พระ สุระ สุเมโธภิกขุ เทียนด ำ (พระอำจำรย์ ฝ้ำย) วัดทองหลำง ต ำบลมะขำมสูง อ ำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่ม ๒ หนังสือเล่มนี้เป็นหลักวิชาการทางแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์แผนโบราณได้นำมาคัดลอกจากหนังสือเก่าที่ กำลังชำรุดอย่างมากจากอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถก่อนที่จะสูญหายไป หรือหายากยิ่งขึ้น อาตมะ พระสุระ ฉายา สุเมโธ (นามสกุล เทียนดำ) จึงได้จัดทำหนังสือแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๒ และตำราเก่าจากวัดต่างที่หา มาได้ เพื่อสืบทอด และอนุรักษ์ รักษาความรู้อันประเสริฐนี้ไว้เพื่อเป็นมรดกสมบัติของชาติไทยอันมีค่ายิ่งมากกว่า แก้วแหวนเงินทองและยังเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง และสำหรับนำไปใน การรักษาแบบแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่ง แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ได้มาจากวัดต่าง ที่เจ้าอาวาสท่านให้ยืมตำรามา เช่น วัดทองหลาง ที่อาตมะจำพรรษาอยู่ วัดปากโทก ตำบลปากโทก วัดหลวงพ่อแดง ตำบลไผ่ขอดอน อ.เมือง พิษณุโลก วัดห้วยพลู ตำบลห้วยพลู อ.นครไชยศรี วัดดอนพุทรา ตำบลดอนพุทรา อ.ดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจารย์จำเนียร บ้านกระบัง หมู่ ๖ ตำบลมะขามสูง ท่านเรียนจบทั้งเภสัช และ เวชกรรม อาจารย์มหาชะลอ สุข ม่วง หมู่ ๑ ตำบลมะขามสูง สอบเภสัชกรรมได้เมื่อ อายุได้ ๙๐ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปีและนำคณะมาเปิด การเรียนการสอนที่ วัดทองหลาง อาตมะได้มีโอกาสไปศึกษาด้วยจึงมีความรู้เรื่อง เภสัชกรรมบ้าง จึงจัดทำหนังสือ นี้ขึ้นมา หวังไว้ว่าอยากเห็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดสืบทอดวิชาเภสัชศาสตร์แผนโบราณของไทยให้แตกฉานต่อไป ก่อนที่อาตมะจะระสังขารจากโลกนี้ไปก็เพียงพอแล้ว ขออนุโมทนา เจริญพร จากพระ สุระ สุเมโธภิกขุ เทียนดำ (พระอาจารย์ ฝ้าย) ฯ
คำนำ หนังสือเล่มนี้เป็นหลักวิชาการทางแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์แผนโบราณได้นำมาคัดลอกจากหนังสือเก่าที่ กำลังชำรุดอย่างมากจากอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถก่อนที่จะสูญหายไป หรือหายากยิ่งขึ้น อาตมะ พระสุระ ฉายา สุเมโธ (นามสกุล เทียนดำ) จึงได้จัดทำหนังสือแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๒ และตำราเก่าจากวัดต่างที่หา มาได้ เพื่อสืบทอด และอนุรักษ์ รักษาความรู้อันประเสริฐนี้ไว้เพื่อเป็นมรดกสมบัติของชาติไทยอันมีค่ายิ่งมากกว่า แก้วแหวนเงินทองและยังเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง และสำหรับนำไปใน การรักษาแบบแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่ง แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ได้มาจากวัดต่าง ที่เจ้าอาวาสท่านให้ยืมตำรามา เช่น วัดทองหลาง ที่อาตมะจำพรรษาอยู่ วัดปากโทก ตำบลปากโทก วัดหลวงพ่อแดง ตำบลไผ่ขอดอน อ.เมือง พิษณุโลก วัดห้วยพลู ตำบลห้วยพลู อ.นครไชยศรี วัดดอนพุทรา ตำบลดอนพุทรา อ.ดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจารย์จำเนียร บ้านกระบัง หมู่ ๖ ตำบลมะขามสูง ท่านเรียนจบทั้งเภสัช และ เวชกรรม อาจารย์มหาชะลอ สุข ม่วง หมู่ ๑ ตำบลมะขามสูง สอบเภสัชกรรมได้เมื่อ อายุได้ ๙๐ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปีและนำคณะมาเปิด การเรียนการสอนที่ วัดทองหลาง อาตมะได้มีโอกาสไปศึกษาด้วยจึงมีความรู้เรื่อง เภสัชกรรมบ้าง จึงจัดทำหนังสือ นี้ขึ้นมา หวังไว้ว่าอยากเห็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดสืบทอดวิชาเภสัชศาสตร์แผนโบราณของไทยให้แตกฉานต่อไป ก่อนที่อาตมะจะระสังขารจากโลกนี้ไปก็เพียงพอแล้ว ขออนุโมทนา เจริญพร จากพระ สุระ สุเมโธภิกขุ เทียนดำ (พระอาจารย์ ฝ้าย) ฯ ดวงหฤทัย ถ้า พิการหรือ แตก ก็ดี กระทำให้เป็นคนเสียจริต ถ้ายังอ่อน ๆ อยู่ก็ทำให้คุ้มดีคุ้มร้าย มักให้ ครึ่งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสาย ให้หิวหากำลังไม่ได้ ถ้าจะแก้ ยาแก้ดวงหทัย แตกพิการยานี้ชื่อว่า มูลจิตรใหญ่ ให้เอา ผลคนทิสอ ๑ ใบสะหัสคุณเทศ ๑ ผลสะบ้าปิ้งไฟ ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ดีปลี ๑ เทียนข้าวเปลือก ๑ เทียนตาตั๊กแตน ๑ เทพทาโร ๑ ทำเป็นยาผง บดให้เหนียวทำแท่ง ไว้ เวลากิน ฝน ด้วย น้ำดอกไม้ แทรก รำหัด พิมเสน กินหายแล ใช้ได้ ๑๐๘แลฯ ยานี้ชื่อว่า มหาสดมภ์ใหญ่ วิเศษแก้ลมกำเริบเข้าจับหัวใจนอนนิ่งแน่ไป กระทำให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อ้า ปากไม่ออก ท่านให้เอา ชะมดเชียง ส่วน ๑ พิมเสน ๑ ๑.การบูร ๒.เทียนดำ ๓.ดองดึง ๔.เจตมูลเพลิง หนักสิ่ง ละ ๒ ส่วน ๕.กฤษณา ๖.กะลำพัก ๗จันทน์เทศน์ หนักสิ่งละ ๓ ส่วน ๘.กำยานหนัก ๔ ส่วน ๙.ขิง ๑๐.ดีปลี หนัก ๘ ส่วน ๑๑.สนเทศ หนัก ๔๐ ส่วน บดเป็นผง แล้วใส่มะนาวเป็นกระสายยา ทำเป็นแท่งตากไว้ในร่มให้แห้ง แล้วใส่ขวดปิดฝาไว้อย่าให้ลมเข้า ถ้าลมลมเข้าได้นานๆ ยาจะเสีย ถ้าลมจับนิ่งไป ให้ฝนด้วยน้ำมะนาว ๗ เม็ด เท่า เมล็ดพริกไทย งัดปากเอายากรอกเข้าไป ฟื้นแล ถ้าจะแก้ไข้ระส่ำระสาย หิวระหายหาเรี่ยวแรงมิได้ ให้ฝนด้วย น้ำดอกไม้ไทย น้ำดอกไม้เทศ น้ำตาลกรวดให้กินหายแล ยานี้ชื่อว่า มหาสดมภ์ใหญ่ วิเศษ ฯ ปฐวีธาตุ ซึ่งแตกนั้นก่อน ท่านให้ทำยา ชื่อว่า เบญจอำมฤตย์ชำระลงเสียให้สิ้นร้ายก่อน แล้วจึงแต่งยาสำหรับธาตุ ให้กินต่อไป ยาชื่อ ว่า เบญจอำมฤตย์ ท่านให้เอาตัวยาดังนี้ ๑.รากมะตูม ๒.รากมะดูก ๓.รากพองพันชั่ง ๔.โกฐทั้ง ห้า ๕.เทียนทั้งห้า ๖.ผลสมอทั้ง สาม ๗.พันธุ์ผักชีทั้งสอง ๘.สารส้ม ๙.ขิงแห้ง ๑๐.รากขี้กาแดง ๑๑.จุกโรหิณี ๑๒.เทพทาโร ๑๓.สมุลแว้ง ๑๔.โคกกระสุน หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ๑๕.สะค้าน ๑๖.ดีปลี ๑๗.ช้าพลู หนักสิ่งละ ๓ ส่วน ๑๘.เปลือกต้นโมกมัน หนัก ๔ ส่วน ๑๙.หัวแห้วหมู หนัก ๘ ส่วน จะต้มกินก็ได้ จะบดเป็นผงก็ได้ ฯกินก็ได้ น้ำกระสายยา น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำผึ้ง น้ำส้มซ่า อย่างใดอย่างหนึ่งละลายยากินหายแล ฯ
บานแผนก ศุภมัสดุ จุลศักราช ๑๒๑๒ อัศวสังวัจฉระกรรติกะมาศ สุกรปักษ์ จตุตถดิถี ครุวารปริจเฉท การกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพย มหากุฏบุรุษยรัตนะราชรวิวงษ์วรุตมพงษ บริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรัตนบรม มหาจักรพรรดิราช สังกาศ บรมธรรมิก มหาราชาธิราช บรมนารถบพิธ พระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราช บรมราชาภิเศกผ่านพิภพกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร มหิน ทรา ยุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ ราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์ มหาสถาน เสด็จออก ณ พระที่นั่ง อมรินทร์ วินิจฉัย มไหสวริยพิมาน โดยสถานอุตราพิมุข พร้อมด้วยพระราขวงษา นุวงษ์ แลข้าทูลละอองธุลี พระบาท ผู้ใหญ่ ผู้น้อย เฝ้าเบื้องบาทบงกชมาศ จึงพระบาทสมเด็จพระบรสนารถบพิตร์ พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการมารบัณฑูร สุรสิงหนาท ดำรัสสั่ง พระเจ้าราชวงษ์เธอ กรมหมื่นภูบดี ราชหฤทัย จางวาง กรมแพทย์ กรมหมื่นอักษร สาสน โสภณ จางวาง กรมพระอาลักษณ์ กรมอักษรพิมพ์ ว่าตำรับคัมภีร์ แพทย์สำหรับรักษาโรคต่างๆ เป็นคุณ เป็น ประโยชน์แก่ชนเป็นอ้นมาก แลตำรับแพทย์ที่สร้างขึ้นไว้ใช้สอยสืบกันมานั้นสูญหายไปเสียบ้าง ที่ยังเหลืออยู่ก็ยัง วิปลาส คลาศเคลื่อนไปบ้าง ให้กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย จัดหารวบรวม ฉบับคัมภีร์แพทย์ทั้งสิ้น มาชำระสอบสวน ให้ถูกถ้วนดีแล้ว ส่งมาให้กรมหมื่น อักษร สาสนโสภณ สร้างขึ้นไว้ เพื่อเป็นส่วนพระราชกุศล เป็นที่เฉลิมพระ เกียรติยศแล สำหรับแผ่นดินสืบไป ข้าพระพุทธเจ้า พระราชวงษ์เธอ กรมหมื่น ภูบดี ราชหฤทัย ข้าพระพุทธเจ้า พระยาอมร สารท ประสิทธิ์ ศิลป์ ข้าพระพุทธเจ้าหลวงกุมารเพชร ข้าพระพุทธเจ้าหลวงกุมารแพทย์ ข้าพระพุทธเจ้าขุนกุมารประเสริฐ ข้าพระพุทธเจ้าขุนกุมารประสิทธิ์ ข้าพระพุทธเจ้าขุนเทพกุมาร ได้ชำระตรวจ คัมภีร์ปฐมจินดา ถูกถ้วนดีแล้ว ส่งมาในกรมพระอักษร ข้าพระพุทธเจ้าราชวรวงษ์เธอ กรมหมื่นอักษร สาสนโสภณ แล หลวง สารประเสริฐ ขุนนิมิตร์ อักษร ได้ชำระตรวจอักษรถูกต้องแล้ว จัดขุนหมื่นกรมราชบัณฑิต เขียนอักษร ขอมเส้นทอง กรมอาลักษณ์ ชุบ อักษรไทยเส้นหรดาน ทูเกล้าฯถวาย ข้าพระพุทธเจ้าได้สอบทาน ถูกต้องตามฉบับ พระคัมภีร์ ปฐมจินดา ผูก ๑ ปริเฉท ๑ ว่าด้วยพรหมปโรหิต เป็นพรหม จุติ ลักษณะโลหิตปรกติโทษ ลักษณะกุมาร ปฏิสนธิ ลักษณะชาติทุกข์โดยสังเขป ขอเดชะ
สารบัญ เรื่อง หน้า แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๒ ก คำนำ ข บานแผนก ค บทที่ ๑ ๑ ว่าด้วยเรื่องการวินิจฉัยโรคให้เข้าใจให้ แจ่มแจ้ง ๑ สมุฏฐานวินิจฉัย ที่ ๑ ๑ บทที่ ๒ 10 ว่าด้วยเรื่องการวินิจฉัยโรค ตามยาม ตามกาลเวลา 10 สมุฏฐานวินิจฉัย ที่ ๒ 10 บทที่ ๓ 14 ว่าด้วยเรื่ององค์คุณแห่งแพทย์ที่ต้องรู้โดยละเอียด ๓๐ ประการ 14 คัมภีร์นี้ ชื่อว่า “วรโยคสาร ” ตำรานี้มาจากประเทศลังกา 14 ว่าด้วย องค์แห่งแพทย์ ๓๐ ประการ 14 ๑)ทูตลักษณะ 14 ๒)เนมิตตะลักษณะ 14 ๓)เนมิตตะลักษณะ 15 ๔)สุบินลักษณะ 15 ๕)อริฐลักษณะ 15 ๖)อาโรคยา ลักษณะ 15 ๗)วิปริตลักษณะ 16 ๘)อภิสังคสัมปัตติลักษณะ 16 ๙)ไภสัชชสัมปัตติ ลักษณะ 16 ๑๐)อาตุรสัมปัตติลักษณะ 16 ๑๑)ปริจาริกสัมปัตติลักษณะ 16 ๑๒)วยาธิลักษณะ 16 ๑๓)ปรกติลักษณะ 16 ๑๔)ฐาน คตะวยาธิ ลักษณะ 17 ๑๕)เทศคุณลักษณะ 17 ๑๖)กาลคุณลักษณะ 17 ๑๗)วะยะลักษณะ 17 ๑๘)เทหะลักษณะ 18 ๑๙)สัตวลักษณะ 18 ๒๐)สาตมิกะลักษณะ 18
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ๒๑)รสลักษณะ 18 ๒๒)โทสสะว ภะวะลักษณะ 19 ๒๓)โทโสตภวะ ลักษณะ 19 ๒๔)โทษสมนะ 19 ๒๕,๒๖,๒๗) ตริวิธวยาธิ ลักษณะ 20 ๒๕)วาตะพยาธิ 20 ๒๖)ปิตตะพยาธิ 20 ๒๗)เสมหะวยาธิ 20 ๒๘)อามา คนิทล ลักษณะ 20 ๒๙)อาทาน ลักษณะ 21 ๓๐)นิทาน ลักษณะ 21 โรค ๕๗๒ จำพวก 21 พัสดุที่มีกำลัง 21 น้ำผึ้ง,น้ำมัน,เนย, คูถ 21 ทองคำ 22 เงิน 22 ทองแดง 22 ทองสัมฤทธิ์ ทองเหลือง ตะกั่วเกรียบ เหล็ก 22 แก้ว มรกฎ มะโนสิลา ดินสอพอง 22 เกลือวะระทะวัง 22 ฏังคะณะ 22 ยาจำเริญชีวิต 22 ยาเจริญอินทรีย์ 22 ยาครรภ์รักษา 23 ยาหมู่นี้กินแล้วกระทำให้ผอม 23 ยาหมู่นี้ กระให้อุจจาระบริสุทธิ์ 23 ยาหมู่นี้แก้กระดูแตกหัก 23 ยาหมู่นี้จำเริญไฟธาตุให้บริบูรณ์ 23 ยาหมู่นี้แก้แผลทั้งปวง 23 ยาหมู่นี้แก้ลมที่เป็นเหตุจุกเสียด 23 ยาหมู่นี้แก้กุฏฐโรค 23 ยาหมู่นี้แก้ฝีทั้งปวง แก้หิดทั้งปวง 23 ยาหมู่นี้แก้ตัวมิกิชาติหาย 23
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาขนานนี้ก็ดี ทั้ง ๒ ขนาน แก้พิศม์ 23 ยาขนานนี้แก้อาเจียน 23 ยาขนานนี้แก้กระหายน้ำ 23 ยาขนนนี้แก้ สะอึก 23 ยาขนานนี้กินผูก 23 ยาหมู่นี้แก้มูตกิจ 24 ยาแก้ขัดเบา ปัสสาวะไม่ค่อยออก 24 ยาหมู่นี้แก้ไอ 24 ยาหมู่นี้แก้ไอ แก้หอบ 24 ยาหมู่นี้แก้ไข้ทั้งปวง 24 เป็นยาเย็น ยาหมู่นี้แก้ร้อน 24 เป็นยาร้อน ยาหมู่นี้แก้เย็น 24 ยาหมู่นี้แก้ ยอก แก้เสียด แก้บวม 24 ยาหมู่นี้ทำให้เจริญอาหาร 24 ยาหมู่นี้แก้ผอมแห้ง 24 ยาหมู่นี้แก้ดี แก้โลหิต แก้ประเมหะพลันหาย แก้บาดแผลด้วย แก้ร้อนด้วย 24 แก้เพศของสตรีในทางเดินปัสสาวะ ยาหมู่นี้ กำจัด วาตะ เสมหะ ให้ออกจากร่างกาย 24 ยานี้มีชื่อว่า เอลาทิคณะ แก้ต่อม แก้ฝี แก้พิษ แก้วาตะ คือ ลม แก้เสมหะ คือ เสลด 24 ยานี้ แก้อันตะวิทราโรค แก้มันทาคินี แก้เสมหะ แก้คุลุมโรค 25 ยาแก้ประเมหะ แก้กระทะชะ แก้ไข้จับ แก้ราก แก้เสมหะหาย 25 ยาหมู่นี้ แก้ปัสสาวะ แก้วัณโรค แก้เสมหะ แก้เมททั้ง ๒ แก้เพศสตรีในทางปัสสาวะ กระทำให้กายมั่น แก้สารพัดพิษ 25 ยาแก้ปักติ สารโรค คือ โรคบิดที่เหน้าเปื่อย 25 ยาหมู่นี้ ลดความอ้วน กระทำให้กายผอม แก้เสมหะ แก้กุฏฐโรค แก้ปิตตะ แก้เสมหะ แก้ไข้ทั้งปวง อนึ่งกระทำให้ถอยกำลังบำรุงไฟธาตุ 25 อันว่า ทรัพย์พระยา มี สมอเป็นอาทิ 25 ยาแก้ เสมหะ แก้ราก แก้กินข้าวไม่ได้ แก้ฝี แก้พิษหาย 25 ยาแก้กระหายน้ำ แก้ร้อน แก้ราก แก้กินข้าวไม่ได้แก้สารพัดไข้ให้หาย 25 ยากระทำให้อิ่มเอิบ ให้เกิดน้ำนม ให้เจริญอายุแก้ปิตตะ แก้วาตะ แก้เลือดหาย 25 ยาแก้รัตตะปิตตะโรค แก้กระหายน้ำ แก้นอนไม่หลับ แก้ไข้เพื่อดี แก้ราก แก้ร้อนที่มีกำลังกล้าหาย 26 ยาแก้ปิตตะ แก้พิษ แก้ร้อน 26
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยานี้ชื่อว่า วะจาทีคณะ 26 ยาแก้โทษแห่ง อามาจะ ให้สุกได้ แก้อามะ อติสาร คือ ลงแดง 26 ถ่ายเป็นเลือดคือเป็นที่ยังอ่อนๆให้หาย แก้โทษน้ำนมสตรี ให้บริสุทธิ์ได้ ยาแก้หอบ แก้ไอ แก้ลม อุทธังคะมาวาต คือ ลมขึ้นเบื้องบน แก้คุรุมมะโรค 26 แก้รุชาโรค คือ ปวดขบในท้องหาย ยาแก้ เป็น โรคนิ่ว เมทะ สักขรา สมริโรค คือ เป็นนิ่ว ,กรวด,หิน,ที่อยู่ในร่างกายให้หาย 26 ยาแก้นิ่วหิน แก้นิ่วกรวด นิ่วเบาในเส้นปัสสาวะ มักมีนิ่วเป็น อาทิ แก้มุตกิจใน สตรีเพศ แก้วาตะ 26 ยาแก้ประเมหะ แก้มูลพยาธิ แก้ระสะมะนิโรค 26 ยาแก้เสมหะ ผอมเหลือง แก้ขัดเบา แก้กุฏฐโรค แก้ประเมหะ 26 ยาแก้ปิตตะ แก้โลหิต แก้รัตตะปิตตะ แก้พิษ แก้ราก 27 ยาแก้เจ็บในเวลาเป็น โรคขัดเบา คือ เยี่ยวกั้น แก้เจ็บในอก แก้อุลุมะโรค 27 แก้ผอมเหลือง แก้ประเมหะแก้พิษหายแล ยาแก้ มิกิโรค แก้เสมหะโรค แก้ไอกินอาหารไม่มีรสอร่อย แก้ไข้หวัด แก้โรคหอบให้หาย ชำระแผล 27 ยาแก้ลมให้ชื่นใจเจริญอาหารแก้กระหายน้ำแก้โทษปัสสาวะ 27 ยาแก้ ลม อุทธังคะมาวาต 27 ยาทำให้เจริญไฟธาตุ แก้วาตะ แก้เสมหะหาย 27 ยานี้แก้ ปิตตะ, เสมหะ,วาตะ,กระทำให้ตัวเบา 27 ยาแก้ วาตะ,แก้เสมหะ, .ให้หาย 27 ยา แก้มุตกิจ แก้วาตะแก้ปิตตะ ให้หาย แก้เสมหะวาตะ,ให้หาย 28 ยาแก้ ปิตตะ,แก้มุตกิจ,ชำระลำไส้,ยาแก้ วาตะ, เสมหะ,เมทะ, 28 แก้คุลุมะโรค, แก้หวัด แก้ไข้ แก้เมื่อย แก้ขบ แก้เปื่อย ยาแก้เสมหะ แก้เมทะ แก้พิษ แก้กิมิโรค 28 แก้กุฏฐะโรคหาย แก้บาดแผล 28 ยาแก้ลมทั้งปวง 28 ยาแก้มือด่าง เท้าด่าง แก้กุฏฐโรค แก้เสมหะ แก้ประเมหะ แก้กิมิโรค แก้โรคผอมเหลือง แก้เมทโทษหาย 28 เอา ยา ทุรุวา ทีคณะก็ดี แก้เสมหะหาย 28 ยารากใหญ่ห้าประการ 28 ยาแก้ให้ชื่นอกชื่นใจกระทำให้อิ่ม แก้เสมหะ แล ปิตตะ แก้บวม แก้คุลุมะโรค 28 แก้โรคให้กลับเนื้อกลับตัว แก้ลมอุทธังคะมาวาตแก้ไอ อันว่าคณะทั้งหลายนี้ 28 อันยาสิ่งใดก็ดี 29 อนึ่ง ยาสิ่งใด เจือด้วยน้ำนม 29 อนึ่งเห็นว่าวันใดมันจะเย็นอยู่ ใกล้ค้ำแล้ว 29 ถ้าให้ยาสิ่งใดกินเห็นว่าโรคนั้นหยุดอยู่ก็ดี บรรเทาลง 29
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า อนึ่งโรคบังเกิดได้ ๑ ปี ให้รักษาดู ๗ วันแล้ว 29 ถ้าให้กินยาสิ่งใดแลยังไม่เห็นคุณ คือยังไม่ได้ผล 29 ถ้าเป็นไข้จับใน ฤดู อันเสมอกัน 29 อันว่า สมอเทศ สมอไทย 29 อนึ่งกินข้าวแล้วกินสมอ 29 มะขามป้อมบำบัดโรคทั้งปวงชอบในการบำรุงตา 29 สมอพิเภก 29 อนึ่งยาอุดมวิเศษนัก 29 ยาตรีสุคนธ์ 30 ทะเวสุคนธ์ 30 พริกไทย -ดีปลี - 30 ขิง - 30 สะค้าน - ช้าพลู 30 บัดนี้จักได้ยาที่เป็นเอกเป็นประธาน 30 ลำดับนี้จะกล่าวด้วย อันนะปานะ 31 บัดนี้จะกล่าวในวิธีข้าวน้ำ 31 ข้าวรัตตะสาลี 31 อันว่า ข้าวใหม่ทั้งปวง 31 อันว่าถั่ว -งา -ทั้งปวง 31 สามัญผลชาติ กระทำให้ถอยกำลัง ไม่มีรส สนิทมีพิษเย็น 31 บทที่ ๔ 32 ว่าด้วยมนุษย์มีร่างกายเป็นรูปหญิง -รูปชาย 32 อันมีโรคติดตัวมาแต่กำเนิดในครรภ์ 32 พระคัมภีร์มหาโชตรัต เล่ม ๑โดยสังเขป 32 สิทธิการิยะพระอาจารย์ผู้ชื่อว่า ท้าวสหัมบดีพรหม 32 จะว่าในคัมภีร์ มหาโชตรัตนี้ก่อน 32 ปิตฺตํ ชาตํ โลหิต 32 มํสํ ชาตํ อันว่า ระดู 32 นหารูชาโต อันว่าโลหิต 32 อัตฐิกํ ชาตํ อันว่า โลหิต 32 สิทธิการิยะ พระครูผู้เฒ่า 32 ถ้าแลหญิงคนใดมี ระดู มาแล้ว กลับแห้งไปนั้นเป็นเหตุด้วยโทษ ๕ ประการ 33 ยาชื่อว่า ยากำลังราชสีห์ เป็นยาบำรุงโลหิตชาย -หญิง 33
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาพรหมพักตร์น้อย 33 ยาพรหมพักตร์กลาง 33 สิทธิการิยะ ถ้าแพทย์ผู้ใดรู้วิชาในคัมภีร์ มหาโชตรัต 34 ยาบำรุงไฟธาตุ 34 ยาบำรุงโลหิต ของสตรี 34 อีกภาคหนึ่ง หรือ อีกขนาน ๑ 34 อนึ่งพระฤาทั้ง ๔ ตน 34 สิทธิการิยะ พระตำรานี้ 34 สิทธิการิยะ ตำรายาอันชื่อว่า สังขแพทย์ (น้อย) 35 ยานี้มีชื่อว่า ยาสังขแพทย์(ใหญ่) 35 ยานี้ชื่อว่า สังข์วิไชย 35 สิทธิการิยะ ตำรานี้ อยู่ในคัมภีร์ มหาโชตรัต 35 ถ้าคลอดบุตร ได้ ๑,๒,๓,วันก็ดี จนถึงเดือน ๑ ก็ดี 36 ยาแก้ลมกล้าร้ายนัก 36 ยาต้นชื่อ เบญจขันธ์(น้อย) 36 ยาชื่อ เบญจขันธ์ (ใหญ่) 36 ยาแก้โลหิตตีขึ้น 36 ยาผายโลหิต 36 ยาผายโลหิตเหน้า ทั้งปวง 36 ยาบำรุงโลหิต 36 อนึ่งยาขับไล่โลหิต 36 ยากินแก้อยู่ไฟไม่ได้ 36 ยาแก้โลหิตตกหมก 36 ยาชื่อสุรามฤตย์ (ใหญ่) 37 ถ้าหญิงโลหิตตกทางทวารหนัก ทวารเบา 37 ยาจำเพราะโลหิตให้สะดวก 37 ยาต้มถ่าย รุโลหิตเหน้าร้ายทั้งปวง 37 ยานี้ มีชื่อว่า ยาอินทร์จรสุรามฤตย์ประจุโลหิตเหน้าร้ายทั้งปวง 37 ยาแก้โลหิตเหน้าร้ายทั้งปวง แก้ปวดมวน 37 ยาแก้หญิง มี ระดู ไม่สะดวก 37 ยาประจุโลหิตเหน้า โลหิตร้าย โลหิตขัด 3 8 อนึ่งยานี้เป็นยาขับโลหิต 3 8 ยาขนานนี้ เป็นยาต้มแก้โลหิตมีพิษอันคลั่งก็ดี 3 8
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาแก้ ระดูมาไม่สะดวก 3 8 ถ้าหญิงคลอดบุตร แลโลหิตร้ายไม่สิ้น 3 8 ถ้ามิฟังให้หุงน้ำมันนี้ใหม่อีกที 3 8 ถ้าหญิงอยู่ไฟไม่ได้เลือดเหน้าตกหมกอยู่ 3 8 ยาชื่อว่า ไฟประไลย์กัลป์ 3 8 ยาชื่ออินทรชวร 3 8 ยาชื่อ ตรีภักตร์ 3 8 ยาประจุโลหิตเมื่อคลอดบุตร 39 อนึ่งเมื่อจะรุโลหิตขับโลหิตแก้ระดูขัด 39 ยานี้ชื่อว่า ยามหาชุมนุมธาตุ 39 ยาปลูกไฟธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะด้วย 39 ยาปลูกไฟธาตุอีกขนานหนึ่ง 39 ยาแก้ระดูขัด 39 ถ้าโลหิตข้นแข็งเป็นไต 39 ยาชื่อฤทธาจร 39 ยาดองขับโลหิต 40 ยาขับโลหิต 40 ถ้าหญิงคลอดบุตร โลหิตนั้นกลับแห้งไป 40 ยาขับโลหิต 40 ยาแก้โลหิตโทษ อีกขนานหนึ่ง 40 ยาขับโลหิต 40 ยาแก้ประจำเดือน 40 ยาชื่อ มาศคุณ ให้โลหิตออกดีนัก 40 ยาผายโลหิตเหน้าร้าย ทั้งปวง 40 ยาแก้เลือดตก 40 ยาประจุโลหิตเหน้าร้ายทั้งปวง 41 ยาแก้ฝี แก้ริดสีดวง 41 ยาแก้โลหิตร้าย 41 ยาแก้บ้าดีเดือด 41 ยาขนานหนึ่ง ชื่อสังขไชย 41 ยาขนานนี้ ชื่อว่า มหาหิงคุ์ ๙ สลึง 41 อีกขนานหนึ่ง 42 ยาเจือโลหิตเมื่อโลหิตตก 42
