246 การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอ น
9.4 การอบออ น (Annealing)
เปนการปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอนอีกวิธีหนึ่งที่มีวัตถุประสงคเพ่ือลดความ
แข็งของเหล็กกลาลง ทําใหเหล็กกลามีความออนและเหนียวข้ึน โดยการเผาใหความรอนกับ
เหลก็ กลาจนรอนแดง จากน้ันปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ ภายในเตา เพ่ือทําใหเหล็กกลาเกิด
การเปลี่ยนแปลงโครงสรางภายในอยางสมบูรณ โดยกรรมวิธีการอบออนสามารถแบงออกได
เปน 3 วิธี คือ Full annealing, Process annealing และ Spheroidization (ศึกษาจากรูปท่ี
9.9 เพอ่ื ทาํ ความเขา ใจ)
ก. Full annealing มขี นั้ ตอนดังน้ี
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาขึ้นอยางชา ๆ จนมีอุณหภูมิสูงกวาเสน A3
ประมาณ 50 °C ในกรณีของเหล็กกลาที่มีคารบอนนอยกวา 0.77% ซึ่งอยูเขตของเหล็ก
ออสเทนไนต หรือใหความรอนจนมีอุณหภูมิสูงกวาเสน Acm ประมาณ 50 °C ในกรณีของ
เหล็กกลาที่มีคารบอนมากกวา 0.77% ซึ่งอยูเขตของเหล็กออสเทนไนต-ซีเมนไทต และรักษา
อุณหภูมินี้ไวในเวลาท่ีเหมาะสม เพื่อใหมีการเปล่ียนแปลงโครงสรางไปเปนเหล็กออสเทนไนต
หรือเหล็กออสเทนไนต-ซีเมนไทต
2) ปลอ ยใหเ หล็กหลา เยน็ ตวั อยา งชา ๆ ในเตาเผาท่ีอัตรา 20 °C/hr จนกระทั่ง
มีอุณหภูมิที่ 50 °C เหล็กจะเปล่ียนเปนเพิรลไลตหยาบกับเฟอรไรตหรือเพิรลไลตหยาบกับ
ซีเมนไทต ซ่งึ ขึน้ กบั เปอรเซ็นตคารบอนท่ีมอี ยูในเหลก็ กลา
3) นําเหล็กกลาออกจากเตา และปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ ตอท่ี
อณุ หภูมิหองโดยการพาความรอ นตามธรรมชาติ
ข. Process annealing เปนกรรมวิธีท่ีใชปรับปรุงชิ้นงานท่ีทําจากเหล็กกลาคารบอน
ตํ่า (คารบอนนอยกวา 0.25%) ซ่ึงจะทําใหช้ินงานเหล็กกลามิความออนเพียงพอท่ีจะทําการข้ึน
รูปโดยวิธที างงานเย็นโดยปราศจากการแตกรา ว โดยมีข้ันตอนดังน้ี
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาข้ึนอยางชา ๆ ใหมีอุณหภูมิตํ่ากวาเสน A1 (727
°C) เล็กนอย ซ่ึงอยูเขตของเหล็กออสเทนไนต-เฟอรไรต เมื่อเหล็กกลามีอุณหภูมิถึง 700 °C
จึงหยุดการใหความรอน และรักษาอุณหภูมินี้ไวเปนเวลานานเพียงพอท่ีเหล็กกลาจะ
เปลย่ี นแปลงโครงสรางเม็ดเกรนเปนแบบเพิรลไลตล ะเอียดกบั เฟอรไ รต
2) นําเหล็กกลาออกจากเตา และปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ ท่ีอุณหภูมิหอง
โดยการพาความรอนตามธรรมชาติ วิธีน้ีมีผลเสียนอยกวา Full Annealing ซึ่งไมตองใหความ
รอนกับเหลก็ กลา จนมีอุณหภูมสิ งู มากหรอื ปลอ ยใหเย็นในเตาเผา
ค. Spheroidization เปนกรรมวิธีท่ีใชปรับปรุงชิ้นงานท่ีทําจากเหล็กกลาคารบอนสูง
(คารบ อนมากกวา 0.6%) มีข้ันตอนดงั นี้
การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอ น 247
1) ใหความรอนกับเหล็กกลาขึ้นอยางชา ๆ ใหมีอุณหภูมิอยูระหวางเสน A1
(727 °C) เล็กนอย ซึ่งอยูเขตของเหล็กออสเทนไนต-เฟอรไรต และออสเทนไนต-ซีเมนไทต
และรกั ษาอุณหภมู ินไี้ วในเวลาท่เี หมาะสม
2) นําเหล็กกลาออกจากเตา และปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ ที่อุณหภูมิหอง
โดยการพาความรอนตามธรรมชาติ เหล็กจะเปล่ียนแปลงโครงสรางจากซีเมนไทตกลับมาอยูใน
รูปของผลึกเม็ดวงกลมเล็ก ๆ กระจายในโครงสรางเฟอรไรต ซึ่งทําใหเหล็กกลามีสมบัติ
ตานทานการขดั ถูไดด ี
เหล็กกลาคารบอนที่เย็นตัวลงอยางชา ๆ ในอากาศ หรือปลอยใหเย็นตัวลงอยางชา ๆ
ในเตา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสรางที่แตกตางกันออกไปขึ้นกับกรรมวิธีที่เลือกใช ซ่ึงมีผล
ทําใหสมบตั ิทางกลของเหลก็ กลา นนั้ มคี วามแตกตางกัน ดังแสดงในตารางท่ี 9.2
ตารางท่ี 9.2 สมบัติทางกลของเหล็กกลาคารบอนที่มีโครงสรางตางกัน (ธนรัตนและมณฑล,
2546)
องคประกอบยอย ความเคนแรงดึง การยืดตัว ความแข็ง
(N/mm2) (%) (HRC)
เฟอรไรต 340 40 100
ซีเมนไทต 95 ไมมี 650
เพิรลไลต 930 5 280
รปู ที่ 9.10 เสนโคงการเย็นตัวบนแผนภาพ T-T-T (บุญธรรม, 2553)
248 การปรบั ปรุงคณุ ภาพโลหะดวยความรอ น
จากแผนภาพ T-T-T (Time Temperature Transformation Diagram) หรือเรียก
อีกชื่อหน่ึงวา เสนโคง S (S Curves) พบวาเหล็กกลาที่มีการเย็นตัวอยางรวดเร็ว ตามเสนโคง
การเย็นตัว x ทางดานซายของเสนโคง S ซ่ึงเหล็กกลาจะเกิดการเปล่ียนแปลงโครงสราง
จนกระทั่งเหล็กกลามีอุณหภูมิตํ่าลง และที่อุณหภูมิน้ี เหล็กกลาจะเปลี่ยนโครงสรางเปนเหล็ก
มารเทนไซต ซึง่ เปนเหลก็ กลาท่มี คี วามแขง็ มาก ๆ
ถาเหล็กกลาออสเตนไนตถูกลดอุณหภูมิลงดวยเสนการเย็นตัว y โครงสรางของ
เหล็กกลา จะเปน มารเ ทนไซต เบนไนต และเพิรลไลตล ะเอยี ด และหากใชเวลาในการลดอุณหภูมิ
ของเหล็กกลานานข้ึน จะไดเสนโคงการเย็นตัว z ซ่ึงมีการเปล่ียนแปลงโครงสรางจากเหล็ก
ออสเตนไนตอยา งชา ๆ เปน เหลก็ เพิรลไลตหยาบซง่ึ มีความออ นมาก ๆ
การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอน 249
คําถามทา ยบทที่ 9
จงเตมิ คาํ ตอบลงในชอ งวางใหถ ูกตอ งสมบูรณ
1. จงบอกวัตถุประสงคของการปรับปรุงคณุ ภาพโลหะดวยความรอ น
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. จงอธิบายกรรมวธิ ีการชุบแข็ง (Hardening or Quenching)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. สารท่ีใชช บุ แข็งมีอะไรบาง (Quenching medium)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. วิธกี ารใหความรอนกับเหลก็ กลาในกรรมวิธีการชุบแขง็ มีกว่ี ิธี อะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. จงอธบิ ายวา ทาํ ไมตองนําเหลก็ ท่ผี า นการชุบแข็งแลว ไปอบคืนตัว (Tempering) อกี
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
250 การปรับปรุงคุณภาพโลหะดวยความรอน
6. โครงสรางใหมของเหล็กหลังจากการอบคืนตัวท่ีเรียกวาซอรไบต (Sorbite) มีข้ันตอนการ
ทาํ อยา งไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. จงอธิบายกรรมวธิ ีการอบออ น (Annealing)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. กรรมวิธีการอบออน (Annealing) เหมือนหรือแตกตางจากกรรมวิธีการอบคืนตัว
(Tempering) อยา งไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. วัตถุประสงคของการปรบั ปรุงความเหนยี ว (Normalizing) คืออะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การปรับปรงุ คณุ ภาพโลหะดวยความรอน 251
เอกสารอางองิ
บญุ ธรรม ภทั ราจารุกุล. กรรมวิธกี ารผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยเู คช่ัน, 2553.
ธนรัตน แตวัฒนา และมณฑล แสงประไพทิพย. กรรมวิธีการผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,
2546.
Anderson Specialty, Inc. Salt Bath Heat Treating Equipment 2557. (ระบบออนไลน)
แหลง ขอมลู : http://www.andersonspecialty.com/fac.htm
Andhikawijayanto.ub.ac.id. Carburizing 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://blog.ub.ac.id/andhikawijayanto/category/perpindahan-panas/
Bondhus Corp. Metallurgy 2552. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.bondhus.com/metallurgy/body-6.htm
Em Em Engineers. Gas Nitriding Furnace 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.mmfurnaces.com/Prod4.htm
IndiaMART InterMESH Ltd. Induction Hardening Components 2557.
(ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล: http://www.indiamart.com/sm-
induction/induction-hardened-components.html
IndiaMART InterMESH Ltd. Liquid Carburizing Salts 2557. (ระบบออนไลน)
แหลงขอมลู : http://trade.indiamart.com/details.mp?offer=1822043897
Integrated Publishing. Quenching Media 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.tpub.com/steelworker1/12.htm
Ravi Metal Treatment Company. Gas Carburizing 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.ravimetal.com/gas_carburizing.htm
Visualphotos.com. Heating Metal 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://www.visualphotos.com/image/1x8465020/heating_metal
บทท่ี 10
กรรมวิธีการผลิตพลาสติก
(Plastics)
พลาสตกิ (Plastic) เปน สารประกอบอินทรยี ทถ่ี กู สังเคราะหขึน้ จากสารประกอบโมเลกุล
ต่ํา (Synthetic organic materials) เชน เอทิลีน เบนซอล และฟอรมาดีไฮด เปนตน หรือ
เปนมาโครโมเลกุล (Macromolecule) ท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เชน ยางธรรมชาติ แปง
เซลลูโลส และโปรตีน เปนตน กรรมวิธีการผลิตช้ินงานพลาสติกจะทําใหเม็ดพลาสติกหรือผง
พลาสติกออนตัวดวยความรอน และทําการข้ึนรูปพลาสติกดวยกรรมวิธีตาง ๆ เม่ือพลาสติก
แข็งตัว จะไดพลาสติกท่ีมีรูปรางตามแมพิมพ การขึ้นรูปพลาสติกมักทําโดยใชความรอนและ
ความดัน ซ่ึงเปนกรรมวิธีการผลิตชิ้นงานสําเร็จท่ีมีความรวดเร็ว ใชขนาดพิกัดความเผ่ือนอย
และไดผ ิวสําเร็จท่ีดีเยี่ยม พลาสติกที่ไดจะถูกนํามาใชแทนวัสดุจากธรรมชาติ เชน แกว ไม และ
โลหะ เน่อื งจากมนี ํา้ หนกั เบา มคี วามตานทานการกดั กรอน และมีความเปน ฉนวนทดี่ ี
การเลือกใชกรรมวิธีในการแปรรูปพลาสติกและแมพิมพในการข้ึนรูปจะตองคํานึงถึง
ชนดิ ของพลาสติก ขนาด และลักษณะรูปรางของช้ินงานพลาสติก โดยแมพิมพพลาสติกมีหลาย
แบบ ไดแก แมพิมพแบบฉีด (Injection molding) แมพิมพแบบอัดไหล (Extrusion
molding) แมพิมพแบบอัด (Compression molding) แมพิมพแบบอัดถาย (Compression
transfer molding) แมพิมพแบบเปา (Blow molding) แมพิมพแบบรีดใหเปนแผน
(Calendaring) แมพิมพแบบหมุน (Rotational molding) และแมพิมพแบบสุญญากาศ
(Vacuum molding) เปน ตน
10.1 การเตรียมพลาสติก (Plastic preforming)
เปน ข้ันตอนที่จาํ เปนในการเตรียมพลาสติกซ่ึงอยูในลักษณะวัตถุดิบ ใหพรอมที่จะนํามา
ขึ้นรูปโดยกรรมวิธีตาง ๆ เพ่ือใหสามารถผลิตออกมาเปนชิ้นงานท่ีมีสมบัติและคุณภาพตาม
ตองการได ซ่ึงขน้ั ตอนประกอบดว ยการยอ ย (Digesting) และการผสมสิง่ เติม (Mixing)
ก. การยอย (Digesting) หมายถึงการลดขนาดของเม็ดพลาสติกแข็งโดยวิธีทางกล
เพ่ือใหไดพลาสติกท่ีมีขนาดเล็กแตกตางกันตามตองการ วัตถุประสงคในการยอยพลาสติกมี
หลายแบบ เชน เพื่อเพิ่มพื้นท่ีในการสัมผัสเมื่อทําการผสม ทําใหอบแหงไดดี ปอนเขาเครื่องได
254 กรรมวธิ ีการผลติ พลาสติก
อยางสมํ่าเสมอ หลอมละลายไดเร็ว เปนตน เครื่องยอยพลาสติกมีหลายชนิด ซ่ึงสรางไวให
เหมาะสมกับชนิดของพลาสติก ตัวอยางของเครื่องยอยที่ใชกัน เชน เคร่ืองรีดยอย โมตี โมตัด
และโมแ ทงตี เปน ตน ซ่งึ การเลือกชนิดของเครอ่ื งยอ ยจะขนึ้ กบั ชนิดของพลาสติกที่นํามายอย ดัง
แสดงในรปู ที่ 10.1
รูปที่ 10.1 เครื่องยอ ยพลาสติกชนดิ ตาง ๆ (ธนรัตนและมณฑล, 2546)
รูปที่ 10.2 เครอ่ื งผสมพลาสติกชนดิ ตา ง ๆ (ธนรตั นและมณฑล, 2546)
ข. การผสมสงิ่ เตมิ (Mixing) คือการนําวัสดุตางชนิดกันมาผสมรวมกัน ซ่ึงไดแก ผง
พลาสติกและสิ่งเติม (Additive) โดยการทําใหวัสดุทั้ง 2 ชนิดเคล่ือนที่เขาผสมคลุกเคลากันจน
กรรมวธิ ีการผลติ พลาสตกิ 255
ไดเนื้อเดียวกนั หรือไดส ภาพการผสมตามตองการ ในการผสมจะใชเคร่ืองผสมในถังเปดหรือปด
ซ่ึงมีกลไกที่ทําใหส ารเกิดการกระแทกและเสยี ดสีกนั ในขณะทผ่ี สมเม็ดพลาสติกจะเกิดการเสียด
สีกันจนเกิดมีประจุไฟฟาสถิตข้ึน จึงทําใหผงของสารผสมถูกดูดติดท่ีผิวของเม็ดพลาสติก การ
ทํางานของเคร่ืองผสมมีทั้งแบบตอเนื่องและไมตอเนื่อง ซ่ึงเคร่ืองผสมแบบตาง ๆ ท่ีเหมาะ
สาํ หรบั ชนดิ และขนาดของพลาสติกท่แี ตกตา งกนั แสดงดังรูปท่ี 10.2
โดยขั้นตอนที่สําคัญในการเตรียมพลาสติกก็คือ การเติมสารท่ีเรียกวาสิ่งเติมในปริมาณ
ต้ังแต 0.01-50% ของปริมาณพลาสติก เขาไปผสมกับผงพลาสติกใหเปนเนื้อเดียวกัน
(Homogeneous) กอนท่ีจะนําไปข้ึนรูปในแมพิมพ ซ่ึงวัตถุประสงคของการเติมส่ิงเติมคือ เพ่ือ
ชวยลดตนทุนในการผลิต ลดการหดตัว เพิ่มสมบัติทางกายภาพ เชน การตานทานความรอน
ความแข็งแรง และรวมไปถึงทาํ ใหเกดิ ความออนนมิ่ ความสามารถในการไหลเขาแมพิมพ ซ่ึงส่ิง
เติมท่นี ยิ มใชโ ดยท่ัวไปคือ
- สารเติมเต็ม (Filler) ดังแสดงในรูปที่ 10.3 ใชเติมเพื่อลดคาใชจาย และเพิ่มความ
แข็งแรงของพลาสติก ไดแก ผงไม ควอตซ (Quartz) หินปนู ฝา ย เศษเสน ใย ผงโลหะ แกรไฟต
ดินเหนยี ว และสารยอ ยสลายได เปน ตน
- สารเพ่มิ แรง (Reinforcement) ดงั แสดงในรูปที่ 10.4 ใชเติมเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
ทางกายภาพ เชน เย่อื ไม ปอแกว แกรไฟต หญา เซรามกิ เสนใยไนลอน และออรลอน เปนดน
- สารกันการเกิดไฟฟา (Antistatics) ดังแสดงในรูปท่ี 10.5 ใชเติมเพ่ือปองกันการ
เกิดประจุไฟฟา บนผงพลาสติกในระหวา งที่มกี ารผลติ ไดแ ก อะมีน (Amines)
- สีผสม (Colorants) ดังแสดงในรูปที่ 10.6 ใชเติมเพ่ือใหผูบริโภคยอมรับผลิตภัณฑ
ซึง่ ข้ึนอยกู ับความชอบของผูบ รโิ ภค
(ก) (ข) (ค)
รูปที่ 10.3 (ก) ผงควอตซ (ข) ผงหินปูน และ (ค) ผงแกรไฟต (คัดมาจาก
http://yaffa.en.ec21.com, http://rsco.co/ และ http://www.sdthgraphite.com)
256 กรรมวธิ กี ารผลติ พลาสตกิ
(ก) (ข)
รปู ที่ 10.4 (ก) เสน ใยเซรามิก และ (ข) เสนใยไนลอน (คัดมาจาก http://www.luxme.com
และ http://jiushenghuaqian.en.alibaba.com)
รูปท่ี 10.5 สารกนั การเกิดไฟฟา (คัดมาจาก http://www.yongshengchem.com)
รูปท่ี 10.6 สผี สม (คัดมาจาก http://bluemountainsoapworks.com)
- สารหลอลื่น (Lubricants) ดังแสดงในรูปท่ี 10.7 ใชเติมเพื่อเพิ่มสมบัติในดานการ
ไหลใหด ีข้ึน ไดแก ขผ้ี ้ึง สังกะสี โซเดียมสเตียเรด (Sodium stearate) เปน ตน
กรรมวธิ ีการผลิตพลาสติก 257
- สารเพิ่มความเปนพลาสติก (Plasticizers) ดังแสดงในรูปที่ 10.8 ใชเติมเพื่อ
ปรับปรุงความออนนิ่มและลดความเปราะของผลิตภัณฑในขั้นสุดทาย เชน การเติมฟทาเลต
(Phethalate) ลงในไวนลี (Vinyl)
(ก) (ข)
รปู ที่ 10.7 สารหลอ ลน่ื (ก) ขผี้ ง้ึ และ (ข) โซเดียมสเตียเรด (คัดมาจาก
http://www.americanprintingequipment.com และ http://www.indiamart.com)
รูปท่ี 10.8 ฟทาเลต (คดั มาจาก http://www.icis.com)
รปู ท่ี 10.9 เขมาดํา (คดั มาจาก http://en.wikipedia.org)
258 กรรมวิธีการผลติ พลาสตกิ
- สารปองกันรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet protector) ดังแสดงในรูปที่ 10.9
ใชเติมเพื่อเพิ่มอายุการใชงานภายใตแสงอาทิตย เชน การเติมเขมาดํา (Carbon black) ลงใน
ไวนีล (Vinyl) สไตรีน (Styrene) โพลีเอสเตอร (Polyester) และไฟเบอรกลาส (Fiberglass)
เปนตน
10.2 กรรมวธิ กี ารฉดี พลาสติก
กรรมวิธีการฉีดเปนกรรมวิธีการข้ึนรูปพลาสติกโดยการฉีดพลาสติกท่ีกําลังหลอมเหลว
เขาสแู มพ มิ พดวยความดันสูง สว นประกอบของเคร่ืองจักรทใ่ี ชในการฉีดพลาสตกิ มีดังน้ี
ก. ฮอปเปอร (Hopper) เปน ชน้ิ สวนอุปกรณท่ีมีลักษณะเปนกรวยขนาดใหญ สําหรับ
ใชบรรจุเม็ดพลาสตกิ หรือผงพลาสตกิ และสารเติมแตง เพอ่ื ปอนเขา เครอื่ งฉดี พลาสติก
ข. กระบอกฉีดและลูกสูบแบบสกรู เปนสวนสําคัญของเครื่องฉีดพลาสติก ภายใน
ของกระบอกฉดี จะมลี ูกสูบแบบสกรู มีลกั ษณะเปนเกลยี วหยาบ หมนุ ปอนสวนผสมของพลาสติก
หลอมเหลวใหเคล่ือนท่ีเขาสูหัวฉีดของแมพิมพ บริเวณตรงกลางและปลายของกระบอกจะมี
อุปกรณใหความรอนที่ทําหนาท่ีใหความรอนกับเม็ดพลาสติกหรือผงพลาสติกจนหลอมเหลว
โดยสามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ และสรางความดันเพ่ือฉีดพลาสติกหลอมเหลวเขาสู
แมพ ิมพ
ค. หวั ฉีด (Nozzle) หัวฉีดจะมรี ูขนาดเล็กตออยูก ับปลายของกระบอกฉีดพลาสติกและ
แมพมิ พ เพ่อื ใหพ ลาสตกิ หลอมเหลวไหลผานเขาสูชอ งวางในแมพิมพ
ง. มอเตอรขับ (Drive motor) มอเตอรขับจะเปนมอเตอรไฟฟาหรือมอเตอร
ไฮดรอลิก ทําหนาท่ขี ับหมนุ ลกู สูบแบบสกรู เพ่ือฉีดพลาสติกหลอมเหลวเขาสูหัวฉีดและชองวาง
ในแมพ มิ พ
จ. แมพ มิ พ (Mold) มลี กั ษณะเปนชองวางทีม่ รี ูปรางเหมอื นช้ินงานพลาสติกท่ีตองการ
จะผลิต แมพิมพจะมี 2 ช้ินสวน คือแมพิมพตัวผูและแมพิมพตัวเมีย ดังแสดงในรูปที่ 10.10
เพื่อใหสะดวกตอการถอดช้ินงานพลาสติกออกจากแมพิมพ และจะมีชองทางไหลของพลาสติก
หลอมเหลวจากหัวฉีดเขาสูชองวางในแมพิมพ แมพิมพจะถูกออกแบบใหมีหลายชองทางในการ
ไหลของพลาสติกหลอมเหลวเขาสูแมพิมพแตละอันเพื่อใหสามารถผลิตช้ินงานพลาสติกไดคร้ัง
ละหลาย ๆ ช้ิน ชองทางที่แยกออกจากชองทางท่ีไหลเขาสูแมพิมพแตละอันเรียกวา รันเนอร
(Runner)
กรรมวธิ ีการผลิตพลาสตกิ 259
รูปท่ี 10.10 แมพ มิ พท่ใี ชในกรรมวิธกี ารฉดี พลาสตกิ (คดั มาจาก http://thai.alibaba.com)
ฉ. ตัวยึดแมพิมพ (Hydraulic clamp) เปนช้ินสวนทางกล ซึ่งทําหนาท่ีปดและเปด
ฝาแม พิมพ อุปกรณชิ้นสวนน้ีจะมีอุปกรณทําความรอนเพ่ืออุนแมพิมพกอนฉีดและอุปกรณทํา
ความเยน็ เพอ่ื ลดอุณหภมู แิ มพิมพใ หช ้ินงานพลาสติกแขง็ ตวั กอ นถอดออกจากแมพ ิมพ
ช. ชุดควบคุม (Central control unit) เปนชุดควบคุมเครื่องจักรท้ังหมด ไดแก
อุปกรณ หลัก อุปกรณจายพลังงานไฟฟา อุปกรณควบคุมอุณหภูมิ และอุปกรณควบคุม
ความดนั
10.2.1 การทําพลาสตกิ เม็ด (Granulating)
การผลิตพลาสติกเม็ดสามารถแบงออกไดเปน 2 วิธีการ คือการทําเม็ดพลาสติกแบบ
รอน (Hot granulating) และการทาํ เม็ดพลาสติกแบบเยน็ (Cold granulating)
ก. การทําเม็ดพลาสติกแบบรอน (Hot granulating) ดังแสดงในรูปท่ี 10.11 โดย
การเอาหัวฉีดหลายรูมาติดไวที่หนาเคร่ืองอัดไหล (Extruder) เพ่ือใหพลาสติกเหลวไหลผาน
ออกมาจากรู และที่หนาหัวฉีดจะมีมีดหมุนตัดติดอยูขางหนา เพื่อหมุนตัดพลาสติกใหเปนเม็ด
สั้น ๆ โดยบริเวณรอบ ๆ หัวฉีดจะมีหองเพื่อใชหลอเย็นพลาสติกโดยการเปาลมเย็นหรือใชนํ้า
ในการหลอเย็น และเม็ดพลาสติกจะถูกปลอยใหตกลงในอางน้ํา จากน้ันจึงนําเม็ดพลาสติกไป
อบแหง หรือไลเอาน้ําออก แลว จงึ นําไปเกบ็ ไวเ พ่ือรอการใชง าน
ข. การทําเม็ดพลาสติกแบบเย็น (Cold granulating) แตกตางกับการทําเม็ด
พลาสติกแบบรอนคือ พลาสติกเหลวท่ีถูกอัดผานรูของหัวฉีดหลาย ๆ รู จะถูกนําไปผานน้ําท่ี
บรรจุอยูในอางนํ้าเพื่อทําใหเย็นตัวลงเสียกอน แลวจึงนําไปผานมีดหมุนตัดใหมีความยาว
ประมาณ 2-3 มิลลเิ มตร
260 กรรมวธิ กี ารผลิตพลาสตกิ
รูปท่ี 10.11 การทําเมด็ พลาสตกิ แบบรอน (ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
(ก)
(ข)
รูปที่ 10.12 (ก) เครื่องฉดี พลาสตกิ และ (ข) การฉดี พลาสตกิ เขา แมแ บบ (คดั มาจาก
http://www.oldmodelkits.com และธนรตั นแ ละมณฑล, 2546)
กรรมวธิ ีการผลติ พลาสตกิ 261
10.2.2 การฉีดเขา แมแ บบ (Injection molding)
การฉีดพลาสติกขึ้นรูปวิธีน้ีจะใชกับพลาสติกประเภทเทอรโมพลาสติก โดยจะอาศัย
เคร่ืองฉีดพลาสติก (Injection molding machine) ดังแสดงในรูปท่ี 10.12 พลาสติกซึ่งอาจจะ
เปนผงหรือเม็ดจะถูกเติมลงไปในกรวย (Hopper) จากนั้นจะถูกเกลียวหนอน (Screw-type
plunger) หมุนสงไปยังดานหนาซ่ึงมีแผนความรอนหุมอยู ทําใหพลาสติกเกิดการหลอมเหลว
และเกลียวตัวหนอนจะเคลื่อนที่ดันพลาสติกผา นหวั ฉีด (Nozzle) ไปเขาแมแ บบซ่ึงปด อยู
หลังจากน้ันแมแบบจะถูกหลอเย็นจากน้ําหลอเย็นเพื่อทําใหชิ้นงานแข็งตัวและสามารถ
ถอดออกจากแบบไดในระยะเวลาอันสั้น ซ่ึงในการผลิตจะตองพิจารณาจากองคประกอบสําคัญ
3 ประการคือ อุณหภูมิ เวลา และความดัน ซึ่งจะมีผลโดยตรงกับจังหวะการทํางานคือ การ
หลอมพลาสติก การฉีด และการหลอเย็น โดยท่ัวไปแลวอุณหภูมิที่ใชจะอยูชวง 150-260 °C
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับชนิดของพลาสติกและขนาดของแมแบบ สวนความดันในการอัดฉีดอาจสูงถึง
200 เมกะปาสคาล
เครอ่ื งฉีดพลาสติกทีใ่ ชโดยทวั่ ไปจะแบงออกไดต ามความสามารถของแรงอัดปดแมแบบ
โดยคิดนํา้ หนกั เปนตัน (Ton) เนือ่ งจากความดันภายในแมแบบสูงมาก จึงทําใหมีผลตอแรงตาน
การปดแมแบบ ซงึ่ ถา แรงอดั ปด แมแ บบไมพอจะทําใหแ มแ บบเผยอได ดังน้ันในการใชแรงอัดปด
แมแบบควรเลือกใชใหพอดี ถาแรงเกินไปจะมีผลทําใหช้ินสวนของเคร่ืองจักรเกิดความลา อายุ
การใชงานจะสั้นลง ในรูปที่ 10.13 คือไดอะแกรมแสดงแรงอัดปดแบบที่พอดีกับพื้นที่ฉาย
(Projection area) ของแบบชนิ้ งาน (Cavity) หรือหาไดจากสูตร (ธนรตั นแ ละมณฑล, 2546)
Pz = Pi×A (10.1)
โดยที่ Pz คอื แรงอดั ปด แมแ บบ (นวิ ตัน)
Pi คอื ความดนั ภายในแมแ บบ (นวิ ตนั ตอตารางเซนตเิ มตร)
A คือ พ้นื ที่ฉายของแบบชิน้ งานทง้ั หมด (ตารางเซนตเิ มตร)
10.2.3 การอดั ไหล (Extruding)
การอดั ไหลเปนกรรมวิธีในการผลติ ชิน้ งานพลาสติกทีม่ ีความยาวแบบไมจํากัด พลาสติก
ที่ใชจะเปนประเภทเทอรโมพลาสติกเกือบทุกชนิด หลักการทํางานคือใสพลาสติกที่เปนผงหรือ
เม็ดลงในกรวย จากน้ันเกลียวตัวหนอนจะทําหนาที่ปอนพลาสติกเขาไปเพ่ือใหหลอมเหลว
(Plasticising) และทําการผสมใหเปนเนื้อเดียวกัน (Homogenizing) แลวสงผานออกจาก
แมแ บบ จากน้ันจะถูกลดอุณหภูมิโดยใชอ ากาศหรือนํ้าเย็น จนกระทั่งพลาสตกิ แขง็ ตัว
262 กรรมวธิ ีการผลติ พลาสตกิ
ในการใชเ คร่ืองอัดไหลอยางเดยี วนนั้ ไมส ามารถผลิตชิน้ งานสําเรจ็ รูปได จึงตองประกอบ
เครอ่ื งมอื สรางรูปทรง (หัวฉดี ) เขากับเครอื่ งอัดไหล แลวนําอุปกรณอ่ืนเขามาประกอบดวย เชน
เครื่องปรับขนาด (Calibrator) ชุดหลอเย็น เคร่ืองดึง เคร่ืองมวน หรือเคร่ืองตัด เขาไปดวยจึง
จะครบระบบ ดงั แสดงในรปู ท่ี 10.14
รปู ท่ี 10.13 ไดอะแกรมความสัมพนั ธระหวา งแรงอดั ปด แบบพ้ืนที่ฉาย และความดันภายในแบบ
(ธนรตั นและมณฑล, 2546)
รูปท่ี 10.14 ระบบการอดั ไหลพลาสตกิ สาํ หรับผลติ ทอ (ธนรตั นแ ละมณฑล, 2546)
กรรมวิธีการผลิตพลาสตกิ 263
10.3 กรรมวธิ ีการอดั พลาสตกิ
เคร่ืองอัดพลาสติกจะประกอบดวยระบบไฮดรอลิกควบคุมแมพิมพ ระบบใหความรอน
และระบบระบายความรอน แมพิมพจะมี 2 สวน (ตัวผูและตัวเมีย) โดยแมพิมพอันหน่ึงสามารถ
เคลือ่ นทีข่ ้นึ ลงได และแมพมิ พอีกอนั หนง่ึ จะถกู ยดึ ติดกับที่
ก. ระบบไฮดรอลิกควบคุมแมพิมพ แมพิมพสวนที่เคลื่อนท่ีข้ึนลงจะมีขนาดใหญและ
มนี ้าํ หนักมาก จงึ ตอ งใชระบบไฮดรอลิกในการท่ีจะควบคุมแมพิมพเคลื่อนท่ีขึ้นลงเพ่ืออัดชิ้นงาน
พลาสตกิ ใหไดต ามแบบแมพ ิมพท่ตี อ งการ ระบบไฮดรอลิกท่ีใชในอุตสาหกรรมจะใชความดันอยู
ในชวงระหวา ง 10-400 ตัน โดยขนาดของความดันจะข้นึ อยูกับขนาดและนํ้าหนักของแมพ ิมพ
ข. ระบบใหความรอน การใหความรอนกับพลาสติกมี 2 วิธีคือ การใหความรอนกับ
แมพ มิ พโดยตรงขณะทาํ การอดั และการใหความรอ นกับพลาสตกิ กอนการอัด การใสพลาสติกที่มี
อุณหภูมิตํ่าในแมพิมพโดยตรง จะทําใหเสียเวลาในการทําพลาสติกใหมีอุณหภูมิสูงถึงจุดที่ออน
ตัว จนสามารถทําการอัดเพื่อใหเปลี่ยนรูปได วิธีการใหความรอนกับพลาสติกกอนทําการอัดมี
หลายวิธี เชน การใชแผนโลหะรอน การใชรังสีอินฟราเรด การใชตูอบความถี่สูง หรือการให
ความรอ นกับแมพ ิมพเ พ่ือใหแมพ มิ พร อ น เมอ่ื นําพลาสติกเขาแมพิมพ จะตองใหความรอนอยาง
ตอเน่ือง โดยการใหความรอนกับแมพิมพมีหลายระบบ ไดแก ระบบไฟฟา ระบบนํ้ารอน
ไหลเวยี น และระบบไอนา้ํ เปนตน
ค. ระบบระบายความรอน เปนระบบท่ีทําใหช้ินงานพลาสติกท่ีถูกอัดในแมพิมพเย็น
ตวั ลง โดยนา้ํ ระบายความรอ นจะไหลเขาสูทอใกลชองวา งของแมพ ิมพ
10.3.1 การอัดลงแมแ บบ (Compression molding)
กรรมวิธีการผลิตนี้จะใชกับพลาสติกประเภทเทอรโมเซทพลาสติก (Thermoset
plastic) ชนิดเปนผงละเอียด วิธีการผลิตคือ จะเติมผงพลาสติกลงในแมแบบเปด แลวใชความ
ดันปดแมแบบพรอมใหความรอนเพ่ือใหพลาสติกไหลเขาไปแทนที่ในชองวางตามรูปทรงของ
