2
เอกสารคำสอน
รายวิชา BU5006 ศาสนาเพือ่ การพัฒนา
(Religion for Development)
พระครวู นิ ยั ธร สัญชัย ทพิ ยโ์ อสถ, ดร.
(ตำแหน่ง..............................................................)
คณะศาสนาและปรชั ญา
สาขาวชิ าพุทธศาสตรเ์ พือ่ การพฒั นา
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
2564
คำนำ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา BU5006ศาสนาเพื่อการพัฒนา (Religion for Development)
น้ี ได้เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระรายวิชา ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชา
พระพุทธศาสนา 18 หน่วยกิต รายวิชาบังคับเรียน 12 หน่วยกิต เป็นหนึ่งในรายวิชาเลือกเรียน 6
หน่วยกิต ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนในการใช้
ประกอบการสอนของอาจารย์ ทมี่ งุ่ เนน้ ให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา เอกสารเล่มนี้ ได้แบ่ง
เนื้อหาในการเรียนการสอนไว้ 15 สัปดาห์ ได้แก่ แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 ความเป็นมาของ
ศาสนาเพื่อการพัฒนา แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 2 ความรู้เบื้องต้น วิเคราะห์ความรู้พื้นฐานทาง
ศาสนา แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 3 วิเคราะห์แนวคิดทางวัฒนธรรมกับศาสนา แผนการสอน
ประจำสัปดาห์ที่ 4 วิเคราะห์แนวคิดทางเศรษฐกิจกับศาสนา แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 5
วิเคราะห์แนวคิดทางการเมือง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 6 วิเคราะห์แนวคิดทางการเมืองกับ
ศาสนา แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 7 วิเคราะห์พระพุทธศาสนากับการเมืองในสงั คมไทย แผนการ
สอนประจำสัปดาห์ที่ 8 วเิ คราะห์สถานะปจั จุบนั ของศาสนาในสังคมโลก แผนการสอนประจำสัปดาห์
ที่ 9 วิเคราะห์หลกั การศาสนสัมพันธใ์ นศาสนาตา่ งๆ ของโลก แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 10 ศึกษา
วิเคราะห์พระพุทธศาสนาเถรวาท แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 11 ศึกษาวเิ คราะห์พระพุทธศาสนา
มหายาน แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 12 วิเคราะห์วรรณกรรมท่ีสำคัญในพระพุทธศาสนา แผนการ
สอนประจำสัปดาห์ที่ 13 วิเคราะห์สภาพการณ์บริหารจัดการวัด แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 14
วิเคราะห์การบริหารจัดการทุน บัญชีวัด และการตรวจสอบเทียบกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15. สรุปบทเรียนศาสนาเพื่อการพัฒนาสังคมปัจจุบัน ผู้สอนได้ศึกษา
รายละเอยี ดแต่ละหัวข้อเรือ่ งทีส่ อนจากเอกสาร หนังสอื ตำรา หรือสอ่ื อื่น ๆ เพิม่ เติมอีก
หวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คงอำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตามสมควร หาก
ทา่ นที่นำไปใช้มขี ้อเสนอแนะ ผู้เขยี นยินดีรับฟังขอ้ คิดเหน็ ต่าง ๆ และขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี
พระครวู นิ ัยธรสัญชัย ญาณวีโร. ดร.
8 กรกฎาคม 2564
2 หนา้
(1)
สารบญั (2)
(9)
คำนำ (9)
สารบัญ (9)
แผนบริหารการสอนประจำรายวชิ า (9)
(9)
รายวชิ า BU5006 ศาสนาเพื่อการพัฒนา (Religion for Development) (9)
จำนวนหนว่ ยกิต (9)
เวลาเรยี น (10)
คำอธบิ ายรายวชิ า (10)
จุดมงุ่ หมายรายวชิ า (10)
เนอ้ื หา 1
วิธีสอนและกจิ กรรม 1
สื่อการเรยี นการสอน 1
การวดั และประเมินผล 4
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 4
หวั ขอ้ เรือ่ ง ความเป็นมาของศาสนาเพ่อื การพฒั นา 4
รายละเอียด 4
จำนวนชั่วโมงทส่ี อน 5
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 5
ส่ือการสอน 5
การประเมนิ ผลการเรียน 6
เนอื้ หาท่จี ะสอน 6
คำถามทา้ ยบท
เอกสารอา้ งอิง
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 2
หัวขอ้ เร่ือง วเิ คราะหค์ วามรูพ้ ืน้ ฐานทางศาสนา
3 6
15
รายละเอยี ด 15
จำนวนชัว่ โมงที่สอน 15
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 15
สื่อการสอน 15
การประเมินผลการเรยี น 15
เน้ือหาทจ่ี ะสอน 16
คำถามทา้ ยบท 17
เอกสารอ้างองิ 17
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 3 17
หัวขอ้ เร่อื ง วิเคราะหแ์ นวคิดทางวัฒนธรรมกบั ศาสนา 20
รายละเอียด 20
จำนวนชว่ั โมงที่สอน 20
กจิ กรรมการเรียนการสอน 20
สือ่ การสอน 21
การประเมนิ ผลการเรยี น 21
เนอ้ื หาทีจ่ ะสอน 21
คำถามทา้ ยบท 22
เอกสารอ้างองิ 22
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 4 22
หวั ขอ้ เร่ือง วเิ คราะห์แนวคิดทางเศรษฐกิจกับศาสนา 34
รายละเอียด 34
จำนวนชั่วโมงที่สอน 34
กิจกรรมการเรยี นการสอน 34
สื่อการสอน 34
การประเมนิ ผลการเรยี น 34
เนื้อหาทจี่ ะสอน
คำถามทา้ ยบท
4 34
36
เอกสารอา้ งอิง 36
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 5 36
42
หวั ขอ้ เร่อื ง วิเคราะห์แนวคิดทางการเมอื ง 42
รายละเอียด 43
จำนวนช่วั โมงท่ีสอน 43
กิจกรรมการเรยี นการสอน 43
สือ่ การสอน 43
การประเมนิ ผลการเรียน 43
เนือ้ หาทจ่ี ะสอน 45
คำถามท้ายบท 45
เอกสารอา้ งองิ 45
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 6 58
หัวขอ้ เรื่อง วิเคราะหแ์ นวคิดทางการเมืองกับศาสนา 58
รายละเอยี ด 58
จำนวนช่วั โมงทส่ี อน 58
กิจกรรมการเรยี นการสอน 58
ส่อื การสอน 58
การประเมินผลการเรียน 59
เน้ือหาทีจ่ ะสอน 61
คำถามท้ายบท 61
เอกสารอ้างองิ 61
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 7 77
หวั ข้อเร่อื ง วิเคราะหพ์ ระพุทธศาสนากบั การเมอื งในสังคมไทย 77
รายละเอยี ด 77
จำนวนชั่วโมงท่สี อน
กจิ กรรมการเรียนการสอน
ส่ือการสอน
5 77
77
การประเมินผลการเรียน 77
เน้อื หาที่จะสอน 77
คำถามทา้ ยบท 79
เอกสารอา้ งองิ 79
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 8 79
หัวขอ้ เรื่อง วเิ คราะห์สถานะปจั จุบนั ของศาสนาในสงั คมโลก 93
รายละเอียด 93
จำนวนชวั่ โมงทส่ี อน 93
กิจกรรมการเรยี นการสอน 93
สื่อการสอน 93
การประเมินผลการเรยี น 94
เนอ้ื หาท่จี ะสอน 94
คำถามทา้ ยบท 95
เอกสารอา้ งองิ 95
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 9 95
หัวข้อเรอื่ ง วเิ คราะหห์ ลักการศาสนสัมพนั ธใ์ นศาสนาตา่ งๆ ของโลก 110
รายละเอียด 110
จำนวนชวั่ โมงท่สี อน 110
กิจกรรมการเรยี นการสอน 110
ส่ือการสอน 111
การประเมนิ ผลการเรียน 111
เนอ้ื หาท่ีจะสอน 111
คำถามทา้ ยบท 113
เอกสารอา้ งอิง 113
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 10 113
หวั ข้อเรือ่ ง ศึกษาวิเคราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาเถรวาท
รายละเอยี ด
6 136
136
จำนวนชว่ั โมงที่สอน 136
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 136
สอื่ การสอน 137
การประเมนิ ผลการเรียน 137
เนื้อหาท่จี ะสอน 137
คำถามท้ายบท 139
เอกสารอา้ งอิง 139
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 11 139
หวั ข้อเรอื่ ง ศกึ ษาวเิ คราะห์พระพุทธศาสนามหายาน 152
รายละเอียด 152
จำนวนช่ัวโมงทสี่ อน 152
กจิ กรรมการเรียนการสอน 152
ส่อื การสอน 153
การประเมนิ ผลการเรียน 153
เน้อื หาที่จะสอน 153
คำถามท้ายบท 155
เอกสารอ้างองิ 155
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 12 155
หัวข้อเรื่อง วเิ คราะห์วรรณกรรมทสี่ ำคัญในพระพุทธศาสนา 206
รายละเอียด 206
จำนวนชัว่ โมงทีส่ อน 206
กิจกรรมการเรียนการสอน 206
สื่อการสอน 207
การประเมินผลการเรยี น 207
เนือ้ หาที่จะสอน 207
คำถามท้ายบท
เอกสารอ้างองิ
7
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 13 211
หัวขอ้ เรือ่ ง วิเคราะหส์ ภาพการณบ์ รหิ ารจดั การวัด 211
211
รายละเอียด 220
จำนวนช่ัวโมงทสี่ อน 220
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 220
สื่อการสอน 220
การประเมินผลการเรยี น 220
เนือ้ หาที่จะสอน 220
คำถามทา้ ยบท 221
เอกสารอ้างอิง 224
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 14
หวั ข้อเรื่อง วเิ คราะห์การบริหารจดั การทนุ 224
บญั ชีวัด และการตรวจสอบหลกั การมสี ่วนร่วมกบั การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ 224
รายละเอยี ด 235
จำนวนชัว่ โมงท่ีสอน 235
กิจกรรมการเรยี นการสอน 235
ส่อื การสอน 235
การประเมนิ ผลการเรยี น 235
เนอ้ื หาทีจ่ ะสอน 236
คำถามทา้ ยบท 236
เอกสารอา้ งองิ 239
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 15 239
หัวขอ้ เร่อื ง สรุปบทเรียนศาสนาเพ่อื การพัฒนาสังคมปัจจบุ ัน 239
รายละเอียด 248
จำนวนชั่วโมงทส่ี อน 248
กจิ กรรมการเรียนการสอน 249
สอ่ื การสอน
8
การประเมินผลการเรียน 249
เนอื้ หาทจี่ ะสอน 249
คำถามท้ายบท 249
เอกสารอา้ งองิ 249
บรรณานุกรม 251
9
แผนบริหารการสอนประจำรายวิชา (ตาม มคอ.3)
รายวิชา ศาสนาเพอื่ การพฒั นา
รหสั วชิ า BU5006
(ชือ่ วชิ าภาษาองั กฤษ) Religion for Development
จำนวนหน่วยกิต – ชว่ั โมง [เชน่ 2 (2-0-4) ]
เวลาเรยี น 15 สปั ดาห์ (2 x 15) = 30 ชม./ภาคเรียน 30 ชว่ั โมง/ภาคเรียน
ศกึ ษาค้นควา้ ด้วยตนเอง = 4 x 15 = 60 ชม./ภาคเรียน
คำอธบิ ายรายวชิ า
ความรู้พื้นฐานทางศาสนา แนวคิดทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมืองของศาสนา
สถานะปัจจุบนั ของศาสนาในสังคมโลก หลักการศาสนสัมพนั ธ์ และศึกษาพระพทุ ธศาสนาเถรวาทและ
มหายาน วรรณกรรมท่ีสำคัญในพระพทุ ธศาสนา สภาพการณ์บรหิ ารจัดการวัด การบริหารจดั การทนุ
บญั ชีวัด และการตรวจสอบ หลกั การมีสว่ นรว่ มการบริหารจัดการวดั ของชุมชน
จุดมุ่งหมายรายวิชา
1. วิเคราะห์ความร้พู ื้นฐานทางศาสนา
2. วิเคราะหแ์ นวคิดทางวัฒนธรรมกบั ศาสนา
3. วิเคราะหแ์ นวคิดทางเศรษฐกิจกบั ศาสนา
4. วิเคราะห์แนวคดิ ทางสังคมกบั ศาสนา
5. วิเคราะหแ์ นวคดิ ทางการเมอื งของศาสนา
6. ศึกษาวิเคราะหส์ ถานะปัจจุบันของศาสนาในสังคมโลก หลกั การศาสนสัมพนั ธ์
7. ศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน
8. ศกึ ษาวรรณกรรมที่สำคญั ในพระพทุ ธศาสนา
9. วิเคราะหส์ ภาพการณ์บริหารจัดการวัด
10. การบริหารจดั การทุน บญั ชีวดั และการตรวจสอบ
11. วิเคราะห์หลักการมีส่วนรว่ มการบรหิ ารจดั การวัดของชุมชนกับวัด
เนอ้ื หา 2 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 1 ความเป็นมาของศาสนาเพ่อื การพฒั นา 2 ชวั่ โมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 2 ความรพู้ ื้นฐานทางศาสนา 2 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 3 วเิ คราะห์แนวคิดทางวฒั นธรรมกับศาสนา 2 ช่วั โมง
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 4 วเิ คราะหแ์ นวคดิ ทางเศรษฐกิจกบั ศาสนา
10
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 5 วเิ คราะหแ์ นวคิดทางการเมือง 2 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 6 วเิ คราะห์แนวคิดทางการเมืองกับศาสนา 2 ชวั่ โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 7 วิเคราะห์พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองในสงั คมไทย 2 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 8 วเิ คราะห์สถานะปจั จบุ ันของศาสนาในสังคมโลก 2 ช่ัวโมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 9 วิเคราะห์หลักการศาสนสมั พันธใ์ นศาสนาตา่ งๆ ของโลก2 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 10 ศึกษาวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาเถรวาท 2 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 11 ศกึ ษาวเิ คราะห์พระพุทธศาสนามหายาน 2 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 12 วิเคราะหว์ รรณกรรมทสี่ ำคัญในพระพทุ ธศาสนา 2 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 13 วิเคราะหส์ ภาพการณบ์ ริหารจัดการวดั 2 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 14 วเิ คราะหก์ ารบริหารจัดการทนุ บัญชีวัด และการตรวจสอบเทียบกับ
การบริหารกิจการคณะสงฆ์ 2 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 15 สรุปบทเรียนศาสนาเพ่อื การพฒั นาสังคมปัจจบุ ัน 2 ช่ัวโมง
วธิ ีสอนและกจิ กรรม (ตาม มคอ.3)
1. บรรยาย
2. มอบหมายงาน / คน้ ควา้ งาน
3. การซกั ถาม จัดกจิ กรรมในหอ้ งเรียน
4. นำเสนองานของนักศึกษา
สือ่ การเรียนการสอน (ตาม มคอ.3)
1. Power Point
2. เอกสารประกอบการสอน
3. แบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
การวัดและประเมินผล (ตาม มคอ.3) ร้อยละ 70
1. การวดั ผล (คือการกำหนดตัวเลขหรอื คะแนนดิบ) รอ้ ยละ 30
1.1 คะแนนระหว่างภาครวม รอ้ ยละ 30
1.1.1 นำเสนองาน ในชน้ั เรยี น
1.1.2 สอบกลางภาค
11
1.1.3 เจตคติ จติ พิสัย รอ้ ยละ 10
1.2 คะแนนสอบปลายภาครวม รอ้ ยละ 30
1.2.1 สอบปลายภาค รอ้ ยละ 30
2. การประเมินผล (คือ การพิจารณาตัดสินคุณภาพการเรียนการสอนโดยเอาการวัดผลมา
เปน็ เครื่องมอื )
แบบองิ เกณฑ์
ระดบั คะแนน ค่ารอ้ ยละ คา่ ระดับคะแนน
A 90-100 4.00
B+ 85-89 3.50
B 75-84 3.00
C+ 70-74 2.50
C 60-69 2.00
D+ 55-59 1.50
D 50-54 1.00
E 0-49 0.00
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 1
หวั ข้อเรอ่ื ง ความเปน็ มาของศาสนาเพ่ือการพฒั นา
รายละเอยี ด
ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ไม่มียุคสมัยใดและไม่มีเผ่าใดเลยที่มนุษย์จะไม่นับถือ
ศาสนา ศาสนามีอิทธิพลและแพร่หลายในสังคมมนุษยท์ ุกยุคทุกสมัยตั้งแต่สังคมยคุ ดึกดำบรรพจนถึง
ยุคปัจจุบัน ศาสนาจึงมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มากที่สุดศาสนามีคุณค่าต่อมนุษย์ในทุก
ข้นั ตอนของการดำเนนิ ชวี ิต เพราะศาสนาชว่ ยให้มหี ลักที่ถูกต้องในการดำเนินชีวติ การอยู่รวมกันเป็น
สังคม ย่อมต้องมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทบกระทั่งกัน เมื่อมนุษย์แต่ละคนมีความต้องการที่
แตกต่างกันก็แสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกมา บางพฤติกรรมก็ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อนจึง
จำเป็นตอ้ งมีหลกั ปฏบิ ตั ิท่ถี ูกตอ้ งของการอยู่รว่ มกันในสังคม นัน่ คือหลักคำสอนทางศาสนานน่ั เอง เม่ือ
ทุกคนในสังคมมีหลักปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามย่อมทำให้สังคมสงบสุข ศาสนาในโลกนี้มีทั้งศาสนาที่
ยอมรับนับถืออำำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและศาสนาที่ไม่เชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า แม้
