38
ข้อเสียอย่างไรบ้างและสามารถนำไปใช้ในด้านใดได้อีกบ้าง เป็นผลให้มีการศึกษาและเป็นบ่อเกิด
ความคิดทางการเมอื งข้ึนมา (วิทยากร เชียงกลู , 2553, น. 22,23)
ยคุ สมยั ของความคดิ ทางการเมอื ง
ยุคสมัยของประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองนั้นแบ่งออกได้เป็นยุคต่างๆดังน้ี
(ศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย์, 2552, น.86)
สมัยโบราณ(Antiquity) เป็นยุคสมัยทีเ่ ริ่มนับตั้งแต่ยุคกรกี และโรมัน เป็นยุคเริม่ แรกของการ
เกิดประวัติศาสตร์ในด้านต่างๆหลายด้านรวมถึงความคิดทางการเมอื งด้วยเชน่ กัน ยุคสมัยนี้นบั ตัง้ แต่
เรม่ิ แรกของประวตั ิศาสตรก์ รีกโรมนั จนกระท่งั ราวๆครสิ ต์ศตวรรษที่ 6 (ประมาณคริสต์ศกั ราช 500)
สมัยกลาง (Middle Ages หรือ Medieval) ยุคสมัยนี้เริ่มต้นช่วงราวๆปี คริศต์ศักราช 500 -
1500
สมัยใหม่ (Modern Ages and Contemporary) ยุคสมัยนี้เริ่มต้นช่วงราวๆปีคริสต์ศักราช
1500 มาจนถึงปัจจบุ ัน
สมัยโบราณ (Antiquity)
ความคิดในนิยายปรัมปรา หากจะกล่าวถึงกรีกโบราณสิ่งแรกที่ต้องคิดถึงคือนิยายกรีก หลัก
ทางความคิดหรือประวัติศาสตร์ทางด้านความคิดของชาวกรีกโรมันก็ได้รับอิทธิพลมาจากนิยายกรีก
เช่นกนั ชาวกรกี มีความคดิ ที่จะอธบิ ายโลกดว้ ยเหตผุ ล จนชาวโลกเช่อื วา่ ชนชาตผิ ใู้ หก้ ำเนิดและเป็นตน้
กำเนิดของหลักปรัชญาความคิดต่างเกิดขึ้นที่นี่ ก่อนอื่นควรเข้าใจว่าหลักความคิดเกี่ยวกับโลกเป็น
วัฒนธรรมของชาวกรีกโบราณที่มีอยู่แล้วเปรียบคล้ายกับเหมือนวัฒนธรรมไทย เป็นความเชื่อที่สืบ
ทอด ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของนิยายปรัมปรา ความเชื่อเรื่องเทวดา เทวทูต เทพเจ้า
ฯลฯ ทางด้านความคิดนั้นชาวกรีกโบราณก็รู้จักสิ่งเหล่าน้ีผ่านนิยาย เรื่องเล่าปรัมปราจากบรรพบุรุษ
(ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย,์ 2552, น.89)
ความคดิ ทางปรชั ญาในระยะก่อตัว ราว 600 ปกี ่อนคริสต์ศักราช สังคมของชาวกรกี เริ่มมีการ
พัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จากสังคมที่มีการพึ่งตนเองในการหากินหาใช้ เริ่มมีการ
แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ไปจนถึงการค้าขายและเจริญถึงขั้นการส่งออกนำเข้ากับเมืองอื่นๆอย่าง
กว้างขวาง เมื่อสภาพสังคมความเป็นอยู่ดีมีความมั่งคั่งและสมบุรณ์ขึ้น ชาวกรีกจึงได้มีเวลาในการ
คดิ ถงึ เรือ่ งต่างๆ สภาพแวดล้อมเหมาะสมและเออ้ื อำนวยแก่การเรยี นรู้ มีความสะดวกสบายมากยิ่งข้ึน
จึงเกิดการก่อตัวของวิชาปรัชญา นักคิดกรีกช่วงแรกๆหาเหตุผลอธิบายเกี่ยวกับต้นเหตุของสิ่งต่างๆ
และตน้ กำเนดิ ของโลก นกั คิดชาวกรกี พยายามเสาะหาหลักการท่ีมีเหตุผลอย่างเป็นสากล พวกเขาเริ่ม
สละความคิดดั้งเดิมในความเชื่อและเข้าใจด้วยจินตภาพในรูปแบบของนิทานปรัมปรา และเปลี่ยนมา
คดิ แบบใช้ความคดิ สติปญั ญาอยา่ งมีเหตผุ ล (ดร.ปรีดี เกษมทรัพย,์ 2552, 94-95)
39
ปรชั ญายคุ ประวัตศิ าสตรโ์ บราณ ชนเผา่ เรร่ อ่ นยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์แตเ่ ดิมยังไม่มีการพัฒนา
ความรู้ความเข้าใจทางธรรมชาติวิทยา คนในยุคนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ด้วยความหวาดกลัว
หวาดระแวง และต้องการเข้าใจถึงความเป็นไปตามตามธรรมชาติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
เช่น แผน่ ดนิ ไหว น้ำทว่ ม ภเู ขาไฟระเบิด ฯลฯ และธรรมชาตขิ องมนุษย์ซ่ึงก็คือการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
สิ่งเหลา่ นม้ี ผี ลกระทบกับชวี ิตของคนยุคสมัยก่อนเป็นอย่างมาก คนเหล่าน้นั จึงตคี วามและเลือกเช่ือใน
ทำนองนับถือสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติ โดยส่วนมากจะนับถือศาสนาธรรมชาติ บรรพบุรุษ
วิญญาณนิยม โชคชะตานิยม คติเทพเจ้านิยม เป็นต้น โซโรแอสเตอร์ หนึ่งในนักบวชแห่งอาณาจักร
เปอร์เซีย ได้พยายามเปลี่ยนแปลงศาสนาที่นับถือหลายเทพเจ้าให้มานับถือเพทเจ้าเพียงองค์เดียว
คาดว่าศาสนาของโซโรแอสเตอร์มีอิทธิพลต่อการพัฒนาศาสนายูดาห์และคริสต์ศาสนาในยุคสมัย
ต่อมา ศาสนาพราหม์เกิดขึ้นช่วงที่มีการแบ่งชั้นวรรณะในลุ่มแม่น้ำสินธุซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นศาสนา
ฮินดู และราว 500 ปีก่อนคริสต์ศักราชก็ได้กำเนิดศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแบบปรัชญาที่มองในเรื่อง
ความเสมอภาคและหนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยตนเอง (วิทยากร เชียงกูล, 2553, น.
42-43)
ปรัชญายุคอินเดียโบราณ แนวคิดสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 1,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราชคือ
การแบง่ มนษุ ย์ออกเป็น 4 ชน้ั วรรณะ ซง่ึ กล่าวว่าแตล่ ะชัน้ วรรณะมีกำเนิดมาจากอวัยวะของพระเจ้าท่ี
ต่างกัน การแบ่งวรรณะเช่นน้ีเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ แนวความคิดนีไ้ ด้อธิบายไว้ว่า สังคมของ
มนุษย์ย่อมมีกจิ สำคญั 3 ประการเพอ่ื รักษาสังคมเอาไว้คือ
1. ศาสนาและกฎระเบยี บในสังคม ท้งั การให้ความรู้ ใหค้ ำปรกึ ษาวรรณะกษัตริย์ คานอำนาจ
ใหก้ ษัตรยิ อ์ ยใู่ นธรรม วรรณะพราหมณเ์ ป็นผู้ดแู ลหนา้ ท่นี ้ี
2. การปกป้องสังคมและรัฐ การดูแลป้องกันความวุ่นวาย การปกครองให้เป็นหน้าที่ของ
วรรณะกษัตรยิ ์ ซึง่ ถือเปน็ วรรณะนกั รบ
3. ผลิตผลเพื่อนการอยู่การกิน การจับจ่ายใช้สอย หรือผู้ทำงานด้านกสิกรรม การค้า หรือ
การผลิตต่างๆ ใหเ้ ปน็ หนา้ ท่ีของวรรณะแพศย์
และสุดท้าย แรงงานที่ต้องคอบสนับสนุนเพื่อนให้ทั้ง 3 วรรณะข้างตนทำงานได้อย่างเป็น
ระเบยี บเรียบรอ้ ย ผู้ทำหนา้ ทใี่ ช้แรงงานหรอื ด้านกรรมกรนั้นคือวรรณะศูทร คมั ภรี ์อรรถศาสตร์ คัมภีร์
ที่เปน็ เสมอื นคมู่ ือนักปกครองในยุคสมยั ของอินเดียโบราณ เขา้ ใจว่าถกู เรียบเรียงโดย เกาตลิ ยะ หรือผู้
ทส่ี ามารถยนั กองทัพของอเลก็ ซานเดอร์มหาราชย์ที่พยายามขยายอำนาจมาสู่อนิ เดยี เอาไว้ได้ คัมภีร์น้ี
มเี นื้อหาเก่ยี วข้องสนับสนนุ คณุ สมบตั ิของศาสนาพราหมณ์ 3 ประการคอื อำนาจ ธรรมมะ และกามะ
ในยคุ สมัยอินเดียโบราณจะให้ความสำคัญกับวรรณะพราหมณ์มากกวา่ วรรณะกษตั ริย์ แตอ่ รรถศาสตร์
จะยึดการให้ความสำคัญกับประมุขของรัฐมากกว่าวรรณะพราหมณ์ แต่ก็ยังคงยอมรับว่าวรรณะ
40
พราหมณ์มีชนชั้นสูงกว่า โดยหน้าที่ของวรรณะพราหมณ์นั้นจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องศาสนาและพิธีกรรม
มากกว่าการมบี ทบาททางราชการของรฐั (วทิ ยากร เชยี งกลู 2553, น. 44-47)
พระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะ โคตมะ จากแคว้นแห่งหนึ่งในชมพูทวีปผู้ค้นพบ(ตรัสรู้)และ
เผยแพร่ศาสนาพุทธที่เจริญรุ่งเรืองในอินเดียในยุคต่อมาระยะหนึ่ง โดยแก่นสำคัญของปรัชญาชาว
พุทธคือการมองชีวติ และสรรพสิง่ ในโลกวา่ ไม่เทย่ี งแท้ มคี วามทกุ ข์ ไม่ใช่ของตนและมีแตจ่ ะเสอื่ มสลาย
ไป ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งย่อมมีสาเหตุ เน้นความเป็นเหตเุ ป็นผล ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนอย่าพึงเชอื่
อะไรโดยง่าย ศาสนาพุทธเน้นเดินทางสายกลางและการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายอีกทั้งเน้นในเรื่อง
ของหนทางแห่งการดับทุกข์โดยเห็นว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีหลักคิดสำคัญคือ อริยสัจ 4
ในทางปรัชญาตวามคิดทางสังคมของศาสนาพุทธ มีความคิดในการยอมรับความเท่าเทียมกัน ความ
เสมอภาคกันของมนุษย์ มีความตรงกันข้ามกับระบบวรรณะของฮินดู โดยมีความคิดที่ว่ามนุษย์จะ
ปฏิบัติอะไรจะเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองไม่ได้ขึนอยู่กับชาติกำเนิด ศาสนาพุทธไม่
เน้นถึงรูปแบบการปกครองแต่จะกล่าวถงึ ธรรมในการปกครองมากกว่า (วิทยากร เชียงกูล, 2553, น.
47-49)
ปรัชญากรีกโบราณ ปรัชญากรีกโบราณถือเป็นปรัชญาการเมืองเริ่มแรกที่มีการถกเถียงกัน
เกิดขึ้นจากชาวกรีกโบราณในยุคสมัยกว่า 2,000 ปี ชนเผ่านักรบที่ปกครองโดยขุนพลและให้ค่านิยม
สงู ในเรือ่ งของความเปน็ สหาย ชนเผ่าเหล่าน้ีรวมตวั กนั เป็นสงั คมท่ีใหญ่ขนึ้ มีจุดมุ่งหมายในการปกป้อง
และป้องกันตนเอง เกิดการสร้างนครรัฐ เช่น เอเธนส์และสปาร์ต้า โดยเอเธนส์ถือเป็นต้นกำเนิดของ
นักคิดซึ่งชอบตั้งคำถามและโต้แยง้ กันเพือ่ นส่ิงท่ีพวกเขาเรียกว่า philosophy หรือความรักในความรู้
เขาเหล่านั้นไม่ยอมรบั ในคำอธิบายเรื่องศาสนาหรือประเพณีท่ีมีมายาวนานอย่างง่ายๆ แต่จะพยายาม
ในการหาคำตอบโดยการต้ังคำถามกับสังคมว่า ศลี ธรรม และการเมืองคืออะไร ทาสเป็นส่วนหนึ่งท่ีทำ
ให้เกิดการพัฒนาทางความคิด นักปรัชญากรีกในยุคสมัยนั้นมองว่าการเกิดมาเป็นทาสเป็นเรื่อง
ธรรมชาติ ไม่มีนักปรัชญากรีกคนใดสนใจในการถกเถียงว่าทาสเป็นเรื่องที่ชอบธรรมหรือไม่ (วิทยากร
เชยี งกลู , 2553, น.55,56,ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย,์ 2552. บทท4่ี )
สมัยกลาง (Middle Ages หรือ Medieval) ความคิดและความเชื่อ/อิทธิพลทางความคิด
ของศาสนาคริสต์ความคิดของศาสนาคริสต์มีจุดกำเนิดมาจากความคิดทางศาสนายูดาย
(Judaism)เป็นศาสนาประจำชนเผ่าของชาวยิว พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างและปกครองโลก
ทรงเลือกชาวยิวเปน็ ค่พู นั ธสัญญาดว้ ยความเชอ่ื วา่ พระเจา้ ทรงโปรดชนเผ่าของพวกเขา และได้รับมอบ
พระบัญญัติ10ประการ โดยพวกเขามีหนา้ ทปี ฏิบัติตามและรกั ษาไว้ พระเจ้าได้ให้คำมั่นสัญญาว่าหาก
พวกเขาปฎิบัติตามบทบัญญัติอันเป็นกฎหมายที่ทรงมอบให้ไว้ได้ พระเจ้าจะทรงปกป้องคุ้มครองชน
ชาวยิวที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐาน ความเชื่อของชาวคริสเตียนประการสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือเม่ือ
พระเจา้ สร้างโลกแลว้ ก็ได้สร้างมนุษย์ขึน้ มาดว้ ย ซ่ึงมนุษย์คูแ่ รกคอื อดัมกบั อีวา อยใู่ นสวนอเี ดน ความ
41
เชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงความดี บริสุทธิ์ สิ่งที่พระองค์สร้างจึ้งต้องเป็นเช่นนั้นขัดต่อปัญหาที่เกิดขึ้นว่า
ทำไมโลกมนุษย์จึงมีแต่ความชั่วและบาป ซึ่งปัญหานี้เป็นทั้งในเรื่องของทางปรัชญาและศาสนา
ศาสนาคริสต์เชื่อว่าการที่มนุษย์ชั่วนั้นเพราะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้า หรือคือบรรพบุรุษของ
มนุษย์ (อดัมและอีวา) ละเมิดคำสั่งของพระเจ้าที่ไม่ให้กินแอปเปิ้ลในสวนอีเดน พระเจ้าจึงได้อัปเปหิ
ท้งั สองมาเปน็ ปถุ ุชนผู้มีบาปด้ังเดมิ และเม่ือมลี ูกหลานก็จึงได้รับบาปของท้ังสองมาด้วย มนุษย์จึงเป็น
คนบาปตั้งแต่นั้นมาทัศนะของชาวคริสต์ต่อกฎหมายมีความเชื่อว่าบัญญัติ 10 ประการตกทอดมา
ตง้ั แตส่ มัยโมเสส และเชอื่ วา่ วนั หนึ่งโลกจะถึงกาลอวสานพระเจา้ จะต้องลงมาพิพากษา ทำให้การสอน
ต่อชาวคริสต์เน้นในเรื่องของการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัดเอาจริงเอาจัง พวกเขาเชื่อว่าการเกิดเป็น
มนษุ ย์นนั้ เกิดมาไดค้ รง้ั เดียวไมส่ ามารถเกิดมาเป็นได้อีกครง้ั เหมือนกับความเช่ือของทางโลกตะวันออก
ปรดี ี เกษมทรพั ย์, .2552, น.141-144)
ยุคกลางช่วงแรกนับเป็นช่วงเร่ิมต้นของยุคสมัยที่ศาสนาคริสต์มีอำนาจเหนือกษัตริย์ต่าง ๆ
ทั่วยุโรปโดยเรียกกันว่า Holy roman empire หรืออาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ มีจุดเริ่มต้นจากการ
แบง่ อาณาจกั รโรมันเป็น 2 ส่วน ชนเผ่าเยอรมันนิกเขา้ มาตั้งถ่ินฐานในเขตของอาณาจักรโรมันได้อย่าง
เสรี จักรพรรดิโรมนั ตะวันตกคนสดุ ทา้ ยถูกโค่น ชนเผ่าเยอรมันเข้ามายึดครองรวมท้ังพยายามสบื สาน
วัฒนธรรมของดรมันและศาสนาคริสต์ พระเจ้าชาร์เลอมาญได้สร้างอาณาจักรเยอรมันนิกที่ยิ่งใหญ่
ทสี่ ดุ และได้รบั มงกฎุ จากพระสันตะปาปาให้เปน็ จักรพรรดิ
ยุคกลางช่วงปลายมีการฟื้นฟูการเรียนรู้จากยุคมืด (Dark Ages) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 11
รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้และการคน้ พบเกี่ยวกบั ยุคโบราณกันใหม่ ซึ่งเม่อื เร่มิ ในศตวรรษท่ี 12 ได้
มีการกลับไปศึกษาปรัชญาของ อริสโตเติล แต่ความรู้ในสมัยนั้นยังมีปัญหาขัดแย้งกับความเชื่อของ
คริสต์ศาสนาในยคุ นัน้ ทำให้ศาสนจักรเกิดการป้องกันตนเองมากขึน้ และนักปรัชญาหันเหความสนใจ
ในการไปหาความรู้ทางโลกมายิ่งขึ้น (วิทยากร เชียงกูล, 2553, น. 65,66, ปรีดี เกษมทรัพย์, .2552,
บทท5่ี )
สมัยใหม่ (Modern Ages and Contemporary) ยุคสว่างทางภูมิปัญญา ช่วงปลายศตวรรษ
ท่ี 14 ยุคสมัยกลางเร่ิมหดตัวถอยหลังและค่อยๆหายไปจากประวัติศาสตร์ และเริม่ เปลีย่ นโลกเข้าสู่ยุค
ฟื้นฟูศิลปวิทยา การฟื้นฟูเริ่มต้นที่ประเทศอิตาลี่เป็นแห่งแรกนับตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมันล่มสลาย
ในช่วงศตวรรษที่ 6 มกี ารเกิดชนชัน้ กลางทม่ี ีความม่ังคง่ั ทำใหป้ ระชาชนจำนวนมากมีการดำรงชีวิตที่ดี
ขึ้น มีเวลาว่างในการทำกิจกรรมรื่นเริงและมีคุณค่าทางศิลปวิทยาการ กลุ่มปัญญาชนหันมาสนใจใน
การศึกษาวรรณคดี ภาษา ศิลปและวัฒนธรรมของคนในสมัยกรีกและโรมัน การตื่นตัวในการศึกษา
เช่นนี้เป็นจดุ เริม่ ต้นของความคิดใหมๆ่ นานัปการ ในช่วงศตวรรษที่ 17 เกิดเป็นยุคสวา่ งทางปัญญา มี
การเจริญก้าวหน้าและเติบโตขึ้นทางวิชาการ แนวคิดสำคัญในยุคสมัยนี้คือความเชื่อต่อสิทธิอำนาจ
แบบประเพณีนิยมในเรื่องการเมืองและศาสนาเสื่อมถอยลง ความเชื่อและการเคารพซึ่งเหตุและผล
42
เป็นหลักในการบ่งบอกถึงคุณสมบัติของมนุษย์ งานเขยี นที่สะท้อนความคิดยุคน้ีคอื งานเขียนของ วอล
แต์ ในฝรั่งเศสและ คานท์ ในเยอรมนี ยุคสมัยนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดแบบเสรีนิยม สากล
นิยมโดยแยกโลกของฆราวาสออกจากศาสนาและการต่อต้านสิทธิอำนาจเด็ดขาด( Anti-
Authoritarian) จะเห็นได้จากงานของ คานท์ เพน และรุสโซ (วิทยากร เชียงกูล, 2553, น. 85, ปรีดี
เกษมทรัพย,์ 2552, น.163)
การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ รัฐสมัยใหม่มีความเป็นมาจาการที่รัฐฆราวาส เริ่มมีบทบาทและ
อำนาจเพิ่มมากขึ้นสวนทางกับศาสนจักร กษัตริย์ที่เข้มแข็งและมีประเทศอยู่ในภูมิศาสตรท์ ี่ได้เปรียบ
ตั้งตนเป็นใหญ่ ข้อเท็จจริงของการมีอำนาจที่เกิดขึ้นเช่นนี้สะท้อนแนวความคิดว่า อาณาจักรไม่
จำเป็นต้องอยู่ภายใต้อาณัติของศาสนจักรหรืออยู่ใต้อำนาจทางโลกอื่นอีกต่อไป อาณาจักรมีสถานะ
ใหม่เป็นรัฐ(State) มีคุณค่าในตัวเองไม่ขึ้นต่อผู้ใด นักคิดพยายามยกย่องอำนาจส่วนกลางของรัฐให้
เปน็ อำนาจในการปกปอ้ งประเทศชาติ (ปรีดี เกษมทรัพย์, .2552, บทที่6)
นกั ปรชั ญาความคดิ ทางการเมอื งในยคุ สมัยตา่ งๆ สมัยโบราณ(Antiquity)
โสกราตีส (Socrates 469-399 B.C.), พลาโต/เพลโต (Plato 429-348 B.C.), อริสโตเติล
(Aristotle 384-322 B.C.), เอพิคิวรัส ซิเซโร (Cicero 106-43 B.C), ออกัสติน (Augustine 354-
430), สมัยกลาง (Middle Ages หรือ Mediaeval), โทมัส อไควนัส (Thomas Aquinas 1226-
1274), สมัยใหม่ (Modern Ages and Contemporary), ฮูโก โกรเชียส (Hugo Grotius 1583-
1645), โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes 1588-1679), ซามูเอล ปูเฟนดอร์ฟ (Samuel Pufendorf
1632-1694), จอห์น ล็อค (John Locke 1632-1704), มองเตสกิเออร์ (Montesquieu 1689-
1755), คริสเตียน โทมาซิอุส(Christian Thomasius 1655-1728) ฌอง ชัค รุสโซ (Jean jacques
Rousseau 1712-1778), อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant 1724-1804), อาดัม สมิธ (Adam
Smith 1723-1790), โทมสั โรเบริ ต์ มัลธัส (Thomas Robert Malthus 1766-1834)
สรุปได้ว่า แนวความคิดทางการเมืองหรือลัทธิการเมือง (Political Ideology) เป็นเครื่องมือ
ของนักปราชญ์ที่จะใช้แบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นกลุ่มเพื่อง่ายและสะดวกต่อการควบคุมดูแลโดยมนุษย์
ในสังคมได้เลือกกลุ่มสังคมที่จะสังกัดได้ตามตอ้ งการ ดังนั้นลัทธิการเมืองจึงมลี ักษณะที่สำคัญดังนี้ 1)
เป็นความคิดหรือความเชื่อของบุคคลในรัฐ 2) เป็นรูปแบบทางการเมืองการปกครองที่ดีเลิศ คือเป็น
เรื่องของขอบเขต ที่มา และที่ตั้งของอำนาจแห่งรัฐ 3) มีที่มาจากปรัชญาทางการเมือง 4) มีระเบียบ
แบบแผนท่แี น่นอน
จำนวนชัว่ โมงท่สี อน 2 ชวั่ โมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
43
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
2. นำเข้าสู่บทเรยี น บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลงั เรยี น
สอื่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลงั เรยี น
การประเมินผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
2. ประเมนิ จากการมีสว่ นร่วมในหอ้ งเรยี น
3. ประเมินจากการชกั ถาม
เนอ้ื หาทจี่ ะสอน
1. แนวความคิดทางการเมอื ง
2. ยุคสมยั ของความคิดทางการเมือง
3. การเกดิ ขนึ้ ของรฐั สมยั ใหม่
4. วิเคราะห์แนวคิดทางการเมอื ง
คำถามทา้ ยบท
1. แนวความคิดทางการเมอื งมคี วามหมายอย่างไรบา้ ง
2. แนวคิดทางการเมอื งได้แบง่ ยุคสมัยของความคิดทางการเมืองเป็นอยา่ งไรบ้าง
3. การเกิดขน้ึ ของรฐั สมยั ใหม่คอื อย่างไร
4. นกั ศกึ ษาวเิ คราะห์แนวคิดทางการเมอื งสง่ ผลต่อสภาพสงั คมอย่างไรบา้ ง
เอกสารอ้างอิงบทที่ 5
สมนึก ชูวิเชียร ผู้แปล. (2548). ความคิดทางการเมืองแบบตะวันตกจากโสกราตีสถึงยุคอุดมการณ์.
กรงุ เทพฯ : เอ็มแอลครเี อชั่นแอนดพ์ ริ๊นต้งิ .
สมบัติ จันทรวงศ์ แปล. (2550). ประวัติปรัชญาการเมือง,ลีโอ สเตร๊าส์ และโจเซ็ฟ คร็อปซีย์
บรรณาธิการ,กรงุ เทพฯ : คบไฟ.
44
พิสิษฐิกุล แก้วงาม. (2550). เอกสารประกอบการบรรยายวิชาสหวิทยาการสังคมศาสตร์ (มธ 120)
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
วิทยากร เชียงกูล. (2553). ปรัชญาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม. พิมพ์ครั้งท่ี4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
สายธาร.
ปรดี ี เกษมทรัพย์, ศาสตราจารย์ ดร. (2552). นิติปรัชญา. พมิ พค์ ร้งั ท่ี10. กรงุ เทพฯ : คณะนิติศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
สุขุม นวลสกุล,และ โกศล โรจนพันธุ์. (2548). Political Theories I. พิมพ์ครั้งที่11. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลยั รามคำแหง.
Political philosophy;สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,กรุงเทพฯ:สาขาวิชา,
2527
Stephen D. Tansey. Politics : the basic. (3rd Edition). London : Routledge, 2004, pp.10-
11.
45
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 6
หวั ข้อเร่อื ง วิเคราะห์แนวคิดทางการเมืองกับศาสนา
รายละเอียด
มีนักบวชในคริสตศ์ าสนานามวา่ St. Augustine กลา่ วไวว้ ่า “อะไรท่เี ปน็ ของพระเจา้ ก็ให้พระ
เจ้าไป อะไรที่เป็นของซีซ่าร์ก็ให้ซซี ่าร์ไป” นี่เป็นที่มาของความคิดในการแบง่ แยก “ศาสนาจักร” กับ
“อาณาจกั ร” ไมใ่ ห้มายงุ่ เก่ียวกัน เหมือนกบั วา่ อาณาจักรใช้กฎหมายทางโลกปกครองประชาชน ส่วน
ศาสนาจักรนนั้ ยงั คงมอี ำนาจเหนอื จิตวญิ ญาณของคน
อำนาจของศาสนาจักรในตะวนั ตกเกิดข้ึนเมื่ออาณาจกั รโรมันลม่ สลายเกิดช่องว่างทางอำนาจ
ขึ้น ไม่มีรัฐบาลกลางที่ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ องค์กรที่มีอยู่คือ องค์กรของศาสนามีพระ
สันตะปาปาเป็นประมุข จึงเข้ามามีบทบาทแทน หลังจากนั้นอำนาจของสันตะปาปาก็มีมากขึ้นเป็น
ลำดับ และได้รับการยอมรับสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ แต่ต่อมาในยุคกลางก็เกิด
ความขดั แย้งกัน (ชยั อนันต์ สมทุ วณชิ . (2555). ศาสนากับการเมอื ง. [ออนไลน์].)
