138
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (National Office of Buddhism). (2563). พระพุทธศานาใน
โ ล ก . ) . [ อ อ น ไ ล น ์ ] . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ 4 ก ร ก ฎ า ค ม 2564. แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า .
https://www.onab.go.th/th/content/category/detail/id/82/iid/4126
139
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 11
หัวข้อเร่ือง ศึกษาวิเคราะห์พระพทุ ธศาสนามหายาน
รายละเอียด
มหายาน เปน็ นิกายในศาสนาพุทธฝ่ายอาจริยวาท ท่ีนบั ถอื กนั อย่ปู ระเทศแถบตอนเหนือของ
อินเดีย, เนปาล, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, เวียดนาม, มองโกเลีย ไปจนถึงบางส่วนของรัสเซีย จุดเด่นของ
นิกายนีอ้ ย่ทู ี่แนวคดิ เรือ่ งการบำเพญ็ ตนเป็นพระโพธิสตั ว์สรา้ งบารมีเพื่อช่วยเหลือสรรพชวี ติ ในโลกไปสู่
ความพ้นทุกข์ ด้วยเหตุที่มีผู้นับถืออยู่มากในประเทศแถบเหนือจึงเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า อุตตรนิกาย
ปจั จบุ ันพุทธศาสนกิ ชนส่วนใหญ่ของโลกเป็นผ้นู บั ถือนกิ ายมหายาน
แม้พระพุทธศาสนานิกายต่างๆ เกิดขึ้นในยุคพระเจ้าอโศกแต่นิกายทั้งหลายเหล่านั้นยัง
สามารถดำรงอยู่ร่วมกันภายใต้ชื่อ “พระพุทธศาสนา” เหมือนๆ กัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการ
ปรับเปลี่ยนนิยามความหมายของ “สังฆเภท” และผลจากการปรับเปลี่ยนนี้ ทำให้พระพุทธศาสนา
ยอมรับแนวคิดที่มีความหลากหลาย ตราบเท่าที่หมู่สงฆ์ยังคงทำสังฆกรรมร่วมกัน เมื่อโลกของ
พระพทุ ธศาสนาในยคุ นัน้ เรม่ิ มแี นวความคดิ ในการยอมรับแนวคิดท่ีแตกตา่ ง รวมถงึ การตีความคำสอน
ในรปู แบบท่ี
แตกต่างออกไปเช่นนี้ ย่อมสามารถอธิบายได้ถึงปรากฏการณ์ การกำเนิดขึ้นของ
พระพุทธศาสนามหายานพระพุทธศาสนามหายานมีแนวคิดเกี่ยวกับการบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า
โดยไม่จำกัดว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ แนวคิดนี้อยู่บนพื้นฐานการศึกษาเรื่องราวในอดีตของพระ
ศากยมุนีพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งทำให้พบว่า การที่พระ-
โพธิสัตว์จะบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น พระโพธิสัตว์จะต้องพบกับพระพุทธเจ้าในอดีต ดังน้ัน
พระพุทธศาสนามหายานในยุคต้นจึงได้อธิบายถึงวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้สามารถพบกับพระพุทธเจ้า
ได้ ดังท่ปี รากฏอยใู่ นพระสตู รมหายานต่างๆ
พระพุทธศาสนามหายาน
ความหมายของมหายาน พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ด้านความเมตตา พระ
มหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ด้านกำลัง พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ด้านปญั ญาพระ
สมันตภัทรโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ด้านกรุณาพระกษิติครรภโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ด้านปณิธาน
มหายาน (สันสกฤต: महायान, จีน: 大乘; ญี่ปุ่น: 大乗; เวียดนาม: Đại Thừa; เกาหลี:
대승) มาจากธาตุศัพท์ภาษาบาลี-สนั สกฤต มหา + ยาน แปลวา่ พาหนะท่ีใหญ่ เป็นคำเรียกที่อาศัย
การเปรียบเทียบ จากคำว่า หีนยาน ซึ่งแปลว่า พาหนะที่เล็ก ๆ มหายานยังมีความหมายว่า “ยานที่
140
สูงสุด” ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน คำว่ามหายาน ไม่เพียงแต่เป็นยานใหญ่และ
สูงสุดเท่านั้น หากเป็นยานที่รื้อขนสรรพสัตว์ไดท้ ุกประเภททุกวัย รวมทั้งสัตว์โลกทุกรูปนาม เพื่อไปสู่
พระนพิ พาน และยานนี้ยงั หมายถงึ ยานทจี่ ะไปถึงพทุ ธภูมิ แลว้ สำเรจ็ เปน็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า
คำว่า มหายาน จึงเป็นการเปรียบเทียบหมายถึงการขนสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากกว่า
สาวกยาน ในคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ คุรุนาคารชุนะ ปราชญ์ฝ่ายมหายาน ได้อธิบาย
ความหมายของมหายานไว้ว่า “พระพุทธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแห่งวิมุตติ ความรอดพ้นจากปวง
ทุกข์ แต่ชนิดของรสมี 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเพื่อตัวเอง และชนิดที่สองเพื่อตัวเองและสรรพสัตว์ดว้ ย”
อันหมายความว่า ฝ่ายสาวกยานมุ่งเพียงความหลุดพ้นเป็นอรหันต์สิ้นกิเลสเฉพาะตน ไม่มีปณิธานใน
การโปรดสรรพสัตว์ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย แต่ฝ่ายมหายานย่อมมีอุคมคติตรงกันข้าม กล่าวคือ ย่อม
มุ่งพุทธภูมิมีปณิธานจะตรัสรู้เป็นพระพุทธะเพื่อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์จนหมดสิ้น อธิบายว่า
พุทธศาสนิกชนฝ่ายสาวกยานโดยทั่วไปมุ่งแต่สาวกภูมิเป็นสำคัญ ฉะนั้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สาวก
ยาน สว่ นพทุ ธศาสนกิ ชนฝา่ ยมหายานย่อมมงุ่ พุทธภูมทิ งั้ นั้น จงึ มอี กี ช่ือว่า โพธสิ ตั วยาน หรอื พุทธยาน
ในสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ได้อธิบายความหมายของมหายานว่า “ถ้าสรรพสัตว์ได้สดับธรรม
จากพระผู้มีพระภาค แล้วบังเกิดศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ได้วิริยะบำเพ็ญบารมีเพื่อ
สพั พญั ญุตญาณอันเปน็ ธรรมชาติ ญาณอันปราศจากครอู าจารย์ ญาณแห่งพระตถาคต กำลงั ความกล้า
หาญ มีความกรุณาปรารถนาต่อความสุขของสรรพสัตว์ บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ต่อทวยเทพและ
มนษุ ย์ โปรดสรรพนิกรใหพ้ น้ ทุกข์ นัน่ ช่อื ว่า มหายาน”
นอกจากนี้ พระนาคารชุนได้กล่าวไว้ในทวาทศนิกายศาสตร์อีกว่า “มหายานคือยานอัน
ประเสริฐกว่ายานทั้ง 2 เหตนุ น้ั จงึ ชอ่ื วา่ 'มหายาน' พระพทุ ธเจา้ ท้ังหลายอนั ใหญ่ยง่ิ ทรงอาศัยซ่ึงยาน
นี้ และยานนี้จะสามารถนำเราเข้าถึงพระองค์ได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง ปวงพระพุทธเจ้าผู้มหา
บุรุษได้อาศัยยานนี้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า 'มหา' และอีกทั้งสามารถดับทุกข์อันไพศาลของสรรพสัตว์และ
ประกอบประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้ถึงพร้อม เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งปวง มีพระอว
โลกิเตศวรโพธสิ ตั ว์ (เจา้ แมก่ วนอิม), พระมหาสถามปราปต์โพธิสตั ว์, พระเมตไตรยโพธสิ ตั ว์, พระมัญชุ
ศรีโพธิสัตว์, พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ และพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ เป็นต้น ปวงมหาบุรุษได้ทรง
อาศัย เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง เมื่ออาศัยยานนี้แล้ว ก็ย่อมเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวง เหตุนั้นจึง
ชือ่ ว่า 'มหา'”
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อความที่ยกย่องมหายานอีกเป็นจำนวนมากในคัมภีร์ของ
มหายาน เช่นเรียกว่า อนุตรยาน (ยานอันสูงสุด), โพธิสัตวยาน (ยานของพระโพธิสัตว์), พุทธยาน
(ยานของพระพุทธเจา้ ), เอกยาน (ยานอันเอก) เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่า ยาน ในพระพุทธศาสนาจึง
เป็นด่ังคำเปรียบเปรยของมรรควิถีอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้นในรปู แบบท่ีแตกต่างกนั นนั่ เอง
141
กล่าวโดยสรุป ยานในพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 3 (ตามมติฝ่ายมหายาน) คือ สาวก
ยาน หรือ ศฺราวกยาน (เซียบุ้งเส็ง) คือยานของพระสาวก ที่มุ่งเพียงอรหัตภูมิ รู้แจ้งในอริยสัจ 4 ด้วย
การสดบั จากพระพุทธเจา้ ปจั เจกยาน หรอื ปรฺ ตเฺ ยกพทุ ธฺ ยาน (ต๊กกักเส็ง) คือยานของพระปัจเจกพุทธ
เจ้า ได้แก่ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์ให้บรรลุมรรค
ผลไดโ้ พธสิ ตั ตยาน หรอื โพธิสัตวยาน (ผสู่ ักเส็ง) คอื ยานของพระโพธสิ ัตว์ ซงึ่ ได้แก่ผู้มีน้ำใจกว้างขวาง
ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ, ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพทุ ธภูมิ เพื่อโปรด
สตั ว์ไดก้ ว้างขวางกว่า 2 ยานแรก และเป็นผูร้ ู้แจ้งในศูนยตาธรรม
พัฒนาการของพุทธศาสนามหายาน หลังจากพระโคตมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 3
เดือน พระสาวกผู้ได้เคยสดับสั่งสอนของพระองค์จำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก ณ
ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ใช้เวลาสอบทานอยู่ 7 เดือน จึงประมวลคำสอนของ
พระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นบ่อเกิดของคัมภีร์พระไตรปิฎก คำสอนที่ลงมติกันไวใ้ นครง้ั
ปฐมสังคายนาและได้นับถือกันสืบมา เรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระ
เถระ คำว่า เถระ ในที่นี้ หมายถึงพระเถระผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก และพระพุทธศาสนาซึ่งถือ
ตามหลักที่ได้สังคายนาครั้งแรกดงั กล่าว เรียกว่า นิกายเถรวาท อันหมายถึง คณะสงฆ์กลุ่มที่ยึดคำสงั่
สอนของพระพุทธเจ้า ทั้งถ้อยคำ และเนื้อความทีท่ ่านสังคายนาไว้โดยเคร่งครัด ตลอดจนรกั ษาแมแ้ ต่
ตวั ภาษาดั้งเดิมคอื ภาษาบาลี
ในกาลต่อมาต่อมาเมื่อมีปัญหาขัดแย้ง พระเถระผู้ใหญ่ก็ประชุมขจัดข้อขัดแย้งกัน เกิดการ
สังคายนาต่อมาอีกหลายครั้ง จนได้พระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทดังที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ซึ่งถือกัน
ทั่วไปว่าเปน็ คำสอนโดยตรงของพระพุทธเจา้ ท่ีนบั ว่าใกล้เคียงที่สดุ อย่างไรก็ตาม การสังคายนาแต่ละ
ครง้ั แสดงให้เห็นถงึ ความแตกตา่ งทางความคดิ ในหมู่สงฆ์ จนก่อใหเ้ กิดการแยกฝ่ายท่ีมีความคิดเห็นไม่
ลงรอยกันในสว่ นหลักธรรมและข้อวตั รปฏิบตั ิ
กล่าวกันว่า มูลเหตุของการแยกนิกายในพุทธศาสนามาจากในคราวใกล้เสด็จดับขันธปริ
นพิ พาน พระพุทธเจ้าไดต้ รัสกับพระอานนท์วา่ “ดกู รอานนท์ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ถ้าสงฆ์ต้องการก็
จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้” (มหาปรินิพพานสูตร 10/141) พุทธดำรัสดังกล่าวไม่ชัดเจน
เพยี งพอ ทำใหเ้ กดิ มีปัญหาในการตีความว่า สกิ ขาบทไหนเรยี กวา่ เล็กน้อย เปน็ เหตุให้พระภิกษุบางรูป
ไม่เห็นดว้ ย และไมย่ อมรับสังคายนามาต้ังแต่ครง้ั แรก และเหตุการณเ์ ช่นนเี้ กดิ ขึ้นกับการสังคายนาคร้ัง
หลังๆ อีกหลายครั้ง เป็นเหตุให้มีกลุ่มที่แยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เป็นการแตกแยกทางลัทธิและ
นกิ าย แต่กม็ ิได้ถือวา่ เปน็ การแบ่งแยกศาสนาแต่ประการใด
หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ 100 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสังคายนาครั้งที่ 2 ได้มี
คณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งเรียกว่า มหาสังฆิกะ ซึ่งมีจำนวนมาก ได้แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มเถรวาท
เดิม การแยกตัวของมหาสังฆิกะน้มี ีมูลเหตจุ ากความเหน็ ท่ีแตกตา่ งเรื่องหลักปฏิบตั ิของภิกษุ หลังจาก
142
นั้นมหาสังฆิกะได้แยกกลุ่มนิกายย่อยออกไปอีก 18 นิกาย เนื่องจากมีทัศนะ อุดมคติ การตีความ
หลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นภิกษุบางรูปในนกิ ายทั้ง 18 นี้ ได้แยกตนออกมา
ตั้งคณะใหม่โดยถือปรัชญาและหลักจริยวัตรของตน กระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ 5 จึงได้เกิดกลุ่ม
คณะสงฆ์และคฤหัสถ์ที่เรียกตนเองว่า "มหายาน" ขึ้น แม้จะมีที่มาไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานได้ว่าพัฒนา
จากนิกายมหาสังฆิกะ ผสมผสานกับปรัชญาของนิกายพุทธศาสนาอื่นทั้ง 18 นิกาย รวมทั้งนิกายเถร
วาทด้วย ก่อกำเนิดเปน็ ลัทธิมหายาน
แม้ไม่อาจกำหนดให้แน่ชัดลงไปได้ว่า พระพุทธศาสนานิกายมหายานเริ่มถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่
เมื่อใด แต่ที่แน่ชัดคือ พระเจ้ากนิษกะมหาราช กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์กุษาณะ (ศตวรรษที่ 1
แห่งคริสต์ศักราช) ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกพระองค์แรกของนิกายมหายาน ได้ทรงปลูกฝัง
พระพุทธศาสนามหายานอย่างมั่นคงในราชอาณาจักรของพระองค์ และทรงส่งธรรมทูตออกเผยแพร่
ยังนานาประเทศ เปรยี บไดก้ บั พระเจา้ อโศกมหาราชของฝา่ ยเถรวาท
แนวคิดเรื่องตรีกาย หลักการสำคัญประการหนึ่งของมหายานอยู่ที่หลักเรื่อง ตรีกาย อัน
หมายถงึ พระกายท้งั 3 ของพระพุทธเจ้า ในกายตรยั สูตรของมหายาน พระอานนท์ทูลถามถงึ เรื่องพระ
กายของพระพทุ ธเจ้า พระพุทธเจ้าจงึ ตรัสแก่พระอานนท์ว่า ตถาคตมีกายเป็น 3 สภาวะคอื ตรกี าย อัน
ได้แก่
นิรมาณกาย หมายถึง กายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของสังขารในฐานะที่เป็นมนุษย์ พระ
ศากยมุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่บนโลก สั่งสอนธรรมแก่สาวกของพระองค์ และดับขันธปรินิพพานเม่ือ
พระชนมายุได้ 80 พรรษา
สัมโภคกาย หมายถึง กายที่ประทับในแดนพุทธเกษตรต่างๆ มีลักษณะเป็นทิพย์ มีอายุที่ยืนยาวมาก
ดุจความเปน็ นริ ันดร์ และมีภาวะรงุ่ เรืองแผซ่ า่ นปรากฏแกพ่ ระโพธิสตั ว์ท้งั หลาย
ธรรมกาย หมายถึง กายอันไร้รูปร่างเป็นสภาวธรรม ในฐานะเป็นสภาพสูงสุด หลักแห่ง
ความรู้, ความกรุณา และความสมบูรณ์ มหายานชั้นแรกดูเหมือนจะมีทัศนะตรงกับเถรวาทที่ว่า
พระพุทธเจ้ามีพระกายเพียง 2 เท่านั้นคือ ธรรมกาย และนิรมานกาย ธรรมกายนัน้ มพี ระพุทธวจนะท่ี
ตรัสโดยตรงในบาลีอัคคัญญสูตรแห่งทีฆนิกาย ส่วนนิรมาณกายนั้นได้แก่พระกายของพระศาสดาท่ี
ประกอบด้วยขันธ์ 5 ในคัมภีร์ฝ่ายมาธยมิกชัน้ แรก ก็ยังไม่พบกายที่ 3 ธรรมกาย ตามนัยแห่งเถรวาท
หมายถึงพระคุณทั้ง 3 ของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระปัญญาคุณ, พระวิสุทธิคุณ และพระมหา
กรณุ าธิคณุ มหายานได้สรา้ งแนวความคิดตรีกายขึน้ ด้วยวธิ ีเพ่ิมกายอกี กายหน่ึงเข้าไป คือ สัมโภคกาย
ซึ่งเป็นกายของพระพุทธองค์อันสำแดงปรากฏใหเ้ ห็นเฉพาะหมู่ พระโพธสิ ตั ว์ มหาสตั ว์ เป็นทิพยภาวะ
มีรศั มีรงุ่ เรอื งแผ่ซ่านทัว่ ไป เพราะฉะน้ัน แม้จนกระท่ังบัดน้ี พระโพธสิ ัตวก์ ็ยงั อาจจะเห็นพระศากยมุนี
พุทธเจ้าได้ในรูปสัมโภคกาย พระพุทธองค์ยังทรงอาจสดับคำสวดมนต์ต์ของเรา แม้พระองค์จะดับ
ขันธปรินิพพานไปแล้วก็ดี ทั้งนี้ก็ด้วยการดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นเพียงการสำแดงให้เห็นปรากฏใน
143
รูปนิรมานกายเท่านั้น ส่วน ธรรมกาย นั้น ก็เป็นสภาวะอมตะ ไร้รูปร่างลักษณะ เป็นอจินไตย(นึกคิด
หรือเดาไม่ได้หรืออยู่นอกเหนือความคิดออกไป) ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด แผ่คลุมอยู่ทั่วไป
ความคิดเรอ่ื งสัมโภคกายน้ี มหายานไดร้ บั จากนกิ ายมหาสังฆิกะ และในหมูค่ ณาจารยข์ องมหายานก็ไม่
มคี วามเห็นพ้องกนั ในเรื่องนี้
มหาปณธิ าน 4 นอกจากดังที่กล่าวมาแลว้ พระโพธสิ ัตวย์ ังต้องมีมหาปณิธานอีก 4 ซ่ึงถือเป็น
หลักการของผู้ดำเนินตามวิถีมหายาน ดังนี้ เราจะละกิเลสทั้งปวงให้สิ้น เราจะศึกษาพระธรรมให้เจน
จบ เราจะโปรดสรรพสัตว์ใหถ้ ึงความตรัสรู้ เราจะตอ้ งบรรลุพทุ ธภมู ิอนั ประเสรฐิ
จุดมุ่งหมายของมหายาน หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือหลักแห่งพระโพธิ
สัตวภูมิซึ่งเป็นหลักท่พี ระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแตล่ ะนกิ ายยอมรับนบั ถือ มหายานทุกนกิ ายยอ่ มมุ่ง
หมายโพธิสัตวภูมิ ซึ่งเป็นเหตุที่ให้บรรลพุ ุทธภูมิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดทีจ่ ะบรรลถุ ึงพทุ ธภมู ิได้ ต้องผ่าน
การบำเพ็ญจริยธรรมแห่งพระโพธสิ ัตว์มาก่อน เพราะฉะน้ัน จึงถือว่าโพธิสัตวภูมเิ ป็นเหตุ พุทธภูมิเป็น
ผล เมื่อบรรลุพุทธภูมิเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมโปรดสัตว์ให้ถึงความหลุดพ้นได้กว้างขวาง และ
ขณะบำเพญ็ บารมเี ป็นพระโพธสิ ัตว์ กย็ งั สามารถช่วยเหลือสรรพสัตวท์ ่ีตกทุกข์ในสงั สารวัฏได้มากมาย
อุดมคติอันเป็นจุดหมายสูงสุดของมหายานจึงอยู่ที่การบำเพ็ญบารมีตามแนวทางพระโพธิสัตว์ เพ่ือ
นำพาสรรพสตั ว์สู่ความหลดุ พน้ จากวัฏสงสารใหห้ มดสน้ิ
คัมภีร์ของมหายาน ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานมิได้ปฏิเสธพระไตรปิฎกดั้งเดมิ หากแตถ่ ือว่าอาจยงั ไมเ่ พยี งพอ เนื่องจาก
เกดิ มแี นวคดิ ว่า พระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ โลกุตรสภาวะ ไมอ่ าจดับสญู ท่ีชาวโลกคิดว่าพระพทุ ธองค์ดับสูญ
ไปแล้วนั้นเป็นเพียงภาพมายาของรปู ขันธ์ แต่ธรรมกายอันเป็นสภาวธรรมของพระองค์เป็นธาตุพุทธะ
บริสุทธิ์ยังดำรงอยู่ต่อไป มหายานถอื ว่ามนษุ ย์ทุกคนมี พทุ ธธาตุ เชน่ เดยี วกับพระพุทธเจา้ หากมีกิเลส
อวิชชาบดบังธาตุพุทธะจึงไม่ปรากฏ หากกิเลสอวิชชาเบาบางลงเท่าใดธาตุพุทธะก็จะปรากฏมากข้ึน
เท่าน้ัน มหายานมีแนวคดิ ว่ามนุษยท์ ุกคนมีสทิ ธิและมีความสามารถทจ่ี ะบำเพญ็ บารมีเปน็ พระโพธิสัตว์
และสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ หากฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยบารมีทั้ง 10
ประการ พระโพธิสัตว์ของฝ่ายมหายานจึงมีมากมาย แม้พระพุทธเจ้าก็มีปริมาณที่ไม่อาจคาดคำนวณ
ได้ และพระโพธิสัตว์ทุกองค์ย่อมโปรดสรรพสัตว์เช่นเดียวกับจริยาของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระ
โพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก ในพุทธศาสนามหายานจึงมีคัมภีร์สำคัญระดับเดียวกับ
พระไตรปิฎกเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เพื่อให้เหมาะสมกับจริตและอินทรีย์ของสรรพสัตว์แต่ละจำพวก อีก
ทง้ั เพื่อเปน็ กุศโลบายในการสง่ั สอนพุทธธรรม
ทั้งนี้ก็เพื่อเจตจำนงจะเกื้อกูลสรรพชีวิตทั้งมวลให้ถึงพุทธรรมและบรรลุความหลุดพ้นจาก
สังสารวัฏ คัมภีร์ของมหายานด้ังเดิมเขยี นขึ้นด้วยภาษาสนั สกฤต แตก่ ม็ ใิ ชส่ ันสกฤตแท้ หากเป็นภาษา
สันสกฤตที่ปะปนกับภาษาปรากฤตตลอดจนภาษาบาลแี ละภาษาท้องถ่ินอื่นๆ เรียกว่าภาษาสันสกฤต
144
ทางพุทธศาสนา คัมภีร์เหล่านี้กล่าวในฐานะเป็นพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าบ้าง คำสอนพระ
โพธิสัตว์บ้าง หรือแม้แต่ทวยเทพต่างๆ โดยมีเนื้อหาหลากหลาย สันนิษฐานว่าพระสูตรปรัชญาปารมิ
ตา เป็นพระสูตรมหายานรุ่นเก่าที่สุด และได้มีการเขียนพระสูตรขึ้นต่อมาอีกอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัย
คุปตะ พระสูตรบางเรื่องก็เกิดขึ้นในประเทศจีน และในหมู่คณาจารย์ของมหายานเองก็เขียนคัมภีร์ท่ี
แสดงหลกั ปรชั ญาอันลึกซึ้งของตน เรียกว่าศาสตร์ซึ่งเทียบได้กับอภิธรรมของฝา่ ยเถรวาท ท่ีมีชื่อเสียง
คือ มาธยมกศาสตร์, โยคาจารภูมิศาสตร์, อภิธรรมโกศศาสตร์, มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์ เป็นตน้
นอกจากนใ้ี นประเทศตา่ งๆ ท่ีนบั ถอื มหายาน กม็ กี ารรจนาคมั ภรี ์ข้นึ เพ่ือส่งั สอนหลักการของตนเองอีก
เป็นอันมาก คัมภีร์ของมหายานจงึ มีมากมายเท่าๆกับความหลากหลายและการแตกแยกทางความคิด
ในหมูน่ ักปราชญ์ของมหายาน
มนษุ ย์ทุกคนมีธาตุพทุ ธะร่วมกับพระพุทธเจา้ ถา้ มกี ิเลสมาบดบังธาตุพุทธะก็ไม่ปรากฏ มนุษย์
ทุกคนจึงมีศักยภาพที่จะ เป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ถ้าได้รับการฝึกฝนชำระจิตใจ
จนบริสุทธิ์ พระโพธิสัตว์จึงมีจำนวน มหาศาล และมีหน้าที่ส่งเสริมงานของพระพุทธเจ้า คำสอนของ
พระโพธิสัตวจ์ งึ มีนำ้ หนักเทา่ กบั พระไตรปิฎก ดว้ ยสำนึก เชน่ นี้ ฝ่ายมหายานจงึ มคี ัมภีรเ์ กิดข้นึ มากมาย
และใหค้ วามเคารพเทยี บเทา่ พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎกมหายาน แม้นว่ามหายานจะมีทั้งพระวนิ ัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่พระ
วินัยของมหายานนั้น นอกจากจะมี 250 ข้อแล้ว ยังไม่ได้เป็นหมวดหมู่แบบเถรวาท สังฆกรรมต่าง ๆ
ของฝา่ ยมหายานตอ้ งใชค้ ัมภีร์วินัยของสรวาสติวาท ธรรมคุปตะ มหาสังฆกิ ะ และมหิศาสกะ
สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ 250 ข้อ ของฝ่ายมหายาน มีดังนี้ คือ ปาราชิก 4 สังฆาทิเสส 13
อนิยต 2 นิสสัคคียปาจิตตยี ์ 30 ปาจิตตีย์ 90 ปาฏิเทสนีย์ 4 เสขิยะ 100 อธิกรณสมถะ 7 สิกขาบท
ของมหายานไดเ้ พิ่มวินัยของพระโพธิสตั ว์ซึง่ เป็นสว่ นหน่ึงที่กล่าวไว้ในพรหมชาลสูตร เรียก พรหมชาล
โพธิสัตวศีล และ โยคะโพธิสัตวศีล ซึ่งอยู่ในคัมภีร์โยคาจารภูมิศาสตร์ปกรณ์พิเศษของนิกายวิชญาณ
วาทิน และมีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ วินัยของโพธิสัตว์นั้นแม้จะต้องครุกาบัติ เป็นปาราชิกใน
โพธิสัตว์สิกขาบทก็สามารถ สมาทานใหม่ได้ ไมเ่ หมือนกับภิกขุปาฏิโมกข์ ซง่ึ ทำคนื อกี ไมไ่ ด้ ทง้ั น้ีเพราะ
ถือว่าสิกขาบทของภิกขุอยู่ในขอบเขตจำกัด ของปัจจุบันชาติ ส่วนสิกขาบทของโพธิสัตว์นั้นไม่จำกัด
ชาติ
ดังนั้น กลุ บตุ รฝา่ ยมหายานเม่ืออุปสัมปทากรรมแลว้ กจ็ ะต้องรับศลี โพธิสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่นิยม
พรหมชาล โพธิสัตว์ศีลมากกว่า โยคะโพธิสัตวศีล และศีลพระโพธิสัตว์นี้ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ของ
สดคาว และหัวหอม หัวกระเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วย ส่งเสริมให้เกิดกำหนัดราคะกางกั้นจิตมิให้
บรรลุสมาธิ และการกินเนื้อสัตว์นี้อาจกินถูกเนื้อบิดามารดาในชาติก่อนๆ ของตน ผู้รับศีลโพธิสัตว์จึง
ต้องถือมังสะวิรัติอย่างเคร่งครัด พระสงฆ์มหายานของจีนได้รับการยอมรับกันว่า ปฏิบัติในข้อนี้ได้
เครง่ ครัด กวา่ พวกมหายานในประเทศอ่ืนๆ
145
ลัทธิมหายานมิได้มีภิกขุปาฏิโมกข์เป็นเอกเทศ คงปฏิบัติวินัยบัญญัติตามพระปาฏิโมกข์ของ
ฝ่ายสาวกยาน แตม่ แี ปลกจากฝ่ายสาวกยานคือ โพธิสตั วสกิ ขา เพราะลัทธิมหายานสอนให้มุ่งพุทธิภูมิ
บคุ คลจงึ ตอ้ งประพฤตโิ พธิจรยิ า มีศลี โพธิสตั วเปน็ ท่ีอาศัย วินยั โพธิสตั วน้ีสาธารณทั่วไปแม้แก่ฆราวาส
ชนด้วย มีโพธิสัตวกุศลศีลสูตร 9 ผูก, พุทธ ปิฏกสูตร 4 ผูก, พรหมชาลสูตร (ต่างฉบับกับบาลี) 2 ผูก,
โพธิสตั วศีลมูลสูตร 1 ผูก และอ่ืนๆ อกี พงึ สังเกตวา่ เรียกคัมภีร์เหล่านว้ี ่า ?สูตร? มิได้จัดเป็นปิฎกหน่ึง
ต่างหาก อรรถกถาพระสูตรของคันถรจนาจารยอ์ นิ เดยี
พระสุตตันตปิฎกมหายาน ชื่อพระสูตรสำคัญของมหายานที่คนส่วนใหญ่รู้จัก รวบรวมจาก
หนงั สือของคณะสงฆจ์ ีนนิกายมี ดงั น้ี
ปรัชญาปารมิตา ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร อวตังสกสูตร 《大方廣佛華嚴經》
คณั ฑวยุหสูตร ทศภมู ิกสูตร วมิ ลเกยี รตนิ ทิ เทศสตู ร《維摩詰經》ศูรางคมสูตร《大佛頂首
楞嚴經》สัทธรรมปุณฑรีกสูตร 《妙法蓮華經》ศรีมาลาเทวีสูตร พรหมชาลสูตร
(มหายาน) สุขาวดีวยุหสูตร《佛說大乘無量壽莊嚴清浄平等覺經)》ตถาคตครรภ
สตู ร อสมปรู ณอนสุ ูตร อตุ รสรณสตู ร มหาปรนิ ริ วาณสตู ร《大般涅盤經》สนั ธินริ โมจนสูตร ลัง
กาวตารสูตร《楞伽阿跋多羅寶經》/《楞伽經》พระสูตร 42 บท หรือ พระพุทธ
วจนะ 42 บท ชาวมหายานเชื่อว่าเป็นสูตรแรกที่ได้รับการแปลสู่พากย์จีน โดยท่านกาศยปะมาตังคะ
และท่านธรรมรักษ์ เมื่อ พ.ศ. 612 รัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเม่งเต้ แห่งราชวงศ์ฮั่น โมหมาลาหรือร้อย
อุทาหรณ์สูตร ซึ่งพระสิงหเสนเถระคัดมาจากนิทานที่ปรากฏในพระสูตร แล้วยกขึ้นมาตั้งเป็น
อทุ าหรณ์ (คณะสงฆ์จนี นกิ ายมหายาน. ม.ป.ป. : 225)
ในบรรดาพระสูตรเหล่านี้ ปรัชญาปารมิตาสูตรจัดว่าเป็นสูตรดั้งเดิมที่สุด เป็นมูลฐานทฤษฎี
ที่ว่าด้วยเรื่องศูนยตา นอกจากนี้ก็มีอวตังสกสูตร เป็นสูตรสำคัญที่สุดของนิกายมหายาน เพราะเป็น
พระสูตรที่เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ทรง สั่งสอนเองเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในขณะที่พระองค์เข้าสมาธิ
เข้าใจกันว่า ใจความสำคัญขอ'พระสูตรนี้ น่าจะเป็นของ พระโพธิสัตว์มากกว่า ซึ่งเราจะพิจารณาได้
จากข้อความในหนังสอื พระพทุ ธศาสนานิกายมหายานของคณะสงฆ์จนี นิกาย (ม.ป.ป. : 228-229)
นอกจากนี้ก็มีพระสูตรที่สำคัญอีกเช่นกันคือ วิมลเกียรตินิทเทศสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่มี
ปรัชญาเป็นมูลฐาน นิกายเซ็น ( Zen ) จึงชอบและนิยมมากที่สุด และพระสูตรที่สำคัญที่สุดซึ่งนิกาย
มหายานในจีนและญี่ปุ่นนับถือกันมากคือ สัทธรรมปุณฑริกสูตร คำสั่งสอนในนิกายเท็นได นิจิเร็น
ล้วนอาศัยพระสูตรนี้เป็นรากฐานทั้งสิ้น และวัดในนิกายเซ็น ก็ต้องสวดพระสูตรนี้เป็นประจำทุกวัน
ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่า พระสูตรนี้เป็นพระสูตรสุดท้ายของพระพุทธองค์จึงมีผู้แปลมาก โดยเฉพาะใน
ภาษาจนี มี 3 ฉบับ แต่ท่ีถอื กันวา่ เป็นฉบับท่ีดีทส่ี ุด คอื ของทา่ นกมุ ารชพี
พระสูตรมหายานแบ่งเป็นหมวดได้ดังนี้ หมวดอวตังสกะ หมวดนี้มีพระสูตรใหม่สตู รหนึ่งเป็น
หัวใจคอื พทุ ธาวตังสกมหาไวปุลยสูตร 80 ผกู และมีสูตรปกิณณะย่อยๆ อีกหลายสตู ร หมวดไวปุลยะ
146
มีพระสูตรใหญ่ชือ่ มหารัตนกูฏสูตร 120 ผูก เป็นหัวใจ มหาสังคีติสูตร 10 ผูก, มหายานโพธิสตั วป์ ิฎก
สูตร 20 ผกู , ตถาคตอจนิ ไตยรหัศยมหายานสูตร 30 ผูก, สวุ รรณประภาสสตู ร 10 ผกู , กรณุ าปุณฑริก
สูตร 11 ผูก, มหายานมหาสังคีติกษิติครรภทศจักรสูตร 10 ผูก, มหาไวปุลยมหาสังคีติโพธิสัตวพุทธา
นุสสติสมาธิสูตร 10 ผูก,จันทร ประทีปสมาธิสูตร 11 ผูก, ลังกาวตารสูตร 7 ผูก, สันธินิรโมจนสูตร 5
ผูก, วิเศษจินดาพรหมปจุ ฉาสูตร 4 ผกู , อกั โษภยพุทธเกษตรสตู ร 2 ผกู , ไภษชั ยคุรุไวฑรู ยป์ ระภาสปูรว
ประณิธานสูตร 2 ผูก, ลมโยปมสมาธิสูตร 3 ผูก, ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร 1 ผูก, อมิตายุรธยานสตู ร
1 ผูก, มหาสุขาวดีวยูหสูตร 2 ผูก, อจินไตยประภาสโพธิสัตวนิทเทสูตร 1 ผูก, ศูรางคมสมาธิสูตร 3
ผกู , วมิ ลกีรตนิ ทิ เทศสตู ร 3 ผูก และอน่ื ๆ อีกมากสูตรนกั ฯลฯ
อนึ่งคัมภีร์ฝ่ายลัทธิมนตรยานก็จัดสงเคราะห์ลงในหมวดไวปุลยะนี้ มีพระสูตรสำคัญ เช่น
มหาไวโรจนสูตร 7 ผูก, เอกอักขระพุทธอุษฯราชาสูตร 6 ผูก, มหามณีวิปุลยะวิมาน วิศวศุภ
ประดิษฐานคุหยปรมรหัสยะกัลปราชธารณีสูตร 3 ผูก, สุสิทธิกรสูตร 3 ผูก, วัชร เสขรสูตร 7 ผูก, โย
คมหาตันตระราชาสูตร 5 ผูก, มหามรีจิโพธิสัตวสูตร 7 ผูก, วัชรเสข ระประโยคโหมตันตระ 1 ผูก,
มหาสุวรรณมยรุ รี าชาธารณีสูตร 2 ผกู ฯลฯ
หมวดปรัชญา มีพระสูตรใหญ่ ชื่อมหาปรัชญาปารมิตาสูตร 600 ผูก เป็นหัวใจ และมีสูตรป
กณิ ณะ เช่น ราชไมตรโี ลกปาลปารมิตาสูตร 2 ผกู วัชรปรชั ญาปารมิตาสตู ร 1 ผกู เป็นอาทิ ฯลฯ
หมวดสัทธรรมปุณฑริก มีพระสูตรใหญ่ ชื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร 8 ผูก เป็นหัวใจ และมี
สูตรปกณิ ณะ เช่น อนวิ รรตธรรมจักรสูตร 4 ผูก, วชั รสมาธิสูตร 2 ผูก, มหาธรรมเภรสี ูตร 2 ผกู , สมันต
ภัทรโพธสิ ัตวจริยธรรมธยานสูตร 1 ผูก เป็นอาทิ ฯลฯ
หมวดปรินิรวาณ มีพระสูตรใหญ่ ชื่อมหาปรินิรวาณสูตร 40 ผูก เป็นหัวใจ มีสูตรปกิณณะ
เช่น มหากรุณาสูตร 5 ผูก, มหามายาสูตร 2 ผูก, มหาเมฆสูตร 4 ผูก, อันตรภาวสูตร 2 ผูก เป็นต้น
อรรถกถาสุตตันตปฎิ กมหายาน มี 33 ปกรณ์ เชน่ มหาปรชั ญาปารมติ าศาสตร์ 100 ผูก แกค้ มั ภีร์มหา
ปรชั ญาปารมตี าสูตร, ทศภมู ิวิภาษาศาสตร์ 15 ผกู , สัทธรรมปุณฑรกิ สตู รอุปเทศ 2 ผูกเปน็ อาทิ อรรถ
กถาพระสูตรของคันถรจนาจารย์จนี มี 38 ปกรณ์ เช่น อรรถกถาพุทธาวตงั สกมหาไพบูลยสูตร 60 ผูก
และปกรณ์ ประเภทเดียวกันอีก 5 คัมภีร์ นอกนั้นมีอรรถกถาลังกาวตารสูตร 8 ผูก, อรรถกถาวิมล
กีรตินิทเทศสูตร 10 ผูก, อรรถกถาสุวรรณประภาสสูตร 6 ผูก, อรรถกถาสัทธรรม ปุณฑริกสูตร 20
ผกู , อรรถกถามหาปรินิรวาณสตู ร 33 ผกู เป็นอาทิ
ปกรณ์วิเศษของคันถรจนาจารย์อินเดีย มี 104 ปกรณ์ เช่น โยคาจารภูมิศาสตร์ 100 ผูก,
ปกรณารยวาจาศาสตร์การิกา 20 ผูก, มหายานอภิธรรมสังยุกตสังคีคิศาสตร์ 16 ผูก, มหายานสัม
ปริครหศาสตร์ 3 ผูก, มัธยานตวิภังคศาสตร์ 2 ผูก เหตุวิทยาศาสตร์ 1 ผูก, มหายสนศรัทโธตปาท
ศาสตร์ 2 ผูก, มาธยมิกศาสตร์ 2 ผูก, ศตศาสตร์ 2 ผูก, มหายานวตารศาสตร์ 2 ผูก, มหายาน โพธิ
สตั วศึกษาสงั คีติศาสตร์ 11 ผูก, มหายานสตู ราลงั การ 15 ผกู , ชาตกมาลา 10 ผกู , มหาปุรุษศาสตร์ 2
147
ผูก, สังยุกตอวทาน 2 ผูก ทวาทศทวารศาสตร์ 1 ผูก นอกนั้นก็เป็นปกรณ์สั้นๆ เช่น วิฃญาณมาตรา
ตรีทศศาสตร์, วีศติกวิชญานมาตราศาสตร์, อลัมพนปริกษ ศาสตร์, อุปายหฤทัยศาสตร์, หัตถธาร
ศาสตร์, วชิ ญานประวัตรศาสตร์, วิชญานนทิ เทศ ศาสตร์, มหายานปัญจสกันธศาสตรเ์ ปน็ อาทิ
พระอภิธรรมปิฎกมหายานสว่ นพระอภธิ รรมของมหายาน กำเนดิ ขนึ้ เมื่อลว่ งได้ 500 ปี นบั แต่
พทุ ธปรนิ พิ พาน ในคร้ังแรกไม่จดั เข้าเปน็ ปิฎก แตพ่ ่งึ มาจัดเข้าในภายหลัง เรียกวา่ ศาสตร์ เป็นนิพนธ์
ของคณาจารย์อินเดยี เช่น นาคารชนุ เทวะ อสังคะวสุพันธุ สถริ มติ ธรรมปาละ ภาวเิ วก และทินนาค
เป็นต้น ศาสตร์ของพวกมหายานส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายวิชญาณวาทิน และศูนยตวาทิน ศาสตร์ที่ใหญ่
และยาวทส่ี ุด คือ โยคาจารภูมิศาสตร์
วิสุทธิภูมิหรือพุทธเกษตรพระอมิตาภพุทธะและพุทธเกษตรในคติมหายาน พระไภษัชยคุรุ
พุทธเจ้าและพุทธเกษตรในคติมหายาน มหายานมีมติว่า พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีจำนวน
มากมายดุจเมล็ดทรายในคงคานที และในจักรวาลอันเวิ้งว้างนี้ ก็มีโลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ
แสดงพระสัทธรรมเทศนาอยู่ทั่วไปนับประมาณมิได้ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แม้ในโลกธาตุนี้
พระสมั มาสัมพุทธเจ้าจะดับขนั ธปรินิพพานไปแล้ว แตใ่ นขณะนี้ ณ โลกธาตุอ่นื กม็ พี ระพุทธเจ้าองค์อ่ืน
ๆ ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และกำลังส่ังสอนสรรพสัตว์ โลกธาตทุ ี่มพี ระพทุ ธเจ้ามาอบุ ตั ินนั้ บางทเี รยี กว่า
“พุทธเกษตร” บางพุทธเกษตรบริสุทธ์ิสมบูรณ์ด้วยทิพยภาวะน่ารื่นรมย์ พุทธเกษตรนั้นไม่ใชน่ ิพพาน
เกิดขึ้นด้วยอำนาจปณิธานของพระพุทธเจ้า เป็นสถานที่สรรพสัตว์ในโลกธาตุอื่น ๆ ควรมุ่งไป"เกิด"
พุทธเกษตรสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่พุทธศาสนิกชนคือ สุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิ
ตาภพุทธะ อยู่ทางทิศตะวันตกแห่งโลกธาตุน้ี พุทธเกษตรของพระไภษัชยคุรุไวฑรู ยประภาอยู่ทางทิศ
ตะวันออก เป็นพุทธเกษตรซึ่งมีรัศมีไพโรจน์แล้วด้วยมณีไพฑูรย์ พุทธเกษตรของพระอักโษภยะแห่ง
หน่ึง และมณฑลเกษตรของพระเมตไตรยโพธิสตั ว์ในดุสิตสวรรค์อกี แหง่ หน่ึง เกษตรทง้ั 4 นี้ ปรากฏว่า
สุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตาภะ เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานมากที่สุด ถึงกับ
สามารถตัง้ เป็นนิกายโดยเอกเทศต่างหาก
วสิ ทุ ธิภมู ิเปน็ หลักการสำคญั ของมหายาน โดยนับเป็นวิถีทางหนึ่งทจี่ ะยงั สรรพสัตว์ให้หลุดพ้น
จากสังสารวัฏ ด้วยวิธีตั้งจิตประณิธานพึ่งอำนาจพุทธบารมีแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อไปอุบัติยัง
แดนพุทธเกษตรเหล่านั้น หากสรรพสัตว์มีศรัทธาเชื่อมั่นในพุทธบารมีย่อมสามารถไปอุบัติ ณ พุทธ
เกษตร เมื่อได้สดับธรรมะต่อเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ณ ดินแดนนั้นแล้ว ย่อมบรรลุนิรวาณ
อันสงบ มหายานอธิบายว่าวิธีการหลุดพ้นจากสังสารวัฏเป็นได้ 2 กรณี คือพึ่งอำนาจตนเอง และพึ่ง
อำนาจผู้อื่น (คือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์) การมุ่งขัดเกลากิเลสด้วยตนเองอาจเป็นไปได้ยาก
สำหรับปถุ ุชนสามัญ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในยุคเสื่อมของพระสทั ธรรม ดังนน้ั วธิ ที ี่ดีทส่ี ุดจะนำสรรพสัตว์
ถ้วนหน้าไปสูค่ วามหลุดพ้นก็คือการพึ่งอำนาจบารมพี ระพุทธองค์ รับสรรพสตั ว์เหล่านั้นไปสู่วสิ ทุ ธิภูมิ
เพ่อื ปฏบิ ตั ธิ รรมและตรัสรู้ ณ ดินแดนนั้น อนั เอื้ออำนวยต่อการหลุดพน้ มากกว่าโลกนี้ อย่างน้อยที่สุด
148
ณ พุทธเกษตรเหล่านั้นก็จะไม่มีความทุกข์ใด ๆ ทุกผู้ทุกนามที่มีจิตตั้งมั่นอธิษฐานอุทิศขอไปเกิดยัง
พุทธเกษตรก็ยอ่ มได้อุบัติในพุทธเกษตรท้ังสิ้น ทั้งนี้กด็ ้วยปณิธานแหง่ พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ณ
พุทธเกษตรเหล่านั้นนั่นเอง ผู้ที่อุบัติในพุทธเกษตรย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เวียนลงต่ำ ย่อมไม่เกิดในโลก
มนุษย์ตลอดจนภูมิที่ต่ำลงมาอีกแล้ว มุ่งตรงต่อพระนิรวาณอย่างเที่ยงแท้ หลักการนี้จึงมีคำกล่าวว่า
"มหายานสำหรบั มหาชน" กลา่ วคือสามารถรื้อขนสรรพสัตวไ์ ปส่คู วามหลดุ พ้นได้โดยเสมอภาคนน่ั เอง
อย่างไรก็ตาม ในหมู่คณาจารย์ของนิกายมหายานก็ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปใน
ประเดน็ นี้ เชน่ นกิ ายสุขาวดีถอื ว่าพระอมติ าภะมอี ยู่จริงและสขุ าวดีอยทู่ างทิศตะวนั ตกของโลกน้ีอย่าง
แน่นอน ขณะที่คณาจารย์บางท่านอธิบายว่าพระอมิตาภะแท้จริงแล้วก็คือพุทธภาวะที่บริสุทธิ์มีใน
สรรพสัตว์ และถือว่าวิสุทธิภูมินั้นก็อยู่ภายในจิตของเราเอง ดังที่ท่านเว่ยหล่างแห่งนิกายเซนกล่าววา่
"คนหลงสวดภาวนาถึงพระอมิตาภะปรารถนาไปอุบัติยังสุขาวดี แต่บัณฑิตพึงชำระจิตของตนให้
สะอาด..." และในวิมลกีรตินิรเทศสูตรก็มีข้อความว่า "เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว พุทธเกษตรก็ย่อมบริสุทธ์ิ"
ดงั นีเ้ ปน็ ตน้
การบำเพ็ญบารมี (ทศปารมิตา) โพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ ได้แก่ผู้บำเพ็ญบารมี
ธรรม ประกอบดว้ ยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไมต่ อ้ งการอรหัตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพทุ ธภมู ิ เพ่ือ
โปรดสัตว์ได้กว้างขวางกว่า และเป็นผู้รู้แจ้งในศูนยตาธรรม หลักพระโพธิสัตวยานนั้น ถือว่าจะต้อง
โปรดสรรพสตั วใ์ หห้ ลดุ พ้นทุกข์เสียก่อนแลว้ ตวั เราค่อยหลดุ พ้นทุกขท์ ีหลงั คือจะตอ้ งชักพาให้สัตว์โลก
อื่น ๆ ให้พ้นไปเสียก่อน ส่วนตัวเราเป็นคนสุดท้ายที่จะหลุดพ้นไป เป็นหลักแห่งโพธิสัตวยาน ซึ่งพระ
โพธิสัตวต์ อ้ งบำเพ็ญ ทศปารมติ า คือบารมี 10 ของฝา่ ยมหายาน ได้แก่ ทานปารมติ า หรือ ทานบารมี
ศีลปารมิตา หรอื ศีลบารมี กฺษานฺติปารมิตา หรือ ขันตบิ ารมี วรี ฺยปารมติ า หรือ วิริยบารมี ธยฺ านปารมิ
ตา หรือ ฌานบารมี ปฺรชฺญาปารมิตา หรือ ปัญญาบารมี อุปายปารมิตา หรืออุบายบารมี ปฺรณิธาน
ปารมิตา หรือประณิธานบารมี พลปารมิตา หรือ พลบารมี ชฺญานปารมิตา หรือ ญาณบารมี นิกาย
ยอ่ ยของมหายาน พุทธศาสนามหายานแตกเป็นนิกายย่อยๆตา่ งกนั ไปในแต่ละประเทศดังนี้
ในอินเดยี นิกายมัธยมกะ นิกายโยคาจาร นกิ ายจิตอมตวาท นิกายตันตระ ในจนี นิกายโกศะ
หรือจวีเ้ ส่อจง นิกายสัตยสิทธิ หรือเฉิงซื่อจง นิกายตรีศาสตร์ หรือซานหลุ่นจง นิกายทศภูมิกะ หรือต้ี
หลุ่นจง นกิ ายนพิ พาน หรือเน่ยี ผา่ นจง นิกายสังปรคิ ระศาสตร์ หรอื เซอ่ หล่นุ จง นิกายสขุ าวดี หรือจ้ิงถู่
นิกายฌาน หรือฉานจง หรอื เซน นกิ ายสัทธรรมปณุ ฑรีกะ หรอื เทยี นไถ นกิ ายซันเฉีย หรอื ซนั เจยี เจี้ยว
นิกายอวตังสกะ หรือ หัวเหยียน นิกายธรรมลักษณะ หรือ นิกายฝ่าเซียง นิกายวินัย หรือลวื้อจง นิ
กายเจิ้นเหยียน หรือมนตรยาน หรือวัชรยาน ในเกาหลี นิกายซัมนอน หรือนิกายตรีศาสตร์ นิกายเก
ยูล หรือนิกายวินัย นิกายยอนพัล หรือนิกายนิพพาน นิกายฮวาออม หรือนิกายอวตังสกะนิกายชอน
แท หรือนกิ ายสทั ธรรมปณุ ฑรกี ะ นกิ ายซอน หรือนิกายเซน นิกายแทโก นกิ ายโชเก
149
ในญี่ปุ่น นิกายเทนได นิกายชินกอน หรือชินงอน นิกายโจโด นิกายเซน นิกายนิชิเรน นิกาย
ซานรอน นิกายฮอสโส นิกายเคงอน นิกายริตสุ นิกายกุชา นิกายโจจติ สึ ในเวียดนาม นิกายจุก๊ ลัม ใน
ทิเบต นิกายนิงมะ นิกายกาจู นิกายสักยะ นิกายเกลุก ในเนปาล นิกายไอศวาริก นิกายสวาภาวิก
นิกายการมกิ นิกายยาตรกิ
วเิ คราะห์พระพทุ ธศาสนามหายาน
อิทธิพลของพุทธศาสนาได้แพร่หลาย เข้าสู่ประเทศต่างๆ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศก
มหาราช ปกครองชมพูทวีป ประมาณพุทธศตวรรษที่สามเป็นต้นมาซึ่งพุทธศาสนาในสมัยนั้นกำลัง
ได้รับการพัฒนา แล้วเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น มากจนสามารถมีอิทธิพลเหนือชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชนในประเทศต่างๆซง่ึ ต้องใช้ระยะเวลาในในประเทศนั้นนานพอสมควร น่งั จ๊ะ การปรับตัวของ
นิกายศาสนาต่างๆในประเทศเดียวเช่นนิกายของศาสนาพราหมณ์ นิกายของศาสนาเชน และความ
เชื่อดั้งเดิมของพระราชาที่นับถือเทพเจ้าประจำเผ่าพันธุ์ ของพระราชาที่มาจากที่อื่น รวมทั้งพุทธ
ศาสนาเองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพราะถือว่าการหยุดอยู่กับที่เป็นความไม่
ก้าวหนา้ ไมม่ ีความเจรญิ ไม่พฒั นาจงึ ได้มีการพัฒนาปรับตวั ในทางที่ดีโดยยึดหลัก แสวงจดุ รว่ มสงวนจุด
ต่างทำให้พุทธศาสนามีการปรับตัวโดยมี การ ปรับตัวทางความคิด แปรงปรับเป็นพระพุทธศาสนา
นิกายมหาญาณซึ่งมีศูนย์กลางเป็น ทั้งวัด และมหาวิทยาลัยธรรมพุทธศาสนาแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดใน
โลก คือมหาวิทยาลัยหนานท่าประเทศอินเดียพุทธศาสนานิกายมหาญาณยึดหลักทั้งนี้คือ มีความ
ทันสมัยมองเหน็ ความ แปลกใหม่เปน็ เรื่องท่ีดี ยอมรับสง่ิ ทเ่ี กิดขึน้ ให้ไมร่ ู้สึกหนักใจที่จะเปล่ียน เตรียม
แจงของเกา่ เพ่ือชายใดหรือเปน็ อยู่ได้ในปัจจุบัน มองเหน็ ความคดิ ไม่เป็นเร่ืองของการสร้างสรรค์ ไมย่ ึด
ติดจารีตประเพณีเพราะฉันรีบไปนั้นก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมานั่นเอง ป้องกันห่วงเห็นสิ่งที่ตน
เปลีย่ นแปลงอยา่ งเหนยี วแนน่ ถึงกระนั้นแนวคดิ น้กี ย็ ังยึดว่าส่งิ ใหม่ๆ ควรปกปอ้ งรกั ษา
จุดเด่นของพุทธศาสนามีใครมาย่านคือเรื่องการมาเป็นต้นแบบพระโพธิสัตว์ หรือโพธิสัตว์
มรรคธรรม งานเผยแพร่พุทธศาสนามหากาฬกับเถรวาทจึงต่างกันตรงจุดนี้แม้ว่าที่แท้จริงทั้งสองที่
กลายมีจดุ หมายปลายทาง เหมอื นกัน คอื ความหลุดพน้ คอื พระนิพพาน แตท่ งั้ สองฝา่ ยมีอุดมการณ์ ใน
การปฏิบตั ติ นแตกตา่ งกัน
พระพทุ ธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศไทย ในการสงั คายนาครงั้ ท่ี 3 พระเจา้ อโศกมหาราช ได้สง่ สมณ
ทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาซง่ึ เป็น 9 สาย ในสายที่ 8 มีพระโสณะและอุจจาระเป็นหัวหน้าคณะ เข้ามาสู่
บริเวณที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ได้แก่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดและในกาลต่อมา
พระพุทธศาสนาซึ่งได้รับอิทธิพล โดยการผสมผสานเข้ากบั ศาสนาแบบหายานี้ ได้มีความเจริญรุ่งเรือง
ในอาณาจักรน่านเจ้าซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของ ดินแดนสุวรรณภูมิ คือในราวปลายศตวรรษที่ 7 ขุน
หลวงเมา้ กษตั รยิ ์ไทยพระองค์หนึง่ ซ่ึงเป็นชนชาติไทย อยทู่ ่หี นานเจาได้รับนบั ถือพุทธศาสนามหายาน
150
ผสมผสานกับพราหมณ์ จะพระเจ้าฮั่นเม่งเต้ก ภาษาจีนในสมัยนั้นมีหลักฐานตามประวัติศาสตร์ว่า
อาณาจกั รน่านเจ้านีเ้ ป็นถิน่ ของชนชาติไทย มาก่อน ดงั นั้นจึงน่าจะนับได้ว่าพระพุทธศาสนามายันเข้า
สู่ประเทศไทยและเป็นศาสนาประจำชาติไทยตั้งแต่เป็นนั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้น ประมาณ พ.ศ.
1545-1725 พุทธศาสนามหายานได้แผ่เข้ามาเจริญรุ่งเรืองในสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะเขมรในรัชสมัย
ของพระเจ้าสุริยะวรมัน และหมอนซึ่งมีอาณาจักรทวาราวดีที่กำลังเจริญรุ่งเรือง ในกาลต่อมาพุทธ
ศตวรรษที่ 18 กุบไลข่าน กษัตริย์ชาติมองโกได้นำทัพเข้าตีอาณาจักรน่านเจ้าแตก ชนชาติไทยได้
อพยพลงมาตามลำน้ำสาละวินและแม่น้ำโขง พวกหนึ่งได้ร่วมกำลัง ครับชนชาติไทยที่อยู่ดินแดน
สุวรรณภูมกิ ่อนหนา้ นั้นแล้ว ปัจจุบันเรียกว่าประเทศไทย โดยมีผู้นำทีเ่ ข้มแข็งสองท่านคือ ขุนผาเมือง
เจ้าเมืองราด และคนบางกลางเท้า เจ้าเมืองบางยาง ได้นำทัพเข้าตีกรุงสุโขทัย ได้จากขอม ในพ.ศ.