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ถ้าหญิงคลอดบุตรก็ดี แท้งบุตรก็ดี 42 ยาผายแก้โลหิต พิษฝีในท้อง 42 ยาแก้โลหิตอันขัดอยู่ แล ฝีในมดลูก 42 ยาแก้พิษโลหิตคับคลั่ง 42 อนึ่ง ยาดองสำหรับโลหิตเหน้าแล ร้าย 42 สิทธิการิยะ หญิงใดมี ระดู มาแล้ว 42 ยาขับโลหิต 43 ยา ดองสำหรับอยู่ไฟ 43 ยาต้มวิเศษนัก 43 ยาแก้ ขัด ระดู อยู่ไฟไม่ได้ 43 ยาแก้ ระดู มาแล้ว แต่ออกไม่สะดวก 43 ยาแก้โลหิตขัด 43 ยาแก้โลหิตจับหัวใจทำให้คลั่ง 43 ยาทาพอกปิดที่ สะดือ บุตรตายในท้องให้ออกมา 43 ยาสตรีไม่มี ระดู มา หรือ ระดูมาไม่สะดวก 44 ยาชำระโลหิตนั้น 44 ถ้าจะทำยาสำหรับปลูกโลหิต 44 ถ้าคลอดบุตรนั้น ขัดขวางอยู่ 44 แล้วให้ประกอบ ยาต้ม ยาผง สำหรับจะแก้ 44 ยาขนานนี้ชื่อว่า เจียรในเพชร แก้โลหิตพิการ 44 ยาขนานนี้ชื่อว่า ยาบวรนาภี 45 ยาแก้โลหิตพิการ 45 ยาต้มแก้พิษโลหิตกรัง ระดู อันขัด ต่าง ๆ 45 ยาชื่อ อัษฎางคุลีแก้ลมจับหัวใจ 45 ยาชื่อ อัษฐังควุคิ แก้ลม ๘๐ จำพวก เป็นยาร้อน ห้ามใช้กับหญิงที่ตั้งครรภ์ 45 อีกขนานหนึ่ง แก้สรรพโรคที่ทำให้บวม ๕ ประการ 45 ถ้าชายหญิงผู้ใดให้ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ 45 การหุงน้ำมัน 46 ถ้าหญิงใดโลหิตเหน้าอยู่ในท้องก็ดี อยู่ไฟมิได้ก็ดี 46 ถ้าเสมหะออกทางปาก ถ้าจะให้ลงทางทวารหนัก 46 ถ้าผู้หญิงโลหิตตกทางโยนี 46 ยาแก้ ริดสีดวงพลวก 46 ถ้าจะแก้ท้องมารทั้ง ๕ จำพวก 46
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาแก้หืด เป็นมาแล้ว ๔ ปี 46 ขนานหนึ่ง ยาสุมจมูกที่เป็นริดสีดวง จมูกตึง 46 ยาแก้ลมขึ้นมาแต่ หัวแม่เท้า ให้ปวด ศีรษะ 46 ยาพอกท้องน้อย ขับโลหิต 47 แม้นจะแก้ ลมอุทธังคมาวาต อันจับหัวใจ ชักให้มือกำ ชักให้เท้ากำ ลิ้นกระด้างคางแข็ง ตีขึ้นไปปะทะอก หายใจสะอึกสะอื้น 47 ยาขับโลหิตเหน้าร้าย 47 สิทธิการิยะจะกล่าวกำเนิดริดสีดวงมหากาฬ ๔ จำพวก 47 ขนานหนึ่งเป็นยาต้มสมานลำไส้ 47 ขนานหนึ่งเป็นยาดองแก้ริดสีดวง 47 สิทธิการิยะถ้าผู้ใดเป็นไข้ แลให้ร้อนภายใน 48 ถ้าไข้ทำให้หนาว 48 ถ้าลิ้นกระด้างคางแข็ง ถ้าเสมหะ ตีขึ้น ฝนด้วย น้ำหัวหอม 48 ถ้าจะทำยานี้แก้ไข้ 48 ยารักษาริดสีดวง 48 @สิทธิการิยะ จะกล่าวกำเนิดริสีดวงมหากาฬ ๔ จำพวก 48 บัดนี้พระอาจารย์เจ้า จะกล่าวซึ่งมหาโชตรัต เล่ม ๒ 49 กายแห่งเราท่านทั้งหลายนี้ 49 พระอาจารย์เจ้าผู้วิเศษ 49 อันว่าธาตุทั้งหลาย ๔ 49 ลำดับนี้ จะกล่าว โลหิต ระดู 49 อันว่า กุมารี ทั้งหลาย 49 จะว่าตามพระบาฬี 50 คือ โลหิต บังเกิดแต่หัวใจ 50 ลักษณะโลหิตบังเกิดแต่ ขั้วดี 50 อันว่า ลักษณะ โลหิตอันบังเกิด แต่ผิวเนื้อนั้น 50 อันว่าลักษณะโลหิตอันเกิดแต่เส้นเอ็น 50 อันว่าลักษณะโลหิตอันเกิดแต่อัฐิ 50 บัดนี้ จะกล่าวอาการ แลสรรพยา 50 พระคัมภีร์ มหาโชตรัต เล่ม ๓ โดยสังเขป 51 ขนานหนึ่ง ชื่อ อุดมโอสถ (น้อย) 51
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ลำดับนี้จะกล่าวลักษณะโลหิตปรกติโทษ อันบังเกิดแต่ ปิตตะสมุฏฐาน 51 ยาชื่อ ประทุมเกสรา 51 ขนานหนึ่ง ยาชื่อ มหาทิพรศ 51 ขนานหนึ่งชื่อ โอสถทิพคุณ 51 ลำดับนี้จะกล่าวลักษณะ ปรกติโลหิต อันบังเกิดแต่ผิวเนื้อ 51 ถ้าจะแก้เอา ยาชื่อ เทพรังษิต 51 ขนานหนึ่ง ยาชื่อ บัณฑิตพระพรหม 51 ขนานหนึ่ง ชื่อยา อุดมโอสถ (ใหญ่) 51 ลำดับนี้จะด้วยลักษณะโลหิต อัน บังเกิดแต่เส้นเอ็นนั้น 52 ถ้าจะแก้เอา ยาชื่อ จักรพรรติ ขนานนี้ 52 ขนานหนึ่ง ยาชื่อ มหิศรนิมิต 52 ลำดับนี้จะกล่าวลักษณะโลหิต อันเกิดแต่ข้ออัฐิ 52 ถ้าจะแก้เอายา ชื่อ เทพนิมิตขนานนี้ 52 ขนานหนึ่ง ยาชื่อ จิตรเกสร 52 อีกขนานหนึ่ง ยาชื่อ ขจรทิพรศ 52 พระอาจารย์เจ้ากล่าว สตรีอีก ๒ จำพวก เรียกว่า ชาติโทษ 53 หญิงจำพวกหนึ่งเมื่อหาสามีมิได้ โลหิตนั้นบริบูรณ์งามดี 53 ลำดับนี้จักกล่าวด้วยลักษณะโลหิต อันเกิดในกองธาตุทั้ง ๔ 53 @@ อาจารย์จำเนียรทดลองรักษาเบาหวานแล้ว 53 ขนานหนึ่งอันบังเกิดแต่กองธาตุ 53 ยา ๒ ขนานนี้ทำแล้วอาจารย์จำเนียรลองรักษาเบาหวาน 53 ลำดับนี้จะกล่าวโลหิตอันเกิดแต่กอง เตโช ธาตุ 54 ถ้าจะแก้ 54 ขนานหนึ่ง 54 ลำดับนี้จะกล่าวด้วยโลหิต อันเกดแต่กองวาโยธาตุ 54 ลำดับนี้จะกล่าวด้วยโลหิต อันเกิดแต่กองปฐวีธาตุ 55 ลำดับนั้นพระอาจารย์เจ้า ท่านกล่าวด้วยยา แก้สาธารณะโลหิตปรกติโทษ 55 ยาชื่อ กำลังราชสีห์ 55 ยาชื่อ แสนคำทิพ 55 ยาชื่อ ประสะคัดเค้า 55 ยาชื่อ ตรีจักร 56
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาชื่อ มงคลโอสถ 56 ยาแดงโลหิต 56 ยาชื่อ โลหิตพินาศ 56 ยาชื่อชาติเจริญ 56 ยาชื่อ ปรกติโลหิต 56 ยาชื่อ เบญจธาตุ 56 ยา ประจุโลหิตเหน้า โลหิตร้าย แลโลหิตตกหมก 57 ยาชื่อ ดาวดึงษา ทศวิเวก 57 ยาขนานนี้ชื่อ ฝนแสนห่าสิงคาทิจร 57 ยาแก้บวม แก้ท้องรุ้ง พุงมาร 57 ยาชื่อ สมุทรจร 57 ยาชื่อ มาลาสันนิบาต 57 ยาเด็กผอมแห้งแต่ไม่ลง ต้มยานี้ให้กิน 57 ยาหอมแก้พิษโลหิต 58 บทที่ ๕ 58 ว่าด้วยอาการทั้ง ๓๒ให้เกิดโรคต่างๆตามอายุไข 58 คัมภีร์ ชวดาร เล่ม ๑ 58 สิทธิการิยะ อาจารย์กล่าวไว้ว่ามนุษย์ทั้งหลาย จะเกิดสรรพโรคต่าง ๆ 58 สิทธิการิยะอาจารย์กล่าวไว้ว่ามนุษย์ทั้งหลาย จะเกิดสรรพโรคต่างๆ 59 ยาชื่อกล่อมอารมณ์ 59 จักแสดงไปใหม่เล่า อันว่าลมเกิดในทิศเบื้องต่ำ 59 อันว่า ลม อันมีพิษ นั้น มี ๖ จำพวก 59 ลมกาฬสิงคลี่ 59 ลม ชิวหาสดมภ์ 59 ลม มหาสดมภ์ 59 ลม ทักขิณโรธ 59 ลม ตติยาวิโรธ 59 ลม อีงุ้มอีแอ่น 60 ลม อินทรธนู 60 ลม กุมภัณฑยักษ์ 60 ลม อัศมูขี 60 ลม ราทธยักษ์ 60
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ลม บาทจิตร์ 60 ลมพุทธยักษ์ 60 อนึ่งในคัมภีร์ มหาโชตรัต คัมภีร์มหาไชยรัต 60 ถ้าลม ๕ จำพวกเหล่านี้มิได้พัดโลหิต ๆก็มิได้ให้โทษ 60 ถ้าลมจำพวกใดบังเกิดแต่โลหิต 60 ถ้าลมจำพวกใดบังเกิดแต่ผิวหนัง 60 แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าจะกล่าวถึง ยาขนานหนึ่ง ชื่อว่า วาตาพินาศ 60 ยาขนานนี้ชื่อว่า เบญจขันธ์ 6 1 ภาคหนึ่ง ชื่อ เขียวประทานพิษ 6 1 ขนานหนึ่ง ชื่อยาเหลือง แก้ลมพิษงูเห่า 6 1 ลมอันใดนิ่งแน่ไป ยาใดแก้มิฟัง 6 1 ขนานหนึ่งแก้ลม มหาสดมภ์ แก้ลม อัมพาต คู่กัน 6 1 ขนานหนึ่งแก้ลม ราทยักษ์ ลม ปัฏฆาตคู่กัน แลลมพิษ 6 1 ขนานหนึ่งชื่อยา ชุมนุมวาโย แก้ลมในเส้น แลผิวหนัง ในโลหิต ในกระดูก ในเนื้อ แล อาการที่ต่าง ๆ 62 ลมจำพวกหนึ่งนั้น ปถวีธาตุ กำเริบ 62 ถ้ายังมิฟังเอา 62 ยาชื่อ พระแสงจักร 62 ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยตายไปข้างหนึ่ง 62 ลมจำพวกหนึ่งพัดในลำไส้ ให้เป็นลูก กลิ้งขึ้นกลิ้งลง 62 ภาคหนึ่งใช้คู่กัน 62 ลมจำพวกหนึ่งเข้าในไส้ใหญ่ไส้น้อยมันให้ชักมือ ชักเท้าแข็งงอ 62 ขนานหนึ่ง ชื่อ ประสรรณี แก้ลมบาทาทึก 63 ยาชื่อยาประสะการบูรแก้สรรพลมใหญ่ทั้งหลายแลผายธาตุ 63 ยาตัดรากลมทั้งปวง 63 ลมจำพวกหนึ่ง สมมุติว่าลมพานไส้ ให้อาเจียนให้จุกอก 63 ยาแก้ลมอำมะพฤกษ์ อำมะพาธ ทำให้มือให้เท้าตาย 63 ขนานหนึ่งแก้ลมออกตามหู ออกตามตา 63 ลมอันหนึ่งชื่อลมสูบพิษขึ้นในลำไส้ให้เวียนหัวให้อาเจียน 63 ลมอันหนึ่ง ชื่อลมตุลาราก 63 ยาแก้ลมกระไษย ลมพานไส้ 63 ยานัตถุ์ แก้ลมปะกัง 64 พระตำราหลวงเป็นยาสุม 64
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาแก้ลมประกัง 64 ยาขนานหนึ่ง ชื่อยาหงส์ทอง 64 ขนานหนึ่งแก้สลบ แก้ชัก 64 ยาสุมลมกำเดา ขึ้นให้วิงเวียนให้จักษุ ตาลาย จักษุมืด 64 ลมหนึ่ง ผูกธาตุให้เป็นพรรดึก 64 ภาคหนึ่ง เอา เบญจกูล 65 พระตำราหลวงแก้ปวดมวนสวิงสวาย 65 พระตำราหลวงแก้โลหิตแห้ง ให้ร้อนให้เย็น 65 พระตำราหลวง ชื่อปฐมสักรัง บำรุงโลหิต 65 พระตำราหลวงฉบับหนึ่ง ชื่อ มหาสมมิทธิ์ 65 พระตำราหลวงเป็นยาดม 65 พระตำราหลวงเป็นยานัตถุ์ 65 ยานัตถุ์ชื่อ ธนูกากะ 65 ยาแก้ลักปิดลักเปิด 65 ยาต้มแก้ฝีเกล็ดแรด 65 ยาทาแก้ฟันและเหงือกเป็นบุพโพโลหิต 65 จะว่าด้วยโรคสำหรับบุรุษและ สตรี 65 ยาแก้โรคสำหรับบุรุษ 66 ยาบำรุงโลหิต 66 ยาต้มแก้สันนิบาตโลหิต ให้เจ็บให้ไอให้เสียงแหบ 66 ยามหาสมมิทใหญ่ 66 ยาชื่อ สมมิทน้อย แก้ไข้ดำแดง 67 ยาหอมสรรพคุณ 67 ขนานหนึ่งชื่อฝนแสนห่าสิงคาทิจรแก้สันนิบาต ๗ จำพวก 67 ยาแก้บวมทั่วสารพางค์กาย แก้ริดสีดวง ๙ ประการ 67 สิทธิการิยะ ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาพยาธิใหญ่น้อย 67 สิทธิการิยะ ยาประจุไข้ ๑๐ จำพวก แก้บวม ๑๐ จำพวก 67 ยาต้มแก้โรคเรื้อน กินกระดู ก 68 ยาเผาพยาธิใหญ่ 68 น้ำมันใส่พยาธิ 68 ยาสูบแก้ริดสีดวง ในคออันงอกขึ้นมานั้น 68 บทที่ ๖ 68 ว่าด้วยเรื่อง คนถึงการมรณะสิ้นอายุนั้นเทวทูตในธาตุทั้ง ๔ 68
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า สำแดงฤทธิ์ให้แจ้งปรากฏ 69 คัมภีร์ โรคนิทาน 69 ยาชื่อ กาลาทิจร แก้เตโชธาตุพิการ 69 เดือน ๘,๙,๑๐,ทั้ง ๓ เดือนนี้ คือ วาโยธาตุ 69 ยาชื่อ ชิระนัคคีจร แก้วาโยธาตุพิการ 69 ยาแก้อาโปธาตุพิการ 69 เดือน ๒คือเดือน ยี่ เดือน, ๓,เดือน ๔,ถ้าไข้ใน ๓ เดือน 69 สมองศีรษะ เมื่ออยู่ดี ๆ เป็นปรกตินั้น 70 ยาชื่อ ตรีวาสัง แก้ ปถวีธาตุ (คือ ธาตุดิน) ๒ ประการ 70 ขนานหนึ่งแก้ปถวีธาตุ ๓ ประการ คือ พั้งพืด (คือ พังผืด) ปอด,พุง,พิการ 70 ๑)ยาชื่อ ประสะพิมเสน แก้ปถวีธาตุ ๓ ประการ 71 (๒) ยาแก้ปวดศีรษะ 71 (๓)ยาสุมสำหรับใช้ด้วยกัน 71 ๔)เมื่อ คิมหันตะฤดู คือ ฤดูร้อน 71 (๕)เมื่อ วสันตะฤดู คือ ฤดูฝน 71 ทีนี้จะว่าด้วยธาตุแตกต่อไป 71 อันว่า เตโชธาตุ ชื่อว่า ปริทัยหัคคี 71 อันว่า ชิระนัคคีแตกนั้น เสโทตก 71 อันว่า เตโชธาตุ ชื่อว่า สันตัปปัคคี แตกเมื่อใดแก้มิได้ตายแลฯ 71 ลำดับนี้จะกล่าวด้วย วาโยธาตุ ๖ จำพวก 72 ๑)ยาแก้ลมอุทธังตมาวาต 72 ลมชื่อ อโทคมาวาตา 72 ๒)ยาแก้ลม อโทคมาวาตา 72 ลมชื่อ กุจฉิสยาวาตา 72 ๓)ยาแก้ให้เอา 72 ลม โกฏฐาสยาวาตา แตก 72๔)ยาแก้ให้เอา 72 อันว่าลมชื่ออังคมังคานุสารีวาตา 72 ๕)ถ้าจะแก้ ยาแก้ลม อังคมังคานุสารีวาตา 72 ๖)อันว่าลม อัสสาสะปัสสาสะวาตา 72 ลำดับนี้จะกล่าวด้วยธาตุน้ำ 73 ยาแก้ธาตุน้ำแตก 73 ขนานหนึ่งยาแก้ลงท้อง 73
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ถ้าจะแก้เอา 73 พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ว่าถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้เสมหะพิการ 73 ยาแก้บิดเมื่อธาตุแตก 73 แล้วจึงประกอบยาต้มบำรุงธาตุ อันชื่อว่า ยาธาตุบรรจบ 73 หนองแตกไหลออกเนือง ๆ 73 ถ้าไม่ฟังให้ประกอบยานี้ 73 โลหิตพิการ หรือแตกก็ดี 73 อันว่ายาในคัมภีร์ธาตุน้ำนี้ ให้แก้แต่ธาตุน้ำ 74 ภาคหนึ่งแก้ใน วัสสันตะฤดู คือ ฤดู ฝน 74 เหงื่อถ้าแตก ให้เหงื่อตกหนัก 74 ยาแก้เหงื่อแตก เหงื่อตก 74 ยาชโลมห้ามเหงื่อ 74 น้ำตานั้น แตกพิการก็ให้ตามัว 75 ยาแก้น้ำตาแตกพิการ 75 มันเหลวนั้นนั้นถ้าแตกกระจายออกทั่วสารพางค์ 75 ถ้าน้ำลายแตกแล้วไซร้ ให้ปากเปื่อยน้ำลายเหนียว 75 น้ำมูกเมื่อพิการ หรือ แตกนั้น ให้ปวดในสมอง 75 มันข้นเมื่อแตก พิการแล้วไซร้ดุจโลหิตเสียก็เหมือนกัน 75 ยาแก้โรคมันข้น พิการหรือแตก 75 ไขข้อเมื่อ พิการหรือแตกก็ดี 75 มูตรเมื่อพิการหรือแตกนั้น ให้ปัสสาวะวิปราศ 76 ยาแก้มูตรแตก พิการ 76 ยาต้มแก้ขัดเบา เอา 76 บัดนี้จะจะว่าด้วยธาตุดินต่อไป 76 (๑)คือ ผมถ้าพิการ 76 (๒)ขนพิการ 76 (๓)เล็บเมื่อ พิการ 76 ยาแก้เล็บพิการให้ทำยานี้รักษาเอา 76 (๔)ฟัน เมื่อพิการ 76 (๕)หนัง พิการ ให้หนังมักสาก หนังชาไป 76 ยากินแก้หนังพิการ 76 (๖) เนื้อพิการเนื้อมี ๕๐๐ ชิ้น 77 ถ้าจะแก้เนื้อพิการให้ประสมยาแก้ดังนี้ 77
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยากินแก้เนื้อพิการภายใน 77 (๗) เอ็นเมื่อพิการส่วนว่า สันประธาน ๑๐ ประการ 77 @ ยาแก้ ปถวีธาตุ คือเส้นเอ็นพิการ 77 (๘) กระดูกพิการ กระดูกทั้งหลายนับได้ ๓๐๐ ท่อน 7 7 ยาพรหมพักตร์น้อยแก้กระดูกพิการ 77 ยาต้ม แก้กระดูกพิการ 78 (๙) เยื่อในกระดูก ถ้าพิการ 78 (๑๐) ม้าม ถ้าแตก พิการ 78 ยาต้มประจำ ปถวีธาตุ คือ ม้ามแตก พิการ 78 (๑๑) ดวงหฤทัย ถ้า พิการหรือ แตก ก็ดี 78 ยาแก้ดวงหทัย แตกพิการยานี้ชื่อว่า มูลจิตรใหญ่ 78 ยานี้ชื่อ ปฐมสักขะระใหญ่ แก้ดวงหทัยแตกพิการ 78 ยา สว่างอารมณ์ อีกขนานหนึ่ง แก้ดวงหทัยแตกพิการ 78 ยาสมมิตรสวาหะ เป็นยาอีกขนานหนึ่งที่ใช้แก้ดวงหทัยแตกพิการ 78 อนึ่งคือลมกำเริบเข้าจับหัวใจนอนแน่นิ่งไป 79 ยานี้ชื่อว่า มหาสดมภ์ใหญ่วิเศษแก้ลมกำเริบ เข้าจับหัวใจนอนนิ่งแน่ไป 79 *ถ้าตับพิการนั้นแตกและพิการก็ดี 79 ยาแก้ ยาชื่อ ว่า เบญจอำมฤตย์ 79 ยาแก้ชื่อว่า ยากล่อมนางนอน 80 ยาพอกแก้ตับพิการ 81 ยาแก้ ถ้ายังไมฟังให้ประกอบยานี้ให้กิน 81 ยาแก้ ถ้ายังไม่ฟังให้เอา 81 *พังผืดเมื่อ พิการ แตกก็ดี 81 **พุงเมื่อพิการ หรือแตกนั้น 81 ปอดเมื่อพิการ หรือแตกก็ดี 82 ไส้ใหญ่เมือพิการหรือแตกไซร้ 82 *ไส้น้อยเมื่อ พิการ หรือ แตก มันทำให้วิงเวียนหน้าตา 82 ยาแก้ไส้น้อยพิหาร 82 ถ้าไม่ฟัง ยาแก้ไส้น้อยพิหาร 82 อาหารใหม่ เมื่อพิการหรือแตกแล้วไซร้ 82 ยาแก้อาหารใหม่พิการ 82 *แล้วจึงให้ประกอบยาแก้ปฐวีธาตุให้กินต่อไป 82
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า *อาหารเก่าเมื่อพิการแตกคือซางขโมยกินที่ลำไส้ 82 ยาแก้อาหารเก่าพิการ 82 ยาแก้อาหารเก่าพิการ 82 ยาแก้อาหารเก่าพิการ แตก 82 ยาแก้สมอง ศีรษะ เมื่อพิการ หรือแตก 82 *ยาแก้สมอง ศีรษะ เมื่อพิการ หรือแตก 82 บทที่ ๗ 82 ว่าด้วยมูลแห่งโรคนานาที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกถ้าทุกประการ 82 คัมภีร์ ธาตุวิวรณ์ 82 จะขอกล่าวถึงธาตุทั้ง ๔ ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค 83 ** หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาสอันธการ 83 **จักกล่าวธาตุ เตโช วิกาโรภินทนา ยังชนผู้คีลาน์ 83 อนึ่งเล่าวาโยธาตุ เมื่ออาพาธ 83 หนึ่งเล่าจักสำแดง ให้รู้แจ้งเดือน ฤดู ทั้ง ๒ 83 หนึ่งกล่าว ฤดู สี่ ในวิธีธาตุเบ็ดเสร็จ เดือนห้า 83 ยาแก้เตโช สันตัปปัคี 84 ยาแก้ลม ในวะสันต์ฤดูสี่ 84 *** เดือนสิบเอ็ดเดือนอ้าย เป็นวะสันต์ เหมันต์ 84 ยาแก้อาโปวิการ 84 ยาแก้ปฐวีโทษคือโทษที่ธาตุดินทำพิษ ๒๐ ประการ 84 **หนึ่งเล่า ฤดู หก อาจารย์ยกเป็นเค้ามูล เดือนห้า เดือนหก พูน 84 *เดือนเจ็ด แล เดือนแปด สองเดือนนี้ท่านอภิปราย คิมหันต์ ฤดู 84 ศีรษะ ให้มีพิษนิทราอาหาร 85 *เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสองฤดูเจือกำเริบร้ายชื่อว่าสารทฤดู 85 *เดือนอ้ายแลเดือนยี่สองเดือนนี้เหมันต์ขาน 85 *เดือนสาม แล เดือนสี่ สิสิระ ฤดู พลัน ปฐวี ธาตุดิน 85 *อันหนึ่ง ทีนี้ จะกล่าวถึงธาตุ วิปลาสเป็นเค้ามูล 85 ยาแก้ในกอง ธาตุ ปถวี วิบัติกำเริบหย่อนกล้ากล้า 85 *หนึ่งใหม่เล่า ว่าด้วย เตโชธาตุ วิปลาสกำเริบแปร อาการ 86 *ยาแก้เตโชธาตุวิปลาส 86 *ยาแก้เตโชธาตุวิปลาส 86 *หนึ่งใช้แก้วาโยธาตุ กำเริบหย่อนทั้งปวงคลาย 86 หนึ่งแก้วาโยธาตุ กำเริบหย่อน อาการวิกลกาย 86
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ๑ภาคหนึ่ง ยาแก้วาโยธาตุ 86 ๒หนึ่งโสด ยาแก้ วาโยธาตุ 86 *๓ภาคหนึ่ง ยาแก้วาโยธาตุ เอา 87 *๔ ภาคหนึ่ง ยาแก้วาโยธาตุ 87 *๕ หนึ่งเล่า ยาแก้วาโยธาตุ 87 *๖) อีกโสตหนึ่ง ธาตุอาโป วิกาโรธาตุมากมูลจุกอก 87 *๑ หนึ่งเล่ายาแก้อาโปธาตุ 87 *๒ อีกหนึ่งโสดยาแก้อาโปธาตุ 87 *๓อีกหนึ่งเล่า ยาแก้อาโปธาตุ 87 *๔ อีกหนึ่งเล่า ยาแก้อาโปธาตุ 87 จะกล่าวธาตุทั้งสี่ อันตรีโทษตามเค้ามูล มระณังบังเกิดพูน กำเริบ 87 ยาแก้ปถวี ในตรีโทษ (คือธาตุดิน เป็นตรีโทษ) 87 *๖ หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาสจากกายจร ตรีโทษที่ถาวร 88 *หนึ่ง โสดธาตุเตโช จากกาโยวิบัติแปร ตรีโทษ 88 *ภาคหนึ่ง ยาแก้เตโชวิบัติ 88 *หนึ่งเล่า ธาตุวาโย ภินทะโกบ่ดำรง 88 ผิแพทย์ ผู้จะแก้ ยาแก้ธาตุวาโยตรีโทษ วาโยแปร 88 * หนึ่งเล่าจะกล่าวทบ ยาแก้ธาตุสี่ไม่บริบูรณ์ 88 หนึ่งโสตธาตุเตโช 89 ภาคหนึ่ง ยาแก้เตโชธาตุวิบัติ 89 **ภาคหนึ่ง แก้ เตโชธาตุ 89 หนึ่งเล่า ธาตุวาโย ภินทะโกบ่ดำรง วิการออกจากองค์ 89 ผิแพทย์ผู้จะแก้ยาแก้วาโยแปรระส่ำระสาย 89 หนึ่งเล่าจะกล่าวทบ ธาตุบรรจบนามประมูล ธาตุสี่มิบริบูรณ์ 89 **ภาคหนึ่ง แก้ เตโชธาตุ 90 **หนึ่งโสด จะกล่าวการ สมุฏฐานเป็นเค้ามูล พุทธรัตน์ตรัส 90 @กล่าวดีดังนี้หยุดสมมุติจบตำลาหมายเบื้องนี้จะบรรยาย 92 *ยาแก้ลม 92 ยาแก้เสลด 9 3 เบื้องนี้จะกล่าวแจ้ง ในตำแหน่งมูลโรคา 9 3 เบื้องนี้จะสำแดง ในโทษสองระคนเคล้า 94 จะกล่าวดีโลหิต วิปริตฉุกเฉิน 94 *ยาแก้โลหิต 94
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า **ในหนึ่งเล่าเมื่อกล่าวความ โทษห้าม ๑๑ ประการ 95 หนึ่งกล่าวประเภทไข้ ลักษณะสามหากแปรผัน 98 --ไข้เพื่อกำเดา ให้ขมปากเป็นประธาน 98 --ไข้เพื่อโลหิต ร้อนเป็นพิษเร่งกระหาย 98 --ไข้เพื่อเพศลม โดยนิยมพึงวิจารณ์ 98 บทที่ ๘ 100 อันว่าด้วยเรื่อง อุจจาระธาตุ ทั้ง ๔ ประการ ซึ่งวิปริตระคนด้วยพิษ 100 ยาชื่อว่า พรหมพักตร์ 102 ยาชื่อว่า มหาพรหมภัตร 102 ยาชื่อว่า มหิทธิมหาพรหมพักตร์ 102 ยาชื่ออัศฏาธิวัค 102 ยาชื่ออินทรีย์ธาตุเตโช 102 ยาชื่อว่า อินทรีย์ธาตุวาโย 102 ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุอาโป 102 ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุปถวี 103 ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุประชุม 103 ยาชื่อ ทศเบญจกูล 103 ยาชื่อมหาพิกัดเบญจกูล 103 ยาชื่อ อภิญญาณ เบญจกูล 103 ยาชื่อ เตโชสมุฏฐาน 103 ยาชื่อ วาโยสมุฏฐาน 103 ยาชื่อ อาโปสมุฏฐาน 104 ยาชื่อ ปถวีธาตุ 104 ยาชื่อ มหาโสภะโรค 104 ยาชื่อเทพประสิทธิ์ 104 ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอุจจาระธาตุ 104 บทที่ ๙ 113 มุจฉาปักขันธิกา 113 กล่าวด้วย ทุลาวะสา ๔ ประการ 113 อนึ่งโรคเกิดด้วยโลหิตพิการ 118 บทที่ ๑๐ 124 ว่าด้วยเรื่องไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวงเกิดความเป็นไข้ล้มตายเป็นอันมาก 124 สิทธิการิยะ 124