ช้ินงาน เมอื่ ชิน้ งานแข็งตวั กจ็ ะเปด เอาชน้ิ งานออกจากแมแ บบ ดังแสดงในรูปท่ี 10.15
แรงท่ีใชในการอัดจะอยูในชวง 0.7-55 เมกะปาสคาล และอุณหภูมิในชวง 121-204 °C
ซ่ึงจะขึ้นอยูกับชนิดของวัสดุและขนาดของผลิตภัณฑ เน่ืองจากแรงที่ใชในการอัดสูง แมแบบท่ี
สรางจะตองมีความแข็งแรงมากพอ โดยสวนใหญจะทําดวยเหล็กกลาหนาและทําการชุบแข็งผิว
ภายในผิวโพรงจะตองขัดผิวเรียบเพื่อปองกันการกัดกรอนจากการไหลของเนื้อพลาสติกและ
สามารถถอดชิ้นงานออกไดงา ย เพราะฉะน้นั จึงมกั ทําการเคลือบโครเมียมแข็ง (Hard chrome)
ภายในผิวโพรง สว นเครอ่ื งที่ใชอ ดั จะทํางานดวยระบบไฮดรอลิก ตัวอยางผลิตภัณฑจากกรรมวิธี
การอดั พลาสตกิ แสดงดังรูปที่ 10.16
264 กรรมวิธีการผลิตพลาสติก
(ก)
(ข)
รูปที่ 10.15 (ก) เครอื่ งอัดพลาสตกิ ดวยระบบไฮดรอลิก และ (ข) ข้ันตอนการอดั ลงแมแบบ
(คดั มาจาก http://www.nb-jk.com และธนรตั นและมณฑล, 2546)
รูปที่ 10.16 ตัวอยา งชิ้นงานทีไ่ ดจ ากการอัด (คัดมาจาก http://www.bruckmanrubber.com
และ http://en.wikipedia.org)
กรรมวธิ กี ารผลิตพลาสตกิ 265
10.3.2 การอดั ถา ยลงแมแ บบ (Transfer molding)
การอัดถายลงแมแบบจะเปนกรรมวิธีท่ีตางกับการอัดลงในแบบ คือจะไมเติมผง
พลาสติกลงในแมแบบเปดโดยตรง แตจะใชลูกสูบอัดพลาสติกใหเขาไปในแมแบบเปด ดังแสดง
ในรูปที่ 10.17 โดยพลาสติกจะถูกทําใหรอนภายในกระบอกสูบกอนที่จะถูกสงเขาไปในแมแบบ
โดยแมแบบจะตองมีหองอัดซ่ึงเช่ือมตอกับโพรงชองวางในแมแบบดวยรูนําฉีด การอัดฉีด
พลาสติกจากหองอัดนี้ พลาสติกจะวิ่งผานรูนําฉีดเขาไปสูแมแบบของช้ินงาน เคร่ืองอัด
โดยทว่ั ไปจะทํางานดวยระบบไฮดรอลิก ดังแสดงในรูปที่ 10.15 (ก) กระบวนการน้ีเหมาะสําหรับ
การผลติ ชิน้ งานชิ้นเลก็ ๆ และชิ้นงานทีม่ ีความซบั ชอน
รูปที่ 10.17 ข้นั ตอนการอัดถายลงแมแ บบ (ธนรตั นแ ละมณฑล, 2546)
10.4 กรรมวธิ ีการเปาพลาสตกิ
กรรมวิธีการเปาพลาสติกเปนกรรมวิธีที่ใชในการผลิตภาชนะกลวง โดยใชเทคนิคการ
ฉีดและการเปารวมกัน ทําใหพลาสติกไหลออกจากหัวฉีดเปนสายทอหรือหลอด (Parison) ที่มี
ความออนตัว แลวใชลมเปาใหพลาสติกพองตัวออกไปแนบติดกับแมพิมพ เกิดรูปรางตาม
แมพิมพ แลวทําการตัดปลดชิ้นงานออกจากแมพิมพ เครื่องฉีดเปาจะประกอบดวย ชุดฉีดและ
หลอมเหลวพลาสติกและแมพมิ พ ดงั แสดงในรปู ท่ี 10.18 โดยทว่ั ไปกรรมวิธีการเปาพลาสติกมีอยู
3 วิธี ไดแก การเปาฉีด (Injection blow molding) การเปารีด (Extrusion blow molding)
และการเปายืด (Stretch blow molding) วสั ดทุ ใี่ ชใ นการเปาน้ีสวนใหญจะใชโพลิเอทิลีน (PE)
ประมาณ 85% นอกน้ันเปน PVC และเทอรโมพลาสติกอีกเล็กนอย ผลิตภัณฑที่ไดจากการเปา
ไดแ ก ภาชนะกลวง ขวด และถงั แกลลอน เปนตน
266 กรรมวธิ กี ารผลิตพลาสติก
รูปท่ี 10.18 เคร่อื งเปา พลาสตกิ (คดั มาจาก http://chinasourcesb2b.com)
10.4.1 การเปา ฉีด (Injection blow molding)
รปู ท่ี 10.19 ข้นั ตอนการเปา ฉดี (คดั มาจาก http://ns-plastic.blogspot.com)
10.4.2 การเปา รีด (Extrusion blow molding)
(ก)
กรรมวธิ กี ารผลิตพลาสติก 267
(ข)
รูปท่ี 10.20 (ก) สวนประกอบของเคร่อื งเปา รดี และ (ข) ข้นั ตอนการเปารดี
(คดั มาจาก http://ns-plastic.blogspot.com และ ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
10.4.3 การเปา ยดื (Stretch blow molding)
รปู ท่ี 10.21 ขนั้ ตอนการเปา ยืด (คัดมาจาก http://ns-plastic.blogspot.com)
10.5 การข้ึนรูปโดยการหมุนแมแ บบ (Rotational molding)
การข้ึนรูปโดยการหมุนแมแบบเปนกรรมวิธีท่ีใชผลิตช้ินงานพลาสติกที่มีลักษณะกลวงอีก
แบบหนึ่ง ใชตนทุนต่ําในการผลิต โดยการข้ึนรูปดวยการหมุนแมแบบจะอาศัยแรงเหว่ียงรอบ
แกน 2 แกนที่ต้ังฉากซ่ึงกันและกัน วัตถุดิบที่นํามาขึ้นรูปดวยวิธีนี้อาจจะเปนผงหรือของเหลวก็
ได ชนิดพลาสติกท่ีนิยมใชในการผลิต ไดแก โพลีเอทิลีน (PE) โพลีคารบอเนต (PC) และโพลี
อาไมด (PA) เปนตน โดยสวนประกอบของเครื่องข้ึนรูปโดยการหมุนและข้ันตอนการทํางาน
แสดงดงั รูปท่ี 10.22
268 กรรมวธิ ีการผลติ พลาสติก
พลาสติกจะถูกตวงใสเขาไปในแมแบบหมุนดวยปริมาตรที่แนนอน โดยใชช้ินงานสําเร็จ
ปริมาณพลาสติก และความหนาผนังของผลิตภัณฑเปนตัวกําหนด การหมุนของแมแบบจะตอง
หมุนอยางชา ๆ รอบแกนซ่ึงควบคุมดวยมอเตอร อัตราสวนของความเร็วการหมุนของทั้งสอง
แกนคือ 3:1 ระหวางแกนหลักและแกนรอง โดยที่แกนหลักหมายถึงการหมุนรอบแกนของแขน
ของเครื่อง (Primary axis) ซึ่งจะมีความเร็วรอบ 18 รอบตอนาที สวนแกนรองจะต้ังฉากกับ
แกนหลัก (Secondary axis) การหมนุ จะหมนุ อยูภายในเตาอบท่ีมอี ุณหภูมิสูงกวา 300 °C การ
ใหความรอนเปนไดท้ังลมรอนและเปลวไฟ ใหความรอนประมาณ 5-10 นาที จากนั้นจะทําให
แมแ บบหมุนเยน็ ลงโดยการพน ละอองนาํ้ หรือจุมลงในอา งน้ํา
(ก)
(ข)
รปู ท่ี 10.22 (ก) สวนประกอบของเครือ่ งข้ึนรูปโดยการหมุน และ (ข) ข้ันตอนการขึน้ รูปโดยการ
หมนุ แมแบบ (คดั มาจาก http://www.plastics007.com และ ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
ในขณะท่ีหมุนจะตองใหความรอนกระจายท่ัวแมแบบ เพ่ือใหผงพลาสติกละลายบน
ผิวหนาของแมแบบเปนชั้น ๆ อยางทั่วถึง ตัวแมแบบจึงมักข้ึนรูปจากแผนเหล็ก ทองแดง
กรรมวธิ กี ารผลติ พลาสตกิ 269
ทองเหลือง หรือโลหะเบา เชน อะลูมิเนียมหลอ ซ่ึงกระบวนการในการผลิตแมพิมพจะแตกตาง
กนั ไปตามลกั ษณะและสมบัติของผลิตภัณฑสําเร็จ ขอไดเปรียบของกรรมวิธีน้ีคือการลงทุนที่ตํ่า
ชิ้นงานที่ไดละเอียด พื้นผิวเรียบ และไดขนาดท่ีเที่ยงตรง เชน เกาอ้ีของเด็ก ภาชนะบรรจุ
ของเหลว และถังแกสโซลีน เปน ตน
10.6 กรรมวธิ ีการรดี ใหเ ปนแผน (Calendaring)
การรีดเปนกรรมวิธีในการข้ึนรูปพลาสติกประเภทเทอรโมพลาสติก พลาสติกจะถูกรีด
ผานชุดลูกกลิ้ง ชุดละไมนอยกวา 3 ลูกกลิ้งข้ึนไป โดยลูกกล้ิง 2 ลูกแรกจะมีอุปกรณใหความ
รอ นกบั แผนพลาสตกิ เพอ่ื ใหแ ผน พลาสติกออนตวั แลวถกู อัดรีดออกมาเปนแผนบาง ๆ ซึ่งความ
หนาบางของแผนพลาสติกจะข้ึนอยูกับชองวางระหวางลูกกลิ้ง ซึ่งโดยปกติแลวจะใชลูกกลิ้ง
ประมาณ 4-5 ลกู ในการรีด โดยท่ีการจัดวางลูกกล้ิงสามารถกระทําไดหลายแบบ ไดแก แบบ I,
L, F และ Z ดงั แสดงในรปู ที่ 10.23
(ก) (ข) (ค) (ง)
รูปท่ี 10.23 การจัดวางลกู กล้งิ แบบ (ก) I (ข) L (ค) F และ (ง) Z (ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
ในการเลือกลูกกลิ้งแบบไหนน้ันจะขึ้นอยูกับองคประกอบหลายอยาง เชน แบบ L มี
ขอดีคือ ตําแหนงเติมผงพลาสติกอยูขางลางทําใหเติมวัสดุไดงายและสะดวก มักใชในการผลิต
PVC แขง็ ขอเสยี ของแบบ L คือ เมื่อใชผลิต PVC ออนจะมีไอของสารทําใหออน (Softener)
ระเหยไปติดดานหลังของลูกกล้ิง ทําใหคุณภาพของแผนพลาสติกไมดีเทาที่ควร ในการผลิต
PVC แผนออนจึงนิยมใชแบบ F แตหากตองการเสริมแผนผาหรือเสนดายเขาไปในเน้ือ
พลาสติกจะใชแบบ Z สวนแบบ I ไมคอยใชในอุตสาหกรรมพลาสติกเนื่องจากเติมผงพลาสติก
ยาก ความหนาของแผนฟลมพลาสติกที่ไดจะอยูในชวง 30-800 ไมโครเมตร ยกเวนกระเบื้อง
ยางปูพ้นื ท่ใี ชใ นการรีดแบบพิเศษเพ่อื ใหมีความหนามากกวานี้
270 กรรมวธิ ีการผลติ พลาสตกิ
10.7 กรรมวิธเี ทอรโ มฟอรม ง่ิ (Thermoform molding)
กรรมวิธีเทอรโมฟอรม่ิงเปนกรรมวิธีที่นําแผนพลาสติกบางมายึดเขากับแมพิมพ แลวอบ
ใหความรอนท่ีอุณหภูมิที่เหมาะสมจนพลาสติกออนตัว แลวใชสุญญากาศ (Vacuum) ดูดแผน
พลาสตกิ ใหลงมาตดิ กับแมพ มิ พ เมอ่ื แผน พลาสตกิ เยน็ ตวั ลง จะมีรูปรา งตามแมพ มิ พ หรืออาจใช
ความดันของอากาศ (Air pressure) รวมกับแรงดึงเชิงกลในการดึงเขารูปตามแมพิมพ โดย
ระดบั ความดนั ของอากาศและความดันสุญญากาศที่ใชจะขึ้นอยูกับกรรมวิธีเทอรโมฟอรมิ่งแตละ
วิธี วัสดุท่ีใชทําแมแบบสามารถทําไดจากไม ปูนปลาสเตอร โลหะ หรือเรซิน เปนตน ตัวอยาง
ผลิตภัณฑที่ไดจากกรรมวิธีเทอรโมฟอรมิ่ง ไดแก กลองโฟมบรรจุไข ถวยไอศกรีม และถวย
โยเกริ ต เปน ตน
กรรมวิธีเทอรโมฟอรมิ่งที่ใชในการผลิตชิ้นงานพลาสติกมี 3 วิธีคือ กรรมวิธีเทอรโมฟอร
มิ่งแบบใชสุญญากาศโดยตรง (Straight vacuum forming) กรรมวิธีเทอรโมฟอรมิ่งแบบใช
