๗๖ เอาหนักสิ่งละ ๑ ส่วน แก่นไม้มะหาด ๑ แก่นไม้ปรู ๑ แก่นไม้สนเทศ ๑ สักขี ๑ ผลเมื่อย ๑ รากมะกล่ำต้น ๑ รากประดงข้อ ๑ ดีปลี ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ หนักสิ่งละ ๒ ส่วน เหมือดคน ๑ ส้มเสี้ยว ๑ ส้มสันดาน ๑ พริกไทย ๑ ขิง ๑ สิ่งละ ๑ ส่วน รากคนทา ๕ ส่วน หัวยาเข้าเย็น ๑๐ ส่วน ต้มให้กินหายแลฯ มูตรเมื่อพิการ หรือแตกนั้น ให้ปัสสาวะวิปราศ คือแดง คือเหลือง แลเป็น นิ่วก็ดี บางทีเป็นดุจนำข้าวเช็ด ให้ขัดเบา ให้เจ็บ หัวเหน่า ให้หัวเหน่าฟกเป็นนิ่วให้เป็นมูตรตะกิจ เป็นสันทะฆาตกาฬขึ้น ให้มูตรพิการแปล เป็นต่าง ๆ ถ้าจะแก้ ยาแก้มูตรแตก พิการ นั้น ท่านให้ประกอบยาตามนี้ เอา สะค้าน ๑ รากช้าพลู ๒ รากเจตมูลเพลิง ๓ ดีปลี ๔ ขิง ๕ ผลมะตูมอ่อน ๖ แฝกหอม ๗ สมอทั้งสาม ๑ พันธุ์ผักชี ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ หัวยาเข้าเย็นจีน ๑ อ้อยแดง ๓ ป้อง โคกกระสุน ๑ หัวแห้วหมู ๑ ต้มให้กินหายแลฯ ยาต้มแก้ขัดเบา เอาใบมะขามกำมือ ๑ ใบส้มป่อยกำมือ ๑ ใบมะนาว ๗ ใบ หอม ๑ หัว สารส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑บาท น้ำอ้อยงบ ๑ งบ หักเป็น ๔ ส่วน เรียงเป็น ๔ ทิศ เอา อันที่อยู่ตรง กับทิศตะวันตกทิ้งไปเสียอันหนึ่ง เหลือ ๓ อันใส่หม้อต้มให้กิน เบาออกคล่องหายแลฯ ตรวจ ๑๙๐ ถ้ายังไม่ออกสะดวกดี ท่านให้แก้ในกระบวนโรค ตามคัมภีร์ปะระเมหะต่อไปเถิด บัดนี้จะจะว่าด้วยธาตุดินต่อไป พระอาจารย์เจ้าจัดออกเป็นแพนกแต่ละสิ่ง ๆ (๑)คือ ผมถ้าพิการ ให้เจ็บสมองที่หัว ให้ผมร่วง ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้รักษาเถิด ให้เอา ทางตาล มา ลนไฟบิดเอาน้ำถ้วย ๑ ใบคราม ตำบีบเอาน้ำถ้วย ๑ หญ้าแพรก ตำบีบเอาน้ำถ้วย ๑ ขมิ้นอ้อย ตำบีบเอาน้ำ ถ้วย ๑ น้ำมันงา ถ้วย ๑ หุงให้คงเหลือแต่น้ำมัน เวลาปรุง เอา ดีกา ๑ ดีนกกาน้ำ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ทาศีรษะ แก้ผมพิการหายแลฯ ขน เมื่อ พิการ ให้เจ็บทุกขุมขน ทั่วสารพางค์กาย ถ้าจะแก้ให้ทำยาน้ำมันที่แก้ผมพิการมาทาแก้ขน พิการได้ แล้วจึงทำยากินรักษาภายในต่อไป ให้เอา รากส้มป่อย ๑ รากพุดลา ๑ มะกรูด ๑ ผล ต้มกินแก้ได้ ทั้ง เกษา,โลมา,พิการหายแลฯ เล็บเมื่อ พิการทำให้ต้นเล็บช้ำเขียวดำก็ดี บางทีให้ฟกบวม เป็นต้นเดือน กลางเดือน บางทีให้ขบเล็บ ช้ำเป็นหนองทำให้เจ็บปวดยิ่งนัก ถ้าจะแก้ ยาแก้เล็บพิการให้ทำยานี้รักษาเอา ชะมดต้น หรือ ฝ้ายผี ก็เรียก ๑ ข้าวสุกเผาไฟให้โชน ขมิ้นอ้อย ๑ ยาดำ ๑ ดินประสิวขาว ๑ บดพอกที่เล็บ หายแลฯ ถ้ายังไม่ฟัง เอา ฟองไข่เป็ด ๑ เอาแต่เยื่อไข่ขาวมาประสม กับปูนที่กินกับหมาก พอกที่เล็บ รัดเอาไว้ ให้แห้งเองแลฯ ถ้ายังไม่ฟังให้ประกอบยาขนานใหม่ เอา ใบผักปรัง ๑ ใบบานเย็น ๑ ข้าวสาร ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บดพอก ที่เล็บหายแลถ้ายังไม่ฟังอีกท่าให้ทำยาเกร็ดรักษาต่อไปเถิดฯ ฟัน เมื่อพิการ หักถอนแล้วก็ดี ยังอยู่ก็ดี ก็ย่อมเป็นประเวณีสืบต่อๆกันมา ถ้าเจ็บในไรฟันในรากฟัน ในเหงือก ก็ให้แก้ในทางลำมะนาดนั้นเถิดฯ หนัง พิการ ให้หนังมักสาก หนังชาไป ถ้ามด หรือ แมลงวันจะไต่จะจับก็ไม่รู้สึกที่ผิวกาย ให้แสบให้ ร้อนยิ่งนัก เรียกว่าเป็น กรรมมีโทษ (คือโทษเกิดจากกรรม) ให้ประกอบยา ใส่แป้งข้าวหมาก ๑ เปลือก เฉียงพร้านางแอ ๑ โกศหัวบัว ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เอาเสมอภาค เท่ากัน ทำเป็นยาผง ละลายน้ำดอกไม้ ชโลมกายที่เป็นหายแล ยากินแก้หนังพิการ เอา ขิงแห้ง ๑ รากมะแว้งทั้งสอง ๑ ผลกระดอม ๑ รากมูลกาแดง ๑ สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ เสมอภาคเท่ากันต้มปรุงด้วย ขันทศกรแลน้ำผึ้ง กินแก้ไข้กรรมมิโทษ อันเกิดใน ผิวหนังหายแลฯ
๗๗ เนื้อพิการเนื้อมี ๕๐๐ ชิ้นถ้าพิการให้เสียวไปทั้งตัวมักให้ฟกในที่นั่นบวมที่นี่ให้เป็นพิษบางทีให้ร้อนดุจ ไฟบางทีให้ฟกดุจประกายดาษประกายเพลิง ถ้าจะแก้เนื้อพิการให้ประสมยาแก้ดังนี้ เอา ก้ามปูทะเลเผา ๑ ฝางเสน ๑ รากลำโพง ๑ รากหมีเหม็น ๑ รากบัวหลวง ๑ เปลือกทองหลางน้ำ ๑ โกศก้านพร้าว ๑ บดด้วยน้ำว่านหางจระเข้ต้ม เป็นน้ำกระสายยา ทา ทั้งตัวหายแลฯ ถ้าบวม ให้เผาข้าวสุกให้ไหม้ ๑ ใบขี้เหล็ก ๑ ยาดำ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บดละลายน้ำปูนใสทาหายแลฯ ยากินแก้ภายใน ให้ใส่ ว่านเปราะ ๑ สมอเทศ ๑ เทียนดำ ๑ ไพล ๑ รากพันธุ์งูแดง ๑ ตรีกฏุก ๑ เอา เสมอภาคทำเป็นจุณ ละลายน้ำมะนาว น้ำส้มซ่า น้ำร้อนก็ได้ เอา รำหัด เกลือ ตัดลงกินหายแลฯ ยานี้ชื่อว่า สังฆเภทฯ เอ็น เมื่อพิการ ส่วนว่า สันประธาน ๑๐ ประการ มีบริวาร ๒๗๐๐ เส้น นั้น ก็หวาดไหวไปสิ้นทั้งนั้น ที่ กล้าก็กล้าที่แข็งก็แข็ง ที่ตั้งดาน ก็ตั้งดาน ที่ขอดก็ขอดเข้าเป็นก้อนเถาไป เป็นเหตุแต่จะให้โทษนัก แต่ เส้นอัน ชื่อว่า สุมะนา กับเส้น อำมะพฤกษ์ นั้น ทำเหตุแต่จะให้ระส่ำระสาย ให้ร้อนให้เย็นให้เมื่อยให้เสียวไปทุกเส้น เอ็นทั้งตัว ตั้งแต่ที่สุดบาทาตลอดขึ้นไปถึงศีรษะ ท่าทางที่จะให้เจ็บเป็นเวลา แต่ส้น อำมะพฤกษ์สิ่งเดียว นั้นให้ โทษถึง ๑๑ ประการ ถ้าพร้อมทั้ง ๒๗๐๐ เส้น แล้วก็ตายแล ถ้าเป็นแต่ ๒ เส้น ๓ เส้น ๔ เส้นยังพอแก้ได้แลฯ @ ยาแก้ ปถวีธาตุ คือเส้นเอ็น ท่านให้เอา ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ เทียนดำ ๑ ว่านน้ำ ๑ โกศพุงปลา ๑ กระวาน ทั้งใบ และ ผล ๑ สะค้าน ๑ เกสรบัวหลวงขาว ๑ เกสรบัวหลวงแดง ๑ หญ้าตีนนก ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ แก่นขี้เหล็ก ๑ พระยามือเหล็ก ๑ ยาทั้งนี้ทำเป็นจุณ คือ ยาผง ละลายน้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำส้มซ่า น้ำส้มสายชู หรือ สุรา ก็ได้ กินแก้เส้นพิการ เส้นแตกหายแล อีก ขนานหนึ่ง เอา เปลือกหอยโข่ง ๑ หอยขม ๑ หอยแครง ๑ หอยตาวัว ๑ หอยกาบ ๑ หอยมุก ๑ หอยสังข์ ๑ หอยพิมพการัง ๑ หอยนางรม ๑ กระดูกเสือ ๑ กระดูกวัว ๑ กระดูกแพะ ๑ กระดูกเลียงผา ๑ กระดูกควายเผือก ๑ ยาทั้งนี้เผาไฟให้ไหม้โชน หนักสิ่งละ ๔ บาท รากตองแตก ๑ รากส้มเสี้ยว ๑ ส้มสันดาน ๑ หนักสิ่งละ ๖ บาท สะหัสคุณเทศ หนัก ๓ ตำลึง รากมะตาด หนัก ๑๐ บาท ปูนผง หนัก ๓ บาท พริกไทย เท่ายาทั้งหาย ทำเป็นยาผงแล้ว จึงเอา ด่างขี้เหล็ก ๑ ด่างงวงตาล ๑ ด่าวสำโรง ๑ ด่างช้าแป้น ๑ ด่างต่อไส้ ๑ ด่างผักโหมหนาม ๑ ด่างพันธุ์งูแดง ๑ ด่างบอระเพ็ด ๑ ยาทั้งนี้แช่เป็นด่าง อุ่นไฟให้ให้ร้อน ละลายยาเนาวะ หอย กินแก้เส้นเป็นดาน เป็นเถา เป็นก้อน แล แก้เส้นแตก ให้ปวดกำเริบต่าง ๆ กินยานี้หายแลฯ แล้วท่านให้ต้มยานี้กินต่อไปเอา เบญจขี้เหล็ก ๑ สมอทั้งสาม ๑ มะ ขาม ป้อม ๑ ใบมะกา ๑ ราก ตองแตก ๑ แห้วหมู ๑ บอระเพ็ด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ โกศน้ำเต้า ๑ เถาวัลย์เปรียง สด ๆ ใส่ให้มาก เทียนทั้งห้า หนักสิ่งละ ๒ สลึง ยาดำ หนัก ๒ บาท ราชพฤกษ์ ๕ ฝัก ต้มกินแทรก ดีเกลือ ตามธาตุหนัก ธาตุเบาเถิด ชำระ น้ำเหลืองแก้ทั้งเส้นหายแลฯ กระดูกพิการ กระดูกทั้งหลายประมาณได้ ๓๐๐ ท่อน ถ้าพิการทว่าโรคนี้ จะแก้เป็นอันยากยิ่งนัก แต่ ท่านวางยาไว้ให้ แก้ดูตามบุญของคนนั้น เป็นไข้ แล้วให้ประกอบยาขนานนี้ ยาพรหมพักตร์น้อยแก้กระดูกพิการ เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สิ่งละ ๑ ส่วน มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ การบูรณ์ ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน พริกล่อน หรือ พริกหอม ก็ได้ ใส่เท่ายาทั้งหลาย เอา เปลือกน้ำมะรุม เป็นกระสายยา ทำเป็นยาผง บดให้เหนียว ปั้นเป็นเม็ดเท่าผลมะแว้งเครือ กินครั้งละ ๙ เม็ด ๑๑ เม็ด ๑๕ เม็ด ถ้าให้ชักมือกำเท้างอ น้ำตาตก น้ำลายฟูมปากลิ้นกระด้างคางแข็ง มิรู้สึกตัว ฝนยานี้ด้วยน้ำ ร้อนก็ได้ น้ำเปลือกมะรุมก็ได้กินหายแล ถ้าจะให้ผายลม ละลายน้ำก็ได้ มะขามเปียกก็ได้ น้ำมะนาวผล ๑ ก็ได้ ฝนยา ๑๑ เม็ด ๑๓ เม็ด ๑๗ เม็ด ตามธาตุหนัก ธาตุเบา ยานี้มีชื่อว่ายาพรหมพักตร์น้อยดีนักแลฯ
๗๘ อีกขนานหนึ่งให้ประกอบ ยาขนานใหม่ เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ดีปลี ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง มหาหิงคุ์ ๑ การบูรณ์ ๑ พริกล่อน ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ยาดำ ๑ ลงทอง ๑ ปิ้งไฟ แล้วเอาหนักสิ่งละ ๓ บาท น้ำสุราเป็นกระสาย ทำเป็นยาผงบดด้วยสุราให้เหนียวปั้นเป็นเม็ดเท่า ผลมะแว้ง เครือ ธาตุเบา กินครั้งละ ๓ เม็ด ธาตุปานกลางกินครั้งละ ๕ เม็ด ธาตุหนักกินครั้งละ ๗ เม็ด ยานี้ชื่อพรหม ภักตร์กลาง ประจุลม เสมหะ แลเหงื่อไหลไขข้อ แก้ ปถวีธาตุหายแลฯ ๑๙๔ ตรวจแล้ว ยาต้ม แก้กระดูกพิการ ให้ประกอบยาตามนี้ เอา ใบมหาสาร ๓๐๐ ใบ, ใบมะนาว ๑๐๘ ใบ, ใบต่อ ๑ ประดงข้อ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนดำ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท โกศกระดูก ๑ เถากะทั่งติด ๑ เอาหนักสิ่งละ ๔ บาท ขมิ้นอ้อย หนัก ๖ บาท ต้มกินแก้ ปถวีธาตุ คือ (กระดูก) พิการหายแลฯ เยื่อในกระดูก ถ้าพิการแล้ว ยาแก้เหมือนแก้กระดูกนั่นแลฯ ม้าม ถ้าแตก พิการไซร้ ให้ม้ามหย่อน แต่ ว่ามักเลือกที่ตาย ถ้าจะแก้ให้เอา โคกกระสุนกำมือ ๑ มะกรูดผลหนึ่งฝาน ๔ เอา ๓ ชิ้น ขมิ้นอ้อย ๕ ชิ้น ปูน ขาวแช่น้ำให้ใส ทำเป็นน้ำกระสายยาต้มให้กินหายแลฯ ยาต้มประจำ ปถวีธาตุ คือ ม้ามแตก ให้ประกอบยานี้ เอา รากไม้รวก ๑แห้วหมู ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ รากมะตูม ๑ รากแตงหนู ๑ เอาเสมอภาคเท่า ห่อผ้าขาวบาง ต้มกินแก้เจ็บแก้ร้อน แก้หนาว แก้พิษต่าง ๆ แล ฯ ๑๙๔ ดวงหฤทัย ถ้า พิการหรือ แตก ก็ดี กระทำให้เป็นคนเสียจริต ถ้ายังอ่อน ๆ อยู่ก็ทำให้คุ้มดีคุ้มร้าย มัก ให้ครึ่งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสาย ให้หิวหากำลังไม่ได้ ถ้าจะแก้ ยาแก้ดวงหทัย แตกพิการยานี้ชื่อว่า มูลจิตรใหญ่ ให้เอา ผลคนทิสอ ๑ ใบสะหัสคุณเทศ ๑ ผลสะบ้า ปิ้งไฟ ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ดีปลี ๑ เทียนข้าวเปลือก ๑ เทียนตาตั๊กแตน ๑ เทพทาโร ๑ ทำเป็นยาผง บดให้ เหนียวทำแท่งไว้ เวลากิน ฝน ด้วย น้ำดอกไม้ แทรก รำหัด พิมเสน กินหายแล ใช้ได้ ๑๐๘แลฯ ยานี้ชื่อ ปฐมสักขะระใหญ่ แล อีกขนานหนึ่ง แก้ดวงหทัยแตกพิการ เอา ผลเอ็นเทศ ๑ ชะเอมเทศ ๒ ใบกระวาน ๓ ดอกบุนนาค ๔ พริกไทย ๕ ขิงแห้ง ๖ ดีปลี ๗ อบเชยเทศ ๘ รากน้ำใจใคร ๙ เกสรบัวหลวง ๑๐ จันทน์ขาว ๑๑ ทำเป็นจุณแล้วจึงใส่นำตาลทราย เท่ายาทั้งหลาย ละลายน้ำร้อนกินแก้ลม แก้โลหิตจับดวง หฤทัย ให้คลั่งไคล้ทุรนทุราย หายแลฯ ยา สว่างอารมณ์ อีกขนานหนึ่ง ให้เอา รากบัวหลวง ๑ ผลบัวหลวง ๑ หัวถั่วภู ๑ แห้วสด ๑ กระจับ สด ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ กรุงเขมา ๑หญ้านาง ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เกสรบัวขม ๑ เกสรบัวเผื่อน ๑ สัตตะ บงกช ๑ สัตตะบุษย์ ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกกรรณิกา ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ หญ้าฝรั่น ๑ อำพัน ๑ เกล็ดหอยเทศ ๑ ทำเป็นยาผง น้ำดอกไม้เทศเป็นน้ำกระสายยา กินชูกำลัง แก้สวิงสวาย ถึงบริโภคอาหารไม่ได้สัก ๗ วันก็ไม่ตาย ถ้า หฤทัยระส่ำระสายกินหายแลฯ ตรวจแล้ว ๑๙๕ ยา สมมิตรสวาหะ เป็นยาอีกขนานหนึ่งใช้แก้ดวงหทัยแตกพิการ ท่านให้เอา นมผา ๑ ศิลายอน ๑ บัลลังก์ศิลา ๑ สังข์ ๑ ดินถนำ ๑ แก้วแกลบ ๑ ดินดานในน้ำ ๑ เทียนทั้งห้า ๑ โกศทั้งเก้า ๑ แฝกหอม ๑ บัวบก ๑ บัวน้ำทั้งห้า ๑ ดอกสัตตะบงกช ๑ ดอกกาหลง ๑ ดอกชงโค ๑ ดอกโยทะกา ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอก บุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกกระดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกคำไทย ๑ ดอกสลิด ๑ ดอกมะลิซ้อน ๑ ดอกมะลิ ลา ๑ ดอกซ่อนกลิ่น ๑ ดอกพะยอม ๑ ดอกกรรณิกา ๑ ดอกสำโรง ๑ ดอกประดู่ ๑ ดอกผักคราด ๑ ดอก มหาหงส์ ๑ ดอกข่า ๑ ดอกกะทือ ๑ ดอกเร่ว ๑ ดอกกระเจียว ๑ ดอกแคทั้งสอง ๑ ดอกทองกวาวทั้งเครือทั้ง ต้น ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระลำพัก ๑กฤษณา ๑ ขอนดอก ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ สนเทศ ๑ ผักกระโฉม ๑ ใบพิมเสน ๑ ใบเฉียงพร้าหอม ๑ ใบชะมดต้น ๑ ใบทองพันชั่ง ๑ ว่านกลีบ แรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ สังกรณี ๑ เนระพูสี ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ ว่านเพชรโองการ ๑ ว่านฤษีผสมแล้ว ๑ สิริยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ชะมด, พิมเสน, อำพัน, หญ้าฝรั่น, เกล็ดหอยเทศ, เอาสิ่งละ ๑ สลึง กระแจะ
๗๙ ตะนาว หนัก ๑ บาททำเป็นยาผงน้ำดอกไม้เทศเป็นน้ำกระสายปั้นเป็นแท่งเก็บไว้เวลาจะกินเอาน้ำตาลทราย ทำเป็นน้ำหวาน ผสมฝนกับยากิน แก้ใจพิการต่างๆ กินแก้คุณไสยอันซ้ำด้วยอาคมต่างๆหายแลฯ ต่อตอนที่ ๒ หน้า ๑๙๗ อนึ่งคือลมกำเริบเข้าจับหัวใจนอนแน่นิ่งไป กระทำให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อ้าปากไม่ออก ท่านให้เอา ชะมดเชียง ส่วน ๑ พิมเสน ๑ การบูรณ์ ๑ เทียนดำ ๑ ดองดึง ๑ เจตมูลเพลิง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ จันทน์เทศน์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๓ ส่วน กำยาน หนัก ๔ ส่วน ขิง ๑ ดีปลี ๑ เอาหนักสิ่งละ ๕ ส่วน สนเทศ หนัก ๔๐ ส่วน ทำเป็นจุณยาผง เอาน้ำมะนาว เป็นน้ำกระสายาทำเป็นยาผง ปั้นเป็นแท่ง หรือเป็นยา เม็ดก็ได้ ตากไว้ในที่ร่มพอแห้งดีแล้วเก็บใส่ขวด ใส่โหล อย่าให้ลมเข้า ถ้าลมจับแน่นิ่งไปให้ฝนกับน้ำมะนาว ๗ เม็ด กัดปากให้อ้าเอายานี้กรอกเข้าไปฟื้นแล ถ้าจะแก้ไข้ระส่ำระสาย หิวระหาย หาเรี่ยวแรงมิได้ ให้ฝนด้วย น้ำดอกไม้ไทย น้ำดอกไม้เทศ และน้ำตาลกรวดให้กินหายแล ยานี้ชื่อว่า มหาสดมภ์ใหญ่ วิเศษนักแลฯ ยานี้ชื่อว่า มหาสดมภ์ใหญ่ วิเศษแก้ลมกำเริบเข้าจับหัวใจนอนนิ่งแน่ไป กระทำให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อ้าปากไม่ออก ท่านให้เอา ชะมดเชียง ส่วน ๑ พิมเสน ๑ ๑.การบูร ๒.เทียนดำ ๓.ดองดึง ๔.เจตมูลเพลิง หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ๕.กฤษณา ๖.กะลำพัก ๗จันทน์เทศน์ หนักสิ่งละ ๓ ส่วน ๘.กำยาน หนัก ๔ ส่วน ๙.ขิง ๑๐.ดีปลี หนัก ๘ ส่วน ๑๑.สนเทศ หนัก ๔๐ ส่วน บดเป็นผง แล้วใส่มะนาวเป็นกระสายยา ทำเป็นแท่งตากไว้ ในร่มให้แห้ง แล้วใส่ขวดปิดฝาไว้อย่าให้ลมเข้า ถ้าลมลมเข้าได้นานๆ ยาจะเสีย ถ้าลมจับนิ่งไป ให้ฝนด้วยน้ำ มะนาว ๗ เม็ด เท่าเมล็ดพริกไทย กัดปากเอายากรอกเข้าไป ฟื้นแล ถ้าจะแก้ไข้ระส่ำระสาย หิวระหายหา เรี่ยวแรงมิได้ ให้ฝนด้วยน้ำดอกไม้ไทย น้ำดอกไม้เทศ น้ำตาลกรวดให้กินหายแล ยานี้ชื่อว่า มหาสดมภ์ใหญ่ วิเศษ ฯ *ถ้าตับพิการนั้นแตกและพิการก็ดี ตับนั้นถ้าพิการหรือแตกก็ดี เป็นเพราะโทษ ๔ ประการ ประการ ๑ ถ้ากาฬผุดขึ้นที่ตับดึงให้ตับหย่อน บางทีเป็นฝีในตับ ย่อมให้ถ่ายลงเป็นโลหิตสด ๆ ไหลออกมา อนึ่งคือกาฬ มูตรผุดขึ้น ด้นเดินอยู่ในตับ มันกระทำให้ลงเป็นเสมหะลงเป็น โลหิตเน่าปวดมวนอยู่เสมอ มันทำให้ตาแดง เป็นสายโลหิตผ่านม่านตาอยู่ คนทั้งปวงย่อมสมมุติ เรียกกันว่า ผีกระสือ ปีศาจ ผีปลอบเข้ากิน เพราะว่าคนไข้ นั้นให้เพ้อหาสติมิได้ ย่อมเจรจาถึงด้วยแต่ผี โรคหมู่นี้หมอจะแก้เป็นการยากนัก อีกประการหนึ่งเป็นด้วยใน กองธาตุ นั้นแตกเองจึงทำให้ระส่ำระสาย แล้วก็ทำให้หอบให้ไอ อยู่เป็นนิจร่ำไป จะบริโภคอาหารก็ไม่ได้ จะ หายใจก็ลงไม่ถึงท้องน้อย ลักษณะนี้คือ ปฐวีธาตุตายทั้ง ๔ ประการ ซึ่งกล่าวมาล้วนต้อง ทำการผ่าตัด อย่าง เดียว ถ้าคนไข้ยังไม่พร้อมที่จะทำการผ่าตัด ดังนั้น ท่านให้แก้ด้วย สรรพคุณยา นี้ดูก่อน ด้วยตามบุญกรรมดู เถิด ถ้าแพทย์ผู้ใดจะทำการแก้โรคนี้ ให้แก้ที่ต้นข้อ ต้นเถา คือ ปฐวีธาตุ ซึ่งแตกนั้นก่อน ท่านให้ทำยา ชื่อว่า เบญจอำมฤตย์ชำระลงเสียให้สิ้นร้ายก่อน แล้วจึงแต่งยาสำหรับธาตุให้กินต่อไป** ยาชื่อ ว่า เบญจอำมฤตย์ ท่านให้เอาตัวยาดังนี้ ๑.รากมะตูม ๒.รากมะดูก ๓.รากพองพันชั่ง ๔.โกฐ ทั้งห้า ๕.เทียนทั้งห้า ๖.ผลสมอทั้ง สาม ๗.พันธุ์ผักชีทั้งสอง ๘.สารส้ม ๙.ขิงแห้ง ๑๐.รากขี้กาแดง ๑๑.จุก โรหิณี ๑๒.เทพทาโร ๑๓.สมุลแว้ง ๑๔.โคกกระสุน หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ๑๕.สะค้าน ๑๖.ดีปลี ๑๗.ช้าพลู หนักสิ่งละ ๓ ส่วน ๑๘.เปลือกต้นโมกมัน หนัก ๔ ส่วน ๑๙.หัวแห้วหมู หนัก ๘ ส่วน จะต้มกินก็ได้ จะบดเป็น ผงก็ได้ ฯกินก็ได้ น้ำกระสายยา น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำผึ้ง น้ำส้มซ่า อย่างใดอย่างหนึ่งละลายยากินหายแล ฯ ***อีกขนานหนึ่ง แก่นพรหม ๑ หัวใจไมยราพ ๑ แก่นแสมทั้ง ๒ มหาระลาย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ หนักสิ่ง ละ ๑ ส่วน ถ้าจะทำเป็นยาดอง ใส่ ดีเกลือ ลงไปหนึ่งส่วน ดองด้วยสุรา ๕ ทะนาน ถ้าทำบดเป็นผง ละลาย ด้วยน้ำใบขี้เหล็กต้ม หรือ น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำส้มซ่า น้ำขมิ้น อ้อย อ้อย ก็ได้กินหายแล ฯ
๘๐ ***ชื่อว่า ยากล่อมนางนอน อีกขนานหนึ่ง ชื่อว่า ยากล่อมนางนอน เป็นยาล้อมตับไม่ให้ตับทรุดลงไป ได้ ท่านให้ เทียนทั้ง ๕ โกศทั้ง ๙ รากไคร้เครือ ๑ สังกรณี ๑ เกสรบัวน้ำทั้ง ๕ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกมะลิ ๑ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ ชะเอมเทศ ๑ น้ำประสารทอง ๑ ผงใบลาน ๑ กระดองปูป่า ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ ตัวยาแต่ละอย่างเอาเท่ากัน น้ำดอกไม้เป็นกระสายยา บดแล้วใส่ขันสัมฤทธิ์ไว้ ลมด้วยควันเทียนให้สบกัน แล้วจึงปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ น้ำกฤษณา ๑ กินแก้ ระส่ำระสาย ถ้าถ่ายลงเป็นมูกเป็นเลือด ละลายน้ำกล้วยตีบ ถ้าจะแก้เสมหะน้ำมะเดื่อดิน ถ้าแก้ร้อน น้ำดอกไม้ ทั้งกินทั้งชโลม ถ้าล้อมตับ ดับพิษฝี พิษไข้ พิษตาล พิษซางขโมย พิษฝีกาฬ เอา รากหมากผู้ หมากเมีย ๑ รากมะเฟือง ๑ รากต่อไส้ ๑ ฝาง ๑ ต้มรวมกันมาทำเป็นน้ำกระสายยา ละลายยากินหายแล ฯ **อีกขนานหนึ่ง ท่านให้เอา ๑.รากมะขาม ๒.รากมะนาว ๓.รากมะกรูด ต้มน้ำ ๓ ส่วน เอา ๑ ส่วน ให้กินเสียก่อนแล้วจึงทำยาพอก ยาพอก เอา ๑.กระดูกคน ๒.กระดูกค่าง ๓.กระดูกควาย ๔.กระดูกสุกร เผาไฟให้โชน ๕.ขมิ้นอ้อย ๖.ไพล เอาเท่ากันบดพอกที่ยอดอกหายแล ฯ **ถ้ายังไมฟังให้ประกอบยานี้ให้กิน ๑.ใบเสนียด ๒.รากผักหนาม ๓.รากตุ้มกา ๔.รากผีเสื้อใหญ่ ๕.รากผีเสื้อน้อย ๖.รากตาเสือ ๗.รากมูลเหล็ก ๘.รากมะตูม ๙.รากมะดูก ๑๐.รากคัดเค้า ๑๑.รากมะกา ต้น ๑๒.รากมะกาเครือ ๑๓.โลทนง ๑๔.ตับเต่าทั้งสอง ๑๕.ขอบชะนางทั้งสอง ๑๖.รากไม้ปรู ๑๗.รากคาง ๑๘.รากเล็บมือนาง ๑๙.รากมะหวด ๒๐.รากซ้องแมว ๒๑.หญ้าปีนตอ ๒๒.รากผักไห่ ๒๓.รากฟักข้าว ๒๔.รากครามทั้งสอง ๒๕.ตะไคร้ทั้งสอง ๒๖.รากหมอน้อย ๒๗.รากสนุ่น ๒๘.รากคากรอง ๒๙.รากไก่ไห้ ๓๐.รากบัว ๓๑.รากระย่อม ๓๒.ว่านน้ำ ๓๓.สลัดได ๓๔.ชิงช้าชาลีทั้งสอง ๓๕.รากมะเขือป่า ๓๖.ราก กล้วยตีบ ๓๗.รากกรวย ๓๘.รากคนทา๓๙.หัวเอ็น ๔๐.รากเลาแลง ๔๑.รากมะพร้าว ๔๒.รากตาล สิริยา ๔๗ สิ่งสับใส่ ต้มลมก็ได้ หุงเป็นซี่ให้กินก็ได้ หายแล ฯ **ถ้ายังไม่ฟังให้เอา ๑.รากละหุ่ง ๒.รากประดู่ ๓.เอื้องเพชรม้า ๔.หัวกระเช้าผีมด ๕.เป้าทั้งสอง ๖.รากสนุ่น ๗.เถาชิงช้าชาลี ๘.รากมะเดื่อ ๙.รากขี้เหล็ก ๑๐.รากผีเสื้อทั้งสอง ๑๑.รากเทียน ๑๒.สหัดคุณ ทั้งสอง ๑๓.รากโรคทั้งสอง ๑๔.รากเจตมูลเพลิง ๑๕.รากมะงั่ว ๑๖.รากมะนาว ๑๗.รากเล็บเหยี่ยว สับ ตากแดดให้หมาด ต้ม ๓ เอาหนึ่ง แล้วให้สงกากยาขึ้น ตากแดดให้แห้งบดเป็นผง แล้วจึงเอายานี้ปรุงลง อีกที หนึ่ง คือ เอา ๑.พิมเสน ๒.มหาหิงคุ์ ๓.เปลือกมะซาง ๔.เทียนดำ ๕.เทียนแดง ๖.โกฐสอ ๗.โกฐเขมา ๘. จันทน์ทั้งสอง ๙.ขิงแห้ง ๑๐.ดีปลี ๑๑.กำยาน บดเป็นผงปรุงลงเป็นยาขนานเดียวกัน แล้วจึงเอาผลสลอด หนัก ๖ บาท แล้วประสะเสียก่อน วันที่ ๑ ให้ต้มด้วยน้ำใบพลูแก วันที่ ๒ ให้ต้มด้วยน้ำช้าพลู วันที่ ๓ ให้ต้ม ด้วยน้ำใบพริกเทศ วันที่ ๔ ให้ต้มด้วยน้ำ ใบมะขาม วันที่ ๕ ต้มด้วยน้ำ เกลือ วันที่ ๖ ต้มด้วยน้ำ ข้าวสุก วันที่ ๗ ให้ต้มด้วยน้ำมูตรโคดำ ครั้นต้มด้วยยา ทั้ง ๗ นี้แล้ว เอา ยางสลัดใด หนัก ๔ บาท ผสมกันเข้า พริกไทยเท่ายาทั้งหลาย แล้วปรุงลงในยาผงที่ทำไว้ คลุกเข้ากับนำยาที่ต้มรินไว้นั้น คุลีการเข้ากันดีแล้ว ตากให้ แห้ง ปั้นแท่งเท่าเมล็ดพริกไทย ให้กินทีละเม็ด ลงจนถึงเสมหะ แก้ตับทรุด ตับพิการ เป็นต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น หายแลยาขนานนี้ใช้ได้ ๑.๐๐๐หนึ่งแลฯ พังผืดเมื่อ พิการ แตกก็ดี ทำให้อกแห้งกระหายน้ำ คือ โรคริดสีดวง แห้งนั้นแล ถ้าจะแก้ให้ปรุงยา ขนานนี้ ท่านให้เอาตัวยา ดังนี้๑.รากเปล้าน้อย ๒รากหญ้างวงช้าง ๓.พริกไทย ๔.ขิง ๕.หัวหอม ๖.กระเทียม ๗.เกลือ สิ่งละ ๗ บดเป็นผง ละลายด้วยน้ำร้อนให้กิน หายแล ฯ ถ้าไม่ฟัง เอาสุพรรณถันเหลือง ๒.ดินประสิวขาว ๓.ผลสลอดบดด้วยน้ำกล้วยตีบ ปั้นเท่าเมล็ด พริกไทย กินครั้งละ ๑ เม็ด ใส่ในน้ำมะนาวกินหาย แลฯ
๘๑ พุงเมื่อพิการ หรือแตกนั้น ให้ขัดอก ให้ลงท้อง ท้องขึ้น ท้องพอง ให้แน่นในอกในท้อง บริโภคอาหาร มิได้ ถ้าจะแก้ท่านให้เอา ๑.ยาเบญจกูล ๒.ขมิ้นอ้อย ๓.บอระเพ็ด ๔.รากช้าพลู ๕.ผลมะตูมอ่อน ๖.รากขัด มอญ พรรณผักชี ๘.แห้วหมู เอาเท่ากัน ต้มให้กินบำรุงธาตุ เสียก่อน ฯ ถ้าไม่ฟัง ท่านให้เอา ๑.พันธุ์งูแดง ๒.รากมะดูก ๓.รากไก่ไห้ ๔.รากเบญจมาศ ๕.ใบพลูแก ต้มเอา น้ำยาอาบหายแลฯ ***ถ้าไม่ฟังให้เอา ๑.เปลือกฝรั่ง ๒.พรายชะมบ ต้มอาบ ***ถ้าไม่ฟัง ให้เอา๑.พิลังกาสาทั้ง ๕ ต้มสุราให้กินหายแล ฯ ปอดเมื่อพิการ หรือแตกก็ดี มีอาการดุจเป็นไข้พิษ คือ กาฬขึ้นในปอดให้ร้อนในอกกระหายน้ำ แล้ว หอบจนโครงลด ให้กินแต่น้ำจนทำให้ปอดลอย จึงจะหายอยาก บางทีกินน้ำจนอาเจียนเป็นน้ำออกมา จึงจะ หายอยาก ถ้าจะแก้ท่านให้เอาตัวยาดังนี้ ๑.รากกระถินพิมาน มาต้มกินหาย ถ้าไม่ฟัง ท่านให้เอา ๑.เปลือกต้นขี้อ้าย ๒.เชือกเขาวัลย์ ๓.ดีงูต้น ๔.รากทรงบาดาล ๕.รากพิลังกาสา ต้มกินหาย ถ้าไม่ฟังให้ต้มเบญจธาตุบรรจบ ให้กินหายแล ฯ หน้า ๒๐๒ ไส้ใหญ่เมือพิการหรือแตกไซร้ คือกินอาหารผิดสำแดง ให้ปวดท้องให้ขัดอก บางทีให้ลงท้องให้ อาเจียน คือ ลมกรรมัชวาต พัดให้เสมหะเป็นดาน กลับเข้าไปในท้องในทรวงอก แล้วให้ตัดอาหารย่อมว่าไส้ ตีบ ถ้าจะแก้ ท่านให้เอาตัวยาดังนี้ ๑.ฝอยลมเผา พริก ๗ ขิง ๗ กระเทียม ๗ หอม ๗ บดน้ำร้อนให้กิน หายแล ฯ ถ้ามิฟัง ท่านให้เอา ๑.ว่านไข่เน่า ๒.หัสคุณเทศ ๓.เป้าน้อย ๔.พรีก ๕.ขิง ๖.หอม บดเป็นผง ละลายน้ำร้อนกินหาย ถ้าไม่ฟังให้เอา แก่นมะหาด ๑ .พริก ๑.ขิง ๑.หอม ๑.กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ๗ ต้มกินหายฯ *ไส้น้อยเมื่อ พิการ หรือ แตก มันทำให้วิงเวียนหน้าตา จะรุกยืนขึ้นทำให้หาวให้เรอ ให้จุกให้เสียด ให้ เจ็บหลัง ให้เจ็บสะเอวให้เสมหะขึ้นคอให้ร้อนคอให้ร้อนท้องน้อยเป็นลมโฮก ให้ตกโลหิตให้ตกหนอง ถ้าจะแก้ ยาแก้ไส้น้อยพิหาร ท่านให้เอา ๑.เหล้าแดง ๒.รากตะไคร้น้ำ ๓.หีบลม ๔.รากมะเดื่อปล้อง ๕. มะเดื่อชุมพร ต้มกินหาย ฯ ยาแก้ไส้น้อยพิหาร อีกขนานหนึ่ง เอา ๑.ดีปลี ๒.เป้าน้อย ๓.สะค้าน ๔.รากจิงจ้อหลวง ๕.พลูป่า ๖.ขิงแครง ๗.เกลือสินเธาว์ สิริยาทั้ง ๗ สิ่งนี้เอาสิ่งละเท่ากัน บดเป็นผง ละลายน้ำร้อนกินหาย ฯ หน้า ๒๐๓ ยาแก้ไส้น้อยพิหาร อีกขนานหนึ่งเอา .ใบพลวง ๑ รากอ้อยแดง ๑ .รากกล้วยตีบ ๑ .รากกล้วยหอม ๑ .รากตาเสือ ๑ ต้มกินหาย แล ฯ ถ้าไม่ฟัง ยาแก้ไส้น้อยพิหาร เอา ใบผักหนอก ๑ รากก้างปลาแดง ๑ รากกำจาย ๑ รากป่านใบ ๑ ยอดมะม่วง ๗ ยอด พริก ๗ ขิง ๗ หอม ๗ กระเทียม ๗ เลือดแรด ๑ บดเป็นผง ปั้นเท่าเมล็ดพริกไทย กิน แต่ในเวลาเช้า ๆ หายแล ฯ อาหารใหม่ เมื่อพิการหรือแตกแล้วไซร้ ถ้าบริโภคอาหารเข้าไป อิ่มแล้วเมื่อใด ก็ทำให้ร้อนท้องนัก บาง ทีให้สะอึก บางทีให้ขัดในอก แล้วให้จุกเสียดตามชายโครงให้พะอืด ให้พะอม คนสมมุติว่าไฟธาตุหย่อน จะเช่น อย่างสมมุติว่า นั้นก็หาไม่อาการอย่างนี้ ย่อมเป็นโทษเพราะเสพอาหารที่ไม่เคยบริโภคอาหารนั้นประการหนึ่ง คือ อาหารดิบประการหนึ่ง ลมกุจฉิสะยาวาตาพัดไม่ตลอดก็ให้เป็นต่าง ๆ บางทีให้ลงบ้าง บางทีให้เป็นพรรดึก แดกขึ้น แดกลงกินอาหารไม่ได้ ยาแก้อาหารใหม่พิการท่านให้เอา ๑.ไก่ไห้ ๗ ยอด ๒.พริก ๗ เม็ด ๓.ขิง ๗ แว่น ๔.กระเทียม ๗ กลีบ ๕.พริกเทศ ทั้ง ๕ เสมอภาคบดเป็นผง ปั้นเป็นลูกกลอนกินหาย แลฯ ถ้าจะแก้ ยาแก้อาหารใหม่พิการท่านให้เอา ผลเบญกานี ๑ พริก ๗ ขิง ๗ รากข้าวสาร ๗ รากต้มกินหายแล ฯ
