 550 ม.ม.
- ตดิ ตงั้ อุปกรณเ์ ตอื นภยั หรอื แจง้ เหตฉุ ุกเฉนิ
- ตดิ ตงั้ ราวจบั แบบพบั เกบ็ ไดด้ า้ นขา้ งอ่างลา้ งหนา้
- ตดิ ตงั้ โถปัสสาวะแบบยาวถงึ พน้ื พรอ้ มราวจบั
- จดั สรา้ งหลงั คาคลุม และราวจบั ของทางสญั จร
มายงั หอ้ งน้า

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ออกแบบเพ่อื ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากสาเหตุ 126
อ่ืน เช่น สภาพสายตาของผู้สูงอายุ หรือการเกิด
อุบัติเหตุจากสภาพอากาศ เป็นประเด็นศึกษาท่ี CE32
คน้ พบเพม่ิ เตมิ
[3] นวลนอ้ ย บญุ วงษ์ และ นันทนี เนยี มทรพั ย์
1) พ้ืนผิวกระเบ้ืองท่ีสามารถใช้งานได้ดีใน
ขณะทพ่ี น้ื ผวิ แห้ง แต่จะมคี วามล่นื เพม่ิ มากขน้ึ เม่อื (2545). การออกแบบภายในอาคารเพอ่ื คน
เปี ยกน้า และหลังคาท่ีอยู่สูงของ รพ.สต. ไม่ พกิ าร, กรุงเทพ:
สามารถป้องกนั ฝนทส่ี าดเขา้ มาส่พู น้ื ทไ่ี ด้ [4] ไตรรตั น์ จารทุ ศั น์. (2558). คู่มอื การออกแบบ

2) ลกั ษณะของผวิ กระเบอ้ื งทม่ี ลี วดลาย อาจทา เพ่อื ทกุ คน (Universal Design Guide Book),
ให้ผู้สูงอายุท่มี ีปัญหาด้านสายตาไม่สามารถแยก กรงุ เทพฯ:
ความตา่ งระดบั ของพน้ื ได้ [5] สมาคมสถาปนกิ สยามในพระบรมราชปู ถมั ภ์.

การปรบั พ้นื ผวิ ให้มีสีหรือลวดลายท่มี องเห็น (2551). คู่มอื ปฏบิ ตั วิ ชิ าชพี สถาปัตยกรรม การ
ชดั เจน พ้นื ผิวท่มี ีความหยาบไม่ล่นื เม่อื เปียกน้า ออกแบบสภาพแวดลอ้ มและสงิ่ อานวยความ
และการจดั ทากันสาดเพ่อื ป้องกนั ฝนท่จี ะสาดเขา้ สะดวกสาหรบั การออกแบบสาหรบั ทกุ คน
มาสู่อาคารถือเป็ นแนวทางในการป รับ ปรุ ง เ พ่ือ (Universal Design Code of Practice). กรงุ เทพฯ:
ป้องกนั การเกดิ อบุ ตั เิ หตทุ ค่ี วรมกี ารศกึ ษาเพมิ่ เตมิ [6] สมาคมสถาปนกิ สยามในพระบรมราชปู ถมั ภ.์

6. กิตติกรรมประกาศ (2557). คู่มอื การออกแบบ สง่ิ อานวยความสะดวก
ผลงานชน้ิ น้สี ามารถสาเรจ็ ลงไดด้ ว้ ยดี ผู้จดั ทา สาหรบั ทกุ คน (Buildings and Environments
Design Recommendation for All). กรงุ เทพฯ:
ตอ้ งขอขอบคุณ ผบู้ รหิ ารและเจา้ หน้าทโ่ี รงพยาบาล [7] กฎกระทรวงกาหนดสง่ิ อานวยความสะดวกใน
สง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลบา้ นบุ องคก์ ารบรหิ ารสว่ น
ตาบลหนองพลวง อาเภอจกั ราช จงั หวดั อาคารสาหรบั ผพู้ กิ ารหรอื ทุพพลภาพ และคนชรา,
นครราชสมี า ทอ่ี นุเคราะหข์ อ้ มูล และใหเ้ ขา้ ศกึ ษา 2548.
ภายในพน้ื ทเ่ี พอ่ื เป็นตวั อยา่ งในการศกึ ษา [8] ธรี วุฒิ บุญยศกั ดเิ์สรี และจรญั ญา พหลเทพ.

7. เอกสารอา้ งอิง (2558). แนวทางการปรบั ปรุงลกั ษณะทางกายภาพ
[1] Philipp Meuser. (2012). Construction and พน้ื ทส่ี ่วนกลางของโรงพยาบาลมหาวทิ ยาลยั
นเรศวรเพ่อื ตอบสนองการใชง้ านของคนผพู้ กิ ารท่ี
Design Manual Accessible Architecture. เป็นไปตามหลกั การ Universal Design.
Berlin: วารสารวชิ าการ ศลิ ปะสถาปัตยกรรมศาสตร์
[2] Philipp Meuser. (2011). Construction and มหาวทิ ยาลยั นเรศวร, 6 (2), 35-56
Design Manual Hospitals and Health [9] กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. ระบบ
Centres Vol.1. Berlin: สถติ ทิ างทะเบยี น, [ระบบออนไลน์], แหลง่ ท่มี า

https://stat.dopa.go.th/stat/statnew/upstat_age_
disp.php, เขา้ ดูเมอ่ื วนั ท่ี 25/04/62
[10] ศริ วิ รรณ อรณุ ทพิ ยไ์ พฑูรย์ (2563), กรม
กจิ การผสู้ งู อายุ กระทรวงพฒั นาสงั คมและความ
มนั่ คงของมนุษย.์ สงั คมสงู วยั ... ความทา้ ทาย
ประเทศไทย, [ระบบออนไลน์], แหล่งทม่ี า

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

127 CE32

http://www.dop.go.th/th/know/3/276, เขา้ ดเู มอ่ื
วนั ท่ี 19/03/63
[11] สถานการณ์ดา้ นคนพกิ าร, กรมสง่ เสรมิ และ
พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ าร กระทรวงการพฒั นา
สงั คมและความมนั่ คงของมนุษย.์ [ระบบออนไลน์],
แหล่งทม่ี าhttp://dep.go.th/Content/View/6113/1,
เขา้ ดูเมอ่ื วนั ท่ี 07/05/63

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

128

CE33

ปจั จัยความเสีย่ งที่กอ่ ให้เกดิ อบุ ตั ิเหตุจากการก่อสรา้ งบนทางหลวง
The Risk Factors cause accidents on highway construction

อาภา สธนเสาวภาคย์1,*, ปฐมพงษ์ สมี แี สง1 ปรชี า ทดุ ปอ1 และ วรวุฒิ พันธม์ ณี1

1 คณะเทคโนโลยีอตุ สาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า 340 ถนนสรุ นารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จงั หวดั นครราชสีมา 30000
*[email protected], 08-9628-6181, 0-4424-4739

บทคัดย่อ
งานวิจยั นี้ศกึ ษาปัจจยั เสีย่ งที่ก่อให้เกิดอุบัตเิ หตุจากการกอ่ สรา้ งบนทางหลวง ในโครงการก่อสร้างถนนวงแหวน

รอบเมืองนครราชสีมา จำนวน 3 ตอน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ คนงาน วิศวกร และผู้บริหารโครงการ ทำศึกษา
ความสัมพันธข์ องปจั จยั ทก่ี ่อใหเ้ กดิ อุบัตเิ หตจุ ากการปฏิบตั ิงานของคนงานก่อสรา้ งและขอ้ เสนอแนะในการป้องกนั อุบตั เิ หตุ

ผลการวิจยั พบวา่ ปัจจยั ท่กี อ่ ใหเ้ กิดอุบัติเหตุของคนงานกอ่ สร้าง คือ ความบกพร่องของตวั บุคคลทคี่ ิดว่าตนเองมี
ความรอบคอบในการทำงานและไม่ใจร้อนในการทำงานเป็นสาเหตุให้ชะล่าใจ การทำงานของคนงานก่อสร้างยังมีการ
ป้องกันอุบัติเหตุไม่ดี ความคิดเห็นของวิศวกรก่อสร้างได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยสาเหตุที่เกิดจากคน การจัดการและ
สภาพแวดล้อม ส่วนผู้บริหารโครงการพบว่าโดยส่วนมากไม่มีการคัดเลือกคนงานก่อสร้างก่อนเข้าทำงาน ไม่มีการอบรม
ให้กับคนงานก่อสร้างที่เปน็ คนงานใหมก่ อ่ นปฏบิ ตั ิงาน และใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างและมาตรฐานกรมทาง
หลวงเป็นมาตรฐานความดา้ นความปลอดภัยซ่ึงบางทีอาจยังไม่เพียงพอ จงึ อาจเป็นสาเหตใุ ห้คนงานยงั ไม่เข้าใจและยังไม่
ปฏบิ ัติตามหลักการความปลอดภัยมากนกั ขอ้ เสนอแนะแนวทางในการปอ้ งกันอุบตั เิ หตุจากการก่อสร้างบนถนนทางหลวง
พบว่า ควรมีการคดั เลอื กคนงานกอ่ นเขาทำงาน มีการอบรมด้านความปลอดภัยใหแ้ ก่คนงานอย่างสมำ่ เสมอและตอ่ เนอ่ื ง
คำสำคัญ: ความเสีย่ ง, ความปลอดภยั , คนงาน, ก่อสรา้ งทางหลวง

Abstract
The research studied the risk factors that cause accidents on highway construction in Nakhon

Ratchasima rind road construction of 3 parts. Workers, engineers and project managers were samples.
The studying the relationship between the factors causing accidents in working of the construction
workers and finding the suggestion to prevent accident and planning policy prevention.

The results showed that factors cause accidents for construction workers is the absence of
personal defects who think that they are prudent in their work and are not impatient at work causes a
carelessness. The work of the construction workers also has poor accident prevention. The construction
engineer opinions that the important factors that are caused by people, management and environment.
In part, the project manager found that most of the construction workers were not selected before got
into work. There is no training for new construction workers before the operation and use laws about
construction and the Department of Highways standards as a safety standard which may not be enough.

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

129

CE33

Therefore, it may be the reason the workers do not understand and do not comply with the safety rules

very much. Suggestions to prevent construction accidents on highway construction found that workers

should be selected before got in work, there are regular and ongoing safety training for workers.

Keywords: Risk, safety, worker, highway construction.

1. บทนำ งานที่มีการแขง่ ขัน และสภาพอากาศที่รุนแรงในช่วง

การก่อสรา้ งบนทางหลวงเปน็ สาเหตอุ นั ดับตน้ ๆ ฤดูร้อน [5] ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากการ

ของการเกดิ อบุ ัติเหตบุ นทางหลวง [1] อันเนอื่ งจากมี ปฏิบัติงานของคนงานก่อสร้าง คือ เพศ อายุ

การก่อสร้างที่มีระยะเวลานาน ส่งผลให้เกิดการ สถานภาพ ประสบการณท์ ำงาน ชว่ งเวลาการทำงาน

เสยี หายอืน่ ๆ รวมไปถงึ สภาพแวดลอ้ มซึ่งจะส่งผลให้ [6] อกี ทัง้ ปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อความปลอดภัยของสถานที่

เกิดอุบัติเหตุตามมา ก่อให้เกดิ ความสูญเสียมากมาย ก่อสร้าง คือ ขาดความใส่ใจจากผู้บริหาร การ

เช่น การเสียชีวิต บาดเจ็บ ค่ารักษาพยาบาล ประมาท ผู้บริหารขาดจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

คา่ ใช้จ่ายในการซอ่ มแซมสิง่ ของทีไ่ ด้รบั ความเสียหาย แรงงานขาดการรับรองทักษะ และขาดมาตรการใน

ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขงานที่ได้รับความเสียหาย กรณีเกิดเหตฉุ กุ เฉนิ [7]

รวมทั้งชื่อเสียงของหน่วยงาน เป็นต้น ถึงแม้ว่าจะมี ทางหลวงในจังหวัดนครราชสีมาเป็นเส้นทาง

กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยในงานการทำงาน สัญจรสู่จังหวัดอื่นๆ ท่ีมีการพัฒนาอย่างมากควบคู่

ก่อสร้าง ให้ผู้รับผิดชอบต่อการดำเนินการก่อสร้าง กับการกอ่ สร้างไปด้วย ผวู้ ิจยั จงึ ทำการศึกษาปัจจัยที่

ต้องปฏิบัติตาม แต่ก็ยังละเลยกันมาก ไม่ว่าจะเป็น ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานก่อสร้างบนถนน

ผบู้ ริหาร วิศวกร หรือแม้กระทงั่ แรงงานเองก็ยังไม่ได้ ทางหลวงเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านอุบัติเหตุ