1800 ราษฎรทั้งหลาย จึงยกพ่อขุนบางกลางท่าว ขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า ขุนศรีอินทราทิตย์
ซึ่งในเวลานั้นพระพุทธศาสนาได้รับการสนับสนุน จากพระราชาทั้งราชวงศ์สุโขทัย จนสืบทอดกันมา
ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัย มิได้ทรงจารึกนิกายใดใน
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เพียงแต่จะลึกว่า มีภาพภิกษุฆ่ามาว่าสี่ คือผ่าพิสูจน์ที่พำนักอยู่ภายใน
หมู่บา้ นอบรมส่งั สอนชาวบา้ น และทำพิธกี รรมทางศาสนาและพวกสูอรัญวาสีคือผา่ พสิ ูจน์ที่อยู่ตามป่า
เป็นวัตรที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน พพิสูจน์ทั้งสองแนวนี้ยังคงสืบทอดกันมาจนถึง สมัยอยุธยา (เพ็ญศรี
พงษ์พานชิ , มปพ,)
สมยั กรุงศรีอยุธยา ชาวจีนไดอ้ พยพเข้ามาสู่ประเทศไทยมากข้ึน ดังนั้นจึงเป็นส่ิงท่ีไม่น่าสงสัย
เลยว่า พระพุทธศาสนามหายาได้ฟื้นฟูในประเทศไทยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สมัยกรุงธนบุรี วัดมา
อารามทางพระพุทธศาสนามาหาญาติได้ถูกสร้างขึ้น โดยการนำของพระสงฆ์ณวนและจีน จนถึง เมื่อ
สิ้นสมัยของพระเจ้ากรงุ ธนบุรีแล้ว สมัยรัตนโกสินทร์ ต้ังแต่ราชกาลท่ี 1-4 ทางวัดมหาญาณได้ถูกสร้าง
ขึ้นด้วยมากกว่าสิบวัดขึ้นไป นิราศราชกาลท่ี 1 ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกัน
ขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว ราช
กาลท่ี 4 พระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้ปรากฏ นิกายที่ชัดเจนได้แก่ มานิกายคือนิกายเดิมที่สืบ
ทอดกนั มาแต่เดิมและนกิ ายทต่ี ง้ั ขน้ึ ใหม่คือนิกายธรรมยุต จนถึงปัจจบุ ัน
รัฐจะสมัยของพระบาดสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพุทธศาสนา
มหายานแจกประเทศอื่นเข้ามาสู่ประเทศไทย ได้แก่ พุทธศาสนาแบบจีน เรียกว่าจีนนิกาย และจาก
เวียดนามที่เรียกว่า อันนัม จึงเรียกพระภิกษุที่มาเผยแผ่พระพุทธศาสนามหายานแนวนี้ว่าอนัมนิกาย
วัดทางมหายานได้ถูกสร้างขึ้นอีกหลายวัดวัดจีนที่สำคัญได้แก่ วัดบําเพ็ญจีนพรต วัดมังกรกมลาวาส
เลง่ เนย่ ย่ี และในสมัยเดียวกนั นส้ี มณศกั ด์ิของพระสงฆท์ างมหายานก็ได้เกิดขึ้น
ความสำเร็จของมหายาน อาศัยหลักการปรับปรุงกฏให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของบุคคล โดย
ให้คนทัว่ ไปมีความรู้สึกว่าภาวะนนั้ อยู่ใกล้แค่เอ้ือม บคุ คลทกุ เพศทุกวยั ก็อาจเป็นโหลด พระองค์ได้โดย
151
ไม่ต้องอาศัยพิธีรีตองมากนัก ฉะนั้น นาทีนี้จึงเป็นผู้ ทำคลองเปรมประชากรหลายร้อยล้านคนในซีก
ตะวนั ออก มนั มีชนชาตจิ ีนญป่ี ุน่ ธเิ บตมองโกเลยี เกาหลีและเวยี ดนาม นับสบื เนื่องกันมาหลายศตวรรษ
(เพญ็ ศรี พงษ์พานชิ , มมป,)
คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ มี 3 ข้อที่สำคัญ คือ 1) มหาปรัชญาหรือปัญญาอันยิ่งใหญ่
หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งในหลักธรรม ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส 2) มหากรุณา
หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างปราศจากขอบเขต พร้อมทั้งสละตน
เพื่อช่วยเหลือสตั ว์ให้พ้นทุกข์ 3) มหาอุบาย หมายความว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีวิธีการชาญฉลาดใน
การแนะนำอบรมสงั่ สอน (เพ็ญศรี พงษ์พานิช, มปพ,)
คุณสมบัติทั้ง 3 ประการ เป็นหัวจใของพระพุทธศาสนามหายานข้อแรกเป็นการบำเพ็ญ
ประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม ส่วนข้อหลัง 2 ข้อ เป็ฯการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น เมื่อเปรียบเทียบกับ
หลักธรรมอนั เป็นหัวใจพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทว่า ไมท่ ำความชั่ว ทำแต่ความดี ชำระจิตใจของตน
ให้ผ่องแผ้ว เมื่อพิจารณาอุดมคติของพุทธบริษัทฝ่ายมหายาน ซึ่งมีอยู่ 4 ประการด้วยกัน คือ 1) เรา
จกั โปรดสตั ว์ทัง้ หลายใหส้ ้ิน 2) เราจะศกึ ษาธรรมทง้ั หลายใหห้ มด 3) เราะจต้องศกึ ษาธรรมท้ังหลายให้
เจนจบ 4) จะตอ้ งบรรลุพทุ ธภูมิ
จะเห็นเลยว่า ในฝ่ายมหาญาณ ซ่อนเงื่อนงำหลักธรรมคำสอนในส่วนที่เกี่ยวแก่ตนไว้ เผย
ความเด่นชัดให้เห็นการบำเพ็ญตนเพื่อผู้อื่น เพราะหลักความจริงมีอยู่ว่าการที่คนเราจะเสียสละเพ่ือ
ผู้อื่นได้นั้น ย่อมแน่นอนว่าต้องมีตน ตั้งมั่น และบริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีอะไรใหม่กว่าฝ่ายเถรวาท แต่วิธีการ
เนน้ หลักธรรมตา่ งๆ ซง่ึ ทำใหเ้ ดน่ และสะดดุ ใจคนมากกวา่ ฝ่ายเถรวาท
ถ้าพิจารณาให้ลึกซ้ึงแลว้ จะพบวา่ โดยหลักการท้ัง 2 นิกายนี้ ไม่แตกต่างกันเลย แต่อยู่ที่การ
เนน้ หัวข้อทำใหเ้ ดน่ ชัด คอื เถรวาทมงุ่ จบั หลักทำเพ่ือชำระตนให้ก่อน ส่วนจะบำเพญ็ ประโยชน์ต่อผู้อื่น
ก็แลว้ แตอ่ ธั ยาศยั ของแต่ละบคุ คล ในฝา่ ยเถรวาทจงึ เกดิ มปี จั เจกพุทธเจ้าเกดิ ขน้ึ เปน็ จำนวนมาก
วิเคราะห์ผลดีของพระพุทธศาสนามหายาน จากตัวอย่างในอดีตเป็นต้นมาการที่พุทธศาสนา
เคยรุ่งเรืองในอินเดียแล้วเสื่อมลงจนเกือบจะสูญสิ้นจากอินเดีย กพปรับตัวเข้ากับสังคมและการ
สมัยใหม่ การดำเนินเผยแพร่โดยใช้วิถีชีวิตแบบเครง่ ครดั ไม่มีการยืดหยุ่นบ้างเลย วันหนึ่งพทุ ธศาสนา
อาจเสื่อมหรือสูญส้ินไปจากประเทศอื่นดังเช่นในอินเดยี ก็เป็นได้ เพราะศูนย์กลางของการนับถือพุทธ
ศาสนามคั หยดุ มันอยู่แต่พระสงฆ์ หากมสี ถานการณ์การเมืองเข้ามายุ่งเกยี่ วมิใหม้ ี พระสงฆ์ในประเทศ
เออสำหรับหายานสอนให้รู้จักบทเรียนชีวิต และไม่ประมาท จะต้องไม่หยุดอยู่กับที่จะต้องปรับปรุง
ตนเองให้เขา้ กบั สิ่งแวดลอ้ มและสงั คม เช่น ผูท้ นี่ ับถือพทุ ธศาสนาแบบมหายานในประเทศไทย โหสอน
พยายามหลกี เลี่ยงและ เบนความสนใจไม่ให้ตดิ อยู่ทีพ่ ระสงฆ์ ทำให้พทุ ธศาสนกิ ชนทกุ คนเขา้ ใจว่าตนมี
ส่วนจรรโลงพระพุทธศาสนา ผู้สอนจะดัดแปลงและดึงเอาหลักธรรมที่คล้อยตาม อุปนิสัยของคนหมู่
มากเท่านั้นมาสอน แม้จะไม่มีพระสงฆ์เป็นแบบอย่างหรือผู้นำ แต่คาที่แบบแผนทางพุทธศาสนาได้
152
อย่างรากลึกลงในจติ ใจของคนส่วนมากเสียแล้ว กลายเปน็ สว่ นหนึ่งของจิตวิญญาณ เป็นส่วนหน่ึงของ
การดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลไปโดยไม่รู้ตัว เราจึงเห็นผู้ที่ถือพุทธศาสนามหายาน ในประเทศ
ไทยนบั ถอื พุทธศาสนาอย่างม่นั คง อยกู่ นั อยา่ งมีความหวัง และมีความสุข จึงหวังได้ว่าพุทธศาสนิกชน
ไทยจะครองความเปน็ พทุ ธศาสนกิ ตลอดไปส้นิ กาลนาน (เพ็ญศรี พงษ์พานิช, มปพ,)
ดังนั้นสรุปได้ว่า อุดมคติในการดำเนินงานของมหายานแตกต่างกับเถรวาท คือเถรวาทวาง
อุดมคติสูงสุดโดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตนเองให้บรรลุธรรม ขั้นสูง คือเข้าสู่พระอรหันต์ด้วยตนเองก่อน
แล้วจึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง ควรมาหาย่านั้นตั้งปณิธานไว้ว่า จะบำเพ็ญตนเพื่อผู้อื่นแบบพระ
โพธิสัตว์ ช่วยขนสัตว์ ให้ข้ามพ้นโอฆะสง โอฆะสังสาร จนหมดสิ้นเสียก่อนที่จะบรรลุธรรมตามมา
ภายหลัง ซึ่งทั้งสองนิกายมีหลักการและวิธีการเผยแผ่ที่ต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายปลายทางขั้นสุดท้าย
คือ การบรรลุพระนิพพานหรือการมี สติ สงบสว่าง มุ่งสู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพาน จึงเห็นว่าพุทธ
ศาสนาไม่ว่าจะเป็นนิกายเถรวาทหรือนิกายมหาญาณแม้จะมีหลักการและวิธีการเผยแพร่ที่ต่างกันไป
บ้างนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ หากแต่เป้าหมายที่จะทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นหลักยึดเหนี่ยวทาง
จติ ใจในการดำเนินชวี ติ และสรา้ งสนั ติภาพแก่โลกย่อมเปน็ สำคัญทสี่ ุด
จำนวนช่วั โมงทส่ี อน 2 ชัว่ โมง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรียน
2. นำเข้าส่บู ทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรียน
สือ่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น - หลังเรยี น
การประเมนิ ผลการเรยี น
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรียน
2. ประเมินจากการมีส่วนรว่ มในหอ้ งเรยี น
3. ประเมินจากการชกั ถาม
153
เนื้อหาทจี่ ะสอน
1. ความหมายคำวา่ พระพุทธศาสนามหายาน
2. วิเคราะห์พระพุทธศาสนามหายาน
คำถามท้ายบท
1. ความหมายคำว่า มหายานมลี กั ษณะอยา่ งไรบา้ ง
2. พระพทุ ธศาสนามหายานกบั เถรวาทมสี ว่ นสมั พันธก์ ันอย่างไรบ้าง
3. นกั ศกึ ษจงวเิ คราะห์พระพทุ ธศาสนามหายานกบั การเปลยี่ นแปลงใหเ้ ข้าสงั คม
4. บทบาททางพระพุทธศาสนามหายานมีผลตอ่ การพัฒนาสังคมไทยอย่างไรบ้าง
เอกสารอา้ งอิง บทที่ 11
คณะสงฆ์จีนนิกาย. (2531). พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ : ธนาคารกรุงเทพพิมพ์เป็นธรรม
บรรณาการ.
ประสงค์ แสนบุราณ. (2548). พระพทุ ธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
พระไตรปฎิ ก เลม่ ที่ 7 พระวนิ ยั ปิฎก เลม่ ที่ 7 จลุ วรรค ภาค 2 ปัญจสตกิ ขันธกะ (เร่ืองพระมหากัสสป
เถระ สังคายนาปรารภคำของพระสุภัททวุฑฒบรรพชิต). พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ.
[ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก <>. เขา้ ถงึ เม่อื 9-6-52
เพญ็ ศรี หงสพ์ านชิ . (มปพ). พระพทุ ธศาสนามหายานในประเทศไทย. รายงานประกอบการศกึ ษาวิชา
เปรียบเทียบคำสอนพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน (Aud). กรุงเทพฯ :หลักสูตรศา
สนศาสตรดุษฎบี ัณฑิต บัณฑติ วทิ ยาลัย. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั .
สุวิญ รักษ์สัตย์. ดร. เปรียบเทียบคำสอนพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน. บรรยายแก่
นักศึกษาศาสนศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย.
เสฐยี ร พันธรงั ษ.ี (2543). พทุ ธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ : สขุ ภาพใจ.
เสถียร โพธนิ ันทะ. (2541). ปรัชญามหายาน.กรงุ เทพฯ : มหามกุฏราชวทิ ยาลยั .
อภชิ ยั โพธปิ ระสทิ ธิศาสตร์. (2539). พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ : มหามกฏุ ราชวิทยาลยั .
Conze, Edward. (1973). Buddhist Scripture. London : Penguin Book.
D.T.Suzuki. (1973). Outline of Mahayana Buddhism.New York : Schocken Book.
Davids, Rhys. (1973). Buddhism India. Patna :Indological Book House.
Dayal H. (1970). The Bodhisattva Doctrine In Buddhist Sanskrit Literature. Delhi: Motilal
Banarasidas,
154
Dutt, Nalinaksha. (1977). Mahayana Buddhism. Delhi : Motilal Banarasidas.
Kimura, Ryukan. ( 1 9 7 8 ) . History of Term Hinayana and Mahayana and The Origin of
Mahayana Buddhism. Patana : Indological Book.
McGovern,W.M. (1967). An Introduction to Mahayana Buddhism.Vanarasi : Sahityaratan
Malakarijalaya.
155
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 12
หวั ข้อเร่ือง วิเคราะห์วรรณกรรมทส่ี ำคัญในพระพุทธศาสนา
รายละเอยี ด
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มีที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใน
สมัยสุโขทัย เมื่อครั้งพ่อขุนรามมหาราชโปรดให้จารึกบนแผ่นศิลา ซึ่งเรียกกันว่า “ศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหง” ซึ่งมีเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศาสนธรรม ศาสนประวัติ ศาสนพิธี
ศาสนวัตถุแทรกอยู่ และต่อจากนั้นมาก็มีวรรณกรรมทางศาสนาติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึง
สมัยอยุธยา วรรณกรรมที่สำคัญในสมัยอยุธยาตอนต้นส่วนใหญ่มีเรื่องเกี่ยวกับศาสนพิธีกรรมและ
พระมหากษัตริย์ จึงมีเนื้อเรื่องคล้ายวรรณกรรมสุโขทัย ส่วนลักษณะการแต่งแตกต่างกับวรรณกรรม
สุโขทัยเป็นอย่างมาก วรรณกรรมในสมัยนี้แต่งด้วยร้อยกรองทั้งสิ้นคำประพันธ์ที่ใช้เกือบทุกชนิด คือ
โคลง ร่าย กาพย์ และฉันท์ ขาดแต่กลอนส่วนใหญ่แต่งเป็นลิลิต คำบาลี สันสกฤตและเขมรเข้าม า
ปะปนในคำไทยมากขึ้นวรรณกรรมที่สำคัญในสมัยอยุธยาตอนต้น มีเรื่องมหาชาติคำหลวง เป็น
วรรณกรรมเลม่ แรกที่เก่ียวกบั พระพุทธศาสนาในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถโปรด
ใหป้ ระชมุ ปราชญ์ราชบณั ฑิต ใหช้ ่วยกนั แต่งขนึ้ เม่ือปีขาล พ.ศ. 2025 เพราะมหาชาตคิ ำหลวง แปลว่า
การเกิดที่ยิ่งใหญ่ เป็นหนังสือที่กล่าวถึงการบำเพ็ญทานอย่างยิ่งใหญ่ ของพระเวสสันดรโพธิสัตว์ครบ
ทั้ง 10 บารมี โดยการบำเพญ็ บารมีทีย่ ากยิ่งก็คือทานบารมนี ่นั เอง และเปน็ พระชาติสุดท้ายก่อนจะมา
ตรัสรเู้ ปน็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ท่ีกล่าวเป็นทานบารมีท่ีย่ิงใหญ่ เพราะเป็นการบรจิ าคบุตรและภรรยา
ซึ่งเป็นการยากหาผู้จะทำได้ พระองค์ทรงบริจาคทานทุกอย่างด้วยศรัทธาแรงกล้า มหาชาติคำหลวง
ซง่ึ ไดก้ ลา่ วแล้วว่า ฉบบั เดิมเปน็ ภาษามคธ แตง่ เปน็ ปัฐยาวัตรฉันท์ มจี ำนวน 1,000 บท หรือพันคาถา
ด้วยกนั (พระประสทิ ธ์ิ ปภาธโร. (2555).
จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีเรื่องกาพย์มหาชาติเป็นวรรณกรรมเล่มแรกว่า
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเป็นผู้แต่ง จนกรงุ ศรีอยธุ ยาแตกคร้ังท่ี 2 เมอ่ื พ.ศ. 2310 ต่อมามีวรรณกรรม
อีกเรื่องคือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งมีหลายชื่อเรียกได้แก่ "ไตรภูมิพระร่วง" "เตภูมิกถา" "ไตรภูมิกถา" "ไตร
ภูมิโลกวินิจฉัย" และ "เตภูมิโลกวินิจฉัย"เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่แต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย
ประมาณ พ.ศ. 1888 โดยพระราชดำริในพระยาลิไท ซึ่งรวบรวมจากคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา มี
เนื้อหาเกี่ยวกับโลกสัณฐาน ที่แบ่งเป็น 3 ส่วน หรือ ไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ
วรรณกรรมเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ คติความเชื่อของชาวไทย เป็นจำนวนมาก เช่น นรก สวรรค์ การ
เวียนวา่ ยตายเกดิ ทวีปทั้งสี่ (เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปป์กลั ป์ กลียุค การล้างโลก พระศรีอา
ริย์ มหาจักรพรรดริ าช แก้วเจ็ดประการ (พระประสทิ ธ์ิ ปภาธโร. (2555).
156
ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้ง 31 คือ กามภูมิ11,
รูปภูมิ 16 และอรูปภูมิ 4 ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต
อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มี
ทิวเขาและทะเลล้อม ทวิ เขามชี ่อื ต่างๆดงั น้ี 1. ยคุ นธร 2. อสิ ินธร 3. กรวิก 4. สุทศั น์ 5. เนมนิ ธร 6. วิ
นตก และ7.อัศกรรณ ซึ่งเป็นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้รวมเรียกว่าเขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลท่ี
รายลอ้ มอยู่ 7 ชั้น เรียกว่า มหานทสี ีทนั ดร ถัดจากทวิ เขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอย่ทู ัว่ ทุกด้าน
แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล ฯลฯ
ลักษณะวรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยมีอยู่ 2 ระยะ
1. ระยะกอ่ นได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก
2. ระยะหลงั ได้รบั อิทธพิ ลจากวรรณกรรมตะวันตก
วรรณกรรมศาสนาช่วงก่อนได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก วรรณกรรมในช่วงนี้ มี
วรรณกรรมไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่มีที่มาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา ที่แต่งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมาย ใช้สอน
ประชาชนให้มจี ิตใจเล่ือมใสศรัทธาตัง้ มั่นในพระพุทธศาสนาและต้ังมน่ั อยู่ในคุณธรรม คุณงาม ความดี
ความถกู ต้อง ความเป็นธรรม ความยุติธรรม แนวคิดของเรื่อง เนน้ หลักพุทธปรชั ญา คืออนจิ จงั หรือสัจ
จธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฏพระไตรลักษณ์มีเน้นเรื่องการทำบุญกุศลเพื่อจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี
เชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือความสุขสงบร่มเย็นแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเกิดจาก
การศึกษาปฏิบัติตามหลักพระพระธรรมคำสอน ลักษณะการแต่งวรรณกรรมนั้น นิยมใช้รูปแบบร้อย
กรองและมีภาษาบาลี-สันสกฤตแทรกในเนื้อเรื่องด้วยวรรณกรรมพระพุทธศาสนาช่วงหลังได้รับ
อิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก ได้แก่วรรณกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 4 จนถึงต้น
รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อเรื่องเน้นเกี่ยวกับหลักธรรมะในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะเป็น
เรื่องที่สมมุติเพื่อสร้างเหตุการณ์ที่ควรประพฤตปิ ฏบิ ัติ โดยการนำมาประยกุ ต์ใหเ้ ขา้ กับเหตุการณ์ทาง
สังคม เนื้อเรื่องจะเกี่ยวข้องกับอาชีพ เช่น หลักธรรมที่เกี่ยวกับความเป็นครู หลักธรรมที่เกี่ยวกับนัก
ปกครอง แนวคิดเนื้อเรื่องมีการนำเสนอแบบตรงไปตรงมาในเรื่องค่านิยมของสังคมและแก่นแท้ทาง
พระพุทธศาสนา แสดงความคิดความเชื่ออย่างมีเหตุผล รูปแบบการแต่งมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
ส่วนที่เป็นร้อยแก้ว จะมีเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ที่มี่เนื้อหาเกี่ยวกับหลักธรรม และปรัชญาในทาง
พระพทุ ธศาสนา เพื่อเป็นข้อคิดทางปญั ญา (พระประสทิ ธ์ิ ปภาธโร. (2555).
ปัจจุบันการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา มีการพัฒนาวิธี
นำเสนอทางด้านรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าด้านการสื่อสารมวลชน
การศึกษา และการติดต่อทางด้านวัฒนธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ -วรรณกรรมเผยแผ่ศาสนา
157
เช่น กฎแหง่ กรรม ของ ท เลียงพบิ ลู ย์ -ประเภทเสียดสีศาสนา เชน่ ธรรมะนอกธรรมาสน์ ของ เสฐียร
พงษ์ วรรณปก -ปรัชญาทางศาสนา เช่น ข้อเขียนอิสระ ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ
ตามหลักทางพระพุทธศาสนาน้ันให้ความสำคัญในด้านการเผยแผ่วรรณกรรมเพื่อการพัฒนา
มนุษย์ ซง่ึ มีการพัฒนาตง้ั แต่การพัฒนาทางกาย ทางวาจา ทางจติ ใจ และพฒั นาทางสติปัญญา จะเห็น
ได้จากหลักธรรมคำสอนที่เผยแผ่ในตำรา วรรณกรรมต่างๆ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีความ
แตกตา่ งจากสัตวอ์ ืน่ ตรงที่ฝกึ ฝนพฒั นาได้มาก ด้วยการพฒั นาตามหลักไตรสกิ ขาหรอื ศีล สมาธิ ปัญญา
จึงได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ และดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางสังคมได้อย่างสันติสุข โดยไม่มีการ
เบียดเบียนทางด้านความคิด ด้วยการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบกัน แต่มีน้ำใจช่วยเหลือ
เกื้อกูลกันอย่างเต็มที่ และมีความมุ่งมั่นศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ
เรอ่ื งศีลธรรม ถา้ ประชาชนมคี วามเสือ่ มทรามทางด้านจิตใจ การพัฒนาประเทศจึงชักจะให้ความสนใจ
หนั มาเนน้ ในเรอ่ื งการพัฒนามนษุ ย์ และพฒั นาจติ ใจ หันมาสนใจคณุ ธรรมจรยิ ธรรมมากขึน้
วรรณกรรมเรื่อง คู่มือมนุษย์ ถือว่าเป็นวรรณกรรมอีกเล่มหนึ่งของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มี
ความสำคญั ต่อพทุ ธศาสนิกชนชาวไทยทั้งประเทศและชาวต่างประเทศ ไดแ้ ปลเป็นภาษาต่างประเทศ
หลายภาษาด้วย เพราะเป็นบันไดขั้นแรกของการศึกษาพระพุทธศาสนา เพราะมุ่งชี้หลักเนื้อหา แก่น
ใจความสำคัญ สำหรบั บคุ คลปกติเพ่งพินจิ พิจารณาหาเหตุผล เป็นหลักธรรมท่ีกล่าวเจาะจงถึงเนื้อแท้
ของพุทธศาสนา ให้เข้าใจง่ายและลึกซึ้งขึ้นตามลำดับ เป็นหลักธรรมที่เหมาะสำหรับผู้ต้องการศึกษา
และพัฒนาชวี ติ ในหน้าที่การงานของตน เปน็ การปฏบิ ัตติ วั เอง อย่างมีหลักการในการจะรักษาอุดมคติ
เพื่อยังประโยชน์สูงสุดใหเ้ กิดแก่ชีวิตตนเอง และโลกด้วยว่าชวี ิตคืออะไร ชีวิตเราเกิดทำไม และมีชีวิต
อย่เู พือ่ อะไร ชีวิตนต้ี ้องการอะไรเป็นสิ่งทีด่ ีท่ีสุดสำหรับชีวิต ตอบว่าตอ้ งการชวี ติ สงบเย็นเปน็ ประโยชน์
ต่อตัวเองและสังคม ด้วยการไม่ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา อุปาทาน นั่นคือเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐใจ
สูงมีคุณธรรม ถอนความยึดมั่นถือมั่นจากอัตตาตัวตน มีสติคุ้มครองรักษาชีวิตจิตใจตัวเอง รู้จัก บาป
บุญ คุณโทษ สิ่งใดควร ส่ิงใดไม่ควร ศาสนาพุทธเปน็ ศาสนาของผู้ร้ใู ห้ตนื่ จากความหลบั ใหลมวั เมา ให้
มชี ีวิตอยู่เหนืออกศุ ลธรรมทง้ั ปวง (พระประสทิ ธิ์ ปภาธโร. (2555).
วรรณกรรมเลม่ นจ้ี ะช้ใี ห้เหน็ ด้วยวา่ พุทธศาสนาทแี่ ท้น้นั พระพทุ ธเจา้ เรม่ิ สอนเรือ่ งอะไร และ
ผลของการปฏิบัติตามคำสอน จะเป็นอย่างไรในที่สุด หากคำสอนของผู้ใด ผิดไปจากหลักที่อธิบายไว้
ในหนังสือเล่มน้ี ถอื ได้วา่ นั่นไมใ่ ชค่ ำสอนของพระพุทธเจ้า เนือ่ งจากธรรมบรรยายของพระเดชพระคุณ
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภกิ ขุ) ซึ่งตั้งใจจะให้เป็น คู่มือของมนุษย์ทุกๆคน โดยการบรรยายผา่ น
ทางการอบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา โดยหวังว่า ถ้าท่านที่จะเป็นผู้พิพากษา จะเป็นปูชนียบุคคล ผู้มี
เจตนาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องมุ่งรักษา “อุดมคติ”ของผู้รักษาความเป็นธรรมหรือผู้คุ้มครองธรรมโดย
ปราศจาก “อคติ4” นั้นย่อมเปน็ เสมือนหนึ่งอริยบคุ คล หรืออย่างตำ่ ที่สุดก็กัลยาณปุถุชนด้วย การละ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เท่าที่พระโสดาบันท่านละได้ ก็เป็นกำลังอันเพียงพอที่จะตัด
158
หนทางของ “อคติ” ได้โดยสิ้นเชิง วรรณกรรมเรื่อง "คู่มือมนุษย์" เป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าน่าศึกษา
อย่างไรและ ได้รับความนิยมชมชอบจากชาวไทยอย่างกว้างขวางมากท่ีสุด และให้ความรู้ทางด้าน
คุณธรรม ด้านจริยธรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างไม่มีความทุกข์ มีแต่
ความสุขทางใจ ไม่ว่าชาวโลกเขาจะวุ่นวายกันไปอยา่ งไร ทั้งนี้ก็เนื่องจากหลักธรรมแสดงถึงความเป็น
อสิ ระทางใจอยา่ งแทจ้ ริง ถือวา่ เป็นแนวทางและหลกั ปฏิบัติในการพฒั นาประชากรของประเทศไทยให้
เป็นทรัพยากรบคุ คลท่ีมคี ุณค่า เฉกเช่นประเทศที่พฒั นาแล้ว ซ่งึ การมีทรพั ยากรมนุษย์ที่มีคุณค่านับว่า
เปน็ ปัจจยั สำคัญในการพัฒนาประเทศ (พระประสทิ ธ์ิ ปภาธโร. (2555).
ด้วยเหตุดงั กล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจทีศ่ ึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องคู่มือมนุษย์ของพทุ ธ
ทาสภิกขุ พร้อมแนวคิดเรื่องการพัฒนามนุษย์ในวรรณกรรมเรื่องคู่มือมนุษย์ และวิเคราะห์คุณค่า
อทิ ธพิ ล งานวรรณกรรมท่ีมตี ่อการพัฒนามนษุ ย์ เพอื่ จะได้ทราบรปู แบบและวิธีการรวมทั้งปญั หาความ
ต้องการต่างๆ ตลอดจนแนวทางแก้ไขการการพัฒนามนุษยใ์ นวรรณกรรมเร่ืองคู่มือมนุษย์ ตามส่วนที่
จำเป็นต้องพัฒนาให้มีศักยภาพตามหลักธรรมในวรรณกรรมเรื่องคู่มือมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านศึกษา
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางสร้างสรรค์ ได้รับความรู้ทางลีลาการเขียนเรื่องคู่มือมนุษย์ ซึ่งเป็น
วรรณกรรมท่รี วบรวมใจความสำคญั ของพระพุทธศาสนา
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องคู่มือมนุษย์ในฐานะวรรณกรรมพระพุทธศาสนาท่ี
ทรงคุณค่ามากอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นการเผยแผ่หลักธรรมในรูปแบบวรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนา และเพื่อศึกษาหลักธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องคู่มือมนุษย์ และเพื่อศึก ษา
คณุ คา่ และอิทธิพลของวรรณกรรมเร่ืองคูมือมนุษย์ทมี่ ีต่อการพัฒนามนุษย์ในสงั คมไทย และก่อให้เกิด
ผลดีในการพฒั นาที่ยั่งยืนนานไดต้ ่อไปในอนาคต (พระประสทิ ธิ์ ปภาธโร. (2555).
