The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรียบเรียงเพื่อการศึกษาเท่านั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunchait65, 2021-07-21 11:45:03

การปฏิบัติกรรมฐาน

เรียบเรียงเพื่อการศึกษาเท่านั้น

Keywords: การปฏิบัติธรรม

88

แหละ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, น.
613)

4) โดยที่อยู่ อธิบายว่า ก็เมื่ออาหารนี้เข้าถึงการบริโภคอย่างนี้แล้ว เมื่อเข้าไปข้างในเพราะ
เหตุที่จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระเจ้าจักรพรรดิก็ตามที ย่อมมีที่อาศัยอย่าง
ใดอย่างหน่ึง ในบรรดาที่อาศัย 4 อย่าง คอื ปติ ตาสัย ทีอ่ าศยั คอื ดี เสมหาสัย ที่อาศัยคือเสลดปพุ พาสัย
ทีอ่ าศัยคือหนอง โลหิตาสัย ที่อาศัยคือเลือด แต่สาหรบั คนมีปัญญาน้อยมที ี่อาศยั ครบท้ัง 4เพราะเหตุ
นั้น อาหารใดที่อาศัยคือดีมาก อาหารนั้นน่าเกลียดยิ่งนักดุจเปื้อนด้วยนามันมะพร้าวข้นอาหารใดท่ี
อาศยั คือเสลดมาก อาหารน้นั ดจุ ระคนดว้ ยน้าใบกากะทิง อาหารใดที่อาศยั คือหนองมากอาหารนั้นดุจ
ระคนดว้ ยเปรียงเน่า อาหารใดทอ่ี าศยั คอื โลหิตมาก อาหารน้ันนา่ สะอิดสะเอียนยิง่ นักดุจ
ระคนด้วยน้ายอ้ ม พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฎิกลู โดยที่อาศยั อย่างนี้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้
แปล สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คมั ภีรว์ สิ ุทธมิ รรค, น. 613-614)

5) โดยหมักหมม อธิบายว่า เป็นพิจารณาว่า อาหารนั้นระคนด้วยที่อาศัย ในบรรดาที่อาศัย
ทัง้ 4 เหลา่ น้ีอยา่ งใดอย่างหน่ึงแล้วเข้าไปส่ภู ายในท้อง ไม่ใช่ไปหมักหมมอยู่ในภาชนะทองหรือภาชนะ
แกว้ มณีหรอื ภาชนะเงินเปน็ ต้น กห็ ากคนมอี ายุ 0 ปีกลืนกนิ กย็ อ่ มตงั้ อยใู่ นโอกาสอันเชน่ เดียวกับหลุม
คูถที่ไม่ไดช้ าระตลอด 0 ปี ถ้าหากคนมอี ายุ 20 ปี 30 ปี 40 ปี 50 ปี 60 ปี 70ปี 80 ปี 90 ปีกลนื กนิ ก็
ย่อมตั้งอยู่ในโอกาสอันเป็นหลุมคูถที่ไม้ได้ชาระตั้ง 20-30-40-50- 60-70-80-90 ปี ถ้าหากคนมีอายุ
ตั้ง 00 ปีกลืนกิน ก็ย่อมตั้งอยู่ในโอกาสเช่นเดียวกับหลุมคูถซึ่งมิได้ชาระตั้ง 100 ปี พระโยคีพึง
พิจารณาความเป็นของปฏิกูลความเป็นของปฏิกูลโดยความหมักหมมอย่างนี้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้
แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีรว์ ิสุทธมิ รรค, น. 615)

6) โดยยงั ไมย่ ่อย อธิบายวา่ เป็นการพิจารณาวา่ ก็อาหารนี้นน้ั เขา้ ถงึ ความหมกั หมมในโอกาส
เช่นนี้ยังไม่ย่อยตราบใด ที่กลืนกินในวันนั้นก็ดี ในวันวานก็ดี ในวันก่อนแต่นั้นก็ดี ทั้งหมดถูกแผ่น
เสมหะห่อหุ้มเป็นอันเดียวกันปุดเป็นฟองฟอด ซึ่งเกิดแต่ความย่อยยับ อันความร้อนแห่งไฟในกายให้
ย่อยแลว้ เขา้ ถงึ ความเป็นของน่าเกลยี ดอย่างย่ิงแล้วตง้ั อยู่ในประเทศทีม่ ืดมิดอยา่ งยิ่ง ที่ถูกอบด้วยกล่ิน
แหง่ ซากศพตา่ ง ๆ ดุจเที่ยวไปในป่าทึบที่น่าเกลียดมีกลิน่ เหม็นยิ่งนัก ซงึ่ มปี ระการดังกล่าวแล้วน้ันน่ัน
เทยี วอยูต่ ราบนน้ั เปรียบดหุ ญา้ ใบไม้ ทอ่ นเสอ่ื ลาแพน ซากงู สนุ ัข และมนษุ ย์เปน็ ตน้ ซ่งึ ตกลงในหลุม
ใกล้ประตูบ้านคนจัณฑาลอันฝนไม่ใช่การตกรดแล้วในฤดูแล้ง ฤดูความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผา
เดือดเป็นฟองฟอดแล้วตั้งอยู่ฉะนั้น พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฎิกูลโดยยังไม่ย่อยอย่างน้ี
(พระพุทธโฆสเถระ, ผแู้ ปล สมเด็จพระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภรี ์วสิ ุทธิมรรค, น. 615)

89

7) โดยยอ่ ยแล้ว อธบิ ายว่า เป็นการพิจารณาว่า อาหารนนั้ เปน็ สภาพอันไฟในกายให้ย่อยแล้ว
ในโอกาสน้ัน และมิใช่จะให้เข้าถึงความเป็นทองเป็นเงินเป็นต้น ดุจดังธาตุทองและธาตุเงินเป็นต้นได้
แต่ก็เมื่อผุดเป็นฟองฟอดอยู่ เข้าถึงความเป็นอุจจาระ ยังกระเพาะอาหารเก่าให้เต็ม เปรียบดุจดิน
เหลืองซง่ึ บคุ คลบดดนิ ท่ีควรทาให้ละเอียดแล้วใส่เข้าในกระบอกไมไ้ ผ่ เขา้ ถงึ ความเปน็ มตู รยงั กระเพาะ
ปัสสาวะให้เต็มอยู่ พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฎิกูลโดยย่อยแล้วอย่างที่พรรณนามานี้ (พระ
พทุ ธโฆสเถระ, ผแู้ ปล สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภรี ว์ ิสทุ ธมิ รรค, น. 615)

8) โดยผล อธิบายว่า เป็นการพิจารณาว่า ก็อาหารนี้อันไฟธาตุย่อยอยู่โดยชอบเทียว ย่อม
สำเร็จเป็นซากต่าง ๆ มี ผม ขน เล็บ ฟัน เป็นต้น ที่ไม่ย่อยอยู่โดยชอบ ย่อมให้สำเร็จเป็นโรคตั้ง 00
ชนิด มีหิดเปื่อย หิดด้าน คุดทะลาด โรคเรื้อน ขี้กลาก หืด ไอลงแดง เป็นต้น นี้เป็นผลของอาหารน้นั
พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฎิกูลโดยผลอย่างนี้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒา
จารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คมั ภีรว์ สิ ุทธมิ รรค, น. 616)

9) โดยหลั่งไหลออก อธิบายว่า เป็นการพิจารณาว่า ก็อาหารนี้อันบุคคลกลืนกินอยู่ เข้าไป
โดยทวารช่องเดียว เมื่อจะหลั่งออกย่อมออกโดยทวารเป็นอเนก โดยประการเป็นต้นว่า ขี้ตาไหลจาก
ตา ขี้หูไหลจากหู อนึ่ง อาหารนี้ในเวลาที่กลืนกิน บุคคลย่อมกลนื กนิ แมด้ ้วยทั้งบริวารมาก แต่ในเวลา
ที่ถ่ายออก เข้าถึงความเป็นอุจจาระและปัสสาวะ เป็นต้น เฉพาะคน ๆ เดียวย่อมถ่ายออก ก็เมื่อ
บริโภคอาหารนั้นในวันแรกท้ังยินดีท้งั ร่าเริง ปลมื้ จิตโปรง่ ใจเกดิ ปีตโิ สมนัส พอวนั ท่ี 2 เมื่อจะถ่ายออก
ย่อมปิดจมูกสยิ้วหน้าสะอิดสะเอียนเก้อเขิน อนึ่ง ในวันแรกเขากาหนัดแล้วชอบใจจดจ่อ แม้สยบ
หมกมุ่นกลืนกินอาหารนน้ั ครนั้ วันท่ี 2 ค้างอยูเ่ พียงคนื เดียวกเ็ บื่อหน่ายอดึ อัดระอารังเกียจจึงต้องถ่าย
ออก เพราะเหตุนั้นท่านอาจารย์ดึกดาบรรพ์จึงกล่าวว่า อาหารเครื่องดื่มของเคี้ยวและโภชนะซึ่งมีค่า
มาก เข้าโดยทวารชอ่ งเดยี ว แต่หล่ังออกโดยทวารตั้ง 9 ชอ่ ง อาหารเครือ่ งดม่ื ของเค้ียวและโภชนะซ่ึงมี
ค่ามาก บุคคลมีบริวารแวดล้อมบรโิ ภคอยู่ แต่เวลาเขาจะถ่ายออกย่อมแอบแฝง อาหารเครื่องดื่มของ
เคีย้ วและโภชนะซ่งึ มีค่ามาก บุคคลชนื่ ชมบรโิ ภคอยู่แต่เม่ือจะให้ถ่ายออก กลับเกลียดอาหารเครื่องด่ืม
ของเคี้ยวซึ่งมีค่ามาก โดยขังอยู่เพียงคืนเดียวเท่านั้น กลายเป็นของเน่าไปหมด ฉะนี้ พระโยคีพึง
พิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยหลั่งไหลออกอย่างนี้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒา
จารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีรว์ ิสุทธิมรรค, น. 616)

10) โดยเปื้อน อธิบายว่า เป็นการพิจารณาว่า ก็อาหารนี้ แม้ในเวลาบริโภค ย่อมยังมือปาก
ล้นิ และเพดานใหเ้ ป้ือน เพราะถูกอาหารนนั้ เป้อื น อวัยวะเหลา่ นน้ั จงึ เปน็ ของปฎิกูล ซึง่ แม้จะลา้ งแล้วก็

90

จาต้องล้างบ่อยๆ เพ่ือขจัดกล่นิ อาหารเมอื่ บริโภคเข้าไปแล้ว เชน่ เดียวกับเมือ่ หงุ ข้าวสกุ แกลบราปลาย
ขา้ วเป็นตน้ เดือดปดุ ขึน้ แล้ว ย่อมเป้ือนขอบปากหม้อและฝาหม้อ ฉันใด อาหารอันไฟประจากายซึ่งไป
ตามสรีระท้ังร่าง เผาให้เดือดปุดเป็นฟองฟูดข้ึนมาอยู่ ย่อมยังฟันให้เป้ือนโดยความเปน็ มลทนิ ฟนั ย่อม
ยงั อวยั วะมลี น้ิ และเพดานเปน็ ตน้ ให้เปื้อนโดยความเป็นนา้ ลายและเสมหะเป็นต้น ยงั ตา หู จมูกทวาร
หนกั เป็นตน้ ให้เปือ้ นโดยความเปน็ ขต้ี า ขี้หู นา้ มูก ปสั สาวะ และอจุ จาระเป็นต้น อันเปน็ เหตุให้บรรดา
ทวารที่ถูกเปื้อนแล้ว แม้บุคคลล้างอยู่ทุก ๆ วันก็ไม่เป็นของสะอาด ไม่เป็นของน่าฟูใจ ซึ่งเป็นท่ีๆ
บคุ คลลา้ งทวารบางทวารแล้วจาต้องล้างมือดว้ ยนา้ อกี บุคคลลา้ งทวารบางทวารแล้ว ล้างมือด้วยโคมัย
ก็ดี ดินเหนียวก็ดี จุณหอมก็ดี ตั้ง 2 ครั้ง ความเป็นของปฎิกูลก็ยังไม่ไปปราศ พระโยคีพึงพิจารณา
ความเป็นของปฎิกูลโดยการเปื้อนอย่างนี้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ
อาสภมหาเถร), คมั ภีรว์ ิสุทธมิ รรค, น. 616)

อานิสงส์ของอาหาเรปฏิกูลสัญญา ในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ทุติยสัญญาสูตร
พระพทุ ธเจ้าได้ทรงอธิบายผลของการปฎิบัติกรรมฐาน อาหาเรปฎิกลู สัญญาที่ให้ผลมาก สามารถหย่ัง
ลงถึงอมตะได้ ความว่า “ภิกษุมีใจที่อบรมแล้วด้วยอาหาเร ปฎิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหดกลับ
งอกลบั หมนุ กลับ ไมอ่ อกไปรบั ตัณหาในรสอุเบกขาหรอื ความเป็นของปฎิกลู ย่อมตั้งอยู่ ขนไก่หรือเส้น
เอ็นที่เขาใส่เข้าไปในไฟย่อมหดกลับ งอกลับ หมุนกลับ ไม่คลี่ออก ฉันใด ภิกษุมีใจที่อบรมแล้วด้วยอา
หาเรปฎิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหดกลับ งอกลับ หมุนกลับ ไม่ออกไปรับตัณหาในรส ฉันนั้น
เหมือนกันแล อุเบกขาหรือความเปน็ ของปฎิกูลยอ่ มตัง้ อยู่ ถ้าภิกษุมีใจท่ีอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฎิกลู
สญั ญาอยู่โดยมาก จิตยอ่ มไหลไปตามตัณหาในรส ความเป็นของไม่ปฎิกลู ย่อมตั้งอยู่ ภิกษุพึงทราบข้อ
นี้ว่า ‘อาหาเรปฎิกูลสัญญา เรามิได้เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายจึงไม่มีแก่เรา
ภาวนาพละของเรายังไม่ถึงที่’ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงเป็นผู้รู้ชัดในอาหาเร ปฎิกูลสัญญานั้น แต่ถ้า
ภิกษุมใี จที่อบรมแล้วด้วยอาหาเร ปฎิกูลสญั ญาอยู่โดยมาก จิตยอ่ มหดกลับ งอกลบั ฯลฯ ตัณหาในรส
อุเบกขาหรือความเป็นของปฎิกูลย่อมตั้งอยู่ภิกษุพึงทราบข้อนี้ว่า ‘อาหาเร ปฎิกูลสัญญา เราเจริญดี
แล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายจงึ มีแกเ่ รา ภาวนาพละของเราถึงที่แล้ว’ เพราะฉะนั้น ภิกษุ
นั้นจึงเป็นผู้รู้ชัดในอาหาเร ปฎิกูลสัญญานั้นเราจึงกล่าวไว้เช่นนั้นว่า ‘อาหาเร ปฎิกูลสัญญาที่ภิกษุ
เจรญิ ทาใหม้ ากแล้วยอ่ มมผี ลมาก มีอานิสงสม์ าก หยงั่ ลงสู่อมตะ มอี มตะเป็นที่สดุ ” (องฺ.สตตฺ ก. (ไทย)
23/59/ 78.)

91

ในวิสุทธิมรรคได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการเจริญกรรมฐานที่ชื่อ อาหาเรปฎิกูลสัญญา
กรรมฐาน ความว่าเมื่อพระโยคีน้ัน พิจารณาความเป็นของปฎิกูลโดยอาการ 0 อย่าง ดังบรรยายมานี้
อย่ทู าให้เป็นคณุ ชาติอนั ความตรึกและวิตกครา่ มาแล้ว กวฬงิ การาหารย่อมปรากฐดว้ ยสามารถอาการ
เป็นของปฎิกูล เธอย่อมหมั่นเสพเจรญิ เพิ่มพูนนิมิตน้ันบ่อย ๆ เมื่อเธอทาอย่างนั้นนิวรณ์ย่อมสงบ แต่
เพราะเหตุที่กวฬิงการาหารเป็นของลึกโดยความเป็นสภาวธรรม จิตจึงขึ้นถึงเพียงอุปจารสมาธิ ซึ่งไม่
ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ อนึ่ง สัญญาในอธิการนี้ย่อมเป็นคุณชาติปรากฐด้วยอำนาจการถือเอาโดยอาการ
เป็นของปฎิกูล เหตุนั้น กรรมฐานนี้จึงถึงการนับว่าอาหาเรปฎิกูลสัญญา ความสำคัญหมายว่าเป็น
ของปฎิกูลในอาหารก็แหละ จิตของภิกษุผู้หมั่นประกอบปฎิกูลสัญญาในอาหารนี้ ย่อมหดกลับถอย
หลังจากความอยากในรส เธอเป็นผูห้ มดความเมา กลืนกินอาหารเพียงเพื่อต้องการบาบัดทุกข์ ดุจคน
ต้องการข้ามทางกันดารหมดความอยากในเนื้อบุตร จาต้องกลืนกินเนื้อบุตร ฉะนั้น ครั้นคราวนี้ราคะ
ซึ่งเนื่องด้วยกามคุณ 5 ย่อมถึงความกาหนดจับได้แก่เธอ ด้วยมุขคอื ปรีชา คอยจับกวฬิงการาหารโดย
ไม่ลำเค็ญเลย เธอกาหนดรู้รูปขันธ์ด้วยมุขคือปรีชากาหนดรู้กามคุณ 5 อย่าง และแม้กายคตาสติ
ภาวนา ย่อมถึงความเต็มเปี่ยมแกเ่ ธอ ด้วยอำนาจความเปน็ ของปฎิกูลแห่งอาหารทีย่ ังไม่ย่อย เป็นต้น
เธอชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินตามปฎิปทาอันอนุโลมแก่อสุภสัญญา ก็เธออาศัยข้อปฎิบัตินี้ แม้ยังไม่ประสบ
ความเป็นผู้มีพระอมตะเป็นที่สุดในภพปัจจุบัน ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า (พระพุทธโฆส
เถระ, ผูแ้ ปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภรี ์วสิ ทุ ธมิ รรค, น. 617)

ในคัมภีร์วิมุตติมรรคได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการเจริญกรรมฐานที่ชื่อ อาหาเรปฎิกูลสัญญา
กรรมฐาน ความว่า “ยอ่ มรลู้ กั ษณะของคำขา้ ว เขา้ ใจตัณหา 5 อย่างอย่างแจ่มแจ้ง รู้แจง้ รูปขันธ์ รู้แจ้ง
ความไม่บริสุทธิ์ จิตย่อมหลีกหนีจากความอยากในรส อยู่เป็นสุข และเข้าถึงอมตภาพ” (พระอุปติสส
เถระ, วิมุตตมิ รรค , แปลโดย พระเทพโสภณ (ประยรู ธมมฺ จติ ฺโต) และคณะ, 2548, น. 193.) เปน็ การ
แสดงให้เห็นถึงความหลุดจากรสชาติของอาหาร ทาให้มีชีวิตเรียบง่าย เป็นอุบายต่อเนื่องไปถึงพระ
นิพพานได้ดว้ ยเชน่ กันจะเห็นไดว้ ่า ผทู้ ่ีเจริญกรรมฐานข้อนีย้ ่อมปราศจากความโลภ และความทยานอ
ยากในรสและเลี่ยงสิ่งฟุ่มเฟือยทุกอย่างที่เขารับประทานเพื่อตารงอยู่และถือเป็นเครื่องช่วยให้
ปราศจากส่งิ ทีไ่ มด่ ที ัง้ หลาย จากการท่ีเขามพี ลงั จติ เหนืออาหารคือคำขา้ วเชน่ น้ี เขายอ่ มมีอำนาจเหนือ
อายตนะทั้ง 5 และจากอำนาจนี้เขามีอำนาจเหนือตัณหา และรู้แจ้งถึงธรรมชาติที่ไม่แน่นอนของ
ปรากฐการณ์ทั้งหลาย ถ้าเขาไม่สามารถบรรลุถึงสภาพที่ไม่มีการตายในชาตินี้ เขาย่อมจะมีอนาคต
อนั มีความสุขด้วยผลแห่งการปฎิบัติกรรมฐานข้อน้ี สมดงั ในคมั ภีร์สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวรรค ได้กล่าวถึง
อาหาเรปฎิกูลสัญญาวา่ “ภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฎิกูลสญั ญา (ความหมายรู้ความปฎิกลู ในอาหาร) ท่ี
บุคคลเจรญิ แล้ว ทาใหม้ ากแลว้ ย่อมเปน็ ไปเพือ่ ความอยู่ผาสุกมาก” (ส .ม. (ไทย) 19/250/ 195.)

92

จากข้อความท่มี าพระไตรปฎิ กและในวสิ ทุ ธมิ รรค จะเหน็ ไดว้ ่ากรรมฐานทเี่ รยี กวา่ อาหาเรปฎิ
กูลสัญญานี้ มีอานิสงส์เป็นอย่างมาก เบื้องต้นนั้นทาให้เกิดความผาสุกในร่างกาย ไม่ให้เกิดโรคที่จะ
เกิดจากการกินอาหาร เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหติ เป็นต้น ในระดับที่สูงขึ้นไปนั้น
ทาให้รู้แจ้งในรูปขันธ์ สามารถตัดตัณหาในรส ไม่มีความยินดียินร้ายในเพราะอาหาร ไม่มีความอยาก
ในรสที่พึงพอใจ ทาให้จิตใจสงบ ระงับ ไม่กระวนกระวาย จิตย่อมอยู่เป็นสุข และพัฒนาจิตให้เข้าถึง
อมตะ คือ พระนิพพานได้ด้วยเพราะกรรมฐานนี้ หากไม่ถึงนิพพานในภพปัจจุบันนี้ ย่อมมีสุคติเป็นที่
ไปในเบอ้ื งหน้า

แนวทางในการปฎิบัติกรรมฐานที่ปรากฐพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่หลากหลายแนวทาง ทั้งน้ี
ขึ้นอยู่กับจริตของผู้ที่ต้องการจะศึกษาหรือผู้ต้องการปฎิบัติ (โยคาวจร) ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือ
คฤหัสถ์ก็สามารถที่จะปฎิบัติได้ การที่จะศึกษากรรมฐานนั้น จาเป็นต้องมีวิธีการที่เหมาะสมดังที่
ปรากฐในคัมภรี ์วิสุทธิมรรคท่ีอธิบายถึงกระบวนต้ังแต่การเขา้ หาครบู าอาจารยก์ ัลยาณมิตร ชาระศลี ให้
บริสทุ ธิ์ เปน็ ต้น ครบู าอาจารย์ก็จะให้กรรมฐานใหน้ าไประลึกพิจารณาอยู่เนืองๆ อาหาเรปฎิกูลสัญญา
กรรมฐานเป็นหนึ่งในกรรมฐานที่ปรากฐในคัมภีร์ โดยเป็นกรรมฐานที่สอนให้พิจารณาอาหารโดยเป็น
สิ่งปฎิกูล เมื่อสามารถกาหนดเป็นอารมณ์ได้แล้ว ก็จะเป็นปัจจัยเป็นอานิสงส์ทาให้สามารถละนิวรณ์
คือ ไม่ยึดติดในอาหารได้ ทาให้ไม่มีความอยากในรูปอาหาร ไม่มีความอยากในรส ไม่มีความหวั่นไหว
ในกล่ินอาหาร เป็นตน้ เมื่อเกดิ ความเบื่อหนา่ ยไม่ยึดติดแล้วกย็ ่อมท่จี ะทาให้ใชช้ วี ติ อยา่ งผาสุก

โดยสรุป คือ 1. ไม่ยินดีในรสอาหาร บริโภคเพียงเพื่อดำรงชีวิตอยู่ 2. ละกามคุณ 5 ได้ (กาม

คุณ 5 ได้แก่ รูป เสียง กลน่ิ รส สมั ผัส) 3. เห็นความเกดิ ดับของรปู ขนั ธ์ ความเกดิ ดบั ของรปู กายในคน
ที่เกิดจากอาหาร ความเกิดดับของจิตขณะบริโภคและหลังบริโภค 4. เจริญกายคตาสติไปในขณะนั้น

ด้วย คือ พิจารณาความเป็นปฏิกูลโดย เลือด น้ำเหลือง เสมหะ เป็นต้น 5. รู้ลักษณะของคำข้าว. 6.

