เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ า BU 5008 การปฏิบัติกรรมฐาน
(BU 5008 Meditation Practice)
พระครูวินัยธร สญั ชัย ทพิ ยโ์ อสถ, ดร.
คณะศาสนาและปรชั ญา
มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย
2564
2
เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ า BU 5008 การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน
(BU 5008 Meditation Practice)
พระครวู ินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.
(ตำแหนง่ ..............................................................)
คณะศาสนาและปรชั ญา
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย
2564
คำนำ
เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า รายวิชา BU 5008 การปฏิบตั กิ รรมฐาน (BU 5008 Meditation
Practice) น้ี ไดเ้ รยี บเรยี งข้ึนอย่างเปน็ ระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระรายวชิ า ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่ม
วิชาพระพุทธศาสนา 18 หน่วยกิต รายวิชาบังคับเรียน 12 หน่วยกิต ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
วิทยาลัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนในการใช้ประกอบการสอนของอาจารย์ ที่มุ่งเน้นให้
ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา เอกสารเล่มนี้ ได้แบ่งเนื้อหาในการเรียนการสอนไว้ 15
สปั ดาห์ ไดแ้ ก่ แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 1 ความเป็นมาของแนวคดิ การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน แผนการ
สอนประจำสัปดาห์ที่ 2 หลักการปฏบิ ัตกิ รรมฐานในพระพุทธศาสนา แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 3
แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานแบบสมถกรรมฐาน แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 4 เรื่องกสิณ 10, อสุ
ภะ 10 แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 5 เร่ืองอนสุ สติ 10 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 6 เร่ืองพรหม
วิหาร 4, อรปู กัมมฏั ฐาน 4, แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 7 เรอื่ ง อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตธุ าตุววัต
ถาน 1, แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 8 เร่ืองแนวคดิ การปฏบิ ัติแบบวปิ สั สนากรรมฐาน แผนการสอน
ประจำสปั ดาห์ที่ 9 เรื่องขนั ธ์ 5 อายตนะ 12 แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 10 เร่ือง ธาตุ 18 อินทรีย์
22 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 11 เรื่องอริยสัจ 4, ปฏิจจสมปบาท แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี
12 หลักการปฏิบัติธุดงค์ แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 13 เรื่องศึกษาการสอนกรรมฐาน การปฏิบัติ
กรรมฐานจากสำนักกรรมฐานที่สำคัญในประเทศไทย แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 14 เรื่องการ
ปฏิบตั ิกรรมฐานท่ีถูกต้องตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15 สรุป
บทเรียนการปฏบัติกรรมฐาน ผู้สอนได้ศึกษารายละเอียดแต่ละหวั ข้อเรื่องที่สอนจากเอกสาร หนังสือ
ตำรา หรือสอ่ื อนื่ ๆ เพม่ิ เตมิ อีก และขอขอบรพระคุณนักวชิ าการที่ผู้เรียบเรียงได้นำมาอ้างอิงเพ่ือเป็น
ประโยชน์แก่การเรยี นการสอนเพื่อให้นกั ศกึ ษาเกดิ องค์ความรู้ในการศึกษาต่อไป
หวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คงอำนวยประโยชน์ต่อการเรยี นการสอนตามสมควร หาก
ทา่ นทีน่ ำไปใชม้ ขี อ้ เสนอแนะ ผู้เขียนยนิ ดรี บั ฟงั ขอ้ คดิ เหน็ ตา่ ง ๆ และขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี
พระครวู นิ ยั ธรสญั ชยั ญาณวีโร. ดร.
8 กรกฎาคม 2564
2 หนา้
(1)
สารบัญ (2)
(9)
คำนำ (9)
สารบัญ (9)
แผนบรหิ ารการสอนประจำรายวิชา (9)
(9)
รายวิชา BU5008 การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน (BU 5008 Meditation Practice) (9)
จำนวนหนว่ ยกิต (9)
เวลาเรียน (10)
คำอธิบายรายวิชา (10)
จดุ มงุ่ หมายรายวิชา (10)
เน้อื หา 1
วธิ ีสอนและกจิ กรรม 1
ส่ือการเรยี นการสอน 1
การวัดและประเมนิ ผล 5
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 1 5
หัวข้อเรอื่ ง ความเปน็ มาของแนวคดิ การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน 5
รายละเอยี ด 5
จำนวนชวั่ โมงท่สี อน 6
กจิ กรรมการเรียนการสอน 6
สื่อการสอน 6
การประเมนิ ผลการเรยี น 7
เนอ้ื หาท่ีจะสอน 7
คำถามทา้ ยบท
เอกสารอ้างองิ
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ่ี 2
หวั ขอ้ เรือ่ ง หลักการปฏบิ ัตกิ รรมฐานในพระพุทธศาสนา
3 7
13
รายละเอยี ด 13
จำนวนชัว่ โมงทส่ี อน 13
กิจกรรมการเรยี นการสอน 13
ส่อื การสอน 13
การประเมินผลการเรียน 14
เนอ้ื หาทจ่ี ะสอน 14
คำถามทา้ ยบท 15
เอกสารอ้างอิง 15
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 3 15
หัวขอ้ เรื่อง แนวทางการปฏิบตั กิ รรมฐานแบบสมถกรรมฐาน 26
รายละเอยี ด 26
จำนวนชวั่ โมงทส่ี อน 26
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 26
สอื่ การสอน 27
การประเมินผลการเรียน 27
เน้อื หาทจ่ี ะสอน 27
คำถามทา้ ยบท 28
เอกสารอา้ งอิง 28
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 4 28
หวั ข้อเรอ่ื ง แนวคิดเก่ียวกบั กสิณ 10, อสุภะ 10 48
รายละเอียด 49
จำนวนชัว่ โมงทสี่ อน 49
กจิ กรรมการเรียนการสอน 49
ส่ือการสอน 49
การประเมนิ ผลการเรยี น 49
เน้ือหาทีจ่ ะสอน
คำถามทา้ ยบท
4 49
52
เอกสารอา้ งอิง 52
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 5 52
61
หวั ข้อเรอ่ื ง แนวคดิ เกีย่ วกบั อนุสสติ 10 61
รายละเอียด 61
จำนวนชวั่ โมงทสี่ อน 61
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 61
สอื่ การสอน 61
การประเมินผลการเรียน 61
เน้ือหาท่ีจะสอน 63
คำถามท้ายบท 63
เอกสารอ้างองิ 63
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 6 77
หวั ข้อเรอ่ื ง แนวคิดเกี่ยวกบั พรหมวิหาร 4, อรูปกมั มัฏฐาน 4, 77
รายละเอียด 78
จำนวนชว่ั โมงที่สอน 78
กิจกรรมการเรยี นการสอน 78
สอื่ การสอน 78
การประเมินผลการเรยี น 78
เน้อื หาท่จี ะสอน 80
คำถามท้ายบท 80
เอกสารอา้ งอิง 80
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 7 99
หัวข้อเรอื่ ง แนวคดิ เกีย่ วกบั อาหาเรปฏิกลู สญั ญา 1 จตุธาตุววตั ถาน 1 99
รายละเอียด 99
จำนวนชั่วโมงท่ีสอน
กจิ กรรมการเรียนการสอน
ส่ือการสอน
5 99
99
การประเมินผลการเรียน 100
เนอ้ื หาท่ีจะสอน 100
คำถามท้ายบท 102
เอกสารอา้ งอิง 102
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 8 102
หวั ขอ้ เรื่อง แนวคิดการปฏบิ ัตแิ บบวิปัสสนากรรมฐาน 119
รายละเอยี ด 119
จำนวนชั่วโมงท่สี อน 119
กจิ กรรมการเรียนการสอน 119
สอื่ การสอน 119
การประเมนิ ผลการเรยี น 119
เนอ้ื หาทจี่ ะสอน 120
คำถามทา้ ยบท 123
เอกสารอา้ งองิ 123
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 9 123
หัวข้อเรอื่ ง แนวคิดเก่ยี วกบั ขนั ธ์ 5 อายตนะ 12 141
รายละเอยี ด 141
จำนวนชวั่ โมงทส่ี อน 141
กจิ กรรมการเรียนการสอน 141
ส่อื การสอน 142
การประเมนิ ผลการเรยี น 142
เน้อื หาที่จะสอน 142
คำถามทา้ ยบท 144
เอกสารอา้ งองิ 144
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 10 144
หัวข้อเร่ือง แนวคิดเก่ยี วกบั ธาตุ 18 อินทรีย์ 22
รายละเอยี ด
6 158
158
จำนวนช่วั โมงที่สอน 158
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 158
สื่อการสอน 158
การประเมนิ ผลการเรยี น 158
เน้ือหาที่จะสอน 158
คำถามทา้ ยบท 161
เอกสารอา้ งองิ 161
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 11 161
หวั ข้อเรอ่ื ง แนวคิดเกย่ี วกบั อริยสจั 4, ปฏิจจสมปบาท 190
รายละเอียด 190
จำนวนชั่วโมงท่สี อน 190
กิจกรรมการเรยี นการสอน 190
สอื่ การสอน 190
การประเมินผลการเรยี น 190
เนื้อหาที่จะสอน 191
คำถามทา้ ยบท 193
เอกสารอา้ งองิ 193
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 12 193
หวั ขอ้ เรอื่ ง แนวคิดเกย่ี วกบั หลกั การปฏบิ ัติธดุ งค์ 199
รายละเอยี ด 200
จำนวนช่วั โมงท่สี อน 200
กจิ กรรมการเรียนการสอน 200
ส่อื การสอน 200
การประเมินผลการเรยี น 200
เนอ้ื หาทจ่ี ะสอน 200
คำถามทา้ ยบท
เอกสารอา้ งอิง
7 202
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 13 202
หัวข้อเรือ่ ง แนวคิดเกยี่ วกบั การสอนกรรมฐานการปฏิบตั ิกรรมฐาน 202
213
จากสำนกั กรรมฐานท่สี ำคัญในประเทศไทย 213
รายละเอียด 213
จำนวนชวั่ โมงท่สี อน 213
กจิ กรรมการเรยี นการสอน 213
สอ่ื การสอน 213
การประเมนิ ผลการเรยี น 214
เนื้อหาที่จะสอน 215
คำถามท้ายบท
เอกสารอ้างอิง 215
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 14 215
หวั ขอ้ เรอื่ ง แนวคิดเกีย่ วกบั การปฏบิ ตั กิ รรมฐานทถี่ ูกตอ้ งตามหลกั คำสอน 227
227
ในพระพทุ ธศาสนา 227
รายละเอยี ด 227
จำนวนช่วั โมงทสี่ อน 227
กจิ กรรมการเรียนการสอน 228
สอ่ื การสอน 228
การประเมินผลการเรียน 229
เนื้อหาท่จี ะสอน 229
คำถามท้ายบท 229
เอกสารอา้ งอิง 239
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15 240
หัวขอ้ เร่ือง สรุปบทเรยี นการปฏบัติกรรมฐาน
รายละเอียด
จำนวนชวั่ โมงทส่ี อน
กิจกรรมการเรยี นการสอน
8
สอื่ การสอน 240
การประเมนิ ผลการเรยี น 240
เน้อื หาทีจ่ ะสอน 240
คำถามทา้ ยบท 240
เอกสารอ้างองิ 240
บรรณานุกรม 243
ประวตั ิผู้เรียบเรียง 253
9
แผนบริหารการสอนประจำรายวชิ า (ตาม มคอ.3)
รายวชิ า การปฏิบัติกรรมฐาน
รหสั วิชา BU 5008
(ชอื่ วิชาภาษาอังกฤษ) Meditation Practice จำนวนหน่วยกิต ชว่ั โมง [เช่น 3 (3-0-6)]
เวลาเรยี น 15 สัปดาห์ (3 x 15) = 45 ชม./ภาคเรยี น 45 ช่ัวโมง/ภาคเรยี น
ศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง = 6 x 15 = 90 ชม./ภาคเรียน
คำอธบิ ายรายวชิ า
แนวคิด หลักการ วิธีปฏิบัติกรรมฐานในพระพุทธศาสนาทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนา
กรรมฐาน หลักการปฏิบัติธุดงค์ ศึกษาการสอนกรรมฐาน และการปฏิบัติกรรมฐาน จากสำนัก
กรรมฐานท่ีสำคัญในประเทศไทย ฝกึ ปฏิบตั กิ รรมฐานที่ถูกตอ้ งตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา
จุดมุ่งหมายรายวิชา
1.วิเคราะห์แนวคิด หลักการ วิธีปฏิบัติกรรมฐานในพระพุทธศาสนาทั้งสมถกรรมฐานและ
วปิ สั สนากรรมฐาน
2.หลักการปฏิบัติธุดงค์ ศึกษาการสอนกรรมฐาน และการปฏิบัติกรรมฐาน จากสำนัก
กรรมฐานท่สี ำคญั ในประเทศไทย
3. ฝึกปฏบิ ัตกิ รรมฐานที่ถูกต้องตามหลกั คำสอนในพระพุทธศาสนา
เนื้อหา 3 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 1 ความเป็นมาของแนวคดิ การปฏบิ ัตกิ รรมฐาน 3 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 2 หลกั การปฏิบัติกรรมฐานในพระพทุ ธศาสนา 3 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ่ี 3 แนวทางการปฏิบตั ิกรรมฐานแบบสมถกรรมฐาน 3 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 4 เรอ่ื งกสณิ 10, อสภุ ะ 10 3 ช่วั โมง
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 5 เรอื่ งอนุสสติ 10 3 ช่วั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 6 เรื่องพรหมวหิ าร 4, อรูปกัมมัฏฐาน 4, 3 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 7 เรือ่ ง อาหาเรปฏิกลู สญั ญา 1 จตธุ าตุววัตถาน 1, 3 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 8 เรื่องแนวคดิ การปฏิบตั ิแบบวิปัสสนากรรมฐาน 3 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 9 เรอื่ งขันธ์ 5 อายตนะ 12
10
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ่ี 10 เร่ือง ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 3 ชว่ั โมง
แผนการสอนประจำสปั ดาหท์ ี่ 11 เรื่องอรยิ สัจ 4, ปฏิจจสมปบาท 3 ชั่วโมง
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 12 เรอ่ื งหลกั การปฏบิ ตั ธิ ุดงค์ 3 ชัว่ โมง
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 13 เรอื่ ง การสอนกรรมฐานการปฏิบตั ิกรรมฐาน
3 ช่วั โมง
จากสำนักกรรมฐานทส่ี ำคัญในประเทศไทย
แผนการสอนประจำสัปดาหท์ ี่ 14 เรื่องการปฏิบัติกรรมฐานทีถ่ กู ตอ้ ง 3 ชวั่ โมง
3 ชัว่ โมง
ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 15 สรุปบทเรยี นการปฏบตั ิกรรมฐาน
วธิ ีสอนและกจิ กรรม (ตาม มคอ.3)
1. บรรยาย
2. มอบหมายงาน / คน้ คว้างาน
3. การซักถาม จัดกิจกรรมในห้องเรียน
4. นำเสนองานของนกั ศกึ ษา
สือ่ การเรยี นการสอน (ตาม มคอ.3)
1. Power Point
2. เอกสารประกอบการสอน
3. แบบประเมินผลก่อนเรียน
การวัดและประเมินผล (ตาม มคอ.3)
1. การวัดผล (คือการกำหนดตัวเลขหรอื คะแนนดิบ)
1.1 คะแนนระหว่างภาครวม รอ้ ยละ 70
1.1.1 นำเสนองาน ในชน้ั เรยี น รอ้ ยละ 30
1.1.2 สอบกลางภาค ร้อยละ 30
1.1.3 เจตคติ จติ พสิ ยั ร้อยละ 10
1.2 คะแนนสอบปลายภาครวม ร้อยละ 30
1.2.1 สอบปลายภาค รอ้ ยละ 30
2. การประเมินผล (คือ การพิจารณาตัดสินคุณภาพการเรียนการสอนโดยเอาการวัดผลมา
เปน็ เครือ่ งมอื )
แบบองิ เกณฑ์ 11 คา่ ระดบั คะแนน
ระดับคะแนน 4.00
A ค่ารอ้ ยละ 3.50
B+ 90-100 3.00
B 85-89 2.50
C+ 75-84 2.00
C 70-74 1.50
D+ 60-69 1.00
D 55-59 0.00
E 50-54
0-49
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 1
หวั ข้อเรอื่ ง ความเปน็ มาของแนวคิดการปฏิบตั ิกรรมฐาน
รายละเอยี ด
ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ไม่มียุคสมัยใดและไม่มีเผ่าใดเลยที่มนุษย์จะไม่นับถือ
ศาสนา ศาสนามีอิทธิพลและแพร่หลายในสังคมมนุษย์ทกุ ยุคทุกสมัยตั้งแต่สังคมยุคดกึ ดำบรรพจนถึง
ยุคปัจจุบัน ศาสนาจึงมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มากที่สุดศาสนามีคุณค่าต่อมนุษย์ในทุก
ขั้นตอนของการดำเนินชวี ิต เพราะศาสนาชว่ ยให้มีหลักท่ีถูกต้องในการดำเนินชวี ิต การอยู่รวมกันเป็น
สังคม ย่อมต้องมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทบกระทั่งกัน เมื่อมนุษย์แต่ละคนมีความต้องการท่ี
แตกต่างกันก็แสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกมา บางพฤติกรรมก็ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อนจึง
จำเป็นต้องมหี ลกั ปฏิบตั ทิ ถ่ี ูกต้องของการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม นั่นคอื หลักคำสอนทางศาสนานัน่ เอง เม่ือ
ทุกคนในสังคมมีหลักปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามย่อมทำให้สังคมสงบสุข ศาสนาในโลกนี้มีทั้งศาสนาท่ี
ยอมรับนับถืออำำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและศาสนาที่ไม่เชื่อในอำำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า แม้
หลกั คำสอนของแต่ละศาสนาจะแตกตา่ งกนั แตท่ ุกศาสนาลว้ นมเี ป้าหมายเพื่อให้มนุษยเ์ ป็นคนดีและมี
ความสุขทั้งสิ้นการศึกษาความหมาย มูลเหตุการเกิดขึ้น วิวัฒนาการ ประเภทและความสำคัญของ
ศาสนาจะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เข้าใจความแตกต่างทางศาสนาก่อให้เกิดความเคารพต่อ
ศรทั ธาทางศาสนาของผู้อ่ืน เพราะทุกศาสนาล้วนมเี ป้าหมายอันเดียวกนั ดงั นน้ั ในบทความนี้ ผู้เขียน
