The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรียบเรียงเพื่อการศึกษาเท่านั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunchait65, 2021-07-21 11:45:03

การปฏิบัติกรรมฐาน

เรียบเรียงเพื่อการศึกษาเท่านั้น

Keywords: การปฏิบัติธรรม

38

วิธีการปฏิบัติกสิณ 10 กสิณ 10 แปลกันวา วัตถุอันจูงใจ หรือวัตถุสําหรับเพงเพื่อจูงจิตให้
เป็นสมาธิเปนวิธีใชวัตถุภายนอกเขาชวย โดยวิธีเพง เพื่อรวมจิตใหเปนหนึ่ง มี10 อยาง คือ (สมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น. 839) กสิณ คือวิธีการปฏิบัติสมาธิแบบหนึ่งใน
พระพุทธศาสนา มีความหมายว่า เพ่งอารมณ์ เป็นสภาพหยาบ สำหรับให้ผู้ฝึกจับให้ติดตาติดใจ ให้
จิตใจจับอยู่ในกสิณใดกสิณหนึ่งใน 10 อย่าง ให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว จิตจะได้อยู่นิ่งไม่ฟุ้งซ่าน มี
สภาวะให้จิตจบั งา่ ยมีการทรงฌานถึงฌาน 4 ได้ทั้งหมด กสิณทั้ง 10 เป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบตั ิ
การเพ่งกสิณนับว่าเป็นอุบายกรรมฐานกองต้นๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้
ว่าด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่ออบรมจิต (อันเป็นแนวทางแห่งการบรรลุสำเร็จมรรคผลนิพพาน
หลดุ พน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกดิ ในวัฏสงสารนี้ออกไปได้)

ซึง่ อุบายกรรมฐานมีอยู่ดว้ ยกันทั้งหมดส่สี ิบกอง ภายใตก้ รรมฐานท้ังสี่สิบกองน้ัน จะประกอบ
ไปด้วยกรรมฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการเพ่งกสิณอยู่ถึงสิบกองด้วยกัน การเพ่งกสิณ คือ อาการที่เราเพ่ง
(อารมณ์)ไม่ได้หมายถึงเพ่งมอง หรือจ้องมอง ไปยังวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาทิเช่น พระพุทธรูป เทียน
สีต่างๆ หรือแม้กระทั่งอากาศ ฯลฯ แล้วเรียนรู้ รับรู้/บันทึก สภาพหรือคุณสมบัติเฉพาะ ของวัตถุ
(ธาตุ)หรือสิง่ ๆ น้นั ไว้เชน่ เนื้อ สี สภาพผวิ ความหนาแนน่ ความ เยน็ ในจติ จนกระท่งั เมือ่ หลับตาลงจะ
ปรากฏภาพนิมิต (นิมิตกสิณ) ของวัตถุหรือสิ่งๆ นั้นขึ้นมาให้เห็นในจิต หรือแม้กระทั่งยามลืมตาก็ยัง
สามารถมองเหน็ ภาพนมิ ิตกสิณดงั กลา่ วเปน็ ภาพติดตา การเพ่งกสณิ จัดเป็นอบุ ายวิธใี นการทำสมาธิท่ีมี
ดีอยู่ในตัว กล่าวคือ การเพ่งกสิณเป็นเสมือนทางลัดที่จิตใช้ในการเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็วและ
ง่ายดายกว่าการเลือกใช้อุบายกรรมฐานกองอื่นๆ มากมายนัก ทั้งนี้เนื่องจากแนวทางในการปฏิบัติ
สมาธิภาวนาด้วยการใช้อุบายวิธีการเพ่งกสิณนั้น จิตจะยึดเอาภาพนิมิตกสิณที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่องรู้
ของจิต แทนอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิต และเมื่อภาพนิมิตกสิณเริ่มรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันกับ
จิต จติ ก็จะรบั เอาภาพนิมิตกสิณนั้นมาเป็นหน่ึงเดียวกนั กับจิตจากน้ันภาพนิมติ กสิณดังกล่าวจะค่อยๆ
พฒั นาไปเองตามความละเอียดของจิต ซึง่ จะส่งผลให้เกดิ มีความเปล่ียนแปลงขึ้นกับภาพนิมิตกสิณนั้น
เริ่มตั้งแต่ความคมชัดในการมองเห็นภาพนิมิตกสิณที่ปรากฏขึ้นภายในจิต และสามารถมองเห็นภาพ
นิมิตกสิณนั้นได้อย่างชัดเจน ราวกับมองเห็นด้วยตาจริงๆ ไปจนกระทั่งการที่จิตสามารถบังคับภาพ
นิมิตกสิณนั้นให้เลื่อนเข้า – เลื่อนออก หรือหมุนไปทางซ้าย – ทางขวา หรือยืด - หดภาพนิมิตกสิณ
ดังกล่าวได้ อันเป็นพลังจิตที่เกิดขึ้นจากการเพ่งนิมิตกสิณ แต่ในที่สุดแล้วภาพนิมิตกสณิ ทั้งหลายก็จะ
มาถึงจุดแห่งความเป็นอนัตตา อันได้แก่ ความว่างและแสงสว่าง กล่าวคือ ภาพนิมิตทั้งหลายจะหมด

39

ไปจากจิต แม้กระทั่งอาการและสัญญาในดวงจิตก็จะจางหายไปด้วย จากนั้นจิตจึงเข้าสู่กระบวนการ
ของสมาธิในขั้นฌานต่อไปตามลำดับ กสิณทั้ง 10 อย่าง แบ่งออกเป็น 2 พวก พวกที่หนึ่ง คือ กสิณ
กลาง มี 6 อย่าง คนทุกจรติ ฝึกกสณิ ไดท้ ัง้ 6 เพราะเหมาะกับทุกอารมณ์ ทุกอุปนิสยั ของคน

ปฐวกี สณิ (ธาตดุ นิ /ของแขง็ (ไม่ใชเ่ ฉพาะดนิ ) จิตเพ่งดิน โดยกำหนดว่าสิง่ นี้เป็นดนิ หายใจเข้า
ให้ภาวนาวา่ "ปฐว"ี หายใจออกให้ภาวนาว่า "กสิณัง" เมื่อปฏบิ ัตอิ ยดู่ ังนี้ กจ็ ะข่มนิวรณธ์ รรมเสียได้โดย
ลำดับ กเิ ลศก็จะสงบระงบั จากสันดาน สมาธิกจ็ ะกลา้ ขึน้ จิตนน้ั ก็ชื่อว่าตั้งมนั่ เปน็ อุปจารสมาธิ เมือ่ ทำ
ได้สำเร็จปฐมฌานแล้ว ก็พึงปฏิบัติในปฐมฌานนั้นให้ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดีก่อนแล้วจึงเจริญทุติย
ฌานสืบต่อไปได้ (บ้านจอมยุทธ. (2543). กสณิ 10. [ออนไลน]์ )

เตโชกสณิ (ธาตไุ ฟ ธาตรุ อ้ น]) จิตเพง่ ไฟ คอื การเพง่ เปลวไฟ โดยกำหนดวา่ สิ่งน้เี ปน็ ไฟ หายใจ
เข้าใหภ้ าวนาว่า "เตโช" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณงั "

วาโยกสิณ (ธาตุลม) จิตเพ่งอยู่กับลม นึกถึงภาพลม โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นลม หายใจเข้าให้
ภาวนาวา่ "วาโย" หายใจออกภาวนาวา่ "กสณิ ัง"

อากาสกสิณ (ช่องว่าง) จิตเพ่งอยู่กับอากาศ นึกถึงอากาศ คือการเพ่งช่องว่าง โดยกำหนดวา่
ส่งิ นี้เปน็ ชอ่ งวา่ ง เวลาหายใจเข้าให้ภาวนาว่า "อากาศ" หายใจออกภาวนาว่า "กสณิ ัง"

อาโลกสิณ (กสิณแสงสว่าง) จิตเพ่งอยู่กับแสงสว่าง นึกถึงแสงสว่าง วิธีเจริญอาโลกกสิณให้ผู้
ปฏบิ ตั ิยึดโดยทำความร้สู ึกถึงความสว่าง ไมใ่ ชเ่ พ่งทีส่ ีของแสงนั้น เวลาหายใจเขา้ ใหภ้ าวนาว่า "อาโลก"
หายใจออกใหภ้ าวนาว่า "กสณิ งั "

อาโปกสิณ (ธาตุนำ้ /ของเหลว) จติ นึกถึงน้ำเพ่งนำ้ ไว้ คือการเพ่งน้ำ โดยกำหนดว่าส่ิงน้ีเป็นน้ำ
หายใจเข้าให้ภาวนาว่า "อาโป" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณัง" ให้เลือกภาวนากสิณใดกสิณหนึ่งให้ได้
ถึงฌาน 4 หรือฌาน 5 กสิณอน่ื ๆ ก็ทำไดง้ า่ ยท้ังหมด พวกทส่ี องคือกสิณเฉพาะอุปนิสยั หรือเฉพาะจริต
มี 4 อยา่ ง สำหรับคนโกรธงา่ ย คือพวกโทสะจรติ

โลหิตกสิณ เพ่งกสิณ หรือนิมิตสแี ดงจะเปน็ ดอกไมแ้ ดง เลือดแดง หรือผ้าสีแดงก็ได้ทั้งนั้นจิต
นึกภาพสีแดงแลว้ ภาวนาวา่ โลหติ กสณิ ังๆๆๆ

นีลกสิณ ตาดูสีเขียวใบไม้ หญ้า หรืออะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียว แล้วหลับตาจิตนึกถึงภาพสีเขียว
ภาวนาว่า นีล กสณิ งั ๆๆๆ

ปีตกสิณ จติ เพง่ ของอะไรก็ไดท้ ่ีเปน็ สีเหลอื ง ภาวนาวา่ ปีต กสิณงั ๆๆๆ

40

โอทากสิณ ตาเพ่งสีขาวอะไรก็ได้แลว้ แตส่ ะดวก แลว้ หลับตานกึ ถึงภาพสขี าว ภาวนาโอทา กสิ
ณังๆๆๆ จนจิตมีอารมณ์เปน็ หนงึ่ ไมว่ อกแวกไม่รลู้ มหายใจภาพกสณิ ชดั เจน

ท่านว่าจติ เข้าถงึ ฌาน 4 พอถึงฌานท่ี 5 กเ็ ปน็ จติ เฉยมีอุเบกขาอยู่กับภาพกสิณต่างๆ ที่จิตจับ
เอาไว้ อานุภาพกสิณ 10 กสิณ 10 ประการนี้ เป็นปัจจัยให้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว
ในฉฬภิญโญ เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติใน กสิณกองใดกองหนึ่งสำเรจ็ ถงึ จตตุถฌานแลว้ ก็ควรฝึกตามอำนาจ
ที่กสิณกองน้ันมีอยูใ่ หช้ ำนาญ ถ้าท่านปฏิบัตถิ ึงฌาน 4 แล้ว แต่มิได้ฝึกอธิษฐานต่างๆ ตามแบบ กล่าว
กนั ว่าผู้นนั้ ยังไม่จัดว่าเปน็ ผู้เข้าฌานถึงกสิณอำนาจฤทธ์ใิ นกสณิ ในทางพุทธศาสนามีดังนี้

ปฐวีกสิณ มีฤทธิ์ดังนี้ เช่น เนรมิตคนๆ เดียวให้เป็นคนมากๆ ได้ ให้คนมากเป็นคนๆ เดียวได้
ทำน้ำและอากาศให้แขง็ ได้ สามารถยอ่ แผน่ ดินให้ใกลก้ ำลงั การในเดินทาง

อาโปกสิณ สามารถเนรมิตของแข็งให้อ่อนได้ เช่นอธิษฐานสถานที่เป็นดินหรือหรือหินที่
กันดารน้ำให้เกิดบ่อน้ำ อธิษฐานหินดินเหล็กให้อ่อน อธิษฐานในสถานที่ขาดแคลนฝน ให้เกิดมีฝน
อย่างนเ้ี ปน็ ต้น (บ้านจอมยทุ ธ. (2543). กสณิ 10. [ออนไลน์])

เตโชกสิณ อธิษฐานให้เกิดเป็นเพลิงเผาผลาญหรือให้เกิดแสงสว่างได้ ทำแสงสว่างให้เกิดแก่
จักษุญาณ สามารถเห็นภาพต่าง ๆ ในที่ไกลได้คล้ายตาทิพย์ ทำให้เกิดความร้อนในทีท่ ุกสถานได้ เม่ือ
อากาศหนาว สามารถทำให้เกิดความอบอุน่ ได้

วาโยกสิณ อธิษฐานจิตให้ตัวลอยตามลม หรืออธิษฐานให้ตัวเบา เหาะไปในอากาศก็ได้
สถานที่ใดไม่มีลมอธิษฐานใหม้ ีลมได้

นีลกสิณ สามารถทำใหเ้ กดิ สเี ขียว หรอื ทำสถานทส่ี วา่ งให้มืดคร้ึมได้
ปตี กสิณ สามารถเนรมิตสเี หลอื งหรอื สีทองให้เกิดได้
โลหิตกสิณ สามารถเนรมติ สแี ดงให้เกิดได้ตามความประสงค์
โอทากสณิ สามารถเนรมติ สขี าวใหป้ รากฏ และทำใหเ้ กดิ แสงสวา่ งได้ เปน็ กรรมฐาน ทอ่ี ำนวย
ประโยชน์ในทิพยจกั ขุญาณ เชน่ เดยี วกับเตโชกสิณ
อาโลกสิณ เนรมิตรูปให้มีรัศมสี ว่างไสวได้ ทำที่มดื ใหเ้ กิดแสงสว่างได้เปน็ กรรมฐานสร้างทิพย
จักขญุ าณโดยตรง
อากาสกสิณ สามารถอธิษฐานจิตให้เห็นของที่ปกปิดไว้ได้ เหมือนของนั้นวางอยู่ในที่แจ้ง
สถานที่ใดเป็นอับด้วยอากาศ สามารถอธิษฐานให้เกิดความโปร่งมีอากาศสมบูรณ์เพียงพอแก่ความ
ตอ้ งการได้ (บา้ นจอมยทุ ธ. (2543). กสิณ10. [ออนไลน์])

41

วิธอี ธิษฐานฤทธิ์ วิธีอธิษฐานจติ ท่ีจะให้เกิดผลตามฤทธ์ิที่ตอ้ งการท่านให้ทำดังต่อไปน้ี ท่านให้
เข้าฌาน 4 ก่อนแล้วออกจากฌาน 4 แล้วอธิษฐานจิตในสิ่งที่ตนต้องการจะให้เป็นอย่างนัน้ แล้วกลับ
เข้าฌาน 4 อีก ออกจากฌาน 4 แล้วอธิษฐานจิตทับลงไปอีกครั้ง สิ่งที่ต้องการจะปรากฏสมความ
ปรารถนา (บา้ นจอมยุทธ. (2543). กสณิ 10. [ออนไลน]์ )

วิธีการปฏิบัติกรรมฐานหมวดอสุภกรรมฐาน 10 อสุภ แปลว่า ไม่สวย ไม่งาม กรรมฐาน
แปลว่า ตงั้ อารมณไ์ วใ้ ห้เปน็ การเปน็ งาน รวมได้ความว่า ตั้งอารมณเ์ ปน็ การเปน็ งานในอารมณ์ท่ีเห็นว่า
ไมม่ ีอะไรสวยสดงดงาม มแี ต่ความสกปรก โสโครก นา่ เกลียด

กำลังสมาธิของอสุภกรรมฐาน อสุภกรรมฐานมี 10 อย่าง มีกำลังสมาธิเพียงปฐมฌานเป็น
อย่างสูงสุด ไม่สามารถจะทรงฌานให้มีกำลังใหส้ ูงกว่านั้นได้ เป็นกรรมฐานด้านพิจารณามากกว่าการ
เพ่ง ใช้อารมณ์จิตใคร่ครวญพิจารณาอยู่เป็นปกติ จึงทรงสมาธิได้อย่างสูงก็เพียงปฐมฌาน เป็น
กรรมฐานท่ีมีอารมณ์คล้ายกบั วิปัสสนาญาณมาก นักปฏบิ ตั ทิ พ่ี ิจารณาอสภุ กรรมฐานจนทรงปฐมฌาน
ได้ดีแล้ว พิจารณาวิปัสสนาญาณควบคู่กันไป จะบังเกิดผลรู้แจ้งเห็นจริงในอารมณ์วิปัสสนาญาณได้
อสุภกรรมฐานนี้เป็นสมถกรรมฐานที่ให้ผลในทางกำจัดราคจริตเหมือนกันทั้ง 10 กอง ท่านที่เจริญ
กรรมฐานหมวดอสภุ นี้ชำนาญเป็นพื้นฐานแล้ว ต่อไปเจริญวิปัสสนาญาณ จะเข้าถึงการบรรลุเป็นพระ
อนาคามีผลได้ไม่ยากนกั

อสุภกรรมฐาน 10 อยา่ ง
อุทธุมาตกอสุภ คือ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นตน้ ไป มีร่างกาย
ข้นึ บวมพอง ทีเ่ รียกกนั ว่า ผตี ายขนึ้ อืดนัน่ เอง
วินีลกอสุภ เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว ปะปนคน สีแดงในที่มีเนื้อมาก สีขาวในที่มี
น้ำเหลืองน้ำหนองมาก สีเขียวที่มีผ้าสีเขียวคลุม ร่างของผู้ตายส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยผ้า สีเขียวจึง
มากกว่า ดังน้นั จึงเรียกวา่ วินลี กะ แปลว่าสีเขยี ว
วิปพุ พกอสุภ เป็นซากศพท่มี นี ำ้ เหลืองไหลอยู่เปน็ ปกติ
วฉิ ทิ ททกอสุภ คือซากศพทม่ี ีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลาง มีกายขาดออกจากกัน
วกิ ขายติ กอสุภ เปน็ รา่ งกายของซากศพท่ีถกู สัตว์ยอ้ื แย่งกัดกิน
วขิ ิตตกอสุภ เปน็ ซากศพทีถ่ ูกทอดทง้ิ ไวจ้ นส่วนต่าง ๆ กระจดั กระจาย
หตวิกขติ ตกอสุภ คือซากศพทีถ่ ูกสับฟนั เป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่
โลหติ กอสภุ คือซากศพท่มี เี ลือดไหลอออกเป็นปกติ

42

ปฬุ ุวกอสุภ คือซากศพท่เี ต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่
อัฏฐกอสภุ คือซากศพทม่ี ีแตก่ ระดูก
การพจิ ารณาอสภุ
การพิจารณาอสุภทั้ง 10 อย่างนี้ ท่านให้พิจารณาเพื่อถือเอานิมิตโดยอาการ 6 อย่างต่อไปน้ี
พิจารณาโดยสี คือกำหนดว่า ซากศพนี้เป็นร่างกายของคนดำหรือคนขาว หรือร่างกายผิวไม่เกลี้ยง
เกลา พิจารณาโดยเพศ อย่ากำหนดว่าร่างกายนี้ชายหรือหญิง พึงพิจารณาว่า ซากศพนี้เป็นร่างกาย
ของคนทมี่ อี ายุน้อย กลางคนหรอื คนแก่
พิจารณาโดยสัณฐาน คอื พจิ ารณาวา่ น่ีเป็นคอ เปน็ ศีรษะ เปน็ ท้อง เป็นขา เปน็ เทา้ เป็นแขน
เป็นตน้ (ศาลาปฏบิ ตั ิธรรม ศลี สมาธิ ปัญญา. (ม.ป.พ.). อสุภกรรมฐาน. [ออนไลน]์ )
กำหนดโดยทศิ ทศิ น้หี มายเอาสองทศิ คือ ทิศเบื้องบน ได้แกท่ างด้านศีรษะ ทิศเบื้องตำ่ ไดแ้ ก่
ทางดา้ นปลายเทา้ ของซากศพ มไิ ด้หมายถงึ ทิศเหนือทิศใต้
พิจารณาโดยที่ตั้ง ให้กำหนดว่า ซากศพนี้ศีรษะวางอยู่ตรงนี้ มือวางอยู่ตรงนี้ เท้าอยู่ตรงน้ี
เวลาพจิ ารณาอสุภน้ี เรายืนอยู่ตรงน้ี
พิจารณาโดยกำหนดรู้ หมายถึงการกำหนดรู้ว่า ร่างกายสัตว์และมนุษย์นี้มีอาการ 32 เป็น
ทสี่ ุด ไม่มีอะไรสวยสดงดงามจริง ความจรงิ แล้วเป็นของน่าเกลยี ด มีกลนิ่ เหมน็ คลงุ้ มสี ภาพข้ึนอืดพอง
มนี ำ้ เลือดนำ้ หนองเต็มรา่ งกาย หาทีน่ ่ารกั ไมม่ เี ลย ท่ีมองเห็นวา่ ดหี นอ่ ยกห็ นังกำพร้าท่หี อ่ หมุ้ ภายในอยู่
แต่หนังนี้ก็ใช่ว่าจะสวยสด ถ้าไม่คอยขัดถู ไม่นานก็เหม็นสาบ น่ารังเกียจ ตอนมีชีวิตอยู่ก็เอาดีไม่ได้
พอตายแลว้ ยิง่ โสโครกใหญ่ กลายเป็นซากศพขึ้นอดื พอง น้ำเหลืองไหลกล่นิ เหมน็ เมื่อกำหนดพิจารณา
ทราบว่า รา่ งกายของซากศพทงั้ หลายนี้แล้ว ก็น้อมนึกถึงส่งิ ท่ีตนรกั ทเี่ ห็นว่าเขาสวย เอาความจริงจาก
ซากอสุภเข้าไปเปรียบเทียบดู ว่าที่เห็นว่าเขาสวยสดงดงามนั้น มีอะไรต่างกับซากศพนี้บ้าง ปากที่ชม
ว่าสวย เต็มไปด้วยเสลด น้ำลาย ของตัวเองพอกลืนได้ แต่รังเกียจของคนอื่นไม่กล้าแ้ม้แต่ที่จะแตะ
ซากศพนั้นมีสภาพอย่างไร เมื่อตายแล้วจากความเป็นคนหรือสัตว์ เราเรียกกันว่าผีตาย มีสภาพ
อย่างไรเมื่อตาย แม้ยังไม่ตายสิ่งเหล่านั้นก็มีครบ พิจารณาคนที่เรารักมีสภาพอย่างนั้น ใคร่ครวญให้
เห็นติดอกติดใจจนกระทั่งเหน็ สภาพของผูใ้ ดก็ตาม มีความรู้สึกว่าเป็นซากศพทันที เห็นคนหรือสตั ว์มี
สภาพเป็นซากศพไปหมด เต็มไปด้วยความรังเกียจ เห็นผิวภายนอกก็มองเห็นภายใน คือเห็นเป็น
สภาพถุงนำ้ เลือด ถงุ อจุ จาระ ปสั สาวะท่เี คลอ่ื นทไี่ ด้ ตอ่ ไปเขากจ็ ะกลายเปน็ ซากศพที่มรี า่ งกายอืดพอง
น้ำเหลืองไหล เราก็เช่นเดียวกัน เขามีสภาพเช่นไร เราก็มีสภาพเช่นนั้น กายนี้ล้วนแต่เป็นอนิจจัง หา

43

ความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้เลย เมื่อไม่เที่ยงอย่างนี้เป็นทุกขัง ความทุกข์อันเกิดแต่ความเคลื่อนไปหา
ความเสื่อมอย่างนี้ เป็นอนัตตา เพราะเราจะบังคับควบคุมไม่ให้เคลื่อนไปไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎ
ธรรมดา (ศาลาปฏบิ ตั ิธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา. (ม.ป.พ.). อสภุ กรรมฐาน. [ออนไลน]์ )

พิจารณาเห็นโทษเห็นทุกข์อันเกิดแต่ร่างกาย เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในร่างกายของ
ตนเองและผู้อื่น เห็นเมื่อไหร่เบื่อหน่ายหมดความพอใจเมื่อนั้น เห็นคนมีสภาพเป็นศพทุกขณะที่เห็น
อย่างนี้ เรยี กว่า ได้อสภุ กรรมฐานในสว่ นของสมถภาวนา

