188
มาก และขณะเดียวกันกเ็ ปน็ คลน่ื ทแี่ ผ่กระจายไปในอวกาศอย่างกวา้ งขวาง ยกตวั อย่างอิเล็กตรอน มนั
ไม่ใช่ทั้งอนุภาคหรือคลื่น เพียงแต่จะปรากฏคล้ายอนุภาคในสถานการณ์หนึ่ง และคล้ายคลื่นในอีก
สถานการณ์หน่ึง นี้แสดงว่าท้ังอิเล็กตรอน และอนุภาคอื่นๆ ของอะตอมไม่มีคุณลักษณะที่แท้จริงของ
ตวั มนั เองที่เปน็ อสิ ระจากสงิ่ แวดลอ้ ม ลักษณะที่ปรากฏตวั คลา้ ยอนภุ าค หรือคลา้ ยคลืน่ ล้วนข้ึนอยู่กับ
สถานการณ์ทดลอง กล่าวคือข้นึ อยูก่ บั อปุ กรณท์ จ่ี ะทำให้มันมปี ฏิกิริยาตอบโต้ออกมา
คาปร้ามองว่าทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์มีส่วนคล้ายคลึงกับแนวคิดแบบองค์รวมของ
พระพุทธศาสนามาก โดยเฉพาะทฤษฎีบูทสแตรป (Bootstrap) ของจอฟฟรีย์ ชิว ที่เสนอขึ้นมาในปี
ค.ศ. 1960 ทฤษฎีบูทสแตรปเสนอว่า ธรรมชาติไม่สามารถถูกลดส่วนลงเป็นหน่วยพื้นฐานเหมือน
หน่วยย่อยพื้นฐานของวตั ถุ แต่ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติในแงข่ องความสอดคลอ้ งต้องกันของส่วน
ทั้งหมด วิชาฟิสิกส์ทั้งปวงต้องดำเนินไปตามข้อกำหนดในลักษณะที่ส่วนประกอบต่าง ๆ ของมันมี
ความสัมพันธ์ ที่สอดคล้องซึ่งกันและกันและสอดคล้องภายในตัวมันเองด้วย ความคิดนี้ทำให้เกิดการ
แยกขาดข้ันรากฐาน จากวิธีการวจิ ยั พื้นฐานทางฟิสกิ ส์แบบเดิม ๆ ซ่ึงจะมแี นวโน้มจะหาส่วนประกอบ
พื้นฐานของวัตถุ ปรัชญาบูทสแตรปไม่เพียงแต่ปฏิเสธความคิดเกี่ยวกับหน่วยพื้นฐานของวัตถุเท่านั้น
แต่ยังปฏิเสธสิ่งที่เป็นพื้นฐานทุกอย่างด้วย ไม่มีสิ่งคงตัว กฎ หรือสมการขั้นพื้นฐานใด ๆ เอกภพเป็น
ข่ายใยที่มคี วามเคล่ือนไหวแห่งเหตุการณ์ทีเ่ ช่ือมโยงถึงกันและกัน ไมม่ คี ุณสมบตั ิของส่วนใด ๆ ในข่าย
ใยน้ที ่ีถอื ว่าเปน็ คุณสมบตั พิ ้ืนฐาน หากจะเปน็ ไปตามคุณสมบัตขิ องส่วนอ่นื ๆ และตามความสอดคล้อง
โดยส่วนรวมของความสัมพันธ์เชื่อมประสาน ซึ่งเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของข่ายใยทั้งหมด คาปร้า
มองวา่ แนวคิดนีค้ วามสอดคล้องกับแนวคิดของพระพุทธศาสนา ดังทีเ่ ขากลา่ วไวว้ า่ “หลักการพื้นฐาน
ทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ของชิวนั้น ขัดแย้งอย่างถึงรากเหง้ากับประเพณีวิทยาศาตสตร์ทางตะวันตก
แต่สอดคล้องกับแนวคดิ ของตะวันออก โดยเฉพาะอย่างย่ิงพระพุทธศาสนา” และเขาไดก้ ลา่ วต่อไปอีก
ว่า ในขณะที่ทัศนะการมองจักรวาลว่าเป็นข่ายใยของความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นเป็นลักษณะพิเศษของ
ความคิดทางตะวันออก ผมได้แสดงให้เห็นว่า เอกภพและความสัมพันธ์ซึ่งและกันของสรรพสิ่งและ
เหตุการณ์นั้น ได้มีการแสดงไว้อย่างชัดเจนที่สุดและอธิบายไว้อย่างละเอียดที่สุดในศาสนาพุทธฝ่าย
มหายาน ความคิดของพระพุทธศาสนาสำนักนิกายนี้สอดคล้องกลมกลืนอย่างสมบูรณ์กับฟิสิกส์
แนวบตู สแตรปท้ังในด้านปรชั ญาท่วั ไปและในเร่ืองเฉพาะเกี่ยวกบั สสาร
กลุ่มวรรณกรรมท่ีเน้นพุทธจรยิ ธรรมเชิงสังคม แนวคิดจริยธรรมเชิงสังคมแนวพุทธถือว่าเป็น
แนวโน้มใหม่ท่เี ร่ิมไดร้ บั ความสนใจมากข้ึนโดยลำดบั ในสงั คมไทย แนวคดิ นีส้ ่วนหนงึ่ เกดิ ขึ้นมาจากการ
ที่นักวิชาการตะวันตกโจมตีตีพระพุทธศาสนาว่าขาดมิติทางสังคม ไม่ให้ความสำคัญปัญหาระดับ
โครงสร้างทางสังคม สนใจเฉพาะปัญหาปัจเจกชน เช่น แนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรมที่บอกว่าความดี
ความชั่วเป็นเรื่องของการทำกรรมส่วนบุคคล หรือแนวคิดเรื่องความหลุดพ้นส่วนบุคคล เป็นต้น อีก
ประการหนึ่ง การที่นักการศาสนาและนักวิชาการหลายท่านให้ความสนพุทธจริยธรรมเชิงสังคมมาก
189
ข้ึน นา่ จะเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลของการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์แบบตะวันตก เช่น การศึกษา
ดา้ นรฐั ศาสตร์ และสงั คมวิทยา เปน็ ตน้
1) วรรณกรรมทเ่ี นน้ มิติทางสังคมเชงิ พุทธ
ก. วรรณกรรมของนายแพทย์ประเวศ วสี : วรรณกรรมพระพุทธศาสนาเชิงสังคมของ
นายแพทย์ประเวศ วสี ส่วนหนึ่งเป็นการสานต่อแนวคิดของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับ “ธรรมิกสังคม
นิยม” และแนวคิดของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เกี่ยวกับ “ศีลกับเจตนารมณ์ทางสังคม”
วรรณกรรมที่น่าจะสะท้อนแนวคิดของนายแพทย์ประเวศเกี่ยวกับมิติทางสังคมเชิงพุทธได้อย่างโดด
เด่น ได้แก่ “ธรรมิกสังคม” ในวรรณกรรมชิ้นนี้นายแพทย์ได้มองว่า ศีลธรรมหรือศาสนาเหมือนกับ
สถาบันอ่นื ๆ ในสงั คม ตอ้ งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคญั 2 สว่ น คือ (1) สว่ นท่ีเป็นโครงสร้าง และ
(2) ส่วนที่เป็นสิ่งตกแต่ง ส่วนที่เป็นโครงสร้าง ได้แก่ สถาบันครอบครัวและสถาบันชุมชน และส่วนที่
เป็นสิ่งตกแต่ง ได้แก่ หลักศีลธรรมหรือหลักคำสอนทางศาสนาที่เรานำมาอบรมสั่งสอนกัน ส่วนที่
นายแพทย์ประเวศมองว่าสำคัญที่สุด คือส่วนที่เป็นโครงสร้าง เพราะเป็นหลักค้ำประกันหรือเป็น
ฐานรองรบั ศีลธรรม ถ้าสว่ นทเ่ี ป็นโครงสร้างล่มสลายเสียแล้วก็ไม่สามารถปลูกฝั่งศีลธรรมให้เกิดขึ้นใน
สังคมได้
ศีลธรรมก็เหมือนสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งส่วนที่เป็นโครงสร้าง ส่วนที่เป็นสิ่งตกแต่ง
เหมือนอาคารซึง่ มีโครงสร้างกบั สิ่งตกแต่งใหม้ ันน่าอยู่มากข้ึน สวยงามมากข้ึน มีประโยชน์มากขึน้ สิ่ง
ที่พระสอนจะสอนในสิ่งที่เป็นส่วนตกแต่งแต่ส่วนโครงสร้างมันพังไปแล้ว ถ้าโครงสร้างพังแล้วถึงจะ
พยายามตกแตง่ อย่างไร มนั ก็ไมม่ อี ะไรให้ตกแต่ง
นายแพทย์ประเวศ ได้ตั้งคำถามว่า “ผมพยายามจับตรงนี้มาหลายปี ก็ตั้งคำถามเหมือนกัน
ผมเป็นชาวพุทธ เราก็รักพุทธศาสนา และพุทธศาสนาเป็นของดี และเราเป็นเมืองพุทธ แล้วทำไมมี
ความเสื่อมมากมาย จะตอบปัญหาตรงนี้อย่างไร ?” นอกจากความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม
นายแพทย์ประเวศยังได้ตั้งคำถามว่าทำไมสงั คมไทยไม่ประสบความสำเรจ็ ในการปลูกฝัง่ ศีลธรรม ท้ังที่
เรามีพระสงฆ์มากมาย มีการสมาทานศีล 5 อยู่เป็นประจำ และมีการสนับสนุนให้พระสงฆ์ไปสอน
ศลี ธรรมในโรงเรียน “ขณะนเ้ี ราพดู เรอ่ื งศลี ธรรมแต่มองไมเ่ ห็นความหวังอะไรเลย เพราะเราไปมองแค่
การเรยี นการสอนจรยิ ธรรมในโรงเรียน และเมอื่ เรยี นแล้วก็มองไมเ่ ห็นวา่ ศลี ธรรมจะดีขน้ึ อย่างไร พระ
กส็ อนเยอะ ทุกวันกม็ กี ารใหศ้ ีลห้า แตค่ นกล็ ะเมิดกนั มากขึ้นตามไปดว้ ย” ถามวา่ ทัง้ ท่ีหลักคำสอนทาง
พระพุทธศาสนาเป็นของดี แต่ทำไมถึงไม่มีพลังในการเข้าไปแก้ปัญหาสังคม การที่จะตอบปัญหานี้ได้
นายแพทย์ประเวศเสนอให้วเิ คราะห์ปัญหาระดบั โครงสร้างหรือระดบั สงั คม แทนท่ีจะมองวา่ เป็นความ
ชว่ั หรือความไม่ดีส่วนบคุ คล
เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องการทำความเข้าใจเรื่องทางสังคม ชาวพุทธจะไม่ค่อยสนใจตรงนี้ ชาว
พุทธจะสนใจเปน็ เรื่องปัจเจกบุคคล เพราะฉะนั้นทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาเป็นของดี เราจึงคงดูเสมือนไม่มี
190
พลังที่จะใช้พุทธศาสนาเข้าไปแก้ไขปัญหา เพราะไม่ได้สนใจ ทำความเข้าใจเรื่องมิติทางสังคม เอา
เฉพาะตัวของตวั คนเดยี ววา่ ทำอยา่ งไรจงึ จะหมดกิเลส เมือ่ สงั คมเสื่อมเลยกระทบหมดทุกคน
ต่อประเด็นปัญหานี้ แพทย์ประเวศได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ “โครงสร้างของความรุนแรง”
(structural violence) ว่าเป็นรากฐานที่มาความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมและเป็นที่มาของความ
ล้มเหลวในการปลูกฝังศีลธรรม โครงสร้างของความรุนแรง หมายถึง สภาพที่สถาบันทางสังคม เช่น
สถาบันครอบครัว และชุมชน เป็นต้น อยู่ในภาวะอ่อนแอหรือล้มสลายจนไม่สามารถทำหน้าที่เป็น
“ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ได้ นอกจากนั้น โครงสร้างแบบนีย้ ังเป็นตัวขบั เคลื่อนคนทั้งหลายให้ทำในส่งิ ท่ี
ไม่ถูกตอ้ งโดยไม่รูต้ ัวดว้ ย
เร่ืองโครงสร้างของความรนุ แรง เป็นเรือ่ งร้ายแรงมากเปน็ เรื่องร้ายแรงมากกว่าเรื่องบุคคลใด
บุคคลหนึ่งทำไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ โครงสร้างทั้งโครงจะขยับคนทัง้ หลายให้เข้าไปทำในสิง่ ที่ไม่ถูกตอ้ ง
และโดยไม่รู้ด้วยว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เรียกว่าเป็นโครงสร้างของความรุนแรง ขณะนี้เรามีโครงสร้าง
ของความรุนแรงดำเนนิ อยู่
ดงั นน้ั คำตอบสำหรบั การฟ้ืนฟูศีลธรรมในสังคมไทยในทัศนะของนายแพทยป์ ระเวศ จึงไม่ใช่
การมุ่งทำให้แต่ละคนเป็นดีแลว้ สังคมทั้งหมดจะดีขึ้นเอง หากแต่อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะให้โครงสร้าง
ของสังคมเข้มแข็งจนสามารถเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมได้ บนรากฐานของโครงสร้างสังคมที่เข้มแข็งนี้
เองจึงจะสามารถปลูกฝังศีลธรรมได้ง่าย และบางครั้งศีลธรรมก็สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยอาศัย
โครงสรา้ งทางสังคมเป็นตัวหลอ่ หลอมในรปู แบบของวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต
ถ้าเราอย่ใู นชุมชน ชมุ ชนจะเปน็ ภมู คิ ุ้มกนั ใหค้ วามอบอุ่นทางจติ ใจ ชว่ ยเหลอื กนั ทางเศรษฐกิจ
ลูกเต้าได้ช่วยกันดูแล มันเป็นความอบอุ่นอันพุ่งพิงกันได้ ผมจึงเรียกตรงนี้ว่าเป็น “ภูมิคุ้มกันทาง
สังคม” เมื่อครอบครัวแตก ชุมชนแตก สังคมหมดภูมิคุ้มกัน หลังจากนั้นเป็นโรคอะไรเข้ามาก็ระบาด
รนุ แรงเกิด “โรคของวิกฤตการณ์ทางสงั คม”
ข. วรรณกรรมของนิธิ เอียวศรีวงศ์ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่เขียน
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่เน้นมิติทางสังคม เช่นวรรณกรรมที่ชื่อว่า “พุทธศาสนาในความ
เปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” และวรรณกรรมที่ชื่อว่า “ก่อนยุคพระศรีอารยิ ์ ว่าด้วยศาสนา ความเช่ือ
และศีลธรรม” เป็นต้น ในทัศนะของนิธิ พระพุทธศาสนาไม่ได้ขาดมิติทางสังคมแต่อย่างใด หากแต่
พระพุทธศาสนาที่เรานับถือกันในสังคมไทยเป็นพระพุทธศาสนาที่เน้นหนักมิติเชิงปัจเจกบุคคลเพียง
ด้านเดยี ว เช่นเวลาท่ีเราอธิบายถึงคนทีก่ ำลงั อยู่ในภาวะเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง เรามกั จะมองเพยี งแค่ว่า
เป็นเร่ืองพฤติกรรมหรือกรรมส่วนบุคคล โดยไมส่ นใจต้ังคำถามในระดับโครงสรา้ งหรือสภาพแวดล้อม
ทางสังคมว่ามีความบกพร่องอย่างไร นี้คือมิติทางพระพุทธศาสนาที่นิธิมองว่าสังคมไทยไม่ได้หยิบ
ยกขึ้นมาเน้นย้ำ “ในส่วนความหมายในเชิงสังคมของพระพุทธศาสนานั้น นับตั้งแต่โบราณมา ไม่ค่อย
ได้เน้นในสังคมไทย เพราะศาสนาผีรับหน้าที่รักษากฎระเบียบทางสังคมอยู่แลว้ พระพุทธศาสนาไทย
191
จงึ ใหค้ วามสำคญั แกก่ ารพัฒนาจิตใจของบุคคลมากกวา่ ” ด้วยเหตุดังนี้ “พระพทุ ธศาสนาไทยจึงมักถูก
โจมตีเสนอว่า ไม่ค่อยมีมิติทางสงั คมในคำสอน แต่ที่จริงแล้วพระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ไดข้ าดมิติทาง
สงั คมแต่อยา่ งใด เพยี งแตใ่ นเมอื งไทย มติ ิด้านนถ้ี กู ละเลยไปเองต่างหาก” มีหลกั ธรรมหลายประการที่
นิธิ เห็นว่าควรมีมิติทางสังคมด้วย ถึงจะสอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ อาทิ หลักคำสอนเรื่องกรรม ใน
เรื่องน้นี ธิ ิ ใหค้ วามเหน็ วา่
คนไทยมกั มองกรรมเปน็ เร่อื งของบุคคลแต่เพียงอยา่ งเดยี ว บุคคลทำ กรรมดีมานอ้ ยจงึ เกิดมา
จน…อย่างไรก็ตาม ถ้ามองว่ากรรมยังมีอีกมิติหนึ่งคือกรรมของสังคซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่ง
ของความจนนั้นมีสาเหตุมาจากสังคมเอง เช่น เขาทำไร่ทำนาเขาอยู่ดี ๆ ก็ไปอพยพเขาขึ้นไปอยู่บน
ยอดเขาแห้งแล้ง เพือ่ จะเอาท่ดี ินของเขาไปทำเขื่อน ก็กลายเป็นคนจนรากเลือดอยบู่ นเขา ก็เห็นได้อยู่
ชัด ๆ ว่ากรรมทีท่ ำให้เขาจนนน้ั เป็นกรรมของสังคมแน่
เรื่องศีลก็เช่นกัน เรามักเข้าใจว่าปาณาติบาตเป็นการกระทำเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหน่ึง
เท่านั้น แต่นิธิ เตือนว่ายังมีปาณาติบาตที่เกิดขึ้นได้โดยไม่มีบุคคลเป็นผู้กระทำ เช่น ความตายที่เกิด
จากความอยากจนและความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจ และความตายที่เกิดจากการสัญจรด้วย
รถยนต์ “ปาณาติบาตกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่อาจซัดทอดปัจเจกบุคคลใด ๆ ได้ เพราะไม่มีใครฆ่า
ใครด้วยกาย วาจา หรือใจ เลยตอ้ งยกใหเ้ ปน็ ความผิดของสังคม”
อย่างไรก็ตาม เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ปาณาติบาตโดยสังคม ก็เกี่ยวข้องกับเราอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ เพราะเราแต่ละคนเป็นส่วนหนึง่ ของสังคม และเราต่างก็ยอมให้ระบบที่ส่งเสริมความเหลื่อมล้ำ
ต่ำสูงดำรงอยู่ต่อไป คำถามก็คือ ถ้าอย่างนั้นการสมยอมเป็นการฆ่าใช่หรือไม่ นิธิ เสนอว่า เราควร
คิดถึงปาณาติบาต (หรือศีลข้ออื่น ๆ) ในแง่มุมที่กว้างขึ้น จริงอยู่เมื่อพูดอย่างเคร่ง ครัดแล้ว การล่วง
ละเมิดศีลนั้นต้องมเี จตนามาเก่ียวข้องด้วย ถ้าไมม่ เี จตนาให้ชีวติ ใดชีวิตหนง่ึ ตกลว่ งไป ก็ไม่ถือว่าผิดศีล
ข้อปาณาติบาต อย่างไรก็ตามความจริงมีอยู่ว่าในสังคมทุกวันนี้ การกระทำของเราแต่ละคนสามารถ
ส่งผลถึงชีวิตของคนอื่นได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนและ
แน่นแฟน้ ดังน้นั หากต้องการดำรงชวี ิตโดยเบียดเบียนผู้อ่ืนน้อยที่สุด การถอื ศีลปาณาติบาต (และศีล
ขอ้ อื่น ๆ) อย่างเดิม ๆ ยอ่ มไมเ่ พยี งพออย่างแนน่ อน จำเปน็ ต้องมีความสำรวมระวงั เพม่ิ ขนึ้ ซง่ึ หมายถึง
การมีหลักปฏิบัตอิ ย่างอื่นมากำกับตนเองมากข้ึน จะโดยการถอื ศลี ข้ออน่ื เพ่ิมขึน้ หรือขยายความหมาย
ของศีล 5 ให้กว้างจากเดิมกแ็ ล้วแต่ ทั้งนี้โดยมีสาระสำคญั อยู่ตรงทีก่ ารตระหนักว่าการกระทำของเรา
สามารถส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้โดยผ่านกลไกต่างๆ ในสังคมด้วย มิใช่ว่าจะกระทบอย่างซึ่งๆ หน้าหรือ
กระทบโดยตรงเท่านั้น การอธิบายหรือขยายความหมายของศีลในลักษณะนี้ช่วยให้ศีลใน
พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลักประกนั แหง่ ความสงบสุขในชวี ติ และสังคมอย่างแท้จรงิ สำหรับยุคน้ี
ถ้าศีลมีมิติทางสังคมดังกล่าวมา เมตตากรุณาของชาวพุทธ (รวมทั้งการทำบุญ) ก็จะมี
ความหมายกว้างขึ้น คือไม่ใช่แต่เพียงการให้ทานหรืออาหารแก่คนตกทุกข์ได้ยากเท่านั้น หากยังรวม
192
ไปถึงการทำกิจกรรมทางสังคมเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนอย่างถึงรากถึงโคน นิธิเห็นว่าเมตตา
กรุณาในความหมายนี้จะก่อให้เกิดการร่วมมือกันจนเกิดเป็นองค์กรทางสังคม ซึ่งจะเป็นทางออก
สำคัญสำหรับสังคมปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะปัจจุบันสังคมกำลังเกิดปัญหานานัปการที่แก้ได้ยาก (เช่น
ยาเสพย์ติด อาชญากรรม ปัญหาทางจิตใจ) เนื่องจากฝากความหวังการแก้ปัญหาไวก้ ับปจั เจก-บุคคล
เพียงอยา่ งเดียว ปญั หาเหล่านจ้ี ะแก้ได้อย่างแทจ้ ริงกต็ อ่ เม่ือองค์กรทางสังคมมาเป็นกำลงั สำคัญดว้ ย
มิติทางสังคมนี้ นิธิเห็นว่ายังสามารถเอามาใช้กับแนวคิดเรื่องโลกหน้าได้ด้วย ทั้งนี้เพราะ
“สังคมและชาติหน้านั้นเป็นแนวติดเดยี วกัน เพราะชาติหน้าคือที่ซึ่งตัวเราหรือคนที่เรารักจะไปผุดไป
เกดิ ในอนาคต อยา่ งเดยี วกับทีส่ งั คมคือทีซ่ ่ึงเราจะฝังลกู หลานของเราซ่งึ กค็ ือตวั ตนของเรานั่นเอง และ
คนที่เรารักเอาไว้ในนั้นในอนาคต” หรือถึงไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าเลย การสอนพระพุทธศาสนาโดย
คำนึงถึงมิติทางสังคมด้วยก็สามารถสร้างสำนึกในทางศีลธรรมอย่างเดียวกับที่คนสมัยก่อนเชื่อเรื่อง
บาปบุญคุณโทษ ดังที่นิธิ เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า “ถ้าจะไม่พูดถึงโลกหน้าเลย ก็ต้องพูดถึงสังคมซึ่งเป็น
ความยืนยงของโลกนี้ เป็นสถานที่จุติของลูกหลานของเราและคนที่เรารักในกาลนานข้างหน้า เป็น
สภาวะท่ที ำให้เราเองสามารถดำรงชวี ิตอยู่ไดฉ้ ะนั้น แมไ้ ม่มีชาติหน้า เรากย็ ังตอ้ งเอ้ือต่อประโยชน์ของ
สังคมอยนู่ น่ั เอง”
การอธิบายหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมด้วย
นอกเหนอื จากมิติทางจิตวิญญาณและการประพฤติปฏบิ ัติส่วนบุคคล จะชว่ ยให้พระพทุ ธศาสนามีพลัง
ในการอธบิ ายปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ในสังคม แทนที่จะสรุปอยา่ งหว้ น ๆ สั้น ๆ ว่าปัญหาทง้ั หลายในโลก
น้เี กิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ซ่ึงเท่ากบั ไม่ไดต้ อบอะไรเลย และอาจเปน็ การสง่ เสรมิ ความ
มักง่ายของชาวพทุ ธในการไม่ใช้ปญั ญาพจิ ารณาหาเหตุปัจจยั ตา่ ง ๆ อยา่ งท่วั ถงึ การคำนึงถงึ ปัจจัยทาง
สงั คมยังช่วยใหก้ ารสง่ เสริมศีลธรรมในสังคมเป็นไปอยา่ งไดผ้ ล เพราะเม่อื ตระหนักว่าศลี ธรรมนั้นไม่ใช่
เรื่องของปัจเจกบุคคลอย่างเดียว หากยังมีปัจจัยทางสังคมมาเกี่ยวข้องด้วย (ทั้งในฐานะสิ่งที่มี
ผลกระทบต่อพฤติกรรมของเรา และสิ่งที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเราและส่งต่อไปยังผ้อู ่นื )
ดังนั้น เมื่อต้องการส่งเสริมให้ผูค้ นมีศีลธรรม ก็ไม่คิดแต่จะพร่ำสอนวอนย้ำให้ทุกคนจงทำดี ๆ เท่านั้น
หากยงั ต้องพยายามสร้างสรรคส์ ภาพแวดล้อมทางสงั คมให้เอื้อต่อการมีศีลธรรม พร้อมกันนั้นก็ส่งเสริม
ใหท้ กุ คนได้มสี ่วนสรา้ งสรรค์สังคมให้มสี ภาพแวดล้อมทดี่ ดี ้วย มิใช่แตท่ ำความดเี ฉพาะตัวเทา่ น้ัน
2) วรรณกรรมทเ่ี น้นจริยธรรมแบบผกู พนั กับสงั คม
ก. ประวัติความเป็นมา ในหลายปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งทีส่ องเปน็
ต้นมา วรรณกรรมพระพุทธศาสนาที่เสนอพุทธจริยธรรมแบบเข้าไปผูกพันกับการแก้ปัญหาสังคมหรือ
ท่เี รียกในภาษาองั กฤษว่า “Socially Engaged Buddhism” กำลงั เป็นท่สี นใจศกึ ษาของคนทั่วไป ถือ
ว่าเป็นขบวนการชาวพุทธแบบใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองปัญหาใหม่ ๆ ในบริบทสังคมโลกยุคใหม่
เช่น ปัญหาสงคราม ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เป็นต้น แนวคิดนี้เกิดขึ้น
193
ประมาณ ค.ศ. 1960 โดยพระภกิ ษมุ หายานชาวเวยี ดนามชอื่ ว่า “ตชิ นัท ฮนั ห”์ (Thich Nhat Hanh)
