94 การขึ้นรูปโลหะ
ขนาดและรูปรางของรูกลวงน้ีจะถูกควบคุมโดยแกนบังคับแทง (Piercing mandrel) และทอจะ
ถูกนําไปรีดใหมีความยาวเพิ่มข้ึนโดยใชชุดลูกรีดแบบ Two-high mill ท่ีมีลักษณะเปนรอง
(Plug rolling mill) โดยทอจะถูกวางตามเสนแนวกลาง (Center line) ของลูกรีด ดังแสดงใน
รูปที่ 4.28 จากนั้นทอจะถูกนําไปปรับความหนาและพ้ืนผิวใหเรียบอีกคร้ังดวยเคร่ืองรีล
(Reeling machine) ดงั แสดงในรูปที่ 4.29 ทาํ ใหไดท อ ทม่ี ีผวิ เรยี บและไมม ีตะเขบ็
รปู ท่ี 4.28 ชุดลูกรีดแบบ Plug rolling mill (Wakil, 2002)
รูปท่ี 4.29 ทอถกู ปรบั ความหนาและพืน้ ผวิ ดวยเครอ่ื งรีล (ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
4.2 การขึน้ รปู งานเยน็ (Cold working)
ในการขึ้นรปู งานเย็น โลหะจะอยใู นสถานะของการเสยี รปู แบบพลาสติกเชนเดียวกับการ
ขึ้นรูปงานรอน แตจะถูกขึ้นรูปท่ีอุณหภูมิต่ํากวาจุดของการเรียงผลึกใหม (Recrystallization)
ชนิ้ งานท่ีไดจะมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น แตมีความเหนียวลดลง เนื่องจากการข้ึนรูปงานเย็นจะทํา
ใหโ ครงสรางเกรนเกิดการบิดเบีย้ วและแตกแยกออกจากกัน และมีผลทําใหเกิดความเคนภายใน
ข้ึน โดยความเคนที่เกิดข้ึนจะสามารถขจัดออกไปไดก็ตอเม่ือนําชิ้นงานไปผานกรรมวิธีทาง
ความรอ น (Heat treatment) ดงั นน้ั ในการขึ้นรูปงานเยน็ จะตองใชแรงในการเปลี่ยนรูปมากกวา
การข้นึ รปู งานรอน ขอ ดีของการขน้ึ รปู งานเย็นมีดังน้ี
- อุปกรณและแมพิมพทีใ่ ชใ นการข้นึ รูปงานเย็นมีอายกุ ารใชง านทยี่ าวนาน
การข้ึนรูปโลหะ 95
- พกิ ดั ความเผื่อของชนิ้ งานมคี า คงที่และมคี วามเที่ยงตรงสงู
- ผิวของชน้ิ งานสาํ เร็จมคี วามเรยี บ และมคี วามหนาแนนสูง
- สามารถทาํ ใหโ ลหะมคี วามเปน เน้อื เดียวกนั ไดโ ดยนาํ ไปผานกรรมวธิ ที างความรอน
- ไมส ้ินเปลืองวัสดุ
เครื่องมือหนักจําเปนตองนํามาใชกับการข้ึนรูปงานเย็น เน่ืองจากจะตองมีกําลังในการ
ขน้ึ รปู สงู มาก เพ่ือทําใหเกิดความเคนที่สูงกวาขีดจํากัดสภาพยืดหยุน (Elastic limit) ของวัสดุ
โดยการข้ึนรูปงานเย็นที่ใชในงานอุตสาหกรรมท่ัวไปมี 6 วิธีคือ การดึง (Drawing) การดัด
(Bending) การขึ้นรูปลึก (Deep drawing) การปน (Spinning) การยืด (Stretch forming)
และการปม เหรียญและปม นูน (Coining and Embossing)
4.2.1 การดึง (Drawing)
เปนกรรมวิธกี ารเปล่ยี นรูป โดยการดงึ แทง โลหะทรงกระบอกผานแมพิมพ เพื่อลดขนาด
ของเสนผานศูนยกลางและใหมีความยาวเพิม่ ข้ึน เชน การผลติ ทอ ขนาดตา ง ๆ และลวด เปน ตน
ทอทผ่ี ลติ ไดจ ากการดงึ จะมีเสนผานศูนยกลางขนาดเล็กและบางกวาทอท่ีผลิตไดจากวิธี
ทางงานรอน วิธีการคือเตรียมทอท่ีไดจากการรีดทางงานรอน นําไปแชในสารละลายกรดเพ่ือ
ลา งสะเกด็ บนผวิ ทอออกไป จากนน้ั นาํ ไปชุบเคลอื บสารหลอ ลื่นเพือ่ ทาํ ใหง ายตอการดึง จากรูปท่ี
4.30 ทอถูกติดต้ังเขากับเครื่องดึง โดยที่ปลายขางหนึ่งของทอถูกบีบใหมีขนาดเล็กลง เพื่อให
สามารถสอดเขาไปในรูของแมพิมพดึง (Drawing die) และยึดปลายทอดวยเครื่องหนีบ
จากนน้ั ดงึ ทอผา นแมพ ิมพเพอ่ื ลดขนาด ภายในทอจะมแี กนบังคับขนาดท่ีมีลักษณะคลายลูกลอย
(Floating mandrel) เพ่ือใชปรับขนาดของทอตามตองการ การลดขนาดทอในแตละครั้ง
สามารถลดไดสูงสุดถึง 40% แตหากตองการลดขนาดทอมาก ๆ จะตองนําทอไปอบออน
(Anneal) หลงั เสร็จสน้ิ กระบวนการดึงในแตละครง้ั กอ นทําการดงึ ในคร้ังตอ ไป
(ก) (ข)
รปู ที่ 4.30 การดงึ ขึ้นรูปทอโดย (ก) แกนบังคับขนาดอยูกบั ที่ และ (ข) แกนบงั คบั ขนาด
เคล่อื นที่ไปกับเคร่อื งหนีบ (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
96 การข้ึนรูปโลหะ
สําหรับการดึงลวดจะคลายกับการดึงทอ แตจะไมมีแกนบังคับขนาดอยูขางใน (รูปท่ี
4.31) โดยโลหะท่ีมลี กั ษณะเปนแทงทรงกระบอกกลมตันจะถูกนําไปสอดผานแมพิมพและถูกยึด
และดึงโดยลอดึง (Draw block) ท่ีวางเรียงกันเปนชุด ๆ ดังแสดงในรูปท่ี 4.32 ลวดจะถูกดึง
ผา นแมพ ิมพทมี่ ขี นาดของรูเล็กลงเร่ือย ๆ เพื่อใหไดขนาดของลวดตามตองการ ซ่ึงแมพิมพที่ใช
จะตองมีสมบัติทนตอการเสียดสีสูง โดยท่ัวไปนิยมใชเหล็กคารไบดและเพชร และจํานวน
แมพิมพที่ใชอาจมไี ดร ะหวา ง 4-12 ชุด ข้ึนอยกู ับชนดิ ของโลหะทนี่ าํ มาดงึ ขึ้นรูป
รูปที่ 4.31 การดึงขึ้นรูปลวด (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
รูปท่ี 4.32 เครอ่ื งจักรทีใ่ ชใ นการดงึ ข้ึนรูปลวด (ธนรตั นแ ละมณฑล, 2546)
4.2.2 การดัด (Bending)
เปนกรรมวิธีการข้ึนรูปโลหะแผน ซ่ึงทําใหเกิดความเครียดรอบแนวแกนบริเวณที่ดัด
กลาวคือบริเวณผิวโลหะดานในเกิดการอัดตัว (Compression) และบริเวณผิวโลหะดานนอก
เกิดการยดื ตัว (Stretch) ดงั แสดงในรปู ท่ี 4.33 แรงที่ใชในการดัดจะตองทําใหโลหะแผนเกิดการ
เสียรูปอยางสมบูรณ หากแรงที่ใชนอยเกินไปจะทําใหโลหะกลับคืนสูสภาพเดิม (Spring back)
เนื่องจากพลังงานยืดหยุน (Elastic energy) ที่สะสมในโลหะระหวางการดัดจะถูกปลดปลอย
การข้ึนรูปโลหะ 97
ออกมา อกี ประการหน่ึงแมพิมพท่ีใชสําหรับการดัดจะตองมีการเผื่อมุมดัดใหมากกวาปกติและมี
การเผ่ือเวลาในการดัดเพือ่ ใหโ ลหะเกิดการเสียรูปอยางสมบรู ณ
รปู ที่ 4.33 หลกั การดดั ข้นึ รูป (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
นอกจากน้ียงั มีการดดั โดยใชล ูกรดี (Roll bending) หรือนยิ มเรียกวาการมวน ดังแสดง
ในรูปที่ 4.34 ซึ่งเปนวิธีการขึน้ รูปโลหะแผน ใหเปนทรงกระบอกโดยใชเคร่ืองมวนที่ประกอบดวย
ลกู กล้ิงท่ีมีขนาดเทากันจํานวน 3 ลูก โดยท่ีลูกกล้ิงดานลางจํานวน 2 ลูก ถูกยึดใหหมุนอยูกับท่ี
และลูกกล้ิงอีกลูกอยูดานบน สามารถปรับขึ้นลงได ใชสําหรับการกําหนดขนาดรัศมีของ
ทรงกระบอก ซ่ึงโดยท่ัวไปเครื่องมวนท่ีใชในการดัดโลหะแผนจะมีท้ังแบบระบบไฮดรอลิกและ
แบบแรงกล
รปู ท่ี 4.34 การดัดโดยใชลกู รดี (ธนรตั นและมณฑล, 2546)
4.2.3 การขน้ึ รูปลึก (Deep drawing)
เปน กรรมวธิ ีการข้ึนรปู โลหะแผนใหเปนรูปทรงกนลึก เชน ถวย แกว และกลอง เปนตน
โลหะแผนจะถูกตัดใหเปนรูปวงกลม กอนนําไปยึดเขากับแมพิมพ และใชกานกระทุง (Punch)
กดแผน โลหะลงไปในแมพิมพอยางตอเนื่องและสมํ่าเสมอ จนเกิดเปนหลุม ซึ่งในระหวางการขึ้น
รูปจะมขี อบโลหะเกดิ ขึ้นเนอ่ื งจากการดัด จากนั้นกานกระทุงจะดันแผนโลหะลงไปในแมพิมพจน
98 การขึ้นรูปโลหะ
ขอบโลหะหายไป ดังแสดงในรูปที่ 4.35 ซึ่งกระบวนการน้ีผูปฏิบัติจะตองคํานึงถึงระยะเผ่ือของ
ขนาดเสนผานศูนยกลางของวงกลมสําหรับการข้ึนรูป เพ่ือใหไดชิ้นงานที่มีความหนาและความ
ลกึ ตามตอ งการ
รปู ที่ 4.35 ขน้ั ตอนการขนึ้ รูปลกึ (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
4.2.4 การปน (Spinning)
เปนกรรมวิธีการข้ึนรูปโลหะแผนโดยการกดรีดโลหะพรอมกับหมุนแมพิมพ ในการขึ้น
รูปอาจใชโลหะแผนกลมหรือโลหะแผนที่ผานการข้ึนรูปลึกมากอนก็ได นํามาติดตั้งเขากับ
เคร่ืองกลึง (Lathe) ที่มีการยันศูนยทาย (Tail stock) ช้ินงาน โดยใชเครื่องมือกดรีดที่มี
ลักษณะเหมือนลูกกล้ิง (Roller tool) กดรีดชิ้นงานทีละนอย ในระหวางการกดรีดอาจใชสาร
หลอลื่นจําพวกข้ีผ้ึงเพื่อชวยลดแรงเสียดทานระหวางเคร่ืองมือกดรีดและผิวชิ้นงาน โดยทั่วไป
ช้ินงานที่ไดจากวธิ ีการนจี้ ะมีรูปทรงท่สี มมาตรกนั เชน ระฆงั โคมไฟ กรวย และทอ เปนตน การ
ปน ขึน้ รูปสามารถแบงไดเปน 3 ลักษณะคือ การปนแบบทั่วไป (Conventional spinning) การ
