188
4. แสดงตง้ั แตต่ อนกลางข้ึนไปหาตน้ (อวิชชา) เช่น เริ่มจากอาหาร “ภิกษุทง้ั หลาย อาหาร 4
(อาหาร มี 4 ประเภท ดงั น้ี 1. กวฬิงการาหาร หมายถึง รูปอาหารที่เป็นคำๆ ที่เราบริโภคเข้าไป ส่วน
ที่จะเป็นประโยชน์หล่อเล้ียงร่างกาย อาหารที่เป็นคำๆ นำมาซึ่งโอชารูป 2. ผัสสาหาร หมายถึง ผัสส
เจตสิก ซึ่งเป็นปัจจัยให้สัมปยุตธรรมเกิดขึ้น นำมาซึ่งเวทนา 3. มโนสัญเจตนาหาร หมายถึง เจตนา
เจตสิกที่เป็นกรรม ทั้งกุศลกรรม และ อกุศลกรรม ย่อมนำมาซึ่งปฏิสนธิวิญญาณ (การเกิด) 4.
วิญญาณาหาร หมายถึง ปฏิสนธวิ ิญญาณ ย่อมนำมาซึ่งนามรูป และอีกนัยหนึง่ จิตอื่นๆ ที่นำมาซ่งึ ผล
คือ นาม รูป หรือว่า นาม หรือ รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่พ้นจากอาหารปัจจัยที่เป็นวิญญาณาหาร
ด้วย) นี้มีอะไรเป็นแดนเกิด เกิดมาจากอะไรอาหารนี้มีตัณหาเป็นแดนเกิด เกิดมาจากตัณหา ตัณหา
เกดิ เพราะอาศัยเวทนา เวทนาเกิดเพราะอาศยั ผัสสะ ผัสสะเกดิ เพราะมีอายตนะ อายตนะมเี พราะนาม
รูป นามรูปมเี พราะวญิ ญาณ วญิ ญาณมเี พราะสงั ขาร สังขารมีเพราะมีอวิชชา” (สํ.ม.16/29/12)
การตีความในปฏิจจสมุปบาท เรียกว่า เป็นศูนย์กลางแห่งหลักธรรมทั้งหลาย พร้อมทั้งมี
ความลกึ ซึ้งเปน็ อยา่ งย่ิง เหตนุ ้จี ึงมีการตคี วามเป็น 2 ประการ คือ
1. เปน็ กระบวนการชีวติ ระหว่างชาติน้แี ละชาตหิ น้า ซง่ึ เปน็ คำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์
ตามที่ปรากฏในคัมภีร์รุ่นหลัง (นพดล พิมพิลา, 2523, น.168)
2. เป็นกระบวนการของจิตใจในขณะความคิดเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งถึงภาวะจิตใจใน
ปัจจุบนั ซงึ่ ปรากฏอยู่ในอภิธรรมปฎิ ก
ญาณในปฏจิ จสมุปบาท ญาณหรือความรใู้ นปฏิจจสมุปบาท สามารถแบง่ ได้ 2 ประการ คือ
1. โลกยิ ปัญญา คอื ความรแู้ บบโลก ซง่ึ มี 2 ขนั้ ดังน้ี
1) การใช้ประสาทสัมผสั รับรู้ เหน็ ได้จากสว่ นของ อายตนะ 6 เป็นปจั จัยให้เกิดผสั สะ
2) การคิด เป็นผลมาจากผัสสะและมผี ลใหเ้ กดิ เวทนา ตัณหา และอุปาทาน
ทั้งการรับรู้ และการคิดนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเสมอ ซึ่งก็คือความรู้ที่มนุษย์สามารถเห็นได้ อย่าง
ชดั เจนตามประสบการณน์ น้ั ๆ
2. โลกตุ ตรปญั ญา คอื ความร้ขู ้ามโลก
ปฏิจจสมุปบาท เป็นกระบวนการอธิบายความรู้ที่ละเอียดมาก คือ ทุกครั้งของการเกิด
ความคิดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็สามารถอธิบายจนครบกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทได้ในช่วง
ความคิดนั้นเอง หรือกระทั่งการเห็นภาพแม้เพียงหนึ่งส่วนพันวินาทีก็สามารถอธิบายได้ ที่สำคัญ คือ
การอธบิ ายเชอ่ื มไปถึงสงิ่ ทอี่ ยเู่ หนือประสาทสมั ผัสในช่วงชีวติ นแ้ี ละชีวิตหน้า
189
ความรู้สูงสุดในปฏิจจสมุปบาท จากหลักการดังกลา่ วมาจะเห็นได้วา่ ความรู้ที่สำคัญที่สุดตาม
หลกั พุทธปรชั ญา คอื ความรู้ในเรอ่ื ง ความทกุ ข์ และการแกป้ ญั หาความทุกข์ หรือการขจดั อวิชชา ซ่ึง
เป็นสาเหตขุ องความทุกข์
บทสรุป
อริยสจั ทงั้ 4 ประการน้ี มีช่ือเรียกอกี อย่างว่า สามกุ กงั สกิ เทศนา หมายถงึ พระธรรมเทศนาที่
พระพุทธองค์ทรงยกข้นึ แสดงเอง โดยไม่ต้องปรารภคำถามหรือการทูลขอร้องของผู้ฟังอย่างการแสดง
ธรรมในเรื่องอื่นๆ เป็นวิธีการแห่งปัญญา ดำเนินการแก้ปัญหาตามเหตุผล ตามเหตุปัจจัย คือ การ
แก้ปัญหาของบุคคลด้วยปัญญาของตัวบุคคลนั้นเอง เป็นสัจธรรมความจริงที่เก่ียวกับชีวิตของคนทุก
คน ไมว่ า่ จะอย่ใู นสถานท่ใี ด อยใู่ นเพศหรอื ภาวะใด จะตอ้ งประสบดว้ ยกันทง้ั สน้ิ เมอื่ รู้แล้ววา่ อรยิ สจั 4
คืออะไร มปี ระการอะไรบา้ ง พร้อมถงึ ความสำคญั ของแตล่ ะประการแล้ว กส็ ามารถท่ีจะปฏิบัติตามคำ
สอนของพระพุทธเจา้ ได้
ปฏิจจสมุปบาท คือ กระบวนธรรมท่ีนำไปสู่การตรัสรู้ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยตัว
พระองค์เองแล้วนำออกสอนชาวโลก โดยทรงปรับให้เป็นรูปแบบของอริยสัจ 4 เพื่อความเข้าใจง่าย
ซึ่งจะเห็นว่าพระองค์ทรงแบ่งอรยิ สัจ 4 ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเกิดทกุ ข์ท่ีต้องกำหนดรู้หรือตอ้ งร้ใู ห้
ตลอด กบั ฝ่ายดบั ทุกขท์ ่ีต้องทำใหแ้ จ้งประจกั ษ์ ทำให้ผฟู้ ังเห็นภาพว่า ทกุ ข์มาจากเหตุและทุกข์น้ันดับ
ได้ด้วยวิธีการดับที่ต้องเริ่มต้นด้วยสติและปัญญา ความเป็นไปของโลกเป็นไปตามกระแสแห่งเหตุผล
ไมเ่ ปน็ ไปโดยลอยๆ โดยบงั เอิญ ดงั น้นั ผลที่ตอ้ งการจึงต้องสำเรจ็ ด้วยการลงมือกระทำ การกระทำเหตุ
ปัจจัยเพื่อให้ได้ผล หรือเกิดประโยชน์ที่ต้องการ ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในตัวเหตุปัจจัยอย่าง
ถูกต้อง ปัญญาจึงเป็นคุณธรรมสำคัญความเข้าใจในกระบวนการของธรรมชาติว่าเป็นไปตามกระแส
แห่งเหตุปัจจัย ย่อมช่วยลดหรือทำลายความหลงผิดที่เป็นเหตุให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายว่า
เป็นตัวตนของตน ทำใหเ้ ข้าไปเกย่ี วข้องกบั สงิ่ ท้ังหลายอย่างถูกต้องเปน็ ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์โดย
ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเสีย “เมื่อใด อริยสาวกรู้ทั่วถึงความเกิดแล้วความดับของ
โลกตามที่มันเป็นอย่างนี้ อริยสาวกนี้เรียกว่าเป็นผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์ก็ได้ ผู้ลุถึงสัทธรรมนี้ก็ได้ ผู้
ประกอบด้วยเสขญาณก็ได้ ผู้อยู่ชิดประตูอมตะก็ได้” (อริยสาวกสูตร, 16/187) หลักปฏิจจสมุปบาท
แสดงความจริงของธรรมชาติให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายมีลักษณะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไปตาม
กระบวนการแห่งเหตุปัจจัย ไม่มีปัญหาในเรื่องที่ว่า สิ่งทั้งหลายมีหรือไม่มีจริง ยั่งยืนหรือขาดสูญ
190
โดยนัยนี้ผูไ้ ด้เห็นปฏิจจสมุปบาทชัดเจนแลว้ ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเห็นโลกตามที่มนั เป็น ย่อม
พ้นจากมจิ ฉาทฏิ ฐิตา่ งๆ เชน่ สสั สตทิฏฐิ (เห็นว่ามีอตั ตาคงอยูเ่ ทย่ี งแท้ยงั่ ยืน), อจุ เฉททฏิ ฐิ (เห็นว่าขาด
สูญ), ความเช่ือว่าสง่ิ ทั้งหลายมีมลู การณห์ รือเหตตุ น้ เคา้ เดิมสดุ (จากไมม่ ี กเ็ กดิ มีข้ึน), ความเข้าใจว่ามี
สงิ่ วิเศษนอกเหนือธรรมชาติ เปน็ ต้น
จำนวนชัว่ โมงท่สี อน 3 ชว่ั โมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรียน
2. นำเข้าสบู่ ทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมนิ ผลหลังเรยี น
สือ่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลก่อนเรียน - หลงั เรยี น
การประเมินผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรยี นและหลงั เรียน
2. ประเมนิ จากการมีส่วนรว่ มในห้องเรยี น
3. ประเมินจากการชักถาม
เนือ้ หาท่จี ะสอน
1. แนวคดิ เรือ่ งอรยิ สจั 4
2. ความหมายของอรยิ สจั
3. แนวคิดเรอื่ งปฏจิ จสมุปบาท ความของปฏิจจสมุปบาท
4. ความหมายขององคป์ ฏิจจสมปุ บาท
5. คำอธบิ ายปฏจิ สมุปบาท คำสำคญั ทถ่ี อื เป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขไปถึงเน้ือหาหลกั
6. ปฏิจจสมุปบาทอธิบายอะไรได้บ้าง
7. วิธีการอธบิ ายปฏจิ จสมปุ บาท
191
8. การตคี วามในปฏจิ จสมปุ บาท เรยี กว่า
9. ญาณในปฏจิ จสมปุ บาท ญาณหรอื ความรู้ในปฏิจจสมปุ บาท สามารถแบ่งได้ 2 ประการ
คำถามท้ายบท
1. นกั ศกึ ษาจงอธบิ ายเรอื่ งอรยิ สัจ 4 พระพุทธเจ้าไดต้ รสั เกย่ี วกับเร่อื งอะไร
2. นกั ศึกษาจงบอกความหมายของอรยิ สจั มีความหมายวา่ อยา่ งไร
3. นักศึกษาจงอธบิ ายแนวคดิ เรอ่ื งปฏิจจสมุปบาทมีความเปน็ ไปอย่างไรบา้ ง
4. นกั ศึกษาจงอธิบายความหมายขององค์ปฏิจจสมุปบาทแตล่ ะองค์กล่าวเร่ืองอะไรบ้างพอเข้าใจ
5. ปฏจิ จสมุปบาทอธบิ ายอะไรได้บ้าง
6. วธิ กี ารอธบิ ายปฏจิ จสมปุ บาทท่านมีวธิ ีการอภปิ รายอย่างไรบา้ ง
7. การตคี วามในปฏิจจสมุปบาทมลี กั ษณะอย่างไรบ้าง
8. ญาณในปฏจิ จสมุปบาท ญาณหรอื ความรู้ในปฏจิ จสมุปบาทท่านได้อธบิ ายไว้อยา่ งไรบ้าง
เอกสารอา้ งอิง บทที่11
ลม เปลี่ยนทิศ. (2562). อริยสัจ 4 กับความสุขของชีวิต. [ออนไลน์], สืบค้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม
2564 แหลง่ ทม่ี าจาก: https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1665025.
วศนิ อินทสระ. (2530). พทุ ธปรชั ญาเถรวาท. กรงุ เทพมหานคร : น่ำกังการพิมพ์.
วิโรจน์ นาคชาตรี. (2542). พุทธปรัชญาเถรวาท. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคำแหง.
แพทย์หญิงเสริมสุข วิจารณ์สถิต,“พัฒนาการของกำเนิดมนุษย์ในครรภ์เชิงเปรียบเทียบทรรศนะทาง
พทุ ธศาสนา และสูติศาสตร”์ , หน้า 245-248.
Shime J, et al. “Prolonged pregnancy: surveillance of the fetus and the neonate and
the course of labor and delivery”, American Journal of Obstetrics and
Gynecology, Vol. 148 Iss. 5 , Mar: 547-552, 1984.
ทองย้อย แสงสินชัย. (2563). นิพพาน หมายถึงอะไร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม
2564 แหลง่ ท่ีมาจาก. http://dhamma.serichon.us/2020/02/01/.
มลิ ินทปัญหา. (2516). มิลินทปญั หา ฉบบั พิศดาร. กรงุ เทพมหานคร : ศลิ ปาบรรณาคาร.
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559).
พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ฉบบประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). กรุงเทพมหานคร :
มลู นิธกิ ารศึกษาเพอื่ สนั ตภิ าพ.
192
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). 2555). พุทธธรรมฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ 35.
กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พ์เพ็ทแอนด์โฮมจำกัด.
พระพุทธโฆษาจารย์. (2527). วิสุทธิมรรคแปล ภาค 3 ตอน 1. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกฏุ
ราชวิทยาลัย.
บรรจบ บรรณรุจิ. (2561). บทความวิชาการเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท : ขั้นตอนการรู้แจ้งความจริงของ
พระพุทธเจา้ และการปรับใชเ้ พอื่ แก้ปญั หาสังคม. มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
นพดล พิมพิลา. (2523). พุทธปรัชญาผ่ายเถรวาท. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคำแหง.
193
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 12
หวั ข้อเรือ่ ง แนวคดิ เกี่ยวกับหลักการปฏิบัตธิ ุดงค์
รายละเอยี ด
พุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ. “คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร” (ขุ.สุ.
25/361) คำว่า ทุกข์ หมายถึง สภาพที่บีบคั้นให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ เป็นสิ่งที่เกิดจาก
ปัจจัยปรุงแตง่ ใหม้ ขี น้ึ มากบ้างน้อยบ้าง เป็นสภาพทท่ี นได้โดยยาก การทีจ่ ะกำจัดความทกุ ข์ให้หมดสิ้น
ไปได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความเพียรพยายามในการปฏิบัติธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกิเล ส
ตัณหาให้หมดไปจากจิตจากใจ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชก็เพื่อแสวงหาทางดับทุกข์นี่เอง และ
พระองค์ได้ค้นพบทางดับทุกข์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำสิง่ ที่พระองค์ทรงตรัสรู้มาสอน
พวกเราทั้งหลายท่ีเป็นสาวก ก็เพ่อื ให้พวกเราทัง้ หลายพ้นจากความทุกข์นน่ั เอง และส่ิงท่ีพระองค์ทรง
สอนคอื ใหเ้ ราทง้ั หลายปฏิบตั ิตามหลกั วิปัสสนากรรมฐานอนั เป็นหนทางกำจัดกิเลสตัณหาออกจากจิต
จากใจ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะกำจัดความทุกข์ได้อย่างถาวร และสิ่งที่พระองค์ทรงสอนนั้น จะไม่
สามารถทำไดเ้ ลย หากปราศจากความเพียร ธุดงควตั ร คือข้อปฏิบตั ิท่ีเข้มงวดเป็นพิเศษ เพ่ือความขัด
เกลากิเลสอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบังคับให้ภิกษุถือปฏิบัติ ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ผู้ที่จะ
ปฏบิ ัตธิ ุดงควตั รนั้น สามารถเลือกได้เองตามความสมัครใจ วา่ จะปฏบิ ัตขิ อ้ ใดบ้าง เป็นเวลานานเท่าใด
เมอ่ื จะถอื ปฏิบัติกเ็ พยี งแต่กล่าวคำสมาทานธุดงควัตรข้อท่ีตนเลือก แลว้ ก็เร่ิมปฏิบตั ิได้เลย ธุดงควัตรมี
13 ขอ้ ดงั จะกลา่ วตอ่ ไป
แนวคิดหลกั การปฏบิ ัตธิ ุดงค์
ความเป็นมาของธุดงค์ในพระพุทธศาสนานั้นพบว่า ธุดงค์คือองค์คุณเป็นเครื่องกำจัดกิเลส
องค์ คุณของผู้กำจัดกิเลส หมายถึง เจตนาความตั้งใจขัดเกลากิเลสเจตจ านงค์ความจงใจที่ท าให้ละ
กิเลสได้ ธุดงค์ เป็นวัตรปฏิบัตทิ ี่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ แต่ไม่มีการบังคับ แล้วแต่ผู้ใดจะสมัครใจ
ปฏิบัติเป็น อุบายวิธีกำจัดขัดเกลากิเลส ธุดงค์นี้เป็นเพียงจริยาวัตรพิเศษอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ข้อบังคับให้
ต้องปฏิบัติตาม เหมือนวินัย แต่เป็นข้อปฏิบัติที่บัญญัติไว้ตามแต่ใครจะถือปฏิบัติด้วยความสมัครใจ
และสำเร็จไดต้ ามการ สมาทานจากการศึกษาผู้วิจยั พบว่าธดุ งค์ท่ีมีมาในพระไตรปฎิ กที่จริงแล้วมีเพียง
8 ข้อเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ ในปัจจุบันว่ามี 13 ข้อเกิดจากการบัญญัติเพิ่มเข้ามาในภายหลังของพระ
สาวกหรือพระพุทธเจ้าทรง อนุญาตให้มีการปฏิบัติกันอยู่แต่ไม่ได้มีการนำเอาไปรวมกับธุดงควัตร 8
ข้อ จนเวลาผ่านไปหลังจากที่พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันปรินิพพานแล้วพระสาวกจึงได้นำเอาการ
ปฏิบัติท่มี ลี กั ษะใกลเ้ คยี งกับธดุ งค์ที่มีอยู่ แล้วมาบัญญตั ิและรวมเข้ากบั ธดุ งค์อีก 5 ขอ้ จึงกลายมาเป็น
ธดุ งค์ 13 ปฏิปทาในการถือธดุ งค์ของพระมหากัสสปเถระพบว่าพระมหากัสสปเถระเป็นพระสาวกท่ีมี
194
บทบาทสำคญั ในการจรรโลงพระพุทธศาสนา ท่านเปน็ ผทู้ ี่ไดร้ บั ยกย่องจากพระพุทธเจา้ ว่าเป็นเลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลายในด้านการสมาทานธุดงค์ ท่านมุ่งมั่นในการสมาทานธุดงค์เป็นวัตรอย่างเคร่งครัดพระ
มหากัสสปเถระถือธุดงค์3ข้อเคร่งครัดได้แก่ใช้แต่ผ้าบังสุกุลเป็นวัตรถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
และถือการ อยู่ป่าเป็นวัตร จากการวิเคราะห์ปฏิปทาในการถือธุดงค์ของพระมหากัสสปเถระพบว่า
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการใช้วัตถุสิ่งของ
อย่างเห็นคุณคา่ ได้ การถอื เทย่ี ว บณิ ฑบาตเป็นวตั รสามารถนำมาเป็นแนวทางและประยุกต์ใช้โดยการ
เปน็ ผู้เอาใจใส่ในกิจวัตรของพระสงฆ์ การไม่ทอดทิ้งธรุ ะในการบิณฑบาตเพราะการบิณฑบาตเป็นการ
เผยแผ่พุทธศาสนา การอยู่ป่าเป็นวัตร การอยู่ป่าช่วยส่งเสริมความเป็นผู้ขัดเกลาและความมักน้อย
ยินดีในเสนาสนะป่าอันสงบสงัดเหมาะแก่การ ปลีกวิเวกนั่นเองนับได้ว่าการอยูป่ ่าของพระมหากัสสป
เถระเปน็ รปู แบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีก รูปแบบหนงึ่ (พระครรู ตั นญาณโสภิต(บุญเลิศ รตฺนญา
โณ. (ม.ป.พ., บทคดั ยอ่ )
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระธุดงค์กัมมัฏฐานในหนังสือ
“พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์” ไว้ว่า โดยทั่วไปพระธุดงค์กัมมัฏฐาน คือ ต้องรักษาศีล
อยา่ งบริสุทธ์ิ ไม่ให้มดี า่ งพร้อยในกระบวนไตรสิกขา เพราะศลี เปน็ เครื่องรองรับเป็นฐานของสมาธิ ทำ
ให้ สมาธิเกิดง่ายและตั้งอยู่โดยมั่นคง ศีลต้องดีก่อน สมาธิจึงจะดีได้ นอกจากนั้นในการท่องเที่ยว
แสวงหาท่ี สัปปายะ สำ หรบั อบรมจติ ตอ้ งฝ่าอันตรายต่าง ๆ นานา พระป่าทา่ นมีความเช่ือม่ันว่า ศีล
ที่บริสุทธิ์จะเป็น เกราะป้องกันที่ดีที่สุด บทวิเคราะห์ปฏิปทาพระป่าสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มี
ปฏิปทา คือ มีข้อวัตรและ ปฏิบัติต่าง ๆ คือ ธุดงค์ 13 ขันธวัตร 14 มีอาคันตุกวัตร เป็นต้น เป็น
ปฏิปทาท่ที ำ ได้ยากและลำ บากเพราะ เปน็ การปฏบิ ตั ิท่ีทวนกระแสโลกทัง้ ทางกาย วาจา และทางใจ
นอกจากนี้ได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของธุดงค์ มีจำ นวน 28 ข้อ ข้อที่ 1 การหาเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ ข้อ
สุดท้าย ทำ ใหส้ ้นิ ทุกขท์ ้ังปวง (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต). (2551).