อารมณ์ ที่เห็นว่า ร่างกายนอกจากจะโสโครกน่าสะอิดสะเอียนแล้ว เบื่อหน่ายในการทรง
สังขาร เบื่อที่จะเกิดต่อไป เพราะถ้าเกิดมีร่างกายในภาพใด ร่างกายก็จะมีสภาพโสโครกสกปรก เป็น
ซากศพและไมเ่ ทย่ี ง เป็นทุกขบ์ ังคับไม่ได้ เบ่อื ในการเกดิ เปน็ นิพพิทาญาณในวิปสั สนาญาณ ใครค่ รวญ
หากฎธรรมดาควบคู่กันไป วางใจเฉยเพราะนี่เป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดมาก็ต้องเจ็บไข้ไม่สบาย มีลาภ
แล้วก็เสื่อมได้ มียศกเ็ สอ่ื มได้ มีสุขก็ทุกข์ได้ มสี รรเสรญิ กม็ ีนินทาได้ เกดิ แลว้ ก็ต้องตายได้ ทุกอย่างมัน
ธรรมดา จนจิตชินต่ออารมณ์ มีทุกข์ก็รู้สึกว่าเป็นปกติ ไม่หวั่นไหว เรียกว่า ได้สังขารุเปกขาญาณใน
วิปัสสนาญาณ เป็นคุณธรรมที่ใกล้ความเป็นผู้บรรลุพระโสดาบันแล้ว หมั่นคิดว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ไม่หวั่นไหวต่อมรณภัย มีจิตใจศรัทธาเชื่อมั่นในคำสั่งส อนของ
พระพุทธเจ้า จิตว่างจากกรรมชั่วครู่ คือรักษาศีล 5 ได้เป็นปกติ มีอารมณ์รักพระนิพพานเป็นปกติ
ใคร่ครวญปรารถนาแต่พระนิพพาน ไม่ต้องการเกิดต่อไป อย่างนี้ท่านว่า ทรงคุณได้ในระดับพระ
โสดาบนั (ศาลาปฏบิ ตั ธิ รรม ศลี สมาธิ ปญั ญา. (ม.ป.พ.). อสภุ กรรมฐาน. [ออนไลน]์ )

ฉะนน้ั ขอให้ท่านท่ปี ฏิบัติในอสภุ กรรมฐานจงพยายามกำหนดพจิ ารณาให้ขึ้นใจจนได้ปฏิภาค
นิมิตในที่สุด และรักษานิมิตนั้นไว้อย่าให้เสื่อมไป ยกเอานิมิตนั้นขึ้นสู่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ท่านจะ
เข้าถงึ มรรคผลนิพพานได้ภายในไม่ชา้ เลย การพิจารณาอยา่ งนเ้ี รยี กวา่ พิจารณากำหนดรู้

นิมิตในอสุภกรรมฐาน อสุภกรรมฐานมีนิมิตเป็นเครื่องกำหนดในการเข้าถึงเหมือนกสิณ แต่
ต่างจากกสณิ ตรงที่เอารปู ซากศพเปน็ นิมติ นมิ ิตในอสุภนีม้ ี 2 ระดับ คือ

อุคคหนิมิต ได้แก่ นิมิตตดิ ตา คอื รปู เดมิ ทก่ี ำหนดจดจำไว้
ปฏิภาคนิมิต ได้แก่ นิมติ ทเ่ี ป็นอัปปนาสมาธิ คือ รปู ตา่ งจากภาพเดมิ ดงั จะยกมาต่อไปนี้
อุทธมุ าตกอสภุ อสุภทร่ี า่ งกายข้นึ อืดพอง เมื่อเหน็ ภาพอสุภท่ีเป็นนิมิต ทา่ นให้กำหนดรูปแล้ว
ภาวนา "อทุ ธุมาตะกงั ปะฏิกลุ ัง" ภาวนาอย่างน้ีตลอดไป เม่อื เพ่งพิจารณาจนจำรูปได้ชัดเจนแล้ว ก็ให้
หลับตาภาวนาพร้อมกำหนดจำรปู ไปดว้ ย จนรูปอสุภน้นั ตดิ ตาติดใจ นกึ เมือ่ ไหร่ก็เห็นภาพนัน้ ภาพน้ัน

44

เกิดขึ้นแก่จิต คือ อยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่ภาพลอยมาให้เห็น เมื่อภาพนั้นติดใจจนชินตามที่กำหนด
จดจำไว้ได้แล้ว ท่านเรียกว่า "อุคคหนิมิต" แปลว่า นิมิตติดตา สำหรับปฏิภาคนิมิตนี้ รูปที่ปรากฎน้ัน
ผิดไปจากเดิม คือรูปเปลี่ยนไปเสมือนคนอ้วนพีผ่องใส ผิวสดสวย อารมรณ์จิตใจเป็นสมาธิตั้งมั่นไม่
หวั่นไหว ท่านเรียกว่าเข้าถึงอัปปนาสมาธิ ได้ปฐมฌาน เมื่อทรงสมาธิไดถ้ ึงอัปปนาสมาธิ มีนิมิตเข้าถงึ
ปฏิภาค คือเข้าถงึ ปฐมฌานแลว้ นิวรณท์ ้งั 5 กจ็ ะระงบั ไปเอง

วินีลกอสุภ อสุภนี้ ปกติพิจารณาสี มีสีแดง เขียว สีขาวปนกัน เมื่อขณะกำหนดภาวนา ว่า
"วินีละกัง ปะฏิกุลัง" จนภาพนิมิตที่มีสี แดง ขาว เขียว เกิดติดตาติดใจคละกันอย่างนี้ ท่านเรียกว่า
อคุ คหนิมติ ถา้ ในจำนวนสสี ามสนี น้ั สีใดสหี นงึ่ แผป่ กคลุมสีอีกสองสนี น้ั จนหนาทึบ ปิดบังสีอ่ืนแลว้ ทรง
สภาพอยู่ได้นาน ท่านเรียกนิมิตอย่างนี้ว่า ปฏิภาคนิมิต ทางสมาธิเรียกว่า อัปปนาสมาธิ ทางฌาน
เรยี กว่า ปฐมฌาน

วิปุพพกอสุภ อสุภนี้พิจารณาน้ำเหลืองน้ำหนองเป็นอารมณ์ ภาวนาว่า "วิปุพพะกังปะฏิกลุ งั "
จนเกิดอุคคหนิมิต ซึ่งปรากฎเห็นเป็นน้ำหนองไหลอยู่เป็นปกติ สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้นมีสภาพเป็น
นมิ ิตต้ังอย่เู ปน็ ปกติ ไม่มอี าการไหลออกเหมือนอคุ คหนมิ ติ

วิฉิททกอสุภ อสุภนี้ พิจารณาซากศพที่ถูกสับฟันเปน็ ทอ่ นน้อย และท่อนใหญ่ ขณะพิจารณา
ให้ภาวนาว่า "วิฉิททะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตในอสุภนี้ มีรูปซากศพขาดเป็นท่อนน้อยและ
ใหญ่ ส่วนปฏภิ าคนิมิตนนั้ มีรูปบริบรู ณ์ เสมอื นมอี วัยวะครบถว้ น

วิกขายิตกอสุภ อสุภนี้ พิจารณาอสุภที่ถูกสัตว์กัดกินเป็นซากศพที่เว้าแหว่งด้านหน้าและ
ด้านหลงั และในฐานตา่ ง ๆ ขณะพจิ ารณา ใหภ้ าวนาวา่ "วกิ ขายิตตะกัง ปะฏกิ ลุ ัง" สำหรับอุคคหนิมิต
ในอสภุ น้ี ปรากฎเปน็ รปู ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกนิ ส่วนปฏิภาคนมิ ิตนั้นปรากฎเปน็ รปู ซากศพท่ีมีร่างกาย
บริบรู ณ์ (ศาลาปฏิบตั ิธรรม ศลี สมาธิ ปัญญา. (ม.ป.พ.). อสภุ กรรมฐาน. [ออนไลน]์ )

วิกขิตตกอสุภ วิกขิตตอสุภนี้ ให้รวบรวมเอาซากศพที่กระจัดกระจายพลัดพรากกันในป่าช้า
มาวางรวมเข้าแล้วพิจารณา ขณะพิจารณา ก็ภาวนาว่า "วิกขิตตะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตใน
อสุภนี้ มีรูปเป็นอสุภนั้นตามที่นำมาวางไว้ มีรูปอย่างไร ก็มีรูปร่างอย่างนั้น ส่วนปฏิภาคนมิ ิตนั้น เห็น
เป็นรูปมีรา่ งกายบรบิ รู ณไ์ ม่บกพรอ่ ง

หตวิกขติ ตกอสภุ ทา่ นให้พจิ ารณาศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อน ๆ แล้วเอามาวางห่างกนั ท่อนละ 1
นิ้ว แล้วเพ่งพิจารณา ขณะพิจารณา ก็ภาวนาว่า "หะตะวิกขิตตะกัง ปะฏิกุลัง" อุคคหนิมิตในอสุภน้ี
ปรากฎเปน็ ปากแผลทถ่ี ูกสับฟนั ส่วนปฏิภาคนิมติ น้นั ปรากฏเปน็ ร่างบรบิ รู ณ์

45

โลหิตกอสุภ อสุภนี้ ท่านให้พิจารณาซากศพที่ถูกประหาร มีมือเท้าขาดเลือดไหล ขณะ
พิจารณาภาวนาวา่ "โลหิตะกงั ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนติ มติ ในอสุภนี้ ปรากฏเหมือนผ้าแดงท่ีถกู ลม
ปลวิ ไสวอยู่ ส่วนปฏภิ าคนมิ ิตนน้ั ปรากฏเป็นสแี ดงนิ่งสงบไมเ่ คลอื่ นไหว

ปุฬวุ กอสภุ อสภุ น้ีทา่ นใหพ้ จิ ารณาซากศพท่ีตายแล้วสองสามวัน มีหนอนคลานอยู่บนซากศพ
นน้ั ขณะพิจารณาภาวนาวา่ "ปฬุ ุวะกัง ปะฏิกลุ ัง" สำหรบั อุคคหนิมิตในอสุภน้ี ปรากฏเป็นรูปซากศพท่ี
มีหนอนคลานอยูบ่ นซากศพ แต่ปฏภิ าคนิมิตปรากฏเปน็ ภาพนง่ิ คล้ายกองสำลีท่กี องอย่เู ป็นปกติ

อฏั ฐิกอสุภ อฏั ฐกิ อสภุ น้ี ท่านให้เอากระดกู ของซากศพที่พึงหาได้ จะเปน็ กระดกู ทม่ี ีเน้อื เลอื ด
เส้น เอ็น รัดรึงอยู่ก็ตาม หรือจะเป็นกระดกู ล้วนกต็ าม หรือจะเป็นกระดูกบางส่วนของรา่ งกายมีเพียง
ส่วนน้อยหรือท่อนเดียวก็ตาม มาเป็นวัตถุพิจารณา เวลาพิจารณา ภาวนาว่า "อัฏฐิกัง ปะฏิกุลัง"
สำหรับอุคคหนิมิตในอสุภนี้ จะมีรูปเป็นกระดูกเคลื่อนไหวไปมา สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้น จะมีสภาพ
เป็นกระดูกวางเฉยเป็นปกติ (ศาลาปฏิบัติธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา. (ม.ป.พ.). อสุภกรรมฐาน.
[ออนไลน์])

การเพ่ง เมื่อจะเพ่งดูซากศพ ท่านให้ยืนไม่ให้ห่างเกินไป และไม่ชิดเกินไป อย่ายืนใต้ลม ถ้า
ยนื ใตล้ มกล่ินอสภุ จะทำใหไ้ มส่ บาย เชน่ อาเจียน หรือทำให้เกดิ โรคเพราะกล่ินได้ และอยา่ ยืนเหนือลม
เกินไป เพราะพวกอมนุษย์ที่กำลังกัดกินเนื้ออสุภนั้นจะโกรธ จงยืนเฉียงอสุภด้านเหนือลม ลืมตาเพ่ง
จดจำรูปอสุภนั้นด้วย สี สัณฐาน อากรที่วางอยู่ จำให้ได้ครบถ้วน แล้วหลับตานึกถึงภาพนั้น ถ้าภาพ
นั้นเลอะเลือนไปก็ลืมตาดูใหม่ เมื่อจำได้แล้วให้กลับมาที่อยู่ นั่งเพ่งรูปอสุภนั้นให้ติดตาติดใจจนภาพ
น้นั เกดิ เป็นอคุ คหนมิ ติ ตอ่ อารมรณ์ที่กำหนดน้ันมนั่ คงแจ่มใสขนึ้ ชัดเจน คล้ายกบั เหน็ ดว้ ยตา และภาพ
นนั้ มีสภาพเปลยี่ นแปลงไปจากรูปเดมิ มีสภาพผดุ ผ่องเป็นร่างบริบรู ณ์ เรียกว่าปฏิภาคนมิ ติ

การพิจารณา การเจรญิ อสภุ กรรมฐาน ตอ้ งหนักไปทางพจิ ารณา เพราถา้ ใช้แต่การเพง่ จำภาพ
เฉย ๆ จะกลายเป็นกสิณไป การเพ่งจำภาพนั้นให้พิจารณาไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยพิจารณาตาม
ความรู้สึกที่แท้จริงว่า อสุภ คือซากศพนี้ เป็นของน่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียน ร่างกายคนและสัตว์มี
สภาพน่าเกลียดอย่างนี้ แล้วน้อมภาพนั้นไปเทียบกับคนที่มีชีวิตอยู่ โดยคิดแสวงหาความเป็นจริงว่า
ร่างที่สวยงามนัน้ ความจริงไม่มีอะไรสวยงามเลย มีแต่ความสกปรกโสโครก มีกลิ่นเหมน็ ไปทั่วบริเวณ
ร่างกาย เมื่อเทียบกับร่างของผู้อื่นแล้ว ก็มาเทียบกับของตนเอง พิจารณาให้เห็นชัดว่า เราเองก็เป็น
ซากศพเคลื่อนที่ ซากศพนี้มีสภาพเช่นใด เราก็มีสภาพเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ เลือด
เสลด นำ้ หนอง เหงื่อไคล เราเองผู้เปน็ เจ้าของก็ไมป่ รารถนาจะแตะต้อง ฉะน้นั อสุภคือสิ่งที่น่าเกลียด

46

นี้มีอยู่ในร่างกายของเราครบถ้วน สภาพที่แท้จริงจะปรากฎ เช่นซากศพที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ จง
พยายามพิจารณาให้เห็นชัดเจนตามความเป็นจริง ก่อนพิจารณาต้องเพ่งรูปให้อารมณ์จิตมีสมาธิ
สมบูรณ์เสียก่อน เมื่อพิจารณาเห็นว่าตนของตนไม่สวยไม่งามแล้ว ก็เห็นว่าคนอื่นว่าไม่สวยไม่งามได้
งา่ ย พยายามฝึกฝนเสมอ ๆ อารมรณจ์ ะเคยชิน ตดั ความกำหนัดยนิ ดีในส่วนกามารมณ์เสยี ได้แล้ว ช่ือ
ว่าท่านได้อสุภกรรมฐานในส่วนของสมถภาวนาแล้ว แต่การได้นี้ยังไม่แน่นอน เมื่ออารมณ์ความเบ่ือ
หน่ายเสื่อมเมื่อไร ไปกระทบความยั่วยุเพียงเล็กน้อย อารมณ์ฌานเพียงแค่ปฐมฌานก็พลันสลายตัว
ดงั น้ันเพ่อื ไมใ่ ห้เส่ือมเสียไป เมื่ออารมณจ์ ิต หมดความหว่นั ไหวน้ี ทา่ นใหใ้ ช้วิปัสสนาญาณเขา้ สนับสนุน

ยกนิมิตอสุภเป็นวิปัสสนา ธรรมดาของนิมิตที่เกิดจากอารมณ์ของสมาธิ จะเป็นนิมิตของ
อุปจารฌาน หรือที่เรียกว่า อุคคหนิมิต หรือขั้นอัปปนาสมาธิ เป็นอารมณ์ปฐมฌานก็ตาม จะมีสภาพ
ตลอดกาลไม่ได้ ทั้งนี้เพราะจิตไม่สามารถจะทรงสมาธิไว้ได้นานมากนกั จิตจะเคลื่อนจากฌาน ตอนที่
จิตเคลื่อนจากฌานนี่แหละ ภาพนิมิตก็จะเลือนหายไป ถ้าประสงค์จะเอานิมิตเป็นวิปัสสนา เมื่อเพ่ง
พินิจอยู่ พอนิมิตหายไป ก็ยกอารมณ์เข้าสู่ระดับวิปัสสนาโดยพิจารณาว่า นิมิตนี้ เราพยายามรักษา
ด้วยอารมณ์ใจ โดยควบคุมสมาธิจนเต็มกำลังอย่างนี้ แต่นิมิตจะอยู่กับเราก็หาไม่ กลับอันตรธาน
หายไป ท้งั ท่ีเรายังต้องการ นมิ ติ นม้ี สี ภาพทจ่ี ะต้องเคลื่อนหายไปตามกฎของธรรมดาฉัน ชีวิตของสัตว์
ทั้งหลายที่มีความเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมีอันตรธานไปในที่สุด ฉะนั้น ความไม่เที่ยงของชีวิตที่มีความ
เกดิ ข้นึ น้ี มคี วามตายเป็นท่สี ุด ขน้ึ ชื่อว่าความเกดิ ไมว่ า่ จะเกิดเป็นอะไร เป็นสัตว์ มนษุ ย์ เทวดา พรหม
ต่างมคี วามเที่ยงเสมอเหมือนกนั เอาความเท่ยี งแท้แน่นอนไม่ได้เลย เมื่อความไม่เที่ยงมีอยู่ ความทุกข์
ก็ต้องมี เพราะตอ้ งการให้คงอยู่ ไม่วา่ จะอยูใ่ นสภาพใดกเ็ ต็มไปดว้ ยความทุกขท์ ้ังส้นิ เชน่ ทุกข์จากการ
แสวงหาอาหาร เครื่องอุปโภค เลี้ยงชีวติ และครอบครัว ทุกข์เพราะโรคภยั ทุกข์เพราะไม่อยากให้ของ
รักของชอบตอ้ งแตกทำลาย หายไป ความปรารถนาทฝ่ี ืนความจริงตามกฎธรรมดาน้ีเปน็ เหตุของความ
ทกุ ข์ แตท่ ี่สุดก็ฝืนไมไ่ หว ตอ้ งแตกทำลายอยา่ งนิมติ อสภุ น้ีเหมือนกัน เดิมทกี ม็ ีปัญจขันธ์เช่นเรา

บัดนี้เขาต้องกระจัดพลัดพรากแตกกายทำลายขนั ธ์ออกเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ แม้จะฝืนอย่างไร
ก็ฝืนกฎธรรมดาไม่ได้ ในทีส่ ุดก็ตอ้ งสลายไป ดังพระพุทธเจ้าตรสั วา่ โลก เปน็ อนตั ตา คอื ไมม่ อี ะไรทรง
สภาพ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุขทรงสภาพปกติน้ัน มีพระนิพพานแห่งเดยี ว ผู้
ที่จะถึงพระนิพพานได้ คือ ท่านเห็นสังขารทั้งหลายเป็นของน่าเกลียด เห็นสังขารทั้งหลายเป็นแดน
ของความทุกข์ เพราะกิเลสและตัณหาปกปิดความรู้ความคิด สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ท่านไม่ยึด
มั่นในสังขาร เบื่อในสังขาร เกิดมามีสังขารต้องเป็นทุกข์ ไม่ปรารถนาการเกิดอีก ไม่ว่าชาติภพใด ๆ

47

หวังนิพพานเป็นอารมณ์ คิดถึงพระนิพพานเป็นปกติ ไม่มีอารมณ์รัก รักสมบัติ รักยศ รักสรรเสริญ
ฯลฯ ตดั ฉนั ทะ ความพอใจในโลกท้ังส้ิน ตัดราคะ ความกำหนัดยนิ ดีในโลกทง้ั สิ้น พอใจในพระนิพพาน
เมื่อทรงชีวิตอยู่ก็มีเมตตาเป็นปกติ ไม่ติตโลกามิส คือสมบัติของโลก ท่านเข้าพระนิพพาน ท่านมี
อารมณ์เป็นอย่างไร บัดนี้เราผู้เป็นพุทธสาวกก็กำลังทรงอารมณ์นั้น เราเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร
แล้ว เพราะมีอสุภเป็นพยาน เราเห็นความทุกข์เพราะการเกิดแล้ว เพราะมีอสุภเป็นพยาน เราเห็น
อนัตตาแล้ว เพราะมีอสุภเป็นพยาน เราจะพยายามตัดความไม่พอใจในโลกามิสทั้งหมด เพื่อให้ได้ถึง
พระนิพพานเป็นที่สุด จงคิดอย่างนี้ พิจารณาอย่างเนือง ๆ ทุกวันทุกลมหายใจเข้าออก ท่านจะเข้าถงึ
นิพพานในชาตปิ จั จุบัน (ศาลาปฏบิ ัตธิ รรม ศีล สมาธิ ปัญญา. (ม.ป.พ.). อสภุ กรรมฐาน. [ออนไลน์])

ภาพประสาทหลอน นักปฏิบัติกรรมฐานในอสุภกรรมฐานนี้ มักจะถูกอารมรณ์อย่างหนึ่งท่ี
คอยหลอกหลอนอยู่เสมอ นั่นคือ อารมณอ์ ุปาทาน อารมณอ์ ุปาทานน้ี จขะมีความรูส้ ึกอยูเ่ สมอว่า จะ
ถูกอสุภคือซากศพน้ันคอยหลอกหลอน การท่อี อกไปเยีย่ มป่าช้าเพื่อพจิ ารณาอสภุ กด็ ี พจิ ารณาอสภุ อยู่
ทว่ี ิหารกด็ ี บางครั้งอารมณจ์ ะหลอนตนเองวา่ เหมือนมีภาพซากศพที่พิจารณานั้นบ้าง แสดงอาการทำ
ร้ายตน บางคนถึงกับตกใจกลายเป็นคนเสยี สติไปก็มี ความจริงแล้วไม่มีปีศาจใด ๆ มาหลอกหลอน ท่ี
เป็นดงั นนั้ กอ็ าศยั อปุ าทาน การยดึ ถือเดิม ที่คนเรามมี าแต่อดตี ว่า ผที ำรา้ ยหลอกหลอน

เมื่อมีอารมณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านให้ตัดใจว่า นี่เราฝึกเพื่อมรรคผลความดี เพื่อพ้นจาก
ทกุ ข์ ซากศพทต่ี ายแล้วไม่มีวันจะลุกมาทำร้ายได้ ปีศาจใดที่จะทำอันตรายแก่พระโยคาวจรอย่างเรานี้
ไม่มี พระอริยเจ้าท่านก็สำเร็จมรรคผลด้วยผ่านการเจิรญอสุภกรรมฐานมาแล้วทั้งสิ้น ทุกท่านไม่มี
อันตรายต่อชีวิตเพราะซากศพหรือปีศาจเลย ภาพที่ปรากฎนี้เป็นภาพประสาทหลอนเป็นอารมณ์
อปุ าทาน ไมม่ อี ะไรจริงจัง แลว้ ตัดใจปฏบิ ัตติ ่อไป ภาพหลอนกจ็ ะอันตรธานหายไป บางรายก็ตัดสินใจ
ด้วยเอาชวี ิตเปน็ เดมิ พัน คือ เมื่อเห็นภาพหรือเกิดอารมณ์กลัวขึ้นมา ก็ตัดสินใจ เชิญเถิดถา้ เราจะต้อง
ตายเสยี ในระหว่างปฏบิ ัติความดนี ี้ถา้ จะตายเพราะถกู ปีศาจทำอนั ตราย ก็พรอ้ มทีจ่ ะตาย เพราะเราไม่
ปรารถนาการเกดิ และไม่ปรารถนาจะอยู่ในโลกทีเ่ ตม็ ไปดว้ ยความทกุ ขน์ ้ี และไม่สนใจในภาพน้ัน ภาพ
หลอนและอารมณ์กลัวก็จะหายไป ท่านก็กลับได้สมาธิตั้งมั่นอย่างคาดไม่ถึง และมีผลทางวิปัสสนา
ญาณอย่างเลศิ
บทสรปุ

ในการปฏิบตั กิ สณิ นอกจากจะส่งผลให้ได้ฌานแลว้ ในวิสทุ ธิมรรคยังได้กล่าวถึงอานิสงส์พิเศษ
ในการเจริญกสิณแต่ละอย่างที่ทำให้เกิดฤทธิ์พิเศษไว้ดังต่อไปนี้ ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปฐวีกสิณ คือ