ปน แบบเฉอื น (Shear spinning) และการปน ทอ (Tube spinning)
ก. การปนแบบท่ัวไป (Conventional spinning) ช้ินงานที่ไดจะมีความหนาเทากัน
ดังแสดงในรูปที่ 4.36
การข้ึนรูปโลหะ 99
รูปท่ี 4.36 ขน้ั ตอนการปนแบบทว่ั ไป (ชลติ ตและคณะ, 2544)
ข. การปนแบบเฉือน (Shear spinning) ชิ้นงานที่ไดจะมีความหนาท่ีคอย ๆ ลดลง
ดงั แสดงในรปู ท่ี 4.37
รูปที่ 4.37 ขั้นตอนการปน แบบเฉอื น (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
(ก) (ข) (ค)
รปู ที่ 4.38 การปนทอในลกั ษณะตาง ๆ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
100 การข้ึนรูปโลหะ
ค. การปนทอ (Tube spinning) วิธีการนี้เปนการเพ่ิมความยาวของทอโดยการปน
ผนังทอ ใหมีความหนาลดลง ดังแสดงในรูปที่ 4.38 (ก) การปนรีดผิวทอดานนอก (ข) การปน
รีดผวิ ทอ ดานใน และ (ค) การปนรดี ผิวทอ ดา นนอกใหมีรปู ทรงตามตอ งการ
4.2.5 การยืด (Stretch forming)
เปน กรรมวธิ กี ารขนึ้ รปู โลหะแผนทม่ี ขี นาดใหญโดยใชแรงดึงยืดวัสดุดวยระบบไฮดรอลิก
จนเลยจดุ คราก (Yield point) โลหะแผน จะถูกยึดไวดวยกามหนีบ (Jaw) 2 ตัว ที่สามารถปรับ
ระยะเขาออกได สวนแมพิมพจะถูกยึดเขากับกานกระทุง วิธีการทํางานคือ แมพิมพจะเคลื่อนที่
ข้ึนไปในแนวดิ่ง ในขณะเดียวกันโลหะแผนจะถูกดึงและยืดออกทางดานขาง จนเกิดความเคน
คราก (Yield stress) ชน้ิ งานท่ไี ดจะมีความหนาลดลง และแรงกดกระแทกจากแมพิมพจะทําให
ไดช้นิ งานทมี่ รี ปู รางตามตองการ ดงั แสดงในรปู ที่ 4.39
รูปท่ี 4.39 ข้ันตอนการยืดขึ้นรปู (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
4.2.6 การปมเหรียญและปม นูน (Coining and Embossing)
เปนอีกลักษณะหนึ่งของการตีข้ึนรูปแบบไมมีครีบ โดยการตีขึ้นรูปดวยวิธีทางงานเย็น
จะทําใหช้ินงานท่ีไดมีผิวเรียบ จึงสามารถนําไปใชงานไดทันที ช้ินงานท่ีขึ้นรูปจากการปม
เหรียญจะมีลักษณะแบนและมีรอยนูนตื้นท้ังสองดาน ดังแสดงในรูปท่ี 4.40 (ก) และเนื่องจาก
ตองใชแรงในการกดอัดคอนขางสูง จึงนิยมใชข้ึนรูปวัสดุท่ีเปนโลหะผสมออน เชน การขึ้นรูป
เหรียญเงนิ ตรา เหรียญพระ และเหรียญทรี่ ะลึก เปน ตน
สว นการปมนูนจะใชแรงกดอัดนอยกวาการปมเหรียญ โดยจะใชหัวกด (Punch) กดอัด
ช้ินงานลงบนแมพิมพ เพื่อทําใหเกิดรอยนูนบนผิวช้ินงานในบางสวน โดยไมทําใหเกิดการ
เปลย่ี นแปลงความหนาของชน้ิ งาน ดังแสดงในรปู ที่ 4.40 (ข)
การข้ึนรูปโลหะ 101
(ก) (ข)
รูปที่ 4.40 การปม เหรยี ญและปมนูน (ธนรัตนและมณฑล, 2546)
นอกจากน้ยี งั มกี ารขึ้นรูปในลกั ษณะอืน่ ๆ เชน
- การขึ้นรูปแบบระเบิด (Explosive forming) เปนการขึ้นรูปโดยอาศัยแรงอัดจาก
การระเบิด โดยใชน้ําเปนตัวสงผานกําลัง แรงระเบิดทําใหนํ้าเกิดคลื่นแบบฉับพลัน (Shock
wave) แรงอัดของนาํ้ และสภาวะสญุ ญากาศทเ่ี กิดขนึ้ จากการดดู อากาศทางดา นลางของแมพิมพ
ออกไป จะชว ยดนั ชนิ้ งานใหแ นบสนิทเขากับโพรงของแมพิมพไดอยางงายดาย ดังแสดงในรูปท่ี
4.41
รปู ที่ 4.41 ขนั้ ตอนการขนึ้ รูปแบบระเบิด (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
- การข้ึนรูปแบบอิเล็กโทรไฮดรอลิก (Electrohydraulic forming) มีลักษณะ
การข้นึ รปู คลา ยกบั การขึ้นรูปแบบระเบิด แตตางกันที่ของเหลวที่ใชมีหนาที่เปนตัวนําไฟฟาที่ได
จากตัวเกบ็ ประจุ (Capacitor) และสงผานตอมายังแทงอิเล็กโทรด (Electrode) พลังงานไฟฟา
102 การข้ึนรูปโลหะ
ท่ีไดจะทําใหน้ําเกิดคลื่นแบบฉับพลัน ดันกระแทกชิ้นงานใหแนบเขากับแมพิมพ ดังแสดงในรูป
ท่ี 4.42
รูปท่ี 4.42 การขน้ึ รูปแบบอเิ ลก็ โทรไฮดรอลกิ (ชลติ ตและคณะ, 2544)
- การข้ึนรูปแบบอิเล็กโทรแมกเนติก (Electromagnetic forming) เปนการขึ้น
รูปโดยอาศัยแรงจากการเหนี่ยวนําของสนามแมเหล็กท่ีถูกปลอยออกมาเปนจังหวะระหวาง
ขดลวดและแมพิมพ โดยชิ้นงานท่ีตองการขึ้นรูปจะถูกนําไปวางอยูระหวางขดลวดและแมพิมพ
ซึ่งแรงจากการเหน่ียวนําของสนามแมเหล็กจะทําใหช้ินงานนั้นกระแทกเขากับแมพิมพจนได
รูปรา งตามตอ งการ ดังแสดงในรูปท่ี 4.43
รปู ท่ี 4.43 ข้นั ตอนการข้ึนรูปแบบอเิ ลก็ โทรแมกเนตกิ (ชลิตตและคณะ, 2544)
การข้ึนรูปโลหะ 103
คาํ ถามทา ยบทที่ 4
จงเติมคําตอบลงในชองวา งใหถ กู ตอ งสมบูรณ
1. จงอธิบายความแตกตางของชิ้นงานโลหะท่ีผานการข้ึนรูปแบบงานรอน (Hot working)
เปรยี บเทียบกบั ชิ้นงานโลหะทผ่ี านการขึ้นรปู แบบงานเยน็ (Cold working)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. จงอธบิ ายถงึ ผลของการรดี รอ นท่มี ตี อ โครงสรางของเกรน
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. โลหะภณั ฑก ่งึ สําเร็จรูป (Ingot) มีก่ีชนิด และแตล ะชนดิ นาํ ไปผลติ เปน ผลิตภัณฑใ ดไดบา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. จงอธิบายกรรมวิธีการข้ึนรูปแบบการอัดไหล (Extrusion) และยกตัวอยางผลิตภัณฑที่ได
จากการขึน้ รปู ดังกลาวมา 1 ช้ิน
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. จงอธบิ ายกรรมวิธกี ารขนึ้ รูปแบบการข้ึนรูปลกึ (Deep drawing) และยกตัวอยางผลิตภัณฑ
ท่ีไดจากการขึ้นรูปดังกลาวมา 1 ช้ิน
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
104 การข้ึนรูปโลหะ
6. จงอธิบายกรรมวิธีการขึ้นรูปแบบการปน (Spinning) และยกตัวอยางผลิตภัณฑท่ีไดจาก
การขน้ึ รูปดังกลาวมา 1 ช้นิ
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. ปญหาการดีดตัวกลับ (Spring back) ของโลหะแผนขณะดัดขึ้นรูปเกิดจากสาเหตุใดและ
สามารถแกไ ขไดอ ยางไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. จงบอกความเหมือนและความแตกตางระหวางการปมเหรียญ (Coining) และปมนูน
(Embossing)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. การผลิตทอแบบมีตะเข็บ (Electric resistance welding) มีกี่แบบ และแตละแบบมีความ
แตกตา งกันอยา งไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. แกนบังคับขนาด (Mandrel) ท่ีใชใ นการผลติ ทอ มีประโยชนอยา งไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การข้ึนรูปโลหะ 105
เอกสารอางองิ
ชลิตต มธรุ สมนตรี และคณะ. กระบวนการผลิต. กรงุ เทพฯ: ศูนยส งเสริมอาชวี ะ, 2544.
ธนรัตน แตวัฒนา และมณฑล แสงประไพทิพย. กรรมวิธีการผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคช่ัน,
2546.
บญุ ธรรม ภทั ราจารุกลุ . กรรมวิธกี ารผลติ . กรงุ เทพฯ: ซีเอ็ดยเู คชน่ั , 2553.
Sherif D. El Wakil, Processes and Design for Manufacturing, 2nd edition,
Waveland Pr Inc 2002, 10-digit ISBN: 1-57766-255-5, 13-digit ISBN: 978-
1-57766-255-6.
บทที่ 5
การตดั โลหะ
(Metal Cutting)
การตัดโลหะเปนกรรมวิธีการผลิตแบบมีเศษ ทําไดโดยการปาดผิวโลหะออกดวย
เคร่ืองมือตัดโลหะ (Metal cutting tool) เพ่ือทําใหช้ินงานหลังการขึ้นรูปมีขนาดที่ถูกตองตาม
ตองการ โดยท่ัวไปกรรมวิธีท่ีใชในการตัดโลหะมีหลายวิธี ไดแก การกลึง (Turning) การไส
(Shaping) การเจาะ (Drilling) การกัด (Milling) การเลื่อย (Sawing) และการเจียระไน
(Grinding) เปนตน
ในการเลอื กใชเคร่ืองมอื ตัดโลหะจะตอ งคาํ นึงถึงกรรมวธิ ที ใ่ี ชในการตัดโลหะ วัสดุท่ีใชทํา
เครื่องมือตัด ความเร็วรอบที่ใชในการตัด รูปทรงและมุมตาง ๆ ของมีดตัด ซึ่งลักษณะการปาด
ผิวท่ดี นี นั้ จะตองทําใหผวิ ชิ้นงานมีความเรียบ เปนมันเงา
ในบทนี้จะกลาวถึงพื้นฐานท่ีควรทราบในการตัดโลหะที่ใชเครื่องมือตัดคมตัดเดี่ยว