วรรณกรรม หมายถึงสิ่งซึ่งเขียนขึ้นทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดหรือเพื่อความมุ่งหมายใด
เปน็ งานประพันธ์ในสมัยปัจจุบนั วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนา หมายถงึ วรรณกรรมทเ่ี ขียนข้ึนโดย
อาศยั เนอื้ หา สาระ หรอื หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาตลอดจนนำบุคคลต่างๆในศาสนาได้แก่ศาสดา
สาวก และผู้เกี่ยวขอ้ งมาเป็นแก่นเรื่อง หรืออาจรวมถึงเรือ่ งราวท่ีคิดแตง่ ขึน้ ใหม่ให้เป็นเรื่องในศาสนา
ทง้ั นม้ี ีวัตถุประสงคเ์ พือ่ กลอ่ มเกลาจิตใจของบุคคลให้ดีขึ้น
มนุษย์ หมายถึง ผู้มีจิตใจสูงและมีคุณธรรม รู้จักบาป บุญ คุณโทษ รู้จักสุข รู้จักทุกข์ รู้จักดี
รู้จักชั่ว รู้จักเหตุ รู้จักผล สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร รู้จักวิธีดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางสังคมได้อย่า ง
สันติสุขโดยไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น การพัฒนามนุษย์ หมายถึง การพัฒนาใหเ้ ป็นผู้มีคุณธรรม
ความดีสมบูรณ์พร้อมด้าน กาย วาจา และจิตใจได้อย่างถูกต้องตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
พระพทุ ธศาสนาเถรวาท หมายถึง ลทั ธิของพระเถระนิกายพระพุทธศาสนาฝ่ายใต้ ซงึ่ ถือตามคติที่พระ
อรหันต์พุทธสาวกได้วางหลักธรรมวินัยเป็นแบบแผนไว้เมื่อครั้งปฐมสังคยานา ได้แก่พระพุทธศาสนา
อยา่ งท่ีนบั ถอื แพรห่ ลายในประเทศไทย พมา่ ลงั กา ลาว และกมั พชู า
159
สงั คมไทย หมายถึง หมายถึง กลุ่มชนชาติทอี่ าศัยอยูร่ ่วมกันในประเทศไทย มีขนบธรรมเนยี มประเพณี
แบบไทย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นต่างจากสังคมอื่นได้แก่ ภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่ง
กาย ความเชอ่ื มารยาท อาหาร การดำเนนิ ชีวิตที่มพี ุทธศาสนาเปน็ พน้ื ฐาน เปน็ ตน้
วรรณกรรมท่ีสำคัญในพระพุทธศาสนา
คำว่าวรรณกรรมมีความหมายข้างๆกว้างและครอบคลุมไปถึงงานเขียนทุกชนิดพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถานพศ 2542 ความหมายของวรรณกรรมพม่างานเขียนงานประพนั ธ์บทประพันธ์
ทกุ ชนดิ ท้ังที่เป็นร้อยแกว้ และร้อยกรองเช่นวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์วรรณกรรมของเสฐียรโกเศศ
วรรณกรรมประเภทสื่อสารมวลชนงานนิพนธ์ท่ีทำข้นึ ทุกชนิดเช่นหนังสือจลุ สารส่ิงเขียนส่ิงพิมพ์ภาษา
เทสนาคำปราศรัยสุนทรพจน์และความหมายโปรแกรมคอมพวิ เตอรด์ ว้ ย (ราชบัณฑิตยสถาน .(2564).
น.1044-1054) ซึ่งในเรื่องนี้วิชาการได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ พระศรีวิสุทธิคุณ (สฤษดิ์ ประธาตุ)
ทรรศนะวรรณกรรม เป็นคำทม่ี ีความหมายต่างๆโดยจะหมายถึง งานเขียนหรือข้อเขียนทุกประเภทไม่
ว่างานนั้นจะมีราชรถได้เนื้อหาเหมือนกับวรรณคดีหรือไม่ก็ตาม (พระศรีวิสุทธิคณ (สฤษดิ์ ประธาตุ),
(2544, น.36) จากงานวิจัยนี้จะเห็นได้ว่าเขียนทุกชนิดถือว่าเป็นวรรณกรรมทั้งสิ้น แต่ถ้างานเขียน
ประเภทใดจัดเป็นประเภทงานเขียนคดีโดยเราอาจจะเรียกงานเขียนประเภทนั้นว่า วรรณคดี งาน
เขียนหนังสือทุกชนิดจัดเป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับความหมายของวรรณกรรมทางพุทธศาสนาจึงน่าจะ
เป็นงานเขียนหนังสือทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนางานเขียนได้แก่ อรรถกถาฎีกาอนุฎีกา
รวมไปถึงงานเขียนและงานวิจัยที่นักวิชาการได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมเอาไว้ตั้งแต่อดีตจนถึ งปัจจุบัน
ถ้าจัดแบ่งตามลักษณะของวรรณกรรมทางพุทธศาสนาการพัฒนาการของคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
แบบเถรวาทตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันแบ่งได้ดังน้ี (คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย. (2557. น.19)
1) วรรณกรรมที่อยู่ในขั้นบาลี ได้แก่ พระไตรปิฎก ทั้งที่เป็นภาษาบาลีและที่แปลเป็นภาษา
อื่นๆเรียบร้อยแล้วงานเขียนประเภทนี้ต้องรักษาหลักคำสอนที่เป็นพุทธพจน์แบบดั้งเดิมเอาไว้ไม่
ผิดพลาดหรือคลานออกมาจากหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนาและยังใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิง
สำหรับงานเขยี นรปู แบบการเขยี นเก่ยี วกับแนวคิดทางพทุ ธศาสนาให้มีความน่าเชอื่ ถือไดด้ ้วย
2) วรรณกรรมที่จัดอยู่ในขั้นอรรถกถาไดแ้ ก่คัมภีร์ทีใ่ ช้อธิบายขยายความคิดกฎในการมาลีให้
มคี วามชัดเจนอีกระดับหนึง่
3) วรรณกรรมที่จัดอยู่ในขั้นฎีกาได้แก่คำอธิบายขยายความคัมภีร์อรรถกถาเช่น ฎีกาพาหุง
เป็นตน้
4) วรรณกรรมที่จัดอยู่ในขั้นโยชนาแต่ที่บอกสัมพันธ์ Safari ว่าซับในท่อกับสมัยในต้นฉบับ
น้ันๆเชน่ คัมภรี ์โยชนา ฎกี าสังคหะ
160
5) วรรณกรรมที่เป็นงานเขียนในลักษณะอื่นๆที่ไม่จัดเข้าในลักษณะที่ 1-4 วรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนาที่เป็นงานเขียนเชิงวิชาการในรูปแบบต่างๆ งานวิจัยทางด้านพระพุทธศาสนาและ
รวมถึงโปรแกรมคอมพวิ เตอรท์ ีบ่ รรจขุ ้อมลู ที่เป็นหลกั คำสอนทางพระพทุ ธศาสนาดว้ ย
สรุปได้ว่าวรรณกรรมพระพุทธศาสนาหมายถึงงานเขียนที่เป็นหนังสือทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับ
พระพุทธศาสนา ได้แก่พระไตรปิฎกคัมภีร์ อรรถกถาฎีกา โยชนา รวมไปถึงการเขียนเชิงวิชาการ
ทางด้านพระพทุ ธศาสนาในรปู แบบอ่ืนและงานวิจัยท่นี กั ศึกษานกั วิชาการไดศ้ ึกษาคน้ คว้าและรวบรวม
ไวต้ ง้ั แต่อดีตจนถึงปจั จบุ ัน
จุดมุ่งหมายของวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนามีจดุ มุ่งหมายทีจ่ ะสอนเกี่ยวกับการละเว้นความชั่วทำความดี
และทำจติ ใจใหบ้ ริสุทธิ์ จุดม่งุ หมายและหลักการของพระพุทธศาสนา เพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายผู้เขียน
วรรณกรรมพระพุทธศาสนาโดยใช้เทคนิคการเขียนหลายรูปแบบ บางเรื่องก็เขียนเป็นบทความเป็น
ความเรียงที่ว่าร้อยแก้ว บางเรื่องเขียนเป็นคำประพันธ์ทีเ่ รียกว่าร้อยกรอง พระราชปริยัติเมธี (สฤษฎิ์
สริ ิโธ) จดุ มุง่ หมายของวรรณกรรมว่า วรรณกรรมเกี่ยวกบั พุทธศาสนาโดยจะมุ่งสอนใจของบุคคลให้รู้ดี
รู้ชั่ว กล่อมเกลาจิตใจให้ประณีตงดงามขึ้น จึงเรียกว่า วรรณกรรมคำเทศน์ ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วง
มหาชาตคิ ำหลวง พระมาลัยคำหลวง ส่วนวรรณกรรมทมี่ ีเน้อื หาในดา้ นให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิต
จึงเรียกได้ว่า วรรณกรรมคำสอนได้แก่ สุภาษิตพระร่วง เพลงยายถวายโอวาท สุภาษิตสอนหญิง
กฤษณาสอนน้อง โลกนิติ คำโคลง เป็นต้น ทั้งสองอย่างจะแตกต่างกัน คือ วรรณกรรมคำเทศน์จะมี
เนื้อหาเกี่ยวกับหลักธรรม วรรณกรรมคำสอนจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคำแนะนำสั่งสอนบุคคลเพื่อนำไป
ปฏิบัติ มีจุดมุ่งหมายเพ่อื (คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . (2557. น.20-22)
1) มุ่งแสดงหลักธรรมในวรรณกรรมทางพุทธศาสนาในรูปแบบต่างๆ เพื่อแสดงหลักคำสอน
ผา่ นวรรณกรรมในรูปแบบต่างๆ แทนการเทศน์ หรอื การสอนจากตัวบุคคลโดยตรง ดงั น้ันวรรณกรรม
จึงเป็นสื่อที่บันทึกหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาไปยังผู้ศึกษาโดยตรงทันที ดังนั้นวรรณกรรม
หนังสือที่บันทึกหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่อง มงคลวิเสสกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิร
ญาณวโรรส แกน่ พทุ ธศาสน์ ของพทุ ธทาสภิกขุ กรรมทปี นี ของพระพรหมโมลี (วิลาส ญาณวโร) พุทธ
ธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) พทุ ธวทิ ยาของ พร รัตนสวุ รรณ
2) มุ่งเน้นคุณค่าพุทธธรรมเพื่อความสูงส่งของพระพุทธศาสนา คือ ให้ตระหนักถึงคณุ ค่าของ
พุทธธรรมและความสูงส่งของคำสอน เพื่อโน้มนาวจิตใจให้เกิดศรัทธาเลื่อมในพระพุทธศาสนามาก
ยิ่งขึ้น ดังวรรณกรรมเรื่อง พระมาลัยคำหลวงทางพระนิพนธ์โดยเจ้าฟ้าธรรมาธเิ บศร์ ปฐมสมโพธิกถา
พระราชนิพนธ์ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
161
3) แสดงให้เห็นการบำเพญ็ บารมีของพระพุทธเจ้า เป็นตวั อย่างในการบำเพ็ญบารมี ตามสิทธิ
ของพระพทุ ธศาสนาแล้วจะเห็นว่า ทกุ คนสามารถบรรลุเปน็ พระอรหนั ตไ์ ด้ เชือ่ ในศักยภาพของมนุษย์
เช่น วรรณกรรม เรื่อง พระมหาชนก พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลย
เดชมหาราช รัชกาลท่ี 9 เป็นตน้
4) ศึกษาหลักคำสอนผ่านวรรณกรรม คือ มุ่งให้ผู้ศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่อยู่ใน
วรรณกรรม สื่อคำสอนผ่านวรรณกรรม ให้ผู้ศึกษาเข้าใจหลากหลายรูปแบบ เช่น รูปแบบการเทศน์
รูปแบบการสอน อาจจะนำเสนอเนื้อหาคำสอนโดยตรง หรือผ่านทางตวั ละครทมี่ ีอยใู่ นวรรณกรรมของ
เรือ่ งนั้นๆ เชน่ วรรณกรรมเร่ือง มงั คลัตถทีปนี ของพระสิรมิ งั คลาจารย์
5) มุ่งใหเ้ ขา้ ใจโลกตามความเป็นจริง คือสรรพสิ่งล้วนไม่เทย่ี งแท้ ไม่สามารถคงอยู่ได้ในสภาพ
เดมิ ตลอดไป สรรพสิ่งหาแกน่ สารทีแ่ ท้ไม่ได้ จะต้องแตกดบั ไปในที่สดุ ใหม้ องเหน็ ว่าการดำรงตนอยู่ใน
ทำนองคลองธรรม จะมีผลทำให้คนเองไดร้ บั ความสุข สงบร่มเย็นในชีวิต ไม่ต้องไปเกิดในนรก ไม่ต้อง
เดือดร้อนทุรนทรุ ายต่อไป เช่น วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เชน่ เตภูมกิ ถาของพญาลิไท เป็นต้น
6) แสดงประวัตศิ าสตรข์ องพระพุทธศาสนา แสดงความเจริญและประวัติของพุทธสถาน เช่น
วรรณกรรมปณุ โณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาค วดั ท่าทราย ลงั คีตยวงศ์ ของสมเด็จพระวนั รัต (แก้ว)
วัดพระเชตุพน พุทธประวัติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส พุทธประวัติจาก
พรโอษฐ์ ของพทุ ธทาสภกิ ขุ บทบาทของพระบรมครู ของปิน่ มทุ กุ นั ต์
สรุปว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะสอนมนุษย์ให้รู้เกี่ยวกับเรื่องของบาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์
มใิ ชป่ ระโยชน์ มุง่ สอนให้มนษุ ย์รูจ้ กั ละชว่ั ทำดีและทำจติ ใจใหส้ ะอาด เปน็ ต้น
ลกั ษณะวรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนา
ลักษณะวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ผู้เขียนวรรณกรรมในเรื่องนั้น ๆ จะนำเอาเรื่องราว
ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในคำสอนทางพระพุทธศาสนาแต่งขึ้นใหม่ (ยกเว้นพระไตรปิฎก) เป็นคำประพันธ์
ชนิดต่าง ๆ เรื่องที่แต่งขึ้นใหม่มีต้นเค้าของเรื่องเดิมอยู่ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาบางครั้งผู้แต่ง
อาจจะเพิ่มเติมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของสังคมที่ผู้แต่งเข้าไป
ปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วยมาไว้ในวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในภายหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะ
อธิบายหลักการทางพระพุทธศาสนาให้คนในสังคมนั้น ๆ เข้าใจได้ง่ายขึ้นเรื่องราวเหล่านี้จะมี
ความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาไม่ด้านใดด้านหนึ่งตามความเหมาะสมซึ่งวรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนาแบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ
1. วรรณกรรมที่นำเนื้อหามาจากพระไตรปิฎกหรือจากคัมภีร์อน่ื ๆ โดยตรง มาแต่งหรือแปล
ใหม่ โดยศาสนธรรมหรือคำสอนทางพระพุทธศาสนาลงไป เช่น ไตรภูมิพระร่วง นำเนื้อหามาจาก
162
คัมภรี ์พระพุทธศาสนาจำนวน 30 คมั ภีร์ มหาชาตคิ ำหลวงและกาพย์มหาชาติ นำเนื้อหามาจากคัมภีร์
อรรถกถาชาดก พระมาลยั คำหลวง นำเนอ้ื หามาจากคมั ภรี ม์ าลัยสตู รและฎกี ามาลัย เปน็ ต้น
2. วรรณคดีที่นำแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาแต่ง เพื่อแสดงความเลื่อมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนา หรือบันทึกเหตุการณ์บางอย่างแทรกความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการของกวีลงไป
เช่น โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ แต่งขึ้นเพราะความเล่ือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะ
บันทึกเหตุการณ์ที่สามารถชะลอพระพุทธไสยาสน์ได้สำเร็จและเพื่อเฉลิมพระเกียรติบุญญาภินิหาร
สมเด็จพระเจ้าท้ายสระให้ปรากฏ (พระราชปริยัติ (สฤษดิ์ สิริธโร). (2557). งานวิจัยและวรรณกรรม
ทางพระพุทธศาสนา. พมิ พค์ รั้งที่ 2. หน้า 7-8)
ประเภทวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา คือ ผลงานทางวิชาการของพระพุทธศาสนาแบ่งออกเปน็ 4
กลุ่ม คือ (พระมหาไฮ้ ธมมฺ เมธี (แซฉ่ วั่ ). 2563. น.18-22)
1) วรรณคดบี าลีเปน็ งานเขียนพระพุทธศาสนาด้วยภาษาบาลี
2) วรรณกรรมพระพุทธศาสนาเป็นงานแปล (Translation) จากคัมภีร์ภาษาบาลีเป็นอักษร
ตา่ ง ๆ เป็นอีกภาษาหน่งึ
3) วรรณคดีพระพทุ ธศาสนาเปน็ งานเขยี นเกี่ยวกบั พระพุทธศาสนามี 3 ลักษณะคอื เขียนรอ้ ย
แกว้ แตง่ ประมวลความ เขยี นแปลความรอ้ ยกรอง และเขยี นแบบสำเนาเคา้ โครง
4) วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นงานเขียนอธิบายพระพุทธศาสนามี 2 ลักษณะ คือ
หลักคำสอนเปน็ เรื่อง ๆ และเรื่องราวอิงศาสนประวัติ การสังเคราะห์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
30 คัมภีร์ธรรมที่คนไทยควรอ่าน ได้สังเคราะห์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 7 สมัย
มีวรรณกรรมท้ังส้นิ 74 เรอื่ ง ดงั นี้
1. ก่อนสมัยสโุ ขทยั (ก่อนพ.ศ. 1800-1921) จำนวน 3 เลม่
2. สมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1800-1921) จำนวน 2 เล่ม
3. สมยั ล้านนา (พ.ศ. 1824-2101) จำนวน 40 เลม่
4. สมัยอยธุ ยา (พ.ศ. 1893-2310) จำนวน 1 เล่ม
5. สมัยกรงุ ธนบุรี (พ.ศ. 2310-2325) จำนวน 0 เล่ม
6. สมัยกรุงรตั นโกสินทรต์ อ้ นตน้ (พ.ศ. 2325-2411) จำนวน 4 เล่ม
7. สมัยกรุงรตั นโกสนิ ทรส์ มยั ปัจจุบนั (พ.ศ. 2412-ปัจจบุ นั ) จำนวน 24 เลม่
ผู้ศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จำนวน 9 องค์ประกอบ เพื่อกำหนดคัดเลือก
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา 30 คมั ภรี ธ์ รรมที่คนไทยควรอ่าน ผูว้ ิจยั ไดส้ งั เคราะหว์ รรณกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาออกเปน็ 9 ประเภท ดงั นี้
163
1) ประวัติพระพุทธศาสนา คือ ประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ความ
สืบเนื่องเชื่อมโยงกับลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา อันเป็นแก่นแท้ในทาง
พุทธศาสนาคอื ความวา่ งใจความท้ังหมดของพระพุทธศาสนา จะต้องอ่านหนังสือ 4 เล่มประกอบด้วย
ชนิ กาลมาลปี กรณ์, ตำนานมลู ศาสนา, กาลานุกรม : พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก และแก่นพุทธ
ศาสนา
2) ประวัติของพระพุทธเจ้า คือ เรื่องราวของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน
ประวัติของพระองค์เองประทานไว้ต่างสถานที่ ต่างวาระ ตั้งแต่ยุคพุทธกาล การสังคายนาพระธรรม
วินัย และการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่ประเทศไทย จะต้องอ่านหนังสือ 3 เล่มประกอบด้วย ปฐม
สมโพธิ, พุทธประวัติจากพระโอษฐ์, และสงั คีติยวงศ์
3) พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร คือ หลักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้อันประกอบด้วยปฏิจจสมุป
บาท (สายเกิด) และอิทัปปัจจยตา (สายดับ) อันปรากฏในพระวินัยปิฎก และอริยสัจจ์ อันปรากฏใน
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก จะต้องอา่ นหนังสอื 3 เลม่ ประกอบด้วย ปฏจิ จสมุปบาทจากพระโอษฐ์, อรยิ สัจจาก
พระโอษฐ์ และอิทปั ปจั จยตา
4) หลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา คอื หลกั ธรรมท่สี ำคัญในพระไตรปิฎกจัดลำดบั หมวดหมู่
ตามหัวข้อธรรม และมีวิวัฒนาการแห่งปัญญาของมนุษย์ จะต้องอ่านหนังสือ 3 เล่มประกอบด้วย
พระไตรปิฎกฉบบั ประชาชน, ธรรมาธบิ าย: หลกั ธรรมในพระไตรปิฎก, และปัญญาววิ ัฒน์
5) ตัวอย่างคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนา คือ คัมภีร์ที่อธิบายหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
หรือบันทึกการตอบปัญหา จะต้องอ่านหนังสือ 3 เล่มประกอบด้วยวิสุทธิมรรค, วิมุตติมรรค และมิลิ
นทปัญหา
6) การอ้างอิงในการศึกษาเรยี นรู้คือ การค้นคำศัพท์ หมวดธรรม และการตคี วามหลักฐานใน
การตรวจสอบหลักธรรม จะต้องอ่านหนังสือ 3 เล่มประกอบด้วยพจนานุกรม ฉบับประมวลศั พท์,
พจนานกุ รม ฉบบั ประมวลธรรม และพจนานกุ รมเพื่อการศกึ ษาพุทธศาสน์
7) การเรียนรู้เกี่ยวกับชวี ิต คือ หลักพุทธธรรม หรือกฎของธรรมชาติในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับ
ชีวิต การปฏิบัติตามคำสอนทำให้รู้จักการดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท มีระเบียบกำกับความ
พฤติกรรมให้เป็นเเบบเเผนและการวางรากฐานชีวิตให้มัน่ คง เเละนำชีวิตให้อยู่รว่ มกันในเเต่ละฐานะ
หน้าที่ ด้วยการทำตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมที่เป็นมงคลแก่ชีวิตที่ยั่งยืนและชีวิตที่มีมาตรฐาน
จะตอ้ งอ่านหนงั สือ 4 เลม่ ประกอบดว้ ย พทุ ธธรรม, คมู่ ือมนษุ ย,์ ธรรมนญู ชีวติ และมงคลทปี นี
8) การกระทำของมนุษย์ที่เรียกว่ากรรม คือ การทำกรรมและไปรับใช้ผลกรรมต้องใช้มรรค
ญาณ อนั เป็นอาวุธประเสรฐิ จากการปฏบิ ัตกิ รรม (กรรมฐาน) เพ่ือวมิ ตุ ตธิ รรมจะต้องมการบำเพ็ญกุศล
กรรมอย่างสูงถึงขั้นภาวนากรรม จะต้องอ่านหนังสือ 3 เล่มประกอบด้วยกรรมทีปนี, วิปัสสนาทีปนี
และวิมตุ ตริ ัตนมาลี
164
9) มนุษย์จะไปอยู่ที่ไหนเมื่อตายไปและไปเกิดใหม่ คือ ภูมิต่าง ๆ ของหมู่สัตว์เรียกว่าไตรภูมิ
ประกอบด้วยกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ในโลกแห่งสังขาร ภูมิศาสตร์และคติต่าง ๆที่เกี่ยวกับโลก
ตามแนวทางพระพุทธศาสนา จะต้องอ่านหนังสือ 4 เล่มประกอบด้วยภูมิวิลาสินี, ไตรภูมิกถา, โลกที
ปกสาร และจักกวาฬทีปนี
ประเภทของวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1) แบ่งตามลักษณะการ
ประพันธ์ 2) แบ่งตามลักษณะเนื้อเรื่อง 3) แบ่งตามลักษณะการถ่ายทอด 4) แบ่งตามต้นกำเนิดของ
วรรณกรรม 5) แบ่งตามรูปแบบวสั ดุและสื่อท่นี ำเสนอ แต่ในการแบ่งประเภทของงานวรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนา สามารถนำเกณฑเ์ หลา่ นีม้ าแบ่งมรี ายละเอียดดงั น้ี
แบ่งตามลักษณะการประพันธ์ มี 2 ประเภท คอื
1) วรรณกรรมร้อยแก้ว คือ การเขียนเป็นความเรียงทั่วไปใช้ถ้อยคำสละสลวย เหมาะเจาะ
ด้วยเสียงและความหมายมไม่กำหนดบังคับคำหรือฉันทลักษณ์วรรณกรรมร้อยแก้ว แบ่งได้เป็น 2
ประเภทคือ (1) บันเทิงคดี (Fiction) คือ วรรณกรรมที่แต่งขึ้นโดยมุ่งความบันเทิงแก่ผู้อ่านเป็น
ประการสำคัญ ส่วนเรื่งอการให้ข้อคิด ความเชื่อ หรือคติสอนใจแก่ผู้อ่านนั้น เป็นวัตถุประสงค์รอง
วรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่จัดอยู่ในประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น และบทละคร เช่น
เรื่องลีลาวดี ของธรรมโฆษ และกามนิตวาสิฏฐี แปลโดยเสถียรโกเศศ และนาคะประทีป (พระราช
ปริยัติ (สฤษดิ์ สิริธโร). (2557). งานวิจัยและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. หน้า 7-
8) (2) สารคดี (Non-Fiction) คือ วรรณกรรมที่ส่วนใหญ่เขียนขึ้นจากความจริง มุ่งที่จะให้ความรู้
ความคิด ที่เป็นคุณประโยชน์เป็นหลักสำคัญ จะเขียนในเชิงวิจารณ์ อธิบาย เชิงพรรณนาสั่งสอนโดย
อธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีระบบ เพื่อมุ่งที่จะถ่ายทอดความรู้ ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น
ให้แก่ผู้อ่าน และก่อให้เกิดคุณค่าทางปัญญาแก่ผู้ศึกษา วรรณกรรมพระพุทธศาสนาจัดอยู่ในประเภท
สารคดี มดี ังน้ี ประเภทความเรียง เช่น จาริกบญุ จาริกธรรม ของพระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยตุ โต) เป็นต้น
ประเภท บทความ เช่น พระพุทธศาสนากับการฟื้นตวั จากวิกฤตการณ์โลก เป็นการรวบรวมบทความ
ทางวิชาการพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 7 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก ประเภทสาร
คดีทอ่ งเท่ียว เช่น สารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าของพาโนรามา เป็นตน้ และประเภทจดหมายเหตุ เช่น
กาลานกุ รม พระพทุ ธศาสนาในอารยธรรมโลกของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
2) วรรณกรรมรอ้ ยกรอง คือวรรณกรรมท่ีเขยี นเรยี บเรียงใหเ้ ป็นระเบียบตามบัญญัติแห่งฉันท
ลกั ษณ์ตา่ งๆ มีการบงั คับสระและบงั คับคำและแบบแผนการส่งสมั ผัสต่างๆงานเขียนประเภทนีบ้ างคร้ัง
แล้วว่ากวีนพิ นธ์หรือคำประพนั ธเ์ ช่นโคลงฉนั ท์กาพยก์ ลอนรา่ ยลิลติ เป็นตน้ วรรณกรรมทางพุทธศาสนา
เป็นประเภทร้อยกรองนี้ยังสามารถแบ่งย่อยอีก 3 ประเภทคือ (1) วรรณกรรมประเภทบรรยายคือ
วรรณกรรมร้อยกรองที่มีโครงเรื่องตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆผู้เป็นเรื่องราวต่อเนื่องกันไปเช่นการ