๘๒ *แล้วจึงให้ประกอบยาแก้ ปฐวีธาตุ ให้กินต่อไป เอา พริก ๑ส่วน ขิงแห้ง ๒ ส่วน สะค้าน ๓ ส่วน ช้าพลู ๔ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๘ ส่วน เปลือกโมกหลวง หัวกกลังกา ขมิ้นอ้อย หนัก สิ่งละ ๑๐ ส่วน บอระเพ็ด ๑๒ ส่วน ดีปลี ๑๖ ส่วน หัวแห้วหมู ๑ เปลือกต้นไข่เน่า ๑ ดอกบุนนาค ๑ ยา ๓ อย่างนี้ หนักสิ่ง ละ๒๑ ส่วนฯ *อาหารเก่าเมื่อพิการแตก คือซางขโมยกินที่ลำไส้ ถ้าพ้นกำหนดซางแล้ว คือ เป็นริดสีดวงคูถ นั้น คือ ริดสีดวงอุจจาระในลำไส้ นั้น ถ้าจะแก้ ยาแก้อาหารเก่าพิการ พญาลำแพน ๑ รากหนามแดง ๑ ฝ้ายแดง เอาทั้งรากทั้งใบ ๑ รากหนาม ขี้แรด ๑ เมื่อต้ม ปรุงยา เอา พริก ๗ เม็ด ขิง ๗ แว่น ตำปรุงลงไปในยา ต้มกินหายแล ฯหน้า ๒๐๔ ยาแก้อาหารเก่าพิการ ถ้าไม่ฟังท่านให้เอา รากผักเสี้ยน ๑ รากมะเกลือ ๑ รากขี้กาแดง ๑ ต้มปรุงด้วย พริก ๗เม็ด ขิง ๗ แว่น กระเทียม ๗ ต้มกินหายแลฯ ยาแก้อาหารเก่าพิการ แตก ถ้าไม่ฟัง เอา มะกรูด ๑ ผล ต้มให้สุกระอุแล้ว นำมาชั่งได้น้ำหนักเท่าไร แล้วเอาเอายาเบญจกูลชั่งให้หนักเท่ากัน จึงใส่ การบูร ๑ พริกไทย ๑ เกลือ ๑ หนักสิ่งละเท่ากัน ๑ ส่วน มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ประสมเข้าด้วยกัน บดเป็นผงฉันครั้งละหนัก ๑ สลึง กินเช้ากินเย็น บำรุงธาตุแก้ริดสีดวง คูถ หายแล ฯ **สมอง คือสีสะ(ศีรษะ) เมื่อพิการ หรือแตก ให้เจ็บในกระบานสีสะ (ศีรษะ) ดังจะแตกออเป็นเสี่ยง ๆ มันทำให้ตามืด ให้หูตึง ปากและจมูกเฟ็ด ขึ้นไปข้างบน ลิ้นกระด้าง เดิมเป็นเพราะสันนิบาด ลมปะกัง ถ้ายาใด แก้ไม่หายถ้าจะ ยาแก้สมอง ศีรษะ เมื่อพิการ หรือแตกท่านให้เอา เมล็ดพันธุ์ผักกาด ๑ ผลผักชี ๑ หอมแดง ๑ กระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ยอดกุ่มทั้งสอง ๑ ตำพอกกระหม่อม ๓ วันหาย ถ้าไม่ฟังกอกโลหิต ที่ศีรษะ ออกเสีย แล้วจึงให้ประกอบยาใหม่ ใบฝาง ๑ใบตุมกากาต้น ๑ มูลแรด ๑ บดด้วยนำส้มมะงั่ว ห่อผ้าขาวอุ่นไฟ ให้ร้อน เจ็บตรงไหนประคบตรงนั้น ประคบเบาๆ ๓ วัน หายแลฯ *ยาแก้สมอง ศีรษะ เมื่อพิการ หรือแตก แล้วจึงให้กินยาภายใน เปลือกโลท ๑ หญ้าลังกา ๑ หัวแห้ว หมู ๑ เปลือกโมกมัน ๑ ผลผักชีล้อม ๑ ผลผักชีลา ๑ เปลือกสมุลแว้ง ๑ การบูร ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๑ ส่วน ขิงหนัก ๒ ส่วน ช้พลู หนัก ๓ ส่วน สะค้านหนัก ๕ ส่วน ดีปลี หนัก ๖ ส่วน เจตมูลเพลิง หนัก ๗ ส่วน ยาทั้งนี้ ทำเป็นจุณไว้ ละลายน้ำผึ้งกินหายแล ฯ พระคัมภีร์โรคนิทาน จบบริบูรณ์แต่เพียงนี้ แลฯ หน้า ๒๐๕ *************************************************** บทที่ ๗ ว่าด้วยมูลแห่งโรคนานาชนิด ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกทุกประการ คัมภีร์ ธาตุวิวรณ์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๒ หน้า ๒๐๖ ระตะนัตตะยัง นะมิตตะวานะ เวชชะคันถัง ปะกาสิตุง เวชชะคันถัง ปะวักขามิ ธาคุ วิวะระณะ นามะ กัง สัพเพ สุณันตุ เวชชาตัง เวชชะคันถัง ปะกาสิตัง โปราณิโก เวชชะคันโถ สกเฏนะ ปะกาสิโต ทุชชานิโย ชะนะตานัง ตัสสะมา หิ วกะฏัง วินา วะเท ตัง มาคะธิกายะ เวชชานัมปิ หิ ตัง กะรัง (ให้อ่าน ว่า ตัสสะมา- ตัดสะหมา ) อนึ่งตั้งอัญชลี นบพระศรีศาสดา เป็นหมื่นในโลกา อีกธรรมาทั้งหมู่สงฆ์ เป็นประทีปส่องหมู่สัตว์ ให้ เห็นชัดมิให้หลง แนะนำในทางตรง ควรจำนงเป็น สรณา ปกเกศ กันอุบาทว์ อันประมาท มากนิทรา สรรพโทษ
๘๓ อย่าพาธา ด้วยพระเดช จงเกียจกัน บิดา คุณมารดา ครูปัทธะยาอันสอนธรรม อีกคุณกษัตริย์ อันทรงเดช ล้น พ้นประมาณ เทพะ พระสอน ทั้งอินทร์ พรหม ทุกสถานจงสรรบันดานญาณ โปรดประทานแต่โดยดี ด้วย ข้าพเจ้าจะขอกล่าว ในเรื่องราวพระคัมภีร์ สืบไว้ใน ธาตรี จนถึงที่ศูนย์กัลป์ปา ชื่อ ธาตุวิวรณ์ อุทาหรณ์แห่ง โรคา เป็นมูลโรคนานา มีทุกถ้าทุกประการ ให้แพทย์พึงสดับ ตามตำหรับ หน้า ๒๐๗ เราโวหาร ตรองตรึกนึก ชำนาญ กำหนดแน่อย่ากังขา คัมภีร์แพทย์ย่อมสูญหาย ระส่ำระสายช้านานมา เพราะผจญ พารา อยุธยาด้วย กูลกาล แพทย์เก่าเล่าก็ตาย ก็เสื่อมหายวิชาชาญ ยังแต่ผู้เยาว์ญาณ ตั้งโวหารกำเริบรู้ ดังกา อันเทียบหงส์ ใครจะปองว่า เคียงคู่ ดูหมิ่นประมาทครู ตู่ตำราว่าชุ่ยไป รู้น้อยพลอยพูดโผง ดุจโอ่งน้ำครึ่งใบ แบกกรอก กระฉอกไหว บ่ รู้โรคว่าถูกผิด จิตรโลภเห็นแก่ลาภ บ่ เกรงบาปทุจริต งมแก้จนดับจิตร วางยาผิดลงเรือนไป เรียนรู้บ่คงเรียน รู้ผิดเพี้ยนไม่เข้าใจ บ่รูประเภทไข้ ซึ่งตายเป็นงมรักษา อวดโอ้ล้วนแต่หาย จึงความตายมาตำ ตา รู้แต่ตำหรับยา ประเภทไข้บ่ได้เรียน โรคเป็นกับโรคตาย เล่ห์ดังหนามมาบ่งเสี้ยน รู้บ่งเห็นแนบเนียน บ่รู้ บ่งส่งหัวหนาม เวชศาสตร์เสื่อมสูญหาย ยังแต่เกล็ดย่อย่นความ ผู้รู้ก็เสื่อมทราม ย่อมเบาความ ประมาท หมิ่น เภทโรคมีมิตรึก อย่าพึงนึกว่าหายสิ้น โรคเป็นตามแผ่นดิน วางยาพล้ำซ้ำพลอยตาย ผู้แพทย์จิตรโลภทรัพย์ กำหนดรับว่าพลันหาย ตายเป็นบ่ใช่กาย คัมภีร์แพทย์ ย่อมเสื่อมไป ดุจดวงวิเชียรรัตน์ ที่มัวหมองบ่ผ่องใส จักสืบให้ทรงไว้ หวังแผ่เผื่อเพื่อเมตตา เพื่อแพทย์อนาคต ผู้รู้น้อย ถอยปัญญา รู้แจ้งแห่งโรคา ดังแว่นตา สอดส่องเห็น ให้รู้นิสัยโลก ทั้งหมู่โรคเวลาเป็น ฤดูที่ร้อนเย็น แพทย์พึงเห็นดังกล่าวมา ข้าขอนมัสการ แพทย์ โบราณท่านบัญชา สุณาตุสะวะนาซึ่งถ้อยคำปราชญ์ปางก่อน จงตั้งจิตรกำหนด อย่าผิดเพี้ยน ซึ่งคำสอน จำ ได้จะถาวรเป็นที่พึ่งที่พำนัก หน้า ๒๐๘ จะขอกล่าวถึงธาตุทั้ง ๔ ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค บาลีมีประจักษ์ พระสรรเพชรเทศนา สำแดงธาตุวิกล แห่งนะระชนผู้โรคา ธาตุสี่วิการา ภินทนาหากร้าวแรง ให้กายคนผู้ไข้ ตึงชาไปกระด้างแข็ง มังสังหนังเหี่ยว แห้ง แข็งดังขอนก็ปานกัน เปรียบดังอสรพิษ กัฏฐมุขจำพวกนั้น ขบตอดผู้ใดพลัน ยังผู้นั้นนอนกลิ้งแข็งคุจ ต้นไม้ที่คนตัด ถูกแดดจัดให้ไหม้แห้ง โทษธาตุดินสำแดง แพทย์พึงแจ้งดังกล่าวนา ** หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาสอันธการ ยังชนผู้โรคา ย่อมพรุนเปื่อยเป็นหิด ฝี บางทีเป็นเม็ดคัน ทั่วกาย นั้นก็ย่อมมี น้ำเหลืองย่อมไหลปรี่ กอบด้วยกลิ่นเหม็นเน่าร้ายดัง งุปูติมุข อันขบตอดคนทั้งหลาย พิษซ่านทั่วทั้ง กาย ย่อมพรุนเปื่อยเน่าเป็นหนอง น้ำเหลืองไหลซึมทราบ โทษอาโปให้หม่นหมอง ปวงแพทย์พึงตรึกตรอง เห็นแม่นแล้วจึงวางยา **จักกล่าวธาตุ เตโช วิกาโรภินทนา ยังชนผู้คีลาน์ ให้รุ่มร้อนเป็นกำลัง ฉวีศรีหม่นไหม้ ด้านดำไปดุพึง ชัง มีพิษฤทธิ์เพียงดัง อัคคีมุขงุตัวร้ายอันขบเอาบุคคล ดังไฟลนกล่นทั้งกาย เตโชพิการกาย พิษงูร้ายก็ เหมือนกัน ๒๐๙ อนึ่งเล่าวาโยธาตุ เมื่ออาพาธ โทษมากครัน กว่าธาตุทั้ง ๓ นั้นอาการพิษให้เปื่อยพัง ให้ขาดเป็นชิ้น ๆ ดังมีดเชือดไม่รอรั้ง วาโยธาตุพิการดัง สัตถมุขงูร้ายกา แม้ขบเอาใครเข้า เปื่อยเน่าทั่วทั้งอาตม์ พวกแพทย์ อย่าประมาท อาการธาตุให้รอบรู้ หนึ่งเล่าจักสำแดง ให้รู้แจ้งเดือน ฤดู ทั้ง ๒ ตามแบบครู คิมหันต์ วะสันต์ เหมันต์ เดือนสิบแรมค่ำ หนึ่ง ถึงเดือนแปดเพ็ญคิมหันต์ โรคเกิด ฤดู นั้น เตโชธาตุวิการา โลหิตเป็นต้นไข้ มักทำโทษนา นา วะสันแต่ แรมมา จนวันเพ็ญเดือนสิบสอง วาโยธาตุวิการกล้า กำเริบกว่าธาตุทุกกอง เหมันต์เดือนสิบสอง แรมค่ำหนึ่ง กลางเดือนสี่ สี่เดือนสิ้น ฤดู โรคาเกิดคู่เหมันต์มี เสมหะปะทะหมี้ อาโปธาตุพิการกาย ฤดูสามตามโฉลก เป็น มูลโรคแห่งชายหญิง ผู้แพทย์พึ่งกฎหมาย อธิบายให้สำเร็จ หนึ่งกล่าว ฤดู สี่ ในวิธีธาตุเบ็ดเสร็จ เดือนห้า จน เดือนเจ็ด คิมหันต์เพศเพื่อเตโช สันตัปปัคคี ดล โลหิตตนวิกาโร เกิดเหตุด้วยภุญโช สุปะพยัญชนะเกิดแสลง มักอยากอาหารบ่อย บ่ทันย่อยให้ทราบแรง
๘๔ พลันอิ่มอาเจียนแสยง ย่อมขัดอกเย็นอุรา หนึ่งโสดให้แสบไส้ จุกเสียดในเวียนหน้าตา เป็นลมในครรภ์ ให้ปวด มวลกำเริบท้อง ตีนมือสั่นระรัว เมื่อยทั้งตัวมักเศร้าหมอง หายใจย่อมขัดข้อง ดุจหืดระส่ำระสาย ทั้งนี้เพื่อเตโช สันตัปปัคคี วิกลกลาย จึงเกิดซึ่งลมร้าย หกจำพวกสำแดงแรง ผู้แพทย์พึงเยียวยา เตโชนาอย่าพึงแคลง ยาแก้เตโช สันตัปปัคี เอา ลูกเอ็น อำพันแดง ทั้งโกศสอ โกศพุงปลา ดีปลี ขิงแห้ง แห้วหมู เปลือก โมกมัน ลูกผักชีลา อบเชย สะค้านนา เสมอภาคตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงละลายน้ำท่ากิน แก้เตโชธาตุดัง ประสงค์ หายพลันเป็นมั่นคงชื่อว่ายา กาลาธิจร แสง **เดือนแปดถึงเดือนสิบ วะสันต์หยิบมาขึ้นแสดง วาโยกำเริบแรง เพราอาหารอันชุ่มมัน ให้เกิดโรค ผอมเหลือง มักครั่นตัวหายใจสั้น ในท้องให้ร้องลั่น อยู่โครก ๆ แดกขึ้นลง หนึ่งเล่าให้หาวเรอ ทั้งหน้าตาวิงเวียน วง อาหารอันบันจง ที่จะกินบ่รู้รส หูหนักปากเหม็นหวาน บังเกิดกาฬเลือดไหลหยด โสตะฆานะโอษฐะ ออก หมด โทษวาโยเช้าย่ำยี ผิแพทย์จะแก้ลม ในวะสันต์ฤดูสี่ ยาแก้ลม ในวะสันต์ฤดูสี่ เอา แฝกหอม พริกไทย มี ทั้งเปราะหอม แล แห้วหมู ว่านน้ำ แล ดีปลี เสมอภาคด้วยตาชู รากกระเทียมอันขาวฟู หนักเท่ายาสิ้นทั้งหลาย ผึ่งแดดให้แห้ง บดเป็นผง เอาน้ำร้อนเป็น กระสาย กนแก้วาโยหาย ชื่อว่ายา ฤทธิเจริญดี *** เดือนสิบเอ็ดเดือนอ้าย เป็นวะสันต์ เหมันต์ มี แกมกันทั้งสองนี้ จึงอาดปกำเริบแรง เหตุด้วยกิน อาหาร อันเย็นหวานผิสำแลง อาโปวิการแรง บังเกิดโทษสิบสองเพลง กระหายมักขึ้งโกรธ ดุจบ้าบังเกิดเอง วิบัติทำโฉงเฉง เป็นไข้จับอยากของมัน ๆ ให้ขบข้อกระดูก ตีนมือบวมเป็นสำคัญ ให้ลงโลหิตนั้น แล้วให้ไอ ให้ ผอมเหลือง ขัดทรวง ให้ลงท้อง ปวดมวลร้องอยู่เนือง ๆ อาหารย่อมฝืดเคือง กินมิได้นอนมิหลับ ทั้งนี้ อาโปธาตุ อันร้ายกาจวิกลกลับ แปรปรวนที่ในครรภ์ แพทย์พึงรู้ดังกล่าวมา ผิแพทย์จะแก้พลัน อาโปอันวิการา ยาแก้อาโปวิการ (วิรา) เจตมูลเพลิง โกศสอ มา ลูกผักชี ดีปลี ขิง มะตูมอ่อน กกลังกา จันทน์ทั้ง สอง อย่างดียิ่ง พิกุล บุนนาค จริง สารภี ดอกบัวหลวง สมุลแว้ง เปลือกต้นมูกมัน รากขัดมอญ พร้อมทั้ง ปวง ต้มด้วยน้ำค้างตวง ๓ เอา ๑ อย่าพึงเว้น กินแก้อาโปธาตุ ทั้ง สิบสองวิบัติ เป็น หายพลันดังฝันเห็น เหมือนกับตื่นเมื่อลืมตา ฯ ***เดือนยี่จนเดือนสี่ เป็นเหมันต์คิมหันต์ตรา เจือกันทั้งสองนา ในสามเดือนโทษปฐวี เป็นเหตุด้วยตน นอน ผิดเวลาล่วงมิดี ปฐวียี่สิบนี้ เกิดโทษสิบสามสถาน ให้ตื่นแลอยากน้ำ มักให้ร้อนไม่สำราญ ให้เสียดสองข้าง ปาน ดุจบ้ามักโกรธขึ้ง ให้เจ็บแข้งคอ ข้อมือ ทั้งปากหวานเจ็บอกตึง ให้ลงมูลหนักขึง เบาบ่ตกน้ำลายไหล ท้อง ลั่นให้ปั่นป่วน ทั้งเสียงครวญอยู่ภายใน ปฐวียี่สิบไซร้ กำเริบเพื่อเจือปนกัน ให้แพทย์พึงสังเกต โรคเพื่อเหตุสิ่ง ใดนั้น พิเคราะห์เจาะแม่นมั่น จึงวางยาตามคัมภีร์ แพทย์จะแก้พลัน ซึ่งมูลโทษปฐวี มีตัวยาดังนี้ ยาแก้ปฐวีโทษคือโทษที่ธาตุดินทำพิษ ๒๐ ประการ เอา ใบสะเดา เทียนดำ ดี ตรีกฏุก โกศ ก้านพร้าว โกศสอ ชะเอมเทศ เปลือกต้นตีนเป็ด เกลือสินเธาว์ มะตูมอ่อน ชะเอมไทย สมอไทย ใบรักมี บอระเพ็ด แล แห้วหมู ทั้ง เมล็ดผักชีลา ตุ้มกากี เสมอภาคทำผงดี ละลายน้ำผึ้งรวง เร่งภุญชา แก้โทษ ปฐวี เกิดการีดีนักหนา หายพลันอย่ากังขา โทษวิบัติกำจัดสูญ ฯ **หนึ่งเล่า ฤดู หก อาจารย์ยกเป็นเค้ามูล เดือนห้า เดือนหก พูน ชื่อคิมหันต์ ฤดู เดิม ผิไข้ในสองเดือน กำเดาดีย่อมเพิ่มเติม โทษเจ็ดหากฮึกเหิม ให้แสบอกเมื่อย ตีน มือ เสียดแทงนอนมิหลับ มักมวนท้องร้องคราง ฮืออาเจียนแลรากลือ ทั้งสะอึกวิกลร้าย ผิแพทย์ผู้จะแก้ กำหนดแน่ดังกล่าวหมาย จันทน์ทั้งสองอย่าเคลื่อน คลาย ทั้ง แห้วหมู แล แฝกหอม หญ้าตีนนก รากคัดมอญ ทั้งหกสิ่งปรุงให้พร้อม ต้มกินอย่าได้ออม กำเดา ดี เลือด ดับสูญ คิมหันต์แลเตโช ให้เกิดโรคสิ้นทั้งมูล วินาศเปรียบปานปูน มฤตเห็นสิงหะหาย ฯ *เดือนเจ็ด แล เดือนแปด สองเดือนนี้ท่านอภิปราย คิมหันต์ ฤดู หมายเพื่อ เตโช แล วาโย คิมหันต์ แล วะสันต์ เพื่อกำเดาโลหิต ปวดมวลในกาโย ทั้งสี่สิ่งกล้านักหนา เกิดโรคใน
๘๕ ศีรษะ ให้มีพิษนิทราอาหาร ที่ภุญชา บ่รู้รสระส่ำระสาย คลั่งไคล้ ลืมอินทรีย์ โทษโลหิตกำเดาตาย แพทย์แก้ให้พลันคลาย ถ้าจะแก้ท่านให้เอา ยาแก้ศีรษะที่มีพิษ บอระเพ็ด แล แห้วหมู เอา รากผักโหมหิน สมอไทย ทนดี ดู หญ้าตีนนก โอชาชู อีกหนึ่งโสด โกศก้านพร้าว พร้อมแล้วกระทำผง พึงกรองสงด้วยผ้าขาว สมุลแว้ง ดีปลี ยาว ต้มเป็น น้ำกระสายละลายยา แก้ ฤดู ให้แทรกดี กำเดาหนึ่งวาโยหาย โลหิตวิกลร้าย อาจระงับพลันดับสูญฯ **เดือนเก้า เดือนสิบนั้น ชื่อวะสันต์ฤดูพูน ผิว่าไข้เป็นเค้ามูล ด้วยวาโยพิษร้ายกล้าแข็ง เกิดโรคเพื่อ เสมหะ ติดอุระอันยิ่งแรงหนักอกดังว่าแกล้ง มากลิ้งทับประดับไว้ หายใจมักขัดอก บังเกิดโรคต่าง ๆไป คันตัว มีพิษไซร้โทษทั้งสองหากเจือกับ วาโยแล เสมหา บังเกิดกล้ากว่าทุกอัน แพทย์พึงประกอบพลัน สรรพยาอย่าดู หมิ่นยาแก้ ท่านให้ เอาใบคนทิสอ ๗ ใบ พริกไทย ๗ เม็ด ขิง ๗ ชิ้นตำละลายน้ำร้อนกิน แก้วะสานะตะฤดู หาย (คือ ฤดูฝน) *เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง ฤดูเจือกำเริบร้าย ชื่อว่า สารท ฤดู หมาย เจือ วะสานต์ แล เหมันต์ ผิไข้ เกิดเพื่อลม เสมหะมูตรเป็นสำคัญ ร้อนทรวงแลอกนั้น ร้อนในไส้ในกายเอง บังเกิดโรคในอกให้เจ็บฟกเป็น หลายเพลง เจ็บกระดูกสันหลังเอง ดังหลุดลุ่ยแลเจ็บคอ แพทย์ที่มียาแก้ จำให้แน่ ยาแก้มี ตรีสมอ ตรีกฏุก เกลือ รางไคร้เครือ พอ โกศก้านพร้าว ใบสะเดา กระเทียม เสมอภาค ทำแท่งตากเมื่อกินเอา น้ำร้อนแลน้ำ เหล้า ละลายเข้ากระสายกิน แก้สารท ฤดูโทษ วาโยโหดดับหายสิ้น ผู้แพทย์อย่าพึงหมิ่น พึงประกอบให้ชอบ การ ฯ *เดือนอ้ายแลเดือนยี่ สองเดือนนี้เหมันต์ขาน (คือ ฤดูหนาว) อาโปย่อมมันหวาน ปฐวีแทรกทำเข็ญ ผิ ว่าไข้เพื่อเสมหะ กำเดาเลือดเจือปนเป็น โทษมากหากให้เห็น ยิ่งกว่าสิ่งสิ้นทั้งปวง ให้เจ็บซึ่งสันหลัง แลบั้นเอว เป็นใหญ่หลวงดังจะลุ่ยจะหลุดร่วง ทั้งต้นคอสลักขึง ประดุจตรีโทษ ในเนื้อมือมัจจุราช ผู้แพทย์เร่งคำนึง แต่ง ยาให้ได้โดยควร ยาแก้มี บอระเพ็ด ทั้ง แห้วหมู นมตำเรีย เร่งประมวล หญ้าตีนนก รีบโดยด่วน มะกรูด ขิง เร่งปรุงหา ผึ่งแดดกระทำผง บดด้วยน้ำเปลือกต้นเพกา มะแว้งเครือกระสายยา กินดับโรคใน ฤดู เหมันต์ (คือ ดับโรคในฤดูหนาว) *เดือนสาม แล เดือนสี่ สิสิระ ฤดู พลัน ปฐวี ธาตุดิน นั้น เป็นมูลโรคธิบดี เกิดโรคด้วยเลือดลม กำเดา เจือเสลดนี้ แปรปรวนกำเริบมี วิการโรคต่าง ๆ เป็น เกิดโรคให้ฟกบวม หูทั้งสองเป็นหนองเหม็น เลือดเหน้า หากให้เป็น ย่อมไหลออกจากโสตตะ ผู้แพทย์พึงประกอบ ซึ่งโอสถเร่งเยียวยา ยาแก้มี ลูกกรดอม กระเทียม มา ไพล ว่านน้ำ เทียนเยาวพาณี ตุ้มกา ว่านร่อนทอง เนระพูสี แก่นสน สังกะระนี ตำให้ละเอียดดี แล้ว ละลายน้ำ ขิง กิน แก้ สะท้าน แทรก พริกไทย ลงเก้าเม็ดตำให้สิ้น แก้ร้อนเอ หญ้าตีนนก คู่ กับ จันทน์ทั้งสอง ต้มเป็นน้ำกระสายกิน แก้ร้อนได้ดั่งใจปอง แก้ดีเสลดต้องน้ำมะงั่ว น้ำส้มซ่า แก้โทษ ปถวี คือ สิสิระ ฤดู นา เสร็จสิ้นดังกล่าวมา ฤดู หกจบสมบูรณ์ ฯ ๑ ทีนี้ จะกล่าวถึงธาตุ วิปลาสเป็นเค้ามูล ธาตุสี่มีสมบูรณ์ กำเริบ หย่อนย่อมกล้าแข็ง แพทย์จงเร่งพิเคราะห์ ดังอาจารย์ท่านได้สำแดงมา จะกล่าวให้เห็นแจ้ง ในกาละธาตุสิ้นทั้ง สี่ กำเริบแลหย่อนกล้า ในกองธาตุปฐวี วิบัติย่อมมากมี โทษ สิบสาม ๑๓ ตามอาการ เกิดเหา แล เล็นมาก ย่อมไข้ครุ่นเป็นประมาณ ท้องลั่นแลพลุกพล่านให้ท้องขึ้นแลเจ็บท้อง เจ็บท้องบ่หายเหือดให้ตกเลือดเหม็น เหน้าหนอง เสียดแทงที่ในท้อง ขัดตะโพกดังถูกชก เป็นปานโรคกระษัย แลให้เจ็บในอก ในเนื้อย่อมช้ำฟก เล็บ เท้า เล็บมือเป็นสีเขียว ผิแพทย์เห็นอาการ ที่เป็นไข้ดังนี้เจียว พึงอาจอย่าหวาดเสียว แก้ชำระ ปถวีธาตุ ยาแก้ มีเอา กระเทียม แล กันเกรา ใบสะเดา กระเพรา ดี ตรีผลา ขิงแห้ง มีเทพทาโร เท่ากันไซร้บดเป็นผง ละลายน้ำมะงั่วแลน้ำร้อนก็กินได้ปถวีวิการ อาการ อาจจะ ดับระงับสูญ ฯ ยาแก้ในกอง ธาตุ ปถวี วิบัติกำเริบหย่อนกล้ากล้า พิหาร มากมีโทษสิบ สาม ๑๓ ตาม เริ่ม แต่ หน้า ๒๔๑ ถึง ๒๔๓.
๘๖ * ๑ ยาแก้ มิเหือดท่านให้เอา ย่างทราย ดีปลี กระเทียม หนุน สะค้าน เจตมูลเพลิง กระดอมอ่อน สมอไทย ขิงแห้ง แล ว่านน้ำ บดทำแท่งจงฉับไว มูตรโคละลายใส่ น้ำมะนาวเร่งให้กิน เสมหะอันทำโทษ ปถวี เหือดหายสิ้น ผู้แพทย์อย่าเมินหมิ่น โอสถนี้ดีนักหนา ฯ * ๒ ยาแก้ อีกภาคหนึ่ง เอา บอระเพ็ด กระพังโหม ช้าพลู มา มะแว้ง ทั้งสาม หา รากคัดมอญ ทั้ง พริกไทย อีกทั้ง เชือกเขาพรวน แล เปลือกกวดจริงจ้อ ไซร้ บดทำแท่งไว้ ใช้น้ำดอกไม้ น้ำจันทน์ให้ดื่ม พ่นกิน ดีเดือดด้วย ปถวี แก้ได้ดีอย่าพึงหมิ่น โทษร้ายหายหมดสิ้น ในระบิล ปถวี แล ฯ *๓ ยาแก้ อีกภาคหนึ่ง ดีหมูเถื่อน ลูกทุลังกาสา ดี ลูกมะตูมเติมตามที่ ดอกสัตตบุษย์ อันกลิ่นหอม กระพังโหม ดอกบุนนาค เปลือกทองหลาง ทั้งสองพร้อมใบมะงั่วรวบรวมรอมตากแห้ง ตำผงบรรจงเร่งกรอง นำร้อนเป็นกระสายยาแก้เลือดร้ายน้ำเหลืองหนองปถวีโทษทั้งผองก็จำต้องเสื่อมสูญหายฯ *๔ ยาแก้ อีกภาคหนึ่ง ท่านให้เอา หนังจระเข้ หนังโคเผาเอามากหลายหอยขม หอยแครง หมายทั้ง นอแรด รวบรวมเผา ลูกจันทน์ ดอกดีปลี กระ เทียม กรอบ แห้หมู เอาเสมอชั่งอย่าหนักเบาเอาเท่ากันแล้วตำ ผงชงน้ำร้อนเจ็บท้องอัมพฤกษ์พรรดึกบรรเทาหย่อนปถวีโทษอย่าสังหรณ์ซึ่งวิบัติดังกล่าวมา ยาห้าขนานนี้ ถ้ามิ หายอย่ากังขา ห้าวันจะมรณะ ดังกล่าวมาแม่นจริงแท้ฯ *หนึ่งเล่า เตโชธาตุ วิปลาสกำเริบแปร อาการดังนี้แน่ มักให้ร้อนปลายมือ ปลายเท้า ดุจดังปลาดุก ยอก ให้รุ่มร้อนดังเพลิงฮือ ในท้องในไส้ คือ น้ำที่เดือดพลุ่งพล่าน ร้อนบวมหน้า แลบวมหลัง แลบวมท้องบ่ได้ หย่อน เมื่อเป็นเม็ดย่อมแสบร้อน ดั้งหัวผดสิ้นทั้งตัว มันจมกลับหลบเข้า กระทำเอาพึงเร่งกลัว เจ็บท้องมิใช่ชั่ว ตกมูกเลือดเหน้าเป็นหนอง ผู้ไข้เป็นดังนี้ เตโชธาตุให้หม่นหมอง ผู้แพทย์เร่งตรึกตรอง ซึ่งยาแก้จงทำฉับพลัน ยาแก้เตโชธาตุวิปลาส เอา มหาหิงคุ์ ดีปลี เจตมูลเพลิง ว่านน้ำหั่น ช้าพลู พริกไทย ขยัน ย่างทราย ทุลัง กาสา ขิงแห้ง มะแว้งทั้งสอง ลูกราชดัด เร่งเร่ว หา บอระเพ็ด ขมโสภา เอาเสมอภาค ตากแดดแห้ง ตำผง ละลายน้ำอ้อยแดง น้ำร้อน ซาวข้าวลง มูตรโคอย่าได้หลง ไฟดินร้ายย่อมหายสูญ ฯ *ยาแก้เตโชธาตุวิปลาส เอา ภาคหนึ่ง มหาหิงคุ์ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเค้ามูล ว่านน้ำสองส่วนพูน ลูกช้าพลู เป็นส่วนสาม ขิงสี่ เทียนเยาวพาณีห้า ดังตำราท่านกล่าวความมาให้เอา เจตมูลเพลิงหกส่วนพองาม โกศสอ เจ็ดส่วน สมอไทยแปดส่วน ดีปลี เก้าส่วน เข้าประมวลนำมาผึ่งแดดให้แห้ง ตำผงผู้แพทย์ละลาย นำมูตรโค และชะเอมเทศให้กิน แก้โทษในเตโช วิกาโรบันเท่าสิ้น ผู้แพทย์อย่าพึงหมิ่น ตำรานี้ดีหนักหนา ฯ ยาแก้เตโชธาตุวิปลาส ภาคหนึ่ง เอา โกศสอ โกศเขมา ลูกจันทน์นา เทียนเทศ ที่ตำรา ลูกราชดัด มหาหิงคุ์ สารพัดพิษ กรุงเขมา จุกโรหิณียิ่ง รากพลับพลึงแดงดีจริง มะแว้งเครือ รากสวาด น้ำมะงั่ว น้ำ มะนาวกิน แก้ระบิล เตโชธาตุ ยานี้ชื่อว่า เทพนิมิตประสาท แก้โทษธาตุเตโชหาย ฯ *หนึ่งแก้วาโยธาตุ กำเริบหย่อนทั้งปวงคลาย อาการวิกลกาย กระทำโทษสิบสามเพลง เป็นตะคิวเมือ เท้า หูอึ้งอื้อตึงหนักเอง สันหลังย่อมขัดเคร่ง รากมีแต่ลมเปล่าแลเจ็บอกให้ขัดซึ่งหัวเข่า เป็นปุ่มเปาจะโป่งฟก หายใจย่อมขัดอก เป็นหวัดไอให้หอบหืด ตาพรายวิงเวียนหน้า โทษเพราะว่าวาโยฝืด แพทย์เห็นอย่าจางจืด จง ประกอบให้ชอบแก่โรค ยาแก้ วาโยธาตุ กำเริบหย่อนเอา ดีปลี แล แฝกหอม ทั้ง ว่านน้ำ พริกไทย มา แห้วหมู ว่านเปราะ หา เอาเท่ากัน ทำเป็นผง ละลายด้วยน้ำมะนาว วาโยธาตุเสื่อมหายลง ผู้ไข้จะกินจง อย่า ดูหมิ่นดังกล่าวมาฯ ๑ภาคหนึ่ง ยาแก้วาโยธาตุ เปลือกมูกหลวง รากสลอด หญ้าลังกา ว่านน้ำ พริกไทย มา ขิงแห้ง หัว แห้วหมู เจตมูลเพลิง สมอไทย รากไคร้เครือ ตากแห้ง เพื่อให้เป็นจุณ มูตรโค สุราภุญช์ บรรเทาโทษวาโย หาย ฯ ๒หนึ่งโสด ยาแก้ วาโยธาตุ กำเริบหย่อน เอา มหาหิงคุ์ ว่านน้ำ สะค้าน ย่างทราย ดีปลี ชะเอม หมาย ทั้ง โกศ ขิง กรุงเขมา ตำผงละลายน้ำผึ้ง หนึ่งมูตรโค ชะเอมเอา กินพลันจะบรรเทา โทษวาโยระงับสูญ ฯ
๘๗ *๓ภาคหนึ่ง ยาแก้วาโยธาตุ เอา ชะเอม ใบหนาด เจตมูลเพลิง จิงจ้อใหญ่ การบูรณ์ รากทนดี ดีปลี ขิง ว่านน้ำ ใบสลอด เกลือ ตำผงละเอียดจริงกินแก้โทษวาโยพลันฯ *๔ ภาคหนึ่ง ยาแก้วาโยธาตุ เอา ดีปลี เจตพังคี ขิง เร่งหั่น บอระเพ็ด หัสกุน นั้น ทั้ง พริกไทย แล แมลงลัก เจตมูลเพลิง ข่า มหาหิงคุ์ สังกรณี เท่ากัน ตำละลายอย่าได้ยัก กับมูตรโคน้ำร้อนกิน น้ำซาวข้าวก็ แก้ได้ ยักย้ายอย่าดูหมิ่น บางเบาบรรเทาสิ้น ในกองธาตุ โทษ ธาตุวาโย ฯ *๕ หนึ่งเล่า ยาแก้วาโยธาตุ เอา ผักคราด ลูกพันธุ์ผักกาด เมล็ดผักชี โท สะค้าน กัณ์หาโร ทั้ง หอมแดง ผักเสี้ยนผี ผักเป็ด เมล็ดแตงโม ตำเป็นผง ละเอียดดี นมโค น้ำผึ้งมี ทำกระสายละลายกิน แก้โทษ วาโยหย่อน แลกำเริบแลหายสูญสิ้นผู้ใดได้ดื่มกินซึ่งยานี้จะพลันศูนย์ ฯ *๖) อีกโสตหนึ่ง ธาตุอาโป วิกาโรธาตุมากมูลจุกอก แลลงร้อนแล้วแปรเป็นกระษัยกร่อน ขัดหนักแล ขัดเบา ตึงหัวเหน่ามิได้หย่อนท้องน้อย มัก เป็นก้อน ย่อมเป็นลูกกลิ้งขึ้นลง ตกเลือดหนองพรรดึก ร้อนหน้า หลังดังเพลิงส่ง เหลืองซีดผอมแห้งลง เกิดเสลดตีนมือเย็น ชายขัดสีข้างด้านขวา ผิหญิงนาแสบทรวงเข็ญ สีข้าง ด้านซ้ายเป็น ให้ยอกขัดบ่สบาย เกิดเลือดระสายซ้ำ เป็นไข้กลับวิบัติกลาย อาโปกำเริบร้าย เกิดโทษสิบสองง ประการ ผิแพทย์อย่าแก้โทษ ในอาโปสมุฏฐาน ประกอบให้ควรการ ตามคัมภีร์ธาตุหนักเบา ยาแก้อาโปธาตุ (คือธาตุน้ำ) เปลือกต้นโมกหลวง มะตูมอ่อน เจตมูลเพลิง พริกไทย เอา ลูกผักชี ว่านน้ำ เล่า หญ้าลังกา น้ำเต้าขม ผิไข้เอา กระดอม ขิง จิงจ้อ ดีปลี สม ตากแห้งตำผงโดยนิยม ละลาย มูตรโค ด่างสะแก แก้ โทษใน อาโป วิกาโรพลันหายแน่ มีคุณยิ่งจริงแล ดังคัมภีร์ท่านกล่าวมา ฯ *๑ หนึ่งเล่ายาแก้อาโปธาตุ เอา จิงจ้อ ทั้ง ดีปลี หัวเข้าค่า กระพังโหม พริกไทย มา ลูกราชดัด ขมิ้นอ้อย หัวหอม แล ยาดำ ตากตำผงอย่าได้น้อย ละลายกระสายพลอย น้ำตาลทราย น้ำแตงกวา แก้ อาโปพรรดึก บรรเทาหายอย่ากังขาผู้ไข้พึงภุญชา โอสถนี้อย่าดูหมิ่น ฯ *๒ อีกหนึ่งโสดยาแก้อาโปธาตุ โกศก้านพร้าว บอระเพ็ดหั่นเป็นชิ้น เมล็ดในแตงกวา กิน เปลือกกลุ่ม น้ำ รากจันทน์ ดี มะตูมอ่อน ใบสลอด เร่งตำผง ละเอียดซี น้ำร้อน สุรา มี เร่งภุญชีอาโปหาย ฯ *๓อีกหนึ่งเล่า ยาแก้อาโปธาตุ ตรีกฏุก มะขามป้อน ดังอภิปราย ตรีผลา สะค้าน หมายทั้ง ไพล ข่า ลูก จันทน์ เสมอภาคตากตำผงน้ำกล้วยตีบกระสายสรร อาโป วิการนั้นกินพลันดับระงับหายฯ *๔ อีกหนึ่งเล่า ยาแก้อาโปธาตุ จิงจ้อหลวง ตรีกฏุก หัวแห้วหมู หมาย ขมิ้นอ้อย หัวเข้าค่า ราย ราชดัด กระชาย ไพล กะพังโหม บอระเพ็ด ข่าตาแดง มะแว้งไทย กระดอม จันทน์หอม อันนี้ไซร้ทั้ง พันธุ์ผักกาด แล แก่นสน เสมอภาคตากตำผง น้ำมวกเข้ากินบัดดล อาโปกำเริบรน อาจดับระงับสูญ ฯ (ธาตุสี่จบ) ๒๑๙ ***************** จะกล่าวธาตุทั้งสี่ อันตรีโทษตามเค้ามูล มระณังบังเกิดพูน ธาตุกำเริบออกจากกาย ผู้แพทย์พึงสังเกต มีประเภทอันมากมาย ประเภทสิบอย่างหลาย ย่อมให้รากทรวงอกแห้ง ๒๒๐กายแข็งท่อนไม้ปาน บ่ทราบรส อาหารแรง จืดเค็มก็มิแจ้งมักเป็นไข้นั้นร่ำไป เจ็บอกเป็นใหญ่หลวงหนึ่งอาหารกินไปในอุทรประเดี่ยวใจพอหยุด กินก็แสบท้องในอกดังเพลิงสุม ย่อมร้อนรุ่มเร่งเศร้าหมองท้องขึ้นแลท้องพอง ย่อมเขียวช้ำทั่วทั้งกาย ผิแพทย์ จะเยียวยา เอาตรีผลา กระเทียม หมาย ว่านน้ำ ว่านร่อนทองพราย ไพล ลูกกระดอม คนทิสอ ตากแห้งตำผงไว้ น้ำร้อนใช้กระสายพอน้ำขิงเร่งกินหนอ แก้ปถวีในตรีโทษจะคลายในไม่ช้านัก ก็คงจักเป็นประโยชน์ มิหาย อย่าได้โกรธ อีกห้าวันพลันม้วยมรณ์ ยาแก้ปถวี ในตรีโทษ (คือธาตุดิน เป็นตรีโทษ) กายแข็งดั่งท่อนไม้ก็ไม่ปาน บ่ทราบรสอาหารแรง จืด เค็มก็มิแจ้ง มักเป็นไข้นั้นร่ำไป เจ็บอกเป็นใหญ่หลวง หนึ่งอาหารกินไปในอุทรประเดี๋ยวใจ พอหยุดกินก็แสบ ท้อง ในอกดังเพลิงสุม ย่อมร้อนรุ่มเร่งเศร้าหมอง ท้องขึ้น แลลงท้อง ย่อมเขียวค้ำทั่วทั้งกาย ผิแพทย์ที่จะ
๘๘ เยียวยา ยาแก้ปถวี ในตรีโทษ (คือธาตุดิน เป็นตรีโทษ) ท่านให้เอา ตรีผลา แล กระเทียม หมาย ว่านร่อนทอง พราย ไพล กระดอม คนทิสอ ตากแห้งตำผงไว้ น้ำร้อนใช้เป็นกระสายพอ น้ำขิงเร่งกินหนอ แก้ปถวี ในตรี โทษ จะคลายไม่ช้านัก ก็จักเป็นประโยชน์ มิหายอย่าได้โกรณ อีกห้าวันพลันม้วย มรณ์ ฯ *๖ หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาสจากกายจร ตรีโทษที่ถาวร ย่อมวิบัติกำเริบทวี อาการสิบสามเพลง กาย ตนเองซูบเศร้าศรี เสโทย่อมมากมี (เสโท แปลว่า เหงื่อ) ให้ซึมทราบทั่วสารพางค์ ตึงตัวทั้งหน้าตา อาหารกินก็ เบาบาง ร้อนรน กระมลหมางกระหายน้ำแลขัดอก ในท้องเป็นลมลั่น อยากของมันมักโกรธงก ให้ร้อนแลเย็น อกเป็นไข้จับดังเลือดพูน ปากชุ่มแลขมร้อน กลับเผ็ดหวานโทษ ทั้งมูล อาโปตรีโทษหนุน แก่คนไข้ผู้ใดเป็น ผิ แพทย์จะเยียวยา ตามกุสลา หากเคืองเข็ญ จะแจ้งให้เห็น ซึ่งโอสถ เร่งปรุงหา พึงเอา เจตมูลเพลิง เปลือกมูก ดง เปลือกมูกมันมา ลูกผักชีลา ดีปลี หญ้าลังกา มะตูมอ่อน ขิง แลรากเสนียด ว่านน้ำเร่งสังวร บดเป็น ผงใส่น้ำร้อน เร่งกินแก้อาโปหาย มิเหือดด้วยยานี้ คือ ชีวีจะวางวาย เจ็ดวันจะพลันตาย ในเวลากลางคืนแล ฯ *หนึ่งโสตธาตุเตโช จากกาโยวิบัติแปรตรีโทษที่ถึงแท้กลเพศสิบสองประการให้ร้อนที่ในท้องแลไส้พุง ให้พลุกพล่านเหมือนน้ำเดือดไม่เปรียบปาน แล้วแก้ทำให้มือเท้าตาย ให้ไอดังขลุก ๆ ในลำคอทรวงอกหมาย เมื่อยจบทั่วทั้งกายให้ผอมแห้งปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มกายสกล ซึ่งภายในดังเพลิงกอง เวียนวิงหน้าตาหมอง ย่อมแสบไส้มักเป็นลม มือสั่น แล เท้าสั่น ให้ร้อนเสียวดังเพลิงรม โทษสิบสี่ย่อมนิยม ด้วย เตโชวิการสลาย ผิ ว่าแพทย์เห็นอาการ แห่งผู้ไข้อย่าห่างหาย ตรีโทษมาถึงกาย วิบัติโรคให้เคืองเข็ญ ผิแพทย์ผู้ใดแก้ยาแก้ เตโชธาตุวิบัติ พึงเอา โกศสอ แล ลูกเอ็น ลูกผักชี ว่านน้ำ เห็น ทั้ง ดีปลี โกศพุงปลา หัวแห้วหมู แล ว่าน เปราะ สะค้าน คงเร่งปรุงหา เปลือกโมกมัน เท่ากันนา ตำผงกินกับน้ำเย็น กินแก้กองเตโช วิกาโรตรีทาเป็น ดังน้ำดับไฟเย็น ย่อมวินาศให้ขาดสูญ ฯ *ภาคหนึ่ง ยาแก้เตโชวิบัติ เอา ลูกช้าพลุ ลูกจิงจ้อ เจตมูลเพลิง รากเสนียด รางไคร้เครือ พูน สมอ ไทย หญ้าลังกา ว่านเปราะ ดีปลี ขิง มะขามป้อม ชะเอม หา ใบกระเพรา เท่ากันมา (คือ ๑ กำมือ) ตาก ตำผงจงละลาย แก้ทาแห่งเตโชธาตุ เมื่อกินเจือน้ำตาลทราย มิฟังจะถึงตาย ในเจ็ดวันเป็นมั่นคง *หนึ่งเล่า ธาตุวาโย ภินทะโกบ่ดำรง วิการออกจากองค์ ดังตรีโทษหากแปรปรวน โทษสิบหกสถาน ดัง อาจารย์ท่านประมวล ผอมเหลืองบ่มิควรแห้งซูบเศร้าฉวีหมอง จุกอกเป็นก้อนอยู่ ในอุระ แล ในท้อง ให้ราก อาหารกอง ให้สะอึกให้เรอเหียน หายใจย่อมให้สั้น ให้หวานปากมักอาเจียน ร้อนอกทั้งปวดเศียร ให้เจ็บอกให้ คันตัว ผุดแดงดังสีเลือด ไอบ่เหือด ดังหืดมัวหนักหน้าตาสลัว ย่อมเป็นวิบัติมากหลาย ผิแพทย์ ผู้จะแก้ ยาแก้ธาตุวาโยตรีโทษ วาโยแปร ระส่ำระส่าย ท่านให้เอา ว่านเปราะ พริกไทย หมาย ทั้ง หัวแห้วหมู แล ดีปลี อีก ข่า แล ว่านน้ำ ตากตำผง ให้จงดี น้ำร้อนเร่งภุญชี แก้วาโยกำเริบสูญ มิหายด้วยยานี้ ทวีอาการพูน โรคเกิดเป็นเค้ามูล ถอยกำลังขัดหนักเบาไม่มักพอใจกินของมีมัน จืดเค็มเล่า พึงอย่าได้ดูเบา ใน ๗ วัน สามยามสูญ ฯ (จบธาตุตรีโทษ) ******************** ๒๒๒ * หนึ่งเล่าจะกล่าวทบ ยาแก้ธาตุสี่ไม่บริบูรณ์ ธาตุบรรจบนามประมูล ธาตุสี่ไม่บริบูรณ์ ภินทะนาวิการ ให้ หย่อน ให้คงดำรงเก่า มิให้ร้าวกำเริบจร ดำรงเก่ามิให้ร้าวกำเริบจร อาจตั้งให้ถาวร ร้อนวิบัติกำเริบแปร เอา ขิงแห้ง โกศเขมา โกศพุงปลา โกศเชียง แท้ โกศสอ เทียนดำ แล เทียนขาว เทียนสัตตะบุษย์ เทียนเยาวพาณี เทียนแดง ลูกจันทน์ สุด ดอกจันทน์ อันหอมรุด การบูร อุดมดี สมุลแว้ง ลูกกระวาน ทั้ง กาลพลู ลูกผักชี น้ำประสารทองผ่องขาวสี ใบพิมเสน แล รางงไคร้เครือ ดีปลี แล เปราะหอม ทั้ง ชะมด เอาเข้าเจือ สิ่งละ สลึงเผื่อ โกศก้านพร้าว หนัก ๒ สลึง สมอไทย เอาแต่เนื้อ ชั่งไว้เผื่อหนักบาทหนึ่ง ตำผงบดแล้วพึง เก็บใส่ขวดดังกล่าวหมาย กินแก้กองเสมหะ เช็ดน้ำขิงบดละลาย กลางวันน้ำหอม กระสาย