คร้ังแรกเรยี กสนั้ ๆ ว่า “Egaged Buddhism”
ใน พ.ศ. 2509 ท่านติช นัท ฮันห์ ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ได้เผยให้ชาวอเมริกันทราบถงึ
ความปรารถนาอันแรงกล้าและความเจ็บปวดของชาวเวียดนามที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม จึงทำให้
ท่านไม่สามารถกลับเข้าสู่เวียดนามได้อีก เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ท่านและเพื่อนร่วมงานของท่านใน
องค์การสันติภาพของชาวพุทธเวียดนามได้เพียรพยายามที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาล ฮานอยผ่าน
สถานทูตเวียดนามในกรุงปารีส โดยเสนอที่จะจัดตั้งกองทุนขึ้นเพื่อช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กผู้อดอยากหิว
โหย แต่รฐั บาลได้ปฏเิ สธข้อเสนอดังกล่าว12 ตอ่ มาทา่ นไปพำนักทฝี่ รง่ั เศส ได้สรา้ งชุมชนชาวพุทธขึ้นที่
นั่น เน้นการฝึกสติอันเป็นการเสริมสร้างสันติภาพภายในจิตใจ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง
สนั ตภิ าพในภายนอกดว้ ย
ข. แนวคิดสำคัญ พระพุทธศาสนาแบบผูกพันกับสังคมเป็นความพยายามที่จะประยุกต์
หลักธรรมและหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพื่อแก้ปัญหาสังคม เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นท่ามกลาง
บริบทแห่งการถกปัญหาระดับโลกในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน การกระจายความยุติธรรม
ความกา้ วหน้าทางสงั คม เป็นตน้ นกั วิชาการบางท่านมองวา่ พระพุทธศาสนาแนวนี้ไม่ใชร่ ูปแบบท่ีเคย
มีมาก่อนในพระพุทธศาสนา หากแต่เป็นการเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ เข้ามาในพระพุทธศาสนาแบบจารีต
ดั้งเดิมนั่นเอง (คือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท มหายาน และวัชรยาน) อาจมองได้ว่าเป็นกระบวน
ทศั น์แห่งความหลุดพน้ แนวพุทธแบบใหม่ (a new paradigm of Buddhist liberation) อาจจะเรียก
พระพทุ ธศาสนาแนวนี้วา่ “ยานใหม”่ หรอื “นวยาน” ดงั ท่ี ดร. บ.ี อาร์. เอ็มเบด็ การ์ (B.R.Ambedkar)
ผู้นำเรียกร้องสิทธิมนุษยชนชาวอินเดียได้เคยทำมาแล้วในการเปลี่ยนไปนับถือพระพุทธศาสนาในปี
ค.ศ. 1956 หรือถา้ มองในแงว่ ิวฒั นาการของหลักธรรม อาจจะมองได้วา่ เป็น “ยานท่ี 4”
แนวคิดที่ถือว่าเป็นจุดร่วมสำคัญอย่างหนึ่งของกลุ่มชาวพุทธแบบผูกพันกับสังคม คือ สภาพ
ปญั หาความทุกข์ที่มีอยู่ในโลก เป็นตัวกระตุน้ ให้พวกเขาเกิดจติ สำนึกอย่างท่ีท่านทะไล ลามะ เรียกว่า
“ความผิดชอบระดับสากล” (universal responsibility) และการตั้งปณิธานตามจารีตประเพณีที่จะ
“คมุ้ ครองรกั ษาสรรพสตั ว์” ชาวพทุ ธแบบผกู พันกับสงั คมมองว่า จติ สำนึกแบบนี้แหละ เปน็ ตวั กระตุ้น
ใหพ้ วกเขากระทำกิจกรรมเพอ่ื ชว่ ยเหลือสังคมโลก อยา่ งไรก็ตาม แมข้ บวนการชาวพทุ ธแบบผูกพันกับ
สังคมจะหลายกลุ่ม แต่อาจแบง่ แนวคิดหลัก ๆ เปน็ 3 ลกั ษณะ ดงั นี้
ลักษณะที่ 1 คือ “การมีสำนึกตระหนักรู้” (Awareness) หมายถึงการเจริญ “สติ”
(Mindfulness) ในพระพุทธศาสนานั่นเอง เป็นวิธีเจริญภาวนาแบบง่าย ๆ โดยเอาสติไปจดจ่ออยู่กับ
ลมหายใจเขา้ -ออก และการมสี ติรเู้ ทา่ ทนั เหตุการณ์ทเ่ี กิดข้ึนภายในและรอบ ๆ ตวั ผูป้ ฏิบัตธิ รรม สติ มี
ความหมายอีกอย่างว่า “ความระลึกได้” ถึงเหตุการณ์และอดีตชาติของตน และการพึ่งพาอาศัยกัน
194
ของสรรพสัตว์ ในบรรดาพระโพธิสัตว์องค์สำคัญของมหายาน ที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากที่สุด คือ พระอว
โลกเิ ตศวร หมายถึง “ผเู้ หน็ และได้ยนิ เสียงเจบ็ ปวดคร่ำครวญของสัตว์โลก”
ลักษณะที่ 2 คือ “ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างตนเองกับโลก” (Identification of self and
world) ได้แก่ ความรู้สึกเป็นหน่ึงเดียว (oneness) ไม่มีการแบ่งแยก (nondualism) การอิงอาศัยกัน
(independence) และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจสรรพสัตว์ ในขั้นแรก เป็นการตระหนักรู้ความทุกข์
ของคนอื่น โดยการได้เห็น การได้ยิน และการยอมรับสภาพความทกุ ข์ที่หมู่สัตว์ได้ประสบอยู่ จากน้ัน
ให้มี “ความกรุณา” (compassion) หรือ “ความรู้สึกสงสาร” (sympathy) “ความรู้สึกร่วม” (co-
feeling) หรือ “ความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์” (fellow-feeling) ซึ่งต่างจากความสงสารธรรมดา
(pity) หากแต่เป็นการทลายพรมแดนทข่ี วางกน้ั ระหวา่ งตนเองกับคนอนื่ ท่าน ติช นทั ฮันห์ ได้รวมเอา
พวกโจรสลัดและผู้ลักลอบค้าอาวุธสงครามไว้ในข่ายแห่งความกรุณาของท่านด้วยในฐานะเป็นผู้ลี้ภัย
สงครามและผู้ประสบเคราะหก์ รรมร่วมกนั
ลักษณะที่ 3 คือ “หลักการลงมือกระทำ” (Imperative of Action) ดังที่ท่านติช นัท ฮันห์
เขียนไว้ว่า “เมื่อมีการเห็น จะต้องมีการกระทำ” หรือดังที่ จูดิธ ซิมเมอร์บราวด์ (Judith Simmer-
brown) ได้เขียนไว้ในการก่อต้ังองคก์ ารพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสนั ตภิ าพ ว่า “บางสิ่งบางอย่างที่ต้อง
กระทำ และโดยเฉพาะบางอย่างในทางการเมือง จำเป็นที่ชาวพุทธจะต้องกระทำ” ส่วน กราสแมน
มองว่า การทำให้ทุกข์ของคนอื่นใหเ้ ป็นเช่นเดยี วกับทุกข์ของตน จะนำไปสู่การกระทำอย่างหนักแน่น
และมั่นคง ดังข้อความที่ว่า “ถ้าฉันมีแผลที่เลือดกำลังไหล ฉันจะรักษามันทันที จะไม่เข้าร่วมกลุ่มถก
ปัญหาหรอื รอใหม้ ีเครื่องมือพร้อม หรอื รอจนกว่าจะไดต้ รัสรู้ หรือรอจนกวา่ จะได้ฝึกฝนตนก่อน ฉันจะ
หาผ้ามาพนั แผลใหเ้ ลือดหยุดไหลทันที เพราะเลอื ดของฉนั กำลงั ไหลอยู่ขณะน”้ี
ที่ผู้วิจัยยกมานี้ เป็นเพียงภาพรวมแนวคิดโดยทั่ว ๆ ไปของนักคิดคนสำคัญที่อยู่ในกลุ่ม
พระพุทธศาสนาแบบผูกพันกับสังคมเท่านั้น งานวรรณกรรมของนักคิดและนักกิจกรรมท่านอื่น ๆ ที่
ควรกล่าวถงึ เช่น ขบวนการปล่อยชาวทิเบตจากการยึดครองของจนี ทีน่ ำโดยองคท์ ะไล ลามะ งานของ
ทา่ นพทุ ธทาสภิกขุ และส.ศิวรกั ษ์ในประเทศไทย การทำงานเพ่ือสังคมและสันตภิ าพของท่านโซกะ กัก
ไก (Soka Gakkai) และขบวนการอื่น ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนิกายนิชิเรนในประเทศญี่ปุ่น
โดยเฉพาะนิกายริสโช โกไซ-ไก (Rissho Kosei-kai) และนิกายนิปปอนซาน เมียวโฮจิ (Nopponzan
Myohoji) การทำงานเพื่อสันติภาพของท่านมหาโฆสนันทะ (Maha Ghosananda) ผู้ได้รับฉายาว่า
“คานธีแห่งกัมพูชา” และงานของผู้นำฝ่ายค้านพม่า คือ ออง ซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขา
สันติภาพ
วรรณกรรมแนวที่ตีความจักรวาลวิทยาเชิงพุทธแนวใหม่ 1) วรรณกรรมของนายแพทย์
ประสาน ตา่ งใจ
195
ก. จิตจักรวาลในฐานะเป็นพื้นฐานของสรรพสิง่ วรรณกรรมของนายแพทย์ประสาน ต่างใจ ที่
ถือว่าเป็นวรรณกรรมพระพุทธศาสนาแนวใหม่ในทัศนะของผู้วิจัย คือวรรณกรรมเรื่อง “ปริศนา
จักรวาล” และเรื่อง “โลกหลัง 2012 : สู่มิติที่ห้า” เหตุผลว่าทำไมผู้วิจัยจึงจัดงานสองชิ้นนี้อยู่ใน
ประเภทวรรณกรรมพระพุทธศาสนาแนวใหม่ เพราะเป็นงานทเ่ี อาแนวคิดเก่ียวกับกำเนิดจักรวาลทาง
วิทยาศาสตร์ (Big Bang) มาอธิบายบนพื้นฐานของการความเรื่องจิตในพระพุทธศาสนาแบบใหม่ ซ่ึง
ผู้เขียนคือนายแพทย์ประสานเรียกว่า “จิตจักรวาล” หรือ “จิตวิญญาณแห่งจักรวาล” (Cosmic
Consciousness) “จิตจักรวาล” ในทัศนะของนายแพทย์ประสาน มีความหมายในลักษณะคล้ายกัน
กับ “จิตวิญญาณแห่งเทพ” (divine consciousness) หรือ “พระจิตยิ่งใหญ่แห่งจักรวาล”
(Godhead or Universal Spirit) ของคริสตศ์ าสนา ซึ่งก็สอดคล้องกบั ทัศนะของนักฟิสิกสย์ ุคใหม่ที่ว่า
“ปฐมเหตุ” ((primary cause) “สิ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิม” (the ever-present origin) หรือ “พลังงาน
ปฐมภูม”ิ (primary energy) ซึ่งนายแพทย์ประสานตคี วามวา่ น่าจะตรงกบั แนวคดิ ของเร่ือง “พลงั งาน
แสงแรก” หรือ “แสงเรืองกระจ่าง” (luminescent or clear light) ของนิกายวัชรยาน และแนวคิด
ของนิกายเซนเรื่อง “จิตหนึ่ง” (One Mind) อันเป็นจิตบริสุทธิ์ก่อนจะกลายมาเป็นความหลากหลาย
แห่งสังสารวัฏ ในทัศนะทางวิทยาศาสตร์ สภาพดั้งเดิมจักรวาลก่อนที่จะเกิดมีสรรพสิ่ง คือสภาพที่
เรียกว่า “ซิงกูลาริตี้” (singularity) หรือสภาพที่เป็นหนึ่งเดียว เต็มไปด้วยความว่าง (vacuum) และ
มีศักยภาพท่ีสามารถกลายเป็นความหลากหลายได้
ในทางจักรวาลวิทยาใหม่ สรรพสิ่งหรือจักรวาลทั้งหมดมีที่มาจากหนึ่ง ที่เป็นความว่างเปล่า
แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย หากเป็นความว่าง (quantum vacuum) ที่มีความเต็มของ
ศักยภาพ (quantum potential-fluctuation) แห่งการสั่นสะเทือนที่จะเป็นพลังงาน เป็นอนุภาค
หรือสสาร (energy-virtual particle) ก่อประกอบเป็นความหลากหลาย หรืออาจพูดว่าจักรวาลมา
จากหนึง่ ทไ่ี มใ่ ชต่ วั ตนสู่สรรพส่งิ หลากหลาย (one and many or unity and diversity)
นายแพทย์ประสานมองวา่ อภิปรัชญาหรือการอธิบายอธบิ ายภาวะความจริงสูงสุดของศาสนา
ทั้งหลายล้วนแต่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา “พุทธ
ศาสนาพดู ถึงจักรวาลและพลังงานปฐมจากสญุ ญตา ความเปน็ หน่ึงทเี่ ปน็ ความเตม็ “ประหนง่ึ ครรภ์” ที่
ให้การกอ่ เกิดมวลสรรพสิ่ง”
นอกจากน้นั นายแพทยป์ ระสานยงั มองอีกวา่ ในสภาพดง้ั เดิมของจกั รวาลก่อนที่จะเกิดสรรพ
สิ่งนั้น จิตวิญญาณมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันกับพลังงาน “ทุกวันนี้มีหลักฐานพอที่จะทำให้นักคิด
หรือแม้แตน่ กั ฟิสิกส์จำนวนไม่นอ้ ย คดิ ว่าจติ วญิ ญาณสากลเป็นพื้นฐานเพียงประการเดียวของจักรวาล
ในเบื้องต้น จิตวิญญาณท่ีเป็นประหนึ่งกระแสหรือพลังงานที่สร้างสรรคค์ วามหลากหลายและทีซ่ ึมแท
มรกอยู่ทั่วไป (unconscious continuum as matrix of the universe)” ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า
พ้นื ฐานของจกั รวาลก็คือ “จิต” หรอื “จิตวิญญาณ” นั่นเองเป็นรากฐานที่มาของสรรพสิ่ง ดังคำกล่าว
196
ของนายแพทย์ประสานที่ว่า ผมเชื่อโดยมีหลักฐานพอสมควรว่าพลังงานกับจิตวิญญาณเป็นส่วน
เดียวกัน อยู่ที่ว่าเราจะเอาความรู้สายนั้นมาประยุกต์เป็นความรู้หรือที่มาทางความรู้สายไหน ถ้าเรา
ศึกษามาทางกายก็มาทางกาย จักรวาลระเบิดออกมาแล้วก็เป็นพลังงาน พลังงานตัวนั้นคือจิต
เพราะฉะนั้น พื้นฐานดั้งเดิมของจักรวาลไม่มีอย่างอื่นนอกจากจิตวิญญาณทั้งสิ้น จิตวิญญาณนี้เองท่ี
ก่อให้เกิดสรรพสิ่งก็ได้ เกิดมาเป็นรูปกายก็ได้ เมื่อสร้างรูปกายแล้วจิตวิญญาณก็สร้างประดิษฐ์ในรูป
กายนนั้
หลักฐานทางพระพุทธศาสนาเถรวาทที่นายแพทย์ประสานมองยกขึ้นมารองรับแนวทางการ
ตคี วามของตน คือ “จิตเฺ ตน นียติ โลโก” แปลวา่ โลกอนั จติ ย่อมนำไป และขอ้ ความในหลัก ปฏจิ จสมปุ
บาทที่ว่า “วญิ ฺญาณปจจฺ ยา นามรปู ํ” แปลวา่ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ซึ่งคำว่า “จิต”
หรือ “วญิ ญาณ” ในท่นี ี้ นายแพทย์ประสานตีความว่าได้แกว่ ิญญาณอนั เป็นรากฐานที่มาของสรรพส่ิง
ในจักรวาล (นามรปู )
ข. นพิ พานในฐานะเป็นววิ ฒั นาการข้ันสงู สุดของจิต
นอกจากจิตจะเป็นพื้นฐานท่ีมาของสรรพสิ่งแล้ว นายแพทย์ประสานยังมองอีกวา่ สรรพสิ่งท่ี
วิวัฒนาการออกจากจิตนั้น ยังได้วิวัฒนาการแยกออกเป็น 2 สาย คือ สายหนึ่งเป็นวิวัฒนาการของ
โลกทางกายภาพ และอีกสายหนึ่งเป็นวิวัฒนาการของโลกแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งก็คือ
วิวัฒนาการของนามรูปตามหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง โดยทั้งสองสายนี้ได้วิวัฒนาการเคียงคู่ขนาน
กันมาตลอด ซึ่งขนั้ ตอนของวิวฒั นาการมีดังน้ี
จิตวิญญาณของมนุษย์ได้วิวัฒนาการมาตามขั้นของวิวัฒนาการของโลกทางกายภาพบน
พน้ื ฐานของจิตไร้สำนกึ ท่ีมีมาแตด่ ั้งเดิม ผา่ น (1) ระดบั สัญชาตญาณไปสู่ (2) จิตดกึ ดำบรรพ์ของมนุษย์
ถ้ำผ่าน (3) จิตแห่งไสย-ศาสตร์ปาฏหิ าริย์และตำนานจักรๆ วงศ์ๆ ปรัมปรา จนกระทั่งถึง (4) จิตแห่ง
ตวั ตนและเหตผุ ลท่ีเราส่วนใหญ่มอี ย่ใู นเวลาน้ี
สำหรับวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของจิต นายแพทย์ประสานเรียกว่า “จิตแห่งความดีงาม” หรือ
หรือ “ธรรมจิต” (spirituality) ซึ่งได้แก่การวิวัฒนาการเข้าสู่ภาวะนิพพานในทัศนะทาง
พระพุทธศาสนา หลักปฏิบัติทางศาสนาทั้งหลาย เช่น การเจริญสมาธิภาวนาของพระพุทธศาสนา ก็
คือวิธกี ารทีจ่ ะทำใหจ้ ติ วิวฒั นาการถึงขน้ั สงู สุด เพื่อรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมชาตแิ หง่ “ตถตา” (ความเป็น
เช่นนัน้ เอง) หรอื สญุ ญตา (ความว่าง) อันธรรมชาตดิ ง้ั เดิมของจติ จกั รวาลนนั่ เอง
2) วรรณกรรมของปริญญา ตันสกุล วรรณกรรมของปริญญา ตันสกุล ที่ผู้วิจัยมองว่าน่าจะ
เป็นสะท้อนให้เห็นแนวโน้มของวรรณกรรมพระพุทธศาสนาในโลกยุคใหม่ คือวรรณกรรมชุด “จิต
จกั รวาล” โดยเฉพาะวรรณกรรมอันดับท่ี 14 เร่อื ง “คมั ภีร์นพิ พาน” ซึง่ ผเู้ ขียนพยายามนำเอาแนวคิด
เรื่อง “นิพพาน” “สุญญตา” “กรรม” และ“สังสารวัฏ” ของพระพุทธศาสนาไปตีความบนพื้นฐาน
ของการของจักรวาลวิทยาท่ตี นเองสร้างขนึ้ มา
197
ก. สนามพลังงานจักรวาลและองค์จิตจักรวาล ปริญญา ตนั สกุล เสนอวา่ สภาพดั้งเดิมก่อนที่
จะมีสรรพสิ่งเกิดขึ้นนั้น จักรวาลอยู่ในสภาพที่เขาเรียกว่า “สนามพลังงานสากล” หมายถึง สนาม
พลังงานอันกว้างใหญ่ไพศาลหาขอบเขตสิน้ สุดมิได้ เป็นสภาพที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ดว้ ยตวั ของมนั เอง
ไม่มีผู้สร้างหรือผู้ให้กำเนิด เป็นสนามที่รองรับการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งรวมทั้งองค์จิตจักรวาล ถ้าไม่มี
สนามพลงั งานสากลน้ี องค์จติ จกั รวาลกไ็ ม่สามารถเกดิ ข้ึนได้
ส่วน “องค์จิตจักรวาล” หมายถึง องค์พระผู้เป็นรากฐานท่ีมาของสรรพส่ิงในจักรวาลรวมทัง้
ชวี ติ มนษุ ย์ พระองคเ์ สดจ็ อบุ ตั ิขน้ึ ดว้ ยพระองค์เองเมื่อ 8,100,160 ล้านปที ผ่ี ่านมาและทรงดำรงอยู่ ณ
จุดศูนย์กลางของสนามพลังงานสากล หลังจากเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในขั้นแรกพระองค์ทรงสร้าง “จิต
จกั รวาลดวงเล็ก” เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ผทู้ ำหนา้ ทีแ่ บ่งภาคพลงั งานออกมาเกิดเป็นมนษุ ยใ์ นโลกดาวเคราะห์โลก
ซ่งึ พลงั งานทแ่ี บ่งภาคออกมาเกิดเป็นมนษุ ย์น้ีเรียกวา่ “จติ วญิ ญาณ”
องคจ์ ิตจักรวาล จิตจกั รวาลดวงเล็ก จติ วญิ ญาณมนษุ ย์ จากหลงั สรา้ งจติ จักรวาลดวงเล็กแล้ว
องค์จิตจักรวาลได้ดำรงอยู่ต่อมาอีก 60 ล้านปี จึงได้ทรงสร้าง “สนามพลังงานขนาดใหม่” หรือ
“เอกภาพ” ทับซ้อนลงบนสนามพลังงานสากล โดยกำหนดให้บริเวณรอบนอกขอบเขตของสนาม
พลังงานที่ทรงสร้างขึ้นนั้นเป็น “แดนสุญญตา” อันเป็นที่ตั้งของ “เมืองสุญญตา” หรือเมืองแก้วของ
พระองค์เองและของจิตจักรวาลดวงเล็กท้งั หลาย สนามพลังงานสากล (แดนสญุ ญตา) สนามพลังงาน
ใหม่ (เอกภพ)
หลังจากได้สร้างเอกภพแล้ว สิ่งที่ทรงสร้างต่อไปคือกาแล็กซี่และระบบสุริยจักรวาลให้อยู่ใน
อาณาบริเวณเอกภพที่พระองค์ทรงสรา้ งขึ้นก่อนหน้านัน้ กาแล็กซี่ที่สร้างขึ้นนั้นมีทั้งหมด 12,500 กา
แล็กซ่ี เฉพาะกาแล็กซ่ีทางช้างเผือกซ่ึงเป็นกาแล็กซี่ท่ีมีขนาดใหญ่ท่สี ุดนน้ั ทรงกำหนดให้ปลายทั้งสอง
ด้านจรดขอบของเอกภพพอดี ตรงนี้คือพิกัดตำแหน่งของประตูแห่งนิพพานหรือเรียกว่า “ด่าน
นภาลัย” ซง่ึ เปน็ ประตูสำหรบั ให้จติ วิญญาณทกุ ดวงผ่านเข้าออกระหว่างสนามพลังงานสากลหรือแดน
สุญญตากับเอกภพ สำหรับระบบสุริยจักรวาลซึ่งมีโลกของเราเป็นสมาชิกอยู่ด้วยนั้น ทรงกำหนดให้
โลกอยใู่ นตำแหน่งจดุ ศูนย์กลางของเอกภพพอดี
ข. โครงสร้างจิตและการทำงานของจิต จิตวิญญาณของมนุษย์ซึ่งแบ่งภาคออกมาจากจิต
จกั รวาลดวงเลก็ มีโครงสร้างทีเ่ รียกว่า “คนสองมิต”ิ คอื จิตหยาบ และจิตวิญญาณ จติ หยาบ คือจิตท่ี
ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณในการทำงานร่วมกับ “เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์”
(ร่างกาย) ในฐานะเป็นศูนย์กลางของการ “สัมผัสรู้ดูเห็นนึกคิดตัดสินใจ การแสดงออกทางอารมณ์
ความรู้สึกและการกระทำพฤติกรรมใด ๆ ด้วยเครื่องยนต์แห่งกรรม” “กล่าวง่าย ๆ คือ มนุษย์มีจิต
หยาบเอาไว้ทำหน้าทีแ่ ทนจิตวญิ ญาณแก่นแทข้ องตนเอง เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนเปน็ พฤตกิ รรมทาง
กายหรอื เครือ่ งยนต์แห่งกรรม”
198
สำหรับจิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ในฐานะของผู้มอบอำนาจหรือผู้มอบหมายให้จิตหยาบทำ
หน้าที่แทนตน ก็จะต้องร่วมรับผิดชอบการแสดงออกหรือการกระทำใด ๆ ของจิตหยาบทั้งหมดนั้น
เสมือนหนึ่งเป็นผู้กระทำด้วยตนเองเสมอ ไม่ว่าการสั่นสะเทือนเพื่อการแสดงออกหรือกระทำโดยจิต
หยาบนั้นจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ก็ตาม ผู้เป็นแก่นแท้หรือผู้มอบอำนาจให้จะปฏิเสธความ
รับผิดชอบไม่ได้เลย เหมือกับผู้เช่าบ้านกับเจ้าของบ้าน ถ้าผู้เช่าบ้านสร้างความสกปรกรุงรังหรือสร้าง
ความเสื่อมโทรมให้แก่บ้าน ในท้ายที่สุดแล้วผู้ที่เป็นเจ้าบ้านนั่นเองที่จะต้องรับผิดชอบดูแลแก้ไข
ซอ่ มแซมหรือปดั กวาด เพราะผูเ้ ช่าย่อมตอ้ งทง้ิ บา้ นหลังเก่าไปหาเช่าบา้ นหลงั ใหมท่ ีส่ มบูรณ์กวา่ ดีกวา่
อย่างไรก็ตาม แม้จิตวิญญาณจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการกระทำทุกอย่างของจิตหยาบ แต่
ในกรณีที่จิตหยาบส่งคลื่นความถี่ด้านลบมาให้ จิตวิญญาณจะมีผู้ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือที่เรียกว่า
“พลียะเดี้ยนส์” เป็นผู้คอยรับแรงสั่นสะเทือนนั้นเอาไว้เอง “ทั้งนี้เพื่อปกป้องจิตวิญญาณของมนุษย์
นั้นมิให้แปดเปื้อนมัวหมองด้วยละอองขยะแห่งกิเลสตัณหาที่สกปรกทั้งหลายนั่นเอง เพราะหากจิต
วิญญาณแปดเปื้อนแล้วจะชำระให้สะอาดบริสุทธไ์ิ ดย้ ากย่งิ ”
ค. การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ มนุษย์ผู้ยังไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณของตนให้
กลับคนื สู่แดนนิพพานได้ เมอื่ ส้ินอายุขยั ในภพชาติหนึ่ง ๆ แลว้ จิตหยาบซึง่ ทำหน้าทแ่ี ทนจติ วิญญาณก็
จะถูกทิ้งให้เสื่อมสลายไปพร้อมกับร่างกายในโลกนี้ ผลแห่งกรรมชั่วทุกชนิดที่จิตหยาบก่อไว้ “จิต