(Single-point cutting tool) ซ่ึงไดแก รูปทรงและมุมตาง ๆ ของมีดตัด วัสดุมีดตัด การสึก
หรอและอายุการใชงานของมดี ตัด และความเร็วตัดและอัตราปอ น สว นกรรมวิธีการตัดโลหะดวย
เครอ่ื งมอื กลพื้นฐานจะกลา วถึงโดยละเอียดถดั ไปในบทที่ 6
รปู ที่ 5.1 มีดตัดคมตดั เดี่ยวที่มลี ักษณะเปนลิ่ม
(คัดมาจาก http://engineeringhut.blogspot.com)
108 การตดั โลหะ
รปู ท่ี 5.2 มมุ ตา ง ๆ ของมีดตดั (ธนรัตนและมณฑล, 2546)
5.1 รปู ทรงและมมุ ตาง ๆ ของมดี ตัด
มีดตัดจะมีลักษณะเปนล่ิม ดังแสดงในรูปที่ 5.1 ซึ่งประกอบดวยดานที่ทํามุมตาง ๆ กัน
สันมีดและดานมีดท่ีเกิดขึ้นเรียกวา สันคมตัด (Side cutting edge) ผิวหนามีด (Face) และผิว
ฟรี (Side clearance)
- สันคมตัด (Side cutting edge) มีลักษณะเปนลิ่มตัดซ่ึงเปนสวนของมีดท่ีใชปาด
ผิวโลหะ โดยสันคมตัดอาจมีลักษณะเปนเสนตรง เวา หรือโคงก็ได ขึ้นกับลักษณะช้ินงานที่
ตอ งการ
- ผิวหนามีด (Face) เปนผิวที่อยูดานบนของมีด ซ่ึงในขณะปาดผิวโลหะ เศษโลหะที่
ถูกปาดจะแลนออกมาอยูบนบรเิ วณผิวหนา นี้
- ผิวฟรี (Relief surface) เปนผิวท่ีทํามุมเอียงกับสันมุมตัด เพื่อไมใหมีดเกิดการ
เสียดสีกบั ช้นิ งานในขณะทาํ การตัดปาดผิวโลหะ
มมุ ตาง ๆ ท่เี กดิ ขึน้ บนมีดตดั ดงั แสดงในรูปที่ 5.2 มีความสําคัญแตกตางกันออกไป ซึ่ง
แตละมุมมหี นาที่ดงั น้ี
- มุมล่ิมหรือมุมปาก (Lip angle) เปนมุมของคมมีดตัดที่เปนตัวเดินปาดผิวโลหะ
ในการปาดผิวโลหะท่ีมีความออน มุมยิ่งแหลมจะย่ิงสามารถทะลุช้ินงานไดดี แตสําหรับโลหะท่ี
แขง็ กวา การใชม มุ ลิม่ ท่ีแหลมมากอาจทําใหม ดี หกั ไดง าย
การตัดโลหะ 109
- มุมฟรี (Free or relief angle) เปนมุมระหวางสันคมตัดกับผิวชิ้นงาน มีหนาท่ี
ปอ งกันไมใหเกิดการเสยี ดสีระหวางมีดตัดกับผิวชิ้นงาน มุมฟรีมี 2 มุมคือ มุมฟรีดานขางสันคม
ตัด (Side relief angle; SRA) และมุมฟรดี า นหนา สันคมตัด (End relief angle; ERA)
(ก) (ข) (ค)
รปู ที่ 5.3 ลกั ษณะมมุ คายดา นหลังแบบตาง ๆ (ก) มุมคายคาบวก (ข) มุมคายคาบวก และ (ค)
มมุ คายคาบวก/ลบ (คดั มาจาก http://bbs.homeshopmachinist.net)
- มุมคาย (Rake angle) เปนมุมท่ีอยูบริเวณผิวหนามีดและทํามุมกับสันคมตัด ทําให
ในขณะปาดผิวโลหะ เศษโลหะสามารถถูกคายออกมาจากตําแหนงช้ินงานท่ีกําลังทําการตัดได
อยา งงายดาย ซึ่งมีอยู 2 มุมคือ มุมคายดานขาง (Side rake angle; RA) และมุมคายดานหลัง
(Bake rake angle; BRA) มุมคายที่เลือกใชจะตองพิจารณาใหความเหมาะสมกับวัสดุมีดตัด
และวัสดุของช้ินงานที่นํามาตัด โดยเฉพาะมุมคายดานขาง เนื่องจากเปนมุมที่วางตัวอยูในแนว
ทศิ ทางการปอนมดี ซง่ึ หากมุมคายทเ่ี ลอื กใชเ ลก็ เกินไปจะทําใหเ ศษโลหะหักและเขาไปขวางการ
ตัด แตหากเลือกมุมคายที่ใหญเกินไปก็จะทําใหไดเศษโลหะที่ยาวมากหรือเรียกวาเศษแลน ซึ่ง
อาจจะเขา ไปพนั กบั มีดตัดได นอกจากนี้ มุมคายดานหลังท่ีมีคาบวก (Positive rake angle) จะ
ใชแรงในการตัดนอยกวาและเศษตัดจะสามารถไหลผานไดดีกวาเม่ือเปรียบเทียบกับมุมคาย
ดานหลังท่ีมีคาลบ (Negative rake angle) ดังแสดงในรูปท่ี 5.3 และในตารางท่ี 5.1 แสดง
ตัวอยา งของมมุ ฟรี มมุ คาย และความเร็วตัดที่ใชสําหรับการตัดวัสดุท่ีแตกตางกันโดยใชมีดตัดท่ี
ทาํ จากเหล็กกลา ความเร็วรอบสงู (High-speed tool steel)
- มุมสันคมตัด (Side-cutting edge angle; SCEA) และ มุมสันขางคมตัด
(End-cutting edge angle; ECEA) ขนาดของมุมสันคมตัดและมุมสันขางคมตัดจะข้ึนอยู
กับวัสดุมีดตัด วัสดุของชิ้นงาน รวมถึงลักษณะของการปอนมีด ซ่ึงจะตองมีความสัมพันธกัน
อยางเหมาะสมในขณะการทํางานตัด โดยทั่วไปมุมสันคมตัดและมุมสันขางคมตัดท่ีใชจะมีขนาด
อยใู นชวง 5-20 องศา และ 8-15 องศา ตามลําดบั
110 การตดั โลหะ
ตารางท่ี 5.1 มุมฟรี มมุ คาย และความเรว็ ตัดท่ีใชสําหรับมีดตัดที่ทําจากเหล็กกลาความเร็วรอบสูง
(ธนรตั นแ ละมณฑล, 2546)
วสั ดุ มุมฟรดี า นขาง มมุ คายดา นขาง มุมคายดานหลงั มมุ ฟรีดานหนา ความเรว็ ตัด
(องศา) (องศา) (องศา) (องศา) (ฟตุ /นาท)ี
เหลก็ กลา ละมุน 1020 12 14 16 8 80
เหล็กกลา คารบ อนปานกลาง 1035 10 14 16 8 70
เหล็กกลาคารบอนปานกลาง 1090 10 12 8 8 50
เหลก็ สลักเกลียว x112 12 22 16 8 150
เหล็กหลอ 10 12 5 8 50
อะลูมเิ นียม 12 15 35 8 350
ทองเหลือง 10 0 0 8 200
โลหะโมเนล 15 14 8 12 120
พลาสติก 12 0 0 8 120
ไฟเบอร 15 0 0 12 80
5.2 วสั ดมุ ีดตดั
ในการตัดโลหะท่ีความเร็วตัดและอัตราการปอนคาใด ๆ จะตองมีความเหมาะสม
เพ่ือท่ีจะทําใหมีดตัดน้ันมีอายุการใชงานท่ียาวนาน แตดวยขอจํากัดของความเร็วตัดและอัตรา
การปอนที่สามารถมีไดในแตละชนิดวัสดุ จึงไดมีการพัฒนาวัสดุมีดตัดชนิดตาง ๆ เพ่ือให
สามารถใชงานไดอยางกวางขวาง สามารถผลิตชิ้นงานไดตามตองการ และเพ่ิมอายุการใชงาน
ใหยาวนานข้ึน ซึ่งสมบัติที่จะตองมีในวัสดุมีดตัดคือ ความตานทานการออนตัวท่ีอุณหภูมิสูง
สัมประสทิ ธแิ์ รงเสยี ดทานตํา่ ความตา นทานตอ การเสียดสีสงู และความเหนียวที่เพียงพอตอการ
ตา นทานการแตกหกั ได
วัสดุที่ใชทํามีดตัด ไดแก เหล็กกลาคารบอนสูง (High carbon steel) เหล็กกลาผสม
(Alloy steel) เหล็กกลาความเร็วรอบสูง (High speed steel) และเหล็กคารไบดท่ีมีเคลือบผิว
เปนตน ซึ่งวัสดุท่ีนํามาใชเคลือบผิววัสดุจะตองมีสมบัติดังน้ีคือ มีความแข็งที่อุณหภูมิสูง ทนตอ
ปฏกิ ิรยิ าเคมี การนาํ ความรอนต่าํ มีการเคลือบประสานที่ดี ไมห ลุดลอกงา ย และไมม รี พู รนุ
5.2.1 เหลก็ กลา คารบ อนสงู (High carbon steel)
เปนเหล็กที่มีปริมาณคารบอนสูงประมาณ 0.5-1.5% มีสมบัติตานทานการสึกหรอไดดี
สามารถนําไปชุบแข็ง (Hardening) และอบคืนตัว (Tempering) ดวยวิธีทางความรอน เพื่อ
เพ่ิมความแขง็ ได แตหากแข็งเกินไปจะทําใหมีดตัดเปราะแตกหักงาย จึงควรผลิตวัสดุมีดตัดที่มี
ความแข็งและความเหนียวท่ีพอเหมาะ เหล็กชนิดนี้ใชงานไดดีในชวงอุณหภูมิที่ต่ํากวา 190 °C
หากใชง านทอ่ี ณุ หภมู ิสงู เกนิ ไปจะทําใหเหล็กสูญเสียความแข็งแรง จึงเหมาะสําหรับใชในงานตัด
ขนาดเล็กทม่ี คี วามเร็วรอบไมสงู มากนกั
การตดั โลหะ 111
5.2.2 เหล็กกลา ผสมตา่ํ / ปานกลาง (Low/ medium alloy steel)
เปนเหล็กกลาท่ีมีการพัฒนามาจากเหล็กกลาคารบอนเพ่ือทําใหมีสมบัติพิเศษ เชน มี
ความแข็งและความแข็งแรงสูง แมวาจะใชงานที่อุณหภูมิสูง มีธาตุท่ีเปนสวนผสมหลักคือ
โครเมียม ทังสเตน และโมลิบดีนัม รวมกันนอยกวา 8% ธาตุเหลาน้ีชวยเพิ่มสมบัติดานการชุบ
แขง็ และเพิ่มความตา นทานตอการสึกหรอ
ตารางที่ 5.2 การพัฒนาของเหล็กรอบสงู (ชลิตตและคณะ, 2544)
5.2.3 เหล็กกลาความเรว็ รอบสงู (High speed steel; HSS)
หรือเรยี กส้นั ๆ วา เหลก็ รอบสูง เปนอกี ชนิดหน่งึ ของเหล็กกลา ผสมสงู ซ่ึงถูกพัฒนาใหมี
สมบัติท่ีสูงกวาเหล็กกลาคารบอน เหล็กกลาผสมตํ่า และเหล็กกลาผสมปานกลาง โดยการเติม
ธาตุหลักคือ ทังสเตนประมาณ 18% และโครเมียมประมาณ 5.5% ในเนื้อเหล็ก ทําใหมี
ประสิทธิภาพในการทํางานตัดที่สูงขึ้น ซ่ึงจะทําใหมีดตัดที่ทําจากวัสดุชนิดนี้มีราคาที่สูงขึ้น
เชนกัน อุณหภูมิการใชงานสูงถึง 649 °C โดยที่ยังคงความแข็งแรงไวได เหล็กกลาความเร็ว
112 การตัดโลหะ
รอบสูงสามารถทํางานตัดที่ความเร็วรอบสูงกวาเหล็กกลาคารบอน เหล็กกลาผสมตํ่า และ
เหล็กกลาผสมปานกลางถึง 2 เทา เหล็กรอบสูงถูกคิดคนต้ังแตป ค.ศ. 1900 โดย Frederic W.