ให้ความสนใจในเรื่องอุบัติเหตุมากนัก [2] การ ในงานก่อสร้าง และเพิม่ ความปลอดภัยในการทำงาน

ป้องกันอุบัติเหตุจึงต้องมีการวางแผนป้องกัน ก่อสร้างบนทางหลวงสำหรับโครงการอื่น ๆ ใน

อันตรายต่าง ๆ ที่เหมาะสม [3] เช่น การติดป้าย อนาคต

เตือนและสัญญาณอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากจะเป็น

การป้องกันอุบัติเหตุแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่าย 1.1 วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั

และสง่ ผลให้มโี อกาสทำกำไรเพิม่ ข้ึนดว้ ย เพอื่ ศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ทกี่ ่อให้เกิดอุบตั เิ หตุจาก

ผ้บู ริหารระดับสูง ผูจ้ ดั การโครงการ และ คนงาน การกอ่ สร้างบนทางหลวง และค้นหาขอ้ เสนอแนะใน

กอ่ สรา้ ง สว่ นใหญ่ไม่คอ่ ยให้ความสำคัญเกย่ี วกับเร่ือง การป้องกันอุบัติเหตุและด้านการวางแผน สำหรับ

ปลอดภัยของสถานที่ก่อสร้าง [4] ปัญหาส่วนใหญ่ เป็นนโยบายแนวทางการป้องกันตอ่ ไป

เกิดจากความไม่มีระเบียบวินัยของคนงาน การ

บันทึกการเกิดอุบัติเหตุไม่ดี การใช้แรงงานต่างชาติ 2. วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ัย

การใช้ผู้รับเหมาช่วงจำนวนมาก ขาดการควบคุม 2.1 ขอบเขตการวจิ ยั

เรื่องความปลอดภัย ให้ความสำคัญกับเรื่องความ ทำการศึกษาเฉพาะงานก่อสร้างโครงการ

ปลอดภัยต่ำ บริษัทก่อสร้างขนาดเล็ก การประมูล ก่อสร้างถนนวงแหวนรอบเมืองนครราชสีมา ถนน

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

ทางหลวงหมายเลข 290 โดยเป็นโครงการก่อสร้างที่ 130
มีขนาดใหญ่ แยกออกเป็นทั้งหมด 7 ตอน และ
ระยะเวลาการศึกษาภายในปี พ.ศ. 2562 CE33

2.2 ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง วิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยโปรแกรม
กลมุ่ ประชากรทศ่ี กึ ษา คือ คนงาน วิศวกร และ SPSS ใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาลักษณะของข้อมูล
พื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย
ผบู้ ริหารโครงการ ในโครงการกอ่ สรา้ ง ทำการสำรวจ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานให้
3 ตอน ได้แก่ ทิศเหนือตอนท่ี 1 ทิศเหนือตอนที่ 2 ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัว
และทิศใต้ตอนท่ี 3 มีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ แปรตาม ใช้วิธีการทดสอบไคสแควร์ กำหนดระดับ
คนงาน จำนวนตอนละ 40 ชุด รวม 120 ชดุ วิศวกร ความมีนยั สำคัญทางสถิตไิ วท้ ่ี 0.05
จำนวนตอนละ 2 ชุด รวม 6 ชุด และ ผู้บริหาร
โครงการ จำนวนตอนละ 1 ชุด รวม 3 ชดุ 3. ผลการวิจัย
3.1 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ของคนงาน
2.3. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั 3.1.1 ข้อมูลทวั่ ไปของคนงาน
ประกอบไปด้วยแบบสอบถาม 3 ชุด แยกเป็น
คนงานส่วนใหญเ่ ป็นเพศชาย มีชว่ งอายุระหวา่ ง
ชุดที่ 1 สำหรับคนงาน ลักษณะแบบสอบถามเป็น 30-39 ปี ซึ่งอยใู่ นวัยทำงาน การศกึ ษาระดับประถม
แบบกำหนดคำตอบให้เลือก มีตัวแปรต้นคือภูมิหลงั ศ ึ ก ษ า ท่ี 1 - 6 ส ่ ว น ม า ก ม ี ส ถ า น ภ า พ ส ม ร ส
ของตวั บคุ คล และตวั แปรตามคือ ปญั หาความเส่ียงท่ี ประสบการณ์ระหว่าง 6-10 ปี เวลาการทำงาน 8
ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ชุดที่ 2 สำหรับวิศวกร ลักษณะ ชั่วโมง/วัน ส่วนมากเป็นแรงงานท่ัวไป และมีความรู้
แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 5 พื้นฐานด้านความปลอดภัยก่อนเขา้ ร่วมงานกอ่ สร้าง
ระดับ โดยสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัจจัย จากการสอบถาม พบว่า คนงานทราบวิธีปฏิบัติเพอื่
สาเหตุที่เกิดจากคน ปัจจัยสาเหตุเกิดจากความ ปอ้ งกันอบุ ตั ิเหตุ จะคิดวา่ ตนเองมีความรอบคอบและ
บกพร่องของเคร่ืองจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ และ ไม่มีความใจร้อนในการทำงาน ส่วนใหญ่เคยได้รับ
ปัจจัยด้านความปลอดภัยการจัดการและ อุบัติเหตุ 1-5 ครั้ง ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา
สภาพแวดลอ้ ม และชุดท่ี 3 สำหรับผบู้ รหิ ารโครงการ ระยะเวลาที่ได้รับอุบัติเหตุส่วนมากจะเป็นช่วง
ลกั ษณะแบบสอบถามประกอบข้อมูลของบริษัทหรือ 12.01-15.00 น. สิ่งที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บจากการ
โครงการกอ่ สร้าง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซ่ึง เกิดอุบัติเหตุ คือ การยกหรือเคลื่อนย้ายของหนัก
เป็นแบบกำหนดคำตอบให้เลือก และให้แสดงความ บรเิ วณส่วนของรา่ งกายทไ่ี ด้รับอุบัตเิ หตมุ ากท่ีสุด คือ
คดิ เห็นเกี่ยวกบั ขอ้ มูลท่ัวไปและปจั จัยท่ีศกึ ษา ลำตวั และสว่ นใหญจ่ ะหยดุ งานไมเ่ กิน 3 วนั

2.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.1.2 ปญั หาความเสีย่ งท่ีก่อให้เกิดอุบตั เิ หตุ
ผลการวิเคราะห์ปัญหาความเสี่ยงที่ก่อให้เกิด

อุบัติเหตุเนื่องจากตัวบุคคล พบว่า คนงานให้
ความสำคัญกับความปลอดภัยระดับปานกลาง และ
ปัญหาความเสี่ยงท่ีก่อให้เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการ

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

131

CE33

กระทำและสภาพแวดล้อม พบวา่ คนงานมีความรสู้ ึก 3.3 ผลการวิเคราะห์ความคดิ เห็นของผ้บู รหิ ารโครงการ
หงุดหงิด เมื่อยล้า และปวดตามตัวหลังจากทำงาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทหรือโครงการ
เคยทำงานท้งั ๆ ท่ีรา่ งกายยงั ไมพ่ ร้อม ไม่เคยเสพของ
มึนเมาก่อนหรือขณะปฏิบัติงาน มีการบำรุงรักษา ก่อสร้าง พบว่า โดยส่วนมากโครงการก่อสร้างมีการ
เครื่องมือในการทำงานหลังจากใช้งานเสร็จ สวม นำเอากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างและ
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลในที่ทำงาน ไม่ มาตรฐานกรมทางหลวงมาประยุกต์ใช้ในการ
เคยได้รับอันตรายเนื่องจากการแต่งกายไม่รัดกุม ไม่ บริหารงานด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างมาก
เคยได้รับอันตรายโดยมีสาเหตุจากการหล่น หรือ ที่สุด และทุกโครงการฯ ไม่มีการคัดเลือกคนงาน
หยอกล้อกับเพื่อนในขณะทำงาน แต่เคยได้รับ ก่อสร้างก่อนเข้าทำงาน ไม่มีการอบรมให้กับคนงาน
อันตรายโดยมีสาเหตุจากการไม่ปฏิบัติตาม กอ่ สร้างทีเ่ ปน็ พนกั งานใหม่ และส่วนมากมงี บสำหรับ
กฎระเบียบ ไม่ได้รับการอบรมเพิ่มเติมในส่วนความ การบริหารด้านความปลอดภัยในโครงการไว้ร้อยละ
ปลอดภัยภายหลังการได้รับเข้าทำงาน ไม่เคยมีส่วน 1-5 ของงบท้งั หมดของโครงการก่อสร้าง
ในการเสนอความคิดเห็นเก่ียวกบั เร่อื งความปลอดภัย
ไม่มีการรณรงค์กิจกรรม 5ส ในสถานที่ทำงาน และ ข้ อ ค ิ ด เ ห ็ น แ ล ะ ข ้ อ เ ส น อ แ น ะ ข อ ง ผ ู ้ บ ร ิ ห า ร
ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยใน โครงการ คอื ลกั ษณะคนงานท่ตี ้องการรบั เข้าทำงาน
สถานทที่ ำงาน อันดับแรก ได้แก่ ขยัน มีประสบการณ์และมีฝีมือ
รองลงมาได้แก่แข็งแรงและอดทน ไม่เสพสิ่งเสพติด
3.2 ผลการวเิ คราะห์ความคดิ เหน็ ของวิศวกร และของมึนเมา มีความคล่องแคล่วว่องไว ฉลาด
ปัจจัยท่สี ง่ ผลให้เกดิ อุบัติเหตุของคนงานก่อสร้าง สามารถตอบสนองงานได้ มีความซื่อสัตย์ มีความ
รอบครอบในการทำงาน คำนึงถึงความปลอดภัยใน
3 ด้าน พบว่า ด้านปัจจัยสาเหตเุ กดิ จากคน ที่สำคัญ การทำงาน มีความรับผิดชอบและมีวินัย
คือ การวางสิ่งของ เครื่องมือ และชิ้นงานในบริเวณ
ปฏิบัติงาน และไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วน ส ภ า พ แ ว ด ล ้ อ ม ก า ร ท ำ ง า น ท ี ่ ส ่ ง ผ ล ใ ห ้ เ กิ ด
บุคคล ด้านปัจจัยสาเหตุเกิดจากความบกพร่องของ อบุ ัติเหตุในงานกอ่ สร้างอนั ดับแรก ไดแ้ ก่ จัดวางของ
เครื่องจักรเครื่องมือ และอุปกรณ์ ที่สำคัญ คือ วัสดุก่อสร้างไม่เป็นระเบียบ วางระเกะระกะ
เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการ รองลงมาได้แก่ การทำงานในสภาพแวดล้อมไม่
ปฏิบัติงานไม่ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย เอื้ออำนวย เช่น ฝนฟ้าคะนอง แสงสว่างไม่เพียงพอ
แ ล ะ ก ่ อ น ท ำ ง า น ทุ ก ค ร ั ้ ง ท า ง โ ค ร ง ก า ร ไ ม ่ ม ี ก า ร เครื่องมืออุปกรณ์ชำรุด ขาดอุปกรณ์ป้องกันภัย มี
ตรวจสอบสภาพเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ เสียงดัง และทำงานอยใู่ นสถานทเ่ี สีย่ ง
ต่าง ๆ และด้านปัจจัยสาเหตุที่เกิดจากการจัดการ
และสภาพแวดล้อมที่ความสำคัญ คือ คนงานไม่ให้ สาเหตกุ ารเกิดอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างส่วน
ความร่วมมือในองค์ประกอบต่างๆ ของระบบอาชีว ใหญอ่ นั ดบั แรก ได้แก่ ความประมาท รองลงมาได้แก่
อนามยั และความปลอดภัย การขาดมาตรการป้องกนั จากผู้ควบคุมงาน และขาด
ความรู้ ไมท่ ำตามกฎระเบียบและขอ้ บังคับจากความ
อ่อนล้า ไม่มีการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

