การตอ โลหะ 195
เหนียว (Toughness) ความสามารถในการเปนเสน (Ductility) และมีสมบัติเปนเนื้อเดียวกัน
(Uniformity of properties)
โลหะท่ีเหมาะสําหรับใชในกระบวนการเชื่อมแบบ SAW ไดแก เหล็กกลา
คารบอนต่ํา เหล็กกลาผสมตํ่า เหล็กกลาสแตนเลส ไมเหมาะสําหรับเหล็กกลาคารบอนสูง
เหลก็ กลา เครอื่ งมอื และโลหะนอกจําพวกเหลก็ ลกั ษณะงานจะเปนการเชื่อมประกอบโครงสรางที่
มีแนวเช่ือมยาว ๆ เชน I - Beams งานเชื่อมตะเข็บท่ีมีเสนผานศูนยกลางขนาดใหญ มีความ
หนามาก ๆ เชน ทอ ถัง ลําตัวเรือ ถังเก็บความดัน และช้ินสวนของเครื่องจักรขนาดใหญ เปน
ตน
ข.8 การเช่ือมพลาสมา (Plasma Arc Welding: PAW) เปนกระบวนการ
เช่ือมที่ใชความรอนจากสภาวะพลาสมาที่เกิดจากการแตกตัวของแกสเฉ่ือยกลายเปนอิออนท่ีมี
ประจุไฟฟา กรรมวิธีการเชื่อมน้ีคลายกับการเชื่อมทิก (TIG) กระแสไฟฟาท่ีใชประมาณ 100-
400 แอมแปร แรงดันไฟฟา 65-80 โวลต หัวเช่ือมจะมีแทงอิเลคโทรดทําจากทังสเตนอยูตรง
กลาง โดยรอบจะมีแกสเฉอ่ื ยที่มีความเร็วสูงว่ิงผาน ดังแสดงในรูปที่ 7.12 กระแสไฟฟาจากอิเลค
โทรดจะทําปฏิกิริยากับแกสเฉื่อยเกิดสภาวะพลาสมา ใหความรอนสูงมากประมาณ 33,000 °C
โดยพลาสมาเหลาน้ีจะเกิดมากหรือนอยขึ้นอยูกับขนาดปฏิกิริยาการแยกตัวของอิออน
(Ionization) การเช่อื มดว ยพลาสมาเปน การเชือ่ มท่ีมีความนุมนวล การอารคไมรุนแรง สามารถ
เชื่อมชิ้นงานบางมาก ๆ ไดดี ความรอนรวมเปนจุด การกระจายตัวต่ํา ความเร็วในการเชื่อม
120-1,000 มิลลิเมตรตอนาที ใชเชื่อมงานที่มีความหนานอยกวา 6 มิลลิเมตร ยกเวนโลหะ
จาํ พวกอะลมู เิ นยี มอัลลอยและไททาเนียม สามารถเช่ือมไดหนาถึง 20 มิลลิเมตร แตหากช้ินงาน
มีสวนผสมของบรอนซ แมกนเี ซยี ม และตะกว่ั จะเชื่อมไดยากยงิ่ ขึ้น
รปู ที่ 7.11 การเชอ่ื มใตฟลกั ซ (SAW) (คัดมาจาก http://www.substech.com)
196 การตอโลหะ
รูปที่ 7.12 การเช่ือมพลาสมา (PAW) (คัดมาจาก http://www.substech.com)
รปู ที่ 7.13 การเช่ือมอเิ ลคตรอนบีม (EBW) (คัดมาจาก http://www.substech.com)
ค. การเชื่อมอิเลคตรอนบีม (Electron Beam Welding: EBW) เปนการเชื่อม
แบบหลอมละลาย โดยยิงลําแสงของอิเลคตรอนท่ีมีความหนาแนนสูงลงบนผิวของช้ินงานหรือ
รอยตอ ดังแสดงในรูปท่ี 7.13 เพื่อหลอมละลายชิ้นงานใหติดกันดวยตัวมันเอง เครื่องมือท่ีใช
เหมือนกับการตัดดวยอิเลคตรอน แรงเคล่ือนท่ีใชอยู ระหวาง 10-200 กิโลโวลต ความรอนท่ีได
การตอโลหะ 197
ประมาณ 2,500 °C การเช่ือมดวยอิเลคตรอนบีม เหมาะกับงานท่ีมีขนาดเล็ก แตตองการแนว
เช่ือมท่ีมีคุณภาพสูง จึงไมตองใชลวดเช่ือมและฟลักซหรือแกสเฉื่อยปกคลุมบอหลอมละลาย
เน่ืองจากกระบวนการเชื่อมตองอยูในสภาวะสุญญากาศ สามารถเช่ือมงานท่ีบาง ๆ เชน
อะลูมิเนียมฟอยล จนถึงโลหะแผน ได กระบวนการเชื่อมแบบ EBW มีขอดีของการเชื่อมคือ การ
แผความรอนนอย มีความเร็วในการเช่ือม 12 เมตรตอนาที การเชื่อมเปนแบบตอชนหรือตอเกย
สามารถเช่ือมงานท่ีมีหนาถึง 150 มิลลิเมตร รอยตอใหคุณภาพดี นิยมใชเชื่อมงานจําพวก
เคร่อื งบนิ จรวด นวิ เคลยี ร และชน้ิ สวนยานยนต เปน ตน
ง. การเชื่อมเลเซอรบีม (Laser Beam Welding: LBW) การทํางานตอง
ประสานกันอยางดีระหวางความเขมขนของพลังงานกับการรวมแสงใหเปนจุดเดียวกันของแสง
เลเซอร พลังงานที่ไดสูงถึง 100 กิโลวัตต และความเร็วของการเช่ือม คําวา Laser มาจาก
Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation การเชื่อมไมตองใชลวดเชื่อม
เปนการใชความรอนจากเลเซอรหลอมชิ้นงานใหติดกัน แตตองใชแกสเฉ่ือยปกคลุม เชน แกส
ฮีเลียม แกสอารกอน แกสไนโตรเจน และแกสคารบอนไดออกไซด แนวเช่ือมที่ไดสะอาด
เรียบรอย และบริเวณ รอยเช่อื มท่ไี ดร ับความรอนแคบมาก กระบวนการเช่ือมแบบ LBW จะให
คุณภาพการเช่ือมสูง การหดตัวและการบิดตัวนอย มีความแข็งแรงสูง ความเหนียวสูง และ
ปราศจากการกัดกรอน สามารถทําการเช่ือมแบบตอเนื่องได เชื่อมงานไดหนาถึง 25 มิลลิเมตร
เหมาะสําหรบั ใชเ ช่ือมช้ินงานโลหะจําพวกเหล็กและโลหะผสม เชน อะลูมิเนียม ไททาเนียม และ
ทองแดง เปนตน ความเรว็ ทีใ่ ชใ นการเชอื่ มโลหะบางจะอยูระหวาง 2.5-80 เมตรตอ นาที
จ. การเชื่อมเทอรมิท (Thermit Welding: TW) เปนการเช่ือมตอโลหะโดยการ
หลอ คือเทน้ําโลหะท่หี ลอมเหลวลงไประหวา งรอยตอของชิ้นงาน ดังแสดงในรูปที่ 7.14 โลหะท่ีใช
ในการเชื่อมตอคือ อะลูมิเนียม และเหล็กออกไซด ที่สัดสวน 1:3 หลอมที่อุณหภูมิสูงประมาณ
2,200-2,400 °C ความรอนที่ไดเกิดจากการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหวางเหล็กออกไซดกับ
อะลูมิเนียม เรยี กปฏิกริ ยิ านว้ี า Exothermic ความรอนที่ใชทําใหเกิดปฏิกิริยาไดจากเปลวแกสที่
อุณหภูมิประมาณ 1,200 °C เกิดเปนอะลูมิเนียมออกไซดลอยข้ึนสูผิวหนา น้ําเหล็กจะอยู
ดา นลางและไหลลงสูแบบหลอทาํ ใหเ กิดการหลอมติดกันเวลาประมาณ 30 วินาที เม่ือเทน้ําโลหะ
ทห่ี ลอมเหลวลงไปในแบบที่หมุ รอยตอ แลว ทิ้งไวใ หเ ยน็ ตวั แลวแกะแบบออก แบบงานท่ีใชไดแก
แบบทราย และเซรามกิ การเชอื่ มแบบ TW เปนการเชื่อมท่ีเหมาะสําหรับงานเช่ือมที่ตองรับแรง
มาก ๆ และงานที่มีขนาดใหญ เชน การเชื่อมตอรางรถไฟ เหล็กราง ทอ และโครงสรางงานท่ี
หนา เปน ตน
198 การตอ โลหะ
รูปท่ี 7.14 การเชื่อมเทอรมิท (TW) (คัดมาจาก http://mechanicalinfo.wordpress.com)
7.2.2 การเช่ือมแบบไมหลอมละลาย เปนการประสานช้ินงานเขาดวยกันโดยใชท้ัง
ความรอนและแรงกดอัด โดยไมตองใชลวดเติมโลหะเหมือนกรรมวิธีการเช่ือมแบบหลอมละลาย
กรรมวิธีการเชื่อมแบบไมหลอมละลาย ไดแก การเช่ือมในสถานะของแข็ง และการเช่ือมโดยใช
ความตานทานไฟฟา เปน ตน
ก. การเชอ่ื มในสถานะของแข็ง (Solid-State Welding: SSW)
ก.1 การเชือ่ มดว ยการตี (Forge Welding: FW) เปนกระบวนการประสาน
โลหะแบบดัง้ เดมิ กระทาํ โดยการเผาโลหะ 2 ชน้ิ ใหรอนแลวตีใหติดกันดวยคอน ดังแสดงในรูปที่
7.15 แตต องใชชางทมี่ ีฝม อื และมีความชาํ นาญมาก
รปู ท่ี 7.15 การเช่อื มดว ยการตี (FW) (คดั มาจาก http://www.passforge.com)
การตอ โลหะ 199
ก.2 การเช่ือมดวยลูกกล้ิง (Roll Welding: ROW) เปนการเชื่อมใน
สถานะของแข็งที่ใชแรงกดเพ่ือทําใหโลหะประสานติดกัน โดยการรีดท่ีตองอาศัยความรอนจาก
ภายนอก ดังแสดงในรูปที่ 7.16 หรือไมใชความรอนก็ได ถาไมใชความรอนเรียกวาการเชื่อม
ดวยลูกกลิ้งเย็น (Cold ROW) แตถาใชความรอนเรียกวาการเช่ือมดวยลูกกล้ิงรอน (Hot
ROW) กระบวนการน้ีสามารถใชกับวัสดุงานท่ีเปนโลหะจําพวกเหล็กและเหล็กกลาสเตนเลสท่ี
ปอ งกนั การกัดกรอ นได ใชท ําปลายของเคร่อื งมอื วดั อุณหภมู ิและการทําเหรยี ญกษาปณ เปน ตน
ก.3 การเช่ือมกดดวยความรอน (Hot Pressure Welding: HPW) ใช
ความรอน และแรงกดอดั ใหว ัตถุ 2 ช้ิน ทม่ี ผี วิ หนาสะอาดจนเกดิ การเปลี่ยนรูปของออกไซดฟลม
(Oxide film) เวลาทใ่ี ชตองพอเหมาะทที่ ําใหผวิ งานทั้งสองแพรเขาหากัน โดยกระทําในสภาวะ
สญุ ญากาศหรือควบคมุ บรรยากาศ นยิ มใชกบั ลักษณะงานท่เี กย่ี วกบั อากาศยาน
ก.4 การเชื่อมแพร (Diffusion Welding: DFW) กรรมวิธีประกอบดวย
แรงกดอัดและความรอน ในขณะเดียวกันตองควบคุมบรรยากาศและเวลาใหพอเหมาะดวย
อุณหภูมิท่ีใชจะตํ่ากวาอุณหภูมิหลอมละลาย (ประมาณครึ่งหน่ึงของอุณหภูมิหลอมละลาย)
บริเวณผวิ หนาจะเปลย่ี นรปู อยูในสภาวะพลาสติก (Plastic deformation) เพียงเล็กนอยเทาน้ัน
การทํางานตองใชการเติมโลหะตางชนิดกับชิ้นงาน โดยใหแทรกอยูระหวางกลาง เวลาที่ใชอยู
ในชวงวินาทีถึงช่ัวโมง แลวแตวากระบวนการแพรจะส้ินสุดเม่ือใด กระบวนการน้ีใชกับการผลิต
ชน้ิ สว นอากาศยานและอุตสาหกรรมนิวเคลียร
ก.5 การเชื่อมกดระเบิด (Explosion Welding: EXW) เปนการเชื่อมท่ีใช
เวลาท่ีรวดเรว็ มากโดยอาศัยพลงั งานจากการระเบิดใหวสั ดุ 2 ชนดิ ประสานติดกัน ซ่ึงไมตองเติม
วสั ดุอนื่ ๆ หรอื ใชความรอนแดอยางใด กลไกการยึดติดจะมีลักษณะเปนคล่ืนอยูระหวางผิวของ
วัสดทุ งั้ สอง โดยแผนบนสว นมากจะเปน ยาง หรอื พลาสติกจะมีระเบิดติดอยู และวัสดุท้ังสองตอง
ไมติดกันและวางขนานกัน ดังแสดงในรูปท่ี 7.17 เม่ือจุดระเบิดความเร็วของวัสดุชิ้นบนวิ่งลงอัด
ชิ้นลางประมาณ 8,500 เมตรตอวินาที เหมาะกับงานท่ีตองการเคลือบผิวเพ่ือปองกันการกัด
กรอน
ก.6 การเช่ือมกดเสียดทาน (Friction Welding: FRW) กระบวนการ
เช่ือมแบบน้ีกระทําโดยนําชิ้นงาน 2 ชิ้นมาเสียดสีกัน (ช้ินหนึ่งหมุนและอีกชิ้นหนึ่งอยูกับท่ี) ดัง
แสดงในรูปที่ 7.18 ความฝดระหวางผิวของช้ินงานจะทําใหเกิดความรอนเพียงพอที่จะทําให
บริเวณผิวหนาของชิ้นงานท้ังสองออนตัว จากน้ันใชแรงกดใหชิ้นงานทั้งสองติดกัน ซ่ึงจะใชกับ
งานที่เปนรูปทรงกระบอกและเพลา รอยตอที่เกิดขึ้นจะมีคุณสมบัติดีหรือไมนั้น ขึ้นกับ
องคประกอบหลายอยาง เชน ปริมาณความรอน คาการนําความรอนของวัสดุ และคุณสมบัติ
ทางกลท่ีทําใหอุณหภูมิเพิ่มข้ึนของวัสดุงาน นั่นหมายถึงการควบคุมความเร็ว และแรงกดอัด
ในขณะเชอ่ื ม ซึ่งเปนผลใหร อยเช่ือมมีลักษณะแตกตางกนั ไป
200 การตอ โลหะ
ก.7 การเชื่อมอัลตราโซนิค (Ultrasonic Welding: USW) ดังแสดงในรูป
ที่ 7.19 เปนวิธีการยึดช้ินงานใหติดกันโดยใชแรงเพียงเล็กนอย รวมกับการปลอยคลื่นวิทยุท่ีมี
ความถ่ีสูงประมาณ 15-75 kHz ที่มีแอมพลิจูดอยูในชวง 0.0018-0.13 มิลลิเมตร ทําใหชิ้นงาน
