138
ตามช่องทางของอายตนะทเ่ี กิดขึน้ เชน่ เวทนาท่เี กิดจากสัมผัสทางตา เวทนาท่เี กดิ จากการสัมผัสทาง
หู เป็นต้น ซึ่งสามารถจัดระดับเวทนาออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สุข ทุกข์ อทุกขมสุข หรือถ้าจัดให้
ละเอียดลงไปอีกก็จะได้ 5 ระดับ ได้แก่ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และ อุเบกขา สามารถสรุป
กระบวนการรับรู้ไดด้ ังนี้
กระบวนการรับรู้
อายตนะ + อารมณ์ + วิญญาณ = สมั ผัส เวทนา
ทางรับรู้ ส่ิงทถ่ี กู รู้ ความรู้ การรับรู้ เกิด ความร้สู กึ ตอ่ อารมณ์
อายตนะจึงมีความหมายในลักษณะที่ว่า เป็นธรรมที่มีสภาพคล้ายๆ กับพยายามเพื่อให้
เกิดผลตามคุณสมบัติของตน เช่น อายตนะที่เรียกว่าตา กระทบหรือเชื่อมต่อกับอายตนะที่เรียกว่าสี
จึงมกี ารเหน็ สี
- อายตนะทีเ่ รยี กว่าหู เชื่อมต่อกบั อายตนะทเ่ี รียกว่าเสียง จงึ มีการได้ยนิ เกิดขน้ึ
- อายตนะที่เรยี กว่าจมกู เชือ่ มตอ่ กบั อายตนะท่ีเรียกวา่ กลิน่ จงึ มกี ารร้กู ล่ินเกดิ ขน้ึ
ดังน้นั จึงอาจกลา่ วได้ว่า อายตนะภายในและอายตนะภายนอก เป็นเหตใุ หม้ ีผลเกดิ ขึน้ เช่น
- จกั ขายตนะกบั รปู ายตนะ (เปน็ เหต)ุ การเห็น (เปน็ ผล)
- โสตายตนะกับสัททายตนะ (เปน็ เหต)ุ การได้ยนิ (เป็นผล)
- ฆานายตนะกบั คนั ธายตนะ (เป็นเหตุ) การได้กลิน่ (เป็นผล)
- ชวิ หายตนะกับรสายตนะ (เป็นเหต)ุ การรู้รส (เปน็ ผล)
- กายายตนะกับโผฏฐพั พายตนะ (เป็นเหตุ) การรสู้ มั ผัส (เป็นผล)
- มนายตนะกับธมั มายตนะ (เป็นเหต)ุ การรู้เรอื่ งราวตา่ งๆ (เป็นผล)
เหตุกับผลที่กล่าวมานี้ เป็นไปตามสภาวะ อายตนะต่างๆ เหล่านี้ มีการขวนขวาย พยายาม
เพื่อให้ผลของตนเกิด สิ่งที่เชื่อมต่อเหล่านี้ ทำให้จิตและเจตสิกธรรมกว้างขวางเจริญขึ้น คือเมื่อ
อายตนะภายในและภายนอกมากระทบกันเข้า เกิดการรู้อารมณ์ทางทวารนั้นๆ วิถีจิตต่างๆ มีจักขุ
ทวาร วิถียอมเกิดขึ้น วิถีจิตนั้นเมื่อเกิด มิใช่เกิดเพียงวิถีเดียว แต่จะเกิดจำนวนนับไม่ถ้วน ในวิถีจิต
หนึ่งๆ นั้น มีจิตหลายชนิดเกิดขึ้น ทั้งกุศลและอกุศล ทั้งวิบาก ทั้งกิริยา อาการที่เ กิดขึ้นดังกล่าวนี้
เรยี กวา่ จติ เจตสิก เจริญกว้างขึน้
นอกจากนี้ กุศลธรรม มีศรัทธา สติ ปัญญา อกุศลธรรม มีโลภะ โทสะ เป็นต้น เมื่อเกิดใน
ระยะแรกยงั มีกำลังอ่อน แตเ่ มื่อวถิ จี ติ เกิดวนเวียนซำ้ หลายรอบเขา้ กำลงั แหง่ กุศล และอกุศลเหล่านี้ก็
139
เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ กระทั่งสำเร็จเป็นสุจริต ทุจริต ลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่าจิต เจตสิกมีความ
เจรญิ กวา้ งขวางเพราะอาศัยการกระทบเช่ือมต่อของอายตนะภายใน ภายนอกนเ้ี อง
บทสรปุ
1. อายตนะเป็นจดุ เริ่มต้น และเปน็ หัวเล้ียวหัวตอ่ ของทางแยกระหวา่ งกศุ ลกับอกุศล ทางสาย
หนึ่งนำไปสู่ความประมาทมัวเมา ความชั่ว และการหมกติดอยู่ในโลก อีกสายหนึ่งนำไปสู่ความรู้เท่า
ทัน การประกอบกรรมดี และความหลดุ พ้นเป็นอิสระความสำคัญในเรื่องน้ีอยู่ทวี่ ่า หากไม่มีการฝึกฝน
อบรมให้เข้าใจและปฏิบัติในเรื่องอายตนะอย่างถูกต้องแล้ว ตามปกติมนุษย์ทั่วไปจะถูกชักจูงล่อให้
ดำเนินชีวิตในทางที่มุ่งเพื่อเสพเสวยโลก เที่ยวทำการต่างๆ เพียงเพื่อแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะท่ีชอบใจ และความสนกุ สนานบันเทิงตา่ งๆ มาปรนเปรอตา หู จมูก ลนิ้ ผวิ กาย และใจอยาก
ของตน พอกพูนความโลภ โกรธ หลง แล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนทั้งแก่ตนและผู้อื่นพอจะ
เห็นได้ไม่ยากว่า การเบียดเบียนกัน การขัดแย้งแย่งชิง การกดขี่บีบคั้น เอารัดเอาเปรียบกันตลอดจน
ปัญหาสังคมต่างๆ ที่เกิดเพิ่มขึ้น และที่แก้ไขกันไม่สำเร็จ โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็สืบเนื่องมาจา กการ
ดำเนินชีวิตแบบปล่อยตัว ให้ถูกล่อถูกชักจูงไปในทางที่จะปรนเปรออายตนะอยู่เสมอ จนเคยชินและ
รุนแรงยิ่งขึ้นๆนั่นเองคนจำนวนมาก บางทีไม่เคยได้รับการเตือนสติให้สำนึกหรือยั้งคิด ที่จะพิจารณา
ถึงความหมายแห่งการกระทำของตน และอายตนะที่ตนปรนเปรอบ้างเลย และไม่เคยปฏิบัติเกี่ยวกบั
การฝึกอบรมหรือสังวรระวังเกี่ยวกับอายตนะหรอื อินทรยี ์ของตน จึงมีแต่ความลุ่มหลงมัวเมายิ่งๆ ข้ึน
การแก้ไขทางจรยิ ธรรมในเร่ืองน้ี ส่วนหนง่ึ อยูท่ ี่การสรา้ งความเขา้ ใจให้รู้เทา่ ทันความหมายของายตนะ
และสิ่งที่เกี่ยวข้องว่าควรจะมีบทบาทและความสำคัญในชวี ิตของตนแค่ไหน เพียงไร และอีกส่วนหนึ่ง
ให้มีการฝึกฝนอบรมด้วยวิธีประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุม การสำรวมระวังใช้งาน และรับใช้
อายตนะเหล่านนั้ ในทางท่ีจะเปน็ ประโยชนอ์ ย่างแท้จรงิ แกช่ ีวติ ของตนเองและแก่สังคม
2. อายตนะเป็นแหล่งท่ีมาของความสุขความทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งการดำเนินชีวิตทั่วไป
และความเพียรพยายามเฉพาะกิจแทบทุกอย่างของปุถุชน ด้านสุขก็เป็นการแสวงหา ด้านทุกข์ก็เป็น
การหลีกหนีนอกจากสุขทุกข์จะเกี่ยวเน่ืองกับปัญหาความประพฤติดีประพฤติชั่วที่กลา่ วในข้อ 1 แลว้
ตัวความสขุ ทุกข์นน้ั ก็เปน็ ปญั หาอยู่ในตวั ของมันเอง ในแงข่ องคุณคา่ ความมแี ก่นสาร และวามหมาย
ที่จะเข้าพึ่งพาอาศัยมอบกายถวายชีวิตให้อย่างแท้จริงหรือไม่คนไม่น้อย หลังจากระดมเรี่ยวแรงและ
เวลาแห่งชีวิตของตนวิ่งตามหาความสุขจากการเสพเสวยโลกจนเหนื่อยอ่อนแลว้ ก็ผดิ หวงั เพราะไม่ได้
สมปรารถนาบ้าง เมื่อหารสอร่อยหวานชื่น ก็ต้องเจอรสขื่นขมด้วย บางทียิ่งได้สุขมาก ความเจ็บปวด
เศร้าแสบกลับยิ่งทวีล้ำหน้า เสียค่าตอบแทนในการได้ความสุขไปแพงกว่าได้มา ไม่คุ้มกันบ้าง ได้สม
ปรารถนาแล้ว แต่ไม่ชื่นเท่าที่หวัง หรือถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายแล้ว ความสุขกลับวิ่งหนีออกหน้าไปอีก
ตามไม่ทันอยู่ร่ำไปบ้าง บางพวกก็จบชีวิตลงทั้งที่กำลังวิ่งหอบ ยังตามความสุขแท้ไม่พบหรือยังไม่พอ
140
ส่วนพวกที่ผิดหวงั แล้ว ก็เลยหมดอาลัยปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่อง อยู่อย่างทอดถอนความหลงั
บา้ ง หนั ไปดำเนนิ ชีวิตในทางเอยี งสุดอกี ดา้ นหนึ่ง โดยหลบหนีตีจากชวี ิตไปอยู่อย่างทรมานตนเองบ้าง
การศึกษาเรื่องอายตนะนี้ มุ่งเพื่อให้เกิดความรู้เท่าทันสภาพความจริง และประพฤติปฏิบัติด้วยการ
วางท่าทีที่ถูกต้อง ไม่ให้เกิดเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนเองและผู้อื่นมากนัก อย่างน้อยก็ให้มีหลัก พอรู้
ทางออกที่จะแก้ไขตัว นอกจากจะระมัดระวังในการใช้วิธีการที่จะแสวงหาความสุขเหล่านี้แ ล้ว ยัง
เข้าใจขอบเขตและขั้นระดับต่างๆ ของมัน แล้วรู้จักหาความสุขในระดับที่ประณีตยิ่งขึ้นไปด้วย ความ
ประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ ก่ยี วกับสุขทุกขน์ ี้ ยอ่ มเปน็ เรอ่ื งของจริยธรรมไปดว้ ยในตัว(สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์
(ป.อ.ปยตุ ฺโต), 2562, น.67-69)
3. อายตนะในแง่ที่เป็นเรื่องของกระบวนการรับรู้และการแสวงปัญญา ก็เกี่ยวข้องกับ
จริยธรรมตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะถ้าปฏิบัติในตอนเริ่มแรกไม่ถูกต้อง การรับรู้ก็จะไม่บริสุทธิ์ แต่จะ
กลายเปน็ กระบวนการรับรู้ที่รับใชก้ ระบวนการเสพเสวยโลก หรอื เป็นส่วนประกอบของกระบวนธรรม
แบบสังสารวฏั ไปเสีย ทำใหไ้ ดค้ วามรู้ทบี่ ิดเบือน เอนเอยี ง เคลอื บแฝง มอี คติ ไมถ่ กู ต้องตรงตามความ
จริง หรอื ตรงกับสภาวะตามที่มันเป็น การปฏิบตั ใิ นทางจริยธรรมที่จะชว่ ยเกื้อกูลในเรื่องนี้ ก็คือวิธีการ
ที่จะรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในอุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลางมีจิตราบเรียบเที่ยงตรงไม่เอนเอียง ไม่ให้
ถูกอำนาจกเิ ลสมีความชอบใจไมช่ อบใจเปน็ ต้นเขา้ ครอบงำ
4. การปฏิบัติทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับอายตนะโดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง มีหลายอย่าง
บางอย่างก็มีไว้เพื่อใช้ในขั้นตอนต่างๆ กัน ทั้งนี้สุดแต่ว่าปัญหามักจะเกิดขึ้นที่จุดใด ทุกข์และบาป
อกุศลมักได้ช่องเข้ามาที่ช่วงตอนใดอย่างไรก็ตาม ท่านมักสอนย้ำให้ใช้วิธีระวังหรือป้องกันตั้งแต่
ช่วงแรกที่สุด คือ ตอนที่อายตนะรับอารมณ์ทีเดียว เพราะจะทำให้ปัญหาไม่เกิดขึ้นเลย จึงเป็นการ
ปลอดภัยท่ีสุดในทางตรงข้าม ถา้ ปญั หาเกิดขึ้นแล้ว คอื บาปอกุศลธรรมไดช้ ่องเข้ามาแล้ว มักจะแก้ไข
ยาก เช่น เมื่อปล่อยให้อารมณ์ที่ล่อเร้าเย้ายวนครอบงำใจ จิตถูกปรุงแต่งจนราคะหรือโลภะ โทสะ
โมหะ เกดิ ขนึ้ แลว้ ทง้ั ท่รี ้ผู ิดชอบชว่ั ดี มคี วามสำนกึ ในสง่ิ ชอบธรรมอยู่ แตก่ ็ทนต่อความเย้ายวนไม่ได้ ลุ
อำนาจกิเลส ทำบาปอกุศลลงไป ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงย้ำวิธีระมัดระวังป้องกันให้ปลอดภัยไว้ก่อนตั้งแต่
ตน้ องคธ์ รรมสำคญั ท่ีใช้ระมัดระวังต้ังแต่ต้น กค็ อื สติ ซ่งึ เป็นตวั ควบคุมจิตไว้ให้อยู่กับหลัก หรือพูดอีก
นัยหนึ่ง เหมือนเชือกสำหรับดึงจิต สติที่ใช้ในขั้นระมัดระวังป้องกันเกี่ยวกับการรับอารมณ์ของ
อายตนะแตเ่ บอ้ื งตน้ นี้ ใชห้ ลกั ที่เรียกวา่ อินทรยี สังวร ซง่ึ แปลวา่ การสำรวมอินทรีย์ เรียกอกี อย่างหนึ่ง
ว่า การคุ้มครองทวาร หรือคุ้มครองอินทรีย์ หมายถึง การมีสติพร้อมอยู่ เมื่อรับอารมณ์มีรูป เป็นต้น
ด้วยอินทรีย์มตี าเป็นอาทิ ก็ไม่ปลอ่ ยใจถือไปตามนิมติ หมายต่างๆ อันจะเปน็ เหตใุ ห้เกดิ ความติดพันขุ่น
เคืองชอบใจไม่ชอบใจ แล้วถูกอกุศลธรรมเข้าครอบงำจิตใจ การปฏิบัติตามหลักนี้ ช่วยได้ทั้งด้าน
ป้องกันความชั่วเสียหาย ป้องกันความทุกข์ และป้องกันการสร้างความรู้ความคิดท่ีบิดเบือนเอนเอียง
(สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), 2562, น.67-69)
141
อย่างไรกต็ าม การที่จะปฏิบตั ใิ ห้ได้ผล มิใชว่ า่ จะนำหลักมาใช้เมื่อไรก็ไดต้ ามปรารถนา เพราะ
สติจะตั้งมั่นเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จำต้องมีการฝึกฝนอบรม อินทรียสังวรจึงต้องมีการซ้อมหรือใช้อยู่
เสมอ การฝกึ อบรมอนิ ทรยี ์ มีช่อื เรียกว่า อินทรียภาวนา (แปลตามแบบวา่ การเจริญอินทรีย์ คือพัฒนา
อินทรีย)์ ผูท้ ฝี่ ึกอบรมหรอื เจริญอนิ ทรยี ์แลว้ ย่อมปลอดภัยจากบาปอกุศลธรรม ความทุกข์ และความรู้
ทเ่ี อนเอยี งบิดเบือนท้งั หลาย เพราะป้องกันไว้ได้ก่อนที่สิ่งเหล่าน้ันจะเกิดขนึ้ หรือแม้หากความชอบใจ
ไม่ชอบใจจะหลุดรอดเกิดขึ้นมา ก็สามารถระงับ หรือสลัดทิ้งไปได้เร็วพลันอินทรียสังวรนี้จัดว่าเป็น
หลักธรรมในขั้นศีล แต่องค์ธรรมสำคัญที่เป็นแกนคือสตินั้นอยู่ในจำพวกสมาธิทำให้มีการใช้กำลังจิต
และการควบคุมจิตอยู่เสมอ จึงเป็นการฝึกอบรมสมาธิไปด้วยในตัวหลักธรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่ท่าน
แนะนำให้เป็นข้อปฏิบัติในเรื่องนี้ เป็นหลักในระดับปัญญา เรียกว่าโยนิโสมนสิการ หลักนี้ใช้ในช่วง
ตอนที่รับอารมณ์เข้ามาแล้ว โดยให้พิจารณาอารมณ์นั้นเพื่อเกิดความรู้เท่าทันเช่น พิจารณาคุณ โทษ
ข้อดีข้อเสียของอารมณ์นั้น พร้อมทั้งภาวะอันเป็นอิสระปลอดภัยอยู่ดีมีสุขได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัย
อารมณ์นั้น ในแง่ที่จะต้องให้คุณและโทษของมันเป็นตวั กำหนดความสุข ความทุกข์และชะตาชีวิตข้อ
ปฏิบัติที่กล่าวถึงเหล่านี้ เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนาที่สอนให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบ และ
ปล่อยวางมันไป
จำนวนช่วั โมงทส่ี อน 3 ชว่ั โมง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ทำแบบประเมนิ ผลก่อนเรยี น
2. นำเข้าสบู่ ทเรยี น บรรยาย ซกั ถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมนิ ผลหลังเรยี น
สื่อการสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรียน - หลังเรยี น
การประเมนิ ผลการเรยี น
1. ประเมินผลจากแบบประเมนิ ตนเองก่อนเรียนและหลังเรยี น
142
2. ประเมินจากการมสี ว่ นรว่ มในหอ้ งเรยี น
3. ประเมนิ จากการชกั ถาม
เนือ้ หาทีจ่ ะสอน
1. แนวคดิ เกี่ยวกับเรอื่ งขันธ์ 5
2. องค์ประกอบของขันธ์ 5 ในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท
3. อปุ าทายรูป 24
4. คุณคา่ ของการศกึ ษาเรื่องขนั ธ์ 5
5. แนวคดิ เกี่ยวกับเร่ืองอายตนะ 12
คำถามท้ายบท
1. แนวคิดเกี่ยวกบั เรื่องขันธ์ 5 เปน็ วิปัสสนากรรมฐานไดอ้ ยา่ งไร
2. องค์ประกอบของขันธ์ 5 ในพระพุทธศาสนาเถรวาทท่านอธิบายไว้อย่างไรบ้าง ต่างจาก
วิทยาศาสตร์อยา่ งไร
3. อุปาทายรปู 24 ประการ เป็นรปู ลักษณะอยา่ งไร จงอธบิ าย
4. คณุ คา่ ของการศกึ ษาเร่อื งขันธ์ 5 ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
5. นักศกึ ษาจงอธิบายแนวคดิ เกีย่ วกับเรอ่ื งอายตนะ 12 ทา่ นอธิบายไวอ้ ยา่ งไร
เอกสารอา้ งองิ บทที่ 9
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2549). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุง และขยายความ. พิมพ์ครั้งที่
11. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ บรษิ ัท สหธรรมิก จำกดั .
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559).
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบบประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). กรงุ เทพมหานคร :
มลู นธิ กิ ารศึกษาเพอ่ื สนั ตภิ าพ.
พระพุทธโฆสเถระ, คมั ภีร์วิสุทธมิ รรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหา
เถร), หน้า 7 , พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1 – 2 – 6, หน้า
6.)
พระพุทธโฆสเถระ. (2547). คัมภีร์วิสุทธิมรรค. แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ
อาสภมหาเถร). พมิ พค์ ร้งั ท่ี 5. กรุงเทพมหานคร: บริษัท ประยรู วงศพ์ ริ้นท์ติ้ง จำกัด.
143
พระมหาภาธร อาภาธโร (อินทะพูล). (2561). การศึกษาวิเคราะห์ความสาคัญของอายตนะ
ในสฬายตนวิภังคสูตร. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์. ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-
กนั ยายน 2561. น.107.
พระมหาโยธนิ โยธิโก. (2561). การจัดการขันธ์ 5 เพื่อแกป้ ัญหาและพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา.
วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์. ปที ี่ 18 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2561).
พันตารวจโทหญงิ สุชาดา พระเขียนทอง. (2560). การปฏิบัติธรรมโดยการพิจารณาขนั ธ์ 5 ของพุทธ
ศาสนิกสตรีไทย. ดุษฎีนิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา
พระพทุ ธศาสนา. บณั ฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
พุทธทาสภิกข.ุ ธรรมบรรยาย ระดบั มหาวทิ ยาลัย เล่ม 2. จัดพิมพโ์ ดยศรัทธาบริจาคของสภุ ี คลอ่ งการ
ยงิ .
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบบั มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. พิมพ์ครั้งท่ี2.
กรุงเทพมหานคร : บริษทั นานมบี คุ๊ สพ์ บั ลิเคชน่ั ส์ จากัด.
ศ.ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ. (2556). พระพุทธศาสนาเถรวาท. ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติม.
กรุงเทพมหานคร : หา้ งหุน้ สว่ นจำกดั สามลดา.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยเอเชยี อาคเนย์ เป็นข้อมลู ดิจิทลั โดย นายแพทยณ์ รงค์ เลาหวริ ภาพ.
Prapromkunaporn (P.A. Payutto). (2012). Added Buddha Dhamma. 32nd Edition.
Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya University Press.
