The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปกคำนำสารบัญศาสนาเพื่อการพัฒนา1-1555

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunchait65, 2021-07-14 04:15:38

ปกคำนำสารบัญศาสนาเพื่อการพัฒนา1-1555

ปกคำนำสารบัญศาสนาเพื่อการพัฒนา1-1555

88

มองโกเลยี ในมองโกเลียเคยมวี ัดวาอารามอยู่หลายพันแหง่ แต่ทัง้ หมดถูกทำลายจนหมดสิ้น
หรอื เสียหายบางสว่ นในปี 1937 ภายใต้คำสง่ั ของสตาลนิ ในปี 1946 มีวดั แหง่ หนงึ่ เปดิ ข้ึนอีกครั้งท่ีอู
ลานบาตาร์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น และในทศวรรษที่ 1970 ก็มีวิทยาลัยห้าปีสำหรับพระเกิดขึ้น
หลักสูตรการเรียนนั้นย่อมากและเน้นการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซิสเป็นอย่างมาก โดยพระสงฆ์
ได้รับอนุญาตให้ทำพธิ สี ำหรบั สังคมได้อย่างจำกัด หลังการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ในปี 1990 มีการ
ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวทิเบตที่ถูกเนรเทศ พระใหม่หลาย
องค์ถูกสง่ ไปฝึกที่อินเดีย และวดั กวา่ 200 แห่งไดร้ ับการสรา้ งข้ึนใหม่ในระดบั ปานกลาง

หนึ่งในปัญหาใหญ่สำหรับพระพุทธศาสนาในมองโกเลียหลังจาก 1990 คือ การมาเยือนของ
เหล่ามอร์มอน แอดเวนทิสต์ และมิชชันนารีชาวคริสต์หัวรุนแรง ซึ่งเข้ามาในลักษณะครูสอน
ภาษาองั กฤษ พวกเขาเสนอเงนิ และความชว่ ยเหลอื ให้เด็ก ๆ ในหมู่บา้ นไดไ้ ปเรยี นทอ่ี เมรกิ า หากพวก
เขายอมเปลี่ยนศาสนา ทั้งยังให้หนังสือสวยงามเกี่ยวกับพระเยซู ซึ่งเขียนเป็นภาษามองโกลอย่าง
สละสลวยฟรดี ว้ ย เม่ือเด็กและคนหนุ่มสาวหันไปสนใจศาสนาคริสต์กันมากขนึ้ องค์กรศาสนาพุทธก็
เริ่มแจกจ่ายข้อมูลเกี่ยวกบั พุทธศาสนาในภาษาท้องถิ่น ผา่ นทางสอื่ สงิ่ พิมพ์ รายการโทรทัศน์และวิทยุ
บ้าง

ตอนนี้การบงั คบั ให้คนเปลี่ยนศาสนาเพ่ือเข้ารีตถือเป็นสิ่งตอ้ งห้ามในมองโกเลีย ในปี 2010
ประชากร 53% เป็นชาวพุทธ และ 2.1% เป็นชาวคริสต์

ชาวทิเบตพลดั ถ่นิ
การปฏิบัตติ ามธรรมเนียมพทุ ธของทิเบตน้นั เห็นไดช้ ัดสดุ ในชุมชนผู้อพยพชาวทิเบต ซึ่งอาศัย
อยู่ใกล้เคียงกับองค์ดาไลลามะผู้พลัดถิ่นไปอยู่ที่อินเดียตั้งแต่ปี 1959 ซึ่งเป็นการต่อต้านการยึดครอง
จากกองทัพจีน พวกเขาได้เริ่มวัดวาอารามและสำนักชีใหญ่ ๆ ของทิเบตขึ้นอีกครั้ง และเปิด
โปรแกรมการสอนแบบด้ังเดมิ เต็มรูปแบบสำหรับนักศึกษาสงฆ์ พระวิปปสั นาจารย์ และอาจารย์ มีส่ิง
อำนวยความสะดวกทางด้านการศึกษา วิจัย และการตีพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อรักษารูปแบบสำหนักพุทธ
ศาสนาแบบทเิ บตแต่ละสำนกั เอาไว้ท้ังหมด
ชาวทิเบตพลัดถิ่นได้ช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในเขตหิมาลัยของอินเดีย เนปาล และภูฏาน
รวมถึงในลาดักห์และสิกขิมด้วย โดยการส่งอาจารย์และกระจายการสืบทอดต่าง ๆ พระและแม่ชีใน
พื้นท่ีเหล่าน้ีไดร้ ับการศึกษาและการฝึกปฏิบัตใิ นวัดและสำนกั ชขี องผอู้ พยพชาวทิเบต
เนปาล
ถึงแม้ว่าชาวเนปาลส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาฮินดู เนปาลซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของ
พระพุทธเจ้าก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธอย่างมากเช่นกัน กลุ่มชาติพันธุ์อย่างเนวาร กูรุง และ
ตามางยังคงปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนาแบบเนปาลอยู่ ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนถือเป็น 9% ของ
ประชากรท้งั หมด

89

เนื่องจากการผสมสานระหว่างศาสนาพุทธและฮินดู เนปาลเปน็ ประเทศเดยี วท่ีมีการแบ่งชน
ชั้นวรรณะในสังคมสงฆ์ ในช่วงเวลากว่า 500 ปีที่ผ่านมามีพระสงฆ์ที่แต่งงานในชนชั้นสืบทอด ซึ่ง
กลายเป็นผูด้ แู ลรักษาวัดและผูน้ ำทางพธิ กี รรมตา่ ง ๆ

รสั เซีย
บูเรียตียา ตวู า และคลั มิเกียเปน็ สามเขตของรสั เซยี ท่ีเคยนับถือศาสนาพุทธแบบทเิ บต วัดวา
อารามทั้งหมดในเขตเหล่านี้ถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยสตาลินในปีทศวรรษ 1930 เหลือไว้แต่วัดสาม
แห่งที่ได้รับความเสียหาย ในปีทศวรรษที่ 1940 สตาลินเปิดวัดสองแห่งขึ้นอีกครั้งในบูเรียตียา
ภายใตก้ ารควบคุมอย่างเคร่งครัดของ KGB พระสงฆไ์ ด้แต่สวมจีวรเป็นเครื่องแบบในชว่ งกลางวันเพื่อ
ทำพิธีต่าง ๆ หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ พระพุทธศาสนาในทั้งสามเขตจึงได้รับการ
ฟื้นฟูขึ้นเป็นอย่างมาก ชาวทิเบตพลัดถิ่นส่งอาจารย์มาที่นี่ ส่วนพระสงฆ์รุ่นใหม่ก็ได้รับการส่งไป
ศึกษาในประเทศอนิ เดีย ปัจจบุ ันมกี ารบูรณะวดั มากกว่า 20 แหง่ ในบเู รียจยี า ตูวา และคัลมเิ กยี
ประเทศที่ไมไ่ ด้นับถอื ศาสนาพุทธ
ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดแพร่หลายมาถึงยุโรปในศตวรรษที่ 19 ผ่าน
ทางการล่าอาณานิคมประเทศแถบเอเชียของยุโรป และทางมิชชันนารีชาวคริสต์และนักวิชาการ
ในช่วงเวลาไลเ่ ลี่ยกนั นมี้ กี ารสร้างวัดหลายแหง่ ข้ึนในทวีปอเมริกาเหนอื โดยลกู จ้างผูอ้ พยพชาวจีนและ
ญีป่ นุ่
เราสามารถพบพระพุทธศาสนาทุกนิกายได้ทั่วโลก รวมถึงในประเทศที่ไม่ได้นับถือศาสนา
พุทธมาแต่ดั้งเดิม มีสองกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ กลุ่มผู้อพยพชาวเอเชีย และกลุ่มผู้ปฏิบัติที่
ไม่ใช่ชาวเอเชีย ผู้อพยพชาวเอเชีย โดยเฉพาะในอเมริกาและออสเตรเลีย รวมถึงในยุโรปบางส่วน
สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เพื่อการปฏิบัติตามประเพณีของตน จุดมุ่งหมายหลัก ๆ ของวัดเหล่านี้คือการ
สนับสนุนการปฏิบัติด้วยจิตศรัทธา และการเป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือชุมชนผู้อพยพให้สามารถ
คงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนต่อไปได้ ในปัจจุบันมีชาวพุทธมากกว่าสี่ล้านคนในอเมริกาและ
มากกว่าสองลา้ นคนในยุโรป
“ศูนย์ธรรมะ” ของพุทธศาสนิกชนทกุ นิกายหลายพนั แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งอยู่
ในทุกทวีป ศูนย์แบบทิเบต เซ็น และเถรวาทส่วนใหญ่มักเป็นที่รู้จักของผู้คนที่ไม่ได้มีเชื้อสายเอเชีย
และเน้นเรื่องการนั่งสมาธิ การศึกษาและปฏิบัติพิธีต่าง ๆ ครูที่สอนมีทั้งครูชาวตะวันตกและชาว
พุทธชาติต่าง ๆ ในเอเชีย ประเทศที่มีจำนวนศูนย์ธรรมะมากที่สุดคือ สหรัฐ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
นักเรียนหลายคนก็เดินทางไปยังเอเชียเพื่อฝึกฝนในระดับที่ลึกขึ้น นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมศึกษา
ศาสนาพุทธในมหาวิทยาลัยทั่วโลก และมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับศาสนาพุทธและ
ศาสนาอื่น วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และการแพทย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสมเด็จองค์ดาไลลามะมีบทบาท
สำคัญมากในดา้ นน้ี

90

วิเคราะห์สถานะปัจจุบนั ของพระพุทธศาสนาในสังคมโลก
ศาสนาทกุ ศาสนาลว้ นมีหลักคำสอนของศาสดาผู้ให้กำเนิดศาสนาทค่ี ล้ายคลึงกันอย่างหนึ่งคือ

“มุ่งให้ศาสนิกเป็นคนดี” แม้นิยามของคนดีจะมีความหมายที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้งห่างจาก
หลักการที่ทำคนให้เป็นคนดีมากนัก เพราะคนดีที่เป็นสากลนั้นไม่ว่าจะดำรงตนอยู่ในโลกตะวันออก
หรอื โลกตะวันตกก็ลว้ นแทแ้ ต่มีคุณูปการต่อสังคมโลกท้ังส้นิ ด้วยเหตนุ ้ี จงึ มคี ำกลา่ วทตี่ ิดปากติดคำสืบ
ต่อกันมาว่า “คนดีตกน้ำไม่ไหลและตกไฟไม่ไหม้” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ยกย่องและเชิดชูคุณค่าของคนดี
ให้มีขวญั และกำลงั ใจ

คนดีทีโ่ ลกลมื กบั คนดีท่ีโลกจดจำจารึกแมจ้ ะมีนัยที่แตกต่างกนั ในเชิงบริบทก็ตาม แต่ทว่าเม่ือ
พิจารณาคุณลกั ษณะของคนดีแลว้ ย่อมถือได้ว่าไม่แตกตา่ งกนั แต่ประการใด เนอื่ งเพราะคนดีท่ีโลกลืม
คอื คนดที ไ่ี ม่มงุ่ หวงั การยกยอ่ งจากใคร เป็นการทำดเี พ่อื ความดี หาใชท่ ำดเี พือ่ ชอ่ื เสยี งและเกียรติยศไม่
คนดที ่โี ลกลืมมีคณุ ค่าเหมือนทองคำท่ีถูกโคลนตมกลบ

1.คนดีศรีสังคม : คนดีตามแนวคิดและทฤษฎีของสังคมไทย คือคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และ
กตัญญูกตเวที หรือทดแทนคุณของแผ่นดิน มีจิตใจที่เสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่ออุทิศตนต่อ
ส่วนรวม หรือชาตบิ า้ นเมืองคนดจี ึงกำหนดวัดที่พฤติกรรมหรือการกระทำสิง่ ทดี่ ีงาม มิใช่กำหนดท่ีการ
ร่ำรวยหรอื ม่ังคง่ั และหรอื ชาตติ ระกูล ดังคำกล่าวทวี่ ่า “อนั คนดี มิใชด่ เี พราะมีทรัพย์ มิใช่นับเผ่าพันธุ์
ชันษา อันคนดี ดดี ว้ ยการงานนานา อีกวชิ าศลี ธรรมนำใหด้ ”ี คนดศี รสี งั คมจึงเป็นคนดตี ามค่านิยม 11
ประการของรัฐบาล คสช.

2.คนดีวิถีพุทธ : ในทรรศนะทางพระพุทธศาสนานั้น คนดีคือคนที่มี กาย วาจา และใจสุจริต
หรอื ประพฤติดดี ้วยกาย วาจา และใจ 10 ประการ คือ

2.1 ประพฤติดีทางกาย 3 ประการ ได้แก่ 1) งดเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ 2) งดเว้น
จากการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือยักยอกเบียดบัง และฉ้อโกง และ 3) งดเว้นจากการค้ามนุษย์หรือล่วง
ละเมิดทางเพศ

2.2 ประพฤติดีทางวาจา 4 ประการ ได้แก่ 1) งดเว้นจากการพูดเท็จ 2) งดเว้นจากการพูด
ส่อเสยี ด 3) งดเวน้ จากการพดู หยาบคาย และ 4) งดเวน้ จากการพดู เพ้อเจอ้

2.3 ประพฤติดีทางใจ 3 ประการ ได้แก่ 1) งดเว้นจากการเพ่งเล็งทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็น
ของตน 2) งดเว้นจากการอาฆาตพยาบาทในชีวิตผู้อื่น และ 3) งดเว้นจากการคิดนึกตรึกตรองใน
แนวทางทข่ี ัดตอ่ กฎหมายและศีลธรรม

ความดที ้งั 10 ประการเหลา่ นี้ เป็นหนทางนำไปส่คู วามเจริญรุ่งเรืองของชีวติ บคุ คลท่ีมีชีวิตท่ี
ตกตำ่ หรอื ทุกข์ระทม เพราะขาดหลักการในการพัฒนาตนตามแนวทางของคนดวี ถิ พี ุทธ

3.จุดยืนของพุทธบริษัท : ชาวพุทธโดยทั่วไปเมื่อประสบกับสิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์ คือสภาพ
การทเ่ี ลวรา้ ยในสงั คม มักจะเกดิ ความท้อแท้และเสื่อมคลายในส่ิงทีต่ นยดึ ม่ันหรอื ศรทั ธา ดงั กรณีท่ีชาว

91

พทุ ธในประเทศไทยรู้สึกสิน้ หวงั กับวงการสงฆเ์ กยี่ วกับคดเี งินทอนวัด ทม่ี พี ระเถระผู้ใหญ่เข้าไปมีส่วนรู้
เห็น และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุม ซึ่งเป็นข่าวสะเทือนจิตใจในช่วงสัปดาห์ส่งเสริม
กิจกรรมสรา้ งสรรค์วนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนาวสิ าขบูชาโลกที่ผา่ นมา

ชาวพุทธหรอื พทุ ธศาสนิกชนท่เี คยเคารพนับถือหรือเป็นศิษยานุศษิ ย์ของพระเถระผู้ใหญ่ที่ถูก
เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมและดำเนินคดีนั้น บางคนถึงกับร้องห่มร้องไห้ เพราะมั่นใจว่าท่านไม่ได้
กระทำผิด แต่ถ้าเราฉกุ คิดสักนิดหนึ่งกจ็ ะเกดิ สติระลึกถึงกฎแห่งความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนา
ข้อทวี่ า่ สัตวโ์ ลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชว่ั กต็ าม ย่อมเปน็ ทายาทคือเจ้าของ
แห่งกรรมนั้น พระเทวทัต เป็นโอรสของกษัตริย์ แต่ได้กระทำกรรมอันเป็นอกุศลต่อพระพุทธเจ้า ยัง
ถูกแผ่นดนิ สูบ แม้จะเกดิ จิตสำนึกผดิ แลว้ ก็ตาม

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ว่า ศาสนาของท่านจะมีอายุยืนนานถึงกี่ปี แต่ท่านทรงกล่าว
เตือนว่า “ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ (พระผู้ชาย) ภิกษุณี (พระผู้หญิง) อุบาสก (ผู้นับถือท่ี
เป็นผู้ชาย) และอุบาสกิ า (ผู้นบั ถอื ทเี่ ปน็ ผูห้ ญิง) ได้ประพฤติและปฏิบัตธิ รรมตามสมควรแก่ธรรม มาก
น้อยเพียงใด” ซึ่งหมายความว่าศาสนาพุทธจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับพุทธบริษัททั้ง 4 เป็นประการ
สำคัญ หากเมื่อใดพุทธบริษัททั้ง 4 ย่อหย่อนและอ่อนแอต่อพระธรรมวินัย เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาก็
เส่ือมสญู จากโลกน้ี

4. ขอปรบมือดังๆ ให้กับรัฐบาล คสช. : เมื่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คลช.) มี
นโยบายปฏิรูปวงการสงฆ์เพื่อธำรงมั่นแห่งพระพุทธศาสนา ด้วยการชำระล้างมลทนิ ที่เปรอะเปื้อนศา
สนจักรมาเปน็ เวลาช้านาน จนสะสมและหมกั หมมเป็นดินพอกหางหมูจนยากท่ีจะคล่ีคลายด้วยวิธีการ
ตามปกติโดยทั่วไปได้ เพราะผู้นำสงฆ์ในระดับสูงรู้สึกเกรงใจพวกเดียวกัน และรัฐบาลที่มาจากการ
เลือกตั้งมีพฤติกรรมที่แอบแฝงในเชิงจิตวิทยาสังคม จึงปล่อยปละละเลยกันมาอย่างต่อเนื่องและ
ยาวนาน ศาสนสถานที่เคยมีความศักดิ์สิทธิ์จึงกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม และเต็มไปด้วยปัญหา
สารพัด ทั้งยาเสพติด มลพิษ และคนจรจัดพลัดถิ่นนานัปการ การปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบันมี
โครงสร้างอำนาจที่เทอะทะและขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแบบธรรมาภิบาล พระผู้ใหญ่
ส่วนใหญ่หากไม่มีกิจนิมนต์ไม่สู้จะสนใจในการตรวจเยี่ยมหน่วยขึ้นตรงภายใต้การกำกับดูแลแต่
ประการใด จึงเกิดช่องว่างให้ข้าราชการบางคนทำมาหากินกับวัดจนมีฐานะร่ำรวยอย่างผิดปกติ ซึ่ง
เกิดขึ้นในแทบทุกวดั ที่มีรายได้และผลประโยชนจ์ ากทธี่ รณสี งฆ์ และกลั ปนาสงฆ์

เมื่อรัฐบาล คสช.ได้ทำคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลเช่นนี้แล้ว ก็ควรจะ
เดินหน้าตอ่ ด้วยการปฏิรูปโครงสรา้ งการบรหิ ารกจิ การพระพุทธศาสนา ใน 2 ประเดน็ หลกั คอื

4.1 ปรับปรุงกฎหมายคณะสงฆ์ หรือ พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ ให้เอื้อต่อการบริหาร
จัดการกิจการคณะสงฆ์ เพราะมีรูปแบบและเนื้อหาที่ล้าหลังมาก ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการ
องคก์ รให้ทันสมยั และมปี ระสิทธิภาพ ตามเจตนารมณ์ของพระธรรมวนิ ยั มหาเถรสมาคมส่วนใหญ่เป็น

92

พระเถระท่ีอาวุโสและชราภาพ ซ่งึ ทางฝา่ ยอาณาจกั รถือวา่ เปน็ วยั เกษยี ณอายุการทำงาน แตใ่ นฝ่ายศา
สนจกั รเพ่งิ จะเร่มิ ตน้ เพราะกวา่ จะไดเ้ ลอ่ื นสมณศกั ด์เิ ปน็ พระราชาคณะช้นั ธรรม ชั้นเจ้าคณะรอง หรอื
รองสมเด็จ อายอุ านามกม็ ากแลว้ สว่ นตำแหนง่ สมเด็จนนั้ ต้องประคองขึน้ รถและลงรถ เพราะมีวัยล่วง
80 ปีเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้พระคุณท่านบริหารกิจการคณะสงฆ์ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ได้
อยา่ งไร

4. 2 ยุบรวมสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับกระทรวงวัฒนธรรม : เมื่อรัฐบาลมี
นโยบายจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัย เพื่อให้กิจการอุดมศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็
ควรจะจัดตั้งกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรมด้วย เพื่อให้กิจการพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นรากฐานของ
วัฒนธรรมไทยมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันเวลาพระสงฆ์ติดต่อเรื่อง
สมณศักดิ์ ต้องไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่ถ้าติดต่อขอพระราชทานเพลิง ต้ องไปท่ี
กระทรวงวฒั นธรรม เป็นตน้ และทสี่ ำคญั สามารถแกป้ ัญหาเงนิ ทอนวัดได้อย่างย่ังยนื

4.3 ภารกิจของกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรม : หากความฝนั เป็นจริง กระทรวงศาสนาและ
วัฒนธรรมจะประกอบดว้ ยหนว่ ยงานต่างๆ ดังน้ี

4.3.1 สำนกั งานมหาเถรสมาคม
4.3.2 สำนักงานส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา
4.3.3 สำนักงานวฒั นธรรมแห่งชาติ
4.3.4 กรมพระปริยตั ิธรรม
4.3.5 กรมสมณศักดิแ์ ละศาสนพิธี
4.3.6 กรมศาสนูปถมั ภ์
4.3.7 กรมสง่ เสรมิ ศลี ธรรมและจรยิ ธรรม
4.3.8 กรมอนรุ กั ษศ์ ิลปะและวัฒนธรรม
4.3.9 กรมศาสนสัมพันธ์
4.3.10 กรมกิจการพระธรรมทตู
4.3.11 กรมพฒั นาศาสนสถานและบูรณปฏิสังขรณ์
การบูรณาการหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงกันให้มาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ทำให้การ
บริหารจัดการเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เคย
ดำเนินการจัดตั้งกระทรวงศาสนาและวฒั นธรรมมาแล้ว แต่มีพระและฆราวาสกลุ่มหนึง่ เกิดความโลภ
ต้องการกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย ท่านนายกฯทักษิณจึงประชดด้วยการตั้ง
สำนักงานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติแทน ซง่ึ ทา่ นรองนายกฯวษิ ณุ เครืองาม รดู้ ที ีส่ ุด
สรุป พระพทุ ธศาสนาจะเกิดความม่นั คงและยั่งยนื ต่อไปได้กด็ ้วยพุทธศาสนิกชนในยุคปัจจุบัน
ช่วยกันจรรโลงรักษา และพัฒนาต่อยอดด้วยประพฤติและปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสั่งสอนของ

93

พระพุทธเจ้าตามกำลังสติปัญญา ซึ่งอย่างน้อยที่สุดต้องมีศีล 5 เป็นพื้นฐานสำหรับชีวติ ที่เป็นคฤหัสถ์
ส่วนบรรพชิตต้องมุ่งมั่นในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา หากปฏิบัติได้ดังนี้ พระพุทธศาสนาก็
จะมีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อสังคมไทยซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ เมื่อพระพุทธศาสนามีความ
มั่นคงเป็นปึกแผ่น ศาสนาอื่นๆ ก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ และสามารถดำรงอยู่เพื่อประโยชน์สุขแก่
มวลมนุษยชาติได้เช่นกัน การปฏิรูปองค์กรสงฆ์เพื่อจรรโลงรักษาพระพุทธศาสนา ด้วยการจัดระบบ
ระเบียบ ปรับแถวปรับแนวให้เกิดความคล่องตัว แม้จะต้องกระทบกระเทือนหรือเจ็บปวดต่อ
ภาพลกั ษณแ์ ห่งความเชื่อมัน่ บ้าง แต่เม่อื คำนึงถึงความเปน็ ความตายของพระพุทธศาสนา ถือว่าคุ้มค่า
เป็นอย่างยิ่ง เพราะสอดคล้องกับหลกั พุทธธรรมข้อทวี่ ่า “สละทรพั ยเ์ พ่ือรกั ษาอวัยวะ สละอวัยวะเพื่อ
รักษาชีวิต และสละชีวิตเพื่อรักษาความถูกต้อง” (รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง. (2561). ศาสนากับ
สังคมไทย : ทิศทางการพฒั นาและปฏิรูปสู่ความย่ังยืน. [ออนไลน์]).