ไดรับความเคนเฉือน (Shear stress) จนเกิดความรอน แตต่ํากวาจุดหลอมเหลวของช้ินงาน
กระบวนการน้ีใชเวลาในการเช่ือมนอย ลักษณะการเชื่อมช้ินงานจะเปนแบบตอเกย (Lap
joints) โดยทั่วไปนิยมใชเช่ือมวัสดุออน เชน อะลูมิเนียม และทองแดง ท่ีมีความหนาไมเกิน
3 มลิ ลเิ มตร สวนมากจะทาํ ชิ้นสวนเลก็ ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟา และอเิ ลคทรอนิคส
รูปท่ี 7.16 การเช่ือมดว ยลกู กล้ิง (ROW) (คดั มาจาก http://www.intechopen.com)
รปู ที่ 7.17 การเช่อื มกดระเบิด (EXW) (คัดมาจาก http://www.yuguangmetal.com)
การตอโลหะ 201
รปู ท่ี 7.18 การเช่อื มกดเสียดทาน (FRW)
(คัดมาจาก http://www.bestinnovativesource.com)
รูปที่ 7.19 การเชือ่ มอัลตราโซนิค (USW) (คัดมาจาก http://www.substech.com)
ข. การเช่ือมโดยใชความตานทานไฟฟา (Electrical-Resistance Welding:
ERW) เปน กรรมวธิ กี ารเชอื่ มโดยใชความรอนที่เกิดจากกระแสไหลผานความตานทานไฟฟาท่ี
อยูร ะหวา งผวิ หนาของโลหะ 2 แผน ขณะกดอัดใหต ิดกนั กอ นเชื่อม ความรอนจะสูงข้ึนจนผิวหนา
ของโลหะละลายติดกัน แรงดันไฟฟาท่ีใชจะมีคา 4-12 โวลตที่ไดจากการผานของหมอแปลง
ไฟฟา โดยแปลงจากไฟฟาสงกําลังมาเปนแรงดันไฟฟาที่เชื่อม ถึงแมแรงดันท่ีใชจะต่ํา แต
กระแสไฟท่ีไหลสูงพอที่จะเกิดความรอนท่ีเหมาะสม โดยกระแสท่ีใชตั้งแต 30-40 กิโลโวลต
202 การตอโลหะ
แอมแปรตอตารางนิ้ว ใชเวลาในการเช่ือมประมาณ 10 วินาที และแรงกดอัดท่ีใชประมาณ
4,000-8,000 ปอนดต อ ตารางนิว้ (270-550 กโิ ลกรมั ตอ ตารางเซนตเิ มตร)
ในการเชื่อมโดยใชความตานทานไฟฟา มีตัวแปรหลัก 3 ตัวแปรที่จะตองนํามา
พิจารณา โดยแสดงความสมั พันธจากสตู ร
T = I2Rt (7.1)
โดยท่ี T คอื คา ความรอ น
I คือ กระแสไฟทใ่ี ชเชือ่ ม (แอมแปร)
R คือ ความตานทานของโลหะ (โอหม )
t คือ เวลาทีใ่ ช (วินาที)
กระบวนการเชื่อมโดยใชความตานทานไฟฟามีดวยกันหลายวิธี ตัวอยางของการเช่ือม
โดยใชค วามตา นทานไฟฟาทน่ี ิยมใชกันมีดังตอ ไปนี้
ข.1 การเชื่อมรวมจุด (Resistance Spot Welding: RSW) ดังแสดงในรูป
ที่ 7.20 เปนการเช่ือมที่มีความสําคัญมากที่สุดของกลุมน้ี เพราะนิยมใชกันอยางกวางขวาง
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการประกอบรถยนตและอุตสาหกรรมการทําเฟอรนิเจอร ช้ินงาน
เชื่อมจะตอกันแบบตอเกย มีความหนาไมเกิน 3 มิลลิเมตร รูปราง และขนาดของรอยเชื่อม
ขึ้นอยูกับรูปรางของปลายของอิเลคโทรด ซึ่งสวนมากจะกลม เสนผานศูนยกลางต้ังแต
5-10 มิลลิเมตร รอยเชื่อมจะเกิดเปนชวง ๆ ขึ้นอยูกับการการออกแบบงานเช่ือมและความ
แข็งแรงท่ีตองการ การตอช้ินงานเปนการตอในลักษณะตอเกย แทงอิเลคโทรดกดช้ินงานดวย
ระบบนิวแมติกส การเชื่อมเกิดขึ้นโดยกระแสไฟฟาถูกปลอยออกมา ช้ินงานเกิดความตานทาน
กระแสเกิดความรอ นข้ึน ขณะเดยี วกันช้นิ งานยงั คงถูกกดอยูดวยแรงเทาเดิม จนติดกันแลวหยุด
ปลอ ยกระแสไฟ อิเลคโทรดสวนมากจะทาํ มาจากวัสดุ 2 กลุม ใหญ ๆ คือ กลุมทองแดงและโลหะ
ผสมกับกลุมที่เปนโลหะท่ีทนตอการสึกหรอ มีทองแดงผสมกับทังสเตนในระหวางการเช่ือม ท่ี
ปลายของอิเลคโทรดทั้งสองจะเกิดความรอนสูง ดังน้ันจึงตองมีชองไวภายในเพ่ือเปนทางเดิน
ของน้าํ หลอเย็น
การตอโลหะ 203
รูปที่ 7.20 การเช่อื มรวมจดุ (RSW) (คดั มาจาก http://www.substech.com)
ข.2 การเช่ือมตะเข็บ (Resistance Seam Welding: RSEW) มีหลักการ
เหมือนกับการเชื่อมรวมจุด (RSW) แตตางกันที่อิเลคโทรดจะถูกออกแบบใหมีรูปรางเปนลอ
หมุนแทนที่จะเปนอิเลคโทรดแบบแทง ดังแสดงในรูปท่ี 7.21 รอยเชื่อมแบบนี้อากาศจะไม
สามารถผานได จึงนิยมใชเช่ือมถังน้ํามัน ทอพักไอเสียของรถยนต และกระปองบรรจุอาหาร
การเชื่อมแบบ RSEW จะมีรอยเช่ือมหรือตะเข็บในหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถกระทําไดโดยการ
ปลอยกระแสไฟฟาเปน จังหวะหรือปลอ ยกระแสอยางตอเนือ่ ง
รูปที่ 7.21 การเช่ือมตะเข็บ (RSEW) (คดั มาจาก http://www.substech.com)
204 การตอ โลหะ
รูปที่ 7.22 การเชื่อมโปรเจก็ ชัน่ (RPW)
(คัดมาจาก http://www.mechanicalengineeringblog.com)
รูปท่ี 7.23 การเชอื่ มแฟลช (FW) (คัดมาจาก http://www.substech.com)
ข.3 การเช่ือมโปรเจ็กช่ัน (Resistance Projection Welding: RPW)
เปนการเช่ือมจุดท่ีตองการเชื่อมทีละจุดหรือมากกวา โดยชิ้นงานตองมีการออกแบบหรือผาน
การขน้ึ รูปใหนูน (Embossed) มาแลว ดังแสดงในรูปท่ี 7.22 วิธีน้ีจะเสียคาใชจายเพ่ิมขึ้นเพราะ
ตองทํารอยนนู มากอ น
ข.4 การเช่ือมแฟลช (Flash Welding: FW) ดังแสดงในรูปที่ 7.23 เปน
การเชื่อมชิ้นงานติดกันในลักษณะตอชน โดยที่ผิวหนาของชิ้นงานจะตองอยูใกลกัน จากนั้นก็
ปลอยกระแสไฟฟา ทําใหเกิดการอารคจนอุณหภูมิท่ีผิวหนาถึงจุดหลอมเหลว แลวจึงใชแรงกด
จนชน้ิ งานติดกัน
การตอ โลหะ 205
ข.5 การเช่ือมความตานทานดวยความถี่สูง (High-Frequency
Resistance Welding: HFRW) สวนมากใชในการเช่ือมทอ โดยใหความรอนกับช้ินงานดวย
กระแสไฟฟาที่มีความถี่ 10-500 kHz แลวใชล กู รีด รีดชิ้นงานจนตดิ กัน ดงั แสดงในรูปที่ 7.24
รูปที่ 7.24 การเช่ือมความตานทานดว ยความถส่ี งู (HFRW)
(คัดมาจาก http://www.bestinnovativesource.com)
7.2.3 การบัดกรี เปนกระบวนการของการประสานโลหะ 2 ช้ินหรือมากกวาเขา
ดวยกัน โดยใชโลหะอ่ืนอีกตัวหน่ึงเปนตัวประสานที่เรียกวา “โลหะบัดกรี” โลหะบัดกรีเปน
โลหะท่ีมีจุดหลอมเหลวต่ํา เม่ือทําการหลอมจะแลนเขาไปประสานชิ้นงานตาง ๆ ซึ่งเมื่อโลหะ
บัดกรีเยน็ ตวั ลง ช้นิ สว นของโลหะตา ง ๆ กจ็ ะตดิ ประสานไดแ นน
ก. การบัดกรีออน (Soldering) การบัดกรีจะใชอุณหภูมิความรอนต่ํากวา 450 °C
ฉะน้ันโลหะบัดกรีจะดอ งมจี ุดหลอมเหลวทีต่ ่ํากวาอุณหภูมใิ ชบัดกรี ซึ่งโลหะบัดกรีเปนโลหะผสม
ระหวางตะกั่วกับดีบุก โดยมีจุดหลอมเหลวในชวง 180-370 °C รอยบัดกรีท่ีอยูระหวางโลหะ
บัดกรีกับผิวชิ้นงานจะดองเปนรอยบาง ๆ ซ่ึงจะไดความแข็งแรง สูงกวารอยบัดกรีหนา
เน่ืองจากรอยบัดกรีบางมีโอกาสเปนรอยโลหะผสมไดมากกวา ขนาดของรอยบัดกรีท่ีดี จะมี
ความหนาในชว ง 0.03-0.2 มลิ ลเิ มตร อณุ หภมู คิ วามรอ นของชนิ้ งานและโลหะบัดกรีจะตองรอน
จนโลหะบดั กรีสามารถไหลเขา รอยบัดกรีและทาํ เปนโลหะผสมในรอยบดั กรีนัน้ ไดพอดี สิ่งสําคัญ
อีกอยางหนึ่งในการบัดกรีก็คือ บริเวณรอยท่ีตองการบัดกรีจะตองสะอาด ปราศจากออกไซด
และนํ้ามัน ในระหวางการบัดกรีจะตองปองกันการเกิดออกไซดโดยใชฟลักซปดรอยบัดกรีไว
ซึ่งโดยท่ัวไปฟลักซท่ีใชมี 2 ชนิดคือ สารอินทรีย เชน สารจากยางสน ยางไม แตตองไมมีน้ํา
ผสมอยู และสารอนินทรีย เชน กรดเปรี้ยวเค็ม (Muriatic acid) เกลือที่เปนสวนผสมของ
สงั กะสี และแอมโมเนียมคลอไรด เปน ตน
การบัดกรีออนถูกใชในอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิค และงานโลหะแผน การบัดกรีออนมี
ขอดีคอื ใชพลังงานตํ่าเมอื่ เทยี บกบั การเชอ่ื มและการบดั กรแี ขง็ สามารถเลือกพลังงานความรอน
206 การตอ โลหะ
ไดหลายแบบ รอยตอมีคาการนําความรอนและไฟฟาท่ีดี สามารถปองกันแสงและอากาศไดดี
แกไขและซอมแซมรอยตอไดงาย แตมีขอเสียคือ รอยตอมีความแข็งแรงตํ่าและจะมีสมบัติทาง
กลต่ําลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งถาตองการความแข็งแรงมาก กอนทําการบัดกรีจะตองมีการยึด
ดว ยกระบวนการอนื่ ๆ กอน เชน การเขา ตะเขบ็ และการยํ้าหมุด เปนตน อุปกรณท่ีใชในการให
ความรอ นในการบัดกรอี อ นดังแสดงในรูปที่ 7.25
รูปที่ 7.25 อุปกรณทใ่ี ชใ นการใหค วามรอ นในการบัดกรีออน (ธนรัตนและมณฑล, 2546)
รูปท่ี 7.26 อุปกรณท ใี่ ชในการใหความรอนในการบัดกรีแข็ง (ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
ข. การบดั กรีแข็ง (Brazing) มีกรรมวิธีการคลาย ๆ กับการบัดกรีออน กลาวคือลวด
บัดกรีจะหลอมละลายแทรกตัวตามรอยตอและเกิดเปนโลหะผสมช้ินงานโดยช้ินงานไมมีการ
หลอมละลาย แตการบัดกรีแข็งจะใชอุณหภูมิสูงกวา ไดรอยตอท่ีเหนียวกวา และแข็งแรงกวา
การบัดกรีออน เน่ืองจากโลหะบัดกรีที่ใชในการบัดกรีแข็งจะประกอบดวยเงิน (Ag) ทองแดง
การตอ โลหะ 207
(Cu) และสังกะสี (Zn) ซึ่งในระหวางบัดกรี สังกะสีบางสวนจะระเหยและบางสวนแพรเขาไปใน
ชิ้นงาน ซึ่งจะทําใหรอยตอบัดกรีมี ความเหนียว ทนแรงดึงไดดี โลหะบัดกรีที่ดีมีคุณภาพ
สวนมากจะมสี วนผสมของเงิน (Ag) สูง
กรรมวิธีน้ีสามารถใชไดกับโลหะจําพวกเหล็กและโลหะอ่ืนที่มีจุดหลอมเหลวสูงพอ
ฟลักซท ใ่ี ชใ นการบดั กรีแข็งควรมีสวนผสมสารจําพวกบอแรกซ ฟลูออไรด และคลอไรด เปนตน
งานทใ่ี ชก ระบวนการบดั กรีแข็งมมี ากมาย เชน การตอ ทอ การตอลวด สายเคเบิล การตอมีดเล็บ
ใหติดกับดาม และรวมถึงการทําเคร่ืองประดับตาง ๆ การบัดกรีแข็งมีท้ังขอดีคือ สามารถตอ
ชิ้นงานที่ไมใ ชโลหะชนดิ เดยี วกันได เช่อื มไดรวดเร็ว ใชพลังงานความรอนนอยกวากระบวนการ
เช่ือมแบบหลอมละลาย ชวยลดปญหาดานความรอนบริเวณแนวตอกับช้ินงาน และสามารถ
เช่ือมจุดตอที่แคบได แตมีขอเสียคือ รอยตอแข็งแรงนอยกวาการเช่ือมโดยทั่วไป รอยตอจะมี
สมบัติทางกลต่ําลงเม่ืออุณหภูมิสูงขึ้น และสีของรอยตอจะไมเหมือนกับสีของชิ้นงาน อุปกรณที่
ใชใ นการใหค วามรอนในการบัดกรแี ขง็ ดังแสดงในรูปท่ี 7.26
7.3 การตอยดึ ทางกล (Mechanical fastening)