48

นิรมิตคนเดียวให้เป็นหลายคนก็ได้เป็นต้น นิรมิตแผ่นดินขึ้นในอากาศหรือในน้ำแล้วเดินไปได้หรือยนื
และนั่งเป็นต้นในอากาศหรือในน้ำได้ ได้อภิภายตนะ14) โดยมีอารมณ์นิดหน่อยและมีอารมณ์หา
ประมาณมิได้ ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจอาโปกสิณ คือ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ ทำน้ำฝนให้เกิดขึ้นได้
นิรมิตสิ่งขวางกั้นมีแม่น้ำและทะเลเป็นต้นได้ ทำของหนักมีแผ่นดิน ภูเขา และปราสาท เป็นต้นให้
หว่นั ไหวส่นั สะเทอื นได้ ฤทธิ์เกดิ ดว้ ยอำนาจเตโชกสณิ คอื บังหวนควนั ได้ บนั ดาลใหไ้ ฟลกุ โพลงได้ ทำ
ฝนถา่ นเพลิงให้เกิดขน้ึ ได้ บนั ดาลไฟที่เกดิ ข้ึนด้วยฤทธิ์ผอู้ ่ืนใหด้ บั ลงดว้ ยไฟที่เกิดข้ึนด้วยฤทธ์ิของตนได้
สามารถเผาเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้ ทำแสงสว่างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเห็นรูปด้วยทิพยจักษุได้ ทำ
สรีระใหไ้ หมไ้ ปดว้ ยเตโชธาตุ ในคราวปรนิ ิพพานได้ ฤทธเิ์ กดิ ดว้ ยอำนาจวาโยกสิณ คอื ไปไดเ้ รว็ เหมือน
ลมพดั ทำฝนลมให้เกิดข้นึ ได้

ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจนีลกสิณ คือ นิรมิตส่ิงต่างๆ ให้เป็นสีเขียวได้ ทำให้มืดไปได้ ได้อภิภายต
นะโดยนัยมีผิวพรรณงามและมีผิวพรรณน่าเกลียด การบรรลุสุภวิโมกข์ คือ การบรรลุมรรคผลและ
นิพพานโดยง่ายสะดวกสบาย ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปีตกสิณ คือ นิรมิตสิ่งต่างๆ ให้เป็นสีเหลืองได้ เสก
เหล็ก ทองเหลือง ทองแดง เป็นต้น ให้เป็นทองคำได้ ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจแห่งโลหิตกสิณ คือ นิรมิต
สิง่ ของตา่ งๆ ใหเ้ ป็นสีแดงได้ ฤทธ์เิ กดิ ดว้ ยอำนาจแหง่ โอทาตกสิณ คือ นิรมิตสง่ิ ของตา่ งๆ ให้เป็นสีขาว
ได้ บนั ดาลให้สร่างจากความง่วงความหดหู่ท้อถอยได้ ไลค่ วามมดื ได้ ทำแสงสว่างข้ึนเพ่ือประโยชน์แก่
การเหน็ รปู ด้วยทิพพจักษไุ ด้ ฤทธิเ์ กดิ ดว้ ยอำนาจแหง่ อาโลกกสณิ คือ นริ มติ สิง่ ของตา่ งๆ ให้มแี สงสวา่ ง
ได้ ขับความง่วงหงาวหาวนอนได้บนั ดาลความมืดได้ ทำแสงสว่างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเหน็ รูปด้วย
ทิพยจักษุได้ ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจแห่งอากาสกสิณ คือ ทำสิ่งที่ลี้ลับอยู่ให้เปิดเผยได้ นิรมิตช่องว่างเข้า
ในที่ทึบเช่นภายในแผ่นดินและภายในภูเขาแล้วสำเร็จอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ได้ ทะลุออกไป
ภายนอกฝาหรอื กำแพงได้ ไมม่ ีอะไรกดี กั้น ทั้งหมดน้คี ือวธิ ีการเจรญิ กสิณ ขอให้นกั ศึกษาได้ศึกษาและ
ลองฝึกปฏบิ ัติ เพ่ือเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงพระธรรมของพระพทุ ธเจ้าต่อไป และผลท่ี
ได้จากเจรญิ อสภุ กรรมฐานคือ 1) มสี ติ 2. มองเหน็ ความไมเ่ ที่ยงในรา่ งกาย (อนจิ จสัญญา) 3. มองเห็น
ความตายว่าจะบังเกิดกับทุกคน (มรณสัญญา) 4. มีความรังเกียจในร่างกาย 5. ทำให้กามตัณหาไม่
ครอบงำ 6. กำจดั ความยดึ ม่ันถือมน่ั ในรปู 7.กำจดั ความยดึ มน่ั ถือมั่นในสง่ิ นา่ เพลิดเพลิน (อิฏฐารมณ์)
8. อยูเ่ ป็นสุข 9. เขา้ ถึงอมตธรรม (นพิ พาน)

จำนวนชัว่ โมงที่สอน 3 ชวั่ โมง

49

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น
2. นำเขา้ สบู่ ทเรยี น บรรยาย ซกั ถาม
3. สรปุ ผลการเรียน ทำแบบประเมินผลหลงั เรยี น

สื่อการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลกอ่ นเรียน - หลังเรียน

การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรียนและหลังเรยี น
2. ประเมินจากการมสี ่วนร่วมในหอ้ งเรียน
3. ประเมินจากการชกั ถาม

เนื้อหาทจ่ี ะสอน
1. ความรเู้ บื้องต้นเก่ยี วกบั กสิณ 10
2. ประเภทของแรงจูงใจ
3. พทุ ธวธิ ีในการสร้างแรงจงู ใจ
4. วธิ ีการปฏิบตั กิ สณิ 10
5. วธิ ีการปฏิบัตกิ รรมฐานหมวดอสุภกรรมฐาน 10

คำถามทา้ ยบท
1. แนวคดิ เรอ่ื งแรงจูงใจมคี วามเชอ่ื มโยงอยา่ งไรกบั หลกั การปฏบิ ตั ิกสิณ 10
2. พระพุทธเจ้ามีพุทธวิธีในการสร้างแรงจูงใจอย่างไรบ้างและเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

อยา่ งไร
3. นักศกึ ษาจงอธบิ ายวิธกี ารปฏบิ ัติกสณิ 10 มาพอสังเขป
4. นกั ศึกษาจงอธิบายวิธกี ารปฏิบตั ิอสุภกรรมฐาน 10 มาพอสังเขป

เอกสารอ้างอิง บทท่ี 4

50

มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เป็นขอ้ มลู ดิจทิ ัลโดย นายแพทยณ์ รงค์ เลาหวิรภาพ.

กนกรัตน์สิริ ทวีสุข, พญ.กรองกาญจน์ แก้วชัง. (ม.ป.พ.). แนวคิดแรงจูงใจตามหลักพระพุทธศาสนา
(Motivation Concept in Buddhism). หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงลงกรณราชวิทยาลยั .

บ้านจอมยุทธ. (2543). กสิณ10. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564. จากแหล่งที่มา.
https://www.baanjomyut.com/pratripidok/33.html

ศาลาปฏิบัติธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา. (ม.ป.พ.). อสุภกรรมฐาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 9
กรกฎาคม 2564. จากแหล่งที่มา.
http://www.larnbuddhism.com/grammathan/asupa1.html

ชาญชยั อาจินสมาจาร. (2545). สดุ ยอดเทคนคิ ส่คู รมู ืออาชีพ. กรงุ เทพมหานคร : บีอีซ.ี
พงพันธ์ พงษโ์ สภา. (2544). จติ วทิ ยาการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : พฒั นาการศึกษา.
พระธรรมกิตตวิ งศ์ (ทองดี สรุ เตโช). (2544). ภาษาธรรม. กรงุ เทพมหานคร : เลย่ี งเชียง.
พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต). (2543). ความคิด แหล่งสำคัญของการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรงุ เทพมหานคร : สหธรรมกิ .
________. (2541). การศึกษาเครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร :

มูลนิธิพทุ ธธรรม.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2554). การเสริมสร้างคุณลักษณะเด็กไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3.

กรุงเทพมหานคร : พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.
________. (2556). พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพค์ ร้งั ท่ี 25. กรงุ เทพมหานคร :

ผลิธัมม.์
________. (2549). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพมหานคร :

สหธรรมกิ .
________. (2551). ร้หู ลกั ก่อนแลว้ ศึกษาและสอนให้ได้ผล. กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา.
พระราชวรมุนี (ป. อ. ปยุตฺโต). (2530). ทางสายกลางของการศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร :

อมรินทรฟ์ พริน้ ต้ิงกรฟุ๊ .
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,

กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
แสง จันทรง์ าม. วิธีสอนของพระพุทธเจา้ . กรงุ เทพมหานคร : มหามกฏุ วิทยาลยั , 2540.

51

หลวงเทพดรุณานุศิษฎ์(ทวี ธรรมธัช). ธาตุปฺปทีปิกาหรือพจนานุกรมบาลี ไทย. กรุงเทพมหานคร :
มหามกุฎราชวิทยาลยั , 2534.

52

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 5
หวั ข้อเร่ือง แนวคิดเก่ียวกับอนุสสติ 10

รายละเอยี ด
การคิดเชิงบวก (Positive Thinking) เป็นกระบวนการทางความคิดของบุคคลอันเกิดจาก

การที่คนเรานั้น มีรูปแบบการรับรู้และการรู้คิด (Perception and Cognitive Style) ไปในทิศทางท่ี
ดีมองและรับรู้สิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล ด้วยอารมณ์ที่ผ่องใส จึงทำให้มี
พฤตกิ รรมการแสดงออกทเี่ หมาะสมดีงามและสร้างสรรคซ์ ึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำใหค้ นเราเกิดการตัดสินใจ
และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความฉลาดทางอารมณ์และ
ความคิดสร้างสรรค์ด้วย ซึ่งความคิดในเชิงบวกน้ันทำให้ผู้คิดเกิดความรู้สึกไปในทิศทางบวกและจะ
แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ดี ส่งผลทำให้ทั้งตนเองและสังคมคนรอบข้างมีความสุข (นิภา แก้วศรี
งาม, 2547, น. 76) เมื่อบุคคลมีความคิดเชิงบวกจะทำให้เป็นบุคคลที่มีสุขภาพจิตดีและมีความม่ันคง
ทางอารมณ์การมองในแงด่ ีไมเ่ ฉพาะแต่การมองส่งิ แวดล้อมภายนอกเท่านัน้ แตร่ วมถงึ การมองตนเอง

มองโลกภายนอกและมองอนาคตว่าเตม็ ไปดว้ ยความหวงั และความสำเร็จ ส่วนความผิดพลาด
ก็จะมองว่าเป็นแรงผลักดันอยา่ งหนึ่งทีส่ ่งผลต่อความเจริญเตบิ โตก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง
(เทอดศกั ดเิ์ ดชคง, 2547, น.28) แมก้ ารคิดเชิงบวกจะเป็นสงิ่ ท่ีมีคุณค่าต่อการดำรงชวี ิตของบุคคล แต่
ความเหมาะสมในการนำแนวคิดเรือ่ งการคดิ เชงิ บวกซึ่งมีรากฐานมาจากสังคมตะวนั ตกมาใชก้ ับสังคม
ตะวันออกก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาและคำนึงถึงเนื่องจากหัวใจสำคัญของการคิดเชิงบวกตั้งอยู่บน
พื้นฐานของมุมมองที่มีต่อความสุขในชีวิตรวมไปถึงความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อตนเองและพลังอ านา
จทางจิตวญิ ญาณที่สงู กวา่ (เวนเทรลลา, 2545) ซึ่งส่งิ เหลา่ นี้มีความแตกต่างกันไปตามบริบททางสังคม
เลียว วังและคู (Leu, J., Wang, J., & Koo, K., 2011: 1-5) กล่าวถึงวัฒนธรรมของเอเชยี ที่เกี่ยวข้อง
กบั มุมมองของความสุขว่ามคี วามแตกตา่ งจากวฒั นธรรมของชาวตะวนั ตก

โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างด้านศาสนา กล่าวคือ คำสอนของพุทธศาสนา
มุง่ เน้นหลกั การเรื่องความทุกข์และการดับทุกข์ด้วยการกำหนดรู้ตามสภาพที่มันเป็นจริง มีมุมมองที่มี
ต่อความสุขมองวา่ เป็นสิ่งท่ีไม่ยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคดิ ของลัทธิเต๋าที่มีหลักการของการสร้างความ
สมดุล เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกำหนดมุมมองในเรื่องของความสุขในชีวิตอันเป็นรากฐานที่

53

สำคัญของการคิดเชิงบวก ด้วยเหตนุ ี้การนำแนวคดิ เรื่องการคิดเชิงบวกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึง
จำเป็นต้องมกี ารปรับใช้ให้เหมาะสมกบั บรบิ ททางสงั คม และสามารถประยกุ ต์ใชใ้ นการปฏบิ ัติธรรมได้

เนอื้ เรอื่ ง อนุสสติ 10
ก่อนอื่นถ้าจะกล่าวถึงการคดิ หรอื การระลกึ ต้องกล่าวถงึ โยนิโสมนสกิ าร ประกอบดวย โยนิโส

กับ มนสิการ โยนิโส มาจาก โยนิซึ่งแปลวาเหตุตนเคา แหลงเกิด ปญญา อุบาย วิธีทาง (ในที่มาสวน
มากแปลวา อุปาย ไดแก ม.อ.3/724; สํ.อ.1/108; องฺ.อ.1/54, 533; 3/177; ขุทฺทก.อ.256; นิทฺ.อ.
2/39; สงฺคณีอ.565; วิสุทฺธ.ิ ฎกี า 1/83; 2/3; ที่แปลวา อุปาย และ ปถ ไดแก องฺ.อ.2/157; 3/197; อิ
ติ.อ.81; นทิ ฺ.อ.2/195; วิสทุ ฺธ.ิ 1/37;ท่แี ปลวา อปุ าย ปถ และ การณ คือ ที.อ.2/323; ท่แี ปลวา การณ
ไดแก สํ.อ.2/390; 3/327; 390; ที่แปลวา ปัญญา มีในเนตติ-ปกรณ(ฉบับไทยยังไมพิมพพึงดูฉบับ
อกั ษรโรมันของอังกฤษ หรือฉบบั อักษรพมา หรอื ดูในคมั ภีรรนุ หลัง คอื อภธิ านปั ปทีปกาคาถาท่ี153) ส
วนมนสิการ แปลวา การทําในใจ การคิด คํานึง นึกถึง ใสใจพิจารณา (ไวพจนของมนสิการ คือ อาวัช
ชนา อาโภค สมันนาหาร ปัจจเวกขณ์ (ดูที.อ.2/323; ม.อ.1/88; อิติ.อ.80; วิสุทฺธิ.2/63;138)
นอกจากนี้ในบาลียังพบคําจําพวกไวพจนของมนสิการอีกหลายคํา เชน อุปปริกขา (เชน สํ.ข.
17/87/53; 242/171)ปฏิสังขา (เชน องฺ.จตุกฺก.21/37/51 ฯลฯ ฯลฯ) ปฏิสัญจิกขณา (เชน องฺ.ทสก.
24/92/197 = โยนิโสมนสิการ ใน สํ.นิ.16/154/84; และ สํ.ม.19/1577/489) ปริวีมังสา (เชน สํ.นิ.
16/189/97) คําวา สัมมามนสิการ (ที.สี.9/27/16; ที.ปา.11/13/32; ที.อ.1/136; 3/95; ม.อ.1/272)
ก็มีความหมายใกลเคียงกับโยนิโสมนสิการ แตมีที่ใชนอย ไมถือเปนศัพทเฉพาะ. เมื่อรวมเขาเป
นโยนิโสมนสิการ ทานแปลสืบๆ กันมาวา การทําในใจโดยแยบคาย การทําในใจโดยแยบคายนี้มี
ความหมายแคไหนเพียงใด คัมภีรชั้นอรรถกถาและฎีกาไดไขความไว โดยวิธีแสดงไวพจนใหเห็น
ความหมายแยกเปนแงๆ ดงั ตอไปนี้ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น.656-657).

วิธคี ิดแบบโยนิโสมนสิการ 10 ประการ คือ
1. วธิ ีคดิ แบบสืบสาวเหตุปจั จัย คอื คิดแบบมีเหตผุ ล เช่นพระพุทธเจา้ ทรงตรัสรู้โดยใช้วิธีการ
คิดแบบสืบสาวหาเหตุจากปัจจัย พระองค์ตั้งคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกสุขทุกข์
โดยทรงพิจารณาว่าเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์น้ีเกิดขึ้นโดยมีอะไรเป็นปจั จัย แล้วพระองค์ก็สืบสาวไปก็
ทรงค้นพบวา่ มผี สั สะ เปน็ ต้น (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น.656-657).

54

2. วิธีคิดแบบแยกแยะ ส่วนประกอบ คือ การคิดจำแนกแยกแยะองค์รวมของสิ่งต่าง ๆ
ออกเป็นองค์ย่อย ๆ ทำให้มองเห็นความและความสมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยเหล่านั้นว่ามีความ
เกยี่ ว กับเนอื่ งกัน เป็นเหตุเปน็ ผลและพึง่ พาอาศัยกันอย่างไร จึงประสานสอดคล้องกันเปน็ องค์รวม วิธี
คิดแบบนจ้ี ะทำใหเ้ รารู้และเข้าใจสิ่งตา่ ง ๆ ตามสภาพความเปน็ จรงิ

3. วิธีแบบสามัญลักษณะ คือ คิดแบบไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือคิดแบบรู้เท่า
ทันธรรมดา ชีวติ ของคนเราก็เป็นเชน่ น้เี ป็นอนจิ จงั ไมเ่ ท่ยี งแท้ ทุกขงั มแี ตค่ วามทกุ ข์อนัตตาไม่มีตัวตนท่ี
แนน่ อน (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2562, น.656-657).

4. วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ วิธีคิดแบบแก้ปัญหา คือ การพิจารณาปัญหามีอะไรบ้าง (ทุกข์)
สาเหตุอยู่ที่ใด (สมุทัย) แนวทางและเป้าหมายของการแก้ปัญหาที่ตั้งไว้ (นิโรธ) พิจารณาวีการ
ดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย (มรรค) ซึ่งเราสามารถใช้เป็นหลักยึดในการพิจารณาถึงความเป็นจรงิ
และนำไปสู่การคิด ตามกระบวนการน้ี

5. วิธีคดิ แบบอรรถธรรมสัมพนั ธ์ คิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เป็นการคดิ แบบสุตบุรุษ
หรือสัปปุริสธรรมอันเป็นคุณสมบัติของคนดี คือ รู้จักเหตุ รู้จักผลรู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักบุคคล
รจู้ กั ชมุ ชน (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). (2562, น.656-657).

6. วธิ ีคิดแบบเห็นคุณ – โทษและทางออก คือ มองในเชิงคณุ คา่ ว่าสง่ิ น้ัน ๆ มีคุณในแง่ไหน มี
โทษในแง่ไหน มองทั้งคุณและโทษ แลว้ กห็ าทางออกท่ีจะแกไ้ ข

7. คดิ แบบคณุ คา่ แท้- คณุ คา่ เทยี ม รู้จักแยกแยะสงิ่ ดีช่ัวไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล
8. วิธคี ิดแบบปลกุ เรา้ คณุ ธรรม คดิ แบบปลุกเร้าคุณธรรมหรือชุดความดี หมายถงึ การบำเพ็ญ
ความดี ซง่ึ จะตอ้ งกระทำให้ถึงท่ีสุด
9. วคี ิดแบบเป็นอย่ใู นขณะปัจจบุ ัน คอื คิดอยูใ่ นปัจจุบัน แนวนต้ี อ้ งบมีวปิ ัสสนากรรฐานเป็น
เครือ่ งมือ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2562, น.656-657).
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท (แบบจำแนก) คือ คิดแบบรอบด้าน แยกแยะ มองสิ่งต่าง ๆใน
หลาย ๆ มุมอยา่ งละเอยี ดรอบคอบ (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2562).
การคดิ ทัง้ 10 ข้อทกี่ ลา่ วมาสรุปไดส้ ้ัน ๆ 4 ขอ้ คอื 1. คิดเปน็ ระเบียบ 2. คิดถูกวิธี 3. คิดเป็น
เหตุเป็นผล 4. คิดให้เกิดการกระทำที่เป็นกุศล (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น.
656-657).

55

สมั มาสติ เป็นองค์มรรคขอ้ ที่ 2 ในหมวดสมาธิ จัดเขา้ ในอธจิ ิตตสกิ ขา มคี ำจำกัดความในพระ
สตู ร ดงั น้ี

“ภิกษุท้ังหลาย สมั มาสติ เป็นไฉน? นีเ้ รยี กว่าสมั มาสติ คอื ภิกษใุ นธรรมวินยั นี้
1) ตามเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ปลอดไรอ้ ภชิ ฌาและโทมนสั ในโลก
2) ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ปลอดไร้อภิชฌาและ
โทมนสั ในโลก
3) ตามเห็นจติ ในจิต มคี วามเพียร มสี ัมปชญั ญะ มสี ติ ปลอดไรอ้ ภชิ ฌาและโทมนัสในโลก
4) ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ปลอดไร้อภิชฌาและ
โทมนัสในโลก”(ที.ม.10/299/349; ม.มู.12/149/124; ม.อุ.14/704/454; อภิ.วิ.35/169/137;
576/318) คำจำกัดความอกี แบบหนงึ่ ท่ปี รากฏในคมั ภีร์อภธิ รรม วา่ ดงั น้ี
“สัมมาสติ เปน็ ไฉน? สติ คือ การคอยระลกึ ถึงอยู่เนืองๆ การหวนระลกึ (ก็ด)ี สติ คอื ภาวะท่ี
ระลึกได้ ภาวะที่ทรงจำไว้ ภาวะที่ไม่เลือนหาย ภาวะที่ไม่ลืม (ก็ดี) สติ คือ สติที่เป็นอินทรีย์สติที่เป็น
พละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ ที่เป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่าสัมมาสติ” (อภิ.วิ.
35/182/140; 587/321) สัมมาสติ ตามคำจำกัดความแบบพระสูตรนั้น ก็คือหลักธรรมที่เรียกว่า สติ
ปฏั ฐาน 4 นั่นเอง หวั ขอ้ ทง้ั
4 ของหลกั ธรรมหมวดนี้ มชี อื่ เรยี กสน้ั ๆ คอื
1) กายานุปัสสนา (การพิจารณากาย, การตามดูร้ทู นั กาย)
2) เวทนานปุ ัสสนา (การพจิ ารณาเวทนา, การตามดูรู้ทนั เวทนา)
3) จิตตานปุ สั สนา (การพจิ ารณาจิต, การตามดูร้ทู นั จิต)
4) ธัมมานุปัสสนา (การพจิ ารณาธรรมต่างๆ, การตามดูรทู้ นั ธรรม)
ก่อนจะพิจารณาความหมายของสัมมาสติ ตามหลักสติปัฏฐาน 4 นี้ เห็นว่า ควรทำความ
เข้าใจท่ัวๆ ไปเกี่ยวกบั เร่ืองสตไิ วเ้ ป็นพ้ืนฐานกอ่ น
สติในฐานะอัปปมาทธรรม “สติ” แปลกันง่ายๆ ว่า ความระลึกได้ เมื่อแปลอย่างนี้ ทำให้นึก
เพ่งความหมายไปในแง่ของความจำ ซึ่งก็เป็นการถูกต้องในด้านหนึ่ง แต่อาจไม่เต็มตามความหมาย
หลักที่เป็นจุดมุ่งสำคัญก็ได้ เพราะถ้าพูดในแง่ปฏิเสธสติ นอกจากหมายถึงความไม่ลืม ซึ่งตรงกับ
ความหมายในทางอนุมัติข้างต้น ที่ว่าความระลึกได้แล้ว ยังหมายถึงความไม่เผลอ ไม่เลินเล่อ ไม่ฟ่ัน
เฟือน ไม่เลื่อนลอยด้วย พูดง่ายๆ ว่าใจอยู่ไม่ใจหาย ไม่ใจลอยความหมายของสติ ในแง่ปฏิเสธเหลา่ นี้

56

เล็งไปถึงความหมายในเชิงอนมุ ัติว่า ความระมัดระวัง ความตื่นตัวตอ่ หนา้ ท่ี ความมีใจพร้อมอยู่ ใจอยู่
กับกิจ จิตอยกู่ ับส่งิ ที่ทำ ภาวะท่ีพรอ้ มอย่เู สมอในอาการคอยรบั รู้ต่อสิ่งตา่ งๆ ท่เี กย่ี วข้อง และตระหนัก
ว่าควรปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ อย่างไร ซึ่งทำให้เกิดเป็นการดูแล รักษา คุ้มครองไว้ได้การทำหน้าที่ของสติ
มักถกู เปรียบเทยี บเหมือนกับนายประตู ท่ีคอยระวงั เฝ้าดคู นเขา้ ออกอยู่เสมอ และคอยกำกับการ โดย
ปล่อยคนที่ควรเข้าออกให้เข้าออกได้ และคอยกันห้ามคนที่ไม่ควรเข้า ไม่ให้เข้าไป คนที่ไม่ควรออก
ไม่ให้ออกไป สติจึงเป็นธรรมสำคัญในทางจริยธรรมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นตัวควบคุมการปฏิบัติ
หน้าที่ และเป็นตัวคอยป้องกันยับยั้งตนเอง ทั้งที่จะไม่ให้หลงเพลินไปตามความชั่ว และที่จะไม่ให้
ความชั่วเล็ดลอดเข้าไปในจิตใจได้ พูดง่ายๆ ว่า ที่จะเตือนตนในการทำความดี และไม่เปิดโอกาสแก่
ความช่วั พทุ ธธรรมเนน้ ความสำคัญของสติเป็นอย่างมากในการปฏิบตั ิจรยิ ธรรมทุกข้ัน การดำเนินชีวิต
หรือการประพฤติปฏิบัตโิ ดยมีสติกำกับอยู่เสมอนั้น มีชอ่ื เรียกโดยเฉพาะว่า “อัปปมาท” หรือความไม่
ประมาทอัปปมาทนี้ เป็นหลักธรรมสำคัญยิ่งสำหรับความก้าวหน้าในระบบจริยธรรม มีความหมาย
หลักเหมือนเป็นคำจำกัดความว่า การเป็นอยู่โดยไม่ขาดสติ (ขอให้เทียบความหมายที่นิยมใช้กันใน
ภาษาองั กฤษ สติ ใช้กนั วา่ mindfulness; attentiveness หรอื detached watching; ส่วน อปั ปมา
ทะ มีคำนิยมใช้หลายคำ คือ heedfulness; watchfulness; earnestness; diligence; zeal;
arefulness หรือความหมายในทางปฏิเสธว่า non-neglect of mindfulness; non-negligence)
(สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). (2562, น.793-794)

ดังนั้น อนุสสติ 10 จัดเป็นสัมมาสติอีกแบบหนึ่ง คือ การระลึกในทางที่ชอบประกอบด้วย
ธรรม ความหมายของ อปั ปมาท ท่ีวา่ “การเป็นอย่โู ดยไม่ขาดสติ” นั้น ขยายความวา่ การระมัดระวัง
อย่เู สมอไม่ยอมถลำลงไปในทางเส่ือม และไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความเจรญิ ก้าวหน้า ตระหนักดี
ถึงสิ่งที่จะต้องทำและต้องไม่ทำ ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำการด้วย
ความจริงจัง และพยายามเดินรุดหน้าอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่า อัปปมาทธรรมนี้ เป็นหลักความรู้สึก
รับผิดชอบขั้นพื้นฐานในแง่ความสำคัญ อัปปมาท จัดเป็นองค์ประกอบภายใน เช่นเดียวกับโยนิโส
มนสิการ ค่กู บั หลกั กัลยาณมติ ร ทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบภายนอก พทุ ธพจนแ์ สดงความสำคญั ของอปั ปมาท
นี้ บางทีซำ้ กับโยนโิ สมนสกิ ารเหตผุ ลกค็ ือ ธรรมท้งั สองอย่างน้ี มีความสำคญั เท่าเทยี มกัน แต่ต่างแง่กัน
โยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบฝ่ายปัญญา เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้กระทำการ ส่วนอัปปมาทเป็น
องค์ประกอบฝ่ายจิต คือด้านสมาธิ เป็นตัวควบคุมและเร่งเร้าให้มีการใช้อุปกรณ์นั้น และก้าวหน้า

57

ต่อไปเสมอความสำคัญและขอบเขตการใช้อัปปมาทธรรม ในการปฏิบัติจริยธรรมขั้นต่างๆ จะเห็นได้
จากพุทธพจน์ตวั อยา่ งต่อไปนี้ (สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น.795).