อยู่เป็นสุข 7. เข้าถงึ อมตภาพ (พระนิพพาน)

นักศึกษาได้ศึกษาเรื่องราวของอาหาเรปฏิกูลสัญญาแล้ว ขอให้นักศึกษาได้นำวิธีการเจริญอา

หาเรปฏิกูลสัญญานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำให้นักศึกษาเข้าใจถูกถึงวัตถุประสงค์การกินที่

แทจ้ รงิ และจะเปน็ หนทางท่ีพัฒนาคุณภาพจิตให้สงู ส่งข้นึ ตามลำดบั
ความหมายจตุธาตุววัตถาน ธาตกุ ัมมัฏฐาน 4 ได้แก่ กรรมฐานคอื ธาตุ, กรรมฐานทีพ่ ิจารณา

ธาตุเป็นอารมณ์ กำหนดพิจารณากายนีแ้ ยกเป็นส่วน ๆ ให้เป็นวา่ เป็นเพียงธาตุสี่แต่ละอย่างไม่ใชข่ อง
เรา ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ช่ตวั ตนของเรา (Meditation on the elements; meditation subject consisting
of elements) มี 4 ประการ คอื

1. ปฐวธี าตุ (the earth-element) คือ ธาตทุ ่มี ลี กั ษณะแข้นแขง็ ภายในตวั กม็ ี ภายนอกตัวก็
มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่

93

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนอ้ื เอ็น กระดูก เย่ือในกระดูก มา้ ม หวั ใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย

อาหารใหม่ อาหารเกา่ หรอื สิง่ อน่ื ใดก็ตามในตวั ที่มีลกั ษณะแข้นแข็งเปน็ ตน้ อย่างเดยี วกนั นี้

2. อาโปธาตุ (the water-element) คือ ธาตุท่ีมีลกั ษณะเอิบอาบ ภายในตวั ก็มี ภายนอกตัว

ก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่

ดี เสลด หนอง เลอื ด เหง่อื มันขน้ นำ้ ตา เปลวมนั นำ้ ลาย น้ำมูก ไขขอ้ มูตร หรอื สิง่ อน่ื ใดก็ตามในตัว

ทม่ี ีลกั ษณะเอิบอาบเป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

3. เตโชธาตุ (the fire-element) คือ ธาตุที่มีลักษณะร้อน ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี

กล่าวเฉพาะท่เี ป็นภายใน สำหรับกำหนด พอใหส้ ำเร็จประโยชนเ์ ป็นอารมณข์ องกรรมฐาน ได้แก่ ไฟท่ี

ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรดุ โทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่ยังอาหารให้ย่อย หรือสิ่ง

อ่นื ใดกต็ ามในตวั ท่ีมลี ักษณะรอ้ นเป็นต้น อยา่ งเดียวกนั นี้

4. วาโยธาตุ (the air-element) คือ ธาตุที่มีลักษณะพัดผันเคร่งตึง ภายในตัวก็มี ภายนอก

ตวั กม็ ี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายในสำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่

ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปตามตัว ลมหายใจ หรือสิ่งอื่นใดก็

ตามในตัว ท่ีมลี ักษณะพัดผันไปเป็นต้น อย่างเดียวกันน้ี (ม.อ.ุ 14/684-687/437, ม.ม.ู 12/342/350,

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), https://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=147)

ดังนั้น คำว่า ธาตุ จึงหมายถึง การธำรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

เปน็ มหาภตู รปู เพราะเปน็ รูปใหญ่ เป็นประธาน เป็นท่ีรองรบั รปู ท้งั หมดที่เหลือ คือ เพราะการรวมกัน

ของธาตุดิน ความแข็งจึงเกิดได้ เพราะการรวมกันของธาตุน้ำ ความเอิบอาบจึงเกิดได้ เพราะการ

รวมกันของธาตไุ ฟ ความรอ้ นจึงเกดิ ได้ และเพราะการรวมกนั ของธาตลุ ม ความเบาแหง่ การเคลอื่ นไหว

จงึ เกดิ ได้

ธาตุ 4 มี 42 ประการ กลา่ วคอื ธาตดุ นิ 20 ธาตุน้ำ 12 ธาตุไฟ 4 ธาตุลม 6 ดังตารางต่อไปนี้

(พระครสู ุเมธปทมุ าภรณ์. (2564, น. 315)

ธาตุดิน 20 ธาตุน้ำ 12 ธาตุไฟ4 ธาตลุ ม 6

-ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง -ดี เสลด หนอง เลือด -ไฟที่ยงั กายให้อนุ่ -ลมพัดขึน้ เบ้อื งบน

เหงื่อ มันขน้ -ไฟที่ยังกายให้ปว่ ยไข้ -ลมพัดลงเบ้ืองล่าง

-เนื้อ เอ็นกระดูก เย่ือ - น ้ ำ ต า ม ั น เ ห ล ว -ไฟที่ยังกายให้แก่ทำ -ลมในท้อง

ในกระดูก ไต น้ำลาย น้ำมูก น้ำไข ให้ทรุดโทรม -ลมในลำไส

ขอ้ นำ้ มูตร (ปัสสาวะ)

-หัวใจ ตบั พงั พืด ม้าม -ไฟที่เผาหรือที่ย่อย -ลมในอวัยวะน้อย

ปอด อาหารที่กิน ทด่ี ื่ม ใหญ่

-ลมหายใจเข้า-ออก

94

-ไส้ใหญ่ ไส้น้อย
อาหารใหม่ อาหารเกา่
มันสมอง

ลกั ษณะของธาตุ
มีความแข็ง ความ มีความซึมซาบ ความ มีความเย็น ความร้อน มีการพยุงไว้ การไหว
แกรง่ ความหนา ความ ชุ่มชื่น ความเหลว ความอุ่น ความเป็นไอ การออ่ น และความตึง
ไม่เคลื่อนไหว ความ ความไหลริน ความ การทำให้สุก การเผา
มนั่ คง ความรองรบั แ ผ ่ ซ ่ า น ไ ป ค ว า ม ไหม้

ประสาน ความเกาะ
กมุ
ความสำคัญของจตธุ าตุววัตถาน ธาตมุ ีความสำคัญในดา้ นอารมณ์ของกรรมฐาน ความทุกข์
เป็นสิ่งที่ชีวิตไม่ต้องการ พระพุทธศาสนาแบ่งความทุกข์ไว้ 2 อย่าง คือทุกข์ประจำและทุกข์จร ทุกข์
ประจำ หมายถึง ทุกข์ที่มาพร้อมชีวิต คือ การเกิด แก่ ตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงทุกข์ประจำน้ี ได้ ส่วน
ทุกข์จรได้แก่ ความเศร้าโศก รำพัน ต้องอาลัยไม่ขาด การไม่สมความปรารถนา และการพลัดพราก
จากของรกั เปน็ ต้น เปน็ เพยี งทกุ ข์ทผ่ี ลัดกันเกิดขึ้นในระหว่างท่ีเกดิ แกแ่ ละตายนั่นเอง อาจจะบรรเทา
ได้บางส่วนตามสมควร แต่ก็ไม่อาจทำให้ทุกข์จรนั้น หมดไปได้เช่นกัน สังคมในอดีตเคยต้องเกิด แก่
ตายอย่างไร ปัจจุบันแม้จะมีเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้าทันสมัยอย่างไร เทคโนโลยีเหล่านั้น ก็ยังไม่อาจ
แกป้ ญั หาชีวิตท่ตี ้องแก่และต้องตายของชีวิตใครได้ (พระครสู เุ มธปทุมาภรณ.์ (2564, น. 315)
ธาตุ 4 ของแต่ละบคุ คลแบง่ ออกเป็น 42 ลกั ษณะ คอื
1. ธาตดุ นิ มี 20 ไดแ้ กส่ ่วนของรา่ งกายทแี่ ข็ง เรม่ิ ต้นดว้ ยผมบนศรี ษะ และลงทา้ ยดว้ ยอจุ จาระ
2. ธาตุนำ้ มี 12 ไดแ้ ก่ สว่ นทีเ่ หลว เร่มิ จากน้ำดี และลงทา้ ยด้วยนํา้ ปัสสาวะ
3. ธาตุไฟมี 4 คือความร้อนที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ความร้อนที่เกิดจากความแก่ ความร้อนที่
เกิดจากการเผาไหม้ และความรอ้ น จากการย่อย
4. ธาตุลมมี 6 ไดแ้ ก่ ลมพัดขน้ึ เบ้ืองบน ลมพดั ลงเบื้องล่าง ลมในทอ้ ง ลมในไส้ ลมท่ีช่วยให้มี
การเคลื่อน ไหวของแขนขา ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก (ดูรายละเอียดใน ม.อุ. 14/684-
687/437, ม.มู. 12/342/350)
ความสำคัญของธาตุ 4 อย่าง ของแต่ละบุคคลซึ่งกล่าวถึงได้แก่ธาตุใหญ่ 4 ธาตุ ซึ่งเรียกว่า
“มหาธาต”ุ พรอ้ มดว้ ยปรากฏการณ์รปู แบบต่าง ๆ ธาตุและสังขารโดยลักษณะและประเภท พึงนึกถึง
กายอันมธี าตุ 4 คุมกันเข้า โดยบทบาลวี ่า “อตถฺ ิ อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ”
แปลว่า ธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุไฟ ธาตุลม มีอย่ใู นกายนี้ ในขนั้ แรกนกึ ถงึ ธาตุใด ควรกำหนดลักษณะหรือ
ประเภทด้วย ครน้ั ชำนาญแลว้ นึกเพยี งแตช่ ื่อธาตุ ลักษณะและประเภทกป็ รากฏเอง ในสมัยใดปลงใจ

95

เห็นลงเป็นธาตุคุมกัน ในสมยั นน้ั เป็นอนั ไดผ้ ลที่ม่งุ หมายแห่งกรรมฐานน้ี (คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์เลี่ยง
เชยี ง, 2551: 81)

ฉะนนั้ จะเห็นไดว้ ่า ส่งิ ท้ังหลายล้วนประกอบเข้าด้วยธาตุ ทง้ั ส่งิ ที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ธาตุเป็น
ส่วนหนึ่งที่เป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดขึ้นในโลกใบนี้ และธาตุเป็นองค์ประกอบของมนุษย์ สัตว์ และพืช
ธาตุมีความสำคัญต่อการเป็นสิ่งหนึ่งหรือสิ่งแรกเริ่มในการทำให้เกิดหรือมีขึ้นของสิ่งมีชีวิต หาก
ปราศจากธาตทุ ง้ั ส่ี คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งมชี วี ิตทั้งหลายจะไมส่ ามารถดำรงอยไู่ ด้

ธาตุ 4 ในฐานะเปน็ อารมณก์ รรมฐาน
การกำหนดธาตุ 4 กรรมฐานนี้เป็นคู่ปรับแกว้ ิจิกิจฉา วิจิกิจฉามีปกติใหล้ งั เลไม่แน่ลงได้ ส่วน
กรรมฐานนี้มีปกติให้กำหนดรู้โดยสภาวะ คนผู้ไม่กำหนดรู้โดยสภาวะ ไม่รู้จักสิ่งนั้น ๆ ตามความเป็น
จริงจึงมคี วามสงสยั เม่ือเข้าใจตามเปน็ จรงิ แลว้ ก็ส้นิ สงสัยไปไดอ้ ย่างหน่ึงท่ีแสดงกรรมฐานไว้ ก็เพื่อจะ
ให้เขา้ ใจความเป็นจริงของร่างกาย เป็นอุบายกำหนดรสู้ ภาวธรรมอย่างหนึ่ง เปน็ เหตุให้ออกไปกำหนด
สภาวธรรมอย่างอ่ืนอีก (พระครูสุเมธปทมุ าภรณ.์ (2564, น. 316)
การกำหนดรู้กรรมฐานนี้ พึงกำหนดรู้ธาตุและสังขารก่อน สภาวะที่มีอยู่โดยธรรมชาติ หรือ
มนุษย์ปรุงขึ้นเรียกว่าสังขาร ธาตุมี 4 อย่าง คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เตโชธาตุ ธาตุไฟ
วาโยธาตุ ธาตุลม ธาตุนี้มีทั้งภายนอกภายใน ภายนอก เช่น ภูเขา แม่น้ำ กองไฟ ลมพัด โดยลำดบั กัน
ธาตุภายในนั้น คอื ทีค่ ุมเข้าเปน็ รา่ งกายของสัตว์ ส่วนท่ีแข็งมี ผม ขน เล็บ ฟนั หนงั เน้ือ เอ็น กระดูก
เปน็ ตน้ เป็นปฐวธี าตุ ส่วนทเ่ี ป็นของเหลวเอิบอาบอยู่ในรา่ งกาย รักษารา่ งกายให้ชมุ่ อยู่ เชน่ เลือด มัน
ข้น มันเปลว และเหงื่อ เป็นต้น เป็นอาโปธาตุ ส่วนที่ร้อนอบอุ่นรักษาร่างกายไว้ไม่ให้เน่า คือ ไออุ่น
เกิดแตห่ ายใจสูดอากาศเขา้ ไปปรงุ โลหิตท่ีเปน็ ไปโดยปกติ หรือท่รี ้อนแรงข้ึนในเวลาเปน็ ไข้ และธาตุไฟ
สำหรับเผาอาหารให้ยอ่ ยเป็น เตโชธาตุ สว่ นทพ่ี ดั ไปมาเปน็ เครอื่ งคำ้ จุนรา่ งกาย มีลมพัดขนึ้ พัดลง และ
อากาศอันขังอยู่ในช่องว่างร่างกาย แรงขับโลหิตให้เดินสะดวก และสูดอากาศเข้าไปขับลมออกมา
(หายใจ) เป็นวาโยธาตุ ดังที่ตรัสไว้ในสามัญญผลสูตรว่า สภาวะ 7 กองนั้นคืออะไรบ้าง คือ กองแห่ง
ธาตุดิน กองแห่งธาตุน้ำ กองแห่งธาตุไฟกองแห่งธาตุลม กองสุข กองทุกข์ กองชีวะ สภาวะ 7 กอง
เหล่านี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสา
ระเนียดไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่
กันและกัน ในสภาวะ 7 กองนั้น ไม่มีผู้ฆ่า ไม่มีผู้ใช้ให้คนอ่ืนฆ่า ไม่มีผู้ฟัง ไม่มีผู้ใช้ใหค้ นอื่นฟัง ไม่มีผู้รู้
ไม่มีผู้ทำให้คนอื่นรู้ ใครก็ตามแม้จะเอาศัสตราคมตัดศีรษะใคร ก็ไม่ชื่อว่าปลงชีวิตใครได้ เพราะเป็น
เพยี งศสั ตราแทรกผา่ นไประหว่างสภาวะ 7 กองเทา่ นน้ั เอง (ท.ี สี. (ไทย) 9/174/58)
สำหรับสภาวะ 7 กองนี้เป็นที่ประชุมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ก่อให้เกิดร่างกายขึ้นมาจาก
ธาตุทั้ง 4 และมีกองสุข กองทุกข์ กองชีวะเข้ามารวมกนั เข้าเป็น 7 กอง สุข ทุกข์ และชีวิตของมนษุ ย์
วนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่มีลมหายใจ เมื่อหมดลมหายใจไป ก็เป็นอันว่าสิ้นสุดความเป็น

96

มนุษย์ ที่เป็นของไม่เที่ยง ผู้ปฏิบัติธรรมควรมีสติและสัมปชัญญะในการเจริญภาวนาและกำหนดรู้ใน
ธาตุท้งั 4 ในหัวข้อถดั ไป

วิธีกำหนดรู้ในธาตุ 4 การกำหนดรู้ธาตุ 4 เป็นอารมณ์ในขณะปฏิบัติกรรมฐาน ในอิริยาบถ
ท้ัง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมกระทบกับรูป 42 ประการ ที่มีอยู่ในร่างกายซึ่งเรยี กว่า
โกฏฐาสะ 42 หรืออาการ 42 คอื ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เนอ้ื เอ็น กระดูก เป็นต้น ควรกำหนดวา่ “ถูก
หนอ” นี้จดั เปน็ การรสู้ ภาวธรรม โดยมีวิธกี ำหนดดงั ตอ่ ไปนี้

1. การรูส้ ภาวะแข็งหรืออ่อน เปน็ ลกั ษณะพิเศษของปฐวีธาตุ เรียกว่า กกฺขฬตฺตลกฺขณา ปฐวี
ธาตุมีสภาพแข็งกว่าธาตุอื่น ๆ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต
ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่อาหารเก่า (อภิ.วิ.อ. (ไทย) 78/464/96-97), ม.มู.(ไทย)
12/302/330)

2. การรู้สภาวะเย็นหรือร้อน เป็นลักษณะพิเศษของเตโชธาตุ เรียกว่า อุณฺหตฺตลกฺขณา ใน
มหาหัตถิปโทปมสูตรได้แสดงเตโชธาตุไว้เป็น 4 ]ลักษณะ กล่าวคือ เตโชธาตุที่ทำให้เกิดความอบอุ่น
ภายในร่างกาย ทำหน้าที่ย่อยอาหารต่าง ๆที่ดื่ม เคี้ยว หรือลิ้มรสเข้าไปในร่างกายให้ย่อยไป ทำให้
ร่างกายแก่ ทรุดโทรม หรือเปลี่ยนแปลงไป และทำให้ร่างกายกระสับกระส่าย (ม.มู. (ไทย)
12/304/334)

3. การรู้สภาวะหยอ่ นหรือตึง เปน็ ลักษณะพิเศษของวาโยธาตุ เรยี กวา่ วิตถฺ มฺภนลกขฺ ณา การ
ทำให้เคลื่อนไหวจากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่ง เป็นกิจของวาโยธาตุ เรียกว่า สมุทีรณรสา การ
ผลักดนั เปน็ อาการปรากฏของวาโยธาตุ เรยี กวา่ อภินีหารปจฺจุปฏฐฺ านา กล่าวคือ สภาวะที่เคลอ่ื นไหว
มีลักษณะเฉพาะคือเคลื่อนที่หรือหยุดนิ่ง มีหน้าที่ให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวแก่ธาตุอื่นที่เกิด
รว่ มกนั (ม.ม. (ไทย) 13/117/128)

4. การรู้สภาวะของการไหลในขณะที่เหงื่อน้ำลายน้ำตาไหลออก ในขณะถ่มเสลดถ่มน้ำลาย

และในขณะปัสสาวะ เป็นต้น เป็นลักษณะพิเศษของอาโปธาตุ เรียกว่า ปคฺฆรณลกฺขณา การซึมแผ่

กระจายไป ในขณะดื่มน้ำหรืออาบน้ำเป็นตน้ เป็นกิจของอาโปธาตุ เรียกว่า พฺรูหนรสา และการรสวม

ตัวเป็นรูปร่าง เป็นอาการปรากฏของอาโปธาตุ เรียกว่า สงฺคหปจฺจุปฏฺฐานา ซึ่งอาโปธาตุภายในก็มี

ภายนอกก็มี ได้แก่สิ่งที่เอิบอาบ ซึมซาบไป กำหนดได้มีในตน อาศัยตน คือ ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด

เหงือ่ มันขน้ น้ำตาเปลวมนั นำ้ ลาย นำ้ มกู ไขข้อ มูตร หรือแมส้ ิง่ อ่ืนไม่ว่าชนิดไร ๆ ท่ีเอิบอาบซึมซาบ

ไป กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน นี้เรียกว่า อาโปธาตุ (ดูรายละเอียดใน ม.อุ. 14/684-687/437, ม.มู.
12/342/350)

อาโปธาตมุ ใิ ช่โผฏฐัพพารมณ์ที่กระทบสัมผัสทางกายได้ แต่เป็นสงิ่ ที่รไู้ ด้ทางใจ เมื่อกระทบกับ
ปฐวีธาตุ เตโชธาตแุ ละวาโยธาตุกอ่ นแล้ว จากนน้ั ผูป้ ฏิบัติจึงจะสามารถรวู้ ่าอาโปธาตุดว้ ยการตามรู้

97

สภาวะสมั ผัส ความจริงแลว้ นำ้ ที่สมั ผสั ไดน้ นั้ พึงทราบวา่ เปน็ ปฐวีธาตุทีม่ ีลกั ษณะอ่อน ประกอบด้วย
สภาวะเย็นหรอื ร้อนของเตโชธาตุ และสภาวะหยอ่ นของวาโยธาตุ ส่วนสภาวะการไหลหรอื เกาะกุม
ของอาโปธาตุจรงิ ๆ นน้ั เปน็ ส่งิ ท่ีร้ทู างใจเทา่ นัน้
ผู้ปฏิบัติที่เจริญสติระลึกรู้เท่าทันธาตุทั้ง 4 ตามนัยที่กล่าวมานี้ ย่อมรู้ชัดว่ามีเพียงสภาวะแข็ง อ่อน
ไหล เกาะกุม เยน็ ร้อน หรือหย่อน ตงึ ไมม่ บี คุ คล อตั ตาตวั ตนเราเขา ไมม่ บี รุ ษุ สตรใี ด ๆ ท้ังสิ้น ดังที่
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า “อิมเมว กายํ ยถาฐิตํ ธาตุโส ปจฺจเวกฺขติ “อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย ปถวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ” แปลว่า “ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ ตามอาการที่ตั้งอยู่และดำรง
อยู่ด้วยอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่ง ให้เห็นเป็นเพียงธาตุว่าปฐวีธาตุ อาโปธาตุเตโชธาตุ และวาโยธาตุมี
อยู่ในกายน้ี” (พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ), 2553: 269 – 270)

อานสิ งสก์ ารพิจารณาธาตุ 4 ในมหาสตปิ ัฏฐานสตู รได้กลา่ วถึงอานสิ งคข์ องการปฏบิ ตั ิเอาไว้
แกน่ กั ปฏิบัติธรรมวา่ ย่อมไดร้ ับอานิสงส์ของการพิจารณาประจำดงั ต่อไปนี้

1. ทำให้สขุ ภาพทางรา่ งกาย และจติ ใจดีขน้ึ
2. ทำใหจ้ ติ ใจเบกิ บาน เอิบอ่ิม แชม่ ช่นื
3. ความวิตกกังวล และความเครียดลดลงอยา่ งมาก
4. เปน็ ผ้มู ีสตริ เู้ ทา่ ทนั มคี วามผดิ พลาดนอ้ ย
5. มีประสทิ ธภิ าพในการทำหนา้ ทตี่ ่าง ๆ ดขี ึ้น
6. ไม่ตกใจกลัว เพราะเจรญิ สตสิ มั ปชญั ญะอยู่เสมอ
7. มีความกลา้ หาญ ในการกระทำคุณงามความดีอย่างสม่ำเสมอไม่ท้อถอยเบอ่ื หน่าย
8. ความยดึ มน่ั ถือมนั่ ลดลง เพราะเข้าใจในสภาพท่ีแท้จริงของชวี ติ
9. สามารถทำลายความโลภ ความโกรธ ใหล้ ดลงหรือหมดไปได้
10. ชือ่ ว่าเป็นการเตรียมความพร้อม และไดส้ ะสมเหตุปัจจัย เพือ่ การรแู้ จ้งอริยสัจจ 4 อันจะ
นำไปสู่การบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นท่ีสิ้นไปแห่งกเิ ลส (ความยึดม่ันถือมัน่ ด้วยโมหะ) และกอง
ทกุ ขท์ ง้ั มวล ไดใ้ นปจั จุบนั ชาติน้ี หรือถ้าผ้ปู ฏบิ ตั ิกระทำอย่างต่อเนื่อง จะไมเ่ กิน 7 ปี เป็นอย่างช้าควร
จะไดบ้ รรลอุ รยิ มรรคอรยิ ผลอย่างใดอยา่ งหนึ่งแน่นอน (ม.ม.ู (ไทย) 12/103 –127)
อน่ึงอานิสงส์ของการพิจารณาธาตุ 4 เป็นอารมณ์กรรมฐาน เป็นการพิจารณาภายในร่างกาย
ของตน ที่ประกอบด้วยธาตุ 4 ที่มีดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นตัวอารมณ์ ให้เข้าใจว่าร่างกายของมนุ ษย์นี้
ประกอบด้วยธาตุ 4 ก่อให้เกิดเป็นรูปร่างมีผม ขน เล็บ เส้นเอ็น เลือด เสลด เป็นต้น และพิจารณาให้
เป็นอสุภะของเน่าเปื่อย เป็นของน่ารังเกียจไม่น่ารักน่าห่วง เมื่อพิจารณาได้ ทำให้จิตใจพลอยขยะ
แขย่งไปด้วย และมีใจไม่คิดว่าสวย งาม หรือน่ารักใคร่ ดังในพระไตรปิฎกตรสั ไว้ว่า “เมฆิยะ ภิกษุน้นั
ดำรงอยู่ในธรรม 5 ประการน้แี ลว้ พงึ เจรญิ ธรรม 4 ประการ ใหย้ ่งิ ขนึ้ ไป คือ (1) พึงเจริญอสภุ ะเพื่อละ

98

ราคะ (2) พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท (3) พึงเจริญอานาปานสติเพื่อตัดวิตก (4) พึงเจริญอนิจจ
สัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ เมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษผุ ูไ้ ด้อนิจจสัญญา ภิกษุผู้ได้อนัตต
สญั ญา ย่อมบรรลนุ ิพพานทถ่ี อนอัสมมิ านะได้ในปจั จบุ ัน” (อง.ฺ นวก. (ไทย) 23/5/434)

การเจริญอสุภะนั้น ทำให้ละราคะ ที่เป็นกามกำหนัดลงได้ เมื่อพิจารณานาน ๆ เข้าก็ย่อมจะ
เข้าสู่การเบื่อหน่ายในกาม ทำให้จิตใจไม่ยึดมั่นในกามที่เป็นของสกปรก ภายในร่างกายของมนุษย์
สามารถเขา้ ถึงธรรมช้นั สูงในลำดบั ต่อไป