มหาชาติของพระเจ้าทรงธรรม (2) วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาประเภทพรรณนาหรอื รำพึงรำพัน
165
บทร้อยกรองประเภทนี้ผู้แต่งแสดงอารมณ์ส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่งไม่มีโครงเรื่องเช่นโคลงนิราศหริ
ภุญชัย (3) วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาประเภทบทละครเป็นบทร้อยกรองสำหรับการอ่านและใช้
เปน็ บทสำหรับการแสดงดว้ ยเชน่ บทพากยโ์ ขนบทละครรอ้ งบทละครรำเป็นตน้
แบ่งตามลักษณะเนื้อเรื่อง มี 2 ประเภท คือ 1. วรรณกรรมบริสุทธิ์ (Pure Literature)
หมายถึง วรรณกรรมที่แต่งขึ้นจากอารมณ์สะเทือนใจต่าง ๆ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะให้วรรณกรรมนั้น
ทรงคณุ ค่าในทางใดเป็นพเิ ศษ แต่วรรณกรรมนน้ั อาจจะล้ำค่า ในสายตาของนักอา่ นรุ่นหลังๆ ก็เป็นได้
แต่มิได้เป็นเจตจำนงแท้จริงของผู้แต่ง ผู้แต่งเพียงแต่จะแต่งขึ้นตามความปรารถนาในอารมณ์ของ
ตนเองเป็นสำคัญ 2. วรรณกรรมประยุกต์ (Applied Literature) หมายถงึ วรรณกรรมที่แต่งข้ึนโดยมี
เจตจำนงท่ีสนองส่ิงใดสิ่งหนึง่ อาจเกิดความบันดาลใจที่จะสืบทอดเรื่องราวความช่ืนชมในวรี กรรมของ
ผู้ใดผู้หนึ่งนั่นหมายถึงว่า มีเจตนาจะเขียนเรื่องราวขึ้นเพื่อประโยชน์อย่างหนึ่ง หรือมีจุดมุ่งหมายใน
การเขียนชัดเจน มิใช่เพื่อสนองอารมณ์อย่างเดียว เช่น วรรณกรรมประวัติศาสตร์ วรรณกรรมการ
ละคร และอาจหมายรวมถึงพงศาวดารต่าง ๆ ด้วย (สมพร มนั ตะสตู ร 2526 : 6)
3) แบง่ ตามลักษณะการถา่ ยทอด มี 2 ประเภท คือ
1. วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถงึ วรรณกรรมทถ่ี ่ายทอดโดยการบอก การเลา่ และการขับร้อง
ไมว่ ่าจะเป็นในโอกาสหรือในวาระใด เช่น ในการนอน การเต้น การรำ หรือพธิ กี รรมต่าง ๆ
วรรณกรรมมุขปาฐะมีปรากฏมานาน จึงมีอยู่ทุกภูมิภาคของโลก การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ
วรรณกรรมประเภทนี้เป็นผลสืบเนื่องจากภาษาของมนุษย์ เมื่อมนุษย์มีภาษาพูดก็ย่อมมีโอกาส
ถ่ายทอดจิตนาการและอารมณ์ได้มากขึ้น ประกอบกับภาษาพูดสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและเรว็
กวา่ ภาษาเขียน ดังน้ันวรรณกรรมมขุ ปาฐะจงึ มีมาก และมมี านานกวา่ วรรณกรรมประเภทอน่ื
2. วรรณกรรมลายลักษณ์ หมายถึง วรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยการเขียน การจาร และการ
จารึก ไมว่ า่ จะเป็นการกระทำลงบนวัสดุใด ๆ เช่น กระดาษ เย่อื ไม้ ใบไม้ แผ่นดนิ เผา หรอื ศิลา
วรรณกรรมลายลักษณ์เป็นวรรณกรรมที่พัฒนาสืบต่อมาจากวรรณกรรมมุขปาฐะ กล่าวคือ
เกิดขึ้นในยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักใช้สัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพื่อบันทึกความในใจ ความรู้สึก และความ
คิดเห็นของตน เพื่อถ่ายทอกให้ผู้อื่นรับรู้นั่นเอง และเนื่องจากตัวอักษรเป็นเครื่องมือบันทึกที่สื่อสาร
กันได้กว้างไกลและยั่งยืน มนุษย์จึงสร้างวรรณกรรมประเภทนี้กันอย่างกว้างขว้างในทุกภูมิภาคของ
โลกขณะเดียวกันก็พัฒนาเทคนิคและรูปแบบการสร้างวรรณกรรมให้เจริญมาเป็นลำดับ วรรณกรรม
ลายลักษณจ์ งึ กลายเป็นมรดกท่ีมนษุ ยชาติไมอ่ าจปฏเิ สธได้
แบ่งตามกำเนิดวรรณกรรม มี 2 ประเภท คือ (1) วรรณกรรมปฐมภูมิ เป็นวรรณกรรมที่เกิด
จากความคิดริเริ่มการค้นพบจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองและนำไปเผยแพร่แก่สาธารณชนเช่น
เอกสารจดหมายเหตุวิทยานิพนธ์รายงานการวิจัยเอกสารส่วนบุคคล (2) วรรณกรรมทุติยภูมิ เป็น
166
วรรณกรรมที่เกิดจากการรวบรวมวิเคราะห์เลือกสรรประมวลและเรียบเรียงข้อมูลมาจากวรรณกรรม
ปฐมภูมเิ ชน่ หนงั สอื ตำราตา่ งๆหนังสอื พจนานกุ รมและหนงั สือสารานุกรมเปน็ ต้น
แบ่งตามรูปแบบวัสดุและสื่อที่นำเสนอ มี 2 ประเภท คือ (1) วรรณกรรมในรูปของวัสดุ
สง่ิ พมิ พ์ (Printed Materials) หมายถึง วรรณกรรมท่ีถ่ายทอดงานเขยี นท่ีเปน็ ตัวอักษรและใชก้ ระดาษ
เป็นหลัก วรรณกรรมพระพุทธศาสนามีรูปแบบของวัสดุสิ่งพิมพ์มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น หนังสือ
พจนานกุ รม รายงานการวิจัย วารสาร เปน็ ต้น (2) วรรณกรรมในรปู ของวัสดุไมต่ ีพิมพ์ (Non-Printed
Materials) หมายถึงเปน็ ลกั ษณะการถ่ายทอดงานลงในวัสดุไม่ตีพมิ พ์ หรือโสตทัศนวสั ดุ เช่น บทเพลง
ทบ่ี นั ทึกลงในแผ่นเสยี ง แถบบนั ทกึ เสยี ง หรือ วัสดทุ ่ีใช้กับเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ชนดิ ต่างๆ
สรุปวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึงงานเขียนหนังสือทุกชนิดที่เกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนาได้แก่ คัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา โยชนา รวมไปถึงงานเขียนด้าน
พระพทุ ธศาสนาในรูปแบบอื่นๆ งานวจิ ัยท่ีนักวชิ าการไดศ้ ึกษารวบรวมไวต้ ง้ั แตอ่ ดตี จนถึงปัจจบุ ัน และ
รวมไปถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลที่เป็นหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เน้นเพื่อสอน
มนุษย์ให้รู้เกี่ยวกับ เรื่องบาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ มุ่งสอนให้มนุษย์รู้จักการละเว้น
ความชั่ว สอนให้ทำความดี และการทำจิตให้สะอาด แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ (1) มีเนื้อหามาจาก
พระไตรปิฎก หรือจากคัมภีร์อื่นๆ โดยตรงแล้วนำมาแต่งหรือ แปลใหม่ โดยแทรกหลักธรรมหรือคำ
สอนไว้ด้วย (2) มีการนำแนวคิดทางพระพทุ ธศาสนามาแต่งเพื่อแสดงความเลื่อมใสศรัทธาหรือบันทกึ
เหตุการณ์บางอยา่ งแลว้ แทรกความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการของกวีลงไปดว้ ย
วเิ คราะห์วรรณกรรมท่ีสำคัญในพระพุทธศาสนา
เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นงานวิจัยที่เชื่อมโยงกันระหว่าง “มิติของเวลากับงานวรรณกรรม
ทางพระพุทธศาสนา” กล่าวคือ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างยุคสมัยทางประวัติศาสตร์กับงาน
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ดังนน้ั กอ่ นทจ่ี ะเข้าสู่การสำรวจและวิเคราะหเ์ น้ือหาของวรรณกรรม
ผู้วิจัยจะเริ่มต้นด้วยการให้คำนิยามความหมายและกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการแบ่งยุคใหม่/
ยุคเก่าในเชิงประวัติศาสตร์ทัง้ ในสังคมตะวันตกและสังคมไทยเป็นเบ้ืองต้นก่อน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความ
ชัดเจนในแง่ของกรอบเวลาและขอบเขตเนื้อหาวรรณกรรมที่จะนำมาเป็นข้อมูลในการศึกษา จากนั้น
ผู้วิจัยจะนำเสนอวรรณกรรมพระ พุทธศาสนาบางชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวในช่วงของการ
เปลี่ยนผ่านเข้าส่สู ังคมสมยั ใหม่
ยคุ ใหมใ่ นสังคมตะวันตกและสังคมไทย ยุคใหมใ่ นสงั คมตะวนั ตก
คำว่า “ยุคใหม่” เป็นคำที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย บางครั้งก็เป็นการใช้ตาม
ความเคยชนิ โดยไม่ทราบความหมายท่ีแท้จริงและความเปน็ มาในเชิงประวตั ิศาสตร์ของคำนี้ ดังนัน้ ใน
เบ้อื งตน้ น้ี ผวู้ จิ ัยขอนยิ ามความหมายของคำวา่ “ยคุ ใหม่” และคำอื่น ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง ดงั น้ี
167
1) คำว่า “ยุคใหม่” (Modern Ages) เป็นคำที่ชาวตะวันตกนำมาใช้เพื่ออธิบายสภาพการ
เปลี่ยนแปลงในสังคมของตนในช่วงหลัง “ยุคสว่าง” (Enlightenment) ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18
เป็นต้นมา หมายความว่ายุคสว่างได้เป็นพื้นฐานให้สังคมตะวันตกเจริญก้าวหน้าไปสู่ความทันสมัย
(Modernity) อย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
โดยมากจะกำหนดเอาตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution, 1750-1850) ใน
ประเทศอังกฤษ และการปฏิวัติผรั่งเศส (French Revolution, 1789) อย่างไรก็ตาม มีบางตำราเห็น
ต่างออกไปว่ายุคสมัยใหม่ (Modern times) ในสังคมตะวันตกได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแตย่ ุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
การในคริสต์ศตวรรษที่ 15
2) คำวา่ “ลทั ธิสมยั ใหม่” (Modernism) คำน้เี กดิ ข้นึ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้น
ครสิ ต์ศตวรรษที่ 20 เป็นคำท่ีใชใ้ นวงการคริสต์ศาสนาเปน็ ส่วนมาก หมายถึง กระแสแนวคิดความเช่ือ
ที่พยายามจะนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้าน
วทิ ยาศาสตร์ มาเปน็ เครือ่ งมอื อธบิ ายข้อความในคัมภีรไ์ บเบลิ เพื่อให้เกดิ ความสมเหตสุ มผลและเป็นที่
ยอมรับของคนยุคใหม่ได้ โดยเฉพาะข้อความประเภทปรัมปราคติ (Mythology) ที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วย
หลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แม้ความพยายามที่จะสะสางความเชื่อแบบงมงายไร้เหตุผล
(Demythologization) ออกไปจากศาสนา ก็ถอื กำเนดิ ขนึ้ ในยุคน้ี
3) คำว่า “การทำให้ทันสมัย” (Modernization) เป็นคำที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับคำว่า “ยุค
ใหม่” (Modern Age) มีความหมายมุ่งไปที่กระบวนการปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้เป็นสังคม
สมยั ใหม่ น่นั คอื ทำใหเ้ ป็นสังคมแบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอตุ สาหกรรม แตบ่ างครั้งกใ็ ช้คำน้ีใน
ความหมายความหมายเดยี วกบั คำวา่ “การทำให้เป็นอุตสาหกรรม” (Industrialization) โดยนยั นี้การ
ทำให้สมัยกค็ ือการทำให้เป็นอุตสาหกรรมน่นั เอง ในยุคที่ประเทศตะวันตกขยายอาณานคิ มไปครอบงำ
ประเทศต่างๆ ท่วั โลก แล้วพยายามจะทำใหป้ ระเทศเหล่านน้ั ทันสมยั เหมือนประเทศของตน ไดเ้ กิดคำ
ใหม่อีกคำหนึ่งที่ไกล้เคียงกับคำว่าทำให้ทันสมัย คือคำว่า “การทำให้เป็นตะวันตก”
(Westernization) ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้ให้ความหมายคำนี้ว่า “อัสดงคตานุวัตร
(Westernization) ในด้านเศรษฐกิจ หมายถึง ความเจริญด้านวัตถุธรรมทางวิทยาศาสตร์ ในด้าน
เศรษฐกิจ อัสดงคตานุวัตร หมายถึง ลัทธิพาณิชนิยม ในทางการเมือง หมายถึง การมีกฎหมายเป็น
ระบบเพียงพอ ที่จะเป็นหลักประกันผลประโยชน์ทางการค้า ในอุดมคติได้แก่การมีรัฐธรรมนูญเป็น
ลายลกั ษณ์อักษร…” และอกี คำหนึ่ง คือคำวา่ “ทฤษฎกี ารทำให้ทันสมยั ” (Modernization Theory)
เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือประมาณคริสต์ทศวรรษที่ 1950 ถึง 1960 เป็นแนวคิดที่
เกิดขึ้นกลุ่มนักรัฐศาสตร์อเมริกันที่มีความเชื่อว่า การที่จะพัฒนาประเทศโลกที่สามให้เป็นประเทศ
อุตสาหกรรมแบบตะวันตกได้ จะต้องทำการปรับปรุงระบบการเมืองและการบริหารราชการของ
ประเทศโลกที่สามให้มั่นคงและมีประสิทธิภาพให้ได้ก่อน แต่เบื้องหลังของแนวคิดนี้ ก็คือความ
168
พยายามสหรัฐอเมริกาที่จะครองความเป็นมหาอำนาจของโลกด้วยการสกัดกั้นอิทธิพลของลัทธิคอม
มวิ นิสมท์ ่กี ำลงั ครอบงำประเทศโลกที่สามอย่ใู นขณะนนั้
ยุคใหม่ในสังคมไทย การแบ่งยุคเก่ากับยุคใหม่ในสังคมไทย ส่วนมากนักประวัติศาสตร์จะ
กำหนดเอาสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเส้นแบ่งของยุค สำหรับเหตุการณ์ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่งยุค คือ
ความเคลื่อนย้ายจากระบบความคิดความเชื่อที่ตั้งอยู่บนฐานของกระบวนทัศน์แบบเดิม (จักรวาล
วิทยาแบบเดิม) มาสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เข้าไปผูกพันกับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างชัดเจน (จักรวาล
วิทยาแบบวทิ ยาศาสตร์) นน่ั หมายความวา่ กระบวนทศั น์แบบเดิมถูกกระทบจากกระบวนทศั น์ใหม่ จน
ขาดพลังในการที่จะอธิบายชีวิต สังคม และจักรวาลได้อีกต่อไป จึงได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน
(transitional period) เข้าหากระบวนทัศน์ใหม่ที่มีพลังในการอธิบายโลกและชีวิตได้สมเหตุสมผล
มากกว่า ถ้ามองในเชิงรูปธรรม ช่วงรอยต่อระหว่างสังคมไทยยุคเก่ากับยุคใหม่ ก็คือช่วงที่ไทยถูก
คุกคามจากการล่าเมืองขึ้นของประเทศตะวันตกอย่างหนักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ลงมา จนต้องยอม
เปดิ รับเอาวิทยาการตะวันตกมาพฒั นาประเทศใหท้ นั สมยั และการเปิดเสรีทางด้านการค้ากับตะวันตก
โดยการทำสนธิสญั ญาบาวร่ิงกบั ประเทศองั กฤษ ในปี พ.ศ. 2398 อย่างไรกต็ าม เนอ่ื งจากงานวิจัยช้ิน
นเี้ ป็นเรือ่ งเกยี วกบั แนวโนม้ วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนา ดงั นั้น ผวู้ ิจัยจึงขอกลา่ วถึงเฉพาะการแบ่ง
ยุคสมยั ทสี่ มั พันธ์กบั การผลิตวรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนาเท่านนั้
จารีตการแต่งวรรณกรรมพระพุทธศาสนาในสังคมไทย วรรณกรรมแบบจารีตลังกา
พระพุทธศาสนาในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้รับอิทธิพลจาก
ตีความพระธรรมวินัยจากจารีตลังกาอย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวรรณกรรมในชั้นอรรถ
กถา ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสสอื่น ๆ กล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาแบบลังกาได้กลายเป็นแม่แบบ
ของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย โดยเฉพาะจารีตในการแต่งวรรณกรรมพระพุทธศาสนา ที่เห็น
ชัดเจนที่สุดนา่ จะได้แก่วรรณกรรมแนวประวัตศิ าสตร์พระพุทธศาสนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ สังคีติ
ยวงศ์ และปฐมสมโพธิกถา เป็นต้น งานเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับรูปแบบมาจากคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา
โดยมีการจดั วางลำดับโครงเรอื่ งดั้งนี้
1) เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องย้อนหลังกลับไปถึงประวัติการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสตัว์ใน
อดีตชาตอิ นั ยาวไกลถงึ 4 อสงไขยยง่ิ ดว้ ยแสนกัปป์
2) เล่าถึงชาตทิ ไ่ี ปเกดิ เปน็ เทพบตุ รทีส่ วรรคช์ ้ันดสุ ติ เพื่อรอลงมาจุตยิ ังโลกมนุษย์
3) เล่าถึงการเสดจ็ ลงจุติยังโลกมนุษย์จนถึงประสูติ ตรัสรู้ และปรนิ ิพพานตามลำดับ
4) เล่าถึงประวัติการทำสังคายนาพระธรรมวินยั ในช่วงหลงั พุทธกาล การนำพระพุทธศาสนา
ไปเผยแผ่ยังประเทศต่าง ๆ แล้วโยงมาเล่าถึงประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสังคมของผู้ผู้แต่ง
วรรณกรรมเองแล้วจบลงด้วยการกล่าวกิจการพระศาสนาและการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาของ
พระเจา้ แผน่ ดินในสมยั ทแี่ ต่งวรรณกรรมเรื่องนั้น ๆ
169
วรรณกรรมพระพุทธศาสนาแนวประวัติศาสตร์แบบนี้ กลุ่มนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นจารีต
การเขียนประวัตศิ าสตร์แบบลังกาหรือแบบตำนาน ดังคำกล่าวของนธิ ิ เอยี วศรวี งศ์ และอาคม พัฒิยะ
ที่ว่า จารตี การเขยี นพงศาวดารแบบลังกานั้นก็คือ การอาศัยประวัตขิ องพุทธศาสนาเปน็ แกนกลางของ
เรื่องราว โดยการย้อนกลับไปกล่าวตั้งแต่สมัยพุทธกัปป์แรก บางครั้งก็ย้อนไปเล่าตั้งแต่พระพุทธเจ้า
พระองค์แรกใน 25 พระองค์ที่จะมาตรัสรู้ในโลกนี้ ทั้งหมดนี้เพื่อเล่าถึงการสั่งสมบารมีของพระ
โพธิสัตว์ ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้าในสมัยของเรานี้ ถัดจากนั้นก็บรรยาย
พุทธประวัติอย่างสั้น ๆ แล้วก็ดำเนินความเกี่ยวกับว่าพุทธศาสนาได้เข้าไปยังดินแดนของตนอย่างไร
ได้มีกษัตริย์พระองค์ใดบ้างทั้งในอินเดียและที่อื่น ๆ ซึ่งได้เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภถก
พระพุทธศาสนา เป็นต้นว่าพระเจ้าอโศกแห่งอินเดีย และพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัยแห่งลังกาเป็นต้น
เนื้อหาของพงศาวดารประเภทนี้ก็คือ เรื่องราวของวงศ์ขององค์ศาสนูปถัมภกและพระศาสนาใน
ดินแดนถิ่นประเทศของตน
จึงกล่าวได้ว่า วรรณกรรมพระพุทธศาสนาแนวตำนานนี้ ได้ใช้กรอบเวลาและสถานที่ (time
and space) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เรื่องราวของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนา กาลเวลาเริ่มต้นจาก
ประวัติของพระพุทธเจ้าในชาติต่าง ๆ และดำเนินไปเรื่อยจนกระทั่งถึง “ปัจจุบัน” และจะต่อไปใน
“อนาคต” อันมีจุดจบอยู่ที่ พ.ศ. 5000 เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดของกาลเวลาแห่งศาสนาของพระพุทธเจ้า
องค์หนึ่งแล้วก็จะเริ่มต้นกาลเวลาใหม่อีก นี่เป็นกาลเวลาที่ดำเนินไปเรื่อยโดยไม่รู้จบ ส่วนสถานที่น้ัน
จะเน้นความสำคัญอยู่โลกของพระพุทธศาสนา หรือชมพูทวีป ดั้งนั้น ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็นส่วน
หน่งึ ของโลกแหง่ พระพทุ ธศาสนา มใิ ชป่ ระวตั ศิ าสตร์ของชนกลุ่มใดเชอ้ื ชาติใดโดยเฉพาะ
จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ ไตรภูมิพระร่วงหรือ “เตภูมิกถา” เป็นวรรณกรรมชิ้นสำคัญที่มี
อทิ ธิพลในการหล่อหลอมความคดิ ความเช่ือของคนไทยเป็นเวลานาน แต่งในสมยั กรุงสุโขทัย โดยพระ
เจ้าลิไท (ประมาณ พ.ศ. 1890–1927) โดยมากอ้างอิงคัมภีร์ชั้นรองจากพระไตรปิฎกประมาณ 30
คัมภีร์ แกน่ เนอื้ หาสำคัญของไตรภมู ิพระร่วง คือ การเสนอโครงสร้างของจกั รวาลวิทยา (cosmology)
ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง โดยแกนของภูเขาจะหยั่งลงไปในทะเลสีทันดร บริเวณล้อมรอบภูเขา
จะประกอบด้วยภูมิใหญ่ 3 ภูมิ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ ภูมิต่าง ๆ เหล่านี้มี
ตำแหน่งรายล้อมรอบเขาพระสุเมรุลดหลั่นกันไปตามลำดับ (hierarchy) โดยบนยอดภูเขาจะเป็น
สวรรคข์ องพระอินทรใ์ นฐานะผู้ปกครองจักรวาล
อิทธิพลที่สำคัญของไตรภูมิพระร่วง คือ ความเชื่อเรื่องบุญ-บาป นรก-สวรรค์ การเวียนว่าย
ตายเกิดในภพภมู ิตา่ ง ๆ และความเช่ือว่าจะได้เกิดในโลกยุคพระศรีอาริย์เมื่อไดส้ ดับเตภมู ิกถาหรือไตร
ภูมิ นอกจากนั้น ความในเรื่องไตรภูมิ ยังสามารถใช้อธิบายสถานะอันไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม
ได้ด้วย นั่นคือ เมื่อเกิดคำถามว่าทำไมคนเกิดมาไม่เท่าเทียม ทำไมบางคนร่ำรวย ในขณะที่บางคน
ยากจน ปัญหานี้สามารถตอบได้โดยยกให้เป็นปัญหาของการส่ังสมบุญบารมีมาไม่เท่าเทยี มกนั ของแต่
170
ละบุคคล กษัตริย์เป็นผู้ที่สั่งสมบารมีมามากที่สุด จึงเป็นผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูงที่สุด กล่าวคือเมื่อ
สถานะทางสงั คมถกู อธบิ ายด้วยเร่ืองบญุ บารมสี ่วนบุคคล การท่จี ะต้ังคำถามตอ่ ความอยตุ ิธรรมของนัก
ปกครองและระบบการปกครองจึงมขี ้นึ ไม่ได้
กล่าวโดยสรุป ยุคเก่าของสังคมไทย กำหนดเอาตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมาจนถึงสมัย
รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ หมายถงึ ยคุ สมัยทีส่ ังคมไทยยึดจักรวาลวทิ ยาแบบไตรภูมิเปน็ กระบวนการทัศน์
กระแสหลักในการอธิบายโลกและชีวิต นอกจากนั้น เมื่อมองในแง่ของการแต่งวรรณกรรม หมายถึง
ยคุ ทีส่ ังคมไทยยดึ จารตี แบบลงั กาเปน็ แมแ่ บบในการแต่งวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
วรรณกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าส่สู ังคมยุคใหม่ เป็นท่ียอมรับกนั ว่าสังคมไทยได้เปล่ียนเข้าสู่
ยุคใหม่อย่างเต็มตัวตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ โดยมาตรฐานอย่างหนึ่งที่มักจะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ของสังคมไทย
คือ ความเสื่อมลงของโลกทัศน์แบบไตรภูมิแล้วถูกแทนที่ด้วยแนวคิดแบบเหตุผลนิยม (rationalism)
และวิทยาศาสตร์จากประเทศตะวันตก รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นชั้นนำไทยที่ถือว่าเป็นตัวแทนของยุค
สมัยใหม่ เพราะทรงสนพระทัยในวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก จนได้รับฉายาว่าเป็นบิดาแห่ง
วิทยาศาสตร์ไทย ด้วยอิทธพิ ลเหตผุ ลนิยมแบบวทิ ยาศาสตร์ ทำใหพ้ ระองคม์ ที า่ ทปี ฏเิ สธความเชื่อใด ๆ
ก็ตามที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล รวมทั้งระบบความเชื่อที่มีฐานมาจากจักรวาลวิทยาแบบไตร
ภูมิด้วย เช่น ความเชื่อเรื่องพุทธกาล 5,000 ปี พระองค์ทรงแย้งว่า พระพุทธศาสนาสามารถจะดำรง
อยู่ได้ตลอดกาลนานถ้าชาวพุทธตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติเป็นนิจ แม้คติเรื่องนรกสวรรค์ในชาติหน้าก็ถูก
ลดทอนลงจากความหมายระดบั อภปิ รัชญา (metaphysical) ใหเ้ หลือเพยี งความหมายระดับจิตวิทยา
(psychological) คือให้เหลือเพียงสรรคใ์ นอกนรกในใจเท่านั้น รวมทั้งคติความเช่ือเรื่องยุคพระศรอี า
ริย์ เรื่องพระโพธิสัตว์ และการปรารถนาพุทธภูมิก็ถูกละทิ้งไป พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกท่ี
ประกาศชัดเจนว่า “มิทรงเอื้อมอาจปรารถนาพุทธภูมิ” แม้แนวคิดในการตั้งธรรมยุติกนิกายของ
รชั กาลท่ี 4 ในขณะท่ีเป็น “วชริ ญาณภิกข”ุ ก็ไดส้ ะทอ้ นแนวคิดแบบเหตุนยิ มของพระองค์ด้วยเช่นกัน
พระองค์ทรงต้องการให้ชาวพุทธตั้งคำถามกับตัวเองว่า การนับถือศาสนานั้นมีประโยชน์ “อย่างไร”
เพราะ “เหตุใด” และ “ทำไม” จึงตอ้ งนับถือพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ผ้ทู จี่ ะนบั ถือศาสนาจะต้อง