๘๙ แก้กำเดากำเริบร้อน เวลาเย็นน้ำข่า น้ำส้มซ่าแก้ลมจร คุมธาตุให้ถาวร จงเร่งกินทุกวันคืน เบญจกูล ธาตุ ดำรง ธาตุร้ายกลับกายชื่น ลมถอยจึงค่อยฟื้น แก้สะอึกแลแก้ราก (คืออาเจียน) ลูกยอน้ำผึ้งน้ำอ้อย พิมเสน น้อยหนึ่งอย่าได้มาก อาจข่มลมร้ายผาก แก้คอแห้งน้ำลูกมะปราง ดีงูเข้าแทรกด้วย ชุบสำลีเข้าอมวาง ชุ่มคอ สำเนียงสว่าง แก้กระหายมะลิเข้า แก้จุกร้องสุดเสียง น้ำกระเทียมส้มซ่าเอา ระบายธาตุ เบญจกูล เคล้า ตรี กฏุก ตรีผลา แก้ลงธาตุวิการ เปลือกต้นมะเดื่อ จันทน์ทั้งสอง นา ลูกจันทน์ เอา ปูนทา ปิ้งไฟใส่กระชับ คลาย ลูกเบญกานี อาจจะแก้ ให้ลงหาย ตกเลือดใบเสนียดวาย น้ำกระเทียม เทียนดำ กิน กระวนกระวาย ให้ เอาน้ำดอกไม้ แทรกพิมเสนกิน แก้ไข้น้ำร้อนสิ้น ผ่อนบรรเทาซึ่งโรคา กำเดาอันมีโทษ ทั้งเลือดลมสูญหาย นา ผู้ใดที่ภุญชา โอสถนี้บ่เห็นคุณ ผู้นั้นย่อมไข้หนัก กรรมเข้าหักให้สิ้นบุญ ภาวะนาให้ใจคุ้น จะค่อยเบา บรรเทาพลัน เทียนทั้งห้า หนักสิ่งละ ๒ สลึง กระเทียม ขิง หนักบาทหนึ่ง พึงหั่น เทพทาโร นั้นห้าบาท สิบใบ สะเดา ใบมะตูม ใบคนทา ใบคนทิสอ คนทีเขมา ตรีกฏุก ชั่งอย่าเบาทั้งนี้เอาหนัก สิ่งละ ๑ บาท ตากตำแล ทำแท่ง น้ำกะทือ กินอย่าขาดปวด ปถวีธาตุ อาจระงับพลันดับหาย ฯ หนึ่งโสตธาตุเตโช จากกาโยวิบัติแปร ตรีโทษที่ถึงแท้ กลเทศสิบสองประการ ให้ร้อนที่ในท้อง แลไส้พุง ให้พลุ่งพล่านดังน้ำเดือดไม่เปรียบปานแล้วก็ให้มือตีนตาย ให้ไอดังขลุกๆในลำคอทรวงอกหมาย เมื่อยขบทั่วทั้ง กาย ให้ผอมแห้งปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มกายสกล ซึ่งภายในดังเพลิงกอง เวียนวิงหน้าตาหมอง ย่อมแสบไส้มัก เป็นลม มือสั่นแลตีนสั่น ให้ร้อนเสียวดังเพลิงรม โทษสิบสี่ย่อมนิยม ด้วยเตโชวิการสลาย ผิแพทย์เห็นอาการ แห่งผู้ไข้อย่าห่างหาย ตรีโทษมาถึงกาย วิบัติโรคให้เคืองเข็ญ ผิแพทย์ผู้ใดแก้ เอา โกศสอ แล ลูกเอ็น ลุกผักชี ว่านน้ำ เห็น ทั้ง ดีปลี โกศพุงปลา แห้วหมู แล ว่านเปราะ สะค้าน เร่งปรุงหา เปลือกโมกมัน เท่ากันนา ตำผง กินกับน้ำเย็น กินแก้กองเตโช วิกาโรตรีโทษเป็น ดังน้ำดับไฟเย็น ย่อมวินาศให้ขาดสูญ ยาแก้เตโชธาตุวิบัติ ฯ ภาคหนึ่ง ยาแก้เตโชธาตุวิบัติ ลูกช้าพลู ลูกจิงจ้อ เจตมูล รากเสนียด ไคร้เครือพูน สมอไทย หญ้ารัง กา ว่านเปราะ ดีปลี ขิง มะขามป้อม ชะเอมหา ใบกระเพราเท่ากันมา ตากแห้งตำผงจงละลาย แก้โทษแห่ง เตโช เมื่อกินเจือน้ำตาลทราย มิฟังจะถึงตาย ในเจ็ดวันเป็นมั่นคงฯ **ภาคหนึ่ง แก้ เตโชธาตุ ลูกกระเบา ว่านเปราะ หมาย ลูกทุลังกาสาราย รากไคร้เครือ หญ้ารังกา สมอไทย มะขามป้อม รากช้าพลู ชะเอมมา รากผักแผ้วแดง โสภา เสมอภาคตากตำผง ให้กับน้ำร้อน แก้ เตโชธาตุหายมั่นคง หายตามความประสงค์ ซึ่งเรื่องธาตุจบ บริบูรณ์ หนึ่งเล่า ธาตุวาโย ภินทะโกบ่ดำรง วิการออกจากองค์ ดังตรีโทษหากแปรปรวน โทษสิบหกสถาน ดัง อาจารย์ท่านประมวน ผอมเหลืองบ่มิควร แห้งซูบเศร้าฉวีหมอง จุกอกเป็นก้อนอยู่ ในอุระแลในท้องให้ราก อาหารกองให้สะอึกให้เรอเหียน หายใจย่อมให้สั้นให้หวานปากมักอาเจียน ร้อนอกทั้งปวดเศียรให้เจ็บอกให้คั่น ตัว ผุดแดงดังสีเลือด ไอเหือดดังหืดมัว หนักหน้าตาสลัว ย่อมวิบัติเป็นมากหลาย ผิแพทย์ผู้จะแก้ยาแก้วาโยแปรระส่ำระสาย เอาว่านเปราะ พริกไทยหมาย ทั้งแห้วหมู แล ดีปลี อีก ข่า แล ว่านน้ำ ตากตำผงให้จงดี น้ำร้อนเร่งภุญชี แก้วาโยกำเริบสูญ มิหายด้วยยานี้ ย่อมทวีอาการพูน โรคเกิด เป็นเค้ามูล ถอยกำลังขัดหนักเบาไม่มักพอใจกิน ของมีมันจืดเค็มเล่า พึงอย่าได้ดูเบา ในเจ็ดวันสามยามสูญฯ หนึ่งเล่าจะกล่าวทบ ธาตุบรรจบนามประมูล ธาตุสี่มิบริบูรณ์ ภินทะนาวิการหย่อน ให้คงดำรงเก่ามิให้ ร้าวกำเริบจร อาจตั้งให้ถาวรร้อนวิบัติกำเริบแปร ขิงแห้ง โกศเขมา โกพุงปลา โกศเชียงแท้ โกศสอ เทียนดำ แล เทียนขาว เทียนสัตตะบุษย์ เทียนเยาวะพาณี เทียนแดง ลูกจันทน์สุก ดอกจันทน์อันหอมรุด การบูรณ์ อุดมดี สมุลแว้ง ลูกกระวาน ทั้ง กาลพลู ลูกผักชี น้ำประสารทองผ่องขาวสี ใบพิมเสน แล ไคร้เครือ ดีปลี แล เปราะหอม ทั้ง ชะมดเอาเข้าเจือ สิ่งละสลึงเผื่อ โกศก้านพร้าว สองสลึง สมอไทย เอา แต่เนื้อ ชั่งไว้เผื่อหนัก บาทหนึ่ง ตำผงบดแล้วพึง พึง เก็บใส่ขวดดังกล่าวหมาย กินแก้กองเสมหะ เช็ดน้ำขิงบดละลาย กลางวัน น้ำหอม กระสาย แก้กำเดากำเริบร้อน เวลาเย็นน้ำข่า น้ำส้มซ่าแก้ลมจร คุมธาตุให้ถาวร จงเร่งกินทุกวันคืน
๙๐ เบญจกูล ธาตุดำรง ธาตุร้ายกลับกายชื่น ลมถอยจึงค่อยฟื้น แก้สะอึกแลแก้ราก (คืออาเจียน) ลูกยอน้ำผึ้ง น้ำอ้อย พิมเสนน้อยหนึ่งอย่าได้มาก อาจข่มลมร้ายผาก แก้คอแห้งน้ำลูกมะปราง ดีงูเข้าแทรกด้วย ชุบสำลี เข้าอมวาง ชุ่มคอสำเนียงสว่าง แก้กระหายแก้กระหายมะลิเข้า แก้จุกร้องสุดเสียง น้ำกระเทียมส้มซ่าเอา ระบาย ธาตุ เบญจกูล เคล้า ตรีกฏุก ตรีผลา แก้ลงธาตุวิการ เปลือกต้นมะเดื่อ จันทน์ทั้งสอง นา ลูกจันทน์ เอา ปูนทา ปิ้งไฟใส่กระชับคลาย ลูกเบญกานี อาจจะแก้ ให้ลงหาย ตกเลือดใบเสนียดวาย น้ำกระเทียม เทียนดำ กิน กระวนกระวายให้ เอาน้ำดอกไม้ แทรกพิมเสนกิน แก้ไข้น้ำร้อนสิ้น ผ่อนบรรเทาซึ่งโรคา กำเดา อันมีโทษ ทั้งเลือดลมสูญหายนา ผู้ใดที่ภุญชา โอสถนี้บ่เห็นคุณ ผู้นั้นย่อมไข้หนัก กรรมเข้าหักให้สิ้นบุญ ภาวะนาให้ใจคุ้น จะค่อยเบาบรรเทาพลัน เทียนทั้งห้า หนักสิ่งละ ๒ สลึง กระเทียม ขิง หนักบาทหนึ่ง พึงหั่น เทพทาโร นั้นห้าบาท สิบใบสะเดา ใบมะตูม ใบคนทา ใบคนทิสอ คนทีเขมา ตรีกฏุก ชั่งอย่าเบา ทั้งนี้เอา หนัก สิ่งละ ๑ บาท ตากตำ แลทำแท่ง น้ำ กะทือ กินอย่าขาด ปวด ปถวีธาตุ อาจระงับพลันดับหาย ฯ **ภาคหนึ่ง แก้ เตโชธาตุ ลูกกระเบา ว่านเปราะ หมาย ลูกทุลังกาสาราย รากไคร้เครือ หญ้ารัง กา สมอไทย มะขามป้อม รากช้าพลู ชะเอมมา รากผักแผ้วแดง โสภา เสมอภาคตากตำผง ให้กับน้ำร้อน แก้เตโชธาตุหายมั่นคง หายตามความประสงค์ ซึ่งเรื่องธาตุจบ บริบูรณ์ **หนึ่งโสด จะกล่าวการ สมุฏฐานเป็นเค้ามูล พุทธรัตน์ตรัสบัณฑูร ซึ่งมูลโรคสามประการ ปิตตะ แล เสมหะ แล วาตะ สมุฏฐาน ทั้งสามโดยประมาณ เป็นอาทีให้วิกล สรรเพชรตรัสพาที โปรดพระคิริมานนท์ คิ ลาน์กำเริบรน วิกลกายเวทนา อาพาธทั้งห้านั้น หากเจือกันให้สามนา พาหิระโรคา หากวิบัติตามเหตุเป็น สัน นิปาติกา เสลดลมกำเริบเข็ญ พร้อมสามตามเภทเป็น สันนิบาดประชุมกัน อุตุปรินาม ฤดูสามปรวนแปรผัน วิ สะมะหาระนั้น ด้วยอาหาร แล อิริยาบถ หนึ่งโอปักกะมิ คือ บิดพลิกพลาดแขนขา หนึ่งกรรมวิปากา ไข้เพื่อ กรรมกระทำผล อาพาธทั้งแปดนี้ ในคัมภีร์คิริมานนท์ จากโอษฐ์ พระทศพล แพทย์พึงยลดังกล่าวมา อาพาธทั้ง ห้านั้น จะรำพรรณแต่ดีมา กุลบุตรเกิด คิลาน์ ด้วยปิตตะสมุฏฐาน คือดีที่ในกายตน ให้วิกลกำเริบซ่าน ด้วย เหตุแลอาการ สังคะหะกล่าวไว้มี กล่าวเหตุเมื่อก่อผล แห่งบุคคลชายหญิงนี้ เมื่อเหตุกำเริบมี จะก่อโรค อาเพศเป็น ให้กินอาหารร้อน บ่มิชอบอาหารเย็น สิ่งเปรี้ยวอยากบ่เว้น ย่อมพอใจเผ็ดร้อนบูด ของเน่ามัก พอใจ มักผิงไฟมิได้หยุด น้ำร้อนมักดื่มดูด มักโกรธเมื่อตะวันเที่ยง มักชอบกินอาหารในเวลากลางคืน ซึมบ่ตื่น ยังกรนเสียง อาบน้ำเมื่อดึกเที่ยง ราตรีร้อนบ่นอนหลับ อาเพศทั้งสิบนี้ เป็นเพื่อดีกำเริบจับ กล่าวเหตุก็เสร็จ สรรพ จะกลับกล่าวโรคเพื่อดี วิบัติอาการโรค สิบห้าสิ่งมักย่อมมี ผู้ใดเป็นเช่นนี้ มักสะท้านให้ร้อนหนาว หลงใหลนอนไม่หลับ ย่อมมักรากเป็นคราว ๆ คอแห้งร้อนผะผ่าว ทั้งร้อนปากขื่อจมูก ร้อนหน้าเหงื่อบ่ตก ย่อม พร่ำพรูพูดผิดถูก เพ้อพกบ่มีสุข ย่อมไหลหลงมัวเมาหนัก จักษุนั้นก็แหลม เห็นสิ่งของมักบ่รู้จัก ตาเหลืองเบา เหลืองนัก มักวิงเวียนแสบร้อนหน้า ให้ร้อนระส่ำระสาย เพศทั้งหลายที่กล่าวมา หมู่แพทย์อย่ากังขา โรคทั้งนี้ ดี ทำเข็ญ ผิแพทย์จะเยียวยา ไข้เพื่อดีวิบัติเป็น ให้เอาตัวยา ดังนี้ ชิงช้าชาลี เล่น มะตูมอ่อน รากดีปลี แห้ว หมู แล ขิงแห้ง ใส่หม้อต้มให้สุกดี ครั้นเย็นจึงภุญชี โรคเพื่อดี หายฉับพลันฯ ยาแก้ดี แก้เสมหะ แก้ธาตุลม ฯ **๑ ภาคหนึ่ง รากมะตูม หญ้าเกล็ดหอย แฝกหอม หั่น รากกระดอม เอาเท่ากัน ต้มไว้เย็นเร่งดื่มกิน ฯ **๒ หนึ่งโสด จันทน์ทั้งสอง กระพังโหม หัวแห้วหมู สิ้น ต้มเย็นให้เร่งริน กินก่อนข้าวเช้า ดับหาย ฯ **๓ หนึ่งโสด หญ้าเกล็ดหอย แต่สิ่งเดียวคูณมากมาย ต้มกินดับโรคหาย แพทย์ทั้งหลายอย่าพึงหมิ่น ฯ **๔ภาคหนึ่ง หญ้าเกล็ดหอย บอระเพ็ด หั่นเป็นชิ้น ชิงช้าชาลี ชิน มะขามป้อม พร้อมเร่งต้ม ครั้นเย็น ให้คนไข้ ดื่มเข้าไปอย่าได้อม ครั้นคลายหายระบม ดีวิบัติกำจัดสูญ ฯ
๙๑ **๕หนึ่ง เอา บอระเพ็ด ทั้ง คุคะ เถามวกมูล เกสรดอกบัวหลวง พูน ทั้ง รากโลท จงต้มพลัน เมื่อ กินรินแต่น้ำ จงค่อยดื่มให้ขยัน โรคา วินาสัน เพราะยานี้ดีหนักหนา มิหาย หญ้าเกล็ดหอย เอาใส่ลงในหม้อยา กำจัดซึ่งโรคา เป็นเพื่อดี กำเดาหาย ฯ **๖ ภาคหนึ่ง รากคัดมอญ รากขี้กา ผักขวง หมาย เครือเขายอดด้วน ปลาย ต้นผีเสื้อ หญ้าเกล็ดหอย ต้มสุกไว้ให้เย็นน้ำผึ้งหยดลงสักหน่อย แก้ไข้ เพื่อดี ถอย ดังตำหรับที่ท่านกล่าวมา ฯ **๗ภาคหนึ่ง มะขามป้อม สะเดาดิน ดีหนักหนา ชะลูดหอม พร้อมปรุงยา ต้มไว้เย็นแล้วก็ริน ผู้ไข้เป็น เพื่อดี เอายานี้ให้ดื่มกิน โทษร้ายหายเหือดสิ้น แก้ปากเผ็ดปากร้อนหาย ฯ ** ๘นัยหนึ่ง ชะเอมเครือ ชะลูดหอม ดังอภิปราย แก่นสะเดา เท่ากันหมาย ต้มให้เย็นจึงดื่มกิน แก้ดี วิบัตินั้น หายแม่นมั่นอย่าดูหมิ่น โรคร้ายหายเหือดสิ้น แผ้วมลทินให้สิ้นสูญ ฯ ** ๙ ภาคหนึ่ง รากขี้กา หญ้าเกล็ดหอย ท่านให้เอามาหนุนรากหวายขม ก้านตาล พูน ทั้ง รากเขา เถายอดด้วน เท่ากัน ต้มให้เย็น น้ำผึ้งหยดแต่พอควร ให้ผู้ไข้ที่รำจวน เร่งดื่มกินสิ้นสูญไกล ฯ *** ๑๐ ภาคหนึ่ง ก้านตาล ลูกสมอเอาห้าใบ ผักบุ้งขัน อันเลื้อยไป ปานพระร่วงสามลูกทราบ มะขามป้อม รากคัดมอญ เขายอดด้วนอันเลื้อยทาบ หญ้าเกล็ดหอย อันรื่นราบ เร่งต้มทำให้ชอบกล แก้ไข้เป็น เพื่อดี มักเศร้าซึมคลั่งไคล้บ่น กระหายน้ำซ้ำกระวน ทั้งวิงเวียนเสียดแทงมวน ผิโรคเกิดเพื่อดี เพราะ ดังนี้อย่า ลามลวน ผู้แพทย์เร่งสอบสวน ยารักษาด้วยการุญ ฯ *๑๑ อีกหนึ่งเล่าพระตำรา ชื่อโลกาทิจรคุณ แก้ดีพุ่งหัวใจซุ่น แก้จุกเสียดสันนิบาต แก้เลือดลมแลไข้ แก้จับหายเสื่อมสูญขาดสี่สิ่งสิ่งละ๑ บาท ลูก กระดอมสองสลึง จุกโรหินี จันทน์ กรุงเขมา กระพังโหม พึง ตำกินอย่าคำนึง ย่อมมีสูญทันใจ ฯ ***๑๒ หนึ่งเล่ากล่าว ปิตตัง ย่อมวิกลแตกซึมไหล อาพาธมักคลั่งไคล้ ให้พกเพ้อละเมอหลง นอน หวาดสะดุ้งหวั่น บางทีนั้นกับงวยงง กินยาประจุส่ง ลงแดงเหลืองเป็นสีเขียว บ่มีสติตั้ง ผิอาการดังนี้เจียว แพทย์อย่าพึงเฉลียว อย่าเภทอื่นอย่ากังขา จะแก้ท่านให้เอา เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก มา เปลือก มะปราง เร็วร่า เปลือกต้นไข่เน่า เปลือกต้นเทพทาโร เสมอภาคแล้วก็บด แทรก ดีจระเข้โข น้ำดอกไม้แช่ใส่ โถ พิมเสนแทรกเมื่อกิน แก้ครั่งแลเพ้อพก ทั้งหลงใหลหายเหือดสิ้น โทษดีอันรั่วกิน กินยานี้ดีอย่างเดิม ฯ ***๑๓อีกภาคหนึ่ง จะแก้ลงท้อง ขี้ครั่ง ยาฝิ่น ลูกจันทน์ เติม เบญกานี กำยาน เพิ่ม เปลือก แมงคุด ลูกตะบูน เปลือกทับทิม เปลือกต้นมะขาม ตำผงตากด้วยแสงสุริยะ น้ำเปลือกทับทิมพูน แก้โทษตำ ลงไป ฯ ***๑๔อีกหนึ่งเล่า กล่าวมูตรธาตุ แก้ดีรั่วดังนี้ไซร้ ให้ลงดังน้ำไหล อติสารสีขมิ้น บิดปวดนอนสะดุ้ง มัก โกรธพุ่งใจเดือดดิ้น ต้มยาให้เร่งกิน แก้ดีรั่วดังกล่าวมา จันทน์หอม สมอไทย รากสะอึก กระดอมหา สิ่งละบาท อย่าคลาศคลา บอระเพ็ด หนัก ๒ สลึง ปรุงต้มเคี่ยวให้งวด ดังท่านกล่าวต้ม ๓เอา๑ คลายโทษอันถึง อติสาร พิการหาย ฯ ๑๕ ภาคหนึ่งแก้ ดีล้น พ้นจากฝักรั่วกระจาย ให้ลงระส่ำระสาย คลั่งไคล้ ดังเป็นบ้า พูดพลอดกับปีศาจ บ่ไสยาสตร์ สักทิวา จะให้พึงแต่งยา จันทน์สอง กรุงเขมา กระพังโหม สมอไทย ใส่หม้อต้มตั้งบนเตา ขันทศ กรเอา รินออกกินถ้วยเดียวสูญ ฯ @๑๖ หนึ่งโสดแก้ดีรั่ว ดีกระตุกสองตระกูล มักเคียดแค้นมาก มักให้นอนหลับสนิท ดุจชนอันเดินทาง แลตกหลุมอันสะดุ้ง ย่อมไข้ให้เป็นนิด
๙๒ สันนิบาตทั้งสี่มา สันนิบาตพุทธยักษ์ เพื่อโลหิตนั้นก็ว่า ผู้แพทย์เร่งแต่งยา ตรีผลา จันทน์ กระดอม ลูกช้าพลู รากมะอึก อีกแก่นจันทน์อันกลิ่นหอม ลูกขี้กาแดงงอมดั่งตำลึงพึงให้กิน ดีรั่วแลกระตุก อติสาร เสื่อมสูญสิ้น ผู้ไข้อย่าดูหมิ่น ว่าโทษดีจะมิหาย (จบเรื่อง ) **************************** @กล่าวดีดังนี้หยุด สมมุติจบตำราหมายเบื้องนี้จะบรรยาย เรื่องลมสืบต่อมา ผู้แพทย์จงสดับ ดังตำ หรับสาโรชนา สมคำฎีกา พระสรรเพชรตรัสบรรยาย วาตะสมุฏฐาน เมื่อวิการกำเริบร้าย เดือนเก้าเดือนสิบ หมาย เดือนสิบเอ็ดสิบสองมีผิลมกำเริบไซร้ ในภาวะเดือนทั้ง สี่ วิบัติอยากภุญชี ซึ่ง เผ็ดร้อน แลฝาดขม กิน เนื้อแล ปลาแห้ง ย่อมมีจิตรคิดนิยม มักตริซึ่งการขม ในราตรีอันนานนัก มักกล่าวเรื่องเศร้าโศก นอนมิหลับลืม แต่จักษุ อาหารกินมากนัก จนอิ่มเท้อเรอประมาณ กระทำสิ่งใด ๆ ไม่สำเร็จเลยสักการมิจิตรกำเริบซ่าน จะทำ อื่นนั้นต่อไป มีลมนั้นกำเริบเมื่อเวลาเย็นนั้นไซร้ กินข้าวเข้าไปในท้องทำให้พะอืดพะอมบ่ย่อยยับ ลมขึ้นสูงเสียด แทง ขึ้นเบื้องบนนอนไม่หลับ ในกายแลที่ลับ เป็นลมพิษผื่นแผ่นทั่วตัวผิวดำดูคร่ำคร่า แลเป็นผดขึ้นทั้งตัว แสบคันเป็นน่ากลัว ดังไม้ขอนลงนอนขึง เหตุนี้เป็นเพราะเพื่อลม สมุฏฐานวาโยรึง เหตุสินสามวิการตรึงเมื่อ แรกก่อให้เกิดลมผู้แพทย์พึงวิจารณ์มะนะสิการอบ่าโง่งม จงแจ้งว่าเพศลม ดังนี้ก่อนวิบัติมา ทีนั้นจึงล้มไข้ ให้ วิกลเมื่อ คีลาน์ สะท้านทั่วกายา บางคราวนามักให้หิว บางทีมีกำลัง ให้คอแห้งเป็นผงปลิว ปากแห้งชักย่นผิว ไข้มักขึ้นในปากคอ หายใจหน้าอกขัด หลับก็ไม่สนิทพอ ไม่เรอจามซ้ำให้เจ็บสอ ให้คันกายไปทุกแห่ง ปวด เศียรเจ็บอุระ เจ็บนาภีพื้นท้องแข็ง กินได้ไม่มีแรง กินเข้าไปไม่มีรส เจระจาบ่ได้ศัพท์ ซึ่งถ้าความบ่ปรากฏ หาวเนือง ๆ ไม่กำหนด มักเสียดแทงในเบื้องต่ำ ทั้งนี้โทษวาโยธาตุ ธาตุวิวรณ์ กาโรรุมร่ำทำ ผู้แพทย์ พึงจดจำ ซึ่งอาการสิบแปดนา สถานหนึ่งนั้นไซร้ ย่อมคลั่งไคล้ โทษวาตา อาจารย์ท่านกล่าวมา ในตำรา สังคะหะ อาการย่อมคลั่งไคล้ สมุฏฐานแห่งคำพระ จงวิจารณ์ อย่าลืมละคัมภีร์สองให้ต้องกัน กล่าวบอกออกอาการ สัง คะหะ คัมภีร์นั้น ขนรุกแลขนชัน ย่อมให้หนาวสะท้านเย็น ปวดเศียรเวียนหน้าตา ปวดเจ็บบ่ได้เว้น ในใจให้ เคืองเข็ญ ด้วยขบแทงมิสบาย อยากน้ำบ่ หยุดหย่อน ทั้งเป็นก้อนบ่อกระจาย ทุรนทุรายกาย ทั้งหายใจเข้าออก ก็ขัด จักขุแลเล็บเหลือง ทั้งไอดังเป็นหวัด ปากฝาดเจ็บคางขัด เมื่อยคางตะไกร มักไอแห้ง สิบห้าโทษทั้งนี้ ดัง คัมภีร์ที่สำแดง ผู้แพทย์พึงรู้แจ้ง โทษลมสิ่งเดียว บ่มีอันอื่นเจือ เพื่อแต่ลมดังนี้เจียว พึงองอาจฉลาดเฉลียว แต่งยาแก้แต่เพื่อลม *ยาแก้ลม ท่านให้เอา รากอเชย รากมะนาว ชะลูด ต้ม ดอกอุบล โมกหลวง ผสมกินร้อนๆ น้ำผึ้ง หยดแก้ลมอันวิการ อรธานเสื่อมหายหมด ตามคัมภีร์สาโรชบท ท่านบอกยามาตามตำราฯ *๑ อีกภาคหนึ่งเอา กำลัง หะนุมาน สะค้าน หา บอระเพ็ด รากขี้กา มะแว้งทั้งสอง มะเขือขื่น เทียนดำ แล ข่าลิง ทั้งเก้าสิ่งต้มด้วยฟืน รินพลันแช่มชื่น ไข้เพศลมระทมหาย ฯ ** ๒ อีกใหม่หนึ่งเล่า เอา บอระเพ็ด กับทั้ง ขิง ต้มกินคลาย แก้ไข้เพื่อลม ยาสองสิ่งยิ่งมหันต์ **๓ หนึ่งโสด ซ้องแมวควาย รากมะมะแว้งทั้งสอง นั้น รากผักเป็ดบอระเพ็ดหั่น รากอบเชย กำลังหะ นุมาน เสมอภาคเร่งปรุง ต้มกินขณะที่ยายังอุ่น ๆ อย่าเกียจคร้านในการกิน ไข้ลมอรธาน ร้อนสีสะเสื่อมสิ้นสูญ ฯ **๔. หนึ่งเล่า เอา ตรีกฏุก หอม กระเทียม เป็นเค้ามูล ใบสะเดา ให้เอา คูณ คือเท่ายาสิ้นทั้งนั้น ละลายด้วยน้ำร้อน กินแก้ไข้ลมพลันหายสิ้นกำหนดจงแม่นมั่น สรรพยาอย่าดูหมิ่น ฯ **๕.หนึ่งโสด หนอนตายหยาก รากมะรุมร้อนมีกลิ่น รากฝักเข้า ทั้งเกลือสินเธาว์ เค็มโกรก โคกกระสุน ขิงแห้ง อันร้อนเผ็ด เจตมูลเพลิง ดีปลี หนุน เท่ายาทั้งหลาย จุณ เป็นผงภุญช์ ด้วยน้ำร้อน มีคุณ อันมากมาย ลมกระจายในอุทร อกใจไม่อาวรณ์ แพทย์ทั้งหลายจงจำเอา ฯ
๙๓ *๖. หนึ่งโสด รากสัตตะบัน บอระเพ็ด ใบสะเดา รากมูกหลวง เร่งเอา ตำ เป็นผงจงฉับไว จงเอา๙ง น้ำผึ้ง เปรียงพระโคเคล้า ตั้งไฟกวนยาหกสิ่งไซร้ไข้เพื่อลมก็สิ้นสูญ กล่าวด้วย สมุฏฐาน อาการลมบริบูรณ์ เบื้องนี้จะบัณฑูร เพศเสมหะสมุฏฐาน เดือนอ้ายแลเดือนยี่ เดือนสามสี่ กล่าวอาการ เสมหะมักเป็นดาน วิการธาตุอาเพศทำ ฤดูเหมันตา วิการาให้ระส่ำ ผู้แพทย์จงเร่งจำ วิบัติเหตุจะก่อการ มักกินอาหารร้อน มีรสเค็มแลเปรี้ยวหวาน ชอบใจให้ซาบซ่าน ชอบอารมณ์นิยมกลืน พอใจ ซึ่งสิ่งของ อารมณ์ต้องที่ชื่นๆมักกินเมื่อค่ำคืน กินข้าวน้ำเหลือประมาณมักอยากซึ่งเนื้อพล่า แลปลายำชอบกิน ให้ สำราญ มักฝันให้บันดาล ได้ไหว้น้ำนอนสระน้ำ มักฝันว่าดูดดื่มซึ่งวารินอันเย็นฉ่ำ มักเป็นตุ่มตัวระยำ ช้ำ ฟกบวมที่ในกาย ง่วงเหงาหาวนอนนัก มักหลับนิ่งค่อยสบาย เสมหะกำเริบร้ายให้เป็นเหตุดังนี้นาที่นั้นย่อมเกิด โรคเป็นเสมหะสมุฏฐาน มีอาการถึงสิบห้า มีกายาย้ายเยือกเย็น ขนลุกแลผมชัน หลับเชื่อมวิบัติเป็น บ่อยาก น้ำบิดตัวเล่น บ่รู้ศึกว่ารุ่งค่ำ ปัสสาวะเป็นสีขาว เบาข้นบ่เป็นน้ำ ผิวเผือดไม่ผ่องคล้ำ หมดกำลังสิ้นบ่มีแรงเรี่ยว เหงื่อตกจากกายนัก ให้มักร้อนอยู่คนเดียว เป็นหวัดปวดเศียรเสียว บ่ชอบใจต่อสิ่งใด ๆ ปากหวานปาน น้ำอ้อย โทษเสลดกระทำไซร้ ผู้แพทย์จงแจ้งใจ พึงแต่งยาประกอบแก้เสลดพัน ยาแก้เสลด ท่านให้เอา รากมะตูม รากสะเดา แก่นจวง เอาที่แท้ ๆ บอระเพ็ด เปราะหอม แล ราก มะแว้ง ทั้ง ว่านน้ำ รากสะเดาดิน ดีปลี จุกโรหิณีดี ล้ำ เท่ากันต้มจงงวด รินกินแก้เสลดหาย ฯ **๑หนึ่งเล่า ลูกกระดอม ลูกโมกหลวง โกศสอ หมายจงต้มอย่าเคลื่อน คลาย รินออกไว้ให้อุ่นๆ จึงเอา ซึ่งพริกไทย ครกให้ตำเป็นจุณ โรยลงในน้ำอุ่น น้ำผึ้งหยดซดดื่มกิน เสลดจะระงับ ให้บรรเทาเบาบางสิ้น ต้มยา ห้าสิ่งกิน ย่อมมีคุณยิ่งหนักหนา **๒ ภาคหนึ่ง ท่านให้เอา รากฟักข้าว รากตะคร้อ รากยอป่า เปลือกโลท รากรกฟ้า ลูก มะขามป้อม รากเกตุ เท่ากันเร่งต้มริน กินแก้ไข้เพื่อเสลด เสื่อมสูญคุณวิเศษ โรคเสลดบำบัดหาย ฯ **๓ หนึ่งโสด เล่า รากมะตูม ขมิ้น ทั้งหามกราย ผัดปลอด แห้วหมู หมาย รากช้าแป้น แล แก่นจวง หมาย เสมอภาคต้มกินพลัน เสมหะนั้นบำบัดร่วง เสร็จสิ้นตำหรับหลวง ใน สาโรชบอกหมดยา ฯ *๔ ภาคหนึ่งเล่า โรคนิทาน กล่าวตำนานเสมหะมาเสลดจะวิการ ภินทนาวิบัติแปร ให้จับสะบัดร้อนให้ หนาว นอนสะท้านแท้ บ้างลงโลหิต แล เสมหะเน่าให้ปวดมวน ผลิแพทย์จะแก้จับ เพื่อเสลดที่ลามลวน เปลือกมูกหลวง ลำพัน ควร น้ำเต้าขม ระดมใส่ ผักชี แล กระดอม พร้อมรากต้นแลลูกใบ แก่นขี้เหล็กถากใส่ ในหม้อต้มระดมกิน แก้จับโทษเสมหะ อันวิบัติบรรเทาสิ้น มียาอื่นจึงให้กิน สืบต่อไปตามตำรา ฯ *๕ โสดหนึ่งผลิว่า ชำระโทษแห่งเสมหะวิการนาท่านให้เอาใบส้มปล่อย เอาสิ่งระกำสิ้นทั้งผองหัวหอม ก็ห้าหัว เถาวัลย์เปรียงถากลงกองสมอไทยก็จำต้อง เท่าอายุคนไข้นั้น ต้มสามเอาหนึ่งกิน แทรกดีเกลือตาม ธาตุอันหนักเบา จงดื่มพลัน ประจุให้เสลดคลาย ฯ *๖ ภาคหนึ่งพึงประสงค์จะแก้บิด ติดเพื่อธาตุเสมหะร้าย ท่านให้เอา เมล็ดในกระดอม หมาย เบญจ กาณี แล ลูกจันทน์ ดิน กิน ครั่ง ฝิ่น กระวาน ยางตะเคียน กานพลู พลัน สีเสียดทั้งสองนั้น ประสารทอง ทั้ง เทียนดำ มะขาม ตะขบ เปลือกแมงคุด ยุติเอาเท่ากัน ตำเป็นผง ตั้งร่อนทำ ซัดยัดใส่ในลูก ทับทิม ให้เอาขี้ โคพอกลูกทับทิมให้รอบหนาพอควร แล้วพอกด้วยดินเหนียว สุมไฟแกลบให้สุกสิ้น แกะดินและขี้โคออกพลัน ตัวยากับลูกทับทิมนั้น บดปั้นแท่งตากตะวัน ปูนใสน้ำไพลนั้น กินแก้ปวดเสมหะหาย แก้เลือดเสลดเหน้า สูญ สิ้นเสมหะคลาย จบสิ้นดังบรรยาย สมุฏฐานเสมหะมา เบื้องนี้จะกล่าวแจ้ง ในตำแหน่งมูลโรคา กำหนดวันเวลา ที่เกิดไข้ไตรยวิธี วาตะสมุฏฐาน กำหนด กาลเจ็ดราตรี สิบวัน อายุดี เสมหะที่สิบสองวัน สมุฏฐานทั้งสามนี้ มีกำหนด ประมาณ ปัน ผิล่วงไปจากนั้น คือ ล่วงวันแต่เจ็ดไป ล่วงสิบแลสิบสอง ตามทำนองกำหนดไว้ โรคพลันกำเริบใหญ่ บ่เสื่อมสร่างบางทันเทา โทษ
๙๔ เติมเพิ่มทวี มีอื่นปนระคนเคล้า เลือดลมแล กำเดา เสลดแทรกวิกลใน ถ้าพร้อมด้วยโทษ สี่ ดังเช่นที่กล่าวมา ไซร้ อาจารย์ท่านขานไข สันนิบาตประกาศนาม เหตุล่วงอายุเดิม โทษหากเพิ่มเป็นสอง สาม โทษ สี่ ก็มีตาม มรณะโทษหากแปรปรวน เหตุ ลม กำเดา ดี อุบัติแทรกให้รันจวน เสมหะเลือดมิบังควร หากแซงแทรกดังนี้ นา เป็นเอกทุวันโทษ แลตรีโทษตามโรคา โทษสี่ย่อมมีมา มรณะโทษหากให้เป็น เหตุนี้อาจารย์กล่าว สันนิบาต คือตัวเข็ญ ผู้แพทย์พึงตรองเห็น ซึ่งมูลโรคอย่าดูเบา เบื้องนี้จะสำแดง ในโทษสองระคนเคล้า ผู้แพทย์จงจำเอา ในคัมภีร์ ท่านกล่าวมา โทษสอง เสมหะ ลม ย่อมนิยมให้พาธา ประเภทในกายา ถึงสิบฐานวิการมี ผู้ไข้มีกายชุ่ม ไปด้วยเหงื่อมักไหลรี่ เจ็บทั่วทั้งอินทรีย์ สิ้นทุกแห่งบ่ได้เว้น ให้แลนอนนัก หนักเนื้อตัวบ่ลุกเป็น เจ็บเศียรมิได้เว้น มักเป็นหวัด อยู่อัตรา ให้ร้อนอลวน เหงื่อไหลล้นโทรมหน้าตา แรงกาย มัชฌิมา มักให้อยู่เนืองนิตย์ เพศไข้ดังนิยม เสลด ลมระคาติด เจือให้ วิปริต แพทย์พึงรู้ดังกล่าวมา ผิแพทย์จะใคร่แก้ ไข้เพื่อลมเสลดนา เอา รากกำจายมา รากงวนหมู รากสะเดา ทั้ง รากผีเสื้อใหญ่ รากพันธุ์งู จงเร่งเอา ลูกทุลังกาสา เล่า เถายอดด้วน ทั้งเปลือกหิงคุ ลูก มูกมัน เท่ากันตำ กินแก้ลมเสลดยิ่ง มีคุณอย่าพึงกริ่ง แก้โทษสองคลองเหือดหาย ฯ -- ๑ อีกภาคหนึ่งเล่า เอา รากตาเสือ มะแว้งเครือ มะเขือ หมาย รากกล้าข้าวเหนียวกลาย รากถั่ว แปบ รากเป้งป่า หนึ่งเล่า รากข้าวสาร รากมะเขือขื่น รีบเร่งหา รากแตงหนู ขึ้นกลางนา ทั้ง ลูกเอ็น เปลือกมูกหลวง เอาเท่ากันต้มให้กิน เสลดลมโทษทั้งปวง เสื่อมสูญคุณใหญ่หลวง โอสถนี้ดีหนักหนา ฯ --๒ อีกภาคหนึ่ง ท่านให้เอา รากแสก แล ไทรใหญ่นั้นก็ว่า รากเครือเขา มันหมูป่า รากสัต บัน รากหวายขม รากงวนหมู กุ่มน้ำ ทั้ง โกศสอ ดังนิยม จะกินเท่ากัน ต้ม ทั้งโรคลม เสมหะหายแลฯ --๓ อีกภาคหนึ่ง ท่านให้เอา เสมหะดี อันเจือกันวิกลร้าย โทษสองระส่ำระสาย ไข้วิบัติการราวี ผู้ไข้ให้ขมปาก มักตัวสั่นดังลงผี หลงเพ้อพูดพาที มักมิชอบชื่นน้ำใจ ให้เป็นครู่หนึ่งร้อน ครู่หนึ่งเย็นมักให้ไอ อาการทั้งเจ็บไข้ เพราะเสมหะ และ ดี ทำ ผิแพทย์จะแก้โทษ จงกำหนดโอสถตำ รากมะปราง แฝกหอม ทำ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน รากน้ำนอง มะแว้งเครือ มะเขือขื่น ต้นขยัน เมื่อจะกินยาพลัน เอาน้ำผึ้งเป็นกระสายยา ฯ --๑ อีกภาคหนึ่ง ท่านให้เอา รากขัดมอญ ขิงแห้งร้อน แล รากหวาย ชิงช้าชาลี สาย มะแว้ง ต้น เอารากต้ม เสมหะ ระคน ดี เพศดังนี้พึงนิยม โทษร้ายหายระบม แพทย์พึงต้ม ยานี้ให้คนไข้กินดังกล่าวมา ฯ --๒ อีกภาคที่ ๒ เล่าท่านให้เอา กระดอม บอระเพ็ด ง้วนหมูป่า กรุงเขมา อีก รากหญ้า ตาตั๊กแตน ต้มเร็วพลัน แก้ไข้เป็นเพื่อ ดี แก้เสมหะอันเจือกัน แก้รากอาเจียนนั้น ไข้เป็นพิษวงตุ่มหาย ฯ --๓ ภาคที่ ๓ ท่าน ให้เอา ลูกสมอไทย มะขามป้อม สมอพิเภกหมาย แก้ดีเสลดร้าย แก้จักษุสำปะ ชวร ให้เห็นสว่างพลันแก้เบานั้นหายปวดมวน เจริญธาตุอันแปรปรวน อีกโรคเลื่อนเกลื่อนหายสูญ ฯ --๔ ภาคหนึ่ง ท่านให้เอา ตรีผลา ทั้ง ดีปลี เจตมูลเพลิง ลูกผักชีล้อม พร้อมด้วย เทียนขาว เร่ง หนุนปะสมต้มให้กิน แก้ไข้ดีเสมหะ อันให้เหงื่อตกไหลริน ป่วงไข้ย่อมหายสิ้น ไฟธาตุหย่อนผ่อนเจริญ ฯ จะกล่าวดีโลหิต วิปริตฉุกเฉิน ผู้แพทย์อย่าหมิ่นเมินจงรอบรู้ดูอาการ มักไข้ใจระทด มักรุ่มร้อนไม่ สำราญ หมองจิตรคิดรำคาญ มักก่อการสะดุ้งใจ อาการสี่สิ่งเจียว พึงเฉลียวคิดแก้ไข เจือระคนให้บ่นไป ทุกวัน คืนได้เคืองเข็ญ ผิแพทย์จะรักษา โกศจุฬา ลำพาเพ็ญ หญ้าเกล็ดหอย ผักเป็ด เบญจ์ ทั้งรากเอื้อง สะเดาดิน จงเอาเถายอดด้วน เร่งประมวนตำแหลกสิ้น ละลายน้ำเย็นกิน มลทินโทษโลหิตสูญ ฯ *ยาแก้โลหิต ๑ ภาคหนึ่ง ให้เอา รากอัญชัน เปลือกโมกหลวง ผักปอด มูล เกสรบัวหลวง หนุน ดอกบุนนาค รากมะซาง รากสามสิบ กระดังงา อีกทั้งเถาวัลย์หญ้านาง ต้มกินโลหิตจาง ที่หมองหมางกลับ กลายหายฯ