144
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 10
หัวข้อเร่อื ง แนวคดิ เกี่ยวกับธาตุ 18 อนิ ทรีย์ 22
รายละเอยี ด
พระพุทธองค์ทรงแสดงแนวทางและ หลกั การปฏิบตั วิ ปิ สั สนาภาวนาตามหลักสติปฏั ฐาน 4 มี
กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งเป็นอารมณ์ ของวิปัสสนาด้วยการกำหนดรูน้ าม-รูปซ่ึงเน้นไปที่ร่างกายหรอื
ความรู้สึกโดยตรงด้วยการ กำหนดรู้ ความไม่เที่ยงผ่านการทำสติรู้เท่าทันอาการเกิด-ดับของอารมณ์
เหล่านั้นเท่านั้น แต่อารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีมากมายขึ้นอยู่กับจริตความโน้มเอียงของจิตที่เคยเสพ
คนุ้ แต่ อารมณ์ทีเ่ ป็นสว่ นของการปฏบิ ัตวิ ปิ ัสสนาภาวนาต้องเปน็ สภาวธรรมที่กำลังปรากฏทีม่ ีอยู่ในตน
อันได้แก่ ขันธ์ 5 คือ (1) รูปขันธ์ กองรูป (2) เวทนาขันธ์ กองเวทนา (3) สัญญาขันธ์ กองสัญญา (4)
สังขารขันธ์ กองสังขาร (5) วิญญาณขันธ์ กองจิต ส่วนอายตนะ 12 เป็นสะพานเครื่องเชื่อมต่อให้เกดิ
ความรู้ มีจักขปุ สาทเปน็ ต้น และธมั มายตนะ (พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ 35 : 635)
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือ
ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า
“สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง” ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กาหนด เปิดเผย จาแนก ทาให้ง่าย
ว่า “สังขารทั้งปวงไม่เท่ียง” ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดา
ความเปน็ ไปตามธรรมดา กค็ งตงั้ อยอู่ ย่างนนั้ ตถาคตรู้ บรรลธุ าตนุ นั้ วา่ “สังขารทั้งปวงเปน็ ทุกข์” ครัน้
รู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กาหนด เปิดเผย จาแนก ทาให้ง่ายว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์”
ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็
คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุน้ันวา่ “ธรรมทง้ั ปวงเปน็ อนัตตา” ครัน้ รู้ บรรลุแลว้ จึงบอก แสดง
บัญญัติ กาหนด เปิดเผย จาแนก ทาให้ง่ายว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” (มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั : 2539: 20/137/385)
สิ่งทรงไว้ซึง่ สภาพของตน คอื ธาตุ 18 ไดแ้ ก่ (1) จักขธุ าตุ องคธ์ รรมได้แก่ จกั ขปุ สาท (2) โสต
ธาตุ องคธ์ รรมได้แก่ โสตปสาท (3) ฆานธาตุ องค์ธรรมไดแ้ ก่ ฆานปสาท (4) ชวิ หาธาตุ องคธ์ รรมได้แก่
ชิวหาปสาท (5) กายธาตุ องค์ธรรมไดแ้ ก่ กายปสาท (6) รูปธาตุ องค์ธรรม ได้แก่ สีตา่ งๆ (7) สทั ทธาตุ
องค์ธรรมได้แก่ เสียงต่างๆ (8) คันธธาตุ องค์ธรรมได้แก่ กลิ่นต่างๆ (9) รสธาตุ องค์ธรรมได้แก่ รส
ต่างๆ (10) โผฏฐัพพธาตุ องค์ธรรมได้แก่ สัมผัสต่างๆ (11) .จักขุ วิญญาณธาตุ จักขุวิญญาณ ชื่อว่า
145
ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการเห็น (12) โสตวิญญาณธาตุ โสต วิญญาณ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการได้
ยนิ (13) ฆานวญิ ญาณธาตุ ฆานวญิ ญาณ ชือ่ ว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซ่ึงการรกู้ ล่ิน (14) ชวิ หาวิญญาณธาตุ
ชิวหาวิญญาณ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่ง การรู้รส (15) กายวิญญาณธาตุ กายวิญญาณ ชื่อว่าธาตุ
เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้สัมผัส (16) มโน ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้ปัญจารมณ์อย่างสามัญ (17) มโน
วิญญาณธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้ อารมณ์พิเศษ 22 และ(18) ธัมมธาตุสภาพธรรม เพราะทรงไว้ซึ่ง
สภาวะลกั ษณะของตนๆ ในการ ปฏบิ ัติวปิ สั สนาภาวนาโดยการกำหนดรู้ความเป็นธาตุ 18
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงสภาวธรรมทั้งหลายโดยยกขึ้นสู่ธาตุก็เพื่อประโยชน์จะให้รู้ว่า
สภาวธรรมท้ังหลายเหลา่ นี้มอี ยู่หรอื ทรงอย่หู รือมีอยู่เอง เป็นอยู่ของมนั อยา่ งนัน้ ตามเหตปุ จั จยั หาได้มี
ใครหรือผู้ใดมาทำให้เป็นเช่นนี้ไม่ หรือว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระเจ้าสร้างหรือเนรมิตให้ เป็นสิ่งเกิด
ขึ้นมาใหม่โดยแท้จริงแล้ว สรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งว่างเปล่า จากความหมายแห่งความ เป็นตัวตน
ปราศจาก เปน็ นสิ สัตตะ นชิ ชวี ธรรม คือ เปน็ ธรรมท่ไี ม่มสี ตั วจ์ งึ ทรงบัญญัติศพั ท์ เรยี กวา่ “ธาตุ”
ธาตุที่เกิดขึ้นถือเป็นสังขารธรรม (ขันธ์ 5 และธาตุที่ไม่เกิด คือ นิพพาน นิพพานก็เป็น ธาตุๆ
หนึง่ ซง่ึ ไมใ่ ชต่ วั ตน นพิ พานมิใช่บุคคล นพิ พานเป็นอนัตตาไมใ่ ช่การรู้ธาตเุ พียงทฤษฎแี ละ คิดเร่ืองธาตุ
เท่านั้น การรู้แล้ว การประจักษ์สภาพที่เป็นธาตุ คือ ขณะที่ปัญญาประจักษ์นาม ธรรม รูปธรรม ตาม
ความเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธาตุเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน การรู้ความจริงเช่นน้ี จะนำไปสู่การดับ ความ
กลัว ความทุกข์ และภัยพิบัติทั้งปวง ดังนั้นหลักการเจริญวิปัสสนาโดย การกำหนดรู้ธาตุ จึงเป็น
เทคนิควิธีการเจริญจิตเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานอีกอย่างหนึ่งนอกจาก การรู้การเกิดดับของนามรูป
โดยการพัฒนาสติและสัมปชัญญะผ่านทางอายตนะทั้ง 6 สู่ธาตุ 18 (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺ
โต), 2551 : 266) โดยถอื วา่ เปน็ เพยี งสกั วา่ ไม่ใช่สัตว์บคุ คล ตวั ตน เรา เขา เป็นสูญ ว่างเปล่า เทา่ นน้ั
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำการวิเคราะห์ธาตุ 18 และอินทรีย์ 22 ในฐานะเป็นส่วนประกอบ
ของอารมณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ปฏิบัติควรศึกษาให้เข้าใจหลักการ
ปฏิบัตวิ ปิ ัสสนาภาวนาอนั เป็นแนวทางแห่งการบรรลุ มรรค-ผล และการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน อัน
เป็นประโยชนเ์ กอื้ กูล แก่ผปู้ ฏบิ ตั ิวิปสั สนาภาวนาสืบตอ่ ไป
แนวคิดเรอื่ ง ธาตุ 18
ธาตุ 18 ในคัมภีรพ์ ุทธศาสนาเถรวาท ธาตุ แปลว่า สภาวะ คือ สภาพว่างเปลา่ ไม่ใช่ตัวบคุ คล
ตัวตน เรา เขา ธาตุในทางธรรม เป็นเพียงสภาวธรรม ไม่ใช่สมมุติบัญญัติซึ่งใช้สื่อสารกันจนเข้าใจกัน
146
วา่ เป็นก้อนอตั ภาพของ มนษุ ยแ์ ละสัตว์ การพิจารณาธาตุ 18 นีม้ ีประโยชน์เพ่อื ใหล้ ะวางความเห็นผิด
ว่าเป็นตัวเป็นตน โดยให้เข้าใจว่ามีเพียงธาตุเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา (พระโสณมหาเถระ (มหา
สสี ยาดอ), 2549 : 188) จักขปุ สาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท เปน็ ตน้ ช่อื ว่า ธาตุ
เพราะมีเนื้อความว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ เป็นสภาวะแท้ๆ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้ รส
การถูกต้องสัมผัส การนึกคิดอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งกิจต่างๆ เหล่านี้ มีได้ก็เพราะการประชุม ปรุงแต่ง
รว่ มกนั ระหว่าง ทวาร อารมณ์ วญิ ญาณ ที่เป็นธาตุท้ัง 18 อย่าง นอกจากการประชุม ระหวา่ งธาตุ 18
เหล่านี้ ถ้าเข้าใจว่า การเห็น การได้ยิน การคิดนึก หรือการไป การมา การกิน การนอน การพูด ของ
มนุษย์ สัตว์ดิรัจฉานนี้ ก็ย่อมไม่มี ฉะนั้น สภาพความเป็นอยู่ของธาตุ 18 เหล่านี้ จึงกล่าวว่าเป็น นิสฺ
สตฺต คือ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล (พระสัทธัมมโชติกะ, 2550 : 155) ความเข้าใจว่าคนทั้งหลายที่ตายลงน้ัน
แต่วิญญาณไม่ตาย วิญญาณล่องลอยออกจากร่างเก่าไป อยู่ในร่างใหม่ ความเข้าใจเช่นนี้ย่อมจัดเป็น
อัตตวาทุปาทาน คือ ยึดมั่นว่าสัตว์ทั้งหลายนั้นมี ชีวะ อัตตะ อยู่ซึ่งความเป็นจริงสภาวะนั้น ชีวะ
อัตตะ ทีไ่ มต่ ายย้ายจากภพเก่าไปเกดิ ในภพใหม่ นนั้ ไมม่ ีการเกดิ การอยู่ การตายน้นั เปน็ ไปตามสภาพ
ของธาตุทั้งสิ้น คือ เมื่อเวลาตายนั้น วิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ และจักขุธาตุ เป็นต้น ที่เป็นกัมมชรูปดับ
เมื่อเวลาเกิด มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ และจักขุธาตุ เป็นต้น ที่เป็นกัมมชรูปเกิดขึ้นนั้นเอง ดังนั้น
สภาพความเป็นอยู่ของธาตุ 18 เหล่านี้ว่า เป็น นิชฺชีว คือ ไม่ใช่ชีวะ อัตตะ ธาตุ 18 ย่อมเป็นไปตาม
สภาพของตน ไม่อยู่ใน อำนาจของธรรมอืน่ ทั้งสิ้น เป็นสภาวะของตนเป็นอย่างไรกย็ ังรักษาสภาพของ
ตนไวอ้ ย่างนน้ั เสมอ ไมม่ ีการเปล่ียนแปลง มันเปน็ เช่นนั้นเอง
หลักการกำหนดรู้ธาตุ 18 เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ธาตุ 18 นี้เป็นความ
เป็นไปทั้งมวลในสรรพสิ่งท่ีมีชีวิต จึงเป็นเพียงการประชุม พร้อม กันของธาตุทั้ง 18 เรื่องอื่นๆ
นอกเหนือจากนี้ไม่มี และการจะรู้ว่าธาตุนั้น ตกอยู่ภายใต้กฎ ไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ
ไม่ใช่ตัวตน ได้อย่างชัดๆ ก็ต้องเห็นอย่างชัดเจน การที่จะ เห็นได้อย่างชัดเจนนั้น ก็ต้องเห็นด้วย
ธรรมจักษุเทา่ น้ัน
ความเป็นไปของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เป็นเพียงการประชุมพร้อมกันของทวาร 6 อารมณ์ 6
วิญญาณ 6 จึงรวมเป็นธาตุ 18 เป็นสภาวะที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่
ชีวะ เป็นแต่เพยี งความเปน็ ไปของธาตุ 18 เทา่ นน้ั ผเู้ จรญิ วปิ สั สนาภาวนามี อารมณเ์ ดียว คือ รปู -นาม
ตั้งแต่เกิดรูป-นามปริจเฉทญาณเป็นต้นไป แต่เมื่อบรรลุภังคญาณ จนถึงอนุโลมญาณแล้ว จะรับรู้
สภาวะดับไปของรูป-นามเป็นหลกั เป็นสมาธขิ ้นั สงู ของวปิ สั สนา ยานกิ เมื่อวิปัสสนาจติ มีกำลังแก่กล้า
147
อย่างสูงสุด ก็จะบรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่ดับรูปนามสังขารทั้งหมดในขณะบรรลุมรรคผล
ด้วยเหตุนี้ ธาตุ 18 จึงเป็นอารมณ์ที่มีความสัมพันธ์ หลักการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา รูป-นามธาตุ 18
อันเป็นที่เกิดของวิปัสสนาภาวนา เป็นอารมณ์ ของวิปัสสนาภาวนาหรือเป็นกรรมฐานของวิปัสสนา
ภาวนา หรือเป็นธรรมทอี่ บรมให้เกิดปัญญา ความสัมพนั ธร์ ะหว่างธาตุ 18 กับหลกั การปฏิบตั ิวิปัสสนา
ภาวนา คือ ถ้าหากผเู้ จริญวปิ ัสสนา ภาวนามีการกำหนดรปู -นามในหมวดธาตุ 18 กจ็ ะทำใหแ้ ยกความ
เป็นตวั ตน เรา เขา หรอื ความเปน็ สตั วบ์ ุคคลออกจากกนั ได้ เปน็ สภาวธรรมทต่ี อ้ งพิสูจน์ด้วยวิปัสสนา
ภาวนารูป-นาม ธาตุ 18 นี้เองเป็นผู้ให้คำตอบแก่ปัญญาว่า เป็นสภาวะทีไ่ ม่เท่ียง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน
เป็นข้อ ปฏิบัติที่ควรศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจแล้วน้อมนำสู่การประพฤติปฏิบัติตามหลักของมหาสติปัฏ
ฐานสูตร มี 4 หมวด คือ หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดจิต
ตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีลำดับญาณ 16 เป็นเครื่อง ตรวจสอบถึง
ความก้าวหนา้ ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ัสสนาภาวนา
แนวคิดเรื่อง อินทรยี ์ 22
ปัจจุบันระบบการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์ให้มีร่างกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์ พัฒนา
สมองให้มีความฉลาดในการเรียนรู้วิทยาการต่างๆที่ทันสมัยอย่างมากมาย แต่การพัฒนาจิตใจให้เปน็
มนุษย์ที่มีคุณธรรมและมีความสุขยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากคนในสังคมส่วนหนึ่งยังมี
ปัญหาภาวะทางจิต ปัญหาครอบครัวรวมตลอดจนปัญหาสังคมที่ทวคี วามรุนแรงข้ึน ดังนั้นการพัฒนา
คนนอกเหนือจากการให้การศึกษาตามหลักสูตรทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนแล้ว การปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ปฏิบัติเพื่อให้เกิดสติ ปัญญา เห็น
เหตุปัจจัยต่างๆตามความเป็นจริง สามารถน้ามาแก้ปัญหาในการด้าเนินชีวิตดีขึ้นก่อให้เกิดประโยชน์
สุขแก่ตนและผู้อื่นอย่างยั่งยืน การศึกษาหาแนวทางเพื่อสร้างเครือข่ายการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพมนุษย์น่าจะเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการเสริมสร้างคุณภาพ
ชีวิตของมนุษย์ให้มีคุณค่า สามารถสร้างประโยชน์สุขให้กับตนเองและสังคม ธรรมะของพระพุทธเจ้า
บางประการก็มีหน้าที่ในการปฏิบัติของตนเอง แต่มุ่งไปที่กระบวนการของจิต ทุกองคาพยพมีหน้าที่
ของตนเองอยู่ เช่น อนิ ทรยี ์ 22
148
ความหมายของอินทรีย์ คำว่า อินทรีย์ นั้นมีความหมายว่า ความเป็นใหญ่ สภาพที่เป็นใหญ่
ในกิจของตน ธรรมที่เป็นเจ้าของในการทำหน้าที่อยา่ งหนึ่ง เช่น ตาเป็นใหญ่ในการเห็น หูเป็นใหญ่ใน
การฟงั เปน็ ต้น (พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต), 2528, น. 419.)
คือธรรมชาตทิ เี่ ปน็ ใหญ่ในหนา้ ท่ีของตนๆ ส่ิงอื่นๆ จะทำหน้าทีแ่ ทนไม่ได้ หรืออาจกลา่ ว ได้ว่า
อนิ ทรยี เ์ ปน็ ชอ่ื ของความเปน็ ใหญ่ ซ่ึงอินทรียท์ งั้ 22 มหี น้าทต่ี ่างกันไปตามหน้าที่ของตน ไม่แทรกแซง
กันและกัน เช่น ตา มีหน้าที่เห็น หูนั้นจะมาทำหน้าที่แทนตาไม่ได้เลย ในขณะเดียวกันตาก็จะมาทำ
หนา้ ท่ฟี งั ไมไ่ ด้ เรยี กวา่ เป็นใหญใ่ นหนา้ ท่ีของตน แต่ละสภาวะเปน็ ใหญใ่ นหน้าท่ขี องตน เขาจงึ เรียกว่า
อนิ ทรยี ์
องคป์ ระกอบของอินทรยี ์ 22 หมายถงึ ธรรมท่ีเปน็ เจา้ ของในการท้าหน้าท่ี ซึ่งอินทรีย์ทั้ง 22
มีหน้าที่ต่างกันไปตามหน้าที่ของตน เช่น ตา มีหน้าที่เห็น หูนั้นจะมาท้าหน้าที่แทนตาไม่ได้ อินทรีย์
22 แบ่งได้เป็น 5 หมวดได้แก่ หมวดที่1เป็นอายตนะ ได้แก่ อินทรีย์ 6 ประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น
กายและ ใจ หมวดที่ 2 คือหมวดที่เป็นภาวะได้แก่ อินทรีย์ 3 ประกอบด้วย อิตถี ปุริส และชีวิต
หมายถึงภาวะความเป็นหญิงเป็นชายในลักษณะเป็นรูปและการรักษารูปและนาม ในหมวดที่ 3 น้ัน
เป็นหมวดเวทนา ได้แก่ อินทรีย์ 5 ประกอบดว้ ย สขุ ทุกข์ โสมนสั โทมนัส อุเบกขา ส่วนหมวดท่ี 4 คอื
หมวดพละ ได้แก่ ศรัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปัญญา ซง่ึ ในหมวดพละนจ้ี ะเห็นว่าเป็นธรรมที่เกี่ยวข้องใน
ลกั ษณะทเ่ี ปน็ เหตุดว้ ยแตข่ ณะเดียวกันก็เกิดข้ึนในระหว่างการปฏิบัตดิ ้วย ท้ังนี้เนื่องจากขณะที่ปฏิบัติ
พละทั้ง5อาจมีอินทรีย์ไม่เสมอกันไม่สมดุลจึงต้องมีการปรับอินทรีย์ให้สมดุลกันเพื่อความ
เจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ และในหมวดที่ 5 โลกุตตระ ซึ่งเป็นหมวดสุดท้ายนั้นจากการเก็บและ
วิเคราะห์ข้อมูลไม่ปรากฏแก่ผู้ปฏบิ ัติอันได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามิ อัญญา อัญญาตาวี จะมีแต่เฉพาะ
ในพระอริยะตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น หมายถึงภาวะอินทรีย์ที่รู้สัจธรรมที่ยังไม่เคยรู้ รู้ในสัจ
ธรรมที่เคยร้อู ย่างท่ัวถึง และร้ใู นสจั ธรรมอยา่ งร้แู จ้งแทงตลอดและประหารกเิ ลสจนหมดส้ินเข้าสู่ความ
เปน็ พระอรหันตโ์ ดยสมบูรณ์ (ณอภยั พวงมะลิ (Naapai Puangmali). (2561, น.1593-1594.)