หลกั คำสอนของแตล่ ะศาสนาจะแตกตา่ งกนั แต่ทกุ ศาสนาลว้ นมีเป้าหมายเพื่อใหม้ นุษย์เปน็ คนดีและมี
ความสุขทั้งสิ้นการศึกษาความหมาย มูลเหตุการเกิดขึ้น วิวัฒนาการ ประเภทและความสำคัญของ
ศาสนาจะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เข้าใจความแตกต่างทางศาสนาก่อให้เกิดความเคารพต่อ
ศรัทธาทางศาสนาของผู้อื่น เพราะทกุ ศาสนาล้วนมเี ป้าหมายอนั เดียวกัน ดังนั้น ในบทความนี้ ผู้เขียน
จึงใคร่จะนำเสนอเนือ้ หาเกี่ยวกบั ศาสนา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถกู ต้องเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ ที่สำคัญ
ของโลก
แนวความคิดเกยี่ วกับศาสนาเพื่อการพัฒนา
สภาพสังคมปจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปสูสังคมไรพรมแดน หรือเรียกวา โลกาภิวัตน
(Globalization) ส่งผลใหเกดิ ความเจริญท้งั ดานวัตถุ ดานเทคโนโลยี ดานเศรษฐกจิ และดานสงั คม เช
น ดานเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและอํานวยความสะดวกใหแกการดําเนินชีวิตของมนุษย ทําให
มนุษยมีความสะดวกสบายในการดาํ เนินชีวิตมากขึ้น แตในขณะเดียวกันความเจริญทางดานวัตถุและ
สงั คม กลับทาํ ใหเกิดปญหาตางๆ ตามมามากมาย ทัง้ ปญหาทางดานการดํารงชวี ิต ปญหาดานคุณภาพ
สิ่งแวดลอม ปญหาดานคณุ ธรรมจริยธรรม ทําใหคนไทยมีความสุขในการดําเนินชีวิตลดลง สํานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ไดนําเสนอรายงานผลการพฒั นาเศรษฐกิจและ
สังคมของประเทศปแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 11 ถึงปญหาสภาพแวดล
อมและระบบนิเวศสมดุล เปนปจจัยบั่นทอนใหความอยูเย็นเปนสุขรวมกนั ในสงั คมไทยลดลง จากรอย
ละ 69.85 ในป 2554 เปนรอยละ 64.69 ในป 2555
2
เนื่องมาจากความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินลดลง จากจํานวนคดียาเสพติดที่มีแนวโน
มเพิ่มสูงขึน้ อยางตอ่ เนื่องคุณภาพสิ่งแวดลอมยังอยูในระดับตองปรับปรุงนอกจากนั้นยังไดกลาวถงึ สขุ
ภาวะของคนไทยวา ดัชนกี ารมสี ุขภาวะของคนไทยลดลงเล็กนอย จากรอยละ 72.11 ในป2554 เปนร
อยละ 72.03 ในป 2555 อนั มสี าเหตุมาจากประชาชนเจบ็ ปวยมากขน้ึ ปญหาเรอ่ื งคุณธรรม จรยิ ธรรม
กลับมีเพิ่มมากขึ้นจากรายงานฉบบั เดียวกัน แสดงใหเห็นวาจาํ นวนคดีอาญาตอประชากรแสนคนจาก
179.51 คดี ในป2554 เปน 180.04 คดี ในป 2555 อันเนื่องมาจากวิถีการดําเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปสู
การแขงขัน ปญหาสังคมที่ซับซอนมากขึ้น ทั้งนี้ เปนผลมาจากการพัฒนาเฉพาะดานวัตถุมากเกินไป
สงั คมไดมีการเปลย่ี นแปลงไปสูความเปนสังคมแบบบรโิ ภคนิยม หรอื วตั ถุนยิ มมากขึน้ การเจริญทางด
านวิทยาการตาง ๆ ทําใหเกิดปญหากับมนุษย ในขณะเดียวกันการพัฒนาทางดานตาง ๆ ดังกลาวมา
ก็สงผลตอมนุษยโดยตรง จากสภาพสงั คมทม่ี ีปญหาทั้งดานเศรษฐกิจสังคม การเมือง และสภาพแวดล
อม รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ถือเปนความเสื่อมถอยของคุณธรรมจริยธรรม
วัฒนธรรมประเพณี ทําใหผูมีสวนเกี่ยวของพยายามหาแนวทางและสาเหตุที่แทจริง หรือตนตอของป
ญหาเพื่อจะนําไปสูการแกไขปญหาอยางยง่ั ยืน
ซึ่งก็คือการพัฒนามนุษย เนื่องจากมนุษยถือไดวาเปนผูมีสวนสําคัญในการขับเคลื่อนการ
พัฒนาทุกอยางพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 (อางจากwww.moe.go.th/main2 /
plan/p-r-b4 2 -0 1 . htm) ไดกล่าวถึงจุดมุงหมายของการศึกษาวา เปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเป
นมนุษยที่สมบรูณทั้งรางกาย จิตใจ สติปญญาความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการ
ดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุขพรอมกันนี้ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต,
การศึกษาเพื่ออารยธรรมที่ยั่งยืน, 2542) ไดกลาววา การพัฒนามนุษยนั้น จะตองพัฒนาใหเปนกระ
บวนการ เรียกวา กระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ ระบบการพัฒนาคนใหครบทั้งระบบ คือพัฒนา
พฤติกรรม จิตใจ และปญญา ทั้งนี้ เนื่องมาจากพระพุทธศาสนามีความเชื่อวา มนุษยนั้นเปนองค
ประกอบที่สําคัญ ดังนั้น ควรมุงใหการศึกษาและจัดสรรปจจัยเกื้อหนุนอื่น ๆ เพื่อชวยใหมนุษยเจรญิ
งอกงามถึงความเปนมนษุ ยท่ีสมบรู ณ และมชี ีวติ ท่ีดีงามสมบรู ณ การทีจ่ ะพฒั นามนุษยใหเปนมนุษยท่ี
สมบูรณ กลาวคือ เปนผูมีพฤติกรรมที่ดีงาม มีจิตใจอันประกอบดวยคุณธรรมจริยธรรม ดําเนินชีวิต
โดยใชปญญาเปนเคร่ืองดาํ เนนิ ชีวิตไมเอารดั เอาเปรียบบคุ คลอ่ืน ไมเอาเปรียบสังคม และธรรมชาติส่ิง
แวดลอม จะตองมีเครือ่ งมือในการพัฒนา ซง่ึ เครอื่ งมือท่ีสําคญั คือหลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนา
มนุษยจึงจําเปนท่ีจะตองไดรบั การพฒั นา ซง่ึ เคร่ืองมอื ที่จะใชในการพัฒนาน้นั คือ การศกึ ษา ก็คือการ
เรียนรู การฝกฝนอบรม มนุษยที่สมบูรณแบบตามความเชื่อในพระพุทธศาสนานั้นคือ มนุษยที่ไดรับ
การพฒั นาอยางมรี ะบบ มีการพฒั นาอยางครบวงจร และมกี ารพฒั นาตนเองอยางตอเน่ือง การพัฒนา
จะเปนไปพรอมกันทง้ั 3 ดาน คอื
3
1. พัฒนาพฤติกรรม (ศีล) หรือวธิ ีการใชชีวิตตลอดจนการทํามาหาเลย้ี งชีพ ในการพฒั นาดาน
นเ้ี ครื่องมอื ทใ่ี ชในการพฒั นาคนใหมีศีล
2. พฒั นาดานจติ ใจ (สมาธิ) คือพฒั นาคุณธรรมความเขมแข็ง ม่ันคงของจิตใจและสภาพจิตที่
ดงี าม รวมทงั้ ความสุข
3. พัฒนาดานปญญา (ปญญา) คือความรูความเขาใจตาง ๆ รวมทั้งแนวความคิด ทัศนคติ
และคานิยม ในการฝกฝนหรือพัฒนาดานความรู ความเขาใจ ทําไดโดยรูจักวินิจฉัย ไตรตรอง
ตรวจสอบโดยอาศัยเหตุผล เพื่อใหเขาใจความเปนจริงที่เปนสากลของสิ่งทั้งปวงมนุษยเปนสัตว
ประเสรฐิ เปนสัตวท่ีมคี วามแตกตางจากสตั วอน่ื ๆ คอื เปนสตั วทสี่ ามารถพัฒนาไดคือ สามารถพัฒนา
ศกั ยภาพของตนเองไดอยางไมมีขดี จาํ กัด
ดังพระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต, 2538, หนา11-12) ไดกลาวไวในหนังสือการศึกษากับการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษยวา พระพุทธศาสนามีความเชื่อวามนุษยเปนสัตวที่สามารถฝกได สามารถ
พัฒนาได คือพัฒนาจากความเปนคนธรรมดาไปสูความเปนกัลยาณชน โดยอาศัยการฝกฝนอบรม จึง
จะสามารถดํารงชีวิตอยูได การฝกอบรมก็คือ การศึกษา เมื่อมนุษยมีการศึกษาที่ดีแลวยอมสามารถ
พัฒนาไดไมมีที่สิ้นสดุ สามารถพฒั นาจนเปนพุทธะได แสดงใหเหน็ วามนุษยเปนผูมีศักยภาพ และการ
จะพัฒนาศักยภาพได ต องเกิดจากสิกขา หรือการศึกษา และหลักการศึกษาที่สําคั ญทาง
พระพุทธศาสนาคือ การปรับปรุงแก ไขตนเองอยู เสมอ หลักการที่สําคัญอย างหนึ่งในทาง
พระพุทธศาสนาท่ีจะนํามาใชสําหรับการฝกฝนอบรมตนเองของมนษุ ยคือพระธรรมคําสั่งสอนของพระ
พุทธเจา หลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจาดังกลาวนั้น เรียกวา“พุทธพจน” ปรากฏอยูในพระไตรป
ฎกจึงเปนพระคัมภีรที่สําคัญของพระพุทธศาสนาที่เกาแกที่สุด และเปนคัมภีรชั้นแรกที่ใชสําหรับอา
งอิงหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจาสอดคลองกับพระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต, 2546, หนา 66) ได
กลาวเอาไวในหนังสือพระไตรปฎก สิ่งที่ชาวพุทธตองรูวาการศึกษาคนควาพระไตรปฎกเพื่อใหเขาใจ
หลักธรรมคําสั่งสอนอยางถองแทจึงเปนกิจสําคัญยิ่งของชาวพุทธ ถือว าเปนการสืบตออายุ
พระพทุ ธศาสนาหรอื เปนความดํารงอยูของพทุ ธศาสนา กลาวคือถายงั มกี ารศกึ ษาคนควาพระไตรปฎก
เพือ่ นาํ ไปใชปฏบิ ตั จิ ะไมเสื่อมสูญไป
สังคมปจจุบัน มนุษยกําลังประสบปญหาตาง ๆ อยางมากมาย ทั้งปญหาดานการดาํ เนินชีวติ
ปญหาสังคมปญหาอาชญากรรม ปญหาดานสิ่งแวดลอม ปญหาดานเศรษฐกิจ เปนตน ซึ่งลวนแลวแต
เปนปญหามีสาเหตุมาจากมนุษยขาดศีลธรรมจริยธรรม มีความเห็นแกตัว เอารัดเอาเปรียบเพื่อน
มนุษยและสังคม ตลอดถึงธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้เพราะมนุษยขาดการดําเนินชีวิตโดยใชป
ญญา หางเหินจากศีลธรรม ละเลยศีลอันเปนขอปฏิบัตเิ บื้องตนที่จะเปนเครื่องมือในการจดั การสังคม
ใหมีความสงบเรียบรอย โดยเฉพาะอยางยิ่งคือศีล 5 ซึ่งเปนคุณธรรมเครื่องทําใหเปนมนุษยที่สมบรู ณ
แบบมคี ณุ ภาพและมีประสิทธภิ าพ เปนทรพั ยากรท่ีมคี ุณคา จงึ ทาํ ใหมนุษยตองประสบกับปญหาอยาง
4
ไมมีท่สี นิ้ สุด หากปลอยใหมนุษยดาํ เนินชวี ติ ตอไปโดยไมมีการพฒั นาพฤตกิ รรมใหมีความเปนระเบียบ
เรียบรอยดีงาม ยอมทําใหปญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น การจะพัฒนามนุษยใหเปนผูมี
พฤตกิ รรมท่ีดงี ามได ตองเรม่ิ จากการใชหลกั การพัฒนามนุษยของพระพุทธเจา ซ่งึ หลกั การดงั กลาวคือ
การพัฒนาดวยหลกั ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญญา ศลี ถอื ไดวาเปนคุณเบื้องตนท่จี ะพฒั นามนุษยเพ่ือ
ไตเตาไปหาความดีงามสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ สมาธิและปญญาได เนื่องจากศีลเปนเครื่องจัด
ระเบียบของกายและวาจาใหเรียบรอยดีงาม ซึ่งถือไดวากายและวาจาเปนพื้นฐานเบื้องตนของ
พฤติกรรมของมนุษยที่สามารถปรับปรุงและพัฒนา ดังนั้นในเบื้องตนจึงตองพัฒนาพฤติกรรมหรือ
ความประพฤติของมนุษยกอน พระสูตรท่มี กี ารกลาวถึงเร่ืองของศีลปรากฏอยูในคัมภรี ทีฆนิกายเปนส
วนมาก
ในพระพุทธศาสนาไดตระหนักถึงความสําคัญและความจําเปนในการนําแนวทางการพัฒนา
มนุษย โดยใชหลักทางพระพุทธศาสนามาประยุกตใชใหเหมาะสมกับสภาพสังคมในปจจุบัน ซึ่งในส
วนผู วิจัยเองมีความสนใจในแนวคิดการพัฒนามนุษย ในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในพระไตรป ฎก
เฉพาะคัมภีรทีฆนิกายในพระสุตตันตปฎก ซึ่งถือไดวาเปนพระสูตรชั้นดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา เป
นพระสูตรที่มีขนาดยาวเปนการรวบรวมพระธรรมเทศนา คําบรรยายหรืออธิบายธรรมตาง ๆ ที่ตรัส
ยักเยื้องใหเหมาะกับบุคคลและโอกาสตลอดจนบทประพันธเรื่องเลาและเรื่องราวทั้งหลาย เปนพระ
สูตรที่มีการกลาวถึงหลักคําสอนในพระพุทธศาสนาโดยมีประเด็นหลกั ในวเิ คราะหและสังเคราะห คือ
การพฒั นามนุษยดานพฤติกรรม (ศีล)
จำนวนช่วั โมงท่สี อน 2 ชว่ั โมง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรียน
2. นำเข้าสู่บทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรยี น
สอื่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น - หลงั เรียน
การประเมนิ ผลการเรียน
5
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
2. ประเมนิ จากการมสี ว่ นร่วมในห้องเรยี น
3. ประเมนิ จากการชกั ถาม
วธิ ีประเมนิ ผลการเรียน/เนือ้ หาท่ีจะสอน
1. ศาสนามคี วามเปน็ มาอย่างไรบา้ ง
2. แนวคดิ เกยี่ วกบั ศาสนาเพื่อการพฒั นา
คำถามทา้ ยบท
1. ประวตั ศิ าสตรม์ นษุ ย์ขาตมิ ีชาตใิ ดหรือไมท่ ่ไี ม่มีศาสนา
2. กระแสโลกาภวิ ตั น (Globalization) ส่งผลใหเกิดความเจริญด้านใดบ้าง
3. การพัฒนามมนุษยใ์ นมมุ มองพระพทุ ธศาสนาต้องพัฒนาด้านใดบ้าง
4. สงั คมมนุษยป์ ระสบปัญหาใดบา้ งและศาสนามีส่วนในการช่วยอยา่ งไรได้บา้ ง
เอกสารอ้างองิ บทที่ 1
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2538). การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย. กรุงเทพ ฯ :
โรงพมิ พคุรุสภา.
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2538). การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย. กรุงเทพ ฯ :
โรงพมิ พคุรสุ ภา.
พระมหาถาวร ถาวรเมธี และคณะ. (2558). แนวคิดการพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา จากคัมภีร์
ทีฆนิกาย. วารสารศึกษาศาตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน
2558. น.40-51.
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา. www.moe.go.th/main2 /
plan/p-r-b4 2 -0 1 . htm)
6
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 2
หวั ข้อเร่ือง วิเคราะห์ความรู้พื้นฐานทางศาสนา
รายละเอยี ด
ความรู้พื้นฐานทางศาสนาเป็นบันไดขั้นแรกในการเข้าถึงสาระสำคัญของศาสนาโดยทั่วไป
เป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นไปและหลักธรรมของศาสนาทีส่ ำคัญต่างๆ ของโลก อันมีผลต่อ
วิถีชีวิตของประชาชนและวัฒนธรรมประจำชาติ ทำให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจแนวความเชื่อและการปฏิบัติ
ทางศาสนาของตนเองและผู้อื่น เป็นผู้มีวิจารณญาณ มีความรับผิดชอบและมีมนุษยสัมพันธ์ การมี
ความรู้พื้นฐานทางศาสนามิได้ทำให้เราเข้าใจศาสนาในทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังทำให้เราสามารถมี
ส่วนในการแกป้ ญั หาของโลกปัจจุบันอกี ด้วย
ประเทศไทยนับตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยจวบจนปัจจุบันศาสนาพุทธยังคงอยู่คู่กับสังคมไทย
ตลอดมา โดยยินยอมให้ศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ฯลฯ
เข้ามาเผยแผ่หลักธรรมและก่อตั้งศาสนาจักรในประเทศไทยได้ศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่มี
ความสำคัญและผูกพันกับคนไทย เพราะศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่
เป็นศาสนาประจำชาติไทย อีกท้ังหลกั ธรรมคำสอนของทุกศาสนามจี ุดมงุ่ หมายเดียวกนั คือ ให้ทุกคน
เป็นคนดีประพฤตปิ ฏิบตั ิตนตาม หลักธรรมและนำหลักธรรมเหล่านั้นมาประยุกตใ์ ช้ในการดำเนินชีวิต
ย่อมส่งผลให้บุคคลนนั้ ประสบความสุข ความเจรญิ ท้ังหนา้ ที่การเรียน การงานและการเป็นสมาชิกที่ดี
ของสังคมตลอดไป
ความรเู้ บือ้ งตน้ ทางศาสนา
ความหมายของศาสนาคำว่า "ศาสนา" ในภาษาอังกฤษคือ "Religion" โดยเป็นคำที่มาจาก
คำละติน "Religio" ซึ่งแปลว่า "สัมพันธ์" หรือ "ผูกพัน" เนื่องจากภาษาละตินเป็นภาษาของชนชาติ
โรมนั ดังน้นั คำว่า "Religio" จงึ หมายถงึ "ความสมั พันธร์ ะหวา่ งมนุษยก์ บั พระเจา้ "
ในภาษาบาลีจะ เขียนว่า "สาสน" ซึ่งแปลว่า "คำสั่งสอน" ซึ่ง "คำสั่ง" หมายถึง ข้อห้ามทำ
ความชวั่ และสำหรบั "คำสอน" หมายถึง คำแนะนำให้ทำความดี
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (2527 : 28-36) ทรงให้
ความหมายว่า ศาสนา มีความหมายสรุปไดเ้ ป็น 2 นัย คอื (1) คำสั่งสอน (2) การปกครอง
พระราชวรมนุ ี (ประยุทธ ปยุตโฺ ต) (2527: 291) ทรงให้นิยามว่า “ศาสนา” คอื คำสอน คำสั่ง
สอน ปัจจุบันใช้หมายถึงลัทธิความเชื่อถืออย่างหนึ่งๆ พร้อมด้วยหลักคำสอน ลัทธิพิธี องค์การ และ
กจิ การทว่ั ไปของหมู่ชนผนู้ บั ถอื ลัทธิความเชอ่ื ถืออยา่ งน้ัน ๆ ทั้งหมด
7
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) (2531: 91) ทรงอธิบาย
ว่า “ศาสนาคือ คำสั่งสอน ท่านผู้ใดเป็นต้นเดิม เป็นผู้บัญญัติสั่งสอน ก็เรียกว่าศาสนาของท่านผู้นั้น
หรอื ทา่ นผบู้ ัญญตั ิสง่ั สอนนนั่ ได้นามพิเศษอย่างไร กเ็ รียกช่อื นน้ั อยา่ งนั้น เพราะฉะน้นั ศาสนาจึงมีมาก
คำสอนกต็ า่ งกัน...”