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า เมื่อผู้เป็นเจ้าของของคนไข้ 125 ทีนี้จะว่าด้วยปานดำ – ปานแดง 126 ไข้กาฬ ๑๐ ประการ 128 ลักษณะไข้ ๓ ฤดู 172 บทที่ ๑๑ 172 ว่าด้วยเรื่องโรคกระษัย ๒๖ 172 ยาน้ำมันแก้ กษัยจุก 136 ยากินแก้บรรจุขาดโรค กษัยปลาไหล 136 ยาแกงเป็นยารุกษัยปลาไหล 136 ยาชื่อว่า พรหมพักตร์ 139 ยาดองแก้ กษัยดาน 140 ยาประจุ กษัยดาน 140 ยาชื่อ นารายณ์พังค่าย 140 ยาแก้กระษัยไฟ 142 ยาแก้กษัยกร่อน 142 ยานี้ชื่อ ว่า ดาวดึงสา 142 ยาแกงเป็นยารุ 143 ยาถ่ายกระษัยเถา 143 ยาชื่อว่า พรหมพักตร์น้อย 146 ยาแก้ลมกระษัย 146 สิทธิการิยะ อันว่า กระ ษัย ทั้ง ๗ จำพวก 147 ยานี้มีชื่อว่าอมฤทธิ์โอสถ 148 ยาประจุสำหรับโรคกระษัย 149 ยานี้ชื่อว่าพรหมพักตร์ใหญ่ 149 ยาประจุครอบโรค 149 ยานี้มีชื่อว่า จันทะหฤทัย 149 ยาดองแก้เลือดของขรัว 149 ยาอายุยืนถึง ๒๐๐ ปี 149 บทที่ ๑๒ 150 หมวดยาแก้ไข้ต่างๆ 150 ยานี้ชื่อว่า ยาเขียวแท่งทอง 150 ยานี้ชื่อว่า ยาเขียวพรหมมาศ 150 ยานี้มีชื่อว่า ยาเขียวมหากาฬ 150
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า ยาชื่อว่า ยาหอมใหญ่ 152 ยาธาตุ 152 ยาแก้ไข้มิพัด 152 ยาแดง แก้อาเจียน 152 ยานัด 152 ยาขับไข้เหนือ 152 ยากินภายใน แก้ไข้เหนือ 152 ยาต้มแก้ไข้เหนือ 152 ยาแก้อ้าไม่ออก 153 ยาทุเลาไข้เหนือ 153 ยาขับไข้เหนือ 153 ยากินภายใน แก้ไข้เหนือ 153 การวินิจโรค 154 ยาแก้ไข้กาฬ 154 คัมภีร์ยาสมุนไพร เล่มที่ ๒ ของวัดดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 179 การวินิจฉัยโรคต่างๆ หมวดที่ว่าด้วยยาแก้กาฬแก้ไข้ต่างๆ ยาแก้ไข้กาฬ 189 บทที่ ๑๓ 228 ตำรายาวัดทองหลาง 228 หมวดยาที่ว่า ด้วย การคำนวณธาตุ หรือการคูณธาตุทั้ง ๔ 228 ๑)ปฐวีธาตุ 228 ๒)อาโปธาตุ 228 ๓)วาโยธาตุ 228 ๔)เตโชธาตุ 228 ๕)อากาศธาตุ 228 หลักสูตรการคูณธาตุทั้ง ๔ 229 ตำรายาวัดไผ่ค่อมรัตนาราม ตำบลปากโทก 230 เรื่องยาแก้ธาตุลม วาโยธาตุหย่อน มี ๖ จำพวก 232 บทที่ ๑๔ 240 ยาหอมต่างๆ ปรับปรุงสมบูรณ์ยาขนานที่ 240 บทที่ ๑๕ 252 ยาเขียวต่างๆ 252 ยาวัดหลวงพ่อแดงแก้ซาง 255
๑ บทที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องการวินิจฉัยโรคให้เข้าใจให้ แจ่มแจ้งสมุฏฐานวินิจฉัย แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่ม ๒ (อหํ) อันว่าข้า (อภิวันทิย) นมัสการแล้ว (พุท์ธะเสฏ์ฐํ ) ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ (จ) อนึ่งโสต (อหํ) อันว่าข้า (อภิวัน์ทิย) นมัสการแล้ว (ธัม์มํ) ซึ่งพระปริยัติธรรม แลพระนพโลกุตรธรรม (จะ) อนึ่งโสตแลข้านั้น (อภิวัน์ทิย) นมัสการแล้ว (คณํ) ซึ่งหมู่พระอริยะสงฆ์ (อุต์ตมํ) อันอุดม (ปวัก์ขามิ) จักกล่าว (คัน์ถํ) ซึ่งคัมภีร์ (เวช์ชปกรณํนามะ) ชื่อว่าคัมภีร์แพทย์ (โลกหิตํ) อันเป็นประโยชน์แก่โลก (อยํรตนปณาโม ) อันว่าประณาม แก่พระรัตนะตรัยนี้ (มยา) อันข้า (กโต) กระทำแล้ว (สิรา) ด้วยศิระเกล้า (สัก์กัจ์จํว) โดยเคารพแท้จริง (ปติ วารณัต์ถํ)เพื่อจะห้ามเสีน (อัน์ตราเย) ซึ่งอุปัทวันตรายทั้งหลาย (อเสสโต) โดยหาเศษบ่มิได้ (อาจริโย) อันว่า พระอาจารย์เจ้า (รจยิต์วาน) พิจารณาตรึกตรองแล้ว (วินิจ์ฉยปเภทํ) ซึ่งประเภทแห่งวินิจฉัย (ทิปิยติ) สำแดง ไว้ (อุต์ตมคัน์ถํ) ซึ่งคัมภีร์อันอุดม (ปวรํ) อันประเสริฐ (ธาตุสมุฏ์ฐาน์นามํ) ชื่อว่าธาตุสมุฏฐาน (หิตสุขสํวัฑ์ฒนัต์ ถาย) เพื่อจะให้มีความเจริญขึ้น ซึ่งประโยชน์และความสุข (นานาลักขณสัญ์ชานเนน) ด้วยรู้ซึ่งลักษณะต่างๆ (โรคสมุฏ์ฐานํ) แห่งที่กำเนิดโรคทั้งหลาย (อเนกปเภทานํ) อันมีประเภทเป็นอันมาก (อุป์ปัน์นานํ) อันบังเกิด (โลกานํ) แก่สัตว์โลกทั้งหลาย (อนาคเต) ในอนาคต (อิทํสมุฏ์ฐานํ วินิจ์ฉยํ) อันว่าสมุฏฐานวินิจฉัยนี้ (ปรัม์ ปรายเภทํ) มีประเภทอันพระอาจารย์เจ้า นำมา (ปัณ์ฑิตปรัม์ปราย) ด้วยอันสืบๆแห่งนักปราชญ์ มาแต่ก่อน (ทุช์ชานํ) อันบุคคลรู้โดยยาก (โหติ) มี (เวช์ชเภทา) ประเพทแห่งแพทย์ทั้งหลาย (อวิชานิย) มิได้รู้แล้ว (อิมํ สมุฏ์ฐาเน ปกรณํ) ซึ่งคัมภีร์สมุฏฐานนี้ (ยุญ์ชัน์ติ) ประกอบ (เภสัช์ชานํ) ยาทั้งหลาย (โรคอุปสมนัต์ถาย) เพื่อจะให้ระเสียซึ่งโรค ( สมุฏ์ฐานปเภทน เยน) โดยประเภทแห่งที่เกิด (โรคนิทานานํ) แห่งโรคนิทานทั้งหลาย (สมุฏ์ฐาน โรโค) อันว่าโรคอันบังเกิดขึ้น (เกนจิสมุฏ์ฐาเนน) ด้วยสมุฏฐานอันใดอันหนึ่ง (ปวัฑฒัน์โต) เจริญขึ้น (เหตุมูลอวิญ์ญาเณน) โดยมิได้รู้มูลแห่งเหตุ (เกวลํเอว) ด้วยแท้ ( โสปุค์คโล)อันว่าบุคคลผู้นั้น (อาพาธิโก) เป็น อาพาธ (พาฬ์หคิลาโน) ลุกนั่งมิได้ (ทุก์ขิโต) เป็นทุกข์ (อเตกิจ์โฉ) รักษามิได้ (โหติ) มี (อปรํการณํ) เหตุอันอื่น (อัต์ถิ) แลมี ((ปุน) อีกเล่า (อหํ) อันว่าข้า ปวัก์ขามิ) จักกล่าว (จตุธาคุวัต์ถานํ) ซึ่งกำเนิดธาตุทั้ง ๔ (ปเภทกาเลว เสน) ด้วยอำนาจแห่งกาลประเภท (ธาตุสมุฏ์ฐาเนววัต์ถานํ) อันว่ากำหนดซึ่งธาตุทั้ง ๔ (ปเภทกาเลวเสน) ด้วย อำนาจแห่งกาลประเภท (ธาตุสมุฏ์ฐาเนววัต์ถานํ) อันว่ากำหดซึ่งสมุฏฐานแห่งธาตุ (จตุพิธํ) มีประการ ๔ (ธาตุส มุฏ์ฐานัญ์จ) คือ สมุฏฐานแห่งธาตุก็ดี ( อุตุสมุฏ์ฐานัญ์จ) คือ ฤดู สมุฏฐาน ก็ดี (อายุสมุฏ์ฐานัญจ) อายุสมุฏฐาน ก็ดี (กาลสมุฏ์ฐานัญ์จ) คือ กาลสมุฏฐานก็ดี (เยเวช์ชา) อันว่าแพทย์ทั้งหลายใด (วิจารัน์ตา) พิจารณา โกฏ์ ฐาสสมุฏ์ฐานํ) ซึ่งส่วนแห่งที่เกิด (จตุสมุฏ์ฐานธาตุนํ) แห่งธาตุอันมีสมุฏฐาน ๔ (วิปัส์สมานา) พิจารณาเห็น (โย ชยุง) พึงประกอบ (เภสัช์ชํ) ซึ่งยา (เกวลํเอว) ด้วยประการดังนี้แท้จริง (เยเวช์ชา) อันว่าแพทย์ทั้งหลาย ใด (อวิญ์ญาย) มิได้รู้แล้ว (สมุฏ์ฐานโกฏ์ ฐาสํ) ซึ่งส่วนแห่งที่เกิด (เตเวช์ชา) แพทย์ทั้งหลายนั้น (มิจ์ฉาญาณเวช์ชานาม)ชื่อว่ามิจฉาญาณแพทย์ (เยเวช์ ชา) อันว่าแพทย์ทั้งหลานใด(วิจารณญาณ สมัน์นาคตา) ประกอบไปด้วยวิจารณ์ปัญญา (โยเชน์ตา) ประกอบ (เภสัช์ชวิธานํ) ซึ่งวิธีแห่งโอสถ (ตํโรคุป์ปัต์ตึ) ยังที่เกิดแห่งโรคนั้น (อัน์ตรธายึสุ) ให้เสื่อมสูญ (เตเวช์ชา) แพทย์ ทั้งหลายนั้น (เสฏ์ฐญาณ เวช์ชานาม) ชื่อว่าเสฏฐญาณแพทย์ สิ้นความในบาฬีแต่เพียงนี้ฯ (อาจาริเยน) อันพระอาจารย์เจ้า ผู้ตกแต่งพระคัมภีร์อันชื่อว่า สมุฏฐานวินิจฉัย ว่าด้วยพิกัดแห่งกอง สมุฏฐาน ทั้งหลาย ๔ ประการ ซึ่งพระบาฬีมิได้แก้ไว้ นั้นมีลักษณะต่าง ๆ เพื่อจะสงเคราะห์แก่แพทย์สืบไป เบื้องหน้า หวังจะให้รู้ในประเภทสมุฏฐานโรคทั้งปวง อันจะบังเกิดโดยลำดับ แลพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนี้ เป็นตราชูแห่งคัมภีร์ เวชศาสตร์ทั้งหลาย เป็นหลักเป็นประธาน อันใหญ่ยิ่งลึกซึ้งแห่งคัมภีร์ภาพนัก มิอาจที่ บุคคลจะหยั่งรู้ได้ โดยง่าย ถ้าแลแพทย์ผู้ใดมิได้เรียนพระคัมภีร์นี้ จะวางยาก็บ่มิอาจ ที่จะได้ (ถูก) ต้องกับโรค โดยแท้ เหตุว่ามิได้รู้ในกองสมุฏฐานพิกัดอันนี้ แพทย์ผู้นั้นได้ชื่อว่ามิจฉาญาณแพทย์ เพราะว่ารู้ด้วยตนเองโดย
๒ ฤดีมิได้ต้องผิดจากเวชพิกัด แลแพทย์ซึ่งมีวิจารณ์ปัญญาจงตรึกตรองศึกษาในเวชศาสตร์ ทั้งหลาย แลสมุฏฐาน วินิจฉัยนี้ให้ปรีชาชาญชำนาญเสียก่อน จึงจะวางยาต้องตามสมุฏฐาน พิกัดอันควรแก่โรค เหตุว่ารู้ในกองสมุฏฐานโดยแท้ แพทย์ผู้นั้นจึงจะได้ชื่อว่าสมุฏฐาน ญาณแพทย์ ด้วยอรรถว่ารู้ยิ่งกว่าแพทย์ทั้งหลายมิได้ผิด ต้องคัมภีร์ฉันทศาสตร์ วิธีทั้งปวง โดยนัยที่ท่านตราไว้ ซึ่งจะมีไปใน ข้างหน้านั้น ลำดับนี้จักได้สำแดง ในกองพิกัดสมุฏฐาน ๔ ประการ นั้น คือ ธาตุสมุฏฐาน ๑ อุตุ คือ ฤดู สมุฏฐาน ๑ อายุสมุฏฐาน ๑ กาลสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐานทั้ง ๔ ประการนี้ แพทย์ทั้งหลายพึงเรียนไว้ให้แจ้ง ในมหาพิกัด สมุฏฐาน เป็นที่ตั้งแห่งภูมิโรค แลภูมิแพทย์ทั้งปวง อันว่าสมุฏฐานนั้นว่าด้วยสมุฏฐานทั้ง ๔ มีเตโชธาตุเป็นต้น ,ปฐวีธาตุ เป็นที่สุด ดังนี้ (๑) อันว่า สมุฏฐาน เตโชธาตุ พิกัดนั้นเป็นที่ตั้ง แห่งจตุกาลเตโช ซึ่งจะวิปริตเป็นชาติ เป็นจะละนะ เป็น ภินนะ ก็อาศัย แห่ง พัทธะปิตตะ แห่ง อพัทธะปิตตะ และ กำเดา ทั้ง ๓ นี้ เป็นอาทิ (คือต้นเหตุของการเกิดโรค) ให้เป็น เหตุ ในกองเตโช ธาตุพิกัด สมุฏฐานกองหนึ่ง (๒) อันว่า สมุฏฐานวาโย ธาตุพิกัดนั้น เป็นที่ตั้งแห่ง ฉกาลวาโย ซึ่ง จะวิปริต เป็นชาติ จะละนะ ภิน นะ ก็อาศัยแห่งหทัย วาต, สัตถะกะวาต สุมนา. ทั้ง ๓ นี้เป็น อาทิให้เป็นเหตุในกองวาโยธาตุ พิกัดสมุฏฐาน กองหนึ่ง. (๓) อันว่าสมุฏฐานอาโปธาตุพิกัดนั้น เป็นที่ตั้ง แห่ง ทวาทะศะ อาโป คือธาตุน้ำ ๑๒ อย่างซึงจะวิปริต เป็นชาติ จะละนะ ภินนะก็อาศัยแห่งสอเสมหะและอุระเสมหะ คูถเสมหะ,ทั้ง ๓ นี้ เป็นอาทิ ให้เป็นเหตุในกอง อาโปธาตุพิกัดสมุฏฐานกองหนึ่ง (๔) อันว่า ปถวี ธาตุพิกัด นั้น เป็นที่ตั้งแห่ง วีสติ (คือเป็นที่ตั้งแห่งธาตุดิน ๒๐ ประการ) ปถวีธาตุซึ่งจะ วิปริต เป็น ชาติ จะละนะ ภินนะ ก็อาศัยแห่ง หทัย อุทริยํ กรีศะ ทั้ง ๓ นี้ ให้เป็นเหตุ เป็นอาทิในกอง ปถวี ธาตุ พิกัดสมุฏฐานกองหนึ่ง ทั้ง๔ กองนี้เป็น มหาพิกัด สมุฏฐานธาตุ หมวดหนึ่ง แพทย์พึงรูไว้ดังนี้ ลำดับนี้ จะ ได้สำแดงในกอง ฤดู สมุฏฐานสืบไป ว่าด้วยสมุฏฐาน ฤดู ๓ ฤดู ๖ ดังนี้ คือ คิมหสมุฏฐาน ๑ (ได้แก่สมุฏฐาน ฤดูร้อน) วัสสานะสมุฏฐาน ๑ (ได้แก่ สมุฏฐาน ฤดูฝน) เหมันตะสมุฏฐาน ๑ (ได้แก่สมุฏฐาน ฤดูหนาว) อัน นี้ได้แก่ ฤดู ๓ หนึ่ง ฤดู มี ๔ เดือน ๓ ฤดู เป็น หนึ่งปี อันว่าสมุฏฐาน ฤดู ๖ นั่นเล่า คือ คิมหันตะ สมุฏฐาน ๑ วะสันตะสมุฏฐาน ๑ วัสสานะสมุฏฐาน ๑ สระทะสมุฏฐาน ๑ เหมันตะสมุฏฐาน ๑ ศิริระสมุฏฐาน ๑ อันนี้เป็น สมุฏฐาน ฤดู ๖ ใน ฤดู หนึ่งมี ๒ เดือน, ๖ ฤดู เป็น ปีหนึ่ง ท่านอาจารย์ท่านแบ่งออกจาก ฤดู ๓ โดยวิเศษ จะ ให้แพทย์พึงรู้ในลักษณะอันจะขนาบคาบเกี่ยวซึ่งกันและกัน ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์ธาตุวินิจฉัย มัชฌิมะธาตุนั้น ในที่นี้ จะว่าแก่สมุฏฐาน ๓ เป็นอาทิ คือ ๑, คิมหันตะฤดู สมุฏฐาน นั้น (ฤดูร้อน) เป็น พิกัด แห่ง ปิตตะ สมุฏฐาน คือ ดี เป็นต้นเหตุแห่งโรค ๒, วัสสานะตะฤดู สมุฏฐาน นั้น (ฤดูฝน) เป็น พิกัด แห่ง วาตะ สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ คือ ลมเป็น ต้นเหตุแห่งโรค ๓, เหมันตะฤดู นั้น (ฤดูหนาว) เป็นพิกัด แห่ง เสมหะ สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ คือ เสลด เป็นต้นเหตุ แห่ง โรค (๑)คิมหันตะสมุฏฐาน นั้น เป็นพิกัดแห่ง ปิตตะ สมุฏฐาน และ เสมหะสมุฏฐาน ระคน ให้เป็นเหตุ (ระคน คือ ผสมปนกัน) จึงเป็นเหตุให้เกิดโรค (๒) วสันตะสมุฏฐาน นั้น เป็นพิกัด แห่ง ปิตตะ สมุฏฐาน และ วาตะสมุฏฐาน ระคน ให้เป็นเหตุ (๓) วัสสานะสมุฏฐาน นั้น เป็น พิกัด แห่ง วาตะ สมุฏฐาน ปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ให้เป็นเหตุ (๔) สะระทะ สมุฏฐาน นั้น เป็น พิกัด แห่ง วาตะ สมุฏฐาน เสมหะ สมุฏฐาน ระคน ให้เป็นเหตุ
๓ (๕) เหมัน สมุฏฐานนั้น เป็น พิกัด แห่ง เสมหะ สมุฏฐาน วาตะ สมุฏฐาน ระคน ให้เป็นเหตุ (๖) ศิศิระ สมุฏฐาน นั้น เป็น พิกัด แห่ง เสมหะ สมุฏฐาน ปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ให้เป็นเหตุ อันนี้ คือ พิกัด กอง สมุฏฐาน ฤดู ๖ โดยย่อ ทีนี้จะว่าให้พิสดารในสมุฏฐาน ๓ นั้ เสียก่อนเป็นอาทิ คือเบื้องต้น ๑ อันว่าด้วยเรื่อง คิมหันตะ สมุฏฐาน นั้น (คิมหันตะ ได้แก่ ฤดู ร้อน) คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ไปจนถึง เพ็ญ เดือน ๘ เป็น สมุฏฐาน ฤดู ๑ เป็น พิกัด แห่ง ปิตตะ ใช่ว่าจะเต็มทั้ง ๔ เดือน ก็หามิได้ แบ่งออกโดย พิเศษ สมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (คำว่า แล ๓ แล ๓นั้น คือ ๑ เดือน ๑๐ วัน ๓ ครั้ง) (๑) คือ แรมค่ำ ๑ เดือน ๔ ไปจนถึง แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ เป็น (หน้า ๗)ตำแหน่ง พัทธะปิตตะ สมุฏฐาน แล พัทธะปิตตะ จะทำเองนั้นก็หามิได้ อาสัย จตุกาล เตโช กองใด กองหนึ่ง ก็ดี ระคน พัทธะปิตตะ สมุฏฐาน เหตุว่า เป็นเจ้าของ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเดิมเป็น อาทิ โดย พิกัด (๒) แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๗ เป็น ตำแหน่ง อพัทธะปิตตะ สมุฏฐาน แต่ อพัทธะ ปิตตะ จะได้เป็นเต็มที่นั้นหามิได้ อพัทธะปิตตะ กระทำกึ่งหนึ่ง กาละเตโช กระทำกึ่งหนึ่ง ระคนกัน ถ้า จะแก้อย่าให้เสียเดิมโดย พิกัด (๓) ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ไปจนถึงเพ็ญ เดือน ๘ เป็น ตำแหน่ง กำเดา สมุฏฐาน แลกำเดา สมุฏฐาน จะได้ ระคนด้วย กาละเตโชกองใด กองหนึ่งก็หามิได้ ด้วยเหตุว่า กำเดา นี้ มีทั่วไปใน สมุฏฐาน ทั้ง ๓ คือ พัทธะปิตตะ อพัทธะปิตตะ กำเดา แลว่าจะให้กาย บริบูรณ์ ก็เพราะกำเดา หรือว่าจะให้กายไม่บริบูรณ์ ก็ เพราะ กำเดา ถ้าจะแก้อย่าให้เสีย กำเดา เป็นเจ้าของเดิมโดย พิกัด ท่านจึงจัดไว้ว่าใน ๔ เดือนนี้ เป็นกำหนด คิมหันตะ สมุฏฐาน แห่ง กำเดา ด้วยว่า กำเดานี้ คือ เปลว แห่ง วาโย โลหิต เสมหะ แลสรรพสมุฏฐานทั้งปวง ซึ่งจะ วิบัติ หรือไม่ วิบัตินั้น ก็อาศัยแห่งสมุฏฐานนี้ เป็นที่บำรุงว่าจะให้ วัฒนะ (วัฒนะ แปล ว่า เจริญสมบูรณ์ ดี) และ หายนะ โดยแท้ (หายนะ คือ ป่วยไข้ ล้มตาย) ดุจ พิกัด ที่ได้กล่าวไว้ ดังนี้ ๒ อันว่า วัสสานะ สมุฏฐาน (วัสสานะ คือ ฤดูฝน) นั้น ตั้งแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนถึง วันเพ็ญ เดือน ๑๒ เป็น สมุฏฐานอีก ฤดู ๑ เป็น พิกัด วาโย ใช่จะเป็นทั้ง ๔ เดือน นั้นก็หามิได้ แบ่งออกโดยวิเศษ แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (คำว่า แล ๓ แล ๓ นั้น คือ ๑ เดือน ๑๐ วัน ๓ ครั้ง) (๑)คือ แรม ค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนถึงแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๙ เป็น ตำแหน่ง หทัยวาตสมุฏฐาน แต่ หทัย วาต จะได้ทำเองนั้นก็หามิได้ อาศัยแห่ง กาละวาโย กองได กองหนึ่ง ก็ดี ระคน หทัยวาต สมุฏฐาน เหตุเป็น เจ้าของสมุฏฐาน ถ้าจะแก้อย่าทิ้งเสียสมุฏฐานเดิม โดยพิกัด (๒)อนึ่ง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๑๑ เป็น ตำแหน่งแห่ง สัตถะกะ วาตะ สมุฏฐาน กระทำกึ่ง กาละวาโย กระทำกึ่ง ระคนกัน ถ้าจะแก้ อย่าให้เสียสมุฏฐานที่เป็นเจ้าของเดิม โดย พิกัด ( ๓)อนึ่งขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนถึง เพ็ญเดือน ๑๒ เป็น ตำแหน่ง สุมะนา สมุฏฐานจะได้ ระคน ด้วย กาละวาโย กองใด กองหนึ่ง นั้น ก็หามิได้ ด้วยเหตุว่า สุมะนา นี้ ทั่วไปใน สมุฏฐาน ทั้ง ๓ คือ หทัยวาตะ สัตถะกะ วาตะ สุมะนา แล อาจให้กระวน กระวาย ก็เพราะ สุมะนา ) หรือ มิให้ กระวน กระวาย ก็เพราะ สุมะนานั่นเอง ถ้าจะแก้ก็อย่าให้เสีย สุมะนาสมุฏฐานเป็น อาทิ ที่เป็นเจ้าของเดิม โดย พิกัด ท่านจึงจัดไว้ว่าใน ๔ เดือนนี้ เป็นกำหนด วัสสานะสมุฏฐาน (คือ สมุฏฐาน ใน ฤดูฝน) คือ สมุฏฐาน แห่งวาโย กล่าวคือ สุมะนา ด้วยว่า สุมะนา นี้ เป็นหลัก แห่ง สมุฏฐาน ซึ่งจะวิบัติ และ ไม่ วิบัติ นั้น ก็อาศัย สมุฏฐาน นี้ เป็นที่ บำรุง อาจ ให้ วัฒนะ (วัฒนะ คือ ความสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัย) แลหายนะ (หายนะ คือ มีโรคภัยไข้เจ็บ) ได้โดยแท้ ดุจใน พิกัด กล่าวไว้ ดังนี้ ๓ อันว่า ฤดู เหมันตะ สมุฏฐาน หนึ่ง (ฤดู เหมันตะ คือ ฤดูหนาว) คือ แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนถึง วันเพ็ญ เดือน ๔ เป็น สมุฏฐาน ฤดู หนึ่ง เป็น พิกัด เสมหะ (เสมหะ คือ เสลด มี ๓ ที่ คือ เสมหะ ในลำคอ ๑