จำนวนช่วั โมงที่สอน 2 ชัว่ โมง

กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
2. นำเขา้ สบู่ ทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรยี น

สอื่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลก่อนเรียน - หลงั เรยี น

การประเมินผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรียน
2. ประเมินจากการมสี ว่ นรว่ มในหอ้ งเรยี น
3. ประเมินจากการชกั ถาม

เนื้อหาท่ีจะสอน
1. สถานะปจั จบุ นั ของศาสนาในสงั คมโลก
2. สถานะปัจจุบันของพระพทุ ธศาสนาในสงั คมโลก

94

3. วิเคราะหส์ ถานะปจั จุบันของพระพทุ ธศาสนาในสังคมโลก

คำถามทา้ ย บทท่ี 8
1. นักศึกษาจงอธบิ ายสถานปัจจุบันของศาสนาในสงั คมโลกเป็นอย่างไรบ้าง
2. พระพุทธศาสนามบี ทบาทสถานะอยา่ งไรบ้างในสังคมโลก
3. นักศึกษจงวเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งในสังคมไทย
4. นกั ศกึ ษาจงวเิ คราะห์สถานะปจั จบุ ันของพระพุทธศาสนาในสังคมโลก

เอกสารอา้ งอิง บทท่ี 8
พิมพ์ชนก พุกสุข, และ รัฐพล แสงพลสิทธิ์. (2559). ศาสนากับโลกสมัยใหม่ เมื่อถึงวันที่ต้องก้าวไป

พร้อมกัน"). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา.
https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_157648.
ดร.อเล็กซานเดอร์ เบอร์ซิ่น. ( 2563). พระพุทธศาสนาในโลกปัจจุบัน. [ออนไลน์].
แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า .https://studybuddhism.com/th/phuthth-sasna-ni-thibet/keiyw-kab-
phuthth-sasna/phuthth-sasna-ni-lok/phra-phuthth-sasna-ni-lok-paccuban.
รศ.ดร.กติ ตทิ ัศน์ ผกาทอง. (2561). ศาสนากับสังคมไทย : ทศิ ทางการพัฒนาและปฏิรูปสู่ความยั่งยืน.
[ออนไลน์]). แหลง่ ท่มี า. https://www.matichon.co.th/article/news_1109464.
หนังสือพิมพข์ ่าวสด. ปีท่ี11, ฉบบั ที่ 4,097. วนั ที่17 กมุ ภาพนั ธ์ 2545 : 23

95

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 9

หวั ข้อเร่อื ง วิเคราะห์หลกั การศาสนสมั พันธใ์ นศาสนาตา่ งๆ ของโลก

รายละเอียด
ในการจัดตั้งประชาคมอาเซียน เสาหลักที่ 3 ประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนถือว่าเป็น

หัวใจหลักสำคัญ ถ้าประเทศสมาชิกใดให้ความสำคัญกับเสาหลักที่ 3 น้อยเกินไปก็จะเกิดผลกระทบ
ต่อ เสาหลักด้านการเมอื งและความมน่ั คง และด้านเศรษฐกจิ ศาสนาถือว่าเปน็ ส่วนหนึ่งของเสาหลักที่
3 ซึ่งศาสนาจะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้พลเมืองอาเซียนเกิดการรวมตัวในสิ่งที่ดีงาม ควบคุม
พฤติกรรมของคนในสังคมให้ดำเนินไปตามบรรทัดฐานของสังคม จนกลายมาเป็นอัตลักษณ์ของ
ประชาคมอาเซียน ศาสนาพุทธกเ็ ช่นเดยี วกนั เป็นศาสนาทป่ี ระเทศในกลุ่มอาเซยี นนบั ถือเป็นส่วนใหญ่
เชน่ ไทย ลาว พมา่ กัมพชู า สงิ คโปรแ์ ละเวียดนาม จะเหน็ ได้วา่ ศาสนานน้ั เป็นรากเหง้าของวฒั นธรรม
ที่สามารถพัฒนาคนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในรัฐให้ประเสริฐ อยู่ในครรลองคลองธรรม
แนวคิดเรื่อง“ภาษาคน” และ “ภาษาธรรม” ภาษาคน คือ ภาษาสำหรับสอนศีลธรรมแก่คนท่ียังหนา
ดว้ ยกเิ ลส เปน็ ภาษาตน้ื ๆ ทีส่ ือ่ สารกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสงั คมมนุษย์ เป็นภาษาในระดับท่ียังมี
ตัวตน โดยอาจจะนำเอาความคิดความเชื่อที่มีอยู่สังคมมาเป็นเครื่องมือก็ได้เช่นความเชื่อที่ว่า “นรก
อยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า” เป็นต้น ในทรรศนะของท่านพุทธทาสข้อความใดก็ตามที่สื่อออกมาเป็น
ภาษาคน จะมีความหมายระดับภาษาธรรมซ่อนลึกอยูเ่ บ้ืองหลัง ดังนั้น เราจะต้องตีความภาษาคนให้
เข้าถึงความหมายระดับภาษาธรรมให้ได้ เช่นเมื่อพูดถึงนรก-สวรรค์ ก็ต้องบอกว่า “นรกหรือสวรรค์
นั้น เป็นไปตามอายตนะ คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ” ส่วนภาษาธรรม คือภาษาที่กล่าวถึงสัจธรรมใน
พระพุทธศาสนาโดยตรงเป็นภาษาระดับปรมัตถธรรมที่กล่าวถึงความไม่มีตวั ตนทฤษฎภี าษาคน-ภาษา
ธรรมของท่านพุทธทาส ถือว่าเป็นกรอบแนวคิดสำคัญที่ท่านใช้เป็นฐานในการตีความคัมภีร์มาโดย
ตลอด (อุทัย สติมั่น. (2559). ศาสนสัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในประชาคมอาเซียน
(Religious Relations for Peacefully Coexisting in ASEAN Community).

ศาสนาสัมพนั ธ์ คอื ความสมั พนั ธ์อนั ดี หรือความเขา้ ใจอนั ดีระหว่างศาสนาตา่ งๆ ในโลก และ
ระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ โดยยึดความเป็นพี่น้องกันเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อ
กัน รับรู้คุณค่าที่มีในศาสนาของกัน และกัน และร่วมมือกันสร้างสรรค์ภราดรภาพและสันติภาพใน
สังคมทำไมจึงตอ้ งทำศาสนสมั พนั ธ์

1. ทางการเมือง โลกปัจจุบันแคบลง ประเทศต่างๆ มีการติดต่อสัมพันธ์กันโดยจำเป็น ไม่มี
ประเทศใดอยู่โดดเดี่ยวได้ การติดต่อกันมีในระดับต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้าขาย สาธา รณสุข
การศึกษา การทหาร ฯลฯ รวมทง้ั การศาสนาดว้ ย

96

2. มนษุ ย์วิทยา มนษุ ย์มีหลายส่ิงแตกต่างกนั แต่ก็มหี ลายส่งิ เหมอื นกนั ส่งิ ทคี่ วรคำนึงในความ
แตกต่าง และความเหมือนก็คือ จะอย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็มีสิ่งที่ตรงกัน คือมุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับ
ตนเอง เพยี งแต่เคร่ืองมอื ที่ใช้อาจแตกตา่ งกนั ตามสภาพเทา่ น้ัน ศาสนากเ็ ชน่ เดียวกนั คือเปน็ เครื่องมือ
ท่มี นุษยใ์ ช้ เพ่อื บรรลจุ ดุ หมายเดียวกนั คอื ความดสี งู สดุ

3. ทางด้านสังคม ทุกศาสนาต้องช่วยเสริมสร้างสังคมให้ดีขึ้น เพราะศาสนาคือวัฒนธรรม
รูปแบบหนงึ่ ของสังคม ทุกศาสนาพึงรว่ มมอื กนั เพอ่ื สร้างสรรคส์ ังคม

4. ทางด้านศาสนา จำเป็นต้องรู้จักทั้งศาสนาของตนเอง และศาสนาอื่นอย่างดี จึงจะ
สามารถเปรยี บเทยี บกันได้

5. ทางเทววิทยา ศาสนาเจริญและพัฒนา โดยอาศัยความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ศาสนา ต้องเปี่ยมด้วยพลัง ต้องพัฒนาก้าวหน้าอยู่เสมอ สู่วุฒิภาวะโดยพบปะสัมพันธก์ ับศาสนาอื่นๆ
ท่แี ม้จะแตกตา่ งกัน แตก่ ส็ ามารถแบ่งปันเพอื่ ความเจริญก้าวหน้าของกันและกนั

การปฏิบตั ติ นอยา่ งเหมาะสมต่อศาสนกิ ชนอนื่
มีหลกั การพน้ื ฐาน ดงั น้ี
1. พงึ มีความเคารพต่อกัน เพราะแต่ละศาสนากม็ ีสิง่ ทเ่ี คารพนบั ถือเชน่ เดยี วกนั
2. พงึ มคี วามสุภาพถอ่ มตน ซึ่งเป็นลกั ษณะอยา่ งหนงึ่ ของความดี ไม่ยกตนขม่ ทา่ น
3. พึงมีความฉลาดรอบคอบ เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก จึงควร
รู้จกั กาลเทศะ รจู้ ักวา่ สิ่งใดควร สง่ิ ใดไม่ควร
4. พึงมีความเข้าอกเขา้ ใจ อยา่ ด่วนตดั สินใจ เอาใจเขามาใสใ่ จเรา

หลกั การศาสนสมั พันธ์ในศาสนาต่างๆ ของโลก
หลักพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และ

วิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลส
ทั้งปวง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เน้นการศึกษาทำความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วย
ปญั ญา และพสิ ูจน์ทราบข้อเท็จจรงิ (ธมั มวิจยะ) เหน็ เหตผุ ลว่าสิง่ นม้ี สี ่ิงน้ี จงึ มี (อทิ ปั ปจั จยตา) จนเห็น
ตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตาม กฎพระไตรลกั ษณ์ และสัตว์โลกทีเ่ ป็นไปตามกฎ
แห่งกรรม แลว้ เลอื กใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะกับผลที่จะได้ส่ิงท่ีปรารถนาอยา่ งถูกต้อง ด้วย
ความไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป (ด้วยการสั่งสมบุญบารมี) ตลอดจน
ปรารถนาในพระนิพพานของผ้มู ปี ญั ญา

หลักคำสอนในพุทธศาสนามีทัง้ หลักปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน็ จริยธรรมคณุ ธรรมและศีลธรรม

97

หลักจริยธรรม ความกตัญญูกตเวที คือ การรู้จักบุญคุณและตอบแทน อันเป็นหลักธรรม
พื้นฐานทั่วไปของมนุษย์ เพื่อการดำรงอยู่อย่างปกติสุข ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที่ต่อกันด้วยการปฏิบัติ
ตามหลักจรยิ ธรรมของพระพทุ ธเจ้า คอื การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ตี ่อกัน

หลักคุณธรรม พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนและสังคมดำรงชีวิตด้วยการ
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ไม่มุ่งร้ายต่อกัน ด้วยความรักที่บริสุทธิ์ต่อเพื่อนร่วมโลก ประกอบด้วย
หลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนา
อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นประสบความสุขในทางที่เป็นกุศล หรือประกอบเหตุ
แห่งสุข) อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถ
ช่วยเหลือผู้นน้ั ได้ จิตตนจะเปน็ ทุกข์ ดงั นน้ั ตนจึงควรวางอุเบกขาทำวางใจให้เป็นกลาง และพิจารณา
วา่ สตั วโ์ ลกยอ่ มเป็นไปตามกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ จะดหี รอื ช่วั ก็ตามกรรมน้นั ยอ่ มสง่ ผลอย่างยุติธรรม
ตามท่เี ขาผู้น้นั ได้เคยกระทำไวอ้ ยา่ งแนน่ อน รวมถงึ การให้อภยั ผ้อู ื่น) และการปราศจากอคติ

หลกั ศลี ธรรม คอื หลักคำสอนสำคญั ของศาสนา ไดแ้ ก่ โอวาทปาติโมกข์ คือ " การไมท่ ำความ
ช่วั ท้งั ปวง การบำเพ็ญแตค่ วามดี การทำจติ ให้สะอาดบรสิ ุทธ์ิ

หลักปรมตั ถธรรม พทุ ธศาสนา สอน "อรยิ สจั 4" หรือ ความจรงิ อนั ประเสรฐิ 4 ประการ คอื
1. ทุกขท์ ี่ทำใหเ้ ราเขา้ ใจปัญหาและลักษณะของปญั หา
2. สมทุ ยั สาเหตทุ ่ที ำให้เกดิ ทุกข์
3. นิโรธความดบั แหง่ ทกุ ข์
4. มรรควิถที างอนั ประเสริฐท่จี ะนำใหถ้ งึ ความดับทุกข์
ความจริงเหล่านี้เป็นสจั ธรรมอันจริงแท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติทต่ี ้ังอยู่โดยอาศัยเหตุปัจจัย
ปรุงแตง่ ดงั น้นั เม่ืออธิบายคำสอนสำคัญโดยลำดบั ตามแนวอริยสัจ ไดแ้ ก่
สภาพแห่งทกุ ข์ (ทุกข์)
ได้แก่ ไตรลักษณ์ (หลักอภิปรัชญาของพุทธศาสนา) ลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติที่เป็น
สากลอย่างหนง่ึ จากทงั้ หมด 3 ลกั ษณะ ที่ พุทธศาสนาได้สอนให้เขา้ ใจถึงเหตุลักษณะสากลแห่งสรรพ
ส่งิ ทีเ่ ป็นไปภายใต้กฎธรรมดา อนั ได้แก่
1. อนจิ จัง (ความไม่เท่ียงแท้ มอี ันตอ้ งแปรปรวนไป)
2. ทกุ ขัง (ความทนอยอู่ ยา่ งเดิมได้ยาก)
3. อนัตตา (ความไม่มีแกน่ สาระ ใหถ้ ือเอาเปน็ ตวั ตน ของเราและของใครๆ ไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ )
และได้ค้นพบว่า นอกจากการ แก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์ (ซึ่งมีในหลักคำสอนของศาสนา
อื่น) แล้ว ยังสอนว่า การเกิดก็นับเป็นทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนานั้นปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า
และเชื่อว่า โลกนี้เกิดขึ้นจาก กฎแห่งธรรมชาติ ( นิยาม ) 5 ประการ อันมี กฎแห่งสภาวะ (อุตุนิยาม)
หรือมีธาตทุ ัง้ 5 คือ ดนิ นำ้ ลม ไฟ และ อากาศ ที่เปลีย่ นสถานะเปน็ ธาตตุ า่ งๆ กลบั ไปกลับมา กฎแหง่

98

ชีวิต (พชี นยิ าม) คอื กฎสมตา กฎวฏั ฏตาและกฎชวี ิตา ทที่ ำใหเ้ กดิ ชวี ิตนิ ทรยี ์ ( เซลล)์ กฎแห่งวิญญาน
(จิตนิยาม) การมีนามธาตุต่างๆ ที่ประกอบกันตามกระบวนการเป็นจิต ที่เป็นไปตาม กฎแห่งเหตุผล
(กรรมนยิ าม) และ กฎไตรลักษณ์ (ธรรมนยิ าม) คอื

1. อนิจจัง (ความไม่แน่นอน) ทำให้สิ่งทั้งปวงย่อมต้องเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน
(ของแข็ง) เปลย่ี นเป็นธาตนุ ำ้ (ของเหลว) เปล่ยี นเป็นธาตลุ ม (แก๊ส) และเปล่ยี นเปน็ ธาตไุ ฟ (แสง ความ
ร้อน พลังงาน) และเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่การเปลี่ยนแปลงก็มีขีดจำกัด ทำให้เกิด
กฎแห่งวัฏจักร (วัฏฏตา) สิ่งมีชีวิตเริ่มต้นถึงที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ เพราะกฎแห่งเหตุผลทำให้ลูกมา
จากปัจจัยพ่อแม่ของตนเหมือนพ่อแม่ตน ความไม่แน่นอนทำให้สัตว์ พืช อาจไม่เหมือนพ่อแม่ของตน
ได้นดิ หน่อย กฎวัฏฏตาทำใหเ้ กดิ สนั ตติ การสืบตอ่ ที่ปดิ บังอนจิ จงั

2. ทุกขัง (ความไม่เที่ยงแท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ตลอดกาล) คือ สิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งมิได้
เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่าง ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื่อน ทำให้มีกฎแห่งการปรับ
สมดุล (สมตา ) เช่น เรานอนเฉยๆ ต้องขยับ หรือวิ่งมากๆ ต้องหยุด ความทุกข์ทำให้เกิดการ
วิวฒั นาการของสัตว์ พชื เช่น พืชท่ีปลูกถี่ๆ ย่อมแยง่ กันสูงเพื่อแย่งแสงอาทติ ย์ในการอยู่รอด หรือการ
ปรับสมดลุ จงึ เกดิ ชวี ิต กฎสมตา ทำใหเ้ กดิ อริ ยิ าบถทปี่ ิดบงั ทุกขัง

3. อนัตตา (สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆ
ประกอบกันขึ้น สิ่งทั้งปวงย่อมเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการผสมผสาน ทำให้เกิดความ
หลากหลายยง่ิ ขึน้ อย่างร่างกายของเราย่อมเกดิ จากความเกยี่ วข้องกนั เล็กๆ นอ้ ย และเพิ่มข้ึนซับซ้อน
ขึ้น เมื่อสิ่งต่างๆ มีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆ ทำให้เกิดกฎแห่งหน้าที่ (ชีวิตา) เช่น ตับย่อมทำ
หน้าที่ของตับ ไม่อาจทำหน้าที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี่ไม่มีกฎแห่งหน้าที่ อันเป็นเหตุให้
ธาตุประกอบกนั เป็นร่างกาย ร่างกายของเราย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ กฎชีวิตาทำให้เกิดฆ
นะ รปู ร่าง หรือการเป็นกอ้ นๆ ทปี่ ิดบังอนัตตา

เมือ่ ยอ่ กฎทงั้ 3 แล้ว จะเหลอื เพยี ง ทุกข์เท่านั้นท่ีเกดิ ขึ้น ทกุ ขเ์ ทา่ นน้ั ท่ีดับไป พระพุทธศาสนา
เป็นศาสนาแห่งอิสรเสรีภาพ ด้วยการสรา้ ง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกขอ์ ย่างรู้เทา่ ทนั เพื่อบรรลุ
วัตถุประสงค์อันสูงสุด คือ นิพพาน คือ การไม่มีความทุกข์ อย่างที่สุด หรือ การอยู่ในโลกอย่างไม่มี
ทุกข์ คือกล่าวว่า ทุกข์ทั้งปวงล้วนเกิดจากการยึดถือ ต่อเมื่อ "หมดการยึดถือ" จึงไม่มีอะไรจะให้ทุกข์
(แก้ที่ต้นเหตุของทุกข์ทั้งหมด) (ส่วนข่าวและรายการภูมิภาค สำนักประชาสัมพันธ์เขต 8 กาญจนบุรี.
(2556). หลักคำสอนสำคัญของพระพทุ ธศาสนา. [ออนไลน]์ . แหล่งท่มี า)

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาเอกเทวนิยม บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งสาวกมองว่าเป็น
พระวจนะคำต่อคำของพระเจ้า (อัลลอฮฺ) และโดยคำสอนและตัวอย่างเชิงปทัสถาน (เรียกว่า สุนัต
และประกอบด้วยหะดีษ) ของมุฮัมมัด ซึ่งสาวกมองว่าเป็นศาสดา หรือนบีองค์สุดท้ายของพระเจ้า
สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การสวามิภักดิ์ ซ่ึง

99

หมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของ
พระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึง สันติ โดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้
เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของ
มนุษย์ คือ นบีอาดัม ผ่านศาสดามาหลายท่านในแต่ละยุคสมัย จนถึงศาสดาท่านสดุ ท้ายคือมุหัมมดั
และส่งผ่านมายังปจั จุบนั และอนาคต จนถึงวนั สน้ิ โลก

บรรดาศาสนาทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติ ศาสนา
ทูตท่านสุดทา้ ย คอื นมหุ มั มดั บตุ รของอับดลุ ลอฮฺ บินอบั ดลิ มฏุ ฏอลิบ จากเผา่ กุเรชแห่งอารเบีย ไดร้ บั
มอบหมายให้เผยแผ่สาส์นของอัลลอฮ์ในช่วงปี ค.ศ. 610 - 633 เฉกเช่นบรรดาศาสดาในอดีต โดยมี
มะลักญิบรีล เป็นสื่อระหว่างอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าและบรรดาศาสดาท่านต่างๆมา โดยตลอดพระ
โองการแหง่ พระผู้เป็นเจ้าทีท่ ะยอยลงมาในเวลา 23 ปี ได้รบั การรวบรวมขนึ้ เปน็ เลม่ มชี อ่ื ว่า อลั กุรอาน
ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ และแบบอย่าง และวจนะที่รายงาน โดยบุคคลรอบข้างที่ผ่านการ
กลั่นกรองสายรายงานแล้วเรียกว่า หะดีษ เพื่อที่มนุษย์จะได้ยึดเป็นแบบอย่าง และแนวทางในการ
ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า บทลงโทษของศาสนาอิสลาม- หลักการ
ศรัทธา- หลักจรยิ ธรรม- หลกั การปฏิบตั ิ

สติปัญญาและสามัญสำนึกจะพบว่า จักรวาล และมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบั ติ
ขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ผู้ทรงสูงสุดเพียงพระองค์
เดยี ว ทไี่ ม่แบ่งภาค หรอื แบ่งแยกเป็นสง่ิ ใด ไมถ่ กู บังเกดิ ไมถ่ กู กำเนดิ และไม่ให้กำเนิดบตุ ร ธิดาใดๆ ผู้
ทรงสร้าง และบริหารสรรพสิ่งด้วยอำนาจ และความรอบรู้ท่ีไร้ขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่
โดยทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือไว้ทั่วทั้งจักรวาล หรือที่เข้าใจว่าเป็น"กฎธรรมชาติ" ทรง
ขับเคล่ือนจักรวาลดว้ ยระบบทล่ี ะเอียดอ่อน มเี ป้าหมาย ซ่งึ ไมม่ สี รรพสิ่งใดถูกสรา้ งขึน้ มาอยา่ งไร้สาระ

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไร ที่
พระองค์จะปล่อยใหม้ นุษย์ดำเนนิ ชีวิตอยู่ไปตามลำพัง โดยไม่ทรงเหลยี วแล หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์
และสิ่งมีชีวิต กำเนิดขึ้น แล้วดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง สภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่
จึงเป็นความพอดีอย่างทีสุดที่ผู้ใช้ปัญญา ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย"ความบังเอิญ" สอดคล้องตาม
ทฤษฎีความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการ
ปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอน และแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการดำเนิน
ชวี ติ แน่นอนมนษุ ย์อาจมองไม่เห็นผล หรือไดร้ ับประโยชน์จากการทำความดี หรอื ได้รับโทษจากการ
ทำชั่ว ของตนในชีวิตบนโลกนี้ ท่เี ป็นเพียงโลกแห่งการทดสอบ โลกแห่งการตอบแทนที่แท้จริงยังมาไม่
ถึง จากจุดนท้ี ำให้เขา้ ใจไดท้ นั ทวี ่า ตอ้ งมีสถานทอี่ ่นื อกี อนั เป็นสถานทตี่ รวจสอบการกระทำของมนุษย์
อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วจะถูก
ลงโทษไปตามผลกรรมน้ัน ศาสนาไดเ้ ชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเช่อื ม่ันท่ีสัตย์จริง

100

พร้อมพยายามผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา ระบอบการกดขี่ การแบ่งช้ัน
วรรณะ และบงั เกิดสันตสิ ขุ ของมนุษยชาตโิ ดยรวมในทีส่ ุด

ศรัทธาว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ ที่อัลลอหฺประทานลงมาในอดีต
เช่น เตารอต อินญีล ซะบูร และอัลกุรอานศรัทธาในบรรดาศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายัง
หม่มู นุษย์ และนบีมฮุ มั หมัด ศอ็ ลลลั ลอฮุอะลัยฮิวะซลั ลัม เปน็ ศาสนทูตคนสดุ ท้ายศรัทธาในบรรดามะ
ลาอิกะฮฺ บ่าวผู้รับใช้อลั ลอฮฺศรัทธาในวนั ส้ินสดุ ทา้ ยคือหลงั จากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับ
การตอบสนองความดีความชั่ว ที่ได้ทำไปบนโลกนี้ศรัทธาในกฎสภาวะหรอื สิ่งที่เป็นการกำหนด และ
เง่อื นไขการกำหนดจากพระผเู้ ปน็ เจ้า

หลักจริยธรรม
ศาสนาสอนว่า ในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิง่ ที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำ
ตนให้เป็นผดู้ ำรงอย่ใู นศลี ธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนทรี่ จู้ กั หน้าท่ี ห่วงใย มี
เมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้มีความ
เสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม ซึ่ง
ความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม หลักการปฏิบัติ ผู้นับถืออิสลามทุกคนจะต้องถือเป็นหน้าที่
และกิจวัตรจะขาดไมไ่ ด้ การปฏิบตั ิเบ้ืองตน้ อันเป็นพน้ื ฐานแรกนัน้ แบ่งออกได้เปน็ 5 ประการคือ
1. การกล่าวคำปฏิญาณตนว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ. มุฮัมมัด รอซูลุลลอฮ." คำปฏิญาณ น้ี
เป็นถ้อยคำที่ผู้ยอมรับอิสลามทุกคนจะต้องกล่าวออกมา เป็นการยืนยันด้วยวาจาว่าตัวเองมีความ
ศรทั ธาดงั ที่กลา่ วมาขา้ งต้น และพรอ้ มที่จะปฏบิ ตั ติ ามบทบัญญตั ิ และเงอ่ื นไขต่าง ๆ ท่ีอลั ลอฮ์ ได้ทรง
กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน และคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัด คำปฏิญาณดังกล่าวนี้หมายความ
ว่ามุสลิมจะไม่ยอมเคารพกราบไหว้ หรือสักการะบูชาพระเจ้าอื่นใด ไม่ว่าพระเจ้านั้นจะเป็นวัตถุท่ี
มนุษย์ทำขึ้นมา หรือคนที่อุปโลกน์ตัวเองหรือถูกอุปโลกน์เป็นพระเจ้า หรือแม้แต่สิ่งใด หรือใครก็
ตามที่อ้างว่าตัวเองมีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนอัลลอฮ์ แล้วเรียกร้องต้องการให้คนอื่นสักการะบูชา
ตนเอง ดังนั้นอิสลามจึงห้ามมุสลิมแสดงกิริยากราบแบมือ และหัวจรดพื้นแก่วัตถุ หรือบุคคลใด ๆ
แม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง เพราะกิริยาการกราบอันถือว่าเป็นกิริยาที่แสดงถึงความสูงสุดในการเคารพ
สักการะนน้ั จะถูกสงวนไวใ้ ช้กบั "อัลลอฮ์." ผ้ทู รงเปน็ พระเจ้าทีแ่ ทจ้ ริงแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น แต่
น่นั มไิ ด้หมายความวา่ อสิ ลามหา้ มมิใหเ้ คารพเชือ่ ฟัง และทำความดตี ่อพ่อแม่
2. การนมาซหรือละหมาด [1] การละหมาดคือการแสดงความเคารพสักการะ และการแสดง
ความขอบคุณต่ออัลลอฮ์. ซึ่งจะกระทำวันละ 5 เวลา คือ ตอนรุ่งอรุณ ตอนบ่าย ตอนตะวันคล้อย
ตอนดวงอาทิตย์ตกดิน และในยามค่ำคืน โดยในการละหมาดทุกครั้งมุสลิมทุกคนจะหันหน้าไป
ทางกะ๊ อ.บะ๊ ฮ.ซ่ึงอยู่ในนครมักก๊ะฮ. และหนา้ ทใี่ นการละหมาดนี้เป็นหน้าทข่ี องมสุ ลมิ ทุกคน ต้ังแต่เร่ิม
มีความรู้สึกทางเพศ (สำหรับผู้ชาย) และเริ่มมีประจำเดือน (สำหรับผู้หญิง) ซึ่งเป็นวัยที่อิสลามถือว่า

101

เริ่มเข้าสู่วัยแห่งความเป็นผู้ใหญ่แล้ว การละหมาดเป็นสิ่งยืนยันความศรัทธาที่ปรากฎ ให้เห็นทาง
ภายนอกได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นการปฏิบัติที่มีรูปแบบ และคนที่จะดำรงรักษาการละหมาดของ
ตัวเองได้ครบ 5 เวลาต่อวันนั้น จะต้องเป็นคนที่มีความผูกพันต่ออัลลอฮ์ .และรำลึกถึงพระคุณของ
พระองคอ์ ยู่ตลอดเวลา

3. การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนการถือศีลอดในอิสลาม คือ การงดเว้นจากการกิน การดื่ม
การเสพสิ่งต่าง ๆ การมีความสัมพันธ์ทางเพศฉันสามีภรรยา ตลอดจนการอดกลั้นอารมณ์ใฝ่ต่ำ
ทั้งหลาย และการนินทาว่ารา้ ยผู้อืน่ ต้ังแต่ดวงอาทิตยข์ ึน้ จนถึงดวงอาทิตย์ตก การถือศีลอดเป็นหลัก
ปฏิบัติอีกประการหนึ่ง ซึ่งอิสลามกำหนดให้มุสลิมทุกคนที่ศรัทธาในอัลลอฮ์. และมีสุขภาพแข็งแรง
สมบรู ณท์ ง้ั ชายหญงิ มหี น้าท่ีต้องปฏิบตั ิเปน็ เวลา 29 – 30 วนั ในเดอื นรอมฎอนซง่ึ เปน็ เดือนที่เก้าตาม
ปฏทิ ินอิสลาม

4. การจ่ายซะกาต การจา่ ยซะกาต คอื การจ่ายทรพั ยส์ นิ ในอัตราท่ีศาสนากำหนดไว้ จำนวน
หนง่ึ จากทรัพย์สนิ ทส่ี ะสมไว้เม่อื ครบกำหนดเวลา โดยจะต้องจ่ายทรพั ยส์ ินน้ใี ห้แกค่ นที่มสี ิทธไ์ิ ด้รับ 8
จำพวกตามที่คัมภีร์กุรอานได้กำหนดไว้อันได้แก่ 1) คนยากจน 2) คนที่อัตคัดขัดสน 3) คนที่มีหัวใจ
โน้มมาสู่อสิ ลาม 4) ผู้บริหารการจดั เก็บและจา่ ยซะกาต 5) ไถ่ทาส 6) ผู้มีหนีส้ ินล้นพ้นตวั 7) คนพลัด
ถน่ิ หลงทาง 8) ใช้ในหนทางของอลั ลอฮ์

5. การทำหัจญ์ การทำหัจญ์ คือ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะฮ. ในเดือนซุล
ฮจิ ญะฮ.ตามวันเวลา และสถานท่ีท่ีถูกกำหนดไว้ หลกั การขอ้ นี้ถือเป็นหน้าทสี่ ำหรบั มุสลิมท้ังชายหญิง
ทุกคน ที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และเส้นทางการเดินทางมีความปลอดภัยหากใคร
ได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์อิสลามแล้ว จะพบว่าการทำหัจญ์เป็นพธิ ีกรรมทางศาสนาเก่าแก่ทีม่ ีมาก่อน
สมัยของศาสดามุฮัมมัด จากหลักฐานในคัมภีร์กุรอาน การทำหัจญ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่อัลลอฮ์ ได้
บัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และอิสมาอิลผู้เป็นลูกชายร่วมกันสร้าง "บัยตุลลอฮ." (บ้านของอัลลอฮ์. )
ข้ึนมาเพือ่ ใชเ้ ป็นสถานท่สี ำหรับการเคารพภักดีตอ่ พระองค์ อยุ๋ทนี่ ครเมกกะ

ศาสนาคริสต์ (อังกฤษ: Christianity) หรือที่ราชบัณฑิตยสถานให้เรียกว่า คริสต์ศาสนา[2]
เป็นศาสนาประเภทเอก เทวนิยม ตั้งอยู่บนชีวิตและการสอนของพระเยซู ดังที่ได้ปรากฏในพระวร
สารในสารบบ (canonical gospel) และงานเขียนพันธสัญญาใหม่อื่น ๆผู้นับถือศาสนาคริสต์เรียก
คริสตศ์ าสนกิ ชน

คริสต์ชนนั้นเชื่อว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า พระเจ้าทรงลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และ
ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ด้วยเหตุนี้ คริสต์ชนจึงมักเรียกพระเยซูโดยทั่วไปว่า พระคริสต์ หรือพระ
เมสสิยาห์ (Messiah) ศาสนาคริสต์ปัจจุบันแบ่งเป็นสามนิกายใหญ่ คือ คริสตจักรโรมันคาทอลิก
คริสตจักรออร์ทอดอกซ์ และนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งมีนิกายย่อยอีกหลายนิกาย เขตอัครบิดร
โรมันคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์แยกออกจากกันในช่วงศาสนเภทตะวันออก-ตะวันตก (East–West

102

Schism) ใน ค.ศ. 1054 และนิกายโปรแตสแตนต์เกิดขึ้น หลังการปฏิรูปศาสนาในคริสต์ศตวรรษท่ี
16 ซึ่งแยกตวั ออกจากครสิ ตจกั รโรมันคาทอลกิ ศาสนาครสิ ต์ในช่วงแรกถอื เปน็ นิกายหน่งึ ของศาสนา
ยูดาห์ เมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยถือกำเนิดขึ้นในชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันออกของ
ตะวันออกกลาง (ปัจจุบัน คือ อิสราเอลและปาเลสไตน์) ไม่นานก็แผ่ขยายไปยังซีเรีย เมโสโปเตเมีย
เอเชียไมเนอร์และอียิปต์ ศาสนาคริสต์มีขนาดและอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษ และ
จนถึงครสิ ต์ศตวรรษที่ 4 ได้กลายมาเปน็ ศาสนาประจำชาติในจักรวรรดิโรมันระหว่างยคุ กลาง ดินแดน
ยุโรปที่เหลือส่วนมากรับศาสนาคริสต์แล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นศาสนิกชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ใน
ตะวันออกกลาง แอฟรกิ าเหนือ เอธิโอเปยี และบางส่วนของอนิ เดยี หลงั ยุคสำรวจ ศาสนาคริสต์ได้แผ่
ขยายไปยังทวีปอเมริกา ออสตราเลเซีย แอฟริกาซับสะฮารา และส่วนที่เหลือของโลกผ่านงาน
มชิ ชนั นารี และการล่าอาณานิคมคริสต์ศาสนิกชนเช่ือวา่ พระเยซู คือพระเมสสิยาห์ท่ีมีพยากรณ์ไว้ใน
คัมภีร์ฮีบรู ซึ่งในศาสนาคริสต์เรียก "พันธสัญญาเดิม" พื้นฐานเทววิทยาของศาสนาคริสต์นั้นแสดง
ออกมาใน หลักข้อเชื่อสากล (ecumenical creed) ที่มีมาตั้งแต่ศาสนาคริสต์ยุคแรก และเป็นท่ี
ยอมรับอย่างกว้างขวางในบรรดาผู้นับถือศาสนาคริสต์ การประกาศความเชื่อนี้มีอยู่ว่า พระเยซูทรง
ทกุ ข์ทรมาน สน้ิ พระชนม์ และถกู ฝังไว้ ก่อนทรงเปน็ ข้ึนมาจากความตาย เพ่อื ให้ชีวิตนิรันดร์แก่ผู้เชื่อ
ในพระองค์ และไว้วางใจพระองค์ว่าเป็นผู้ไถ่บาปพวกเขายังยึดมั่นต่อไปว่า พระวรกายของพระเยซู
เสดจ็ สสู่ วรรค์ท่ี ซึ่งพระองคท์ รงควบคมุ และปกครองรวมกับพระเจ้าพระบดิ า นิกายส่วนมากสอนว่า
พระเยซูจะกลับมาพิพากษามนุษย์ทุกคน ทั้งคนเป็นและคนตาย และให้ชีวิตนิรันดร์แก่สาวกของ
พระองค์พระองค์ทรงถูกองว่าเป็นแบบอย่างของชีวิตอันดีงาม และเป็นทั้งผู้เผยพระวจนะ และเป็น
พระเจ้าลงมารับสภาพมนุษย์จนถึงต้นคริสต์ศตรวรรษที่ 21 ศาสนาคริสต์มีผู้นับถือประมาณ 2.2
พันล้านคนทั่วโลก คิดเป็นหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของประชากรโลก และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมาก
ที่สุดในโลก ทัง้ ยงั เป็นศาสนาประจำชาติในหลายประเทศ หลักคำสอนของศาสนาครสิ ต์
ทม่ี า : http://dc401.4shared.com/doc/ONGrGFeO/preview.php

ศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาเกิดที่ดินแดนชมพทู วีปก่อนพุทธศาสนา
ซ่ึงไมป่ รากฏแน่ชัดว่าใครเปน็ ศาสดา มีคัมภีรศ์ าสนาเรียกว่า พระเวท มีพฒั นาการสบื ต่อยาวนาน นับ
จากลัทธิพราหมณ์ จนถึงยุคที่เรียกว่าศาสนาฮินดู จึงมักเรียกรวมๆ กันว่า ศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู
ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดเู ปน็ ศาสนาที่มีผ้นู ับถือมากเป็นอนั ดับท่ี 4 ของโลก มีจำนวนประมาณ 900 ล้าน
คนศาสนานี้นับถือเทพเจ้าหลายองค์ เรียกว่า "พหุเทวนิยม" เทพเจ้าแต่ละองค์ในแต่ละยุคสมัย มี
บทบาท และตำนานต่างกันไป ในแต่ละท้องถิ่นยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์หนึ่งๆ แตกต่างกัน
ไปด้วย โดยทว่ั ไปถอื วา่ ชาวฮินดเู ช่ือว่ามีเทพเจา้ สงู สุด ทไ่ี ดอ้ วตารแยกรา่ งออกมาเป็น 3 องค์ คือ พระ
พรหม ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก พระศิวะ เป็นผู้ทำลาย และพระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นผู้ปกป้องและ
รักษาโลก ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู

103

ศาสนาซิกข์ หรือ ศาสนาสิกข์[4] เป็นศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้น ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ใน
ตอนเหนอื ของอนิ เดีย จากคำสอนของ นานกั และคุรผุ ูส้ บื ทอดอีก 9 องค์ หลักปรัชญาของศาสนาซิกข์
และการปฏิบัติตามหลักศาสนา นิยมเรียกว่า "คุรมัต" (ความหมายโดยพยัญชนะ หมายถึง "คำสอน
ของครุ "ุ หรือ "ธรรมของซิกข"์ )

คำว่า "ซกิ ข"์ หรือ "สกิ ข"์ มาจากภาษาสันสกฤตว่า "ศิษยฺ " หมายถงึ ศิษย์ ผู้เรยี น หรือ "ศิกฺษ"
หมายถึง การเรยี น และภาษาบาลีว่า "สิกฺข" หรือ "สิกฺขา" หมายถึง การศึกษา ผศู้ ึกษา หรอื ผู้ใฝเ่ รยี นรู้

หลักความเชื่อของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ "วาหคุรู" ปฏิบัติสมาธิใน
นามของพระเจ้า และโองการของพระเจ้า ศาสนิกชาวซิกข์จะนับถือหลักคำสอนของคุรุซิกข์ทั้ง 10
หรือผู้นำผู้รู้แจ้ง และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า "คุรุ ครันถ์ สาหิพ" ซึ่งเป็นบทคัดสรรจากผู้เขียน
มากมาย จากภูมิหลังทางศาสนา และเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย คัมภีร์ของศาสนาเป็นบัญญัติของ
คุรุ โคพินท์ สิงห์ คุรุองค์สุดท้ายแห่งขาลสา ปันถ (Khalsa Panth) การสอนและหลักปฏิบัติของ
ศาสนาซิกข์มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของภูมิภาคปัญจาบในลักษณะ
ตา่ งๆ กนั ศาสนาซิกขน์ บั เปน็ ศาสนาท่ีมผี นู้ ับถือมากเปน็ อันดับท่ี 9 ของโลก ปัจจบุ ันมผี นู้ ับถอื ศาสนา
ซกิ ขม์ ากกวา่ 23 ลา้ นคนทัว่ ไป สว่ นใหญ่อาศัยอยใู่ นรฐั ปญั จาบ ของอนิ เดยี

อย่างไรก็ตาม แตล่ ะศาสนาต่างมหี ลักคำสอน พธิ ีกรรม การปฏบิ ัติ และข้อห้ามที่แตกต่างกัน
ไป จงึ เป็นสิง่ จำเปน็ ท่ีศาสนกิ ชนตอ้ งศกึ ษา เพื่อการปฏบิ ัตติ อ่ กันไดถ้ กู ตอ้ ง
ทมี่ า : http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/sikh00.htm

ข้อห้ามของศาสนาต่างๆ เช่น พระพุทธศาสนา ข้อห้ามที่สำคัญ คือ ศีล 5 – ห้ามทำลายชีวติ
– ห้ามขโมย – หา้ มผดิ ประเวณี – ห้ามพูดปด - หา้ มเสพของมึนเมา

ศาสนาคริสต์ ข้อห้ามที่สำคัญ คือ บัญญัติ 10 ประการ – ห้ามมีพระเจา้ อืน่ – ห้ามกราบไหว้
รูปเคารพ - ห้ามเอ่ยนามพระเจ้าเล่นๆ- ให้รักษาวันสะบาโตเป็นวันบริสุทธ์ิ- ให้นับถือบิดามารดา-
หา้ มฆา่ คน- ห้ามผิดประเวณี- ห้ามลกั ทรัพย์- หา้ มเปน็ พยานเทจ็ - ห้ามโลภของของผู้อื่น
คมั ภรี ไ์ บเบลิ ท่ีมา : http://www.trilakbooks.com/articles/41940477/

ศาสนาอิสลาม ข้อห้ามที่สำคัญ เช่น- ห้ามกราบรูปเคารพหรือบุคคลใดๆทั้งสิ้น- ห้าม
คุมกำเนิด- ห้ามเผาศพ- ห้ามดื่มสุรา และสิ่งมึนเมาทุกประเภท- ห้ามเล่นการพนัน – ฯลฯคัมภีร์อัลกุ
รอ่าน ท่ีมา : http://www.thaimuslim.com/view.php?c=3&id=3674

การศกึ ษาขอ้ หา้ มของศาสนาต่างๆ เปน็ พน้ื ฐานความเขา้ ใจระหวา่ งมวลมนุษยชาติ ในอนั ที่จะ
อยรู่ ่วมกันในสังคมโลกอย่างสนั ตสิ ขุ พระธรรมโกศาจารย์ (เงอื่ ม อินทปญั โญ)

ทม่ี า : http://dhammaforlife1.blogspot.com/2011/07/blog-post_01.php
พุทธทาสภิกขุ (27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 – 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536) เป็นชาวอำเภอไชยา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่มบวชเรียนเมื่ออายุได้ 20 ปี ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้เข้ามาศึกษา พระธรรม

104

วินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แต่แล้วท่านพุทธทาสภิกขุก็พบว่า
สังคมพระพุทธศาสนาแบบที่เป็นอยู่ ในขณะนั้น บิดเบือนไปมาก และไม่อาจทำให้เข้าถึงหัวใจของ
พระพุทธศาสนาได้เลย ท่านจึงตัดสินใจหันหลังกลับมาปฏิบัติธรรมที่อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนา
เดิมของท่านอีกครั้ง พร้อมปวารณาตนเป็น พุทธทาส เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้
พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด ตลอดเวลาที่ดำรงสมณะเพศ ท่านพุทธทาสภิกขุตั้งใจศึกษาพระปริยัติ
อย่างแน่วแน่ พร้อมตั้งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด และวัตรเหล่านี้เอง ที่ทำให้ท่านพุทธทาสภิกขุ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกิจทั้งด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระอย่างยากยิ่งที่จะหาพระภิกษุรูปใดเสมอ
เหมอื น

ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสวนโมกขพลาราม เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและ
สถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ผลงานของท่านพุทธทาสภิกขุยังมีปรากฏอยู่มากมายท้ัง
ในรูปพระธรรมเทศนา และในรูปงานเขียน โดยท่านพุทธทาสภิกขุตั้งใจทำการถ่ายทอด
พระพุทธศาสนาให้อยู่ในฐานะที่เป็น พุทธะ ศาสนา อย่างแท้จริง นั่นคือเป็นศาสนาแห่งความรู้
ความต่ืน ความเบกิ บาน อยา่ งแท้จรงิ ทา่ นพุทธทาสภิกขมุ ุง่ ช้ใี ห้ชาวพทุ ธทั้งหลายเหน็ ถงึ มิจฉาทฐิ ิ และ
สีลพั พตปรามาสเหลา่ น(้ี เรอ่ื งพุทธพาณชิ ย์ เรอื่ งไสยศาสตร์ เรอ่ื งลัทธิพราหมณ์ เรอื่ งความยึดมั่นถือมั่น
ในบุญบาป เรื่องความหลงใหลในยศลาภของพระสงฆ)์ ทำให้หลายคนขนานนามท่านพุทธทาสภิกขุ
ว่าเป็น พระผู้ปฏิรูป คำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวถึงความจริงอันสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรง
คน้ พบ ไมเ่ ปลีย่ นแปรหรอื ถกู เบย่ี งเบนไป

ปณิธาน 3 ประการ ให้พุทธศาสนิก หรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอัน
ลึกซึ้งที่สุด แห่งศาสนาของตนทำความเข้าใจอันดี ระหว่างศาสนาดึงเพื่อนมนุษย์ใหอ้ อกมาจากวตั ถุ
นิยมปณิธานข้อ 2 คืองานด้านศาสนสัมพันธ์ซึ่งท่านมีแนวทาง 3 ด้าน คือ ศึกษาเปรียบเทียบ
หลักธรรมของศาสนาต่างๆ เป้าหมายหลักของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา คือ สันติภาพ
การลดความขัดแย้ง และความรุนแรงในโลก การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปต่างประเทศ เพื่อสร้าง
ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้แก่ศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆ (นวคุณ สาณ
ศลิ ปนิ . (2563). ศาสนาสัมพนั ธ์. [ออนไลน]์ .

แนวคดิ ศาสนสัมพนั ธ์ในประชาคมอาเซยี น
ศาสนสัมพันธ์ คือการสร้างความสัมพนั ธ์อันดีกับผู้ที่นับถือศาสนาอ่นื ๆ โดยยดึ ความรัก ความ
เป็นพี่น้องกันเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน รับรู้คุณค่าที่มีในศาสนาของกันและกัน
และร่วมมือกนั สรา้ งสรรค์ภราดรภาพและสันตภิ าพในสงั คมด้วยเหตุผล คือ
1. ทางการเมือง โลกปัจจุบันแคบลง ประเทศต่างๆ มีการติดต่อสัมพันธ์กันโดยจำเป็น ไม่มี
ประเทศใดอยโู่ ดดเด่ยี วได้ การติดต่อกนั มใี นระดบั ตา่ งๆ

105

2. มนุษยวิทยา มนุษย์มีหลายสิ่งแตกต่างกัน แต่ก็มีหลายสิ่งเหมือนกัน เราไม่สามารถบอกได้ว่าของ
ใครดกี ว่าของใคร เพราะดีเลวโดยทวั่ ไปเป็นอตั วสิ ัย ข้ึนอยกู่ ับสภาพและความต้องการในแต่ละสถานท่ี
และกาลเวลา จะอย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็มีสิ่งที่ตรงกัน คือมุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีสำหรับตนเอง เพีย งแต่
เครื่องมือที่ใช้อาจแตกต่างกันตามสภาพเท่านั้นศาสนาก็เช่นเดียวกัน จะว่าใครดีกว่าใครไม่ได้ เพราะ
ต่างก็เป็นเครอ่ื งมือทมี่ นษุ ยใ์ ช้เพอ่ื บรรลุจุดหมายเดยี วกัน คอื ความดสี งู สดุ

3. ทางด้านสังคม ทุกศาสนาต้องช่วยเสริมสร้างสังคมให้ดีขึ้น เพราะศาสนาคือวัฒนธรรม
รูปแบบหนึ่งของสังคม ทั้งนี้มิได้หมายความว่าศาสนาเป็นเพียงปรากฏการณ์อย่างหนึ่งทางสังคม ซ่ึง
จะตอ้ งข้นึ กับสังคมและอยู่ใต้อาณัติของสังคม แตห่ มายความวา่ ศาสนาต้องพูดจาภาษามนุษย์ ต้องอยู่
กับมนุษย์และอยู่เพื่อมนุษย์ ทุกศาสนาพึงร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยรวมพลังกัน แทนที่จะ
ตา่ งคนตา่ งทำ หรอื บางทีทำส่ิงที่ขดั แยง้ กัน

4. ทางดา้ นศาสนา ธรรมชาติของคนเรามกั จะมีปมเขื่อง คือถอื ว่าตัวดีกว่าคนอ่ืนนอกจากเข้า
ประเด็นที่กล่าวในข้อ 2 แล้ว ยังมีข้อคิดอีกว่าเราจะรู้ว่าศาสนาของเราดีกว่าของคนอื่นนั้น เรา
จำเปน็ ตอ้ งรู้จกั ท้ังศาสนาของเราและศาสนาของคนอ่ืนอย่างดี จงึ จะสามารถเปรียบเทยี บกันได้ แต่ถ้า
คนหนึ่งรู้ศาสนาของคนอื่นอย่างดีแล้ว จะเลิกคิดถึงปมเขื่องของตนทันที แต่จะเกิดความคิดใหม่ว่า
ความดี ความจริง ไมม่ ีใครสามารถผูกขาดได้แตเ่ ป็นสมบัติของส่วนรวม ย่งิ กว่าน้นั การรู้จักศาสนาอื่น
อย่างดนี ัน้ ยังทำให้รูจ้ ักศาสนาของตวั ดีข้ึนดว้ ย

5. ทางเทววิทยา ศาสนาเจริญและพัฒนา โดยอาศัยความสัมพันธ์ เหมือนมนุษย์แต่ละคน
เจริญและพัฒนาโดยอาศัยความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วย กัน ศาสนาจะอยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องเปี่ยม
ด้วยพลัง ต้องพัฒนาก้าวหน้าอยู่เสมอ สู่วุฒิภาวะโดยพบปะสัมพันธ์กับศาสนาอื่นๆ ที่แม้จะมีอะไรท่ี
แตกต่างกัน แต่ก็มีอะไรที่จะแบ่งปันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของกันและกัน ไม่มีศาสนาใดครบถ้วน
สมบูรณ์ ไม่ต้องพัฒนาอีกแล้ว (อุทัย สติมั่น. (2559) ศาสนสัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติใน
ประชาคมอาเซียน (Religious Relations for Peacefully Coexisting in ASEAN Community, น.
41).

มมุ มองของผูน้ ับถือศาสนา 4 ประการ
1. คดิ ว่าศาสนาแตกตา่ งกันจนไมม่ ที างสัมพนั ธ์กันได้ เม่ือเชือ่ วา่ ศาสนาของตวั จรงิ ศาสนาอ่ืนก็
ต้องเท็จ ศาสนาของตัวดี ศาสนาอื่นก็ต้องไม่ดี ผลตามมาก็คือการไม่ผ่อนปรนการดูถูกเหยียดห ยาม
ศาสนาอ่นื
2. ศาสนาเหมือนกันทุกศาสนา ไม่มีอะไรแตกต่างกัน เอกลักษณ์ของแต่ละศาสนาจะหายไป
กลายเป็นศาสนารวม ใครจะนับถือศาสนาใด หรือนับถือกี่ศาสนาก็มีค่าเท่ากันเป็นการเข้าใจคำว่า
“ศาสนาไหนๆก็ดีทั้งนั้น” อย่างไม่ถูกต้อง คำว่า "ดีทั้งนั้น" ไม่ได้หมายความว่าต้องเหมือนกัน แต่
อาจจะดคี นละอย่าง

106

3. แต่ละศาสนาต่างเดินไปคนละทาง แต่ไปบรรจบกันที่จุดหมายปลายทางยอมรับว่าศาสนา
แตกต่างกัน คือเดินคนละทาง และเหมอื นกนั คอื มุง่ ไปส่จู ุดหมายปลายทางเดียวกนั แต่ไม่จำเป็นต้อง
สัมพันธ์กนั ในโลกน้ี จะไปสัมพันธก์ นั ในโลกหนา้

4. แต่ละศาสนามที ้ังสิง่ ทเี่ หมือนและแตกตา่ งกนั แตม่ คี วามกลมเกลียวกัน ทำให้เกิดมิติใหม่ที่
สวยงามและหลายหลากโดยอาศัยเอกลักษณ์ของแต่ละศาสนา เปรียบเสมือนเพชรงามหลายชนิดมา
ประดับเรือนแหวนหรือสร้อยเส้นเดียวกันช่วย เพิ่มคุณค่าและความงามยิ่งขึ้น นี่คือท่าทีของศาสน
สัมพนั ธ์ท่ถี กู ตอ้ งและควรสนบั สนนุ

การเข้าถึงศาสนาอื่นนั้นยากยิ่ง และแทบจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การตัดสินศาสนาอื่นนั้น
จะต้องเข้าถึงศาสนานั้นจริงๆ ซึ่งมิใช่เพียงเรียนรู้ทางด้านสติปัญญาเท่านั้น แต่หมายถึงต้องมี
ประสบการณ์ด้วยตนเองจึงจะเรยี กวา่ เข้าถึงศาสนาน้ันจริงๆ ตัวอย่างเช่น คนที่จะเข้าถึงครสิ ตศาสนา
จริงๆ ก็ต้องเข้ามาปฏิบัติจริงๆด้วย จึงจะเข้าใจว่าภาวนาแบบคริสต์นั้นคืออะไร ศีลมหาสนิทนั้นคือ
อะไร พระบญั ญัติน้ันคืออะไร สำหรบั ศาสนาอ่ืนกเ็ ช่นเดยี วกนั ซึง่ ในทางปฏบิ ัติ เรามิอาจทำได้เช่นน้ัน
จริงๆ ศาสนามิใช่เป็นเรื่องของตำรา แต่เป็นเร่ืองของประสบการณ์ เราแต่ละคนจึงมีความจำกัดเอา
มากๆ ทางที่ดีก็คือ อย่าตัดสินใครเลยจะดีกว่า ดังนั้นในเบื้องต้นจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจใน
หลักการคำสอนของศาสนาโดยการวางใจเป็นกลางค้นหาแก่นแห่งคำสอนของศาสนาต่างๆ ได้อย่าง
ถกู ต้องและชัดเจนก็สามารถเกิดความสัมพันธอ์ ันดีระหว่างกนั ได้ (อทุ ยั สติม่นั . (2559). ศาสนสัมพันธ์
เพื ่อการอยู ่ร่วมกันอย่างสันติในประชาคมอาเซียน ( Religious Relations for Peacefully
Coexisting in ASEAN Community, น.42).