สุชพี ปญุ ญานุภาพ (2532: 9) อธิบายความหมายคำว่า “ศาสนา” ไว้วา่
1. ศาสนา คือ ที่รวมแห่งความเคารพนบั ถืออนั สงู สง่ ของมนุษย์
2. ศาสนา คือ ที่พึ่งทางจิตใจ ซึ่งมนุษย์ส่วนมากย่อมเลือกยึดเหนี่ยวตามความพอใจ และ
ความเหมาะสมแกเ่ หตุแวดลอ้ มของตน
3. ศาสนา คือ คำสงั่ สอน อันวา่ ดว้ ยศีลธรรม และอดุ มคติสงู สดุ ในชวี ิตของบุคคล รวมทั้งแนว
ความเชื่อถอื และแนวการปกิบัตติ า่ ๆ กนั ตามคติของแต่ละศาสนา
ราชบัณฑิตยสถาน (2539: 783) ให้ความหมายของ“ศาสนา”ว่า“ลัทธิความเชื่อของมนุษย์
อันมีหลักคือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัถต์ประการหน่ึง
แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝา่ ยศีลธรรมประการหนึ่งพรอ้ มทั้งลัทธพิ ิธที ี่กระทำตาม
ความเหน็ หรอื ตามคำสัง่ สอนในความเช่ือนนั้ ๆ”
จากนยิ ามดงั กลา่ วในข้างต้น จะเห็นว่านักคดิ ท่านตา่ ง ๆ ตา่ งให้นยิ ามของศาสนาไปตามโลก
ทศั น์ของแต่ละบุคคล ซง่ึ เม่ือเราพิจารณาคำนิยามเหลา่ นี้แล้วอาจจะเกดิ ปญั หาว่านยิ ามใดดีที่สุด หรือ
เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากนิยามของคำว่า “ศาสนา”ย่อมถูกต้องและเหมาะสมแตกต่างกันออกไป
ตามหลักความเช่ือของศาสนานนั้ ๆ
เมื่อเกิด ปัญหาในเรื่องของการนิยามแล้ว จึงนำไปสูก่ ารพิจารณาวา่ นิยามที่ดีของศาสนาน้ัน
ควรเปน็ อย่างไร ซึ่งในเรอ่ื งดงั กล่าวน้ไี ด้มีผู้เสนอว่า “วธิ กี ารนิยามศาสนาที่ดนี ัน้ ควรพจิ ารณาหาสิ่งที่มี
คุณลักษณะร่วมกันที่มีอยู่ในทุกศาสนา มาใช้เป็นคำนิยามของคำว่า ศาสนา” และหากพิจารณา
บรรดาศาสนาทั้งหลายทมี่ อี ยูใ่ นโลกน้ี เราจะพบวา่ มีลกั ษณะรว่ มกนั ท่ีสำคญั ๆ ดังตอ่ ไปน้ี
ทกุ ศาสนาจะตอ้ งมหี ลักคำสอน : หลกั คำสอนทาง ศาสนามหี น้าทส่ี ่ังสอนให้มนุษย์ประพฤติดี
เพื่อนำมนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่สำคัญของศาสนา อีกทั้งทำให้มนุษย์ได้พบกับสัจธรรมในชีวิต ซึ่งเม่ือ
พิจารณาตามนัยยะน้ีแลว้ จะเหน็ ว่า คำสอนทางศาสนาน้นั เป็นสิ่งที่มนุษยจ์ ะต้องปฏบิ ัติตาม เพ่ือบรรลุ
ถงึ เปา้ หมายสงู สดุ ของศาสนาที่แต่ละปัจเจกบุคลนบั ถืออยู่หลักคำสอนของทุกศาสนาจะมีลักษณะเป็น
เรื่องราวของความเชื่อมากกว่าเหตุผล : เนื่องจากหลัก คำสอนของแต่ละศาสนามุ่งสร้างความเช่ือ
ความศรัทธาในคำสอนของศาสนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์ อีกทั้งการยอมรับศาสนาของมนุษย์เกิด
จากความเช่อื ทางศาสนา ที่ (บางศาสนา) สามารถยอมรบั ศาสนานน้ั ๆ ได้โดยไมส่ นใจความถูกต้องใน
เชงิ เหตุผล หรือบทพสิ ูจนท์ างวทิ ยาศาสตร์
8
ศาสนาทุกศาสนาเน้นเรื่องของระดับจิตใจมากกว่าเรื่องทางวัตถุ : โดยเรื่องที่ ให้ความรู้สึก
ทางอารมณ์ หรือจิตใจนั้นจะถูกแสดงออกโดยผ่านพธิ ีกรรมทางศาสนา ความเชือ่ ทางศาสนา และการ
แสดงออกผ่านทางการกระทำ เป็นต้นว่า ผู้ที่เคร่งศาสนามักจะมีความมัน่ คงทางจิตใจสูง เพราะเขามี
ความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้น ทำให้จิตใจสงบ เป็นตัน จากลักษณะทั่ว ไปท่ี
ศาสนาต่าง ๆ มีอยู่รว่ มกัน ทำใหส้ รปุ ความหมายของคำว่า “ศาสนา” ได้ว่า “ศาสนาหมายถึง หลักคำ
สอนที่เป็นแบบแผนของความเชื่อ ความมั่นคงทางจิตใจ และเป็นแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์ เพ่ือ
นำมนษุ ย์ไปส่เู ปา้ หมายท่ดี ีงามในชวี ติ ”
มูลเหตทุ ท่ี ำให้เกดิ ศาสนา
การถือกำเนิด ของศาสนาในระยะเริ่มแรกนั้น เกิดจากความไม่รู้ของมนุษย์ที่มีต่อ
ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ได้ประสบกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฎการณ์
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กับชีวิต เช่น ความมืด ความสว่าง น้ำท่วม พายุ ฝนตก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว
ไฟป่า น้ำท่วม กลางวัน กลางคืน การเกิด การตาย เป็นต้น อีกทั้งขอบเขตของความรู้เกี่ยวกับ
ธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่มี จี ำกดั ทำใหม้ นษุ ย์ในสมยั ดึกดำบรรพ์ไม่อธิบายสาเหตุที่แท้จริง
อันอยู่เบื้องหลังของ ภัยธรรมชาติเหล่านั้นได้ ดังนั้น มนุษย์จึงมองว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ี
เกดิ ขึ้นเป็น สง่ิ นา่ หวาดกลวั ทรงอานภุ าพ ลกึ ลบั และมหศั จรรย์
จากความไม่ เข้าใจในธรรมชาติ และความกลัว ทำให้มนุษย์เชื่อว่ามีบางสิ่งที่อยู่เหนือ
ธรรมชาติ (เช่น เทพเจ้า ภูตผี วิญญาณ) เป็นผู้ดลบันดาลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้น ดังน้ัน
มนุษยจ์ งึ แสวงหา วธิ กี ารทจี่ ะคมุ้ ครองให้ตน อยูอ่ ยา่ งเป็นสขุ โดยสรา้ งวฒั นธรรม หรือจัดพิธีบูชาและ
เซ่นสรวงเทพเจ้าขึ้น โดยพิธีกรรมเหล่านั้นได้แก่ การบูชายัญ การสวดวิงวอน สวดสรรเสริญ เป็นต้น
เพ่ือเป็นการแสดง ความเคารพนบั ถอื และเอาใจเทพเจ้า
จะเหน็ ได้วา่ การท่ีมนษุ ยย์ อมรับส่งิ เหนือธรรมชาติ หรอื เทพเจา้ ก็เพราะมนษุ ย์ตอ้ งการความ
อบอุ่นใจ หรือต้องการหาที่พึ่ง ซึ่งการมีที่พึ่งทำใหม้ นุษย์ไม่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือเมื่อต้องการพน้
ภัยก็จะ อ้อนวอนร้องขอจากเทพเจ้า หรือหากเทพเจ้าพึงพอใจกับพิธีบูชาแล้วก็ย่อมจะอำนวย
สภาพแวดล้อม ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเทพเจ้าไม่พอใจก็อาจดลบนั ดาล
ให้เกิดภัยพิบัติ ให้แก่มนุษยไ์ ดเ้ ช่นกนั
จากความเชื่อ ของกลุ่มคน ขนบธรรมเนยี มประเพณีและพธิ ีกรรม ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับความเชื่อต่อ
สิ่งศกั ดิส์ ทิ ธเ์ิ หล่านี้ จึงค่อย ๆ วิวัฒนาการเร่ือยมา จนกระทัง่ กลายเปน็ ลัทธิ และศาสนาต่างๆ มีผเู้ สนอ
ว่า ศรัทธา หรือความเชื่อนับเป็นจุดเริ่มต้นทางศาสนาทั้งปวง ซึ่งศรัทธาในทางศาสนานั้นมีอยู่ 2
ประเภท ได้แก่ ศรัทธาอันเป็นญาณสัมปยุต คือ ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา รู้เหตุ รู้ผล และ
ศรทั ธาอันเปน็ ญาณวปิ ปยตุ คอื ความเชื่ออันเกดิ จากความไม่รูเ้ หตรุ ผู้ ล
9
หากจะแยกให้ เห็นมูลเหตุของศาสนาตามววิ ฒั นาการทางความคิดของมนุษย์ ต้งั แต่สมัยโบราณจนถึง
ปจั จบุ ันสามารถแยกไดด้ งั น้ี (เสฐยี ร พันธรังสี, 2513:18)
1. เกิดจากอวิชชา : อวิชชา คือ ความไม่รู้ ในที่นี้ได้แก่ความไม่รู้เหตุรู้ผล เริ่มแต่ความไม่รู้
เหตุผลทางภูมิศาสตร์ ทางดาราศาสตร์ ไมร่ ชู้ วี วทิ ยา และไมร่ จู้ กั ธรรมชาตอิ ื่น ๆ ท่ีอยู่รอบตัวเรา เมื่อมี
ความไม่รเู้ หตุผลก็เกิดความกลัวในพลังทางธรรมชาติ ต้องการความช่วยเหลือจากธรรมชาติ ซ่ึงเป็นสิ่ง
มีอำนาจเหนือตน จงึ มีการสร้ างขนบธรรมเนียมประเพณี เพือ่ บูชาเอาใจส่งิ ศักด์สิ ิทธิ์เหล่านนั้ เพ่ือที่จะ
สามารถช่วยใหม้ นษุ ย์มคี วามอยรู่ อดไม่มีภยั ตอ่ ๆ ไป
2. เกิดจากความกลัว : มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้าที่ คือ การต่อสู้กับธรรมชาติ และสู้
สตั วร์ ้ายนานาชนดิ และโดยเฉพาะกับมนุษย์ด้วยกนั เอง ยามใดท่ีเราสามารถเอาชนะธรรมชาติหรือคน
ได้ ความเกรงกลัวธรรมชาติ สัตวร์ า้ ย หรือมนษุ ย์ย่อมไม่มี แตถ่ า้ ไมส่ ามารถต่อสู้ได้ มนษุ ยจ์ ะเกิดความ
กลวตอ่ ส่ิงเหล่านน้ั และในยามนน้ั เอง ท่มี นุษย์ต้องพากันกราบไหวบ้ ชู า และแสดงความจงรักภักดี ทำ
พธิ ีสังเวยเซน่ ไหว้ตอ่ ธรรมชาตดิ งั กล่าว ด้วยความหวังหรืออ้อนวอนขอใหส้ ำเร็จตามความปรารถนาอัน
เป็นผลตอบแทนขนึ้ มา เปน็ ความสุข ความปลอดภัย และอยไู่ ด้ในโลก
3. เกิดจากความจงรกั ภักดี : ความ จงรักภักดีเป็นศรัทธาครั้งแรกท่ีมนษุ ยท์ ุกยุคทุกสมยั ยอม
เชื่อว่า เป็นกำลังก่อให้เกิดความสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศาสนาที่นับถือพระเจ้า (ศาสนายิว ศาสนา
คริสต์ ศาสนาอิสลาม) ม่งุ เอาความภักดีตอ่ พระเจ้าเป็นหลักใหญ่ในศาสนา ในกลุ่มชาวอารยนั มีสาสนา
พราหมณ์ (ฮินดู) มีคำสอนถึงภักติมรรค คือ ทางแห่งความภักดี อันจะยังบุคคลให้ถึงโมกษะ คือหลุด
พ้นได้ แม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ยอมรับว่าศรัทธา หรือความเชื่อ ความเลื่อมใสเท่านั้นที่จะพาข้าม
โอฆสงสารได้ เมื่อเป็นดังนี้แสดงว่ามนุษย์ยอมตนให้อยู่ใต้อำนาจของธรรมชาติเหนือตน อันเป็นสิ่งท่ี
มนุษย์สร้างขึ้นเองซึ่งเรียกว่าเทพเจ้า หรือพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดตามมาคือมนุษย์ยอมให้
เครื่องเซ่สังเวยแก่ธรรมชาตินั้น ๆ ด้วย ลักษณะนี้จึงเท่ากับมนุษย์เสียความเป็นใหญ่ในตน ยอมอยู่ใต้
อำนาจของสิ่งที่ตนคิดว่ามีอำนาจเหนือตน
4. เกิดจากปัญญา : ศรัทธาอันเกิดจากปัญยาคือมูลเหตุให้เกิดศาสนาอีกทางหนึ่ง แต่ศาสนา
ประเภทนี้มักเป็นฝ่ายอเทวนิยม คือไม่สอนเรื่องเทพเจ้าสร้างโลก ไม่ถือเทพเจ้าเป็นศูนย์กลางแห่ง
ศาสนา หากแต่ถือความรู้ประจักษ์จริงเป็สำคัญ เช่น พระพุทธศาสนา ความเน้นหนักของ
พระพทุ ธศาสนา คอื ญาณ หรือปัญยาช้ันสูงสุดท่ีทำให้รแู้ จง้ ประจักษ์ความจริง และหลดุ พ้นจากความ
ทุกข์ทั้งปวง
5. เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสำคัญ : ศาสนาหรือลัทธิที่เกิดจากความสำคัญของบุคคลเป็น
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุก แห่งหน ที่มีเรื่องราว หรือความสำคัญของบุคคลที่อยู่ ณ ที่นั้น
ความสำคัญของบุคคลทเี่ ป็นเหตเุ ริ่มต้นของศาสนา หรอื ลทั ธิ โดยมากมกั มีเหตเุ รม่ิ ตน้ โดยความบริสุทธ์ิ
10
จากจิตใจของมนุษย์ ไม่มใี ครบังคับ ไม่มีใครวางหลัก อกี ทัง้ เม่ือใครนบั ถือความสำคัญของบุคคลผู้ใดก็
จะพากันกราบไหว้ และเคารพบชู า
6. เกิดจากลัทธิการเมือง : ลัทธิ การเมืองอันเป็นมูลเหตุของศาสนาเปน็ เร่ืองสมัยใหม่ อันสืบ
เนอ่ื งจากการทล่ี ทั ธิการเมืองเฟื่องฟูขน้ึ มา และลทั ธกิ ารเมืองนั้นไดเ้ ขา้ ไปมอี ิทธิพลต่อคนลางกลุ่ม เป็น
ต้นว่า กลุ่มคนยากจน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ได้ละทิ้งศาสนาเดิมที่ตนเองนับถืออยู่ แลวหันมานับถือลัทธิ
การเมืองดังกล่าวเป็นศาสนาประจำสังคม หรือชาตินิยมลัทธิการเมือง เป็นต้นว่า ลัทธินาซี ลัทธิ
ฟาสซิสม์ และลทั ธิคอมมิวนิสต์
องค์ประกอบของศาสนา
การพิจารณาว่า สิ่งใดจัดเป็นศาสนาหรือไม่นั้น โดยปกติจะพิจารณาจากองค์ประกอบของ
ศาสนา กล่าวคือ ระบบความเชื่อถือ หรือหลักคำสอนใดก็ตามที่มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ ก็นับได้ว่า
เป็นศาสนา 1. ศาสดา คอื ผูก้ ่อตั้งศาสนา ผู้คดิ ค้น หรอื ริเรม่ิ แล้วนำสจั ธรรมทีไ่ ดค้ ้นพบคำสอนไปเผย
แผ่ แก่บุคคลอื่น ซึ่งศาสดาของแต่ละศาสนาจะมีคุณลักษระที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทของ
ศาสนา โดยทว่ั ไปแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คอื
ประเภทที่ 1 ศาสดาของศาสนาเทวนิยม หมายถึง องค์อวตาร หรือศาสนฑูตของพระเจ้า
ทั้งนี้เพราะพระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะช่วยให้มนุษย์พ้นรอดจากบาป หรือความทรมาน จึงได้ แสดง
พระองค์ ใหป้ รากฏแก่มนษุ ย์ในลักษณะต่าง ๆ ดงั น้ี
1.1 ในฐานะเทพอวตาร (Divine Incarnation) โดยแปลงกายจากพระเจ้าในสวรรค์ ลงมาใน
รา่ งของมนุษย์ เม่ือทำหน้าท่ขี องตนเสร็จแล้วจึงกลับสู่สวรรค์ดังเดิม เชน่ เทพอวตาร ในศาสนาฮินดูท่ี
เรียกว่านารายณ์อวตาร หรือพระเยซูในศาสนาคริสต์ ซึ่งชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูเป็นทั้งพระศาสดา
และพระเจ้าทเี่ ป็นมนุษย์
1.2 ในฐานะนักพรตหรือฤาษี (Seers) ซึ่งบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า จนสามารถได้เห็น ได้ยิน
เสียงทิพย์ สามารถตดิ ตอ่ สื่อสาร และจดจำคำของเทพเจ้าได้ แลว้ จึงนำมาจารึกเป็น ลายลักษณ์อักษร
จนกลายเปน็ คมั ภีรท์ างศาสนาข้นึ เชน่ คัมภีร์พระเวท ในศาสนาพราหมณ์
1.3 ในฐานะผู้พยากรณ์ (Prophets) คือศาสดาพยากรณ์ หรือศาสนทูต ซึ่งเป็น ผู้ประกาศ
ข่าวดี หรือวจนะของพระเจ้า และสามารถทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดกับมนุษย์ เช่น ศาสนายวิ
เชื่อเรื่องพระผู้มาโปรด (Messiah) เช่นโมเสส ซึ่งต่อมาทำให้เกดิ ศาสนาคริสต์และอิสลามขึ้น อย่างไร
ก็ตาม ศาสดาพยากรณ์ไม่ใชผ่ ู้ตั้งศาสนาขึ้นใหม่ แตเ่ ป็นผ้นู ำเทวโองการ มาประกาศให้คนทั่วไปปฏิบัติ
ตาม สำหรับศาสนาคริสต์ถือวา่ ศาสดาพยากรณ์ทุกองคใ์ นศาสนายวิ คือผูม้ าเตรยี มทางไว้ สำหรับพระ
เยซูคริสต์ หรือในศาสนาอิสลามยอมรบั ว่ามีศาสดาพยากรณ์ มาแล้วหลายท่าน เช่น โมเสสในศาสนา
ยวิ พระเยซใู นศาสนาคริสต์ แต่ถอื ว่าทา่ นนะบมี ฮุ มั มัด เปน็ ศาสดาพยากรณอ์ งค์สุดทา้ ย
11
ประเภทที่ 2 ศาสดาของศาสนาอเทวนิยม ซึ่งศาสดาคือมนุษย์ผู้ค้นพบหลักสัจธรรมด้วย
ตนเอง หรือรวบรวมหลักธรรมคำสอน แล้วนำมาประกาศเผยแผ่แก่ผู้อื่น และตั้งศาสนาของตนข้ึน
ศาสดาของศาสนาอเทวนิยมแบ่งเปน็ 3 ประเภท คือ
2.1 พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ คอื ทา่ นผู้ตรสั รู้เองโดยชอบ
2.2 ศาสดามหาพรต คือ ศาสดาในศาสนาเชน เรียกอีกอย่างว่า ตีรถังกร มีอยู่ 24
องค์ ซึ่งองค์สุดท้ายนามว่า มหาวีระ ซึ่งเน้นการบำเพ็ญพรตแบบทรมานตนด้วยหลักอหิงสาอย่าง
ยง่ิ ยวด ปฏิเสธเทวนยิ ม แบบพราหมณ์ ยนื ยนั ชะตากรรมลขิ ิต
2.3 ศาสดานักปราชญ์ คือ ศาสดาที่ไม่ได้ออกบวช แต่ดำเนินชีวิตอยู่อย่างคนทั่วไป
เรือน มีความสนใจในศาสนา และเข้าใจการปฏิบัติทางศาสนาอย่างแตกฉาน ตลอดจนรวบรวมระบบ
จริยธรรมแล้วก่อตั้งศาสนาขึ้น เช่น ท่านขงจื้อ เป็นศาสดาของศาสนาขงจื๊อ หรือท่านเหล่าจื๊อ เป็น
ศาสดาของศาสนาเต๋า
2. ศาสนธรรม คือ หลกั คำสอนอันเป็นผลงานของศาสดา และของพระสาวก โดยศาสนธรรม
จะถูกท่องจำ หรือจดจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า "คัมภีร์ทางศาสนา" สำหรับพระคัมภีร์ของ
ศาสนาแบบเทวนิยม นอกจาก จะเป็นที่รองรับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ยังเป็นการบันทึก
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และตำนานของพระเจ้า เช่น พระคัมภีร์ไบเบิ ลภาคแรก ว่าด้วย
ประวัตศิ าสตรข์ องมนุษย์ เรม่ิ ตง้ั แต่พระเจ้าสร้างโลก สรา้ งมนุษย์ และสร้างสรรพส่ิงต่าง ๆ หรือคัมภีร์
พระเวทของศาสนาพราหมณ์ ก็ถือว่า เป็นวรรณกรรมที่สืบต่อกันมา เป็นเวลาหลายพันปี ส่วนคัมภีร์
ของพระพุทธศาสนาที่เรียกวา่ "พระไตรปิฎก" นั้น การจารึกพระพุทธวจนะที่ว่าด้วยสัจธรรม เช่น คำ
สอนเรอ่ื งอรยิ สจั ไตรลกั ษณ์ ปฎจิ จสมปุ บาท เป็นต้น
คัมภีร์ใน ศาสนาต่าง ๆ มีชื่อเรียกดังนี้ คัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เรียก พระเวท หรือ
ไตรเพท, คัมภีร์ในศาสนาสิข เรียก คุรุครันถะซาฮิบ, คัมภีร์ในศาสนาคริสต์ เรียก ไบเบิล, คัมภีร์ใน
ศาสนาอสิ ลาม เรียก อลั กรุ อาน
3. ศาสนบุคคล คือ สาวก นักบวช หรือศาสนิกชนผู้เคารพนับถือ เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม
คำสั่งสอนของพระศาสดา ซึ่งนักบวชในศาสนาต่าง ๆ ล้วนเป็นผู้สละเหย้าเรือนหรือการครองชีวิต
อย่างปถุ ุชน แล้วอทุ ศิ ตนให้แก่ศาสนาทต่ี นนับถือ ไมว่ า่ จะเปน็ การสบื ทอดศาสนา และเป็นผู้ประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนา สำหรับศาสนบุคคลในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ใน
ศาสนาเทวนยิ ม นกั บวชนอกจากจะเปน็ บุคคลศักด์ิสิทธิ์แลว้ ยังมหี นา้ ที่เกย่ี วข้องกับชีวิตของคนต้ังแต่
เกิดจนตาย ซึง่ นกั บวชน้ันจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบ พธิ ีกรรม วนั เวลา รวมทัง้ บคุ คล และการกระทำต่อ
เทพเจ้า
4. ศาสนพธิ ี คือ พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเปน็ วธิ ีปฏบิ ัติเกีย่ วกับศาสนาที่เป็นปฏิบัติสืบทอดกัน