การตอ ยดึ ทางกลเปนการตอยึดชิ้นงานใหยึดติดกันโดยท่ีช้ินงาน และอุปกรณในการตอ
ยดึ ไมม กี ารหลอมละลาย กรรมวิธีในการตอยึดทางกลมีหลายวิธี ดงั น้ี
- สกรู (Screw) และสลกั เกลียว (Bolt) เปน ตวั ยดึ ที่มีเกลียวอยูภายนอกลําตัว สวน
แปนเกลียว (Nut) มีเกลียวอยูภายในจะใชงานรวมกับสลักเกลียวและแผนรองแปนเกลียว
(Washer) ดังแสดงในรูปที่ 7.27 สกรูและสลักเกลียวมีหลายลักษณะตามมาตรฐานซึ่งไดแสดง
ไวในรปู ท่ี 7.28
รูปที่ 7.27 สลักเกลียว แปน เกลียว และแผน รองแปนเกลียว
(คัดมาจาก http://www.uniteddual.com)
208 การตอ โลหะ
รปู ท่ี 7.28 สกรแู ละสลักเกลียวชนิดตาง ๆ (คัดมาจาก http://removeandreplace.com)
รูปท่ี 7.29 ตาปสกรู (คัดมาจาก http://www.brassfasteners.co.uk)
รูปท่ี 7.30 หมุดยํา้ (คดั มาจาก http://www.andrufastener.com)
รูปท่ี 7.31 อายเล็ด (คดั มาจาก http://www.fastkit.com)
การตอโลหะ 209
- ตา ปสกรู (Tapping screw) ดังแสดงในรปู ท่ี 7.29 เปนสกรูที่ออกแบบมาใชยึดงาน
ที่เปนรูไมมีเกลียว โดยที่ขณะขันยึดงาน ก็จะตัดเกลียวไปดวย สวนมากยึดงานบาง หรือยึด
โลหะออน
- หมุดย้ํา (Rivets) ดังแสดงในรูปที่ 7.30 เปนตัวยึดงานที่นิยมใชกันอยางแพรหลาย
มีอัตราการผลิตสงู ตน ทุนตาํ่ เปน การยดึ แบบถาวร การกดั กรอนอันเน่ืองมาจากบรรยากาศนอก
คือ สาเหตุที่ทําใหอายุการใชงานหมุดย้ําสั้นลง หมุดยํ้าไมมีเกลียว การยึดอาศัยการกดยํ้าให
ชิ้นงานติดกัน เนื่องจากหัวทั้ง 2 ดาน หัวดานแรกถูกขึ้นรูปไวกอนดวยกรรมวิธีตีข้ึนรูป เม่ือ
ประกอบชนิ้ งานแลว กต็ ีข้ึนรูปหัวอกี ดานหน่งึ ดว ยคอน หรอื เครื่องอดั
- อายเลด็ (Eyelets) ดังแสดงในรูปที่ 7.31 หรือนิยมเรยี กวา หมุดตาไกเปนตัวยึดแบบ
ถาวรชนดิ หนึ่ง ทํามาจากทอ ทมี่ ีผนงั บาง ดา นหน่ึงมปี กยื่นออกมา หลักการทํางานคลายกับหมุด
ยํา้ แตใ นการยึดตองใชเ คร่ืองมอื ตอกอดั (Setting tools) เพือ่ อดั ผา ยปากอกี ดานหนึง่ ใหเปนปก
ยน่ื ออกมา เหมาะกบั งานยึดทไี่ มต องการความแข็งแรงมากนัก เชน การประกอบชิ้นสวนรถยนต
อปุ กรณไฟฟา ของเลน ตางๆ และเคร่ืองประดับ
210 การตอโลหะ
คําถามทายบทที่ 7
จงเติมคําตอบลงในชองวางใหถูกตองสมบูรณ
1. กรรมวธิ ีการตอ โลหะแบงออกเปน ก่วี ิธี อะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. หนา ท่ขี องแกส เฉือ่ ยในการเชือ่ มอารคคอื อะไร และแกส เฉ่อื ยท่นี ิยมใชม ีอะไรบา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. การเช่ือมมิก (Metal Inert Gas Welding: MIG) และการเชื่อมทิก (Tungsten Inert
Gas Welding: TIG) เหมอื นหรือแตกตา งกนั อยางไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. การเชื่อมในสถานะของแข็ง (Solid-State Welding: SSW) และการเช่ือมโดยใชความ
ตานทานไฟฟา (Electrical-Resistance Welding: ERW) เหมือนหรือแตกตางกัน
อยา งไร จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. การตอ ยึดทางกลมกี ่ีแบบ อะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การตอ โลหะ 211
6. การบัดกรีออน (Soldering) และการบัดกรีแข็ง (Brazing) เหมือนหรือแตกตางกันอยางไร
จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. อเิ ล็กโทรด (Electrode) มีหนาทีอ่ ะไร และมคี ณุ ลักษณะท่ีแตกตา งกันเพราะอะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. หากตองการเช่ือมงานโครงสรางเหล็กกลาผสมที่มีความหนามากและมีแนวเชื่อมยาว ควร
เลือกใชก รรมวิธีใด จงอธบิ ายกรรมวิธีโดยละเอียด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. หากตองการเชื่อมงานท่ีมีความบางมาก ขนาดเล็ก และตองการแนวเช่ือมท่ีมีคุณภาพสูง
ควรเลือกใชกรรมวธิ ีใด จงอธิบายกรรมวิธีโดยละเอียด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. การตอโดยใชต วั ประสานและการตอ ยึดทางกลเหมอื นหรือแตกตา งกนั อยางไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
212 การตอ โลหะ
เอกสารอา งองิ
ชลิตต มธรุ สมนตรี และคณะ. กระบวนการผลิต. กรุงเทพฯ: ศนู ยสง เสริมอาชีวะ, 2544.
ธนรัตน แตวัฒนา และมณฑล แสงประไพทิพย. กรรมวิธีการผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคช่ัน,
2546.
All Time Mechanical & Electrical Equipment Co., Ltd. Electro Gas Welder 2552.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล: http://www.alltimewelding.com/autotank_
electrogas.html
Andru Products Ltd. Rivets 2555. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.andrufastener.com/rivets.html
Bestinnovativesource.com. Friction Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.bestinnovativesource.com/2013/01/16/friction-welding/
Bestinnovativesource.com. High Frequency Resistance Welding 2556. (ระบบ
ออนไลน) แหลงขอมลู : http://www.bestinnovativesource.com/2013/01/16/high-
frequency-resistance-welding-and-high-frequency-induction-welding/
Bolt Depot.com. Fatener Type Chart 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มลู :
http://removeandreplace.com/2013/12/20/cheat-guide-chart-for-fasteners-
bolts-screws-washers-nuts-and-drive-identification-charts/
Brass Fasteners. Brass Fateners 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.brassfasteners.co.uk/self_tapping_screws_brass_steel.htm
Docstoc. Flux Cored Arc Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.docstoc.com/docs/113485800/Flux-Cored-Arc-Welding-
%28FCAW%29
Fastkit Corp. Eyelets 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://www.fastkit.com/Eyelets-Grommets-Rivets-s/71.htm
InTech. Laser Roll Welding 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://www.intechopen.com/books/welding-processes/dissimilar-metal-
joining-of-zinc-coated-steel-and-aluminum-alloy-by-laser-roll-welding
Jasic Thailand. เครื่องเชอื่ มปนไฟ 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มลู :
http://www.jasicthailand.com/p/30/wg6500m-เคร่ืองเชอื่ มปน ไฟ-mma-jc
การตอโลหะ 213
Mechanicalengineeringblog.com. Projection Welding 2557. (ระบบออนไลน)
แหลง ขอมูล: http://www.mechanicalengineeringblog.com/tag/projection-
welding-advantages-and-disadvantages/
Oknation.net. เทคนิคการเชือ่ ม 2552. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มลู :
http://www.oknation.net/blog/Ruswan/2009/09/26/entry-1
SubsTech. Electron Beam Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=electron_beam_welding_e
bw
SubsTech. Electroslag Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=electroslag_welding_esw
SubsTech. Plasma Arc Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มลู :
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=plasma_arc_welding_paw
SubsTech. Resistance Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=resistance_welding_rw
SubsTech. Submerged Arc Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มลู :
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=submerged_arc_welding_s
aw
SubsTech. Tungsten Inert Gas Arc Welding 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=tungsten_inert_gas_arc_we
lding_tig_gtaw
SubsTech. Ultrasonic Processing 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://www.substech.com/dokuwiki/doku.php?id=ultrasonic_processing
Valley Forge. Forging 2549. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.passforge.com/photogallery.htm
WorldPress.com. Thermit Welding 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://mechanicalinfo.wordpress.com/2011/10/31/thermit-welding/
www.uniteddual.com. Bolts & Nuts 2553. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.uniteddual.com/Others.aspx
Zhengzhou Yuguang Clad Metal Materials Co., Ltd. Explosion Welding 2557.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล: http://www.yuguangmetal.com/explosion.html
บทท่ี 8
การตกแตงผิวสําเรจ็
(Finishing)
การตกแตง ผวิ สําเร็จเปนข้ันตอนการทํางานขั้นสุดทายท่ีสําคัญที่สุดในการผลิตช้ินงาน
ทางวิศวกรรม เพื่อใหชิ้นงานมีคุณสมบัติของผิวที่เหมาะสมกับการนําไปใชงานและยืดอายุการ
ใชง านของชนิ้ งานนน้ั ๆ ซึ่งสามารถทําไดโดยการ ปรับปรุงสวนผสมและโครงสรางภายในของ
ชิ้นงาน หรอื การนําเอาวสั ดอุ ่นื ที่มคี ณุ สมบตั ิเหมาะสม มาเคลือบลงบนผิวชิ้นงานการตกแตงผิว
แตละประเภทจะมีขอดีขอเสียและมีความเหมาะสมกับการใชงานท่ีแตกตางกัน ดังนั้นการ
เลือกใชงานตองพิจารณาถึงการออกแบบ จุดประสงคการนําไปใช ผิวงานท่ีตองการ ความ
เหมาะสมกบั การใชงาน สภาวะการใชงาน การนําไฟฟา ผลกระทบตอสิ่งแวดลอม การปกปอง
