ก
คํานิยม
เอกสารประกอบการสอนวิชา วก 210 กรรมวิธีการผลิต ที่เรียบเรียงโดย อาจารย ดร.
ทิพาพร คําแดง สําหรับใชประกอบการสอนนักศึกษาในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยแมโจ จากการไดอานตนฉบับเอกสารดังกลาวน้ีพบวา มีเนื้อหาครอบคลุมตาม
คําอธิบายรายวิชาของหลักสูตร อีกท้ังยังตรงตามขอกําหนดรายวิชาวิศวกรรมพ้ืนฐานของสภา
วิศวกร ซ่ึงวิชาดังกลาวถือวามีความจําเปนและมีความสําคัญสําหรับนักศึกษาในหลักสูตร
วิศวกรรมเปนอยางยิ่ง เนื่องจากจะไดรับความรูเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและแปรรูปโลหะท่ี
หลากหลายแลว ยังกลาวถึงเคร่ืองมือกลหรือเคร่ือง จักรท่ีใชสําหรับการผลิตแตละกระบวนการ
การเลอื กใชวัสดใุ หเหมาะสมกับกระบวนการผลิต และการประมาณตนทุนการผลิต การที่วิศวกร
จะผลิตหรืออกแบบชิ้นงานไดอยางมีประสิทธิภาพน้ัน จําเปนจะตองมีความรูพื้นฐานเกี่ยวกับ
วัสดุ ที่มาและกระบวนการผลิตวัตถุดิบ ความเหมาะตอการนําไปใชงานของวัตถุดิบ ทําให
สามารถเลอื กกระบวนการผลติ ท่เี หมาะสม การเลือกใชเคร่ืองมือและเคร่ืองจักรที่ถูกตอง เพ่ือให
การผลติ มีคณุ ภาพโดยมีตนทุนการผลิต ของเสียจากการผลิต และความสูญเสียจากการผลิตตํ่า
ทีส่ ุด นีค่ ือสิง่ ทีว่ ิศวกรจําเปน ตอ งมคี วามรพู นื้ ฐานเหลาน้ี
ขาพเจาขอชื่นชมอาจารย ดร.ทิพาพร คําแดง ซ่ึงเปนผูที่มีความรู ความสามารถ ไดใช
ความวิริยะอุตสาหะและความเพียรพยายามจัดทําเอกสารประกอบการสอนวิชานี้ขึ้น ซ่ึงเปน
เอกสารประกอบ การสอนท่ีมีเน้ือหาตรงและครอบคลุมตามหลักสูตร และเปนเอกสารที่มีคุณคา
และเปนประโยชนตอการศึกษามากเลมหนึ่ง และจะเปนประโยชนอยางย่ิงหากผูเรียนและผูใฝ
ศึกษา อา นทบทวนหรือศึกษาดวยตนเอง ซ่ึงถือเปนเนื้อหาที่เปนความรูพื้นฐานที่สําคัญสําหรับ
งานทางวิศวกรรม ขาพเจาเชื่อม่ันวาเอกสารประกอบการสอนวิชา วก 210 กรรมวิธีการผลิต
เลม นีจ้ ะเปนประโยชนตอนักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต และสาขาชางอุตสาหกรรม
ทเ่ี กย่ี วขอ ง ตลอดจนผสู นใจใฝรูเปน อยา งย่งิ
(นายเสมอขวัญ ตนั ตกิ ุล)
รองศาสตราจารย ประจําคณะวศิ วกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวทิ ยาลยั แมโจ
ข
คํานํา
เอกสารประกอบการสอน วิชากรรมวธิ ีการผลิต รหสั วิชา วก 210 เลมนี้ ไดถูกเรียบเรียง
ขนึ้ เพ่ือใชสาํ หรับประกอบการสอนในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยแมโจ โดย
เน้ือหาภายในเลม จะเปนการศึกษากระบวนการผลิตและแปรรูปโลหะดวยกระบวนการตาง ๆ
และศึกษาถึงหลักการทํางานของเครื่องจักรท่ีใชในการผลิตในแตละกระบวนการ รวมถึงการ
พิจารณาการเลือกวัสดุใหเหมาะสมกับกระบวนการผลิต กระบวนการอ่ืน ๆ เชน การผลิต
พลาสติก และการประมาณตนทุนการผลิต ซึ่งมีเนื้อหาที่ตรงตามหลักสูตร และตรงตาม
ขอกําหนดรายวิชาวิศวกรรมพ้ืนฐานของสภาวิศวกร โดยไดจัดทําไว 11 บท ไดแก บทที่ 1
บทนําของกรรมวิธีการผลิต บทที่ 2 การผลิตโลหะ บทที่ 3 การหลอโลหะ บทท่ี 4 การข้ึนรูป
โลหะ บทท่ี 5 การตัดโลหะ บทท่ี 6 การตัดเฉือนโลหะดวยเคร่ืองมือกล บทที่ 7 การตอวัสดุ
บทท่ี 8 การตกแตงผิวสําเร็จ บทที่ 9 การปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอน บทท่ี 10
กรรมวธิ กี ารผลิตพลาสตกิ และบทที่ 11 การประมาณตน ทนุ การผลิต
ผูเรียบเรียงหวังเปนอยางยิ่งวาเอกสารประกอบการสอนเลมนี้จะใหความรูและเปน
ประโยชนตอ นักศกึ ษา ตลอดจนผูท ี่สนใจเก่ียวกับกรรมวิธีการผลิต หากพบขอผิดพลาดประการ
ใดผเู รยี บเรยี งยนิ ดนี อ มรบั คําแนะนาํ และจกั ขอบพระคณุ ยิง่ หากแจงใหทราบ เพ่ือผูเรียบเรียงจะ
ไดนาํ มาปรับปรุงแกไ ขในการพมิ พคร้ังตอไป
ทิพาพร คําแดง
ตุลาคม 2556
สารบัญ ค
คาํ นิยม หนา
คาํ นํา ก
ข
บทท่ี 1 บทนาํ ของกรรมวิธกี ารผลิต
1.1 นยิ ามของการผลิต 1
1.2 ลกั ษณะและองคประกอบของกรรมวธิ กี ารผลิต 2
1.3 ประเภทของการผลิต 3
1.4 ประเภทของกรรมวธิ กี ารผลติ 3
1.5 วสั ดุทางวศิ วกรรม 7
1.6 สมบตั ิของวสั ดุ 9
คาํ ถามทา ยบทท่ี 1 18
เอกสารอา งอิง 20
บทท่ี 2 การผลติ โลหะ 22
2.1 แรเ หลก็ 24
2.2 เตาถลงุ แบบพนลม 27
2.3 การผลติ โลหะจาํ พวกเหล็ก 40
2.4 การผลติ โลหะนอกจําพวกเหลก็ 51
คาํ ถามทายบทท่ี 2 53
เอกสารอางองิ
55
บทที่ 3 การหลอ โลหะ 62
3.1 การหลอ ในแบบหลอ ทราย 63
3.2 การหลอ ในแบบหลอเปลือก 64
3.3 การหลอในแบบหลอสุญญากาศ 65
3.4 การหลอ ในแบบหลอคารบอนไดออกไซด 66
3.5 การหลอในแบบหลอโฟม 67
3.6 การหลอ แบบอนิ เวสทเ มนท 69
3.7 การหลอ ในแบบหลอ เซรามิก
3.8 การหลอ แบบฉดี
ง 71
72
3.9 การหลอแบบเหว่ยี ง 73
3.10 การหลอ แบบบีบอัด 74
3.11 การหลอแบบโพรง 76
คาํ ถามทา ยบทที่ 3
เอกสารอางอิง 77
94
บทท่ี 4 การขึ้นรูปโลหะ 103
4.1 การข้ึนรูปงานรอน 105
4.2 การขึ้นรูปงานเย็น
คาํ ถามทายบทท่ี 4 108
เอกสารอางอิง 110
114
บทท่ี 5 การตดั โลหะ 116
5.1 รปู ทรงและมุมตา ง ๆ ของมดี ตดั 120
5.2 วัสดมุ ดี ตดั 122
5.3 การสกึ หรอและอายุการใชง านของมีดตดั
5.4 ความเร็วตัดและอตั ราปอน 124
คําถามทายบทที่ 5 132
เอกสารอางองิ 134
143
บทท่ี 6 การตดั เฉอื นโลหะดวยเครอ่ื งมอื กล 147
6.1 เคร่ืองกลึง 157
6.2 เครื่องควาน 163
6.3 เครื่องเจาะ 165
6.4 เครอ่ื งมอื ทําเกลียว 166
6.5 เครอื่ งกดั 177
6.6 เครอื่ งไส 180
6.7 เครื่องแทงขน้ึ รูป
6.8 เคร่ืองเลอ่ื ย
6.9 เครื่องเจียระไน
คําถามทายบทท่ี 6
เอกสารอา งอิง
บทที่ 7 การตอวัสดุ จ
7.1 การตอโดยใชตัวประสาน
7.2 การเช่อื ม 183
7.3 การตอยึดทางกล 184
คาํ ถามทายบทที่ 7 207
เอกสารอา งอิง 210
212
บทท่ี 8 การตกแตงผวิ สําเร็จ
8.1 การทําความสะอาดผวิ งาน 215
8.2 วศิ วกรรมการชุบเคลอื บผวิ 221
คาํ ถามทา ยบทท่ี 8 231
เอกสารอางองิ 233
บทที่ 9 การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอ น 237
9.1 การชุบแข็ง 244
9.2 การอบคนื ตวั 245
9.3 การปรบั ปรุงความเหนียว 246
9.4 การอบออ น 249
คําถามทา ยบทที่ 9 251
เอกสารอา งอิง
253
บทท่ี 10 กรรมวธิ ีการผลิตพลาสติก 258
10.1 การเตรียมพลาสตกิ 263
10.2 กรรมวธิ ีการฉีดพลาสติก 265
10.3 กรรมวธิ กี ารอดั พลาสติก 267
10.4 กรรมวธิ กี ารเปาพลาสติก 269
10.5 การขน้ึ รูปโดยการหมนุ แมแ บบ 270
10.6 กรรมวิธีการรดี ใหเปนแผน 273
10.7 กรรมวิธีเทอรโ มฟอรม ่ิง 276
คาํ ถามทายบทท่ี 10
เอกสารอา งอิง
ฉ 281
283
บทท่ี 11 การประมาณตน ทนุ การผลิต 284
11.1 การวิเคราะหค าแรงงาน 285
11.2 การวเิ คราะหค าวัตถุดบิ 286
11.3 การวเิ คราะหคา เครอื่ งมือหรอื เคร่อื งจกั รกล 291
11.4 ตนทนุ ทางวศิ วกรรม
11.5 ตนทุนคา ใชจ ายอนื่ ๆ ในการผลิต
เอกสารอา งอิง
บทที่ 1
บทนําของกรรมวิธกี ารผลติ
(Introduction to Manufacturing Processes)
กรรมวิธกี ารผลติ ในอุตสาหกรรมไดถูกพัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงคคือ เพื่อใหสามารถ
สรางอุปกรณ เคร่ืองมือ เคร่ืองจักรที่ใชในการผลิตใหมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน ทําใหมี
ความสามารถในการผลติ เพิ่มสูงขึน้ ลดตนทนุ ในการผลิต มีคณุ ภาพและความละเอียดแมนยําสูง
ซึ่งกอนที่เราจะเรียนรูถึงกรรมวิธีการผลิต เราจําเปนตองทําความเขาใจกับเทอมเทคนิค
(Technical term) ท่ีถูกใชบอยในกรรมวิธีการของการผลิตเสียกอน รวมถึงตองเขาใจ
ความสําคัญของแตละเทอมที่มีตอวิศวกรรมการผลิต ในบทน้ีเริ่มตนดวยนิยามของการผลิต
ลักษณะและองคประกอบของกรรมวิธีการผลิต ประเภทของการผลิต ประเภทของกรรมวิธีการ
ผลิต วัสดุทางวิศวกรรม และสมบัติของวัสดุ ซ่ึงปจจัยเหลานี้จะตองนํามาพิจารณารวมดวยใน
การออกแบบการผลติ
1.1 นิยามของการผลิต
“การผลิต” สามารถนิยามไดวาเปนการเปลี่ยนรูปของวัตถุดิบไปเปนผลิตภัณฑที่
สามารถใชประโยชนไดโดยใชวิธีการที่ไมซับซอน ตนทุนตํ่า และสิ่งสําคัญที่สุดคือจะตองเปน
วิธกี ารท่ีมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากใชเทคนิคการผลิตที่ดอยประสิทธิภาพจะทําใหตนทุนการ
ผลิตมีมูลคาสูงข้ึนและใชเวลาในการผลิตมากขึ้น ซ่ึงในดานการตลาดจะทําใหไมสามารถผลิต
แขง ขนั กับบรษิ ทั ผผู ลติ อื่น ๆ ได
ดังน้ันวิศวกรการผลิต (Manufacturing engineer) จึงมีหนาที่ในการคํานวณและ
กําหนดอุปกรณ เคร่ืองมือ เคร่ืองจักร และกรรมวิธี เพ่ือทําใหผลิตภัณฑท่ีออกแบบน้ันสามารถ
ใชงานไดจ ริงอยา งมีประสทิ ธิภาพ กลา วคอื หนาท่ขี องวิศวกรคอื ตองหาวธิ ีการที่เหมาะสม การใช
งานรวมกันของเคร่ืองจักรท่ีเหมาะสม และวัสดุท่ีเหมาะสม เพ่ือใหการผลิตไมเกิดปญหาและใช
ตนทุนต่ําท่ีสุด นอกจากนี้วิศวกรการผลิตจําเปนตองมีความรูทางวัสดุอยางถองแทและรูจักใช
เครอื่ งจักรทที่ ันสมัย อีกท้ังเม่ือเกิดปญ หาขนึ้ ในการผลิตวิศวกรจะตองสามารถเลือกวิธีการแกไข
ที่เหมาะสมและสามารถแกไขปญหาในเชิงวิเคราะหได โดยวิศวกรจะตองมีองคความรูท่ีดี
เกยี่ วกับวิธกี ารผลติ ทห่ี ลากหลายทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ
2 บทนําของกรรมวธิ ีการผลติ
1.2 ลักษณะและองคป ระกอบของกรรมวิธีการผลติ
ลักษณะของกรรมวิธีการผลิตสามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภทคือ กรรมวิธีการผลิต
ทางดานเทคนิค (Technical process) และทางดานเศรษฐศาสตร (Economic process)
การผลิตโดยกรรมวิธีทางดานเทคนิคนั้นมุงเนนไปยังการนํากรรมวิธีการตาง ๆ มา
ประยุกตใชในการผลิตเพ่ือการแปรรูปและเปลี่ยนสมบัติของวัสดุท่ีเปนวัตถุดิบใหเปนผลิตภัณฑ
ที่ตองการ สว นการผลิตโดยกรรมวิธีทางดานเศรษฐศาสตรนั้นจะเนนไปที่การบริหาร การขนสง
วัสดุ และการเพิม่ มลู คาใหกับวัสดุในกรรมวิธีการโดยการปรับปรุงรูปรางและสมบัติใหมีคุณภาพ
ดีมากข้ึน ตามกรรมวิธีการผลิตดังแสดงในรูปที่ 1.1 และ 1.2 น้ันพบวา การผลิตโดยใชกรรมวิธี
การผลิตท้ัง 2 ประเภทนั้นจะตองมีองคประกอบพื้นฐานท่ีสําคัญ 3 ประการคือ ส่ิงท่ีปอนเขา
(Input) กรรมวิธีการผลติ (Process) และสงิ่ ท่ีไดหรอื ผลผลติ (Output)
Raw Manufacturing Processed
Material Process Material
Scrap and
Waste