๔ ในทรวงอก ๑ ที่ลำไส้ทวารชั้นใน ๑หรือ คูถ เสมหะ) ใช่จะเป็นทั้ง ๔ เดือนนั้น ก็หามิได้ ท่านแบ่งออกโดย พิเศษ ละ ๓ ละ ๓ ดังนี้ (ละ ๓ ละ ๓ คือแบ่ง เป็น ๑ เดือนกับ ๑๐ วัน ๓ ครั้ง) นั่นเอง (๑)คือ แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนถึงแรม ๑๐ ค่ำเดือน อ้าย (คือเดือน ๑ ของไทย) เป็น ตำแหน่ง สอ เสมหะ สมุฏฐาน แต่ สอเสมหะ จะได้ กระทำ เองนั้น หามิได้ อาศัย กาละปะระเมหะ คือ อาโปเกรอะ ลงมา ระคน สอเสมหะ สมุฏฐาน เหตุว่าเป็นเจ้าของสมุฏฐานเดิม ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิมโดย พิกัด (๒) อนึ่งตั้งแต่ แรม ๑๑ ค่ำเดือนอ้าย ไปจนถึง ขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๓ เป็นตำแหน่งแห่ง อุระเสมหะ สมุฏฐาน กระทำกึ่ง กาละปะระเมหะ กระทำกึ่ง ระคน กัน ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิมโดย พิกัด (๓)อนึ่งขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๓ ไปจนถึงวันเพ็ญ เดือน ๔ เป็นตำแหน่ง คูถ เสมหะ สมุฏฐาน จะได้ ระคน ด้วย กาละ ปะระเมหะ คือ อาโป กองใด กองหนึ่ง นั้น ก็หามิได้ ด้วยเหตุ ว่า คูถ เสมหะ นี้ ทั่วไปใน สมุฏฐาน ทั้ง ๓ คือ สอเสมหะ อุระเสมหะ และ คูถเสมหะ และอาจจะทำให้กายบริบูรณ์ ได้ก็เพราะ คูถเสมหะ หรือ ไม่ให้บริบูรณ์ ก็เพราะ คูถเสมหะนั่นเอง ถ้าจะแก้ก็อย่าให้เสีย คูถสมุฏฐาน เป็นอาทิ คือ เจ้าของแห่ง สมุกฐาน โดยเป็น พิกัดเดิม ท่านจึงจัดไว้ว่า ใน ๔ เดือนนี้ เป็นกำหนด เหมันตะ สมุฏฐาน เป็น สมุฏฐาน แห่ง เสมหะ คือ คูถเสมหะ ด้วยคูถเสมหะนี้ เป็นหลักแห่ง สมุฏฐาน ซึ่งจะวิบัติ และไม่ได้ วิบัติ นั้น ก็อาศัย แห่ง สมุฏฐาน นั้น เป็นที่ บำรุง อาจให้ วัฒนะ แล หายนะ ได้ โดยแท้ดุจท่านตราลงไว้ให้แจ้ง เป็น มหาพิกัด ใน สมุฏฐาน แห่ง ฤดู ๓ สิ้นความแต่เท่านี้ (วัฒนะ คือ ร่างกายสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ) (หายนะ คือ เจ็บป่วยไข้ ตาย) ตั้งแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๔ ไปจนถึง วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ เป็น พิกัด ใน คิมหันตะสมุฏฐาน ว่า ด้วยเรื่อง กำเดา แบ่งออก แล ๓ แล ๓ ดังนี้ เป็น พัทธะปิตตะ ๔๐ วัน เป็น อพัทธะปิตตะ ๔๐ วัน เป็น กำเดา ๔๐ วัน ตั้งแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนถึง วันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เป็น พิกัด ใน วัสสานะ สมุฏฐาน วาโย แบ่งออก แล ๓ แล ๓ ดังนี้ หทัยวาตะ ๔๐ วัน สัตถะกะวาตะ ๔๐ วัน สุมะนา ๔๐ วัน ตังแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ จนถึงวันเพ็ญ เดือน ๔ เป็น พิกัด ใน เหมันตะ สมุฏฐาน เสมหะ แบ่งออก แล ๓ แล ๓ ดังนี้ เป็น สอเสมหะ ๔๐ วัน อุระเสมหะ ๔๐ วัน คูถเสมหะ ๔๐ วัน หมวดละ ๔ เดือน คือรวมเป็น ๑๒๐ วัน เป็น พิกัด สมุฏฐาน คิมหันตะ คือ ฤดูร้อน) วัสสาตะ คือ ฤดู ฝน ๔ เดือน ๑๒๐ วัน เหมันตะ คือ ฤดูหนาว ๔ เดือน ๑๒๐ วัน ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้ เป็น ๓๖๐ วัน รวมกันเป็น ๑๒ เดือน คือ ๑ ปี แบ่งเป็น ๓ ฤดู ๆ ละ ๔ เดือน ดุจดังได้กล่าวมาด้วยประการะฉะนี้ ลำดับนี้ จักกล่าวให้พิสดาร ตามความใน สมุฏฐาน ฤดู ๖ สืบต่อไป ๑.คือ แรมค่ำ ๑ เดือน ๔ ไปจนถึง เพ็ญ เดือน ๖ เป็น ฤดู หนึ่ง คือ ฤดู คิมหันตะ สมุฏฐาน ด้วยว่า เป็นที่ร้อน กรวน กระวาย เป็น ปริพาหะ สมัย พิกัดแห่ง ปิตตะ สมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐาน ระคนด้วย ใช่จะ เป็น ปิตตะ ทั้ง ฤดู นั้น หามิได้ จัดแบ่งออกโดยพิเศษ สมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (๑)คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๔ ไปจนถึงขึ้น ๕ค่ำ เดือน ๕ เป็น อำเภอ พัทธะปิตตะ สมุฏฐาน แต่จะได้ จะ ละนะ นั้นหามิได้ อาศัย เสมหะ สมุฏฐาน กล้า ระคน ส่วน ๑ อพัทธะปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน จะตุกาละเตโช เจือกระทบให้ พัทธะปิตตะ สมุฏฐาน เจ้าเรือน เป็น จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของ เดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด (๒) อนึ่งขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ ไปจนถึง แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ เป็น อำเภอ อพัทธะ ปิตตะ สมุฏฐาน จะ ละนะ กล้า เสมหะ สมุฏฐาน เป็นกลาง ระคน ส่วน ๑ กำเดา กล้า ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน จตุกาละเตโช เจือกระทบ ให้ อพัทธะปิตตะ เจ้าเรือนยิ่งขึ้น ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด (๓)แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ไปจนถึง วันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็น อำเภอแห่ง กำเดา สมุฏฐาน จะ ละนะ กล้า เสมหะ สมุฏฐานอ่อน ระคน ส่วน ๑ อพัทธะ ปิตตะ กล้า ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน จตุกาละ
๕ เตโช เจือกระทบกำเดา เจ้าเรือนให้ จะละนะ ยิ่งขึ้น ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด สิ้นสมุฏฐาน ฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือ คิมหันตะ ศิศิระ ระคน ดุจกำหนด ไว้ดังนี้ ประการที่ ๒ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๖ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ฤดูหนึ่ง วะสันตะ สมุฏฐาน ด้วยว่าเป็นที่อยู่แห่งความยินดี เพราะกาลเมื่อมีดอกไม้อันบานเป็น พิกัดแห่งปิตตะสมุฏฐาน วาตะ สมุฏฐาน ระคนใช่จะเป็นปิตตะทั้งฤดู นั้นก็หามิได้จัดแบ่งออกโดยพิเศษสมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (๑)ตั้งแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๖ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๗ เป็น อำเภอ พัทธะปิตตะ สมุฏฐาน วาตะ สมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน อพัทธะปิตตะ ระคน ส่วน ๑ เป็น ๓ ส่วน จัตตุกาละเตโชเจือกระทบ พัทธะปิตตะ เป็นเจ้าเรือนให้ จะละนะ ถ้าจะแก้ อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคนโดย พิกัด (๒)ตั้งแต่ ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๗ ไปจนถึง แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๗ เป็นอำเภอแห่ง พัทธะปิตตะสมุฏฐาน วาตะ ระคน ๒ ส่วน กำเดา ระคน ๑ ส่วน เป็น ๓ ส่วน จัตุกาล เตโช เจือกระทบ อพัทธะปิตตะ เป็นเจ้าเรือน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด (๓)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑๑ ค่ำ เดือน ๗ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ เป็น อำเภอแห่งกำเดาสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐาน ระคน ๓ ส่วน อพัทธะปิตตะ ระคน บ่มิควร แก้ วสันตะ จัตุกาลเตโช เจือกระทบกำเดา เจ้า เรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคนโดย พิกัด สิ้นสมุฏฐาน ฤดู หนึ่ง ๒ เดือน คือ วสัน ตะ วัสสานะ ระคน สมุฏฐาน แล ๒ เดือน ๒ ทั้งสมุฏฐาน ซึ่งกล่าวมานี้ เป็น ๔ เดือน ด้วยกัน จัดเป็น หมวด ๑ โดย พิกัด กอง กำเดา สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ ประการที่ ๓ อนึ่งตั้งแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนถึง วันเพ็ญขึ้น ๑๕ เดือน ๑๐ เป็น ฤดู หนึ่ง ได้แก่ วัสสานะสมุฏฐาน เป็น ฤดู ฝน ด้วยว่ามีฝนตกชุก เป็น พิกัด แห่ง วาตะ สมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐาน ระคน ใช่ว่า จะเป็น วาตะ ทั้ง ฤดู นั้นก็หามิได้ แบ่งออกโดย พิเศษสมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (๑)คือ แรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๙ เป็นอำเภอแห่ง หทัยวาตะ สมุฏฐาน ปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ส่วน ๑ สัตถกะวาตะ ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน ฉะกาละวาโย ลมทั้ง ๖ ประการ เจือ กระทบ หทัยวาตะเป็นเจ้าเรือน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้ อย่าให้เสีย เจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือ ระคน โดย พิกัด (๒)ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๙ เป็น อำเภอแห่ง สัตถกะวาตะ สมุฏฐาน ปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ส่วน ๑ สุมนา ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน ฉะกาล วาโย เจือกระทบ สัตถกะวาตะ เป็นเจ้า เรือน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ แก้เจือตาม ระคนโดย พิกัด (๓)อนึ่งแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็น อำเภอแห่ง สุมนาสมุฏฐาน กล้า ปิตตะสมุฏฐาน อ่อน ระคน ส่วน ๑ สัตถกะวาตะ ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน ฉะกาละวาโย เจือกระทบ ให้สุมนาสมุฏฐาน ที่เป็นเจ้าเรือน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด สิ้นสมุฏฐาน ฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือ วัสสานะ วะสันตะ ระคน สมุฏฐาน ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้ ประการ ที่ ๔ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๐ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เป็น ฤดู หนึ่ง ว่า ด้วย สาระทะสมุฏฐาน ด้วยว่าจะยังสัตว์ให้ สะครั่น สะคลอ ร่างกายไม่สู้จะสบาย เป็น พิกัด แห่ง วาตะ สมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐาน ระคน ใช่ว่าจะเป็น วาตะ ทั้ง ฤดู นั้นก็หามิได้ จัดแบ่งออกโดย พิเศษ ตามสมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้
๖ (๑)คือตั้งแต่ แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๐ ไปจนถึงขึ้น ๕ค ค่ำ เดือน ๑๑ เป็น หทัยวาตะสมุฏฐาน เสมหะ สมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน สัตถกะวาตะ ระคน ส่วน ๑ เป็น ๓ ส่วน ฉะกาละวาโย เจือกระทบ หทัยวาตะ ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของ สมุฏฐาน เดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด (๒)ตั้งแต่ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็น อำเภอ แห่ง สัตถกะวาตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน สุมนา ระคน ส่วน ๑ เป็น ๓ ส่วน ฉะกาละวาโย เจือกระทบ ให้ สัตถกะวาตะ เป็น จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด (๓) ตั้งแต่ ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็น อำเภอ แห่ง สุมนา สมุฏฐาน เสมหะ สมุฏฐาน ระคน ๓ ส่วน สัตถกะวาตะ ระคน มิควรแก้ ฉะกาละวาโย เจือกระทบ สุมนา เป็นเจ้าเรือน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสีย เจ้าของสมุฏฐานเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดย พิกัด สิ้น สมุฏฐาน ฤดู หนึ่ง ๒ เดือน ทั้ง ๒ สมุฏฐาน ซึ่งกล่าวมานี้ เป็น ๔ เดือน ด้วยกัน จัดเป็นหมวดหนึ่ง เป็นมหาพิกัดกองวาตะ สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ ดังนี้ ประการที่ ๕ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนถึง วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนยี่ คือ ฤดู หนึ่ง เป็น เห มันตะฤดู สมุฏฐาน คือ ฤดู หนาว ด้วยว่าน้ำค้างตกลงเป็น พิกัด แห่ง เสมหะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐาน ระคน ใช่จะเสมหะทั้ง ฤดู นั้นหามิได้ จัดออกโดยพิเศษ แบ่งสมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (๑)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำ เดือนอ้าย คือเดือน ๑ ของไทย เป็น อำเภอแห่ง สอเสมหะ สมุฏฐาน คือเสมหะ ในลำคอ วาตะสมุฏฐาน เข้า ระคน ๒ ส่วน อุระเสมหะ ระคน ส่วน ๑ เป็น ๓ ส่วน กาละ ทะวาทะสะวาโป เจือกระทบ สอเสมหะ เป็นเจ้าเรือนให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้ เจือตาม ระคน โดยพิกัด ( เสมหะ คือ เสลด (วาตะ คือ ลม (อุระเสมหะ คือ เสมหะในท้อง (กาละทะวาทะสะ วาโป คือ กำเนิด ลม ๑๒ ประการที่ให้โทษก็ได้ให้คุณก็ได้) (๒) ขึ้น ๖ ค่ำเดือนอ้าย ไปจนถึงขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนอ้าย เป็น อำเอแห่ง อุระเสมหะ สมุฏฐาน วาตะ สมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน คูถเสมหะ ระคน ส่วน ๑ เป็น ๓ ส่วน กาละทะวาทะสะอาโป เจือกระทบทำให้เจ้า สมุฏฐาน คือ อุระเสมหะ นั้นให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้ เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดยพิกัด (คำว่าเจือกระทบ คือเป็นโรคที่เข้าไปแทรกซ้อน (๓) ตั้งแต่แรม ๑๑ ค่ำเดือนอ้าย ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนยี่ เป็นอำเภอแห่ง คูถสมุฏฐาน กล้า วาตะสมุฏฐานอ่อน ระคน ส่วน ๑ อุระเสมหะ กล้า ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน กาละทะวาทะสะอาโป เจือ กระทบ คูถเสมหะ เป็นเจ้าสมุฏฐาน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดยพิกัด สิ้นสมุฏฐาน ฤดู หนึ่ง ๒ เดือน คือ เหมันตะ (ของดิม พิมพ์เป็น คิมหันตะ คงจะพิมพ์ผิด เพราะเป็น ฤดูหนาว จึงแก้เป็น เหมันตะ) สระทะ ระคน ดุจสมุฏฐานกำหนดไว้ดังนี้ ประการที่ ๖ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือนยี่ ไปจนถึง วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ เป็น ฤดู หนึ่ง คือ ศิ ศิระ สมุฏฐาน ด้วยอรรถว่าเย็นนัก เป็น พิกัด แห่ง เสมหะสมุฏฐาน ปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ใช่จะเป็น เสมหะทั้ง ฤดู นั้นหามิได้ จัดแบ่ง ออกโดยพิเศษให้พิสดาร สมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้ (๑)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือนยี่ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ คือเดือนของไทย เป็น อำเภอแห่ง สอเสมหะ สมุฏฐาน คือเสมหะ ในลำคอ ปิตตะ สมุฏฐาน เข้า ระคน ส่วน ๑ อุระเสมหะ เข้า ระคน ๒ ส่วน เป็น ๓ ส่วน กาละทะวาทะสะวาโป เจือกระทบ สอเสมหะ เป็นเจ้าเรือนให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสีย เจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดยพิกัด ( เสมหะ คือ เสลด (วาตะ คือ ลม (อุระเสมหะ คือ เสมหะใน ท้อง (กาละทะวาทะสะวาโป คือ กำเนิด ลม ๑๒ ประการที่ให้โทษก็ได้ให้คุณก็ได้)
๗ (๒) ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๓ ไปจนถึงแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๓ เป็น อำเอแห่ง อุระเสมหะ สมุฏฐาน ปิตตะ สมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน คูถเสมหะ ระคน ส่วน ๑ เป็น ๓ ส่วน กาละทะวาทะสะอาโป เจือกระทบ อุระ เสมหะ เป็นเจ้า เรือน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดยพิกัด (คำว่า เจือกระทบ คือเป็นโรคที่เข้าไปแทรกซ้อน) (๓) ตั้งแต่แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๓ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ เป็นอำเภอแห่งคูถ เสมหะ สมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐาน ระคน ส่วน ๑ อุระเสมหะ ระคน ไม่ควรแก้ กาละทะวาทะสะอาโป เจือกระทบ คูถ เสมหะ เป็นเจ้าสมุฏฐาน ให้ จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตาม ระคน โดยพิกัด สิ้น สมุฏฐาน ฤดู หนึ่ง ๒ เดือน คือ ศิศิระคิมหันตะ ระคน สมุฏฐาน แล ๒ เดือน ๒ เดือน ทั้ง ๒ สมุฏฐาน นี้ เป็น ๔ เดือน โดยกำหนด จักเป็นหมวด ๑ ใน มหาพิกัด กองเสมหะ สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุก็พอครบสมุฏฐาน ใน ฤดู ๖ ก็พอได้เป็น ๑๒ เดือน ถ้าจัดเป็น ๓ ฤดู ก็ได้ ฤดู ละ ๔ เดือน ครบทั้ง ๓ ฤดู รวมกันเป็น ๑ ปี ดุจที่ท่าน ได้ตราไว้ดังนี้ @@ คิมหันตะ สมุฏฐาน แบ่งเป็น ๓ จัดได้ดัง นี้ พัทธะปิตตะสมุฏฐาน มี ๒๐ วัน อพัทธะปิตตะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน กำเดา มี ๒๐ วัน @@ วสันตะ สมุฏฐาน แบ่งเป็น ๓ จัดได้ดัง นี้ พัทธะปิตตะสมุฏฐาน มี ๒๐ วัน อพัทธะปิตตะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วันกำเดาสมุฏฐาน มี ๒๐ วัน @@วัสสานะสมุฏฐาน แบ่งเป็น ๓ จัดได้ดังนี้หทัยวาตะสมุฏฐาน มี ๒๐วัน สัตถกะวาตะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน สุมนา สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน @@ สาระทะ สมุฏฐาน แบ่งเป็น ๓ จัดได้ดัง นี้ หทัยวาตะ ตะสมุฏฐาน มี ๒๐ วัน สัตถกะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน สุมนา สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน @@ เหมันตะ สมุฏฐาน แบ่งเป็น ๓ จัดได้ดัง นี้ สอเสมหะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน อุระเสมหะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน คูถเสมหะ มี ๒๐ วัน @@ ศิศิระ สมุฏฐาน แบ่งเป็น ๓ จัดได้ดัง นี้ สอเสมหะสมุฏฐาน มี ๒๐วัน อุระเสมหะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน คูถเสมหะ สมุฏฐาน มี ๒๐ วัน จัดเป็นหมวดละ ๒ เดือน คือ ๖๐ วัน เป็น พิกัด สมุฏฐาน ร้อน, หนาว, ฝน, ร้อน, หนาว, ฝน,ทั้ง ๖ สมุฏฐานนี้ เป็น ๓๖๐ วัน ๑๒ เดือน ดุจกันกับ ๓ ฤดู แบ่งเป็น ๖ ฤดู ฤดู ละ ๒ เดือน เป็น ๑ ปี เหมือนกัน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วดังนี้ ลำดับนี้จักได้แสดงในกองอายุสมุฏฐานโรคอันบังเกิดขึ้นตามในมหาพิกัด ซึ่งเป็นพาล แก่ ทารก, ปาน กลาง, ผู้เฒ่า, นั้นสืบต่อไป ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะเป็นแพทย์ ให้พึงรู้ในกองอายุสมุฏฐานโรค โดยในมหา พิกัด จะ กล่าวต่อไปข้างหน้านั้น อันว่า กุมาร,กุมารี, ผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา มีอายุได้ วัน ๑ ขึ้นไป อยู่ใน พิกัด เสมหะ เป็นที่ตั้งแห่งโทษ ครั้นถึงกึ่งอายุแล้ว (คือเกิดมามีอายุได้ครึ่ง๑ แล้ว) อยู่ใน พิกัด ปิตตะเสมหะ สมุฏฐาน เป็นที่ตั้ง แห่งโทษครั้นล่วงเข้า อาวะสาน อายุ แล้วอยู่ใน พิกัด วาตะสมุฏฐานเป็นที่ตั้งแห่งโทษ ถ้า แพทย์เห็นในกองอายุสมุฏฐานโรคทั้ง ๓ ประการ ดังนี้แล้ว ก็พึงประกอบ โอสถ ให้ต้องในสมุฏฐาน ดังกล่าวมา ด้วย ประการะฉะนี้ ฯ (๑)อันว่าบุคคลผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา มีอายุได้วันหนึ่งขึ้นไป ถึงอายุ ๑๖ ปีเป็นกำหนด ถ้าจะเป็น โทษในสมุฏฐานอันใดอันหนึ่งก็ดี เสมหะเป็นเจ้าเรือนเจือไปในสมุฏฐานทั้งปวง ถ้าจะให้โทษก็มีกำลังกว่า สมุฏฐานทั้งหลาย
