44 การผลิตโลหะ
รปู ท่ี 2.17 กรรมวิธกี ารผลิตตะก่ัว (บุญธรรม, 2553)
ค. สงั กะสี (Zn) มจี ดุ หลอมเหลวตาํ่ ท่ี 419 °C ทนตอ การกัดกรอนในสภาพบรรยากาศ
ปกติ เนื่องจากในธรรมชาตสิ ังกะสีสามารถสรางฟล ม ออกไซดเคลอื บผิวไดเชนเดียวกับโครเมียม
แตไมทนกรดและเกลือ เมื่อไดรับความรอนจะขยายตัวมาก มีราคาไมสูงมากนัก จึงมักนํามาใช
เคลือบผิวโลหะชนิดอ่ืน เชน เหล็ก เพื่อปองกันสนิม (Galvanized steel) และใชเปนแผนธาตุ
ในแบตเตอร่ี
การผลติ โลหะ 45
รูปที่ 2.18 แรสังกะสี (ZnS) (คัดมาจาก http://www.johnbetts-fineminerals.com)
สังกะสีผลิตจากแรที่อยูในรูปของสารประกอบซัลไฟต (รูปท่ี 2.18) แรสังกะสีจะถูกบด
จนละเอยี ด จากนัน้ แรจ ะถูกนําไปเผาจนไดเปนสารประกอบของออกไซด สังกะสีออกไซดจะถูก
เผารวมกบั ถานโคกภายในเตาหลอมละลาย ความรอนทําใหสังกะสีระเหยกลายเปนไอ หลังจาก
นนั้ ไอสงั กะสีจะถกู นําไปควบแนนเปนของเหลวในชดุ ควบแนน
อีกวิธีการหนึ่งในการกําจัดออกไซดคือ วิธีการแยกสารประกอบดวยวิธีการทางไฟฟา
เคมี โดยการนําแรท่ีถูกเผาใสเขาไปในกรดกํามะถันซ่ึงเปนสารละลายท่ีเปนตัวนําไฟฟา
(Electrolyte) แลวใชกระแสไฟฟาแยกธาตุสังกะสีออกมา ซึ่งสังกะสีที่ไดจะมีความบริสุทธ์ิถึง
98%
โลหะหนักชนิดอน่ื ๆ อาทเิ ชน
- นิกเกิล (Ni) มีจุดหลอมเหลวที่ 1,455 °C มีความเหนียว ขัดข้ึนมันได มีสมบัติ
ทนทานตอการคืบ (Creep) และมีความแข็งแรง (Strength) ท่ีอุณหภูมิสูง ทนตอการกัดกรอน
มักเปนที่รูจักในอุตสาหกรรมเคร่ืองจักรวาเปนโลหะกลุมซูเปอรอัลลอย ใชเปนธาตุผสมที่สําคัญ
เพื่อชวยเพ่ิมเสถียรภาพของโครงสรางในเหล็กกลาไรสนิม ทําใหไมเกิดความเปนแมเหล็ก จึง
นิยมใชทําเฟองนาฬิกา และชิ้นสวนทางอิเล็กทรอนิกส เปนตน ซึ่งผลิตภัณฑท่ีไดจากนิกเกิลจะ
มีราคาสงู เทียบเทา กับไทเทเนยี ม
- ดบี กุ (Sn) จดุ หลอมเหลวตํ่าที่ 232 °C เนื้อโลหะออน สามารถรีดเปนแผนไดงาย มี
ความล่ืน ทนตอการกัดกรอนในสภาพบรรยากาศปกติ ไมเปนพิษ จึงมักนํามาเคลือบกระปอง
บรรจุอาหาร หรอื ผลิตภณั ฑแ ผนเคลือบดีบุก (Tin plate) นอกจากน้ยี งั ใชทําโลหะบัดกรี และใช
เปนธาตุผสมเพ่ือชวยเพ่ิมสมบัติเฉพาะใหกับโลหะชนิดอ่ืน เชน ผสมกับทองแดงผสม หรือ
บรอนซ ชว ยใหขน้ึ รปู ไดงายขึ้น
46 การผลติ โลหะ
- โครเมียม (Cr) มีจุดหลอมเหลวที่ 1,900 °C มีความแข็งแตเปราะ ทนตอการกัด
กรอน มีลักษณะมันวาว ใชเปนธาตุผสมในเหล็กเกิดเปนเหล็กกลาไรสนิมหรือเหล็กกลาผสม