จากสภาพอากาศท่รี ้อนจัด ขาดอุปกรณป์ ้องกัน และ 132
คนงานอยใู่ นสภาพไม่พร้อมทำงาน
CE33
ผลกระทบในการเกิดอุบัติเหตุในโครงการ
ก่อสร้างแต่ละครั้ง อนั ดบั แรกไดแ้ ก่ ค่ารักษาพยาบาล ทำงาน การทำงานท้ัง ๆ ท่ีร่างกายไมพ่ รอ้ ม การสวม
และค่าชดเชย รองลงมาได้แก่ ความคืบหน้าในงาน ใส่อปุ กรณป์ อ้ งกันอนั ตรายสว่ นบคุ คล มีการสอนหรอื
ล่าช้า ทำให้แรงงานเสียขวัญ และมีความเสื่อมเสีย อบรมการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลใน
ทางดา้ นช่ือเสยี ง การทำงาน การคดิ วา่ การเกิดอบุ ตั เิ หตุเกดิ จากสาเหตุ
การป้องกันการกระเด็นและตกหล่นของวัสดุ การ
3.4 ผลการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ ได้รับอันตรายโดยมีสาเหตุมาจากไม่ปฏิบัติตาม
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลัง กฎระเบยี บ และวธิ ปี ฏิบตั เิ ร่ืองความปลอดภัย การมี
สว่ นรว่ มในการณรงคเ์ พือ่ ส่งเสริมความปลอดภัย การ
ของตัวบุคคลกับพฤติกรรมความเสี่ยงที่ทำให้เกิด ได้รับอบรมเพิ่มเติมภายหลังจากเข้าทำงาน เป็น
อุบัติเหตุ สรุปได้ว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด ปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุดต่อ ลักษณะของงานที่ทำให้
ตำแหน่งที่ได้รับผิดชอบ จำนวนชั่วโมงต่อวันในการ เกิดอบุ ัติเหตุ (Sig < 0.05)
ทำงาน และมีความรู้พื้นฐานก่อนเข้าทำงาน เป็น
ปจั จยั ทสี่ ่งผลมากที่สดุ ต่อสถานท่ีทำงานไม่มกี ารสอน ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
หรืออบรมการใช้อุปกรณ์ปอ้ งกันอันตรายส่วนบุคคล มาตรการป้องกันกับอุบัติเหตุ การบาดเจ็บและการ
(Sig < 0.05) สูญเสีย สรุปได้ว่า การติดตั้งอุปกรณ์ควบคุม
การจราจรจะตอ้ งมที ั้ง 2 ด้านของงาน โดยอย่างน้อย
ผลการวิเคราะห์ความสมั พันธ์ระหว่างภูมิหลัง ต้องประกอบไปด้วยป้ายบังคับ กรณีที่มีการบูรณะ
ของตัวบุคคลกับมาตรการป้องกันของหน่วยงาน ทางต้องใส่เสื้อสะท้อนแสงหรือใส่เสื้อทำงานปกติ
สรุปไดว้ ่า อายุ ตำแหนง่ ท่ไี ด้รบั ผิดชอบ ประสบการณ์ ทางบริษัทได้ส่งผู้ดูแลความปลอดภัยและตรวจสอบ
การทำงาน เป็นปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุดต่อลักษณะ เครื่องหมายจราจร มีการเตรียมอุปกรณ์ปฐม
ของงานที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทางบริษัทได้ส่งผู้ดูแล พยาบาลเมื่อเกิดการผิดพลาดในขณะทีป่ ฏบิ ัตหิ น้าที่
ความปลอดภัยและตรวจสอบเครื่องหมายจราจร การแจกแว่นตาหรือหน้ากากอนามัยในการ
และจำนวนครัง้ ที่ได้รับอุบัติเหตุใน 1 เดือนที่ผ่านมา ปฏิบัติงานที่มีฝุ่นละอองมาก ๆ เป็นปัจจัยที่ส่งผล
(Sig < 0.05) มากที่สุดต่อ ลักษณะของงานที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
(Sig < 0.05)
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหา
ความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับมาตรการป้องกัน 4. การอภิปรายผล
ของหน่วยงาน สรุปได้ว่า การทราบวิธีปฏิบัติเพ่ือ ความเสี่ยงทกี่ ่อให้เกิดอุบัตเิ หตุจากการก่อสร้าง
ป้องกันอุบัติเหตุในงานที่รับผิดชอบ การบำรุงรักษา
เครื่องมือหลังจากใช้งานเสร็จ ความรอบคอบในการ บนทางหลวง คือ ไม่มีการสอนหรืออบรมการใช้
ทำงานเมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน ความรู้สึก อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลในที่ทำงาน การ
หงุดหงิด เมื่อยล้า และปวดตามตัวหลังจากการ ยกขนย้ายสิ่งของ การขาดประสบการณ์ทำงาน ไม่
เคยมีส่วนร่วมในการณรงค์เพื่อส่งเสริมความ
ปลอดภยั การและการอบรมเพ่ิมเติมภายหลงั จากเข้า

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

133

CE33

ทำงาน การแต่งกายเมื่อมีการบูรณะทางมักใส่เสื้อ ของคนงานมีผลต่อปัญหาความเสี่ยงที่ก่อให้เกิด
ทำงานปกติ และไม่มีการแจกแว่นตาหรือหน้ากาก อุบัตเิ หตุ
อนามัยในการปฏิบัติงานที่มีฝุ่นละอองมาก ๆ
ถึงแม้ว่าทางบริษัทมีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุม 2) ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในด้าน
การจราจรจะตอ้ งมีท้ัง 2 ด้านของงานโดยอย่างน้อย ตัวบุคคลและด้านการกระทำและสภาพแวดล้อม
ต้องประกอบไปด้วยป้ายบังคับ การส่งผู้ดูแลความ ได้แก่ คนงานมักคิดว่าตนเองมีความรอบคอบในการ
ปลอดภัยและตรวจสอบเครื่องหมายจราจร การ ทำงาน และไม่ใจร้อนในการทำงาน ซึ่งตรงกันข้าม
ป้องกันการกระเด็นและตกหล่นของวัสดุ การเตรียม กับความรู้สึกของคนงานที่คิดว่าตนเองมีความ
อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเมื่อเกิดการผิดพลาดในขณะที่ รอบคอบ คนงานกอ่ สรา้ งสว่ นใหญร่ ้สู กึ ว่าตนเองรู้สึก
ปฏิบัติหน้าที่ นอกจากน้ีคนงานยังทราบวิธีปฏิบัติ หงดุ หงิด เมือ่ ยล้าและปวดตามตวั จากการทำงาน ไม่
เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในงานที่รับผิดชอบ เคย ค่อยใส่ใจในการสวมใส่อุปกรณ์การป้องกันอันตราย
บำรุงรักษาเครื่องมือหลังจากใช้งานเสร็จ และ ส่วนบุคคลต่างๆ เมอื่ ตอ้ งทำงานเส่ยี ง และท่ีทำงานก็
บางครั้งมีการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วน ไม่ได้ให้ความสนใจในการอบรมเรื่องความปลอดภยั
บุคคล คิดว่าตนเองมีความรอบคอบในการทำงาน อีกด้วย คนงานส่วนมากไม่มีส่วนร่วมในการเสนอ
เมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และไม่เคยได้รับ ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ส่วนมาก
อนั ตรายโดยมีสาเหตุมาจากไมป่ ฏิบัตติ ามกฎระเบียบ คนงานจะได้รับอุบัติเหตุที่ลำตัวสืบเนื่องมาจากการ
และวิธีปฏิบัติเรื่องความปลอดภัย มีบางครั้งรู้สึก ยกขนยา้ ยส่งิ ของ
หงุดหงิด เมื่อยล้า และปวดตามตัวหลังจากการ
ทำงาน เคยทำงานท้งั ๆ ท่ีรา่ งกายไมพ่ รอ้ ม จนทำให้ 3) ความคิดเห็นของวิศวกรเกี่ยวกับปัจจัยที่
คนงานได้รับอุบัติเหตุ 1 – 5 ครั้ง ใน 1 เดือนที่ผ่าน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุก่อสร้างบนทางหลวง พบว่า
มา ซึ่งสอดคล้องกับที่วิศวกรและผู้บริหารโครงการ การวางสิ่งของ เครื่องมือ และชิ้นงานในบริเวณ
ให้ความเห็นว่า ในงานก่อสร้างมีการจัดวางสิ่งของ ปฏิบัติงาน และไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วน
เครื่องมือและชิ้นงานในบริเวณปฏิบัติงานไม่เป็น บุคคล เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้
ระเบียบ และคนงานไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตราย ในการปฏิบัติงานไม่ได้คุณภาพมาตรฐานความ
สว่ นบคุ คล ปลอดภัย และก่อนทำงานทุกครั้งทางโครงการไม่มี
การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร เครื่องมือ และ
5. สรุปผล อุปกรณ์ต่าง ๆ และคนงานไม่ให้ความร่วมมือใน
1) คนงานส่วนใหญ่เปน็ เพศชายมีอายุ 30-39 ปี องคป์ ระกอบตา่ งๆ ของระบบอาชวี อนามยั และความ
ปลอดภัย
ระดับการศึกษาประถมศึกษาปีท่ี 1-6 สถานภาพ
สมรส ประสบการณ์ระหวา่ ง 6-10 ปี เวลาทำงาน 8 4) ความคิดเห็นของโครงการก่อสร้าง พบว่า
ชั่วโมง/วัน ส่วนมากเป็นแรงงานทั่วไปและมีความรู้ ส่วนมากทุไม่มีการคัดเลือกคนงานก่อนเข้าทำงาน
พื้นฐานก่อนเข้าร่วมงานก่อสร้าง โดยปัจจัยภูมิหลัง และไม่มีการอบรมให้กับคนงานที่เป็นคนใหม่ก่อน
ปฏิบัติงาน และส่วนมากใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา

งานก่อสร้างและมาตรฐานกรมทางหลวงในการเปน็ 134
มาตรฐานความด้านความปลอดภัย
CE33
6. ข้อเสนอแนะ
1) โครงการก่อสร้างควรเสริมสร้างความรู้ความ 2562 : อาคารอัจฉรยิ ะอยา่ งยงั่ ยืน, 20–21 มถิ นุ ายน
2560, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
เข้าใจในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย ควรมีการ รตั นโกสนิ ทร์ นครปฐม. หนา้ 357-369.
ฝึกอบรมขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง [3] กรมทางหลวง (2561). คู่มือเคร่ืองหมายควบคมุ
ให้แก่คนงานอย่างสม่ำเสมอ หรือมีการใช้ระบบการ การจราจรในงานก่อสร้าง งานบูรณะ และงาน
ฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ และควรเน้นการรณรงค์ บำรุงรกั ษาทางหลวงแผ่นดนิ .
ใหป้ ลกู ฝังจติ สำนกึ และนิสัยในการใชแ้ ละการจัดเก็บ [4] Jaselskis, E. J. & G. A. R. Suazo ( 1994) . A
วสั ดุอุปกรณ์ survey of construction site safety in
Honduras. Construction. Management and
2) แนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิด Economics, Vol 12, pp. :245-255.
ขึ้นกับคนงานก่อสร้าง ได้แก่ ควรกำหนดนโยบาย [5] Kartam N.A , Flood lan and Koushki P.
ด้านความปลอดภัยให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับได้ (2000). Construction safety in Kuwait : Issues,
รับทราบ ควรจดั หาเครอ่ื งปอ้ งกนั อนั ตรายสว่ นบุคคล procedures, problems, and recommendations.
อย่างครบถ้วน Safety Science. Vol.36(3), pp.163-184.
[6] สุดารัตน์ วิชัยรัมย์ (2552). ศึกษาปัจจัยเสี่ยงท่ี
7. กิตตกิ รรมประกาศ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานของคนงาน
ขอขอบคุณคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ ก่อสร้างโครงการอาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานคร.
วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏ จดั การทางวิศวกรรม มหาวทิ ยาลัยธรุ กิจบณั ฑิต.
นครราชสีมาทใี่ หท้ ุนสนบั สนุนการวจิ ยั ในครง้ั น้ี [7] Kadiri Z.O. and et al. (2014). Causes and
Effects of Accidents on Construction Sites (A
8. เอกสารอ้างองิ Case Study of some selected construction
[1] กลมุ่ สถติ สิ ารสนเทศ สำนักอำนวยความปลอดภัย firms in Abuja F.C.T Nigeria). Journal of
กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม (2560). รายงาน Mechanical and Civil Engineering. Vol. 11 (5) .
ประจำปี 2559 อุบัตเิ หตจุ ราจรบนทางหลวงแผ่นดิน pp 66-72.
ปี 2559.
[2] ธีรวุฒิ ชูภักดี และ วัฒนา ทรงนิสัย (2560).
ปัจจัยทีใ่ ชเ้ พ่ิมความปลอดภยั ในงานกอ่ สร้างรถไฟฟ้า
สายสีแดงในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานครฯ. การ
ประชุมวชิ าการระดังชาติมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราช
มงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง นวัตกรรมอาคาร

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

135

CE34

การทดสอบชน้ิ ส่วนรบั แรงดดั พลาสติกเสรมิ เส้นใยแบบพลั ทรูดหน้าตดั ฉากภายใตแ้ รงกระทำแบบเยื้องศนู ย์
Tests on PFRP Flexural Members Having Angle-Section under Eccentric Loading