ลกั ษณะของอนิ ทรีย์ 22
1.จักขุนทรีย์ มีหน้าที่รับสี ได้แก่ จักขุปสาทรูป เป็นรูปธรรม จักขุปสาท เป็นสุขุมรูป มี
สัณฐานนอ้ ยเทา่ หวั เหา ประดษิ ฐานอยู่ในท่ามกลางแหง่ ตาดำ แวดลอ้ มดว้ ยปริมณฑลแห่งตาขาว จักษุ
ประเทศน้ี มสี ณั ฐานดังกลบี ดอกอุบลเขียว อาเกยี รณด์ ้วยโลมชาตมิ สี ีดำ เน้ือจกั ษุมีสณั ฐานเป็น กลีบๆ
เป็นชั้นๆ นับได้ 7 ชั้น จักขุปสาทนั้น ซาบตลอดทั้ง 7 ชั้น เปรียบประดุจปุยสำลี ที่บุคคลนำมารวม
149
ซ้อนๆ กันให้ได้ 7 ชั้น แล้วเอาน้ำมนั หอมขน้ หยอดลงในท่ามกลาง น้ำมันก็จะซึมซาบเข้าไปในสำลีทัง้
7 ชนั้ จักขปุ สาทเปรยี บประดุจน้ำมนั หอมขน้ ทห่ี ยอดลงในทา่ มกลางน้ัน
จักขุปสาท มีธาตุ 4 เปน็ ผอู้ ปุ การะบำรุงรักษา เปรียบประดุจ ขตั ติยราชกมุ ารทน่ี างนม ทั้ง 4
ทำอุปการะบำรุงบำเรอ นางนมคนหนึ่งอุ้มไว้ คนหนึ่งตักเอาน้ำมาสรงให้ คนหนึ่งนำเครื่องประดับมา
ประดับให้ คนหนึ่งนำเอาพัดมาพัดให้ ปฐวีธาตุ ทรงไว้ซึ่งจักขุปสาท ประดุจนางนมที่อุ้มชู อาโปธาตุ
บำรุงให้สดชื่นประคับประคองไว้ ประดุจนางนมที่ตักน้ำมาสรง เตโชธาตุบำรุงมิให้เน่าเปื่อย ประดุจ
นางนมทเ่ี อาเคร่ืองประดับมาประดบั วาโยธาตุบำรุงใหก้ ลับกลอกได้ ประดจุ นางนมเอาพดั มาพัดให้
นอกเหนือจากธาตุ 4 ยังมีตัวอุปการะจักขุปสาทอีก คือ จิตและอาหาร เป็นผู้ช่วยอุปถัมภ์
อายุเป็นผู้เลี้ยงดู สี กลิ่นและรส เป็นต้น เป็นบริวารแวดล้อม จักขุปสาทเป็นวัตถุที่เกิดแห่งจักษุ
วิญญาณ และเป็นพนกั งานทใ่ี ห้เหน็ รปู ทงั้ ปวง
2.โสตนิ ทรีย์ มีหนา้ ที่รับเสียง ได้แก่ โสตปสาทรปู เป็นรูปธรรม โสตปสาท เปน็ สุขุมรูป ต้ังอยู่
ในประเทศอันมีสัณฐานดุจวงแหวน เป็นที่งอกขึ้นแห่งโลมชาติเส้นเล็กๆ สีแดง อยู่ภายในช่องหู โสต
ปสาทมีธาตุ 4 เปน็ ผู้อปุ การะ มีจติ และอาหารเปน็ ผู้อุปถมั ภ์ มีอายุเป็นผเู้ ลี้ยง มสี ี กลิน่ รส โอชา เป็น
บรวิ ารแวดลอ้ ม เปน็ วตั ถุท่ีเกดิ แหง่ โสตวิญญาณใหไ้ ดร้ บั เสยี งท้ังปวง
3.ฆานินทรีย์ มีหน้าที่รับกลิ่น ได้แก่ ฆานปสาทรูป เป็นรูปธรรม ฆานปสาท เป็นสุขุมรูป
ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดจุ เท้าแพะ ภายในช่องจมกู มีธาตุ 4 เป็นผู้อุปการะ มีจิตและอาหารเป็นผู้
อุปถัมภ์ มีอายุเป็นผเู้ ลี้ยง มีสี กล่ิน รส โอชา เปน็ บรวิ ารแวดล้อม เป็นวัตถทุ เี่ กิดแห่งฆานวิญญาณ ให้
ได้รบั กล่นิ ทั้งปวง
4.ชิวหนิ ทรยี ์ มหี น้าที่รบั รส ได้แก่ ชวิ หาปสาทรูป เป็นรูปธรรม ชวิ หาปสาทเปน็ สขุ ุมรปู ต้ังอยู่
ในประเทศมสี ัณฐานดังปลายกลีบดอกอุบล อยู่เบ้อื งบนแห่งล้ิน ในท่ามกลางลน้ิ นั้น ชิวหาปสาทมีธาตุ
4 เป็นผู้อุปการะ มีจิตและอาหารเป็นผู้อุปถัมภ์ มีอายุเป็นผู้เลี้ยง มีสี กลิ่น รส โอชา เป็นบริวาร
แวดลอ้ ม เป็นวตั ถุที่เกิดแหง่ ชิวหาวิญญาณใหไ้ ด้รับรสทั้งปวง
5.กายินทรีย์ มีหน้าที่รับสัมผัส ได้แก่ กายปสาทรูป เป็นรูปธรรม กายปสาทเป็นสุขุมรูป ซึม
ซาบอยู่ทั่วร่างกาย ประดุจน้ำมันอาบอยู่ในปุยฝ้ายที่บุคคลประชีดีแล้ว กายปสาท มีธาตุ 4 เป็นผู้
อุปการะ มีจิตและอาหารเป็นผู้อุปถัมภ์ มีอายุเป็นผู้เลี้ยง มีสี กลิ่น รส โอชา เป็นบริวารแวดล้อมเป็น
วัตถุ ท่ีเกิดแหง่ กายวิญญาณให้ได้รับสัมผสั ทง้ั ปวง
150
กายปสาทนี้แทรกอยู่ในอุปาทินนกรูปทั้งหมด คือ เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหยิกเจ็บ ส่วนที่เป็น
ปลายเล็บ ผม ขน ฟัน ซึ่งพ้นจากเนื้อ หยิกไม่เจ็บนั้น เป็นอนุปาทินนกรูป ในอนุปาทิน-นกรูปนี้ ไม่มี
กายปสาท กายปสาทจะแทรกอยู่ในอุปา-ทินนกรูปทั้งสิ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้รู้ โผฏฐัพพารมณ์ ให้รู้จัก
สัมผสั ว่าออ่ น กระดา้ ง ถ้ากายปสาทวบิ ัติแลว้ กายกเ็ ปน็ เหนบ็ ไมร่ ้สู ัมผสั สงิ่ ทง้ั ปวง
6.มนินทรีย์ มีหนา้ ท่รี ู้อารมณ์ ไดแ้ ก่ จติ ทง้ั หมด เปน็ นามธรรม
7.อิตถินทรีย์ มีหน้าที่แสดงลักษณะของทรวดทรงหญิง เครื่องหมายรู้ว่าหญิง กิริยาหญิง
อาการหญิง สภาพหญิง ภาวะหญิง ได้แก่ อิตถีภาวรูป เป็นรูปธรรม อิตถีภาวรูปนี้ เกิดต่อเนื่องใน
สันดานแห่งสตรีมิได้ขาดสาย อิตถีภาวรูปนี้เป็นใหญ่ที่จะทำให้รูปกายเป็นสตรี มีกิริยามารยาทแห่ง
สตรี เมื่ออิตถีภาวรูปเกิดขึ้น รูปก็กลายเป็นสตรี กิริยาอาการก็เป็นสตรี แต่หญิงอาจกลับเป็นชายได้
ในขณะเมื่อเพศกลายเป็นชาย อิตถีภาวรูปดับไป ไม่เกิดขึ้นสิ้นภาวะ 17 ขณะจิต เมื่ออิตถีภาวรูปดับ
ไปไม่เกิดถึง 17 ขณะจิตแล้ว ปุริสภาวรูปก็บังเกิดขึ้นในสันดาน ครั้นปุริสภาวรูปบังเกิด ก็กลายเป็น
บรุ ุษในตอนนนั้
8.ปุริสินทรีย์ มีหน้าที่แสดงลักษณะของทรวดทรงชาย เครื่องหมายให้รู้ว่าชาย กิริยาอาการ
ชาย ภาวะของชาย ได้แก่ ปุริสภาวรูป เป็นรูปธรรม ปุริสภาวรูป เกิดต่อเนื่องในสันดานแห่งบุรุษมิได้
ขาดสาย ปุริสภาวรูปนี้เป็นใหญ่ในที่จะทำให้รูปกายเป็นบุรุษ กิริยามารยาทอาการทั้งปวงเป็น
กิริยามารยาทแห่งบุรุษ ถ้าบุรุษจะกลายเป็นสตรี ขณะเมื่อเพศจะกลับเป็นสตรีนั้น ปุริสภาวรูปดับไป
ไม่ได้เกิดขึ้นสิ้นสภาวะ 17 ขณะจิต เมื่อปุริสภาวรูปดับไปแล้ว ไม่บังเกิดล่วงไปถึง 17 ขณะจิตแล้ว
อิตถีภาวรูปก็จะบังเกิดขึน้
9.ชีวิตินทรีย์ ได้แก่ ชีวิตรูป มีหน้าที่รักษารูปและนาม มี 2 ประการ คือ รูปชีวิตินทรีย์ และ
อรูปชีวิตินทรีย์ รูปชีวิตินทรีย์ คือ อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่
สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิตินทรีย์ คือ ชีวิตของรูปธรรมนั้นๆ
ได้แก่ อาการ 32 ที่ประชุมกันแท้จริง อาการ 32 เมื่อเรียกแต่ละอย่างๆ ก็มีชื่อต่างๆ กัน ชื่อว่า ผม
เล็บ ฟันเป็นต้น ครั้นจัดเป็นหมวดๆ ก็เรียก ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ครั้นว่าธาตุทั้ง 4
ประการประชุมกันเข้าเปน็ อันหนึง่ อันเดียวกัน ก็เรียกว่า รูปชีวติ ินทรยี ์ มีตัวอย่างคือ รถนั้น เมื่อเรียก
แต่ละสิ่ง ก็เรียกว่า งอน แอก ดุม เพลา กำ กง ครั้นเรียกรวมกันก็เรยี กว่า ราชรถ อรูปชีวิตนิ ทรีย์ คือ
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไป
อยู่ ความหล่อเลยี้ ง ชีวติ นิ ทรีย์ คอื ชีวติ ของนามธรรมนนั้ ๆ ซง่ึ ได้แก่ จิตและเจตสกิ
151
10.สุขินทรีย์ มีหน้าที่สบาย คือ ความสบายทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่
สบาย เป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส ได้แก่สุข
เวทนาเจตสิก เปน็ นามธรรม
11.ทุกขินทรีย์ มหี นา้ ทีไ่ มส่ บาย คอื ความไมส่ บายกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์
ท่ีไมส่ บายสัมผัส ไดแ้ ก่ ทุกขเวทนาเจตสิก เปน็ นามธรรม
12.โสมนัสสินทรีย์ มีหน้าที่ดีใจ คือ ควมสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ท่ี
สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ได้แก่
โสมนัสเวทนาเจตสิก เปน็ นามธรรม
13.โทมนัสสินทรีย์ มีหน้าที่เสียใจ คือ ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวย
อารมณ์ที่ไมส่ บาย เป็นทกุ ข์อนั เกดิ แต่เจโตสมั ผัส กริ ยิ าเสวยอารมณ์ที่ไมส่ บาย เปน็ ทุกข์อันเกิดแตเ่ จโต
สมั ผัส ไดแ้ ก่ โทมนัสเวทนาเจตสิก เป็นนามธรรม
14.อุเปกขินทรีย์ มีหน้าที่วางเฉย คือ ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่
ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไมส่ ุข อันเกดิ แตเ่ จโตสัมผัส กริ ิยาเสวยอารมณ์ทีไ่ ม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจ
โตสัมผสั ไดแ้ ก่ อเุ บกขาเวทนาเจตสิก เปน็ นามธรรม
15.สัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ คือ ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสย่ิง
สัทธินทรีย์ คือศรัทธา สัทธาพละ ได้แก่ สัทธาเจตสกิ เป็นใหญ่ในสัมปยตุ ตธรรม ด้วยสภาวะครอบงำ
ซงึ่ มิจฉาวโิ มกข์ คือ ความเล่อื มใสศรทั ธาหยง่ั ลงในทผ่ี ดิ และเป็นนามธรรม
สัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในคุณของพระรัตนตรัย จำแนกออกเป็น 7) คือ (พระธรรมธรี
ราชมหามนุ ,ี 2532, น. 509-510.)
1. ปสาทสัทธา ความเชื่อความเลือ่ มใสตามปกติของบุคคลทั่วไป เช่น เชื่อต่อพระปัญญาการ
ตรสั รขู้ องพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า เช่อื ทาน ศลี ภาวนา
2. โอกปั ปนสัทธา ความเชอื่ ความเลอื่ มใสท่หี ยั่งลงไปในวตั ถทุ ี่ตนเคารพนับถือน้นั ๆ เป็นอย่าง
ดี เชน่ เชือ่ มนั่ ในพระรัตนตรัยอย่างไม่หวน่ั ไหว
3.อาคมสัทธา ความเชอ่ื ความเล่อื มใสต่อพระธรรมคำส่ังสอนที่ตนได้ศึกษาเล่าเรยี นมาน้ัน คือ
เชื่อต่อปริยัติ ปฏิบตั ิ ปฏเิ วธ
4.อธคิ มสทั ธา ความเชอ่ื ความเล่อื มใสเกิดขึ้นเพราะตนได้บรรลุผลของการปฏบิ ตั ิ เช่น ผ้นู นั้ ได้
บรรลโุ สดาปัตติมรรค โสดาปตั ตผิ ล เป็นต้น
152
5.ปัจจักขสัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสที่ประจักษ์แจ่มแจ้งแก่ตนเอง เพราะได้ปฏิบัติพิสูจน์
จนรู้แจง้ เห็นจริงมาแล้ว ไมต่ อ้ งเช่ือใครๆ อกี
6.ปักขันทสัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสที่แล่นไปโดยลำดับๆ ได้แก่ความเชื่อความเลื่อมใส
ของผเู้ จรญิ วิปัสสนา ผ่านวิปัสสนาญาณเบอ้ื งต้น ท่ามกลางมาแลว้
7.โวสสัชชนสัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสที่สละกิเลสได้เด็ดขาด ได้แก่ ความเชื่อ ความ
เลื่อมใสของผู้ปฏิบัติที่เกิดกับโสดาปัตติมรรคญาณ สกิทาคามิมรรคญาณ อนาคามิมรรคญาณ หรือ
อรหัตตมรรคญาณ
16.วิรยิ นิ ทรีย์ คือ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมกั เขม้น ความบากบน่ั ความตั้งหน้า
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย
ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธรุ ะ ความประคับประคองธุระ วิริยินทรยี ค์ ือ วิริยะ วิริยะพละ
สัมมาวายามะ ได้แก่ วิริยเจตสิก เป็นใหญ่ที่ครอบงำโกสัชชะ คือ กุศลจิตตุปบาท มีถีนมิทธะเป็น
ประธาน และเป็นนามธรรม
วริ ยิ ะ มีลกั ษณะคือ เคร่อื งหมายเปน็ ต้นอย่างนี้คือ (พระธรรมธีรราชมหามุนี, 2532, น. 568-
573.)
1. อุตสาหลกฺขณํ วิริยคือความเพียรนัน้ มีความอุตสาหะเป็นเครื่องหมาย ได้แก่ มีความขยนั
เป็นที่สุด ทำอะไรตั้งใจทำจริงๆ ไม่อ้างเลศ ไม่แก้ตัว ไม่เป็นไปตามอำนาจของความเกียจคร้าน มีใจ
เข้มแข็ง
2. สหชาตานํ อุปตฺถมฺภนรสํ มีหน้าที่อุดหนุนค้ำจุนธรรมที่เกิดร่วมกันให้มีกำลังกล้ายิ่งขึ้น
เช่น ในขณะเจริญวิปัสสนากรรมฐานนัน้ เมื่อมีความเพียรชอบแล้ว ความเห็นชอบ ดำริชอบ การงาน
ชอบ วาจาชอบ เป็นอยู่ชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบก็สามารถจะเกิดขึ้นได้ จนกระทั่ง เป็นมัคคสมังคี
ทั้งน้เี พราะได้กำลงั อุดหนุนอันสำคญั มาจากวริ ิยะนัน่ เองเป็นตน้ เหตุ
3. อสํสีทนปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่จมอืด ไม่ย่อท้อ ไม่ย่อหย่อน เป็นผลปรากฏ หมายความว่า
ถ้ามีความเพียรอยู่นั้นจะไม่เฉื่อยชา จะไม่ขี้เกียจ จะไม่ทิ้งการงานไว้ครึ่งๆ กลางๆ จะไม่ทำอะไรจับๆ
จดๆ ถา้ อยทู่ างโลก ผลของงานกจ็ ะปรากฏออกมาให้เหน็ ไดอ้ ย่างเด่นชดั ถ้าอยูใ่ นทางธรรม เชน่ เจริญ
กรรมฐาน ผลของการปฏบิ ัติสำหรบั บุคคลผู้มีความเพียรตามอทิ ธิบาท ข้อท่ี 2 นจี้ ะปรากฏก้าวหน้าไป
ไกลกว่าบุคคลผู้ไม่มีความเพียรเป็นร้อยเท่าพันทวี อุปมาเหมือน ม้ามีฝีเท้าดี วิ่งออกหน้าม้ากระจอก
ฝเี ท้าเลวอยา่ งไกลลบิ ฉะนน้ั
153
4. สํเวควตฺถุปทฏฺฐานํ มีสังเวควัตถุ 8 เป็นเหตุใกล้ชิดที่จะให้ความเพียรเกิด สังเวค-วัตถุ
แปลวา่ ที่ตัง้ แหง่ ความสลดใจ หมายความวา่ ถา้ พจิ ารณาตามนี้ จะทำใจใหเ้ ปลย่ี นไปได้ เช่น ใจข้ีเกียจ
จะกลับเป็นใจขยันขึ้นมา เมื่อใจขยันแล้ว กายก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว กาย
จึงอยู่ใต้บังคับบัญชาของใจ สังเวควัตถุ 8 นั้นคือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ นิรยทุกข์
เปตติทุกข์ อสุรกายทุกข์ ดิรัจฉานทุกข์ เมื่อนักปฏิบัติธรรมพิจารณาถึงความทุกข์ต่างๆ ดังกล่าวมานี้
จะเห็นทุกข์โทษนานาประการ แล้วเกิดความเบื่อหน่ายในกองทุกข์ ใจอยากจะหลุดพ้นไปโดยเร็ว
ดังนน้ั จึงเกดิ ความขยนั หม่ันเพยี ร ตงั้ ใจปฏบิ ตั อิ ย่างจริงจงั ขนึ้ ทง้ั น้ีเพราะสังเวควัตถุ 8 เปน็ เหตใุ กลช้ ดิ
ที่จะให้เกิดความเพียรในการปฏิบัติธรรม คือในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ความเพียรในข้อนี้ คือ
ความเพยี ร 4 ประการ ได้แก่
1.สังวรปธาน เพียรระวังมิให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นในขันธ-สนั ดานด้วยสีล
สังวร ขันติสังวร วิรยิ สังวร สตสิ ังวรและญาณสังวร
2.ปหานปธาน เพียรละกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยตทังคปหาน
วิกขัมภนปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏปิ ัสสัทธปิ หาน นิสสรณปหาน
3.ภาวนาปธาน เพยี รบำเพ็ญมรรค 8 ให้เกดิ ขน้ึ ในขนั ธสันดานของตน
4.อนุรักขนาปธาน เพยี รรกั ษาใจใหต้ ้งั ม่ันอยูก่ ับศลี สมาธิ ปญั ญา
ความเพียรในปธานสังขารนั้น เมื่อจะกล่าวโดยย่อก็มีอยู่ 4 อย่าง คือ สัมมัปปธาน 4 แต่เม่ือ
จะกลา่ วโดยพสิ ดารแล้ว มีอยู่ 28 อยา่ งคือ
1.วิรยิ ารมฺโภ มคี วามเพียรเปน็ ไปทางใจ คือ มใี จขยันที่สุด
2.นกิ ฺกโม ทำความเพียรเป็นนจิ
3.ปรกกฺ โม ทำความเพียรให้กา้ วหนา้ เสมอๆ คอื ให้ทวีขึ้น ให้สงู ขน้ึ
4.อยุ ฺยาโม หนจี ากความเกียจครา้ น ทำใจให้อย่เู หนอื ความเกียจคร้านทั้งมวล
5.วายาโม พยายามอยา่ งเตม็ ท่ี
6.อสุ สฺ าโห มีความอดทน คอื เป็นคนใจเพชร
7.อสุ โฺ สฬฺหี มีความกล้าหาญ คอื สตู้ าย ดุจทหารในสนามรบ
8.ถาโม มีกำลังดี คือมี พละ 5 อย่างเข้มแข็ง
9.ธติ ิ มเี พียรดี คอื ตง้ั ใจมนั่ ต้งั ใจเด็ดเดี่ยวไมห่ วั่นไหวตอ่ อุปสรรคใดๆ ทงั้ สน้ิ
10.อสถิ ิลปรกฺกมตา มีความบากบั่นเปน็ นิจ ไม่มีจิตยอ่ หย่อนทอ้ ถอยเลย
154
11.อนิกขฺ ิตฺตฉนทฺ ตา ไม่ทอดฉนั ทะ คือไมล่ ะความพอใจในภาวนานั้นๆ
12.อนิกขฺ ิตตฺ ธุรตา ไม่วางธรุ ะ ยึดวิปัสสนาธุระไว้เปน็ อนั ดบั หนงึ่
13.ธุรสมปฺ คคฺ าโห ประคองวิปสั สนาธรุ ะไว้ให้ดีทสี่ ุดเทา่ ที่จะดไี ด้
14.วริ ิยํ อาจหาญ ไม่คร่นั คร้ามเกรงกลวั ต่ออปุ สรรคอะไรๆ เลยแม้แต่น้อย
15.วริ ิยพลํ มีความเพยี รเปน็ กำลงั อนั แขง็ แกรง่ ดจุ กำแพงแกว้ 7 ช้ัน
16.สัมมาวายาโม เพียรชอบ ได้แก่ ความเพียรท่ีประกอบด้วยองคค์ ุณ 11 ประการคอื
1. ปคฺคาห ประคองจิตไวก้ บั รูปนาม พระไตรลกั ษณ์ มรรคผล
2. ปหาน ละ โลภะ โทสะ โมหะ โดยตทังคปหาน วิกขมั ภนปหาน และสมจุ -เฉทปหาน
3. อุปตฺถมภฺ น คำ้ ชูมรรค 8 ใหเ้ ป็นมรรคสมังคี
4. ปรยิ าทาน ครอบงำกเิ ลสทง้ั หลายด้วย ปุพพภาคมรรคและอรยิ มรรค
5. วโิ สธน ชำระใจใหห้ มดจดจากอาสวะทง้ั มวล
6. อธิฏฺฐาน ตั้งใจไว้มัน่ ในไตรสกิ ขา
7. โวทาน ยงั ใจใหผ้ ่องแผ้วจากนิวรณ์ทั้ง 5
8. วิเสสาธคิ ม พยายามทำความเพียรจนได้บรรลมุ รรคผล
9. ปฏเิ วธ เพยี รพยายามปฏิบตั จิ นได้รู้แจ้งแทงตลอดมรรค ผล
10. สจจฺ าภสิ มย เพียรพยายามปฏบิ ัติจนไดท้ ราบชดั อรยิ สจั 4
11. ปติฏฺฐาปน เพียรพยายามจนสามารถยังใจให้เข้าถึงพระนิพพาน ดับกิเลสเป็นสมุจเฉท
ปหานจากขันธสันดาน
17. สตินทรีย์ คือ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่
เลื่อนลอย ความไม่ลมื สติ อินทรยี ค์ อื สติ สติพละ สัมมาสติ ได้แก่ สติเจตสิกเป็นเจตสิกท่ีเป็นใหญ่ท่ีจะ
ครอบงำอกศุ ลธรรมอันประพฤตเิ ปน็ ไปด้วยความประมาทหลงลืมสตแิ ละเป็นนามธรรม
สัมมาสติ เป็นการระลึกชอบอยู่กับกาย เวทนา จิต ธรรม ในสติปัฏฐาน 4 ซึ่งประกอบด้วย
องค์ 3) คอื (พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี, 2532, น. 529.)