Taylor และ M. White และมีการพัฒนาอยางตอเนื่อง ดังแสดงในตารางที่ 5.2 เหล็กกลา
ความเรว็ รอบสูงแบง ออกไดเปน 3 กลุม ตามปริมาณธาตุผสมอื่น ๆ เชน โมลิบดีนัม วาเนเดียม
และโคบอลต ดงั น้ี
ก. เหล็กรอบสูง 18-4-1 (18-4-1 high speed steel) ประกอบดวยทังสเตน 18%
โครเมียม 4% และวาเนเดียม 1% เปนเหล็กท่ีนิยมนํามาใชทําเครื่องมือ และสามารถใชกับงาน
ตัดหนกั ไดด ี
ข. เหล็กรอบสูงโมลิบดีนัม (Molybdenum high-speed steel) มีโมลิบดีนัมเปน
ธาตุผสมหลัก หรือเรียกวาเหล็กรอบสูงชนิด M ซ่ึงสามารถแบงเปนเกรดตาง ๆ ตามปริมาณ
ธาตุผสมท่ีเปนสวนประกอบ เชน เหล็กรอบสูงโมลิบดีนัม 6-6-4-2 ประกอบดวยทังสเตน 6%
โมลิบดนี มั 6% โครเมียม 4% และวาเนเดียม 2% มีความเหนียวและความสามารถในการตัดท่ีดี
เยีย่ ม และมีราคาถูกกวา เหลก็ รอบสูงชนดิ อืน่
ค. เหล็กรอบสูงพิเศษ (Super-high speed steel) มีการเติมโคบอลตในปริมาณท่ี
เหมาะสมประมาณ 2-15% เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความตานทานการสึกหรอท่ีอุณหภูมิสูง
ไดแ ก เหล็กรอบสงู ชนดิ T ซึง่ มีทังสเตนเปนธาตผุ สมหลกั ประกอบดวย ทงั สเตน 20% โครเมียม
4% วาเนเดียม 2% และโคบอลต 12% เหมาะสําหรับงานตัดหนักท่ีมีอุณหภูมิและความดันสูง ๆ
จงึ ทาํ ใหเหลก็ รอบสูงชนิดนม้ี รี าคาคอนขางสูงมาก
5.2.4 โลหะหลอ ผสมนอกจาํ พวกเหล็ก (Cast nonferrous alloy)
เปนโลหะที่มีสวนประกอบของธาตุโคบอลต โครเมียม ทังสเตน และคารบอน อาจเรียก
อีกช่ือหนึ่งวาโคบอลตหลอผสม (Cast cobalt alloy) เนื่องจากโดยทั่วไปจะมีโคบอลตเปนธาตุ
ผสมหลักอยูประมาณ 40-50% ถูกพัฒนาข้ึนเพื่อใหมีความแข็งขณะรอนแดงสูง (Hot/ Red
Hardness) มอี ุณหภมู กิ ารใชงานสูงถงึ 927 °C เม่อื เปรียบเทียบกับเหล็กรอบสูงแลวจะสามารถ
ใชความเร็วตัดไดสูงกวาถึง 2 เทา มีสมบัติดานการตานทานการเกิดหลุม (Cratering) และมี
ความตานทานตอ แรงกระแทกสงู โลหะกลุมน้ีจะมีประสิทธิภาพในการใชงานอยูก่ึงกลางระหวาง
เหลก็ รอบสูงและเหล็กคารไ บด
5.2.5 เหล็กคารไ บด (Carbide)
หรือทังสเตนคารไบด ผลิตจากกรรมวิธีโลหะผง (Powder metallurgy) ดวยวิธีซิน
เตอรร่ิง (Sintering) ประกอบดวยผงทังสเตนคารไบด 94% และผงโคบอลต 6% ทําใหมีความ
แข็งและมีความตา นทานการสกึ หรอสูง การเติมไททาเนยี มและแทนทาลัมคารไบดลงไปเปนธาตุ
การตดั โลหะ 113
ผสมในสัดสวนท่ีเหมาะสม จะทําใหวัสดุมีดตัดมีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานตํ่า มีความแข็งขณะ
รอ นแดงสูง โดยมอี ุณหภมู กิ ารใชง านสงู ถึง 1,200 °C และสามารถใชความเร็วตัดไดสูงกวาโลหะ
หลอผสมถึง 2-3 เทา แตใชอัตราปอนนอยกวา มีดตัดที่ทําจากทังสเตนคารไบด ดังแสดงในรูป
ท่ี 5.4 มีลักษณะที่เรียกวามีดเล็บ (Cutting tool insert) ใชยึดติดกับดามเครื่องมือโดยการ
บดั กรดี วยทองเหลืองหรือเงนิ หรอื อาจยดึ ดว ยสกรกู ็ได
รูปท่ี 5.4 มีดเล็บทงั สเตนคารไบด (คดั มาจาก http://www.carbideinsert.net)
5.2.6 เพชรและ CBN (Diamond and Cubic boron nitride) เปนวัสดุตัดท่ีมี
ความแข็งพิเศษ ใชสําหรับเปนเคร่ืองมือตัดในโรงงานอุตสาหกรรมท่ัวไป ท้ังเพชรและ CBN มี
ลกั ษณะโครงสรา งทีค่ ลา ยคลึงกัน สามารถใชงานที่ความเร็วตัดสูงและที่อุณหภูมิสูงไดดี สําหรับ
เพชรจะใชตดั วสั ดจุ ําพวกอโลหะหรือวสั ดุที่มีความออน เชน อะลูมิเนียม ทองแดง แกว เซรามิก
และพลาสติก เปนตน หรือเหมาะสําหรับนําไปใชในการตกแตงผิวสําเร็จ เนื่องจากเพชรมีความ
แข็งแตเปราะสูง สวน CBN จะใชสําหรับตัดวัสดุจําพวกโลหะ เชน เหล็กกลาเคร่ืองมือ และ
เหล็กหลอที่ผานการชุบแข็ง เปนตน มีดตัดท่ีทําจากเพชรและ CBN มีลักษณะเปนมีดเล็บ ดัง
แสดงในรูปท่ี 5.5
รปู ท่ี 5.5 มีดเลบ็ เพชรและ CBN (คัดมาจาก
http://www.diamondtoolsmanufacturers.com)
114 การตดั โลหะ
5.2.7 เซรามิก (Ceramic) สามารถผลิตไดจากกรรมวิธีโลหะผง (Powder
metallurgy) ดวยวิธีซินเตอรริ่ง (Sintering) โดยใชผงออกไซดผสมตัวผสาน อัดขึ้นรูป แลว
นําไปผานกรรมวิธีทางความรอน จะไดมีดตัดท่ีทําจากเซรามิกท่ีมีลักษณะเปนมีดเล็บ ดังแสดง
ในรูปที่ 5.6 โดยท่ัวไปมีดตัดชนิดน้ีจะอยูในรูปของสารประกอบอะลูมินา (Al2O3) และซิลิกอน
ไนไตรด (Si3N4) ซึ่งสามารถตานทานแรงกดและทนตอการเสียดสีไดดี สามารถใชงานท่ี
ความเร็วตัดสูงและท่ีอุณหภูมิสูงไดดีเย่ียม และเน่ืองจากเซรามิกมีคาการนําความรอนต่ําจึงไม
จําเปนตองใชสารหลอเย็นเพ่ือลดอุณหภูมิท่ีเกิดข้ึนจากการเสียดสีระหวางมีดตัดและชิ้นงานใน
ระหวางการตัด
รปู ที่ 5.6 มดี เลบ็ เซรามิก (คัดมาจาก http://www.directindustry.com)
5.3 การสกึ หรอและอายกุ ารใชง านของมีดตัด
ลักษณะการสึกหรอที่เกิดขึ้นบนผิวมีดตัดมี 2 แบบคือ การสึกหรอดานที่สัมผัสงาน
(Flank wear) และการสึกหรอดา นผิวหนา มดี (Crater wear) ดังแสดงในรูปท่ี 5.7
รูปที่ 5.7 ลักษณะการสกึ หรอของมดี ตดั (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
การตดั โลหะ 115
- การสึกหรอดานท่ีสัมผัสงาน (Flank wear) เปนผลเนื่องมาจากการเสียดสีกับ
ผิวช้ินงาน การสึกหรอมักเร่ิมจากปลายขอบดานบนลงมา ความลึกของการสึกหรอขึ้นกับชนิด
วัสดุมีดตัด วัสดุมีดตัดท่ีมีความแข็ง (Hardness) แข็งแรง (Strength) และทนตอความรอนสูง
จะมีความลึกของการสึกหรอนอย เชน มีดตัดท่ีทําจากเหล็กคารไบดจะมีความลึกของการสึก
หรอนอ ยกวามีดตัดทท่ี าํ จากเหล็กรอบสูง
- การสึกหรอดานผิวหนามีด (Crater wear) เกิดจากการคายเศษของช้ินงานใน
ระหวางการตดั ตกลงกระแทกกบั ผวิ หนา มดี จนเกิดลกั ษณะแหวงเปนหลุม
การสึกหรอทําใหอายุการใชงานของมีดตัดสั้นลง โดยท่ีการสึกหรอมีสาเหตุหลักมาจาก
ความเคน การเสียดสี และความรอนสูงที่เกิดขึ้นในขณะตัดชิ้นงาน มีดตัดที่สึกหรอทําใหชิ้นงาน
สาํ เร็จทีไ่ ดมีผวิ หยาบและขนาดไมเที่ยงตรง และทําใหเสียเวลาในการลับหรือเปลี่ยนมีดตัด อายุ
การใชงานของมีดตัดจึงเปนสมบัติหน่ึงที่เปนตัวแปรสําคัญในการบงชี้ประสิทธิภาพการผลิต
ดังนัน้ ผูปฏบิ ัติงานควรเลือกใชม ดี ตัดที่เหมาะสมกับชนิดวัสดุและรูปทรงของช้ินงาน ใชความเร็ว
ตดั และอตั ราปอ นใหเ หมาะสมกบั ชนดิ วัสดขุ องช้นิ งาน และในขณะตัดช้ินงานควรใชสารหลอเย็น
เพื่อลดความรอนท่ีเกิดขึ้นจากการเสียดสี ความสัมพันธระหวางอายุการใชงานและความเร็วตัด
ของวัสดุมีดตัดแตละชนิด แสดงดังรูปที่ 5.8 โดยหากพิจารณาวัสดุมีดตัดชนิดเดียวกัน เมื่อใช
ความเร็วตัดท่ีสูงขึ้น จะทําใหอายุการใชงานของมีดตัดส้ันลง และเม่ือเปรียบเทียบท่ีอายุการใช
งานเทากัน มีดตัดที่ทําจากเซรามิกสามารถใชความเร็วตัดไดสูงท่ีสุด รองลงมาคือ มีดตัดท่ีทํา
จากเหลก็ คารไ บด โลหะหลอ ผสม และเหล็กรอบสูง ตามลําดบั
รปู ที่ 5.8 ความสมั พันธร ะหวางอายุการใชงานและความเรว็ ตัดของวสั ดมุ ีดตัดแตล ะชนิด
(ชลิตตและคณะ, 2544)
116 การตัดโลหะ
หนาที่ของสารหลอเย็นนอกเหนือจากการลดความรอนที่เกิดข้ึนจากการเสียดสีคือ การ
ชวยชําระลางเศษโลหะออกไปจากจุดบริเวณการตัดชิ้นงาน ปรับปรุงผิวสําเร็จ ปองกันการกัด
กรอนบนช้ินงานและมีดตัด และลดกําลังในการปฏิบัติงานลง โดยสารหลอเย็นที่ดีจะตองไมมี
กล่ิน ไมเปนอันตรายตอผูปฏิบัติงาน ไมกัดกรอนช้ินงานและเครื่องจักร ไมเปล่ียนสถานะ ไม
เกดิ ฟอง ทาํ ความสะอาดงา ย ไมติดไฟงาย และไมกอใหเ กิดมลภาวะทเ่ี ปน พิษ
นอกจากนี้สารหลอเย็นทเี่ ลอื กใชควรพิจารณาใหเหมาะสมกับชนิดของวัสดุที่จะนํามาตัด
ซึ่งสารหลอเย็นอาจอยูในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือกาซ หากสารหลอเย็นอยูในสถานะ
ของแข็งมกั จะผสมอยูในเน้อื ชิ้นงาน สวนสารหลอเย็นที่อยูในสถานะของเหลว ไดแก สารละลาย
และนา้ํ มนั และสารหลอเยน็ ทอี่ ยูในสถานะกา ซ ไดแก อากาศอัด ไอน้ํา และคารบอนไดออกไซด
เปนตน โดยทั่วไปนิยมใชสารหลอเย็นที่เปนน้ํามันเน่ืองจากมีความสามารถในการหลอล่ืนที่ดี
และระบายความรอนไดดีมาก โดยสารหลอเย็นแตละชนิดสามารถนํามาใชกับวัสดุไดหลายชนิด
ดังน้ี
- นํ้ามันที่ละลายน้ํา ใชกับชิ้นงานท่ีเปนเหล็กหลอ อะลูมิเนียม เหล็กหลออบเหนียว
เหลก็ กลา เหล็กออน
- น้ํามนั กา ด ใชก ับชน้ิ งานอะลูมิเนียม
- น้ํามนั พาราฟน ใชก ับช้ินงานทองเหลอื ง
- น้าํ มนั ผสมจากสัตว ใชก ับชน้ิ งานทองเหลอื ง เหล็กออน เหลก็ กลา
- นาํ้ มันกํามะถนั ใชก บั ชน้ิ งานทเ่ี ปน เหลก็ หลอ อบเหนยี ว เหล็กกลา
- นาํ้ มันแร ใชก บั ชน้ิ งานที่เปน เหล็กกลา
- น้ํามนั สบู ใชกบั ชน้ิ งานท่เี ปน เหล็กหลอ อบเหนยี ว
5.4 ความเรว็ ตดั และอตั ราปอน