รูปที่ 1.1 กรรมวธิ ีการผลติ ทางเทคนคิ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
Manufacturing
Process
Value added
Starting Material in Processed
Material Processing Material
รูปท่ี 1.2 กรรมวธิ กี ารผลติ ทางเศรษฐศาสตร (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
สิ่งท่ีปอนเขาหมายถึง วัตถุดิบ (Material) เครื่องจักร (Machine) พลังงาน (Energy)
แรงงาน (Man) และขอมูลการผลิต (Information) ซ่ึงนํามาผานเขาข้ันตอนหรือกรรมวิธีการ
บทนําของกรรมวธิ ีการผลติ 3
ผลิตใด ๆ ไดแก การเตรียมวัตถุดิบตาง ๆ การผสมสวนประกอบตาง ๆ เขาดวยกัน การสราง
รูปทรง การตกแตงรูปทรง ตลอดจนการบรรจุผลิตภัณฑเพ่ือจําหนาย และส่ิงที่ไดหรือผลผลิต
หมายถงึ ผลิตภัณฑ (Product) คณุ ภาพ (Quality) และความพึงพอใจ (Satisfaction) รวมถึง
ของเสีย (Waste) และความสูญเสีย (Loss) ซ่ึงการผลิตที่ดีน้ันจะตองมีการควบคุมและวาง
แผนการจัดการอยา งเปน ระบบเพ่ือใหไ ดผ ลิตภัณฑต ามความตองการของตลาด
1.3 ประเภทของการผลิต
การแยกประเภทของการผลิตน้ันสามารถแยกไดในหลายวิธี ทั้งจากกรรมวิธีหรือจาก
ผลติ ภณั ฑหรอื จากปรมิ าณการผลติ เปนตน โดยในที่นี้จะกลาวถึงการแยกประเภทของการผลิต
ตามปรมิ าณการผลติ ซงึ่ สามารถแบงออกไดเ ปน 3 ประเภทของการผลติ หลัก ๆ ไดแ ก
1.3.1 การผลิตขนานใหญ (Mass production) คอื การผลิตที่มีปริมาณการผลิตมาก
โดยมีปริมาณการผลิตตอปต้ังแต 50,000 ชิ้นเปนตนไป ปริมาณการผลิตจะข้ึนอยูกับปริมาณ
การขายที่คาดการณไวหรือกําหนดข้ึนมา โดยที่ไมไดมีผลโดยตรงจากปริมาณการสั่งซื้อรายวัน
หรอื รายเดอื น ตวั อยา งของผลิตภัณฑจากการผลติ ขนานใหญน้ี ไดแ ก รถยนต เปนตน
1.3.2 การผลิตแบบชวงตอน (Job shop production) คือการผลิตที่มีปริมาณการ
ผลิตตามคําส่ังซื้อของลูกคาซ่ึงอาจมีปริมาณมากกวา 200 ช้ินตอครั้งการผลิต และมีลักษณะ
หลากหลายตามความตองการของลูกคา เชน การผลิตเส้ือผา รองเทา หรือการผลิตช้ินสวน
ตาง ๆ ของบริษัทผูผลิตยอยท่ีสงใหกับบริษัทผูผลิตหลัก และเนื่องจากการเปล่ียนแปลง
ผลิตภัณฑคอนขางบอย ดังน้ันเคร่ืองจักรท่ีใชจะตองสามารถปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมไปตาม
สภาพการผลิต นอกจากน้วี ิศวกรหรือบุคคลผรู บั ผดิ ชอบจะตอ งมที ักษะสูงในการจัดการกับความ
หลากหลายของการผลติ ท่แี ตกตางกนั
1.3.3 การผลิตขนานกลาง (Moderate production) คือการผลิตท่ีมีปริมาณการ
ผลติ อยูระหวางการผลิตขนานใหญและการผลิตแบบชวงตอน โดยมีปริมาณการผลิตตอปต้ังแต
10,000 ถึง 20,000 ชิ้น เคร่ืองจักรท่ีใชสามารถปรับเปลี่ยนไดตามความเหมาะสมของการผลิต
นอกจากน้ีการผลิตประเภทนี้ยังไดรับความนิยมในอุตสาหกรรม เนื่องจากเปนการผลิตจาก
ความตองการของตลาดทเี่ พิม่ ขน้ึ จากความตอ งการของผูซ้อื เชน การพิมพห นังสือ เปน ตน
1.4 ประเภทของกรรมวธิ ีการผลิต
กรรมวิธีการผลติ จะถูกเลือกใหเ หมาะสมกบั วัสดุท่นี ํามาใชงานเนื่องจากวัสดุแตละชนิดมี
สมบัติที่แตกตางกัน เชน ความเปราะ ความเหนียว เปนตน วัสดุที่ใชในงานวิศวกรรมสามารถ
แบงออกไดเปน 3 กลุมใหญคือ พวกโลหะ (Metallic materials) อโลหะ (Nonmetallic
materials) และวัสดุผสม (Composite materials) โดยในที่น้ีเน้ือหาสวนใหญจะกลาวถึง
4 บทนําของกรรมวิธกี ารผลติ
เฉพาะกรรมวธิ ีการผลิตของโลหะซง่ึ จะอธบิ ายไวใ นบทถดั ไป สวนกรรมวิธกี ารผลิตของอโลหะจะ
ยกตัวอยางเฉพาะวัสดุจําพวกพลาสติก ในบทน้ีจะเกร่ินนํากรรมวิธีสําหรับการผลิตโลหะอยาง
ครา ว ๆ ซ่งึ สามารถแบง ออกไดเ ปนประเภทตาง ๆ ดังน้ี
(ก)
(ข) (ค)
(ง) (จ)
รูปที่ 1.3 ชนดิ ของกรรมวธิ ีการผลิตทเ่ี ริ่มจากการเปลยี่ นแปลงรูปราง (ก) การหลอ (ข) การตี
(ค) การอัดไหล (ง) การรีด และ (จ) การดัด (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
บทนําของกรรมวธิ กี ารผลิต 5
1.4.1 กรรมวธิ ีการผลติ เริ่มจากการเปลย่ี นแปลงรูปรางของโลหะ ไดแก
การหลอ (Casting)
การตี (Forging)
การอดั ไหล (Extruding)
การรดี (Rolling)
การดงึ (Drawing)
การบบี (Squeezing)
การดดั (Bending)
การเฉอื น (Shearing)
การปน หมุน (Spinning)
การขึงยึด (Stretch forming)
การรดี ขนึ้ รูป (Roll forming)
การขึ้นรปู โลหะผง (Powder metal forming)
(ก)
(ข) (ค)
รูปที่ 1.4 กรรมวิธกี ารผลิตโดยการลดรูปใหไดข นาด (ก) การกลงึ (ข) การเจาะ และ (ค) การกัด
(ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
6 บทนําของกรรมวิธีการผลติ
1.4.2 กรรมวิธีการผลิตโดยการลดรปู ใหไ ดข นาดโดยใชเ คร่ืองจักร ไดแก
การกลึง (Turning)
การไสยาว (Planing)
การไส (Shaping)
การเจาะ (Drilling)
การควา น (Boring)
การเลื่อย (Sawing)
การแทงขน้ึ รูป (Broaching)
การกดั (Milling)
การเจียระไน (Grinding)
1.4.3 กรรมวิธีการตบแตงผิวสาํ เรจ็ ไดแ ก
การลบั (Honing)
การเจียระไนดว ยสายพานขัด (Abrasive belt grinding)
การขดั มัน (Polishing)
การชุบเคลือบดวยไฟฟา (Electroplating)
การอะโนไดซ่งิ (Anodizing)
การถูเรียบ (Lapping)
การฉดี พนโลหะ (Metal spraying)
การปารเ กอรไ รซง่ิ (Parkerizing)
1.4.4 กรรมวธิ ีการผลติ แบบการตอช้นิ สว นหรือวัสดุ ไดแก
การเชื่อม (Welding)
การบดั กรี (Soldering)
การบดั กรีแข็ง (Brazing)
การเชื่อมดว ยกาว (Adhesive joining)
การใชหมุดยา้ํ (Riveting)
การกด (Pressing)
บทนําของกรรมวิธีการผลติ 7
1.4.5 กรรมวธิ ีการผลติ โดยการเปลีย่ นแปลงสมบัตทิ างกายภาพของโลหะ ไดแก
กรรมวธิ ีการปรบั ปรุงคณุ ภาพดว ยความรอ น (Heat treatment)
การข้ึนรปู งานรอน (Hot working)
การข้นึ รูปงานเยน็ (Cold working)
การยิงดว ยเมด็ โลหะ (Shot peening)
1.5 วสั ดทุ างวิศวกรรม (Engineering materials)
วัสดุที่สามารถนํามาใชในการผลิตนั้นตองมีสมบัติของวัสดุที่เหมาะสมตอการใชงาน
รวมถึงตองคํานึงถึงปจจัยทางดานการลงทุนดวย ในปจจุบันวัสดุตาง ๆ ไดถูกออกแบบและ
พัฒนาขึ้นเพ่ือใหสอดคลองและเหมาะสมกับลักษณะการใชงานและสามารถใชงานไดอยาง
กวางขวางมากข้ึน การผสมวัสดุหลักที่มีสมบัติแตกตางกันอยางนอย 2 ชนิดขึ้นไปเรียกวาวัสดุ
ผสม (Composite materials) ซึ่งประกอบดวยวัสดุหน่ึงชนิดที่ทําหนาที่เปนหลักหรือเรียกวา
วัสดุเนื้อพ้ืนหรือเมตริกซ (Matrix) สวนวัสดุชนิดอ่ืน ๆ ท่ีเหลือจะกระจายแทรกตัวอยูในเนื้อ
วสั ดเุ นอ้ื พน้ื หรือเมตรกิ ซเ รยี กวาวัสดเุ สริมแรง (Reinforcement)
1.5.1 วสั ดุกลุมโลหะ สามารถแบงออกไดเ ปน 2 กลมุ คอื
ก. โลหะจําพวกเหล็ก (Ferrous metal) เชน เหล็ก และโลหะผสมตาง ๆ ของเหล็ก
ซง่ึ โลหะประเภทน้จี ะมีธาตเุ หล็กเปน สวนประกอบพื้นฐาน (Iron-based) การเรียกชื่อเหล็กชนิด
ตาง ๆ ข้ึนอยูกับปริมาณธาตุองคประกอบแตละชนิดที่อยูในเหล็ก เชน เหล็กกลา (Steel) จะมี
คารบอนอยูไมเกิน 2 เปอรเซ็นตโดยน้ําหนัก แตถาเกิน 2 เปอรเซ็นตโดยนํ้าหนัก จะเรียกเปน
อกี ชือ่ หนึง่ วาเหลก็ หลอ (Cast iron) เปน ตน
ข. โลหะนอกจาํ พวกเหล็ก (Nonferrous metal) แบงออกไดเปน 2 ชนิดตามสมบัติ
และการใชงานคอื
ข.1 โลหะหนัก (Heavy metal) เปนโลหะที่มีความหนาแนนสูงกวา 4
กโิ ลกรมั ตอลูกบาศกเ ดซิเมตร เชน ทองแดง ทองคํา เงิน สังกะสี เปน ตน
ข.2 โลหะเบา (Light metal) เปนโลหะท่ีมีความหนาแนนต่ํากวา 4 กิโลกรัม
ตอ ลกู บาศกเ ดซิเมตร เชน อะลูมเิ นียม แมกนีเซยี ม เซอรโ คเนียม เบริลเลียม เปน ตน
โลหะผสม (Alloy metal) คอื การนําโลหะตง้ั แต 2 ชนดิ ขึ้นไปมาหลอมรวมเปน
เนื้อเดียวกนั เพอื่ ทําใหม สี มบัติท้งั ทางกลและทางเคมีโดดเดนข้ึนมา กลาวคือทนตอการใชงานที่
อณุ หภูมิสูง ทนตอความเคนแรงดึงสูง และทนตอการกัดกรอนไดดี ตัวอยางของโลหะหนักผสม
(Heavy alloy) เชน ทองเหลือง บรอนซ เปนตน และโลหะเบาผสม (Light alloy) เชน
อะลูมเิ นยี มผสม แมกนเี ซียมผสม เปน ตน
8 บทนําของกรรมวธิ ีการผลิต
1.5.2 วัสดุกลมุ อโลหะ สามารถแบงออกไดเ ปน 2 กลุมคอื
ก. สารอินทรีย (Organic materials) เปนสารประกอบท่ีประกอบดวยธาตุคารบอน
และไฮโดรเจนเปนหลักและจับตัวกันดวยพันธะโควาเลนตกับธาตุอื่น เชน ไนโตรเจน
โพแทสเซียม ออกซิเจน ฟอสฟอรัส เปนตน ซ่ึงไดแก วัสดุกลุมพอลิเมอรและไม เปนตน วัสดุ
กลุมพอลิเมอรบางประเภทมีการนํามาใชงานกันอยางแพรหลายท่ีรูจักกันเปนอยางดีคือ
พลาสตกิ ซึ่งสามารถแบงออกเปน 3 ประเภทใหญ ๆ คอื
ก.1 เทอรโมพลาสติก (Thermoplastic) หรือพลาสติกท่ีสามารถข้ึนรูปดวย
ความรอน วัสดุประเภทเทอรโมพลาสติกจะออนตัวและหลอมเหลวเมื่อไดรับความรอนและจะ
แข็งตัวเมื่อทําใหเย็นลง พลาสติกท่ีแข็งตัวแลวสามารถนํามาหลอมซํ้าไดดวยความรอน ทําให
พลาสติกชนิดนี้มีสมบัติเหมาะสมสําหรับการหลอหลอมหรือข้ึนรูปเปนผลิตภัณฑตาง ๆ ไดงาย
ดวยเทคนิคพ้ืนฐาน เชน การฉีด การอัดรีด หรือการปนเปนเสนใย เปนตน ตัวอยางของ
พลาสติกชนิดน้ี ไดแก พอลิเอทิลีน (PE) พอลิไวนิลคลอไรด (PVC) พอลิโพรพิลีน (PP) พอลิ
เอทิลนี เทเรฟทาเลท (PET) เปนตน
ก.2 เทอรโมเซทพลาสติก (Thermoset plastic) เปนพลาสติกท่ีนํากลับมา
ใชใหมไดยากเน่ืองจากมีโครงสรางของโมเลกุลท่ีเชื่อมโยงกันเปนตาขายหรือรางแห (Cross-
links) ซึง่ อาจเปน ผลจากปฏิกิริยาเคมีหรอื ความรอน โครงสรางลักษณะนี้จํากัดการเคลื่อนไหว
ของโมเลกุลพอลิเมอรและเม่ือไดรับความรอนมักจะเส่ือมสภาพ โดยไมสามารถออนตัวหรือ
หลอมใหมได แตมีขอดีคือ การหดตัวหลังข้ึนรูปที่นอยกวาและสมบัติทนตอความรอนและ
สารเคมีท่ีสูงกวาเทอรโมพลาสติก ตัวอยางของพลาสติกชนิดน้ี ไดแก ฟโนลิค (Phenolic
resin) อีพอกซี (Epoxy) พอลิยูรีเทน (Polyurethane) เปนตน เทอรโมเซทพลาสติกอีก
ประเภทหนึ่งท่ีมีความสําคญั มากคืออีลาสโตเมอร ซึ่งจะไดแยกอธบิ ายไวใ นหวั ขอ ถัดไป
ก.3 อลี าสโตเมอร (Elastomer) มสี มบัติของวัสดคุ อื วสั ดสุ ามารถยืดตัวออก
และคนื กลับคนื สูสภาพเดิมไดเมอ่ื ไมมีภาระ (Load) หรอื นยิ มเรียกอีกอยางหนึ่งวายาง ซ่ึงยางท่ี
จัดอยูในกลุมอีลาสโตเมอรน้ีแบงออกไดเปน 2 ชนิดคือ ยางธรรมชาติ (Natural rubber, NR)
ซึง่ เปน ยางของตน ยางพารา และยางสงั เคราะห (Synthetic rubber, SR) ซึ่งหมายความถึงยาง