ตอบคำถามตัวเองให้ได้กอ่นว่าอะไร ทำไม และเพราะเหตุใดก่อนจึงต้องนับถือศาสนา นอกจากนั้น
พระองค์สนับสนุนใหว้ ิพากษ์การตีความพระไตรปฎิ กตามจารีตแบบลังกาดว้ ยวา่ “ถ้อยคำพวกนี้ พระ
อรรถกถาจารย์กล่าวใหฟ้ ันเฟือนไปไม่ตรงอยตู่ ามเดิม ชอื่ ว่าหาเคารพแกพ่ ระ พทุ ธานุญาตไม”่
อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมเชิงศาสนาในช่วงที่สังคมไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ที่สะท้อนให้
เหน็ ถึงอทิ ธิพลของแนวคิดแบบเหตผุ ลนิยมและวิทยาศาสตร์ตะวนั ตก คือ “หนังสือ แสดงกิจจานุกิจ”
แต่งโดยเจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ในปี พ.ศ. 2410 วรรณกรรมชิ้นนี้ได้
พยายามที่จะช้ีให้เห็นว่าคำสอนเดิมแท้ของพระพุทธศาสนาเข้ากนั ได้กับหลักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ
171
แนวคิดเรือ่ งโลกกลม เป็นต้น และพร้อมท้งั วพิ ากษ์จักรวาลวทิ ยาแบบไตรภมู ิว่าเป็นเร่ืองท่ีเหลวไหลไม่
น่าเชอ่ื ถอื เพราะเขา้ กันไม่ได้กับหลักวิทยาศาสตร์ ดังที่ ส.ศิวรักษ์ ได้กล่าวถึงงานช้ินน้ีว่า “กิจจานุกิจ
ท้าทายไตรภมู มิ าก โดยสอนให้กลับไปหาพระพุทธวจนะท่ีเปน็ ตวั ธรรมะ เปน็ วทิ ยาศาสตรไ์ ม่แพฝ้ ร่ัง”
กล่าวโดยสรุป สัญลักษณ์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของสังคมไทย คืออิทธิพล
ของแนวคิดแบบเหตุผลนิยมและวิทยาศาสตร์ตะวันตก เมื่อมองในแง่ของความคิดความเชื่อ นี้คือยุค
ของการเสื่อมถอยของจารีตแบบลังกาและจักรวาลวทิ ยาแบบไตรภูมแิ ล้วถูกแทนที่ดว้ ยจักรวาลวิทยา
แบบวิทยาศาสตร์ และเมื่อมองในแง่วรรณกรรมทางศาสนา นี้คือยุคแห่งความเสื่อมถอยของอิทธิพล
วรรณกรรมยุคเก่าคือไตรภูมิพระร่วง และจารีตการแต่งวรรณกรรมแบบลังกา พร้อมกับการเกิดขึ้น
ของวรรณกรรมแนวเหตผุ ลนยิ มท่ีพยายามจะวิพากษ์ความเช่ือแบบงมงายไร้เหตุผลแลว้ แสดงถึงความ
สอดคลอ้ งกนั ระหว่างคำสอนเดิมแท้ของพระพุทธศาสนากับวทิ ยาศาสตรต์ ะวนั ตก
แนวโน้มวรรณกรรมพระพุทธศาสนาในสังคมยุคใหม่ เนื่องจากกรอบเวลาของยุคสมัยใหม่
เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก คือถ้านับเฉพาะในสังคมไทยก็เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ก็
เป็นระยะเวลาประมาณ 160 กว่าปี และวรรณกรรมพระพุทธศาสนาก็มีหลากหลายมาก ดงั น้ัน การที่
จะสำรวจวรรณกรรมพระพุทธศาสนาในช่วงนี้ให้ครบทุกชิ้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม
ผู้วิจัยคิดว่าในท่ามกลางความยาวนานของกาลเวลาและความหลากหลายของวรรณกรรมนั้น มีงาน
วรรณกรรมของนักคดิ ทางพระพุทธศาสนาบางทา่ นที่ถือวา่ เป็นตวั แทนของกระแสแนวโนม้ วรรณกรรม
ในแตล่ ะช่วงเวลายุคใหม่ได้ เกณฑท์ ่ผี วู้ ิจัยใชเ้ ป็นมาตรฐานในการชี้วดั วา่ วรรณกรรมของนักคิดท่านน้ัน
ๆ เป็นตัวแทนของแนวโน้มในช่วงนั้น ๆ คือ แนวคิดในการตีความคำสอนทางพระพุทธศาสนาของ
เจ้าของวรรณกรรมได้มอี ิทธพิ ลต่อสังคมในวงกวา้ ง
ยุคใหม่ตอนต้น : วรรณกรรมของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า ฯ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม
พระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
พระองค์เจริญวัยขึ้นมาในท่ามกลางบรรยากาศของสังคมที่กำลังตื่นตัวและมีความกระตือรือล้นที่จะ
ปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยอยา่ งตะวันตก ในด้านการศึกษา สมเด็จฯ (ต่อไปขอเรียกสั้น ๆ ว่าสมเดจ็
ฯ) ได้รับอิทธิพลในด้านแนวคิดแบบเหตุผลนิยม วิทยาศาสตร์ และโบราณคดีจากพระราชบิดาของ
พระองค์เป็นอย่างมาก นอกจากนั้น พระองค์ยังมีความสามารถในด้านภาษาต่างประเทศ เช่น
ภาษาองั กฤษ เป็นต้น พระองค์เป็นชนชั้นนำท่านหน่ึงที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการปกครองและ
การศึกษาของคณะสงฆใ์ นสมยั รชั กาลท่ี 5 เน่อื งจากเป็นพระสงฆ์นักปกครองและนักการศึกษา ผลงาน
วรรณกรรมของพระองค์ท่าน จึงออกมาในรูปของวรรณกรรมแนวปกครองและหลักสูตรการศึกษา
พระปริยัติธรรมเป็นส่วนมาก อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมชิ้นสำคัญของพระองค์ที่น่าจะสะท้อนถึง
แนวคิดแบบสมัยใหม่มากที่สุด คือหนังสือ “พุทธประวัติภาคที่ 1” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2455
ต่อมาคณะสงฆ์ได้บรรจุหนังสือเล่มนี้ให้เป็นหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ความจริง
172
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แต่งขึ้นเพื่อจะให้เป็นหลักสูตรสำหรับเรียน ทั้งลักษณะเนื้อหาก็ไม่ได้มีรูปแบบของ
หลักสูตร แต่เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในงานศพของเจ้าท่านหนึ่ง ดังคำชี้แจงในการพิมพ์
ครั้ง 21/2480 ที่ว่า “ชั้นเดิมสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรจนาหนังสือนี้แจกในงานพระศพ ไม่ได้
ทรงรจนาเป็นหลักสูตร จึงปรากฏเป็นรูปหนังสือสำหรับอ่านยิ่งกว่าสำหรับเรียน ครั้นภายหลังได้จัด
เข้าเปน็ หลักสตู รนักธรรม” ทีบ่ อกวา่ เปน็ หนงั สอื สำหรับอ่านนน้ั หมายความวา่ “พุทธประวตั ฉิ บับน้ีมุ่ง
ไปทางวิจารณ์เรื่อง เพื่อนำผู้อ่านผู้เรียนให้รู้จักใช้วิจารณญาณ เพราะฉะนั้น ในท้องเรื่องจึงมีทั้ง
บรรยายความและวิจารณค์ ลกุ เคลา้ กนั ตลอดไป”
แน่นอนว่าเมื่อต้องการให้เป็นหนังสือสำหรับให้คนทั่วไปอ่าน โดยเฉพาะชนชั้นนำหรือชน
ช้นั สงู ของสังคมที่มาร่วมงานศพในคร้ังนั้น แนวการเขียนจึงม่งุ ท่ีจะนำเอาพุทธประวัติไปสื่อสารกับคน
ยุคใหม่ที่กำลังต่ืนเต้นกับแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ คนกลุ่มนี้คือคนที่อยู่ในยุคของการหันหลังให้
จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ ความเชื่องมงาย และเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยหลักเหตุผล
พุทธประวัติที่เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่พุทธประวัติแนวอภินิหารแบบ ปฐมสมโพธิกถา หากแต่
ตอ้ งเปน็ พทุ ธประวตั ิทส่ี ามารถอธิบายไดด้ ว้ ยเหตุและผลแบบวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตนุ ี้ จงึ ไม่แปลกอะไร
ที่วรรณกรรมชิ้นนี้เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ การตั้งคำถาม การตีความ และการวิเคราะห์ในเชิง
เหตุผล ทั้งนี้เพราะ “วรรณกรรมสะท้อนสังคม สังคมสะท้อนวรรณกรรม” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม
ลักษณะเด่นของวรรณกรรมเรอื่ งนที้ ี่สะทอ้ นให้เหน็ อิทธพิ ลของยุคใหม่ มีดังนี้
โครงเร่ืองแนวเหตุผลนิยม ดังได้กล่าวมาแลว้ วา่ การแต่งวรรณกรรมแนวจารีตแบบลังกา เช่น
ปฐมสมโพธิกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชติ ชิโนรส และชินกาลมาลีปกรณ์ ของ
พระรัตน-ปัญญาเถระ เป็นการนำเสนอพุทธประวัติเพ่ือส่ือสารกับคนในสังคมยุคเก่าที่มีโลกทัศน์แบบ
หนึ่ง โครงสร้างเนื้อหาจึงเต็มไปด้วยเรื่องอภินิหาร โดยได้ย้อนเล่าเรื่องการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
ของพระโพธิสัตว์ถึง 4 อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปป์ แต่ในวรรณกรรมเรื่อง “พุทธประวัติเล่ม 1” ของ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเนื้อหาของเรื่องใหม่
อย่างชัดเจน โดยได้ตัดทอนเนื้อหาสว่ นที่ว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติของพระโพธสิ ัตว์ออกไป
ทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยเนื้อหาข้อมูลที่เป็นเร่ืองของโลกนี้ล้วน ๆ นั่นคือข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
และโบราณคดีของสังคมอินเดียสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จอุบัติขึ้น ดังนั้น พระพุทธเจ้าใน
วรรณกรรมชน้ิ นีจ้ ึงมีฐานะเป็นเพยี งบคุ คลทางประวัติศาสตร์คนหนง่ึ ทสี่ ามารถพสิ ูจน์และประจักษ์ได้
ด้วยข้อมูลและหลักฐาน หาใช่บุคคลศกั ดิ์สทิ ธ์ิที่เต็มไปด้วยเร่ืองอภินิหารไม่ อาจกล่าวได้ว่านี้คอื ความ
พยายามทจ่ี ะทำใหป้ ระวตั ิของบุคคลผู้ศักด์สิ ิทธใ์ิ ห้หลายเปน็ ประวัติของมนุษย์ธรรมดา (humanized)
คนหนึ่ง วรรณกรรมพุทธประวัติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เล่มนี้ คือภาพสะท้อนอิทธิพลของ
แนวคิดปฏิฐานนิยม (positivism) ของตะวันตกที่ปัญญาชนสมัยนั้นนำมาใช้เป็นฐานในการศึกษา
ประวตั ศิ าสตร์ บุคคลสำคัญในยคุ น้ี คือ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ 5 สมเด็จ
173
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โดยเฉพาะ
สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นผู้ทีไ่ ด้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ดังคำกล่าว
ของชาญวิทย์ เกษตรศริ ิ ท่วี า่ อทิ ธพิ ลของปรชั ญาตะวันตกอีกแบบหน่งึ คือ Positivism กม็ อี ิทธิพลต่อ
งานของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯมาก…ท่เี ชื่อว่าสง่ิ ทัง้ หลายมีอยูใ่ นโลกนี้ ก็คือสิ่งทสี่ ามารถจะสัมผัสได้
ด้วยประสาทของมนุษย์เท่านั้น คือเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ เป็นสกุลที่ปฏิเสธความเชื่อทางไสย
ศาสตร์…วิธีการศึกษาประวัติศาสตรข์ องสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ดังเช่น ในกรณีที่ทรงวิเคราะห์การ
สถาปนาอาณาจักรอยุธยาของพระเจ้า อู่ทอง ก็ทรงปฏิเสธวิธีการเก่าของตำนานและพงศาวดารใน
เรอื่ งอทิ ธิฤทธ์ิและปาฏิหารยิ ์ กลบั ทรงใช้การวิเคราะหท์ ่ใี ช้ “เหต”ุ และ “ผล”
การวิพากษเ์ ร่ืองอภินหิ าร เมอ่ื แนวคิดของสมเด็จฯ ต้ังอย่บู นฐานของแนวคดิ แบบเหตุผลนิยม
จึงเป็นไปไม่ได้ที่เรื่องลึกลับเหนือเหตุผลจะเข้ามาแทรกอยู่ในงานของพระองค์ พระองค์ได้วิจารณ์
เนื้อหาพุทธประวัติแนวจารีตที่เกี่ยวกับเรื่องอภินิหารว่า มีทั้งส่วนที่เป็นแก่นและส่วนที่เป็นเปลือก
กระพีท้ ี่คนรุ่นหลังแทรกปนเข้ามา ดงั น้ัน ผู้ศกึ ษาจะต้องอ่านอย่างใคร่ครวญและใช้วิจารณญาณอย่าง
รอบคอบ ใหเ้ ลือกเอาเฉพาะส่วนที่เปน็ แกน่ แทเ้ ทา่ นนั้ เหมอื นคนบรโิ ภคผลไมม้ เี ปลอื ก เชน่ มังคุดและ
เงาะเป็น จะต้องปอกเปลือกทิ้งแล้วบริโภคเฉพาะเนื้อในจึงจะชื่อว่าเป็นคนฉลาด ดังข้อความที่ว่า
“เป็นธรรมดาของเรื่องที่มีผู้สนใจและนำสืบกันมานาน ย่อมมีเปลือกกระพี้เข้าแทรกปน…เรื่องพุทธ
ประวัติก็ย่อมเป็นเช่นกัน…พึงเลือกถือเอาแต่ใจความ เหมือนจะบริโภคผลไม้มีเปลือกหนา ควรปอก
เปลือกปลอ้ นเอาแต่เน้ือใน กจ็ ะบริโภคกลืนลงคอ”
คำถามที่ว่าอภินิหารในพุทธประวัติมีมาได้อย่างไร พระองค์ทรงวินิจฉัยว่า “เหตุมีอภินิหาร
เหล่านี้กน็ ่าจะมหี ลายทาง และคอ่ ยมีมาโดยลำดับ ทางหนงึ่ คอื เรื่องกาพย์ จินตกวีผู้ประพนั ธแ์ ต่งขยาย
เรอื่ งจรงิ ใหเ้ ข่ือง เพอ่ื ต้องการความไพเราะในเชิงกาพย์” หมายความว่าอภนิ ิหารเกีย่ วกับพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่สิ่งท่ีมีอยู่ในเชิงข้อเท็จทางประวัติศาสตร์ (เพราะพิสูจนใ์ นเชิงประจักษ์ไม่ได้) หากแต่เป็นสิง่ ท่คี น
รุ่นหลังซึ่งเป็นนักจินตกวีแทรกปนเข้ามาภายหลังเพื่อให้เกิดความไพเราะในเชิงกาพย์กลอนเท่าน้ัน
ทรงสันนิษฐานต่อไปอีกว่า “เรื่องเช่นนี้น่าจะได้มาจากหนังสือภาพย์ของจินตกวี ท่านผู้ประพันธ์เป็น
เจ้าบทเจ้ากลอนแต่งขยายเรื่องจริงให้เขื่อง” ถามต่อไปว่าทำไมเรื่องอภินิหารจึงถูกแทรกเข้ามา
พระองค์ทรงวินิจฉัยว่า “เป็นธรรมดาของท่านผู้เป็นมหาบุรุษ ได้เกิดมาทำอุปการะอันยิ่งใหญ่แก่โลก
จะมีผู้กล่าวสรรเสรญิ อภินิหารของท่านด้วยประการตา่ ง ๆ ในปางหลังแตย่ ุคของท่าน” เหตผุ ลของการ
มีอภินิหารในพุทธประวัติ จึงไม่ใช่เรื่องที่มีอยู่จริง ๆ หากแต่อาศัยความเป็นมหาบุรุษและการทำ
อุปการะแก่โลกไว้มาก จึงทำให้คนรุนหลังยกย่องพระองค์อย่างเลอเลิศจนถึงกับสอดแทรกเรื่อง
อภนิ ิหารเขา้ มาเพอ่ื ให้ย่ิงใหญส่ มพระเกียรติ
การตีความเรื่องอภินิหาร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสมเด็จฯจะทรงปฏิเสธอภินิหารในเชิง
ขอ้ เทจ็ จริง แต่มีเน้อื หาบางส่วนทที่ รงยอมให้มีเรื่องอภินิหารได้เหมือนกัน แตเ่ ปน็ อภินิหารท่ีถกู ตีความ
174
ในเชงิ บุคลาธิษฐาน ดงั ขอ้ ความทีว่ า่ “หวนปรารภถงึ อภนิ ิหารเม่ือคราวประสตู ิ ข้าพเจ้าเช่ืออยวู่ ่า คงมี
มูลมาแต่ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเรายังไม่หยั่งทราบ เป็นต้นว่าได้จากหนังสือกาพย์ประพันธ์ ข้อที่ขบขัน
เป็นอย่างมาก ที่ชวนให้นึกไม่วายว่าได้แก่อะไรหนอ ก็คือพอประสูติแล้ว ทรงพระดำเนินได้ ตรัสได้”
อภินิหารที่ทรงเอ่ยถึงในที่นี้ ก็คือตอนประสูติแล้วดำเดินได้ 7 ก้าว และการเปล่งอาสภิวาจาตอนที่
กำลังดำเนินอยู่นั้นเอง ทรงเล่าทรงว่าได้ขบคิดเนื้อหาตรงนี้เป็นอย่างมากว่ามันหมายความว่าอย่างไร
ในที่สุดก็ทรงคิดออกวา่ “แต่เม่อื พจิ ารณาไป เกิดปฏิภาณข้ึนเองว่า เทียบกันไดก้ ับเวลาบำเพ็ญพุทธกิจ
นั่นเอง” หมายความว่า อภินิหารตอนดำเนินได้ 7 ก้าวก็ดี การเปล่งอาสภิวาจาก็ดี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่
จะต้องถือเอาความตามตัวอักษร หากแต่ต้องตีความแบบบุคลาธิษฐานโดยเทียบกับ เหตุการณ์ตอนที่
พระพุทธเจ้าบำเพ็ญพุทธกิจ นั่นคือ การดำเนินได้ 7 ก้าวแล้วหยุดยืนนั้น “น่าจะได้แก่ทรงแผ่พระ
ศาสนาได้แพร่หลายใน 7 ชนบท หรือเพียงได้เสด็จด้วยพระองค์เอง” หมายความว่าพระองค์น่าจะ
สามารถเสดจ็ ไปเผยแผ่ศาสนาได้ด้วยพระองคเ์ องเพียง 7 ชนบทหรือแคว้นเทา่ นนั้ เพราะถ้าลองนบั ดูก็
จะเหน็ จริงตามน้นั โดย “นบั ชนบทที่อยู่ในอาณาจกั รเดยี วกันเปน็ แต่ 1 คือ กาสกี ับโกสละ 1 มคธะกับ
องั คะ 1 สกั กะ 1 วชั ชี 1 มัลละ 1 วังสะ 1 กุรุ 1 เปน็ 7 นอกจากนี้มีแตช่ นบทน้อย ที่ขนึ้ ในชนบทใหญ่
ทรงหยดุ เพยี งเทา่ นน้ั ไม่กา้ วตอ่ ไป กไ็ ด้ส้นิ เวลาของพระองคเ์ พียงเทา่ น้ัน” สว่ นการเปล่งอาสภิวาจาใน
ขณะที่กำลังเสด็จดำเนินนั้น ทรงตีความว่า “ก็ได้แก่ตรัสพระธรรมเทศนาที่คนได้ฟังอาจหยั่งเห็น
พระคณุ ว่าพระองค์เปน็ ยอดของปราชญ์เพยี รไร”
อภินิหารตอนประสูติแล้วมีเทวดามารับ มีท่อน้ำร้อนและน้ำเย็นตกจากอากาศให้ทรงสนาน
พระกายนน้ั ทรงตีความว่า “ได้แก่อาฬารดาบสและอทุ ทกดาบส หรอื นกั บวชอนื่ รับไว้ในสำนัก ทุกกร
กิริยาที่เปรียบด้วยท่อน้ำร้อน วิริยะทางจิตทีเปรียบด้วยท่อน้ำเย็น ชำระพระสันดานให้สิ้นสนเท่ห์ว่า
อยา่ งไรเปน็ ทาง อย่างไรไมใ่ ชท่ าง” จะเห็นว่าอภินหิ ารตรงน้ี ทา่ นตีความโดยเทียบกับเหตุการณ์ตอนที่
พระมหาบุรุษออกผนวช คือ การประสูติแลว้ มีเทวดามารับ หมายถึงการที่ดาบสทั้งสองรับเขา้ สู่สำนกั
ในขณะที่กำลังแสวงหาความหลุดพ้น ท่อน้ำร้อน หมายถึงการบำเพ็ญทุกกรกิริยา และท่อน้ำร้อน
หมายถงึ ทรงบำเพญ็ เพยี รทางจิตจนชำระความสงสัยใหส้ นิ้ ไปวา่ อะไรเป็นทาง อะไรไม่ใชท่ างแห่งความ
หลดุ พ้น
อภินิหารตอนที่พระพุทธองคน์ ้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรมแลว้ มีพรหมมาอาราธนาให้แสดง
ธรรม โดยให้เหตุผลว่าสัตว์ผู้มีกิเลสเบาบางที่พอจะรู้ธรรมได้มีอยู่ ตรงนี้ทรงตีความว่า “พรหมนั้นมี
เมตตากรุณาเป็นวิหารธรรม กล่าวถึงท้าวสหัมบดีพรหม ก็คือกล่าวถึงพระกรุณาในสัตว์โลกนั้นเอง
กล่าวถึงพรหมกราบทูลอาราธนา กค็ ือกล่าวถึงพระกรณุ า ทำให้กลับทรงพระปรารภถึงการแสดงธรรม
อีกเล่า กล่าวถึงทรงรับอาราธนาของพรหม ก็คือทรงเปิดช่องแก่พระกรุณาให้เป็นปุเรจาริก คือไป
ข้างหน้า” จะเห็นว่า แนวทางการตีความของสมเด็จฯตามที่ยกมา ล้วนเป็นเรื่องของการค้นหา
เจตนารมณข์ องผู้แตง่ วรรณกรรมว่าได้ซ่อนสาระอะไรไว้เบื้องหลังเรื่องอภนิ ิหารเหลา่ นั้น พระองค์มอง
175
ว่า “ท่านผู้รจนาได้ใช้ความดำรเิ ทียบเคียงมากสักเพียงไร จนพวกเราตามไม่ค่อยทัน เป็นเพราะความ
นิยมหนังสือชนิดทตี ้องการความไพเราะด้วยประการทง้ั ปวงน้ันเอง” ถามวา่ พระองค์ได้แนวคิดในการ
ค้นหาเจตนารมณ์ของผู้แต่งวรรณกรรมมาจากไหน แน่นอนวา่ จะตอ้ งเป็นอิทธิพลของแนวคิดตะวันตก
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระองค์ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดการตีความคัมภีร์ไบเบิลของนักเทววิทยา
ชาวตะวันตกคนใดคนหน่งึ
การวิพากษ์ความไมส่ มเหตุสมผล นอกจากจะตีความเรื่องอภินิหารแลว้ สมเดจ็ ฯยังได้วิจารณ์
ความไม่สมเหตุสมผลในเชิงตรรกะของข้อความบางแห่งในพุทธประวัติด้วย เช่น ข้อที่บอกว่าเจ้าชาย
สทิ ธตั ถะเสด็จออกบวชเม่ือพระชนมายุได้ 29 พรรษา เพราะเกิดสงั เวชพระทัยท่ีได้เห็นคนแก่ คนเจ็บ
และคนตาย ในคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ทรงตั้งคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไรที่คนอายตุ ัง้ 29
พรรษา จะไม่เคยเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตายมาก่อนเลย ดังคำวิจารณ์ว่า “พระองค์มีพระชนมายุ
ถึง 29 ปีแล้ว จักไม่เคยพบ คนแก่ คนเจ็บ คนตายนั้นเป็นอันมีไม่ได้” ส่วนเหตุผลที่ว่าเพราะถูกพระ
ราชบิดาคอยกันไว้ไม่ให้เจอ ก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะ“พระราชบิดาเองก็ทรงชราลงเหมือนกัน
แม้ยังไม่หง่อม ก็พอพระกุมารจะทรงเห็นความแปรของสังขารได้เป็นแน่” ถ้าสมมติว่าพระราชบิดา
หา้ มสำเรจ็ กย็ ังฟังไมข่ ้นึ อย่ดู ี เพราะ“คนมีอายุถึงเทา่ นนั้ แล้ว ไม่เคยพบคนแก่ คนเจ็บ คนตายเลย จัก
เป็นคนฉลาดอย่างไรได้” ในที่สุดพระองค์ก็สันนิษฐานความไม่สอดคล้องในเชิงตรรกะของข้อความ
ตรงนี้โดยโยงไปหาฝีมือของพวกนักจินตกวีว่า “น่าจะได้มาจากหนังสือกาพย์ของจินตกวี ท่าน
ผู้ประพันธ์เป็นเจ้าบทเจ้ากลอนแต่งขยายเรื่องจริงให้เขื่อง ด้วยหมายจะให้ไพเราะในเชิงกาพย์”
ทางออกของพระองค์คือต้องตีความใหม่ให้เกิดความสมเหตุสมผล ดังที่ทรงตรัสไว้วา “ถอดเอา
ใจความก็จะพึงได้ดังนี้ พระมหาบุรุษได้เคยทรงเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายมาแล้ว แต่ไม่ได้เก็บเอามา
ทำในพระหฤทัยต่อไป” ก็เป็นอันได้ความว่า พระมหาบุรุษจะต้องได้เคยเห็นแก่ คนเจ็บ และคนตาย
มาแล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่ฉุกคิดให้เกิดความสังเวชพระทัยเท่านั้น แน่นอนว่าเหตุผลอย่างน้ี
ย่อมเป็นที่ยอมรับได้โดยสามัญทั่วไปได้ เพราะตามประสบการณ์ของมนุษย์ทั่วไป ย่อมจะเห็นคนแก่
คนเจ็บ และคนตายมาแลว้ กไ็ ม่มากก็น้อย
เนื้อหาอีกแห่งหนึ่งที่ทรงวิจารณ์ คือ เหตุการณ์วันที่เสด็จออกบวช มีเนื้อหาในคัมภีร์อรรถ
กถาบอกว่าทรงเสด็จหนีออกบวชตอนกลางคืน ส่วนเนื้อในพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย บอกว่า เสด็จ
ออกซงึ่ หนา้ ในขณะมารดาบิดาน้ำตานองหน้าอยู่ ตรงนท้ี รงต้งั คำถามว่า ถ้าเสด็จหนีออกตอนกลางคืน
เมื่อพระราชบิดาทรงทราบแล้ว “เหตุไฉนไม่ตรัสสั่งใหต้ ิดตาม ? และเมื่อนายฉันนะกลับมานครแลว้ ก็
ไม่ได้ยินว่าทรงพระพิโรธและลงราชทัณฑ์แก่นายฉันนะอย่างไร ?” ถ้าเสด็จออกโดยซึ่งหน้า “ก็มี
ปัญหาอีกว่า พระราชบิดาไม่ทรงยอมอยู่แล้วถึงทรงกันแสง แต่เหตุไฉนจึงขัดไว้ไม่ได้ ? น่าจะมีเหตุ
จำเป็นอย่างไรไม่ปรากฏ” เนื้อหาตรงนี้พระองค์จะไม่ได้วินิจฉัยไว้ เพียงแต่ตั้งคำถามและข้อสงสัยไว้
เท่านั้น กล่าวโดยสรุปวรรณกรรมพระพุทธศาสนาเรื่อง “พุทธประวัติ (เล่ม 1)” ของสมเด็จพระมหา
176
สมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ถือว่าเป็นวรรณกรรมสำคัญเรื่องหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นแนวโน้ม
วรรณกรรมของสังคมไทยในยคุ ปฏิรปู พระพทุ ธศาสนาใหท้ ันสมยั แบบตะวนั ตก และเป็นวรรณกรรมที
ยังมีอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างยาวนานจนเท่าทุกวันนี้ เพราะปัจจุบันยังใช้เป็นหลักสูตรพระปริยัติ
ธรรมอยู่ สิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้ปรากฏในวรรณกรรมชิ้นนี้ คือ วิธีคิดแบบตะวันตกของผู้นิพนธ์
อันสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงความเส่ือมไปอย่างสิ้นเชิงของจักรวาลวทิ ยาแบบ ไตรภูมิและจารีตการเขียนพุทธ
ประวัติแบบดั้งเดิม สิ่งที่เหลือให้เราเห็นคือ การวิพากษ์วิจารณ์ การตั้งคำถาม การตีความ การ
วิเคราะห์ในเชิงเหตุผล และการตัดทิ้งซึ่งเนื้อหาที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยศาสตร์สมัยใหม่
นอกจากนั้น ยังสะท้อนถึงแนวคิดแบบมนุษยนิยมที่พยายามจะนำเสนอประวัติของพระพุทธเจ้าใน
ฐานะเปน็ บคุ คลทางประวัตศิ าสตร์คนหน่งึ ไม่ใช่บุคคลศักดสิ์ ิทธ์ทิ ่ีเต็มไปด้วยเร่ืองอภินิหาร เม่ือมองใน
แง่สังคม แน่นอนว่าวรรณกรรมชิน้ นี้เปน็ ผลิตแหง่ บริบทสังคมไทยยุคน้ัน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นความ
พยายามผู้ประพันธ์ที่จะนำพระพุทธศาสนาแบบใหม่ไปส่ือ
สารกับคนในยุคของท่าน ยุคใหม่ตอนกลาง : วรรณกรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ คงต้อง
ยอมรบั ว่า นับตัง้ แตย่ ุคของสมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส เป็นตน้ มา คงไมม่ ีใคร
ที่จะสามารถสร้างกระแสแนวโน้มพระพุทธศาสนาแนวใหม่ในสังคมไทยได้มากเท่ากับท่านพุทธทาส
ภกิ ขุ แนวคดิ ของทา่ นสามารถส่ือสารกบั คนยุคใหม่ได้อยา่ งมีพลัง และได้รบั การตอบรับจากคนรุ่นใหม่