๘ (๒)ถ้าบุคคลผู้ใดมีอายุล่วง ๑๖ ปีขึ้นไป จนถึง ๓๐ ปี เป็นกำหนด ถ้าจะเป็นโทษในสมุฏฐานอันใด อันหนึ่งก็ดี ปิตตะเป็นเจ้าสมุฏฐานย่อมเจือไป ในกองสมุฏฐานทั้งปวง ถ้าจะให้โทษก็มีกำลังมากกว่าสมุฏฐาน ทั้งปวง (๓)ถ้าบุคคลผู้ใดมีอายุล่วง ๓๐ ปีขึ้นไป ตราบเท่าอายุขัย เป็นกำหนด ถ้าจะเป็นโทษในสมุฏฐานอัน ใดอันหนึ่งก็ดี วาตะเป็นเจ้าสมุฏฐานย่อมเจือไป ในกองสมุฏฐานทั้งปวง ถ้าจะให้โทษก็มีกำลังมากกว่า สมุฏฐานทั้งหลายถ้าแพทย์รู้แก้ในกองอายุสมุฏฐาน โรคทั้ง ๓ ประการดังนี้แล้ว ก็พึงประกอบซึ่ง โอสถ ตามอายุโรคอันสมควร แกสมุฏฐาน พิกัด แพทย์ผู้นั้นจึงจะอาจยังโรคาพยาธิ ให้ฉิบหายโดยเร็วพลันยิ่ง นัก แลอายุสมุฏฐานทั้ง ๓ นี้ ยังไปมิได้วิตถารในบท ว่าอายุ เสมหะ ปิตตะ วาตะ สมุฏฐานอันใดจะ อยู่มาก่อน จะอยู่ในท่ามกลาง จะมาที่หลัง แลกำลังสมุฏฐานที่จะให้โทษนั้น อันใดจะมีกำลังเท่าใด ยังบ่มิได้แจ้งในมหา พิกัดก่อน พระอาจารย์เจ้าจึงออกในบทว่า ๑)ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีลงมา เป็นอายุ เสมหะ ถ้าบังเกิด พยาธิ มีกำลัง ๑๒ องศา เป็นกำหนด โรคสิ่งใดๆ ลงใน ระหว่างอายุสมุฏฐานนี้ ให้ตั้งเสมหะเป็นอาทิ ขึ้นมาก่อน ดุจในพิกัดที่กล่าวไว้แล้วในข้างหน้า ๒) ตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี ลงมา เป็นอายุ ปิตตะ มีกำลัง ๗ องศา เป็นกำหนด ถ้าบังเกิด พยาธิโรคสิ่งใดๆ ลงในระหว่างอายุสมุฏฐานนี้ ให้ตั้ง ปิตตะ เป็นอาทิ ขึ้นมาก่อน ดุจในพิกัดที่กล่าวไว้แล้วข้างหน้า ๓)ตั้งแต่อายุขัยบั้นปลายของชีวิตลงมา เป็น อายุ วาตะ มีกำลัง ๑๐ องศาเป็นกำหนด ถ้าบังเกิด พยาธิโรคสิ่งใดๆ ในระหว่างอายุสมุฏฐานนี้ ให้ตั้ง วาตะ เป็นอาทิ ขึ้นมาก่อน ดุจในพิกัด ที่ได้กล่าวมา ดังนี้ (๑)นัยหนึ่งท่านกล่าวซ้ำไว้ให้แจ้งโดยพิสดารว่าถ้าบุคคลผู้ใดไข้ลงอายุตกอยู่ในระหว่างเสมหะสมุฏฐาน ให้ตั้งเสมหะ เป็นอาทิขึ้นมาก่อน แล้วเอา วาตะ เป็นที่สุดท้าย (๒) ถ้าบุคคลผู้ใดไข้ลง อายุตกอยู่ในระหว่าง วาตะสมุฏฐาน ให้ตั้ง วาตะ เป็นต้นขึ้นมาก่อน แล้วเอา ปิตตะ เป็นที่สุดท้าย (๓) ถ้าบุคคลผู้ใดไข้ลง อายุตกอยู่ในระหว่าง ปิตตะสมุฏฐาน ให้ตั้ง ปิตตะ เป็นต้นขึ้นมาก่อน แล้วเอา เสมหะ เป็นที่สุดท้าย สมุฏฐานทั้ง ๓ นี้ จะได้ยืนอยู่นั้นหามิได้ เป็นอนุโลม ปฏิโลม มิได้เที่ยง ผ่อนตามอายุโรค โดยพิกัดดังนี้ จึงมีคำปุจฉาถามว่า ซึ่งกล่าวไว้ว่า เสมหะสมุฏฐาน มีกำลัง ๑๒ องศา ปิตตะ สมุฏฐาน มีกำลัง ๗ องศา วาตะสมุฏฐาน มีกำลัง ๑๐ องศา นั้นก็ควรอยู่แล้ว แต่อายุสมุฏฐาน กับ กำลังสมุฏฐาน จะได้ควรแก่กัน นั้นหามิได้ ด้วยอายุสิมาก อันกำลังสิน้อย ก็สมจริงกันเป็นดัง ฤา ขอวิสัชนาว่า ใช่ดังที่กล่าว ด้วยอายุสมุฏฐานนี้ ท่านสงเคราะห์เอา ซึ่งอายุเป็นเหตุ ๓ ประการ คือ ปฐมวัย ๑ มัชฌิมาวัย ปัจฉิมวัย ๑ วัยทั้ง ๓ นี้เป็นที่ตั้ง แห่งสมุฏฐาน ซึ่งกล่าวมาแล้ว เพื่อจะให้แพทย์ประกอบโอสถ ให้ต้องตามกาลอายุดังนี้ แลกำลังสมุฏฐานนั้น ท่านสงเคราะห์เอากำลังแห่งโรคที่จะบังเกิด โดยประเภทแห่งสมุฏฐานทั้งหลาย ให้แพทย์พึงรู้ในกำหนดกำลัง โทษ ว่าสมุฏฐานนั้นมีกำลังเท่านั้น กำลังทั้ง ๓ นี้บ่มิแจ้งในกาลใด แพทย์ก็บ่มิรู้ในกำลังแห่งไข้ในกาลนั้น เหตุ ดังนี้จึงกล่าว ระคน เข้าไว้ในกองอายุสมุฏฐาน หวังจะให้แจ้งไปในกำลังไข้ ๓๐ วัน ที่แพทย์สมมุติว่า ไข้สันนิบาต ใช่แต่เท่านั้นหามิได้ อันกำลังสมุฏฐานนี้ มิได้ผ่อนตามอายุ ถ้า แล พยาธิโรคบังเกิดขึ้นในระหว่าง สมุฏฐานใด ๆ ก็ดี ให้ตั้ง ปิตตะสมุฏฐานเป็นต้น วาตะสมุฏฐานเป็นที่สุด คือ ให้นับแต่วันแรกที่ล้ม ไข้ลงนั้นเป็นกำหนดให้เที่ยงโดยกำลังสมุฏฐานนี้ (คือวันแรกที่เป็นไข้) คือ ปิตตะ มีกำลัง ๗ องศา เสมหะมีกำลัง ๑๒ องศา วาตะมีกำลัง ๑๐ องศา ผสมเข้าด้วยกันทั้ง ๓ สมุฏฐาน เป็น ๒๙ องศา เศษ ๑ บ่มิ ควรแก่นับ ด้วยเหตุว่าเป็นองศาอดีต (คือว่าไม่ควรนับเพราะเป็นอดีตผ่านไปแล้ว) อนาคต ระคน ถ้าจะนับ ก็ ๓๐ องศา คือ เดือน ๑ สงเคราะห์ให้แจ้งในโทษ อันจะประชุมกล่าวคือกองสันนิบาต ถ้ากำลังสมุฏฐานทั้ง ๓ นี้ ระคน กันเข้าเมื่อใด จัดได้ชื่อ ว่า พิกัด กองสันนิบาตเมื่อนั้น ถ้ายังไปไม่พร้อมกันขณะใด ก็ยังมิได้ชื่อว่า พิกัด
๙ แห่งกองสันนิบาตในขณะนั้น เหตุว่าเจือ ระคนพร้อมกันทั้ง ๓ ถึงกำหนดแลหย่อนกว่ากำหนดดุจมีไปข้างหน้า นั้น (ถ้าสมุฏฐานทั้ง ๓ ยังเข้าไม่พร้อมกันก็ไม่ควรถือว่าเป็นไข้สันนิบาต เมื่อเข้าพร้อมกันแล้วทั้ง ๓ สมุฏฐานจึง ถือว่าเป็นไข้ในกองสันนิบาต) อนึ่งอันว่ากำลัง ปิตตะสมุฏฐานโรคบังเกิด แต่วันล้มไข้ลง องศา ๑ ไป ถึง ๗ องศา เป็นกำหนด แลไป บ่มิได้ถอย และบ่มิได้คลาย รุ่งเช้าขึ้นไปเป็น ๘ องศา ตกเข้าในระหว่าง เสมหะสมุฏฐาน โรคบังเกิดเจือไป ๒ ส่วน จนถึง ๑๒ องศา เข้ากันทั้ง ปิตตะ และ เสมหะสมุฏฐาน ๑๙ องศา เป็นกำหนดไป บ่มิได้ถอยและ คลายไข้ลง (บ่มิถอยและคลายลงนี้ คือ ไข้ไม่ยอมลดลง คืออาการไข้ไม่ดีขึ้น) รุ่งขึ้นเป็น ๒๐ องศา ตกเข้าใน ระหว่าง วาตะสมุฏฐาน โรคปิตตะ เจือติดไปส่วน ๑ เสมหะ เจือไป ๒ ส่วน จนถึง ๑๐ องศา เข้ากันทั้ง ปิตตะ เสมหะ สมุฏฐาน ๒๙ องศา เป็นกำหนดไป บ่มิถอยแลคลาย รุ่งขึ้นเป็น ๓๐ องศา แล้วจึงตกไป ระหว่าง สันนิบาต ซึ่งท่านได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์ทั้งหลาย มี ปฐมสันนิบาต เป็นต้น ตะติยะ ภินนะ สันนิบาต เป็น ที่สุด แพทย์วิจารณะปัญญาศึกษาให้แจ้ง ในคัมภีร์สมุฏฐานนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า แต่กองมหาพิกัดสมุฏฐาน อันจะ บังเกิดนั้น โดยในอายุโรค ดุจสังเขปไว้ตามวิธี ก็จบเพียงแต่นี้ ลำดับนี้จักได้แสดงใน กองกาลสมุฏฐานสืบ ต่อไป ว่าด้วยเวลา อันเจือ ระคน กัน กำเริบในกำหนด ทุ่ม ๑ และ โมง ๑ ทั้งปวง คือ วันหนึ่ง มี ๑๒ ชั่วโมง คืนหนึ่งก็มี ๑๒ ชั่วโมง (ในหนังสือเขียนว่าคืนหนึ่ง ๑๒ ทุ่ม) แบ่งออก แล ๓ แล ๓ เป็น ๖ สมุฏฐานดุจกัน ดังนี้ คือย่ำรุ่งแล้วไปจน ๔ โมง สมุฏฐาน ๑ แต่ ๕ โมง ไป จนบ่าย ๒ โมง สมุฏฐาน ๑ แต่บ่าย ๓ โมง ถึงย่ำค่ำคือ ๖ โมงเย็นเป็นสมุฏฐาน ๑ ตั้งแต่ย่ำค่ำแล้วไปจนถึง ๔ ทุ่ม เป็นสมุฏฐาน ๑ ตั้งแต่ ๕ ทุ่ม ไปจนถึง ๘ ทุ่ม เป็นสมุฏฐาน ๑ (๘ทุ่ม คือเวลา ตี ๒) ตั้งแต่ ๙ ทุ่ม ไปจนถึง ย่ำรุ่ง เป็นสมุฏฐาน ๑ (๙ทุ่ม คือ เวลา ตี ๓ ย่ำรุ่ง คือ เวลา ๖ โมงเช้า) กลางวัน กลางคืน รวมกัน เป็น ๖ สมุฏฐาน แบ่งดุจกันดังนี้ (๑)ตั้งแต่ย่ำรุ่งคือ ๖โมงเช้า ไป จนถึง ๔ โมงเช้า ( คือ นับ ๗-๘-๙-๑๐ นาฬิกา) นั้นเป็นพนักงาน แห่ง เสมหะพิกัดกระทำ (๒)ตั้งแต่ ๕ โมงเช้า คือ ๑๑ นาฬิกา ไปจนถึงบ่าย ๒ โมงคือ ๑๔ นาฬิกา (คือนับ ๑๑-๑๒-๑๓-๑๔ นาฬิกา)นั้นเป็นพนักงาน แห่งปิตตะพิกัด กระทำ (๓ )ตั้งแต่บ่าย ๓ โมงเย็น คือ ๑๕ นาฬิกา ไป จนถึงย่ำค่ำ คือ ๖ โมงเย็น คือ ๑๘ นาฬิกา ( คือ นับ ๑๕-๑๖-๑๗-๑๘ นาฬิกา) นั้นเป็นพนักงาน แห่งวาตะพิกัด กระทำ กลางคืนก็ให้แบ่งดุจกันเหมือนกลางวันโดย กำหนดไว้ดังนี้ อันว่ากาลสมุฏฐาน คือ เวลา ทั้ง ๓ นี้ เป็นสาธารณะทั่วไป ในกองโรคทั้งปวง ถ้าโรคอันใดบังเกิดขึ้น ใน ระหว่างธาตุ สมุฏฐาน อันใด ๆ ก็ดี ให้ตั้ง เสมหะ ในกาลย่ำรุ่งแล้วนั้น เป็นอาทิ คือเบื้องต้นแห่งโรค ตาม พิกัดที่ได้กล่าวไว้แล้ว (๑)อันว่าเสมหะ กำเริบนั้นในกาลเมื่อเช้าก็ดีเมื่อบริโภคอาหารแล้วก็ดี ในเวลาพลบค่ำก็ดี เป็น กระทรวงแห่งกาลสมุฏฐาน เสมหะ กระทำ ( ๒ )อันว่า ปิตตะ กำเริบนั้นในกาลเมื่อตะวันเที่ยง ๆ ก็ดี ในกาลเมื่ออาหาร ยังไป บ่มิย่อยยับก็ดี ใน เวลาเที่ยงคืนก็ดี ทั้ง ๓ นี้ เป็น กระทรวงแห่งกาลสมุฏฐาน ปิตตะ กระทำ (๓)อันว่า วาตะ กำเริบนั้น ในกาลเมื่อ ตะวันบ่ายก็ดี ในกาลเมื่ออาหารย่อยยับแล้วก็ดี แลในกาลเมื่อ นอนหลับก็ดี ทั้ง ๓ นี้เป็นกระทรวงแห่งกาลสมุฏฐาน วาตะ กระทำ ให้แพทย์พึงจำกำหนดไว้ให้แม่นยำจน ชำนาญจะได้วาง ยา ให้สมควรแก่กาลเวลา สมุฏฐาน เวลาอันโรคกำเริบนั้น โดยในพิกัดกล่าวไว้ดังนี้ อนึ่งซึ่งได้ว่าไว้ว่า เสมหะ, ปิตตะ, วาตะ,สมุฏฐาน กระทำตามในเวลา อันได้กล่าวมาก่อนแล้วนั้น ก็ ต้องกันกับที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ เวชศาสตร์ทั้งหลาย แต่จะเอาเป็นประมาณนั้น ยังหามิได้ก่อน ด้วยเหตุว่า
๑๐ สมุฏฐาน ซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น เป็นธรรมดายังไปไม่สำเร็จ ในกาลเวลาสมุฏฐานโทษทั้ง ๓ อันจะเจือกันเป็น ชา ติ,จะละนะ,ภินนะ, ให้แพทย์พึงรู้ ในสมุฏฐาน วิธีอธิบายนี้ ว่าโทษนั้นมี ๓ สถาน คือ เอกโทษสถาน ๑ ทุวันนะ โทษ สถาน ๑ ตรีโทษ สถาน ๑ เป็น ๓ สถาน ดังนี้ จะสำแดงในสมุฏฐาน ชาติเอกโทษนั้นก่อน (คำว่า ชาติ ใน ที่นี้ แปลว่า การเกิด) (จบสมุฏฐานวินิจฉัยบทที่ ๑) ==================== บทที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องการวินิจฉัยโรค ตามยาม ตามกาลเวลา (๑)คือย่ำรุ่งแล้ว บาท ๑ ไปจนถึง โมง ๑ (คือ ๗.๐๐ น.) เสมหะ สมุฏฐานเป็นเจ้าของทำอยู่ ๒ ส่วน วาตะเวลาใกล้รุ่ง เจือ ระคน มากระทำอยู่ส่วน ๑ สิ้น กำลัง วาตะ ระคน แต่ ๒ โมงเช้า ไปจนถึง ๓ โมงเช้า เสมหะกระทำเต็มทั้งสมุฏฐาน จะได้เจือ ระคน อันใดหามิได้ แต่ ๓ โมงเช้าแล้ว ไปจนถึง ๔ โมงเช้า เสมหะ เจ้าของสมุฏฐาน ทำอยู่ ๒ ส่วน ปิตตะ เวลากลางวันเจือ ระคน มาทำอยู่ส่วน ๑ อันนี้ พิกัดสมุฏฐาน เสมหะ ในเวลาเช้า ๔ โมง เป็นอาทิ คือเป็นอยู่ก่อนแล้ว (๒ ตั้งแต่ ๔ โมงเช้าแล้ว บาท ๑ ไปจนถึง ๕ โมงเช้า คือ ๑๑.๐๐ นาฬิกา ปิตตะสมุฏฐาน เป็น เจ้าของกระทำอยู่ ๒ ส่วน เสมหะเวลาเช้าเจือ ระคน กระทำอยู่ส่วน ๑ ตั้งแต่ ๕ โมงไปจนถึง ๖ โมง คือเที่ยง วัน ๑๒.๐๐น. โหราจารย์เรียกว่าเที่ยงวันนั้น คือ กึ่งวันไปจนถึง บ่ายโมง ๑ ปิตตะ เจ้าของสมุฏฐานกระทำ เต็มที่ไม่ได้เจือ ระคนอันใด แต่บ่ายโมง ๑ ไปแล้ว กับบาท ๑ ไปจนถึงบ่าย ๒ โมง ปิตตะ เจ้าของกระทำอยู่ ๒ ส่วน วาตะ เวลาเย็น เจือ ระคน มากระทำอยู่ส่วน ๑ อันนี้พิกัด สมุฏฐาน ปิตตะ เวลากลางวัน ๔ เช้าเป็น อาทิ (คือ เป็นตั้งแต่ ๔ โมงเช้า ถึงบ่าย ๒ โมง) (๓)ตั้งแต่บ่าย ๒ แล้ว บาท ๑ ไปจนถึงบ่าย ๓ โมง วาตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระทำอยู่ ๒ ส่วน ปิตตะ เวลากลางวันติดเจือ มา ระคน กระทำ อยู่ ส่วน ๑ สิ้นกำลัง ปิตตะ แต่บ่าย ๔ โมงเย็น ไปจนถึงบ่าย ๕ โมงเย็น วาตะเจ้าของกระทำเต็มที่ ทั้ง สมุฏฐานไม่ได้ ระคน อันใดอันหนึ่งเลย แต่บ่าย ๕ โมงเย็นแล้ว ไปจนถึงบ่าย ๖ โมงเย็น ที่โหราจารย์เรียกว่า ย่ำค่ำนั้น คือหมดสิ้นเวลาของวันหนึ่ง วาตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ ๒ ส่วน เสมหะ ในเวลาค่ำเจือมา ระคน อยู่ ส่วน ๑ อันนี้เป็น พิกัด สมุฏฐาน วาตะ ในเวลาบ่าย ๔ โมงเย็น เป็นอาทิ (คือ โรคลม กระทำอยู่ ตั้งแต่ ๓ โมงเย็น ถึง ๖ โมงเย็น) อนึ่งตั้งแต่ค่ำแล้ว ไปจนถึง ๑๒ ทุ่ม คือ ๖ โมงเช้า หรือ ๖.๐๐ น.ที่โหราจารย์เรียกว่า ย่ำรุ่ง นั้น คือสิ้น คืน ๑ ไปบ่มิได้กล่าว ด้วยแบ่งออกเป็น ๓ สมุฏฐาน เจือ ระคน ดุจกันมิได้คลาดเคลื่อน เหมือนดังกลางวัน เป็นอันว่าสำเร็จ ก็เข้าเป็น ๖ สมุฏฐาน ท่านจัดเป็นกองธาตุ เอกกาลโทษ สมุฏฐาน พิกัดหมวด ๑ ดุจท่านตรา ลงไว้ ดังนี้ (๑)อันว่า จะละนะ สมุฏฐานทุวันนะโทษนั้น คือย่ำรุ่งแล้ว บาท ๑ ไปจนโมง ๑ เสมหะเป็นเจ้าของ สมุฏฐาน กระทำอยู่ส่วน ๑ วาตะ ใกล้รุ่งเจือมากระ ทำอยู่ ๒ ส่วน แต่โมง ๑ ไปถึง ๒ โมง เสมหะ กระทำ ขึ้นมา ๒ ส่วน วาตะ ผ่อนเจือทำอยู่แต่ส่วน ๑ สิ้นกำลัง วาตะ แต่ ๒ โมง ไปจนถึง ๓ โมง เสมหะ เจ้าของ สมุฏฐาน กระทำอยู่ ๒ ส่วน ปิตตะ ในกลางวันเจือ ระคนเข้ามา กระทำอยู่ส่วน ๑ แต่ ๓โมง ไปจน๔โมง เสมหะถอยออกไปแต่ยังกระทำอยู่ ส่วน ๑ ปิตตะ เจือกระทำขึ้น ๒ ส่วน อันเป็นพิกัด เสมหะ กาลรุ่งเช้า สมุฏฐาน ๑ ใน ๔ โมงเป็น อาทิ (๒)ตั้งแต่ ๔ โมง แล้ว ๑ บาท ไปจนถึง ๕ โมง ปิตตะ เป็นเจ้าของสมุฏฐาน กระทำอยู่แต่ส่วน ๑ เสมหะในเช้ายังติดเจือมาทำอยู่ ๒ ส่วน แต่ ๕ โมง ไปถึง ๖ โมง ที่เรียกกันว่าเที่ยงนั้น ปิตตะ เป็นเจ้าของ
๑๑ สมุฏฐาน กระทำขึ้น ๒ ส่วน เสมหะยังติดไปเจือ ระคน กระทำอยู่แต่ส่วน ๑ สิ้นกำลัง เสมหะ แต่เที่ยง ไป จนถึง บ่าย ๑ โมง ปิตตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระอยู่ ๒ ส่วน วาตะในเวลาเย็น เจือ ระคน มาทำเข้าส่วน ๑ แต่ บ่ายโมง ๑ไปถึงบ่าย ๒โมง ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานถอยกระทำอยู่แต่ส่วน ๑วาตะเจือ ทำขึ้น ๒ ส่วน อันนี้เป็น พิกัด ปิตตะ ในกาลเมื่อกลางวัน สมุฏฐานหนึ่ง ใน ๔ โมง เป็น อาทิ (๓)ตั้งแต่บ่าย ๒ โมงแล้ว บาท ๑ ไปจนถึงบ่าย ๓โมง วาตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระทำอยู่ ส่วน ๑ ปิตตะในเวลากลางวันติดเจือ มา กระทำ อยู่ ๒ ส่วน แต่บ่าย ๑ โมงไปจนถึงบ่าย ๔ โมง วาตะ เจ้าของ สมุฏฐาน กระทำขึ้น ๒ ส่วน ปิตตะ ยังไปเจือ ระคน ทำอยู่แต่ส่วน ๑ สิ้นกำลัง ปิตตะ แต่บ่าย ๔ โมง ไป จนถึงบ่าย ๕ โมง วาตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระทำเอยู่ ๒ ส่วน เสมหะในเวลาค่ำเจือมา ระคน ทำเข้าส่วน ๑ แต่ บ่าย ๕ โมงไปจนถึงย่ำค่ำ วาตะ เจ้าของสมุฏฐาน ถอยกระทำอยู่แต่ส่วน ๑ เสมหะ เจือมา ระคน ทำขึ้น ๒ ส่วน อันนี้ พิกัด สมุฏฐาน วาตะ ในเวลาเย็น สมุฏฐาน หนึ่ง ๔ โมง เป็น อาทิ ทั้ง ทิวา ราตรี ให้แบ่ง ดุจกันเป็น ๖ สมุฏฐาน จัดเป็น กอง จะละนะ สมุฏฐาน ทุวันนะโทษ หมวด ๑ ดุจตราไว้ดังนี้ @@ ๑,อนึ่งอันว่า ภินนะ สมุฏฐาน ตรีโทษนั้น คือย่ำรุ่งแล้วบาท ๑ ไปจนถึงเช้าโมง ๑ เสมหะ เจ้าของ สมุฏฐาน กระทำอยู่ ส่วน ๑ วาตะ ในเวลาใกล้รุ่ง เจือมา ระคน ทำอยู่ด้วย ๔ ส่วน ปิตตะ ในกลางวันเจือ ระคน มาทำอยู่แต่ส่วน ๑ แต่เช้า โมง ๑ ไปถึง ๒ โมงเช้า เสมหะเจ้าสมุฏฐานกระทำขึ้น ๒ ส่วน วาตะ ถอยลง มาเจือ ระคน อยู่แต่ ๓ ส่วน ปิตตะ เจือมาทำขึ้น ๒ ส่วน แต่ ๒ โมงเช้าไปถึง ๓ โมงเช้า เสมหะ เจ้าของ สมุฏฐาน กระทำอยู่ ๒ ส่วน วาตะ เจือมา เจือ ระคน ทำอยู่ด้วย ๒ ส่วน ปิตตะ เจือ ระคนมาทำขึ้น ๓ ส่วน แต่ ๓ โมงเช้า ไปถึง ๔ โมงเช้า เสมหะ เจ้าของสมุฏฐานถอยกระทำลงอยู่แต่ส่วน ๑ วาตะถอยเจือ ระคน ส่วน ๑ ปิตตะ ในกลางวันเจือ ระคน มาทำ ๔ ส่วน อันนี้เป็น พิกัดในกอง เสมหะ สมุฏฐาน ๔ โมงเช้า เป็น อาท ๒,) ตั้งแต่ ๔ โมงเช้าแล้วถึง ๕ โมงเช้า ปิตตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระทำอยู่ส่วน ๑ เสมหะ เจือ ระตน กระทำอยู่ ๔ ส่วน วาตะ เจือ กระทำ ส่วน ๑ แต่ ๕ โมเช้า ไปถึงเที่ยงวัน ปิตตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระทำ ๒ ส่วน เสมหะเจือ ระคน ๓ ส่วน วาตะเจือ ระคน กระทำ๒ ส่วน แต่เที่ยงวันแล้ว ไปถึงบ่ายโมง ๑ ปิตตะ เจ้าของสมุฏฐาน กระทำ ๒ ส่วน เสมหะ เจือ ระคน กระทำ ๒ ส่วน วาตะเจือ ระคน กระทำ ๓ส่วนไปจนถึงบ่าย ๒โมง ปิตตะเจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่ส่วน ๑ เสมหะ เจือ ระคน กระทำส่วน ๑ วาตะ เจือ ระคน กระทำ ๔ ส่วน อันนี้ พิกัดในกองปิตตะสมุฏฐาน ๔ โมงเช้า เป็น อาทิ ๓,ตั้งแต่บ่าย ๒ โมงแล้วบาท ๑ ไปจนถึง บ่าย ๓ โมงเย็น วาตะ เจ้าขอสมุฏฐาน กระทำอยู่ส่วน ๑ ปิตตะ ในกลางวัน เจือ มาทำอยู่ ด้วย ๔ ส่วน เสมหะ ในเวลาค่ำเจือมาทำอยู่แต่ส่วน ๑ แต่บ่าย ๓ โมง ไปถึง บ่าย ๔ โมงเย็น วาตะ เจ้าของสมุฏฐานกระทำขึ้น ๒ ส่วน ปิตตะ ถอย ระคน ทำอยู่แต่ ๓ ส่วน เสมหะ เจือ ระคน มาทำขึ้น ๒ ส่วน แต่บ่าย ๔ โมงเย็น ไปถึงบ่าย ๕ โมงเย็น วาตะ เจ้าของสมุฏฐานกระทำอยู่แต่ ๒ ส่วน ปิตตะ ยังเจือ ระคนมาทำอยู่แต่ ๒ ส่วน เสมหะ เจือทวีขึ้น ๓ ส่วน แต่บ่าย ๕ โมงเย็น ไปจนถึงย่ำค่ำ คือ ๖ โมง เย็น วาตะ เจ้าของสมุฏฐานถอยกระทำ แต่ส่วน ๑ ปิตตะ ถอยระคน มาทำอยู่แต่ส่วน ๑ เสมหะ ทวีเจือ ระคนกระทำขึ้น ๔ ส่วน เป็น กำหนด อันนี้ พิกัด กองสมุฏฐาน วาตะ ในกาลเวลาเย็น สมุฏฐานหนึ่ง ๔ โมง เป็นอาทิ ทั้ง ทิวา ราตรี ในเวลากลางคืน ก็ดุจเดียวกันเหมือนเวลากลางวันนั้นโดยแท้ ก็ให้แบ่งดุจกล่าวแล้วแต่ หนหลัง ประสมกันเป็น ๖ สมุฏฐาน ท่านจึงจัด เข้าเป็น กอง ภินนะ สมุฏฐาน ตรีโทษ หมวดหนึ่ง โดยนัยดังที่ ท่านตราลงไว้สิ้นแต่เพียงเท่านี้ฯ
๑๒ นัยหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ในกาลสมุฏฐานโทษทั้ง ๓ ซึ่งกล่าวแล้วนั้น บ่มิได้สำเร็จในระหว่างทุ่ม โมง บาท นั้น ด้วยกาลสมุฏฐานนี้ผ่อนผันตามสุริยะเทวะบุตร อันเสด็จโดย ทะวาทศราศี ซึ่งจะเอาเป็นประมาณนั้น ยังไม่ได้ก่อน เหตุว่าในที่นี้จะได้ปรากฏหามิได้ เพราะมีกล่าวไว้แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์ องคาพยพ ธาตุบัญจกโน้น พระอาจารย์เจ้าท่านยกออก มาสาธกลงไว้ ในพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนี้ โดยสังเขปแต่ละน้อย เพื่อจะ สงเคราะห์แก่แพทย์ให้แจ้ง จักได้ตรึกตรองสอบสวน ตามอนุมาน ปัญญาอันปรีชา ให้เห็นในห้องจักรราศี แล ห้องสมุฏฐานทั้งหลายโดยแท้ แล้วจึงจะเห็นในกองโรคพิบัติที่จะแปรปรวนไปนั้นได้แม่นยำ จะได้ประกอบซึ่ง โอสถ ที่จะบำบัด พยาธิโรค ให้ถูกต้องใน มหาพิกัดสมุฏฐานทั้งปวง แลอันว่าสมุฏฐานทั้ง ๔ คือ ธาตุ, ฤดู, อายุ, กาลเวลา, สมุฏฐานซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น ต่อหน้า ๒๘ ตรวจแล้ว จะยกเอาแต่สมุฏฐานใดสมุฏฐานหนึ่งขึ้นเป็น ประมาณนั้นยังบ่มิได้ ด้วยเป็นที่อาศัยซึ่งกันและกัน แต่ ฤดู สมุฏฐานนี้จักได้ผ่อนผันตาม สมุฏฐานทั้งปวงนั้น หามิได้ อาศัยแต่กระทบเป็น จะละนะ สมุฏฐาน พิกัด ทั้ง ๓ ตั้งแต่ กาลสมุฏฐาน นั้น ท่านยกออกจัดเป็น กาล สมุฏฐานโทษ ถ้าจะประกอบซึ่งโอสถ แก้ให้ต้องในกาลสมุฏฐานโทษทั้ง ๓ ดุจสำแดงไว้แต่หลังจึงจะควร แล้ว จึงแก้ตามลำดับสมุฏฐานทั้งปวงต่อภายหลัง แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ตามพิกัดที่ได้กล่าวไว้ฯ อนึ่งท่านได้กล่าวไว้ในสมุฏฐานทั้ง ๔ ประการแต่หนหลัง ซึ่ง กำเริบ,หย่อน,พิการ,นั้นยังไบ่มิได้แจ้ง พระอาจารย์เจ้าจึงสำแดงในสมุฏฐาน วิธีโดยพิเศษ ตาม สุริยะคติ ดำเนินในห้องจักรราศี เป็นกำหนดดังนี้ ๑)อันว่าพระอาทิตย์สถิตในราศี เมษ,สิงห์, ธนู,เป็นราศี เตโชคือราศีของธาตุไฟ ๒)อันว่าพระอาทิตย์สถิตในราศี พฤศก,กันย์,มังกร,เป็นราศีปถวี คือราศีของธาตุดิน ๓)อันว่าพระอาทิตย์สถิตใน ราศี เมถุน, ตุล, กุมภ์, เป็น ราศี วาโย คือ ราศีของธาตุลม ๔)อันว่าพระอาทิตย์สถิตในราศี กรกฎ, พิจิกร, มีน, เป็น ราศี อาโป คือ ราศีของธาตุน้ำ (๑)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑เดือน ๔ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๕ เป็นกำหนดพระอาทิตย์สถิตอยู่ในราศี เมษ,เตโช เจ้าสมุฏฐานกำเริบ พัทธปิตตะ ระคนให้เป็นเหตุ (๒)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑เดือน ๘ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๙ เป็นกำหนดพระอาทิตย์สถิตอยู่ในราศี สิงห์,เตโช เจ้าสมุฏฐานหย่อน อพัทธปิตตะระคนให้เป็นเหตุ (๓)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนถึงเพ็ญเดือนอ้าย คือเดือน ๑ ของไทย เป็นกำหนด พระอาทิตย์ สถิตอยู่ใน ราศี ธนู ,เตโช เจ้า สมุฏฐาน พิการ กำเดา ระคน ให้เป็นเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้ พิกัด ราศี เตโช โดยนัยดังที่กล่าวมานี้ ตรวจแล้ว (๑)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๕ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๖ เป็นกาลกำหนด แห่งพระ อาทิตย์สถิตอยู่ใน ราศีพฤศก,ปถวีเจ้าสมุฏฐานกำเริบใน หทัย คือหัวใจระคน ให้เป็นเหตุ (๒)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๙ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นกาลกำหนด แห่งพระอาทิตย์ สถิต อยู่ใน ราศี กันย์, ปถวี เจ้าสมุฏฐานหย่อน อุทริยะ ระคน ให้เป็นเหตุ (๓)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือนอ้าย คือเดือน ๑ ของไทย ไปจนถึงเพ็ญเดือน ยี่ คือเดือน ๒ ของไทย เป็น กาล กำหนด แห่งพระอาทิตย์สถิต อยู่ใน ราศี มังกร ,ปถวี เจ้า สมุฏฐาน พิการ กะริศะ ระคน ให้เป็นเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้ พิกัด ราศี ปถวี โดยนัยดังที่กล่าวมา (๑)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๖ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๗ เป็นกาล กำหนด แห่งพระอาทิตย์สถิต อยู่ในราศี เมถุน วาโยเจ้าสมุฏฐานกำเริบใน หทัยคือหัวใจ วาตะ ระคน ให้เป็นเหตุ (๒)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑เดือน ๑๐ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ค่ำเดือน ๑๑เป็นกาลกำหนด แห่งพระอาทิตย์ สถิตอยู่ในราศี ตุล วาโย เจ้าสมุฏฐานหย่อน สัตถะกะ วาตะ ระคน ให้เป็นเหตุ