บทสรปุ
กล่าวโดยสรุปอาหาเรปฏิกูลสัญญาผลของการปฏิบัติที่จะเกิดผลกับตัวเอง คือ 1. ไม่ยินดีใน

รสอาหาร บริโภคเพียงเพื่อดำรงชีวิตอยู่ 2. ละกามคุณ 5 ได้ (กามคุณ 5 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส
สัมผัส) 3. เห็นความเกิดดับของรูปขันธ์ ความเกิดดับของรูปกายในคนที่เกิดจากอาหาร ความเกิดดับ
ของจิตขณะบริโภคและหลังบริโภค 4. เจริญกายคตาสติไปในขณะนั้นด้วย คือ พิจารณาความเป็น
ปฏกิ ลู โดย เลอื ด นำ้ เหลือง เสมหะ เป็นต้น 5. รู้ลักษณะของคำข้าว. 6. อย่เู ป็นสุข 7. เข้าถึงอมตภาพ
(พระนพิ พาน)

ธาตุ 4 คือดิน น้ำ ไฟ และลม ธาตุดินมีลักษณะแข็งและอ่อน ธาตุน้ำมีลักษณะไหลและเกาะ
กุม ธาตไุ ฟมีลกั ษณะร้อนและเย็น ธาตุลมมีลักษณะเคลอ่ื นไหวและเคร่งตึง การปฏบิ ัตกิ รรมฐานในทาง
พระพุทธศาสนาน้ันให้พจิ ารณาธาตุท้ัง 4 น้ี โดยใชส้ ติพจิ ารณาวา่ ร่างกายนน้ั ไมใ่ ช่สัตว์ บคุ คล เรา เขา
เปน็ เพยี งแต่ธาตุดิน นำ้ ไฟ ลม ประกอบกันอยเู่ ทา่ นัน้ แต่ละอย่างเปน็ ของไม่เทีย่ ง เป็นทุกข์ และไม่ใช่
ตัวตน

ธาตุมีความสำคัญต่อการเป็นสิ่งหนึ่งหรือสิ่งแรกเริ่มในการทำให้เกิดหรือมีขึ้นของสิ่งมีชีวิต
หากปราศจากธาตทุ ้ังสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิง่ มีชวี ติ ทั้งหลายจะไมส่ ามารถดำรงอยู่ได้การพจิ ารณาธาตุ
4 เป็นวิธีการหนึ่งในการปฏิบัติกรรมฐานตามแนวทางพระพุทธศาสนา การพิจารณาธาตุทั้ง 4 โดยมี
ปัญญาเป็นประธานทำให้พิจารณาโดยความเกิดดับ จักทำให้ผู้ที่เจริญธาตุ 4 นั้นสามารถสำเร็จมรรค
ผลได้

การกำหนดรู้ธาตุ 4 เป็นอารมณ์ในขณะปฏิบัติกรรมฐาน ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง
นอน เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมกระทบกับรูป 42 ประการ ที่มีอยู่ในร่างกายซึ่งเรียกว่า โกฏฐาสะ 42 หรือ
อาการ 42 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ควรกำหนดว่า “ถูกหนอ” อานิสงส์
การพิจารณาธาตุ 4 คือ 1. ทำให้สุขภาพทางร่างกาย และจิตใจดีขึ้น 2. ทำให้จิตใจเบิกบาน เอิบอิ่ม
แช่มชื่น 3. ความวิตกกังวล และความเครียดลดลงอย่างมาก 4. เป็นผู้มีสติรู้เท่าทัน มีความผิดพลาด

99

น้อย 5. มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ดีขึ้น 6. ไม่ตกใจกลัว เพราะเจริญสติสัมปชัญญะอยู่
เสมอ 7. มีความกล้าหาญ ในการกระทำคุณงามความดีอย่างสม่ำเสมอไม่ท้อถอยเบื่อหน่าย 8. ความ
ยึดมน่ั ถือม่นั ลดลง เพราะเข้าใจในสภาพท่แี ทจ้ ริงของชีวิต 9. สามารถทำลายความโลภ ความโกรธ ให้
ลดลงหรือหมดไปได้ 10. ชื่อว่าเป็นการเตรียมความพร้อม และได้สะสมเหตุปัจจัย เพื่อการรู้แจ้ง
อริยสัจจ 4 อันจะนำไปสูก่ ารบรรลุ มรรค ผล นพิ พาน

ดังน้นั ในการปฏิบัติกรรมฐาน ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมจึงควรพจิ ารณาธาตุ 4 ตามสมควรแก่จริตของตน
ตามโอกาสทเ่ี หมาะสม

จำนวนชว่ั โมงทส่ี อน 3 ชวั่ โมง

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรียน
2. นำเข้าสบู่ ทเรยี น บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลงั เรยี น

สอ่ื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลก่อนเรยี น - หลงั เรยี น

การประเมนิ ผลการเรยี น
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน
2. ประเมินจากการมสี ่วนรว่ มในห้องเรยี น
3. ประเมนิ จากการชักถาม

เนื้อหาทจี่ ะสอน
1. ความหมายของอาหาเรปฏิกูลสัญญากรรมฐาน
2. ทม่ี าของอาหาเรปฏกิ ูลสญั ญากรรมฐานในคมั ภีร์พระพทุ ธศาสนา
3. วิธปี ฏิบัติกรรมฐานตามหลกั อาหาเรปฏกิ ูลสัญญากรรมฐาน
4. อานสิ งส์ของอาหาเรปฏิกูลสัญญา
5. ความหมายจตุธาตุววตั ถาน

100

6. ความสำคญั ของจตุธาตุววตั ถาน
7. ธาตุ 4 ในฐานะเปน็ อารมณ์กรรมฐาน
8. วธิ กี ำหนดร้ใู นธาตุ 4
9. อานิสงสข์ องการกำหนดธาตุ 4

คำถามทา้ ยบท
1. นกั ศกึ ษาจงหาความหมายของอาหาเรปฏิกลู สญั ญากรรมฐานท่านกล่าวไวอ้ ย่างไรบา้ ง
2. นกั ศกึ ษาจงบอกทมี่ าของอาหาเรปฏกิ ลู สญั ญากรรมฐานในคมั ภีร์พระพุทธศาสนา
3. นกั ศกึ ษาจงบอกวิธีปฏิบตั ิกรรมฐานตามหลักอาหาเรปฏกิ ูลสัญญากรรมฐาน
4. อานสิ งสข์ องอาหาเรปฏกิ ลู สัญญาท่านกล่าวไว้อยา่ งไรบา้ ง
5. นักศกึ ษาจงใหค้ วามหมายจตธุ าตุววตั ถานท่านกล่าวไว้อยา่ งไร
6. ความสำคัญของจตุธาตวุ วตั ถานมผี ลอย่างไรกบั การปฏิบัตกิ รรมฐาน
7. นกั ศกึ ษาจงบอกวิธีกำหนดรใู้ นธาตุ 4 ในการใชเ้ ป็นอารมณ์กรรมฐาน
8. อานิสงสข์ องการกำหนดธาตุ 4 ท่านกล่าวไวอ้ ย่างไรบา้ ง และส่งผลอย่างไรต่อชีวติ ผ้ปู ฏิบัติ

เอกสารอา้ งองิ บทที่ 7
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบบั มหาจุฬาลงกรณราช

วทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง. (2551). ธรรมวิจารณ์ ฉบับมาตรฐาน. นักธรรมชั้นเอก.

กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพเ์ ลี่ยงเชยี ง.
พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ). (2553). วิปัสสนาชุนี หลักการปฏิบัติวิปัสสนา. จำรูญ ธรรมดา

แปล. พมิ พ์ครัง้ ที่ 1. กรงุ เทพมหานคร: หา้ งหนุ้ ส่วนจำกัด ประยรู สาสน์ไทยการพิมพ์.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 12.

กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.255.. กรุงเทพมหานคร: อักษร

เจริญพัฒน.์
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. 9, ราชบัณฑิต),. (2550). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธ

ศาสตร์ ชดุ ศพั ทว์ เิ คราะห์. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์เลย่ี งเซยี ง.
พระอปุ ตสิ สเถระ. วมิ ตุ ติมรรค. แปลโดย พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมฺ จติ ฺโต) และคณะ. (2548). พมิ พ์

คร้งั ที่ 6.กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.

101

พระครสู ุเมธปทมุ าภรณ.์ (2564). ธาตุ 4 และการปฏิบัติกรรมฐานในพระพทุ ธศาสนา (4 Dhãtu and
the Meditation Practice in Buddhism). วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์. ปีที่ 6 ฉบับที่ 1
(2564) : มกราคม - มถิ นุ ายน.

พระพุทธโฆสเถระ. ผู้แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). (2547). คัมภีร์วิสุทธิมรรค.
กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัท ประยูรวงศพ์ ร้นิ ตง้ิ จากัด.

พระ พี. วชิรญาณมหาเถระ. แปลโดย ชูศักดิ์ ทิพย์เกสร. (2534). สมาธิในพระพุทธศาสนา,
กรุงเทพมหานคร:โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.

ราชบัณฑติ ยสถาน. (2546). พจนานุกรมราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรงุ เทพมหานคร :นานมบี คุ ส์
พับลิเคชั่นส.์

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). (2554). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์.
กรงุ เทพมหานคร:สหธรรมิก.

102

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 8
หวั ข้อเร่อื ง แนวคดิ การปฏิบัติแบบวปิ สั สนากรรมฐาน

รายละเอียด
มีงานวิจัยที่ศึกษาคำสอนเรื่องปัญญาในพระพุทธศาสนา และการบำเพ็ญปัญญาบารมีใน

อดีตชาติแห่งพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระมโหสถโพธิสัตว์ ซึ่งมีเรื่องราวปรากฏ
ในมโหสถชาดก ชาดกเรื่องที่ 5 ในชุดทสชาติชาดก ที่มาในคัมภีร์ขุททกนิกาย (มหานิบาต) ชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ 28 ปัญญาคือความรู้ทั่ว เป็นยอดของคำสอนในพระพุทธศาสนา จำแนกเป็น
ประเภทไดเ้ ช่น โลกิยปัญญา ปัญญาในระดับโลก ๆ และโลกตุ ตรปญั ญา ปัญญาในอริยมรรคอรยิ ผล มี
ชื่อเรียกต่าง ๆ เช่น ญาณ วิชชา วิปัสสนา โกศล อโมหะ ธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ชื่อเหล่านี้ใช้หมายถึง
ปัญญาในแง่มุมที่แตกต่างกันไป องค์ธรรมคือปัญญามีปรากฏในหมวดธรรมมากมาย เช่น ไตรสิกขา
ธรรมขนั ธ์ 4 อนิ ทรยี ์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อรยิ มรรคมีองค์ 8

การบำเพ็ญปัญญาบารมีของพระมโหสถ ได้แก่ การที่พระมโหสถพัฒนาสุตมยปัญญา คือ
ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน และจินตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณา ด้วย
การศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ขั้นพื้นฐานจากบิดามารดา และวิชาความรู้อื่น ๆ จากกัลยาณมิตร
ตำรับตำรา และสิ่งแวดล้อม และการคิดพิจารณา แล้วนำสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญาที่ได้รับ
การพัฒนาแล้วกลายเป็นความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ไปช่วยเหลือผู้คนมากมายตั้งแต่สามัญชนคน
ธรรมดาไปจนถึงพระราชามหากษัตริย์ โดยมีความกรุณาเป็นพื้นฐาน มุ่งประโยชน์แก่สรรพสัตว์เป็น
หลัก ปัญญาของพระมโหสถตรงตามลักษณะของบารมีธรรมที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์จริยาปิฎกว่า
(บารมี) มีการอนุเคราะห์ผู้อื่นเป็นลักษณะ มีการทำอุปการะแก่ผู้อื่นเป็นหน้าที่ (รส) หรือมีความไม่
หวั่นไหวเป็นหน้าที่ มีการแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นผลที่ปรากฏ (ปัจจุปัฏฐาน) หรือมีความเป็น
พระพุทธเจ้าเป็นผล มีมหากรุณาเป็นพื้นฐาน (ปทัฏฐาน) หรือมีความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา
เป็นพื้นฐาน ดังนั้น ปัญญาของพระมโหสถจึงเป็นปัญญาบารมี (พระมหาเลอเดช วรวํโส (วงศศรีชา).
(2548, น. บทคัดยอ่ )

การบำเพ็ญปัญญาบารมีของพระมโหสถเป็นการทำกุศลกรรม และเป็นปุญญาภิสังขาร กุศล
กรรมนใี้ หผ้ ลเปน็ อปราปรเวทนียกรรมคือกรรมที่ให้ผลในชาตติ อ่ ๆ ไป และทำหนา้ ทีเ่ ปน็ ชนกกรรมชัก
นำใหพ้ ระโพธสิ ัตวม์ าปฏิสนธิในครรภ์ของพระพุทธมารดา กล่าวในแง่ปฏิจจสมปุ บาท ปุญญาภิสังขาร

103

ที่พระมโหสถบำเพ็ญให้เกิดมดี ้วยกามาวจรกุศลจิตดวงที่ 1 เป็นปัจจัยขา้ มภพชาติให้เกิดวิญญาณ คือ
กามาวจรกุศลมหาวิบากจิตดวงที่ 1 ซึ่งมาถือปฏสิ นธใิ นครรภ์ของพระพุทธมารดา กามาวจรกุศลมหา
วิบากจิตดวงที่ 1 นี้เกิดมีพร้อมกับเจตสิกธรรม (ธรรมที่ประกอบกับจิต) คือปัญญา ที่เรียกว่า สชาติ
ปญั ญา (ปัญญาทต่ี ดิ ตวั มาแต่กำเนดิ ) สชาตปิ ัญญานเ้ี องเปน็ ปัญญาบารมีทส่ี บื เนือ่ งมาจากปัญญาบารมี
ท่ีพระโพธสิ ัตวบ์ ำเพ็ญไวใ้ นชาติท่ีเกิดเปน็ พระมโหสถและชาติอ่ืน ๆ และได้รับการพฒั นาอย่างต่อเน่ือง
มาจนถึงระดบั สูงสุดในพระชาตสิ ุดท้าย พระโพธิสตั วม์ ปี ัญญาบารมีคือสชาตปิ ัญญา พร้อมทั้งบารมีอีก
9 ประการมีทานบารมีเป็นต้นเต็มเปี่ยม ทรงเบื่อหน่ายในทุกข์เสด็จออกผนวช ทรงบรรลุฌานสมาบตั ิ
8 ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ และจุตูปปาตญาณ ด้วยอุปนิสสยปัจจัยคือภาวนามยปัญญาที่ทรงบำเพ็ญ
มาในอดีตชาติ แล้วทรงเจรญิ วิปสั สนาด้วยการใช้สชาติปัญญาทีส่ ัมปยุตดว้ ยกามาวจรกุศลจติ ดวงที่ 1
พิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณพร้อมด้วยพระคุณทั้งปวง สำเร็จเป็น
พระอรหนั ตสัมมาสมั พทุ ธเจ้า

ดังนั้น สรุปว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ที่สอนให้คนเกิดปัญญา ไม่ใช่สอนให้เกิด
ศรัทธาฌเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัญญานั้นเป็นเรื่องเหตุผลและความจริงที่พิสูจน์ได้ รวมทั้งยังเป็น
ประโยชน์สูงสุดแก่มนุษย์ทุกคน เพราะสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อที่จะได้ไม่มีความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคน
เกลียดกลวั แต่ว่าคนทจ่ี ะมปี ัญญาน้ันมีน้อย จึงทำใหค้ ำสอนที่แทจ้ ริงของพระพุทธเจ้า ต้องผสมผสาน
แนวคิดใหม่ให้มีเรื่องของศรัทธาตามที่ชาวบ้านเขาเชื่อกันอยู่ในยุคนั้นเข้ามาปะปน จนกลายมาเป็น
พทุ ธศาสนาในปจั จุบัน ท่มี แี ตเ่ รือ่ งท่ีดวู ่างมงาย ไมม่ ีเหตุผล และไม่มีประโยชน์แก่ชีวิตอย่างแท้จริงอยู่
เต็มไปหมด จึงเป็นหน้าที่ของผู้มีปัญญาที่จะต้องนำเอาคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ออกมาเสีย
จากการครอบงำของบางลทั ธิ เพ่อื ให้กลับมาเปน็ ประโยชนแ์ กม่ วลมนุษยต์ ่อไป

แนวคิดเกี่ยวกับการปฏบิ ตั แิ บบวิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐานหากจะเรียกให้กว้าง คือ ปัญญา-ภาวนา ซึ่งคำว่าภาวนานั้น สามารถแยก

เป็น 2 อย่าง (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555, น. 24- 25) อย่างแรกเรียกว่า จิตตภาวนา
บ้าง สมถภาวนาบ้าง สมาธิภาวนาบ้าง อย่างที่สอง เรียกว่า ปัญญาภาวนา หรือเรียกให้แคบจำกัดลง
ไปว่า วิปัสสนาภาวนา โดยภาวนาทั้ง 2 อย่างนี้ คัมภีร์สมัยหลังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากรรมฐานง (พระ
ครธู รรมธรครรชติ คณุ วโร, 2556, น.143) คือ อารมณอ์ ันเป็นท่ีตัง้ แห่งงานเจรญิ ภาวนา หรือท่ีต้ังแห่ง
งานเพื่อทำความเพียรฝึกอบรมจิต หรือวิธีอบรมจิต โดยวิปัสสนากรรมฐานถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญ

104

ทางพระพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบแล้วนำมาสั่งสอนพุทธบริษัทมี
ปรากฎเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น (คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
2559, น. 4)

ความหมายของวิปัสสนา วปิ ัสสนา คือ ปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนา บำเพญ็ วิปัสสนา ฝกึ อบรมปัญญาโดย
พิจารณาสังขาร คือ รูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดแยกออกเป็นขันธ์ๆ กำหนดด้วยไตรลักษณ์ว่า ไม่
เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2550, น.370) วิปัสสนา คือ
ความเห็นแจ้ง เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลง
ผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มัน
เป็น (วัดหลวงพอ่ สดธรรมกายาราม, 2553, น.34) วิปสั สนา เปน็ ชอื่ ของ ปญั ญา ท่ีเหน็ นามรูปไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ไม่ใช่เห็นพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหมณ์ เห็นนรก
เห็นสวรรค์ หรือเห็นอะไรอื่นๆ (แนบ มหานีรานนท์, 2557, น.6)

วิปัสสนา คอื ปญั ญาท่ีเหน็ ขันธ์ 5 หรอื นามรปู ว่าไม่เท่ียง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนัตตา ถ้าเห็นอย่าง
อื่นก็ไม่ชื่อว่าวิปัสสนา (ปราโมทย์ น้อยวัฒน์, 2547, น.47) การเจริญวิปัสสนา มุ่งให้เกิดปัญญา คือ
ปัญญาที่เข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย ปัญญาในขั้นที่รู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เรียกว่า
วปิ สั สนา แปลว่ารู้แจง้ ไมใ่ ช่รู้แคท่ ำามาหาเลีย้ งชพี ได้เท่านั้น แตร่ ู้สภาวะ รู้สภาพความเป็นจริงของส่ิง
ทั้งหลาย (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555, น.24- 25) วิธีฝึกจิตใจให้เข้าใจถึงสภาวะแห่ง
ไตรลักษณ์ คือการฝึกวิปัสสนา ฝึกเฝ้าสังเกตสภาวะของร่างกาย จากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เข้า
มากระทบ เฝ้าสังเกตอาการท่ีเกิดขึน้ และที่ดับไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต),
2555, น.101) วิปัสสนา หรือหลักสติปัฏฐาน 4 มีจุดที่ควรใช้สติคอยกำกับดูแลทั้งหมด 4 ฐาน คือ1.
กาย ในอิริยาบทต่างๆ 2. เวทนา คือ ความรู้สึกต่างๆ 3.จิต คือ ภาวะจิตที่เป็นไปต่างๆ 4.ธรรมคือ
ความตรึกไตร่ตรองการปฏิบัติ (พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก), 2558, น.43.) เหตุเพราะการ
พิจารณากําหนดรูปและรูปนาม อาศัยเพียงการฟังธรรมอย่างเดียวโดยไม่กําหนดรูป-นามในขณะ
ปัจจุบันย่อมไม่สามารถทําวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นได้ กล่าวได้ว่าการปฏิบัติวิปัสสนาที่พ้นจากการ
กําหนดรูปนาม หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่พ้นจากหลักสติปัฏฐาน 4 ไม่มีเลยดังในคัมภีร์
อรรถกถาแสดงไว้ (ที.อ. (บาลี) 2/362)

105

ความหมายของกรรมฐาน กัมมัฏฐาน คือ ที่ตั้งแห่งการงาน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงาน
ของใจ อุบายทางใจ มีวิธีฝึกอบรมจิต มี 2 ประเภท คือ 1. สมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ 2. วิปัสสนา
กมั มฏั ฐาน อุบายเรอื งปัญญา

ความหมายของวิปัสสนากรรมฐาน วปิ สั สนากัมมฏั ฐาน กรรมฐานคอื วปิ ัสสนา หรือ วิปัสสนา
กรรมฐาน (Insight development) คือ กรรมฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญทางปัญญา การฝึกฝน
ปัญญาให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ หรือการรู้เท่าทันโลกแห่งชีวิตตาม
สภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ บริสุทธิ์จากกิเลสเครื่องผูกมัดและหลุดพ้นจากความทุกข์
(ประกาศติ ประกอบผล, ปที ่ี 7 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน – ธันวาคม 2560): 85-100)

ประโยชน์จากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึง
ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแนวสติปัฏฐาน 4 คือ ทำให้จิตผ่อนคลาย หายกังวล มี
ความสุข และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังได้รับประโยชน์ท่ามกลางคือ ไม่เป็น
ทกุ ข์เพราะสติรู้เท่าทันผสั สะและเกิดปัญญาในการไมป่ ล่อยให้จิตปรุงแต่งจนเกิดทุกข์ (พระธรรมปิฎก
(ป.อ.ปยุตฺโต), 2547, น.70) การฝึกกรรมฐานแบบรู้แจ้งหรือวิปัสสนา จะเกิดขึ้นเมื่อเดินออกจากหอ้ ง
ปฏิบัตธิ รรมที่วดั เมื่อต้องอยู่ในโลก เช่น ไปทำงาน สติซ่งึ เกิดจากการฝึกกรรมฐานแบบรู้แจ้งจะช่วยให้
ตระหนักถงึ โลกภายนอกโดยไม่ต้องนำตวั ตนเข้าไปเกี่ยวข้องดว้ ย ด้วยจิตท่ีว่างเปล่าจะทำให้กลายเป็น
หนึ่งเดียวกับสิ่งรอบตัว ไม่มีการแบ่งแยก ซึ่งเป็นความเปน็ หนึ่งเดียวท่ีเกิดจากปญั ญา ไม่ใช่ความสงบ
แต่เกิดจากความเข้าใจถึงการรวมตัวเองกับโลก ความกรุณาและความเมตตาก็จะแผ่กระจายจาก
ตัวเอง ทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างมคี วามสขุ ดังนั้น วิปัสสนากรรมฐาน ไม่เพียงแต่นำความสุขมาส่ชู ีวติ
ของผู้ปฏิบัติแต่ยังทำให้คนรอบตัวมีความสุขไปด้วยทำให้โลกเกิดสันติภาพ ไม่ใช่แค่เกิดประโยชน์ต่อ
ตนผเู้ ดยี วเหมอื นสมถะ วปิ ัสสนากรรมฐานจะทำใหล้ ืมและปล่อยวางความเช่ือเรื่องตัวตน คิดถึงเพื่อน
ร่วมโลกด้วยความกรุณา พร้อมที่จะช่วยเหลือโดยไม่ผูกพันกับสภาวะความเครียด จิตจะมีอิสระและ
พลัง มีแต่จะให้ ไม่ต้องการอะไร ซึ่งเมื่อทุกคนพร้อมจะให้ ทุกคนก็จะได้ จะมีเพียงสันติภาพและ
ความสุขเท่านน้ั (พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจติ ฺโต ป.ธ.9, Ph.D.), 2558, น. 176-178)

นอกจากนี้บุคคลเมื่อเจริญวิปัสสนาแล้ว ปัญญาจะได้รับการเจริญ และเมื่อปัญญาเจริญแล้ว
จะไดป้ ระโยชน์คือละอวิชชาได้ โดยจะสามารถช่วยฝึกฝนพัฒนาปัญญาความรู้แจ้งเหน็ จริงต่อโลกและ
ชีวิตอันเป็นบริบทแห่งวิถีชีวิตของบุคคล เช่น รู้หลักไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณ์ว่าชีวิตและสรรพส่ิง
ต่างมีเหตุปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดขึ้นมาเป็นธรรมดา ตามกาลเวลาที่เหมาะสม (อุปปาทขณะ) ดำรงตน