...“ภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลาย ชนิดใดๆ ก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้
ทั้งหมด รอยเท้าช้าง เรียกว่า เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านัน้ โดยความใหญ่ ฉันใด กุศลธรรมทั้งหลาย
อย่างใดๆ ก็ตาม ย่อมมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด ความไม่
ประมาท เรยี กได้ว่า เปน็ ยอดของธรรมเหลา่ นนั้ ฉันน้นั ”... (สํ.ม.19/253/65; องฺ.ทสก.25/15/23)

....“เราไม่เล็งเหน็ ธรรมอืน่ แม้สักอยา่ งหน่งึ ทเี่ ปน็ เหตุใหก้ ศุ ลธรรม ทย่ี งั ไมเ่ กิด เกิดขนึ้ หรือให้
อกุศลธรรม ท่เี กดิ ข้นึ แลว้ เสือ่ มไป เหมอื นความไมป่ ระมาทเลย เมอ่ื ไมป่ ระมาทแลว้ กศุ ลธรรม

ท่ียงั ไมเ่ กดิ ย่อมเกิดข้นึ และอกุศลธรรมที่เกดิ ข้นึ แล้ว ยอ่ มเสอื่ มไป”....(อง.ฺ เอก.20/60/13)
....“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่...(องฺ.เอก.
20/84/18) ...ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความไม่
ประมาทเลย”.... (องฺ.เอก.20/116/23)
“โดยกำหนดว่าเป็นองค์ประกอบภายใน เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบอื่นแม้สักข้อหนึ่ง ที่
เป็นไปเพ่อื ประโยชนย์ ิ่งใหญ่ เหมอื นความไมป่ ระมาทเลย” (อง.ฺ เอก.20/100/21)
แม้ปัจฉิมวาจา คือพระดำรัสครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า เมื่อจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็
เปน็ พระดำรัสในเร่ืองอปั ปมาทธรรม ดงั นี้
.....“สิ่งทั้งหลายที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยัง
ประโยชน์ทม่ี ุ่งหมายใหส้ ำเรจ็ ดว้ ยความไม่ประมาท”..... (ท.ี ม.10/143/180)
....“เมือ่ ดวงอาทิตยอ์ ทุ ยั อยู่ ยอ่ มมแี สงอรุณขนึ้ มาก่อน เป็นบพุ นิมติ ฉนั ใด ความถงึ พรอ้ มด้วย
ความไมป่ ระมาท ก็เป็นตัวนำ เปน็ บพุ นมิ ิตแห่งการเกิดขนึ้ ของอรยิ อัษฎางคิกมรรคแกภ่ ิกษุฉันน้นั ...
อนสุ ติ แปลวา่ “ตามระลึกถงึ ” กรรมฐานกองน้ี เปน็ กรรมฐานท่ตี ามระลึงนึกถึง มีกำลังสมาธิ
ไม่เสมอกัน บางหมวดก็มีสมาธิเพียงอุปจารฌาน บางหมวดก็มีสมาธิถึงปฐมฌาน บางหมวดก็มีสมาธิ
ถงึ ฌาน 4 และฌาน 5 กำลงั ของกรรมฐานกองนม้ี ีกำลังไม่เสมอกันดังนี้ อนุสสตทิ ้ัง 10 อยา่ งน้ี ็เหมาะ
แก่อารมณ์ของนักปฎิบัติไม่ใช่อย่างเดียวกันบางหมวดก็เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในสัทธาจริต บาง
หมวดก็เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในวิตกและโมหะจริต บางหมวดก็เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในราคจริต
กองใดหมวดใดเหมาะแก่ท่านที่หนักไปในจริต อนุสสตินี้มีชื่อและอาการรวม 10 อย่างด้วยกัน จะนำ
ชื่อแห่งอนสุ สติทงั้ หมดมาเขียนไว้เพื่อทราบ ดงั ต่อไปนี้

58

อนุสติ 10 (ความระลึกถึง, อารมณ์อันควรระลึกถึงเนืองๆ (Recollection; constant
mindfulness) (พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto).
(2559, น.246-247) 1. พุทธานุสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของ
พระองค์ (Recollection of the Buddha; contemplation on the virtues of the Buddha)

2. ธัมมานุสติ (ระลึกถึงพระธรรม คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระธรรม
(Recollection of the Dhamma; contemplation on the virtues the Doctrine)

3. สังฆานุสติ (ระลึกถึงพระสงฆ์ คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระสงฆ์
(Recollection of the Sangha; contemplation on the virtues of the Order)

4. สลี านสุ ติ (ระลกึ ถึงศีล คือ นอ้ มจติ รำลกึ พิจารณาศลี ของตนท่ีได้ประพฤติปฏิบัติบริสุทธ์ิไม่
ด่างพร้อย (Recollection of morality; contemplation on one’s own morals)

5. จาคานสุ ติ (ระลกึ ถงึ การบริจาค คือ นอ้ มจิตระลึกถงึ ทานทต่ี นไดบ้ ริจาคแลว้ และพิจารณา
เห็นคุณธรรมคือความเผื่อแผ่เสียสละนี้ที่มีในตน (Rrecollection on liberality; contemplation
on one’s own liberality)

6. เทวตานุสติ (ระลึกถึงเทวดา คือ น้อมจิตระลึกถึงเทวดาทั้งหลายที่ตนเคยรู้และพิจารณา
เห็นคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้นๆ ตามที่มีอยู่ใ นตน (Recollection of deities;
contemplation on the virtues which make people become gods as can be found in
oneself)

7. มรณสติ (ระลึกถงึ ความตายอนั จะตอ้ งมีมาถึงตนเปน็ ธรรมดา พิจารณาทจี่ ะให้เกิดความไม่
ประมาท (Mindfulness of death; contemplation on death)

8. กายคตาสติ (สตอิ ันไปในกาย คอื กำหนดพจิ ารณากายน้ี ให้เห็นว่าประกอบดว้ ยส่วนต่างๆ
อนั ไมส่ ะอาด ไมง่ าม น่ารังเกยี จ เปน็ ทางรเู้ ทา่ ทันสภาวะของกายน้ี มใิ หห้ ลงใหลมวั เมา (Mindfulness
occupied with the body; contemplation on the 32 impure parts of the body)

9. อานาปานสติ (สตกิ ำหนดลมหายใจเขา้ ออก (Mindfulness on breathing)
10. อปุ สมานุสติ (ระลกึ ถงึ ธรรมเปน็ ทสี่ งบ คอื ระลกึ ถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อัน
เป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์ (Recollection of peace; contemplation on the virtue of
Nibbana)

59

อธิบายความว่า ในอนุสสติฏฐานสูตรท่านได้แสดงไว้ดังนี้ (พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระ
สตุ ตันตปิฎก เลม่ ที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต, อนสุ สตฏิ ฐานสูตร. เนือ้ ความพระไตรปิฎก
เล่มที่ 22 บรรทัดที่ 7387-7430 หน้าที่ 324-326.
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=7387&Z=7430&pagebreak=0)

พทุ ธานุสติ อริยสาวก ยอ่ มเจริญพุทธานสุ สติ ระลกึ ถงึ พระตถาคตว่าแมเ้ พราะเหตุนๆ้ี พระผู้มี
พระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรเู้ องโดยชอบ ถงึ พรอ้ มดว้ ยวชิ ชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว
ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผเู้ บิกบานแลว้ เป็นผจู้ ำแนกธรรม

ธรรมานุสติ อรยิ สาวกย่อมเจริญธรรมานสุ สติ ระลึกถงึ พระธรรมวา่ พระธรรมอันพระผู้มีพระ
ภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อัน
วิญญูชนจะพึงรูเ้ ฉพาะ

สังฆานุสติ อริยสาวกย่อมเจริญสังฆานุสสติ ระลึกถึงพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี
พระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ผู้ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบ นี้คือคู่บุรุษ 4 บุรุษบุคคล 8 นี่
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำ
อัญชลี เป็นนาบญุ ของโลก ไมม่ นี าบญุ อน่ื ยงิ่ กว่า

สีลานุสติ อริยสาวกย่อมเจริญสีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่
พรอ้ ย เปน็ ไทย อนั วญิ ญชู นสรรเสรญิ อนั ตณั หาทิฐิไม่ยึดถือ เป็นไปเพอื่ สมาธิ

จาคานุสติ อรยิ สาวกย่อมเจริญจาคานุสสติ ระลึกถงึ จาคะของตนว่า เปน็ ลาภของเราหนอ เรา
ได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีจิตปราศจากมลทิน คือความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดี
แล้วในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน

เทวดานุสติ อริยสาวกย่อมเจริญเทวตานุสสติ ระลึกถึงเทวดาว่า เทวดาเหล่าจาตุมหาราช
ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดีปรนิมมิตวสวัดดี พรหม และที่สูงกว่านั้นมีอยู่ เทวดาเหล่าน้ัน
ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นต่างๆน้ัน
ศรัทธา ศีล สตุ ะ จาคะ ปัญญาเช่นน้ันแมข้ องเราก็มีอยู่

สมัยใด พระอริยสาวกเจริญอนุสติอยู่ สมัยนั้น จิตนั้นเป็นจิตไม่ถูกราคะโทสะโมหะกลุ้มรุม
เป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไป หลุดไปจากความอยาก อันเป็นชื่อของเบญจกาม

60

คุณ สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตา
นุสสติ แมน้ ี้ใหเ้ ป็นอารมณ์ ย่อมบรสิ ุทธไิ์ ด้ดว้ ยประการฉะนี้

บทสรุป
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือ

ความหมายโดยสว่ นเดยี ว เพอื่ คลายกำหนดั เพ่ือความดบั เพือ่ ความสงบ เพอ่ื ความรยู้ ่งิ เพื่อความตรัส
รู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งนั้นคืออะไร? คือ “การระลึกถึงพระพุทธเจ้า “การระลึกถึงพระธรรม
“การระลึกถึงพระสงฆ์ “การระลึกถึงศีล “การระลึกถึงการบริจาค “การระลึกถึงเทวดา “การ
กำหนดลมหายใจเข้า-ออก “การระลกึ ถึงความตาย “การตั้งสตไิ วท้ ีก่ าย “การระลึกถึงความสงบ.....”
(เอก. อ.ํ (179-180) อนสุ ติ 10 การระลึกถงึ ความคุณงามความดี ผ้เู รยี บเรียงคดิ วา่ เป็นการฝกึ คิดบวก
แนวคิดเกี่ยวกับการคิดเชิงบวกเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและควรศึกษา เนื่องด้วยการคิดเชิงบวกเป็นตัว
แปรที่บ่งบอกถึงการมีสุขภาพทางกายและจิตที่ดีของบุคคล อันจะนำไปสู่คุณลักษณะของบุคคลใน
หลายประการเช่น การมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น การมี
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้นการศึกษาการคิดเชิงบวกนี้จะช่วยให้บุคคลเกิดความเข้าใจและมอง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ไม่ยอมให้ความล้มเหลว
เข้ามาทำลายชีวิต สามารถเปลี่ยนวิกฤตในชีวิตให้เป็นโอกาส พยายามหาหนทางแก้ปัญหาและ
เอาชนะอุปสรรคต่างๆจนประสบผลสำเร็จ และเป็นคนที่มีความสุขในชีวิตได้ ทั้งนี้การคิดเชิงบวกมี
ความสัมพันธ์กับตัวแปรทางจิตวิทยาตัวอื่น เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง การมองโลกในแง่ดี ความสุข
คุณภาพชีวิต เป็นต้น บุคคลจะเกิดการคิดเชิงบวกได้จากการรับรู้และยอมรับในความสามารถของ
ตนเอง รวมถึงการฝึกฝนหรือกำกับตนเองให้มีมุมมองชีวิตที่ดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เชื่อมั่นในตนเอง
เชือ่ ม่ันและศรทั ธาในความดีงาม แมก้ ารคดิ เชิงบวกจะมีลกั ษณะของความเป็นนามธรรมและเป็นเรื่อง
ภายในจิตใจที่เกี่ยวข้องกับมุมมองที่มีต่อตนเองและสังคม แต่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ใน
ชีวิตประจำวันด้วยวิธีการที่หลากหลายวิธีการโดยมีหลักประการสำคัญก็คือการสร้างความเชื่อให้กับ
ตัวเองบนพื้นฐานการคิดในทิศทางที่ดี มองและรับรู้สิ่งต่างๆตามความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล บน
พน้ื ฐานของความดีงามและสร้างสรรคซ์ ่ึงการคิดเชิงบวกเป็นการชว่ ยให้บุคคลเกิดความเข้าใจและมอง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงอย่างมีสติมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ จนประสบ
ผลสำเร็จและจะเป็นคนทม่ี คี วามสุขในชวี ิตได้

61

จำนวนชว่ั โมงทสี่ อน 3 ช่ัวโมง

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมินผลก่อนเรียน
2. นำเขา้ สบู่ ทเรียน บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรียน ทำแบบประเมนิ ผลหลงั เรียน

ส่อื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลก่อนเรยี น - หลงั เรยี น

การประเมนิ ผลการเรยี น
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมนิ ตนเองก่อนเรยี นและหลงั เรียน
2. ประเมินจากการมีสว่ นรว่ มในห้องเรียน
3. ประเมินจากการชกั ถาม

เนอ้ื หาท่จี ะสอน
1. เรื่องอนสุ สติ 10
2. วิธคี ิดแบบโยนิโสมนสิการ 10 ประการ คือ
3. สมั มาสติ

คำถามทา้ ยบท
1. นักศึกษาจงวิเคราะห์เรื่องอนุสสติ 10 เปรียบเทียบกับการคิดบวก เหมือนกันหรือต่างกัน

อยา่ งไร
2. นักศึกษาจงอธิบายวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ 10 ประการมีความเชื่อมโยงกับอนุสติ 10

ไดอ้ ย่างไร
3. จงอธิบายคำว่า สัมมาสติ สามารถเชื่อมโยงอนุสติ 10 ประการได้อย่างไร หรือ ไม่มีความ

เกี่ยวข้องกัน

เอกสารอา้ งองิ บทท่ี 5

62

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.

เทอดศกั ดเ์ิ ดชคง. (2547). ความฉลาดทางอารมณ.์ กรงุ เทพมหานคร : พฆิ เนศพร้นิ ต้ิงเซน็ เตอร์.
นิภา แก้วศรีงาม. (2547). ความคิดเชิงบวก (Positive Thinking) พึงคิดว่าทุกปัญหามีทางออกไม่ใช่

ทกุ ทางออกเปน็ ปญั หา. วารสารวงการคร.ู 1(12): 76–78.
Leu, J.; Wang, J.; & Koo, K. (2 0 1 1 ) . Are positive emotions just as “positive” across

cultures? Emotion. 11: 1-5.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพมหานคร :

มหาวิทยาลยั เอเชยี อาคเนย์ เปน็ ข้อมูลดจิ ิทลั โดย นายแพทยณ์ รงค์ เลาหวริ ภาพ.
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559).

พจนานกุ รมพุทธศาสตรฉ์ บบประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). กรุงเทพมหานคร :
มลู นธิ ิการศกึ ษาเพือ่ สนั ตภิ าพ.
พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต. อนุสสติฏฐาน
สูตร. เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ 22 บรรทัดที่ 7387-7430 หน้าที่ 324-326. [ออนไลน์].
สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564. จากแหล่งที่มา.
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=7387&Z=7430&pagebreak=0)

63

แผนการสอนประจำสัปดาห์ท่ี 6
หัวข้อเร่อื ง แนวคดิ เก่ียวกับพรหมวิหาร 4, อรูปกัมมัฏฐาน 4,

รายละเอยี ด
พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก "พรหมลิขิต" บันดาลชีวิตให้เป็นไป ถ้าใครอยากได้อะไร ต้องไป

ขอพรกับพระพรหมเสมอ เพ่ือจะให้ไดส้ มหวังดังใจปรารถนา แลว้ ถ้าเรามาเปน็ พรหมเสยี เองเลย จะ
ไม่ดีกว่าหรือ เราจะได้สร้างโลกของเราเอง ลิขิตชีวิตของเราเองได้ด้วย และอวยพรให้ใครๆสม
ปรารถนาได้ด้วย การที่เราจะเป็นพรหมได้นั้น เราต้องมีธรรมอย่างพรหม ด้วยการมี พรหมวิหาร 4
ซง่ึ เปน็ ธรรมประจำใจท่ที ำให้เป็นพรหมหรอื ใหเ้ สมอด้วยพรหม ซ่ึงหลกั ธรรมในการประพฤตติ นให้เป็น
พรหมมีดังนี้คือ: พรหมวิหาร 4 (Holy abidings; sublime states of mind) ธรรมที่ต้องมีไว้เป็น
หลักในใจและกำกับความประพฤติ เพื่อดำเนินชีวิตหมดจดงดงาม และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์
ทั้งหลายโดยชอบ เป็นธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอดว้ ยพรหม พรหมวิหารธรรมท้ัง
4 นี้ เริ่มต้นจาก กัตตุกัมยตาฉันทะ คือ ความต้องการที่จะทำให้คนและสัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์
ปราศจากโทษข้อบกพร่อง เช่น อยากให้เขาประสบประโยชน์สุข พ้นจากทุกข์เป็นต้น มีการข่มระงับ
กิเลส เช่น กามารมณ์ ความพยาบาท ความหดหเู่ ศร้าซึม ความฟ้งุ ซ่านวติ กกงั วล และ ความระแวง
สงสัยและสุดท้าย คือ มีสมาธิถึงขั้นอัปปนา คือ ภาวะจิตที่มั่นคง ราบรื่น สงบที่สุด (Posted by
pimahn. (2551)

วธิ ีปฏิบตั ิในอรปู ฌาน คือฌานท่ไี มม่ ีรปู 4 อยา่ ง คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณญั จายตนะ
อากญิ จญั ญายตนะ เนวสัญญานา สญั ญายตนะ รวม 4 อยา่ งดว้ ยกัน

ศูนยตาของนาคารชนุ เปน็ ความวา่ งเพราะเหตุ 3 ประการ คือ
1) ว่างเพราะอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติโดยกฎปฏิจจสมุปบาทแล้วไม่พบอัตตา
หรอื สวภาวะหรอื สวลักษณะแห่งสังขตธรรมแต่อยา่ งใด 2) ว่างจากการพรรณนายืนยันในปรมตั ถสัจจะ
ว่า เป็นภาวะหรืออภาวะปรมัตถสัจจะเหนือคำบรรยาย เหนือการคาดคะเนใด 3) ว่างจากสว่ นสุดโต่ง
ท้งั สองด้าน จงึ เป็นทางสายกลางแหง่ แนวคิดทฤษฎี และหลกั ปฏบิ ตั ิ (มาธยมกิ ะ)
ศูนยตาเป็นเป้าหมายแห่งการปฏิบัติตามหลักพุทธปรัชญาแห่งนาคารชุน จนบรรลุพุทธภูมิ
หรือความสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้ในที่สุด พระนิพพาน (นิรวาณ) จึงเป็นภาวะเรียกอาการที่จิตมนุษย์

64

หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวง เป็นอิสรภาพในทัศนะของนาคารชุนและเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตที่
สมบูรณ์สงู สดุ

อนัตตาในทัศนะของซาตร์นั้นหมายถึงความว่างเปล่าของวิญญาณ (Consciousness) หรือ
จิต (Mind) อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความว่างเปล่า (Nothingness) จึงมีลักษณะถาวรติตัวเรามา
ตั้งแต่เกิด คือมีสภาพโปร่งใส่ไม่มีอะไรอยู่ภายใน หรือปราศจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งในจิต จิตจึงไม่ได้เป็นสัก
อยา่ งในโลกน้ี นอกจากเปน็ ความสำนกึ รู้ท่วี า่ งเปล่าตง้ั แตเ่ กิดจนตาย

อรูปฌานทั้ง 4 นี้ เป็นฌานละเอียดและอยู่ในระดับฌานที่สูงสุด ท่านที่ปฏิบัตไิ ด้อรูปทั้ง 4 นี้
แล้ว เจริญวิปัสสนาญาณ ย่อมได้บรรลุมรรคผลรวดเร็วเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ในอรูปฌานและ
อารมณ์ในวิปัสสนาญาณ มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก ต่างแต่ อรูปฌานเป็นสมถภาวนา มุ่งดำรงฌานเป็น
สำคญั สำหรบั วปิ ัสสนาภาวนาม่งุ ร้แู จ้งเห็นจรงิ ตามอำนาจของกฎธรรมดาเป็นสำคญั แตท่ วา่ อรูปฌาน
นีก้ ็มลี ักษณะเป็นฌานปล่อยอารมณ์ คือ ไม่ยึดถืออะไรเป็นสำคญั ปลอ่ ยหมดท้ังรูปและนาม ถือความ
วา่ งเป็นสำคญั

แนวคิดเรือ่ ง พรหมวหิ าร 4
ในมรรคมอี งค์ 8 ประการ องคม์ รรคข้อที่ 2 น้ีคือ สัมมาสงั กัปปะ แปลวา่ ความดำริชอบ มีคำ