สำหรับในเอเชยี ศาสนาพุทธกับอาณาจักรมีความสัมพนั ธ์ในทางพ่ึงพาต่อกันมากกว่าขดั แยง้
กัน และพระมหากษัตริย์ก็มักทรงอุปถมั ภพ์ ระศาสนา โดยเฉพาะพระเจ้าอโศกมหาราช ดังนั้นศาสนา
พุทธจึงไม่มบี ทบาททางการเมือง แม้ว่าหลักธรรมคำสอนทางศาสนาจะมสี ว่ นในการให้กรอบความคดิ
เกี่ยวกับการปกครองท่ีดี และการใชอ้ ำนาจที่ถูกต้องเปน็ ธรรมก็ตาม ดังน้ันศาสนาพุทธจึงมีบทบาทใน
การเป็นพลงั ตรวจสอบเหน่ียวรงั้ การใชอ้ ำนาจเกินขอบเขตของผูป้ กครอง
หลักการที่มีความชัดเจนในการเหน่ียวรั้งการใช้อำนาจที่ไม่เปน็ ธรรมก็คือ “ทศพิธราชธรรม”
ซึ่งประกอบไปด้วยหลักปฏิบัติตัวของผู้ปกครอง โดยเฉพาะข้อที่เกี่ยวกับ “อวิหิงสา” ซึ่งได้แก่การไม่
หลงระเริงอำนาจ ไม่บีบคั้นกดขี่ มีความกรุณา ไม่หาเหตุเบียดเบียนลงโทษแก่อาณาประชาราษฎร์
ด้วยความอาฆาตเกลียดชัง ผู้ปกครองที่มีทศพิธราชธรรมจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชา” คือ
ผู้ปกครองที่ปฏิบตั ิหน้าท่ีได้อย่างยุตธิ รรมจนกระท่ังปวงชนพอใจ และเมอื่ มคี ุณธรรมสูงย่ิงไปกว่านั้นก็
ได้เป็น “จักรพรรด”ิ
ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาจักรกับอาณาจักรในประเทศไทย มีการจัดตามรูปแบบการ
ปกครอง การปกครองคณะสงฆ์เลียนแบบจากการปกครองอาณาจักร พระสงฆ์มีฐานานุรูปชั้นยศ
เหมอื นกบั ขุนนาง มีเจา้ อาวาส และเจา้ คณะทำการปกครอง ตลอดจนมกี ารแบ่งการปกครองออกเป็น
จงั หวัด อำเภอ และตำบล เหมือนกับการปกครองของรัฐบาล
46
รัฐบาลมักมีความระแวดระวังไม่ชอบให้พระมีบทบาทในการเป็นผู้นำประชาชน พระรูปใดมี
ประชาชนเลอื่ มใสมาก เช่น ครูบาศรวี ชิ ยั และพระพมิ ลธรรมกจ็ ะเข้าไปจดั การ กรณพี ระพมิ ลธรรมน้ัน
เล่ากันว่าคนอีสานนับถือมาก วันหนึ่งจอมพลสฤษดิ์ ไปขอนแก่น ไม่มีประชาชนมาต้อนรับเลย ได้
ความว่าไปรับพระพมิ ลธรรมกันหมด พระพิมลธรรมจงึ ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาว่าเปน็ คอมมิวนสิ ต์ ท่าน
ไมย่ อมให้ตำรวจปลดจวี รออก นายตำรวจที่ไปจบั จึงล็อกคอ ตอ่ มานายตำรวจผู้น้ันประสบอุบัติเหตุคอ
หักตาย ผมเองเคยไปเฝ้าท่านตอนที่ท่านเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ เวลานั้นผมยังสบู บหุ รี่อยู่ ท่านบอกให้
เลกิ ทา่ นให้รูปทา่ นตอนบวชใหมๆ่ ผมมายงั อยูใ่ นหอ้ งพระของผมจนบัดนี้
ครูบาศรีวิชัยเป็นพระรูปแรกๆ ที่นำประชาชนสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ในเวลานั้นแทนท่ี
รฐั บาลจะพอใจกลับเพ่งเลง็ เพราะพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ 50 วดั ขอลาออกจากการปกครองของ
คณะสงฆ์มาอยู่ในปกครองของครบู าศรวี ิชัยแทน ลกึ ๆ แลว้ การกระทำเช่นนี้ก็เปน็ จิตสำนกึ ของท้องถ่ิน
คือ ชาวล้านนาไมพ่ อใจการปกครองของกรงุ เทพฯ นน่ั เอง ครูบาศรวี ิชัยถกู บังคบั ใหส้ กึ และถกู ควบคุม
ตัวมากรุงเทพฯ (ชยั อนนั ต์ สมุทวณิช. (2555). ศาสนากบั การเมือง. [ออนไลน]์ .)
หลังจากนั้นอีกนานจึงได้เกิดการจัดตั้งสำนักสันติอโศกขึ้นโดยพระโพธิรักษ์ มีการถือวัตร
ปฏบิ ัตเิ ครง่ ครัดไปจากพระทว่ั ไป กล่าวคือละเว้นการบรโิ ภคเนื้อสตั ว์ ละเว้นสงิ่ เสพติดทุกชนิด ละเว้น
การมีเงนิ มีทองหรือเครื่องตกแต่งเกินฐานะ ไมร่ ดนำ้ มนต์ ไม่ทำน้ำมนต์ ไมท่ ำพระเครื่องและพระบูชา
เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คือการสรา้ งชุมชนแบบเล้ียงตัวเองมกี ระจดั กระจายกันทั่วประเทศ ผู้ซึ่งเข้ามาอยู่
ในชมุ ชนน้ีเปลีย่ นช่ือกนั ใหม่ และเรียกกันวา่ “ญาติธรรม” สันติอโศกไม่ได้รับการยอมรับจากมหาเถร
สมาคม และพระโพธิรักษ์ถกู บังคับใหส้ ึก แตใ่ นปัจจุบนั สันติอโศกก็ยงั ไดร้ ับการนับถือในหมู่ประชาชน
จำนวนมาก สันติอโศกได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรฯ หลายครั้ง ศิษย์ของ
สันติอโศกได้ตั้ง “พรรคฟ้าดิน” ขึ้นแต่ไม่ต้องการมีอำนาจทางการเมือง แนวคิดของสันติอโศกท่ี
น่าสนใจคือเรื่อง “บุญนิยม” คือบุญเกิดจากการลดละกิเลสอย่างจริงจัง และมีระบบโดยการให้หรือ
เสยี สละท้งั การกระทำ และความคดิ ทไี่ ม่ติดยดึ เป็นการสละโอกาสในการเสพโลกยี สุขต่างๆ เชน่ ความ
ร่ำรวย ชื่อเสียง มีความเปน็ อิสระเหนอื วัตถุ ไม่หวงของ มีการแบ่งปันกนั
อีกแนวคิดหนึ่งคือ “สาธารณโภคี” หมายถึง การงดเว้น การเสพปัจจัยส่วนเกินของชีวิต งด
เว้นการเบียดเบียนผู้อื่น มีความเมตตาต่อผู้อ่ืน หมายถึงการที่ทรพั ย์สินต่างๆ เป็นของสาธารณะ ไม่มี
ใครครอบครองถือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของบทบาทของสันติอโศกกระทำผ่านพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งได้
คัดค้านการออกกฎหมายทำแท้ง และการนำบริษัทสุราเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และในระดับหน่ึง
แนวคิดของสันติอโศกก็มีอิทธิพลต่อแนวคิด “การเมืองใหม่” โดยเฉพาะการปฏิเสธอำนาจและการมี
คณุ ธรรม มกี ารเมอื งท่ีสะอาดปราศจากการคอรร์ ปั ชนั ตอ้ งการให้มกี ารปฏิรปู การเมืองคอื
1) มกี ารกระจายอำนาจและงบประมาณสทู่ ้องถิน่ อยา่ งเต็มรปู แบบ 2) ส่งเสริมใหส้ งั คมมีกลุ่ม
ทหี่ ลากหลายเพ่ือป้องกันปัญหากลุ่มเฉพาะทเ่ี ปน็ เสยี งข้างมาก 3) มกี ารแยกหนา้ ที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
47
ฝ่ายบริหาร และตุลาการออกจากกัน 4) เสริมสร้างให้ประชาชนทั่วไปเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง 5)
ปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหาผู้นำของรัฐให้สามารถที่จะได้ผู้นำที่มีคุณธรรม 6) ส่งเสริมให้มี
การเมอื งภาคประชาชน 7) สร้างระบอบประชาธิปไตยทส่ี ะท้อนถงึ การเป็นตัวแทนของทุกภาคสว่ น 8)
กำหนดบทลงโทษขั้นรุนแรงสำหรับพรรคการเมืองที่ทำผิดให้มีผลไปยังผู้สมัครรับเลือกตั้ง 9) ปฏิรูป
ความคิดและจิตสำนึกของนักการเมืองร่วมกับประชาชนให้เห็นความสำคัญของหลักธรรมในพุทธ
ศาสนา (ชัยอนันต์ สมุทวณิช. (2555). ศาสนากับการเมือง. [ออนไลน]์ .)
ความคิดการเมืองใหม่ปฏิเสธว่าการเมืองเปน็ เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ จึงเป็นพลังท่ี
จะเหนีย่ วรงั้ การเมืองท่ีเป็นจริง และจะมหี น้าที่ตรวจสอบถว่ งดุลนักการเมืองมากกวา่ การท่ีจะเข้าไปมี
อำนาจเสียเอง
แนวคดิ ทางการเมืองกบั ศาสนา
การกำเนิดพุทธศาสนานำมาซึ่งพุทธศาสนาอันเป็นกลจักรวงล้อแห่งธรรมขับเคลื่อนสรรพส่ิง
ในหลากหลายมิติ ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนมากในอัตราเฉล่ีย
94.6% ของคนไทยทั้งประเทศ (สำนักงานสถิติแหง่ ชาติ, 2555) ประการสำคัญของการนับถือศาสนา
พุทธนั้นนำมาซึ่งการหลอมรวมจิตใจการยึดถือปฏิบัติตามหลักแห่งธรรมของพระบรมศาสดา ถือเป็น
ระเบียบแบบแผนอันคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามดั้งเดิมของไทย ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลได้
กำหนดนโยบายโดยการนำมิติทางศาสนาร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติสังคมด้วยการส่งเสริมนำพลัง “บ ว
ร” บ้าน วัด โรงเรยี น ร่วมสร้างสังคมคณุ ธรรม (กรมการศาสนา, 2560)
ในบทความทางวิชาการของเกษฎา ผาทอง และธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ (2561, 1-13) ได้
นำเสนอเกีย่ วกับพระพุทธศาสนากับการเมืองไทย (Buddhism and Political in Thai Society) ดว้ ย
บริบทดังกล่าวจะเห็นได้ว่าภายใต้ “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) นั้น “วัด” จะเป็นหน่วยกลางในการ
เชื่อมต่อระหว่างบ้านกับโรงเรียนอันเป็นสถาบันหลักของชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้บทบาททาง
พระพุทธศาสนาจะมีมาก แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงอิทธพิ ลของพระพุทธศาสนาผ่านสังคมไทยแล้วจะพบวา่
ทผี่ า่ นมา ผู้มีบทบาทอนั เป็นตัวแทนในการเผยแผ่ศาสนธรรมก็คือ “พระสงฆ์” เพราะมคี วามสัมพันธ์ท่ี
ดกี ับชาวบ้านมาเป็นระยะเวลาอนั ยาวนานกว่า 700 กวา่ ปี(Jerrold, 1967) ความสัมพันธข์ องพระสงฆ์
ดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นบทบาทหน้าที่หลักต้องปฏิบัติตามในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน
โดยเฉพาะด้าน 3 ซึ่งเป็นภารกิจดา้ นการดำเนินการประกาศพระพุทธศาสนาให้ประชาชนได้รับทราบ
ในทุก ๆ วธิ ที ี่ไมข่ ดั ตอ่ พระธรรมวนิ ยั โดยมุ่งเน้นใหป้ ระชาชนได้มีความรู้ ความเขา้ ใจ ในหลกั ธรรมแลว้
นอ้ มนำไปปฏิบัติในชวี ิตประจำวัน เชน่ การเทศนา การปาฐกถา ในโอกาสและสถานท่ตี ่าง ๆ ทงั้ ในวัด
และนอกวัด การบรรยายธรรมทั้งทางวิทยุ และโทรทัศน์ การเผยแผ่ธรรมด้วยสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือ
หนังสอื พมิ พห์ รอื วดี ที ัศน์ภารกจิ ด้านนคี้ รอบคลมุ ถึง การทีว่ ดั หรอื พระภกิ ษจุ ัดกิจกรรมตา่ ง ๆ ขึ้นในวัด
48
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแผ่ธรรมหรือ ต้องการให้ประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรม หรือมุ่งเน้นสื บ
สานวัฒนธรรมไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจาก หลกั พระพุทธศาสนา เชน่ การจัดงานเทศน์มหาชาติการจัด
งานในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา การจัดงานในวันที่กำหนดเป็นวันสำคัญของไทย (วันขึ้นปีใหม่
วันสงกรานต์ เปน็ ตน้ ) การจดั โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน การจดั โครงการ บวชเนกขัมมจา
ริณี (ชีพราหมณ์) การจัดอุปสมบทหมู่หรือจัดให้มีการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิม
พระชนมพรรษาของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ การ
จัดพิธีแสดงตนเป็น พุทธมามกะ การจัดให้มีการแสดงธรรมในวันธัมมสวนะ (วันพระ) การจัดส่ง
พระภิกษุไปสอนศีลธรรมแก่นักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเผยแผ่ธรรมที่คณะสงฆ์
ร่วมกับส านักงานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติจัดให้ดำเนินการในรูปแบบ “หน่วยอบรมประชาชนประจำ
ตำบล (อ.ป.ต.)” “การอบรมจรยิ ธรรมนกั เรยี น ขา้ ราชการ และประชาชน” “การอบรมครจู รยิ ศกึ ษา”
“การส่งเสริมหน่วยเผยแพร่ศีลธรรม” “การส่งเสริมหน่วยสงเคราะห์พุทธมามกะผู้เยาว์” เช่น
โครงการอุทยานการศึกษาในวัด โครงการสวนสมุนไพรในวัด โครงการลานวัด ลานใจ ลานกีฬา
โครงการวดั พัฒนาตัวอยา่ ง เป็นตน้ (สำนักงานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ, 2554)
ปัจจุบนั การบริหารกิจการของคณะสงฆ์ถือว่าเป็นปัจจัยท่ีสำคัญเพราะถ้ามีระบบการบริหารที่
ดีพระพุทธศาสนาก็มีความเจริญมั่นคง การบริหารกิจการของคณะสงฆ์ที่ดีนั้นจะต้องมีรูปแบบ และ
วธิ กี ารจดั การหรอื มีแนวคิด ซ่งึ ขน้ึ อยู่กบั การแบง่ งานมอบอ านาจกระจายงานใหผ้ อู้ ยู่ฝา่ ยบรหิ ารระดับ
ตา่ ง ๆ รับผิดชอบ ตามความรู้ความสามารถของตน และพฒั นาการในด้านต่าง ๆ (วรรณ ไชยมะยงค์,
2558) ทนี ี้ ประเด็นส าคญั มอี ยวู่ ่า บทบาทหน้าทขี่ องพระสงฆ์ดงั กล่าวสว่ นมากจะเป็นเรื่องท่ีเกี่ยวข้อง
กับการสร้างคุณประโยชน์ให้สังคมประเทศชาติ “จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองได้อย่างไร”
และก็มีคำถามต่อไปอีกว่า “เมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้วจะได้ประโยชน์อะไร” เพราะทั้ง ๆ ที่กฎหมาย
บ้านเมืองก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า พระสงฆ์เป็นบุคคลธรรมดา เพียงแต่มีกรอบวิถีทางดำเนินชีวิตที่
แตกต่างจากพลเมืองทั่วไป ถึงแม้เป็นบุคคลที่ต้องด ารงชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยสี่แต่ด้วยความศรัทธาต่ อ
คุณธรรมอันยิ่งในศาสนา จึงต้องยอมละความสุขแบบชาวโลกมาแสวงหาธรรมที่เหนือโลกและ
ท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาให้คุณประโยชน์ต่อสังคมไทยอยู่ดังเดิม ฉะนั้นบทบาทของพระสงฆ์ไทยที่มีต่อ
สังคมประเทศชาตินั้นเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นมาทุกยุคสมัยว่าท่านมีคุณูปการมากจนเกินที่จะพรรณนา
ได้ ตั้งแต่การรักษาความเป็นชาติไทยเคียงคู่มาพร้อมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การสืบทอด
วัฒนธรรมอันดีงาม ส่งเสริมให้สังคมมีความร่มเย็น เป็นต้น แต่เมื่อพิจารณาในอีกมุมหนึ่งพระสงฆ์
เกือบจะถูกลืมจากสังคมไทย หากจะกล่าวไปแล้วในรัฐธรรมนูญมิได้มีบทบัญญตั ิใดที่จะส่งเสริม หรือ
รับรองสถานะสงฆ์ให้มีความพิเศษแตกต่างจากพลเมืองทั่วไป ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสถาบันศาสนาอันเป็น
สถาบันหลักของประเทศ ในทางกลับกันต้องถูกจ ากัดสิทธิหลายประการในทางกฎหมาย เช่น สงฆ์
ไม่ได้รับสิทธิเข้าร่วมพิจารณาออกกฎหมาย ไม่ได้รับสิทธิในการใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยจะเห็นจาก
49
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (2) บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็น
บุคคลต้องหา้ มมิให้ใช้สิทธิเลือกตง้ั คอื เป็นภิกษุ สามเณร นกั พรต หรือนกั บวช”
บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า พระภิกษุสงฆ์นั้นมี 2 ฐานะ คือ ฐานะ
พลเมืองของรัฐต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของรัฐเช่นเดยี วกับพลเมืองทั่วไป นอกจากพระภิกษุ จะ
ถูกจำกดั สิทธิในบางสว่ นแล้ว สิทธใิ นบางส่วนยังไม่เกินไปกว่าพลเมอื งท่ัวไป ดังบทบญั ญัติ รัฐธรรมนูญ
ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 38 พระภิกษุสงฆ์ก็อยู่ภายใต้ ความ
คุ้มครองของรัฐธรรมนูญเสมอกับพลเมืองทั่วไปที่นับถือในทุกศาสนา ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมี
เสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนาบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตาความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็น
ปฏิปักษ์ ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน ในการใช้สทิ ธิเสรภี าพดงั กล่าวตามวรรคหน่ึง บุคคลย่อมไดร้ ับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำ
การใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของ
ศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนาบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ
แตกต่าง จากบุคคลอื่น” ส่วนฐานะที่สองต้องอยู่ภายใต้กรอบพระธรรมวินัยสงฆ์และต้องไม่ขัดต่อ
กฎหมาย คณะสงฆ์ซึ่งฝ่ายบ้านเมืองได้บัญญัติเพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ปอ้ งกนั บุคคลผมู้ เี จตนาไม่สุจริตอาศัยร่มเงาพระพุทธศาสนาหาประโยชน์ใส่ตน อันเป็นต้นเหตุให้เกิด
ความเสื่อมศรัทธาของชุมชนและเป็นการส่งเสริมสถาบันสงฆ์อันเป็นสถานะที่สำคัญต่อการดำรงอยู่
ของศาสนา เนื่องจากพระภิกษเุ ป็นตัวแทนของศาสนาในฐานะองค์พระสังฆรัตนะซึ่งเป็นที่เคารพบชู า
จึงมคี วามพิเศษแตกต่างจากพลเมืองทว่ั ไป (กรี วุฒิ กิติยาดิศัย, 2556)
เพราะด้วยความศรัทธาจึงทำให้พระสงฆ์ได้มีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวทางด้านจิตใจ ท่ี
ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังทางการเมือง แต่ทว่าการเมือง (Politics) เปน็ เรอื่ งของการต่อสู้เพื่อการ
มีอ านาจ (Power) อ านาจหน้าที่ (Authority) หรือความขัดแย้ง (Conflict) (Easton, 1960) ซึ่ง
เกิดขึ้นในกระบวนการทางสังคมในรูปของกิจกรรมที่มีทั้งการแข่งขันและการร่วมมือ และ การใช้
อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในระดับบุคคล กลุ่มคนต่อกลุ่มคน และสังคมต่อสังคม (Wolin,
1960) อย่างไรก็ตามในสภาพของความเป็นจริงการเมืองกลับกลายเป็นเรื่องของอิทธิพลและผู้ทรง
อิทธิพลหรือผู้ที่สามารถได้รับหรือกอบโกยสิ่งทีม่ ีคุณค่าต่าง ๆ ในสังคม อันได้แก่อำนาจ ความเคารพ
นับถือ ความนิยมชมชอบความยุติธรรม ความอยู่ดีกินดีความมั่นคง ชำนาญ และความรอบรู้ได้ มาก
ที่สุด (Lasswell, 1970) ชีวิตกับการเมืองเกี่ยวข้องกันเพราะการเมืองเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต ของ
มนุษย์ทุกคน กล่าวคือผลการบริหารของรัฐนำไปสู่การพัฒนาบ้านเมืองเพื่อความอยู่ดีกินดีมีสุข ของ
ประชาชน ชวี ติ กับการเมืองจงึ มีปฏสิ มั พนั ธก์ นั (สัญญา เคณาภูมิ, 2560)
ซึ่ง อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวว่า รูปแบบการปกครองใดก็ตามที่ส่งเสริมให้ผู้ปกครองใช้
อำนาจเพือ่ ประโยชนส์ ขุ ของสว่ นรวมถือเป็นรูปแบบทดี่ ใี นขณะเดียวกนั รปู แบบการปกครองที่ส่งเสริม
50
ให้ผูป้ กครองใช้อำนาจ เพอื่ ผลประโยชน์สว่ นตนและพรรคพวกน้ันเปน็ รูปแบบท่ีไมด่ ฉี ะน้ันเพื่อป้องกัน
มิให้ผู้มีอำนาจ ทางการปกครองใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง นักปรัชญาการเมืองจึง
เห็นว่าประชาชน จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ที่จะเป็นผู้กำหนดตัวผู้ปกครอง รูปแบบการปกครองนี้เรียกว่า
“ระบอบประชาธิปไตย” (Copelend & Lawrence (Eds.), 1985) อย่างไรก็ดปี ระชาธปิ ไตยอาจมอง
ได้3 มิติด้วยกัน ได้แก่ มิติอุดมการณ์ทางการเมือง มิติรูปแบบการปกครอง และมิติวิถีชีวิตของ
ประชาชน ทั้งสามอย่างอาศัย หลักการแห่งประชาธิปไตย เช่น (Mayo, 1976; Neumann, 1995 ;
และ Ranny, 1972) การยึดถือ เหตุผล การเน้นความสำคัญของปัจเจกชน การถือรัฐเป็นเครื่องมือ
ของประชาชน การอาศัยความ สมัครใจเป็นใหญ่ การยึดถือกฎเหนือกฎ การเน้นความสำคัญของ
วิธกี าร การถือความเห็นพ้องต้องกัน เป็นหลักในมนุษยสมั พันธ์การถือสมภาพ หรอื ความเท่าเทียมกัน
ขั้นมูลฐานของมนุษย์ซึ่งออกมา ในลักษณะของรูปธรรม ดังนี้การควบคุมผู้วางนโยบายโดยประชาชน
ความเสมอภาคทางการเมือง เสรีภาพทางการเมืองหรือประสิทธิผลในการควบคุมโดยประชาชน ยึด
เสยี งสว่ นมาก อำนาจอธิปไตย (อำนาจสูงสดุ ) มาจากพลเมอื ง การเลือกผ้นู ำเปน็ ไปโดยเสรผี ูน้ ำมีความ
รบั ผิดชอบการสนับสนุน ระบบพรรคการเมืองหลายพรรค การไม่กีดกันการมีสว่ นร่วมทางการบริหาร
การปกครองการส่งเสริม ครรลองทัศนคติแบบประชาธิปไตย เน้นความเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์
การรบั ฟงั ความคดิ เห็น เปน็ ตน้
ลกั ษณะประการสำคัญของการเมอื ง
คำว่า การเมอื ง หรอื Politics ซึง่ เป็นคำทีผ่ ้คู นโดยทัว่ ไปจะได้ยินเปน็ การบอ่ ยคร้งั โดยเฉพาะ
เมื่อเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศคำเหล่านี้เราจะมีความคุ้นเคยกันดี ทีน้ี เมื่อต้ัง
คำถามว่า การเมืองมีความหมายอย่างไร ทำไมประชาชนคนไทยหรือพลเมือง (Citizen) ต้อง ถือเอา
มาเป็นเรื่องใกล้ตัวและต้องทำความเข้าใจในหลักและกระบวนการ แต่เมื่อเราศึกษาค้นคว้าแล้ว จะ
พบว่า คำตอบนี้มีความหลากหลายและข้อสรุปของนิยามความหมายที่ชัดเจนเฉพาะเจาะจงจริง ๆ
เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราทำการศึกษาแล้วนำมาวิเคราะห์สู่การสังเคราะห์
(Analysis to Synthesis) แล้วจะพบว่าการเมือง เป็นเรื่องที่ผูกติดกับระบบความเป็นรัฐ เป็นการ
จัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าหรือทรัพยากร โดยมีอำนาจที่เป็นที่ยอมรับกันมาทำให้เกิดการปฏิบัติตาม หรือ
เป็นเรื่อง ของการที่มีคนกลุ่มหนึ่งใช้อิทธิพลต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าทางสงั คม
สิ่งที่มี คุณค่าทางสังคมในที่นี้มีได้หลายอย่าง เช่น อำนาจ ความศรัทธานับถือ ความยุติธรรม ความ
นิยมชมชอบ ความอยู่ดีกินดี ความมัง่ คั่ง ความรอบรู้ ทกั ษะ เปน็ ตน้
บางครั้งจะถูกตีกรอบเอาไว้ว่า เป็นความสัมพันธ์ ของมนุษย์ในระบบการเมือง ซึ่งสามารถ
แยกออกจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ในระบบย่อยอื่น ๆ ของ สังคมได้ โดยที่ระบบการเมืองจะมี
เป้าหมายในตัวเองที่แตกต่างจากระบบย่อยอื่น ๆ ของสังคม เช่น ระบบวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ
51
ระบบการศึกษา (ชลธิศ ธีระฐิติ, 2551) ดังนั้น การเมืองจึงเป็นกิจกรรมและกระบวนการที่เกิดขึ้นใน
ระบบการเมืองโดยมีเป้าหมาย เพื่อให้สังคมบรรลุถึงข้อตกลงทางผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นก็คือ
เป้าหมายในการจัดสรรทรัพยากร และสิ่งที่มีคุณค่าร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นมิติหนึ่งของพฤติกรรม
ความสัมพันธ์หรือสถาบันของมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม การใช้อิทธิพล การใช้ออำนาจและ
อำนาจหน้าที่ภายในระบบการเมือง กล่าวอีกนัยหน่ึงกค็ ือ การเมืองเป็นเรื่องของการก่อร่างสรา้ งและ
แบ่งปันอำนาจภายในระบบการเมือง หรือภายในรัฐ ซึ่งจากมิติของการแสวงหาและแบ่งปันอำนาจ
ดังกล่าวนี้ การเมืองจะมีความหมายแคบ ลงมาเป็นเรื่องที่คู่กับการปกครอง (Government) แต่การ
จัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าในสังคมโดยรัฐหรือ ผู้มีอำนาจและอิทธิพลนั้น ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด อาจ
มองได้ว่าเป็นเรื่องของการครอบงำ หรอื การมีอำนาจเหนือผูอ้ ืน่ ผ่านสถาบันตา่ ง ๆ ของรฐั สะท้อนให้
เหน็ ลักษณะของรฐั ซึ่งเปน็ ชุมชนของ มนุษย์ในพ้ืนที่อันมเี ขตแดนท่ีแน่นอน สามารถใช้กำลังและความ
รนุ แรงบนพนื้ ฐานของการอา้ ง ความชอบธรรม หรือเป็นทีย่ อมรบั ได้ นอกเหนือจากทกี่ ล่าวมา
หากพิจารณาในแง่ของบทบาทของการสื่อสารมวลชนหรือ สื่อมวลชนที่มีความ สำคัญต่อ
ชวี ติ ประจำวันและมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการรับรู้และทัศนคติของมวลชน ซง่ึ ส่งผลให้ส่ือมวลชนมีความ
เกีย่ วข้องสัมพนั ธ์อยา่ งมากกับการเมืองหรือรฐั ทงั้ นี้ สื่อมวลชนเก่ียวข้อง สัมพนั ธโ์ ดยตรงกับการเมือง
และรัฐใน 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ 1. การมีอิทธิพลทางอุดมการณ์ในการสร้างรูปแบบของชีวิตและ
รูปแบบทางความคิด หรือ การสร้างความคดิ ความเชื่อ การรับรู้ให้ผู้รับสือ่ คล้อยตามน่ันเอง (เอก ต้ัง
ทรัพย์วัฒนา, 2551) 2. การส่งผลต่อการเมืองในระบบประชาธิปไตยผ่านการจัดวาระนโยบาย
(Agenda setting) การบิดเบอื นขา่ ว การสรา้ งขา่ วเพื่อเบีย่ งเบนความสนใจของสาธารณะจากปัญหาท่ี
เป็นอยู่ และการใช้โทรทัศน์เพื่อเปน็ เคร่ืองมือในการโฆษณาหาเสียงใหไ้ ด้รับความนิยม ดังนั้น จะเห็น
ได้ว่า สื่อและเสรีภาพของสื่อมีความสำคัญต่อการเมืองเป็นอย่างมาก โดยในทางรัฐศาสตร์แล้วถือว่า
สื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและในการแสดง ความคิดเห็นอย่างเสรี สิ่งนี้ถือ
เปน็ เสาหลักหน่ึงของประชาธิปไตย (เอก ตั้งทรัพย์วฒั นา, 2551) แต่อยา่ งไรก็ตาม ปรากฏอยู่เสมอว่า
ผู้กุมอำนาจรัฐ หรือรัฐบาลมักไม่สามารถทนต่อการที่สื่อมวลชน มีเสรีภาพและทำการวิพากษ์วิจารณ์
รัฐบาลได้ จึงมักมีแนวคิดว่า ต้องควบคุมการสื่อสารมวลชนไว้ ให้ได้มากที่สุด บางครั้งก็มีการใช้กลไก
ทางเศรษฐกิจและธุรกิจเข้าไปครอบง าหรือแทรกแซงสื่อ เพื่อก ากับทิศทางการน าเสนอข่าวสารให้
เป็นไปในลักษณะที่รัฐต้องการ ฉะนั้น จึงเกิดการใชก้ ลยทุ ธ์ กลไกหรือมาตรการตา่ ง ๆ ในการควบคุม
ครอบง า หรือ แทรกแซงสื่อมวลชนเพื่อควบคุมหรือแย่งชิงพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สาธารณะในสื่อมวลชนที่ส่งผลต่อการมีอำนาจครอบงำหรือมีอิทธิพลต่อ
ความคิด ความเชื่อ และ การรบั รู้ของมวลชนหรือสาธารณชน ดังน้ัน หากพจิ ารณาในแง่มุมดังกล่าวน้ี
การเมืองจึงมี ความหมายถึง การใชว้ าทกรรมอันเป็นปฏิบัติการเชิงอำนาจ เพอื่ ครอบงำมวลชนหรือผู้