ภาษาธรรม : แนวคดิ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ร่วมในประชาคมอาเซียนหลักการตีความ “ภาษาคน
ภาษาธรรม” เป็นการปรับเปลี่ยนระดับภาษาจากภาษาคนสู่ภาษาธรรม อาจมีความจำเป็นต้อง
ปรับเปลี่ยนระบบการ “รับรู้” ของผู้ฟังเป็นพื้นฐานก่อนจึงจะเข้าใจภาษาธรรมได้ในที่สุด พุทธทาสภิกขุ
ได้พยายามนำหลักการของภาษาคน ภาษาธรรมมาอธิบายเรื่องพระเจ้า เพื่อสามารถสร้างความเข้าใจ
ระหว่างพระพุทธศาสนาและคริสตศาสนาขึ้น แตท่ า่ นก็ตคี วาม “พระเจา้ ” ต่างจากครสิ ตกาล ทา่ น

ให้เหตผุ ลวา่ ในพระพุทธศาสนาก็มีพระเจ้าแต่ในความหมายของกฎธรรมชาติ ทา่ นกลา่ วถึงคำ
จำกัดความของ“พระเจ้า” คือ “สิ่ง สูงสุดกว่าสิ่งใด เป็นสิ่งที่เราต้องกลัว ต้องพึ่งพาต้องเชื่อฟัง ต้อง
เคารพนับถือ” (พุทธทาสภิกขุ, 2525 : 7) ดังนั้นในพระพุทธศาสนาก็มีพระเจ้าในความหมายที่ได้แก่
กฎอิทัปปัจยตา (ปฏิจจสมุปบาท)คำวา่ ”พระเจ้า” ที่พุทธทาสภิกขุใช้บ่อยมากจนหลายคนคิดวา่ ทา่ น
กำลังเปน็ “คริสต”์ มากกว่าเปน็ “พุทธ” แตถ่ า้ เข้าใจแนวคิดของทา่ นตง้ั แต่ปาฐกถา “ครสิ ตธรรมพุทธ
ธรรม” ปี 2510 จะเห็นว่าสำหรับท่าน “พระเจ้า” ของชาวพุทธ ก็คือ “บรมธรรม”หรือธรรมนั้นเอง
เนื่องจากการใช้คำว่า “ธรรม” ทำให้คนเข้าใจแบบนามธรรมมากกวา่ ท่านจึงเลือกใช้คำว่า “พระเจ้า”
ซึ่งเข้าใจได้ทั้งบุคลาธิษฐานและธรรมาธิษฐานพุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า โลกไม่มีทางรอดอื่นนอกจาก

107

ศีลธรรมกลบั มา มีแต่ศาสนากลับมาศาสนาท่เี คยชว่ ยโลกมาแล้วจะต้องกลบั มาใหว้ งการท่ีเส่ือมอำนาจ
ในโลก เป็นเจ้ากี้เจ้าการในการที่จะดึงให้ศาสนากลับมา องค์การสหประชาชาติก็จะเป็นองค์การ
พิทักษ์ศีลธรรมของโลก ไม่เป็นเพียงสำนักงานทุ่มเถียงเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียวว่าทำตนให้เป็น
มนษุ ย์ (พุทธทาสภกิ ขุ, 2528 : 7) ธรรมะนี้มีลักษณะเปน็ สากลและเป็นพลวัตรนิยามแห่งความคิดรวบ
ยอดคือ “กฎแห่งธรรมชาติ”ปรากฏการณ์ที่ปรากฏขึ้นในโลกสามารถอธิบายได้ด้วยลักษณะธรรมะ
อยา่ งมกี ฎเกณฑ์และมีเหตผุ ลการดำเนินชวี ติ ทีส่ มบูรณ์ ตามทศั นะของท่านพุทธทาสภิกขุต้องรู้วิธีท่ีจะ
ทำให้มีชวี ิตทีด่ ี โดยตอบคำถามพืน้ ฐานท่สี ดุ ใหไ้ ด้ก่อนวา่ เราเกดิ มาทำไม หรอื อะไรคอื ความหมายของ
การมีชีวิตอยู่ ซึ่งการหาคำตอบดังกล่าว ต้องอาศัยความเข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง และปฏิบัติธรรม
อย่างถูกต้อง เมื่อเข้าใจ และปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ก็จะบรรลุถึงการมีชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายถึง
ชีวติ ทม่ี คี วามเป็นมนษุ ย์เตม็ เปย่ี ม และมีคณุ คา่ ต่อสงั คมและโลก ควรมที ศั นะดงั นี้

1. หลักความเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ในทัศนะของพุทธศาสนา ในอริยสัจข้อที่ 1 พุทธศาสนา
มองว่า ความทุกข์เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต สภาวะของความทุกข์ที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติคอื
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสภาวะของทุกข์ทางจิตวิญญาณคือความดิ้นรนทางจิตใจที่ถูกขับเคลื่อน
ด้วยพลังแห่งความโลภ โกรธ หลง ซง่ึ สง่ ผลให้เกิดความทกุ ข์ทางสังคม เชน่ การแกง่ แย่งแข่งขนั ความ
ขดั แยง้ และการเบยี ดเบียนกดข่ีนานาประการ พทุ ธศาสนามองว่าชวี ติ มนุษย์และสรรพสัตว์ต่างตกอยู่
ในภาวะแห่งความทุกข์ดังกล่าวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น จึงถือว่า “สรรพสัตว์คือเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ
ตาย เราจงึ ควรอยู่ร่วมกนั ดว้ ยคุณธรรมคอื ความเมตตา ใหอ้ ภยั ไม่เบียดเบยี น หรือพยาบาทจองเวรกัน
และกัน”

2. หลักแห่งความรักและการรับใช้ของศาสนาคริสต์ หลักนี้ปรากฏในคำสอนของพระเยซู
ที่ว่า “จงรกั พระเจา้ อย่างสุดจิตสุดใจ” และ “จงรกั เพื่อนมนษุ ย์เหมือนตวั ทา่ นเอง” จากหลกั คุณธรรม
ดังกล่าวนำมาสู่หลักปฏิบัติที่ว่า “จงรับใช้พระเจ้าโดยการรับใช้เพื่อนมนุษย์” หรือ “การรับใช้เพื่ อน
มนุษย์คือการรับใช้พระเจ้า” หลักคุณธรรมและหลักปฏิบัติดังกล่าวนี้มีความหมายว่า ความรักท่ี
บรสิ ทุ ธคิ์ ือคุณธรรมท่ีหลอมรวมเราให้เป็นหนง่ึ เดียวกบั พระเจ้า และเป็นหนึง่ เดยี วท้ังเรา พระเจ้าและ
เพ่อื นมนษุ ย์

หลักจริยธรรมสากลเพื่อประชาคมอาเซียนการนำแนวคิดจริยธรรมสากลมาเป็นแกนกลาง
ในการสร้างจุดร่วมกันระหวา่ งระหว่างศาสนาก็เป็นอีกแนวทางหน่ึงที่จะช่วยให้การอยู่ร่วมกันของคน
ในประชาคมอาเซยี นเกิดสันติสุข ในบทความน้จี ะพิจารณาในมุมมองพระพุทธศาสนาว่ามีหลักคำสอน
ที่มคี วามเปน็ สากลสามารถอธบิ ายได้ตามแนวคิดแบบจริยธรรมสากลได้ ดังนี้

1. หลักสันติภาพ การจัดสังคมให้เป็นสุขโดยไม่ต้องใช้อาชญา คือมีศีลธรรมเป็นรากฐานและ
การเมืองก็เป็นระบบศีลธรรมไปด้วย เพราะว่าเป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ (พุทธทาสภิกขุ, มปป)สันติภาพใน
พระพุทธศาสนาและตามทัศนะของ พุทธทาสภิกขุ หมายถึงความมีสันติภาพ ความสงบ ตั้งแต่สันติภาพ

108

ขั้นต้นที่สุดจนกระทั่งถึงขั้นสุดท้าย คือนิพพาน ซึ่งกว่าจะถึงระดับนั้นได้พระพุทธศาสนาได้วางโครงสร้าง
เพื่อเป้าหมายดังกล่าว ด้วยข้อปฏิบัติเรียกว่าไตรสิกขา สรุปว่า ลักษณะของความสงบกาย วาจา ซึ่งเป็น
ความสงบภายนอก และความสงบใจซ่ึงเปน็ ความสงบภายในของพระอรหันต์ท้ังหลาย ผูไ้ ด้บรรลนุ ิพพานจึง
เป็นไปเพื่อสันติสุข จึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงภาวะที่เป็นบรมสุขของพระนิพพาน เพราะเป็นสภาวะที่ปราศจาก
สรรพกิเลสเครื่องทำให้เร้าร้อนทั้งปวง เป็นสภาวะที่ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มี ความหิวด้วยอำนาจ
กเิ ลส เป็นสภาวะทีเ่ ปน็ สุขสดใส สุขสงบ (สนั ติ) เปน็ สภาวะสงบเย็นประดุจน้ำดับกระหาย

2. หลักเสรีภาพ เสรีภาพ ตรงกับคำว่าถึง “วิมุติ” หลุดพ้นไปจากการครอบงำของกิเลส แต่
เสรภี าพในวามหมายท่ัวไปหมายถงึ “อำนาจของบุคคลในอันที่จะกระทำในสิ่งที่ตนประสงค์จะกระทำ
และท่จี ะไม่กระทำในสงิ่ ทีต่ นม่ประสงค์กระทำ” (วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, 2538) แต่เป็นเสรีภาพภายนอก
เท่านั้น ในทัศนะของนักวิชาการด้านระพุทธศาสนา กล่าวถึงเสรีภาพภายนอกไว้ 4 ระดับ คือระดับ
ต่ำสุดหมายถึงความมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ะดับที่สองเป็นเสรีภาพที่จะทำตามใจชอบ
ภายในขอบเขตที่กำหนด เป็นเสรีภาพตามเงื่อนไข ระดับที่สามเป็นเสรีภาพในความหมายของดุลย
ภาพ คือมีการรับรู้ว่า ตนเองมีเสรีภาพ แต่ก็เห็นว่าเสรีภาพของตนต้องสัมพันธ์กับเสรีภาพของคนอน่ื
เสรีภาพระดบั นี้คลา้ ยกบั เสรีภาพตามเง่ือนไข แตม่ ีปัญญาท่ีเขา้ ใจตามความเป็นจริงเปน็ กรอบการมอง
จึงไม่ได้รู้ว่าขอบเขตจำกัดนั้นเป็นการบีบค้ันตนเอง ระดับที่สี่คือเสรีภาพที่เป็นความพร้อมที่จะให้
โอกาสแก่คนอื่น เสรีภาพนี้มีความสำคัญมากกว่าระบอบประชาธิปไตย (P.A. Payutto,1994)
พระพทุ ธเจา้ ให้สทิ ธิเสรีภาพแกบ่ ุคคลทุกคนเสมอกัน เพราะว่าตนมีสทิ ธเิ สรีภาพเท่าเทยี มกับบุคคลอ่ืน
ในการทีจ่ ะกระทำตนให้ดีขึน้ หรือเลวลง ดังพทุ ธพจนว์ ่า “เรามีกรรมเป็นของตนเป็นผู้รับผลของกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นที่อาศัยกระทำกรรมใด ไว้ดีก็ตามชั่ว ก็ตามเราจัก
ไดร้ บั ผลของกรรมน้นั ” (องฺ.ปญฺจก. (ไทย) 22/57/99–100)

3. หลักความเสมอภาค หลักความเสมอภาคเปน็ หลกั ธรรมที่ว่าทุกคนเปน็ เพอื่ นทกุ ข์ เกิด แก่
เจ็บ ตายจะต้องมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อความหลุดรอดจากความทุกข์ และมีหน้าที่ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นความ
เสมอภาคเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา (ที.ปา. (ไทย) 11/111–140/83–102) อย่างไรก็
ตามพระพุทธศาสนาก็คำนึงถึงความเสมอภาคในทางกฎหมายหรือทางวินัยด้วย ในวินัยมีกฎเกณฑ์ให้
แสดงความเคารพจากผู้มาทีหลัง ในด้านความเป็นอยู่ภายนอกทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับการแบ่งปัน
ปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีพที่มีอยู่ในสังคมนั้นๆ ดังพระพุทธพจน์ใน อัคคัญญสูตรว่า “ทุกคนไม่ว่าเกิดใน
วรรณะไหน ก็อาจประกอบทางแห่งอกุศล คือทุจริตกาย วาจา ใจได้ด้วยกัน อาจงดเว้นทางอกุศล มี
สุจริต กาย วาจา ใจ ไดด้ ้วยกนั “วาเสฏฐะ และภารทวาชะ ธรรมเท่านน้ั เป็นของประเสริฐสุดในหมู่คน
ทงั้ ในปจั จบุ ัน และอนาคต” (ที. ปา. (ไทย) 11/111–140/83–102)

4. หลักภราดรภาพภราดรภาพคอื ความเป็นพ่ีน้องกนั โดยธรรม ในทางพระพุทธศาสนาท่ีเห็น
ว่าคนเราควรอยู่อย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รักใคร่กันห่วงใยกันเหมือนเป็นญาติพี่น้อง เป็นคนใน

109

ครอบครัวเดียวกัน พระพุทธศาสนาไม่เน้นให้เรียกร้องเอาจากผู้อื่น แต่เน้นการให้ผู้อื่นมากกว่า หาก
จะกล่าวว่าคนเรามีสิทธิที่หมายถึงศักยภาพที่จะพัฒนาตนเอง ย่อมจะเหมาะสมกว่า (บุญธรรม พูน
ทรัพย์, 2540) ธรรมที่สนับสนุนหลักภราดรภาพในทางพระพุทธศาสนา คือ สาราณียธรรม (ที. ปา.
(ไทย) 11/324/321) พระพรหมคุณาภรณ์ป.อ. ปยุตโต (2551)ได้อธิบายความสาราณียธรรมว่า เป็น
ธรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ร่วมกิจการหรือร่วมชุมชน ตลอดจนพี่น้องร่วม
ครอบครัว พึงปฏบิ ัติตามหลักการอยู่รว่ มกัน (ธรรมเปน็ เหตใุ หร้ ะลกึ ถึงกนั ) เปน็ ฐานใหร้ กั และเข้าใจกัน
มี 6 ประการคือ1) เมตตากายกรรม ทำต่อกันด้วยเมตตา คือแสดงไมตรีและหวังดีต่อเพื่อนร่วมงาน
ร่วมกิจการ ด้วยการชว่ ยเหลือกิจการต่างๆ โดยเต็มใจ แสดงอาการกิริยาสุภาพเคารพนับถือกนั ท้ังตอ่
หน้าและลับหลัง2) เมตตาวจีกรรม พูดต่อกันด้วยเมตตา คือ ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์สั่งสอน
หรือแนะนำตักเตือนกันด้วยความหวงั ดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถอื ทั้งตอ่ หน้าและลบั
หลงั คอื ตง้ั จติ ปรารถนาดคี ดิ ทำสิง่ ทีเ่ ป็นประโยชนต์ ่อกนั มหี นา้ ตายิม้ แยม้ แจม่ ใสตอ่ กัน

4) สาธารณโภคี ได้มาแบ่งกันกินกันใช้ คือแบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยธรรม แม้เป็นของ
เลก็ นอ้ ยกแ็ จกจา่ ยให้ได้มสี ว่ นรว่ มใชส้ อยบรโิ ภคทว่ั กนั

5) สีลสามัญญตา ประพฤติให้ดีเหมือนเขา คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม รักษาระเบียบ
วนิ ยั ของสว่ นรวม ไม่ทำตนให้เปน็ ทนี่ ่ารงั เกียจหรือเส่อื มเสียแกห่ มู่คณะ

6) ทฏิ ฐสิ ามัญญตา ปรบั ความเหน็ เข้ากนั ได้ คอื เคารพรับฟงั ความคดิ เหน็ กันมีความเห็นชอบ
ร่วมกัน ตกลงกันได้ในหลักการสำคัญ ยึดถืออุดมคติหลักแห่งความดีงามหรือจุดหมายสูงสุดอัน
เดยี วกัน

หลักการดังกล่าวข้างต้นสามารถนำไปใช้ได้กับทุกศาสนาเพราะเป็นหลักการสากลท่ี
สอดคล้องกบั หลักการทางศาสนาอื่นๆ รวมถึงหลักการเมืองการปกครองในฝ่ายบ้านเมืองได้ด้วย หาก
ผู้บริหารประเทศที่อยู่ในประชาคมอาเซียนได้ตระหนักและมีความเข้าใจประชาชนในทุกระดับมี
ความรู้ความเข้าใจหลักการดังกล่าวประชาคมอาเซียนก็สามารถสร้างอัตลักษณ์ร่วมโดยไม่มีการ
แบ่งแยกทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าถึงแม้ว่าหลัก
จริยธรรมสากลที่เป็นหลักการที่ผู้บริหารประเทศกำหนดเป็นตัวบทกฎหมายและนำมาให้คนในชาติ
ปฏิบัติตาม แต่จุดอ่อนก็คือ แนวคิดที่ขาดการยึดโยงกับศาสนาซึ่งมีความเชื่อมโยงกับองค์ศาสดา อัน
นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสและการก่อให้เกิดการปฏิบัติตามอย่างสุดจิตสุดใจไม่ใช่ด้วยการบังคับ
ดังนั้นหลักการทางศาสนาก็ยังมีความจำเป็นอย่างสูงสดุ ในการเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สังคม
ใหเ้ ปน็ ไปในทศิ ทางทีถ่ กู ต้อง

สรุปการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนเป็นแนวคิดที่ต้องการเห็นความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน มีความเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม และด้านความ
ปลอดภัยความมัน่ คงของประเทศต่างๆ ในกลุ่มประชาคมอาเซียน ในขณะเดียวกันความแตกต่างของ

110

แต่ละประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนก็เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การรวมกลุ่มกันไม่
สามารถที่จะดำเนินไปได้อย่างถาวร การที่จะทำให้การรวมตัวกันของประเทศต่างๆในประชาคม
อาเซียนมีความม่ันคง ยั่งยืน และถาวร จึงมีความจำเป็นอยา่ งย่ิงที่ต้องหวนกลับมาฐานของการมีชวี ติ
อยู่บนรากฐานของการเคารพความมีคุณค่าของทุกสรรพสิ่งและทุกสรรพชีวิตและการช่วยเหลือกัน
และกันให้พ้นจากความทุกข์ในแต่ละประเทศประสบอยู่เพื่อมุ่งไปสูจ่ ุดหมายเดยี วกันคือความสุขอย่าง
ยั่งยืนซึ่งจะทำให้การรวมกลุ่มก่อตั้งเป็นประชาคมอาเซียนบนรากฐานดังกลา่ วเกิดเป็นกลุม่ ประชาคม
ท่นี ่าอยู่ สรา้ งสรรค์ และความพรอ้ มทจี่ ะแบ่งปันสงิ่ ดีๆ ความสขุ และการไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ใดๆไป
ให้กับภูมิภาคต่างๆทั่วโลก มากกว่าการมุ่งแข่งขันกัน เบียดเบียนกัน ทำลายกันเพื่อช่วงชิงความเป็น
หนึ่งในทุกด้าน การอยู่ร่วมกันก็จะเกิดสันติสุขทั้งในระดับประชาคมอาเซียนและในระดับโลก เพราะ
ทา้ ยท่สี ดุ ทกุ ประเทศในประชาคมอาเซยี นและประเทศในภูมิภาคอ่นื ๆต่างเข้าใจว่ามนุษย์ทกุ คนทุกเช้ือ
ชาติทกุ ภาษาทุกท้องท่ีต่างต้องการพ้นจากความทุกข์และมสี ันติสุขด้วยกันท้ังสิ้น ดังน้ันการใช้แนวคิด
เรื่องภาษาธรรมจึงเป็นการผสานทัศนะทางศาสนาของประชาคมอาเซยี นเข้าด้วยกนั เพื่อให้ไม่เกิดการ
แตกแยกต่างความคิดความเชื่อในประเด็นทางศาสนาโดยการทำศาสนสัมพันธ์ในหลักคำสอนให้เป็น
หลักจริยธรรมสากลโดยยึดหลกั สันติภาพ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพเป็นแนวทางในการอยู่
ร่วมกนั อยา่ งสันติ

จำนวนชวั่ โมงทส่ี อน 2 ชวั่ โมง

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรียน
2. นำเขา้ สู่บทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรปุ ผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น

สอ่ื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลงั เรยี น

การประเมินผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมนิ ตนเองก่อนเรียนและหลงั เรียน
2. ประเมนิ จากการมสี ่วนร่วมในหอ้ งเรยี น

111

3. ประเมินจากการชกั ถาม

เน้อื หาทจี่ ะสอน
1. ศาสนสัมพนั ธ์ในศาสนาตา่ งๆ ของโลก
2. แนวคดิ ศาสนสมั พันธ์ในประชาคมอาเซียน
3. มุมมองของผนู้ บั ถอื ศาสนา 4 ประการ
4. ภาษาธรรม : แนวคิดเพื่อสร้างอตั ลกั ษณร์ ่วมในประชาคมอาเซยี น

คำถามท้ายบท
1. ศาสนสัมพันธ์ในศาสนาต่างๆ ของโลกมหี ลกั การอยา่ งไรบา้ ง
2. ในประชาคมอาเซียนมีแนวคิดศาสนสมั พนั ธ์อยา่ งไรบา้ ง
3. มมุ มองของผู้นับถอื ศาสนา 4 ประการทา่ นเหลา่ นนั้ มีมมุ มองอยา่ งไร
4. ภาษาธรรม : แนวคดิ เพ่อื สร้างอตั ลกั ษณร์ ่วมในประชาคมอาเซียน มคี วามหมายว่าอยา่ งไร

เอกสารอ้างอิง บทท่ี 9
นวคุณ สาณศลิ ปนิ . (2563). ศาสนาสมั พนั ธ์. [ออนไลน]์ . แหลง่ ท่มี า.

http://119.46.166.126/self_all/selfaccess7/m1/216/lesson44/item4_1.php.
(สว่ นข่าวและรายการภูมิภาค สำนกั ประชาสัมพันธเ์ ขต 8 กาญจนบุรี. (2556). หลักคำสอนสำคัญของ

พระพทุ ธศาสนา. [ออนไลน์]. แหลง่ ทีม่ า).
https://region8.prd.go.th/ewt_news.php?nid=2269&nid=2269.
อุทัย สติมั่น. (2559). ศาสนสัมพันธ์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในประชาคมอาเซียน ( Religious
Relations for Peacefully Coexisting in ASEAN Community). ว ารสาร มจร พุทธ
ปญั ญาปรทิ รรศน์ ปีที่ 1 ฉบับท่ี 1 (มกราคม-เมษายน 2559). น.1.
บุญธรรม พูนทรัพย์. (2540). มโนทัศน์เรื่องสิทธิไม่จำเป็นสำหรับพุทธศาสนา. วารสารพุทธศาสน์
ศึกษา, 4 (2), 47-63.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์.(พิมพ์ครั้งท่ี
12). กรงุ เทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พุทธทาสภิกขุ. (2528). ปาฐกถาธรรมของพุทธทาสภิกขุ. พุทธจักร. 35 (1).พุทธทาสภิกขุ. (2525) .
เกี่ยวกับสงิ่ ท่เี รียกวา่ “พระเจา้ ”. กรงุ เทพมหานคร: การพิมพพ์ ระนคร.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.

112

วรพจน์ วิศรุตพิชญ์. (2538). สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุน
สนบั สนุนการวจิ ยั .