ธรรมชาติที่ถูกพัฒนาโดยผานกรรมวิธีการผลิตท่ีทําใหเกิดสมบัติพิเศษบางประการ โดยมี
ลักษณะทางเคมีและสมบัติคลายคลึงกับยางธรรมชาติหรือยางชนิดตาง ๆ ที่สังเคราะหไดจาก
ปฏิกิริยาเคมี ตัวอยางของยางสังเคราะห ไดแก ยางคลอโรพรีน (Chloroprene rubber, CR)
ยางพอลิไอโซพรีน (Polyisoprene rubber, IR) ยางสไตรีน บวิ ตาไดอีน (Styrene-butadiene
rubber, SBR) เปนตน
ข. สารอนินทรีย (Inorganic materials) คือสารประกอบอ่ืน ๆ ที่ไมใชสารอินทรีย
ประกอบดวยธาตุตาง ๆ มากมาย จับตัวกันดวยพันธะแบบโควาเลนตและไอออนิกรวมกันหรือ
บทนําของกรรมวิธีการผลิต 9
อยางใดอยางหน่ึง ตัวอยางของวัสดุกลุมอโลหะจําพวกสารอนินทรียท่ีนิยมผลิตในอุตสาหกรรม
คือ เซรามกิ ซ่งึ เปน วัสดุทางวิศวกรรมอีกชนิดหน่ึงท่ีมีความสําคัญ เน่ืองจากมีความแข็งมากแม
อยูในอุณหภูมิสูง มีคาการนําความรอนและการนําไฟฟาต่ํา มีนํ้าหนักเบากวาโลหะ ทนตอการ
สึกหรอ (Wear resistance) มีจุดหลอมเหลวสูง เปราะ (Brittle) มีเสถียรภาพทางเคมีและ
ความรอ นสูง มคี วามตานทานการคืบตัว (Creep) สูง
(ก) (ข) (ค)
รูปที่ 1.5 ลักษณะของวสั ดทุ ่ีใชเ สริมแรง (ก) กลุมเสริมแรงที่มีลกั ษณะเปนเสน ใย (ข) กลุม
เสริมแรงทม่ี ีลักษณะเปน ผง และ (ค) กลุม เสริมแรงท่ีมีลักษณะซอนเปน แผน
(ชลิตตและคณะ, 2544)
1.5.3 วัสดุผสม (Composite materials) สามารถแบงออกไดตามลักษณะของวัสดุ
เสริมแรงที่มาผสมได 3 กลมุ ดังน้ี
ก. กลุมเสริมแรงท่ีมีลักษณะเปนเสนใย (Fiber-reinforced composites) คือ
วัสดุที่มีเนื้อวัสดุไมเปนเนื้อเดียวกันเชื่อมตอเนื่องกัน (Heterophase) โดยมีการกระจายของ
วสั ดุตางชนดิ ในวสั ดุอีกชนดิ หนึง่ เชน การนาํ เสน ใยแกวใสในพอลิเมอรโบรอน เรียกวา ไฟเบอร
กลาส เปน ตน
ข. กลุมเสริมแรงท่ีมีลักษณะเปนผง (Particulate composites) คือวัสดุท่ีมีเน้ือ
วัสดุเดียวกนั ตอเนอ่ื งกนั และมีวัสดุชนิดตางกันฝงกระจายอยูท่ัวไปหรือมีอนุภาคของวัสดุแข็งฝง
ในเนอ้ื วัสดุออ น เชน อนุภาคของเหลก็ หรอื โครเมยี มฝงในทองแดง เปน ตน
ค. กลุมเสริมแรงที่มีลักษณะซอนเปนแผน (Laminar or layered composites)
คือวัสดุทีม่ เี น้ือวัสดุเดยี วกันตอเนือ่ งกันและมีวัสดุชนิดตางกันซอนสลับกันลักษณะเปนแผน เชน
ไมอัด แผนความรอ นงานไฟฟา (Bimetallic strip) เปน ตน
สมบัติของวัสดุผสมที่ไดจะเปนฟงกช่ันหรือขึ้นกับสมบัติและปริมาณของสารต้ังตน
เหลาน้ี รวมถงึ รปู ทรงทางเรขาคณิตของวัสดเุ สรมิ แรงท่ีกระจายตัวในเมตรกิ ซ
1.6 สมบัตขิ องวัสดุ (Material properties)
กรรมวิธีการผลิตท่ีดีน้ันจะตองคํานึงถึงการเลือกใชวัสดุท่ีเหมาะสมที่สุดโดยการนํา
สมบตั ิตาง ๆ ของวัสดุที่จะเลือกใชมาประกอบการพิจารณาหาขอดีและขอเสีย รวมถึงการนํามา
10 บทนําของกรรมวิธกี ารผลติ
ประยุกตใชงานท่ีเหมาะสมภายใตเงื่อนไขที่กําหนด สมบัติของวัสดุท่ีนํามาพิจารณาสามารถ
แบงยอยออกไดเ ปน 7 ประเภทคือ
1.6.1 สมบตั ิทวั่ ไป (General properties)
ก. ความหนาแนน (Density) คืออัตราสวนระหวางมวลและปริมาณของวัสดุน้ันมี
หนวยเปน กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร (kg/m3) เปนสมบัติจําเพาะของวัสดุ และวัสดุชนิดใดที่มี
โครงสรางเดียวกนั จะมีความหนาแนนเทากนั
ข. ตนทุน (Cost) คือราคาของวัสดุ เปนสมบัติอยางหน่ึงของวัสดุที่เปล่ียนแปลงได
ตลอดเวลาผิดกับสมบัติอ่ืน ๆ ซ่ึงการแปรผันของราคาตนทุนของวัสดุน้ันข้ึนอยูกับปจจัยหลาย
อยาง เชน การเก็งกําไร ภาวะเงินเฟอ และภาวะความไมสมดุลกันระหวางอุปสงคและอุปทาน
เปนตน
1.6.2 สมบตั ิเชงิ กล (Mechanical properties)
(ก) (ข)
(ค)
รปู ที่ 1.6 วัสดุท่ีถูกแรงภายนอกกระทําตอ หน่ึงหนว ยพื้นทใ่ี นลกั ษณะทแ่ี ตกตา งกนั
(ก) ความเคนแรงดึง (ข) ความเคนแรงกด และ (ค) ความเคน เฉอื น
(คดั มาจาก http://www.qlickbranding.com)
ก. ความเคน (Stress) คือแรงตานทานภายในเน้ือของวัสดุท่ีมีตอแรงภายนอกที่มา
กระทําตอหนึ่งหนวยพ้ืนท่ี แตเน่ืองจากการวัดคาแรงตานทานภายในเนื้อของวัสดุน้ันเปนไปได
บทนําของกรรมวธิ กี ารผลติ 11
ยาก ดังน้ันในทางปฏิบัติโดยทั่วไปแลวความเคนมักถูกกลาวถึงในแงของแรงภายนอกที่มา
กระทาํ ตอหน่งึ หนวยพ้นื ท่ี ซง่ึ สามารถเขยี นไดดงั สมการตอไปน้ี
σ = F/A (1.1)
โดยท่ี คอื ความเคน หนว ยเปน นวิ ตันตอตารางเมตร (N/m2) หรือปาสคาล (Pa)
F คือ แรงภายนอกทมี่ ากระทาํ หนวยเปน นิวตนั (N)
A คือ พ้ืนท่ีภาคตัดของวัสดุที่ถูกแรงภายนอกกระทําและต้ังฉากกับแรงภายนอก
หนวยเปน ตารางเมตร (m2)
ความเคนสามารถแบงออกไดเปน 3 ชนิดตามลักษณะของแรงภายนอกที่มากระทํา
กลาวคือ ความเคนแรงดึง (Tensile stress) ความเคนแรงกด (Compressive stress) และ
ความเคนเฉอื น (Shear stress, ) ดงั แสดงในรปู ท่ี 1.6
(ก) (ข)
รูปที่ 1.7 การเปล่ยี นรูปของวสั ดุเน่อื งจากแรงภายนอกกระทําในลกั ษณะท่แี ตกตา งกัน
(ก) ความเครียดเชิงเสน และ (ข) ความเครยี ดเฉือน (คดั มาจาก
http://www.qlickbranding.com)
ข. ความเครียด (Strain) คือการเปลี่ยนรูปของวัสดุ (Deformation) เม่ือมีแรง
ภายนอกมากระทาํ ซ่ึงคือการตอบสนองของวัสดเุ ม่ือมีความเคนมากระทําตอวัสดุและทําใหมีการ
เคล่ือนที่ภายในเนื้อของวัสดุน้ัน ความเครียดสามารถแบงไดเปน 2 ชนิดข้ึนอยูกับชนิดของแรง
ท่ีมากระทําตอวัสดุคือ ความเครียดเชิงเสน (Linear strain, ) และความเครียดเฉือน (Shear
strain, γ) ดังแสดงในรูปที่ 1.7 ซง่ึ สามารถเขยี นเปนสมการไดตามลําดับดงั ตอ ไปนี้
12 บทนําของกรรมวธิ ีการผลติ
ε = ∆L/L0 (1.2)
(1.3)
โดยท่ี ε คอื ความเครยี ดเชงิ เสน
∆L คอื ความยาวทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป
L0 คอื ความยาวเร่มิ ตน
และ
γ = tanθ = a/h
โดยที่ γ คือ ความเครียดเฉือน
คอื ระยะขจดั
a คอื ระยะหา งระหวา งระนาบ
h คือ มมุ ท่ีเปลีย่ นแปลง (ให tanθ = θ เมือ่ มมุ มกี ารเปล่ยี นแปลงนอ ยมาก)
θ
รปู ท่ี 1.8 กราฟความสัมพนั ธร ะหวางความเคนและความเครียดจากการทดสอบความเคน แรงดงึ
ของวสั ดุจําพวกโลหะ (คัดมาจาก http://www.qlickbranding.com)
ค. โมดูลัสของความยืดหยุนหรือโมดูลัสของยัง (Elastic modulus or Young’s
modulus, E) คือความชันของกราฟความสัมพันธระหวางความเคนและความเครียดในชวงท่ี
เปนเสนตรง กลาวคือวัสดุประพฤติตัวแบบอิลาสติกเชิงเสน และสามารถหาไดจากการทดสอบ
ความตานทานแรงดึง วัสดุท่ีมีคาโมดูลัสของยังที่สูงจะเกิดการเสียรูปไดยากกวาวัสดุท่ีมีคา
โมดูลสั ของยงั ทตี่ ํา่ กวา สมบัตนิ ี้ของวัสดเุ รียกวาสติฟเนสส (Stiffness)
บทนําของกรรมวิธีการผลิต 13
ง. ความเคนจุดคราก (Yield strength, σy) คือความสามารถของวัสดุในการ
ตานทานแรงดึงที่ทําใหเกิดการเสียรูปอยางถาวร (Plastic deformation) หรือภาระทางกลท่ี
วัสดุสามารถรับไดก อนที่วัสดุน้ันเกิดการเสียรูปอยางถาวร โดยความเคนจุดครากสามารถหาได
จากความเคน ณ ความเครียด 0.2 เปอรเ ซน็ ตออฟเซต
จ. ความเคนแรงดึง (Tensile strength) คือความเคนสูงสุดที่วัสดุสามารถรับได
กอนที่วัสดุจะเกิดการขาดออกจากกันโดยวัสดุมีการเสียรูปอยางถาวรจากการรับภาระทางกล
มากกวาความเคนจุดคราก หลังจากน้ันความเคนจะลดลงเนื่องจากการเกิดคอคอด (Necking)
จนถงึ จุดทชี่ ิน้ งานน้ันขาดออกจากกัน
ฉ. ความเคนแรงกด (Compressive strength) คือการวัดคาความแข็งแรงของวัสดุ
โดยเฉพาะวัสดุเซรามกิ เนือ่ งจากวัสดุเซรามิกมีสมบัติของแรงดึงท่ีแยกวาสมบัติของแรงกดมาก
และมักนํามาใชโดยใหมกี ารรบั ภาระทางกลในแบบของแรงกด (Compression)
ช. ความแกรง (Toughness) คือความสามารถในการดูดซับพลังงานของวัสดุกอนที่
เกิดการแตกหักซึ่งหาไดจากพื้นที่ใตกราฟความสัมพันธระหวางความเคนและความเครียดจาก
การทดสอบความตานทานแรงดึง โดยวัสดุท่ีมีความแกรงสูงสามารถดูดซับพลังงานไดมาก
กอนท่ีจะเกิดการแตกหักและมักจะเกิดการแตกหักแบบเหนียว (Ductile failure) มีการเสียรูป
มากเนื่องจากพลังงานท่ีวัสดุไดรับไดถูกเปลี่ยนเปนการเสียรูป สวนวัสดุท่ีมีความแกรงต่ํา
สามารถดูดซับพลังงานไดนอยกอนที่จะแตกหัก มีลักษณะการแตกหักแบบเปราะ (Brittle
failure) มกี ารแตกออกเปนหลายชนิ้ โดยท่ีแตล ะชิ้นมีการเสียรูปนอ ย
ซ. ความเหนยี ว (Ductility) สามารถหาไดจากการทดสอบความตานทานแรงดึงโดย
วัดจากระยะยืด (Elongation) โดยวัสดุท่ีมีระยะยืดมากกวา 5 เปอรเซ็นต จะถูกจัดวาเปนวัสดุ
ท่ีเหนียว สว นวัสดทุ ่มี ีระยะยดื นอ ยกวา 5 เปอรเ ซ็นต จะถกู จัดวาเปน วสั ดุทเ่ี ปราะ
1.6.3 สมบตั ิทางความรอน (Thermal properties)
ก. ความจุความรอน (Heat capacity) คือความสามารถของวัสดุในการดูดพลังงาน
ความรอนจากสิ่งแวดลอมหรือปริมาณพลังงานที่วัสดุตองการไดรับเพื่อเพิ่มอุณหภูมิของวัสดุให
สงู ขนึ้ ดังสมการ
C = dQ/dT (1.4)
โดยท่ี C คือ ความจุความรอ น
dQ คอื พลังงานท่ีตอ งการในการทําใหอ ณุ หภมู เิ ปลีย่ นไป
dT คอื ความแตกตางของอณุ หภูมิ
14 บทนําของกรรมวธิ กี ารผลิต
ข. การนําความรอน (Thermal conductivity) คือกลไกการสงผานความรอนของ
วัสดจุ ากบรเิ วณท่มี ีอณุ หภูมสิ งู ไปยงั บรเิ วณทมี่ อี ณุ หภูมิตํา่ สามารถเขยี นเปนสมการไดดงั นี้
q = -kdT/dx (1.5)
โดยท่ี q คอื ความรอ นทถี่ ายเทเทยี บกับเวลาและพ้ืนที่ในแนวตั้งฉากกับทศิ ทาง
ของการถายเทความรอ น
k
dT/dx คอื คาการนําความรอน
คอื ความแตกตา งของอณุ หภมู ิตลอดแนววสั ดุในทศิ ทางของการนาํ
ความรอน
การนําความรอนสามารถเปนไปไดในสองกลไกหลักคือ การนําความรอนโดยการส่ัน
ของอะตอมของแลตทิซ (Lattice vibration) ซึ่งสามารถเกิดไดในวัสดุทุกชนิด และการนํา
ความรอนของอิเล็กตรอน (Electron conduction) จากการเคลื่อนที่ไปมาของอิเล็กตรอนอิสระ
และนําพลังงานความรอนจากดานที่มีอุณหภูมิสูงกวาไปดานที่มีอุณหภูมิตํ่ากวา สําหรับการนํา
ความรอนโดยกลไกนี้จะมเี ฉพาะในโลหะเทา นนั้ เพราะโลหะจะมีพันธะโลหะซึ่งมีอิเล็กตรอนอิสระ
เปน องคป ระกอบ
ค. อุณหภูมิเปล่ียนสภาพเปนแกว (Glass transition temperature) คืออุณหภูมิ
ทวี่ สั ดเุ ปลย่ี นสภาพจากวัสดุทเี่ ปน ของแข็งมาเปนพฤติกรรมแบบของไหล