จึงใคร่จะนำเสนอเนือ้ หาเกี่ยวกับศาสนา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ ที่สำคัญ
ของโลก
ความเปน็ มาของแนวคดิ การปฏิบตั ิกรรมฐาน
กรรมฐานเป็นงานพัฒนาจิตให้เข้าถึงความสงบและให้ เกิดปัญญาเป็นศาสตร์และศิลป์ แห่ง
การดำเนินชีวิตและเป็น ธุระสำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา กรรมฐานเป็นวิถีทางออกจากทุกข์ที่ดี
ที่สุด ซึ่งมี พัฒนาการสั่งสมสืบเนื่องกันมาเป็นระยะเวลายาวนานจาก ยุคก่อนพุทธกาลยุคพุทธกาล
และหลงั พุทธกาลมาจนถึงสมัย ปัจจุบัน สมยั ก่อนยคุ พุทธกาล การปฏบิ ัติกรรมฐานสมัยก่อนพุทธกาล
มีปรากฏในคัมภีร์ ทางพระพุทธศาสนาจานวนมากซึ่งได้กล่าวถึงฤาษีดาบสผู้บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิม
พานต์บรรลุฌานสมาบัติได้อภิญญา 5 แสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้ การบรรลุฌานสมาบัติการได้
อภิญญาของพวกฤาษีดาบสดงั กลา่ วนนั้ จัดเปน็ ผลของการเจรญิ สมถกรรมฐานโดยตรง
สมัยพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก บรรพชาก็ทรงไปศึกษาลัทธิของ เจ้าสำนักต่าง
ๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัย นั้นทรงแสวงหาหนทางดับทุกข์โดย วิธีการลองผิดลองถูกมาหลากหลาย วิธี
โดยเฉพาะวิธีปฏิบัตแิ บบสมถ- กรรมฐานและวิธีทรมานตวั เองท่ี เรยี กว่า อัตตกิลมถานุโยค
2
สมัยพุทธกาล พระองค์ก็สรุปผลไดว้ า่ วิธีการเหล่านั้นไม่ใชท่ างพ้นทุกข์ได้ แทจ้ ริงจึงทรงหันมา
เลือกวิธีการบำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยการ เจริญสมกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน สมัยพุทธกาล
พระพุทธองค์ทรงบรรลุถึงผลขั้นสูงสุดจนสามารถ ทำลายกิเลสได้หมดสิ้นก็ด้วยทรงยึดเอาการปฏิบัติ
สม ถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานเป็นอุบายในการ พัฒนาจิตโดยนาเอาสมถกรรมฐานมาสร้าง
พื้นฐานที่ มั่นคงให้แก่จิตใจก่อนแล้วเพิ่มเติมต่อยอดด้วยการ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนา
กรรมฐานจงึ ถอื ว่าเป็นเอกลักณ์สำคัญทาง พระพทุ ธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบแลว้ นามาเผยแผ่
สั่ง สอนพุทธบริษัทมีปรากฏเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ความจริงการปฏิบัติกรรมฐานในสมัย
พุทธกาลปรากฏวา่ มี แพร่หลายมากมายจะเห็นได้จากคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ไดบ้ ันทึก เรื่องราวและคา
สอนท่พี ระพทุ ธองค์ทรงสอนกรรมฐานไว้ เช่น มหาสติปฏั ฐานสูตร อานาปานสตสิ ูตร เปน็ ต้น
ในคัมภีร์อรรถกถาได้กลา่ วถึงการปฏิบัติกรรมฐานในสมัยพุทธกาลไว้หลายแห่งพอสรุปความ
ได้ว่าภิกษุผู้มีศรัทธาออกบวช ประสงค์จะปฏิบัติกรรมฐานจะต้องบำเพ็ญธุระ 2 อย่างใน พระศาสนา
คือ คันถธุระ วปิ สั สนาธุระ
1. คันถธรุ ะ หมายถงึ การศึกษาเล่าเรยี นภาคทฤษฎหี รือปรยิ ตั ิให้ เข้าใจถึงกิจวัตรข้อปฏิบัติสา
หรบั พระภกิ ษุและคาสอน ของพระพทุ ธเจ้า (พทุ ธพจน)์
2. วิปัสสนาธรุ ะ หมายถึงการปฏิบัตวิ ิปัสสนากรรมฐานดว้ ยยกรูปนามข้ึน พิจารณาโดยความ
เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่คงทน มิใช่ตัวตน จนเกิดผลคือสามารถทำลายกิเลสบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้
ในทสี่ ดุ
สมัยหลังพุทธปรินิพพาน หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้วเหล่า
สาวกมีความแตกแยกทาง ความคิดมากขึ้น แต่ในส่วนที่เป็นการพัฒนาจิต เหล่าสาวกก็คงยึดถือการ
ปฏบิ ตั สิ มถกรรมฐาน และวปิ สั สนากรรมฐานตามแนวสตปิ ฏั ฐานสูตร อานาปานสติสตู ร และสมถวิธีท่ี
พระพุทธองคท์ รง สอนไวจ้ นถงึ ยคุ พุทธศตวรรษที่ 3
สมัยหลังพุทธปรินิพพาน ในส่วนของการปฏิบัติกรรมฐานยุคนี้ปรากฏว่ามีพระ เถระผู้ทรง
คุณสมบัตทิ ้งั ทางด้านปริยัติและด้านการปฏบิ ัติ หลายรูป เช่น พระโมคคลั ลีบตุ รติสสเถระ พระมหินท
เถระ และคณะพระเถระที่ไปเป็นธรรมทูตเผยแผ่ในดินแดนต่าง ๆ นั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
ท้งั สิน้ เป็นเครอื่ งแสดงให้ เห็นถงึ ความเจริญของการปฏิบตั ิกรรมฐาน
การส่งสมณทูต 9 สาย สมัยพระเจ้าอโศก โดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐานในยุคนี้ คณะ
พระโสณะและ พระอุตตระที่นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในดินแดนสุวรรณภูมิ นับได้ว่าเป็นผู้
วางรากฐานทางพระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ รวมถงึ ได้นาแนวการปฏิบตั วิ ิปัสสนากรรมฐานที่เช่ือ
ว่ารับได้ ถ่ายทอดมาจากพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมาเผยแผ่ในภูมิภาค นี้และมีผู้รักษาสืบต่อแนว
การปฏิบัตนิ ม้ี าจนถึงปจั จบุ นั
การปฏบิ ตั ิกรรมสง่ ผลดีอยา่ งไรตอ่ ชีวติ
3
การปฏบิ ตั ิกรรมฐานในประเทศไทยปัจจุบัน แนวการปฏบิ ตั ิกรรมฐานในประเทศไทยปัจจุบัน
มีรูปแบบ แนวการปฏิบัติที่หลากหลายตามแนวทางที่คณาจารยไ์ ด้คิดค้น พัฒนาขึ้นให้เหมาะกับจริต
นิสยั ของตนเองโดยมีจดุ มุ่งหมาย เพอ่ื ทาจิตให้สงบรางบั และเพื่อให้เกิดปญั ญารู้เท่าทนั ตามความ เป็น
จริง ดงั น้นั รูปแบบวธิ ีการปฏบิ ัติอาจดูตา่ งกันแต่ถ้าเปน็ ไป เพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือความ
สงบระงับใจและให้ เกิดสติปัญญาแล้ว ก็ถือว่าไม่ออกนอกจากจุดมุ่งหมายของการ ปฏิบัติกรรมฐาน
ทางพระพุทธศาสนา
ปัจจุบันวงการแพทย์กำลังให้ความสนใจกับเรื่องความเครียดนี้มากขึ้นและในทาง
พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญนานแล้ว (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), 2554, น. 362)
พระพุทธองค์ทรงเป็นจิตแพทย์เอกของโลกและทรงเป็นผู้บำบัดสรรพโรคโดยเฉพาะโรคทางใจน้ัน
พระองค์ไม่มีใครเทียบได้เลยพระองค์ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัพพุทธเจ้ารอบรู้ธรรมทั้งปวงทรงมี
พระกรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อผู้ที่ประสบความทุกข์จึงทำการรักษาเยี่ยวยาผู้ป่วยทั้งทางกายและทางจิตให้
หายจากโรคอย่างชะงักด้วยเหตนุ ี้พระองค์จึงได้พระนามวา่ ผ้รู ักษาพยาบาลชาวโลกท้งั ปวงสัพพะโลกติ
กิจฉโก (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต),2554, น. 362) เพราะทรงเป็นผ้เู ยยี วยาสรรพโรคคือเป็น
ผู้รู้รักษาโรคและโลกให้แก่สัตว์โลกทั้งปวง ตามหลักทางพระพุทธศาสนา (หลวงพ่อจรัญ ตธมฺโม,
2554, น. 80) แนวทางการบำบัดโรคทางใจ นั้น คือ การพิจารณาธรรมตามแนวทางวิปัสสนา
กรรมฐาน เช่น พระมหากัสสปะพระโมคคัลลานะ และพระมหาจุนทะที่ฟังธรรมในโพชฌงค์ 7
(พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ 19 ขอ้ 196: 129-130) ก็หายจากโรคในทส่ี ุดและแมก้ ระท่งั พระพุทธองค์
ทรงประชวรก็ทรงให้พระสาวกสวดมนต์บทโพชฌงค์ 7 (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม 19 ข้อ 197:
130-131)
ถวายและก็ทรงหายจากอาการประชวรเมื่อทรง พิจารณาในโพชฌงค์จะทำให้เกิดสมาธิและ
ปีติในที่สุด พระพุทธองค์ทรงแนะนำภิกษุทั้งหลายว่าการเจริญสมาธิที่พระองค์ทรงแนะนำนี้มิใช่มีแต่
สมถกรรมฐานอยา่ งเดียวยังมวี ิปสั สนากรรมฐานอยดู่ ว้ ยและวปิ ัสสนาจะช่วยให้เกิดปัญญาแก้ปัญหาตัว
อุปาทานหรือโรคทางวิญญาณดว้ ยการมองเห็นสิง่ ต่างๆ ตามความเป็นจริง เมื่อขจัดความเห็นผิดแลว้
โรคที่ปรากฏทางกายที่มีผลต่อจิตใจที่เห็นผิดย่อมรับการรักษาได้ในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่สามารถ
รกั ษาโรคให้หายขาดได้ แตอ่ ยา่ งนอ้ ยก็เป็นการลดการปรุงแต่งทางความคิดอันเปน็ ท่ีมาของความทุกข์
ลงได้บ้าง (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม17 ข้อ 27-29: 13-14) ด้วยแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนา
กมั มฏั ฐานมีความสำคัญอย่างมากที่มมี าต้งั แตส่ มยั พุทธกาลจนถึงปัจจุบันดังปรากฏว่า“สมัยหนึ่งพระผู้
มีพระภาคเจา้ ประทับอยู่ในหมบู่ ้านกรุ ชุ นบทอันเป็นนิคมของชาวกุรุ ชื่อวา่ กัมมาสธมั มะ ณ ท่ีน้ันพระ
ผู้มีพระภาคได้ตรัสพุทธภาษิตนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์
ของเหล่าสตั ว์ เพื่อล่วงความโศกและปรเิ ทวะ เพื่อความดับสญู แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลธุ รรมท่ี
4
ถกู ตอ้ ง เพื่อใหแ้ จง้ ซ่ึงพระนิพพานหนทางนี้ คอื สติปัฏฐาน 4 ประการ” (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม
10 ขอ้ 273: 336)
ดังนั้นหลักการเจริญสติปัฏฐาน 4 จึงเป็นวิธีปฏิบัติที่สำคัญมากเพราะสามารถพัฒนาสติของ
มนุษย์เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ ด้วยสติปัฏฐาน 4 หรือ สัมมาสติ ดังพระพุทธองค์ตรัสว่าสัมมาสติมี
อารมณ์ 4 ประการ คือ 1) กายานุปัสสนา การตามรู้กองรูป 2) เวทนานุปัสสนา การตามรู้ความรู้สึก
3) จิตตานปุ ัสสนา การตามร้จู ติ 4) ธมั มานุปสั สนา การตามรู้สภาวธรรม (พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่ม
10 ข้อ 272: 241) การเจรญิ สติปัฏฐานน้ีมีการปฏิบัตสิ ืบทอดกันมาเป็นเวลาอันยาวนานของชาวพุทธ
ฝ่ายเถรวาทนับตั้งแต่พุทธศักราช 235 มีพระอรหันต์นามว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระทำตติ
สังคายนาที่เมืองปาฏาลีบุตรเมืองหลวงของแคว้นมคธ เสร็จสิ้นแล้วได้ส่งสาวกที่เป็นพระอรหันต์นำ
พระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ประดิษฐานยังประเทศต่างๆ 9 สาย (พระพรหมโมลี (วิลาศ าณวโร,
2543: 2-3) หนึง่ ใน 9สายนัน้ ได้มาเผยแพรใ่ นสวุ รรณภมู ิซ่ึงมีพระโสณอรหนั ตแ์ ละพระอุตตรอรหันต์ได้
นำพระพุทธศาสนามาประดิษฐานและเผยแพร่ในสุวรรณภูมิ ส่วนการเข้ามาของวิปัสสนาในประเทศ
ไทยนั้นเริ่มตั้งแต่สมัยของสมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) ได้ส่งพระมหาโชดก ญาณสิทธิ
เปรียญธรรม 9 ประโยคไปศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ประเทศสหภาพพม่าเป็นเวลา 1 ปี
ในปีพ.ศ. 2495 และได้กลับมาเผยแผ่ในประเทศไทยพร้อมกับพระวิปัสสนานาจารย์อีก 2 คือ ท่าน
อาสภเถระปธานกัมมัฏฐานาจริยะ และท่านอินทวงั สะ ธัมมาจริยะกัมมัฏฐานาจริยะ ในปีพุทธศักราช
2496 เป็นต้นมาทำให้การเจริญวิปัสสนามีการพัฒนาไปสู่ในส่วนต่างๆ ของคณะสงฆ์ไทยและพัฒนา
ไปส่ตู า่ งประเทศในท่สี ุด
คุณสมบตั ิพิเศษของชวี ิตมนุษย์ คอื สามารถฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพที่เหมาะสม
ด้วยวิธีเจริญสติเป็นเครื่องชำระขัดเกลาอบรมจิตใจของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นจนถึงที่สุดและการขัดเกลา
จิตใจตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ การเจริญวิปัสสนา (การอบรมจิต) เพื่อให้เหมาะแก่อุปนิสัยของ
บุคคลผู้ฟังธรรมในขณะนั้น ดังที่ทรงตรัสแก่สัจจกนิครถ์ว่า (พระเทพวิสุทธิกวี, 2543)อริยสาวกใน
ธรรมวนิ ัยน้ี ผไู้ ด้สดับแล้ว มีสขุ เวทนาเกดิ ขึ้น ถูกสขุ เวทนากระทบแล้ว ไมม่ ีความยินดใี นสขุ เวทนาและ
ไม่ถึงความเป็นผูย้ นิ ดใี นสุขเวทนา สุขเวทนานัน้ ของเขาย่อมดับไป เพราะสุขเวทนาดับไป ทุกขเวทนา
จึงเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบแล้ว ก็ไม่เศร้าโศก ไม่เสียใจ ไม่รำพัน ไม่ตีอกคร่ำครวญ ไม่ถึง
ความหลงใหล สุขเวทนานั้นแม้ที่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกแล้วก็ไม่ครอบงำจิตต้ังอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรม
กาย ทุกขเวทนาแม้ที่เกิดขึ้นแล้วก็ครอบงำจิตอยู่ไม่ได้ เพราเหตุที่ได้อบรมจิต สุขเวทนาและ
ทุกขเวทนาทั้ง 2 ฝ่ายที่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ใดผู้หนึ่งอย่างนี้ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้
อบรมกายเพราะเหตุที่ได้อบรมจิต อัคคเวสสนะ บุคคลผู้ได้อบรมกายได้อบรมจิตเป็นอย่างนี้
(พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ 12 ข้อ 369: 404)
5
สรุปได้ว่า แนวคิดวิธีการปฏิบัติกรรมฐานเป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิดพุทธิปัญญาของสำนัก
ปฏิบัติธรรมต่างๆ เพราะการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจและสติ
ปัญญาอย่างแทจ้ รงิ ตามมรรควิธีของการพัฒนาโดยเริ่มจากการจดั ระเบยี บร่างกายให้เรียบร้อยด้วยศีล
เมื่อกายเรียบร้อยดีแล้วจิตก็จะสงบเป็นสมาธิได้เร็วขึ้นเมื่อจิตเป็นสมาธิดีแล้วก็จะพัฒนาปัญญาให้
เกิดข้ึนตามลำดับ จากนั้นก็จะสามารถหยั่งเห็นรูปนามตามสภาวะโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วย
วิปัสสนาญาณที่มีกำลังมากขึ้นจนรู้เห็นการเกิดดับอย่างรวดเร็วของสภาวธรรมที่กำลังปรากฏอยู่
ตลอดถึงการรบั รูส้ ภาวะของรูปที่เคล่ือนไหวอยู่ในขณะเดินและรับรูจ้ ิตท่ีต้องการจะเดิน การรับรูร้ ปู ท่ี
เกิดแล้วดับไปในคณะหนึ่งๆ นักปฏิบัติจะเข้าใจว่า เราเดิน เป็นเพียงคำที่ใช้พูดกันในโลกไม่มีตัวเราท่ี
เดินอยู่จริงมีเพียงจิตที่ต้องการจะเดินและรูปที่เคลื่อนไหวจากขณะหนึง่ ไปสู่อีกขณะหนึ่งเทา่ นั้น เมื่อ
เข้าใจถึงสภาวการณ์อย่างนี้ปัญญาที่พัฒนามาดีแล้วก็จะแก้ปัญหาที่เกิดจากความซึมเศร้าสะเทือนใจ
ความวิตกกงั วล วาดระแวง เครยี ด เบอื่ หนา่ ยท้อแท้และความกลวั ตา่ งๆ ลงไดเ้ ปน็ ลำดบั และตอ้ งได้รับ
การสนบั สนุนจากหน่วยงานของรฐั และเอกชนทำกันอย่างเป็นรูปธรรมวางแผนเป็นนโยบายก็จะทำให้
การแกป้ ญั หาเหลา่ น้ันคล่ีคลายไปและหมดไปได้ในท่ีสดุ
จำนวนชั่วโมงท่ีสอน 3 ชว่ั โมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
2. นำเขา้ สบู่ ทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรียน
สื่อการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลก่อนเรยี น - หลงั เรียน
การประเมินผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน
2. ประเมินจากการมสี ว่ นรว่ มในห้องเรียน
3. ประเมินจากการชักถาม
6
เนือ้ หาทีจ่ ะสอน
1. ความเปน็ มาของแนวคดิ การปฏิบัตกิ รรมฐาน
2. การปฏบิ ัตกิ รรมสง่ ผลดีอยา่ งไรต่อชีวิต
คำถามทา้ ยบท
1. ความเป็นมาของแนวคดิ การปฏิบตั กิ รรมฐานมวี วิ ัฒนาการอยา่ งไร
2. การปฏบิ ัติกรรมส่งผลดีอย่างไรตอ่ ชีวิต
3. การปฏิบัตมิ สี ่วนในการพฒั นากระบวนการทางปัญญาอย่างไร
เอกสารอ้างอิง บทที่ 1
คลีนิกปรัชญา. (2560). บทที่ 1 ประวัติและวิวัฒนาการของการปฏิบัติกรรมฐาน. [ออนไลน์]. สืบค้น
เมอื่ วนั ที่ 9 กรกฎาคม 2564 แหล่งที่มาจาก. www.philosophychicchic.com.
พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ตวณฺโณ). (2542). คู่มือการบำเพ็ญกรรมฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 7.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
_________. (2543). การพัฒนาจติ . พมิ พค์ รง้ั ที่ 6.กรงุ เทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). (2554). การแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์. พิมพ์ครั้งที่ 7.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์สหธรรมมกิ .
พระพรหมโมลี (วลิ าศ าณวโร). (2543). ภาวนาทีปน.ี กรงุ เทพมหานคร: ดอกหญ้า.
พระราชพรหมาจารย์ (พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล). (2545). คู่มือการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ใน
แนวสติปัฏฐาน 4. เชยี งใหม:่ คณะศษิ ยานศุ ิษย์.
หลวงพ่อจรัญ ตธมฺโม. (2554). พิชิตกรรมร้าย หายป่วยด้วยโพชฌังคปริตร.กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พเ์ ล่ยี งเชยี ง.