ผวิ งาน และคา ใชจ า ย เปนตน การตกแตงผิวสาํ เร็จมีขั้นตอนดงั แสดงในรูปที่ 8.1
รูปที่ 8.1 กระบวนการตกแตง ผวิ สาํ เรจ็ (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
8.1 การทําความสะอาดผวิ งาน
การทําความสะอาดผิวงาน เปนขั้นตอนการทํางานกอนที่จะนําชิ้นงาน ไปทําการชุบ
เคลอื บผวิ เปนผิวสําเร็จ โดยมีจุดประสงค เพื่อกําจัดส่ิงปนเปอนท่ีเกาะติดบนพื้นผิวงานท่ีผาน
กระบวนผลติ มา เชน ไขมัน น้ํามัน และส่ิงปนเปอนอ่ืน ๆ และเปนการเตรียมผิวงานเพื่อใหได
คุณสมบัติตามท่ีตองการท่ีจะนําไปชุบเคลือบผิวและใชงาน การชุบเคลือบบนผิวงานที่สกปรก
หรอื ผวิ งานท่ีมสี ่ิงปนเปอ น จะทาํ ใหผ ิวงานที่ไดน ้นั ลอกออกไดงาย หรือผิวมีจุดดางไมสมํ่าเสมอ
ซ่งึ ในการทาํ ความสะอาดผิวงานควรคํานึงถึง ลักษณะของรอยเปอนที่จะขจัดออก วัสดุช้ินงาน
216 การตกแตง ผวิ สําเรจ็
ลกั ษณะรูปรางของช้ินงาน พื้นท่ีผิวรวมท่ีจะทําความสะอาด ปริมาณช้ินงาน รูปแบบและความ
สะอาดผิวที่ตองการ ผลกระทบตอสิ่งแวดลอม คาใชจายในการทําความสะอาด เวลาในการ
ทํางาน ผลตอ เนื่องถึงกระบวนการถัดไป และความสามารถในการยบั ย้ังสนมิ เปนตน
กรรมวธิ ีทีใ่ ชการในการทําความสะอาดผิวงานสามารถแบงออกเปน 2 วิธีหลัก คือการ
ทําความสะอาดผวิ งานดวยวธิ ีทางเคมีและการทาํ ความสะอาดผวิ งานดว ยวิธีทางกล
8.1.1 การทาํ ความสะอาดผิวงานดว ยวธิ ีทางเคมี
เปนกรรมวิธีการขจัดความสกปรกของผิวงานดวยการใชสารเคมีเปนตัวกําจัดออกไป
โดยกรรมวิธกี ารตาง ๆ คอื การทาดวยมือ การจุมลา ง การแชในสารแขวนลอย การปลอยใหไหล
ทว มช้ินงาน การใสลงไปในถังพรอมช้ินงานแลวมีการหมุนถัง การทําความสะอาดผิวงานดวย
สารเคมจี ะเปน การกําจัดสิ่งสกปรก เชน คราบนา้ํ มนั ฝนุ ละออง และสารปนเปอนตาง ๆ ซ่ึงเปน
อุปสรรคและกอใหเกิดปญหาในการชุบเคลือบผิวงาน กระบวนการทําความสะอาดผิวงานดวย
สารเคมี สามารถแบงยอ ยไดอ ีกหลายวิธีดงั น้ี คือ การทําความสะอาดดวยอัลคาไลน (Alkaline
cleaning) การทําความสะอาดดวยสารแขวนลอย (Emulsion cleaning) การทําความสะอาด
ดว ยตัวทาํ ละลาย (Solvent cleaning) การทาํ ความสะอาดดวยกรด (Acid cleaning) และการ
ทําความสะอาดดวยอลั ตราโซนิค (Ultrasonic cleaning)
ก. การทําความสะอาดดวยอัลคาไลน (Alkaline cleaning) การทําความสะอาด
ดวยอัลคาไลน ดงั แสดงในรปู ท่ี 8.2 เปนกรรมวิธีการกําจัดรอยเปอนบนผิวโลหะดวยดาง ใชใน
การกาํ จดั สารจาํ พวก นา้ํ มนั จาระบี ขีผ้ ึง้ เมด็ โลหะ และผงตา ง ๆ ท่ผี ิวหนาชิ้นงาน เปน ตน โดย
ใชสารอลั คาไลนในการทาํ การลางและตองลางตามดวยน้ําอนุ สามารถทําได 2 รูปแบบ คือ การ
พนดวยละอองของอัลคาไลน และการจุมลงไปในสารแขวนลอย การทําความสะอาดชนิดน้ี
เหมาะสาํ หรบั งานท่ีตองการนําไปทาํ การเคลือบผิวในรูปแบบตา ง ๆ
รปู ที่ 8.2 การทาํ ความสะอาดดวยอัลคาไลน (คดั มาจาก https://rdl.train.army.mil)
การตกแตงผิวสําเรจ็ 217
ข. การทําความสะอาดดวยสารแขวนลอย (Emulsion cleaning) คอื การทาํ ความ
สะอาดทใ่ี ชสารละลายอินทรยี เปนตัวหลักในการทําปฏิกิริยา โดยมากเปนสารไฮโดรคารบอนท่ี
เจือจางในนํ้า เชน Naphtha, Kerosine, Benzene, Carbon-tetrachloride เปนตน ใชไดกับ
ผิวงานทีเ่ ปนโลหะและอโลหะ หลังจากนน้ั ควรลางทาํ ความสะอาดดวยดา งอีกครงั้ หน่ึง
ค. การทาํ ความสะอาดดว ยตัวทําละลาย (Solvent cleaning) ดังแสดงในรูปที่ 8.3
เปน การกําจัดสารประกอบอนิ ทรยี เชน นาํ้ มนั และจาระบี ออกจากผิวงาน ดวยการทําใหตัวทํา
ละลายเขา ไปทําปฏิกิรยิ ากบั สารอนิ ทรยี โดยสมบัตขิ องตัวทาํ ละลายท่ีดนี นั้ จะตอง
- สามารถใชง านไดท้ังในอณุ หภูมติ ่ํา สงู หรือไอ
- ไมทาํ ปฏกิ ิริยากับโลหะ
- ไมเปนพษิ
- ความจคุ วามรอนและความรอนแฝงของการกลายเปนไอตํา่
- เมอ่ื เปน ของเหลวมีความถว งจาํ เพาะสูง และแรงตึงผวิ ตํ่า
- เมอ่ื อยใู นสภาพไอจะหนักกวาอากาศ
รูปที่ 8.3 การทาํ ความสะอาดดว ยตวั ทาํ ละลาย (ชลิตตและคณะ, 2544)
ง. การทาํ ความสะอาดดวยกรด (Acid cleaning) คือกระบวนการที่นํากรดตาง ๆ
เชน Mineral acid, Organic acid, Acid salt มาผสมรวมเขากับ Wetting agent และ
Detergent เพือ่ กาํ จดั ออกไซดต า ง ๆ นํ้ามัน จาระบี โดยการใชสารละลายกรดทา จุม หรือพน
ซ่ึงกรดท่ีนิยมใช ไดแก Phosphoric acid, Sodium acid pyrophosphate, Sodium
bisulfate, Sulfuric acid, Nonionic wetting agent และ Anionic wetting agent เปน ตน
218 การตกแตงผิวสําเรจ็
จ. การทาํ ความสะอาดดว ยอัลตราโซนิค (Ultrasonic cleaning) ดังแสดงในรูปที่
8.4 เปนการทําความสะอาดโดยการใชคล่ืนความถี่สูง ประมาณ 20-45 kHz สงออกมา
ส่ันสะเทือนสารละลายของเหลวเกิดเปนฟองอากาศเล็ก ๆ เขาไปทําการชะลางคราบของส่ิง
สกปรกตาง ๆ ท่ีติดอยูบนผิวงานนับวาเปนกรรมวิธีการทําความสะอาดท่ีมีประสิทธิภาพมาก
ท่ีสุด ประสิทธิภาพจะเพ่ิมข้ึนมากกวาน้ีถามีการเพิ่มอุณหภูมิสารละลายขึ้น ตัวอยางของ
สารละลาย เชน Silicated, Alkaline, Ammonium hydroxide และน้ําสบู เปน ตน
รูปท่ี 8.4 การทําความสะอาดดวยอลั ตรา โซนคิ
(คดั มาจาก http://www.ultra-piezo.com และ http://berliner-ultrasonics.org)
8.1.2 การทาํ ความสะอาดผิวงานดว ยวิธที างกล
การทาํ ความสะอาดดว ยวิธีน้ี นอกจากจะทําใหชน้ิ งานสะอาดแลว ยังชวยกําจัดครีบหรือ
คมที่เกิดจากการแปรรูปไดอีกดวย การทําความสะอาดดวยวิธีทางกล ใชเพ่ือกําจัดสนิม ส่ิง
ปนเปอน ทราย ขี้ตะกรันตาง ๆ กําจัดสะเก็ดผิวในงานเชื่อม และเศษรอยตัดตาง ๆ เปนตน
โดยสามารถแบงตามลักษณะการทํางานไดหลายวิธี ดังน้ี คือ การพนดวยอนุภาค (Blast
finishing) การขดั ดว ยเครือ่ งขดั แบบถงั หมนุ (Barrel finishing) การขัดดวยเคร่ืองขัดแบบส่ัน
(Vibratory finishing) และการขัดดวยเคร่อื งขดั ลอหมุน (Polishing finishing)
การตกแตง ผวิ สําเรจ็ 219
ก. การพนดวยอนุภาค (Blast finishing) การใชอนุภาคที่มีความเร็วสูงว่ิงกระทบ
ผวิ ชนิ้ งาน ที่นยิ มใชก นั แพรห ลายไดแก การพนเม็ดทราย ในปจจุบันไดมีการนําเอาอนุภาคที่มี
ความแขง็ มากกวา ทรายมาใช เชน การขัดดวยเม็ดโลหะ อะลูมิเนียมออกไซด และซิลิกอนคาร
ไบด พลังงานทใ่ี ชข นสงอนุภาคมี 2 ลกั ษณะ คอื ดว ยการใชลมและการหมุนเหวี่ยง ดังแสดงใน
รปู ท่ี 8.5
รูปท่ี 8.5 การขดั ดวยเครือ่ งขัดแบบพน ดวยอนุภาค
(คดั มาจาก http://www.guyson.com และ ชลติ ตและคณะ, 2544)
รปู ที่ 8.6 การขดั ดว ยเครื่องขดั แบบถงั หมุน (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
220 การตกแตงผิวสําเรจ็
ข. เครอื่ งขัดแบบถงั หมุน (Barrel finishing) ดังแสดงในรปู ที่ 8.6 ใชขัดช้ินงานที่มี
ขนาดเลก็ ๆ ครงั้ ละจํานวนมาก ๆ โดยใสชิ้นงานที่จะขัดลงไปในถัง ภายในถังขัดแบบหมุนจะ
บรรจุตัวขัด (Media) และยาขัด การทํางาน ถังจะหมุนรอบตัวดวยความเร็วรอบ 10-50 รอบ
ตอวินาที ทําใหช้ินงานถูขัดสีกับตัวขัด ใหผิวงานสะอาด ถังหมุนจะมีรูปหนาตัดรูป 6 หรือ 8
เหล่ยี ม ตวั ขดั (Media) ไดแ ก คอรนั ดัม อลมู ิเนียมออกไซด ซิลิกอนคารไบด แกรไนด หินปูน
เซรามิก พลาสตกิ และไมเ นือ้ แขง็ เปนตน
ค. เคร่ืองขัดแบบสั่น (Vibrator finishing) ดังแสดงในรูปท่ี 8.7 ใชขัดชิ้นงานที่มี
ขนาดเล็ก ๆ ท่ีไมสามารถขัดดวยมือได โดยใสชิ้นงานลงไปในเคร่ืองขัด เครื่องจะทําการสั่น
หรอื เขยา ใหชน้ิ งานขัดสีกบั ตัวขดั และยาขดั ซ่งึ ใสไวในเคร่ือง ตัวขัดไดแก คอรันดัม อลูมิเนียม
ออกไซด ซิลิกอนคารไบด แกรไนด หินปนู เซรามกิ พลาสติก และไมเ น้อื แข็ง เปนตน
รูปที่ 8.7 เครอื่ งขัดแบบถังสั่น (คดั มาจาก http://www.indiamart.com)
ง. เครอ่ื งขัดลอหมนุ (Polishing finishing) ดังแสดงในรูปท่ี 8.8 เคร่ืองขัดแบบน้ีใช
มอเตอรข บั ขนาด 1-5 แรงมา มีลอสําหรับขัดติดไวตรงแกน 2 ขางและมีลอขัดสามารถเลือกใช
ไดต ามตอ งการ ท่ีลอ ขดั จะเคลอื บดวยผงทรายซงึ่ มีเบอรตงั้ แตหยาบจนถงึ ละเอยี ด ลอขัดมีหลาย
ประเภทเชน ลอแปรงลวด ลอแปรงหางมา ลอ ผา เปนตน
รูปท่ี 8.8 เครอื่ งขัดแบบลอหมุน (คัดมาจาก http://www.shreerajasthanironfoundry.com)
การตกแตง ผิวสําเรจ็ 221
8.2 วิศวกรรมการชุบเคลอื บผวิ (Surface engineering)
วิศวกรรมการชุบเคลือบผิว หมายถึง การปรับแตงผิวชิ้นงานใหมีโครงสรางและ
คณุ สมบัตทิ ่ีผวิ งานใหม คี วามเหมาะสมกับการใชงานมากที่สุดเทาที่จะทําได เชน การปรับแตง
ผิวงานใหมีความแข็งแรงสูงเพื่อใหทนตอการสึกหรอไดดี การปรับแตงเพ่ือใหผิวงานมีความ
ตา นทานการกัดกรอนดีขึ้น การเคลือบผิวงานบางกรรมวิธี จะทําใหเราสามารถนําชิ้นงานที่สึก
หรอมาใชใ หมไ ด ซงึ่ จะเปนการประหยดั เงิน ประหยัดวสั ดุ และพลังงานในการผลิตชิ้นงาน มีผล
ในการลดปญหาของภาวะสงิ่ แวดลอมไดอ ีกดว ย
หากเราพิจารณาลักษณะของการเสื่อมสภาพและการแตกหักของช้ินงาน (Failures
modes) การแตกหักเนื่องจากการลา (Fatigue failures) การแตกหักแบบเปราะ (Brittle
fractures) การสกึ หรอ (Wear) การผกุ รอน (Corrosion) วา การเสอ่ื มสภาพเหลานี้จะเกิดขึ้นที่
ผิวช้ินงานท้ังสิ้น ลักษณะและคุณสมบัติของผิวช้ินงานจึงนับวามีความสําคัญอยางย่ิงตอการ
เสื่อมสภาพและการแตกหักของชิ้นงาน การชุบเคลือบผิวจึงมีสวนสําคัญในการยืดอายุการใช
งานของช้นิ สวนตาง ๆ ใหใชง านไดยาวนานขึ้น โดยประเภทของการชุบเคลือบผิวสามารถแบง