พระครูสริ กิ ิจจาภรณ์ (เสริม กตกจิ ฺโจ) ไดศ้ ึกษาวิจยั เร่อื ง “โสสานิกธุดงค์ในพระพุทธศาสนา :
กรณีศึกษาหลวงพ่อเกษม เขมโก” พบว่า ธุดงค์ในพระพุทธศาสนา มีทั้งหมด 13 ประเภท ซึ่งเป็น
จริยาวัตร พเิ ศษอย่างหน่ึง ตามแต่ใครจะสมัครถือ ไม่ใช่กิจจำ เป็น แตม่ วี ัตถุประสงคเ์ พ่ือให้เป็นอุบาย
ขดั เกลากเิ ลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ในธดุ งคแ์ ต่ละข้อนั้น มหี ลกั การถืออยู่ 3 อย่าง คือ
(1) อยา่ งเพลา (2) อย่างกลาง (3) อย่างอกุ ฤษฏ์ (อย่างเคร่ง) ผปู้ ฏบิ ัตธิ ดุ งควตั รสามารถเลือกปฏิบัติให้
เหมาะสมและ ตามใจชอบของตนได้ จะปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ หรือจะปฏิบัติธุดงควัตรหลาย ๆ ข้อ
พรอ้ มกันกไ็ ด้
พระเมธาวี อาภสสฺ โร (ฉัตรวไิ ล) ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเรอื่ ง “การศกึ ษาเชิงวเิ คราะห์ธดุ งควัตรในคัมภีร์
พระพุทธศาสนาเถรวาท” กล่าวว่า จากการศกึ ษาหลักการธดุ งควัตรท่ปี รากฏในคัมภรี พ์ ระพุทธศาสนา
เถรวาทและแนวทางการปฏิบัติตามหลักธุดงควัตรของพระสาวกในครั้งพุทธกาล ทำ ให้ทราบถึง
195
ป ั ญ ห า ข อง ก า ร ไม ่ ป ฏ ิ บ ั ต ิ ธ ุ ด ง ค ว ั ต ร ข อ ง พร ะส ง ฆ์ ใ น ส ั ง ค ม ป ั จ จ ุ บ ั น อั น เ ป ็ น ผ ล ส ื บ เ น ื ่ อง ม า จ า ก
สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยสถานที่ไม่เอื้ออำ นวย อุบาสกอุบาสิกาไม่เอื้ออำ นวยและสหธรรมิกไม่
เอื้ออำนวย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างย่ิงที่บรรพชิตจะตอ้ งรู้จักคุณค่าของการปฏิบัติธุดงควัตร ในเบื้องต้น
เมื่อบรรพชิตปฏิบัติธุดงควัตรย่อมทำให้เป็นผู้มีความสันโดษในปัจจัยสี่ อันได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม (จีวร)
อาหาร (บิณฑบาต) ที่อยู่อาศัย (เสนาสนะ) และยารักษาโรค (ความเพียร) อันเป็นลักษณะของ พระ
ธุดงคกรรมฐานที่ชอบนิยมปฏิบัติธุดงค์ไปพร้อมกับการเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
เพราะการปฏิบตั ธิ ุดงควัตรจะชว่ ยสนับสนุนใหเ้ กิดสมาธใิ นทางพระพุทธศาสนา ในระดบั ตา่ ง ๆ ได้เร็ว
เชน่ พระโสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหนั ต์
นายศิลา ผรณาปิติ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์อารัญญิกธุดงค์ ใน
พระพุทธศาสนา เถรวาท : ศึกษาเฉพาะกรณีพระเรวตเถระ” กล่าวว่า “อารัญญิกธุดงค์” ใน
ความหมายตามตัวอักษร หมายถึงองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลสของผู้ถอื การอยู่ป่าเป็นกิจวัตร ส่วนคำวา่
“อารัญญิกธดุ งค์” ในความหมายตามคัมภีร์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง วตั ร
ปฏิบัติพิเศษอันเคร่งครัดของผู้ถือการอยู่ป่าเป็นกิจวัตร เพื่อกำจัดกิเลส และปิดกั้นกระแสอารมณ์
ช่วยให้มักน้อย สันโดษ และเพื่อเป็นอุบายในการรกั ษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นพื้นฐานท่ีจะรองรับการเจริญ
สมาธแิ ละปัญญา หรือการเจรญิ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
พระมหาจรญู ปญญฺ าวโร (อนิ ทร์ยงค)์ ไดศ้ กึ ษา “การศึกษาบทบาทของ พระมหากัสสปเถระ
ใน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาท” พบว่า พระมหากัสสปเถระ ท่านถือธุดงค์ 3 ข้อ อย่าง
เคร่งครัด คอื 1. ปังสกุ ูลกิ ังคะ หมายถึง การอธิษฐานจติ หรอื เปล่งวาจาสมาทานใชแ้ ต่เฉพาะผ้าบังสุกุล
เทา่ น้ัน ไมร่ ับจีวร ท่ีมผี ู้ถวาย 2. ปิณฑิปาติกังคะ หมายถงึ การอธษิ ฐานจิตหรือเปล่งวาจาสมาทานถือ
เที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีวิต เป็นวัตรไม่รับอติเรกลาภ 3. อารัญญิกังคะ หมายถึง การอธิษฐานจิตหรือ
เปล่งวาจาสมาทานถืออย่ปู า่ เป็นวัตรซ่งึ ห่างจากบา้ นคน 500 ช่วั ธนู หรอื 25 เสน้
ท่านพระมหากัสสปเถระถือว่าเป็นแบบอย่าง เป็นแนวทางให้กับพระภิกษุสามเณรจะยึดถือ
เอาแนวทา่ นมาปฏบิ ัตเิ พอื่ ขัดเกลากิเลสตวั เองให้น้อยลง หรอื เปน็ โอกาสในการสรา้ งบุญบารมี ให้เกิดมี
ขนึ้ กับตนเอง เพื่อเป็นเสบยี งเดินทางไปจุดม่งุ หมายต่อไป ซง่ึ หลักการปฏิบตั ธิ ดุ งคท์ ่านไดก้ ล่าวไว้อย่าง
น้ี
หลกั การปฏิบัติธดุ งค์
หมวดท่ี 1 จวี รปฏสิ งั ยตุ ต์ (เกีย่ วกบั จวี ร)
1.) การถอื ผ้าบังสุกลุ เปน็ วัตร คอื การใชแ้ ต่ผ้าเกา่ ท่ีคนเขาทิ้งเอาไวต้ ามกองขยะบ้าง ข้างถนน
บ้าง ผา้ หอ่ ศพบ้าง นำผ้าเหลา่ น้ันมาซกั ย้อมสี เย็บต่อกันจนเป็นผนื ใหญ่แล้วนำมาใช้ งดเว้นจากการใช้
ผ้าใหมท่ กุ ชนิด (บังสกุ ลุ = คลุกฝุน่ )
196
2.) การถือผ้า 3 ผืน (ไตรจีวร) เป็นวัตร คือการใชผ้ า้ เฉพาะที่จำเปน็ เท่านัน้ อันได้แก่ สบง
(ผา้ นงุ่ ) จวี ร(ผา้ หม่ ) สังฆาฏ(ิ ผ้าสารพัดประโยชน์ เชน่ คลมุ กนั หนาว ปูนงั่ ปูนอน ปดั ฝนุ่ ใช้แทนสบง
หรือจีวรเพือ่ ซักผา้ เหล่านน้ั ปัจจุบันภิกษุไทยมกั ใช้พาดบา่ เมอ่ื ประกอบพธิ กี รรม)
หมวดท่ี 2 ปิณฑปาตปฏสิ งั ยุตต์ (เกี่ยวกบั บณิ ฑบาต )
3.) การถือบณิ ฑบาตเปน็ วตั ร คือการบริโภคอาหารเฉพาะที่ไดม้ าจากการรับบิณฑบาตเท่านน้ั
ไมบ่ รโิ ภคอาหารท่คี นเขานมิ นต์ไปฉันตามบ้าน
4.) ถือการบิณฑบาตตามลำดบั บา้ นเปน็ วตั ร คอื จะรบั บิณฑบาตโดยไมเ่ ลือกท่ีรักมักท่ีชงั ไม่
เลือกวา่ เป็นบ้านคนรวยคนจน ไมเ่ ลือกว่าอาหารดีไมด่ ี มีใครใส่บาตรก็รับไปตามลำดับ ไม่ขา้ มบา้ นท่ีไม่
ถูกใจไป
5.) ถอื การฉันในอาสนะเดียวเปน็ วตั ร คอื ในแตล่ ะวนั จะบริโภคอาหารเพียงครั้งเดียว เมื่อน่งั
แล้วก็ฉันจนเสร็จ หลงั จากนั้นกจ็ ะไมบ่ ริโภคอาหารอะไรอกี เลย นอกจากนำ้ ด่มื
6.) ถือการฉันในบาตรเป็นวตั ร คือจะนำอาหารทกุ ชนดิ ทจ่ี ะบรโิ ภคในม้ือนั้น มารวมกันใน
บาตร แล้วจึงฉนั อาหารนัน้ เพ่ือไม่ใหต้ ิดในรสชาดของอาหาร
7.) ถอื การหา้ มภัตท่ีถวายภายหลังเป็นวัตร คือเม่ือรบั อาหารมามากพอแล้ว ตดั สินใจว่าจะไม่
รับอะไรเพิ่มอีกแล้ว หลงั จากน้ันถึงแม้มีใครนำอะไรมาถวายเพม่ิ อกี ก็จะไมร่ บั อะไรเพิ่มอีกเลย ถึงแม้
อาหารนั้นจะถกู ใจเพียงใดก็ตาม
หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสงั ยตุ ต์ (เก่ียวกับเสนาสนะ )
8.) ถอื การอยปู่ ่าเปน็ วตั ร คือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเทา่ นั้น จะไม่อยูใ่ นหมู่บ้านเลย เพ่อื ไมใ่ ห้
ความพลกุ พลา่ นวนุ่ วายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพนู ของกิเลส
9.) ถือการอยูโ่ คนไมเ้ ปน็ วัตร คอื จะพักอาศัยอย่ใู ต้ตน้ ไมเ้ ท่าน้ัน งดเวน้ จากการอย่ใู นทม่ี ี
หลังคาทส่ี ร้างขนึ้ มามงุ บัง
10.) ถือการอยกู่ ลางแจ้งเปน็ วัตร คือจะอยู่แตใ่ นท่ีกลางแจง้ เทา่ นั้น จะไม่เข้าสทู่ ่มี งุ บังใดๆ เลย
แม้แตโ่ คนตน้ ไม้ เพอ่ื ไมใ่ หต้ ิดในที่อยู่อาศัย
11.) ถอื การอยู่ในป่าชา้ เปน็ วัตร คอื จะงดเวน้ จากท่ีพักอนั สขุ สบายท้งั หลาย แลว้ ไปอาศัยอยู่
ในป่าชา้ เพอ่ื จะได้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่ประมาท
12.) ถือการอยู่ในเสนาสนะท่ีเขาจัดไวใ้ ห้เป็นวตั ร คอื เม่ือใครชใี้ ห้ไปพักท่ีไหน หรือจัดทพ่ี ัก
อยา่ งใดไวใ้ ห้ ก็พกั อาศัยในท่ีน้ันๆ โดยไม่เลอื กว่าสะดวกสบาย หรือถูกใจหรอื ไม่ และเมือ่ มีใครขอให้
สละทพี่ ักทก่ี ำลังพักอาศัยอยนู่ ้ัน ก็พรอ้ มจะสละได้ทันที
13.) ถอื การนั่งเป็นวัตร คอื จะงดเวน้ อิรยิ าบถนอน จะอย่ใู น 3 อริ ิยาบทเทา่ นน้ั คอื ยนื เดิน
นง่ั จะไม่เอนตัวลงใหห้ ลังสัมผัสพ้ืนเลย ถา้ งว่ งมากก็จะใช้การน่ังหลบั เท่าน้ัน เพ่ือไม่ให้เพลดิ เพลินใน
การนอน (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์, (2561, น.170)
197
อธิบายความไดว้ า่ ธุดงควัตร หมายถึงกิจวตั รของการธุดงค์ท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงอนญุ าตมี 13
วธิ ีจดั เปน็ ขอ้ สมาทานละเวน้ และข้อสมาทานปฏิบัติ คอื
1. ปังสุกูลิกังคะ ละเว้นใช้ผ้าที่ประณีตเหมือนที่คหบดีใช้ (พระป่านิยมใช้ผ้าท่อนเก่า)
สมาทานถอื ใช้แต่ผา้ บังสกุ ุลทเี่ ขาทงิ้ แลว้ (ข้อนต้ี ามคัมภรี เ์ มื่อเทียบกับวดั ป่าไม่ตา่ งกนั )
2. เตจีวริตังคะ ละเว้นการมีผ้าครอบครองและใช้สอยผ้าเกิน 3 ผืน (วัดป่าสมาทานการใช้
สอยผ้าไตรจีวร ในความหมายว่าผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าคลุมด้วย (ในทางปฏิบัติจะใช้ผ้าคลุมนุ่งเมื่อซักตาก
ผ้านุ่งและผ้าห่มชั่วคราว) คือ ผ้าที่เป็นผืน ๆ ที่ไม่ได้ตัดเป็นชดุ ตามหลักผ้าใช้นุ่งห่มเพื่อกันความร้อน
ความเย็นและปกปดิ รา่ งกายกนั ความนา่ อายเท่านน้ั
3. ปิณฑปาติกังคะ ละเว้นรับอดิเรกลาภ (คือรับนิมนต์ไปฉันที่ได้มานอกจากบิณฑบาตรเช่น
ไปฉนั ทบ่ี า้ นที่โยมจดั ไว้ต้อนรบั ) สมาทาน เที่ยวบณิ ฑบาตเป็นประจำ (ข้อน้ตี ามคัมภีร์เมื่อเทียบกับวัด
ป่าไม่ต่างกัน)
4. สปทานจาริปังคะ ละเว้นการโลเล (ยดึ ตดิ ) เท่ยี วจาริก (ภกิ ขาจาร) (เพอื่ มิให้ผูกพันกบั ญาติ
โยม) สมาทานบณิ ฑบาตรตามลำดับ ลำดบั บา้ น ไมเ่ ลอื กบ้านทีจ่ ะรบั บณิ ฑบาต เดินแสวงหาบิณฑบาต
ไปตามลำดับ. ส่วนของวัดป่าบางที่นั้นจะมีวิธีการเพิ่มออกนอกไปจากคัมภีร์อีก คือ ละเว้นบิณฑบาต
ซ้ำท่ีเดิม ถืออยา่ งเบาย้ายสายบิณฑบาตทกุ วัน อยา่ งหนักออกเดนิ ทางย้ายท่เี ที่ยวบณิ ฑบาตไม่ตำ่ กว่าท่ี
เดิมไม่เกนิ โยชน์ (16 กิโลเมตร) สมาทานบิณฑบาตตามลำดับบ้าน ลำดับอายพุ รรษา ไม่เดินแซง (แย่ง
อาหาร) ซ่งึ ไมผ่ ิดจากพระไตรปฎิ ก-อรรถกถาแตอ่ ย่างใด สามารถทำไดเ้ ชน่ กนั .
5. เอกาสนิกังคะ ละเว้นอาสนะท่สี อง สมาทานอาสนะเดียว (ฉันมื้อเดียว). ปกตมิ ักถือการน่ัง
ฉันเมื่อเคลื่อนก้นจากฐานอาสนะที่นั่งเป็นอันยุติการฉันหรือรับประทานอาหารในวันนั้น ส่วนของวัด
ปา่ นั้นจะมีวิธีการเพ่ิมออกนอกไปจากคัมภรี อ์ ีก คือ จะกำหนดเวลาฉนั ในแตล่ ะวัน เชน่ กำหนดฉนั เวลา
9 นาฬกิ า กจ็ ะฉันในเวลานั้นทุกวนั (จะไมฉ่ ันก่อนเวลานน้ั หรอื หลงั เวลานน้ั เชน่ เวลา 8 นาฬกิ า หรอื
10 นาฬิกา) จะไม่เปลี่ยนเวลาฉันตามความอยากฉัน หรือ ไม่อยากฉันตามอารมณ์ แต่ฉันตามสัจจะ
ตามเวลาทีอ่ ธษิ ฐานไว้
6. ปัตตปิณฑิกังคะ ละเว้นฉันภาชนะที่ 2 ใส่อาหารรวมในภาชนะเดียวกันทั้งหมด สมาทาน
ฉันเฉพาะในบาตร. ส่วนของวัดป่าบางที่นั้นจะมีวิธีการเพิ่มออกนอกไปจากคัมภีร์อีก คือ จะต้องคน
อาหารรวมกันดว้ ย ซงึ่ แม้จะไม่มใี นข้อธุดงคต์ ามคมั ภีร์แต่ก็ทำได้ไม่ผดิ อะไร.
7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ละเว้นการรับประทานอาหารเหลือ สมาทานเมื่อเริ่มลงมือฉันแล้วไม่
ยอมรับเพิ่ม. ส่วนของวัดป่าบางที่นั้นจะมีวิธีการเพิ่มออกนอกไปจากคัมภีร์อีก คือ ละเว้นฉันเหลือให้
เป็นเดน (ฉันเหลือเน่ืองจากไม่ประมาณในการบริโภค) ซึ่งก็ทำได้ไม่ผิด ทั้งยังเปน็ มรรยาทที่ดีงามและ
พบตัวอย่างของพระสมยั พทุ ธกาลที่ทำเชน่ นด้ี ว้ ย. (อติรติ ต อาหารอนั เป็นเดน)
198
8. อารัญญกิ งั คะ ละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บา้ น สมาทานการอยู่ในปา่ ไกล 500 ชว่ั คันธนู
หรอื ราว 1 กโิ ลเมตร โดยจะตอ้ งใหต้ ะวันขึน้ ในป่า หากตัวอยใู่ นบ้านตอนตะวันขึน้ เป็นอันธุดงค์แตก
สมาทานถืออยูใ่ นป่า (วน - กลมุ่ ตน้ ไม,้ อรญั ญ - ป่าไกลบ้าน)
9. รุกขมูลิกังคะ ละเว้นนอนในที่มีที่มุงที่บัง (เช่นบ้าน ถ้ำ กุฏิ) สมาทานอยู่โคนไม้ แต่ท่าน
อนุญาตให้ทำซุ้มจีวรได้ ส่วนของวัดป่าบางที่นั้นจะต่างออกไปเล็กน้อย คือ จะใช้การปักกลดแทน
ประเพณีนี้ไม่ทราบที่มาแน่ชัดนัก แต่ถ้าไม่เอาด้ามกลดปักดินก็ทำได้เพราะถึงอย่างไรกลดก็ไม่ใช่กุฏิ
(ปักกลด คือการกางร่มกลด (ร่มที่พระใช้ขณะเดินทาง) ใต้ต้นไม้ เป็นวิธีการของพระสายวัดป่าไทย
โดยเฉพาะแต่เดิมครั้งพุทธกาลไม่มีมาก่อน กลดมี 2 ลักษณะคือผูกเชือกแล้วแขวนกลด และใช้ด้าม
กลดปักพืน้ (มักทำพระอาบตั ิปาจติ ตยี ์กันบ่อยดว้ ยปฐวิขณนสิกขาบท เพราะจงใจขุดดินท้ังทร่ี ูต้ ัว) บาง
รูปวางกับพื้น เรียกว่ากางโลงศพเพราะได้แต่อิริยาบถนอนในกลดเท่านั้น ลุกมานั่งสมาธิไม่ได้ (แต่
สามารถถือวางพาดบ่าก็ลุกนั่งได้) โดยปกติจะครอบคลุมด้วยผ้ามุงทรงกระบอกเพื่อกันยุง ในคร้ัง
พุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ใส่รองเท้าเมื่อเดินลุยในน้ำ ไม่ทรงอนุญาตให้ใส่ที่อื่น เนื่องจาก
เดินลุยน้ำเรามองไม่เห็นว่าในน้ำมีอะไรจึงต้องใส่รองเท้า แต่บนพื้นเรามองเห็นอยู่จะพลาดเหยียบ
หนามก็เพราะขาดสติ (ทรงอนุญาตให้ใส่รองเท้าในวดั หรือป่า เป็นตน้ ได้ แต่ห้ามใส่เข้าในเขตหมู่บ้าน
[8]) อกี ทงั้ ทรงอนุญาตให้ใชร้ ่มเม่ือเขา้ ไปในใต้ตน้ ไม้เพื่อป้องกันการรว่ งหล่นใส่ของกิ่งไม้แต่ในเบื้องต้น
ยังไม่อนุญาตให้กางนอกต้นไม้เพื่อใช้กันแดดกันฝน ในคัมภีร์ท่านไม่ได้อนุญาตให้กางร่มกลดไว้ แต่
หากเอาตามอัพโภกาสิกังคธุดงค์แลว้ ก็ทรงอนญุ าตให้ทำซุ้มจีวรได้ (สันนษิ ฐานว่าคงเป็นผ้ามุ้งหูเดียวท่ี
ผูกแขวนใต้ต้นไม้เพราะข้อธุดงค์รุกขมูลที่กำหนดไว้ให้อยู่ใต้ตน้ ไม้ ไม่น่าจะเป็นการเอาไม้มาพาดแลว้
คลุมด้วยผ้าคล้ายเต็นท์ เพราะเต็นท์จะอยู่นอกใต้ต้นไม้ได้) อย่างไรก็ตามการใช้กลดก็ไม่ผิด เพราะก็
อยูโ่ คนไม้ไม่ใช่กุฏิเหมอื นกนั ).
10. อพั โภกาสิกังคะ ละเวน้ การเข้าในทม่ี ีที่มงุ ท่ีบงั และใต้ตน้ ไม้ สมาทานอยูก่ ลางแจง้ คือการ
ไม่เข้าไปพักในร่มไม้หรือชายคาหลังคาใด ๆ หรือแม้การกางร่มกลดเพื่อกันแดดกันฝนก็ไม่ได้ห้ามทั้ง
ซุ้มจีวรและการใช้มุงใด ๆ.วัดป่าบางทีกถ็ ือการไม่ใชอ่ าสนะใด ๆ เลยเช่น เก้าอี้ เตียง ผ้าปูหรือ แม้แต่
ผกู เปล รวมทั้งไม่นอนบนต้นไม้ โดยถอื หลกั การไมอ่ งิ อาศยั สิง่ ใดเกินจำเป็น แมแ้ ตร่ องเทา้ ก็ตาม
11. โสสานิกงั คะ ละเวน้ การอยใู นสถานทีไ่ มเ่ ปลยี่ ว สมาทานอย่ปู ่าชา้ ในคัมภรึ ์หมายถึงป่าช้า
เผาศพ ซึ่งต้องเคยมีการเผาศพมาก่อนอย่างน้อยครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่ป่าช้าฝังผี ข้อนี้ก็เหมือนกับ 2 ข้อ
ก่อน ตรงที่ถ้าไม่ได้อยู่ในป่าช้าตอนตะวันขึ้นธุดงค์ก็แตกเช่นกัน.วัดป่ามักถือการไม่อยู่ในป่าช้าใกล้ ๆ
กับทม่ี มี นุษย์อยู่ในบริเวณใกลๆ้ กับสถานที่ตนอยู่ เพราะการอยู่ในป่าช้ากเ็ พื่อการทดสอบจิตใจต่อการ
กลัวในความมืดและความเงียบ โดยการอยู่ในที่เปลี่ยวในป่าช้าห่างไกลผู้คนและหมายถึงป่าทั้งที่ฝัง
และเผา (สน สงดั สุสาน มปี กตสิ งดั ดี)
199
12. ยถาสันถติกังคะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) ในเสนาสนะ สมาทานอยู่ในที่ตามมีตามได้
เสนาสนคาหาปกะจัดให้อยา่ งไรก็อยูต่ ามนั้น. ส่วนของวัดป่านั้นจะมวี ิธีการเพิ่มออกนอกไปจากคัมภีร์
อีก คือ ละเว้นการนอนซ้ำที่เดิม (เพื่อไม่หวงแหนในติดในสถานที่) โดยถืออย่างเบาคือนอนย้ายที่ใน
อาวาสทุกวันถืออย่างหนักคือออกเดินทางย้ายท่ีนอนทุกวัน ถ้านอกอาวาส ถ้าหลายรูปให้พรรษาทีส่ งู
กว่าเลือกให้และให้พรรษาสูงกว่าเลือกก่อน (ข้อนี้เป็นสมาจาริกศีล ไม่ใช่ธุดงค์) และ อยู่บนกุฏิวิหาร
ใหท้ ำให้สะอาด ถา้ ตามโคนไม้ไม่กวาดหรือทำอะไรเพราะใบไม้มปี ระโยชน์เชน่ ทำให้เท้าไม่ เปื้อนก่อน
เข้าอาสนะ และสัตวห์ รอื คนเขา้ มายอ่ มได้ยนิ เสียง.
13. เนสัชชกิ ังคะ สมาทานถอื อิรยิ าบถน่ัง-อิรยิ าบถยืน-อริ ิยาบถเดินเพยี ง 3 อิริยาบถไม่อยู่ใน
อิริยาบถนอน ส่วนของวัดปา่ นัน้ จะมีวิธีการเพิ่มออกนอกไปจากคัมภีร์อีก คือ ละเว้นการหลับด้วย ซ่ึง
ก็ทำได้ไมผ่ ิด (มกั เรยี กการประพฤตินี้ว่าเนสชั ชกิ )
บทสรุป
ธุดงควัตรเป็นข้อวัตรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ให้พระภิกษุถือปฏิบัติ โดยไม่มีการ
บงั คับ แลว้ แตใ่ ครจะสมัครใจสมาทานนำ ไปปฏิบตั ิ ธุดงควัตรจะช่วยกำจัด ขัดเกลากิเลสภายในจิตใจ
ให้เป็นผู้มี ความมกั น้อย ความสนั โดษ ความสงดั ความไม่สัง่ สมกเิ ลส การปรารภความเพียรและความ
เป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นต้น ในปัจจุบันมีการเข้าใจผิดในเรื่องพระธุดงค์ จนทำ ให้เกิดศรัทธาเหลื่อมล้ำ
ไม่ไดม้ องที่ผล แต่มองที่ คน เห็นแค่รูปแบบ ทำ ใหศ้ รทั ธาคับแคบ ไมไ่ ด้มุง่ ถึงพระพุทธศาสนา แต่มุ่งที่
ตัวบุคคล ธดุ งควตั รมีทั้งหมด 13 ข้อแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ หมวดที่ 1 ธุดงค์ท่เี กยี่ วกับจีวร หมวด
ที่ 2 ธุดงค์ที่เกี่ยวกับบิณฑบาต หมวดที่ 3 ธุดงค์ที่เกี่ยวกับเสนาสนะ และหมวดที่ 4 ธุดงค์ที่เกี่ยวกับ
ความเพียร หลักการปฏิบัติธุดงควัตรที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และแนวทางการ
ปฏิบัติตาม หลักธุดงควัตรของพระสาวกในคร้ังพุทธกาลที่ได้กล่าวนั้น ทำ ให้ทราบถึงปัญหาของการ
ปฏิบัตธิ ุดงควัตร ของพระสงฆ์ในสังคมปจั จุบนั ปญั หาและสาเหตุดังกลา่ วมาน้ี จึงทำ ให้บรรพชติ ไม่พา
กันปฏบิ ัติธดุ งควตั ร ดังน้นั จงึ จำ เป็นอย่างย่งิ ที่บรรพชิตจะตอ้ งรจู้ กั คุณค่าของการปฏิบัติธดุ งควัตร ใน
เบื้องต้นเมื่อบรรพชิตปฏิบัติ ธุดงควัตรย่อมทำ ให้เป็นผู้มีความสันโดษในปัจจัยสี่ อันได้แก่
เครื่องนุ่งห่ม (จีวร) อาหาร (บิณฑบาต) ที่อยู่ อาศัย (เสนาสนะ) และ ยารักษาโรค (ความเพียร) อัน
เป็นลักษณะของพระธดุ งคกรรมฐานที่ชอบนยิ มปฏิบัติ ธุดงค์ไปพร้อมกบั การเจรญิ สมถกรรมฐานและ
วิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้น ธุดงควัตรเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อ ขัดเกลากิเลส ทำ ให้เป็นผู้มักน้อย สันโดษ
ยนิ ดใี นท่สี งดั ไมส่ ั่งสมกิเลส ปรารภความเพียร และความเปน็ ผเู้ ลีย้ งง่าย อนั จะทำ ให้เป็นผู้มีความสุข
ท้ังกายและใจ ในการดำ เนินชวี ติ ในสังคมปัจจบุ ัน
จำนวนชั่วโมงท่ีสอน 3 ชั่วโมง
200
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น
2. นำเข้าสู่บทเรียน บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมนิ ผลหลังเรียน
ส่ือการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลงั เรียน
การประเมินผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองก่อนเรียนและหลงั เรยี น
2. ประเมินจากการมสี ่วนรว่ มในหอ้ งเรียน
3. ประเมนิ จากการชักถาม
เนอ้ื หาทจี่ ะสอน
1. แนวคดิ หลกั การปฏิบตั ธิ ดุ งค์
2. หลักการปฏิบตั ธิ ุดงค์
3. อธิบายความไดว้ า่ ธุดงควัตร 13
คำถามทา้ ยบท
1. แนวคิดหลกั การปฏิบัติธุดงค์
2. หลกั การปฏิบัติธดุ งค์
3. นกั ศกึ ษาจงอธิบายความเกยี่ วกับธดุ งควัตร 13 มาพอใหเ้ ขา้ ใจโดยสังเขป
เอกสารอา้ งอิง บทท1ี่ 2
พระครูรัตนญาณโสภิต(บุญเลิศ รตฺนญาโณ). (ม.ป.พ.) ศึกษาปฏิปทาในการถือธุดงค์ของพระ
มหากัสสปเถระ (A STUDY MODE PRACTICE OF PHRA MAHAKASSAPA THERA IN
DHUTANGA UNDERTAKING. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
201
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (พิมพ์ครั้งที่ 12).