จำกัดความแบบทั่วไปตามคัมภีร์ ดังนี้ “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน? เนกขัมมสังกัปป์
อพยาบาทสังกัปป์อวิหงิ สาสังกัปป์ นเี้ รยี กว่า สัมมาสังกัปปะ” (ท.ี ม.10/299/348; ม.อุ.14/704/453;
อภิ.วิ.35/164/136; 571/317) นอกจากนี้ ยังมีคำจำกัดความแบบแยกออกเป็น ระดับโลกิยะ และ
ระดบั โลกุตระ ดงั นี้

“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน? เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ มี 2 อย่าง คือสัมมา
สังกัปปะ ที่ยังมีอาสวะ เป็นฝ่ายบุญ อำนวยวิบากแก่ขันธ์ อย่างหนึ่ง กับสัมมาสังกัปปะ ที่เป็นอริยะ
ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ และเป็นองค์มรรค อย่างหนึ่ง”“สัมมาสังกัปปะ ที่ยังมีอาสวะ...คือ เนกขัมม
สังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกปั ป.์ ..”“สัมมาสังกัปปะ ที่เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ
เป็นองค์มรรค คือ ความตรึก (ตักกะ)ความนึกคิด (วิตักกะ) ความดำริ (สังกัปป์) ความคิดแนบแน่ว
(อปั ปนา) ความคดิ ปกั แน่นแฟน้ (พยัปปนา) ความเอาใจจดจ่อลง วจีสงั ขาร ของบุคคลผมู้ ีจิตเป็นอริยะ
มีจิตไร้อาสวะ มีอริยมรรคเป็นสมังคี ผู้กำลังเจริญอริยมรรคอยู่...” (ม.อุ.14/261-3/182; อภิ.วิ.
35/206/144; 582/320)

65

เพื่อรวบรัด ในที่นี้ จะทำความเข้าใจกันแต่เพียงคำจำกัดความแบบทั่วไป ที่เรียกว่าเป็นข้ัน
โลกิยะเท่านั้นตามคำจำกัดความแบบนี้ สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ หรือความนึกคิดในทางท่ี
ถกู ต้อง ตรงข้ามกบั ความดำรผิ ิดท่ีเรียกว่า มจิ ฉาสังกปั ปะ ซึ่งมี 3 อย่าง คือ

1. กามสังกัปป์ หรือ กามวิตก คือ ความดำริที่เกี่ยวข้องกับกาม ความนึกคิดในทางที่จะ
แสวงหา หรอื หมกมุ่นพัวพนั ติดข้องอยูใ่ นส่ิงสนองความต้องการทางประสาทท้ัง 5 หรือสงิ่ สนองตัณหา
อปุ าทานตา่ งๆ ความคดิ ในทางเห็นแกต่ วั เปน็ ความนกึ คดิ ในฝ่ายราคะ หรือ โลภะ

2. พยาบาทสังกัปป์ หรือ พยาบาทวิตก คือ ความดำริที่ประกอบด้วยความขัดเคือง ไม่พอใจ
เคียด แค้น ชิงชัง คิดเห็นเพ่งมองในแง่ร้ายต่างๆ มองคนอื่นเป็นศัตรูผู้มากระทบกระทั่ง เห็นส่ิง
ทัง้ หลายเปน็ ไปในทางขดั อกขัดใจ เป็นความนึกคิดในฝา่ ยโทสะ แงถ่ ูกกระทบ (ตรงขา้ มกับเมตตา)

3. วิหิงสาสังกัปป์ หรือ วิหิงสาวิตก คือ ความดำริในทางที่จะเบียดเบียน ทำร้าย ข่มเหง ตัด
รอน และทำลาย อยากไปกระทบกระทั่งรุกรานผู้อ่นื อยากทำใหเ้ ขาประสบความทุกข์ความเดือดร้อน
เป็นความนึกคดิ ในฝา่ ยโทสะแง่จะไปกระทบ (ตรงขา้ มกับกรณุ า)

ความดำริ หรือแนวคิดแบบนี้ เป็นเรื่องปรกตขิ องคนส่วนมาก เพราะตามธรรมดา เมื่อปุถุชน
รับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการเห็น ได้ยิน เป็นต้น จะเกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งในสอง
อยา่ ง คือ ถ้าถกู ใจ กช็ อบ ตดิ ใจ อยากได้ พวั พัน คลอ้ ยตาม ถ้าไมถ่ กู ใจ ก็ไมช่ อบ ขดั ใจ ขดั เคือง ผลัก
แย้ง เป็นปฏิปักษ์จากน้ัน ความดำรินึกคิดต่างๆ ก็จะดำเนินไปตามแนวทาง หรือตามแรงผลักดันของ
ความชอบและไม่ชอบนั้นด้วยเหตุนี้ ความคิดของปุถุชนโดยปรกติ จึงเป็นความคิดเห็นที่เอนเอียงไป
ขา้ งใดข้างหน่ึง มีความพอใจและไมพ่ อใจของตนเข้าไปเคลือบแฝงชักจงู ทำใหไ้ ม่เหน็ สง่ิ ทง้ั หลายตามที่
มันเป็นของมนั เองล้วนๆ ความนกึ คดิ ท่ดี ำเนินไปจากความถกู ใจ ชอบใจ เกดิ ความตดิ ข้อง พัวพนั เอยี ง
เขา้ หา ก็กลายเป็นกามวติ ก ส่วนที่ดำเนนิ ไปจากความไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ เกิดความร้สู กึ กระทบกระทั่ง
ขัดเคือง ชิงชัง เป็นปฏิปักษ์มองในแง่ร้าย ก็กลายเป็นพยาบาทวิตก ที่พุ่งออกมาเป็นความคิดรุกราน
คิดเบียดเบียน กลั่นแกล้ง ข่มเหง เล่นล่า ทำลาย ก็กลายเป็นวิหิงสาวิตก ทำให้เกิดทัศนคติ (หรือเจต
คต)ิ ต่อสิ่งตา่ งๆ อยา่ งไมถ่ ูกต้อง

ความดำริหรือความนึกคิดที่เอนเอียง ทัศนคติที่บิดเบือนและถูกเคลือบแฝงเช่นนี้ เกิดขึ้นก็
เพราะการขาดโยนิโสมนสิการแต่ต้น คือ มองสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผิน รับรู้อารมณ์เขา้ มาท้ังดุ้น โดยขาด
สติสัมปชัญญะ แล้ว ปล่อยความนึกคิดให้แล่นไปตามความรู้สึก หรือตามเหตุผลที่มีความชอบใจ ไม่
ชอบใจเปน็ ตวั นำ ไมไ่ ดใ้ ชค้ วามคดิ วิเคราะห์แยกแยะ และความคดิ สืบสาวสอบค้นเหตุปจั จัย ตามหลัก

66

โยนิโสมนสกิ ารโดยนยั นี้ มจิ ฉาทฏิ ฐิ คือ ความเขา้ ใจผดิ พลาด ไมม่ องเหน็ สิ่งทงั้ หลายตามความเป็นจริง
จึงทำให้เกิดมจิ ฉาสงั กัปปะ คือ ดำริ นึกคิด และมีทัศนคติต่อสิ่งท้ังหลายอยา่ งผิดพลาดบิดเบือน และ
มิจฉาสังกัปปะนี้ก็ส่งผลสะท้อนให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ เข้าใจและมองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างผิดพลาด
บิดเบือนต่อไป หรือยิ่งขึ้นไปอีกองค์ประกอบทั้งสอง คือ มิจฉาทิฏฐิ และมิจฉาสังกัปปะ จึงส่งเสริม
สนบั สนุนซ่ึงกันและกนั (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2562, น.737-738).

ในทางตรงขา้ ม การที่จะมองเหน็ ส่ิงทั้งหลายถูกต้องตามท่ีมันเป็นได้ จะตอ้ งใช้โยนโิ สมนสิการ
ซ่ึงหมายความว่า ขณะนน้ั ความนกึ คดิ ความดำรติ ่างๆ จะต้องปลอดโปร่ง เปน็ อสิ ระ ไมม่ ที ั้งความชอบ
ใจ ความยึดติด พัวพัน และความไม่ชอบใจ ผลักแย้ง เป็นปฏิปักษ์ต่างๆ ด้วย ข้อนี้มีความหมายว่า
จะตอ้ งมสี มั มาทิฏฐแิ ละสมั มาสงั กปั ปะ และองค์ประกอบท้ังสองอย่างนีส้ ง่ เสริมสนับสนุนซ่งึ กันและกัน
เช่นเดียวกับในฝ่ายมิจฉานั่นเองโดยนัยนี้ ด้วยการมีโยนิโสมนสิการ ผู้นั้นก็มีสัมมาทิฏฐิ คือ มองเห็น
และเข้าใจสง่ิ ตา่ งๆ ตามความเป็นจรงิ เมือ่ มองเหน็ สิ่งต่างๆ ตามความเปน็ จรงิ จึงมีสัมมาสงั กัปปะ คือ
ดำริ นึกคิด และตั้งทัศนคติต่อสิ่งเหล่านัน้ อยา่ งถกู ต้อง ไม่เอนเอียง ยึดติด หรือผลักแยง้ เป็นปฏิปักษ์
เมื่อมีความดำรินึกคิดที่เป็นอิสระจากความชอบใจ ไม่ชอบใจ เป็นกลางเช่นนี้1436 จึงทำให้มองเห็น
สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง คือ เสริมสัมมาทิฏฐิให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น จากนั้นองค์ประกอบทั้งสองก็
สนบั สนนุ กนั และกันหมนุ เวยี นต่อไป

ในภาวะจิตที่มีโยนิโสมนสิการ จึงมีความดำริตริตรึกนึกคิด ซึ่งปลอดโปร่ง เป็นอิสระ
ปราศจากความ เอนเอียง ทั้งในทางผูกติด และในทางผลักขัด ตรงข้ามกับมิจฉาสังกัปปะ เรียกว่า
สมั มาสังกัปปะ มี 3 อย่างเชน่ เดียวกัน คือ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต). (2562, น.739).

1. เนกขัมมสังกัปป์ หรือ เนกขัมมวิตก คือ ความดำริที่ปลอดจากโลภะ ความนึกคิดที่ปลอด
โปร่งจากกาม ไม่หมกมุ่นพัวพันติดข้องในสิง่ สนองความอยากต่างๆ ความคิดที่ปราศจากความเห็นแก่
ตัวความคิดเสียสละ และความคิดที่เป็นคุณเป็นกุศลทุกอย่าง1437 จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจาก
ราคะหรอื โลภะ

2. อพยาบาทสังกัปป์ หรือ อพยาบาทวิตก คือ ความดำริที่ไม่มีความรู้สึกกระทบกระทั่ง ขัด
เคืองชิงชัง หรือเพ่งมองในแง่ร้ายต่างๆ โดยเฉพาะมุ่งเอาธรรมที่ตรงข้าม คือเมตตา ซึ่งหมายถึงความ
ปรารถนาดี ความมไี มตรี ตอ้ งการใหผ้ ้อู ื่นมคี วามสุข จัดเปน็ ความนกึ คิดท่ีปราศจากโทสะ

67

3. อวหิ ิงสาสงั กัปป์ หรือ อวหิ งิ สาวติ ก คือ ความดำรทิ ี่ไม่มกี ารเบยี ดเบียน การคิดทำร้าย ข่ม
เหง หรือทำลาย โดยเฉพาะมุง่ เอาธรรมท่ีตรงข้าม คือกรุณา ซึ่งหมายถงึ ความคิดช่วยเหลือผูอ้ ื่นให้พ้น
จากความทกุ ข์ จัดเป็นความนกึ คิดทีป่ ราศจากโทสะเช่นเดียวกนั มีขอ้ สังเกตอยา่ งหนึ่ง

ที่อาจมีผู้ยกขึ้นอ้าง ซึ่งขอชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ด้วยครั้งหนึ่งก่อน คือเรื่องธรรมฝ่ายดีหรือกุศล ซึ่ง
ตรงขา้ มกับฝ่ายช่วั หรืออกุศล ในพุทธธรรม แทนทจ่ี ะใชศ้ ัพท์ตรงข้าม มกั ใชแ้ ตเ่ พยี งแค่ศัพท์ปฏิเสธทำ
ให้มีผู้คิดเห็นไปว่า พุทธธรรมเป็นคำสอนแบบปฏิเสธ (negative) และเรื่อยเฉื่อย (passive) เพียงแต่
ไม่ทำความชั่ว อยู่เฉยๆ ก็เป็นความดีเสียแล้ว อย่างที่นี้ ฝ่ายมิจฉาสังกัปป์ เป็นพยาบาทสังกัปป์ ฝ่าย
สมั มาสงั กปั ปแ์ ทนที่จะเป็นเมตตา กลับเป็นเพียงอพยาบาทสังกัปป์ คือ ปฏเิ สธฝ่ายมิจฉาเท่านั้นความ
เข้าใจเช่นนี้ผิดพลาดอย่างไร จะได้ชี้แจงต่อๆ ไปตามโอกาส แต่เฉพาะเรื่องนี้ จะชี้แจงเหตุผลตอบโต้
ความเข้าใจผิด แต่เพียงสั้นๆ 3 ข้อก่อน คือ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น.
740).

1. มรรคเป็นหลกั ปฏิบตั ิท่ีมุ่งคุณค่าทางปญั ญาเป็นสำคัญ จุดหมายของมรรค คือการรู้แจ้งสัจ
ธรรมมิใชม่ ่งุ เพยี งคุณค่าทางจริยธรรมข้ันศลี หรอื ทีเ่ รยี กกันวา่ ศลี ธรรมเท่านั้นเฉพาะอย่างยิ่ง พึงระลึก
ไว้ว่า สัมมาสังกัปปะ เป็นองค์มรรคฝ่ายปัญญา มิใช่ฝ่ายศีล ดังนั้น การที่สัมมาสังกัปปะสอนให้ไม่คิด
พยาบาท ให้มีเมตตารักใคร่กัน ก็มิใช่มุ่งเพียงเพื่อให้คนมีศีล คือละเว้นการฆ่าฟันเบียดเบียนกัน
ช่วยเหลือกันอย่างเดียว แต่มุ่งให้มีความคิดที่ไม่เอนเอียงด้วยความเกลียดชัง เป็นต้น เพื่อให้ความคิด
นั้นปลอดโปร่งเป็นอิสระ เดินตามแนวความจริงอย่างคล่องตัว จะได้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
ตามสภาพความเป็นจริงไม่บิดเบือนโดยนัยนี้ การใช้คำปฏิเสธว่า สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดปลอด
โลภ ไม่มีพยาบาท ไม่มีวิหิงสา จึงนับว่าเป็นการเหมาะสมดีที่สุดแล้ว หมายความว่า เมื่อจะคิดจะ
พิจารณาอะไร ถ้าไม่คิดเอาเข้าตัว ไม่คิดด้วยความเกลียดชังมุ่งร้าย หรือจะทำลายใคร ความคิดนั้นก็
จะบริสุทธิ์ มหี วงั วา่ จะถูกต้องตรงความจริง

2. โดยเหตผุ ลทางหลักภาษา คำบาลที ่มี ี “อ” ปฏิเสธนำหนา้ มไิ ด้หมายความเพียงว่าไม่ใช่ส่ิง
นั้น แต่มีความหมายเปิดกว้างออกไปครอบคลุมหมด ว่าสิ่งใดก็ตามที่มิใช่สิ่งนั้น รวมทั้งสิ่งที่ตรงข้าม
ทั้งหมด ดังเช่น คำว่า “อกุศล” มิได้หมายถึงมิใช่กุศล (ซึ่งอาจเป็นอัพยากฤต คือเป็นกลางๆ ไม่ใช่ทั้ง
ฝา่ ยดฝี ่าย ชัว่ ) แตห่ มายถงึ ความชว่ั ทตี่ รงขา้ มกบั กศุ ลเลยทีเดยี ว

คำว่า “อมิตร” มิได้หมายถึงคนที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่มิตร แต่หมายถึงศัตรูเลยทีเดียว ดังนี้เป็น
ต้นในสัมมาสังกัปปะนี้ “อ” มีความหมายปฏิเสธแบบครอบคลุม คือทั้งที่ตรงข้าม และที่มิใช่ เช่น

68

อพยาบาทสังกปั ป์ ย่อมหมายถึงเมตตาที่ตรงข้ามกับพยาบาทดว้ ย และความดำริท่ีบรสิ ุทธิ์ ปลอดโปร่ง
ปราศจากพยาบาท เปน็ กลางๆ ด้วย ธรรมฝ่ายดี เชน่ เมตตา เป็นตน้ จึงรวมอยู่ในองคม์ รรคขอ้ นีด้ ว้ ย

3. การใช้คำที่มี “อ” ปฏิเสธนี้ นอกจากมีความหมายกว้างแล้ว ยังมีความหมายหนักแน่น
เด็ดขาดยิ่งกว่าคำตรงข้ามเสียอีก เพราะการใช้คำปฏิเสธในที่นี้ มุ่งเจาะจงปฏิเสธสิ่งนั้นไม่ให้มีโดย
สิ้นเชงิ คือ ไม่ให้มีเช้ือหรอื ร่องรอยเหลืออยู่ดงั เชน่ อพยาบาทสังกัปป์ ในที่นี้ หมายถึงความดำริที่ไม่มี
พยาบาทหรือความคิดร้ายแง่ใดส่วนใดเหลืออยู่ในใจเลย เป็นเมตตาโดยสมบูรณ์ ไม่มีขอบเขตจำกัด
เป็นการเน้นข้นั ถึงทสี่ ุด ไม่เหมือนคำสอนบางลัทธิท่สี อนให้มีเมตตากรุณา แต่เป็นเมตตากรุณาตามคำ
จำกัดของผู้สั่งสอน มิใช่ตามสภาวะของธรรม จึงมีขอบเขตตามบัญญัติสำหรับใช้แก่กลุ่ม หรือหมู่ชน
พวกหนึ่ง หรือสัตวโลกชนิดหรือประเภทใดประเภทหน่งึ แลว้ แต่ตกลงกำหนดเอา

เทา่ ทกี่ ลา่ วมานี้ อาจสรุปวา่ ตามปกติ มนษุ ย์ปถุ ชุ น เมอ่ื จะคดิ อะไร ก็ยอ่ มคดิ เพื่อสนองตัณหา
ในรูปใดรปู หน่ึง ถ้าไม่คดิ ตามแนวทฏิ ฐิ เชน่ ค่านิยม เป็นต้น ซ่งึ ตณั หาอาศยั อวิชชาปรุงแต่งไว้ก่อนแล้ว
ก็จะคดิ ไปตามอำนาจของตัณหาสดในเวลานน้ั ๆ ซง่ึ อาจเปน็ ไปโดยอาการของความอยาก ทย่ี งั เรียกว่า
เป็นตัณหาโดยตรงบ้างโดยการถือตัวเชิดชูระวังฐานะของตัวตน ที่เรียกว่ามานะบ้าง ตลอดจนความ
ยึดถือที่จับตัวเป็นทิฏฐิ ท่านจึงเรียกความคิดของปุถุชนเช่นนี้วา่ ประกอบด้วยอหังการ มมังการ และ
มานานสุ ยั หรอื เรียกสั้นๆ วา่ มตี ัณหา มานะและทฏิ ฐิ เปน็ ตวั สานและชกั ใยอยู่ ความคดิ ของปุถุชนน้ัน
จึงอาจเรียกได้วา่ เปน็ บริการของจติ ทรี่ ับใช้ตัณหาลักษณะของการคิดเพ่ือสนองตัณหานั้น เป็นไปได้ทั้ง
ในทางบวกและทางลบ ด้านบวกออกมาในรูปของกามสังกัปป์ คือคดิ เอา คดิ ปรนเปรอบำเรอตน ด้าน
ลบออกมาในรูปของพยาบาทสังกัปป์ คือคิดขัดคิดแง่ร้าย คิดเป็นปฏิปักษ์ เห็นเขาเป็นศัตรู (กลัวเขา
จะมาแยง่ มาขัด) คดิ กระทบกระทงั่ ไม่พอใจ เกลยี ดชัง และวิหงิ สาสังกัปป์คอื คดิ รกุ ราน คดิ ทำลาย คิด
ไล่ล่าข่มเหง (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). (2562, น.740).

อย่างไรกต็ าม ความคดิ สนองตัณหาน้ัน อาจถกู หกั ลา้ งด้วยโยนโิ สมนสิการท่ีมองดูตามสภาวะ
ความคิดที่ประกอบกับโยนิโสมนสิการเช่นนี้ ไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีวิหิงสา จึงบริสุทธิ์ตรงความ
จรงิ ไมเ่ อนเอียงติดข้องหรือปัดเหไปข้างใดขา้ งหนึ่ง และจึงเป็นความคิดทีม่ ีขอบเขตกว้างขวางอาจให้
ความหมายของ สัมมาสังกัปปะ ในแง่นไี้ ด้ว่า จะคิดอะไรก็ได้ ท่ีมใิ ช่เป็นการจะเอาจะปรนเปรอตัว มใิ ช่
มุ่งร้ายหรือหมายข่มเหงรังแกเบียดเบียนใคร นี้เป็นด้านปัญญา เกื้อกูลแก่สัมมาทิฏฐิโดยตรงอีกด้าน
หนึ่ง ความคิดสนองตัณหานั้น อาจถูกหักล้างด้วยโยนิโสมนสิการแบบปลุกเร้ากุศลธรรมความคิดท่ี
ประกอบด้วยโยนิโสมนสิการแบบนี้ เป็นความคิดแบบตรงข้ามกับกาม พยาบาท และวิหิงสา คือคิด

69

สละ มีเมตตา มกี รุณา เป็นการสรา้ งเสรมิ กุศลธรรมจำเพาะอย่าง สมั มาสงั กัปปะแง่นี้ แม้จะเก้ือกูลแก่
สมั มาทฏิ ฐิแต่เป็นแง่ที่สมั พันธ์กับศลี โดยตรง คอื นำไปส่สู ัมมาวาจา สัมมากมั มนั ตะ และสัมมาอาชวี ะ

พงึ ทราบว่า การแบง่ เชน่ น้ี ไม่ใช่เปน็ การแยกขาดกันอย่างส้ินเชงิ แต่เป็นการแบ่งพอใหเ้ ห็น
ผลที่เดน่ ในแต่ละด้านเทา่ นั้น นอกจากน้นั ขอเสนอภาพความสมั พันธ์ระหวา่ งสัมมาสงั กัปปะกับองค์
มรรคหมวดศีล ข้อสมั มาวาจาและสมั มากัมมันตะ เปน็ แนวประยกุ ต์ แสดงออกใหเ้ ห็นหลักพรหมวิหาร
กบั สังคหวตั ถุ ดงั น้ี (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562, น. 741)

ข้อสังเกตเกีย่ วกับความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฏฐิกบั สัมมาสงั กัปปะ อีกอย่างหน่ึง เมื่อเทียบ
กับกิเลสหลัก ที่เรียกว่าอกุศลมูล 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ และโมหะ จะเห็นว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นตัว
กำจัดกเิ ลต้นตอที่สุด คือ โมหะ ส่วนสัมมาสงั กัปปะ กำจัดกิเลสท่ีรองหรือต่อเน่ืองออกมา คอื เนกขัมม
สังกัปป์ กำจัดราคะ หรือโลภะ และอพยาบาทสังกัป กับอวิหิงสาสังกัป กำจัดโทสะ จึงเป็นความ
กลมกลืนต่อเนื่องประสานกันทุกด้าน อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าในองค์มรรค์เพียง 2 ข้อเท่านั้น ยัง
นบั วา่ เป็นขน้ั ตอนอยู่ การเจริญปัญญา ยงั ไม่ถึงขั้นสมบูรณ์เต้มที่ตามจดุ หมาย และการปฏิบัติธรรมแต่
ละข้อ ก็มใิ ช่จะสมบรู ณต์ ามขอบเขตความหมายข้อน้ันๆ ทนั ที แตต่ ้องคลี่คลายเจรญิ ขนึ้ ตามลำดับ

ดังนั้น ในที่นี้ทำความเข้าใจว่า ในสัมมาสังกัปปะ 3 ข้อนั้น เนขัมมสังกัป บางทีก็หมายเอา
เพยี งขั้นหยาบในรูปสญั ลักษณ์ คือ การออกบวช หรือปลกี ตัวออกไปจากความเป็นอยู่ของผู้ครองเรือน
อพยาบาทสังกัปป์ มงุ่ เอาการเจรญิ เมตตาเปน็ หลัก และอวิหิงสาสังกปั มุง่ เอาการเจริญกรุณาเป็นหลัก
ปัญญาที่เจริญในขัน้ นี้ แม้จะเป็นสมั มาทิฏฐิ มองเห็นตามความเปน็ จรงิ แต่ก็ยังเปน็ อิสระอย่างแท้จริง
จนกว่าจะถึงอุเบกขา ซึ่งใช้สมาธิเป็นบาทฐาน อนึ่งเมตตาซึ่งเป็นคุณธรรมที่เริ่มเจริญได้ตั้งแต่ระยะ