ความดันสุญญากาศและอัดกลับดวยความดันอากาศ (Vacuum snap-back forming) และ
กรรมวิธีเทอรโมฟอรมิ่งแบบใชแมพิมพดันแผนพลาสติกแลวใชความดันสุญญากาศ (Vacuum
drape forming)
10.7.1 กรรมวิธีเทอรโมฟอรม่ิงแบบใชสุญญากาศโดยตรง (Straight vacuum
forming)
แผนพลาสติกจะถูกยึดใหตึงเขากับแมพิมพโดยใชแคลมป แลวใหความรอนกับแผน
พลาสตกิ จนแผนพลาสติกออนตัว หลังจากใหความรอนกับแผนพลาสติกจนออนตัวดีแลว จึงใช
ความดนั สญุ ญากาศดูดใหแ ผน พลาสติกที่ออนตัวยืดตัวลงมาติดกับแมพิมพ และเม่ือเย็นตัวแลว
จงึ ถอดช้ินงานออกจากแมพมิ พ ดังแสดงในรูปท่ี 10.24 กรรมวิธีนี้นิยมใชกับชิ้นงานพลาสติกที่มี
ความแข็งสูง แตมีขอเสียคือ ช้ินงานท่ีไดจะมีความหนาไมเทากัน โดยท่ีสวนมุมจะมีความหนา
นอ ยกวา สวนอนื่ ๆ ของชน้ิ งาน
รปู ที่ 10.24 กรรมวธิ ีเทอรโ มฟอรม่ิงแบบใชสุญญากาศโดยตรง (บุญธรรม, 2553)
กรรมวิธีการผลติ พลาสติก 271
10.7.2 กรรมวิธีเทอรโมฟอรม่ิงแบบใชความดันสุญญากาศและอัดกลับดวย
ความดันอากาศ (Vacuum snap-back forming)
กรรมวิธีน้ีจะใชความดันสุญญากาศดูดแผนพลาสติกท่ีไดรับความรอนจนออนตัวใหยืด
ตัวคลอยลงมาจนมีลักษณะเปนรูปคร่ึงทรงกลม เมื่อพลาสติกออนตัวลงมาจนถึงสวนลางของ
หองทําสุญญากาศแลว จากน้ันจะทําการเล่ือนแมพิมพตัวผูลงมาประกบใหแนบสนิทจนอากาศ
ไมสามารถไหลถายเทได แลวจึงใชความดันอากาศอัดเขาไปในหองทําสุญญากาศที่ชองทาง
เดียวกับความดันสุญญากาศ พลาสติกจะถูกดันขึ้นไปติดกับแมพิมพตัวผูท่ีอยูดานบน จากนั้น
รอใหพลาสติกเยน็ ตัวลงก็จะไดช น้ิ งานตามแบบแมพิมพ ดังแสดงในรูปที่ 10.25
10.7.3 กรรมวิธีเทอรโมฟอรม่ิงแบบใชแมพิมพดันแผนพลาสติกแลวใชความดัน
สุญญากาศ (Vacuum drape forming)
กรรมวิธีน้ีคลายกับกรรมวิธีใชความดันสุญญากาศโดยตรง แตตางกันที่กรรมวิธีนี้
สามารถขนึ้ รูปชิน้ งานทีม่ ีรปู ทรงลึกได เนอื่ งจากเปนวิธีที่สามารถดึงแผนพลาสติกใหมีการยืดตัว
ไดสูง (Deep draw) โดยกรรมวิธีการผลิตจะเร่ิมจากการใหความรอนแกแผนพลาสติกจนออน
ตัว จากนั้นแมพิมพจะเคลื่อนข้ึนเพ่ือดันแผนพลาสติกใหยืดตัวออก แลวจึงใชความดัน
สุญญากาศดูดแผนพลาสติกใหแนบสนิทติดกับแมพิมพ หลังจากรอใหเย็นตัวลงแลว จึงถอด
ช้ินงานออกโดยใชลมเปาสวนทาง เพ่ือใหชิ้นงานหลุดออกจากแมพิมพไดงาย ดังแสดงในรูปที่
10.26 กรรมวิธีน้ีนิยมใชผลิตผลิตภัณฑท่ีเปนภาชนะชนิดบาง เชน ถวยพลาสติก ถวยบรรจุ
โยเกริ ต และกลองบรรจอุ าหารชนดิ ตา ง ๆ เปน ตน
รูปที่ 10.25 กรรมวิธเี ทอรโ มฟอรม ง่ิ แบบใชความดันสญุ ญากาศและอัดกลับดว ยความดันอากาศ
(บุญธรรม, 2553)
272 กรรมวิธกี ารผลิตพลาสตกิ
รูปที่ 10.26 กรรมวธิ เี ทอรโมฟอรม ิ่งแบบใชแมพิมพด ันแผนพลาสติกแลวใชความดันสญุ ญากาศ
(บญุ ธรรม, 2553)
กรรมวิธกี ารผลติ พลาสติก 273
คาํ ถามทา ยบทท่ี 10
จงเติมคําตอบลงในชอ งวา งใหถ ูกตอ งสมบูรณ
1. สิง่ เตมิ (Additive) ท่ีนยิ มนํามาใชผสมกับผงพลาสติกกอนทําการขึ้นรูปแบงออกเปนกี่ชนิด
อะไรบาง และแตล ะชนิดมีสมบตั อิ ยา งไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. วัตถปุ ระสงคของการยอย (Digesting) พลาสตกิ คืออะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. การผลิตพลาสติกเม็ด (Granulating) มีกี่วิธี อะไรบาง และจงอธิบายกระบวนการผลิตใน
แตล ะวิธีมาโดยละเอยี ด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. ในการฉดี เขาแมแ บบ ถา ใชค วามดันอัดฉีด 22.5 MPa ฉีดเขาแมแบบที่มีพื้นที่ฉายของแบบ
ชิ้นงานท้ังหมดเทา กบั 800 cm2 จะตอ งใชแ รงอัดในการปด แบบเทา ใด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
274 กรรมวธิ กี ารผลติ พลาสตกิ
5. จงบอกสวนประกอบของเคร่ืองจักรท่ีใชในกรรมวิธีการฉีดพลาสติก และแตละชิ้นสวนมี
หนา ทอี่ ะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
6. กรรมวิธีการขึ้นรูปพลาสติกดวยวิธีการอัดถายลงแมแบบ (Transfer molding) แตกตาง
จากวิธีการอดั ลงแมแบบ (Compression molding) อยางไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. จงบอกสวนประกอบของเคร่ืองจักรที่ใชในกรรมวิธีการอัดพลาสติก และแตละชิ้นสวนมี
หนาทอี่ ะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. การจัดวางลูกกลิ้งในกรรมวิธีการรีดใหเปนแผน (Calendaring) มีกี่แบบ อะไรบาง และแต
ละแบบมีขอ ดแี ละขอ เสยี ในการใชงานอยา งไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
กรรมวิธกี ารผลิตพลาสติก 275
9. จงเลือกกรรมวิธีท่ีเหมาะสําหรับการข้ึนรูปพลาสติกประเภทเทอรโมเซตติ้งมา 1 วิธี พรอม
อธิบายกรรมวิธโี ดยละเอยี ด
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. กรรมวิธีเทอรโมฟอรม่ิง (Thermoform molding) ท่ีใชในการผลิตช้ินงานพลาสติกมีก่ีวิธี
อะไรบาง และแตละวธิ ีเหมอื นหรือแตกตางกนั อยา งไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
276 กรรมวิธกี ารผลิตพลาสตกิ
เอกสารอางอิง
ธนรัตน แตวัฒนา และมณฑล แสงประไพทิพย. กรรมวิธีการผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคช่ัน,
2546.
บุญธรรม ภทั ราจารุกุล. กรรมวธิ กี ารผลติ . กรงุ เทพฯ: ซีเอด็ ยูเคช่ัน, 2553.
บรษิ ทั Alibaba.com. แมพ ิมพฉ ีดพลาสตกิ 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://thai.alibaba.com/product-gs-img/--509987470.html
Alibaba.com Hong Kong Limited and licensors. Nylon Triangle Fiber 2556.
(ระบบออนไลน) แหลงขอมูล: http://jiushenghuaqian.en.alibaba.com/
product/268111882-209530209/Nylon_triangle_fiber.html
American Printing Equipment & Supply Company. Bees Wax Lubricant Bars 2557.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล: http://www.americanprintingequipment.com/
beeswaxlubricantbars1lb.aspx
Blue Mountain Soapworks. Natural Colorant 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://bluemountainsoapworks.com/about/ingredients-natural-colorants/
Bruckman Rubber Co. Custom Rubber Products 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.bruckmanrubber.com/
EC21 Inc. Quartz Powder 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล: http://yaffa.en.ec21.com/
Quartz_Sand_Glass_Sand_Quartz--6438156_6438157.html
http://ns-plastic.blogspot.com. Types of Blow Molding Process 2557.
(ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล: http://ns-plastic.blogspot.com/2011/01/types-of-
blow-molding-process.html
Luxme International, Ltd. Ceramic Fiber 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.luxme.com/productsample/tubularproduct2.htm
Manufacturing Sources. Injection Blow Molding Machine 2553. (ระบบออนไลน)
แหลง ขอมลู : http://chinasourcesb2b.com/tag/injection-blow-molding-
machine/
Ningbo Jianke Hydraulic Pressure Mechanical Manufacturing Co., Ltd. Hydraulic
Pressure Molding Machine 2545. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล: http://www.nb-
jk.com/enp8.htm
กรรมวิธีการผลิตพลาสตกิ 277
OLD MODEL KITS.com. Modern Injection Molding Machine 2557.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล: http://www.oldmodelkits.com/blog/plastic-
model-kit-history/william-bill-morris-lester-%E2%80%93-the-father-of-
modern-injection-molding-and-founder-of-pyro-plastics/
Plastics007.com. The Technology of Rotational Moulding 2556. (ระบบออนไลน)
แหลงขอมลู : http://www.plastics007.com/article-365/The-Technology-of-
Rotational-Moulding.html
Ravi Sharma & Company. Lime Stone Powder 2557. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://rsco.co/
Reed Business Information Limited. Growing phthalate-free plasticizers 2556.
(ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล: http://www.icis.com/blogs/green-
chemicals/2012/04/growing-phthalate-free-plastic/
Sankalp Organics Private Limited. Sodium Stearate 2557. (ระบบออนไลน)
แหลง ขอมูล: http://www.indiamart.com/sankalporganics/stearates.html
#sodium-stearate
Sdthgraphite.com. Natural Graphite Powder 2555. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://www.sdthgraphite.com/sell-185_natural_graphite_powder-
279767.html
Wikipedia. Carbon black 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล: http://en.wikipedia.org/
wiki/Carbon_black
Wikipedia. Compression molding 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มลู :
http://en.wikipedia.org/wiki/Compression_molding
Yongsheng Plastic Chemical Co., Ltd . Antistatic Agent for Engineering Plastic
2555. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล: http://www.yongshengchem.com/antistatic-
agent-for-engineering-plastic/
บทที่ 11
การประมาณตนทนุ การผลติ
(Product Cost Estimation)
การประมาณ (Estimation) หมายถึง การวิเคราะห การใหความเห็น การพยากรณ
หรือการคาดหมายลวงหนา ตนทุนการผลิต (Cost of production) หมายถึง คาใชจายตาง ๆ
ที่เกิดข้ึนในการผลิตสินคาและบริการในจํานวนที่ตองการ ดังนั้นการประมาณตนทุนจึงเปนการ
วิเคราะห หรือการใหความเห็นเกี่ยวกับคาใชจายหรือใหเปนจํานวนหรือเปนมูลคาท่ีคาดวาจะ
เกิดข้ึนในกระบวนการทํางานหรือกระบวนการผลิต ซ่ึงอาจเปนการทําผลิตภัณฑ การจัดทํา
โครงการ หรือการผลิตงานบริการ ตนทุนการผลิตสามารถจําแนกออกไดหลายประเภทข้ึนอยู
กับความสัมพันธระหวางปริมาณการผลิตและลักษณะของการดําเนินงานในการผลิต ซ่ึงในท่ีนี้
การจําแนกประเภทของตนทุนการผลิตที่เหมาะสมท่ีสุด สามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภทคือ
ตนทุนของเงินทุน (Capital costs) และตนทุนในการดําเนินงาน (Operating costs) ตนทุน
ของเงินทุนเปนสิ่งที่เกิดข้ึนมาเน่ืองจากส่ิงกอสราง เครื่องจักรกลที่ใชในการผลิต และที่ดิน ซึ่ง
ส่ิงกอสรางและเคร่ืองจักรกลที่ใชในการผลิตมักเส่ือมราคาเม่ือเวลาผานไป ตรงกันขามกับราคา
ท่ีดินท่ีมีแนวโนมสูงข้ึน สวนตนทุนในการดําเนินงานเปนคาใชจายในการดูแลรักษา
เครอื่ งจกั รกลใหส ามารถผลิตไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ (Running costs) ตามความตองการ
นอกจากน้ีหากพิจารณาเงื่อนไขตนทุนการผลิตท่ีเกี่ยวของเฉพาะปริมาณการผลิตก็
สามารถแบงออกไดเปนอีก 2 ประเภทคือ ตนทุนคงที่ (Fixed costs) และตนทุนผันแปร
(Variable costs) โดยที่ตนทุนคงที่จะไมขึ้นกับปริมาณการผลิต โดยไมวาปริมาณการผลิตจะ
มากหรือนอย หรือไมทําการผลิตเลย ตนทุนประเภทนี้จะมีคาคงที่ ไดแก คาเส่ือมราคาของ
เครื่องจกั รกล คา เชา คา ใชจา ยในการบริหารและจัดการ คาโฆษณา และคาใชจายในการคนควา
และวิจัย เปนตน สวนตนทุนผันแปรจะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณการผลิต ถาผลิตมากจะเสีย
ตนทุนชนดิ น้ีมาก และถา ไมผลิตก็ไมเสียเลย ตนทุนประเภทน้ี ไดแก คาแรงงาน คาวัตถุดิบ คา
ไฟฟา และคาซอ มบาํ รุง เปนตน
280 การประมาณตนทุนการผลติ
รูปท่ี 11.1 แผนภมู ิแสดงตนทุนการผลิตรวมท่ีเกดิ ขน้ึ จากการผลิต (Wakil, 2002)
ตารางท่ี 11.1 การเปรียบเทียบตนทุนสินคาจากการออกแบบตนทุนการผลิต 4 แบบ (Wakil,
2002)
การออกแบบ ตน ทนุ สินคา
ตนทุนการผลิต คา แรงงาน คา วัตถดุ บิ คา ใชจ า ย คา ใชจ ายทว่ั ไป ตน ทนุ การผลิต
ทางตรง ทางตรง โรงงาน (บาท) รวม
(บาท) (บาท) (บาท) (บาท)
แบบท่ี 1 77 1,194 258 226 1,755
แบบท่ี 2 84 1,161 274 229 1,748
แบบท่ี 3 81 1,177 290 235 1,784
แบบท่ี 4 74 1,145 242 232 1,694
วิธีการหาตนทุนการผลิตรวม (Total cost) ท่ีเกิดข้ึนจากการใชปจจัยการผลิตชนิด
ตา ง ๆ ดังกลาวขางตนในการผลิตสินคาและบริการสามารถแสดงไดโดยใชแผนภาพดังแสดงใน
รูปท่ี 11.1 ผูจัดทําสามารถจําแนกคาใชจายแตละประเภทลงในแตละชองของแผนตารางทําการ
(Spreadsheet cell) ดังแสดงในตารางท่ี 11.1 เพ่ือใชในการตัดสินใจเลือกการออกแบบตนทุน
การผลิตไดงายขึ้น โดยผูใชสามารถเปรียบเทียบและประเมินคาตนทุนแตละประเภทไดจาก
ขอมูลในแตละแถวในแนวตั้ง (Columns) ของแผนตารางทําการ แตอยางไรก็ตามในความเปน
จริงอาจไมสามารถหาตนทุนการผลิตรวมไดอยางสมบูรณ เวนเสียจากจะนําขั้นตอนและการ
การประมาณตนทนุ การผลิต 281
วเิ คราะหท ่ีสมเหตุสมผลมาประกอบในการพิจารณา โดยปญหาในการหาตนทุนการผลิตรวมมี 2
ประเดน็ คอื ตน ทุนบางประเภทไมสามารถถูกระบุไดวาเกิดจากหนวยตนทุนใดในระบบการผลิต
ซึ่งมักถูกเรียกวา ตนทุนทางออม (Indirect costs) สวนประเด็นที่สองคือ ผูผลิตไมสามารถ
ทราบเวลาท่ีแทจริงท่ีใชในการสรางส่ิงท่ีออกแบบไว เน่ืองจากยังไมมีกระบวนการผลิตเกิดขึ้น
จริง ดังนั้นในบทน้ีจะกลาวถงึ การวิเคราะหคาใชจายที่เกิดข้ึนจากการใชปจจัยการผลิต ซึ่งไดแก
คาแรงงาน (Labor costs) คาวัตถุดิบ (Material costs) คาเคร่ืองมือหรือเคร่ืองจักรกล
(Equipment costs) คาทางวิศวกรรม (Engineering costs) และคาใชจายอื่น ๆ ในการผลิต
(Overhead costs)
11.1 การวิเคราะหคา แรงงาน (Labor cost analysis)
คา แรงงานคือคา จา งหรอื ผลตอบแทนที่จายใหแ กล ูกจา งหรือคนงานที่ทําหนาที่เก่ียวของ
กับการผลิต โดยคาแรงงานสามารถแบงไดเปน 2 ชนิดคือ คาแรงงานทางตรง (Direct labor)
และคา แรงงานทางออ ม (Indirect labor)
ก. คาแรงงานทางตรง (Direct labor) คือคาแรงงานตาง ๆ ที่จายใหแกคนงานหรือ
ลูกจางท่ที าํ หนา ที่เกย่ี วของกบั สายงานการผลิตโดยตรง เชน พนักงานควบคุมเคร่ืองจักรกลท่ีใช
ในการผลติ พนกั งานในสายการประกอบ เปนตน
ข. คาแรงงานทางออม (Indirect labor) คือคาแรงงานอื่น ๆ นอกเหนือจาก
คาแรงงานทางตรง เชน เงินเดือนหัวหนาคนงาน พนักงานตรวจสอบคุณภาพ ชางซอมบํารุง
รวมถงึ ตน ทนุ ที่เกย่ี วขอ งกบั คนงาน เชน คาภาษที อ่ี อกใหล กู จา งและสวัสดกิ ารตา ง ๆ เปน ตน
โดยการวิเคราะหคาแรงงานในหัวขอน้ีจะเนนคาแรงงานทางตรงเน่ืองจากคาแรงงาน
ทางออมโดยปกติจะถูกรวมเขากับคาใชจายการผลิต (Manufacturing overhead costs) การ
วิเคราะหคาแรงงานทางตรงทําไดโดยการนําเวลาการผลิตรวมคูณกับผลรวมของคาแรงราย
ชัว่ โมงและคาสวสั ดกิ าร ซ่งึ มกั ถกู เรียกกวาคาแรงรายชว่ั โมงรวม (Gross hourly cost)
แตอยา งไรก็ตาม ในความเปนจริง การปฏิบัติงานในครั้งแรกของแรงงานจะตองใชเวลา
ในการเรียนรูงานมากกวาการปฏิบัติงานในครั้งตอไป เม่ือแรงงานมีความชํานาญในการ
ปฏิบัติงาน จะสามารถลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต เวลาที่ใชในการปฏิบัติงานจึงลดลง
เรื่อย ๆ ซ่ึงเปนอีกสาเหตุหนึ่งนอกจากประสิทธิภาพการผลิตที่เปนสาเหตุทําใหตนทุนการผลิต
ของกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมมีแนวโนมลดลงเร่ือย ๆ การลดลงของตนทุนการผลิตน้ี
สามารถนํามาสรางเปนเสนการเรียนรู (Learning curve) แสดงดังรูปที่ 11.2 ซึ่งแสดงถึง
ความสมั พนั ธระหวางเวลาในการผลิตตอหนวยและการผลิตสะสมตอหนวย โดย 70 เปอรเซ็นต
ของเสนการเรียนรู (70% learning curve) หมายถึงเม่อื การผลติ สะสมตอหนวยเพิ่มข้ึนหน่ึงเทา
เวลาในการผลติ ตอหนวยจะลดลง 30 เปอรเซ็นต
282 การประมาณตนทนุ การผลิต
รปู ท่ี 11.2 เสน การเรยี นรู (Wakil, 2002)
จากรูปท่ี 11.2 เสนการเรียนรูจะอยูในรูปแบบเอ็กซโปเนนเชียลซ่ึงสามารถเขียนเปน
สมการไดด ังน้ี (Wakil, 2002) t = to×pn
(11.1)
โดยที่ t คอื เวลาในการผลติ ตอหนว ย หลงั จากการผลติ จาํ นวนหนว ยผลติ เทากบั p
to คอื เวลาทใี่ ชในการผลิตหนวยผลติ แรก
p คือ การผลติ สะสมรวม (จํานวนหนวยการผลติ ทง้ั หมดท่ีถูกผลิต)
n คือ คาคงท่ี (โดยขึ้นกับเปอรเซ็นตการลดลงของเสนการเรียนรู เชน ท่ี 70
เปอรเซ็นตของเสนการเรียนรู มีคาคงที่เทากับ -0.5146 ที่ 80 เปอรเซ็นตของ
เสนการเรียนรู มีคาคงที่เทากับ -0.322 และท่ี 90 เปอรเซ็นตของเสนการ
เรยี นรู มีคาคงทเ่ี ทากบั -0.152 เปน ตน )
ดงั น้ันเวลาการผลิตรวมสามารถคํานวณไดจากผลคูณระหวางเวลาในการผลิตตอหนวย
และการผลิตสะสมรวม ซึ่งสามารถเขียนเปนสมการไดด งั นี้ (Wakil, 2002)