อย่างกวา้ งทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ ทา่ นพยายามที่จะปฏิรูปพระพทุ ธศาสนาในสังคมไทยให้เข้า
กับโลกยุคใหม่ ตามคำปณิธานข้อหนึ่งของท่านที่ว่า “พยายามให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ ไม่
ว่าจะถือศาสนาอะไร” จุดเด่นของท่านคือการไม่ยึดตึดกับวิธีการตีความพระไตรปิฎกและอรรถกถา
ตามแนวจารีตแบบลังกาและแนวพระพุทธศาสนากระแสหลักในสังคมไทยที่ถูกกำกับโดยรัฐและ
สถาบันสงฆ์ โจทย์ของทา่ น คอื (1) แกน่ อันบรสิ ุทธิข์ องพระพทุ ธศาสนาคืออะไร ? (2) พระพุทธศาสนา
แนวจารตี มีจุดอ่อนอย่างไร ? และ (3) สงั คมโลกยคุ ใหม่ทเ่ี รากำลังเผชญิ อยู่คอื อะไร ? คำตอบของท่าน
คือ รูปแบบการตีความของพระพุทธศาสนาแนวจารตี เช่น ความเชอื่ เรอื่ งนรกใต้ดิน และสวรรค์บนฟ้า
ตามจักรวาลวิทยาชุดเดิม เป็นต้น ไม่มีพลังพอในการที่จะสื่อสารกับโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็ว ทางออกของท่านคือต้องสร้างวาทกรรมชุดใหม่ขึ้นมา โดยกลับไปหารากฐานเดิมใน
พระไตรปฎิ ก แลว้ ใช้ศาสตรส์ มัยใหมเ่ ขา้ มาเปน็ เครื่องมือสื่อหลักธรรม เช่น วทิ ยาศาสตร์ เป็นต้น ท่าน
มองว่าการนำเอาวิทยาการทางโลกมาเป็นเครื่องอธิบายหลักธรรม เคยมีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล
เช่น จักรวาลวิทยาแบบพราหมณ์ ที่เชื่อว่ามีภูเขาสิเนรุ เป็นแกนกลางจักรวาล และภพภูมิต่าง ๆ
ลดหลัน่ กนั ตามลำดบั (hierarchy) และแนวคดิ เรอื่ งราหูอมจันทร์และพระอาทิตย์ ในจันทมิ สูตรและสุ
รยิ สตู ร เปน็ ตน้
ท่านพุทธทาสได้รับอิทธิพลแนวคิดเชิงปฏิรูปจากกลุ่มคิดแนวก้าวหน้าในตอนต้นของยุคใหม่
หลายท่านด้วยกัน เช่น รัชกาลที่ 4 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และ
177
นักปฏิรูปพระศาสนาชาวต่างประเทศ เช่น ท่านธรรมปาละ เป็นต้น ดังที่ท่านได้กล่าวถึงสมเด็จพระ
สมณเจ้าฯ ว่า ““ยุคสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯนี่ ก็นับว่าบุกเบิกมาระดับหนึ่งแล้ว ขยับเปลี่ยนแปลง
ขนึ้ มาไม่น้อยแล้ว แตม่ นั ไมม่ ีคนสานต่อ คนที่ฉลาดอย่างนั้น สามารถอย่างนัน้ มนั ไม่มี” และว่า “ท่าน
นกั ปราชญ์แหง่ ยคุ เชน่ สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทา่ นกท็ รงแนะนำไว้อย่าง
น้ี แถมทรงแนะให้กระทำการวจิ ารณ์เช่นนี้ แม้แกป่ กรณ์ชนั้ บาลสี ังคตี ิด้วยซ้ำไป และขา้ พเจา้ ก็ได้ทำตัว
เป็นสานุศิษย์ที่เชือฟังอย่างดีของท่านตลอดมา” ท่านธรรมปาละ นักปฏิรูปพระพุทธศาสนาชาวลังกา
ก็ถือว่ามีอิทธิพลต่อท่านเช่นกัน ดังที่ท่านกล่าวว่า “(ธรรมปาละ) ได้ตั้งสมาคมมหาโพธิขึ้นมา เพ่ือ
ฟื้นฟู พระพุทธศาสนาในลังกาและอินเดีย และเผยแพร่ในตะวันตกด้วย ต้องถือว่าเขาเป็นคนบุกเบิก
รุ่นแรก เป็นรุ่นจุดชนวนทีส่ ำคัญทีส่ ุด ไม่งั้นจะไม่มีอะไร” นอกจากนั้น แนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ก็ถือ
ว่ามีอทิ ธพิ ลต่อท่านพทุ ธทาสไมน่ ้อยเหมือนกนั ดงั ท่ีทา่ นกลา่ วไวว้ า่
หลักธรรมะที่ทนต่อการพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์นั้นมียู่ จะต้องคัดเลือกเอามาเฉพาะ
หลักธรรมชนิดนี้ ฉะนั้น จึงต้องเว้นพระไตรปิฎกบางส่วนออกไป ที่ไม่ทนไม่เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์
เช่น เรือ่ งจนั ทรคราส สุริย-คราส เรื่องยักษ์ เรื่องอะไรพวกน้ี ผมยังคดิ อยใู่ นใจเสมอวา่ พระพทุ ธศาสนา
จะเผชญิ หน้ากับโลกในสมัยวิทยาศาสตรไ์ ด้ถึงท่ีสุด คอื โลกอนาคต
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวรรณกรรมของท่านพุทธทาสมีมากมาย ผู้วิจัยขอเลือกมา
นำเสนอเฉพาะที่เห็นว่าเป็นตัวแทนแนวคิดของท่าน คอื วรรณกรรมทีช่ ่ือว่า “ปฏจิ จสมุปบาทจากพระ
โอษฐ”์ สว่ นวรรณกรรมชน้ิ อ่ืน ๆ จะนำมาเปน็ ส่วนประกอบ
ภาษาคน-ภาษาธรรม : ทฤษฎีการตคี วามของทา่ นพทุ ธทาส ในวรรณกรรมเรอื่ ง “ปฏิจจสมปุ
บาทจากพระโอษฐ์” ท่านพุทธทาสภิกขุได้นำเสนอหลักธรรมเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทในฐานะเป็นหัวใจ
สำคัญของพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งได้นำเสนอทฤษฎีสำหรับตีความ ปฏิจจสมุปบาทแนวใหม่ที่
แตกต่างไปจากการตีความแบบจารตี น่ันคือทฤษฎี “ภาษาคน-ภาษาธรรม” ทฤษฎีนี้น่าจะตกผลึกมา
จากการทีท่ ่านไดใ้ ช้เวลาคน้ ควา้ พระไตรปฎิ กมาเป็นเวลานาน ท่านใหส้ ัมภาษณถ์ ึงการคน้ พระไตรปิฎก
ของท่านว่า “ต้องเปิดหมด เปิดทุกใบ ฉะนั้นตลอดที่ผ่านมา 50 ปี ก็เปิดหลายรอบ หลาย ๆ เที่ยว
หลายคราว” ภาษาพระไตรปิฎกในทัศนะของท่านพุทธทาสมี 2 ประเภท คือ “ภาษาคน” และ
“ภาษาธรรม” ภาษาคน คือ ภาษา “สำหรับสอนศีลธรรมแก่คนที่ยังหนาด้วยสัสสตทิฏฐิ” เป็นภาษา
ตื้น ๆ ที่สื่อสารกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสังคมมนุษย์ เป็นภาษาในระดับที่ยังมีตัวตน โดยอาจจะ
นำเอาความคิดความเชือ่ ที่มอี ย่สู งั คมมาเปน็ เครื่องมอื กไ็ ด้ เช่นความเชือ่ ท่วี า่ “นรกอยู่ใตด้ นิ สวรรค์อยู่
บนฟ้า” เป็นต้น ในทรรศนะของท่านพุทธทาส ข้อความใดก็ตามที่สื่อออกมาเป็นภาษาคน จะมี
ความหมายระดับภาษาธรรมซ่อนลึกอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น ในฐานะเป็นนักศึกษาพุทธธรรม เราจะต้อง
ตีความภาษาคนใหเ้ ข้าถึงความหมายระดบั ภาษาธรรมให้ได้ เช่น เมื่อพูดถึงนรก-สวรรค์ ก็ต้องบอกวา่
“นรกหรือสวรรค์น้ัน เป็นไปตามอายตนะ ทีอ่ ายตนะคอื ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ” สว่ นภาษาธรรม คือ
178
ภาษาที่กล่าวถึงสจั ธรรมในพระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นภาษาระดับปรมัตถธรรมท่ีกลา่ วถึงความไม่มี
ตวั ตน
ทฤษฎภี าษาคน-ภาษาธรรมของทา่ นพทุ ธทาส ถือวา่ เป็นกรอบแนวคิดสำคญั ท่ีท่านใชเ้ ปน็ ฐาน
ในการตคี วามคมั ภีรม์ าโดยตลอด ถามวา่ ทำไมทา่ นพุทธทาสจึงสร้างทฤษฎีภาษาคน-ภาษาธรรมข้ึนมา
ในทัศนะของผู้วิจัย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ท่านประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อความในพระไตรปิฎก
บางอยา่ งทไี่ มส่ อดคลอ้ งกบั ข้อพสิ จู น์ของศาสตร์สมัยใหม่ หรือไม่สามารถส่ือสารให้คนสมัยใหม่ยอมรับ
ได้ โดยเฉพาะข้อความที่ไม่สอดคล้องหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า
การเวียนว่ายตายเกดิ ในภพภูมติ า่ ง ๆ ตามจักรวาลวิทยาแบบเดิม และเรอ่ื งราหอู มจันทรใ์ นจันทิมสูตร
เป็นต้น แน่นอนว่าข้อความเหล่านีเ้ ม่ือนำมาอธิบายด้วยศาสตร์สมยั ใหม่ จะต้องเกิดปัญหาในแง่ความ
สมเหตุสมผลอย่างแน่นอน พุทธทาสจึงหาทางออกจากปัญหานี้ด้วยการสร้างทฤษฎี “ภาษาคน”
ขึ้นมาอธิบาย หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธข้อความเหล่านี้ แต่ต้องตีความแบบใหม่หรือ
ค้นหาเจตนารมณ์ของข้อความเหล่านั้น เป็นภาษาที่สื่อสารกับคนธรรมดาสามัญทั่วไป ซึ่งเป็นความ
นยิ มของคนในยุคนัน้ ๆ โดยมจี ดุ มงุ หมายในระดับศลี ธรรม ภาษาระดับน้ไี มจ่ ำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงใน
ระดับอภิปรัชญา (metaphysical) เป็นฐานรองรับ สิ่งสำคัญคือเราต้องสามารถตีความภาษาคนเข้า
ไปหาภาษาธรรมใหไ้ ด้ เม่อื ตคี วามได้ดงั น้ี กห็ มดปัญหาในแงค่ วามไมส่ มเหตุสมผล
การวิพากษ์พระไตรปิฎก อรรถกถา และวิสุทธิมรรค แม้ว่าท่านพุทธทาสจะพยายามปฏิรูป
ศาสนาด้วยการกลับไปหารากฐานเดิมคือพระไตรปิฎก แต่ท่านไม่ได้เชื่อข้อความทุกตัวอักษรใน
พระไตรปฎิ ก ทา่ นได้กระตุ้นใหช้ าวพุทธศึกษาอย่างวิพากษ์และคัดสรรเอาเฉพาะสว่ นท่ีเป็นหลักธรรม
ทแ่ี ทเ้ ทา่ นนั้ เพราะเน้อื หาในพระไตรปฎิ กบางสว่ นถกู คนรนุ่ หลงั เพมิ่ เขา้ มาก็ดี ดังทท่ี า่ นกล่าวไว้ว่า
เรื่องสุริยคราส จันทรคราส ไม่เก่ียวกับความดับทุกข์ แต่เป็นการสร้างความเชื่อในหมู่คนท่ีไร้
การศึกษาสมัยนั้นให้หันมาสนใจพระพุทธเจ้า ถ้าเพียงแต่ออกชื่อพระพุทธเจ้า ราหูก็ต้องปล่อย
พระจันทร์ เข้าใจว่าในอินเดียหรือในลังกา สมัยที่เติมสูตรนี้เข้ามา คนมันเชื่ออย่างนัน้ มาก เลยเอามา
พดู ไวเ้ สียเลย มาบรรจุไวใ้ นพระไตรปิฎกเสียเลย เรอื่ งยักษ์กเ็ หมือนกัน คนกลัวยักษก์ ันมาก ฉะนั้น ถ้า
มเี รอ่ื งยักษ์ท่ีไมต่ ้องกลัวยักษ์ มันกม็ ีประโยชน์แก่มหาชน
ในส่วนคัมภีร์อรรกถาก็เช่นเดียวกัน ท่านเตือนให้ศึกษาคัมภีร์อรรถกถาอย่างมีวิจารณญาณ
ไม่ให้เช่ืออรรถกถาไปหมดทกุ อยา่ ง โดยเฉพาะอรรถกถาที่แต่งบนฐานแนวคิดของพระพุทธโฆสาจารย์
ดงั ที่ท่านกล่าวไวว้ ่า ในการศึกษาเรือ่ งปฏิจจสมปุ บาทน้ี ต้องถอื เอาบาลีเดิมเปน็ หลักอย่ามอบตัวให้กับ
อรรถกถาอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรืออย่ามอบตัว 100 เปอร์เซ็นต์ ให้กับหนังสือที่แต่งชัน้ หลัง…ซึ่งจะทำ
ให้ได้ยินได้ฟังแต่เพียงอย่างเดียว เหมือนกับการผูกขาด จะต้องสงวนลิขสิทธิ์และใช้สิทธิตามที่พระ
พุทธองค์ทรงมอบไว้ให้ โดยหลักแห่งกาลามสูตร…มาเป็นเครื่องคุ้มครอง ป้องกันการตกเป็นทาสของ
หนงั สือแต่งหรืออธิบายกนั ในช้ันหลัง ในส่วนคมั ภรี ์วสิ ุทธิมรรค ท่านวิจารณ์ท่านพระพุทธโฆสาจารย์ผู้
179
แตง่ คมั ภรี น์ ้ีวา่ เป็นแตเ่ พียงเอานิทานและบทวเิ คราะห์ศัพทแ์ สงเชิงปรยิ ัตไิ ปห่อห้มุ คัมภีรว์ ิมุตติมรรคซ่ึง
เป็นคัมภีร์ที่มียู่แล้วเท่านั้น ดังคำวิจารณ์ของท่านที่ว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะมุ่งวิจารณ์พระพุทธโฆสาจารย์
จริง ๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็จะวิจารณ์ในแง่ว่าคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์นั้น เป็นคัมภีร์ที่
เพียงแต่เอานิทานต่าง ๆ กับบทวิเคราะห์ศัพท์ทางปริยัติ มาพอกหุ้มให้กับคัมภีร์วิมุตติมรรค ซึ่งมียู่
กอ่ นแล้วเทา่ นัน้ ” อยา่ งไรก็ตาม แมว้ ่าท่านพุทธทาสจะวจิ ารณท์ ่านพุทธโฆสาจารย์อยา่ งแรง แต่ท่านก็
ชน่ื ชมภมู คิ วามรขู้ องท่านว่า “โดยสว่ นใหญ่จะเหน็ วา่ ท่านเป็นผมู้ ีความรู้มากที่สุด แล้วมีประโยชน์มาก
ทสี่ ุด อธบิ ายเรอื่ งทีม่ ีประโยชน์ไวห้ ลายสิบหลายร้อยเร่ือง แต่เร่ืองปฏิจจสมุปบาทนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย
เพราะพูดไปในรูปท่ีเปน็ อาตมนั เป็นศาสนาพราหมณ์ไป” ท่านกลา่ วตอ่ ไปอกี ว่าในจำนวนเนื้อหาของวิ
สุทธิมรรค 100 เปอร์เซ็นต์นั้น ท่านรับฟังได้ประมาณ 90–95 เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
ทา่ นไมเ่ ห็นด้วย ซ่ึงก็คือเรื่องปฏิจจสมปุ บาทนัน่ เอง
การปฏิเสธจักรวาลวิทยาแบบอภิปรัชญา คำว่า “จักรวาลวิทยาแบบจารีต” ในที่นี้ ผู้วิจัยมุ่ง
ถึงจักรวาลวิทยาตามการตีความของอรรรถกาและวิสุทธิมรรค หมายถึงจักรวาลวิทยาในเชิง
อภิปรชั ญา (metaphysical) ทีม่ อี ยจู่ ริง ๆ ในเชิงกายภาพ ท่านพทุ ธทาสไมเ่ หน็ ด้วยกับทา่ นพุทธโฆสา
จารย์ในการอธิบายบทพุทธคุณที่ว่าด้วย “โลกวิทู” (ผู้รู้แจ้งโลก) โดยระบุลงไปว่าพระพุทธเจ้าทรง
ทราบโอกาสโลกท่ีมีภูเขาสิเนรเุ ปน็ แกนกลาง มขี นาดความกวา้ ง ความยาว ความสงู และมีดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์จำนวนเท่าน้นั เทา่ นด้ี วง ทา่ นพุทธทาสวิจารณ์ว่า “ทา่ นไปอธบิ ายโลกอยา่ งที่เป็นโอกาสโลก
เหมือนที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องปรัมปราในไตรภูมิพระร่วงอะไรทำนองนั้น มันมาจากความเชื่อปรัมปรา
ของพวกพราหมณ์…นี่ผมไม่เชื่อเลย นี่ขอให้คิดดูเถิด อธิบายโอกาสโลกอย่างนี้มันเป็นเรื่องของ
พราหมณ์ เร่อื งของฮินดเู ก่ากอ่ นพุทธกาล” ในทศั นะของท่าน พุทธคุณท่วี า่ “โลกวทิ ู” น้ี หมายถึงทรง
ร้โู ลกในเชิงจิตวทิ ยา (psychological) ที่อยู่ในชีวิตจติ ใจของแต่ละบุคคลนเี้ อง โดยทา่ นได้ยกพุทธพจน์
ว่า “โลกที่อย่างพระพุทธเจ้าอธิบายนั้น ท่านอธิบายว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่ง
โลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแหง่ โลกก็ดี ตถาคตได้บัญญัติไว้ในร่างกายทีย่ าวประมาณวาหนึ่ง ที่ยัง
เป็น ๆ ที่มีสัญญาและใจ” ท่านมองต่อไปว่า โลกที่ว่าน้ีก็คือปฏจิ จสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดบั ท่มี ี
อยู่ในชีวิตของคนทุกคนนั่นเอง ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ข้อนี้หมายความว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทฝ่ายส
มุทยวารก็ดี ฝ่ายนิโรธวารก็ดี มันมีอยู่ในคนที่ยังเป็น ๆ ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้” ถามว่าทำไมท่าน
พุทธทาสปฏิเสธจักรวาลวิทยาแนวจารีต สาเหตุก็เพราะเป็นข้อความแบบภาษาคนตามทฤษฎีของ
ท่าน ซึ่งเป็นการรับเอาความเชื่อเดิมของพราหมณ์เข้ามา และเป็นข้อความที่ไม่ทนต่อการพิสูจน์ของ
วทิ ยาศาสตร์
การตีความปฏิจจสมุปบาทแนวใหม่ หลักธรรมท่านพุทธทาสนำมาตีความใหมอ่ าจจะมีหลาย
อย่าง แต่ที่ถือว่าโดดเด่นที่สุดและเป็นทีว่ ิพากษ์วจิ ารณ์มากที่สุด คือ การตีความปฏิจจสมุปบาทแบบ
ตรงข้ามกับจารีตด้ังเดิมในคัมภีร์วสิ ุทธิมรรคที่ได้รับการยอมรับกันมาเป็นเวลานานในสังคมไทย จารีต
180
การตีความดังกล่าวนี้คือการตีความแบบข้ามภพข้ามชาติ โดยแบ่งวงจรของปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่ง ๆ
ออกเป็น 3 ชาติ คือ 1) ชาติอดีต ได้แก่ อวิชชา สังขาร 2) ชาติปัจจุบัน ได้แก่ วิญญาณ นามรูป
สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อปุ ทาน ภพ 3) ชาตอิ นาคต ได้แก่ ชาติ ชรามรณะ ฯลฯ
จะเห็นว่าการตีความตามแนวนี้ กว่าวงจรของปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่ง ๆ จะหมุนไปครบ
จะตอ้ งเกดิ แลว้ ตายถึง 3 ชาตเิ ดยี วทีเดยี ว ท่านพทุ ธทาสวิจารณ์ว่า “ปฏิจจสมุปบาทครอ่ ม 3 ชาติ นั้น
มันเปน็ เน้ืองอก เป็นโรคมะเรง็ เน้อื งอกทางปรยิ ัติ ทร่ี ักษาไม่หาย อยา่ งโรคมะเรง็ ทั่วไป” และว่า “การ
อธบิ าย ปฏิจจสมปุ บาทสายเดียว คร่อมถงึ 3 ชาติน้นั ผิด ผิดหลกั ในพระบาลี ผดิ ทั้งโดยทางพยัญชนะ
และโดยอรรถ” จากนั้น ท่านได้เสนอวิธกี ารตีความใหม่ว่า “มันต้องเป็นปฏิจจสมุปบาทท่ีถูกต้องตาม
พระบาลีเดิม แล้วก็ปฏิบัติได้ ควบคุมได้ ล้วนแต่ที่นี่ อยู่ในเขตที่มือคว้าถึงทั้งนั้น หมายถึงเราอาจ
ปฏิบตั ไิ ด้ จดั การได้ทัง้ นั้น” การตีความในแนวนข้ี องท่านพุทธทาส เทา่ กับเปน็ การปฏิเสธการเวยี นว่าย
ตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ตามความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น ยังเป็นการปฏิเสธจักรวาลวิทยา
แบบเดิมพร้อมไปในตัวด้วย อย่างไรก็ตาม การตีความของท่านที่ถือว่าสั่นคลอนฐานคิดเดิมมากที่สุด
คือ การตคี วามองคธ์ รรมในปฏจิ จสมปุ บาทช่วงรอยตอ่ ระหวา่ งชาติทง้ั 3 คือ-
ก. วญิ ญาณ เป็นปัจจัยใหเ้ กิด นามรูป : คำวา่ “วิญญาณ” ในท่นี ้ี คมั ภีร์วิสุทธิมรรคตีความว่า
หมายถึงปฏสิ นธวิ ิญญาณท่รี ับผลกรรมมาจากอดตี ชาติแล้วมาเกดิ เป็น “นามรูป” ในชาตปิ ัจจุบัน ตรง
นี้ท่านพุทธทาสไม่เห็นด้วย โดยท่านตีความใหม่ว่าหมายถึงวิญญาณที่เกิดจากการรับรู้ทางตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจนั่นเอง ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า “แม้วิสุทธิมรรคก็เหมือนกัน อธิบายเลยเถิดเป็นปฏิสนธิ
วญิ ญาณ แลว้ ในหนงั สือตำราเรียนรุ่นหลงั ทุกเล่มก็อธิบายในทำนองปฏิสนธิวิญญาณ…มันก็เลยเถิดไป
คนละเรื่องคนละสายไปเลย” เมื่อปฏิเสธว่าวิญญาณในที่นี้ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณ ก็เท่ากับเป็นการ
ปฏิเสธอดีตชาติอันเป็นที่มาของวิญญาณนั้นด้วย ส่วนคำว่า “นามรูป” มักจะตีความกันว่าหมายถึง
การที่ชีวิตหนึ่ง ๆ คลอดจากครรภ์มารดา แต่ท่านพุทธทาสตีความใหม่ว่า นามรูปในที่นี้ หมายถึง
ร่างกายและจิตใจถกู วิญญาณปรุงแต่งให้อยู่ในสภาวะพร้อมท่ีจะเป็นทุกข์ ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่ใน
ภาษาคน ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์
จะต้องมีอวิชชา หรือมีอะไรมาปรุงแต่ง ให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะที่มนั อาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้น จึง
เรียกว่านามรูปก็เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้…วิญญาณนี้ก็จะช่วยให้ร่างกายกับจิตใจนี้เปล่ียนสภาพ
ลกุ ขน้ึ มาสำหรับทำหนา้ ท่ี พร้อมที่จะเป็นทกุ ข”์
ข. ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ : ตรงนี้เป็นรอยต่อระหว่างชาติปัจจุบันกับชาติในอนาคต ถ้า
ตีความแบบจารตี ก็หมายความว่า ชวี ิตในชาตปิ ัจจุบนั ทำกรรม (กรรมภพ) อย่างใดอยา่ งหนง่ึ แล้วส่งผล
ให้ไปเกิด (อุปัตติภพ) เป็นสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งในอนาคตชาติ (ชาติ) ท่านพุทธทาสตีความตรงนี้ว่า
“อุปาทานยดึ มัน่ เป็นความทุกข์ของกู มันก็เกิด ‘กู’ ข้นึ มา เรียกว่าภพ แล้วเบิกบานเต็มทเี่ รียกว่าชาติ”
และวา่ “คำว่าภพ คำวา่ ชาติ ทแี่ ปลว่า ความมีความเป็นหรือความเกิดข้ึน ในกรณขี องปฏิจจสมุปบาท
181
นี้ มิได้หมายถึงความเกิดทางมารดา ไม่ใช่เกิดจากครรภ์มารดา มันเกิดทางนามธรรมที่เกิดด้วย
อปุ าทาน ทปี่ รงุ ขนึ้ มาเปน็ ความรูสึกวา่ “ตวั ก”ู นน่ั แหละคือเกิด”
โดยสรุป คำว่า “นามรปู ” กด็ ี คำว่า “ชาติ” กด็ ี (รวมทัง้ การตายด้วย) ในทัศนะของท่านพุทธ
ทาส หมายถึงการเกิดในทางจิตวิทยา ไม่ได้หมายถึงการเกิดทางเนื้อหนังหรือคลอดจากท้องมารดา
โดยท่านได้โต้แย้งการตคี วามแบบจารตี ว่า ถา้ เราตีความคำว่า “ชาติ” หรอื “นามรปู ” ให้หมายถงึ การ
เกิดของชีวิตจากทอ้ งมารดา เวลาชาติหรือนามรูปดับ ก็ต้องหมายถึงการดับชวี ิตหรอื ตายดว้ ย ท่านได้
ยกตัวอย่างการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า “ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่ภาษาคนแน่ ตะกี้ก็พูดทีหนึ่งแล้ว ถ้า
เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาคน เรื่องก็จะเป็นไปว่า พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จะต้องสิ้นพระชนม์
คาตน้ โพธน์ิ ่ันเอง พออวิชชาดับ สังขารดบั วิญญาณดบั นามรปู ดบั กต็ ายกันที่ตรงน้ัน”
การฟื้นฟูมิติโลกุตรธรรม เป็นที่ทราบกันดีว่ามิติในเชิงโลกุตรธรรมของพระพุทธศาสนาใน
สงั คมไทย ได้รับความสนใจน้อยลงจนแทบจะสูญส้ิน อย่างน้อยก็ตัง้ แต่สังคมไทยเขา้ สู่ยุคสมัยใหม่เป็น
ต้นมา เรียกง่าย ๆ ว่าโลกุตรธรรมได้เป็นอุดมคติของชีวิตที่ทุกคนใฝ่ฝันที่จะไปให้ถึงในชีวิตปัจจุบัน
ในทางตรงกันข้าม สังคมกลับมีท่าทีต่อพระนิพพานในเชิงลบด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่
สังคมไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและบริโภคนิยม ท่านพุทธทาส นับว่าเป็นคนแรกที่
พยายามฟนื้ ฟูมิตโิ ลกุตรธรรมกลับฟ้ืนคืนมาสู่สำนึกของคนไทยอีกคร้งั หน่งึ โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชน
และชนชั้นนำจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทในวงการต่าง ๆ ของเมืองไทย รวมทั้งวงการศึกษาและ
สื่อสารมวลชน พร้อมกันนั้น ท่านก็ได้กระตุกให้สงั คมไทยและสังคมโลกมองเห็นโทษภยั ของวัตถุนิยม
ดังปณิธานข้อที่ 3 ของท่านที่ว่า “การนำโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม” กล่าวได้ว่า ท่านเป็นผู้ที่โดด
เดน่ ทีส่ ดุ ในการสรา้ งกระแสแนวโน้มใหมใ่ นสังคมไทยเมื่อหลายสบิ ปที ่ีผ่านมา ในขณะเดียวกัน
ท่านไม่เพียงแต่ย้ำว่านิพพานควรเป็นอุดมคติของชาวพุทธเท่านั้น หากยังทำให้นิพพาน
กลับมาสู่ชาตนิ ี้และโลกนี้ แทนที่จะอยู่ในภพหน้าซ่ึงตอ้ งรออีกหลายชาติ ใช่แต่เท่านัน้ ท่านยังช่วยทำ
ให้นิพพานเข้ามาใกล้กับเรามากยิ่งขึ้นอีก โดยทุกคนสามารถประสบได้แม้ในชีวิตประจำวันหรือ
ระหว่างการทำงาน เรียกได้ว่าทุกลมหายใจเข้าออก เราสามารถ “ชิมรสของพระนิพพาน” ได้ เพราะ
นิพพานมีหลายระดับ มิใช่เกิดเฉพาะเมื่อหมดกิเลสสิ้นเชิงเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น นิพพานนั้น
สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อจิตไม่มี “ตัวกู” แม้เพียงชั่วขณะ ดังนั้น “นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้” จึงสามารถ
บังเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “เราจงทำพระนิพพานชั่วคราว ๆ ที่เกิดอยู่ใน
ชีวิตประจำวันนี้ ให้ยาวออกไปให้ยาวออกไป ให้ระยะที่มันเย็นนี้มากขึ้น เพราะตัดต้นเหตุแห่งความ
ร้อนได้มากขึ้น ก็จะมีความเย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น จนเป็นนิพพานได้สมบูรณ์ ที่ไหนก็ได้ ที่บ้านก็ได้
เป็นฆราวาสก็ทำได”้
วรรณกรรมยุคใหม่ปจั จุบนั วรรณกรรมของพระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตฺโต) วรรณกรรมของทา่ น
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ผู้วิจัยจะนำเสนอในที่นี้ จะเลือกเอาเฉพาะวรรณกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อ
182
ตอบสนองปัญหาของโลกยุคใหม่ ปัญหาการพัฒนาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และปัญหาการพัฒนาไม่
ยั่งยืน รวมทั้งปัญหาความผิดพลาดของอารยธรรมตะวันตก ผู้วิจัยคิดว่าแนวคิดของท่านที่สะท้อนให้
เห็นถงึ พระพุทธศาสนาในโยคยคุ ใหม่ มีดังนี้
ฟื้นฟูมิติมนุษยนิยมเชิงพุทธ (Buddhist Humanism) แนวคิดมนุษยนิยมเชิงพุทธของท่าน