1. อาตาปี มีความเพียรเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนสามารถเผากิเลสให้ร้อนและให้ไหม้ได้
คอื ใหห้ มดสิ้นไปจากขันธสนั ดาน
2.สมั ปชาโน มีสมั ปชัญญะ คือ กำหนดร้รู ปู นามอยู่ทุกๆ ขณะ
3.สติมา มีสติระลึกอยู่กับกาย เวทนา จิต ธรรมเป็นประจำ
155
18. สมาธินทรีย์ คือ ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่
ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบอินทรีย์คือ สมาธิ สมาธิพละ
สมั มาสมาธิ ไดแ้ ก่ เอกัคคตาเจตสกิ เป็นใหญ่ท่จี ะครอบงำอกุศลอันเป็นฝักฝ่ายให้ฟุ้งซา่ น คอื อุทธัจจะ
และเป็นนามธรรม
สัมมาสมาธิ ในวิปัสสนา ได้ปรมัตถ์ คือ รูปนามเป็นอารมณ์ มีลักษณะ 11 ประการ1 คือ
(พระธรรมธีรราชมหามนุ ี, 2532, น. 538)
1.อวิกเฺ ขป ทำจติ เจตสิกใหส้ งบระงบั ใหต้ ้ังมั่นในศลี สมาธิ ปัญญา จนกระทง่ั ถงึ มรรคญาณ
2.ปหาน ละมิจฉาสมาธิ ตงั้ อยูใ่ นสัมมาสมาธิ จนถงึ มรรคญาณ
3.อุปตฺถมภฺ น อุปถัมภค์ ำ้ ชูมรรคท่ีเหลอื อกี 7 ให้เปน็ มัคคสมังคี
4.ปริยาทาน ครอบงำกิเลสโดยตทงั คปหาน วกิ ขัมภนปหาน และสมุจเฉทปหาน
5.ปฏเิ วธาทิวิโสธน ยงั ใจให้บริสุทธ์ิหมดจดจากกเิ ลสเพราะปฏเิ วธ
6.อธิษฐฺ าน ตัง้ จติ ไว้ให้มนั่ คงในศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงมรรคญาณ
7.โวทาน ยังใจใหผ้ ่องแผว้ จากกิเลส จนกระทัง่ ถึงมรรคญาณ
8.วิเสสาธิคม บรรลุคุณวิเศษคือ มรรคญาณ
9.อุตตริปฏิเวธ แทงตลอดในมรรคญาณเบื้องสูงยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ นับแต่โสดาปัตติมรรค
ญาณเป็นต้นไป จนกระท่ังถงึ อรหตั ตมรรคญาณ
10.สจฺจาภสิ มย ไดต้ รัสรอู้ ริยสจั 4
11.ปตฏิ ฺฐาปน ยงั ใจให้เขา้ ถงึ พระนิพพาน
19.ปัญญินทรีย์
มีหน้าที่คือ กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม
สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ ปัญญาเจตสิก (โลกีย์) เป็นใหญ่ในสัมปยุตธรรมด้วยสภาวะครอบงำความหลง และ
เป็นนามธรรม
สมั มาทิฏฐิ มี 6 อย่าง (พระธรรมธีรราชมหามนุ ี, 2532, น. 484-485.) คือ 1.กมฺมสกตาสมฺมา
ทิฏฺฐิ เห็นชอบ คือ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วละช่ัว
ประพฤติดี
156
2. ฌานสมฺมาทิฏฺฐิ เห็นชอบ คือ เห็นว่าการเจริญสมถกรรมฐานจนได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน
ตติยฌาน จตุตถฌาน ปญั จมฌาน เป็นของดีเพราะข่มนวิ รณ์ 5 ได้ มีผลให้ไปเกดิ ในพรหมโลก แล้วลง
มือเจรญิ สมถกรรมฐานทนั ทไี ม่รอชา้
3. วิปสฺสนาสมฺมาทิฏฺฐิ เห็นถูก คือ เห็นว่าการเจริญวิปัสสนาเป็นของดี เพราะเป็นหัวใจของ
พระพุทธศาสนา เป็นทางสายเอก คือ เป็นทางสายเดียวเท่านั้นที่จะยังสรรพสัตว์ให้รีบรัดไปสู่พระ
นิพพาน แล้วลงมอื เจริญวิปัสสนาจนเกิดวิปัสสนาญาณข้ึนมา โดยลำดบั ๆ ตงั้ แต่ญาณที่ 1 จนถึงญาณ
ที่ 13
4.มคฺคสมมฺ าทิฏฐฺ ิ เหน็ ชอบ คือ เห็นวา่ มรรคประหารกิเลสไดโ้ ดยง่ายเดด็ ขาด แลว้ ลงมอื เจริญ
วปิ ัสสนาจนถึงมรรคญาณ
5.ผลสมฺมาทิฏฺฐิ เห็นชอบ คือ เห็นว่าผลนี้สืบเนื่องมาจากมรรค เมื่อมรรคเกิด ผลก็ต้องเกิด
เพราะเป็นอกาลิกธรรม คือ ไม่มีอะไรมาคั่นได้ พอมรรคจิตเกิด ผลจิตก็เกิดต่อทันทีในวิถีจิตเดียวกัน
แลว้ ลงมือเจริญวปิ ัสสนา จนถึงผลญาณ
6.ปจฺจเวกฺขณสมฺมาทิฏฺฐิ เห็นชอบ คือเห็นว่าการพิจารณากิเลสที่ละได้แลว้ พิจารณากิเลสท่ี
ยังเหลืออยู่ พิจารณามรรค พิจารณาผล พิจารณานิพพานเป็นสมบัติของพระอริยเจ้า คือ ท่านผู้
หา่ งไกลจากกิเลส แลว้ ลงมือเจริญวปิ ัสสนากรรมฐาน จนไดบ้ รรลมุ รรค 4 ผล 4 ปจั จเวกขณญาณ 19
20.อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มีหน้าที่คือ กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม
สมั มาทฏิ ฐิ ธมั มวจิ ยสมั -โพชฌงค์ อนั เป็นองค์แหง่ มรรค นับเนอ่ื งในมรรค เพือ่ รธู้ รรมท่ียังไม่เคยรู้ เพ่ือ
เห็นธรรมที่ยังไม่เคยเหน็ เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ เพื่อทำให้
แจง้ ธรรมทีย่ งั ไมเ่ คยทำให้แจ้งนนั้ ๆ หรือร้พู ระนพิ พาน ตดั อกุศลได้ 5 ชนิด ได้แก่ ปัญญาเจตสิก(โลกตุ
ตระ) เปน็ นามธรรม
21. อัญญินทรีย์ มีหน้าที่คือ กิริยาที่รู้ชดั ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจยั ธรรม สัมมาทิฏฐิ ธัมม
วิจยสัม-โพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมทีร่ ู้แล้ว เพื่อเห็นธรรมท่ีเหน็ แล้ว
เพ่ือบรรลุธรรมทบี่ รรลุแล้ว เพอ่ื ทราบธรรมทท่ี ราบแล้ว เพือ่ ทำให้แจ้งธรรมท่ีทำให้แจ้งแล้วน้ันๆ หรือ
ร้พู ระนพิ พาน ตดั อกุศลไปตามลำดับญาณ ไดแ้ ก่ ปญั ญาเจตสกิ (โลกตุ ตระ) เปน็ นามธรรม
22. อัญญาตาวินทรยี ์ คือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้ว เพื่อเห็นธรรมที่เหน็
157
แล้ว เพ่ือบรรลุธรรมท่ีบรรลุแล้ว เพ่ือทราบธรรมที่ทราบแล้ว เพื่อทำให้แจง้ ธรรมท่ีทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ
หรอื รู้พระนิพพาน ตัดอกุศลได้ 12 ชนิดท้งิ โดยสิ้นเชิง ไดแ้ ก่ ปัญญาเจตสกิ (โลกุตตระ) เป็นนามธรรม
ดงั นั้นสภาพธรรมมีสภาพธรรมต่างๆ สว่ นอินทรีย์ ความเปน็ ใหญม่ ี 22 คือ (1) ตาเป็นใหญ่ใน
การ เห็น (2) หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน (3) จมูกเป็นใหญ่ในการรู้กลิ่น (4) ลิ้นเป็นใหญ่ในการรู้รส (5)
กายเป็นใหญ่ในการสัมผัส (6) สภาวะหญิงเป็นใหญ่ (7) สภาวะชายเป็นใหญ่ (8) เป็นใหญ่ ในการ
รักษารูปและนาม (9) เป็นใหญ่ในการรับรู้อารมณ์ (10) เป็นใหญ่ในการเสวยความสุข กาย (11) เป็น
ใหญ่ในการเสวยความทกุ ขก์ าย (12) เป็นใหญใ่ นการเสวยความสุขใจ (13) เป็น ใหญใ่ นการเสวยความ
ทุกข์ใจ (14) เป็นใหญ่ในการเสวยอารมณ์กลางๆ (15) เป็นใหญ่ในความ เชื่อ (16) เป็นใหญ่ในความ
เพียร (17) เป็นใหญ่ในการระลึกชอบ (18) เป็นใหญ่ในการตั้งมั่น อารมณ์อันเดียว (19) เป็นใหญ่ใน
การรู้ตามความเป็นจริง (20) เป็นใหญ่รู้แจ้งอริยสัจจ์ 4 ที่ตน ไม่เคยรู้ (21) เป็นใหญ่รู้แจ้งอริยสัจจ์ 4
ทีต่ นเคยรู้ (22) และอัญญาตาวนิ ทรีย์ (พระไตรปิฎก ภาษาไทย เลม่ 35 : 636) เป็นใหญร่ ู้แจง้ อรยิ สัจจ์
4 ส้นิ สุดแลว้
การปรับอินทรีย์ให้เสมอกันจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรม ในทางพระพุทธศาสนา
นั้น “อินทรีย์” หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในกิจของตน อินทรีย์ในทางพระพุทธศาสนามีหลายนัย
แต่ที่สำคัญในการทำความดีนั้น จะต้องประกอบด้วย อินทรีย์ 5 คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ
ปัญญา ซึ่งเป็นธรรมหมวดหนึ่งใน โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันเป็นไปในฝ่ายแห่งความตรัสรู้ศรัทธา
คือ สัทธินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ วิริยะ คือ วิริยินทรีย์ มีความเป็นใหญ่ในการ
ประกอบความเพียร สติ คือ สตนิ ทรีย์ มีความเป็นใหญใ่ นการระลึก สมาธิ คอื สมาธนิ ทรีย์ มคี วามเปน็
ใหญใ่ นการตง้ั มน่ั ไมฟ่ งุ้ ซา่ น ปัญญา คอื ปัญญนิ ทรีย์ มคี วามเปน็ ใหญ่ในการรู้ตามความเป็นจริง
การกระทำความดี โดยเฉพาะที่จะเป็นไปในทั้งทางสมถะและวิปัสสนา ต้องมีอินทรีย์ 5 ท่ี
เจริญดแี ลว้ และต้องมคี วามสมดลุ กนั อินทรยี ์ 4 ประการ (ยกเว้น สตินทรยี )์ หากมากไปหรือน้อยไปก็
ไม่ดี มีเพียงสติเท่านั้นที่ยิ่งมากยิ่งดี โดยความสมดุลนั้นต้องจัดเป็นคู่ คือ ศรัทธากับปัญญา ต้อง
เหมาะสมกัน และปรับ วิริยะกับสมาธิ ให้เหมาะสมกัน หากศรัทธามากเกินไป แต่อ่อนปัญญา ก็มีแต่
ความเชื่อขาดการรู้เห็นพิจารณา หากปัญญามากไปก็จะเกิดแต่ความสงสัย และหากความเพียร
มากกว่าสมาธิก็จะฟุ้งซ่าน หากสงบเป็นสมาธิมากกว่าความเพียร ก็จะหลับได้ ส่วนสตินั้นเป็นไปย่ิง
มากยิ่งดี มีแต่ส่งเสริมให้คุณความดีงอกงาม ดังนั้นจึงต้องรู้จักปรับอินทรีย์ 5 ให้สม่ำเสมอกัน การ
เจรญิ สมาธิและวิปัสสนาจึงจะกา้ วหนา้ ไปได้เร็ว
158
อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติบางครั้ง อินทรีย์บาง ประการในอินทรีย์ 5 นั้น อาจเกิดความย่อ
หย่อน เช่น เกิดความเพียรย่อหย่อน จะทำอย่างไรที่จะปรับเพิ่มอินทรีย์ที่อ่อนนั้นๆ ในอรรถกถา
ราหโุ ลวาทสูตร ได้แสดงวิธกี ารไว้ ดังน้ี
อนิ ทรีย์ คอื ศรทั ธา ความเชอื่ ยอ่ มหมดจด ด้วยอาการ 3 อยา่ ง คอื เวน้ บุคคลผู้ไม่มีความเชื่อ
เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ บุคคลผู้มีความเชื่อ พิจารณาพระสูตรท่ีเป็นเหตุใหเ้ กิดความเลื่อมใส อินทรีย์
คือ วริ ยิ ะ ความเพียร ยอ่ มหมดจด ดว้ ยอาการ 3 อย่าง คือ -เว้นบคุ คลเกียจคร้าน -เสพ คบ เข้าไปน่ัง
ใกล้บุคคลผปู้ รารภความเพียร -พิจารณาถงึ ความเพียรชอบ อินทรยี ์ คือ สติ ความระลึก ย่อมหมดจด
ด้วยอาการ 3 อย่าง คือ -เว้นบุคคลผูห้ ลงลืมสติ -เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้ตั้งสติมั่น -พิจารณา
หลักการเจริญสติ (สติปัฏฐาน) อินทรีย์ คือ สมาธิความตั้งใจมั่น ย่อมหมดจดด้วยอาการ 3 อย่าง คือ
-เวน้ บุคคลผไู้ ม่ต้ังใจม่ัน -เสพ คบ เขา้ ไปนั่งใกลบ้ ุคคลผู้ตง้ั ใจม่ัน -พิจารณาฌานและวิโมกข์ อินทรีย์
คอื ปญั ญาความร้ชู ดั ยอ่ มหมดจดด้วยอาการ 3 อย่าง คอื -เวน้ บุคคลผูม้ ปี ัญญาทราม -เสพ คบ เข้า
ไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีปัญญา -พิจารณาญาณจริยาที่ลึกซึ้ง นอกจากการพิจารณาถึงสิ่งที่ทำให้อินทรีย์
แต่ละข้อเจริญดังที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการเว้นผู้มีอินทรีย์ไม่แก่กล้า การคบกัลยาณมิตรผู้มี
อนิ ทรยี เ์ จรญิ ดแี ลว้ ย่อมทำใหอ้ นิ ทรีย์ของเราเจรญิ ดว้ ย
จำนวนชวั่ โมงท่สี อน 3 ชัว่ โมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทำแบบประเมินผลกอ่ นเรยี น
2. นำเข้าสู่บทเรียน บรรยาย ซักถาม
3. สรุปผลการเรยี น ทำแบบประเมินผลหลังเรยี น
สอ่ื การสอน
1. เอกการประกอบการสอน
2. Power Point
3. แบบประเมินผลกอ่ นเรยี น - หลงั เรยี น
การประเมนิ ผลการเรยี น
1. ประเมินผลจากแบบประเมินตนเองก่อนเรยี นและหลงั เรียน
159
2. ประเมนิ จากการมสี ่วนร่วมในหอ้ งเรียน
3. ประเมนิ จากการชักถาม
เนื้อหาทจี่ ะสอน
1. แนวคดิ เรือ่ ง ธาตุ 18
2. หลักการกำหนดรธู้ าตุ 18 เป็นอารมณใ์ นการปฏิบัติวปิ สั สนาภาวนา ธาตุ 18 นเ้ี ปน็ ความ
3. แนวคิดเร่ือง อนิ ทรยี ์ 22
คำถามท้ายบท
1. นกั ศกึ ษาจงอธบิ ายแนวคิดเร่ือง ธาตุ 18 มสี ว่ นสมั พนั ธอ์ ย่างไรกับวิปสั สนากรรมฐาน
2. มหี ลักการกำหนดรธู้ าตุ 18 เปน็ อารมณ์ในการปฏบิ ตั ิวปิ ัสสนาภาวนาอย่างไรบา้ ง
3. นักศึกษาจงอธิบายความหมายของคำ อินทรีย์ 22 มคี วามหมายว่าอยา่ งไร
4. นักศึกษาจงอธบิ ายแนวคิดเรื่อง อนิ ทรยี ์ 22 มีสว่ นในการปฏบิ ตั วิ ิปัสสนากรรมฐานอยา่ งไร
5. จงอธิบายความหมายของคำว่า ปรบั อนิ ทรยี ์ มลี ักษณะเป็นอย่างไร
เอกสารอา้ งองิ บทท1่ี 0
ณอภัย พวงมะลิ (Naapai Puangmali). (2561). การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการปฏิบัติวิปัสสนา
กรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ (The Four Focuses Insight Meditation Practice for
Human Resource Development). Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN
1906 – 3431 ฉบบั ภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สงั คมศาสตร์ และศลิ ปะ ปที ี่ 11 ฉบับท่ี 1
เดอื นมกราคม – เมษายน 2561. น.1593-1594.)
พระธรรมธีรราชมหามุนี. (2532). วิปัสสนากรรมฐาน ภาค 2. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้
งกร๊ปุ .
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2549). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุง และขยายความ. พิมพ์ครั้งที่
11. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2551). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์คร้ัง
ท่ี 17). กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559).
พจนานกุ รมพุทธศาสตรฉ์ บบประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). กรุงเทพมหานคร :
มลู นธิ กิ ารศึกษาเพือ่ สนั ตภิ าพ.
160
พระพทุ ธโฆสเถระ, คัมภรี ว์ ิสทุ ธิมรรค, แปลและเรียบเรยี งโดย สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสภมหา
เถร), หน้า 7 , พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ 1 – 2 – 6, หน้า
6.)
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2528). พจนานุกรมพุทธศาสตร์. ด่านสทุ ธาการพิมพ์ จำกดั .
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
161
แผนการสอนประจำสปั ดาห์ที่ 11
หวั ข้อเรอ่ื ง แนวคดิ เกี่ยวกับอรยิ สัจ 4, ปฏจิ จสมปบาท
รายละเอียด
พระพทุ ธองค์ ทรงแสดงไว้ในพุทธพจนว์ ่า สุขทกุ ข์ของชวี ิตน้ัน มไิ ดเ้ ป็นผลของกรรมเก่า หรือ
การบนั ดาลของพระเจ้า หรอื ว่าเปน็ สิง่ ที่เกิดข้ึนอยา่ งไรเ้ หตปุ ัจจัย แต่เป็นสงิ่ ท่ีเกิดข้ึนอย่างมีเหตุปัจจัย
ที่อาศัยกัน หรือเกี่ยวโยงกันอย่างเป็นกระบวนการ กระบวนการดังกล่าวเริ่มขึ้นและจบลงที่ชีวิตของ
แต่ละคนนั้นเอง กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ดังกล่าว พุทธศาสนา เรียกว่า “ปฏิจจสมุป
บาท” เมื่อนำเอากระบวนการปฏิจจสมุปบาทไปอธิบายกระบวนการเกิดและการดับไปของทุกข์ ท่าน
เรียกว่า “อริยสัจสี่” นั่นเอง กล่าวโดยสรุป พุทธศาสนา ถือว่า ที่มาของความสุขหรือความทุกข์ของ
ชีวิต ก็คือ ตัวชีวิต นั่นเอง ไม่ใช่มาจากการกำหนดหรือการบันดาลจากสิ่งภายนอกใดๆ เพราะชีวิตมี
ลักษณะของทุกข์ติดมาตั้งแต่เกิดแล้ว ฉะนั้น ถ้าไม่รู้จกั บริหารชีวิตใหด้ ี ไม่รู้จักวิธแี ก้ทุกข์อย่างถกู ต้อง
แล้ว ชีวิตก็จะมีทุกข์มากยิ่งขึ้น แต่ ถ้ารู้จักบริหารชีวิตให้ดี รู้จักวิธีแก้ทุกข์อย่างถูกต้อง ก็สามารถมี
ชวี ิตอยู่อย่างมีทกุ ขน์ อ้ ยลง จนถึงไม่มที ุกขเ์ ลยก็ได้ คำสอนในเรือ่ ง “อริยสจั ส”่ี เปน็ การแสดงให้เห็นถึง
ภาพรวมของชีวิต ในบางพระสูตร พระพุทธองค์ ได้ทรงจำแนกให้เห็น ความทุกข์ และ ความสุขของ
ชีวิตในระดับต่างๆ เช่นใน อิณสูตร ทรงแสดงให้เห็นว่า ความทุกข์ของชาวโลก (กามโภคี) มี 6 อย่าง
คือ 1.ความจน 2.การเป็นหนี้ 3.การเสียดอกเบี้ย 4.การถูกทวงดอกเบี้ย 5.การถูกทวงหนี้ 6.การถูก
จองจำ (ลม เปลย่ี นทศิ . (2562). อรยิ สัจ 4 กบั ความสุขของชีวิต. [ออนไลน]์ )
ในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า ชีวิตทางโลก นั้น พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับปัญหาทาง
เศรษฐกิจ หรือ ปัญหาเรื่องปากท้องเป็นอันดับแรก และถือว่า เศรษฐกิจเป็นที่มาของความทุกข์
สำหรับชีวิตทางโลกเป็นอันดับแรก กล่าวโดยย่อคือ ความจนคือความยากไร้ด้วยปัจจัย 4 เป็นความ
ทุกข์สำหรับชาวโลก เมื่อทรงชี้ให้เห็นว่า ความยากจนเป็นทุกข์ แล้ว พระพุทธองค์ ก็ทรงแสดง
ทางออกให้เห็นว่า ความยากจนนั้นสามารถแก้ไขได้ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” คือ 1.
ขยันทำงาน 2.รู้จักเก็บออม 3.คบแต่เพื่อนดี 4.เป็นอยู่พอควรแก่ฐานะ สำหรับ ชีวิตในทางธรรม หรือ
นักบวช นั้น พระพุทธองค์ ก็ทรงแสดงไว้เช่นกันว่า ความไม่มีคุณธรรม ถือเป็นความยากจนในทาง
ธรรม ผูม้ ีชีวิตอยูใ่ นทางธรรมด้วยความจน ก็ยอ่ มจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นทกุ ข์เชน่ เดียวกัน ผู้ที่ไม่มีสัทธา
หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ชื่อว่า เป็นคนจนในทางธรรม และคนจนในทางธรรมนัน้ 1.ย่อมจะกู้หน้ี
162
คือทำชว่ั ทางกาย วาจา ใจ 2.ต้องเสยี ดอก คอื คอยปกปดิ ความชว่ั ของตัวเอง 3.ตอ้ งถกู ทวงดอก คือถูก
คนติเตียน 4.ต้องถูกทวงหนี้ คืออกุศลวิตกครอบงำ 5.ต้องถูกจองจำ คือตายแล้วไปอบายภูมิ ในเรื่อง
ความสุขของชีวิต นั้น พระพุทธศาสนา ได้แสดงไว้ 2 นัย คือ นัยแรก พูดถึง การดับทุกข์ หมายความ
ว่า เมอื่ ทกุ ข์ดับ ความสุขก็เกิดขนึ้ ดับทุกขไ์ ดม้ ากก็มีความสุขมาก ดับทกุ ข์ไดน้ ้อยกม็ ีความสุขน้อย ดับ
ทุกขไ์ ดส้ น้ิ เชงิ กม็ ีความสุขสมบูรณ์ ความสุขกค็ ือการลดปริมาณของความทุกข์ลงนั่นเอง ภาวะไร้ทุกข์ก็
คือความสุข นัยที่สอง พูดถึง ความสุขโดยตรง โดยจำแนกความสุขเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำๆ
ไปจนถึงระดับสูงสุด สุขทางกายสุขทางใจพร้อมกัน สรุปว่า ถ้าอยากให้ชีวิตนี้มีความสุขมาก มีทุกข์
น้อย ก็ควรศึกษาเรียนรู้ว่า ความทุกข์คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ดับได้อย่างไร ด้วยวิธีใด และ
ความสุขคืออะไร เป็นอย่างไร เกิดขึ้นอย่างไร สุขประเภทใดควรเสพหรือไม่ควรเสพแล้วชีวิตจะมี
ความสขุ มากขน้ึ
แนวคดิ เรอ่ื งอรยิ สัจ 4
ปญั หาทางอภิปรัชญาเปน็ สงิ่ ที่บคุ คลให้ความสนใจทุกยุคทุกสมยั แต่ปัญหาเหล่านี้ขึ้นอย่กู ับ
เหตผุ ล บางอย่างไมข่ ้นึ อยู่กับประสบการณ์สามญั จากคำกล่าวทว่ี ่าเมอ่ื ไม่มีประสบการณ์จึงยากที่จะ
เข้าถงึ ความจรงิ ดงั นัน้ การยืนยันหรือการปฏเิ สธจงึ เปน็ ส่งิ ท่ยี ากจะพิสูจนใ์ ห้เห็นจรงิ ได้ พระพทุ ธเจา้
ทรงเห็นว่าปญั หาทางอภปิ รัชญาก่อให้เกดิ การถกเถยี งไม่รู้จบเพราะไม่มีใครเห็นประจกั ษ์ดว้ ยตนเอง
หรอื ผู้ทรี่ ู้ก็ไมส่ ามารถอธบิ ายใหผ้ อู้ ่ืนรับรไู้ ด้อย่างถูกต้อง และถา้ ตอบคำถามทางอภิปรชั ญาก็จะทำให้
ผู้ฟังเกิดความยดึ มน่ั ในทางที่ผิด เช่น ถ้าตอบว่าโลกนี้ไม่เทีย่ งหรือโลกนมี้ ีที่สุดหรือวิญญาณกับรา่ งกาย
เป็นอยา่ งเดียวกัน หรือสตั วต์ ายแล้วไมม่ าเกดิ อีก ก็จะทำใหผ้ ู้ฟังเกดิ ความยึดมั่นในเชงิ วตั ถนุ ยิ ม (เป็น
ปรัชญาสายวตั ถนุ ิยม) ถา้ ตอบวา่ โลกนเ้ี ทย่ี งหรอื ไมม่ ีท่ีสุด หรือวิญญาณกบั รา่ งกายเปน็ คนละอย่างกนั
หรอื สัตว์ตายแล้วเกิดอีก หรอืสตั วต์ ายแลว้ ท้ังเกดิ ทงั้ ไม่เกดิ หรอื สัตวต์ ายแลว้ ว่าเกดิ ก็ไม่ใช่ ไม่ใชก่ ็ไม่ใช่
กจ็ ะทำใหเ้ กดิ ความยดึ มน่ั ว่าทุกส่ิงทุกอย่างเที่ยงแทย้ ่ังยนื (ปรัชญาสายสสั สตวาท) ทรงเห็นวา่ ปัญหา
ทางอภปิ รชั ญาดังกลา่ ว ไมท่ ำให้บุคคลรอดพ้นจากความทกุ ข์และได้พบกบั เปา้ หมายอันแทจ้ รงิ ของ
ชวี ิต พระพทุ ธองคจ์ ึงทรงสอนใหบ้ คุ คลรจู้ กั ชีวิตเปน็ สำคัญ ดังพทุ ธพจน์ที่ว่า “พ. ดกู ่อนอาวุโส ทีใ่ ดเป็น
ท่ไี มเ่ กิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบตั ิ เราไมพ่ ดู ถงึ ท่นี ้นั อนั เปน็ ที่สดุ ของโลก วา่ ควรรู้ ควรเหน็ ควร
บรรลุ ดว้ ยการเดินทาง ก็ถ้าหากเรายงั ไมบ่ รรลถุ ึงที่สุดของโลกแล้ว กจ็ ะไม่กล่าวถึงการกระทำทสี่ ดุ
ทกุ ข์
163
ก็แตว่ ่าเราบญั ญัติเรยี กว่าโลก เหตุให้เกิดโลก การดบั ของโลก และทางให้ถงึ ความดับโลก ในสรรี ะร่าง
มปี ระมาณวาหน่ึงน้ี และพร้อมทง้ั สัญญา พร้อมทั้งใจครอง ฯ แต่ไหนแต่ไรมา ยงั ไม่มีใครบรรลถุ ึงทสี่ ดุ
โลกดว้ ยการเดนิ ทาง และเพราะท่ียังบรรลุถึงท่สี ุดโลกไมไ่ ด้ จึงไม่พน้ ไปจากทุกข์ ฯ เหตนุ ั้นแหละ คนมี
ปญั ญาดี ตระหนักชดั เร่อื งโลก ถงึ ทสี่ ดุ โลกได้ อยจู่ บพรหมจรรย์แล้ว รู้จักท่ีสดุ โลกแลว้ เป็นผ้รู ะงบั แลว้
จงึ ไมห่ วังโลกน้ีและโลกหนา้ ฯ (ส.ํ ส. (ไทย) 15/298/90)
คำสอนของพระพทุ ธเจา้ ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตน้นั มี อรยิ สัจ 4 เป็นจดุ เริม่ ตน้ เปน็ หลกั ธรรมท่ี
พระพุทธเจา้ ทรงตรัสสอนแก่ปญั จวคั คยี ์ ณ ป่าอิสปิ ตนมฤคทายวนั ใกล้เมืองพาราณาสี ในวนั ขน้ึ 15 ค่ำ
เดอื น 8 เรยี กคำสอนครั้งน้ันวา่ “ธมั มจักกปั ปวตั ตนสูตร” เปน็ หลักธรรมท่สี ำคัญอย่างยิง่ ซงึ่ พระสารี
บตุ รได้รับการยกยอ่ งจากพระพทุ ธเจา้ วา่ เปน็ ผแู้ สดงธรรมจกั รโดยมอี ริยสจั 4 เปน็ หลกั เสมอด้วย
พระองค์ทรงไว้ว่า “อรยิ สัจ 4 เปน็ ที่รวมลงแหง่ ธรรมทีเ่ ป็นกุศลทง้ั หลายเหมือนรอยเท้าชา้ ง ใหญ่กว่า
รอยเทา้ สัตวท์ ัง้ หลาย สัตว์บกทกุ ชนิดเอารอยเท้าสตั ว์อ่นื ทกุ ชนดิ มาใส่ในรอยเท้าชา้ งได้ฉนั ใด ธรรมท่ี
เปน็ กศุ ลทุกอยา่ งรวมลงในอริยสจั 4 ได้ฉันนั้น” (วศิน อินทสระ, 2530, น.2)
ความหมายของอริยสัจ หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ความจริงที่แท้จริง ที่ได้ชื่อเชนนี่
เพราะเป็นสิ่งที่เป็นจริงเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ดำรงอยุ่ตลอดนิรันดร์ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าธรรมจักรที่พระองค์ทรงหมุนไปแล้วนี้ไม่มีใคจะหมุนกลับได้และใครจะ
คัดค้านว่าไม่เป็นจริงก็ไมส่ ำเรจ็ เพราะเป็นความจรงิ อนั ทำให้บุคคลผู้ปฏิบัตติ ามห่างไกลจากข้าศึกษา
อนั ได้แก่ ก. ขา้ ศกึ ษาภายนอก คอื ศัตรูผมู้ งุ่ รา้ ยต่อเรา ข.ขา้ ศกึ ษาภายใน คือ ความทะยานอยากท่ีอยู่
ติดตัวมนุษย์ตลอดคอยทำร้ายรบกวนจิตใจอยู่เสมอ ทำให้จิตใจปราศจากความสุข พบแต่ความทุกข์
อริยสัจ จึงเป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติ สามารถกำจัดข้าศึกภายใน คือ ความทะยานอยาก และข้าศึกษา
ภายนอกผู้มุ่งร้าย เมื่อหมดสิ้นข้าศึกท่ีคอยเบียดเบียนความสขุ ย่อมเกิดขึ้น (วิโรจน์ นาคชาตรี, 2542,
น.30)
องค์ประกอบของอริยสัจ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ได้แก่ “ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความ
ดับทุกข์ และอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 อันมีปรกติยังสัตว์ให้ถึงความระงับทุกข์” (อง.จตุกฺก.