7
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 2
หัวเรอ่ื ง หลักการปฏิบตั กิ รรมฐานในพระพุทธศาสนา
รายละเอียด
การปฏิบัติวิปัสสนาธุระเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชนควบคู่กับคันถธุระการ
ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา คันถธุระ การปฏิบัติ
พระกมั มัฏฐานในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย ถือกำเนิดมาพร้อมกับการศึกษาค้นคว้า
พระไตรปิฎก ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช
รชั กาลที่ 5 ผู้ทรงสถาปนามหาวิทยาลยั สงฆ์แห่งน้เี พ่ือให้พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ศึกษาพระไตรปิฎก
และวิชาชั้นสูง การศึกษาพระไตรปิฎกนั้น เป็นหน้าที่โดยตรงของพระสงฆ์อยู่แล้ว ส่วนการศึกษาวิชา
ชั้นสูงนั้นนา่ จะหมายถึงการศึกษาวิชาการ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติและเผยแผ่พระศาสนา
ควบคู่กันไป กล่าวเฉพาะด้านพระศาสนา วิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ นอกจากจะมีความเป็นผู้นำด้าน
ความรู้ในพระไตรปิฎกแล้ว ยังจะต้องพัฒนาตนให้เป็นพระสงฆ์ในอุดมคติ ด้วยการพัฒนาตนนั้น
จะตอ้ งอาศยั หลักการปฎิบัตพิ ระกัมมฏั ฐานเพ่ือฝกึ ฝนอบรม โสฬสญาณ ญาณ 16 อันเปน็ วชิ าช้ันสูงให้
เกดิ ขนึ้ ในขันธสนั ดาน
จดุ มงุ่ หมายของการปฏบิ ัติพระกัมมฏั ฐานน้นั ก็เพ่ือชำระจติ ของผปู้ ฏบิ ัติให้บรสิ ทุ ธ์สิ ะอาดหมด
จดจนกระทั่งถึงบรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ก่อนที่พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดบั ขันธปรนิ ิพพาน พระองค์ทรงมอบพระพุทธศาสนาใหเ้ ป็นสมบัติของพทุ ธ
บริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้บรรลุธรรมระดับใดก็ตาม
ด้วยการเจริญพระกัมมัฏฐานก็ย่อมจะทำให้พุทธบริษัทเหล่าอื่นเกิ ดความมั่นใจในการเจริญพระ
กัมมัฏฐานโดยเห็นว่า การเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นการปฏบิ ัตธิ รรม เพื่อพัฒนาจิตของมนุษยใ์ หบ้ รรลุ
ถึงพระนิพพานได้ ผู้ที่เคยเจริญพระกัมมัฏฐานอย่างไร้จุดหมายหรือมีความท้อแท้หมดกำลังใจในการ
ปฏิบัติ ก็จะมีกำลังใจในการปฏิบัติมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ท่ียังไม่สามารถบรรลุธรรมระดับใดระดบั
หนึ่งก็สามารถพัฒนาจิตของตนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้
สังคมโลกกจ็ ะไดร้ ับประโยชน์คือสันตภิ าพพร้อม ๆ กบั ผ้ปู ฏิบัตธิ รรม ปัญหาต่าง ๆ ท่โี ลกกำลังประสบ
อยู่ เช่น การเบียดเบียนกัน การเข่นฆ่ากัน การแย่งชิงผลประโยชน์กัน ก็จะลดน้อยลงไปตามลำดับ
เพราะอาศัยบุคคลผู้มีคุณภาพดี มีจำนวนมากขึ้นในสังคม การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานใน
8
พระพุทธศาสนา มีหลายวิธีด้วยกัน แต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มีความเชื่อและยอมรับแนวการ
ปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ตามที่มีปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาว่า เป็นวิธีการที่
ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและสามารถทำให้พุทธศาสนิกชน ได้พัฒนาตนจากระดับปุถุชน
ธรรมดาเป็นพระอริยบุคคลซึ่งเป็นบุคคลในอุดมคติของพระพุทธศาสนา ในที่นี้ จะกล่าวถึงเรื่องท่ี
สำคญั 3 ประการ คอื (พระศรวี รญาณ (ว)ิ . (2542). น. 301 - 320)
เนื้อเร่อื ง หลกั กัมมฏั ฐานในพระไตรปฎิ ก
“กรรมฐาน” แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ มีนัยตรงกับคำว่า “ภาวนา” ที่
ปรากฏในพระไตรปิฎกหมายถึงการปฏิบัติธรรมหรือการฝึกอบรมจิตใจและอบรมปัญญาตามหลัก
พระพุทธศาสนากรรมฐานหรือภาวนาในพระพุทธศาสนามี 2 ประการ คือ (ที.ปา. (ไทย) 11/304
/256, 352/369, อง.ฺ ทุก. (ไทย) 20/32/76, 173/127, 231/137)
ประการที่ 1 สมถกรรมฐาน หรือสมถภาวนา การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ หรือการฝึก
สมาธิ
ประการที่ 2 วิปัสสนากรรมฐาน หรือวิปัสสนาภาวนา การฝึกอบรมปัญญาให้เกดิ ความรู้แจง้
ตามเปน็ จริง หรอื การเจริญปัญญา
ทั้ง 2 ประการรวมอยู่ในหลักไตรสิกขา คือ (1) สีลสิกขา (2) จิตตสิกขาหรือสมาธิสิกขาก็คือ
สมถกรรมฐาน และ (3) ปัญญาสิกขากค็ ือวปิ ัสสนากรรมฐาน
หลกั การสำคญั ของกรรมฐานก็คือการฝึกฝน คำว่า “สิกขา” ในคำว่า “จติ ตสกิ ขา” ก็ดี ในคำ
ว่า “ปัญญาสิกขา” ที่นิยมนำมาใช้ในภาษาไทยว่า “ศึกษา” หมายถึงการฝึกฝนอบรม ตรงกับกับ
ภาษาอังกฤษว่า “training” ไม่ใช่ “study” หลักการของคำว่า “ฝึกฝน” ก็คือการวางกรอบหรือ
แนวทางไว้ชัดเจนแล้วกำหนดให้ทำตามนั้น ถ้ามีการแข็งขืนไม่อยากทำตามก็ต้องมีการบังคับให้ทำ
ตามนั้นให้ได้ อาจจะไม่สามารถทำตามกรอบนั้นได้ทันที แต่ต้องมีการบังคับไปทีละเล็กทีละน้อย
จนกวา่ จะทำตามกรอบนนั้ ไดท้ ้ังหมด เชน่ เรานงั่ ตวั ตรง 5 นาทีแลว้ รู้สกึ ปวดเม่ือย ตามปกตเิ รากม็ กั จะ
หาวิธีคลายปวดเมื่อยโดยน่ังตวั งอบ้าง นั่งพิงฝาบา้ ง น่ังเท้าแขนบ้าง ลุกขึ้นเดินบ้าง หรือแมเ้ ปล่ยี นเป็น
อิริยาบถอน่ื ๆ ถา้ เราฝกึ ฝนบงั คบั ตัวเองทนฝืนความปวดเม่ือยนง่ั ให้ได้นานกวา่ 5 นาทีก็จะติดเป็นนิสัย
สามารถนัง่ นานได้ อยนู่ ่งิ นานๆ ได้ ขอ้ น้ี เป็นการฝกึ ฝนกายให้เข้มแข็ง ธรรมชาติของจิตคือคิดถึงเรื่อง
ต่างๆ ตลอดเวลา ถา้ เราปล่อยให้จิตคดิ
9
หลายเรื่องในขณะเดียวกันจนติดเป็นนิสัยกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน ก็จะกลายเป็นคนไม่มีสมาธิ
ทำงานไม่สำเร็จกรรมฐานก็คือการฝึกฝนอบรมจิตให้มีสมาธิโดยใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ให้
กำหนดลมหายใจเข้าออกของตัวเอง มีสติกำหนดลมหายใจ เป็นอุบายให้จิตคิดอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ให้
คิดเรื่องอื่น ฝึกฝนอย่างนี้ อยู่เป็นประจำก็จะทำให้ติดเปน็ นิสัยคือจติ คุ้นชินอยูก่ ับลมหายใจ จิตอยู่กบั
ชวี ติ ของตวั เอง ไมฟ่ งุ้ ซ่านเป็นสมาธิ
เพราะฉะนั้น เป้าหมายขั้นต้นของการปฏิบัติกรรมฐานก็คือสมาธิโดยมีปัญญาหรือมรรคผล
นิพพานเป็นเป้าหมายขั้นสูงสุด กรรมฐานในพระพุทธศาสนาแม้จะมีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง แต่ก็มี
เป้าหมายเดียวคือมุ่งสร้างสมาธิเป็นประการสำคัญก็เพราะเมื่อมีสมาธิย่อมมีอานิสงส์ (ผลดี) 3
ประการ คอื
ประการที่ 1 มีอิทธิบาทธรรม 4 อย่างในตัว เป็นคุณธรรมในจิตใจ คือ ฉันทะ พอใจทำสิ่งดี
งามวิริยะ เพียรทำสิ่งดีงาม จิตตะ เอาใจใส่ต่อสิ่งดีงาม และวิมังสา ไตร่ตรองพิจารณาสิ่งดีงาม ผู้ มี
คุณธรรมเหล่าน้ีทำงานอะไรกป็ ระสบความสำเร็จดังที่ โบราณาจารย์กล่าวว่า องค์ประกอบที่จะทำให้
การทำงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายก็คือกรรมฐาน ดังคำวิเคราะห์ว่า “กมฺมเมว วิเสสาธิ
คมนสฺส านนฺติกมฺมฏฺ านํ แปลว่า การกระทำที่เป็นฐานแห่งการบรรลุผลที่วิเสส ชื่อว่ากรรมฐาน”
จากบทวิเคราะหน์ เ้ี ปน็ เคร่ืองแสดงว่า การทำงานใดๆกต็ ามจะประสบความสำเรจ็ ต้องอาศยั การปฏิบัติ
กรรมฐานเปน็ ประการสำคัญ
ประการที่ 2 มีปัญญาระดับตา่ งๆ ได้โดยอัตโนมัติ ปัญญาที่สำคัญสำหรับการดำรงชีพ คือสัป
ปุริสธรรม 7 ประการ เพราะจิตนิ่งมีสมาธิจึงทำให้เป็นคนรู้เหตุผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้คนอื่น รู้สังคม
รอบขา้ ง เข้าใจโลกและชีวิต
ประการที่ 3 จิตมีคุณภาพ สุขภาพ และสมรรถภาพ เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง มีวุฒิภาวะ มี
จิตใจท่ีทนทานตอ่ แรงกระทบจากสภาพแวดลอ้ มที่เป็นอฏิ ฐารมณแ์ ละอนิฏฐารมณ์ (พระราชปริยัติกวี,
ศ.ดร. (2560). กรรมฐานในพระพุทธศาสนา:บทเรียนจากมหาสติปัฏฐานสูตรและความนิยมใน
สังคมไทย (Kammatฺtฺhāna in Buddhism Lessons from Mahā- satipatฺtฺhāna Sutta and
Popularity in Thai Society). วารสารมหาจฬุ าวชิ าการ ปที ่ี 4 ฉบบั ท่ี 2. น.3-4.)
หลักมหาสตปิ ัฏฐาน
10
พระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ ณ นคิ มของชาวกรุ ชุ ่ือกัมมาสธัมมะ แคว้นกรุ ุ ได้ตรัสมหาสติปัฏ
ฐานสูตร (สรุปความจำก ที.ม. (ไทย) 10/372-403/301-338) ซึ่งแสดงหลักการและวิธีการแห่ง
กรรมฐานไว้ 4 ประการดังนี้
ประการท่ี 1 ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ มคี วามเพยี ร มีสมั ปชญั ญะ มสี ติ กำจดั อภิชฌา
และโทมนัสในโลกได้ คำว่า “พิจารณาเห็นกายในกาย” ก็คือ ตั้งสติมุ่งตรงต่อกรรมฐานนั้น มีสติ
กำหนดรู้ชัดลมหายใจเข้าออก มีสติกำหนดรู้ชัดอิริยาบถใหญ่คือเดิน ยืน นั่ง นอน มีสติกำหนดรู้ชัด
อิริยาบถย่อยคือก้าวไปถอยกลับ การแลเหลียวดู การเคี้ยว การดื่มเป็นต้น กำหนดพิจารณาผม ขน
เล็บ ฟัน หนังเป็นต้นในกายนี้โดยความเป็นของปฏิกูล กำหนดพิจารณากายโดยสักว่าเปน็ ธาตุดิน น้ำ
ไฟ ลม หรือกำหนดพิจารณาซากศพในป่าชา้ ตัง้ แต่ยังเป็นร่างสมบูรณ์ไปจนถึงกระดูกผุป่นเปน็ ชิ้นเล็ก
ชิ้นน้อย โดยสรุปกค็ ือ ให้ตง้ั สติอยู่เฉพาะหน้าว่า “กายมีอยู่” ก็เพียงเพ่อื อาศยั บำเพ็ญกรรมฐานเท่านั้น
อาศัยไม่ได้ ยดึ ถอื อะไรก็ไม่ได้
ประการท่ี 2 ภิกษุพจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยู่ มคี วามเพยี ร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้คำว่า “พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย” ก็คือ เมื่อเสวยสุข
ทุกข์ หรือไม่สขุ ไมท่ ุกข์(อุเบกขา)
ก็มีสติกำหนดรู้ชัดเมื่อเสวยสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์(อุเบกขา)ที่มีอามิสก็มีสติกำหนดรู้ชัด
เมอ่ื เสวยสุขทุกข์ หรือไม่สขุ ไม่ทุกข์(อเุ บกขา)ท่ีไม่มีอามิสก็มีสติกำหนดรชู้ ัดสภาวะของเวทนา เหตุเกิด
เวทนา เหตุดับเวทนา หรือทั้งเหตุเกิดและเหตุดับเวทนา โดยสรุปก็คือ ให้ตั้งสติอยู่เฉพาะหน้าว่า
“เวทนามีอยู่” ก็เพยี งเพ่อื อาศยั บำเพญ็ กรรมฐานเทา่ นน้ั อาศัยไมไ่ ด้ ยดึ ถอื อะไรก็ไม่ได้
ประการที่ 3 ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา
และโทมนัสในโลกได้ คำว่า “พิจารณาเห็นจิตในจิต” ก็คือ จิตย่อมมีการรับรู้อารมณ์ภายนอก
ตลอดเวลาไม่ว่าจะในขณะทำกิจกรรมใดๆ เมื่อเกิดการรบั รู้อารมณ์มีรูปเปน็ ต้นแล้ว(เกิดวญิ ญาณ) จิต
มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ หรือจิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะก็กำหนดรู้ชัด จิตหดหู่หรือฟุ้งซ่านก็มีสติ
กำหนดรชู้ ดั หรอื แมก้ ระทง่ั ว่าจติ
หลุดพ้นแล้วหรือยังไม่หลุดพ้นก็มีสติกำหนดรู้ชัด โดยสรุปก็คือ ให้ตั้งสติอยู่เฉพาะหน้าว่า
“จติ มอี ย”ู่ ก็เพยี งเพือ่ อาศัยบำเพ็ญกรรมฐานเทา่ นัน้ อาศยั ไม่ได้ ยดึ ถอื อะไรกไ็ ม่ได้
ประการที่ 4 ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภชิ ฌาและโทมนัสในโลกได้คำวา่ “พิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้งั หลาย” ก็คือ พจิ ารณาเห็นกฎ
11
ธรรมชาติในธรรม 5 หมวด คือ (1) นิวรณ์ 5 (2) อุปาทานขันธ์ 5 (3) อายตนะ 12 (4) โพชฌงค์ 7
และ (5) อริยสัจ 4 ในทางปฏิบัติให้มีสติกำหนดรู้ชัดนิวรณ์ 5 คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาว่า มีอยู่หรือไม่มีอยู่ภายในเรา มีสติกำหนดรู้ชัดเหตุเกิด เหตุให้ละ(เหตุ
ดับ) และเหตุที่ให้ละนิวรณ์ 5 ได้ตลอดไป ให้มีสติกำหนดรู้ชัดว่า อุปาทานขันธ์มีรูปเป็นต้นนี้(กองอัน
เป็นอารมณ์แห่งความถือม่นั )มีความเกดิ ข้นึ ตั้งอยู่ ดับไปเป็นธรรมดา อยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ ให้
มีสติกำหนดรู้ชัดตา+รูป หู+เสียง จมูก+กลิ่น ลิ้น+รส กาย+โผฏฐัพพะ ใจ+ธรรมารมณ์ และมีสติ
กำหนดรู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตา+รูปเป็นต้นนั้น มีสติกำหนดรู้ชัดเหตุเกิด เหตุให้ละ(เหตุ
ดับ) และเหตุที่ให้ละสังโยชน์ทั้งหลายได้ตลอดไปให้มีสติกำหนดรู้ชัดโพชฌงค์ 7 คือ สติ ธัมมวิจยะ
วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาว่า มีอยู่หรือไม่มีอยู่ภายในเรา มีสติกำหนดรู้เหตุเกิด และเหตุ
แห่งความเจริญบริบูรณ์ของโพชฌงค์ 7 นั้น ให้มีสติกำหนดรู้ชัดอริยสัจ 4 คือ (1) ทุกข์เป็นอย่างไร ?
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเปน็
กองทุกข์ เพราะอาศัยรูปเป็นต้นจึงมีชาติ ชรา มรณะ โสกะเป็นต้นตามมา (2) สมุทัยเป็น
อยา่ งไร ? ปยิ รปู สาตรปู (สภาวะทน่ี ่ารกั น่าชน่ื ใจ)ทำใหเ้ กิดตัณหา เชน่ เห็นรูป ไดย้ นิ เสยี ง ได้กลน่ิ ได้ลิ้ม
รส ได้สัมผัส นึกถึง สิ่งที่น่ารักน่าชื่นใจก็เกิดตัณหา และตัณหานี่แหละพาให้เกิดทุกข์ ( 3)นิโรธเป็น
อย่างไร ? ปิยรูปสาตรูป (สภาวะที่น่ารักน่าชื่นใจ) ทำให้เกิดตัณหาและในขณะเดียวกันก็ทำให้ดับ
ตัณหาได้ เชน่ เหน็ รูป ได้ยินเสียงไดก้ ล่นิ ได้ลมิ้ รส ได้สมั ผสั นกึ ถงึ สิ่งท่นี า่ รกั น่าชน่ื ใจ เมื่อเกิดตัณหาก็มี
สตริ ้เู ทา่ ทันละตัณหาท่ีเกิดขึน้ แลว้
เมื่อจะเกิดตัณหาใหม่ก็มีสติรู้เท่าทันป้องกันไม่ให้เกิด (4) มรรคเป็นอย่างไร ? สัมมาทิฏฐิ-รู้
อริยสัจ 4 สัมมาสังกัปปะ-ดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา-เจตนางดเว้นจาก
การพูดเท็จงดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
สมั มากัมมนั ตะเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งท่ีเข้าของไม่ได้ให้ งดเว้นจากการ
ประพฤติผิดในกามสัมมาอาชวี ะ-ละมจิ ฉาอาชีวะ เลีย้ งชพี ด้วยสมั มาอาชวี ะ สมั มาวายามะ-สร้างฉันทะ
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นป้องกันความชั่ว ละความชั่ว สร้างความดี และรักษา
ความดี สัมมาสติ-มีสติ กำหนดรู้ชัดกายในกาย เวทนาในเวทนาทั้งหลาย จิตในจิต และธรรมในธรรม
ทง้ั หลาย สัมมาสมาธิ-สงดั จากกามและอกุศลธรรมท้งั หลาย บรรลุปฐมฌานเป็นตน้ จนถงึ จตุตถฌาน
โดยสรุปก็คือ ให้ตั้งสติอยู่เฉพาะหน้าว่า “ธรรมมีอยู่” ก็เพียงเพื่ออาศัยบำเพ็ญกรรมฐาน
เท่าน้ันอาศัยไมไ่ ด้ ยึดถืออะไรก็ไม่ได้
12
บทสรปุ
“กรรมฐาน” แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ มีนัยตรงกับคำว่า “ภาวนา” ที่
ปรากฏในพระไตรปิฎกหมายถึงการปฏิบัติธรรมหรือการฝึกอบรมจิตใจและอบรมปัญญาตามหลัก
พระพุทธศาสนากรรมฐานหรือภาวนาในพระพุทธศาสนา คือ สมถกรรมฐาน หรือสมถภาวนา การ
ฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ หรอื การฝึกสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน หรอื วิปสั สนาภาวนา การฝึกอบรม
ปญั ญาให้เกดิ ความรู้แจ้งตามเปน็ จริง หรือการเจรญิ ปัญญา รวมอยู่ในหลกั ไตรสิกขา คอื สีลสิกขา จิต
ตสิกขาหรือสมาธิสิกขาก็คือสมถกรรมฐาน และปญั ญาสกิ ขาก็คือวิปสั สนากรรมฐาน เป็นกระบวนการ
เพื่อให้เกิดปัญญา ทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกสถาบันล้วนแต่มีกิจกรรมการศึกษาและฝึกฝนเพื่อพัฒนา
บุคลากรให้มีความรู้ความสามาถ วิธีการศึกษาและฝึกฝนมีหลายอย่างแตกต่างกันไป กรรมฐานใน
พระพุทธศาสนาเป็นวธิ ีการฝึกฝนจิตใจใหม้ ีสมาธิ และจิตที่มีสมาธิย่อมประกอบด้วยคุณภาพ สุขภาพ
และสมรรถภาพ
ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลมีประสิทธิภาพสูงทำงานทุกอย่างประสบความสำเร็ จกรรมฐานใน
พระพทุ ธศาสนามี 2 อย่างคอื สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน มกี ารปฏิบัติกรรมฐานทงั้ 2 อยา่ ง
ในสำนักต่างๆทั่วโลก บางสำนักเน้นสมถกรรมฐาน บางสำนักเน้นวิปัสสนากรรมฐานแต่มีเป้าหมาย
เดียวกันคือจิตมีสมาธิ (คุณภาพ สุขภาพ และสมรรถภาพ) กรรมฐานแบบสติปัฏฐานเป็นวิธีปฏิบัติท่ี
ไดร้ ับความนิยมทัง้ ในอดีตและปัจจบุ นั แม่บทแห่งวธิ ีปฏิบัติ
กรรมฐานคือไตรสิกขาอันประกอบด้วยสีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา ถือเป็น
หลักการใหญ่พระพุทธเจ้าทรงแสดงการประยุกต์หลักการใหญ่นี้ไปสู่ภาคปฏิบัติที่ชัดเจนมากในมหา
สติปัฏฐานสูตรและในพระสูตรย่อยคืออานาปานสติสูตร มีการสืบทอดวิธีการนี้จากสมัยพุทธกาลมา
จนถึงปัจจุบันในหลายชาติทีน่ บั ถอื พระพุทธศาสนา เช่น ลังกา พม่า ไทย การประยุกต์สติปัฏฐานเพอื่
การปฏิบัตใิ นสำนกั ต่างๆ มีความแตกต่างหลากหลาย บางสำนกั เน้นกายานุปสั สนาหมวดอิริยาปถปัพ
พะ(กำหนดอิริยาบถ) บางสำนักเน้นกายานปุ ัสสนาหมวดอานาปานปัพพะ(กำหนดลมหายใจเข้าออก)
บางสำนกั เน้นเวทนานุปัสสนา(กำหนดเวทนา) บางสำนักเน้นจิตตานุปสั สนา(กำหนดจิต) วิธีปฏิบัติสติ
ปัฏฐานในประเทศไทยก็มีความแตกต่างหลากหลายเช่นเดียวกัน แต่พอสังเกตได้ว่า ที่นิยมมากก็คือ
วิธีการแบบกายานุปัสสนาหมวดอิริยาปถปัพพะ(กำหนดอิริยาบถ)เป็นฐานแล้วหมุนเวียนใช้แบบ
เวทนาปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา วิธีปฏิบัติก็คือกำหนดให้โยคีผู้ปฏิบัติเดิน ยืน น่ัง
เป็นหลัก และให้มีสติระลึกรู้ชัดตลอดเวลา ส่วนอิริยาบถนอนนั้นให้ปฏิบัติตอนที่จะเข้านอน ขณะที่
13
โยคีเดิน ยืน นั่งอยู่น้ัน ถ้ารู้สึกปวดเมื่อยก็ให้กำหนดรู้ชัด นี่คือเวทนานุปัสสนา ถ้าจิตคิดฟุ้งซ่านก็ให้
กำหนดรู้ชัด นี่คือจิตตานุปัสสนา ในขณะเดียวกัน เมื่อจิตนิ่งได้ที่แล้วก็ให้ตรวจสอบกิเลสคือนิวรณ์
ตรวจสอบขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์ และอรยิ สจั น่คี อื ธมั มานุปัสสนาการปฏิบตั ิท่ีมีความหลายเหล่าน้ีก็
เพื่อกำหนดรู้ธรรมชาติของชีวิตคือขันธ์ 5 (นามรูปหรือรูปนาม)ว่า“มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเป็น
ธรรมดา และเกดิ ข้ึน ต้ังอยู่ ดบั ไปตามเหตุปัจจัย” เมื่อร้แู จ้งธรรมชาติของชีวิตแล้วก็จะคลายความยึด
มั่นถือมั่นได้ กรรมฐานแบบสติปัฏฐานนีม้ ีผลมาก มีอานิสงส์มาก เป็นที่ประจักษ์ผู้ผา่ นการปฏบิ ัตติ ่าง
ยอมรับวา่ จติ ใจมคี ุณภาพ สุขภาพ และสมรรถภาพ จึงเปน็ ท่ีนิยมปฏบิ ัตทิ วั่ โลก
ในปัจจุบัน เป็นการพิสูจน์พระพุทธพจน์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความ
บรสิ ุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพือ่ ล่วงโสกะและปริเทวะ เพอ่ื ดับทกุ ขแ์ ละโทมนัส เพ่อื บรรลุญายธรรม เพื่อทำ
ใหแ้ จง้ นิพพานทางนคี้ ือสติปฏั ฐาน 4
จำนวนช่วั โมงทีส่ อน 3 ชว่ั โมง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น
2. นำเขา้ สู่บทเรยี น บรรยาย ซักถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
ส่ือการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลังเรยี น
การประเมินผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
2. ประเมนิ จากการมีส่วนรว่ มในหอ้ งเรียน
3. ประเมินจากการชักถาม
เนื้อหาทจ่ี ะสอน
14
1. หลักการปฏบิ ัติกรรมฐานในพระพทุ ธศาสนา
2. หลักกัมมฏั ฐานในพระไตรปฎิ ก
3. หลกั มหาสตปิ ัฏฐาน
คำถามทา้ ยบท
1. หลักการปฏบิ ตั กิ รรมฐานในพระพทุ ธศาสนามหี ลกั การปฏบิ ตั อิ ย่างไร
2. ท่านไดก้ ลา่ วถงึ หลักกัมมัฏฐานในพระไตรปิฎกไว้อย่างไรบา้ ง
3. หลกั การปฏิบัติตามหลกั มหาสตปิ ัฏฐานตา่ งจากการปฏิบัติกรรมฐานอย่างไรบา้ ง
4. การปฏบิ ตั กิ รรมปฏิบตั ิไปเพือ่ ผลประโยชน์อะไร
เอกสารอา้ งองิ บทที่ 2
พระครูปลัดสุวัฒนพรหมคุณ (ณรงค์ จิตฺตโสภโณ) บรรณาธิการ. (2540). วิปัสสนากรรมฐานใน
พระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก าณสิทฺธิ). (2531). หลักปฏิบัติสมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2557). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ 39.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,
พระพุทธโฆสเถระ ผู้รจนา. (2553). คัมภีร์วิสุทธิมรรค แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาจ อาสภมหาเถร). พมิ พ์คร้งั ที่ 9. กรุงเทพมหานคร: ธนาเพรส.