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาจรูญ ปญฺ าวโร (อินทร์ยงค์). (2540). “การศกึ ษาบทบาทของพระมหากัสสปเถระในการเผย
แผ่พระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
พระครูสิริกิจจาภรณ์ (เสริม กตกิจโฺ จ). (2549). “โสสานิกธุดงค์ในพระพุทธศาสนา : กรณีศึกษาหลวง
พ่อเกษม เขมโก”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระเมธาวี อาภสฺสโร (ฉัตรวิไล). (2555). “การศึกษาเชิงวิเคราะหธ์ ดุ งควัตรในคมั ภีร์พระพุทธศาสนา
เถรวาท”. วิทยานิพนธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย.
ศิลา ผรณาปิติ. (2554). “การศึกษาวิเคราะห์อารัญญิกธุดงค์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท : ศึกษา
เฉพาะกรณีพระเรวตเถระ”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทย าลัย
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์. (2561). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร :
สหธรรมิก จำกดั .
202
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 13
หวั เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับการสอนกรรมฐานการปฏบิ ตั ิกรรมฐาน
จากสำนักกรรมฐานท่สี ำคัญในประเทศไทย
รายละเอียด
กรรมฐานเป็นกระบวนพัฒนาชีวติ ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจา้ โดย เนน้ ไปทกี่ ารทำให้จิต
สงบ (สมถะ) และรแู้ จ้งความจริง (วิปัสสนา) กรรมฐานจึงมี 2 อย่างคอื สมถะ และวปิ สั สนา สมถะคือ
การเพ่งอารมณ์ให้จิตเป็นเอกัคคตา ส่วนวิปัสสนาคือการใช้สติและสัมปชัญญะ รู้แจ้งความเป็นไตร
ลักษณ์ของขันธ์ห้าในฐานะของสรรพสิ่งในลักษณะของรูป-นาม อารมณ์สมถกรรม ฐานมี 40 มีกสิณ
เป็นต้น ส่วนวิปัสสนามีอารมณ์พิจารณา 6 มีขันธ์ 5 เป็นต้น ส่วนการสอบอารมณ์ คือกระบวนการ
สนับสนุนให้การเจริญวิปัสสนาพัฒนาและดำเนินไปสู่เป้าหมายคือญาณระดับต่าง ๆ ได้ การสอบ
อารมณเ์ ก่ยี วขอ้ งกับหลกั โพธิปกั ขยิ ธรรมและญาณ 16
การเจริญกรรมฐานเป็นหลักคำสอนที่สำคัญที่สุดที่ชาวพุทธได้ปฏิบัติสืบทอดมาแต่สมัย
โบราณและถือเป็นมรดกทางจิตวิญญาณของ พระพุทธศาสนากระทั่งปัจจุบันเพราะเป็นหนทางดับ
ทุกข์ การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานในประเทศสมาชิกอาเซียนพบว่า ประเทศไทยมี
หลักการปฏิบัติกรรมฐานอยู่ 5 แบบหลัก คือ (1) กรรมฐานแบบพอง-ยุบ ที่นำเข้ามาจากพม่าโดย
สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) ใหก้ ำหนดรอู้ าการ พองหนอ-ยบุ หนอ ของท้องในอิริยาบถ
ทั้ง 4 การสอบอารมณ์กรรมฐานจะสอบอยู่ในกรอบมหาสติปัฏฐาน 4 (2) กรรมฐานแบบพุท-โธ ตาม
แนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เน้นการทำสมถะโดยการพิจารณากายคตาสติภาวนา บริกรรมว่า พุท-โธ รู้
ลมหายใจเข้า-ออก จนจิตเป็นหนึ่งแล้วจึงพิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ ไม่มีการสอบอารมณ์แต่เทศนา
ธรรม (3) กรรมฐานแบบสัมมา-อะระหังตามแนวพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสาโร) บริกรรมว่า
สัมมาอะระหงั ต้องรฐู้ าน 7 และ 5 ศูนย์ แลว้ กำหนดดวงนมิ ิตทฐ่ี านที่ 7 จนจติ เหน็ ดวงแก้วใส
ซึ่งเป็นที่ตั้งของการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม ไม่มีการสอบอารมณ์ (4) กรรมฐาน
แบบ เคลื่อนไหว ตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ใช้สติกำหนดรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ
ร่างกาย โดยไมต่ ้องใสค่ ำบริกรรมและไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม เชน่ การนั่งหลบั ตานิ่ง เป็นต้น ไม่ใช้คำ
บริกรรม จนจิตรู้เท่าทันความคิดปรุงแต่งทั้งหลายตลอดเวลา มีการสอบอารมณ์โดยการควบคุมบอก
ทางผิด (คิด) ถูกคือ รู้ทันความคิด (5) กรรมฐานแบบอานาปานสติตามแนวพุทธทาสภิกขุ เน้นการ
พัฒนาจิตเพื่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยการมีสติกำหนดตามติดลมหายใจเข้าออก การปฏิบัติ
203
กรรมฐานแนวเจริญอานาปานสติ ไม่มีการสอบอารมณ์ ประเทศเมียนม่าร์มี 3 แบบคือ 1) สำนัก
กรรมฐานของพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) แนวการเจริญวิปัสสนาภาวนาด้วยการกำหนดรู้
แบบพองยุบ ดูการทำงานของจิตทางทวารทั้ง 6 เน้นสติปัฏฐาน 4 มีการสอบอารมณ์กรรมฐานอย่าง
เป็นระบบ 2) สำนักกรรมฐานของอาจารย์โกเอ็นก้าไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและไม่มีพิธีกรรมมา
เก่ียวข้อง เพียงแต่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พึงกำหนดรู้ในสติปัฏฐาน 4 อย่างใดอย่างหน่ึง 3) ศูนย์
ปฏิบัติธรรมนานาชาติ พะอ๊อก ตอยะ เป็นการปฏิบัตสิ มถะภาวนาที่เน้นไปในเร่ืองการดธู าตุมนสิการ
เป็นหลัก โดยภาวลักษณะของธาตุ 4 แล้วกำหนดธาตุเหล่านั้นโดยเป็นสักแต่ว่าธาตุ คือ ให้ผู้ปฏิบัติ
กำหนดรดู้ ้วยญาณ (พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม, 2559, บทคดั ย่อ)
ในประเทศกัมพูชามีศูนย์กลางคือสำนักพุทธมณฑลวิปัสสนาธุระเน้นการเจริญ วิปัสสนา
กรรมฐานในปะเทศกัมพูชาไม่แยกกนั แตเ่ ริ่มต้นดว้ ยการเจริญสมถกรรมฐานโดยมุ่งเนน้ ไปท่ี กรรมฐาน
40 มีกสิณเป็นต้นเพื่อให้ได้ปฐมฌานจนถึงปัญจมฌานแล้วจึงเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดย ใช้อนุสติ
กรรมฐาน มีการเรียนการสอนกรรมฐานอย่างเป็นระบบ การสอบอารมณ์ไม่มีอย่างเป็นระบบ แต่ใช้
วิธีการสนทนา หรือการเรียนถามพระวิปัสสนาจารย์ ส่วนประเทศลาวมีสำนักกรรมฐานหลักคือ แนว
คำสอนของพระอาจารย์มหาปาน อานนฺโท เน้นการปฏิบัติแบบติง-เซา (ไหว-นิ่ง) เพื่อรู้ทันปรมัตถ
ธรรมในอิรยิ าบถ 4 และอิรยิ าบถย่อย ๆ ดว้ ยสติสัมปชญั ญะ จากน้นั พระอาจารย์มหาซาลี กนตฺ สีโลได้
สืบต่อและพัฒนาเป็นศูนย์กลางของการอบรมวิปัสสนา จนมีสำนักปฏิบัติวิปัสสนากระจายไปท่ัว
ประเทศลาว เน้นการพจิ ารณาขันธ์ห้า ใหเ้ หน็ ปรมัตถธรรมตามหลักอภิธรรมปิฎก การสอบอารมณ์ไม่
เป็นทางการเน้นการแก้ไขตามญาณ 16 และตรงต่อหลักมหาสติปัฎฐาน 4 การสอดคล้องของการ
ปฏบิ ตั แิ ละการสอบอารมณ์กรรมฐานกบั หลกั การท่ีปรากฏในคัมภีร์ พระพุทธศาสนาเถรวาทพบวา่ ทุก
สำนักปฏิบัติกรรมฐานมีความสอดคล้องกับหลักคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์
สำคัญของพระพทุ ธศาสนาเถรวาท (พระมหาปราโมทย์ วริ ิยธมฺโม, 2559, บทคดั ย่อ)
ความแตกต่างกันอยู่ที่เทคนิคของ อาจารย์ในแต่ละสำนักได้ศึกษาและปฏิบัติมาด้วย
ประสบการณ์ของตนเอง จนเกิดเป็นสติปัญญาแล้ว นำหลักการดังกล่าวมารวบรวม วิเคราะห์และทำ
การสั่งสอนเผยแผ่เพื่อให้เข้าถึงความดับทุกข์ตาม หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท หลักธรรมท้ัง
สมถะและวิปัสสนาตั้งอยู่บนคำสอนเรื่องมหาสติ ปัฏฐาน อาจารย์จะเป็นกัลยาณมิตรต่อผู้ปฏิบัติหรือ
ลูกศิษย์ด้วยเมตตาและปัญญาเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ ปฏิบัติได้รู้แจ้งจนพ้นทุกข์ทั้งปวงตามหลักคำสอน
ของพระพุทธเจ้า
204
แนวคิดการสอนกรรมฐานการปฏบิ ัติกรรมฐานจากสำนักกรรมฐานที่สำคัญในประเทศไทย
กรรมฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท มี 2 แบบ คือ (1) สมถกรรมฐาน มีวิธีการ 4 วิธี
คอื กสณิ 10 อย่างคอื วัตถุสำหรับเพ่งเพ่ือใหจ้ ิตเปน็ สมาธิ และตามหมายความของคัมภีร์ วิมุตติมรรค
ว่า ความแผ่ขยายไปทั่ว ดังที่กล่าวไว้ว่า “เมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธคุณ ปีติภายใน ย่อมแผ่ซ่านไป
ทั่วร่างกาย เมื่อบุคคลคิดขยายปฐวีกสิณ กสิณนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วชมพูทวีป จิตที่ มีปฐวีกสิณเป็น
อารมณ์ เป็นเหมือนร่างกายที่เอิบอาบไปด้วยความสุข” 1) ปฐวีกสิน เพ่งธาตุดิน 2) อาโปกสิณ เพ่ง
ธาตุน้ำ 3) เตโชกสิณ เพ่งไฟ 4) วาโยกสิน เพ่งลม 5) นีลกสิน เพ่งสีเขียว 6) ปีตกสิน เพ่งสีเหลือง 7)
โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง 8) โอฑาตกสิณ เพ่งสีขาว 9) อาโลกกสิณ เพ่ง แสงสว่าง 10) อากาศกสิณ เพ่ง
อากาศ อสุภ 10 อย่างซึ่งมีการเจริญอสุภะเป็นเบื้องต้น เพราะว่าการเจริญอสุภะสามารถกำจัดราคะ
ความกำหนัดยินดีได้โดยการพิจารณาเห็นสังขาร ธรรม ทั้งปวงไม่ใช่สิ่งสวยงาม อนุสสติ 10 อย่างคือ
ตามระลึกถงึ เมือ่ เลือกปฏิบัตใิ ห้พอเหมาะ แกจ่ รติ จะได้ผลเป็นสมาธมิ อี ารมณ์ ตัง้ มนั่ ไดร้ วดเร็ว พรหม
วิหาร 4 อย่างที่ทำให้ผู้ประพฤติ ปฏิบัติเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่ 1) เมตตา คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน ให้มี
ความรกั อนั เน่อื งดว้ ยความ ปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนือ่ งด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อ่ืนให้พ้น
ทุกข์2) กรุณา ความ สงสารปรานี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์3) มุทิตา มีจิตชื่นบาน
พลอยยินดีเมื่อ ผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน 4) อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย อรูปธรรม 4
อยา่ งเป็น การปลอ่ ยอารมณ์ ไม่ยดึ ถืออะไร มีผลทำใหจ้ ติ วา่ ง มีอารมณเ์ ปน็ สุขประณีต อาหาเรปฏิกูล
สัญญา 1 อย่างคือการกำหนดพิจารณาความเปน็ ปฏกิ ูลในอาหาร หรือการเพ่งอาหารใหเ้ ห็น เป็นของ
ปฏิกูลนา่ เกลียด จัดเขา้ ในหมวดสญั ญา (ศราพร หาญยทุ ธกร, 2563, น.54-55)
เมื่อบุคคลทำให้มากแล้วย่อมได้ผลมาก มี อานิสงส์มาก สามารถหยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน
จตุธาตุววัฏฐาน 1 อย่างการพิจารณาแยกส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เห็นว่าเป็นธาตุ4 คือ ดิน น้ำ ลม
ไฟ ตามลักษณะของธาตเุ มื่อแยกธาตุ ออกจากกันจะไม่เห็นความเป็นมนษุ ยค์ วามสวยงามไมม่ ีความขี้
เหรไ่ มม่ ีเป็นเพียงอปุ าทาน ทางจิตเทา่ นัน้ (2) วปิ ัสสนากรรมฐาน คอื การเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน 4 ประการ
โดยมีสติกำหนดรู้เท่าทัน ปัจจุบันอารมณ์ และพิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา การ
ปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐาน โดยเอาสติเข้าไปตั้งกำกับจิตตามช่องทวารทั้ง 6 เมื่อปฏิบัติได้ผลแก่กล้า
แลว้ จะเข้า ตดั ต่ออายตนะท้ัง 6 คนู่ ั้นไมใ่ หต้ ิดต่อกันไดโ้ ดยจะเหน็ ตามความเป็นจริงว่า เมื่อตากระทบ
รูป เห็นสักแต่ว่าเป็นแค่รูปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนบุคคลเราเขา ไม่ทำให้ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่งให้เกิด
ความพอใจหรือไม่พอใจเกิดข้ึน รปู จะดบั ลงอยู่ ณ ตรงนัน้ เอง ไม่ไหลเข้ามาสู่ภายในจิตได้ อกุศลกรรม
ทัง้ หลายจะไมต่ ามเข้ามา “ผ้ใู ดตัดความยดึ ถือในรูปนามได้แลว้ ทำให้สงบได้แลว้ ระงับได้แล้วเผาด้วย
ญาณคอื ไฟแล้วความยดึ ถือว่าเป็นของเราในนามรูปย่อมไม่มแี กผ่ ู้ใดโดย ประการทงั้ ปวง” สติที่เกิดข้ึน
ขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น นอกจากจะคอยสกัดกั้นกิเลสไม่ให้เข้า มาทางอายตนะแล้ว ยัง
เพ่งเล็งอยู่ที่รูปกับนาม เมื่อเพ่งอยู่จะเห็นความเกิดดับของรูปนามนั้นจะ นำไปสู่การเห็นพระไตร
205
ลักษณ์คอื ความไมเ่ ท่ยี ง ความเปน็ ทุกข์ความไม่มตี ัวตนของสังขารหรือ อัตภาพอย่างแจ่มแจ้ง (ศราพร
หาญยทุ ธกร, 2563, น.54-55)
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลก ภายหลังการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาที่จะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ ทรงประกาศ พระ
ธรรมที่ได้ตรัสรู้มา จนกระทั่งมีผู้รู้แจ้งเห็นจริง ในพระธรรมตามที่พระพุทธ องค์ทรงแสดง ขณะน้ัน
พระอรหนั ตสาวกได้อบุ ัติขึ้นแล้วในโลก 60 องค์ รวมทั้งพระพุทธองค์ ดว้ ยเป็น 61 องค์ พระพุทธองค์
ไดท้ รงวางหลักและวิธปี ฏบิ ัตใิ นการเผยแผ่หลักธรรมคำสอน ใหแ้ ก่เหลา่ พระสาวก ซึง่ เป็นพระอรหันต์
รุ่นแรก เพื่อถือเป็นแนวทางในการเผยแผ่พระศาสนา ร่วมกัน เพื่อให้พระธรรมคำสอนแผ่ไปในมวล
มนุษยชาติ และเพื่อความดำรงมั่นแห่งพระ สัทธรรม โดยตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วง
ทงั้ ปวง ท้งั ทเ่ี ปน็ ของทิพย์ ท้ังทเ่ี ปน็ ของมนุษย์ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจารกิ ไป เพอื่ ประโยชน์สุขแก่
ชนจำนวนมาก เพอื่ อนุเคราะหช์ าวโลก เพอื่ ประโยชน์เกือ้ กูลและความสขุ แก่ทวยเทพและมนุษย์ อยา่
ไปโดยทาง เดียวกันสองรปู จงแสดงธรรมมีความงามในเบ้ืองต้น มีความงามในทา่ มกลาง และมีความ
งาม ในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน สัตว์
ทั้งหลายที่มธี ุลใี นดวงตาน้อยมอี ยู่ เม่อื ไดฟ้ ังธรรมแล้ว จกั เปน็ ผูร้ ธู้ รรม ภิกษุท้งั หลาย แมเ้ ราก็ จักไปยัง
ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม” (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 4 : 32/40) (มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลยั , 2539)
จากน้ันพระสงฆส์ าวก ได้แยกยา้ ยกันออกไปประกาศพระสทั ธรรม ตามนคิ ม ชนบท แว่นแคน้
ต่าง ๆ แม้พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จไปพระนครราชคฤห์ทรงแสดงธรรมจนมีพุทธบริษัท ศรัทธาเลื่อมใส
และบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ในขณะนั้น พระ เจ้าพิมพิสารพระราชาผู้
ครองพระนครราชคฤห์ทรงเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ไม่มีที่พำนักจึงได้น้อม ถวายพระอุทยาน เวฬุวัน ให้
เป็นสถานที่พำนักของพระพทุ ธองค์และพระภิกษุสงฆ์ นบั วา่ เป็น วดั แหง่ แรกในพระพุทธศาสนา (สุรีย์
มผี ลกิจ และวเิ ชยี ร มีผลกิจ, 2545) ตอ่ มาพระพทุ ธองค์ได้ เผยแผ่พระศาสนาไปแวน่ แค้นโกศล อนาถ
บณิ ฑกิ เศรษฐีได้ฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธาเล่ือมใสในพระรัตนตรัย และไดบ้ รรลุพระอริยบุคคลช้ันต้นใน
พระพุทธศาสนาได้บริจาคทรัพย์ของตนซื้อ ที่ดิน ดำเนินการสร้างวัดมีชื่อว่าวัดพระเชตวันมหาวิหาร
และนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้บริจาค ทรัพย์สร้างวัดชื่อว่าวัดปุพพาราม ถวายแด่พระพุทธองค์ใกล้
พระนครสาวตั ถีในแควน้ โกศล ให้ เปน็ สถานที่ประทับอยสู่ ำหรบั พระพุทธองค์และพระภิกษสุ งฆ์พร้อม
ทั้งเป็นสถานที่ศึกษาอบรม ปฏิบัติพระสัทธรรมของพระภิกษุสามเณร และเป็นสถานที่ฟังธรรมและ
ปฏิบตั ธิ รรมของอุบาสก อบุ าสกิ าทัง้ หลาย สมยั น้ันประชาชนชาวเมืองสาวัตมีจำนวนประมาณ 7 โกฏิ
เมื่อได้ฟังธรรม และน้อมนำเอาหลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา มาประพฤติปฏิบัติที่บ้าน
ของตน แลว้ ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลในพระพทุ ธศาสนาจำนวน 5 โกฏิ ท่ีเหลอื เปน็ ผู้ประกอบด้วย
ศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ตั้งมั่นอยู่ในสรณะและศีล แม้พระพุทธองค์ก็ได้อาศัยท่านอนาถ บิณ
206
ฑิกเศรษฐีและนางวิสาขามหาอุบาสิกาทั้งสองท่าน ทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอน ประกาศ พระ
ศาสนาจนตั้งมั่นในชมพูทวีป ประทับอยู่ในวัดพระเชตวันมหาวหิ ารและวดั ปุพพารามใกล้ พระนครสา
วัตถี เป็นเวลาถงึ 19 พรรษา (พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ 1 : 4-5) (มหาจฬุ าลง กรณราชวิทยาลัย,
2539)
จากนนั้ พระสงฆ์สาวก ไดแ้ ยกย้ายกันออกไปประกาศพระสัทธรรม ตามนคิ ม ชนบท แวน่ แค้น
ต่าง ๆ แม้พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จไปพระนครราชคฤห์ทรงแสดงธรรมจนมีพุทธบริษัท ศรัทธาเลื่อมใส
และบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ในขณะนั้น พระ เจ้าพิมพิสารพระราชาผู้
ครองพระนครราชคฤห์ทรงเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ไม่มีที่พำนักจึงได้น้อม ถวายพระอุทยาน เวฬุวัน ให้
เป็นสถานทพ่ี ำนกั ของพระพทุ ธองค์และพระภิกษุสงฆ์ นบั ว่าเป็น วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา (สุรีย์
มีผลกิจ และวิเชียร มีผลกิจ, 2545) ในสมัยพุทธกาลนั้น การนำเอาหลักพุทธธรรมมาปฏิบัติ เพื่อให้
เกิดโลกุตตรปัญญาโดย มีจุดมุ่งหมาย คืออบรมให้จิตสงบจากกิเลสนิวรณเ์ ครื่องกั้นปญั ญา และมีการ
บรรลพุ ระนิพพาน เป็นเป้าหมายสงู สดุ สำหรบั พุทธศาสนกิ ชนตามหลักคำสอนของพระพุทธองคใ์ นการ
ปฏิบตั ิ หนา้ ท่ีของชาวพทุ ธใหส้ มบูรณ์พร้อม โดยคำนงึ ถึงหลักพระสัทธรรม 3 ประการ ทป่ี ระกอบด้วย
ปริยัติ(คันถธุระ) ปฏิบัติ (วิปัสสนาธุระ) และปฏิเวธ ซึ่งได้แก่การได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน อัน เป็น
แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ในปัจจุบัน สังคมไทยมีความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศด้วย
เทคโนโลยี ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการ
ปกครอง (ศราพร หาญยทุ ธกร, 2563, น.49)
ขณะเดียวกันความเสื่อมทรามทางด้านจิตใจ ได้กลายเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องทางด้าน
อารมณ์ยาที่จะแก้โรคใจได้ดีที่สุดนั้น คือการฉีดวัคซีนทางใจ อันเป็นผลผลิตมาจากการปฏิบัติ ตาม
หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ที่เรียกกันวา่ ธรรมโอสถ หรือการปฏบิ ัตธิ รรม ฝึกอบรมจิต ให้มีสมาธิ
เข้มแขง็ เพ่ือให้เกิดสตปิ ัญญากำหนดรเู้ ทา่ ทนั สภาพความเปล่ยี นแปลงทางสังคมและ ปัญหาอันแท้จริง
ของชีวติ แตส่ ังคมไทยกลบั ไม่ได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาแกป้ ัญหา โรคทางใจอย่างจริงจัง
ดังนั้น เมื่อประสบกับโลกธรรมฝ่ายไม่ดีคือประสบเรื่องท่ีเป็นธรรมชาติ ของชีวิตอันเนื่องมาจากการ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก หวังสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้นตามที่หวัง ก็ทำใจให้
สงบไมไ่ ด้ระทมตรมทุกข์ทำใหค้ ุณภาพจติ ตกต่ำ
เมื่อประสบ โลกธรรมฝ่ายดีก็ประมาทหลงระเรงิ มัวเมาปล่อย สติไปตามกระแสโลกวัตถนุ ิยม
หลงลืมไม่ รีบเร่ง สร้างสรรค์ทำความดีทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้รับ การฝึกอบรมพระกรรมฐาน คือ
การ ฝึกอบรมจติ ใหส้ งบเปน็ สมาธิหรือฝึกสติให้เกดิ ปญั ญารู้เท่าทนั ความเปน็ จริงของสรรพส่งิ จึงไม่ รู้
ว่าอะไรดีเป็นกุศลควรบำเพ็ญ และไม่รู้ว่าอะไรชั่วเป็นอกุศลควรเลิก ละ เป็นต้น การฝึกอบรม
สมถวิปสั สนากรรมฐานทเ่ี รียกกนั ง่าย ๆ ว่าการปฏบิ ตั ิธรรมหรือเรยี กอีกอย่างหนึง่ ว่า การฝึก สมาธิจะ
สามารถแก้ปัญหาสังคมไทยดังกล่าวนี้ได้แต่การที่จะทำให้ประชาชนคนไทยหันมา สนใจศึกษาปฏิบัติ
207
ธรรมได้อย่างกว้างขวางและแพร่หลายนั้นมิใช่กระทำได้ง่าย ต้องมี องค์ประกอบเป็นเหตุปัจจัย
สนับสนุนสง่ เสริมหลายดา้ น เหตุปัจจัยสำคัญประการหน่ึงก็ คือ วัด ที่เป็นสำนักปฏบิ ัติธรรมทีม่ ีความ
พร้อม มีสถานที่เป็นสัปปายะเหมาะสมแก่การศึกษาอบรม ปฏิบัติธรรมและมีพระวิปัสสนาจารย์
สำหรบั ทำหน้าท่ีบรหิ ารจัดการ ฝึกอบรมสัง่ สอนได้อย่างดี มีคณุ ภาพ (ศราพร หาญยุทธกร, 2563, น.