ได 2 กลุมใหญ ๆ คือ การชุบแข็งเฉพาะผิว (Surface hardening) และการเคลือบผิว
(Surface coating)
8.2.1 การชุบแขง็ เฉพาะผิว (Surface hardening)
การชุบแข็งเฉพาะผิว หมายถึงการปรับปรุงคุณสมบัติที่ผิวของชิ้นงานใหมีความแข็ง
มากข้ึนเพ่ือใหทนทานการสึกหรอ การเสียดสี และเพื่อใหอายุการใชงานยาวนานขึ้น
กระบวนการท่ีใชอาจจะเปนกระบวนการทางความรอนท่ีทําใหโครงสรางทางโลหะวิทยาหรือ
สว นผสมทางเคมขี องผิวชน้ิ งานแตกตางไปจากเดิม อันจะเปนผลใหความแข็งที่ผิวเพ่ิมขึ้น เชน
การชุบแข็งดวยกระแสการเหน่ียวนํา (Induction Hardening) การชุบแข็งไนโตรคารบูไรซิ่ง
(Nitrocarburizing) การชบุ แขง็ คารบ ูไรซ่ิง (Carburizing) การชุบแข็งไนไตรดิ้ง (Nitriding)
เปน ตน ทาํ ใหสามารถนาํ ชิ้นงานไปใชง านไดตามวัตถุประสงค ซึ่งจะกลาวโดยละเอียดถัดไปใน
บทที่ 9
8.2.2 การเคลอื บผวิ (Surface coating)
การเคลือบผิว หมายถึงการนําเอาวัสดุอื่นมาเคลือบติดผิวชิ้นงาน เพื่อใหชิ้นงานมี
คุณสมบัติตามที่ตองการ หรือใกลเคียงกับที่ตองการมากท่ีสุด เชน การเคลือบผิวปองกันสนิม
ปอ งกันการกดั กรอน ลดการสึกหรอ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มความสามารถในการนําไฟฟา เพิ่ม
ความมันวาว สวยงาม เปน ตน เทคโนโลยีการเคลือบผวิ มหี ลายวธิ ี เชน การพนเคลอื บดวยเปลว
ความรอน (Thermal spray coating) การชุบเคลือบผิวดวยไฟฟา (Electroplating) การ
222 การตกแตง ผวิ สําเร็จ
เคลือบผิวดวยไอกายภาพและไอเคมี (Physical and Chemical vapor deposition) การ
เคลือบผิวดวยสารอินทรียแ ละการทาสี (Organic coating) ซ่ึงแตล ะวธิ จี ะมคี ณุ สมบัติผิวเคลือบ
ที่แตกตา งกัน ดังนน้ั การเลอื กใชง านตอ งพจิ ารณาถงึ ความเหมาะสมกบั งานท่จี ะนําไปใชด วย
ก. การเคลือบดวยอิเลคโตรเพลทต้ิง (Electroplating) ดังแสดงในรูปที่ 8.9 เปน
กระบวนการแยกสารดวยกระแสไฟฟา ในสารละลายที่เปนตัวนําไฟฟาเรียกวา Electrolyte
เชน กรด ดางหรือเกลือ โดยใหช้ินงานเปนขั้วลบ และโลหะท่ีนํามาชุบเคลือบจะเปนข้ัวบวก
ดว ยไฟฟากระแสตรง ซง่ึ บรรจใุ นถังหรืออางโลหะ ช้ินงานทุกชนิดสามารถนํามาฉาบเคลือบผิว
ได ผิวที่เคลือบจะมีความหนา ประมาณ 0.05 มิลลิเมตร แตความหนาจะไมสมํ่าเสมอ ทั้งน้ี
ข้ึนอยูกับรูปรางของชิ้นงาน โดยเฉพาะสวนท่ีเปนมุม โลหะท่ีนํามาชุบเคลือบไดแก นิกเกิล
แคดเมียม ทองแดง สังกะสี และดีบุก การชุบเคลือบดวยโครเมียมจะตองเคลือบรองพื้นดวย
ทองแดง และนิกเกลิ กอ นเสมอ การชบุ เคลือบดวยโครเมียมโดยตรงเรียกวา Hard Chromium
Plating จะใหผิวงานท่ีมีความแข็งถึง 70 HRC วิธีน้ีใชในการปองกันการสึกหรอของเคร่ืองมือ
กา นวาลว กระบอกสบู และแกนเพลาตาง ๆ
ขอดีของกระบวนการน้ีคือ ไดผิวเคลือบที่ยึดเกาะผิวชิ้นงานแนน นําไฟฟาดีเยี่ยม มี
ความสวยงามมันวาว และสามารถควบคุมความหนาไดงาย แตมีขอเสียคือ เปลืองไฟฟาและ
สารละลาย Electrolyte เน่อื งจากการเสอื่ มสภาพหลังการใชงาน
รูปที่ 8.9 การเคลือบดวยอเิ ลคโตรเพลทต้ิง (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
ข. การเคลือบดว ยอเิ ลคโตรเลส (Electroless plating) ดังแสดงในรูปที่ 8.10 การ
เคลือบดวยอิเลคโตรเลส เปนการชุบเคลือบผิวงานโดยไมใชไฟฟาชวยในการเคลือบผิว แต
อาศัยเพยี งการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีและความรอนชวยกระตุนใหเกิดผิวเคลือบบนชิ้นงาน โลหะท่ี
ชบุ เคลือบที่แตกตวั เปน อิออนอยูในสารละลายจะมาปกคลุมบนผิวหนาของชิ้นงาน โลหะเคลือบ
การตกแตงผวิ สําเรจ็ 223
ท่ีสามารถใชในกระบวนการน้ีมีขอจํากัด และมีคาใชจายสูงกวากระบวนการอิเลคโตรเพลทต้ิง
โลหะทีน่ ิยมใช ไดแ ก นิกเกิล หรอื นกิ เกิลผสม ทองแดง และทองคํา เปนตน
ขอ ดขี องกระบวนการน้คี ือ ไมต องใชไ ฟฟา เคลือบไดท้ังโลหะและอโลหะ และช้ินงานท่ี
ไดมีผิวเคลือบที่สม่ําเสมอ แตมีขอเสียคือ ควบคุมความหนายาก ไดผิวเคลือบที่ยึดเกาะ
ผวิ ชิ้นงานไดไมด นี กั และมคี วามเปนพิษ
รปู ท่ี 8.10 การเคลือบดวยอเิ ลคโตรเลส (ชลิตตและคณะ, 2544)
ค. การเคลือบดวยอิเลคโตรฟอรมม่ิง (Electroforming) กระบวนการนี้
เหมือนกับอิเลคโตรเพลทต้ิง แตวัตถุประสงคตางกัน ความหนาของการเคลือบประมาณ
0.05 มิลลิเมตร หรือนอยกวา การทํางานตองใชแมแบบ (Mold) มีท้ังแบบถาวรหรือแบบ
ชัว่ คราว แบบถาวรจะตอ งงา ยตอ การถอดช้ินงานออก แบบช่ัวคราวเวลานําช้ินงานออกตองทุบ
ทาํ ลาย หรือตองหลอมละลายไดงา ย เชน ข้ีผง้ึ และพลาสติก มกั ใชกับงานท่ีมีความซับชอน ซ่ึง
แบบถาวรทาํ ไมไ ด โลหะท่นี าํ มาเคลือบ ไดแ ก ทองแดง นกิ เกิล และโคบอลต- นิกเกิล เหมาะกบั
งานท่ีมคี วามละเอยี ดมาก ๆ เชน แมพิมพเลนส แผนเสียง ตัวพิมพ และแผน CD เปนตน ดัง
แสดงในรูปที่ 8.11
รูปที่ 8.11 ตวั อยางงานตัวพิมพท่ใี ชการเคลือบผิวแบบอเิ ลคโตรฟอรม ม่ิง
(คัดมาจาก http://en.qd-ss.com)
224 การตกแตงผวิ สําเรจ็
ง. การจุมเคลือบ (Hot dipping) คือการนําชิ้นงานท่ีตองการเคลือบผิวลงไปจุมใน
วัสดุเคลือบท่ีอยูในลักษณะท่ีหลอมเหลว วัสดุเคลือบที่รอนก็จะวิ่งมาเกาะที่ผิวของช้ินงาน
เนื่องจากการเกิดปฏิกิริยาเคมีของวัสดุทั้งสอง วัสดุที่นิยมทําเปนสารเคลือบ คือ สังกะสี (Zn)
อะลมู ิเนียม (Al) ดบี ุก (Sn) และ ตะกัว่ (Pb) วัสดชุ ้นิ งานสวนมากจะเปนเหลก็ กระบวนการนม้ี ี
วัตถปุ ระสงคเ พ่ือปองกนั การกัดกรอน ผิวเคลือบจะมีความหนาประมาณ 0.04-0.09 มิลลิเมตร
ซ่งึ สามารถควบคุมดวยเวลาท่ีใชในการจุม อุณหภูมิที่ใช ประมาณ 450 °C การเคลือบผิวดวย
วธิ นี สี้ ว นมากจะกระทําแบบตอ เนื่อง ดังแสดงในรูปที่ 8.12
รูปที่ 8.12 การเคลอื บผวิ ดวยวิธกี ารจมุ เคลือบแบบตอเน่ือง
(คดั มาจาก http://www.keywordpicture.com)
จ. การเคลือบดวยฟอสเฟต (Phosphate coating) คือการปรับปรุงผิวโลหะเพื่อ
ปองกนั การสมั ผสั กันระหวา งผิวโลหะและอากาศโดยการทําใหผิวโลหะเกิดฟลมออกไซดบาง ๆ
ทไี่ ดจากการเคลอื บผิวงานดวยสารละลายเกลือฟอสเฟตท่ีละลายใหเจือจางดวยกรดฟอสฟอริก
ผิวเคลือบท่ีไดมีความหนา 0.0025-0.05 มิลลิเมตร ชิ้นงานท่ีนิยมเคลือบ ไดแก สังกะสีและ
เหลก็ ดังแสดงในรปู ที่ 8.13
รูปท่ี 8.13 การเคลือบผิวดวยฟอสเฟต (คดั มาจาก http://www.parkertrutec.com)
การตกแตง ผวิ สําเร็จ 225
ฉ. การเคลือบดว ยโครเมต (Chromate conversion coating) คือการปรับปรุงผิว
โลหะเพ่ือปองกันการสัมผัสกันระหวางผิวโลหะและอากาศโดยการทําใหผิวโลหะเกิดฟลม
ออกไซดบาง ๆ ท่ีไดจากการทําปฏิกิริยาของกรดโครมิกหรือเกลือโครมิก เชน Sodium หรือ
Potassium chromate, hydrofluoric acid เปนตน กับผิวของโลหะเกิดสารประกอบโครเมียม
เชิงซอนขึ้น (Complex chromium compound) โลหะท่ีนิยมเคลือบดวยวิธีน้ีไดแก
อะลูมิเนียม แคดเมียม ทองแดง แมกนีเซียม และ สังกะสี ผิวเคลือบที่ไดจะบางกวาแบบการ
เคลือบดว ยฟอสเฟต
ช. การเคลือบดวยวิธีอะโนไดซ (Anodizing) ดังแสดงในรูปที่ 8.14 เปน
กระบวนการออกซิเดช่ันแบบคงตัวท่ีเกิดกับผิวหนาช้ินงาน เพ่ือปองกันการกัดกรอน โดย
ช้ินงานจะเปนขวั้ บวกท่ีจุมแชอ ยูในอางกรดที่เปนสารละลายตัวนําไฟฟา ทําใหเกิดออกไซดขึ้น
ทั่วท้งั ผิวชนิ้ งาน ลักษณะนี้เรยี กวา “Anodizing” ผวิ เคลอื บจะมคี วามหนาอยรู ะหวาง 0.0025-
0.0075 มิลลเิ มตร เหมาะกับงานท่ีเปน อะลมู เิ นยี ม และงานทจ่ี ะนําไปพนสตี อไป
รปู ท่ี 8.14 การเคลอื บผวิ ดว ยวิธอี ะโนไดซ (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
รูปท่ี 8.15 การเคลอื บผวิ ดว ยวิธีอิวาโพเรชั่น (คดั มาจาก http://www.pfonline.com)
226 การตกแตง ผวิ สําเรจ็
ซ. การเคลอื บดวยวิธีอิวาโพเรชั่น (Evaporation) เปนกรรมวิธีการเคลือบผิวโดย
การใหค วามรอ นแกว ัสดจุ นหลอมละลายและกลายเปนไอเม่ืออุณหภูมิสูงขึ้นจนระเหยเปนไอข้ึน
ไปเกาะติดอยูบนผิวของวัสดุท่ีดองการเคลือบผิว ดังแสดงในรูปท่ี 8.15 วัสดุท่ีนิยมทําเปนผิว
เคลือบ เชน ทอง เงิน ทองแดง โครเมียม ทงั สเตน เปน ตน กระบวนการทาํ งานตองอยูในสภาวะ
สุญญากาศ
ขอดีของกระบวนการน้ีคือ เปนการเคลือบผิวท่ีอุณหภูมิตํ่า เคลือบไดพื้นที่ใหญกวา
ฟล ม ทไี่ ดไ มมสี ่ิงปนเปอนเนื่องจากเกิดในสญุ ญากาศ อัตราการเคลือบผิวสูงในระดับไมครอนตอ
นาที แตมีขอเสียคือ อาจมีสารมลทินสูง หากวัสดุที่จะนํามาทําผิวเคลือบไมสะอาด ความหนา
ของผวิ เคลอื บไมสมํา่ เสมอ และไมส ามารถเคลือบผวิ ทเี่ ปน สารประกอบได
ฌ. การเคลือบดวยไอเคมี (Chemical vapor deposition) ดังแสดงในรูปท่ี 8.16
เปนกรรมวิธีการตกตะกอนของไอเคมี ในกระบวนการจะใชความรอนเคมี เพ่ือเคลือบเคร่ืองมือ
ตัดดวยไทเทเนียมไนไตร โดยที่เคร่ืองมือจะถูกบรรจุอยูในถาดกราไฟตท่ีใหความรอน 950-
1,050 ๐C ท่คี วามดันบรรยากาศภายในภาชนะที่มีไทเทเนียมเทตคลอไรด กาซไฮโดรเจน และ
ไนโตรเจนอยู ปฏิกริ ยิ าทางเคมีจะทาํ ใหไทเทเนยี มไนไตรเคลือบบนผวิ หนาของเคร่ืองมือ แตถา
ตอ งการเคลอื บดวยไทเทเนียมคารไ บด จะใชก า ซมเี ทน
ขอดีของกระบวนการน้ีคือ สามารถเคลือบผิววัสดุท่ีมีจุดหลอมเหลวสูงไดดี สามารถ
ควบคุมการเรียงตัวของอะตอมที่เรียงตัวบนผิวเคลือบได ควบคุมค วามหนาบางและ
องคประกอบทางเคมขี องผิวเคลือบไดต ามตองการ และอตั ราการเคลือบสูง แตมีขอเสียคือ แกส