จักษดา ธำรงวฒุ ิ1,*, อุดมศักดิ์ กระจ่างโพธิ์2, เมธี ลอยศกั ด์ิ2 และ หวงั แก้ว บุญสวน3

1 สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร์และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอสี าน
744 ถนนสุรนารายณ์ อำเภอเมอื งนครราชสมี า จงั หวัดนครราชสีมา 30000

2 แผนกวิชาการกอ่ สร้าง-การโยธา วิทยาลยั เทคนิคนครราชสมี า 508 ถนนสุรนารี อำเภอเมอื งนครราชสมี า จังหวัดนครราชสมี า 30000
3 สาขาวชิ าวิศวกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั วงษช์ วลิตกุล

84 ถนนมิตรภาพ-หนองคาย อำเภอเมืองนครราชสมี า จงั หวดั นครราชสมี า 30000
*ผู้ตดิ ต่อ: [email protected]

บทคัดย่อ
บทความนี้กล่าวถึงผลการทดสอบชิ้นส่วนรับแรงดัดพลาสติกเสริมเส้นใยแบบพัลทรูดหน้าตัดฉากภายใต้แรง

กระทำแบบเย้ืองศนู ย์ วตั ถปุ ระสงค์ของงานวิจัยเพ่ือศึกษาและตรวจสอบผลของระยะเยื้องศนู ย์ต่อพฤตกิ รรมการโก่งเดาะ
ดา้ นขา้ งจากการบิดของคาน ตลอดจนคา่ โมเมนตโ์ กง่ เดาะและลกั ษณะวบิ ัตภิ ายใต้แรงกระทำแบบเยื้องศนู ย์ (e) ตวั อย่าง
ช้ินส่วนหนา้ ตดั ฉากมีขนาด 102×6.4 mm ตัวอยา่ งทง้ั หมดจำนวน 50 ตวั อย่างมีอตั ราสว่ นระยะห่างระหวา่ งจดุ รองรับต่อ
ความกวา้ งของหน้าตัด (L / b) อยู่ในช่วงระหว่าง 20-40 ระยะการเยื้องศูนย์ 4 ตำแหน่งถกู ตรวจสอบในช่วง 0 ถึง 2e
จากผลทดสอบพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักโก่งเดาะและระยะการแอ่นตัวแนวดิ่งมีลักษณะเป็นเชิงเส้นจนถึง
ค่าประมาณ 90-95% ของน้ำหนักโก่งเดาะ โดยขึ้นอยู่กับระยะการเยื้องศูนย์ ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมการรับแรงทาง
ด้านข้างท่ีมีลักษณะเปน็ แบบ Geometrically nonlinear ตั้งแต่เริ่มทดสอบจนกระทั่งตัวอยา่ งเกดิ การวิบัติ ลักษณะการ
วิบตั ิของตัวอยา่ งเปน็ แบบการโกง่ เดาะทางดา้ นข้างจากการบดิ นอกจากนี้เมอ่ื ระยะเยื้องศูนย์มคี ่าเพม่ิ ขึน้ โมเมนตโ์ ก่งเดาะ
ของคานมีคา่ ลดลงอย่างมนี ัยสำคญั
คำสำคัญ: พลาสติกเสริมเสน้ ใยแบบพัลทรดู , การโกง่ เดาะดา้ นขา้ งจากการบิด, หนา้ ตัดฉาก, แรงกระทำแบบเยือ้ งศูนย์

Abstract
This paper addresses the experimental results on the pultruded fiber-reinforced plastic (PFRP)

flexural members having angle-section subjected to transversely eccentric loadings. The objectives of
the research work are to investigate the effects of the eccentricity (e) of the applied loads on the
behaviors and to determine the critical buckling moments and the modes of failure of the beams. A
total of 50 specimens were tested. The angle specimens have the cross-sectional dimensions of 102×6.4
mm with span-to-width ratio (L / b) ranging from 20 to 40. Also, four different eccentricities are
investigated, ranging from 0 to 2e . Based on the test results, it is found that the load versus mid-span
vertical deflection relationships show linear behavior up to about 90-95% of the failure loads. In contrast
with the load versus mid-span lateral deflection relationships show geometrically nonlinear behaviors

การประชมุ วิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

136

CE34

from the beginning to failure of the beams. The general mode of failure is the lateral-torsional buckling.
In addition, the critical buckling moment decreases as the eccentricity increases.
Keywords: Pultruded fiber-reinforced plastic, Lateral-torsional buckling, Eccentric loading, Angle profile

1. บทนำ เรขาคณิตและจุดศูนย์กลางแรงเฉือน หรือเกิดการ
วัสดุพลาสติกเสริมเส้นใยแบบพัลทรูดชัน หรือ เยื้องศูนย์ (Eccentric) ดังนั้นภายใต้แรงกระทำ
ดังกล่าว บนหน้าตัดคานอาจเกิดหน่วยแรงดัดร่วมกบั
PFRP เป็นวัสดุที่ประกอบด้วยเส้นใยแก้วที่มี หน่วยแรงบิด ส่งผลให้การประมาณน้ำหนักบรรทุก
ความสามารถรับแรงดึงสูง เส้นใยแก้วถูกผสมผสาน โดยใช้สมการออกแบบตามมาตรฐาน AISC มี
เข้ากบั วัสดเุ ชื่อมประสานจำพวกเรซนิ เช่น พลาสติกท่ี ความคลาดเคลื่อน [9] นอกจากนี้การศึกษาเกี่ยวกับ
ถูกทำให้แข็งตัวด้วยความร้อน ได้แก่ โพลีเอสเตอร์ ชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุ PFRP ที่ผ่านมา ยังไม่พบการ
และไวนิลเอสเตอร์ เป็นต้น วัสดพุ ลาสตกิ เสริมเส้นใยมี ทดสอบเพื่อศึกษาพฤติกรรมของชิ้นส่วนโครงสร้าง
คุณสมบัติคล้ายคลึงวัสดุเปราะที่มีพฤติกรรมแบบ จากวัสดุ PFRP หน้าตัดฉากภายใต้แรงดัดแบบเยื้อง
Linear elastic to failure โดยมีค่าโมดูลัสค่อนข้าง ศูนย์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีแนวคิดศึกษาพฤติกรรมทาง
ต่ำและมีอัตราส่วนโมดลู ัสยืดหยุ่นต่อโมดูลัสแรงเฉอื น โครงสร้างของชิ้นส่วน PFRP โดยเน้นพฤติกรรมรับ
(E / G) สูง [1] ดังนั้นการเสียรูป (Deformation) แรงดัดภายใต้เงื่อนไขแรงกระทำแบบเยื้องศูนย์และ
ของโครงสร้างจึงเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่ควบคุมการ มุง่ เนน้ ทหี่ นา้ ตดั ฉากท่ียังไม่มีผศู้ กึ ษามากนัก
ออกแบบ [2] วัสดุ PFRP มีคุณสมบัติทางกายภาพท่ี
โดดเด่นหลายประการเชิงวิศวกรรม เช่น อัตราส่วน 2. ชิ้นส่วนรับแรงดัด PFRP และการทดสอบ
ของกำลังของวัสดุต่อน้ำหนักค่อนข้างสูง น้ำหนักเบา 2.1 ชน้ิ สว่ นรับแรงดดั PFRP
มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนจากสภาวะแวดล้อม
และสารเคมีได้ดี [3] จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ชิ้นส่วนรับแรงดัดพลาสติกเสริมเส้นใยแก้วผลิต
นักวิจัยหลายท่านได้ศกึ ษาช้ินสว่ นที่ทำจากวัสดุ PFRP โดยวิธี Pultrusion หรือเรียกอีกชื่อว่า Pultruded
หน้าตัดรูปต่าง ๆ ภายใต้การดัด เช่น WF (Wide fiber-reinforced plastic (PFRP) ส่วนประกอบหลัก
flange), Channel และ Box section เป็นต้น [4-8] ของชิ้นส่วน PFRP เป็นเส้นใยแก้วชนิด E-glass
โดยงานวจิ ัยดังกล่าวเป็นการให้แรงกระทำต่อหน้าตดั และเรซินชนิดโพลีเอสเตอร์ หน้าตัดฉากมีขนาด
ในแนวดิ่งผ่านจุดศูนย์กลางเรขาคณิต (Centroid) 102x6.4 mm โดยมีความกว้างปีกเท่ากับ 102 mm
หรือจุดศูนย์กลางแรงเฉือน (Shear center) การให้ ความหนาปีกเท่ากับ 6.4 mm และมีความยาว
น้ำหนักบรรทุกลักษณะดังกล่าวจึงไม่คำนึงถึง มาตรฐานเท่ากับ 6 m ตารางที่ 1 แสดงมิติและพิกัด
ผลกระทบเนื่องจากแรงบิดที่เกิดขึ้นร่วมกับแรงดัด ของหน้าตัดฉาก ตลอดจนแสดงรายละเอียดของ
อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานหน้าตัดสมมาตรรอบแกน ตัวอย่างทดสอบและสมบัติของหน้าตัด โดยตัวอย่าง
เดียว เช่น หน้าตัดฉาก (Angle) แรงกระทำดังกล่าว คานจำนวน 50 ตวั อยา่ งมอี ัตราสว่ นระยะหา่ งระหว่าง
อาจกระทำต่อหน้าตัดโดยไม่ผ่านจุดศูนย์กลาง จุดรองรับต่อความกว้างของหน้าตัด (L / b) อยู่

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

137

CE34

ในช่วงระหว่าง 20-40 ระยะเยื้องศูนย์ของแรงที่ ตั้งขึ้นโดยใช้หลักการดังต่อไปนี้ L102 หมายถึง
กระทำในแนวดิ่งต่อหน้าตัด 5 ระยะ ได้แก่ e = 0 ตวั อย่างทดสอบหนา้ ตดั ฉากท่ีมีความกวา้ งเทา่ กับ 102
(ตำแหน่ง Shear center), -2e, -e, +e และ +2e ดัง mm, S หมายถึง ลักษณะของจุดรองรับแบบง่าย, L
แสดงในตารางท่ี 2 โดยเครื่องหมายลบ หมายถึง หมายถึง ความยาวของคานมีหน่วยเป็นเมตร และ
ระยะเยื้องศูนย์ในทิศทางแกน -x และเครื่องหมาย สดุ ทา้ ย xe หมายถึง ระยะเย้อื งศูนยข์ องแรงกระทำใน
บวก หมายถึง ระยะเยื้องศูนย์ในทิศทางแกน +x แนวด่ิง
สัญลักษณ์ของชื่อตัวอย่างทดสอบ Lb-S-L  xe ถูก

ตารางที่ 1 รายละเอียดพิกัดของหนา้ ตัดฉาก

Dimensions b t b / t A −2e −e e = 0 +e +2e
L102  6.4
(mm) (mm) (mm) (mm2) (mm) (mm) (mm) (mm) (mm)
101.6 6.35 16 1,250 -49.2 -24.6 0 +24.6 +49.2

ตารางที่ 2 รายละเอียดและสมบัติของหน้าตัด Iz Iw −2e Eccentric location +2e

Specimens L L / b Ix = I y (mm4) (mm4) 2 −e e = 0 +e 2
(m) (mm4) 2,025,107 2 2
505,013 2,025,107 2 222 2
L102-S-2.0 − xe 2.0 19.7 1,265,060 505,013 2,025,107 2 222 2
L102-S-2.5 − xe 2.5 24.6 1,265,060 505,013 2,025,107 2 222 2
L102-S-3.0 − xe 3.0 29.5 1,265,060 505,013 2,025,107 222
L102-S-3.5 − xe 3.5 34.4 1,265,060 505,013 222
L102-S-4.0 − xe 4.0 39.4 1,265,060