T = t×p (11.2)
โดยที่ T คอื เวลาการผลิตรวม จากนน้ั แทนคา สมการท่ี (11.1) ลงในสมการท่ี (11.2) จะได
T = to×pn+1 (11.3)
การประมาณตนทุนการผลิต 283
11.2 การวิเคราะหคาวัตถุดิบ (Material cost analysis)
การวิเคราะหคาวัตถุดิบสามารถคํานวณไดจากจํานวนวัตถุดิบท่ีใชในการกระบวนการ
ผลิตคูณดวยมูลคาของวัตถุดิบตอน้ําหนักหรือปริมาตร แตอยางไรก็ตามหากวัตถุดิบท่ีนําใชใน
กระบวนการผลิตเปนวัตถุดิบคงเหลือ การหามูลคาของวัตถุดิบน้ันจะทําไดยากเนื่องจากโดย
ปกตวิ ัตถดุ บิ คงเหลือชนดิ เดยี วกนั จะมหี ลายล็อตทีส่ ่ังซือ้ มาตา งเวลาและมีมูลคาไมเทากัน ดังน้ัน
จึงมกี ารนาํ เสนอวิธกี ารวิเคราะหคา วัตถดุ บิ คงเหลือ โดยสามารถแบง ออกเปนวิธกี ารตาง ๆ ดงั น้ี
ก. วิธีเขากอน-ออกกอน (First-in-first-out method) วัตถุดิบท่ีถูกซ้ือมากอน
จะถูกนําออกมาใชในกระบวนการผลิตกอนซึ่งจะเปนวัตถุดิบท่ีอยูในคลังเปนเวลานานกวา
ดงั นั้นวัตถุดบิ ท่ีเหลืออยูในคลังจึงเปนสินคาท่ีซื้อภายหลัง ขอเสียของวิธีการน้ีจะเกิดข้ึนเม่ือชวง
ระยะเวลาระหวางเวลาการซ้ือวัตถุดิบและเวลาในการผลิตมีชวงหางกันมาก มูลคาของวัตถุดิบ
จะไมใ ชม ูลคาจริงเม่ือเทียบกบั มูลคาวตั ถุดิบในปจ จุบนั ซ่ึงสง ผลใหก ารประมาณตนทุนการผลิตมี
ความไมแ มน ยําได
ข. วิธีเขาหลัง-ออกกอน (Last-in-first-out method) วัตถุดิบท่ีถูกซ้ือมาทีหลัง
จะถูกนําออกมาใชในกระบวนการผลิตกอน ดังนั้นวัตถุดิบท่ีนํามาใชในกระบวนการผลิตจึงมา
จากหลายล็อตที่ถูกส่ังซื้อในเวลาที่ตางกันไมนาน แตอยางไรก็ตามวัตถุดิบท่ีมาจากล็อตที่
ตา งกนั กจ็ ะมมี ูลคาที่ไมเ ทา กันซ่งึ ทําใหยากตอ การประมาณตนทุนการผลิต
ค. วิธีตนทุนปจจุบัน (Current-cost method) มูลคาของวัตถุดิบจะพิจารณา
อางอิงจากเวลาที่ทําการประมาณตนทุนการผลิต ซ่ึงการประมาณตนทุนการผลิตอาจมีความไม
แมน ยําไดหากวัตถดุ บิ ถกู ซ้ือมาในเวลาที่ตา งกัน
ง. วิธีมูลคาจริง (Actual-price method) เปนการคํานวณโดยอางอิงจํานวนของ
เงินท่ีจายในคร้ังแรกเพื่อจัดซื้อวัตถุดิบ หากวัตถุดิบที่ถูกนําออกมาใชในกระบวนการผลิตมา
จากล็อตเดียวกัน ก็จะงายตอการคํานวณมูลคาวัตถุดิบ แตอยางไรก็ตามหากวัตถุดิบที่ถูกนํา
ออกมาใชมีจํานวนมากกวาหน่ึงล็อต มูลคาวัตถุดิบก็จะแตกตางกัน ดังน้ันจึงใชมูลคาเฉล่ียเพื่อ
ใชใ นการคํานวณเพอื่ หาตนทนุ การผลิต ซง่ึ มลู คาเฉลี่ยสามารถคาํ นวณไดโดยใชสมการดงั นี้
Cave = ∑ni=1 ciai (11.4)
∑in=1 ai
โดยที่ ci คือ มลู คา ของวตั ถุดบิ ของล็อต i
ai คือ จาํ นวนของวัตถดุ บิ ท่ีนาํ มาจากลอ็ ต i
i ถึง n คือ ลาํ ดับจํานวนลอ็ ตทน่ี าํ มาใชในกระบวนการผลิต
284 การประมาณตนทนุ การผลิต
11.3 การวเิ คราะหคาเครือ่ งมือหรือเคร่อื งจักรกล (Equipment cost analysis)
คาเคร่ืองมือหรือเครื่องจักรกลจัดเปนตนทุนคงท่ี (Fixed costs) กลาวคือตนทุนจะไม
ข้ึนกับปริมาณการผลิต โดยคาเคร่ืองมือหรือเครื่องจักรกลสามารถแบงออกเปน 2 สวนหลัก ๆ
คือ ตนทุนในการเปนเจาของ (Owning costs) และตนทุนในการดําเนินงาน (Operating
costs) ตนทนุ ในการเปน เจาของ ไดแก คา เสื่อมราคาของเคร่ืองมือหรือเครื่องจักรกลซึ่งสัมพันธ
กบั ชว่ั โมงการทํางานของเครื่องจักร รวมถึงดอกเบี้ย ประกันภัย ภาษี ซ่ึงข้ึนอยูกับนโยบายของ
รัฐบาล เปนตน สวนตนทุนในการดําเนินงาน ไดแก คานํ้ามันเชื้อเพลิง น้ํามันเครื่อง (คิดเปน
มลู คาประมาณ 10 เปอรเซ็นต ของนํ้ามันเชื้อเพลิง) คาซอมบํารุง (มูลคาคิดเปนเปอรเซ็นตของ
คาเสื่อมราคา) อุปกรณเสริมพิเศษ และคาจางแรงงานควบคุมและดูแลเคร่ืองจักรกล (มูลคา
ขึน้ กับความชํานาญของแรงงาน) เปน ตน
แตอยางไรก็ตาม ตนทุนดังกลาวขางตนไมสามารถนํามาใชประกอบในการประมาณ
ตนทุนการผลติ ไดโดยตรงเนื่องจากผลกระทบจากอัตราเงินเฟอและการลดคาเงินตอกําลังเงินใน
การซื้อเคร่ืองจกั รกล รวมถงึ ปจจยั ของประสิทธิภาพและประเภทของเคร่ืองจักรกลท่ีแตกตางกัน
ดังน้ันจึงไดมีการพิจารณาปจจัยที่สงผลตอความเท่ียงตรงในการวิเคราะหคาเคร่ืองจักรกล ซึ่ง
ประกอบดวยวธิ ีการดงั ตอไปนี้
ก. การวิเคราะหจากดรรชนีตนทุน (Cost indexing) เปนตัวบงชี้กําลังเงินในการ
ซ้ือเครอ่ื งมอื หรือเครอื่ งจกั รกลที่เวลานัน้ ๆ ดงั น้ันหากทราบตนทุนเคร่ืองจักรกลและคาดรรชนีที่
สอดคลองกนั ทีเ่ วลาเรม่ิ ตนใด ๆ ก็จะสามารถคํานวณหาตนทุนปจจุบัน (Current cost) ไดหาก
ทราบคา ดรรชนีตนทุนปจจุบัน ซงึ่ แสดงความสมั พันธไดเปน สมการดงั ตอไปนี้ (Wakil, 2002)
Cc = Ci Ic (11.5)
Ii
โดยที่ Cc คือ ตนทนุ ปจจุบัน
Ci คือ ตน ทนุ ท่ีเวลาเรม่ิ ตนใด ๆ
Ic คอื ดรรชนีตน ทุนปจจุบัน
Ii คอื ดรรชนีที่เวลาเรมิ่ ตน เดียวกบั Ci
ข. การวิเคราะหจากผลของขนาด (Size effect) การคํานวณตนทุนของเครื่องมือ
หรือเคร่ืองจักรกลที่มีประสิทธิภาพและประเภทที่แตกตางกัน ทําไดโดยใชสมการความสัมพันธ
ระหวางตนทุนและประสิทธิภาพ (ขนาดและประเภท) ของเคร่ืองมือหรือเครื่องจักรกล ซึ่งแสดง
อยใู นรปู แบบสมการยกกําลงั ดังน้ี (Wakil, 2002)
การประมาณตนทนุ การผลิต 285
C2 = C1 S2 0.6 (11.6)
S1
โดยท่ี C2 คอื ตนทนุ ของเครอื่ งมอื หรอื เครอื่ งจักรกล 2
C1 คือ ตนทุนของเคร่อื งมอื หรือเคร่ืองจกั รกล 1
S2 คือ ประสทิ ธิภาพ (ขนาดและประเภท) ของเครอื่ งมอื หรอื เครื่องจักรกล 2
S1 คอื ประสิทธภิ าพ (ขนาดและประเภท) ของเครื่องมอื หรือเครื่องจกั รกล 1
ค. การวิเคราะหแบบถดถอย (Regression analysis) ใชเทคนิคเชิงสถิติกับการ
วิเคราะหทางคณิตศาสตรและการเลือกเสนกราฟท่ีเหมาะสมกับขอมูล (Curve fitting) เพ่ือ
สรางความสัมพันธระหวางตนทุนและตัวแปรอื่น ๆ ท่ีสงผลตอตนทุนน้ัน แสดงไดเปนสมการ
ทั่วไปดังน้ีคอื (Wakil, 2002)
C = Co ∑in=1 Pimi (11.7)
โดยท่ี C คือ ตนทนุ
คือ คาคงที่
Co คือ ตัวแปรที่ i ที่สง ผลตอ ตนทนุ
Pi คือ เลขชี้กําลังทม่ี คี า คงท่ีของตวั แปรท่ี i
mi
11.4 ตนทุนทางวิศวกรรม (Engineering cost)
ตน ทนุ ทางวศิ วกรรมรวมถึงเงินเดือนสําหรับงานวิศวกรรมระดับสูงและการใชจายอ่ืน ๆ
เชน เงินเดือนหรือคาใชจายท่ัวไปสําหรับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งโดยทั่วไปตนทุนทางวิศวกรรม
มักจะรวมอยูกับคาใชจายในการผลิตในกระบวนการผลิต (Factory overheads) ซ่ึงเปน
คาใชจายที่นอกเหนือจากคาวัตถุดิบทางตรงและคาแรงงานทางตรง หรือในบางกรณีอาจถูก
นําไปรวมกับคาใชจายท่ีเกิดข้ึนในการดําเนินงานในสํานักงาน (Corporate overheads) ซ่ึง
ไดแก คาเชา คาสาธารณูปโภค และเงินเดือนพนักงานในสํานักงาน เปนตน แตอยางไรก็ตาม
หากเปนการผลิตใหกับสหพันธรัฐ บริษัทผูผลิตจะถูกจางงานทางวิศวกรรมโดยอางอิงตาม
สัญญาที่ตกลงกันไว ซ่ึงในสัญญาอาจมีการระบุการเหมาจายสําหรับตนทุนทางวิศวกรรมหรือ
อาจเปนตนทุนทางวิศวกรรมจริงบวกกับคาธรรมเนียมเจรจาตอรองหรือคิดเปน 15 เปอรเซ็นต
ของตนทุนทางวิศวกรรม
286 การประมาณตนทุนการผลิต
11.5 ตน ทนุ คาใชจ า ยอน่ื ๆ ในการผลติ (Overhead cost)
คา ใชจ ายอน่ื ๆ ในการผลิต หมายถึง คาใชจา ยที่เกี่ยวขอ งกับการผลิตนอกเหนือจากคา
วัตถุดิบทางตรงและคาแรงงานทางตรง ไดแก คาวัตถุดิบทางออม คาแรงงานทางออม และ
คาใชจายในการผลิตทางออม เชน คาเชา คาสาธารณูปโภค คาเสื่อมราคา คาประกันภัย คา
ภาษี คาการตลาด และคาใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เปนตน ซ่ึงไมสามารถหาไดโดยตรงจาก
กระบวนการผลิต ดังน้ันวิศวกรตนทุน (Cost engineer) จึงมักมองคาใชจายนี้วาเปนภาระ
สําหรับการประมาณตนทุนการผลิต โดยคาใชจายอ่ืน ๆ ในการผลิตสามารถแบงออกเปน 2
สวนหลัก ๆ คอื คาใชจายในการผลิตในกระบวนการผลิต (Factory overheads) และคาใชจาย
ท่เี กดิ ข้นึ ในการดาํ เนนิ งานในสํานักงาน (Corporate overheads)
ก. คาใชจายในการผลิตในกระบวนการผลิต (Factory overheads) เปน
คาใชจายที่ไมเกี่ยวของกับคาวัตถุดิบทางตรงและคาแรงงานทางตรง แตจะตองเปนคาใชจายที่
เกี่ยวของกับการดําเนินการผลิตในโรงงานเทาน้ัน อาทิเชน คาเชา คาสาธารณูปโภค คาเส่ือม
ราคา หรือคาแรงที่จายใหกับพนักงานเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในกระบวนการขนสงสินคา
และคา ซอ มบํารุง เปน ตน
ข. คาใชจายท่ีเกิดข้ึนในการดําเนินงานในสํานักงาน (Corporate overheads)