ความเร็วตัด (Cutting speed) คือ ความเร็วในการตัดปาดผิวโลหะเมื่อชิ้นงานหรือมีด
ตัดหมุนครบ 1 รอบ ในกรณีของงานกลึง จะหมายถึงความเร็วของชิ้นงานที่หมุนผานมีดตัด มี
หนวยเปน ฟุตตอ นาทีหรือเมตรตอ วินาที ซงึ่ สามารถหาไดจากสูตร
CS = πDN/12 (5.1)
โดยที่ CS คอื ความเร็วตดั (ฟุตตอ นาท)ี
D คือ ขนาดเสนผานศูนยก ลาง (น้วิ )
N คือ จํานวนรอบการหมุนของชนิ้ งานตอ นาที (รอบตอนาท)ี
การตดั โลหะ 117
หรือหากเขยี นในระบบ SI (The International System of Units) จะไดว า (5.2)
CS = πDN/60,000
โดยที่ CS คอื ความเรว็ ตัด (เมตรตอ วินาท)ี
D คือ ขนาดเสนผา นศูนยก ลาง (มิลลเิ มตร)
ตัวอยางท่ี 5.1 จงหาความเร็วตัด หากตองการกลึงชิ้นงานท่ีมีขนาดเสนผานศูนยกลาง 50
มลิ ลเิ มตร ดวยความเรว็ รอบ 250 รอบตอนาที
CS = πDN/60,000
= (π×50×250)/60,000
= 0.65 เมตรตอ วินาที
จากสมการความเรว็ ตดั ดังกลา วขางตน หากใชความเร็วตัดคงท่ีคาหน่ึง จะไดวาจํานวน
รอบการหมุนของช้ินงานจะแปรผกผันกับขนาดเสนผานศูนยกลางของช้ินงาน ดังแสดงในรูปท่ี
5.9 ยกตัวอยางการตดั ชิน้ งานดว ยความเรว็ ตดั คงทเี่ ทา กับ 90 ฟตุ ตอ นาที โดยใชอัตราปอนคงที่
เมื่อเวลาผานไป จํานวนรอบการหมุนของช้ินงานจะเพิ่มข้ึน เน่ืองจากช้ินงานถูกตัดจนมีขนาด
เสนผา นศูนยกลางเล็กลง
รปู ที่ 5.9 ความสมั พันธข องจาํ นวนรอบการหมนุ ที่มตี อขนาดเสน ผานศูนยกลางของชิน้ งาน
(ธนรัตนและมณฑล, 2546)
118 การตดั โลหะ
ปจจัยที่มีผลตอความเร็วตัด ไดแก อายุการใชงานของเคร่ืองมือ ชนิดของวัสดุมีดตัด
ชนิดของวัสดุชิ้นงาน อัตราปอน ลักษณะผิวงานสําเร็จ ชนิดของสารหลอเย็นที่ใช และลักษณะ
รปู ทรงของมีดตดั เปน ตน ดังแสดงในตารางท่ี 5.3
- ชนิดของวสั ดุมดี ตดั ท่เี ปนโลหะแข็ง อาทเิ ชน เหล็กคารไบดจะใชความเร็วตัดที่สูงกวา
เหลก็ รอบสงู
- ชนิดของวัสดุชิ้นงานที่มีความแข็งสูง อาทิเชน เหล็กหลอจะใชความเร็วตัดท่ีต่ํากวา
อะลูมิเนยี ม
- ผวิ งานสาํ เรจ็ ผิวเรยี บจะใชความเรว็ ตัดท่ีสูงกวา ผิวงานสําเร็จผิวหยาบ
- งานที่ใชอัตราปอนสูงจะใชความเร็วตัดท่ีตํ่ากวางานที่ใชอัตราปอนต่ํา ซึ่งอัตราปอน
(Feed rate) คือระยะการปอนชน้ิ งานหรือระยะการเดินปอนมีดตัดเขาหาชิ้นงานไปตามแนวยาว
หรือตามแนวลึกของช้ินงานเม่ือชิ้นงานหรือมีดตัดหมุนครบ 1 รอบ มีหนวยเปนฟุตตอรอบหรือ
มิลลิเมตรตอรอบ หรือสามารถเทียบไดจากความหนาของเศษโลหะ สีของเศษโลหะ และการ
ส่นั สะเทอื นของเครอ่ื งจักร อัตราปอ นสามารถหาไดจ ากสูตร
F = NFrev (5.3)
โดยที่ F คอื อัตราปอน (มิลลิเมตรตอนาท)ี
Frev คือ อตั ราปอ นตอรอบ (มิลลเิ มตรตอรอบ)
ตารางที่ 5.3 ความเร็วตดั ท่ีเหมาะสมกบั วัสดุชิ้นงานชนิดตา ง ๆ (ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
วสั ดงุ าน เหลก็ รอบสงู เหล็กคารไบด
หยาบ สําเร็จ หยาบ สําเรจ็
เหล็กหลอ 50-60 80-110 120-200 350-400
กึ่งเหล็ก 40-50 65-90 140-160 250-300
เหลก็ ออนเหนียว 80-110 110-130 250-300 300-400
เหลก็ กลาหลอ (0.35C) 45-60 70-90 150-180 200-250
ทองเหลือง (85-5-5) 200-300 200-300 600-1,000 600-1,000
บรอนซ (80-10-10) 110-150 150-180 600 1,000
อะลมู เิ นียม 400 700 800 1,000
SAE 1020 80-100 100-120 300-400 300-400
SAE 1050 60-80 100 200 200
เหล็กไรส นิม 100-120 100-120 240-300 240-300
การตัดโลหะ 119
ตัวอยางท่ี 5.2 กลึงชิ้นงานโดยใชอัตราปอน 0.5 มิลลิเมตรตอรอบ และความเร็วรอบ 1,000
รอบตอ นาที จงหาอัตราปอ นทใี่ ช หนว ยเปน มลิ ลิเมตรตอ นาที
F = NFrev
= 1,000×0.5
= 500 มลิ ลเิ มตรตอนาที
ในปจจุบันวัสดุมีดตัดไดถูกคิดคนและพัฒนาขึ้นเพ่ือใหมีสมบัติในการตัดโลหะไดอยาง
รวดเร็ว ทําใหสามารถประหยัดเวลาในการทํางานตัดและไดผลผลิตเพิ่มมากขึ้น จากแผนภาพ
การเปรียบเทยี บระหวางความเร็วตัดและเวลาตัดของมีดตัดแตละชนิด (รูปที่ 5.10) พบวามีดตัด
ท่ที ําจากเหลก็ คารไบดเคลือบไทเทเนียมไนไตรด (TiN) สามารถตัดเฉือนช้ินงานดวยความเร็ว
ตดั สูงท่ีสุดและใชเวลาในการตัดนอยกวาเมื่อเทียบกับวัสดุมีดตัดชนิดอื่น ๆ สวนมีดตัดที่ทําจาก
เหล็กกลาคารบอนจะตัดเฉือนชิ้นงานดวยความเร็วตัดตํ่าที่สุด ทําใหใชเวลาในการตัดมากที่สุด
แตมีราคาท่ีถูกกวามีดตัดที่ทําจากเหล็กคารไบดเคลือบไทเทเนียมไนไตรด ดังนั้นผูปฏิบัติงาน
ควรเลือกใชว ัสดุมีดตดั ใหเ หมาะสมกบั ลักษณะของงานและวัสดุชิ้นงานท่ีจะทําการตัดเพ่ือใหเกิด
ประสทิ ธิภาพในการทํางานสงู สดุ
รปู ที่ 5.10 แผนภาพการเปรียบเทียบระหวางความเรว็ ตัดและเวลาตดั ของมีดตดั แตละชนิด
(ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
120 การตดั โลหะ
คาํ ถามทา ยบทที่ 5
จงเติมคําตอบลงในชอ งวางใหถกู ตองสมบูรณ
1. จงอธบิ ายถงึ ลกั ษณะและหนา ท่ขี องสันคมตัด (Side cutting edge)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. มีดตัดประกอบดวยมุมกีม่ มุ อะไรบาง และแตละมมุ มหี นา ทอ่ี ะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. ลักษณะของเศษโลหะท่ีไดจ ากการตดั ที่ดีควรเปนอยางไร และข้ึนอยกู บั อะไร จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. วัสดุที่นํามาใชท าํ มีดตัดจะตองมสี มบัตอิ ะไรบา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. จงเลือกวัสดุมีดตัดมา 2 ชนิด และเปรียบเทียบลักษณะการใชงานของมีดตัดท่ีทําจากวัสดุ
มดี ตัดชนิดดงั กลาว
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การตดั โลหะ 121
6. การสกึ หรอของมดี ตัดมกั เกิดที่ตําแหนงใด และจากสาเหตุอะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. จงบอกหนา ท่ีของสารหลอเย็น
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. สารหลอ เยน็ ท่ีดจี ะตอ งมีสมบตั ิอะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. รอบการหมนุ ขนาดของชิน้ งาน และความเรว็ ในการตัดผวิ งานมคี วามสัมพันธกันอยางไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. ปจจยั ที่มีผลตอความเรว็ ตัดมอี ะไรบา ง จงอธบิ าย พรอ มยกตัวอยางประกอบ
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
122 การตัดโลหะ
เอกสารอางอิง
ชลิตต มธุรสมนตรี และคณะ. กระบวนการผลิต. กรงุ เทพฯ: ศูนยส ง เสริมอาชวี ะ, 2544.
ธนรัตน แตวัฒนา และมณฑล แสงประไพทิพย. กรรมวิธีการผลิต. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคช่ัน,
2546.
คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. การเลือกใชเคร่ืองมือตัด
2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.teched.rmutt.ac.th/wp-content/uploads/2013/05/6%E0%B8%AB
%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2-4-%E0%B8%81%E0
%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD
%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%8
4%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B
8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94.pdf
Sherif D. El Wakil, Processes and Design for Manufacturing, 2nd edition,
Waveland Pr Inc 2002, 10-digit ISBN: 1-57766-255-5, 13-digit ISBN: 978-
1-57766-255-6.
Carbideinsert.net. Carbide inserts 2553. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.carbideinsert.net
Direct industry. Cutting tools 2553. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.directindustry.com/prod/sumitomo-electric-carbide/pcbn-
cutting-inserts-17449-46546.html
Mechanical engineering. Nomenclature of single point cutting tool 2553.
(ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:http://engineeringhut.blogspot.com/2010/11/
nomenclature-of-single-point-cutting.html
The home shop machinist & machinist’s workshop. Rake angle 2553.
(ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล: http://bbs.homeshopmachinist.net
Win win diamond products. Diamond cutting tools 2553. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.diamondtoolsmanufacturers.com
บทที่ 6
การตัดเฉอื นโลหะดว ยเคร่ืองมือกล
(Metal Machining)
การตัดเฉอื นโลหะเปน กรรมวธิ ีการผลิตแบบมเี ศษเพ่ือลดรูปชน้ิ งานใหไดขนาดท่ีถูกตอง
และเพ่ือปรับแตงพ้ืนผิวช้ินงานสําเร็จใหเรียบตามตองการโดยใชเคร่ืองจักรหรือเคร่ืองมือกล