วิญญาณผูเ้ ป็นแกน่ แท้จะต้องรบั เหมาเอามาเป็นผลกรรมของตวั เสมือนหน่งึ ตนเองเป็นผู้ก่อไว้ท้ังหมด
ทั้งสิ้น” หากแต่จิตวิญญาณนั้นจะไม่แปดเปื้อนด้วยผลแห่งกรรมนั้น เพราะมีพลียะเดี้ยนส์ทำหน้าท่ี
คอยปกป้องคุ้มครองและเป็นผู้รบั เอาผลแห่งกรรมนั้นไว้เอง จากน้นั พลยี ะเดย้ี นส์กจ็ ะถ่ายทอดผลแห่ง
กรรมนั้นออกมาเก็บบันทึกเป็นรหัสผลกรรมไว้ที่ “เมอร์คขะบาห์” อันเป็นเปลือกนอกสุดของจิต
วญิ ญาณ เมอรค์ ขะบาห์ พลียะเดย้ี นส์ จิตวญิ ญาณ
อย่างไรก็ตาม แม้จิตวิญญาณของมนุษย์จะได้รับการปกปอ้ งไม่ให้แปดเปื้อนจากผลกรรมเก่า
แต่ก็ต้องมีพันธะรับผิดชอบในการชดใช้กรรมเก่าทุกประการ นั่นคือการเวียนกลับมาเกิดใหม่เหมือน
ภพชาติในอดีต เพื่อให้ได้มีโอกาสแก้ไขปรับปรุงตัวเองใหม่ ถ้ามาเกิดใหม่แล้วยังทำผิดพลาดอีกครั้งก็
ตอ้ งกลับมาเกิดใหมอ่ ยา่ งนอี้ ย่รู ำ่ ไป
ข. การปฏิบัติเพื่อเข้าสู่นิพพาน ในการแบ่งภาคออกมาจากจิตจักรวาลดวงเล็กเพื่อมาเกิดยัง
โลกมนุษย์ จติ วิญญาณได้ทำพนั ธะสญั ญาไว้กบั จติ จกั รวาลดวงเล็ก 6 ประการ คือ
1) จะเปน็ เพ่ือนรว่ มงานกับดาวเคราะหโ์ ลก
2) จะไม่เบียดเบยี นกันเองและทกุ สรรพส่งิ
3) จะยกระดบั จิตสำนึกและจติ วญิ ญาณให้เปน็ หนึ่งเดยี วกนั
4) จะเป็นเงือ่ นไขด้านบวกของผ้อู ่ืน
5) จะย้อนกลบั คนื สูแ่ ดนสญุ ญตาที่ตนจากมา
199
จากพันธะสัญญาข้อที่ 5 จะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติตนให้ย้อนกลับคืนสู่
แดนสุญญตาหรือพระนิพพานให้ได้ สำหรับการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้น มนุษย์แต่ละ
คนจะต้องป้องกันไม่ให้จิตหยาบของตนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เกิดการกระทำด้านลบภายใต้อิทธิพล
ของกิเลสตัณหาให้ได้ ตรงกันข้าม จะต้องทำให้เกิดการสั่นสะเทือนด้วยจิตสำนึกด้านบวกหรือด้าน
สตปิ ัญญาใหไ้ ด้ หมายถงึ “การส่ันสะเทอื นเปน็ อารมณ์รู้สึกนึกคิดด้านบวกสู่การแสดงออกหรือกระทำ
ด้านบวกอันเกิดจากภูมปิ ัญญา ภูมิรู้ และภูมิธรรม ด้วยความเข้าใจแจ้งในสิ่งนัน้ เรื่องนั้น โดยมีศรัทธา
ต่อสิ่งที่ตนกระทำและศรัทธาต่อมรรคผลหรือผลลัพธ์ของการกระทำนั้นอย่างแท้จริง มิใช่เกิดจาก
ความงมงายใด ๆ”
การสร้างแรงสั่นสะเทือนด้านบวกหรือด้านสติปัญญานั้น จะทำให้เกิดการปลดเปลื้องภาระ
น้ำหนักส่วนเกิดของจิตวิญญาณให้หมดสิ้นไป น้ำหนักส่วนเกินนี้เกิดจากการที่จิตหยาบสร้าง
แรงสั่นสะเทือนในด้านลบแล้วสั่งสมบุรพกรรมเอาไว้นั่นเอง เดิมทีนั้นจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ออกมา
จากจิตจักรวาลดวงเล็ก จะมีน้ำหนักของมวลเท่า ๆ กัน คือ 50 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักพอเหมาะท่ี
จิตวิญญาณสามารถจะเหวี่ยงตนเองให้หลุดออกไปจากแรงดึงดูดของระบบโลก พ้นไปจากกาแล็กซี่
ทางช้างเผอื ก เข้าสู่ประตูนิพพานที่ด่านนภาลัยแล้วกลับคืนสูแ่ ดนสุญญตาอันเป็นบ้านเดิมของตน แต่
ถ้าจิตวิญญาณมีน้ำหนักของมวลมากกว่า 50 มลิ ลิกรัม กจ็ ะเกดิ การโต้ตอบกับแรงดึงดูดเหนียวรั้งของ
ดาวเคราะห์และโต้ตอบกับแรงดึงดูดของการแล็กซี่ทางช้างเผือกทันที ผลลัพธ์ก็คือ จิตวิญญาณจะไม่
สามารถนำตนเองหลุดพ้นสู่ประตูนิพพานได้ และการย้อนกลับสู่การเกิดในภพชาติใหม่ก็จะดำเนิน
ตอ่ ไป
กล่าวโดยสรุป ทั้งวรรณกรรมของนายแพทย์ประสาน ต่างใจ และวรรณกรรมของปริญญา
ตันสกุล ต่างก็เป็นการเสนอจักรวาลวิทยาแนวใหม่บนพื้นฐานของการตีความคำสอนทาง
พระพุทธศาสนา จุดร่วมสำคัญอย่างหนึ่งของนักเขียนทั้งสองท่านนี้ คือการนำเสนออธิบายเกี่ยวกับ
กำเนิดโลกและสรรพสิ่งในจกั รวาลท้ังในแง่ “ขามา” และ “ขากลับ” ขามา หมายถึงการใหค้ ำอธิบาย
ว่าสรรพสิ่งในจักรวาลมีกำเนิดที่มาอย่างไร อะไรคือหน่วยมูลฐานหรือปฐมเหตุ (first cause) อันเป็น
บ่อเกิดของสรรพสิ่ง และหน่วยมูลฐานนั้นดำรงอยู่ในสภาพอย่างไร ส่วนขากลับ หมายถึงการให้
คำอธบิ ายในเชิงจริยศาสตร์ที่สัมพันธ์กบั ความดีสงู สุดของมนุษย์ นายแพทยป์ ระสานอธิบายขากลับว่า
คือการที่จิตวญิ ญาณของมนุษย์วิวัฒนาการถึงขึ้นสูงสุดหรือนิพพาน จนสามารถย้อนกลับไปรู้แจ้งเห็น
จริงในธรรมชาติพื้นฐานดั้งเดิมของตน ส่วนขากลับในทัศนะของปริญญา หมายถึงการพัฒนาจิต
วิญญาณจนบรรลุนิพพานแล้วย้อนกลับขึ้นไปอยู่ในแดนนิพพานหรือแดนสุญญตาอันเป็นสถานที่อยู่
ขององค์จติ จกั รวาลผ้เู ป็นรากฐานที่มาของจิตวญิ ญาณทุกดวง
วรรณกรรมพระพุทธศาสนากับแนวคิดหลังสมัยใหม่ แนวคิดแบบหลังสมัยใหม่
(Postmodernism) เป็นแนวคิดที่มุ่งวิพากษ์แนวคิดแบบสมัยใหม่ (Modernism) และแนวคิดแบบ
200
โครงสร้างนิยม (Structuralism) ที่เชื่อมั่นว่ามีความจริงหรือสัจธรรมที่รอคอยการค้นพบ
(Logocentric) และความจริงนี้สามารถเข้าถึงได้ด้วยด้วยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ นอกจากน้ัน ยัง
สามารถเสนอภาพตัวแทน (representation) ของความจริงได้โดยผ่านโครงสร้างของภาษา ดังคำ
กล่าวที่ว่า “สัจธรรมสูงสุด อาจจะมีอยู่ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะพูดถึงมันได้ ตราบใดที่เรายังคิดและ
ส่อื สารความคิดผา่ นทางภาษา…แมเ้ ราจะรูว้ ่าภาษาคืออปุ สรรคในการเข้าถงึ คิดถึง หรือพดู ถงึ สจั ธรรม
แตน่ ่ันก็เป็นอปุ สรรคทีเ่ ราไม่อาจกา้ วข้าม เพราะเราไม่มีสิ่งที่เรียกวา่ metalanguage (อภภิ าษา) ท่ีจะ
ใชอ้ ธบิ ายการทำงานของภาษาได้…” อยา่ งไรกต็ าม การเปล่ียนแปลงคร้ังสำคัญในกระแสความคิดของ
ตะวันตกที่อาจนับได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ ก็คือ การปฏิวัติที่เรียกว่า “The
Linguistic Turn” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความสนใจกับอิทธิพลของภาษาที่มีต่อวิธีคิด
อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก จากที่ภาษาเคยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่สามารถสะท้อน
ความคิดและโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างครบถ้วน (representativeness) ในช่วงแรกของการ
ปฏิวัติภาษา ได้เกิดวิธีคิดที่เรียกว่า “โครงสร้างนิยม” (Structuralism) บุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมี
นัยสำคัญต่อการปฏิวัติดังกล่าวก็คือ แฟร์ดินองค์ เดอ โซซูร์ ( Ferdinand de Saussure)
นักภาษาศาสตร์ชาวสวิส ซึ่งผลงานของเขาเป็นการแสวงหาระบบภาษา (langue) ที่เขาอ้างว่าอยู่
เบื้องหลังภาษาทุกภาษาที่ใช้กันอยู่จริง ๆ (parole) และเป็นโครงสร้างทางภาษาที่มีอิทธิพลในการ
กล่อมเกลาจติ ใจ ความหมาย และโลกทางสงั คมของมนษุ ย์
อิทธิพลของ “The Linguistic Turn” ได้แผ่ขยายเข้าไปสู่วงการปรัชญาและมานุษยวิทยา
โดยเฉพาะในผลงานของโคลด้ เลวี-สโทรส (Claude Levi-Strauss) ทอ่ี าจนับได้ว่าเป็นการนำแนวคิด
ของโซซูร์มาขยายความอธิบายโครงสร้างวัฒนธรรมที่ข้ามผ่านวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ โดยมีโครงสร้าง
ระบบคิด (structure of the minds) เป็นตัวกำหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวคิดแบบโครงสร้างนิยมนั้น
ค่อนข้างจะมีลักษณะลดทอน (reductionism) คือมีลักษณะเป็นนิยัตินิยมทางภาษา (linguistic
determinism) อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อบกพร่องดังกล่าว แนวคิดแบบโครงสร้างนิยมก็ได้ก่อให้เกิด
การพัฒนาแนวคิดใหมท่ ่ีเรยี กว่า “แนวคิดหลงั โครงสร้างนยิ ม” (Poststructuralism) ที่ทง้ั ตอ่ ตา้ นและ
ตอ่ ยอดแนวคิดแบบโครงสร้างนิยม โดยมีผลงานที่โดดเดน่ ของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส คือ ฌาคส์ แดริ
ดา (Jacquess Derrida) เปน็ เสาหลกั สำคัญ
ในขณะที่นักคิดในกลุ่มโครงสร้างนิยมเห็นว่าภาษามีโครงสร้างสากลอยู่เบือ้ งหลัง ซึ่งหากเรา
คน้ พบโครงสร้างดังกลา่ วก็จะสามารถอธิบายทุกส่ิงทุกอย่างได้ แดริดากลับเหน็ ตรงกันข้าม เขาเห็นว่า
ภาษามีธรรมชาติที่ไร้ระเบยี บและไม่มีเสถียรภาพ ความหมายของมนั ผันแปรไปตามบรบิ ทท่ีเปล่ียนไป
ดังน้ัน การแสวงหาแบบแผนที่อยูเ่ บื้องหลังภาษาย่อมเปน็ ส่ิงท่ีเป็นไปไม่ได้ แนวคิดของแดริดาและนัก
คิดในสกุลหลังโครงสร้างนิยมคนอื่น ๆ นี้เอง ที่เป็นพื้นฐานในการกอ่ ตัวของแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดในการต่อตา้ นแนวคิดแบบ “Logocentric” อนั เป็นแนวคดิ ท่เี ชอื่ มั่นศรัทธา
201
ว่ามีระบบสากลที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือ ความถูกต้อง ความงาม ความจริง ฯลฯ แดริดา
เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การปิดกน้ั ทางความคิด ดังนั้นความสนใจของเขาจึงอยทู่ ี่ความต้องการที่
จะรอ้ื (deconstruct) ระบบวิธคี ดิ ดงั กล่าวน้ัน เขาไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงธรรมชาติอันไม่แน่นอนของภาษา
ต่อไปว่าภาษาไม่ได้มีความหมายโดยสมบูรณ์ในตัวเอง และไม่สามารถได้สะท้อนความเป็นจริง
(reality) ออกมาได้
นอกจากแดริดาแล้ว นักคิดในสกุลหลังโครงสร้างนยิ มอีกคนหนึ่งที่มบี ทบาทสำคัญต่อการกอ่
ตัวของแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ก็คือ มิเชล ฟูโก (Michel Foucault) ซึง่ ผลงานของเขาได้รับอิทธิพล
เปน็ อย่างสูงจากนิทเช่ (Nietzche) นักปรัชญานอกคอกท่ีสนใจความสัมพนั ธ์ระหว่างความรู้กับอำนาจ
ผลงานของฟูโกเป็นการขยายความแนวคิดของนิทเช่ ที่เห็นว่าความรู้และอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยก
ออกจากกันได้ แนวคิดดังกล่าวก่อให้เกิดความสงสัยในวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูกจัดให้อยู่ใน
ลำดบั สูงสุดของความรู้ทั้งปวงในยุคสมยั ใหม่ โดยการอ้างว่าความรู้แบบวิทยาศาสตร์น้ัน คือ ความรู้ท่ี
จรงิ ทส่ี ดุ เพราะปลอดค่านยิ ม และเป็นอสิ ระจากอุดมการณ์ทางการเมือง แตฟ่ ูโกสามารถแสดงให้เห็น
ว่าท่แี ท้จรงิ แลว้ มันกลบั เปน็ ความรทู้ ่ีใหผ้ ลประโยชนก์ ับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม
จากแนวคิดของนักคิดหลังสมัยใหม่ที่เขียนยกมาข้างต้น ประเด็นที่เราตั้งคำถามก็คือว่าถ้า
ภาษามีขอ้ จำกัดหรือไม่มีความสามารถในการส่ือสารความจริงหรือสัจธรรมเสียแลว้ สัจธรรมท่ีศาสดา
ทั้งหลายค้นพบแล้วเทศนาผ่านภาษาพูดและถูกสาวกบันทึกเป็นภาษาเขียนในเวลาต่อมานั้น จะไม่
เปน็ สงิ่ ทไี่ ร้ความหมายตามไปด้วยหรือ ถ้าเป็นเชน่ นนั้ จรงิ กเ็ ปลา่ ประโยชน์ทีเ่ ราจะค้นหา สจั ธรรมทาง
ศาสนาจากขอ้ ความท่บี นั ทึกไว้ในคัมภรี ์ ประเด็นปญั หาเหลา่ นี้ ล้วนเปน็ ส่ิงท่นี ักการศาสนาจะมองข้าม
ไม่ได้ เพราะมผี ลกระทบโดยตรงต่อสถานะของคัมภรี ท์ างศาสนาโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่แนวคดิ หลงั สมัยใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อท้าทายแนวคิดแบบสมัยใหมท่ ีย่ ึด
ม่ันในวธิ กี ารหาความจริงในรปู แบบตา่ ง ๆ จงึ มคี ำถามวา่ แนวคดิ เกยี่ วกับความจรงิ ทางพระพุทธศาสนา
ถูกท้าทายไปด้วยหรือไม่ มีนักวิชาการชาวชาวตะวันตกหลายท่านเหมือนกันที่พยายามตอบคำถามนี้
อาทิบทความของ เดวิด ลอย (David Loy) เรื่อง “Healing Deconstruction: Postmodern
Thought in Buddhism and Christianity” บทความของ โรเบิร์ต แมคลิโอลา (Robert Magliola)
เรื่อง “On Deconstructing Life-Worlds: Buddhism, Christianity, Culture” และบทความของ
ซูซาน แมตติส (Susan Mattis) เรอ่ื ง "Introducing Buddhism in a Course on Postmodernism"
กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่ไม่มีผลกระทบต่อ
พระพุทธศาสนาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับช่วยทำให้เข้าใจแนวคิดเรื่อง “ศูนยตา” และ “อทวิ
ภาวะ” ในพระพุทธศาสนาไดง้ ่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะแนวคิดทีว่ ่าเราไม่สามารถเข้าถึงความจรงิ ไดด้ ้วย
ระบบภาษา (รวมทั้งการใช้เหตุผล) ดั้งนั้น ทั้งพระพุทธศาสนาและแนวคิดหลังสมัยใหม่จึงสอนมี
ความเห็นสอดคล้องกันในแง่ที่สอนให้เรา “ถอดรื้อ” (deconstruct) ความเชื่อในบัญญัติทางภาษา
202
(รวมทั้งทฤษฎีต่าง ๆ) ที่ว่าเราสามารถต้นหาความจริงจากภาษาได้ หรือสามารถใช้ภาษาเป็นกระจก
เงาสะท้อนใหเ้ หน็ ความจริงได้ (Logocentric) รวมท้งั มโนทศั นท์ ั้งหลายทส่ี รา้ งขึ้นจากการรบั รู้โลกทาง
ประสาทสัมผัสในชีวิตประจำวนั ของเราด้วย เพราะเม่ือเราวิเคราะห์จนถึงทส่ี ดุ แล้วจะเหน็ ว่าระบบของ
ภาษาเป็นเพียงการเอาถ้อยคำต่าง ๆ มาร้อยเรียงผูกเป็นประโยชน์ขึ้นแล้วสร้างความหมายบางอย่าง
ขึ้นมา หรือแม้แต่มโนทัศน์ (concepts) ของเราก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นเพียงการเชื่อมโยงประสบการณ์
ต่าง ๆ ในการรับรูโ้ ลกของเราแลว้ กส็ ร้างเป็นความคิดรวบยอดขึน้ มาเทา่ นนั้ เอง
สรุป วรรณกรรมกับสังคมเป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกันชนิดที่แยกกันไม่ออก เพราะผู้แต่ง
วรรณกรรมไม่ไดเ้ กิดขึ้นมาท่ามกลางความวา่ งเปลา่ ของสงั คม หากแตถ่ ูกหลอมดว้ ยความคิดความเชื่อ
จากสังคมอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังน้นั นกั ประพนั ธจ์ ะผลิตวรรณกรรมขน้ึ สักชิน้ หนึง่ ยอ่ มมีคำถามอยู่ในใจ
เสมอว่า เนื้อหาที่จะเขาจะนำมาเสนอนั้นคืออะไร เขากำลังจะผลิตวรรณกรรมเพื่อสื่อกับคนในสังคม
(ผเู้ สพ) ท่ีมคี ่านิยมความเช่ือแบบใด คำถามเหล่าน้ีล้วนมีบทบาทในการกำหนดรูปแบบและการตีความ
เนื้อหาที่เสนอผ่านงานวรรณกรรม วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก อรรถกถา วิ
สุทธิมรรค และไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น ล้วนมีร่องรอยที่สะท้อนให้เห็นความพยายามในการนำเอา
หลักพุทธธรรมมาออกแบบ ตีความ และหาทางสร้างคำอธิบายใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองกระแสแนวโน้ม
ของสงั คมในยคุ นัน้ ๆ
วรรณกรรมพระพุทธศาสนาในช่วงรอยต่อระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ในสังคมไทย หรือตั้งแต่
สมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา ล้วนเป็นภาพสะท้อนให้เห็นโลกทัศน์แบบเก่า (ไตร
ภูมิ) ที่กำลังสูญเสียฐานยืนในสังคม และในขณะเดียวกันก็ได้สะท้อนให้เห็นการเข้ามาแทนที่ของโลก
ทัศน์แบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลนิยมแบบวิทยาศาสตร์ตะวันตก โลกทัศน์แบบใหม่ในบริบท
สังคมยุคใหม่ดังกล่าวมานี้ ถือว่าเป็นกระแสสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแนวโน้มวรรณกรรม
พระพทุ ธศาสนาใหม้ เี อกลักษณ์พิเศษท่แี ตกต่างจากวรรณกรรมในสังคมยุคเก่า
จากคำถามที่ผู้วิจัยได้ตั้งเอาไว้ข้างต้นว่า บริบทสังคมยุคใหม่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้ม
วรรณกรรมพระพุทธศาสนาอย่างไร และในขณะเดียวกันวรรณกรรมพระพุทธศาสนาในสังคมยุคใหม่
ได้เป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นกระแสแนวโน้มของสังคมอย่างไรบ้าง จากการศึกษาวรรณกรรม
พระพุทธศาสนาตั้งแต่สังคมไทยเข้าสู่ยุคใหม่จนถึงปัจจุบัน ตลอดถึงงานวรรณกรรมของชาว
ต่างประเทศบางชิ้นที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้วิจัยได้คำตอบเกี่ยวกับแนวโน้ม
วรรณกรรมทหี่ ลากหลายพอสมควร โดยสามารถสรปุ แนวโนม้ หลัก ๆ ได้ดังนี้
1) กลุ่มวรรณกรรมแนวเหตุผลนิยมและมนุษยนิยม : ได้แก่ วรรณกรรมแนวที่เกิดขึ้นในช่วง
ยุคใหม่ตอนตน้ และตอนกลาง หรือในชว่ งที่กระแสสังคม (ปัญญาชน) กำลังโน้มเอียงไปในแนวเหตุผล
นิยมและวิทยาศาสตร์ตะวันตก เช่น วรรณกรรมเรื่อง “พุทธประวัติ (เล่ม 1)” ของสมเด็จพระมหา
สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และวรรณกรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ ลักษณะเด่นสำคัญของ
203
วรรณกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ คือ การนำเสนอหลักพุทธธรรมอย่างเป็นเหตุเป็นผลแบบวิทยาศาสตร์ที่
สามารถประจักษไ์ ด้และพิสูจน์ในชีวิตน้ีและเดี๋ยวนี้ ขณะเดียวกันก็ได้ปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้
ด้วยหลักเหตุผล เช่น เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ และสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติที่แทรกปนอยู่ในคัมภีร์
พระพุทธศาสนา วรรณกรรมเรื่อง “พุทธประวัติ (เล่ม 1)” ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้สะท้อน
ให้เห็นแนวคิดแบบเหตุผลนิยมอย่างชัดเจน โดยผู้นิพนธ์ได้ตัดทอดเนื้อหาพุทธประวัติที่เกี่ยวกับเรื่อง
อภินิหารออกไป พร้อมกันนั้นก็ได้วิพากษ์วิจารณ์และเสนอการตีความใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับได้ใน
เชิงเหตุผล เช่นเดียวกับงานวรรณกรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่พยายามกลับไปหารากฐานดั้งเดิม
ของพทุ ธธรรมในพระไตรปิฎก ในขณะเดียวกนั กป็ ฏิเสธข้อความบางส่วนในพระไตรปิฎกที่ท่านเห็นว่า
ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผลสมัยใหม่ เช่น ข้อความในจันทิมสูตร และสุริยสูตร ที่เกี่ยวกับ
เรื่องราหูอมจันทรแ์ ละอมพระอาทิตย์ เป็นต้น ท่านพุทธทาสภิกขุมองว่าขอ้ ความเหล่านีไ้ ม่ทนต่อการ
พสิ ูจนท์ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละไม่ใช่พุทธพจน์ หากแตถ่ ูกเพม่ิ เตมิ เข้ามาโดยคนรุ่นหลัง
ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของวรรณกรรมยุคนี้ คือ เน้นความเป็นมนุษยนิยม หมายถึงการเน้น
คณุ คา่ และความสำคัญของชีวติ มนุษย์ในชาติน้ี เชน่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ไดน้ ำเสนอประวัติของ
พระพทุ ธเจา้ ในฐานะเปน็ มนุษยท์ างประวัตศิ าสตร์คนหนึ่ง โดยได้ตัดทอนเนอื้ หาในสว่ นท่ีเป็นอดีตชาติ
และเรื่องอภินิหารเหนือมนุษย์ทิ้งไป ขณะที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็ได้เน้นการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึง
คุณค่าของชีวิตในชาตินี้และเด๋ียวน้ี โดยปฏิเสธการทำบุญเพื่อปรารถนาสวรรค์วิมานในชาติหน้า และ
ปฏิเสธแนวการอธิบายปฏจิ จสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติ เพราะเปน็ การอธิบายที่ทา่ นมองวา่ ไม่เป็น
“สนั ทิฏฐโิ ก” คือไมส่ ามารถประจกั ษ์ได้ในชวี ิตน้ีและเด๋ยี วนี้