๙๕ --๒ ภาคที่ ๒ ท่านให้เอา เถามวก จันทน์ทั้งสอง แฝกหอม หมาย เกสรบัวทวาย รากมะซาง ราก รกฟ้า ชะเอมเทศ เท่ากัน ต้ม หรือ แท่ง ตามภูมิปัญญา ละลายน้ำบุบผา น้ำอ้อยแดง น้ำจันทน์กิน แก้ไข้เพื่อ โลหิต ติดเจือดีดับสูญสิ้นอยากน้ำบดให้กินพิษง่วงเหงา แก้ไข้ถึงตรีโทษ ทั้งแก้รากดีบรรเทา แก้ร้อน แก้ง่วงเหงา ชื่อ สารถีธิจะระนาม ฯ --๓ ภาคที่ ๓ ท่านให้เอา ดีปลี ตรีผลา ผักปอดงาม รากกล้วยตีบ มะรุมตาม รากหมากลิง จิงจ้อ หลวง ต้มตัดน้ำผึ้งกิน สิ้นโทษดีเดือดทั้งปวง สันนิบาตวินาศ ร่วง ทั้งโทษบวมเสื่อมสูญเบา ฯ --๔ อีกหนึ่งโสด อันว่าระคนโรค เพื่อ ดี –ลม และ กำเดา เจือปนระคนกัน ทั้งสามเล่า ย่อมเป็นไข้ วิการมา ขี้มักให้อยากน้ำ แลยอกเสียวเป็นเวลา มักวิงเวียนหน้าตา มักให้กระวนกระวาย ให้ขัดซึ่ง นาสิก (คือ ช่องจมูก) เจ็บศีรษะมิสบาย ร้อนตอสะท้านกาย ทั้งโลมขาติขึ้นชูชัน (โลมชาติ แปลว่า ขน ขึ้นชูชันทั่วทั้งตัว) มิให้น้ำใจชื่น สบายจิตรแต่สักวัน หนึ่งโสดทั้งกายนั้น ย่อมให้เจ็บทั่วทุกแห่ง ให้หนาวเป็นพ้นนัก ไข้ดังนี้ท่าน สำแดง โทษดี กำเดาแฝง ทั้งโทษ ลม ระดมลาม ผู้แพทย์พึงพิจารณา วิ่งโรคาให้เห็นความ แต่งยาประกอบตาม ทั้งโอสถกำหนดมี ให้เอา รากคัดมอญ รากมะแว้ง เอื้องควาย ดี บอระเพ็ด หนอนตายอยาก มี เท่ากันต้ม ระดมไฟ เอาอุ่นให้ภุญชี ไข้เพื่อ ดี กำเดาไซร้ ลมร้ายที่ภายใน ย่อมบรรลัยวินาศสูญ ฯ ๑ อีกหนึ่งโสด ท่านให้เอามะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก พูน ทั้ง ราชพฤกษ์ หนุน หนอนตาย หยาก ข่าตาแดง รากมะกรูด เอาเท่ากัน ต้มเร็วพลันอย่าพึงแคลง แก้ ดี กำเดา แผลง ฤทธิ์ร้าย ลม ระดม หาย ฯ --๒ อีกภาคหนึ่ง ท่านให้เอาเถาชิงช้าชาลี สิ่งเดียวดีต้มอย่าคลาย ขันทศกร ละลายน้ำผึ้งตัดเร่งดื่มกิน แก้ไข้เพื่อ ดี ลม ดังนิยมเสื่อมสูญสิ้น ไข้เพื่อเสมหะกิน ซึ่งยานี้ดีบางเบา ฯ เบื้องนี้จะนิพนธ์ โทษระคนทั้งสามเล่า ตรีโทษมิใช่เบา เคล้าระคนโทษทั้งสาม (ปิตตะ แปลว่า ดี – เสมหะ แปลว่า เสลด -ลม ) คือ ดี-เสลด-ลม ทั้งสามเจือปนกัน ระดมเจือให้เกิดความ มหาสันนิบาตตาม คัมภีร์แพทย์แต่ก่อนมา เหตุโรคประชุมพร้อม บ่มีแพทย์พึงรักษา ผู้นั้นจะมรณา เพราะอาการฉะนี้มี ให้ร้อน กระวนกระวาย ให้เจ็บกายทั่วอินทรีย์ เชื่อมมึนไม่สมปฤดี เย็นสะท้านทั้งกายา ภักตร์มีฉวีนวล ให้รันจวนเวียน หน้าตา อาหารที่ภุญชา ก็ย่อมน้อยถอยลงนัก หน้าตาปรากฏแดง ดังสีเลือดเห็นเป็นประจักษ์ สีกายย่อมแดง นัก ดังโลหิตก็ปูนปาน ทั่วทั้งกายก็ไม่สบาย เจ็บตอ และ เจ็บหัว ให้หูเป็นประมาณ เจ็บเหล้ากำเริบสร้าน ทั่ว ทั้งกายไม่สะเบย ไม่อยากซึ่งข้าวปลา จะนิทราบ่หรับเลย ชิวหาที่ตนเคย (ชิวหา แปลว่า ลิ้น) กระหวัดได้ให้ กระด้าง ซบเซา เช่นหาวนอน ให้เย็นร้อนเป็นต่าง ๆ ตัวแดงแลเหลืองอย่าง ทาขมิ้นละลายสี ให้สุกแตกระแหง ดังหนึ่งแกล้ง อันอีคคี หายใจไม่คล่องดี ทั้ง เข้า ออกขัดเคืองนัก ผู้ใดไข้เช่นนี้ ถึงโทษตรีเห็นเป็นประจักษ์ วางยาย่อมยากนัก แพทย์พึงรู้ดังพรรณนามา ฯ --หนึ่งโรคจะบังเกิด ด้วยเหตุหกเป็นมูลมา อาหารผิดเวลา แลอิ่มนักจนเหลือการ หนึ่งเสพย์ซึ่งเมถุน มักมากมุ่นเหลือประมาณ กลางวันบ่วิจารณ์ นอนมากนักบ่มิดี กลางคืนนอนมิหลับ หนึ่งมักโกรธามักโกรธี มูตรคูถ ผูกกั้นมี พ้นเวลาโทษมหันต์ เหตุหกผิใครมี โรคจะมีเป็นแม่นมั่น ผู้แพทย์พึงสำคัญ เหตุเกิดโรค หก สถาน **ในหนึ่งเล่าเมื่อกล่าวความ โทษห้าม ๑๑ ประการ แพทย์ผู้พยาบาล บอกผู้ไข้ให้พึงเว้น แรกไข้ปฐม เหตุ แต่วันหนึ่งเมื่อเดิมเป็น ค่ำมืดเมื่อยามเย็น ห้ามผู้ไข้อย่าอาบน้ำ อย่าทาซึ่งของหอม เมถุนการอย่าพึงทำ (คือ ห้ามร่วมเพศเป็นเด็ดขาด) อย่าขัดสรีระร่ำ (คืออย่าอาบน้ำมาก) จะระบมช้ำกำเริบกาย อย่าให้นอน กลางวัน ซึ่งการหนักอย่าพึงงกกลาย อย่ากอกโลหิตร้าย ออกจากกายย่อมมิดี อย่าโกนซึ่งศีรษะ หนวดเคราให้ กรมฉวี อย่าโกรธพิโรธมี อย่าให้นอนตากแดดลม ผิเยียวยาจะพลันหาย ผิเว้นทิฏฐิ คือ ประมาทหมิ่นจะใกล้
๙๖ กาย จะเสริบกำเริบร้าย วิบัติโรคจะพูนทวี เป็นไข้ทุวันโท (แปลว่า ไข้ที่หายยาก) แลตรีโทษย่อมจะมี ผู้แพทย์ กล่าวคดี บอกผู้ไข้ให้พึงเว้น หนึ่งกล่าวกำลังโรค แห่งสัตว์โลกให้พึงเห็น ซึ่งวันที่เกิดเป็น วัณโรคทุกหญิง-ชาย ทารกแรกวันเกิด สิบ หกขวบให้พึงหมาย เสมหะระส่ำระสาย วิการกล้ากว่าทุกสิ่ง พึงรู้ในเหตุการณ์ สิบหกปีแห่ง-ชาย-หญิง จน สามสิบปียิ่ง กำเดา ดี มัก วิการ โลหิตระคนทำ กล้ากว่าโรคทุกสมุฏฐาน อุดหนุนเช่นชลธาร ผู้แพทย์พิจารณา สามสิบจนแก่เฒ่า วาตาเข้ากระพือพา ดุจชลอันลี้ลา น่าหน้าศีลสิ้นทั้งหลายวาตานำหน้าโรค ให้วิกลวิการกลาย วางยากำหนดหมาย นิไสยโรคดังนี้เอง หนึ่งแพทย์พึงฉลาด จงองอาจอย่ากลังเกรง วิจารณ์ด้วยญาณเอง ให้แม่นยะประจักษ์ใจ ซึ่งวัยนี้มีสาม ตามวิสันพึงสังเกตไว้ ปฐมมัชฌิมวัย จนที่สุดปัจฉิมมา วิจารณ์แจ้งโรคดสด จึงโอสถแต่งตามหา ปถมวัยทาร กา สิบหกปีจนวันเดียว ผู้ไข้อย่าภุญชา รสหวาน แล ขม เปรี้ยว จะไว้อย่าดุจเดียว โรคพลันดับระงับสูญ เป็น โรคเพราะเสมหะ กำเริบกล้าเป็นเคล้ามูล รู้แม่นจะพลันสูญ เพราะผู้แพทย์ฉลาดยา หนึ่งมัชฌิมวัย สามสิบจน แก่กาย ห้ามกินสิ่งทั้งหลาย รส ขม ร้อน แล เค็ม ฝาด วาตานั้นกำเริบย่อมวิกล ด้วยกองธาตุ ผู้แพทย์พึงฉลาด แต่งโอสถดูอาชา รู้ไว้ทั้งสามนี้ ดังคดีท่านกล่าวมา หมู่โรคประดุจกา เห็นธนูก็สูญหาย --หนึ่งโสดให้รู้แม่น รสซ่านทราบทั่วในกาย จงจำคำอภิปราย จงเงี่ยโสตสดับฟัง รสขมทั้งปวงไซร้ ย่อม ทราบไป ในผิวหนัง ๑. (รสขมรู้ทราบไปตามผิวหนัง) ๒.รสฝาดรู้ทราบไปตามมังสะ (ไปตามเนื้อ) ๓. รสเค็มหวังทราบไปตามเอ็น ๔. รสเผ็ดร้อน แล รสร้อน ซึมทราบไปตามกระดูกบ่ได้เว้น ๕.รสหวานพึงให้เป็น ให้ซึมทราบไปตาม ลำไส้ใหญ่ ๖. รสเปรี้ยวให้ซึมทราบไปตาม ลำไส้น้อย ๗. รสเย็นหอมให้ซึมทราบไปใน หัวใจ ๘. รสมันนั้นเล่าไซร้ ซึมทราบไปตามที่ต่อข้อทั้งปวง ผู้แพทย์พิเคราะห์ยา ดูโรคาอย่าเหงาง่วง ซึ่งรส โรคทั้งปวง แต่งตามต้องคล่องพลันหาย ผู้แพทย์อันวิจารณ์ สมุฏฐานโรคทั้งหลาย อันเกิดแก่หญิงชาย เมื่อทารก ปานกลาง จนถึงแก่เฒ่า ทารกเพื่อเสมหะ สมุฏฐานให้ปรวนแปร ที่อยู่เสมหะแท้ อบอยู่เนื้ออาหารใน ขย้อนที่คอหอย ในอุระกระหม่อม ไป ผู้แพทย์วางยาไซร้ ด้วยประจุสำรอกหาย อายุ ปานกลาง มักเกิดโรคเพื่อดี ที่อยู่มีดังกล่าวหมาย อันดีคนทั้งหลาย ตั้งอยู่เหนืออาหารเก่า ผิ แพทย์จะให้หืด โรคเพื่อเลือด ดี กำเดา ด้วยรสยาหอมเอา วิ่งรสขม รสสุขุม ผู้เฒ่าเพื่อวาโย อันที่อยู่ทั้งประชุม เหนือคูถ ทวารรุม เป็นดีอยู่แห่งวาโย ผิแพทย์จะสังหรณ์ (ด้วยยาร้อนสุขุม คือ ยาร้อนเฉียบแหลม ) (วาตานิ วาโสคือแปลว่าเป็นที่อยู่อาศัยของลม)เพราะแพทย์ ฉลาดเหมือดตาเห็น หนึ่งแพทย์จะวิจารณ์ ซึ่งสถานประเภทเป็น ทั้งสามพึงให้เห็น แห่งที่เกิดคนทั้งหลาย คือว่าบุคคลเกิด ที่นำจืด น้ำเค็ม หมาย เปือกตมเป็นมากมาย ชื่อว่า กัณฑ์ ประเทศมี เกิดโรคเพราะเสมหะ แล ลมแล่นล่วง วิถี กล้ากว่า กำเดา ดี แล โลหิตสิ้น ทั้งปวง ผู้แพทย์พึงแต่งยา แก้ วาตา เสมหะ ร่วง โทษเป็นอันใหญ่หลวง ก็จะ ดับไปพลันสูญ ถ้าแม้นบุคคล เกิด ที่กรวด ทราย ศิลาพูน น้ำน้อยบ่ไพบูลย์ หมู่ที่ตั้งเร่งสังเกต มีนามพึงบัญญัติ ชื่อสา คะระประเทศ ผิไข้ย่อมอาเพศ เพื่อโลหิตกำเดาทำ กล้ากว่าเสมหะลม แลหมู่จงจี้จำ แพทย์ดีมียานำ แก้โลหิต กำเดาหาย
๙๗ หนึ่งโสดบุคคลเกิด ประเทศเลิศ ด้วยกรวดทราย เปือกตนศิลาลาย ทั้งน้ำจืดน้ำ น้ำเค็ม หนอง ชื่อ สาธารณะประเทศ ประเภทโรค ย่อมมูนมอง ระคนเจือทั้งผอง ทั้ง เลือด ลม กำเดา ดี เจือโทษทั้งเสมหะ วิบัติ โรคทั้งปวงมี สรรพโรคย่อมยายี ยากยิ่งนักลำบากกาย รู้แม่นประเทศสาม แต่งยาตามจะพลันหาย ผู้แพทย์พึง กฎหมาย แน่แก่โรคจะพลันสูญ หนึ่งแพทย์พึงรอบรู้ ผู้ให้ยาคิลาน์ ภุญช์ วิจารณ์โรคทั้งมูล จง พินิจโลหิตฉวี ผู้ไข้ผิวเนื้อขาว โลหิต ราวรสหวานดี กอบยากำหนดมี เผ็ดร้อนขม จึงพลันหาย **๑ ขาวเหลืองนั้นเลือดเปรี้ยวใส่เกลือเจือให้มากหลาย ชอบด้วยแก่โรคจะพลันหาย เพราะแก้ ประกอบนา *๒ ดำแดงเลือดนั้น เค็ม ห้ามชงเกลือประกอบยา หายพลันอย่ากังขาพิเคราะห์แก้ให้ควรการ *๓ คนดำเลือดเค็มนัก แลเย็นหนักพ้นประมาณ โอสถอันรสหวาน จึงชอบโรคเร็วพลันสูญ หน้า / ๒๔๓ --จะกล่าวเวลาไข้ โรควิสัยเป็นเค้ามูล ผิโรคบังเกิดพูน กำเริบแรงเวลาใด ให้เจ็บให้จับจุก ให้เมื่อยขบ ตามวิสัย ผู้แพทย์สังเกตไว้ เวลานั้นเป็นเค้ามูล จำได้เป็นโฉลก แก่หมู่โรคพลันเสื่อมสูญ พลันหายพลันเห็นคุณ เพราะแพทย์รู้แต่ไข้ เป็นแต่รุ่งไปจนเที่ยง เสมหะ แลหากทำเข็ญ เที่ยงแล้วไปจนเย็น ยอแสงค่ำเพื่อโลหิต ค่ำ แล้วไปจนดึก วาตา กล้าพัดเป็นนิด เที่ยงคืนจนอาทิตย์ อุทัยสว่างอัมพรดี ธรรมดาโรควิสัย ดังนี้แลทั่วราตรี หญิง-ชาย ในโลกี ทั้ง หนุ่ม แก่ แล ปานกลาง เรียงกายเดิมเป็นนิตย์ ทุก หญิง-ชาย บ่อ้างว้าง ปรกติ บ่ หมองหมาง เป็นจำเพราะก็เหมือนกัน โรคเกิดให้วิบัติ ธาตุแลหากให้แปรผัน เจือปนระคนกัน ทีนั้นแลโรค กลับกาย สมมุติตามคัมภีร์ โรคย่อมมีประเภทหลาย อาการมีมากมาย หากจะแจ้งตามเพศเป็น ถ้าเช้าไปจนรุ่ง เสมือนซางโรค คือ เข็ญ โทษ สี่ หากให้เป็น มรณะโทษยากหนักหนา เป็นแพทย์จงพินิจพิจารณา กำหนดจิตร ตามเวลา รู้แจ้งจึงแต่งยา ประกอบแก้ตามคัมภีร์ แพทย์จงกรุณา ผู้โรคาเข้ายายี ตรวจตราอย่าให้มี เหตุด้วย เผลอสตินา ผู้แพทย์จงวิจารณ์ พยาบาลให้หนักหนา ดูเกล็ดมักลานตา หลงละเลิงหยิบหลักลอย รู้คัมภีร์รู้จัก โรครู้จักเกล็ดรู้จักฝอย เรื่องเกล็ดอาการน้อยบอกแก่ยาว่าร่ำไป คัมภีร์ท่านบอกโรค ทั้งเหตุประเภทไข้ เป็น แพทย์อย่าเบาใจ ด้วยเพศไข้คล้ายคลึงกัน (ผู้พิมพ์เข้าใจ ว่า จะเป็น ช้าพลู มากกว่า พลู เพราะตำราเก่าล้า ถ่ายเอกสารได้มา แค่นี้เอง) พลู ชะเอม มา รากผักแพวแดง โสภา เสมอภาค ตากตำผง ให้กินกับน้ำร้อน แก้ เตโชหายมั่นคง หายตามความประสงค์ ซึ่งเรื่องธาตุ จบบริบูรณ์ หน้า /๒๔๓ หนึ่งโสดจะกล่าวการ สมุฏฐานเป็นเค้ามูล พุทธรัตน์ตรัสบัณฑูร ซึ่งมูลโรคสามประการ ปิตตะ แล เสมหะ แลวาตะสมุฏฐาน ทั้งสามโดยประมาณ เป็นอาทิให้วิกล สรรเพชรตรัส ภาที โปรดพระคิริมานนท์ คิ ลาน์กำเริบรน วิกลกายเวทนา อาพาธทั้งห้านั้น หากเจือกันทั้งสามนา พาหิระโรคา (พาหิระโรคา แปลว่า โรค ที่เกิดในอก) หากวิบัติตามเหตุเป็น สันนิปาติกา (สันนิปาติกา แปลว่าการประชุม) เสลด ลมกำเริบเข็ญ พร้อมสามตามเภทเป็น สันนิบาตประชุมกัน (อุตุปรินาม ฤดูสามปรวนแปรผัน วิสะมะหาระนั้น แปลว่า โรค ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปรง ในแต่ละ ฤดู คือ ฤดู ทั้งสาม เป็นเหตุให้เกิดโรค) ( สำนวนนี้ เป็นของผู้พิมพ์ วิสะมะ หาระ แปลว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงไป คือ โรคที่เกิด อิริยาบถ และ อาหาร เป็นเหตุ) วิสะมะหาระ นั้นด้วย อาหาร และ อิริยาบถ ๑. โอปักกะมิกะ คือ ความเพียร ที่ เกิดจากการทำงาน เกิดจากเล่นกีฬา เกิดจาการออกกำลังกาย ต่างๆ และ เกิดจากอิริยาบถ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน การบิดผิดพลาดเกี่ยวกับ แขน ขา –ข้อ สันหลัง หนึ่งกรรม วิปากา ไข้เพื่อกรรมกระทำผล อาพาธทั้งแปดนี้ ในคัมภีร์คิริมานนท์ จากโอฐ พระทศพล แพทย์พึงยลดังกล่าว มา อาพาธทั้งห้านั้น จะรำพรรณแต่ดีมา กุลบุตรเกิด คิลาน์ ด้วยปิตตะสมุฏฐาน คือ ดีที่กายตน ให้วิกลกำเริบ ซ่าน ด้วยเหตุแลอาการ สังคะหะกล่าวไว้มี กล่าวเหตุเมื่อก่อผล แห่งบุคคล ชาย-หญิงนี้ เมื่อเหตุกำเริบมี จะก่อ
๙๘ โรคอาเพศเป็น ให้กินอาหารร้อน บ่มิชอบอาหารเย็น สิ่งเปรี้ยวอยากบ่เว้น ย่อมพอใจ เผ็ดร้อนบูด ของเหน้า มักพอใจ มักผิงไฟมิได้หยุด น้ำร้อนมักดื่มดูด มักโกรธเมื่อตะวันเที่ยง หน้า /๒๔๔ หนึ่งกล่าวประเภทไข้ ลักษณะสามหากแปรผัน มีนามบัญญัตินั้น เรียกเอก โท ตรี เป็นสาม ผิไข้เอก โทษ เพื่อเสมหะ ท่านกล่าวความ ให้หนาวให้ร้อนคร้าม ให้ขนรุกขนแสยง จุกออกให้หลับใหล กินบ่ได้ระโหย แรง ฝ่าตีนมือบ่ได้แดง มักซีดเผือด มักเบาขาว ให้รากแลปากหวาน ดุจอาการดังท่านกล่าว เสมหะเข้าเป็น เจ้าของ พึงรู้ในอาการ --ไข้เพื่อกำเดา ให้ขมปากเป็นประธาน ให้ร้อนยิกประมาณ ทั้ง ให้ละเมอเพ้อคลั่งปวดเศียรดังจะแตก ให้อยากน้ำเป็นกำลัง ตาตัวก็เหลือง ทั้งพักตร์ก็เหลือง ( ทั้งหน้าก็เหลือง) แลเบาแดง ฝีปากแลหน้าตา ให้ตึง ชาแตกระแหง พิษไข้ให้ฟันแห้ง นอนมิหลับในกลางคืน กำเดาเอกโทษ พึงสังเกตจงยั่งยืนอย่าหลงว่าเพศอื่น วางยาผิดไข้มักตาย --ไข้เพื่อโลหิต ร้อนเป็นพิษเร่งกระหาย ปวดหัวดังจะแตกตาย หน้าตาแดงแลเบาเหลือง มีหน้า แตกระแหง คือฟันแห้ง และท้องเฟื่อง โลหิตให้ขุ่นเคือง เป็นเอกโทษดังกล่าวมา --ไข้เพื่อเพศลม โดยนิยมพึงวิจารณ์ อาการทั้งปวงนา บังเกิดโทษเมื่อไข้พลัน เพศลมเป็นฉะนี้ เอกโทษ เป็นสำคัญ ขนลุกแลขนชัน ย่อมให้หนาวสะท้านเย็น ปวดเศียรเวียนหน้าตา มักโกรธาไม่ใคร่เว้น ในอกให้เคือง เห็น ให้เสียดแทงมิสบาย อยากน้ำบ่หยุดหย่อน ท้องเป็นก้อน บ่กระจาย ทุรนทุรายกาย ทั้งหายใจเข้าออกขัด จักษุแลเล็บเหลือง ไอแค็ก ๆ ดังเป็นหวัด ปากฝาด เจ็บคางหนัก เมื่อยขาตะไกร และไอแห้ง โทษทั้ง ๑๕ นี้ ดังคัมภีร์ท่านสำแดง ผู้แพทย์พึงรู้แจ้ง เอกโทษลม วิการ หน้า /๒๔๕ อีกในหนึ่งจักกล่าว เพลาไข้ เอกะโทษพึงวิจารณ์ รุ่งพระสุริยะฉาน บายสามโมงบรรเทาคลาย โทษ บ่ายจน สองทุ่ม จึงค่อยสร่างบางเบาหายโทษสามหากจะร้าย จนไก่ขันล่วงสามยาม โทษสี่ชื่อว่า มรณา ผิด เพลาอย่าพึ่งถาม อาการหากมีตาม คัมภีร์แพทย์สังเกตไว้ --กล่าวทุวันโทษ อันเป็นสองให้เกิดไข้ กำเดาเจือลมไซร้ย่อมให้หาว นอนสะท้าน ปวดหัวดังจะแตก ย่อมรุ่มร้อนเป็นอาการ ต้องพรมชลธาร (คือต้องเอาน้ำพรมตัว) ให้เหงื่อออกต้องระส่ำระสาย วิงเวียนบ่มีสุข เพศดังนี้พึง กฎหมาย รู้แม่นจะพึงคลายเพราะวางยาเฉพาะเป็นเสมหะแลกำเดาโทษสองนี้ให้เคืองเข็ญให้หนาว แลให้เย็นให้ขนลุกให้แสยงขนจุกอกหายใจขัดให้กระ หายให้ร้อนรน เหงื่อออกวิงเวียนวน ปวดเศียร ระส่ำระสาย โทษเลือดแลกำเดา ทุวันโทษดังกล่าวหมาย วิจารณ์แจ้ง อภิปราย หากแปรผันพลันปลดเปลื้อง อีกในหนึ่ง ลม แล เสมหะ ให้ปวดเสียวเสโทเฟื่อง หนาวสะท้านอยู่เนือง ๆ ยิ่งด้วยร้อนให้วิงเวียน อาการกินบ่ได้ โทษไข้หากเบียดเบียน ผู้แพทย์พึงมีเพียร ประกอบแก้ให้พองาม หน้า ๒๔๖ อีกในหนึ่ง เลือด และ กำเดา โทษทั้งสองให้เกิดความ ให้ร้อนดังเพลิงลาม ปวดหัวระส่ำระสาย ไม่ หลับมักคลั่งเพ้อ ทั้งอาหาร ก็ กินคลาย เห็นน้ำมักกระหาย โทษโลหิตกระทำ ผู้แพทย์พึงสังเกต คุณประเวศ วิเศษล้ำ เกียรติยศระบือซ้ำ สรรเสริญคุณบ่สูญหาย เบื้องนี้ จะบอกยา ทั้งเพลาบอกอภิปราย กุลบุตรแพทย์ ทั้งหลายจงเงี่ยโสตสดับฟัง ผู้ไข้ทั้งหลายใด กำเริบกล้าทั้งปวงหวัง แต่รุ่งพระสุริยะยัง จนสามโมงจึงบางเบา เกิดโทษเพราะเสมหะ พึงให้แก้ให้บรรเทา ตรีผลา พึงผ่าเอา ใบสะเดา ฝักราชพฤกษ์ ยาดำ แทรกพอควร ประมวลต้มกินแต่ดึก เสมหะอันโหมฮึก เพลาเช้าเบาบางหาย --๑. ผู้ไข้สี่โมงเช้า จนเที่ยงเล่าจึงเสื่อมคลาย โลหิตระส่ำระสาย แพทย์ทั้งหลายพึงเยียวยา เอา ลูก มะตูมอ่อน ทั้ง จันทน์ขาว แล แห้วหมูนา หญ้าตีนนก ขิงแห้ง หา ฝักราชพฤกษ์ เปลือกมูกมัน แก้ไข้เพื่อ โลหิต วิปริตสี่โมงนั้น หายพลันเป็นมั่น ดังโอสถกำหนดมา
๙๙ --๒. หนึ่งไข้ตั้งแต่บ่าย จนสามโมงอย่างกังขา กำเดาให้พาธา ย่อมข้องขัดวิบัติเป็น ให้เอาหั วแห้ วห มู ลูกสมอพิเภก เฟ้น ขิงแห้ง จันทน์หอม เย็น จุกโรหิณี โกศพุงปลา โกศจุฬาลำพา รากเสนียด หญ้าตีนนก ฝักราชพฤกษ์ กระดอม มา ต้มแก้ไข้ในเพลาบ่ายสามโมงคงเหือดหาย --๓. หนึ่งไข้บ่ายสี่โมง จนเย็นค่ำอภิปราย โทษลมระส่ำระสาย จำเร่งแก้ด้วยสรรพยา ให้เอา สมอ ไทย รากช้าพลู ขิงแห้ง หา จุกโรหิณี ดีปลี รา ฝักราชพฤกษ์ ต้มให้กิน แก้ไข้บ่ายสี่โมง เกิดเพื่อลมระทมสิ้น ผู้แพทย์จงประคีน สิ้นเอกโทษ ดังกล่าวมา หน้า /๒๔๗ --๑.อีกในหนึ่งกล่าวถึงทุวันโทษ เสมหะ ลม ทั้งสองนาย่อมไข้เว้นเวลา สองวันกลับจับนอนคราง ท่าน ให้เอา หัวแห้วหมู ลูกผักชีล้อม ทั้ง แฝกหอม อย่างได้หมาง รากเสนียด เร่งขุดพลาง บอระเพ็ด มะตูม อ่อน เปลือกประคำดีควาย ทั้ง จันทน์ขาว เร่วสังวร กระดอม อย่าได้หย่อน สิ่งละสลึงอย่าพึงเว้น ตรี ผลา แล สะค้าน หนักสิ่งละสามสลึง เป็น เนื้อในฝักราชพฤกษ์ หวานเย็น หนัก สอง สลึง หนึ่งเฟื้อง ต้มแก้ไข้เว้น สองวัน แล้วกลับมาจับอีก ย่อมหายพลันดังนิยม ชื่อ ปะโตลาธิอุดม นิคมโทษที่จับหาย * ๒. ยาที่ชื่อว่า ปะโตลา ธิวาตะ พึง อภิปราย แก้ไว้วันหาย โทษ เสลดกำ เดา ทำ ทุโทษอันยายี ยา ย่อมมีวิเศษล้ำ ตรีผลา ขี้กา ทำ ทั้ง ขิงแห้ง แล มะแว้งเครือ บอระเพ็ด มะขามป้อม เท้ายายม่อม จันทน์หอม เหลือ ผักราชพฤกษ์ กลิ่นเบื่อ ใบมะกา ดีปลี ต้ม แก้ไข้เว้นวันหาย แพทย์ทั้งหลายอย่าโง่งม โทษร้ายหายระทม โอสถนี้ดีหนักหนา --๓. อีกหนึ่งเล่า เอา ขิงแห้ง ใบสะเดา หญ้าตีนนก กรุงเขมา แฝกหอมหา หา ฝัก ราช พฤกษ์ รากเสนียด ปรุงต้มชมชื่นกิน แผ้วมลทินอันเบียดเบียน เว้นวันอันเวียนเวียด ชื่อพิมพาธิคุณนา ๒๔๘ --๔ อัศฎางคุลีนาม ท่านกล่าวความบอกยามา ลมกำเดา ให้ พารา ทุวันโทษให้ยายี ขิงแห้ง แล โกศ สอ โกศพุงปลา จุลา ดี เทียนดำ ลำพัน มี ทั้ง ดีปลี เปลือกง้าวขาว ต้มกินแก้โทษสอง อันหม่นหมอง กำเริบร้าว หายพลันดังท่านกล่าว เช้า-เย็น อุ่นมุ่นหมกกิน -๕. หนึ่งเล่า กำเดา เสลด อาโปเพศเพื่อมลทิน ขิงแห้ง แห้วหมู กิน หญ้าตีนนก จุกโรหิณี จันทน์ ขาว ขี้กาแดง มะขามป้อม แล ดีปลี ใบมะกา ราชพฤกษ์ พึงเก็บต้มเร่งกินหาย --๖. อีกหนึ่งไข้เพื่อ เตโช วิกาโรมิสบาย ตรีโทษวิการร้าย เสลด ลม กำเดา ป่วน ท่านให้เอาโกศสอ โกศพุงปลา โกศจุฬาลำพา โกศก้านพร้าว เทียนทั้งห้า เร่งประมวล น้ำประสารทอง ว่านน้ำ ขิงแห้ง ราก ไคร้เครือ สมอเทศ วิเสศขำ ดีปลี เปลือกง้าวดำ จันทน์ขาว พิมเสน ชะมด ทำแท่งฝนให้กิน แผ้วมลทินที่ ปรากฏ สูญหายคลายเสื่อมหมด ชื่อ อัศฎางคุลีนาม --๗. หนึ่งเล่าพึงเร่งต้ม ดังนิยมท่านกล่าวความ ตรีโทษอันลุกลาม ด้วย เสลด กำเดา ร้าย ให้เอา ราก ขัดมอญ เกสรบัวหลวงทวาย ดอกบุนนาค แห้วหมู หมาย หญ้าตีนนก ขี้กาแดง รากมะแว้ง เท้ายายม่อม ทั้ง จันทน์หอม แล ขิงแห้ง รากผักชี อย่าแคลง ตรีผลา แล แฝกหอม โกศก้านพร้าว โกศจุฬาลำพา น้ำ ประสารทอง ปรุงให้พร้อม ราชพฤกษ์ อย่าได้ถ่อมทั้งสามฝัก รากเสนียด มะตูมอ่อน ใส่หม้อต้ม โดยนิยม จงเร่งเจียด ตรีโทษอันเบียนเบียด เจียดต้มกินหายสิ้นสูญ หน้า /๒๔๘ --๘. หนึ่งโสด อาการธาตุ วิปลาสไม่สมบูรณ์ พิมพาธิคุณ คูณอันอุดมเร่งต้มกิน ให้เอาใบสะเดา กรุงเขมา แฝกหอม กลิ่น โกศจุฬา พึงประคิน หญ้าตีนนก โกศก้านพร้าว รากเสนียด แล กระดอม ทั้ง ราชพฤกษ์ฝักยาว ขิงแห้ง เพ็ดสามหาว ต้มกินพลันทันทีหาย ฯ๒๔๙
๑๐๐ (ธาตุวิวรณ์ ผูก ๑ จบสิ้นฉบับเท่านี้) หน้า /๒๔๙ บทที่ ๘ อันว่าด้วยเรื่อง อุจจาระธาตุ ทั้ง ๔ ประการ ซึ่งวิปริตระคนด้วยพิษ พระคัมภีร์ ธาตุบรรจบ เล่ม ๑ แพทย์ ศาสตร์สงเคราะห์ หน้า ๒๕๐ อาทิโตคันถํ กโรติ อันว่า ชีวกะ โกมารภัจ แท้จริง อันตกะพระคัมภีร์ จะระนะ สังคะหะปกรณ์ อัน ท่านสงเคราะห์ด้วย อุจจาระ ทั้ง ๔ ประการ ซึ่งวิปริตระคนด้วยพิษ เป็นระหว่างแห่งมหาสันนิบาต นอกจาก สันนิบาตทั้งหลายต่าง ๆ มีปฐมสันนิบาตเป็นต้น มี ตะติยะภินนะ สันนิบาตเป็นที่สุด แล ลักษณะธาตุนั้น คือ อุจจาระ ดำ-แดง-ขาว-เขียว ก็ดี เป็นเมือก-มัน-เปลว-ไต –โลหิต แล หาโลหิตมิได้ก็ดี มารยาท ไปวันละ ๒-๓- ๔-๕-๖-๗-๘ ครั้ง ในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ดี แต่จะได้ลงดัง อติสาร วัค แล สามก นั้นหามิได้ อันประเภท อุจจาระธาตุ นี้ นอกจะ อติสารทั้งหลาย มี อติสารวัคเป็นต้น มีบุพรูปอติสารเป็นที่สุด เพื่อจะสงเคราะห์ วิปริต ธาตุ เป็น ชะวะนะอุจจาระ มหาสันนิบาต ไว้เป็นตราชูแห่งแพทย์ พึงรู้เที่ยง ในลักษณะดุจมีกล่าวไว้ข้างหน้า นั้นว่า ลักษณะธาตุทั้ง ๔ ประการ นั้น บังเกิดขึ้นเพื่อกองปถวี คือ กำเริบ- หย่อน- พิการ- มีพิกัดสมุฏฐาน ให้ เป็นเหตุคือว่า บุคคลผู้ไข้ก็ดี มิใช้คนไข้ก็ดี แลมีอุจจาระออกมา ดำ-แดง-ขาว-เขียว- มีสัณฐานดัง มูล -ไก่ – แมว-เต่า แลหยาบ—ละเอียด—ก็ดี มีลักษณะ โดยประเภทนั้นมี ๑๕ ประการ คือให้ปวด อุทร –บริโภคอาหารมิได้ –อาเจียน –ให้นอนมิหลับ –เป็น พิษ อุจจาระ-ปัสสาวะ มิสะดวก ให้ปวดถ่วง-เสียวไปทั้งกาย-เมื่อยไปทุกข้อทุกลำ ให้ ร้อนกระวนกระวาย –เจ ระจาพร่ำพรู- ร้อนกระหาย-ให้กายซูบผอม –ระคนด้วยละอองสาม ประการ-ให้แน่นอกคับใจ –ให้เสียดชายโครง แลท้อง โทษทั้ง ๑๕ ประการนี้ เป็น อุจจาระมหา สันนิบาตระคน เหตุว่า ประชุม มหาภูตรูป แปลว่า รูปใหญ่ ในกองสมุฏฐานโทษ ละ ๓ ๆ จึงให้ กำเริบหย่อน-พิการ-นั้นต่าง ๆ โดยพระเคราะห์ทั้ง ๘ แล ๑. พระสุริยะ ๒. พระเทวะบุตร สถิต ในทวาทศราศี เป็น กำหนดใจความให้แจ้ง ในลักษณะ อุจจาระ ธาตุโดยย่อ จึงคำปุจฉาถามว่า ลักษณะโทษทั้ง ๑๕ ประการ แล มหาภูตรูป ในกองสมุฏฐาน ประชุมละ ๓ ๆ ให้ กำเริบ-หย่อน-พิการ- นั้นด้วยเหตุดัง ฤา --วิสชฺชนานํ ขอวิสัชนาว่า สมุฏฐาน มหาภูตรูปนั้น ---คือ พัทธปิตตะ—อพัทธปิตตะ –กำเดา- (พัทธปิตตะ แปลว่า เกี่ยวพันกับดี) (อพัทธปิตตะ แปลว่า ไม่เกี่ยวพันกับดี) ทั้ง ๓ นี้ เป็นพิกัดกอง สมุฏฐานเตโช --- คือ หทัย วัตถุ สัตกะ วัตถุ สุมนา ทั้ง ๓ นี้ เป็นกอง สมุฏฐาน วาโย ---คือ สอเสมหะ ได้แก่ เสมหะในลำคอ อุระเสมหะ ได้แก่ เสมหะ ในอก คูถธะเสมหะ ได้แก่เสมหะ ที่ ติดอยู่ตามลำไส้ และติดกับอุจจาระออกมา ทั้ง ๓ นี้ เป็น กองสมุฏฐาน อาโปธาตุ --คือ หทัย—ได้แก่หัวใจ -- อุทริยะ ได้แก่ อาหารใหม่ –กรีสะ ได้แก่อาหารเก่า อุจจาระ –ขี้ ทั้ง ๓ นี้ เป็นพิกัดกอง สมุฏฐาน ปถวีธาตุ แต่สมุฏฐาน ปถวีนี้ จะได้เป็น ชาติ เป็น จะระนะ ขึ้นได้นั้น หามิได้ ต่อเมื่อใดสมุฏฐาน ทั้ง ๓ สิ่ง คือ ๑. สมุฏฐาน เตโช คือ ธาตุไฟ ๒. สมุฏฐาน วาโย คือ ธาตุลม ๓. สมุฏฐาน อาโป คือ ธาตุน้ำ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ดี เป็นชาติ เป็น จะระนะ ตั้งขึ้นมาแล้ว สมุฏฐาน ปถวี ก็จะพลอยตั้งตามขึ้นมาด้วย แล สมุฏฐานทั้งปวง ก็กำเริบแรงขึ้นมา มากกว่าเก่า เหตุ ว่า ปถวีธาตุเป็นที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย แล เป็นที่ค้ำชู และ อุดหนุน อุปถัมภ์ แห่งโรคให้ตั้งขึ้น ให้เจริญขึ้นดังนี้ --มีนาม ชื่อว่ามหาสันนิบาต แปลว่าที่ประชุมใหญ่แห่งโรคคือสันนิบาตกองใหญ่ เหตุว่า จตุสมุฏฐาน ธาตุทั้ง ๔ นั้น พร้อมโดยลำดับที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น แพทย์พึงเข้าใจในความสำคัญนี้ คือ กองพิกัดสมุฏฐาน แล
๑๐๑ มหาภูตรูปเต็ม หมู่หมวดโดยย่อ นัยหนึ่งท่านชำระลงไว้ว่า ในลักษณะกองโทษ อันบังเกิดต่าง ๆ มีประเภท ๑๕ ประการ ซึ่งได้กล่าวมาแล้ว หน้า/ ๒๕๒ --จัดเป็นหมวดเข้ามีลักษณะ ๖ ประการ ดังนี้ อันว่าอาการซึ่ง กระทำมิได้วิปริต ไปต่าง ๆ ระคนด้วย อังคมังคา นุสารีวาต แปลว่า ลมที่พัดไปสู่ อวัยวะน้อย และ อวัยวะใหญ่ ประการ ๑ อนึ่งกระทำให้ปวดใน อุทร ให้เสียดชายโครงและท้องนั้น โทษแห่ง ปัฏฆาต – สันทะฆาฏ –รัตฆาฏ – กระทำมิได้ปรกติ ระคนกัน เป็นเถาวัลย์เกี่ยว ประการ ๑ อนึ่งให้บริโภคอาหารมิได้ แลอาเจียน โทษแห่งปิงคลา กระทำประการ ๑ อนึ่งให้ ร้อนกระวนกระวายแล เจระจาพร่ำพรู โทษในสุมะนา กระทำกำเริบขึ้น พัดดวงหทัยให้ ระส่ำระสาย มิได้เป็น ปรกติ ประการ ๑ อนึ่ง ให้นอนมิหลับ จับเป็นพิษนั้น โทษ อัมพฤกษ์ กระทำตลอดถึง สุมะนา กำเริบ-หย่อนพิการ ก็ดี มิได้เป็นปรกติประการ ๑ อนึ่ง อุจจาระ ปัสสาวะ มิสะดวก แลให้แคบอกคับใจ โทษแห่ง กุจฉิสยาวา ตา แลโกฐาสยาวาตะ กำเริบขึ้นพัดในลำไส้ทำให้ไม่เป็นปรกติประการ ๑ ๑. กุจฉิสะยาวาตะ –ลมในท้อง-ชื่อลมภายในอย่างที่ ๓ ในลม ๖ ประการ ๒. โกฏฐาสะยาวาตะ – ลมในกาย- ลมที่อยู่ในลำไส้ --อันเป็นหมวด แห่ง ชินธาตุ ให้บังเกิดมีลักษณะ ๖ ประการ ดุจที่ได้ดังกล่าวมาดังนี้ --บัดนี้จักสำแดงในลักษณะ อุจจะระธาตุ ซึ่งจะให้วิปริตต่าง ๆ นั้นเหตุว่ามูลนั้นเสียด้วยโกฏฐาสะยา วาตะ มิใช่พัดชำระ ปะระเมหะ แลเมือกในลำไส้ ให้ตก เป็นกรันติดคราบ ไส้อยู่ด้วยอุจจาระ ครั้นเดินสู่ลำซ่วง ก็ลำลาบแตกออกเป็นโลหิต บางทีเป็นเม็ดยอด ขึ้นตามขอบทะวารให้—เจ็บ—แสบ—ขบ—บางทีขึ้นที่ต้นไส้ ต่อลำ กะรีสะมัค นั้นก็มี ทำอาการดุจนิ่ว แลไส้ด้วนไส้ลาม แล สัตรีดุจมีครรภ์ ต่ำลงไปนั้น ถ้าแพทย์มิรู้ถึงมิได้ แจ้ง ในอุจจาระธาตุวิธี อธิบายก็สมมุติ เรียกต่าง ๆ บางทีก็เรียกว่าตานเถา บางทีก็ว่า มุตระฆาฏ บางทีก็ว่านิ่ว ปะระเมหะ บางทีก็ว่าเป็นกระษัยกร่อน บางทีก็ว่าเป็นริดสีดวง บางทีก็ว่าลามก อติสาร ซึ่งว่ามาทั้งนี้ จะได้ผิด จาก ธาตุ โรคนั้นหามิได้ แต่ว่าเป็นนิสัยแห่งแพทย์ จะเอาประมาณเป็นเที่ยงนั้นมิต้อง ให้พึงสำคัญ สัญญา เอา ในพระคัมภีร์ จะละนะ สังคหะ นี้จึงจะควร แลโทษดังนี้เกิดจากกองลามก แต่จะได้ถึงลามก อติสารนั้นหามิได้ โดยเหตุว่า ลามกเป็นมลทินในมูลธาตุโรคทั้งปวงดุจกล่าวมาดังนี้ --อนึ่งว่าลักษณะ แล ประเภทซึ่งแจ้งมาแล้วนั้น ก็ระคนกลั้วไปใน ธาตุอภิญญาณ แล อสุรินทัญญาณ ธาตุ เป็น จัตุสมาธาตุ เป็น-ดาน-เถา ในสมุฏฐาน พิกัด ตกเข้าในระหว่าง อชินธาตุวิธี ดังนี้แจ้งอยู่ ในคัมภีร์ แพทย์วินิจฉัย แล สมุฏฐานพิกัดโน้นแล้ว ในคัมภีร์นี้ท่าน สงเคราะห์เอาแต่ที่เป็นแก่นสาร คือ ใจความว่าพอ เป็นที่สังเกต แห่งแพทย์ทั้งหลาย จะได้พยาบาลโรคสืบไปในเบื้องน่า ให้พิจารณาจงเที่ยงแท้ โดยนัยที่ท่าน กล่าวไว้ ดังนี้ หน้า ๒๕๔ --นัยหนึ่งแพทย์ผู้ใดจะพยาบาลในวิธีอุจจาระธาตุทั้ง ๔ นี้ พึงให้สอบสอนในคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลาย ให้แม่นยำ จึงจะอาจองแลซึ่งจะประกอบสาตราคม แล ว่านยาสรรพสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ดี ให้ต้องเวชพิกัด ใน ประเภทโรค แล ธาตุโรค สมุฏฐานโรค อายุโรค กาลโรค ฤดูโรค โรคกำเนิดทั้งหลายนี้ จึงพยาบาล อุจจาระธาตุ ได้ด้วยเป็นภูมิกว่า โรคทั้งปวง มี ฉันนวุติกะโรคเป็นอาทิ โรคอันเสลดเป็นที่สุด ถ้าวางยามิถอย มูลนั้นคงอยู่นานเข้า ก็จะแปรถึง อะสาทิย อุจจาระ คันธะธาตุ จะบังเกิด ปะระเมหะ ๒, ทุลาวสา ๑๒ เป็น อะ สาทิยะ ลามกพิกัด ภินธาตุ โดยแท้ ถ้าจะวางยาต้องด้วยโรค ก็จะบรรเทาหาย โดยประมาณด้วยประคัมภีร์ นี้ หากำหนดมิได้ เป็นแต่เค้าแห่งโรค อนึ่งซึ่งจะวางยานั้น อย่าให้เสียยาพรหมพักตร์ ทั้งสาม เป็นยาชำระ ปะระ เมหะ แล เมือกมัน ได้สำเร็จให้สิ้นเชิง แล้งจึงวางยา อันชื่อว่า อัศฏาธิวรรค , บุษราธิคุณ, สังขสุวรรณมหา นที, สรรพนัตนาธิคุณ, มหาอนันตคุณ, โอสถมาตาธิคุณ, ปัตโตฬาทิคุณ, มหาปัตโตฬาธิคุณ, ปัตโตใธวาต, มหาธาราธิคุณ, ธาณจักรสังขสุวรรณแพทยา, ยา ๑๒ ขนานนี้ แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์ ตะติยะภิน สันนิบาตเสร็จ แล้ว จึงประกอบขึ้น ให้วางต่อไป ตามลำดับโรค อันเป็น จะละนะ ธาตุ เสียก่อนจึงเสื่อมหาย แล้วจึงแต่งยาอัน