52
หนึ่งผู้ใด หรือ เพื่อควบคุมพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สาธารณะใน
สอื่ มวลชน
รูปแบบและลักษณะวิถีวัฒนธรรมทางการเมืองในประชาธิปไตย วัฒนธรรมทางการเมือง
ในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งประเทศ ต่าง ๆ ในโลกได้นำมาใช้เป็น
ระบบในการปกครองประเทศ นับตั้งแต่หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็นระหว่าง ประเทศมหาอำนาจ
ตะวันตกซึ่งมีประเทศสหรัฐอเมริกาและอดีตสหภาพโซเวียต สังคมการเมืองที่ใช้ การปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้ประชาชนในประเทศนั้น ๆ มีวัฒนธรรมทาง การเมืองแบบ
ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แท้จริงเกิดขึ้นได้ทันที แต่ต้องมีการพัฒนาและศึกษาอบรม หรือ บ่มเพาะ
ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตย จนวฒั นธรรมทางการเมอื งสอดคลอ้ งกับวิถชี ีวติ ของ ประชาชนของ
ประเทศน้ัน ๆ ประชาชนต้องมีจติ ใจปรารถนาในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมจี ิตสำนึก
หรือวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเด็นดังต่อไปนี้ (สมปอง รักษา
ธรรม, 2552)
1. จิตสำนึกและความศรัทธาในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อประชาชน
ศรัทธาแล้วจะมีความเชื่อมั่น ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องออกมา
ปกป้องระบบการเมืองที่ต้องรักษาเอาไว้คือระบอบประชาธิปไตยเพราะเป็นระบบการปกครอง ที่
เสียหายน้อยที่สุด เพราะมีหลักการเคารพในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จิตสำนึกและความศรัทธา
ในระบอบประชาธิปไตยจะมีต้องมีขึ้นในหมู่ประชาชนและผู้นำทางการเมืองจึงทำให้ระบอบ
ประชาธปิ ไตยประสบความสำเร็จ
2. จิตสำนึกในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เป็นหลักการที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย หลักสิทธิ
เสรีภาพเป็นหลักการที่สำคัญขั้นพื้นฐานของระบบเสรีประชาธิปไตย เป็นการรับรองสิทธิของเสรีชน
หรือประชาชนทั่วไป เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุม สิทธิในการเลือกถิ่น ที่อยู่
อาศัย สทิ ธิในการเลือกประกอบอาชพี สทิ ธิในการไดร้ ับการศกึ ษา สิทธใิ นการรบั รขู้ ่าวสาร เป็นต้น
3. จิตสำนึกในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองและการเคารพสิทธิของผู้อื่น ผู้ที่มีจิตใจเป็น
ประชาธิปไตยจะต้องพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองอันชอบธรรม เช่น ถ้าตนเองถูกกีดกันไม่ให้
ลงคะแนนเสียงใช้สิทธิเลือกตั้ง จะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิของตนเองกลับคืนมาซึ่งถือเป็นสิทธิ ข้ัน
พื้นฐานของประชาชน การต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมถือเป็นหลักการของประชาธิปไตย แต่ในการ
ต่อสู้ เพื่อสิทธิของตนเองต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย และต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น หากเป็น
การเอา แต่ได้เพื่อตนเองโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น เป็นการแสดงว่าผู้นั้นขาดจิตสำนึกในระบอบ
ประชาธิปไตยจะกลายเปน็ เรือ่ งการเห็นแก่ตัว
4. จิตสำนึกในเรื่องเสียงส่วนใหญแ่ ละสิทธิเสียงส่วนน้อย หลักการตัดสินข้อขัดแย้งและ การ
คลี่คลายข้อขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตย คือ การออกเสียงลงคะแนน ก็ใช้เสียงข้างมากและเสียง
53
ส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ ในการตัดสินใจ แต่การใช้เสียงส่วนใหญ่จะต้องไม่ขัดต่อสิทธิของเสียง ส่วนน้อย
ต้องเคารพรับฟังเสียงส่วนน้อยในขณะเดียวกันเสียงส่วนใหญ่จะมาลงคะแนนเพื่อไปจำกัด สิทธิของ
เสียงสว่ นนอ้ ยไมไ่ ด้
5. จติ สำนกึ ในเร่อื งหลกั ความเสมอภาค คอื หลักความเสมอกันในทางกฎหมาย ชายและ หญงิ
มีสิทธิเท่าเทียมกัน ประชาชนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกันซึ่งใช้บังคับกับทุกคน ในสังคม
และหลักความเสมอภาคในทางการเมือง คือ เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปประชาชนผู้มีสิทธิ ในการออก
เสียงลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทนของตนเองเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ประชาชน
หนึ่งคนก็มีหนึ่งเสียงเท่ากัน หลักทั้งสองประการต้องมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าหาก ไม่มี
หลักการนี้จะทำให้ประชาชนบางคนกลายเป็นผู้มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนอื่นทั้งในทางกฎหมาย
และในทางการเมือง 6. จิตสำนึกในหลักความยุติธรรม การเคารพกติกา ประชาชนในระบอบ
ประชาธิปไตยตอ้ ง มีหัวใจเป็นนักกีฬา เพราะบรรดาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตยต้องใช้
หลักความยุติธรรม เป็นเครื่องมือตัดสินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน และการด าเนินการ
ต่าง ๆ ต้องปราศจาก อคติหรือเห็นแก่ผลประโยชน์หากประชาชนในสังคมประชาธิปไตยไม่เคารพ
กติกาเสียแล้ว การจะยุติ ปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่สามารถจะแก้ไขใหล้ ุลว่ งไปได้ 7. จิตสำนึกในความอดทน
อดกลั้นต่อความคิดเห็นและพฤติกรรมที่แตกต่าง เมื่อผู้ใด ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
หรอื การแสดงออกตา่ ง ๆ แม้เราจะไม่เห็นดว้ ยหรอื ไม่ชอบ กต็ ้องอดทน อดกลนั้ รบั ฟังในความเห็นต่าง
น้ัน ตราบใดทผี่ นู้ ั้นยังใช้สิทธิของตนเองภายใต้ขอบเขต แห่งกฎหมาย ผู้นนั้ อาจจะพดู ส าเนียงแตกต่าง
กัน หรือรูปลักษณ์ภายนอกต่างกัน แต่ก็เป็นเสรภี าพ อันชอบธรรมของบุคคลน้ัน ตราบเท่าที่เขาไมไ่ ด้
ทำผิดกฎหมายและทำให้ใครเดือดร้อน 8. จิตสำนึกในหลักนิติธรรม (The Rule of Law) หลักนิติ
ธรรม คือ หลักการอันถูกต้อง ตามกฎหมายเป็นท่ียอมรับ มคี วามชอบธรรมตามกระบวนการกฎหมาย
เรียกว่าการปกครองตอ้ ง เปน็ ไปตามหลักของกฎหมายเท่านน้ั ซ่ึงตรงกนั ขา้ มกับการปกครองโดยคณะ
บุคคล นอกจากนี้ หลักการดังกล่าว สัญญา เคณาภูมิ (2558) ยังได้สรุปรูปแบบและลักษณะ
ประชาธิปไตยไว้3 ประการ คือ 1. ประชาธิปไตยที่แสดงถึงความเคารพต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ให้
ความส าคัญและ รู้บทบาทของตนเองในการด าเนินการเรียนรู้มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ที่
ได้รับมอบหมาย ในการเรียนรใู้ หเ้ กียรตแิ ละรับฟงั ความคดิ เหน็ ของเพื่อนในกลมุ่ มีความไวว้ างใจเพ่ือน
ในกลมุ่ ขณะ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกลุ่มต่อตนเองและผู้อื่น 2. ประชาธปิ ไตยท่ีแสดงถึงความสามัคคีและเห็น
แก่ประโยชน์ส่วนรวม เช่น ช่วยเหลือ สนับสนุน และให้ก าลังใจแก่เพื่อน ๆ ในการทำงานร่วมกัน มี
ความเสียสละเวลาเพื่อการทำกิจกรรม การเรียนรู้ของกลุ่มอย่างเต็มที่ มีการแบ่งปันอุปกรณ์แหล่ง
ทรพั ยากรการเรียนรู้กับเพื่อนในกลุ่ม สามารถร่วมงานกับบุคคลอ่ืนไดด้ ีและร่วมทำกจิ กรรมการเรียนรู้
ตลอดระยะเวลาการเรียนรู้ 3. ประชาธปิ ไตยที่แสดงถึงความมีเหตผุ ลและดลุ ยพินิจในการแก้ไขปัญหา
เช่น มีการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนวางแผนการเรียนรูอ้ ย่างเปน็ ขั้นตอน มีเหตุผลใน
54
การที่จะอภิปรายร่วมกับเพื่อนในกลุ่มอย่างสมเหตุสมผล มีวิธีดำเนินการเรียนรู้โดยการใช้แหล่ง
ทรัพยากรการเรียนรู้ ได้อย่างเหมาะสม มีการตัดสินใจแก้ปัญหาที่รอบคอบโดยอยู่บนพื้นฐานของ
ความมเี หตผุ ล ไดก้ ลา่ ววา่ ทั้งนปี้ ระชาชนในสังคมใดจะมวี ิถวี ฒั นธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย
หรือระบอบ ประชาธิปไตยแบบไหน หรือจะเจริญมากน้อยเพียงใด ก็คงต้องพิจารณาถึงอุปนิสัยหรือ
วิถีการด าเนิน ชีวิตของประชาชนในสังคมนั้น ทั้งนี้เพราะเรายังคงเป็นปุถุชนคนธรรมดาวิถีแห่งจิต
ยังคงเต็มไปด้วย กิเลศ ความอยากมีอยากได้ โดยส่วนมากจะยังคงยึดมั่นในอัตตา (ตัวกู ของกู) ถือ
อุดมการณ์ของตน เป็นใหญ่ แต่โดยประการทั้งปวงนั้นวิถีประชาธิปไตยจำเป็นต้องประกอบไปด้วย
ลกั ษณะส าคญั 4 ประการดว้ ยกนั ได้แก่
1. การเคารพเหตุผลมากกว่าตัวบุคคล ประชาชนจะใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา จะให้ความ
เคารพซึ่งกันและกัน และต้องยอมรับว่าประชาชนบางคนมีสติปัญญาและการใช้เหตุผลในวงจ ากัด
อาจจะให้เหตุผลถูกในเรื่องหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งอาจจะให้เหตุผลไม่ถูกก็ได้การไม่ยึดหลักอาวุโส
เคร่งครัดเกินไป ไม่ใช่ว่าคนอาวุโสจะปฏิบัติถูกทุกเรื่อง บางครั้งความคิดดี ๆ ของผู้อ่อนอาวุโสก็เป็น
เรื่องที่ถูกต้อง สังคมประชาธิปไตยจะดำเนินไปด้วยดีเพราะประชาชนใช้เหตุผลในการรับฟังความ
คิดเหน็ ของผู้ทเ่ี หน็ ตา่ งจากตนเอง
2. การรู้จักประนีประนอม ผู้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจะไม่ใช้ความรุนแรง ในการ
แก้ปัญหาแต่จะตกลงแก้ปัญหากันอย่างสันติวิธีถ้าหากมีการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาต่อ กัน
ระหว่างประชาชนด้วยกันก็ทำให้ขัดกับหลักเหตุผลของระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือว่า
มนษุ ยเ์ ป็นผู้ทมี่ ีเหตุผล
3. การมีระเบียบและมีวินัย ในสังคมประชาธิปไตยประชาชนต้องปฏิบัติตามระเบียบและ มี
วนิ ัย ปฏิบตั ติ ามกฎหมายบ้านเมือง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิโดยไม่ยอมให้ผู้ใด มา
ละเมดิ หรอื กระทำการตามอำเภอใจได้ถ้าหากมีกฎหมายที่ละเมิดสิทธิหรือไม่เป็นธรรมก็ต้องเสนอ ข้อ
เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายนั้นให้เป็นธรรม ไม่ใช่ฝ่าฝืนไม่ยอมรับ เพราะการกระทำเช่นนั้นจะทำให้
ผู้อื่นฝ่าฝืนหรอื ละเมิดกฎหมายได้เช่นกัน จะทำให้เกิดความสบั สนในสงั คม ประชาชนสามารถใช้สิทธิ
เสรีภาพส่วนบุคคลตราบเท่าที่ไม่เกินขอบเขตของกฎหมาย เพราะถ้าประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพของ
ตนเองเกนิ ขอบเขต กจ็ ะไปละเมดิ หรือกา้ วก่ายสิทธิเสรภี าพของผู้อ่ืนจะทำใหส้ ังคมประชาธิปไตย ขาด
ความสงบสุขและไรร้ ะเบียบวนิ ัย
4. ความรับผดิ ชอบต่อส่วนร่วม ความรับผิดชอบและคำนงึ ถึงว่าตนเป็นเจ้าของประเทศ และ
ประชาชนคนอื่น ๆ ก็เป็นเจ้าของประเทศ การประพฤติตนให้เป็นพลเมืองดีของประเทศโดยรักษา
สมบัติของส่วนรวมหรือสมบัติของสาธารณะ รวมทั้งการรักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในสังคม
และประเทศชาติไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม เช่น ไม่แสวงหา
55
ความร่ำรวยด้วยการทำลายทรัพยากรของประเทศชาติหรือผลิตสิ่งเสพติดมอมประชาชนในสังคม
(วศิ ษิ ฐ ทวเี ศรษฐ, สุขุม นวลสกลุ , วิทยา จติ นุพงศ์, 2554)
บทบาทเชิงพุทธเกี่ยวกับธรรมทีส่ ่งผลทางการเมือง จากกระแสการเปลี่ยนแปลงของหลาย
ประเทศในโลกได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประชาธิปไตย จนทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองจากระบอบจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยการนำของ
คณะราษฎรใน วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 (ทวีศักดิ์ตั้งปฐมวงศ์, 2555) ด้วยบริบทเชิงพุทธในการ
ทำหน้าที่น้อมหลักธรรมมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งประชาธิปไตยตามหลักการแล้ว ประธานาธิบดี
สหรัฐอเมริกา Abraham Lincoln (ค.ศ. 1809-1865) ได้ให้คำนิยามประชาธิปไตยในการกล่าวสุนทร
พจน์ณ เมือง เกตต์สเบอร์ก หรือ “เกตต์สปุระ” ในมลรัฐเพนซิลวาเนียในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ.
1863 ว่า “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนจะไม่มีวันสูญสลายไปจากพื้นพิภพนี้
(Copelend & Lawrence, (Eds.), 1985)
ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครอง ที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงในกิจกรรมของ
รัฐและ สร้างข้อตกลงของสังคมขึ้นมาใช้เอง (Charnow & Vallasi, 1993) รัฐบาลต้องยอมรับสิทธิ
เสรีภาพ ส่วนบุคคลรวมถึงความถูกต้องและความชอบธรรมในการกระจายโอกาสและรายได้และยัง
คำนึงถึง ผลกระทบตอ่ ประชาชนทุกคน ด้วยความเสมอภาค (Bertrand, 1991) ท้งั น้ี เพือ่ การส่งเสริม
ประชาธิปไตยผา่ นกระบวนการเลือกตงั้ ของไทยใหเ้ ติบโตไปในทิศทาง เดียวกันกบั ประเทศที่เจริญแล้ว
เช่น อเมริกา และอังกฤษ เป็นต้น การตัดสินใจเลอื กตั้งถือเปน็ ปัจจัย สำคัญในการขับเคลื่อนบทบาท
หน้าที่อันเหมาะสมให้กับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทำหน้าที่เมื่อได้รับ เลือกตั้ง โดยเน้นการจัดสรร
ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวมให้อย่างทั่วถึง นอกจาก จะได้ผู้นำที่เป็นผู้ที่มีทักษะ
ความรู้ความสามารถแล้ว การตัดสินใจเลือกตั้งทางการเมืองประชาชนก็ ควรจะเน้นปล่อยวาง
อัตตาธปิ ไตย ในการเป็น ตัวกู ของกู ลงบา้ ง
แต่ทว่าด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ มีความเห็นแก่ตัวเป็นส่วนใหญ่ การตัดสินใจเลือกต้ัง
ทางการเมืองจึงมุ่งเน้นตอบสนองกิเลสของตน โดยเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงผลของการพัฒนา
ประเทศส่วนรวม ซึ่งในบางครั้งนักการเมืองที่เลือก เข้ามาในการบริหารประเทศอาจจะไม่ได้เป็นไป
เหมือนในอุดมคติที่คาดหวังไว้ แต่สิ่งที่ควรหันมาให้ ความสนใจในการส่งเสริมการเลือกตั้งทาง
การเมืองก็คือ หลักธรรมาธิปไตย อันเป็นหลักการเพิ่มอุดม ปัญญาประชาธิปไตยในการตัดสินใจ
เลือกตั้งทางการเมืองเพื่อให้มองเห็นถงึ ประโยชน์สุขของ ประชาชนส่วนรวม ไม่เลือกในสิ่งที่สนองตอ่
กเิ ลสของตน แตจ่ ะมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนรว่ ม ชาติ อันมีประการสำคญั ต่าง ๆ ดงั ต่อไปน้ี
1. การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับหลักการประชาธิปไตย ทางการเมือง
หลักประชาธปิ ไตยเปน็ การใหอ้ ำนาจแก่ประชาชน โดยประชาชน และเพ่ือประชาชน การให้อำนาจทั้ง
3 คือ นิติบัญญัติการบริหาร และตุลาการ อันเป็นหลักการสำคัญของระบอบการเมือง ที่ได้รับความ
56
ศรัทธาเลื่อมใสจากประชาคมโลกอย่างแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย หลักการส
าคัญ 5 ประการ คือ
1.1 หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน (Popular Sovereignty) เพื่อแสดงออก ถึง
อำนาจในการปกครองของประชาชนโดยแท้จริง ประชาชนจะแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของอำนาจ
โดยใช้อำนาจกำหนดตัวผู้ปกครองและผู้แทนของตน รวมทั้งอำนาจในการถอดถอนในกรณีที่มีการใช้
อำนาจโดยมิชอบ โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งของประชาชนอย่างอิสระเสรีแบบลับและทั่วถึงมี
กำหนดเวลาที่แน่นอน ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักอธิปไตย 3 ประการ คือ หลักอัตตาธิปไตย
คือการเอาตนเป็นใหญ่ หลักโลกาธิปไตย คือการเอาโลกเป็นใหญ่ และหลักธรรมาธิปไตย คือ การเอา
หลักธรรมเป็นใหญ่ ซึ่งพระพุทธศาสนามุ่งเน้นหลักธรรมาธิปไตยเป็นรูปแบบในการปกครองที่ดีที่สุด
เพือ่ ส่งผลใหก้ ารตัดสนิ ใจเป็นธรรมมากทสี่ ุด
1.2 หลักเสรีภาพ (Liberty) การที่บุคคลสามารถกระทำ หรืองดเว้นกระทำการส่ิงหน่ึง สิ่งใด
ตามท่ีต้องการ ตราบเทา่ ทกี่ ารกระทำหรืองดเวน้ การกระทำนัน้ ไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรภี าพ ของผู้อื่น
ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของ
ประชาชน ในปัจจุบันในการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่าง
กว้างขวาง แต่ถ้าตามหลักการพระพุทธศาสนาแล้วนั้น มีการกำหนดสิทธิและหน้าที่อันพึงกระทำท่ี
“ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียนเบียนผู้อื่น ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” ซึ่งในพระวินัยพระพุทธเจ้าได้ให้หลัก
เสรภี าพในการคดิ พจิ ารณาแก่ชาวกาลามะ ในการทจ่ี ะเชอื่ หรอื ไม่เชื่อ ในกาลามสตู ร 10 ประการ เช่น
อย่าเชื่อเพียงเพราะเล่าสืบกันมาฟังตามกันมา ข่าวลือ การอ้างตำราหรือทฤษฎี เป็นต้น หากจะเชื่อ
ตอ้ งใชป้ ญั ญาพิจารณาไตร่ตรองใหร้ อบคอบตามหลกั ของโยนโิ สมนสิการ การตัดสินใจเลอื กต้งั ทางการ
เมืองก็เฉกเชน่ เดียวกนั “ควรใชป้ ญั ญาโดยละเอยี ดถี่ถว้ นดว้ ยตัวเอง”
1.3 หลกั ความเสมอภาค (Equality) ในระบอบประชาธิปไตยเชื่อม่ันว่าหากมนุษย์ มโี อกาสท่ี
เสมอภาคเท่าเทียมกัน ถงึ แม้ว่าจะมีความสามารถท่ีแตกตา่ งกนั ก็ตาม มนุษย์จะสามารถ ดำรงชีวิตท่ีดี
รว่ มกันไดค้ วามเสมอภาคจึงเป็นคุณลักษณะข้ันพืน้ ฐานที่ประชาชนในสังคมเดียวกัน มีความเท่าเทียม
กันภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่งในพระพุทธศาสนาจะเห็นได้อย่างชัดเจนในการให้ ความเสมอภาคใน
เรอ่ื งวรรณะเช้อื ชาติเชน่ บุคคลไมว่ ่าจะอยู่วรรณะไหนก็สามารถเข้ามาบวช ในพระพทุ ธศาสนาได้และ
นับถือกันในเรื่องของพรรษา โดยไม่คำนึงว่าจะอยู่วรรณะใด เชื้อชาติใด หลักความเสมอภาคในการ
เคารพนับถือพระรัตนตรัย เป็นต้น แต่ถ้าบริบททางการเมืองไทยนั้น จะมี การแบ่งแยกสรรปันส่วน
แบ่งพรรคแบ่งพวก จนเกิดวาทะ “พวกมาก ลากไป” ทำให้พรรคที่ไม่ได้รับ การเลือกตั้งหาวิธีการใน
การหาข้อผิดพลาดของคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้เกิดความเสียหาย และแสดงความ
รับผิดชอบจนถึงขั้นยุบสภาหรือลาออกไปในที่สุด การตัดสินใจเลือกตั้งทางการเมืองจึง ควรเน้นหลัก
57
พรหมวหิ ารธรรม คือ เมตตาสงสาร กรุณาช่วยเหลือ มฑุ ติ าเมื่อไดด้ ี อุเบกขาไมเ่ ห็นแก่ ฝา่ ยใดฝ่ายหนง่ึ
แตจ่ ะเน้นความเป็นกลาง คือพจิ ารณากอ่ นการตดั สนิ ใจดว้ ยหลกั การและเหตุผล นนั่ เอง
1.4 หลักการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) หลักการนี้มีขึ้นเพื่อมุ่งจะให้ความ
คุม้ ครองแกส่ ทิ ธิและเสรภี าพข้ันพื้นฐานของประชาชนเป็นสำคญั “หนงึ่ คนหนึ่งเสียง (One Man One
Vote)” ถือเป็นศักดิ์และสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง เพื่อเป็นการกำหนดให้ผู้ปกครองหรือ
คณะรัฐบาลในฐานะที่ได้ผ่านการเลือกตั้งจะใช้อำนาจใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้อีกท้ัง
การใช้อำนาจนั้นจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข
ของประชาชนเท่านั้น การจำกัดสิทธิเสรีภาพใด ๆ ของประชาชนจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของ
กฎหมายเท่านั้น ในพระพุทธศาสนามีพระวินัยซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายท่ีเป็นหลักปฏิบัติของสงฆ์ท่ีจะอยู่
ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหมู่คณะมีความสงบสุข ข่มคนชั่ว ปกป้องคนดีจนถึงเพ่ือ
ความตงั้ ม่นั แหง่ พระสัทธรรม คอื พระพทุ ธศาสนา เป็นตน้ การเลอื กต้งั ทางการเมืองก็เช่นกัน ถึงแม้จะ
ผ่านการเลือกตั้งแต่ก็ยังคงต้องให้ความเคารพในเสียงของประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของอ านาจ
อธิปไตย
1.5 หลักเสียงข้างมาก (Majority Rule) การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็น การ
ปกครองเพ่อื ผลประโยชน์ของประชาชน ดังนน้ั ในการตัดสนิ ใจใด ๆ ไม่วา่ จะเป็นการกำหนด ตวั เลือก
ผู้ปกครอง เพ่ือใหม้ ัน่ ใจว่าการตดั สนิ ใจเลือกผูป้ กครองนนั้ จะสะท้อนถงึ ความต้องการของคน สว่ นใหญ่
อย่างแท้จริง ก็จะต้องให้ความเคารพและคุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย (Minority Right) ทั้งนี้ เพื่อ
ประกันว่าฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้มติในลักษณะพวกมากลากไป ในพระพุทธศาสนาก็ใช้หลัก เสียง
ข้างมากเป็นเครื่องตัดสิน เช่น การรับกฐิน จะต้องมีการถามท่ามกลางสงฆ์ว่า พระภิกษุรูปใด สมควร
ได้รับผ้ากฐิน โดยมีการเสนอพระภิกษุรูปที่สมควรได้รับผ้ากฐิน หากพระภิกษุสงฆ์เห็นด้วยก็ เปล่ง
วาจาพร้อมกันว่า “สาธุ” หรือหากภิกษุรูปใดทำผิดพระวินัย ก็มีการตัดสินที่เรียกว่า “เยภุยยสิกา”
คือ การระงบั ด้วยเสียงข้างมากลงมติท้งั อธกิ รณ์และการระงับสงฆส์ ่วนใหญ่ และในการประชุมทำ สังฆ
กรรมต่าง ๆ นั้น ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์หากมีข้อข้องใจมีสิทธิยับยั้ง (Veto) ได้แม้เพียงพระภิกษุ รูป
เดียวทักท้วงสงฆ์ทั้งหมดก็ต้องฟัง ดังกรรมวาจาที่ว่า “ยสฺสายสฺมโตขมติ...โสตุณฺหสฺสยสฺส น ขมติ โส
ภาเสยยฺ ” แปลวา่ “ถ้ากรรมนชี้ อบใจต่อท่านผู้ใด ทา่ นผ้นู ัน้ พึงเงยี บ ถา้ ไม่ชอบใจต่อท่านผใู้ ด ผู้นั้น พึง
พูดขน้ึ ” การตัดสนิ ใจเลือกตั้งก็เหมือนกันเมื่อได้ตัดสินใจไปแลว้ ก็ควรจะยอมรับในผลของ คะแนนน้ัน
นอกเหนือจากการท่ีคณะผู้ผ่านการเลือกต้ังมีการปฏิบตั หิ น้าที่ไม่สุจริตก็สามารถออกมา มีส่วนในการ
ทวงอ านาจอธิปไตยของตนคืนได้ (เกษฎา ผาทอง, 2559)
จากสภาพการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าบทบาทเชิงพุทธเกี่ยวกับธรรม เป็นกรอบ แนวคิดใน
การปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่ส่งผลในทางการเมือง เมื่อทุกอย่างเป็นไปตาม กระบวนการการ
ประชาธิปไตย ผลของการตัดสินใจเลือกตั้งบุคคลเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศจะ ออกมาเป็น
58
อยา่ งไร กค็ งตอ้ งยอมรบั และปฏิบัติตามเพื่อเป็นการยอมรับในเสยี งประชาชนส่วนใหญ่ แต่ถ้าเมื่อใดท่ี
ผู้ได้รับเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารประเทศไม่สามารถทำตามแผนและนโยบายที่ตน ก าหนด ก็คง
ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภา เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้ง ระหว่างรัฐ
กับประชาชน ทั้งนี้การตัดสนิ ใจเลือกต้ังผู้แทนทางการเมืองก็เชน่ กันประชาชนต้องใช้ โยนิโสมนสกิ าร
“คอื การพินิจพิจารณาตริตรองด้วยปัญญาของตนด้วยเช่นกนั ”
จำนวนชั่วโมงท่ีสอน 2 ชว่ั โมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
2. นำเข้าสบู่ ทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรียน
ส่อื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลกอ่ นเรียน - หลงั เรยี น
การประเมินผลการเรยี น
1. ประเมินผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรียน
2. ประเมนิ จากการมีสว่ นร่วมในห้องเรียน
3. ประเมินจากการชักถาม
เนอ้ื หาท่ีจะสอน
1. แนวคดิ ทางการเมอื งกบั ศาสนา
2. ลักษณะประการสำคัญของการเมือง
3. รูปแบบและลักษณะวิถีวัฒนธรรมทางการเมืองในประชาธิปไตย วัฒนธรรมทางการเมือง
ในระบอบ
4. บทบาทเชงิ พทุ ธเกยี่ วกับธรรมท่สี ง่ ผลทางการเมอื ง
คำถามทา้ ยบท
59
1. แนวคดิ ทางการเมอื งกับศาสนามีลักษณะอยา่ งไรบา้ ง
2. นักศึกษจงอธบิ ายลกั ษณะประการสำคัญของการเมืองท่ัวไปและประเทศไทย
3. รูปแบบและลักษณะวิถีวัฒนธรรมทางการเมืองในประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อ
พระพุทธศาสนา
4. บทบาทเชงิ พุทธเก่ยี วกบั ธรรมที่ส่งผลทางการเมอื งและการพัฒนาสงั คมไทย
เอกสารอ้างอิง บทที่ 6
กรมการศาสนา. (2560). แนวทางการด าเนินงานชุมชนคุณธรรมและขับเคลื่อนด้วยพลัง “บวร”.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพม์ หาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
กรี วฒุ ิ กติ ิยาดิศัย. (2556). สิทธิเสรภี าพของพระภิกษสุ งฆ.์ ใน รายงานการฝกึ อบรมหลกั สูตร หลักนิติ
ธรรมเพือ่ ประชาธปิ ไตย : สำนักงานศาลรฐั ธรรมนูญ.