๑๓ (๓)ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ยี่ คือเดือน ๒ ของไทย ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๓ เป็นกาล กำหนด แห่งพระอาทิตย์ สถิต อยู่ใน ราศี กุมภ์ วาโย เจ้าสมุฏฐาน พิการ สุมะนา ระคน ให้เป็นเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้ พิกัด วาโย โดยนัยดังที่กล่าวมานี้ (๑) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๗ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๘ เป็นกาลกำหนอแห่งพระอาทิตย์สถิต อยู่ในราศี กรกฎ อาโปสมุฏฐานกำเริบ สอเสมหะ ระคน ให้เป็นเหตุ (๒) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ ไปจนถึงเพ็ญ เดือน ๑๒ เป็นกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์สถิตอยู่ใน ราศี พิจิกร อาโปสมุฏฐานหย่อน อุระเสมหะ ระคน ให้เป็นเหตุ (๓) ตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๓ ไปจนถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นกาลกำหนดแห่งพระอาทิตย์ สถิตอยู่ในราศี มีน อาโป เจ้าของสมุฏฐานพิการ คูถ เสมหะ ระคน ให้เป็นเหตุ ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้ พิกัด ราศี อาโป ก็พอครบ ทะวาทศ ราศี ตามกำหนด ใน ๑๒ เดือน ที่ สมุฏฐานจะ กำเริบ,หย่อน,พิการ,ให้แจ้ง โดยสังเขป ด้วยเหตุว่าจะได้มี อยู่ในคัมภีร์สมุฏฐาน วินิจฉัยนี้หามิได้ (คือไม่ได้มีอยู่ในคัมภีร์เล่มนี้) มีแจ้งอยู่ใน คัมภีร์ อังคาระพะธาตุ บัญจกโน้น ท่านยกออกมาสาธกคราลงไว้ดังนี้ อนึ่งอันบุคคลผู้ใด จะเรียนเป็นแพทย์ ให้พึงศึกษาในพระคัมภีร์เวศาสตร์ทั้งหลาย มี ปฐม,มัชฌิมะ, ปัจฉิม,ธาตุทั้ง ๓ นี้เป็นต้นให้แม่นยำ จึงจะควรแก่แพทย์โดยแท้ ดุจดังบุคคลมีจักษุ อันสว่างแลเดินไปมีราวอัน ยึดไว้ ถ้าแลแพทย์ผู้ใดมิได้ศึกษาในคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลายต่าง ๆ นี้ ผู้นั้นดุจดังบุคคลมีจักษุอันมืด แลเดินไป มิได้เห็นทาง แลมิได้ยึดราวหาพยานมิได้ อันเวชศาสตร์นี้ยากที่จะหยั่งรู้เห็นในเวชวิธี ดุจแพทย์อันมิได้รู้ในเวช วิธีแห่งแพทย์ ก็ดังฤาจะประกอบโอสถ ให้เบาใจคนไข้ได้ดังนั้น แลแพทย์ผู้ใดมีวิจารณ์ปัญญาอันละเอียด จง ศึกษาในคัมภีร์ให้ชัดเจนแม่นยำแล้วเมื่อใด จึงจะเห็นในกองสมุฏฐานโรค อันบังเกิดกับบุคคลเป็นไข้ได้โดยแท้ แลจะประกอบโอสถก็สมควรแก่โรค จะสำเร็จได้ชัยชนะแก่โรคนั้นโดยเร็วพลันยิ่งนัก ซึ่งกล่าวมานีแต่ต้นจน ที่สุดยังบ่มิแจ้งแต่ในลักษณะอาการแลประเภท ด้วยมิได้วิการลงไว้ในที่นี้ มีอยู่ในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ ทั้งหลาย ต่าง ๆ ในคัมภีร์นี้ว่าแต่กอง มหาพิกัดสมุฏฐาน ซึ่งจะผ่อนผันตาม ธาตุ, ฤดู,อายุ,กาล,สมุฏฐานให้แพทย์สำคัญ ไว้เป็นภูมิ จึงจะแจ้งในกองโรคแลพิกัดแห่งโอสถ กล่าวคือ ตรีผลา,ตรีกฏุก,เบญจกูล,สำหรับจะได้แก้ในกอง สมุฏฐาน ทั้ง ๔ ซึ่งได้กล่าวมาแล้วนั้น ให้แพทย์สำคัญโดยนัยนี้ แลจะมีไปในข้างหน้า จงพิจารณาโอสถดุจจะ กำหนดในกองสมุฏฐานมหาพิกัดสำแดงไว้ ในลำดับนี้จักได้สำแดงในพิกัด โอสถ สำหรับกองสมุฏฐานโดยนัยดังที่สืบต่อไป แต่จะได้แก้ในบทว่า เบญจกูล นั้นก่อนเป็นอาทิ (อาทิ แปลว่า เริ่มต้น ตั้งแต่ต้น เป็นต้นไป ) อันว่าลักษณะเบญจกูลนี้ ท่านกล่าวไว้ ในคัมภีร์เบญจ สรรพคุณ ว่ายังมีพระดาบถ ๖ พระองค์ มาประชุมกัน ฉันรากไม้ทั้ง ๕ ประการอันมีคุณต่าง ๆ กัน คุณนั้นอาจจะนับจะประมาณมิได้ แลเธอพระองค์นั้นจึงจัด เข้าประกอบกันทั้ง ๕ ประการโดยส่วนมิได้มี ในมหาพิกัด สมมุติสิ่งละเสมอกัน (คือเท่ากันทั้งหมดทุกอย่าง) จึงได้นามบัญญัติว่า เบญจกูล เสมอภาค นั้นก็ ควรอยู่แล้ว แก้ในสาธารณะ ธาตุ,โรค,วิเศษนัก แต่ในคัมภีร์นี้ท่านค้านเสีย ว่านั้นก็จริงอยู่แล้ว แต่ยังไปบ่มิ สมจริง ในห้องสมุฏฐานแลกองธาตุทั้งปวง พระอาจารย์เจ้าจึงกล่าวพิสดารความตาม พระบาฬีว่าดังนี้ (เนื้อความตั้งแต่นี้ไปจนจบ คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ต้นฉบับกล่าวตรงกัน กับที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ สรรพคุณหมวด มหาพิกัด ดังแจ้งอยู่ในแพทย์สาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๑ หน้า ๔๗๓ โดยตลอดแล้ว) พระคัมภีร์สมุฏฐาน วินิจฉัย สังคหะปกรณเวชศาสตร์ จบแต่เพียงเท่านี้ ==========================
๑๔ บทที่ ๓ ว่าด้วยเรื่ององค์คุณแห่งแพทย์ที่ต้องรู้โดยละเอียด ๓๐ ประการ คัมภีร์นี้ ชื่อว่า “วรโยคสาร” ตำรานี้มาจากประเทศลังกา นัต์ตะวา มุนิน์ทจรณํ ติภเวกเสฏ์ฐํ สัต์ถาสุวุต์ตวิวิธํ สุภสัน์ตตัน์ โต อัต์ถา ภิสัช์ช กุสเลนสุมุท์ยตัต์ถํ วัก์ขามิ สํคะระหะมิทํ วรโยคสารํ คำแปล (อหํ) อันว่าข้า (อะมะระเสกะมหามัจโจนามะ) ชื่อว่า อมรเสกมหาอำมาตย์ (เป็นชื่อของ เสนาบดี กรุงลังกา ผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้แต่งตำรายานี้) (นัต์ตะวา) ขอถวายนมัสการโดยเคารพ ด้วย กาย วาจา และ มโน ทวาร (มุนิน์ทะจะระณํ) ซึ่งพระบาทแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย (ติภะเว กะเสฏ์ฐํ) ผู้ประเสริฐแต่องค์เดียวใน ๓ ภพ (วัก์ขามิ) จักกล่าว (อิทํสํคะระหํ) ซึ่งคัมภีร์นี้ (วรโยคสารํ) ชื่อ วร โยคสาร( อัต์ถาภิสัช์ชะ กุสะเลนะ สะมุทะยะตัต์ถํ) มีเนื้อความอันนักปราชญ์ผู้ฉลาด ในอธิบายแห่งกรรม แห่ง แพทย์ยกออกมาด้วยดี (สัต์ถา สุวุต์ตะวิวิธํ สุภะสัน์ตะตันฺโต) แต่ศิลปะศาสตร์ อันประกอบด้วยรส อันดี มี ประการเป็นอันมาก อันนักปราชญ์กล่าวไว้โดยพิเศษ (ทูตลักฺษณ ไน มิต์ต มังคลวปนมริส์ฐกํ อาโรค์ยวิปริตัญ์จ ภิสัช์เต ภิสัช์ มาตุระ ปริจาริก์ สัป์ปัต์ติ วยาธิ ปรัก์ริติสมานะ เทสะ กาละ วาโย เทหะ สัต์ตะวา สาติมก ลัก์ษณัม์ ระสะโทสาวส ภาวัญ์จ สรวโทสสมุตภวัม์ ตะเถวะโทสะสมนํ ตรีวิธํวยาธิลัน์ขณัม์ อามาคนิพละมา ทานํ นิทานํ ปูรวเหตุ จะ ตรีสธางคานิภิสชา ทฤษฺฏราวะกรมสมาจะเรต์) ตำรา วรโยคสาร องค์แห่งแพทย์๓๐ ประการ อันว่าองค์แห่งแพทย์มี ๓๐ ประการ คือ ทูต ลักษณะ ๑ เนมิตร์ (หรือ นิมิต) ลักษณะ ๑ องคะ ลักษณะ ๑ สุบินลักษณะ ๑ อริฐลักษณะ ๑ อาโรคะยะลักษณะ ๑ วิปริตลักษณะ ๑ ภิสังคะสัมปัตติลักษณะ ๑ ไภสัชชะสัมปัตติลักษณะ ๑ อาตุระสัมปัตติลักษณะ ๑ ปริจาริก สัมปัตติลักษณะ ๑ วยาธิลักษณะ ๑ ปรกฤติ ลักษณะ ๑ ฐานคตวยาธิลักษณะ ๑ เทสคุณลักษณะ ๑ กาลคุณลักษณะ ๑ วะยะลักษณะ ๑ เทหะลักษณะ ๑ สัตวะลักษณะ ๑ สาตมิกะลักษณะ ๑ รสลักษณะ ๑ โทสวะภาวะลักษณะ ๑ สรรพโทโสตะภาวะลักษณะ ๑ โทสสมนะลักษณะ ๑ ตริวิธวยาธิลักษณะ ๑ อามาคะนิพละลักษณะ ๑ อาทานะลักษณะ ๑ นิทานะลักษณะ ๑ บุรพเหตุลักษณะ ๑ เป็น ๓๐ ประการ แพทย์ผู้รู้ลักษณะ ดังนี้แล้ว พึงประพฤติซึ่งเวชกรรมเถิด อันว่าแพทย์ผู้ใดกรอบด้วยคุณลักษณะ ๔ ประการ ว่าคือได้เรียนรู้ ชำนาญในคัมภีร์แพทย์มามาก ๑ มี ปัญญาฉลาดรู้ชัดเจนในคณะโรค ๑ ได้เคยรักษาโรคด้วยยา เคยใช้มาแต่โบราณ ๑ มีจิตรมิได้โลภในอามิสมี แต่เมตตากรุณา แก่สัตว์ ๑ แพทย์ผู้นั้นได้ชื่อว่า ภิสกุตตะมะแพทย์แล บัดนี้จัก อธิบาย ในองค์แห่งแพทย์ ๓๐ ประการ (๑) ในทูตลักษณะ นั้น พึงให้แพทย์พิจารณาดู ซึ่งบุคคลผู้เป็นทูตมาหาคนเพื่อจะให้ไปรักษาโรคนั้น ถ้าเป็นหินชาติ ก็ดี มีอวัยวะอันพิการ ก็ดี มุ่นมวยผมเป็นชฎา มาอย่างโยคี ก็ดี ถือบ่วง ถือไม้ ถือเครื่อง ศัตราวุธ มาก็ดี นุ่งห่มผ้าดำแดงเก่าล้วน มาก็ดี ถ้ามิดังนั้นถือผ้าดำแดงเก่ามาก็ดี มาแล้วเจรจาคำ เป็น อัปมงคลก็ดี เอามือลูบท้องก็ดี เอามือสีกันก็ดี มีกายอันทาน้ำมันมาก็ดี เป็นคนนักเลงหญิงเป็นต้นก็ดี คน เป็นกะเทย เป็นอ่างหูหนวกก็ดี มามือเปล่า ๆ ก็ดี ลักษณะคนใช้ผู้มาหาหมอดังนี้ เป็นลักษณะอันชั่วร้าย ให้หมอพึงรู้ว่าไข้นั้นหนัก จะรักษามิได้เลย (จบทูตลักษณะ) (๒) ในเนมิตตะลักษณะ นั้น อธิบายว่า หมอเมื่อออกจากเรือนไปเพื่อรักษาไข้นั้น ถ้าได้เห็นผู้หญิงสาว เดินมาก็ดี เห็นวัวก็ดี เห็นสังข์ก็ดี กลองก็ดี ทธิก็ดี เห็นมะธุระผลก็ดี ดอกไม้มีสีขาวก็ดี มีสีเหลืองก็ดี เห็นไฟกำลังลุกเป็นเปลวก็ดี เห็นคงคาก็ดี เห็นช้างก็ดี ม้าแลวัวตัวผู้ก็ดี เห็นหม้อน้ำอันเต็มเปลี่ยมอยู่ก็ดี เห็นธงก็ดี เห็นเศวตรฉัตร ก็ดี เห็นคนถมดินก็ดี ปราบที่ให้เสมอก็ดี เห็นฝนตกก็ดี เห็นคนถืออาหารอัน
๑๕ สะอาดก็ดี ได้ฟังคนสังวัธยายมนต์ก็ดี เห็นหญิงคนชั่วก็ดี เห็นคนถือก้อนเนื้อสดก็ดี ได้ฟังถ้อยคำอันไพเราะก็ ดี ถ้านิมิตเป็นต้น ดังนี้ ปรากฏแก่หมอ ให้พึงรู้ว่าเป็นนิมิตดี (จบเนนิตรลักษณะ) (๓) ในเนมิตตะลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า เมื่อหมอไปถึงคนไข้ แล้ว ให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าคนไข้ แล้วให้ เสกด้วย มนต์นี้ (โอมนะมะอิงคินิตกรัณ ณมังฑะสิทธิเอสวาหะ) ครั้นเสกแล้ว ให้พิจารณาดูว่าคนไข้นั้นจะลูบ คำจับต้องอวัยวะอันใด ถ้าลูบคำที่ข้อเท้า กำหนด ๖ เดือนจะตาย ถ้าลูบคำแก้มกำหนด ๓ เดือนจะตาย ถ้า ลูบหน้าผากกำหนดครึ่งเดือนจะตาย ถ้าลูบคิ้ว กำหนด ๙ วันจะตาย ถ้าลูบหู กำหนด ๗ วันจะตาย ถ้าลูบตา กำหนด ๕ วันจะตาย ถ้าลูบจมูกกำหนด ๓ วันจะตาย ถ้าลูบลิ้นจะตายในวันนั้น ถ้าแพทย์เห็นอาการดังนี้ แล้วให้กับไปเสียเถิด (จบองคะลักษณะ) (๔) ในสุบินลักษณะนั้น มีเนื้อความว่า ให้คนไข้ก็ดี ญาติและผู้พยาบาลก็ดี ชำระตัวให้บริสุทธิ์แล้ว เอา ดอกไม้ธูปเทียนบูชาเทวดา แล้วขอนิมิตฝันให้รู้จักว่าร้ายแลดี ถ้าฝันว่า เปรต ก็ดี บรรพชิต ก็ดี มา สรวมกอดเข้าไว้ อนึ่งฝันว่าได้ น้ำผึ้ง และน้ำมัน งาก็ดี ฝันว่าไดฟังถ้อยคำที่หยาบช้าก็ดี ฝันเห็นคนทาเปือก ตม แล้วฟ้อนรำก็ดี ฝันว่าตกลงไปในเปือกตม ก็ดี ฝันเห็นคนขี่สุกร ขี่กระบือ ขี่อูฐ แลพาไปทางทิศทักษิณก็ ดี ฝันว่าได้นุ่งห่มผ้าแดง ผ้าดำก็ดี ฝันว่าพบคนผมรุงรังก็ดี ฝันว่าเห็นคนจูงมือหญิงเดินไปทางทิศทักษิณก็ดี ฝันเห็นว่าภูเขาทลายก็ดี ฝันเห็น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาว ตกลงก็ดี ฝันเห็นเขามัดก็ดี ฝันว่าแพ้ ความเขาก็ดี ฝันว่าเห็นกาเป็นต้นก็ดี ฝันว่าขึ้นบนจอมปลวกแลต้นไม้มีหนามก็ดี ฝันว่าได้ผ้าดำก็ดี ฝันว่าได้ เถ้าไฟแลเมล็ดฝ้ายก็ดี ฝันว่าได้ข้าวสุกแลได้เลนก็ดี ลักษณะสุบินเป็นต้นดังกล่าวมานี้ เป็น นิมิต อันร้าย ถ้า คนดีฝันจะเป็นไข้ คนไข้ฝันจะตาย ฯ ถ้าฝันเห็น พระจันทร์ พระอาทิตย์ทรงกรดก็ดี ฝันว่าได้ขี่ โคผู้ แล โค สามัญ และ ขี่ช้าง ม้า ก็ดี ได้ขึ้นบนปราสาท ก็ดี ได้ขึ้น บนภูเขา และ ต้นไม้ อันมีผลก็ดี ขึ้นเรือก็ดี ฝันเห็น เทวดา พรหม และท้าวพระยาก็ดี ฝันเห็นผ้าขาวและธงก็ดี ฝันเห็นน้ำ และ ประทีปก็ดี ฝันว่าได้ว่ายน้ำใน มหานทีก็ดี ลักษณะฝันเป็นต้นดังนี้ถือว่าดี พึงรู้ว่าเป็นอาโรคยะสุบินลักษณะ (จบสุบินลักษณะ) (๕) ในอริฐลักษณะ นั้น มีเนื้อความว่า คือ คนไข้ผู้ใด มีอินทรีย์ ๕ คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, อัน ใดอันหนึ่งวิการก็ดี เห็นหมอและครู เห็นกัลยาณมิตร แลบิดา มารดา และเห็นยามิชอบใจ ก็ดี เห็นเป็น สายฟ้าแลบไปในอากาศอันผ่องแผ้วก็ดี อนึ่งดาวอรุณนะวดี อยู่ทิศอุดร คนไข้ดูไม่เห็นก็ดี แลดูอากาศไม่เห็น ก็ดี เห็นแผ่นดินเป็นช่องเป็นหลุม ดังแผ่นกระดานหมากขุมก็ดี เห็นดาวกลางวันก็ดี เห็น พระจันทร์ แล พระ อาทิตย์เป็นช่องอยู่ในวงก็ดี หารัศมีมิได้ก็ดี จมูกไม่รู้จักกลิ่นประทีปอันดับ (มีกลิ่นควันเทียนและธูป เป็นต้น) ก็ดี เห็นเงาในกระจกในน้ำมี อวัยวะวิปราศ ต่าง ๆ ก็ดี แลดูไม่เห็นเงาก็ดี เห็นเงาเป็นรูปต่าง ๆ ก็ดี เห็นเงา ผอมไปก็ดี เห็น เงา ดำแดงก็ดี ให้ปากเหม็นเหน้าก็ดี หาความละอายมิได้ก็ดี ให้หัวเกิดเป็นรังแคมากดุจผง ดินสอพองก็ดี ให้เล็บและฟันมีสีต่าง ๆ ก็ดี เหม็นก็ดี เห็นเกลียวเอ็นเป็นสีเหลือง สีควัน สีดังอรุณก็ดี มี สีนวล สีดำ สีขาว ก็ดี เหาคลานออกไต่ตามหน้าผากก็ดี ข้าวที่เสียผีนั้นกาไม่กินก็ดี นอนหลับซึมไปก็ดี นอนไม่หลับก็ ดี ข้อมือ ข้อเท้า หัวเข่า และหน้าผาก แก้มแลคางและ นิ้วมือเคลื่อน จากที่ก็ดี เสียงดังนัก อ่อนเบาหนักก็ดี เส้นผมฉีกก็ดี กินมากแต่อุจจาระน้อย กินน้อยแต่อุจจาระมาก ก็ดี สีหน้านวลแปลกสีก็ดี กลิ่นตัวหอมหรือ เหม็น ก็ดี หมู่แมลงวันหัวเขียวตอมตัวมากก็ดี ลักษณะเป็นดังนี้ พึงรู้ว่า อริฐลักษณะ เป็นลักษณะร้ายนักแล (จบ อริฐลักษณะ) (๖) ในอาโรคยา ลักษณะ นั้น มีเนื้อความว่า คนไข้เห็นหมอ เข้าแล้วให้เกิดความรัก ใคร่เหมือนครู และ เทวดาก็ดี เต็มใจที่จะกินข้าวแลดื่มน้ำก็ดี มีสติเป็นปรกติดังคนรักษาศีลก็ดี เต็มใจกินยาก็ดี อนึ่ง รสยา นั้น เผ็ด , ขม, ร้อน, ฝาด, ก็อุตสาหะแข็งใจกิน ดังกินขนมอันขวานก็ดี ลักษณะนี้ชื่อว่า อาโรคยาลักษณะ (จบ อาโคยาลักษณะ)
๑๖ (๗) ในวิปริตลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า หมอ ๑ ยา ๑ คนไข้ ๑ พยาบาล ๑ ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นองค์ แห่งการรักษา อนึ่งหา หมอ หายา ได้คล่องดังใจก็ดี ได้คนมาพยาบาลเป็นที่ชอบใจก็ดี ทำยาได้เร็วดังใจก็ดี ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นสิทธิที่จะทำให้โรคหาย ถ้าขาดแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ชื่อว่า วิปริตลักษณะ (จบวิปริตลักษณะ) (๘) ใน อภิสังคสัมปัตติลักษณะมีเนื้อความว่า หมอผู้ใดกรอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือ ได้ศึกษาวิชา แพทย์ ในสำนักอาจารย์ ถึง ๗ คน ๑ มีวิชาแพทย์อันได้เรียนรู้โดยชัดเจน ๑ ฉลาดในกิริยาที่จะรักษาโรคต่าง ๆ ๑ ไม่ลาลัยแก่ลาภ มีกาย วาจา และ ใจบริสุทธิ์ ๑ หมอมีองค์ ๔ ประการนี้ ชื่อว่า อภิสังคสัมปัตติลักษณะ (จบอภิสังคสัมปัตติ ลักษณะ) (๙) ในไภสัชชสัมปัตติ ลักษณะ นั้น มีเนื้อความว่า หมอจะเก็บยา (หรือหาเครื่องยา) นั้น ถ้า สิสิระ ฤดู คิมหันตะฤดู ๒ ฤดูนี้ ให้เก็บราก เหมันตะฤดู ให้เอา แก่น และ ฤดู ทั้ง ๖ ให้เอา เปลือก ยาง หัว ถ้าน่า ดอก ให้เก็บ เอาดอก ถ้าน่าผล ให้เก็บเอา ผล เถิด ลักษณะดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ไภสัชชสัมปัตติลักษณะ แล (จบไภสัชชสัมปัตติลักษณะ) (๑๐) ใน อาตุรสัมปัตติลักษณะ มีเนื้อความว่า ผู้เป็นไข้นั้นให้ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือมีสม พอที่ จะหายารักษาตัวได้ ๑ มีอายุยังจะสืบต่อไปได้อีก ๑ แม้นหมอเขาจะตัด จะผ่า จะเผาเป็นต้น ก็มีความ เพียรอาจจะทนได้ ๑ มีใจมีความอุตสาหะ คิดหมายซึ่งจะรักษา ชีวิตไว้ให้จงได้ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการนี้ ชื่อว่าอาตุระสัมปัตติ ลักษณะ (จบอาตุระสัมปัตติลักษณะ) (๑๑) ใน ปริจาริกสัมปัตติลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า คนผู้พยาบาลไข้นั้น ให้ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือ มีสติกำลังปัญญา อาจแสวงหายาได้โดยเร็ว ๑ มีใจรักสนิทในคนไข้ ๑ มีความกรุณาอัธยาศัยที่จะ ให้คนไข้หายโรค ๑ มีความเพียรเอาใจใส่ดูแลที่จะให้คนไข้กินยาทุกเวลา ๑ ถ้าได้คนพยาบาลไข้ซึ่ง ประกอบด้วยองค์ ๔ประการ ดังนี้ ได้ชื่อว่า ปริจาริกสัมปัตติลักษณะ (จบ ปริจาริกสัมปัตติลักษณะ) (๑๒) ใน วยาธิลักษณะ นั้น มีเนื้อความว่า มหาภูตรูปทั้ง ๔ ได้ ชื่อว่า อัตตะ ว่าด้วยตน แลอัตตะนี้ เป็นที่เกิดแห่ง พยาธิ ๔ ประการ คือ สารีริกะพยาธิ และ มานะสิกะพยาธิ อาคันตุกะ และ สหัชชะพยาธิ อัน ว่า โรคทั้งหลาย อาศัย ซึ่ง ชระโรค คือ ไข้จับและ โรคเรื้อน แล อติสารโรค บิด เป็นต้น แล้วบังเกิด ได้ชื่อว่า สารีริกะพยาธิ อันว่า โรคทั้งหลาย อันบังเกิดเพราะมีความโกรธ โศกเศร้าแลความดิ้นรน เป็นมูลจึงให้ เป็นบ้า โกรธ บ้าโศก เป็นต้นดังนี้ ชื่อว่า มานะสิกะพยาธิ อันว่า โรคทั้งหลายบังเกิดเพราะต้องไม้ กรวดไม้ฟาด อาวุธ หรือ ไฟไหม้ ให้เป็นบาดแผลทำให้เจ็บปวดเป็นต้น ชื่อว่า อาคันตุกะพยาธิ อันว่าความอยากข้าวน้ำ หรือ กิริยาที่ผมหงอกเป็นต้น ชื่อว่า สหัชชะ พยาธิ ลักษณะดังนี้ชื่อว่า วยาธิลักษณะ (จบ วยาธิลักษณะแต่เพียง เท่านี้) (๑๓) ในปรกติลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ความปรกติของคนเรานั้น มี ๕ ประการ คือ วาตะปรกติ บุรุษ ๑ ปิตตะปรกติบุรุษ ๑ เสมหะปรกติบุรุษ ๑ ทุวันทะปรกติบุรุษ ๑ สันนิปาตะปรกติบุรุษ ๑ เป็น ๕ ประการ ผู้ใดมีร่างกายผอม ผิวเนื้อหยาบ ผมบางมีใจกลับกรอก พูดมากมิได้หยุด มักให้ฝันว่าเหาะไป ใน อากาศ คนผู้นั้นชื่อว่า วาตะปรกติ ผู้ใดมีผมหงอกในใช่กาลแลมีผิวตัวขาวเหลืองมักโกรธร้ายมีปัญญามาก มัก ฝันเห็นแสงสว่างมีไฟเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่า ปิตตะปรกติ ผู้ใดมีศีลตั้งมั่น อังคาพยพ ผิวเนื้ออ่อนน่ารักผมละเอียด มักฝันเห็นน้ำแลผ้าขาว ผู้นั้นชื่อว่า เสมหะปรกติ คนผู้ใดมีลมและดีเป็นปรกติก็ดี มีลมแลเสลดเป็นปรกติก็ดี มีดีแลเสลดเป็นปรกติก็ดี เจือกันเป็นส่วนละ ๒ ๆ ดังนี้ ชื่อว่า ทุวันทะปรกติ ผู้ใดมีลมและดีและ เสลด ประชุมกัน ทั้ง ๓ ประการเป็นปรกติ ผู้นั้นชื่อว่า สันนิปาตปรกติ ในปรกติลักษณะนี้ใช่จะว่าแต่ ลม เสลด และ ดี ๓ ประการกเท่านี้ หามิได้ แม้นถึงโทษอื่น มีน้ำสัมภวะ แลโลหิตเป็นต้น เจือกันเป็นแผนกก็ดี นักปราชญ์พึง เทียบเคียงตามนัยที่กล่าวมาในโทษ ๓ ประการนั้นเถิด (จบปรกติลักษณะ)