50)
ซึ่งในปัจจุบันนี้ ยังมีจำนวนไม่เพียงพอตอ่ ความตอ้ งการของประชาชน พุทธศาสนิกชน ผู้ใคร่
ต่อการศึกษาปฏิบัติธรรม แม้ประเทศไทยจะมีวัดจำนวน 3 หมื่นกว่าวัด แต่วัดที่มีคุณสมบัติพอจะต้ัง
เป็นสำนักปฏิบัติธรรมได้นั้น มีจำนวนเพียงหนึ่งพันกว่าวัด และ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีพระภิกษุ
จำนวนถึงสามแสนกว่ารูป (กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2553) ถึง
กระนั้น ก็ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการ เป็นพระวิปัสสนาจารย์ขาดบุคลากรที่มี
ประสบการณ์ในการปฏิบัติ และการอบรมสั่งสอนเรื่อง สมถวิปัสสนากรรมฐานโดยส่วนมากแล้ว
พระภิกษุในประเทศไทยจะทำหน้าที่คันถธรุ ะ (ศึกษา เล่าเรียนพระปริยัตธิ รรม หรืองานด้านนวกรรม
อื่น ๆ ) ส่วนพระภิกษุที่ทำหน้าที่ด้านวิปัสสนา ธุระ (หน้าที่ด้านการพัฒนาจิต) มีจำนวนน้อย เม่ือ
เทียบกับสัดส่วนความต้องการของประชาชนผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม ดังนั้น มหาเถรสมาคม
ผู้ปกครองดูแลคณะสงฆ์ได้เล็งเห็นความสำคัญ นี้ จึงได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนให้สำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำการสำรวจวัดทั่ว ประเทศ ที่มีความพร้อมจัดตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรม
ประจำจังหวดั ขน้ึ เพื่อรองรับประชาชน พทุ ธบริษทั ที่สนใจใคร่ต่อการศึกษาอบรมปฏบิ ัติธรรมโดยการ
มุ่งให้แต่ละจังหวัดควรมีสำนัก ปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในด้านการ
ฝึกอบรมปฏิบัติสมถวิปัสสนา กรรมฐาน อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง และพัฒนาให้มีคุณภาพ
มาตรฐานและมจี ำนวนเพ่มิ มากข้ึน (ศราพร หาญยทุ ธกร, 2563, น.52)
ในปัจจุบันมีสำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายและเปิดการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อ
การสอน การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาเกิดขึ้นกันอย่างแพร่หลาย และยังมีการใช้สถานที่ใน การอบรม
และปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่ปัญหาที่พบส่วนมากคือวิธีการเรียนและหลักสูตรที่สอน ยังไม่มีความ
ชดั เจนเพียงพอ เกดิ ปญั หาและความคิดเห็นที่ไม่ถูกตรงในการปฏิบัติ อนั เปน็ เหตุที่ ส่งผลให้เกิดความ
ไม่มั่นใจและเคลือบแคลงสงสัยในตัวผู้สอนและแนวทางของการปฏิบัติ และ อาจมีผลกระทบถึง
หลักธรรมที่ผู้อธิบายมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติ วิปัสสนาภาวนาและ
พระพทุ ธศาสนาเป็นอย่างยงิ่ แมว้ ่าในปัจจุบันจะมสี ำนักปฏบิ ตั ิธรรม เกิดขนึ้ มากและเปดิ หลักสูตรการ
สอนวิปัสสนากรรมฐานขึน้ หลากหลายเป็นการสะท้อนถึงความ ต้องการของพุทธศาสนิกชนที่มีความ
ใส่ใจและสนใจในการปฏิบัติมากขึ้น การเน้นความสำคัญ ของการปฏิบัติธรรมเพื่อให้บุคคลสามารถ
เข้าถึงประสบการณ์แห่งการบรรลุธรรมโดยตรง เพื่อ เป็นการ รักษาและส่งเสริมแนวทางการปฏิบัติ
วิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐานให้ถูกต้อง และการสามารถนำปัญญามาช่วยแกปัญหาใน
208
ชวี ติ ประจำวนั ได้อยา่ งเหมาะสม รเู ทาทันตอ่ เหตกุ ารณนั้น ๆ ทำใหผ้ ูป้ ฏิบตั วิ ิปัสสนา ภาวนามีคณุ ภาพ
ชีวิตดขี ้นึ (ศราพร หาญยุทธกร, 2563, น.52)
การปฏิบตั กิ รรมฐานจากสำนักกรรมฐานท่ีสำคัญในประเทศไทย
กรรมฐานเป็นงานพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงความสงบและให้เกิดปัญญา เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
แหง่ การดำเนินชีวิตและเปน็ ธรุ ะทสี่ ำคัญยิง่ ในทางพระพุทธศาสนา กรรมฐานเปน็ วิถีทางออกจากทุกข์
ท่ีดีทีส่ ุด ซึง่ มพี ัฒนาการส่ังสมสบื เนอื่ งกนั มาเปน็ ระยะเวลายาวนาน จากยคุ กอ่ นพทุ ธกาล ยคุ พุทธกาล
และหลังยุคพุทธกาลมาจนถึงสมัยปัจจุบัน การปฏิบัติกรรมฐานสมัยก่อนพุทธกาลมีปรากฏในคัมภีร์
ทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ซึ่งได้กล่าวถึงฤาษีผู้บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิมพานต์บรรลุฌานสมาบัติ
ได้อภิญญา 5 สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ การบรรลุฌานสมาบัติการได้อภิญญาของพวกฤาษีดาบส
ดังกลา่ วนัน้ จัดเปน็ ผลของการเจรญิ สมถกรรมฐานโดยตรง
ในครั้งเมื่อเจ้าชายสิตธัตถะเสด็จออกบรรพชาก็ทรงไปศึกษาในลัทธิของเจ้าสำนักต่างๆ ที่มี
ชื่อเสียงในสมัยน้ัน ทรงแสวงหาหนทางดับทุกข์โดยวธิ ีการลองผิดลองถูกมาหลากหลายวิธีโดยเฉพาะ
วิธีปฏิบัติแบบสมถกรรมฐานและวิธีทรมานตนเองที่เรียกว่า “อัตตกิลมาถายุโยค” การทรมานตนเอง
ด้วยประการต่างๆ จนกระทั้งพระองค์ก็สรุปผลได้ว่าวิธีการเหล่านี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ได้แท้จริง จึงทรง
หันมาเลือกวิธีการบำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยการเจริญกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธองค์
ทรงเปลยี่ นแนวทางจนกระท้งั ทางบรรลุถงึ ผลข้นั สูงสุดจนสามารถทำลายกเิ ลสไดห้ มดสิ้น ดว้ ยการทรง
ปฏิบตั ติ ามแนวสมถกรรมฐาน และวปิ ัสสนากรรมฐานเปน็ อบุ ายในการพฒั นาจิตโดยการนำเอาสมถกร
รมฐานและวิปัสสนากรรมฐานมาสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้แก่จิตใจก่อนแล้ว เพิ่มเติมต่อยอดด้วยการ
ปฏิบัติวปิ สั สนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐานจึงถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรง
ค้นพบ แล้วนำมาเผยแผ่สั่งสอนพุทธบริษัทมีปรากฏเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ความจริงการ
ปฏิบัติกรรมฐานในสมัยพุทธกาลปรากฏว่ามีแพร่หลายมาก จะเห็นได้จากคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ได้
บันทึกเรื่องราวและคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงสอนกรรมฐานไว้ เช่น มหาสติปัฏฐานสูตร อานาปาน
สตสิ ูตร
ในคัมภีร์อรรถกถาได้กล่าวถึงการปฏบิ ัติกรรมฐานในสมัยพุทธกาลไว้หลายแห่งพอสรุปความ
ไดว้ า่ ภกิ ษผุ ู้มีศรัทธาออกบวชประสงค์จะปฏิบัตกิ รรมฐานจะต้องบำเพ็ญธุระ 2 ประการ คอื
1. คันถธุระ หมายถึงการศึกษาเล่าเรียนภาคทฤษฎีหรือปริยัติให้เข้าใจถึงกิจวัตรข้อปฏิบัติ
สำหรบั พระภกิ ษแุ ละคำสอนของพระพทุ ธเจา้
2. วิปัสสนาธุระ หมายถึง การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยการยกรูป นาม ขึ้นมาพิจารณา
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่คงทน มิใช่ตัวตน จนเกิดผล คือ สามารถทำลายกิเลสบรรลุมรรค ผล
209
นิพพานไดใ้ นทส่ี ุด (philosophychicchic. (2558). ประวตั แิ ละววิ ฒั นาการของ การปฏบิ ตั กิ รรมฐาน.
[ออนไลน]์ .)
ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน 1 - หน้าที่ 14 มหาปา
ละบรรพชาอุปสมบท เมื่อน้องชายกำลังร้องไห้อยู่เที่ยว, เขาไปสู่สำนักพระศาสดาแล้วทูลขอบวช ได้
บรรพชาอุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักแห่งพระอาจารย์และอุปัชฌาย์ครบ 5 พรรษาแล้ว ออกพรรษา
ปวารณาแล้วเขา้ ไปเฝา้ พระศาสดา ถวายบงั คมแลว้ ทลู ถามวา่
"พระเจา้ ขา้ ในพระศาสนานมี้ ธี ุระกอ่ี ย่าง"
ธรุ ะ 2 อย่างในพระศาสนา
พระศาสดาตรัสตอบว่า "ภิกษุ ธุระมี 2 อย่าง คือ คันถธุระ (กับ) วิปัสสนาธุระ เท่านั้น" พระ
มหาปาละทลู ถามว่า "พระเจ้าข้า กค็ ันถธุระเปน็ อย่างไร วปิ ัสสนาธุระเปน็ อย่างไร"
ศ. ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี ตาม
สมควรแกป่ ัญญาของตนแลว้ ทรงไว้ กล่าวบอก พุทธวจนะนนั้ ชือ่ วา่ คันถธรุ ะ.
ส่วนการเริม่ ตงั้ ความส้นิ และความเสื่อมไว้ในอัตภาพ ยงั วปิ สั สนาใหเ้ จริญ ด้วยอำนาจแห่งการ
ติดต่อแล้ว ถือเอาพระอรหัตของภิกษุผู้มีความประพฤติแคล่วคล่อง ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด
ช่ือว่าวปิ ัสสนาธรุ ะ.
ม. พระเจ้าขา้ ข้าพระองคบ์ วชแล้วแตเ่ มื่อแก่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่
จักบำเพญ็ วปิ ัสสนาธรุ ะใหบ้ รบิ รู ณ์ ขอพระองค์ตรัสบอกพระกรรมฐานแก่ข้าพระองคเ์ ถิด
หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เหล่าสาวกมีความ
คิดเห็นแตกแยกกันมากขึ้น ในส่วนที่เป็นการพัฒนาจิตเหล่าสาวก็คงยึดถือการปฏิบัติสมถกรรมฐาน
และวปิ สั สนากรรมฐานตามแนวสตปิ ฏั ฐานสูตร อาปานสติสตู ร และสมถวิธีที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
จนถึงยุกพุทธศตวรรษที่ 3 ในส่วนของการปฏิบัติกรรมฐานยุคนี้ปรากฏว่ามีพระเถระผู้ทรงภูมิ มี
คุณสมบัติทั้งทางด้านปริยัติและด้านการปฏิบัติหลายรูป เช่น พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พระมหินท
เถระ และคณะพระเถระที่ไปเป็นสมณทูตเผยแผ่ในดินแดนต่างๆ ล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพทั้งส้ิน
เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความเจริญของการปฏิบัติกรรมฐาน ส่วนในดินแดนสุวรรณภูมิ คณะของ
พระโสณะและพระอตุ ตระท่ีได้นำเอาพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในดินแดนน้ี นับไดว้ ่าเป็นผวู้ างรากฐาน
ทางพระพุทธศาสนาในดินแดนนี้ รวมถึงการได้นำเอาแนวการปฏบิ ัติวิปัสสนากรรมฐานที่เชื่อว่าไดร้ ับ
การถ่ายทอดมาจากพระโมคคัลลบี ุตรติสสเถระมาเผยแผใ่ นภูมิภาพนี้และมีผูร้ กั ษาสืบต่อแนวทางการ
ปฏบิ ัติน้จี นถึงปจั จบุ ัน
แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานในประเทศไทยในปัจจุบัน มีรูปแบบการปฏิบัติกรรมฐาน
หลายรูปแบบตามแนวทางที่คณาจารย์ที่ได้คิดค้นพัฒนาขึ้นให้เหมาะสมกับจริตนิสัยของตนเองโดยมี
จุดมุ่งหมายเพื่อทำจิตให้สงบระงับและเพื่อให้เกิดปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริง ดังนั้น รูปแบบ
210
วิธีการปฏิบัติอาจดูต่างกัน แต่ถ้าเป็นไปเพื่อจุดหมายอันเดียวกัน คือ ความสงบระงับจิตใจและให้เกิด
สติปัญญา ซึ่งถือว่าไม่ออกนอกจากจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติกรรมฐานทางพระพุทธศาสนา
(philosophychicchic. (2558). ประวตั แิ ละวิวฒั นาการของ การปฏบิ ตั ิกรรมฐาน. [ออนไลน์].)
ในทีน่ ้จี ะขอยกรปู แบบแนวการปฏบิ ัติกรรมฐาน ซึง่ เปน็ ที่ค้นุ เคยรู้จกั กันมาสัก 5 สายหลัก คือ
1) แนวการปฏิบัติสายบริกรรมภาวนาพุทโธ 2) แนวการปฏิบัติแบบพอง-ยุบ 3) แนวการปฏิบัติ
แบบเคล่อื นไหว 4) แนวการปฏบิ ัตแิ บบวิชชาธรรมกาย 5) แนวการปฏิบัติแบบอานาปานสติ
กรรมฐานสายบริกรรมภาวนาพุทโธ กรรมฐานสายบริกรรม ภาวนาพุทโธมีปรากฏใน
ประเทศไทยเป็นเวลานาน ซึ่งพระอาจารย์สำคัญผู้ที่ให้ กาเนิดการปฏิบัติแนวนี้เป็น ที่รู้จักกันอย่าง
แพร่หลายคอื พระอาจารยม์ นั่ ภูรทิ ตโฺ ต
การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวพระอาจารย์มั่น นอกจากจะนาบทว่าพุทโธมาบริกรรมให้เกิด
สมาธิแล้ว ยังได้ นาการบริกรรมพุทโธไปประยุกต์ใช้กับอานาปานสติกรรมฐาน ด้วย กล่าวคือ เวลา
หายใจเข้าบริกรรมวา่ พทุ เวลาหายใจออก บริกรรมวา่ โธ คำว่า พุทโธ เปน็ พระนามของพระพุทธเจ้า
ซ่งึ แปลว่า ผู้รู้ ผตู้ ื่น ผเู้ บกิ บาน การใช้คำว่าพุทโธมาบรกิ รรมขณะ หายใจเข้าออกเป็นกุศโลบายในการ
รวมจิตเป็นหนึ่งเดียวได้ง่าย ซึ่งเป็นการเจริญสมถกรรมฐานก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปสู่ วิปัสสนา
กรรมฐานในภายหลงั
กรรมฐานสายพอง-ยุบ กรรมฐานสายนีม้ ีศูนย์กลางอย่ทู ่ีวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิ คณะ 5
ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร การสอนกรรมฐานสาย นี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่ปี
พ.ศ.2496 เป็นต้น มาจนถงึ ปจั จุบัน ทัง้ น้โี ดยมีพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธฺ ิ ป.ธ.9) เป็น
พระอาจารยใ์ หญ่ฝ่ายวปิ ัสสนาธุระ ซ่งึ ท่านได้ชือ่ ว่าเปน็ ผมู้ ีบทบาทสำคญั ในการเผยแผ่แนวการปฏิบัติ
กรรมฐานวิธีนี้ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี(โชดก ญาณสทิ ธฺ ิ ป.ธ.9) พระอาจารย์ใหญ่ฝา่ ยวิปสั สนาธรุ ะ
วิธีการปฏิบัติ วิธีการปฏิบัติในท่านั่ง เมื่อผู้ปฏิบัติอยู่ในอริยาบถนั่งเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว พึง
สังเกตอาการยพองยุบของหน้าท้อง ขณะ หายใจเข้า หน้าท้องจะพอง ให้มีสติกาหนดดูอาการพอง
พร้อม บริกรรมว่า “พองหนอ” ขณะหายใจออกหน้าท้องจะยุบ ให้มีสติ กาหนดดูอาการยุบ พร้อม
บรกิ รรมว่า “ยบุ หนอ” ผู้ปฏิบตั ิใหม้ ี สตกิ าหนดดูอาการพองและยุบของหน้าท้องอยา่ งน้ีไปเรื่อยๆ สิ่ง
สำคัญในการปฏิบัติคืออย่าตามลมหายใจเข้า หายใจออก ให้ มีสติกับอาการพองยุบอย่างเดียว พอง
หนอ... ยุบหนอ... (philosophychicchic. (2558). ประวัตแิ ละวิวฒั นาการของ การปฏบิ ัติกรรมฐาน.
[ออนไลน์].)
กรรมฐานแบบเคลื่อนไหว อาจารย์ผ้มู ีช่อื เสียงในสายน้ี ทรี่ ู้จกั โดยมากคือ หลวงพ่อเทียน
จิตฺตสุโภ
วิธีการปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน กล่าวถึงสาระสำคัญของการปฏิบัติกรรมฐานแบบ
เคล่อื นไหววา่ ความคิดเปน็ ต้นเหตุของความทกุ ขข์ องมนุษย์ โทสะ โมหะ โลภะ กเิ ลส ตัณหา อุปาทาน
211
ล้วนปรากฏขึ้นในรูปของความคิด ดังนั้น ผู้ปฏิบตั ิจงึ ตอ้ งมคี วามรู้สกึ ตวั ในการเคลือ่ นไหว ตลอดเวลา
ให้สติอยู่กับอาการเคลื่อนไหวไม่ให้หลงเข้าไปปรุง แต่งกับความคิดที่เกิดขึ้นและต้องเห็นความคิดทุก
ครั้งที่ใจคิด ด้วยการใช้สติกาหนดรู้อาการเคลื่อนไหวของกายอันจะนาไปสู่ การพ้นทุกข์ พบกับความ
สะอาด สว่าง และสงบแห่งจิตใจต่อไป
กรรมฐานแนววชิ ชาธรรมกาย ผใู้ หก้ าเนิดกรรมฐานสายนี้คอื พระมงคลเทพมนุ ี(สด จนทฺ สา
โร) หรือหลวงพ่อวัดปากน้า ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ท่านนากรรมฐานต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้
รว่ มกนั กล่าวคือใช้ อาโลกกสณิ อานาปานสติและ พทุ ธานุสสติ
วิธีปฏิบัติ วิธีปฏิบตั ิในขั้นสมถภาวนา คือ ให้กาหนดบริกรรมนิมิต เป็นเครือ่ งหมายดวงกลม
ใสขนาดเล็กประมาณเท่าดวงตาดา (หรือขนาดเท่าที่พอนึกเห็นด้วยใจได้ชัดเจน) ให้ปรากฏขึน้ ที่ ปาก
ช่องจมูก(หญิงซ้าย-ชายขวา)ให้ใจอยู่ในดวงกลมใสนั้น คือ นึกให้เห็นจุดเล็กใสศูนย์กลางดวงกลมใส
ตั้งอยู่ที่ปากช่องจมูก (หญิงซ้าย-ชายขวา)พร้อมกับบริกรรมภาวนาตรงศูนย์กลางดวง กลมใสนั้นว่า
“สัมมาอะระหัง ๆ ๆ”
กรรมฐานสายอานาปานสติ กรรมฐานสายอานาปานสตินี้มีปฏิบัติแพร่หลายกัน มากอีก
แนวหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นกรรมฐานที่ ใช้อารมณ์หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่ภายในตัวของแต่ละ
คนคือลม หายใจซ่ึงก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่าง ย่ิง อาจารย์ผู้สอนกรรมฐานท่ีมี
ชื่อเสยี งในสายนมี้ หี ลาย ทา่ นซึง่ สว่ นใหญ่มีวิธกี ารปฏบิ ัตเิ ปน็ ไปในแนวเดยี วกัน ใน ทน่ี ้จี ะยกเอาวิธีการ
ปฏิบตั อิ านาปานสติของท่านพุทธทาส ภกิ ขุแหง่ สวนโมกขพลารามมากล่าว
วิธีการปฏิบัติ (1) รู้จักลมหายใจยาว คอื ตัง้ สติคอยเฝ้าสังเกตลมหายใจยาว ทุกครั้งท่ีหายใจ
เขา้ และหายใจออกต่อเน่ืองกนั ไปจนกว่าจะร้สู ึก ซมึ ซาบเข้าใจลมหายใจยาวเปน็ อย่างดีว่าเป็นอย่างไร
มีลักษณะ อย่างไร และอิทธิพลแก่ร่างกายอย่างไร ลมหายใจยาวจึงเป็นสิ่ง ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องทาความ
เข้าใจจนคุ้นเคยใหด้ เี ปน็ ลำดบั แรก
(2) รูจ้ ักลมหายใจสน้ั เมอ่ื ทาความคนุ้ เคยกับลมหายใจยาว จากนนั้ ให้ตัง้ สติคอยเฝ้าสังเกตลม
หายใจส้ันทุกครัง้ ท่หี ายใจเข้า และหายใจออกอย่างต่อแน่ืองจนกวา่ จะร้สู ึกซมึ ซาบเข้าใจลม หายใจส้ัน
เปน็ อย่างดีวา่ เปน็ อยา่ งไร มลี กั ษณะอย่างไร และ อทิ ธพิ ลแกร่ ่างกายอยา่ งไร
(3) รู้จักลมที่ปรุงแต่งกายทั้งหมด คือ กาหนดรู้กายสังขาร หมายถึงลมหายใจที่คอยปรุงแต่ง
กายให้ข้ึนหรือลง ให้สงบระงบั หรือใหก้ ระวนกระวาย ในข้นั น้ีตอ้ งกาหนดพจิ ารณาลมหายใจ ละเอียด
ขึ้นว่าปรุงแต่งร่างกายอย่างไร ร่างกายเนื่องอยู่กับลม หายใจอย่างไร จนสามารถมองเห็นวิธีการที่จะ
บังคับร่างกายได้ ตามใจชอบโดยวิธีการบังคับผ่านทางลมหายใจ เพราะลมหายใจ เป็นเครื่องปรงุ แตง่
ร่างกาย
(4) ทาลมหายใจให้ระงับลง ลมหายใจคือกายสังขารทาหน้าที่ ปรุงแต่งร่างกาย ถ้าผู้ปฏิบัติ
ทาลมหายใจใหร้ ะงับลง ละเอยี ดลง รา่ งกายกจ็ ะสงบระงับลงด้วยเหมือนกัน
212
สรุปท้ายบท จากการได้ศึกษาประวัติและวิวัฒนาการของการปฏิบัติ กรรมฐานผู้ศึกษาจะ
มองเหน็ พฒั นการการปฏบิ ตั ิกรรมฐานใน ยุคต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลก็มีการปฏิบัติกรรมฐานเช่นกัน
โดยเฉพาะสมถกรรมฐานมีพัฒนาการเจริญก้าวหน้าจนถึงขนั้ สงู สุดคือไดส้ มาบตั ิ 8 ยังขาดแตว่ ปิ สั สนา
กรรมฐานเท่านั้น (philosophychicchic. (2558). ประวัติและวิวัฒนาการของ การปฏิบัติกรรมฐาน.