106

อยู่ชั่วขณะ (ฐิติขณะ) และเสื่อมสลายไปในที่สุด (ภังคขณะ) การรู้เท่าทันสภาวะดังกล่าว เป็นการ
ฝึกฝนให้เตรยี มใจยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น รู้ความเป็นเหตุเป็นผล ย่อมส่งผลให้จิตใจเสื่อมคลายจาก
ทุกข์ ความยึดติดหรืออุปาทาน (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต, 2555, น. 430.) กล่าวโดยสรุป
สามารถกล่าวถึงประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ดังน้ี (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต),
2547, น.42-46, เร่อื งเดียวกนั , น.50-53)

ประโยชนเ์ บ้ืองต้น คือ ประโยชนท์ เี่ กิดขึ้นในทันที เปน็ ผลโดยตรง ดังนี้
1. ชว่ ยทำให้จติ ใจผอ่ นคลาย หายเครยี ด เกดิ ความสงบ หายกระวนกระวายหยุดยงั้ จากความ
กลัดกลุ้มวิตกกังวล เป็นเครื่องพักผ่อนกายให้ใจสบายและมีความสุข เช่น บางท่านทำอานาปานสติ
(กำหนดลมหายใจเข้าออก) ในเวลาที่จำเป็นต้องรอคอยและไม่มีอะไรทำ เช่น นั่งรถประจำทางหรือ
ปฏิบัติสลับแทรกในการทำงานท่ีใชง้ านสมองหนัก เปน็ ต้น
2. เป็นเคร่ืองส่งเสริมประสทิ ธิภาพในการทำงาน การเล่าเรยี น และการทำกิจทุกอย่างเพราะ
จิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยวอกแวก ทำให้คิดให้เรียนหรือทำงาน
ได้ผลดี มีความรอบคอบในการทำงาน เรียกว่า จิตมีลักษณะของ กัมมนียะ หรือกรรมนีย์ซึ่งแปลว่า
ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใช้งานประโยชน์ในท่ามกลางคือ ประโยชน์ในการปฏิบัติวิปัสสนา
กรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ ในระดับที่นำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมชีวิต คือ ผู้ปฏิบัติจะไม่เป็น
ทุกข์ เพราะมีสติพอในขณะที่ผัสสะ จิตไม่ถูกปล่อยให้ปรุงไป จะควบคุมจิตนั้นไว้ได้ จิตจะมาปรุง
ในทางท่ีจะไม่ตอ้ งเป็นทกุ ข์แลว้ จัดการแก้ไขกระทำสง่ิ ต่างๆเมื่อมสี ติพอ โดยจิตจะมีลกั ษณะดังนี้
1. แขง็ แรง มีพลงั มาก เปรียบเหมอื นกระแสน้ำท่ีถกู ควบคุมให้ไหลพงุ่ ไปในทศิ ทางเดียวย่อมมี
กำลงั แรงมากกว่านำ้ ทีถ่ ูกปล่อยใหไ้ หลกระจายออกไป
2. ราบเรยี บ สงบ เหมอื นสระหรอื บึงน้ำใหญ่ท่ีมีนำ้ นง่ิ ไมม่ ีลมพัด ไมม่ ีสิ่งรบกวนให้กระเพ่ือม
ไหว
3. ใสกระจ่าง มองเห็นอะไรๆ ได้ชัด เหมือนน้ำสงบนิ่งไม่เป็นริ้วคลื่นและฝุ่นละออง ที่มีก็
ตกตะกอนนอนก้นหมด
4. นุ่มนวล ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใชง้ าน เพราะไม่เครยี ด ไม่กระด้าง ไม่วุ่น ไม่ขุ่นมัว
ไม่เร่าร้อน ไม่กระวนกระวาย ไม่สับสน เมื่อจิตเป็นสมาธิ สงบ ย่อมรู้จักแยกแยะความดีชั่ว ส่งผลต่อ
พฤติกรรมด้วย เพราะพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากการทำงานร่วมกันของขันธ์ 5 คือ รูปขันธ์เวทนา
ขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ กล่าวคือ เมื่ออายตนะภายในได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น

107

กาย และใจ เมื่อกระทบต่ออายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส แล้วจิตมนสิการ
(พิจารณาจิต) ต่ออายตนะภายนอกที่มากระทบเจตสิต (สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ) จะทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตให้
เกิดอารมณ์ แล้วจึงแสดงออกซึ่งอารมณ์นั้นออกมาเป็นพฤติกรรมของบุคคล ผู้ใดที่มีพฤติกรรมที่ดี
ย่อมแสดงวา่ มจี ิตใจดี และสามารถอยรู่ ่วมกับสังคมไดอ้ ย่างสงบสขุ

ประโยชน์สูงสุด คือ ประโยชน์ที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือการทำลาย
กิเลสตัณหาและอวิชชาให้หมดสิน้ ไปจากจิตใจตนเองได้ เรียกว่า นิพพาน และผู้ที่บรรลุความหลุดพน้
นี้ เรียกว่าพระอรหันต์ ได้แก่ ผู้ปฏิบัติที่บริบูรณ์ด้วยโพชฌงค์ 7 คือ สติ ความระลึกรู้ตัว ธัมมวิจยะ
การสอดส่องเลอื กเฟน้ ธรรม วริ ิยะ ความเพยี ร ความปตี อิ ่ิมใจ ปสั สัทธิ ความสงบ สมาธิ ความตั้งใจม่ัน
อุเบกขาความวางเฉย เป็นผู้กำหนดนิวรณ์ 5 ได้เด็ดขาดแล้ว และถอดถอนรากของอกุศล 3 อันได้แก่
โลภะโทสะ และโมหะ ได้ ขาดเสยี ซ่ึงสังโยชน์ 10 ปราศจากกิเลสและอาสวะทุกประการ

บรรลฌุ าณท่ี 1 คือ วติ ก วิจาร ปตี ิ สขุ เอกคั คตา เกดิ แตค่ วามวิเวก
บรรลุฌาณท่ี 2 คือ มคี วามผอ่ งใสภายใน ไม่มีวิตกวจิ าร
บรรลุฌาณที่ 3 คอื อเุ บกขา มสี ตอิ ยู่เปน็ สุขแลว้
บรรลุฌาณที่ 4 คือ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์เสียได้ เพราะล่วงไปแห่งโสมนัส
และโทมนัสท้งั หลาย มสี ตเิ ป็นธรรมชาตบิ รสิ ทุ ธิเ์ พราะอเุ บกขาอยู่ ดังเชน่ องคส์ มเด็จพระสมั มาสัมพุทธ
เจา้ คร้นั เมือ่ จิตตั้งม่ันบรสิ ุทธผ์ิ ่องใส ไมม่ ีกเิ ลส ปราศจากอุปกเิ ลส เป้นจติ อ่อนควรแก่การงาน น้อมจิต
ไปเฉพาะเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกถึงขันธ์อันได้เคยอาศัยอยู่แล้วในภพก่อนและเข้าสู่
จุตูปปาตญาณ ล่วงรู้กำเนิดของสัตว์ทั้งหลาย และรู้ชัดตามความจริงว่านี่ทุกข์ นี่เหตุให้เกิดทุกข์ นี่
ความดับทุกข์ เมอ่ื ปฏิปทาดำเนินถงึ ความดับทุกข์ เม่ือจิตพ้นวิเศษแล้วญาณหยง่ั รู้ย่อมเกิดขึ้นว่าจิตพ้น
วเิ ศษแลว้ ย่อมรู้ชดั วา่ ชาตสิ ้ินแลว้ กจิ ที่จะต้องทำไดท้ ำสำเร็จแล้ว กิจอื่นยงิ่ กวา่ ไม่มี
ความสุขจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สุข คือ สิ่งที่มนุษย์จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นใน
ชีวิต ในขณะที่ความทุกข์คือสิ่งที่มนุษย์จะต้องกำหนดรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้รู้เท่าทัน มิได้มีไว้ให้
เป็นทุกข์ โดยเป้าหมายของการดำเนินชีวิตทางพระพุทธศาสนาคือ การดำเนินชีวิตอย่างมีส ติที่
ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่นไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและสังคม โดยมี
จุดมุ่งหมายการดำเนินชวี ติ อันเกี่ยวเนื่องกับความสุข เรียกว่า อรรถะ มี 3 ประการ คือ (เกศรา สว่าง
วงศ,์ ปที ่ี 2 ฉบับท่ี 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2556): 1-6)

108

ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอัน
อำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น - virtues conducive to benefits in the present; virtues leading
to temporal welfare) (พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โต), 2559, น.116)

1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน
ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัด
ดำเนินการใหไ้ ดผ้ ลดี - to be endowed with energy and industry; achievement of diligence)

2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงาน
อันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือ
เสื่อมเสยี - to be endowed with watchfulness; achievement of protection)

3. กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนา
สำเหนียกศึกษาเย่ียงอย่างท่านผ้ทู รงคุณมีศรัทธา ศลี จาคะ ปัญญา - good company; association
with good people)

4. สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รจู้ กั กำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชวี ิตแต่พอดี มิ
ให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ - balanced livelihood; living
economically)

ธรรมหมวดน้ี เรียกกันสัน้ ๆ วา่ ทิฏฐธมั มกิ ัตถะ หรือเรียกติดปากอย่างไทยๆ วา่ ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถ
ประโยชน์ (อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ จึงมีประโยชนซ์ ำ้ ซ้อนกันสองคำ)

สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมทเปี่ นไปเพ็ญอประโยชน์เบื้องหน้า ธรรมเป็นเหตุให้
สมหมาย เป็นหลักธรรมอำนวยประโยชน์ขั้นสูงสุดขึ้นไป (Samparàyikattha-sa§vattanika-
dhamma: virtues conducive to benefits in the future; virtues leading to spiritual
welfare)

1. สัทธาสัมปทา (ถึงพรอมดวยศรัทธา (Saddhà-sampadà: to be endowed with faith;
accomplishment of confidence)

2. สีลสัมปทา (ถึงพร อมด วยศีล (Sãla-sampadà: to be endowed with morality;
accomplishment of virtue)

3. จาคสัมปทา (ถึงพร อมดวยการเสียสละ (Càga-sampadà: to be endowed with
generosity; accomplishment of charity)

109

4. ป ญญาสัมปทา (ถึงพร อมด วยป ญญา (Pa¤¤à-sampadà: to be endowed with
wisdom; accomplishment of wisdom) ธรรมหมวดนี้เรียกสั้นๆ ว่า สัมปรายิกัตถะประโยชน์ ซ่ึง
แปลวา่ ประโยชน์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โต), 2559, น.146-147)

อัตถะ หรือ อรรถ 31 (ประโยชน, ผลที่มุงหมาย, จุดหมาย, ความหมาย (Attha: benefit;
advantage; welfare; aim; goal; meaning) (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), 2559, น.110)

1. ทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน ป จจุบัน, ประโยชน ในโลกน้ี, ประโยชน ขั้นต น
( Diññhadhammikattha: benefits obtainable here and now; the good to be won in this
life; temporal welfare)

2. สัมปรายิกัตถะ (ประโยชนเบื้องหนา, ประโยชนในภพหนา, ประโยชนขั้นสูงขึ้นไป
(Samparàyikattha: the good to be won in the life to come; spiritual welfare)

3. ปรมตั ถะ (ประโยชน สงู สดุ , จดุ หมายสงู สุด คอื พระนิพพาน (Paramattha: the highest
good; final goal, i.e. Nibbàna)

อัตถะ 3 หมวดนี้ในพระสตู รทั่วไปมักแสดงเฉพาะขอ 1 และขอ 2 โดยใหขอ 2 มีความหมาย
ครอบคลุมถึงขอ 3 ดวย (เชน ขุ.อิติ.25/201/242; อธิบายใน อิติ.อ.92) บางแหงกก็ ลาวถึงปรมัตถะไว
ตางหากโดยเฉพาะ (เชน ขุ.ส.ุ 25/296/338; 313/366; ข.ุ อป.33/165/343)

ความสุขจากการปฏิบัติธรรม : ธรรมสมาธิ สุขและทุกข์เป็นคุณสมบัติชนิดหนึ่งที่มนุษย์
จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องกล่าวคือ สุขคือสิ่งที่มนุษย์จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในชีวิตส่ วนทุกข์คือสิ่งที่
มนุษย์จะต้องกําหนดรู้และปฏิบัติให้ถูกต้องหน้าที่ต่อทุกข์ของมนุษย์ได้แก่การรู้เท่าทัน ส่วนสุขนั้นมี
หน้าที่พัฒนาให้เกิดขึ้น (เกศรา สว่างวงศ์, “วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง, ปีที่ 2 ฉบับที่ 2
(กรกฎาคม – ธันวาคม 2556): 1-6) ท้ังน้ีท่านพุทธทาสภกิ ขุ ได้กลา่ วถงึ ความสุขของฆราวาสเอาไว้ว่า
ในตำรา นวโกวาท จะมธี รรมะประเภทคหิ ิปฏิบัติ ระบุถงึ ความสุขของฆราวาสว่า มอี ยู่ 4 อยา่ ง คือ 1.
สุขเกิดจากความมีทรัพย์ 2. สุขเกิดจากการจา่ ยทรัพย์บรโิ ภค 3. สุขเกิดกจากการไมต่ ้องเป็นหนี้ 4. สุข
เกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานต้นๆ ทั่วไปเท่าน้ัน ฆราวาสยังอาจจะแสวงหา
ความสุขที่ดีกว่านี้ ที่สูงกว่านี้ ฆราวาสที่มีธรรมะชั้นปานกลางก็ปฏิบัติเกี่ยวกับ ปุญญาภิสันทะ หรือ
องคแ์ หง่ ความเปน็ พระโสดาบัน ฆราวาสช้ันสูงก็ปฏบิ ัติสญุ ญตา ตามคำแนะนำของพระพุทธองค์ (พทุ ธ
ทาสภิกขุ, 2547, น.6-7) ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความหมายของคำว่าคฤหัส แปลว่าผู้ที่อยู่ในคฤหะ คือ
เรือน ส่วนฆราวาส แปลว่า ผู้ครองอยู่ครอง ฆร คือ เรือน โดยคำว่าบ้านเรือนนี้ ไม่ได้หมายถึง

110

บ้านเรือนเป็นหลังๆ หากแต่ความหมาย เป็นความหมายของกามารมณ์มากกว่า ทั้งเร่ืองเพศ เรื่อง
บุตร ภรรยา สามี ทรพั ย์สมบตั ิ ตรงกับภาษาธรรมะว่า บา้ นเรอื น

กล่าวโดยสรปุ คือ ความสุขของฆราวาสนัน้ มอี ยู่ 3 ช้ัน คอื ชัน้ ต่ำ ชั้นกลาง ช้นั สงู โดยทีช่ น้ั ต่ำ
ก็เอาเรื่องกิน กามเกียรติที่พอเหมาะสมถูกต้อง ชั้นกลางขึ้นไปก็เอาความสงบในทางบุญกุศล ในทาง
จติ ใจทม่ี นั สงู ยกมือไหว้ตนเองได้ ถา้ ชนั้ สูงขน้ึ ไปอีกก็เป็นอนโุ ลมตามพระอริยเจ้าหรือเป็นในระดับพระ
อริยเจ้าขึ้นไป มีความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นหลัก แล้วมีความสุขที่เกิดมาจากความไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่าที่
จะทำได้ในวิสัยของฆราวาส (เรื่องเดียวกัน, น.21-23) ธรรมสมาธิ 5 คือ การดูสภาพจิตที่เดินถูก
ระหว่างทาง(พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555, น.52-53) โดยหมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิด
ความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เม่ือ
เกดิ ธรรมสมาธิ คือความม่ันสนทิ ในธรรม ก็จะเกิดจติ ตสมาธิ คือความตงั้ ม่ันของจิตห้าประการไดแ้ ก่

1. ปราโมทย์ ได้แก่ ความชืน่ บานใจ รา่ เรงิ สดใส
2. ปตี ิ ได้แก่ ความอม่ิ ใจ ความปลื้มใจ
3. ปัสสทั ธิ ไดแ้ ก่ ความสงบเยน็ กายใจ ความผอ่ นคลายร่ืนสบาย
4. สุข ไดแ้ ก่ ความรน่ื ใจไร้ความขอ้ งขดั
5. สมาธิ ได้แก่ ความสงบอยู่ตวั มั่นสนทิ ของจิตใจ ไมม่ ีส่ิงรบกวนเรา้ ระคาย
ธรรม หรือคุณสมบัติ 5 ประการนี้ ตรัสไว้ทั่วไปมากมาย เมื่อทรงแสดงการปฏิบัติธรรมที่กา้ ว
มาถงึ ขั้นเกดิ ความสำเร็จชดั เจน ตอ่ จากนี้ ผู้ปฏิบัตจิ ะเดนิ หน้าไปสู่การบรรลผุ ลของสมถะ (คือได้ฌาน)
หรอื วปิ สั สนา แลว้ แต่กรณี ดังนัน้ จงึ ใช้เปน็ เคร่ืองวดั ผลการปฏิบัติขัน้ ตอนในระหวา่ งได้ดีและเป็นธรรม
หรือคุณสมบัติสำคัญของจิตใจท่ีทุกคนควรทำให้เกิดมอี ยู่เสมอ (ธรรมสมาธิ, อานาปานสติ สติปัฏฐาน
, ธรรมสมาธิ 5, [ออนไลน์]) ธรรม5 ตัวนี่สร้างไว้ประจำใจให้ได้ เป็นสภาพจิตที่ดีมาก ผู้เจริญในธรรม
จะมีคุณสมบัติของจิตใจ 5 ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ
แปลว่า ภิกษุปฏิบัติถูกต้องแล้ว มากด้วยปราโมทย์ มีจิตใจร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ จักทำทุกข์ให้หมด
สิ้นไป (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โต), ความสุข 5 ช้นั , [ออนไลน]์ )
รูปแบบวธิ ีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มนี กั วิจัยทา่ นหนึ่งได้กล่าวถึง รูปแบบการปฏิบัติที่
มคี วามแตกต่างกัน แบง่ ออกเป็นสายสำคญั 5 สายคือ 25
1. สายอานาปานสติคือการพิจารณาลมหายใจเข้า-ออกและบริกรรมภาวนาวา พุทโธเป็น
แบบทนี่ ิยมมาแตเ่ ดมิ ได้แกก่ ลุม่ พระอาจารยม์ นั่ ภรู ิทตั โต

111

2. สายธุดงค์กรรมฐานอีสาน มีพื้นฐานจากสายอานาปานสติแต่มีลักษณะเป็นพระป่าต้อง
ออกธุดงค์ดว้ ย มมี ากในแถบภาคอีสาน

3. สายวัดมหาธาตุฯ เป็นสายใหญ่สายหนึ่ง ที่แผ่ขยายแนวการสอนสมาธิไปตามวิทยาเขต
ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แนวปฏิบัติมาจากพม่าโดยการพิจารณาอาการพอง-ยุบของหน้า
ท้องขณะหายใจ

4. สายธรรมกาย ไดแ้ กแ่ นวการสอนตามแบบหลวงพ่อวัดปากนํา้ ภาษีเจรญิ พิจารณาดวงแก้ว
ทบ่ี ริเวณศูนยก์ ลางของรา่ งกาย

5. สายประยุกต์มีการสังเคราะห์แนวคําสอนในพระพุทธศาสนามาใช้อธิบายการปฏิบัติและ
สอนสมาธิเช็นสํานักสันติอโศกอาจารย์พร รัตนสุวรรณ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พระครูปลัดสุนทร
สุนทฺ โร (แซ่เตียว), 2554, น.40-45)

แม้ว่าแต่ละสํานกั ลว้ นมแี นวทางการปฏิบัติแตกต่างกันออกไปแต่โดยสรปุ แล้วอาจกล่าวได้ว่า
ทุกสํานักต่างให้ความสําคัญกับการฝึกอบรมสมาธิว่าเป็นการปฏิบัติใน 2 ลักษณะคือในทางหลักการ
และในทางวิธกี ารทางหลักการคือเป็นการอบรมเพื่อเข้าถึงธรรม ส่วนวิธีการคือการคิดคน้ เทคนิคและ
วิธีปฏิบัตติ ่างๆ เพื่อผู้ปฏบิ ตั ิสามารถบรรลผุ ลสําเร็จไดต้ ามเป้าหมายที่กาํ หนดไว้คือการกาํ จัดกิเลสและ
ความชั่วต่างๆ ให้หมดไปการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานพองหนอ-ยุบหนอ เป็น การนําหลักวิปัสสนา
กัมมัฏฐานโดยพระอาจารย์ภัททันตะอาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ เพื่อศึกษาปัญหาใน
การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิธีการแก้ไขตามแนวทางของพระอาจารย์ภัททันตะอาสภมหา
เถระได้รับการถ่ายทอดวชิ ามาจากพระอาจารย์มหาสีสยาดอ โดยตรงและได้รับการแต่งต้ังให้เป็นพระ
วิปัสสนาจารย์สอนอยู่สํานักสาสนยิตสาและได้รับความไว้วางใจให้เป็นพระธรรมทูตมาประดิษฐาน
วิปัสสนาวงศ์ (ซึ่งพระโสณะ พระอุตตระ) ณ ประเทศไทย ท่านให้ความสําคัญในเรื่องวิธีการสอน กา
ยานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน ในอริ ยิ าบถนง่ั กาํ หนด พองหนอ – ยุบหนอ ในอารมณห์ ลัก การกําหนดเวทนา
นุปัสสนาสติปัฏฐาน ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกอิริยาบถที่เกิดความรู้สึกในขณะนั้นๆ การกําหนดจิตตานุปัสส
นาสติปัฏฐาน การกําหนดตามดูอาการของจิต และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกําหนดอารมณ์
ทง้ั หมด

ส่วนในเรื่องปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัตวิ ปิ สั สนากัมมัฏฐานเกิดจากตัวผู้ปฏิบัตเิ ปน็ ส่วน
ใหญ่ จงึ ควรแก้ไขปญั หาดว้ ยการปรับอนิ ทรยี ์ของผู้ปฏบิ ัติให้เสมอกนั คอื ศรัทธาคู่กับปัญญา วิริยะคู่กับ
สมาธิส่วนสติอย่างเดียวเท่านั้นยิ่งมากยิ่งดีต้องให้อินทรีย์ทั้ง 4 เสมอกัน เพื่อให้เกิดปัญญา คือ ญาณ

112

ส่วนอิทธิพลของแนวการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน เริ่มต้นที่ สํานักมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ิ
กรุงเทพมหานคร และสํานักวิเวกอาศรมและสํานักวัดภัททันตะอาสภารามจังหวัดชลบุรีและมีสํานัก
วิปสั สนาจาํ นวนมากแหง่ ในหลายๆจงั หวัด โดยมวี ธิ กี ารสอนวปิ ัสสนากมั มัฏฐาน ตามหลกั สติปฏั ฐาน 4
เปน็ ทยี่ อมรับนบั ถือของนกั ปราชญ์และพุทธบริษทั ท้ังในประเทศและต่างประเทศ เป็าหมายสูงสุดของ
ทา่ นมเี จตนารมณเ์ พ่อื เผยแพรว่ ธิ กี ารสอนวปิ สั สนากมั มัฏฐานท่ีถูกต้องให้ครบทั้งทางดา้ น ปริยัตปิ ฏิบัติ
ปฏเิ วธ ให้มพี ยานบคุ คลยืนยนั ผลของการปฏบิ ัตดิ บั ทุกข์ได้จรงิ ดังคําโบราณกลา่ ววา่