ง. สัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความรอน (Thermal expansion coefficient)
คืออัตราสวนระหวางความเครียดท่ีเกิดข้ึนเม่ือวัสดุไดรับความรอนเพิ่มขึ้นหรือลดลงและ
อุณหภมู ทิ เี่ ปลี่ยนแปลงไป สามารถเขียนไดดงั สมการ
∆L/L0 = αl∆T (1.6)
โดยที่ ∆L/L0 คอื ความเครยี ดเชงิ เสน
คอื สัมประสทิ ธิ์การขยายตัวทางความรอน
αl คอื ความแตกตา งของอณุ หภูมิ
∆T
วัสดุท่ีมีคาสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความรอนสูงแสดงวาเม่ือมีการเปล่ียนแปลงทาง
ความรอ นมาก วสั ดุจะมกี ารเปลย่ี นแปลงรูปรางมาก
บทนําของกรรมวิธีการผลติ 15
จ. ความเคนจากการหดและขยายตัวทางความรอน (Thermal stress) คือความ
เคน ที่เกดิ ขนึ้ เม่ือวัสดุทม่ี ีการเปล่ียนแปลงทางความรอนถูกยึดติดไวไมใหมีการเคล่ือนที่ไดอยาง
อิสระ ในกรณขี องวัสดจุ ําพวกเซรามิกจะทําใหวสั ดุเกดิ การแตกหักไดหากไดรับการเปล่ียนแปลง
อยางรวดเร็วและไมเทากันท้ังช้ินวัสดุ โดยขนาดของความเคนท่ีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทาง
ความรอ นสามารถหาไดดังสมการ
σ = Eαl∆T (1.7)
1.6.4 สมบตั ทิ างไฟฟา (Electrical properties)
ก. สัมประสิทธ์ิความตานทานไฟฟา (Electrical resistivity) คือสมบัติจําเพาะ
ของวัสดุท่ีบงบอกถึงความสามารถในการสงผานกระแสไฟฟาโดยขึ้นอยูกับชนิดของพันธะของ
วัสดุ ความบรสิ ุทธิข์ องวสั ดุ เปนตน แตไมข ึ้นกบั ขนาดของวัสดุ
ข. สัมประสิทธิ์การนําไฟฟา (Electrical conductivity) สามารถคํานวณไดจาก
สวนกลับของสัมประสิทธค์ิ วามตานทานไฟฟา
1.6.5 สมบัติทางเคมี (Chemical properties) เชน ความทนทาน หรือความ
ตานทานตอการกัดกรอน (Corrosion resistance) เปนสมบัติทางเคมีที่สําคัญท่ีชวยปกปอง
วัสดุจากแสงอาทิตย ความรอน ความช้ืน และสภาพแวดลอมอื่น ๆ ไมใหวัสดุเกิดการ
เสื่อมสภาพและเสยี หาย การกัดกรอ นในวัสดมุ หี ลายประเภท ดงั นี้
ก. การออกซิเดชั่น (Oxidation) คือปฏิกิริยาท่ีเกิดจากการรวมตัวกันของออกซิเจน
กบั วสั ดปุ ระเภทเหล็กจนเกิดเปน สนิม (Rust)
ข. การกัดกรอนทางไฟฟา (Galvanic corrosion) เปนการกัดกรอนวัสดุท่ีเปน
โลหะซึ่งสัมผัสกับสารที่เรียกวาสารละลายอิเล็กโทรไลต (Electrolyte) เรียกอีกอยางไดวาเปน
การกัดกรอนทางไฟฟาเคมี การกัดกรอนประเภทน้ีเปนพันธะของของเหลวท่ีมีสภาพเปนไอออ
นิก (อะตอมที่มีประจุบวกหรือลบ) กับไอออนของวัสดุโลหะอ่ืน ๆ โดยที่โลหะหนึ่งจะเปนตัวให
อิเล็กตรอนหรือแอโนด (Anode) สวนโลหะอีกอันหนึ่งจะเปนตัวรับอิเล็กตรอนหรือแคโทด
(Cathode) จนเกดิ เปนหลุมในโลหะแอโนด สวนโลหะที่เปนแคโทดจะไมเกดิ การกัดกรอน
ค. การเปนหลุม (Pitting corrosion) เปนการกัดกรอนชนิดหนึ่ง โดยการเกิดเปน
หลุมเล็ก ๆ ท่ีพ้ืนผิวของวัสดุโลหะ สาเหตุมีมากมายหลายประการ ไดแก ความเคนท่ียังเหลือ
คา งอยใู นวสั ดุ การแตกรา ว (Crack) และขน้ั ตอนในกระบวนการผลติ วสั ดุ
ง. การกดั กรอ นตามขอบเกรน (Intergranular corrosion) การกัดกรอนชนิดนี้จะ
เกิดขึ้นเมื่อองคประกอบของโมเลกุลวัสดุโลหะเกิดความแตกตางกันเล็กนอยที่บริเวณขอบเกรน
16 บทนําของกรรมวิธีการผลิต
(Grain) สภาพการณนี้สาเหตุอาจเกิดข้ึนไดจากการปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอน
(Heat treatment) ทไี่ มเหมาะสม หรอื การผสมสว นประกอบทางเคมใี นเนอื้ วสั ดทุ ่ีไมเหมาะสม
จ. การกัดกรอนจากรอยแตกของความเคน (Stress corrosion cracking) การ
กัดกรอนประเภทนเ้ี กดิ ข้นึ ในวสั ดุโลหะเปนจํานวนมาก สาเหตุเน่ืองมาจากความเคนที่คางอยูใน
เนื้อวัสดุจากการขึ้นรูปงานรอ นและกระบวนการผลิตวัสดุท่ไี มเหมาะสม
1.6.6 สมบัติทางแสง (Optical properties)
ก. ความสามารถสองผานของแสง (Transparency) วัสดุเม่ือถูกแสงตกกระทบจะ
มกี ารสะทอนกลับ ดูดซับ และสองผานของแสงซึ่งปริมาณของแสงในลักษณะตาง ๆ น้ีจะข้ึนอยู
กบั โครงสรางของวสั ดนุ ้ัน ๆ โดยสามารถจําแนกลักษณะของการสองผานของแสงออกไดเปน 3
ประเภทคือ
ก.1 ความโปรงใส (Transparent) หมายถึงแสงสามารถสองผานไดเยอะ
กวาแสงที่ถูกดูดซับและสะทอนกลับ ทําใหวัสดุมีลักษณะใส มักเกิดในวัสดุท่ีมีโครงสรางแบบ
อสณั ฐาน
ก.2 ความโปรงแสง (Translucent) หมายถึงอัตราการดูดซับและการสอง
ผานมีในอัตราที่พอ ๆ กันทําใหวัสดุมีลักษณะใสขุน มักเกิดในวัสดุที่มีโครงสรางแบบกึ่งผลึก
โดยท่คี วามขนุ ของวสั ดุจะขนึ้ อยกู บั เปอรเ ซ็นตข องความเปนผลึก
ก.3 ความทึบแสง (Opaque) หมายถึงแสงสวนใหญไมสามารถสองผานเน้ือ
ของวัสดุได มักเกดิ ในวัสดทุ ีม่ โี ครงสรางแบบผลกึ
ข. ดัชนีการหักเหของแสง (Refractive index) คืออัตราสวนระหวางความเร็วแสง
ในสญุ ญากาศตอ ความเรว็ แสงในตวั กลาง
1.6.7 สมบัติเชิงสิ่งแวดลอม (Eco properties)
ก. พลังงานท่ีใชในการผลิต (Embodied energy) คือพลังงานที่ใชในการผลิตวัสดุ
ขนึ้ มาโดยเปนพลังงานทไ่ี มไ ดมาจากเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)
ข. ปริมาณกาซคารบอนไดออกไซดที่ปลอย (CO2 footprint) คือปริมาณกาซ
คารบอนไดออกไซดที่ปลอยออกมาตลอดข้ันตอนการผลติ วัสดชุ นดิ น้นั ๆ
1.6.8 สรุปกฎการใชว ัสดุ
Formability หมายถึงความสามารถทที่ ําใหวัสดนุ ั้นเปนงานสําเร็จรูปไดงาย
Machinability หมายถึงความสามารถที่ทําใหวัสดุน้ันสําเร็จรูปงายไดโดย
อาศยั เคร่อื งมอื กล
บทนําของกรรมวธิ ีการผลติ 17
Mechanical stability หมายถึงสมบัติทางกลในขณะใชงานไมเกิดการ
เปลีย่ นแปลง
Chemical stability หมายถึงสมบัติทางเคมีตองไมเ กิดการเปล่ยี นแปลง
Electrical behaviors หมายถงึ สมบตั ิทางไฟฟาตองเหมาะสมกบั งาน
Cost หมายถึงราคาทีเ่ หมาะสม
18 บทนําของกรรมวธิ ีการผลติ
คําถามทา ยบทท่ี 1
จงเติมคําตอบลงในชอ งวา งใหถกู ตอ งสมบูรณ
1. การผลิตทีด่ นี ้ันควรมลี ักษณะอยางไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. ลักษณะของกรรมวิธีการผลิตแบงออกไดเปนก่ีประเภท อะไรบาง และแตละประเภท
แตกตา งกันอยางไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. องคป ระกอบของการผลติ มอี ะไรบา ง จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. กรรมวธิ ีการผลติ โลหะมีก่ีประเภท อะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. วัสดุผสมหมายถงึ อะไร จงยกตวั อยางของวัสดุผสมมา 3 ชนิด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
6. วสั ดเุ สริมแรงในวัสดุผสมมกี ี่แบบ อะไรบา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
บทนําของกรรมวิธกี ารผลติ 19
7. สมบัติเชงิ กลของวสั ดมุ ีอะไรบา ง จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. การพิจารณาสมบัตเิ ชิงกลของวสั ดุ มีความสาํ คัญอยา งไรตอกรรมวธิ ีการผลิต
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. การพิจารณาสมบตั ิทางเคมีของวัสดุ มคี วามสาํ คัญอยา งไรตอกรรมวิธีการผลิต
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. จงยกตัวอยางชิ้นงานท่ีทําจากโลหะท่ีพบเห็นในชีวิตประจําวันมา 1 ตัวอยาง และชิ้นงาน
ดงั กลาวนน้ั ผลติ โดยใชก รรมวิธอี ะไรบา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
20 บทนําของกรรมวิธกี ารผลิต
เอกสารอางองิ
ชลิตต มธุรสมนตรี และคณะ. กระบวนการผลิต. กรงุ เทพฯ: ศนู ยสง เสริมอาชวี ะ, 2544.
ธนรัตน แตวัฒนา และมณฑล แสงประไพทิพย. กรรมวิธีการผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,
2546.
สถาบันพัฒนาวิชาชีพ สวทช. (NSTDA). การคัดเลือกวัสดุและการออกแบบ 2539. (ระบบ
ออนไลน) แหลงขอมูล: http://www.qlickbranding.com/learn.html (24 ต.ค.
2555)
สมาคมสงเสริมเทคโนโลยีไทยญี่ปุน. สมบัติทางเคมีและสมบัติทางไฟฟา 2556. (ระบบ
ออนไลน) แหลง ขอ มูล: http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?
pageid=27&bookID=1818&read=true&count=true (11 มี.ค. 2556)
Sherif D. El Wakil, Processes and Design for Manufacturing, 2nd edition,
Waveland Pr Inc 2002, 10-digit ISBN: 1-57766-255-5, 13-digit ISBN: 978-
1-57766-255-6.
บทท่ี 2
การผลติ โลหะ
(Metal Production)
กรรมวิธีการผลิตโลหะจําพวกเหล็กแบบครบวงจรมี 4 ข้ันตอน คือการผลิตเหล็กข้ันตน
การผลติ เหล็กข้ันกลาง การผลิตเหลก็ ขน้ั ปลาย และการใชใ นอตุ สาหกรรมตอเน่อื ง
1. การผลิตเหลก็ ขน้ั ตน คอื การนาํ สนิ แรเหลก็ (Iron ores) มาถลุงโดยใชเช้ือเพลิงจาก
ถานโคก (Coke) และกาซธรรมชาติเพื่อใหไดเหล็กถลุงหรือเหล็กพรุน (Pig iron)
ออกมาจากกระบวนการถลุงสินแรเหลก็ (Iron making)
2. การผลิตเหล็กขั้นกลาง คือการนําเหล็กถลุงหรือเหล็กพรุนมาเขากระบวนการเพื่อ
ผลิตเปน เหลก็ กลาและเหล็กหลอ โดยในกระบวนการอาจใชเศษเหล็ก (Scrap) เปน
วัตถุดิบรองเพ่ือชวยลดตนทุนในการผลิต ผลผลิตท่ีไดสุดทายคือ โลหะภัณฑกึ่ง
สําเร็จรูป (Ingot) เชน เหล็กแทงยาว (Billet และ Bloom) และเหล็กแทงแบน
(Slab) เปน ตน
3. การผลิตเหล็กข้ันปลาย คือการนําโลหะภัณฑกึ่งสําเร็จรูปไปขึ้นรูปดวยวิธีทางงาน
รอ น (Hot working) หรอื เย็น (Cold working) ไดแ ก การรีดรอน (Hot rolling)
การรีดเย็น (Cold rolling) การหลอเหล็กรูปพรรณ (Casting) การดันข้ึนรูป
(Extrusion) การดึงข้ึนรูป (Drawing) และการข้ึนรูปโลหะแผน (Sheet-metal
forming) และจากน้ันจึงนําเหล็กที่ข้ึนรูปเสร็จแลวไปเขากระบวนการตกแตงผิว
สําเร็จ (Finishing) ในขนั้ ตอนสดุ ทา ย
4. การใชในอุตสาหกรรมตอเนื่อง คือการนําเหล็กท่ีขึ้นรูปตามลักษณะงานที่ตองการ
ไปใชงาน โดยประเภทงานที่มีเหล็กเปนสวนประกอบในการผลิต ไดแก กอสราง
ยานยนต ชิ้นสวนเคร่ืองจักรกล บรรจุภัณฑ การตอเรือ เครื่องใชไฟฟา และ
เฟอรน เิ จอร เปน ตน
ดังน้ันในบทที่ 2 นี้จะกลาวถึงขั้นตอนที่ 1 และข้ันตอนท่ี 2 ซ่ึงเปนกรรมวิธีในการถลุง
สินแรเหล็ก กรรมวิธีการผลิตเหล็กหลอและเหล็กกลา และกรรมวิธีการผลิตโลหะนอกจําพวก
เหลก็ ตามลาํ ดับ สว นข้ันตอนท่ี 3 จะกลา วถึงโดยละเอยี ดถัดไปในบทท่ี 3 และบทที่ 4