เกษฎา ผาทอง. (2559). ยุทธศาสตร์การพัฒนาประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคมไทย
ภายใตก้ ระบวนทัศน์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา. วารสารธรรมทรรศน์. 16(2): กรกฎาคม
- ตลุ าคม, หนา้ 263-264.
ช ล ท ิ ศ ธ ี ร ะ ฐ ิ ต ิ . ( 2551). ก า ร พ ั ฒ น า ท ร ั พ ย า ก ร ม น ุ ษ ย ์ . น น ท บ ุ ร ี : ส า น ั ก พ ิ ม พ์
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์. (2555). การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475: การปฏิวัติที่ถูกนิยามใหม่ The
Changing of the ruling in 1932 : The new definition revolution. วารสารมหาวิทยาลยั
มหาสารคาม. 31(3): พฤษภาคม-มิถุนายน, หน้า 39.
วรรณไชย มะยงค์. (2558). การบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยหลักทศพิธราชธรรมในจังหวัดชุมพร.
วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์และศลิ ปะ. 8(1): มกราคม-เมษายน, หน้า 352.
วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, สุขุม นวลสกุล และวิทยา จิตนุพงศ์. (2554). การเมืองและการปกครองไทย.
กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั รามค าแหง.
สมปอง รักษาธรรม. (2552). ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้กับการพัฒนา
วัฒนธรรม ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2549-2552: ศึกษา
กรณีเปรียบเทียบนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 5 จังหวัดภาคใต้. วิทยาลัยส่ือสารการเมือง:
มหาวทิ ยาลัยเกริก.
สัญญา เคณาภูมิ. (2558). วิถีประชาธิปไตยของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย. วารสารวไลย
อลงกรณป์ ริทัศน.์ 5(2): กรกฎาคม-ธนั วาคม, หน้า 195-196.
60
สัญญา เคณาภูมิ. (2560). อิทธิพลของอรรถประโยชน์ทางการเมืองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ทาง
การเมืองแบบประชาธิปไตยของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประเทศ
ไทย. วารสารสันติศกึ ษาปริทรรศน์ มจร. 5(2): พฤษภาคม-สิงหาคม, หนา้ 22.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาต.ิ (2554). การพัฒนาวัดสู่ความเป็นมาตรฐาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
สำนักงานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2555). การส ารวจสภาวะทางสังคมและวัฒนธรรม พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ:
คณะรฐั มนตรีและราชกจิ จานุเบกษา.
เอก ตงั้ ทรัพย์วัฒนา. (2551). ค าและความคดิ ในรัฐศาสตร์ร่วมสมยั เลม่ 2. กรุงเทพฯ: วี. พรน้ิ ท.์
เกษฎา ผาทอง และธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์. (2561). พระพุทธศาสนากับการเมืองไทย. วารสารวไลย
อลงกรณป์ ริทศั น์ (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร)์ ปีท8ี่ ฉบับท1่ี มกราคม-เมษายน 2561
ชยั อนนั ต์ สมทุ วณชิ . (2555). ศาสนากบั การเมือง. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา.
https://mgronline.com/daily/detail/9550000101963
Bertrand, D. J. (1991). Defining and Measuring Political, In Democracy and Human Rights
in Developing Countries. London: Lynne Rienner.
Copelend, L. & Lawrence, L. (Eds.). (1985). The World’s Great Speeches. (2nd ed.) New
York: Dover.
Charnow, A. B. & Vallasi, G. A. (1993). “Democracy” in the Illustrated” The Coliumbia
Encyclopedia. (5th ed.). Edited by Babara A. Charnow, A. and George Vallasi.
Coliumbia: Coliumbia University.
Easton, D. (1960). The Political System. New York: Alfred A. Knoff.
Jerrold, S. (1967). The new face of Buddha: Buddhism and Political power in Southeast
Asia. London: Victor Gollancz LTD.
Lasswell, D. H. & Kaplan, A. (1970). Power and Society. New Haven: Yale University.
Neumann, S. (1995). Modern Political Parties. University of Chicago Press (December
1955).
Ranny, A. (1972). Essay on the Behavioral Study of Politics. Urbana: University of Illinois
Press.
Wolin, S. (1960). Politics and vision: continuity and innovation in western political
thought. New Jersey: Princeton
61
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 7
หวั ข้อเรอื่ ง วเิ คราะหพ์ ระพุทธศาสนากบั การเมอื งในสังคมไทย
รายละเอยี ด
พระพุทธศาสนากับการเมือง จะเห็นได้วา่ เปน็ กิจการบา้ นเมืองท่ีเกี่ยวกับการบริหารประเทศ
ซึ่งเป็นการ ดำเนินการตามนโยบายของประเทศ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการปกครอง การ
ดูแลคุ้มครองระวังรักษาและ บริหาร ซึ่งการเมืองการปกครองที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยมีพระราชา
เป็นใหญ่ปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนา ในครั้ง พุทธกาลที่มีสถาบันกษัตริย์การปกครอง ตลอดจน
ขนบธรรมเนียมประเพณี และพิธีกรรมในระบบความเช่ือจาก พระพุทธศาสนา ท่ีมกี ารประพฤตปิ ฏิบัติ
ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่มีระบบการปกครองในการจัดระบบ สังคมตามแบบชนชั้น
ปกครอง คือ ราชา ชนชั้นที่ถูกปกครอง คือ ราชภัฏ หรือข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ชนชั้น
ปกครอง มีหลักธรรมที่พึงปฏิบัติที่เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา เรียกว่า ทศพิธราชธรรม (ขุ.ชา.
(ไทย) 28/176/112) และขอ้ ธรรมอน่ื ๆ ชนชั้นผู้ท่ีถกู ปกครองซึง่ สนองงานของพระราชามหากษัตริย์ ก็
ดำเนินตามชั้นชนปกครอง เป็นเรื่องที่ น่าศึกษา เพราะการเมืองการปกครอง ถ้าดำเนินการปกครอง
ได้ดี ก็จะนำมาซึง่ ความเจริญรุ่งเรืองแกบ่ ้านเมือง
การเมืองการปกครองที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นการปกครองแบบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบการปกครองซึ่งมีพระราชาหรือพระมหากษัตริย์ ที่มีอำนาจ
สิทธิ์ขาดในการบริหารแว่นแคว้น ในยุคพุทธกาล คือ ระบบราชาธิปไตยกับระบบสามัคคีธรรม ใน
ระบบราชาธิปไตยที่มีอำนาจสมบรู ณ์ โดยไม่ต้องมีสภาและมิติ เหมือนกบั สงั คมระดบั เผ่า ท่ีใช้กันก่อน
สมัยพุทธกาล ที่มีอาณาเขตกว้างขวาง ไม่สามารถนำความคิดเห็นของเผ่ากับ กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือ
พระเวทที่อยู่ในรัฐเดียวกันได้ เพราะว่า รัฐปกครองด้วยระบบราชาธิปไตย เช่น รัฐมคธปกครอง โดย
พระเจ้าพิมพิสาร รัฐโกศลปกครองโดยพระเจ้าปเสนทิโกศล รัฐวังสะปกครองโดยพระเจ้าอุเทน และ
รัฐอวันตี ปกครองโดยพระเจ้าจณั ฑปัชโชติ ระบบการปกครองแบบนี้เปน็ คู่แข่งขัน ในการต่อสู้แยง่ ชิง
อำนาจกับระบบสามัคคี ธรรม แต่รัฐที่ปกครองด้วยระบบราชาธิปไตยจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น และ
ได้ปราบปรามรฐั ที่ปกครองดว้ ยระบบ สามัคคีธรรมไว้ในอำนาจเกือบหมด คงเหลือแตร่ ฐั วัชชีรฐั เดียวท่ี
ยังคงเข้มแข็งอยู่ แต่หลังจากพุทธปรินิพพานไม่นาน รัฐวัชชีก็ตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐมคธ ซึ่งปกครอง
โดยระบบราชาธิปไตย การที่ระบบราชาธิปไตยมีความเข้มแข็งกว่า ระบบสามัคคีธรรม ในระบบ
ราชาธิปไตย เป็นระบบของผู้ต้องการมีอำนาจและจะเผยแผ่อำนาจออกไป ส่วนระบบ สามัคคีธรรม
มุ่งจัดการปกครอง ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความผาสุกในบ้านเมือง มีระเบียบวินัยเครื่องดำรงความ
สามัคคี เมอ่ื ไมม่ รี ะเบียบวินยั เมื่อความสามัคคีหมดไประบบสามัคคีธรรมหรือประชาธิปไตยแบบสมัย
โบราณก็พัง พินาศ อินเดียในสมัยโบราณ มีการแข่งขันแย่งชิงอำนาจซึ่งกัน ประเทศที่มีอำนาจ
62
มากกว่าก็บุกรุกทำสงครามขยาย ดินแดน จนมาถึงยุคพุทธกาลมีแคว้น 16 แคว้น บางประเทศก็หมด
อำนาจถูกยบุ รวมเข้ากบั แควน้ อ่นื จงึ เหลือประเทศ ที่ใหญอ่ ยู่ 4-5 ประเทศ อังคะ ก็เข้าไปอยู่ใต้อำนาจ
ของมคธ กาสีก็อยู่ใต้อำนาจของแคว้นโกศล แคว้นโกศลและวัชชี เป็นแคว้นใหญ่มีอำนาจมาก แคว้น
มหาอำนาจในครั้งพุทธกาล คือมคธ วัชชี โกศล วังสะ และ อวันตี แคว้นที่เกี่ยวข้อง กับ
พระพทุ ธศาสนา คือ แคว้นมคธ วชั ชี และโกศล ปรากฏในคมั ภีร์พระพุทธศาสนามาก แคว้นมคธมีชื่อ
อยู่ยั่งยนื ท่ีสุด ส่วนแคว้นอื่นที่ใหญ่ในสมัยพุทธกาล พอถึงยุคหลังพุทธกาลก็คอ่ ย ๆ หมดไป แคว้นที่มี
การปกครองต่างแบบกัน คือ แคว้นมคธกับแคว้นวัชชี แคว้นมคธปกครองแบบราชาธปิ ไตยแคว้นวัชชี
ปกครองแบบสามัคคีธรรม มีชนชั้นปกครอง หมุนเวียนกันขึ้นมาปกครอง แคว้นวัชชีแข่งอำนาจกับ
แคว้นมคธ หลังพุทธกาลแคว้นวัชชีได้เสียอำนาจแก่แคว้นมคธ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต),
2547, หนา้ 3-6)
การปกครองประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คณะผู้บริหารมีทั้ง
ข้าราชการประจำ และข้าราชการนักการเมือง จำเป็นต้องมีกฎระเบียบในการบริหาร และที่สำคัญ
จำเป็นต้องมีความ สุจริตในหน้าที่ การจะเป็นผู้บริหารที่สุจริตได้ ก็ต้องศึกษาหลักธรรมทางศาสนา
โดยเฉพาะจากพระพุทธศาสนา ซึ่งมี พระราชามหากษัตริย์และข้าราชบริพารพ่อค้าประชาชน ผู้นับ
ถือพระพุทธศาสนา ได้ใช้หลักธรรมในการบริหาร บ้านเมืองเป็นแบบอย่างให้ศึกษา ซึ่งการนำ
หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้ในการบริหารบ้านเมืองนั้นได้มีมาแต่เริ่ม ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ดงั ทีผ่ ู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จกั ษ์ พนั ธช์ เู พชร ไดก้ ล่าวไวว้ า่ “หลักการปกครองในสมยั สโุ ขทัย ส่งเสริม
ให้ประชาชนอยู่ในศีลธรรมมีพฤติกรรมที่ดีงามตามหลักศาสนาพุทธ มีพระสงฆ์มาสอนธรรมะในวัน
โกนวันพระ พระมหากษัตริย์ปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา พลเมืองก็ได้รับอิทธิพลทาง
ความคิดมาจากพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการ
ปกครอง” (ผศ. ดร. จักษ์ พันธ์ชูเพชร, 2549, หน้า 21- 25) การเมืองการปกครองของไทยในสมัย
ปัจจุบัน ผู้สนองงานของพระมหากษัตริย์ คงต้องศึกษาประวัติศาสตร์ การเมืองสมัยสุโขทัยในส่วนที่
ผู้ดูแลบริหารบ้านเมืองนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ เมื่อศึกษาแล้วสามารถ นำเสนอเพื่อ
ประยุกต์ในการบริหารบ้านเมืองของประเทศไทยได้
ในการบรรยายสาธารณะ “ศาสนากับการเมือง ชาตินี้เราคงแยกกันไม่ได้” จัดโดยกลุ่มสภา
หน้าโดม ที่ห้อง ศศ.107 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ภายหลังการบรรยายหัวขอ้
“ศาสนาผีกับการเมือง” โดยสุจติ ต์ วงษ์เทศ (อา่ นข่าวท่เี กี่ยวข้อง) ตอ่ มาเป็นการบรรยายหวั ข้อ "พุทธ
ศาสนากับการเมืองไทย" โดยธเนศ อาภรณ์สุวรรณ รองศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี
พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธเนศ เริ่มอภิปรายว่า พุทธศาสนาถูกสถาปนาเป็นศาสนาแห่งรัฐ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีพ่อขุน
รามคำเเหงเป็นพระธรรมราชา เเละคตินี้ยังถูกนำมาใช้ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อตอบโต้
63
ทัศนะประชาธิปไตยเเบบสังคมตะวันตกว่ายังใช้ไม่ได้กับสังคมไทย เรื่องศาสนากับการเมืองที่น่า
ตื่นเต้นก็ตรงที่ว่า ผ่านมา 2,000 กว่าปีแล้วแนวคิดเรื่องสถาบันการปกครองยังต่อสู้กับศาสนาผีน้ัน
ยงั คงสามารถนำมาใชอ้ ธิบายการเมอื งไทย และชนชั้นปกครองของไทยในปัจจุบนั ได้
อุดมการณ์ที่เอาความเชื่อ คติพุทธมาอธิบายอาณาจักรก็เรียกว่า "จักรวาลทัศน์แบบพุทธ"
หรือ "Buddhist Cosmology" สรุปสั้นๆ ว่าจักรวาลทัศน์ของพุทธ จะเห็นว่ามีการนำเสนอเหนือกว่า
ศาสนาผี คือนำเสนอแบบมองเอกภาพและเชื่อมโยงกันระหว่างโลกมนุษย์ท่ีเปน็ จุลภาค กับจักรวาลท่ี
เป็นมหภาค แสดงออกจุดหมายของมนุษย์ ที่อยู่ภาวะเหนือโลกได้ นี่คือความฝันใหม่ของชนชั้นนำที่
กมุ ทรัพยากร ท่ีวา่ ตอ้ งต้งั จุดหมายใหญก่ ว่าทำมาหากนิ ต้องไปสอู่ ะไรทล่ี ึกซึ้งข้ึน
ประการต่อมาจักรวาลทัศน์แบบพุทธ ไม่ได้แยกออกจากเทคนิควิทยาของท้องถ่ิน ทำไมเขา
สามารถแทนศาสนาผีได้ ศาสนาผกี ค็ อื บรรดาลักษณะเฉพาะของชมุ ชนท้องถิ่นต่างๆ ตอนพทุ ธเข้ามาก็
สามารถผนวกกลืนและซึมซบั ศาสนาท้องถิน่ เขา้ มาได้ เพียงแต่ศาสนาพุทธมีวิธีคิดวเิ คราะห์ที่ซับซ้อน
กวา่ สามารถจำแนก แบ่งข้นั ตอน มีฐานะ ทำให้เรื่องราวในสงั คมมลี ักษณะหลากหลาย
ประการตอ่ มาไมม่ ีการแบง่ แยกกฎศลี ธรรม และกฎแหง่ โลกวตั ถุ คือไม่มีการแบ่งแยกระหว่าง
โลกทางศาสนากับอาณาจักร คือ คำอธิบายสามารถผนวกเรื่องทางโลกกับทางธรรมให้ไปด้วยกันได้
คือทุกศาสนาหลักแต่ละศาสนาก็ทำหน้าที่นี้ คือศาสนาพูดถึงการหลุดพ้นเรื่องทางโลก แต่ถ้าไม่เป็น
ทางโลกน้ี สานุศิษย์ก็เขา้ ถงึ ไมไ่ ด้
ในแง่ของการอธิบายการเมือง ให้ดูที่การอธิบายเรื่องอำนาจ เพราะเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ
และผู้ปกครอง โดยในพระไตรปิฏกบท "อัคคัญญสูตร" กล่าวถึงกำเนิดของชนชั้นปกครอง ที่เรียกว่า
"กษัตริย์" โดยในอัคคัญญสูตรพูดถึงกำเนิดของวรรณะต่างๆ แสดงให้เห็นว่าวรรณะกษัตริย์ได้เกิดข้ึน
พร้อมวรรณะอื่นๆ ในสังคมด้วย การที่ชนชั้นปกครองต้องนำศาสนาเข้ามาอยู่ในระบบการปกครอง
เพราะว่าต้องการควบคุมความคิดและสร้างความเป็นเหตุเป็นผล เเละยังต้องการให้ประชาชนนับถือ
และทำลายความเชื่อเรือ่ งผซี ่งึ มอี ย่เู ดิมดว้ ย
หลกั เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ท่จี ะมาเป็นหัวหน้าผปู้ กครองในยคุ น้ันคือ ต้องเป็นผปู้ กครองที่ดูดี
งดงาม น่าเชื่อถือและน่าเกรงขาม อีกทั้งยังจะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน มีความมั่งคั่งเเละเป็นที่รักของ
ชุมชน เพราะได้เปลี่ยนสถานะการปกครองจากชุมชนเล็กๆ กลายมาเป็นชุมชนที่ขยายใหญข่ ้ึนเรื่อยๆ
จึงต้องมีการปกครองอย่างเป็นระบบ ส่วนการตัดสินใจเลือกผู้นำนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อำนาจ
การตัดสนิ ใจนัน้ ยงั จำกัดอยใู่ นวงของชนชั้นสงู เทา่ นนั้
นอกจากนสี้ ิ่งท่ีมีการตีความและใช้กันต่อมา คอื การให้คุณสมบัติท่ีสำคัญของผู้ปกครองในคติ
จักรวาลทัศน์แบบพุทธ คือ "การมีธรรม" และต่อมาแปลออกว่าเป็นการ "มีบุญ" หรือ "มีบารมี" ของ
ผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นการมีบุญบารมี หรือธรรมที่พูดง่ายๆ ว่าเป็นสิ่งสมบรู ณ์ในตัวมันเอง ทำให้ผู้ที่
เป็นกษตั ริยใ์ นจกั รวาลทศั น์นี้ ดำรงอยเู่ หนอื กฎเกณฑแ์ ละภาวะตา่ งๆ ในสังคมนัน้
64
โดยข้อความในพระไตรปิฏก อัคคัญญสูตร ระบุว่า " ความจริงธรรมเท่าน้ันเปน็ ของประเสรฐิ
ทส่ี ดุ ในประชมุ ชน ท้ังในเวลาเหน็ อยู่ทงั้ ในเวลาภายหน้าฯ" และทิง้ ทา้ ยว่า "กษัตรยิ ์เปน็ ผปู้ ระเสริฐที่สุด
ในหมชู่ นผมู้ คี วามรังเกียจดว้ ยโคตร ท่านผถู้ ึงพร้อมดว้ ยวิชชาและจรณะ เปน็ ผู้ประเสริฐท่ีสุดในเทวดา
และมนษุ ย"์
พฒั นาทส่ี ำคญั ในความคิดทางการเมืองแบบพุทธ คือการโยงบุญอำนาจเข้าสู่อำนาจการเมือง
แนวคิดเรื่องบุญในอัคคัญญสูตรพูดถึง "จักรพรรดิราช" ว่าเป็นผู้มีบุญสูงมาก อยู่ในกลุ่มเดียวกับ
พระพุทธเจ้า พระปจั เจกพุทธเจ้า พระอรหันตส์ าวก พระโพธสิ ัตว์อันจะได้ตรสั รู้เปน็ พะพทุ ธเจา้ โดยท่ี
พระจักรพรรดริ าชอย่ใู นลำดับสดุ ท้ายของผู้มีบุญเหลา่ น้นั ก็คือปัจจยั ท่ีสำคัญของจกั รพรรดิราชคือต้อง
มีบุญสงู แลว้ ถงึ ขั้นที่วา่ เปน็ บญุ สูงทสี่ ดุ ถึงขั้นพระจักรพรรดริ าช ผมกม็ องวา่ ถ้าจะมองแบบรัฐศาสตร์ก็
คือกฎที่ทำให้ผู้ปกครองหรือรัฐ สามารถแยกแยะระหว่างรัฐที่ชอบธรรม กับชุมชนโจร แล้วทำให้
อำนาจท่ีเปน็ ธรรม กบั อำนาจอธรรม สามารถทจี่ ะแยกจากกันได้
ที่น่าสนใจก็คอื แนวคิดเรื่องบุญนี้ ต้องไปแสดงปรากฏในคนทีจ่ ะมีอำนาจหรือคนมีบุญ ผมต้ัง
ข้อสังเกตในพระไตรปิฏก หรอื ไตรภมู ิ เขาพดู เร่อื งคนดีไหม พระไตรปฏิ กไม่ได้พูดเรื่องคนดีเลย แปลก
มาก แต่ที่จริงก็ไม่น่าแปลก เพราะถ้าฟังต่อไปจะรู้ว่า คำตอบอยู่ที่คนมีบุญคือคนดี ที่สำคัญคือต้องมี