70

ตน้ ๆ ของการปฏบิ ตั ธิ รรม ก็มิใชเ่ ป็นขอ้ ธรรมทีง่ ่ายนกั อย่างที่เขา้ ใจกนั อยา่ งผิวเผิน เพราะเมตตาอย่าง
ท่ีพดู กนั ท่วั ๆ ไป หายากนักท่จี ะเขา้ ถึงอย่างแท้จรงิ

ดังนั้น เพื่อช่วยป้องกันความเข้าใจผิดที่เป็นผลเสียหายแก่ธรรม ในขั้นตนนี้ ควรทราบหลัก
เบื้องต้นบางอย่างไว้เล็กน้อยก่อน เมตตา หมายถึง ไมตรี ความรัก ความปรารถนาดี อย่างให้เขามี
ความสุข ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจดีต่อกัน ความใฝ่ใจหรือต้องการสร้างเสริมประโยชน์ให้แก่
เพอ่ื นมนุษย์และสัตว์ท้ังหลาย (ข.มหา. (ไทย) 29/944/600) เมตตาเป็นธรรมกลางๆ การเจริญเมตตา
มีระดับการเจริญดังนี้ การที่เราจะเป็นพรหมได้นั้น เราต้องมีธรรมอย่างพรหม ด้วยการมี พรหม
วหิ าร 4 ซงึ่ เปน็ ธรรมประจำใจท่ีทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอดว้ ยพรหม ซ่ึงหลักธรรมในการประพฤติ
ตนใหเ้ ป็นพรหมมดี งั นค้ี ือ:

พรหมวิหาร 4 (Holy abidings; sublime states of mind) ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักในใจ
และกำกับความประพฤติ เพื่อดำเนินชีวิตหมดจดงดงาม และปฏิบัตติ นต่อมนุษย์สตั วท์ งั้ หลายโดยชอบ
เป็นธรรมประจำใจท่ที ำให้เปน็ พรหมหรอื ให้เสมอดว้ ยพรหม

พรหมวหิ ารธรรมทงั้ 4 น้ี เริม่ ต้นจาก กตั ตุกัมยตาฉนั ทะ คือ ความตอ้ งการที่จะทำให้คนและ
สัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ปราศจากโทษข้อบกพร่อง เช่น อยากให้เขาประสบประโยชน์สุข พ้นจาก
ทุกขเ์ ป็นตน้

มีการข่มระงับกิเลส เช่น กามารมณ์ ความพยาบาท ความหดหู่เศร้าซึม ความฟุ้งซ่านวิตก
กงั วล และ ความระแวงสงสัยและสุดท้าย คือ มสี มาธถิ ึงขั้นอัปปนา คือ ภาวะจิตท่มี ่นั คง ราบร่ืน สงบ
ทีส่ ุด พรหมวิหาร 4 ไดแ้ ก่:

1. เมตตา (loving-kindness; friendliness; goodwill)
ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตแผ่ไมตรี คิดทำประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ท่ัว
หน้า ลักษณะของเมตตา คือ เป็นไปโดยอาการช่วยเหลือเกื้อกูลแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย จิตที่คิด
ช่วยเหลือเกื้อกูลนั้นเป็นจิตที่เปีย่ มไปด้วยเมตตาหน้าทีของเมตตาคือ น้อมนำประโยชน์ไปให้เขา ทำ
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขา ผลของเมตตา คือ กำจัดความริษยาอาฆาตเคืองแค้นให้หมดไป เมื่อเรามี
จิตเมตตาแล้ว เราจะมีไม่ผูกพยาบาทเคืองแค้นใครเลย เหตุแห่งเมตตา คือ เห็นภาวะที่น่าเจริญใจ
ของคนและสัตว์ทั้งหลาย เห็นว่าเขาน่ารัก ก็มีใจเมตตา ผลที่ดีของเมตตา คือ มีใจสงบ หายโกรธ
แค้น ไม่ขุ่นเคืองใจ ผลที่ไม่ดีของเมตตา ถ้าใช้เมตตาไม่ถูกทาง คือ ทำให้เกิดเสน่หา เอ็นดูรักใคร่
ความใจดีมีเมตตาบางทีก็ทำให้เกิดเป็นความเสน่หา กลายเป็นความพิศวาสขึ้นมาได้ สิ่งที่ทำลาย

71

เมตตา คือ ราคะ ความกำหนัดในกามารมณ์ ความอยากได้อยากดี อยากมีอำนาจวาสนา และ
ความพยาบาท ความโกรธ ความไม่พอใจ

ยกตัวอย่างเช่น พ่อเลี้ยงอาจมีเมตตาตอ่ ลูกเลี้ยง ตั้งใจสง่ เสยี ให้ได้เล่าเรยี นสูงๆ เพื่อจะได้มี
งานดๆี ทำ แตพ่ อลกู เลย้ี งเติบโตเป็นสาว พ่อเลย้ี งเกิดมีใจเสนห่ ารักใคร่ในตวั ลูกเล้ียง ความเมตตาก็
ถูกความเสน่หาทำลายไป กลายเป็นความกำหนัดความใคร่แทน เมื่อลูกเลี้ยงเริ่มมีคนรักในวัย
เดยี วกัน พอ่ เลี้ยงก็เกิดความรู้สึกโกรธ ไมพ่ อใจ ซ่ึงความรู้สกึ โกรธนี้ ก็ทำลายเมตตาจิตที่พ่อเลี้ยงเคย
มใี หแ้ ก่ลูกเล้ยี ง เป็นต้น

2. กรุณา (Compassion) ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจจะปลดเปลื้องบำบัดความ
ทุกขย์ ากเดือดร้อนของปวงสัตว์ เม่ือคนอืน่ ประสบทุกข์ ต้องการทำทุกข์ของผู้อื่นใหห้ มดไป หรือแผ่ใจ
ไปรบั ร้ตู อ่ คนสัตว์ทง้ั หลายที่ประสบทุกขล์ ักษณะของกรณุ า เป็นอาการท่ีใฝ่ใจจะปลดเปลอ้ื งความทุกข์
แก่คนและสัตว์ทั้งหลาย หน้าที่ของกรุณา คือ ไม่นิ่งดูดาย ทนอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของคนและสัตว์
ท้งั หลายผลของกรณุ า คอื ไม่เบยี ดเบียน ไม่คิดรา้ ย ไม่มงุ่ ทำลายเหตขุ องกรุณา คอื เหน็ ภาวะไร้ที่พึ่ง
เห็นสภาพนา่ อนาถของคนและสัตว์ทงั้ หลายท่ีถูกทุกข์ครอบงำ จงึ เกดิ ความสงสารผลที่ดขี องกรุณา คือ
ความสงบ ไม่คดิ เบยี ดเบยี น ไม่คดิ มุ่งทำลายผลท่ีไมด่ ีของกรุณา ถา้ ใช้กรณุ าไม่ถูกทาง คือ ทำให้ใจ
สงสารแล้วเกิดความโศกเศร้าสิ่งที่ทำลายกรุณา คือ ความเศร้าโศกเสียใจเพราะความสงสาร และ
ความคิดเบียดเบียนทำลาย ยกตัวอย่างเช่น เราเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่ง ต่อมาหมาของเราอาจโดน
รถยนต์ชนให้ได้รับบาดเจ็บ เราก็เกิดความสงสาร อยากให้หมาพ้นทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บนั้น
เราอาจพาหมาไปให้สัตวแพทย์รักษาพยาบาล แต่ด้วยความรักความสงสารที่มีมากเกินไป ทำให้เรา
โศกเศร้าเสียใจ ความโศกเศร้าเสียใจนี้ ทำลายความกรุณาไปแล้ว เพราะจิตที่โศกเศร้านั้น เป็นจิตท่ี
ไม่สงบ และเราอาจคิดโกรธแค้น คนขับรถยนต์ที่ชนหมาของเรา ความโกรธแค้นนี้ ก็ทำลายความ
กรุณาทม่ี อี ยู่ในใจของเราไปด้วยเช่นกัน

3. มุทิตา (Sympathetic joy; altruistic joy) ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใส
กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อคนและสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วย
เมื่อเขาได้ดีมสี ุขลักษณะของมุทิตา คอื พลอยยินดี ดีใจด้วย หน้าทข่ี องมุทิตา คือ ไมอ่ ิจฉาริษยา ผล
ของมุทิตา คือ ขจัดความอิจฉาริษยา เหตุแห่งมุทิตา คือ เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ ก็พลอยยินดี
ไปกบั เขาดว้ ย ผลท่ีดขี องมทุ ติ า คอื มใี จสงบ ไม่มคี วามอิจฉาริษยา ผลที่ไม่ดขี องมุทิตา ถ้าใช้มุทิตาไม่

72

ถูกทาง คือ เกิดความระเริง สิ่งที่ทำลายมุทิตา คือ โสมนัส ดีใจว่าตนจะพลอยได้รับผลประโยชน์ไป
ดว้ ย และ ความอิจฉารษิ ยาท่ีไมย่ ินดใี นความสุขความสำเร็จของผู้อนื่

ยกตัวอยา่ งเช่น ลกู สาวของเราอาจไดเ้ ป็นดาราดัง ทำให้เราดีอกดีใจไปกับลูกสาวดว้ ย และ
อาจคิดไปว่า เราไดเ้ ป็นแมข่ องดาราดงั ไปแล้ว ลูกอาจมีรายได้ดี คงแบง่ เงินให้แมจ่ ับจ่ายใช้สอยได้มาก
ข้ึน ความคิดระเริงไปเช่นน้ี ทำลายมทุ ติ าทเ่ี คยพลอยยนิ ดีกบั ความสขุ ความสำเร็จของลูกไป

4. อุเบกขา (Equanimity; neutrality; poise) ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ใน
ธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเทีย่ งธรรมดุจตราช่ัง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชงั
พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทัง้ หลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชว่ั สมควรแกเ่ หตุอันตนประกอบ
พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ
เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความ
รับผิดชอบของตนลกั ษณะของอุเบกขาคือ เป็นไปโดยอาการเป็นกลางต่อคนและสัตว์ท้ังหลายอย่างมี
ใจสงบไม่เอนเอียงหน้าที่ของอุเบกขา คือ มองเห็นความเสมอภาคกันในคนและสัตว์ทั้งหลายผลของ
อุเบกขา คือ ระงับความขัดเคืองเสียใจ และระงับความดีใจ ไม่คล้อยตามเหตุแห่งอุเบกขา คือ
มองเห็นภาวะที่ทุกคนเป็นเจา้ ของกรรมของตน ซึ่งแต่ละคนย่อมเป็นไปตามกรรม ผลที่ดีของอุเบกขา
คือ มีใจสงบ ไม่มีความยินดียินร้ายผลที่ไม่ดีของอุเบกขา ถ้าใช้อุเบกขาไม่ถูกทาง คือ เกิดความเฉย
เมย ไม่รับรู้ ไม่แยแส ไม่ใยดี สิ่งที่ทำลายอุเบกขา คือ ความเฉยชา ไม่รับรู้ ราคะ ความใคร่ ความ
ขัดเคอื ง

ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนของเราคนหน่ึงสอบได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ เราเองก็รู้ว่าเพ่ือนคนน้ี
เป็นคนเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร เขาสมควรที่จะสอบชิงทุนการศึกษาได้ แทนที่เราจะร่วมแสดงความ
ยินดีกับเพื่อน เรากลับทำไม่รู้ไม่ชี้ อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขา แต่เป็นความไม่แยแส เฉยชา ไม่สนใจใยดี
ต่อมาเพือ่ นไปเรียนต่างประเทศ จบการศกึ ษาและกลับมาเมืองไทยแลว้ เพื่อนลม้ ปว่ ยเข้าโรงพยาบาล
เราได้ข่าวก็ไม่ได้ไปเยี่ยมสอบถามอาการ อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขา แต่เป็นความเฉยชา ใจจืด แล้งน้ำใจ
เปน็ ต้น

บุคคลที่ประพฤติตนอยู่ในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตา
กรุณา และย่อมรักษาธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ แต่ก็ต้องมี
อุเบกขาด้วยที่จะมิให้เสียธรรม พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น
ด้วยสงั คหวัตถุ 4 คือ

73

1. มีการเอือ้ เฟ้ือเผ่ือแผ่ เสียสละ แบ่งปนั ชว่ ยเหลอื กันด้วยส่งิ ของและให้ความรู้ให้คำแนะนำ
สั่งสอน

2. พูดจารักษาน้ำใจ พูดจาไพเราะน่าฟัง สุภาพอ่อนหวาน พูดให้เกิดไมตรี มีความรักใคร่
นับถือ

3. ประพฤติตนเป็นประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ สาธารณประโยชน์ และส่งเสริม
จรยิ ธรรม

4. ทำตนเสมอต้น เสมอปลาย และ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคกัน วางตัวให้เหมาะแก่
ฐานะ ภาวะ บคุ คล เหตุการณแ์ ละส่ิงแวดล้อม (Posted by pimahn. (2551)

บิดามารดานั้น คือ พรหมของบุตร พ่อแม่ทุกคนจำเป็นต้องมีพรหมวิหาร 4 ยกตัวอย่างเชน่
พ่อแม่มีลูกสาวสวยอยู่คนหนึง่ พ่อแม่ก็รักและเมตตาลูกสาว ส่งเสริมให้ลูกสาวเรียนหนงั สือดี เพื่อจะ
ได้งานดีๆทำ พึ่งตนเองได้ นี่คือความเมตตาของพ่อแม่ ต่อมาลูกสาวเรียนจบมีงานทำและแต่งงาน
ภายหลังมีความขัดแย้งกับสามี ลูกสาวก็มีความทุกข์ มาร้องไห้ปรับทุกข์กับพ่อแม่ พ่อแม่ก็กรุณา
สงสารอยากให้ลูกสาวพ้นทุกข์ ได้แต่รับฟังปัญหา และคิดช่วยเหลือลูกสาวเท่าที่จะทำได้ ต่อมาลูก
สาวหย่ากับสามีคนแรก และได้พบรักใหม่ แต่งงานกับมหาเศรษฐีคนดัง พ่อแม่ก็พลอยยินดีไปกับลูก
สาวด้วย จิตที่ยินดีนี้ เป็นมุทิตา ต่อมาลูกสาวก็ตั้งครรภ์ กำลังจะให้กำเนิดหลานชาย แต่เกิดอุบัติเหตุ
เล็กน้อยทำให้แท้งบุตร ลูกสาวคนนี้ก็มีลูกไม่ได้อีก พ่อแม่รับทราบ ด้วยความเห็นใจ แต่ไม่เศร้าโศก
เสยี ใจ เพราะเขา้ ใจในสัจธรรม รบั รเู้ รอื่ งราวได้อย่างมีใจสงบ อยา่ งน้เี รียกว่าเปน็ อุเบกขาและปลอบใจ
ลูกสาวว่า ไม่มีหลานก็ไม่เป็นไร โชคดีแล้วที่ลูกสาวไม่เป็นอะไร ยังดีที่สุขภาพของลูกสาวยังแข็งแรงดี
อยู่ แม้จะเป็นเรอ่ื งร้ายแรง แตพ่ อ่ แม่ก็ไมค่ วรเศร้าโศกเสยี ใจ รู้จักทำใจให้สงบได้ โดยไม่ทกุ ขร์ อ้ น แต่
ไมไ่ ดน้ ่ิงดดู าย หรือ เฉยเมยกบั ขา่ วรา้ ย

แนวคิดเกี่ยวกบั อรูปฌาน 4
แนวคดิ ศูนยตาของนาคารชุนเป็นความว่างเพราะเหตุ 3 ประการ คอื
1. ว่างเพราะอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติโดยกฎปฏิจจสมุปบาทแล้วไม่พบอัตตา

หรือสวภาวะหรือสวลกั ษณะแห่งสังขตธรรมแตอ่ ย่างใด
2. วา่ งจากการพรรณนายนื ยนั ในปรมตั ถสัจจะวา่ เปน็ ภาวะหรืออภาวะปรมตั ถสจั จะเหนือคำ

บรรยาย เหนือการคาดคะเนใด

74

3. ว่างจากส่วนสุดโต่งทั้งสองด้าน จึงเป็นทางสายกลางแห่งแนวคิดทฤษฎี และหลักปฏิบัติ
(มาธยมกิ ะ)

มีลักษณะการพิจารณาความว่างเปล่าไม่มีตัวตน เรียกว่า เป็นอนัตตา ดังนั้นความหมาย
ของศูนยตาจึงมาสอดคล้องกับอนัตตา ความไม่มีตัวตน ศูนยตาเป็นเปา้ หมายแห่งการปฏบิ ตั ติ ามหลัก
พุทธปรัชญาแห่งนาคารชุน จนบรรลุพุทธภูมิหรือความสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้ในที่สุด พระนิพพาน
(นิรวาณ) จึงเป็นภาวะเรียกอาการที่จิตมนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวง เป็นอิสรภาพในทัศนะ
ของนาคารชนุ และเป็นเป้าหมายแห่งชวี ิตท่ีสมบรู ณส์ งู สดุ

อนัตตาในทัศนะของซาตร์นั้นหมายถึงความว่างเปล่าของวิญญาณ (Consciousness) หรือ
จิต (Mind) อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความว่างเปล่า (Nothingness) จึงมีลักษณะถาวรติตัวเรามา
ตั้งแต่เกิด คือมีสภาพโปร่งใส่ไม่มีอะไรอยู่ภายใน หรือปราศจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งในจิต จิตจึงไม่ได้เป็นสัก
อยา่ งในโลกนี้ นอกจากเปน็ ความสำนึกรูท้ ่วี ่างเปล่าตงั้ แตเ่ กดิ จนตาย (บ้านจอมยทุ ธ. (2543)

อนัตตาในทัศนะพุทธปรัชญา “อนัตตา” สิ่งที่เป็นสังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี ล้วน
แล้วแต่เป็นอนัตตา ดังพุทธดำรัสที่ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญา
เป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา และว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็น
ทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเธอทั้งหลายพึงเห็นดว้ ยปัญญาอันชอบตามความเป็น
จรงิ อย่างนี้ว่า “น่ันไม่ใช่ของเรา เราไมเ่ ป็นน่นั นั่นไม่ใชอ่ ัตตาของเรา” เมอ่ื เราพจิ ารณาตามหลักฐานท่ี
ปรากฏข้างต้น ก็จะทราบได้วา่ แท้ท่ีจรงิ แล้ว เพอ่ื ใหเ้ ราคลายความยดึ ม่นั ถือมั่น ในความถือตัวถือตน
เมื่อละได้ก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข แต่ถ้ายังยึดติดอยู่ก็จะอยู่ด้วยความทุกข์ (บ้านจอมยุทธ.
(2543) เป้าหมายหลักของอนัตตา คือการปฏิเสธอัตตา ซึ่งเป็นความคิดของบางคนบางพวกที่เห็น
สรรพสิ่งมีรูปแบบหลากหลาย มีการดำเนินไปตามกระสวน (Pattem) ที่แน่นอน มีการเกิด การดำรง
อยู่ และการดับ เข้าใจว่า มีพระเจ้าเป็นผู้ทำให้เกิด ผู้รักษา และผู้ทำลาย พระพุทธศาสนาเห็นว่า
สรรพส่ิงเกดิ ดบั เปน็ ไปตามกฎไตรลักษณ์ไม่มผี สู้ ร้าง ไมม่ อี ตั ตาถาวรหรืออาตมัน กฎไตรลักษณ์เป็นกฎ
จักรวาล ดงั ตรัสว่า (บ้านจอมยทุ ธ. (2543)

ดกู ่อนภิกษุท้งั หลาย ตถาคตเกิดขนึ้ หรือไม่เกิดข้ึนก็ตาม ธาตุนั้นคอื สังขารทั้งหลายท้ังปวงไม่
เทยี่ ง... สงั ขารทง้ั หลายท้ังปวงเป็นทุกข.์ ธรรมท้ังหลายทงั้ ปวงเปน็ อนตั ตา เป็นกฎท่ีมีอยู่แล้ว เป็นกฎท่ี
กำหนดไว้แน่นอนตายตัวแล้ว ตถาคต (เพียง) แต่รู้แล้วนำมาบอก แสดง บัญญัติ ตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้เขา้ ใจงา่ ยขึน้ เทา่ น้ัน

75

วิธีปฏิบัติในอรูปฌาน คือฌานที่ไม่มีรูป 4 อย่าง คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อา
กิญจญั ญายตนะ เนวสญั ญานา สญั ญายตนะ รวม 4 อยา่ งดว้ ยกนั

อรูปฌานทั้ง 4 นี้ เป็นฌานละเอียดและอยู่ในระดับฌานที่สูงสุด ท่านที่ปฏิบัติได้อรูปทั้ง 4 น้ี
แล้ว เจริญวิปัสสนาญาณ ย่อมได้บรรลุมรรคผลรวดเร็วเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ในอรูปฌานและ
อารมณ์ในวิปัสสนาญาณ มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก ต่างแต่ อรูปฌานเป็นสมถภาวนา มุ่งดำรงฌานเป็น
สำคญั สำหรบั วปิ สั สนาภาวนามุ่งร้แู จง้ เห็นจรงิ ตามอำนาจของกฎธรรมดาเปน็ สำคัญ แต่ทวา่ อรูปฌาน
น้กี ม็ ีลักษณะเป็นฌานปล่อยอารมณ์ คือ ไมย่ ดึ ถืออะไรเป็นสำคญั ปลอ่ ยหมดทั้งรูปและนาม ถือความ
ว่างเปน็ สำคัญ อรปู ฌาน 4 ประกอบด้วย

1. อากาสานัญจายตนะ การอธิบายในอรูป 4 นี้ ขอกล่าวแต่พอเป็นแนวเล็กน้อยเท่าน้ัน
เพราะเป็นกรรมฐาน ละเอียดทั้งผู้ที่จะปฏิบัติก็ต้องทรงอภิญญามาก่อน เรื่องการสอนหรืออธิบายใน
กรรมฐานน้ี มีความสำคญั อย่อู ย่างหนงึ่ คอื ถา้ กรรมฐานกองใดท่านผู้อธิบายไม่ได้มากอ่ น กอ็ ธิบาย ไม่
ตรงตามความเปน็ จริง ท่านที่จะอธิบายได้ถูกต้องและตรงจริง ๆ ก็ต้องได้กรรมฐานกอง นั้นๆ มาก่อน
ผู้เขียนนี้ก็เชน่ กันอาศัยที่ศึกษาเรื่องของกรรมฐานมาเฉพาะประเภทวิชาชาสามสำหรับเร่ืองของวิชชา
สามเรียนมาพอเขียนได้อ่านออก ถึงแม้จะไม่ได้สำเร็จมรรคผล ใด ๆ ก็ตาม แต่ก็ฟังคำสอนมาพอเอา
ตัวรอดได้บ้างพอควร ไม่ถึงเก่งและถ้าไปโดนท่านที่ ฉลาดจริงเข้าท่านอาจไล่เบ้ียเอาจนมุมเหมือนกนั
ส่วนดา้ นอภญิ ญานน้ั อาศยั ที่เคยศึกษา ในกสณิ บางส่วนมาบ้าง พอเห็นทางไร ๆ แต่ก็ได้ไมค่ รบ แต่ถึง
จะได้ไม่ครบก็ทราบว่าแนว ของกสิณมีแนวเป็นอันเดียวกัน ฉะนั้นเรื่องอภิญญาพอจะแอบ ๆ ฟุ้งได้
บา้ งพอสมควร

อากาสานัญจายตนะนี้ ทา่ นกลา่ วไวใ้ นวิสทุ ธมิ รรควา่ ก่อนทจี่ ะเจรญิ อรปู อากาสานญั จายตนะ
นี้ ท่านจะเข้าจตุตถฌานในกสิณกองใดกองหน่ึงแลว้ ให้เพิก คือไมส่ นใจในกสิณนิมติ น้ันเสีย ใคร่ครวญ
วา่ กสณิ นิมิตนเ้ี ป็นอารมณ์ท่ีมรี ูปเปน็ สำคญั ความสขุ ความทุกข์ ที่เป็นปัจจัยของภยันตราย มีรูปเป็น
ต้นเหตุ เราไม่มคี วามต้องการในรูปแลว้ ละรูปนิมิตกสณิ นั้นถอื อากาศเปน็ อารมณ์จนวงอากาศเกิดเป็น
นิมิตที่มีขอบเขตกว้างใหญ่ แล้วย่อให้สั้นลงมา อธิษฐานให้เล็กใหญ่ได้ตามประสงค์ ทรงจิตรักษา
อากาศไว้โดยกำหนดใจวา่ อากาศหาทส่ี ุด มิได้ดังนจ้ี นจติ เป็นอเุ บกขารมณ์ เปน็ ฌาน 4 ในอรูปฌาน