๑๗ (๑๔) ในฐาน คตะวยาธิ ลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ที่อยู่ของลม มีอยู่ ๔ สะฐาน คือ ท้องน้อย ๑ ตาทั้งสองข้าง ๑ ตะโพก ๑ ขาทั้งสองข้าง ๑ ที่อยู่ของน้ำดีนั้น คือกระเพาะ อาหารเก่า ที่อยู่ของเสลดนั้นมี ๕ แห่ง กระเพาะอาหารใหม่ ๑ คอ ๑ ท้อง ๑ หัว ๑ ข้อต่อทั้งปวง ๑ ถ้าแพทย์พิจารณาเห็นว่า ลม, ดี. เสลด, อยู่ที่เดียวกันสอง หรือสามสิ่งก็ดี พึงให้ยาแก้ทั้งสอง แล ๓ อย่าง ถ้าเห็นว่า ลม, ดี, เสลด, สิ่งหนึ่ง เดียวอยู่มากพึงให้ยา แก่แต่สิ่งนั้นเถิด (จบ ฐานคตะวยาธิ ลักษณะ) (๑๕) ในเทศคุณลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า ประเทศมี ๓ ประการ คือ อนุปะระมะประเทศ ๑ ชัง คะละประเทศ ๑ สาธารณะประเทศ ๑ *น้ำมาก ศิลามากชื่อว่าอนุปะระมะประเทศประเทศนั้นมักเกิดโรค เพราะเสลดและลม *น้ำน้อย ต้นไม้มีน้อย ชื่อ ชังคะละประเทศ ประเทศนั้นมักเกิดโรคเพราะ เลือด และ ดี *และ สาธารณะประเทศนั้น มี ศิลา น้ำ ต้นไม้เสมอกัน ทั้ง ๓ อย่าง มีโทษ คือ เสลด ดี และ ลม เสมอกัน แลประเทศนั้นได้ชื่อว่า อุดมประเทศ (จบเทศคุณลักษณะ) (๑๖) ในกาลคุณลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า ขยิบตาทีหนึ่ง ชื่อ สุษษุมะกาล อ่าน ลหุอักษรที ๑ ชื่อ ว่ามาตราหนึ่ง ๑๘ มาตรา ชื่อ กาสะทะ ๑ ๓๐ กาสะทะ ชื่อว่า กาลา ๑ ๒๐ กาลา ชื่อว่า ฆะฏิกา ๑ ๒ฆฏิ กา ชื่อ มุหุตร์ ๑ ๓๐ มุหุตร์ ชื่อว่า วัน หรือ คืน ๑ ๑๕ วัน หรือ ๑๕ คืน ชื่อว่า ปักษ์ ๑ ๒ปักษ์ เป็นเดือน ๑ ๒ เดือน เป็น ฤดู ๑ ๖ ฤดู เป็น ปี ๑ สองเดือน ๆ ชื่อ ฤดู ๆ ๑ นั้น คือ วะสันตะ ฤดู ๑ คิมหะ ฤดู ๑ วัสสานะ ฤดู ๑ สะระทะ ฤดู ๑ หิฤมะ ฤดู ๑ สิสิระ ฤดู ๑ โยลำดับ เดือน ๕,๖, สองเดือนนี้ ชื่อ วะสันตะ ฤดู เดือน ๗,๘,สองเดือนนี้ ชื่อ คฤษมะ ฤดู ในระหว่าง ๔ เดือนนี้ ลมกำเริบ เดือน ๙,๑๐, สองเดือนนี้ ชื่อ วัสสานะ ฤดู เดือน ๑๑,๑๒, สองเดือนนี้ ชื่อ สะระทะ ฤดู ๔ เดือนนี้ ดีกำเริบ เดือน ๑,๒, สองเดือนนี้ชื่อ หฤมะ ฤดู เดือน ๓,๔, สองเดือนนี้ ชื่อ สิสิระ ฤดู ๔ เดือนนี้ เสลดกำเริบ- เวลากลางวันกำหนดเป็น ๓๐ ฆะฏิกา กลางคืนก็ กำหนดเป็น ๓๐ ฆะฏิกาเท่ากัน การกำหนดช่วงแรก เอาเวลาเช้า กับในเวลาค่ำ เป็น ๑๐ ฆฏิกา เป็น ปฐม ช่วงที่ ๑ นั้น เป็นเวลา เสลดกำเริบ อนึ่งขณะเมื่อกินข้าวแล้วนั้นก็เป็นเวลา เสลดกำเริบ ช่วงเวลาที่ ๒ ก็ กำหนดเป็น ๑๐ ฆะฏิกา เท่ากัน ที่เป็นท่ามกลาง ทั้งกลางวัน และ กลางคืนนั้นก็ดี เวลาจะย่อยอาหารนั้นก็ดี เป็นเวลา ดีกำเริบ ช่วงที่ ๓ ก็กำหนดเป็น ๑๐ ฆะฏิกา เป็น เวลาสุดท้าย ทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นก็ดี เวลา อาหารย่อย แล้วก็ดี เป็นเวลา ลม กำเริบ ถ้า ลม,ดี,เสลด, กำเริบ เข้าแซกขึ้นอีก ในเวลาแห่ง เสลด ดี แล ลม กำเริบนั้น ๆ พึงให้หมอประกอบยาแก้โทษทั้ง ๒ หรือทั้ง ๓ นั้นให้เสมอกัน ถ้าเสลด ดี แล ลม บังในเวลาแห่ง ตน ๆ ให้หมอประกอบยารักษา แต่โทษนั้น ๆ หมอพึง พิจารณาให้สุขุมแล้ว จึงให้แก้โรคทั้งปวงเถิด อันว่า ลักษณะดังนี้ ชื่อว่ากาลคุณลักษณะ (สรุป ช่วงที่ ๑ คือ ๗-๘-๙-๑๐ นาฬิกา เป็นเวลา เสลดกำเริบ ในเวลากลางคืน ๑๙-๒๐-๒๑-๒๒ นาฬิกา เป็นเวลาเสลดกำเริบ) (สรุปช่วงที่ ๒ ตั้งแต่ ๑๑-๒๒-๑๓-๑๔ นาฬิกา ดีกำเริบ ในเวลากลางคืน ๒๓- ๒๔-ถึงตี ๑-ตี ๒ นาฬิกา ดี กำเริบ) (สรุปช่วงที่ ๓ ในช่วงสุดท้ายตอนบ่ายในกลางวัน เวลา ๑๕-๑๖-๑๗-๑๘ นาฬิกา เป็นเวลา ลม กำเริบ ในเวลากลางคืนช่วงสุดท้ายตอนเช้ามืด เวลา ตี ๓- ตี ๔- ตี ๕- ๖ นาฬิกา เป็น เวลา ลม กำเริบ (จบกาลคุณลักษณะ) ๑๗)ในวะยะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า อายุ คือ วัยของคนเรา แบ่งเป็น ๓ ประการ วัยเด็กประการ ๑ วัยกลางคน ประการ ๑ วัยแก่ชรา ประการ ๑ วัยเด็กกำหนดตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๖ ปี ชื่อว่าเด็กต้องกิน นมเป็นอาหาร ตั้งแต่นี้ไปจนถึงอายุ ๗๐ ปี ชื่อว่า วัยปานกลาง ตั้งแต่ ๗๐ ปีไป ชื่อว่า วัยแก่ชรา แลเด็กอยู่ใน ปฐมวัย นั้นมีเสลดเป็นเจ้าเรือน คนอายุปานกลางนั้นมี ดี เป็นเจ้าเรือน คนแก่วัยชรานั้นมี ลม เป็นเจ้าเรือน คนที่เป็นเด็กกับคนชราสองจำพวกนี้ หมออย่ารักษาด้วย วิธีกรรมอันหยาบ ๆ ที่เรียกว่ารักษาแบบมักง่ายรักษา แบบไหนก็ได้มียาอันกล้าแข็งนั้น พึงรักษาด้วย วิธีกรรมอันอ่อน ๆ คนปานกลางนั้นให้หมอพิจารณา ดูกำลัง
๑๘ ของร่างกาย แล้วพึงรักษาด้วย วิธีกรรมตามสมควรเถิด ว่ากำลังของคนไข้ว่าจะรับยาได้ประมาณเท่าใด (จบวัย ลักษณะ) (๑๘)ใน เทหะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า ร่างกายนั้นแบ่งเป็น ๓ ประการ คือ กฤษเทหะ ๑ ถูจะเทหะ ๑ มัชฌิม เทหะ ๑ แลคนผอม และ อ้วน ๒ พวกนี้ อดข้าว อดน้ำนัก ต้องร้อนเย็นหรือหนาวนัก เดิน หรือเสพ เมถุนนัก (คือ เสพกามมากเกินไป) อดทนไม่สู้ได้เพราะมีกำลังน้อย คนปานกลางอดทนได้สารพัดเพราะมีกำลัง มาก คนผอมบางคนอดทนได้ด้วยสามารถมีกำลังมาก นัยหนึ่งถึงเป็นคนปานกลางถ้ามีกำลังน้อยก็อดทนมิได้ นัยหนึ่งจะว่าโดย เทหะวิเศษ คือคนผอมพึงกระทำให้อ้วน คนอ้วนพึงกระทำให้ผอม คนปานกลางพึงกระทำ ให้สาธารณ์เสมอกันอยู่ คนอ้วนจะทำให้ผอมนั้น จะยาหน่อยหนึ่งก่อน (@๑) เอายาตรีผลา คือ สมอเทศ หรือ สมอไทยก็ได้ เอาแต่ ๑ เดียว สมอพิเภก ๑ มะขามป้อม ๑ ทำ เป็นยาผง ชื่อว่า ยาตรีผลา (@๒) อีกขนานหนึ่ง สมอ ๑ หัวแห้วหมู ๑ บอระเพ็ด ๑ ทำเป็นยาผง ยาทั้ง ๒ ขนานนี้ ละลายน้ำผึ้งกิน หรือใช้ กวาดก็ได้ (@๓) จะกล่าวอีกขนานหนึ่ง พิลังกาสา ๑ ขิงสด ๑ เกลือวะยะกะสา ๑ ผงขี้เหล็กที่กร่างออก๑ มะขามป้อม ๑ ยา ๕ สิ่งนี้ ทำเป็นยาผง ละลายน้ำผึ้งกินเถิด ๕คนอ้วนกลายเป็นคนผอมแล (@๔) อีกขนานหนึ่ง เอา ตรีผลา แก่นประดู่ ๑ เจตมูลเพลิง ๑ แก่นขี้เหล็ก ๑ ขมิ้นชัน ๑ ยา ๕ สิ่งนี้ ต้มกิน เมื่อจะกินแทรกน้ำผึ้งตามสมควร มีคุณมากเกิดกำลังดั่งช้างสาร กินไปเดือนหนึ่งร่างกายอ้วนกลับผอม เป็นปรกติดีแล ส่วนคนผอมจะให้อ้วนนั้นให้แพทย์พิจารณาดู ถ้าชอบของเป็นน้ำ คือ อาหาร หรือ ยา ก็ดี พึงให้ ประกอบเถิด บางทีให้เอาเนื้อสัตว์ ต่าง ๆ ที่จะวิการ ไปภายหน้ามาประสมกันเข้า กระทำเป็นอาหารเป็นต้นให้ กิน คนผอมกินเนื้อสัตว์ทั้งหลายกลายเป็นคนอ้วนก็ดี บางทีให้เอาข้าวสารสาลี อันเป็นข้าวเสวยของ พระมหากษัตริย์ มาต้มกินก่อนเวลากินข้าวเช้าหรือเย็นก็ได้ กินข้าวแล้วจึงกินก็ได้ จักบังเกิดเนื้อหนัง บริบูรณ์ ขึ้นทุกวัน แล้วจะทำให้อวัยวะเจริญงาม อนึ่งอย่าทำให้คนผอมเกิดความวิตก วิจารณ์ ไปต่าง ๆนานา ในกิจการ ต่าง ๆ ประการหนึ่ง ให้ทำใจให้ชุ่มชื่น อยู่เป็นปกติประการหนึ่ง ให้เว้นเสพเมถุนกามประการหนึ่ง ถ้าทำได้ดังนี้ แล้ว ร่างกายที่ผอมนั้นก็จะกลับมาอ้วนขึ้นดัง สุกร อันอ้วนพลี (จบเทหะลักษณะ) (๑๙) ในสัตวลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า บุคคลผู้ใด สุข หรือ ทุกข์มาก ประพฤติเสมอมิได้พิการ หวั่นไหว แลมีความเพียรมาก อาจอดทนซึ่งกิริยาที่หมอจะตัดหรือจะผ่าเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าสัตว์สมควรที่หมอจะ พึงรักษา ลักษณะดังกล่าวมานี้ชื่อว่าสัตว์ลักษณะในที่นี้เมื่อว่าจะให้กินยานั้น ให้เสกด้วยมนต์นี้ ๓ ครั้ง (หรือ ๓ จบ) (โอม อะมะระโต อะมะระโตคคะภะภะเว อิมังโอสะถานะยะ มะระตังกุรุ กุรุภะเวตตะวิสสะวะภิสสะวะริส สะวาหะ นะโมอิมา โอสะถะตะคะกุรุกุรุ ภะวะติ วิสสะวะ ริสสะวาหะ) เสกยาให้กินมีคุณเป็นอันมาก (จบสัตว์ ลักษณะ) (๒๐) ในสาตมิกะลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า น้ำปานะ คือของดื่ม ๑ อาหารคือของกิน ๑ วิหารคือที่ อยู่อาศัย ๑ ไภสัชชะ คือยา ๑ ทั้ง ๔ ประการนี้เป็นเหตุจะให้เกิดโทษวิปริตต่าง ๆ ถ้าส้องเสพอยู่เป็นนิจแล้ว ก็ จะบังเกิดความสุขไม่มีโรค ดังนี้ ชื่อว่า สาตมิกะลักษณะ ถ้าส้องเสพมิได้เสมอก็ดี มิได้เคยส้องเสพ และมาส้อง เสพเข้าก็ดี จะให้บังเกิดโทษต่าง ๆ ดังนี้ ชื่อว่า วสาตมิกะ ลักษณะ (จบ สาตมิกะลักษณะ) (๒๑) ในรสลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า รส มี ๖ ประการ มะธุระ รสหวาน ๑ อัมพิละ รสเปรี้ยว ๑ ละ วะณะ รสเค็ม ๑ กะฏุกะ รสเผ็ด ๑ ติต์ติกะ รสขม ๑ กะสาวะ รสฝาด ๑ รสทั้ง ๖ นี้ เป็นแพนกจะให้เกิดโทษ แลคุณนั้น ๆ ก็ได้ ถ้าเสพชอบก็เป็นคุณให้หายโรค ถ้าเสพแล้วไม่ชอบก็เป็นโทษให้เกิดโรค เหตุอะไรจึงให้เป็น โทษ แลเป็นคุณ อันว่า รสหวานชอบกับดวงตา ให้เจริญรสธาตุ รสเปรี้ยวนั้น ทำให้ ลม,ดี,เสลด, อนุโลมตามซึ่ง
๑๙ ตนให้เจริญรสอาหาร ให้เกิดเขฬะบำรุงไฟธาตุ กระทำสารพัด ในการที่ดิบ (คืออาหารดิบให้สุกขึ้น) ให้สุกขึ้น บางทีเป็นคุณแก่ตน บางทีเป็นโทษแก่ตน รสเค็มนั้นเผาโทษให้เจริญไฟธาตุเผาเขฬะ (เขฬะ คือน้ำลาย) รสเผ็ด นั้นทำให้กำลังน้อย ระงับความเกียจคร้าน ระงับพิษมิให้เจริญไฟธาตุทำให้อาหารสุก รสขมนั้นให้เจริญไฟธาตุ แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ กระทำซึ่งมลทิน คือมูตร และ คูถ เป็นต้นให้บริสุทธิ์ ชำระปากให้รู้รสอาหาร รสฝาด นั้นให้เจริญไฟธาตุ แก้กระหายน้ำให้เจริญผิว แลเนื้อ รส ,เผ็ด, ขม, ฝาด, ทั้ง ๓ นี้ ให้ ลมกำเริบ รส เผ็ด, เปรี้ยว,เค็ม,ทั้ง ๓ นี้ให้ ดีกำเริบ รส หวาน,เปรี้ยว,เค็ม, ทั้ง ๓ นี้ให้ เสลดกำเริบรสทั้งหลายนี้กระทำให้ วิปริต ต่างๆ แพทย์ผู้ฉลาดพึงประกอบรสหวานเป็น ปฐม แล้วต่อไปจึงประกอบรสเค็ม รสเปี้ยวเป็นท่ามกลาง บั้น ปลายในที่สุดนั้นพึงประกอบรสทั้งปวง ตามใจคนไข้ที่เสพชอบนั้นเถิด (จบรสลักษณะ) (๒๒)ในโทสสะว ภะวะลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า ลม มี สะภาวะ เย็น เบา แหลม แล้ว ก็หยาบ ถูกตัว เข้ามักกายผอม กระทำกายมิให้ตั้งอยู่นานได้ มีกำลังกล้าด้วยสามารถ ประเภท มี ปาณะวาต ๑ อปาณะวาต ๑ สมานะวาต ๑ อทนะวาต ๑ พยานะวาต ๑ ทั้ง ๕ ประการนี้จะแจกออก ซึ่งประเภทของลม ใน วาตะวยาธิติ กิจฉา ในเบื้องหน้าให้หมอพึงรู้ ว่า ดี นั้น มี รส เปรี้ยว,เผ็ด,ร้อน, มีอาการกระทำให้สุก ให้มีร้อนให้สีงาม แลดัง คำโบราณกล่าวว่า ดี มีรสขมนั้น จะได้มีในคัมภีร์หามิได้ เสลด นั้น มีรสหวานดังน้ำด่างเป็นมวก ละเอียด อัน ว่า ลม,ดี,เสลด,ทั้ง ๓ นี้ กำเริบ ให้บังเกิด พยาธิ ใด ๆ พึงให้แพทย์รู้จักประเภท แห่ง ลม,ดี,เสลด,นั้นเถิด (จบ โทสสะวะลักษณะ) ตรวจแล้ว (๒๓)ในโทโสตภวะ ลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า วาโตภวะ ๑ ปิตโตภวะ ๑ กะโผภวะ ๑ วาโตภวะนั้น ถ้ากั้น มูตรหรือคูถ ก็ดี มิได้กินอาหารก็ดี อดนอนก็ดี พูดมากก็ดี แบกหามของหนักมาก ๆก็ดี ขี่ช้าง ขี่ม้า หรือ อูฐ ก็ดี กินของเผ็ดหรือขมก็ดี กินอาหารเคี้ยวไม่ละเอียดก็ดี มีวิตกติดไปต่าง ๆก็ดี เสพเมถุนก็ดี จิตรคิด กลัวไปก็ดี กระทำลังคณะกระโดดโลดเต้นก็ดี (ลังคณะนั้นคือห้ามมิให้กินข้าวและน้ำ มีอยู่ในเบื้องหน้าในลัง คณะวิธี) เป็นทุกข์เศร้าโศก ก็ดี ถูกเย็นก็ดี หน้าฝนก็ดี ประเภทที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างดังนี้ เป็นเหตุทำให้ ลม กำเริบ ในปิตโภวะนั้น มีเนื้อความว่า รสเผ็ดเปรี้ยว แล เค็ม ก็ดี เมรัยก็ดี อาหารร้อนด้วยไฟเกินไปก็ดี อาหาร หยาบก็ดี ร้อนปรกติก็ดี เกิดโทโส โมโห ก็ดี แดดร้อน ก็ดี ผิงไฟก็ดี กระทำความเพียรมากนักเกินไปก็ดี ล่วง ฤดูฝนแล้วก็ดี เป็นประเภทที่กล่าวไว้เป็นตัวอย่างดังนี้ เป็นเหตุทำให้ ดี กำเริบ ใน กะโผภวะนั้นมีเนื้อความว่า นอนกลางวันก็ดี กินอาหารหวานก็ดี ตอนเย็นกินเนื้อสัตว์น้ำ หรือเนื้อสัตว์บกก็ดี กินอาหารอันหนักก็ดี กิน ของเปรี้ยวก็ดี กินอาหารอันเป็นมวก หรือเป็นเมือกก็ดี กินอ้อยกลับงา ระคนกันเป็นต้นก็ดี กินอาหารร้อน ละเอียดก็ดี ทั้งวันกินอาหารมื้อเดียวก็ดี กินอาหารที่เค็มมากเกินไปก็ดี กินข้าวกลั้วน้ำมากไปก็ดี หน้าฝนก็ดี ลักษณะดังกล่าวมานี้พอเป็นตัวอย่าง ให้กำหนดรู้ว่าเป็นเหตุทำให้ เสลด กำเริบ (จบโทโสตะภวะลักษณะ) (๒๔)ในโทษสมนะนั้น แปลว่า ระงัยโทษ แล โทสะ สมณะ นั้นมี ๓ ประการ คือ วาตะสมณะ ๑ เรียกว่า ระงับ ลม ๑ ปิตตะ สมณะ เรียกว่า ระงับ ดี ๑ เสมหะ สมณะ เรียกว่า ระงับ เสลด ๑ ใน วาตะสมนะ นั้นมีเนื้อความว่า ของละเอียดก็ดีของร้อนก็ดี ของอันไฟธาตุจะเผาให้ละเอียดได้โดยยากก็ดี แลของที่กินเข้าไป แล้วเจริญธาตุอันงามก็ดี อาหารอันให้เกิดกำลังก็ดี สิ่งของเป็นเครื่องเจริญไฟธาตุแลของที่มีรสหวานก็ดี ของ เปรี้ยวอันหาโทษมิได้ก็ดี กินน้ำมันงาก็ดี ต้องแดดก็ดี อาบน้ำก็ดี ทาน้ำมันงาก็ดี ทำวัตรสติวิธี ที่จะกล่าวใน เบื้องหน้าก็ดี กินน้ำแลดื่ม เมรัยก็ดี นวดแลสีตัวทาน้ำมันที่ตัวแล้วและลนไฟก็ดี แลเอาน้ำกระสายที่จะกล่าวใน กระสายวิธีนั้น สวนเข้าในทวารหนักก็ดี แลกระทำนัดสะนะวิธีที่จะกล่าวในเบื้องหน้าก็ดี กระทำสะยะนะวิธีก็ดี กระทำเสนะหะวิธีก็ดี กระทำอุปนาหะวิธีก็ดี อันว่า ปานะ,อาหาร,ที่อยู่,ยา,ดังกล่าวมานี้ ชื่อ วาตะสะมะนะ ใน ปิตตะสะมะนะ นั้นมีเนื้อความว่า รสขมก็ดี รสหวานก็ดี รสฝาดก็ดี เย็นก็ดี ต้องลมก็ดี อยู่ในร่มเงาต้นไม้ก็ดี พัดด้วยพัดใบตาลก็ดี ต้องรัศมีพระจันทร์ก็ดี อาบน้ำด้วยวารียนต์ก็ดี ทาน้ำอบด้วยดอกบัวแลดอกอุบลเป็น ต้นก็ดี สวมกอดหญิงสาวก็ดี กินทาน้ำมันเนยและนมเนยก็ดี กระทำ วิเรจะนะวิธีคือ รุ ถ่าย ก็ดี เอาโลหิตออก
๒๐ เสียก็ดี ทาเครื่องหอมก็ดี อันว่าน้ำและข้าวปลาอาหาร ที่อยู่ แลยาดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปิตตะสะมะนะ ใน เสมหะสะมะนะ นั้น มีเนื้อความว่า รสอันหยาบก็ดี รสอันหนักก็ดี รสเผ็ดแลขมก็ดี หิวโหยก็ดี ถ่มน้ำลายก็ดี เสพเมถุนก็ดี เดินก็ดี ปล้ำกันก็ดี อดนอนก็ดี เล่นน้ำก็ดี ย่ำเหยียบของที่พึงแสยงมีข้าวเปลือกเป็นต้นด้วยเท้า เปล่าก็ดี รมควันไฟก็ดี กินอาหารอันร้อนก็ดี กระทำนะสะนะ แล วะมะนะวิธีก็ดี ประคบก็ดี กระทำลังคณะก็ดี อันว่าน้ำและข้าวปลาอาหาร ทีอยู่อาศัย แลยาดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า เสมหะสะมะนะ (จบโทสะ สะมะนะ) (๒๕)ในตริวิธวยาธิ ลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า พยาธิมี ๓ ประการ คือ ลม,ดี,เสลด,เป็น ๓ ประการดังนี้ ใน ๒๕) วาตะพยาธิ คือ ลม นั้น มี ๘๐ ปรการ ปิตตะพยาธิ คือ ดี มี ๔๐ ประการ เสมหะพยาธิ คือเสลด มี ๒๐ ประการ ในวาตะพยาธิ ๘๐ ประการนั้น คือ ปักขาฆาฏ ๑ ทัณทกะ ๑ อันตถัมภะ ๑ ปตานก ๑ พายห ยาน ๑ ตุนี ๑ ประตุนี ๑ หณุตถัมภ ๑ หณุตรหะ ๑ ทัณฑ ๑ อุรุตถัมภะ ๑ อถิล ๑ ตรัทธสี ๑ วืศวภิ ๑ โกรสฏ สีสะ ๑ เวปุถุ ๑ อาทิตถะ ๑ ปังกุ ๑ ขัญช ๑ ภัญชนกะ ๑ ปาทหสรกะ ๑ ยาปาหกะ ๑ พธิระ ๑ กัณณนาท ๑ ปักขสุจิ ๑ วิสุจิ ๑ พาหุชิวโห ๑ อุรุมัตยา ๑ ถัมภนะ ๑ อุปาวัตตะ ๑ อักเษปะกะ ๑ ธนุวาตะ ๑ ปิณฑิโก เทวสฐ ๑ อรังฆิรุกะ ๑ สสกปาท ๑ ปาศวมัทธนะ ๑ คุทาวัตตนะ ๑ อังคุมัทธกะ ๑ ปาทภรังษ ๑ คุทรังส ๑ คุลปภรังษ ๑ ทันตเภท ๑ โอฏฐเภท ๑ สังขเภท ๑ เมฒรเภท ๑ โสณิเภท ๑ หณุสรังษ์ ๑ ขิลา ๑ สันธิวาต ๑ อุททรเวฏฐ ๑ กุณฑลี ๑ ชาทุวิเสลษกะ ๑ วิฏเภท ๑ สวัตมางสกะ ๑ วัตมัษดัมภ์ ๑ อักษิรุกะ ๑ ปักษาปโรธ ๑ วักษาตติ ๑ ติมิร ๑ มุขตา ๑ ภรม ๑ อุชุมภ ๑ นิทรานิศว์ ๑ รุกษ์ ๑ สรุวัณณตา ๑ ปารุส ๑ ประลาป ๑ ปาวุ เสยย ๑ อัศโสส ๑ หรตโมห ๑ วิปาทิกา ๑ ฆานะกัณฐ ๑ ทันติ เสถิลย ๑ หรโทต ๑ วากกัมปา ๑ มุขตานุ ๑ เกสปตนะ ๑ อามนัตว ๑ อสัททสวนะ ๑ เกสวุฏฐน ๑ ชื่อว่า วาตะพยาธิ ๘๐ ประการ หมอพึงรู้ด้วยประการ ดัง นี้ ๒๖)ในปิตตะพยาธิ ๔๐ ประการนั้น คือ โรส ๑ เปลาส ๑ ทรวถุ ๑ วิทาหัตว์ ๑ ตทาหะ ๑ อันตทา หะ ๑ ภูมกะ ๑ อัมพกะ ๑ อุณหาติกะ ๑ อติเสวต ๑ อังคคันธะ ๑ อทาวะ ๑ วสรณะ ๑ โสนิตเกลค ๑ ตวักะ มางษ์ ๑ รณะ ๑ จัมมธารณะ ๑ รัตโกป ๑ รัตตวิปโผฏ ๑ รัตตมณฑลี ๑ รัตตปิตตะ ๑ หาริตัตว์ หารัตว์ ๑ ทิลิ กะ ๑ การิส ๑ กามิลา ๑ ปิตตาสุตา ๑ โลหิต ตัณฐตา ๑ ปูติมุขัตว์ ๑ ตริษนาทิก ๑ อัตถูปถิ ๑ อัสศาปาภะ ๑ ตะละปากะ ๑ อักขิปากะ ๑ โวยุปากะ ๑ เมฒรกะ ๑ ยุหาทาร ๑ ตมะประเวศ ๑ หริตร หริตรา ๑ เนตร มุตร ๑ สักกะรา ๑ ชื่อว่า ปิตตะวยาธิ ๔๐ ประการ หมอพึงรู้ด้วยประการดังนี้ ๒๗)ในเสมหะวยาธิ ๒๐ ประการ นั้นคือ ตรุตถิ ๑ นันทา ๑ นิทราทิกา ๑ ไสตยมิตร์ ๑ ตุรุคาตรา ๑ อาลัศย ๑ มุขมธุรี ๑ ประเสกะ ๑ เสลษมาตติรณ ๑ มา ลาทิกษา ๑ หรโทชเลป ๑ กัณโฐปเลป ๑ ธมนีประติม ๑ กลกัณฐ ๑ อนิตโถลย์ ๑ โสตย์ ๑ ฆิตาคนิตว์ ๑ อุททา ๑ เสวตาว ๑ ภาสสลา ๑ เสวตเนตร์ ๑ มุตรสฤราตว์ ๑ ชื่อว่าเสมหะวยาธิ ๒๐ ประการ หมอพึงรู้ด้วย ประการดังนี้ ชื่อว่า ตริวิธวยาธิลักษณะ (จบแต่เพียงเท่านี้) ตรวจแล้ว ๒๘)ในอามา คนิทล ลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า ร้อน ๔ ประการ คือ ร้อนเสลด ๑ ร้อนลม ๑ ร้อนดี ๑ ร้อนประชุมกันทั้ง ๓ คือ เสลด,ลม,ดี,รวมกันทั้งสามประการ เป็นร้อน ๔ ประการ ทั้ง ๔ นี้ เป็นเหตุให้เกิด อัคนี ๔ ประการ คือ สัม อัคนี หรือ สมาคนี ๑ มันทาคนี ๑ วิสมาคนี ๑ ติขิณาคนี ๑ บุคคลมีเหมหะมากให้ เกิด มันทาคนี บุคคลมีน้ำดีมากให้เกิด ติขิณาคนี บุคคลมีลมมากให้เกิด วิสมาคนี บุคคลมี เสลด,ดี,ลม, ทั้ง ๓ เสมอกันให้เกิด สมาคนี หมอพึงพิจารณาดูไฟทั้ง ๔ ให้รู้แล้ว ถ้าเห็น มันทาคนี ให้ยาแก้ เสลด, ถ้าเห็น ติขิณาคนี ให้ยาแก้ ดี , ถ้าเห็น วิสมาคนี ให้ยาแก้ ลม, ถ้าเห็น สมาคนี ให้ยาแก้ เสลด, ดี, ลม, เสมอกัน เถิด ดังได้กล่าวมานี้ ชื่อว่า อามาคนีพลลักษณะ (จบแต่เพียงเท่านี้)