การแสดงออก ปรากฏว่าลักษณะของผู้มีบุญ เห็นได้จากประการหนึ่งที่ระบุว่า ผิวพรรณวรรณะอัน
งดงาม ถา้ อยใู่ นธรรมเนียมไทยต้องมีการตชิ มกันเร่ืองผวิ ผิวดี ผิวงามอะไรต่างๆ อย่าแปลกใจเพราะนี่
คือทฤษฎีดั้งเดิมของสังคมมาเปน็ พันปี ว่าคนที่มีบุญ คือผิวพรรณงดงาม จึงมีคนตั้งข้อสงั เกตว่ายาขดั
ผิวขายดีมากในสังคมเหล่านี้ ทีนี้พระจักรพรรดิราชต้องปฏิบัติธรรมถึงผิวพรรณจะดี ถือศีล 8 เข้า
โบสถ์ทุกวนั พระ ทำทาน สรงน้ำชำระร่างกาย ห่มผ้าขาวนั่งทำสมาธิกลางแผ่นดินทอง แล้วจะรุ่งเรือง
งามด่งั แสงพระอาทิตย์ คอื กษัตรยิ ์ผปู้ กครองตอ้ งเป็นผู้มีบุญบารมี เเละจะต้องเป็นผู้อุปถัมภ์ทำนุบำรุง
ศาสนาดว้ ย
และในบางกรณีผู้ปกครองอาจจะอ้างบุญในการเข้ายึดอำนาจ หรือใช้การ"อ้างบุญ" เพื่อหา
ความชอบธรรมทางการเมืองได้ เช่น สมัยพระมหาจักรพรรดิของอยุธยา หรือพระเทียรราชา จะยึด
จากขุนวรวงศาธิราช พระเทียรราชาใช้เหตุผลว่า ประกอบด้วยบุญบารมี จะได้เป็นที่ศาสนูปถัมภก
ปกป้องอาณาประชาราษฎร์ต่อไป คอื ไม่ไดม้ ีแค่บารมี แตต่ ้องปกปอ้ งพระพุทธศาสนาดว้ ย คือเป็นการ
ขยายบทบาท อยา่ งไรก็ตามก่อนยึดอำนาจมกี ารปรึกษากันเพื่อเช็คดุลอำนาจ แต่ยังไม่แน่จึงลองเสี่ยง
เทียน โดยพระเทียรราชาจดุ เทียนแล้วต้ังจิตอธิษฐานว่า หากคิดไม่สำเร็จขอให้เทยี นของพระองค์แสง
หรี่ลง ถ้าการที่คิดไว้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก็ขอให้เทียนของพระองค์โชติช่วง และขอให้เทียนของขุนว
รวงศาธิราชมืดมิดไป แต่มีขุนพิเรนทรเทพ คายชานหมากที่เคี้ยวอยู่ทิ้ง เผอิญชานหมากไปถูกเทียน
ขนุ วรวงศาธิราชรบิ หร่ลี งและดบั ไป ฝา่ ยพระเทยี รราชาเลยเดนิ หน้ายึดอำนาจ เลยได้อำนาจกลับมา
65
เมื่อกลับไปดูคำอธิบายแบบพุทธ ที่ให้ผู้ปกครองมีอำนาจเหนือคนอื่น ไม่ใช่การให้ความชอบ
ธรรม แต่เป็นการสร้างความเป็นเหตุเป็นผล หรือคำอธิบายชุดหนึ่งเพื่ออธิบายว่า ทำไมคนที่มีอำนาจ
ถึงมคี วามชอบธรรมทจ่ี ะทำหน้าทีน่ ี้ ซึ่งสง่ิ น้ีแสดงว่าวาทกรรมการเมืองท่เี ราพูดถึง คือคำอธิบายเช่นน้ี
พูดจากมุมของผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นความสำคัญของคนที่จะเป็นกษัตริย์ เขาไม่ต้องขอความชอบ
ธรรมจากชาวบ้าน ไม่จำเป็นเลย เพราะว่าคุณจะยึดอำนาจ ต้องยึดจากคนข้างใน จากนั้นจึงค่อย
ปกครอง เพราะฉะนน้ั การพูดถงึ ความชอบธรรมตา่ งๆ จงึ ยงั ไม่มีความหมาย แคม่ ี "ความชอบ" กใ็ ช้ได้
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือคติที่โยงเรื่องบุญและอำนาจ เข้ากับผู้ปกครองหรือคนที่มีฐานะสูงกว่า
อำนาจนี้เป็นอำนาจที่มาจากการปฏิบัติเฉพาะตัว ดังนั้นจึงมอบให้ไม่ได้ ส่งมอบให้ไม่ได้ คติธรรมน้ี
ปรากฏในสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในเทศนาจุลยุทธการวงศ์ซึ่งกล่าวว่า "สิ่ง
อนั เป็นแก่นสารจะถอื ว่าเปน็ ของตนมิได้ แมก้ ษัตริยท์ ี่ทรงสุรศักดิ์เดชามหนั ต์บญุ ญานุภาพ กไ็ ม่อาจพ้น
จากความตายได้ ด้วยตามวิสัยโลกธรรมดา แม้ราชสมบัติก็จัดเป็นภูมอิ ศุภสาธารณะ แปลว่า ไม่มีใคร
เป็นเจ้าของ" แปลศพั ท์สมัยใหมก่ ็คือ อำนาจเปน็ ของสว่ นรวม
ดว้ ยคตบิ ุญอำนาจ ทำให้มกี ารแบ่งหน้าทท่ี างการเมืองเด็ดขาด หนา้ ที่การเมืองในอาณาจักรมี
การแบ่งอัตโนมัติคือ คนที่อยู่ในฐานะชนชั้นนำของสังคม เมื่อขึ้นมาแล้ว มีความชอบในหน้าที่ และมี
ความเหนือกว่า ทั้งหมดเป็นความชอบธรรม ที่ไม่ใช่ "Legitimacy" แต่เป็น "ความถูกต้อง" ต้องทำให้
คนทีม่ ีอำนาจอยูต่ อ่ ไป ไม่ทำให้ขนุ นางมาต้งั คำถามหรอื ต่อรอง
"อีกด้านหนึ่งระดับชาวบ้านหรืออาณาประชาราษฎร์ ก็กลายเป็นกลุ่มคนหรือองคาพยพของ
ระบบการเมืองที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองการปกครอง การเมืองเป็นเรื่องของอีลิต ไม่ใช่
เรื่องของแก พอไม่มีหน้าที่ที่เกี่ยวกับการเมอื งการปกครอง ทำให้มีปัญหาว่าคุณจะเอาตัวรอดอย่างไร
คุณก็ต้องไปหาผู้มีอำนาจ คติที่ว่าผู้น้อยต้องหาผู้ใหญ่ หรือหาเส้นสาย ต้องหาหลังหา มันก็เป็นสอง
ด้านของคติ "อำนาจ" กบั "บญุ " คนมีอำนาจคือคนมีบุญมีความชอบธรรม คนไมม่ อี ำนาจกไ็ หวเ้ ข้า ขอ
เขาลูกเดยี ว แล้วกร็ ับการสงเคราะหต์ ่อไป"
"การเข้าใจที่มาของคติแบบนี้ ทำให้มองพฤติกรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ได้ว่า หลายเรื่อง
ไม่ได้เกดิ ตอนทีเ่ พง่ิ มนี ักการเมอื งหรือรฐั ธรรมนญู แตห่ ลายเรื่องเกดิ ตัง้ แตเ่ ร่ิมมีอาณาจักรไทย"
ในสว่ นของสงั คมไทยในปจั จุบัน มีการนำเอาศาสนาเขา้ มาเป็นอัตลักษณ์ของชาติเพ่ือต่อสู้กับ
ความเชื่อและอุดมการณ์สมัยใหมอ่ ื่นๆ การเมืองกลายเปน็ เรือ่ งของอำนาจในการจดั สรรผลประโยชน์
รัฐสมัยใหม่ต้องมีความหลากหลายเกิดเป็นศีลธรรมแบบใหม่พลเมืองมีส่วนร่วมในการเมืองการ
ปกครองแต่ทว่าในปัจจุบันกย็ ังพบการใช้เรื่องศาสนาในการเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ สถาบันสงฆ์
เข้ามารบั ใชน้ โยบายการเมืองรวมถงึ มกี ารเสนอใหใ้ ช้หลกั ศาสนาเข้ามาอย่ใู นหลักการปกครองอีกดว้ ย
ความหมายคำวา่ การเมือง
66
คำว่า “การเมือง” คือ งานที่เกี่ยวกับรัฐหรือแผ่นดิน เช่นวิชาการเมือง ได้แก่วิชาว่าด้วยรัฐ
การจัดส่วนแห่งรัฐ และการดำเนินการแห่งรัฐ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546, น.2) นอกจากนี้ คำว่า
“การเมือง” ยงั ตรงกบั ภาษาอังกฤษ คำว่า “Polis” ท่ีมาจากภาษากรกี แปลว่า “นครรัฐ” ซึ่งเปน็ การ
รวมตัวกันทางการเมืองท่ีใหญ่กว่าระดบั ครอบครัวหรอื เผ่าพันธ์ นครรัฐในกรกี สมัยโบราณ เช่น เมือง
เอเธนส์และสปารต์ า เปน็ ตน้ (Prof. S.N., 1999, P 4) คำวา่ “การ ปกครอง” ในภาษาองั กฤษตรงกับ
คำว่า “Government” มาจากภาษากรีกเช่นเดยี วกนั คอื คำว่า “Kybernetes” (Prof. K.C. Mishra,
1998, P. 4) แปลว่า ผ้ถู ือหางเสอื เรอื โดยมกี ารเปรียบเทยี บวา่ มีรฐั บาลเป็นรือ จึงเรยี กว่า “รฐั นาวา”
(ดร. จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, 2540, หน้า 4) โดยมีการเมืองการปกครองเป็นผู้ถือหางเสือ
ของรัฐนาวา นั่นเอง “การปกครอง” ยังแปลตรง ๆ ได้ว่า การดูแล การให้ความคุ้มครองหรือ การ
บริหารนั่นเอง (เดโช สวนานนท์, 2545, หน้า 41) ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ มี
วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตประชาชน มีรากฐานสำคัญจาก พุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และ
พระพุทธศาสนาก็เป็นแหลง่ ที่มาอันสำคัญของอำนาจทางการเมือง แจ้งความเข้าใจ โดยทั่วไปแล้วคดี
โลกกับคดีธรรมเป็นกระแสสวนทางกันอยู่ในที โดยเฉพาะกับการเมืองที่มีในเป็นไปในทางแสวงหา
อำนาจด้วยแล้ว ย่อมจะไม่ลงกันกับพระพุทธศาสนาเลย แต่เพราะพระพุทธศาสนานั้นหมายถึงพระ
ธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้ามีนับอเนกประการถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ พระธรรมเหล่าน้ี
เก่ียวขอ้ งกับสรรพสิ่งที่มีชวี ิตเริ่มตน้ แต่ ปฏิสนธิจนกระทั่งถงึ ความตาย และเก่ียวขอ้ งกับเร่อื งอ่นื ๆ อีก
นานัปการ (บรรพต วีระสยั , 2520, หนา้ 115)
ในบทความวิชาการของพระชลญาณมุนี (2562) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธศศาสนา
กับการเมอื งไวว้ ่า การเมืองการปกครองการดูแลบรหิ ารรฐั ซึ่งมี 3 บริบททางการเมอื ง ทางสังคม และ
ทางเศรษฐกิจ ในพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องอธิปไตยไว้ 3 ประการ คือ อัตตาธิปไตย
โลกาธปิ ไตย และธรรมาธปิ ไตย ซ่งึ เป็นคุณลกั ษณะเปน็ ผู้ทรงธรรม มีความยตุ ิธรรม มคี วามรอบรู้ และ
มีความเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ที่อยู่ภายใต้ของการปกครองอย่างถูกต้องและเป็นธรรม 2 ประการ คือ หลัก
กฎหมายและหลัก ศีลธรรม ผู้นำการปกครองจะต้องยึดถือเป็นข้อปฏิบัติ ให้เหมาะสมตามธรรม คือ
หลักอปริหานิยธรรม 7 หลักอคติ 4 หลักพรหมวิหาร 4 หลักสัปปุริสธรรม 7 หลักจริต 6 ที่ชอบธรรม
ในการปกครอง ที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ที่มีอำนาจ สิทธ์ิ 3 แบบ คือ แบบราชาธิปไตย แบบ
โลกาธิปไตยและแบบธรรมาธิปไตย ที่มีสิทธิ ที่จะกระทำการใดๆ ที่ไม่ขัดต่อ สิทธิของผู้อื่นหรือขัดตอ่
ศีลธรรม มีเสรีภาพทจ่ี ะกระทำการใดๆ ไดต้ ามท่ีตนปรารถนาโดยไม่มีอปุ สรรคขัดขวาง นอกจากนี้ ยัง
มีความเสมอภาคตามกฏของ”ไตรลักษณ์“ และทางสังคม เช่น ชนชั้น เพศ และ มีภราดรภาพ คือ
ความ สมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ แบบสามัคคีธรรมมาใช้ในสังคมไทย ที่ได้รับอิทธิพลจากโลก
ตะวันตก ในสงั คมไทย ปัจจบุ นั อยูภ่ ายใต้ “การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรง
เป็นพระประมุข” โดยยึดเสียงของ ประชาชนเป็นเกณฑ์ในการประยุกต์วิธีการบริหารรัฐ ตาม
67
รัฐธรรมนูญ ที่ได้กำหนดหน้าที่ของประชาชนไทยไว้ ในมาตรา 66-70 สำหรับคุณธรรมของชาวไทย
มาประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างพอเหมาะพอสม ในการ ปกครองแบบ
ประชาธิปไตยของไทย ซึ่งการนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้ในการบริหารบ้านเมือง และ
ส่งเสริมให้ ประชาชนอยู่ในศีลธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องมือในการเมืองการปกครอง
ของไทยในสมัยปัจจุบัน ที่เป็นผู้ สนองงานของพระมหากษตั ริย์ ในส่วนที่ผู้ดูแลบรหิ ารบ้านเมอื ง ที่นำ
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยกุ ต์ใชใ้ นการ บรหิ ารบา้ นเมอื งของประเทศ เป็นต้น
วิเคราะหพ์ ระพทุ ธศาสนากบั การเมืองในสังคมไทย
ได้มีนักวิชาการท่านหนึ่งได้เสนอแนวคิดทางการเมืองเกี่ยวกับศาสนาในการบรรยาย
สาธารณะ “ศาสนากับการเมือง ชาตินี้เราคงแยกกันไม่ได้” นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่าอิทธิพลของพุทธ
ศาสนาต่อสังคมไทยลดถอยลงนับตั้งแต่เริ่มปฏิรูปคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 4-5-6 ปัจจุบันมหาเถร
สมาคมผูกขาดได้แต่สบง-จีวร ชี้ “พ.ร.บ. ปกป้องพุทธศาสนา” ในมือ สนช. อันตราย-ระวังจะ
กลายเป็น “ม.112 ทางศาสนา” เพราะเป็นการเอาอำนาจรัฐมาเผยแพร่ศาสนา-ลงโทษคนวิจารณ์
ศาสนา 21 ก.พ. 2558 – ในการบรรยายสาธารณะ “ศาสนากับการเมือง ชาตินี้เราคงแยกกันไม่ได้”
จดั โดยกลุ่มสภาหน้าโดม ทห่ี อ้ ง ศศ.107 คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรน์ ้ัน ภายหลังการ
บรรยายหัวข้อ “ศาสนาผีกับการเมือง” โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ และการบรรยายหัวข้อ "พุทธศาสนากับ
การเมืองไทย" โดยธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ต่อมาเป็นการบรรยายของนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้าน
ประวัติศาสตร์ หัวข้อ “ศาสนากับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” มีรายละเอียดดังนี้ (นิธิ เอียวศรี
วงศ.์ (2558). ศาสนากบั รฐั ธรรมนญู ฉบับวัฒนธรรมไทย. [ออนไลน]์ )
กอ่ นทจ่ี ะพูดเร่ือง รฐั ธรรมนญู ฉบบั วฒั นธรรม กบั ศาสนาในประเทศไทย ผมขอตกลงเก่ียวกับ
เรื่องการเมืองก่อนว่า คำว่า “การเมือง” ที่ผมใช้ในที่นี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แปลว่าคน
กลุม่ ต่างๆ มคี วามสัมกบั ในเชงิ อำนาจนะครบั ไม่ใช่อยา่ งการทีเ่ ราไปซื้อกว๋ ยเตี๋ยวกิน ความสัมพันธ์เชิง
อำนาจมันปรากฎออกมาให้เห็นไม่มากนัก ยกเว้นแต่ร้านที่มันไม่มีลูกค้าเลย แล้วคุณโผล่ไปกิน จน
เกือบจะเป็นเทวดามาจุติในร้าน แบบนี้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคุณกับร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะมาก แต่
โดยทั่วไปคุณก็เป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่ง ไม่ปรากฎภาพของความสัมพันธ์เชงิ อำนาจทีเ่ ห็นได้ชัด นอกจาก
คนกลุ่มต่างๆ สถาบันต่าง ไม่ว่าในทางการเมืองสังคม ศาสนา วัฒนธรรม อะไรก็แล้วแต่มันก็มี
ความสัมพันธ์กับสถาบันอื่น และคนอื่นๆ ในสังคม และท่ามกลางความสัมพันธ์นานาชนิด มันมี
ความสมั พันธเ์ ชงิ อำนาจอยใู่ นน้ันดว้ ย พระท่นี งุ่ เหลืองห่มเหลืองในวัฒนธรรมไทยคณุ ไม่สามารถไปตบ
ไหลท่ า่ นได้ ทจ่ี ริงทา่ นกเ็ ป็นคนเหมือนกันเราแบบน้ี แต่ในวฒั ธรรมไทยมันมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่
68
ให้อำนาจบางอย่างแกคนนุ่งเหลืองห่มเหลืองเหนือเรา ผมจะหมายถือการเมืองในลักษณะแบบนี้ นะ
ครับ
ศาสนาเข้ามาเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างไร สรุปให้เหลือสั้นๆ ก็คือ มันให้
อำนาจหรืออิทธพิ ล คืออำนาจหรืออทิ ธพิ ลมนั กเ็ หมอื นกนั นะครบั เปน็ แต่เพียงวา่ อำนาจมนั มกี ฎหมาย
มนั มปี ระเพณีรองรับ อิทธิพลเป็นอำนาจที่ไม่มีกฎหมาย ไมม่ ปี ระเพณี ไม่มวี ฒั นธรรมอะไรรองรับ เรา
กเ็ รยี กมันว่าอทิ ธิพล
เราจะพูดได้ว่าศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการที่ทำให้อำนาจหรืออิทธิพล หรืออะไรก็แล้วแต่
ไหลไปยังสถาบันบางสถาบัน ไหลไปยังกลุ่มบางคนบางกลุ่ม แล้วในขณะเดียวกันก็รอนอำนาจของ
สถาบันบางสถาบัน รอนอำนาจของกลุ่มคนบางกลุ่ม เวลาเราพูดถึงศาสนากับการเมืองเรากำลังมอง
ในแง่นี้ว่า ไอ้ตัวพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนักบวชก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคำสอนก็ตาม มันเข้าไป
เกี่ยวข้องกับความสมั พนั ธ์เชงิ อำนาจอยา่ งไร
โดยสรุปเท่าที่ผมนึกออก พุทธศาสนา เข้าไปเพิ่มอำนาจให้กับคนบางกลุ่มรอนอำนาจให้กับ
คนบางกลุ่มโดยผ่านส่ิงต่อไปนี้ อันที่หนึ่งคือ ผ่านนักบวช สมัยอดีตประเทศไทยนี่เป็นประเทศที่มี
นกั บวช ทีเ่ ปน็ พระภิกษุแยะมากๆ นะครับ เพราะฉะน้นั แค่จำนวนและอิทธิพลท่ีพระมีต่อชาวบ้านเอง
มันกแ็ สดงว่าตัวองค์กรศาสนา องค์กรนกั บวชศาสนาตัวมนั เองมนั มีอำนาจมากขนาดไหน และอำนาจ
อื่นๆที่อยู่ในสังคม ต้องสัมพันธ์เชิงอำนาจกับตัองค์กรนักบวชอย่างไร จึงจะทำให้นักบวชไม่ไปเตะก้น
ตวั สถาบันหรือกลุม่ คนท่ีมอี ำนาจอยใู่ นสงั คม เขา้ ใจไหม คณุ ต้องอยู่ร่วมกนั อย่างไร
อีกอนั หนง่ึ นอกจากมีจำนวนมากแลว้ แนน่ อนคนไทยกน็ บั ถือ ตวั นักบวชเปน็ อยา่ งสูงด้วยเม่ือ
คนนับถือ อำนาจที่นักบวชมีก็มากเป็นธรรมดาอันที่สามต่อมาตัวคำสอนของพระพุทธศาสนาที่มีใน
ประเทศไทยเอง ตวั หลักธรรมคำสอน และความคาดหวงั ที่มีต่อคนท่ีน่งุ เหลือห่มเหลือง หรืออ้างความ
เป็นพุทธก็ตามแต่ มันให้อพนาจแก่คนด้วย เพราะว่าตัวหลักธรรมคำสอนไม่มีใครรู้หรอกว่าพระพทธ
เจา้ จรงิ ๆ แล้วท่านสอนอะไรไว้ คณุ มีพระไตรปฎิ กซ่ึงเขียนขึ้นคร้ังแรก 500 ปีหน่งึ จากพุทธปรินิพพาน
ไปแล้ว ตั้แต่ฉบับเก่าที่สุดในประไตรปิฏกมันก็ถูกตีความแล้ว ฉะนั้นตัวหลักธรรมคำสอนของทุก
ศาสนาในโลกนี้ถูกตีความเสมอ ไม่มีหรอกครับว่าพระเซยู สอนไว้ว่าอะไร มันก็ถูกตีความใหม่เสมอ
และขอให้สังเกตว่าพุทธศาสนาในประเทศไทยก็ตาม หรือคริสต์ศาสนาในสมัยกลางในยุโรปก็ตามแต่
มันตีความให้สอดคล้องกันกับสภาวะของอำนาจในยุโรปสมัยนั้น และในประเทศไทยสมัยโบราณ
เหมือนกัน ผมขอยกตัวอย่างเพียวเรื่องเดียวที่คงทราบกันดีอยู่แล้ว ถามว่าพุทธศาสนามันเป็น
ประชาธิปไตยหรือไม่ ลืมไปได้เลย เพราะว่ามันคนเรื่องกัน แต่ถามว่าพุทธศาสนาให้ความเป็นเชื่อ
ให้แกค่ วามคดิ เร่อื งความเสมอภาคได้ม้ยั อยา่ งยิง่ เลย เป็นศาสนาแรกๆ ในโลกท่ีบอกว่ามนุษย์ทุกคนมี
ศักยภาพเท่าเทียมกันในการบรรลุพระนิพพาน แต่ขอประทานโทษคำสอนอันนี้ไม่ได้ถูกเน้น หรือ
นำมาใชเ้ ลย คณุ ปฎริ ปู ศาสนามากี่คร้งั ไม่มีใครพดู ถึงเร่ืองนี้ จนกระทงั่ พทุ ธทาสกไ็ มพ่ ูด
69
ในยโุ รปพอคณุ กลับมาเน้นเรื่องว่า พระเจา้ สรา้ งมนุษย์ให้เท่าเทียมกันเท่าน้นั แหละ ระเบิดตก
เลยคือ เกิดreformation (การปฏิรูปคริสต์ศาสนา) เกิดอะไรร้อยแปดเลย เฮ้ยถ้างั้นพระไม่เกี่ยวเว้ย
อั๊วสามารถติดต่อกับพระเจ้าเองโดยตรง ท่านก็สร้างเรามาเท่ากับสร้างพระมาเหมือนกันนี่ ทำไมจะ
ตดิ ตอ่ พระเจ้าต่อผ่านพระ เพราะฉะนั้นหลักการของพระพุทธเจ้าท่ีบอกวา่ มนุษย์มีศกั ยภาพที่สามารถ
บรรลพุ ระนิพพานไดห้ มดเนี่ย จะไม่ถูเน้นในพุทธศาสนาไทยเลย เวลาเราพูดถงึ พทุ ธศาสนาไม่เกี่ยวกับ