[ออนไลน]์ .)
สมัยพุทธกาลเจ้าชายสิทธัตถะได้ออกแสวงหาทางหลุด พ้นจากทุกข์ก็ทรงผ่านการปฏิบัติสม
ถกรรมฐานมาทุกขั้นตอน รวมถึงการทรมานตนด้วยวิธีต่าง ๆ ในที่สุดก็ทรงค้นพบวิธีการตัด ทำลาย
กิเลสได้เดด็ ขาดคือวปิ สั สนากรรมฐานและทรงทาการเผย แผท่ ง้ั สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
ด้วยทรงเห็นว่าการนา กรรมฐานทั้งสองมาปฏิบัติจะสนับสนุนเกื้อกูลกันดำเนินไปสู่ความ ดับทุกข์ได้
เรว็ ข้นึ หลงั จากพุทธปรนิ ิพพานแลว้ เหล่าสาวกได้สืบต่อ วิธกี ารปฏบิ ตั ิกรรมฐานกันมาอย่างไม่ขาดสาย
จนถึงสมัยปจั จุบนั
บทสรุป
ผลทเ่ี กิดจากการปฏิบัติกรรมฐาน ด้านกายภาพ มคี วามสบายต่อกาย มีความรม่ เยน็ ร่างกาย
แขง็ แรง กลา้ มเนือ้ ผ่อนคลายจากปวดเม่ือยก็คลายลงทีละน้อย ทำให้ผูป้ ฏบิ ัตสิ ามารถ ทำงานได้อย่าง
มีสติ ทำให้มีสมาธิมากขึ้น มีสมาธิในการทำงาน ผ่อนคลายร่างกาย ก่อนจะทำ อะไรก็จะมี
ประสิทธิภาพมากข้ึน ด้านจิตภาพทำให้จิตสงบมาก ความสุขใจ ปิติมีสติอดทนมาก ยิ่งขึ้น ให้เรามีจิต
ที่ดีงาม มีสติ สุขภาพทางจิตใจสงบดีทำให้จิตใจเย็นขึ้น สอนให้รู้จักอภัยเป็น มองโลกบวก ยิ้มแย้ม
เหน็ ทกุ อยา่ งเป็นธรรมชาติสอนใหเ้ กรงกลวั ต่อบาป รู้จกั รกั ษาศีล 5 ให้ บรสิ ุทธิ์ ไมฟ่ ุง้ ซ่าน ทำให้จิตนิ่ง
เป็นสมาธิ จิตใจสงบนิ่ง เยือกเย็น ด้านสังคมทำให้เข้ากับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข มีสติมีความอดทน
มากยิ่งขึ้น ทำให้รู้จักการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น สอนให้รู้จักให้ อภัย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จะไม่สร้าง
ปัญหาที่ยุ่งยาก จะยอมรับความคิดเห็นทีแ่ ตกต่าง ไม่ใจร้อน มีระเบียบวินยั มีผู้ทีป่ ฏิบัติเป็นเพ่ือนกลุ่ม
ใหม่ พบเจอคนดีๆ ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้ พบเจอผู้ปฏิบัติท่านอื่น แลกเปลี่ยนความคิด
กนั ดา้ นปัญญา ทำให้มีความคิดท่ีดี มีสตมิ ากย่งิ ขนึ้ มคี วามสามารถในความคิด แก้ไขปญั หาได้จากการ
ฝึกสมาธิเกิดปัญญา มีความรอบคอบ ให้รู้จัก มีการพัฒนา มีปัญญาในการใช้สมาธิแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ
ทำให้มีมุมมองท่ีจะมองตนเองมาก ยิ่งขึ้น ไม่ใช่มองแต่รู้ว่าผิดอย่างเดียวตนเองจะสามารถที่จะทำผิด
และแก้ไขได้ ปัญญาเกิดความ รอบคอบและประณีตขึ้น สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลได้ดีขึ้น
จัดเรียงระเบียบความคิด ได้ดี ไม่สับสนวุ่นวาย จำได้ดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น รู้จักคิดและไม่ใส่อารมณ์
แก้ไขปญั หา
213
จำนวนชว่ั โมงท่ีสอน 3 ชั่วโมง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรยี น
2. นำเข้าสู่บทเรยี น บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
สื่อการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลก่อนเรียน - หลังเรยี น
การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรียน
2. ประเมินจากการมสี ว่ นร่วมในหอ้ งเรียน
3. ประเมนิ จากการชกั ถาม
เนื้อหาท่ีจะสอน
1. แนวคดิ การสอนกรรมฐานการปฏบิ ตั กิ รรมฐานจากสำนกั กรรมฐานท่ีสำคญั ในประเทศไทย
2. การปฏบิ ตั ิกรรมฐานจากสำนักกรรมฐานทสี่ ำคญั ในประเทศไทย
3. แนวทางการปฏบิ ัตกิ รรมฐานในประเทศไทยในปจั จุบนั
คำถามท้ายบท
1. แนวคิดการสอนกรรมฐานการปฏิบัติกรรมฐานจากสำนักกรรมฐานทส่ี ำคัญในประเทศไทย
ท่านกลา่ วไวอ้ ย่างไรบา้ ง
2. การปฏิบัติกรรมฐานจากสำนักกรรมฐานที่สำคัญในประเทศไทยมีวิธีการปฏิบัติไปใน
ทศิ ทางไหน
3. แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานในประเทศไทยในปัจจุบันที่เป็นสำนักใหญ่ๆ ท่านมีแนว
ทางการปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรบา้ ง
214
เอกสารอา้ งอิง บทท่ี 13
พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม. (2559). การปฏิบัติและการสอบอารมณ์กรรมฐานตามหลัก
พระพุทธศาสนาเถรวาท ในประเทศสมาชิกอาเซียน. สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยา่ลัย. มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
ศราพร หาญยุทธกร. (2563). รูปแบบการสอนกรรมฐานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารมหา
จุฬานาครทรรศน.์ Vol.7 No.2 (February 2020) ปที ี่ 7 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ2์ 563. น.
54-55.
สุรีย์ มีผลกิจ และวิเชียร มีผลกิจ. (2545). พระพุทธกิจ 45 พรรษา. กรุงเทพมหานคร: บริษัทคอม
ฟอรม์ จำกดั .
กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2553). สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
ดีเดน่ ประจำปี 2553. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพส์ ำนกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาต.ิ
philosophychicchic. (2558). ประวัติและวิวัฒนาการของ การปฏิบัติกรรมฐาน. [ออนไลน์]. สืบค้น
เมื่อวนั ท่ี 16 ก.ค. 2564. แหลง่ ที่มาจาก https://philosophychicchic.com.
215
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 14
หวั ข้อเรอื่ ง แนวคดิ เกี่ยวกับการปฏิบัตกิ รรมฐานที่ถูกต้องตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา
รายละเอียด
คุณธรรมจริยธรรมของบุคคลเกิดขึ้นได้จากความเข้าใจในเหตุผลของความถูกต้องดีงาม
สามารถตัดสินแยกความถูกต้องออกจากความไม่ถูกต้องได้ด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง ด้านอารมณ์
ความรู้สึก คือความพึงพอใจศรัทธาเลื่อมใสเกิดความนิยมยินดีที่จะรับ น้อมรับนำจริยธรรมมาเป็น
แนวทางปฏบิ ตั ิ ดา้ นพฤตกิ รรมแสดงการแสดงออกคอื พฤตกิ รรมการกระทำที่บคุ คลตดั สินใจกระทำถูก
หรือผิดในสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ เชื่อว่ามีอิทธิพลส่วนหนึ่งของการกระทำหรือไม่กระทำแบบ
พฤติกรรมในไทย ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของส่วนประกอบทั้งสองคือทั้งส่วนแวดล้อมและการเรียนรู้
องค์ประกอบทั้งสองประการบางส่วนอาจขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นเช่นลักษณะของบุคคลนั้นๆ หรือ
ความรุนแรงของการบีบคั้น ทั้งหมดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากการที่บุคคลแต่ละคนได้รับการปลูกฝัง
การถ่ายทอดความรู้การเรียนรู้ตลอดจนได้เห็นแบบอย่างของปฏิบัติจริยธรรม นำไปฝึกฝนปฏิบัติ
สมำ่ เสมอจนเป็นความเคยชนิ ท่ดี ีงามซงึ่ เรียกวา่ คณุ ธรรม สีวลี ศริ ิไล), 2528, น.96-97.(
พุทธธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นข้อแนะนำสั่งสอนหรือหลักความประพฤติที่แสดงให้รู้ให้
เข้าใจผู้ที่ทำความดีทำความชั่วมีความประพฤติดีความประพฤติชั่วหรือรักษาศีลละเมิดศีลย่อมได้รับ
ผลดผี ลช่วยเองตามเหตุและปจั จัยตามกฎธรรมดาแห่งความดีและความช่วั ท่ีเล่ากฎแหง่ กรรมหรือตาม
กฎแหง่ กรรมนั้น เป็นวินยั คอื เปน็ แบบแผนแบบแผนข้อบังคับทเี่ ป็นข้อบัญญัติคือวางหรือกำหนดข้ึนไว้
เป็นทำนองประมวลกฎหมายสำหรับกำกับความประพฤติของสมาชิกในหมู่ในชุมชนโดยสอดคล้องกับ
ความมุ่งหมายของหมู่คณะโดยชุมชนนั้นโดยเฉพาะผู้ละเมิดบทบัญญัติแห่งศีลประเภทวินัยนี้มี
ความผิดที่จะได้รับผลตามกฎแห่งกรรม เมื่อพิจารณาตามหลักนี้จะเห็นได้ว่าหลักการทางพุทธธรรมทาง
พุทธศาสนาได้วางไว้แล้วเรื่องสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ศีล 5 เป็นต้นพระพรหมคุณาภรณ์) (ป.อ.ป
ยตุ ฺโต), 2555, น.917. (หลกั คำสอนขององคส์ มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ได้อธบิ ายเกีย่ วกับ ไตรสิกขา
โดยจัดอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ได้แก่ 12 สัมมาทิฏฐิเห็นชอบ () สัมมา
สังกัปปะดำริชอบศาล 34 สัมมาวาจาเจรจาชอบ () สัมมากัมมันตะกระทำชอบ 5 สัมมาอาชีวะเลี้ยง
ชพี ชอบ 6 สมั มาวายามะพยามชอบ 7 สัมมาสติ ระลึกชอบ 8.อ.ม) สมั มาสมาธิ ตัง้ จติ ม่นั ชอบ . (ไทย)
14/325/392(.
องค์ประกอบที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้พุทธจริยธรรมในพระพุทธศาสนาเกิดความงอกงามภายใน
และตลอดไปตอ้ งมอี งคป์ ระกอบนี้ คือ ปรโตโฆสะที่ดี กัลยาณมิตร และโยนโิ สมนสกิ าร การทำในใจโดยแยบ
คาย ทสี่ ำคญั อย่างยิ่งคือ สัมมาทฏิ ฐิ เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค ในฐานะเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของการปฏบิ ตั ิ
216
ธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ดี
ชดั เจน จนไปสจู่ ดุ หมายสูงสดุ ทางศาสนาให้ได้ ดงั นน้ั การสง่ เสริมสมั มาทฏิ ฐจิ ึงเปน็ สิ่งสำคัญย่งิ )พระพรหม
คุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), 2555, น.563 (มขี อ้ ความในพระไตรปิฏก แสดงหลักการสร้างเสริมสมั มาทิฏฐิไว้
ดังนี้ ประการ ดังนี้ คือ ปรโตโฆสะ โยนิโส 2 ภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี“
) ”มนสิการองฺ.ทุก. (ไทย)20/371/110. (ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ 2 อย่างตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ คือ
)1ปรโตโฆสะ เสียงจากผู้อ่ืน การกระตุ้นหรอื ชักจูงจากภายนอก เช่น การสั่งสอน แนะนำการถา่ ยทอดการ (
โฆษณาการคำบอกเล่าข่าวสารข้อเขียนคำชี้แจงอธิบายการเรียนรู้จากผู้อื่นในที่นี้ไม่เอาเฉพาะส่วนที่ดีงาม
ถูกต้องเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังธรรมความรู้หรือคำแนะนำจากบุคคลท่ีเป็นกัลยาณมิตร (Hearing or
leaning from others; inducement by others) ขอแรกนี้เป็นองค์ประกอบถ่ายภายนอกได้แก่ปัจจัย
ทางสงั คมการเรียกวา่ วิธีการแห่งศรัทธา )2โยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบคาย การใช้ความคิดถูก (
วิธคี วามรู้จักคิดคิดเปน็ หรือคิดอย่างมีระเบียบหมายถึงการรูจ้ ักมองรจู้ ักพิจารณาสิง่ ทง้ั หลายโดยมองตามท่ี
สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันและโดยวิธีคิดหาเหตุผลสืบค้นดึงต้นเขาสืบสาวให้ตลอดสายแยกแยะสิ่งนั้นหรือ
ปัญหานั้นออกให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัยโดยไม่เอาความรู้สึกด้วย
ตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ ข้อสองนี้เป็นองค์ประกอบภายใน ได้แก่ ปัจจัยในตัวบุคคล เรียกว่าวิถี
แห่งปัญญา )พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555, น.563 ( มีพุทธพจน์แสดงปัจจัยทั้งสองนี้ใน
ภาคปฏิบัติของการฝึกอบรมเน้นถึงความสำคัญอย่างควบคู่กันดังนี้ )1สำหรับภิกษุผู้ต้องพูดยังต้องการ (
ศึกษา เรามองไม่เห็นองค์ประกอบภายนอกอื่นใดมีประโยชน์มากเท่าความมีกัลยาณมิตรเลย )2 (
สำหรบั ภิกษผุ ูย้ งั ต้องศกึ ษาเรามองไม่เหน็ องค์ประกอบภายในอืน่ ใดมปี ระโยชน์มากเทา่ โยนโิ สมนสิการ
) เลยข.ุ อติ ิ. (ไทย)25/194-5/236-7.(
ปัจจัยทั้งสองอย่างนี้ย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน สำหรับคนสามัญซึ่งมีปัญญาไม่แก่กล้า ก็
ย่อมต้องอาศัยการแนะนำชักจูงจากผู้อื่น และคล้อยตามไปตามคำแนะนำของคนที่ฉลาดกว่า แต่ก็ต้อง
ฝกึ หดั ให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกต้องด้วยตนเองให้ไดจ้ ึงจะก้าวหน้าไปถึงท่ีสุด ได้ส่วนคนท่ีมีปัญญาแก่
ก็ย่อมรู้จักใช้โยนิโสมนสิการได้ดีกว่าแต่ก็อาจต้องอาศัยคำแนะนำที่ถูกต้อง เป็นเครื่องนำทางในเบื้องต้น
และเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในระหว่างการฝึกอบรมการสร้างเสริม
สมั มาทิฏฐิปจั จัยท่ี 1 ปรโตโฆสะ กค็ อื วธิ ีการที่เริ่มต้นด้วยศรัทธาและอาศัยศรัทธาเป็นสำคัญเม่ือ นำมาใช้
ในระบบการศึกษาอบรม จึงต้องพิจารณาที่จะให้ได้รับการแนะนำชักจูงสั่งสอนอบรมที่ได้ผลดีที่สุด คือ
ตอ้ งมีผูส้ ่ังสอนอบรมที่พร้อมดว้ ยคุณสมบตั ิ มีความสามารถและใช้วิธีการอบรมสั่งสอนที่ได้ผล (พระพรหม
คณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555, น.563)
ดังนั้นในการศึกษาอบรมจึงจำกัดให้ได้ประโตโฆสะที่มุ่งหมาย ด้วยหลกั ท่ีว่ากัลยาณมติ ตตาหรือ
การมีกัลยาณมิตร ส่วนปัจจัยที่ 2 โยนิโสมนสิการ การใช้ปัญญา ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าควรใช้ความคิดให้
217
ถูกต้อง การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกันที่ต้องเลือกสำนักที่ปฏิบัติหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
(พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), 2555, น.563)
พระราชปริยัติกวี, ศ.ดร. (2560). กล่าวว่า กรรมฐานในพระพุทธศาสนา: บทเรียนจากมหา
สติปัฏฐานสูตรและความนิยมในสังคมไทยในวารสารมหาจุฬาวิชาการ ปีที่ 4 ฉบับที่ 2.ว่า กรรมฐาน
ในพระพุทธศาสนาเป็นวิธีการฝึกฝนจิตใจให้มีสมาธิ และจิตที่มีสมาธิย่อมประกอบด้วยคุณภาพ
สุขภาพ และสมรรถภาพ ซ่ึงจะส่งผลให้บุคคลมีประสิทธิภาพสูงทำงานทุกอย่างประสบความสำเร็จ
กรรมฐานในพระพุทธศาสนามี 2 อย่างคือ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานตามหลักไตรสิกขา
กรรมฐานทั้ง 2 อย่างนี้มีเป้าหมายเดียวกันคือให้จิตมีสมาธิ และเพื่อทำนิพพานให้แจ้งโดยสมถกรรม
ฐาน ทำใหเ้ กดิ สมาธอิ นั เป็นฐานให้วปิ สั สนากรรมฐาน ทำให้เกิดวิปสั สนาญาณ อันทำนพิ พานใหแ้ จ้ง
สติปัฏฐาน 4 คือ การพิจารณากายในกาย การพิจารณาเวทนาในเวทนา การพิจารณาจิตใน
จิตและการพิจารณาธรรมในธรรม เป็นวิธีปฏิบัติที่ได้รับความนิยมทั้งในอดีตและปัจจุบัน แม่บทแห่ง
วิธีปฏิบัติกรรมฐานคือไตรสิกขา ถือเป็นหลักการใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงการประยุกต์หลักการ
ใหญ่นี้ไปสู่ภาคปฏิบัติที่ชัดเจนมากในมหาสติปัฏฐานสูตรและในพระสูตรย่อยคืออานาปานสติสูตร มี
การสืบทอดวิธีการนี้จากสมัยพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบันในหลายชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น
ลังกา พม่า ไทย
การประยุกต์สติปัฏฐานเพื่อการปฏิบัติในสำนักต่างๆ มีความแตกต่างหลากหลาย วิธีปฏิบัติ
คือกำหนดให้ผู้ปฏิบัติเดิน ยืน นั่งเป็นหลัก และให้มีสติระลึกรู้ชัดตลอดเวลา นี่คือกายานุ ปัสสนา
ขณะท่เี ดิน ยนื นง่ั อยนู่ ้นั ถ้าร้สู กึ ปวดเมอ่ื ยก็ให้กำหนดรู้ชัด น่คี อื เวทนานปุ สั สนา สว่ นอิรยิ าบถนอนนนั้
ใหป้ ฏบิ ัติตอนท่จี ะเขา้ นอน ถ้าจติ คดิ ฟุ้งซา่ นกใ็ ห้กำหนดรชู้ ดั นคี่ อื จติ ตานุปัสสนา ในขณะเดียวกนั เม่ือ
จิตนิ่งได้ที่แล้วก็ให้ตรวจสอบกิเลสคือนิวรณ์ ตรวจสอบขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์ และอริยสัจ นี่คือธัม
มานุปัสสนา
การปฏิบัติที่มีความหลากหลายเหล่านี้ เพื่อกำหนดรู้ธรรมชาติของชีวิตคือขันธ์ 5 (นามรูป
หรือรูปนาม)ว่า “มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเป็นธรรมดา และเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามเหตุปัจจัย”
เมื่อรู้แจ้งธรรมชาติของชีวิตแล้วก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้ กรรมฐานแบบนี้มีผลมาก มีอานิสงส์
มาก เป็นที่ประจักษ์ ผู้ผ่านการปฏิบัติตา่ งยอมรับวา่ จิตใจมีคุณภาพ สุขภาพ และสมรรถภาพ จึงเปน็
ทนี่ ยิ มปฏิบตั ทิ ว่ั โลก
แนวคิดการปฏบิ ตั กิ รรมฐานท่ถี กู ตอ้ งตามหลกั คำสอนในพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงแสดงวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ญาณอนั สงู สุด ร้เู หน็ ตามทัศนะท่ีมีอยู่จริง ดจุ พระอาทิตย์อุทัยยังโลกให้สว่างฉะน้ัน บรรดาสาวกของ
218
พระพทุ ธองค์ได้รับฐานะทตี่ ั้งของการงานที่ให้เกิดความรู้แจ้งเหน็ จริงด้วยอาการต่างๆ มาศึกษาปฏิบัติ
จนประทับใจ มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเป็นอนั มาก ยากทีจ่ ะหาส่ิงใด ๆ ทม่ี ีคา่ ในโลกมาเปรียบเทียบ
ได้ สิ่งนั้น คือ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันเป็นแนวทางที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดโดยส่วนเดยี ว
เรียกวา่ “วิสทุ ธมิ รรค” คอื ทางแหง่ ความบรสิ ทุ ธ์ิ เมอื่ บคุ คลใดได้ดำเนินไปตามนีจ้ นถงึ ทส่ี ุดแลว้ ย่อม
ถึงจุดหมายปลายทาง คือพระนิพพานอันเป็นที่บริสุทธิ์สิ้นกิเลสและพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงตามพุทธ
ประสงค์ทต่ี ้องการจะใหส้ รรพสัตวไ์ ด้เข้าถงึ หรือได้รู้เห็นพระสทั ธรรมท่ีพระพุทธองคท์ รงคน้ พบในพระ
ศาสนานี้ (ขุนสรรพกิจโกศล, 2509 ; 110) การปฏิบัติวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน 4 (The four
foundation of mindfulness) นี้ เป็นวิชาที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นวิชาที่ไม่ลึกลับ ไม่ใช่ของ
ยากและก็ไม่ง่ายนัก เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดด้วยกาล ด้วยสถานที่ และผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้
ด้วยตนเอง ได้ผลทันตาเห็น ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า โรงเรียนและตำราที่ใช้ศึกษาและปฏิบัติก็คือ
ร่างกายของเราอันยาววา หนาคืบ กว้างศอก มีสญั ญาใจครอง นีเ่ อง
การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นยอดของการบชู า เป็นการปฏิบัติตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์
การบูชาด้วยอามิสใด ๆ ก็ไม่เท่ากับการบูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชา ดังที่ได้ตรัสแก่พระอานนท์
เถระวา่ “ดูกอ่ นอานนท์ ภิกษุ ภกิ ษุณี อบุ าสก อุบาสิกาใด ปฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ่ รรม (โลกตุ ตรธรรม
9)ปฏิบัติชอบยิ่งปฏิบัติตามธรรมอยู่ (คือเจริญวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน 4) ผู้นั้นชื่อว่าได้สักการะ
เคารพ นบั ถอื บูชา (เรา) ตถาคต ด้วยการบูชาอยา่ งสูงสดุ (ที. ม. 10/199/149)
กจิ เบอื้ งต้นทคี่ วรรแู้ ละควรทำกอ่ นเขา้ ปฏบิ ตั กิ มั มัฏฐาน
ก.ขั้นเตรียมการ ผู้ใดประสงค์จะเข้าปฏิบัติกัมมัฏฐาน สมควรที่จะต้องศึกษาให้รู้ในข้อวัตร
ปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นที่เรียกว่า ปุพพกิจ ให้เข้าใจเสียก่อน การปฏิบัติจะได้สะดวก และได้ผลดี
สำเร็จประโยชนต์ ามความปรารถนา ดังตอ่ ไปน้ี
1. เลือกหาสถานท่ที ี่สมควรแกก่ ารปฏิบัติ 2 ประการคอื เลือกสถานที่ ๆ ใกลแ้ ละมผี ้ทู ี่จะให้