๑๐๒ ชื่อว่าอินทรีย์ธาตุต่าง ๆ สำหรับได้แก้ในกองมหาภูตรูป แลสมุฏฐานรูป ซึ่งเป็นชาติธาตุ ให้บริบูรณ์ โดยแท้ต่อ ภายหลัง ดุจในท่านกล่าวไว้ดังนี้ @**ยาชื่อว่า พรหมพักตร์ท่านให้เอา โกศทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ เอาหนักสิ่งละ ๑ ส่วน ตรีผลา ตรี กฏุก เปราะหอม ผลเอ็น หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ผลจันทน์ กานพลู การบูร ขิง ยาดำ หนักสิ่งละ ๔ ส่วน ยาง สลัดได ประสะตามวิธี ๒๐ ส่วน บดเป็นผง เอาเปลือกมะรุม ต้มเป็นน้ำกระสายยา บดทำเม็ดไว้ ไว้ให้กิน ชำระ ปะระเมหะเมือก ตามกำลัง ขับทั้งลมคูถ วาตะ หน้า /๒๕๕ ให้เปิด อุจจาระ เสียนั้น ให้เป็น ปรกติ แก้ปวด มวนหายวิเศษ นัก @**ยาชื่อว่า มหาพรหมภัตร เอา โกศสอ ๑ โกศเขมา ๑ โกศบัว ๑ โกศชฎามังษี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ส่วน เปราะหอม ผลเอ็น ผลผักชีทั้งสอง ผลโหระพาเทศ ๑ สิ่งละ ๑ ส่วน ราก ส้มกุ้งน้อย ๑ เป้าน้อย ๑ หนักสิ่งละ ๓ สะหัสคุณเทศ ประสะ ๑ ยาดำ ๑ หนักสิ่งละ ๔ ส่วน ตรีกฏุก ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กาลพลู ๑ การบูร ๑ หนักสิ่งละ ๕ ส่วน สมอไทย ๘ ส่วน ยางสลัดได ประสะ ๒๔ ส่วน ทำเป็นจุณ เอาน้ำ โสฬสเบญจกูลเป็นน้ำกระสายยา บดทำเม็ดไว้กิน ตามกำลัง อุจจาระธาตุที่วิปริต อันบังเกิดแต่กองวาโย เป็นอาทิ @**ยาชื่อว่า มหิทธิมหาพรหมพักตร์ เอา โกศกระดูก ๑ โกศเชียง ๑ โกศจุฬาลำพา ๑ โกศจุลารส ๑ เทียนดำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ผลราชดัด ๑ ผลโหระพาเทศ ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน เปราะหอม ๑ สมุลแว้ง ๑ จันทน์ ทั้ง ๒ เอาสิ่งละ ๓ ส่วน ตรีกฏุก ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ สหัศคุณเทศปะสะ ๑ ราก จิงจ้อปะสะ ๑ รากส้มกุ้ง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๔ ส่วน สมอไทย ๑ กานพลู ๑ ผลจันทน์ ๑ การบูร ๑ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน ยางสลัดไดปะสะ ๓๒ ส่วน ทำเป็นจุณ ยาเบญจกูลเป็นนำกระสายยา บดทำเม็ดไว้ให้กินตามกำลัง ชำระ อุจจาระธาตุ อันบังเกิดแต่กองมหาภูตรูป นั้นให้อันตรธานหาย และชำระธาตุโรค ทั้งปวงวิเศษนัก ยา ๓ ขนานนี้ให้ละลายน้ำผึ้ง ให้กิน โดยวิธีอันมีในมหาพิกัด หนักแลหย่อนทั้งปวงนั้น อาจารย์ท่านสรรเสริญว่ามี คุณยิ่งนัก ยาชื่ออัศฏาธิวัค เอา ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เทียนดำ ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน เบญจกูล ๑ กะทือ ๑ ไพล ๑ ข่า ๑ กระชาย ๑ หัวหอม ๑ หัวกระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน ยาดำ ๕ ส่วน สมอเทศ ๑ สมอพิเภก ๑ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน สมอไทย ๒๔ ส่วน เปลือกต้นไข่เน่า ๑ ราก เล็บมือนาง ๑ รากไอ้เหนียว ๑ กระพังโหม ๑ เอาสิ่งละ ๑ กำมือ ชุมเห็ดไทยทั้ง ๕ กระเพราทั้ง ๕ ฝักราช พฤกษ์ ๑๐ ฝัก ขยำเอาแต่น้ำเป็นกระสาย ต้มตามวิธีให้กิน แก้อุจจาระธาตุลามก อติสาร วัค แก้วาโยอุดทวาร รัดรึงมิให้เดิน แก้จุกเสียด แก้อาเจียน บริโภคอาหารมิได้ แต่ปวดท้องให้อุจจาระหยดย้อยเหม็นเน่าเหม็นโขลง ไปวันละ ๓-๔-๕-๖ เวลา แลครอบมูลริดสีดวงทั้งปวง ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุเตโช เอา โกศทั้ง ๕ เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ ผลช้าพลู ๑ หญ้า ตีนนก ๑ กกลังกา ๑ น้ำตาลกรวด ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เถาสะค้าน ๑ ดีปลี ๑ รากช้าพลู ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่ง ละ ๒ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๔ ส่วน ทำเป็นจุณ บดด้วยน้ำดอกไม้ เป็นกระสายยา บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำ ดอกมะลิสด แทรกพิมเสน รับประทานแก้อินทรีย์ธาตุเตโช ซึ่งกระทำให้ทานอาหารไม่มีรส ให้หิวโหยหา เรี่ยวแรงมิได้ และแก้จตุกาลเตโช ใน อสุรินทัญญาณธาตุ ให้ตก ยาชื่อว่า อินทรีย์ธาตุวาโย เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ตรีกฏุก ๑ รากช้าพลู ๑ รากเจตมูลเพลิง ทั้ง ๒ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน เถาสะค้าน ๖ ส่วน ทำเป็นจุณบดละลายน้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำร้อน ก็ ได้ รับประทานแก้อีนทรีธาตุวาโย ซึ่งเป็น วิสมคามินี มันทาคินี ติกขาคามินี นั้นแล แก้สรรพลมทั้งปวงต่าง ๆ แก้ริดสีดวงแห้งผอมเหลือง แก้ลมแน่นอกลมขึ้นสูงแล ลมขึ้นกระหม่อม แก้ลมจรทั้งปวง
๑๐๓ ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุอาโป เอา รากพุดซ้อน ๑ รากคัดเค้า ๑ รากประคำดีควาย ๑ รากส้มกุ้ง ๑ ราก ส้มปล่อย ๑ รากชุมเห็ดทั้ง ๒ แก่นแสมทั้ง ๒ ชะเอมไทย ๑ ผลมะเกลือ ๑ กระเพรา ๑ บอระเพ็ด ๑ เทียน ดำ ๑ เอาสิ่ละ ๑ ส่วน ดีปลี ๑ เถาสะค้าน ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รากช้าพลู เอา ๑๒ ส่วน ตามวิธีให้รับทาน แก้อินทรีย์ธาตุอาโป อันบังเกิดในอสุรินทัญญาณธาตุ ให้เจริญอาหารแลให้ตั้งซึ่ง สุคติธาตุ แก้อาเจียน ๔ ประการ ในสมุฏฐานพิกัดนั้นหาย ฯ ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุปถวี เอา ตรีผลา ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เมล็ดในโคกกระออม ๑ เทพทาโร ๑ แก่น กันเกรา ๑ ใบสะเดา ๑ ใบเสนียด ๑ ตุ้มกาแดง ๑ กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เถาสะค้าน ๑ รากช้าพลู ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ดีปลี เอา ๒๐ ส่วน ทำเป็นจุณเอาน้ำกระเทียมเป็น กระสาย กินแก้อินทรีย์ธาตุ ปถวี ซึ่งกระทำให้กินอาหารไม่มีรส ให้ผอมเหลือง ให้บวมมือ หน้า / ๒๕๘ บวม ท้อง แลบวมที่เท้า แก้อุจจาระ ปัสสาวะ วิปริต ด้วยเตโชเป็นมันทาคินีธาตุ ให้อ่อนหิวหาแรงมิได้ แลกระทำ ให้เจริญอาหาร เจริญ ลัคนีผล ให้วัฒนะโดยปรกติ ยาชื่อ อินทรีย์ธาตุประชุม เอา โกศทั้งห้า เทียนทั้งห้า สิ่งละ ๓ ส่วน ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กาลพลู ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน อบเชย ๑ ชะเอม ๑ แก่นกันเกรา ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน กะทือ ๑ ไพล ๑ ข่า ๑ พริกไทย ๑ กกลังกา ๑ เอาสิ่งละ ๕ ส่วน ผลมะตูทอ่อน ๑ เปลือกโมกมัน ๑ รากส้มกุ้ง ๑ แห้วหมู ๑ บอระเพ็ด ๑ เอาสิ่งละ ๗ ส่วน ชุมเห็ดไทย ๑๐ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๔ ส่วน เถาสะค้าน ๖ ส่วน ขิงแห้ง ๑๐ ส่วน รากช้าพลู ๓๒ ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน กระเพราแห้ง ๕๒ ส่วน บดเป็นผงก็ได้ ต้มก็ได้ ให้รับประทานตามพิกัด ประชุมตาม มหาภูตรูป และสมุฏฐานรูป มิให้วิปริต แก้ธาตุโรค แลธาตุกำเนิด แล โรคเกิดแต่ ฤดู ภ ฤดู ๖ นั้นหาย ยาชื่อ ทศเบญจกูล เอา ปูนผง ส่วน ๑ สมอร่องแร่ง ๑ ข่าตาแดง ๑ พริกล่อน ๑ กระเทียม ๑ ไพล ๑ เอาสิ่งละ ๕ ส่วน เบญจกูล ตามพิกัด ๑๑ ตำเป็นจุณ ละลายน้ำขิง น้ำข่า น้ำผึ้ง น้ำร้อน น้ำไพล ก็ได้ ให้กินเป็นยาเผาธาตุทั้ง ๔ อันพิกล ซึ่งทำให้ร้อน กระสับ กระส่าย แลแปรให้เป็นลมต่าง ๆ คือ ลม อัมพฤกษ์ ลมอัมพาธ ลมปัฏฆาฏ ลมราทะยักษ์ นั้นเป็นต้น ทำให้มือเท้านั้นสั่น แลลมจุกเสียด ลมสลักเพชร ลมขัดอก ยอกอก ซึ่งกล่าวมานั้น หน้า / ๒๕๙ ยาชื่อมหาพิกัดเบญจกูล เอา เบญจมูลเหล็ก (คือ ขี้เหล็กทั้ง ๕ ) วัลย์เปรียง แห้วหมู เอาสิ่งละ ๑ กำ มือ ตรีผลา สิ่งละ ๑๕ ผล พริกล่อน ข่า สิ่งละ ๔ บาท เบญจกูลตามพิกัด ต้มตามวิธีให้กิน แก้วิปริต ในกรอง สมุฏฐานกำเริบ แก้จับเจรียงทั้งสิ้น ด้วยพิษใน ฤดู ๓ ฤดู ๖ เป็นเพื่อเส้นนั้น ยาชื่อ อภิญญาณ เบญจกูล เอา แฝกหอม วัลย์เปรียงแดง แห้วหมู บอระเพ็ด แก่นขี้เหล็ก แก่น กันเกรา ผลมะตูมอ่อน กกลังกา เปลือกโมกหลวง เอาสิ่งละ ๔ ส่วน ข่า พริกล่อน ผักแผ้วแดง เปราะหอม อบเชย สมุลแว้ง ชะเอมเทศ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน เบญจกูล ตามพิกัด ต้มตามวิธีให้กิน แก้ธาตุ อภิญญาณ ซึ่งเป็นธาตุ จะละนะโทษ ในสมุฏฐานพิกัด แลอุจจาระสันนิบาต นั้นจำเริญอัคนีผล ให้สุคติธาตุ บังเกิดวัฒนะ แลบำบัด ชินธาตุนั้นยิ่งให้ปรกติ ยาชื่อ เตโชสมุฏฐาน เอา โกศทั้ง ๙ เทียนทั้ง ๗ เบญจกูล ผลเอ็น กาลพลู เปราะหอม ผลผักชี สิ่งละ ๑ ส่วน แฝกหอม พิมเสน จันทน์ทั้ง ๒ บอระเพ็ด สิ่งละ ๒ ส่วน ใบกระวาน ๔ ส่วน นำตาลกรวด ๗ ส่วน ตรีผลา ตามพิกัด ๓๕ ทำเป็นผง ละคนด้วยเกลือสินเธาว์ เอาน้ำดอกไม้ บด เหมือนบดข้าวป้อนเด็ก ให้เหนียว ทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกมะลิสด กินแก้สมุฏฐาน เตโช อันวิปริตกระทำ ให้ร้อนกระวนกระวาย นอน มิหลับบริโภคอาหารมิได้ และทำให้อาเจียน ยาชื่อ วาโยสมุฏฐาน เอา ผลจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กาลพลู สิ่งละ ๑ ส่วน เทียนทั้ง ๗ บอระเพ็ด ผลกระดอม ผลมะตูมอ่อน พริกล่อนเบญจกูล สิ่งละ ๒ ส่วน เทพทาโร ข่าต้น สิ่งละ ๔ ส่วน
๑๐๔ การบูร ๕ ส่วน ตรีผลา ตามพิกัด ทำเป็นจุณ ละคนด้วยเกลือสินเธาว์ บดละลายด้วย น้ำขิง น้ำร้อน นำส้ม ซ่า ก็ได้ กินตามสมุฏฐาน วาโย อันพิกลต่าง ๆ คือให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้จุกเสียดแน่นอก ให้เมื่อยให้ขบทั้งตัว ให้อาเจียนบริโภคอาหารมิได้ นอนมิหลับ ยาชื่อ อาโปสมุฏฐาน เอา เปราะหอน ผลเอ็น กาลพลู แก่นแสมทะเล รากส้มกุ้ง ชะเอมเทศ อบเชย สมุลแว้ง สิ่งละ ๑ ส่วน โกศกระดูก เทียนดำ เทียนขาว การบูร แฝกหอม ใบกระวาน บอระเพ็ด สิ่งละ ๓ ส่วน พริกไทย เบญจกูล สิ่งละ ๕ ส่วน ตรีผลา ตามพิกัด ๒๓ ทำเป็นจุณ ละคนด้วยเกลือสินเธาว์ บดละลายด้วย น้ำขิง น้ำดีปลี ต้มกินก็ได้ กินแก้สมุฏฐาน อาโป ซึ่งทำไห้วิปริต กระทำให้ตัวชุ่มไปด้วย เสมหะ เป็นอันมาก แลให้เสมหะปะทะ เนือง ๆ ให้อุจจาระวันละ ๓-๔-๕-๖-๗ เวลา หยดย้อยมิได้เป็นปรกติ บริโภคอาหารไม่มีรส ให้ผอมซีดให้บังเกิดละออง ๓ ประการ ให้ คลื่น ให้เหียน ให้อาเจียน แลให้ปลายมือแล ปลายเท้า เย็นซีด หน้า/ ๒๖๑ ยาชื่อ ปถวีธาตุ เอา แก่นกันเกรา เปลือกกันเกรา เทพทาโร ผลมะตูมอ่อน ขมิ้นอ้อย สิ่งละ ๑ ส่วน สะเดาทั้งใบและ ดอก การบูร บอระเพ็ด สิ่งละ ๓ ส่วน กระเทียม ไพล ยาเบญจกูล สิ่งละ ๕ ส่วน ตรี ผลา ตามพิกัด ๒๐ ทำเป็นจุณ ระคนคนด้วย เกลือสินเธาว์ บดละลายน้ำร้อน น้ำส้มซ่า น้ำกระเทียม กินแก้ สมุฏฐาน ปถวี ซึ่งเป็นชาติ จะละนะ อันบังเกิดแต่สมุฏฐานทั้ง ๓ กระทำให้บริโภคอาหารมิได้ ให้ผอมเหลือง ให้บวมเท้า เป็นโสภะโรค วิปริตธาตุ ให้อุจจาระเป็นลามก สันนิบาตวิปริตต่าง ๆ ให้หิวโหยหาแรงมิได้ แก้ให้ สุคติเจริญขึ้น แก้ปวดท้องจุกเสียด ยาชื่อ มหาโสภะโรค (แปล ว่า อาการบวมต่างตามร่างกาบ) เอา ผักเสี้ยนผี ๒ ส่วน ใบขี้เหล็ก ๓ ส่วน ใบประคำไก่ ไพล ข่า กระเทียม กระดองเต่าเผา ปูนขาว สิ่งละ ๔ ส่วน ว่านนางคำ ๗ ส่วน สุพรรณถัน แดง หนัก ๑ บาท ตรีกฏุก ตามพิกัด ๑๔ ทำเป็นจุณทำแท่งเก็บไว้ ละลายน้ำกระสายยาต่าง ๆ ทาแก้บวมห้า ประการ และบวมทั้งกาย เพื่อปุพโพ คือ เป็นน้ำหนอง โลหิต กำเดา ในกองสมุฏฐาน *** ยาชื่อเทพประสิทธิ์ เอา ยาเบญจกูล ตรีผลา โกศทั้ง ๙ เทียนทั้ง ๗ ผลจันทน์ ดอกจันทน์ สิ่งละ ๑ ส่วน ผิวมะกรูด ผิวมะนาว ผิวมะงั่ว ผิวส้มซ่า สิ่งละ ๒ ส่วน กฤษณา กระลำพัก ชะลูด ขอน ดอก จันทน์แดง ดอกพิกุล เกสรบุนนาค เกสรสารภี อบเชย สิ่งละ ๕ ส่วน การบูร กระแจะตะนาว ชะมดเชียง สิ่งละ ๕ ส่วน จันทน์เทศน์ พิมเสนเกล็ด สิ่งละ ๘ส่วน ดอกมะลิ ๓๒ ส่วน หน้า / ๒๖๒ ทำ เป็นจุณ น้ำดอกไม้เทศเป็นกระสาย บดทำแท่งไว้ใช้อันควรแก่โรค แก้วาโยในสมุฏฐาน อันเป็นชาติ จะละนะ ธาตุอันระคนด้วยพิษ ในปัจฉิมที่สุด ๙งตกเข้าระหว่าง มหาสันนิบาต กล่าวมาในลักษณะ อุจจาระธาตุทั้ง ๔ ประการจบเพียงแต่เท่านี้หน้า ๒๖๒ จบแต่เพียงเท่านี้ ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอุจจาระธาตุ @@@ ยานี้มีชื่อว่า ยาปราบชมพูทวีป ท่านว่าแก้ได้สารพัดโรค โดยใช้น้ำกระสายยาเป็นเครื่องปรุงยา อาจารย์บุญปลูกวงศ์สุวรรณเป็นผู้นำมาให้เป็นทานไว้ที่โรงเรียนสมุนไพรวัดทองหลาง ๘๕ หมู่ ๑ ตำบลมะขาม สูง อำเภอเมือง พิษณุโลก มีตัวยาดังนี้ ๑.ลูกจันทน์ หนัก ๑ เฟื้อง ๒. ดอกจันทน์ หนัก ๑ สลึง ๓. กระวาน หนัก ๑ สลึง ๑ เฟื้อง ๔. การบูร หนัก ๒ สลึง ๕. พิลังกาสา หนัก ๓ สลึง ๖. ดีปลี หนัก ๒ สลึง ๑ เฟื้อง ๗. อำพันหาง หมู หนัก ๓ สลึง ๑ เฟื้อง ๘. โกศสอ หนัก ๑ บาท ๙. โกศเขมา หนัก ๑ บาท ๑ เฟื้อง ๑๐.เทียนดำ หนัก ๑ บาท ๑ เฟื้อง ๑๑.เทียน แดง หนัก ๕ สลึง ๑ เฟื้อง ๑๒.เทียนตาตั๊กแตน หนัก ๖ สลึง ๑ เฟื้อง ๑๓.เทียนแกลบ ๗ สลึง ๑๔.ขิงแห้ง หนัก ๗ สลึง ๑ เฟื้อง ๑๕ เจตมูลเพลิง หนัก ๒ บาท ๑๖. สมอไทย หนัก ๒ บาท ๑ เฟื้อง ๑๗. สมอเทศ
๑๐๕ หนัก ๙ สลึง ๑๘. หัวบุกรอ หนัก ๙ สลึง ๑ เฟื้อง ๑๙. กานพลู หนัก ๑๐ สลึง ๒๐. หัสกุนเทศ หนัก ๕บาท ๑ สลึง ๑ เฟื้อง ๒๑. ใบกัญชาเทศ หนัก ๓๑ บาท ๒ สลึง ๑ เฟื้อง ๒๒. พริกไทยล่อน หรือ พริกไทยดำ ก็ได้ หนัก ๓๐ บาท ๒๓. ต้นเหงือกปลาหมอ ลูก ดอก ใบ หนัก ๓๐ บาท ยาขนานนี้มีค่ามหาสารท่านผู้ใดมีควร รักษาไว้ให้ดีและควรทำกินอย่าเสียดายเงินทองที่จะทำกิน หน้า ๑๙๗ การบูร ๑ เทียนดำ ๑ ดองดึง ๑ เจตมูลเพลิง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน กฤษณา ๑ กะลำพัก จันทน์เทศน์ สิ่งละ ๓ ส่วน กำยาน ๔ ส่วน ขิง ๑ ดีปลี ๑ สิ่งละ ๘ ส่วน สนเทศ ๔๐ ส่วน ทำเป็นผงใส่ขวดหรือโหลย่าให้ลมเข้ายาจะเสื่อมคุณภาพเร็ว ถ้าลม จับแน่นิ่งไป ให้ฝนกับน้ำมะนาว ๗ เม็ด งัดปากกรอกยาเข้าไปได้ฟื้นมาแลฯ ถ้าจะแก้ไขระส่ำระสายหาแรง มิได้ ให้ฝนด้วยน้ำดอกไม้เทศ น้ำกรวดให้กินหายแล ยาขานนี้ชื่อว่า ยามหาสดมภ์ใหญ่วิเศษนักแล ฯ @@@ ถ้าตับนั้นพิการ แตกก็ดี เป็นเพราะโทษ ๔ ประการ ประการหนึ่งภาพผุดขึ้นในตับจึงทำให้ตับ หย่อนบางทีเป็นฝีในคับย่อมให้ลงเป็นโลหิตสดๆออกมา อนึ่งคือ กาฬมูตรนั้นผุดขึ้นด้นเดินอยู่ในตับมันกระทำ ให้ลงเป็นเสมหะทำให้โลหิตเหน้าปวดมวนอยู่เสมอให้ตาแดงเป็นสายโลหิตผ่านอยู่คนทั้งปวงย่อมสมมุติเรียกว่า ผีกระสือปีศาจเข้ามาเป็นปลอบมากิน เพราะว่าคนไข้นั้นให้เพ้อหาสติมิได้ย่อมเจรจาด้วยผี โรคหมู่นี้หมอจะแก้ เป็นอันยากนักประการหนึ่ง เป็นด้วยในกองธาตุมันแตกนั่นเอง จึงทำให้ระส่ำระสาย แล้วก็ทำให้หอบให้ไออยู่ เป็นนิจจะบริโภคอาหารไม่ได้จะหายใจเข้าไปก็ไม่ถึงท้องน้อย ลักษณะเช่นนี้คือ ปถวีธาตุด้วย คือ ธาตุดิน ๔ ประการนี้ซึ่งได้กล่าวมาล้วนต้องตายถ่ายเดียว ถ้าไม่เป็น พร้อมกันทั้ง ๔ ประการ ท่านให้แก้ไปด้วยกำลังสรรพคุณยาดูตามบุญตามกรรมเถิด ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้ให้แก้ที่ ต้นข้อต้นเถา (ความหมายคือให้แก้ที่ต้นเหตุของสมุฏฐานที่บังเกิดโรค คือ ปะถะวิธาตุ ซึ่งที่มันแตกนั้นก่อน หน้า ๑๙๘ ท่านให้ทำยาที่ชื่อว่า บุญจะอำมฤตย์ ชำระล้างไห้ลงไปเสียให้สิ้นร้ายก่อน แล้วจึงแต่งยาสำหรับ ธาตุให้กินต่อไป @@@ ยาขนานนี้มีชื่อ ยาบุญจะอำมฤตย์ ท่านให้เอา รากมะตูม ๑ รากมะดูก ๑ รากทองพันชั่ง ๑ โกศทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ผลสมอทั้ง ๓ พันธุ์ผักชีทั้ง ๒ สารส้ม ๑ ขิงแห้ง ๑ รากขี้กาแดง ๑ จุกโรหินี ๑ เทพทาโร ๑ สมุลแว้ง ๑ โคกกระสุน ๑ ตัวยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒ ส่วน สะค้าน ๑ ดีปลี ๑ ช้าพลู ๑ เอา หนักสิ่งละ ๓ ส่วน เปลือกต้นโมกมัน หนัก ๔ สวน หัวแห้วหมู หนัก ๗ ส่วน จะต้มกินก็ได้ หรือทำเป็นยาผง ก็ได้ ละลาย น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำผึ้ง น้ำส้มซ่า ก็ได้ กินหายแลฯฯ อีกขนานหนึ่ง แก่นพรม ๑ หัวใจไมยราบ ๑ แก่นสนทั้ง ๒ มหาละลาย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ เอาหนัก สิ่ง ละ ๑ ส่วน ถ้าจะทำเป็นยาดองใส่ดีเกลือลงไปส่วน หนึ่ง ดองด้วยสุรา ๕ ทะนาน ถ้าจะเป็นยาผง ให้ละลาย ด้วย น้ำใบขี้เหล็ก ๑ น้ำมะนาว ๑ น้ำมะกรูด ๑ น้ำส้มซ่า ๑ นำขมิ้นอ้อย ๑ ก็ได้กินแก้ตับหย่อนหายแลฯ อีกขนานหนึ่งมีชื่อ ว่า ยากล่อมนางนอน เป็นยาล้อมตับไม่ให้ตับทรุดลงไปได้ ท่านให้เอา เทียนทั้งห้า ๑ โกศทั้งห้า ๑ รากไคร้เครือ ๑ สังกรณี ๑ เกสรบัวน้ำทั้งห้า ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกมะลิ ๑ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ ชะเอมเทศ ๑ น้ำประสารทอง ๑ ผงใบลาน ๑ กระดองปูป่า ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ เสมอภาค บดเป็นผง ละลายน้ำดอกไม้เป็นน้ำกระสายยา ตำให้เหนียว ใส่ ลงเก็บไว้ในขันสัมฤทธิ์ลมควันเทียนให้สบกันทั้งกินทั้งชโลมให้ทั่วตัว ถ้ากินล้อมตับ ดับพิษฝีไจ้พิษตาล พิษซาง ขโมย พิษฝีกาฬ เอารากหมากผู้หมากเมีย ๑ รากมะเฟือง ๑ รากต่อไส้ ๑ ฝาง ๑ ต้มทำเป็นน้ำกระสายยา ละลายยาขนานนี้กินหายแลฯ อีกขนานหนึ่ง ท่านให้เอา กระดูกคน ๑ กระดูกค่าง ๑ กระดูกควาย ๑ กระดูกสุกร ๑ เอาไฟให้ไหม้ โชน แล้ว เอา ขมิ้นอ้อยสด ๑ ไพลสด ๑ สิ่งละเท่ากัน ตำให้ละเอียดพอกที่ยอดอกคือตรงฐานลิ้นปี่หายแล ยา ขนานนี้เป็นยาพอกที่อกฯ
๑๐๖ @ ถ้าไม่ฟังให้ประกอบยาขนานนี้ขึ้นมาใหม่ ท่านให้เอา ใบเสนียด ๑ รากผักหนาม ๑ รากตูมกา (หรือบ้านเรา เรียกว่า รากตุ้มกา) ๑ รากผีเสื้อใหญ่ ผีเสื้อน้อย ๑ รากตาเสือ ๑ รากมูลเหล็ก ๑ (ทั่วไปเรียกว่ารากขี้เหล็ก) รากมะตูม ๑ รากมะดูก ๑ รากตัดเค้า ๑ รากมะกาต้น ๑ รากมะกาเครือ ๑ โลทนง ๑ ตับเต่าทั้ง ๒ ขอบชะนางทั้ง ๒ รากไม้ปรู ๑ รากไม้คาง ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากมะหวด ๑ รากซ้องแมว ๑ หญ้าปีนตอ ๑ รากผักไห่ ๑ รากฟักเข้า ๑ ราก ครามทั้งสอง ๑ ตะไคร้ทั้งสอง ๑ รากหมอน้อย ๑ รากสนุ่น ๑ รากคากรอง๑ รากไก่ไห้ ๑ รากบัว ๑ รากระย่อม ๑ ว่านน้ำ ๑ สลัดใด ๑ ชิงช้าชาลีทั้งสอง ๑ รากมะเขือป่า ๑ รากกล้วยตีบ ๑ รากกรวย ๑ รากคนทา ๑ หัวเอ็น ๑ รากเลาแลง ๑ รากมะพร้าว ๑ ราก ตาล ๑ สิริยาทั้ง๔๗อย่างนี้สับเป็นชิ้นใส่หม้อต้มรมก็ได้ หุงเป็นซี่ให้กินก็ได้หายแลฯ @ ถ้ายังไม่ฟังให้เอา รากละหุ่ง ๑ รากประดู่ ๑ เอื้องเพชรม้า ๑ หัวกระเช้าผีมด ๑ เปล้าทั้ง ๒ ราก สนุ่น ๑ เถาชิงช้าชาลี ๑ รากมะเดื่อ ๑ รากขี้เหล็ก ๑ รากผีเสื้อทั้ง ๒ รากเทียน ๑ หัสคุณทั้ง ๒ รากโรคทั้ง ๒ รากเจตมูลเพลิง ๑ รากมะงั่ว ๑ รากมะนาว ๑ รากเล็บเหยี่ยว ๑ สับตากแดดพอหมาด ๆ ต้มใส่น้ำลงไป ๓ ส่วนของยาเคี่ยวให้เหลือ ๑ ส่วนเท่ายา แล้วให้สงเอากากยาขึ้นตากแดดให้แห้งทำเป็นยาผง จึงเอาตัวยาดังนี้ ปรุงลงไปอีก พิมเสน ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เปลือกมะซาง ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ โกศสอ ๑ โกศเขมา ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ กำยาน ๑ ยาทั้งนี้ทำเป็นจุณปรุงลง แล้วจึงเอาผลสลอด หนัก ๖ บาท ประสะ เสียก่อน คือฆ่าฤทธิ์สลอดให้ปลอดภัยเสียก่อน วันที่ ๑ ให้ต้มด้วยน้ำกับใบพลูแก่ วันที่ ๒ ให้ต้มด้วยใบช้าพลู วันที่ ๓ ให้ต้มด้วยใบพริกเทศ วันที่ ๔ ให้ต้มด้วยใบมะขาม วันที่ ๕ ให้ต้มด้วยน้ำเกลือ วันที่ ๖ ให้ต้มด้วยเข้า สุก วันที่ ๗ ให้ต้มด้วยมูตรโคดำ (คือเยี่ยววัวดำ) ครั้นต้มด้วยยาทั้ง ๗ นี้แล้ว เอายางสลัดใดหนัก ๔ บาท ผสม กันเข้ากับพริกไทย เอาเท่ายาทั้งหลาย แล้วปรุงรวมลงไปที่ยาผงที่ทำไว้ก่อนนั้น คลุกเคล้าเข้ากับน้ำยาที่ต้ม แล้วรินเก็บไว้นั้น คุลีการเข้ากันกับกากยานั้นเป็นอย่างดีแล้ว ตากให้แห้ง ปั้นเท่าเมล็ดพริกไทยให้กินทีละเม็ด ลงจนถึงเสมหะ แก้ตับทรุดตับพิการเป็นต่างๆ ดังกล่าวมานั้นหายแล ยาขนานนี้ใช้ได้ ๑๐๐๐ หนึ่งแลฯ @@@ พังพืด (หรือพังผืด) เมื่อพิการแตกก็ดี ทำให้อกแห้งกระหายน้ำ คือ ริดสีดวงแห้งนั่นเอง หน้า ๒๐๐ ถ้าจะแก้ให้ปรุงยาขนานนี้ ท่านให้เอา รากเป้าน้อย ๑ รากงวงช้าง ๑ พริกไทย ๑ ขิง ๑ หัวหอม ๑ หัว กระเทียม ๑ เกลือ ๑ เอาสิ่งละ ๗ บดให้กินหายแล หน้า ๒๐๑. @ ถ้าไม่ฟังให้เอา สุพรรณถันเหลือง (กำมะถันเหลือง หรือ มาดเหลือง อย่างเดียวกัน ชื่อต่างกันเท่า นั้นเอง) ดินประสิวขาว ๑ ผลสลอด ๑ บดด้วยน้ำกล้วยตีบ ปั้นเท่าเมล็ดพริกไทย กินทีละเม็ด ใส่ในมะนาวกิน หายแลฯ @@@ พุงเมื่อพิการแตกนั้น มันให้ขัดหน้าอก ให้ลงท้อง ท้องขึ้น ท้องพอง แน่นในอกในท้อง บริโภค อาหารไม่ได้ ถ้าจะแก้ ให้เอา ยาเบญจกูล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บอระเพ็ด ๑ รากช้าพลิ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ รากขัด มอญ ๑ พันธุ์ผักชี ๑ หัวแห้วหมู ๑ เสมอภาคต้มให้กินบำรุงธาตุเสียก่อน ฯ @ถ้าไม่ฟังท่านให้เอา หญ้าพันธุ์งูแดง ๑ รากมะดูกรากไก่ไห้๑ รากเบญจมาศ ๑ ใบพลูแก ๑ต้มอาบ หาย @ถ้าไม่ฟังท่านให้เอา เปลือกฝรั่ง ๑ พรายชะมบ ๑ ต้มอาบ @ถ้าไม่ฟัง พิลังกาสาทั้ง ๕ ต้มด้วยสุราให้กินหายแลฯ @@@ ปอดเมื่อพิการ หรือแตกก็ดี อาการดุจไข้พิษ คือกาฬขึ้นในปอด ให้ร้อนอกกระหายน้ำ แล้ว หอบจนโครงลด ให้กินน้ำจนปอดลอย จึงหายยาก บางทีอาเจียนน้ำออกมา จึงจะหายอยาก ถ้าจะแก้เอา ราก กระถินพิมาน มาต้มกินหายฯ @ถ้าไม่ฟัง ให้เอา เปลือกขี้อ้าย ๑ เชือกเถาวัลย์ ๑ ดีงูต้น ๑ รากทรงบาดาล ๑ รากพิลังกาสา๑ ต้มกิน หาย
๑๐๗ @ ถ้าไม่ฟังให้ต้มเบญจธาตุบรรจบให้กินหายแลฯ ๒๐ @@@ ไส้ใหญ่เมื่อพิการแตกไซร้ คือกินอาหารผิดสำแดง ทำให้ปวดท้องให้ขัดอก บางทีให้ลงท้อง ให้อาเจียน คือลมกัมมัชวาตพัด ให้เสมหะเป็นดาน กลับเข้าไปในท้องในทรวงอก แล้วให้ตัดอาหารเยื่ออมว่าไส้ ตีบ ถ้าจะแก้ ท่านให้เอา ฝอยลม มาเผา พริก ๗ ขิง ๗ กระเทียม ๗ หัวหอม ๗ บดละลายน้ำร้อนให้กินหาย แล ฯ ถ้าไม่ฟังท่านให้เอา ว่านไข่เน่า ๑ หัสคุณเทศ ๑ เป้าน้อย ๑ พริก ๑ ขิง ๑ หัวหอม ๑ ทำเป็นจุณ ละลายน้ำร้อนกิน หายแลฯ @ถ้ามิฟัง ท่านให้เอา แก่นมะหาด ๑ พริก ๑ ขิง ๑ หัวหอม ๑ กระเทียม ๑ สิ่งละ ๗ ต้มกินหายแลฯ @@@ไส้น้อยเมื่อพิการ แตกให้วิงเวียนหน้าตา จะลุกยืนขึ้นให้หาวให้เรอ ให้จุกให้เสียด ให้เจ็บหลัง เจ็บสะเอว ให้เสมหะขึ้นคอ ให้ร้อนคอ ร้อนท้องน้อย เป็นลมโฮก ให้ตกโลหิตให้ตกหนอง ถ้าจะแก้ ท่านให้ เอา เหล้าแดง ๑ รากตะไคร้น้ำ ๑ หีบลม ๑ รากมะเดื่อปล้อง ๑ รากมะเดื่อชุมพร ๑ ต้มกินหายแลฯ @อีกขนานหนึ่ง ท่านให้เอา ดีปลี ๑ เป้าน้อย ๑ สะค้าน ๑ รากจิงจ้อหลวง ๑ พลูป่า ๑ ขิงแครง ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ สิริยาทั้ง ๗ สิ่งนี้ ทำเป็นจุณ ละลายน้ำร้อนกินหายแลฯ @อีกขนานหนึ่ง ท่านให้เอา ใบพลวง ๑ รากอ้อยแดง ๑ รากกล้วยตีบ ๑ รากกล้วยหอม ๑ รากตาเสือ ๑ ต้มกินหายแลฯ @ถ้าไม่ฟังท่านให้เอา ผักหนอก ๑ (คือใบบัวบก) รากก้างปลาแดง ๑ รากกำจาย ๑ รากป่านใบ ๑ ยอดมะม่วง ๗ ยอด พริก ๗ ขิง ๗ แว่น หัวหอม ๗ หัว กระเทียม ๗ กลีบ เลือดแรด ๑ ทำเป็นจุณบดปั้นเท่า เมล็ดพริกไทย กินในเวลาเช้าๆหายแลฯ หน้า ๒๐๓ @@@อาหารใหม่ เมื่อพิการ แตกแล้งไซร้ ถ้าบริโภคอาหารเข้าไปอิ่มแล้วเมื่อใด ก็ทำให้ร้อนท้องนัก บางทีให้สะอึก บางทีให้ขัดในอก แล้วทำให้จุกเสียดตามชายโคลง ให้พะอืดให้พะอม คนมักสมมุติว่าไฟธาตุ หย่อน จะเป็นเช่นสมมุตินั้นก็หาไม่ อาการอย่างนี้ย่อมเป็นโทษ เพราะเสพอาหารที่ไม่เคยบริโภคนั้นเข้าไป ประการหนึ่ง หรืออาหารดิบประการหนึ่ง ลมกุจฉิสยาวาตพัดไม่ตลอด ก็ให้เป็นต่างๆ บางทีให้ขี้ลงท้อง บางที ให้เป็นพรรดึก คือท้องผูกขี้ไม่ออก แดกขึ้น แดกลง กินอาหารไม่ได้ ถ้าจะแก้ท่านให้เอา ยอดไก่ไห้ ๗ ยอด พริก ๗ ขิง ๗ กระเทียม ๗ พริกเทศทั้ง ๕ เสมอภาคบดเป็นผงปั้นลูกกลอนกินหายแลฯ @ถ้ายังไม่ฟังให้เอา ผลเบญกานี ๑ พริก ๗ ขิง ๗ รากดอกข้าวสาน ๗ ราก ต้มกินหายแลฯ แล้วจึงให้ประกอบยาแก้ ปฐวีธาตุ เอาพริกแห้ง ส่วน ๑ ขิงแห้ง ๒ ส่วน สะค้าน ๓ ส่วน รากช้าพลู ๔ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๘ ส่วน เปลือกต้นโมกหลวง หัวกกลังกา ขมิ้นอ้อย สิ่งละ ๑๐ ส่วน บอระเพ็ด ๑๒ ส่วน ดีปลี ๑๖ ส่วน หัวแห้วหมู ๑ เปลือกต้นไข่เน่า ๑ ดอกบุนนาค ๑ ตัวยา ๓ อย่างนี้ เอาอย่างละ ๒๑ ส่วน ต้มกินหายแล หน้า๒๐๔ @@@อาหารเก่าเมื่อพิการ แตก คือซางขโมยกินลำไส้ ถ้าพ้นกำหนดซางแล้ว คือเป็น ริดสีดวงคูถ คือ เป็น ริดสีดวงเกี่ยวกับอุจจาระ ถ้าจะแก้ให้เอา พระยาลำแพน ๑ รากหนานมแดง ๑ ฝ้ายแดง ๑ เอาทั้งราก ทั้งใบ ๑ รากหนามขี้แรด ๑ เมื่อจะต้ม ปรุงด้วย พริก๗ เม็ด ขิง๗ แว่น ต้มกินน้ำยาหายแลฯ @ ถ้าไม่ฟังให้เอา รากผักเสี้ยนผี ๑ รากมะเกลือ ๑ รากขี้กาแดง ๑เวลาจะต้มเอา พริก ๗ เม็ด ขิง ๗ แว่น กระเทียม ๗ กลีบ ปรุงลงไปก่อนแล้วต้มเอาน้ำยารับประทานหายแลฯ @ถ้าไม่ฟังให้เอา มะกรูดผล ๑ ต้มให้สุกระอุดีแล้ว ชั่งกลับยาเบญจกูล เอาน้ำหนักเท่ากัน จึงใส่ การบูร ๑ พริกไทย ๑ เกลือ ๑ เอาสิ่งละเท่ากัน คือหนัก ๑ บาท ก็เอาสิ่งละ ๑ บาทเหมือนกันทุกอย่าง มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ประสมเข้าด้วยกัน บดให้กินครั้งละหนัก ๑ สลึง กินเข้ากินเย็น บำรุงธาตุ แก้ริดสีดวงคูถ หายแลฯ