สมณะโคดมนะครับ หมายถึงพุทธศาสนาไทย คืทอเราเลือกเน้นเลือกตีความให้มันเข้ากับวัฒนธรรม
และอำนาจทางการเมอื งในประเทศไทยด้วย
ประเด็นที่สี่ต่อมา ศาสนาในสังคมโบราณทุกแห่งเป็นผู้คุมการศึกษา แค่คุณเป็นคนคุม
การศึกษาอย่างเดียวคุณสามารถที่จะทำให้คนคิดอะไรในเชิงอำนาจ ยอมรับอำนาจนี้ ไม่ยอมรับ
อำนาจโน้น นี่คือหัวใจสำคัญเลย และโดยจะตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ ศาสนาทุกศาสนา ส่วนหนึ่งของ
การศึกษาศาสนาคือการ กล่อมเกลาให้คุณยอมรับว่าอะไรคือ อำนาจ และอำนาจลดหลั่นกันอย่างไร
อยู่ตลอดเวลา
เพียงแค่หลังการปฎิรูปศาสนาในรัชกาลที่ 4 - 5 - 6 มานี้ แล้วคุณดึงการศึกษาออกจากมือ
พระ ผมคดิ ว่าอิทธิพลของพระหายไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นเปน็ อย่างต่ำ คร้งั หน่งึ คุณเคยสอนกุลบุตร
กลุ ธิดาทงั้ หลาย แลว้ วนั หน่งึ เขาบอกคุณหยดุ ไม่ต้องสอนแล้ว แลว้ ตัง้ กระทรวงศึกษาธิการขึ้นมา และ
มีครูที่เป็นฆารวาสมาสอนแทน คำสอนเรื่องเกี่ยวความสมั พันธ์เชิงอำนาจเปลี่ยนจากหน้ามอื เป็นหลัง
มือเลย เป็นการริดรอนอำนาจขององค์กรคณะสงฆ์ที่แรงที่สุด นอกจากนั้นแล้วตัวการศึกษามันสร้าง
เครือข่ายทางการเมืองด้วย อันนี้ออกนอกเรื่องนิดนึง สมัยโบราณก่อนหน้าที่คุณจะมีองค์กรปกครอง
คณะสงฆ์ส่วนกลาง ถามว่าพระไทยถูกจัดตั้ง ถูกจัดองค์กรอย่างไร คำตอบคือ เขาการจัดองค์กร
คลา้ ยๆ สมยั พุทธกาลเลย คือแบ่งตามสำนักครู สำนกั อาจารย์ ถา้ คุณเปน็ พระท่ีมีสิทธิท่ีจะบวชคนอ่ืน
ได้ เพราะบวชมาแล้ว 10 ปีแต่วตั รปฏิบตั ิของคุณไม่เปน็ ที่เคารพของชาวบ้าน กไ็ ม่ใครเอาลูกหลานมา
บวชกับพระองค์นี้ ก็เฉพาะพวกพระที่เป็นอาจารย์ที่วตั รปฏิบัตดิ ที ีช่ าวบ้านเขาจะเอาลูกหลานมาบวช
กับพระอาจารย์คนนั้น พระอาจารย์คนนั้นถ้าบวชเสร็จกก็ ลายเป็น ถ้าภาษาก็จะเป็นหวั วดั คือเป็น วัด
ที่ไปคลุ่มวัดอื่นๆ มันได้ขึ้นอยู่ส่วนกลางด้วย มันก็เป็นสำนึกส่วนๆ ไอ้เครือข่ายอันนี้หลังจากที่คุณดึง
การศึกษาไปแล้ว คุณสร้างองค์กรคณะสงฆ์ที่มาจาก พ.ร.บ. การรปกครองคณะสงฆ์ ที่มาจาก
ส่วนกลาง หายหมดเลยมันเป็นอำนาจจากสว่ นกลางท่ีเขามาคมุ ทุกอยา่ ง
อย่างที่ห้า เป็นเครื่องมือสำคัญทีจ่ ะไปเกี่ยวพันกบั อบำนาจหรือความสมั พันธ์เชิงอำนาจก็คอื
ศาสนาเป็นตัวให้อัตลักษณ์ เป็นการบอกให้รู้ว่าคุณเป็นใคร เป็นส่วนสำคัญแต่ไม่ใช่อันเดียวนะครับ
คนเราอัตลักษณ์มันมีหลายอย่าง แต่การที่คุณบอกคุณเป็นชาวพุทธ มันเป็นอัตลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง
และพุทธศาสนามนั ให้ความเปน็ ตัวตนแก่คนไทยมาเก่าแกม่ า อนั นีก้ เ็ ป็นอำนาจอีกชนดิ หน่ึง และก็เป็น
เครอ่ื งมอื ของความสมั พนั ธ์เชงิ อำนาจอีกอยา่ งหน่ึง
70
อันสุดท้ายผมใช้คำว่าศาสนาสากล แต่ก่อนที่คุณนับถือผี มันเป็นผีของท้องถิ่น แต่พอคุณ
สามารถรวมอำนาจกลายเป็นราชอาณาจักรขึ้นมา ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ก็แล้วแต่ พุทธศาสนามันเป็น
ศาสนาที่ทำให้คุณเชื่อมโยงไปกับโลกกว้างได้ ที่จริงศาสนาสากลทุกชนิดสามารถเชื่อมโยงไปสู่โลก
กว้างได้หมด ถ้าคุณไปอ่านตำราเช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ศาสนวงศ์ อะไรก็แล้วแต่เขาไม่ได้พูดเฉพาะ
เมืองไทย เขาจะพูดเลยไปถึงลังกา อินเดีย ทั้งหมดเหล่านี้คือ การบอกให้คุณรู้ว่าคุณเชื่ออยู่กับโลก
กว้างอย่างไร สำคัญนะครับถ้าคุณยังอยู่ในหมู่บ้านอย่างเดียวโดยไม่มีราชอาณาจักรเลย จะมีเรื่องกับ
ใครก็ชั่ง ไม่เกี่ยว แต่พอคุณเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักที่ใหญ่ขึ้นคุณอยากจะนิยามตนเอง ให้เชื่อมโยง
กับโลกกว้างด้วย แฃะพุทธศาสนาเป็นสะพานไปสู่จุดนั้น แต่ทุกวันี้ไม่ใช่แล้วนะ คุณพูดภาษาอังกฤษ
เป็นเปล่า ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษเป็นคุณเชื่อมกับโลกกว้าง คุณกำลังพูดภาษาเดียวกับสหรัฐอเมริกา
นะเว้ย ซึ่งสมัยโบราณไม่ใช่ คุณรู้สึกว่าคุณเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่เป็นลูกหลานสืบทอดมาจาก พุ ทธ
ศาสนาในลงั กา คณุ เช่อื มกบั โลกกวา้ งผ่านพุทธศาสนา แต่ตอนนไี้ มใ่ ชแ่ ล้ว
ทีนี้มาดูเรื่องศาสนากับการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ผมต้องเตือนไว้ก่อนว่าใน
รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมนั้น ผมต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมไทย ไม่ได้
ถูกกำหนดด้วยกำหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่มันถูกกำหนดด้วยวัฒนธรรมหรือระบบ
ความสัมพันธ์ทางสังคมที่สืบทอดกันมา แต่ระบบความสัมพันธ์ที่สืบทอดกันมา หรือวัฒนธรรมมัน
เปลย่ี นแปลงตลอดเวลา มันไมไ่ ด้อยู่นิง่ กบั ท่ี เม่ือไหรท่ ค่ี ณุ เรยี กหาอัตลักษณไ์ ทย เอกลกั ษณ์ไทย ความ
เป็นไทย คุณบ้านแล้ว เพราะของเหล่านี้มันไม่มี มันไม่อยู่นิ่ง มันเปลี่ยนตลอดเวลาอยู่แล้ว ความเป็น
อเมริกันก็ไม่มี ความเป็นฝรั่งเศสอะไรมันก็ไม่มี เพราะมันไม่เคยหยุดนิ่งกับที่มันเปลี่ยนไปตลอดเวลา
ฉะนั้นไอ้ตัวรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงไม่เคยอยู่นิ่งเหมือนกัน และปัจจุบันนี้มันเปลี่ย นไปมาก
ทีเดียว แต่สิ่งที่มันยังไม่เปลี่ยนจากเมื่อครั้งที่ผมเขียนเมื่อ 20- 30 ปีที่แล้ว มีอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะ
พูดไว้ก่อนว่า แปลกนะครับในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย เรายอมรับเสรีภาพในศาสนาของทุก
ศาสนามาตั้งแต่โบราณแล้ว แต่เสรีภาพทางศาสนาไม่ได้แปลว่าทุกศาสนาเท่าเทียมกัน พุทธศาสนา
เปน็ ศาสนาท่ีมีความเหนือกวา่ ทุกศาสนา เพราะฉะนั้นคุณมเี สรีภาพทีจ่ ะนบั ถือศาสนาใดๆ ก็ได้ แต่คุณ
ต้องเป็นรองพทุ ธศาสนา อนั น้เี ปน็ มาตงั้ แตโ่ บราณจนถึงปัจจุบนั ท่แี ม้แต่ในรฐั ธรรมนูญฉบับรายลักษณ์
อกั ษรจะพดู ถึงเสรภี าพในการนับถือศาสนา แต่ความเสมอภาคทางศาสนาไม่มี คนละเรอื่ งกัน ปจั จุบัน
กย็ ังเปน็ อยเู่ ช่นอย่างเรอื่ งวนั หยุดทางศาสนา
เพราะฉะนั้นเมื่อวัฒนธรรมทางการเมืองมันเปลี่ยน มันก็ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม
เปล่ยี นไปดว้ ย ทนี เ้ี รามาดวู า่ มันเปล่ยี นอยา่ งไร ประการท่หี นึง่ ผมคิดวา่ ส่งิ ท่ีนา่ สังเกตุพุทธศาสนาไทย
ต้ังแต่โบราณมาจนถึงทกุ วนั น้ี ถูกเสนออยา่ งไม่มีพัฒนาการ เหมอื นกบั การทีค่ ุณบอกวา่ สง่ิ ท่ีชาวยุโรป
นับถือทุกวันนี้ คือสิ่งที่พระเยซูสอน ถามว่ามีใครเชื่อไหม ก็อย่างมีสองศาสนาที่มันทะเลาะกันคือ โป
71
รแตสแตนท์ กับคาทอลิก ถูกไหม ก็แสดงว่าพระเยซูคงไม่ได้สองทั้งสองอย่าง มันต้องสอนอย่างใด
อย่างหนึ่ง ก็แสดงว่าศาสนามนั ก็เปลีย่ น
ทีนี้มาดูพุทธไทยบ้างคือ พุทธไทยมันไม่มีความคิดว่าศาสนาเปลี่ยนไปตามยุคสมัย คำสอน
ของศาสนาถูกตีความให้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าท่านอาจจะสอนอย่างนี้ x ผมก็ไม่รู้ว่า x
มันคอื อะไร แตว่ า่ ท่เี ราถอื กันอยู่ในทุกวนั นม้ี ันไมใ่ ช่ x แลว้ นะครบั มันเปลี่ยนไปตลอดเวลา แค่ยอมรับ
ว่าศาสนา หรือลัทธิคำสอนมันเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา ผมคิดว่ามันจะทำให้เราเข้าใจศาสนา
ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง กับสังคม และวัฒนธรรมดีขึ้นแยะ แต่ถ้าคุณไปจับติดแต่
เพยี งวา่ เฮ้ยศาสนาพุทธไทยจะต้องเหมือนที่พระพุทธเจา้ สอนเป๊ะ ถ้าเป็นอยา่ งนนั้ ก็ย่งุ ล่ะสิ มันไม่สาม
รถจะปรบั จะเปลีย่ นอะไรไดเ้ ลย
ผมอยากจะยกตัวอยา่ ง งานของอาจารย์ทา่ นหนึ่งคือ ศรศี ักร วลั ลโิ ภดม ท่านชี้ให้เห็นมานาน
แล้วว่า จริงแล้ว 20 ปี แล้วมั้ง จริงๆ พุทธในสมยั อยธุ ยาตอนต้น สุโขทัย หรือเชียงใหมก่ ็ตาม วัดพุทธ
จะเน้นที่พระสถูป หรือพระเจดีย์ ซึ่งก็ตรงกับลงั กา ลังกาจนถึงทกุ วันนี้ก็ยังเน้นที่พระสถูป เจดีย์ ถาม
ว่าคุณเข้าวัดสิ่งที่สำคัญที่สุดเวลาเข้าวัดคืออะไร คำตอบคือพระเจดีย์ แต่พอมาถึงอยุธยาตอนกลาง
และตอนปลายมันเปลี่ยน จนมาถึงปัจจุบันนี้ เปลี่ยนมาเป็นพระพุทธรูปแทน คุณเข้าวัดนั้นวัดนี้
เพื่อทจ่ี ะไปไหวห้ ลวงพ่อโต หลวงพ่อทองคำบ้าง หรอื หลวงพอ่ อะไรก็แล้วแต่ เขา้ ใจไหมครับ ส่วนพระ
เจดีย์เป็นของประดับเฉยๆ บางคนไม่ทันได้มองด้วยซ้ำไปว่ามันมีพระเจดีย์อยู่หลังโบสถ์นะเว้ย
เพราะวา่ น่ไี งตัวหลักศาสนา หลักคำสอน มันเปลี่ยนโดยอตั โนมัตดิ ว้ ยตวั มนั เอง
แต่ก่อนหน้าที่เราจะนับถือหลวงพ่อในวัดในโบสถ์ เรานับถือพระเจดีย์ ซึ่งเป็นพระบรมธาตุ
นั้นเอง ถ้าคุณอ่านเอกสารสมัยสุโขทัย และอยุทธยาตอนต้น เรื่องพระธาตุลอยไปลอยมา มาตกตรง
นั้นตรงนี้ แล้วคุณมาเจอแล้วเอาไม้มาปัก เพื่อที่จะสร้างเจดีย์เหนือพระธาตุ คุณจะเห็นเรื่องเหล่าน้ี
ตลอดมา แตว่ ่าพอมาช่วงรัตนโกสินทร์ไม่เคยมีใครเห็นพระธาตุลอยไปลอยมาสักที ไอ้ทลี่ อยๆ เห็นจะ
เป็นการบินไทยเสียมากกว่า
ทีนเี้ รามาดวู า่ พทุ ธศาสนาในประเทศไทยไดเ้ ปล่ยี นไปอย่างไร และไดเ้ ข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ
การเมืองอย่างไร อันที่หนึ่งเลยผมคิดว่า องค์กรคณะสงฆ์มันเคยเป็นเครื่องมืออย่างดีให้กับรัฐมากอ่ น
อย่างซ้อนกับประวัติศาสตร์นิดหน่อย อันที่หนึ่งก็คือว่าเมื่อตอนสมัยรัชการที่ 5 เมื่อท่านรวมศูนย์การ
ปกครองคณะสงฆ์เข้ามา และคณะสงฆ์ก็ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง จริงๆ แล้ว คณะ
ธรรมยตุ กิ นกิ าย ทเี่ ข้าไปในอีสานระยะแรกๆ จดุ หมายมุง่ หมายแรกๆ ไม่ใชเ่ รอ่ื งศาสนานะครบั แตเ่ ป็น
การขยายวัฒนธรรมสมัยใหม่ ให้เขาไปในอีสานโดยผ่านพระสงฆ์ธรรมยุติ ก็แน่นอนสมัยนั้นคนก็หวัง
กับพระสงฆ์มหานิกาย และไม่ได้ใช้พระสงฆ์มหานิกายเป็นเครื่องมือในการขยายความทันสมัยเข้าไป
ในอีสาน แต่ว่าใช้พระธรรมยุติเป็นหลัก นี่เป็นตัวที่ชัดเจนว่าหลังจากรวมศูนย์มาได้ คุณก็ใช้อันนี้เป็น
เคร่ืองมือในทางการเมืองอย่างมาก
72
อีกอันหนึ่งที่เห็นชัดเจนมากๆ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ท่านประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะ ส่ง
ทหารไปรบ สงิ่ หนึ่งทีเ่ คยมปี ญั หาในสงั คมอ่ืนแยะมาก แตไ่ ม่เคยมปี ญั หาในประเทศไทยเลย ก็คุณบอก
วา่ คุณถือศีล 5 ใช่ไหม เปน็ ทหารแล้วไปยิงขา้ ศึกตายน่มี ันไมป่ าณาตบิ าตเหรอว่ะ ปัจจุบันนีค้ ำถามน้ีไม่
นา่ จะถาม แตส่ มยั รชั กาลที่ 6 ถามนะครับ คนจำนวนมากสงสัยว่าสง่ ทหารไปรบกับเขาไดอ้ ย่างไร ไหน
ว่าถือพุทธไงแล้วจะไปยิงเขาได้อย่างไร ในความเป็นจริง ทหารไทยที่ไปรบหลังรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา
ที่ยังถือศีล 5 อยู่นี่ยงั มีนะครับ พ่อตาของภรรยาเกา่ ผม เป็นทหารที่ไปอาสาสมัครรบในสงครามอินโด
จีน สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผมถามท่านว่า เวลาคุณยิงข้าศึกน่ีทำอยา่ งไร ท่านบอกท่านไม่ได้ยงิ
เมือ่ ไหร่ทีเ่ ขาสัง่ ใหย้ งิ ท่านกจ็ ะยงิ ไปทเ่ี หนอื พมุ่ ไมม้ นั จะได้ไม่โดนใคร เดี๋ยวเขาตาย
แต่ประเด็นปัญหาเรื่อง ปาณาติบาต เป็นปัญหาใหญ่มากในอเมริกา มันมีบางนิกายของ
ศาสนาคริสต์ที่ไม่ยอมเป็นทหารเพื่อที่จะไปยิงคนเลย ในที่สุดรัฐมีการยอมแพ้ ฉะนั้นก็มีการเกณฑ์
ทหารแตก่ ็เกณฑ์มาเปน็ เสนารกั ษแ์ ลว้ กนั ไมม่ ีการยิงใคร แต่ในเมืองไทยกลับไมเ่ ป็นปัญหา ตอนที่จะส่ง
กองทัพไป ท่านไปขอให้สมเด็จพระสังฆราชคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ให้ช่วยอธิบายเรื่องนี้ และท่านอธิบายว่า การฆ่าคนบาปแน่นอน แต่ถ้าคุณฆ่าศัตรูที่จะทำลาย
พระพุทธศาสนา ไม่เป็นไร อนั เดยี วกันกบั ฆ่าคอมมวิ นิสต์ไมบ่ าปแหละครับ เพราะคอมมิวนิสต์ทำลาย
พุทธศาสนาเหมอื นกัน หลกั ความคดิ อันนม้ี ันฝงั ลงมาทันที เราไมเ่ คยต้ังข้อสงสัยเลยนะว่า เป็นทหารน่ี
มันจะถูกหรอื
อนั ตอ่ มากช็ ัดเจนเหมือนท่ีอาจารย์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ พูดถงึ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ใช้พระใน
การตอ่ ต้านคอมมิวนิสต์แยะมาก อันนีท้ ัง้ มหานิกาย และธรรมยุติ พระจะเปน็ คนที่ขึ้นไปบนเขาเพ่ือไป
เปลี่ยนศาสนาของม้ง ตอนนั้นไม่ได้รังเกลียดผีอะไร แต่ไม่ไว้ว่าใจว่าม้งเป็นคอมมิวนิสต์หรื อไม่ ถ้า
เปลีย่ นมนั เป็นพุทธซะจะได้เลิกเปน็ คอมนิสต์ซะที พระเปน็ ผู้นำการพัฒนาในท้องถน่ิ หลายแห่งด้วยกัน
แล้วองคก์ รคณะสงฆก์ ็ใหค้ วามรว่ มมือกนั รฐั เผดจ็ การ สบายเฉยเลย ไมไ่ ด้รูส้ ึกอะไรเลย สบื มาจนถึงทุก
วันนอี้ งค์กรคณะสงฆก์ จ็ ะยอมรับใครก็ได้เขา้ มามีอำนาจในบ้านเมอื งด้วยวธิ ใี ดก็ได้เสมอมา
ในที่สุดอะไรขึ้นกับองค์กรคณะสงฆ์ในประเทศไทย ในทัศนะผมนะครับ เดี๋ยวอย่างไรถ้าไม่
เห็นด้วยก็เอาไว้ไปเถียงกันข้างนอกแล้วกัน ก็คือว่า ผมคือว่าองค์กรคณะสงฆ์นประเทศไทยหมดพลัง
ลงไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น รัฐบาลเองก็เข้มแข็งมากขึ้น รัฐไทยเองก็
เข้มแข็งมากขึ้น คือเวลานี้ถ้าถามว่า คุณอยากจะปฏิรูปการศึกษา เปลี่ยนหลักสูตรเด็กชั้นประถม
ทั้งวหมด ถามว่าต้องให้พระช่วยไหม ไม่ต้องแล้วเพราะมีข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการเพียง
พอที่จะเปลี่ยนได้ ถามว่ารัฐอยากทำอะไรที่อยากให้พระสงฆ์ช่วย ผมนั่งนึกแทนรัฐนะ นึกไม่ออกว่ะ
คล้ายว่าจะบอกว่า ท่านอยู่เฉยๆ อย่ามายุ่งกันจะดีกว่า ฉะนั้นพลังอันนี้มันหมดไปเมื่อคุณไปรับใช้รัฐ
มากๆ มันทำให้ลืมสังคม ในขณะทส่ี ังคมอาจจะตอ้ งการอะไรอีกหลายอยา่ งเชน่ พระสมยั กอ่ นพระเป็น
อิสระจากรัฐ และเนื่องจากท่านเป็นอิสระจากรัฐท่านจึงเบรกรัฐได้เป็นครั้งคราว แต่หลังรัชกาลที่ 5
73
เป็นต่อมาพลังเบรกตรงนี้มันไม่มีแล้ว ก็ไม่มีประโยนช์อะไรกับสังอีกต่อไปแล้ว แต่ถามว่ารัฐใช้
ประโยชน์ได้ไหมก็ได้ตามที่ผมยกตัวอย่างไป แต่ในปัจจุบันนี้เขาก็ไม่รู้จะใช้ทำอะไรอีกแล้ว สังเกตนะ
ครับแม้แต่นักการเมือง ถามว่ามีใครไปขอให้พระเป็นหัวคะแนนบ้าง เปรียบเทียบกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
น้อยลงมากเลย มนั แสดงให้เห็นว่าพระเองก็คมุ้ ความศรัทธาของชาวบ้านเนี่ยไดน้ ้อยลงไปด้วย จึงไม่มี
ประโยชนท์ ี่จะใช้พระเปน็ หวั คะแนนอกี ต่อไปเปน็ ต้น
การรื้อฟื้นบทบาทของพระสงฆ์ ไม่ได้ทำโดยองค์กรส่วนการของพระสงฆ์ในประเทศไทย แต่
กระทำโดยสำนักทัง้ หลาย เชน่ สันตอิ โศก ธรรมกาย ว.วชริ ะเมธี ทง้ั หมดเหล่าน้จี ะเห็นด้วยหรอื ไม่เห็น
ด้วยไมส่ ำคญั แต่ส่งิ ทีผ่ มอยากใหส้ งั เกตคือ อนั ท่ีหนึง่ ทงั้ สำนกั ท้งั หมดเหล่าน้ี ลว้ นแตไ่ มไ่ ด้กระทำตาม
นโยบาย หรือการกำกบั ของมหาเถรมหาคม ท่านทำของทา่ นเอง อนั ทสี่ องตอ่ มายิ่งน่าสนใจใหญ่ ไม่ว่า
คณุ จะได้รับการรบั รองจากมหาเถรสมาคมหรือไม่ คณุ ก็สามารถหาศรัทธาจากชาวบา้ นไดอ้ ยู่แล้ว เช่น
สันติอโศก หลังจากถูกพิพากษาท่านก็เปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเสีย ถามว่าศรัทธา หรืออุบาสก อุบาสิกา
ของท่านลดนอ้ ยลงไหม … ไม่ กลบั เพ่ิมมากขน้ึ ดว้ ยซ้ำไป
ผมคุยกับคนที่อยู่ข้างนอกเมื่อครู่นี้สักพักหนึ่ง ผมก็คิดเวลานี้มหาเถรสมาคมผูกขาดได้อย่าง
เดียวคือ สบง จีวร สีเหลือง นอกนั้นไม่มี ไม่มีคุณเข้าใจไหม ทุกคนไม่จำเป็นที่ต้องสังกัดมหาเถร
สมาคม แลว้ ทา่ นผู้นัน้ ก็แย้งผมวา่ อา้ วแลว้ ความเปน็ นักบวชนทางกฎหมายล่ะ ผมกถ็ ามว่าในประเทศ
ไทยนีเ่ ขาให้อะไรกับความเปน็ นักบวชบา้ งว่ะ เกณฑท์ หารกต็ ้องไปเกณฑ์ เพราะฉะนั้นคุณจะเอาอะไร
ขึ้นรถเมล์ฟรงี ั้นเหรอคือ มันน้อยมากความเป็นนกั บวชมันไดอ้ ภิสิทธิ์ตามกฎหมายน้อยมากๆ แล้วคณุ
จะอยาดเป็นไปทำไมนักบวชตามกฎหมาย นกั บวชท่ีสังคมเขาให้ความเคารพนับถือสิ ไอ้นี้สิสำคัญกว่า
นักบวชตามกฎหมาย
ประเดน็ ตอ่ มาท่ผี มอยากจะพูดถึงก็คือว่า ความเสือ่ มโทรมขององค์กรคณะสงฆ์ มันเห็นได้ชัด
อย่างที่พูดไปแล้ว อีกอันหนึ่งถ้าคิดให้ดีแล้วน่าตกใจมากๆ นะครับ ตัวหลักธรรมคำสอนของ
พระพทุ ธศาสนา ไมว่ า่ จะเปน็ พทุ ธศาสนาของพุทธทาส พุทธศาสนาของ ว.วชริ ะเมธี หรอื ใครก็แล้วแต่
มันไม่กำกับพฤติกรรมของใคร ไม่กำกับวิธีคิดของใครเท่าไหร่นัก อันนี้อย่างเพิ่งตกใจนะครับในพม่าก็
เหมือนกัน ในลังกาก็เหมือนกัน ผมเพิ่งทราบข่าวว่ารัฐบาลเผด็จการพม่าต้องรีบถอนตัวร่าง พ.ร.บ.