มา หรือเปน็ การแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา กระน้นั ก็ตาม ไมว่ า่ จะเปน็ พธิ กี รรมประเภทใด ๆ ก็
12
ตาม ล้วนแต่มสี ารัตถะอยทู่ ่ีการเสริมสร้างความดีงาม และความบริสทุ ธ์ิของผรู้ ว่ มพิธีกรรมเป็นพื้นฐาน
สำหรับศาสนพิธตี ่าง ๆ ทก่ี ระทำกนั ในศาสนาพุทธนั้นเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีจุดมุ่งหมาย มิใช่เกิด
จากศรัทธาที่เลื่อนลอยหรือไร้เหตุผล ซึ่งการประกอบพิธีกรรมนั้นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของ
คน เพื่อให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร การ
ถวายสังฆทาน การกราบ การไหว้ การเวียนเทียน แหเ่ ทยี นพรรษา เป็นตน้
5. ศาสนสถาน เปน็ สถานทีท่ เ่ี กี่ยวข้องกบั ชีวิตของพระศาสดาและการเกิดข้นึ ของศาสนา เช่น
สังเวชนยี สถาน ทง้ั 4 แห่ง ของพระพุทธศาสนา ซึ่งเกย่ี วขอ้ งกับประวตั ขิ องศาสดา ได้แก่ ลุมพนิ สี ถาน
ในประเทศเนปาล (สถานท่ปี ระสูต)ิ พทุ ธคยาในแควน้ พิหาร (สถานที่ตรัสร้)ู อสิ ปิ ตนมฤคทายวันสถาน
เมืองพาราณาสี (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และ ปริพพานสถานในเมืองกุสินารา รัฐอุตรประเทศของ
อนิ เดีย
ปจั จุบัน ศาสนสถานเป็นสถานท่ีเพ่ือใช้ประกอบพิธกี รรม หรอื เปน็ ทอ่ี าศยั ของผู้เผยแผ่ศาสนา
นั้น ๆ เช่น พระพุทธศาสนามีวัด อาราม โบสถ์ วิหาร, ศาสนาอิสลามมีมัสยิด ศาสนาสิขมีคุรุดวารา
เป็นตน้
ประเภทของศาสนา :การจัดประเภทศาสนานั้น มีวิธีการจัดแบ่งที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอย่กู ับ
เกณฑท์ ี่ใชใ้ นการแบ่ง เป็นต้นวา่ แบง่ ประเภทของศาสนาตามระบบความเชื่อ
1. ศาสนาแบบโลกิยะ (Secular Religion) คือการรวมเอาความเช่ือ หรือหลักการทีเ่ กี่ยวกบั
ความเชื่อในโลกนี้อย่างเดียวเท่านั้น โดยปฏิเสธความมีอยู่ของชีวิตในโลกหน้า ศาสนาประเภทนี้รวม
เอาหลักการของคอมมิวนิสต์ ลัทธิฟาสซิสม์ ลัทธิวัตินิยม สังคมนิยม รวมทั้งความประพฤติและ
ระเบยี บ กฎหมาย ประเพณที ยี่ ึดปฏบิ ตั ิกนั อยใู่ นสังคม
2. ศาสนาแบบศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Religion) คือศาสนาตามประเพณีที่เกี่ยวข้องกับส่ิง
ศักดิ์สิทธิ์ หรือความลึกลับในชีวิตทั้งในโลกหน้า ศาสนาแบบนีร้ วมคำสอนของศาสนาใหญ่ ๆ ซึ่งเสริม
ให้บุคคลปฏิบัติตามกรอบที่ดีของศีลธรรม ทั้งบูชาและยกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่ในศาสนาคริสต์
ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู เป็นตน้
แบง่ ตามช่อื ศาสนา
1. ชื่อตามผู้ตัง้ ศาสนา ได้แก่ ศาสนาขงจื๊อ ตั้งชื่อตามท่านขงจื๊อ หรือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ต้ัง
ชอื่ ตามทา่ นศาสดาโซโรอัสเตอร์
2. ชื่อตามนามเกียรติยศของผู้ตั้งศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ คำว่าพุทธะ แปลว่า ท่านผู้รู้ ทั้ง
ๆ ที่นามแท้จริงของพระพุทธเจ้าคือ สิทธัตถะ โคตมะ หรือศาสนาเชน คำว่า เชน มาจากคำว่า ชินะ
แปลว่าผูช้ นะ ทัง้ ท่ีชอ่ื จรงิ ของผ้ตู งั้ ศาสนาคอื วรรธมานะ เป็นต้น
13
3. ชื่อตามหลกั คำสอนในศาสนา ไดแ้ ก่ ศาสนาเต๋า คำว่า "เตา๋ " แปลวา่ ทาง (The Way) หรอื
ทิพยมรรคา (The Divine Way) ศาสนาชินโต คำว่า "ชินโต" แปลว่า ทางแห่งเทพทั้งหลาย (The
Way of the Gods) เปน็ ตน้
แบง่ ประเภทตามการทม่ี ีผู้นับถืออยู่หรอื ไม่
1. ศาสนาที่ตายไปแลว้ (Dead Religions) หมายถงึ ศาสนาทเ่ี คยมผี ู้รบั ถือในอดีต แตป่ ัจจุบนั
ไม่มีใครนับถือ หรือดำรงไว้ คงไว้เพียงชื่อที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น ศาสนาของอียิปต์โบราณ
ศาสนาของเผ่าบาบโิ ลเนียน ศาสนาของกรกี โบราณา เป็นต้น
2. ศาสนาทยี่ งั มชี วี ติ อยู่ (Living Religion) หมายถึง ศาสนาที่ยังมผี ูน้ ับถอื อยูจ่ นถึงปัจจุบนั นี้
ก. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออก คือ จีน และญี่ปุ้น ได้แก่ศาสนาขงจื๊อ ศาสนา
เต๋า และศาสนาชินโต
ข. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียใ้ต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนา
พราหมณ์ หรือฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาสขิ
ค. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันตก คือ ดินแดนปาเลสไตน์ เปอร์เชีย และอารเบีย
ไดแ้ ก่ ศาสนายดู าย หรือยิว ศาสนาสโซโรอสั เตอร์ ศาสนาคริส์ และศาสนาอสิ ลาม
แบ่งประเภทตามความเช่ือเก่ียวกบั พระเจา้
1. ศาสนาที่นับถือพระเจ้า หรือ "เทวนิยม" (Theism) คือ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่
สร้างโลก และสรรพสิง่ ต่าง ๆ ซึ่งศาสนาทนี่ ับถอื พระเจา้ องค์แยกเป็น
ก. เอกเทวนิยม (Monotheism) จะนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ได้แก่ ศาสนายิว ศาสนา
ครสิ ต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาสิข และศาสนาเต๋า
ข. พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายองค์ บางครั้งยังผสมผสานกับการบูชา
ธรรมชาติ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ศาสนาชนิ โต และศาสนาขงจื๊อ
2. ศาสนาที่ไม่มีการนับถือพระเจ้า เรียกว่า "อเทวนิยม" (Atheism) ได้แก่ ศาสนาพุทธ และ
ศาสนาเชน
ความสำคัญของศาสนา ศาสนามคี วามสำคัญตอ่ สงั คมมนุษยไ์ ด้แก่
1. ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งธรรมจรรยา และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม หากบุคคลใน
สังคมประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามหลกั ทางศีลธรรมท่ีศาสนาน้นั ๆ วางไว้ย่อมจะเปน็ คนดี
2. ศาสนาทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะทุกศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ศาสนิกชนของ
ตนเป็นคนดี และเมื่อศาสนิกชนเป็นคนดีแล้ว คนในสังคมก็ย่อมจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และ
ปราศจาก ความเดือดรอ้ น
3. ศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะศาสนิกชนสามารถดำเนินวิถีชีวิตตาม
แบบอย่างของพระศาสดา หรือปฏบิ ัติตามหลักคำสอนทางศาสนา
14
4. ศาสนาจะช่วยให้มนุษย์ทราบว่าสิ่งใดดีชั่ว ถูกผิด ตามมาตรฐานของศาสนานั้น ๆ และ
ทราบถึงผล แหง่ การกระทำนัน้ ๆ เช่น คำสอนเร่ืองหลักกรรมในพระพุทธศาสนาที่ว่า ทำดไี ด้ดี ทำชั่ว
ไดช้ ัว่ เมือ่ ทราบแล้วคนกจ็ ะประพฤตดิ ี ไมท่ ำความชว่ั
5. ศาสนาเป็นแหล่งรวมศลิ ปวิทยาการ และถา่ ยทอดวิทยาการ เนอ่ื งจากจะเป็นแหล่งความรู้
ของศาสตร์ แขนงต่าง ๆ และถ่ายทอดศาสตร์เหล่านั้นไปสู่มนุษย์ในสังคม ความรู้ทางการแพทย์
ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม การช่าง การดนตรี และหัตถกรรม เปน็ ต้น
6. ศาสนาเป็นเครื่องส่งเสริมความมั่นคงในการปกครองประเทศ เช่น พระมหากษัตริย์ไทย
ทรงยึดมั่นและดำเนนิ นโยบายในการปกครองประเทศด้วยหลกั ทศพิธราชธรรม 10 ประการ
7. ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจเมื่อปถุ ุชนเกิดความทกุ ข์ร้อนใจ กล่าวคือ เมื่อคนเราเกิดความทุกข์
กายและใจก็ย่อมจะหาทางออกใหก้ ับปญั หาที่เกิดขึน้ และรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคือการนำ
หลกั ธรรมทางศาสนาท่ีคนเคารพนับถือ มาเปน็ ทีพ่ ่งึ ทางใจ และนำหลักธรรมมาใช้เป็นแนวทางในการ
แกไ้ ขปญั หา
วิเคราะหป์ ระโยชน์ของความรู้พนื้ ฐานทางศาสนา
หน้าท่ีพลเมอื งต่อศาสนา
1. ศึกษาหลักธรรม และปฏิบตั ติ ามคำสอนของพระศาสดา ตลอดจนนำหลักธรรมมาใช้ในการ
ดำเนินชีวติ ประจำวันเพอ่ื ให้เกิดประโยชน์แกต่ น เองและผูค้ นในสงั คม
2. ศึกษาความสำคัญของศาสนาที่มีต่อสังคมไทยและประชาชนชาวไทย โดยให้เห็นคุณค่า
ของศาสนาที่ตน นับถือ ตลอดจนคุณค่าของศาสนาที่คนอ่ืน ๆ นับถือ เพ่ือนำหลักจริยธรรมในศาสนา
มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพฒั นาประเทศ และทำใหส้ งั คมมีความสงบสขุ
3. ศึกษา และเข้าร่วมประกอบศาสนพิธีตามโอกาส ซึ่งการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาน้ัน
ไม่ควรขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยของกฎหมายบ้านเมือง ตลอดจนไม่ขัดกับจารีตประเพณีอันดีงาม
ของสังคมไทยทส่ี ืบทอดกนั มา
4. เผยแผ่ศาสนาที่ตนนับถืออยู่ไปยังศาสนิกชนผู้นับถือศาสนาเดียวกัน และศาสนิกชนต่าง
ศาสนา เพอ่ื สร้างความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับศาสนา และเปน็ การแลกเปล่ยี นความรู้ทางด้านศาสนา
ระหว่างกัน
5. ปกป้องและรักษาศาสนาที่ตนเองนับถือ ตลอดจนสถาบันและองค์กรทางศาสนาต่าง ๆ มิ
ให้ผู้ใดสร้างความ เสื่อมเสียให้ได้ และหากมีผู้ใดเกิดความเข้าใจผิดในศาสนาที่เรานับถือ ก็ควรให้
ความกระจ่างและสรา้ งความเข้าใจทีถ่ ูกต้อง
6. ไม่ลบหลดู่ หู มิ่นศาสนาอนื่ ๆ กลา่ วคอื ไม่ดหู มิ่นหลักคำสอน ศาสดา คัมภีร์ ศาสนิกชน และ
พิธีกรรม ทางศาสนา ตลอดจนไม่ทำลายรูปเคารพ หรอื โบราณสถานและโบราณวตั ถขุ องศาสนาอ่นื ๆ
15
7. ส่งเสริมให้มีกิจกรรมระหว่างศาสนา และศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจอันดรี ะหว่างกนั และเพือ่ ประสานความชว่ ยเหลือกนั ในอนาคต
8. ชว่ ยพัฒนาศาสนสถาน เนื่องจากศาสนสถานเป็นท่ีประกอบพิธีกรรม และเป็นท่ีพำนักของ
นักบวช ตลอดจนเป็นศูนย์รวมของศิลปวฒั นธรรมของศาสนาต่าง ๆ ดังนน้ั ศาสนกิ ชนที่ดีควรช่วยกัน
พัฒนา ศาสนสถานของตนให้สะอาดเรียบร้อย และทำนุบำรุงส่วนที่เสียหายให้มีความมั่นคงแข็งแรง
ต่อไป
จำนวนช่วั โมงทีส่ อน 2 ชวั่ โมง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรยี น
2. นำเขา้ สบู่ ทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
สอ่ื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลก่อนเรียน - หลังเรียน
การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังเรยี น
2. ประเมนิ จากการมสี ว่ นร่วมในห้องเรียน
3. ประเมนิ จากการชกั ถาม
วิธีการประเมินผลการเรียน/เน้อื หาท่จี ะสอน
1. ความรูเ้ บ้อื งตน้ ทางศาสนา
2. มูลเหตุทท่ี ำให้เกิดศาสนา
3. องคป์ ระกอบของศาสนา
4. หน้าที่พลเมืองตอ่ ศาสนา
คำถามท้ายบท
16
1. ประวัตศิ าสตร์ศาสนามคี วามเป็นมาอย่างไรบา้ ง
2. มเี หตกุ ารณอ์ ะไรบา้ งทเ่ี ปน็ มลู เหตุที่ทำให้เกดิ ศาสนา
3. ทกุ ศาสนามีองค์ประกอบของศาสนาต่างกันหรือเหมอื นกนั อย่างไร
4. ศาสนามีประโยชน์ตอ่ พลเมอื งอยา่ งไรบา้ ง
เอกสารอ้างอิง บทท่ี 2
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า. (2531). สรรนิพนธ์ ว่าด้วยเรื่องคน ศาสนา และคติ
ธรรม. กรุงเทพฯ: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .
เดือน คำด.ี (2541). ศาสนศาสตร์. โรงพิมพ์มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร:์ กรงุ เทพฯ.
ประยงค์ สุวรรณบุบผา. (2537.). สังคมปรัชญา แนวคิดตะวันออก-ตะวันตก. (พิมพ์ครั้งที่ 1).
กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พ์ โอเดยี นสโตร์.
พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต). (2529). พจนานุกรมพุทธศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณร์ าช
วทิ ยาลัย.
________. (2539). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: บริษัท อักษร
เจริญทศั น์ จำกดั .
สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2540). ศาสนาเปรียบเทียบ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย:
กรงุ เทพฯ
17
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 3
หวั ข้อเรอื่ ง วิเคราะห์แนวคิดทางวัฒนธรรมกบั ศาสนา
รายละเอียด
ในกระแสของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังถาโถมเข้าสู่สังคมไทยซึ่งกำลังถูกทำให้เป็น
ชุมชนโลก ความเจริญทางวัตถุและการพยายามก้าวตาม ความเจริญรุดหน้าของสังคมตะวันตกทั้งใน
รูปแบบการดำเนินชีวิต และในบางครั้งก็ทำให้อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อวัฒนธรรมไทยเร่ิม
เส่ือมถอยลงคนไทยเร่ิมไม่เชื่อถือ และศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังเช่นในอดีต เพราะมองว่าเป็นเร่ือง
ไร้ที่งมงาย พิสูจน์ไม่ได้ไม่เหมาะกับยุคสมัยและล้าหลัง อย่างไรก็ตาม แม้ความเปลี่ยนแปลงของ
กระแสโลกยังดำเนินอยู่เรื่อยไป หรือไม่ว่าสังคมจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อ
วัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมทั้งสิ้น สิ่งที่คนไทยจะทำได้นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่
ของตนเองในฐานะของคนไทย และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีตามหลักคำสอนทางศาสนา โดย
กระทำให้เตม็ กำลังความสามารถ เพราะถึงแม้วา่ จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่ก็ยงั ดกี ว่าการที่ไม่คดิ จะทำ
อะไร ทั้งนี้ถ้าคนไทยทุกคนรู้จักการสร้างสำนึกให้กับคนเองแล้ว ประเทศไทยจะไม่มีวันสูญเสีย
วัฒนธรรมประจำชาตไิ ปอย่างแนน่ อน
แนวคดิ ทางวฒั นธรรมกับศาสนา
ในการแสวงหาคำตอบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนานั้น ในเบื้องต้น
จำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาหา
คำตอบตอ่ ไป
พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) ได้อธิบายความหมายของ “วัฒนธรรม” ไว้ว่า
“วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือผลิตขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามของชีวิตมนษุ ย์
ในสว่ นรวมท่ีถ่ายทอดกนั ได้ เรียนกนั ได้ เอาอยา่ งกนั ได้ วัฒนธรรม คือ สงิ่ อันเปน็ ผลผลิตของส่วน รวม
ท่มี นุษย์ไดเ้ รียนรมู้ าจากคนรนุ่ กอ่ นสืบตอ่ เปน็ ประเพณีกนั มา วัฒนธรรม คือ ความร้สู ึก ความประพฤติ
และกิริยาอาการ หรือการกระทำใด ๆ ของมนุษย์ในส่วนรวมลงรูปเป็นพิมพ์เดียวกัน คือ มรดกแห่ง
สังคม ซึ่ง ปจั จุบนั ปรบั ปรงุ ใหเ้ จรญิ งอกงาม”
พระยาอนุมานราชธน (2515, น. 6) ไดกลาวถึงวัฒนธรรมวา วัฒนธรรมเปนเรื่องเกี่ยวกับ
พฤติกรรม วาจาทาทาง กิจกรรม และผลิตผลของกิจกรรมที่มนุษยในสังคมผลิตหรือปรับปรุงขึ้นจาก
ธรรมชาติ ในพระราชบัญญัติบํารุงวัฒนธรรมแหงชาติพุทธศักราช 2483 หมายถึงลักษณะที่แสดง
18
ความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบอันดีงาม ความกลมเกลียวก้าวหนาของชาติและศีลธรรมอันดี
งามของประชาชน
อารง สุทธาศาสน (2519, น.132-133) กลาววา วัฒนธรรมในความหมายโดยทั่วไปคือ แนว
ทางการดํารงชีวิตของสังคม หรือของกลุมแตละกลุมที่สืบทอดจากรุนหนึ่งไปอีกรุนหนึ่งอยางไมขาด
สาย วัฒนธรรมเปนสิ่งท่แี ตละสังคมถือวาเปนสิ่งทีด่ งี าม เปนแบบฉบบั ของชวี ิตซ่ึงคนสวนมากหวงแหน
และปกปองรกั ษ์
ดํารง ฐานดี (2520, น. 30) ไดกลาวถึงความหมายของวัฒนธรรมวา ทุกสิ่งที่มนุษยสราง
ขึ้นมาเพื่อใชในการดํารงชีวิตรวมกันในสังคม เปนสิ่งที่คนสวนใหญในสังคมนั้นยอมรับนับถือและ
ปฏิบัตติ าม รวมท้งั เกบ็ สะสมและถายทอดวิธกี ารประพฤติปฏบิ ตั ิน้นั ตอไปยงั ลูกหลานดวย
ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า “วัฒนธรรมเป็นชื่อรวมสำหรับแบบอย่างของ
พฤติกรรมทั้งหลายที่ได้มาทางสังคม และถ่ายทอดกันไปทางสังคมโดยอาศัยสัญลักษณ์ เช่น การทำ
เครื่องมือ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ กฎหมาย การปกครอง ศีลธรรมและศาสนา รวมทั้งอุปกรณ์ท่ีเป็นวตั ถุ
หรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งแสดงรูปแบบแห่งสัมฤทธิผลทางวัฒนธรรม เช่น อาคาร เครื่องมือ เครื่องจักร
ศิลปวตั ถุ ฯลฯ” (ราชบณั ฑิตยสถาน. 2524, น. 101.)