113

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 10

หวั ข้อเรอื่ ง ศึกษาวิเคราะห์พระพทุ ธศาสนาเถรวาท

รายละเอียด
พระพุทธศาสนาเถรวาท หรือ ศาสนาพุทธ (บาลี: buddhasāsana พุทฺธสาสนา, สันสกฤต:

buddhaśāsana พุทธศาสนา) เป็นศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้
ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัสสอนไว้เป็นหลักคำสอนสำคัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้
ตัดสินใจออกบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอน ธรรม-วินัย ของพระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่
จุดหมายคือพระนิพพาน และสร้างสังฆะ เป็นชุมชนเพื่อสืบทอดคำสอนของพระบรมศาสดา รวม
เรยี กว่า พระรัตนตรัย นอกจากน้ีใน พระพทุ ธศาสนาเถรวาท ยงั ประกอบคำสอนสำหรับการดำรงชีวิต
ทด่ี ีงาม สำหรับผู้ทย่ี ังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ – อบุ าสก และอบุ าสิกา) ซงึ่ หากรวมประเภทบุคคลท่ีที่นับ
ถอื และศกึ ษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำแนกไดเ้ ปน็ 4 ประเภท คือ ภิกษุ
ภกิ ษุณี อบุ าสก อุบาสกิ า หรือท่เี รยี กว่า พทุ ธบรษิ ัท 4 ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมี
อยู่ของพระเป็นเจ้าหรือพระผสู้ ร้าง และเชอ่ื ในศกั ยภาพของมนุษย์ วา่ ทกุ คนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่
ความเปน็ มนุษย์ที่สมบรู ณ์ได้ ด้วยความเพยี รของตน กลา่ วคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิต
ของตนเอง ด้วยผลแหง่ การกระทำของตน ตาม กฎแห่งกรรม มิไดม้ าจากการออ้ นวอนขอจากพระเป็น
เจ้าและสิ่งศกั ดิ์สทิ ธ์ินอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออกจากกอง ทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการ
สอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง ปัญญา ในการอยู่กับความทุกข์
อย่างรู้เทา่ ทันตามความเปน็ จริง

วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนาคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทัง้ ปวงและวัฏจกั รการเวียนว่าย
ตายเกิด เช่นเดียวกับท่ีพระศาสดาทรงหลุดพน้ ได้ด้วยกำลงั สติปญั ญาและความเพียรของพระองค์เอง
ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด พระพุทธเจ้า พระองค์
ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า มพี ระนามเดมิ ว่า เจา้ ชายสทิ ธัตถะ ไดท้ รงเรมิ่ ออกเผยแผ่คำสอนในชมพู
ทวีป ต้งั แตส่ มัยพทุ ธกาล แตห่ ลังปรนิ พิ พานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงส่ังสอน ได้
ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก จนมีการรวบรวมขึ้นเป็น
พระไตรปฎิ กซงึ่ เป็นหลักการสำคัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของฝ่าย เถรวาท ที่ยึดหลักไม่ยอม
เปลี่ยนแปลงคำสั่งสอนของพระพทุ ธเจ้า แต่ในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สอง ได้เกิดแนวคดิ ที่
เห็นต่างออกไป ว่าธรรมวินัยสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่
รอดแห่งศาสนาพุทธ แนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ่มก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อของ
มหายาน ทั้งสองนิกายได้แตกนกิ ายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วดินแดนเอเชียและใกลเ้ คยี ง บ้าง

114

กจ็ ัดวา่ วัชรยาน เป็นอีกนกิ ายหนง่ึ แตบ่ า้ งว่าเป็นสว่ นหนง่ึ ของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่าน้ันก็
มี หลกั พน้ื ฐานสำคัญของปฏิจสมุปบาท เปน็ เพียงหลักเดียวทเ่ี ป็นคำสอนร่วมกันของคติพุทธ ปัจจุบัน
ศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง
เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก
ประมาณ 700 ล้านคน ด้วยมผี ู้นับถอื ในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาสากล

พระพทุ ธศาสนาเถรวาท
พระพทุ ธศาสนา เถรวาท (Theravada) หรอื หินยาน นิกายเถรวาท หรอื หนิ ยาน เป็นนิกาย

เกา่ แก่ทส่ี ุด ยึดถอื พระธรรมวนิ ัยเดิมอยา่ งเคร่งครดั นับถือมากในไทย พมา่ เขมร ลาว ศรีลงั กา
คัมภีร์ของพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ 3 เดือน สาวกผู้ได้เคยสดับ

ฟังคำสั่งสอนของพระองค์จำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคหู า ใกล้เมืองรา
ชคฤห์ แคว้นมคธ สอบปากคำกันอยู่ 7 เดือน จึงตกลงประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเปน็
ครั้งแรก นี่คือบ่อเกิดของคัมภีร์พระไตรปิฎก ต่อมาเมื่อมีปัญหาขัดแย้ง พระเถระผู้ใหญ่ก็ประชุมขจัด
ขอ้ ขัดแย้งกัน เป็นสงั คายนาต่อมาอีกหลายคร้ัง จนไดพ้ ระไตรปิฎกของฝา่ ยเถรวาทดังท่ีเรารู้จักกันทุก
วันนี้ ซึ่งถือกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้าที่นับว่าใกล้เคียงที่สุด (ศรีสวัสดิ์. (2564).
นกิ ายเถรวาท. ออนไลน]์ )

เนื่องจากภาษามคธที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ครั้นกาลเวลาล่วงไปก็ค่อยๆ
กลายเป็นภาษาโบราณ ยากที่จะเข้าใจได้ทันทีสำหรับนักศึกษารุ่นหลังๆ จึงได้มีผู้เชี่ยวชาญนิพนธ์
ชี้แจงความหมายเรียกว่า อรรถกถา เมื่อนักศึกษารู้สึกว่าอรรถกถายังไม่ชัดเจนก็มีผู้เชี่ยวชาญนิพนธ์
ฎีกาขึน้ ชแี้ จงความหมาย และมีอนุฎกี าสำหรบั ชีแ้ จงความหมายของฎกี าอีกต่อหน่ึง ผูเ้ ชย่ี วชาญเฉพาะ
ปัญหาก็นพิ นธช์ แ้ี จงเฉพาะปญั หาขึ้นเรยี กวา่ ปกรณ์ เหล่านีถ้ ือวา่ เป็นคมั ภีร์พระพุทธศาสนาทั้งส้ิน แต่
ทว่ามีน้ำหนักน้อยกว่าพระไตรปิฎก เพราะถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ตีความ นักศึกษาจะเห็น
กับบางคัมภีร์ และไม่เห็นด้วยกับบางคัมภีร์ก็ได้ ไม่ถือว่ามีความเป็นพุทธศาสนิกมากน้อยกว่ากัน
เพราะเรื่องนี้

"พระไตรปฎิ ก(Tipitaka)" คอื คมั ภีรค์ ำสง่ั สอนของพระพุทธเจ้าแบ่งเปน็ 3 หมวด คือ 1. พระ
สุตตันตปิฎก รวมคำสอนของพระพุทธเจ้า และพระสาวก 2. พระวินัยปิฎก ศีลของพระภิกษุ และ
พธิ กี รรมทางศาสนา 3. พระอภิธรรมปิฎก รวมหลกั ธรรมชนั้ สงู

พระไตรปฎิ กฝ่ายเถรวาทเป็นภาษามคธ ฝา่ ยมหายานเป็นภาษาสันสกฤต หลกั ธรรมที่สำคัญ
ได้แก่ อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ 1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้แก่
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. สมุทัย คือ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 ประการ 3. นิโรธ คือ
ความดับทุกข์ ได้แก่ การหมดกิเลส คอื นิพพาน 4. มรรค คอื ทางดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ 8

115

มรรค 8 สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ สัมมาวาจา-เจรจาชอบ
สัมมากัมมันตะ-การงานชอบ สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ-เพียรชอบ สัมมาสติ-ระลึก
ชอบ สมั มาสมาธิ-ตง้ั ใจชอบพิธกี รรมที่สำคญั ทางพุทธศาสนา ได้แก่ การบวช ได้แก่ - บวชเณร เรียกว่า
บรรพชา - บวชพระ เรียกว่า อุปสมบท การเวียนเทียนในวันสำคัญ คือ วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา
วันมาฆบชู า วันอาสาฬหบูชา (ศรีสวัสดิ.์ (2564). นิกายเถรวาท. ออนไลน์])

ความรู้พ้นื ฐานเกย่ี วเถรวาท ประวัตพิ ระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเปน็ มาอย่างไร
พระพุทธศาสนาแพร่สู่ประเทศไทยสมัยก่อนสโุ ขทัย
จารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ในพุทธศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์เมารยะ
ซึ่งตั้งราชธานีอยู่ที่กรุงปาฏลีบุตรแคว้นมคธในอินเดีย ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากจึงโปรดให้
ส่งธรรมทูต อัญเชิญพระพุทธศาสนาจาริกเผยแผ่ไปทั่วทิศานุทิศ ทั้งในอินเดียและประเทศอื่นๆ และ
เชื่อกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่าพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท คือแบบที่เรานับถือในปัจจุบัน ได้
แพร่หลายเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่สมัยนั้น ชาวอินเดียสมัยก่อนพุทธกาลเคยไปมาค้าขาย
ติดต่อกับสุวรรณภูมินี้อยู่เสมอ ชาวสุวรรณภูมิจึงไม่รงั เกียจพระพุทธศาสนาท่ีชาวอินเดียนำมาเผยแผ่
ส่วนสุวรรณภูมินี้เข้าใจว่าน่าจะได้แก่บริเวณตั้งแต่ตอนใต้ของพม่าปัจจุบันนี้ (ซึ่งสมัยต่อมา เป็น
อาณาจักรมอญ) เลยตลอดลงมาถึงภาคกลางของประเทศไทย
โดยมีศูนย์กลางที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดนครปฐมซึ่ง มีพวกมอญและละว้าเป็นคนพื้นเมือง เนื่อง
ด้วยบริเวณจังหวัดดังกล่าวปรากฏซากโบราณสถานมากมายล้วน แต่ใหญ่โต สร้างตามคติเก่าถึงครั้ง
พระเจ้าอโศกมหาราชกม็ ี เช่น พระสถูปพระปฐมเจดีย์องค์เดมิ ซ่ึงอยูภ่ ายใน พระสถูปใหญ่ที่เห็นอยู่ใน
ปัจจุบัน ตามรูปเดิมสร้างเป็นทรงโอคว่ำอย่างพระสถูปสัญจิในอินเดีย เป็นหลักฐานว่า
พระพุทธศาสนาได้มาตั้งมั่นลง ณ ภาคกลางแห่งประเทศไทย แล้วเจริญงอกงามพัฒนาตลอดมาและ
ได้พัฒนารุ่ง เรืองแพร่หลายทั่วไปในแหลมอินโดจีน ยกเว้นดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
คาบสมุทรนี้ซึ่งเป็นดิน แดนเวียดนามตอนเหนอื
ในยคุ พุทธศตวรรษที่ 11
ขณะที่อิทธิพลของฟูนันสั่นคลอนก็ปรากฏว่าพวกมอญในลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยาถือโอกาส
ประกาศอิสรภาพตั้งเป็นอาณาจักรทวาราวดี แล้วเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วทั้งในด้านศิลปะและการ
พระศาสนา โดยรักษาจารีตของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาท ซึ่งรับมาแต่คร้ังพระเจ้าอโศกมหาราชไว้
อย่างเคร่งครัด ศูนย์กลางของทวาราวดีก็คงอยู่ที่นครปฐมนั่นเอง ต่อมาในพุทธศตวรรษท่ี 12 ปรากฏ
ว่าอานุภาพ ของทวาราวดีได้ขยับขยายเหนือขึ้นไปจนถึงลพบุรีและได้แผ่ขึ้นไป จนถึงภาคเหนือของ
ประเทศไทยเปน็ เหตุหน่ึ ทพ่ี ระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาทจากทวาราวดีได้ไปต้ังมนั่ ทางภาคเหนือ ตกราว
พุทธศตวรรษท่ี 14 อาณาจักรเจน ละ ได้เปลี่ยนเป็นประเทศเขมรโบราณ อิทธิพลของเขมรโบราณได้
แผค่ รอบงำแทนทีอ่ าณาจักรทวาราวดี

116

อาณาจกั รศรีวิชัย
ประวัตพิ ระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเปน็ มาอยา่ งไร
ในราวพุทธศตวรรษที่ 6 ทางประเทศอินเดีย พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้เจริญขึ้น พุทธ
มามกะชาว อินเดียได้นำลัทธิมหายานออกมาส่ังสอนแพรห่ ลายในคาบสมุทรแห่งนี้ โดยเดนิ ทางมาทาง
บกผ่านแคว้นแบงกอล เข้ามาทางพม่าตอนเหนือก็มี เดินทางมาทางทะเลขึ้นที่แหลมมลายู สุมาตรา
และแล่นเรืออ้อมอ่าวเข้ามา ทางประเทศกัมพูชาในปัจจุบันก็มี ในระหว่างนัน้ ได้เกิดมีอาณาจักรฟูนัน
คือบริเวณดินแดนกัมพูชาในปัจจุบันและเลย เข้ามาในประเทศไทยตอนกลางและถึงภาคอีสานด้วย
ปรากฏว่าประชาชนชาวฟูนนั นับถือพระพุทธศาสนาทั้ง ฝ่ายเถรวาทและมหายาน จนถึงกับมีสมณทูต
ชาวฟูนันเดินทางไปแปลพระคัมภีร์ในประเทศจีน ถึงศตวรรษที่ 11 อาณาจักรฟูนันก็เสื่อมโทรมไป
ด้วยถูกอาณาจักรเจนละซ่ึงเคยเป็นเมืองขึ้นฟูนันมาก่อนแย่งอำนาจ พวกเจนละนับถือศาสนา
พราหมณ์ ฉะนั้นพระพุทธศาสนาจงึ ชะงกั ความเจรญิ ระยะหนึง่
ราวพระพุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยที่อาณาจักรทวาราวดีกำลังรุ่งเรืองอยู่นั้นปรากฏว่าทาง
ภาคใต้ของ ประเทศไทยได้เกิดอาณาจักรศรีวิชัยขึ้นที่แหลมมลายู มีอาณาเขตทางเหนือติดกับ
อาณาจักรทวาราวดี เดิมพล เมืองในอาณาจักรศรีวิชัยนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายสาวกยาน ต่อมา
ราชวงศ์ปาละแห่งมคธอินเดียตอนใต้มีอำนาจขึ้น กษัตริย์ราชวงศ์นี้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาลัทธิ
มหายานโดยเฉพาะคือนิกายมนตรยาน ราชวงศ์ไศเลนทระแห่ง อาณาจักรศรีวิชัยซ่ึง ณ บัดนั้นได้แผ่
อำนาจราชศักดิ์ครอบงำทัว่ คาบสมุทรทะเลใตแ้ ละแหลมมลายูแลว้ ได้มี สัมพันธไมตรีกับราชสำนักปา
ละ จึงพลอยได้รับลทั ธิมหายานนิกายมนตรยานเข้ามานับถือด้วย ลัทธิมหายานได้เป็น ศาสนาประจำ
ของจักรวรรดศิ รีวิชยั ซงึ่ เปน็ จกั รวรรดมิ ลายตู ลอดระยะกาลแห่ง พ.ศ. 1200-1700 ปเี ศษ
ทางตอนเหนือของมลายทู ี่ในขณะน้ีคือนครศรธี รรมราช ซึ่งมีช่ือเรียกในยุคพทุ ธศตวรรษที่ 12
ว่าเมืองตามพรลิงค์ เป็นประเทศราชของจักรวรรดิ์ศรีวิชัย นอกจากนี้อาณาจักรศรีวิชัย ยังเป็น
ศูนยก์ ลางแหง่ การศกึ ษาพระปริยัติ ธรรมทีโ่ ดง่ ดงั จนถงึ สมยั พทุ ธศตวรรษท่ี 15 ตามเรอื่ งราวทีป่ รากฏ
ในตำนานว่าอิทธิพลศรีวิชัยได้ขยายรุกขึ้น มาถึงประเทศกัมพูชาและบรรดาประเทศราชของเขมรใน
ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 2 คราว เมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 13 คราวหนึ่ง และเมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 15
อีกคราวหนง่ึ พระเจา้ สุริยวรมันท่ี 1 ปรากฏวา่ นา่ จะมเี ชื้อสายสืบ มาจากพวกศรีวิชยั ประเทศกัมพูชา
และประเทศไทยจึงได้รบั นับถือลัทธิมหายานตามแบบอย่างศรีวิชยั อีกใน ระยะนตี้ ัง้ แต่พุทธศตวรรษที่
13 เป็นต้นมา Pansasiri. (2559). "พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย" โดย เสถียร โพธินันทะ).
[ออนไลน์].
ในยุคที่จักรวรรดิเขมรมีอำนาจครอบงำประเทศไทยเราเรียกว่ายุคลพบุรี มีระยะเวลาราว
พ.ศ. 1500- 1800 ปี กษตั รยิ เ์ ขมรบางพระองคก์ ็เป็นพุทธมามกะ บางพระองค์กเ็ ปน็ พราหมณมามกะ
แต่พระพุทธศาสนา ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสมัยลพบุรีนี้ ปรากฏว่ามีทั้งลัทธิฝ่ายเถรวาทและลัทธิฝ่าย

117

มหายาน แต่ลัทธิมหายานนิกายมนตรยานได้เจริญงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศกัมพูชาเอง
และในประเทศไทยต้งั แต่ตอนกลางและอิสานบางส่วนลงไป สถานท่ีสำคัญเกีย่ วกบั ลทั ธมิ หายานนิกาย
มนตรยาน เชน่ ปราสาทหนิ พมิ าย และพระปรางค์สามยอดที่ลพบรุ ี เปน็ ตน้

ครั้นตกราวพุทธศตวรรษที่ 17 ลังกาได้ทำสังคายนาพระธรรมวินัยซึ่งนับเป็นหนที่ 7 ใน
ตำนานสังคายนาของฝ่ายเถรวาท กิตติศัพท์แพร่หลายมาถึงประเทศพม่ามีพระสงฆ์จากพุกามและ
มอญที่บวช ใหม่กับพระสงฆ์ลังกากลับมาเมืองพุกามและเมืองมอญ ตั้งเป็นคณะลังกาวงศ์ขึ้นได้รับ
ความนับถือเลื่อมใสจากพระราชาและประชาชนจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้น พระสงฆ์พวกเก่านับวันก็ค่อย ๆ
หมดไปโดยพฤตนิ ัย ครัง้ นน้ั มี คณาจารย์ในลงั กาวงศน์ ี้รปู หนงึ่ ช่อื พระราหลุ เปน็ ชาวลังกาได้จาริกจาก
พกุ ามมาตัง้ คณะลังกาวงศ์ขึ้นทีเ่ มืองนครศรธี รรมราช ซ่ึงยังเรยี กชอ่ื ว่าเมืองตามพรลิงค์ มกี ษัตรยิ ์มลายู
เชื้อสายศรีวิชัยปกครองอยู่ คณะสงฆ์ลังกาวงศ์ ที่เมืองนคร ฯ ก็เจริญขึ้นเหมือนที่พุกาม เป็นเหตุให้
แพร่หลายสู่ประเทศไทยและกัมพูชาในกาลต่อมา พวกพุกาม ปกครองอาณาจักรทางลานนาอยู่ถึง
ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 กห็ มดอำนาจ อทิ ธิพลทั้งมอญและเขมรก็หมดฤทธล์ิ งไปมากแลว้ มีคนไทยได้
ตง้ั ตนเป็นเจ้าเมืองปกครองกันเอง นบั ตงั้ แต่พระเจ้าชยั วรมันท่ี 7 กษตั รยิ ์เขมร องค์สุดท้ายท่ีมีอำนาจ
และทรงเป็นมหายานพุทธมามกะที่เคร่งครัดแล้ว ลัทธิมหายานพร้อม ๆ กับอำนาจของ อาณาจักร
เขมรกเ็ สื่อมโทรมลงทนั ที

อาณาจักรสุโขทยั
ประวัติพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเป็นมาอย่างไร พระพุทธศาสนาสมัยสุโขทัย
เป็นอย่างไร
ในราว พ.ศ. 1800 หัวหน้าคนไทยในลุม่ แม่น้ำเจา้ พระยาคือพ่อขุนบางกลางทา่ ว ได้ประกาศ
เอกราช ขับไล่อิทธิพลของเขมรออกไป แล้วตั้งนครสุโขทัยเป็นราชธานี ทรงพระนามว่าพ่อขุนศรี
อินทราทิตย์ ทรงเป็นต้น ราชวงศ์พระร่วง ได้สืบสายต่อมาอีกราว 121 ปี จึงเสียเอกราชให้กับไทย
อยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1921 พระพุทธศาสนาในยุคสุโขทัยนี้คงมีทั้งลัทธิเถรวาท ลัทธิมหายานปะปนกัน
จนถึงรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกษัตริยอ์ งค์ที่ 3 ของราชวงศ์พระร่วง (1820-1860) ทรงสดับ
กิตติคุณความเคร่งครัดของคณะสงฆ์ลังกาวงศ์ที่เมือง นครศรีธรรมราช จึงโปรดให้นิมนต์คณะสงฆ์
ลังกาขึ้นมาตั้งลังกาวงศ์ขึ้นที่กรุงสุโขทัย เข้าใจว่าพระไตรปิฎกภาษา บาลีฝ่ายเถรวาทพร้อมทั้งอรรถ
กถา และปกรณ์วเิ ศษอื่น ๆ ท่ใี ช้เปน็ หลกั ฐานอยู่จนสืบมาบดั นี้ ไทยจะได้จาก ลงั กาในระยะน้ี
เมื่อพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ขึ้นมาประดิษฐานที่สุโขทัยแล้ว ลัทธิเถรวาท
แบบ มอญเก่าก็ดี ลัทธิมหายานก็ดีค่อย ๆ สลายตัวเองหมดไป พระสงฆ์ทั้งไทยสุโขทัย ไทยลานนา
เขมร และมอญ พากันไปบวชเรียนในลังกามากขึ้น จึงทำให้เกิดสมณวงศ์แบบลังกาวงศ์ขึ้นหลายสาย
และสัมพันธ์กันโดยใกล้ชิด ลัทธิเถรวาทแบบเก่าครั้งทวาราวดีและลัทธิมหายานก็ค่อย ๆ สลายตัวไป
จึงเป็นอันยุติได้ว่าในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ประเทศต่าง ๆ มีไทย พม่า เขมร มอญ ลาว ได้

118

เปลีย่ นเป็นนับถือลทั ธิเถรวาทแบบลงั กาวงศ์หมด ลุถงึ รัชสมยั พระมหาธรรมราชาลิไทย ซึ่งเปน็ กษัตริย์
องคท์ ่ี 5 ในราชวงศพ์ ระร่วง (พ.ศ. 1897- 1919) ได้เสดจ็ ออกผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดป่ามะม่วงอยู่
ชั่วระยะกาลหนึง่ นับเป็นพระมหากษัตริยพ์ ระองค์แรก ของไทยซึ่งผนวชในพระพุทธศาสนาในขณะที่
ขึ้นเสวยราชย์แล้ว พระมหาธรรมราชาลิไท ทรงศึกษาพระไตรปิฎก แตกฉานถึงกับสามารถพระราช
นิพนธ์ "เตภูมิกถา" (เรียกกันปัจจุบนั วา่ ไตรภูมิพระร่วง) ซึ่งพรรณาถึงเรื่องของ กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูป
ภูมิ และกุศลอกุศลกรรมของส่ำสัตว์ที่จะพาให้ไปเสวยสุขหรือเสวยทุกข์ในภูมินั้น ๆ อย่างละเอียด
พระปฏมิ าพุทธชนิ ราชเมอื งพษิ ณโุ ลกก็ถอื กนั ว่าสร้างขนึ้ ในแผน่ ดนิ นี้

เมื่อสิ้นรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแล้ว สุโขทัยก็เสื่อมอำนาจลง ที่สุดต้องตกเป็น
ประเทศราชของไทยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1921 และอีก 60 ปีเศษต่อมาก็ถูกผนวกเป็นหัวเมือง
อันหน่ึงของราชอาณาจกั รอยุธยาไป

อาณาจักรล้านนา ประวัติพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเป็นมาอย่างไร
พระพุทธศาสนาสมัยเชียงใหม่มีความเป็นไปอย่างไร ในขณะที่ไทยทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาขับไล่
อิทธิพลเขมรและสร้างอาณาจักรสุโขทัยขึ้นนั้น ในราว พ.ศ. 1824 พระเจ้าเม็งราย เชื้อสายกษัตริย์
ไทยเชียงแสนเก่า ได้รบชนะพญาญีบากษัตริย์มอญซึ่งครองเมืองลำพูน ล้างอำนาจของมอญลง ในปี
พ.ศ. 1839 ทรงสร้างนครเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานี ลัทธิเถรวาทลังกาวงศ์ได้แพร่ หลายจากสุโขทัย
และจากมอญขึ้นมาสู่ลานนาไทย แต่ยังไม่สู้จะเป็นหลักฐานมั่นคงนัก จนถึงแผ่นดินพระเจ้ากือนา ซ่ึง
เสวยราชย์เมื่อ พ.ศ.1910 ทรงส่งทูตไปนิมนต์พระอุทุมพรมหาสวามีคณาจารย์ลังกาวงศ์ที่เมืองนคร
พัน (คือเมืองเมาะตะมะ) ในประเทศมอญ เพื่อมาตั้งลัทธิลังกาวงศ์ที่เมืองเชยี งใหม่ พร้อมกันนั้นพระ
เจ้ากือนาส่งทูตมาขอพระสุมนเถระชาวไทยสุโขทัย ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอุทุมพรมหาเถระเหมือนกัน
ให้ช่วยกนั ไปต้ังลัทธิลังกาวงศ์ ลทั ธเิ ถรวาทแบบลังกาวงศ์กต็ งั้ ม่ันรุ่งเรืองข้ึนจำเดิมแต่น้นั มา

ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ชาวไทยได้ตั้งอาณาจกั รเปน็ ปึกแผ่นขึน้ ในลานนาภาคเหนือและพายัพ
ของ ประเทศไทยปัจจบุ ันนี้ พระพทุ ธศาสนาท่ีชาวไทยในขณะนั้นนับถือเรยี กไดว้ ่านับถือรวม ๆ กันไป
ท้งั เถรวาทแบบมอญกับลัทธิมหายานแบบเขมร แตอ่ ิทธิพลของลัทธิเถรวาทมสี งู กว่าลัทธิมหายานมาก

ครั้นตกราวพุทธศตวรรษ ที่ 16 ทางประเทศพม่าพระเจ้าอโนรธาได้เป็นใหญ่ครองพุกาม
ขณะนั้นพวกพม่านับถอื ลัทธิมหายานนิกาย มนตรยานมากกว่าเถรวาท รวมทั้งได้เอาลัทธิตนั ตระของ
ฮินดูเข้ามาปะปนมาก เมื่อพระเจ้าอโนรธา ตีได้อาณาจักรมอญซึ่งเป็นอู่ความเจริญของ
พระพทุ ธศาสนาลทั ธิเถรวาท ไดท้ รงรบั เปน็ ศาสนปู ถัมภก ฟนื้ ฟูพระพุทธศาสนาลัทธเิ ถรวาทให้รุ่งเรือง
ข้นึ โดยมีเมอื งพุกามเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนน้ั ในตอนนี้พม่าจึงเป็นแหง่ สำคัญ ของความพัฒนาแห่ง
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งได้ขยายเข้ามาในประเทศไทยในเวลาต่อมาด้วยดังปรากฏ
โบราณสถานพระเจดีย์เจ็ดยอดเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างถ่ายแบบจากพระเจดีย์มหาโพธิเมืองพุกาม

119

ประเทศลังกาหรือสิงหลนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทสืบมาแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช
เหมอื นกับทางสวุ รรณภมู ิ

ตกในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ปรากฏว่า มีพระสงฆ์ชาวเชียงใหม่หลายรูปและพระสงฆ์ชาว
มอญชาวไทยอยุธยากับเขมรพากัน ไปอุปสมบทเล่าเรยี นพระธรรมวนิ ยั ท่ีลังกา เมื่อกลับมาแล้วก็แยก
ย้ายกันไปบำเพ็ญศาสนากิจตามชาติภูมิของตน ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงเป็นอัคร
ศาสนูปถัมภก์ จัดให้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2020 ณ วัดมหาโพธาราม (วัด
เจดียเ์ จด็ ยอด) นบั ว่าเปน็ การทำสังคายนาคร้ังแรกในประเทศไทย จำเดิมแตน่ น้ั มาอาณาจักรเชียงใหม่
ก็รุ่งเรืองเจริญด้วยการศีกษาพระประยัติธรรม ในต้นพุทธศตวรรษที่ 22 อาณาจักรลานนาจึงเสีย
อาณาจักรแก่พม่า ต่อจากนั้นไทยกับพม่าก็ผลัดกันปกครองเชียงใหม่ จนกระทั่งถึงสมัยกรุงธนบุรีจึ ง
รวม เชยี งใหมเ่ ขา้ ไว้ ในผนื แผ่นดินไทยดว้ ยกนั

สมัยกรุงศรีอยุธยา ประวัติพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเป็นมาอย่างไร
พระพุทธศาสนาสมัยกรุงศรีอยธุ ยาเปน็ ไปอยา่ งไร