2) กลุ่มวรรณกรรมที่เสนอจริยธรรมเชิงสังคม : ได้แก่ วรรณกรรมที่พยายามมองสังคมใน
ระดับโครงสร้างทั้งระบบบนพื้นฐานของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา วรรณกรรมแนวนี้เกิดขึ้นเพอ่ื
ตอบสนองบริบทสังคมแบบใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาสังคมในระดับโครงสร้าง การอธิบายปัญหาใน
สังคมไทยยุคเก่าหรือสังคมแบบศักดินา มักจะเน้นการมองปัญหาของปัจเจกบุคคล เป็นสำคัญ เช่น
ปัญหาความเหล่ือมล้ำตำ่ สูงในสังคม ปญั หาความยากจน เปน็ ต้น มกั จะมองว่าเป็นเรื่อง “กรรมใดใคร
ก่อ” หรือเป็นเรื่องของการสร้างบุญบารมีมาไม่เท่ากันในชาติปางก่อน แต่หลังจากที่สังคมไทย
เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 เป็นตน้ มา ลักษณะการมอง
ปญั หาสงั คมในระดบั โครงสร้างเร่ิมมีมากขึน้ ประกอบกับกระแสการโจมตีและการวิพากษ์วิจารณ์ของ
นักวิชาการตะวันตกและนักวิชาการไทยบางคนที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกว่าจริยธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาเป็นจริยธรรมแนวปัจเจก คอื เนน้ ความดีงามส่วนบุคคล โดยขาดจรยิ ธรรมเชิงสังคมที่
เน้นการแกป้ ญั หาในระดับโครงสรา้ งโดยรวม
ท่ามกลางบริบททางสังคมดังกลา่ วมานี้ ทำให้ชาวพทุ ธไทยหลายท่านพยายามตอบสนองด้วย
เสนอวรรณกรรมที่เน้นพุทธจริยธรรมเชงิ สังคม เช่น งานบุกเบิกของท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง “ธัมมิก
204
สังคมนิยม” ทม่ี องสงั คมและธรรมชาตสิ ง่ิ แวดล้อมทง้ั หมดว่าตั้งอยฐู่ านของ “ธรรม” หรอื กฎธรรมชาติ
ทม่ี คี วามเช่ือมโยงและพ่งึ อาศัยซึ่งกนั และกัน และงานของท่านธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เรื่อง “ศีลกับ
เจตนารมณ์ทางสังคม” ที่มองว่าศีลตามหลักพระพุทธศาสนา มีเจตนารมณ์ในทางสังคม คือมุ่งไปท่ี
การจัดระบบโครงสร้าง ระเบียบแบบแผน การจัดสรรโอกาส และการสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม
ให้เออื้ ตอ่ การพัฒนาชวี ิตเพอ่ื เข้าถึงความดีงามสูงสดุ
นอกจากนัน้ ในทา่ มกลางปัญหาของสังคมยุคใหม่ทเี่ น้นการพัฒนาแบบทุนนยิ ม จนทำให้เกิด
ปัญหาความเส่อื มทรามทางดา้ นศลี ธรรม ปัญหาการพัฒนาไมย่ ั่งยืน รวมท้งั ปัญหาความยากจน ปัญหา
การก่อการร้าย เป็นต้น ทำให้นักคิดชาวพุทธหลายท่านพยายามนำเสนอพุทธจริยธรรมเชิงสังคมใน
แง่มุมที่หลากหลาย เช่น นายแพทย์ประเวศ วสี พยายามนำเสนอวิธีแก้ปัญหาความเสื่อมทราม
ทางด้านศีลธรรม ด้วยการแก้ที่ระดบั โครงสร้างของสังคม คือ การสร้างความเป็นปึกแผ่นขึ้นในชมุ ชน
และครอบครัว จึงจะสามารถฟื้นฟูศีลธรรมให้กลับคืนมาได้ ในขณะที่ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้นำ
แนวคิดเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนามาอธิบายในฐานะเป็นการกระทำร่วมกันของคนในสังคม ไม่ใช่
เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง นอกจากนั้น ยังมีนักคิดชาวพุทธอีกกลุ่มหนึ่งที่เสนอว่า การตีความพุทธ
จริยธรรมให้ครอบคลุมมติ ทิ างสังคมยังไม่เพียงพอต่อการรบั มือกบั ปัญหาของสังคมโลกยุคใหม่ ทางท่ีดี
ต้องนำพุทธจรยิ ธรรมไปผูกติด (engage) แนบแน่นเป็นอันหน่ึงอนั เดยี วกันกับสังคมเลยทีเดียว น่ันคือ
ชาวพุทธตอ้ งมีจิตสำนึกตระหนักรู้ในปัญหาสังคม (สติ) หลอมรวมตัวเองให้เป็นหนึง่ เดียวกับโลก และ
มีความกระตือรือร้นพร้อมที่จะลงมือช่วยเหลือสัตว์โลก โดยมองว่าการปฏิบัติธรรมกับการช่วยเหลือ
สังคมไม่ได้แยกออกจากกัน กลุ่มนักคิดชาวพุทธที่นำเสนอวรร ณกรรมในแนวนี้ เรียกว่า
“พระพุทธศาสนาแบบผูกพนั กบั สงั คม” เช่น ท่านติช นทั ฮนั ส์ องคท์ ะไล ลามะ ส.ศิวรักษ์ เปน็ ต้น
3) กลุ่มวรรณกรรมที่เสนอกระบวนทัศน์เชิงพุทธ : ในท่ามกลางบริบทสังคมโลกที่ประสบ
ปัญหาการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์กระแสหลัก นั่นคือวิธีคิดในการหา
ความจริงแบบลดทอนหรือแยกส่วน และวิธีคิดแบบใฝ่ปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติ วิธีคิดแบบน้ี
ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมตะวันตกว่าเป็นรากฐานที่มาของการครอบงำธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขณะที่สังคมตะวันตกกำลังประสบปัญหาความติดตันของวิธีคิด
แบบเดิมและกำลังแสวงหาฐานความคิดแบบใหม่อยู่นั้น ได้มีนักคิดชาวตะวันตกและนักชาวพุทธไทย
บางทา่ นพยายามนำเสนอกระบวนทัศน์เชิงพุทธขึ้นมาเพื่อเปน็ ทางเลือกในการหาทางออกให้กับสังคม
โลก นกั คิดชาวตะวันตกทีถ่ ือวา่ มบี ทบาทโดดเด่น คอื ฟรติ จ๊อฟ คาปร้า เขาไดเ้ สนอกระบวนทัศน์แบบ
องคร์ วมบนรากฐานของวิธีคิดแบบฟิสิกส์ใหม่ หรอื ควอนตัมฟิสิกส์ โดยพยายามเช่ือมโยงให้เห็นความ
สอดคล้องกันกับวิธีคิดแบบองค์รวมของตะวันออก เช่น วิธีคิดแบบเต๋า และแบบพุทธศาสนา เป็นต้น
และนักคิดไทยที่ถือว่ามีบทบาทโดดเด่น คือ ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านได้ชี้ให้เห็นความ
ผิดพลาดของการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของวิธีคิดแบบตะวันตกเช่นเดียวกับฟริตจ๊อฟ คาปร้า และได้
205
เสนอวิธีคิดแบบองค์รวมแนวพุทธ แนวคิดแบบองค์รวมที่ท่านเสนอ คือ การพัฒนาที่ต้องให้เกิดดุลย
ภาพระหวา่ งชวี ิต สงั คม และธรรมชาติ
4) กลุ่มวรรณกรรมที่เสนอจักรวาลวิทยาเชิงพุทธแนวใหม่ : ได้แก่กลุ่มวรรณกรรมที่พยายาม
นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับกำเนิดมาที่ของสรรพสิ่งในจักรวาลบนฐานของการตีความคำสอนทาง
พระพุทธศาสนา เช่น คำสอนเรื่อง “จิตหนึ่ง” “ศูนยตา” “อนัตตา” และ “นิพพาน” เป็นต้น นักคิด
กลุ่มนี้มองว่า สรรพสิ่งในจักรวาลมีกำเนิดที่มาจากปฐมเหตุอย่างเดียวกัน นั่นคือจิต หรืออย่างท่ี
นายแพทย์ประสาน ต่างใจ เรียกว่า “จิตจักรวาล” และปริญญา ตันสกุล เรียกว่า “องค์จิตจักรวาล”
จิตหรือปฐมเหตุนี้ ดำรงอยู่ในสภาพของพลังงานที่ว่างเปล่า (ศูนยตา) และปราศจากตัวตน (อนัตตา)
นายแพทย์ประสาน มองว่า จากจิตหรือวิญญาณอันเป็นปฐมเหตุนี้เอง ได้วิวัฒนาการมาเป็นสรรพสิ่ง
ในจักรวาล ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม นิพพาน คือการที่จิตได้วิวัฒนาการถึงขัน้ สูงสดุ จนรู้ความ
จริงของธรรมชาติพื้นฐานดั้งเดิมของตน ส่วนปริญญา มองว่า องค์จิตจักรวาล เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งใน
จักรวาล สำหรับมนษุ ย์นั้น เป็นการแบ่งภาคออกมาจากองค์จิตจักรวาลแล้วมาเกิดยังดาวเคราะห์โลก
การบรรลุนิพพาน คือการที่จิตได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นที่สามารถสลัดหลุดออกจากแรงโน้มถ่วงของ
โลกและยอ้ นกลับไปอยู่ในแดนแห่งนพิ พานรว่ มกับองค์จิตจกั รวาล
5. กลุ่มวรรณกรรมแนวหลังสมัยใหม่ : ได้แก่ กลุ่มวรรณกรรมที่พยายามนำเอาแนวคิดหลัง
สมัยใหม่เข้ามาเปรียบเทียบกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนา วรรณกรรมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มองว่าถึงแม้
แนวคิดหลังสมัยใหม่จะท้าทายวิธีหาความจริงหรือข้ออ้างเกี่ยวกับความจริงที่เสนอผ่านภาษาในยุค
สมัยใหม่ทุกรูปแบบ (ทั้งในรูปของแนวคิดและทฤษฎีบรรยายถึงความจริงด้วยภาษา) แต่ก็ไม่มี
ผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด เพราะพระพุทธศาสนาก็ยืนยันอยู่แล้วว่าโลกที่มนุษย์ปุถุชน
รับรู้ในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ใช่โลกแห่งความจริงตามที่มันเป็นอยู่จริง ๆ หากแต่เป็นการรับรู้บนฐาน
ของอวชิ ชาแล้วกค็ ดิ ปรุงแตง่ สร้างสรรค์เป็นทวภิ าวะระหวา่ งผูร้ ู้ (subject) กบั สิง่ ทถี่ ูกรู้ (object) แท้ที่
จริงแล้วทั้งผูร้ ู้และสิ่งที่ถูกรู้หามอี ยู่จริง ๆ ไม่ (ศูนยตา) และพระพุทธศาสนาก็ยอมรับอยู่แล้วว่าความ
จริงเป็นสิ่งทอ่ี ยเู่ หนอื ระบบสมมติบัญญัติของมนษุ ย์ทัง้ หมด ดงั น้นั แนวคิดหลงั สมยั ใหม่บางอย่างจึงไป
กนั ไปกบั พระพุทธศาสนา
กลุ่มนักวิชาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่ไม่มี
ผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับช่วยทำให้เข้าใจแนวคิดเรื่อง “ศูนยตา”
และ “อทวภิ าวะ” ในพระพทุ ธศาสนาได้ง่ายข้ึนดว้ ย โดยเฉพาะแนวคิดทว่ี ่าเราไมส่ ามารถเข้าถึงความ
จริงได้ดว้ ยระบบภาษาและความคิด (รวมท้ังการใชเ้ หตผุ ล) ดง้ั นน้ั ทั้งพระพทุ ธศาสนาและแนวคิดหลัง
สมัยใหม่จึงสอนมีความเห็นสอดคล้องกันในแง่ที่สอนให้เรา “ถอดรื้อ” (deconstruct) ความเชื่อใน
บัญญตั ทิ างภาษา ๆ ทีว่ า่ เราสามารถต้นหาความจริงจากภาษาได้ หรือสามารถใชภ้ าษาเป็นกระจกเงา
สะท้อนให้เห็นความจริงได้ (Logocentric) รวมทั้งมโนทัศน์ทั้งหลายที่สร้างขึ้นจากการรับรู้โลกทาง
206
ประสาทสมั ผสั ในชีวิตประจำวันของเราด้วย เพราะเมอื่ เราวเิ คราะห์จนถึงทส่ี ุดแล้วจะเห็นว่าระบบของ
ภาษาเป็นเพียงการเอาถ้อยคำต่าง ๆ มาร้อยเรียงผูกเป็นประโยชน์ขึ้นแล้วสร้างความหมายบางอย่าง
ขึ้นมา หรือแม้แต่มโนทัศน์ (concepts) ของเราก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นเพียงการเชื่อมโยงประสบการณ์
ตา่ ง ๆ ในการรบั รู้โลกของเราแลว้ ก็สรา้ งเปน็ ความคิดรวบยอดขึน้ มาเท่านน้ั เอง
แนวโน้มต่าง ๆ ของวรรณกรรมพระพุทธศาสนาที่ผู้วิจัยเสนอมานี้ คือ ภาพความเคลื่อนไหว
อย่างต่อเนื่องของวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ผู้วิจัยมองว่าแนวโน้มวรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนาไม่เคยหยุดนิ่งตายตัว หากแต่มีพลวัตและมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตชีวา
อยู่เสมอตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม และยังคงต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ต่อไปในอนาคต ถามว่า
ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีปัญหาอะไรหรือไม่ ผู้วิจัยมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ามีความ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวรรณกรรม หากแต่อยู่ที่ว่าในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความพยายาม
ปรับพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมยุคใหม่นั้น เราสามารถรักษาจุดยืนหรือหลักการดั้งเดิมของ
พระพุทธศาสนาไวไ้ ดห้ รอื ไม่ ?
จำนวนชั่วโมงทส่ี อน 2 ช่ัวโมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรียน
2. นำเขา้ สูบ่ ทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
ส่ือการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลงั เรียน
การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
2. ประเมนิ จากการมสี ่วนร่วมในห้องเรยี น
3. ประเมนิ จากการชกั ถาม
207
เน้ือหาทจ่ี ะสอน
1. วรรณกรรมทส่ี ำคัญในพระพุทธศาสนา
2. จุดมุ่งหมายของวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
3.ลักษณะวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
4. ประเภทวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
5. วิเคราะห์วรรณกรรมทีส่ ำคญั ในพระพุทธศาสนา
คำถามท้ายบท
1. วรรณกรรมทส่ี ำคัญในพระพุทธศาสนามลี กั ษณะอย่างไร
2. อะไรจุดมงุ่ หมายของวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
3. วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนามีลักษณะอย่างไร
4. วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็นกปี่ ระเภท
5. นกั ศึกษาจงวิเคราะหว์ รรณกรรมทีส่ ำคญั ในพระพุทธศาสนามาพอให้เขา้ ใจ โดยยกตัวอย่าง
มี 1-2 เร่อื ง
เอกสารอ้างองิ บทท่ี 12
พระประสิทธ์ิ ปภาธโร. (2555).วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ
ว ั น ท ี ่ 7 ก ร ก ฎ า ค ม 2564. แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า .
http://englishformbunsorn.blogspot.com/2012/03/blog-post.html
ราชบัณฑิตยสถาน .(2564). พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพมหานคร : นาน
มบี ุ๊ค พบั ลิเคชั่น.
พระศรีวิสุทธิคณ (สฤษดิ์ ประธาตุ). (2544). การศึกษาวิเคราะห์หลักการและเหตุผลของการ
สร้างสรรค์วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย. สารนิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา. บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2557). งานวิจัยและวรรณกรรมทาง
พระพุทธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระราชปริยัติ (สฤษดิ์ สิริธโร). (2557). งานวิจัยและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
พระมหาไฮ้ ธมฺมเมธี (แซฉ่ ว่ั ). (2563). การสังเคราะหว์ รรณกรรมทางพระพุทธศาสนา 30 คัมภีร์ธรรม
ที่คนไทยควรอ่าน. วารสารวิจยวิชาการ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2563). น.18-
22.
208
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร. (2558). วรรณกรรมพระพุทธศาสนาในสงั คมยุคใหม่. [ออนไลน์]. สืบค้น
เม่อื วนั ที่ 7 กรกฎาคม 2564. แหล่งทมี่ า. https://www.mcu.ac.th/article/detail/515
สมพร มันตะสูตร. (2526). การสอนภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2535). พระไตรปิฎกภาษาบาลี. ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ 2500.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
เจตนา นาควัชระ. (2520). “วรรณคดีวิจารณ์และวรรณคดีศึกษา.” วรรณไวทยาการ : วรรณคดี.
กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานชิ .
ชัชชัย คุ้มทวีพร. (2534). สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพและประวัติศาสตรน์ ิพนธ์ไทยสมยั ใหม่
: การวเิ คราะหเ์ ชงิ ปรชั ญา. กรุงเทพมหานคร : สำนกั พมิ พม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชัยอนันต์ สมุทวณิช. (2537). โลกานุวัตรกับอนาคตของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : อักษรการ
พิมพ.์
ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ .ิ (2527). ปรชั ญาประวตั ศิ าสตร์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ไทยวัฒนาพานิช
จำกดั .
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2540). อารยธรรมไทยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : บริษัท
เลิฟ แอนด์ ลิฟ เพรส จำกัด.
ดร.ไชยรัตน์ เจริญสนิ โอฬาร. (2542). วาทกรรมการพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วภิ าษา.
ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ศ.อาคม พัฒิยะ. (2525). หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร : ดวงดกี ารพมิ พ์,
ไดซากุ อิเคดะ กับ โจเซฟ เดอร์โบลาฟ. (2536). การแสวงหามนุษยภาพในทัศนะใหม่, แปลโดย
วิภาดา กิตติโกวทิ . กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พเ์ คล็ดไทย.
ทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. (2513). หนังสือแสดงกิจจานุกิจ.
กรงุ เทพมหานคร:องคก์ ารค้าของคุรุสภา.
น.พ. ประสาน ตา่ งใจ. (2542). ปริศนาจักรวาล. กรุงเทพมหานคร : มูลนธิ ิภมู ปิ ัญญา.
น.พ. ประสาน ตา่ งใจ. (2545). โลกหลัง 2012 : ส่มู ติ ทิ ่ีหา้ . กรุงเทพมหานคร : มลู นธิ ิภมู ปิ ญั ญา.
นธิ ิ เอยี วศรวี งศ.์ (2527). “ขอ้ คิดเกี่ยวกับประวตั ศิ าสตร.์ ” ในปรัชญาประวตั ศิ าสตร์, บรรณาธกิ ารโดย
ชาญวิทย์ เกษตรศริ ิ และสุชาติ สวัสดิ์ศรี. กรุงเทพมหานคร : มูลนธิ โิ กมลคมี ทอง.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2543). พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร :
สำนกั พิมพ์มูลนิธโิ กมลคีมทอง.
209
ปรญิ ญา ตนั สกลุ . (2545). คมั ภีร์นิพพาน. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พจ์ ติ จกั รวาล.
พรรณี บัวเล็ก. (2541). สยามในกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง : ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัย
รัชกาลท่ี 5. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พ์เมืองโบราณ.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2542). ไตรภูมิพระร่วงอิทธิพลต่อสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร:
สำนกั พิมพม์ ลู นธิ ิโกมลคีมทอง.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2542). มองสันติภาพโลกผ่านภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์.
กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธรรมสาร จำกดั .
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต). (2539). การพัฒนาทยี่ ่งั ยืน. กรงุ เทพมหานคร : มูลนิธิพทุ ธธรรม,
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2537). คนไทยกับปา่ . กรงุ เทพมหานคร : มูลนธิ ิพุทธธรรม.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต). (2542). พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั .
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2542). มองสันติภาพโลกผ่านภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์.
กรุงเทพมหานคร : บริษทั ธรรมสาร จำกัด.
พระประชา ปสนฺนสมฺปนโฺ น. (2535). เลา่ ไวเ้ มอ่ื วัยสนธยา. กรุงเทพมหานคร : มูลนธิ โิ กมลคมี ทอง.
พระไพศาล วสิ าโล. (2542). พระธรรมปฎิ กกบั อนาคตของพระพุทธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร: บริษัท
ธรรมสาร จำกัด.
พระรัตนปัญญาเถระ. (2540). ชินกาลมาลีปกรณ์, แปลโดย ร.ต.ท.แสง มนวิทูร. กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
พุทธทาสภิกข.ุ (ม.ป.พ). ธรรมะนำ้ ธรรมะโคลน. กรงุ เทพมหานคร : สำนำพมิ พ์สขุ ภาพใจ.
พทุ ธทาสภกิ ขุ. (2521). ปฏจิ จสมุปบาทจากพระโอษฐ.์ ไชยา : คณะธรรมทาน ไชยา.
พุทธทาสภกิ ขุ. (2533). ปณธิ านของพทุ ธทาสภกิ ขุ. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พิมพส์ ขุ ภาพใจ.
ฟริตจ๊อฟ คาปร้า. (2532). จุดกำเนิดแห่งเต๋าฟิสิกส์, แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท. กรุงเทพมหานคร :
สำนักพิมพด์ อกหญ้า.