จากนิยามท่ยี กมานนั้ สามารถประมวลสรุปความได้ วา่ “วฒั นธรรม” หมายถงึ วถิ ีการดำเนิน
ชีวติ แบบแผนแหง่ พฤติกรรม ผลงานท่มี นษุ ย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น ซ่งึ วัฒนธรรมนน้ั ครอบคุลมถึงความคิด
ความเชื่อ และความรู้ทุกสังคมจะขาดวัฒนธรรมไม่ได้ และวัฒนธรรมก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจาก
สังคม กล่าวคือ ถ้าสังคมใดขาดวัฒนธรรม สังคมนั้นก็จะมีลกั ษณะเป็นสงั คมของสัตว์มิใช่สังคมมนษุ ย์
เพราะสิ่งทีบ่ ่งชี้วา่ สังคมมนษุ ยต์ ่างกับสังคมสัตว์ก็คือวัฒนธรรม ในทางตรงกันข้ามวัฒนธรรมจะ ดำรง
อย่ไู มไ่ ดถ้ า้ ปราศจากสังคม เพราะมนุษย์ที่อยู่ในสงั คมน้ันเป็นผู้สรา้ งวัฒนธรรมข้ึนมา ด้วยเหตุนี้มนุษย์
กบั วฒั นธรรมและสังคมจึงเปน็ ส่งิ ทีอ่ ยู่คู่ กันมาโดยตลอด
สำหรับวัฒนธรรมที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิด และวิถีทางดำเนินชีวิตของคนในสังคมอันเป็น
วัฒนธรรมเกี่ยวกับจิตใจ หรือวัฒนธรรมทางความเชื่อ นั่นก็คือ “ศาสนา”ตามพจนานุกรมฉบั บ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้นิยามว่า “ศาสนา” คือ “ลัทธิความเชื่อ แสดงกำเนิดและความ
สิ้นสุดของโลก เป็นต้น แสดงหลักธรรมและลัทธิพิธีที่ กระทำ, หลักคำสอน” โดยทั่วไปวัฒนธรรมมัก
อิงอยู่กับศาสนา อีกทั้งศาสนาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่ขาดมิได้ เพราะศาสนาส อนให้
มนุษย์ทำความดี แต่อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมไทยสิ่งหนึ่งที่จะต้องกล่าวควบคู่กันไปนั่นคือ
“พระพุทธศาสนา” ทั้งนี้เพราะคำสอนทางพระพุทธศาสนามีส่วนในการสร้างระบบจริยธรรมให้
สังคมไทย ดังจะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในสังคมไทยล้วนแต่มีพระพุทธศาสนาเป็น
พื้นฐานแทบทั้งสิ้น ดั่งคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า “จริยธรรมของสังคมไทยขึ้นอยู่กับ
19
ระบบศีลธรรมของพุทธศาสนา ศาสนาพุทธกำหนดหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำไว้อย่างไร นั่น
หมายความวา่ ได้กำหนดหลักจรยิ ธรรมไว้ใหป้ ฏิบัตอิ ยา่ งน้นั ” (พระเมธธี รรมาภรณ์, 2535, น.83.)
อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมไทยที่มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนานั้นได้ถูกถ่ายทอกออกมาใน
รูปแบบของความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปกรรม ศีลธรรม กฎหมาย วรรณกรรม ภาษา ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความ สามารถและอุปนิสยั ของคนในสังคมไทย เป็นต้น เพราะวัฒนธรรมไทยนบั เป็นเครือ่ ง
หล่อหลอมสมาชิกของสังคมให้เกิดความผูกพันสามัคคี และอบรมขัดเกลาให้คนในสังคมมีทัศนคติ
ความเชื่อ และค่านยิ มทีส่ อดคล้องกับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมไทย อน่ึง วฒั นธรรมไทยมิได้หยุดน่ิงอยู่กับ
ที่ หากแต่เปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลาไปตามยุคสมัย
หากความสุขหมายความเพียงการเป็นอยู่ที่ดที างกาย มนุษยเ์ ราก็สามารถมีความสุขได้โดยไม่
ตอ้ งเชือ่ ถอื หรือปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใด ๆ แตธ่ รรมชาตขิ องมนุษยน์ น้ั ประกอบด้วยกายและใจ
อนั ปรารถนาการมีชีวิตท่พี ัฒนา และมคี วามสุขอยา่ งสมบูรณ์ ดงั น้ัน มนษุ ย์จึงตอ้ งพัฒนาทั้งกายและใจ
ในกรณีนี้พระพุทธศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทให้คำชี้นำและให้แนวทางที่ดีในการพัฒนาจิตและ
วิญญาณเคียงคู่ไปกับการพัฒนาทางร่างกาย พิจารณาได้จากหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอน
ให้คนเชื่อในเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว, สอนหลักในการดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง, ให้รู้จักสำรวม
กาย วาจา ใจ, ให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เหตุผล ด้วยสติปัญญา รวมความแล้วอาจกล่าวได้ว่า
พระพุทธศาสนาเปน็ การสอนให้คนพฒั นาตนเองเพื่อให้เปน็ คนดขี องสังคม
พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่คนในวัฒนธรรมไทยสามารถสัมผัสได้ด้วยอุดมการณ์ทางความคิด
เหตุผลและความเชื่อ และในทา้ ยที่สุดพระพทุ ธศาสนาได้ฝังรากลึกลงในสังคมไทย ให้คนไทยได้ยึดถือ
และปฏบิ ตั ิสืบต่อ ๆ กนั มา อีกทง้ั พระพุทธศาสนาเป็นศนู ย์รวมและทย่ี ึดเหน่ยี วจิตใจของคนไทยเกือบ
ท้ังประเทศ จนกลายเปน็ วัฒนธรรมทางจิตใจ
วเิ คราะหว์ ฒั นธรรมกบั ศาสนา
ดังนั้น อิทธิพล ของพระพุทธศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของคนใน
สังคมไทยเป็นอย่างมาก พิจารณาไดจ้ ากค่านยิ มของไทยบางอย่างที่ปฏบิ ัตจิ นเป็นระเบียบแบบแผน ที่
ล้วนแต่มีต้นกำเนิดจากหลกั คำสอนทางศาสนา ตัวอย่างเช่น มีความเชื่อในกฎแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งทำให้คนไทยเป็นชนชาติที่มีความเด็ดเดี่ยว อดทน เจียมตน รักความ เป็นอิสระ แต่ก็
ยอมรับสภาพความทุกข์ และมีความหวังกับชีวิตใหม่ว่าจะต้องดีขึ้นถ้าหากกระทำความดี มีศรัทธา
มัน่ คงในการทำบญุ และให้ทาน เพือ่ สะสมบุญบารมีไวภ้ ายภาคหน้า มีจิตใจโอบอ้อมอารี ให้อภัยเพ่ือน
มนุษย์ ไม่ผูกพยาบาท เชื่อฟัง เคารพนับถือบุคคลตามลำดับอาวุโส และยึดมั่นในความกตัญญูต่อผู้มี
อุปการะ มีความสงบเสงย่ี ม นอบน้อม สำรวม เกรงใจผอู้ น่ื และมคี วามระมัดระวัง รอบคอบ ฯลฯ
20
สภาวการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังสับสนวุ่นวาย ยังผลให้วัฒนธรรมไทยสั่นคลอนตามไป
ด้วย ซึ่งรวมถึง “สถาบันทางศาสนา” ซึ่งพระพุทธศาสนาที่ได้รับการยกย่องวา่ เป็นศาสนาประจำชาติ
ไทย แต่ได้กลับกลายเป็นชนวนปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนไทยซึ่งอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน ไม่ว่า
เหตุการณ์นี้จะปิดฉากลงในรูปแบบใด เป็นภารกิจของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง
ต่อไป และรวมถึงหน้าที่ของพุทธบริษัทที่จะต้องช่วยกันจรรโลงวั ฒนธรรมในการนับถือ
พระพทุ ธศาสนาของตนใหม้ ่งั คงสบื ต่อไป
สรปุ ไดว้ ่า ในกระแสของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังถาโถมเข้าส่สู ังคมไทยซ่งึ กำลังถูกทำ
ใหเ้ ปน็ ชมุ ชนโลก ความเจริญทางวตั ถุและการพยายามกา้ วตาม ความเจรญิ รดุ หนา้ ของสังคมตะวันตก
ทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิต และในบางครั้งก็ทำให้อทิ ธพิ ลของพระพุทธศาสนาที่มีตอ่ วัฒนธรรมไทย
เริ่มเสื่อมถอยลงคนไทยเริ่มไม่เชื่อถือ และศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังเช่นในอดีต เพราะมองว่าเป็น
เรื่องไร้ที่งมงาย พิสูจน์ไม่ได้ไม่เหมาะกับยุคสมัยและล้าหลัง อย่างไรก็ตาม แม้ความเปลี่ยนแปลงของ
กระแสโลกยังดำเนินอยู่เรื่อยไป หรือไม่ว่าสังคมจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อ
วัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมทั้งสิ้น สิ่งที่คนไทยจะทำได้นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่
ของตนเองในฐานะของคนไทย และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีตามหลักคำสอนทางศาสนา โดย
กระทำใหเ้ ตม็ กำลังความสามารถ เพราะถึงแม้วา่ จะเป็นเพยี งจุดเลก็ ๆ แตก่ ย็ งั ดกี วา่ การทไ่ี ม่คิด จะทำ
อะไร ทั้งนี้ถ้าคนไทยทุกคนรู้จักการสร้างสำนึกให้กับคนเองแล้ว ประเทศไทยจะไม่มีวันสูญเสีย
วฒั นธรรมประจำชาตไิ ปอยา่ งแน่นอน.
จำนวนชว่ั โมงทสี่ อน 2 ชวั่ โมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น
2. นำเข้าสูบ่ ทเรยี น บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลงั เรียน
ส่ือการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลก่อนเรยี น - หลงั เรียน
การประเมนิ ผลการเรยี น
21
1. ประเมินผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลงั เรียน
2. ประเมนิ จากการมสี ว่ นรว่ มในห้องเรียน
3. ประเมินจากการชกั ถาม
เน้อื หาท่จี ะสอน
1. แนวคิดทางวฒั นธรรมกับศาสนา
2. วิเคราะห์วัฒนธรรมกบั ศาสนา
คำถามท้ายบท
1. วฒั นธรรม หมายถึงอะไร
2. ศาสนาหมายถึงอะไร
3. วฒั นธรรมกบั ศาสนาตา่ งกนั อยา่ งไร
4. วฒั นธรรมกบั ศาสนาแยกกนั ออกหรอื ไม่
เอกสารอา้ งอิง บทที่ 3
กรมการศาสนา. (มปป). วฒั นธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พก์ รมการศาสนา.
พระยาอนุมานราชธน. (2515). การศึกษาเรื่องประเพณีไทย และ ชีวิตชาวไทยสมยั ก่อน. กรุงเทพฯ :
คลังวทิ ยา.
พระยาอนมุ านราชธน. (2515). วัฒนธรรมเบื้องต้น. พิมพ์คร้งั ท่ี 6. กรุงเทพฯ : การศาสนา.
มหาวิทยาลัยรังสิต. (2540). เอกสารประกอบการสอน วิชาอารยธรรมไทย. ภาคเรียนที่ 1 : ปี
การศกึ ษา 2540.
เมธีธรรมาภรณ์, พระ (ประยูร ธมฺมจติ โฺ ต). (2535). พุทธศาสนากับปรชั ญา. (พมิ พ์ครง้ั ที่ 2). กรุงเทพฯ
: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลัย.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2524). พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.
กรุงเทพฯ: รุง่ ศลิ ปก์ ารพิมพ์.
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, สำนัก. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ. (2539). คำถาม-คำตอบ
เกยี่ วกับพุทธ-ศาสนา เล่ม 1 - 2. กรงุ เทพฯ.
สมิทธ์ สระอุบล. (2544). มานุษยวิทยาเบ้อื งต้น .(พมิ พ์ครัง้ ที่ 1). กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พโ์ อเดียนสโตร์.
อารง สุทธาศาสน์. (2519). ปัญหาความขัดแย้งใน 4 จังหวัดชายแดนใต้. กรุงเทพมหานคร : บริษัท
พิทกั ษ์ประชา จำกดั .
22
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 4
หัวข้อเรือ่ ง วเิ คราะห์แนวคิดทางเศรษฐกจิ กับศาสนา
รายละเอียด
พุทธเศรษฐศาสตร์ คือ การประยุกต์แนวความคิดทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับธรรมชาติของ
มนุษย์มาใช้อธิบายหลักการและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เป็นแนวทางใหม่ในการทำความเข้าใจ
เศรษฐศาตร์ ไม่ได้มีข้อโต้แย้งมากมายอะไรนักเกี่ยวกับกระบวนการวิเคราะห์ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วน
ใหญ่ในปัจจุบันใช้อยู่ การนำเอาวิธีการอนุมาณเชิงตรรกะเข้ามาใช้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ เช่นเดียวกับ
การนำไปใช้ในวิชาอื่น ๆ แต่ข้อสมมุติขั้นพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งนัก
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักใช้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเพียงพอ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
ส่วนมากไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควรในประเด็นนี้ ส่วนใหญ่จะยอมรับไปโดยปริยาย และนัก
เศรษฐศาสตร์ก็ได้สร้างเครื่องมือการวิเคราะห์ขึ้นบนรากฐานทีเ่ ปราะบาง ผลที่ตามมาคือข้อสรุปสว่ น
ใหญ่ที่ได้จากกระบวนการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถเผชิญกับการท้าทายจากภาวะวิกฤต
ได้[ตอ้ งการอ้างอิง] ขอ้ สมมตุ ิพนื้ ฐานบางสว่ นท่ีสรา้ งขนึ้ มาจากเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับ
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่ เป็นจริงและบางครั้งก็ขัดแย้งกับกฎ
ธรรมชาติ ซ่ึงทำใหพ้ ลังในการอรรถาธบิ ายของเศรษฐศาสตรแ์ บบเดิมอ่อนลงไปมาก
เมื่อนำเอาแนวความคิดในเชิงพุทธเข้ามาทดแทนข้อสมมุติฐานที่เป็นปัญหาดังกล่าว ทำให้
การมองปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาตขิ องมนุษย์และกฎเกณฑ์ธรรมชาตใิ กล้เคียงกับความเป็นจริงมากขน้ึ
และเพ่ิมพลังในการอรรถาธิบายของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักให้หนักแน่นมากข้ึน อย่างน้อยก็ในกลุ่ม
ประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของบทความนี้ที่เรียกว่า “ พุทธเศรษฐศาสตร์”
แนวคิดน้คี อ่ นข้างแตกต่างไปจาก “เศรษฐศาสตรส์ ำหรบั ชาวพุทธ” โดยคำหลังไมเ่ ก่ียวข้องกับแนวคิด
ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเพียงพอ และมักจะเป็นเพียงการตรวจสอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
จากมุมมองของชาวพุทธท่ีมีคา่ นิยมและความเชื่อเป็นของตนเอง ไม่ได้เป็นการพยายามท่จี ะค้นหาและ
ตรวจสอบแนวความคิดเชงิ พทุ ธและเชิงเศรษฐศาสตร์ในทางลกึ อย่างเพียงพอ
ถ้าปราศจากการท้าทายโดยตรงต่อตัวแบบการคิดของเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน จุดอ่อนในการ
วิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะไม่ปรากฏขึ้น พุทธเศรษฐศาสตร์ได้เตรียมรับมือกับการท้า
ทายน้โี ดยม่งุ ไปยงั จุดออ่ นพืน้ ฐานของเศรษฐศาสตรก์ ระแสหลกั และนำเอาแนวคิดเชงิ พุทธท่ีสอดคล้อง
กับความป็นจริงมากกว่าเข้ามาทดแทนจุดอ่อนนี้[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งส่วนหนึ่งคือความพยายามที่จะ
เยยี วยาวิกฤตการณ์ของการวเิ คราะหท์ ีซ่ ำ้ เติมภาวะวกิ ฤตการณ์ทางเศรษฐกจิ ของเอเซยี อยูใ่ นปัจจบุ ัน
23
เศรษฐกิจกบั ศาสนา
วิกฤตการณ์ของการวิเคราะห์ในทางเศรษฐศาสตร์มีรากฐานมาจากการแบ่งแยกที่ ตายตัว
ระหว่างแนวความคิดเชิงปฏิฐานนิยม (Positive Economics) และปทัสฐานนิยม (Normative
Economics) เศรษฐศาสตร์แบบปฏิฐานนิยมใหค้ ำนยิ ามการวิเคราะห์ในเชิงวัตถุวิสัย (Objective) ซึ่ง
บางครั้งเรียกว่ากฎธรรมชาติโดยปราศจากการตัดสินด้วยค่านิยมส่วนตัว แนวความคิดนี้เม่ือเอาไป
เปรียบเทียบกับแนวคิดเชิงปทัสฐานนิยมซึ่งจะเอารวมความเห็นและการตัดสินเชิงคุณค่าเข้าไป
เกี่ยวข้องด้วย การแบ่งแยกกันระหว่างสองแนวทางนี้เกิดจากการขาดความเข้าใจความเชื่อมโยงกับ
ธรรมชาติของมนษุ ย์
เศรษฐศาสตร์เชิงปฏิฐานนิยมตั้งข้อสมมุติว่า ความโลภ (Greed) หรือจะพูดให้เบากว่านี้คือ
ผลประโยชน์ส่วนตน (Self Interest) เป็นธรรมชาติที่สำคัญของมนุษย์ เป็นพฤติกรรมที่มีเหตุผล
(Rational Behaviors) ดงั นัน้ การกระทำใด ๆ เพ่ือบรรลอุ รรถประโยชน์สูงสุดจึงได้รบั การพิจารณาว่า
เป็นการกระทำที่มีเหตุผล Jeremy Bentham กล่าวว่ามนุษย์ขาดเสียไม่ได้ที่จะคอยปรนนิบัติความ
ต้องการของตัวเอง ปัจเจกบุคคลทั้งหลายได้รับแรงกระตุ้นจากความต้องการของตนเองให้กระทำสิ่ง
ต่าง ๆ เพื่อบรรลุผลประโยชน์ส่วนตนให้มากที่สุด ความต้องการหรือความปรารถนานี้เกิดขึ้นเพื่อ
แสวงหาประสบการณ์ที่ตนเองชื่นชอบและพยายามหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีจากความเจ็บปวดต่าง ๆ
(Bowden 1990:77) นค่ี ือจุดเร่มิ ต้นของมมุ มองแบบเศรษฐศาสตรเ์ ชิงปฏิฐานนิยม
ยังคงมีคำถามอีกหลายประการ แม้ว่า “กฎธรรมชาต”ิ ที่ได้รับการเสนอแนะโดย Bentham
จะเป็นจริงทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ปัจเจกบุคคลอื่น ๆ สามารถมีพฤติกรรมแตกต่างไปจากนี้ได้
โดยเป็นข้อยกเวน้ ของกฎธรรมชาตนิ ้ีได้หรือไม่ หรือจะถือวา่ พฤติกรรมที่แตกต่างไปจากข้อสมมุติฐาน
น้ี เป็นพฤติกรรมทไ่ี มม่ ีเหตผุ ล มนุษย์จะมีรปู แบบพฤตกิ รรมอน่ื ๆ มากไปกว่าการบรรลอุ รรถประโยชน์
สูงสุดได้หรือไม่ รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นอยู่ (เช่น การให้ความรักต่อศัตรูของตน หรือการ
ทำงานอย่างหนกั เพ่ือคนอ่ืนโดยที่ตนเองต้องทนกระเหม็ดกระแหม[่ ต้องการอา้ งอิง]) พฤติกรรมเหล่านี้
จะได้รับการพิจารณาว่าไม่มีเหตุผลได้หรือไม่ หรือจะพิจารณาว่าเป็นข้อยกเว้นจากกฎทั่วไป
ข้อเท็จจริงก็คือ พฤติกรรมที่เป็นอยู่นี้ขัดแย้งกับข้อสมมุติฐานของเศรษฐศาสตร์เชิงปฏิฐานนิยม ใน
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์[ต้องการอ้างอิง] ดังนั้นข้อสรุปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ เชิงปฏิ