พ้ืนฐาน ซ่ึงไดแก เคร่ืองกลึง (Lathe) เครื่องควาน (Boring machine) เคร่ืองเจาะ (Drilling
machine) เคร่ืองกัด (Milling machine) และเคร่ืองไส (Shaper) เปนตน ซ่ึงการใชงาน
เคร่อื งมือกลพ้ืนฐานในแตละประเภทจะตองคํานึงถึงขนาด รูปราง และชนิดวัสดุท้ังของชิ้นงาน
และมดี ตัด รวมถึงความสัมพนั ธร ะหวางการเคลือ่ นทขี่ องช้ินงานและมีดตัด และคามุมตัดใชงาน
ของเคร่ืองมอื กลพื้นฐานแตละประเภทซ่ึงจะมีความแตกตางกันออกไป โดยในบทน้ีจะอธิบายถึง
กรรมวธิ ีการลดรปู ชิ้นงานและปรับแตงพน้ื ผวิ ชิ้นงานสาํ เรจ็ แบบมีเศษโดยใชเคร่ืองมือกลพ้ืนฐาน
ประเภทตา ง ๆ ท้งั หมด 9 ประเภท ดังนี้
(ก) (ข)
รปู ที่ 6.1 การหมนุ ของชิ้นงานและทิศทางการเดินมดี กลึง (ก) แบบปอก (ข) แบบปาดหนา
(ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
124 การตัดเฉือนโลหะดว ยเครอ่ื งมือกล
(ก) (ข) (ค)
(ง) (จ) (ฉ)
(ช) (ซ) (ญ)
รูปท่ี 6.2 การกลึงในลกั ษณะตาง ๆ (ก) การกลึงปาดหนา (ข) การกลึงปอก (ค) การกลึงเรียว
(Taper turning) (ง) การกลึงเซาะรอง (Grooving) และการกลึงตัด (Cut off) (จ) การกลึง
เกลยี ว (Threading) (ฉ) การกลึงเปนรปู รา ง (Tracer) (ช) การเจาะรู (Drilling) (ซ) การทํารู
ใหไ ดพิกัด (Reaming) และ (ญ) การควา น (Boring) (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
6.1 เครอ่ื งกลงึ (Lathe)
เปนเครื่องจักรหรือเครื่องมือกลพื้นฐานท่ีใชในการแปรรูปชิ้นงานโดยการกลึง ซ่ึงการ
กลงึ คือการตัดปาดโลหะโดยการใหช้นิ งานหมุนรอบเสนแนวศูนยก ลาง (Center line) ตัดกับมีด
กลึงที่เคลื่อนท่ีแบบเชิงเสนเขาหาชิ้นงาน การกลึงมี 2 ลักษณะคือ การกลึงปอก (Straight
turning) และการกลึงปาดหนา (Facing) ดังแสดงในรูปท่ี 6.1 (ก) การกลึงปอก ช้ินงานจะถูก
ตัดปาดผิวโลหะดวยมีดกลึงท่ีเคล่ือนที่ไปตามแนวยาวของชิ้นงาน สวน (ข) การกลึงปาดหนา
ช้ินงานจะถกู ตัดปาดผวิ โลหะดวยมีดกลึงท่ีเคลื่อนท่ีไปตามแนวขวางของชิ้นงาน นอกจากนี้ยัง
สามารถใชเ คร่ืองกลึงในการเจาะและควานไดอีกดว ย ซง่ึ ลักษณะการกลงึ แบบตา ง ๆ ดังแสดงใน
รปู ท่ี 6.2 โดยปจจัยท่ีมีผลตอคณุ ภาพของชิ้นงานกลึง ไดแก ความเร็วตัด อัตราปอน ความคม
ของมีดกลึง รวมถึงการเลือกใชชนิดเคร่ืองกลึงท่ีเหมาะสมกับขนาด รูปราง และชนิดวัสดุของ
ชิ้นงานกลงึ
6.1.1 ชนิดของเครอ่ื งกลึง
ชนดิ ของเครือ่ งกลงึ สามารถแบงออกไดต ามขนาด การออกแบบ วิธีการขับของตน กําลัง
กลไกชุดเฟอ ง และวตั ถปุ ระสงคของการใชง าน ซ่ึงโดยทั่วไปนยิ มแบง เครือ่ งกลงึ เปน 3 ชนิด คอื
การตัดเฉือนโลหะดวยเคร่ืองมอื กล 125
ก. เครอ่ื งกลึงชนดิ ตั้งโตะ (Bench lathe) ดงั แสดงในรูปที่ 6.3 เปนเคร่ืองกลึงขนาด
เลก็ มีนํา้ หนกั เบา สามารถตดิ ต้ังบนโตะ ได ใชสําหรับกลึงงานขนาดเล็กที่ตองการความละเอียด
สงู
ข. เครื่องกลึงชนิดตงั้ พื้น (Engine lathe) ดังแสดงในรูปท่ี 6.4 เปน เคร่ืองกลึงทน่ี ยิ ม
ใชกันอยูในโรงงานท่ัวไป โดยในยุคแรก ๆ เคร่ืองกลึงชนิดน้ีมีการใชกําลังขับหมุนจาก
เครอ่ื งยนต แตในปจจบุ ันไดเปลี่ยนเปนมอเตอรไฟฟาเพื่อใชในการขับเคลื่อนแทน ซ่ึงสามารถ
ปรับความเร็วรอบการหมุนไดหลายระดับและมีกลไกการหมุนเฟองกลับ ทําใหสามารถเลือก
ความเร็วตดั และทศิ ทางการเดนิ ปอ นมดี กลึงไดต ามตองการ
รปู ท่ี 6.3 เครื่องกลึงชนดิ ต้ังโตะ (คัดมาจาก http://www.wcnet.org)
ค. เคร่อื งกลึงชนดิ เทอเรท (Turret lathe) ดังแสดงในรูปท่ี 6.5 เปนเครื่องกลึงท่ีมี
ลักษณะคลายกบั เคร่อื งกลึงชนิดต้งั พื้น แตตางกันท่ีเคร่ืองกลึงชนิดเทอเรทจะมีปอมเครื่องมือท่ี
ใชในการจับเครื่องมือตัดตาง ๆ อยูหลายชนิด สําหรับใชในงานควบคุมอัตโนมัติท่ีมีการผลิต
ชนิ้ งานแบบเดียวกันเปนจาํ นวนมาก
รูปที่ 6.4 เครือ่ งกลงึ ชนิดต้ังพืน้ (คัดมาจาก http://czjyjc.en.made-in-china.com)
126 การตัดเฉือนโลหะดว ยเครื่องมอื กล
รปู ท่ี 6.5 เครื่องกลงึ ชนิดเทอเรท (คัดมาจาก http://www.exapro.com)
6.1.2 สวนประกอบของเครื่องกลงึ
สวนประกอบท่ีสาํ คัญของเคร่ืองกลึง ดังแสดงในรูปท่ี 6.6 มีดังตอไปนี้
รปู ท่ี 6.6 สว นประกอบของเคร่ืองกลึง (คดั มาจาก http://www.custompartnet.com)
ก. แทน รองรับเล่อื น (Bed) ทําจากเหล็กหลอ ทาํ หนาท่ีเปนฐานรองรับชุดแทนเลื่อน
และชดุ ทายแทน (Tailstock) เลอื่ นไปมาบนสนั ตัววี
ข. ชุดหวั เครอื่ ง (Headstock) เปน ชุดที่ประกอบดวยระบบกลไกตาง ๆ ท่ีทําใหเกิด
การขบั เคลือ่ นและทาํ ใหช ้นิ งานเกิดการหมุน
การตัดเฉือนโลหะดว ยเครือ่ งมอื กล 127
ค. ชุดแทน เลื่อน (Carriage) เปน ชุดสาํ หรบั จับเครอื่ งมือตัด (มีดกลึง) ใหเล่ือนไปใน
ทิศทางท่ตี อ งการ
ง. ชุดทา ยแทน (Tailstock) เปนชุดที่สามารถเลื่อนไปมาบนแทนรองรับเลื่อนได ใช
สําหรับการจับยดึ เครื่องมือทใี่ ชในการเจาะ ควาน หรอื ทําหนา ทป่ี ระคองชน้ิ งาน
จ. ระบบปอน (Feed mechanism) เปนชุดเพลาท่ีเกี่ยวกบั ระบบสงกาํ ลงั โดยมรี ะบบ
กลไกของชดุ เฟองขับ (Gear box) ทาํ หนา ท่สี งกําลังไปใหก ับเพลานาํ (Lead screw) และเพลา
ปอ น (Feed rod) เพ่ือขบั ชุดกลไกแทน เลอ่ื นไปพรอ มกนั ในทศิ ทางทต่ี องการ
ฉ. ชุดเฟองปรับเปล่ียนความเร็ว (Quick-change gearbox) มีหนาที่สําหรับ
ปรบั เปลีย่ นความเรว็ รอบของเพลานําในการกลึงอัตโนมัติ ปรับอัตราปอนตามแนวยาวและแนว
ขวาง และสามารถใชป รบั เปลีย่ นการเคลอ่ื นทสี่ ําหรับการกลึงเกลยี ว
6.1.3 อปุ กรณท ีใ่ ชกับเครอ่ื งกลงึ (Lathe equipment) มดี งั ตอไปน้ี
ก. หัวจับ (Chuck) เปนอุปกรณจับยึดช้ินงาน มีหลายขนาด หลายแบบ ดังแสดงใน
รูปที่ 6.7 ไดแก
- หัวจบั ชนิด 3 ฟน (3-jaw chuck) ใชจ ับยึดเฉพาะชิ้นงานเหลี่ยม ชิ้นงาน
ทรงกระบอก หรือช้นิ งานท่ีมีรูปทรงแบบสมมาตรเทา นั้น เนอ่ื งจากการเคล่ือนท่ีของฟนทั้ง 3 จะ
เคล่ือนที่เขา ออกพรอมกัน
- หัวจบั ชนิด 4 ฟน (4-jaw chuck) ฟนทั้ง 4 สามารถเคล่ือนท่ีเขาออกได
อยา งเปนอิสระ จึงสามารถใชจับชิ้นงานไดหลายรูปทรง อาทิเชน สี่เหลี่ยม หลายเหลี่ยม และ
ทรงกระบอก ทัง้ ท่ีมีรปู ทรงสมมาตรและท่มี ีรูปทรงเยือ้ งศนู ย (ไมส มมาตร)
- ปลอกจบั (Collet) สว นมากใชจับช้ินงานทกี่ ลงึ ดวยเครื่องกลึงชนิดเทอเรท
ใชส ําหรับจับยดึ ชน้ิ งานทรงกระบอก สามารถจับงานไดเร็วโดยไมม ีรอยบนผิวงานที่ถกู จับ
(ก) (ข) (ค)
รูปที่ 6.7 หวั จับแบบตา ง ๆ (ก) หวั จบั ชนิด 3 ฟน (ข) หัวจบั ชนดิ 4 ฟน และ (ค) ปลอกจับ
(คดั มาจาก http://www.lathe-chucks.com และ http://www.fahrion.com)
128 การตดั เฉือนโลหะดวยเคร่อื งมือกล
ข. หนาจาน (Face plate) เปนอุปกรณท่ีใชจับยึดช้ินงานที่ไมสามารถใชหัวจับได
เชน ชนิ้ งานรูปทรงแบนหรอื ไมสมมาตรท่ีมีขนาดใหญ ช้ินงานจะถูกยึดเขากับเคร่ืองจับแบบพา
หมุน (Lathe dog) และยึดเขากับหนาจานโดยใชสลักเกลียวหรือแคลมป (Clamp) ซ่ึง
โดยท่ัวไปจะมีลักษณะการจับงานเปนแบบยันศนู ยห วั ทาย ดงั แสดงในรปู ท่ี 6.8
รูปที่ 6.8 การจับยดึ ชิ้นงานโดยใชห นา จานในการจบั ยดึ (คดั มาจาก http://gregdesigns.com)
ค. กนั สะทา น (Steady rest) เปนอปุ กรณเ สริมพเิ ศษสําหรับเคร่อื งกลึง มักใชสําหรับ
จบั ยึดชิ้นงานที่มคี วามยาวมาก ๆ เพอื่ ชว ยประคองช้นิ งานกลึงไมใหเ กดิ การหนีศูนย ดังแสดงใน
รปู ที่ 6.9
รูปที่ 6.9 การจับยดึ ชิ้นงานโดยใชก ันสะทาน (คัดมาจาก http://www.cnccookbook.com)
ง. ดามจับมีดกลึง (Tool holder) เปนเคร่ืองมือท่ีใชในการจับมีดกลึงกอนที่จะ
ประกอบเขากับปอมมีด ถูกออกแบบมาใหสะดวกตอการทํางาน มีชื่อเรียกแตกตางกันไปตาม
รูปรา งและการทํางาน ดงั แสดงในรปู ที่ 6.10
การตัดเฉือนโลหะดว ยเครือ่ งมอื กล 129
รปู ที่ 6.10 ดามจบั มดี กลงึ แบบกานตรง
(คดั มาจาก http://hnsant123.en.made-in-china.com)
จ. ศูนยเครื่องกลึง (Lathe center) เปนอุปกรณท่ีทําหนาท่ีในการประคองชิ้นงาน
กลึงที่มีความยาว ใหมีความเท่ียงตรงขณะทํางาน โดยจะตองเจาะรูดวยดอกเจาะนําศูนย
(Center drill) กอนทําการยันศูนย ซึ่งศูนยของเครื่องกลึงมี 2 ชนิดคือ ศูนยตาย (Dead
center) และศูนยเปน (live center) ดงั แสดงในรูปที่ 6.11
(ก) (ข)
รูปที่ 6.11 ศนู ยเ ครือ่ งกลงึ (ก) ศนู ยตาย และ (ข) ศนู ยเปน
(คดั มาจาก http://www.robotroom.com)
6.1.4 สตู รคํานวณสําหรับการกลงึ
ก. ความเร็วตดั (Cutting speed)
Vc = πDN/12 (6.1)
โดยท่ี Vc คอื ความเรว็ ตดั (ฟุตตอ นาท)ี
D คอื ขนาดเสนผานศนู ยกลางของชน้ิ งาน (น้วิ )
คือ ความเร็วรอบของเพลากลึง (รอบตอนาท)ี