กมั มฏั ฐาน และสอบอารมณ์เราได้ประจำวนั หรือจะปฏบิ ตั ิทบี่ ้านและไปหาอาจารย์ให้สอบถามได้ทุก
วัน ดงั บาลีแสดงไว้วา่ ตสมฺ ึ โข ปน เสนาสเน เถรา ภิกฺขู วหิ รนตฺ .ิ พหุสสฺ ุตา อาคตาคมา ธมฺมธรา วินย
ธรา มาติกธรา เต กาเลน กาลํ อปุ สงฺกมิตวฺ า ปรปิ จุ ฉฺ ติ ปรปิ ณฺหต.ิ อทิ ํ ภนเฺ ต กถํ อมิ สฺส โก อตโฺ ถ ตสฺส
เต อายสมฺ โต อวิวฏํ เจว วิวรนฺติ อนตุ ฺตานกี ตญฺจ อตุ ตฺ านึ กโรนตฺ ิ. อเนกวหิ ิเตสุ จ กงฺขฏฐฺ านีเยสุ ธมฺเม
สุ กงฺขํ ปฏิวิโนเทนฺติ. แปลความว่า ในสถานที่นั้น มีพระเถระที่เป็นพหูสูตแตกฉาน เชี่ยวชาญในพระ
ปริยัตธิ รรมดี ทรงธรรมทรงวนิ ัย ทรงมาตกิ า โยคีบุคคลเขา้ ไปหาท่านตามกาลอันควร ไลเ่ ลียง ไต่ถาม
219
ท่านว่าบทนี้เป็นอย่างไร มีใจความว่าอย่างไรขอรับ? อธิบายวา่ ผู้ปฏิบัตไิ ดโ้ อกาสเรยี นถามอาจารยไ์ ด้
ทกุ เมื่อในเวลาท่ีเกิดมสี ภาวะ หรือความสงสยั ข้องใจขึน้ มา ย่อมเรยี นถามไดว้ ่า อารมณ์อย่างนี้กำหนด
อย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ถูกหรือไม่ขอรับ เป็นต้น ท่านจะเปิดเผยข้อที่ลี้ลับ และข้อที่ยังไม่กระจ่าง ให้
กระจา่ งแจม่ แจง้ จนหมดข้อข้องใจสงสัยในธรรม อันเปน็ ที่ตงั้ แห่งความสงสัยหลายอยา่ งหลายประการ
แก่โยคีบุคคลนั้น สถานที่ซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะดังที่กล่าวมานี้ สมควรแก่การปฏิบัติวิปัสสนา
กัมมัฏฐานเป็นอยา่ งยง่ิ ย่อมจะเปน็ ไปพรอ้ มเพือ่ ประโยชน์แกโ่ ยคบี ุคคล ผหู้ วงั สันตอิ ย่างแทจ้ ริง
2. การละปลิโพธ การปฏิบัติกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติที่จะต้องไกลจาก
หมู่คณะ ละความห่วง ความกังวลทุกอย่าง เพราะเป็นทางเดียว ทำคนเดียว สำเร็จคนเดียว แม้
พระพุทธเจ้าหรือผู้เป็นกัลยาณมิตร ตลอดจนผู้ให้ความอุปการะ สนับสนุน ก็เป็นเพียงผู้ชี้ทางและ
บำรุงส่งเสริมเท่านั้น ผู้จะปฏิบัติต้องมีใจเปน็ อิสระ วางจากพันธะทั้งปวง คือไม่มีปลิโพธ 10 ประการ
คือ 1) ไมห่ ว่ งบา้ นหรือหว่ งวดั 2) ไมห่ ว่ งสกลุ 3) ไม่หว่ งลาภ 4) ไม่ห่วงหมู่คณะ 5) ไม่หว่ งการทำธุรกิจ
6) ไม่ห่วงการเดินทาง 7) ไม่ห่วงญาติ 8) ไม่ห่วงในโรค 9) ไม่ห่วงในการศึกษาเล่าเรียน 10) ไม่ห่วงใน
การทีจ่ ะแสดงฤทธิ์ (วสิ ทุ ธฺ ิ. 1/112)
3. เลือกหาผู้สมควรเป็นกัลยาณมิตร คืออาจารย์ คำว่า "อาจารย์" นั้น มีความหมายหลาย
อย่าง ดังตอ่ ไปนี้
1) เป็นผบู้ ำเพ็ญประโยชน์แก่ศิษย์ ดังคำว่า สิสสฺ านํ หิตํ อาจรตตี ิ อาจริโย แปลว่า ผู้ใด
บำเพญ็ ประโยชน์แกศ่ ิษยท์ ง้ั หลาย ผูน้ ้ันช่ือวา่ อาจารย์
2) เป็นผู้อันศิษย์พึงประพฤติตาม และพึงปฏิบัติอุปัฏฐากโดยความเคารพเอื้อเฟื้อ ดังคำวา่
อาทเรน จริตพฺโพ อุปฏฺฐาตพฺโพ อาจริโย แปลว่า ผู้ใดอันศิษยานุศิษย์ทั้งหลายพึงประพฤติตาม
และพงึ ปฏิบตั อิ ปุ ฏั ฐากโดยความเคารพเอื้อเฟ้ือ ผนู้ ัน้ ชือ่ วา่ อาจารย์
3) เป็นผู้ประพฤติประโยชน์เกือ้ กูลต่อศิษย์ โดยความเป็นหลักเป็นประธาน ดังคำว่า อนฺเต
วาสิกานํ หิตํ มุเขน อาจรติ ปวตฺตตีติ อาจริโย แปลว่า ผู้ใดย่อมประพฤติประโยชน์ต่ออันเตวาสกิ
โดยแนะนำพร่ำสอนให้รประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในภพหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระ
นพิ พาน ผู้นัน้ ช่อื วา่ อาจารย์
4) อันผู้ที่มอบกายถวายตัวเป็นศิษยานุศิษย์ พึงเคารพเชื่อฟัง ปฏิบัติอุปัฏฐากตั้งแต่ต้นจน
สุดท้าย ดังคำว่า อาทิโต ปฏฺฐาย จริตพฺโพ อุปฏฺฐาตพฺโพ อาจริโย แปลว่า ผู้ใดอันผู้ที่มอบตัว
220
เป็นศิษยานุศิษย์ พึงตั้งอยู่ในโอวาท พึงปฏิบัติตาม และพึงปฏิบัติอุปัฏฐากตั้งแตต่ ้นจนตลอดไป ผู้นั้น
ชอ่ื วา่ อาจารย์
สรุปความวา่ คำว่า อาจารย์ นั้น หมายถึง ผู้ทำประโยชน์แก่ศษิ ย์ ผู้ที่ศิษยพ์ ึงเชื่อฟัง และ
พึงปฏบิ ัติตามโดยเออ้ื เฟื้อ ผู้แนะนำพร่ำสอนใหศ้ ิษย์รปู้ ระโยชน์ในภพนี้ ภพหน้า และประโยชน์อย่าง
ย่ิง คอื พระนิพพาน และผูท้ ศ่ี ิษย์พึงเอาใจใส่ ปรนนิบตั ิตั้งแตต่ น้ จนตลอดไป
ดงั นัน้ ผทู้ จี่ ะเปน็ ครู เป็นอาจารย์ หรอื กัลยาณมติ รน้ัน จงึ นบั ว่าเปน็ บุคคลทีส่ ำคญั ย่ิง ที่จะชี้
ทางผิดและทางถูกให้แก่ศิษย์ และจะตอ้ งประกอบด้วยองค์คณุ ของกัลยาณมิตร ดงั มหี ลักฐานแสดงไว้
ว่า ปโิ ย จ ครุ ภาวนีโย วตฺตา จ วจนกฺขโม คมฺภีรญจฺ กถํ กตตฺ า โน จฏฺฐาเน นิโยชเย. (อง.ฺ สตฺ
ตก. 23/34/33; ขุ.ธ.อ.27/17/74 และ356/336; วสิ ทุ ธฺ ิ.1/123) แปลความว่า 1) ปิโย เป็นผู้มีศีลเป็น
ที่รัก น่าเลื่อมใส 2) ครุ เป็นผู้มีใจหนักแน่น ควรเคารพนับถืออย่างยิ่ง 3) ภาวนีโย เป็นผู้ได้ฝึกฝน
อบรมตนมาดีแล้วทั้งการเรียนการปฏิบัติ เพรียบพร้อมไปด้วยศีลาจารวัตรอันดีงาม ควรแก่การยก
ย่องสรรเสรญิ สักการะบูชาเปน็ อยา่ งสูง 4) วตฺตา เป็นผู้สามารถชี้แจง แสดงแนวทางแห่งการปฏิบัติ
ได้ดีและถูกต้อง 5) วจนกฺขโม เป็นผู้มีความอดทนต่อการแนะนำพร่ำสอนศิษยานุศิษย์ ไม่เข้าใจก็
พยายามให้เข้าใจ ตามแนวทางแห่งการปฏิบัตินั้น และอดทนต่อการกล่าวล่วงเกินของมวลศิษย์และ
ผู้อื่นไม่หวั่นไหวต่ออิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์นั้นๆ 6) คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา สามารถแสดง
วิปัสสนาภูมิ ทั้งวิธีอันดับและวิธีสันโดษ ให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจได้ เช่น สามารถแสดงขันธ์ 5 อายตนะ
12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 และ ปฏจิ จสมปุ บาท 12
แก่ผู้ปฏบิ ัติน้ันๆได้ เชน่ นเี้ รียกว่าวิธอี นั ดับ สว่ นวธิ สี นั โดษนน้ั เชน่ ผู้ทีม่ าวันน้ี ชวั่ โมงน้ี นาที
นี้ ประสงค์จะปฏิบัติวิปัสสนา ก็สามารถสอนให้ปฏิบัติได้ในทันที โดยไม่ต้องผ่านการเรียนปริยัติมา
มาก แต่มิได้หมายความว่าไม่ได้เรียนปริยัติ เรียนอยู่คือเรียนในขณะนั้น ลงมือปฏิบัติในขณะน้ัน
เรยี กวา่ เรียนน้อยแต่ทำมาก เช่น ใหเ้ รียนวา่ เวลาเดินให้กำหนดว่าขวายา่ งหนอ ซ้ายย่างหนอ เวลา
นั่งใหก้ ำหนดท้องท่พี องยบุ ว่า พองหนอ ยุบหนอ เปน็ ต้น
7) โน จฏฺฐาเน นิโยชเย บอกทางถูกให้ คืออาจารย์นั้น ทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่
ประโยชน์ของศิษย์ ด้วยปัญญาตามความเป็นจริง เป็นผู้มใี จเดด็ เดีย่ วในการบำเพ็ญประโยชนน์ ั้น กัน
ศิษย์จากส่ิงที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วยวริ ยิ ะ ใหศ้ ิษย์ดำรงอยู่ในทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ในภพ
น)ี้ สัมปรายกิ ตั ถประโยชน์ (ประโยชน์ในภพหน้า) และปรมตั ถประโยชน์ (ประโยชน์อยา่ งยิง่ คือพระ
นพิ พาน)
221
นอกจากนี้ ในมหาฎีกา (มหาฎีกา.1/174/8) ท่านพระฎีกาจารย์ยังได้แสดงคุณสมบัติของ
ท่านผ้สู มควรเปน็ ครเู ปน็ อาจารย์ไวอ้ ีก ดงั ต่อไปน้ี
1. สทฺธาสมฺปนฺโน โหติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือเชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระ
สัมมาสัมพุทธเจา้ เชอ่ื กรรม เชื่อผลของกรรม ต้งั ใจบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ สรรพสตั ว์
2. สีลสมฺปนฺโน ถงึ พรอ้ มด้วยมรรยาทอันดีงาม
3. สุตสมฺปนฺโน ถงึ พรอ้ มดว้ ยการศึกษา สามารถแสดงแนวทางแห่งการปฏิบัตไิ ดด้ ี
4. จาคสมปฺ นโฺ น ถึงพร้อมดว้ ยการบริจาคเปน็ นักเสยี สละ มกั น้อย สันโดษชอบสงบไม่คลุก
คลีดว้ ยหมู่คณะ
5. วริ ยิ สมปฺ นโฺ น ถงึ พร้อมด้วยความเพยี ร คอื ได้เคยปฏิบตั วิ ปิ ัสสนากัมมัฏฐานมาแล้ว
6. สตสิ มปฺ นฺโน ถึงพรอ้ มด้วยสติ คอื ไดเ้ คยเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน 4 มาแล้ว
7. สมาธิสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยสมาธิ คือ มีจิตตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่าน เพราะกำลังแห่งสมาธิ
ภาวนา
8. ปญฺญาสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ รู้ไม่ผิด เพราะแสวงหาคติธรรมที่เป็นกุศล
ทราบชัดด้วยปัญญาของตนว่า สิ่งนี้เป็นประโยชน์ สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ แล้วมีจิตแน่ว
แน่ไม่เอนเอียงในประโยชน์นั้น เพราะกำลังแห่งสมาธิที่สั่งสมมาเป็นมูลฐาน ห้ามสรรพสัตว์จากสิ่งท่ี
ไม่เป็นประโยชน์ด้วยความเพียรความพยายามของตนชักนำให้ดำรงอยู่ในประโยชนโ์ ดยฝ่ายเดียวทา่ น
ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติดังที่กล่าวมานี้ เรียกว่า กัลยาณมิตร สมควรเป็นครูเป็นอาจารย์ของ
กุลบตุ รผู้หวังบญุ กศุ ล และหวังผลคอื สันติโดยแท้
4. แสวงหาสัปปายะ คำว่า สัปปายะ หรือ สปายะ แปลว่า ความสะดวกสบาย หมายถึง
ธรรมอนั เปน็ ที่สบายเก้ือกูล หรอื เหมาะแก่การปฏิบตั ิกัมมัฏฐาน ซึง่ เป็นส่วนหน่ึงที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ
ได้งา่ ย ในคัมภรี ์วิสุทธมิ รรค (วสิ ทุ ธ.ิ 1/138) ได้กล่าวถงึ สัปปายะ 7 ประการ ไวด้ งั ต่อไปนี้
1. สถานที่ประกอบด้วยเหตุ 5 คือ ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มียุงรบกวน มีรั้วรอบขอบชิด มี
สถานทจี่ งกรม เปลีย่ นอิรยิ าบถ มอี ากาศพดั ผา่ น และมีน้ำใช้ นำ้ รับประทานสะดวก ท่ีนั่นจะเป็น
ราวปา่ กด็ ี โคนไม้ก็ดี หรือเรอื นวา่ งเปลา่ กด็ ี ซ่ึงเปน็ สถานทเ่ี งียบสงัด
1) สถานท่ีแสวงหาอาหารได้ ไม่เป็นทกี่ ันดาร
2) สถานทีป่ ระกอบดว้ ยกถาวตั ถุ 10
3) สถานทีบ่ ริบรู ณ์ไปดว้ ยโภชนาหาร
222
4) สถานที่ที่มีอุตุ คือ ดิน ฟ้า อากาศ ความร้อน ความหนาว เป็นที่เหมาะแก่
การปฏิบัติ
5) สถานทที่ ี่มีผู้สามารถแสดงกถาวตั ถุ 10
5) สถานท่ีท่สี ะดวกต่อการปฏบิ ตั ิเหมาะสมในการเคลื่อนไหว และเดนิ จงกรมเป็นต้น
ขอ้ ห้ามและขอ้ ปฏบิ ัติในการปฏิบัตวิ ิปสั สนา ขอ้ ท่ีควรหา้ มในเวลาปฏิบัตสิ ำหรบั โยคบี คุ คล มีดังน้ี
1) ห้ามไมใ่ หห้ ยุดพกั การปฏบิ ัติ เวน้ ไวแ้ ต่เผลอหรอื หลับ
2) ห้ามพูดกับคนภายนอก นอกจากอาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ถ้าจำเป็นจะต้องพูด
กับคนภายนอก กพ็ ดู แตน่ อ้ ย ด้วยอาการสำรวม คือต้ังสติกำหนดทปี่ ากไหวทกุ คำพดู
3) ห้ามทำกจิ เลก็ ๆ น้อยๆ ท่ไี มจ่ ำเปน็ เช่นอ่านหนงั สอื เขยี นหนังสือ เป็นต้น
4) ห้ามนอนหลับกลางวัน กลางคนื นอนน้อย เพยี รมาก
5) ห้ามของเสพติดทุกชนิด
6) หา้ มพูดคุยกับผปู้ ฏิบัตดิ ้วยกัน
และพงึ ตงั้ อยใู่ นหลัก 3 ประการ คอื
1) อุปนิสสยะ ไม่อยู่ปราศจากอาจารย์
2) อารักขะ รักษากัมมฏั ฐานทีอ่ าจารย์ให้ หรอื รกั ษาอนิ ทรีย์ 6 ใหบ้ รบิ รู ณ์
3) อุปนิพัทธะ ผูกจิตไว้ในสติปัฏฐานท้ัง 4 และตั้งอยู่ในอปัณณกปฏิปทาปฏิบัติไม่
ผดิ 3 อย่างคอื
1) สำรวมอนิ ทรยี ์ 6 คือ ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ
2) โภชเน มตั ตญั ญุตา รู้จักประมาณในการบรโิ ภคอาหารพอสมควรไม่มากไมน่ ้อย
3) ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรเพ่ือจะชำระใจใหห้ มดจดไม่เห็นแก่นอนมากนัก
ข. ขัน้ ปฏิบตั ิ
1. ในวันที่จะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ให้จัดเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน ไปถวาย
สักการะบูชาพระรัตนตรัยและถวายสักการะต่อพระอาจารยผ์ ู้ทจ่ี ะให้กัมมัฏฐานด้วย (นยิ มทำกนั ท่ัวไป)
2. จดุ ธปู เทียนบชู าพระรัตนตรัย แลว้ นัง่ กระโหย่ง ประณมมือ เปล่งวาจาดว้ ยบทว่า อะระหัง
สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบด้วยเบ็ญจางคประดิษฐ์ 1 ครั้ง)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 1 ครั้ง) สุปะฏิ
ปนั โน ภะคะวะโต สาวะกสงั โฆ สังฆัง นะมามิ (กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 1 คร้ัง)
223
3. น้อมนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงประทานวิปัสสนากัมมัฏฐาน ด้วย
บทว่า นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (วา่ 3 หน)
4. ชำระศลี ใหบ้ รสิ ุทธ์ิ กอ่ นลงมือปฏิบตั ิโยคาวจรบุคคลพงึ ปฏบิ ัตใิ นสีลวิสทุ ธิ หมายถึง ทำให้
เป็นผบู้ รสิ ทุ ธ์คิ วรแก่การปฏบิ ตั ิ ในส่วนเบือ้ งตน้ ดงั นี้
4.1 เม่อื เปน็ พระภิกษใุ ห้แสดงอาบตั กิ อ่ น
4.2 เมอื่ เปน็ สามเณรใหส้ มาทานศีล 10 กอ่ น
4.3. เมื่อเป็นอุบาสก อุบาสิกา ให้สมาทานศีล 5 หรือศีล 8 หรืออาชีวัฏฐมกศีลตามที่ตน
ต้องการเสียก่อน
5. มอบถวายอตั ตภาพต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า การมอบถวายอัตตภาพต่อพระผู้มพี ระภาคเจ้า
ซึ่งเป็นสังฆบิดร ทรงประทานวิปัสสนาธุระแก่ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ ว่าดังนี้ อิมาหัง ภันเต ภะคะวา
อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะรจิ จะชามิ (วิสุทธ.ิ 1/146) แปลความวา่ ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริญ ข้าพระองค์
ขอมอบถวาย อตั ตภาพรา่ งกายนี้ แดพ่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ เพอื่ ปฏบิ ัตวิ ิปัสสนากมั มัฏฐาน
การถวายอัตตภาพนี้ต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ชื่อว่าได้ถวายแด่พระธรรมวินัย
เพราะพระธรรมวินัยเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ เมื่อปรินิพพานไปแล้ว และได้ชื่อว่าถวายตัวแด่
พระสงฆ์ด้วยเพราะพระธรรมวินัยนั้น ย่อมประดิษฐานอยู่ที่พระภิกษุผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย
ท้งั บารมแี ละความปลอดภัยกจ็ ะบงั เกิดขน้ึ โดยมนุษยแ์ ละเทวดาอารักขา
6. มอบถวายอัตตภาพต่อพระอาจารย์ ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชพี
อยู่ผู้ปรารถนาจะเจริญกัมมัฏฐาน ก็จะไปขอกัมมัฏฐานจากสำนักของพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธ
องค์ไม่มีก็จะไปขอจากพระอัครสาวกฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย เมื่อพระอัครสาวกฝ่ายขวา ฝ่ายซ้ายไม่มี ก็ไป
ขอจากพระอรหันต์ขณี าสพ เมื่อพระอรหันต์ขณี าสพไม่มี ก็ไปขอจากพระอนาคามี เมื่อพระอนาคามี
ไม่มี กไ็ ปขอจาก พระสกทิ าคามี เมื่อพระสกทิ าคามไี ม่มี ก็ไปขอจากพระโสดาบัน เมื่อพระโสดาบันไม่
มี ก็ไปขอจากอาจารย์ผู้ชำนาญในด้านวิปัสสนาธุระ ที่ประกอบด้วยองค์คุณของกัลยาณมิตรดังที่ได้
กลา่ วมาแลว้
การถวายอตั ตภาพต่อพระอาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน เพื่อจะได้อบรมสั่งสอนไปดว้ ยดี ไม่มีโทษ
แก่อาจารย์ผู้สอน เป็นการมอบตัวเป็นศิษย์ให้ทา่ นแนะนำสั่งสอนว่าดังนี้ อิมาหัง ภันเต อาจะริยะ
อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ (วิสุทธิ. 1/146) แปลความว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ
ขา้ พเจ้า(กระผม,ดฉิ ัน) ขอมอบถวายอตั ตภาพนตี้ ่อพระอาจารย์
224
ผลของการมอบถวายอัตตภาพ ก่อนจะลงมือปฏิบัติกัมมัฏฐาน ผู้ปฏิบัติควรจะมอบถวาย
อตั ตภาพร่างกายต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสยี ก่อน เหตุรา้ ยต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้เป็นอปุ สรรคขัดขวางต่อ
การปฏบิ ตั ิ ไม่สามารถจะเกิดขนึ้ แก่เราได้ ด้วยอำนาจแห่งพระพทุ ธเจ้าคุม้ ครอง ดงั มหี ลกั ฐานปรากฏ
ในคัมภีร์วสิ ทุ ธิมรรคอรรถกถาแสดงไว้ว่า เอวงั นิยยะติ อะปาเต ภะยะเภระเว ภะยัง ตสั สะ นุปปัชชะ
ติ นะนุ นิยยาทิโต อิติ ฯ แปลความว่า ภัยน้อยใหญ่จะไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มอบถวาย อัตตภาพไว้
แล้ว ตอ่ พระพทุ ธเจ้าอยา่ งนี้ ภยั จะเกิดขน้ึ แก่บคุ คลนนั้ ไม่ไดเ้ ลยเพราะไดม้ อบถวายอัตตภาพไวแ้ ล้ว
7. ขอกมั มัฏฐาน คำขอกมั มัฏฐานกบั ท่านพระอาจารย์ หลังจากที่ได้มอบถวายอัตตภาพแล้ว
ว่าดังน้ี นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ. แปลความว่า ข้าแต่ท่านผู้
เจริญ ขอท่านโปรดให้กัมมฏั ฐานแก่ข้าพเจ้า(กระผม,ดฉิ ัน) เพื่อประโยชน์แก่การกระทำให้แจ้งซึ่งพระ
นิพพานตอ่ ไป
8. ต้งั สัจจอธิษฐาน เมือ่ ไดร้ ับกัมมัฏฐานจากพระอาจารยแ์ ล้วก็เข้าไปสู่ห้องกัมมฏั ฐาน จุดธูป
เทียนบูชาพระรัตนตรัย อันเป็นอามิสบูชาครั้งสุดท้าย เพราะตลอดเวลาแห่งการปฏิบัติให้เป็นไปด้วย
การปฏิบัติบูชาอยา่ งเดยี ว ตง้ั จติ ใจให้เขม้ แข็ง ม่ันคง นอ้ มระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คอื พระพทุ ธ พระ
ธรรมพระสงฆ์ ตลอดถึงคุณของบิดามารดา ครู อุปชั ฌาย์ อาจารย์ และผ้มู ีบญุ คณุ ทั้งหลาย และระลึก
ถงึ คณุ ของเหล่าเทพเจ้าที่สิงสถติ อยู่ ณ สถานทใี่ กล้ และที่ไกล ในท่ตี ่าง ๆ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ตลอดจน
บรรพบุรุษที่ได้รักษาพระศาสนาตลอดมา แล้วตั้งสัจจอธิษฐานไวอ้ ย่างมัง่ คงว่า.มื่อไม่บรรลุผลตามท่ี
ตนควรจะได้จะถึงเมื่อใด ด้วยกำลังแห่งความเพียร ด้วยความบากบั่นอย่างไม่ท้อถอย ถึงแม้ว่าเลือด
เนื้อ จะเหือดแห้งไป เหลืออยู่แตห่ นัง เอ็น กระดูก ก็ตาม เมื่อนั้นเราจะสละกำลังทกุ ส่วน เพื่อกระทำ
ใหแ้ จง้ ซ่งึ พระนพิ พาน ขออำนาจคุณพระรตั นตรัย คณุ ของผู้มีพระคุณ และคุณของเทวดา ตลอดความ
สัตย์ ความจริงที่ตั้งไว้นี้ จงมาเป็นพลวปัจจัย และคุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวงให้การปฏิบัติเห็น
ธรรมร้ธู รรม ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เทอญ (ส.ํ น.ิ 16/22/266)
9. แผ่เมตตา เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้ว ก็แผ่เมตตาให้แก่ตัวเองและผู้อื่น ตลอดสรรพสัตว์
ท่ัวไป
9.1 แผเ่ มตตาให้แกต่ นเอง ว่าดงั นี้
อะหัง สุขโิ ต โหม.ิ ขอข้าพเจ้าจงมคี วามสขุ
อะหัง นิททกุ โข โหมิ. ขอขา้ พเจา้ จงปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหม.ิ ขอขา้ พเจ้าอย่าผูกเวรกบั ใคร ๆ เลย
225
อะหัง อพั ยาปชั โฌ โหม.ิ ขอข้าพเจา้ อย่าเบียดเบียนใครๆ เลย
อะหงั อะนีโฆ โหม.ิ ขอขา้ พเจา้ อย่ามคี วามทกุ ข์ เลย
สขุ ี อตั ตานัง ปะรหิ ะรามิ. ขอขา้ พเจ้าจงมีความสขุ รักษาตนอย่เู ถิด
9.2. แผเ่ มตตาใหแ้ กค่ นอื่น สัตวอ์ ่นื วา่ ดังนี้
สพั เพ สตั ตา สัตวท์ ง้ั หลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกันท้ังหมดทั้งสน้ิ
อะเวรา โหนตุ จงเปน็ สุข ๆ เถดิ อย่าได้มเี วรแกก่ ันและกนั เลย
อัพยาปชั ฌา โหนตุ จงเปน็ สุขๆ เถดิ อยา่ ไดเ้ บยี ดเบียนซึ่งกนั และกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถดิ อย่าไดม้ ีความ ทุกข์กายทกุ ข์ใจเลย