ฐานนิยมคือ เป็นเพียง “เชิงปฏิฐาน” (Positive) เท่านั้น เนื่องจากประกอบด้วยกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่มี
คำนิยามของตนเอง ดังนั้นจึงอาจมีคำถามว่า “Positive” หรือเศรษฐศาสตร์เชิงปฏิฐานนั้นเป็น
อย่างไร นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่ไม่ต้องการเผชิญกับคำถามที่ค่อนข้างยากนี้ ส่วนใหญ่
จะยอมรับเอาแนวความคิดนี้มาใช้โดยปริยาย เพื่อที่จะมุ่งไปยังการพัฒนาการวิเคราะห์แบบจำลอง
ของตน ซึ่งพบว่าอยู่ในฐานะที่สามารถจะควบคุมข้อโต้แย้งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่การสร้าง
แบบจำลองใด ๆ ก็ตามบนรากฐานที่ไม่มน่ั คงยอ่ มไมส่ ามารถนำไปสคู่ ำตอบทีด่ ีได้[ต้องการอ้างอิง]
24
ทฤษฎีอรรถประโยชน์ได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความคลุมเครือลด
นอ้ ยลงแตอ่ ยา่ งใด ดังเช่นท่ี Boulding ใหข้ อ้ สรปุ ไวว้ า่ “นกั เศรษฐศาสตร์ตระหนักเป็นอยา่ งดีว่าความ
ต้องการทางวัตถุเป็นแต่เพียงสินค้าขั้นกลาง ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายขั้นสุดท้ายที่เรียกว่า
“อรรถประโยชน์” แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ทราบว่าอรรถประโยชน์แท้จริงคืออะไรเช่นเดียวกันกับท่ี
นักฟิสิกส์ไม่ทราบว่าไฟฟ้าคืออะไร แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้โดยปราศจากมัน (Boulding 1968 :
193-94)
ฟังชั้นก์อรรถประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้วไม่ ได้เ กี่ ยวข้ องกับ องค์ปร ะกอบทางด้าน เ ว ล า
[ตอ้ งการอ้างองิ ] มนั แสดงลกั ษณะทถ่ี งึ การเกิดขน้ึ อยา่ งฉบั พลนั คนเราจะมีความสนกุ เปน็ สุข ปตี ยิ ินดี
มีความพอใจ และชื่นชอบ เมื่อได้บริโภคสินค้าอยา่ งฉบั พลันทนั ที เงื่อนไขเหล่านี้จะลดลงหลังจากน้ัน
ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นโดยทันที ณ เวลาที่เขาบริโภคสินค้า ไม่มีใครเคยสนใจคำว่าอรรถประโยชน์
อย่างจริงจงั เนอ่ื งจากคำนค้ี อ่ นขา้ งจะมีความหมายท่ีคลุมเครือ ไม่มีการพยายามทจ่ี ะทำให้ความหมาย
ชดั เจนขึน้ (คลา้ ยกบั ที่ Boulding ตง้ั ข้อสังเกตไว้ข้างตน้ )
คุณสมบัติอีก 2 ประการของฟังชั่นก์อรรถประโยชน์ คือ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับมิติทางด้าน
เวลา และไม่มีการเปรียบเทียบกันระหว่างปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นคุณสมบัติทีน่าหัวเราะเมื่อต้องเผชิญ
กับ “ความหายาก”[ตอ้ งการอา้ งอิง] ซ่ึงเป็นเหตผุ ลท่สี ำคญั ท่ีสุดในการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ภายใต้
เงื่อนไขทั่วไปของทรัพยากรที่หายาก ฟังชั่นก์อรรถประโยชน์ไม่สามารถก่อให้เกิดการตัดสินคุณค่าได้
ดังตัวอย่าง จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อผลิตอาหารดีหรือว่าจะผลิตรถยนต์ราคาแพงดี ควร
จะใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงคนยากจนดีหรือผลิตรถยนต์หรูหราเพื่อคนร่ำรวยดี ในสามัญ
สำนักของคนธรรมดาทั่วไปก็พอจะทราบคำตอบได้ดี[ต้องการอ้างอิง]ว่าควรจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่
อยา่ งจำกัดไปผลิตอาหารเพ่ือคนยากจนมากกวา่ ผลิตรถยนตห์ รูหราเพื่อคนร่ำรวย[ตอ้ งการอา้ งอิง] แต่
อย่างไรก็ตามเมื่อนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่สามารถหาคำตอบที่น่าพอใจต่อคำถามที่ชัดเจน
เชน่ น้ีได้ก็ถงึ เวลาแลว้ แนวความคิดนจ้ี ะต้องถกู ตัง้ คำถามถึงข้อสมมตุ ฐิ านต่าง ๆ ทใี่ ช้ในการสร้างทฤษฎี
Jeremy Bentham กล่าวว่ามนุษย์พยายามที่จะแสวงหาความพึงพอใจสูงสุด และลดความ
เจ็บปวดลงให้เหลอื นอ้ ยที่สุดโดยต้ังอยบู่ นประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งแนวความคดิ นไ้ี ด้รับการยอมรับ
อย่างกว้างในประเทศตะวันตกและยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีเหตุผล อย่างไรก็ตามถ้า
แนวความคิดเกยี่ วกับ “ความพึงพอใจ (Pleasure) ” และ “ความเจ็บปวด (Pain) ถูกแทนทีด่ ว้ ยคำว่า
“ความสุข (Happiness) ” และ “ความทุกข์ (Misery or Suffering) ข้อสรุปที่ได้ก็จะมีความหมาย
แตกต่างออกไปมาก และตั้งสมมุติฐานว่ามนุษย์จะแสวงหาความสุขให้มากที่สุดและพยายามที่จะ
หลีกเลี่ยงจากความทุกข์หรอื ทำให้เกิดความทุกข์นอ้ ยที่สุด ข้อสรุปที่ได้จะเปลี่ยนแปลงไปจากท่ีกลา่ ว
มาแล้วข้างต้น ซึ่งตอบสนองต่อความหมายของคำว่า “ความสุข” และ “ ความทุกข์” ซึ่งความหมาย
ของทัง้ สองคำน้ีจะพบแตใ่ นโลกตะวนั ออกเท่านนั้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในศาสนาพทุ ธ
25
ในศาสนาพุทธ มีแต่เพียงคำว่า "ทุกข์" (Misery or Suffering) เท่านั้นที่ต้องการคำนิยามท่ี
ชัดเจน คล้ายกับอุณหภูมิซึ่งต้องการกำหนดระดับของความร้อนให้ชัดเจน ความร้อนน้อยหมายถึง
ความเย็น ในทำนองเดียวกัน ทุกข์น้อยก็หมายถึงมีสุขมาก ดังนั้นในแนวความคิดของชาวพุทธการทำ
ให้ทุกข์เหลือน้อยที่สุด ก็หมายถึงการทำให้มีความสุขมากที่สุด เช่นเดียวกันกับแนวความคิดของนัก
เศรษฐศาสตรแ์ กระแสหลักเกี่ยวกบั การลดตน้ ทนุ ใหเ้ หลือน้อยทสี่ ุดก็หมายถงึ การทำให้มีกำไรมากทสี่ ุด
ความทุกข์ ถูกอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ขัดแย้งหรือความไม่ลงรอยกันในตัวของบุคคล (พระรา
ชวรมุนี, 2526, น.21) ความขัดแย้งสำคัญจะปรากฏขึ้นเม่ือคนเราเชื่อ “ความมีตัวตน” และพยายาม
ที่จะยึดติดอยู่กับตัวตนอย่างเหนยี วแน่น ตามหลักศาสนาพุทธแล้ว ไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวตน” อยู่
สิ่งที่เราตระหนักหรือรับรู้ว่าเป็นตัวตน แท้จริงแล้วเป็นแต่เพียงการประกอบกันขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า
“ขันธ์ห้า” ซึ่งประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ (พระราชวรมุนี, 2526, น.15) ถ้า
หากขาดขันธ์ห้าข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จะไม่มีความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ทุกขณะจิตที่ผ่านไป คนก็จะไม่
เหมือนเดมิ เนอ่ื งจากองคป์ ระกอบของขันธห์ ้าเปลยี่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา ความเปล่ยี นแปลงหรือความ
ไม่อยู่นิ่งของขันธ์ห้าเกิดขึ้นจากกฎธรรมชาติที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่อยู่นิ่งมีการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (พระราชวรมุนี, 2526, น.20) ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง
ตลอดเวลา มันจะเป็นการดีถ้าเรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นและตระหนักว่าทุกสิ่งต้องมีการ
เปลี่ยนแปลงรวมทั้งความมีตัวตนด้วย ถ้าเราพยายามที่จะยึดติอยู่กับตัวตนในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่าง
เปลี่ยนแปลง ผลที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งหรือความไม่สอดคลอ้ งกับกฎธรรมชาติที่ทุกส่ิงไมอ่ ยู่นิ่ง คน
ส่วนใหญ่พยายามที่จะยึดติดอยู่กับตัวตนคล้ายกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ คนเหล่านี้พยายามที่จะสร้าง
ทกุ ข์ให้เกิดขนึ้ โดยผา่ นทางความชวั่ ร้ายหรือทีเ่ ราเรียกว่า กเิ ลส 3 ประการคือ โลภะ โทสะ และโมหะ
ซึ่งกิเลสคอื สาเหตทุ ่แี ท้จรงิ ของทกุ ข์ท้ังหลายท่เี กดิ ข้นึ (พระราชวรมุน,ี 2526, น.31)
ในทางตรงกนั ขา้ ม "ความสขุ " หมายถึงการเปน็ อสิ ระจากความโลภหรือความอยาก จากความ
โกรธ และความหลง (พุทธทาสภิกขุ, 2539, น. 23 และพระราชวรมุน,ี 2526, น.28) การปลดเปลื้อง
สูงสุดสำหรับมนุษยชาติทั้งหลายคือ การเป็นอิสระจากสิ่งชั่วร้ายทั้งสามประการที่กล่าวมาแล้ว คน
ทั่วไปไม่สามารถปลดเปลื้องตัวเองออกจากกิเลสได้เนื่องจากขาดความรู้ที่ถูกต้อง (พระราชวรมุนี,
2526, น.31) ความรทู้ ่ีสำคัญและสูงกว่าความรู้อื่นท้ังปวงคือ การรู้วา่ ไม่มสี ่ิงที่เรียกว่า “ตัวตน” ถ้าไม่
มตี วั ตนก็จะไม่มใี ครเหน็ แกต่ วั ไมม่ ีใครมีความเศรา้ โศก (พระราชวรมนุ ,ี 2526, น.32)
ตามหลักของศาสนาพุทธ มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีการพัฒนาสงู สุด เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะ
ตามธรรมชาตคิ ือ มีความสามารถในการเรียนรู้ และการพัฒนาสง่ิ ที่เรยี กวา่ ขันธ์ทัง้ หา้ (พระธรรมปิฎก,
2536, น.34-36) อัตราการพัฒนาของแต่ละบุคคลแตกตา่ งกันไป แต่ทุกคนก็สามารถพัฒนาตนเองได้
อย่างไม่มีขีดจำกัด เนื่องจากสิ่งนี้เป็นคุณภาพที่สำคัญของบุคคล มีเหตุผลเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้บุคคล
ประพฤติหรือกระทำแตกต่างกันไป นั้นคือความรู้ ถ้ามนุษย์มีความรู้อย่างเพียงพอ เขาจะตอบสนอง
26
แตกต่างกันไป การแก้ไขที่เหมาะสม คือ การสร้างความรูใ้ หเ้ กิดขึ้น การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดในศาสนา
พุทธ คือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ท่ีเปน็ จริงหรือการได้รบั คำช้ีแนะที่ดีจากกลั ยาณมิตร ซึ่งอาจจะ
เป็นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เพื่อน ญาติมิตรหรือบัณฑิตทั้งหลาย ซึ่งมีความหวังดีต่อทุกคน
(พระเทพเวที, 2533, น.16-17)
สิ่งที่พูดมาทั้งหมดคือคำสอนพื้นฐานของศาสนาพุทธ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวความคิด
เกี่ยวกับอรรถประโยชน์สูงสุดมากที่สุด แนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเกี่ยวกับการ
แสวงหาความพึงพอใจสูงสุดและหลกี เล่ยี งจากความเจ็บปวดตา่ ง ๆ เปน็ ความคดิ ที่ตืน้ เขนิ ไม่สามารถ
เข้าถึงธรรมชาติที่เป็นแกนกลางของมนุษย์ได้ แนวคิดของศาสนาพุทธที่ว่ามนุษย์ควรจะปลดปล่อย
ตนเองออกจากความทุกข์ทั้งหลายเพื่อบรรลุถึงความสุขที่แท้จริงเป็นแนวคิดที่สูงส่งกว่า สาเหตุของ
ทุกข์ท่ีสำคัญทเ่ี ก่ียวข้องกับเศรษฐศาสตร์มากทส่ี ุดคือความอยากหรือความโลภ แนวความคิดเกี่ยวกับ
“ความสุข” ในทัศนะของศาสนาพุทธไม่เหมือนกบั ความสุขในทัศนะของชาวตะวันตก ซงึ่ มีความหมาย
ในขอบเขตที่กว้าง ดังที่ได้เสนอมาก่อนหน้านี้ เช่น ความสนุกสนาน ความปีติยินดี ความพึงพอใจ
ความหลงใหล และความรัก น่าประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อยที่แนวคิดเกี่ยวกับ “การบริโภคอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ” ไม่ไดร้ บั การตรวจสอบอยา่ งเพยี งพอในเศรษฐศาสตร์กระแสหลกั
ประสิทธิภาพในการบริโภค ทุกข์ในทางศาสนาพุทธมีสองระดับ ระดับแรกเป็นทุกข์ทางกาย
เกิดขึ้นจากขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานหรือปัจจยั สีใ่ นการดำรงชวี ิตเช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย
และยารักษาโรค คนจะได้รับความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรงถ้าไม่ได้รับอาหารทีเ่ พียงพอ มีคำกล่าวใน
ศาสนาพุทธว่า ความทุกข์ที่เกิดจากการขาดแคลนอาหารเป็นความทุกข์ที่เลวร้ายที่สุด มากว่าความ
ทุกข์อื่นใด ดังนั้นผู้หิวโหยจึงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างดีพอและไม่สามารถพัฒนาจิตใจให้ดี
ขึ้นได้ (พระธรรมปิฎก, 2539, น. 6) รองลงมา คือ ทุกข์ที่เกิดจากการขาดแคลนยารักษาโรค
เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย สาเหตุของทุกข์ทางกายแก้ไขได้โดยการตอบสนองต่อความต้องการ
พ้นื ฐานของบุคคลใหเ้ พียงพอ ไมม่ ีวธิ กี ารอืน่ ใดในการแกป้ ญั หามากไปกว่านี้ ความต้องการพื้นฐานของ
มนุษย์จะต้องได้รับการตอบสนอง โดยความต้องการนี้รู้จักกันในนามของ “ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน”
(Essential Needs) ทุกข์ในระดับที่สอง คือ ทุกข์ที่เกิดจากความอยากซึ่งผลักดันโดยความโลภของ
มนุษย์ เป็นทุกข์ที่เกิดจากความรู้ไม่เท่าทันในกฎธรรมชาติหรืออวิชชา คือ ไม่รู้ว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า
ตัวตนดำรงอยู่ ความโลภหรือความอยากเผาผลาญมนุษย์จากภายในใจของตนเอง ถ้าความอยากน้ี
ไม่ได้รับการตอบสนอง (พระเทพเวที, 2533, น.79-81) แต่ร่างกายของมนุษย์จะไม่ได้รับผลกระทบ
จากความอยากหรือทุกข์ในระดับที่สองนี้ เนื่องจากกายแยกออกต่างหากจากจิตใจหรืออารมณ์
ความรู้สึก ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์จะไม่ตายจากการไม่ได้รับการตอบสนองความอยากของตน การ
เยียวยาความอยากที่แท้จริงคือการช่วยให้คนเหล่านั้นตระหนักถึงกฎธรรมชาติเกี่ยวกับความไม่มี
27
ตัวตน การตอบสนองความอยากของมนุษย์อย่างไม่จบสิ้นไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา ที่จริงแล้วกลับเปน็
การเพม่ิ ปัญหาให้หนกั ขึน้ กว่าเดมิ
ถ้าประยุกต์แนวความคิดดังกล่าวเข้าไปในฟังชั่นก์อรรถประโยชน์ของ เศรษฐศาสตร์กระแส
หลัก มนุษย์จะบรรลุความพึงพอใจได้ทันทีเมื่อความต้องการได้รับการตอบสนอง เนื่องจากความ
ต้องการทางกายได้รับการตอบสนองไปแล้ว ความต้องการในระดับที่สูงกว่าจะอยู่ภายในจิตใจของ
มนุษย์เอง ที่เกิดขึ้นจากความโลภไม่มีที่สิ้นสุด นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ดีจะอ้างถึงงบประมาณ
หรือรายได้ที่มีอยู่จำกัด คล้ายกับเป็นกำแพงป้องกันการไหลท่วมของความทะยานอยากภายใน โชค
รา้ ยทห่ี ลายคนกอ่ นจะถึงขีดจำกดั ของรายได้ ความเสยี หายได้บงั เกดิ แล้วโดยการดูดซับทรพั ยากรไปใช้
เพื่อผลติ สินคา้ และบรกิ ารเพ่ือตอบสนองความทะยานอยากท่ีไม่รจู้ ักพอ
จากที่กล่าวมาข้างต้นค่อนข้างจะชัดเจนว่า “ประสิทธิภาพในการบริโภค” หมายถึงการ
บริโภคที่ตอบสนองต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (ทุกข์ในระดับแรก) ไม่ใช้การตอบสนองต่ออุปสงค์
(Demand) ที่สร้างขึ้นโดย “ความต้องการเทียม” (artificial want) (ทุกข์ระดับที่สอง)[ต้องการ
อ้างอิง] สำหรับเหตุผลที่อธิบายมาแล้วข้างต้น ปัญหานี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างดีพอโดยนัก
เศรษฐศาสตรก์ ระแสหลกั
ถ้าปราศจากการจัดการที่ดีต่อประเด็นนี้ การอภิปรายเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการผลิตของ
เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ก็เปรียบได้กับการเอากรรไกรขาเดียวไปตัดกระดาษซึ่งจะไม่เกิดผลอะไร
เพื่อให้การอภิปรายเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการผลิตมีเหตุมีผล ประสิทธิภาพในการบริโภคจะต้อง
ไดร้ ับการอธิบายอย่างชัดเจน แนวคิดเกย่ี วกับประสิทธิภาพในการบริโภคจะได้รับการอธิบายอย่างดีก็
เฉพาะในเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธเทา่ นนั้ [ต้องการอ้างองิ ] จุดออ่ นท่ีแทจ้ ริงของเศรษฐศาสตรก์ ระแสหลัก
สบื เนอื่ งมาจากความลม้ เหลวในการอธิบายถงึ พฤติกรรมของมนุษย์โดยรวม ไม่เหมอื นกบั คำอธิบายที่
พบในศาสนาพุทธ[ตอ้ งการอา้ งอิง]
ความแตกต่างทางทศั นะ
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอ้างว่าปราศจากค่านิยมและเป็นวิทยาศาสตร์ แท้จริงแล้วก็มี
รากเหง้ามาจากการปฏิรูปทางวัฒนธรรมในประเทศตะวันตก ซึ่งกำหนดคุณลักษณะได้ดังนี้
ผลประโยชน์ส่วนตัว คือแรงผลักดันปกติของมนุษย์ซึ่งคือธรรมชาติที่เป็นจริงส่วนหนึ่งของมนุษย์
ปัจเจกชนนิยม สิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพ และสิทธิในทรัพย์สิน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ได้รับ
การคุ้มครองและต้องไม่ถูกละเมิด สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญที่สุดต่อสังคมมนุษย์
ความสามารถในการควบคุมธรรมชาติจะปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมในการดำรงอยู่ของมนุษย์
เทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการควบคุมธรรมชาติสมมุติฐานหลายประการดังกล่าวได้รับการ
อธิบายจากรากเหง้าของสังคมตะวันตก เช่น จากความแตกต่างของสภาพอากาศ ความต้องการที่จะ
เอาชีวิตรอดในระหว่างฤดูหนาวอันยาวนาน เหมือนเป็นการให้คำอธิบายที่ดี การสะสมอาหาร
28