ม.ล.บุญเหลอื เทพยสวุ รรณ. (2517). วิเคราะหว์ รรณคดีไทย. กรุงเทพมหานคร :ไทยวัฒนาพานชิ .
ศ.น.พ. ประเวศ วส.ี (2542). ธรรมกิ สังคม. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์มลู นธิ ิโกมลคมี ทอง.
ส.ศิวรกั ษ์. (2533). อทิ ธิพลพทุ ธทาสต่อสงั คมไทย. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท บพธิ การพิมพ์ จำกัด.
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส. (2537). ปฐมสมโพธิกถา (ฉบับกรมการศาสนา).
กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัท สหธรรมิก จำกัด,
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2541). พทุ ธประวตั ิ (เล่ม 1). กรงุ เทพมหานคร
:โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ,
เสฐยี รโกเศศ. (2515). เล่าเรื่องไตรภมู .ิ พระนคร: ห้างหนุ้ สว่ นจำกัดโรงพิมพอ์ กั ษรไทย.
210
Narain, A.K. (1980). Studies in the History of Buddhism. Delhi : B.R. Publishing Corp.,
Capra , Fritjof. (1997). The Web of Life. London : Flamingo .
Gueen, Christopher S. and King, Sallie B. ( 1 9 9 6 ) . Engaged Buddhism : Buddhist
Liberation Movements in Asia. Albany: State Ubniversity of New York Press.
Aronson, Harvey B. (1980). Love and Sympathy in Theravada Buddhism. Delhi : Motilal
Banarsidass.
Jackson, Peter A. (1989). Buddhism, Legitimation, and Conflict. Singapore: Institute of
Southeast Asian Studies.
211
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 13
หวั ข้อเรือ่ ง วเิ คราะหส์ ภาพการณ์บรหิ ารจัดการวดั
รายละเอยี ด
สงั คมท่ีพระพุทธเจ้าทรงจัดตัง้ ข้นึ เป็นสังคมตัวอย่างคือสงั คมสงฆ์ โดยมพี ระพทุ ธเจ้าทรงดำรง
ตาแหนง่ เปน็ พระธรรมราชาเป็นผู้บริหารสูงสดุ ในองค์กรสงฆ์ ดงั พทุ ธพจนท์ ว่ี า่ “เราเปน็ พระราชา นั่น
คอื เป็นธรรมราชาผูย้ อดเยยี่ ม” (ข.ุ ธ. (ไทย) 25/8/9) และทรงวางแนววิธีในการบริหารจัดการตามแนว
พระพุทธศาสนาว่า พุทธวิธีการบริหารควรยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสำคัญ โดยผู้บริหารเองจะต้อง
ประพฤตธิ รรมและใชธ้ รรมเป็นหลักในการบริหาร และต้องคานึงถงึ ประโยชน์สว่ นรวมเป็นที่ตั้งโดยพึง
สละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ถ้าเห็นจะได้ประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่
กว่าเพราะเสยี สละประโยชน์สขุ เลก็ น้อย บคุ คลควรสละประโยชนส์ ุขเล็กน้อย เพ่ือเห็นแก่ประโยชน์สุข
ท่ยี ่ิงใหญ”่ (ม.ม. (ไทย) 13/609/554) ดังน้ันเมื่อกลา่ วถึงการปกครองคณะสงฆ์หรือการบริหารกิจการ
คณะสงฆ์ จงึ ต้องยึดถอื มน่ั ในพระธรรมวนิ ัยเป็นหลกั เพราะพระธรรมวนิ ยั เปน็ ท้งั โครงสร้างเป็นหัวจักร
ใหญ่และเป็นการจัดสภาพสังคมสงฆ์ให้เกิดความเรียบร้อยเป็นการพฒั นาบุคลากรในสงั คมด้วยทุกคน
จะรจู้ กั หนา้ ที่ของตนเอง (พระธรรมโกศาจารย์ (ประยรู ธมฺมจิตฺโต), 2549, น. 22)
สมัยพุทธกาล การบริหารจัดการขององค์กรสงฆ์มีหลักการที่ใช้บริหารคือพระธรรมวินัย
ภายหลงั พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ได้เกิดปญั หาอปุ สรรคความไมส่ งบเรียบร้อยขึ้นในการบริหาร
จัดการองค์กรปกครองคณะสงฆ์ โดยพระเถรานุเถระทั้งหลายในสมัยนั้นได้ทาปฐมสังคายนา ทุติย
สังคายนา และตติยสังคายนาตามลาดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อใดการบริหาจัดการกิจการในองค์กร
ปกครองคณะสงฆ์ เกิดความไม่เรียบร้อยภายในองค์กรปกครองคณะสงฆ์หรือมีภัยอันตรายจาก
ภายนอกจนเป็นเหตุขัดข้องอย่างรุนแรง เมื่อนั้นการบรหิ ารจัดการกิจการในองค์กรปกครองคณะสงฆ์
จาเป็นต้องพึ่งพาอำนาจรัฐมาช่วยจัดการแก้ปัญหาอุปสรรคให้เช่นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็น
ต้น พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในประเทศอินเดียและกระจายไปสู่ประเทศต่างๆ โดยได้รับการ
สนับสนุนอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ในอดีตที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องและโดยเค ารพศรัทธาอย่างหา
ประมาณมิได้ ส่วนประเทศไทยเรานั้นได้นับถือพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พระองค์ทรงถวายความอุปถัมภ์จัดระบบการ
ปกครองคณะสงฆ์ครั้งแรกโดยการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์รัตนโกสินทร์ศก 121 ภายหลังต่อมา
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวอานันทมหดิ ล (ร.8) ได้ทรงตราพระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์ พ.ศ.2484
โดยยกเลิกฉบับแรกนั้นเพื่อพัฒนาการจัดระบบปกครองคณะสงฆ์ใหม่ให้มีรูปแบบคล้ายกับการ
ปกครองฝ่ายอาณาจักร สมัยปัจจุบันพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (ร.9) ได้
ทรงตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และปรับปรุงแก้ไขในปี พ.ศ.2535 ต่อมาได้ทรงตรา
212
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่แล้วให้เหมาะสมยิ่งข้ึน
เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ดงั กล่าวมามีการปรบั ปรุงแก้ไขตามลาดับเพื่อใช้บริหารกจิ การ
คณะสงฆ์จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นรปู แบบการปกครองคณะสงฆ์และเป็นหลักการจัดระเบยี บการ
ปกครององค์กรสงฆ์ด้วย และต่อมาก็มีการกำหนดให้มีมหาเถรสมาคมสามารถออกกฎระเบียบ
ข้อบังคับ ออกคาสั่ง มีมติและออกประกาศต่างๆ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยและกฎหมาย
ของบ้านเมอื ง (กรมการศาสนา, 2542, น. 134 135)
วัดเป็นสถานที่สำคัญ และเป็นหน่วยงานปกครองและหน่วยงานดำเนนิ กิจการคณะสงฆ์ และ
กิจการพระศาสนาท่ีสำคัญที่สุด และเป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งของคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา เป็น
องค์กรหลักในการปกครองคณะสงฆ์ หลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับวัด ทรงตราไว้ใน
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับบทบัญญัติว่าด้วยมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นสถาบันหรือ
องค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล คือบุคคลตามกฎหมาย และตาแหน่งเจ้า
อาวาสจึงเป็นตาแหน่งที่มคี วามสำคัญยิง่ (พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ, 2545, น. 16) และ
สาหรับการบริหารวัดที่มหาเถรสมาคมกำหนดขึน้ นั้นมี 6 ประการ คือ การปกครองคณะสงฆ์ การศา
สนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และการสาธารณ
สงเคราะห์ (กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2538, น. 32)
วัดมีเจ้าอาวาสเป็นผู้บริหารจัดการวัดสูงสุด และต้องทาหน้าที่บริหารจัดการให้กิจการคณะ
สงฆ์เป็นไปได้ด้วยดี มีความถูกต้อง มีความเหมาะสม มีความบริสุทธิ์ มีความยุติธรรม มีประสิทธภิ าพ
และเป็นไปตามหลักพระธรรมวนิ ัย ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพสงั คมยุคปัจจุบัน โดยหลักการ
พระสังฆาธิการหรือเจ้าอาวาส มีหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์หรือบริหารกิจการคณะสงฆ์ใหเ้ ปน็ ไป
ด้วยความเรียบร้อย จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการบ่งชี้ในความสำเร็จในการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้
ยั่งยืนถาวรสืบต่อไป ดังคากล่าวที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติจะเจริญรุ่งเรืองถาวรสบื
ตอ่ ไปก็ตอ้ งอาศัยพระสังฆาธกิ ารระดับวัด เน่อื งจากเจ้าอาวาสในแต่ละวัดเป็นผู้ใกลช้ ิดประชาชน และ
เปน็ ทีเ่ คารพเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนมาก
การบริหารงานจัดการวัดที่เหมาะสมดีงามในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ควรต้องมีองค์ประกอบ
สำคัญที่ผู้บริหารจัดการวัดควรคานึง เพื่อให้การบริหารงานประสบความสำเร็จ ประกอบไปด้วย เงิน
(money) วัตถุดิบ (materials) เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ (machine or equipment) และบุคลากร
หรือคน (man) ซึ่งเป็นการพัฒนาการบริหารจัดการกิจการงานของวัดที่มีองค์ประกอบสำคัญ เพ่ือ
พิจารณากำหนดเป้าหมายของการบริหารจัดการวัด ว่าจะมีทิศทางหรือแนวทางในการบริหารองค์กร
ของวัดอย่างไร แต่ต่อมามีการพัฒนาระบบการบริหารงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
ตามโลกาภิวัฒน์ที่มีการแข่งขันสูง จึงมีการสร้างระบบการบริหารงานที่เน้นคนมากยิ่งขึ้น รวมทั้ ง
ปรบั ปรุงและพัฒนาระบบการบริหารงานสมัยใหม่ เพ่ือรองรบั การเปลย่ี นแปลงทหี่ ลากหลายขึ้น จึงได้
213
มีแนวความคิดในการบริหารคนหรือทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรของตน เพื่อความสำเร็จและบรรลุผล
สำเร็จ โดยให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการบริหาร
จัดการกิจการงานคณะสงฆ์ เพราะเนื่องจากประเทศไทยต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือว่าเป็น
ประเด็นท่ีสำคัญของสังคมไทย หรือองค์กร ต้องให้ความสนใจ เพราะว่าการบริหารจัดการจะต้องมี
ปฏิสัมพันธก์ บั สง่ิ แวดลอ้ ม เนื่องจากโลกในอนาคตเปน็ โลกที่ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่เปน็ พลวัตรมากขึ้น
การแข่งขันจะมีอัตราที่สูงขึ้นและเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความคาดหวังทางสังคมเพิ่มขึ้น
และจะกดดันเรียกร้องในองค์กร มีการปรับตัวเพื่อแสวงหาแนวทางใน การบริหารจัดการวัดให้
สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะการพยายามให้เกิด “การมีส่วนร่วม
( Participation)” ม า ก ข ึ ้ น “ ก า ร ใ ห้ อ ำ น า จ ( Empowerment)”“ก า ร เ ข ้ า ไ ป เ ก ี ่ ย ว ข ้ อ ง
(Involvement)”“การทำงานเป็นทีม (Teamwork)” ทั้งหมดจะต้องพัฒนา ไปพร้อมๆ กัน โดยผ่าน
กระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความมั่นใจจาก องค์ประกอบสำคัญข้างต้น คือ
บุคคล (man) เงิน (money) วัสดุอุปกรณ์ (materials) และ การจัดการ (management) (Peter
Ferdinand Drucker อ้างใน สุธี สุทธิสมบูรณ์ และสมาน รังสิโยกฤษฎ์, 2541, น. 12) อันเป็น
กระบวนการทางการบริหาร (Administration)
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้โครงสร้างการบริหารจัดการวัดและการจัดรูปแบบการบริหารของ
คณะสงฆ์ไทยส่วนภมู ิภาครวมศูนย์อยู่ที่จังหวัด ซึ่งมีบุคลากรในสนองงานไม่เพียงพอ หรือมีองค์กรมา
รองรับเพื่อการสนับสนุนงาน ไม่มีองค์กรที่จะตรวจสอบการทำงานอย่างจริงจัง การรวมศูนย์อำนาจ
ของการบริหารเช่นนี้ เกิดจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 (กองแผนงาน กรมการศาสนา, 2542, คำนำ) จึงทาให้การ
ทำงานไม่ต่อเนื่องเป็นผลให้กิจการคณะสงฆ์ขาดประสิทธิภาพ ขาดการบริหารจัดการวัดที่เหมาะสม
ขาดเครื่องมือ หรือกลไก ที่จะสนองงานให้ได้ผลนั้นยิ่งยาก อีกทั้งพระสังฆาธิการยังมีงานล้นมือ และ
เนื่องจากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์ จึงทาให้เกิดปัญหาตา่ งๆ กับวัด และความประพฤติเสื่อม
เสียของพระภิกษุ สามเณรตามมา ตามที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ มากมายไม่เว้นแต่ละวัน พระครูวิ
สทุ ธานนั ทคณุ (สุรศกั ดิ์ วสิ ทุ ธฺ าจาโร). (2557)
สงิ่ ท่เี ป็นปัญหาสำคัญของวัดและคณะสงฆ์ซงึ่ ไม่อาจปฏเิ สธได้คือ พระสงฆ์ขาดการศึกษาพระ
ธรรมวินัยในทางที่ถกู ต้อง จึงเกิดปัญหาใหญ่ของคณะสงฆ์ในการบริหารจัดการดา้ นต่างๆ ตามมา อัน
ส่งผลกระทบทัง้ โดยตรงและโดยอ้อมแกส่ ถานะของวัดและบุคลากรอันสำคัญของพระพุทธศาสนา นั่น
คือด้านการปกครองพระภกิ ษุสามเณรที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย มีลักษณะเป็นไปตามอำนาจการ
สั่งการเป็นหลักกระทั่งคณะสงฆ์ระดับผู้บริหารจานวนไม่น้อย ไม่เข้าใจในอำนาจหน้าที่บทบาทการ
ปกครองตามพระธรรมวินัยและตามกฎมหาเถรสมาคม ดา้ นการศกึ ษาในแตล่ ะวัดไม่ได้ให้ความสำคัญ
ตอ่ การจัดการศึกษาเรียนรตู้ ามหลกั พระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรตลอดจนประชาชนทว่ั ไป อัน
214
เป็นสาเหตุสำคญั ที่ทาให้พระภิกษุสามเณรตลอดจนประชาชนท่ัวไปไม่เข้าใจในหลักพระธรรมวินัยอนั
ถูกต้องดีงามอย่างแท้จริง จนเกิดมีการประพฤติปฏิบัติผิดเพ้ี ยนไปกรอบอันดีงามตามหลัก
พระพุทธศาสนา และทาให้ขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพทางการศึกษาไป ด้านการศึกษาสงเคราะห์
วัดและคณะสงฆ์ส่วนใหญ่มีความพร้อมเรื่องทุน แต่ไม่เอื้ออานวยอนุเคราะห์ทุนให้แก่พระภิกษุ
สามเณรตลอดจนนิสิตนักศึกษาและเยาวชนต่างๆ อันเป็นช่องทางให้เกิดความท้อแท้และขาด
การศึกษาไปในที่สุด ด้านการเผยแผ่วัดและคณะสงฆ์ยังขาดทิศทางที่ชัดเจน ต่างวัดต่างทาไม่เป็น
ระบบและมีเครือข่ายและทิศทางเดียวกันทาให้ขาดประสิทธิภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่วน
ในด้านการสาธารณสงเคราะห์วัด บ้าน โรงเรียน ชุมชน นั้น ยังขาดสภาพที่ต้องมีสัมพันธภาพการ
บริหารจดั การเพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่ทกุ ฝ่ายยังไม่เพียงพอและมีสภาพสมดุลกัน จากการศึกษาสภาพ
ปัญหาเหล่านี้ เป็นเรื่องท่ีสำคัญและเป็นปัญหาที่วัดและคณะสงฆ์กาลังประสบอยู่อย่างหลีกเหลี่ยง
ไมไ่ ดใ้ นสภาวะการโลกยุคปัจจุบันน้ี
สภาพการณก์ ารบริหารจัดการวัด
ความหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ คำว่า การบริหาร (administration) มีรากศัพท์มา
จากภาษาลาตนิ “administatrae” หมายถึง ชว่ ยเหลือ (assist) หรืออานวยการ (direct) การบรหิ าร
มีความสัมพันธ์หรือมีความหมายใกล้เคียงกับคาว่า “minister” ซึ่งหมายถึง การรับใช้หรือผู้รับใช้
หรือผู้รับใช้รัฐ คือ รัฐมนตรี สาหรับความหมายดั้งเดิมของคาว่า administer หมายถึง การติดตาม
ดูแลสิ่งต่างๆ ส่วนคาว่า การจัดการ (management) นิยมใช้ในภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจซึ่งมี
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง เพื่อมุ่งแสวงหากาไร (profits) หรือกาไรสูงสุด (maximum profits) แต่
อย่างไรก็ตามทง้ั สองคาน้ี กอ็ าจใช้แทนกนั ได้ ซง่ึ หมายถึงการบรหิ าร เช่นเดยี วกนั
การบริหาร (Administration) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของ
องค์การ เพราะเป็นเคร่ืองมือสำคัญท่ีจะชี้ใหเ้ หน็ ความสำเร็จ หรือความลม้ เหลว ความมีประสิทธิภาพ
หรือความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงาน การบริหารเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงความเจริญก้าวหน้า
ของสังคม ความก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ การบริหารเป็นมรรคท่ีสำคัญจะนาไปสู่ความก้าวหน้า
การบริหารเป็นลักษณะการทำงานร่วมกันของกลุ่มบุคคลในองค์การซึ่งมีการวินิจฉัยสั่งการนักบริหาร
จะต้องคานึงถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ การวินิจฉัยสั่งการเป็นเครื่องแสดงให้ทราบถึงความสามารถ
ของนักบริหาร และความเจริญเติบโตของการบริหารชีวิตประจาวนั ของมนุษย์ไม่ว่าในครอบครัวหรอื
องค์การใดย่อมเก่ียวข้องกบั การบริหารอยู่เสมอดังนั้น การบรหิ ารจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและจาเป็นต่อ
การที่จะดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม มีนักบริหาร นักวิชาการ ผู้ทรงความรู้ ทรงคุณวุฒิ และนักการ
ศึกษามากมายหลายทา่ นไดใ้ ห้ความหมายของการบริหารไว้หลายทัศนะ ซ่ึงพอสรปุ ไดด้ ังน้ี
215
การบริหาร หมายถงึ ศิลปะแหง่ การทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น ซงึ่ นักบริหารมีหน้าท่ีใน
การวางแผน จัดองค์กรอานวยการและควบคมุ ทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรอื่นๆ ให้ดำเนินงานไปใน
ทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเปูาหมายที่วางไว้ หน้าที่ของนักบริหารมีอยู่ 5 ประการ คือ การวางแผน
(Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การแตง่ ตัง้ บคุ ลากร (Staffing) การอานวยการ (Directing)
และการควบคุม (Controlling) แม้ว่าหน้าที่ของนักบริหารทั้ง 5 ประการ จะถูกกำหนดโดยวิชาการ
สมัยใหมก่ ็ตาม แต่เม่อื วา่ กนั ทางปฏบิ ตั ิแล้ว คนไทยเราก็บรหิ ารบ้านเมืองแบบนี้มานานแล้วหน้าที่ของ
นักบริหารปรากฏชัดเจนในการปฏิบัติขององค์การตั้งแต่สมัยโบราณ (พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร
ธมมฺ จิตโฺ ต), 2539, น.2-3) ที่สำคญั ผบู้ รหิ ารงานที่ดีจะตอ้ งมวี ธิ ีการบรหิ ารงานทีจ่ ะทาใหช้ นะใจลูกน้อง
ธรรมะสาหรับผู้บริหารงาน คือ จะต้องมีความหนักแน่นมั่นคงและสามารถเป็นเสาหลักในการสร้าง
ความเชื่อมั่นให้แก่ลูกน้องได้ มีความสามารถในการแบ่งงานให้ลูกน้องทาตามความชานาญของแต่ละ
บุคคลและรู้จักกระจายอำนาจให้แก่ลูกน้องได้ช่วยแบ่งเบาภาระของตนเอง ดังนั้นผู้บริหารงานที่ดีจึง
เป็นผูท้ คี่ อยดูแลภาพรวมในการทำงานของบุคคลในองค์การ (พระมหาวุฒิชัย วชริ เมธี, 2550, น. 25-
32) อย่างไรก็ดีการบริหารที่ดีควรกำหนดแนวทาง หรือนโยบาย การสั่งการ การอานวยการ การ
สนับสนุน และการตรวจสอบ ให้ผู้ปฏิบัติสามารถดำเนินงานให้ได้ตามเปูาหมายที่ต้องการ (พระราช
ญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), 2548, น. 26) การจัดการ (Management) หมายถึง กระบวนการ
ประสานกิจกรรมหรืองานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (Robbins Stephen, 2002, p.6.) ทั้งที่เป็นตัวคนและ
วัตถุให้สามารถประสานเข้าด้วยกัน และสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างดีที่สุด (ธงชัย
สันติวงษ์, 2537, น. 26) เพื่อทำงานจนบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ประยุทธ์ เจริญ
สวัสด์ิ, 2540, น. 3) การจัดการเป็นศิลปะในการใช้บุคคลอื่นร่วมกับปัจจัยในการจัดการ (สัมพันธ์ ภู่
ไพบูลย์, 2542, น. 16) รวมเรยี กว่า ทรัพยากรทางการจัดการ ไดแ้ ก่
1) บุคลากร (Man)
2) งบประมาณ (Money)
3) วัสดอุ ุปกรณ์ (Material)
4) การจัดการ (Management) (8 Peter Ferdinand Drucker อ้างใน สุธี สุทธิสมบูรณ์
และสมาน รังสิโยกฤษฎ์, 2541, น. 12)
กล่าวได้ว่าการบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นสาขาวิชาที่มีการจัดระเบียบอย่างมีระบบ
คือมีหลักการ กฎเกณฑ์ และทฤษฎี ที่พึงเชื่อถือได้ อันเกิดจากการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อ
ประโยชน์ในการบริหารงานโดยลกั ษณะเช่นนีก้ ารบรหิ ารจงึ เป็นศาสตร์ (Science) ซึ่งเป็นศาสตร์ทาง
สงั คม ท่อี ยกู่ ลุ่มเดียวกับวชิ าจติ วิทยา สังคมวิทยา และรัฐศาสตร์ แตถ่ ้าพจิ ารณาการบริหารในลักษณะ
ของการปฏิบัติทต่ี ้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และทกั ษะของผ้บู ริหารแต่ละคนที่จะ
ทำงานให้บรรลุเปูาหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปปรับใช้ในการ
216
ปฏิบัติงานเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมแล้ว การบริหารก็จะมีลักษณะเป็นศิลป์
(Arts) (จันทรานี สงวนนาม, ม.ท.ป, 2536, น. 4) และการดำเนินงานให้บรรลุเปูาหมายหรือ
วัตถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้โดยอาศัยปัจจัยต่าง ๆ อันได้แก่ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ
(Material) และวธิ กี ารปฏบิ ัตงิ าน (Method) เปน็ อุปกรณ์ในการดำเนนิ งาน (สธุ ี สุทธสิ มบรู ณ์, 2536,
น. 12) ซึ่งภาระหน้าที่ของผู้นาของกลุ่ม ซึ่งจะต้องจัดการให้ทรัพยากรทั้งที่เป็นตัวคน และวัตถุ
สามารถประสานเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันทำงานเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพได้ และขณะเดียวกัน