ที่ไดสวนมากเปนแกส พษิ ใชพลังงานในการปฏิบตั กิ ารสูง มีของเสียทิ้ง และเกิดการปนเปอนใน
ผวิ เคลือบหากแกสไมบรสิ ุทธิ์
รปู ที่ 8.16 การเคลอื บผวิ ดวยไอเคมี (ชลติ ตและคณะ, 2544)
การตกแตง ผิวสําเรจ็ 227
ญ. การเคลือบดวยวิธสี ปตุ เตอริง (Sputtering) ดังแสดงในรูปท่ี 8.17 เปนกรรมวิธี
ทปี่ ระกอบไปดว ยสารเคลือบทต่ี อ เขาข้ัวลบ (Cathode) และช้ินงานเคลือบเปนขว้ั บวก (Anode)
อยูในสภาวะแกสเฉือ่ ย โดยอาศัยอิเล็คตรอนท่เี กดิ จากการแตกตวั ของแกส เฉอ่ื ยภายในระบบ วิ่ง
เขา ชนสารเคลือบทําใหเกิดอิออนของสารเคลือบว่ิงไปเกาะท่ีช้ินงานท่ีตองการเคลือบวัสดุท่ีใช
เคลอื บ ไดแก อะลูมเิ นียมออกไซด ทองคํา โครเมียม โมลิบดินัม ซิลิกอนออกไซด ซิลิกอนไน
ไตร ไทเทเนียมคารไบด และไทเทเนยี มไนไตร
ขอดีของกระบวนการนี้คือ อัตราการเคลือบผิวไมแตกตางกันแมวาวัสดุตางชนิดกัน
สว นผสมของผวิ เคลอื บไมแตกตางจากสารเคลือบ อุณหภมู กิ ารเคลอื บต่ําประมาณ 300-600 ๐C
ผิวเคลือบสะอาด และความหนาแนน สูง เน่ืองจากในการสปุตเตอริงนั้นมีการเติมผิวเคลือบและ
กดั ผวิ หนา สลับไปมา สามารถเคลอื บผวิ ท่ีเปนฉนวนได สวนขอเสียคือ ใชพลังงานสูง อัตราการ
เคลอื บต่ํา และสวนผสมทางเคมีของผิวเคลอื บไมแ นน อน
รูปที่ 8.17 การเคลอื บผิวดวยวิธีสปุตเตอริง (คัดมาจาก http://clearmetalsinc.com)
ฎ. การเคลือบดวยอิออน (Ion plating) เปนการเคลือบผวิ ดวยอิออนภายใตสภาวะ
พลาสมา (Plasma) ซึง่ คลา ยกบั ท่เี กดิ ในวิธีการสปุตเตอริง ขณะเดียวกันวัสดุเคลือบก็จะถูกทํา
ใหหลอมเหลวจนกลายเปนไอ และลอยเขาไปสูสภาวะพลาสมา ไอของวัสดุเคลือบจะถูก
อิเลิคตรอนของพลาสมา วิ่งเขาชนจนเกิดการแตกตัวของไอสารเคลือบ แลวอิออนของสาร
เคลือบก็จะวง่ิ เขา ไปจับกบั ช้นิ งานกลายเปนผิวเคลือบ ดงั แสดงในรูปที่ 8.18
ขอ ดีของกระบวนการน้ีคือ สามารถเคลือบผิวท่ีขนาดใหญ ผิวเคลือบเกาะติดช้ินงานดี
เย่ียม ขณะทาํ การเคลอื บจะมกี ารทําความสะอาดผวิ ช้ินงานพรอมกนั สว นขอเสยี คอื ผิวเคลือบมี
การปนเปอ น ผิวเคลอื บขรขุ ระ แกส เฉอ่ื ยอาจฝงตัวในผิวเคลือบ และความรอ นของช้ินงานสูง
228 การตกแตงผวิ สําเร็จ
รูปท่ี 8.18 การเคลือบผิวดวยอิออน
(คัดมาจาก http://isysinc.en.ec21.com และ ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
ฏ. การเคลือบสี (Painting) เปนวิธีการเคลือบผิวที่ใชในการตกแตงขั้นสุดทายอีก
ชนิดหน่ึงที่นิยมใชกัน เน่ืองจากมีความสะดวก รวดเร็ว และราคาถูก และมีใหเลือกมากมาย
หลายสตี ามตอ งการ วตั ถปุ ระสงคข องการเคลือบผิวดวยสีคือ เพื่อปองกันและรักษาวัสดุช้ินงาน
ใหม คี วามทนทาน เรียบรอยสวยงาม เปนการเพิ่มคุณคาใหกับวัสดุช้ินงาน สีที่ใชในปจจุบันนี้มี
คุณสมบตั ิ ทนตอการขูดขีด ทนอณุ หภูมไิ ดส งู และแหง ไว วธิ กี ารเคลือบดว ยสี โดยทั่วไปมีอยู 3
วิธี คือการจุม การทา และการพน ดังแสดงในรูปที่ 8.19 แตถาช้ินงานมีรูปรางซับชอน หรือมี
การตกแตงผิวสําเร็จ 229
ชองแคบ ๆ และลึกมาก ๆ สีไมสามารถจะเขาไปเคลือบไดทั่วถึง จําเปนตองใชวิธีการเคลือบ
แบบ Electrostatic spraying ซ่งึ จะใหความสมาํ่ เสมอของผิวเคลอื บมากกวา
(ก) (ข) (ค)
รปู ท่ี 8.19 การเคลือบสี (ก) แบบจุม (ข) แบบพน และ (ค) แบบ Electrostatic spraying
(ชลติ ตและคณะ, 2544)
โดยสที น่ี าํ มาเคลือบผวิ สามารถแบงออกไดเ ปน ชนิดตาง ๆ ดงั น้ี
- สีน้ํามัน (Oil-based paint) นิยมใชเปนสีทาภายนอก เปนสีท่ีมีน้ํามันเปน
สว นผสม สีชนดิ นี้มีคุณสมบัติในการเกาะยึดติดผิวงานไดดี ยืดหยุนตัวดี เหมาะกับงานไมและ
งานเหล็ก
- สีอัลไคด (Alkyd paint) สีชนิดน้ีมีสวนผสมของยางอัลไคด อันเกิดจากกรดและ
แอลกอฮอลหลายชนิดทําปฏิกิริยากับน้ํามันซักแหง มีคุณสมบัติในการรักษาความมันไดดี มี
ความทนทานและความตา นทานตอสภาพดนิ ฟา อากาศไดด ี เหมาะกับงานไมและเหล็ก นิยมใช
ในงานอุตสาหกรรมและในบรรยากาศทมี่ คี วามช้ืน
- สีฟโนลิค (Phenolic varnish paint) มีสวนผสมของฟนอล ฟอรมาลดีไฮด และ
น้ํามันซักแหง สีชนิดนี้มีคุณสมบัติตานทานตอนํ้า ความช้ืน และสารเคมีไดดีกวาสีน้ํามันและ
สอี ลั ไคด สชี นดิ นเี้ หมาะกบั งานคอนกรตี ไม และเหลก็ และในบรรยากาศทมี่ คี วามชื้นหรืองานที่
จุม อยใู นนาํ้
- สีอีพอกซี่เอสเตอร (Epoxy ester paint) สีชนิดน้ีมียางเปนสวนผสม ไดแก
เอพคิ ลอโรไฮดริน บิสฟนอลเอ กับน้ํามันซักแหง สีชนิดนี้มีคุณสมบัติทนทานตอความช้ืนและ
สารเคมี เหมาะกบั งานไมและเหล็ก นยิ มใชในงานอตุ สาหกรรม
- สีฐานน้ํา (Water base paint) สีชนิดนื้มีสวนผสมของยางสไตรีน-บิวทาเดียน
โพลีไวนิลอะซิเตท หรือโพสีอะคริลิค ละลายในน้ํา เหมาะกับงานท่ีเปนคอนกรีตและไม
แผนฟล มของสชี นดิ นี้เมื่อแหง แลวจะมรี พู รุน จงึ ทาํ ใหน้ําและความชืน้ ระเหยออกไปได ไมเหมาะ
กบั งานที่จมุ ในนา้ํ และฝง ดินตลอดเวลา
230 การตกแตงผิวสําเร็จ
- สีเรืองแสง (Fluorescent paint) สชี นิดนี้มีคณุ สมบัติพเิ ศษในการสะทอ นแสง เมื่อ
มีแสงมากระทบ ผงสีที่ใช ไดแก โรแดมมิน สังกะสีซัลไฟด ละลายในยางสังเคราะหเทอรโม
พลาสตกิ สชี นดิ นเี้ หมาะกบั งานทาํ เคร่ืองหมายจราจร
- สีทนไฟ (Fire retardant paint) สชี นดิ นมี้ ีคุณสมบัติพิเศษสามารถทนความรอน
ไดสงู ผงสีชนดิ น้ี ไดแก สังกะสแี ละแอนตโิ มนิออกไซด แคลเซียมและตะกั่วคารบอเนต ซิลิคอน
ยางคลอริเนต คลอริเนตพาราฟน สีชนิดนี้เหมาะกับงานไม คอนกรีต และงานปูนฉาบ ที่ใช
ภายใน
องคประกอบของสี ไดแ ก เนอ้ื สี (Pigments) กาว (Binder) และสารละลาย (Solvent)
- เนอื้ สี (Pigments) เนือ้ สเี ปน สวนประกอบทที่ าํ ใหมองเห็นเปนสตี า ง ๆ เฉพาะเนื้อสี
อยา งเดยี วมีลักษณะแหง เปน ผงละเอยี ด เชน สดี าํ เฉพาะเนอ้ื สจี ะดาํ บริสุทธิ์เหมือนฝุนเขมาจาก
เตาไฟ สบี างชนดิ ผสมผงอลมู เิ นียมละเอยี ดลงไปในเนอ้ื สี ทาํ ใหม องเหน็ เปน สีสะทอนแสง สีชนิด
นจ้ี งึ นิยมเรยี กวา สเี มทาลคิ
- กาว (Binder) กาวท่ีผสมกับสีจะชวยใหสีเกาะตัวเปนเนื้อเดียวกัน และยังชวยให
เนื้อสเี กาะระหวางเนือ้ สกี บั ผิวโลหะ
- สารละลาย (Solvent) สารละลายเปนสวนประกอบที่ทําใหสีเหลวงายตอการพน
หรือทา ถาปราศจากสารละลาย จะทําใหการพนหรือการทาสียุงยากเพราะสีขนและเหนียว
เกนิ ไป ภายหลังการพนหรือทาสีลงบนชิ้นงาน สารละลายจะระเหยออกไป ทําใหเหลือเฉพาะ
เนอ้ื สแี ละกาวตดิ ไวบนชน้ิ งานเทาน้นั
โดยกอนขั้นตอนการเคลือบสีจะตองทําความสะอาดผิวชิ้นงานใหสะอาด จากนั้นจึง
สามารถเคลือบผิวชน้ิ งานดวยสรี องพืน้ และสที ับหนา ตามลําดบั
- สรี องพื้น (Primer) กอนท่ีจะเคลือบสีทับหนา จําเปนตองเคลือบสีรองพ้ืนชั้นหนึ่ง
กอ น เพื่อเปนตัวยึดเหน่ียวระหวางสีทับหนาและพื้นผิวโลหะ สีรองพื้นจะชวยปองกันเชื้อราได
และประหยัดสีจริง การเคลือบสีรองพ้ืนจะเคลือบก่ีชั้นข้ึนอยูกับความจําเปนในแตละงาน โดยสี
รองพ้นื สามารถแบง ไดเปน 2 ชนิด ไดแก สรี องพื้นชนดิ ใสและสรี องพน้ื ชนิดขน
- สีทับหนา (Top coat) หรือสีจริงที่ตองการ เปนสีที่ใชเคลือบครั้งสุดทาย เพื่อเพ่ิม
คณุ คา และความสวยงาม การเคลือบจะตองเริม่ หลังจากท่สี ีรองพ้ืนแหงสนิทกอน โดยจํานวนชั้น
การเคลือบขึ้นกับงานที่ตองการ ซึ่งสภาพการทํางานท่ีช้ืนจะทําใหสีจริงบวมปูด หลุดออกมา
และอายกุ ารใชง านลดลงได
การตกแตง ผวิ สําเรจ็ 231
คาํ ถามทายบทท่ี 8
จงเตมิ คาํ ตอบลงในชอ งวา งใหถ ูกตอ งสมบูรณ
1. กรรมวิธีที่ใชก ารในการทําความสะอาดผิวงานแบง ออกเปนกี่วิธี อะไรบา ง จงยกตัวอยา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. การเคลือบผิวงานดวยกรรมวิธี Electroplating เหมือนหรือแตกตางจากกรรมวิธี
Electroforming อยา งไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. การเคลือบผิวงานดวยกรรมวิธี Phosphate coating เหมือนหรือแตกตางจากกรรมวิธี
Chromate conversion coating อยา งไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. การเคลือบผิวงานดวยกรรมวิธี Electroplating เหมือนหรือแตกตางจากกรรมวิธี
Anodizing อยา งไร จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. การเคลอื บผวิ งานดวยกรรมวิธี Sputtering เหมือนหรือแตกตางจากกรรมวิธี Ion plating
conversion coating อยางไร จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
232 การตกแตงผิวสําเรจ็
6. จงเลือกกรรมวิธีการเคลือบผิวงานโดยไมใชไฟฟามา 1 วิธี พรอมอธิบายกรรมวิธีโดย
ละเอยี ด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. จงอธิบายการเคลอื บผิวงานดว ยกรรมวิธี Evaporation
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. หากตองการอัตราการเคลือบผิวงานที่สูงและความหนาของผิวเคลือบที่สมํ่าเสมอควร
เลอื กใชก รรมวธิ ีใด จงอธบิ ายกรรมวิธีโดยละเอยี ด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. จงบอกองคประกอบของสี และแตล ะองคประกอบมีหนา ท่อี ะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. จงเลือกกรรมวธิ กี ารเคลือบผิวงานท่ีเหมาะสมสําหรับการเคลือบผิวเหล็กดวยทองแดงมา 1
วิธี พรอมอธิบายกรรมวิธโี ดยละเอยี ด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การตกแตง ผวิ สําเร็จ 233
เอกสารอา งอิง
ชลิตต มธุรสมนตรี และคณะ. กระบวนการผลิต. กรงุ เทพฯ: ศนู ยส งเสริมอาชีวะ, 2544.