เชอื้ เพลงิ และเสื้อผ้าสำหรบั ครอบครวั ในช่วงฤดหู นาวอันยาวนานเปน็ สงิ่ ท่จี ำเป็นจะต้องทำ ครอบครัว
มีเวลาอยู่ร่วมกันอย่างเพียงพอในช่วงฤดูหนาว มีเวลามากพอสำหรับการอ่านหนังสือ การเขียน และ
การไตร่ตรองในช่วงระหว่างเดือนอันยาวนานนั้น ความสำเร็จอันหนึ่งคือความพยายามที่จะควบคุม
ธรรมชาติซึ่งนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเป็นนวัตกรรม
อนั หน่ึงทพี่ ฒั นาขึน้ เพ่ือวตั ถุประสงคใ์ นการเอาชนะธรรมชาติ (พระธรรมปิฎก, 2541, น. 54)
วัฒนธรรมเช่นนี้คือรากฐานที่แตกต่างไปจากประเทศตะวันออก ที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัย
อยู่ในบรเิ วณภมู อิ ากาศเขตร้อน บางสว่ นอาศัยอย่ใู นเขตอบอนุ่ ไม่มแี รงกดดันทท่ี ำให้ตอ้ งสะสมอาหาร
ในระหวา่ งปี การแบ่งปันอาหารเป็นวธิ กี ารเพมิ่ ความมั่นคงทางด้านอาหารสำหรับประชาชนท่อี าศัยอยู่
ในภูมิอากาศเขตร้อน ดูเหมือนว่าพวกเขามีความโน้มเอียงในการห่วงใยและแบ่งปันซึ่งกันและกัน
เนื่องจากธรรมชาติไม่ได้โหดร้ายต่อพวกเขา จึงไม่มีความต้องการที่จะควบคุมหรือเอาชนะธรรมชาติ
ประชาชนต่างอาศยั อยอู่ ย่างสอดคลอ้ งและกลมกลืนกับธรรมชาติ
ในภูมิอากาศเขตร้อน ประชากรอาศัยอยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างใกล้ชิด ชีวิตชุมชนได้รับการ
เน้นมากกว่าชีวิตครอบครัวหรือแม้แต่ปัจเจกบุคคล ผลที่เกิดขึ้นคือในสมัยก่อนความเป็นเจ้าของโดย
ชุมชนจะมีความสำคัญมากกว่าความเป็นเจ้าของโดยส่วนตัว ในสถานการณ์เช่นนี้ ความยากลำบาก
หรือปัญหาทางกาย ไม่ใช้สิ่งคุกคามที่แท้จริงในสังคมตะวันออก ภายใต้ความสะดวกสบายทาง
กายภาพพวกเขาก็ยังไม่ไดร้ ับความพงึ พอใจอย่างแท้จริง พวกเขายังคงถูกเผาผลาญจากความต้องการ
ภายใน การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาจะต้องเจาะลึกลงไปให้มากกว่านี้ และจะต้องได้รับ
การศึกษาอย่างละเอียดเข้าไปในจิตวิญาณของความเป็นมนษุ ย์ ผู้ร้ายท่ีแทจ้ ริงที่ถกู ค้นพบคือความชั่ว
ร้ายหรือกิเลสทั้งสามประการ คือ โลภะหรือความอยาก โทสะหรือความเกลียดชัง โมหะหรือความ
หลง ด้วยเหตนุ ้ีคืการจดั การเกี่ยวกับทุกข์ในสงั คมตะวันออกจึงมีความแตกตา่ งจากตะวันตก ซึ่งสาเหตุ
ภายในของทกุ ข์จะตอ้ งได้รบั การคน้ หาอยา่ งจริงจงั
โชครา้ ยทกี่ ารเปรยี บเทยี บอยา่ งแหลมคมระหวา่ งวฒั นธรรมท้ังสอง (ตะวันออกและตะวันตก)
ได้ลดลงเนื่องจากการปรากฏตัวขึ้นของระบบทุนนิยม ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงแรกของศตวรรษที่ 16 ใน
ประเทศยุโรป John Calvin วิศวกรผู้ปรับปรุงคริสจักร (ผู้ก่อตั้ง “จริธรรมแบบพิวริตัน (en:Puritan
Ethics) ” เพื่อปฏิรูปคริสเตียนให้เหมาะสมกับความรู้สึกของชนชั้นกลางในยุโรป และเพื่อความ
สะดวกในการสะสมทุน (Tawney 1992: 91-111) ระบบการผลิตแบบโรงงานซึ่งถูกนำมาใช้จากการ
ปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ทำให้เกิดการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก ระบบการผลิตขนาด
ใหญ่เป็นแรงผลักให้นักอุตสาหกรรมและนักธุรกิจ กระตุ้นให้มีการเพิ่มการบริโภคโดยผ่านทางการ
โฆษณาและการรณรงค์ทางการตลาดขนาดใหญ่ ผลก็คือลัทธิบริโภคนยิ มเกิดอย่างหลกี เลี่ยงไม่ได้ ใน
ระหว่างนี้สิ่งชั่วร้ายสมัยใหม่ 3 ประการ[ต้องการอ้างอิง]ได้พัฒนาขึ้น คือ ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม
และบริโภคนิยม เงินตราก็มีการปฏิรูปตัวเองจากการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนไปทำหน้าที่เป็น
29
ตัวกลางในการเก็บสะสมมูลค่า ทำให้การลงทุนสามารถแสวงหารายได้ต่อไปอีก เมื่อไม่นานมานี้
เงินตราได้ทำหน้าที่เป็นเครือ่ งมือในการเก็งกำไร รูปแบบดั้งเดิมของเงินตราได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่
เคยใชเ้ ปลอื กหอย สตั วเ์ ล้ียง ไปเป็นแร่เงนิ ทองคำในชว่ งเร่ิมต้น ธนบตั รและบัตรเครดติ ในระยะต่อมา
การปฏริ ูปคร้ังลา่ สดุ ของเงินตราคือเงนิ อเิ ลคโทรนิคสท์ ่สี ามารถเคล่ือนย้ายได้อย่างฉบั พลนั ทันทีไปยังที่
ใด ๆ ก็ได้ในโลกใบนี้
ความชั่วร้าย 4 ประการคือ ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม บริโภคนิยม และการปฏิรูปอย่าง
ต่อเนื่องของเงินตรา ทำให้เกิดความชั่วขึ้นในจิตใจของมนุษย์ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก
โดยเฉพาะโลกตะวันออกปัญหารุนแรงยิ่งกว่า เนื่องจากประชาชนมีประสบการณ์กับพัฒนาการของ
ความชั่วร้ายทั้ง 4 ประการนั้นในระยะเวลาที่สั้นกว่า ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตกซึ่งการปฏิรูป
ค่อนข้างจะยาวนานกว่า ตั้งแต่เริ่มแรกของศตวรรษที่ 16 ส่วนในประเทศตะวันออกเพิ่งจะเกิดขึ้นใน
หนึง่ ศตวรรษมานเ้ี อง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงค่อนข้างรุนแรงในประเทศตะวันออกมากกว่าประเทศตะวันตก และ
ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายล้างต่อไปในประเทศตะวันออก การปรากฏขึ้นของความช่ัวร้าย
ทัง้ 4 ประการ คือปจั จัยหลกั ทีต่ อบสนองต่อการรวมกันเป็นหนึ่งเดยี วของวัฒนธรรมเปรียบเทยี บทั้ง 2
คือ ตะวันออกและตะวันตก แม้ว่าการรวมกันจะก่อให้เกิดปัญหามากกว่า และความชั่วร้ายทั้ง 4
ประการ นำมาซึ่งปัญหาการเสือ่ มโทรมของทรัพยากรและสภาพแวดล้อมของโลกอยา่ งรวดเร็ว ความ
เสอ่ื มโทรมทเ่ี กดิ ขน้ึ นี้ก่อให้เกดิ ขีดจำกดั ของสิ่งมชี วี ิตต่าง ๆ ท่อี าศัยอยบู่ นโลกซ่ึงเปรียบเสมือนกับการ
อยู่ในยานอวกาศลำเดียวกัน ขีดจำกัดนี้เรียกร้องให้พวกเราทุกคนต้องมีการปฏิรูปวัฒนธรรมพื้นฐาน
ของเรา เพื่อการอยู่รวดของมนุษยชาติทั้งมวล นี่คือสาเหตุว่าทำไมการฟื้นฟูเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธจึง
เหมือนกับการเรยี กร้องให้มีการปฏริ ูปในศาสนาคริสตข์ องลัทธิลูเธอร์ราน (en:Lutheranism) ในช่วง
อรุณรงุ่ ของลทั ธพิ าณชิ นยิ ม (Tawney 1922 : 73-91)
การประยุกต์ใช้พุทธเศรษฐศาสตร์ การปรากฏขึ้นของทุนนิยมในช่วงเริ่มแรกของลัทธิพาณิช
นิยมกระตุ้นให้ en:John Calvin ปฏิรูปศาสนาครสิ ตใ์ ห้เหมาะสมกับการเปล่ยี นแปลงของชนช้ันกลาง
[ต้องการอ้างอิง] ในช่วงเวลานี้ข้อเท็จจริงของ “อาณานิคมใหม่” ปรากฏขึ้นบนยานอวกาศโลก
กระตนุ้ ให้มีการเรยี กร้องการปรบั ปรุงอย่างรวดเร็วในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแบบอนุรักษนิยม ดังที่
ได้กล่าวมาแล้วเศรษฐศาสตร์กระแสหลักขาดเครื่องมือในการวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิผลต่อ
สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหมือนกับการปฏิบัติที่ค่อนข้างเป็นกลไก ล้าสมัยและ
คลมุ เครอื เในแนวความคิดทางปรัชญาของลัทธิอรรถประโยชน์นยิ ม[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งถูกสร้างข้ึนใน
ชว่ งเวลาแหง่ การขาดแคลนของโลกตะวันตก
แม้ว่าคำสอนของศาสนาพุทธจะเก่ากว่ามาก แต่ก็ยังร่วมสมัยกับปัจจุบัน เนื่องจากคำสอนนี้
เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาแห่งความอุดมสมบูรณ์ของโลกตะวันออก ปัจจุบันเราก็อยู่ในช่วงเวลาแห่ง
30
ความสมบูรณ์เช่นกัน แตห่ ายนะก็ได้บังเกิดข้ึนตรงหน้าเรา มนั ค่อนข้างเป็นสิ่งใหม่แต่เป็นสถานการณ์
ที่ค่อนข้างประหลาด เนื่องจากนี่เป็นโอกาสเฉพาะอย่างหนึ่ง ดังนั้นเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธจึงเป็น
เคร่อื งมอื ที่เหมาะสมในการจดั การกบั ปญั หาทเี่ ราเผชิญอยูป่ จั จุบนั
เครื่องมือในการวิเคราะห์อันนี้มีความต้องการเพียงให้ประชาชนตระหนักถึงข้อเท็จจริงท่ี
เป็นอยู่ตามกฎธรรมชาติ คือความไม่มีอยู่ของตัวตน ถ้าแนวความคิดนี้ได้รับความเข้าใจอย่างชัดเจน
ชีวิตมนุษย์จะได้รับการมองจากแง่มุมที่แตกต่างออกไปจากการเป็นผู้บริโภค สิ่งที่มีความหมายมาก
ที่สุดในชีวิตไม่ใช่มาจากการบริโภค การบริโภคอย่างเหมาะสมจะไม่ทำให้ให้เกิดการทำลายล้าง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม[ต้องการอ้างอิง] ที่จริงแล้วทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมสามารถทำ
ให้ดีขึ้นได้พร้อมกับการมีชีวิตอย่างมีผาสุกของประชาชน มีความสะอาด ความสงบและสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นวิธีคิดใหม่นี้จะต้องปลุกให้ตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมุนษย์และกฎ
ธรรมชาติเกี่ยวกับการไม่มีอยู่ของตัวตนพร้อมกับสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น กฎแห่งอนิจจังหรือความ
เปลี่ยนแปลง ความไม่อยู่นิ่ง และความเป็นอิสระจากการยึดติดที่สร้างขึ้นโดยเศรษฐศาสตร์กระแส
หลักและการดำรงค์อยู่ของความชั่วร้าย 4 ประการ (ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม บริโภคนิยม และ
เงนิ ตรา) จะตอ้ งได้รบั การเผยแพรใ่ ห้เปน็ ทร่ี ู้จักกนั อยา่ งกว้างขวาง
หลดุ พน้ จากวกิ ฤตการณ์ : วิธีการของพุทธเศรษฐศาสตร์ จากที่กล่าวมาแล้วเกี่ยวกับแนวทาง
ของศาสนาพทุ ธ ซ่ึงพยายามจะระงบั ความโลภ ซง่ึ ไมเ่ หมือนกับวธิ ีการทำใหบ้ รรลอุ รรถประโยชน์สูงสุด
ที่ไม่นำไปสู่การทำให้เกิดความสุขให้มากที่สุดหรือทำให้ความทุกข์เหลือน้อยที่สุดในแต่ละบุคคล ใน
เวลาเดียวกันก็เป็นการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือเป็นการใช้อย่างสูญ
เปล่า[ต้องการอ้างอิง] วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตนี้ได้คือการใช้ “ปัญญา” หรือ
ความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะท่คี นเข้าใจถึงธรรมชาติความเป็นจริงของ
ชีวิตและเขา้ ใจอยา่ งแจ่มแจ้งถึงแนวคดิ เกี่ยวกับความไมม่ ีตัวตน แล้วคนจะไมย่ ดึ ตดิ อยู่กับตัวตน ความ
โลภทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นได้โดยง่าย รูปแบบการบริโภคของคนจะเปลี่ยนไปเป็นการบริโภคเพื่อ
ตอบสนองต่อความเป็นขั้นพื้นฐานมากกว่าการบริโภคเพื่อสนองต่อความอยากที่จอมปลอม (พระ
ธรรมปิฎก, 2536, น. 21-22) ดังนั้นการปลูกฝัง “ปัญญา” หรือความสามารถในการไตร่ตรอง
วิเคราะห์แยกแยะปัญหาเป็นสิ่งที่จำเปน็ สำหรับสังคมไทยเพื่อการหลุดจากภาวะวิกฤต ประเทศอื่น ๆ
ในเอเซียก็เป็นเช่นเดียวกัน การปลูกฝังปัญญาเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันสำหรับโรคที่แพร่กระจายจากการ
เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วของทุน การเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วของทุนเป็นสาเหตุแรกของวิกฤตที่ถูก
กระตุ้นจากความโลภผา่ นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเรว็ ในภูมิภาคน้ี ในทศวรรษท่ีผ่านมา
ก่อนเกิดภาวะวิกฤต โชคร้ายที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วมาพร้อมกับการสะสมของ
เสียและการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติในภูมภิ าคแหง่ น้ีอยา่ งชัดเจนท่ีสุด เราตอ้ งการแนวทางใหม่
ในการพัฒนาประเทศไทยและภูมิภาคเอเซียหลังจากผ่านพ้นเรื่องไร้สาระทั้งหลายไปแล้ว ภายใต้
31
วิธีการพัฒนาประเทศแนวใหม่นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) ได้
พระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 1997 ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา มี
ใจความดังน้ี “ เศรษฐกจิ ที่พอเพยี งไม่ไดห้ มายความวา่ ทุกครัวเรือนจะต้องเพาะปลกู อาหารกนิ เอง ตัด
เย็บเสื้อผ้าใช้เอง แต่หมายถึงหมู่บ้าน ตำบล จะต้องสร้างผลผลิตที่เพียงพอสำหรับตอบสนองความ
ต้องการของชุมชน สิ่งที่เหลือจากความต้องการสามารถนำออกขายให้ชุมชนอื่นที่มีความต้องการได้
แต่การค้าจะต้องไม่ห่างไกลเกินไปนักเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนในการขนส่ง” (พระบรมราโชวาท,
2540, น.18)
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต, 2539, น. 52-64) ได้เสนอแนวทาง” เศรษฐศาสตร์สำหรบั ทาง
สายกลาง” ไว้ โดย “ทางสายกลาง” เป็นแนวความคิดที่สำคญั ในศาสนาพุทธ ซึง่ มคี วามหมายที่จะไม่
ทำอะไรในหนทางที่สดุ ขั้ว ซึง่ สามารถเปรยี บเทยี บได้กบั “ จุดดลุ ยภาพ” ในเศรษฐศาสตรก์ ระแสหลัก
ตามแนวคดิ ของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ ประยุทธโต) เศรษฐศาสตร์ทางสายกลางหมายถึงการบริโภค
แต่พอประมาณ ซึ่งเป็นจุดที่ดีที่สุดที่จะทำให้บรรลุ “คุณภาพชีวิต” (มีความสุขมากที่สุดและมีความ
ทุกข์น้อยที่สุด) การบริโภคแต่พอประมาณจะต้องทำให้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการไม่เบียดเบียน
ตนเองและผู้อื่น หรอื อกี นยั หนงึ่ การบริโภคจะต้องไม่กอ่ ใหเ้ กดิ ผลที่เปน็ ปฏปิ ักษก์ ับระบบนิเวศวิทยา
แนวความคิดที่ได้รับการชี้แนะจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระธรรมปิฎก (ประ
ยุทธ ประยุทธโต) เป็นเพียงตัวอย่างการนำเอาเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธเข้ามาประยุกต์ใช้สำหรับเป็น
แนวทางใหม่ในการพัฒนาประเทศเพื่อให้หลุดพ้นออกจากภาวะวิกฤติในปัจจุบันและเป็นการป้องกนั
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จริงแล้วแนวความคิดบางอย่างได้เคยนำมา
ทดลองใช้ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่าทศวรรษมาแล้ว โดยเฉพาะในหมู่เกษตรกรรายย่อย
รูปแบบของไร่นาทางนิเวศน์ เช่น ไร่นาสวนผสม ป่าชุมชน ฯลฯ ได้นำมาทดลองใช้ในหมู่บ้านหลาย
แห่งในประเทศไทย (Puntasen 1996a:85-91 และ Puntasen 1996b:279)[ต้องการอ้างอิง] ซ่ึง
ใหผ้ ลเป็นท่นี ่าพอใจ ชาวนาจำนวนมากทีท่ ำเกษตรกรรมระบบนเิ วศในช่วงทศวรรษท่ีผ่านมาน้ีแทบจะ
ไม่ได้รับผลกระทบจากวิฤตการณท์ างเศรษฐกจิ ครัง้ นีเ้ ลย ที่จริงแล้วชาวนาส่วนใหญ่เหลา่ นั้นรู้สึกดีขึน้
ด้วยซ้ำจากการที่เงินบาทเสื่อมค่าลงในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่คงที่ ทำให้รายได้ที่แท้จริงของเขา
สูงขึ้นจากราคาผลผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนยังไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากส่วนใหญ่
ไมไ่ ด้ใชป้ ุ๋ยหรือผลิตภัณฑ์ทางเคมอี ื่น ๆ เพอ่ื เพิม่ ผลผลติ
กิจกรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นหลังม่านของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ที่ขยาย
ตวั อย่างรวดเร็ว กลมุ่ เครดติ ยเู นียนและเครอื ข่าย เป็นตน้ กิจกรรมเหลา่ น้ีขยายตวั เพ่มิ ข้นึ อยา่ งรวดเร็ว
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ บางกลุ่มเริ่มขึ้นด้วยกิจกรรมเล็ก ๆ และริเริ่มขึ้นโดยสมาชิกในชุมชนที่
ต้องการออมเงินส่วนเกินของชาวบ้านคนละเล็กละน้อยเช่น คนละ 10 บาทต่อเดือนต่อครอบครัว ซ่ึง
เปน็ ความรบั ผดิ ชอบของครอบครัวที่จะตอ้ งออมเงินของตวั เอง จุดประสงคห์ ลักของกจิ กรรมเหล่านี้คือ
32
ตอ้ งการกระตนุ้ ใหช้ าวบา้ นมารวมตวั กนั เพ่ือแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ เกยี่ วกับปัญหาต่าง ๆ ท่ีชาวบ้าน
เผชิญอยู่และหาทางแก้ปัญหากันเอง เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งจำนวนเงินที่ชาวบ้านช่วยกันออมคน
ละเล็กละนอ้ ยไดเ้ พิ่มทวีขึน้ สมาชิกของกลุ่มซ่ึงต่างรู้จักกนั เป็นอย่างดแี ละต่างก็เคยพดู คุยแลกเปลีย่ น
ความเหน็ ซ่ึงกนั และกันมาแล้ว โครงการที่มีประโยชนห์ ลายโครงการตา่ งไดร้ บั การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
มาแลว้ เปน็ อยา่ งดี ครน้ั แล้วก็ถึงเวลาที่จะใหเ้ งินกู้แก่โครงการทีเ่ ปน็ ประโยชน์มากทส่ี ุด โครงการหลาย
โครงการประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี กลุ่มออมทรัพย์หลายกลุ่มโดยเฉพาะในภาคใต้ มีเงินออม
มากกว่า 10 ล้านบาท และบางกลุ่มมีมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันประมาณการณ์ว่ามีเงินออม
ของกลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ในชุมชนและกลุ่มเครดิตยูเนียนรวมกันทั่วประเทศประมาณ 3,000 ล้าน