อันหนึ่งกลับไป เพราะว่า ไปให้สิทธิพลเมืองกับพวกโรฮิงญา แล้วคนที่ออกมาต่อต้านมากคือ พระถือ
ธงนำหน้าเลยนะครบั คำถามพระพุทธเจ้าท่านเคยแบง่ ระหว่างโรฮิงญา กบั พมา่ ไว้ตัง้ แต่เม่ือไร มนุษย์
มศี ักยภาพท่จี ะบรรลพุ ระนพิ พานเท่ากนั ท่านจงึ ไม่แบง่ ไง แต่พระนไี่ มไ่ ด้ ไมไ่ ด้ โรฮิงญาน่ไี ม่ได้ ในท่สี ุด
รฐั บาลกต็ อ้ งถอย
ในลังกาเองเมื่อตอนเกิดสงครามกับพวกทมิฬ คนที่ถือธงไปบอกให้ฆ่าทมิฬคือ พระนะครับ
ฉะนั้นมันได้เกิดแค่ในเมืองไทยนะ มันเกิดในสังคมชาวพุทธแยะมากคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน
เอาไว้ถามว่ามันยังมีความหมายต่อชีวิตคนอีกหรือไม่ ผมคิดว่าน้อยมาก OK คนที่เช่ือท่านพุทธทาส
74
โดยที่ไม่ได้ไปบวชทส่ี วนโมกมีไหม ก็มี แต่ผมกลับคิดว่าจำนวนน้อยนะครับ แล้วก็ปฏบิ ตั ิตามท่ีท่านพูด
จริงๆ หรอื วา่ มวี ธิ ีคิดแบบที่ทา่ นพุทธทาสสอนจริงกไ็ ม่มากเทา่ ไหร่
หน้าที่ทีม่ ีความสำคัญของพุทธศาสนาท่ีมีต่อคนในโลกปจั จุบัน มีความสำคัญมากกว่าคำสอน
อีก คือตัวอัตลักษณ์ การประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ มันมีความหมายดีบางอย่าง ที่ดีกว่าสมัยเม่ือ
รัชกาลที่ 4 แยะเลย เพราะว่าฝรั่งเองก็ออกมายกย่องพุทธศาสนาอย่างงั้น อย่างงี้ คือศาสนาพุทธมัน
เป็น อัตลักษณ์ที่ดี เป็นที่น่าประกาศ เราเคยเจอฝร่ังคนหนึ่งชาวออสเตเรีย ซึ่งมันเคยระยำตำบอนถงึ
ทส่ี ดุ นะครับ แตม่ นั ก็ประกาศตัวเองว่าผมเป็นชาวพทุ ธ ผมเป็นชาวพุทธ ก็ไปวัดเพอ่ื ที่จะไปอะไรก็ไม่รู้
ผมก็ไม่เคยตามมันไป แต่ว่าอย่างไงก็ตามแต่มันกลายเปน็ อตั ลักษณ์ และคนไทยก็คิดว่าความเป็นชาว
พทุ ธมันเปน็ อตั ลักษณ์ทแี่ ยกจากความเป็นคนไทยไม่ได้ เหตุดังน้นั สิ่งท่ีมคี วามหมายในชีวิตของคนไทย
ในปัจจุบันนี้ ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาจึงไม่ใชห่ ลกั ธรรมคำสอนนะครับ ทำไมเราถึงต้องบ้าพิธีกรรมมาก
กแ็ หงสิ พิธีกรรมมันเปน็ ตวั บอกอัตลักษณ์น่ะ คณุ บอกวา่ คุณไม่ยึมนั่ ถือมั่น มันไมม่ อี ตั ลักษณ์อะไร จืด
ฉบิ เป๋ง ถา้ เอาตามคำสอนของพทุ ธทาส จดื มากไมต่ วั ตนอะไรเลย แตค่ ุณห้อยพระเว้ย คณุ เหน็ พระคุณ
ไหว้เว้ย เพราะมันทำให้คุณมีอัตลักษณ์ความเป็นชาวพุทธขึ้นมา คุณปกป้องการล่วงละเมิดพุทธ
ศาสนาทัว่ โลก เชน่ ศลิ ปนิ ชาวเยอรมันเอาพระพุทธรูปไปวางไว้ หรอื นางแบบมันขึ้นไปนั่งบนพระเพลา
ของพระพุทธ โกรธแทบจะประกาศสังครามกับมันน่ะ ซึ่งจริงๆ ถ้าเอาตามหลักธรรมคำสอนของ
พระพทุ ธเจ้าจริงๆ คุณปล่อยวางสิ ไมเ่ ห็นเก่ยี วกับเลย ไมร่ ู้สกึ อะไรเลยใช่ไหม คณุ กลับคิดว่าไม่ใช่ เรา
ต้องโกรธเพราะมันกระทบตวั เรา อัตลักษณ์ก็คือลักษณะของตัวเรา มันเหยียดหยามเรา เรายึดมั่นถอื
มนั่ มากเลยทเี ดียว
และอันสดุ ท้ายท่ีน่ากลัวที่สุด พ.ร.บ.ปกปอ้ งพระพุทธศาสนาท่ีเขากำลังจะเอาเขา้ สนช. อยู่นี่
คอื คณุ กำลงั จะเอาอำนาจรฐั มาเผยแผร่ศาสนาคือ ใครดูถูกพระศาสนารู้สกึ จะมโี ทษจำคุกสองปี ปรับ
กี่หมื่นก็ไม่รู้ผมจำไม่ได้ คือมันเป็นความตายสนิทของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจริงๆ ไม่เหลือ
อะไรเลย คุณต้องใช้อำนาจรฐั ซ่งึ มันสอดคล้องกับอีกสิ่งหนึ่ง ซงึ่ น่าอศั จรรย์มาก คือมีข่าวคนนุ่งเหลือง
หม่ เหลืองจะไปบิณฑบาตรตอ้ งให้ตำรวจไปคุ้มกัน ผมตกใจมากเวลาเจอข่าวนี้ แลว้ ตำรวจก็ไปคมุ้ ครอง
ซึ่งตำรวจก็ไม่ผดิ นะครับ พระทา่ นกเ็ ปน็ พลเมอื งไทย เม่อื ท่านของให้คุม้ ครอง มเี หตุอันพ่งึ คุ้มครองก็ไป
คมุ้ ครองใหท้ า่ น ไม่ไดผ้ ดิ อะไร ตำรวจทำหน้าที่ทถี่ ูกต้องของเขา
แต่ขอโทษนะครับผ้าเหลืองมันแปลวา่ อะไร พระพุทธเจ้าท่านถอื ว่าผา้ เหลืองคอื สัญลักษณะ
ตอ่ การไมเ่ ป็นภยั ต่อใครทงั้ ส้ิน คณุ เห็นผ้าเหลืองคณุ รูเ้ ลยว่า ไอห้ มอน่ไี มว่ ันจะมาดา่ กู ไมม่ วี ันจะมาเตะ
กู ผา้ เหลอื งคือสง่ิ นี้ เมื่อคณุ ไม่เปน็ ภยั ต่อใครคุณจงึ ไม่ได้รับภัยจากใครไง “ภัย” ภาษาบาลีแปลว่ากลัว
ถ้าเขาไม่กลัวคุณเขาก็จะไม่รู้ว่าจะกระทืบคุณไปทำไม ไม่รู้จะเอาคุณไปปรับทัศนะคติทำไม ดังนั้น
เมื่อไหร่ที่คนนุ่งเหลืองห่มเหลอื งแล้วขอความคุ้มครอง เท่ากับว่าคุณไม่เชื่อในผ้าเหลืองแล้ว ไม่เชื่อใน
ความไร้นริ ภัยของคุณเอง ว่าคณุ คือผูท้ ี่ไมเป็นภัยต่อใครท้ังส้ิน
75
อันนี้มันเท่ากันกับ พ.ร.บ. ปกป้องพุทธศาสนา คือปกป้องตนเองไม่ได้ต้องเอาอำนาจรัฐมา
ปกป้อง คำตอบแบบเห็นชัดๆ พูดอยา่ งไม่ต้องเกรงใจกนั เลยก็คือ พทุ ธศาสนาในประเทศไทยตายแล้ว
เมื่อมันเป็นเช่นนี้ พุทธศาสนาจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ง่ายขึ้น แต่น่าเสียดายที่เป็น
เครื่องมือทางการเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ ก็ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีพฤติกรรมไม่ได้มีความคิดอะไร
ตรงตามหลักธรรมคำสอน ผมจะพูดตามหลักธรรมคำสอนว่า ผมไม่ยึดมั่นถื อมั่น ถ้าผมเป็น
นักการเมืองคุณจะมาลงคะแนนให้ผมไหม ถ้าผมจะยึดอำนาจคุณจะมาช่วยผมยึดไหม ไม่สักอย่างว่ะ
ไอไ้ มย่ ดึ มั่นถือม่นั นี่ไมส่ ักอย่างไร แตถ่ ้าผมพดู ในเชงิ อตั ลกั ษณว์ า่ เฮ้ยเราชาวพทุ ธ มคี นคนมาย่ำยีเราที
นี้แหละคุณฮือมากับผมด้วยและด้วยเหตุดังนั้นมันจึงเป็นเครื่องมือที่ไม่มีประสิทธิภาพ ครั้งสุดท้ายท่ี
คุณใช้หลักธรรมคำสอนอย่างเบี้ยวๆ หรือไม่ผมไม่แน่ใจอันนี้เถียงกันได้ ในการเป็นประโยชน์ต่อ
การเมืองคือ เมื่อตอนที่คุณจำลอง ศรีเมือง ต่อต้านการทำแท้ง สมัยรัฐบาลนายกเปรม อย่างไรก็
ตามแตห่ ลงั จากทค่ี ณุ ต่อตา้ นการทำแท้ง ดว้ ยการอา้ งหลกั ธรรมคำสอน มนั ก็ทำให้คณุ เป็นนักการเมือง
เด่นข้ึนมาทันที มชี ื่อเสยี งขน้ึ มา และผมคดิ ว่าคร้ังน้ันเป็นคร้ังสุดท้าย และด้วยเหตุที่ศาสนาพุทธมันไร้
ประสิทธภิ าพลงไป จึงทำใหก้ ลายเป็นเคร่ืองของกลุ่มบุคคล ไมใ่ ช่ของรัฐนะ เวลาน้ีถามว่าศาสนาพุทธ
เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนอยู่ไหม คำตอบคือเป็น แต่เป็นของคนบางกลุ่มไม่เหมือนสมัย
รชั กาลที่ 6 เชน่ พ.ร.บ.คุ้มครองศาสนา ถามวา่ คนไทยที่อ้างวา่ ถือพุทธทงั้ หลาย ผมคิดว่าอาจจะคร่ึงๆ
แต่การที่คุณไปเสนอสิ่งนี้มันจะถูกใจคนที่รู้สึกว่า ความปลอดภัยความมั่นคงในพุทธศาสนามันน้อย
ถอยลด เลยต้องดึงอำนาจของรฐั เขา้ มาปกป้องคุ้มครองศาสนามากข้นึ เพราะฉะนั้นก็พอใจกับกลุ่มคน
ที่เสนอ พ.ร.บ.คุ้มครองศาสนา และถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านไปได้ คุณจะพบว่ามันจะมี “112 ทาง
ศาสนา” วะ่ ซึ่งน่ากลัวมากๆ
ผมคิดถึงพุทธประวัติ แล้วก็คิดถึงพระพุทธเจ้าท่านประกาศศาสนาโดยการไปหาพระเจ้าพิม
พิสาร แบบว่าให้ช่วยประกาศบอกชาวบ้านทั้งประเทศให้หน่อย ห้ามถือศาสนาอื่นให้ถือศาสนาพุทธ
เทา่ นัน้ คุณคิดวา่ ศาสนาพุทธจะเหลอื มาถงึ เราไหม มนั ก็คงจะหมดสิ้นไปตอนทสี่ ิน้ พระเจ้าพมิ พสิ ารนั่น
แหละ หมดรัชกาลพระเจ้าพิมพิสาร ศาสนามันก็หมดไป แต่ปัจจุบันเรากำลังจะคุ้มครองศาสนาด้วย
อำนาจรัฐ
ขณะเดียวกันผมอยากให้สังเกตุว่า เรายอมรับเสรีภาพทางศาสนา แต่เราไม่ยอมรับความ
เสมอภาคทางศาสนา แต่ปัจจบุ นั เราจะพบว่าศาสนาอ่ืนๆ ปรากฎตัวเองในพืน้ ที่สาธารณะเพ่ิมข้ึนกวา่
แต่กอ่ นแยะมาก ซงึ่ เป็นสญั ญานท่นี ่ายินดี เป็นแต่เพยี งวา่ เมื่อปรากฎตัวขนึ้ มนั จะถูกดูดกลืนเข้าไปอยู่
ในพระพุทธศาสนา เวลาที่วัดแขกแถวสีลม เวลาเขามีงานนวราตรี คนที่ไปงานส่วนใหญ่คือ คนพุทธ
ทั้งนั้นเรื่องไม่มีใครเป็นฮินดูจริงๆ เพราะว่าศาสนาฮินดูมันถูกกลืนเข้ามาในศาสนาพุทธแล้ว วาเลน
ไทน์ยิ่งสนุกเข้าไปอีก
76
ทั้งหมดเหล่านี้มันบอกอะไรเรา ผมคิดว่าน่าสนใจ คุณเชื่อไหมศาสนาสมัยโบราณมันขาดส่ิง
หนึ่งคือ มันไม่มีเส้นเขตแดน ศาสนามันก้ำๆ กึ่งๆ กันมาตลอด ศาสนาเพื่อมีเขตแดนครั้งแรกในยุโรป
เริ่มต้นประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9-10 ที่มีการเริ่มล่าแม่มด แต่ที่เริ่มทีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนคือ ช่วง
reformation ช่วงที่ทะเลาะเรื่องศาสนา เกิดลัทธิโปรเตสแตนต์ขึ้นมา ต้องขีดเส้นให้ชัดว่า มึงเป็น
โปรเตสแตนต์ หรือมึงเป็นคาทอลิก ต้องขีดเส้นให้ชัด ไอ้นี่เป็นศาสนาสมัยใหม่ สมัยโบราณไม่มีนะ
ครับ ทีนี้ในการปฏิรูปศาสนาของเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เราไปรับความคิดจากมิชชันนารี
มา แล้วก็เริ่มขีดเส้นพระพุทธศาสนา อาจจะขีดด้วยวิทยาศาสตร์ หรืออะไรก็ตามแต่ เริ่มมีเส้นท่ี
ชดั เจนขน้ึ มา ในบรรดาศาสนาทัง้ หมดเหล่าน้ผี มอย่างจะตั้งข้อสงั เกตุไว้อย่างหนึ่งว่า เวลาทข่ี ดี เส้นโดย
ไมร่ บั จากฝร่ังมีอยู่ศาสนาเดียวในโลกน้ีคือ ศาสนาอสิ ลาม เขาขดี เส้นของเขามาก่อนท่เี ขาจะมาเจอกับ
ฝรั่งด้วยซ้ำไป เหตุดังนั้นคุณจะพบอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ศาสนาต่างปรากฎตัวในพื้นที่สาธารณะเพิ่มขน้ึ
ในสังคมไทยทุกวันนี้ แต่มีศาสนาเดียวที่ไม่ถูกพุทธศาสนากลืนเอาไปคือ อิสลาม เพราะเขามีเส้นที่
ชดั เจน คุณลว้ งละเมิดเขาไปในเส้นนะไม่ได้
ทีนี้ถามว่าทั้งหมดเหล่านี้คือเม่ือก่อนมนั เดินข้ามไปขา้ มมากได้ กระท่งั ในภาคใต้สมัยก่อนคุณ
จะเห็นลายลักษณ์อักษรเต็มไปหมดเลย ไอ้หมอนั่นมันเข้าแขก คุณเดินจากพุทธศาสนา เพราะไป
แต่งงานกับมุสลิม ไอ้หมอนั่นมันเปลี่ยนจากมุสลิม เพราะมาแต่งงานกับคนไทยพุทธ คือแขกเข้าพุทธ
ไทยสมยั กอ่ นมันเปน็ เร่ืองธรรมดา แตพ่ อมาในสมยั นี้มนั ไมง่ ่ายเหมือนเม่อื ก่อน
จากปรากฎการณ์อย่างนี้ผมว่ามันมองได้สองอย่าง ถามว่าในอนาคตมันจะปะปนกันมากข้ึน
ไหม ยกเว้นศาสนาอิสลามนะครับ มคิดว่ามนั จะปะปนกันมากขน้ึ เยอะแยะเลย และสะพานท่ีจะทำให้
มนั ปะปนกันมากขึ้นคอื พธิ ีกรรม เพราะพิธีกรรมในทุกศาสนามนั ถูกทำใหเ้ ป็นฆารวาสหมด คดิ วา่ เวลา
นี้ใครนึกถึงพระเยซบู ้างวะ ผมคิดว่าไม่ใครนึกถึงสักคนหรอก ยิ่งวาเลนไทน์ไมม่ ีใครนึกถึงเรื่องคำสอน
ของพระเยซูเลย ทีนี้ทั้งหมดเหล่านี้ผมให้สังเกตุว่า ความไร้พลังของพุทธศาสนาในประเทศไทย เรา
ไม่ได้ secularize (การทำให้เป็นเรื่องทางโลก) แปลว่ามันก็ยากมากเลยที่ชาวคริสต์จะเข้ามาฉลองวิ
สาขบูชากับเรา แต่ว่าทุกวันนี้เราฉลองวันสำคัญแบบครสิ ต์เป็นปกติโดยไม่ได้รูส้ ึกอะไรเลย ควรทำให้
ไม่ อาจจะไมค่ วรทำ แต่ผมตอ้ งการจะบอกวา่ น่ีคอื ความไร้พลังของพุทธศาสนาของเรา
ประเด็นที่สองที่น่าคิดก็คือ เป็นไปได้ไหมที่คุณจะสร้างเส้นเขตแดนอันใหม่ของคำสอนแบบ
ใหม่ เช่น พุทธทาส แทนที่ท่านจะอิงอยู่กับองค์กรคณะสงฆ์ไทย ท่านสร้างเขตแดนแบบพุทธศาสนา
ใหม่ เป็นศาสนาพุทธแบบพุทธทาส ไม่ใช่ศาสนาพทุ ธแบบไทย ตรงมันเปน็ ไปได้ไหม ผมเองกต็ อบไม่ได้
เหมือนกัน ถ้าผมจะนับถือธรรมกายโดยผมไม่เชื่อเรื่องดวงแก้วที่อยู่ตรงพุง ผมเชื่อว่าดวงแก้วมันอยู่
ตรงหัว อะไรอย่างนี้อย่างนี้ได้ไหม เมื่อไหร่ที่มันเริ่มชัดว่าไม่ได้ เมื่อนั้นคุณเริ่มขีดเส้นแล้ว อันนี้
นา่ สนใจ
77
จำนวนชัว่ โมงทส่ี อน 2 ชว่ั โมง
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรียน
2. นำเข้าสู่บทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรียน
สอ่ื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลงั เรียน
การประเมนิ ผลการเรยี น
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลงั เรียน
2. ประเมินจากการมสี ว่ นรว่ มในหอ้ งเรียน
3. ประเมินจากการชกั ถาม
เนือ้ หาทจี่ ะสอน
1. ความหมายคำว่า การเมอื ง
2. วิเคราะหพ์ ระพทุ ธศาสนากับการเมอื งในสงั คมไทย
คำถามท้ายบท
1. ความหมายคำวา่ การเมืองมีลักษณะอย่างไรบา้ ง
2. พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งในสงั คมไทยมสี ่วนสัมพนั ธ์กนั อยา่ งไรบา้ ง
3. นักศกึ ษจงวิเคราะห์พระพุทธศาสนากับการเมืองในสังคมไทย
4. บทบาททางพระพทุ ธศาสนามีผลตอ่ การพฒั นาสงั คมไทยอย่างไรบ้าง
เอกสารอา้ งองิ บทที่ 7
จิรโชค (บรรพต) วีระสัย.ดร. และคณะ. (2540). รัฐศาสตร์ทั่วไป.กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัย รามคำแหง.
78
เดโช สวนานนท์. (2545). พจนานกุ รมศัพท์ทางการเมอื ง. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพห์ น้าต่างสู่โลก
กว้างจำกัด.
บรรพต วีระสยั . (2520).ความคดิ เชิงทฤษฎกี ารเมอื งในพทุ ธศาสนา ในทฤษฎีการเมอื งสมยั สโุ ขทยั และ
สมยั กลาง. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคําแหง.
จกั ษ์ พนั ธช์ ูเพชร. ผศ. ดร..(2549). การเมืองการปกครองไทยจากยุคสโุ ขทัยสู่สมยั ทักษิณ. พิมพ์ครั้งท่ี
5. กรุงเทพมหานคร: บริษทั มายด์ พับลชิ ชงิ่ จำกดั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). (2547). จารกิ บญุ -จารึกธรรม. พมิ พ์คร้งั ท่ี 12. กรงุ เทพมหานคร:
บรษิ ัทพมิ พส์ วย จำกัด.
พระชลญาณมุนี. (2562). พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื ง (Buddhism and politics). วารสารรฐั ศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. Journal of Political Science Suan Sunandha
Rajabhat University Vol. 2 No. 1 January-June 2019.
นธิ ิ เอียวศรวี งศ์. (2558). ศาสนากับรฐั ธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย. [ออนไลน]์ . แหลง่ ท่มี า.
https://prachatai.com/journal/2015/02/58086
ธเนศ อาภรณ์สวุ รรณ. (2558). พทุ ธศาสนากับการเมืองไทย. [ออนไลน์]. แหลง่ ท่มี า.
https://prachatai.com/journal/2015/02/58062
79
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 8
หวั ข้อเร่ือง 3
รายละเอยี ด
ในงานเสวนาทางวิชาการ ทุกวันนี้ คล้ายว่าศาสนาและโลกสมัยใหม่นัน้ เดนิ ทางไปด้วยกันได้
ยากลำบากมากยิ่งขึ้น-ซ่ึงไม่ได้มาจากวิธีคิดท่วี า่ มนุษยเ์ ราหา่ งไกลไปจากศลี ธรรม แต่ดา้ นหน่ึงอาจต้อง
ต้ังคำถามเพ่มิ เติมว่า ถงึ ท่ีสุดแลว้ ศาสนานั้นปรับตัวหรือเคล่ือนท่ีไปพร้อมกับสงั คมยุคใหม่ได้หรือไม่ได้
อย่างไร
ไม่แปลกที่ในโลกทุกวันนี้ การตั้งคำถามต่อศาสนาและความเชื่อนั้นมีอยู่ให้เห็นในทุกมุม
สายตา ทั้งโลกจริงและโลกเสมือนจริงในงาน ทำไมพุทธศาสนาและโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องก้าวไป
ด้วยกัน? ที่ สวนเงินมีมา จัดขึ้น โดยมี เดวิด อาร์ ลอย ผู้เขียนหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และ
กรรม : บนั ทึกเพือ่ การปฏวิ ัติแนวพุทธ ศาสตราจารย์ทางจริยศาสตร์ ศาสนาและสังคมที่มหาวิทยาลัย
เซเวียร์ และอาจารยเ์ ซนในสายโกอนุ ยามาดา เป็นผ้ปู าฐกถา-ก็เปน็ อีกงานหนึ่งทีจ่ ดั ขึ้นเพื่อทั้งตั้งและ
ตอบคำถามนี้ เดวิดเริ่มต้นท่กี ารใหภ้ าพรวมของโลกในวันนี้ว่า เปน็ โลกที่เน้นความเท่าเทียมและความ
ยตุ ิธรรมให้เขา้ มามีบทบาทในสังคมมากขึ้นกว่าเม่ือก่อน อนั จะเหน็ ได้จากการสนบั สนนุ ใหม้ ีการใช้สิทธิ
เสรภี าพอยา่ งเปิดกวา้ ง, มีสทิ ธมิ นุษยชนและเพศ
“อย่างไรก็ดี อุดมคติของพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่เป็นการ
เปล่ยี นแปลงตวั เองจากภายใน ผา่ นการเปิดเผยตวั ตนและสภาวะทแี่ ท้จรงิ ของเราเอง” นกั ปรัชญาชาว
อเมริกันกล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนขยายความต่อถึงพื้นฐานอุดมคติของโลกตะวันตกที่มาจากศาสนา
คริสต์และอิสลาม-ซ่ึงมีจุดมุ่งหมายเดียวคือ การตอบคำถามให้ได้ว่า เราเป็นคนดีในสายตาพระเจ้า
หรอื ไม-่ อันต่อยอดมาจากความเช่ือท่ีวา่ พระเจ้าคือผูส้ ร้างโลกและสรา้ งมนุษย์ ดงั นน้ั โดยพื้นฐานความ
เช่ือนี้ เป้าหมายท่ีมนุษย์ตั้งจึงเป็นเร่ืองท่ีว่า-เราทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าใช่หรือไม่ และหากไม่
ทำ ก็จะเกิด “บาป” อย่างที่อดัมและอีฟประสบหลังจากปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของพระเจ้า นั่นคือ
ถูกขบั ออกจากสวนเอเดนตามพระคัมภรี ไ์ บเบลิ
กระนั้น สิ่งหนึ่งที่เดวิดเห็นว่าเป็นหนึ่งในฐานของความเชื่อเช่นนี้คือการมองความดีความเลว
เปน็ สขี าวดำซงึ่ ตัดกันอยา่ งชัดเจน “ปญั หาคือ นย่ี อ่ มเปน็ การมองโลกแบบข้วั ตรงข้าม มนุษย์จึงยืนอยู่
บนแนวคดิ วา่ เราต้องตอ่ สู้กบั ความเลวรา้ ยซึ่งคืออีกฝ่าย ซ่ึงอันท่ีจรงิ ความเลวรา้ ยเหล่านั้นก็มีความดี
ในตัวมันเอง เชน่ เดียวกบั ความดี ท่ีกม็ คี วามเลวในตัวของมันเองอยู่อย่างทแ่ี ยกเป็นขาวดำไม่ได้ กล่าว
อกี อย่างคือเราไมส่ ามารถรู้ไดว้ ่าความดีคืออะไรจนกว่าจะรจู้ ักความเลว” และดว้ ยวิธีคิดที่จะต่อสู้แบบ
ขั้วตรงขา้ มเชน่ นี้ มนั นำมาสู่การพยายามจัดการ แทนที่จะเป็นการทำความเขา้ ใจ”
80
เดวิดยกตัวอย่างอันเด่นชัดขึ้นมา นั่นคือการงัดประหัตประหารกันระหว่างจอร์จ บุช อดีต
ประธานาธบิ ดีสหรัฐอเมริกา กบั บิน ลาดิน-หนง่ึ ในผู้ก่อตั้งและหัวหน้าอลั กออิดะฮ์ ซ่ึงใช่หรือไม่ว่าการ
ต่อสขู้ องทง้ั สองคือการต่อสู้กบั ความชั่วร้ายตามความเช่ือของตวั เอง ซึง่ ท้ายที่สดุ คอื การประสานงากัน
อย่างรุนแรงในดา้ นความเชื่อ “ต้นเหตุของความรนุ แรงท่ีเกิดขึ้นในโลก ส่วนหนึ่งมาจากความเช่อื ท่วี ่า
สิ่งที่เราทำอยู่คือการขจัดความชั่วร้ายออกไปให้พ้น เช่นเดียวกับที่ฮิตเลอร์เคยทำในอดีต ซึ่งสุดท้าย
สิ่งที่เขาทำก็เป็นการผลักให้มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นอีก” “เรากำลังก้าวไปสู่ระบบการเมือง สังคม
เศรษฐกิจทด่ี ขี นึ้ แตข่ ้างในจติ ใจกลับยังเตม็ ไปด้วยกเิ ลส เรื่องเหล่านจ้ี งึ เรยี กร้องใหม้ ีการมองเห็นระบบ
ภายในจติ ใจของมนุษย์ด้วย”
ขณะที่โลกตะวันออกซึง่ ศาสนาพุทธแพร่หลายกว่านัน้ เดวิดอธิบายว่า ศีล 5 หรือศีลธรรมใน
ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นแก่นกลางเหมือนสังคมตะวันตก เพราะแก่นพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องความช่ัว
ความดีแต่เป็นเรื่องความรู้กับไม่รู้ ในโลกซึ่งหมุนเคลื่อนไปพร้อมกับการเรียกร้องความยุติธรรมนั้น
เดวิดมองว่า กรรมอาจเป็นระบบความยุติธรรมในพุทธ เพราะเป็นการมองผ่านความเชื่อว่าสิ่งที่เรา
ได้รับวันนี้คือผลจากการกระทำในอดีต “แต่สิ่งที่พุทธศาสนาเน้นคือเรื่องความทุกข์ สำคัญที่สุดคือ
อรยิ สจั 4 พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าความทุกข์คืออะไร ความทกุ ข์แบบทพี่ ระพุทธเจา้ หมายถึง คือความ
ทุกข์ส่วนตัวที่มาจากจิตใจ พุทธศาสนาไม่เคยพูดถึงความทุกข์ทางสังคมหรือจากส่วนรวม” นั่นย่อม
หมายถงึ ว่า ความทุกขแ์ บบที่พุทธมองน้นั ย่อมเน้นไปท่ี “ปัจเจก” มากกว่าจะเนน้ ท่ีอน่ื (พิมพ์ชนก พุก
สุข, และ รัฐพล แสงพลสิทธิ์. (2559) ศาสนากับโลกสมัยใหม่ เมื่อถึงวันที่ต้องก้าวไปพร้อมกัน").