2. วิญญาณัญจายตนะ อรูปนี้กำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์ โดยจับอากาสานัญจายตนะ คือ
กำหนด อากาศจากอรูปเดิมเป็นปัจจัย ถือนิมิตอากาศนั้นเป็นฐานที่ตั้งของอารมณ์ แล้วกำหนด ว่า
อากาศนีย้ ังเป็นนิมิตท่ีอาศัยรูปอยู่ ถงึ แมจ้ ะเป็นอรูปกต็ ามแต่ยังมีความหยาบอยู่มาก เราจะท้ิงอากาศ

76

เสยี ถอื เฉพาะวิญญาณเป็นอารมณ์ แลว้ กำหนดจิตว่า วญิ ญาณหาท่สี ดุ มไิ ด้ ท้ิงอากาศและรูปท้ังหมด
เด็ดขาดกำหนดวิญญาณ คือถือวิญญาณ ตัวรู้เป็นเสมือน จิต โดยคิดว่าเราต้องการจิตเท่านั้นรูปกาย
อยา่ งอืน่ ไมต่ ้องการจนจติ ตง้ั อยเู่ ปน็ อเุ บกขารมณ์

3. อากิญจัญญายตนะ อรูปนี้กำหนดความไม่มีอะไรเลยเป็นสำคัญ โดยเข้าฌาน 4 ใน
วิญญาณ แล้วเพิกวิญญาณคือ ไม่ต้องการวิญญาณนั้น คิดว่าไม่มีอะไรเลยเป็นสำคัญ อากาศ ก็ไม่มี
วญิ ญาณกไ็ ม่มี ถา้ ยงั มอี ะไรสักอย่างหนง่ึ แม้แต่น้อยหน่ึง ก็เปน็ เหตุของภยันตราย ฉะน้ันการไม่มีอะไร
เลยเป็นการปลอดภัยที่สุดแล้วก็กำหนดจิตไม่ยึดถืออะไร ทั้งหมดจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์ เป็นจบ
อรปู น้ี

4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ กำหนดว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มี
สัญญาก็ไม่ใช่ คือ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งมีสัญญาอยู่นี้ก็ทำความรู้สึกเหมือนไม่มีสัญญา คือไม่
ยอมรับรู้จดจำอะไรหมด ทำตัวเสมือนหุ่นที่ไร้วิญญาณ ไม่รับรู้ ไม่รับอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น หนาวก็รู้ว่า
หนาวแต่ไม่เอาเรื่อง ร้อนก็รู้ว่าร้อนแต่ไมด่ ิน้ รนกระวนกระวาย มีชีวิตทำ เสมือนคนตาย คือไม่ปรารภ
สัญญาคำจดจำใด ๆ ปล่อยตามเรื่องเปลื้องความสนใจใด ๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นเอกัคคตาและ
อเุ บกขารมณ์

บทสรุป
การแผ่เมตตา ก็คือ การตั้งจิตปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสขุ ผมเชื่อว่าชาวพุทธทุกคน

คงได้ยินกันจนชินหูกบั คำแผ่เมตตา "สตั วโ์ ลกท้งั หลาย จงอย่เู ปน็ สขุ เป็นสุขเถิด" พระท่านว่า ผู้ท่ีเจริญ
ในเมตตาธรรม แผ่เมตตาให้กับเพื่อนร่วมโลกเป็นประจำ จนจิตมั่นในเมตตาธรรม จะได้รับอานิสงส์
หรือผลดี 11 ประการ ดังน้ี

1. หลับก็เป็นสุข 2. ตื่นก็เป็นสุข 3. ไม่ฝันร้าย 4. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย 5. เป็นที่รัก
ของอมนุษย์ทั้งหลาย 6. เทวดาย่อมรักษา 7. ไม่ต้องภัยจากไฟ ยาพิษ หรือศัสตราวธุ 8. จิตเป็นสมาธิ
ง่าย 9. สีหน้าผ่องใส 10. เมื่อจะตาย ใจก็สงบ ไม่หลงใหลไร้สติ 11. ถ้ายังไม่บรรลุคุณพิเศษที่สูงกว่า
ย่อมเข้าถึงพรหมโลก การแผ่เมตตา ไม่เหมือนการให้สิ่งของ เพราะการให้สิ่งของ ให้แล้วอาจหมดไป
ได้ แตก่ ารใหค้ วามเมตตา ยงิ่ ให้ผู้ให้กลบั ได้รับกลบั มหาศาลไมม่ ที ่ีสิ้นสดุ

อานิสงส์อรูปฌาน ท่านที่ได้อรูปฌานทั้ง 4 นี้ นอกจากจะมีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุข
ประณตี ในฌานทไ่ี ด้ แลว้ ยงั มผี ลให้สำเร็จมรรคผลงา่ ยดายอย่างคาดไม่ถึงอีกดว้ ย นอกจากนน้ั ท่านที่ได้

77

อรูปฌานนี้แล้วเมื่อสำเร็จมรรคผลจะได้เป็น พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ คือ มีคุณสมบัติพิเศษ
เหนือจากที่ทรงอภิญญา 6 อีก 4 อย่าง สำหรับท่านที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณนี้ ท่านทรงอภิญญา 6 และ
คณุ สมบตั ิพิเศษอกี 4 คอื

ปฏิสัมภิทา 4 อัตถปฏิสัมภิทา มีปัญญาแตกฉานในอรรถ คือฉลาดในการอธิบายถ้อยคำท่ี
ท่านอธิบายมาแลว้ อย่างพิสดาร ถอดเนื้อความท่ีพิสดารนั้นให้ยอ่ ส้ันลงมาพอได้ความชัด ไม่เสียความ
ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในการอธิบายหัวข้อธรรม ที่ท่านกล่าวมาแต่หัวข้อให้ พิสดารเข้าใจชัดนิรุตติ
ปฏิสัมภิทา มีความฉลาดในภาษา รู้และเข้าใจภาษาทุกภาษาได้อย่าง อัศจรรย์ปฏิภาณปฏิสัมภิทา มี
ปฏิภาณเฉลียวฉลาด สามารถแก้อรรถปัญหาได้อย่าง อัศจรรย์ปฏิสัมภิทาญาณนี้ มีความแปลกจาก
อภญิ ญา 6 อยู่อย่างหนง่ึ คือทา่ นที่จะทรงปฏสิ ัมภิทา หรอื ทรงอรปู ฌานนี้ได้ ท่านตอ้ งได้กสณิ 10 และ
ทรงอภิญญามาก่อนแล้วจงึ จะปฏิบัติต่อในอรูปนีไ้ ด้ ถ้าท่านนักปฏิบัติที่ไม่เคยเรียนกสณิ เลย หรือทรง
กสิณได้บางสว่ นยังไม่ถึงข้นั อภิญญาแลว้ ทา่ นมาเรียนปฏบิ ัติในอรูปน้ีย่อมปฏิบตั ิไม่สำเร็จ เพราะการท่ี
ทรงอรูปฌานได้ ต้องใช้กสิณ 9 ประการ ปฐวี เตโช วาโย อาโป นีล ปีตะ โลหิตะ โอทาตะ อาโลกะ
เว้นอากาสกสิณอยา่ งเดยี ว เอามาเปน็ บาทของอรูปฌานคือต้องเอากสณิ 8 อย่างน้ันอย่างใดอย่างหนึ่ง
มาตั้งขึ้น แล้วเข้าฌานในกสิณนั้นจนถึงจตุตถฌาน แล้วเพิกนิมิตในกสิณนั้นเสีย คำว่าเพิก หมายถึง
ปล่อยไม่สนใจในกสิณนั้นการที่จะปฏิบัติ ในอรูปฌาน ต้องเข้ารูปกสิณก่อนอย่างนี้ ฉะนั้นท่านที่จะ
เจริญในอรูปฌานจึงต้องเป็นท่าน ที่ได้กสิณจนคลอ่ งอย่างน้อย 9 กอง จนชำนาญและไดอ้ ภิญญาแล้ว
จึงจะมาปฏิบัติในอรูปฌานนี้ได้ ฉะนั้นท่านที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณจึงเป็นผู้ทรงอภิญญาด้วย สำหรับ
อภิญญากบั ปฏิสมั ภิทาญาณนี้ มีข้อแตกต่างกัน อยู่อยา่ งหน่งึ ท่นี ักปฏิบัตคิ วรทราบ อภิญญานั้น ท่าน
ที่ปฏิบัติกสิณครบ 10 หรืออย่างน้อยครบ 8 ยกอาโลกกสิณและอากาสกสิณเสีย เมื่อชำนาญในกสิณ
ทัง้ 10 หรือทั้ง 8 น้ีแล้ว ก็ทรงอภญิ ญาได้ทันทใี นสมยั ที่เป็นฌานโลกีย์ สว่ นปฏิสมั ภิทาญาณ 4 น้ี เม่ือ
ทรงอรูปฌานที่เป็นโลกียฌานแล้วยังทรงปฏิสัมภิทาไม่ได้ ต้องสำเร็จมรรคผลอย่างต่ำเป็นพระ
อนาคามี หรือพระอรหัตตผลปฏิสัมภิทาจึงจะปรากฏ บังเกิดเป็นคุณพิเศษขึ้นแก่ท่านที่บรรลุ ข้อ
แตกต่างนน้ี ักปฏิบตั คิ วรจดจำไว้

จำนวนชั่วโมงทส่ี อน 3 ชัว่ โมง

กิจกรรมการเรียนการสอน

78

1. ทำแบบประเมินผลกอ่ นเรยี น
2. นำเข้าส่บู ทเรียน บรรยาย ซกั ถาม
3. สรปุ ผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น

สื่อการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมนิ ผลกอ่ นเรยี น - หลงั เรียน

การประเมนิ ผลการเรียน
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองกอ่ นเรยี นและหลังเรียน
2. ประเมนิ จากการมสี ว่ นร่วมในห้องเรยี น
3. ประเมินจากการชกั ถาม

เน้ือหาทจี่ ะสอน
1. เนือ้ หาเร่ือง พรหมวหิ าร 4
2. ความรูเ้ บอ้ื งต้นเกย่ี วกับอรปู ฌาน 4

คำถามทา้ ยบท
1. การเจริญพรหมวิหาร 4 ตองทำอย่างไรบา้ ง
2. หลกั พรหมวหิ าร 4 กบั สัมมาสังกัปปะต่างกนั อยา่ งไร
3. นกั ศึกษาจงอธิบายความรู้เบื้องตน้ เกยี่ วกับอรปู ฌาน 4 มีลกั ษณะอยา่ งไร
4. นักศกึ ษาจงอธบิ ายอรปู ฌาน 4 กบั หลักอนตั ตา ตา่ งกันอยา่ งไร

เอกสารอา้ งองิ บทที่ 6
Posted by pimahn. (2551). ธรรมะกับชีวิตประจำวัน - เร่ือง มาเปน็ พรหมกันเถอะนะ. [ออนไลน์].

ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ 10 ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 4 . จ า ก แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า .
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimahn/2008/04/28/entry-2.
บ้านจอมยุทธ. (2543). พุทธปรชั ญาในฐานะธรรมาธิปไตยนิยม บทวิเคราะหเ์ ร่ืองอนตั ตา. [ออนไลน์].
ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ 10 ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 4 . จ า ก แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า .

79

https://www.baanjomyut.com/library_extension-
3/the_educational_issues_in_buddhist_philosophy/05_11.html.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลยั เอเชียอาคเนย์ เป็นข้อมลู ดิจทิ ัลโดย นายแพทยณ์ รงค์ เลาหวริ ภาพ.
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบบั มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

80

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 7
หัวข้อเรือ่ ง แนวคิดเก่ียวกับอาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตวุ วตั ถาน 1,

รายละเอียด
จากการศึกษาพบว่า อาหาร หมายถงึ สภาพท่ีนำมาซงึ่ กำลัง เครือ่ งคำจุนชีวิต สิ่งท่ีหล่อเล้ียง

ร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโต มี 4 ประเภท ได้แก่ 1. กวฬิงการาหาร คือ คำข้าว 2.
ผัสสาหาร คือ การสัมผัส 3. มโนสัญเจตนาหาร คือ ความตั งใจ และ 4. วิญญาณาหาร คือ วิญญาณ
เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป อาหารนั นมีความสำคัญกับสรรพสัตว์ทั งหลาย โดยเฉพาะกวฬิงการาหาร
หากไม่มีอาหารก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้การบริโภคอาหารเชิงพุทธสามารถศึกษาได้จาก
โภชนปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีปกติเสวยอาหารโดยไม่มียึดติดในรสชาติ ไม่ทรงเสวยมากเกินไป
หรือน้อยเกินไป ทรงเสวยเพียงวันละมื อเพื่อเป็นการสร้างความพอดีให้เกิดขึ นแก่ร่างกาย ส่วนใน
พระวินัยนั นมีบทบัญญัติว่าด้วยการบริโภคอาหารในหมวดเสขิยวัตร เรียกว่า โภชนาปฏิสังยุต อา
หาเรปฏิกูลสัญญาเป็นหนึ่งในสมถกรรมฐาน 40 ซึ่งเป็นอุบายวิธีฝึกจิตให้สงบ จนจิตตั งมั่นอยู่ใน
อารมณ์เดียว เรียกว่า เอกัคคตา คำว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญา หมายถึง ความกำหนดหมายความเป็น
ปฏิกูลในอาหาร โดยกำหนดในอาการต่างๆ 10 ประการ คือ โดยการไป โดยการแสวงหา โดยการ
บริโภค โดยที่อยู่ โดยหมักหมม โดยยังไม่ย่อย โดยย่อยแล้ว โดยผล โดยหลั่งไหลออกและโดยเปื้อน
นอกจากนี ยังพิจารณาความน่าเกลียดของอาหารที่รับประทานไปในหลายๆ วิธีโดยกล่าวซ่ำๆ ว่า
“ปฏิกูลัง” เมื่อทำเช่นนี สัญญาคือการกำหนดรู้ถึงความน่าเกลียดเกี่ยวกับอาหารคือ คำข้าวก็จะ
ปรากฏชดั ขึ นเปน็ อารมณ์ของกมั มัฏฐาน

อานิสงส์ของการเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญากรรมฐาน เบื องต้นนั นทำให้เกิดความผาสุกใน
ร่างกาย ไม่ให้เกิดโรคที่จะเกิดจากการกินอาหาร ในระดับที่สูงขึ นไปนั นทำให้รู้แจ้งในรูปขันธ์
สามารถตัดตัณหาในรส ไม่มีความยินดียินร้ายในเพราะอาหาร ไม่มีความอยากในรสที่พึงพอใจ ทำให้
จิตใจสงบระงับ ไม่กระวนกระวาย จิตย่อมอยู่เป็นสุข และพัฒนาจิตให้เข้าถึงพระนิพพาน การ
ประยุกต์หลักอาหาเรปฏิกูลสัญญากรรมฐานในชีวิตประจำวันเพื่อการบริโภคอาหารอย่างฉลาดมี 3
หลักการ คือ 1. หลักโภชนจ ากัด เป็นหลักการที่ประยุกต์มาจากคำสอนเรื่องโภชนมัตตัญญุตาและ
หลักของอาหาเรปฏิกูลสัญญา มีแนวทางปฏิบัติคือ การพิจารณาอาหารก่อนที่จะบริโภค การหยุด
พฤติกรรมการกินอาหารระหว่างวัน การไม่รับประทานอาหารด้วยความมัวเมาหลงในรสชาติ การไม่

81

รับประทานอาหารด้วยหวังว่าเป็นเครื่องประดับประดา การไม่รับประทานอาหารด้วยหวังว่าจะ
ตกแต่งร่างกาย แต่ให้รับประทานเพื่อกำจัดความเบียดเบียน และเพื่อส่งเสริมสุขภาพของตนเองให้มี
เรีย่ วแรงในการดำเนนิ กิจการต่างๆ ได้ 2. หลกั โภชนปฏิบัตปิ ระยุกต์มาจากคำสอนเรื่องพุทธวิธีในการ
บริโภคและบทโภชนปฏิสังยุต มีแนวทางปฏิบัติคือ ควรกินข้าวที่มีขนาดคำพอดี ควรเคี ยวข้าวให้
ละเอียดทุกคำข้าวก่อนกลืนลงคอ ไม่ควรกนิ อย่างมุมมาม หรอื รีบกิน ควรกำหนดรสชาติของอาหารท่ี
พอดี ไม่ควรกินข้าวในเวลากลางคืน และควรมมี ารยาทในการรบั ประทานอาหาร คอื มีความเคารพใน
อาหาร ในข้าว ในคนปรุงอาหาร เป็นต้น และ 3. หลักโภชนเภสัชประยุกต์มาจากหลักการกินอย่างมี
สติและการกินเพื่อสุขภาพ มีแนวทางปฏิบัติคือ เข้าใจ : ในลักษณะอาหารและวิธีการกินอาหาร
ตลอดจนเข้าใจในคุณค่าแท้ คุณค่าเทียมของอาหาร และเลือกบริโภคอย่างถูกต้อง เข้าถึง : อาหารที่
สะอาดและถูกหลักอนามัย และ พัฒนา : คุณภาพจิตใจของตนเองให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาด้วย
วิปัสสนากัมมัฏฐาน และการฝึกจิตตามหลักการของอาหาเรปฏิกูลสัญญาจะทำให้เกิดความเข้าใจใน
การรับประทานอาหารอย่างแทจ้ รงิ

ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ และลม ธาตุดินมีลักษณะแข็งและอ่อน ธาตุน้ำมีลักษณะไห ลและ
เกาะกุม ธาตุไฟมีลักษณะร้อนและเย็น ธาตุลมมีลักษณะเคลื่อนไหวและเคร่งตงึ การปฏิบัติกรรมฐาน
ในทางพระพุทธศาสนานั้นให้พิจารณาธาตุทั้ง 4 นี้ โดยใช้สติพิจารณาว่าร่างกายนั้นไม่ใช่สัตว์ บุคคล
เขา และเรา เป็นเพียงแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ และลม ประกอบกันอยู่เท่านั้น แต่ละอย่างเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ธาตุมีความสำคัญต่อสิ่งมีชวี ติ หากปราศจากธาตุท้ัง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ และ
ลมสงิ่ มีชีวิตทัง้ หลายจะไมส่ ามารถดำรงอย่ไู ด้ การกำหนดรู้ธาตุ 4 เปน็ อารมณใ์ นขณะปฏิบตั ิกรรมฐาน
ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมกระทบกับรูป 42 ประการ คือ ผม ขน เล็บ
ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ควรกำหนดว่า “ถูกหนอ” การพิจารณาธาตุ 4 เป็นวิธีการหนึง่ ใน
การปฏิบัติกรรมฐานตามแนวทางพระพทุ ธศาสนา การพจิ ารณาธาตุทัง้ 4 โดยมีปญั ญาเปน็ ประธานทำ
ให้พิจารณาโดยความเกิดดับ จักทำให้ผู้ที่เจริญนั้นสำเร็จมรรคผลได้ อานิสงส์การพิจารณาธาตุ 4
ไดแ้ ก่ เห็นความไมใ่ ช่ตัวตน เปน็ ผมู้ ปี ัญญามาก เป็นต้น

แนวคิดเกย่ี วกบั อาหาเรปฏิกลู สญั ญา 1 จตธุ าตวุ วัตถาน 1,
แนวคิด การบริโภคอาหารที่ปราศจากการพิจารณาย่อมนำโทษมาให้ คือ ทำให้หลงผิด และ

ยึดติดกับอาหาร อันจะทำให้เกิดความมัวเมา และไม่สามารถพัฒนาคุณภาพจิตขึ้นได้ อาหาเรปฏิกูล

82

สัญญา เป็นการพจิ ารณาอาหารให้เหน็ ถงึ ความปฏิกลู เพอื่ จะไดไ้ ม่เมามัว และทำใหเ้ กดิ ความทุกข์ ท้ัง
ยังเป็นหนทางแห่งการบรรลุอมตธรรม การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญาใช้วิธีการพิจารณาความเป็น
ปฏิกูลโดยอาการ 10 อย่าง การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญาเพื่อให้เข้าธรรมะของพระพุทธเจ้า ใช้
อาหารใหม่หรืออาหารเก่า แล้วนึกน้อมมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย กระทั่งเห็นภาพอาหารใหม่ หรือเก่า
นั้นชัดเจนเป็น อุคคหนิมิต ต่อจากนั้นนิมิตนั้นใสสว่าง เป็นปฏิภาคนิมิต กระทั่งใจรวมตกศูนย์เข้าถึง
ดวงธรรมภายใน การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญามีอานสิ งส์หลายประการ เช่น ทำให้คลายความติดใจ
ในรสอาหาร ทำใหเ้ ห็นความเกดิ ดบั ของอาหารและรูปร่างกายของตน ทีอ่ าหารหลอ่ เลีย้ ง เป็นตน้

ความหมายของอาหาเรปฏิกลู สญั ญากรรมฐาน
คำวา่ อาหาเรปฎิกูลสัญญา มีคำสำคัญท่ีต้องทาความเข้าใจ 4 คำ ได้แก่ อาหาร ปฎิกลู และ
สญั ญา คำว่า อาหาร ในฐานะเปน็ คำพดู ทางปรัชญาเป็นคำทีบ่ ง่ บอกถึงการดำรงชีพ แปลว่า สภาพซ่งึ
นากาลังมาให้ (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีรว์ สิ ทุ ธิ
มรรค, น. 90 .) มีวเิ คราะหว์ ่า “อาหาเรตีติ อาหาโร สิ่งใดนามาซึ่งผลแก่ตนเอง ส่ิงนัน้ เรียกว่า อาหาร
(มาจาก อานหร ธาตุ=นามา) เม่อื กลา่ วโดยอุปมา คำว่าอาหารใช้กับสาเหตแุ หง่ การดารงชีพ ของสตั ว์
ทั้งหลายซ่งึ เกิดขน้ึ หรอื จะเกิดขน้ึ ตอ่ ไป “ภิกษุทั้งหลาย สาเหตุแห่งการดารงชีพอยู่ของสตั วท์ ้งั หลายที่
เกิดมาแล้วหรือสาเหตุที่สนบั สนุนผู้ที่แสวงหาท่ีเกิดมี 4 อย่าง 4 อยา่ งคืออะไรบา้ ง ไดแ้ ก่ ) อาหารคือ
คำข้าว หยาบหรือละเอียดกต็ าม 2) สัมผสั 3) เจตนา 4) วิญญาณ”(พระพี. วชริ ญาณมหาเถระ, แปล
โดย ชูศกั ดิ์ ทิพยเ์ กสร, สมาธิในพระพทุ ธศาสนา, น. 252.)
คำว่า ปฎิกลู แปลว่า สิ่งท่ีนา่ รังเกียจ (ราชบัณฑติ ยสถาน, พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน
พ.ศ.255 , (กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญพัฒน์, 2554, น. 234.) สิ่งสกปรกน่ารังเกียจ เช่น ขยะเป็น
ส่งิ ปฎิกูล ของทไ่ี ม่น่าพึงปรารถนาคำว่า สญั ญา หมายถึง ความจำ ชอื่ นาม (พระธรรมกิตติวงศ์ (ทอง
ดี สุรเตโช ป.ธ. 9, ราชบัณฑิต), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ ชุดศัพท์วิเคราะห์,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง, 2550, น. 53.) มีวิเคราะห์ว่า สญฺชานนฺติ เอตายาติสา
ธรรมชาติเป็นเครื่องจองจา เครื่องช่วยจา (ส บทหน้า ญา ธาตุ ในความหมายว่า รู้ กฺวิ ปัจจัยแปลง
นคิ คหิตเปน็ ลบ ญ กวฺ ิ เสยี ) สัญญาเปน็ ความจำได้ ความหมายร้ไู ด้ หมายถึง ระบบความจำที่สามารถ
จาคน จาสัตว์ สิ่งของ และเหตุการณ์ต่างๆ ได้ เช่น จาสิ่งที่ได้เห็น จาเสียงที่ได้ยิน จากลิ่นได้หอม จา
รสทไ่ี ดล้ ้ิม หรือจาส่ิงในอดตี ท่ผี ่านมาได้ เป็นต้น เร่อื งเดียวกนั , น. 1070.)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) ได้ใหค้ วามหมายของคำว่า อาหาเรปฎิกลู สัญญาหมายถึง
ความกาหนดหมายความเป็นปฎิกูลในอาหาร, ความสำคัญหมายในอาหารว่าเป็นของปฎิกูลพิจารณา
ให้เห็นว่าเป็นของน่าเกลียดโดยอาการต่างๆ เช่น ปฎิกูล โดยบริโภค, โดยที่อยู่ของอาหาร, โดยสั่งสม

83

อยู่นาน เป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์,
น. 560.)