พระพุทธศาสนาคือวิปัสสนาและเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อไปการก ำหนด
(วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, 2553, น.75) มาจากภาษาบาลวี า่ สลลักขณา เป็นคำไวพจนข์ องคำว่า
วปิ ัสสนาและยังหมายถึง ปริญเญยยะ เช่นคำว่า พองหนอ ยบุ หนอ ถือวา่ เป็นการกำหนด ทุกขอริยสิจ
เพราะภาวะทที่พองยบุ เปน็ ความทุกข์โดยสภาวะ แม้จะไม่ไดร้ ับความเจ็บปวดกเ็ ป็นก้อนทุกข์ของขันธ์
5 รูปูปาทานขันธ์ ที่อยู่ในหลักไตรลักษณ์ การกำหนดรู้แนวยบุ หนอ-พองหนอ คือการใส่ใจ การนึกใน
ใจ การพูดในใจ พร้อมกับอาการที่เกิดขึ้นทางกายและใจให้ได้ปัจจุบัน ไม่ก่อนไม่หลังกับอาการที่
เกดิ ข้นึ คือ กำหนดและรอู้ าการไปพร้อมกัน เหมอื นกับการวางจิตเป็นเพียงผู้กำหนดรู้ แล้วปล่อย อย่า
ไปอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะเห็นความเป็นจริง หมายถึงการกำหนดรู้ตามสภาพที่เป็นจริงๆ
โดยไม่มีการวิเคราะห์ วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เทคนิคการปฏิบัติแนวพองยุบนั้น จะไม่ให้ไปวิเคราะห์
วิจารณ์ คือ กำหนดไปตรงๆ ที่สภาวะนั้นๆ ปรากฎ โดยไม่ต้องไปแยกแยะว่าอันใดเป็นรูป อันใดเป็น
นาม เพราะรไู้ ปก็ยงั เปน็ บัญญัติ หากสภาวะท่ีแท้จรงิ ยังไมเ่ กิด แตก่ ็ไมใ่ ห้ไปบงั คับว่าต้องไม่คิด เมื่อเกิด
ความคดิ ขึ้นก็ให้กำหนดที่อาการคิด เพราะอาการคิดก็เป็นอารมณ์วปิ สั สนา ใหก้ ำหนดเชน่ กัน แต่ส่ิงท่ี
คดิ วา่ อนั น้ีเป็นนาม อันน้ีเป็นรปู เปน็ บัญญตั ิ ไมต่ อ้ งไปสนใจ คำว่า กำหนดรอู้ ารมณ์ คือ การกำหนด
แล้วรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หมายถึง เห็นอารมณ์ต่างๆ โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป การ
กำหนดรู้อารมณ์ คือ รูปนั้น และเห็นอารมณ์ คือรูปนั้นโดยความสิ้นไปและเสื่อมไป โดยคำว่า หนอ
ตรงกับคำบาลีว่า วต ปรากฎในพระบาลีพุทธฎีกา เช่น อนิจฺจา วต คือ ไม่เที่ยงหนอ อญฺญาสิ วต คือ
ได้รู้แล้วหนอ พอจะสรุปไดว้ ่า คำว่า วต หรือ หนอ นี้ มีประโยชนม์ ากต่อการบำเพ็ญวิปัสสนา ซึ่งต้อง
ใช้ปัญญาและความเพียรอย่างละเอยี ดลึกซึ้ง และยังแปลว่า ธรรมท่ยี งั สรรพสัตวใ์ ห้ข้ามซ่ึงวัฏฏสงสาร
นี้ได้ดังวิเคราะห์ว่า วฏฺฏสํสารํ ตาเรตีติ - วโต (ธมฺโม) ธรรมใดย่อมยังสรรพสัตว์ให้ข้ามซึ่งวัฏฏสงสาร
ฉะนั้นธรรมนั้นได้ชื่อว่า หนอ (พระภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ, 2536, น.
253-256)

113

การกําหนดในใจว่า พองหนอ-ยุบหนอ ที่บริเวณท้อง คือการสังเกตธาตุลม (วาโยธาตุ) ที่มี
สภาวะลักษณะคือการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เป็นแนวทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สอดคล้องกับ
หลักคําสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ว่าด้วยการมีสติตามดูกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ใน
ข้อกําหนดเกี่ยวกับการพิจารณากายโดยความเป็นธาตุทั้ง 4 (ธาตุมนสิการปัพพะ) อาการพองอาการ
ยุบ คอื รูปทเี่ กดิ ข้นึ จากการสัมผัสของธาตลุ มนเี้ รยี กว่าวาโยโผฏฐัพพรปู เปน็ รปู ปรมตั ถท์ ี่มีลักษณะของ
วาโยธาตุชัดเจนคือการเคลื่อนไหว พระพุทธองค์ทรงเทศนาไว้ในบาลีสังยุติการยว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ ตั้งสติกําหนดที่รูป ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้น อนิจจังก็ดีทุกขังก็ดี
อนัตตาก็ดีย่อมเห็นได้ชัดเจนแน่นอน ยังทรงเทศน์อีกว่า โยคีบุคคลทโผฏฐัพพารมณ์ถูกต้องสัมผสั นัน้
ตั้งสติกําหนดรู้เห็นอยู่ว่าไม่เที่ยง บุคคลนั้นอวิชชาหายไป วิชชาญาณปรากฏ ดังนั้น การกําหนดพอง
หนอ-ยบุ หนอ จึงเป็นการสงั เกตวาโยโผฏฐพั พรปู ดว้ ยโยนิโสมนสิการอันประกอบดว้ ยอาตาปหี รือวิริยะ
(ความเพียร) สติ (ความระลึกได้) สมาธิ (ความตัง้ ม่ันแห่งจติ ) และสมั ปชญั ญะ (ความรู้ตัวท่ัวพร้อม) มี
หลักฐานยืนยันว่าเป็นคําสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรเมื่อพลังของปัจจัย
ดังกล่าวแก่กล้าพอเพียงแล้วผู้ปฏบิ ัติ (โยคี) จะเห็นความไม่เทีย่ ง ความเป็นทุกข์และความไม่ใชต่ ัวตน
ของรูปธรรมและนามธรรม มสี ัมมาทฏิ ฐแิ ละวชิ ชาญาณเกดิ ขนึ้ จนสามารถบรรลมุ รรคผลนิพพานได้ใน
ที่สดุ (พระราชพุทธิญาณ, ม.ป.ท.: มปป, น.10-11)

ทั้งนี้ ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจะเป็นไปตามแนวมหาสติปัฏฐาน 4 โดยเหตุที่
พระพุทธเจ้าตรัสสติปัฏฐาน 4 นับตั้งแต่ที่พระองค์ประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุ ชื่ม กัมมาสธัมมะ
แคว้นกุรุ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ส่วนนิคมกัมมาสธัมมะเป็นหมู่บ้านชุมชน
ใหญม่ รี ้านตลาดพลกุ พลา่ นไปดว้ ยประชาชน ไมม่ กี ําแพงก้ันและปราศจากกษตั รยิ ป์ กครองเหมือนนคร
โดยทั่วไป ชาวแคว้นกุรุในสมัยนัน้ มีสขุ ภาพแข็งแรง และสภาพแวดล้อมสมบูรณฤ์ ดกู าล และอาหารท่ี
เหมาะสม อีกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตในแคว้นกุรุมักกล่าวกันถึงการเจริญสติปฏฐานและมีความ
พากเพยี รเจรญิ สติปฏั ฐานกันอย่างกว้างขวาง พระบรมศาสดาจงึ ตรสั สตปิ ฏฐานนี้แก่ชาวแควน้ กรุ ุ แม้
พระพุทธองค์ได้ตรัสการเจริญสติปัฏฐาน 4 ไว้โดยสังเขปมากอ่ นแล้วในหลายพระสตู ร ดังที่ปรากฏใน
สติปฏฐานสังยุตต์ แต่การแสดงในมหาสตปิ ฏฐานสูตรนี้ จัดว่าเปน็ การประกาศแนวทางในการเจริญสติ
ปัฏฐาน 4 อย่างสมบูรณ์เปน็ ครั้งแรก พระพุทธองค์ตรสั ว่า ภกิ ษทุ งั้ หลาย ทางนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อ
ความบริสุทธิของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะ และปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม
เพอ่ื ทําให้แจง้ นพิ พาน ทางน้คี ือสตปิ ฏฐาน 4

114

แม้ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องกล่าวถึงผู้ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมเมื่อฟังจบ แต่ไม่มีใครบรรลุ
ธรรมโดยมไิ ด้เจริญสติปฏฐาน 4 อย่างใดอย่างหน่ึง ความจริงแล้วทุกคนต้องบรรลุธรรมด้วยการเจริญ
สตปิ ัฏฐาน เพราะวปิ ัสสนาญาณและมรรคญาณเปน็ ปญั ญาทีเ่ กดิ รว่ มกับสติและสมาธยิ ่อมจะพัฒนาแก่
กล้าขึน้ ตามลําดับ ปญั ญานเ้ี รยี กว่า ภาวนามยปญั ญา คือ ปญั ญาที่เกิดจากการอบรมจิต ดังพระอรรถ
กถาจารย์ได้กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าภาวนาที่ไมเ่ น่ืองด้วยกาย เวทนา จิต หรือสภาวธรรมอย่างใดอยา่ งหนง่ึ
ยอ่ มไม่มี ดังนน้ั พึงทราบว่าแม้ท่านเหลา่ นั้นได้ลว่ งพ้นความโศกและความราํ พนั คร่ำครวญด้วยทางสาย
น้ีเอง

สรุปเหตุที่พระพุทธองค์ตรัสเรื่องสติปัฏฐาน 4 เพราะว่าเป็นธรรมที่ทําให้เหล่าสัตว์บริสุทธิ์
จากกิเลส เพื่อล่วงพ้นความโศกเศร้า เพื่อดับความทุกข์และความโทมนัส เพื่อบรรลอุ ริยมรรค เพื่อทาํ
ให้แจ้งนพิ พานได้ (พระเจรญิ อคคฺ วริ ิโย (เกษมวิรยิ ะเลิศ), 2554, น. 66-69)

กล่าวคือ วิปัสสนา หรือหลักสตปิ ัฏฐาน 4 มีจุดที่ควรใช้สตคิ อยกำกับดูแลทั้งหมด 4 ฐาน คือ
1. กาย ในอริ ิยาบทต่างๆ 2. เวทนา คือ ความร้สู กึ ตา่ งๆ 3.จิต คือ ภาวะจติ ทเี่ ป็นไปต่างๆ 4.ธรรม คือ
ความตรึกไตร่ตรองการปฏิบัติ (พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก), 2558, น.43) เหตุเพราะ การ
พิจารณากําหนดรูปรปู นามอาศัยเพียงการฟังธรรมอยา่ งเดียวไม่กาํ หนดรูป-นาม ในขณะปัจจุบันย่อม
ไม่สามารถทํา วิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น ได้ซึ่งกล่าวได้ว่าการปฏิบัติวิปัสสนาที่พ้นจากการกําหนดรูป
นาม หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ พ้นจากหลักสติปัฏฐาน 4 ไม่มีเลยดังใน คัมภีร์อรรถกถา
แสดงไว้ (ที.อ. (บาล)ี 2/362.)

หลักของวปิ ัสสนากรรมฐานตามแนวสตปิ ัฏฐาน 4
1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหลักการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ด้วยการที่สติพิจารณาเห็น
กายเกดิ ขึ้นในกายอันหมายถงึ การประชมุ แห่งรูป เป็นการใช้สตริ ะลึกรใู้ นรูปนามปัจจบุ ันว่า ไม่ใช่สัตว์
บุคคล ตัวตน เรา เขา เพียงแต่ธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประกอบกันอยู่ โดยหลักปฏิบัติให้มีสติ
เช่น อิริยาบถเดิน อิริยาบถยืน อิริยาบถนั่ง อิริยาบถนอน มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กําจัด
อภิชฌาและโทมนัสในโลกได้จงพิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้หรือจงพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ มีความ
เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้เนื่องจากกาย ตามรูปศัพท์แปลได้หลาย
นัย (พระธรรมกิตติ, 2551, น.57) เช่น แปลว่า หมู่กอง ที่ รวม หมายความว่ากายนี้เกิดจากการ
รวมตัวของธาตุตา่ งๆ ท่สี ําคญั คอื ธาตุดิน ธาตุ นำ้ ธาตลุ ม ธาตไุ ฟ จึงเรียกวา่ กาย หรอื วา่ ทสี่ ะสมของ

115

ไม่สะอาด,ที่เติบโตขึ้นแห่งของน่ารังเกียจ คือ ผม ขน เล็บ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะเป็นต้น
สะสมและเตบิ โตอยู่ในสรีระของคนฉะนัน้ จึงเรยี กว่า กาย

2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหลักการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาว่าด้วยการตัง้ สติพิจารณา
เห็นเวทนาเกิดข้นึ ในเวทนาทั้งหลาย สมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าทรงสอนให้เรามีสตริ ู้อยู่ในเวทนา ใน
อิริยาบถทางกายในเม่ือมีการเสวยอารมณค์ วามรู้สึก สุข ทุกข์ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ในตัวเองอันหมายถงึ
การใช้สตกิ ําหนดรูอ้ าการของเวทนา เป็นการพิจารณาธรรมอันเปน็ เหตุเกดิ หรือดบั ในเวทนาและมีสติ
ปรากฏอย่เู ฉพาะหน้าวา่ เวทนามอี ยู่ก็เพยี งเพือ่ อาศยั เจรญิ สตเิ ท่าน้นั

3. จิตตานุปัสสนาสติปฏั ฐาน เป็นหลักปฏิบัติวิปสั สนาภาวนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนใหเ้ รามี
สติอยู่กับกาย ว่าด้วยการตั้งสติพิจารณาเห็นจิตในจิต ซึ่งเป็นการพิจารณาเห็นเหตุเกิดหรือดับในจิต
เป็นการใช้สติกําหนดรู้อาการทางวญิ ญาณขันธโ์ ดยการกาํ หนดรวู้ ่าจิตกาํ ลงั มสี ภาวะอารมณร์ าคะโทสะ
โมหะ ความหดหู่ ฟุ้งซ่านแห่งจิต พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกอยู่ จงพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้ง
ภายในท้งั ภายนอกอยู่ มีความเพียร มีสมั ปชัญญะ มสี ติ กาํ จัดอภิชฌาและโทมนสั ในโลกได้

4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหลักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ว่าด้วยการตั้งสติพิจารณาเหน็
ธรรมเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาธรรม 5 หมวดคือ
นวิ รณ์ ขันธอ์ ายตนะ โพชฌงค์และสจั จะ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้ังหลายภายนอกอยู่ จงพิจารณา
เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌา
และโทมนัสในโลกได้จากเนื้อหาความหมาย ความสำคัญ ตลอดจนหลักการปฏบิ ัตวิ ิปัสสนากรรมฐาน
ดังกล่าว

ผู้เรียบเรียงจึงสรุปเป็นความหมายของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หมายถึง การกำหนด
รูป-นามตามแนวสติปัฏฐาน 4 แบบพองหนอ-ยุบหนอ ได้แก่ 1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 2. เวทนา
นุปัสสนาสติปัฏฐาน 3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ 4. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สามารถแสดง
เป็นแผนภาพได้ดงั น้ี

116

กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏ
ฐาน

ธรรมานปุ ัสสนา การปฏิบตั ิ เวทนานปุ ัสสนา
วิปัสสนา สตปิ ัฏฐาน

กรรมฐาน

จิตตานปุ ัสสนา

แผนภาพท่ี 8.1 แสดงหลักการปฏบิ ัติวปิ ัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4
ความสำคัญของวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐานนี้ เป็นหัวใจแห่งคำสอนขององค์
พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ พระองค์ได้ทรงพร่ำสอนสติปัฏฐานแก่สาวกของพระองค์อยู่
เนืองนิตย์นับแต่ตรัสรูจ้ นกระทั่งเสด็จดับ ขันธ์ปรินิพพาน ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังได้ทรงรับรองไว้อย่าง
ชัดแจ้งในมหาสติปัฏฐานสตู รว่า (คณะศิษยุนุศิษย์ พระราชพรหมาจารย์, 2547, น. 33-37) เอกายโน
อยํภิกฺขเว มคฺโต สตฺตานํวิสุทธิยา ฯลฯ ยทิทํจตฺตาโร สติปัฏฐานา ความ ว่า ดูก่อน ท่านผู้เห็นภัย
ในวฏั ฏสงสารทง้ั หลาย ทางคือสตปิ ฏั ฐาน 4 นี้ เป็นทางสายเดียวที่เปน็ ไปพรอ้ ม เพอ่ื ความบริสทุ ธ์ิหมด
จดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศกเสียใจพิไรรำพัน ดับทุกข์ดับ โทมนัสเพื่อบรรลุมรรค
ผลนิพพาน ดงั น้ี แม้พระพทุ ธเจา้ และเหลา่ สาวกทั้งหลาย ท้งั ในอดตี กาลและในอนาคตกาลก็ดี จะต้อง
เจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ดังพระบาลีรับรองข้อความตอนนี้ว่า เยเนว
ยนตฺ นิ พิ พฺ านํ พทุ ธฺ า เตสญฺจ สาวกา เอกายเนน มคเฺ คน สติปฏฺฐานสญญํ นิ าฯ ความว่า พระพทุ ธเจา้ ทุก
พระองค์ และพระอรหันตสาวกทั้งหลายดำเนินไปสู่พระนิพพานด้วยเส้นทางสายใด เส้นทางสายนั้น
คือ สติปัฏฐาน 4 ดังน้ี

ทางสายเอก คือทางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าอรหันตสาวกทั้งหลายทรง
ดำเนินมาแล้ว มีคุณลักษณะ 8 ประการ คือ 1. เป็นทางที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแต่เพียงพระองค์
เดยี ว 2. เปน็ ทางทมี่ ีในพระพทุ ธศาสนาน้ีแห่งเดยี ว 3. เปน็ ทางท่ีตอ้ งไปคนเดียว คอื ตอ้ งไปด้วยตนเอง
จะให้ใครไปแทนก็ไม่ได้ 4. เป็นทางตรง ไม่ใช่ทางสองแพร่ง 5. เป็นทางที่ไปสู่จุดหมายปลายทางแหง่

117

เดียว คือ พระนิพพาน ครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระผู้มพี ระภาคเจา้ ประทับอยู่ท่ีนครสาวัตถีมเี ทพบุตรตน
หนึ่ง มีความคับข้องใจในปัญหาธรรม จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า อนฺโตชฏา พหิชฏา
ชฏาย ชฏิตา ปชา ตํตํโคตม ปุจฺฉามิโก อิมํวิชฏเย ชฏํความว่า ข้าแต่พระโคตมผู้เจริญ สัตว์โลกพากัน
ยุ่งทั้งภายในและภายนอก ถูกความยุ่งเกี่ยวพันไว้แล้ว จะแก้ไข ความยุ่งเหยิงนี้ได้อย่างไรพระเจ้าข้า
พระพทุ ธองค์ทรงตรัสเป็นภาษาบาลีว่า สีเล ปติฏฐาเย นโร สปญฺโญ จิตตฺ ปํ ญญฺ ญฺจ ภาวยํอาตาปีนิปโก
ภิกขุ โส อิมฺ วิชฏเย ชฏํ ความว่า บุคคลใดตั้งอยู่ในศีล ทำสมาธิให้เกิด ยังวิปัสสนาปัญญาให้แจ้ง
บุคคลผนู้ ั้นกจ็ ะสางความยุ่ง เหยิงในโลกนีไ้ ด้ คำว่า ยุ่งเหยิง กค็ อื กิเลส มโี ลภะ โทสะ โมหะ ท่ีวุ่นวาย
ในจิตใจของเราอยตู่ ลอดเวลานัน่ แหละ การตั้งอยู่ในศีล การทำสมาธใิ หเ้ กิด การยงั วปิ สั สนาปัญญาให้
แจ้งตามท่พี ระพุทธองคท์ รง ตรสั ไว้นัน้ ในทางปฏบิ ตั ิ จะทำอยา่ งไร ศลี สมาธิ ปญั ญาอยู่ท่ีตรงไหน ใน
การเดินจงกรมครั้งหนึ่ง หรือการกำหนดพองหนอ ยุบหนอ ครั้งหนึ่ง นั่นคือ การปฏิบัติ ศีล สมาธิ
ปัญญา จติ ท่คี อยระวงั ในการพองการยุบ เปน็ ตวั ศีล จิตทีแ่ นบแนน่ อยู่กบั การพองการยุบเป็นตัวสมาธิ
ตัวทีเ่ ขา้ ไปรวู้ ่าพองวา่ ยบุ เป็นตวั ปัญญา ดงั นั้น ศลี สมาธิ ปัญญา จึงมีอยู่ในพองในยบุ นน่ั เอง ศีล สมาธิ
ปัญญานี้ มีทั้งฝ่ายโลกียะ และโลกุตตระ โลกียศีล คือ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 277 เป็นศีลที่ทำให้ผู้
ปฏิบัติเป็นคนดีมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เพื่อให้อยู่
รว่ มกันในสงั คมอยา่ งรม่ เยน็ เป็น สุข

ในขณะที่โลกุตตรศีล เป็นศีลในทางปฏิบัติ เป็นศีลในองค์มรรค ดังคำสรุปที่ว่า สีเลนสุคติง
ยนั ติ สเี ลนโภคสมั ปทา ศลี 2 ตวั นเี้ ปน็ โลกียศีล คอื ไปเกิดดไี ดก้ เ็ พราะศีล จะมีโลคะไดก้ เ็ พราะศีล แต่
สีเลนนิพพุติงยันติตัวนี้เป็นโลกุตตรศลี คือ จะไปนิพพานได้ก็เพราะศีล ดังนั้น ศีลฝ่ายโลกียนะ กับศีล
ฝ่ายโลกุตตระ จึงมีการปฏิบัติที่ต่างกัน และผลก็มีต่างกันมาก โลกียสมาธิ เป็นสมาธที่หวังความสงบ
ในทางโลก ด้วยการปฏิบัติสมถกรรมฐาน โดยมุ่งเอา ฌาน เพื่อให้ได้โลกียอภิญญาอันมีพรหมภูมิเป็น
ที่สุด โลกตุ รสมาธิ เปน็ สมาธทิ ห่ี วังความสงบทเ่ี หนอื โลก พน้ จากโลก อันมีพระนิพพานเปน็ ทีส่ ุด โลกีย
ปัญญา แม้จะมีปัญญาสร้างสรรค์ความเจริญทางด้านวัตถุสักเพียงใดก็ตาม ก็เป็น เพียง สุตมยปัญญา
และจินตามยปัญญาเป็นปัญญาของผู้อื่นที่ลอกเลียนตามๆ กันมา เป็นปัญญาเพื่อ หาเลี้ยงปากเลี้ยง
ท้องเท่านั้น โลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาของตนเองที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โลกียปัญญาเป็นปัญญาที่เอาชีวิตรอด แต่โลกุตตระ
ปัญญาเป็นปัญญาทีเ่ อาจิตรอด ศีล สมาธิ ปัญญา เกดิ ขนึ้ ทใ่ี ด มรรคมอี งค์ 8 ก็มีอยทู่ ่นี น้ั เพราะมรรคมี
องค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ เป็นตัวปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเป็นตัวศีล

118

สัมมาสติ สัมมาสมาธิเป็นตัวสมาธิ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก็เท่ากับว่าได้
ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แล้ว โดยสมบูรณ์ นั่นคือ มรรคมีองค์ 8 ก็มีอยู่ในพอง ในยุบนั่นเอง พระไตร
ลักษณ์มีอยู่ในพอง ในยุบได้อย่างไร การที่รู้และเห็นว่า อาการพองอาการยุบ เกิดขึ้น คงอยู่ แล้วก็
หายไป แล้วเกิดขึ้นใหม่ แล้วก็หายไปอีก สลับกันไปเช่นนี้อาการอย่างนี้ เป็น อนิจจัง เมื่อกำหนดไป
กำหนดไป เวทนาก็เกิดขึ้น รู้สึกเจ็บ ปวดตรงนั้น ตรงนี้ อาการอย่างนี้เป็น ทุกขัง เมื่อกำหนดว่า พอง
จะไม่ให้ยุบก็ไม่ได้ เมื่อเวทนาเกิดขึ้น จะบังคับไม่ให้มันเกิดก็ไม่ได้ อาการพองก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี ไม่
อาจบังคับอะไรได้เลย อาการอย่างนี้เป็นอนัตตา ดังนั้น ในขณะที่เราเอาสติมากำหนดที่กาย เวทนา
จิต และธรรม ตัวอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะคลุกเคล้าอยู่กับรูปนามที่เรากำหนดตลอดเวลา รูปนาม
เกิดขึ้นที่ใด พระไตรลักษณ์ก็มีอยู่ที่ นั้น อุปมาเหมือนเมื่อเห็นเสือ ก็ย่อมเห็นลายเสือ ฉะนั้น นั่นคือ
พระไตรลกั ษณ์ก็มอี ย่ใู นพอง ในยบุ น่นั เอง

บทสรุป
ประโยชน์ของการเจริญวิปัสสนามีนานับประการ โดยส่งผลดีทั้งในทางโลก ไม่ว่าจะเป็น

ความรู้ที่นำไปประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงชีวิตในชีวิตจรงิ การปฏิบัติสมาธิสง่ ผลใหเ้ กิดการปรับเปล่ยี น
พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ช่วยให้มีสมาธิ ความจำดีขึ้น สติปัญญาเฉียบแหลม ช่วยบำบัดโรคบาง
ประการหรือโรคที่เกี่ยวกับทางจิตเวทต่างๆ ช่วงประคองสติอยู่ตลอดเวลาไม่ประมาทในการใช้ชีวิต
และทำให้เปน็ คนรอบคอบมีคุณธรรม ศลี ธรรมและจริยธรรมให้ดยี ง่ิ ข้ึน

ผลดีของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานมสี ่วนชว่ ยให้มีสติในการดำเนินชีวิต ช่วยให้มีสมาธิมาก
ขึ้น ตัดกิเลสและปล่อยวางได้บางอย่าง ลดกรรมเวรในทางที่ไม่ดี การแผ่ส่วนบุญกุศลให้กับเจ้ากรรม
นายอาจจะช่วยลดทอนกรรมเกา่ ลงไดบ้ า้ ง เจ้ากรรมนายทม่ี ชี วี ติ อย่หู รอื ทเ่ี ปน็ จติ วญิ ญาณ