22 การผลิตโลหะ
2.1 แรเ หลก็
แรเหล็กหรือสินแรเหล็ก (Iron ores) น้ันมีสารมลทิน (Impurities) ปนอยู ไดแก ดิน
ทราย หิน คารบอน ซิลิกอน แมงกานีส กํามะถัน ฟอสฟอรัส แหลงแรเหล็กมีอยูทั่วโลก แตแร
เหล็กท่ีมีคุณภาพดี มีจํานวนเนื้อแรสูง และมีปริมาณแรมากพอท่ีจะใชผลิตเหล็กไดมีอยูไมมาก
แหง นกั ประเทศท่ีพบแรเหล็กมาก ไดแก ฝรั่งเศส แคนาดา อังกฤษ สวีเดน รัสเซีย ชิลี บราซิล
ซงึ่ แรเ หล็กน้ันมหี ลายชนดิ ไดแ ก
- แรเฮมาไทต (Hematite) เปนแรที่เหมาะจะใชถลุงเหล็ก เหล็กของแรน้ีอยูในรูป
ของออกไซด มีสูตรทางเคมีวา Fe2O3 เปนแรเหล็กท่ีมีสีแดง มีเหล็กประมาณรอยละ 70 พบ
มากในประเทศสหรฐั อเมรกิ า สหภาพโซเวยี ต ออสเตรเลีย ในประเทศไทยกม็ ีแรช นิดนม้ี าก
รูปท่ี 2.1 แรเฮมาไทต (Hematite) (คัดมาจาก http://www.dmr.go.th)
- แรแ มกนีไทต (Magnetite) เปน แรทเ่ี หมาะจะใชถ ลุงเหลก็ เชนเดียวกับแรเฮมาไทต
มีสูตรทางเคมีวา Fe3O4 มีสีดํา และมีเหล็กประมาณรอยละ 72-73 พบมากในประเทศ
สหรัฐอเมรกิ า สวีเดน และประเทศจีน
รปู ท่ี 2.2 แรแมกนีไทต (Magnetite) (คดั มาจาก http://www3.ipst.ac.th)
การผลิตโลหะ 23
- แรไ ซเดอไรด (Siderite) เปนแรสีนํ้าตาลมีจํานวนเน้ือแรตํ่า และเหล็กอยูในรูปของ
คารบอเนตมีสูตรทางเคมีวา FeCO3 มีเหล็กประมาณรอยละ 47-49 ไมคอยนิยมนําไปถลุง
เพราะมีปริมาณเหล็กต่ํา แรชนิดน้ีพบมากในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ
เยอรมนั
รปู ที่ 2.3 แรไ ซเดอไรด (Siderite) (คดั มาจาก http://geology.com)
- แรไลมอไนต (Limonite) แรชนิดนี้มีสีน้ําตาล เหล็กในแรรวมตัวเปนสารประกอบ
ในรูปของออกไซดมีสูตรทางเคมีวา Fe4O3 มีเหล็กประมาณรอยละ 60-65 พบมากในประเทศ
สหรฐั อเมริกาและฝร่ังเศส
รูปที่ 2.4 แรไลมอไนต (Limonite) (คัดมาจาก http://www.tpa.or.th)
24 การผลติ โลหะ
- แรไพไรต (Pyrite) เหล็กในแรอยูในรูปของซัลไฟดมีสูตรวา FeS2 มีสีนํ้าตาล มี
เหล็กประมาณรอยละ 60 และเน่ืองจากเหล็กอยูในรูปของซัลไฟด จึงไมนิยมนําไปถลุง เพราะ
กํามะถนั ทอี่ ยใู นแรท าํ ใหเ หล็กท่ีถลุงไดม กี าํ มะถันปนกลายเปนเหลก็ ที่เปราะ
รปู ที่ 2.5 แรไพไรต (Pyrite) (คัดมาจาก http://www.miningthai.org)
การถลุงสนิ แรเ หลก็ เปนการสกัดแรเหล็กที่อยูในสภาพออกไซดออกจากสารเจือปนหรือ
สารมลทิน เชน กํามะถัน ฟอสฟอรัส ที่ลอยอยูบนผิวนํ้าเหล็ก และใชกระบวนการออกซิเดชัน
(Oxidation process) เพื่อลดปริมาณธาตุคารบอน ซิลิกอน แมงกานีส ฟอสฟอรัส และ
กํามะถัน ท่ีมีมากเกินไปซึ่งอยูในสวนผสมของน้ําเหล็กดิบ (Pig iron) และเศษเหล็กหมุนเวียน
(Scrap) ใหออกมาในรูปของข้ีตะกรัน (Slag) เพ่ือนําแรเหล็กที่ไดไปผลิตเปนเหล็กกลาและ
เหลก็ หลอตอ ไป
2.2 เตาถลุงแบบพนลม (Blast furnace)
การถลุงเหลก็ สามารถแบงออกเปน 2 กรรมวิธีหลัก ๆ ดวยกันคือ การถลุงเหล็กจากแร
เหล็กโดยตรงและการผลติ เหล็กจากเศษเหลก็ หมนุ เวียน
การถลุงเหลก็ จากแรเหลก็ โดยตรงสามารถแบงยอยไดอีก 2 วิธีคือ การถลุงเหล็กโดยใช
เตาถลุงแบบพนลม (Blast furnace) และการถลุงเหล็กโดยใชวิธีลดออกซิเจนโดยตรง (Direct
reduction) ซึ่งวธิ ีหลังน้เี หมาะกับแหลงที่มกี าซธรรมชาติอยูเปน จํานวนมาก
การถลุงแรเหล็กดวยวิธีลดออกซิเจนโดยตรงเกิดขึ้นกอนการถลุงดวยเตาถลุงแบบพน
ลม แตป จ จุบันมีปริมาณเหล็กถลุงที่ผลิตโดยวิธีน้ีไมเกินรอยละ 2 ของปริมาณเหล็กถลุงท้ังหมด
ในโลก เนื่องจากตองอาศัยเช้ือเพลิงจากกาซธรรมชาติในกระบวนการลดออกซิเจน เชื้อเพลิงที่
ใชโ ดยทั่วไปคือกา ซมีเทน ซึ่งแยกออกจากกาซธรรมชาติ หรือกาซคารบอนมอนอกไซดกับกาซ
ไฮโดรเจน เหล็กถลุงที่ผลิตไดจากวิธีนี้มีลักษณะเปนเม็ดเล็ก ๆ เม่ือขยายดูจะเห็นเปนรูพรุน
การผลติ โลหะ 25
โดยรอบ ลักษณะคลายรูที่เกิดข้ึนในฟองนํ้าจึงมักเรียกวาเหล็กพรุน (Sponge iron) ซึ่งมี
ปริมาณกํามะถันตํ่ากวาเหล็กถลุงท่ีไดจากเตาถลุงแบบพนลม เพราะกํามะถันในแรเหล็กถูก
กาํ จัดโดยปฏิกิรยิ าการลดออกซิเจน และเหมาะสาํ หรับที่จะนําไปทําเปนเหล็กกลาตอไป
เตาถลุงแบบพนลมหรือเตาสูง (รูปที่ 2.6) มีลักษณะเปนปลองสูงเรียวขึ้นไปจนถึงปาก
ปลอง สวนตรงกลางเตาจะปองและคอย ๆ เรียวลงมายังกนเตา มีความสูงประมาณ 40-60
เมตร กวา งประมาณ 6-30 เมตร สรา งจากแผนเหล็กกลา โดยมีตัวเคลือบผนังเตาทําดวยอิฐทน
ความรอนมีทอลมรอนเขา (Hot blast air) และทอน้ําหลอเย็นที่ผนังอิฐเพ่ือลดอุณหภูมิของเตา
ตอนบนของเตาจะมีรถเลื่อนลําเลียงสินแรเหล็กและหินปูนพรอมท้ังถานโคกท่ีใชเปนเชื้อเพลิง
เพื่อบรรจุลงไปในเตาจากทางดานบน สวนทางดานลางจะมีรูเปาใหอากาศผานเขาไปเพื่อเผา
ไหมถานหิน กากและของสกปรกตาง ๆ จะถูกแยกออกมาทางชองดานลางของเตากอนท่ีจะเท
เอาเหล็กที่หลอมละลายหรือน้ําเหล็กออกมา เหล็กที่ไดเรียกวาเหล็กถลุง ซึ่งจะยังใชทํา
ประโยชนอะไรไมไดเน่ืองจากมีความเปราะ เพราะมีสารมลทินปะปนอยูมาก และปริมาณของ
คารบ อนในเหล็กถลุงยังสูงถึงรอยละ 4 จึงตองนําไปผลิตเปนเหล็กกลาหรือเหล็กหลอตอไปเพื่อ
เพม่ิ คุณสมบตั ใิ นการใชง านใหดีขึ้น
รปู ท่ี 2.6 ภาพตดั ของเตาถลุงแบบพน ลม (Blast furnace) และอปุ กรณต ดิ ตง้ั ควบคเู ตา
(บุญธรรม, 2553)
2.2.1 การบรรจุวัตถุดบิ ในเตา
วัตถุดิบท่ีใสลงไปในเตาถลุง ไดแก แรเหล็ก (Iron ores) ถานโคก (Coke) หินปูน
(Limestone) และเศษเหลก็ (Scrap) โดยวตั ถดุ บิ ที่ใสลงไปในเตาจะตองมีลักษณะการเรียงเปน
26 การผลิตโลหะ
ชนั้ ๆ ตามชนดิ ของวัสดุจากกนเตาข้ึนมาถึงสวนบนของเตาเพื่อใหปฏิกิริยาในการหลอมละลาย
เกดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สุด ดงั น้ี
ชนั้ ท่ี 1 ถา นโคก เพือ่ ทาํ หนา ท่ีเปนเชอ้ื เพลงิ และทําใหเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าภายในเตา
ชั้นท่ี 2 หินปูน เม่ือถานโคกติดไฟแลวจะเกิดความรอน ซ่ึงจะทําใหหินปูนสลายตัวทํา
หนาท่แี ยกขีต้ ะกรันหรือสารมลทินออกจากเหลก็ ถลุง
ชัน้ ที่ 3 เศษเหล็ก ใสเ พอื่ ประหยดั สนิ แร ทําใหล ดตน ทุนการผลิตลง (อาจไมใ ชก ไ็ ด)
ชั้นที่ 4 แรเหล็กประเภทออกไซด แรเหล็กท่ีขุดไดจะตองผานการบดเพ่ือใหไดขนาด
กอนแรประมาณ 10-15 มิลลิเมตร และยอยใหเปนผงอีกคร้ังหน่ึงเพื่อนําไปผานเคร่ืองแยกแร
ดว ยแมเหล็ก
2.2.2 ชวงของอณุ หภมู ทิ ่ีเกดิ ปฏิกิริยาภายในเตา
ชวงท่ี 1 ชวงใหความรอนลวงหนาหรือชวงอุน (Preheating zone) มีชวงอุณหภูมิ
ประมาณ 200-220 °C เปนชวงท่ีความช้ืนหรือน้ํากลายเปนไอ และกํามะถันสวนหนึ่งจะถูกเผา
ไหมเปนกาซ
ชวงท่ี 2 ชวงลดออกซิเจน (Reduction zone/ Process of reduction) มีชวงอุณหภูมิ
ประมาณ 600-800 °C เปน ชว งทกี่ า ซออกซิเจนรวมตัวกบั กา ซคารบ อนไดออกไซด
ชวงท่ี 3 ชวงเติมคารบอน (Carburizing zone/ Process of heat absorption) ชวง
อุณหภูมิประมาณ 900-1,100 °C เปนชวงท่ีถานโคกผานการเผาไหมรวมตัวกับกาซออกซิเจน
และใหค วามรอนสูง
ชวงที่ 4 ชวงหลอมละลาย (Melting zone/ Process of fusion) ชวงอุณหภูมิ
ประมาณ 1,400-1,600 °C เปนชวงท่ีไดเหล็กคารไบด กลาวคือจะไดเหล็กดิบที่มีถานโคกผสม
อยู และกา ซคารบ อนไดออกไซด
2.2.3 ผลผลติ ที่ไดจากการถลุงแรเหล็ก
ก. เหล็กดิบ (Pig iron) มีธาตุอื่น ๆ ปนอยูในเน้ือเหล็กโดยประมาณดังนี้ คารบอน
3-5% ซิลิกอน 1-4% ฟอสฟอรัส 0.1-2% กํามะถัน 0.05-0.2% และแมงกานีส 0.2-0.25% โดย
เหล็กดิบสามารถแบง ออกไดเปน 2 ประเภทคือ เหล็กดิบสีขาว (White pig iron) และเหล็กดิบ
สเี ทา (Grey pig iron)
- เหล็กดิบสีขาว (White pig iron) เปนเหล็กดิบที่มีธาตุแมงกานีสปนอยู
มาก เนอ้ื ของเหล็กชนิดน้ีเปนเนอื้ ละเอยี ดสีขาว และแข็งมาก เมื่อหลอมเหลวจะไหลยาก เหมาะ
สําหรับใชหลอเฉพาะชิ้นงานหลอช้ินโต ๆ เทานั้น คารบอนในเหล็กมีอยูประมาณ 3-4% และ
การผลิตโลหะ 27
รวมเปนสารประกอบกับเหล็กในรูปเหล็กคารไบด (Fe3C) หรือซีเมนไทต (Cementite) เหล็ก
ดบิ สขี าวจะนาํ ไปผลติ เปน เหล็กกลา
- เหล็กดิบสีเทา (Grey pig iron) เปนเหล็กดิบที่มีธาตุซิลิกอน (Si) ปนอยู
มาก เปนสวนผสมทําใหมีการแยกตัวของธาตุคารบอนในเหล็กดิบในรูปของกราไฟต
(Graphite) เนื้อเหล็กเปนสีเทาแก เปนเหล็กท่ีออนไมแข็งแรง เม่ือนําไปหลอมจะไหลไดงาย
มาก เหลก็ ดิบสเี ทาจะนาํ ไปผลติ เปนเหลก็ หลอ
ข. ตะกรัน (Slag) มีเน้ือละเอียด นํามาใชประโยชนโดยการผสมกับปูนซีเมนต และ
นาํ ไปผสมกบั วสั ดชุ นดิ อ่นื เชน ใยหิน มีคุณสมบตั ิเปน ฉนวนกนั ความรอ นและกันเสียง
ค. แกส รอ น (Hot gas) ในการผลติ เหลก็ ดบิ จํานวน 1 ตัน แกสรอนมีสวนผสมคิดเปน
เปอรเ ซ็นตด ังนค้ี อื CO2 18.5%, CO 23.4%, H2 53.1% และ H2O 4.8%
ในการผลิตเหล็กดิบ 1 ตัน จะไดแกสจากเตาถลุงประมาณ 6 ตัน และตะกรันประมาณ
1/2 ตนั โดยท่ีเตาถลุงจะทํางานตลอดเวลา 24 ช่ัวโมงติดตอกันเปนเวลา 5-6 ป เนื่องจากเตามี
ขนาดใหญจึงติดไฟยาก ดังนั้นถาหยุดการทํางานของเตา จะทําใหเสียท้ังเวลาในการจุดติดไฟ
เสียคาแรง และเสียคาเชื้อเพลิงเปนจํานวนมากในการเริ่มกระบวนการถลุงใหม อีกประการหน่ึง
หากใหเตาทํางานแบบไมตอเนื่อง กลาวคือมีการหยุดพักเตาเปนระยะ ๆ จะทําใหอุณหภูมิของ
เตาเย็นและรอนสลับกันไปมา ซ่ึงความแตกตางของอุณหภูมิเตาท่ีมากเกินไปจะสงผลทําใหเตา
ชํารุดแสะเสียหายเร็วข้ึน
2.3 การผลิตโลหะจําพวกเหล็ก (Ferrous metals)
ในการผลิตโลหะจําพวกเหล็ก ธาตุหนึ่งที่มีความสําคัญมากที่สุดคือ ธาตุคารบอน
ปริมาณของธาตุคารบอนมีความสําคัญในการปรับปรุงหรือเปล่ียนแปลงสมบัติของเหล็กดิบ ถา
ผสมคารบอนลงไปในนํ้าเหล็กเพียง 0.1% ก็จะสามารถเพิ่มสมบัติเชิงกล เชน ความเคน ความ
ตานทานแรงดึง ความสามารถในการตัดเฉือน และสมบัติอื่น ๆ ไดระดับหนึ่ง ถาผสมลงไป
มากกวา 2% กจ็ ะมีผลทําใหมีการแปรรูปวัสดุไดยากขึ้น เชน การขึ้นรูปวัสดุ การเชื่อม การแปร
รูปวัสดุแบบคายเศษ และไมคายเศษ เพราะมีความแข็งสูงขึ้น และความเปราะมากขึ้น ความ
แตกตางของปริมาณคารบอนในกระบวนการผลิต ทําใหสามารถแยกเหล็กออกเปน 2 ชนิดคือ
เหล็กหลอ (Cast iron) และเหล็กกลา (Steel) ความแตกตางระหวางสมบัติของเหล็กหลอและ