สขุ ี อัตตานัง ปะรหิ ะรนั ตุ จงมีความสขุ กายสขุ ใจ รักษาตนใหพ้ ้นจากทุกขภ์ ัยท้งั สน้ิ เถิด
10. เจริญพุทธคุณ ธรรมคณุ และสงั ฆคณุ เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ว่าดงั น้ี
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วชิ ชาจะระณะสัมปนั โน สุคะโต โลกะวทิ ู อะ
นุตตะโร ปุริสะทัมมะสารถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (วิสุทธิมรรค แปล
124/344) (หมอบกราบลงกล่าวขอขมาโทษตอ่ พระพุทธเจา้ ว่าดงั น้ี)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา พทุ เธกุกมั มัง ปะกะตัง มะยา ยัง
พทุ โธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยนั ตงั กาลนั ตะเร สังวะรติ ุง วะ พทุ เธฯ
สวากฺขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง
เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (วิสุทธิมรรค แปล 146/368) (หมอบกราบลงกล่าวขอขมาโทษต่อพระธรรมว่า
ดังน)ี้
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ธมั เม กกุ มั มัง ปะกะตงั มะยา ยัง
ธมั โม ปะฏิคคัณหะตุ อจั จะยันตงั กาลนั ตะเร สังวะริตงุ วะ ธมั เมฯ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะ
ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สามีจปิ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะทิทัง จัตตาริ
ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิ
เณยโย อัญฺชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักฺเขตตัง โลกัสสาติ (วิสุทธิมรรค แปล 154/378)
(หมอบกราบลงกลา่ วขอขมาโทษตอ่ พระสงฆ์วา่ ดังน้ี)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตงั มะยา ยงั
สงั โฆ ปะฏิคคัณหะตุ อจั จะยันตัง กาลนั ตะเร สังวะรติ งุ วะ สังเฆฯ
226
11. ผทู้ เ่ี ป็นพระอาจารย์สอนจะกล่าวใหโ้ อวาท และแนะนำหลักในการปฏบิ ตั ิ ทีเ่ รียกวา่ “ให้
กมั มัฏฐาน” ตามสมควรแกเ่ วลา ซึ่งผปู้ ฏบิ ตั ิจะต้องจดจำและพึงนำไปเป็นหลกั ในการปฏิบตั ิตอ่ ไป
การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ท่านสอนให้กำหนดรูปก่อน เพราะรูปเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด
เห็นได้ง่าย เมื่อกำหนดอรูปคือนามนั้นจะไม่ปรากฏชัด หมายความว่า พึงกำหนดรูปก่อน กำหนด
นามทหี ลัง ดงั ในคัมภีร วสิ ุทธิมรรค ตอนว่าด้วยทิฏฐวิ ิสุทธินทิ เทส แสดงไว้วา่
หากโยคาวจรกำหนด รูป โดยมุขนั้นๆ แล้ว กำหนด อรูป (นาม) อยู่ แต่ อรูป ยังไม่ปรากฏ
ขึ้นมา เพราะอรูป เป็นของละเอียดสุขุม โยคาวจรผู้นั้น ไม่ควรละความพยายามในการกำหนดควร
พิจารณากำหนดรูปนั่นแหละบ่อย ๆ ทุกขณะ เพราะว่า รูป ของโยคาวจรที่ชำระล้างดีแล้ว สะสางดี
แล้ว บรสิ ทุ ธิด์ แี ล้ว ดว้ ยอาการใด ๆ ส่งิ ทีเ่ ป็น อรปู ทงั้ หลายซึ่งมี รปู นนั้ เป็นอารมณก์ ็จะปรากฏขึ้นมา
เอง ด้วยอาการนน้ั ๆ (วิสุทธฺ ิ.2/254)
บทสรปุ
ในมหาสติปัฏฐานสูตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงอิริยาปถปัพพะ และสัมปชัญญปัพพะไว้
โดย ทางวิปัสสนา และในคัมภีร์วิสุทธิมรรค (วิสุทธิ. 2/15) ก็แสดงไว้ว่า อิริยาปถปัพพะ (หมวด
อิริยาบถใหญ่ 4 คือยืน เดิน นั่ง นอน) สัมปชัญญปัพพะ (หมวดอิริยาบถย่อย เช่น คู้ เหยียด ก้ม เงย
ฯลฯ) และธาตุมนสิการปัพพะ (หมวดพิจารณาธาตุ) ทั้ง 3 หมวดน้ี พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้โดย
ทางวิปสั สนา ต้องรตู้ ัวทวั่ พร้อมอยู่ตลอดเวลา ในการปฏบิ ัตวิ ปิ ัสสนาตามหลกั สตปิ ัฏฐาน 4 คร้ังแรกผู้
ปฏบิ ตั ิจะยังกำหนดทุกอริ ิยาบถทง้ั ใน อิริยาบถใหญ่ และ อิริยาบถย่อย ไม่ได้ ทา่ นจงึ กำหนดให้นำเอา
อิริยาบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน มาปฏิบัติก่อน และในอิริยาบถ 4 นั้น ให้นำเอาอิริยาบถ 2 คือ
อริ ยิ าบถเดนิ เรียกวา่ เดินจงกรม และอริ ยิ าบถน่งั เรียกว่า นั่งสมาธิ มาเป็นหลักในการปฏิบัติ และถือ
เป็นอินทรีย์หลักคู่หนึ่งในอินทรีย์ 5 คือ วิริยะ กับสมาธิ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ใน อปัณณก-
สูตร ว่า อนึ่ง ภิกษุชื่อว่าเปน็ ผู้ประกอบความเพียรในการปฏิบตั ิตนให้ตื่นอยู่เสมออย่างไร ดูก่อนภิกษุ
ท้ังหลาย ภกิ ษใุ นพระศาสนานี้ ในกลางวัน ทำจิตใหบ้ ริสทุ ธ์จิ ากนิวรณแ์ ละอกศุ ลธรรมทง้ั หลายอันเป็น
เครื่องกำบังใจ ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งสมาธิ (รวมทั้งยืน ) ในเวลากลางคนื ก็ทำจิตให้บริสุทธ์ิ
จากนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งหลาย อันเป็นเครื่องกำบังใจ ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งสมาธิ
ตลอดปฐมยาม (ยามต้น) ครั้นถึงมัชฌิมยาม (ยามกลาง) ในเวลากลางคืน ก็สำเร็จสีหไสยาสน์เอาข้าง
ขวาลง (นอนตะแคงขวา)วางเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำไว้ในใจกำหนดจะลุกขึ้น ครั้นถึง
227
ปัจฉิมยาม (ยามสดุ ทา้ ย) ในคืนนัน้ ก็ลุกขน้ึ ทำจิตให้บรสิ ทุ ธิ์จากนวิ รณแ์ ละอกุศลธรรมทง้ั หลายอันเป็น
เครื่องกำบังใจ ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบ
ความเพียรในการทำตนให้ต่นื อยเู่ สมอ ดว้ ยวธิ กี ารปฏบิ ตั ิอย่างนี้แล (องฺ.ติก. 20/16/109)
นี้เป็นการกล่าวโดยทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นต้องปฏิบัติให้ครบทั้ง 4 อิริยาบถ
รวมทั้งกำหนดอิริยาบถย่อยต่าง ๆ ด้วย เพื่อเพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดข้ึน
เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น และเพื่อเพียรรักษา
กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแลว้ ให้ต้งั ม่ันและใหเ้ จรญิ ย่งิ
จำนวนชัว่ โมงที่สอน 3 ชว่ั โมง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมินผลกอ่ นเรยี น
2. นำเข้าสู่บทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
สอื่ การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลก่อนเรยี น - หลังเรยี น
การประเมินผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลงั เรยี น
2. ประเมินจากการมีสว่ นร่วมในห้องเรยี น
3. ประเมินจากการชกั ถาม
เนอ้ื หาทจี่ ะสอน
1. แนวคดิ การปฏบิ ตั ิกรรมฐานทีถ่ กู ต้องตามหลักคำสอนในพระพทุ ธศาสนา
2. กจิ เบือ้ งต้นทคี่ วรรู้และควรทำกอ่ นเข้าปฏบิ ตั ิกมั มัฏฐาน
3. แผเ่ มตตา เมอ่ื อธษิ ฐานเสรจ็ แลว้ ก็แผ่เมตตาให้แก่ตัวเองและผู้อ่นื ตลอดสรรพสัตว์ทวั่ ไป
228
คำถามทา้ ยบท
1. แนวคิดการปฏิบัติกรรมฐานท่ีถกู ตอ้ งตามหลกั คำสอนในพระพทุ ธศาสนา
2. กิจเบ้อื งต้นทค่ี วรรแู้ ละควรทำก่อนเข้าปฏบิ ัตกิ ัมมัฏฐาน
3. แผเ่ มตตา เม่ืออธษิ ฐานเสร็จแลว้ กแ็ ผเ่ มตตาให้แก่ตัวเองและผูอ้ ืน่ ตลอดสรรพสัตว์ทัว่ ไป
เอกสารอ้างองิ บทที่ 14
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2555(. พุทธธรรมฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ 35.
กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพเ์ พ็ทแอนดโ์ ฮมจำกัด.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (ม.ป.พ.). วิธีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฏฐาน 4.
[ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2564. แหล่งที่มาจาก
https://www.onab.go.th/th/content/category/detail/id/82/iid/4104.
สีวลี ศิริไล. (2528). จรยิ ศาสตร์สำหรบั พยาบาล. มหาสารคาม : ปรีดาการพิมพ.์
พระราชปริยัตกิ วี, ศ.ดร. (2560). กรรมฐานในพระพุทธศาสนา: บทเรียนจากมหาสติปฏั ฐานสูตรและ
ความนยิ มในสังคมไทย. วารสารมหาจุฬาวิชาการ ปที ่ี 4 ฉบบั ที่ 2. น.บทคัดย่อ.
229
แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 15
หวั ข้อเร่อื ง สรุปบทเรียนการปฏบัตกิ รรมฐาน
รายละเอียด
ความหมายของ “กรรมฐาน” หมายถึง อารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งการงานทางจิตหรืออุบาย
สำหรับฝึกอบรมจิต มี ๒ วิธี คอื สมถกัมมฏั ฐาน หมายถึง อุบายสร้างความสงบจิต มีเปา้ หมายสูงสุด
คือ “ฌาน” เรียกสั้น ๆ ว่า “สมถะ” หรือ “สมาธิ” วิปัสสนากัมมัฏฐาน หมายถึง อุบายสร้าง
ความเหน็ แจง้ มีเป้าหมายสูงสุดคือ “ปัญญาญาณ” เรยี กสั้น ๆ วา่ “วิปสั สนา”
ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น ได้ผลดีเพิ่มขึ้น ได้คะแนนสูงขึ้น
เพราะมจี ติ ใจสงบ ทำสง่ิ ตา่ งๆ ได้ดขี นึ้ ไม่คอ่ ยผิดพลาด เพราะมีสตสิ มบูรณ์ขึ้น สามารถทำงานได้มาก
ขึ้น และได้ผลดีมีประสิทธิภาพ ทำให้โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างหายไปได้และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีแก่
ร่างกาย ทำให้เป็นคนมีอารมณ์เยือกเย็น มีความสุขใจได้มาก ผิวพรรณผ่องใส มีจิตใจเบิกบาน ทำให้
อย่ใู นสงั คมอย่างปกติสุข สามารถเผชิญต่อเหตุการณต์ ่างๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะหนา้ อย่างใจเย็น สามารถ
กำจัดนวิ รณท์ ี่รบกวนจติ ใจลงได้ หรอื ทำใหเ้ บาบางลง ความเครียดจึงลดลง ถ้าทำได้ถึงขน้ั สงู จะได้รับ
ความสุขอันละเอียดอ่อนอันเกิดจากความสงบและสามารถได้อำนาจจิตพิเศษ เช่น รู้ใจคนอื่น มีหู
ทิพย์ ตามทพิ ย์ เปน็ ตน้ เป็นพ้ืนฐานโดยตรงในการเจรญิ วิปสั สนา
ประโยชนข์ องการฝึกบำเพ็ญวิปัสสนา สามารถกำจดั กเิ ลสต่างๆ อนั เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ หรือ
ทำให้เบาบางลง มีความทุกข์น้อยลง และมีความสุขมากขึ้น มีจิตใจมั่นคง รู้เท่าทันความเป็นจริงของ
สิ่งทง้ั หลาย ไมม่ อี าการข้นึ ๆลง ๆ ตามโลกธรรม คลายความยึดมัน่ ถือม่ันในส่ิงทั้งปวงลงได้ ไม่วุ่นวาย
เดือดร้อน มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นมากขึ้นจิตใจมีคุณธรรม หรือมี
คุณภาพสูงขึ้นตามขั้นของการปฏิบัติ ถ้าทำได้ถึงขั้นสูงสุด จะทำให้ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงหรือบรรลุ
อรหตั ผล
ประโยชน์ของการเดินจงกรม สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ปัญจกนิบาต อัง
คุตรนิกายว่า การเดินจงกรมมีอานิสงส์ ๕ อย่าง คือ เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล คือสามารถ
เดินทางได้ไกลและรวดเร็ว เพราะมีกำลังขาที่แข็งแรง เป็นผู้อดทนต่อการทำความเพียร คือ สามารถ
ทำความเพียรหรือนั่งสมาธไิ ด้นานไม่ปวดเม่ือยง่าย เป็นผู้มีโรคน้อย คือทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่คอ่ ยมี
โรคภัย อาหารที่บริโภคเข้าไปย่อยได้ดี ท้องไม่อืดเฟ้อ ทานอาหารได้ดี สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรม
ต้งั อยู่ได้นาน ไม่เสอื่ มงา่ ย
อานิสงส์ของการแผ่เมตตา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน เมตตนิสังสสูตรว่า ผู้ท่ี
เจรญิ เมตตาอยู่เปน็ นจิ จะได้รับอานสิ งส์ประการดังต่อไปน้ี หลับอยกู่ เ็ ป็นสขุ ตน่ื อย่กู เ็ ป็นสุข ไมฝ่ ันรา้ ย
เป็นที่รักใคร่ของหมู่มนุษย์ เป็นที่รักใคร่ของอมนุษย์ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เทวดาย่อม
230
คุ้มครองรักษา ย่อมล่วงพ้นจากไฟ ยาพิษ ศาตราวุธและภยันตรายทั้งปวง ทำให้จิตตั้งมั่นเจริญสมาธิ
ไดร้ วดเร็ว หน้าตาอิม่ เอิบจิตใจเบกิ บาน ผิวพรรณผ่องใสทำใหม้ สี ตมิ ่นั คงไมห่ ลงในเวลาจะสิ้นใจ (ไม่ตก
อบายเวลาตาย) เม่ือสน้ิ ชีวิตแลว้ แม้จะเกิดอีกกเ็ กดิ ในทด่ี ี มสี วรรคห์ รือพรหมโลก เป็นต้น
สรปุ บทเรยี นกรรมฐาน
สรุปได้ว่า สมัยพุทธกาล เม่อื เจา้ ชายสทิ ธตั ถะเสด็จออก บรรพชากท็ รงไปศึกษาลทั ธิของ เจ้า
สำนักต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัย นั้นทรงแสวงหาหนทางดับทุกข์โดย วิธีการลองผิดลองถูกมา
หลากหลาย วธิ ีโดยเฉพาะวิธปี ฏบิ ัตแิ บบสมถ- กรรมฐานและวิธที รมานตัวเองท่ี เรียกว่า อตั ตกิลมถานุ
โยค พระองค์ก็สรุปผลได้ว่าวิธีการเหล่านั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ได้แท้จริง จึงทรงหันมาเลือกวิธีการ
บำเพ็ญเพียรทางจิตด้วยการเจริญสมกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธองค์ทรงบรรลุถึงผล
ขั้นสูงสุดจนสามารถ ทำลายกิเลสได้หมดสิ้นก็ด้วยทรงยึดเอาการปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนา
กรรมฐานเป็นอุบายในการพัฒนาจิตโดยนาเอาสมถกรรมฐานมาสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้แก่จิตใจก่อน
แล้ว เพมิ่ เติมตอ่ ยอดดว้ ยการปฏบิ ัติวิปัสสนากรรมฐาน วปิ สั สนากรรมฐานจึงถือว่าเป็นเอกลักณ์สำคัญ
ทาง พระพุทธศาสนาที่พระพทุ ธองค์ทรงคน้ พบแล้วนามาเผยแผส่ ั่ง สอนพทุ ธบรษิ ทั มีปรากฏเฉพาะใน
พระพทุ ธศาสนาเท่านัน้ ความจรงิ การปฏิบัตกิ รรมฐานในสมัยพุทธกาลปรากฏว่ามี แพรห่ ลายมากมาย
จะเห็นไดจ้ ากคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ได้บันทึก เรือ่ งราวและคาสอนที่พระพุทธองค์ทรงสอนกรรมฐานไว้
เชน่ มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร อานาปานสติสูตร เปน็ ต้น
ในคัมภีร์อรรถกถาได้กล่าวถึงการปฏบิ ัติกรรมฐานในสมัยพุทธกาลไว้หลายแห่งพอสรุปความ
ได้ว่าภิกษุผู้มีศรัทธาออกบวช ประสงค์จะปฏิบัติกรรมฐานจะต้องบำเพ็ญธุระ 2 อย่างใน พระศาสนา
คือ คนั ถธุระ วปิ ัสสนาธุระ
1. คันถธุระ หมายถงึ การศกึ ษาเล่าเรยี นภาคทฤษฎีหรือปริยตั ิให้ เข้าใจถงึ กิจวัตรข้อปฏิบัติสา
หรับพระภกิ ษแุ ละคาสอน ของพระพุทธเจา้ (พทุ ธพจน)์
2. วิปัสสนาธุระ หมายถึงการปฏิบัตวิ ปิ ัสสนากรรมฐานดว้ ยยกรูปนามขึ้น พิจารณาโดยความ
เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่คงทน มิใช่ตัวตน จนเกิดผลคือสามารถทำลายกเิ ลสบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้
ในทส่ี ดุ
เชือ่ ทุกคนสามารถฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพทีเ่ หมาะสมดว้ ยวธิ ีเจริญสติเป็นเคร่ือง
ชำระขดั เกลาอบรมจติ ใจของมนุษย์ให้ดีย่งิ ข้นึ จนถงึ ท่สี ดุ คือ การเจรญิ วปิ สั สนา (การอบรมจติ ) เพอื่ ให้
เหมาะแก่อุปนิสัยของบุคคลผู้ฟังธรรมในขณะนั้น ดังที่ทรงตรัสแก่สัจจกนิครถ์ว่า (พระเทพวิสุทธิกวี ,
2543) อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับแล้ว มีสุขเวทนาเกิดข้ึน ถูกสุขเวทนากระทบแล้ว ไม่มีความ
ยินดีในสุขเวทนาและไม่ถึงความเป็นผู้ยินดีในสุขเวทนา สุขเวทนานั้นของเขาย่อมดับไป เพราะสุข
เวทนาดับไป ทกุ ขเวทนาจึงเกิดขึน้ เขาถูกทกุ ขเวทนากระทบแลว้ กไ็ ม่เศร้าโศก ไมเ่ สียใจ ไม่รำพัน ไม่
231
ตีอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหลสุขเวทนานั้น แม้ที่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกแล้วก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่
เพราะเหตุท่ีได้อบรมกาย ทกุ ขเวทนาแม้ทีเ่ กิดข้ึนแล้วก็ครอบงำจิตอย่ไู ม่ได้ เพราเหตุที่ได้อบรมจิต สุข
เวทนาและทุกขเวทนาทั้ง 2 ฝ่ายที่เกิดข้ึนแก่อริยสาวกผู้ใดผู้หน่ึงอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะ
เหตทุ ี่ไดอ้ บรมกาย เพราะเหตุท่ีได้อบรมจิต อคั คเวสสนะ บุคคลผไู้ ดอ้ บรมกายได้อบรมจิตเป็นอย่างนี้
(พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ 12 ข้อ 369: 404)
จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้นก็เพื่อชำระจิตของผู้ปฏิบัติให้บริสุทธิ์สะอาดหมด
จดจนกระท่ังถึงบรรลุมรรคผลนิพพาน อันเปน็ จดุ มุง่ หมายสงู สุดทางพระพุทธศาสนา กอ่ นท่ีพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าจะเสดจ็ ดับขนั ธปรนิ ิพพาน พระองคท์ รงมอบพระพุทธศาสนาให้เปน็ สมบตั ิของพุทธบริษัท 4 คือ
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา การที่บริษัทใดบรษิ ัทหนึง่ ได้บรรลุธรรมระดบั ใดก็ตามด้วยการเจริญพระ
กัมมัฏฐานก็ย่อมจะทำให้พุทธบริษัทเหล่าอื่นเกิดความมั่นใจในการเจริญพระกัมมัฏฐานโดยเห็นว่า การ
เจริญพระกัมมัฏฐานเป็นการปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาจิตของมนุษย์ให้บรรลุถึงพระนิพพานได้ ผู้ที่เคย
เจรญิ กมั มัฏฐานอยา่ งไรจ้ ุดหมายหรือมีความท้อแท้หมดกำลังใจในการปฏิบัติ ก็จะมีกำลงั ใจในการปฏิบัติ
มากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมระดับใดระดับหนึ่งก็สามารถพัฒนาจิตของตนขึ้น
เรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้ สังคมโลกก็จะได้รับประโยชน์คือ
สันตภิ าพพร้อม ๆ กับผปู้ ฏบิ ัตธิ รรม ปัญหาตา่ ง ๆ ท่โี ลกกำลงั ประสบอยู่ เชน่ การเบียดเบียนกัน การเข่น
ฆ่ากนั การแย่งชงิ ผลประโยชน์กัน ก็จะลดนอ้ ยลงไปตามลำดับ เพราะอาศัยบุคคลผู้มคี ุณภาพดี ได้พัฒนา
ตนจากระดับปุถุชนธรรมดาเป็นพระอริยบุคคลซึ่งเป็นบุคคลในอุดมคติของพระพุทธศาสนา (พระศรีวร
ญาณ (ว)ิ , 2542, น. 301 - 320)
การปฏิบัติต้องคำนึงถึงจรติ หรือลกั ษณะนิสัยของคนดว้ ย พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนมีจริต หรือ
จริยา 6 (ความประพฤติปกติ, ความประพฤติซึ่งหนักไปทางใดทางหนึ่งอันเปนปกติประจําอยูใน
สันดาน, พื้นเพของจิต, อุปนิสัย, พื้นนิสัย, แบบหรือประเภทใหญๆ แหงพฤติกรรมของคน (Carita,
Cariyà: intrinsic nature of a person; characteristic behaviour; character; temperament)
ตัวความประพฤติเรียกวา จริยา บุคคลผูมีความประพฤติอยางนั้นๆ เรียกวา จริต (พระพรหมคุณา
ภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559, น.189-190)
สมถกรรมฐาน คือกรรมฐานเปน็ อบุ ายสงบใจ ได้แกก่ ารปฏิบัติธรรมด้วยการบริกรรม เป็นการ
บำเพ็ญเพียรทางจติ โดยใช้สมาธิเป็นหลัก ไมเ่ กี่ยวกับการใช้ปัญญาและ มุ่งใหจ้ ิตสงบ ระงับจากนิวรณ์
ซึ่งเปน็ ตวั ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดีเป็นสำคญั สมถกรรมฐานเป็นอุบายวธิ ีท่ีหยุดความฟุ้งซ่านแห่ง
จิตซ่ึงมักจะฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ กล่าวคือ หยุดความคิดของจิตไว้ โดยใช้สมาธิยึดดึงอารมณ์
232
อย่างใดอยา่ งหนึง่ ในกรรมฐาน 40 กองมาบริกรรมจนกระท่งั จติ แนบแนน่ ในอารมณ์นน้ั และสงบระงับ
ไมฟ่ ้งุ ซา่ นตอ่ ไปสมถกรรมฐานเป็นกรรมฐานท่มี ุ่งบริหารจติ เป็นหลัก ค่กู บั วิปัสสนากรรมฐาน ทม่ี ุง่ การ
อบรมปัญญาเป็นหลักสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ธรรมภาคปฏิบัติ 7. (2561).
ความหมายของสมถกัมมัฏฐาน. [ออนไลน]์ .)