เป้าหมายของทางโลกและทางธรรมย่อมต่างกันอยู่แล้ว เนื่องจากทั้งสองสิ่งนี้มีเป้าหมายท่ี
แตกต่างกันอย่างชัดเจน ความรู้ในทางโลกนั้นไม่ได้นำไปสู่การดับทุกข์ แต่จะสามารถนำไปประกอบ
สมั มาอาชีพและใช้ได้จริงในชวี ติ ประจำวัน ความร้ทู างธรรมนั้นเปน็ ความรทู้ ่ที ำใหเ้ รารอดพ้นจากความ
ทุกข์หรือสามารถเอามาใช้ดับความทุกข์ที่อยู่ในจิตใจได้ สามารถรับรู้ได้ว่าต้นเหตุของความทุกข์ที่อยู่
ในใจนั้นเกิดมาจากสาเหตุอะไร ซึ่งมักจะไม่พ้นกิเลสตัณหา การยึดติด หรือแม้แต่การคาดหวงั ในเรือ่ ง
ต่างๆ และ “สิ่งที่จะสามารถดับความทุกข์เหล่านั้นได้ก็คือ การมีความรู้ มีสติ สมาธิ ศีลและปัญญา”
ถ้าทดลองปฏบิ ตั กิ รรมฐานอาจจะเปลีย่ นชวี ิตกไ็ ด้

119

จำนวนชั่วโมงท่ีสอน 3 ช่ัวโมง

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรียน
2. นำเขา้ ส่บู ทเรียน บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลงั เรยี น

ส่อื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลังเรยี น

การประเมินผลการเรยี น
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมินตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรยี น
2. ประเมนิ จากการมีส่วนรว่ มในหอ้ งเรียน
3. ประเมนิ จากการชกั ถาม

เนอื้ หาท่จี ะสอน
1. แนวคิดการปฏบิ ตั ิแบบวปิ สั สนากรรมฐาน
2. ความหมายของกรรมฐาน
3. ประโยชนจ์ ากการปฏิบตั ิวปิ ัสสนากรรมฐาน
4. ความสุขจากการปฏิบัตวิ ิปัสสนากรรมฐาน
5. รปู แบบวิธกี ารปฏิบัตวิ ปิ ัสสนากรรมฐาน มี
6. หลักของวิปสั สนากรรมฐานตามแนวสตปิ ฏั ฐาน 4

คำถามท้ายบท
1. แนวคดิ การปฏบิ ตั แิ บบวิปสั สนากรรมฐานท่านได้กลา่ วไวอ้ ย่างไรบา้ ง
2. นกั ศกึ ษาจงบอกความหมายของกรรมฐาน มาพอใหเ้ ขา้ ใจ
3. ประโยชนจ์ ากการปฏิบัติวิปสั สนากรรมฐานมีอยา่ งไรบ้างจงอธิบาย
4. ความสุขจากการปฏบิ ัตวิ ิปสั สนากรรมฐานมีลักษณะเป็นอยา่ งไร
5. รปู แบบวธิ ีการปฏิบัติวปิ สั สนากรรมฐาน มีลกั ษณะอย่างไร

120

6. หลักของวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 มีลักษณะอย่างไรต้องใช้อะไรในการ
พิจารณากรรมฐานเป็นอารมณ์

เอกสารอ้างองิ บทท่ี 8
เกศรา สว่างวงศ์. (2556). “ความสุขผ่านมุมมองของพระพุทธศาสนา”. วารสารวิทยาลัยสงฆ์นคร

ลำปางปีท่ี 2 ฉบับท่ี 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2556): 1-6.
คณะศิษยุนุศิษย์ พระราชพรหมาจารย์. (2547). ทางสายเอก (ฉบับสมบูรณ์) Pathe to Nibbana

(Complete Edition). พมิ พค์ รงั้ ที่ 6. เชยี งใหม:่ โรงพิมพช์ ้างเผอื ก.
คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2559). ธรรมะภาคปฏิบัติ 1 (Buddhist

MeditationI). พิมพ์ครั้งที่ 3. พระนครศรีอยุธยา: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย.
ธรรมสมาธิ, อานาปานสติ สติปัฏฐาน , ธรรมสมาธิ 5. [ออนไลน์], สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม
2564 แหลง่ ทม่ี าจาก: https://sites.google.com/site/ smartdhamma.
แนบ มหานีรานนท์. (2557). หลักของวิปัสสนาโดยสังเขป และหลักปฏิบัติ 15 ข้อ สำหรับผู้เริ่มเข้า
กรรมฐาน. นครปฐม : มูลนธิ ิแนบมหานรี านนท์.
ประกาศิต ประกอบผล. (2560). “การพัฒนาคุณภาพจิตตามแนววปิ ัสสนากรรมฐาน”. วารสารวไลย
อลงกรณ์ปริทัศน์, มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม
2560): 85-100.
ปราโมทย์ น้อยวฒั น์. (2547). คำสอนในพระพุทธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์บรษิ ัทสหธรรมิก
จำกดั .
พระครูธรรมธรครรชิต คุณวโร, “จิตตภาวนากับการเปลี่ยนแปลงในพระพุทธศาสนา”, วารสาร
ศกึ ษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยนเรศวร ปที ี่ 15 ฉบับท่ี 2 (เมษายน – มิถนุ ายน 2556): 143.
พระครปู ลดั สนุ ทร สุนทฺ โร (แซ่เตียว). (2554). “ศกึ ษาหลักปฏบิ ัตวิ ิปัสสนาภาวนาแบบพอง – ยุบตาม
แนวการปฏบิ ตั ิของพระโสภณมหาเถระ”. ปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาวปิ สั สนา
ภาวนา. บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก). (2558). “ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภาวนาสูตร”.
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั .

121

พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก). (2558). “ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภาวนาสูตร”,
พุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ า
ลงกรณราชวทิ ยาลัย.

พระเจริญ อคฺควิริโย (เกษมวิริยะเลิศ). (2554). “การรับรู้เรื่องสติปัฏฐาน 4 ของอุบาสก – อุบาสิกา
วัดพิชย ญาติการาม กรุงเทพมหานคร”. ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาวิปสั สนา
ภาวนา. บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.

พระธรรมกิตติ. (2551). พจนานุกรม เพื่อการศึกษาพุทธศาสน์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร :
ธรรมสภาและสถานบันลือธรรม.

พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2547). สัมมาสมาธิและสมาธิแบบพทุ ธ. กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต). (2547). สมั มาสมาธแิ ละสมาธิแบบพทุ ธ. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), (2559). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.

กรุงเทพมหานคร : มลู นิธิการศึกษาเพื่อสันตภิ าพ พระธรรมปฎก (ป. อ. ปยุตฺโต).
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โต), ความสุข 5 ช้นั , [ออนไลน์], สืบค้นเม่ือวันที่ 12 กรกฎาคม 2564

แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า จ า ก : http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-
prayuth-11.htm.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2555). ธรรมะฉบับเรียนลัด. พิมพ์ครั้งที่ 30. นครปฐม: วัด
ญาณเวศกวนั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2550). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่
11. นครปฐม : วดั ญาณเวศกวนั .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2555). ตามรอยพุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:
ไทยยเู น่ียนกราฟฟกิ ส์.
พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต. (2555). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ 32.
กรงุ เทพมหานคร:สำนกั พมิ พผ์ ลธิ ัมม.์
พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9, Ph.D.),. (2558). พระธรรมเทศนาในอเมริกา. พิมพ์ครั้ง
ท่ี 1. กรงุ เทพมหานคร: นติ ิธรรมการพมิ พ์.
พระภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ. (2536). วิปัสสนาธุระ. กรุงเทพมหานคร:
บจก.ซี 100 ดไี ซน.์

122

พระมหาเลอเดช วรวํโส (วงศศรีชา). (2548). การศึกษาวิเคราะหปญญาบารมีของพระมโหสถิ (AN
ANALYTICAL STUDY OF PAÑÑĀPĀRAMĪ (PERFECTION IN WISDOM) OF
MAHOSATHA). วิทยานิพนธ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา บณั ฑิตวทิ ยาลัย. มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .

พระราชพุทธิญาณ. (มปป). วปิ ัสสนากรรมฐาน (แนวมหาสตปิ ัฏฐานสูตร). (ม.ป.ท.: หนา้ 10-11)
พุทธทาสภิกขุ. (2547). ความสุข. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พบ์ ริษทั ตถตา พบั ลิเคชน่ั จำกัด.
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม. (2553). คู่มอื ปฏิบตั สิ มถวิปสั สนากัมมัฏฐาน 5 สาย. นครปฐม: บริษัท

เพชรเกษมพรน้ิ ต้ิงกร๊ปุ จำกัด.

123

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 9
หัวข้อเร่อื งแนวคดิ เกย่ี วกับขันธ์ 5 อายตนะ 12

รายละเอยี ด
มงี านวิจยั ท่ไี ดศ้ กึ ษาเร่ืองขันธ์ 5 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท ประกอบดว้ ยรปู ขันธ์ เวทนาขันธ์

สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ คำนิยามและความหมายแห่งขันธ์ 5 แต่ละขันธ์มี
รายละเอียดมาก ซึ่งสื่อให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวแต่ละขันธ์เหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เรื่องขันธ์ 5 มีก่อน
สมัยพุทธกาลแต่เป็น อัตตา ต่างจากในพระพุทธศาสนาที่เป็นอนัตตา โดยพระพุทธเจ้ามีวิธีที่
หลากหลายในการแสดงให้เห็นโทษ แห่งขันธ์ 5 ทุกองค์ธรรมในพระพุทธศาสนาสามารถสงเคราะห์
เขา้ กบั ขนั ธ์ 5 และขันธ์ 5 แตล่ ะขันธ์นัน้ กม็ ปี ฏิบัตกิ ารร่วมกนั และเหตปุ ัจจัยทีท่ ำให้แตล่ ะขนั ธ์ปรากฏ
นั้นก็รวมอยู่ในขันธ์ 5 ไม่ได้เป็นสิ่งอื่นนอกจาก ขันธ์ 5 โดยมีส่วนหนึ่งแห่งสังขารขันธ์ที่เรียกว่าผัสสะ
เป็นปัจจยั ท่ีสำคัญท่ที ำให้นามขนั ธ์ปรากฏชัด พระพุทธเจา้ ได้ใชห้ ลักขนั ธ์ 5 นี้เป็นคำตอบโลกและชีวิต
ว่าไม่มีสิ่งอื่นนอกจากขันธ์ 5 แอบแฝงอยู่ในสรรพสิ่ง และขันธ์ 5 ก็ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ จึงมี
ความจำเป็นต้องเข้าใจเร่ืองขันธ์ 5 ให้ชัดเจน การจัดการขันธ์ 5 กับชีวิตมนุษย์ในพระพุทธศาสนาเถร
วาท มคี วามสมั พันธ์กบั หมวดธรรมทเ่ี ปน็ พืน้ ฐานสำคัญ ซึง่ เปน็ หลักการปฏบิ ัติท้งั ในระดับโลกิยะและ
ระดับโลกุตตระ ได้แก่ ไตรสิกขา สติปัฏฐานธาตุ 4 อินทรีย์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 และมรรค 8
ธรรมในแต่ละหมวดนี้มีความสมบูรณ์ในตัว ส่วนกระบวนการปฏิบัติการร่วมกันแห่งขันธ์ 5 ใน
ชีวิตประจำวัน สามารถศึกษาได้จากสิ่งที่ปรากฏออกมา ทางการปฏิบัติการแห่งรูปขันธ์ ในรูปแบบ
พฤติกรรมทางกายและวาจา พระพุทธศาสนาได้ใช้หลักไตรสิกขา 3 สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 เป็น
หลักการพัฒนากายและพัฒนาจิตมนุษย์ เพื่อให้การพัฒนาขันธ์ 5 ครอบคลุม ทั้ง 4 ด้าน ตามหลัก
ภาวนา 4 คอื การพฒั นากาย การพัฒนาศีล การพัฒนาจิต และการพฒั นาปัญญา ในพระพุทธศาสนา
(พระมหาโยธนิ โยธโิ ก, 2561, น.บทคดั ยอ่ )

ประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องขันธ์ 5 เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา
สามารถนำมา ใช้ในการแกป้ ัญหาและพัฒนามนุษย์ในระดบั โลกิยะ คือ การสรา้ งจติ วญิ ญาณใหเ้ ป็นนัก
คิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาความโลภมาก การควบคุมสัญชาตญาณทางเพศ การสร้างความ
รบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง การสร้างความมัน่ ใจในตนเอง การสร้างความตระหนักในตนเอง สว่ นในระดับโล
กตุ ตระ สามารถสรา้ งจติ และเจตสิกฝา่ ยกศุ ลใหเ้ กดิ ขึ้น พัฒนามนษุ ย์ใหห้ ลดุ พ้นจากทกุ ข์ หลดุ พ้นจาก
การเวยี นว่ายตายเกิด เข้าถงึ พระนพิ พานอนั เปน็ บรมสขุ ซ่ึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพทุ ธศาสนาได้

124

และในพระพุทธศาสนานั้นได้มีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับรู้โลกภายนอกและ
ภายในจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ถือว่าเป็นกระบวนการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มีต่อโลกผ่าน
หลักคำสอนที่ชื่อว่า “อายตนะ” หมายถึงที่ต่อหรือแดน หมายถึงที่ต่อกันให้เกิดความรู้แดน เชื่อมต่อ
ใหเ้ กิดความรหู้ รือแหล่งท่มี าของความรู้ แปลอยา่ งงา่ ย ๆ วา่ ทางรบั รูม้ ี 6 อย่าง ดงั ที่เรียก ในภาษาไทย
ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกนั้นปรากฏลักษณะอาการแก่มนุษย์เป็นส่วน ๆ ด้าน ๆ ไปเท่าที่มนุษย์
จะมีเคร่ืองมือสำหรบั รับรู้ คอื เท่ากบั จำนวนอายตนะ 6 นั่นเอง สงิ่ ท่ีถูกหรือ ลกั ษณะอาการตา่ ง ๆ ของ
โลกเรียกชื่อว่าอายตนะเหมือนกัน ดังนั้น เครื่องมือต่อความรู้ภายในจึงเรียกว่า อายตนะภายใน มีชื่อ
เรยี กอกี อยา่ งหน่งึ ว่าทวาร หรืออนิ ทรีย์ 6 และเคร่อื งมือต่อความรู้ภายนอกเรียกว่า อายตนะภายนอก
ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องกาย และสิ่งที่ใจนึก โดยทั่วไปนิยมเรี ยกว่า อารมณ์ (Phra
Bruhmagunabhorn (P.A.Payutto), 2009) หรือหมายถึงเครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตาเป็นเครื่องรู้รูป
เป็นสิ่งที่รู้ ในพระพุทธศาสนา หมายถึง จักษุ โสต ฆาน ชิวหา กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน เป็น
เครื่องติดต่อกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ (Royal Academy,
2003) ซง่ึ คำสอนท่ีวา่ ด้วยเร่ืองของอายตนะหรือแดนท่รี บั ร้โู ลกท้ัง ภายในและภายนอกน้ี ถือวา่ เป็นคำ
สอนที่มีความสำคัญในทางพระพุทธศาสนามาก ดังนั้นการศึกษาอย่างแท้จริงสามารถนำไปใช้
ประโยชน์ให้เกิดแก่การดำเนินชีวติ ไดม้ ากมายหลายประการ

แนวคิดเกย่ี วกบั เร่อื งขันธ์ 5
การพิจารณาขันธ์ 5 ในพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ด้วย

สภาวะจิตที่รู้ชัดสภาวลักษณะของขันธ์ 5 ที่อิงอาศัยกันในกระบวนการธรรมชาติของชีวิตผู้ปฏิบัติ
พจิ ารณาขนั ธ์ 5 ด้วยสภาวะจิตทไี่ ปรชู้ ัดสภาวลกั ษณะของนามขนั ธ์ทป่ี รากฏสบื เนื่องจากการพิจารณา
รูปขันธ์เป็นอารมณ์ จนสามารถรู้ชัดความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในการปฏิบัติธรรมในคัมภีร์
พระพทุ ธศาสนาเถรวาท การปฏบิ ัติธรรมด้วยการฟังธรรมแล้วเจริญปญั ญาดว้ ยการพิจารณาเห็นความ
เกิดขึ้นและดับไปของสังขาร การปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสมาธิที่แตกต่างกันตามอุปนิสัยแล้วเจรญิ
ปัญญา บางท่านอาจจะเจริญสมาธิตามหลักสติปัฏฐาน 4 ก่อนแล้วเจริญปัญญา การเจริญปัญญาจะ
เป็นการพิจารณาขันธ์ 5 โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา สาหรับการปฏิบัติธรรมโดยการ
พิจารณาขันธ์ 5 บางท่านปฏิบัติธรรมโดยการพิจารณาขันธ์ 5 ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ซึ่งจะต้องมี
วิปัสสนาจารย์แนะนาสอดคล้องกับข้อมูลในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยการพิจารณารูปขันธ์
ด้วยการพิจารณาลมหายใจ การพิจารณาอาการพองยุบที่เกิดจากลมในท้อง และการพิจารณา
อิริยาบถทั้ง 4 จากนั้นจึงพิจารณานามขันธ์ ตามอาการที่ปรากฏ เช่น ความเกิดดับของเวทนา ซึ่งการ

125

ปฏบิ ัตธิ รรมโดยการพจิ ารณาขันธ์ 5 สามารถนำไปปฏบิ ตั ิในการดำเนนิ ชวี ิตโดยไม่ต้องกังวลถึงรูปแบบ
และการไปปฏบิ ัตทิ ี่สำนักปฏิบัติธรรมตา่ งๆ ในประเทศไทย (พันตารวจโทหญงิ สุชาดา พระเขียนทอง,
2560, น.บทคัดยอ่ )

ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ได้ให้ความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” สรุปได้ดังน้ี องค์ประกอบของ
ร่างกาย 5 ประการ ไดแ้ ก่ รปู ขนั ธ์ (กองรปู ) เวทนาขันธ์ (กองเวทนา) สัญญาขันธ์ (กองสัญญา) สังขาร
ขันธ์ (กองสังขาร) วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ) (อภิ.วิ. (ไทย) 5/1/1.) ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและ
ปัจจบุ นั ภายในหรือภายนอก หยาบหรอื ละเอียด เลวหรอื ประณีต ไกลหรอื ใกล้ (ส .ข. (ไทย) 7/ 8/66
– 67.) และดว้ ยอปุ าทานขันธ์หรือความยึดมั่นในขันธ์ 5 ดว้ ยสักกายทิฏฐิ คอื ความเห็นว่าเป็นกายตน
20 ประการ (ขันธ์ 5 x ความเห็น 4 ประการ = 20) ได้แก่ เห็นขันธ์ 5 ว่าเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามี
ขันธ์ 5 เห็นขันธ์ 5 ในอัตตาเห็นอัตตาในขันธ์ 5 เมื่อขันธ์ 5 แปรผันเป็นอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้น (ส .ข. (ไทย) 7/1/1– 6.) และได้ตรัสสอนว่า เพราะขันธ์ 5 อย่างใด
อย่างหนึ่งทั้งหลายทั้งหมด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา จึงพึงพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม
ความเป็นจริงว่า “ขันธ์ 5 ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่ใช่อัตตาของเรา” เพื่อความเบ่ือ
หน่าย คลายกำหนัด เพื่อความดับแหง่ ขันธ์ 5 หมดจดจากอาสวะกเิ ลสท้ังหลายโดยสิ้นเชิง ไม่มีวัฏฏะ
เพอื่ ความปรากฏอีกตอ่ ไป (ส .ข. (ไทย) 7/56/81 – 86.) หรอื เพื่อความอยู่จบพรหมจรรย์ ทากจิ ท่คี วร
ทาเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอ่ืนเพื่อความเปน็ อยา่ งนอ้ี ีกต่อไป (ส .ข. (ไทย) 17/49/68 – 70.)

ในคัมภีร์อรรถกถา ได้ให้ความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” สรุปได้ว่า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วญิ ญาณขันธ์ (ปญฺจกขฺ นฺธา รูปกขฺ นโฺ ธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺ ากฺขนฺโธสงฺขารกฺขนฺ
โธ วญิ ฺ ณกขฺ นโฺ ธ) ไมย่ ิง่ ไมห่ ย่อนไปกว่านี้ คำวา่ ขนฺธ ศัพท์ ใช้ไดใ้ นฐานะทหี่ ลากหลายเช่น ในฐานะว่า
กอง (ราสิมฺหิ) ในฐานะว่า คุณ (คุเณ) ในฐานะโดยเป็นบัญญัติ (ปณฺณตฺติย) ในความเป็นคาติดปาก
(รุฬฺหิย ) ในที่นี้ทรงประสงค์เอาโดยฐานะว่า “กอง” และมีความหมายว่าเป็นโกฏฐาส (ส่วน) ดังน้ัน
คำว่า รูปขันธ์ จึงได้แก่ กองรูป ส่วนแห่งรูป คำว่า เวทนาขันธ์ได้แก่ กองแห่งเวทนา ส่วนแห่งเวทนา
เป็นต้น ตวั อย่างเชน่ กองแห่งรปู คอื สว่ นแห่งรปู 5 สว่ นแห่งรปู 96 ซึง่ ทรงจำแนกไวใ้ นโอกาส อย่าง มี
รูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นต้น โดยพระดารัสที่ตรัสว่า “มหาภูตรูป และรูปที่อาศัย
มหาภูตรปู ” ชือ่ วา่ “รูปขนั ธ์” เป็นตน้ (อภิ.ว.ิ อ. (ไทย)1/1–2.)

พระพุทธโฆสเถระ ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” ไว้ว่า หมายถึง รูปขันธ์ เวทนา
ขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และในขันธ์ 5 นี้ ธรรมชาติส่วนท่ีมีความสลายไปโทรมไป
เพราะปัจจัยที่เป็นข้าศึกทั้งหลาย มีความหนาว ความร้อน เป็นต้น ชื่อว่า รูปขันธ์ สามารถแยก
ออกเป็นสองโดย ภูตรูป และอุปาทายรูป ส่วนขันธ์นอกจากนี้ ได้แก่ นามขันธ์ นั้นธรรมชาติส่วนที่มี
การเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ ชื่อว่า เวทนาขันธ์ ธรรมชาติส่วนที่มีความจำได้เป็นลักษณะ ชื่อว่า

126

สัญญาขันธ์ ธรรมชาติส่วนที่มีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะ ชื่อว่า สังขารขันธ์และธรรมชาติส่วนท่มี ี
ความรูแ้ จ้งเป็นลกั ษณะ ชอื่ ว่า วิญญาณขันธ์ (พระพุทธโฆสเถระ, 2547, น. 720 – 734.)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” ไว้ว่า ส่ิง
ทั้งหลายที่เป็นส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกัน ตัวตนแท้ๆ ของสิ่งทั้งหลายไม่มี เป็นแต่เพียง
รูปธรรมและนามธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกันเป็นพิเศษกับเรื่องชีวิต ซึ่งสามารถแยกแยะชีวิตพร้อมท้ัง
องคาพยพทั้งหมดที่บัญญัติเรียกว่า “สัตว์” “บุคคล” ฯลฯ ออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ ได้เป็น 5
ประเภทหรือ 5 หมวด เรียกทางธรรมว่า “เบญจขันธ์” ที่อาศัยซึ่งกันและกัน และด้วยการอาศัยกันน้ี
จึงจะเป็นชีวิต โดยประเภทที่ 1 ชื่อว่า รูป จัดเป็นรูปขันธ์ เป็นส่วนกาย ส่วน ประเภทหลังชื่อว่า
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามขันธ์ เป็นส่วนใจ และปรากฏอยู่ในอริยสัจข้อท่ี 1 คือข้อว่า
ด้วยทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงความหมายหรือคาจากัดความของทุกข์ด้วยวิธียกตัวอย่าง
เหตุการณ์ต่างๆ แต่ในตอนท้าย พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปเป็นข้อเดียวว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์
(พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), 2549, น. 15 – 16.)

พุทธทาสภิกขุ ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” ไว้ว่า ขันธ์ 5 เป็นธรรมท่ี
พระพุทธเจ้าทรงสอนมากทสี่ ุดท่ีปรากฏอยใู่ นรูปพระพทุ ธวจนะ โดยความไม่เทยี่ งและเป็นอนัตตาขันธ์
5 นี้ คือคนเราคนหนึ่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ส่วนร่างกาย เรียกว่า รูป ส่วนความรูส้ ึกสขุ ทุกข์ เรียกวา่
เวทนา ส่วนความจำหรือสตสิ มปฤดี เรียกว่า สัญญา สว่ นความนกึ คิด เรยี กว่าสงั ขาร สว่ นจิตที่รู้สิ่งนั้น
สงิ่ นีไ้ ด้ทางตา ทางหู ฯลฯ เรียกว่า วญิ ญาณ ซงึ่ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วญิ ญาณ 5 อยา่ งนี้ เรียกว่า
ขนั ธ์ 5 (พุทธทาสภิกขุ, ธรรมบรรยาย ระดับมหาวิทยาลัย เลม่ 2, จัดพิมพโ์ ดยศรทั ธาบรจิ าคของ
สภุ ี คลอ่ งการยิง, หน้า 198 – 199.)