เหล็กกลา คารบอน (Carbon steel) แสดงไดดังตารางที่ 2.1
ธาตตุ าง ๆ ที่มอี ยใู นเหลก็ ดบิ หรือท่ีผสมเพิ่มเติมในเหล็กดิบ จะมีอิทธิพลทําใหเหล็กดิบ
น้ันมสี มบตั ทิ ี่แตกตา งกนั ออกไป ดังน้ี
- คารบอน (Carbon) ทําใหเ หลก็ มีความแขง็ แรงมาก แตทาํ ใหเ หลก็ มีจดุ หลอมเหลวต่าํ
28 การผลติ โลหะ
- ซิลิกอน (Silicon) ทําใหเหล็กมีความแข็งแรงมาก แตถามีมากจะทําใหเหล็กเปราะ
และแตกหกั งา ย
- แมงกานสี (Manganese) ทําใหเหล็กมคี วามแข็งแรงมาก และมีจุดหลอมเหลวสูง
- กํามะถัน (Sulfur) ทําใหเหล็กเปราะหักงาย เปนส่ิงไมพึงประสงคในเนื้อเหล็ก ถา
หลอมเหลวจะทําใหเหล็กเหลวควบคมุ แบบไดย าก
- ฟอสฟอรัส (Phosphorus) ทําใหเหล็กเปราะหักงาย เปนสิ่งไมพึงประสงคในเนื้อ
เหลก็ มากนัก แตช วยใหเหลก็ เหลวเทลงแบบไดง า ย
ตารางที่ 2.1 สมบตั ิของเหล็กหลอ และเหลก็ กลา คารบอน (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
เหล็กหลอ (Cast iron) เหลก็ กลา คารบ อน (Carbon steels)
- มปี ริมาณคารบอน > 2% - มปี ริมาณคารบอน < 2%
- มีสารมลทินปนอยูมาก - มีสารมลทินปนอยนู อ ย
- รบั แรงอดั ไดสงู - รบั แรงอัดไดสูง
- รบั แรงดงึ ไดต ่ํา - รับแรงดึงไดสูง
- มีจุดหลอมเหลวตํา่ (1,150-1,250 °C) - มจี ดุ หลอมเหลวสงู (1,536 °C)
- มีผวิ หยาบ - มีผวิ ละเอยี ด
- ดดี เปนสปริงหรือโคง งอไมได - ดดี เปน สปรงิ หรอื โคง งอได
- มีอตั ราการขยายตวั ตา่ํ - มอี ัตราการขยายตวั สูง
- ผงเหลก็ มีสดี ํา ตะไบงา ย - ผงเหลก็ มลี กั ษณะแหลม ตะไบยาก
- คารบ อนมีการแยกตัวเปน อิสระ อยูใ นรูปของ - คารบอนจะแทรกในเนอ้ื เหล็ก อยใู นรปู
กราไฟต ของคารไ บด
จากตารางที่ 2.1 เมื่อเปรียบเทียบสมบัติระหวางเหล็กหลอและเหล็กกลาแลว ถึงแมวา
เหล็กหลอจะดอยกวาในดานความแข็งแรงและมีความเหนียวต่ํากวาเหล็กกลา แตเนื่องดวย
เหล็กหลอมีจุดหลอมเหลวท่ีตํ่ากวาเหล็กกลาจึงทําใหเหล็กหลอมีกรรมวิธีการผลิตท่ีประหยัด
เช้ือเพลิงมากกวา และมีราคาถูกกวา ประกอบกับเทคโนโลยีในการผลิตปจจุบัน สามารถผลิต
เหล็กหลอใหมีสมบัติใกลเคียงกับเหล็กกลา อีกท้ังยังสามารถหลอขึ้นรูปช้ินงานท่ีมีรูปรางท่ี
ซบั ซอนไดดี ดงั นัน้ จึงทาํ ใหเหล็กหลอ เปนทนี่ ยิ มใชกนั อยางแพรหลาย
2.3.1 การผลิตเหลก็ หลอ
เหล็กหลอผลิตจากเหล็กดิบสีเทาที่ไดมาจากกระบวนการถลุงแรเหล็ก ซึ่งจะตองนํามา
เขาเตาหลอมและมีการกําจัดสารเจือปนบางอยาง หรือธาตุบางชนิดที่มีมากจนเกินไป โดย
การผลติ โลหะ 29
สามารถนําเหล็กดิบมาผสมกับเศษเหล็กหมุนเวียน (Scrap) กอนเขาเตาหลอม แลวผาน
กระบวนการตาง ๆ เพ่ือเพ่ิมสมบัติใหกับเหล็กหลอ โดยปกติจะมีปริมาณธาตุคารบอนผสมอยู
ประมาณ 2.5-4%
ก. ประเภทของเหล็กหลอ สามารถแบงออกไดเปน 5 ประเภท ตามลักษณะโครงสราง
คือ
ก.1 เหลก็ หลอสีขาว (White cast iron)
ลักษณะโครงสราง: มีโครงสรางเปนแบบเพิรลไลต (Pearlite) และซีเมนไทต
(Cementite) ซึ่งมีองคประกอบคารบอนอยูในรูปของคารไบด (Fe3C) ที่ไดมาจากการ
เปล่ยี นแปลงสภาวะของเหลก็ จากของเหลวเปน ของแข็งอยางรวดเร็ว จึงทําใหมีลักษณะแข็งและ
เปราะ แตม ีสมบัตติ า นทานการสกึ หรอไดด ี
ขอมูลเชิงปริมาณ: ปริมาณคารบอน 2-2.5% และซิลิกอน 0.5-1.3% โดย
นํา้ หนัก มคี า ความแข็งประมาณ 400-500 HB
การใชงาน: เหมาะสําหรับใชในงานที่มีการเสียดสีมาก ๆ เชน ลอรถไฟ
แบริ่งลูกปน เครื่องมือบดวัสดุ และอุปกรณผลิตปูน เปนตน เหล็กประเภทนี้ใชเครื่องมือกลตัด
เฉือนไดย ากเนอ่ื งจากมคี วามแข็งมาก การแปรรปู จึงใชก ารเจยี ระไนแทน
ก.2 เหลก็ หลอ สเี ทา (Gray cast iron)
ลักษณะโครงสรา ง: มโี ครงสรางอยูในรูปของกราไฟต รูปรางยาวรีเปนแผนหรือ
เกล็ด (Flake type graphite) ลักษณะของคารบอนแยกเปนอิสระและกระจายอยูทั่วไปในเนื้อ
เหล็กเน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะของเหล็กจากของเหลวเปนของแข็งอยางชา ๆ มีสมบัติ
ในการรับแรงอัดไดดีกวา แรงดงึ และมีความเหนยี วตาํ่ จงึ สามารถแปรรปู ดวยเคร่อื งมือกลไดง า ย
ขอมูลเชิงปริมาณ: มีปริมาณคารบอนสูง 2-3.5% และซิลิกอน 1.6-2.5% โดย
นาํ้ หนกั คาความตา นทานแรงดึง 150-400 N/mm2 และมีคาความแขง็ 140-300 HB
การใชง าน: ใชทาํ เปน สว นประกอบของเคร่ืองจกั รกลและชน้ิ สวนของเครื่องยนต
เชน ฐานเครอ่ื งจักรของเครื่องมือกลตา ง ๆ กานสูบ และเส้ือสูบ เปน ตน
ก.3 เหล็กหลอ กราไฟตกลม (Nodular cast iron)
ลักษณะโครงสราง: เหล็กหลอกราไฟตกลม หรือเหล็กหลอเหนียว (Ductile
iron) มีโครงสรางอยูในรูปของกราไฟตเชนเดียวกับเหล็กหลอสีเทา แตแตกตางกันท่ีลักษณะ
โครงสรางจะเปนเม็ดกลมเล็กกระจายอยูทั่วไปในเนื้อเหล็ก ซึ่งไดจากการเติมสารประกอบ
30 การผลติ โลหะ
แมกนีเซียมลงไปผสมในน้ําเหล็ก ทําใหเหล็กหลอประเภทน้ีมีความเหนียวและสามารถรับแรง
กระแทกไดด ีกวาเหลก็ หลอ สีเทา
ขอ มูลเชิงปริมาณ: คาความตานทานแรงดึง 400-800 N/mm2 ความเคนคราก
250-500 N/mm2 และมเี ปอรเ ซ็นตการยดื ตัว 2-18%
การใชงาน: นิยมใชทําสวนประกอบของเครื่องจักรกลและช้ินสวนของ
เคร่ืองยนตท ่ตี อ งการความแขง็ แรงและตา นทานการสึกหรอไดดี เชน เพลาขอเหวี่ยง เฟอง และ
เครอ่ื งมอื การเกษตร เปน ตน
ก.4 เหล็กหลอ อบเหนียว (Malleable cast iron)
ลักษณะโครงสราง: ทํามาจากเหล็กหลอสีขาวที่นําไปผานกรรมวิธีการอบออน
(Annealing) ทําใหไดโครงสรางที่แตกตางกับเหล็กหลอสีขาวคือ มีลักษณะเปนผลึกคารบอน
เม็ดกลมกับเฟอรไรต (Ferrite) และเพิรลไลต (Pearlite) มีสมบัติใกลเคียงกับเหล็กกลา มี
ความตา นทานแรงดึงมากกวาเหล็กหลอสีเทาและเหล็กหลอสีขาว แตนอยกวาเหล็กหลอเหนียว
หรอื เหลก็ หลอ กราไฟตก ลม นอกจากนย้ี ังสามารถรบั แรงกระแทก ความลา และตานทานการสึก
หรอไดด ี
ขอมูลเชิงปริมาณ: มีปริมาณคารบอน 2.30-2.65% ซิลิกอน 1-1.7% กํามะถัน
0.07-0.15% และฟอสฟอรัส 0.05-2.30% มีความตานทานแรงดึง 350-700 N/mm2 และมีคา
ความแข็ง 140-270 HB
การใชงาน: เหมาะสําหรับใชทําช้ินสวนโครงสรางเคร่ืองจักรกลหรือเครื่องยนต
เชน หนา แปลน ขอ ตอ ทอ เสอื้ สบู กานสบู และอะไหลรถยนต เปนตน
ก.5 เหล็กหลอผสม (Alloy cast iron)
ลักษณะโครงสราง: เหล็กหลอประเภทน้ีมีโครงสรางที่แตกตางกันขึ้นอยูกับธาตุ
ทีใ่ สล งไปผสมในเน้อื เหลก็ หลอ เชน นิกเกิล ทองแดง โมลิบดีนัม และโครเมียม เปนตน เพ่ือทํา
ใหมีสมบัติในการใชงานท่ีเหมาะสมตามตองการ โดยการเพิ่มสมบัติพิเศษเฉพาะอยาง ไดแก
สมบัติตานทานการสึกหรอ การทนความรอน และการกัดกรอ น
ขอมลู เชงิ ปรมิ าณ:
เหล็กหลอผสมสามารถแบงออกไดเปน 3 ประเภท ตามลักษณะการใชงาน คือ
เหล็กหลอผสมทนการเสียดสี เหล็กหลอผสมทนความรอน และเหล็กหลอผสมทนการกัดกรอน
โดยธาตุที่เติมจะเขาไปแทนที่เหล็กในโครงสรางซีเมนไทต ทําใหอยูในรูปของสารประกอบคาร
ไบด
การผลิตโลหะ 31
1) เหล็กหลอผสมทนการเสียดสี เปนเหล็กหลอที่มีความแข็งสูง มี
ปริมาณคารบอน 2-3.6% ในกรณีเหล็กหลอผสมโครเมียมสูงจะมีปริมาณโครเมียมผสมอยู 10-
30% และธาตุอืน่ ๆ อกี เชน นิกเกลิ โมลบิ ดนี ัม ซิลิกอน และแมงกานีส เปน ตน
การใชงาน: นิยมใชทําช้ินสวนของเครื่องบดในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต
และใบพัดของเครอื่ งสูบแรในอุตสาหกรรมเหมืองแร เปนตน
2) เหล็กหลอผสมทนความรอน เปนเหล็กหลอที่มีความแข็งแรง
สามารถคงรูปไดดี ไมแ ตกหักหรือเปลีย่ นรปู ทรงท่อี ณุ หภูมิสูง ซ่ึงโดยปกติอุณหภูมิการใชงานจะ
สูงกวา 600 °C เมื่ออยูในสภาพท่ีสัมผัสกับแกสรอนจะมีความตานทานตอการเกิดออกซิเดชัน
เหล็กหลอชนิดนม้ี ธี าตนุ ิกเกิล โครเมยี ม และโมลบิ ดนี ัม อยใู นปรมิ าณทส่ี งู ประมาณ 20-30%
การใชงาน: เหมาะสําหรบั ใชใ นงานทีต่ องสัมผัสกับความรอนสูง ๆ เชน
หวั เผา หองเผา และทอ ไอเสียเครื่องยนต เปนตน
3) เหล็กหลอผสมทนการกัดกรอน เปนเหล็กหลอที่นิยมใชในงาน
อุตสาหกรรมเคมี มีซ่ึงปริมาณนิกเกิลผสมอยูในปริมาณสูง ประมาณ 13.5-36% มีปริมาณ
คารบอน 2-3.5% และธาตุอื่น ๆ เชน ทองแดง และโครเมียม เปนตน สวนเหล็กหลอท่ีทนการ
กัดกรอ นจากกรดชนิดตาง ๆ ไดด ี จะมีปริมาณซลิ ิกอนผสมอยูในปริมาณที่สูง ประมาณ 14-15%
มปี รมิ าณคารบ อน 2-4% และธาตอุ ่นื ๆ เชน โมลิบดีนมั และโครเมียม เปน ตน
การใชงาน: เหมาะสําหรับงานในอุตสาหกรรมทางเคมี เชน เคร่ืองสูบ
ทอ และขอตอตา ง ๆ ทสี่ มั ผสั กบั สารละลายท่ีมฤี ทธใ์ิ นการกัดกรอ นสูง เปนตน
ข. เตาหลอม ทใ่ี ชในการผลติ เหลก็ หลอมี 4 ชนิด คอื
ข.1 เตาคิวโปลา (Cupola furnace) มีรูปรางคลายเตาถลุงแบบพนลมหรือ
เตาสูง (Blast furnace) ดังแสดงในรูปท่ี 2.7 มีขนาดเสนผานศูนยกลางประมาณ 2 เมตร และ
สูงประมาณ 3-9 เมตร สรางจากแผนเหล็กกลา ผนังภายในกอดวยอิฐทนไฟ ลักษณะของเตา
คลายกับเตาถลุงแบบพนลม กลาวคือ ดานบนมีปลองเพื่อปอนวัตถุดิบ สวนดานลางจะมีรูเปา
อากาศรอนเขาเพ่ือเผาไหมถานหิน และมีทอสําหรับปลอยขี้ตะกรันและนํ้าเหล็กหลอ ซ่ึงทอ
สําหรับปลอยข้ีตะกรันจะอยูสูงกวาทอปลอยนํ้าเหล็กหลอเล็กนอย วัตถุดิบท่ีใสลงไปในเตาคือ
เหล็กดิบสีเทา ถานโคก หินปูน และเศษเหล็ก และจะตองเติมใหมีลักษณะเปนช้ัน ๆ โดยช้ัน
แรกจะเติมถานโคกลงไปกอนใหมีปริมาณสูงกวารูพนลมเล็กนอย ถาเติมถานโคกมากเกินไปจะ
ทําใหเหล็กหลอมีกํามะถันเจือปนมาก แตถานอยเกินไปจะทําใหเหล็กหลอขาดซิลิกอนและ
แมงกานสี จากน้ันจึงเติมหินปูนสลับกับเหล็กดิบและเศษเหล็กเปนช้ัน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนเต็ม ใน
ระหวางกระบวนการใหความรอนจะตองเติมวัตถุดิบลงไปอยางตอเน่ืองสลับกันเปนช้ัน ๆ และ
เพมิ่ ปริมาณลมโดยการเปาลมเขาไปเพ่ือเรงปฏิกิริยาความรอนภายในเตา โดยมีอุณหภูมิหลอม
32 การผลิตโลหะ
ละลายประมาณ 1,540 °C เม่ือเหล็กหลอมละลายจนกระทั่งไดปริมาณนํ้าเหล็กท่ีตองการใหเปด
รูขตี้ ะกรนั ออกกอ นแลว จงึ เปด รูน้ําเหล็กเพือ่ เทลงแบบหลอ ที่เตรยี มไว
เตาคิวโปลาเปน เตาท่ีมีโครงสรางไมซับซอน ทําใหมีคาใชจายในการบํารุงรักษา
ตํ่า อีกท้ังยังประหยัดพลังงานในการผลิต โดยสามารถหลอมละลายเหล็กหลอไดอยางตอเนื่อง
เตาประเภทนี้สามารถผลิตเหล็กหลอไดประมาณ 25 ตันตอวัน ผลผลิตที่ไดจากเตาคิวโปลาคือ