พระราชปริยัติกวี, ศ.ดร. (2560). กรรมฐานในพระพุทธศาสนา:บทเรียนจากมหาสติปัฏฐานสูตรและ
ความนิยมในสังคมไทย (Kammatฺtฺhāna in Buddhism Lessons from Mahā- satipatฺtฺ
hāna Sutta and Popularity in Thai Society). วารสารมหาจฬุ าวิชาการ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2.
น.3-4.
พระศรีวรญาณ (ว)ิ . (2542). เก็บเพชรจากคัมภรี ์พระไตรปิฎก. โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กรุงเทพมหานคร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564. จากแหล่งที่มา.
http://oldweb.mcu.ac.th/mcutrai/menu2/Article/article_02.htm.)
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
15
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 3
หวั เรอื่ ง แนวทางการปฏบิ ตั ิกรรมฐานแบบสมถกรรมฐาน
รายละเอยี ด
แนวคิดของพุทธศาสนานั้นมีหลากหลายประการ ทั้งเรื่องพื้นฐานอย่างการทำความเข้าใจว่า
บาปบุญคุณโทษ หมายถึงอะไร ไปจนถึงแนวคิดที่สามารถนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิและปัญญา
อย่างวิปัสสนากรรมฐานและสมถกรรมฐาน แต่ สมถกรรมฐาน หมายถึง อะไร ? คือการปฏิบัติแบบ
ไหน ทำแล้วมีข้อดีอย่างไรต่อชีวิตของเรา สมถกรรมฐานหรือสมถภาวนา หมายถึงการฝึกสมาธิเพื่อ
ระงับจากกิเลสและความรู้สึกเศร้าหมองทั้งปวง การหยุดความคิดหรือจิตที่กำลังฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจ
สงบนิ่ง จุดประสงค์คือการปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบ มีสมาธิ อันเป็นการบริหารจิตที่มักปฏิบัติควบคู่กั บ
วิปัสสนากรรมฐานซึ่งเป็นการปฏบิ ัติเพื่อให้จิตเกิดปัญญารู้แจ้งในความเป็นจริง การปฏิบัติสมถกรรม
ฐานเป็นแนวทางทำสมาธิที่สามารถนำไปใช้กับการฟังธรรมะคลายเครียดก่อนนอนได้ดีเพราะช่วยให้
จิตใจของเราเกิดความสงบ ทำให้หลับสบาย หรือหากทำระหว่างวันก็เป็นตัวช่วยให้เกิดสมาธิและทำ
ให้อารมณ์มั่นคงขึ้นได้ด้วย มถกรรมฐาน หมายถึง การปฏิบัติเพื่อมุ่งมั่นให้เกิดความสงบในจิตใจและ
ทำให้เกิดสมาธิมุ่งให้จิตตั้งมั่น ระงับจากความฟุ้งซ่านทั้งปวง ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน หมายถึง การ
ปฏิบตั ิเพือ่ ใหเ้ กดิ ปญั ญา การร้แู จง้ เห็นจรงิ โดยภาวนาตามสภาวะความเป็นจริงในขณะน้ัน ถือเป็นการ
ปฏิบตั ิทเี่ ออื้ เฟือ้ ต่อกนั มกั นำมาปฏิบัตคิ วบคู่กนั อยู่เสมอเพ่อื ใหจ้ ิตเกดิ ความสงบ สมาธิ และปญั ญา
การปฏิบัติต้องคำนึงถึงจริตหรือลกั ษณะนิสยั ของคนด้วย พระพุทธเจ้าตรัสวา่ คนมีจริต หรือ
จริยา 6 (ความประพฤติปกติ, ความประพฤติซึ่งหนักไปทางใดทางหนึ่งอันเปนปกติประจําอยูใน
สันดาน, พื้นเพของจิต, อุปนิสัย, พื้นนิสัย, แบบหรือประเภทใหญๆ แหงพฤติกรรมของคน (Carita,
Cariyà: intrinsic nature of a person; characteristic behaviour; character; temperament)
ตัวความประพฤติเรียกวา จริยา บุคคลผูมีความประพฤติอยางนั้นๆ เรียกวา จริต (พระพรหมคุณา
ภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559, น.189-190)
1.ราคจริต (ผู มีราคะเป นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางรักสวยรักงาม
(Ràgacarita: one of lustful temperament) กรรมฐานคูปรับสําหรับแกคือ อสภุ ะและกายคตาสติ
16
2. โทสจริต (ผูมีโทสะเปนความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางใจร อนหงุดหงิด
(Dosacarita: one of hating temperament) กรรมฐานที่เหมาะ คือ พรหมวิหารและกสิณ
โดยเฉพาะวณั ณกสณิ
3. โมหจรติ (ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติประฤพติหนักไปในทางเขลา เหงาซึม และงม
งาย (Moha-carita: one of deluded temperament) กรรมฐานทเกีอ่ กืล้ ู คอื อานาปานสตแิ ละพึง
แกดวยมีการเรียน ถาม ฟงธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรอื อยูกับครู
4. สัทธาจรติ (ผูมีศรทั ธาเปนความประพฤตปิ กติ, ประพฤติหนักไปทางมจี ิตซาบซึ้ง ช่ืนบานน
อมใจเล่ือมใสโดยงาย (Saddhà-carita: one of faithful temperament) พึงชักนาํ ไปในส่ิงท่ีควรแก
ความเล่ือมใส และความเชอ่ื ทมี่ เี หตผุ ล เชน พจิ ารณาอนสุ ติ 6 ขอตน
5. พุทธิจริต หรือ ญาณจริต (ผูมีความรูเปนความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางใช
ความคิดพิจารณา — Buddhi-carita or ¥àõa-carita: one of intelligent temperament)พึงส
งเสริมดวยแนะนําใหใชความคดิ ในทางที่ชอบ เชน พิจารณาไตรลักษณ์กรรมฐานที่เหมาะคือ มรณสติ
อปุ สมานสุ ติจตุธาตุววฏั ฐาน และอาหาเรปฏกิ ลู สัญญา
6.วิตกจริต (ผูมีวิตกเปนความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางนึกคิดจับจดฟุงซาน
(Vitakka-carita: one of speculative temperament) พึงแกดวยสิ่งที่สะกดอารมณ เชน เจริญอา
นาปานสติหรอื เพงกสิณ เปนตน
ดงั นนั้ การปฏิบัติกรรมตอ้ งใหเ้ หมาะสมกบั จรติ ของคนแต่ละคนดว้ ย
เนื้อเร่ือง แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานแบบสมถกรรมฐาน
สมถกรรมฐาน คือกรรมฐานเปน็ อุบายสงบใจ ได้แก่การปฏิบัติธรรมดว้ ยการบรกิ รรม เป็นการ
บำเพ็ญเพียรทางจิตโดยใช้สมาธิเป็นหลัก ไมเ่ กย่ี วกบั การใช้ปญั ญาและ มงุ่ ใหจ้ ิตสงบ ระงับจากนิวรณ์
ซง่ึ เปน็ ตัวขดั ขวางจิตไม่ให้บรรลคุ วามดเี ป็นสำคญั สมถกรรมฐานเป็นอุบายวิธีที่หยุดความฟุ้งซ่านแห่ง
จิตซึ่งมักจะฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ กล่าวคือ หยุดความคิดของจิตไว้ โดยใช้สมาธิยึดดึงอารมณ์
อยา่ งใดอย่างหน่งึ ในกรรมฐาน 40 กองมาบริกรรมจนกระทงั่ จิตแนบแนน่ ในอารมณน์ ้ัน และสงบระงับ
ไม่ฟงุ้ ซา่ นตอ่ ไปสมถกรรมฐานเป็นกรรมฐานท่ีมุ่งบริหารจติ เป็นหลัก คกู่ บั วิปสั สนากรรมฐาน ท่ีมงุ่ การ
อบรมปัญญาเป็นหลักสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ธรรมภาคปฏิบัติ 7. (2561).
ความหมายของสมถกัมมฏั ฐาน. [ออนไลน]์ .)
17
กรรมฐาน แปลว่า ฐานะแห่งการงานหรือการปฏิบัติกิจในหน้าที่ดังที่ปรากฏข้อความในสุภ
สูตรที่กล่าวถึงสุภมาณพทูลถามพระพุทธเจ้า ในเรื่องผลของฐานแห่งการงานหรือการปฏิบัติกิจใน
หน้าที่ระหว่างของคฤหัสถ์ที่มีการตระเตรียมมากมีกิจมากต้องทำมาก เป็นต้น ต่างจากบรรพชิตที่มี
การตระเตรยี มนอ้ ยมกี ิจน้อย สองอยา่ งนี้อยา่ งไหนจะมผี ลมากกว่ากนั พระพุทธเจา้ ตรัสตอบวา่ ฐานะ
แหง่ การงานหรือการปฏิบัติกจิ ในหน้าที่ของคฤหสั ถ์ทมี่ ีการงานมาก ตอ้ งทำมากน่ันเอง เม่ือเหตุปัจจัย
สมบูรณ์กม็ ีผลมาก แตเ่ มือ่ เหตปุ ัจจยั ไม่สมบูรณ์ก็มผี ลน้อย สว่ นฐานะแห่งการงานหรือการปฏิบัติกิจใน
หน้าที่ของบรรพชิต มีการงานน้อย มีเวลาทำสมาธิภาวนามากกว่าคฤหัสถ์ ทำให้ผลของการปฏิบัติมี
ผลมาก (ม.ม. (บาลี) 13/463-464/454-456.)
คำว่า กรรมฐาน หรือ กัมมัฏฐาน ก็มีคำสองคำรวมกัน คือ คำว่า "กัมม" ซึ่งหมายถึง การ
กระทำ รวมกับ "ฐาน" คือ ที่ตั้ง เมื่อแปลแล้วก็คือ ท่ีตั้งแห่งการกระทำสมถกรรมฐาน คือ การอบรม
ความสงบของจิตเพื่อข่มนิวรณ์ จนจิตสงบเป็นฌานขั้นต่างๆ เมื่อฌานไม่เสื่อม ย่อมเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนากรรมฐาน คือ การอบรมเจริญปัญญา ที่รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ที่ไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ และเป็นอนัตตา เพื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมตามความเป็นจริง ดับกิเลสตามลำดับ เพื่อดับกิเลส
ทง้ั หมดไม่ต้องเกิดอีกเลย
ความสำคญั ของกรรมฐาน คอื โดยมาก สตั ว์โลกที่เกิดมาเต็มไปดว้ ยกเิ ลส มีความไม่รู้ เป็นต้น
การเจริญกรรมฐาน ก็คือ เป็นการเจริญปัญญา เพื่อระงับกิเลส ไม่ให้เกิดชั่วคราว และ เจริญปัญญา
เพอ่ื ถึงการดับกเิ ลสไดใ้ นท่ีสดุ
จุดมุ่งหมายของกรรมฐาน คือ สมถกรรมฐาน เป็นไปเพื่อความสงบจากกิเลสชั่วคราว
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นไปเพอ่ื การดับกิเลสหมดสิ้น
แนวคิดหลักการวิธีการปฏิบัติกรรมฐานในพระพุทธศาสนา คือ ไม่ว่าจะเป็นสมถกรรมฐาน
และวิปัสสนา ก็ต้องเริ่มจากการฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่ไปปฏิบัติโดยไม่รู้อะไร และ ปัญญาที่เจริญขึ้นจาก
การฟังที่เข้าใจ ย่อมปรุงแต่งให้เกิดความสงบ ที่เป็นสมถภาวนา และ เมื่ออบรมปัญญา ในเรื่องของ
สภาพธรรม ย่อมเกดิ ปญั ญารู้ความจรงิ ของสภาพธรรมในขณะนี้ท่ีเป็น วปิ สั สนากรรมฐาน
รูปแบบการปฏิบัติกรรมฐานมีกี่รูปแบบ สาวก แปลว่า ผู้สำเร็จจากการฟัง เพราะฉะน้ัน
ปรยิ ัติ ปฏบิ ัติ ปฏเิ วธ คือ อาศัยการศึกษาพระธรรมและฟังพระธรรม เป็นหนทางที่ถกู ต้อง ทีจ่ ะถึงการ
ปฏิบัติธรรม นี่คือ รูปแบบที่ถูกต้อง คือ ปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ อาศัยการฟัง การศึกษา ย่อมถึง
18
ปฏิบัติเอง โดยไม่มีตัวตนที่ไม่เข้าใจไปปฏิบัติ มีพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ท่านลงมือปฏิบัติจนเรียกว่าได้
เหน็ ได้ตวั ทา่ นเอง เปน็ พระสายปฏบิ ัติของพระอาจารยม์ นั่ ภรู ิทัตโต คือ
แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานแบบสมถกรรมฐานภาคปฏบิ ตั ิ
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย (ธรรมภาคปฏิบัติ 7. (2561). ความหมายของสมถกัมมัฏฐาน.