พระธรรมปิฎก แตกต่างจากแนวคิดมนุษยนิยมของตะวันตกอย่างสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าภูมิหลังของ
แนวคิดมนุษยนิยมของตะวันตกเกิดมาจากแรงบีบคั้นของศาสนาคริสต์ในยุคกลาง พอหลุดพ้นจาก
อำนาจของศาสนาในยุคกลาง ชาวตะวันตกก็พัฒนาแนวคิดขึ้นมาบนพื้นฐานของการปฏิเสธศาสนา
แล้วหนั ไปหาเร่ืองทางโลกทางสุดโต่ง (Secularism) ถงึ กับปฏเิ สธศาสนาเลยทีเดยี ว เมื่อชาวตะวันตก
หันเข้าหาทางโลก จึงกลายเป็นที่มาเป็นการเอาศักยภาพออกมาพิชิตโลกธรรมชาติ ในขณะที่แนวคิด
ของท่านพระธรรมปิฎก เป็นแนวคิดมนุษยนิยมที่ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อและศรัทธาในศักยภาพของ
มนุษย์ที่จะสามารถพัฒนาให้เข้าถึงความดีงามสูงสุดได้ หรือที่ท่านเรียกว่า “ตถาคตโพธิศัทธา”
โดยนัยนี้แนวคิดแบบมนุษยนิยมของท่านพระธรรมปิฎก จึงมุ่งกลับเข้าไปหาคุณค่าภายในของมนุษย์
ในขณะที่มนุษยนยิ มตะวันมุ่งเอาศกั ยภาพออกไปใช้ด้านนอกเพื่อพิชิตธรรมชาติสิ่งแวดลอ้ ม ดังที่ท่าน
กล่าวว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และต้องฝึก ทางพระเรียกว่า “ทัมมะ” พูดด้วยภาษาสมัยนี้ว่าเป็น
สัตว์ที่พัฒนาได้ ข้อนี้ถือว่าเป็นความคิดรากฐานที่สำคัญที่สุด การเกิดระบบระจริยธรรมใน
พระพทุ ธศาสนาขน้ึ มาก็เพราะถือว่ามนุษย์เปน็ สัตว์ทฝี่ ึกได้และต้องฝึก…เม่ือมนษุ ย์พัฒนาแล้วสามารถ
เข้าถึงอิสรภาพและความสุขได้จริง อันนี้เป็นข้อยืนของพระพุทธศาสนา” และท่านได้วิพากษ์แนวคิด
มนุษยินยมของตะวันตกไว้ว่า “มนุษย์ภายใต้อิทธิพลความคิดตะวันตกมีความเข้าใจว่าศักยภาพคือ
การที่มนุษย์สามารถพัฒนาเทคโนโลยีมาพิชิตและ จัดการกับธรรมชาติได้ การที่คิดเห็นอย่างนี้ ก็
เพราะมองออกไปข้างนอกด้านเดียวบนฐานความคิดที่จะครอบงำ” ดูเหมือนว่าแนวคิดของท่านพระ
ธรรมปิฎกในเรื่องนี้ จะสอดคลอ้ งกบั แนวคิดของปราชญ์ทางพระพทุ ธศาสนาทา่ นหนึ่ง คอื ไดซากุ อิเค
ดะ ที่เขียนงานเรื่อง “The Search for a New for Humanity” (การแสวงหามนุษยภาพแนวใหม่)
ซึ่งเป็นงานที่จะพยายามจะวิพากย์แนวคิดแบบมนุษยนิยมตะวันตกว่ามีลักษณะก้าวร้าวต่อธรรมชาติ
และเปน็ ฐานท่ีมาของปัญหาโลกปัจจบุ ัน
การฟื้นฟูมิติทางสังคมแนวพุทธ ท่านพระธรรมปิฎก เป็นพระสงฆ์ไทยองค์แรกๆ ในสังคมยุค
ใหม่ ที่พยายามจะฟื้นฟูมิติทางสังคมของพระพุทธศาสนาให้กลับคืนมา ซึ่งท่านมองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่
แลว้ แต่ถูกมองขา้ มไป กล่าวไดว้ ่าเปน็ ผเู้ สนอแนวคิดน้ีต่อสงั คมยคุ ใหม่ได้อย่างมีพลงั มากท่ีสุดเท่าที่เคย
มมี าในสงั คมไทย ซ่ึงกอ่ นหนา้ นท้ี ่านพทุ ธทาสก็เคยเสนอแนวคิดนีม้ าบา้ งแล้ว คือ แนวคดิ เร่ือง “ธัมมิก
สังคมนิยม” ฐานคิดเรื่องมิติทางสังคมเชิงของท่านคือเรื่อง “ศีล” หรือ “วินัย” เป็นที่ทราบกันดีว่า
เรื่องศีลหรือวินัยที่อธิบายในแนวจารีตตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคและในสังคมไทย ศีลหรือวินัย เป็นเรื่อง
ของความดีงามส่วนบุคคล เช่นความเชื่อที่ว่า ใครอยากได้บุญ ก็ควรทำทานหรือรักษาศีล หรือใคร
183
อยากพัฒนาตนเองให้เข้าถึงนิพพาน ก็ควรปฏิบัติตามหลัก ไตรสิกขา ด้วยการรักษาศีล เป็นต้น จะ
เห็นว่าแนวคดิ เรอื่ งศลี หรือวนิ ยั เหล่าน้ี ลว้ นเป็นเร่อื งของบุคคลทงั้ สนิ้ การอธิบายศีลในลกั ษณะกล่าวน้ี
ทำให้นักวิชาการตะวันตกบางท่าน วิจารณ์พระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาที่ไม่มีจริยธรรมเชิงสังคม
เพราะมุ่งความหลุดพ้นส่วนบุคคล เป็นจริยธรรมที่ไม่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือการจัดระบบ
สังคม โดยมองเพียงว่าสังคมจะดีก็ต่อเมื่อปัจเจกบุคคลแต่ละคนประพฤติดีหรือมีศีลธรรมตามหลัก
ศาสนา ท่านพระธรรมปิฎก ได้ลบคำกล่าวหาเหล่านี้ด้วยการเสนอแนวคิดเรื่อง “ศีลกับเจตนารมณ์
ทางสังคม” ในความหมายของท่าน ศีลหรือวินัย ก็คือเรื่องของการจัดโครงสร้างหรือการจัดระบบ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และ
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับปัจจัย 4 ท่านมองว่าวินัย คือการจัดตั้งวางระบบระบียบแบบแผน
เก่ยี วกบั การดำเนนิ ชีวิตและการอยู่รว่ มกันของหมูม่ นุษย์ เพอ่ื จัดเตียมสภาพชวี ิตสงั คมและส่ิงแวดล้อม
รวมทั้งระบบแห่งความสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในภาวะที่เหมาะและพร้อมที่จะเป็นอยู่ปฏิบัติกิจและ
ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อก้าวหน้าไปอย่างและพร้อมที่จะเป็นอยู่ปฏิยัคติกิจและดำเนินการต่าง ๆ เพ่ือ
ก้าวหน้าไปอย่างได้ผลดีที่สุด สู่จัดหมายของชีวิตบุคคล ขององค์กร ของชุมน ตลอดจนของสังคม
ทั้งหมด…ในวงกว้าง ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบการมเองการปกครองตลอดจนแบบแผนทุก
อย่างที่อย่ตู ัวกลายเป็นวัฒนธรรม รวมอยูใ่ นความหมายของคำวา่ วินยั ท้ังส้ิน”
การวิพากษ์ฐานคิดตะวันตกและเสนอแนวคิดแบบองค์รวมเชิงพุทธ วรรณกรรมเรื่อง
“การศึกษาเพือ่ สันตภิ าพ” และเรือ่ ง “พุทธวธิ ีแก้ปัญหาเพอ่ื ศตวรรษ ท่ี 21” ได้วพิ ากษอ์ ารยธรรมของ
ตะวันตกโดยกรอบมุมมองของพุทธธรรม คือ “ปปญั จธรรม” (ธรรมเครือ่ งเนิน่ ช้าหรือธรรมทีท่ ำให้เกิด
เป็นปัญหาซบั ซอ้ นและยืดเยอ้ื ยาวนาน)
ก. ตัณหา : แสดงออกโดยผ่านฐานคดิ ของลัทธิวตั ุนิยม (Materialism) ทุนนยิ ม (Capitalism)
และบริโภคนิยม (Consumerism) ที่มองว่าการบำรุงบำเรอตนด้วยวัตถุให้มากที่สุด จะทำให้ได้รับ
ความสขุ มากทส่ี ุด เช่น แนวคดิ การบริโภคของเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น
ข. มานะ : หมายถึง ความอยากใหญ่ ความปรารถนาที่จะครอบครองเพื่อนมนุษย์และ
ธรรมชาติ การกา้ วรา้ วรกุ รานธรรมชาติ ความใฝ่ปรารถนาทีจ่ ะเอาชนะธรรมชาติ และความพยายามท่ี
จะยึดครองโลกโดยผ่านลัทธลิ า่ อาณานิคม (Colonialism)
ค. ทฏิ ฐิ : หมายถงึ ฐานคดิ อันเป็นกรอบมุมมองโลกและชวี ติ ทง้ั หมด เช่น ลทั ธิ หรืออดุ มการณ่
ทางการเมือง ลัทธิเศรษฐกิจ ลัทธิศาสนา และลัทธิเชื้อชาตินิยม เป็นต้น รวมทั้งฐานคิดทางด้าน
วิทยาศาสตร์
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ใช้หลักปปัญจธรรมมาวิจารณ์การทำสงครามเย็นของ
ประเทศมหาอำนาจตะวันตก 2 ค่าย คือ ค่ายเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกา กับ
ค่ายคอมมิวนิสต์ทีน่ ำโดยอดีตประเทศสหภาพโซเวยี ต ท่านมองว่ารากฐานที่มาของการสงครามครัง้ น้ี
184
แท้ทจี่ รงิ แลว้ ก็คอื การทำงานประสานสัมพนั ธ์ของกิเลสกลมุ่ ปปญั จธรรม กลา่ วคอื แกนกลางของความ
ขดั แยง้ ท่อี ยูร่ ะดับลึกสุดเปน็ เร่ืองของความยึดม่ันถือมัน่ ในอุดมการณ์ (ทิฏฐิ) การต่อสู้ช่วงชิงเพ่ือให้ได้
เป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เป็นการแสดงตัวของมานะ ส่วนการแย่งชิงผลประโยชน์เพื่อจะได้
ครอบครองทรัพยากรของโลกเปน็ เป็นการแสดงตัวของตณั หา
นอกจากนั้น ศาสตร์ต่าง ๆ ที่มาจากสังคมตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์
และ มนุษย์ศาสตร์ ท่านพระธรรมปฎิ กมองว่า ล้วนตั้งอยบู่ นฐานคดิ ทผี่ ิดพลาดทง้ั นนั้ คอื
1) วทิ ยาศาสตร์ธรรมชาติ ( Natural Sciences) ต้งั อย่บู นฐานคิดที่จะพชิ ิตธรรมชาติ
2) สังคมศาสตร์ (Social Sciences) ตั้งอยู่ฐานคิดแบบมุ่งอำนาจที่จะครอบงำเพื่อเพื่อน
มนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้มองเพื่อนมนุษย์ในฐานะเป็นมิตรหรือเพื่อนร่วมโลก เช่น รัฐศาสตร์ และ
เศรษฐศาสตร์ เปน็ ตน้
3) มนษุ ยศาสตร์ (Humanities) เจรญิ มาบนฐานแนวคิดทม่ี องความหมายของอิสรภาพ หรือ
freedom ซึ่งเป็นจุดหมายของชีวิต ในแง่ของการแผ่ขยายพลังอำนาจออกไปนอกตัวในการที่จะได้
เป็นใหญท่ จ่ี ะทำอะไรๆ ไดต้ ามปรารถนา
การเสนอแนวคิดแบบองคร์ วมของพระธรรมปฎิ ก เกิดข้นึ ในชว่ งสงั คมโลกกำลงั ประสบปัญหา
วิกฤตในด้านการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และสังคมโลกกำลังตื่นตัวในการแสวงหาแนวคิดการพัฒนาแบบ
ใหม่ๆ ท่านได้เสนอแนวคิดแบบองค์รวมบนฐานของแนวคิดทางพระพุทธศาสนา คือ การพัฒนาที่
ตง้ั อย่บู นฐานความสมั พันธร์ ะหวา่ งธรรมชาติ สงั คม และมนุษย์ ท่านมองว่าการพฒั นาท่ีจะเรยี กวา่ เป็น
การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น (sustainable development) จะต้องเกิดดุลยภาพหรือองค์รวม (holism
/integration) ของมิติ 3 ด้าน คือ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สังคม และมนุษย์ นั่นคือจะต้องพัฒนาให้
มนุษย์มีองค์ประกอบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ที่พร้อมจะอยู่ร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมทาง
ธรรมชาติอย่างประสานเกื้อกูลกันหรือเกิดดุลยภาพในระบบองค์รวม ไม่ใช่การพัฒนาแบบแยกส่วน
หรือทำให้มนุษย์แปลกแยกจากสังคมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ถ้าจะให้
ได้ผลดี ก็ต้องให้องค์ประกอบทั้ง 3 นี้ มาประสานกลมกลืนกันให้ได้ ให้เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
หมายความว่า จะต้องทำให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะที่กลายเป็นว่าสิ่งที่ดีแก่มนุษย์ก็ดีแก่สังคม
ด้วย”
วรรณกรรมของฟริตจ๊อฟ คาปร้า วรรณกรรมแนวพระพุทธศาสนาในประเทศตะวันตก ที่ถือ
ว่าโด่งดังและเป็นหนังสือขายดีในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา (Best Seller) คือ งานวรรณกรรมของฟ
ริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) คาปร้าเป็นนักฟิสิกส์ระดับแนวหน้าคนหนึ่งของตะวันตกที่สนใจ
ศึกษาแนวคิดของศาสนาตะวันออก เขามีผลงานที่ถือว่าโด่งดัง 3 เรื่อง คือ “The Tao of Physics”
(เตา๋ แหง่ ฟิสกิ ส)์ เปน็ งานทีก่ ลา่ วถึงความสอดคลอ้ งระหว่างแนวคิดตะวนั ออก (รวมทัง้ พระพุทธศาสนา
ดว้ ย) กบั ฟสิ ิกสแ์ นวใหม่หรือควอนตัมฟิสิกส์ ผลงานชิน้ ต่อมา คอื “The Turning Point” (มีผู้แปลว่า
185
จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ) กล่าวถึงจุดติดตันของกระบวนทัศน์แบบเก่าที่ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ
วทิ ยาศาสตรข์ องเบคอน เดคารต์ ส์ และนวิ ตนั และสังคมโลกกำลังเคลอ่ื นยา้ ยเขา้ สู่กระบวนทัศน์ใหม่ท่ี
ตั้งอยู่บนฐานของฟิสิกส์ใหม่ หรือกระบวนทัศน์แบบองค์รวม (holistic view) อีกชิ้นหนึ่ง คือ
“Uncommon Wisdom” (มีผู้แปลว่าจุดเกิดแห่งเต๋าฟิสิกส์) เป็นงานที่เล่าถึงความเป็นมาของงาน
เรื่องเต๋าแห่งฟิสิกส์ เป็นการกล่าวถึงประสบการณ์ที่เขาได้สนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะใหม่ ๆ กับบุคคล
สำคญั ของโลก เช่น เวอร์ ไฮเซนเบริ ์ก เดวดิ บอรม์ เจ. กฤษณะมรู ติ และจอฟฟรีย์ ชิว เป็นต้น จนตก
ผลึกออกเป็นหนังสือเรื่อง “เต๋าแห่งฟิสิกส์” งานของคาปร้าทั้ง 3 เรื่องนี้ ได้กล่าวถึงพระพุทธศาสนา
พรอ้ มกันไปกบั ลัทธิเต๋า และฮินดู ดงั นัน้ ผู้เขียนจึงขอนำงานทง้ั 3 เรือ่ งนม้ี าเสนอในฐานะเป็นตัวแทน
แนวโนม้ วรรณกรรมพระพทุ ธศาสนาในประเทศตะวันตก คาปรา้ ไดเ้ ร่มิ ต้นงานของเขาดว้ ยการวิพากษ์
ถึงจุดติดตันและความผิดพลาดของกระบวนทางวิทยาศาสตร์แบบเก่า คือ ฟิสิกส์เก่า ที่ตั้งอยู่บนฐาน
คิดของบุคคลสำคัญ 3 ท่าน คือ ฟรานซิส เบคอน เรอเน เดคาร์ต และไอแซค นิวตัน ฐานคิดสำคัญ
ของบคุ คล 3 ทา่ นนที้ คี่ าปรา้ นำมาวพิ ากษว์ จิ ารณ์ มีดงั นี้
1) ทัศนะแบบจักรกล (mechanistic view) บุคคลที่ถือว่าเป็นต้นตอที่มาของทัศนะแบบ
จักรกล คือ เรอเน เดคาร์ตส์ เ ขาได้รับแนวคิดนี้มาจากการได้สังเกตเห็นเครื่องจักรชนิดต่าง ๆ ที่
ประดิษฐ์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ด้วยความมหัศจรรย์ของเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวได้ราวกับว่าเป็น
สิ่งมีชีวิต เขาหลงในเครื่องจักรเหล่านัน้ อย่างมาก จนสามารถสร้างส่ิงประดิษฐ์บางอย่างได้ด้วยตวั เอง
ดังนั้น จงึ ยากทีจ่ ะหลกี เลี่ยงการเปรียบเทยี บเครอื่ งจักรกบั สง่ิ มชี วี ติ ดังทเี่ ขากลา่ วไว้ว่า
เราเห็นนาฬกิ าน้ำประดิษฐ์ โรงสี หรือเครื่องจักรอื่น ๆ ในทำนองนี้ แม้ว่าเครื่องจักรเหล่านน้ั
จะเป็นเพยี งสง่ิ ประดิษฐ์จากมนษุ ย์ ซ่งึ ไมม่ คี วามสามารถในการเคล่ือนที่ไปในทิศทางอนั หลากหลายได้
ด้วยตัวเองก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็มองไม่เห็นความแตกต่าง ระหว่างเครื่องจักรที่ประดิษฐ์โดยช่างฝีมือ
และหน่วยชีวิตต่าง ๆ ที่ธรรมชาติได้เสกสรรขึ้นมา… ผมเห็นว่าร่างกายของคนเราก็เหมือนกับ
เครื่องจักร…ในความคิดของผม… ผมเปรยี บคนปว่ ยกับนาฬิกาท่ีมีการประกอบไม่ดีพอ และเปรียบคน
ทม่ี ีสขุ ภาพดกี บั นาฬกิ าท่ปี ระกอบดี
ในต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 18 ทัศนะนีไ้ ด้รบั การรบั รองใหม้ ีน้ำหนกั มากยงิ่ ขึ้น เมื่อนายแพทย์ชาว
ฝรั่งเศสท่านหนึ่ง ชื่อว่า ลา เมตรี (La Mettrie,1709-1751) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกายวิภาคทางสมอง
เป็นบุคคลแรกทีอ่ อกมายืนยันและเผยแพร่ความคิดดังกล่าว เขาเริ่มด้วยการพิสูจน์วา่ สมองมนุษยน์ นั้
ประกอบด้วยวัตถุเท่านั้น มิได้มีสิ่งเรียกกันว่าจิตวิญญาณเลย ในปี ค.ศ.1737 เขาได้เขียนผลงานช้ิน
สำคัญเรื่อง “มนุษย์เครื่องจักร” (L’ Homme machine) ซึ่งแสดงความคิดหลักว่า มนุษย์เป็นเพียง
สัตว์ชนิดหนึ่งซึง่ มแี ตร่ ่างกายไม่มวี ิญญาณ ร่างกายของมนุษย์ซ่ึงสามารถกระทำกิจกรรมตา่ ง ๆ ได้น้ัน
ก็มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลที่เคลื่อนไหวโดยมีพลังงานเป็นแรงขับดัน ดังที่เขากล่าวไว้ว่า “ร่างกาย
ของมนุษย์นั้นเป็นเคร่ืองจักรกลที่ไขลานให้กับตนเอง และเป็นเสมือนภาพอันมีชีวิตของพลังอันไม่มีท่ี
186
สิ้นสุด อันร่างกายนี้มีอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงและมีอารมณ์เป็นเครื่องกระตุ้น หากไม่เช่นนั้นแล้ว
วิญญาณก็เหี่ยวเฉา ทรุ นทุราย และกจ็ ะตายอยา่ งสน้ิ ฤทธ”ิ์
คาปร้าได้วิพากษ์ทัศนะของเดคาร์ตส์ว่าเป็นฐานคิดที่อยู่เบื้องหลังการทำลายสภาพแวดล้อม
และระบบนิเวศน์ของโลก เพราะเป็นทัศนะที่เขา้ ไปลดคุณค่าของสรรพส่ิงในจักรวาลในฐานะเป็นองค์
รวมแห่งองคาพยพเดียวกัน เป็นหน่วยชีวิตที่มีจิตวิญญาณ ให้เหลือเพียงเครื่องจักรกลที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ดังคำวิจารณข์ อง ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ที่ว่า “แผ่นดินเปรียบประดุจมารดาผู้อาทร ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป
อย่างสิ้นเชิงในงานเขียนของเบคอน และสูญสิ้นไปอย่างเด็ดขาด เมื่อการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ได้
นำเอาทัศนะว่า โลกคือเคร่ืองจักรกลอันหน่ึง เข้าแทนที่ภาพพจน์ของธรรมชาติในฐานะหนว่ ยชีวติ …”
และวา่ “สำหรับเดคาร์ตส์ เอกภพทางวัตถุคือเคร่ืองจักร และไม่มอี ะไรอีกนอกจากเคร่ืองจักร วัตถุไม่
มีจุดมงุ่ หมายในตวั เอง ไม่มีชวี ิต หรอื จติ วญิ ญาณ ”
2) ทรรศนะแบบลดทอน (Reductionistic view) บุคคลที่ให้กำเนิดทัศนะแบบลดทอน คือ
เซอร์ไอแซค นิวตัน เขาเป็นผู้ให้เกิดแนวคิดในการศึกษาหาความจริงของธรรมชาติและจักรวาลด้วย
ลดทอนลงไปหาหน่วยหย่อยมูลฐานที่เรียกว่า “อะตอม” (Atom) ทัศนะของนิวตันถูกวิจารณ์ว่าเป็น
ท่มี าของแนวคดิ แบบมุ่งความชำนาญพเิ ศษเฉพาะด้าน (specialization)และเป็นทมี่ าของการมองโลก
ธรรมชาติแบบแยกส่วน นอกจากนั้น ยังเป็นตัวแบบให้กับศาสตร์สาขาอื่น ๆ โดยศาสตร์ด้าน
สังคมศาสตร์ เช่น เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เป็นต้น เมื่อศาสตร์เหล่านี้ต้องการได้รับความ
น่าเช่อื ถือเหมือนวิทยาศาสตร์ ต่างกพ็ ยายามที่จะสร้างความชำนาญพิเศษดว้ ยการลดทอนลงไปศึกษา
สังคมเฉพาะในบางส่วนบางด้าน มีการเอาหลักสถิติและคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นตัวชี้วัด และพยายาม
จะกำจัดเรื่องคุณค่าออกไปให้ได้มากที่สุด (Value-free) เพราะคุณค่าคือสัญลักษณ์ของความไม่เป็น
วิทยาศาสตร์ แนวคิดแบบลดทอนของ นวิ ตนั ไดม้ ีอทิ ธพิ ลต่อจอห์น ล๊อค ในการศึกษาสังคมการเมือง
ด้วย โดยเขาได้พยายามลดทอนสังคมมนุษย์ลงไปหาหน่วยย่อยของสังคมในระดับปัจเจกชนแล้ว
พยายามจะประยุกตห์ ลักเกณฑ์เกี่ยวกบั ธรรมชาติของมนษุ ย์มาอธิบายมนุษย์ในระดับสังคม ที่เรียกว่า
“ฟิสิกส์ทางสังคม” (Social Physics)
3) แนวคิดพิชิตธรรมชาติ (conquest of nature) แนวคิดพิชิตธรรมชาติ ถือว่าเป็นฐานคิด
อย่างหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศตะวนั ตก แนวคิดน้ี
ถูกวิจารณ์ว่าเป็นตัวก่อปัญหาและเป็นที่มาของสภาพจิตที่มุ่งจะเอาชนะธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์
ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ถือว่าเป็นผู้เผยแพร่แนวคิดนี้ คือ ฟรานซิส เบคอน ดังที่คาปร้า ได้
วิจารณ์ไว้ว่า “ในสายตาของเขา ธรรมชาติจะต้องถูกไล่ล่าอย่างไม่หยุดหย่อน ถูกดึงมารับใช้ และทำ
ให้เป็นทาส ธรรมชาติจะต้องถูกจำกัดขอบเขต และเป้าประสงค์ของนักวิทยาศาสตร์ก็คือทรมานให้
ธรรมชาติเปดิ เผยความลับออกมา จิตนาการอนั ก้าวรา้ วรุนแรงส่วนใหญ่น้ี ดเู หมือนจะได้แบบอย่างมา
จากการสอบสวนบรรดาแมม่ ดหมอผีในยคุ สมยั ของเบคอนเอง”
187
4) ควอนตัมฟิสิกส์ กับ พระพุทธศาสนา หลังจากคาปร้าได้วิพากษ์กระบวนทัศน์ตะวันตกท่ี
ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ผิดพลาดแล้ว เขาได้กล่าวถึงปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดที่นักวิทยาศาสตร์ไม่
เคยเจอมาก่อน คือ การสำรวจเกี่ยวกับอะตอม และอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม พวกเขาได้สัมผัสกับ
ความเป็นจริงที่แปลกประหลาด และคาดไม่ถึง จนถึงกลับทำให้โลกทัศน์ของวิทยาศาสตร์แบบเดิม
ต้องแตกสลาย และบังคบั ให้พวกเขาต้องคิดดว้ ยวธิ ีใหม่อย่างสิ้นเชิง ถอื วา่ เป็นส่ิงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในวงการวิทยาศาสตร์ กล่าวคือในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์ต้องเผชญิ กับการท้าทายอย่างจรงิ จัง
เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับความสามารถของเขาในการเข้าใจเอกภพ ทุกครั้งที่เขาถามปัญหาเกี่ยวกับ
ธรรมชาติโดยการทดลองเกี่ยวกับอะตอม ธรรมชาติจะตอบในลักษณะผกผันขัดแย้งในตัวของมันเอง
(paradox) และยงิ่ เขาพยายามทำใหส้ ่งิ ต่าง ๆ ชดั เจนขึน้ เท่าไร ความผกผนั กย็ ิ่งปรากฏชัดเจนมากข้ึน
เท่านั้น จากความพยายามที่จะเข้าใจความจริงใหม่นี้เอง ที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มตระหนักถึงข้อจำกัด
ของความคดิ พน้ื ฐาน ภาษาทีใ่ ช้ ตลอดจนวิธีการคดิ ทั้งหมดว่า ไม่เพียงพอทจ่ี ะอธิบายถึงปรากฏการณ์
ของอะตอมได้ ดังท่ีเวอเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก ไดก้ ลา่ วไวว้ ่า
ผมยังจำได้ถึงการถกเถียงกับบอห์รเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนเวลาล่วงเลยเกือบค่อนคืน และ
เราก็จบลงด้วยความรู้สึกแทบจะสิ้นหวัง หลังจากการสนทนา ผมออกมาเดินเล่นคนเดียวใน
สวนสาธารณะใกล้บ้าน ผมพูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เป็นไปได้ละหรือที่ธรรมชาติจะเหลวไหลถึง
ปานน้นั อยา่ งทป่ี รากฎต่อเราในการทดลองเกย่ี วกบั อะตอม
แม้ไอน์สไตน์ ก็ได้กล่าวไว้ในลักษณะเดียวไฮเซนเบิร์กว่า “ความพยามทั้งหมดของผมในการ
ปรับพน้ื ฐานทางทฤษฎีของวิชาฟิสิกส์ ให้เขา้ ใจกับความรู้สึกอย่างใหม่น้ี ตอ้ งลม้ เหลวอย่างสิ้นเชิง มัน
เหมอื นกับว่าพน้ื ดนิ ถกู ดงึ ออกจากที่เรายืนและไม่มีพน้ื ฐานอนั มัน่ คงใด ๆ พอให้เราทรงตัวอยไู่ ด”้
ปรากฏการณอ์ ันแปลกประหลาดทว่ี ่าน้ีก็คือ อะตอมไม่ใช่อนภุ าคทแ่ี ข็งแกร่งและทำลายไม่ได้
ตามทฤษฎเี ดิมอกี ตอ่ ไป หากแตป่ ระกอบด้วยทีว่ ่างอันกวา้ งขวางและภายในท่ีว่างน้มี ีอนภุ าคท่ีเล็กมาก
ที่เรียกว่าอิเล็กตรอน เคลื่อนที่อยู่รอบนิวเคลียส หลายปีต่อมาทฤษฎีควอนตัมได้ให้ความกระจ่างว่า
แม้อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม คือ อิเล็กตรอน โปรตอน และนิวตรอนในนิวเคลียส ก็มิใช่วัตถุแข็งตัน
ตามแนวคดิ เดิมของฟิสิกส์ด้ังเดิม หนว่ ยทีเ่ ล็กกวา่ อะตอมของสสารเปน็ ความจริงที่ได้ใจได้ยาก โดยที่มี
ลักษณะที่ตรงกันข้ามสองลักษณะอยู่ในตัวของมัน (duality of particle-wave) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีที่
เราศึกษามนั บางคร้ังมันก็ปรากฏในรูปของอนุภาค(particle) บางครัง้ ก็ปรากฏในรูปของคลืน่ (wave)
และธรรมชาติอันแตกตา่ งกันเปน็ สองลักษณะเช่นน้กี ป็ รากฏอยูใ่ นแสงด้วย คอื แสงอาจจะอย่ใู นรูปของ
คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ หรืออนุภาคก็ได้ ไอน์สไตนเ์ รยี กอนุภาคของแสงน้วี า่ “ควอนตา” (quanta) จึงเป็น
ทมี่ าของทฤษฎคี วอนตมั
คาปร้า กล่าวต่อไปว่า ทวิลักษณะ (duality) ของสสารและแสงนี้ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด
มาก เปน็ เร่อื งทีแ่ ทบเปน็ ไปไม่ได้ท่ีจะยอมรับว่าสิ่งหนึ่งเปน็ ไดท้ ้ังอนภุ าคทจี่ ำกัดตัวอยู่ในปริมาตรที่เล็ก