เหล็กหลอสีเทา (Gray cast iron) และเหล็กหลอเหนียว (Ductile iron) หรือเหล็กหลอกรา
ไฟตกลม (Nodular cast iron) ที่มเี ปอรเ ซ็นตคารบอน 2.5% < C < 3.75%
รูปท่ี 2.7 ภาพตดั แสดงสวนตา ง ๆ ของเตาควิ โปลา (บุญธรรม, 2553)
ข.2 เตาแอรเฟอรเนซ (Air furnace) วัตถุดิบท่ีใชและลักษณะการทํางาน
คลายกับเตาควิ โปลา แตม กี ารเพิ่มปรมิ าณอากาศเขาไปเพื่อทําปฏิกิริยาความรอนภายในเตาให
สมบูรณขึ้น ดังนั้นผลผลิตที่ไดจากเตาแอรเฟอรเนซคือ เหล็กหลอสีขาว (White cast iron)
การผลติ โลหะ 33
เพ่ือนําไปผลิตเปนเหล็กหลออบเหนียว (Malleable cast iron) และเหล็กหลอกราไฟตกลม
(Nodular cast iron) ทีม่ เี ปอรเ ซ็นตค ารบอน 2% < C < 2.5%
ข.3 เตาไฟฟา (Electric furnace) มี 2 ประเภทคือ เตาไฟฟาแบบอารค
โดยตรง และเตาไฟฟาแบบอารคโดยออม ดังแสดงในรูปที่ 2.8 (ก) และ 2.8 (ข) ตามลําดับ
การทํางานของเตาทั้งสองประเภทจะอาศัยไฟฟาในการหลอมเหล็ก ความรอนท่ีไดเกิดจากการ
อารคของแทง อเิ ลค็ โทรดทีม่ ีกระแสไฟฟา ไหลผา น ซง่ึ ใหความรอนไดอยา งรวดเร็วและมีอุณหภูมิ
สงู กวา เตาชนิดอ่ืน ๆ เตาไฟฟาแบบอารคโดยตรงความรอนจะเกิดจากการสงผานกระแสไฟฟา
จากแทงอิเล็กโทรดกับผิวเหล็กโดยตรง สวนเตาไฟฟาแบบอารคโดยออม จะสงผานความรอน
โดยวิธีการแผรังสีความรอนจากแทงอิเล็กโทรดสองแทงเหนือเหล็ก วัตถุดิบท่ีใชคือ เหล็กดิบสี
เทาและเศษเหลก็ ทม่ี ีกํามะถนั และฟอสฟอรัสนอ ย
ขอดีของเตาไฟฟาคือ สามารถควบคุมคุณภาพของเหล็กหลอไดอยางแมนยํา
เน่ืองจากอณุ หภมู ภิ ายในเตาสามารถควบคุมไดงายจากการควบคุมทางไฟฟา อีกทั้งยังสามารถ
เติมธาตผุ สมอ่ืน ๆ ไดอยา งสะดวก ซึ่งเหมาะสําหรับการผลิตเหล็กหลอกราไฟตกลม (Nodular
cast iron) เตามีขนาดเล็กแตสามารถผลิตไดในปริมาณมากถึง 300 ตันตอคร้ังการทํางาน โดย
มชี ว่ั โมงการทาํ งานประมาณ 3-7 ช่วั โมง แตมขี อ เสยี คือสน้ิ เปลอื งกระแสไฟฟามาก
(ก) (ข)
รูปท่ี 2.8 ภาพตดั ของเตาไฟฟา (ก) แบบอารคโดยตรง (ข) แบบอารค โดยออ ม
(ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
ข.4 เตาเหน่ียวนํา (Induction furnace) อาศัยหลักการเปลี่ยนแปลง
สนามแมเหล็กจากการเหนี่ยวนํากระแสไฟฟา เตาชนิดนี้จะใชกระแสไฟฟาที่มีความถ่ีสูง
ประมาณ 1,000 เฮิรตซ จายเขาไปในขดลวดทองแดงที่พันอยูรอบเตา ซ่ึงจะเหน่ียวนําใหเกิด
กระแสไหลวนภายในขดลวด ทําใหเกิดความรอนสูงจนสามารถหลอมละลายเหล็กไดอยาง
รวดเร็ว
34 การผลติ โลหะ
รูปที่ 2.9 ภาพตดั แสดงสว นตาง ๆ ของเตาเหน่ยี วนํา (บญุ ธรรม, 2553)
เตาเหนี่ยวนําอาจจัดไดวาเปนเตาไฟฟาชนิดหน่ึง มีตนทุนการผลิตตํ่า ไมมี
เสียง และสูญเสียความรอนนอย วัตถุดิบที่ใชคือ เหล็กดิบสีเทา เศษเหล็ก และธาตุผสมตาง ๆ
เตาชนิดนี้สามารถผลิตเหล็กหลอกราไฟตกลม (Nodular cast iron) และเหล็กหลอผสมพิเศษ
ได (Alloy cast iron) ดงั แสดงในรูปท่ี 2.9
2.3.2 การผลติ เหล็กกลา
เหล็กกลาผลิตจากเหล็กดิบสีขาวท่ีไดมาจากกระบวนการถลุงแรเหล็กจากเตาสูง เหล็ก
ดิบที่มีสภาพเปนของเหลวจะถูกนํามาลดปริมาณธาตุคารบอนหรือกําจัดสารเจือปนอ่ืน ๆ ท่ีไม
ตองการใหมีปรมิ าณนอ ยทีส่ ดุ หรือใหห มดไป โดยการใชผ นังเตาใหเหมาะสมและใชออกซิเจนทํา
ปฏิกิริยาเชนเดียวกับการผลิตเหล็กหลอ ซ่ึงหลังจากผานกระบวนการ ปริมาณธาตุคารบอนที่
เหลืออยูในเนอื้ เหล็กจะมีคา ประมาณ 0.2-2.04%
ก. ประเภทของเหล็กกลา สามารถแบง ออกไดเปน 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
ก.1 เหล็กกลาคารบอน (Carbon steel or plain carbon steel) คือ
เหลก็ กลาท่ีมีสวนผสมของธาตุคารบอนเปนธาตุหลัก ซึ่งเปนธาตุที่มีอิทธิพลอยางมากตอสมบัติ
เชิงกล สามารถแบงเหล็กกลาคารบ อนออกเปน 3 ประเภท ไดแก
1) เหล็กกลาคารบอนต่ํา (Low carbon steel or mild steel)
บางคร้ังเรียกวาเหล็กเหนียว มีปริมาณคารบอนไมเกิน 0.25% และธาตุอ่ืน ๆ ผสมอยูอีก
เล็กนอย เชน แมงกานีส ซิลิกอน และฟอสฟอรัส เปนตน โครงสรางจุลภาคประกอบดวยเฟอร
ไรต (Ferrite) และเพริ ล ไลต (Pearlite) เหลก็ ประเภทน้ีนิยมใชในงานอุตสาหกรรม และใชผลิต
เปนอุปกรณและเครื่องใชในชีวิตประจําวันมากท่ีสุด เน่ืองจากขึ้นรูปไดงายดวยวิธีทางกล เชื่อม
งา ย และราคาไมแพง แตไ มสามารถอบชุบเพอื่ เพ่มิ ความแข็งแรงดวยวิธที างความรอ นได
2) เหล็กกลาคารบอนปานกลาง (Medium carbon steel) มี
ปริมาณคารบอนประมาณ 0.2-0.5% มีความแข็งแรง (Strength) และความเคนแรงดึง
การผลิตโลหะ 35
(Tensile stress) มากกวาเหล็กกลาคารบอนต่ํา สามารถชุบแข็ง (Hardening) ดวยวิธีทาง
ความรอนเพือ่ เพ่มิ ความแข็งแรงได เหมาะสาํ หรบั ใชทาํ ช้ินสว นเครอ่ื งจักรกล
3) เหล็กกลาคารบอนสูง (High carbon steel) เปนเหล็กที่มี
ปรมิ าณคารบอนประมาณ 0.5-1.5% จึงทําใหมีความแข็ง (Hardness) ความแข็งแรง และความ
เคนแรงดึงสูงที่สุด แตมีความเหนียวนอยที่สุด เม่ือชุบแข็งแลวจะเปราะ เหมาะสําหรับงานที่
ตองการความทนทานตอ การสึกหรอ
ก.2 เหล็กกลาผสม (Alloy steel) คือเหล็กที่มีธาตุอ่ืน ๆ ผสมอยู
นอกเหนือจากธาตุคารบอนและธาตบุ างตวั ทต่ี ิดมากับเหล็กหลังจากกรรมวิธีการถลุง ธาตุท่ีผสม
ลงไปในนํ้าเหล็กบางชนิดอาจมีปริมาณมากกวาธาตุคารบอน โดยผสมลงไปเพื่อเพ่ิมสมบัติ
เฉพาะหรอื ปรบั ปรุงสมบัติใหเปนไปตามความตองการในการใชงาน ซ่ึงสามารถแบงออกไดเปน
2 ประเภท ไดแก
1) เหล็กกลาผสมตํ่า (Low alloy steel) คือเหล็กกลาท่ีมีธาตุผสม
อ่ืน ๆ รวมกันนอยกวา 8% เพื่อเพิ่มสมบัติดานการชุบแข็ง และเพิ่มความแข็งแรง เปนตน
เหมาะสําหรบั ใชท าํ ชิ้นสว นเครือ่ งจกั รกล
2) เหล็กกลาผสมสูง (High alloy steel) คือเหล็กกลาท่ีมีธาตุผสม
อ่ืน ๆ รวมกันมากกวา 8% เพ่ือเพิ่มสมบัติเฉพาะบางประการ สําหรับการใชงานเฉพาะอยาง
อาทเิ ชน เพม่ิ สมบัตติ า นทานความรอน สมบัติตานทานการกัดกรอน และสมบัติตานทานการสึก
หรอเน่ืองจากการเสียดสีขณะใชงาน เปนตน เหล็กกลาผสมสูงแบงออกเปน 2 ประเภท คือ
เหล็กกลาสแตนเลส (Stainless steel) หรือเหล็กกลาไรสนิม และเหล็กกลาเคร่ืองมือ (Tool
steel)
- เหล็กกลาสแตนเลส (Stainless steel) เปนเหล็กกลาท่ีมี
ความตานทานการกัดกรอนสูงเปนพิเศษ ไมเปนสนิมในสภาพบรรยากาศปกติ เน่ืองจากการ
เติมธาตุโครเมียมลงไปในนํ้าเหล็กอยางนอย 12% ทําใหเกิดฟลมออกไซดที่ผิว ฟลมน้ีมีความ
แข็งแรงสูง ยึดติดกับผิวเหล็กไดดี โปรงใส มีความหนาแนนสูง และไมมีรูพรุน สามารถสราง
ขึ้นมาใหมไดเอง เพื่อทดแทนฟลมเกาที่ถูกทําลายไป โดยทําหนาท่ีเคลือบผิวเหล็กเพ่ือปองกัน
เน้ือโลหะจากการกัดกรอน นอกจากโครเมียมแลวยังมีการเติมธาตุผสมอ่ืน ๆ เพื่อเพ่ิมสมบัติ
บางประการ เชน นกิ เกิล โมลิบดนี ัม และแมงกานสี เปนตน
- เหล็กกลาเคร่ืองมือ (Tool steel) เปนเหล็กกลาที่มีความ
แข็งและความแข็งแรงสูง แมวาจะใชงานที่อุณหภูมิสูง เรียกสมบัติน้ีวาความแข็งขณะรอนแดง
(Hot/ Red Hardness) มีสวนผสมของธาตุโครเมียม ทังสเตน โมลิบดีนัม วาเนเดียม นิกเกิล
โคบอลต หรือไทเทเนียม มากกวา 5% อาทิเชน เหล็กกลาความเร็วรอบสูง (High-speed tool
36 การผลติ โลหะ
steel) ที่ใชเปนเครื่องมือตัด ในงานกัด กลึง ไส หรือทําเกลียว เปนตน เหล็กกลาเคร่ืองมือ
สามารถแบงออกไดเปน 6 ประเภทตามปริมาณของธาตุผสมคือ (1) Water-hardening tool
steel (2) Oil-hardening tool steel (3) High-speed tool steel (4) Hot-working tool
steel (5) Cold-working tool steel และ (6) Special-propose tool steel
ข. เตาหลอม ท่ใี ชในการผลิตเหลก็ กลามี 4 ชนิด คอื
ข.1 เตาพนออกซิเจน (Basic-oxygen furnace, BOF) ผนังเตากอดวยอิฐ
ทนไฟชนิดดางจําพวกแมกนีไซต มีหลักการทํางานคือการพนกาซออกซิเจนบริสุทธ์ิเขาไปทํา
ปฏิกริ ิยากบั นา้ํ เหล็กโดยตรงดว ยความเรว็ สงู เมอื่ เทนํ้าเหลก็ ท่ีไดจากเตาสูงหรือเหล็กดิบสีขาวที่
เปนโลหะรอน เศษเหล็กกลา และธาตุผสมอ่ืน ๆ ท่ีตองการลงไปในเตาหลอมแลว จะทําการ
หมุนตัวเตาในแนวด่ิง พรอมกับพนออกซิเจนผานทอที่ยื่นเขาไปในเตาซึ่งสูงจากผิวน้ําเหล็ก
ประมาณ 1-3 เมตร ใชเวลาพนประมาณ 20-30 นาที กาซออกซิเจนจะไปทําปฏิกิริยา
ออกซิเดชัน (Oxidation) กับสารมลทินในน้ําเหล็ก เชน คารบอน ซิลิกอน แมงกานีส
ฟอสฟอรัส และกํามะถัน กลายเปนสารประกอบออกไซดลอยสูผิวหนาของน้ําเหล็กและจะถูก
กําจัดออกไป น้ําเหล็กที่อยูภายในเตาจะมีอุณหภูมิประมาณ 1,650 °C กระบวนการนี้ไม
จําเปนตองอาศัยแหลงความรอนจากภายนอกในการทําปฏิกิริยา เน่ืองจากความรอนท่ีไดเกิด
จากปฏิกิริยาลุกไหมของสารมลทินและออกซิเจนท่ีพนใสน้ําเหล็ก หลังจากนั้นจะเทน้ําเหล็กเขา
สูถงั พกั (Ladle) และปรบั ปรุงสวนผสมทางเคมีโดยการเตมิ ธาตตุ า ง ๆ ที่ตองการลงไปกอนที่จะ
นาํ ไปแปรรปู ในข้นั ตอนตอ ไป ดังแสดงในรูปท่ี 2.10
เตาพนออกซิเจนท่ีมีขนาดความสูงประมาณ 8 เมตร และกวาง 5 เมตร จะ
สามารถจุนํ้าเหล็กไดประมาณ 100 ตัน เหล็กกลาที่ไดจากเตาชนิดน้ี ไดแก เหล็กกลาคารบอน
และเหล็กกลา ผสม
ข.2 เตาเบสเซมเมอร (Bessemer furnace) ประดิษฐข้ึนโดย เซอร เฮนร่ี
เบสเซมเมอร ในป พ.ศ. 2398 ผนังเตาดานในกอดวยอิฐทนไฟชนิดกรดจําพวกซิลิกา ดานใต
เตามีรูเปาอากาศเขาไปโดยตรง ผานน้ําเหล็กดิบ ดังแสดงในรูปที่ 2.11 กาซออกซิเจนจะทํา
ปฏิกริ ิยากบั คารบ อน ซิลกิ อน แมงกานีส ทําใหเกิดความรอนภายในเตาขึ้นอยางตอเน่ืองโดยไม
ตองใชเชื้อเพลิงและเกิดเปนสารประกอบออกไซดลอยสูผิวหนาของนํ้าเหล็ก แตไมสามารถดึง
ฟอสฟอรัสและกํามะถันออกจากน้ําเหล็กได ดังนั้นเหล็กกลาที่ไดจะมีเหล็กออกไซด ฟอสฟอรัส
และกํามะถันมากกวาที่ไดจากเตาพนออกซิเจน เวลาที่ใชในการทําปฏิกิริยาประมาณ 10-15
นาที โดยท่ีน้ําเหล็กที่อยูภายในเตาจะมีอุณหภูมิประมาณ 1,600 °C หลังจากกําจัดขี้ตะกรัน
ออกไปแลว จงึ เทน้ําเหล็กลงในแบบท่ีเตรยี มไว
การผลติ โลหะ 37
รูปท่ี 2.10 ขนั้ ตอนในการผลิตเหลก็ กลาโดยใชเ ตาพนออกซิเจนแบบดาง (บญุ ธรรม, 2553)
ในการผลิตเหล็กกลาจากเตาเบสเซมเมอรจะตองใชเหล็กดิบสีขาวที่เปน
ของเหลวจากเตาสูง โดยนํ้าเหล็กดิบจากเตาสูงจะถูกใสเขาไปในเตาเบสเซมเมอรโดยตรง ซึ่งมี
ขนาดบรรจุประมาณ 25 ตัน เหล็กกลาท่ีไดจากเตาชนิดน้ี ไดแก เหล็กกลาคารบอน เหล็กกลา