เมื่อไทยสโุ ขทัยอ่อนอำนาจลง พระเจา้ อู่ทองทรงสรา้ งราชธานีข้ึนที่ตำบลหนองโสน ในท้องที่
เมืองอโยธ ยาเก่าของเขมรให้ช่ือวา่ "กรุงเทพทวารวดีศรีอยธุ ยาฯ" เฉลิมพระนามาภิธยั ว่า สมเด็จพระ
รามาธิบดีฯ ประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นกับสุโขทัยเมื่อ พ.ศ.1893 กรุงศรีอยุธยาได้เป็นราชธานีของไทย
อยู่ถึง 417 ปี มีวงศ์กษัตริย์ปกครอง 5 ราชวงศ์ รวมกษัตริย์ได้ 33 พระองค์ พระพุทธศาสนาในสมัย
อยธุ ยาคงเป็นลัทธิเถรวาทแบบลงั กาวงศ์ ตลอดระยะอันยาวนานของอายุกรงุ ศรีอยุธยานี้ทำให้กรุงศรี
อยุธยาอุดมด้วยวัดวาอารามสถูปเจดีย์ พระราชา พระมหากษัตริย์ ขุนนาง ข้าราชการ ตลอดจน
ราษฎร ศรทั ธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก วดั เป็นทงั้ โรงเรียนให้การศึกษาอักษรศาสตร์ ตลอดจน
วิชาพุทธศิลปในด้านสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรม สมัยอยุธยานับได้ว่าเป็นสมัยผสม ได้รับอิทธิพล
จากสมัยลพบุรี สุโขทัยและอู่ทอง ปฏิมากรรมในสมัยอยุธยาตอนปลายถือกันว่าเป็นยุคเสื่อม
ราชอาณาจกั รอยุธยาน้ี ไดถ้ ึงแก่กาลพนิ าศลงเมอ่ื พ.ศ. 2310 ด้วยกองทัพพมา่

สมัยกรุงธนบุรี ประวัติพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเป็นมาอย่างไร
พระพทุ ธศาสนาสมัยกรุงธนบรุ ีเป็นไปอย่างไร สมัยนี้มรี ะยะเพยี ง 15 ปเี ทา่ นั้น คอื ตง้ั แต่ พ.ศ.24310-
2325 พระเจ้ากรุงธนบุรีหรือ พระเจ้าตากสิน ทรงกู้เอกราชของไทยใหก้ ลับคืนดังเดิม ตั้งราชธานีใหม่
ที่กรุงธนบุรี นอกจากจะทรงเป็นนักรบที่แกล้วกล้า ยัง ทรงเป็นนักศาสนาที่เคร่งครัดด้วย ทรงปฏิบัติ
สมถวิปัสสนากัมมัฏฐานและทรงฟื้นฟูวัดวาอาราม รวบรวมพระ สงฆ์ที่กระจัดกระจายคราวกรุงศรี
อยธุ ยาแตก ให้กลบั คนื สู่วดั ของตน ทรงกำจดั พวกสงฆอ์ ลชั ชี สง่ เสรมิ บำรงุ สงฆ์ ผู้ปฏิบัตชิ อบและโปรด
ให้รวบรวมคัมภีร์ไตรปิฎก และปกรณ์วิเศษต่าง ๆ ซึ่งกระจัดกระจายเมื่อคราวเสียกรุง คัมภีร์ใดขาด
หล่นหายไป ก็ให้ไปขอฉบับจากต่างประเทศ มีประเทศเขมรเป็นต้นมาคัดลอก แต่น่าเสียดายว่ารัช
สมยั สน้ั เกินไป

120

วัดพระแกว้ หรอื วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม
ประวัติพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยเป็นมาอย่างไร พระพุทธศาสนาสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์เป็นไปอย่างไร เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคตแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกแม่
ทพั เอกของไทย ได้ข้นึ เสวยราชสมบัติเมือ่ พ.ศ.2325 ตง้ั พระราชวงศ์จักรขี ึ้นโปรดให้ย้ายราชธานีมาอยู่
ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ กรุงเทพพระมหานครของประเทศไทยบัดนี้ ทำพิธี
ปราบดาภิเษกเฉลิมพระนามาภิธยั ว่า " พระบาทสมเด็จพระ บรมราชาธิราชรามาธิบดีฯ ซึ่งรู้จักทัว่ ไป
ว่า พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอยู่ในราชสมบัติตัง้ แต่ พ.ศ.2325-2352 รัช
สมัยนี้ นอกจากงานศึกสงครามป้องกันราชอาณาจักรแล้ว ทรงตั้งพระทัยที่จะสร้าง กรุงเทพฯ ให้
รุ่งเรืองเหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในเขตพระราชฐาน
ประดิษฐานพระพุทธรัตนปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งมีลักษณะวิจิตรพิสดารมาก และบูรณะปฏิสังขรณ์
พระอารามในกรงุ อกี หลายวดั
โปรดให้รวบรวมอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณ บรรดาที่ชำรุดทรุดโทรมจากหัวเมืองต่าง ๆ มี
อยธุ ยา ลพบุรี พษิ ณโุ ลก สุโขทยั สวรรคโลก เปน็ ตน้ จำนวน 1248 องค์ ใหม้ าปฏิสงั ขรณ์ เกบ็ รักษาไว้
ในพระอารามที่ ทรงสร้างและบูรณะ และพระราชทานให้กับวัดอื่น ๆ ตามสมควร เมื่อพ.ศ. 2331
โปรดให้ประชมุ พระมหาเถรานุเถระ มสี มเดจ็ พระสังฆราชเปน็ ประธานชำระสังคายนาพระไตรปฎิ ก ณ
วดั พระศรสี รรเพ็ชรญาดาราม (คือ วัดมหาธาตุในปจั จุบันนี)้ ในปี พ.ศ. 2331 ส้นิ เวลา 5 เดือนกส็ ำเร็จ
บริบูรณ์ โปรดให้สร้างพระไตรปิฎกตามที่ได้ สังคายนาไว้ในครั้งนั้นเป็นหลักฐาน ปิดทองทึบทั้งใบปก
หนา้ และกรอบ เรยี กวา่ ฉบบั ทอง (ต่อมาเรยี กกนั วา่ ฉบบั ทองใหญ)่ เปน็ หนงั สอื ใบลาน 3686 ผกู และ
สรา้ งพระไตรปฎิ กชุดอ่นื ๆ พระราชทานให้เปน็ ท่ีเล่าเรียนตามอารามตา่ ง ๆ อีกมาก
ลถุ งึ รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 (พ.ศ.2352-2367) โปรดให้
ส่ง สมณทูตไปเจริญศาสนสัมพันธ์กับลังกา และโปรดให้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็น แบบ 9
ประโยค และทรง สถาปนาบำรุงพระสถูปวิหารอารามต่างๆ อีกมาก ลุถึงรัชกาลท่ี 3 พระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าฯ (พ.ศ. 2367-2394) มีวัดเกิดขึ้นมากในแผ่นดินนี้ทั้งในกรุงและตามหัวเมือง ทรง
ปฏสิ งั ขรณ์วดั พระเชตุพนเพ่ือให้เปน็ มหาวิทยาลัยของสรรพวิชาซึง่ มีอยู่ในสมัยนนั้ โดยทรงให้ จารึกลง
บนแผ่นหิน ติดไว้ตามผนังระเบียงศาลาในบริเวณวัด เพื่อการศึกษาของประชาชน อนึ่งพระมหาธาตุ
เจดีย์ วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) บนฝั่งธนบุรี เป็นของเก่าเดิมเมื่อรัชกาลที่ 2 ได้เริ่มบูรณะเสรมิ ไว้
การมาสำเรจ็ สมบรู ณ์ เม่อื รัชกาลที่ 3 นี้ นับเป็นพระปรางค์สวยงามที่สุดในประเทศไทย
ทรงโปรดให้พระเถระและราชบัณฑิต แปลพระไตรปิฎกและปกรณ์วิเศษออกเป็นภาษาไทย
เพื่อแพร่หลายความรู้ จึงเกิดหนังสือพระไตรปิฎก แปลในรัชกาลนี้หลายเรื่อง ได้มีเหตุการณ์สำคัญ
เกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือเจ้าฟ้ามงกุฏฯ พระอนุชาซึ่งผนวชเป็น พระภิกษุตามพระราชประเพณี เมื่อ
พ.ศ. 2367 และทรงผนวชอยู่ถงึ 27 พรรษามฉี ายาว่า " วชริ ญาณมหาเถระ" ทรงศึกษารอบรู้แตกฉาน

121

ในพระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกาและภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษได้ตั้งนิกายธรรมยุตติกวงศ์ขึ้น เม่ือ
พ.ศ. 2372 นิกายนี้ได้เจริญมาตามลำดับจนทุกวันนี้ คณะสงฆ์เดิมซึ่งมีปริมาณมากจึงมีชื่อ เรียกว่า
"มหานิกาย" สังฆมณฑลไทยจึงมี 2 นิกายแต่บัดนั้นมา วรรณกรรมทางศาสนาภาษาไทยที่สำคัญ ใน
รัชกาลที่ 3 ก็มีพระปฐมสมโพธิกถา แปลและชำระโดยกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุ
พน เปน็ ตน้

ลุถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ (พ.ศ. 2394-2411) ก่อนขึ้นเสวยราชย์คือ
พระวชริ ญาณ มหาเถระบูรพาจารย์แห่งนิกายธรรมยตุ ติกวงศ์ เสด็จลาผนวชข้นึ เสวยราชยเ์ มื่อปี พ.ศ.
2394 ในสมัยนี้ กวดขันวัตตปฏิบัติของภิกษุสามเณรให้เคร่งครัด โปรดให้ส่งสมณะทูตไปลังกาคราว
หนงึ่ นกิ ายธรรมยุตตกิ วงศ์ ได้แพรห่ ลายออกไปถึงประเทศเขมร โปรดใหป้ ฏสิ งั ขรณ์พระมหาธาตุปฐม
เจดยี ์ โดยกอ่ เปน็ พระสถปู ใหญห่ ่อหมุ้ องค์เดิมเป็นพระสถูปสงู ใหญ่ท่ีสุดในประเทศไทย พระสถูปปฐม
เจดยี ์น้ี ตบแตง่ แลว้ เสร็จเอาต่อเมอ่ื สมยั รัชกาลที่ 6

ลุถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระปิยะมหาราช (พ.ศ. 2411-2453)
ตลอดรัชสมัยอันยืดยาว 42 ปี ได้ทรงทะนุบำรุงประเทศชาติและพระศาสนาให้วัฒนาถาวรยิ่งขึ้น ใน
ด้านศาสนาจักรทรงอาศัยพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ ซึ่งผนวชอยู่ ณ วัดบวร
นิเวศวิหาร ภายหลังทรงกรมมี พระนามว่ากรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (ภายหลังในรัชกาลที่ 6 ได้รับ
มหาสมณุตตมาภิเศก เป็นสมเด็จพระมหา สมณเจ้ากรมพระยา) เป็นคู่พระบารมีในการบำรุงพระ
ศาสนาใหร้ ุ่งเรอื งทง้ั ในดา้ นปรยิ ตั ติธรรมและด้านปฏิบัติ ธรรม และโปรดใหต้ ง้ั "มหามกุฏราชวทิ ยาลัย"
ขน้ึ เพื่อเปน็ ศนู ย์กลางศึกษาปรยิ ตั ิธรรม และต้งั ศูนยก์ ลางศึกษา ภาษาบาลีท่วี ดั มหาธาตุอกี แหง่ หน่ึง

มหามกฏุ ราชวิทยาลัยไดอ้ อก นิตยสารธรรมจักษพุ มิ พเ์ ผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนา ฉบบั แรกออก
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2437 และยังคงพิมพ์ออกเผยแพร่อยู่จนทุกวันนี้ ี้นับเป็นนิตยสาร
พระพทุ ธศาสนา ท่ีเกา่ แกอ่ ายุยนื ท่สี ดุ ของไทย เม่อื พ.ศ. 2431 โปรดให้ทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎก
อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งของเดิมเป็นตัวอักษรไทยแล้วโปรดให้พิมพ์เป็นเล่มหนังสือรวม 39000 เล่ม
พระไตรปิฎกฝ่ายภาษา บาลีได้พิมพ์ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นเล่มหนังสือ (ไม่ใช่จารลงใบลานเหมือน
โบราณ) เป็นเกียรติยศของชาติไทยยิ่งนัก กิตติศัพท์ที่ประเทศไทยสามารถพิมพ์พระไตรปิฎกนี้
นานาชาติที่นับถือพระพุทธศาสนาและตามหอสมุด สถาบันศึกษาในต่างประเทศ ทั้งในยุโรปและ
อเมริกาได้ขอพระราชทานไปเพื่อศึกษา ก็โปรดพระราชทานให้ตามประสงค์ ในยุคนี้พระพุทธศาสนา
กำลังเริ่มแพร่หลายในยุโรป ในประเทศอังกฤษมีนักปราชญ์ที่คงแก่เรียนสนใจ เลื่อมใส
พระพทุ ธศาสนา ชวนกนั ถา่ ยทอดพระไตรปิฎกออกเป็นอักษรโรมนั และแปลสูภ่ าษาอังกฤษบางคัมภีร์
สมเด็จพระปิยะมหาราชก็โปรดพระราชทานทรัพย์ออกไปจุนเจือให้การตีพิมพ์สำเร็จใน พ.ศ. 2445
คือ "SACRED BOOKS OF THE BUDDHISTS"ซึ่งผู้พิมพ์คือ THE PALI TEXT SOCIETY ที่ประเทศ

122

อังกฤษ ยังคง พิมพ์ไว้ทุกครั้งว่า "พิมพ์โดยราชานุเคราะห์ของพระเจ้าแผ่นดินสยาม" (PUBLISHED
UNDER THE PATRONAGE OF HIS MAJESTTY THE KING OF SIAM)

ส่วนการปกครองของสงฆ์ โปรดให้ตราพระราช บัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์เป็นแบบ
แผนสืบมา ลุถึงรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ (พ.ศ. 2453-2468) ในรัชกาลนี้สมเด็จ
พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไดจ้ ัดใหม้ ีการศึกษาพระปริยัติธรรมขึ้นอีกประเภทหน่ึง
คือ นักธรรมเพื่อจุดประสงค์ อบรมภิกษุสามเณรที่มีโอกาสบวชเรียนพอสมควร การเรียนปริยัติธรรม
แบบนี้ แมช้ าวบา้ นก็นิยมเรยี นด้วย เรียกวา่ "ธรรมศกึ ษา" พระราชนพิ นธ์ของสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าฯ
ที่เกี่ยวกับศาสนา ได้แก่ พระราชนิพนธ์ " เรื่องเทศนาเสือป่า " และ "พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร"
Pansasiri. (2559). "พระพทุ ธศาสนาในราชอาณาจกั รไทย" โดย เสถยี ร โพธนิ นั ทะ). [ออนไลน]์ .

ลุถึงรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ (พ.ศ. 2468-2477) ทรงอาราธนาสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ วัดราชบพิธพร้อมด้วยคณาจารย์ทั้งหลายประชุมสอบทาน
พระไตรปิฎก ฉบับรัชกาลที่ 5 ใหล้ ะเอยี ดถ่ีถว้ นอีกคร้ังหนึ่ง แล้วโปรดประกาศชกั ชวนพระบรมวงศานุ
วงศ์ ข้าราชการ ประชาชน ช่วยกันออกทุนทรัพย์พิมพ์ร่วมพระราชกุศล พิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นใหม่
จำนวน 1500 จบ จบละ 45 เลม่ เท่าพระชนมข์ องสมเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าท่ที รงแสดงธรรมโปรด
สัตว์นับแต่กาลตรัสรู้แล้ว พระไตรปิฎกชุดนี้ เรียกว่า "พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ" ซึ่งเป็นฉบับที่
สมบูรณท์ ่ีสดุ ในประเทศไทยและอาจพูดไดว้ ่า ในวงการพระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทน้ีดว้ ย

ลุถึงรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (พ.ศ. 2477-2489) ได้มีการ
เปลี่ยน การปกครองคณะสงฆ์โดยอนุโลมตามแบบรัฐสภา คือมีคณะสังฆมนตรี สมาชิกสังฆสภา
รฐั บาลในระบอบ ประชาธิปไตย สมัยนีไ้ ดส้ ร้างวัดพระศรีมหาธาตุขึน้ ณ ตำบลบางเขน เพือ่ บรรจุพระ
บรมสารรี ิกธาตุซงึ่ อัญเชญิ มา จากประเทศอนิ เดยี

ลุถงึ รชั กาลที่ 9 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (เสวยราชย์เม่ือ พ.ศ.
2489 ) ในรัช สมัยนี้รัฐบาลได้สร้างโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นที่พญาไทกรุงเทพฯ เพื่อถวายรักษาพยาบาล
ภิกษุสามเณรอาพาธ ใน พ.ศ. 2489 มหามกุฏราชวิทยาลัยได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาขึ้น
ให้ชื่อว่า "สภาการศึกษามหามกุฏ ราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย"
นับเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกของ ประเทศพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาททั้งปวง และ
เป็นแห่งแรกของไทยใน 25 พทุ ธศวรรษนี้

ต่อมาทางวัด มหาธาตุก็ได้ตัง้ มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาข้ึนให้ชื่อว่า "มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย" มหาวิทยาลัยพระพุทธ ศาสนาแห่งประเทศไทยจึงมี 2 แห่ง ต่างได้อำนวยความรู้แก่
พระภิกษุสามเณรเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาส่วน รวมและแก่ประชาชนนับเป็นสัญญลักษณ์แห่ง
ความรุ่งโรจน์ของพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ. 2499 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ทรงพระราชศรัทธา
เสด็จออกผนวชตามพระราชประเพณีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ณ วัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดา

123

ราม มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จ
พระมหาวีรวงศ์(จวน อุฎฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระวันรัต(ปลด
วิตฺติโสภโณ) สังฆนายก วัดเบญจมบพิตร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ทรงประทับ ณ วัดบวรนิเวศวหิ าร
บำเพ็ญเนกขัมมบารมีอยู่ 15 วนั จงึ ลาผนวช

การเรียนรู้พระพทุ ธประวัติโดยสงั เขป
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหนึ่งของ
โลก รองจาก ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอสิ ลาม และศาสนาฮนิ ดู
ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธ เริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็น
ศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสมั พุทธเจ้าทรงตรสั รู้เมื่อวันขน้ึ 15 คำ่ เดอื นวิสาขะหรอื เดือน 6
ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แค้วนมคธ ประเทศอินเดีย 45 ปี ก่อน
พุทธศักราช ปัจจุบันสถานที่นี้ เรียกว่า พุทธคยา อยู่ห่างจากเมืองคยาประมาณ 11 กิโลเมตร
ประวตั ิความเป็นมาของพทุ ธศาสนาหลังจากการแพร่หลายไปท่ัวอินเดีย หลังพุทธปรนิ พิ พาน 100 ปี
จงึ แตกเป็นนิการย่อย โดยนกิ ายทส่ี ำคญั คอื เถรวาทและมหายาน
นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก
เม่อื ศาสนาพุทธในอินเดียเสื่อมลง พทุ ธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
เสื่อมตามไปด้วย ยังคงเหลือในจนี ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม ส่วนนิกายเถรวาทไดเ้ ฟื่องฟูขึน้ อีกคร้งั
ในศรลี งั กา และแพร่หลายไปในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ พทุ ธศาสนา ไดแ้ พรห่ ลายไปยงั โลกตะวนั ตก
ตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดินิยมและหลัง
สงครามโลกคร้งั ที่ 2
ชาติกำเนดิ ของพระพทุ ธเจ้า
พระโคตมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ
ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ประสูติในราชตระกูลศากยวงศ์
แหง่ กรุงกบิลพสั ดุ์พระองคืทรงออกผนวชเม่ือพระชนมายุ 29 พรรษา บำเพ็ญเพียรอยู่ 6 ปี จึงตรัสรู้
เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา และทรงประกาศพระศาสนาอยู่ 45 ปี จึงเสด็จปรินิพพานเมื่อ
พระชนมายุได้ 80 พรรษา ซ่งึ เปน็ การเรม่ิ ต้นของการนับปีพทุ ธศักราช
พทุ ธศาสนาสมยั พุทธกาล
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวนั
แขวงเมอื งพาราณสี พระองคต์ รัสธัมมจักกปั ปวัตตนสตู ร เป็นปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคยี ์ เม่ือจบ
พระธรรมเทศนา ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน จึงเกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะ จนทำให้
บรรลุเปน้ พระโสดาบัน พระโกณ-ฑัญญะจึงกราบทลู ขออุปสมบทในวนั ข้ึน 15 ค่ำ เดอื น 8 ซึ่งนบั เปน็
พระสงฆ์องค์แรกในโลก และพระรัตนตรัย จึงเกิดขึ้นในโลกเช่นกันในวันนั้น ต่อมา พระองค์ได้ทรง

124

แดงธรรมอื่น ๆ เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก 4 องค์ จนบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งหมด
หลังจากพระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระโสดาบันหมดแล้ว พระองค์ทรงแสดงธรรมอนัตตลักขณสูตร
ซึง่ ทำใหพ้ ระปัญจวัคคียบ์ รรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น

ต่อจากนั้น พระองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระยสะและพวกอีก 54 ท่านจนบรรลุเป็น
พระอรหนั ตท์ ้ังหมด ในครั้งนัน้ จึงมีพระอรหนั ต์รวมท้ังพระองคด์ ว้ ยท้ังสิ้น 61 พระองค์ พระพุทธเจ้า
จึงพระดำริให้พระสาวกออกประกาศศาสนา โดยมีพระปฐมวาจาในการส่งพระสาวกออกประกาศ
ศาสนาว่า “ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย เราหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์
แม้พวกเธอได้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวงทั้งของทิพย์และของมนุษย์เช่นกัน พวกเธอจงเที่ยวไปเพ่ือ
ประโยชน์ และความสุขแก่มหาชนเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่
ทวยเทพและมนษุ ย์ พวกเธออยา่ งไปทางเดยี วกัน 2 รูป จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้นในท่ามกลาง
และในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทง้ั อรรถและพยัญชนะใหค้ รบถว้ นบริบูรณ์ สตั ว์ท้ังหลาย
ผ้มู ธี ลุ ี คือกิเลส ในจกั ษเพยี งเล็กน้อยมีอยู่ แตเ่ พราะโทษทีย่ ังไม่ได้สดับธรรม จึงตอ้ งเสื่อมจากคุณที่
พึงจะไดร้ ับ ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย ผู้รู้ท่ัวถึงธรรมมีอยู่ แม้เรากจ็ ักไปยงั ตำบลอุรุเวลาแสนานิคม เพ่ือ
แสดงธรรม”

จึงทำใหพ้ ระพุทธศาสนามีความเจรญิ รุ่งเรือง และแผ่ขยายไปในชมพูทวปี อยา่ งรวดเร็ว ชาว
ชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิม แล้วหันมานับถือเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้นโดยลำดับ
และเผยแพรต่ อ่ มาจนถึงปจั จบุ นั

พุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพานเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พระพุทธศาสนายัง
เจริญในอินเดียสืบมาความเจริญของพุทธศาสนาขึ้นกับว่าได้รับการส่งเสริมจากผู้มีอำนาจในสมัยน้ัน
หรือไม่ถ้ามีก็มีความรุ่งเรืองมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลากาลล่วงไปความขัดแย้งอันเกิดจากการ
ตีความพระธรรมคำสอนและพระวนิ ยั ไม่ตรงกนั ได้เกดิ ขึ้นในหมู่พระสงฆ์จึงมีการแก้ไขโดยมีการจัดทำ
สงั คายนาร้อยกรองพระธรรมวนิ ัยทถ่ี ูกต้องไว้เปน็ หลกั ฐานสำหรบั ยดึ ถือเปน็ แบบแผนต่อไป

การสังคายนาครั้งที่ 1 กระทำขึ้น หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ 3 เดือน ณ ถ้ำ
สัตตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ โดยพระมหากัสสปะเป็นพระธาน พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์
พระอานนท์เป็นผู้ให้คำตอบเกี่ยวกับพระธรรม และพระอุบาลีเป็นผู้ให้คำตอบเกี่ยวกับพระวินัย มี
พระอรหันต์เขา้ ร่วมในการสังคายนา 500 รปู กระทำ 7 เดือนจึงแลว้ เสร็จ

การสงั คายนาคร้ังนี้เกิดข้นึ เพราะพรสภุ ทั ทะกล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยหลังพุทธปรินพพาน
เพียง 7 วัน ทำให้พระมหากัสสปะ ดำริจัดสังคายนาขึ้น ในการสังคายนาครั้งนี้ พระอานนท์ได้
กลา่ วถึงพทุ ธานุญาตให้สงฆ์ถอนสกิ ขาบทเล็กน้อยได้แตท่ ี่ประชุมตกลงกันไม่ได้ว่าสกิ ขาบทเล็กน้อยคือ
อะไร พระมหากสั สปะจึงใหค้ งไวอ้ ยา่ งเดมิ

125

เมอ่ื สงั คายนาเสร็จแลว้ พระปุราณะพร้อมบรวิ าร 500 รูป จาริกมายงั แคว้นราชคฤห์ ภิกษุ
ที่เข้าร่วมสังคายนาได้แจ้งเรื่องสังคายนาให้พระปุราณะทราบ พระปุราณะแสดงความเห็นคัดค้าน
เกย่ี วกบั สิกขาบทบางขอ้
และยืนยันปฏิบตั ติ ามเดมิ ซง่ึ แสดงให้เห็นเคา้ ความแตกแยกในคณะสงฆ์

การสังคายนาครั้งที่ 2 : การแตกนิกายเมื่อพุทธปรินิพพานล่วงไป 100 ปี ภิกษุชาววัชชี
เมอื งเวสาลี ไดต้ ง้ั วตั ถุ 10 ประการ ซึง่ ผิดไปจากพระวินัย ทำให้มที ้ังภกิ ษุที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
จนเกิดการแตกแยกในหมู่สงฆ์ พระยสกากัณฑบุตร ได้จาริกมาเมืองเวสาลี และทราบเรื่องนี้ ได้
พยายามคัดค้าน แต่ภิกษุชาววัชชีไม่เชื่อฟัง ภิกษุที่สนับสนุนพระยสกากัณฑ-บุตรจึงนำเรื่องไป
ปรึกษาพระเถระผู้ใหญ่ในขณะนั้นได้แก่ พระเรวตะ พระสัพกามีเถระ เป็นต้น จึงตกลงให้ทำการ
สังคายนาขนึ้ อกี คร้งั