N
130 การตัดเฉือนโลหะดวยเครอื่ งมือกล
หรือหากเขยี นในระบบ SI (The International System of Units) จะไดวา (6.2)
Vc = πDN/1,000
โดยที่ Vc คือ ความเร็วตัด (เมตรตอ นาที)
D คอื ขนาดเสนผา นศนู ยก ลางของชน้ิ งาน (มลิ ลิเมตร)
ตวั อยา งที่ 6.1 ช้นิ งานกลึงทําจากอะลูมิเนียมมีขนาดเสนผานศูนยกลาง 0.2 ฟุต ใชความเร็ว
ตัด 200 ฟตุ ตอ นาที จงหาความเรว็ รอบของเพลากลงึ
VNc === 2Vπ0cD0//Nπ(πD×0.2)
= 318.5 รอบตอนาที
ข. อตั ราปอ นกลงึ (Federate)
F = NFrev (6.3)
โดยที่ F คือ อตั ราปอน (มิลลิเมตรตอ นาที)
Frev คือ อตั ราปอนตอรอบ (มลิ ลเิ มตรตอ รอบ)
ค. เวลา (Time)
ตัวแปรทใ่ี ชในการคาํ นวณเวลาของการกลงึ ปอกและการกลงึ ปาดหนา คือ
t = πDLi/(VcFrev) (6.4)
หรือ
t = Li/(NFrev) (6.5)
การตัดเฉือนโลหะดว ยเครอ่ื งมือกล 131
โดยท่ี t คอื เวลา (นาที)
L คอื ความยาวงานกลึง (มิลลเิ มตร)
i คอื จํานวนชนั้ การกลึง
- การกลงึ ปอก
- การกลึงปาดหนา
(ก) แบบเต็มหนา (ข) แบบวงแหวน
ตัวอยา งที่ 6.2 ตอ งการกลึงชิ้นงานใหยาว 240 มิลลิเมตร โดยใชอัตราปอน 0.6 มิลลิเมตรตอ
รอบ ความเร็วตัด 25 เมตรตอนาที และความเร็วรอบของเพลากลึง 135 รอบตอนาที ท้ังนี้ให
ขนาดเสนผา นศนู ยก ลางกอ นกลงึ เทา กับ 60 มลิ ลิเมตร จงหาเวลาทีใ่ ชใ นการกลึง
t == π(πD×L6i0/×(V24cF0)re/v()25,000×0.6)
= 3 นาที
ตัวอยางท่ี 6.3 หนาแปลนขนาด 250 มิลลิเมตร มีรูตรงกลางโต 80 มิลลิเมตร หากตองการ
กลงึ ปาดหนา 2 ครัง้ ดวยความเรว็ รอบ 50 รอบตอนาที และอัตราปอนเทากับ 0.4 มิลลิเมตรตอ
รอบ จงหาเวลาทีใ่ ชในการกลงึ
132 การตดั เฉือนโลหะดวยเครื่องมอื กล
L = (D-D1)/2
= (250-80)/2
= 85 มิลลเิ มตร
t = Li/(NFrev )
= (85×2)/(50×0.4)
= 8.5 นาที
6.2 เครอ่ื งควาน (Boring machine)
มีหลักการทํางานเหมือนกบั เคร่ืองกลงึ แตต า งกนั ที่ช้ินงานท่ีนิยมนํามาควานมักเปนรูป
ทรงกระบอก การควา นมี 2 ลกั ษณะตามการเคลื่อนท่ีของชิ้นงาน ดังแสดงในรูปท่ี 6.12 คือ (ก)
การควานท่ีช้ินงานหมุนอยูกับท่ีจะถูกตัดปาดผิวโลหะดวยมีดควานที่เคล่ือนท่ีเขาไปตัดเฉือน
ช้ินงาน และ (ข) การควานที่ช้ินงานยึดติดอยูกับท่ีจะถูกตัดปาดผิวโลหะดวยมีดควานท่ีหมุน
เคลื่อนทีเ่ ขาไปตดั เฉือนชิ้นงาน การควานสามารถทําไดบนเครื่องมือกลพ้ืนฐานอ่ืน ๆ อาทิเชน
เคร่ืองกลึงและเครอื่ งกดั เปนตน ดังนั้นการคํานวณสําหรับการควานจึงสามารถใชสูตรเดียวกัน
กับการกลึงได
(ก) (ข)
รูปท่ี 6.12 ลักษณะการควา น (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
เคร่ืองควา นสามารถแบงไดเปน 2 ชนิดตามลักษณะการทํางานคือ เคร่ืองควานแนวตั้ง
(Vertical boring machine) และเครื่องควานแนวนอน (Horizontal boring machine)
การตดั เฉือนโลหะดวยเคร่อื งมอื กล 133
ก. เครื่องควานแนวต้ัง (Vertical boring machine) มีดควานจะเคลื่อนท่ีใน
แนวตง้ั หรือแนวดง่ิ เขาตัดควานรูในของช้ินงานทรงกระบอกที่เคล่ือนที่แบบหมุนอยูบนโตะงาน
ดา นลา ง ดังแสดงในรปู ที่ 6.13
รปู ที่ 6.13 เคร่อื งควา นแนวต้ัง (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
ข. เครอ่ื งควา นแนวนอน (Horizontal boring machine) ช้ินงานจะถูกยึดบนโตะ
งานที่เคล่อื นทต่ี ามแนวนอนเขาหามีดควานทีห่ มนุ อยูกับทเ่ี พอื่ ทาํ การควานรูใน ดังแสดงในรูปท่ี
6.14
รูปท่ี 6.14 เคร่ืองควานแนวนอน (คัดมาจาก http://www.bestinnovativesource.com)
134 การตัดเฉือนโลหะดว ยเครื่องมอื กล
6.3 เครอ่ื งเจาะ (Drilling machine)
เปนเคร่ืองจักรหรือเครื่องมือกลพื้นฐานอยางงาย มีลักษณะการทํางานที่ไมยุงยาก
ซับซอน ใชสําหรับเจาะช้ินงานใหมีลักษณะเปนรูกลมขนาดตาง ๆ โดยใชดอกสวาน (Drill)
เปนเครื่องมือตัดเฉือน ดอกสวานจะหมุนในทิศทางที่คมตัดเขาหาชิ้นงานและมีทิศทางการ
เคลอื่ นท่ีเปน เสน ตรงเขา ตดั เฉือนช้ินงาน มักใชเจาะเพ่ือทํารูใสสลักเกลียวและหมุดย้ํา (Rivet)
ในงานประกอบ
6.3.1 ชนิดของเครอ่ื งเจาะ
เคร่ืองเจาะมีหลายชนิดโดยอาจแบงไดตามขนาดของเสนผานศูนยกลางดอกสวานท่ี
เคร่อื งสามารถจับยึดไดแ ละขนาดโครงสรา งของเคร่อื งเจาะ ซง่ึ โดยท่วั ไปสามารถแบงเครื่องเจาะ
ออกไดเปน 3 ชนดิ คอื
รปู ท่ี 6.15 เครื่องเจาะชนดิ ต้งั โตะ (คดั มาจาก http://www.harborfreight.com)
รปู ท่ี 6.16 เคร่อื งเจาะชนิดตง้ั พ้ืน (คดั มาจาก http://czjyjc.en.made-in-china.com)
การตัดเฉือนโลหะดว ยเครือ่ งมอื กล 135
ก. เครือ่ งเจาะชนิดตงั้ โตะ (Bench drill) หรือเครื่องเจาะความไวสูง (Sensitive
drill) ดังแสดงในรูปท่ี 6.15 เปนเครื่องเจาะขนาดเล็ก ใชเจาะรูขนาดเล็กท่ีใชความเร็วรอบสูง
เหมาะสําหรบั เจาะงานเบา สามารถจบั ยึดดอกสวานทมี่ ีขนาดเสนผานศูนยกลางไมเกิน 5/8 น้ิว
(16 มลิ ลิเมตร)
ข. เคร่ืองเจาะชนิดต้ังพ้นื (Upright drill) ดังแสดงในรูปที่ 6.16 เปนเคร่ืองเจาะท่ีมี
ลักษณะคลา ยกับเครอื่ งเจาะความไวสงู ใชเจาะรขู นาดเลก็ และขนาดกลาง มีกลองควบคุมกลไก
การปอนและการหมุนของดอกสวานอัตโนมัติ มีระยะความลึกในการเจาะ 21 นิ้ว (533
มิลลเิ มตร) สามารถใชกับงานตาปเกลยี วได
ค. เคร่ืองเจาะชนิดแนวรัศมี (Radial drill) ดังแสดงในรูปท่ี 6.17 เปนเคร่ืองเจาะ
ขนาดใหญท่ีนิยมใชในงานอุตสาหกรรม เหมาะสําหรับใชเจาะช้ินงานท่มี ขี นาดใหญที่ไมสามารถ
ขยับช้นิ งานไปมาได หัวเครอื่ งเจาะ (Drilling head) สามารถเล่ือนไปมาตามแนวรัศมีบนแขน
(Radial arm) ท่ีแกวงไปไดรอบเสาต้ัง (Column) บนตําแหนงตาง ๆ ของแทนรองงาน
(Table) จึงทําใหส ามารถเจาะรูตามจดุ และมุมตา ง ๆ บนชิ้นงานไดอ ยา งรวดเร็ว
รปู ท่ี 6.17 เคร่ืองเจาะชนดิ แนวรัศมี (คดั มาจาก http://www.machinerycanada.com)
6.3.2 สว นประกอบของเครอ่ื งเจาะ
สว นประกอบพื้นฐานของเคร่อื งเจาะ ดงั แสดงในรปู ท่ี 6.18 มดี ังตอไปน้ี
ก. ฐานเคร่ือง (Base) ทําจากเหล็กหลอ เปนสวนท่ียึดติดกับพ้ืนเพ่ือปองกันการ
ส่ันสะเทอื นในขณะปฏิบตั งิ าน และทําหนา ทีเ่ ปน ฐานรองรบั ชิน้ สวนอืน่ ๆ ของเคร่อื งเจาะ
136 การตัดเฉือนโลหะดวยเคร่อื งมอื กล
ข. เสาตั้ง (Column) เปนสวนท่ีตอประกอบข้ึนไปจากฐานเคร่ือง มีลักษณะเปน
ทรงกระบอก ทําหนา ท่เี ปน ท่จี บั ยึดของโตะ งานและรองรับสว นหัวเคร่ืองเจาะ
ค. โตะ งาน (Table) เปนสว นท่ีถูกจบั ยดึ กบั เสาต้ังโดยใชตัวยึด (Clamp) ซึ่งสามารถ
ปรับใหเคล่ือนท่ีขึ้นลงไดตามแนวของเสาตั้ง ใชสําหรับวางชิ้นงานและรองรับอุปกรณจับยึด
สําหรบั จับยดึ ช้ินงานเจาะ
ง. หัวเคร่ืองเจาะ (Drilling head) เปนสวนท่ีอยูดานบนของเครื่องเจาะ
ประกอบดวยระบบกลไกตา ง ๆ เชน มอเตอรไฟฟา พูเลย (Pulley) สายพาน และชุดเฟองทด
เปนตน ที่มีหนาท่ีในการสงถายกําลังเพ่ือทําใหเกิดการปอนเจาะและทําใหเพลาเจาะเกิดการ
หมนุ
จ. เพลาหมุนเจาะ (Spindle) เปนเพลาหมุนท่ีประกอบเขากับช้ินตอโยงตัวตามของ
ระบบกลไกทอ่ี ยใู นสวนของหวั เคร่อื งเจาะ ใชสาํ หรบั จับยึดหัวจับดอกสวาน (Drill chuck) และ
ปลอกจับดอกสวา นกานเรียว (Taper sleeve)
ฉ. คนั ปอ นเจาะ (Hand feed lever) เปนสวนท่ีใชหมุนปอนใหแกนของเคร่ืองเจาะ
เคลอื่ นทลี่ ง ทาํ ใหด อกสวา นที่หมุนอยูเขาเจาะชน้ิ งาน และเคลื่อนท่ีข้ึนเมื่อเจาะชิ้นงานเสร็จแลว
มที ง้ั แบบปอนเจาะดว ยมือและแบบปอนเจาะอตั โนมัติ
รปู ท่ี 6.18 สวนประกอบของเครื่องเจาะ (คดั มาจาก http://its.fvtc.edu)
6.3.3 ดอกสวา นสาํ หรับงานเจาะ มีดังตอ ไปนี้
การตดั เฉือนโลหะดว ยเคร่อื งมอื กล 137
ก. ดอกสวานรองเล้ือย (Twist drill) เปนชนิดดอกสวานที่นิยมนํามาใชงานมาก
ทส่ี ดุ ดอกสวานชนิดนี้จะมีสันคมตัดอยู 2 คม และมีรองคายเศษอยู 2 รอง ลําตัวสวาน (Drill
body) มีคมตัดเอียงบิดเปนมุมเกลียว (Helix angle) ซ่ึงทํามุมกับแกน 30 องศา ดังแสดงใน
รูปที่ 6.19 เหมาะสําหรับใชเจาะรูภายในช้ินงาน โดยสามารถทํางานเจาะดังกลาวไดบน
เครื่องกลงึ สวนดอกสวานรองเล้อื ยท่มี สี ันคมตัดมากกวา 2 คมข้ึนไป จะใชในการขยายรูเพ่ือให
ไดข นาดทีเ่ ทีย่ งตรงและทําใหร ูเจาะทไ่ี ดมีผิวเรยี บ
รปู ท่ี 6.19 ช่ือเรยี กมุมและสวนตาง ๆ ของดอกสวานรองเลอ้ื ย
(คดั มาจาก http://www.bspc.ac.th)
กา นจบั ดอกสวานที่ใชงานโดยทั่วไปมีอยู 2 แบบ คือแบบกานจับตรงและแบบกานจับ
เรยี ว ดังแสดงในรูปท่ี 6.20 ในกรณีดอกสวานกานตรง กานจับดอกสวานนี้จะถูกยึดดวยหัวจับ
ดอกสวา น สว นดอกสวานกานจบั เรยี ว กา นจับดอกสวา นจะถูกยดึ ดว ยปลอกจับเรยี ว กั่นท่ีปลาย
กานจะสวมแนนในเบาเพ่ือปองกันการลื่นไถลระหวางผิวสัมผัสของดอกสวานและหัวจับหรือ