ผสม และเหล็กออ น (Wrought iron)
ข.3 เตาไฟฟา (Electric furnace) ใชผลิตเหล็กกลาโดยการหลอมละลาย
วัตถุท่ีเปนโลหะภัณฑก่ึงสําเร็จรูป (Ingot) เหล็กกลาไรสนิม เหล็กกลาทนความรอน เหล็กกลา
เครื่องมอื และเหลก็ กลา ผสมชนิดตาง ๆ แตจะไมน ยิ มใชหลอมละลายเหล็กดิบ การหลอมโดยใช
ไฟฟานี้รวมถงึ การหลอมโดยใชเ ตาเหน่ยี วนาํ หลกั การทํางานของเตาไฟฟาและเตาเหน่ียวนําดัง
อธบิ ายไวในหัวขอที่ 2.3.1 ข.3 และ 2.3.1 ข.4 ตามลาํ ดับ เหลก็ กลา ที่ผลิตไดจะเปนเหล็กกลาท่ีมี
คณุ ภาพสงู หรอื ชนิดพิเศษ เชน เหล็กกลาไรส นิม และเหลก็ กลา ผสมชนดิ พิเศษ เปนตน
ข.4 เตากระทะ (Open-hearth furnace) มีลักษณะเหมือนกระทะ ฝาปด
วัสดุที่ใชทําผนังเตามีอยู 2 ชนิดคือ ชนิดดางซ่ึงกอดวยอิฐทนไฟที่ทําดวยแมกนีไซต และชนิด
กรดซ่ึงกอดวยอิฐทนไฟที่ทําจากทรายซิลิกา ซึ่งสวนมากนิยมใชเตากระทะแบบดาง เนื่องจาก
สามารถทําปฏิกิริยาดึงเอาสารมลทินในนํ้าเหล็ก เชน คารบอน ซิลิกอน แมงกานีส ฟอสฟอรัส
และกาํ มะถนั ออกจากนํ้าเหล็กไดด ี มชี อ งสาํ หรับใสว ัตถุดบิ และรดู า นลางสําหรับนํานํ้าเหล็กออก
จากเตา ผนงั เตาดานขา งมหี อ งอุนอากาศและเช้ือเพลิงประเภทกาซ ดังแสดงในรูปที่ 2.12 ความ
38 การผลิตโลหะ
รอนเกิดขึ้นจากการเผาไหมของกาซหรือนํ้ามันเชื้อเพลิงกับอากาศ ความรอนท่ีไดจะแพรไปใน
เตาเหนือวัตถุดิบท่ีเปนเหล็กดิบสีขาว ท้ังที่เปนของแข็งและของเหลว และเศษเหล็กกลา จน
หลอมละลาย กาซท่ีไดจากการเผาไหมจะไหลผานออกจากเตาไปยังหองเผาไหมอีกขางหน่ึง
หอ งเผาไหมน ้นั จะมีอุณหภูมสิ ูงข้ึน ดงั นน้ั การทํางานของหองเผาไหมจะสลับการใหความรอนแก
เตาจากขางหนึง่ ไปยังอีกขางหนึ่ง นํ้าเหล็กท่ีอยูภายในเตาจะมีอุณหภูมิประมาณ 1,000 °C โดย
กระบวนการผลติ เหลก็ กลาดว ยวิธนี ้ีใชเ วลาประมาณ 4-6 ชวั่ โมง หลังจากกําจัดขี้ตะกรันออกไป
แลว จึงเติมธาตุตาง ๆ ลงไปเพื่อปรับปรุงสมบัติใหไดตามตองการ จากน้ันจึงเทนํ้าเหล็กลงใน
แบบทีเ่ ตรยี มไว
รปู ท่ี 2.11 ภาพตัดแสดงการทํางานของเตาเบสเซมเมอร (บุญธรรม, 2553)
รปู ที่ 2.12 ภาพตดั แสดงสว นตาง ๆ ของเตากระทะ (บุญธรรม, 2553)
การผลติ โลหะ 39
เตากระทะที่มีขนาดกวางประมาณ 4.5-12 เมตร ลึกประมาณ 0.6 เมตร จะมี
ความจุนํ้าเหลก็ ประมาณ 150 ตัน เหล็กกลาท่ีเตาชนิดนี้ผลิตไดคือ เหล็กกลาผสม ซึ่งมีคุณภาพ
ใกลเ คยี งกบั เหลก็ กลาทไี่ ดจากเตาพนออกซเิ จน
ตารางที่ 2.2 การเขยี นสญั ลักษณข องเหล็กกลา ในระบบ AISI-SAE (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
ชนิดของเหล็กกลา สญั ลกั ษณท ใี่ ช
เหล็กกลาคารบ อน 1XXX
- เหล็กกลา Plain Carbon Steels (เหล็กกลา ไมเตมิ กาํ มะถนั ) 10XX
- เหลก็ กลา ชนดิ ตดั เฉือนงาย (เหล็กกลาเตมิ กาํ มะถนั ) 11XX
เหล็กกลา แมงกานีส (แมงกานสี 1.75%) 13XX
เหล็กกลา นิกเกิล 2XXX
- มีสว นผสมของนิกเกิล ประมาณ 3.50% 23XX
- มีสวนผสมของนกิ เกลิ ประมาณ 5.00% 25XX
เหลก็ กลา นิกเกิล-โครเมยี ม 3XXX
- มสี ว นผสมของนกิ เกิล 1.25% โครเมยี ม 0.65% 31XX
- มีสว นผสมของนกิ เกลิ 1.75% โครเมยี ม 1.00% 32XX
- มีสว นผสมของนกิ เกลิ 3.50% โครเมยี ม 1.55% 33XX
ตารางท่ี 2.3 อักษรและความหมายของเหล็กในระบบ DIN (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
อักษร หมายถึง อักษร หมายถึง
St เหล็กกลา ธรรมดา Te/GT เหล็กหลออบเหนียว
StC เหล็กกลาคารบอน GTW เหลก็ หลออบเหนียวสีขาว
StG/GS เหล็กหลอเหนยี ว GTS เหลก็ หลออบเหนียวสดี ํา
Ge/GG เหล็กหลอสีเทา GGG เหล็กหลอกราไฟตกลม
GH เหลก็ หลอ แขง็ GK เหลก็ หลอดว ยแบบเบาเหล็ก
ค. การจําแนกประเภทของเหล็กกลา ตามระบบมาตรฐานของเหล็กกลาทางดาน
โลหะอตุ สาหกรรมมี 2 ระบบ คอื
ค.1 AISI (The American Iron and Steel Institute) และระบบ SAE
(The Society of Automotive Engineers) แสดงดังตารางที่ 2.2 มีการกําหนดสัญลักษณ
เปนตัวเลข 4 หลัก เชน AISI-SAE 11XX เปนเหล็กกลาชนิดตัดเฉือนงาย (เหล็กกลาเติม
40 การผลติ โลหะ
กํามะถัน) ตัวเลข XX หมายถึง สวนผสมของธาตุคารบอนคิดเปน 1/100 โดยน้ําหนัก เชน
AISI-SAE 1120 มีสว นผสมของธาตุคารบ อนอยูประมาณ 0.2% โดยนา้ํ หนัก
ค.2 ระบบ DIN (Deutsche Industrial Norm) แสดงดังตารางที่ 2.3 เปน
การเขียนสัญลักษณตามมาตรฐานของเยอรมัน ซึ่งมีการเขียนตัวอักษรแทนชนิดของเหล็กและ
ตามดวยตัวเลข 2 ชุด ชุดแรกหมายถึง คาความตานทานแรงดึง (Tensile strength) ท่ีเหล็ก
สามารถรับไดตอตารางมิลลิเมตร และตัวเลขชุดที่ 2 หลังจุดทศนิยมหมายถึงการบงบอกชนิด
ของเหล็กและการใชงาน (ตารางที่ 2.4) เชน St 37.12 เปนเหล็กกลา มีคาความตานทานแรงดึง
เทากับ 37 กิโลกรัมตอตารางมิลลิเมตร (370 MN/m2) ใชเปนเหล็กโครงสรางรูปพรรณซ่ึง
สามารถทําการเชือ่ มประสานไดดี
ตารางที่ 2.4 ตัวเลขท่ีใชบงบอกชนิดของเหล็กและการใชงานในระบบ DIN (ชลิตตและคณะ,
2544)
ตวั เลข มาตรฐานของเยอรมัน การบงบอกชนิดของเหลก็ และการใชง าน
(DIN)
11 1611 เหล็กสรา งเครือ่ งมือกลและเหล็กโครงสรางทว่ั ไป
12 1612 เหล็กโครงสรางรูปพรรณแลเหลก็ แผน (Plate) ขนาดใหญ
13 1613 เหลก็ ทาํ สลกั เกลียวและแปนเกลียว สกรูเกลียวปลอ ย
16 1616 เหลก็ แผนเรียบ และเหล็กแผน บาง (Sheet)
21 1621 เหล็กแผนทม่ี คี วามหนามากกวา 4.75 มลิ ลิเมตร
22 1622 เหลก็ แผนทีม่ ีความหนาปานกลาง 3-4.75 มิลลิเมตร
23 1623 เหล็กแผนบางที่มีความหนานอยกวา 3 มลิ ลิเมตร
26 1626 ทอเหลก็ แบบมีตะเข็บเช่ือม (Continuous butt-weld pipe)
2.4 การผลิตโลหะนอกจาํ พวกเหลก็ (Nonferrous metals)
โลหะนอกกลุมเหล็กท่ีใชในงานอุตสาหกรรม คิดเปนประมาณ 20% ของการใชโลหะ
ทง้ั หมด โลหะกลุมน้มี ธี าตกุ ลมุ โลหะและธาตุผสมอ่ืน ๆ ซึ่งไมใชธาตุเหล็กเปนองคประกอบหลัก
โลหะนอกจําพวกเหล็กในรูปของโลหะบริสุทธิ์จะไมนิยมนํามาใชงานเนื่องจากมีโครงสรางที่ไม
แข็งแรงมากนัก การใชงานจงึ มีการเตมิ ธาตุผสมอ่ืน ๆ ลงไปดวยเพื่อเพ่ิมสมบัติเฉพาะของโลหะ
เชน การตานทานการกัดกรอน การนําไฟฟา การนําความรอน สามารถข้ึนรูปไดงายและมี
นา้ํ หนักเบากวาเหล็ก อีกทั้งยังมีสีสันสวยงามและมันวาว โลหะนอกกลุมเหล็กสามารถแบงออก
ไดเปน 2 ประเภทคือ โลหะหนกั และโลหะเบา
การผลติ โลหะ 41
2.4.1 การผลิตโลหะหนกั (Heavy metals)
ก. ทองแดง (Cu) มีลักษณะออนเหนียว สามารถขึ้นรูปดวยการดึงเปนเสนไดงาย นํา
ความรอนและไฟฟาไดดี ทนตอการกัดกรอน มีจุดหลอมเหลวที่ 1,073-1,083 °C มีปริมาณการ
ใชงานเปนอันดับ 3 รองจากเหล็กและอะลูมิเนียม นิยมนํามาใชทําสายไฟฟา หัวแรงบัดกรี ทอ
สารทําความเย็น อุปกรณแลกเปล่ียนความรอน ทองแดงถูกใชเปนสวนผสมท่ีสําคัญในการเพิ่ม
สมบัตเิ ชงิ กลใหกบั ทองคาํ โลหะทองแดงผสม (Copper alloy) อ่ืน ๆ เชน ทองเหลือง (Brass)
และบรอนซ (Bronze) เปนตน
แรท่ีนิยมใชในการถลุงเพื่อผลิตทองแดงคือ แรชาลโคไพไรต (Chalcopyrite) ดังแสดง
ในรูปท่ี 2.13 ซ่ึงมีธาตุทองแดงเปนองคประกอบ โดยท่ัวไปมีสูตรทางเคมีวา CuS และ CuFeS
กรรมวิธกี ารผลิตทองแดงแสดงดังรูปท่ี 2.14
รูปที่ 2.13 แรชาลโคไพไรต (Chalcopyrite) (คดั มาจาก http://geology.com)
แรจะถูกนํามาบดใหเปนชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับหินปูนแลวเทลงในถังเก็บแร แลวจึงนําเขา
เตาเผาเพ่ือเผาแรใหอยูในรูปของสารประกอบ FeS FeO SiO และ CuS จากน้ันจึงนําแรท่ีได
ผสมกับหินปูนแลวนําเขาเตาแบบนอนเพื่อแยกเอาขี้ตะกรันออก ซึ่งจะเหลือกอนทองแดงท่ีมี
เหล็กผสมอยู นํากอ นทองแดงและเหล็กที่ไดเทลงในเตาท่ีมีลักษณะการทํางานคลายเตาเบสเซม
เมอร ซ่ึงใชอากาศพนเขาไปในเตาเปนเวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง เหล็กจะถูกแยกออกเปนขี้
ตะกรัน สวนทองแดงจะอยใู นรปู ของสารประกอบออกไซดและสารประกอบซัลเฟต หลังเสร็จส้ิน
กระบวนการจะไดกอนทองแดงที่มีผิวขรุขระเน่ืองจากการทําปฏิกิริยากันระหวางออกไซดและ
ซัลไฟด และกาซซัลเฟอรไดออกไซด สุดทายกอนทองแดงท่ีไดจะถูกทําใหบริสุทธ์ิถึง 98-99%
โดยวธิ ีการแยกสารประกอบทางเคมดี วยไฟฟา
42 การผลิตโลหะ
รปู ที่ 2.14 กรรมวธิ กี ารผลิตทองแดง (บญุ ธรรม, 2553)
เตาแบบนอนท่ีนิยมใชถลุงโลหะนอกจําพวกเหล็กจําพวกทองแดงคือ เตาถลุงแบบ
Reverberatory หรืออาจเรียกไดอีกอยางหนึ่งวาเตาแอรเฟอรเนซ เน่ืองจากมีการเปาอากาศ
เขาไปชวยในการเผาไหมของถานโคกกับสินแรภายในเตา ลักษณะการทํางานของเตาดังแสดง
ในรูปท่ี 2.15
รปู ที่ 2.15 ภาพตดั แสดงการทํางานของเตาถลงุ แบบ Reverberatory
(คดั มาจาก http://en.wikipedia.org)
การผลติ โลหะ 43
ข. ตะกั่ว (Pb) มีลักษณะเหนียวแตนิ่ม มีความหนาแนนสูง มีจุดหลอมเหลวต่ําที่
327 °C มีสมบัติการไหลตัวท่ีดีในการบัดกรี (Soldering) ทนตอการกัดกรอน แตมีพิษตอ
รางกาย การใชงานพบไดท่ัวไปในแบตเตอรี่ อุตสาหกรรมการผลิตสี วัสดุหุมสายเคเบิล และ
วสั ดุปองกันกมั มนั ตภาพรังสี เปนตน
รูปท่ี 2.16 แรต ะกว่ั (PbS) (คดั มาจาก http://geology.com)
แรตะกั่วอยูในรูปของสารประกอบซัลไฟต (รูปท่ี 2.16) ซ่ึงจะมีโลหะตะกั่วผสมอยู
ประมาณ 65-80% แรจะถูกเผาเพื่อแยกสารประกอบซัลไฟตออก จากนั้นแรจะถูกผสมกับ
หินปูน ทราย กากโลหะ และแรเหล็ก เพื่อนําเขาเคร่ืองบดยอยใหเปนกอนเล็ก ๆ ในขณะบด
ยอยจะเกิดกาซซัลเฟอรไดออกไซดข้ึน ซึ่งจะนําไปใชผลิตเปนกรดกํามะถัน แรท่ีถูกบดยอย
เรียบรอยแลวจะถกู เทลงไปในเตาสูงรวมกับเชือ้ เพลิงท่ีเปนถานโคก กาซท่ีไดจากเตาสูงจะนําไป
ผลิตเปนโลหะแคดเมียม นา้ํ โลหะท่ีไดจ ากเตาสูงจะถกู นาํ ไปตกตะกอน น้ําโลหะท่ีหนักกวาจะถูก
ปลอยลงไปยังเตาออกซเิ ดชนั สว นโลหะท่ีเบากวา ซง่ึ ก็คือทองแดง จะไหลไปยงั ถังตกตะกอนใบ
ท่ี 2 และผสมกบั กาํ มะถนั เพอ่ื สกดั เปนโลหะทองแดง
สวนผสมของตะก่ัวเหลวจะถูกออกซิไดซในเตาออกซิเดชัน ข้ีตะกรันจะถูกนําไปแยก
เปนโลหะพลวง (Antimony) และสารหนู (Arsenic) สวนน้ําโลหะที่หนักจะถูกนําไปแยก
สารประกอบทางเคมีดวยไฟฟาได สังกะสี ทอง เงิน และตะก่ัวบริสุทธิ์ ตามลําดับ กรรมวิธีการ
ผลิตตะกว่ั แสดงดงั รปู ท่ี 2.17