ภิกษุชาววชั ชีไม่ยอมรับและไมเ่ ข้ารว่ มการสงั คายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำ
สงั คายนาตา่ งหาก เรยี กว่า มหาสังคตี ิ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะ ทำให้พระพุทธศาสนา
ในขณะนั้นแตกเป็น 2 นิกาย คือฝ่ายที่นบั ถือมตขิ องพระเถระครั้งปฐมสังคายนาเรียก เถรวาท ฝ่าย
ทีถ่ ือตามมติของอาจารยข์ องตนเรยี ก อาจารยิ วาท

การสงั คายนาครัง้ ที่ 3เกิดขึน้ ในสมยั พระเจา้ อโศกมหาราช เพื่อกำจัดพวกเดยี รถีย์ปลอมบวช
ในพระพทุ ธศาสนา มีพระโมคคลั ลี-บุรตสิ สะเป็นประธาน ใชเ้ วลา 9 เดอื นจงึ สำเรจ็ ในการสังคายนา
คร้ังนี้ พระโมคคลั ลีบุรตสิ สะ ไดแ้ ต่งกถาวตั ถขุ น้ึ เพ่อื อธิบายธรรมให้แจม่ แจง้ หลงั จากการสงั คายนา
สน้ิ สดุ ลงพระเจ้าอโศกฯ ได้สง่ สมณทตู 9 สายออกเผยแผ่พุทธศาสนา คือ

1)คณะพระมชั ฌนั ตกิ เถระไปแควน้ แคชเมียรแ์ ละแควน้ คันธาระ
2)คณะพระมหาเทวะไปมหิสกมณฑล ซึ่งคือ แคว้นไมซอร์และดินแดนลุ่มแม่น้ำโคธาวารี
ในอินเดียใต้ปจั จุบัน
3) คณะพระรักขติ ะ ไปวนาวาสปี ระเทศ ได้แก่ แควน้ บอมเบยใ์ นปจั จบุ นั
4) คณะพระธรรมรักขติ ไป อปรันตกชนบท แถบทะเลอาหรับทางเหนอื ของบอมเบย์
5) คณะพระมหาธรรมรักขิต ไปแคว้นมหาราษฏร์
6) คณะพระมหารักขิต ไปโยนกประเทศ ไดแ้ ก่แควน้ กรกี ในเอเชยี กลาง อหิ ร่าน และเตอร์
กิสถาน
7) คณะพระมชั ฌมิ เถระ ไปแถบเทือกเขาหมิ าลัย คอื เนปาลปจั จบุ นั
8) คณะพระโสณะ และพระอตุ ตระ ไปสุวรรณภมู ิ ไดแ้ ก่ ไทย พม่า มอญ
9) คณะพระมหินทระ ไปลังกา
กำเนดิ มหายาน

126

พระพุทธศาสนามหายานเริ่มก่อตวั ขนึ้ เมื่อราวพุทธศตวรรษท่ี 6 -7 โดยเป็นคณะสงฆ์ท่ีมีความเห็นต่าง
จากนิกายเดิมที่มีอยู่18-20 นิกายในขณะนั้น แนวคิดของมหายานพัฒนามาจากแนวคิดของนิกาย
มหาสังฆิกะและนิกายที่แยกไปจากนิกายนี้จุดต่างจากนิกายดั้งเดิมคือคณะสงฆ์กลุ่มนี้ให้ความสำคัญ
กบั การเป็นพระโพธสิ ัตว์และเน้นบทบาทของคฤหสั ถ์มากกว่าเดมิ จึงแยกออกมาต้ังนิกายใหม่ เหตุท่ี
มีการพฒั นาลทั ธมิ หายานขึ้นนนั้ เนอ่ื งจาก

1. แรงผลักดนั จากการปรับปรุงศาสนาพราหมณ์ มีการแตง่ มหากาพยร์ ามายณะและมหาภา
รตะเพื่อดึงดูดใจผู้อ่านให้ภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุด 3 องค์ คือพระพรหม
พระนารายณ์ พระอิศวร ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ ศาสนาพราหมณ์จึงฟื้น
ตวั อยา่ งรวดเร็ว ฝ่ายพทุ ธศาสนาจงึ จำเป็นต้องปรบั ตัว

2. แรงบันดาลใจจากบุคลิกภาพของพระพุทธองค์ ฝ่ายมหายานเห็นว่าพระพุทธองค์เป็น
บคุ คลที่ยิ่งใหญ่ ไมค่ วรสิน้ สดุ หลังจากปรนิ ิพพาน ทำให้เมอื นกบั ่าชาวพุทธขาดที่พ่งึ จึงเน้นคุณความ
ดขี องพระองค์ ในฐานะ
ที่เป็นพระโพธิสัตว์ เน้นให้ชาวพุทธปรารถนาพุทธภูมิ บำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ช่วยเหลือผู้อื่น
ภายหลงั จึงเกิดแนวคดิ ตรกี ายของพระพทุ ธเจา้

3. เกิดจากบทบาทของพทุ ธบริษัทท่ีเป็นคฤหสั ถ์ เพราะลทั ธมิ หายานเน้นท่ีการบำเพ็ญบารมี
ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งพระโพธิสัตว์เป็นคฤหัสถ์ได้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คฤหัสถ์เข้ามามีบทบาท
มากขน้ึ คณะจารย์ท่สี ำคัญของนิกายมหายานคือ พระอศั วโฆษ พระนาคารชุน พระอสังคะ พระวสุ
พันธุ เป็นต้น หลังจาการก่อตัว พุทธศาสนามหายานซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถปรับตวั ให้เข้ากับความ
เชื่อดั้งเดิมที่แตกต่างไปในแต่ละท้องถิ่นได้ง่ายกว่าพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมได้
แพรก่ ระจายออกจากอินเดียไปในทวีปเอเชียหลายประเทศ

การแพร่กระจายของมหายาน
อินเดียและความเสื่อมของพุทธศาสนาพุทธศาสนามหายานในอินเดียได้รบั การสนับสนนุ โดย
ราชวงศ์กุษาณ เมื่อสิ้นสุดราชวงศ์กุษาณ พุทธ-ศาสนา ได้รับการอุปถัมภ์โดยราชวงศ์คุปตะมีการ
สร้างศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนา คือ มหาวิทยาลัยนาลันทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา ใน
อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือมีอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เช่น พระนาคารชุนพุทธศาสนาในสมัยนี้ได้
แพร่หลายไปยังจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่ง การสิ้นสุดอำนาจของราชวงศ์คปุ ตะจาก
การรุกรานของชาวฮ่นั ในพุทธศตวรรษท่ี 11
บันทึกของหลวงจีอี้จิงที่มาถึงอินเดียในพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า พุทธศาสนารุ่งเรืองใน
อันธระ ธันยกต-กะและฑราวิฑ ปัจจุบัน คือรัฐอันธรประเทศและทมิฬนาดู ยังมีชาวพุทธในเนปาล
และสสนั ภะ ในอาณะจกั รคงั -ทา (รัฐเบงกอลตะวันตกในปจั จุบัน) และหรรษวรรธนะ เมือ่ สิ้นสดุ ยุค

127

อาณาจักรหรรษวรรธนะ เกิดอาณาจักรเล็กๆขึ้นมากมาย โดยมีแคว้นราชปุตให้การอุปถัมภ์พุทธ
ศาสนา

จนกระทั่ง ยุคจักรวรรดิปาละในเบงกอล พุทธศาสนามหายานรุ่งเรืองอีกครั้งและได้
แพรห่ ลายไปยังสิกขิมและภฏู าน ระหว่างพทุ ธศตวรรษที 13 – 17 เมอื่ จักรวรรดิปาละปกครองด้วย
กษตั รยิ ์ราชวงศเ์ สนะทนี่ ับถอื ศาสนาฮนิ ดู ศาสนาพุทธจงึ เสอื่ มลง

ศาสนาพุทธอินเดียเริ่มเสื่อมลงอย่างช้า ๆ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ความเสื่อม
ในอินเดียตะวันออกเริ่มเส่ือมตั้งแต่ พ.ศ. 1736 เมื่อชาวเติร์กที่นับถือศาสนาอิสลาม นำโดยมูฮัมหมดั
คลิ ญี บกุ อินเดียและเผามหาวทิ ยาลยั นาลันทา ต้งั แต่ พ.ศ. 1724 เป็นตน้ ไป ศาสนาอิสลามแพร่เข้า
วิหาร ทำให้ชาวพุทธโยกย้ายไปทางเหนือเข้าสู่เทือกเขาหิมาลัยหรือลงใต้ไปที่ศรีลังกา นอกจากนั้น
ความเสื่อมของศาสนาพุทธยังเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของศาสนาฮินดู ภายใต้การนำของขบวนการ
ตา่ ง ๆ เช่น อธั ไวตะ ภักติ และการเผยแพรศ่ าสนาของนักบวชลัทธซิ ูฟี

พุทธศาสนาในเอเชียกลาง ดินแดนเอเชียกลางไดร้ บั อิทธิพลพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพุทธกาลมี
กล่าวในเอกสารของฝ่ายเถรวาทว่าพ่อค้าสองคนจากแบกเทรีย คือ ตปุสสะและภัลลิกะได้พบ
พระพุทธเจ้าและปฏิญาณตนเป็นอุบาสก เมื่อกลับไปบ้านเมืองของตนได้สร้างวัดในพุทธศาสนาข้ึน
เอเชียกลางเป็นดินแดนสำคัญในการติดต่อระหว่างจีน อินเดีย และเปอร์เซียการรุกรานของชาวฮ่ัน
โบราณใน พ.ศ. 343 ไปทางตะวันตกเข้าสู่ดินแดนที่ได้รับอารยธรรมจากกรีกโดยเฉพาะอาณาจักร
แบบเทรียทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขึ้น การขยายตัวของพุทธศาสนาขึ้นสู่ทางเหนือทำให้
เกิดอาณาจักรพุทธในเอเชียกลาง เมืองบนเส้นทางสายไหมหลายเมืองเป็นเมืองพุทธที่ต้อนรับนัก
เดินทางทัง้ จากตะวันตกและตะวันออก

พุทธศาสนาเถรวาทแพร่หลายเข้าสู่ดินแดนของชาวเติร์กก่อนที่จะผสมผสานกับนิกาย
มหายานที่แพร่หลายเข้ามาภายหลงั ดินแดนดังกล่าว คือ บริเวณที่เป็นประเทศปากีสถาน รัฐแคช
เมียร์ อัฟกานิสถาน อิหร่านตะวันออกและแนวชายฝั่งอุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และทาจิกิ
สถาน อาณาจักรโบราณในสมัยนั้น คือ แคว้นคันธาระแบกเทรีย พาร์เทีย และซอกเดีย ศาสนา
พุทธในบริเวณนี้ได้แพร่ต่อไปยังจีน อิทธิพลของความเชื่อท้องถิ่นทำให้ศาสนาพุทธในบริเวณนี้แตก
เป็นหลายนกิ าย นกิ ายทโ่ี ดดเด่น คือ นกิ ายธรรมคุปตวาทและนิกาย
สรวาสติวาทนิ

ศาสนาพุทธในเอเชียกลางเส่อมลงเม่ือศาสนาอิลามแพร่หลายเขา้ มาในบริเวณนีม้ ีการทำลาย
สถูปจำนวนมากในสงครามในพุทธศตวรรษที่ 12 ศาสนาพุทธมีท่าทีว่าจะฟื้นตัวขึ้นอีกเม่อเจงกสี ข่าน
รุกรานเข้ามาในบริเวณนี้ มีการตัดตั้งดินแดนของอิลข่านและชะกะไตข่าน เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18
แต่อีก 100 ปตี ่อมา ชาวมองโกลสว่ นใหญห่ ันไปนบั ถือศาสนอิสลาม ทำใหศ้ าสนาอิสลามแพร่หลาย
ไปทว่ั เอเชียกลาง

128

พุทธศาสนาในพาร์เทยี ศาสนาพุทธแพร่ไปทางตะวันตกถึงพาร์เทียอย่างน้อยถึงบริเวณเมริ บ์
ในมาร์เกียนาโบราณ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน ชาวพาร์เทียจำนวนมากมีบทบาทในการ
แพร่กระจายของพุทธศาสนาโดยนักแปลคัมภีร์ชาวพาร์เทียจำนวนมากแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเป็น
ภาษาจีน

พทุ ธศาสนาในท่รี าบตาริม บริเวณตะวนั ออกของเอเชยี กลาง (เตอรเ์ กสถานของจีน ท่ีราบตา
ริม และเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์) พบศิบปะทางพุทธศาสนาจำนวนมาก ซึ่งแสดงอิทธิพล
ของอินเดียและกรีด ศิลปะเป็นแบบคันธาระ และจารึกเขียนด้วยอักษรขโรษฐี ดินแดนเอเชียกลาง
เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาพุทธไปทางตะวันออก ผู้แปลคัมภีร์เป็นภาษาจีนรุ่งแรก ๆ
เปน็ ชาวพารเ์ ทีย ชาวกษุ าณ หรือชาวซอกเดยี การตดิ ต่อแลกเปลีย่ นพุทธศาสนาระหว่างเอเซียกลาง
กับเอเซียตะวันออกพบมากในพุทธศตวรรษที่ 15 ทำให้ศาสนาพุทธเข้าไปตั้งมั่นในจีน จนปัจจุบัน
พทุ ธศาสนาในจนี คาดว่าพุทธศาสนาเข้าส่จู นี เมื่อพทุ ธศตวรรษท่ี 6 โดยผ่านเอเชียกลาง (แม้จะมีเรื่อง
เล่าวา่ มีพระภิกษุเขา้ ไปถึงประเทศจนี ตัง้ แต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช) จนในพุทธศตวรรษที่ 13 จีน
จึงกลายเปน็ ศนู ยก์ ลางท่สี ำคญั ของพทุ ธศาสนา

ใน พ.ศ.610 มีการก่อตั้งศูนย์กลางการเผยแพรพ่ ุทธศาสนาในจีนโดยพระภิกษสุ ององค์ คือ
พระกาศย-ปะมาตังคะ และพระธรรมรักษ์ ใน พ.ศ. 611 พระเจ้าหมิงตี้แห่งรงศ์ตงฮั่นได้สร้างวัดมา้
ขาวซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน อยู่ใกล้กับเมืองหลวง คือ เมืองลั่วหยาง คัมภีร์ทางพุทธศาสนา
มหายานแปลเป็นภาษาจีนครั้งแรกโดยพระภิกษุจากกุษาณ โลก๊กเสมา ในเมืองลั่วหยาง ระหว่าง
พ.ศ. 721 - 723 ศิลปะทางพุทธศาสนายุคแรกๆ ไดร้ ับอิทธพิ ลจากศลิ ปะแบบคนั ธาระ

พุทธศาสนาในจีนรุ่งเรืองมากในยุคราชวงศ์ถัง ราชวงศ์นี้ได้เปิดกว้างต่อการรับอิทธิพลจาก
ต่างชาติ และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอินเดีย มีพระภิกษุตีนเดิทางไปอินเดียมากในช่วยพุทธ
ศตวรรษที่ 9 - 16 เมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ถัง คือฉางอาน กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธ
ศาสนาและเปน็ แหลง่ เผยแพร่ศาสนาตอ่ ไปยังเกาหลีและญี่ปนุ่

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลจากต่างชาติกลายเป็นผลลบในตอนปลายของราชวงศ์ถัง ใน พ.ศ.
1388จักรพรรดิหวู่ซุง ประกาศให้ศาสนาจากต่างชาติ ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ศาสนาโซโรอัสเตอร์
และศาสนาพทุ ธ
เป็นศาสนาที่ผิดกฎหมาย หันไปสับสนุนลัทธิเต๋าแทน ในสมัยของพระองค์มีการทำลายวัด คัมภีร์
และบังคับให้พระภิกษุสึก ความรุ่งโรจน์ของพุทธศาสนาจึงสิ้นสุดลง พุทธศาสนานิกายสุขาวดีและ
นิกายฌานยังคงรุ่งเรืองต่อมา และกลายเป็นนิกายเซนในญี่ปุ่น นิกายฌานในจีนมีอิทธิพลในสมัย
ราชวงศซ์ ้อง

พุทธศาสนาในเกหลี พุทธศาสนาเข้าสู่เกาหลีเม่ือราว พ.ศ. 915 เมื่อราชทูตจากจีนนำคัมภีร์
และภาพวาดไปยังอาณาจักรโค-กูรยอ ศาสนาพุทธรุ่งเรืองในเกหลีโดยเฉพาะนิกายเซนในพุทธ

129

ศตวรรษที่ 12 จนกระทั่ง ถึงยุคของการฟื้นฟูลัทธิ-ขงจื้อในสมัยราชวงศ์โชซอนตั้งแต่ พ.ศ. 1935
ศาสนาพุทธจงึ เสือ่ มลง

พุทธศาสนาในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้รับพุทธศาสนาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11 โดยพระภิกษุชาว
เกาหลีนำคมั ภีร์และศลิ ปะทางพุทธ-ศาสนาเขา้ สู่ญปี่ ุ่น เม่อื สิน้ สุดยคุ ของเส้นทางสายไหม พร้อมๆกับ
การเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย เอเชียกลางและจีน ญี่ปุ่นยังคงรักษาความรุ่งเรืองทางพุทธ
ศาสนาไว้ได้ ตั้งแต่ พ.ศ. 1235 เป็นต้นมา มีการสร้างวัดและรูปเคารพจำนวนมากในเมืองหลวงคือ
เมืองนารา พุทธศาสนานิกายเซนรุ่งเรือง รวมทั้งศิลปะที่สืบเนื่องจากนิกายเซนด้วย พุทธศาสนา
ยังคงรงุ่ เรอื งในญีป่ นุ่ จนถึงปัจจุบนั

พทุ ธศาสนาในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6 การค้าทางบกผ่านเส้นทางสายไหมถูกจำกัดเน่ืองจากการขยายตวั
ในตะวันออกกลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย ปละการเป็นศัตรูกับโรม ชาวโรมันที่ต้องการสินค้าจาก
ตะวันออกไกลจงึ ทำการคา้ ทางทะเล ติดตอ่ ระหวา่ งทะเลเมดิเตอรเ์ รเนยี นกบั จีน ผา่ นอินเดีย ในช่วง
เวลานี้เองอินเดียมีอิทธิพลเหนือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก ตั้งแต่ภาคใต้ของพม่า ภาคกลางและ
ภาคใตข้ องไทย กัมพชู าตอนลา่ งและภาคใต้ของเวยี ดนาม การค้าชายฝัง่ เจรญิ ข้ึนมาก
ผลจากการเผยแพร่อารยธรรมอินเดียเข้าสู่บริเวณนี้ ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตแพร่เข้า
มาพร้อมกับศาสนาพุทธทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ศาสนาพราหมณ์ได้เผยแพร่เข้ามาในบริเวณน้ี
เช่นกนั พรอ้ มกบั วรรณคดสี ำคญั คอื รามายณะและมหาภารตะ
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 - 18 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจักรวรรดิที่รุ่งเรืองทางด้านพุทธ
ศาสนาและศิลปะอยู่สองแห่ง ความเชื่อสำคัญในยุคนี้เป็นแบบมหายาน จักวรรดิที่มีอิทธิพลทางใต้
บริเวณหมู่เกาะ คือ อาณาจกั รศรวี ิชัย สว่ นทางเหนือ คอื อาณาจักรขอมหรอื เขมรโบราณ ที่มีการ
สร้างรปู พระโพธสิ ัตว์มากอาณาจกั รศรวี ชิ ยั
นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าอาณาจักรศรีวิชัยมีศูนย์กลางอยู่ที่เล็มบัง บนเกาะสุมตรา
ประเทศอนิ โดนเี ซีย นบั ถือพทุ ธมหายานหรือวัชรยานภายใต้การอุปถัมภ์ 10,000 รูป ท่านอตีศะเคย
มาศึกษาที่นี่ ก่อนเขา้ ไปเผยแผรพ่ ทุ ธศาสนาในทิเบต
ศิลปะทางพุทธศาสนาของศรีวิชัยแพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียกว่า ศิลปะศรี
วิชัย สิ่งก่อสรา้ งท่ยี ่งิ ใหญ่ คอื บุโรพทุ โธ (สร้างเมอ่ื ราว พ.ศ. 1322 )ในเกาะชวา อาณะจกั รศรีวิชัย
เสื่อมลงเนื่องจากความขัดแย้งกับราชวงศ์โจฬะในอินเดียก่อนจะรับอิทธพิ ลอารยธรรมอิสลามในพุทธ
ศตวรรษที่ 18
อาณาจักรขอม ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 18 พุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดูรุง่ เรอื ง
ในอาณาจักรขอม มีการสร้างศาสนสถานมากมายทั้งในไทยและกัมพูชา รวมทั้งนครวัดมหายาน
ร่งุ เรืองทีส่ ดุ ในสมยั พระเจา้ ชัยวรมันท่ี 7 ผสู้ ร้างนครธม มหายานเส่อื มลงในพุทธศตวรรษที่ 16 ไล่เลี่ย

130

กับความเสื่อมของมหายานในอินเดีย จากนั้นพุทธ-ศาสนาเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์เข้ามามีอิทธิพล
แทนที่

กำเนิดวัชรยาน พุทธศาสนานิกายวัชรยาน หรือ พุทธศาสนาลัทธิตันตระ กำเนิดขึ้นคร้ัง
แรกทางตะวันออกของดินเดีย เมื่อราว พ.ศ. 700 -1200 บางครั้งจัดเป็นส่วนหนึ่งของมหายานแต่
บางคร้ังกแ็ ยกตัวเองออกมาตา่ งหาก หลกั ปรัชญาของวัชรยานเปน็ แบบเดยี วกับมหายาน แตม่ ีวธิ ีการ
หรือ “อุปาย” ต่างไป โดยมีการใช้ญาณทัศน์และโยคะอื่นๆ เข้ามา การฝึกเหล่านี้ได้อิทธิพลจาก
ลัทธติ ้นตระของศาสนาฮนิ ดู วชั รยานในทิเบตก่อตงั้ โดย ท่านปัทมสมั ภวะ (สำนักงานพระพุทธศาสนา
แห่งชาติ (National Office of Buddhism). (2563). พระพทุ ธศานาในโลก). [ออนไลน์])

วัชรยานยุคแรก ผู้ฝึก เรียกว่า มหาสิทธา มักอยู่ตามป่า จนกระทั่งราว พ.ศ. 1400
วัชรยานจึงแพร่เข้าสู่มหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาในยุคนั้น คือ มหาวิทยาลัยนาลันทาและ
มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา วัชรยานเสื่อมจากอินเดยี เมื่อราว พ.ศ. 1700 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการ
รุกรานอินเดียของชาวมุสลิม ทำให้ขาดผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา วัชยาน ได้แพร่หลายไปสู่ทิเบตและ
กลายเป็นพุทธศาสนานิกายหลักที่นั่นบางส่วนได้แพร่หลายต่อไปยังจีนและญี่ปุ่นเกิดเป็นนิกายเชน
เหยน หรอื มีจ่ งุ ในจีน และนิกายชนิ กอนในญ่ีปุ่นการฟนื้ ฟูนกิ ายเถรวาท

ศาสนาพทุ ธในอินเดียเริ่มเส่ือมลงตัง้ แตร่ าว พ.ศ. 1600 – 1700 เน่อื งมาจากการทำสงคราม
กับชาวมุสลิมที่เข้ามารุกรานอินเดีย ซึ่งทำให้การนบั ถอื พุทธศาสนามหายานในเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้เสื่อมลงด้วย ในช่วงเวลานั้น การค้าขายทางทะเลระหว่างตะวันออกกลางไปยังจีนผ่านทางศรี
ลังกาเริ่มเฟื่องฟูนิกายเถรวาทที่ใช้ภาษาบาลีที่ศรีลังกาอีกครั้ง นิกายนี้จึงแพร่หลายไปสู่เอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใต้

พระเจ้าอโนรธามังช่อ กษัตริย์ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิพม่าครั้งแรกเป็นผู้รับพุทธศาสนาเถรวาท
ลัทธิลังกาวงศ์นี้เข้าสู่พม่า มีการสร้างเจดีย์ในเมืองหลวงมากมายแม้ในกาลต่อมา อำนาจของพม่า
เสื่อมถอยลงเพราะถกู มองโกลรุกรานและไทยมีอำนาจข้ึนแทน พุทธศาสนานกิ ายเถรวาทก็ยังคงเปน็
นิกายหลักในพม่าพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากลังกาแพร่หลายเข้าสู่ประเทศไทยที่นครศรีธรรมราช
และสุโขทัยเมื่อราว พ.ศ. 1800 และยังคงนับถือสืบเนื่องมาจนปัจจุบันพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้
แพร่หลายจากไทยไปยังลาวและกัมพูชา ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของไทยมาก่อน ส่วนดินแดน
ในเขตหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคนนับถือนิกายมหายานเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
เกือบทั้งหมด

พุทธศาสนาในโลกตะวนั ตก มีหลักฐานว่าพุทธศาสนาแพรห่ ลายไปถึงตะวนั ตกมานาน ชาดก
ซึ่งเป็น คำภีร์หนึ่งในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนา มีผู้แปลเป็นภาษาซีเรียคและภาษาอาหรับ เชน่
Kalilg and Dammag พุทธประวัติแปลเป็นภาษากรีกโดย จอห์นแห่งดามัสกัส ได้เป็นที่

131

แพร่หลายในหมู่ชาวคริสต์ในนามของบาร์ลาอัมและโยซาฟัต เรื่องนี้เป็นที่นิยมของชาวคริสต์
จนกระทง่ั เม่ือประมาณ พ.ศ. 1800 ชาวคริสตย์ กยอ่ งโยซาฟัตใหเ้ ปน็ นกั บุญแหง่ นกิ ายคาทอลิก

ความสนใจในพทุ ธศาสนาเร่ิมขึ้นอีกคร้ังในยุคอาณานิคม เม่อื มหาอำนาจตะวนั ตำได้มีโอกาส
ศึกษาศาสนาในรายละเอียดมากขึ้น ปรัชญาในยุโรปสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากศาสนาในตะวันออก
มาก การเปิดประเทศของญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2396 ทำให้มีการยอมรับศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น รวมท้ัง
วัฒนธรรมเกย่ี วกับศาสนาพุทธด้วยงานแปลคัมภรี ์ทางพุทธศาสนาเป็นภาษาตะวันตกเร่ิมข้ึนโดย Max
Muller ผู้จัดพิมพ์ Scared Books of the East “ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งตะวนั ออก” มีการจัดตัง้
สมาคมบาลีปกรณเ์ พอ่ื จดั พมิ พ์พระไตรปิฎกและคัมภรี ์ทางพุทธศาสนาอน่ื ๆ แตค่ วามสนใจยังจำกัดใน
หมูป่ ญั ญาชน

ศาสนาพุทธเริ่มเป็นที่สนใจของชาวยุโรปอย่างกว้างขวาง ในพุทธศตวรรษที่ 25 หลังจาก
สงครามโลก ครง้ั ท่ี 2 เปน็ ต้นมา ความเชอ่ื ทางศาสนาของชาวตะวนั ตกเปล่ียนไปเน้นที่ความเชื่อของ
ปจั เจกบคุ คลมากขน้ึ ทำให้ศาสนาพุทธเปน็ ทีด่ ึงดูดในจากการที่มีข้อพิสูจนใ์ ห้พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ
ด้วยตนเอง มีการตั้งองค์กรทางพุทธศาสนาระดับโลกโดยชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
เหนอื รวม 27 ประเทศทีศ่ รลี ักกาเม่อื พ.ศ. 2493 ในเชอ่ื องคก์ รพทุ ธศาสนิกสมั พนั ธ์แหง่ โลก

ประเทศอังกฤษพุทธศาสนาเข้าสู่อังกฤษครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2488 โดย J.R.Jackson เป็นผู้
ก่อตั้งพุทธสมาคมในอังกฤษ และ Charls Henry Allen Bernett ผู้ซึ่งต่อมาบวชเป็นพระภิกษุใน
พม่า มีฉายาว่า “ อานันทเมตเตยยะ” เป็นพระภิกษุในพม่า มีฉายาว่า “อานันทเมตเตยยะ” เป็น
พระภิกษุชาวอังกฤษคนแรกคณะสงฆ์ไทยส่งคณะทูตไปเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 และได้
สร้างวดั ไทยช่ือวัดพทุ ธประทีปในลอนดอน

มีการตั้งสมาคมเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2446 ต่อมามีชาวเยอรมันไปบวช
เป็นพระภิกษุที่ศรีลังกา การเผยแผ่พุทธศาสนาในเยอรมนั ชะงักไปในช่วงสงครามโลกคร้ังที่ 1 และ
ถูกห้ามในสมัยฮิตเลอร์ หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 จึงมีการฟืน้ ฟพู ุทธศาสนาโดยพระภิกษุจากพม่า
และมีการติดต่อกับพุทธสมาคมในศรีลังกา มีวัดไทยในเบอร์ลินเช่นกัน (สำนักงานพระพุทธศาสนา
แหง่ ชาติ (National Office of Buddhism). (2563). พระพทุ ธศานาในโลก). [ออนไลน์])

วเิ คราะหพ์ ระพทุ ธศาสนาเถรวาท
พระพุทธศาสนาเถรวาท จะสืบทอดดำรงอยู่อย่างไร? สัปดาห์นี้มาดูว่า การสืบทอดและการ

ดำรงรักษาพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างไร ถึงจะเกิดความเจริญมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรือง ต้อง
ติดตามกัน (ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล. (2561). พระพุทธศาสนาเถรวาท จะสืบทอดดำรงอยู่อย่างไร?.
[ออนไลน]์ . พฤหัสบดที ่ี 20 กันยายน 2561 เวลา 14.00 น.)