Bhalani Industries. Vibratory Finishing Machine 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.indiamart.com/bhalani-industries/finishing-machine.html
Clear Metals Inc. Sputtering 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มลู :
http://clearmetalsinc.com/technology/
EC21 Inc. Ion Plating System 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มลู :
http://isysinc.en.ec21.com/HCD_Ion_Plating_System--1045567_
1045576.html
Gardner Business Media, Inc. Vacuum Evaporation Deposition 2557.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู : http://www.pfonline.com/articles/vacuum-
deposition-and-coating-options
Guyson Corporation. Blast Finishing System 2553. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://www.guyson.com/whatsnew/product-news/blast-finishing-system-
ensures-all-around-coverage/
https://rdl.train.army.mil. Alkaline cleaning 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
https://rdl.train.army.mil/catalog/view/100.ATSC/94A83DB2-B749-45D9-
A0FF- 0EC22B14ABD5-1276037346536/38-3/ch2.htm
KeywordPictures. Hot Dipping 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.keywordpicture.com/keyword/hot%20dipping/
Parker Trutec Inc. Phosphate Coating 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.parkertrutec.com/parkertrutec/phosphate_coatings.aspx
Quingdao Shishi Electronic Co.,Ltd. Electroforming 2557. (ระบบออนไลน)
แหลง ขอมูล: http://en.qd-ss.com/products_detail/&productId=2198b8c3-c700-
4295-9e1f-1fc24c921e3a&comp_stats=comp-FrontProducts_list01-
1301555551309.html
S. Berliner, III. Ultrasonic cleaning 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://berliner-ultrasonics.org/us-clean.html
Shree Rajasthan Iron Foundry. Polishing Machine 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.shreerajasthanironfoundry.com/Category.aspx?catID=3
234 การตกแตงผวิ สําเร็จ
UCE Ultrasonic Co.,Ltd. Dual Chamber Ultrasonic Cleaning Machine 2554.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู : http://www.ultra-piezo.com/Products/ultrasonic-
cleaner/ultrasonic-cleaner- machine/40.html
บทท่ี 9
การปรบั ปรุงคณุ ภาพโลหะดว ยความรอ น
(Heat Treatment of Metals)
กรรมวิธีทางความรอนเปนการใหความรอนแกโลหะจนรอนแดงและทําใหเย็นตัวลงจน
กลายเปนของแข็งเพ่ือเปลี่ยนสภาพของสมบัติทางกายภาพของโลหะนั้น กระบวนการดังกลาว
จะทาํ ใหโลหะมีความแขง็ เฉพาะผิวหนา ตานทานตอการกัดกรอน และตัดเฉือนยาก หรืออาจทํา
ใหโลหะออนตัวเพื่อชวยใหการตกแตงผิวสําเร็จโดยเคร่ืองจักรทําไดงายข้ึน เนื่องจากกรรมวิธี
ทางความรอนเหลานี้สามารถขจัดความเคนและความเครียดภายใน ลดขนาดเม็ดเกรน เพิ่ม
ความเหนียว (Toughness) และรักษาความแข็งแรงไว โดยการวิเคราะหโลหะจําเปนอยางยิ่งท่ี
จะตองทราบเปอรเซ็นตของสวนผสมของธาตุประกอบตาง ๆ เชน คารบอน นิกเกิล โครเมียม
แมงกานสี โมลิบดีนัม ทังสเตน ซิลิคอน วาเนเดียม ทองแดง และโคบอลต เปนตน ซึ่งมีสวนใน
การปรับปรุงและเปล่ียนแปลงสมบัติทางกายภาพของโลหะ โดยเฉพาะอยางย่ิงเปอรเซ็นต
คารบอน
โครงสรางของเหล็กกลาที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการปรับปรุงดวยกรรมวิธีทางความ
รอ นจะขน้ึ กับระยะเวลาที่ใชในการทําใหเหล็กกลาเย็นตัวลง ซ่ึงแสดงไดดังแผนภาพสมดุลเหล็ก
และคารบอน (รปู ที่ 9.1) เหล็กทมี่ ีเปอรเซ็นตคารบอนนอยกวา 0.83% เรียกวาพวกเหล็กไฮโปยู
เทคทอยด (Hypo-eutectoid steels) สว นพวกทม่ี ีเปอรเ ซน็ ตคารบ อนมากกวา 0.83% เรียกวา
เหล็กไฮเปอรยูเทคทอยด (Hyper-eutectoid steels) โดยจากแผนภาพสามารถแยกประเภท
เหลก็ ตามองคประกอบยอ ยไดเปน 4 ประเภท คือ
1. เฟอรไรต (Ferrite) หรือเรียกวาเหล็กแอลฟา เปนสารละลายของแข็งที่มีเน้ือ
เดียว จะมีเปอรเซ็นตคารบอนสูงสุด 0.04% ที่สามารถละลายไดที่อุณหภูมิ
1,333 °F (723 °C) โดยมีลักษณะโครงสรางผลึกแบบอะตอมอยูศูนยกลาง
โครงสราง (Body-centered cubic) เปนโลหะท่ีมีลักษณะออนและเหนียว
สามารถนาํ ไปรดี ดว ยอุณหภูมปิ กติได
2. ซีเมนไทต (Cementite) หรือเรียกวาเหล็กคารไบด เปนสารประกอบเชิงโลหะ
ระหวางเหล็กกับคารบอน มีสูตรทางเคมีคือ Fe3C มีความแข็งและเปราะ แตกหัก
งายเมอื่ ไดรบั แรงกระแทก และเปน องคประกอบหน่งึ ของเพริ ล ไลต
236 การปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอ น
3. เพิรล ไลต (Pearlite) เปนผลกึ ทเี่ กดิ รวมกนั ระหวางเฟอรไ รตและซีเมนไทตซ่ึงเกิด
จากปฏิกิริยายเู ทคทอยด (Eutectoid reaction) เปนการสลายตัวของออสเทนไนต
ที่อุณหภูมิ 1,333 °F (723 °C) โดยท่ีเปอรเซ็นตคารบอน 0.83% จะเกิดการเรียง
สลับกันระหวางเฟอรไรตกับซีเมนไทต ซึ่งมีลักษณะเหมือนเปลือกมุก (Mother of
pearl)
4. ออสเทนไนต (Austenite) หรือเรียกวาเหล็กแกมมา เปนสารละลายของแข็งท่ีมี
เน้ือเดียว มีโครงสรางผลึกแบบผิวหนา มีอะตอมกลาง (Face-centred cubic) มี
เปอรเซ็นตคารบอนปนอยูสูงสุด 1.7% ที่สามารถละลายไดท่ีอุณหภูมิ 2,066 °F
(1,130 °C) เปนโลหะที่มลี ักษณะออ นและไมเ ปนแมเ หลก็
โดยโครงสรางจลุ ภาคของเหลก็ กลาคารบ อนท้งั 4 ประเภท แสดงดังรูปที่ 9.2 และในบท
นี้จะกลาวถึงกรรมวิธีทางความรอนที่ใชปรับปรุงคุณภาพเหล็กกลาคารบอนที่นิยมใชกันใน
อุตสาหกรรมโลหะทั้งหมด 4 วิธี ไดแก การชุบแข็ง (Hardening) การอบคืนตัว (Tempering)
การปรบั ปรุงความเหนยี ว (Normalizing) และการอบออ น (Annealing)
รูปท่ี 9.1 แผนภาพสมดุลเหล็กและคารบอน (บญุ ธรรม, 2553)
การปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอ น 237
รูปที่ 9.2 โครงสรางจุลภาคของเหล็กกลาคารบอน (คัดมาจาก http://www.bondhus.com)
9.1 การชุบแข็ง (Hardening)
การชุบแข็งเปนกรรมวิธีการใหความรอนแกช้ินงานเหล็กกลาจนรอนแดง โดยใหมี
อุณหภูมิเลยจุดเปล่ียนแปลงสมบัติของเหล็กกลาไปประมาณ 86-122 °F (30-50 °C) โดย
ระยะเวลาในการใหความรอนขึ้นอยูกับความหนาของชิ้นงาน จากนั้นทําใหเย็นลงอยางรวดเร็ว
ในสารชุบแข็ง (Quenching) ใหอยูในชวงอุณหภูมิวิกฤติ (550-600 °C) เพื่อใหเหล็กมี
โครงสรางท่ีเปล่ียนแปลงไปจากเดิมอยางสมบูรณ (Transformation) จากออสเทนไนต
เปล่ียนไปเปนมารเทนไซต (Martensite) ซึ่งเปนลักษณะโครงสรางที่แข็งและเปราะ ถาย่ิงมี
ปริมาณคารบอนปนอยูในเนื้อโลหะมากก็จะยิ่งแข็งมาก เมื่อนําไปใชงานจะแตกหักงาย จึงตอง
นําไปอบคืนตัว (Tempering) เพ่ือใหปริมาณคารบอนที่มีอยูเกินจุดอิ่มตัวปกติแยกตัวออกมา
ทาํ ใหความเปราะลดนอ ยลงและมคี วามเหนียวเพม่ิ ขึ้น
9.1.1 สารชบุ แข็ง (Quenching medium)
ก. อากาศ นิยมใชในการชุบแข็งเหล็กกลาเคร่ืองมือ โดยวิธีการเปาอากาศดวยพัดลม
ไปยังชิ้นงาน ใหอากาศไหลไปยังสวนที่หนาที่สุดของเหล็ก เพื่อชวยคายความรอนไดอยาง
ทว่ั ถึง
ข. น้ํา วิธีการชุบแข็งคือ จุมเหล็กกลารอนลงไปในนํ้า เน่ืองจากนํ้ามีความจุความรอน
จาํ เพาะทสี่ งู จึงทาํ ใหเกดิ การแลกเปลยี่ นความรอนระหวางผิวเหล็กกลาและนํ้าอยางรวดเร็ว แต
มีขอเสียคือ น้ําจะทําใหเหล็กกลาเปนสนิม และการเย็นตัวอยางรวดเร็วเกินไปจะทําให
เหลก็ กลาแตกราวได
238 การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอน
ค. น้ําเกลือ 10% (10% Sodium chloride salt) วิธีการชุบแข็งคือ จุมเหล็กกลา
รอนลงไปในน้ําเกลือ ซ่ึงน้ําเกลือจะเปนสารชุบแข็งที่ทําใหเหล็กกลาเย็นตัวไดรวดเร็วกวานํ้า
เนื่องจากมีชวงอุณหภูมิการเดือดท่ีกวางกวาน้ํา แตน้ําเกลือจะทําใหเหล็กกลาเปนสนิมและเกิด
การกดั กรอ นไดม ากกวาน้าํ
ง. นา้ํ มัน วิธีการชุบแข็งคือ จุมเหล็กกลารอนลงไปในน้ํามัน เน่ืองจากนํ้ามันมีจุดเดือด
สูงมาก จงึ ทาํ ใหเ กดิ การแลกเปลีย่ นความรอ นระหวางผิวเหล็กกลาและน้ํามันไดอยางชา ๆ และ
ชว ยลดการแตกราวของเหล็กกลาได แตม ีขอเสียคือ การชุบแข็งดวยน้ํามันจะทําใหเกิดควัน ไอ
นํา้ มัน คราบนาํ้ มัน และเปลวไฟ
จ. สารชุบแขง็ โพลเิ มอร (Polymer quench) วิธกี ารชุบแข็งคือ จุมเหล็กกลารอนลง
ไปในสารชุบแข็งโพลิเมอร ซึ่งเปนสวนผสมของนํ้ากับกลีคอลโพลิเมอร (Glycol polymer)
สารชบุ แข็งโพลิเมอรจะมีอัตราการคายความรอนอยูระหวางนํ้ากับนํ้ามัน เกิดการกัดกรอนนอย
กวา น้าํ และน้าํ มัน และไมม ีเปลวไฟเกิดขึน้ ในขณะทําการชุบแขง็
โดยท่ัวไปเหล็กกลาคารบอนต่ําและปานกลางจะนิยมชุบแข็งโดยใชนํ้าเพื่อใหมีอัตรา
การเย็นตัวท่ีรวดเร็ว แตในเหล็กกลาคารบอนสูงและเหล็กกลาผสมจะชุบแข็งโดยใชน้ํามัน เชน
นํ้ามันเช้ือเพลิง (Fuel oil) น้ํามันแร (Mineral oil) นํ้ามันผสมจากสัตว (Fish oil) เปนตน
ซง่ึ จะมอี ตั ราการเยน็ ตวั ไมเ ทากัน ดงั แสดงในตารางท่ี 9.1
ตารางที่ 9.1 อัตราการคายความรอนของสารชุบแข็งชนิดตาง ๆ เทียบกับนํ้า (คัดมาจาก
http://www.tpub.com)
การปรับปรุงคณุ ภาพโลหะดวยความรอ น 239
ในการชุบแข็ง นอกจากสารชุบแข็งแลว ยังตองคํานึงถึงการจุมช้ินงาน การจัดชิ้นงาน
ลงจุม และการกวนในของเหลวนั้น ๆ เพื่อใหชิ้นงานเย็นตัวลงอยางสมํ่าเสมอ ท้ังนี้เพื่อปองกัน
การชบุ แขง็ ทไี่ มสมาํ่ เสมอและการบิดงอ
9.1.2 วธิ ีการชบุ แข็งเหล็กกลา มีอยู 7 วธิ ี คือ
ก. การชุบแขง็ ดวยเปลวไฟ (Flame hardening) มีขน้ั ตอนดังน้ี
1) เผาใหความรอนกับเหล็กกลาจนกระท่ังรอนแดงโดยใชหัวเปาเปลวไฟหรือ
เตาเผา ดังแสดงในรปู ที่ 9.3
2) นําเหล็กกลาที่รอนแดงจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งที่อุณหภูมิหอง
จากนั้นนําเอาเหล็กกลาออก เหล็กกลาขณะน้ีจะมีความแข็งและเปราะมาก ถาถูกตีจะแตกปน
คลา ยกบั แกว
3) เผาใหค วามรอนกับเหล็กกลาอีกคร้ัง โดยใชหัวเปาเปลวไฟหรือเตาเผา จับ
ตาดูการเปล่ียนแปลงสีของเหล็กกลาเม่ือรอนขึ้นเรื่อย ๆ จนเปนสีนํ้าเงิน จึงดึงเหล็กกลาออก
จากเตาเผา และจุมเหล็กกลาลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งอีกคร้ัง จะไดเหล็กกลาท่ีมีความแข็ง
ความลกึ ของผวิ แขง็ ประมาณ 3-3.8 มลิ ลิเมตร
รูปท่ี 9.3 การใหค วามรอ นดวยเปลวไฟ (คดั มาจาก http://www.visualphotos.com)
ข. การชุบแข็งดวยการเหน่ียวนําไฟฟา (Induction hardening) เปน
กระบวนการใหความรอ นโดยการเหนี่ยวนําจากขดลวดแมเหล็กไฟฟา โดยใชไฟฟากระแสสลับ
ที่มีกระแสไฟฟาและความถ่ีสูง (5,000-500,000 เฮิรตซ) ทําใหเกิดกระแสไหลวนภายใน
เหลก็ กลา ความตานทานภายในเหล็กกลาจะทําใหเกิดความรอนขึ้น (รูปท่ี 9.4) โดยข้ันตอนใน