(ไทย) 21/33/43)
ทุกข์มคี วามหมาย 2 ลกั ษณะ คอื
ก. ทุกข์ หมายถงึ ความทนไดย้ าก มาจากคำว่า ทุ แปลวา่ ยาก และ ขม (ขะ มะ) แปลว่า ทน
164
ข. ทุกข์ หมายถึง ภาวะที่ตัวเราไม่ปรารถนา ไร้แก่นสาร มาจากคำว่า ทุ แปลว่า น่าเกลียด
และ ข (ขะ) แปลว่า วา่ งเปลา่
ดังนัน้ ความทุกข์ จึงหมายถึง
1. ภาวะที่เปน็ ไปตามธรรมชาติ ทำให้สรรพส่งิ รักษาสภาพเดมิ ไว้ไดใ้ นทน่ี ห้ี มายถงึ รา่ งกาย
2. ภาวะทบ่ี ีบคั้นจิตใจ ก่อให้เกดิ ผลคอื ความเรา่ ร้อน ความหวาดวติ ก ความกังวลตา่ งๆ นานา
ความทกุ ข์ของมนษุ ย์ในอริยสัจน้นั มีอยู่ 11 ประการ คอื 1) การเกิด เป็นความทุกข์อยู่หลาย
ประการด้วยกัน การเกิดของมนุษย์ในครรภ์ของมารดามีลำดับดังนี้ ต้งั แต่หลงั จากการปฏิสนธิของ
เซลไข่และอสุจิจนกระทั่งสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งหลังจากนั้นจะเรียกว่าระยะทารกในครรภ์หรือฟีตัส
(fetus) โดยความรู้เกี่ยวกับกายมนุษย์ใน พระไตรปิฎกและอรรถกถา เริ่มต้น 5 สัปดาห์แรก เม่ือ
นำเอาวิทยาศาสตร์ไปเปรียบเทียบทำให้เห็น ความเหมือนกันที่ปรากฏในรายละเอียดพระไตรปิฎก
และอรรถกถาได้อย่างดี เมื่อจุดเริ่มต้นเปรียบเทียบที่ “กลละ คือ ตัวอ่อน บลาสโตซิสต์ระยะฝังตัว”
(แพทย์หญิงเสริมสุข วิจารณ์สถิต,“พัฒนาการของกำเนิดมนุษย์ในครรภ์เชงิ เปรียบเทียบทรรศนะทาง
พุทธศาสนา และสูติศาสตร์”, หน้า 245-248) อายุครรภ์ (GA) ที่ข้อมูลสอดคล้องกันทั้งทาง
พระพทุ ธศาสนาและวทิ ยาศาสตร์ ดังน
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 2 คือเป็นช่วงที่ระดูเริ่มตั้งขึ้นในมดลูกและเป็นช่วงที่มีไข่ตก หากบิดา
มารดา อยรู่ ว่ มกนั ในช่วงนี้ เกดิ การปฏิสนธขิ องไขแ่ ละอสุจิ
อายคุ รรภ์สัปดาห์ที่ 3 (ตวั อ่อนสปั ดาห์ท่ี 1) คอื กลละ หรือบลาสโตซิสต์ระยะฝังตัว ลักษณะ
เข้าได้กับหยดนำ้ ใส และ ข้นั ตอนการเจรญิ สัปดาหต์ ่อไปมีความสอดคล้องกนั
อายคุ รรภ์สัปดาห์ท่ี 4 (ตวั ออ่ นสปั ดาหท์ ่ี 2) คอื อพั พุทะ ตัวอ่อนจากใสขุ่นขนึ้ เป็นนำ้ ข้น
อายุครรภ์สัปดาหท์ ี่ 5 (ตัวอ่อนสัปดาห์ท่ี 3) คอื เปสิ ตัวออ่ นมีลักษณะเปน็ แผ่นช้ินเนื้อ
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 6 (ตัวอ่อนสัปดาห์ที่ 4) คือ ฆนะ ตัวอ่อนงอตัวจากส่วนหัวและ ส่วน
ปลาย เขา้ มาเป็นรูปตัวซี (C) คล้ายลักษณะเป็นก้อนกลม
อายุครรภ์สัปดาห์ท่ี 7 (ตวั ออ่ นสปั ดาหท์ ่ี 5) คอื ปัญจสาขา ตัวออ่ นมองเห็นปุ่ม แขน ขา และ
ศรี ษะ สามารถมองเห็นเป็นรปู เปน็ รา่ งมากขึน้
อายคุ รรภ์สัปดาหท์ ี่ 11 และ 12 (อายุฟตี ัสสัปดาหท์ ี่ 9 และ 10) มกี ระดกู สนั หลัง
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 17 (ฟีตัสปดาห์ที่ 15) คือ ทารกมีเลือด หมายถึง เริ่มสร้างเลือด จากไข
กระดูก ซงึ่ เป็นทสี่ รา้ งเม็ดเลอื ดถาวรจนกระทง้ั เป็นผใู้ หญ่
165
อายคุ รรภส์ ปั ดาห์ท่ี 18 (ฟีตสั สปั ดาห์ท่ี 16) คอื ทารกมกี ระเพาะอาหารแล้ว
อายุครรภส์ ัปดาห์ท่ี 19 (ฟีตัสสัปดาห์ที่ 17) คือ ทารกมกี ารพฒั นาของชน้ั ผิวหนัง
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 20 (ฟีตัสสัปดาห์ที่ 18) คือ ทารกมีสีผิวหนัง โดยผิวหนังของทารก
ใกลเ้ คยี ง กบั ผวิ หนงั ผูใ้ หญ่ หรือมีเซลสรา้ งเมด็ สีทชี่ ัน้ ผวิ หนังแลว้
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 22 (ฟีตัสสัปดาห์ที่ 20 คือ ทารกมีทวารทั้ง 9 แล้ว (ตา 2, จมูก 2, ปาก
1, หู 2, อุจจารมรรค 1, ปัสสาวมรรค 1) โดยเปลือกตาเปิดท่ีหลังอวัยวะอ่ืน และเปลือกตาเร่ิมเปิดใน
สัปดาห์นี้ ซึ่งข้อมลู สอดคล้องกนั อยา่ งมาก
อายุครรภ์สปั ดาห์ท่ี 28, 29 (ฟีตัสสัปดาห์ที่ 26, 27) คอื ทารกสามารถเริ่มมชี ีวติ รอด ได้หาก
คลอดกอ่ นกำหนด (รา่ งกายมคี วามแขง็ แรง, มีกำลัง)
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 31 (ฟีตัสสัปดาห์ที่ 29) คือ ร่างกายมีความสมบูรณ์ทุกอย่าง ปอดทารก
สมบรู ณ์มากขน้ึ และสามารถมีชีวิตรอดได้
อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 44 (ฟีตัสสัปดาห์ที่ 42) เพราะอาศัยลมเกิดแต่กรรม (กรรมชวาต)
ร่างกาย ของเด็กเปลี่ยนท่าหันเท้าขึ้นศีรษะลงต่ำและเคลื่อนไปสู่ช่องกำเนิด ทารกนั้นคลอดออกมา
โดยในสมัย พุทธกาลย่อมไม่มีการกระตุ้นคลอดดังเช่นสมัยปัจจุบัน ดังนั้น หญิงมีครรภ์ในสมัย
พทุ ธกาลจะคลอดลกู เมือ่ มอี าการเจ็บครรภ์คลอด ซึง่ ส่วนใหญ่จะไมเ่ กนิ
อายุครรภ์ที่ 44 สัปดาห์หรืออายุทารก 42 สัปดาห์ (Shime J, et al. “Prolonged
pregnancy: surveillance of the fetus and the neonate and the course of labor and
delivery”, American Journal of Obstetrics and Gynecology, Vol. 148 Iss. 5 , Mar: 547-
552, 1984.) จึงคลอดออกมาสู่โลกภายนอก
ก. ทุกข์เนื่องจากการก้าวลงสู่ครรภ์ เพราะการเกิดในครรภ์นั้น เป็นสถานที่คับแคบ มืดมน
เตม็ ไปด้วยกลน่ิ เหมน็ อนั เกดิ จากซากสตั ว์ท่ีมารดากนิ เข้าไป
ข. ทกุ ขเ์ นอื่ งจากอยูใ่ นครรภ์ เพราะเม่อื มารดาดมื่ น้ำเย็นกร็ ู้สกึ ไปดว้ ยเม่ือมารดาน้ำร้อนก็ร้อน
ไปด้วย อกี ทงั้ เจ็บปวดดว้ ยของมรี สจัด เช่น เปร้ียว เผ็ด เคม็
ค. ทุกข์เน่อื งจากครรภว์ บิ ตั ิ คือ ถึงเวลาคลอดแล้วไม่ไดค้ ลอด ต้องทนอุดอู้อยใู่ นครรภ์ เพอื่ รอ
หมอมาทำคลอด
ง. ทุกข์เพราะการทำคลอด คือ ถูกลมเบ่งออกมาให้ออกทางช่องคลอดถูกบีบคั้นด้วยอุ้งเชิง
การ
จ. ทุกข์เพราะออกจากครรภ คือ ถูกจับยกเพื่อชำระสิ่งสกปรก จากนั้นก็เจบ็ ปวดด้วยการถูก
ใช้ผา้ เช็ด เปรยี บเสมือนถกู แทงด้วยเขม็
166
2. ความชรา เป็นความทกุ ขท์ บี่ ุคคลไม่ตอ้ งการเปน็ ต้องการทจี่ ะหลกี หนีและตง้ั ข้อรังเกยี จ ซ่ึง
ก็คือความทุกข์อันเนื่องมาจากความกลัวที่จะแก่ มีคำอธิบายถึงภาวะของความชราไว้ว่า “ก็ชราเป็น
ไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุดผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่
หงอ่ มของอนิ ทรยี ์ในหมู่สัตว์ ของเหล่าสตั วน์ นั้ ๆ อนั นี้เรียกวา่ ความชรา” (ที.ม. (ไทย) 10295/281)
3. ความตาย เป็นความทุกข์เพราะ 1) ต้องวิตกกังวลถึงอนาคตข้างหน้า 2) ต้องระลึกถึงคน
อนั เปน็ ที่รักอยู่ข้างหลัง 3) ฝนื ใจตาย จำใจตาย
4. ความโศก (โสกะ) หมายถึง อาการที่จิตเศร้าหมอง ไม่สดชื่น ส่งผลให้หน้าตาหมองคล้ำ
ปราศจากสง่าราศี ซบเซา ไม่พูดจา ร้องห่มร้องไห้ ทานอาหารได้น้อย ภาวะของความโศกนั้นคือ
“ความแห้งใจ กิริยาทแี่ ห้งใจ ภาวะของบุคคล ผู้แหง้ ใจ ความแห้งผาก ณ ภายใน” (ที.ม.10/295/282)
5. ความคร่ำครวญ (ปะรเิ ทวะ) หมายถงึ ความคร่ำครวญ พิไรรำพนั
6. ความทกุ ข์ทางกาย หมายถงึ ความลำบากกาย ความไมส่ ำราญร่างกาย ความเจบ็ ไข้ไดป้ ว่ ย
7. โทมะนสั สะ หมายถงึ ความทกุ ข์ทางใจ ความน้อยใจ คบั แค้นใจ ความไม่สะบายใจอันเกิด
จากการกระทบกระทัง่ ภายในใจ
8. ความคบั แคน้ ใจ (อปุ ายาสะ) หมายถึง การทจ่ี ิตใจถกู บบี คัน้ อยา่ งรุ่นแรงเน่ืองมาจากความ
โลภ ความโกรธ ความหลงเกิดเป็นความท้อแท้ กลมุ้ ใจ อาลัยอาวรณ์
9. ความตอ้ งประสบกบั สิ่งอันไมเ่ ป็นทร่ี ัก หมายถึง (อัปปิเยหิ สัมปะโยคะ) การได้พบกับส่ิงท่ี
ตนเองไมช่ อบ ไม่พอใจ กลายเป็นความขดั ขอ้ งหมองมัว ตรอมใจ จากการประสบสงิ่ ไมเ่ ป็นท่ีรัก
10. ความพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเองรัก (ปิเยหิ วิปปะโยคะ) หมายถึงการสูญเสียในสิ่งที่ตน
รกั กลายเป็นความโศกเม่อื พลักพรากจากของรัก
11. ความปรารถนาส่ิงใดแล้วไม่ได้ตามท่ีใจปรารถนา (ยมั ปิจฉงั นะ ละภะติ) ความปรารถนา
สิ่งใดแลว้ ไม่ไดต้ ามท่ใี จปรารถนา กลายเปน็ ความหม่นหมองจากการอยากได้สิง่ ใดแล้วไม่ได้
ทั้ง 11 ประการนี้ คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และยากที่จะหลีกเลี่ยงซึ่งความทุกข์
เหล่านี้เกิดขึ้นจากการยึดมั่นอยู่กับขันธ์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็น
ทุกข์ แม้มรณะก็เปน็ ทุกข์ แม้โสก ปรเิ ทวะทกุ ขโ์ ทมนสั อุปายาส กเ็ ปน็ ทุกข์ แม้ความประจวบกับสิ่งไม่
เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากสิ่ง ที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็น
ทกุ ข์ โดยย่อ อปุ าทานขันธ์ ท้ัง 5 เป็นทกุ ข์” (ที.ม.10/249/281)
สมุทัย หมายถึง สาเหตุของความทุกข์ การเกิดขึ้นของความทุกข์ บุคคลโดยทั่วไปมักคิดว่า
เกิดจากความยากจน ความเจ็บป่วย ความโง่เขลา สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปลายเหตุมิใช่สาเหตุที่แท้จริง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงสาเหตุของความทุกข์ไว้ว่า “ว่าด้วยโทษแห่งกาม ดูก่อนมหานาม ก็อะไรเล่า
เป็นโทษของกามทั้งหลาย? กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยความขยันประกอบศิลปะใด คือ ด้วยการ
นับคะแนนก็ดี ด้วยการคำนวณก็ดี ด้วยการ นบั จำนวนกด็ ี ด้วยการไถกด็ ี ดว้ ยการคา้ ขายก็ดี ด้วยการ
167
เลย้ี งโคกด็ ี ด้วยการยิงธนกู ็ดี ดว้ ยการ เปน็ ราชบรุ ษุ กด็ ี ดว้ ยศิลปะอย่างใดอย่างหน่ึงก็ดี ต้องตรากตรำ
ต่อความหนาว ต้องตรากตรำต่อ ความร้อน งุ่นง่านอยู่ด้วยสัมผัสแต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์
เสือกคลาน ตอ้ งตายด้วยความ หิวระหาย
ดูกอ่ นมหานาม แม้นก้ี ็เปน็ โทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ท่ีเห็นๆ กนั อยู่ มีกาม เป็นเหตุ
มีกามเป็นตน้ เค้า มกี ามเปน็ ตัวบังคับ เกิดเพราะเหตแุ ห่งกามทั้งหลายทั้งนัน้
ดูก่อนมหานาม ถา้ เมือ่ กลุ บุตรนั้น ขยนั สบื ต่อพยายามอยู่อยา่ งน้ี โภคะเหลา่ น้นั กไ็ ม่สำเร็จผล
เขา ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพันตีอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่า ความขยันของเราเป็นโมฆะ
หนอ ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ ดูก่อนมหานาม แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกอง
ทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุ แห่งกาม
ทง้ั หลายทง้ั น้ัน
ดูก่อนมหานาม ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อพยายามอยู่อย่างนี้ โภคะ เหล่านั้นสำเร็จผล
เขากลับเสวยทุกข์ โทมนัส ที่มีการคอยรักษาโภคะเหล่านั้นเป็นตัวบังคับว่า ทำอย่างไร พระราชา
ทัง้ หลาย ไม่พึงรบิ โภคะเหล่านั้นไปได้ พวกโจรพึงปลน้ ไมไ่ ด้ ไฟไมพ่ ึงไหม้ นำ้ ไม่พงึ พัด ทายาทอปั รีย์พึง
นำไปไมไ่ ด้ เมอื่ กุลบตุ รนัน้ คอยรกั ษา คมุ้ ครองอยูอ่ ย่างน้ี พระราชาท้งั หลายริบโภคะเหล่านั้นไปเสียก็ดี
โจรปล้นเอาไปเสียก็ดี ไฟไหม้เสียก็ดี น้ำพัดไปเสียก็ดี ทายาทอัปรีย์นำไปเสียก็ดี เขาย่อมเศร้าโศก
ลำบาก รำพัน ตอี ก ครำ่ ครวญ ถงึ ความหลงเลือนวา่ สง่ิ ใดเคยเปน็ ของเรา แม้สิง่ น้ันก็ไม่เปน็ ของเรา
ดกู ่อนมหานาม แมน้ ี้ ก็เป็นโทษของกามท้งั หลาย เปน็ กองทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่ มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นต้นเคา้ มีกามเปน็ ตัวบังคับ เกดิ เพราะ เหตแุ หง่ กามทั้งหลายทัง้ นั้น (พระไตรปฏิ ก ฉบับหลวง
เล่มที่ 12 ข้อ 213) (ม.ม.ู 12/198/134)
ดงั นน้ั สาเหตุของความทกุ ข์ทีแ่ ท้จรงิ นนั้ คอื กาม ซ่งึ มี 2 ประการ ดังน้ี
1) กามวัตถุ หมายถึง กามตัณหา
2) กิเลสกาม หมายถงึ ภวตณั หาและวภิ วตณั หา
ทั้งสองอย่างนี้เรียกว่า ตัณหา คือ ความดิ้นรน ทยานอยาก 3 ประการ คือ กามตัณหา
ภวตณั หา วิภวตัณหา (ท.ี ม.10/298/285)
1) กามตัณหา คือ ความทะยานอยากในรูปสัมผัสอันเกิดจากความกำหนัด ความหลงใหล
ความติดใจในส่ิงทต่ี นเคยสัมผัสจากทวารทงั้ 5 อันเป็นอิฏฐารมณ์ คือ เปน็ สิ่งน่าใคร่ นา่ ปรารถนา
กามตณั หา เปน็ ความทะยานอยากเพื่อให้ไดเ้ สนอต่อทวารทงั้ 5 หรอื กามคุณ 5 คือ
1. รูปที่พึงร้แู จ้งดว้ ยจกั ษุ ซ่งึ นา่ ปรารถนา นา่ ใคร่ นา่ พอใจ น่ารัก ประกอบดว้ ยกาม เป็นท่ีต้ัง
แหง่ ความกำหนัด เชน่ เห็นรูปกายหญิง เห็นส่ิงของสวยงาม
2. เสียงที่ได้ยนิ ดว้ ยหู ซ่งึ นา่ ปรารถนา นา่ ใคร่ น่าพอใจ นา่ รกั ประกอบด้วยกาม เป็นท่ีต้งั แห่ง
ความกำหนัด เชน่ ได้ยินเสียงเพลง ได้ยนิ เสยี งผู้หญงิ
168
3. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็น
ท่ตี ั้งแหง่ ความกำหนดั เช่น ได้กลิ่นหอมอาหาร ไดก้ ลนิ่ นำ้ หอม
4. รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ต้ัง
แห่งความกำหนัด เช่น ชิมรู้รสหวาน ชิมรรู้ สเคม็
5. โผฏฐพั พะทีพ่ ึงร้แู จง้ ได้ด้วยกาย ซึ่งน่าปรารถนา นา่ ใคร่ น่าพอใจ นา่ รัก ประกอบด้วยกาม
เป็นที่ตง้ั แห่งความกำหนดั เชน่ สัมผสั รูอ้ ุน่ สัมผัสรเู้ ย็น
2. ภวตัณหา
ภวตัณหา คือ ความทะยานอยากให้เกิดขึ้นตามรูปธรรมที่ตนได้ปรุงแต่งให้เกิดในจิตใจ อาทิ
อยากเป็นตำรวจ อยากเกดิ เปน็ เศรษฐี เป็นต้น
ภวตณั หา มฐี านศพั ทม์ าจากภาษาบาลี คอื
– ภว แปลว่า ภพ คือ โลกหรือสถานอันเป็นที่อยู่ของตน ทั้งในชีวิตปัจจุบัน และชีวิตในภาย
ภาคหน้า
– ตณฺหา แปลว่า ความอยาก
แปลตามรากศัพท์ คือ ความอยากเป็นในสิ่งใดๆ ทงั้ ในชวี ติ ปจั จบุ ัน และชีวติ ในภายภาคหนา้
3. วภิ วตัณหา
วภิ วตณั หา คือ ความทะยานอยากทจี่ ะข้ามพ้นไปจากรปู ธรรมท่ีตนได้ปรุงแต่งให้เกิดในจิตใจ
อาทิ ไม่อยากเป็นโจร ไม่อยากเกดิ เปน็ สัตว์ เป็นตน้
วิภวตัณหา มฐี านศัพทม์ าจากภาษาบาลี คือ
– วิ แปลวา่ ไม่
– ภว แปลว่า ภพ ในความหมายทกี่ ล่าวข้างตน้
– ตณหฺ า แปลว่า ความอยาก
แปลตามรากศัพท์ คือ ความอยากไม่เป็นในสิ่งใดๆ ทั้งในชีวิตปัจจุบัน และชีวิตในภายภาค
หน้า
ภวตณั หา และวิภวตัณหา เป็นความทะยานอยากในทวารท่ี 6 คือ ความตอ้ งการทางใจ ท่ีจิต
ตนพยายามปรุงแต่งใหเ้ กิดเป็นรูปในจิตใจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานกามตณั หา คือ ความลุ่มหลงใน
รูปสัมผสั ทง้ั หลายท่ตี นเคยสัมผัสมา
ผลจากการเกิดตัณหา
ตัณหา/ราคะ/โลภะนั้น เกิดขึ้นจากกำหนัดในจิตใจที่มาจากอำนาจแห่งความทะยานอยาก
และความพอใจในอารมณ์นั้นๆ ผู้ที่เกิดตัณหาแล้วย่อมหลงมัวเมากับรูปที่ตนสัมผัสหรือรูปที่จิตตน
สรา้ งขึ้นมา ไมม่ ีสติ ไม่มีปญั ญา และยอ่ มนำพาไปสู่ความเสื่อม ท้งั ทรพั ย์ และเกยี รติ
ตัณหายังใหเ้ กดิ การประพฤติ คือ
169
1. ทางกาย 2 อย่าง คือ
– ทำใหเ้ กดิ การขโมยทรัพย์ผอู้ นื่
– ทำใหล้ ่วงผิดในกามกบั หญงิ หรอื ชายอ่นื
2. ทางวาจา 3 อย่าง คือ
– ทำใหพ้ ูดความเท็จ
– ทำใหพ้ ดู เบียดเบยี น หรอื ยแุ ยผ่ อู้ น่ื เพราะความอิจฉา
– ทำใหพ้ ดู ไม่มสี าระ ไม่มคี ำทนี่ า่ เชอ่ื ถือได้
3. ทางใจ 2 อย่าง คือ
– ทำให้ยินดีในความทกุ ข์ของผอู้ ่นื
– ทำให้รผู้ ิด เขา้ ใจผดิ ไมส่ อดคล้องกับความเปน็ จรงิ
นโิ รธ หรือทกุ ขนิโรธ แปลวา่ ความดบั ทกุ ขเ์ พราะความส้ินไปของตณั หา ความดับ (ทุกข์) คือ
ความสำรอกออก, สลัดทิ้ง, ปลดปล่อย, ไม่มีเยื่อใยสมุทัยอันเป็นบ่อเกิดทุกข์ได้สิ้นเชิง หมายถึง การ
ทำลายสมุทัยและดับสมุทัยคือตัวตัณหาให้สนิ้ ไปจนไม่เกิดขึ้นได้อีกเหมือนไฟทีส่ ิ้นเช้ือ ด้วยอำนาจการ
ดำเนินตามมรรคจนได้บรรลุมรรคนั้นๆ นิโรธ จัดเป็นอริยสัจอันดับที่ 3 ในอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย
นิโรธ มรรค นิโรธ โดยภาวะคือนิพพานนั่นเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสถึงลักษณะของความดับทุกข์ไว้ว่า
“ดูก่อนภกิ ษุทง้ั หลาย อาศัยจักษแุ ละรูปเกิดจักขุวิญญาณ อาศัยหแู ละเสยี งเกิดสตวิญญาณ อาศัยจมูก
และกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ อาศัยลิ้นและรสเกิดชิวหาวิญญาณ อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกาย
วิญญาณ อาศยั ใจและธรรมารมณ์ เกดิ มโนวญิ ญาณ
ธรรม 3 ประการนัน้ รวมกนั เกดิ เป็นผสั สะ เพราะผสั สะเปน็ ปัจจยั จงึ เกิดเวทนา เพราะเวทนา