จะตอ้ งจดั การนาองค์การให้สัมพนั ธก์ ับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างดีทส่ี ุด (ธงชัย สนั ตวิ งษ์, 2537,
น. 26)
นอกจากนี้นักวิชาการอีกหลายท่านได้ให้ทัศนะอีกว่าการบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลป์นา
เอาทรัพยากรการศึกษา (Administration Resource) มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร
(Process of Administration) ให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ (ธีระรัตน์ กิจจา
รักษ์, 2542, น. 11) อีกทั้งการบริหารเป็นศาสตร์ สาขาวิชาการบริหารย่อมจะให้ความรู้ที่เชื่อถือได้กับ
ผู้บริหารว่าต้องกระทาอะไรภายในสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ และเป็นช่วยให้พวกเขา
คาดคะเนถึงผลลัพธข์ องการกระทาของพวกเขาได้ (สมยศ นาวกี าร, 2544, น. 18) โดยเปน็ การดำเนินงาน
ตามลาดับขั้นอันประกอบด้วยการวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การอานวยการ
(Actuating) และการควบคุม (Controlling) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยอาศัยคนและทรัพยากรอื่น
(ธนจรส พูนสิทธ์ิ, 2541, น. 20) เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งภายในองค์การซึ่งมีลาดับการทำงานเป็น
ขั้นตอน มีกลุ่มบุคคลเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงาน มีเงินทุน เครื่องจักร และวัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ
เป็นองค์ประกอบดว้ ย (ธรี วฒุ ิ บญุ ยโสภณ และวรี ะพงษ์ เฉลิมจริ ะรัตน์, 2534, น. 12)
วเิ คราะห์สภาพการณ์การบริหารจดั การวดั
สถาบันพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักหนึ่งท่ีสำคัญของชาติไทยมาตั้งแต่อดีตสืบจนมาถึง
ปัจจุบัน โดยมีสถาบันวัดเป็นฟันเฟืองสำคัญทาหน้าที่ในการสืบทอดทางพระพุทธศาสนาและการ
ปลูกฝงั ศลี ธรรม คุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มอันดงี ามแกพ่ ุทธศาสนกิ ชนและประชาชน จากชนรุ่น
หนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง สืบเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาช้านานเพราะวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของ
ชาวพุทธ โดยมีพระสงฆ์เป็นตัวแทนของวัดเป็นผู้นาทางด้านจิตใจของประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่ง
ความเชื่อถือและความร่วมมือ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม เป็นเปูาหล่อหลอมวิถีชีวิตของชาวไทย
พุทธ ซึ่งนับไดว้ ่าวัดเปน็ สถานทีท่ าประโยชน์ใหแ้ กส่ ังคมเปน็ อย่างมาก แตเ่ นือ่ งจากในสภาพของสังคม
ในปัจจบุ นั ท่ีเปลี่ยนแปลงไป จงึ มผี ลทาให้บทบาทของวัดเปล่ียนไปด้วย แต่อยา่ งไรก็ตามวดั กย็ ังถือเป็น
สถานทสี่ ำคัญและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ในเร่อื งนมี้ ีพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิความรู้ และนักวิชาการ
เชย่ี วชาญผูท้ รงความร้หู ลายทา่ นไดน้ าเสนอแนวคดิ และทฤษฎีเกีย่ วกับการบริหารกจิ การวัดของคณะ
217
สงฆ์ไทยไว้อย่างมากมาย ซึ่งมีทั้งเนื้อหาสาระและความหมายท่ีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งผู้ศึกษาวิจยั ได้
คดั สรรผลงานที่เกยี่ วขอ้ งนาเสนอ ดังนี้
ความหมายของวัด วัดเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พานัก
ของพระภิกษุสงฆ์แล้ว ยังเป็นศูนยร์ วมทางจติ ใจและศูนยก์ ลางของชมุ ชน วัดจึงมีความสำคัญอย่างยงิ่
ต่อสังคมไทยทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ความหมายของวัดมีอยู่มากมาย มีผู้ทรงคุณวุฒิให้ความหม าย
ของวัดไวด้ งั ตอ่ ไปนี้
คำว่า วัด ไว้ว่าหมายถึงสถานที่ทางศาสนา โดยปรกติมีโบสถ์ วิหาร และที่อยู่ของสงฆ์หรือ
นกั บวช (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2546, น. 1059) และวดั ยัง หมายถงึ สถานท่ีทางศาสนามเี สนาสนะและ
อาคารวัตถุต่างๆเป็นที่พานักอยู่อาศัยปฏิบัติพระธรรมวินัยและประกอบศาส นกิจของพระภิกษุสงฆ์
ตลอดจนเป็นทบี่ าเพญ็ กุศลตา่ งๆของพุทธบรษิ ทั โดยทว่ั ไป (กรมการศาสนา, 2540, น. 223)
นอกจากนั้นวัด เป็นสถานที่ทางศาสนา ตามปกติแล้วจะมีเสนาสนะและอาคารวัตถุต่าง ๆ
เป็นที่พานกั อยู่อาศัย ปฏิบตั ิธรรมวินัยและประกอบศาสนกิจของพระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนเป็นท่ีบาเพ็ญ
กุศลต่าง ๆ ของพุทธบริษัทโดยทั่วไป นอกจากนี้วัดยังเป็นศูนย์กลางบริการทางการศึกษาและทาง
สังคมอีกด้วย วัดมีฐานะทางกฎหมายคือ เป็นนิติบุคคลเท่าเทียมกัน (สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2545, น. 1) ดังนั้นตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้
จาแนกวดั ออกเปน็ 2 ประเภทคือ (เร่อื งเดียวกัน, น. 9-10)
1. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ได้แก่ อาราม ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่ง
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 และวัดที่เล่ือนฐานะมาจากสำนักสงฆ์ โดยได้รบั
พระราชทาน วิสุงคามสีมา เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังฆกรรมตามพระธรรมวินัยสาหรับพระสงฆ์ นับว่า
เป็นวัดที่สมบูรณ์ด้วยฐานะทั้งทางกฎหมายและทางพระวินัยทุกประการ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน
ของวัดในกจิ การทวั่ ไป
2. สำนักสงฆ์ได้แก่วัดที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งวัดแล้วแต่ยังมิได้พระราชทาน
วิสุงคามสีมา รวมถึงวัดที่ได้รับพระบรมราชานุญาติให้สร้างขึ้น ตามความในมาตรา 9 แห่ง
พระราชบัญญตั ลิ กั ษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) และวดั ท่สี ร้างขึน้ ก่อน ร.ศ. 121 ซ่ึง
ยังมไิ ด้รับพระราชทานวิสุงคามสมี าด้วย
นอกจากนั้นวัดแบง่ ตามสภาพฐานะ 3 ประเภทคือ (เรอ่ื งเดยี วกนั , น. 10)
1. พระอารามหลวง ได้แก่ วัดที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราชทรง
สร้างและปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ก็ดี พระราชทานเพื่อเป็นเกียรติยศแก่ผูท้ ี่ต่าศักดิ์ลงมาหรอื
แก่วัดเองก็ดี มีอยู่จานวนหนึ่งที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารผู้ใหญ่ ทรงสร้างหรือสร้างขึ้น
หรือทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์และสร้างขึ้นแล้วน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระอารามหลวง
รวมท้ังวดั ทีป่ ระชาชนสร้างหรือปฏิสังขรณ์และทรงรบั ไวเ้ ป็นพระอารามหลวงดว้ ย
218
2. วัดราษฎร์ ได้แก่ วัดที่ประชาชนทั่วไปสร้างหรือปฏิสังขรณ์ซึ่งได้อนุญาตให้สร้างวัดและ
ประกาศตั้งวัด โดยถูกต้องตามกฎหมายจากทางราชการแล้ว และช่วยกันทะนุบารุงวัดสืบต่อกันมา
ตามลาดับวัดราษฎร์หมายถึงวัดทั้งชนิดที่ได้รับพระราชทานวิสงุ คามสีมาและสำนักสงฆ์ซึ่งมิได้นบั เขา้
เปน็ พระอารามหลวง
3. วดั รา้ งได้แกว่ ดั ท่ีไม่มีพระภิกษุสงฆ์พานักอาศัยประจาซึ่งทางราชการจะขนึ้ ทะเบียนเป็นวัด
ร้าง วัดร้างโดยสภาพยังเป็นนิติบุคคลอยู่โดยสมบูรณ์และมีโอกาสที่จะเป็นวัดมีพระสงฆ์ได้อีก โดย
ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ พ.ศ. 2514
นอกจากนพี้ ระพทุ ธศาสนายงั ได้จาแนกวดั ออกเป็น 3 ประเภทดงั นี้ (พนม พงษไ์ พบลู ย์, 2538, น. 4)
1. วัดที่มุ่งพัฒนาถาวรวัตถใุ ห้มีความโอ่อ่า มีเสนาสนะใหญ่โตวัดประเภทนี้ใชท้ ุนรอนมากมผี ู้
อุปถมั ภเ์ ปน็ พิเศษหรือเจ้าอาวาสมีคุณลักษณะพเิ ศษหารายไดเ้ ขา้ วัดได้มากเงินท่ีได้มาส่วนใหญ่มาจาก
คนท่ัวไปไมใ่ ช่คนในท้องถนิ่
2. วัดที่มุ่งเน้นปริยัติ มุ่งให้ประชาชน พระเณรได้ศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ วัดประเภทนี้ ทุน
รอนไม่มากนักแตม่ กี จิ กรรมเพื่อการศกึ ษาในวดั เสมอ
3. วัดที่มุ่งการปฏิบัติ เช่น วิปัสสนาธุระ เน้นการสร้างความสงบในจิตใจ วัดประเภทนี้มักทา
ให้วัดคล้ายธรรมชาติ มกั ลงทุนในสง่ิ ก่อสรา้ งน้อย
นอกจากนี้วัด ยังมีความหมายตรงกับภาษาบาลี 3 คา คือ อาราม อาวาส และวิหารตาม
ความหมายทรี่ าชบัณฑติ ใหไ้ ว้วา่
1. อาราม คือ ความยินดี, ความรื่นรมย์, ความเพลิดเพลิน, ที่สาราญ, สวน,เป็นที่รื่นรมย์
(พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยตุ โต), 2543, น. 414)
2. อาวาสคอื วดั , ผคู้ รอบครอง, ทอี่ ยูโ่ ดยปรกตหิ มายถึงท่ีอยู่ของพระสงฆ์ เช่น ฆราวาส (ฆร+
อาวาส) ผคู้ รอบครองเรอื นหรอื ผ้อู ยู่ครองเรือน (เรอ่ื งเดยี วกนั , น. 415)
3. วิหาร คือ วัด ที่อยู่ของพระสงฆ์ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป คู่กับโบสถ์ (เรื่องเดียวกัน, น.
285)
จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คาว่าวัดจึงหมายถึง “สถานที่ที่น่ารื่นรมย์ ยินดีเป็นที่อยู่
ของพระสงฆ์” เพราะในอดีตสภาพวดั นั้นมีสภาพเป็นปาุ ยังไม่มสี ิ่งกอ่ สร้างใด ๆ เปน็ สถานที่ทสี่ งบสงัด
เหมาะสมที่จะเป็นอาณาบริเวณที่อยู่ของสมณะผู้ต้องการศึกษาปฏิบัติ เพื่อบรรลุโลกุตรธรรม
เพราะฉะนั้นพระสงฆ์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุคุณธรรมชั้นสูง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ
ตนเอง และช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์ตามความเหมาะสมคือนาหลักธรรมที่ตนได้เรียนรู้และ
ปฏิบัติมาเผยแพร่เพื่อให้หมู่ชนได้นาไปปรับใช้ตามความต้องการ ดังนั้นการอยู่อาศัยในวัดของ
พระสงฆ์จึงเป็นเพียงความหมายรองความหมายหลักของวัดจึงหมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์พักอาศัย
เพือ่ จะทาหน้าทีข่ องตนได้อย่างสมบูรณแ์ ละเหมาะสม
219
พระราชบัญญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเตมิ โดย พระราชบัญญตั ิคณะสงฆ์ (ฉบับท่ี 2)
พ.ศ. 2535 มาตรา 31 ได้แบ่งวัดออกเป็น 2 อย่าง คือ (สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม, 2542,
น. 8)
1. วัดท่ีไดร้ ับพระราชทานวิสุงคามสีมา ได้แก่ “อาราม” ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 5 แห่ง
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 และวัดที่เลื่อนฐานะมาจากสำนักสงฆ์ โดยได้รับพระราชทาน
วสิ งุ คามสีมาเพ่ือเปน็ ประโยชน์แก่สังฆกรรมตามพระธรรมวนิ ัยสาหรบั พระสงฆ์ นบั วา่ เปน็ วดั ทสี่ มบูรณ์
ทั้งทางกฎหมายและทางพระวนิ ัยทุกประการ โดยมเี จ้าอาวาสเปน็ ผแู้ ทนของวดั ในกจิ การทั่วไป
2. สำนกั สงฆ์ ไดแ้ ก่วดั ทีก่ ระทรวงศึกษาธกิ ารได้ประกาศตง้ั วัดแล้ว แตย่ งั มไิ ด้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมา รวมถึงวัดที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้สร้างขึ้น ตามความในมาตรา 9 แห่ง
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 และวัดที่สร้างขึ้นก่อน ร.ศ. 121 ซึ่งยังมิได้รับ
พระราชทานวิสงุ คามสีมาด้วย
สิ่งสำคัญวัด หมายถึง ที่อยู่ของพระ (นักบวช) ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นดินแดนแห่งพระ
รัตนตรัยสาหรับชุมชนมี 3 เขต คือ เขตพุทธาวาส เขตธรรมาวาส และเขตสังฆาวาส (พระธรรมวร
นายก (โอภาส นริ ตุ ฺติเมธ)ี , 2546, น. 164) วัดเป็นแหลง่ กลางของชวี ติ ทางศาสนาและสังคม เปน็ แหล่ง
การสมาคม เป็นท่มี าแห่งวฒั นธรรม เปน็ ศนู ย์กลางของการดำรงชีวติ ประจาวนั และเป็นสถานที่ที่ช่วย
แกไ้ ขปัญหาตา่ ง ๆ ของครัวครอบไทยในชนบท (ทนิ พนั ธ์ุ นาคะตะ, 2533, น. 235)
นอกจากวัด จะเป็นสถานที่อยู่ของพระสงฆ์เป็นที่พานักอาศัยของพระภิกษุสามเณรและ
ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในพระพุทธศาสนา (บุญร่วม เทียมจันทร์, 2546, น. 39) วัดก็ได้ชื่อว่าเป็น
สถานที่ศาสนสถานที่ประกอบกิจกรรมทาสำคัญของชาวพุทธ เป็นที่อยู่ของบรรพชิต(พระสงฆ์และ
สามเณร) และฆราวาสที่เกี่ยวข้อง เป็นที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม ตลอดจนการเผยแผ่ศาสนธรรมของ
ชาวพทุ ธ (พลสัณห์ โพธ์ศิ รที อง, 2538, น. 197)
ปัจจบุ ันวัดเป็นส่วนหนึง่ ของสถานบันสงฆ์เป็นสถานท่ีของพระสงฆ์ ผู้ประพฤตพิ รหมจรรย์ เปน็ สถานที่
ร่มรื่น สงบ เหมาะสมแก่การการบาเพ็ญสมณธรรมของพระภิกษุสามเณร ประชาชนทั่วไป วัดเป็น
สถานบันอุดมคติเพราะเป็นตัวเปลี่ยนทัศนคติพื้นฐานมนุษย์เปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยการตั้งสังคม
อรยิ สงฆซ์ งึ่ มปี ัญญาและกรุณาเป็นตวั นามคี วามบริสุทธ์และสะอาดเป็นฟื้นฐาน (มาณี ไชยธีรานวุ ัฒศิริ,
2549, น. 13) และเป็นสถาบันการศึกษาอบรมของพระสงฆ์และเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา
เป็นศนู ย์กลางของการสมาคมพบปะสังสรรค์ ปรกึ ษาหารือและบริการด้านต่างๆแก่ชุมชน (สุนทร สุภู
ตะโยธิน, 2540, น. 42)
สรุปได้ว่า วัดสถานที่ทางพระพุทธศาสนาและเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของผู้ที่มี จริย
วัตรอันงดงาม อันได้แก่พระภิกษุและสามเณรผู้ใฝในธรรม นอกจากนี้วัดยังเป็นที่พักอาศัยของ
พระภิกษุ สามเณร ในการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและประกอบกิจของสงฆ์ และวัดยังเป็นศูนย์รวม
220
แห่งความเจริญดีงาม และเป็นสถานท่ีสำคัญในการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมที่ผู้คนใช้เป็น
รากฐานในการดำเนินชีวิตและเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทาง
พระพุทธศาสนาเป็นปูชนียสถาน เป็นที่พานักที่อยู่อาศัยของพุทธบริษัท และให้การบริการแก่ชุมชน
สังคมนั้น ๆ ตามความเหมาะสม ทั้งด้านการปกครอง การเผยแผ่ธรรม ด้านการศึกษาสงเคราะห์ การ
สาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์
จำนวนชั่วโมงท่สี อน 2 ช่ัวโมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรยี น
2. นำเขา้ สบู่ ทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลงั เรียน
สือ่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลังเรยี น
การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
2. ประเมินจากการมีส่วนรว่ มในห้องเรียน
3. ประเมนิ จากการชักถาม
เนือ้ หาทจี่ ะสอน
1. สภาพการณก์ ารบรหิ ารจดั การวดั
2. วเิ คราะห์สภาพการณ์การบรหิ ารจดั การวดั
คำถามท้ายบท
1. ความหมายคำวา่ การบรหิ ารมีลกั ษณะอยา่ งไรบา้ ง
2. พระพุทธศาสนามสี ภาพการณ์การบริหารจดั การวัดอย่างไรบา้ ง
3. นักศกึ ษจงวิเคราะหว์ ิเคราะห์สภาพการณ์การบรหิ ารจัดการวัดในสังคมไทย
221
4. บทบาทของวัดมีผลตอ่ การพฒั นาสังคมไทยอยา่ งไรบ้าง
เอกสารอา้ งอิง บทที่ 13
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต),. (2549). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
กรมการศาสนา. (2542). คมู่ อื พระสงั ฆาธิการ, วา่ ด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบยี บและคาส่ังของคณะ
สงฆ.์ กรงุ เทพมหานคร: กองแผนงาน.
พระเทพปริยัตสิ ุธี (วรวิทย์ คงคฺ ปญฺโญ). (2545). การคณะสงฆ์และการศาสนา. กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. (2538). คู่มือการบริหารศึกษาคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พ์กรมศาสนา.
Peter Ferdinand Drucker อ้างใน สุธี สุทธิสมบูรณ์ และสมาน รังสิโยกฤษฎ์. (2541). หลักการ
บรหิ ารเบอ้ื งตน้ . พิมพ์คร้ังท่ี 17. กรุงเทพมหานคร : สำนักพมิ พ์ ก.พ.
กองแผนงาน กรมการศาสนา. (2542). คู่มือพระสังฆาธิการและพระวินยาธิการ. กรุงเทพมหานคร :
กระทรวงศึกษาธกิ าร.
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2539). คุณธรรมสาหรับนักบริหาร. กรุงเทพมหานคร :
มูลนธิ ิพุทธธรรม.
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, (2550). คนสาราญงานสำเร็จ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัท
อมรินทรพ์ ร้ินตง้ิ แอนดพ์ ลบั ลิชชิง่ จากัด (มหาชน).
3 พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล), (2548). การบริหารวัด. พิมพ์ครั้งที่ 8, นครปฐม : เพชร
เกษมการพิมพ์.
Robbins Stephen, (2002). Management. New Jersey : prentice Hall International.
ธงชยั สนั ตวิ งษ์. (2537). องคก์ ารและการบรหิ าร. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 9. กรงุ เทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
ประยุทธ์ เจริญสวัสด์ิ. (2540). การบริหารงานบุคคล. กรุงเทพมหานคร : กรมพลศึกษา
กระทรวงศกึ ษาธิการ.
7 สัมพันธ์ ภู่ไพบลู ย์, (2542). องค์การและการจัดการ. กรงุ เทพมหานคร : พิทักษอ์ ักษร.
Peter Ferdinand Drucker อ้างใน สุธี สุทธิสมบูรณ์ และสมาน รังสิโยกฤษฎ์ (2541). หลักการ
บริหารเบ้อื งตน้ . พิมพ์ครง้ั ที่ 17. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์ ก.พ.,.
จันทรานี สงวนนาม. (2536). เอกสารประกอบการสอนบรรยายหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษา
ระดบั สูง. (ม.ท.ป).
สุธี สทุ ธิสมบรู ณ์. (2536). หลักการบริหารเบื้องตน้ . กรุงเทพมหานคร : สวสั ดกิ ารสำนกั พมิ พ์ ก.พ..
222
ธงชยั สนั ติวงษ์. (2537). องค์การและการบริหาร. พมิ พ์คร้ังที่ 9. กรุงเทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานชิ .
ธีระรัตน์ กิจจารักษ์. (2542). เอกสารคาสอนวิชาการบริหารการศึกษา. เพชรบูรณ์: คณะ ครุศาสตร์
สถาบันราชภัฎ.
สมยศ นาวกี าร. (2544). การบริหาร. กรงุ เทพมหานคร : บรรณกจิ .
ธนจรส พูนสิทธิ์. (2541). การจัดการองค์การและการบรหิ าร. กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก.
ธรี วฒุ ิ บุญยโสภณ และวีระพงษ์ เฉลิมจริ ะรัตน์, (2534). องคก์ ารและการจดั การ. กรงุ เทพมหานคร :
อกั ษรปริทรรศน.์
ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร : นาน
มบี ๊คุ ส.์
กรมการศาสนา. (2540). คู่มือวิทยากรอบรมพระสงั ฆาธกิ ารระดับเจ้าอาวาส. กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พก์ ารศาสนา.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). รายงานการสงเคราะห์งานวิจัย รูปแบบและ
กระบวนการจัดการศึกษาและการเผยแผ่ศาสนธรรม : ศึกษาเฉพาะกรณี วดั สวนแกว้ จงั หวัด
นนทบุรี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
พนม พงษ์ไพบูลย์. (2538). จารึกไว้ในพระศาสนา จารึกไว้ในการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
กรมการศาสนา.
สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม. (2542). คู่มือพระสังฆาธิการและพระวิทยาธิการ.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพก์ ารศาสนา.
พระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตตฺ ิเมธี). (2546). “การพฒั นาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน” ในธรรม
ปรทิ ศั น์ 46. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั .
ทินพันธุ์ นาคะตะ. (2533). การเมืองการบริหารไทย : ภาระของชาติ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
แห่งจฬุ าลงกรณ.์
บญุ รว่ ม เทียมจันทร์. (2546). เจา้ อาวาส เจ้าพนักงาน ใครกำหนด?. กรุงเทพมหานคร : สามดีพร้ินต้ิง
อคี วปิ เม้นท์.
พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง (2538). “การนาพระสงฆ์ (วัด) มาเป็นหลักในการแก้ปัญหาทางสังคมจิตวิทยา
ของเยาวชนไทยในยุคโลกาภิวัตน์” ใน หลักการบริหารและการจัดการวัดในยุคโลกาภิวัตน์.
กรงุ เทพมหานคร : สำนกั งานสภาสถาบันราชภัฏ.
มาณี ไชยธีรานุวัฒศิริ. (2549). การติดตามและประเมินสถานภาพการปฏิรูปการเรียนรู้
ระดับอุดมศกึ ษา วารสารสหศาสตร์, , หน้า 13.
สุนทร สภุ ูตะโยธนิ . (2540). คู่มือสมณศักด์ิ สาหรบั ผ้บู ริหาร. พิมพค์ รัง้ ท่ี 2., กรุงเทพมหานคร : กรังป
รีซ์อนิ เตอร์เนชน่ั แนล.
223
พระครูวิสุทธานันทคุณ (สุรศักดิ์ วิสุทฺธาจาโร). (2557). การบริหารจัดการวัดเพื่อความมั่นคงแห่ง
พ ร ะ พ ุ ท ธ ศ า ส น า ( MONASTERY ADMINISTRATION FOR BUDDHISM STABILITY).
หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
224
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 14
หวั ข้อเรอื่ ง วิเคราะหก์ ารบริหารจัดการทุน
บญั ชีวัด และการตรวจสอบหลกั การมสี ่วนร่วมกับการบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์
รายละเอียด
วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานปกครอง และหน่วยงานดำเนินกิจการคณะสงฆ์
รวมทั้งกิจการ พระศาสนา มีสิทธิและหน้าท่ีตา่ ง ๆ ตามพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และท่ี
แก้ไขฉบับเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2561 (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2561) เป็นองค์กรทาง
ศาสนาที่มีบทบาทสำคัญ ด้านสังคมของไทย เป็นสถานที่พานักของพระภิกษุสงฆ์ เป็นสถานที่ให้
พุทธศาสนิกชนเข้ามาการทาบุญและประกอบศาสนกิจต่าง ๆ จนถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่ง
นันทนาการ ศูนย์กลางการเรียนรู้ การพัฒนา การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน วัดยังเป็น
ศนู ยก์ ลางแห่งกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของชุมชน เปน็ แหล่งการศกึ ษาของประชาชน และทาหนา้ ที่เปน็ สถาบัน
หลักในการฝึกอบรมพระสงฆ์ ที่จะสืบต่อพระศาสนา แม้ปัจจุบันความเป็นศูนย์กลางในบางเร่ืองจะ
ลดลงแต่ความสำคัญของวัดยังคงอยู่ (พระมหาทวี โพธิเมธี, ม.ป.ป.) บทบาทของวัดยังคงมี
ค่อนข้างมาก คือ เรื่องของการพัฒนาชุมชน การพัฒนาอาชีพ หรือการเป็นหน่วยสังคมสงเคราะห์
และความเป็นศูนย์กลางทางด้านจิตใจ ซึ่งยังคงมีอยู่มิเสื่อมคลายแต่อย่างใด มีความสัมพันธ์กันตั้งแต่
ช่วงวัยแรกและช่วงสุดท้ายของชีวิต วัดจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในสังคมไทย (สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2545 อ้างถึงใน ฐิติพร สะสม, 2553) การบริหารงานของวดั อาศัยการมีส่วนร่วม
จากทกุ ภาคสว่ น โดยการได้รับการสนบั สนุนจากท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน และพทุ ธศาสนกิ ชนมีการทานุ
บารุงวัดด้วยการบริจาคทั้งในรูปทีเ่ ปน็ เงิน ส่งิ ของ และเวลาในการทำงานอาสาต่าง ๆ ร่วมกบั วัดโดยท่ี
กิจกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการได้มาและการใช้ไปของเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ
(พระครูวิสทุ ธานันทคณุ , 2554)
นอกจากนั้นวัดยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็น
ผู้ดำเนินการงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทานุบารุง สง่ เสรมิ กจิ การพระพุทธศาสนา ให้การ
อปุ ถัมภ์ คุ้มครอง และส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดแู ล รกั ษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพทุ ธ
มณฑล ให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทาง
ศาสนา เพื่อการทานุบารุงพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจาชาติให้รุ่งเรือง ประกอบกับ
พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานที่สำคัญของสังคมและวัฒนธรรมไทย จึงได้รับการจัดสรรงบประมาณท่ี
เรียกว่า “เงินอุดหนุน” ให้แก่วัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อการบูรณะ
ซ่อมแซม 2) เพ่อื การศึกษาพระปริยัตธิ รรม 3) เพ่อื การเผยแผ่ ดำเนินกิจกรรมทางศาสนา งบอุดหนุน
เป็นหนึ่งในงบประมาณแผน่ ดินที่ถูกจัดสรรให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประจาทุกปี
225
ซึ่งในแต่ละปีงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีการจัดสรรเงินอุดหนุนใหก้ ับวัดต่าง
ๆ ซึ่งจะจัดสรรตามคาขอของวัดเมื่อผ่านการพิจารณาแล้วจะโอนงบประมาณมายังส่วนภูมิภาค คือ
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จากนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการเบิกจ่ายให้
เปน็ ไปตามระเบียบของทางราชการ แล้วมีหนงั สอื แจ้งการจัดสรรไปยังวัด และให้วดั รายงานผลการใช้
จ่ายเงนิ มายงั สำนกั งานพระพทุ ธศาสนาจังหวัดเพ่อื รายงานผู้บริหารระดบั สงู
จงั หวัดขอนแก่น มีวดั ที่อยใู่ นการดแู ลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น แตล่ ะปี
มีงบประมาณจัดสรรมาส่วนภูมิภาค เพื่อให้ดำเนินการเบิกจ่ายให้กับวัดที่ได้รับการจัดสรร ซ่ึง
งบประมาณส่วนใหญ่เป็นเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดทั่วไป เงินอุดหนุนโรงเรียนพระ
ปริยิธรรม แผนกสามัญศึกษาแผนกธรรม บาลี การจัดสรรเงินดังกล่าวก็เป็นไปตามปกติของ
ปงี บประมาณ มีการตดิ ตามผลการใช้จ่ายเงิน และรายงานผลการดำเนนิ งานให้ตน้ สงั กดั ทราบอยู่เสมอ
การบริหารงานของวัดด้านการเงิน ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและล่อแหลม สาหรับพระภิกษุ เจ้า
อาวาส ผู้บริหารงานวัด หรือผู้ทาหน้าที่รับผิดชอบในการรับจ่าย เก็บรักษา และหรือในการฝาก
ธนาคาร การถอนจากธนาคาร เพราะมโี อกาสผิดพลาดและรั่วไหลได้เกือบทุกจุด หากผู้บริหารงานวัด
ไม่มีการวางระบบด้านการเงิน การบัญชี และการตรวจสอบที่ดี เท่ากับไม่มีมาตรการป้องกัน
ข้อผิดพลาดและการรั่วไหล การวางระบบการรบั การจ่าย การเก็บรักษา หรือการฝากเงนิ ในธนาคาร
การถอนเงิน การทาบัญชี และการตรวจสอบจะช่วยป้องกัน ความผิดพลาดและการรั่วไหล สามารถ
ป้องกันข้อครหา เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของผู้บริหาร และผู้ทาหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องการเงิน
ทุกระดบั เปน็ ทีส่ บายใจแกท่ กุ ฝ่าย (ณดา จันทร์สม, 2555)
อย่างไรก็ตาม การวางระบบการเงินของวัดทั่ว ๆ ไป การจัดทาบัญชี การตรวจสอบการเงิน
และการปฏิบัติตามระบบที่ดีนั้นไม่ได้ง่าย ถ้าหากเจ้าอาวาสหรือผู้บริหารไม่มีทักษะในการบริหาร
จัดการ และขาดความเขม้ แขง็ ก็ยากท่จี ะให้มรี ะบบ และให้มีการปฏบิ ัตติ ามระบบทด่ี ีน้ันอย่างสมบูรณ์
(พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล, 2539 อ้างถึงใน ณดา จันทร์สม, 2555) ในสถานการณ์ปัจจุบันการจัด
ทารายงานทางการเงินของวัดยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ขาดการวางระบบการบริหารจัดการ
ของวัดเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดการวางระบบและกลไกในการเบิกจ่ายเงินและ
การบริหารเงินของวัด เกิดปัญหาการบริหารงานตามหลัก ธรรมาภิบาล (สำนักงานเลขาธิการสภา
ผู้แทนราษฎร, 2558)
จากปัญหาที่ปรากฏการณ์ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเลือกใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา
(Descriptive Exploratory Qualitative Research) เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงถึงรูปแบบแล ะ
กระบวนการในการบริหารจัดการเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เงินบริจาค และทรัพย์สินของวัด จุดเสี่ยง
หรือปัญหาอุปสรรคในการบริหารจัดการ นามาตีความพรรณนาให้เห็นถึงสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
อธิบายใหเ้ กดิ ภาพท่ีชัดเจน เพ่ือให้เกดิ แนวทางการบริหารจัดการเงนิ สนบั สนุนจากภาครัฐ เงินบริจาค
226
และทรัพย์สินของวัด ให้มีความโปร่งใสสามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ให้
สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตรก์ ารปฏริ ปู กิจการพระพุทธศาสนา เรอ่ื งการยกระดบั กระบวนการบริหาร
จัดการภายใน โดยเน้นการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล (นฤพนธ์ เมืองจันทร์ (Naruepon
Muengchun)ศวิ ชั ศรโี ภคางกลุ (Siwach Sripokangkul). (2562)
สภาพการณ์การบริหารจดั การทุนบัญชีวัด
จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ผู้บริหารวัด ผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ
ศึกษาภายในวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำรงตาแหน่งและประสบการณ์การบริหารมาแล้ว
มากกว่า 10 ปีเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารงบประมาณให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ
กฎหมายต่าง ๆ ใหม้ ีประสทิ ธิภาพและเกิดประโยชนส์ ูงสดุ แก่วัด สามารถสรปุ ผลไดด้ ังน้ี
1. รปู แบบกระบวนการ การบริหารจัดการเงนิ สนับสนุนจากภาครฐั เงินบริจาคและทรัพย์สิน
ของวดั
แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นย่อย คือ 1) การบริหารจัดการเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 2) การ
บริหารจดั การเงนิ บริจาค และ 3) การบรหิ ารจดั การทรัพยส์ ินของวัด ดงั น้ี
1.1 การบริหารจัดการเงินสนับสนุนภาครัฐ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ 1) วัดได้รับสนุนงบ
ประมาณส่วนใหญ่จะเป็นเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดพระอารามหลวง เงินอุดหนุน
โรงเรยี นพระปริยัตธิ รรม แผนกธรรม บาลี รวมทง้ั สนับสนนุ ในการจดั กิจกรรมตา่ ง ๆ ในวันสำคัญทาง
พระพุทธศาสนา การจัดสรรเงินดังกล่าวก็เป็นไปตามปกติของปีงบประมาณ เมื่อวัดได้รับการจัดสรร
งบประมาณดงั กล่าว จะดำเนนิ การตามระเบยี บ กฎกระทรวง หรอื มตมิ หาเถรสมาคม โดยจะให้มีการ
โอนเงินผ่านบัญชีของวัดโดยตรงจะไม้ให้มีการโอนผ่านบัญชีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จากนั้นจะมีการ
เบิกจ่ายเงินเพื่อใชต้ ามวัตถุประสงค์ของการขอรบั งบประมาณ มีการติดตามผลการใช้จ่ายเงินโดยเจา้
อาวาส และรายงานผลการดำเนินงานตามแบบฟอร์มท่ีกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด
ขอนแก่นและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบ เมื่อรายงานผลการเบิกจา่ ยแลว้ วดั ได้มีการจดั
ทาบัญชีรายรับรายจ่ายให้เป็นปัจจุบันพร้อมเก็บใบเสร็จต้นขั้ว โดยผู้ช่วยเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร
แล้วรายงานเจ้าอาวาสทราบ 2) เงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จะบริหาร
จัดการโดยผู้อานวยการโรงเรียนและผูม้ ีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งจะแยกบัญชีการใช้จ่ายคนละส่วนกับของวัด
ในการดำเนินการการเบิกจ่ายงบประมาณดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบของราชการ ส่วนการ
บันทึกรายรับรายจ่าย มีการบันทึก รายรับรายจ่ายทุกวัน แล้วนาไปลงบัญชีของโรงเรียนตามอำนาจ
หน้าที่ (นฤพนธ์ เมืองจันทร์ (Naruepon Muengchun)ศิวัช ศรีโภคางกุล (Siwach Sripokangkul).
(2562)
227
1.2 การบรหิ ารจัดการเงินบริจาค ดำเนนิ การโดยมขี ั้นตอน 1) การรบั จา่ ยเงิน สาหรับการรับ
เงิน บรจิ าคแบง่ ออกได้ดงั น้ี การรบั เงนิ จากตู้บรจิ าค แบง่ ออกเป็นตรู้ บั บรจิ าครายวันและรายเดือนโดย
มคี ณะกรรมการวัด เป็นผูร้ ับและนับเงนิ แยกบันทกึ ลงในสมดุ หลงั จากนับเสรจ็ แล้ว จึงนาเงินฝากเข้า
บัญชีวัด ส่วนการรับเงินบริจาคตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการวัดจะเป็นผู้ออกใบอนุโมทนาให้กับผู้
บริจาค แล้วนายอดเงนิ ดังกล่าวไปลงในบัญชีการเงนิ ของวดั หลงั จากนน้ั จะนาเงินเขา้ บัญชีธนาคารใน
นามของวัด 2) การเบิกจ่ายเงินของวัด ดำเนนิ โดย เจ้าอาวาสผู้ชว่ ยเจ้าอาวาส หรอื ไวยาวจั กร ลงนาม
ร่วมกันในการเบิกจ่าย จากนั้นจัดทาบัญชีการรับ จ่าย การฝาก ถอน ในบัญชีให้เป็นปัจจุบัน เพื่อ
รายงานให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบ
โดยลาดับ ปลี ะสองครง้ั
1.3 การบริหารจัดการทรัพยส์ นิ ของวัด ปัจจุบันวัดมที ีด่ ินมีเน้ือที่ ประมาณ 13 ไร่ ภายในวดั
มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาพลับพลา นอกจากนี้ยังมี
โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาภายในวัด มีอาคารเรียนมหาวิทยาลัย (ซึ่งปัจจุบันได้ใช้
เป็นที่พักของพระสงฆ์ สามเณร ภายในวัด) มีวิหารคดเจดีย์พระธาตุนครเดิมซึ่งบรรจุพระบรม
สารีริกธาตุ และประดษิ ฐานพระพุทธรปู สำคญั การบรหิ ารจัดการและดแู ลทรัพย์สินของวดั เจา้ อาวาส
บริหารโดยการแตง่ ตง้ั คณะกรรมการมาเพอื่ ดแู ลทรัพย์สินของวัด มกี ารจดั ทาทะเบียนทรพั ย์สนิ ของวัด
แต่ยงั ไม่เป็นปัจจุบันเทา่ ท่ีควร เนื่องจากมีการเปลย่ี นผู้บริหารวดั ส่วนวัดมเี น้อื ที่จากัดจงึ ไม่สามารถนา
ท่ีดนิ ไปจัดสรรเป็นประโยชนใ์ ด ๆ ได้ นอกเหนอื จากเงินสนับสนุนจากภาครฐั หรือเงนิ บรจิ าค
2. จุดเสี่ยง ปัญหาอุปสรรคในการบริหารจัดการ จากการศึกษาจุดเสี่ยง ปัญหาอุปสรรคใน
การบริหารจัดการเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เงินบริจาค และทรัพย์สินของวัด แห่งหนึ่งในจังหวัด
ขอนแก่น พบวา่ ดงั น้ี
2.1 การบริหารจัดการของวัด พบว่า วัดยังไม่มีรายงานทางการเงินที่เป็นไปตามหลักการ
บัญชีที่รองรับกันโดยทั่วไป ทาให้ไม่มีข้อมูลทางการที่จะสะท้อนภาพรวมของวัด การเปิดเผยข้อมูล
ทางการเงนิ ของวดั ยังอย่ใู นวงจากัด สว่ นมากวัดจะจดั ทารายงานทางการเงนิ และเก็บไวเ้ องท่ีวัด มิได้มี
การเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ หรือหากมีการเผยแพร่จะเป็นรูปแบบในวงจากัด เช่น ปิด
ประกาศในที่สาธารณะ เป็นต้น วัดขาดการวางแผนระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดเพ่ือ
ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสาหรับการบริหารเงินทุนของวัดเพื่อให้มีการ
ใช้จ่ายได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ให้ทุน ขาดกลไกลในการกากับดูแลที่จะให้มีการบริหารเงินท่ี
สอดคล้องกับหลักการบริหารจัดการ วัดยังขาดการวางระบบและกลไกในการเงิน และบริหารจัด
การเงนิ ของวัด โดยเนน้ หลกั ธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ท่ีเหน็ ชัดคอื หลักการบริหารงานแบบมี
ส่วนรว่ ม
228
2.2 การดำเนินการของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา พบว่า บุคลากรขาด
ความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี ไม่ได้ทาความเข้าใจในระเบียบ ข้อบังคับ
กฎหมาย ทาให้เกิด ช่องโหวใ่ นการบรหิ ารงาน ขาดการจัดทาบญั ชีรายรับ รายจ่าย ที่เปน็ ปจั จบุ นั ขาด
ระบบการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลท่ีมปี ระสิทธภิ าพ
2.3 การดำเนนิ ของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง พบวา่ ไมส่ ามารถรวบรวมข้อมลู ทางการเงินของวัด
และโรงเรียนพระปริยัติธรรมได้อย่างเป็นระบบ และท่ีสำคัญระบบเทคโนโลยีที่จะช่วยในการ
ดำเนนิ การดา้ นบัญชีของวัดยังถือวา่ ไมท่ ันสมยั เท่าท่ีควร
3. แนวทางการบริหารจัดการของวัดที่จะสามารถสร้างศรัทธา และความเชื่อมั่นใน
พระพุทธศาสนา (นฤพนธ์ เมืองจันทร์ (Naruepon Muengchun)ศิวัช ศรีโภคางกุล (Siwach
Sripokangkul). (2562)
จากการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการของวัดที่จะสามารถสร้างศรัทธา และความเชื่อมั่น
ในพระพุทธศาสนา พบว่า หนึ่งวัดควรบริหารงานตามกรอบทีม่ ติมหาเถรสมาคม หรือตามแผนปฏริ ูป
กิจการคณะสงฆ์กำหนด ประกอบด้วยการปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ
การศึกษาสงเคราะห์ และ การสาธารณสงเคราะห์ สองวัดควรยึดหลักการบริหารกิจการที่ดีในการ
บริหารจัดการ ยึดหลัดความโปร่งใสเป็นสำคัญ โดยการนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหาร ดังนี้
1) วัดควรจัดทาโครงการ/ดำเนินงานที่ตอบสนองความต้องของพระภิกษุ สามเณร ชุมชน องค์กร
ภาครัฐ และภาคเอกชน โดยการทาประชาคมมุ่งเน้นการบริหารที่รวดเร็ว ถูกต้อง และสร้างความ
ประทับใจยิ่ง ๆ ข้ึนไป 2) วัดควรมีระบบติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีการพัฒนา
ปรับปรุงอยู่เสมอ และนาผลการดำเนินงานมาพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้งานนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์
และเป้าหมายของการดำเนินการ 3) วัดควรเสริมสร้างให้บุคลากรภายในวัดมีความตระหนักและใช้
วสั ดุอปุ กรณเ์ ป็นไปอย่างเหมาะสม ค้มุ ค่า และเกดิ ประโยชน์สูงสดุ 4) เจา้ อาวาสหรอื ผูบ้ รหิ ารวัดควรมี
ความเมตตา และความยุติธรรมแก่ทุกคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา นอกจากนี้ต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่าง
เสมอภาคเท่าเทียมกัน 5) เจ้าอาวาสวัดหรือผู้บริหารวัดควรตอบสนองต่อข้อเสนอแนะของกลุ่มที่มี
ส่วนเก่ียวขอ้ งโดยตรง เชน่ การทาประชาคม การออกเสยี งข้างมาก เปน็ ตน้ 6) วัดควรมีการตรวจสอบ
ควบคุมการดำเนินงาน มีระบบตรวจสอบควบคุมการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม
และใหท้ กุ คนมคี วามรับผดิ ชอบรว่ มกัน 7) วัดควรเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร การปรับปรุงสารสนเทศ และ
การกระจายข่าวสารต่อสาธารณะให้ทราบอย่างทั่วถึงโดยเหมาะสม โดยเฉพาะการเปิดเผยรายรับ
รายจ่ายให้สาธารณะชนรับทราบอย่เู สมอ อาจจะเป็นปีละ 1-2 ครงั้ 8) เจา้ อาวาสหรอื ผู้บริหารวัดควร
กระจายอำนาจการตัดสินใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกส่วน เพื่ออานวยความสะดวกและรวดเร็วในการ
ปฏิบัติงาน 9) เจ้าอาวาสหรือผู้บริหารวัดควรเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการวาง
แผนการบริหารจัดการ การติดตาม และการประเมินผลการดำเนินงาน 10) เจ้าอาวาสหรือผู้บริหาร
229
วัดควรใช้อำนาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด ด้วยความเป็น
ธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และคานงึ ถงึ สิทธเิ สรีภาพของพระภิกษสุ ามเณร และผ้มู ีส่วนไดส้ ่วนเสียฝ่ายต่างๆ
ทสี่ ำคัญอีกประการสุดท้าย เจ้าอาวาสวัดหรือผู้บริหารวัดควรใหค้ วามสำคัญในการบริหารแบบ มีส่วน
ร่วมเป็นสำคัญ มงุ่ เน้นการบริหารแบบพอเพียง โดยบริหารตามทรพั ยากรทม่ี อี ยใู่ ห้ค้มุ ค่าเกิดประโยชน์
สงู สดุ และควรบรหิ ารโดยการรกั ษาผลประโยชน์ของวดั มากกว่าผลประโยชนส์ ่วนตัว
การตรวจสอบเทยี บกับการบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์
ความหมายของการบริหารคำว่า “บริหาร” มาจากภาษาบาลีว่า “ปริหาร” มาจากศัพท์ว่า
ปริ แปลวา่ รอบ และ หร ธาตใุ นความนำไปดังนั้น คำวา่ บรหิ าร จึงแปลวา่ นำไปโดยรอบ อกี นัยหนึ่ง
คำวา่ “บริหาร” แปลว่า อ้อมหนหี ลีกหนีหลบหนี ดังในประโยคภาษาบาลวี ่า “ปญฺห ปรหิ รติ สมตฺโถ”
แปลว่า ผู้สามารถเพื่อการอ้อมหนี หลีกหนี หลบซึ่งปัญหา หรือแปลว่า ผู้สามารถบริหารปัญหา และ
นำปญั หาไปโดยรอบ หรือกำจดั ปญั หาใหห้ มดสน้ิ ไป (สริ ภพ เหล่าลาภะ, 2545, น. 140)
คำว่า บริหาร แปลมาจากภาษาอังกฤษ ว่า Administer และ Administration แปล
ความหมายคือ การปกครอง ดำเนินการ อำนวยการ จัดการ จัดให้ วาง ส่งเสริม และบำรุง (เรื่อง
เดียวกัน) การบริหาร (Administration) หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (ศจี
อนันต์นพคุณ, 2542, น. 3) นำทั้ง ศาสตร์และศิลป์ มาใช้ในการทำงานร่วมกันตามกระบวนการ
ดำเนินงานซึ่งมลี ำดับการทำงานเป็น ข้ันตอน (ธรี วฒุ ิ บญุ ยโสภณ และวีระพงษ์ เฉลมิ จริ ะรตั น์, 2534,
น. 12) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ โดยอาศัยหน้าที่ทางการบริหารที่ส าคัญ คือ การจัดการ
องค์การ การวางแผน การติดตาม และการควบคุม (วิโรจน์ สารรัตนะ, 2542, น. 1) อีกนัยหนึ่งการ
บริหาร หมายถึง ศิลปะในการใช้ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ขององค์การและนอกองค์การ เพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ (สมคิด บางโม, 2545, น. 61) พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺม
จิตฺโต) กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง การทำงานให้ ส าเร็จโดยอาศัยคนอื่น (Getting things done
through other people) (พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), 2549, น. 3) ในขณะเดียวกัน
พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง การปกครองดูแล ตลอดทั้ง
แนะน าสั่งสอน อบรม พระภิกษุ สามเณรและคฤหัสถ์ ที่อยู่หรือพ านักอยู่ ในวัดให้ประพฤติอยู่ใน
พระธรรมวินัย ตามกฎของบ้านเมือง กฎข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งและ การ ประกาศของมหาเถร
สมาคม (พระราชญาณวสิ ฐิ (เสรมิ ชยั ชยมงฺโล), 2548, น 130)
สรปุ ไดว้ ่า การบริหารน้นั เป็นการทำงานร่วมกันของบุคคลต้ังแต่ 2 คนขน้ึ ไป ในการทำหน้าที่
ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการจัดการองค์การให้บรรลุเป้าหมายด้วยการใช้คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ให้
สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ในกระบวนการการทำงานของแตล่ ะองค์กร
230
กระบวนการบริหาร การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ประกอบด้วยองค์ประกอบของ
ความรู้ (Knowledge) มหี ลกั เกณฑ์ (Principle) และทฤษฎี (Theory) ท่ีเกดิ จากการศกึ ษาคน้ คว้าเชิง
วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ทางสังคมซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกันกับวิชาจิตวิทยา สังคม วิทยา และรัฐศาสตร์
ส่วนในทางปฏบิ ตั ินั้นจะข้ึนอยู่กับความสามารถประสบการณ์ และทักษะของผู้บริหารแต่ละคนที่จะน
าความรู้ หลักการและ ทฤษฎไี ปปรับหรือประยุกต์ใช้ใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์และสง่ิ แวดล้อม (เด่น
ชะเนตยิ งั , 2533, น. 52)
กระบวนการบรหิ ารมีแนวคดิ ทีส่ ำคัญ เช่น โพสด์ คอร์บ (POSDCoRB) เกดิ จากแนวคิดของลู
เธอร์ กูลิค (Luther Gulick) และลินดอล เออร์วิค (Lyndall Urwick) ประกอบด้วยขั้นตอนการ
บริหาร 7 ประการ คือการวางแผน (Planning) การจดั องคก์ าร (Organizing) การบรหิ ารงานบุคคล
(Staffing) การอ านวยการ (Directing) การประสานงาน (Coordinating) การรายงาน (Reporting)
และการงบประมาณ (Budgeting) (วิรชั วริ ชั นิภาวรรณ, 2545, น. 39)
บรหิ ารกิจการคณะสงฆ์และการตรวจสอบ
สภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การปกครอง การปกครองเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหาร
กลไกของสังคม เพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ด้านการศึกษา การศึกษาเล่าเรียนพระธรรม
วินัยของพระพุทธศาสนา ของบรรพชิตและคฤหัสถ์ เป็นกิจการบริหารของคณะสงฆ์ประการหนึ่งท่ี
สำคัญยิ่ง ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การเผยแผ่พระพุทธศาสนาคา สอน ถือว่าเป็นหน้าที่
โดยตรง ของพระสงฆ์ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ การศาสนศึกษาสงเคราะห์ คือการจัดการศึกษาเพื่อ
ชว่ ยเหลอื เก้ือกูลหรอื อดุ หนนุ จนุ เจอื ชว่ ยเหลือ ด้านการสาธารณะสงเคราะห์ การดำเนินการชว่ ยเหลอื
สงั คม ทางวัตถุในรูปแบบตา่ งๆ ทไี่ ม่ขัดต่อพระธรรมวินัย ด้านสาธารณูปการ การลงมือปฏิบัติงานซึ่งมี
วิธีปฏิบัติแตกต่างกันตามลักษณะงาน การก่อสร้าง และการบูรณปฏิสังขรณ์ เป็นตัวหลักของคณะ
สงฆ์ผปู้ ฏบิ ตั โิ ดยตรงคอื เจ้าอาวาส ปจั จัยสนบั สนนุ การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ 4 ดา้ น
1) งบประมาณ งบประมาณมี 3 รูปแบบ คือ (1) งบประมาณแผ่นดิน (2) งบประมาณจาก
เอกชน องค์กรเพื่อการกุศล (3) งบประมาณจาก การบริจาคของประชาชน 2) วัตถุดิบ พระอุโบสถ
พระวิหาร ศาลาการเปรียญ รูปหล่อองค์อดีตเจ้า อาวาส ห้องน้า ห้องสุขา โรงทาน วัสดุอุปกรณ์ 3)
วสั ดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ รถยนต์ เคร่ืองเสียง ข้ึนป้ายประชาสมั พันธ์ 4) บุคลากร เจา้ อาวาส ถือเป็น
ผู้มีอำนาจปกครองสูงสุดในคณะสงฆ์ จะมีพระผู้ช่วยก็ได้ พนักงาน ลูกจ้างอาสาสมัครของคณะสงฆ์
เสนอแนะรูปแบบกระบวนการพัฒนาบริหารกิจการคณะสงฆ์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ ดีของ
ชมุ ชนอยา่ งย่งั ยนื การบริหารกจิ การคณะสงฆ์ (ยั่งยืน) 3 ดา้ น 1) การบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ย่ังยืน)
การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ 6 ด้าน เพอ่ื การปกครอง การศาสนศกึ ษา การเผยแผ่ การ สาธารณูปการ
การศกึ ษาสงเคราะห์และการสาธารสงเคราะห์มาปรบั เข้ากบั ปจั จยั ที่ใช้ในการบรหิ าร กิจการ คือ การ
231
จัดการงาน เงนิ คน วตั ถุดิบ แผนงาน 2) ดำรงศลี ธรรม (ยั่งยนื ) เจา้ อาวาสมีภารกจิ การบรหิ ารจัดการ
วัดเพ่ือสร้างความมัน่ คงแก่องค์กรสะสมตามอา นาจหน้าที่ของเจา้ อาวาส คือ ด้าน การปกครอง ด้าน
การเผยแผ่ศาสนาธรรม ด้านการศาสนศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการ สาธารณูปการ และ
ด้านการสาธารณสงเคราะห์ 3) นำสังคมสันติ (ยั่งยืน) ผู้บริหารจัดการคณะ สงฆ์ควรคำนึงถึงการ
เปลี่ยนแปลงขององค์กรตามโลกาภิวัฒน์ที่มีการแข่งขันสูง ควรปรับปรุงและ พัฒนาระบบการ
บรหิ ารงานสมยั ใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทหี่ ลากหลายขน้ึ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ คณะ สงฆ์
(ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 พระราชก าหนด แก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พ.ศ.