[ออนไลน์].) ในสมัยปัจจบุ ันรู้สกึ ว่าประชาชนชาวพุทธทุกระดบั ชั้นมีความสนใจในการปฏบิ ัติธรรม ซ่ึง
คงจะเป็นที่เข้าใจและคงจะมีผู้พิสูจน์เห็นผลกันมาแล้วว่า การทำสมถะนั้นมีความจำเป็น คือมี
ความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน ความจริงการปฏิบัติกัมมัฏฐานน้ันเป็นหลักและ
วธิ กี ารที่เราจะต้องศึกษาใหม้ คี วามร้คู วามเขา้ ใจ และจะได้ยดึ เปน็ หลักแกไ้ ขปัญหาชีวติ ประจำวัน
เมื่อพูดถึงเรื่องสมถะก็คือเรื่องการทำสมาธิน่ันเอง สมาธิก็คือการภาวนานั่นเอง บางทีก็เรียก
กัมมัฏฐาน บางทีก็เรียกวิปัสสนา บางทีก็เรียกว่าการทำสมาธิ มีคำพูดท่ีจะใช้เรียกแทนกันหลายๆ
อย่าง การปฏิบัติกัมมัฏฐาน ในสมัยปัจจุบันนี้เกิดปัญหายุ่งยากและนักปฏิบัติทั้งหลายมีความขัดแย้ง
กันอยู่ตลอดเวลา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุชาวพุทธไปติดภาษา ยกตัวอย่างเช่น บางท่านในเมื่อฝึกฝน
อบรมบรรดาพทุ ธบริษทั ใหป้ ฏิบัติกใ็ ช้คำว่าจงทำใจให้เปน็ สมาธิ และบางท่านกว็ ่าจงทำใจใหว้ า่ ง เพียง
คำพูด 2 ประโยคนี้ นักปฏิบัติกย็ ังต้องขัดแย้งกัน แต่ความจริงนั้น ทั้ง 2 คำนี้ เมื่อพูดถึงผลลพั ธ์ที่เกิด
จากการปฏิบัติแล้วมีผลเป็นอย่างเดียวกัน ในสายของท่านอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ มักใช้คำว่าจง
ภาวนาทำจิตให้เป็นสมาธิ แต่ท่านพุทธทาสบอกว่าจงทำจิตให้ว่าง แล้วลองคิดดูซิว่า ทั้ง 2 ท่านนี้ มี
บุคคลบางคนเขายกปญั หาข้ึนมาโต้แยง้ กนั ถึงขนาดทวี่ ่าพิมพ์เปน็ เอกสารโจมตีกันขนาดหนัก เท่าท่ีได้
หยบิ ยกเอาปัญหา 2 ขอ้ นไี้ ปพจิ ารณาแล้วได้ความวา่ การทำจิตใหเ้ ป็นสมาธกิ บั การทำจิตให้ว่างนั้นมัน
มีผลเท่ากัน เพราะเหตุว่าการทำจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้วจิตก็ย่อมปราศจากอารมณ์
ถ้าหากว่าจติ ยงั มอี ารมณ์จิตมันกไ็ ม่นิ่ง ในเมื่อนิ่งเป็นจิตทีป่ ราศจากอารมณ์แล้วก็เปน็ จิตว่าง ท่านที่ใช้
คำว่าจงทำจิตใหว้ ่าง เมื่อบริกรรมภาวนาหรือกำหนดอารมณ์ของกัมมัฏฐานอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง เมื่อจิต
สงบนิ่งลงไปแล้วก็เกิดความว่าง เป็นความหมายที่ตรงกัน เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติ
อย่าไปติดภาษา การพูดภาษาสมมติบัญญัตินั้น ในธรรมะข้อเดียวกัน หรือผลที่เกิดจากการปฏิบัติ
อย่างเดยี วกัน เราอาจจะใชโ้ วหารคนละคำพูดได้ เช่นอย่างจิตเปน็ สมาธิกบั จิตวา่ ง เป็นตน้
การเจริญสมถกัมมัฏฐาน หรือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เรา
ปฏิบตั ธิ รรมะ เราจะเอาธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชวี ิตประจำวันของเราอย่างไร และปฏิบัติเพ่ือ
19
จะให้รู้ความจริงที่อยู่ในกายในใจของเรานี้ ส่วนความรู้ความเห็นอะไรต่างๆ นั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของ
จิต เป็นเพียงเครื่องระลึกของสติ เป็นเครื่องทำจิตให้มีความเจริญ เจริญด้วยพละ เจริญด้วยอินทรีย์
ทำสตใิ ห้มีพลงั ทำสตใิ หเ้ ปน็ ใหญใ่ นธรรมทงั้ ปวง อนั น้ีคอื วัตถุประสงคข์ องการปฏบิ ตั ิ
การปฏิบัติในทางกัมมัฏฐานท่านได้แยกออกเป็น 2 ประเภท คือ สมถกัมมัฏฐานอย่างหนึ่ง
และวปิ ัสสนากมั มฏั ฐานอย่างหนึ่ง สมถะเป็นเคร่ืองอบุ ายความสงบใจ วปิ ัสสนาคืออุบายให้เกิดปัญญา
ความยอ่ ๆ มีอยู่เพยี งแคน่ ี้
การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน เฉพาะในตำราท่านได้เขียนไว้ถึง 40 อย่าง ซึ่งจะไม่กล่าวถึง จะ
กล่าวถึงเฉพาะการทำสมถะด้วยการเจรญิ พุทธานสุ ติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มตน้ ในสายสมาธิของท่านอาจารย์
เสาร์ อาจารย์มั่น ส่วนมากท่านจะสอนให้ลูกศษิ ยล์ ูกหาเจริญพุทธานุสติเป็นเบ้ืองต้น เคยได้เรียนถาม
ท่านว่าทำไมจึงสอนให้เจริญพุทธานุสติเป็นเบื้องต้น ท่านก็ให้ความเห็นว่า พุทธานุสติคือพุทโธ แปล
ออกมาว่า ผ้รู ู้ ผู้ต่นื ผู้เบิกบานเปน็ กริ ยิ าของใจ เม่อื ใครทำใจให้สงบนิ่ง สวา่ ง จติ เป็นสมาธิได้ ใจของผู้
นั้นจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาที่เข้าถึงจิตพระพุทธเจ้า ยึดพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็น
สรณะที่พง่ึ น้คี ือความหมายของพุทโธ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขอแนะนำให้นักปฏิบัติได้บริกรรมภาวนาว่า “พุทโธ” ขอให้ทุกท่านตั้ง
จิตให้แน่วแน่ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่จิต พระธรรมเจ้าก็อยู่ที่จิต พระอริยสงฆ์เจ้าก็อยู่ที่จิต พระพุทธเจ้า
อยู่ที่จิตก็คือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี พระธรรมอยู่ที่จิตก็คือกิริยาซึ่งทรงไว้ซึ่งความรู้สึกสำนึก
เชน่ น้นั ตลอดเวลา พระอริยสงฆ์อย่ทู ่ีจติ กค็ ือกิริยาทจี่ ิตมสี ติ สังวร ระวงั ตั้งใจที่จะละความชว่ั ประพฤติ
ความดี ปลูกความเชื่อมั่นลงในจิตอย่างแน่วแน่ เมื่อพระพุทธเจ้าก็อยู่ในจิต พระธรรมก็อยู่ในจิต
พระสงฆ์ก็อยใู่ นจิต แลว้ ก็นึกในใจวา่ พทุ โธ ธัมโม สงั โฆ พทุ โธ ธมั โม สังโฆ พทุ โธ ธัมโม สงั โฆ แล้วก็มา
นึกเอาพุทโธๆๆเพียงคำเดียว แลว้ กม็ านกึ พุท พร้อมกับลมหายใจเข้า โธ พร้อมกบั ลมหายใจออก ช่วง
ของการหายใจเข้าออกนน้ั ยังห่าง จิตยังสามารถส่งกระแสไปทางอื่นได้ กใ็ หป้ ลอ่ ยความรู้ลมหายใจเสีย
แล้วใหน้ ึก พทุ โธๆๆตดิ ต่อกนั นกึ ในใจเบาๆ อยา่ ให้จิตมนั ส่งความรู้สึกออกไปขา้ งนอก และอย่าไปนึก
ว่าเมื่อใดจิตจะสงบ เมื่อใดจิตจะรู้จะเห็นอะไร นึกพุทโธคล้ายๆกับนึกเล่นๆ เหมือนกับเราไม่หวัง
ผลตอบแทนใดๆ แต่พยายามนึกติดต่อกัน ถ้าจิตส่งกระแสไปทางอ่ืน รูส้ กึ วา่ จติ สง่ กระแสไป ให้รีบเอา
จิตมาไว้ที่พุทโธ ถ้าหากจิตปล่อยวางคำวา่ พุทโธ แล้วก็มีอาการสงบนิ่ง ไม่นึกพุทโธ ให้กำหนดลงที่จติ
ความรู้สึกอยู่ท่ีไหนจิตอยู่ที่นั่น กำหนดรู้จิต ประคองจิตเอาไว้เฉยๆ เว้นเสียแตว่ ่าจิตส่งกระแสออกไป
นกึ ถงึ ส่งิ อนื่ แล้วก็ให้นึกพุทโธตามเดิม ใหค้ อยสังเกตความเป็นไปขณะที่นึกพุทโธ
20
ในเบื้องต้นเรานึกถึงพุทโธ เรียกว่า วิตก เมื่อจิตจดจ้องอยู่กับพุทโธ ไม่พรากจากกัน แล้วก็มี
ความซมึ ซาบ จติ มคี วามดูดดื่มในบริกรรมภาวนาพุทโธ ทำใหจ้ ติ มีความสงบ ไม่ส่งกระแสไปในทางอ่ืน
ในเบอ้ื งตน้ น้เี รียกวา่ วิจาร เม่ือจิตมคี วามดดู ดืม่ กับคำวา่ พุทโธหนักๆ เขา้ ปตี ิ คือความดีใจ ความเบิก
บานใจ ยอ่ มจะเกดิ ขึ้น ในขณะที่จิตมีปตี ิเกดิ ขึ้นน้ัน ผู้ภาวนามอี าการตา่ งๆ บางทา่ นกร็ ูส้ กึ ว่าตัวส่ัน ส่ัน
นิดๆไม่สั่นมาก แล้วแต่นิสัยของใคร บางท่านก็รู้สึกว่าตัวใหญ่พองโตขึ้น บางท่านก็รู้สึกว่าตัวเล็กลง
บางท่านก็รู้สึกว่าตัวเบาเหมือนกับลอยอยู่ในอากาศ อันนี้เป็นลักษณะของปีติบังเกิดขึ้นในขณะ
บริกรรมภาวนา เมอื่ อาการดงั กล่าวข้างต้นบังเกดิ ขึ้น ผ้ภู าวนาไม่ควรตกใจ ให้กำหนดบริกรรมภาวนา
เรื่อยไป ถ้าหากจิตปล่อยวางคำบริกรรมภาวนาก็ให้กำหนดรู้ลงที่จิต จิตตัวผู้รู้ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิต
อยู่ที่นั่น เมื่อปีติบังเกิดขึ้น ความสุข อันเป็นผลพลอยได้ย่อมเกิดขึ้น เมื่อจิตมีปีติและความสุขเป็น
ภักษาหาร เป็นเครื่องยึด จิตย่อมอยู่ในลักษณะแห่งความสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย ไม่ดิ้นรน
ผู้ภาวนาจะมีความสุขอย่างเยือกเย็น ซึ่งจะหาความสุขอันใดเสมอเหมือนมิได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็จะ
เข้าสู่ความสงบทีละน้อยๆ จนกระทั่งปล่อยวางวิตก วิจาร ปีติ และสุข เข้าไปสู่ความสงบนิ่งเป็นหนึ่ง
เรียกว่า เอกัคคตา มีความวางเฉย เป็นลักษณะจิตอยู่ในสมาธิ ขั้นนี้นอกจากจะมีความเป็นหนึ่งและ
ความวางเฉยแล้ว ยังจะต้องมีความสว่างเป็นเครื่องหมาย เมื่อจิตสงบลงไปถึงขั้นนี้ความรู้ว่ามีกายก็
หายไปในความรสู้ กึ เม่ือกายหายไปแล้วลมหายใจก็หายไป ยังเหลือแตจ่ ิตดวงเดียวลว้ นๆ น่ิง สงบ เด่น
อยู่อยา่ งนน้ั ตลอดเวลา อนั นีเ้ ปน็ ลกั ษณะของจิตสงบลงไปด้วยการบริกรรมภาวนา
ในขั้นต้นๆ นี้ เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว จิตจะไปติดกับความสุขและความสงบซ่ึงเกิดในสมาธิ แต่
ท่านผปู้ ฏิบตั ิทั้งหลายไม่ควรไปวิตกหรือกลัวว่าจิตไปตดิ อยูใ่ นสมถะ ถา้ ท่านใดสามารถทำความสงบได้
ถึงขนาดนี้บ่อยๆ ทำหลายๆ ครั้ง อย่างที่เรียกว่าทำให้มาก อบรมให้มาก ทำจนชำนิชำนาญ เมื่อจิตมี
สมาธิขั้นสมถะหรืออัปปนาสมาธิบ่อยเข้า สิ่งที่จะพึงได้จากจิตสงบนั้นคือตัวสตสิ ัมปชญั ญะ ซึ่งจะเพ่ิม
พลังขึ้นทุกทีๆ เพียงแต่ท่านผู้ภาวนาทำจิตให้สงบลงถึงขั้นปีติและความสุขเท่านั้น พละในตอนต้นๆ
คอื ศรัทธาพละ ย่อมจะเกดิ ขึน้ จติ ของท่านก็จะเกดิ ความรู้สึกว่าอยากปฏบิ ตั ิ อยากทำ ในเมอื่ มีศรัทธา
ความพากเพียร อันเป็นพละข้อที่ 2 ก็บังเกิดขึ้น เมื่อมีพละแล้ว ตัว สติ ความระลึก ก็ย่อมบังเกิดขึ้น
เมื่อมีศรัทธา วิริยะ สติ เป็นคุณธรรมเกิดขึ้นในจิต จิตเป็น สมาธิ ใน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ มีพลังแก่
กลา้ ข้ึน ยอ่ มเกิดเปน็ ปัญญา อย่างน้อยกม็ ีความรวู้ า่ สมาธิคอื อะไร
ในเมื่อจิตสงบนิ่งลงเป็นอัปปนาสมาธิ สิ่งที่เราจะรู้เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ ความว่างของจิต ไป
ตรงกบั คำทีท่ า่ นพระพุทธทาสทา่ นสอนวา่ จงทำจิตให้วา่ ง เมือ่ ผสู้ อนว่าทำจิตให้ว่าง ถ้าผู้ภาวนาทำจิต
21
ให้ว่าง ทำจิตให้เป็นสมาธิได้แล้ว จะเกิดความสว่างขึ้นมา ผู้ภาวนาไม่ต้องคอยฟังคำอธิบาย เมื่อจิต
สงบ น่ิง วา่ งลงไป กเ็ ปน็ อันเข้าใจ สำหรับผ้ทู แี่ นะการทำจิตให้เป็นสมาธิ เม่อื จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิแล้ว
ยังมขี อ้ สงสัยอยู่วา่ เม่อื จิตสงบลงไปแล้วอย่างน้ี จะใชจ่ ิตเปน็ สมาธหิ รือเปลา่ นักปฏิบัติมักจะย้อนกลับ
มาถามอาจารย์ผู้สอนอีก น่คี ือความหมาย มอี ย่อู ย่างน้ี
ประสบการณ์ในการบริกรรมภาวนาพุทโธๆ อยู่นี้เรียกว่า เจริญพุทธานุสติ และการเจริญ
พุทธานุสตินี้เป็นการเจริญสมถกัมมัฏฐาน ข้อสังเกตในเบื้องต้น เมื่อเราตั้งใจจะนั่งสมาธิบริกรรม
ภาวนา เมื่อกำหนดจติ ลงไป เราจะรสู้ ึกวา่ เรามีกาย ในเม่อื มีกายแล้วเราย่อมจะกำหนดรวู้ ่าในขณะน้ัน
สภาวจิตของเราเป็นอย่างไร ถ้าภาวนาไปมันก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา จิตยังไปติดอยู่ในความสุข เม่ือ
เกิดทุกขเวทนา จิตไม่ชอบ ความที่จิตไม่ชอบนั้น เพราะจิตชอบความสุข จิตชอบความสุข อันนี้เป็น
กามฉันทะ บางทีบางโอกาสเราอาจมีอารมณ์คลา้ ยๆค้างๆซึ่งยังอยู่ในจิต เรียกว่า ราคะ ความกำหนดั
ย้อมใจอาจเกิดขึน้ ในขณะนั้น นิวรณ์ 5 ตัวสำคัญอยูท่ ี่ราคะ ในเมื่อมีราคะ กามฉันทะก็ย่อมบังเกิดข้นึ
ในเม่อื กามฉันทะบังเกิดข้นึ จิตมนั ต้องการความสุข ต้องการความสบาย ไม่ชอบการทรมาน ในเม่ือไม่
ชอบการทรมานอย่างนั้น จิตจะเกิดความหงุดหงิด ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการที่จะปฏิบัติต่อไป
เรียกวา่ พยาบาท เกิดข้นึ เม่อื พยาบาทบังเกิดขน้ึ แล้ว ความงว่ งเหงาหาวนอน ก็ยอ่ มบงั เกิดขึ้น ความ
ลังเลสงสยั เรียกว่า วิจิกิจฉา ย่อมบังเกิดข้ึน ก็มีความรู้สึกว่าจะภาวนาต่อไปหรือจะหยุดแต่เพียงแคน่ ้ี
อาการทั้งหลายเหล่านี้เป็นอาการของนิวรณ์ 5 ประการ บังเกิดขึ้นครอบงำจิตของผู้ปฏิบัติ คือ กาม
ฉันทะ พยาบาท ถนี ะมิทธะ อุทธัจจะกกุ กุจจะ วิจกิ ิจฉา
การทำสมาธิในขั้นสมถะเพื่อใหจ้ ิตสงบนี้ จดุ ม่งุ หมายอันสำคญั ก็ตรงทีเ่ ราต้องการปราบนิวรณ์
5 ให้หมดไปด้วยอำนาจของสมาธิขั้นสมถกัมมัฏฐาน ในเมื่อนิวรณ์ 5 สงบระงับไป ผู้ปฏิบัติสงบได้
ตง้ั ใจประพฤติปฏิบัติต่อไปด้วยความปลอดโปร่ง ด้วยความเบาใจ และด้วยความสะดวก โดยปราศจาก
กิเลส 5 ตัวนี้รบกวน กิเลส 5 ตัวนี้เราจะกำจดั ไดด้ ว้ ยอำนาจของสมาธิขั้นสมถะ นี่คือประสบการณใ์ น
การบำเพญ็ สมาธขิ ั้นสมถกมั มัฏฐาน และอีกอย่างหน่ึง สมถะเป็นมูลฐานให้เกิดวปิ สั สนา ประสบการณ์
อีกอย่างหนึ่งซึ่งนักปฏิบัติทั้งหลายควรจะสังวรระวังไว้ นักปฏิบัติทั้งหลายนั้นจิตจะไปติดอยู่กับ
ความสุข พอภาวนาลงไปแล้วมักจะถามกันว่าเห็นอะไรบ้าง เมื่อถูกถามบ่อยเข้าจิตก็เลยไปติดกับ
ความสุข เช่นเมื่อครั้งเริ่มฝึกหัดสมถวิปัสสนาในตอนแรกๆ ในเมื่อภาวนาไป พอมีตาทิพย์ ครูบา
อาจารย์มักจะถามว่าเห็นอะไรบ้าง พอครูบาอาจารย์ถามอย่างนี้บ่อยๆเข้า นักปฏิบัติทั้งหลายก็ไปตดิ
คำถาม เมือ่ เร่มิ ภาวนากเ็ ริม่ เหน็ สิ่งโนน้ สิ่งน้ี หมายถึงเหน็ นิมิตต่าง ๆ จะเกดิ ขึน้ เมอ่ื นักภาวนามีจิตสงบ
22
และจะเกิดแสงสวา่ งขนึ้ มา เมอ่ื เกิดแสงสวา่ งขึน้ แลว้ จติ ส่งกระแสออกไปข้างนอกกายตามแสงสว่างไป
ก็ย่อมเกิดนิมิตต่างๆขึ้นมา จะเป็นรูปคน สัตว์ ภูตผีปีศาจ ซึ่งสุดแท้แต่มโนภาพใดจะบนั ดาลใหบ้ งั เกดิ
ขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของสมาธิในขั้นนี้จะต้องเป็นอย่างนั้น ในเมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ท่านผู้
ปฏิบัติทั้งหลายอย่าพึงไปถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่เราจะต้องยึดเอาเป็นผลงานในการปฏิบัติ
เมื่อนิมิตต่างๆเกิดขึ้น ให้ตั้งสติไว้ในท่าทีที่สงบ พยายามระวังอย่าให้เกิดเอะใจขึ้นมา ถ้าเกิดเอะใจ
เมื่อใดแล้ว จิตจะถอนออกจากสมาธิ เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ภาพนิมิตจะหายไปหมด เพราะ
นิมิตอันนี้เกิดจากจิตสงบในขั้นของอุปจารสมาธิ นักภาวนาที่ฉลาด เมื่อนิมิตเกิดขึ้นอย่างนี้ ให้
ประคองจิตให้อยู่ในท่าที่สงบ คือกำหนดรู้ลงที่จิต คือรู้อย่างเดียว ความรู้สึกอยู่ที่ไหน ผู้รู้จะอยู่ที่น่ัน
จิตก็อยู่ที่นั่น กำหนดรู้ลงที่ตรงนั้น แล้วดูผู้รู้เฉยอยู่ นิมิตนั้นจะอยู่ได้นาน ท่านที่ฉลาดในการภาวนา
อาจจะเอานมิ ิตนั้นเป็นเคร่ืองรู้ของจิต เป็นเครอ่ื งระลึกของสติ ดว้ ยการกำหนดรู้เฉยอยู่ ทำให้เกิดเป็น
สติสัมปชัญญะจริงๆ สามารถประคองจิตให้อยู่ในสถานะปกติได้ จิตก็ย่อมสงบละเอียดลงไปเรื่อยๆ
จนถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือถึงขั้นสมถกัมมัฏฐาน ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้น เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา จิตจะถอน
ออกจากสมาธิ และจิตจะไม่ถึงอัปปนาสมาธิ นี่คือประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นในขณะที่บริกรรมภาวนา
ในขนั้ นี้ (ธรรมภาคปฏิบตั ิ 7. (2561). ความหมายของสมถกมั มฏั ฐาน. [ออนไลน]์ .)
นักปฏิบัตทิ ัง้ หลายไม่ควรจะตั้งความรู้สึกไวว้ ่าเราภาวนาแล้วควรจะเห็นอยา่ งน้ัน ควรจะเหน็
อยา่ งนี้ เอากันตรงทีเ่ ราภาวนาจิตสงบลงไปแลว้ เม่อื จติ ปราศจากอารมณป์ ราศจากความคิด จิตจะน่ิง
สว่างอยู่เฉยๆ เราเองรเู้ ห็นกันทตี่ รงน้ี เม่ือจติ มสี มาธิ เห็นวา่ จติ มีสมาธิ เห็นว่าจิตน่งิ ลงเปน็ หน่งึ เห็นว่า
จติ มคี วามเป็นกลาง เห็นว่าจติ มีความสว่างไสว เห็นว่าจติ รูล้ งทจ่ี ติ เพยี งอย่างเดียวเท่านั้น น่ีคือความรู้
ความเห็นของจิตที่นักปฏิบัติจะพึงปรารถนา ความเห็นนิมิตต่างๆนั้นไม่เป็นสาระสำคัญใดๆ ปัญหา
สำคญั อยตู่ รงทใี่ หเ้ รารู้เหน็ ลงไปว่า คำว่าจิตนนั้ คอื อะไร อยูท่ ่ีไหน ส่งิ ทเ่ี ราจะตอ้ งกำหนดให้ได้อยู่ที่ตรง
นี้ เมื่อเรากำหนดลงไปได้ว่านี่คือจิตผู้รู้ ก็ให้รู้ลงที่ตรงนี้ นิมิตต่างๆนั้นใครจะรู้จะเห็นหรือไม่นั้นไม่
สำคัญ อยา่ ไปต้องการอยากรู้อยากเห็น
และปัญหามีว่า หากว่าได้ทำจิตให้สงบสว่างลงไปแล้วเกิดมีนิมิตขึ้นมา เมื่อจิตของเราไปติด
นิมิตนั้น เช่น เห็นเทวดา ขณะนั้นจิตจะละฐานเดิมคือฐานที่รู้อยู่ในจิต แล้วก็ไปยึดภาพนิมิตนั้น ภาพ
นิมิตนั้นไปที่ไหน ก็จะตามไปที่นั่น ในที่สุดเราจะรู้สึกว่าเดินตามหลังเทวดาไป บางทีเทวดาจะพาไป
เทยี่ วนรก ไปเทยี่ วสวรรค์ ไปดโู น่น ไปดูนี่ บางครั้งจติ มนั ตรงไปดูถึงนิพพาน เห็นนพิ พานเป็นบ้านเป็น
เมืองข้นึ มา เปน็ ประสบการณ์ของจติ ท่เี ราควรจะสังวรระวังเอาไว้
23
เมื่อผู้ภาวนาทำจิตให้สงบนิ่งเป็นอัปปนาบ่อยๆ เข้า ถ้าจิตมันไปติดอยู่ในความสุขขั้นอัปปนา
สมาธิ ไมก่ ้าวขึน้ สู่ภูมิแห่งวิปัสสนาสักที เราจะทำอย่างไร เปน็ ปญั หาที่จะต้องทำความเข้าใจ วิปัสสนา
มนั เกดิ ขึน้ ได้ 2 วิธี (ธรรมภาคปฏบิ ัติ 7. (2561). ความหมายของสมถกมั มฏั ฐาน. [ออนไลน]์ .)