132

การสืบทอดและการดำรงรักษา "พระพุทธศาสนาเถรวาท" ให้มีความเจริญมั่นคงและมีความ
เจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของพุทธ
บริษัท มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ดังกล่าว ทั้งในด้านการศึกษาพระธรรม(คันถธุระ) และอบรม
เจรญิ ปญั ญา (วิปสั สนาธุระ) ตามทีพ่ ระพทุ ธองค์ทรงแสดงไว้ ประพฤติปฏิบัตติ ามสกิ ขาบทในพระวินัย
ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เผยแผ่หลกั ธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่อบุ าสก อุบาสิกา เพื่อให้มี
ความรู้ความเขา้ ใจในพระพุทธศาสนาอยา่ งถกู ต้องและเปน็ ผ้มู คี วามเหน็ ถูก (สมั มาทฏิ ฐ)ิ

ผู้ที่บวชเป็นภิกษุเป็นผู้เห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นผู้ที่เคารพใน
หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองคจ์ ึงไดส้ ละจากเพศคฤหัสถเ์ ข้าสู่รม่ กาสาวพสั ตร์บวชเป็นภิกษุในเพศ
บรรพชิต ซึ่งเป็นผู้สละแล้วในทางโลกไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ญาติสนิทมิตรสหาย อาคารบ้านเรือน
ทรพั ย์สมบตั ติ า่ งๆ ฯลฯ
การดำเนินชีวิตของภิกษุในเพศบรรพชิตเป็นชีวิตที่เบาสบาย แม้กระทั่งปัจจัย 4 ก็ไม่ต้องดิ้นรน
ขวนขวาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ก็ล้วนแต่ได้รับการเกื้อกูล
อนุเคราะห์จากอุบาสก อุบาสิกาทั้งสิ้น โดยอุบาสก อุบาสิกามีหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาซึ่งมี
ภิกษุเป็นเนอ้ื นาบญุ ฉะนนั้ กิจอนื่ ใดทไ่ี มใ่ ช่กจิ ของสงฆ์จึงไม่ใชห่ น้าท่ีของภิกษุ

หาก "ภิกษุในพระธรรมวินัย" มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันย่อมหมายถึง
"พระพทุ ธศาสนาเถรวาท" ซง่ึ ประกอบดว้ ยพระธรรมและพระวนิ ยั เรียกวา่ "พระธรรมวินัย" กจ็ ะได้รับ
การสืบทอดและดำรงรักษาให้มีความเจริญมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ในขณะที่อุบาสก
อุบาสิกาก็มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามพระพุทธพจน์ที่ “ธรรมเถระ”ได้
ร่วมกันทำการสังคายนาโดยรวบรวมพระพุทธพจน์และเรียบเรียงลำดับเป็นหมวดหมู่ซึ่งปรากฏอยู่ใน
พระไตรปิฎก

เมื่ออุบาสก อุบาสิกามีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและเป็นผู้มี
ความเหน็ ถกู กเ็ ปน็ ชาวพุทธท่มี ีปญั ญา ปัจจุบันภกิ ษทุ ัว่ ๆไปนอกจากจะไม่ได้ทำหน้าท่ีในการศึกษาพระ
ธรรมและอบรมเจรญิ ปัญญาแล้ว ยงั ประพฤติปฏบิ ัติลว่ งละเมิดสิกขาบทโดยไม่มคี วามเคารพต่อ "พระ
ธรรมวนิ ัย" ซึง่ เป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์ เท่ากับเปน็ การยำ่ ยีและทำลาย "พระพุทธศาสนาเถรวาท"
ชาวพุทธที่มปี ัญญาจึงไม่อาจละเลยในการทำหน้าทีร่ ่วมกันเพือ่ เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ซึ่งอุบาสก
อุบาสิกาในครั้งพุทธกาลได้กระทำกับภกิ ษุที่ลว่ งละเมดิ สกิ ขาบท
การเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา เป็นการกระทำด้วยกุศลจิตและกุศลเจตนา กล่าวคือการเพ่งโทษ
เพื่อให้ภิกษุรู้ว่าได้กระทำผิดไปจากสิกขาบท การติเตียนเพื่อให้ภิกษุรู้ว่าการกระทำความผิดนั้นเป็น
การทำลายพระพุทธศาสนา การโพนทะนาเพื่อกระจายขา่ วให้พุทธบริษัทไดร้ ับรู้กนั ในวงกว้างว่าสิ่งใด
ถกู ส่งิ ใดผดิ

133

ปจั จัยทง้ั สองประการท่ีกล่าวถึง ประการแรก คือ หากมี "ภกิ ษุในพระธรรมวินยั " เพ่ิมมากข้ึน
ความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาของอุบาสก อุบาสิกา ก็ย่อมมีเพิ่มขึ้น ในลักษณะที่เป็น
ปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งกนั อุบาสก อุบาสกิ า กย็ ่อมมพี ระรัตนตรยั เป็นที่พ่ึงอย่างมน่ั คง ประการท่ีสอง คือ
เมื่ออุบาสก อุบาสิกา มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและมั่นคง การเพ่งโทษ ติ
เตียน โพนทะนาก็จะมีส่วนสำคัญทำให้ภิกษุทุศีลหรืออลัชชีเกิดความละอาย ภิกษุที่มีโทษหนักอาบัติ
ปาราชิกก็ยากที่จะอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์ห่อหุ้มร่างกายอีกต่อไปได้ ภิกษุที่มีโทษอาบัติเบาอื่น ๆ ก็
สามารถแก้โทษได้ด้วยการอยู่ปาริวาสกรรมหรือการปลงอาบัติกลับมาเป็นภิกษุที่มีศีลบริสุทธิ์ต่อไป
ส่วนภิกษุท่ีรู้วา่ ตนไม่มอี ัธยาศัยในการครองตนอยู่ในเพศบรรพชิตก็จะได้ลาสิกขา เมื่อตายไปจะได้ไม่
เป็นโทษไปเกิดในอบายภมู ิและไมเ่ ป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาอีกต่อไป
การสบื ทอดและการดำรง "พระพทุ ธศาสนาเถรวาท" กย็ ่อมดำเนินไปได้ดว้ ยดี ทง้ั นฝ้ี ่ายอาณาจักรและ
ฝ่ายพุทธจักรจะต้องยึดมั่นในหลัก "พระธรรมวินัย" เป็นสำคัญ (ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล. (2561).
พระพุทธศาสนาเถรวาท จะสืบทอดดำรงอยู่อย่างไร?. [ออนไลน์]. พฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561
เวลา 14.00 น.)

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ได้กล่าวว่า ผมโชคดี ที่ได้เกิดในประเทศไทย ดินแดนแห่งพุทธศาสนาที่มีคำ
สอน ที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้จากการปฏิบัติในชีวิตจริง ได้เรียนรู้โดยตรงจากท่าน
พทุ ธทาส ได้บวชเต็มพรรษากบั ท่านปัญญา และได้ศกึ ษาเรยี นรู้กบั ปราชญ์พุทธ ทา่ นประยทุ ธโต ในคราที่
ลูกชายคนเล็กได้บวชร่วมปี 2554 รวมทั้งพระดีๆที่มีน้อยในสังคมไทย ผมได้ประโยชน์สูงสุด จากการนำ
หลักการ-แกนของพุทธศาสนา มาใช้ในชีวิตจริง ได้อะไรมากมาย แต่เมื่อมาศึกษามากขึ้น ในส่วนของ
นิกายมหายาน โพธิสัตว์ มีอะไรที่ดีมาก แต่ก็มีบางเรื่องที่แตกต่างออกไป ผมจึงพยายามจับประเด็น
สำคัญ ของนิกายทั้งสอง “เถรวาท และ มหานิกาย “โดยยึดจากหลักคิดที่ได้ปฏิบัติอยู่ และขอนำมา
แลกเปลย่ี นกับเพ่ือนมิตร เพ่ือต่อเตมิ ความรู้ความเขา้ ใจในหลักธรรม และการปฏิบัตทิ ีเ่ ปน็ จริง

หลักการพื้นฐาน ในฐานะใช้หลักคิดทางวิทยาศาสตร์และแนวคิดวิศวกรรมศาสตร์รวมทั้ง
แนวคิดของความจริงเริ่มต้น ขอสร้างความเข้าใจ เรื่อง “ เถรวาทและ มหายาน” นิกายเถรวาท
กำเนิดมาก่อน นิกายมหายาน ที่มาปรับปรุงใหม่ที่หลัง “เถรวาท” ได้แก่นิกายที่ยอมรับมติของพระ
เถระในสังคายนาครั้งที่ 1 ภายหลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือน โดยทั่วไปจะเรียกนิกายนี้ว่า
“พระพุทธศาสนายคุ แรก” (Early Buddhism) สว่ น นิกาย “มหายาน” ที่พัฒนามาจากพระภิกษุกลุ่ม
หนึ่งที่ไม่ยอมรับมติสังคายนาครั้งที่ 1 โดยทั่วไปจะเรียกนิกายนี้ว่า “พระพุทธศาสนายุคหลัง (Later
Buddhism

เถรวาท ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า( โดยไม่ปรับแก้) ซึ่งยากและเข้าถึงได้ยากกว่า การเน้น
ปัญญาและการนิพาน ความหลุดพ้นส่วนตัว ของพระพุทธศาสนา เถรวาทจะมุ่งไปที่การทำลาย
อหังการและมมังการ (ความรู้สึกว่าเป็นเรา และของเรา) ในตนเอง เพื่อ1. บรรลุเป็นพระอรหันต์ 2.

134

จากนั้นจึงคิดช่วยเหลือผู้อื่นตามความสามารถของตน แต่มหายาน กลับมองไปที่ความเป็นหน่ึง
เดียวกัน (ภาวะที่เหมือนกัน) ระหว่างตนกับผู้อื่น ในฐานะของผู้เข้าใจความจริง คิดช่วยเหลือผู้อื่น
ในทันที

ข้อแตกต่าง คือ การมุ่งเพื่อความหลุดพ้นส่วนตนของเถรวาทและ ความหลุดพ้นของมหาชน
หรือการเป็นพระโพธิสัตว์ในทัศนะของมหายาน เถรวาทเป็นพุทธจริยศาสตร์ของปัจเจกชน ส่วน
มหายานเปน็ พุทธจริยศาสตร์ของมหาชน

พระนิพพานจะเป็นอุดมการณส์ ูงสดุ ของพระพุทธศาสนาทุกนิกาย อรยิ สจั 4 ปฏิจจสมุปบาท
ไตรสิกขา ไตรลักษณ์ และหลักกรรม เป็นต้น ล้วนเป็นคำสอนเดียวกัน เถรวาท : ปัจเจกชนสามารถ
ดับทุกข์ได้ด้วยความเพียรของตนเอง มหายาน : ระบบจริยธรรมที่ต้องพึ่งพิงสิง่ ภายนอกช่วยเหลือให้
พ้นทกุ ขแ์ ทน

อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ สาระสำคัญของหลักโพธิจติ จึงมี 2 อย่างคือ ตนเอง (พระโพธิญาณ)
และผอู้ น่ื (กรุณา) การตรัสรู้ (ปญั ญา) ย่อมหมายถงึ ต้องการให้ผู้อ่ืนหรือสัตว์อ่นื พ้นทุกข์ (กรุณา) คู่กัน
มหายานเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงฉลาดในอุบาย (อุปายเกาศัลยา) ทรงใช้วิธีการหลากหลาย เพื่อขน
สรรพสัตวจ์ ากสังสารวัฏ

ฉะนั้น จึงมีการปรับปรุงแก้ไขข้อบัญญัติและคำสอนบางประการของพระพุทธเจ้าให้เหมาะ
กบั เวลาและสถานที่ทีเ่ ปลี่ยนแปลงไป

เถรวาท : ต้องช่วยเหลือตนเองได้ก่อน เช่นเดียวกับการสอนคนให้ว่ายน้ำ ผู้สอนต้องว่ายน้ำ
เป็นก่อน จึงจะสอนผอู้ ่ืนได้ ดังพระพุทธพจนใ์ นคาถาพระธรรมบท ดงั น้ี บุคคลพงึ ยงั ตนน้ันแลให้ตั้งอยู่
ในคุณอันสมควรเสียก่อน พึงพร่ำสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตพึงไม่เศร้าหมอง (พระไตรปิฎก
ภาษาไทย ฉบับสังคายนา, เลม่ ท่ี 25, 2530 : 52)

มหายาน แนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ แสดงให้เห็นว่า การช่วยเหลือผู้อื่นต้องมาอันดับแรกจน
ถึงกับกล่าววา่ พระโพธิสัตว์แม้จะต้องรับทกุ ข์ รับโทษทัณฑ์หรือ กระทั่งยอมตกนรกเพื่อประโยชน์สขุ
ของสรรพสัตว์ก็ต้องทำ การเนน้ จริยธรรมเชงิ บวกเช่นน้ี เป็นลกั ษณะเด่นของมหายาน

จริยธรรมของเถรวาทเป็นแบบปฏิเสธ เช่น ไม่พูดปด ไม่ลักทรัพย์ ไม่มอง ไม่ฟัง และ ไม่
ปล่อยใจไปตามอำนาจของตณั หา เปน็ ตน้

แตม่ หายานเห็น วา่ วัตถมุ าจากจิต โลกเป็นผลิตผลของจิต อกุศลกรรมหรือการกระทำท่ีเป็น
อกุศล ก็ย่อมมาจากจิตเช่นกัน จริยธรรมเชิงลบแบบเถรวาทไม่เพียงพอสำหรับถอนรากอกุศลจิต แต่
ต้องเผชิญกับโลกหรอื วตั ถุอย่างซึง่ ๆ หน้า จงึ จะสามารถกำจดั ความทกุ ข์ในสงั สารวฏั ได้

มหายานเชอื่ ใน “ตถาคตครรภ์” หรอื พทุ ธภาวะ ว่าเปน็ ธาตพุ น้ื ฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด แต่
เนื่องจากถูกห่อหุ้มดว้ ยกิเลส จึงหลงผิดไม่เข้าใจในพุทธภาวะนี้ เมื่อตระหนักในพุทธภาวะและทำลาย
สังสารวฏั เสียได้ ภาวะนพิ พานจึงบังเกิดข้ึน

135

นิพพานกับสังสารวัฏจึงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จนกล่าวได้ว่านิพพาน พบได้ใน สังสารวัฏ
น่ันเอง สมดังที่ นาคารชุนกลา่ วไว้ในมูลมาธยามการิกา ของท่านดงั นี้ :

สังสารวัฏ ไม่ใช่สิ่งอื่นใดที่อยู่นอกเหนือไปจากนิพพาน และ นิพพาน ก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใดที่อยู่
นอกเหนอื ไปจากสังสารวฏั (M³lamadhyamak±rik±, 1999 : XXV.19) ฉะน้ัน หากนพิ พานคือความ
ว่างเปล่า (non-emptiness) สังสารวัฏ ก็คือความเต็ม (emptiness) ความว่างเปล่าจะมีได้ก็เพราะมี
ความเต็มก่อน หากไม่มีความเต็มก่อน ภาวะว่างเปล่าจะมีได้อย่างไร ความว่างเปล่าและความเต็มจงึ
อย่ดู ้วยกัน เหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน

มหายาน เชื่อว่า อาศัยจริยธรรมเชิงบวก จะทำให้จิตใจเข้มแข็ง จนสามารถต่อกรกับโลกได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

สรุปความคิดความเห็นของผม
1. พระพุทธเจ้า เป็นมนุษย์ มิใช่เทพ หรือพระเจ้า ความเป็นมนุษย์ เป็นความยิ่งใหญ่ของ
พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ท่ีเหมือนมนุษยค์ นอื่นๆ ที่ได้ตรัสรู้ บรรลุธรรม ได้หลักอริยะสัจจ 4 มาสั่งสอน
มนษุ ย์ (เถรวาท )
2. ไมเ่ ห็นด้วยกบั มหายาน ทว่ี ่า: “ พระพทุ ธเจ้า พระองคจ์ ริงคืออาทิพทุ ธ เป็นภาวะนิรันดร์
ไมเ่ คยประสูตสิ ถิตในสรวงสวรรคช์ นั้ อกนิษฐภูวนา ทรงมอี ยู่ และดำรงอยดู่ ว้ ยพระองค์เอง”
3. แนวคำสอนของพุทธศาสนา มีเหตุมีผล นำมาใช้มาปฏิบัติได้จริงโดยพระพุทธเจ้าเน้น
“เช่ือในเหตผุ ลแหง่ ธรรม “ มิใช่เช่ือในตัวบุคคล แมแ้ ตต่ วั พระพุทธเจา้ ฯ
4. จดุ เดน่ ของมหายานคือ การเน้นทีผ่ ูอ้ ื่นนอกจากตวั เอง เป็นของกันและกันเป็น 2 ด้านของ
เหรียญเดยี วกัน
ซง่ึ ดา้ นใดจะเปน็ หลัก ขน้ึ อยกู่ บั สภาพและปจั จยั รวมทง้ั ความเหมาะสมของแตล่ ะบคุ คลกล่าว
ได้ว่า ในทัศนะของมหายาน ความหลุดพ้นส่วนตัวไม่น่าจะเรียกว่าเป็นความหลุดพ้นได้อย่างเต็มปาก
พระโพธิสัตว์อาจฝึกฝนอบรมตนเองเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แต่พระโพธิสัตว์จะต้องให้
ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อการช่วยเหลือผู้อื่นก่อน “ หลักโพธิจิต คือช่องทางช่วยเหลือสัตว์โลกผู้
ทุกข์เข็ญ ปลดเปลื้องโลกที่เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ เป็นที่พักร้อนของสัตว์ผู้เหน็ดเหนื่อยจากการ
ท่องเที่ยวอันยาวนานในสังสารวัฏและเป็นสะพานข้ามไปยังอีกฝั่งที่ปลอดภัย “ ดังข้อความใน พธิ
จรรยาวตาร ว่า “ โพธิจิตนี้คือ สะพานสำหรับผู้ต้องการข้ามให้พ้นโอฆสงสาร” ( The
Bodhic±ryavat±ra, 2004-2007 : III. 30)
อัษฏสาหสริกาปรัชญาปารมิตา กล่าวถึงความตั้งใจอันแน่วแน่หรือปณิธานของพระโพธิสัตว์
ว่า จะยดึ ถอื วา่ สัตวท์ ้ังหลายเป็นเสมอื นหนึ่งบิดามารดาหรือบตุ รของตน หรือเปน็ เสมอื นหน่ึงตนเองว่า
“เราปรารถนาจะหลุดพน้ จากกองทุกข์ในสังสารวัฏฉันใด สัตวท์ ้ังหลายก็ปรารถนาเช่นน้นั เช่นเดียวกับ
เรา .. เราจะไม่ตดั ช่องน้อยเอาตัวรอดไปเสยี จากสัตว์ท้ังหลาย เราจกั ตอ้ งช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจาก

136

กองทุกข์ จะไม่รังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา แม้ว่าจะถูกหั่นร่างกายออกเป็นร้อยท่อนพันท่อนก็ตาม”
(1958 : 93-94)

อย่างไรก็ดี พระสูตรที่พรรณนาถึงปณิธานของพระโพธิสัตว์ได้อย่างจับใจยิ่งคือ สุขาวดีวยูห
สูตร ในพระสตู รนี้ พระธรรมกรโพธิสตั ว์ได้ต้งั ความปรารถนาว่า จะไม่ตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจ้าจนกว่าจะ
รอื้ ขนสรรพสัตว์ทง้ั หมดใหพ้ ้นจากความทุกขเ์ สยี ก่อน (Larger Sukhavativyuha Sutra, 2000 : 8)

5. จุดเด่นที่มนี ัยยะของมหายาน คอื “ บารมี 6 ของพระโพธิสัตว์
(1) ทานบารมี พระพุทธศาสนาเน้นคุณธรรมเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น เมตตา กรุณา
และทาน
(2) ศลี บารมี ศลี หมายถงึ ปกตหิ รอื การประพฤติท่ีอยู่ในครรลองคลองธรรม
(3) คือ กษานติบารมี อดทน ต่อความทุกข์ ต่อคำสอน ต่อความเจ็บปวดและการดูถูกเหยียด
หยามความทุกข์ยังช่วยให้เจริญก้าวหน้าในธรรม ทำให้ไม่ประมาท ทำให้รู้จักเห็นใจผู้อื่น และเพิ่มพูน
ศรัทธา
(4) วริ ยิ บารมี วริ ยิ ะ คอื ความขยนั และกล้าหาญ
(5) สมาธิบารมี จะทำให้เกดิ ดวงปญั ญา และคลายความลมุ่ หลงมวั เมาในกามและสมบตั ิทางโลก
(6) ปัญญาบารมี ปัญญาคือความเห็นแจ้งในกุศลและอกุศล (ชัยวัฒน์ สุรวิชัย. (2560).
ศาสนาพทุ ธท่ผี มรับรู้เข้าใจ จากการศกึ ษา ปฏิบตั ิ ด้วยสตปิ ญั ญาความจรงิ . [ออนไลน์].)

จำนวนชัว่ โมงทีส่ อน 2 ชัว่ โมง

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมินผลกอ่ นเรยี น
2. นำเข้าสบู่ ทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น

สอื่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลงั เรียน

การประเมินผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน

137

2. ประเมินจากการมีสว่ นรว่ มในหอ้ งเรียน
3. ประเมนิ จากการชักถาม

เนอื้ หาที่จะสอน
1. คำวา่ พระพุทธศาสนาเถรวาท มี
2. วเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท

คำถามท้ายบท
1. คำว่า พระพุทธศาสนาเถรวาท มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร
2. วเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาทในสังคมไทยมีสว่ นสมั พนั ธ์กันอยา่ งไรบ้าง
3. นักศึกษจงวิเคราะห์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเถรวาทที่สำคัญเชื่อมโยงกับหลักการ

พัฒนาได้อยา่ งไร
4. บทบาทของพระพทุ ธศาสนาเถรวาทมผี ลตอ่ การพัฒนาสงั คมไทยอย่างไรบ้าง

เอกสารอา้ งอิง บทที่ 10
ทวีศกั ดิ์ อุน่ จิตตกิ ลุ . (2561). พระพุทธศาสนาเถรวาท จะสบื ทอดดำรงอยู่อย่างไร?. [ออนไลน์]. สืบค้น
เม่อื วันท่ี 4

กรกฎาคม 2564. แหลง่ ทีม่ า. https://www.dailynews.co.th/article/666936
ศรีสวัสดิ์. (2564). นกิ ายเถรวาท. ออนไลน]์ . สืบคน้ เมือ่ วนั ที่ 4 กรกฎาคม 2564. แหลง่ ท่มี า.

http://www.dhammathai.org/buddhism/theravada.php
ชยั วัฒน์ สรุ วิชัย. (2560). ศาสนาพทุ ธทีผ่ มรับรู้เข้าใจ จากการศึกษา ปฏิบัติ ดว้ ยสติปัญญาความจริง.
[ออนไลน์].

สืบคน้ เม่ือวันท่ี 4 กรกฎาคม 2564. แหลง่ ที่มา. https://siamrath.co.th/n/9286
Pansasiri. (2559). "พระพทุ ธศาสนาในราชอาณาจกั รไทย" โดย เสถียร โพธนิ ันทะ). [ออนไลน]์ . สืบคน้
เมื่อวันท่ี 4

ก ร ก ฎ า ค ม 2564. http://mahamakuta.inet.co.th/buddhism/bud~3 1 6 . html
แหล่งขอ้ มลู

มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยศาสนศึกษา
http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/theravade29.htm


Click to View FlipBook Version