เป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้เป็นความเกิด แห่งทุกข์ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดับแห่งทุกข์นั้น คือ
เพราะตัณหานั้นแล ดับเพราสำรอกโดยไม่เหลืออุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะ
ภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ ความดับ
แห่งความทุกข์ทง้ั มวลยอ่ มมีดว้ ยอาการอย่างนี.้ ...” (ทกุ ขสูตร สฬา. ส.ํ (154-155) (ที.ม.10/298/285)
“ก็ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในที่ไหน เมื่อจะดับย่อมดับในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักท่ี
เจริญใจในโลก” (คอื ทร่ี กั ท่เี จริญใจ ความรสู้ กึ สขุ ทุกข์อันเกิดข้นึ ทางอายตนะ 6 คือ ตา ท่ีเห็นรูป หู ที่
ไดย้ นิ เสียง จมกู ท่ีไดก้ ล่นิ ลน้ิ ทไี่ ด้รส กาย ท่ไี ด้สัมผัส ใจ ที่รับรู้อารมณ)์ ตัณานั้นเม่อื บคุ คลจะละย่อม
ละเสียไดใ้ นทน่ี ้ี เม่อื จะดับย่อมดับในท่นี ี”่ (ท.ี ม. (ไทย) 10/298/285)
นิโรธ 5 หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น มี 5 ประการ โดยมีช่ือ
เรยี กอย่างอืน่ อกี เชน่
ปหาน 5 (การละกเิ ลส 5 ประการ)
วมิ ุตติ 5 (ความหลุดพน้ 5 ประการ)
170
วิเวก 5 (ความสงัด ความปลกี ออก 5 ประการ)
วริ าคะ 5 (ความคลายกำหนัด ความสำรอกได้ 5 ประการ)
โวสสัคคะ 5 (ความสละ ความปลอ่ ย 5 ประการ)
นิโรธ 5 ได้แก่
1. วิกขัมภนนิโรธ ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌานขึ้นไป
ย่อมข่มนวิ รณไ์ วไ้ ด้ ตลอดเวลาท่ีอยู่ในฌานนัน้
2. ตทังคนโิ รธ ดับดว้ ยองค์น้นั ๆ คอื ดบั กเิ ลสดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ คู่ปรับ หรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น
ดับสกั กายทฏิ ฐดิ ้วยความรู้ที่กำหนดแยกรปู นามออกได้ เปน็ การดบั ชั่วคราวในกรณีนั้นๆ
3. สมุจเฉทนิโรธ ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะ
แห่งมรรคนน้ั
4. ปฏิปัสสัทธินิโรธ ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรค ดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว
บรรลุโลกตุ ตรผล กิเลสเปน็ อนั สงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ตอ้ งขวนขวายเพื่อดบั อกี ในขณะแห่งผลน้ัน
5. นิสสรณนิโรธ ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว
ดำรงอยูใ่ นภาวะทดี่ บั กิเลสแลว้ นน้ั ยั่งยนื ตลอดไป ภาวะนัน้ ไดแ้ ก่อมตธาตุ คือ นพิ พาน
นพิ พาน หมายถงึ อะไร (ทองย้อย แสงสนิ ชยั . (2563). นพิ พาน หมายถึงอะไร. [ออนไลน์])
“นิพพาน” ภาษาไทยอ่านว่า นิบ-พาน เขียนแบบบาลีเป็น “นิพฺพาน” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า)
อ่านวา่ นิบ-พา-นะ รากศัพท์มาจาก –
(1) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง ว เป็น พ, ซ้อน พฺ
ระหวา่ งอุปสรรคและบทหลงั
: นิ + วาน = นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมที่
ออกพ้นจากตัณหาท่ีเรียกว่า วานะ”
(2) นิ (คำอปุ สรรค = ไมม่ ี, ออก) + วา (ธาตุ = ดับ, สงบ) + ยุ ปจั จัย, แปลง ยุ เปน็ อน (อะ-
นะ), ซอ้ น วฺ ระหว่างอปุ สรรคและธาตุ (นิ + ว + วา), แปลง ววฺ (คอื ว ทีซ่ อ้ นเขา้ มาและ ว ทเี่ ปน็ ธาตุ)
เป็น พพฺ
: นิ + ว + วา = นิววา + ยุ > อน = นิววาน > นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมเป็น
เหตดุ ับไปแหง่ ไฟราคะเป็นตน้ ”
(3) น (คำนบิ าต = ไม่, ไม่ม)ี + วาน (ตณั หา, เครอ่ื งรอ้ ยรัด), แปลง อะ ท่ี น เปน็ อิ (น > นิ),
แปลง ว ท่ี วาน เปน็ พ, ซ้อน พฺ ระหวา่ งนบิ าตและบทหลัง
: น + วาน = นวาน > นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า
“สภาวะธรรมเป็นที่ไม่มีตณั หา หรือสภาวธรรมทีเ่ ม่ือบคุ คลได้บรรลุแลว้ ย่อมไมม่ ีตณั หา”
“นิพพฺ าน” (นปุงสกลิงค)์ มคี วามหมายดังน้ี –
171
(1) การดบั ของตะเกยี งหรือไฟ (the going out of a lamp or fire)
(2) อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี (health, the sense of bodily well-
being)
(3) การดบั ไฟทางใจ 3 กอง คือ ราค, โทส และ โมห (The dying out in the heart of the
threefold fire of rāga, dosa & moha: ความกำหนัด, ความโกรธ และความหลง lust, ill-will &
stupidity)
(4) ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและ
ความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ (the sense of spiritual well-being, of
security, emancipation, victory and peace, salvation, bliss)
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “นิพพาน” เป็นอังกฤษ
ดังนี้ –
นิพพาน : Nirvāṇa; Nibbāna; the extinction of the fires of greed, of hatred and
of ignorance; the Unconditioned; the
supreme goal of Buddhism; the Summum Bonum of Buddhism; the Final Goal;
the extinction of all defilements and suffering.
พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท์ ของทา่ น ป.อ. ปยุตโฺ ต บอกไวว้ ่า –
“นิพพาน : การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดใน
พระพทุ ธศาสนา.”
ในภาษาไทย พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้วา่ –
“นิพพาน : (คำนาม) ความดบั สนิทแหง่ กิเลสและกองทุกข์. (คำกรยิ า) ดับกิเลสและกองทุกข์,
ตาย (ใช้แก่พระอรหนั ต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใชว้ ่า นิรพาณ ก็ม.ี (จารึกสยาม).”
ขยายความ : “นิพพาน” คืออะไร เป็นสภาวะที่เข้าใจยาก พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ (The
Pali Text Society’s Pali-English Dictionary) ได้ประมวลความหมายของนิพพานไว้อย่างน่าสนใจ
ดงั นี้ –
(1) ทพี่ ่งึ พักอาศัย the harbour of refuge,
(2) ถำ้ ทเี่ ยือกเย็น the cool cave,
(3) เกาะอนั อยูท่ า่ มกลางนำ้ ท่วม the island amidst the floods,
(4) สถานท่ีบรมสุข the place of bliss,
(5) การปลดเปล้อื ง emancipation,
(6) การปลดปลอ่ ยเป็นอิสระ liberation,
(7) ความปลอดภยั safety,
172
(8) ความเปน็ ยอด the supreme,
(9) สงิ่ ซึ่งนอกเหนือธรรมชาติ the transcendental,
(10) สิง่ ที่ไมม่ ผี ู้สร้าง the uncreated,
(11) สิง่ ที่เงยี บสงบ the tranquil,
(12) เคหะแหง่ ความสบาย the home of ease,
(13) ความสงบ the calm,
(14) ทส่ี ุดแห่งทุกข์ the end of suffering,
(15) เภสชั บำบดั ความทุกขท์ ั้งหลาย the medicine for all evil,
(16) สง่ิ ซึ่งไมห่ วัน่ ไหว the unshaken,
(17) ของทพิ ย์ the ambrosia,
(18) สิ่งที่ไม่มีตัวตน the immaterial,
(19) สิ่งที่เปน็ อมตะ the imperishable,
(20) สง่ิ ซ่ึงคงทน the abiding,
(21) การถงึ ฝั่ง the further shore,
(22) สง่ิ ซงึ่ ไม่มที ี่สน้ิ สดุ the unending,
(23) ความเกษมจากโยคะ the bliss of effort,
(24) ความสขุ อนั ยอดเยย่ี ม the supreme joy,
(25) ส่งิ ซึง่ สดุ ท่จี ะกล่าว the ineffable,
(26) ความไม่มอี ุปาทาน the detachment,
(27) นครศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ the holy city,
และอน่ื ๆ อีกมากมาย and many others.
มุมมองนพิ พานในสายตาของฝร่งั ซงึ่ ศึกษาคมั ภีรพ์ ระพทุ ธศาสนามองเหน็
แนวคิดเรื่อง “นพิ พาน” จากบาลีวนั ละคำ :
1- นิพพานไม่ใช่ภพภูมิหรือแดนดินถิ่นฐานซึ่งมีอยู่แล้วในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ณ เวลานี้ แล้วก็
พยายามจะไปกนั ใหถ้ ึง แต่นิพพานเปน็ สภาวะหรอื คณุ ภาพของจติ ใจ ซงึ่ มีอยู่ในตวั ของแต่ละคน
2- นิพพานเป็นสัจธรรม ไม่ขึ้นกับความเชื่อ ความเห็น หรือความเข้าใจของใคร ไม่ว่าใครจะ
เช่ืออย่างไรหรือไม่เช่ืออยา่ งไร นพิ พานก็เปน็ จรงิ อยา่ งทีน่ พิ พานเป็น
3- นิพพานเข้าใจได้ด้วยการสัมผัสของจริง ไม่ใช่ด้วยการอ่านหรือฟังคำบรรยาย เหมือนรส
อาหาร ตอ่ ใหพ้ รรณนาหยดยอ้ ยเพียงไรก็รูไ้ ม่ได้ แตเ่ มอ่ื ไดล้ ิม้ รส แม้ไม่ต้องพรรณนากร็ ูไ้ ดเ้ อง
4- ผู้บรรลุนิพพานไม่ต้องออกไปอยู่นอกสังคมหรือนอกโลก พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์
ทงั้ หลายทา่ นบรรลุนิพพานแลว้ ทัง้ นนั้ แตท่ ่านก็ใชช้ วี ติ อยู่ในสังคมไดต้ ามปกติ
173
ดูก่อนภราดา! เมอ่ื ใดเปน็ เช่นน้ี :
1- ไม่ตดิ ท้ังดที งั้ ชว่ั
2- รตู้ ัวทั่วพร้อมผ่องใส
3- รู้ควรไม่ควรทำอนั ใด
4- กระทบแต่ไม่กระเทือน : เมื่อนน้ั แหละนิพพานแลว้
ดังนั้น นิพพาน หมายถึง เป็นสิ่งที่ยากแก่การอธิบายให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ดังที่
พระพุทธเจา้ ตรสั ว่า “ฐานะทีบ่ ุคคลเห็นได้ยากชื่อว่า นพิ พาน ไม่มตี ัณหา นิพพานน้ันเป็นธรรมจริงแท้
ไม่เห็นได้โดยง่ายเลย ตัณหาอันบุคคลแทงตลอดแล้ว กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้รู้ ผู้เห็น
อยู่”" (ขุ.อุ. (ไทย) 25/159/176) การทจี่ ะรู้ได้ดว้ ยการเทียบเคียง อันเป็นแนวทางท่ีดีที่สุดท่ีจะได้รับรู้
ถงึ นพิ พาน ซ่งึ มคี ำทใี่ ช้เรียกอยมู่ าก เชน่
วมิ ุตติ ความหลุดพ้น เปน็ อิสระ วปู สมะ ความเข้าไปสงบ
วิสสุทธิ ความบรสิ ุทธิ์ หมดจด ปณีตะ สง่ิ ปณีต
สนั ตะ ความสงบ ระงบั อนิทสั สนะ สง่ิ ทีไ่ มแ่ สดงตัว
สุทธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ สะอาด อสังขตะ สงิ่ ทีไ่ ม่ถูกปรุงแตง่
เขมะ ความปลอดภยั อนาสวะ สงิ่ ไม่มีอาสวะ
อนุตตระ ยอดเยยี่ มไมม่ อี ะไรย่ิงกว่า อมตะ สงิ่ ท่ไี ม่ตาย
อกิญจนะ ไม่มอี ะไรค้างคาใจ สัจจะ ของจรงิ
นิปุณะ ละเอียดออ่ น ธุวะ ย่งั ยืน
ปณีตะ ประณีต อัชชระ ไมค่ ร่ำคร่า
ปรมัตถ ประโยชนส์ ูงสดุ ตณั หกั ขยะ ทส่ี ิ้นตัณหา
ปรมสขุ สขุ อย่างย่งิ วริ าคะ คลายกำหนดั
ปสั สทั ธิ สงบเยือกเยน็ มุตติ ความพ้น
สวิ ะ แสนเกษมสำราญ อปโลตกิ ะ ไม่มสี ่ิงใดทำลายได้
อรปู ะ ไร้รปู เกวละ สมบรู ณใ์ นตวั ฯลฯ
ยังคำอธิบายนิพพานไว้อีกว่า นิพพานเป็นธรรมที่พ้นไปจากโลก ในพาหิยสูตร ความว่า "ดิน
น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด ในนิพพานธาตุนั้น ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง พระ
อาทติ ยย์ ่อมไมป่ รากฏ พระจนั ทรย์ อ่ มไมส่ วา่ ง ความมดื ยอ่ มไมม่ ี ก็เมือ่ ใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะ
รู้ ( สัจจะ 4 ) รู้แล้วด้วยตนเอง เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมหลุดพ้นแล้วจากรูปและอรูป จากความสุขและ
ความทกุ ข์..." ( ขุ.ข.ุ อ. (ไทย) 25/50 ) และอธบิ ายอกี วา่ นปฐวี จะว่าดนิ ก็ไมใ่ ช่ นอาโป จะวา่ น้ำก็ไมใ่ ช่
นเตโช จะว่าไฟก็ไม่ใช่ นวาโย จะว่าลมก็ไม่ใช่ นายํโลโก ไม่ใช่โลกนี้ นปรโลโก ไม่ใช่โลกอ่ืน นอุโภ จนฺ
ทมิ สุริยา จะวา่ พระจนั ทร์ พระอาทิตยก์ ไ็ มใ่ ช่ อตฺถิ ภกิ ขฺ าวตทายตน แตว่ า่ สงิ่ นัน้ มีจริง
174
เปน็ การยากในการอธบิ ายให้เห็นถึงความสงบอย่างทส่ี ดุ นักปราชญ์ท่านไดเ้ ปรยี บเทียบไว้เป็น
เรื่องราวว่าสิง่ เหล่าน้ีมอี ยู่ แต่ขีดความสามารถในการรับรู้ของบุคคลนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควร
ปฏิเสธสง่ิ ที่ตนเองไมเ่ คยพบเห็น ดงั เรอ่ื งปลากับเต่าว่า (วิโรจน์ นาคชาตรี, 2542, น.36). “ปลากับเต่า
เปน็ เพอ่ื นสนทิ กนั ปลาอยแู่ ต่ในน้ำ รจู้ กั เรอ่ื งราวความเปน็ ไปของทุกสิ่งที่อยใู่ นน้ำ เต่าเป็นสัตว์ที่อยู่ได้
ท้งั บนบกและในน้ำ วันหนึ่งเต่าไปเท่ียวบนบกและกลบั มาในนำ้ เมื่อพบปลากเ็ ลา่ ใหป้ ลาฟงั ถึงความสด
ชื่นที่ได้เดินไปบนทุ่งโล่งบางบนพื้นดินที่แห้งบ้าง มีลมพัดเย็นตลอดเวลา ปลาได้ฟังก็ไม่เข้าใจว่าอะไร
คอื เดนิ อะไรคือทุ่งโล่งและลมพดั ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ ปลาคดิ ตอ่ ไปว่าเปน็ ไปได้อยา่ งไรท่ีจะมีความสุขโดย
ปราศจากนำ้ ถ้าไมม่ ีน้ำก็คงจะมีแต่ตายอยา่ งเดยี วเทา่ นัน้
ปลาก็ซักถามเต่าเพื่อจะได้เข้าใจ เต่าก็เล่าถึงส่ิงที่อยู่บนบกต่างๆ เช่น นก หนู แมว ต้นไม้
ปลาก็ฟังและให้เต่ายกตัวอย่างว่าอะไรที่มีอยู่ในน้ำบ้าง สิ่งใดที่คล้ายคลึงกันบ้าง เต่าก็อธิบายไม่ได้
เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบ ในที่สุดปลาก็สรุปว่าเต่าโกหก เรื่องที่เล่ามานั้นไม่เป็นจริงแน่
เพราะแม้แต่เริ่มต้นฟังทีเ่ ต่าพูด คือ เดินบนทุ่งโล่ง ดินแห้ง ลมพัดเย็น ฉันไม่เคยเห็นสิง่ เหล่านี้เลย จึง
ไม่นา่ ท่จี ะมสี ง่ิ เหล่าน”ี้ ปญั หาเรอ่ื งนิพพานเปน็ ส่ิงที่อธบิ ายได้ยากอย่างย่ิง แต่กม็ ีภกิ ษุรูปหน่ึงท่ีท่านได้
ตอบคำถามเกี่ยวกับนิพพานไว้เมื่อประมาณ พ.ศ.500 ซึ่งบันทึกไว้ในหนงั สือมิลินทปัญหา อันเป็นบท
สนทนาระหว่างพระนาคเสนกับพระยามิลินท์ หรือพระเจ้าเมนันเดอร์ (Menander) กษัตริย์ชาวกรีก
(วิโรจน์ นาคชาตรี. (2542, น.36) ตัวอย่างเช่น พระราชาตรัสถามในปัญหาที่ 10 ถามเรื่องรู้จัก
ความสุขในนิพพาน
พระยามลิ ินท์ “ ข้าแต่พระนาคเสน ผ้ทู ่ียงั ไมไ่ ดน้ พิ พานรหู้ รือไม่ว่านิพพานเปน็ สุข ? ”
พระนาคเสน“ ขอถวายพระพร…รู้ คือผู้ยงั ไม่ไดน้ พิ พาน กร็ ูว้ า่ นพิ พานเปน็ สุข ”
พระยามิลนิ ท์ “ ขา้ แต่พระผู้เป็นเจ้า ผทู้ ยี่ งั ไมไ่ ด้นพิ พานทำไมจึงร้วู า่ นพิ พานเปน็ สุข ? ”
พระนาคเสน“ ขอถวายพระพร พวกใดไม่ถูกตัดมือ ตดั เทา้ พวกนั้นรูห้ รือไม่ว่า การตัดมือตัด
เทา้ เป็นทกุ ข์ ? ”
พระยามิลนิ ท์ “ อ๋อ..ร้ซู ิ พระผู้เป็นเจ้า ”
พระนาคเสน“ เหตไุ ฉนจึงรลู้ ะ่ ? ”
พระยามิลินท์ “ รดู้ ้วยเขาไดย้ นิ เสยี งผูถ้ กู ตัดมอื ตดั เทา้ รอ้ งไห้ครวญคราง ”
พระนาคเสน“ ขอ้ น้ีก็ฉนั นั้นแหละ มหาบพติ ร พวกทีย่ ังไม่ได้นิพพาน กร็ ู้ได้ว่านิพพานเป็นสุข
เพราะไดย้ ินเสยี งพวกไดน้ พิ พาน ”
พระยามลิ นิ ท์ “ ถูกดแี ลว้ พระผู้เปน็ เจ้า ”
ปญั หาท่ี 1 ถามเรือ่ งความมีและความไมม่ แี ห่งพระพุทธเจา้
พระเจา้ มลิ ินท์ตรัสถามว่า
พระยามิลนิ ท์“ ขา้ แตพ่ ระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าได้เหน็ พระพุทธเจา้ หรอื ? ”
175
พระเถระตอบว่า
พระนาคเสน“ ไมไ่ ด้เห็น ขอถวายพระพร ”
พระยามลิ ินท์“ ถ้าอย่างนนั้ อาจารย์ของพระผเู้ ป็นเจ้าได้เหน็ หรอื ? ”
พระนาคเสน“ ขอถวายพระพร อาจารย์กไ็ มไ่ ด้เหน็ ”
พระยามิลินท์“ ขา้ แตพ่ ระผเู้ ป็นเจา้ ถา้ อยา่ งน้นั พระพทุ ธเจ้ากไ็ ม่มี ”
พระนาคเสน“ ขอถวายพระพร มหาบพิตรไดเ้ หน็ โอหานที คอื สะดอื ทะเลหรอื ไม่ ? ”
พระยามิลนิ ท์“ ไม่ได้เหน็ พระผู้เปน็ เจ้า ”
พระนาคเสน“ ถา้ อยา่ งนน้ั พระราชบดิ าของพระองค์ไดเ้ ห็นหรือไม่ ? ”
พระยามลิ นิ ท์“ ไม่ได้เหน็ พระผเู้ ป็นเจา้ ”
พระนาคเสน“ ถ้าอย่างนัน้ สะดอื ทะเลกไ็ มม่ ี ”
พระยามิลินท์“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถึงโยมและพระราชบิดาของโยม ไม่ได้เห็นสะดือทะเลก็
จรงิ แหล่ แต่ทวา่ สะดอื ทะเลมอี ยเู่ ปน็ แน่ ”
พระนาคเสน“ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ถึงอาตมาและอาจารย์ของอาตมา ไม่ได้เห็น
พระพุทธเจา้ กจ็ ริง แต่พระพุทธเจา้ มีอย่แู น่ ขอถวายพระพร ”
พระยามลิ นิ ท์“ พระผู้เปน็ เจา้ แก้ถกู ต้องดีแล้ว ” (มลิ ินทปัญหา. (2516, น.258)
นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ผู้ที่เข้าถึงนิพพานแล้ว
จะมี ความสุขตลอดไป ดังข้อความที่ว่า “ความไม่หวั่นไหว ย่อมมีแก่บุคคลผู้ที่ตัณหา และทิฎฐิอาศัย
ไม่มีแก่ผู้ที่ตัณหาทิฏฐิไม่ได้อาศัย เมื่อไม่มีความหวั่นไหวย่อมมีปัสสัทธิ เมื่อมีปัสสัทธิก็ย่อมไม่มีความ
ยนิ ดี เม่อื ไมม่ คี วามยินดีกย็ ่อมไม่มีการไปการมา เมอื่ ไมม่ ีการมาการไปย่อมไมม่ ีการจุตแิ ละอุบตั ิ เม่อื ไม่
การจตุ แิ ละการอุบัติ โลกน้แี ละโลกหน้าก็ไม่มี ระหวา่ งโลกทั้งสองก็ไมม่ ี นแี้ ลเปน็ ทสี่ ุดแหง่ ทุกข์” (ขุ.อุ.