2.2. ชิ้นส่วนรับแรงดัด PFRP Differential Transducers (LVDT) จ ำ น ว น 2 ตั ว
การติดตั้งตวั อยา่ งชน้ิ สว่ นรบั แรงดัด PFRP เขา้ กับ ติดตั้งที่กงึ่ กลางความยาวคานบริเวณปีกแนวนอนและ
ปีกแนวตั้งแนวของหน้าตัด ตามลำดับ เมื่อติดต้ัง
จดุ รองรบั แบบง่าย (Simply supported) ดังแสดงใน ชิน้ สว่ น PFRP เข้าท่แี ล้ว คานตัวอยา่ งจะถูกตรวจสอบ
รูปที่ 1 บริเวณกึ่งกลางความยาวของชิ้นส่วนคาน ความตรงในแนวราบโดยใช้ระดับน้ำเพื่อเตรียมความ
ติดตั้งชุดให้แรงกระทำโดยใช้แผ่นเหล็กเจาะรูขนาด พร้อมของตัวอย่าง จากนั้นทำการทดสอบโดยเพิ่ม
ใกลเ้ คยี งกับชิ้นส่วนรับแรงดัดหน้าตัดฉากที่ใช้ทดสอบ น้ำหนักบรรทุกอย่างช้า ๆ โดยตุ้มน้ำหนัก ตลอดการ
ขอบด้านล่างของแผ่นเหล็กถูกบากเป็นร่องใน ทดสอบ Data Acquisition Unit ถูกใช้ในการเก็บ
แนวนอนเพื่อสามารถปรับตำแหน่งของแรงกระทำได้ ขอ้ มลู อยา่ งต่อเนอื่ ง จนตัวอยา่ งทดสอบเกดิ การวบิ ัติ
ตามต้องการ สำหรับการแอ่นตัวแนวดิ่ง (Vertical
deflection) และการแอ่นตัวด้านข้าง (Lateral
deflection) ของคานถูกวัดโดย Linear Variable

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

รปู ที่ 1 การติดต้งั ชนิ้ ส่วนรับแรงดัด PFRP 138

3. ผลการทดสอบและวจิ ารณผ์ ล CE34
3.1 พฤติกรรมรบั แรงและลักษณะการวิบัติ
ศูนย์ ตามลำดับ จากรูปพบว่า พฤติกรรมรับแรง
รูปที่ 2 แสดงตวั อยา่ งแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ กระทำของตัวอย่างทดสอบในแนวดิ่งมีลักษณะเป็น
ระหว่างน้ำหนักบรรทุกและระยะการแอ่นตัวแนวด่ิง เชิงเส้นจนถึงค่าประมาณ 90-95% ของน้ำหนักโก่ง
และความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักบรรทุกและระยะ เดาะ จากนั้นพฤติกรรมของตัวอย่างจะเปลี่ยนแปลง
การแอ่นตัวทางด้านข้างภายใต้แรงกระทำแบบเยื้อง เป็นแบบไร้เชิงเส้นจนกระทั่งตัวอย่างเกิดการวิบัติ
ส่วนพฤติกรรมรับแรงทางด้านข้างมีลักษณะเป็นเชิง
เส้นจนถึงค่าประมาณ 40-50% ของน้ำหนักโก่งเดาะ
จากนนั้ ความชันของเสน้ กราฟจะคอ่ ย ๆ ลดลงแบบไร้
เชิงเส้นตรงในรูปแบบของ Geometrical nonlinear
จนกระทั่งเกิดการวิบัติ ภายใต้แรงกระทำแบบเยื้อง
ศูนย์ ลักษณะการวิบัติโดยรวมของตัวอย่างเป็นแบบ
การโก่งเดาะทางด้านข้างจากการบิด (Lateral
torsional buckling) ดังแสดงในรูปที่ 3 โดยลักษณะ
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวอย่างทดสอบขึ้นกับ
ความยาวของตัวอยา่ งและระยะเยื้องศูนย์

1000 y 1000
y
P
P

800 b tx e =0 800 b tx
600 SG 600 SG
+e -e e =0
-2e -e +e+2e +2e -2e -e +e+2e
-2e +e -e
b b +2e

Load (N) -2e L102-S-3.0
Load (N) L102-S-3.0+e
400 L102-S-3.0 400
L102-S-3.0+e

L102-S-3.0-e L102-S-3.0-e

200 L102-S-3.0+2e 200 L102-S-3.0+2e

L102-S-3.0-2e L102-S-3.0-2e

0 0
0 5 10 15 20 25 30 35 40 0 10 20 30 40 50 60 70
Mid-span vertical deflection (mm) Mid-span lateral deflection (mm)

(a) ระยะการแอน่ ตวั แนวดิ่ง (b) ระยะการแอน่ ตวั ทางดา้ นข้าง

รูปท่ี 2 ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักบรรทกุ และระยะการแอน่ ตวั

3.2 ผลของระยะเยื้องศูนย์ ลดลงเมื่อความยาวของตัวอย่างมีค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น
ตารางท่ี 3 แสดงผลการทดสอบค่าโมเมนต์โก่ง ความยาวจึงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักโก่งเดาะของ
คาน นอกจากนี้พบว่า ระยะเยื้องศูนย์มีผลต่อค่า
เดาะ (Buckling moment) ของคาน PFRP หน้าตัด น้ำหนักโก่งเดาะของตัวอย่างทดสอบเป็นอย่างมาก
ฉากภายใต้แรงกระทำแบบเยื้องศูนย์ จากตารางเห็น เมื่อพิจารณาอัตราส่วน L / b เท่ากันพบว่า ระยะ
ได้ว่า โมเมนต์โก่งเดาะที่ไดจ้ ากการทดสอบ มีแนวโน้ม

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังท่ี 11
วันที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า

139

CE34

เยื้องศูนย์มีค่าเพิ่มขึ้นจากจุดศูนย์กลางแรงเฉือน ทดสอบดังกล่าวสอดคล้องกับผลการทดสอบของ
(e=0) ถึง 2e ส่งผลให้โมเมนต์โก่งเดาะมีค่าลดลง Thumrongvut and Seangatith (2015) [10] โ ด ย
11.1-35.8% สำหรบั ระยะเยื้องศูนย์ในทิศทางแกน -x กล่าวว่าเมื่อให้แรงกระทำที่ตำแหน่งระยะเยื้องศูนย์
และ 9.3-32.5% สำหรับระยะเยื้องศูนย์ในทิศทาง เท่ากันในทิศทางแกน -x และทิศทางแกน +x
แกน +x ดังนั้นจากการทดสอบสามารถกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักบรรทุกและระยะการ
เมื่อระยะเยื้องศูนย์มีค่าเพิ่มขึ้น ค่าโมเมนต์โก่งเดาะ แอน่ ตัวและน้ำหนักโกง่ เดาะจะมีคา่ ใกล้เคียงกนั
ของคานมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการ

รูปท่ี 3 ลกั ษณะการวบิ ตั ภิ ายใตแ้ รงดัดแบบเย้อื งศูนย์

ตารางท่ี 3 ค่าโมเมนตโ์ ก่งเดาะภายใตแ้ รงกระทำแบบเยื้องศนู ย์

Specimens L/b Critical buckling moment, (Mcr,EXP ) (N-m), (% Differences)

−2e −e e = 0 +e +2e

L102-S-2.0 − xe 19.7 548 (-21.8) 623 (-11.1) 700 635 (-9.3) 560 (-20.0)
L102-S-2.5 − xe 24.6 464 (-25.1) 534 (-13.6) 619 547 (-11.6) 476 (-23.0)
L102-S-3.0 − xe 29.5 384 (-27.5) 444 (-16.1) 530 455 (-14.0) 394 (-25.6)
L102-S-3.5 − xe 34.4 341 (-31.2) 406 (-18.2) 496 418 (-15.7) 348 (-29.8)
L102-S-4.0 − xe 39.4 291 (35.8) 366 (-19.2) 453 372 (-17.9) 306 (-32.5)

4. สรปุ ผลการทดสอบ จนกระทั่งตัวอย่างเกิดการวิบัติ และแตกต่างจากการ
1) พฤติกรรมการรับแรงของตัวอย่างทดสอบ รับแรงทางด้านข้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นเชิงเส้นจนถึง
ค่าประมาณ 40-50% ของน้ำหนักโก่งเดาะ จากน้ัน
แนวดิ่งมีลักษณะเป็นเชิงเส้นจนถึงค่าประมาณ 90- ความชันของเสน้ กราฟจะค่อย ๆ ลดลงแบบไรเ้ ชิงเสน้
95% ของน้ำหนักโก่งเดาะ จากนั้นพฤติกรรมของ
ตัวอย่างทดสอบจะเปลี่ยนแปลงเป็นแบบไร้เชิงเส้น

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า

2) ลักษณะการวิบัติของตัวอยา่ งเป็นแบบการโก่ง 140
เดาะทางด้านข้างจากการบิดซึ่งเกิดจากการแอ่นตัว
แนวด่งิ และการแอ่นตวั ทางดา้ นข้างในเวลาเดยี วกนั CE34

3) เมอ่ื ระยะเย้อื งศูนย์มีค่าเพ่ิมขน้ึ ค่าโมเมนต์โก่ง [4] Qiao, P., Zou, G.P. and Davalos, J.F. (2003).
เดาะของชิ้นส่วน PFRP หน้าตัดฉากมีค่าลดลงอย่างมี Flexural-torsional buckling of fiber-reinforced
นัยสำคัญ โดยความแตกต่างของโมเมนต์โก่งเดาะท่ี plastic composite cantilever I-beams.
ลดลงมีลักษณะการลดลงแบบเชิงเส้น และโมเมนต์ Composite Structures, Vol. 60(2), pp. 205-217.
โก่งเดาะที่ได้จากการทดสอบมีแนวโน้มลดลงเม่ือ [5] Borowicz, D.T. and Bank, L.C. (2011).
ความยาวของตัวอยา่ งมคี ่าเพ่ิมข้ึน Behavior of pultruded fiber-reinforced polymer
beams subjected to concentrated loads in the
5. กติ ติกรรมประกาศ plane of the web. Journal of Composites for
โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก Construction, Vol. 15(2), pp. 229-238.
[6] Thumrongvut, J. and Seangatith, S. (2011).
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ภายใต้สัญญา Responses of PFRP cantilevered channel
เลขท่ี NKR2562REV017 นอกจากน้ีผู้วิจัยขอขอบคุณ beams under tip point loads. Key Engineering
คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ Materials, Vol. 471-472, pp. 578-583.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่ให้การ [7] Thumrongvut, J. and Seangatith, S. (2013).
สถานท่ีและเครอื่ งมอื ทดสอบ An experimental study on the performance of
fixed-end supported PFRP channel beams
6. เอกสารอ้างองิ under flexure. Advanced Materials Research,
[1] Hollaway, L.C. (2009). Polymer composites Vol. 702, pp. 31-36.
in construction: a brief history. Proceedings of [8] Liu, T. and Harries, K.A. (2018). Flange
the Institution of Civil Engineers - Engineering local buckling of pultruded GFRP box beams.
and Computational Mechanics, Vol. 162(3), pp. Composite Structures, Vol. 189, pp. 463-472.
107-118. [9] Thumrongvut, J. (2017). Lateral-Torsional
[2] Omidvar, B. (1998). Shear coefficient in buckling of pultruded fiber reinforced
orthotropic thin-walled composite beams. polymer cantilever angle beams. 8th
Journal of Composites for Construction, Vol. Conference on Smart Structures and
2(1), pp. 46-56. Materials (SMART 2017), Madrid, Spain, June
[3] Thumrongvut, J. and Seangatith, S. (2011). 5-8, pp. 471-479.
Experimental study on lateral-torsional [10] Thumrongvut, J. and Seangatith, S. (2015).
buckling of PFRP cantilevered channel beams. Influences of concentric and eccentric loads
Procedia Engineering, Vol. 14, pp. 2438-2445. on buckling of fixed-end supported pultruded
FRP channel beams. Advanced Materials
Research, Vol. 1119, pp. 721-725.