บาท ซึง่ เม่ือเปรียบเทียบขนาดของเงินทุนของกลุ่มออมทรัพย์เหล่าน้ีกบั ปริมาณเงนิ ในวิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจซึ่งประมาณการณ์วา่ มจี ำนวนกวา่ 4 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก แต่เงินออม
เหลา่ นี้กเ็ ปน็ ตัวแทนของกระบวนการทดสอบภาคปฏบิ ตั ขิ องการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่
ชัดเจนที่สุด ศักยภาพของกลุ่มออมทรัพย์และเครือข่ายใหญ่โตมาก จนถึงปัจจุบันนี้ รายงาน
การผิดสัญญาการใช้คืนเงินกู้มีน้อยมาก ระบบดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลและประหยัด ต้นทุนใน
การดำเนินการมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเงนิ ทุนของกลุ่ม ตน้ ทุนในการดำเนินงานที่เกิดข้ึนมี
เพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อเดือน ค่าแรงหรือค่าจ้างผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มไม่ได้สงู ไปกว่าค่าจา้ งในตลาด
ระบบทั้งหมดตั้งอยู่บนความเชื่อถือซึ่งกันและกัน กลุ่มออมทรัพย์หลายกลุ่มเริ่มให้ความช่วยเหลือ
ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อเป็นสวัสดิการสังคมแก่สมาชิก เช่น ค่าฌาปนกิจศพ เงินช่วยเหลือการศึกษา
บางส่วน และสวัสดิการเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้สูงอายุ เราสามารถจินตนาการได้ว่าการขยายตัวอย่าง
รวดเร็วของกลุ่มออมทรัพย์และเครือข่ายนี้ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองของหมู่บ้านและ
ตำบลซึ่งพระราชทานคำแนะนำโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ความจำเป็นในการพึ่งพิง
เงินทุนจากต่างประเทศในอนาคตลดน้อยลง อย่างไรก็ตามการดำเนินการอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างตน้
จะต้องตั้งอยู่ในกรอบของ”เศรษฐศาสตร์แบบสายกลาง” หรือ “พุทธเศรษฐศาสตร์” ซึ่งการบริโภค
จะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อความสุขของปัจเจกบุคคลหรือ “คุณภาพชีวิต” หรือกระทบต่อระบบ
นิเวศวิทยา นี่คือวิธีการพัฒนาและยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ในการลดความรุนแรงของวิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจ ความตอ้ งการเพียงอย่างเดียวในกระบวนการพัฒนาน้ีคือ วิธีการมองชวี ิตซ่ึงมีความสัมพันธ์
กับกฎธรรมชาติอย่างแนบแน่นและโดยความเข้าใจอย่างชัดเจน และความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอย่างมี
ความสขุ และมสี ตปิ ัญญาให้สอดคล้องกบั กฎธรรมชาตนิ ี้
บทสรปุ วิกฤตการณท์ างเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอาจมองได้ว่า
เป็นโอกาสสำหรับวิธีการพัฒนาในทิศทางใหม่มากกว่าเป็นการคุกคามจากความเสื่อมถอยของระบบ
เศรษฐกิจ วิกฤตการณ์นำไปสู่ประเด็นวิกฤตทางด้านการวิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่นำมาซ่ึง
ความชั่วร้ายดังที่กล่าวมาแล้วเช่น ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม บริโภคนิยมและการเปลี่ยนบทบาท
33
อย่างรวดเร็วของเงินตรา ซึ่งเร่งเร้าให้มีการสร้างความโลภขึ้นจาก ความรู้ไม่เท่าทันในกฎธรรมชาติ
ชองความไม่มีตวั ตนและกฎธรรมชาตอิ ื่น ๆ
ภายในขอบเขตของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ความไม่รู้นี้ถูกส่งเสริมโดยแนวความคิดท่ี
คลุมเครือเกีย่ วกับอรรถประโยชน์ ซึ่งไม่ได้รับการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงพอโดยนกั
เศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้[ต้องการอ้างอิง] แนวความคิดถูกอธิบายอย่างหยาบ ๆ ที่ให้ทุกคนมีความสุขกับ
การบริโภค การบริโภคสินค้า และบริการ จะอยู่ภายใต้ขอบเขตของงบประมาณที่จำกัด และไม่มีการ
เปรียบเทยี บความพึงพอใจระหวา่ งบคุ คล โดยเหตนุ ้ี ความคดิ เกี่ยวกับ “ประสิทธภิ าพ” ในการบริโภค
จึงไม่มีความหมายอย่างเพียงพอต่อการโต้แย้งในกรอบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แนวความคิด
เกี่ยวกับต้นทุนของทรัพยากรที่ใช้ในการบริโภคก็ไม่มีเหตุผลย่างเพียงพอที่จะพูดถึง ดังนั้นการ
อภิปรายเกีย่ วกับประสิทธภิ าพโดยรวมจึงไรค้ วามหมาย เช่นเดียวกันกับการอภิปรายถึงประสิทธภิ าพ
ในการผลติ
พุทธเศรษฐศาสตร์สามารถจัดการกับปญั หานี้อย่างไดผ้ ล[ตอ้ งการอ้างองิ ]โดยผ่านทางแนวคิด
เกี่ยวกับความสุขหรือการทำให้มีทุกข์น้อยที่สุด (แทนที่จะทำให้เกิดอรรถปรโยชน์สูงสุด) ในเบื้องต้น
การอธิบายเกี่ยวกับทุกข์ว่าเป็นภาวะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงและความไม่อ ยู่นิ่ง
เพื่อที่จะเข้าใจให้ชัดเจนจะต้องตระหนักถึงความไม่มีตัวตนและกฎธรรมชาติอื่น ๆ แนวความคิดนี้
นำไปสูก่ ารอภิปรายถึงความจำเปน็ ขนั้ พื้นฐาน ซงึ่ คือ ทุกขใ์ นระดับแรก ซ่ึงจะตอ้ งตอบสนองโดยความ
จำเป็นขั้นพื้นฐาน แต่ทุกข์ในระดับที่สอง เกิดขึ้นจากความต้องการหรือความอยากจอมปลอม ความ
พยายามที่จะสร้างความพึงพอใจทำให้เกิดความอยากซึ่งถูกกระตุ้นโดยความชั่วร้ายสมัยใหม่ 4
ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิบริโภคนยิ มและเงนิ ตรา วธิ กี ารของชาวพุทธในการระงับความอยาก
อนั จอมปลอมเหลา่ น้ีโดยผ่านการรับรู้ในแนวความคิดเก่ียวกับ “ตวั ตน” ว่าเป็นสิง่ ลวงตา เพ่อื ให้ความ
ทะยานอยากเหล่านล้ี ดลง “เศรษฐศาสตร์ทางสายกลาง” ตอ้ งได้รับการตระหนกั ให้ชดั เจนว่าแนวคิดน้ี
มเี หตมุ ีผลเพียงพอ แล้วจงึ เริ่มตน้ พฒั นาเศรษฐกจิ แบบพ่ึงตนเอง ซง่ึ ในประเทศไทยไดเ้ ร่มิ ขึ้นมาแล้วใน
บางพน้ื ทีข่ องประเทศ คลา้ ยกับเป็นการสาธิตโดยการทำเกษตรกรรมเชิงนเิ วศน์ในไร่นาขนาดเล็กและ
กลุ่มออมทรัพย์ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าเกิดจากการ
บริหารทางเศรษฐกิจท่ีผิดพลาด[ใครกล่าว?] โดยเฉพาะอย่างยิง่ ธนาคารแห่งประเทศไทยดังทีไ่ ด้กลา่ ว
มาแล้วในกรอบการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ อย่างไรกต็ ามในระดับนานาชาติท่ีการเคลื่อนย้ายของเงินทุน
เป็นไปอย่างรวดเร็ว วิกฤตการณ์จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่รูปแบบใดก็แบบหนึ่ง จากการใช้
ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย จากความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจ จากความไม่มั่นคงและความอ่อนไหว
ของระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กซึ่งได้รับเงินทุนจากต่างประเทศ ธรรมชาติของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้
เกิดคำถามที่จริงจังเกี่ยวกับความยั่งยืนไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้นแต่กับประเทศเอเซียอื่น ๆ
ท้งั หมด
34
จำนวนช่วั โมงที่สอน 2 ชัว่ โมง
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น
2. นำเขา้ สู่บทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรยี น
สื่อการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลก่อนเรยี น - หลงั เรียน
การประเมินผลการเรยี น
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังเรยี น
2. ประเมนิ จากการมีส่วนร่วมในห้องเรยี น
3. ประเมินจากการชักถาม
เนื้อหาทจี่ ะสอน
1. เศรษฐกจิ กับศาสนา
2. ความแตกตา่ งทางทศั นะเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์
3. การประยุกต์ใช้พทุ ธเศรษฐศาสตร์กบั การแก้ปญั หาเศรษฐกจิ
คำถามท้ายบท
1. เศรษฐกิจกับศาสนามีความสมั พนั ธ์กันอยา่ งไร
2. ความแตกตา่ งทางทศั นะเกีย่ วกับเศรษฐศาสตรม์ ีนักวชิ าการได้กล่าวไว้อย่างไรบ้าง
3. การประยกุ ตใ์ ชพ้ ุทธเศรษฐศาสตรก์ บั การแก้ปัญหาเศรษฐกจิ
เอกสารอ้างอิงบทที่ 4
35
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2533). ธรรมกับการพัฒนาชีวิต. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต). (2539). การศึกษาเพื่ออารยธรรมที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธ
ธรรม.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (2541). การศึกษากบั การวจิ ยั เพ่ืออนาคตของประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่
2 (ปรบั ปรงุ )กรุงเทพฯ : ธรรมสาร.
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2536). จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร (พุทธศาสนากับการพัฒนา
มนุษย)์ . กรงุ เทพฯ : มูลนิธิพทุ ธธรรม.
พระธรรมปิฎก. (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) และคณะ. (2539). ปฏิรูปการศึกษาการสร้างสรรค์ภูมิปัญญา.
อทุ ัย ดลุ ยเกษม, กรรมเกียรติ กนั อริ และวิวฒั น์ คตธิ รรมนติ ย์ (คณะบรรณาธิการ). กรงุ เทพฯ
: อมรินทรว์ ชิ าการ.
พระราชวรมนุ ี. (2526). พทุ ธธรรม. กรงุ เทพฯ : สขุ ภาพใจ,
พุทธทาสภกิ ขุ. (2539). กข กกา ของการศึกษาพุทธศาสนา. สุราษฎร์ธานี : ธรรมทานมูลนธิ ิ.
อภิชัย พันธเสน, พุทธเศรษฐศาสตร์: วิวัฒนาการ ทฤษฎี และการประยกุ ตก์ ับเศรษฐศาสตร์สาขาต่าง
ๆ, สำนกั พิมพอ์ มรินทร์
พระบรมราโ ช ว าท. ( 2540). ปรัช ญาเศรษฐ กิจพอเพียง. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา.
https://ka.mahidol.ac.th/king_9/sufficiency-economy.html
36
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 5
หวั ข้อเร่ือง วเิ คราะหแ์ นวคิดทางการเมอื ง
รายละเอยี ด
ประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง เป็นสาขาวิชาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์
ความคิดทางการเมืองเป็นวิชาที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ระหว่างวิชา
ประวัติศาสตร์ และปรัชญาการเมือง แนวความคิด ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษวา Concept
หมายถึงความคิดความเขาใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ของบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคน ที่แสดงออกมาเพื่อ
ทําความเขาใจวาสิ่ง ๆ นั้นคืออะไร และควรเปนไปอยางไร แนวความคิดของบุคคลจึงเกี่ยวข้องกับ
บริบทของสังคมและวัฒนธรรมทีบ่ ุคคลน้ันอาศยั อยู ดวยเหตนุ ี้ในเรือ่ งเดียวกัน จึงมีการอธิบายไดตาง
ๆ กันขึ้นอยูกับแนวความคิดของบุคคล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไดตามกาลและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
แนวความคิดทางการเมอื งหรอื Political concept สงผลใหเกิดเหตุการณตาง ๆ ไดมากกวาที่เราคิด
บางเรื่องทําใหเกิดความขัดแยง นําไปสูสงครามและการสูญเสีย เพราะวาความคิดทางการเมืองจะมี
อิทธิพลเหนือจิตใจมนุษย อาจทําใหเกลียดชังหรือเชื่อฟังอย่างลุ มหลง การตอสูกันในเรื่อง
แนวความคิดมีมาชานานพรอม ๆ กับอารยธรรมของมนุษยในสมัยกลางของยุโรปมีการต่อสูกันเรื่อง
ความแตกตางของแนวความคิดเรื่องศาสนา หรือการตอสูระหวางแนวความคิดระหวางกลุมท่ี
สนับสนนุ อํานาจกษตั ริยและกลุมท่สี นับสนุนอํานาจของศาสนจักร นอกจากนแี้ นวความคิดชาตินิยมท่ี
เกดิ ในชวงปลายศตวรรษที่ 18 ถงึ ตลอดชวงศตวรรษที่ 19 นาํ ไปสูสงครามโลกทั้งสองครงั้ ในศตวรรษท่ี
20 แมกระทั่งในปจจุบันก็ยังเกิดการตอสูที่มาจากแนวความคิดอยูเสมอๆแนวความคิดทางการเมือง
บางอย่างมีอิทธิพลตอจิตใจผูคนสูงมาก จนทําใหแนวความคดิ นนั้ เป็นแนวความคิดหลักในสังคม ผูคน
ทั่วไปเชื่อฟงและปฏิบัติตามจนกลายเปนูปแบบของสถาบัน โดยเฉพาะอยางยิ่งสถาบันกฎหมาย เช่น
แนวความคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเทาเทียม และแนวความคิดเรื่องอํานาจทางการเมืองมาจาก
ประชาชน กไ็ ดมกี ารบัญญัติไวในรัฐธรรมนญู เปนตน
แนวความคดิ ทางการเมือง
กำเนิดของสาขาวิชาการเมือง จารีตในการศึกษาการเมืองด้วยการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นมาแต่
โบราณ หรอื การศึกษาการเมืองผ่านประวัติศาสตร์น้ันเกิดมาต้ังแต่ยุคกรีกโบราณ อาทิ งานเขียนเร่ือง
"เรียบเรียงเรื่องราว" (The Histories) ของเฮโรโดตุส "ประวัติศาสตร์สงครามแห่งคาบสมุทธเพลอ
พอนเนซสุ " (History of the Peloponnesian War) ของธซู ิดิเดส (Thucydides) การบนั ทึกเรอื่ งราว
ของโซกครตีสในรูปแบบบทสนทนาของเพลโต การศึกษาการเมืองด้วยการศึกษาปรัชญาร่วมกับ
ประวตั ศิ าสตร์เป็นจารีตในทางการศึกษาการเมืองของโลกตะวันตก แต่เมอื่ การศึกษาการเมืองเร่ิมเข้า
37
สู่ยุคของความเป็นวิทยาศาสตร์ ได้เริ่มมีการแยกสาขาวิชาเป็นวิชาปรัชญาการเมือง และวิชา
ประวตั ิศาสตรก์ ารเมือง (พิสิษฐิกุล แกว้ งาม, 2550)
ในส่วนของวิชาปรัชญาการเมืองนั้น ได้มีนักรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งนำเอาวิธีวิทยา
ประวัติศาสตร์เข้ามาศึกษาในวิชาปรัชญาการเมือง นักรัฐศาสตร์เหล่านี้จะไม่นิยามตัวเองว่านัก
รัฐศาสตร์ แต่จะนิยามตนเองว่านักปรัชญาการเมือง หรือไม่ก็นักประวัติศาสตร์ทางความคิด จึงได้มี
การเรียกการศึกษาปรชั ญาการเมืองดว้ ยระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ว่า "ประวตั ศิ าสตร์ความคิดทาง
การเมือง" ซึ่งสตีฟ แทนซีย์ (Stephen D. Tansey) อธิบายไว้ในหนังสือความเข้าใจมโนทัศน์
"การเมือง" เบื้องต้น (Politics: The Basic) ว่า ประวัติศาสตร์ความคดิ ทางการเมืองจะเป็นการศึกษา
พัฒนาการของความคิดทางการเมืองของนักปรัชญา นักคิด คนต่างๆในแต่ละยุคสมัยโดยคำนึงถึง
บริบททางกาลเทศะว่ามีผลต่อทฤษฎี หรือหลักปรัชญาของนักปรัชญา นักคิด คนนั้นๆอย่างไรบ้าง
รวมถงึ ได้รับอิทธพิ ลทางความคดิ มาจากใคร อะไร อยา่ งไร ในขณะทีก่ ารศกึ ษาปรัชญาการเมืองจะเป็น
การศึกษางานเขียนของนักปรัชญา นักคิดคนต่างๆอย่างลุ่มลึกโดยไม่คำนึงถึงบริบททางกาลเทศะ ท่ี
สำคัญคือการศึกษาปรชั ญาการเมือง และประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง เป็นส่วนสำคัญที่จะใช้
สร้าง ทฤษฎีการเมือง (Stephen D. Tansey, 2004, pp.10-11) การศึกษาประวัติศาสตร์ความคิด
ทางการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างสูงในการศกึ ษารัฐศาสตร์ในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะอิทธิพลจากงาน
เขียนของอีริค โวเกอลิน (Eric Vogelin) เควนติน สกินเนอร์ (Quentin Skinner) และจอห์น ดันน์
(John Dunn) (พิสิษฐิกุล แก้ว, 2550) กล่าวอย่างกระชับก็คือวิชาประวัติศาสตร์ความคิดทาง
การเมืองเป็นการศึกษาความคิดทางการเมืองเพื่อศึกษาพัฒนาการของความคิดในทางการเมืองที่
เปลย่ี นแปรไปตามแต่กาลเทศะนน่ั เอง
กำเนิดความคิดทางการเมือง มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ถือกำเนิดข้ึนมาอย่างมีความคิด รู้จักการ
เปลี่ยนแปลงปรับสภาพตา่ งตามธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มต่างๆที่อยูโ่ ดยรอบเพื่อใหก้ ารดำรงชีวิตของ
ตนเองอยู่อย่างมีความสุขและสะดวกสบาย (สุขุม นวลสกุล,และ โกศล โรจนพันธุ์, 2548, น.1)
จุดเริ่มต้นของทฤษฎี หลักปรัชญา แนวคิด และหลักการต่างๆ ในการศึกษาเกี่ยวกับการเมืองและ
กฎหมายนั้น มาจากการตั้งคำถามของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติว่า “ธรรมชาติของความเป็น
มนุษย์นั้นเป็นอย่างไร?” จากคำถามปลายเปิดเช่นนี้ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่าโดยแท้จริงแล้ว
ธรรมชาติของมนษุ ยน์ ั้น มนุษย์มคี วามเหน็ แก่ตัวเพ่ือความอยู่รอดของตนเองหรอื มธี รรมชาติในการอยู่
รอดแบบร่วมมือกันเป็นหมู่คณะ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่
แทจ้ ริง มนุษยต์ ้องการส่ิงเหลา่ น้จี ริงหรอื ไม่ จุดมุง่ หมายทีแ่ ท้จรงิ ของการเป็นมนษุ ยค์ ืออะไร
มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความคดิ ของตนเองและมีคำถามมากมายในความคดิ เหล่านน้ั นกั ปรัชญา
จึงไม่ได้ต้องการความหมายของสิ่งเหล่านั้นที่กล่าวมาข้างต้น แต่พวกเขาต้องการเข้าใจแนวคิดรวบ
ยอด (Concept) ทสี่ ามารถทำใหม้ นุษย์เข้าใจธรรมชาตขิ องตนเอง ธรรมชาตเิ หล่านั้นของมนุษย์มีข้อดี