การชบุ แขง็ คือ
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาจนกระทั่งรอนแดงโดยใชเคร่ืองมือการเหนี่ยวนํา
ไฟฟาซึ่งประกอบดวยขดลวดแมเหล็กไฟฟา วิธีการน้ีจะไดช้ินงานเหล็กกลาที่ไมมีสะเก็ด
(Sealing) สะอาด และบิดเบ้ยี วนอ ย แตเครือ่ งมือมีราคาแพง
240 การปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอ น
2) นําเหล็กกลาท่ีรอนแดงจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งท่ีอุณหภูมิหอง
จากนน้ั จงึ นําเอาเหลก็ กลาออกจากถัง
รปู ท่ี 9.4 การใหค วามรอ นดวยการเหนี่ยวนําไฟฟา (คัดมาจาก http://www.indiamart.com)
ค. การทําคารบูไรซ่ิง (Carburizing) เปนกรรมวิธีการชุบแข็งที่เพ่ิมคารบอน
ระหวาง 0.1-0.3% โดยนํ้าหนัก ใหแกผิวของเหล็กกลาคารบอนตํ่าจนผิวหนาของเหล็กกลา
คารบอนต่ํากลายเปนเหล็กกลาคารบอนสูง ซึ่งคารบอนท่ีเติมเขาไปอาจอยูในรูปของของแข็ง
ของเหลว หรือกาช หลังเสร็จสิ้นกระบวนการจะไดช้ินงานท่ีมีผิวนอกแข็งและภายในเหนียว
รปู ท่ี 9.5 การทําคารบ ูไรซ่งิ แบบเติมคารบอนชนดิ แขง็ (คัดมาจาก http://blog.ub.ac.id)
ค.1 การเติมคารบ อนชนดิ แข็ง เรียกวา Pack carburizing มขี ้นั ตอนดงั นี้
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาดวยการเผาใหความรอนโดยใชเตาเผา
จนกระทงั่ รอ นแดง อณุ หภูมปิ ระมาณ 900-950 °C
2) ใสค ารบ อนชนิดแข็งประเภทผงถานไม (Charcoal) ประมาณ 70-
การปรบั ปรุงคณุ ภาพโลหะดวยความรอ น 241
80% โดยนํ้าหนักผสมกับสารตัวเรงปฏิกิริยา (Energizen) เขาไปในเตา ดังแสดงในรูปที่ 9.5
เผาคารบอนชนิดแข็งรวมกับเหล็กกลาคารบอนต่ําเพื่อใหคารบอนแพรกระจายเขาไปในผิว
ภายนอกของเหลก็ กลา โดยใชเวลาเผาประมาณ 2-3 ช่วั โมง จนไดชั้นคารบอนปริมาณสูง หนา
ประมาณ 1 มลิ ลิเมตร เคลอื บผิวเหล็กกลา
3) นําเหล็กกลาท่ีเคลือบผิวดวยคารบอนสูง จุมลงไปในถังบรรจุสาร
ชุบแขง็ ทอ่ี ุณหภูมิหอง จากน้นั จึงนาํ เอาเหล็กกลา ออกจากถัง
(ก)
(ข)
รปู ท่ี 9.6 การทําคารบูไรซิ่งแบบเติมคารบ อนชนิดเหลว (ก) การจุม ชิ้นงานเหลก็ กลาลงในถงั ท่ี
บรรจสุ ารชบุ แข็ง และ (ข) สารชุบแข็งจาํ พวกสารละลายเกลอื
(คัดมาจาก http://www.andersonspecialty.com และ http://blog.ub.ac.id)
ค.2 การเติมคารบ อนชนิดเหลว มีขั้นตอนดังน้ี
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาดวยการเผาใหความรอนโดยใชหัวเปา
เปลวไฟจากแกสอะเซติลีน จนกระท่ังรอนแดง วิธีน้ีจะใหความรอนที่รวดเร็วและสม่ําเสมอ
ช้ินงานบิดตัวนอย และความหนาของชั้นคารบอนปริมาณสูงที่เคลือบผิวเหล็กกลาไมเกิน
0.25 มลิ ลิเมตร
242 การปรบั ปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอน
2) จุมเหลก็ กลา ท่รี อ นแดงนี้ลงไปในถงั บรรจุนํ้ามันท่ีมีปริมาณคารบอน
สูงที่อุณหภูมิหองหรือสารละลายเกลือโซเดียมไซยาไนด (Sodium cyanide salt) จากนั้นจึง
นาํ เอาเหลก็ กลา ออกจากถงั ดังแสดงในรปู ที่ 9.6
ค.3 การเตมิ คารบอนชนิดกาซ มขี น้ั ตอนดงั น้ี
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาดวยการเผาใหความรอนโดยใชเตาเผาท่ี
บรรจุกาซทีม่ ปี ริมาณคารบ อนสงู เชน มีเทน โพรเพน แอมโมเนีย หรือกาซธรรมชาติ (Natural
gas) จนกระท่ังรอนแดง (รูปที่ 9.7) อุณหภูมิประมาณ 900 °C โดยใชเวลาเผาไมเกิน
4 ช่ัวโมง เหมาะกับชิ้นงานขนาดเล็กที่ตองการช้ันคารบอนปริมาณสูง ความหนาท่ีไดประมาณ
0.35-1 มลิ ลิเมตร เคลือบผิวเหล็กกลา
2) นําเหล็กกลาท่ีรอนแดงจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งที่
อณุ หภมู หิ อง จากนัน้ จงึ นาํ เอาเหล็กกลาออกจากถัง
รปู ท่ี 9.7 การทําคารบูไรซ่ิงแบบเตมิ คารบอนชนิดกา ซ
(คัดมาจาก http://www.ravimetal.com)
ง. การทําไนไตรด (Nitriding) เปนกรรมวิธีการชุบผิวแข็งอีกวิธีหนึ่งท่ีทําให
ผวิ ชนิ้ งานเกิดเปนโลหะไนไตรด โดยมขี น้ั ตอนดงั น้ี
1) ใหค วามรอ นกับเหล็กกลาดวยการเผาใหความรอนโดยใชเตาเผาท่ีบรรจุกาช
แอมโมเนียท่อี ุณหภูมิประมาณ 482-621 °C ดังแสดงในรูปที่ 9.8 เปนเวลา 2-4 วัน แอมโมเนีย
จะสลายตัวไดเปนแกสไฮโดรเจนและไนโตรเจน โดยแกสไนโตรเจนจะรวมตัวกับเหล็กกลาซึม
เขา ไปในผวิ งาน เกิดเปน โลหะไนไตรด
2) นาํ เหล็กกลาจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งที่อุณหภูมิหอง จากน้ันจึงนําเอา
เหล็กกลาออกจากถัง จะไดช้ินงานที่เกิดการบิดเบี้ยวนอย มีความแข็งท่ีผิวงานมาก ความลึก
ของผวิ แข็งประมาณ 0.25-0.9 มลิ ลเิ มตร และกระจายอยางละเอียดตลอดผิวหนาของโลหะ โดย
การปรบั ปรุงคณุ ภาพโลหะดวยความรอน 243
ธาตทุ อี่ ยูในรปู ของไนไตรดท ่เี หมาะสําหรับการทํางานวิธีน้ี ไดแก ธาตุโครเมียม โมลิบดีนัม และ
อะลมู ิเนยี ม
รูปที่ 9.8 เตาเผาสําหรับการทาํ ไนไตรด (คัดมาจาก http://www.mmfurnaces.com)
จ. การทําไซยาไนด (Cyaniding) เปนกรรมวิธีการชุบแข็งท่ีเร็วท่ีสุด มีประสิทธิภาพ
แตอันตรายสูง ดงั นั้นในการชบุ แขง็ จึงตอ งทาํ ดว ยความระมดั ระวงั เปนอยางสูง ซึง่ มีข้ันตอนดงั น้ี
1) ใหค วามรอนกับเหล็กกลาดวยการเผาใหความรอนโดยใชเตาเผาท่ีบรรจุสาร
โซเดียมไซยาไนด (Sodium cyanide) ที่อุณหภูมิประมาณ 870-955 °C โดยใชเวลาในการ
เผาประมาณ 20-30 นาที
2) นําเหล็กกลาจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งที่อุณหภูมิหอง เพื่อลดอุณหภูมิ
ลงอยางรวดเร็วและลางเอาสารไซยาไนดออก จากนั้นจึงนําเอาเหล็กกลาออกจากถัง จะได
ชนิ้ งานทเ่ี กิดการบดิ เบยี้ วนอย มีความแข็งทีผ่ วิ งานมากกวาการชุบแข็งดวยวิธีคารบูไรซ่ิง ความ
ลึกของผวิ แขง็ ประมาณ 0.25-0.8 มลิ ลเิ มตร
ฉ. การทําคารบอนไนไตรด (Carbonitriding) เปนกรรมวิธีการชุบแข็งที่ผสม
ระหวางการทําไนไตรดและการทําคารบูไรซ่ิง โดยสามารถลดอุณหภูมิของช้ินงานเหล็กกลาได
มากกวากรรมวิธีการทําไนไตรดและใชเวลานอยกวาการทําคารบูไรซิ่ง จึงใหผลคุมคาทาง
เศรษฐกิจมากกวาการทําคารบูไรซิ่ง และชวยลดการบิดเบ้ียวของชิ้นงานลงระหวางการชุบแข็ง
มขี ั้นตอนดังนี้
1) ใหความรอนกบั เหลก็ กลาดว ยการเผาใหความรอนโดยใชเตาเผาท่ีบรรจุกาซ
ท่ีมีปริมาณคารบอนสูง (คลายกับการทําคารบูไรซ่ิงแบบการเติมคารบอนชนิดกาซ) และกาซ
244 การปรบั ปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอน
แอมโมเนยี (คลา ยกับการทําไนไตรด) จนกระทั่งรอนแดง อณุ หภูมปิ ระมาณ 850 °C ไนโตรเจน
และคารบ อนจะถูกดดู ซบั ทผ่ี ิวเหล็กกลาและแพรกระจายเขาไปในผิวงาน
2) นําเหลก็ กลาจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งท่ีอุณหภูมิหอง จากนั้นจึงนําเอา
เหลก็ กลาออกจากถงั
ช. การทําเฟอรไรตกิ ไนโตรคารบูไรซ่ิง (Ferritic nitrocarburizing) เปนกรรมวิธี
การชุบแข็งท่ีคลายกับการทําคารบอนไนไตรด แตตางกันท่ีการชุบแข็งดวยการทําเฟอรไรติก
ไนโตรคารบูไรซ่ิงจะทําที่อุณหภูมิตํ่ากวาอุณหภูมิวิกฤติ ซึ่งจะทําใหไดชิ้นงานเหล็กกลาที่มี
โครงสรา งเปน เหลก็ เฟอรไ รต
1) ใหค วามรอ นกบั เหลก็ กลา ดว ยการเผาใหความรอนโดยใชเตาเผาที่บรรจุกาซ
ที่มีปริมาณคารบอนสูงและกาซแอมโมเนีย จนกระทั่งรอนแดง อุณหภูมิประมาณ 525-650 °C
ไนโตรเจนและคารบ อนจะถกู ดูดซบั ทผ่ี วิ เหลก็ กลาและแพรก ระจายเขาไปในผวิ งาน
2) นาํ เหลก็ กลาจุมลงไปในถังบรรจุสารชุบแข็งท่ีอุณหภูมิหอง จากนั้นจึงนําเอา
เหล็กกลา ออกจากถัง
9.2 การอบคนื ตัว (Tempering)
การอบคืนตัว คือกรรมวิธีท่ีตอเนื่องจากการชุบแข็ง การอบคืนตัวจะทําใหเหล็กกลาที่
ผา นการชุบแขง็ ซึ่งมโี ครงสรา งเปนเหล็กมารเ ทนไซตทมี่ คี วามแข็งและเปราะ กลับมามีความแข็ง
(Hardness) แข็งแรง (Strength) เหนียว (Ductility) เหนียวแนน (Toughness) ความ
ตานทานแรงดึง (Tensile strength) ลดลง และโครงสรางมีความเสถียรย่ิงขึ้น โดยหลังจาก
กรรมวธิ กี ารอบคนื ตวั จะไดโครงสรางเหล็กกลาแบบซอรไบต (Sorbite) หรือโครงสรางทรูสไตต
(Troostite) ขึ้นกับอณุ หภูมิของการอบคืนตัว โดยมขี ้ันตอนหลังจากการชุบแขง็ ดังนี้
1) เมื่อเหล็กกลาเย็นตัวลงหลังจากการชุบแข็ง เหล็กกลาจะถูกนําไปอบคืนตัว
โดยการอบใหความรอนภายในเตาท่ีอุณหภูมิ 150-400 °C จะทําใหเหล็กกลามีโครงสรางแบบ
ทรสู ไตต (Troostite) ซงึ่ มคี วามออ นและเหนียว ทําไดโดยโดยการจุมเหล็กกลาลงไปในน้ํามันท่ี
มีอุณหภูมิ 350 °C ความรอนจะกระจายเขาไปในช้ินงานเหล็กกลา ทําใหมีอุณหภูมิเดียวกัน
ตลอดทั้งชิ้นงาน หรืออบใหความรอนที่อุณหภูมิ 400-700 °C โดยการจุมเหล็กกลาลงไปใน
สารละลายเกลือไนเตรด (Nitrate Salts) ซึ่งสามารถเพ่ิมอุณหภูมิเหล็กกลาไดถึง 625 °C
รักษาอุณหภูมิไวประมาณ 2 ช่ัวโมง จะทําใหเหล็กกลามีโครงสรางท่ีออนมากเรียกวา ซอรไบต
(Sorbite) ซ่ึงมีความแข็งแรงนอยกวา ทรูสไตต แตมีความออนและเหนียวมากกวา และรับแรง
เคน ไดนามิก (Dynamic stress) ไดดี
2) นําเหล็กกลาออกจากเตา และปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ ท่ีอุณหภูมิหอง
โดยการพาความรอนตามธรรมชาติ
การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอน 245
9.3 การปรับปรงุ ความเหนียว (Normalizing)
การปรับปรุงความเหนียว มีวัตถุประสงคคือ เพ่ือทําใหโครงสรางเม็ดเกรนของชิ้นงาน
เหลก็ กลาละเอียดมากข้ึน มีความสมํ่าเสมอ และกําจัดความเคนภายในท่ีเกิดจากความรอนจาก
การข้ึนรูปงานรอนออก เชน การเช่ือม การหลอ หรือการตีข้ึนรูป เปนตน ทําใหเหล็กกลาออน
และเหนียวขึ้น ซึ่งเปนกรรมวิธีท่ีมักทํากอนทําการชุบแข็ง เพ่ือปองกันการแตกหักเสียหายของ
ช้ินงานเหล็กกลา โดยปกติเหล็กกลาคารบอนตํ่าไมจําเปนตองทําการปรับปรุงความเหนียว แต
อยางไรก็ตาม ถามีการปรับปรุงความเหนียวก็จะไมเกิดผลเสียหายใด ๆ การปรับปรุงความ
เหนยี วมีข้นั ตอนดงั นี้
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาข้ึนอยางชา ๆ จนมีอุณหภูมิสูงกวาเสนอุณหภูมิ
ออสเทนไนต A3 และ Acm (รูปท่ี 9.9) ประมาณ 60 °C และรักษาอุณหภูมินี้ไวในเวลาที่
เหมาะสม เพ่อื ใหม ีการเปลีย่ นแปลงโครงสรางไปเปน เหลก็ ออสเทนไนตอ ยา งสมบรู ณ
2) นําเหล็กกลาออกจากเตา และปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ ท่ีอุณหภูมิหองโดยการ
พาความรอนตามธรรมชาติ จะทําใหไดโครงสรางของเม็ดเกรนเปนแบบเพิรลไลตละเอียด
กบั เฟอรไรตหรอื เพิรลไลตละเอยี ดกับซเี มนไทตซ่ึงข้นึ กบั เปอรเ ซ็นตคารบอนที่มอี ยใู นเหลก็ กลา
แตเน่ืองจากการปลอยใหเย็นตัวลงในอากาศ อาจทําใหเกิดการท่ีเย็นตัวที่ไมสมํ่าเสมอ
เปน ผลทําใหช้ินงานมสี มบตั ิไมส ม่ําเสมอทว่ั ทั้งชนิ้ งาน จงึ ไมเ หมาะกับงานกลงึ กดั หรอื เจาะ
รปู ที่ 9.9 ตาํ แหนงของกรรมวิธกี ารปรับปรุงคุณภาพโลหะดว ยความรอนแตล ะวธิ บี นแผนภาพ
สมดลุ เหล็กและคารบอน (บุญธรรม, 2553)