วิธีที่ 1 เกิดขึ้นได้ด้วยการพินิจพิจารณาสภาวธรรม สภาวธรรมที่จะพึงยกเป็นหัวข้อในการ
พจิ ารณาเบื้องต้นน้ี ทา่ นให้ยกเอาขนั ธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ มาพิจารณาสอนไปสู่
ความไม่เที่ยง ความเป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตา ความไม่ใช่ตวั ตนที่แท้จริง พยายามน้อมนึกว่า รูปก็ไม่เที่ยง
เวทนาก็ไมเ่ ทีย่ ง สญั ญากไ็ ม่เทีย่ ง สังขาร วิญญาณกไ็ ม่เท่ยี ง นกึ เอาอย่างนี้ นกึ เอาเรอื่ ยๆ และน้อมเช่ือ
ลงไปว่าเป็นความจริง จนกระทั่งจิตมันยอมรับลงไปว่าเป็นความจริงอย่างนั้น แล้วจึงกลับมากำหนด
จิตให้สงบลงไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือบางทีขณะที่เรานึกอยู่นั้น จิตอาจจะเกิดความสงบขึ้นมาใน
ระหวา่ ง ในเมอ่ื จิตเกดิ ความสงบขน้ึ มาแลว้ ก็ใหก้ ำหนดจติ ประคองจิตให้อยู่ในความสงบอย่างนั้นต่อไป
เว้นเสียแต่ว่าจิตมันจะคิดไปเอง หากจิตคิดไปเอง ให้ผู้ภาวนานั้นตามรู้ความคิดของตัวเอง โดยทำสติ
ตามรู้ความคิด คือจิตคิดอะไรขึ้นมาก็รู้ คิดอะไรขึ้นมาก็รู้ เพียงแต่สักว่ารู้ อย่าไปช่วยมันคิ ด โดย
ธรรมชาติของจิตมันจะคิดอยู่ไม่หยุด เราจะต้องทำสติกำหนดรู้ความคิดอันนั้นตามไปเรื่อยๆ จนกว่า
จิตมันจะสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิอีกทีหนึ่ง ในเมื่อจิตสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว ให้กำหนดรู้อยู่
อย่างนัน้ เมอื่ จิตสงบลงไปสูอ่ ปั ปนาสมาธิ เราจะไม่มีเจตนา ไม่มสี ญั ญาใดๆท้ังน้ัน จะน้อมจะนึกอะไรก็
ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะในตอนนี้จิตมันถึงธรรมชาติแห่งความเป็นเอง เป็นสมาธิโดยปราศจากความตั้งใจ
ถ้าจิตจะเกิดความรู้ความเห็นอะไรขึ้นมาในขณะนี้ เป็นเรื่องของจิตที่จะต้องเป็นไปเอง จิตในขั้นนี้เรา
จะต้ังใจนอ้ มนกึ ไม่ได้ (ธรรมภาคปฏบิ ัติ 7. (2561). ความหมายของสมถกมั มัฏฐาน. [ออนไลน]์ .)
เพราะฉะนั้น ในตอนนี้จึงขอทำความเข้าใจกับท่านอีกว่า ในตำราท่านกล่าวว่าเมื่อทำจิตให้
เป็นสมาธิอย่างดีแล้ว จงน้อมจิตหรือยกจิตให้สู่ภูมิวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อจิตนั้นสงบลงไปสู่ขั้นอัปป
นาสมาธินั้นเราจะยกก็ไม่ได้ จะน้อมก็ไม่ได้ จะปรุงจะแต่งอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะจิตมันปราศจากรูป
เวทนา สัญญา เจตนาโดยประการทั้งปวง พอจิตมันสงบแล้วมันเป็นไปเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำ
อย่างไร โอกาสทจี่ ิตมนั จะถอนออกจากสมาธยิ ่อมมี เมอ่ื จิตถอนออกจากสมาธิ ในขั้นนจ้ี ะเกิดความคิด
ขึ้นมา ให้กำหนดตามรู้ความคิดไป จะคิดเรื่องอะไรก็ได้ มันจะคิดเรื่องของบุญ คิดเรื่องของบาป คิด
เรื่องโลก คิดเรื่องธรรม อะไรก็แล้วแต่ หน้าที่ของเราเพียงแต่กำหนดตามรู้ไปเรื่อยๆ เมื่อสติตามทัน
ความคิดได้เมื่อใด ขณะนั้นมันก็กลายเป็นภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้นมาเอง และอาจจะสงสัยว่า
เมื่อทำจิตแล้ว จิตไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิสักที จะคอยโอกาสให้จิตถึงอัปปนาสมาธิหรือขั้นสมถะไปจน
24
ตลอดชีวิตจะทำอย่างไร ผู้ภาวนาจะไม่ตายก่อนหรือ กว่าจะยกจิตขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้ ในเมื่อเป็น
เช่นนั้น เมื่อเราจะทำจิตให้สงบนิ่งลงเป็นอัปปนาสมาธิหรือทำสมถกัมมัฏฐานไม่ได้ เราก็ไม่ต้องทำ
แนะนำให้ทำอย่างนี้ ในเมื่อเราจะภาวนาเมื่อใดให้กำหนดรู้ลงที่จิต คอยจ้องดูความคิดของตนเอง
ความคิดอะไรเกิดขึ้นกำหนดรู้ นี้เฉพาะในขณะเรานั่งหลับตา กำหนดรู้อยู่อย่างนั้นไม่ต้องไปนึกถึง
อะไร ปล่อยให้ความคิดมันเกิดขึ้นมาเอง คิดขึ้นมาแล้วกำหนดรู้ คิดขึ้นมาแล้วกำหนดรู้ รู้ตามไปเรื่อย
รู้เดี๋ยวนี้ตามไปเรื่อยๆ ตัวรู้นั้นคือตัวสติตามรู้ทันนั่นเอง ในเมื่อสติตามรู้ทันเมื่อใด จิตมันจะแสดง
อาการสงบลง ถึงแม้ว่ามันจะไม่สงบ นิ่ง สว่าง เหมือนอย่างที่ท่านอธิบายไว้ในตำรับตำราก็ตาม เป็น
แตเ่ พียงเรามสี ติตามทนั ความคิดของเรา เม่อื สตติ ามทนั ความคิดแล้ว ความคดิ ความรู้ กับจิตน้ีมันจะ
มีลักษณะคล้ายๆกับว่ามันแยกออกจากกัน จิตตัวผู้รู้มันจะรู้อยู่เฉยๆ แต่สิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นความคิด
นนั้ สกั แตว่ ่าคดิ ไมม่ คี วามยดึ ถอื ในจิตอันน้นั อันนีเ้ ป็นตวั สตทิ ี่มนั มีพลงั แก่กลา้ ข้นึ และมันจะมีลักษณะ
ที่กายกับจิตที่สามารถแยกจากกันได้ อารมณ์กับจิตก็สามารถแยกออกจากกันได้ ถ้าเราอบรมสตติ ัวนี้
ให้มคี วามเจริญข้นึ เป็นผ้ทู ีม่ สี ติเป็นใหญใ่ นธรรมทัง้ ปวง อนั น้ถี อื หลักปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานในเบือ้ งตน้
วิธีที่ 2 เกิดขึ้นได้ด้วยการพินิจพิจารณากายคตาสติ สภาวธรรมที่จะพึงยกเป็นหัวข้อในการ
พิจารณาได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ให้กำหนดพิจารณาร่างกายของตนเป็นหลัก ให้พิจารณาตั้งแต่ ผม ขน
เล็บ หนัง ฟัน เนื้อ เอ็น กระดูก จนครบอาการ 32 โดยน้อมนึกให้จิตรับรู้ไปในแง่เป็นของปฏิกูล ไม่
สวยไม่งาม น่าเกลยี ด โสโครก ดังทป่ี ฏปิ ทาของท่านอาจารย์เสาร์ กนั ตสีโล บรรยายมาแล้วนั่นเอง
บทสรปุ
การปฏบิ ตั ิกรรมฐานท้ัง 2 วธิ นี ่าจะถอื ได้วา่ เป็นตน้ แบบ หรอื เป็นท่ีมาของวิธบี ำเพ็ญกรรมฐาน
ทั้ง 2 อย่าง ที่เรียกว่า สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ในที่นี้เน้นสมถกรรมฐาน หมายถึงผู้
บำเพญ็ สมถะก่อนแลว้ จงึ จะเจริญวิปสั สนาท่หี ลัง ตามความหมายอยา่ งกวา้ ง สมถะท่เี ปน็ ก่อนนั้นอาจ
ได้ถึงอุปจารสมาธิ หรือก้าวหน้าไปถึงอัปปนาสมาธิได้ฌานสมาบัติก็ได้ (วิสุทฺธิ.ฏีกา 3/398) แต่อรรถ
กถานิยมใช้ในความหมายที่จำกัดหรือจำเพาะกว่านั้น คือ มุ่งเอาเฉพาะผู้ได้ฌานสมาบัติแล้ว (วิสุทฺธิ.
3/206) ดงั น้นั จงึ กล่าวไดว้ ่าการปฏิบัติกรรมฐานแบบสมถกรรมฐานจึงเปน็ อุบายข่มใจ สามารถบรรลุ
ฌานสมาบัติได้ สมถกรรมฐานมีหลักง่ายๆ นิดเดียว อยากให้จิตสงบมีเรี่ยวมีแรง ก็อย่าให้จิตมัน
ฟุ้งซ่านไป จิตที่ฟุ้งซ่านคือจิตที่จับอารมณ์อันนั้นที จับอารมณ์อันนี้ที เราจับอารมณ์อันนั้นที จับ
อารมณ์อันนี้ที จิตมันก็ฟุ้งซ่านไปหาอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันฟุ้งไป
อยา่ งนน้ั มันไม่สขุ ไมส่ งบ ทีน้ีถา้ เราอยากให้จิตมันสุข ให้จิตมนั สงบ เราก็อยใู่ นอารมณ์อันเดียวได้ ไม่
25
วิ่งวุ่นวายเหมือนหมาขี้เรือ้ น วิ่งไปที่นูน่ วิ่งไปทีน่ ี่เรื่อยๆ เราเลือกอารมณท์ ีเ่ ราอยู่ด้วยแล้วมคี วามสุข มี
ความสงบ สบายใจอยู่กบั อารมณ์อนั ไหน เรากอ็ ยู่กับอารมณ์อันนั้น อยู่กบั พทุ โธแลว้ มคี วามสุข เราอยู่
กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข เราก็อยู่กับลมหายใจ พอจิตมันได้อารมณ์ที่มีความสุข มัน
เหมือนเด็กได้ของอร่อย ได้ของชอบ เด็กก็ไม่ไปว่ิงซนนอกบ้าน เด็กก็อยู่ในบ้าน มีอารมณ์ที่มีความสขุ
อย่างมันชอบกินไอศกรีม เอาไอศกรีมมาล่อมัน มันก็กินไอศกรีมอยู่ที่บ้าน ไม่วิ่งซนออกไปนอกบ้าน
มันชอบอะไรก็เอาสิ่งนั้นมาล่อมัน จิตเรามันเหมือนเด็กนั่นล่ะ เราหาสิ่งที่ถูกอกถูกใจมาล่อมัน พอมัน
อยู่กับอารมณ์ที่ชอบใจ มันก็ไม่วิ่งไปหาอารมณ์อื่นๆ ที่มันวิ่งไปหาอารมณ์โน้นอารมณ์นี้ก็เพราะมัน
อยากได้อารมณท์ ี่ชอบใจ พอมอี ารมณช์ อบใจมคี วามสขุ มันกจ็ ะพอใจ อารมณใ์ นโลก วิง่ หาเท่าไหร่มัน
ก็ไม่มีหรอกที่จะมีความสุขที่แท้จริง แต่อารมณ์กรรมฐานมีอย่างถ้าเราทำอานาปานสติ เราหายใจไป
อย่างนี้ จิตใจเรามีความสุข ความสงบ ความสบาย ให้อยู่ทั้งชาติก็อยู่ได้ มันไม่เหมือนอารมณ์ทางโลก
อยู่ประเดี๋ยวประด๋าวก็เบื่อ ฉะนั้นเราก็ต้องรู้จักเลือกอารมณ์ ดูตัวเอง ไม่ได้ดูเพื่อน ไม่ได้ดูครูบา
อาจารย์ว่าท่านใช้กรรมฐานอะไร เราดูว่าอะไรเหมาะกับเรา ตัวนี้เป็นสัมปชัญญะตัวหนึ่ง รู้ว่าอะไร
สมควรแก่เรา อะไรเหมาะกับเรา เป็นปัญญา ปัญญาขั้นต้นๆ นี้พอเราอยู่กับอารมณ์ที่มีความสุข มี
ความพอใจ จิตใจก็ไม่หิวอารมณ์ เที่ยววิ่งร่อนเร่ไปเรื่อยๆ มันก็มีความสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวสม
ถกรรมฐาน ก็คือการที่จิตมันไปสงบอยู่ในอารมณ์อนั เดยี วโดยไมไ่ ดบ้ ังคับ ถา้ บังคบั ให้มันอยู่ในอารมณ์
อันเดียว มันไม่มีความสงบสุข มันจะเครียด มันจะเครียดขึ้นมา อย่างคนส่วนใหญ่นั่งภาวนา ใจมันจะ
เครียด เครยี ดเพราะวา่ ไปบังคับจติ ให้อย่กู ับอารมณ์อันนี้ ไมใ่ ห้มันหนไี ปท่ีไหน กรรมฐานไม่ได้ทำอย่าง
นั้นหรอก ไม่ได้ทำให้เคร่งเครยี ด รู้จักตัวเองว่าสมควรกับอารมณ์ตัวไหน แล้วก็ใชอ้ ารมณ์ตัวน้ัน จิตใจ
มีความสุข จิตใจก็ไม่หนีไปไหนเองล่ะ สบายๆ อยู่อย่างนั้น บางทีหายใจเพลิน อยู่ไปเกือบสว่าง หรือ
อยู่ไปจนสว่างเลย ใจมันสงบ ใจมันสบาย มีความสุข ไม่วิ่งซ้าย วิ่งขวา วิ่งข้างบน ข้างล่าง ไปอดีต ไป
อนาคตอะไรอยา่ งนี้ ไมไ่ ป นหี้ ลกั ของสมถกรรมฐาน กม็ ีเทา่ นล้ี ่ะส่วนอารมณ์ของสมถกรรมฐาน มีมาก
ไม่มีประมาณ ใช้อารมณ์บัญญัติก็ได้ เช่น พวกคำบริกรรมทั้งหลาย พุทโธ นะ มะ พะ ทะ สัมมา อะ
ระหังอะไร พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ อะไรไดท้ ัง้ นน้ั น้ีเปน็ อารมณเ์ รยี ก อารมณ์บญั ญัติ เรื่องท่ีคิดขึ้นมา
หรือคิดพิจารณาร่างกายอะไรอย่างนี้ อย่างนี้ก็เป็นการคิดเอา เป็นอารมณ์บัญญัติเหมือนกัน ก็ได้
ความสุข ความสงบได้ อารมณ์รูปธรรม นามธรรมก็ใช้ทำสมถะได้อย่างบางคนบอกดูจิตๆ กลายเป็น
ติดสมถะ เวลาเราดูจิตบางทีจิตมันว่าง มันสว่าง แล้วเราถลำลงไปอยู่ในความว่าง ในความสว่าง อัน
น้ันคอื การทำสมถะ จิตสงบอย่ใู นอารมณ์อันเดียว มีความสุขอยใู่ นอารมณ์อันเดียว เพราะฉะน้ันดูจิตดู
ใจก็เป็นสมถะได้ ดูกายก็เป็นสมถะ อย่างเห็นท้องพอง เห็นท้องยุบ เห็นยกเท้า เห็นย่างเท้า เห็น
หายใจเข้า เห็นหายใจออก อนั นี้คือสมถะท้งั หมดเลย
อย่างหลวงพ่อตอนนั้นคิดว่าถ้าดูกาย ถ้าไปจ้องร่างกายไว้จะเป็นสมถะ ถ้าดูจิตดูใจจะเป็น
วิปัสสนา เพราะเราเห็นจิตมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งจิตมันไปเห็นจิตที่กังวลเข้า พอไป
26
เห็นจติ ท่ีกังวล จติ มนั รวมเลย ความกงั วลก็ดับ โลกก็ดับ ร่างกายกด็ บั หายไปหมดเลย เหลือแต่จิตดวง
เดียว ก็ไปกราบเรียนหลวงปูด่ ูลย์ บอกจติ มนั เคล้มิ ลงไป ใชค้ ำอยา่ งนี้ บอกทา่ น ท่านก็เข้าใจ ทา่ นบอก
จิตมันเข้าสมาธิ หลวงพ่อก็กราบเรียนท่านบอก “หลวงปู่ครับ ผมไม่ได้นั่งสมาธินะ ผมดูจิตอยู่” ท่าน
บอก ดูจิตมันก็ได้สมาธิอัตโนมัติ ตอนหลังถึงจะเข้าใจ โอ๊ย ดูจิตนั่นล่ะ ถ้าเราไปดูตัวจิต มันจะเป็น
สมถะ เมื่อไหร่ที่เราดูสภาวะอันใดอันหนึ่ง เป็นสมถะหมดเลย มันจะเป็นวิปัสสนาต่อเมื่อเราเห็น
สภาวะอนั นน้ั แสดงไตรลักษณ์
ฉะนัน้ การทำสมถะใช้อารมณ์อะไรกไ็ ด้ ใชอ้ ารมณบ์ ญั ญัติคือเร่ืองราวทีค่ ิดก็ได้ ใชร้ ปู ธรรมก็ได้
ใช้นามธรรมก็ได้ กระทั่งใช้นิพพานก็ทำได้ แต่ว่าจะทำได้เฉพาะท่านท่ีเคยเห็นพระนิพพานแล้ว อย่าง
พวกเราไม่เคยเห็นพระนิพพาน เราก็มโนเอา ว่านิพพานเป็นความสงบอะไรอย่างนี้ มีสติคอยรู้ความ
สงบไปเรื่อยๆ เขาเรยี ก อุปสมานุสสติ แต่มันยังไม่ใช่ของจริงหรอก ฉะนน้ั ความสงบมนั ก็มีหลายระดับ
ความสงบสูงสุด สันติอย่างแท้จริง สงบอย่างแท้จริง คือ พระนิพพาน บางท่านที่ท่านภาวนาดี เป็นสุ
ปฏิปันโนแล้ว เวลาท่านเข้าพัก ท่านก็ใช้อารมณ์นิพพาน ประกอบด้วยฌาน 1 2 3 4 5 6 7 8 ได้
ฉะนั้นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน นี่กว้างขวางไม่มีประมาณ ครอบคลุมอารมณ์ได้ทุกอย่างเลย ใช้ทำ
สมถะได้หมดเลย พอจิตใจเราพอใจอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง เราอยู่กับอารมณ์อันนั้น จิตไม่ฟุ้งซ่าน
ไปที่อื่น จิตก็เข้าถึงความสุข ความสงบ อันนี้เป็นส่วนของการภาวนาชนิดแรก การทำสมถกรรมฐาน
โดยหลกั การคือ การทำจติ ใจใหส้ งบ
จำนวนช่ัวโมงท่สี อน 3 ช่วั โมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
2. นำเขา้ สู่บทเรียน บรรยาย ซกั ถาม
3. สรปุ ผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
สือ่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลงั เรียน
การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรียน
27
2. ประเมนิ จากการมีส่วนร่วมในห้องเรยี น
3. ประเมินจากการชกั ถาม
เน้อื หาท่ีจะสอน
1. แนวทางการปฏบิ ัติกรรมฐานแบบสมถกรรมฐาน
2. แนวทางการปฏิบตั ิกรรมฐานแบบสมถกรรมฐานภาคปฏิบตั ิ
คำถามทา้ ยบท
1. หลักการปฏบิ ตั ิสมถกรรมฐานในพระพทุ ธศาสนาท่านกลา่ วไว้อย่างไรบ้าง
2. แนวทางการปฏิบัตกิ รรมฐานแบบสมถกรรมฐานภาคปฏิบตั ิตา่ งจากทฤษฎอี ย่างไร
3. หลกั การปฏบิ ัตสิ มถกรรมฐานต่างจากหลักวปิ สั สนากรรมฐานอยา่ งไรบ้าง
เอกสารอ้างองิ บทที่ 3
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
ธรรมภาคปฏบิ ัติ 7. (2561). ความหมายของสมถกัมมฏั ฐาน. [ออนไลน]์ . สืบค้นเม่ือวันท่ี 9 กรกฎาคม
2564. จากแหล่งที่มา. https://sites.google.com/site/mcukk0004575405203023/2-
1-1-khwam-hmay-khxng-sm-thkammat-than.
มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา. (2555). กรรมฐาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 9
กรกฎาคม 2564. จากแหล่งที่มา.
https://www.dhammahome.com/webboard/topic21712.html.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม. (2564). ธรรมะเพื่อการพ้นทุกข์. [ออนไลน์]. สืบค้น
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564. จากแหล่งที่มา. https://www.dhamma.com/samatha-
and-vipassana/.
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559).
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบบประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). กรุงเทพมหานคร :
มลู นิธกิ ารศึกษาเพอ่ื สนั ตภิ าพ.
28
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 4
หวั ข้อเรือ่ ง แนวคิดเกี่ยวกับกสิณ 10, อสภุ ะ 10
รายละเอียด
การศึกษาปัจจุบันแม้จะก่อประโยชน์มากมายต่อผู้ได้รับการศึกษา แต่ก็ยังไม่สามารถให้ผู้
ได้รบั การศึกษาบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชวี ิตได้ จึงจำเปน็ ต้องอาศัยการพัฒนาภายใน หรือการศึกษา
ที่ก่อให้เกิดความรู้ภายใน เรียกว่าโยนิโสมนสิการ คือการศึกษาชีวิตและสรรพสิ่งโดยพิจารณาด้วยใจ
แยบคายมีการคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด หรือคิดถูก คิดเป็น (พระราชวรมุนี (ป. อ. ปยุตฺโต), 2530, น.
143) โดยมีวิธีการที่ถูกต้องและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ในการนำพุทธศาสนาเข้าสู่จิต
วิญญาณจนเกิดผลในทางปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตของสังคมจึงสำคัญมากและต้องเริ่มต้นตั้งแต่เกิดจนตาย
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการนำพระพุทธศาสนาเข้าสู่สังคมอย่างได้ผลคือแรงจูงใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ
อย่างยิ่ง เพราะแรงจูงใจที่ถูกต้องจะเป็นตัวทำให้คนมีการพัฒนาเป็นคนอย่างแท้จริง และสามารถ
นำไปพัฒนาสิ่งอนื่ ได้อยา่ งถกู ต้อง (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต), 2541, น.44)
แรงจูงใจเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ เพราะแรงจูงใจเป็นพลัง
ผลักดันให้คนเรากระทำพฤติกรรมต่างๆ ออกมา บุคคลที่ได้รับแรงจูงใจที่ถูกต้องจะเกิดความ
กระตือรือร้น และพยายามดิ้นร้นเพื่อหาทางทำงานนั้นให้บรรลุเปา้ หมาย ดังนั้นการเรียนการสอนจะ
ประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างแรงจูงใจเป็นสำคัญ (พงพันธ์พงษ์โสภา, 2544, น.131)
โดยเฉพาะงานส่วนใหญ่ของผู้สอนก็คือการสร้างเงื่อนไขและกิจกรรมโครงสร้างที่จะจูงใจผู้เรียนให้
บรรลุผลสัมฤทธิ์ในศักยภาพการแสดงออกของเขาอย่างเต็มที่ ผู้สอนควรสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ผู้เรียน
บรรลุเป้าหมาย และเป็นแม่แบบของการสนใจการเรียนรู้ เพื่อถ่ายถอดความกระตือรือร้นผู้สอน
สามารถแสดงให้เห็นโดย อิริยาบถ คำพูดและการใช้สื่อต่าง ๆ ให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็นเกิดความ
สนใจต้องการเข้าใจ (ชาญชัย อาจินสมาจาร, 2545, น. 199) ในบทความนี้ ผู้เขียนจะได้นำเสนอ
แนวคิดแรงจูงใจตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการนำหลักการแนวคิดทางพระพุทธศาสนาไป
บูรณาการกับการศึกษาและเป็นแนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความพร้อมในการเรยี นรู้หรือเป็น
ความรู้ที่ผูส้ อนหรือผูท้ ีเ่ ผยแผธ่ รรมะควรให้ความสนใจศึกษา เพื่อผลสำเร็จในการสอนและการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะผู้วิจัยได้นำเสนอตามหัวข้อว่าด้วยความหมายของแรงจูงใจประเภทของ
แรงจูงใจ การสร้างแรงจูงใจตามหลักพุทธธรรม และพุทธวิธีในการสร้างแรงจูงใจจะได้ทำให้ทราบว่า
29
พระพุทธองค์ท่านมีวิธีการ สอนเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษาและการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาในสงั คมไทยต่อไป (กนกรตั นส์ ริ ิ ทวีสขุ , พญ.กรองกาญจน์ แกว้ ชงั . (ม.ป.พ.).
ดงั น้ัน แรงจูงใจในพระพทุ ธศาสนาน้นั มี 2 ประการ ไดแ้ ก่ แรงจูงใจทดี่ ที ีถ่ ูกต้องซึ่งควรทำให้
เกิดขึ้น คอื ฉนั ทะ ความใฝใ่ จท่จี ะทำให้ดขี น้ึ กว่าเดิม และแรงจงู ใจท่ีไม่ดีท่ผี ดิ ซ่ึงไม่ควรทำให้เกิดข้ึนแต่
ควรกำหนดรู้เข้าใจ ควรหาวิธีที่จะลดละ และควรพยายามอย่าให้เกิดขึ้นอีก คือ ตัณหา 3
ประกอบด้วย 1) กามตัณหา 2) ภาวตัณหา 3) วิภวตัณหา แต่สามารถจะนำตัณหาไปเป็นแรงจูงใจ
เพือ่ ให้บรรลุผลทด่ี ีทสี่ งู ขึ้นไปได้ โดยการสร้างแรงจงู ใจดว้ ยการนำหลกั พทุ ธธรรมมาเป็นเคร่ืองมือสร้าง
แรงจูงใจให้เกิดขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดผลเป็นกุศลที่ดี คือ อริยมรรค ปฏิสัมภิทา ทศพลญาณและ
กลั ยาณมิตร
ความรเู้ บ้อื งต้นเกี่ยวกับกสิณ 10
ความหมายของแรงจงู ใจในทศั นะทางพระพุทธศาสนาน้ัน ไมป่ รากฏว่ามีการบัญญัติศัพท์หรือ
ให้ความหมายไว้อย่างชดั เจนเหมือนอย่างนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศได้ให้ความหมายไว้ผู้เขียน
จึงขอนำเสนอความหมายของแรงจูงใจในลักษณะที่ส่งผลให้เกิดการกระทำหรือการแสดงออกของ
มนุษย์กล่าวคอื ในความหมายของคำวา่ “ปรารถนา”“ความพอใจ” หรอื “ความอยาก” ดังนี้
โดยพื้นฐานของมนุษยป์ ุถชุ นท่ัวไปน้ันมนุษย์มีความต้องการ มีความปรารถนาไม่มีท่สี ้นิ สดุ ท้ัง
ความต้องการลาภ ยศ สรรเสริญทรพั ย์สินเงนิ ทอง ความปลอดภยั ในชวี ติ เป็นผไู้ ม่มีโรคภยั ไข้เจ็บ เป็น
ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นต้น สภาวะแห่งความต้องการนี้ตามศัพท์ใน
ภาษาบาลีท่านใช้คำว่า “ปตฺถนา” แปลว่า อยากได้ปรารถนาร้องขอ (ดูรายละเอียดใน หลวงเทพ
ดรุณานุศิษฎ์ (ทวี ธรรมธชั ), 2534: 231) คำวา่ “ปตถฺ นา” เป็นศพั ทท์ ใี่ ชใ้ นความหมายของความอยาก
ได้ ความปรารถนา ความขอหรือร้องขอโดยทั่วไป แต่ศัพท์ที่มีความหมายครอบคลุมความอยากได้ใน
แง่ต่างๆ ท่านใชค้ ำว่า “ฉนั ทะ” แปลว่า ความพอใจ ความชอบใจความอยาก ความยินดี ความรักใคร่
ความต้องการ เป็นต้น (ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต), 2549, น.486)ฉันทะ
คือ ความอยากหรือความต้องการ มีทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นฝ่ายอกุศล มี 3 ประเภทคือ 1) ตัณหา
ฉันทะคือตัณหาเป็นตัณหาฝ่ายอกุศล 2) กัตตุกัมยาฉันทะ ฉันทะคือความใคร่เพื่อจะทำ ได้แก่ ความ
ต้องการทำหรืออยากทำเป็นฝา่ ยกลางๆ คือใชใ้ นทางดีก็ได้ ชวั่ ก็ได้ แตท่ ่านมกั จดั รวมเข้าเป็นฝ่ายดี 3)
กุศลธรรมฉนั ทะ ฉันทะในกุศลธรรม หรือธรรมฉนั ทะที่เป็นกุศล เป็นฝ่ายดงี ามหรือกุศล มักเรียกสัน้ ๆ
30
เพียงว่า กุศลฉันทะ(ความรักดี ความใฝ่ดี) หรือธรรมฉันทะ(ความรักธรรมหรือความใฝ่ธรรม) (ดู
รายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ.ปยุตโฺ ต), 2549, น.486-490) ความอยากท่ีเปน็ ตัณหา คือ
ความอยากที่เป็นไปเพื่อเพิ่มกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก่อภพชาติประกอบด้วยความกำหนัดยินดี
เพลิดเพลินติดใจอยู่กับสิ่งที่อยากและที่ได้มา (ดูรายละเอียดใน พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช),
2544, น.39)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายถึงแรงจูงใจในการกระทำของมนุษย์แบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยากรักใคร่ ต้องการ ที่ไม่ดี ไม่สบาย ไม่
เกือ้ กลู เป็นอกศุ ล เรียกว่า ตัณหา ๆ หมายถึง การมงุ่ ประสงค์เวทนา และจึงต้องการสิ่งสำหรับเอามา
เสพเสวย เวทนา หรือสิ่งทีจ่ ะปรนปรือตัวตนตัณหา อาศัย อวิชชาคอยหล่อเลี้ยงและใหโ้ อกาส พัวพัน
เกีย่ วเนื่องอยกู่ ับเรอื่ งตัวตน เอาอัตตาเป็นศนู ย์กลางและนำไปสปู่ ริเยสนาหรือการแสวงหา
2. ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยากรักใคร่ ต้องการ ที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล เป็นกุศล เรียกว่า
ฉนั ทะ ๆ หมายถงึ การม่งุ ประสงคอ์ ัตถะคอื ตัวประโยชน์(หมายถึงส่งิ ท่ีมีคุณค่ าแท้จรงิ แก่ชีวิตคล้ายกับ
ที่ปัจจุบันเรียกว่า คุณภาพชีวิต) และต้องการความจริงสิ่งที่ดีงามหรือภาวะที่ดีงาม ฉันทะ ก่อตัวขึ้น
จาก โยนิโสมนสิการ คือความรู้จักคิดหรือคิดถูกวิธี คิดตามสภาวะ และเหตุผลเป็นภาวะกลางๆ ของ
ธรรมไม่ผูกพนั กบั อัตตาและนำไปสู่อุตสาหะ หรอื วิริยะ คือทำให้เกดิ การกระทำ(ดรู ายละเอียดใน พระ
พรหมคุณาภรณ์ (ป. อ.ปยุตฺโต), 2538: 490–194)ความหมายของแรงจูงใจในทางพระพุทธศาสนา
หมายถึง แรงท่ผี ลกั ดนั ให้มนุษย์เกดิ พฤติกรรมเพ่ือตอบสนองสู่ทิศทางตามเป้าหมาย แรงท่ีผลักดันน้ัน
มี 2 อยา่ งคอื
1) แรงจูงใจฝ่ายไม่ดีหรือตัณหา เป็นแรงจูงใจในระดับปุถุชน คือ ความอยาก ความกระหาย
ความปรารถนา ความใคร่ ความพอใจ ความเสน่หา ความดิ้นรน ความกระสับกระส่ายความกระวน
กระวาย และความไมร่ ูจ้ กั อ่มิ ซึง่ เปน็ กเิ ลสท่มี อี ยูภ่ ายในจิตใจของปุถุชนทุกๆ คน
2) แรงจูงใจฝ่ายดีหรือกศุ ลธรรมฉันทะรวมทั้งกตั ตุกัมยาฉันทะ เป็นแรงจงู ใจในระดบั อรยิ ะชน
เปน็ ความอยาก ความต้องการทำใน่งิ ดี ความรักดี ความใฝ่ดี เป็นความต้องการเพื่อการละความยึดมั่น
ถือมน่ั ไม่ก่อเกิดทุกข์
ประเภทของแรงจูงใจ
แรงจูงใจในทางพระพุทธศาสนาถือว่าแรงจูงใจในการกระทำของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2
ประเภท ได้แก่
31
1) ตัณหา ความพอใจ ชอบใจ ยินดีอยากรักใคร่ต้องการที่ไม่ดีไม่เกื้อกูลเป็นอกุศลและ 2)
ฉันทะ ความพอใจชอบใจยินดีต้องการสิ่งที่ดีงาม สบายเกื้อกูลเป็นกุศล (ดูรายละเอียดใน พระธรรม
ปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), 2538: 525–528) ซง่ึ มีอธิบายวา่
1. ตัณหา แปลวา่ ความกระหายความทะยาน ความอยาก ความเสนห่ า ความกระสบั กระสา่ ย
ความกระวนกระวาย ความไม่รู้อิ่ม ตัณหาเกิดจากเวทนาเป็นปัจจัย โดยมีอวิชชาเป็นมูลราก ดังนั้น
ตณั หาองิ อาศยั เวทนาโดยมีอวิชชาเป็นตวั หนุน และสง่ิ ท่ีตัณหาต้องการคือ สิง่ ใดก็ตามท่ีจะอ านวยได้
เมื่อจัดรวมเข้าประเภทกนั แล้ว กม็ เี พียง 6 อยา่ ง คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ (ส่งิ ต้องกาย) และ
ธรรมารมณซ์ ง่ึ เรียกว่า กามคุณ 5 ดรู ายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) 10/297-298) เป็นสิ่งทตี่ ัณหาต้องการ
บทบาทและการทำหน้าที่ของตัณหาเหล่านี้ได้เป็นแรงจูงใจในพุทธศาสนา เป็นตัวก ากับการดำเนิน
ชวี ติ สว่ นใหญเ่ ปน็ ทีม่ า ของความหวัง ความหวาดกลัว ความระแวง ความมัวเมาลุม่ หลงและความทุกข์
ความเดือดร้อนต่างๆ ผู้ที่จะสร้างแรงจูงใจควรศึกษาทำความเข้าใจและหาวิธีการจัดการกับตัณหาให้
ถูกต้องในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องตัดทิ้ง คือเกิดตรงไหนดับตรงนั้นตัณหานั้น แบ่ง
ออกเปน็ 3 อย่าง(ดรู ายละเอียดใน อง.ฺ ฉกฺก. (ไทย) 22/377/494) ไดแ้ ก่
1) กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้กามคุณ คือ สิ่งสนองความต้องการ
ทางประสาททัง้
5 2) ภวตัณหาความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่าง
ใดอย่างหนึ่งอยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความอยากใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิ หรื อสัส
สตทิฏฐิ
3) วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวภิ พ, ความอยากในพรากพน้ ไปแหง่ ตัวตนจากความเป็น
อย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิ
ภวทิฏฐิหรือุจเฉททิฏฐิ(ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ.ปยุตฺโต 2556: 86) บทบาทและ
การทำหน้าที่ของตัณหาท้ัง 3 ประการเหล่านี้ได้เป็นแรงจูงใจในการดำเนินชวี ิตของมนุษย์ทั้งหลายใน
โลกนี้ที่ยังมีกิเลส พร้อมกับเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) เกิดปัญหาความเดือดร้อนมีประการต่างๆ
ให้แกช่ วี ิตและสังคมของมนุษย์ดงั น้ัน แรงจูงใจคือ ตัณหานี้ จึงควรศกึ ษาทำความเข้าใจและหาวิธีการ
จัดการกับแรงจงู ใจ คือ ตัณหา ให้ถูกต้องในทางพุทธศาสนา ซึ่งท่านให้พจิ ารณาว่าถือว่าเปน็ สิ่งที่ควร
ละควรตัดทิ้ง คือเกดิ ตรงไหนดับตรงนั้น
32
2. ฉันทะ หมายถึง ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ ความชอบ ความอยากในสิง่ ทีด่ ีงามได้แกส่ ่งิ ท่ี
เกื้อกูลต่อชีวิตจิตใจ เป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อ่ืน (ดูรายละเอียดใน พระธรรมปิฎก (ป.