๑๐๘ @@@ สมอง ได้แก่ศีรษะ เมื่อพิการแตก มันให้เจ็บในกระบานศีรษะดังจะแตก ให้ตามืดให้หูตึง ปาก แลจมูกเฟ็ดขึ้น ลิ้นกระด้าง เดิมเป็นเพราะสันนิบาตลมปะกัง ถ้ายาใดแก้ไม่หาย ถ้าจะแก้ให้เอายานี้แก้ เมล็ด พันธุ์ผักกาด ๑ ลูกผักชี ๑ หอมแดง ๑ กระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ยอดกุ่มทั้ง ๒ ตำพอกที่กระหม่อมไว้ ๓ วันหาย @ ถ้าไม่ฟัง ให้กอกโลหิตที่ศีรษะออกเสีย แล้วให้ประกอบยาขึ้นมาใหม่ ใบฝาง ๑ ใบตุ้มกาต้น ๑ มูล แรด ๑ บดด้วยน้ำส้มมะงั่ว ห่อผ้าขาวอุ่นไฟให้ร้อน ประคบลงตรงบริเวณที่เจ็บทำวันละ ๓ ครั้ง ทำ ๓ วันจะ หายแล ฯ แล้วจึงให้กินยาภายในต่อไป เอา เปลือกโลท ๑ หญ้าลังกา ๑ หัวแห้วหมู ๑ เปลือกต้นโมกมัน ๑ ลูกผักชีล้อม ๑ ลูกผักชีลา ๑ เปลือกสมุนละแว้ง ๑ การบูร ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ขิง ๒ ส่วน รากช้าพลู ๓ ส่วน สะค้าน ๕ ส่วน ดีปลี ๖ ส่วน รากเจตมูลเพลิง ๗ ส่วน ยาทั้งนี้ทำเป็นยาผง เก็บไว้ ละลายน้ำผึ้ง กินแก้ปวด หัว หายแล ฯ จบคัมภีร์โรคนิทาน จบบริบูรณ์แต่เพียงเท่านี้ ผู้ที่เป็นโรคอุจจาระธาตุนั้น เหตุด้วยผู้นั้นเป็นไข้ที่มีพิษ จัดตกถึงสันนิบาต แล้วเรื้อรังมา ธาตุนั้นนั้นยัง แปรปรวนวิปริต อุจจาระไม่เป็นปรกติ จึงกลายเป็นโรคอุจจาระธาตุ หรือรับประทานที่แปลก หรือที่เคย รับประทาน แต่กินมากเกินไป เกินกว่ากำลังธาตุที่รับได้ เป็นต้นว่าเนื้อดิบ หรือเนื้อสัตว์ที่มีคราวมาก แลไขมัน ต่าง ๆ แลของที่หมักดองหรือ บูดเหน้า ธาตุนั้นก็วิปริตแปรปรวน หาเสมอเป็นปรกติมิได้ กระให้ท้องขึ้นเฟ้อ เรอเหม็นบูดเปรี้ยวจุกเสียดแทง อุจจาระวิปริตต่าง ๆ จึงกลายเป็นอุจจาระธาตุ หรือธาตุสมุฏฐาน มหาภูตรูป ๔ ประชุมในกองสมุฏฐานโทษ แล ๓ แล ๓ ทำให้สมุฏฐาน ธาตุกำเริบ ธาตุหย่อน ธาตุพิการ นั้นต่างโดย พระอาทิตย์ดำเนิน ในทวาทศราศี คือ ๑๒ ราศี เป็นกำหนด ตามในพิกัด ฤดูสมุฏฐาน ๖ กระทบให้เป็นธาตุ แลให้พิกัดธาตุสมุฏฐานมหาภูตรูปนั้น (๑)คือ พัทธปิตตะ คือ อพัทธปิตตะ คือ กำเดาทั้ง ๓ นี้ เป็นพิกันในกองสมุฏฐาน เตโช (๒)หะทัยวาต สัตถะกะวาต สุมนาวาตทั้งนี้เป็นพิกัดในกองสมุฏฐานวาโย (๓)สอระเสมหะ อุระเสมหะ คูถเสมหะ ทั้งนี้เป็นในพิกัดกองสมุฏฐาน ปถวี มาแต่สมุฏฐาน อาโป (๔)หทัย อุทริยะ กริสะทั้ง ๓ นี้ เป็นพิกัดในกองสมุฏฐาน ปถวี มาแต่สมุฏฐาน ปถวี นี้ เป็นใหญ่กว่า สมุฏฐานทั้ง ๓ ถ้าสมุฏฐานทั้ง ๓ ในกองหนึ่งกองใด เป็น จะละนะ ขึ้นแล้ว สมุฏฐาน ปถวี ก็พร้อมมีกำลังขึ้น แล้วสมุฏฐานทั้งปวง หน้า /๒๖๔ ก็กำเริบแรงขึ้น กว่าเก่า อย่างนี้เรียกว่า มหาสันนิบาต เพราะ จตุสมุฏฐาน ธาตุนั้นประชุมพร้อม ว่าเกิดขึ้นเพื่อกอง ปถวีธาตุ กำเริบ หย่อน พิการ ทำให้ อุจจาระเป็นไปทั้งกลางวัน กลางคืน บางวัน ๒ ครั้ง บางวัน ๓ ครั้ง บางวัน ๔ ครั้ง ไปจนถึง ๘ ครั้ง ก็มี สีดำ สีแดง ก็มี สีขาว สีเขียว ก็มี เป็นเมือก เป็นมัน เป็นเปลว เป็นไต บางทีระคนด้วยโลหิต มีสัณฐานดังมูลแมว มูลไก่ มูลเต่า ก็มี อุจจาระ หยาบ อุจจาระละเอียดก็มี แต่ไม่ลงเหมือน อติสาร ลามก อันประเภท อุจจาระนี้ นอกจากอติสารทั้งหลาย แล มีลักษณะอาการนั้น ๑๕ ประการ คือ ให้ปวดอุจจาระ ๑ ให้เสียดตามโครง ๑ อันให้บริโภคอาหารมิได้ ให้ อาเจียน ๑ ให้นอนมิหลับ ๑ อันให้ มึนมัว สะบัดร้อน สะบัดหนาว เป็นพิษ ๑ ให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะไม่ สะดวก ๑ ให้แน่นอกคับใจ ๑ ให้เสียวไปทั้งร่างกาย ๑ ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก ๑ ให้กลุ้มจิตร ระส่ำระสาย ๑ ให้เจรจาพร่ำพรู ๑ ให้ร้อนกระหายน้ำ ๑ ให้ร่างกายซูบผอมผิงหนังสากแห้ง ๑ ให้เป็น ละออง เป็นขุมขึ้นตาม ลิ้น ตามปาก ๑ รวมโทษทั้ง ๑๕ ประการ นี้เรียกว่า อุจจาระธาตุ ลามก ระคนด้วยมหา หน้า /๒๖๕ สันนิบาต แล ระคนไปในธาตุ อภิญญาณ คือ ธาตุนั้นเป็น ชาติ เอกโทษ จะละนะ ทุวันโทษ ภินะตรีโทษ แล อสุรินทัญ ญาณธาตุ คือ ธาตุนั้นสำแดง ให้รู้ดุจผีสิง ตกเข้าในระหว่าง อชินนะธาตุ คือนั้นไม่ย่อยไป อันลักษณะ แล อาการที่กล่าวมานี้ เรียกว่าอุจจาระ ธาตุ ลามก ระคนด้วยด้วย มหาสันนิบาต โรคอย่างนี้รักษายากกว่าโรคทั้ง ปวง เพราะเป็นโรคเรื้อรัง ถ้าให้ยามิถอย อุจจาระนั้นคงแดงอยู่นานเรื้อรัง ก็จะแปรไปตกถึง อะสาทิยะอุจจาระ
๑๐๙ คันธารธาตุ บังเกิดเป็นปะระเมหะ คือเมือก แลมันเปลว ไต ทุลาวะสานั้น คือน้ำปัสสาวะพิการต่าง ๆ เป็น อะ สาทิยะ ลามกพิกัด อะภินนนะธาตุ ทีนี้จะกล่าวด้วย อะสาทิยะ อุจจาระ คันธาระธาตุ และ ปะระเมหะ ๒๐ ประการต่อไป อันว่า ทุลาวะ สา ๑๒ ประการ นั้นเป็น อะสาทิยะ ลามกพิกัด แปรมาจากอุจจาระธาตุ ลามกให้เป็นเหตุ ลักษณะ อะสาทิยะ อุจจาระ คันธาระธาตุนี้ เมื่อตกอยู่ในอุจจาระธาตุลามก แก้อุจจาระไม่ให้สิ้นโทษ จึงแปรให้อุจจาระนั้น มีกลิ่น ขึ้นต่าง ๆ กลิ่นอุจจาระต่าง ๆนั้น มี ๔ ประการ คือ กลิ่นดังปลาเหน้า ๑ กลิ่นดังหญ้าเหน้า ๑ กลิ่นดังข้าวบูด ๑ กลิ่นเหม้นเหน้าดังซากศพเหน้าโทรม ๑ รวมทั้ง ๔ ประการนี้ เกิดแต่กอง อชิณะธาตุ ให้เป็นเหตุ คือ อะมา อะชิณะ ๑ มลอะชิณะ ๑ วิวัฑฒะอะชิณะ ๑ อันว่า อะชิณะโทษ ทั้ง ๔ ประการ นี้ เป็นที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย แต่ใน อะสาทิยะอุจจาระ คันธาระธาตุ นี้ ว่าด้วย อุจจาระที่มีกลิ่นเหม็น ๔ ประการ สำแดงให้เป็นโทษ หน้า / ๒๖๖ (๑) อันลักษณะ อุจจาระสำแดงโทษ กลิ่นดังปลาเหน้าระคน ด้วย อามะ อะชิณะนั้น เกิดแต่กอง อาโป สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ อาการให้ไปอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่สะดวก ๑ให้เจ็บอก ๑ ให้น้ำลายไหล ๑ รวมเป็น ๓ ประการ (๒) อันลักษณะ อุจจาระสำแดงโทษ ดังหญ้าเหน้า ระคนด้วย มลอะชิณะนั้น เกิดแต่กอง เตโช สมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ อาการ ให้ปากแห้ง คอแห้ง ๑ ให้หนักตัว ๑ ให้วิงเวียน ๑ ให้ไป อุจจาระ ปัสสาวะมิ สะดวก ๑ ให้เสโทไหลหยดย้อย ๑ รวมเป็นทั้ง ๔ ประการนี้ (๓) อันว่า อุจจาระสำแดงโทษ กลิ่นดัง ข้าวบูด ระคนด้วย วิวัฑฒฒะนะ อะชิณะ นั้น เกิด แต่กอง วาโยสมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ อาการ ทำให้เสียดแทง ๑ ให้เจ็บคอ ๑ ให้คันจมูก ๑ ให้เมื่อไปทั่วร่างกาย ๑ ให้ตระ ครั่นคลอ รวมเป็น ๕ ประการ (๔) อันว่า อุจจาระสำแดงโทษ กลิ่น ดังศพเหน้าโทรม ระคนด้วย วัฑฒะนะ อะชิณะ นั้น เกิดแต่กอง กำเดาสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐาน ด้วย ปถวี ให้เป็นเหตุ อาการให้เจ็บในอก ๑ ให้เจ็บในท้อง ๑ ให้บวมมือบวม เท้า บางทีให้บวมไปทั่วร่างกาย ๑ รวมเป็น ๓ ประการ หน้า/๒๖๗ อนึ่งคันธะลามก โทษทั้ง ๔ ประการนี้ แปรมาจากอุจจาระธาตุลามก ตกอยู่ในระหว่าง อะสาทิยะ อุจจาระคันธาระธาตุ แต่ใน อะสาทิยะพิกัด สมุฏฐาน นั้น มีอยู่ ๓ สมุฏฐาน คือ อะสาทิยะ โบราณ ชวร ๑ อะสาทิยะ มรณัน ติกชวร ๑ อะสาทิยะ อะชิณะ ชวร ๑ รวมเป็นสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน ด้วยกัน ๑)อันลักษณะ อะสาทิยะโบราณชวร นั้น คือ อาศรัย โดยธาตุ แปร ตามสมุฏฐาน แห่งอายุเดินเข้าสู่ ความชรา เปรียบดังผลไม้ ที่แก่ด้วยความ บริสุทธิ์ตามอายุขัย เมื่อกำหนดสุกและ งอมแล้ว ผลนั้นก็หล่นลงมาเอ็งแพทย์ทั้งหลายพึงรู้ดังนี้ (๑) ยาชื่อ พรหมพักตร์ เอา โกศทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง เนื้อผลสมอไทย ๑ เนื้อผล สมอพิเภก ๑ เนื้อผลมะขามป้อม ๑ ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๒ สลึง ผลจันทน์ ๑ การบูร ๑ กาลพลู ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ** ยางสลัดได ประสะ แล้ว หนัก ๔ บาท รวมยาทั้ง ๒ภ สิ่งนี้ รวมกันบดเป็นผง ละลายด้วยน้ำต้มจากเปลือกต้น มะรุม ทำแท่งเก็บไว้ ละลายน้ำผึ้งให้คนไข้รับประทาน ตามกำลัง เป็นยาชำระเมือกมัน แลทำให้อุจจาระธาตุเป็นปรกติ แก้วาโยกลัด คูถ ทวาร หน้า /๒๖๘. (๒) ยาชื่อมหาพรหมพักตร์ เอา โกศสอ ๑ โกศเขมา ๑ โกศหัวบัว ๑ โกศชฎามังษี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง เปราะหอม ๑ ผลเอ็น ๑ ผลผักชีล้อม ๑ ผลผักชีลา ๑ ผลโหรพา ๑ เอา หนักสิ่งละ ๒ สลึง รากส้มกุ้งน้อย ๑ รากเปล้าน้อย ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๓ สลึง สหัสคุณเทศ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๑ บาท ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กาลพลู ๑ การบูร ๑ เอาหนักสิ่งละ ๕ สลึง
๑๑๐ เนื้อผลสมอไทย หนัก ๒ บาท ยางสลัดได ประสะ แล้ว หนัก ๖ บาท รวมตัวยา ๒๓ สิ่ง รวมกันบดเป็นผง มา บดด้วยนำยาที่ต้มจาก ยาโสฬสเบญกูล ต้มเป็นน้ำกระสายยา บดให้เหนียวทำแท่งไว้ ละลายด้วยน้ำผึ้ง ใช้รับ ทาน ตามกำลังคนไข้ ชำระ อุจจาระธาตุวิปริต อันแต่กองวาโย ๓) ยาชื่อ มหิทธิพรหมพักตร์ เอา โกศกระดูก ๑ โกศเชียง ๑ โกศจุฬาลำพา ๑ เทียนดำ ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๑ สลึง ผลราชดัด คั่ว ๑ ผลโหรพา ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง เปราะหอม ๑ เปลือก สมุลแว้ง ๑ จันทน์เทศน์ ๑ จันทน์แดง ๑ เอาสิ่งละ ๓ สลึง ขิงแห้ง ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ สหัศคุณเทศ ๑ รากจิงจ้อ ๑ รากส้มกุ้งน้อย ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท เนื้อสมอไทย ๑ กานพลู ๑ ผลจันท์ ๑ การบูร ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท ยางสลัดใด ประสะแล้ว หนัก ๘ บาท ยาทั้ง ๒๕ สิ่งนี้ทำเป็น จุณ บดด้วยน้ำพิกัด ยาเบญจกูล ต้มเอาน้ำยาเป็นน้ำกระสายยา ทำแท่งไว้ ละลายน้ำผึ้งให้ รับประทานตาม กำลังของคนไข้ ชำระอุจจะระธาตุ อันเกิดแต่กอง มหาภูตรูป คือ ชำระธาตุโรคนั้น หน้า/๒๖๙. อนึ่งวิธีประสะยางสลัดใดนั้นให้เอายางสลัดใดใส่ในถ้วยหรือชาม ต้มน้ำให้เดือด รินน้ำร้อนใส่ลงในถ้วย ยางสลัด กวนน้ำร้อนให้เย็น แล้วรินเอาน้ำออก แล้ว เอาน้ำร้อนเติมลงไปอีกแล้วกวนให้เย็น กวนไปจนกว่ายาง จะสุกทั่วกัน ทำประมาณ ๓ ครั้ง ถึง ๕ ครั้ง เมื่อเนื้อยางสลัดใดสุกทั่วกันแล้วเป็นอันใช้ได้ หรือ จะประสะอีก อย่างหนึ่งก็ได้ คือให้เอาน้ำใส่ กระทะ ตั้งไฟจนน้ำเดือด แล้วเอาน้ำเย็นเติมลงในถ้วยยางหน่อยหนึ่ง แล้วเอา ถ้วยยางสลัดใดตั้งลงใน กระทะแต่อย่าให้น้ำกระทะลงไปในถ้วยยางสลัดเป็นเด็ดขาด กวนไปจน ก ว น ไป จ น ยางนั้นจะสุกทั่วกันแล้วรินน้ำในถ้วยนั้นออกเสียเป็นอันใช้ได้ อนึ่ง ยาพรหมพักตร์ ทั้ง ๓ ขนานนี้ เป็นยา ชำระระปะระเมหะ คือ เมือก แลมันให้สิ้นโทษ ลามกใน กอง อุจจาระธาตุ ทำอุจจาระธาตุให้เป็นปรกติ ถ้าจะให้รับประทานยานี้ ให้ตรวจดูอาการคนไข้เสียก่อน ถ้า เป็นโทษอุจจาระ ดังกล่าวมาแล้วนั้น แต่กำลังคนไข้ควรจะวางยาขนานใด ก็ให้รับประทานเวลาเช้า ละลาย น้ำผึ้ง ทำเป็นก้อนประมาณเท่าเมล็ดใน พุทรา เป็นอย่างกลาง เวลากลางวันถ้ามีอาการ ระทวยอ่อนเพลีย ควร จะวางยา ทิพโอสถ ละลายน้ำสุกแทรกพิมเสน หญ้าฝรั่น เวลาบ่ายวางยาหอมเนาวะโกศ ละลายน้ำสุกแทรก พิมเสน ถ้ายังเบื่ออาหารละลายน้ำผลกระดอม ต้มแทรกพิมเสน เวลาเย็นวางยามันทะธาตุ ละลายน้ำร้อน ถ้า ปวดมวนละลายน้ำหัวกระชายต้ม ถ้าลงบ่อย ๆ ละลายน้ำเปลือกแคกินดอกต้ม เวลากลางคืนวางยาธาตุพิบัติ ละลายน้ำร้อน ถ้าจะให้หน่วงคุมเช้า ให้แทรกกะทือหมกไฟ แล้วตรวจดูอาการคนไข้ต่อไป ถ้าเห็นว่าสิ้นโทษ ลามกแล้ว จึงวาง ยาอัศฎาธิวรรค ต่อไป หน้า /๒๗๐. ยาชื่อ อัศฎางธิวรรค เอา ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เทียนดำ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ขิง แห้ง ๑ รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ รากช้าพลู ๑ ดีปลี ๑ เถาสะค้าน ๑ กะทือแห้ง ๑ ไพลแห้ง ๑ ข่าแห้ง ๑ กระชายแห้ง ๑ หัวหอม ๑ หัวกระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อยแห้ง ๑ ผลมะตูมอ่อนแห้ง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ยาดำบริสุทธิ์ หนัก ๕ สลึง สมอเทศ ๑ สมอพิเภก ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท สมอไทย หนัก ๖ บาท เปลือก ต้นไข่เหน้า ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากอ้ายเหนียว ๑ กระพังโหม ๑ เอาสิ่งละ ๑ กำมือ ชุมเห็ดไทยต้นขนาด กลาง ๑ ต้น กระเพรา ต้นขนาดกลาง ๑ ต้น ฝักราชพฤกษ์ ๑๐ ฝัก เอาแต่เนื้อใน ขยำกับน้ำเอาแต่นำยาเป็น กระสายยาใส่ในยา ต้ม ๓ เอา ๑ ให้รับประทานเวลาเช้า แก้ อุจจะระธาตุ ลามก ให้ปวดท้อง ให้ไป อุจจาระ วันละ ๓ ครั้ง ๔-๕ -๖ ครั้ง มีกลิ่นเหน้าเหม็น แก้อาเจียน แก้จุกเสียด บริโภคอาหารมิได้ แก้วาโยกลัดช่วงทวาร และ แก้ริสีดวงทั้งปวง และ เวลากลางวันให้วางยา หอมเนาวะโกศ หรือ ยาอินทร์จักรก็ได้ เวลาบ่ายให้ยา ประสะน้ำขิง ละลายน้ำร้อน เวลาเย็นให้ เอา ยามันทะธาตุ เวลากลางคืน ให้ใช้ ยาธาตุพิบัติ ถ้าอาการค่อย คลายสี่ อุจจาระธาตุดี แลเป็นมูลเข้าไป อุจจาระก็ถ่ายน้อยครั้ง รับประทานอาหารค่อยมีรสขึ้นมาบ้างแล้ว ควรให้ยาอินทรีย์ธาตุ แล ยาสมุฏฐานธาตุ แก้ในกอง มหาภูตรูป ให้ต้องตาม ฤดู, อายุ, กาล, สมุฏฐาน แต่
๑๑๑ เวลาเช้าควรให้ ยาอัศฎาธิวรรคให้รับประทาน ให้ระบายไว้ ถ้าจะเว้นเสียบ้างก็ได้เป็นบางครั้ง แต่กลางวันควร ให้ ยาหอม รับประทาน ทุกวัน คือ ยาทิพโอสถ ยาหอมเนาวะโกศ ยาหอมอินทร์จักรเป็นต้น ยาชื่อ ยาอินทรีย์ธาตุ อาโป เอา รากพุดซ้อน ๑ รากคัดเค้า ๑ รากประคำดีควาย ๑ รากส้มกุ้ง น้อย ๑ รากส้มปล่อย ๑ รากชุมเห็ดไทย ๑ รากชุมเห็ดเทศ ๑ แก่นแสมสาร ๑ แก่นสมอทะเล ๑ ชะเอม ไทย ๑ ผลมะเกลือ ๑ กระเพราแดง ๑ บอระเพ็ด ๑ เทียนดำ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ดีปลี ๑ เถา สะค้าน ๑ รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท รากช้าพลู หนัก ๑๒ บาท รวมยาทั้ง ๑๙ สิ่งนี้ ต้มรับประทานเช้าเย็นก็ได้ ใช้กินแก้ อินทรีย์ธาตุ อาโป อันเกิดใน อสุรินทัญญาณธาตุ แก้อาเจียน เจริญอาหาร ให้ตั้ง สุคติธาตุ ฯ หน้า/๒๗๑. ยาชื่อว่า ยา เบญจอำมฤตย์ เอา มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง รงทอง หนัก ๒ สลึง มะกรูด ๓ ผล (เอามหาหิงคุ์ และ ยาดำ ยัดใส่ในมะกรูด ๓ ผล แล้วเอามูลโค หุ้มปั้นให้แน่นสุมไฟ แกลบให้สุก) หน้า/ ๒๗๒ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง รากทนดี หนัก ๑ บาท ดีเกลือ หนัก ๔ บาท ยา ๕ สิ่งนี้ประสมกับ มะกรูด ที่สุมไว้ทำเป็นจุณ ละลายน้ำส้มมะขาม เปียก ให้ รับประทานครั้งละหนัก ๑ สลึง ฟอกอุจจาระอันลามกให้สิ้นโทษ ชำระลำไส้ซึ่งเป็นเมือกมัน แลปะระเมหะ ทั้ง ปวง ยาชื่อ ว่า ยาอำมฤตย์เอา เทียนทั้ง ๕ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เนื้อสมอไทย ๑ เนื้อสมอ พิเภก ๑ ผิวมะกรูด ๑ รากทนดี ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง ว่านน้ำ ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ บริสุทธิ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท โกศน้ำเต้า หนัก ๓ บาท รวมยา ๑๘ สิ่งทำเป็นจุณ บดด้วยน้ำมะขามเปียก ทำแท่งไว้ ละลายน้ำต้มจากผลสมอไทย ให้รับประทานกำลังของคนไข้ ฟอกอุจจาระธาตุ อันลามกในกอง อะ ชิณโทษ ซึ่งเป็น อะสาทิยะ ลามก นั้นให้ตกสิ้น แลเจริญสุคติธาตุ โดยธรรมดา ยาชื่อว่า ยาประสะสมอไทย เอา เกลือสินเธาว์ ๑ หัวอุตระพิษ ๑ ผลผักชีลา๑ ขิงแห้ง ๑ รากเจตมูลแดง ๑ รากช้าพลู ๑ เถาสะค้าน ๑ ดีปลี ๑ เอา หนักสิ่งละ ๑ สลึง ผลจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กาลพลู ๑ เอาหนักสิ่งละ ๓ สลึง โกศหัวบัว ๑ โกศ เขมา ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท รากจิงจ้อเหลี่ยม หนัก ๒ บาท เนื้อผลสมอไทย หนัก ๖ บาท ๑ สลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเป็นจุณ ละลายน้ำต้มจาก ตรีผลา ละลายให้คนไข้รับประทาน ประสะกลิ่นอุจจาระ ธาตุ ให้สิ้นโทษ แลฟอกมูล หน้า/ ๒๗๓ ลามกให้คืนเป็นปรกติ แก้จุกเสียดขบแทง แก้ลมพานไส้ ให้คลื่นเหียน แก้อุจจาระ กลัดเป็นพรรดึก แก้ อัมพฤกษ์ และกล่อนกระษัย ยาชื่อ ยาประสะกาลพลู เอา เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เอาหนักสิ่ง ละ ๑ สลึง โกศสอ ๑ สุพรรณถันแดง ๑ สุพรรณถันเหลือง ๑ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ การบูร ๑ เปลือก ต้นเพกา ๑ เปลือกต้นขี้อ้าย ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท กาลพลู หนัก ๙ บาท ๒ สลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเป็น จุณ บดด้วยน้ำครั่งต้มทำแท่งเก็บไว้ ละลายน้ำร้อน เข้า ไพล แทรก กะทือ หมกไฟก็ได้ รับประทานแก้ อุจจาระธาตุ อัน ลามก ซึ่งทำให้ปวดมวน เป็นเสมหะ โลหิต อนึ่ง ยาพรหมพักตร์ ทั้ง ๓ ขนานนี้ เป็นยา ชำระระปะระเมหะ คือ เมือก แลมันให้สิ้นโทษ ลามกใน กอง อุจจาระธาตุ ทำอุจจาระธาตุให้เป็นปรกติ ถ้าจะให้รับประทานยานี้ ให้ตรวจดูอาการคนไข้เสียก่อน หน้า/ ๒๗๐ ถ้าเป็นโทษอุจจาระดังกล่าวมาแล้วนั้น แต่กำลังคนไข้ควรจะวางยาขนานใด ก็ให้รับประทานเวลาเช้า ละลายน้ำผึ้ง ทำเป็นก้อนประมาณเท่าเมล็ดใน พุทรา เป็นอย่างกลาง เวลากลางวันถ้ามีอาการ ระทวย อ่อนเพลีย ควรจะวางยา ทิพโอสถ ละลายน้ำสุกแทรกพิมเสน หญ้าฝรั่น เวลาบ่ายวางยาหอมเนาวะโกศ ละลายน้ำสุกแทรกพิมเสน ถ้ายังเบื่ออาหารละลายน้ำผลกระดอม ต้มแทรกพิมเสน เวลาเย็นวางยามันทะธาตุ ละลายน้ำร้อน ถ้าปวดมวนละลายน้ำหัวกระชายต้ม ถ้าลงบ่อย ๆ ละลายน้ำเปลือกแคกินดอกต้ม เวลา
๑๑๒ กลางคืนวางยาธาตุพิบัติ ละลายน้ำร้อน ถ้าจะให้หน่วงคุมเช้า ให้แทรกกะทือหมกไฟ แล้วตรวจดูอาการคนไข้ ต่อไป ถ้าเห็นว่าสิ้นโทษลามกแล้ว จึงวาง ยาอัศฎาธิวรรค ต่อไป ยาชื่อ อัศฎาธิวรรค เอา ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เทียนดำ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ขิง แห้ง ๑ รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ รากช้าพลู ๑ ดีปลี ๑ เถาสะค้าน ๑ กะทือแห้ง ๑ ไพลแห้ง ๑ ข่าแห้ง ๑ กระชายแห้ง ๑ หัวหอม ๑ หัวกระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อยแห้ง ๑ ผลมะตูมอ่อนแห้ง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ยาดำบริสุทธิ์ หนัก ๕ สลึง สมอเทศ ๑ สมอพิเภก ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท สมอไทย หนัก ๖ บาท เปลือก ต้นไข่เหน้า ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากอ้ายเหนียว ๑ กระพังโหม ๑ เอาสิ่งละ ๑ กำมือ ชุมเห็ดไทยต้นขนาด กลาง ๑ ต้น กระเพรา ต้นขนาดกลาง ๑ ต้น ฝักราชพฤกษ์ ๑๐ ฝัก เอาแต่เนื้อใน ขยำกับน้ำเอาแต่นำยาเป็น กระสายยาใส่ในยา ต้ม ๓ เอา ๑ ให้รับประทานเวลาเช้า แก้ อุจจะระธาตุ ลามก ให้ปวดท้อง หน้า / ๒๗๑ ให้ ไป อุจจาระ วันละ ๓ ครั้ง ๔-๕ -๖ ครั้ง มีกลิ่นเหน้าเหม็น แก้อาเจียน แก้จุกเสียด บริโภคอาหารมิได้ แก้วาโย กลัดช่วงทวาร และ แก้ริสีดวงทั้งปวง และ เวลากลางวันให้วางยา หอมเนาวะโกศ หรือ ยาอินทร์จักรก็ได้ เวลาบ่ายให้ยา ประสะน้ำขิง ละลายน้ำร้อน เวลาเย็นให้ เอา ยามันทะธาตุ เวลากลางคืน ให้ใช้ ยาธาตุพิบัติ ถ้าอาการค่อยคลายสี่ อุจจาระธาตุดี แลเป็นมูลเข้าไป อุจจาระก็ถ่ายน้อยครั้ง รับประทานอาหารค่อยมีรส ขึ้นมาบ้างแล้ว ควรให้ ยาอินทรีย์ธาตุ แล ยาสมุฏฐานธาตุ แก้ในกอง มหาภูตรูป ให้ต้องตาม ฤดู, อายุ, กาล, สมุฏฐาน แต่เวลาเช้าควรให้ ยาอัศฎาธิวรรคให้รับประทาน ให้ระบายไว้ ถ้าจะเว้นเสียบ้างก็ได้เป็นบางครั้ง แต่ กลางวันควรให้ ยาหอม รับประทาน ทุกวัน คือ ยาทิพโอสถ ยาหอมเนาวะโกศ ยาหอมอินทร์จักรเป็นต้น ยาชื่อ ยาอินทรีย์ธาตุ อาโป เอา รากพุดซ้อน ๑ รากคัดเค้า ๑ รากประคำดีควาย ๑ รากส้มกุ้ง น้อย ๑ รากส้มปล่อย ๑ รากชุมเห็ดไทย ๑ รากชุมเห็ดเทศ ๑ แก่นแสมสาร ๑ แก่นสมอทะเล ๑ ชะเอม ไทย ๑ ผลมะเกลือ ๑ กระเพราแดง ๑ บอระเพ็ด ๑ เทียนดำ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ดีปลี ๑ เถา สะค้าน ๑ รากเจตมูลเพลิงแดง ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท รากช้าพลู หนัก ๑๒ บาท รวมยาทั้ง ๑๙ สิ่งนี้ ต้มรับประทานเช้าเย็นก็ได้ ใช้กินแก้ อินทรีย์ธาตุ อาโป อันเกิดใน อสุรินทัญญาณธาตุ แก้อาเจียน เจริญอาหาร ให้ตั้ง สุคติธาตุ ฯ ยาชื่อว่า ยา เบญจอำมฤตย์ เอา มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำบริสุทธิ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง รงทอง หนัก ๒ สลึง มะกรูด ๓ ผล (เอามหาหิงคุ์ และ ยาดำ ยัดใส่ในมะกรูด ๓ ผล แล้วเอามูลโค หุ้มปั้นให้แน่นสุมไฟ แกลบให้สุก) หน้า/ ๒๗๒ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง รากทนดี หนัก ๑ บาท ดีเกลือ หนัก ๔ บาท ยา ๕ สิ่งนี้ประสมกับ มะกรูด ที่สุมไว้ทำเป็นจุณ ละลายน้ำส้มมะขาม เปียก ให้ รับประทานครั้งละหนัก ๑ สลึง ฟอกอุจจาระอันลามกให้สิ้นโทษ ชำระลำไส้ซึ่งเป็นเมือกมัน แลปะระเมหะ ทั้ง ปวง ยาชื่อ ว่า ยาอำมฤตย์เอา เทียนทั้ง ๕ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เนื้อสมอไทย ๑ เนื้อสมอ พิเภก ๑ ผิวมะกรูด ๑ รากทนดี ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง ว่านน้ำ ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ บริสุทธิ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท โกศน้ำเต้า หนัก ๓ บาท รวมยา ๑๘ สิ่งทำเป็นจุณ บดด้วยน้ำมะขามเปียก ทำแท่งไว้ ละลายน้ำต้มจากผลสมอไทย ให้รับประทานกำลังของคนไข้ ฟอกอุจจาระธาตุ อันลามกในกอง อะ ชิณโทษ ซึ่งเป็น อะสาทิยะ ลามก นั้นให้ตกสิ้น แลเจริญสุคติธาตุ โดยธรรมดา ยาชื่อว่า ยาประสะสมอไทย เอา เกลือสินเธาว์ ๑ หัวอุตระพิษ ๑ ผลผักชีลา ๑ ขิงแห้ง ๑ รากเจต มูลแดง ๑ รากช้าพลู ๑ เถาสะค้าน ๑ ดีปลี ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง ผลจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กาลพลู ๑ เอาหนักสิ่งละ ๓ สลึง โกศหัวบัว ๑ โกศเขมา ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท รากจิงจ้อเหลี่ยม หนัก ๒ บาท เนื้อผลสมอไทย หนัก ๖ บาท ๑ สลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเป็นจุณ ละลายน้ำต้มจาก ตรีผลา ละลาย
๑๑๓ ให้คนไข้รับประทาน ประสะกลิ่นอุจจาระธาตุ ให้สิ้นโทษ แลฟอกมูล หน้า/ ๒๗๓ ลามกให้คืนเป็นปรกติ แก้ จุกเสียดขบแทง แก้ลมพานไส้ ให้คลื่นเหียน แก้อุจจาระ กลัดเป็นพรรดึก แก้ อัมพฤกษ์ แลกล่อนกระษัย ยาชื่อ ยาประสะกาลพลู เอา เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ พริกไทย ๑ เอาหนักสิ่ง ละ ๑ สลึง โกศสอ ๑ สุพรรณถันแดง ๑ สุพรรณถันเหลือง ๑ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ การบูร ๑ เปลือก ต้นเพกา ๑ เปลือกต้นขี้อ้าย ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท กาลพลู หนัก ๙ บาท ๒ สลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเป็น จุณ บดด้วยน้ำครั่งต้มทำแท่งเก็บไว้ ละลายน้ำร้อน เข้า ไพล แทรก กะทือ หมกไฟก็ได้ รับประทานแก้ อุจจาระธาตุ อัน ลามก ซึ่งทำให้ปวดมวน เป็นเสมหะ โลหิต จบเรื่อง อุจจาระธาตุ ลามก แต่เพียงเท่านี้ ******************************** บทที่ ๙ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ หน้า/ ๒๗๕ มุจฉาปักขันธิกา ว่าด้วยเรื่อง มนุษย์หญิง-ชาย ทั้งหลาย ที่บังเกิดมาในโลกนี้ เพราะเหตุที่มีโรค ๙๖ จำพวก เป็นเหตุให้ เจ็บป่วยและตายก่อนอายุไข นะโม อันว่า นมัสการ เม แห่งข้า อัตถุ จงมี ตัสสะ ภะคะวะโต แก่พระผู้มีพระภาคย์นั้น อะระหะ โต อันหักเสียซึ่งกิเลสกรรมทั้งปวง สัมมาสัมพุทธัสสะ พระองค์ได้ตรัสรู้ แก่พระปะระมาภิเศก สัมโพธิญาณ ด้วยประองค์เป็นอันดี อหํ อันว่าข้า นะมามิ นมัสการในบัดนี้ พุ ธ สํ ซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เจ้า สะหิงคภารา อันเสด็จแต่ สะหิงคะประเทศ มังคะลํ ซึ่งจะให้เป็นมงคล แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะ อนึ่ง โสด สัตถา อันว่าพระโลกนาถศาสดาจารเจ้า ชานาติ พระองค์ตรัสรู้ สัพเพมนุสเส ซึ่งมนุษย์หญิง-ชาย ทั้งหลาย ชาเต อันบังเกิดมา อิธะโลเก ในโลกนี้ เตนะ เพราะเหตุนั้น ฉนฺนะวุติโรคยํ อันว่าโรค ๙๖ จำพวก เอวะมาการํ มีอาการอย่างนี้ สัตถารา อันสมเด็จพระพุทธเจ้า อาราตํ นำมาแล้ว ฐิตํ ตั้งไว้แล้ว นานาเทเสสุ ในประเทศทั้งหลาย ต่าง ๆ ปุนะจะปะรํ ทีนี้จะจำแนกแจกบท ออกใหม่เล่า อะปะรํวะจะนํ อันธรรมดาคัมภีร์อื่น สัตถารา อันพระศาสดา วุตฺตํ ตรัสเทศนาไว้ อิมัสมึปะการเณ ในคัมภีร์อันนี้ ทุลาวะ สายะนามะ ชื่อว่า ทุลาวะสา ติตกา จัดออกเป็น ๓ ทวัตตึสติ ก็เป็น ๓๒ จำพวก อิติ ก็มีด้วยประการฉะนี้ แล สิทธิการิยะ พระอาจารเจ้าผู้กรุณา แก่สัตว์โลกย์ทั้งหลาย ท่านจึงแต่งคัมภีร์ อันชื่อว่า ทุลาวะสา คือ ว่าจะแจกออกเป็น ๓๒ จำพวก คือ ทุลาวะสา ๔ มุตฆาฏ ๔ มุตรกฤจฉ์ ๔ (มุตกิด) สันทะฆาฏ ๔ อังคะสูตร ๔ ช้ำรั่ว ๔ อุปทุม ๔ ไส้ด้วน ๔ เป็น ๘ ประการด้วยกันดังนี้หน้า ๒๗๕. (๑) ทีนี้จะกล่าวด้วย ทุลาวะสา ๔ ประการ คือว่าด้วยน้ำปัสสาวะ ๔ ประการ คือ น้ำมูตร ออกมานั้น ๑. ถ้าขาวข้นดังน้ำข้าว เช็ดก็ดี ๒. ถ้าเหลืองดังนำขมิ้นสดก็ดี ๓. ถ้าเป็นโลหิตสด ๆ ก็ดี ๔. แดงดังน้ำฝางต้ม ก็ดี ๕. ดำดังน้ำครามก็ดี ย่อมให้ปวดหัวเหน่าให้แสบองคชาติย่อมทำให้สะบัดร้อน สะบัดหนาว เป็นเวลามี อาการต่าง ๆ แพทย์จะแก้ให้เอา ตัวยาดังนี้ การบูร ๑ เทียนดำ ๑ ผลเอ็น ๑ อำพัน ๑ แห้วหมู ๑ ขิงแห้ง ๑ เสมอภาค ทำผง ละลายน้ำผึ้งรวง กิน แก้โรคซึ่งปัสสาวะ ดังน้ำข้าวเช็ด นั้นหายแล ฯ แก้ปัสสาวะเหลืองดังน้ำขมิ้นสด เอา สมอไทย ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เจตมูลเพลิงแดง ๑ สารส้ม ๑ สุพรรณถันแดง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง เทียนดำ หนัก ๑ บาท ดอกคำไทย หนัก ๒ บาท ทำผงละลายน้ำ มะนาว กินแก้ปัสสาวะเหลืองแล ฯ