โดยปกติจะเปนคาใชจายท่ีเกิดขึ้นภายในสํานักงาน อาทิเชน คาเชา คาสาธารณูปโภค รวมถึง
เงินเดือนและเงินสวัสดิการของผูบริหารองคกร พนักงานฝายธุรกิจ พนักงานฝายบริหาร และ
พนักงานฝายกฎหมาย เปนตน ซึ่งเปนคาใชจายท่ีนอกเหนือจากคาใชจายในการผลิตใน
กระบวนการผลิตท้งั สิน้
ยกตัวอยางบรษิ ัทแหง หนึง่ ทําการผลติ เก่ียวกับโตะชนิดตาง ๆ ท่ีทําดวยไม โดยมีขอมูล
เก่ียวกบั คา วัตถุดบิ คา แรงงาน และคาใชจ า ยอนื่ ๆ ทเี่ กิดข้นึ ดังน้ี
คา วตั ถดุ ิบ : ไมส ักแปรรปู 2,500,000 บาท
คาแรงงาน : ไมอ ัดแปรรปู 2,100,000 บาท
กาว
ตะปู 8,000 บาท
ชา งเลื่อยไม 10,000 บาท
ชางประกอบตัวโตะ 1,850,000 บาท
ชา งทาสี 1,950,000 บาท
ผคู วบคุมโรงงาน 1,700,000 บาท
พนกั งานทําความสะอาดโรงงาน 250,000 บาท
150,000 บาท
การประมาณตนทุนการผลิต 287
คา ใชจ ายอนื่ ๆ : คา เชา โรงงาน 800,000 บาท
คา นํ้าคาไฟในโรงงาน 300,000 บาท
คา เชา สํานักงาน 260,000 บาท
เงินเดือนพนกั งานในสํานักงาน 800,000 บาท
คาเสอื่ มราคาอปุ กรณในโรงงาน 210,000 บาท
คาเสือ่ มราคาเครอ่ื งใชสาํ นักงาน 80,000 บาท
จากคา ใชจ า ยตาง ๆ ขางตนทีเ่ กิดข้นึ ในบรษิ ัทแหง นี้ เมื่อจําแนกยอยออกเปนคาวัตถุดิบ
ทางตรง คาแรงงานทางตรง คาใชจายในการผลิตในกระบวนการผลิต และคาใชจายที่เกิดขึ้นใน
การดาํ เนนิ งานในสาํ นักงาน ก็จะสามารถหาตนทุนการผลติ รวมได ดังแสดงในตารางท่ี 11.2
ตารางที่ 11.2 รายการของคาใชจายตาง ๆ ท่ีใชในการประมาณตนทุนการผลิตรวม (คัดมาจาก
http://home.kku.ac.th)
คา วัตถดุ บิ คา แรงงาน คา ใชจ าย คา ใชจ าย ตน ทุนการ
รายการ ทางตรง ทางตรง การผลติ สาํ นักงาน ผลติ รวม
(บาท) (บาท) (บาท) (บาท) (บาท)
ไมส กั แปรรูป 2,500,000 2,500,000
ไมอ ัดแปรรปู 2,100,000 2,100,000
กาว 8,000 8,000
ตะปู 10,000 10,000
ชา งเลื่อยไม 1,850,000 1,850,000
ชางประกอบตัวโตะ 1,950,000 1,950,000
ชา งทาสี 1,700,000 1,700,000
ผคู วบคมุ โรงงาน 250,000 250,000
พนกั งานทาํ ความสะอาดโรงงาน 150,000 150,000
คาเชาโรงงาน 800,000 800,000
คานา้ํ คา ไฟฟา ในโรงงาน 300,000 300,000
คา เชา สาํ นักงาน 260,000 260,000
เงนิ เดือนพนักงานในสาํ นกั งาน 800,000 800,000
คา เสอื่ มราคาอุปกรณใ นโรงงาน 210,000 210,000
คา เสอื่ มราคาเครอ่ื งใชส ํานักงาน 80,000 80,000
รวม 4,600,000 5,500,000 1,728,000 1,140,000 12,968,000
288 การประมาณตนทุนการผลติ
ตัวอยา งที่ 11.1 หากตองการนําเหลก็ แทงในคลังพสั ดุทม่ี ขี นาดเสนผานศูนยกลาง 81 มิลลิเมตร
ความยาว 3,600 มลิ ลเิ มตร มาผลติ เปนช้ินงานท่ีมีขนาดเสนผานศูนยกลาง 69 มิลลิเมตร ความ
ยาว 300 มิลลิเมตร จํานวน 2,000 ชิ้น ตนทุนวัตถุดิบคิดเปน 63.3 บาทตอกิโลกรัม กําหนดให
เหล็กมีความหนาแนนเทากับ 7,806 กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร ตนทุนคาใชจายอื่น ๆ ในการ
ผลิตทั้งหมดคิดเปน 2,850,000 บาท คาแรงงานทางตรงท้ังหมดคิดเปน 1,800,000 บาท จง
ประมาณตน ทุนในการผลติ ช้นิ งานทีต่ อ งการตอช้นิ
วธิ ที าํ
กอ นอื่นตองคํานวณเวลาในการผลิตตอชิน้ โดยการใชขอมูลเก่ียวกับการผลิตที่ทราบคา
หรือขอ มลู ท่ถี กู สมมติขนึ้ มาดังน้ี
- ระยะการกลึงปาดหนาที่สวนปลายของเหล็กแทงสําหรับงานตกแตงผิวสําเร็จเทากับ
1.6 มลิ ลิเมตร
- ความกวา งของมดี เลบ็ ท่ีใชใ นการตัดเหล็กแทง ออก (Cutoff) เทากบั 4.76 มิลลิเมตร
- ความยาวสว นปลายของเหล็กแทงสาํ หรบั ยึดกบั ปลอกจบั เทา กบั 100 มลิ ลิเมตร
- กลึงแบบงานตัดหยาบตามดวยงานตัดละเอียด โดยทําการตัดหยาบจํานวน 2 รอบ
ดวยความเร็วตดั 60 เมตรตอ นาที และอตั ราปอ น 0.25 มิลลเิ มตรตอรอบ สําหรับงานตัดละเอียด
ใชความเร็วตัด 90 เมตรตอนาที และอตั ราปอ น 0.125 มิลลิเมตรตอ รอบ
- เวลาทใ่ี ชในการเคลื่อนมดี ตดั กลบั ไปยังจดุ เริ่มตน การกลงึ เทา กับ 15 วินาที
- เวลาทใี่ ชในการติดตั้งชิ้นงานเขาและออกจากเคร่ืองกลึงเทากบั 1 นาที
เวลาในการกลึงตอช้ิน 15 วนิ าที
มดี กลงึ ที่ตําแหนงตดั เหลก็ แทงออก (Cutoff): 51 วนิ าที
เวลาทีใ่ ชตดั ออก:
คํานวณจากสูตร (สมการที่ (6.4)) 15 วินาที
68 วินาที
t = πDLi/(VcFrev)
สมมติ allowance, a = 20 มลิ ลเิ มตร จะได
L = (81+20)/2 = 50.5 มิลลเิ มตร
t = (π×81×50.5×60)/(60×1,000×0.25) = 51 วินาที
มีดกลึงที่ตําแหนง การกลงึ ปาดหนา:
เวลาทใี่ ชใ นการกลึงปาดหนา:
การประมาณตนทนุ การผลิต 289
คํานวณจากสตู ร (สมการที่ (6.4)) 15 วนิ าที
318 วินาที
t = πDLi/(VcFrev)
15 วนิ าที
สมมติ allowance, a = 20 มิลลเิ มตร จะได 318 วนิ าที
15 วินาที
L = (81+20)/2 = 50.5 มิลลิเมตร 424 วนิ าที
t = (π×81×50.5×60)/(90×1,000×0.125) = 68 วินาที เวลานาํ ไปคิดกบั ชน้ิ ตอไป
60 วินาที
มีดกลึงทีต่ ําแหนง การกลงึ ปอกแบบหยาบคร้งั ที่ 1:
เวลาทใ่ี ชใ นการกลึงปอกแบบหยาบคร้งั ที่ 1: 1,314 วินาที
คาํ นวณจากสูตร (สมการท่ี (6.4))
t = πDLi/(VcFrev)
สมมติ allowance, a = 6.25 มลิ ลเิ มตร จะได
L = 300+1.6+4.76+6.25 = 312.61 มลิ ลิเมตร
t = (π×81×312.61×60)/(60×1,000×0.25) = 318 วินาที
มีดกลึงท่ตี ําแหนง การกลงึ ปอกแบบหยาบครงั้ ที่ 2:
เวลาทใี่ ชในการกลึงปอกแบบหยาบครั้งที่ 2:
มีดกลึงที่ตําแหนง การกลึงปอกแบบละเอยี ด (ตกแตงผวิ สาํ เรจ็ ):
เวลาท่ีใชในการกลึงปอกแบบละเอียด:
t = (π×81×312.61×60)/(90×1,000×0.125) = 424 วนิ าที
ตดั เหล็กแทงออก (Cutoff):
เวลาท่ีใชในการตดิ ต้ังชน้ิ งานเขา และออกจากเครือ่ งกลงึ :
รวมเวลาท่ใี ชใ นการกลึงตอ ชน้ิ :
ตน ทนุ แรงงานตอช้ิน
จาํ นวนชิน้ งานที่ผลติ ไดจากเหลก็ แทง 1 แทง = 3,600/(300+1.6+4.76)
= 11 ช้นิ
จาํ นวนของเหล็กแทงทีน่ าํ มาผลิตเปน ชิ้นงาน = 2,000/11
= 182 แทง
สมมติ ใชเ วลาในการตดิ ตัง้ เหลก็ แทง เขา เครือ่ งกลึง 2 นาทตี อชนิ้ จะได
290 การประมาณตนทุนการผลิต
เวลาท้ังหมดท่ใี ชในการตดิ ตง้ั เหล็กแทง เขา เครอ่ื งกลึง = 182×2×60
= 21,840 วนิ าที
คดิ เปน เวลาทใ่ี ชใ นการตดิ ตงั้ เหล็กแทงเขา เครอื่ งกลึงตอชน้ิ = 21,840/2,000
= 11 วินาที
รวมเวลาท่ีใชในการผลติ ชนิ้ งานตอช้นิ = 1,314+11
= 1,325 วินาที (แรงงานทางตรง)
สมมติ ใชเคร่อื งกลงึ CNC และตนทนุ แรงงานเทา กับ 300 บาทตอชวั่ โมง จะได
ตนทนุ แรงงานตอ ชนิ้ = (1,325×300)/3,600
= 110.42 บาท
ตน ทุนวัตถุดิบตอชน้ิ
สมมติ ไมมเี ศษในการผลิต จะได
V = ((π×812)/4)×3,600 = 0.0186 ลูกบาศกเมตร
ดงั น้นั ตนทนุ วัตถุดิบตอชิ้น = (182×0.0186×7,806×63.3)/2,000
= 836.35 บาท
ตนทุนคาใชจายอนื่ ๆ ในการผลติ ตอ ชิ้น
อัตราคาใชจ า ยอ่นื ๆ ในการผลติ = (2,850,000×100)/1,800,000
= 158.33%
ดงั นัน้ ตน ทนุ คาใชจายอ่นื ๆ ในการผลติ ตอชนิ้ = (158.33×110.42)/100
= 174.83 บาท
ดังนั้น ตน ทนุ รวมในการผลิตช้นิ งานตอช้ิน = 110.42+836.35+174.83
= 1,121.60 บาท
การประมาณตนทนุ การผลติ 291
เอกสารอา งอิง
คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยแมโจ. ฟงกชนั ตนทนุ 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://coursewares.mju.ac.th:81/e-learning49/EC373/content7_7.htm
คณะวิทยาการจดั การ มหาวิทยาลัยขอนแกน . การบัญชตี นทุน 2557. (ระบบออนไลน)
แหลง ขอ มลู :http://home.kku.ac.th/anuton/cost%20accounting/cost%20split.htm
วกิ ิพเี ดยี . การประมาณราคา 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8
%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0
%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2#.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.
A3.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A1.E0.B8.B2.E0.B8.93.E0.B8.95.E0.
B9.89.E0.B8.99.E0.B8.97.E0.B8.B8.E0.B8.99
สํานกั งานที่ปรึกษากฎหมายและวศิ วกรรม รังสรรค วงษบญุ . Management of heavy
construction equipment for civil engineer 2557. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.rangson.com/html%20document/ce/ce008001equipment.htm
Sherif D. El Wakil, Processes and Design for Manufacturing, 2nd edition,
Waveland Pr Inc 2002, 10-digit ISBN: 1-57766-255-5, 13-digit ISBN: 978-
1-57766-255-6.