2547 พระราชกฤษฎีกา แก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอ านาจหน้าที่ของส่วน ราชการให้
เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ. ศ. 2545 ซึ่งได้กล่าวว่าอ านาจหน้าที่
ของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2535 เกี่ยวข้องกับการ
ควบคมุ และส่งเสรมิ กจิ การคณะสงฆท์ ี่ เคยถกู จัดเปน็ อ านาจ หนา้ ทขี่ องสังฆมนตรแี หง่ องค์การ 4 ใน
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2584 อาจกล่าวได้ ว่ามหาเถรสมาคมในปัจจุบันมีอ านาจ
หน้าที่กับงานคณะสงฆ์ 6 ประเภท คือ 1) การปกครอง 2) การศาสนศึกษา 3) การศึกษาสงเคราะห์
4) การเผยแผ่ 5) การสาธารณูปการ 6) การสาธารณะ สงเคราะห์ ถ้าตัดข้อ 3 และ 6 ออกไปที่เหลือ
อีก 4 ข้อ ก็คืองานในความรับผิดชอบของสังฆมนตรี แห่งองค์การทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ. 2484 นั่นเอง3 (สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสระแก้ว, การปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน,
(ออนไลน์) แหลง่ ทม่ี า : http://budsakaeo.org/dub_admin.htm (28 ก.ย. 2561).)
การบริหาร การดูแลรักษาหมู่คณะ และการด าเนินงานหรือการจัดการกิจกรรมต่างๆ ของ
หมคู่ ณะ หรือองคก์ รตา่ งๆ ใหส้ าเร็จลลุ ่วงไปตามนโยบาย และวัตถปุ ระสงค์ ขององคก์ รน้ันๆ ด้วยดี มี
ประสิทธิภาพ (พระมหาสริมชัย ชยมงฺคโล, 2559, น. 1) ในปัจจุบันสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างต่อเน่ืองและรวดเร็ว ไมว่ า่ สงั คมท้องถิ่น หรือสงั คมเมือง สังคมบา้ น หรือวัด เน่ืองจากการพัฒนา
ทางด้านสิ่งปลูกสร้าง ทางด้านเทคโนโลยี หรือทางด้านข้อมูลสารสนเทศ ทำให้เกิดภาวะวิกฤติ
มากมายตามมาไม่ว่าจะเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติเศรษฐกิจและทางสังคม สิ่งเหล่านี้ประชาชน
จะต้องได้รับผลกระทบกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นประชาชนในสังคมบ้านและวัด
จงึ ต้องปรบั เปลี่ยนตนเองใหส้ อดคล้องกับ สภาพแวดล้อมทุกขณะทั้งทางกายและทางใจ (พระเมธีธรร
มาภรณ์ (ประยูร ธมมฺ จิตฺโต), 2539, น. 78)
พระสังฆาธิการหรือเจ้าอาวาสจึงมีหน้าที่ในการปกครองและบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้
เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่จะบ่งชี้ความสำเร็จในการส่งเสริมกิจการ
พระพุทธศาสนา ให้ยั่งยืนถาวรสืบไป ดังคำกล่าวที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะ
รุ่งเรืองสืบไปก็ด้วย การอาศัยพระสังฆาธิการเป็นสำคัญ เนื่องจากพระสังฆาธิการเป็นผู้ใกล้ชิด
232
ประชาชน โดยเฉพาะพระสังฆาธิการเจา้ อาวาส ซึ่งเป็นที่เคารพเลือ่ มใสของประชาชน และมีบทบาท
โดยตรงต่อการบริหาร กิจการคณะสงฆ์ให้ดำรงสืบไป6 (กองแผนงาน กรมการศาสนา
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2542, น. 8)
ปัจจุบันสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ประชาชนพลเมืองมี ความเชื่อ ค่านิยม ต่างๆ
ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างต่อเนือ่ งบทบาทเดน่ ๆ หลายอย่าง ก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากผู้แสดง จากวัด
ไปเป็นหน่วยงานของภาครฐั และเอกชนการศึกษาเล่าเรียนก็ไปอยูต่ ามโรงเรียน พระสังฆาธิ การ ส่วน
ใหญ่กำลังสับสนลังเลใจกับบทบาทของตนเองว่าจะต้องทำอะไรไม่มีจุดยืนที่แน่นอนจึง กลายเป็น
ปัญหาอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยเหตุนี้เองพระสังฆาธิการจึงควรจะกลับทบทวนบทบาทของ ตนตาม
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 ยกเลิกพระราชบัญญัติพระสงฆ์ พุทธศักราช 2484
กำหนดให้มีมหาเถรสมาคม มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการ มีอ านาจหน้าท่ี ปกครอง
คณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ 2)
พุทธศักราช 2535 ให้มหาเถรสมาคมออกข้อบังคับวางระเบียบ ออกคำส่ังมมี ติและออก ประกาศ โดย
ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย และพระธรรมวินัย ดูแลคณะสงฆ์ในขอบเขตหน้าที่ของตน ตามที่ระบุ
ขอบเขตหน้าที่ควรรับผิดชอบตามความมาตรา 15 ตรี7 (สำนักเลขาธิการหมาเถรสมาคม กรมการ
ศาสนา กระทรวงศึกษาการ, 2539)
จากภารกิจ 6 ประการนี้ พระสังฆาธิการจึงมีบทบาทตัดอำนาจหน้าที่มีความสำคัญใน การ
ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระสังฆาธิการที่ได้รับมอบหมายให้สนองงาน ตาม
กฎหมายมหาเถรสมาคม ว่าดว้ ยระเบยี บการปกครองคณะสงฆ์
รปู แบบการ ปฏิบัตงิ านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ ในจังหวัดศรสี ะเกศ ผลจากการวิจัย
พบว่า องค์การพระ พุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัยเพื่อเป็นเครื่องมือใน การปฏิบัติและปกครอง
คณะสงฆ์ โดยการวาง หลักการ มอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบในองค์กรไว้ การคัดเลือก และ
การดำเนินงานเป็นไป ด้วยความยุติธรรมตามหลักพระธรรมวินัย 3 ประการ กล่าวคือ (1) หลักพระ
วินัย คือ การแต่งตั้ง สมมติด้วยการถือเอาอายุพรรษาเป็นเครื่องมือกำหนด (2) หลักพระธรรม คือ
การแต่งตั้งสมมติ พระภิกษุเพื่อทำการแทนคณะสงฆ์ โดยถือเอาความสามารถเป็นหลักในการแต่งต้งั
มอบหมายหน้าที่ให้ ดำเนินการในกิจนั้นๆ กำหนดคุณสมบัติเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความ
เรียบร้อยบรรลุ วัตถุประสงค์ตามที่วางไว้ (3) หลักพระธรรมวินัยร่วมกัน คือ การแต่งตั้งสมมติ
พระภกิ ษเุ ปน็ เจา้ หน้าท่ที ำการแทนสงฆ์โดยยึดหลักพระธรรมวินัยเปน็ การถือเอาอายพุ รรษา (สุริยนต์
น้อยสงวน, 2560, บทคัดย่อ) มีความสอดคล้อง กับงานวิจัยของพระมหานพดล นวคุโณ (ถ่อน
สันเทียะ) เรื่อง “รูปแบบการบริหาร กิจการคณะสงฆ์สู่ ความเป็นเลิศของพระสังฆาธิการระดับเจ้า
อาวาส”โดยมีวตั ถุประสงค์ 1) เพอื่ ศึกษาสภาพการ บรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ของพระสงั ฆาธิการระดับ
เจ้าอาวาส 2) เพื่อศึกษาทฤษฎี รูปแบบและการ พัฒนารูปแบบการบริหารกิจการสู่ความเป็นเลิศ 3)
233
เพื่อพัฒนารูปแบบการ บริหารกิจการคณะสงฆ์สู่ความเป็นเลิศของพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส
โดยเป็นการวิจัยเชิง คุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า สภาพทั่วไปของ
การบริหารกิจการ คณะสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส โดย ภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก รูปแบบ
การบริหาร กิจการคณะสงฆ์สู่ความเป็นเลิศของ พระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ประกอบด้วย
องค์ประกอบ หลัก 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ส่วนน า ส่วนท่ี 2 ตัวแบบ และส่วนที่ 3 การนาไปใช้ และมี
องค์ประกอบของรูปแบบประกอบย่อย 7 ซึ่งเป็นไปตาม PESS MODEL (พระมหานพดล นวคุโณ
(ถ่อนสันเทยี ะ) ปที ่ี 13 ฉบบั พิเศษ เล่ม 3 มิถุนายน 2560) มีความสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ พระมหา
วิรุธ นิลเพ็ชรและคณะ ได้ศึกษาเรื่อง บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์
อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสังฆาธิการในอำเภอวารินชำราบ
จังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทในการ บริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการปกครอง ด้านการศาสนศึกษา
และค้นการเผยแผโ่ ดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากทุกดา้ น ปัญหาและอุปสรรคไดแ้ ก่ พระภกิ ษุสามเณรมี
จำนวนลดลงการศึกษาคณะสงฆ์ยัง ขาดงบประมาณอุดหนุนอย่างทั่วถึง คนรุ่นใหม่เข้าวัดน้อยลง 2.
แนวทางแก้ไข พระสงั ฆาธกิ ารผู้มี อำนาจหน้าทีใ่ นเขตปกครองของตนควรออกเยยี่ มเยียน หรอื จดั ประ
ชุดสัญจรเพื่อรับทราบปัญหาใน แต่ละพื้นที่และวางมาตรการแก้ไชปัญหาร่วมกัน ด้านการศาสนา
ศกึ ษา ควรจดั สรรงบประมาณบำรงุ การศึกษาใหแ้ กส่ านักเรียนอย่างทว่ั ถงึ และด้านเผยแผค่ วรมีแผน
และมาตรการเชิงรุก ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทุกสาขาอาชีพ (พระ
มหาวริ ธุ นิลเพช็ รและคณะ, ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธนั วาคม 2560) : 56)
การอภปิ รายผลตามวตั ถุประสงค์ท่ี 2 เพอื่ ศกึ ษาปัจจัยสนับสนนุ ต่อรปู แบบของกระบวน การ
พฒั นา บรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์เพื่อการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ีของชมุ ชนอยา่ งยั่งยืน ซึ่งพบว่างานวิจัย
มีความ สอดคล้องของ พระมหากังวาล ธีรธมฺโม (ศรชัย) ได้วิจัยเรื่อง “การพัฒนาประสิทธิภาพ การ
บริหาร จดั การส านกั ปฏบิ ตั ธิ รรมประจ าจังหวัด” ผลการวิจัยพบวา่ 1. สภาพแวดล้อมท่ัวไปของการ
บรหิ าร จดั การส านกั ปฏิบัติธรรมประจ าจงั หวดั ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ภาค 15 ในปจั จบุ ันมีจุด
แข็ง คือ มีการส่งเสริมให้มีการศึกษาปริยัติธรรมและอบรมภาคปฏิบัติภาวนาธรรมแก่พระภิกษุ
สามเณรภายใน ส านัก เจ้าส านักปฏิบัติธรรมมีความเอาใจใส่ ในการเผยแผ่พระธรรม คณะสงฆ์
สนบั สนุนการอบรม หลกั สูตรพระวปิ สั สนาจารย์ สว่ นจุดอ่อน คอื บางส านกั อาคารไมส่ ามารถรองรับ
ผู้มาปฏิบัติธรรม จ านวนมากได้ อาคารที่พักมีสภาพเก่าทรุดโทรม เครื่องอ านวยความสะดวกมีไม่
เพียงพอ เจ้าส านัก บางแห่งขาดวิสัยทัศน์ในการปรับปรุงสถานที่ ขาดยุทธศาสตร์ในการบริหาร
จัดการ พระวิทยากรขาด ประสบการณ์ในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ขาดการประสานความร่วมมือ
เรื่องวิทยากรกับส านัก ปฏิบัติธรรมอื่น ด้านปัญหาอุปสรรค คือ มีสัตว์รบกวน มาก เช่น นกพิราบ
สุนัข แมว ไก่ เป็นต้น (พระมหากังวาล ธีรธมฺโม (ศรชัย), 2557, น. 182-186) และมีความสอดคล้อง
วิจัยของ เรื่อง ปัจจัยด้านการบริหารที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน ของ อารามราษฎร์เขต
234
กรงุ เทพมหานคร การศกึ ษานม้ี ีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษา 1) ระดับการดำเนนิ งานของ อารามราษฎร์เขต
กรงุ เทพมหานคร ของอารามราษฎรเ์ ขตกรุงเทพมหานคร 2) เปรยี บเทียบผลการ ดำเนินงาน 3) ปัจจัย
ด้านการบริหารที่ มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน และ 4) ปัญหาอุปสรรคและ แนวทางการบริหาร
จัดการวัด การวิจัยเชิง ปริมาณมีกลุ่มตัวอย่างจานวน 382 ตัวอย่างได้แก่ พระภิกษุ ส่วนการวิจัยเชิง
คุณภาพมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล จานวน 14 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการ วิเคราะห์การถดถอยแบบ
พหุคูณเชิงเส้นตรง ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการบริหารที่มีอิทธิพลต่อ ผลการดำเนินงาน ของ
อารามราษฎร์เขต กรุงเทพมหานครอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 มีจานวน 5 ตัวแปร ได้แก่ ปัจจัย
การประสานงาน ปัจจัยการตัดสินใจ ปัจจัยการจัดองค์การ ปัจจัยการจูงใจ และ ปัจจัยการรายงาน
(พระมหาไพศาล นาสุริวงศ์, ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 ประจาเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2561), 147) พระ
ครูวาทีวรวัฒน์ (กล้า วีรรตโน) ได้ศึกษาเรื่อง หลักสูตร ประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์
(ป.บส.): ปัญหา อุปสรรค และแนวโน้มเพื่อการพัฒนา กิจการคณะสงฆ์ไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผล
การประเมินหลักสูตรโดยภาพรวม อยู่ ในระดับมาก ที่สุด (4.54) และ 2) สภาพปัญหาและอุปสรรค
พบว่า (1) จุดแข็ง: ความพร้อมทางกายภาพของ หน่วยงาน ที่น าหลักสูตรไปเปิดสอน (2) จุดอ่อน:
การจ ากัดผู้เข้าศึกษาเฉพาะกลุ่มพระสังฆาธิการ และครูสอนพระปริยัติธรรม (3) โอกาส: กระแส
ความตอ้ งการในการพัฒนาคุณวฒุ ิทางการศึกษา ของพระภิกษสุ ามเณรในปจั จบุ ัน และ (4) อุปสรรค:
สภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและ วิทยาการสมัยใหม่ และ 3) แนวโน้มการพัฒนา พบว่า (1)
ด้านการปกครอง: ปรับปรุงสาระการ เรียนรู้ของรายวิชาในหลักสูตรให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง (2)
ดา้ นการศาสนศึกษา: เพ่มิ เติม รายวชิ าท่เี ปน็ ภาษาที่สามเพ่ือรองรับการจัดการศาสนศึกษาแก่ศาสนิก
ชนที่มีความหลากหลายด้าน เชื้อชาติและภาษา (3) การศึกษาสงเคราะห์: เพิ่มเติมการเรียนรู้
ภาคปฏิบัติการทีส่ ง่ เสรมิ การสร้าง ความเข้มแข็งของเครอื ข่ายการจัดการศกึ ษาสงเคราะห์ในเชงิ พื้นที่
(4) การเผยแผ่พระพุทธศาสนา: ปรับปรุงเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี
การสื่อสารสมัยใหม่ (5) การสาธารณูปการ: เพิ่มเติมกิจกรรมนอกชั้นเรียนหรือการศึกษาดูงานนอก
สถานที่เกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาของไทย (6) การสาธารณสงเคราะห์: เพิ่มเติม
สาระการเรียนรู้ รายวิชาที่ส่งเสรมิ การสร้างจิตสำนึกสาธารณะหรือจิตอาสาแก่ชุมชนและสงั คม และ
(7) การพัฒนา พุทธมณฑล: เพิ่มเติมสาระการเรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับพุทธอุทยาน 3 มิติ คือ อุทยาน
การศกึ ษา อทุ ยานการท่องเท่ียว และอทุ ยานศิลปวัฒนธรรม (พระครวู าทวี รวฒั น์ (กล้า วรี รตโน), ปีท่ี
9 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562, น. 30)
สรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารความเปลี่ยนแปลงของคณะสงฆ์ภาค 1 มีองค์ประกอบ 4
ประการองค์ประกอบที่ 1 หลักการ คือ พัฒนาศักยภาพคณะสงฆ์เพื่อสร้างศรัทธาและการสร้าง
เอกลักษณ์ และส่งเสริมให้พระพุทธศาสนามั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสู่สันติสุขในยุคการ
235
เปลี่ยนแปลง องค์ประกอบที่ 2 คือ เพื่อพัฒนาองค์กรคณะสงฆ์ให้ทันต่อสภาพแวดล้อมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ผิดหลัก พระธรรมและวินัยสอดคล้องกับกฎหมายบ้านเมืองและ
กฎหมายมหาเถรสมาคม องค์ประกอบท่ี 3 คอื
1) การนำกระบวนการวงจร DEMMING (PDCA, Plan-Do-Check-Act) ไปวางแผน 2) การ
บรหิ ารคณะสงฆ์ 5 ดา้ น คอื การวางแผน การจดั องค์การ งานบคุ คล การอำนวยการ การกำกับดูแล
3) การบริหารกิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน คือ การปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การ
สาธารณูปการการศึกษาสงเคราะห์ การสาธารณสงเคราะห์
4) การบริหารการเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงคน
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองคก์ าร การเปล่ยี นแปลงเทคโนโลยี
5) หลักธรรมที่ส่งเสริมการบริหารการเปลี่ยนแปลง คือ ปาปณิกธรรม 3 คือ จักขุมา วิธูโร
นิสสยสมั ปนั โน
จำนวนช่วั โมงที่สอน 3 ชั่วโมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรียน
2. นำเขา้ สบู่ ทเรียน บรรยาย ซกั ถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรียน
ส่ือการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลังเรยี น
การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
2. ประเมินจากการมสี ่วนรว่ มในห้องเรยี น
3. ประเมินจากการชักถาม
เนื้อหาที่จะสอน
236
1. สภาพการณ์การบริหารจดั การทนุ บญั ชวี ดั
2. การตรวจสอบเทียบกับการบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์
คำถามทา้ ยบท
1. สภาพการณก์ ารบริหารจัดการทุนบญั ชวี ดั
2. การตรวจสอบเทยี บกับการบริหารกจิ การคณะสงฆ์
เอกสารอา้ งอิง บทที่ 14
นฤพนธ์ เมืองจนั ทร์ (Naruepon Muengchun)ศิวัช ศรโี ภคางกลุ (Siwach Sripokangkul). (2562).
การบริหารจัดการเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เงินบริจาค และทรัพย์สินของวัด (The
Management ofGovernment Support, Donations and Property of the Temple).
Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 – 3431 Humanities, Social
Sciences and arts Volume 12 Number 5 September – October 2019.
สริ ภพ เหลา่ ลาภะ. พทุ ธศาสตร์การเมอื ง. กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก. 2545.
ศจี อนนั ตน์ พคุณ. กลวิธกี ารบรหิ ารงานอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ. สงขลา: ชลบตุ รกราฟฟิก. 2542.
ธีรวุฒิ บุญยโสภณ และวีระพงษ์ เฉลิมจิระรัตน์. องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร: อักษร
ปริทรรศน์. 2534.
วิโรจน์ สารรัตนะ. การบริหารหลักการทฤษฎีและประเด็นทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ทิพย์
วิสุทธิ์. 2542.
สมคิด บางโม. การบรหิ าร. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. 2545.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั . 2549.
พระราชญาณวิสฐิ (เสริมชยั ชยมงฺโล). การบรหิ ารวัด. ราชบุร:ี วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม. 2548.
เดน่ ชะเนตยิ งั . การบริหารงานบุคคล. กรงุ เทพมหานคร: ม.ป.ท.. 2533.
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น: สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส
ญี่ปุ่น และไทย. กรุงเทพมหานคร: โฟร์เพซ. 2545.
พระครูจันทสารสุตกิจ, สุทธิพงษ์ ศรีวิชัยและ พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน. (2562). รูปแบบการ
บ ร ิ ห า ร ค ว า ม เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ข อ ง ค ณ ะ ส ง ฆ ์ ภ า ค ( Model of Transformational
Administration of Sangha Administrative Region 1. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์
มจร ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2562), น. 1-2.
237
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสระแก้ว. (2561). การปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน. (ออนไลน์)
แหล่งท่มี า : http://budsakaeo.org/dub_admin.htm (28 ก.ย. 2561).
พระมหาสริมชัย ชยมงฺคโล. (2559). การบริหารวัด. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิพุทธภาวนาวิชา
ธรรมกาย.
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2539). การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร :
มลู นิธิพุทธธรรม.
กองแผนงาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วย
พระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การ
ศาสนา.
สำนักเลขาธิการหมาเถรสมาคม กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาการ. (2539). คู่มือพระสังฆาธิการ
แพระวินยาธกิ าร. กรุงเทพมหานคร.
กองแผนงาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วย
พระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การ
ศาสนา.
สำนักเลขาธิการหมาเถรสมาคม กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาการ (2539). คู่มือพระสังฆาธิการ
แพระวินยาธกิ าร. กรงุ เทพมหานคร.
พระมหานพดล นวคุโณ (ถ่อนสันเทียะ). (2560). รูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์สู่ความเป็นเลศิ
ของพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ~ 336 ~ ปีที่ 13 ฉบับ
พิเศษ เล่ม 3 มิถุนายน 2560).
พระมหาวิรุธ นิลเพ็ชรและคณะ, “บทบาทของพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ อำเภอ
วารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานี,” วารสารแสงอิสาน, 14 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม
2560) : 56)
พระมหากังวาล ธีรธมฺโม (ศรชัย). (2557). “การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติ
ธรรม ประจำจังหวัด”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ,
บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาไพศาล นาสุริวงศ์. (2561). ปัจจัยด้านการบริหารที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน ของ
อารามราษฏร์เขตกรุงเทพมหานคร (วารสารการเมืองการปกครองปีที่ 8 ฉบับท่ี 2 ประจา
เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2561), 147)
พระครูวาทีวรวัฒน์ (กล้า วีรรตโน). (2562). “หลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์
(ป.บส.): ปัญหา อปุ สรรค และแนวโนม้ เพอื่ การพัฒนากจิ การคณะสงฆ์ไทย”, วารสารวิชาการ
มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบุรี ปที ี่ 9 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2562), 30).