[ออนไลน์])
สถานะปัจจุบนั ของศาสนาในสังคมโลก
ความเปล่ยี นแปลงพุทธศาสนาสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบันมหี ลายส่ิงหลายอย่างท่ี
กำลังเกิดข้ึนและแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า นั้นคือหลักของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ลองทบทวนกันดู
ว่าสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันจะได้ชื่อว่าเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ในสังคมปัจจุบันจะ
นิยมเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ ในวงการ พระพุทธศาสนาก็พยายามที่จะพัฒนาหรือว่าจะใช้
ศาสนาให้เป็นประโยชน์ในยุคเทคโนโลยีแก่สังคม ซึ่งเป็นเรื่อง แน่นอนที่ศาสนาจะต้องเปลี่ยนแปลง
ตามยุคตามสมัยออกมาในรูปแบบต่างๆ คือถ้าสังคมเปลี่ยนพระพุทธศาสนาก็เปลี่ยน และความ
เปล่ียนแปลงทางสงั คมที่เห็นอยู่ในปจั จุบันมกี ารเปล่ียนแปลงก้าวหนา้ ไปมาก
แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแบบพัฒนาเสมอไปย่อมมีสิ่งที่แปลกปลอม
แทรกแซงเข้ามาในสังคมมากขึ้นและความเเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบพระพุทธศาสนา
โดยเฉพาะทุกวันนส้ี ังคมและเศรษฐกจิ ก็กระทบต่อพระพุทธศาสนา เม่ือเศรษฐกจิ ตกต่ำ คนเดือดร้อน
ค่านิยมที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาก็เปลี่ยนไปดังนั้นในยุคสมัยใหม่นี้สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือลัทธิ
81
แนวความคิดแบบตะวันตกที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทย ไม่ใช่ว่าไม่ดีถ้าเรารู้จักใช้รู้จักปรับจะเป็น
แนวคิดที่มีประโยชน์กับเราในแง่ของกระแสความเจริญทางวัฒนธรรมและทางการสื่อสารเทคโนโลยี
สารสนเทศจะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามหลักธรรมชาติที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเราจะทำ
อย่างไรให้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์และยังคงความเป็นพระพุทธศาสนาที่
เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ อกี มุมหนึง่ คือสิ่งที่ปรากฏขึน้ ในสงั คมจะมีการเปลลย่ี นแปลงในเชงิ ลบนั้นเรา
จะทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดผลกระทบในเชิงลบต่อพระพุทธศาสนาไม่ให้เกิดความเสียหายเนื่องจาก
สังคมไทยเป็นสังคมที่มีชาติ ภาษา วัฒนธรรม จารีตประเพณีเป็นของตนเอง มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
แบบเกษตรกรรม ช่วยเหลือเกิ้อกูลมีเมตาธรรมต่อกันซึ่งได้รับการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย ปัจจุบัน
คุณธรรมเหล่านี้กำลังสูญหายไปท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง ความเจริญทางด้านวัตถุ การ
แข่งขันกำลังเข้ามาอยูเหนือคุณธรรม มนุษย์ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอด นึกถึงประโยชน์ของ
ตนเป็นหลกั ทำให้ลมื คุณค่าทางจติ ใจอนั เปน็ คุณธรรมในการอยรู่ ่วมกนั ในสังคม(หนงั สือพมิ พข์ ่าวสด. ปี
ท1่ี 1, ฉบับที่ 4,097. วันท่ี17 กมุ ภาพนั ธ์ 2545 : 23)
สถานะปัจจบุ นั ของพระพทุ ธศาสนาในสังคมโลก
พระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทในทวีปเอเชยี ใต้และตะวันออกเฉียงใต้
อินเดียพระพุทธศานาเริ่มเสื่อมอิทธิพลในประเทศอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 7 และหายไป
หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิปาละในช่วงศตวรรษที่ 12 ยกเว้นทางตอนเหนือของหิมาลัยท่ี
ยังคงมีการนับถือพระพุทธศาสนาอยู่ ในช่วงปลายศัตวรรษที่ 19 พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย
ได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกคร้ัง เมื่อผู้นำพุทธศาสนาชาวศรีลังกา นามว่า อนาคาริก ธรรมปาละ ผู้ก่อตั้ง
สมาคมมหาโพธิ์ ด้วยความช่วยเหลือจากบันฑิตชาวสหราชอาณาจักร จุดประสงค์หลักของพวกเขา
คือ การฟื้นฟูสถานที่แสวงบุญทางพุทธศานาในอินเดีย และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้าง
วดั ตามพทุ ธสถานตา่ ง ๆ ซ่ึงล้วนแล้วแต่มีพระสงฆพ์ ำนกั อยู่ทั้งสน้ิ
ในทศวรรษ 1950 เอ็มเบ็ดการ์ได้เริ่มขบวนการพุทธใหม่ (neo-Buddhist movement) ใน
กลุ่มวรรณะที่จับต้องไม่ได้ ทำให้ผู้คนหลายร้อยพนั คนหันมานับถือศาสนาพทุ ธ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
ด้านชนชั้นวรรณะ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา พุทธศาสนาได้รับความสนใจมากขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางใน
สงั คมเมอื ง ในปัจจบุ ันประชากรอนิ เดียท้งั หมดนับถอื พระพุทธศาสนาประมาณ 2%
ศรีลังกา
ประเทศศรีลังกาเป็นศุนย์กลางการเรียนพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคศตวรรษท่ี 3 ของยุคก่อนสากล
สมัย เมื่อพระมหินทเถระ พระโอรสในพระเจ้าอโศกมหาราช นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ใน
ประเทศ ประเทศศรีลังกามีประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาที่ยาวนานที่สุด มีการเสื่อมคลาย
82
เป็นเวลานานในชว่ งสงครามและต้ังแต่ศตตวรรษท่ี 16 เปน็ ตน้ ไป เมอ่ื เกาะศรีลังกาตกเป็นอาณานิคม
และมิชชันนารชี าวยโุ รปชักนำใหป้ ระชาชนเขา้ รตี เปน็
ครสิ ต์ศาสนิกชน
พระพุทธศานาได้รับการฟื้นฟูครั้งใหญ่ในช่วงปีศตวรรษที่ 19 ด้วยความช่วยเหลือจาก
นักวชิ าการและนักเทวปรชั ญาชาวสหราชอาณาจักร ดงั นั้นในบางคร้ังพุทธศาสนาในศรีลังกาจึงได้รับ
การกล่าวว่าเป็น “ศาสนาพุทธแบบโปรเตสแตนท์” โดยเน้นเรื่องการศึกษาพระธรรมและกิจกรรม
อภิบาลของสงฆ์และการฝึกสมาธิสำหรับอุบาสก อุบาสิกา ประเทศศรีลังกาได้รับเอกราชในปี 1948
และตงั้ แต่น้ันมาพระพทุ ธศาสนาและวัฒนธรรมชาวพุทธกไ็ ด้รบั การฟน้ื ฟูและใส่ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในปัจจุบัน 70% ของประชากรศรีลังกานับถือศาสนาพุทธ โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติตามธรรม
เนียมของนิกายเถรวาท หลังจากสงครามกลางเมืองทีย่ าวนานเป็นระยะเวลา 30 ปี ศรีลังกามีความ
เป็นชาตินิยมทางพุทธศาสนามากขึ้น โดยมีองค์กรอย่าง Bodu Bala Sena (กองกำลังชาวพุทธ)
จดั การประท้วงต่อตา้ นชาวมสุ ลิมและโจมตผี ู้นำทางศาสนาพทุ ธทปี่ านกลาง
เมยี นมาร์ (พม่า)
จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เผยว่า พระพุทธศาสนาในประเทศพม่านั้นมีประวัติความ
เป็นมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว โดยมี 85% ของประชากรในปัจจุบันนับถือศาสนาพุทธ การ
ปฏิบัติในหมู่สงฆ์นั้นให้ความสำคัญกับการนั่งสมาธิและการศึกษาพระธรรมอย่างสมดุล ส่วนอุบาสก
อุบาสิกาก็มีศรทั ธาอันแรงกล้าในพทุ ธศานาเสมอมา ชาวพมา่ ทม่ี ชี อ่ื เสียงมากท่สี ุดคนหนึง่ คือ อาจารย์
สัตยา นารายัน โกเอน็ ก้า ผสู้ อนวิธีการปฏิบัติวิปัสสนา
เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 1948 ทั้งรัฐบาลประชาชนและทหารได้ทำการ
สนับสนุนพุทธศาสนานิกายเถรวาท ภายใต้การปกครองของทหาร พุทธศาสนาได้รับการควบคุม
อย่างเคร่งครัด และสถานปฏิบัติธรรมที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลมักโดนทำลายอยู่เป็นนิจ เหล่า
พระสงฆ์นำขบวนประท้วงการปกครองของทหารอยู่หลายครั้ง เช่น การก่อการกำเริบ 8888 และการ
ปฏวิ ัตผิ ้ากาสาวพัสตร์ในปี 2007
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีกลุ่มชาตินิยมหลายกลุ่มเกิดขึ้นและพวกเขาพยายามฟื้นฟู
พระพุทธศาสนาเพื่อต่อต้านศาสนาอิสลาม อะชีน วีระตู ผู้นำพระสงฆ์ของกลุ่ม 969 ตั้งฉายาให้
ตัวเองว่า “บินลาเด็นแห่งพม่า” และเสนอการต่อต้านร้านค้าของชาวมุสลิม การกล่าวอ้างถึง “การ
ปกป้องพระพุทธศาสนา” นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงกับมัสยิดและบ้านของชาวมุสลิม ซึ่งชาวมุสลิมก็
ตอบโต้ ทำใหเ้ กดิ การปะทะกันทีร่ นุ แรงย่ิงข้ึน
บังกลาเทศ
ประเทศบังกลาเทศเป็นศูนย์กลางความศรัทธาจนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ 11 ในปัจจุบันมี
ประชากรน้อยกว่า 1% ที่นับถือศาสนาพุทธ และกระจุกอยู่ในบริเวณเนินเขาจิตตะกอง ใกล้กับ
83
ประเทศพม่า มีวัดทางพุทธอยู่สี่แห่งในเมืองธากา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ และมีวัดอีกหลาย
แห่งในหมู่บ้านทางตะวันออก ขาดการติดต่อกับพม่า อย่างไรก็ตามการปฏิบัติและความเข้าใจใน
พระพุทธศาสนาของประเทศนน้ั ค่อนข้างต่ำ
ประเทศไทย
พุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาในอาณาจักรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 5
ของยุคก่อนสากลสมัย พุทธนิกายเถรวาทในไทยได้รบั อิทธิพลจากศาสนาพื้นบ้าน ศาสนาฮินดู และ
พทุ ธนิกายมหายาน ต่างจากประเทศศรีลังกาและพม่า พระพุทธศาสนาในไทยไมเ่ คยมีธรรมเนียมการ
บวชใหผ้ ้หู ญงิ ในปัจจบุ นั ประชากร 95% นับถือศาสนาพทุ ธ
คณะสงฆ์ในประเทศไทยถอดแบบมาจากสถาบนั กษัตริย์ของไทย จงึ มีสมเด็จพระสังฆราชและ
มหาเถรสมาคมเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ของธรรมเนียมปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีคณะสงฆ์ท่ี
อาศัยอยู่ในป่าและหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนชาว
พุทธทงั้ หลาย
พระภกิ ษสุ งฆ์ทป่ี ฏิบัติธรรมในปา่ จะอาศยั อยู่ในปา่ ปลกี วิเวก ฝึกสมาธิอย่างจรงิ จงั และปฏิบัติ
ตามปาติโมกข์ของสงค์อย่างเคร่งครัด พระสงฆ์ตามหมู่บ้านมักจดจำบทสวดและปฏิบัตพิ ิธีต่าง ๆ ให้
ผู้คนในพื้นที่ นอกจากนี้พระสงฆ์เหล่านี้จึงมักทำพิธีปลุกเสกเครื่องลางของขลังสำหรับผู้มีจิตศรัทธา
ด้วย ซึ่งเกิดจากความเชื่อเรื่องวิญญาณของคนไทย ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยสำหรับสงฆ์ ซึ่งเน้น
การศึกษาการแปลคมั ภีรพ์ ุทธศาสนาจากภาษาบาลีด้ังเดิมเปน็ ภาษาไทย
ลาว
พระพุทธศาสนาเดินทางมาถึงลาวครั้งแรกในศตวรรษที่ 7 ของยุคสากลสมัย และในปัจจุบนั
90% ของประชากรนับถือศาสนาพุทธ พร้อมกับความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ในช่วงการปกครองแบบ
คอมมิวนสิ ต์ ทางการไม่ได้ระงับสทิ ธิการนับถือศาสนา แตใ่ ชค้ วามเช่ือทางสงฆเ์ ปน็ เครื่องมือในการต่อ
ยอดทางการเมืองของตน เมื่อเวลาผ่านไปพระพุทธศาสนาก็ถูกปราบปรามเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ช่วง
ทศวรรษ 1990 พระพุทธศาสนาได้รับการบูรณะฟื้นฟูเป็นอย่างมาก ทำให้ตอนนี้ชาวลาวมีจิตศรัทธา
ในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และผู้ชายส่วนใหญ่จะเข้ารับการบวช ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็
ตาม ครอบครัวสว่ นใหญ่ตกั บาตรและไปวัดในวันเดอื นเพญ็ อย่เู สมอ
กมั พชู า
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติมาตัง้ แต่ศตวรรษที่ 13 โดยมีประชากร
95% เป็นพุทธศาสนิกชนในปัจจุบัน ในช่วงทศวรรษที่ 1970 กลุ่มเขมรแดงพยายามทำลายพุทธ
ศาสนาและก็เกือบทำได้สำเร็จ พอถึงปี 1979 พระสงฆ์เกือบทุกรูปโดนฆ่าตาย หรือโดนขับไล่ออก
จากประเทศ สว่ นวัดวาอารามและหอสมุดทกุ แหง่ กโ็ ดนทำลายเช่นกัน
84
หลังจากการคืนอำนาจให้เจ้าชายสหี นไุ ด้ขึน้ เป็นกษัตริย์ ข้อจำกัดต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ผ่อนปรน
ลง และความสนใจในพระพุทธศาสนาก็ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ชาวกัมพูชายังมีความเชื่อเรื่องการ
พยากรณ์โชคชะตา โหราศาสตร์ และโลกแห่งวิญญาณเป็นอย่างมาก ซึ่งพระสงฆ์มักทำหน้าท่ี เป็น
ผู้รักษาโรค และเข้าร่วมพิธีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตั้งชื่อให้เด็ก ไปจนถึงงานแต่งงานและงาน
ศพ
เวียดนาม
พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาในเวียดนามเมื่อ 2,000 ปีก่อน ตอนแรกมาจากประเทศ
อินเดีย และจากนั้นก็มาจากประเทศจนี เป็นส่วนใหญ่ อยา่ งไรก็ตามพระพุทธศาสนาเริ่มไม่เป็นที่นิยม
ในหมู่ชนชั้นปกครองในศตวรรษที่ 15 พุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในต้นศตวรรษที่ 20 แต่
ในช่วงการปกครองแบบสาธารณรัฐ นโยบายสนับสนุนนิกายแคทธอลิคก็เป็นปรปักษ์ต่อ
พทุ ธศาสนกิ ชน ในปัจจบุ ันมปี ระชากรเพียง 16% ทน่ี บั ถอื ศาสนาพุทธ แต่ศาสนาพุทธก็ยังคงถือเป็น
ศาสนาท่ใี หญท่ ส่ี ดุ ในประเทศอยู่ดี
ตอนนรี้ ฐั บาลมกี ารผ่อนคลายเกย่ี วกับศาสนาพุทธมากขน้ึ แตก่ ็ยงั ไม่อนุญาตให้วัดทำงานเป็น
เอกเทศจากรัฐ อินโดนีเซียและมาเลเซีย พระพุทธศาสนาเผยแพร่มาถึงบริเวณดังกล่าวประมาณช่วง
ศตวรรษที่ 2 ของยุคสากลสมัย โดยมาทางเส้นทางการซื้อขายกับชาวอินเดีย ตามประวัติความ
เป็นมาส่วนใหญ่ พระพุทธศาสนาได้รับการปฏิบัติเคียงคู่ไปกับศาสนาฮินดูจนถึงศัตวรรษที่ 15 เม่ือ
อาณาจักรพุทธ-ฮินดสู ุดท้ายนามว่า มัชปาหิต ล่มสลาย พอถงึ ตน้ ปศี ตวรรษท่ี 17 ศาสนาอสิ ลามก็เข้า
แทนท่ีศาสนาทัง้ สองน้ีอยา่ งสมบรู ณ์
จากนโยบายปัญศีลของรฐั บาลอินโดนีเซีย ศาสนาทีเ่ ปน็ ทางการจำเป็นต้องแสดงความเชื่อใน
พระเจ้า ศาสนาพุทธไม่ได้มีความเชื่อในพระเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสนา
ทางการ เพราะความเชื่อใน Adibuddha หรือ “พระพุทธเจ้าองค์แรก” ตามที่มีการกล่าวถึงใน
กาลจกั รตนั ตระ ซึ่งเฟ่อื งฟูในประเทศอินเดียเม่ือพันปีก่อน Adibuddha เป็นผู้ร้แู จ้งท่ีสร้างทุกสรรพ
สงิ่ อยเู่ หนือกาลเวลาและข้อจำกัดใด ๆ ถงึ แม้ว่าผู้นจี้ ะถูกกล่าวถึงในฐานะบุคคลเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็
ไมใ่ ชส่ ง่ิ มชี วี ิตทีด่ ำรงอยู่ Adibuddha สามารถพบได้ทกุ สรรพส่ิงในฐานะแสงสวา่ งแห่งธรรมชาติของ
จติ ใจ ในปัจจบุ ันศาสนาพุทธได้รบั การยอมรับให้อยู่ท่ามกลางศาสนาอืน่ ๆ อย่างศาสนาอิสลาม ฮินดู
ลัทธขิ งจื๊อ และศาสนาครสิ ตน์ ิกายแคทอลคิ และโปรเตสแตนท์
พระสงฆ์ชาวศรีลังกาได้พยายามฟื้นฟูพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในบาหลีและส่วนอื่น ๆ
ของอินโดนีเซีย แต่ก็กระทำได้ในวงที่แคบมาก ผ้ทู ี่ใหค้ วามสนใจกับศาสนาพุทธในบาหลีเป็นผู้ปฏิบัติ
ตามหลักบาหลีดั้งเดิมผสมกับศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และการนับถือผีสางเทวดาแบบพื้นบ้าน
สว่ นบริเวณอื่นของอนิ โดนีเซยี พทุ ธศาสนิกชนนับเปน็ 5% ของประชากร ซึง่ มักเป็นชาวอินโดนีเซียที่
85
อยู่ในชุมชนชาวจีน นอกจากนี้ยังมีชาวอินโดนีเซียกลุ่มเล็กมากที่นับถือพุทธศาสนานิกายผสมผสาน
หลกั ปฏิบัติของพุทธแบบเถรวาท จีน และทเิ บต
20% ของประชากรมาเลเซียนับถือพุทธศาสนา ซึ่งกลุ่มนี้มักประกอบไปด้วยชุมชนเชื้อสาย
จีน เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วความสนใจในพระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมคลายลง ในปี 1961 จึงมีการ
ก่อตั้ง Buddhist Missionary Society ขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อการเผยแพร่พุทธศาสนา ในช่วงสบิ
ปีที่ผ่านมามีการนำหลักของพุทธศาสนาไปปฏิบัติมากขึ้น รวมถึงในกลุ่มเยาวชนด้วย ตอนนี้มีศูนย์
นกิ ายเถรวาท มหายาน และวชริ ยานมากมายหลายแห่ง ซึ่งไดร้ ับทุนและการสนับสนนุ เป็นอย่างดี
พระพุทธศาสนานกิ ายมหายานในทวปี เอเชียตะวนั ออก
สาธารณรัฐประชาชนจนี
พระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์จีนมานานกว่า 2,000 ปี และพุทธศาสนา
แบบจีนก็มีบทบาทในการเผยแพร่พุทธศาสนาในทวีปเอเชียตะวันออกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ราชวงศ์
ถังตอนต้น (618–907 ของสากลสมัย) ถือเป็นยุคทองแห่งพระพุทธศาสนา รวมทั้งมีความเฟื่องฟู
ทางด้านศิลปะและวรรณกรรมในชว่ งการปฏิวตั ิวฒั นธรรมยุคทศวรรษที่ 1960 และ 70 วัดวาอาราม
ของพระสงฆ์จีนส่วนใหญ่ถูกทำลาย พระ แม่ชี และอาจารย์สอนศาสนาที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
ถกู ประหารชวี ิต หรือไม่ก็ถูกคมุ ขัง ในทิเบตและมองโกเลยี ดา้ นในมีการกดข่ีทางพุทธศาสนาหนักกว่า
นี้เสียอีก เมื่อจีนได้รับการปฏิรูปและเปิดประเทศมากขึ้น ความสนใจในศาสนาแบบดั้งเดิมก็กลับมา
ใหมอ่ ีกครั้ง มีการสรา้ งวดั ใหม่และบูรณะวัดเกา่ ผ้คู นสว่ นใหญท่ ีเ่ ข้าร่วมกับวดั วาอารามเหล่านี้มักมา
จากครอบครัวยากจนและมีการศึกษาต่ำ ซึง่ อาศยั อยู่ตามชนบท วัดหลายแห่งมีไว้เพื่อการท่องเที่ยว
เทา่ นัน้ โดยมพี ระทำหนา้ ท่เี ป็นผูเ้ กบ็ ตั๋วและดูแลวดั
ในปัจจุบันมีชาวจีนจำนวนมากหันมาสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้น
พุทธศาสนาแบบทิเบต จำนวนพุทธศาสนกิ ชนในปจั จบุ นั อย่ทู ปี่ ระมาณ 20% และวดั ส่วนใหญ่ในจีนก็
มีผู้เข้าเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย เมื่อหลายคนเริ่มมีฐานะและชีวิตที่ยุ่งเหยิงมากขึ้น พวกเขาก็ย่อม
หาทางออกด้วยการหันเข้าหาพุทธศาสนาแบบจีนและทิเบต พุทธศาสนาแบบทิเบตนั้นเป็นที่สนใจ
สำหรบั ชาวจีนฮัน่ เปน็ พิเศษ ซ่ึงเหน็ ไดจ้ ากจำนวนลามะท่ีสอนเป็นภาษาจีนทเ่ี พ่มิ ข้นึ เร่ือย ๆ
ไตห้ วนั ฮอ่ งกง และชุมชนชาวจีนในตา่ งประเทศ
ในประเทศไต้หวนั และฮ่องกงสามารถเห็นประเพณีของศาสนาพุทธนิกายมหายานแบบจีนได้
ชัดเจนที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออก ไต้หวันมีชุมชนคณะสงฆ์และแม่ชีที่แน่นแฟ้น ซึ่งได้รับการ
สนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยสำหรับพุทธศาสนาและ
โปรแกรมทางพุทธศาสนาสำหรับสังคมสงเคราะห์ด้วย ฮ่องกงก็มีชุมชมคณะสงฆ์ที่เฟื่องฟูเช่นกัน
สำหรับชุมชนพุทธศาสนิกชนชาวจีนในต่างประเทศอย่างในมาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ไทย และ
ฟิลิปปนิ ส์นน้ั จะเน้นเร่อื งประเพณไี หวบ้ รรพบุรุษ และประเพณีเพอื่ ความเปน็ สิริมงคลทางการเงินและ
86
สขุ ภาพของผ้ไู หว้ นอกจากน้ียงั มีรา่ งทรงท่สี ามารถสื่อสารขณะอยู่ในภวังค์ ซึ่งมกี ลุ่มผู้มีจิตศรัทธาไป
ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพและจิตใจของตนด้วย นักธุรกิจยักษ์ใหญ่ของจีนที่เป็นผู้ขับเคลื่อน
เศรษฐกิจ “สี่เสือแห่งเอเชีย” มักบริจาคเงินจำนวนมากให้พระสงฆ์ทำพิธีเสริมความสำเร็จให้กับงาน
ด้านการเงินของตน ในไต้หวัน ฮ่องกง สิงค์โปร์ และมาเลเชียก็มีชาวพุทธแบบทิเบตเพิ่มขึ้นด้วย
เชน่ กัน
เกาหลีใต้
พระพุทธศาสนามาถึงคาบสมุทรเกาหลีจากประเทศจีนในปีศตวรรษที่ 3 สากลสมัย ตอนน้ี
พุทธศาสนาในเกาหลียังถอื ว่าคอ่ นข้างแข็งแรง ถึงแม้ว่าจะถูกโจมตจี ากองค์กรคริสต์ที่เข้มงวดมากขน้ึ
ก็ตาม ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีวัดทางพุทธมากมายถูกทำลาย หรือเสียหายจากการเผาไหม้โดยกลุ่ม
ดังกลา่ ว ปัจจุบันมปี ระชากร 23% เป็นชาวพุทธ
ญีป่ ุ่น
พระพทุ ธศาสนาเผยแพร่มาถึงญ่ีปุ่นจากเกาหลใี นช่วงศตวรรษท่ี 5 และมบี ทบาทสำคัญอย่าง
มากในสงั คมและวฒั นธรรมของญ่ีปุ่น ตงั้ แตป่ ีศตวรรษท่ี 13 มธี รรมเนียมท่ีพระญี่ปุ่นสามารถแต่งงาน
และดื่มแอลกอฮอลล์ได้ พระเหล่านี้ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ว่าพระสงฆ์จะต้องปฏิบัติพรหมจรรย์ ตาม
ประวตั ศิ าสตร์แล้วมีประเพณีแบบพุทธบางอยา่ งที่เปน็ เชิงชาตินยิ มสดุ ข้วั โดยเชอ่ื ว่าญี่ปุ่นถือเป็นสรวง
สวรรค์ของพระพุทธศาสนา ในยุคปัจจุบันมีลทั ธิที่เชื่อเรื่องวันโลกาพินาศบางกลุ่มเรียกตัวเองวา่ เป็น
ชาวพุทธ ถงึ แม้วา่ จะแทบไม่มอี ะไรเก่ยี วข้องกบั คำสอนพระศากยมุนีพุทธเจ้าเลย
ประชากรประมาณ 40% เป็นพุทธศาสนิกชน และชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเชื่อผสมผสาน
ระหว่างพระพทุ ธศาสนากบั ชนิ โต ซ่งึ เปน็ ศาสนาด้งั เดิมของญี่ปนุ่ พธิ กี ารเกิดและแตง่ งานจะได้รับการ
เฉลมิ ฉลองตามประเพณีของชินโต ในขณะที่พธิ ีงานศพจะเปน็ หนา้ ที่ของพระสงฆ์
วัดวาอารามในญี่ปุ่นได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน
ถึงแม้ว่าวัดบางแห่งจะเป็นเชิงพาณิชย์มากก็ตาม โดยรวมแล้วการศึกษาและปฏิบัติทางพุทธศาสนา
นัน้ มีน้อยลงไปอย่างมาก ที่ญ่ีปุน่ มอี งค์กรพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแหง่ หน่ึงชอ่ื ว่า โซคา กักไก
พระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายานในทวีปเอเชียกลาง
ทิเบต
พทุ ธศาสนาเดนิ ทางมาถึงทิเบตต้ังแต่ศตวรรษที่ 7 ของยกุ สากลสมัย การอุปถมั ปข์ องราชวงศ์
และการสนับสนุนของขุนนางเป็นเวลาหลายศตวรรษทำให้พระพุทธศาสนาซึบซับอยู่ในมุมมองการใช้
ชีวิตหลายอย่างของชาวทิเบตหลังจากการยึดครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน พระพุทธศาสนาใน
ทิเบตก็โดนกดขี่เป็นอย่างมาก มีเพียงวัดและสำนักชีเพียงแค่ 150 แห่ง จาก 6,500 แห่งที่รอดพ้น
จากการทำลาย พระและครูสอนศาสนาส่วนใหญ่โดนประหารชีวิต หรือไม่ก็เสียชีวิตในค่ายกักกัน
87
หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็มีการบูรณะวัดขึ้นโดยความพยายามของผู้ที่เคยเป็นพระสงฆ์ คนใน
พ้นื ที่ และชาวทเิ บตทถี่ กู เนรเทศออกไป โดยรฐั บาลช่วยสร้างเพียงแคส่ อง หรือสามแหง่ เท่านัน้
รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนไม่เชื่อในศาสนา แต่ยอมให้ผู้คนนับถือ “ศาสนาที่ได้รับการยอมรับ”
ห้าอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือศาสนาพุทธ ถึงแม้พวกเขาจะอ้างว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องทางศาสนา
หลงั จากทอี่ งค์ดาไลลามะประกาศว่าเด็กชายทเิ บตผูห้ นึง่ เปน็ ปนั เชนลามะท่ีกลบั ชาติมาเกดิ นนั้ เด็กคน
นี้และครอบครัวของเขาก็หายตัวไปทันที หลังจากนั้นรัฐบาลจีนจึงออกตามเด็กลูกครึ่งจีน -ทิเบต
ต้งั แต่น้นั มาตวั เลอื กของดาไลลามะก็ยงั ไม่เคยเห็น
ในปัจจุบัน วัดวาอารามและสำนักชีมีทีมงานของรัฐบาลประจำอยู่ มีตำรวจนอกเครื่องแบบ
ทั้งชายและหญิงที่ “ช่วยเหลือแบ่งเบา” งานต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนกลุ่มนี้คอยจับตาดูและ
รายงานเกี่ยวกับคณะสงฆ์นี้เสมอ บางครั้งทีมงานที่ว่านี้มีจำนวนมากเทา่ กับพระและแม่ชที ี่พำนักอยู่
ณ ท่ีน้นั เลยทีเดียว นอกจากการแทรกแซงของรัฐบาลแลว้ ปัญหาอีกประการของชาวพทุ ธในทิเบตคือ
การขาดอาจารย์ที่มีคุณสมบัติ พระสงฆ์ แม่ชี และผู้มีจิตศรัทธาต่างก็กระตือรือร้นอยากเรียนรู้
เพิ่มเติม แต่อาจารย์ส่วนใหญน่ ้ันมีความรู้และประสบการณ์ท่ีจำกัด ในช่วงสบิ ปที ี่ผ่านมา รัฐบาลเปดิ
“มหาวิทยาลัย” สำหรับพุทธศาสนา ใกล้ ๆ เมืองลาซา ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนสำหรับตุลกุ (tulku)
วยั เยาว์ ซ่งึ สอนภาษาทเิ บต อักษรวจิ ิตร การแพทย์ การฝังเขม็ และปรัชญาของพุทธศาสนาบางอย่าง
ยุคดิจิตอลได้นำพาหนุ่มสาวชาวทิเบตให้ใกล้ชิดกับพุทธศาสนามากขึ้น หลายคนเป็นสมาชิกกลุ่ มใน
แอป WeChat และ Weibo ที่แบ่งปันการสอนและเรื่องราวทางพุทธศาสนา ตอนนี้การเรียนรู้พุทธ
ศาสนาถอื เปน็ วธิ ีการเสริมอตั ลกั ษณ์ความเปน็ “ชาวทิเบตอยา่ งแทจ้ ริง” วธิ ีหนง่ึ
สาธารณรัฐเตอรก์ สิ ถานตะวนั ออก
วัดวาอารามส่วนใหญ่ของคามิยคยาในสาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก (ซินเจียง) ถูก
ทำลายในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ตอนนี้วัดหลายแห่งได้รับการสร้างใหม่แล้ว แต่ยังขาดอาจารย์
สอนอยู่มากกว่าในทิเบตเสียอีก พระสงฆ์รุ่นใหม่ท้อใจจากการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกทาง
การศึกษาและหลายคนกล็ าสิกขาออกไป
มองโกเลียใน
กระนั้นแล้ว สถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดสำหรับชาวพุทธแบบทิเบตภายใต้การปกครองของ
สาธารณรัฐประชาชนจีนคือที่มองโกเลียใน วัดวาอารามในฝั่งตะวันตกถูกทำลายในช่วงการปฏิวัติ
วัฒนธรรม ส่วนในฝั่งตะวันออก ซึ่งเคยเป็นของแมนจูเรียก็โดนทำลายโดยกลุ่มของสตาลินไปเม่ือ
สิ้นสุดสงครามโลกครั้งทีส่ อง เมื่อรัสเซยี ช่วยปลดปล่อยจีนตอนเหนอื จากการปกครองของญี่ปุ่น จาก
ทีเ่ คยมีวดั ถงึ 700 แห่ง ก็เหลอื เพยี งแค่ 27 แหง่ เทา่ น้นั
ต้งั แต่ทศวรรษท่ี 1980 มีความพยายามในการสถาปนาวดั และสร้างวดั ขึน้ ใหมซ่ ่ึงไม่ได้เข้าร่วม
โดยชาวมองโกเลยี เทา่ นน้ั แตย่ ังรวมถงึ ชาวจนี ฮนั่ อีกด้วย