ราชบัณฑิตยสถาน อธิบายความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” ไว้ว่า เป็นส่วนของรูปกับนามที่
แยกออกเป็น 5 กอง คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2556, น.184 .)

วัชระ งามจิตรเจริญ อธิบายความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” ไว้ว่า หมายถึง สิ่งที่เป็น
องค์ประกอบของมนุษย์หรือสัตว์เหล่าอื่นที่อยู่ในภพที่มีขันธ์ 5 มีเทวดา เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริง
มนุษย์มีองค์ประกอบหลักอยู่ 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นร่างกายคือรูปขันธ์ และส่วนที่เป็นจิตใจหรือ
ความรู้สึกนึกคิดคือวิญญาณขันธ์ ที่นิยมเรียกกันว่า กายกับจิตหรือรูปกับนาม แต่วิญญาณนั้นเมื่อนา
มาจำแนกลักษณะหรือพฤติกรรมออก ในส่วนสำคัญจะมีลักษณะสำคัญ 3 อย่างคือ เวทนา สัญญา
และสังขาร จึงแยกลักษณะหรือพฤติกรรมของวิญญาณขันธ์ออกเป็นอีก ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญา
ขันธ์ และสังขารขันธ์ เมื่อรวมกับรูปขันธ์และวิญญาณขันธ์จึงกลายเป็น 5 ขันธ์ (ศ.ดร.วัชระ งามจิตร
เจรญิ , 2556, น.336 – 337)

ดังนั้น ขันธ์ 5 จึงไม่ใช่องค์ประกอบที่แยกกัน 5 อย่างแล้วนามารวมกันกลายเป็นมนุษย์ ใน
คัมภรี ์ ฝ่ายอภิธรรมจงึ เรียกเวทนาขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์ สงั ขารขันธว์ ่าเปน็ เจตสิก ซึ่งหมายถึงส่ิงที่อาศัยจิต

127

เกดิ ขึน้ ไมส่ ามารถอยโู่ ดยปราศจากจิตหรือวิญญาณขนั ธ์นน่ั เอง วญิ ญาณขนั ธ์จึงเป็นหลกั ของนามขันธ์
ที่เหลือ แต่ถึงแม้จะเป็นองค์ประกอบหลักฝ่ายนามธรรมก็เป็นเพียง “กระแส” หรือ“กระบวนการ”
บางอย่างทเ่ี กดิ ดบั ตลอดเวลา หรืออาจกล่าวได้อีกอยา่ งหน่ึงวา่ นามขันธ์ เหล่านี้หมายถงึ ลักษณะหรือ
ปรากฏการณห์ ลัก อย่างขององคป์ ระกอบฝ่ายจิตของมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ้ังหลาย

องคป์ ระกอบของขนั ธ์ 5 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
ในคัมภีร์และตาราวิชาการและนักวิชาการศาสนาทางพระพุทธศาสนาเถรวาทได้ให้
ความหมายและรายละเอียดของขันธ์ 5 โดยนัยแห่งประเภทของขันธ์ตามองค์ประกอบ 5 ประการ
ได้แก่ รูปขันธ์ (กองรูป) เวทนาขันธ์ (กองเวทนา) สัญญาขันธ์ (กองสัญญา) สังขารขันธ์(กองสังขาร)
วญิ ญาณขนั ธ์ (กองวิญญาณ) ไว้ดงั นี้
1. รูปขันธ์ รูปขันธ์ หมายถึง รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ภายใน
หรอื ภายนอก หยาบหรอื ละเอยี ด เลวหรือประณตี ไกลหรือใกล้ (ส .ข. (ไทย) 17/ 48/66 – 67, อภิ.ว.ิ
(ไทย) 35/1 – 10/ 1–3.) อันเป็นส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด คือ ร่างกายและพฤติกรรม
ทั้งหมดของร่างกาย หรือสสารและพลังงานฝ่ายวัตถุพร้อมทั้งคุณสมบัติและพฤติการณ์ต่างๆ ของ
สสารพลังงานเหล่าน้นั (พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), 2549, น. 16.) ซง่ึ เป็นธรรมชาตทิ ม่ี ีความ
สลายไป (รูปฺปตตี ิ โข) ไดแ้ ก่ กาเริบ เบียดเบียน บบี ค้นั (ส.ํ ข.อ. (ไทย) 2/79/423) หรือโทรมไป เพราะ
ปัจจัยท่ีเป็นข้าศึกท้ังหลาย มีหนาว เปน็ ต้น (พระพุทธโฆสเถระ. (2547). คมั ภีรว์ สิ ุทธิมรรค. แปลและ
เรียบเรยี งโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), น.721)
รูป หรือรูปขันธ์ (อภิ.ปญฺจ.อ. (ไทย) 26/ 462.) ในร่างกายสัตว์มีจานวน 8 รูป แบ่งออกเป็น
ประเภท คอื มหาภตู รปู และรูปทีอ่ าศยั มหาภูตรปู 4 (พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีรว์ ิสุทธิมรรค, แปลและ
เรียบเรยี งโดย สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), น. 721 , พระสทั ธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ,
ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1 – 2 – 6, น. 6 .) (อปุ าทายรูป) (อภ.ิ ว.ิ (ไทย) 35/228/ 220.)
1) มหาภูตรูป หรือเรียกง่ายๆ ว่า ธาตุ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2549, น.30)
หมายถึง รูปที่มีความปรากฏเป็นของใหญ่และปรากฏชัดเจน โดยทรงไว้ซึ่งลักษณะและสัณฐานของ
ตน ทั้งในสันดานแห่งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตมีสภาพเหมือนกับมหาภูตโดยการปรากฏ ตัวอย่างเช่น
รูปหรือธาตุเหล่านี้โดยตัวเองแล้ว เป็นของไม่เขียวแต่แสดงอุปาทายรูปที่เขียวได้ เป็นต้น เปรียบ
เหมือนนักมายากลที่สามารถแสดงน้าซึ่งไม่ใช่แก้วมณีแท้ๆ ให้เป็นแก้วมณีได้ เป็นต้น จาเป็นต้อง
บรหิ ารมากเพราะเป็นสิ่งท่ีต้องรักษาดว้ ยปัจจยั ได้แก่ การกินและเครื่องนุ่งห่มเปน็ อันมาก มีวิการหรือ
ความแปรผันมากในเวลาธาตุกาเรบิ เป็นต้นและเปน็ ของมจี ริงโดยความเป็นของใหญ่เพราะเห็นอยู่ว่า
มีจริง เป็นฐานแห่งทุกข์ มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน (พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิ
มรรค, แปลและเรยี บเรียงโดย สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), น. 625-628, พระสัทธัมม
โชติกะ ธมั มาจรยิ ะ, ปรมัตถโชตกิ ะ ปรจิ เฉทที่ 1 – 2 – 6, น.64) มี อย่าง 4 คอื

128

(1) ปฐวีธาตุหรือธาตุดิน หรือธาตุดินเป็นของหยาบ (ม.มู (ไทย) 12302/330) มีลักษณะแข็ง
หรืออ่อนเมื่อสัมผัส (พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1-2-6, น.67) หรือ
เป็น สภาพที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2549, น.30) และเป็นที่อาศยั
หรือเป็นที่ตั้งของรูปอื่นๆ เหมือนพื้นแผ่นดินที่เป็นที่ตั้งที่อาศัยของสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
คือ ถ้าไมม่ ปี ฐวธี าตุ รูปร่าง สัณฐาน สีสรรวรรณะตลอดจนความรู้สกึ ต่างๆ ได้แก่ รูปารมณ์ สทั ทารมณ์
คันธารมณ์ รสารมณ์ เตโชโผฏฐัพพารมณ์วาโยโผฏฐัพพารมณ์ ก็ปรากฏขึ้นไม่ได้ (พระสัทธัมมโชติกะ
ธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1-2-6, น.67) สาหรับในร่างกายมนุษย์ อุปาทินนกรูป (รูปที่มี
กรรมเป็นสมุฏฐาน) เฉพาะตนที่เป็นปฐวีธาตุ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน
กระดูกไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือ อุปาทินนกรูป
ภายในอืน่ ที่เปน็ ของเฉพาะตนทแี่ ขน้ แข็ง เป็นของหยาบ (ม.มู. (ไทย) 12/302/330)

(2) อาโปธาตหุ รอื ธาตุนา้ หรือธาตนุ า้ เป็นสภาวรปู ท่เี อิบอาบ (ม.ม.ู (ไทย) 12/302/332) ซาบ
ซึมแทรกไป (พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาจ อาสภมหาเถร), น. 608) หรือเป็นความเหนียวเครื่องเกาะกุมรูป (อภิ.สงฺ. (ไทย) 34/856/234)
อาโปธาตุนี้ ถ้ามีอยู่เป็นจำนวนมากในวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะทาให้วัตถุนั้นเหลวและไหลไปได้ โดยปฐวี
ธาตุเป็นผูไ้ หลและมีอาโปธาตเุ ปน็ ผทู้ าให้ไหล เพราะอาโปธาตเุ ปน็ ธาตุทเ่ี ห็นด้วยตาหรือสมั ผัสด้วยกาย
ไม่ได้ เพียงแต่รู้ได้ด้วยใจเท่านั้น และถ้ามีจานวนน้อยก็จะทาให้วัตถุนั้นเกาะกุมกันเป็นก้อนเป็นกลุ่ม
อปุ มาเหมอื นยางเหนียวที่สามารถเชอื่ มปรมาณูปฐวีใหเ้ กาะกุมกันเปน็ รูปร่างสัณฐาน (พระสัทธัมมโชติ
กะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1-2-6, น.67) สาหรับในร่างกายมนุษย์ อุปาทินนกรูป
เฉพาะตนที่แสดงลักษณะแห่งอาโปธาตุ ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้าตา เปลวมัน น้า
ลาย น้ามกู ไขข้อ มูตร หรืออุปาทนิ นกรูปภายในอ่นื ทเี่ ป็นของเฉพาะตนที่เอิบอาบหรือมีความเอิบอาบ
(อภิ.สง.ฺ (ไทย) 34/303/332)

(3) เตโชธาตุหรอื ธาตุไฟ หรือธาตุไฟ เป็นสภาวรูปที่มีลกั ษณะร้อนและเย็น ลักษณะร้อน ชื่อ
ว่า อุณหเตโช ลักษณะเย็นชื่อว่า สีตเตโช มีสภาพที่เป็นไอเป็นลักษณะ (พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ,
ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1 – 2 – 6, น. 68.) หรือเป็นสภาพที่แผ่ความเป็นลักษณะ (พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ. ปยุตฺโต), 2549, น.30) หรือเป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อน และสาหรับในร่างกายมนุษย์ อุปา
ทินนกรูปเฉพาะตนที่แสดงลกั ษณะแหง่ เตโชธาตุ ไดแ้ ก่ ธรรมชาติท่ีทาให้ร่างกายอบอนุ่ ธรรมชาติท่ีทา
ใหร้ า่ งกายทรดุ ทรม ธรรมชาตทิ ่ที าใหร้ า่ งกายเรา่ ร้อน ธรรมชาติที่เป็นเครื่องยอ่ ยส่งิ ทีก่ ิน ดื่ม เค้ยี วและ
ลิม้ รสแล้วหรืออุปาทินนกรปู ภายในอ่ืนๆ ทเ่ี ป็นของเฉพาะตนที่เร่าร้อนหรือมีความเร่าร้อน (ม.มู. (ไทย)
12/304/334, อภิ.สง.ฺ (ไทย) 34/304/334.)

(4) วาโยธาตุหรือธาตุลม หรือธาตุลม เป็นสภาวรูปที่เป็นของพัดไปพัดมา มีความพัดไปมา
(อภิ.สง.ฺ (ไทย) 34/305/335.)7มลี กั ษณะเคร่งตึงและเคล่ือนไหว วาโยธาตุท่ีมีลักษณะเคร่งตึงเรยี กว่า

129

วติ ถมั ภนวาโย เป็นธรรมชาติทท่ี าให้รูปท่ีเกิดพร้อมกับตนเครง่ ตึงหรือตั้งมั่น ไมค่ ลอนแคลนเคล่ือนไหว
ไปได้ เช่น ความรู้สึกเมื่อยหรือความรู้สึกปวดเมือ่ วติ ถมั ภนวาโยธาตุปรากฏ เป็นต้น ส่วนวาโยธาตุท่มี ี
ลกั ษณะเคลื่อนไหวเรยี กว่า สมีรณวาโย เปน็ ธรรมชาตทิ ีท่ าใหร้ ปู ท่ีเกิดพร้อมกับตนเคลื่อนไหวไปมาได้
เช่น การเคลอ่ื นไหวในอริ ยิ าบถต่างๆ การถา่ ยสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย เปน็ ต้น (พระสัทธัมมโชติกะ
ธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1 – 2 – 6, น. 69.) สาหรับในร่างกายมนุษย์อุปาทินนกรูป
เฉพาะตนทีแ่ สดงลักษณะวาโยธาตุทม่ี ีความพัดไปมา ได้แก่ ลมท่พี ดั ขึน้ เบ้อื งบน คอื ลมทีต่ ีข้ึนเบื้องบน
แล้วทาให้อาเจียน เป็นต้น ลมที่พัดลงเบ้ืองต่ำ คือลมกดลงเบื้องต่ำที่นาอุจจาระ และปัสสาวะออกมา
เป็นต้น ลมในท้อง คือลมภายนอกลาไส้ใหญ่ทั้งหลาย ลมในลาไส้ คือลมภายในไส้ใหญ่ ลมที่แล่นไป
ตามอวัยวะน้อยใหญ่ คือลมที่เกิดเพราะการงอเข้าและเหยียดออกเป็นต้น ซึ่งจะซ่านไปสู่อวัยวะน้อย
ใหญ่ในร่างกายทั้งหมดตามแนวแห่งข่ายเส้นเอ็น ลมหายใจเข้าคือลมในจมูกที่เข้าข้างใน และลม
หายใจออก คือลมในจมูกที่ออกข้างนอก หรืออุปาทินนกรูปภายในอื่นที่เป็นของเฉพาะตนที่เป็นของ
พัดไปมา มีความพัดไปมา (ม.มู. (ไทย)12/305/335, อภิ.สงฺ. (ไทย)34/305/335, พระพุทธโฆสเถระ,
คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), น. 608 –
609.) ยงั มีรูปท่ีละเอยี ดลงไปอีกเรยี กว่า อปุ าทายรูป 24 (Upàdà-råpa: derivative materiality)

ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ (Pasàda-råpa: sensitive material
qualities)

1. จักขุ (ตา (Cakkhu: the eye)
2. โสตะ (หู (Sota: the ear)
3. ฆานะ (จมกู (Ghàna: the nose)
4. ชวิ หา (ลิน้ (Jivhà: the tongue)
5. กาย (กาย (Kàya: the body)
ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ (Gocara-råpa or
Visaya-råpa: material qualities of sense-fields)
6. รปู ะ (รูป (Råpa: form)
7. สทั ทะ (เสียง (Sadda: sound)
8. คันธะ (กล่นิ (Gandha: smell)
9. รสะ (รส (Rasa: taste)
0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย (Phoññhabba: tangible objects) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอนั
เดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ท่ีกลา่ วแลว้ ในมหาภตู
ค. ภาวรูป 2 (รูปทีเ่ ปน็ ภาวะแห่งเพศ (Bhàva-råpa: material qualities of sex)
10. อิตถตั ตะ, อติ ถนิ ทรีย์ (ความเป็นหญงิ (Itthatta: femininity)

130

11. ปุริสตั ตะ, ปรุ สิ ินทรยี ์ (ความเปน็ ชาย (Purisatta: masculinity)
ง. หทยั รูป 1 (รูป คือหทัย (Hadaya-råpa: physical basis of mind)
12. หทัยวัตถุ* (ทตี่ ง้ั แห่งใจ, หัวใจ (Hadaya-vatthu: heart-base)
จ. ชวี ิตรปู 1 (รูปที่เปน็ ชวี ิต (Jãvita-råpa: material quality of life)
13. ชีวติ นิ ทรีย์ (อนิ ทรีย์คือชวี ติ (Jãvitindriya: life-faculty; vitality; vital force)
ฉ. อาหารรปู 1 (รูปคืออาหาร (âhàra-råpa: material quality of nutrition)
14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน (Kavaëiïkàràhàra: edible food;
nutriment)
ช . ป ร ิ จ เ ฉ ท ร ู ป 1 ( ร ู ป ท ี ่ ก ำ ห น ดเ ท ศ ะ ( Pariccheda-råpa: material quality of
delimitation)
15. อากาสธาตุ (สภาวะคือชอ่ งวา่ ง (âkàsa-dhàtu: space-element)
ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย (Vi¤¤atti-råpa: material quality
of communication)
16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย — Kàya-vi¤¤atti: bodily
intimation; gesture)
17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา — Vacã-vi¤¤atti: verbal
intimation; speech)
ฎ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ — Vikàra-råpa: material
quality of plasticity or alterability)
18. [รูปัสสะ] ลหุตา (ความเบา — Lahutà: lightness; agility)
19. [รปู สั สะ] มุทตุ า (ความออ่ นสลวย — Mudutà: pliancy; elasticity; malleability)
20. [รูปัสสะ] กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ — Kamma¤¤atà:
adaptability; wieldiness)
0. วญิ ญัตริ ปู 2 ไมน่ บั เพราะซำ้ ในข้อ ญ.
ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด — Lakkhaõa-råpa:
material quality of salient features)
21. [รปู สั สะ] อปุ จยะ (ความก่อตวั หรือเตบิ ขึน้ — Upacaya: growth; integration)
22. [รูปสั สะ] สนั ตติ (ความสืบต่อ — Santati: continuity)
23. [รูปัสสะ] ชรตา (ความทรดุ โทรม — Jaratà: decay)
24. [รูปัสสะ] อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย — Aniccatà: impermanence)
Dhs.127; Vism.443; Comp.155.

131

รปู 22 (สง่ิ ทีเ่ ป็นร่างพร้อมทงั้ คณุ และอาการ (Råpa: matter; materiality)
1. อุปาทินนกรูป (รูปที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่รูปที่เกิดจากกรรม
(Upàdinnakaråpa: kammically grasped materiality; clung-to materiality; organic matter)
2. อนุปาทินนกรูป (รูปที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่รูปที่มิใช่เกิดจากกรรม
( Anupàdinnaka-råpa: kammically ungrasped materiality; not-clung-to materiality;
inorganic matter) Vbh.14; Vism.450; Comp.159. อภิ.วิ.35/36/19; วิสุทฺธิ.3/20; สงฺคห.35.
(พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto), 2559, น. 72-
73)
ดังนั้น อุปาทายรูป (รูปอาศัยหรือรูปที่สืบเนื่องมาจากมหาภูตรูป) 24 คือ ประสาททั้ง 5 คือ
ตา หูจมูก ลิ้น กาย (จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา และกาย) อารมณ4 คือ รูป เสียง กลิ่น รส (รูปะ สัททะ
คันธะ รสะ; โผฏฐัพพะ ไมนับ เพราะตรงกันกับ ปฐวีเตโช และวาโย) ความเปนหญิง (อิตถินทรีย)
ความเปนชาย (ปุริสินทรีย) ที่ตั้ง ของจิต (หทัยวัตถุ) การแสดงใหรูความหมายดวยกาย (กายวิญญัติ)
การแสดงใหรูความหมายดวยวาจา (วจีวิญญัติ) ชีวิตินทรียชองวาง (อากาศ) ความเบาของรูป (รูปสสฺ
ลหุตา) ความออนหยุนของรูป (รูปสฺส มุทุตา) ภาวะที่ควรแกการงานของรูป (รูปสฺส กมฺมฺตา) ความ
เจริญหรือขยายตัวของรูป (รูปสฺส อุปจย) การสืบตอของรูป (รูปสฺส สนฺตติ) ความเสื่อมตัว (ชรตา)
ความสลายตัว (อนจิ ฺจตา) และอาหาร (หมายถึง โอชา); พงึ สังเกตวา คาํ วา “หทัยวตั ถุ” ซึ่งแปลกันวา
หัวใจ และถือวาเปนทที่ าํ งานของจิตนน้ั เปนมตใิ นคมั ภรี รนุ หลัง ไมปรากฏในพระไตรปฎก
2. เวทนา แบงเปน 3 คือ สุข (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) ทุกข (ทางกายหรือทางใจก็ตาม)
อทุกขมสุข (ไมทุกขไมสุข คือ เฉยๆ บางทีเรียกวา อุเบกขา); อีกอยางหนึ่ง แบงเปน 5 คือ สุข (ทาง
กาย) ทุกข (ทางกาย) โสมนัส (ดีใจ) โทมนัส (เสียใจ) อุเบกขา (เฉยๆ); แบงตามทางที่เกิดเปน 6 คือ
เวทนาเกดิ จากสัมผสั ทางจักขุทางโสตะ ทางฆานะ ทางชิวหา ทางกาย และทางมโน 3. สญั ญา แบงเป
น 6 ตามทางแหงการรับรูคือ 1. รูปสัญญา ความหมายรูรูป เชนวา ดํา แดง เขียว ขาว เปนตน 2.
สทั ทสญั ญา ความหมายรูเสียง เชนวา ดงั เบา ทุม แหลม เปนตน 3. คนั ธสญั ญา ความหมายรูกลิ่น เช
นวา หอม เหมน็ เปนตน 4. รสสัญญา ความหมายรูรส เชนวา หวาน เปรี้ยว ขม เค็ม เปนตน 5.
โผฏฐัพพสัญญา ความหมายรูสัมผัสทางกาย เชนวา ออน แข็ง หยาบ ละเอียด รอน เย็น เปนตน 6.
ธัมมสัญญา ความหมายรูอารมณทางใจ เชนวา งาม นาเกลยี ด เทย่ี ง ไมเท่ยี ง เปนต้น
4. สงั ขาร ตามหลักอภธิ รรม แบงเจตสิกเปน 52 อยาง ถาเทียบกบั การแบงแบบขันธ5 เจตสิก
ก็ไดแก เวทนา สญั ญา และสงั ขารทั้งหมด คอื ในจาํ นวนเจตสิก 52 นน้ั เปนเวทนา 1 เปนสญั ญา 1 ที่
เหลืออีก 50 อยาง เปนสังขารทั้งสิ้น สังขารขันธจึงเทากับเจตสิก 50 อยาง ซึ่งแยกยอยไดดังนี้ 1)
อัญญสมานาเจตสิก (เจตสิกท่เี ขาไดท้ังฝายดีฝายชั่ว) 11 (นับครบม1ี 3 เพราะเวทนาและสัญญาเปนเจ
ตสิก หมวดน้ีแตไมเปนสังขาร จงึ ตดั ออกไป) คอื (1) สัพพจติ ตสาธารณเจตสิก (เจตสิกที่เกิดกับจิตทุก

132

ดวง) 5 คือ ผสั สะ เจตนา เอกคั คตา (สมาธ)ิ ชวี ติ นิ ทรียมนสิการ (จาํ นวนเดมิ มี7 ท้ังเวทนา กับสัญญา)
(2) ปกิณณกเจตสิก (เกิดกับจิตไดทั่วๆ ไป ทั้งฝายดีฝายชั่ว แตไมตายตัว) 6 คือ วิตก วิจาร อธิโมกข
(ความปกใจ) วิรยิ ะ ปติฉนั ทะ 2) อกศุ ลเจตสิก (เจตสิกท่เี ปนอกุศล) 14 คอื (1) อกศุ ลสาธารณเจตสิก
(เกิดกับจิตที่เปนอกุศลทุกดวง) 4 คือ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะ (2) ปกิณณกอกุศล
เจตสิก (เกิดกับจิตที่เปนอกุศลแตไมตายตัวทุกครั้ง) 10 คือ โลภะ ทิฏฐิมานะ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ
กุกกุจจะ ถีนะ มิทธะ และวิจิกิจฉา 3) โสภณเจตสิก (เจตสิกดีงาม คือ เกิดกับจิตที่เปนกุศลและอัพ
ยากฤต) ม2ี 5 คอื (1) โสภณสาธารณเจตสิก (เกดิ กบั จิตดีงามทุกดวง) 19 คือ ศรทั ธา สติหริ ิโอตตัปปะ
อโลภะ อโทสะ (= เมตตา) ตัตรมชั ฌัตตตา (บางทีเรียกอุเบกขา) กายปสสัทธิ (ความสงบแหงนามกาย
คือกองเจตสิก) จิตตปสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา
จิตตกัมมญั ญตา กายปาคุญญตา (ความคลองแคลวแหงนามกายคือกองเจตสิก) จิตตปาคญุ ญตา กายุ
ชุกตา (ความ ซื่อตรงแหงนามกายคือกองเจตสิก) จิตตุชุกตา (2) ปกิณณกโสภณเจตสิก (เกิดกับจิตฝ
ายดีงาม แตไมตายตัวทุกครั้ง) 6 คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (รวมเรียก วีรตีเจตสกิ
3) กรุณา มุทิตา (เรียกรวมกันวา อัปปมัญญาเจตสิก 2) และ ปญญา ในพระสูตร (เชน สํ.ข.
17/116/74) ตามปกติทานแสดงความหมายของสังขารวา ไดแก เจตนา 6 หมวด คือ รูปสัญเจตนา
สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา และธรรมสัญเจตนา แปลว า
เจตจํานงหรอื ความคิดปรงุ แตง เกี่ยวกับ รปู เสยี ง กล่นิ รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ

5. วิญญาณ แบงตามทางที่เกิดเปน 6 คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา
วิญญาณ กายวญิ ญาณ และ มโนวิญญาณ (แปลตามแบบวา ความรูแจงอารมณทางตา ทางหูทางจมูก
ทางลิน้ ทางกาย ทางใจ); ตามแนวอภธิ รรม เรียกวญิ ญาณขนั ธท้งั หมดวา “จิต” และจาํ แนกจติ ออกไป
เปน 89 หรือ 121 ดวง คือ ก. จํานวนตามภูมิหรือระดบั ของจิต เปนกามาวจรจิต 54 รูปาวจรจิต 15
อรูปาวจรจิต 12 โลกุตรจิต 8 (แยกพิสดารเปน 40) ข. จําแนกโดยคุณสมบัติเปน อกุศลจิต 12 กุศล
จติ 21 (พสิ ดารเปน 37) วิบากจติ 36 (พิสดารเปน 52) กริ ยิ าจิต 20 ในท่ีนี้จะไมแสดงรายละเอียดช่ือ
ของจิตแตละอยางๆ เพราะเกินจําเปน และจะทําใหฟนเฝอ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺ
โต), 2562, น.37-38)

คุณคา่ ของการศึกษาเร่ืองขนั ธ์ 5
คุณคาทางจริยธรรม ตามปกติมนุษยมีความโนมเอียงที่จะยึดถืออยูเสมอวา ตัวตนที่แทของ
ตนมีอยูในรูปใดรูปหนึ่ง บางก็ ยึดเอาจิตเปนตัวตน 51 บางก็ยึดวามีสิ่งที่เปนตัวตนอยูตางหากแฝงซ
อนอยูในจิตนั้น ซึ่งเปนเจาของ และเปน ตัวการที่คอยควบคุมบังคับบัญชากายและใจนั้นอีกชั้นหน่ึง
การแสดงขันธ5 นีม้ งุ ใหเห็นวา สิ่งทีเ่ รียกวา “สัตว” “บุคคล” “ตัวตน” เปนตนน้ัน เมอ่ื แยกออกไปแล
วก็จะพบแตสวนประกอบ 5 สวนเหลานี้เทานั้น ไมมีสิ่งอื่น เหลืออยูที่จะมาเปนตัวตนตางหากได
และแมขนั ธ5 เหลาน้นั แตละอยางก็มีอยูเพียงในรปู ทส่ี ัมพนั ธเน่ืองอาศัย กนั ไมเปนอสิ ระ ไมมีโดยตัว

133

ของมันเอง ดังนั้นขันธ5 แตละอยางๆ นั้นก็ไมใชตัวตนอีกเชนกัน รวมความวา หลักขันธ5 แสดงถึง
ความเปนอนัตตา ใหเห็นวาชีวิตเปนการประชุมเขาของสวนประกอบ ตางๆ หนวยรวมของสวน
ประกอบเหลาน้กี ็ไมใชตัวตน สวนประกอบแตละอยางๆ นัน้ เอง กไ็ มใชตวั ตน และส่ิง ที่เปนตวั ตนอยูต
างหากจากสวนประกอบเหลานี้กไ็ มมี 52 เม่อื มองเห็นเชนนัน้ แลว กจ็ ะถอนความยดึ ติดถือมัน่ ใน เร่ือง
ตัวตนไดความเปนอนัตตานี้จะเห็นไดชัดตอเมื่อเขาใจกระบวนการของขันธ5 ในวงจรแหงปฏิจจสมุป
บาท ที่จะกลาวตอไป

อนึ่ง เมื่อมองเห็นวา ขันธ5 มีอยูอยางสัมพันธและอาศัยซึ่งกันและกัน ก็จะไมเกิดความเห็น
ผดิ วาขาด สญู ทเ่ี รยี กวา อุจเฉททฏิ ฐิและความเหน็ ผิดวาเท่ียง ท่เี รยี กวา สสั สตทฏิ ฐินอกจากนั้น เม่ือรู
วาสิ่งทั้งหลายไมมี ตัวตนและมีอยูอยางสัมพันธอาศัยกันและกันเชนนี้แลว ก็จะเขาใจหลักกรรมโดย
ถูกตองวาเปนไปไดอยางไร กระบวนการแหงความสัมพันธและอาศัยกันของสิ่งทั้งหลายนี้มีคําอธบิ าย
อยูในหลักปฏิจจสมุปบาทเชนเดียวกัน อีกประการหนึ่ง การมองสิ่งทั้งหลายโดยวิธีแยกสวนประกอบ
ออกไปอยางวิธีขันธ5 นี้เปนการฝก ความคิด หรือสรางนิสัยที่จะใชความคิดแบบวิเคราะหความจริง
คือ เมื่อประสบหรือเขาไปเกี่ยวของกับสิ่งตางๆ ความคิดก็ไมหยุดตันอึ้ง ยึดถือเฉพาะรูปลักษณะ
ภายนอกเทานั้น เปนการสรางนิสัยชอบสอบสวนสืบคนหาความ จริง และที่สําคัญยิ่งคือ ทําใหรูจัก
มองสิ่งทั้งหลายตามสภาวะ ลวนๆ ของมัน หรือตามแบบสภาววิสัย (objective) คือ มองเห็นสิ่ง
ทัง้ หลาย “ตามท่ีมันเปน” ไมนําเอาตัณหาอุปาทานเขาไปจับ อนั เปนเหตใุ หมองเห็น ตามท่ีอยากหรือ
ไมอยากใหมันเปน อยางที่เรียกวา สกวิสัย (subjective) คุณคาอยางหลังนี้นับวาเปนการเขาถึง
จุดหมายที่ตองการของพุทธธรรมและของหลักขันธ5 นี้คือการไมยึดติดถือมั่น การไมเขาไปเกี่ยวข้อง
กับสิ่ง ทั้งหลายดวยการใชตัณหาอุปาทาน แตเขาไปเกี่ยวของจัดการดวยปญญา อยางไรก็ดีในการ
แสดงพุทธธรรมนั้น ตามปกติทานไมแสดงเรื่องขันธ5 ลําพังโดดๆ เพราะขันธ5 เปนแตสภาวะทีย่ กข้ึน
เปนตัวตั้งสําหรับพิจารณา และการพิจารณานั้นยอมเปนไปตามแนวแหงหลักธรรมอยางอื่น ที่เป
นประเภทกฎสําหรับนาํ มาจับหรือกาํ หนดวาขนั ธ5 มสี ภาวะเปนอยางไร มีความเปนไปอยางไร เปนตน
คือ ตองแสดงโดยสัมพันธกับหลักธรรมอยางอื่น เชน หลักอนัตตา เปนตน จึงจะปรากฏคุณคาในทาง
ปฏิบัติโดย สมบูรณดังนั้นจึงขอยุติเรื่องขันธ5 ไวเพียงในฐานะสิ่งที่ยกขึ้นเปนตัวตั้งสําหรับนําไป
พิจารณาในหลักตอๆ ไป

แนวคดิ เกีย่ วกบั เรื่องอายตนะ 12
แมวาชีวิตจะประกอบดวยขันธ 5 ซง่ึ แบงซอยออกไปเปนหนวยยอยตางๆ มากมาย แตในทาง

ปฏิบัติ คือ ในการดาํ เนินชีวิตทว่ั ไป มนุษยไมไดเกยี่ วของโดยตรงกบั สวนประกอบเหลานนั้ โดยท่วั ถึงแต
อยางใด สวนประกอบหลายอยางมีอยูและทําหนาท่ีของมันไปโดยมนุษยไมรจู ัก หรอื แมรจู กั ก็แทบไม

134

ไดนกึ ถึงเลย เชน ในดานรูปธรรม อวยั วะภายในรางกายหลายอยาง ทาํ หนาท่ีของมันอยูโดยมนษุ ยผูเป
นเจาของไมรูและไมไดใสใจ ที่จะรูจนบางคราวมันเกิดความวิปรติ หรอื ทําหนาทีบ่ กพรองข้ึน มนุษยจงึ
จะหันมาสนใจ แมองคประกอบตางๆ ในกระบวนการฝายจิตก็เปนเชนเดียวกัน การศึกษาวิเคราะห
องคประกอบตางๆ และกระบวนการทํางานทางรางกาย เราปลอยใหเปนภาระของ นักศึกษาทาง
แพทยศาสตรและชวี วิทยา สวนการศึกษาวิเคราะหองคประกอบและกระบวนการทํางานดานจิตใจ ก็
ปลอยใหเปนภาระของนักอภิธรรมและจิตวิทยา แตสําหรับคนทั่วไป ความหมายของชีวิตอยูที่ชีวิต
ในทางปฏิบัติ หรือชีวิตที่ดําเนินอยูเปนประจําในแตละวัน ซึ่งไดแกการติดตอเกีย่ วของกบั โลก สิ่งที่ให
ความหมายแกชีวิตก็คือ การติดตอเกี่ยวของกับโลก พูดสั้นๆ วา ชีวตตามความหมายของมนุษย์คือ
ชวี ิตโดยความสมั พันธกบั โลก

ชีวิตในทางปฏิบัติหรือชีวิตโดยความสัมพันธกับโลกนี้แบงออกไดเปน 2 ภาค แตละภาคมี
ระบบการ ทาํ งานซึง่ อาศัยชองทางทช่ี วี ติ จะตดิ ตอเกย่ี วของกับโลกไดซ่ึงเรียกวา “ทวาร” (ประตู, ชอง
ทาง) ดังนี้

1. ภาครับรูและเสพเสวยโลก อาศัยทวาร 6 (ผัสสทวาร) คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ สําหรับ
รับรู และเสพเสวยโลกซึ่งปรากฏแกมนุษยโดยลักษณะและอาการตางๆ ที่เรียกวา อารมณ6 คือ รูป
เสยี ง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ และธรรมารมณ

2. ภาคแสดงออกหรือกระทําตอโลก อาศยั ทวาร 3 (กรรมทวาร) คอื กาย วาจา ใจ (กายทวาร
วจี- ทวาร มโนทวาร) สําหรับกระทําตอบตอโลก โดยแสดงออกเปนการทํา การพูด และการคิด
(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) (สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), 2562, น.39)

อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ หรือแดน หมายถึงที่ต่อกันให้เกิดความรู้ แดนเชื่อมต่อให้เกิดความรู้
หรือแหล่งที่มาของความรู้ แปลอย่างง่ายๆ ว่า ทางรับรู้ มี 6 อย่าง ดังที่เรียกในภาษาไทยว่า ตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ55ที่ว่าต่อ หรือเชื่อมต่อ ให้เกิดความรู้นั้น ต่อ หรือ เชื่อมต่อกับอะไร? ตอบว่า
เชื่อมต่อกับโลก คือสภาพแวดล้อมภายนอก แต่โลกนั้นปรากฏลักษณะอาการแก่มนุษย์เป็นส่วนๆ
ด้านๆ ไป เท่าที่มนุษย์จะมีแดนหรือเครื่องมือสำหรับรับรู้ คือ เท่าจำนวนอายตนะ 6 ที่กล่าวมาแล้ว
เท่านั้น ดังนั้น อายตนะทั้งหก จึงมีคู่ของมันอยู่ในโลกเป็นสิง่ ที่ถูกรับรู้สำหรับแต่ละอย่างๆ โดยเฉพาะ
(สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2562, น.40)

คำว่า อายตนะ หมายถึง จุดเชื่อมต่อแดนเป็นที่ต่อ หรือเป็นที่รับอารมณ์ของจิตซึ่งมีอยู่ 2
ประเภท คอื อายตนะภายในและอายตนะภายนอก โดยทอ่ี ายตนะภายในและอายตนะภายนอกนั้น มี

135

กระบวนการทางานดังต่อไปนี้ เมื่ออายตนะภายในหรืออินทรีย์ 6 ได้แก่ จักขุ (ตา) โสต (หู) ฆานะ
(จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กาย (กาย) และมโน (ใจ) กับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 ได้แก่ รูป (รูป) สัท
ทะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รส (รส) โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ต้องกาย) ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ) เมื่อ
อายตนะภายในกระทบกบั อายตนะภายนอก จะเกิดเป็นความร้เู ฉพาะดา้ นของแตล่ ะอายตนะขน้ึ หรือ
เรยี กว่าวิญญาณ แปลว่า ความร้ทู ่เี กิดข้นึ เม่ืออายตนะภายในกบั อายตนะภายนอกกระทบกนั เชน่ ตา
กระทบวัตถุสิ่งหนึ่งเกิดการเห็นขึ้น เรียกว่า เกิดวิญญาณทางตา หู จมูกลิ้น กาย (พระมหาภาธร
อาภาธโร (อินทะพลู ). (2561, น.107)

อายตนะ มคี วามหมาย 3 นยั คือ
1. อายตนะ หมายความว่า ธรรมที่มีสภาพคล้ายกับว่ามีความพยายามเพื่อยังผลของตนให้
เกดิ ข้นึ เชน่ จักขายตนะกับรปู เป็นเหตุให้การเห็นเกดิ ขึน้ การเห็นจัดเปน็ ผล เป็นต้น
2. อายตนะ หมายความว่า ธรรมทีท่ ำซ่งึ จติ และเจตสกิ ใหก้ วา้ งขวางเจรญิ ขน้ึ
3. อายตนะ หมายถึง อวัยวะทต่ี อ่ ระหว่างจิตกบั อารมณ์
ในบทอธบิ ายเรื่องอายตนะ 12 พระธรรมเสนาบดสี ารบี ตุ รไดก้ ล่าวไวห้ ลายนยั ว่า
โดยสรุปอายตนะมีคุณสมบัตสิ ำคญั แบ่งออกเป็น 5 อย่าง คอื
1. อายตนะภายใน เปน็ ทีเ่ กิดแห่งวถิ ีจติ อยู่เสมอ จะเกดิ ในชาติใดภพใดก็ตาม วิถีจิต ไม่เกิดท่ี
อื่น ตอ้ งเกดิ ตามอายตนะเหลา่ นี้ คอื ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2. อายตนะภายในเหล่านี้ มีลักษณะเหมือนเป็นที่อยู่ของวิถีจิต เหมือนพิณ เมื่อมีผู้ดีดก็จะมี
เสยี งดงั ขนึ้ คล้ายกบั วา่ เสียงอยใู่ นสายพณิ วิถจี ติ กเ็ ชน่ เดียวกันเมอ่ื อายตนะกระทบกันขึ้น วิถจี ิตจงึ เกิด
3. อายตนะภายในเหล่านี้ เกิดขึ้นอยู่ในสัตว์ทั่วไป ไม่เลือกชัน้ สงู ต่ำ สตั วเ์ ลก็ สัตว์ใหญ่ คือไม่
วา่ จะเป็นมนษุ ย์ เทวดา สัตว์เดรัจฉาน กต็ ้องมี ตา จมกู ล้ิน กาย ใจ ด้วยกนั ทั้งส้นิ
4. อายตนะภายนอก เป็นทีป่ ระชุมของวิถีจิตทง้ั หลาย คือวิถีจิตตา่ งๆ ท่ีเกดิ ขึ้น ต้องมีการรับ
อารมณ์เสมอ การรับอารมณ์คลา้ ยกับว่าเข้าไปประชมุ อยู่ในอายตนะภายนอกเหลา่ น้ัน
5. อายตนะทงั้ ภายในและภายนอกจำนวนอยา่ งละ 6 นี้ เปน็ เหตุใหว้ ถิ ีจิตเกิด ถ้าไมม่ อี ายตนะ
เหลา่ นี้เสียแลว้ วิถีจติ ยอ่ มเกิดไมไ่ ด้
สิ่งที่ถูกรับรู้หรือลกั ษณะอาการต่างๆ ของโลก เหล่านี้ เรียกชื่อว่าอายตนะเหมือนกัน เพราะ
เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้ หรือเป็นแหล่งความรู้ เช่นเดียวกัน แต่เป็นฝ่ายภายนอก เพื่อแยก
ประเภทจากกันไม่ให้สับสน ท่านเรียกอายตนะพวกแรกว่า “อายตนะภายใน” (แดนต่อความรู้ฝ่าย
ภายใน) และเรยี กอายตนะพวกหลงั นี้วา่ “อายตนะภายนอก” (แดนตอ่ ความรฝู้ ่ายภายนอก) อายตนะ

136

ภายนอก 6 อนั ได้แก่ รูป เสียง กล่ิน รส สิ่งต้องกาย และสิ่งทใี่ จนึก โดยทว่ั ไปนิยมเรียกว่า “อารมณ์”
แปลว่า สิ่งอันเป็นที่สำหรับจิตมาหน่วงอยู่ หรือ สิ่งสำหรับยึดหน่วงของจิต แปลง่ายๆ ว่าสิ่งที่ถูกรับรู้
หรือส่ิงที่ถูกรู้น่ันเองเมื่ออายตนะ (ภายใน) ซ่ึงเป็นแดนรับรู้ กระทบกับอารมณ์56 (อายตนะภายนอก)
ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ก็จะเกิดความรู้จำเพาะด้านของอายตนะแต่ละอย่างๆ ขึ้น เช่น ตากระทบรูป เกิด
ความรู้เรียกว่า เห็น หูกระทบเสียงเกิดความรู้ เรียกว่าได้ยิน เป็นต้น ความรู้จำเพาะแต่ละด้านนี้
เรียกว่า “วญิ ญาณ” แปลว่า ความร้แู จง้ คือรู้อารมณ์

ดังน้นั จงึ มีวญิ ญาณ 6 อยา่ ง เทา่ กบั อายตนะและอารมณ์ 6 คู่ คือ วญิ ญาณทางตา ได้แก่ เห็น
วิญญาณทางหู ไดแ้ ก่ ได้ยนิ วญิ ญาณทางจมกู ไดแ้ ก่ ได้กล่ิน วิญญาณทางลิ้น ได้แก่ รู้รส วญิ ญาณทาง
กายได้แก่ รูส้ ่ิงต้องกาย วญิ ญาณทางใจ ไดแ้ ก่ รู้อารมณ์ทางใจ หรือรเู้ ร่อื งในใจ (สมเดจ็ พระพุทธโฆษา
จารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2562, น.41)

ประเภทของอายตนะน้ันมี 12 คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชวิ หายตนะ กายายต
นะ มนายตนะ รปู ายตนะ สทั ทายตนะ คนั ธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ธัมมายตนะ

อายตนะเหล่านัน้ จัดได้เป็น 2 ประเภท คือ อายตนะภายใน (อัชฌัตตกิ ายตนะ) และอายตนะ
ภายนอก (พาหิรายตนะ)

1. อายตนะภายใน คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะชิวหายตนะ กายายตนะ และม
นายตนะ

2. อายตนะภายนอก คือ ส่วนรูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายต
นะ ธัมมายตนะ

อายตนะภายใน (อัชฌัตตกิ ายตนะ)
1. จักขายตนะ หมายถงึ แดนติดต่อคือ ตา
- ตา หมายถงึ ประสาททีร่ บั รูปต่างๆ ได้ อยู่ในลกู นัยนต์ า บางทเี รียกวา่ จกั ขปุ ระสาท
โสตายตนะ หมายถงึ แดนติดต่อคือ หู
- หู หมายถึง ประสาททร่ี ับฟังเสยี งได้ อย่ใู นชอ่ งหู
ฆานายตนะ หมายถึง แดนตดิ ต่อคอื จมกู
- จมกู หมายถึง ประสาทท่ีสูดกลิน่ ได้ อยใู่ นชอ่ งจมูก
ชวิ หายตนะ หมายถงึ แดนติดตอ่ คือ ลิน้
- ลน้ิ หมายถงึ ประสาททีล่ มิ้ รสได้ อยู่ทแี่ ผน่ ล้นิ
กายายตนะ หมายถงึ แดนตดิ ตอ่ คอื กาย

137

- กาย หมายถงึ ประสาททีไ่ ด้รับสมั ผสั
มนายตนะ หมายถึง แดนตดิ ตอ่ คอื มน หรอื ใจ
- ใจ หมายถึง จิต
การทำหน้าทีข่ องอายตนะ
อายตนะ ทำให้เกิดความรู้ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะ
ภายใน เมื่ออายตนะภายในซึ่งเป็นแดนรับรู้กระทบกับอารมณ์ คืออายตนะภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้
กจ็ ะเกิดความรู้จำเพาะด้านของอายตนะแต่ละอยา่ งๆ ขน้ึ เช่น ตากระทบรูป เกดิ ความรู้ เรียกว่า เห็น
หกู ระทบเสียง เกดิ ความรู้ เรียกว่า ไดย้ ิน เปน็ ต้น ความรู้จำเพาะแตล่ ะด้านนี้เรยี กวา่ วญิ ญาณ แปลวา่
ความรู้แจ้ง คือรู้อารมณ์ ดังนั้นจึงมีวิญญาณ 6 อย่างเท่ากับอายตนะ และอารมณ์ 6 คู่ คือ วิญญาณ
ทางตา ได้แก่ เหน็ วิญญาณทางหู ได้แก่ ไดย้ นิ วญิ ญาณทางจมูก ไดแ้ ก่ ได้กลน่ิ วญิ ญาณทางล้ิน ไดแ้ ก่
รู้รส วิญญาณทางกาย ได้แก่ รู้สิ่งตอ้ งกาย วิญญาณทางใจ ได้แก่ รู้อารมณท์ างใจ หรือรเู้ ร่อื งในใจ
สรปุ ไดว้ า่ อายตนะ 6 อารมณ์ 6 และวิญญาณ 6 มีความเกย่ี วเนื่องกัน คือ
1. จักขุ ตา เปน็ แดนรับรรู้ ูป เกิดความรู้คอื จักขวุ ิญญาณ-เหน็
2.โสตะ หู เป็นแดนรบั รูเ้ สยี ง เกิดความร้คู ือ โสตวิญญาณ-ไดย้ นิ
3.ฆานะ จมูก เป็นแดนรับรู้กล่ิน เกิดความรคู้ ือ ฆานวิญญาณ-ไดก้ ลิ่น
4.ชวิ หา ลน้ิ เป็นแดนรับรรู้ ส เกดิ ความรคู้ ือ ชิวหาวญิ ญาณ-รู้รส
5.กาย กาย เป็นแดนรับรู้โผฏฐพั พะ เกดิ ความรู้คอื กายวิญญาณ-รูส้ ่ิงต้องกาย
6.มโน ใจ เปน็ แดนรบั รู้ธรรมารมณ์ เกดิ ความร้คู ือ มโนวิญญาณ-รู้เรื่องในใจ
การรับรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อวิญญาณเกิดขึ้น ซึ่งโดยปกติวิญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการกระทบ
กันระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน แต่ในบางกรณีก็ไม่เกิดการรับรู้ เช่น ถูกสัมผัสขณะ
หลับ หรือมองสิ่งต่างๆ ขณะเหม่อลอย จะไมเ่ กดิ การรับรู้ใดๆ การรับรจู้ ะเกดิ ข้ึนต่อเมื่อมอี งค์ประกอบ
เกิดขึ้นครบทั้ง 3 อย่าง ได้แก่ อายตนะ อารมณ์ และวิญญาณ เรียกว่าผัสสะ หรือสัมผัส แปลว่า การ
กระทบ หรือหมายความวา่ การบรรจบพร้อมกันแห่งอายตนะ อารมณ์ และวิญญาณ
เมอ่ื ผัสสะเกิดขึ้น กระบวนการรับรู้กด็ ำเนนิ ต่อไป เรมิ่ ต้งั แต่ความรู้สึกต่ออารมณ์ท่ีรับรู้เข้ามา
นั้น การจำหมาย การคิดปรุงแต่ง ตลอดจนการแสดงออกต่างๆ ที่สืบเนื่องไปตามลำดับ ความรู้สึกตอ่
อารมณ์ที่รับรู้นี้เรียกว่า เวทนา แปลว่า การเสวยอารมณ์ หรือการเสพรสอารมณ์ คือ ความรู้สึกต่อ
อารมณ์ที่รับรู้เข้ามานั้นโดยเป็นสุขสบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเวทนามีการเกิด


Click to View FlipBook Version