๑๑๔ แก้ปัสสาวะแดงดังน้ำฝางต้ม เอา หัวแห้วหมู ๑ รากมะตูม ๑ เทียนดำ ๑ รากเสนียด ๑ ใบสะเดา ๑ รากอังกราบ ๑ ผลเอ็น ๑ โกศสอ ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ทำผงละลายน้ำอ้อยแดง กินแก้ปัสสาวะแดงดีนัก แล ฯ ถ้าปัสสาวะดำดังน้ำคราม เอา รากหญ้านาง ๑ เถาวัลย์เปรียง ๑ รากกระทุงหมาบ้า ๑ ฝาง ๑ แห้วหมู / หัวหญ้าชันกาด ๑ แก่นขี้เหล็ก ๑ รากตะไคร้หางนาค ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ รากหนามรอบตัว ๑ หน้า/ ๒๗๖ รากหวายขม ๑ เอาแต่ละสิ่งเสมอภาคเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ปัสสาวะดำดังน้ำคราม หาย ยาทั้งนี้กินแก้โรค ๔ จำพวก ที่กล่าวมาแต่หนหลังหายสิ้นแล (๒) มุตฆาฏ ๔ ประการ ว่าเมื่อจะถ่ายปัสสาวะ ออกมานั้น ให้ปวดขัดเจ็บเป็นกำลัง ให้โลหิตช้ำเป็น หนอง ให้ข้นขุ่นดำดุจดังน้ำครามนั้น ชื่อว่ามุตฆาฏ อันนี้เกิดด้วย การกระทบชอกช้ำจึงสำแดงโทษเป็นดังนี้ มัน กระทำให้ขัดที่ราวข้าง ดุจเส้นปัตตะฆาฏ แลให้เสียดแทงในอก จะไหวเดินเหินไปมาไม่สะดวก บริโภคอาหาร มิได้ให้อาเจียน เป็นแต่ลมเปล่า ๆ ถ้ารู้มิถึงคิดว่าเป็น เม็ดยอดภายใน ถ้าจะแก้ เอา เบญจเสนียด (คือเสนียด ทั้ง ๕) ๑ โกศทั้ง ๕ กาลพลู ๑ การบูร ๑ รากแตงหนู ๑ ใบสะเดา ๑ ไพล ๑ น้ำประสารทอง ๑ ว่านน้ำ ๑ ตรีกฏุก ๑ รากละหุ่ง ๑ บอระเพ็ด ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ หัวแห้วหมู ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ชะลูด ๑ พิมเสน ๑ ยาทั้งนี้ทำเป็นจุณ ละลายน้ำมะนาวกินบำบัด มุตรฆาฏ แล อีกขนานหนึ่งเอา รากพันธุ์งูแดง ๑ รากมะตูม ๑ ขิงแห้ง ๑ ใบขี้กาแดง ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ สมอ ไทย ๑ กาลพลู ๑ รากมะรุม ๑เอาเสมอภาคทำเป็นจุณ ละลายน้ำมะนาว กินแก้มุตรฆาฏหายแล ฯ อีกขนานหนึ่ง เอา โกศทั้ง ๕ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ ดอกจันทน์ ๑ หัวแห้วหมู ๑ รากขี้กาแดง ๑ การบูร ๑ ขิงแห้ง ๑ ขัดมอญ ๑ ตรีผลา ๑ เทียนดำ ๑ น้ำประสารทอง ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค ทำผง ละลายน้ำผึ้งรวงกินแก้มุตรฆาฏแล หน้า /๒๗๗ อีกขนานหนึ่ง เอา โกศสอ ๑ อบเชย ๑ เมล็ดงา ๑ เจตมูลเพลิง ๑ บอระเพ็ด ๑ ชะมด ๑ มูกมัน ๑ พิมเสน ๑ มหาหิงคุ์ ๑ โกศก้านพร้าว ๑ หัวบุกรอ ๑ หัวอุตระพิษ ๑ โลทนง ๑ รากชะคราม ๑ ไพล ๑ ใบคนทิสอ ๑ เกลือสมุทร ๑ โคกกระสุน ๑ พริกเทศ ๑ กระเทียม ๑ น้ำประสารทอง ๑ เทียนทั้ง ๕ รากจิงจ้อ ๑ ผลจิงจ้อ ๑ เสมอภาคทำเป็นผงละลายน้ำร้อน กินบำบัดโรคทั้ง ๑๒ ประการ ในปัสสาวะ คือให้น้ำปัสสาวะเป็นโลหิต และน้ำปัสสาวะแดง เป็นมุตรฆาฏและ ช้ำรั่ว โรคแห่งสตรี แลเป็นเสมหะ อุปทุม แลริดสีดวง ซึ่งได้กล่าวมา จบมุตรฆาฏ ฯ (๓)ทีนี้จะกล่าวด้วยเรื่อง มุตรกฤจย์ (มุตกิจ) ๔ ประการ คือให้น้ำปัสสาวะ เป็นโลหิต ช้ำดังน้ำปลาเหน้า บางทีเป็น บุพโพ จาง ๆ (คือเป็นหนองจาง ๆ ) ดังน้ำซาวข้าว ลางทีเป็นดังน้ำมูตร ขัดหยด ๆ ย้อย ๆ จะ ออกมาให้ขัดให้ปวดหัวเหน่า ให้หนักตะโพก ให้แสบอกกินอาหารไม่รู้จักรส แลโรคทั้งนี้เป็นเพราะโลหิตช้ำ ถ้าจะแก้ เอา หัวแห้ว หมูใหญ่ ๑ เทียนดำใหญ่ ๑ ผลมะตูม ๑ อำพัน ๑ ว่านเปราะ ๑ รากอังกาบ ๑ โกศ พุงปลา ๑ ว่านนางคำ ๑ ว่านสากเหล็ก ๑ ยางงิ้ว ๑ การบูร ๑ ผลเอ็น ๑ สารส้ม ๑ ดีปลี ๑ เอาเสมอ ภาค ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้งกิน แก้มุตกิด ดีนักแล ฯ อีกขนานหนึ่ง เอา รากไทรย้อย ๑ ไพลดำ ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ แล้ว เอามูตรของคนไข้ครึ่ง ๑ จึงเอา พริก ๗ เม็ด ขิง ๗ แว่น กระเทียม ๗ กลีบ เคี่ยวน้ำยานั้นให้เดือด แล้วจึงบดยานั้นปรุงลง คือ พริก –ขิงกระเทียม ที่เตรียมไว้จึงเอา สุราเท่าน้ำยาใส่ลงไปนั้น กินหายวิเศษนักแล ฯ หน้า/๒๗๘ ยาชื่อว่า อุตราอุด ท่านให้เอา รากพันธุ์งูแดง ๑ กระพังโหมทั้ง ๒ ละหุ่งทั้ง ๒ งวงตาล ๑ ฝักสำโรง ๑ หางหนูมะพร้าวอ่อน ๑ ฝักส้มปล่อย ๑ หญ้าไซร ๑ รากกล้วยตีบ ๑ เถาคัน ๑ แพงพวย ๑ ราก ตะโกโหนา ๑ รากสะแก ๑ แสมทะเล ๑ เบญจขี้เหล็ก ๑ เมล็ดฝ้าย ๑ มูลโค ๑ มูลม้า ๑ รากตะกู ๑ ตาไม้ ไผ่ป่า ๑ จอกใหญ่ ๑ ข้าวฟ่าง ๑ ยาทั้งนี้เผาเป็นด่าง แช่น้ำก็ได้ แช่สุราก็ได้ แล้วจึงเอา ตรีกฏุก ๓ ส่วน
๑๑๕ เปลือกต้นราชพฤกษ์ ๑ สารส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๑ บาท ตำเป็นผงแช่เอาไว้ ในน้ำด่าง กินทุกวัน แก้มุตกิด ๓ จำพวก (ของเดิม มุตรกฤจย์) หายแล ฯ (๔)ประการหนึ่ง โทสันทะฆาฏ นั้น ย่อมบังเกิดแต่ ชาย-หญิงทั้งหลาย ถ้าสตรี ว่าด้วยโลหิต แล ระดู แห้งเป็นก้อน เท่าฟองไข่ไก่ติดอยู่ที่ กระดูกสันหลัง ข้างใน เจ็บหลังบิดตัวอยู่ ประมาณ ๑๔- ๑๕ วัน ครั้นแก้ช้า มักเป็นลมจุกแดก แน่นอกดุจจะขาดใจ ถ้ากินยาเผ็ดร้อนลงไปก็ดี โลหิตนั้นก็แห้งเข้าติด สันหลังนั้น จึงได้ชื่อว่า สันนิจโลหิต กระทำให้ลงเป็นโลหิตก้อน เป็นเล่มเป็นแท่งออกมา บางให้ตกไปทวารหนัก ทวารเบา บางทีเป็น ดังน้ำหมากจาง ๆ ดังดินสอพอง ถ้ารู้มิถึงก็ตาย ถ้าบุรุษ ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อแรกกบังเกิดโรคดังนี้ ย่อมเป็นไข้ พิการต่างๆ คือว่าตกต้นไม้ แลล้มลงถูกที่ขัดขวาง ถ้ามิได้ดังนี้ก็เป็น เพื่อโรคอันถึง พิฆาต อำนาจทุบถองโบยตี ซึ่งเป็นสาหัด ฟกช้ำในอกใจ แลโลหิตนั้น ก็คุมเข้าเป็นก้อนกาลย่อมให้เจ็บร้อนในนอก หน้า/๒๗๙ เสียดแทง สันหลังก็มี ทำเพศต่าง ๆ สมมุติว่าเป็นยอดภายในครั้นวางยาผิด โลหิตนั้นก็กระจายออก แล่นเข้าตามกระดูก สันหลัง ก็ได้ชื่อว่า สันนิจะโลโลหิต ลงสู่ทวารหนัก ทวารเบา บุคคลทั้งหลาย ก็เรียกว่า อาสันทะฆาฏ เหตุว่า เกิดเพราะไข้อันพิฆาตบอบช้ำ ปีศาจก็พลอยสิงงด้วย ถ้ารู้มิทันก็ตาย แลสันทะฆาฏจำพวกหนึ่ง ชื่อว่าตรี สันทะฆาฏ มักเกิดเพื่อกาฬขึ้นใน ดี-ตับ-หัวใจ ก็ดี เป็นเม็ดเท่าเม็ดข้าวสารหัก บางทีมันขึ้นในไส้อ่อนเมื่อแก่ทำ ให้ปวด ถ้าขึ้นใน ดี นั้นให้เจรจาด้วยผี ให้คลั่งเพ้อไป อันว่าขึ้นใน ตับ ให้ลงเป็นโลหิต แล้วให้เป็นดังผีเข้าสิง ประจำอยู่ ถ้าขึ้นในไส้อ่อนเมื่อแก่ให้จุกเสียดทำให้ท้องขึ้นท้องพอง เป็นท้อมาร ถ้าขึ้นใน ปอด ให้กระหายน้ำ เป็นกำลัง ถ้าขึ้นในหัวใจ เจรจามิได้นิ่งแน่ไป ถ้าผู้ใดเป็นดังกล่าวมานี้ เมื่อได้ ๗-๙วัน โลหิตแตกซ่านไปในทวาร ทั้ง ๙ เรียกว่าลักเปิด เป็นต้นแห่ง สันทะฆาฏ ก็เป็นกรรมของผู้นั้น แก้มิได้ เลย อัน สันทะฆาฏ นี้ว่าด้วยอัน บุคคลถึงแก่ อสัญกรรมนั้นแล พระอาจารย์เจ้าจัดเป็น ตรีสันทะฆาฏ ถ้าแพทย์จะแก้อย่าให้ ต้องยาร้อน และ เข้าสุราเข้าน้ำมันเป็นเด็ดขาด ให้แต่ยาข้างไข้ไปตามบุญตามกรรมของผู้นั้นเถิด (๔) สิทธิการิยะ อันว่า สันทะฆาฏ นี้เกิดแต่ สตรีภาพทั้งหลาย คือเป็นเพราะ โลหิต แห้งติดกระดูกสัน หลัง จึงกระทำให้พิการต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น ท่านให้แต่งยาแก้ เอา กระวาน ๑ กานพลู ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ หน้า/ ๒๘๐ สมุลแว้ง ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท พริกไทย หนัก ๕ บาท ทำเป็นผงแล้วจึงเอา สารส้ม หนัก ๔ ตำลึง กับ ๒ บาท ใส่ กระทะ เอาน้ำใส่ให้ท่วม สารส้ม เคี่ยวให้ละลาย แล้วเอายาผงที่บทไว้ใส่ลงไปกวนให้แห้ง จึงบดด้วยน้ำผึ้งรวง กินครั้งละ หนัก ๑ สลึง แก้โลหิตพิการหมกอยู่ในท้องที่สันหลัง-ที่ทวารหนักทวารเบา แก้โลหิตเป็นก้อนจุกอยู่ในรูองคะชาด ก็ดี แล หญิงเป็นช้ำรั่ว และคลอดบุตร นอนเพลิงมิได้ก็ดี (คืออยู่ไฟมิได้ หรืออยู่ไฟไม่ครบกำหนด) เป็นลมโฮกให้จุก เสียด และ ริดสีดวงในทวารทั้ง ๙ ก็ดี ได้กินยานี้แล้วหายแล ฯ อนึ่งยาแก้โลหิตเข้าฝัก แลแห้งติดกระดูกสันหลังและหัวเหน่า แห้งกรังอยู่ โลหิตนั้นแล่นเข้าไปจับเอา หัวใจ ให้คลั่งเพ้อไปดังผีเข้าสิงอยู่ก็ดี บางทีให้จุกเสียด บางทีเป็นฝีหัวคว่ำ บางทีเป็นมารโลหิตมักเป็นไปต่าง ๆ ทั้งนี้ก็โทษ สันทะฆาฏ ถ้าผู้ใดเป็นดังนี้ ดุจหนึ่งตกเข้าในเงื้อมมือแห่ง พระยามัจจุราช ท่านจึงประยาไว้ให้แก้ เอาน้ำหญ้าไซร ๑ ทะนาน น้ำเถาวัลย์เปรียง ๑ ทะนาน น้ำผลบวบขม ๑ ทะนาน ต่างฝักสำโรง ๑ ด่างงวง ตาล ๑ ต่างผักโหมหนาม ๑ หอยจุ๊บแจง ๑ หอยแครง ๑ หอยขม ๑ ผลมะกล่ำขาว ๑ รากตองแตก ๑ หางไหลแดง ๑ ผลจิงจ้อน้อย ๑ แก่นแสมทะเล ๑ เปล้าน้อย ๑ ดินประสิวขาว ๑ รากไคร้เครือ ๑ ยาทั้งนี้ เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง ยาดำ หนัก ๖ สลึง ยางสลัดไดแห้ง หนัก ๒ สลึง ยางตาตุ่ม หนัก ๒ สลึง สิริยาทั้งนี้ บดเป็นผง กวนด้วยน้ำผึ้ง พอปั้นได้ ถ้าธาตุหนัก กินหนัก ๑ เฟื้อง ถ้าธาตุเบากินหนัก ๒ ไพ ลงจนถึงเสมหะ แก้ หน้า/ ๒๘๑ โรคดังกล่าวมา แต่หลังตลอดไปถึง ทุลาวะสา แล มุตรกฤจย์ มุตรฆาฏ สันทะฆาฏ แล อุ ปะทุม องคะสูตร ช้ำรั่ว ไส้ด้วน ไส้ลาม ตลอดไปทั้ง ๓๒ จำพวก ภ้าได้กินยานี้หายสิ้น อย่าสนเท่ห์เลย ได้แก้ มามากแล้ว แล้วจึงให้ต้มยาบำรุง ไฟธาตุให้ปรกติเสียก่อน จึงบำรุงโลหิต ๆ จึงจะฟูงามขึ้นดังเก่าแล
๑๑๖ ยาบำรุงไฟธาตุ เอา ยาเบญจกูล หนัก ๕ สลึง เปลือกต้นมะตูม หนัก ๑ บาท รากคัดมอญ หนัก ๑ บาท ผลผักชี หนัก ๑ บาท หัวแห้วหมู หนัก ๑ บาท จันทน์หอม หนัก ๑ บาท มูกมัน ๑ มูกหลวง ๑ กก ลังกา ๑ ผลกระดอม ๑ บอระเพ็ด ๑ ผลมะแว้ง ทั้ง ๒ หนึ่ง รวมยาทั้งนี้เอา หนักสิ่งละ ๑ บาท ต้มกินบำรุง ธาตุ ทั้ง ๔ ยาบำรุงโลหิต เอา ยาเบญจกูล หนักสิ่งละ ๑ บาท ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กาลพลู ๑ เทียนทั้ง ๕ โกศทั้ง ๕ สมอทั้ง ๓ อบเชย ๑ จันทน์ทั้ง ๒ สน ๑ สัก ๑ กรักขี ๑ เปล้าทั้ง ๒ แก่นแสม ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ขมิ้นเครือ ๑ เชือกเถามวกแดง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ เกสร พิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกบัวหลวง ๑ ครั่ง ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ฝาง หนัก ๒ บาท ดอกคำไทย หนัก ๕ ตำลึง ต้มกินไปเถิดบำรุงโลหิตแล ฯ อนึ่งว่าด้วยโทษ แห่ง โทสันทะฆาฏ คือ บุรุษ และ สตรี ย่อมมีเหมือนกัน เป็นเพื่อกร่อนแห้งแล ปัตตะฆาฏ จึงให้เจ็บเสียด แลเป็น หน้า/ ๒๘๒ พรรดึก และ เป็น ลม และ โลหิตเป็นก้อนอยู่ในท้อง ทั่ว สารพางค์กาย ให้เจ็บเอวทำให้ มือ-เท้า ตาย ให้เมื่อยเจ็บที่หัวเหน่า แลสองต้นขาหน้าตะโพก ให้ท้องตึงไปทั้ง สองราวข้าง แลทวารเบาเหน้าเป็น บุพโพโลหิต ให้เจ็บศีรษะวิงเวียนหน้าตา ให้ปากเปรี้ยว ให้เสียงแหบจักษุ มืด ให้ขัดราวข้างทรวงอก ให้ท้องขึ้นท้องพองกินอาหารมิรู้จักรส โทษทั้งนี้เป็นเพราะ เสมหะ โลหิต แห้งอยู่ใน ไส้ นอกไส้ บางทีให้เป็นพรรดึก เมื่อจะเป็นนั้น ให้มึนเนื้อตัวให้ถอยอาหาร บางทีให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้ปากเปรี้ยวหวานดังนี้ ชอบที่กับโรคกล่าวมานี้ ทั้งนี้ที่เป็นก็เพราะ โลหิต เสมหะ แห้งติดกระดูกสันหลัง แล โรคทั้งนี้ บุรุษ สตรี ก็เหมือนกัน ให้แต่งยานี้แก้เอาเถิด ท่านให้เอา สะค้าน ๑ ผักแพ้วแดง ๑ ดองดึง ๑ ว่านน้ำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ โกศจุฬาลำพา ๑ โกศสอ ๑ โกศพุงปลา ๑ หัวอุตระพิษ ๑ ชะเอมเทศ ๑ ดีปลี ๑ แก่นแสมทะเล ๑ สิริยาทั้งนี้เอาเสมอ ภาค แล้ว จึงเอา พริกไทย เท่ายาทั้งหลาย บดเป็นผง ละลายน้ำผึ้ง กินครั้งละหนัก ๑ สลึง แก้โรคทั้งปวง ดังกล่าวมานี้ หายวิเศษดีนักแล อีกขนานหนึ่ง ท่านให้เอา เปลือกขี้เหล็ก หนัก ๔ บาท ส้มกุ้งใหญ่ หนัก ๒ บาท ส้มกุ้งน้อย หนัก ๒ บาท รากโคกกระออม หนัก ๕ บาท รากช้าพลู หนัก ๑๐ บาท รากผักเสี้ยนผี หนัก ๑๐ บาท รากตองแตก หนัก ๕ ตำลึง รากทรงบาดาล หนัก ๕ ตำลึง กับ ๒ บาท แก่นแสมทะเล หนัก ๕ ตำลึง กับ ๒ บาท แก่น มะเกลือ หนัก ๕ ตำลึง กับ ๒ บาท รากเจตมูล หนัก ๑๐ บาท รากผักเสี้ยนไทย หนัก ๕ ตำลึง แก่นมะหาด หนัก ๓ ตำลึง กับ ๒ บาท จุกกระเทียม หนัก ๖ บาท แก่นแสมสาร หนัก ๑ๆ บาท กรักขี หนัก ๕ ตำลึง กับ ๒ บาท ถ้า หน้า / ๒๘๓ จะดองด้วย สุรา ให้ใส่หัวยาข้าวเย็นทั้ง ๒ หนักสิ่งละ ๓ ตำลึง กับ ๒ บาท ถ้าจะทำ เป็นผง (ให้ยกเอาหัวยาข้าวเย็นออกเสีย) ให้แทรกแต่ มหาหิงคุ์ หนัก ๑ สลึง กับ ๑ เฟื้อง เท่านั้น การบูร หนัก ๑ สลึง ๑ เฟื้อง ผลจันทน์ หนัก ๑ บาท พริกไทย หนัก ๖ บาท ๒ สลึง กับ ๑ เฟื้อง ดีปลี หนัก ๒ บาท ๒ สลึง ๑ เฟื้อง กระเทียม หนัก ๒ สลึง กับ ๑ เฟื้อง ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง รำหัด เกลือ เมื่อจะกินให้ แต่งเครื่อง บูชา เทียน ๓ เล่ม มะพร้าวผล ๑ เมี่ยง ๓ คำ เครื่องกระยาบวช เงิน ๑ บาท คำนับจงดีแล้ว จึง กินเถิด วิเศษนักแล ท่านตรีค่าไว้ ๓ ชั่งทอง ฯ จะว่าด้วย ตรีสันทะฆาฏเหล่านี้ คือ บุรุษแลสตรี นั้นก็ดี ถ้าจะบังเกิด สันทะฆาฏขึ้นมา ให้เป็นโลหิต ก้อน-เถา อยู่ในท้อง ชนสมมุติว่าเป็นกระษัยโลหิต กระษัยเถาก็ว่า ให้เจ็บกระบอกตา แลให้เมื่อยทั้งตัว ให้เจ็บ ในสะดือ เจ็บไข่ดันท้องสองข้างให้องคะชาดพรึงขึ้น ให้เจ็บแสบร้อนเมื่อย-ขบ-เป็นกำลัง แล้วแตกออกเป็น น้ำเหลือง อนึ่งงอก ในรูทวารเบา เท่าเมล็ดพริกไทย ถ้าแก่เข้าโตเป็นดุจดังหัวหูด ปัสสาวะออกมานั้นก็เป็น โลหิต ให้เจ็บหลัง เจ็บตะโพก เมื่อยปลายมือ-ปลายเท้า-รักษามิถูกก็ตาย โรคอันนี้เกิดมาจากกินอาหารผิด สำแดง ของแสลง คือของคราว-ของหวาน-เพื่อ ปถวีธาตุ-วาโยธาตุ-เตโชธาตุ-อาโปธาตุ-ให้อาเจียนทำให้น้ำ
๑๑๗ เขฬะ (แปลว่าน้ำลาย) เป็นดุจน้ำเขฬะของเขียดตะปาด ถ้าจะแก้ท่านให้เอา เข็มแดง ๑ รากมะงั่ว ๑ ราก มะนาว ๑ ผลกระวาน ๑ พริกไทย ๑ เอาแต่ละสิ่งเสมอภาคคือเท่ากัน ดองด้วยสุราให้กิน เมื่อมี ระดู เป็น ด้วย ปถวีธาตุนั้นหายแล ฯ ถ้าจะแก้ด้วย ฤดู เป็น เตโชธาตุ เอา รากกระเช้าแดง – รากกระเช้าขาว - หัวยาเข้าเย็น- รากมะดูก ทั้ง ๒ เอาหนักสิ่งละ ๔ บาท ดองด้วย สุรา ๑ ทะนาน กิน ๓—๗ วัน ถ้าจะทำเป็นยาต้มเอา พริกไทย-ขิงดีปลี-บดปรุงลงกินหายแลฯ หน้า ๒๘๔. อนึ่งแก้เมื่อถึง ฤดู วาโยธาตุ เอา รากมะหวด ๑ รากตับเต่าหลวง ๑ ปีกนาคราช ๑ ต้ม ๓-เอา ๑ กินหายแลฯ ยาแก้สันตะฆาฏ เมื่อ ฤดู อันเป็น ด้วย อาโปธาตุ เอา รากหญ้าคา หนัก ๔ บาท หัวหญ้าชันกาด หนัก ๑ บาท แห้วหมู หนัก ๔ บาท ใบพลวง ๔ ใบ กำลังวัวเถลิง ๑ สารส้ม หนัก ๒ บาท น้ำประสารทอง หนัก ๒ สลึง ผักเบี้ยใหญ่ ๑ กำมือ ต้ม ๓-เอา ๑ กินหาย ฯ ท่านให้ทำยาทา เอา รากหีบลม ๑ รากพิลังกาสา ๑ รากพลูแก ๑ บดทา องคะชาดหายแล ถ้ามิหาย ให้แทรก ฝิ่น หนัก ๑ เฟื้องทาหายแล ฯ พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวว่า องคะสูตร ๔ ประการนั้น ว่าด้วยเกิดมาจาก ฤดู ทั้ง ๓ เมื่อ วะสันตะ ฤดู (คือ ฤดูฝน) ถ้าผู้ใดเป็นองคะสูตร มักให้เจ็บใน –อก-และขาทั้งสองข้าง เจ็บกระดูกสันหลัง และ บ่าทั้ง สองข้างกระหวัดลงมาถึงราวนม ให้ขบดังมดตะนอยต่อย ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้วิงเวียนหน้าตา แล้วชัก หลังหด และจะถ่ายปัสสาวะ ให้แสบองคะชาด แล้วให้ลงเป็นโลหิตมูกออกมา โรคเกิดเพื่อลม ๓ ส่วน เพื่อ เสโทโลหิต นั้นส่วนหนึ่ง เป็นแต่ลำไส้ออกมา ถ้าจะแก้ เอา สังกรณี ๑ รากไม้เท้ายายม่อม ๑ รากมะดูก ๑ รากมะตูม ๑ ยาเข้าเย็น ๑ แห้วหมู ๑ ดองสุรา ๓ ทะนาน ฝังข้าวเปลือกไว้ ๓ วัน เมื่อจะกินยานี้เสกด้วย สัพ พาสี จึงเอามูลโคสด ขมิ้นอ้อย สิ่งละเท่ากัน มาพอกหัวเหน่า ๕ วันหายแลฯ หน้า ๒๘๕. (๑)องคะสูตรจำพวกหนึ่งให้เจ็บหัวเหน่าลงมาถึงองคะชาด แล้วให้ลูกอัณฑะฟกลูกหนึ่ง (หรือข้างใด ข้างหนึ่ง) ให้เจ็บจักษุข้าง ๑ ให้ปวดศีรษะข้าง ๑ มักบังเกิดด้วย โลหิตสันนิบาต ให้ทำยานี้กิน เอา รากประ ทุมราชา ๑ รากพระยายา ๑ ยาเข้าเย็น ๑ พริกไทยจอก ๑ เมล็ดพันธุ์ผักกาดจอก ๑ สิ่งละ ๑ จอกทั้งนั้น เอา คุลีการเข้าด้วยกัน ดองด้วยสุรา ๕ ทะนาน ฝังข้าวเปลือกไว้ ๓ คืน ๓ วัน กินวันละ ๑ จอก เวลาเช้า ๆ จึง เอายาที่กล่าวมา แต่หลังนั้นกินต่อไปเถิด (๒)องคะสูตรอันหนึ่ง เกิดใน เหมันตะฤดู เมื่อแรกเกิดนั้นให้ปวด ใน องคะชาด ให้ปัสสาวะหยดย้อย เจ็บบั้นเอว กินอาหารมิได้ และเกิดเพื่อเสมหะ ๑ ส่วน โลหิต ๒ ส่วน แล้วกระทำให้ไส้ขาดออกมา ก็จะถึงแก่ มรณะ ถ้าจะแก้ ท่านให้เอา รากมะแว้ง ทั้ง ๒ หนักสิ่งละ ๒ บาท รากหญ้านาง หนัก ๔ บาท รากตะรุมพุก หนัก ๔ บาท ขิงแห้ง หนัก ๔ บาท ดองด้วย สุรา ๓ ทะนาน นำไปฝังใน ข้าวเปลือก ๗ วัน ๗ คืน กินวันละ ๑ จอกแต่เช้า ๆ แล้วจึงเอายานี้พอก ใบทรงบาดาล ใบผักหวานบ้าน รังแมลงไย่ ขมิ้นอ้อย ผลพิลังกาสา รากเจตพังคี เปล้า ทั้ง ๒ ดองด้วย สุรา ๕ ทะนาน ฝังข้าวเปลือกไว้ ๗ วัน ๗ คืน จึงพลีให้จงดีกินหายแล ฯ (๓)องคะสูตร เกิดเมื่อ คิมหันตะฤดู นั้น ให้ อัณฑะ ฟก ขึ้นมาที่ข้างขวาแดงดังผลตำลึงสุก ให้แสบร้อน เป็นกำลัง ให้เจ็บขัดไปทั้งสองราวข้าง แล้วให้น้ำเหลืองไหลซึม ๆ อยู่ในรู องคะชาด ให้ขบปวด ให้ร้อนนัก แล้วให้เสียวแล่นลงไปตามเท้า ถ้านอนลงให้กระเหม่น หน้า ๒๘๖ ริก ๆ อยู่ เมื่อ อุจจาระ ผูกเป็นพรรดึก แล้วให้ขัดทาง ปัสสาวะ ถ้าวางยามิต้องต่อโรคก็ตาย ท่านให้ทำยานี้ พอกที่หัวเหน่า ว่านน้ำ ผักปังแดง ใบ ชบา รากถั่วพู รากถั่วแระ รากถั่วฝักพร้า เสมอภาค จึงเอา มหาหิงคุ์ เท่าเมล็ดถั่วเขียว ฝิ่นเท่าเมล็ดถั่ว เขียว ดินประสิวขาวหน่อยหนึ่ง บทพอก องคะชาดหายแล ฯ
๑๑๘ ยาชื่อ สิงคาทิจร เป็นยากินภายใน เอา ขมิ้นอ้อย ๑ หัวยาเข้าเย็น ๑ ฝักส้มปล่อย ๑ รากมะดูก ๑ รากกระเพรา ๑ ปู่เจ้าหายใจมิรู้ขาด หนัก ๑ บาท ยานี้ ต้มกินก็ได้ ดองด้วย สุรา ก็ได้ ยานี้กินครอบโรค ๑๖ จำพวก แล ฯ สหิงคนารำปนามิสาทรํ พระคาถานี้ พระอาจารย์เจ้า เอามาประกอบเข้าให้แพทย์ใช้ เสกยา ทุก ขนานแต่ในพระคัมภีร์นี้ อันว่าไม้เท้ายายม่อมดอกแดง เป็น ชื่อเดียวกับ ประทุมราชา ตัวเมียนั้น ใบรีต้นสูง เรียกว่า ปู่เจ้า หายใจมิรู้ขาด ยาพอก องคะสูตร เอา ผักบุ้งขัน ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ รากถั่วพู ๑ มูลวัวเผา ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ดิน ประสิวขาว ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บทพอก องคะชาด และพอกที่หัวเหน่า ๑ วันหายแล ฯ (๖) สิทธิการิยะ จะว่าด้วยโรคอันเกิดกับสัตว์ ที่เรียกว่าช้ำรั่วมีอยู่ ๔ ประการ คือเกิด เพราะคลอด บุตร ทำให้ มดลูกเน่า ๑ คือเกิดเพราะส้องเสพกามกับบุรุษเกินประมาณ ๑ คือเป็น ฝีในมดลูก และเป็นบุพโพ จาง ๆ เป็นน้ำเหลืองดังน้ำคราวปลา ๑ คือเป็นเพราะน้ำเหลืองนั้นร้ายจึงทำให้ ทวารเบานั้นเปื่อยไป หน้า ๒๘๗ แล้วทำให้ ปัสสาวะนั้น หยด ๆ ย้อย ๆ ให้แสบนักให้ขัดที่หัวเหน่า ๑ รวมเป็น ๔ ประการ ถ้าจะแก้ ให้ เอา ฟางข้าวเหนียว ๑ ฝางเสน ๑ ตาไม้ไผ่ป่า ๑ รากไทรย้อย ๑ หัวอุตระพิษ เทียนทั้ง ๕ สารส้ม ๑ ดิน ประสิว ๑ โคกกระสุน ๑ โคกกระออม ๑ ผักเบี้ยใหญ่ ๑ เบญจบัวหลวง รากมะกล่ำต้น มะกล่ำเครือ เอาเสมอ ภาค คือเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินชำระโทษช้ำรั่ว แล้วจึงต้มยาสมาน เอา ใบถั่วแระ ๓ กำมือ เปลือกกันเกรา ๑ ยาเข้าเย็นทั้ง ๒ ขันทองพยาบาท ๑ พุงแก ๑แ เอาหนักสิ่งละ ๑๐ บาท เทียนดำ หนัก ๑ บาท เทียนขาว หนัก ๑ บาท เทียนแดง หนัก ๒ บาท ใบกระเม็ง หนัก ๘ บาท พริกไทย หนัก ๖ บาท สุพรรณถันเหลือง หนัก ๒ บาท ต้มกิน ๑๕ วันหายขาด แล ฯ (๑๑) อนึ่ง สตรี มีโทษชนิด ว่าด้วยเรื่องการเสพกาม กับ บุรุษ นั้นมาก เหลือกำลัง บางที่ปากทวารแห่ง โยนี เปื่อยเหน้า บางที่กระทบกระทั่งช้ำในเป็นน้ำหนอง น้ำเหลือง ๆเหน้า ร้ายนักกัดตัวเอง น้ำเหลืองไหล เพรื่อไป สมมุติว่าเป็นช้ำรั่ว ถ้าจะแก้ ท่านให้กินยา รุน้ำเหลืองเสียก่อน เอา พริกไทย ๑ ขิงสด ๑ เทียนดำ ๑ ดีปลี ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียมสด ๑ ว่านน้ำ ๑ ยาทั้งนี้เอาหนัก สิ่งละ ๑ สลึง น้ำตาล ๆหม้อ หนัก ๒ สลึง ส้มมะขามเปียก หนัก ๒ สลึง ผิวมะกรูด หนัก ๒ สลึง การบูร หนัก ๑ สลึง เอา ผลสลอดปอกเปลือก ผ่า เอา ไส้ คือ จาวที่งอกเป็นต้นได้ออก เสียก่อน แช่น้ำปลาร้าปากไหไว้ ๑ คืน จึงนำมาคั่วให้เหลืองห่อผ้า ค ชั้น ทับ เอาน้ำมันออก เสียก่อน เอาหนัก ๒ บาท ประสมเข้ากับยาทั้งหมดนั้น เมื่อจะบดเข้าในเรือนปิดประตูใส่กลอน เสียก่อนอย่าให้คนเห็น หน้า ๒๘๘ เมื่อจะบดยานั้นทำเป็นเล่ห์ ต้องนั่งทับล่อง ถลกผ้าบดยา ใปกว่าจะเจ็บ ท้อง แลผายลมออกมาก็ดี ยานั้นจึงจะประสิทธินัก กินหนัก ๑ สลึงต่อ ครั้ง ขับน้ำเหลืองจนนเสมหะ แล้วให้ กินน้ำร้อนตามลงไป ถ้งลงนักอาบน้ำทาแป้งหอม กินข้าวสวยก็หยุดลงแล ท่านตีค่าไว้ ๕ ตำลึงทอง ยานี้ ชื่อว่า ยามหาไวยเวก แล แล้วต้มยานี้กิน เอา ขมิ้นอ้อย หนัก ๕ ตำลึง เปลือกกระทุ่มขี้หมู หนัก ๘ บาท เปลือกกล้วยตานี หนัก ๑๐บาท ตรีกฏุก หนัก สิ่งละ ๒ บาท ใบกรุงเขมา ๓ กำมือ ต้มกินวิเศษนัก แล้ว จึงเอา รากมะนาว ๑ ผลเบญจกานี ๑ ฝนด้วยน้ำปูนใสทาที่ปาก ทวารเบา แล้วจึงเอาเปลือกมะฝ่อ ๑ เปลือกเฉียงพร้านางแอ ๑ เปลือกจิก ๑ เปลือกกรด ๑ ต้มเอาน้ำ แล้วเอา สารส้มใส่ลงกวนในน้ำยาที่ร้อน ๆให้ ละลาย แล้วจึงเอา ชะที่ ทวาร หายแล ฯ อนึ่งโรคเกิดด้วยโลหิตพิการนั้น คือ คลอดบุตรที่อยู่ไฟมิได้ มดลูกเหน้าเป็นปรวดอยู่ก็ดี ครั้นนามา หลายปี หลายเดือน กับเป็นบุพโพโลหิต ตกไป ๒-๓เดือน โลหิตจางไหลออกมาจึงเรียกว่า ช้ำรั่ว บางที น้ำเหลืองอันร้ายนั้นไหลออกมาถึงไหนก็พรึงขึ้นรอบทวารขึ้นเป็นหัวขาว ๆ แล้วแตกเปื่อยไปทั้งนั้น แล้วมันทำ ให้แสบร้อนคันเป็นกำลัง ถ้าจะแก้ให้กินยาผายตามตำรา นั้นเสียก่อน แล้วจึงต้มยาชำระ ลำไส้ เอา ยาเข้าเย็น
๑๑๙ ข่า หัวหอม ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มปล่อย ใบมะนาว ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒๐ บาท สารส้ม ดินประสิว หนักสิ่งละ ๒ บาท ต้มกินชำระให้ปัสสาวะคล่อง แก้ปวดแก้ปัสสาวะที่พิการต่าง ๆ หายแล้วให้หุงน้ำมัน ทาที่ ปากทวารเบา เอา ใบกระเม็ง ๑ ใบพลูแก ๑ ทะลายหมากดิบ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ตำเอาน้ำสิ่งละ ๑ จอก หุงให้ คงเหลือแต่น้ำมัน ใส่ทาตามแผลที่เปื่อยหายแล ฯ ถ้ามิหายให้รมด้วยชานหมากดิบ เผาด้วยถ่านไม้สะแก รม ๓ วัน แล้วจึงทำยาทาใหม่อีกที ท่านให้เอา เปลือกปะโลง ๑ กฤษณา ๑ ไส้หมากดิบ ๑ เปลือกกระทุ่มขี้หมู ๑ เมล็ดในมะปราง ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท ปูนพลู ๓ จีบ บดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วย ผลเบญกานี ทา ทวารที่เปื่อยหาย ถ้ามิหายมักเป็น เสก็ดกรังอยู่ เอาน้ำฝาดนั้น ถอนสะเก็ดเสียก่อน เถิด ฯ หน้า ๒๘๙. อนึ่งเอา เสนียด ทั้ง ๕ ผลทับทิม ๑ ดอกคำ ๑ ครั่ง ๑ เทียนดำ ๑ มดยอบ ๑ เมล็ดในมะกอก ๑ ใบยาง ๑ ผลไกร ๑ ไพล ๑ ระย่อม ๑ บดทาท้องน้อย แก้โลหิตเหน้าในทวารเบา ให้เจ็บให้ปวดให้ช้ำ ถ่าย ปัสสาวะหยด ๆ ย้อย ๆ หายแล ฯ สตรีที่ยังไม่มี ระดู ข่มเหงด้วยความกำหนัดยินดีนั้น ประดุจดังช้างสารอันมีกายใหญ่ เล่ห์ประนึ่ง บุคคลไล่ให้จำเพราะ เข้าไปที่ช่องแคบก็เจ็บปวดในนั้น ก็เป็นบุพโพโลหิตออกมาตามช่อง ทวารเบา ได้ความ เจ็บปวดนัก ประการหนึ่ง คือ บุคคลเป็น อุปะทม เกิดแก่สตรี อันเป็นคนการะกินีสำส่อน ด้วยน้ำน้ำกิเลสเป็น อาจิณ ครั้นชายไปเสพเข้าก็บังเกิดโรค สมมุติว่าเป็น อุประทม เพราะอุปัทวะชั่วช้านักแล ประการหนึ่ง คือ บุรุษ บริสุทธิ์มิได้มักมากด้วยกิเลส คือ พระภิกษุ แล ฆราวาส เป็น พหูสูตก็ดี โรคนี้ เกิดแก่บุคคลจำพวกใด จำพวกหนึ่งก็ดี เกิดเพราะกาฬมูตร อนึ่งโรคอันเกิดด้วยกระษัยกร่อน เกิดอยู่ในลำ สายสะดือ มักขัดลงมาถึงหัวเหน่า เดิมทีให้ขัดทางเดินปัสสาวะ คือ กร่อนลงฝัก มักไม่ลงมาทางฝัก ลงมาทาง องคะชาด ทำให้องคะชาดปวดแสบ ให้ปัสสาวะหยด ๆ ออกมา ครั้นกินยาหายไปแล้วก็กับมาเป็นใหม่เล่า เป็น หลายครั้งหลายหนก็เป็นต่าง ๆ ถ้าผู้ใดเป็นดังนี้ ท่านเรียกว่า โรคสำหรับบุรุษ มิใช่ อุปทม แต่ทว่าท่านจัดเข้า มาเป็น ทุลาวะสา ๔ ประการ ทุลาวะสานี้ ว่าด้วยมูตรชั่วร้ายแล หน้า ๒๙๐. ท่านจึงแต่งยาไว้ให้แก้มูตรต่าง ๆ อันมียาแก้ โรค อุปะทม เกิดด้วยส้องเสพ มาตุคาม นั้น ท่านให้แต่ง ยาทุเลากินเสียก่อน ท่านให้เอา เบญจขี้เหล็ก ๑ รากพรหม ๑ รากหนามรอบตัว ๑ รากกระทุงหมาบ้า ๑ แก่น ประดู่ ๑ แก่นมะหาด ๑ โคกกระสุน ๑ เบญจคัดเค้า ๑ รากตองแตก ๑ ใบมะนาว ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มปล่อย ๑ เถาวัลย์เปรียง ๑ สมอไทยเท่าอายู ๑ สมอพิเภก ๑ สมอเทศ ๑ มะขามป้อม ๓๐ ผล รากพาดไฉน หนัก ๖ บาท รากผักนางนูน หนัก ๖ บาท ฝักราชพฤกษ์ ๕ ฝัก ยาดำ หนัก ๒ บาท รงทอง หนัก ๒ บาท ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือ ตามธาตุ หนัก – เบา กินลงให้ถ่ายให้สิ้นน้ำเหลืองร้ายเสียก่อน กิน / วัน เว้น ๑ วัน จึงกินยา อีกให้ครบ ๓ ครั้ง ครั้นสิ้นน้ำเหลืองร้ายแล้ว จึงแต่งยาขับ บุพโพ ในกินต่อไปแล ยาขับ บุพโพ ภายใน ท่านให้เอา แก่นขี้เหล็ก ๑ แก่นประดู่ ๑ อ้อยช้าง ๑ แก่นแสมสาร ๑ แก่นสน ๑ แก่นมะหาด ๑ เปลือกโลท ๑ ยาทั้งนี้ สมานในลำไส้ ตลอดจน องตะชาด ฯ หน้า ๒๙๑ มุจฉาปักขันทิกา เอา หัวยาเข้าเย็นเหนือ หนัก ๑๐ บาท หัวยาเข้าเย็นใต้ หนัก ๑๐ บาท ขันทองพยาบาท หนัก ๒๐ บาท พุงแก หนัก ๑๐ บาท หนอนตายหยาก หนัก ๑๐ บาท แก่นขี้เหล็ก หนัก ๑๐ บาท แก่นมะหาด หนัก ๑๐ บาท สุพรรณถันเหลือง หนัก ๔ บาท โรคทั้ง ๒ คุยทั้ง ๒ ก้างปลาทั้ง ๒ รากขนุนสำมะลอ ยาทั้งนี้ เอา หนัก สิ่งละ ๔ บาท เทียนดำ เทียนขาว กระดูกงูเหลือม หนัก สิ่งละ ๔ บาท เขม่าเหล็ก ตรีกฏุก หนักสิ่งละ ๒ บาท ขมิ้นอ้อย ๓ หัว ต้มกินแก้ อุปะทม โรคสำหรับบุรุษ ถ้ามิหาย กลายเป็นคุดทะราด เข้าข้อเข้ากระดูก ให้ขัดมือ ขัดเท้า ต่าง ๆ ยาตัดราก อุปะทม แล ฯ สิทธิการิยะ ท่านกล่าวไว้ในสาระโฉลก โน้นแล้ว ทีนี้จะว่าแต่ปะระเมหะ คือ นิ่ว ๔ จำพวก นิ่วศิลา ปูน ๑ นิ่วเนื้อ ๑ บานทะโรค ๑ กระษัยกร่อน ๑ จะว่าด้วยนิ่ว ศิลาปูน มักเกิดเพื่อ อาโปธาตุ และผู้ใดกิน