อ. ปยุตฺโต), 2538:495) ฉันทะจึงสัมพันธ์กับการกระทำคือ การกระทำเพื่อให้รู้จริง และการกระทำ
เพือ่ สร้างภาวะท่ีดงี ามหรอื ทำให้สงิ่ ดีงามเกดิ มีข้ึน ด้วยเหตุนี้ตามกฎแหง่ กระบวนธรรม ท่านจงึ กล่าวว่า
ฉันทะนำไปสู่อุตสาหะ (ดูรายละเอียดใน ม.ม. (ไทย) 13/238/233) ฉันทะ มุ่งประสงค์ต่ออัตถะหรือ
ตัวประโยชน์ และจงึ ต้องการความจรงิ ส่ิงทีด่ ีงาม หรือภาวะทดี่ ีงาม ฉนั ทะกอ่ ตัวขึ้นจากโยนิโสมนสิการ
คอื รู้จกั คิดหรือคดิ ถกู วธิ แี ละนำไปสู่อุตสาหะ หรือวิรยิ ะ คือทำให้เกดิ การกระทำฉันทะ มีปรากฏอยู่ใน
หลักธรรมหมวด 4 คือ อิทธิบาท 4 (ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) 11/231/233) เป็นหลักธรรมข้อ
แรกทเ่ี ป็นคุณเครื่องให้บรรลุถึงความสำเรจ็ ตามท่ีมุ่งหมายไว้ ไดแ้ ก่
1) ฉันทะ ความพอใจคอื ความตอ้ งการท่ีจะทำ ใฝ่ใจรกั จะทำส่ิงนั้นอยูเ่ สมอและปรารถนาจะ
ทำให้ไดผ้ ลดีย่งิ ๆ ขึ้นไป
2) วิรยิ ะ คอื ขยันหมั่นประกอบสง่ิ น้ันดว้ ยความพยายาม เข้มแขง็ อดทน เอาธรุ ะ ไม่ทอ้ ถอย
3) จิตตะ ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่
ปล่อยใจใหฟ้ ุ้งซา่ นเล่ือนลอยไปอุทศิ ตวั ใจให้แกส่ งิ ทที่ ำ
4) วิมังสา ความไตร่ตรอง หรือทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจ า รณาใค ร่ค ร วญตร วจหา
เหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง (พระ
พรหมคณุ าภรณ์ (ป. อ. ปยตุ ฺโต), 2556:160) ผมู้ ี ธ ร ร ม ฉนั ท ะพงึ ร ะ วงั ทำงผิดพลาดทสี่ ำคัญ คือ
การปล่อยให้ตัณหาเข้ามาทำบทบาทไปทำหนา้ ที่แทนฉนั ทะ เชน่ หากไดแ้ ก้ไขอะไรไม่สำเร็จแลว้ เสียใจ
ว่าตนไมเ่ ก่งข้อน้ีอ่อนไมเ่ ลวร้ายมากเท่าใด และการท่ขี าดความรหู้ รือไม่แสวงหาปัญญา ผู้รักธรรมต้อง
รแู้ นช่ ัดวา่ อะไรเป็นธรรม มิฉะน้ันอาจทำการผิดพลาดได้ ความรักธรรมและความรู้ธรรมต้องมาดว้ ยกัน
จึงจะทำความจริง ความถูกต้องดีงามที่ประสงค์ให้สำเร็จได้ ข้อนี้ช่วยเน้นหลักการใหญ่ของพุทธธรรม
ท่ถี อื ปัญญาเป็นองค์ธรรมหลักในการพัฒนาชวี ิต แรงจงู ใจทัง้ 2 ประการนี้ สง่ ผลให้ผ้ทู ีม่ แี รงจูงใจทั้ง 2
ประการได้รบั ผลต่างกันกล่าวคือ คนมธี รรมฉันทะ ใครร่ ขู้ ้อบกพร่องของตนและกิจของตน ยินดีปรีดา
ที่ได้รับรู้รับฟังเพราะได้เคร่ืองช้ีช่องทางที่จะปรับปรุงตนให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็ได้แง่ที่จะตรวจ
ตราใหม้ น่ั ใจในความสมบรูณน์ ัน้ สว่ นคนหนักในตัณหา มัวหว่ งความยิ่งใหญ่ของภาพตัวตน จึงคอยรับ
แต่ความกระทบกระเทือนบีบคั้น และวุ่นวายกับการปกป้องตัวตนนั้นเสีย ไม่ได้รับประโยชน์จากคำต
านวิ จิ ารณ์
33
ในการสร้างแรงจูงใจ ผู้ต้องการที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นนั้นจึงต้องเข้าใจเรื่องตัณหาและ
ฉันทะให้ถูกต้องสิ่งที่ต้องพยายามทำให้ลดน้อยลงหรือหมดไปที่ทำให้เกิดการแสวงหาที่ไม่ต้องใช้การ
กระทำหรือไม่ใช่การกระทำ สิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น และส าม า รถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ
ความมอี ตุ สาหะการสร้างแรงจูงใจตามหลกั พทุ ธธรรมการสร้างแรงจูงใจตามหลกั พุทธ
ธรรม เป็นการสร้างพลังใจให้กับตนเองและคนรอบข้าง ด้วยการนำหลักพุทธธรรมมาเป็น
เคร่อื งมือสร้างแรงจูงใจใหเ้ กดิ ขึ้น ซง่ึ จะทำใหเ้ กิดผลเป็นกศุ ลทด่ี ตี ามหลกั พุทธธรรม ในท่ีนผี้ ูเ้ ขียนได้นำ
แนวคิดของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) มาเป็นแนวทางในการอธิบายการสร้างแรงจงู ใจตาม
หลกั พทุ ธธรรม คอื อรยิ มรรค 8 (ดรู ายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) 10/29/348) ปฏิสมั ภิทา (ดูรายละเอียด
ในองฺ.จตุกฺก. (ไทย) 21/161/200) ทศพลญาณ(ดูรายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) 12/166/140) และ
กัลยาณมติ ร 7 (ดรู ายละเอยี ดใน อง.ฺ สตตฺ ก. (ไทย) 23/34/33) ดังนี้
1. การสร้างแรงจูงใจตามหลักอริยมรรค 8 ดงั นี้
1) เป็นผู้เข้าใจและสามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจในเรื่อง อริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ อกุศลและ
อกุศลมูล รวมท้งั อธบิ ายเรอ่ื งกฎแหง่ กรรมได้
2) เป็นผู้มีความนึกคิดท่ีดงี ามความนกึ คิดท่ีปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติด
ในความปรนเปรอสนองความอยากของตน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตาปลอดจากความ
พยาบาท ไมข่ ดั เคืองหรอื เพง่ มองในแงร่ ้าย ความนึกคิดที่ประกอบไปด้วยกรณุ าไมเ่ บียดเบียนไม่คิดร้าย
หรือมุง่ ทำร้ายโดยอาศัยการฝึกปฏิบตั ิธรรมเพื่อปรับปรุงจิตใจตวั เอง
3) เป็นผู้ละคำพูดเท็จ คำพูดส่อเสียด คำหยาบ คำพูดเพ้อเจ้อ ใช้คำพูดในทางสร้างสรรค์
ในทางสรา้ งกำลังใจ สร้างความสามัคคีเป็นประโยชน์
4) มีความประพฤติดีประพฤติชอบด้วยกายวาจาและใจตามกุศลกรรมบถ
5) มีกิจกรรมในการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น กระทำตนเป็นตัวอย่างของ
สงั คม ความมกี ลั ยาณมิตร
6) สามารถเพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดมีขึ้น (สังวรปธาน) เพียรละ
บาปอกุศลกรรมที่เกดิ ขึ้นแล้ว (ปหานปธาน) เพยี รทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกดิ มขี ึน้ (ภาวนาปธาน)
เพียรรกั ษากศุ ลธรรมทเี่ กดิ ข้ึนแล้วให้ต้งั มัน่ และให้เจริญย่งิ ขน้ึ ไปจนไพบูลย์ (อนุรักขนาปธาน)
7) เปน็ ผู้มีสตอิ ยเู่ สมอ คือการฝกึ ปฏิบัติธรรมตามแนวสติปฏั ฐาน 4 และ
34
8) มีความคิดพิจารณาไตร่ต รอง ตรวจตราจัดเตรียมจัดแจงดูแลด้วยความอิ่มเอิบใจ ด้วย
ความสบายส าราญทง้ั ทางกายทางใจ ดว้ ยจติ ใจแนวแน่มัน่ คง (ดูรายละเอียดใน พระธรรมปิฎก(ป. อ.
ปยุตฺโต), 2543: 5-7)
2. การสรา้ งแรงจูงใจตามหลกั ปฏสิ ัมภิทา 4 ประการ ไดแ้ ก่
1) เป็นผู้สามารถเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องต่างๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจและสามารถยกเหตุ ยกผล
ยกธรรม เข้าต่อเชื่อมแยกแยะกระจายความคิดออกไปล่วงรู้ ผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ทั้งทันสมัย ทัน
เหตกุ ารณแ์ ละกำลังอยู่ในความสนใจของคนสว่ นใหญ่ (ปัญญาแตกฉานในอรรถ)
2) เป็นผู้สามารถจับใจความคำอธิบายในธรรมเชื่อโยงเรื่องราวต่างๆ ทั้งตัวบุคคล เหตุการณ์
ในอดตี ในปัจจบุ นั และอนาคตมาตัง้ เป็นกระทหู้ รือหัวข้อเพ่ือจะโยงเร่ืองราวไปสรา้ งความสนใจอันจะ
ทำให้เกิดแรงจงู ใจได้ (ปัญญาแตกฉานในธรรม)
3) เป็นผู้สามารถใช้คำมาอธบิ ายธรรมะหรือเรื่องราวที่อยาก เคร่งเครียด สับสน ให้เป็นเรื่อง
เข้าใจไดง้ า่ ยได้ (ปัญญาแตกฉานในนริ ุกต)ิ และ
4) เปน็ ผู้มไี หวพรบิ มลี กู เลน่ มีมขุ ทเ่ี หมาะสม รแู้ หลง่ ท่ีมาทไี่ ปของเร่อื งต่างๆสามารถเชื่อมโยง
เข้าด้วยกัน จนสร้างแรงจูงใจให้เกิดความที่จะคิดและหาเหตุผลขึ้นมาใหม่ได้(ปัญญาแตกฉานใน
ปฏิภาณ) (ดูรายละเอยี ดในพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยตุ ฺโต), 2551:193-194)
3. การสร้างแรงจูงใจตามหลักทศพลญาณ ได้แก่ 1) ในการสร้างแรงจูงใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาขอบเขตกฎเกณฑ์ และหลักการ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนบุคคลนั้น
หรือกลุ่มนั้นอย่างชัดเจน(ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ) 2) มีความรู้ความเข้าใจกระบวนและการ
พฤติกรรมของผู้ที่จะสร้างแรงจูงใจเป็นอย่างดี (ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม) 3) รู้วิธีการแนวทางและ
กลวิธีปฏิบัติที่จะสร้างแรงจูงใจ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติ
ทั้งปวง) 4) มีความรู้ในวิชาการอย่างกว้างขวางหรือทราบถึงองค์ประกอบและการปฏิบัติหน้าที่ของ
องค์ประกอบเหล่าน้ัน เช่น จิตวิทยาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อรู้จัก
สภาวะของสิ่งทั่วไป ทันสังคมและมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้น เพื่อนำมาประยุกต์ในการสร้าง
แรงจูงใจ (ปรีชาหยั่งรูส้ ภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตตุ ่างๆ เป็นอเนก) 5) รู้อัธยาศัย ความสนใจ
ความถนัด ความเชื่อถือ มุมมอง และความโน้มเอียงโดยธรรมชาติของบคุ คลที่ตอ้ งการจะสร้างให้เกิด
แรงจูงใจ (ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ) 6) รู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านสติปัญญาความสามารถ และ
ความพร้อมที่จะเรียนรู้พัฒนาการดา้ นต่างๆ เพื่อการสร้างแรงจูงใจให้เหมาะสม (ปรีชาหยั่งรู้ความย่ิง
35
และความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย) 7) รู้ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค หรือส่งเสริมการสร้าง
แรงจูงใจในแต่ละเรื่อง และมีเทคนิคในการแก้ไขเพื่อให้การสร้างแรงจูงใจให้ดำเนินไปสู่เป้าหมาย
ด้วยดี (ปรีชาหยั่งรู้ความเศรา้ หมอง และความผ่องแผ้ว) 8) รู้ประวัติพื้นเพเดมิ สภาพสิ่งแวดล้อมและ
ประสบการณ์ของผู้ที่จะสร้างแรงจูงใจ(ปรชี าหย่ังรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลงั ได้) 9) ในการ
สรา้ งแรงจูงใจ จะต้องสังเกตว่าเปน็ ไปตามจุดประสงค์ทเี่ ราต้องการหรือไม่ มปี ัญหาอยา่ งไร และพร้อม
ทจี่ ะเข้าไปปรับปรงุ แก้ไขทันที (ปรชี าหยั่งรูจ้ ุตแิ ละอบุ ตั ิของสตั ว์ทั้งหลายอนั เป็นไปตามกรรม) และ10)
รู้เข้าใจและแน่ใจถึงผลที่ต้องการในการสร้างแรงจูงใจเรื่องที่ต้องการจะสร้างให้เกิดขึ้นว่าอะไรเป็น
อย่างไรและทำสำเร็จด้วยปัจจัยอะไร (ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย) (ดูรายละเอียดใน
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต), 2551: 189-193)
4. การสรา้ งแรงจูงใจตามหลักกัลยาณมติ ร 7 ไดแ้ ก่ 1) เปน็ ผู้น่ารัก ในฐานเปน็ ท่ีสบายใจและ
สนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษาไตถ่ าม (ปิโย) 2) เปน็ ผู้นา่ เคารพ ในฐานประพฤตสิ มควรแก่ฐานะ
ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้และปลอดภัย (ครุ) 3)เป็นผู้น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐาน
ทรงคุณ คือความรู้และภูมิปัญญาอยา่ งแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ ควรยึด
เป็นแบบอย่าง ทำให้ระลึกและกล่าวถึงด้วยความซาบซึ้งภูมิใจ (ภาวนีโย) 4) เป็นผู้รู้จักพูดให้ได้ผล
รู้จักช้ีแจงให้เขา้ ใจ รวู้ า่ เมื่อไรควรพดู อะไรอยา่ งไร คอยให้คำแนะนำว่ากลา่ วตักเตอื น เป็นทปี่ รึกษาท่ีดี
(วัตตา) 5) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรกึ ษาซักถาม คำเสนอ และคำวิพากษ์วิจารณ์
อดทนฟงั ไดไ้ มเ่ บ่ือไมฉ่ ุนเฉยี ว (วจนกั ขโม) 6) เป็นผ้แู ถลงเร่ืองท่ลี ้ าลกึ ได้ สามารถอธบิ ายเร่อื งท่ียุ่งยาก
ซับซ้อนให้เข้าใจและให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป (คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา)และ 7) เป็นผู้ไม่
แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย (โย จัฏฐาเน นิโยชเย) (พระพรหมคุณาภรณ์
(ป. อ. ปยุตโฺ ต), 2556:160)
ดงั นั้น ในการสรา้ งแรงจูงใจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนนั้ ผูท้ ี่จะสรา้ งแรงจงู ใจให้แก่ผู้อ่ืนควร
เปน็ ผู้ได้ศึกษาหลักพทุ ธธรรมและมีคณุ ธรรมมธี รรมประจ าใจ มกี ารประพฤติปฏบิ ตั ธิ รรมอยู่เป็นประจ
าในระดับใดระดับหนึ่ง
พุทธวิธใี นการสร้างแรงจูงใจ
พุทธวิธีในการสรา้ งแรงจูงใจ คือ การท่ีพระพุทธเจ้าทรงมวี ธิ ีในการจูงใจเพื่อเข้าสู่ธรรมะ หรือ
ลีลาการสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้ผู้ได้รับฟังพระธรรมเทศนาได้รับผลตามที่พระพุทธองค์ทรงตั้ง
พระทัยไว้ โดยหลักพุทธธรรมที่เป็นพระคุณสมบัติของพระพุทธองค์บางประการดังได้กล่าวมาแล้ว
36
ข้างต้น คือ ทศพลญาณ และมีหลักพุทธธรรมที่ยกมาเป็นตัวอยา่ งบางหลักพุทธธรรม คือ พุทธวิธีการ
สอน 4 ประการ กล่าวคือ พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีในการสอนการจูงใจให้ผู้ฟังได้รับฟังพระธรรมแต่ละ
ครั้ง แม้เป็นเพียงธรรมกถาหรือการสนทนาทั่วไป โดยไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเป็นพิเศษก็จะดำเนินไป
อย่างสำเร็จผลดีเพราะมีองค์ประกอบที่เป็นคุณลักษณะที่เรียกว่าลีลาการสอน หรือพุทธลีล าก า
รสอน หรือเทศนำวิ ธี 4 (ดูรายละเอียดใน ที.สี. (ไทย) 9/198/161) ประการ อาจเรียกโดยย่อได้ว่า
“แจม่ แจ้ง จูงใจหาญกล้า รา่ เรงิ ” หรอื “ช้ีชดั เชิญชวน คกึ คักเบิกบาน” (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ.
ปยุตฺโต), 2556: 134-135) ดังน้ี 1. สันทัสสนา การอธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดู
เหน็ กับตากล่าวคือ พระพุทธองคท์ รงสอนแนะให้ทำความดี โดยชี้นำชวี ิตท่ดี งี ามการสอนให้ต้องเรียนรู้
ความจริงของโลกและชีวิตที่มีอยู่ทุกวัยการเป็นตัวกลางที่จะช่วยเชื่อมโยงไปสู่การตระหนักรู้และ
ปฏิบัตติ ่อความเป็นจริงของโลกและชวี ิต
2. สมาทปนา การจูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ
กล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงสอนแนะนำผู้ที่เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้วให้ทำความดีสร้างสรรค์
สังคม
3. สมุตเตชนา การเรา้ ใจใหแ้ กล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลกุ ใหม้ ีอุตสาหะแข็งขันม่นั ใจว่าจะทำ
ให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นใจต่อความเหนื่อยยาก กล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงสอนปลุกเรา้ กระตุน้ ให้เกิดพลัง
ทางจติ ใจ เช่น ปลุกเรา้ คณุ ธรรมใหม้ คี วามเข้มแข็ง
4. สัมปหังสนา การชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ และเปี่ยมด้วยความหวัง
เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิบัติกล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงสอนโดยให้ผู้ฟังมี
ความสุขและได้รบั ประโยชน์จากการที่ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองคท์ ุกครั้ง (ดูรายละเอียดใน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต), 2554: 23-24)
นอกจากนี้ พระพุทธองค์ทรงใช้สื่อการสอนเพื่อการสร้างแรงจูงใจ โดยทรงยกอุปมาตัวอย่าง
เปรียบเทียบสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หรือของที่เห็นได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย เช่น การใช้อุปกรณ์การสอนของพระ
พุทธองค์ทรงนำสิ่งต่างๆ รอบตัวตามธรรมชาติพบเห็นอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันเป็นสื่อในการสอน
เช่น ในคร้ังประทับอยู่ทีป่ า่ สีสปวันใกล้เมืองโกสัมพีพระองค์ทรงสอนพระภิกษุท้งั หลายโดยใช้ใบประดู่
เปน็ อุปกรณ์ ทรงหยิบใบประดูม่ าก ามอื แลว้ ถามพระภิกษทุ ั้งหลายว่า ใบไมใ้ นปา่ กบั ในพระหัตถ์ที่ไหน
มากกว่ากัน (ดูรายละเอียดในส .ม. (ไทย) 19/171/548) หรือทรงใช้การเทน้ าที่ละน้อยๆ และใช้
แว่นตา เปรียบเทียบจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมให้พระราหุลซึ่งตอนนั้นอายุ 7 ขวบเข้าใจได้(ดู
37
รายละเอียดใน ม.ม.(ไทย) 13/125-129) และที่ทรงใช้ผ้าขาวประทานให้ท่านจูฬปันถก ลูบไปมาเพ่ือ
สร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่ธรรมะตามภูมิธรรมของผู้เรียนจนท่านจูฬปันถกบรรลุธรรมได้ (ดู
รายละเอียดใน แสง จันทร์งาม, 2540: 40-41)
ส่วนในการยกอุปมาตัวอย่างเปรียบเทียบนั้น พระพุทธองค์ทรงนำสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติซึ่ง
เป็นรูปธรรมมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นนามธรรม จนเกดิ ความเขา้ ใจอย่างลึกซ้ึงเปน็ ที่อัศจรรย์ย่ิง เช่น
ที่พระพุทธองค์ทรงนำความแก่ ความเจ็บ ความตายไปอุปมากับส่ิงต่าง เช่น ทรงเปรียบเทยี บว่าภูเขา
ใหญ่ศิลาล้วนสูงจดฟ้า กลิ้งเข้ามารอบด้าน ท้ังสี่ทิศ บดขยี้สัตว์ทั้งหลายเสีย เหมือนกับความแก่และ
ความตายที่ได้ครอบง าสัตว์ (ดูรายละเอียดในส .ส. (ไทย) 15/415/148) ทรงเปรียบเทียบว่าความ
ตาย ความเจ็บไข้และความแก่ เป็นเหมือนไฟ 3 กอง ที่คอยไล่ตาม กำลังที่จะรับมือได้ก็ไมม่ ี แรงที่จะ
วิ่งหนีก็ไม่พอ (ดูรายละเอียดใน ขุ.เถร. (ไทย) 26/359/335) ทรงเปรียบเทียบว่าอายุของมนุษย์
ท้งั หลายนอ้ ย สตั บรุ ษุ พึงดหู ม่ินอายุท่ีน้อยนั้นพงึ ประพฤตเิ หมือนดังถูกไฟไหม้ศรี ษะ (ดูรายละเอียดใน
ขุ.ม. (ไทย) 19/49/51) ทรงเปรียบเทียบว่ารูปอุปมาคล้ายฟองแม่น้ าเวทนาอุปมาคล้ายฟองน้ าฝน
สัญญาอุปมาคล้ายพยับแดด สังขารอุปมาคล้ายต้นกล้วยวิญญาณอุปมาเหมือนมายากล (ดู
รายละเอยี ดใน ส . ข . (ไท ย ) 17/247/174 ) ท รงเปรียบเทียบว่ามนษุ ยท์ ั้งหมด ท้ังเดก็ ท้ังผูใ้ หญ่ท้ัง
บณั ฑิต ทงั้ คนรวย ทงั้ คนจน ลว้ นเดนิ หน้าไปหาความตาย เหมอื นภาชนะดินที่ชา่ งปั้นหม้อทำแล้ว ท้ัง
เล็กและใหญ่ ทั้งดิบและสุกล้ ว น มี ค ว า ม แ ต ก ทำ ล า ย เ ป็น ที่ สุ ด (ดูรายละเอียดใน ที.ม.
(ไทย) 10/108/141) และทรงเปรียบเทยี บวา่ คนหนมุ่ ยงั สาวกต็ ายได.้ ใครเล่าจะพึงวางใจในชวี ิตวา่ เรา
ยังหนุ่มยังสาวอยู่ วันคืนเคลื่อนคล้อย อายุก็น้อยเข้าลงทุกทีเหมือนอายุปลาในท่ี น้ างวด (ดู
รายละเอียดในขุ.ชา (ไทย) 28/437/163) เปน็ ตน้
หลักการทงั้ หมดดงั ที่ยกตวั อย่างคือ วิธกี ารสอนของพระพุทธเจา้ 4 (4 ส) และการยกตัวอย่าง
สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและการยกตัวอย่างเปรียบเทียบนั้นลว้ นเป็นส่ิงสำคัญในการสอนที่พระพุทธองค์ทรงใช้
ในการสร้างแรงจูงใจผู้ฟงั พระธรรมเทศนาให้น้อมจิตฟงั ทำใหพ้ ระพทุ ธศาสนาได้เผยแผเ่ ขา้ ถงึ คนทุกชั้น
วรรณะใหไ้ ด้รับผลทีเ่ ปน็ ประโยชนใ์ นปจั จุบันและในอนาคต รวมถึงประโยชน์อย่างยิง่ คือ พระนพิ พาน
โกสชชฺ ํ ภยโต ทสิ ฺวา วิริยารมภฺ ญฺจ เขมโต
อารทฺธวริ ิยา โหถ เอสา พทุ ฺธานสุ าสนี
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียรเป็นความ
ปลอดภัย แลว้ ปรารภความเพยี รเถดิ นเ้ี ป็นพทุ ธานุศาสนี (พุทธ)ขุ. จรยิ า. 33 / 595