การประชมุ วชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งที่ 11
วนั ท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

141

CE35

การตอบสนองทางโครงสรา้ งของเสาทอ่ เหลก็ หน้าตดั สี่เหลี่ยมจตั รุ สั กรอกคอนกรตี
หลงั จากสัมผสั กับอณุ หภมู สิ งู

Structural Response of Square Concrete-Filled Steel Tube Columns after Exposure to
Elevated Temperatures

อภิชาติ ทิพยเ์ จริญ1, จักษดา ธำรงวฒุ 1ิ ,*, กมลวรรณ ประทมุ วงศ์1, เกียรติสดุ า สมนา1 และ จีรศักดิ์ สุพรมวนั 1

1 สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตรแ์ ละสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน
744 ถนนสรุ นารายณ์ อำเภอเมืองนครราชสมี า จงั หวัดนครราชสีมา 30000
*ผู้ติดต่อ: [email protected]

บทคัดย่อ
วัตถปุ ระสงคข์ องงานวิจัยน้ีเพ่อื ตรวจสอบผลการศกึ ษาพฤตกิ รรมหลงั เพลิงไหม้ของเสาทอ่ เหล็กหน้าตัดส่ีเหล่ียม

จัตุรัสกรอกคอนกรีตภายใต้แรงอัดในแนวแกน โดยการทดสอบกำลังรับแรงในแนวแกนและลักษณะการวิบตั ิของเสาทอ่
เหล็กกรอกคอนกรีตหลงั จากสัมผัสกับอณุ หภูมสิ งู ตวั อย่างเสาท้งั หมดมีขนาดหนา้ ตดั สี่เหล่ยี มจตั ุรัสขนาดเท่ากบั 150 mm
ความสงู 750 mm และกำลงั รับแรงอดั ประลัยของคอนกรีตเท่ากบั 18 MPa ตวั แปรหลกั ในงานวิจัยได้แก่ ความหนาของ
ท่อเหล็ก (3.0 mm, 4.5 mm และ 6.0 mm) และอุณหภูมิท่ีใช้ในการเผาตวั อย่าง 3 ค่า (400◦C, 600◦C และ 800◦C)
จากการทดสอบพบว่า ในช่วงแรกพฤตกิ รรมของแรงกระทำและการหดตัวในแนวแกนมีลักษณะแบบเชงิ เส้นถึงประมาณ
80-90% ของกำลังรบั แรงกดอัดสูงสุด จากนน้ั เสามีพฤตกิ รรมแบบไร้เชิงเส้น กลไกของลักษณะการวบิ ัติของเสาท่อเหล็ก
กรอกคอนกรีตภายหลังเพลิงไหม้มีลักษณะโก่งเดาะเฉพาะที่บริเวณผนังท่อเหล็กและการอัดแตกของแกนคอนกรีต
นอกจากนี้พบว่า แรงกดอัดสูงสุดของเสาท่อเหล็กกรอกคอนกรีตมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับเสาท่อ
เหลก็ กรอกคอนกรีตท่ที ดสอบภายใตอ้ ุณหภมู หิ อ้ ง โดยขึน้ อยกู่ ับความหนาของทอ่ เหลก็ และการสมั ผัสทีอ่ ณุ หภมู ิสูง
คำสำคัญ: เสาท่อเหล็กกรอกคอนกรีต, หน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส, แรงอัดในแนวแกน, พฤติกรรมหลังเพลิงไหม้, สัมผัสกับ
อุณหภูมิสูง

Abstract
The aim of the present study is to experimentally investigate the post-fire behavior of square

concrete-filled steel tube (CSFT) columns under axial loading. The axial load capacity and failure mode
of CFST columns after exposure to elevated temperatures are tested. All of the nominal size of the
square columns are 150 mm wide, the specimens are 750 mm in height, and have compressive strength
of 18 MPa. The primary test parameters are wall thicknesses of the circular tube (3.0 mm, 4.5 mm and
6.0 mm) and three different of exposure to elevated temperatures (400◦C, 600◦C and 800◦C).
Experimental results presented show that the load-axial shortening response of the columns have a
linear-elastic behavior up to approximately 80-90% of their axial load capacity. After that, the response

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

142

CE35

curves are gradually becoming nonlinear. The failure mechanism of CSFT columns under post-fire
condition is local buckling of the steel tube wall and compressive crushing of the concrete core. It is
also shown that the axial load capacity of the columns are decreased significantly compared to the
CSFT columns at ambient temperature, depending mainly on the wall thickness of steel tubular and
exposure to elevated temperature.
Keywords: Concrete-filled tube column, Square tube, Axial compression, Post-fire behavior, Elevated
temperature.

1. บทนำ เกาะ (Hydrated parts) เกิดการเสื่อมสภาพของมวล
ในปัจจบุ ัน ปัญหาของการก่อสร้างระบบหล่อในท่ี รวมเมอ่ื ไดร้ ับความรอ้ นประมาณ 300 องศาเซลเซียส
หรือเกิดการผิดรูปสภาพโครงสร้างเหล็กเสียหายเมื่อ
(Cast-in-place) มักใช้เวลาก่อสร้างค่อนข้างมาก เหล็กได้รับความร้อนเกินกว่า 500 องศาเซลเซียส
ส่งผลให้ต้นทุนมีราคาสูง และมีกระบวนการก่อสร้าง เป็นต้น ดังนั้นหากสามารถทำนายพฤติกรรมของเสา
หลายขั้นตอน โดยเฉพาะแบบหลอ่ การผูกเหลก็ และ ท่อเหล็กกรอกคอนกรีตที่ได้สัมผัสความร้อนจากการ
ค้ำยันที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการติดตั้งเพือ่ ให้ เผาไหม้ย่อมส่งผลให้เกิดความเข้าใจและสร้างความ
ความแข็งแรง จากปัญหาดงั กล่าวทำให้เกิดการพัฒนา ป ล อ ด ภ ั ย ต ่ อ ก า ร ใ ช ้ ง า น ข อ ง เ ส า ด ั ง ก ล ่ า ว ม า ก ขึ้ น
รูปแบบการกอ่ สร้างแบบกง่ึ สำเร็จรูป เช่น การใช้แบบ งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการตรวจสอบ
หล่อสำเร็จรูปที่สามารถรับแรงร่วมกับโครงสร้างโดย ประสิทธิภาพของเสาท่อเหล็กหน้าตัดส่ีเหลี่ยมจัตุรัส
ไม่ต้องทำการถอดแบบหล่อดังกล่าวออก เช่น เสาท่อ กรอกคอนกรีตที่ผ่านการเผาไหม้ (Post-fire) เพื่อให้
เหล็กกรอกคอนกรีต (Concrete-filled steel tube เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับแรงใน
(CSFT) column) เปน็ ต้น โดยท่อเหลก็ รูปพรรณกลวง แนวแกน และลักษณะการวิบัติของเสาท่อเหล็กหน้า
จะช่วยเพมิ่ ความแข็งแรงและความเหนียวในแนวแกน ตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสกรอกคอนกรีตหลังจากสัมผัสกับ
ใหค้ อนกรีต เปน็ ผลทำให้เสาทอ่ เหล็กกรอกคอนกรีตมี อุณหภูมิสงู ภายใต้แรงอดั ในแนวแกน
กำลังรับแรงอัดและความเหนียวสูงกว่าเสาคอนกรีต
เสรมิ เหลก็ [1-5] และทอ่ เหล็กยงั ทำหนา้ ท่ีป้องกันการ 2. ตัวอย่างและการทดสอบ
หลุดร่อนของผิวคอนกรตี ในทางกลบั กนั แกนคอนกรีต 2.1 ทดสอบคุณสมบัติของวสั ดแุ ละตัวอยา่ งเสา
จะช่วยลดการโก่งตัวเฉพาะที่ภายในของท่อเหล็ก [6]
อย่างไรก็ตาม การวิบัติของโครงสร้างมิได้ขึ้นอยู่กับ คอนกรีตที่ใช้มีกำลังอัดประลัยที่อายุบ่ม 28 วัน
คณุ สมบตั ิของวัสดุที่ใช้ในการก่อสรา้ งเพียงอย่างเดียว เท่ากับ 18 MPa (ประมาณ 180 kg/cm2) การทดสอบ
ยังมีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวของอีกมากมาย ตัวอย่างแท่งคอนกรีตรูปทรงกระบอกกระทำตาม
โดยอคั คภี ยั เป็นสาเหตหุ น่งึ ของการวบิ ตั ิของโครงสร้าง มาตรฐาน ASTM C39 การทดสอบท่อเหล็กหน้าตัด
ที่พบอยู่บ่อยครั้ง และความเสียหายที่พบมักมีหลาย สี่เหลี่ยมจัตุรัส (Steel square tube) ที่ผลิตจากการ
ระดับความรนุ แรง เชน่ เนอื้ คอนกรตี เสยี สภาพการยึด ขึ้นรูปแบบเย็นตามมาตรฐาน มอก. ความหนา 3.0

การประชุมวิชาการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

143

CE35

mm, 4.5 mm และ 6.0 mm โดยการตัดท่อเหล็ก (ไมผ่ า่ นการเผา), 400°C, 600°C และ 800°C ตวั อยา่ ง
เป็นช้นิ งานรปู กระดูก และทดสอบกำลังรับแรงดึงตาม เสาท่อเหล็กกรอกคอนกรีตทั้งหมดจำนวน 24
มาตรฐาน ASTM E8 เพอ่ื หากำลังรบั แรงดึงท่ีจุดคราก ตัวอย่างถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มแบ่งตาม
และค่าโมดลู สั ยืดหยุ่นของทอ่ เหลก็ ความหนาของผนงั ท่อเหล็ก ช่อื ตวั อยา่ งเสาถูกกำหนด
ในรูปแบบสัญลักษณ์ S-XX-YY-ZZ โดยใช้หลักการ
ตัวอย่างเสามีหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสความกว้าง ตอ่ ไปนี้ S หมายถงึ เสาทอ่ เหลก็ หน้าตดั สี่เหล่ียมจัตุรัส
เท่ากับ 150x150 mm ความสูงเท่ากับ 750 mm XX หมายถึง กำลังอัดประลัยของคอนกรีต ในหน่วย
และมคี วามหนา 3 คา่ ไดแ้ ก่ 3.0 mm, 4.5 mm และ MPa และ YY แทนความหนา (t) ของท่อเหล็กใน
6.0 mm โดยมีอัตราส่วนความกว้างต่อความหนา หนว่ ย mm สดุ ทา้ ย ZZ หมายถงึ อณุ หภูมิ (T ) ที่ใช้
(b / t) เท่ากับ 50, 33.3 และ 25 ตามลำดับ และมี เผาตัวอย่าง ตารางท่ี 1 แสดงรายละเอียดตัวอย่าง
อัตราส่วนความสงู ต่อความกวา้ ง (L / b) เทา่ กับ 5.0 ทดสอบและสมบตั ทิ างกลของวัสดุ
อุณหภูมิการเผาตัวอย่างทดสอบ 4 ค่า ได้แก่ 25°C

ตารางที่ 1 ตัวอยา่ งทดสอบและคุณสมบัติทางกลของวสั ดุ

Specimen t b L T b / t Concrete Steel Tube Number

(mm) (mm) (mm) (°C) Ac (mm2) fc (MPa) Ast (mm2) f y (MPa)

S-18-3.0-025 3.0 150 750 25 50.0 20,228 18 1,741 387.1 2

S-18-3.0-400 3.0 150 750 400 50.0 20,228 18 1,741 387.1 2

S-18-3.0-600 3.0 150 750 600 50.0 20,228 18 1,741 387.1 2

S-18-3.0-800 3.0 150 750 800 50.0 20,228 18 1,741 387.1 2

S-18-4.5-025 4.5 150 750 25 33.3 19,408 18 2,567 382.3 2

S-18-4.5-400 4.5 150 750 400 33.3 19,408 18 2,567 382.3 2

S-18-4.5-600 4.5 150 750 600 33.3 19,408 18 2,567 382.3 2

S-18-4.5-800 4.5 150 750 800 33.3 19,408 18 2,567 382.3 2

S-18-6.0-025 6.0 150 750 25 25.0 18,776 18 3,363 384.1 2

S-18-6.0-400 6.0 150 750 400 25.0 18,776 18 3,363 384.1 2

S-18-6.0-600 6.0 150 750 600 25.0 18,776 18 3,363 384.1 2

S-18-6.0-800 6.0 150 750 800 25.0 18,776 18 3,363 384.1 2

2.2. ขั้นตอนการเผาและการทดสอบเสา ขั้นตอนการให้ความร้อนหรือเผาตัวอย่างดังแสดงใน
เสาท่อเหล็กกรอกคอนกรีตถูกออกแบบให้แกน รูปท่ี 1 การให้อุณหภูมิต่อตัวอย่างเสาใช้เตาเผา ณ
ห้องปฏิบัติการเซรามิก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
คอนกรีตมีกำลังอัดประลัยเท่ากับ 18 MPa เมื่อทำ มงคลอีสาน โดยการเพิ่มอุณหภูมิจากอุณหภูมิห้อง
การกรอกคอนกรตี ลงในท่อเหล็กกลวง ตัวอย่างเสาจะ (25◦C) ด้วยอัตรา 10°C ต่อนาที [7] จนกระทั่งความ
ถูกนำไปบ่มจนครบอายุ 28 วัน จากนั้นจึงดำเนิน

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ร้อนถึงอุณหภูมิที่กำหนด (400°C, 600°C และ 144
800°C) จากนั้นควบคุมอุณหภูมิให้คงที่เป็นเวลา 3
ชั่วโมงเพื่อให้ตัวอย่างเสาสัมผัสความร้อนอย่าง CE35
สม่ำเสมอ [8] เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดทำการลด
อุณหภูมิจนกระทั่งถงึ อุณหภูมิห้อง ตัวอย่างทดสอบเกิดการวิบัติอย่างสมบูรณ์หรือหยุด
การทดสอบท่ีระยะการหดตวั ท่ี 50 mm