25/161/177) การเขา้ ถงึ นิพพานบุคคลเขา้ ถงึ ได้ 2 ลกั ษณะ คอื นิพพาน 2 (สภาพท่ดี ับกเิ ลสและกอง
ทุกขแ์ ลว้ , ภาวะท่เี ป็นสุขสูงสดุ เพราะไร้กเิ ลสไร้ทกุ ข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ - Nirvana; Nibbana)
1. สอปุ าทเิ สสนพิ พาน (นิพพานยงั มีอุปาทิเหลือ - Nibbana with the substratum of life
remaining) ดบั กิเลสหมดแล้ว แตย่ งั มีขนั ธ์ 5 อยไู่ ด้แก่ พระอรหันต์ทยี่ งั มชี ีวติ
2. อนุปาทิเสสนพิ พาน (นิพพานไม่มีอปุ าทิเหลือ - Nibbana without any substratum of
life remaining) ดบั กิเลสหมดแลว้ พร้อมทง้ั ดบั ขันธ์ 5 ดว้ ย ไดแ้ ก่ พระอรหันต์ทไี่ มม่ ีชวี ิต (มรณภาพ)
(พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตฺโต) (Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2559, น.66)
ลกั ษณะที่ 2
1. สอปุ าทิเสสนิพพาน (นพิ พานยังมีอุปาทิเหลือ - Nibbana with the substratum of life
remaining) ดับกิเลสหมดแล้ว แต่ยังมีขันธ์ 5 อยู่ได้แก่ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิต หรือนิพพานของพระ
โสดาบนั พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์
176
2. อนุปาทิเสสนพิ พาน (นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ - Nibbana without any substratum of
life remaining) ดบั กเิ ลสหมดแล้ว พร้อมทง้ั ดบั ขันธ์ 5 ด้วย ได้แก่ พระอรหันต์ท่ีไม่มชี วี ติ (มรณภาพ)
พระอรยิ บุคคล หมายถึง บคุ คลผู้ประเสริฐ ทางพทุ ธศาสนาถือว่าความเป็นพระอรยิ บุคคลนั้น
กำหนดได้ด้วยการละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว)์ ไว้ในภพ ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต่ำ เมื่อ
ละได้มากก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์ สังโยชน์มี 10 อย่าง เทียบ
ตามส่วนทพี่ ระอรยิ บคุ คล ละไดเ้ ปน็ ลำดับดงั นี้
1. พระโสดาบัน ละสง่ิ ดังตอ่ ไปน้ี
1) สกั กายทิฏฐิ – ความเหน็ ว่ารา่ งกายเป็นของตน
2) วจิ ิกจิ ฉา – ความสงสัยว่าพระวตั นตรยั ดีจริงหรือ
3) ศีลพตปรามาส – การเช่ือพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบัน ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แล้วจะบรรลุนิพพาน
คอื พระอรหนั ต์
2. พระสกทาคามี ละขั้นพระโสดาบัน แต่จิตคลายจากราคะ โทสะ และโมหะมากขึ้น เม่ือ
บรรลุเป็นพระสกทาคามี จะเกิดอีกครัง้ เดยี ว
3. พระอนาคามี ละขน้ั พระโสดาบนั พระสกทาคามี และรวมอกี 2 คือ
4) กามราคะ – ความติดใจในกามารมณ์
5) ปฏฆิ ะ – ความขัดเคอื งใจ
เมื่อบรรลุเป็นพระอนาคามี จะเลิกครองเรือน ประพฤติพรหมจรรย์ ตายแล้วจะไปเกิดใน
พรหมโลก
4. พระอรหันต์ ละขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคา พระอนาคามี และรวมอีก 5 คือพระ
อริยบคุ คล
6) รปู ราคะ – ความติดใจในรูป เชน่ ชอบของสวยงาม
7) อรูปราคะ – ตดิ ใจในของไม่มรี ปู เชน่ ความสรรเสริญ
8) มานะ – ความยึดถือว่าตัวเปน็ นัน่ เปน็ น่ี เชน่ ตดิ ในสมณศกั ดิ์
9) อทุ ธัจจะ – ความฟุ้งซา่ นแห่งจติ ไมส่ งบใจ
10) อวชิ ชา – ความไมร่ ู้อริยสัจส่ี
เมอ่ื บรรลุเปน็ พระอรหนั ต์ หากสิ้นชวี ติ แล้วจะไมเ่ กิดอกี
มรรค 8 คือ แนวทางเพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริสัจ”
ประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สมั มาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธ”ิ (ท.ี ม. (ไทย) 10/299/287) มรี ายละเอยี ดดังนี้
1) สมั มาทิฏฐิ คอื ความเห็นชอบ หมายถึง ความเหน็ ทีถ่ กู ตอ้ งซ่ึงมอี ยู่ 2 ระดบั คือ
177
ก. ระดบั โลกียะ เปน็ เรอ่ื งศลี ธรรม เชน่ เหน็ ว่าทำดไี ดด้ ี ทำชวั่ ไดช้ ั่ว บญุ บาปมีจรงิ
ข. ระดบั โลกตุ ตระธรรม เป็นความเหน็ ถูกถว้ นในอริยสจั 4 ประกอบดว้ ยญาณ 3 อาการ 2
สมั มาทฏิ ฐิ ความเห็นท่ีถกู ต้องเกดิ ข้ึนจากปัจจยั 2 ประการคือ
องค์ประกอบที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้พุทธจริยธรรมในพระพุทธศาสนาเกิดความงอกงามภายใน
และตลอดไปตอ้ งมีองคป์ ระกอบน้ี คอื ปรโตโฆสะทดี่ ี กัลยาณมติ ร และโยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบ
คาย ทส่ี ำคญั อยา่ งยงิ่ คอื สัมมาทิฏฐิ เป็นองค์ประกอบสำคญั ของมรรค ในฐานะเป็นจดุ เริ่มตน้ ของการปฏบิ ตั ิ
ธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ดี
ชัดเจน จนไปสจู่ ุดหมายสูงสุดทางศาสนาใหไ้ ด้ ดงั นน้ั การสง่ เสริมสมั มาทิฏฐจิ ึงเปน็ ส่งิ สำคัญย่ิง )พระพรหม
คุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555 ,563) มีข้อความในพระไตรปิฏก แสดงหลักการสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิไว้
ดังนี้ ประการ ดังนี้ คือ ปรโตโฆสะ โยนิโส 2 ภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี“
”มนสิการ(องฺ.ทุก. (ไทย)20/371/110 อย่างตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ คือ 2 ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ (
)1ปรโตโฆสะ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก เช่น การสั่งสอน แนะนำการถ่ายทอดการ (
โฆษณาการคำบอกเล่าข่าวสารข้อเขียนคำชี้แจงอธิบายการเรียนรู้จากผู้อื่นในที่นี้ไม่เอาเฉพาะส่วนที่ดีงาม
ถูกต้องเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังธรรมความรู้หรือคำแนะนำจากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร (Hearing or
leaning from others; inducement by others) ขอแรกนี้เป็นองค์ประกอบถ่ายภายนอกได้แก่ปัจจัย
ทางสงั คมการเรียกว่าวิธีการแห่งศรัทธา )2โยนิโสมนสิการ การทำในใจโดยแยบคาย การใช้คว (ามคิดถูก
วธิ คี วามร้จู ักคดิ คิดเป็นหรือคิดอย่างมีระเบยี บหมายถึงการรูจ้ ักมองรู้จักพิจารณาสิง่ ทั้งหลายโดยมองตามที่
สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันและโดยวิธีคิดหาเหตุผลสืบค้นดึงต้นเขาสืบสาวให้ตลอดสายแยกแยะสิ่งนั้นหรือ
ปัญหานั้นออกให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัยโดยไม่เอาความรู้สึกด้วย
ตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ ข้อสองนี้เป็นองค์ประกอบภายใน ได้แก่ ปัจจัยในตัวบุคคล เรียกว่าวิถี
แห่งปัญญา )พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555 ,563) มีพุทธพจน์แสดงปัจจัยทั้งสองนี้ใน
178
ภาคปฏิบัติของการฝึกอบรมเน้นถึงความสำคัญอย่างควบคู่กันดังนี้ )1สำหรับภิกษุผู้ต้องพูดยังต้องการ (
) ศึกษา เรามองไม่เห็นองค์ประกอบภายนอกอื่นใดมีประโยชน์มากเท่าความมีกัลยาณมิตรเลย2 (
สำหรบั ภกิ ษุผูย้ งั ต้องศึกษาเรามองไม่เห็นองค์ประกอบภายในอ่นื ใดมีประโยชน์มากเท่าโยนโิ สมนสิการ
เลย (ขุ.อิต.ิ (ไทย)25/194-5/236-7)
ปัจจัยทั้งสองอย่างนี้ย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน สำหรับคนสามัญซึ่งมีปัญญาไม่แก่กล้า ก็
ย่อมต้องอาศัยการแนะนำชักจูงจากผู้อื่น และคล้อยตามไปตามคำแนะนำของคนที่ฉลาดกว่า แต่ก็ต้อง
ฝกึ หดั ให้สามารถใช้ความคิดอย่างถูกต้องด้วยตนเองให้ได้จึงจะก้าวหน้าไปถึงทีส่ ุด ไดส้ ว่ นคนท่ีมีปัญญาแก่
ก็ย่อมรู้จักใช้โยนิโสมนสิการได้ดีกว่าแต่ก็อาจต้องอาศัยคำแนะนำที่ถูกต้อง เป็นเครื่องนำทางในเบื้องต้น
และเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในระหว่างการฝึกอบรมการสร้างเสริม
สมั มาทิฏฐิปจั จัยที่ 1 ปรโตโฆสะ ก็คือวิธกี ารท่ีเริ่มต้นด้วยศรัทธาและอาศัยศรัทธาเป็นสำคัญเม่ือ นำมาใช้
ในระบบการศึกษาอบรม จึงต้องพิจารณาที่จะให้ได้รับการแนะนำชักจูงสั่งสอนอบรมที่ได้ผลดีที่สุด คือ
ต้องมผี ้สู ง่ั สอนอบรมที่พร้อมด้วยคุณสมบัติ มีความสามารถและใชว้ ธิ ีการอบรมส่ังสอนที่ไดผ้ ล (พระพรหม
คุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต), 2555, 563)
ดังนั้นในการศึกษาอบรมจึงจำกัดให้ได้ประโตโฆสะท่ีมุ่งหมาย ด้วยหลักท่ีว่ากัลยาณมติ ตตาหรือ
การมีกัลยาณมิตร ส่วนปัจจัยที่ 2 โยนิโสมนสิการ การใช้ปัญญา ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าควรใช้ความคิดให้
ถูกต้องอย่างไร เมื่อนำปัจจัยทั้งสองมาประกอบ กัลยาณมิตตตาเป็นเป็นองค์ประกอบภายนอกและโยนิโส
มนสกิ ารเปน็ องค์ประกอบภายใน ถา้ ตรงข้ามจากน้ีคือไดผ้ ู้ไม่เปน็ กัลยาณมิตรทำใหไ้ ดท้ ำใหป้ ระสบปรโตโฆสะ
ที่ผิดพลาด และใช้ความคิดผิดวิธีเป็นอโสมนสิการก็จะได้ผลตรงกันข้ามคือเป็นมิจฉาทิฐิไป) เรื่องเดียวกัน,
น. 563(
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ ดำริที่จะออกจากกาม เนกขัมมะหรือการออกบวช
รักษาศีล ดำรใิ นการไมพ่ ยาบาทปองรา้ ยผอู้ ่ืน ดำริในการไม่เบียดเบียนผอู้ น่ื
3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ เว้นจากวจีทุจริต 4 คือ ไม่ประพฤติชั่วทางวาจา
ได้แก่ มุสาวาทา ไม่พูดเท็จปิสุณายวาจาย ไม่พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกร้าวกันผรุสายวาจาย ไม่พูด
คำหยาบคาย สัมผปั ปลาปา ไม่พูดเพอ้ เจ้อเหลวไหลไร้สาระ
4. สัมมากัมมันตะ คือ ทำการงานชอบ โดยประกอบการงานที่ไม่ผิดประเพณี ไม่ผิด
กฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม และเว้นจากกายทุจริต 3 ได้แก่ ปาณาติบาต เว้นจากการเบียดเบียนฆ่าสัตว์
ตัดชีวิตอทินนาทาน เว้นจากการลักขโมย และฉ้อฉลคดโกงแกล้งทำลายผู้อื่น กาเมสุมิจฉาจาร เว้น
จากการประพฤตผิ ิดในกาม
5. สมั มาอาชวี ะ คือ เลยี้ งชีวติ ชอบ ได้แก่ เว้นจากการเล้ียงชีพในทางท่ผี ดิ ประกอบสัมมา
อาชีพ คือ เวน้ จากการคา้ ขายเคร่ืองประหารมนษุ ย์และสัตว์ เวน้ จากการค้าขายมนุษย์ไปเป็นทาส เว้น
จากการค้าสัตวส์ ำหรบั ฆ่าเป็นอาหาร เวน้ จากการคา้ ขายนำ้ เมา เวน้ จากการค้าขายยาพิษ
179
6. สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรชอบ 4 ประการ ได้แก่ เพียรระวังมิให้บาปหรือความ
ช่วั เกิดขนึ้ เพยี รละบาปหรือความช่วั ท่ีเกดิ ข้ึนแลว้ เพียรทำกศุ ลหรือความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศล
หรอื ความดที ่ีเกดิ ข้นึ แลว้ ใหค้ งอยู่
7. สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ การระลึกวิปัฏฐาน การระลึกในกาย เวทนา จิต และ
ธรรม 4 ประการคือ พิจารณากาย ระลึกได้เมื่อรู้สึกสบายหรือไม่สบายพิจารณาลมหายใจเข้าออก
พิจารณาเวทนา ระลึกได้เมื่อรู้สึกสุขหรือทุกข์ หรือเฉย ๆ มีราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ พิจารณาจิต
ระลึกได้วา่ จิตกำลังเศร้าหมองหรือผอ่ งแผว้ รเู้ ทา่ ทนั ความนึกคดิ พิจารณาธรรมใหเ้ กิดปัญญา ระลึกได้
ว่าอารมณ์อะไรกำลังผา่ นเข้ามาในใจ
8. สมั มาสมาธิ คือ ตงั้ ใจชอบ ทำจติ ใหส้ งบ ระงับจากกเิ ลสเคร่อื งเศร้าหมอง ให้มีอารมณ์แน่วแน่
เป็นอนั เดยี ว เพื่อใหจ้ ิตจดจ่อไม่ฟุ้งซ่าน หาอารมณอ์ ันไม่มโี ทษให้จิตมีทย่ี ึด จะได้ไมพ่ ร่าไปหลายทาง มีอยู่ 3
ระดับ คือ ก. ขณกิ สมาธิ คือ สมาธชิ ั่วขณะ ข. อปุ จารสมาธิ คือ สมาธิใกลฌ้ าณ ค. อัปปนาสมาธิ คือ สมาธใิ น
ฌาณ และไดแ้ ก่ การเจริญฌานทงั้ 4 คือ 1. ปฐมฌาน มอี งค์ 5 (วติ ก วิจาร ปีติ สขุ เอกคั คตา) 2. ทุติยฌาน มี
องค์ 3 (ปตี ิ สขุ เอกัคคตา) 3. ตติยฌาน มีองค์ 2 (สุข เอกคั คตา) 4. จตุตถฌาน มีองค์ 2 (อุเบกขา เอกัคคตา)
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สมั มาอาชีวะ สงเคราะหเ์ ข้าในศลี สิกขา สัมมาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธิ สงเคราะห์เขา้ ในจิตตสิก
ขา หรือกลมุ่ สมาธิ หลกั การศกึ ษา 3 ประการ คือ ไตรสิกขา จัดวางข้นึ ไว้โดยมุ่งใหผ้ ลเกิดขึน้ ตามหลัก
ปฏิบัติแห่งอริยมรรค เป็นการฝึกฝนอบรมให้องค์ทั้ง 8 แห่งมรรคนั้น เกิดมีและเจริญงอกงาม ใช้
ประโยชน์ได้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นแก้ไขปัญหาดับทุกข์ได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับจนถึงที่สุด (พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ.ปยุตฺโต), 2555, 612-613.)
ดังนั้นในการดำเนินงานที่เก่ียวกับการศึกษา จดุ สนใจท่ีควรเน้นเป็นพเิ ศษ คอื เร่ืองปัจจัยแห่ง
สัมมาทิฏฐิที่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นแหล่งเป็นที่มาของการศึกษา คำที่พูดกันว่า “ให้การศึกษา” ก็อยู่ที่ปัจจัย
2 ประการนี้ ส่วนกระบวนการของการศึกษา ที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น เพียงแต่รู้เข้าใจไว้ เพื่อจัด
สภาพแวดล้อมให้เกื้อกูล และคอยเสริม กระตุ้นเร้าให้เน้ือหาของการศึกษาหันเบนไปทางนั้น เม่ือทำความ
เข้าใจอย่างน้ีแลว้ ก็จะมองเห็นรปู ร่างของกระบวนการแห่งการศึกษา ซ่ึงเขยี นเปน็ แผนภมู ภิ าพได้ดังน้ี
180
แผนภูมิภาพแสดงกระบวนการแห่งการศึกษา (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), 2555, 612-613.)
สรุปเรอ่ื งอริสจั 4 เป็นการเร่มิ ตน้ ถึงการวิเคราะห์ปัญหาทแ่ี ท้จริงของมนุษย์วา่ มีอะไรบ้าง ซ่ึง
ก็คือ ความทุกข์ต่างๆ จากนั้นจึงหาสาเหตุของปัญหา และกำหนดจุดประสงค์ของการแก้ปัญหา
รวมทั้ง วิธีการแก้ปัญหาให้สำเร็จ เป็นการใช้เหตุผลแบบการวิเคราะห์ผลย้อนไปหาสาเหตุ เมื่ออยู่ใน
รูปของการปฏิบัตแิ ล้วสามารถจดั แบง่ ออกเป็น 3 ส่วน คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา
1) หมวดศลี ประกอบดว้ ย การพดู ชอบ การกระทำชอบ และการประกอบอาชพี ชอบ
2) หมวดสมาธิ ประกอบดว้ ยความเพียรชอบ การระลึกชอบ และการต้งั ใจม่นั ชอบ
3) หมวดปัญญา ประกอบดว้ ย ความเห็นชอบ และความคดิ ชอบ
แนวคิดเรื่องปฏิจจสมุปบาท ความของปฏิจจสมุปบาท มาจากคำว่า “ปฏิจจ” แปลว่า
อาศัย “สํ” แปลว่า พร้อมและ “อุปฺปาท” แปลว่า เกิดขึ้น ความหมายคือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น
พร้อมเป็นหลักพุทธปรัชญาที่สำคัญอย่างยิ่ง มีความหมายเท่ากับธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้
ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่า
เห็นปฏิจจสมุปบาท” (ม.มู. (ไทย) 12/346/300) กล่าวได้ว่า “ปฏิจจสมุปบาทเป็นศูนย์กลางแห่งคำ
สอนของพระพุทธเจ้า” ในขณะเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาทยังถือว่าเป็นกฎแห่งชีวิตและกฎธรรมชาติ
181
เป็นหลักความจริงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมดาไม่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติก็ตาม”
(ส.ํ น. (ไท) 16/61/25)
ปฏิจจสมุปบาท 2 สาย มีชื่อใช้เรียกอีกคือ ปัจจยาการ หมายถึง ปรากฏการณ์ทั้งหลาย
เกิดขึ้น เป็นไปเพราะปัจจัยต่างๆ และอิทัปปัจจยตา หมายถึง เมื่อสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ดัง
ขอ้ ความว่า “เม่อื สิ่งน้ีมีส้ ิ่งนจี้ งึ มี เพราะสิง่ นเ้ี กิดข้ึนสงิ่ นจ้ี ึงเกดิ ข้นึ เมื่อสง่ิ ไม่มีสิง่ นจ้ี งึ ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ
สิ่งนี้จึงดับ” การที่สิ่งต่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย และสิ่งต่างนั้นจะไม่เกิดถ้าหากไม่มีเหตุปัจจัย
ปฏจิ จสมุปบาทจึงจดั ไดเ้ ป็นสองสาย คอื
1. สายเกดิ เรยี กวา่ สมุทัยวาร คอื ความเกดิ ข้นึ แห่งกองทุกข์
2. สายดบั เรียกว่า นิโรธวาร คือความดับไปแหง่ กองทกุ ข์ทั้งมวล
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงปฏิจจสมุปบาททั้ง 2 สายนี้ไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง
มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมน้ัน, จงทำในใจ
ให้สำเรจ็ ประโยชน์, เราจักกล่าวบัดน้ี
ครั้นภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส
ถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
เพราะมีอวชิ ชาเป็นปจั จยั จงึ มีสงั ขารทัง้ หลาย; เพราะมีสังขารเปน็ ปจั จยั จึงมวี ิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...
ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดข้ึน
ครบถว้ น : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสนิ้ นี้ ย่อมมีดว้ ยอาการอย่างน้.ี
ดกู ่อนภิกษุทัง้ หลาย ! นี้ เรยี กว่า มจิ ฉาปฏปิ ทา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะ
ความจำงคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับ
แห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรา
มรณะ โสกะปรเิ ทวะทกุ ขะโทมนสั อุปายาสท้งั หลาย จึงดบั ส้นิ : ความดับลงแหง่ กองทุกข์ทง้ั ส้ินนี้ ย่อม
มดี ว้ ยอาการอย่างน้ี ดกู ่อนภิกษุท้ังหลาย ! นี้ เรยี กว่า สมั มาปฏิปทา, ดังน้ี (สํ.นิ.16/144/70)
ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดจึงได้ชื่อว่า มิจฉาปฏิปทา หมายถึง ทางผิดหรือการปฏิบัติผิด ส่วน
สายดับเรียกวา่ สมั มาปฏปิ ทา หมายถงึ ทางถกู หรอื การปฏบิ ตั ิชอบ ทัง้ 2 สายมรี ายละเอยี ดดังต่อไปนี้
ก. สายเกดิ
1. เพราะอวชิ ชาเป็นปจั จยั สังขารทัง้ หลายจงึ มี
2. เพราะสังขารเป็นปจั จัย วิญญาณจงึ มี
3. เพราะวิญญาณเป็นปัจจยั นามรูปจงึ มี
4. เพราะนามรูปเปน็ ปจั จัย สฬายตนะจึงมี
5. เพราะสฬายตนะเป็นปจั จยั ผสั สะจงึ มี
182
6. เพราะผัสสะเป็นปัจจยั เวทนาจึงมี
7. เพราะเวทนาเปน็ ปัจจยั ตณั หาจึงมี
8. เพราะตัณหาเป็นปจั จยั อปุ าทานจึงมี
9. เพราะอปุ าทานเปน็ ปัจจยั ภพจึงมี
10. เพราะภพเปน็ ปจั จัย ชาติจึงมี
11-12. เพราะชาติเปน็ ปจั จัย ชรามรณะจงึ มี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่ง
กองทุกขท์ งั้ ปวงนี้ จงึ เกิดมีข้นึ พรอ้ มกบั ความทกุ ข์ ดังที่พระพุทธเจา้ ตรสั ไวว้ า่ “โสกปริเทวทกุ ข โทมนสั
และอุปายาสความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุป
บาท” (ส.น.ิ 16/2/2)
ข. สายดบั
อมิ สมฺ ึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธา อทิ ํ นริ ชุ ฌฺ ติ
เมอื่ สิง่ นไ้ี มม่ ี ส่งิ น้ีกไ็ ม่มี เม่ือสิ่งนี้ดบั สงิ่ นี้กด็ ับ
เพราะอวิชชาสำรอกดับไปโดยไม่เหลือ สังขารจึงดบั
เพราะสงั ขารดบั วิญญาณจึงดบั
เพราะวญิ ญาณดับ นามรปู จึงดับ
เพราะนามรปู ดับ สฬายตนะจงึ ดับ
เพราะสฬายตนะดบั ผสั สะจงึ ดบั
เพราะผัสสะดับ เวทนาจงึ ดบั
เพราะเวทนาดบั ตณั หาจงึ ดบั
เพราะตัณหาดบั อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดบั ชาตจิ ึงดบั
เพราะชาติดบั ชรามรณะจงึ ดบั ความโศก ความคร่ำครวญ รำพนั ทกุ ข์ โทมนสั ความคับแค้น
ใจก็ดับ กองทุกขท์ ั้งมวลก็ดบั ลงด้วยประการฉะนี้ ทั้งสองสายนี้ เปน็ ตน้ เหตุของความทุกข์ เศร้าเสียใจ
เปน็ สายดับความทุกข์ เศรา้ เสยี ใจ เชน่ เดยี วกนั
183
เพราะชาตเิ ป็น อวชิ ชา สงั ขาร
ปัจจยั ชรา วิญญาณ
มรณะจงึ มี ปฏิจจสมปุ นามรูป
บาท
ภพเป็นปัจจยั
ชาตจิ งึ มี
อปุ าทาน
ตณั หา เสฬายตนะ
เวทนา ผสั สะ
หัวข้อเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นหัวข้อธรรมที่อธิบายให้บุคคลทั่วไปเข้าใจให้ลึกซึ้งได้ยากยิ่ง
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้งเพราะไม่รู้ ไม่
ตรสั รู้ ไมแ่ ทงตลอดธรรมนี้ หมู่สตั วน์ ้ีจงึ เปน็ เหมือนเสน้ ด้ายทย่ี ุ่ง เปน็ เหมอื นกลุ่มเสน้ ด้ายที่เป็นปมเป็น
เหมือนหญ้ามุ่งกระต่ายและหญ้าปล้อง ย่อมไม่ผ่านพ้น อบาย ทุคติ วินิบาติ สงสาร” (สํ.นิ. (ไทย)
16/225/102) อย่างไรก็ตามปฏิจจสมุปบาทต้องอธิบายเพื่อให้ผู้สนใจเข้าใจใฝ่รู้ให้เกิดความเข้าใจ ผู้
รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้บันทึกถึงการอธิบายปฏิจจสมุปบาทไว้ว่า “การสังวรรณนาความ
แห่งปฏจิ จสมุปบาทอันใครๆ เวน้ เสียแต่ทา่ นผสู้ ำเร็จอาคม (คือปรยิ ัติ) และอธคิ ม (คือมรรคผล) จะทำ
ได้มิใชง่ า่ ย เหตดุ งั นขี้ ้าพเจ้าชั่งดูแล้ว.. จะกลา่ วพรรณนาปัจจยาการท้ังๆ ที่ ยงั ไม่ได้ (นัยอันเป็น) ที่ต้ัง
(ที่อาศัยด้วยกำลังปัญญาตน) ดังก้าวลงสู่สาครที่ยังไม่ด้เหยียบยันฉะนั้น แต่คำสอนนี้เป็นคำสอนที
ประดับประดาไปด้วยนัยเทศนาเป็นนานาวิธี ทั้งแนวทาง (พรรณนา คือ อรรถกถา) ของท่าน
บุรพาจารยเ์ ล่าก็ยังไมข่ าดสาย เป็นไปอยู่ (จนทุกวันนี้) เหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยทัง้ สอง
นั้นลงมือพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น” (พระพุทธโฆษาจารย์, 2527, น.236-237) ด้วยท่ี
กล่าวมาการอธิบายปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง แต่ความอยากรู้ของผู้สนใจพุทธปรัชญาเถรวาท
มิได้มีขอบเขต (วโิ รจน์ นาคชาตรี, 2542, น.54) ดังนน้ั จงึ เปน็ หน้าท่ขี องผูใ้ ฝ่รู้ในการใช้ปญั ญาพจิ ารณา
หลกั ปฏจิ จสมปุ บาทนีใ้ หแ้ ตกฉานจนกระท้ังนำไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ได้
ความหมายขององค์ปฏจิ จสมุปบาท มอี งค์ประกอบ 12 ประการ มีความหมายดงั น้ี
1. อวิชชา : ความไม่ร้แู จง้ ไมร่ ้ตู ามเป็นจรงิ
2. สังขาร : ความคิดปรุงแต่ง เจตจำนง กรรม และทุกสิ่งที่จิตได้สั่งสมอบรมไว้ โดยมีเจตนา
เป็นตวั นำ
184
3. วญิ ญาณ : ปฏิสนธวิ ิญญาณ ความรตู้ อ่ อารมณต์ า่ งๆ คือ การเหน็ -ไดย้ ิน-ฯลฯ-ร้เู รื่องในใจ
4. นามรูป : องคาพยพ ส่วนประกอบของชีวิต ทั้งกายและใจ ส่วนต่างๆของร่างกายและ
จิตใจท่เี ปล่ียนแปลงไปตามสภาพจิต
5. สฬายตนะ : ชอ่ งทางรบั รู้ คือ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ (อายตนะภายใน) ภาวะที่อายตนะ
ปฏิบตั หิ นา้ ท่ีโดยสอดคลอ้ งกับสถานการณน์ ้นั ๆ
6. ผัสสะ : การเชื่อมต่อรับรู้อารมณ์ การติดต่อกับโลกภายนอก (อายตนะภายใน+อารมณ์+
วญิ ญาณ) ได้แก่ จักขุสัมผสั โสตสัมผัส ฆานสมั ผสั ชวิ หาสมั ผัส กายสัมผสั มโนสัมผสั
7. เวทนา : ความเสวยอารมณ์ ความรู้สกึ สุข ทุกข์ หรอื เฉยๆ ไม่สขุ ไม่ทกุ ข์
8. ตณั หา : ความทะยานอยากในอารมณ์ทั้ง 6 (รปู รส กล่ิน เสยี ง สมั ผัส ธรรมารมณ)์ , ความ
ทะยานอยากเมื่อได้เสวยอารมณ์ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ คือ อยากได้ (กามตัณหา) อยากให้คงอยู่
(ภวตัณหา) อยากใหด้ บั สญู (วิภวตณั หา)
9. อุปาทาน : ความยึดติดถือมั่น ความผูกพันถือค้างไว้ในใจ การถือรวมเข้ากับตัว (กามุ
ปาทาน ทิฏฐปุ าทาน สีลพั พตปุ าทาน อตั ตวาทุปาทาน)
10. ภพ : เจตจำนงท่จี ะกระทำการอันนำให้เกิดกระบวนพฤติกรรม ทั้งกรรมดี กรรมช่ัว หรือ
อาเนญชา (แบ่งเปน็ กรรมภพ คอื เจตนา และอุปปตั ติภพ คอื ภพท่ีเกิด อนึ่ง ภพ ในที่นี้ทำหน้าท่ีเป็น
ปัจจุบันกรรม จึงเพ่งที่กรรมภพเป็นหลัก ส่วนอุปปัตติภพเป็นเพียงปัจจัยร่วม) ภาวะชีวิตที่เป็นอยู่
เปน็ ไป, บุคลคิ ภาพ
11. ชาติ : ความเกิด ความปรากฏแหง่ ขันธ์ทั้งหลาย (ในภพใหม่) ความปรากฏของรูปนามที่
เกิดดบั หรอื เปล่ียนแปลงอยเู่ สมอในปจั จุบนั
12 ชรามรณะ : ความแก่-ความตาย ความแกแ่ ละความตายของรปู นามแตล่ ะขณะในปัจจุบนั
อย่างไรก็ดี ในฐานะที่เป็นวัฏฏะ หรือวงจร ความสิ้นสุดจึงไม่มี ณ ที่นี้ กล่าวคือ ชรามรณะ
ย่อมบีบคั้น ทั้งโดยชัดแจ้งและแฝงซ่อนอยู่ในจิตส่วนลึก ดังนั้นจึงพ่วงมาด้วย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนสั อุปายาส มีความหมายคือ ความทุกขใ์ นลักษณะตา่ งๆ เปน็ ตวั พลอยผสม เกดิ แก่ผู้มกี เิ ลสเม่ือมี
ชรามรณะแลว้ เปน็ อาการสำแดงออกของการมีกิเลสท่เี ป็นเชื้อหมักดองอยู่ในจิตสันดาน ทเ่ี รยี กว่า อา
สวะ ซ่งึ เป็นปัจจัยใหเ้ กิดอวิชชาหมนุ วงต่อไปอีก
คำอธิบายปฏิจสมุปบาท คำสำคัญ ที่ถือเป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขไปถึงเนื้อหาหลัก
ของปฏจิ จสมุปบาท มอี ยู่ 12 คำ ไดแ้ ก่
185
1) อวิชชา (ignorance) คือ ความไม่รู้ ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ อาทิ ความไม่รู้ว่าขันธ์ 5 ซึ่งเป็น
ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นเป็นทุกข์ กามทั้งหลายไม่เที่ยง และความไม่รู้จักความดีความชั่ว ตามความเป็น
จริง
2) สังขาร (mental formations, mental activities) คือ เจตสิกที่ปรุงแต่งให้เกิด วิญญาณ
เนน้ ที่ เจตนา (volition) คือ ความต้ังใจ ความจงใจ เชน่ เจตนาในการทำดี (ปุญญาภิ สังขาร) เจตนา
ในการทำช่วั (อปุญญาภสิ ังขาร) รยังครอบคลมุ ไปถงึ เจตนาในการทำสมาธิ (อาเนญชาภิสังขาร)
3) วญิ ญาณ (consciousness) คือ การรับรูอ้ ารมณ์ (objects, สงิ่ เร้า) ต่าง ๆ ได้แก่ การรับรู้
ทางตา (จักขุวิญญาณ = การเห็น) การรับรู้ทางหู (โสตวิญญาณ = การได้ยิน) การรับรู้ทางจมูก(ฆาน
วิญญาณ = การได้กลิ่น) การรับรูท้ างลิ้น (ชิวหาวิญญาณ = การรู้รส) การรับรู้ทางกาย (กายวิญญาณ
= การรเู้ ย็นรอ้ นออ่ นแข็ง) และการรับรทู้ างใจ (มโนวญิ ญาณ = ความนึกคดิ )
4) นาม-รปู (mentality and materiality) แยกเป็น นาม คือ เจตสิก (mental formations)
ฝา่ ยเปน็ กลางท่ีปรุงแต่งจิตทุกขณะให้รบั รู้ เชน่ การกระทบอารมณ์ (ผสั สะ) การรู้สึก เป็นสุขเป็นทุกข์
หรือเฉย ๆ (เวทนา) การกำหนดหมายจนจำได้ (สัญญา) ความจงใจหรือความ ตั้งใจ (เจตนา) ความมี
อารมณ์เดียวหรือการรับรู้อารมณ์ทีละอย่าง (เอกัคคตา, ขณิกสมาธิที่เป็น มูลรากของสมาธิอื่น ๆ)
สภาวะที่ทำให้นามอื่น ๆ ทำหน้าที่ร่วมกันในแต่ละขณะ(ชีวิตินทรีย์) และ การเอาใจใส่สิ่งเร้าที่มา
กระทบทำให้นามอื่น ๆ ตื่นตัว (มนสิการ) และ รูป คือ ปสาทรูปต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่แปรความหมาย
ตามการปรุงแต่งของนาม มี 5 คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาท จมูก ประสาทลิ้น และประสาท
กาย
5) สฬายตนะ (six bases) คอื อายตนะ อนั ไดแ้ กป่ สาทรปู ท่ีแก่กล้า (mature) ถึงข้ันสามารถ
เป็นแดนหรือสนามให้เกิดการติดต่อกับสิ่งเร้าได้ มี 6 ได้แก่ แดนหรือสนามติดต่อคือตา (จักขายตนะ
= จกั ขุ + อายตนะ) แดนหรือสนามตดิ ต่อคือหู (โสตายตนะ = โสต +อายตนะ) แดนหรือสนามติดต่อ
คือจมูก (ฆานายตนะ = ฆาน + อายตนะ) แดนหรือสนามติดต่อคือลิ้น (ชิวหายตนะ = ชิวหา +
อายตนะ) แดนหรือสนามติดตอ่ คือกาย (กายายตนะ = กาย +อายตนะ) และแดนหรือสนามติดต่อให้
เกดิ การนกึ คดิ คอื ใจ (มนายตนะ = มน + อายตนะ) ในท่ีนี้เนน้ มนายตนะ หรอื มโนวญิ ญาณ
6) ผัสสะ (contact) คือ การปรุงแต่งจิตให้กระทบติดต่อกับสิ่งเร้าที่มากระทบเน้นไปที่ มโน
สัมผัส (การติดต่อทางใจ)
186
7) เวทนา (feeling) คือ ความรู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ที่น่าปรารถนา
ความรู้สึกเป็นทุกข์(ทุกขเวทนา) เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาและความรู้สึกเป็นกลาง
(อุเบกขาเวทนา) เม่ือได้สมั ผัสกบั อารมณท์ ไ่ี มด่ งึ ดดู ใจ
8) ตัณหา (craving) คือ ความอยาก มี 3 ได้แก่ ความอยากได้กาม (กามตัณหา) ความอยาก
ให้กามทีป่ รารถนาคงอยู่ (ภวตณั หา) ความอยากให้กามที่ไมน่ ่าปรารถนาพน้ ไปเพ่ือจะได้กามใหม่ที่น่า
ปรารถนามาแทนที่ (วภิ วตณั หา, ความเบอื่ ของเกา่ แล้วอยากได้ใหม่)
9) อุปาทาน (clinging) คือ ความยึดมั่น ได้แก่ ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นอัตตาทำหน้าท่ี
เสวยกาม (อัตตวาทุปาทาน) ความยึดมั่นในกามว่าทำให้อัตตาเป็นสุข (กามุปาทาน) ความยึดมั่นใน
ความเหน็ ผิดวา่ อตั ตาจะได้เสวยกามเพ่อื ความสขุ (ทิฏฐปุ าทาน) และความยดึ ม่นั ในศลี พรตอนั เป็นทาง
ทำใหอ้ ัตตาได้กามตามทต่ี อ้ งการ (สลี พั พตปุ าทาน)
10) ภพ (becoming) คือ ความมี ความเป็น หมายถึง ความเปน็ กรรม (กัมมภพ= การกระทำ
ท่มี าจากกิเลสและยงั ต้องให้ผล) ในท่ีนีค้ อื มโนกรรม หรอื ความนกึ คิดท่เี กิดตอ่ จากที่ไดร้ บั รู้ทางตาเป็น
ต้น และความเป็นผลของของกรรม (อุปปัตติภพหรือวิบาก) ที่กลั่นตัวเก็บไว้ในภวงั คจติ (จิตใต้ส านึก)
หลงั จากนึกคิดแล้วและพรอ้ มเกิดอกี ทนั ทีที่มสี ่ิงเรา้ มากระทบถึงภวังคจิต
11) ชาติ (birth) คอื การเกดิ ปรากฏของผลกรรมในขณะจิตแตล่ ะขณะซึ่งประกอบด้วยกิเลส
อันเป็นปัจจัยให้เกดิ ภพ(กรรมภพ)ต่อไป รวมทั้งการเกิดมีชีวิตเปน็ มนุษย์หรอื สัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ แต่
ละภพภมู ิ
12) ชรา (old age) คอื ความเสื่อมหรือความไม่คงอยู่ของขณะจติ แต่ละขณะท่ีมผี ลกรรมเกิด
ปรากฏ รวมทงั้ ความแก่ของรา่ งกายหลงั จากเกดิ มีชีวิตในแต่ละภพภมู ิ
มรณะ (death) คือ ความแตกดับของขณะจิตแต่ละขณะที่มีผลกรรมเกิดปรากฏและเสื่อม
รวมทั้งความแตกดับของร่างกายหลังจากเกิดมีชีวิตในแต่ละภพภูมิ โสกะ (sorrow) คือ ความเสียใจ
ปริเทวะ (lamentation) คือ การคร่ำครวญ พิไร รำพัน ทุกข์ (pain) คือ ความทุกข์กาย, ความไม่
สบายกาย โทมนัส (grief)คือ ความทกุ ข์ใจ, ความไมส่ บายใจ อุปายาส(despair) คอื ความคับแค้นใจ
ปฏิจจสมุปบาทอธิบายอะไรได้บ้าง จากการศึกษาพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
ผเู้ ขยี นสรุปไดว้ ่า ปฏจิ จสมปุ บาทอธบิ ายดังน้ี
2.1 เกี่ยวกับในชีวิตประจำวัน ปฏิจจสมุปบาทอธิบายถึง 1) ทุกข์และเหตุเกิดทุกข์ที่เป็น
กระบวนการ และ 2) อธบิ ายถึงการดับและวิธกี ารดบั ท้งั ทกุ ข์และเหตเุ กิดทกุ ข์
187
2.2 เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด ปฏิจจสมุปบาทอธิบายถึงปัจจัยท่ีทำให้การเกิดสังสารวัฏ
คือ การเวียนวา่ ยตายเกดิ ในภพภูมติ า่ ง ๆ ดำเนนิ ไปอย่างไมจ่ บสนิ้ ทง้ั ในอดตี ชาติ ชาติปัจจุบัน และใน
อนาคตชาติ ซึ่งสรปุ แล้วกค็ ือการเวยี นว่ายตายเกดิ ของทุกข์และเหตเุ กิดทกุ ขน์ น่ั เอง
3. ปฏิจจสมุปบาทมี 2 สาย
พระพทุ ธเจา้ ทรงสรุปไวแ้ ล้วว่า ปฏิจจสมปุ บาทมี 2 สาย คอื สายเกิดทกุ ขส์ มทุ ยวาร) กบั สาย
ดับทุกข์ (นิโรธวาร) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท 2
สายน้ใี ห้ไดอ้ ย่างชัดเจน ดังนี้
3.1 สายเกิดทุกข์ คือ คือ การอาศัยกันเกิดของ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูปสฬายตนะ
ผสั สะ เวทนา ตัณหา อปุ าทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อปุ ายาส และตัวการ
สำคญั คอื อวิชชา ซ่ึงมี ตัณหา อปุ าทาน เปน็ ตัวสนับสนนุ และสดุ ทา้ ยทรง
สรุปว่า ทุกข์ทั้งปวงเกิดได้อย่างนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกว่าไม่มีการเกิดของทุกข์
นอกเหนือไปจากนี้
3.2 สายดบั ทุกข์ คือ คอื ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อปุ ายาสทำได้โดยดับ
ที่เหตุคือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหาอุปาทาน ภพ และ
พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า ทุกข์ทั้งปวงดับได้อย่างนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกว่าไม่ มีการดับทุกข์
นอกเหนือไปจากน้ี (บรรจบ บรรณรุจิ. (2561, น.4-6) ดังข้อความที่ว่า “เหตุเกิดแห่งอาสวะย่อมมี
เพราะอวิชชาเป็นสมทุ ยั ความดบั อาสวะยอ่ มมี เพราะอวิชชาดบั ” (ม.ม.ู 12/130/82)
วิธกี ารอธิบายปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจา้ แสดงไว้ 4 วิธี ดังน้ี
1. แสดงตง้ั แต่ตน้ (อวชิ ชา) ไปหาปลาย (ชรามรณะ) ดังนี้ “เพราะอวชิ ชาเปน็ ปจั จัย สงั ขารจงึ
มี...เพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงม”ี (ส.ํ น.ิ 16/2-5/1-2)
2. แสดงจากท่ามกลางไปหาปลาย (ชรามรณะ) เช่น เริ่มจากเวทนา ดังนี้ “ความเพลิดเพลิน
ในเวทนาท้ังหลายเป็นอปุ าทาน เพราะอปุ าทานเป็นปัจจยั จึงมีภพ เพราะภพเปน็ ปจั จัยจงึ มีชาติ เพราะ
ชาตเิ ปน็ ปัจจัยจึงมีชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนัสและอุปายาส ควาคดิ แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นน้ัน
ยอ่ มมีได้อยา่ งนี้” (ม.มู.12/453/399)
3. แสดงตง้ั แต่ตอนปลาย (ชาตแิ ละชรามรณะ) ยอ้ นขึน้ ไป ดงั นี้ “ชราและมรณะมีเพราะชาติ
เปน็ ปจั จยั ....ชาติมีเพราะภพเป็นปจั จัย..สงั ขารมีเพราะอวชิ ชาเปน็ ปัจจัย” (ม.มู.12/447/392-393)