วิธีการปฏิบัติกสิณ 10 กสิณ 10 แปลกันวา วัตถุอันจูงใจ หรือวัตถุสําหรับเพงเพื่อจูงจิตให้
เป็นสมาธิเปนวิธีใชวัตถุภายนอกเขาชวย โดยวิธีเพง เพื่อรวมจิตใหเปนหนึ่ง มี10 อยาง คือ (สมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น. 839) กสิณ คือวิธีการปฏิบัติสมาธิแบบหนึ่งใน
พระพุทธศาสนา มีความหมายว่า เพ่งอารมณ์ เป็นสภาพหยาบ สำหรับให้ผู้ฝึกจับให้ติดตาติดใจ ให้
จิตใจจับอยู่ในกสิณใดกสิณหนึ่งใน 10 อย่าง ให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว จิตจะได้อยู่นิ่งไม่ฟุ้งซ่าน มี
สภาวะให้จิตจบั งา่ ยมีการทรงฌานถึงฌาน 4 ได้ทั้งหมด กสิณทั้ง 10 เป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบตั ิ
การเพ่งกสิณนับว่าเป็นอุบายกรรมฐานกองต้นๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้
ว่าด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่ออบรมจิต (อันเป็นแนวทางแห่งการบรรลุสำเร็จมรรคผลนิพพาน
หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกดิ ในวฏั สงสารนี้ออกไปได)้
สติในฐานะอัปปมาทธรรม “สติ” แปลกันง่ายๆ ว่า ความระลึกได้ เมื่อแปลอย่างนี้ ทำให้นึก
เพ่งความหมายไปในแง่ของความจำ ซึ่งก็เป็นการถูกต้องในด้านหนึ่ง แต่อาจไม่เต็มตามความหมาย
หลักที่เป็นจุดมุ่งสำคัญก็ได้ เพราะถ้าพูดในแง่ปฏิเสธสติ นอกจากหมายถึงความไม่ลืม ซึ่งตรงกับ
ความหมายในทางอนุมัติข้างต้น ที่ว่าความระลึกได้แล้ว ยังหมายถึงความไม่เผลอ ไม่เลินเล่อ ไม่ฟั่น
เฟือน ไม่เลื่อนลอยด้วย พูดง่ายๆ ว่าใจอยู่ไม่ใจหาย ไม่ใจลอยความหมายของสติ การเป็นอยู่โดยไม่
ขาดสติ (ขอให้เทียบความหมายที่นิยมใช้กันในภาษาอังกฤษ สติ ใช้กันว่า mindfulness;
attentiveness หรอื detached watching; ส่วน อปั ปมาทะ มคี ำนิยมใช้หลายคำ คือ heedfulness;
watchfulness; earnestness; diligence; zeal; arefulness หรอื ความหมายในทางปฏิเสธวา่ non-
neglect of mindfulness; non-negligence) (สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). (2562, น.
793-794)
ดังนั้น อนุสสติ 10 จัดเป็นสัมมาสติอีกแบบหนึ่ง คือ การระลึกในทางที่ชอบประกอบด้วย
ธรรม ความหมายของ อปั ปมาท ทว่ี ่า “การเปน็ อยู่โดยไม่ขาดสติ” นน้ั ขยายความว่า การระมัดระวัง
อยูเ่ สมอไม่ยอมถลำลงไปในทางเส่ือม และไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความเจรญิ ก้าวหน้า ตระหนักดี
ถึงสิ่งที่จะต้องทำและต้องไม่ทำ ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำการด้วย
ความจริงจัง และพยายามเดินรุดหน้าอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่า อัปปมาทธรรมนี้ เป็นหลักความรู้สึก
233
รับผิดชอบขั้นพื้นฐานในแง่ความสำคัญ อัปปมาท จัดเป็นองค์ประกอบภายใน เช่นเดียวกับโยนิโส
มนสกิ าร คกู่ ับหลกั กัลยาณมิตร (สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2562, น.795).
พรหมวิหาร 4 (Holy abidings; sublime states of mind) ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักในใจ
และกำกบั ความประพฤติ เพื่อดำเนนิ ชวี ิตหมดจดงดงาม และปฏบิ ตั ิตนต่อมนษุ ยส์ ตั ว์ทัง้ หลายโดยชอบ
เป็นธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม เป็นธรรมสำหรับครองใจคน การแผ่
เมตตา คือ การตั้งจิตปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ผู้ที่เจริญในเมตตาธรรม แผ่เมตตาให้กับ
เพ่อื นร่วมโลกเป็นประจำ จนจิตมั่นในเมตตาธรรม
อรูปฌานทั้ง 4 นี้ เป็นฌานละเอียดและอยู่ในระดับฌานที่สูงสุด ท่านที่ปฏิบัติได้อรูปทั้ง 4 น้ี
แล้ว เจริญวิปัสสนาญาณ ย่อมได้บรรลุมรรคผลรวดเร็วเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ในอรูปฌานและ
อารมณ์ในวิปัสสนาญาณ มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก ต่างแต่ อรูปฌานเป็นสมถภาวนา มุ่งดำรงฌานเปน็
สำคัญ สำหรับวิปัสสนาภาวนามุ่งรู้แจ้งเห็นจริง ตามอำนาจของกฎธรรมดาเป็นสำคัญ แต่ทว่าอรูป
ฌานนี้ก็มีลักษณะเป็นฌานปล่อยอารมณ์ คือ ไม่ยึดถืออะไรเป็นสำคัญ ปล่อยหมดทั้งรูปและนาม ถือ
ความว่างเป็นสำคัญ
อาหาเรปฎิกูลสัญญา มีคำสำคัญที่ต้องทาความเข้าใจ 4 คำ ได้แก่ อาหาร ปฎิกูลและสัญญา
คำว่า อาหาร ในฐานะเปน็ คำพูดทางปรัชญาเปน็ คำที่บง่ บอกถงึ การดำรงชีพ แปลวา่ สภาพซงึ่ นากาลัง
มาให้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, น.
90.) มีวิเคราะห์ว่า “อาหาเรตีติ อาหาโร สิ่งใดนามาซึ่งผลแก่ตนเอง สิ่งนั้นเรียกว่า อาหาร (มาจาก
อานหร ธาต=ุ นามา) เมอ่ื กล่าวโดยอุปมา คำวา่ อาหารใช้กบั สาเหตุแห่งการดารงชีพ ของสัตว์ทั้งหลาย
ซึ่งเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นต่อไป “ภิกษุทั้งหลาย สาเหตุแห่งการดารงชีพอยู่ของสัตว์ทั้งหลายที่เกิด
มาแล้วหรือสาเหตุที่สนับสนุนผู้ที่แสวงหาที่เกิดมี 4 อย่าง 4 อย่างคืออะไรบ้าง ได้แก่ ) อาหารคือคำ
ขา้ ว หยาบหรือละเอียดกต็ าม 2) สมั ผสั 3) เจตนา 4) วิญญาณ”(พระพ.ี วชริ ญาณมหาเถระ, แปลโดย
ชูศักดิ์ ทพิ ย์เกสร, สมาธใิ นพระพทุ ธศาสนา, น. 252.)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) ไดใ้ หค้ วามหมายของคำวา่ อาหาเรปฎกิ ูลสัญญาหมายถึง
ความกาหนดหมายความเป็นปฎกิ ูลในอาหาร, ความสำคัญหมายในอาหารว่าเป็นของปฎิกูลพิจารณา
ให้เห็นว่าเป็นของน่าเกลียดโดยอาการต่างๆ เช่น ปฎิกูล โดยบริโภค, โดยที่อยู่ของอาหาร, โดยสั่งสม
อยู่นาน เป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์,
น. 560.)
ความหมายจตธุ าตุววัตถาน ธาตุกมั มัฏฐาน 4 ไดแ้ ก่ กรรมฐานคือธาตุ, กรรมฐานท่ีพิจารณาธาตุ
เปน็ อารมณ์ กำหนดพิจารณากายน้ีแยกเป็นส่วน ๆ ให้เป็นวา่ เป็นเพียงธาตสุ ่ีแตล่ ะอย่างไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่
234
เรา ไม่ใชต่ ัวตนของเรา (Meditation on the elements; meditation subject consisting of elements
) มี 4 ประการ คือ (1) ปฐวีธาตุ (the earth-element) คือ ธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง (2) อาโปธาตุ (the
water-element) คอื ธาตุท่มี ีลักษณะเอิบอาบ (3) เตโชธาตุ (the fire-element) คอื ธาตทุ มี่ ีลักษณะร้อน
(4) วาโยธาตุ (the air-element) คือ ธาตุที่มีลักษณะพัดผันเคร่งตึง (ม.อุ. 14/684-687/437, ม.มู.
12/342/350, พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), https://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=147)
ดังนั้น คำว่า ธาตุ จึงหมายถึง การธำรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม
เปน็ มหาภตู รูป เพราะเปน็ รปู ใหญ่ เป็นประธาน เปน็ ทร่ี องรบั รปู ทง้ั หมดทเ่ี หลือ คอื เพราะการรวมกัน
ของธาตุดิน ความแข็งจึงเกิดได้ เพราะการรวมกันของธาตุน้ำ ความเอิบอาบจึงเกิดได้ เพราะการ
รวมกันของธาตไุ ฟ ความรอ้ นจึงเกิดได้ และเพราะการรวมกนั ของธาตุลม ความเบาแห่งการเคล่ือนไหว
จึงเกิดได้
วิปัสสนากรรมฐานหากจะเรียกใหก้ ว้าง คือ ปัญญา-ภาวนา ซึ่งคำว่าภาวนานั้น สามารถแยก
เป็น 2 อย่าง (พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), 2555, น. 24- 25) ปัญญาภาวนา หรือเรียกให้แคบ
จำกัดลงไปว่า วิปัสสนาภาวนา (พระครูธรรมธรครรชิต คุณวโร, 2556, น.143) การทำความเพียร
ฝึกอบรมจิต หรือวิธีอบรมจิต โดยวิปัสสนากรรมฐานถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนาท่ี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบแล้วนำมาสั่งสอนพุทธบริษัทมีปรากฎเฉพาะใน
พระพุทธศาสนาเทา่ นั้น (คณาจารยม์ หาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2559, น. 4)
ความหมายของวปิ ัสสนา วปิ ัสสนา คือ ปฏิบตั ิวิปัสสนา บำเพ็ญวปิ สั สนา ฝึกอบรมปัญญาโดย
พิจารณาสังขาร คือ รูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดแยกออกเป็นขันธ์ๆ กำหนดด้วยไตรลักษณ์ว่า ไม่
เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2550, น.370) วิปัสสนา คือ
ความเห็นแจ้ง เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลง
ผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มัน
เปน็ (วดั หลวงพ่อสดธรรมกายาราม, 2553, น.34) วิปัสสนา เป็นชอ่ื ของ ปญั ญา ทเ่ี ห็นนามรูปไม่เท่ียง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ไม่ใช่เห็นพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหมณ์ เห็นนรก
เห็นสวรรค์ หรอื เห็นอะไรอื่นๆ (แนบ มหานีรานนท์, 2557, น.6)
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต) ได้ใหค้ วามหมายของคำวา่ “ขันธ์ 5” ไว้ว่า สง่ิ ท้งั หลายที่
เป็นส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกัน ตัวตนแท้ๆ ของสิ่งทั้งหลายไม่มี เป็นแต่เพียงรูปธรรมและ
นามธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกันเป็นพิเศษกับเรื่องชีวิต ซึ่งสามารถแยกแยะชีวิตพร้อมทั้งองคาพยพ
ทั้งหมดที่บัญญัติเรียกว่า “สัตว์” “บุคคล” ฯลฯ ออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ ได้เป็น 5 ประเภทหรือ
5 หมวด เรียกทางธรรมว่า “เบญจขันธ์” ที่อาศัยซึ่งกันและกัน และด้วยการอาศัยกันนี้จึงจะเป็นชวี ิต
235
โดยประเภทที่ 1 ชื่อว่า รูป จัดเป็นรูปขันธ์ เป็นส่วนกาย ส่วน ประเภทหลังชื่อว่า เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ เป็นนามขันธ์ เป็นส่วนใจ และปรากฏอยู่ในอริยสัจข้อที่ 1 คือข้อว่าด้วยทุกข์ ซึ่ง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงความหมายหรือคาจากัดความของทุกขด์ ้วยวิธียกตัวอยา่ งเหตุการณต์ ่างๆ แตใ่ น
ตอนท้าย พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปเป็นข้อเดียวว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ (พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ. ปยตุ โฺ ต), 2549, น. 15 – 16.)
พทุ ธทาสภิกขุ ไดอ้ ธิบายความหมายของคำว่า “ขันธ์ 5” ไว้ว่า ขันธ์ 5 เป็นความไม่เที่ยงและ
เป็นอนัตตาขันธ์ 5 นี้ คือ ส่วนร่างกาย เรียกว่า รูป ส่วนความรู้สึกสุขทุกข์ เรียกว่า เวทนา ส่วน
ความจำหรือสติสมปฤดี เรียกว่า สัญญา ส่วนความนกึ คิด เรียกว่าสังขาร ส่วนจิตที่รูส้ ่ิงน้ันสิ่งนี้ได้ทาง
ตา ทางหู ฯลฯ เรียกว่า วิญญาณ ซึ่ง รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ 5 อย่างนี้ เรียกว่า ขันธ์ 5
(พุทธทาสภิกขุ, ธรรมบรรยาย ระดับมหาวิทยาลัย เล่ม 2, จัดพิมพ์โดยศรัทธาบริจาคของสุภี คล่อง
การยิง, หนา้ 198 – 199.)
อายตนะ เป็นแดนเชื่อมต่อให้เกิดความรู้ หรือแหล่งที่มาของความรู้ ทางรับรู้ มี 6 อย่าง คือ
ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ เปน็ ตวั เชอื่ มตอ่ กบั โลก คือสภาพแวดล้อมภายนอก แต่โลกนั้นปรากฏลักษณะ
อาการแก่มนุษย์เป็นส่วนๆ ด้านๆ ไป เท่าที่มนุษย์จะมีแดนหรือเครื่องมือสำหรับรับรู้ คือ เท่าจำนวน
อายตนะ 6 ที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น ดังนั้น อายตนะทั้งหก จึงมีคู่ของมันอยู่ในโลกเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้
สำหรบั แต่ละอยา่ งๆ โดยเฉพาะ (สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2562, น.40)
ธาตุ แปลว่า สภาวะ คือ สภาพว่างเปล่าไม่ใชต่ ัวบุคคล ตัวตน เรา เขา ธาตุในทางธรรม เป็น
เพียงสภาวธรรม ไม่ใช่สมมุติบัญญัติซึ่งใช้สื่อสารกันจนเข้าใจกันว่าเป็นก้อนอัตภาพของ มนุษย์และ
สัตว์ การพิจารณาธาตุ 18 นี้มีประโยชน์เพื่อให้ละวางความเหน็ ผิดวา่ เป็นตัวเป็นตน โดยให้เข้าใจวา่ มี
เพียงธาตุเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา (พระโสณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), 2549, น. 188) จักขุปสาท
โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท เป็นตน้ ชอ่ื วา่ ธาตุ เพราะมเี น้ือความว่า ไมใ่ ชส่ ัตว์ ไมใ่ ช่
ชีวะ เป็นสภาวะแท้ๆ การเหน็ การได้ยนิ การได้กลนิ่ การรู้ รส การถูกตอ้ งสัมผัส การนึกคดิ อย่ดู ว้ ยกัน
ท้งั สนิ้ ซงึ่ กิจต่างๆ เหลา่ นี้ มีไดก้ ็เพราะการประชุม ปรงุ แตง่ ร่วมกันระหว่าง ทวาร อารมณ์ วญิ ญาณ ท่ี
เป็นธาตุทั้ง 18 อย่าง นอกจากการประชุม ระหว่างธาตุ 18 เหล่านี้ ถ้าเข้าใจว่า การเห็น การได้ยิน
การคิดนกึ หรือการไป การมา การกิน การนอน การพดู ของมนษุ ย์ สัตว์ดริ จั ฉานน้ี ก็ย่อมไม่มี ฉะนั้น
สภาพความเป็นอยู่ของธาตุ 18 เหลา่ นี้ จึงกลา่ ววา่ เป็น นิสสฺ ตฺต คอื ไม่ใช่สตั ว์ บุคคล (พระสัทธัมมโชติ
กะ, 2550, น. 155) ความเข้าใจว่าคนทัง้ หลายที่ตายลงน้ัน แต่วิญญาณไม่ตาย วิญญาณล่องลอยออก
จากรา่ งเกา่ ไป อยใู่ นร่างใหม่ ความเขา้ ใจเช่นนย้ี ่อมจดั เป็น อตั ตวาทปุ าทาน คือ ยดึ มัน่ ว่าสัตวท์ ้งั หลาย
นั้นมี ชวี ะ อัตตะ อย่ซู งึ่ ความเป็นจริงสภาวะนัน้ ชวี ะ อตั ตะ ท่ไี ม่ตายย้ายจากภพเก่าไปเกิดในภพใหม่
236
นั้นไม่มีการเกิด การอยู่ การตายนั้น เป็นไปตามสภาพของธาตุทั้งสิ้น คือ เมื่อเวลาตายนั้น วิญญาณ
ธาตุ ธัมมธาตุ และจักขุธาตุ เป็นต้น ที่เป็นกัมมชรูปดับ เมื่อเวลาเกิด มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ และ
จักขุธาตุ เป็นต้น ที่เป็นกัมมชรูปเกิดขึ้น ดังนั้น สภาพความเป็นอยู่ของธาตุ 18 เหล่านี้ว่า เป็น นิชฺชีว
คือ ไม่ใช่ชีวะ อัตตะ ธาตุ 18 ย่อมเป็นไปตามสภาพของตน ไม่อยู่ใน อำนาจของธรรมอื่นทั้งสิ้น เป็น
สภาวะของตนเป็นอยา่ งไรก็ยงั รักษาสภาพของตนไว้อย่างน้ัน เสมอ ไม่มกี ารเปล่ยี นแปลง มันเป็นเช่น
น้ันเอง
ความหมายของอินทรีย์ คำว่า อินทรีย์ คือ ความเป็นใหญ่ สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน
ธรรมที่เป็นเจา้ ของในการทำหนา้ ที่อย่างหน่ึง เช่น ตาเปน็ ใหญ่ในการเห็น หูเปน็ ใหญ่ในการฟัง เป็นต้น
(พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ์ ปยตุ โฺ ต), 2528, น. 419.)
คำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตนั้นมีอริยสัจ 4 เป็นจุดเริ่มต้นเป็นหลักธรรมท่ี
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่ปัญจวคั คีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นที่รวมลงแห่งธรรมที่เป็นกุศล
ทั้งหลายเหมอื นรอยเท้าชา้ ง ใหญ่กว่ารอยเท้าสตั ว์ทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศลทุกอย่างรวมลงในอริยสัจ
4 ได้ฉนั นน้ั ” (วศนิ อนิ ทสระ, 2530, น.2) เป็นความจริงอันประเสรฐิ ความจริงทแี่ ท้จริง ที่ได้ช่ือเชนนี่
เพราะเป็นสิ่งที่เป็นจริงเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ดำรงอยุ่ตลอดนิรันดร์ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
(วโิ รจน์ นาคชาตร,ี 2542, น.30)
แนวคิดเรื่องปฏิจจสมุปบาท ความของปฏิจจสมุปบาท มาจากคำว่า “ปฏิจจ” แปลว่า
อาศัย “สํ” แปลว่า พร้อมและ “อุปฺปาท” แปลว่า เกิดขึ้น ความหมายคือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น
พร้อมเป็นหลักพุทธปรัชญาที่สำคัญอย่างยิ่ง มีความหมายเท่ากับธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้
ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่า
เห็นปฏิจจสมุปบาท” (ม.มู. (ไทย) 12/346/300) กล่าวได้ว่า “ปฏิจจสมุปบาทเป็นศูนย์กลางแห่งคำ
สอนของพระพุทธเจ้า” ในขณะเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาทยังถือว่าเป็นกฎแห่งชีวิตและกฎธรรมชาติ
เป็นหลักความจริงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมดาไม่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติก็ตาม”
(ส.ํ น. (ไท) 16/61/25)
ปฏิจจสมุปบาท 2 สาย (1) สายเกิด เรียกว่า สมุทัยวาร คือ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ (2)
สายดับ เรียกว่า นิโรธวาร คือความดับไปแห่งกองทุกข์ทั้งมวล พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงปฏิจจสมุปบาท
ทั้ง 2 สายนี้ไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา แก่พวกเธอ
ทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดน้ี ครั้น
ภิกษุทัง้ หลาย เหล่าน้นั ทูลสนองรับพระพุทธดำรสั แล้ว, พระผู้มีพระภาคเจา้ ไดต้ รัสถ้อยคำเหลา่ นี้วา่ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็น
ปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมี
237
ชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความ
เกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า มิจฉา
ปฏิปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ
ความจำงคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับ
แห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรา
มรณะ โสกะปรเิ ทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทง้ั หลาย จึงดับสิน้ : ความดบั ลงแหง่ กองทุกข์ทง้ั สิ้นนี้ ย่อม
มดี ว้ ยอาการอย่างน้ี ดกู ่อนภกิ ษุทัง้ หลาย ! นี้ เรยี กวา่ สมั มาปฏปิ ทา, ดงั นี้ (สํ.น.ิ 16/144/70)
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดก้ ลา่ วถึงพระธุดงคก์ ัมมฏั ฐาน คือ ต้องรักษาศีล อย่างบรสิ ทุ ธิ์
ไมใ่ ห้มดี ่างพร้อยในกระบวนไตรสิกขา เพราะศีลเปน็ เคร่ืองรองรบั เป็นฐานของสมาธิ ทำ ให้ สมาธิเกิด
ง่ายและตั้งอยู่โดยมั่นคง ศีลต้องดีก่อน สมาธิจึงจะดีได้ นอกจากนั้นในการทอ่ งเทีย่ วแสวงหาที่ สัปปา
ยะ สำ หรับอบรมจิต ต้องฝ่าอันตรายต่าง ๆ นานา พระป่าท่านมีความเชื่อมั่นว่า ศีลที่บริสุทธิจ์ ะเป็น
เกราะป้องกันที่ดีที่สุด บทวิเคราะห์ปฏิปทาพระป่าสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีปฏิปทา คือ มีข้อ
วัตรและ ปฏิบัติต่าง ๆ คือ ธุดงค์ 13 ขันธวัตร 14 มีอาคันตุกวัตร เป็นต้น เป็นปฏิปทาที่ทำ ได้ยาก
และลำ บากเพราะ เป็นการปฏิบัติที่ทวนกระแสโลกทั้งทางกาย วาจา และทางใจ นอกจากนี้ได้
กล่าวถึงคุณประโยชน์ของธุดงค์ มีจำ นวน 28 ข้อ ข้อที่ 1 การหาเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ ข้อสุดท้าย ทำ ให้
สน้ิ ทุกข์ทั้งปวง (พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (2551).
พระครสู ิริกิจจาภรณ์ (เสริม กตกจิ ฺโจ) ได้ศกึ ษาวิจยั เร่อื ง “โสสานกิ ธุดงค์ในพระพทุ ธศาสนา :
กรณีศึกษาหลวงพ่อเกษม เขมโก” พบว่า ธุดงค์ในพระพุทธศาสนา มีทั้งหมด 13 ประเภท ซึ่งเป็น
จรยิ าวตั ร พิเศษอย่างหนึ่ง ตามแต่ใครจะสมัครถือ ไม่ใชก่ จิ จำ เป็น แตม่ วี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อให้เป็นอุบาย
ขดั เกลากเิ ลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ในธุดงคแ์ ตล่ ะข้อนั้น มีหลกั การถอื อยู่ 3 อย่าง คือ
(1) อย่างเพลา (2) อย่างกลาง (3) อยา่ งอุกฤษฏ์ (อยา่ งเคร่ง) ผ้ปู ฏบิ ัติธุดงควตั รสามารถเลือกปฏิบัติให้
เหมาะสมและ ตามใจชอบของตนได้ จะปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ หรือจะปฏิบัติธุดงควัตรหลาย ๆ ข้อ
พร้อมกนั ก็ได้
กรรมฐาน มี 2 แบบ คือ (1) สมถกรรมฐาน มีวิธีการ 4 วิธี คือ กสิณ 10 อย่างคือวัตถุสำหรับ
เพ่งเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ ดังที่กล่าวไว้ว่า “เมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธคุณ ปีติภายใน ย่อมแผ่ซ่านไปทั่ว
ร่างกาย เมื่อบุคคลคิดขยายปฐวีกสิณ กสิณนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วชมพูทวีป จิตท่ี มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์
เป็นเหมือนร่างกายที่เอิบอาบไปด้วยความสุข” 1) ปฐวีกสิน เพ่งธาตุดิน 2) อาโปกสิณ เพ่งธาตุน้ำ 3)
เตโชกสณิ เพ่งไฟ 4) วาโยกสิน เพ่งลม 5) นีลกสิน เพ่งสเี ขียว 6) ปตี กสิน เพง่ สีเหลอื ง 7) โลหติ กสณิ เพ่ง
สีแดง 8) โอฑาตกสิณ เพ่งสีขาว 9) อาโลกกสิณ เพ่ง แสงสว่าง 10) อากาศกสิณ เพ่งอากาศ อสุภ 10
อย่างซึ่งมีการเจริญอสุภะเป็นเบ้ืองต้น เพราะว่าการเจริญอสุภะสามารถกำจัดราคะความกำหนัดยินดีได้
โดยการพิจารณาเห็นสังขาร ธรรม ทั้งปวงไม่ใช่สิ่งสวยงาม อนุสสติ 10 อย่างคือตามระลึกถึง เมื่อเลือก