รปู ที่ 2 การติดตง้ั ตัวอยา่ งทดสอบเสา

รปู ท่ี 1 การให้อณุ หภูมสิ ูงตอ่ ตวั อย่างเสา 3. ผลการทดสอบและวจิ ารณผ์ ล
3.1 พฤติกรรมและลกั ษณะการวบิ ตั ิ
รูปที่ 2 แสดงการติดตั้งเสาตัวอย่างเข้ากับเครื่อง
Universal Testing Machine กำลังทดสอบสูงสุด งานวิจยั นีไ้ ด้นิยามค่าแรงอัดสูงสุดท่ีเกิดขึน้ ในเสา
2,000 kN โดยให้แรงอัดในแนวแกนกระทำที่ปลาย โดยปราศจากการโก่งเดาะของผนังท่อเหล็กเป็น
ของเสาผา่ น Bearing Plate ลงสตู่ ัวอย่างทดสอบ โดย “แรงอัดสูงสุด” หรือ Pu และจำกัดการแสดงค่าการ
แรงกระทำดังกล่าวกระทำผ่านแกนคอนกรีตและท่อ หดตวั เทา่ กบั 20 mm จากพฤตกิ รรมการรับแรงอัดใน
เหล็กพร้อมกัน การหดตัวในแนวแกนถูกบันทึกโดย แนวแกนของเสาหลังจากสัมผัสกับอุณหภูมิสูงที่
Linear Variable Differential Transducer (LVDT) แตกต่างกันดังแสดงในรูปที่ 3 พบว่าพฤติกรรมของ
จำนวน 2 ตัว ติดตั้งที่ปลายด้านบนบริเวณหัวกดของ เสา CFST ที่สัมผัสกับอุณหภูมิ 400°C มีความ
เครื่องทดสอบ เมื่อติดตั้งตัวอย่างแล้ว เสาตัวอย่างจะ คล้ายคลึงกับเสา CFST ทอ่ี ุณหภมู ิห้อง (25°C) ในทาง
ถกู Pre-loading 50 kN และ Unloading เพอ่ื ลดแรง กลับกันเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 600°C และ 800°C
เสียดทานระหว่างหัวกดและตัวอย่าง [9] จากนั้นทำ ความชันของเส้นกราฟลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจาก
การทดสอบโดยเพิ่มแรงกระทำอย่างต่อเนื่องจน ภายใตอ้ ุณหภูมสิ งู กว่า 400°C ความสามารถในการรับ
แรงของท่อเหล็กและแกนคอนกรีตมีค่าลดลงอย่างมี
นัยสำคัญ ส่งผลให้แรงอัดสูงสุดของเสา CFST มีค่า

การประชุมวชิ าการวศิ วกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครง้ั ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

145

CE35

ลดลงตามลำดับ โดยพฤติกรรมของเสาเป็นแบบเชิง Axial Load, P (kN) 1200 S18-3.0-025
เส้นจนถึงจุดที่เสารับแรงกดอัดประมาณ 80-90% 1000 S18-3.0-400
ของแรงอัดสูงสุด จากนั้นในช่วงที่สองเมื่อเสาถูกแรง S18-3.0-600
กระทำเพิ่มข้ึนอกี แกนคอนกรีตเกดิ การแตกร้าวขนาด 800 S18-3.0-800
เล็กในเนอ้ื คอนกรตี มากขน้ึ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง สง่ ผลให้แกน 600
คอนกรีตเกิดการหดตัวในแนวแกนและขยายตัว 400 5 10 15 20
ทางด้านข้างมากขึ้น ทำให้ความชันของกราฟเริ่มมีค่า 200 Axial Shortening, ∆ (mm)
ลดลง [9] จากนั้นพฤติกรรมเสาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
ไปแบบไรเ้ ชงิ เสน้ มากขนึ้ จนถงึ จุดวิบตั ขิ องเสา 0
0

รูปที่ 3 ความสัมพนั ธ์ระหว่างแรงอัดและการหดตัว

รปู ท่ี 4 ลกั ษณะการวิบตั ิของเสา CFST หลงั จากสัมผัสกบั อุณหภูมสิ งู

ล ั ก ษ ณ ะ ก า ร ว ิ บ ั ต ิ ข อ ง เ ส า ห ล ั ง จ า ก ส ั ม ผ ั ส กั บ 3.2 แรงอดั สูงสุดและ Residual Strength Index (RSI)
อุณหภูมิสูงที่แตกต่างกันแสดงดังรูปที่ 4 จากการ Residual Strength Index (RSI) คือ ดัชนีกำลัง
สังเกตลักษณะการวิบัติพบว่าเสา CFST ทุกตัวอย่าง
เกิดการวิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกับการวิบัติ ตกคา้ ง เพอ่ื ใชป้ ระเมนิ ประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลง
ของเสา CFST ที่ไมผ่ า่ นการเผา โดยเสาเกิดการวิบัติท่ี แรงอัดสูงสดุ ของเสา CFST หลงั จากสมั ผัสอุณหภูมิสูง
คา่ การหดตวั เกนิ กว่า 50 mm นอกจากนีล้ กั ษณะการ โดยสามารถคำนวณจากสมการท่ี (1)
วิบัติของเสา CFST ที่อุณหภูมิ 400°C, 600°C และ
800°C มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยเสา CFST เกิด RSI = Pu (T ) (1)
การวิบัติโดยการโก่งเดาะเฉพาะที่ของผนังท่อเหล็กท่ี Pu (25)
บริเวณก่ึงกลางหรือบริเวณปลายด้านบนและดา้ นลา่ ง
โดยที่ Pu (T) ถูกกำหนดให้เป็นแรงอัดสูงสุดที่ได้จาก
การทดสอบเสา CFST หลังจากสัมผัสกับอุณหภูมิ

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้ังที่ 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

เท่ากับ T ในหน่วยองศาเซลเซียส และ Pu (25) คือ 146
แรงอดั สูงสุดที่ได้จากการทดสอบท่ไี ม่ผ่านการเผา
CE35
ผลทดสอบแรงอัดสูงสุดและค่า Residual
Strength Index (RSI) ของเสา CFST แสดงในตาราง แรงอัดของเสา CFST และมีแนวโน้มลดลงอย่างมี
ที่ 2 จากตารางพบว่า พิจารณาที่อุณหภูมิ 400°C ค่า นยั สำคัญดังรูปที่ 5
RSI ของเสา CFST มีค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 0.93-0.97
และที่อุณหภูมิ 600°C และ 800°C ค่า RSI มีค่าอยู่ Residual Strength Index (RSI) 1.20
ในชว่ งระหวา่ ง 0.80-0.83 และ 0.59-0.64 ตามลำดับ 1.00
0.80
ตารางที่ 2 แรงอัดสงู สดุ และค่า RSI 0.60 t = 3.0 mm
0.40 t = 4.5 mm
Specimen PA PB Pu RSI 0.20 t = 6.0 mm
0.00
T (kN) (kN) 1.00 200 400 600 800 1000
0.93 0 Temperature (°C)
1,009.5 0.80
(◦C) (kN) 942.1 0.59
812.4 1.00
C18-3.0-025 25 1,020.3 998.7 598.9 0.97 รปู ท่ี 5 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งคา่ RSI กับอุณหภูมิ
C18-3.0-400 400 955.1 929.0 1,321.2 0.83
C18-3.0-600 600 825.6 799.1 1,278.6 0.61 4. สรุปผลการทดสอบ
C18-3.0-800 800 575.2 622.6 1,093.9 1.00 1) เสา CFST หลังจากสัมผัสที่อุณหภูมิสูง
810.1 0.97
C18-4.5-025 25 1,343.5 1,298.8 1,638.6 0.83 พฤตกิ รรมของแรงกระทำและการเปล่ียนแปลงรูปร่าง
C18-4.5-400 400 1,285.0 1,272.1 1,581.9 0.64 ในแนวแกนมีลักษณะแบบเชิงเส้นถึงประมาณ 80-
C18-4.5-600 600 1,067.9 1,119.8 1,360.4 90% ของแรงอัดสูงสุดของเสา จากนั้นตัวอย่างมี
C18-4.5-800 800 797.7 822.4 1,047.4 พฤติกรรมแบบไร้เชงิ เสน้ และเปลี่ยนแปลงรปู รา่ งอย่าง
มากก่อนการวิบัติ โดยที่เสาสามารถรับแรงกระทำได้
C18-6.0-025 25 1,622.7 1,654.5 สูงสดุ แล้ว เสา CFST มคี วามแกรง่ ลดลง
C18-6.0-400 400 1,598.5 1,565.3
C18-6.0-600 600 1,348.2 1,372.5 2) พฤติกรรมหลังจากแรงอดั สูงสุดของเสา CFST
C18-6.0-800 800 1,061.9 1,032.8 ท่ีสัมผัสกับอุณหภูมิ 400°C มีความคล้ายคลึงกับเสา
CFST ที่ไม่ผ่านการเผา แตกต่างจากพฤติกรรมของ
นอกจากนี้ พิจารณาที่อุณหภูมิการเผา 400°C เสา CFST ที่อุณหภูมิ 600°C และ 800°C ที่มีความ
แรงอัดสูงสุดของเสามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย เป็นพลาสตกิ สงู เนื่องจากกำลงั ครากของท่อเหล็กมีค่า
เมื่อเปรียบเทียบกับแรงอัดสูงสุดของเสา CFST ที่ไม่ ลดลงเม่ืออณุ หภูมเิ พ่ิมข้นึ
ผ่านการเผา อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาอุณหภูมิที่สูง
กว่า 400°C แรงอัดสูงสุดของเสา CFST มีค่าลดลง 3) เสา CFST หลังจากสัมผัสกับอุณหภูมิสูงเกิด
อย่างมาก โดยอุณหภูมิ 600°C และ 800°C แรงอัด การวิบัติโดยการโก่งเดาะเฉพาะที่ของผนังท่อเหล็กท่ี
สูงสุดของเสา CFST มีค่าลดลงประมาณ 17-20% ปลายด้านบนหรือด้านล่าง ลักษณะการวิบัติของ
และ 36-41% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับเสาที่ไม่ผ่าน
การเผา ดังน้นั ภายใตข้ อบเขตของงานวิจัยนี้ อุณหภูมิ
ที่มีค่าสูงกว่า 400°C ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรับ

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครัง้ ท่ี 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

147

CE35

ตัวอย่างเสา CFST ที่อุณหภูมิ 400°C, 600°C และ [4] Han, L.H., Li, W. and Bjorhovde, R. (2014).
800°C มีลักษณะเหมือนกับเสา CFST ที่ไม่ผ่านการ Developments and advanced applications of
เผา (อณุ หภูมหิ อ้ ง, 25°C) concrete-filled steel tubular (CFST) structures:
Members. Journal of Constructional Steel
4) เมื่ออุณหภมู มิ คี ่าเกินกว่า 400°C แรงอัดสูงสดุ Research, vol. 100, pp. 211-228.
ของเสามีค่าลดลงอย่างมาก โดยที่อุณหภูมิ 600°C [5] Thumrongvut, J. and Tiwjantuk, P. (2018).
และ 800°C แรงกดอัดสูงสุดมีค่าลดลงประมาณ 17- Strength and axial behavior of cellular lightweight
20% และ 36-41% ตามลำดับ concrete-filled steel rectangular tube columns
under axial compression. Materials Science
5. กิตติกรรมประกาศ Forum, vol. 941, pp. 2417-2422.
โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก [6] Seangatith, S. and Thumrongvut, J. (2009).
Experimental investigation on square steel
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน ภายใต้สัญญา tubed RC column under axial compression.
เลขที่ NKR2562REV018 นอกจากน้ี ผวู้ จิ ัยขอขอบคุณ Suranaree Journal of Science and
คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ Technology, vol. 16(3), pp. 205-220.
คณะศิลปกรรมและออกแบบอุตสาหกรรม [7] Huo, J.S., He, Y.M., Xiao, L.P. and Chen,
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่สนับสนุน B.S. (2013). Experimental study on dynamic
สถานท่ีและเครื่องมอื ทดสอบสำหรับงานวิจัยในครงั้ นี้ behaviours of concrete after exposure to high
temperatures up to 700°C. Materials and
6. เอกสารอา้ งองิ Structures, vol. 46(1-2), pp. 255-265.
[1] Chen, B., Liu, X. and Li, S.J. (2011). [8] Mohamedbhai. G.G. (1986). Effect of
Performance investigation of square concrete- exposure time and rates of heating and
filled steel tube columns. Journal of Wuhan cooling on residual strength of heated
University of Technology-Mater. Sci. Ed., vol. concrete. Magazine of Concrete Research,
26(4), pp. 730-736. vol. 38(136), pp. 151-158.
[2] Gajalakshmi, P. and Helena, H. (2012). [9] Thumrongvut, J., Seangatith, S.,
Behaviour of concrete-filled steel columns Siriparinyanan, T. and Wangrakklang, S. (2016).
subjected to lateral cyclic loading. Journal of An experimental behaviour of cellular
Constructional Steel Research, vol. 75, pp. 55-63. lightweight concrete-filled steel square tube
[3] Shen, Z., Lei, M., Li, Y., Lin, Z. and Luo, J. columns under axial compression. Materials
(2013). Experimental study on seismic Science Forum, vol. 860, pp. 121-124.
behavior of concrete-filled l-shaped steel
tube columns. Advances in Structural
Engineering, vol. 16(7), pp. 1235-1248.

การประชุมวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครั้งท่ี 11
วนั ที่ 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา

148

CE37

สมบัตเิ ชิงกลของท่อซเี มนต์เยื่อกระดาษท่ีเป็นมติ รกบั สง่ิ แวดลอ้ ม
Mechanical Properties of Environmentally Friendly Paper Pulp-Cement Tubes

จักษดา ธำรงวุฒิ1,*, เชดิ ศักด์ิ สขุ ศริ ิพัฒนพงศ์1, คำภี จติ ชัยภมู ิ1 และ ธารางกรู กอ้ นคำ1

1 สาขาวศิ วกรรมโยธา คณะวศิ วกรรมศาสตรแ์ ละสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน
744 ถนนสุรนารายณ์ อำเภอเมอื งนครราชสมี า จงั หวัดนครราชสมี า 30000
*ผูต้ ิดต่อ: [email protected]

บทคดั ยอ่
ทอ่ ซีเมนต์ใยหินสามารถผลติ จากแหล่งวตั ถุดบิ ในประเทศซึ่งมีราคาถกู กวา่ ทอ่ ประเภทอนื่ โดยเฉพาะในประเทศที่

ตอ้ งนำเขา้ เหล็กหรอื เหล็กกล้า อยา่ งไรก็ตาม แรใ่ ยหินเปน็ ท่รี ู้จกั กันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างย่ิงส่งผลใหเ้ กดิ โรค
ทางเดินหายใจที่รุนแรง เช่น โรคมะเร็งปอดและโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น ดังนั้นบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ
นำเสนอสมบตั เิ ชงิ กลของท่อซีเมนต์เยอื่ กระดาษ (PPC Tube) ท่เี ป็นมติ รกบั ส่ิงแวดล้อมเพอื่ เปรียบเทียบกับท่อซีเมนต์ใย
หิน (ABT Tube) ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ ผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และเยื่อกระดาษผสมลงในสารละลายโดย
ปราศจากการใช้แรใ่ ยหนิ และขึ้นรูปแบบชั้นบนแกนหมุนรูปทรงกระบอก สมบัติเชิงกลของท่อถูกทดสอบตามมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ประกอบด้วย กำลังรบั แรงอดั แตกตามขวาง กำลังรับแรงดดั โคง้ ตามยาว กำลังรับแรงอดั
ภายใต้สภาวะเปียกสลับแหง้ (Wet-dry cycle) จากการเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลระหว่างทอ่ ซีเมนต์เยื่อกระดาษและท่อ
ซเี มนตใ์ ยหินพบวา่ กำลังรบั แรงอดั แตกตามขวาง กำลงั รบั แรงดัดโคง้ ตามยาว กำลังรับแรงอดั ภายใตส้ ภาวะเปียกสลับแห้ง
มคี ่าผา่ นเกณฑ์มาตรฐาน มอก. ดงั นัน้ ท่อซีเมนต์เย่อื กระดาษสามารถใช้เปน็ วัสดทุ ดแทนท่อซีเมนตใ์ ยหินไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
คำสำคัญ: ทอ่ ซเี มนตเ์ ยือ่ กระดาษ, ทอ่ ซเี มนตใ์ ยหนิ , สมบัตเิ ชิงกล, มติ รกับสง่ิ แวดล้อม

Abstract
Asbestos cement tubes can often be produced from local resources more cheaply than other

types of tube, especially in countries which have to import iron or steel. However, asbestos is known to
be extremely carcinogenic, especially causing severe respiratory diseases such as lung cancer and
malignant mesothelioma. Thus, the objective of this paper is to present the mechanical properties of
environmentally friendly paper pulp-cement tubes (PPC Tube) in order to compare with conventional
asbestos cement tubes (ABT Tube). Paper pulp-cement tubes are made of portland cement and paper
pulp mixed into a slurry without asbestos fiber, and deposited in layers on a cylindrical mandrel. The
mechanical properties of tube are tested according to Thai Industrial Standards (TIS), consisted of
transverse crushing strength, longitudinal bending strength and compressive strength under wet-dry
cycle process. By comparing the mechanical properties between the paper pulp-cement tube and
asbestos cement tube, it is found that the transverse crushing strength, longitudinal bending strength

การประชมุ วิชาการวิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ คร้งั ท่ี 11
วนั ที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า

149

CE37

and compressive strength under wet-dry cycle of paper pulp-cement tube and asbestos cement tube
are higher than the requirement of TIS. It is concluded that the paper pulp-cement tube can be used
as a sufficient substitute material for asbestos cement tube.
Keywords: Paper pulp-cement tube, Asbestos cement tube, Mechanical properties, Environmentally
friendly.

1. บทนำ นำมาประยุกตก์ บั งานท่อประปาและอตุ สาหกรรมภาค
แร่ใยหินเป็นกลุ่มของแร่ในธรรมชาติจำพวกเส้น การเกษตร แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในงานอาคารและ
โครงสร้างพื้นฐานมากนัก เนื่องจากขาดข้อมูลการ
ใยเซอร์เพนไทน์ (Serpentine) หรือแอมฟิโบล ทดสอบและสมการออกแบบที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น
(Amphibole) ซึ่งมีประโยชน์ทางการค้าเนื่องจากมี งานวิจัยนี้เป็นการเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลระหว่าง
คุณสมบัติแข็งแรงและนำความร้อนต่ำ [1] มีความ ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษและท่อซีเมนต์ใยหิน ได้แก่
ทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมี และเป็นฉนวน กำลังรับแรงอัดแตกตามขวาง กำลังรับแรงดัดโค้ง
และทนไฟ [2] แร่ใยหินมีชนดิ หลักไดแ้ ก่ 1) ไครโซไทล์ ตามยาว และกำลังรบั แรงอัดภายใต้สภาวะเปียกสลบั
(Chrysotile asbestos) ซึ่งเป็นสารเซอรเ์ พนไทน์ชนิด แห้ง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการนำท่อดังกล่าว
หนึ่ง และ 2) แอมฟิโบล ได้แก่ โครซิโดไลท์ อโมไซท์ ไปประยกุ ตใ์ ชง้ านตอ่ ไป
แอนโธฟิลไลท์ เทรโมไลท์ และ แอคติโนไลท์ [3] โดย
การสัมผัสแร่ใยหินเกิดจากการสูดหายใจเส้นใยท่ี รูปท่ี 1 ท่อซเี มนต์เยื่อกระดาษ
ปนเปอ้ื นในสภาพแวดลอ้ มของการทำงาน
2. ตัวอย่างและการทดสอบ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการใช้ท่อซีเมนต์ใยหิน ทอ่ ซเี มนต์เย่ือกระดาษและท่อซีเมนต์ใยหินที่ใช้มี
ในงานก่อสร้าง เช่น การตัดท่อซีเมนต์ใยหินโดยการ
เลื่อย ตลอดจนการบำรุงรักษา เปลี่ยน รื้อถอนและ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ค่า คือ 100 mm, 150
ทุบทำลาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อปัญหาด้าน mm และ 200 mm โดยมาตรฐานการทดสอบท่อ
สุขภาพ [4-6] ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่นำวัสดุเพื่อมา
ทดแทนผลิตภณั ฑท์ ่มี แี ร่ใยหิน โดยเฉพาะการใช้วัสดุท่ี
มีอยู่ในประเทศ เช่น ท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ (Paper
pulp-cement tube) ดังแสดงในรูปท่ี 1 ท่อซีเมนต์
เย่ือกระดาษได้มาจากการนำกากตะกอนเย่ือกระดาษ
เหลือทิ้งมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต กากตะกอน
เยื่อกระดาษเหลือทิ้งเหล่านี้มีขนาดเส้นใยที่เล็กมาก
และมีองค์ประกอบของเซลลูโลสและลิกนินเป็นส่วน
ใหญ่ เยื่อนี้มีความหนาแน่นต่ำและมีคุณสมบัติเป็น
ฉนวนกันความร้อน ปจั จุบันทอ่ ซเี มนต์เย่อื กระดาษถูก

การประชุมวชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ครงั้ ที่ 11
วันท่ี 21 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสีมา

ซีเมนต์เยื่อกระดาษยังไม่ถูกกำหนดขึ้น ดังนั้นการ 150
ท ด ส อ บ จ ึ ง ถ ู ก ก ร ะ ท ำ ต า ม ม า ต ร ฐ า น ผ ล ิ ต ภ ั ณ ฑ์
อุตสาหกรรมท อซีเมนต ใยหิน (มอก.81-2548) CE37
[7] ซึ่งถูกใชเ้ ปน็ คูเ่ ทยี บในการศึกษาครงั้ น้ี
ตามลำดับ เนื่องจากการทดสอบกำลังรับแรงอัดใน
2.1 การทดสอบแรงอดั ภายใต้สภาวะเปยี กสลบั แห้ง สภาวะเปียกสลับแห้งนี้ไม่ปรากฎในมาตรฐาน มอก.
การทดสอบภายใต้สภาวะเปียกสลับแห้ง (Wet- 81-2548 และในปัจจุบันไม่พบมาตรฐานการทดสอบ
ท่อดังกล่าวในมาตรฐาน ASTM ดังนั้นผู้วิจัยจึง
dry cycle) เป็นการประเมินความสามารถด้านความ ประยุกต์การทดสอบแรงอัดในสภาวะเปียกสลับแห้ง
คงทนของท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษที่อาจเกิดการ โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ Mohr et al. (2005) [8]
เปลี่ยนแปลงเมื่อสัมผัสกับอิทธิพลของสภาพอากาศ และ Djobo et al. (2016) [9] ในขั้นตอนการเตรียม
โดยการจำลองสภาวะขดี สุด โดยการแช่ตวั อยา่ งท่อลง ตัวอย่างทดสอบถูกตัดจากท่อซีเมนต์เยื่อกระดาษ
ในสารละลายโซเดียมซัลเฟต (Sodium sulfate และท อซีเมนต ใยหินโดยมีความยาวเท่ากับ 50
Solution: Na2SO4) ตามจำนวนรอบที่กำหนด ได้แก่ mm จำนวน 3 ตัวอย่างต่อจำนวนรอบที่กำหนด
1 รอบ, 3 รอบ, 6 รอบ, 9 รอบ และ 12 รอบ หลังจากแช่ตัวอย่างทดสอบตามระยะเวลาที่กำหนด
ตัวอยา่ งทอ่ จะถูกนำเข้าตู้อบที่มอี ุณหภูมิ 60±5 องศา
เซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นตัวอย่างถูก
ทดสอบเพ่ือหากำลงั รับแรงอดั ดังแสดงในรปู ที่ 2(a)

รปู ที่ 2 การทดสอบทอ่ ซเี มนตเ์ ยอื่ กระดาษ

2.2 การทดสอบกำลงั ต้านแรงอัดแตกตามขวาง มอก. 81-2548 เสนอสมการสำหรับคำนวณค่าความ
มอก. 81-2548 ได้กำหนดความต้านทานแรงอัด ตา้ นทานแรงอัดแตกตามขวาง (Re) ดังสมการที่ (1)

แตกตามขวาง (Transverse crushing strength, Re ) Re =n Pe (3d + 5e) (1)
ของท่อควรมีค่าไม่น้อยกว่า 44 MPa การเตรียม l2 e2
ตัวอย่างเริ่มจากการตัดท่อให้มีความยาว 200 mm
จากน้นั ตัวอยา่ งท่อถูกนำไปแช่น้ำเป็นเวลาไม่น้อยกว่า เมื่อ n คือ ค่าคงที่เท่ากับ 0.30 สำหรับท่อที่มีขนาด
48 ชั่วโมง เมื่อครบตามระยะเวลานำตัวอยา่ งทดสอบ ระบุเกิน 100 mm Pe คือ แรงกดท่ีทำใหต้ วั อย่างเกิด
กำลังต้านแรงอัดตามขวางดังแสดงในรูปที่ 2(b) โดย การแตกหัก d คือ เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของ

การประชมุ วชิ าการวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมศาสตร์ คร้งั ที่ 11
วันท่ี 21 สงิ หาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสมี า


Click to View FlipBook Version