๑๒๐ หมากมากนัก กลืนน้ำหมากเข้าไปเนือง ๆ ปูนที่กลืนกินเข้าไปนั้น ที่จะได้ออกมา กับ มูตร คูถ นั้นก็หามิได้ ก็ นอนเป็นตะกอน คุมเป็นก้อน ปรวด อยู่ในกระเพราะมูตร ก็พอกเข้าเป็นลูกกลมดังเมล็ดบัว แลมักออกมาจุกที่ ช่องทวารปัสสาวะ แต่เมื่อจะถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งนั้นให้เจ็บปวดเป็นกำลัง ดิ้นรนไปดังจะขาดใจตาย และทำ ให้ร่างกายนั้นผอมเหลือง ฯ ถ้าจะแก้ท่านให้เอา พริกไทย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ กระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ สุพรรณถันเหลือง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท น้ำประสารทอง สะตุ เท่ายาทั้งหลาย บดทำผง ไว้ จึงเอา สารส้มยัดเข้าไปในผลแตงกวา หมกไฟแกลบให้สุก บีบเอาแต่น้ำฝนยานี้ให้กิน ถ่ายปัสสาวะคล่อง ออกมาก แล้วเอาน้ำแตงกวาสุก ชาม ๑ น้ำยาชาม ๑ ดินประสิวขาว หนัก ๒ บาท สารส้ม หนัก ๒ บาท น้ำ ประสารดีบุก หนัก ๒ สลึง ใส่ลงแช่ไว้คืน ๑ เอาไว้ฝนกับยานั้น กินให้กัดลูกหินปูนให้แตก แล้วจึงเอาฝักสำโรง ๑ งวงตาล ๑ ผักโขมหนาม๑ พันงูแดง ๑รากต่อไส้ ๑ แก่นขี้เหล็ก ๑ แก่นมะปรางมะปราง ๑ รากมะเดื่อ ๑ รากส้มกุ้ง ๑ ฝักส้มปล่อย ๑ รากมะกรูด ๑ รากสนุ่นน้ำ ๑ รากขี้หนอน ๑ รากมะขาม ๑ เชือกเถาวัลย์ปูน ๑ เถาวัลย์เปรียง ๑ ยาทั้งนี้เผาเป็นด่าง เอาสิ่งละ ๑ ชาม แช่น้ำไว้ ๓ คืน รินเอาแต่น้ำใส ๆ ต้มให้เดือด ๓ พลุ่ง ฝนกับยานั้นกินหายแล ฯ หน้า ๒๙๒ ถ้ามิหาย เอา สับปะรดสุก ๑ ผล ปอกเปลือกออกเสียให้หมด แล้วสับให้เป็นแนว ๆ เอาแป้งสุรา ดินประสิวขาว บดทาหัวสับปะรดให้รอบหัวที่เตรียมไว้แล้วมัดห้อยไว้ จึงรองเอาน้ำใส ๆ มา ฝนยานั้นกินเถิด ลุกนิ่วแตกออกมาสิ้นแล ท่านตีค่าไว้ชั่งทองหนึ่ง แล ฯ ทีนี้จะว่าด้วยนิ่วเนื้อ ด้วยเรื่อง อุปะทม ถ้าบุรุษเกิดด้วยมุตฆาฏ ให้เป็นลำลาบ ขึ้นไปแต่องคะชาด แล้วมักลามเข้าไปสู่ทวารเบาไม่รู้หาย ก็โตออกมาแข็งเข้าเป็นดานอยู่ ถ้าสตรีก็เหมือนกัน มักออกมาแต่ ทวาร เบา เป็นเม็ดที่ซ่วง ถ้าแก่ก็ลามขึ้นถึงหัวเหน่า ให้ตกโลหิตเป็นกำลัง เป็นลิ่ม เป็นแท่ง ออกมาแต่ในกลางที่ ปลายซ่วง ขาดออกมาบ้างก็ให้เหม็นเหน้านัก ลางทีเป็น บุพโพ ออกมาบ้าง ให้ปวดหัวเหน่านัก และท้องน้อย ดังจะขาดใจตาย หน้า ๒๙๓ ให้แน่นอกนัก ให้อาเจยีนมีแต่น้ำ เขฬะ (คือมีแต่น้ำลาย) บางทีให้จุกเสียด ให้ ร้อนปลายมือ ปลายเท้า แล้วให้ปวดศีรษะ ให้ชักมือกำเท้ากำ เป็นอยู่เนือง ๆ ถ้าแก้ด้วยยานี้มิฟัง เมื่อจะใกล้ ตาย ให้ตกโลหิตสด ๆ ออกมาทั้งกลางวันกลางคืน จะกินอาหารสิ่งใดมิได้จะนอนก็มิหลับ โทษนั้น ๗ วัน จะ ทำให้หูตึง ไม่รู้จักหน้าคน ลิ้นไม่รู้จักรสอาหารว่าร้อน-จืด-เย็น –เค็ม-ขม-เปรี้ยว-หวาน- เป็นตรีโทษ ๓ วันตาย พระอาจารย์เจ้าจึงแต่งยาไว้ให้แก้เสียแต่ยังอ่อน ๆอยู่ ให้เอาตัวยานี้ เอา หางไหลแดง หนัก ๒ บาท สะหัสคุณ หนัก ๒ บาท รากปลาไหลเผือก หนัก ๓บาท บดละลายด้วย สุรา กินขับโลหิตร้ายจนสิ้นเชิง แล้วจึงดองยาให้ กิน เอา หางไหล ๑ มะไฟเดือนห้า ๑ เอื้องเพชรม้า ๑ นมตำเยีย ๑ เจตมูล ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เปล้าทั้ง ๒ ดองดึง ๑ แก่นปรู ๑ แก่นประดู่ ๑ แก่นมะหาด ๑ แก่นสน ๑ กรักขี ๑ สมุลแว้ง ๑ ขมิ้นเครือ ๑ โพกพาย ๑ รากกะลำเภาะ ๑ รากปูนไก่ต้น ๑ หนอนตายหยาก ๑ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กาล พลู ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท มดยอบ หนัก ๑ ตำลึง ดองสุรา ๓ ทะนาน ฝังข้าวเปลือก ไว้ ๓ วัน ๓ คืน พลีจงดีกินทุกวันหาย แล ฯ อีกขนานหนึ่ง เอา พริกไทย หนัก ๑ ตำลึง ขิงแห้ง หนัก ๑ ตำลึง ดีปลี หนัก ๑ ตำลึง สารส้ม หนัก ๑ ตำลึง มดยอบ หนัก ๑ ตำลึง รากเจตมูล หนัก ๕ บาท เอารวมกันแล้วห่อด้วย ผ้าขาวบาง แช่ ด้วย สุรา ๓ ทะนาน เอาทองผูกที่ตอหม้อ หนัก ๑ บาท เอาฝักข้าวเปลือกไว ๓ วัน ๓ คืน พลี ให้จงดี กิน ครั้ง ๑ ถ้วยชา หาย ได้ทำมามากแล้ว ฯ อนึ่งเป็นช่วงโลหิต ออกเป็นดังซ่วงเนื้อ ก็เหมือนกันแต่ ทวารช่วงโลหิตนั้น หน้า ๒๙๔ มักเหน้าขาด ออกมาเป็นชิ้นเป็นแท่ง เหม็นเหน้าดังกลิ่นศพ บางทีมักเป็นน้ำเหลืองไหล ไปทั้งกลางวันทั้งกลางคืน หาแรงมิ ได กินอาหารมิได้ ให้อาเจียนเนือง ๆ ให้ลมจับบ่อย ๆ ถ้าจะแก้ท่านให้ทำยา แช่ซ่วงให้หดเสียก่อน เอา เบญจ
๑๒๑ มะฝ่อ ๑ เบญจสะตือ ๑ เปลือกปะโลง ๑ จุกหอม ๑ จุกกระเทียม ๑ รากต่อไส้ ๑ ผลเบญกานี ๑ สุพรรณถัน เหลือง ๑ เกลือ ๑ เบญจมะตาด ๑ ต้มไว้ให้เย็นตลุ่น ๆ แล้วจึงแช่ ๓ วัน แล้วจึงทำยาทา เอา รากมะนาว ๑ ผลเบญจกานี ๑ หน่อกะลามะพร้าวกะทิ ๑ สีเสียดเทศ ๑ เปลือกผลมะตูม ๑ เปลือกปะโลง ๑ กฤษณา ๑ ไส้หมากดิบ ๑ ปูนแห้งข้างเต้า ๑ ใบพลูแก ๑ บดทำแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำปูนใส ทาทุกวันหายแล ฯ ถ้ามิหายให้หุงน้ำมันใส่ต่อไป เอา หัวกลอย ๑ หัวอุตระพิษ ๑ หัวกระดาด ทั้ง ๒ ขอบชะนางทั้ง ๒ ทะลายหมากดิบ ๑ ใบอังกาบ ๑ ใบเสนียด ๑ แตงหนู ๑ รากถั่วพู ๑ ใบทองพันชั่ง ๑ ยาทั้งนี้เอาแต่สด ๆ ตำ เอาน้ำสิ่งละ ๑ถ้วย เอาน้ำมันงา ๒ ถ้วย หุงให้คงแต่น้ำมัน ยา แล้ว ปรุง ลงด้วย เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เอาหนัก สิ่งละ ๑ เฟื้อง ผลเบญกานี หนัก ๒ สลึง สีเสียด หนัก ๑ สลึง ชันตะเคียน หนัก ๑ สลึง จุณสี หนัก ๑ สลึง น้ำประสารทอง หนัก ๑ สลึง ผักแพ้วแดง หนัก ๒ สลึง ตำให้ละเอียด ปรุงในน้ำมัน กวนขึ้นผึ่งแดดไว้ ๓ วัน จึงเอาสำลีชุบลงไว้ที่ซ่วงทั้งกัดให้หด แก้เหน้า แก้เหม็น ถ้าเห็นซ่วงนั้นหดเข้าได้ก็ให้ เอา ใบลำโพง ทาน้ำมันหมูปิดซ่วงเข้าไว้ แล้วเอาปกเอาไว้ให้หลาย ๆ ชั้น หน้า ๒๙๕ ส่งให้เต็มแรงเถิดเข้าไป ได้ แล้วจึงต้มยากินขัดซ่วง ห้ามโลหิตตกหนัก ให้เอา จุกกระเทียม ๑ จุกหอม ๑ รากเสนียด ๑ เทียนดำ หนัก ๒ บาท เทียนขาว หนัก ๑ สลึง สารส้ม หนัก ๑ บาท ดินประสิวขาว หนัก ๑ บาท ตรีกฏุก หนัก ๑ บาท ครั่ง หนัก ๑ บาท ฝาง หนัก ๖ สลึง ดอกคำไทย หนัก ๑ ตำลึง ดินปลวก ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ กินวันละ ๓ เวลาหาย แล้วต้มยากินให้ระมัดสมานลำไส้ เอา หัวยาข้าวเย็นใต้ หนัก ๖ บาท หัวยาข้าวเย็น หนัก ๖ บาท รากหนามรอบตัว ๑ รากพุงแก ๑ ขันทองพยาบาท ๑ แก่นมะหาด ๑ แก่นปรู ๑ แก่นสน ๑ กรักขี ๑ กะทกรก ๑ โพกพาย ๑ ว่านกลีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ ผลบิด ๑ ผลกราย ๑ กำจัด ๑ กำจาย ๑ รวมสิริยาทั้งนี้เอา หนักสิ่งละ ๑ บาท เทียนดำ ๒ บาท เทียนขาว หนัก ๒ บาท เทียน ตาตั๊กแตน หนัก ๒ บาท เทียนข้าวเปลือก หนัก ๒ บาท ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ มดยอบ ๑ มหาละลาย ๑ หัวปรงป่า ๑ มหาสะดำ ๑ ทองเครือ ๑ ฤาษีประสมแล้ว ๑ สังกะระณี ๑ เนระพูสี ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ดองด้วย สุรา ๓ ทะนาน ฝังข้าวเปลือกไว้ ๓ วัน ๓ คืน เอาทองผูก คอหม้อ ๑ บาท กินแก้นิ่วทั้ง ๗ ประการ ให้สมานลำไส้และขับหนอง แลปวดหาบแล ฯ ถ้า—ชาย—หญิง--ก็ดี เอา เบญจขี้เหล็ก ๑ เชือดเขายอดด้วน ๑ รากชบา ๑ ฟางข้าวเหนียว ๑ รากฝ้ายแดง ๑ รากทนดี ๑ ใบพลวง ๑ เอาแต่ละสิ่งเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ เมื่อจะกินแทรก ดินประสิวขาว หน้า ๒๙๖ สารส้ม เกลือ ให้กินแก้โทษช้ำ อันเกิดเป็น ปะระเมหะ คือ ทุละวะสา มูตรพิการ ต่าง ๆ นั้น อีกขนานหนึ่งแก้ให้ซ่วงหด เอา ผลจันทน์ ๑ เบญจกานี ๑ รากมะฝ่อ ๑ เปลือกเฉียงพร้านางแอ ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค บดเป็นผงทำแท่ง ไว้ ฝนด้วย สุรา ครึ่ง ๑ น้ำครึ่ง ๑ กินไป ๗ วัน แล้วให้เอา เบญจมะฝ่อ ๑ เบญจลำโพง ๑ เบญจมะเกลือ ๑ เบญจสะตือ ๑ สุพรรณถันเหลือง ๑ เปลือกเพกา ๑ ต้มให้งวด ชะให้ชักซ่ วงหด แล้วหุงน้ำมันใส่ เอา ใบคนทิสอ ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบจิงจ้อน้อย ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบตำลึง ๑ ใบ ตะไคร้น้ำ ๑ ใบตะไคร้บก ๑ ใบตาลหม่อน ๑ ใบตาลขโมย ๑ เปลือกพุทรา ๑ เปลือกเพกา ๑ รากมะเขือขื่น ๑ รากถั่วพู ๑ ผลมะเขือขื่น ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ยาทั้งนี้ต้มเอาน้ำสิ่งละ ๑ ทะนาน น้ำ มันมะพร้าวไฟ ทะนาน ๑ หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วจึงเอา รากเจตมูลเพลิง ๑ ผักแพวแดง ๑ ขอบชะนางแดง ๑ ดีงูเหลือม ๑ ฝิ่น ๑ ยา ทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ตำให้เป็นผงปรุงลงในน้ำมันใส่ซ่วงหดแล ฯ อนึ่งเอา นมตำเยีย ๑ กำมือ ขอบชะนางแดง ๑ กำมือ ขอบชะนางขาว ๑ กำมือ กระเม็งแดง ๑ กำ มือ ขมิ้นอ้อย ๓๒ ชิ้น ลง ด้วย ทวะติงสาการ (คือลงอาการ ๓๒) ต้มกินชักซ่วง เลื่อนเข้าได้ อนึ่งท่านกล่าวไว้ว่าเป็นริดสีดวง มักตั้งขึ้นเหนือสะดือ และใต้ สะดือ ๓ นิ้วก็ดี มักบานเป็นดอกบุก บางทีก็แตกเป็นโลหิต สด ๆ จาง ๆ ออกมา เป็นดังน้ำชานหมาก น้ำล้างเนื้อ น้ำฝางต้ม บางที่เป็นเม็ดลงมา
๑๒๒ แต่สะดือถึงทวารหนัก ทวารเบา แล้วก็เลื่อนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าผูชายเรียกว่าบานทะโรค สตรีภาพ เรียกว่า ซ่วงเลื่อน มาที่ทวารเบา (คำว่า ซ่วง ก็ คือ ริดสีดวงบานทะโรค ) ถ้าสตรีภาพเป็นที่ทวารหนักเรียกว่า เป็นบานทะโรคดุจเดียวกัน ว่าด้วยสตรีบางคนคลอดบุตร อยู่ไฟมิได มดลูกจึงเหน้า บางที ระดู เสียเป็นฝีต่อม โลหิต บางทีเป็นในมดลูก บางทีก็กลายเป็น มุตกิจช้ำรั่ว บางทีก็ให้เปื่อยในลำไส้ เป็นเม็ดยอดแต่หัวเหน่า ถึง ทวารเบา มักให้เป็นต่าง ๆ ดังกล่าวมา นั้น ถ้าจะแก้ท่านให้ทำยาขนานนี้ ทั้งกินทั้งทา ท่านให้เอา ตัวยาดังนี้ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กะทือ ๑ ไพล ๑ ดีปลี ๑ หอมแดง ๑ กระเทียม ๑ ดินถนำ ๑ สรรพยาทั้งนี้เอา หนักสิ่งละ ๑ บาท สุพรรณถันเหลือง หนัก ๒ สลึง เอา สรรพดี คือ ดีทั้งปวง แช่น้ำเป็นกระสาย บดแล้วปิด ขันสัมฤทธิ์ ลมควันเทียนให้ได้ ๓ หน ปั้นเป็นแท่งไว้ ถ้าจะกินฝนด้วยน้ำหน่อกะลา กินเวลาละ ๑๑ เม็ด ถ้า จะฝนด้วยน้ำผลมะนาว ทาแผลก็ได้ ถ้าแผลเปื่อยหนัก ฝนด้วยน้ำมันหอมทาหายแล หน้า ๒๙๗. ท่านให้ทำยารม ให้เอา ไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง ถอนขนเสียให้หมด แล้วผ่าอกออก จึงเอา เทียนทั้ง ๕ โกศ ทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู หนักสิ่งละ ๑ สลึง พริกทั้ง ๓ ผลพิลังกาสา ๑ หัว เข้าข้า ๑ หัวดองดึง ๑ หัวอุตระพิษ ๑ หัวบุก ๑ หัวกลอย ๑ หัวกระดาดทั้ง ๒ เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ดิน ประสิวขาว ๓ ตำลึง เกลือ ๑ ตำลึง ยาทั้งนี้ ตำให้แหลกแล้ว ยัดเข้าในไก่แล้ว เย็บเสีย หน้า ๒๙๘ แล้วเอา หัวบุกรอ ๓ ชั่ง โขลกให้แหลกแล้วจึงเอาไก่ใส่กลาง เอาบุกใส่รอบนอก ยัดใส่ให้แน่น ใส่สุรา ๕ ทะนาน เอา ฝาระมีปิดสุมไฟแกลบเสีย ๓ วัน จึงเอาออกมาโขลกทั้งไก่ ทั้งบุก นั้น แล้วจึงเอาแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน ส่วน ๑ นั้น บดละลายน้ำขิง กิน ยังส่วน ๑ ให้เอา ใบมะขาม ๑ ใบส้มปล่อย ๑ ใบส้มเช้า ๑ เบญจมะตาด ๑ เอาสิ่ง ละ ๑ ทะนาน ทะนานแปดร้อยสามสิบใส่ลงในยานั้น เอา มูตรโคต้มด้วยหม้อปากแคบ ๆ เอาแต่ไอนั้น รมพอ เต็มกลั้น ให้ได้ ๕ วัน ซ่วงหดหายแล ฯ ถ้ามิหายให้แต่งยานี้ รมต่อไป เอา ถ่านไม้รวก หนัก ๑ บาท ถ่านไม้ตีนเป็ด หนัก ๑ บาท ถ่านไม้ สะแก หนัก ๑ บาท ถ่านไม้ซาก หนัก ๑ บาท ถ่านไม้ช้าแป้น หนัก ๑ บาท ถ่านไม้ลำโพลง หนัก ๑ บาท ชาดก้อน หนัก ๒ บาท สุพรรณถันเหลือง หนัก ๑ บาท สุพรรณถันแดง หนัก ๑ บาท เทียนดำ หนัก ๑ สลึง เทียนแดง หนัก ๑ สลึง เขม่าเหล็ก หนัก ๑ สลึง ข้าวเหนียวกัญญาคั่ว หนัก ๑ สลึง กำยาน หนัก ๒ สลึง กฤษณา หนัก ๒ สลึง ปรอด หนัก ๒ สลึง โหราทั้ง ๔ ยาทั้งนี้ตำผง กวนให้สบกัน ทำเป็นชุดจุด ไฟรม ๓ วัน แล้วจึงต้มยาอม เอา ผักบุ้งล้อม ๑ ผักบุ้งไทย ๑ ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ รากสลอดน้ำ ๑ เปลือก ตะเคียน ๑ เกลือ ๑ ต้มอมทุกวัน วันละหน แก้มิให้ฟันคลอนดีนักแล ฯ อนึ่งถ้าโลหิตเหน้า เป็น บุพโพ ในทวารเบา เอา ผักโหมหัด ๑ ชะเอมเทศ ๑ รากอัญชัน ๑ ดอก สัตตบุษย์ ๑ บดละลายน้ำซาวข้าว กินแล ฯ ขนานหนึ่งตำเอาน้ำ รากชิงชี้จอก ๑ น้ำเปลือกหมากสง ๒ จอก หน้า ๒๙๙ ไม่มีหน้า ๓๐๐ เอา เบญจขี้เหล็ก หนักสิ่งละ ๑ บาท โคกกระสุน ๑ รากพันธุ์งูแดง ๑ รากมะกา ๑ รากลำเจียก ๑ รากเจตมูล ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ดินประสิวขาว หนัก สิ่งละ ๒ สลึง น้ำประสารทอง หนัก ๒ สลึง ต้มกิน ๓ วัน หาย ฯ ทีนี้จะกล่าวถึง บุรุษเป็นไส้ด้วน เป็นบุพโพ ๔ ประการ คือ เป็นด้วยเสพมาตุคาม กระทบช้ำใน ถ้ามิ ดังนั้นก็เป็นด้วยเสพสตรีลามก ก็ไห้เป็นเม็ด ขึ้นมาเท่าเมล็ดถั่วดำ ขึ้นที่ปลาย อังคะสูตร ปลายองคะชาดก็ดี ขึ้นรอบองคะชาดนั้นก็ดี แตกเป็นน้ำเหลืองบุพโพ เป็นโลหิตทำพิษให้เจ็บปวด แสบร้อน แลให้ร้อนดังไฟลาม เหน้าเข้าไปแต่ปลายองคะชาด บางที่ก็กัดตอองคะชาด เหน้าเข้าไปทุก ๆ วัน จนถึงที่โคนองคะชาดเมื่อใด ก็ ตายเมื่อนั้นแล ฯ อันว่าเป็นไส้ลามนั้น คือ ผุดขึ้นมาเป็นเม็ด ๆ ดุจกัน แต่ว่าเป็นเม็ดแต่ข้างในออกมา บางที่ก็เปื่อยแต่ ข้างนอกเข้าไป ลามขึ้นมาถึงท้องน้อย ผุดดังเป็นฝี แล้วก็เป็นบุพโพไหลออกมาทาง ทวารหนัก ทวารเบา บุรุษ
๑๒๓ หรือ สตรี ก็เป็นเหมือนกัน ครั้นเป็นดังนั้นก็ให้เป็นไปต่าง ๆ บางทีก็ให้ลงท้องเป็นมูกโลหิต ให้ปวดมวลจุก เสียดแน่นในอกเพราะน้ำเหลืองนั้นแล่นเข้าไปตามลำไส้มักให้อาเจียนกินอาหารมิได้บางทีให้ลมจับอยู่เนือง ๆ ถ้าเป็นดังนี้ท่านว่าเข้าอยู่ใน มือ พระยามัจจุราชแล ฯ อนึ่งอันว่าโรค ๒ ประการนี้ คือ ไส้ด้วน ไส้ลาม ยาใช้เหมือนกัน แปลกกันแต่ยาทา แม้นเป็นอย่างไร ให้แก้ไปตามกระบวนโรค นั้นเถิด ถ้าเป็นไส้ด้วน เมื่อแรกตั้งนั้นเป็นเม็ดขึ้นมา ท่านให้ทำยาจุดให้หัวนั้นฝ่อไป หน้า ๓๐๑ อย่าให้ทันเป็นบุพโพได้ ให้เอา เห็ดมูลโค ๑ เห็ดระย้า ๑ เห็ดกระถินพิมาน ๑ เห็ดไม้แดง ๑ ถ่าน ไม้รวก ๑ ถ่านไม้ซาก ๑ ถ่านไม้สัก ๑ รากลำโพงกาสลัก ๑ ใบครามย้อมผ้า ๑ ฝาง๑ เปลือกหมีเหม็น ๑ ราก ขัดมอญ ๑ รวมยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ฝ น หนัก ๒ สลึง บดด้วยสุรา เป็นน้ำกระสาย ทำแท่งไว้ ละลายน้ำปูนใสหายแล ฯ อนึ่งยาต้มแก้พิษปวดแสบร้อน เอา เชือกเขามวก ๑ คุคะ ๑ หัวผักบุ้งเทศ ๑ เห็ดกระถินพิมาน ๑ เห็ดมูลโค ๑ รากนางแย้ม ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากโมง ๑ เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท บดทาแก้ปวดร้อนหายแล ฯ ถ้าร้อนหนัก เอา หัวบานเย็น ๑ ยาข้าวเย็น ๑ โกศก้านพร้าว ๑ เปลือกหอยโข่งเผา ๑ ฝุ่นจีน ๑ บด ละลายน้ำปูนใสทาหายแล ฯ ถ้ามิหายให้ร้อนหนัก ท่านให้เอา ก้ามปูทะเลเผา ๑ เปลือกหอยโข่งเผา ๑ รากลำโพงแดง ๑ รากขัด มอญ ๑ ฝางเสน ๑ ดินประสิว ๑ เปลือกจิกนา ๑ ผลจิกนา ๑ เอาเสมอภาคนำหาย จระเข้เป็นนำกระสาย ทา หายแล ฯ ยาทั้ง ๔ ขนานนี้ แก้ได้ทั้งไฟลามทุ่ง ลามเพลิง ถูกไฟ ถูกดินประสิว ถูกตะกั่ว ซัดน้ำมันก็ได้ทุก ประการ ได้ทำมามากแล้ว ถ้ายอดนั้นแตกออกให้แสบร้อน เป็นน้ำเหลืองก็ดี ให้เอาเปลือกประโลง ๑ ไส้ใน หมากดิบ ๑ กฤษณา ๑ เปลือกกระทุ่มขี้หมู ๑ ปูนพลู ๑ บดด้วยน้ำมันทาลัดเข้าแห้งแล ฯ ฯ หน้า ๓๐๒ ถ้ามิฟังพิษนั้นกล้านัก มักเผาเอาเนื้อนั้นสุก เหน้าเข้าไปแต่องคะชาด ทุกวัน ๆ ก็ดี ท่านให้หุงน้ำมันนี้ ใส่ดับพิษทั้งรักษาเนื้อไว้มิให้เหน้าเข้าไป ได้ ท่านให้เอาน้ำมะพร้าวาวที่งอกบนต้น เขี้ยวน้ำมันใส่ให้ได้ถ้วย ๑ จึงเอา ใบกระเม็ง ๑ ใบยาสูบสด ๆ ๑ เปลือกโพกพาย ๑ เปลือกจิก ๑ เปลือกกรด ๑ เบญจลำโพง ๑ ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบเลี่ยน ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ ถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันที่หุงไว้ ให้คงแต่น้ำมัน แล้ว เอาน้ำแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันฟองไก่จอก ๑ น้ำมันไขข้อโค จอก ๑ ปรุงใส่ลงเถิด วิเศษ นัก น้ำมันนี้ท่าน ค่าไว้ตำลึงทองหนึ่ง ใช้ได้ทุกประการ แลตานซาง สรรพฝีเปื่อยเหน้า ทั้งแก้มิให้เป็นด่าง เป็นแผล ให้คงดีดังเก่า และแก้ไส้ด้วน ไส้ลาม ดังกล่าวมาแต่หนหลังหายสิ้น อย่าสนเท่ห์เลย ได้ทำมามากแล้ว ตำลานี้ ฝรั่ง เอามาแต่ เมืองยักกัตราแล ฯ น้ำมันแก้เปื่อยลำลาบเข้าไปถึงในท้องในลำไส้ คือดังกล่าวมา แต่หนหลังนั้นท่านให้หุงน้ำมันกินภายใน เอาใบประทุมราชา ๑ ใบหญ้างวงช้าง ๑ ใบตานหม่อน ๑ ใบตะไคร้น้ำ ๑ ใบตะไคร้บก ๑ ใบตะไคร้หางนาค ๑ ใบส้มหมู ๑ ใบโกลน ๑ หญ้าแพรก ๑ หญ้าปากควาย ๑ ใบฝาง ๑ ใบคนทา ๑ ใบนนทรี ๑ ใบปีบ ๑ ใบ จิงจ้อ ๑ ใบผักเข็ด ๑ ใบชุมเห็ดไทย ๑ ใบขี้เหล็ก ๑ ใบสะเดา ๑ ใบผักปราบ ๑ ใบผักเปลว ๑ ใบขมิ้นอ้อย ใบไม้ทั้ง ๒๒ สิ่งนี้ ตำคั้นเอาน้ำสิ่งละ ๑ ทะนาน แล้วจึงเอา แก่นปรู ๑ แก่นมะหาด ๑ แก่นขี้เหล็ก ๑ หน้า ๓๐๓ แก่นมะเกลือ ๑ แก่นสน ๑ ไม้สัก ๑ กรักขี ๑ ประดู่ ๑ พยุง ๑ แก่นพรหม ๑ แก่นกันเกรา ๑ แก่น กระพี้เขาควาย ๑ ขันทองพยาบาท ๑ รากพุงแก ๑ รากหนามรอบตัว ๑ รากป่าช้าหมอง ๑ ทองต้น ๑ ทอง เครือ ๑ รากมะเดื่อดิน รากกระโดนดิน ๑ รากกระถินพิมาน ๑ รากโพปราสาท ๑ รากราชมานพ ๑ รากกำจัด ๑ รากโพกพาย๑ รากพุ่มไก่ทั้งสอง ๒ รากกะลำเพาะ ๑ รากลูกเขยตายแม่ยายชักปก ๑ รากกำจาย ๑ ราก กระทกรก ๑ รากกระทุงลาย ๑ เปลือกกระทุ่มขี้หมู ๑ เปลือกโพกพาย ๑ ราก ปลิงคะราช ๑ รากมหา
๑๒๔ จักรพรรดิ ๑ แก่นแสมสาร ๑ แก่นแสมทะเล ๑ เบญจราชพฤกษ์ ๑ ยาทั้ง ๓๙ สิ่งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท เคี่ยวให้คงแต่น้ำมันข้น ๆ เอาแต่ ๓ ทะนาน ประสมกันกับยาใบไม้ เอาน้ำมันงา ๓ ทะนาน หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้งจึงเอายาปรุงลง เอา เทียนทั้ง ๕ โกศทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กาลพลู ๑ เบญกานี ๑ สีเสียดทั้งสอง ๒ น้ำประสารทอง ๑ เมล็ดในฟักเข้า ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ รวมยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๒ สลึง ปรุงลงที่น้ำมันให้กินดูก่อน สัก ๓ – ๔ วัน แล้วจึงให้กินน้ำมันต่อไปเจ็ดวัน แล้วจึงให้กินยาผายเสีย แล้วจึงต้ม ยาสมานต่อไป ให้เอา ยาข้าวเย็น หนัก ๕ ตำลึง ขันทองพยาบาท หนัก ๒๒ บาท หนอนตายหยาก หนัก ๖ บาท แสมสาร หนัก ๔ บาท แสมทะเล หนัก ๔ บาท เปล้าใหญ่ หนัก ๔ บาท เปล้าน้อย หนัก ๔ บาท เทียนดำ หนัก ๔ บาท เทียนขาว หนัก ๔ บาท ใบถั่วแระ ๑ ใบกระเม็ง ๑ ใบผักเป็ด เอาสิ่งละ ๑ กำมือ พริกไทย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ เอาหนักสิ่งละ ๒ บาท สุพรรณถันเหลือง หนัก ๖ บาท ต้มกินหายวิเศษนัก ฯหน้า ๓๐๔ แล้ว จึงต้มน้ำฝาดชะล้าง เอา ผักเสี้ยนไทยทั้งต้นทั้งราก ต้มให้งวดแล้ว จึงเอา สารส้มใส่ ทิ้งไว้ให้เย็น ชำระแผล ให้ชำระฝ้าออกให้สิ้น ให้ชะด้วยน้ำจุณสี เอาแต่ น้ำใส ๆ ชะเสีย ๓ วัน ๆ ละ ๓ เวลา ครั้นสิ้นฝ้า แล้วจึงชะน้ำยาต่อไป น้ำยาที่ใช้ชะฝ้า ท่าน ให้ เอา เปลือกจิก ๑ เปลือกกรด ๑ เปลือกประโลง ๑ เปลือกแคฝอย ๑ ราก พิลังกาสา ๑ เปลือกมะฝ่อ ๑ เปลือกมะกอก ๑ เปลือกมะม่วงพรวน ๑ ต้มแช่ ต้มชะบ้าง กว่าจะสิ้นฝ้าวิเศษนัก ถ้าแผลนั้นสิ้นฝ้าอยู่แล้ว จึงเอา น้ำมะพร้าว จอก ๑ น้ำมันฟองไก่ จอก ๑ น้ำมันโคจอก ๑ เคี่ยวขึ้น แล้วจึงเอาขี้ผึ้งใส่ลงกวนดูให้เป็นขี้ผึ้งสีปากแล้วจึงเอา ฝุ่นจีน ๑ ยางตะเคียน ๑ ใส่ลงแค่พอสมควร แล้วบด เถิด ปิดแผลหายวิเศษนัก ถ้ามิหายให้ทำยาโรย ให้ขูดเอาหัวกะลามะพร้าวกะทิ ๑ ใบหว้าเผา ๑ ผลเบญกานีขั้ว ๑ น้ำประสาร ทองหน่อย ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ใบตาลเผา ๑ ฝุ่นจีน ๑ ยาทั้งนี้กวนให้ละเอียด ดังยนัตถุ์ ครั้นชะแล้วจึงโรยไปกว่า จะหายเถิด อนึ่งถ้าจะแก้ด้วยยาใด ๆมิหาย ให้แก้ด้วยยาสิ่งนี้เถิด ให้เอา ปรอท หนัก ๑ บาท เทียนทั้ง ๕ หนัก สิ่งละ ๒ สลึง ข้าวขั้ว หนัก ๑ บาท ใบกระเพรา ๑ ใบพลูแก ๑ เจตมูล ๑ กาลพลู ๑ ยาทั้งนี้เอา หนัก สิ่งละ ๒ สลึง ผลจันทน์ ๑ ตำละลายน้ำผึ้ง น้ำสุรา ก็ได้ กินไป ๗ วันหายแล ฯ หน้า ๓๐๕ ถ้ามิหายให้กินไปกว่าจะสิ้นยานั้น ให้กินเช้า กินเย็น เป็น มะเร็ง ครุฑราด ก็หาย (มุจฉาปักขันทิกา) (จบบริบูรณ์แต่เพียงเท่านั้น) บทที่ ๑๐ ว่าด้วยเรื่องไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวงเกิดความเป็นไข้ล้มตายเป็นอันมาก แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ พระคัมภีร์ ตักกะศิลาโดยสังเขป หน้า ๓๐๖ สิทธิการิยะ จะกล่าวถึงเมืองตักกะศิลา เกิดความไข้วิปริต เม่าห่าลงเมือง ท้าวพระยา ไพร่ฟ้าข้า แผ่นดิน ทั้งปวง เกิดความเป็นไข้ล้มตายเป็นอันมาก ซึ่งคนที่เหลือตายอยู่นั้นออกจากเมืองตักกะศิลาไป ยัง เหลือแต่เปลือกเมืองเปล่า ยังมีฤาษีองค์หนึ่ง มีนามมิได้ปรากฏ เที่ยวโคจรมาแต่ป่าหิมะพาน จึงเห็นแต่เมือง เปล่า ๆ มีแต่ซากศพตายก่ายกองทั้งบ้านทั้งเมือง เธอจึงตั้ง พิธีชุบซากศพนั้นขึ้น แล้วถามว่าท่านทั้งหลายนี่เกิด เหตุอะไร จึงล้มตายเป็นอันมาก ฝูงคนทั้งหลายที่ชุบเป็นขึ้นนั้น จึงแจ้งความว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บ้านเมือง นี้เกิดความเป็นไข้ขึ้นพิกล ต่าง ๆ ลางคนเป็นไข้ วัน ๑ บ้าง ๒ วัน บ้าง ๓ วันบ้าง ๔ วันบ้าง แล้วก็ตาย ลางคน นอน บางคนนั่ง บางคนยืน บางคนตะแคง บางคนนอนหงาย ตาย เป็นเหตุเพราะความตายอย่างนี้ พระดาบส
๑๒๕ ได้ฟังถ้อยคำของคนทั้งหลายบอกดังนั้นก็มีใจกรุณาแก่สัตว์ทั้งหลาย เธอพิจารณาด้วยฌานสมาบัติว่าห่าลงเมือง จึงแต่งพระคัมภีร์ไข้เหนือแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ตักกะศิลา สำหรับนำไปใช้ในวันข้างน่า ให้รูประเภทอาการเพื่อจะ ให้สืบทอดอายูสัตว์ไว้ถ้าผู้ใดจะเรียนเป็นแพทย์รักษาโรคไข้พิษ ไข้เหนือ ก็ย่อมมีมาหลายจำพวก ผู้จะเป็น แพทย์รักษา ไข้พิษ ไข้เหนือนั้น ให้เอา ดินโปร่ง ๗ โปร่ง ดินท่า ๗ ท่า ดิน ปลวก ๗ แห่ง ดินสระ ๗ สระ ดิน ป่าช้าวันอังคาร แล้ว ให้เอา ใบราชพฤกษ์ ๑ ใบไชยพฤกษ์ ๑ ใบคันธพฤกษ์ ๑ ใบชุมแสง ๑ เผา ผสมกับดิน ปั้นเป็นรูปพระดาบสไว้บูชา เมื่อจะบดยาเชิญรูปพระดาบส มาตั้งไว้เป็นประธาน จึงทำเครื่องบูชาพระดาบส ดอกไม้ธูปเทียนเครื่องกระยาบวช บายศรีซ้ายขวาผ้าขาวปู เคารพสักการะพระดาบสแล้ว เสกยาด้วยพระคาถา นี้ ( อธิเจตโส อปมชฺชโต โมนปเถ สุสิกฺขโต โสกา นพฺภวันฺติ ตาทิโน อุปสนฺตสฺส สติ่มโต) เมื่อจะไปดูไข้ก็ ให้ว่า พระคาถานี้ ให้เสกน้ำล้างหน้ารดตัว ผู้ที่จะเรียนเป็นแพทย์ รักษาไข้พิษ ไข้เหนือนั้น จึงจะคุ้มอุปัทวะ อันตราย แห่งตัวได้ แล้วให้เสกน้ำมนต์ประคนไข้ แล้วพิจารณาไข้ให้ถ่องแท้หน้า ๓๐๗. เมื่อผู้เป็นเจ้าของของคนไข้ จะแสดงเภทไข้ ของไข้พิษ ไข้เหนือ และไข้กาฬ ให้คนทั้งหลายรู้ ประจักษ์ คือ อันใดจะเป็นไข้พิษนั้น เป็นต้น ไข้อีดำ อีแดง ไข้ปานดำ ปานแดง ไข้รากสาด ไข้สายฟ้าฟาด ไข้ ระบูชาติ ไข้กระดานหิน ไข้สังวาลพระอินทร์ ไข้มหาเมฆ ไข้มหานิล ไข้เข้าไหม้ ใหญ่ –ไข้เข้าไหม้น้อย ไข้ เข้าไหม้ใบเตรียม ไข้ไฟเดือนห้า ไข้เปลวไฟฟ้า ไข้หงส์รันทด ดาวเรือง ไข้จันทร์สูตร ไข้สุริยะสูตร ไข้เมฆ สูตร ว่าดังนี้คนทั้งหลายจึงวิงวอน ว่าข้าแต่ผู้เป็นเจ้าจงได้โปรดสัตว์ทั้งหลายให้อายุยืนยาวไปข้างน่านั้น ขอผู้ เป็นเจ้าของไข้โปรดให้ข้าพเจ้าทราบอาการไข้ เภทไข้ ลักษณะไข้ ทุกประการ ครั้งนั้นพระดาบส มีเมตตา กรุณา แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอ้อนวอนด้วยใคร่จะให้รู้แจ้งประจักษ์ เภทไข้เหนือ ไข้พิษนั้นอันมีลักษณะ ต่าง ๆ คือ อันใดบ้าง แลพระผู้เป็นเจ้าจึงห้ามว่า ไข้จำพวกนี้ย่อม ห้ามมิให้ วาง ยาร้อน ยาเผ็ด ยาเปรี้ยว (ห้ามยา ร้อนเผ็ดเปรี้ยว) อย่าให้ประคบนวด อย่าให้ปล่อยปลิง อย่าให้กอกเอาโลหิตออก อย่าให้ถูกน้ำมัน เหล้าก็อย่า ให้ถูก น้ำร้อนก็ห้ามมิให้อาบมิให้กิน ส้มที่ควันที่ผิว กะทิน้ำมันก็ไม่ให้กิน ถ้าใครไม่รู้ทำทำผิดดังกล่าวมานี้ ก็ ถึงความตายดังนั้นแล หน้า ๓๐๘. อนึ่งผู้เป็นเจ้าจะแสดงเภททั้งหลายไปข้างน่าให้ผู้จะเป็นแพทย์จงพิจารณาให้ละเอียด ในลักษณะ ไข้ เหนือ พิษกาฬ บางทีไม่เจ็บ ไข้สบายเป็นอยู่ปรกติ ไข้เกิดในกาย ให้ผุดเป็นแผ่น เป็นเม็ด แดง-ดำ-เขียวก็ดี เป็นทรายทั่วตัวไปก็มี ผุด ได้ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน จึงล้มไข้ ใน ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน ทำพิษต่าง ๆ ผุดขึ้นเป็นแผ่น เป็นวง เป็นเม็ดทรายขึ้นมา เป็นสีแดง สีดำ สีเขียว สีน้ำคราม เป็นสีต่าง ๆ รอดบ้าง ตายบ้างแล ให้แพทย์ เร่ง ยาจงหนัก ยากระทุ้งให้ไข้นั้นขึ้นให้สิ้น ถ้ากระทุ้งมิสิ้นกลับเข้าไปกินตับปอด ให้ลงเป็นโลหิต เป็นเสมหะ ลางที่ลงทางทวารปัสสาวะ บางทีให้อาเจียนเป็นโลหิต ให้ไอ บางทำให้ร้อนกระหายน้ำหอบสะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้ชักตาเหลือกตากลับ บางทีทำพิษให้จับหัวใจ ให้ นอนกรนไม่มีสติสมปฤดี ให้จับหลับกรนอยู่ครอก ๆ ลางทีกระทำพิษ ทำให้ปิตตะสมุฏฐานกำเริบ ให้เหลืองไปทั่วกาย ถ้าแพทย์รักษาดีก็จะรอด ถ้ารักษาไม่ดีก็ ตาย ให้ตรองให้จงหนัก พระผู้เป็นเจ้าจึงสำแดงให้แพทย์ พิจารณารักษาไข้พิษ ไข้เหนือ ให้ละเอียด ถ้าไม่รู้จัก รักษาไข้ ที่ชื่อว่า ไข้เหนือ ไข้พิษ ห้ามมิให้ไปรักษาเขา เห็นแก่อามิสสินจ้าง โลภจะเอาทรัพย์เขาวางยาผิด เขาตายลงด้วยพิษยา ของตัว แพทย์นั้นจะตกอยู่ในมหาอเวจีนรก ถ้าแพทย์ผู้ใดประกอบไปด้วยเมตตาจิตร เป็น ปุเรจาริก มีสติปัญญาประคับประครองรักษา วางยาชอบด้วยโรค เหมือนพระโยคาวจรที่ท่านพิจารณาจง ละเอียด แพทย์ผู้นั้นจะจำเริญประโยชน์ ในโภคสมบัติอายุยืนสิริสวัสดิ์วัฒนา อันเป็นเบื้องหน้าแก่แพทย์ ผู้นั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงแสดงให้รู้แต่เพียงเท่านี้ หน้า ๓๐๙. อนึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะตกแต่งคัมภีร์ไข้เหนือ แลไข้พิษ แลพิษกาฬภายใน ลักษณะ ไข้ให้ผู้เป็นแพทย์พึงรู้ ให้ถ่องแท้ ว่า ไข้พิษ หรือว่าไม่ใช่ ไข้พิษ ก็แลลักษณะไข้พิษนั้น คือ อีดำ อีแดง เมื่อไข้จับ จะทำให้มือเย็นเท้า เย็น ทำให้ตัวร้อนดังเปลวไฟ ให้จักษุแดงดังโลหิต (คือตาแดงเป็นดังสายเลือด) ร้อนเป็นตอนเย็น เย็นเป็นตอน