๒๑ ๒๙)ในอาทาน ลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า ข้าว,น้ำ,และอาหาร, เป็นเค้าที่จะให้เกิดโรคทั้งปวง อาการที่ แพทย์รู้ว่าคนไข้กิน ข้าว, กินน้ำ, สิ่งใดจึงบังเกิดโรคดังนี้ ชื่อว่า อาทาน ลักษณะ (จบแต่เพียงเท่านี้) ๓๐)ใน นิทาน ลักษณะ นั้นมีเนื้อความว่า แพทย์เห็นโรคสิ่งใด ๆ แลรู้จักลักษณะโรคว่า บังเกิดเพราะ เหตุประเภท แห่ง เสลด,ลม,แล ดี, เป็นต้นดังนี้ ชื่อว่า นิทาน ลักษณะ (จบแต่เพียงเท่านี้)๓๐)ใน บุรพเหตุ ลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า โรคสิ่งใดบังเกิด ในกาย แลกายนั้นเดิม?เป็นอาการสิ่งใดมาก่อนจึงเป็นโรค แพทย์ พึงรู้จักอาการของโรคนั้น ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า บุรพลัก,กษณะ (จบแต่เพียงเท่านี้) อันว่า วิธีแก้ไข้นั้น ๆ โดยจำแนกออกเป็น ลม,ดี,แลเสลด, ทั้ง ๓ ประการ นักปราชญ์ที่ฉลาดพิจารณา แล้วพึงรู้โดยนัยที่ได้กล่าวมานี้ อันว่าแพทย์ผู้ประเสริฐผู้ใด มีอุสาหะพิจารณา วงษ์ แห่งแพทย์ ๓๐ ประการนี้ รู้ ชัดเจนแล้ว แพทย์ผู้นั้นได้ชื่อว่า พวกพันธุ์แห่งชีวกเป็นต้น แพทย์ผู้นั้นมีคุณปราศจากมลทิน เหมือนดัง ทัด ทรงพวงดอกไม้อันงาม (อิติวรโยคสาร ภิสกลักขโณทยํ ปฐมํ) (กล่าวมาด้วยกำเนิด ลักษณะแห่งแพทย์ จบแต่ เพียงเท่านี้ โรค ๕๗๒ ประการ ว่าด้วยโรค ๕๗๒ จำพวก ว่าด้วยวิธี ๘ ว่าด้วย สัพสาธารณะ ว่าด้วยสรรพคุณผูก ๒ ว่าด้วยแพทย์ผู้ ฉลาดเมื่อปรารภ ภิสักศิลปะศาสตร์ ดังนี้ บัดนี้จะสำแดงซึ่งปฏิบัติการณ์ แห่งโรค ๕๗๒ จำพวก ด้วยวิธีการ รักษาโรค ๔๘ วิธี คือ ภิสังคลักษณะวิธี ๑ ทรัพคณติกิจฉา ๑ อันนะปานะติกิจฉา ๑ ปฏิสนธิ ครรภปสวป กุมาร ติกิจฉา ๑ สิโรโรคติกิจฉา ๑ อภิสยันธะติกิจฉา ๑ อักขิโรคติกิจฉา ๑ ฆานะโรคติกิจฉา ๑ มุขโรคติกิจ ฉา ๑. ชระโรคติกิจฉา ๑ รัตตปิตตะติกิจฉา ๑ ขยะโรคติกิจฉา ๑ ทิกาสวาปัญจกาเสยะ สะระเภทติกิจฉา ๑ เสลษมาโรคติกิจฉา ๑ ฉัททติ ตฤษ ณุอรุ จิตติ กิจฉา ๑ หะโทคติกิจฉา ๑ อาม อัคนิติกิจฉา ๑ วิทราติกิจฉา ๑ กุฏฐติกิจฉา ๑ คลุมาทิกิมิโรคติกิจฉา ๑ อุทระติกิจฉา ๑ ประ เมหะ ติกิจฉา ๑ อุปทังสติกิจฉา ๑ พะละวุฏฒิ ติกิจฉา ๑ ภะคันธะระติกิจแ ๑ อุรา อัตตะ ติกิจฉา ๑ กามิลาปัณฑุโรคติกิจ ฉา ๑. โสปะสิปะทะเอกังสา ติกิจฉา ๑ ขสุททโรควะณะภะคันธระ ติกิจฉา ๑ อิตริโรค ติกิจฉา ๑ สามัญวิธี ติกิจฉา ๑ อัฏฐกรรมวิธี ๑ สลัยวิธี สระวิธี ๑ สุทธิวิธี ๑ ประติวิ สะวิธิ อิสะวิธิ อันเดียวกัน ๑ ระสายะ นะวิธี เวียญชิกะระณะวิธี สองวิธีนี้เป็น ติกิจฉา อันเดียวกัน ๑ เป็นติกิจฉา ๔๘ ดังนี้ แล ภิสังคลักษณะวิธี นั้นกล่าวแล้วในกาลก่อน ในสัพยะสาธารณะ ทรัพยคณะติกิจฉา เป็นดัง ฤา ตันโล ตุโล จัฒยันนัง มีเนื้อความว่า แพทย์ผู้ใดรู้แล้ว ซึ่งหมู่แห่งยาก็ดี ซึ่งคุณแห่งยาก็ดี พึงประกอบให้ต้อง ด้วยกับโรคทั้งหลาย โดยสมควรแก่สรรพยา และโรคนั้น ๆ เหตุดังนั้นจึงให้รู้ซึ่ง ทรัพคณะ แลทรัพยคุณ ใน คัมภีร์ วรโยคสารนี้ อันว่า โอสถ มี ๒ ประการ แลทรัพย์นั้นมี ๓ ประการ โภคมะทรัพย์อันเกิดในปถพี ๑ อุพพิททรัพยา อันเกิดขึ้นสูงพ้นดิน ๑ ชังคมะ ทรัพยา อันเกิดเพราะสัตว์มีเท้า ๑ เป็น ๓ ประการดังนี้ พัสดุที่มีกำลัง อันว่าพัสดุที่มีกำลังนั้น มีทองคำเป็นอาทิ เป็นต้น มีเกลืออันเค็มเป็นที่สุด บันดาที่เกิดใน ปถพี ได้ชื่อ โภคมะทรัพย์ อุภิททรัพย์ มี ๔ ประการ คือ วะนะปะตะยะ ๑ วะนะปะติ ๑ วิรุพธ ๑ โอสธิ ๑ คือ ประกอบด้วยดอก และ ผล ชื่อ วะนะปัตตะยะ ทรัพย์ที่ไม่มีดอกและ ผล ชื่อว่า วะนะปะติ เครือเถากับทรัพย์ ต้นเล็ก ๆ ชื่อ วิวุทธ ทรัพย์ที่มีผลแล้ว คือทำให้ต้นตายไป ชื่อ โอสถี น้ำผึ้ง,น้ำมัน,เนย, คูถ ๓ สิ่งนี้เป็นอาทิ ชื่อว่า ชังคมะทรัพย์ กิริยาที่นอนและอดนอน แลกิริยาที่ส้อง เสพสิ่งของแลเวทมนต์ แล ลมพัดแดดร้อน ตกใจและความยินดี นวดฟั้นเศร้าโศกเป็นอาทิดังนี้ ชื่อว่า อทรัพย์มิได้จัดเป็นยา
๒๒ อันว่าทองคำนั้น มีคุณให้อิ่มอันให้เกิดความรักใคร่ ให้รสที่สุก และมีรสอร่อย แลทองคำนั้นแก้โทษ พิษ มีรสเย็น รสให้รัก รสฝาด เป็น ระสายะนะ ให้จำเจริญอายุ เงินนั้นมีคุณ อันละเอียด มีสรรพคุณเย็นให้รสที่สุกแล้วนั้นกระทำให้คนนั้นสรรเสริญให้จำเริญอายุทุก เมื่อกระทำให้ผอมได้แต่ว่า ระงับลมและระงับดี ทองแดงนั้น มีรสขม หวาน ฝาด กระทำให้ผอม ให้เบา ให้เผ็ด มีรสสุกอร่อย กระทำให้แผลเย็น ให้ แผลงอกเนื้อ ระงับ ปิตตะ คือ ดี ระงับเสมหะ คือ เสลด ทองสัมฤทธิ์ มีรสฝาด รสขม อนุโลมตามรสทั้งปวง กระทำให้ปราศจากมลทิน กระทำให้ผอม มีรสสุก อร่อย กระทำให้อินทรีย์ผ่องใส กระทำสารพัดในกาย ให้แห้ง ระงับ ปิตตะ คือ ดี ระงับเสมหะ คือเสลด ทองเหลือง มีรสขมรสเค็ม ชำระมลทิน ระงับโรคผอมเหลือง เกิดแต่ กิมิชาติ ระงับ ลม กระทำให้ ผอมเหลือง ตะกั่วเกรียบ มีคุณแม้นคล้ายทองเหลือง เหล็กชอบกับตา มีรสฝาด มีรสหวานมีรสขมกระทำให้ผอม ให้ลมกำเริบ กระทำให้เย็น ระงับโรคเกิด เพื่อ กิมิปิตตะ เสมหะ แก้วทั้งปวงชอบกับตา กระทำให้ผอมให้เย็น มรกฏ ,สังข์,ฟองน้ำ ชะเล ตุ๊กต่ำ , โคริกา, เป็นอาทิ กระทำให้อินทรีย์ผ่องใส กระทำให้ผอม ระงับโรค กัณฑุโรค โรคหิด, คันฑุโรค คือ ฝี, ระงับโรคเพราะเกิดจาก มิกิชาติ ระงับเสมหะ ระงับพิษ มะโนสิลา คือ หรดานแดง เป็น ภาษาลังกา หมอไทยเรียกว่า กำมะถันแดง มีคุณดังแก้ว มี รสฝาด ,รสหวาน,รสขม, ระงับโรค รัตตะปิตตะ โรคพิษ ,แก้ราก คืออาเจียน,แก้สะอึก, ทำให้ตาสว่าง ดินสอพองในป้องไม้ไผ่มีรสหวาน รสเย็น แก้ขัยรักษาโรคริดสีดวง แห้งแก้สาระโรค คือ โรคหอบ กาสะโรค คือ โรคไอ เกลือวะระทวัง เผาไฟแล้วแช่น้ำเอาแต่ด่างมีคุณมาก เกลือนี้ก็ดี เกลือสะวะสาก็ดี ยะวะกะสา คือ น้ำประสารดีบุก ก็ดี ทั้ง ๓ ประการนี้ กระทำให้แห้ง ระงับ เสมหะ วาตะ ปิตตะ ฏังคะณะ คือ น้ำประสารทอง นั้น ให้จำเริญไฟธาตุ ระงับ โรค กุฏฐะ, โรคพิศม์ ยาจำเริญชีวิต หิมะปะลา ,กิริกะ เวฬุ มหากะเวฬุ ๓ สิ่งนี้ ก็ดี มหาเมวัง สุลุเมวัง ๒ สิ่งก็ดี มะละแวน นะ มุงแวนนะ ๒ สิ่งนี้ก็ดี อุสะภะ กะชิรุภะ ๒ สิ่งนี้ก็ดี มะธุลัฏฐิ คือ ชะเอม ก็ดี คณะนี้ให้เจริญชีวิตจึงได้ชื่อ ว่า ชิวะนิยะ คณะ ยาเจริญอินทรีย์ มหาแกแนศ ๑ สิหิงแกะแนศ ๑ อมุกกะรา ๑ มหแกลิยะ ๑ พะลา คือ ต้นขัดมอญ ๑ เลละสิริแวะฑียะ ๑ เอระมินิยะ คือ เล็บเหวี่ยว ๑ อัศแวนนะ คือหญ้าเกล็ดหอย ๑ วะจา คือ ว่าน้ำ ๑ นิหิสุปะ ละ ๑ พิละวะ คือ มะตูม ๑ หิริมะสุ ,ระมะนิ, คือ รากอบเชย กิริอังตุนะ ๑ แอะแทริยะปะลุ ๑ ต่อหน้า ๕๖ ตรวจแล้ว มุตุนุแวนนะ คือ ผักเป็ด ๑ อะมะตะวัลลี คือ บอระเพ็ด ๑ สะตาวะริ คือ รากสามสิบ ๑ โคอุระ คือ โคกกระสุน ๑ นิระละ ๑ สุลุแกระ คือ หญ้าคมบางเล็ก ๑ กัฏฐเวละ พฏุ คือ มะเขือหนาม ๑ ตะฑะพุทุ ๑ เหละพฏุ คือ มะเขือขาว ๑ มะธุลัฐิ คือ ชะเอม ๑ มิทิ คือ ต้นคนทิสอใหญ่ ๑ แปะบีลิยะ โกศจุฬาลำพา คณะดังกล่าวมานี้ให้จำเริญชีวิต ให้เกิดกำลัง ให้บำรุงไฟธาตุ ให้จำเริญอินทรีย์แต่ละอย่าง มีกำลังมากต่างกัน กินยานี้เข้าไปแล้วหาโทษมิได้ ให้เอา น้ำตาลกรวด,น้ำผึ้ง,น้ำนมโค,น้ำมันเนย, ทั้ง ๔ สิ่งนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได้เป็น น้ำกระสายละลายยา ใช้สิ่งหนึ่งก็ได้ ใช้ ๒ สิ่งก็ได้ ใช้ทั้งหมดรวมกันก็ได้ เด็กก็ดี คนแก่ก็ดี คนมีกำลังก็ดี คน ผอมก็ดี คนไม่มีกำลังก็ดี คนธาตุหย่อนก็ดี ให้ประกอบยานี้กินเถิด อนึ่งกินแล้วให้บังเกิดบุตร ให้ อก คอ แค่น ทั้ง ๔ มีกำลัง ถึงกระดูกหักก็ดี แพทย์ก็นับถือรักษาด้วยยา นี้เถิด
๒๓ ยาครรภ์รักษา ขัดมอญเล็ก ๑ ขัดมอญใหญ่ ๑ กิริกะ เวฬุ ๑ มหากะเวฬุ ๑ ต้นอ้อย ๑ อะมุกะหะรา ๑ กิริดิลวะ ๑ อโนชาคำ ภาษาลังกา ภาษาไทย เรียกว่า น้อยหน่า ๑ อันว่ายาหมู่นี้กระทำให้อิ่ม เหตุดังนั้นจึง ได้ชื่อว่า ปะหะติคณะ เป็น ครรภ์รักษา ยาหมู่กินแล้วกระทำให้ผอม ขันทศกร ๑ สิริละ ๑ แห้วหมู ๑ โกศกระดูก ๑ ว่านน้ำ ๑ ขมิ้นชัน ๑ เจตมูลเพลิง ๑ ตำแยเครือ ๑ วิระทะ คือ ขิงสด ๑ อันว่ายาหมู่นี้ทำให้ผอม เหตุดังนั้นจึงได้ชื่อว่า โสกะนิยะ คณะ แปลว่า ทำให้ผอมยาหมู่นี้ กระให้อุจจาระบริสุทธิ์ ต้นรักขาว ๑ ละหุ่ง ๑ แตงกวาร้าน ๑ เจตมูลเพลิง ๑ สิริละสัลข์ ๑ เตรุ ๑ สะระละ ๑ รงทอง ๑ กุสุแวนนะ คือ กะตุกะโรหิณี ๑ พรมมิ ๑ ยาหมู่นี้กระทำให้อุจจาระบริสุทธิ์ เหตุ ดังนี้จึงได้ชื่อว่า เภทนียะคณะ ยาหมู่นี้แก้กระดูแตกหัก ต่อให้ติดกัน น้ำผึ้ง ๑ แอดอะฑะยะ ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ โลท ๑ ประยง ๑ โกตัมพุรุ คือ ผักชี ๑ แอนติธิ ๑ อิทินนะรุ ๑ ยางต้นมะขวิด ๑ ยาหมู่นี้แก้กระดูกแตกหักต่อติด เหตุดังนั้นจึง ชื่อว่า สัณฐานคณะ ยาหมู่นี้จำเริญไฟธาตุให้บริบูรณ์ มหาหิงคุ์ ๑ พริกไทย ๑ ส้มมะขาม ๑ โคมะตุ ๑ เทียนเยาวพาณี ๑ ผลรักเทศ ๑ ปัตตะปัญจะ ๑ ใบไม้ ๕ ประการที่มีอยู่ในเบื้องหน้า ยาหมู่นี้จำเริญไฟธาตุ เหตุดังนี้จึงชื่อว่า ทิป นิย คณะ ยาหมู่นี้แก้แผลทั้งปวง จันทน์หอม ๑ บุนนาค ๑ กิรอตุลุ ๑ เหละกิลิตตะ ๑ ชะเอม ๑ บัวหลวง ๑ แฝกหอม ๑ มะกล่าตาช้าง ๑ รากอบเชย ๑ ยาหมุ่นี้แก้แผลทั้งปวง เหตุนี้จึงได้ชื่อว่า จันธาทิคณะ ยาหมู่นี้แก้ลมที่เป็นเหตุจุกเสียด มูกหลวง หรือโมกหลวง ๑ กระเบียน ๑ มะตูม ๑ เจตมูลเพลิง ๑ ขิง แห้ง ๑ แห้วหมู ๑ สะค้าน ๑ ตำแยเครือ ๑ ส้มปล่อย ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ขมิ้น ๑ ยาหมู่นี้แก้มูลวาตะ คือ ลม ที่กระทำให้จุกเสียด แก้ริดสีดวงงอกในทวารหนัก ชื่อว่า หะริสเชตคณะ ยาหมู่นี้แก้กุฏฐโรค คือโรคเรื้อน แก่นตะเคียน แต่ ภาษาลังกา ว่า ว่านสีเสียด ๑ มะขามป้อม ๑ ผลรัก เทศ ๑ ขมิ้น ๑ สมอ ๑สัตตะบัน ๑ ลั่นทม ๑ ราชพฤกษ์ ๑ พิลังกาสา ๑ ใบมะลิวัน ๑ ยาหนี้แก้ กุฏฐโรค ชื่อ ว่ากุฏฐาราทิคณะ ยาหมู่นี้แก้ฝีทั้งปวง แก้หิดทั้งปวง แฝกหอม ๑ ราชพฤกษ์ ๑ จันทน์ ๑ เมล็ดพันธุ์ผักกาด ๑ แห้วหมู ๑ สะเดา ๑ โมก ๑ ชะเอม ๑ สะตือ ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ยาหมู่นี้แก้ฝีทั้งปวง แก้หิดทั้งปวง ยาหมู่นี้แก้ตัวมิกิชาติหาย อังกุนะ ๑พริกไทย ๑ กะทือ ๑ ว่านเสมา ๑ พิลังกาสา ๑ โลลุ ๑ ต้น คนทิสอ ๑ โคกกระสุน ๑ ว่านน้ำ ๑ เกาะดูรุแพทะ ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่าแก้มิกิชาติหาย ยาขนานนี้ก็ดี ทั้ง ๒ ขนาน แก้พิศม์ มะกล่ำเครือ ๑ โลลุ ๑ ขมิ้น ๑ แรดตะ ต้นข่า ๑ มาราแอตะ เมล็ดต้นทิ้งถ่อน ๑ จันทน์เกราะ ๑ โคกกระออม ๑ กระวาน ๑ ยานี้ก็ดี จันทน์ ๑ ชะเอม ๑ ต้นคนทิสอ ๑ ยานี้ก็ดีทั้ง ๒ ขนานนี้ ใช้แก้พิศม์ ยาขนานนี้แก้อาเจียน น้ำข้าวตอก ๑ พุทรา ๑ ทับทิม ๑ เมล็ดข้าว ๑ เดือน ๑ ส้มซ่า ๑ รัตตะหิริเวริ ยะ ๑ แฝกหอม ๑ ยอดหว้า ๑ ยอดมะม่วง ๑ ดินแห้ง ๑ ยาหมู่นี้ แก้อาเจียน ยาขนานนี้แก้กระหายน้ำ ชิงสด ๑ ตำแยเครือ ๑ หริเวริยะ ๑ โกศจุฬาลำพา ๑ บอระเพ็ด ๑ สะเดาดิน ๑ แห้วหมู ๑ ขี้กา ๑ ผักชี ๑ ยาทั้งนี้แก้กระหายน้ำ ยาขนานนี้แก้ สะอึก มะเขือหนาม ๑ มะเขือขาว ๑ เมวัง ๑ รากบัว ๑ โกศพุงปลา ๑ เปราะหอม ๑ ตำแยเครือ ๑ เมล็ดพุทรา ๑ ยาหมู่นี้ แก้ สะอึก ยาขนานนี้กินผูก ธฏอุติทมูละ ๑ บัวหลวง ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ เกสรบัว ๑ เปลือกโลท ๑ มะละอิต์ตะ มะละทะฑะ ๑ อิทิน์นรุ ๑ ยางง้าว ๑ เมล็ดมะม่วง ๑ ยาทั้งนี้กินผูกชื่อ มะละตาหิ
๒๔ ยาหมู่นี้แก้มูตกิจ หว้า ๑ มะม่วง ๑ มะเดื่อ ๑ ไทรย้อย ๑ ยาทั้งนี้ เอายอด เอละแกทิ ๑ ไกร ๑ สารภี ๑ ส้มเสี้ยว ๑ รักเทศ ๑ มุวะกิริยะ ๑ มะกล่ำเครือ ๑ มะกล่ำต้น ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่า แก้มูตรกฤจฉ จึงชื่อว่า มุตตคหณี ยาแก้ขัดเบา ปัสสาวะไม่ค่อยออก โผฏา ๑ โคกกระสุน ๑ อ้อยป่า ๑ เปลือกอบเชย ๑ โคกกระสุนแดง ๑ หญ้าแพรก ๑ อ้อยเครือ ๑ แห้วหมู ๑ ปหนะเพ ๑ ยาหมู่นี้แก้ขัดเบา ยาหมู่นี้แก้ไอ คนทิสอใหญ่ ๑ ชะเอม ๑ ผักโหมหิน ๑ อตแอติยะ ๑ ตำแยเครือ ๑ สมอ ๑ ดีปลี ๑ โกศพุงปลา ๑ นวะแนติลิยะ ๑ มะเขือหนาม ๑ มะเขือเครือ ๑ ยาหมู่นี้แก้ไอ ยาหมู่นี้แก้ไอ แก้หอบ ขิงสด ๑ แอปุละ ๑ โหมุตุ ๑ สิงคุรุปิยะลิ คือ เปราะหอม ๑ นวะแนติลิยะ ๑ กระเพรา ๑ สุจปลา ๑ กิทิเท ๑ รากบัว ๑ กระวาน ๑ กุลุแวนละ ยาหมู่นี้แก้ไอ แก้หอบ ยาหมู่นี้แก้ไข้ทั้งปวง วิทิปิยะลทะ ๑ เพาะวลุท ๑ มนุแวหุต ๑ รากอบเชย ๑ บอระเพ็ด ๑ ก้นปิด ๑ ตรีผลา ๑ ยาหมู่นี้แก้ไข้ทั้งปวง เป็นยาเย็น ยาหมู่นี้แก้ร้อน บัวหลวง ๑ ข้าวตอก ๑ แฝกหอม ๑ ชะเอม ๑ อุปล ๑ รากอบเชย ๑ น้ำตาลกรวด ๑ หิริเวลิยะ ๑ซ้องแมวใหญ่ ๑ กระโดน ๑ จันทน์ ๑ ยาหมู่นี้แก้ร้อน ตรวจแล้ว ต่อหน้า ๖๐ เป็นยาร้อน ยาหมู่นี้แก้เย็น เนื้อไม้ ๑ ขิงสด ๑ กฤษณา ๑ กาลุแวน ๑ ว่านน้ำ ๑ ผักชี ๑ สิริละ ๑ ดีปลี ๑ มะเขือหนาม ๑ โตฏิละ เป็นภาษลังกา ภาษาไทย ว่า เพกากินฝัก ๑ ต้นคนทิสอใหญ่ ๑ ยาหมู่นี้แก้เย็น ยาหมู่นี้แก้ ยอก แก้เสียด แก้บวม เทียน ๑ พริกไทย ๑ เทียนดำ ๑ สะค้าน ๑ เทียนเยาวะภาณี ๑ เบ็ญจปัตตะ ๑ ใบไม้ ๕ ประการด้วย ทศมูลราก ๑๐ ประการด้วย ยาหมู่นี้ แก้ยอก,แก้เสียด, แก้บวม, ยาหมู่นี้ทำให้เจริญอาหาร น้ำผึ้ง ๑ ชะเอม ๑ ข้าวตอก ๑ สวังคุรุ คือ ดินแดงเทศ๑ ประยงค์ ๑ ยาง ง้าว ๑ ดินเผา ๑ เปลือกไม้เหลือง ๑ น้ำตาลกรวด ๑ เปลือกโลท ๑ ยาหมู่นี้ เจริญอาหาร ยาหมู่นี้แก้ผอมแห้ง แก้คุลุมโรกได้ แก้ลม แก้หอบ ก็ได้ แก้ปิตตะ คือ ดีก็ได้ หญ้าเกล็ดหอยใหญ่ ๑ ผักโหมหินเล็ก ๑ ผักโหมหินใหญ่ ๑ ละหุ่งขาว ๑ ละหุ่งแดง ๑ ทองกวาว ๑ อุสภะกะชิวกะ ๑ โคกกระสุน ๑ รากสามสิบ ๑ ดองดึง ๑ หัวเบ็ญจปัตตะ ๑ วณะแวนนะ ๑ มะเขือหนาม ๑ มะเขือเครือ ๑ แอดสฏิยะ ๑ พาสุ ลุ ๑ เหละติยะ ๑ ถ้ามิได้ให้เอา ให้เอา มุแวนนะ ๑ มหา เหละฑิยะ ๑ ถ้าไม่ได้ ให้เอา มะละแวนนะ อาจาริยะ กล่าวไว้ให้เอา สิ่งละ ๔๐ กล่ำ ถั่วดำ ๑ สะตือ ๑ สวาด ๑ ยาหมู่นี้แก้ผอมแห้ง แก้คุลุมโรคได้ แก้ลม แก้หอบ ก็ ได้ แก้ปิตตะ คือ ดีก็ได้ ยาหมู่นี้แก้ดี แก้โลหิต แก้ประเมหะพลันหาย แก้บาดแผลด้วย แก้ร้อนด้วย แก้เพศของ สตรีในทาง เดินปัสสาวะ ไกร ๑ มะเดื่อ ๑ สารภี ๑ ไทร ๑ มะซาง ๑ มะพลับ ๑ ปยลิ ๑ พุทรา ๑ อนุชะ คือ กุ่มน้ำ ๑ กุ่มบก ๑ กุ่มแดง ๑ อัสสะกัณณะ คือ หูกวาง ๑ มารา ๑ มะม่วง ๑ โคปาลุ ๑ ถ้าไม่ได้ให้เอา โหมุตุ ๑ ทองกวาว ๑ รักเทศ ๑ โลทขาว ๑ หว้าควาย ๑ หว้านก ๑ ชมพู่ใหญ่ ๑ ยาหมู่นี้แก้ดี แก้โลหิต แก้ประเมหะ พลันหาย แก้บาดแผลด้วย แก้ร้อนด้วย แก้เพศของ สตรีในทางเดินปัสสาวะฯ ยาหมู่นี้ กำจัด วาตะ เสมหะ ให้ออกจากร่างกาย ดีปลี ๑ เจตมูลเพลิง ๑ ว่านน้ำ ๑ โมกมัน ๑ ดีปลี ใหญ่ ๑ รากช้าพลู ๑ แห้วหมู ๑ ขิงสด ๑ กระวาน ๑ อิรทะ ๑ กระจา ๑ สะค้าน ๑ พริกไทย ๑ เทียนเยาวะ ภาณี ๑ เมล็ดพันธุ์ผักกาด ๑ ภารยพติทัมเทอุสุนุ ๑ สิหิงแมฑหังคุ ๑ มหาแมฑหังคุ ๑ สะเดา ๑ เทียนดำ ๑ ตำแยเครือ ๑ พิลังกาสา ๑ ยาหมู่นี้กำจัด วาตะ คือ ลม เสมหะ คือ เสลดฯ ยานี้มีชื่อว่า เอลาทิคณะ แก้ต่อม แก้ฝี แก้พิษ แก้วาตะ คือ ลม แก้เสมหะ คือ เสลด กระแจะ ๑ กระวาน ๑ โลท ๑ หิริเวลิยะ ๑ เกสรสารภี ๑ มะแว้ง ๑ ใบพิมเสน ๑ เปราะหอม ๑ กาลเวล์ ๑ ดอกจันทน์ เกาะ ๑ ข่อย ๑ ดอกบุนนาค ๑ เปลือกไม้เหลือง ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ธะสะยะ ๑ รงทอง ๑ สาละมละ คือ
๒๕ ดอกรัง ๑ สังข ๑ สิริวุฏ ๑ หว้า ๑ ชันไม้รัง ๑ วะหะนะยะ เป็น หอยวิเศษ ใน มหาสมุทร ๑ ชฎามังษี ๑ โกศ กระดูก ๑ ยาดังกล่าวนี้ชื่อว่า เอลาทีคณะ แก้ต่อ แก้ฝี แก้พิศม์ แก้วาตะ เสมหะ ฯ ยานี้ แก้อันตะวิทราโรค แก้มันทาคินี แก้เสมหะ แก้คุลุมโรค หายแล ยาขนานนี้ให้เอาแต่ ราก ทั้งหมด สันพร้ามอน ๑ ฏุกแวลังคุ ๑ รากสามสิบ ๑ มะตูม ๑ สิหิแมฑหังคุ ๑ มะรุม ๑ หญ้าคา ๑ ดอกคำทั้ง ๒ มะเชือ ชาว ๑ มะเขือหนาม ๑ ธารุสก คือ มะปราง ๑ นิยะทะ ๑ ติตติตะ ๑ ถ้าไม่ได้ให้เอา เกมิทะ ก็ได้ คนทิสอใหญ่ ๑ สะค้าน ๑ เจตมูลเพลิง ๑ สะตือ ๑ ยาดังที่ได้กล่าวมานี้ ได้ชื่อว่า วะระนาทีคณะ แก้อันตะวิทราโรค แก้มัน ทาคินี แก้เสมหะ แก้คุลุมโรค หายแล ยาขนานนี้ให้เอาแต่ ราก ทั้งหมด ต่อ ๖๒ ตรวจแล้ว ยาแก้ประเมหะ แก้กระทะชะ แก้ไข้จับ แก้ราก แก้เสมหะหาย ราชพฤกษ์ ๑ เจตมูลเพลิง ๑ หังคุลุ ๑ มะเขือหนาม ๑ เล็บเหี่ยว ก็ได้ ๑ สะเดา ๑ แคป่า ๑ เมฑหังคุ ๑ ต้นศีรษะเต่า ๑ บอระเพ็ด ๑กระเบียน ๑ ก้นปิด ๑ สะเดาดิน ๑ ขี้กาแดง ๑ สะตือ ๑ สิริละ ๑ โมกมัน ๑ ดอกคำทั้งสอง ๑ นิระละเคาะแวล ก็ได้ ๑ สัตตะบัน ๑ ยาดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า อโรคาทิคณะ ยาแก้ ประเมหะ แก้กะธะชะ แก้ไข้จับ แก้ราก แก้เสมหะ หายฯ ยาหมู่นี้ แก้ปัสสาวะ แก้วัณโรค แก้เสมหะ แก้เมททั้ง ๒ แก้เพศสตรีในทางปัสสาวะ กระทำให้กายมั่น แก้สารพัดพิษ ยาขนานนี้เอาแต่เปลือก แต่ราก ให้ เอา โลทขาว หรือ โลทแดงก็ได้ ๑ แห้วหมู ๑ ปลุ ๑ กล้วย ๑ รัง ๑ เอละวะนุ ๑ โกะโนล์ ๑ พระยามือเหล็ก ๑ บุกรอ ๑ ซ้องแมวใหญ่ ๑ อิค์สาลุ ๑ ยาหมู่นี้ชือว่า โล ทาทิคณะ แก้เสมหะ แก้เม็ดทั้ง ๒ แก้เพศสตรีในทางปัสสาวะ แก้วัณโรค กระทำให้กายมั่น แก้สรรพพิศม์ฯ ยาแก้ปักกติ สารโรค คือ โรคบิดที่เหน้าเปื่อย ก้นปิด ๑ ดอกคนทีสอเล็ก ๑ เปลือกโลท ๑ อิทินนรุ ๑ เกสรบัว ๑ ชะเอม ๑ สุลมลิป ๑ มะตูม ยาหมู่นี้ชือ่ว่า อัมพะฏาทิคณะ แก้ปักกาติสารโรค คือ โรคบิดเหน้า ยาหมู่นี้กระทำให้กายผอม ลดความอ้วน แก้เสมหะ แก้กุฏฐโรค แก้ปิตตะ แก้เสมหะ แก้ไข้ทั้งปวง อนึ่งกระทำให้ถอย กำลัง บำรุงไฟธาตุ ด้วย ตรีผลา มีสมอเป็นต้น แก้วิสมชรา คือไข้ที่ผิดสำแลง ทำให้ตาสว่าง บำรุงไฟธาตุ แก้เสมหแก้กุฏฐโรคแก้ปิตตะแก้เสมหะหาย มะขามป้อม ๑ สมอ ๑ ดีปลี ๑ เจตมูลเพลิง ๑ ยาหมู่นี้ ชื่อว่า อาละมะกาทิคณะ ยาหมู่นี้กระทำให้กายผอม แก้เสมหะ แก้กุฏฐโรค แก้ปิตตะ แก้เสมหะ แก้ ไข้ทั้งปวง อนึ่งกระทำให้ถอย กำลัง บำรุงไฟธาตุ ด้วย ตรีผลา มี สมอ เป็นต้น แก้ วิสมชรา คือไข้ที่ผิดสำแลง ทำให้ตาสว่าง บำรุงไฟธาตุ แก้เสมหะ แก้กุฏฐโรค แก้ปิตตะ แก้เสมหะ ฯ อันว่า ทรัพย์พระยา มี สมอเป็นอาทิ อาจารย์ผู้วิเศษย่อมสรรเสริญไว้ในคัมภีร์ทั้งเป็นอันมาก เหมือน ดังคำอุทาหรณ์ ว่า ทะรักษา ที่ ตรีผลา กัสมรีติ ดังนี้ มีขนานหนึ่ง ติลาทะลานิ เอลปูตปัล ลวตรูปีติผลาดังนี้ ก็มีขนานหนึ่ง เหตุดังนั้นจึงได้เอา สมอ เป็น อาทิ มาสรรเสริญไว้ในคัมภีร์ เล่มนี้ ยาแก้ เสมหะ แก้ราก แก้กินข้าวไม่ได้ แก้ฝี แก้พิษหาย ขี้กา ๑ จันทน์ ๑ แมฑหังคุ ทั้งสอง ๑ ตำแยเครือ ๑ กันปิด ๑ บอระเพ็ด ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่า ปะโตลาทิคณะ ยาแก้ เสมหะ แก้ราก แก้กินข้าวไม่ได้ แก้ ฝี แก้พิศม์หายฯ ยาแก้กระหายน้ำ แก้ร้อน แก้ราก แก้กินข้าวไม่ได้แก้สารพัดไข้ให้หายจันทน์ ๑ บอระเพ็ด ๑ สะเดา ๑ ผักชี ๑ บัวหลวง ๑ ยาหมู่นี้ ชื่อว่า คโลจาทิคณะ ยาแก้กระหายน้ำ แก้ร้อน แห้ราก แก้กินข้าวไม่ได้แก้ สารพัดไข้ให้หาย ยากระทำให้อิ่มเอิบ ให้เกิดน้ำนม ให้เจริญอายุ แก้ปิตตะ แก้วาตะ แก้เลือดหาย เป็นยาที่ดีสำหรับ ผู้หญิง กิริกะเวฬู ๑ มหาเวฬู ๑ ชะเอม ๑ โกศพุงปลา ๑ สุลุเมวัง ๑ มหาเมวัง ๑ โอสัมพิยะ ๑ โปตะรุ ๑ มิมะ ทะ ๑ สุลุกรัต์ ๑ ทะฑะกะรัต์ ๑ มุแวนนะ ๑ มัดสะแวนนะ ๑ ตุมปีฏิยะ ๑ สะสุเตฑละ ๑ มหาเตดะละทั้งสอง นั้นไม่มีให้เอา สุลุกะรัต์ มหาสุลุกะรัต์ ใช้แทนก็ได้ นม ๑ บัวหลวง ๑ บอระเพ็ด ๑ ยาหมู่นี้ชื่อว่า กาโกลาที