จึงกล่าวไดว้ ่า อาหาเรปฎิกูลสญั ญากรรมฐาน หมายถึง การพิจารณาให้เห็นว่าอาหารอันเป็น
คำข้าวนั้นเป็นสิ่งปฎิกูล เป็นสิ่งสกปรก เป็นสิ่งน่าเกลียด น่าขยะแขยง ไม่ควรยึดติด ไม่น่าปรารถนา
ไมค่ วรหลงใหลยดึ ตดิ

ที่มาของอาหาเรปฏกิ ลู สัญญากรรมฐานในคมั ภีร์พระพทุ ธศาสนา
อาหารเรปฎิกลู สัญญากรรมฐาน เป็นกรรมฐานท่ปี รากฐในคัมภีรพ์ ระพุทธศาสนาใน 2 หมวด
ธรรม คือหมวดกรรมฐาน 40 และหมวดสญั ญา 10 ดังน้ี
1) อาหาเรปฏกิ ลู สัญญากรรมฐานในกรรมฐาน 40
ในคมั ภีรว์ ิสุทธมิ รรคได้สงเคราะห์ใหอ้ าหาเรปฎิกูลสญั ญาเป็นกรรมฐานประเภท
หนึง่ ในกรรมฐาน 40 โดยทา่ นสงเคราะหเ์ ข้าไว้เปน็ 7 หมวด ดังน้ี ( พระพทุ ธโฆสเถระ, ผแู้ ปล สมเด็จ
พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภรี ว์ ิสุทธมิ รรค, น.182- 183.)
(2) กสณิ กรรมฐาน 10 อย่าง
(2) อสภุ กรรมฐาน 10 อย่าง
(3) อนุสสติกรรมฐาน 10 อย่าง
(4) พรหมวหิ ารกรรมฐาน 4 อย่าง
(5) อารปุ ปกรรมฐาน 4 อย่าง
(6) สัญญากรรมฐาน 1 อยา่ ง
(7) ววตั ถากรรมฐาน 1 อยา่ ง
ในสญั ญา 1 อยา่ งนัน้ คือ อาหาเรปฎิกลู สัญญา ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งท่ีน่าเกลียด
(เรื่องเดียวกัน, น. 185)
2) อาหาเรปฏิกูลสัญญากรรมฐานในสัญญา 10
สัญญา 10 ประการ ปรากฏในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมสัญญาสูตร ความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา 10 ประการนี้ ที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด สัญญา 10 ประการ อะไรบ้าง คือ (องฺ.ทสก. (ไทย) 24/56/123.)
อสภุ สญั ญา 1 มรณสัญญา 1 อาหาเรปฏิกลู สัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 อนิจจสัญญา 1 อนิจ
เจทุกขสัญญา 1 ทุกเขอนัตตสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 ดูก่อน ภิกษุ
ทงั้ หลาย สัญญา 10 ประการนี้แล อนั บุคคลเจรญิ แล้ว ทำใหม้ ีมากแล้ว ยอ่ มมี ผลมาก มีอานิสงส์มาก
หย่งั ลงส่อู มตะ มอี มตะเป็นทีส่ ุด”1)
ในคัมภีร์องั คตุ ตรนิกาย สัตตกนบิ าต ไดแ้ สดงสญั ญาไว้ 7 ประการเทา่ นัน้ ประกอบดว้ ย อสุภ
สัญญา 1 มรณสัญญา 1 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 อนิจจสัญญา 1 อนิจเจ

84

ทุกขสัญญา 1 ทุกเขอนัตตสญั ญา 1 (องฺ.สตฺตก. (ไทย) 23/48/ 75.) แต่ไม่ได้แสดงถึง ปหานสัญญา วิ
ราคสัญญาและนิโรธสัญญา ส่วนในอังคุตตรนิกาย นวกนิบาติ (องฺ.นวก. (ไทย) 23/93/563.) และทีฆ
นิกาย ปาฏิกวรรค (ที.ปา. (ไทย) 11/250/195.) ไดแ้ สดงสัญญาไว้ 9 ประการ เหมอื นสญั ญา 10 ขาง
ต้นแต่เว้นนิโรธสัญญาไว้เสีย นอกจากนั้นยังปรากฏในสังยุตตนิกาย มหาวรรค อาหาเรปฏิกูลสัญญา
สูตร ความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญา ที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อม
เป็นไปเพอ่ื ความอยู่ผาสกุ มาก อย่างนแี้ ล” (ส .ม. (ไทย) 19/250/ 195.)

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร4 อย่างเหล่านี้ เพื่อความตั้งอยู่แห่งเหล่าสัตว์ที่เกิดแล้วบ้าง
เพื่อความอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ที่แสวงหาภพที่เกิดบ้าง อาหาร 4 อย่าง เป็นไฉน อาหาร 4 อย่าง คือ
กวฬิงการาหาร อันหยาบหรือละเอียดเป็นที่ 1 ผัสสาหารเป็นที่ 2 มโนสัญเจตนาหารเป็นที่ 3
วิญญาณาหารเป็นที่ 4”2) จะเห็นได้ว่าอาหารที่เป็นไปเพื่อการตั้งอยู่แห่งสัตว์ พระพุทธองค์ตรัสว่ามี
อยู่ 4 อย่างคือ 1. กวฬิงการาหาร อาหาร คือ คำข้าว ได้แก่ อาหารที่เราบริโภคทุกมื้อทุกวันนั้นเอง
เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงร่างกายไว้ 2. ผัสสาหาร อาหาร คือ ผัสสะหรือสัมผัสต่างๆ ที่กระทบอายตนะ 6
เป็นปัจจัย หล่อเลี้ยงนาม คือ ทำให้เกิดสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา 3. มโนสัญเจตนา
หาร อาหาร คือ มโนสัญเจตนา หรืออาหาร คือ ความนึกคิดทางใจ เป็นเหตุให้ทำ พูด คิด เป็นปัจจัย
หล่อเลี้ยงกรรม 4. วิญญาณาหาร อาหาร คือ วิญญาณ หรือวิญญาณเป็นอาหารเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยง
ใหเ้ กิดนามรปู

ปฏิกูลสัญญา หมายถึง การกำหนดหมายว่าเป็นสิ่งปฏิกูล อาหาเรปฏิกูลสัญญาคือ การ
พิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร กำหนดหมายว่า อาหารที่บริโภคเป็นสิ่งปฏิกูล ซึ่งอาหารท่ี
พิจารณาก็คือ กวฬิงการาหาร คือ อาหารท่ีใช้บรโิ ภค ใชด้ มื่ เคย้ี ว ลิม้ เน่อื งจากอาหารท้ัง 4 ล้วนเป็น
เหตุให้ได้รับทุกข์ ภัย อุปัทวันตรายต่างๆ เป็นอเนกประการ ภัยเกิดจากความยินดีในการบริโภค
อาหาร โดยเฉพาะกวฬิงการาหารมีภัยมาก หากพิจารณาด้วยสติปัญญาอันละเอียดสุขุม จะเห็นโทษ
ภยั ท่ีน่ากลัวยงิ่ ถา้ ขาดการพิจารณาจะมองไม่เห็นโทษเลย ในคมั ภีร์อรรถกถา ได้กล่าวถึงโทษท่ีเกิดจา
กกวฬิงการาหารไวว้ า่ สตั ว์ท้ังหลายติดใจในกวฬงิ การาหารแล้ว มงุ่ ความเย็น เปน็ ต้น เบ้อื งหน้าเม่ือจะ
ทำการงาน เป็นต้น เพื่อตอ้ งการอาหารย่อมประสบทกุ ข์เปน็ อนั มาก ก็บางพวกแม้จะบวชในศาสนา นี้
แล้ว ก็แสวงหาอาหารด้วยอเนสนกรรม3) มีเวชกรรม เป็นต้น ย่อมถูกเขาติเตียนในปัจจบุ ัน แม้ในภพ
หน้าก็ย่อมเป็นสมณเปรต ตามนัยที่กล่าวไว้ในลักขณสังยตุ มีอาทิว่า แม้สังฆาฏิของเธอก็ถูกไฟไหม้ลุก
โชนแลว้ เพราะเหตนุ ้อี นั ดบั แรก ความตดิ ใจในกพฬีการาหาร พงึ ทราบวา่ เปน็ ภัย4) เพราะอาหารมีโทษ

85

ดังนี้ การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญาจึงเป็นหนทางแห่งการ หลุดพ้นจากความยึดติด และเป็นหนทาง
แห่งการพฒั นาจติ เพ่ือมงุ่ สู่อริยภูมติ อ่ ไป

การปฏิบัติอาหาเรปฏิกูลสัญญากัมมัฏฐาน มุ่งหมายเอาเฉพาะเรื่องกพฬิงการาหาร เป็น
ประการสำคัญ ส่วนอาหารอื่นๆ แม้จะมิได้นำมากำหนดเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน แต่ก็ควรทราบถึงภัย
ทง้ั หลายเหลา่ นน้ั พระพทุ ธองค์ทรงกล่าวไวว้ ่า ยงั กิญจิ ทกุ ขงั สมั โภติ สัพพัง อาหาระปัจจะยา อาหา
รานงั นโิ รเธนะ นตั ถิ ทุกขสั สะ สมั ภะโว ฯ แปลว่า ทุกข์ใดๆ ที่เกิดข้ึนแล้ว ทุกขเ์ หลา่ น้ันทั้งหมด ย่อม
มีอาหารทั้ง 4 ช่วยอุดหนุนให้เกิดเสมอ ดังนั้นถ้าอาหารทั้ง 4 ดับลงเมื่อใด ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ไม่มี
เม่อื นัน้

สำหรับอาหารชนิดอื่น คือ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และ วิญญาณาหาร ก็สามารถนำ
ทุกขภ์ ัยมาให้ไม่น้อยกวา่ กพฬิงการาหาร บางอยา่ งน่ากลวั เป็นท่ีสดุ เช่น การไมร่ ูจ้ ัก สำรวมอินทรีย์ ลุ
แกอ่ ำนาจความปรารถนา ความอยากได้ ความตดิ ใจชอบใจ ยินดใี นรปู เสียง กลน่ิ รส สมั ผสั ทีไ่ ม่ควร
ไม่เหมาะสม เพราะผัสสาหารที่ได้รับเหล่านั้นจะนำทุกข์ ภัย โทษมาให้ ถ้าไม่รู้จักพิจารณาย่อม
ประมาทเห็นวา่ ผสั สะเหลา่ นน้ั ไม่มีภยั

ยกตัวอย่าง ชายหนุ่มที่มีฐานะปานกลาง ไม่ร่ำรวยมาก แต่ได้ไปเที่ยวในสถานเริงรมย์ที่
เพียบพร้อมดว้ ยกามคุณ มอี าหารรสเลิศ สตรงี ามปรนนบิ ตั ิ ดนตรีไพเราะ กลนิ่ หอมจรุงใจ ไดร้ ับความ
สะดวกสบายหลายประการ เป็นที่ถูกใจยิ่ง หากไม่พิจารณาให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เมื่อผูกใจเราเสียแล้ว
จิตใจย่อมตกเป็นทาส มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแสวงหามาเสพอีก เมื่อเป็นสิ่งเกินฐานะ แต่
อำนาจความต้องการรุนแรง ย่อมเกิดการแสวงหาในทางที่ผิด เช่นทุจริตต่างๆ เพื่อให้ได้ทรัพย์มา
จับจา่ ยซ้ือหาเอาความพอใจเหลา่ น้ัน ซึง่ ก็มีลกั ษณะท่เี ป็นโทษเหมือน กพฬิงการาหารอยู่ประการหนึ่ง
คือ ไมร่ อู้ ่ิม ไม่รู้พอ ต้องคอยเปลยี่ นหามาเสพอยเู่ สมอๆ

ฝ่ายมโนสัญเจตนาหารยิ่งเป็นภัยล้ำลึกกว่าผัสสาหาร นับด้วยร้อยเท่าพันเท่า เพราะอาหาร
ชนิดน้ีเองเป็นผู้ทำให้เกดิ การสรา้ งกรรมอันเป็นกุศลและอกุศล กอ่ ใหเ้ กดิ วบิ าก (ผล) ตอ้ งเวียนว่ายตาย
เกิดในวัฏสงสาร ภพแล้วภพเล่า ไม่มีสิ้นสุด นับจำนวนไม่ถ้วน มองไม่เห็นคุณค่าของการเลิกเกิด คือ
พระนพิ พาน กั้นสรรพสัตวไ์ วใ้ หเ้ น่นิ ช้า นับเป็นภัยอัน ใหญ่หลวง ข้ามภพขา้ มชาติ นา่ กลวั เปน็ ท่ีสดุ

ส่วนวิญญาณาหาร เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปฏิสนธิในกำเนิดทั้ง 4 การเกิดนี้เป็นภยั นัก เพราะเม่ือ
เกดิ แลว้ ยอ่ มมที ุกข์ทั้งหลาย ท้ังทกุ ขป์ ระจำเช่น ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ทุกข์จร เช่น ความพลดั

86

พรากจากสิ่งที่รัก ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ความเสียใจ ฯลฯ ตามมามากมายไม่รู้สิ้น อาหารทั้ง 4

อย่าง นักปราชญ์ใหน้ กึ พิจารณา เพอ่ื บรรเทาความคิดยดึ ติดในความพอใจ ดังนี้

วิธปี ฏบิ ัตกิ รรมฐานตามหลักอาหาเรปฏกิ ลู สญั ญากรรมฐาน

อาหารในหมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น ท่านหมายเอาเฉพาะกวฬิงการาหารเท่านั้น (ตสฺมึ
อาหาเร ปฎิกลู าการคคฺ หณวเสน อปุ ฺปนนฺ า สญญฺ า อาหาเรปฎิกลู สญฺญา. วสิ ทุ ฺธิ. (บาลี) 2/155., (พระ
พุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, น. 610.) ใน
คัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้กล่าวถึงแนวทางปฏิบัติตามหลักของอาหาเรปฏิกูลสัญญากรรมฐาน โดยอาการ
10 ประการ ดงั น้ี

1) โดยการไป อธิบายว่า พระโยคีพิจารณาว่า ผู้บวชในพระศาสนาซึ่งชื่อว่ามีอานุภาพมาก
อยา่ งน้ี ทาการสาธยายพุทธพจนห์ รือทาสมณธรรมตลอดคืนยนั รุ่ง ลุกขน้ึ แต่เช้าตรู่ ทาวตั รสาหรับลาน
พระเจดีย์และลานพระศรีมหาโพธิ แล้วเข้าไปตั้งน้าฉันน้าใช้ กวาดบริเวณ ปฏิบัติสรีรกิจแล้วขึ้นสู่
อาสนะใฝ่ใจกรรมฐานตลอด 20 หรือ 30 ครั้ง ลุกขึ้นจับบาตรและจีวร ละป่าสาหรับบำเพ็ญเพียรซ่ึง
ปราศจากคนยัดเยยี ดกนั มีสุขเกิดแตว่ ิเวก บรบิ ูรณ์ดว้ ยรม่ เงา และน้าสะอาดเยอื กเย็น มภี มู ภิ าคน่าพึง
ใจ ไม่เห็นแก่ความยินดีในวิเวกอย่างประเสริฐบ่ายหน้าตรงต่อบ้านเพื่อต้องการอาหาร ดุจดังสุนัข
จิ้งจอกบ่ายหน้าต่อป่าช้า พึงไป ก็เมื่อไปอย่างนี้ จึงจาต้องเหยียบย่าผ้าลาดซึ่งเกลือกกลั้วไปด้วยขี้ตีน
ขี้นแมลงสาบเป็นต้นในเรือน ตั้งต้นแต่ลงจากเตียงหรือตั่ง แต่นั้นก็จะต้องเห็นหน้ามุขซึ่งน่าเกลียดยิ่ง
กว่าภายในห้อง เพราะถูกขี้หนูและขี้ค้างคาวเปรอะเปื้อนในกาลบางครั้ง แต่นั้นพึงเห็นพื้นล่าง ว่าน่า
เกลยี ดไปกว่าพ้ืนบน เพราะเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้นกแสกและนกพริ าบเปน็ ต้น แต่นั้นพึงเห็นบริเวณว่า
น่าเกลียดยิ่งกว่าพื้นเบื้องต่ำ เพราะหมองไปด้วยหญ้าและใบไม้แก่ ซึ่งลมพัดมาในกาลบางคราวและ
ด้วยมูตรกรีสน้าลายน้ามูกของพวกสามเณรผู้ป่วย และในฤดูฝนยังเปรอะไปด้วยน้าและโคลนตมเป็น
ต้น พงึ เห็นตรอกแหง่ วิหารเป็นของนา่ เกลยี ดยิง่ กวา่ บริเวณนัน้

อนึ่ง พระโยคีไหว้พระมหาโพธิและเจดีย์โดยลำดับยืนอยู่ในโรงสาหรับตรึก ไม่เหลียวแลดู
เจดีย์งามเช่นกับกองแก้วมุกดา และต้นมหาโพธิที่ระรื่นใจเช่นเดียวกับกาหางนกยุงและเสนาสนะอัน
สง่าดจุ สมบัตใิ นเทววิมาน หันหลงั ให้ประเทศท่นี ่าร่นื รมยเ์ ห็นปานนน้ั หลีกไปโดยหมายใจว่าจักต้องไป
เพราะเหตอุ าการเดินไปตามทางบา้ น พึงเหน็ แมท้ างมีตอและหนามบ้าง ทางท่ขี าดเพราะกาลงั น้าเซาะ
และขรุขระบ้าง แต่นั้นเธอนุ่งผ้าก็เหมือนผู้ปิดฝีรัดประคดก็เหมือผู้พันผ้าพันแผล ห่มจีวรก็เหมือนผู้
คลุมร่างกระดูก นาบาตรออกก็เหมือนผู้นาโกร่งยาออก เมื่อถึงที่ใกล้ประตูบ้าน ก็พึงเห็นแม้ ซากช้าง
ซากม้า ซากโค ซากควาย ซากมนุษย์ ซากงู และซากสนุ ขั เปน็ ต้น กไ็ มใ่ ช่พึงเป็นแตเ่ ห็นเท่าน้ันแม้กลิ่น
ของซากเหล่านั้นกระทบจมูกอยู่อันเธอต้องจาอดกลั้น แต่นั้นเธอครั้นยืนที่หน้าประตูบ้านต้องแลดู
ตรอกตามบ้าน เพื่อหลีกเลีย่ งอันตรายมชี า้ งม้าที่ดุ เป็นต้น ของปฏิกูลซึ่งมีเครื่องลาดเปน็ ต้นมีซากศพ
เป็นอเนกเป็นที่สุดดังว่ามานี้ เป็นสิ่งที่พระโยคีจาต้องเหยียบจาต้องดมเพราะอาหารเป็นเหตุเราพึง

87

พิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการไปอย่างนี้ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ อาหารน่าเกลียดแท้หนอ (พระ
พุทธโฆสเถระ, ผแู้ ปล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คมั ภีรว์ สิ ุทธมิ รรค, น. 611.)

2) โดยการแสวงหา อธิบายว่า ก็เราแม้อดกลั้นสิ่งที่น่าเกลียดโดยการไปอย่างนี้แล้วเข้าไปสู่
บ้านแล้วห่มผ้าสังฆาฏิ มือถือกระเบื้องเที่ยวไป ในถนนในบ้านโดยลำดับเรือนดุจคนกำพร้าที่ในฐานท่ี
เหยียบลงแล้วๆ ในฤดูฝน เท้าทั้งหลายต้องจมลงไปในโคลนเลนจนถึงเนื้อปลีแข้ง ต้องเอามือหนึ่งถือ
บาตรเอามือหนึ่งยกจีวร ในฤดูร้อนก็จาต้องเที่ยวไปด้วยท้ังสรีระอันเกลื่อนกล่นไปด้วยฝุ่นและละออง
หญ้า อันตั้งขึ้นแล้วเพราะกาลังลมพัด ครั้นถึงประตูบ้านนั้นๆ จาต้องเห็นและบางทีก็เหยียบหลุม
โสโครกและบ่อน้าครา อันเจือปนด้วยน้าล้างปลา, น้าล้างเนื้อ, น้าซาวข้าว, น้าลาย, น้ามูก, มูลสนุข
และสุกรเป็นต้น เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่หนอนและแมลงวันหัวเขียว เป็นแดนซึ่งแมลงวันบ้านตั้งข้ึน
เที่ยวจับเกาะที่ผ้าสังฆาฎิบ้าง ที่บาตรบ้าง ที่ศีรษะบ้าง แม้เมื่อพระโยคีเข้าไปสู่เรือนแล้วบางพวกก็
ถวายบางพวกก็ไม่ถวาย แม้เมื่อถวาย บางพวกก็ถวายภัตที่สกุ แต่วานนี้บ้าง ของเคี้ยวที่เก่าบ้าง ขนม
ถั่วและแกงเป็นต้นที่บูดแล้วบ้าง ฝ่ายพวกที่ไม่ให้บางพวกก็พูดว่านิมนต์โปรดสัตว์ข้างหน้าเถิดเจ้าข้า
บางพวกก็นิ่งเสียเปน็ ดจุ ไมเ่ ห็น บางพวกก็ทาทีพดู กบั คนอนื่ เสีย บางพวกซ่ำดา่ ดว้ ยคาหยาบเป็นต้นว่า
เฮ้ย! ไอ้หัวโล้นจงไปเสีย ถึงเป็นอย่างน้ีพระโยคีจาต้องเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้าน แล้วจึงออกมา พระ
โยคีจาต้องเหยียบ จาต้องเห็น จาต้องอดกลั้น ซึ่งของปฏิกูลมีน้าและโคลนตมเป็นต้นนี้จาเดิมแต่เข้า
ไปสบู่ า้ นจนกระท่ังออก ดว้ ยประการดงั พรรณนามาฉะน้ี เธอพึงพจิ ารณาความเป็นของปฏิกูลโดยการ
แสวงหาอยา่ งน้ีว่า แน่ะทา่ นผู้เจริญ อาหารน่าเกลียดแท้หนอ ดงั น้ี (พระพุทธโฆสเถระ, ผู้แปล สมเด็จ
พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร), คัมภรี ว์ สิ ุทธมิ รรค, น. 612)

3) โดยการบริโภค อธิบายวา่ พระโยคผี แู้ สวงหาอาหารอย่างนี้แล้ว น่ังอย่างสบายในท่ีสะดวก
ภายนอกบา้ น ตราบใดท่ียงั มิได้หย่อนมือลงไปในอาหารนั้น แลเห็นภิกษผุ อู้ ย่ใู นฐานะเปน็ ครูหรือมนุษย์
ผู้ละอายบาปเห็นบาปนั้น ก็ยังพออาจเพื่อนิมนต์ให้ฉันอาหารเช่นนั้นได้อยู่ตราบนั้นเพราะยังไม่เป็น
ของปฏิกูล แต่เมอ่ื หยอ่ นมือลงไปในอาหารน้ีดว้ ยความเปน็ ผู้ต้องการฉนั แล้ว เธอจะกล่าวว่าท่านจงรับ
เอาดังนี้ ต้องละอาย เพราะเป็นของปฏิกูลแล้ว อนึ่ง เหงื่อหลั่งออกตามง่ามนิ้วมือทั้ง5 ของพระโยคีผู้
หย่อนมือลงไปขยาอยู่ แม้ภัตที่แห้งแข็งก็ให้ชุ่มทาให้อ่อนได้ ภายหลัง เมื่ออาหารนั้นมีความงามอัน
สลายแล้ว แม้เพราะเหตุสักว่าขยาทาเป็นคาๆ ใส่วางไว้ในปาก ฟันล่างก็ทากิจต่างครกฟันบนทากิจ
ต่างสาก ลิ้นทากิจต่างมือ อาหารนั้นอันสากคือฟันตาแล้วอันลิ้นคลุกเคล้าแล้วในปากนั้นเป็นดุจก้อน
รากสุนัขในรางสุนัข น้าลายจางใส ที่ปลายลิ้นเปื้อน แต่กลางลิ้นเข้าไปน้าลายข้นเปื้อน มูลฟันในที่ซึ่ง
ไมช้ าระไม่ถึงเป้ือน อาหารน้นั ท้ังถูกบดถูกเป้ือนอย่างน้ี หมดสีกลน่ิ และเคร่ืองปรุงอันวิเศษในทันทีน้ัน
เข้าถึงความเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่ง ดุจรากสุนัขอันอยู่ในรางสุนัข แม้เป็นเช่นนั้นยังกลืนกินได้
เพราะล่วงคลองจักษุไปแล้ว พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏกิ ูลโดยการบริโภคอย่างท่ีว่ามาน่ัน


Click to View FlipBook Version