ปลอกจับ
(ก) (ข) (ค) (ง)
รปู ท่ี 6.20 กา นจับดอกสวาน (ก) แบบกานตรง (ข) แบบกา นตรงมีกั่น (ค) แบบกานเรียวมกี น่ั
และ (ง) แบบกานเรียวเหลยี่ ม (คัดมาจาก http://www.bspc.ac.th)
138 การตัดเฉือนโลหะดว ยเครื่องมือกล
มมุ ดอกสวา นทสี่ ําคัญสําหรับงานเจาะ ดังแสดงในรปู ท่ี 6.21 ไดแ ก
- มุมลิ่มหรือมุมคมตัด (Cutting angle) มีลักษณะเปนลิ่ม ทําหนาท่ีตัดปาดผิว
โลหะ มุมล่มิ ทีเ่ หมาะสมสําหรับการใชงานจะมคี าอยใู นชว ง 120-135 องศา
- มุมฟรีหรือมุมหลบ (Clearance angle) เปนมุมระหวางสันคมตัดกับผิวช้ินงาน
ชวยลดการเสียดสแี ละลดแรงตานบริเวณผวิ หนา มมุ จิกของดอกสวานกับผิวชิ้นงาน มุมฟรีท่ีดีจะ
มคี าอยูในชว ง 8-12 องศา ซึ่งจะชว ยยดื อายกุ ารใชง านของคมตดั ดอกสวานใหยาวนานขึ้น
- มุมจกิ (Point angle) มีหนาท่ีชว ยนาํ ศนู ยในขณะเร่มิ เจาะชน้ิ งาน ขนาดของมุมจิก
มีผลตอแรงกดเจาะและขึ้นกับชนิดวัสดุของช้ินงานที่นํามาเจาะ ซ่ึงในการเจาะโลหะโดยทั่วไป
นิยมใชขนาดของมุมจิกเทากับ 118 องศา และวัสดุที่ใชทําดอกสวานเปนเหล็กรอบสูง แตหาก
เจาะวัสดุออ นจาํ พวกพลาสตกิ ขนาดของมุมจิกจะลดลงมาเทากับ 90 องศา
- มุมคาย (Rake angle) ชวยใหเศษโลหะสามารถเคลื่อนที่ออกมาจากตําแหนง
ชิ้นงานที่กาํ ลงั ถกู เจาะไดอยางงา ยดาย
(ก) (ข) (ค) (ง)
รปู ท่ี 6.21 มมุ ตา ง ๆ ของดอกสวาน (ก) มมุ ล่ิม (ข) มุมคาย (ค) มุมฟรี และ (ง) มมุ จิก
(คดั มาจาก http://www.bspc.ac.th)
ข. ดอกสวา นรองตรง (Straight-flute drill) ดังแสดงในรปู ที่ 6.22 ไมม ีลักษณะบดิ
เปนมมุ เกลียวเหมอื นดอกสวานรองเลื้อย ดอกสวานชนิดน้ีมักนํามาใชสําหรับเจาะช้ินงานท่ีทํา
จากวัสดุท่ีมคี วามแขง็ ไมม าก เชน พลาสติก ทองแดง และทองเหลือง เน่ืองจากคมตัดของดอก
สวานจะเขาตัดเจาะเนื้อวัสดุไดย าก
รปู ที่ 6.22 ดอกสวานรองตรง (คดั มาจาก http://www.cjtkoolcarb.com)
การตดั เฉือนโลหะดวยเคร่ืองมือกล 139
ค. ดอกสวานขั้นบันได (Step drill) มีลักษณะเปนข้ันบันได ดังแสดงในรูปท่ี 6.23
แตละข้ันมีรองและสันคมตัดเพียง 1 คม สามารถใชเจาะรูไดหลายขนาดในดอกเดียว เหมาะ
สาํ หรบั ใชเจาะชน้ิ งานที่ทําจากวัสดุท่ีมีความแข็งไมมากและขนาดไมหนามาก เชน แผนไมอัด
แผนอะคริลิค (Acrylic sheet) และแผนอะลูมิเนียม (Aluminium sheet) เปนตน รูเจาะท่ีได
จะมขี อบเรียบ
รูปท่ี 6.23 ดอกสวา นข้ันบนั ได (คดั มาจาก http://www.harborfreight.com)
ง. ดอกสวานแบบพลั่ว (Spade drill) ดังแสดงในรูปท่ี 6.24 ใชสําหรับเจาะชิ้นงาน
โลหะ ซึ่งประกอบดวย 2 สวนคือ ดามจับและมีดเจาะ (Insert) ที่ยึดอยูที่สวนบนสุดของดอก
สวาน ระยะความลึกทสี่ ามารถเจาะไดมีคามากกวาขนาดเสนผานศูนยกลางของดอกสวานท่ีใช
เจาะ 10 เทา อีกทั้งดอกสวานชนิดนี้ยังสามารถใชเจาะรูท่ีมีลักษณะเปนข้ันบันได (Stepped
holes) ไดอกี ดวย
รูปท่ี 6.24 ดอกสวานแบบพล่วั (คัดมาจาก http://www.homedepot.com)
140 การตัดเฉือนโลหะดว ยเครอ่ื งมือกล
6.3.4 สูตรคํานวณสาํ หรับการเจาะ
ก. ความเร็วตดั (Cutting speed)
Vc = πdN/12 (6.6)
โดยที่ Vc คือ ความเร็วตดั (ฟตุ ตอ นาท)ี
d คอื ขนาดเสนผานศูนยกลางของดอกสวา น (นว้ิ )
คอื ความเร็วรอบของดอกสวาน (รอบตอนาท)ี
N
หรือหากเขียนในระบบ SI (The International System of Units) จะไดวา
Vc = πdN/1,000 (6.7)
โดยท่ี Vc คอื ความเร็วตัด (เมตรตอนาที)
d คือ ขนาดเสน ผานศนู ยกลางของดอกสวาน (มลิ ลเิ มตร)
ตัวอยางที่ 6.4 จงหาความเรว็ ตัดของดอกสวาน หากใชดอกสวานขนาดเสนผานศูนยกลาง 10
มิลลเิ มตร เจาะชิน้ งานดวยความเรว็ 500 รอบตอ นาที
Vc == π(πd×N1/01×,050000)/1,000
= 15.7 เมตรตอ นาที
ตัวอยา งที่ 6.5 เจาะช้ินงานโดยใชด อกสวา นขนาดเสนผานศูนยกลาง 1/2 น้ิว ช้ินงานเปนวัสดุ
ทมี่ คี า ความเร็วตดั เทา กับ 40 ฟตุ ตอนาที ดอกสวานท่ใี ชจ ะตองมีความเรว็ รอบเทา ไร
VNc === (π(V4d0cN××/111222))//(ππd×0.5)
= 305 รอบตอ นาที
การตัดเฉือนโลหะดว ยเครื่องมอื กล 141
สําหรับการเจาะชิ้นงานโลหะทั่วไป ดอกสวานท่ีใชจะทําจากเหล็กรอบสูง ดังนั้นเพื่อ
ความสะดวกในการปฏบิ ัติงาน จงึ ใชตารางท่ี 6.1 สาํ หรบั การเลือกใชค วามเร็วรอบท่ีเหมาะสมใน
การเจาะชิ้นงาน ซ่ึงจะพิจารณาจากความเร็วตัด ชนิดวัสดุของชิ้นงานท่ีนํามาเจาะ และขนาด
ความโตของดอกสวาน
ตารางที่ 6.1 ความเร็วรอบสําหรบั ดอกสวานทท่ี ําจากเหล็กรอบสงู (ชลติ ตและคณะ, 2544)
ข. อตั ราปอ นเจาะ (Federate)
อัตราปอนเจาะสามารถคํานวณไดโดยใชสมการท่ี 6.3 เชนเดียวกับงานกลึง
โดยที่อัตราปอนเจาะหมายถึง การเคล่ือนที่ของดอกสวานเขาตัดเฉือนชิ้นงานเม่ือดอกสวาน
หมุนครบ 1 รอบ สามารถคดิ เปน อตั ราทห่ี น่ึงในพันมิลลิเมตร ตารางที่ 6.2 แสดงอัตราปอนเจาะ
ทเ่ี หมาะสมสาํ หรบั ดอกสวา นขนาดตา ง ๆ
ตารางที่ 6.2 อัตราปอนเจาะท่เี หมาะสมสาํ หรับดอกสวา นขนาดตา ง ๆ (ชลติ ตและคณะ, 2544)
142 การตัดเฉือนโลหะดว ยเคร่อื งมอื กล
ค. เวลา (Time)
ตวั แปรทีใ่ ชในการคาํ นวณเวลาของการเจาะมีดงั นี้
t = πdLi/(VcFrev) (6.8)
(6.9)
หรือ
t = Li/(NFrev)
โดยท่ี t คือ เวลา (นาที)
i คือ จาํ นวนรู
Frev คอื อัตราปอ นตอ รอบ (มิลลิเมตรตอ รอบ)
L
คอื ระยะเจาะ = l+la (มลิ ลเิ มตร)
l คือ ความลึกของรูเจาะ (มิลลเิ มตร)
la คอื ชวงเจาะนํา (มลิ ลเิ มตร)
la = 0.3d สําหรบั มมุ จิก 118 องศา
la = 0.2d สาํ หรบั มุมจกิ 130, 140 องศา
la = 0.6d สําหรับมมุ จิก 80 องศา
ตัวอยางที่ 6.6 ตองการเจาะรูลึก 48 มิลลิเมตร ใชขนาดเสนผานศูนยกลางดอกสวาน 40
มลิ ลิเมตร อตั ราปอ น 0.2 มิลลิเมตรตอรอบ ความเรว็ ตัด 20 เมตรตอนาที เจาะเหล็กออนท่ัวไป
ทง้ั หมด 3 รู จงหาเวลาทใ่ี ชใ นการเจาะ
L = l+la
= 48+(0.3×40)
= 60 มลิ ลเิ มตร
การตดั เฉือนโลหะดว ยเครือ่ งมอื กล 143
t == π(πd×L0i./0(V4×cF60re×v)3)/(20×0.2)
= 5.65 นาที
6.4 เครอื่ งมอื ทาํ เกลยี ว (Threading tools)
การผลิตเกลียวสามารถทาํ ไดโดยใชเคร่ืองมอื หลากหลายชนดิ โดยขน้ึ อยกู บั ลักษณะของ
เกลียว กลาวคือ เกลยี วนอกสามารถทําไดโ ดยใชดายและดา มจับดาย (Die and stock) ตัดโดย
ใชเคร่ืองกลึง (Lathe) ใชเครื่องรีดเกลียว (Thread rolling) และใชการเจียระไน (Grinding)
เปนตน สําหรับการทําเกลียวในสามารถทําไดโดยใชดอกตาป (Tap) ควานโดยใชเคร่ืองกลึง
(Boring) กัดโดยใชเครื่องกัด (Milling machine) และใชเครื่องตาปอัตโนมัติ (Automatic
collapsible tap) เปนตน โดยในหัวขอน้ีจะกลาวถึงเฉพาะเคร่ืองมือทําเกลียวท่ีเปนพื้นฐาน
อยา งงายทส่ี ดุ คือตา ปและดาย
6.4.1 ตา ป
เปนเคร่ืองมือสําหรับทําเกลียวในดวยมือ เหมาะสําหรับการทําเกลียวบนชิ้นสวนของ
เครอ่ื งจักรขนาดใหญ มีฟน เกลยี วอยูรอบลําตวั มรี อ งสําหรบั คายเศษ 3-4 รอง ลักษณะของรอง
จะมีท้ังแบบตรงและแบบบิดเปนเกลียว สําหรับการตาปดวยมือจะใชตาปแบบรองตรง ตาป 1
ชุดประกอบดว ยดอกตาป 3 ขนาด มีขนาดเทากนั แตตางกันท่คี วามเรยี ว ดังแสดงในรูปท่ี 6.25
(ก)
(ข)
(ค)
รูปที่ 6.25 ชดุ ดอกตาป (ก) ดอกตา ปเรียว (ข) ดอกตาปปลั๊ก และ (ค) ดอกตา ปกน รู
(ธนรัตนแ ละมณฑล, 2546)
144 การตัดเฉือนโลหะดว ยเครือ่ งมือกล
ดอกท่ี 1 คือดอกตา ปเรยี ว (Taper tap) จะมีความเรยี วประมาณ 6 เกลยี ว ดอกที่ 2 คือ
ดอกตาปปล๊ัก (Plug tap) จะมีความเรียวประมาณ 3 เกลียว และดอกที่ 3 คือดอกตาปกนรู
(Bottoming tap) จะไมมีความเรียว โดยการทําเกลียวจะตองเรียงลําดับตามความเรียวของ
ดอกตาป ซ่ึงจะใชร ว มกบั ดามจับดอกตาป ดงั แสดงในรปู ที่ 6.26
รูปท่ี 6.26 ดามจบั ดอกตา ป (คดั มาจาก http://en.wikipedia.org)
ดอกตาปเรียวจะมีความเรียวที่ปลายมากที่สุด ทําใหสามารถใสดอกตาปเขาไปในรูได
งา ยและจะเกิดเกลยี วตดั เล็กนอ ย จากนั้นใชดอกตา ปปลัก๊ ซงึ่ มีความเรียวนอยลงแตจะมีระยะตัด
เกลียวมากข้ึน สุดทายจะใชดอกตาปกนรูเพ่ือตัดเกลียวสุดทายกอนนําไปใชงาน หากใชงาน
ดอกตาปขามดอก จะทําใหเกิดแรงอัดสูงกระทํากับดอกตาปจนทําใหเกิดการแตกหักของดอก
ตา ปคารูช้นิ งานในขณะทาํ งานเจาะได
(ก) (ข)
รปู ท่ี 6.27 (ก) เกลยี วระบบนวิ้ และ (ข) เกลยี วระบบเมตริก (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
ก. เกลียวใน (Internal thread) เปนเกลียวท่ีอยูภายในของรูหรือนัต (Nut) ระบบ
เกลียวที่ใชมีอยู 2 ระบบคือ ระบบน้ิวหรือระบบอเมริกัน (American national standard) และ
ระบบเมตริก ดงั แสดงในรูปท่ี 6.27 เกลียวระบบนว้ิ ตามมาตรฐาน จะมีมุมเกลียว 60 องศา และ