และใชชบุ เคลอื บผวิ ทําใหสามารถใชงานไดดที ่อี ุณหภมู สิ งู
- แมงกานีส (Mn) มีจุดหลอมเหลวท่ี 1,250 °C มีสมบัติคลายนิกเกิล แข็งแตเปราะ
ใชเปนธาตุผสมหลักในเหล็กกลาและเหลก็ หลอ กลมุ ทนการเสียดสี
- โลหะพิเศษ (Unusual metals) เปนโลหะทีม่ สี มบัติพเิ ศษ มีจุดหลอมเหลวที่สูงมาก
มีสมบัติตานทานการกัดกรอน สามารถนําไปผสมเพ่ือเพ่ิมสมบัติเชิงกลใหกับโลหะชนิดอ่ืนได
โลหะเหลานี้ ไดแก ฮาฟเนียม (Hafnium) ทอเรียม (Thorium) เบริลเลียม (Berylium)
รีเนียม (Rhenium) และเซอรโคเนียม (Zirconium) โดยทั่วไปมักจะถูกใชงานในเครื่อง
ปฏิกรณปรมาณู การทาํ จรวด นิวเคลียร และอปุ กรณอิเลก็ ทรอนิกส
2.4.2 การผลิตโลหะเบา (Light metals)
ก. อะลูมิเนียม (Al) เปนโลหะท่ีทนตอการกัดกรอน มีนํ้าหนักเบา เม่ือเทียบกับเหล็ก
มีคานอ ยกวา ประมาณ 3 เทา นําไฟฟาไดดี มีความเหนียว หลอมงาย ไมมีพิษ มีจุดหลอมเหลว
ตํ่าที่ 660 °C แตข้ึนรูปไดยาก อะลูมิเนียมบริสุทธ์ิจะมีสมบัติเชิงกลต่ํามาก ดังน้ันในการใชงาน
จงึ มักนยิ มนํามาผสมกับโลหะชนิดอื่น ๆ เชน อะลมู เิ นียมอลั ลอย ใชทําชิ้นสวนของเครื่องจักรกล
ลอ แมกซ สายไฟแรงสงู ภาชนะหุงตม และวัสดุหอของ (Aluminium foil) เปน ตน
รูปท่ี 2.19 แรบ อกไซต (Bauxite) (คดั มาจาก http://geology.com)
โดยทั่วไป แรท่ีใชในการถลุงจะอยูในรูปของสารประกอบออกไซด ซึ่งแรที่นิยมนํามาใช
ถลุงมากท่ีสุดคือ แรบอกไซต (Bauxite) ดังแสดงในรูปท่ี 2.19 ซ่ึงมีสูตรทางเคมีวา Al2O3 และ
เน่ืองจากออกไซดของอะลูมิเนียม (อะลูมินา) มีจุดหลอมเหลวสูงถึง 2,048 °C จึงไมสามารถ
หลอมแรดวยเตาหลอมแรเหล็กแบบปกติได ดังนน้ั กรรมวิธที นี่ ยิ มใชใ นการแยกอะลูมินาออกจาก
การผลติ โลหะ 47
แรบอกไซต ไดแก กรรมวิธีเบเยอร (Bayer process) ซึ่งถูกคิดคนโดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ
คารล โจเซฟ เบเยอร
กรรมวธิ ีการถลุงแรบ อกไซตเร่มิ จากนาํ แรท่ไี ดม าโดยวธิ ีการเปดปากเหมือง (Open pit)
มาบดใหละเอียด ลางใหสะอาด แลวนํามาทําใหแหง จากน้ันนําแรท่ีแหงละเอียดใสลงไปในถังที่
บรรจสุ ารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด ภายใตอุณหภูมิและความดันท่ีสูงกวาจุดเดือด สารละลาย
จะทําปฏิกิริยากับแรจนกลายเปนสารละลายโซเดียมอะลูมิเนต หลังจากปฏิกิริยาสมบูรณแลว
ความดันจะถูกลดลง กากโลหะซ่ึงไดแก เหล็ก ซิลิกอน ไทเทเนียม และสารมลทินอื่น ๆ จะถูก
ดันออกจากถังผานตัวกรองแลวปลอยท้ิงไป สารละลายโซเดียมอะลูมิเนตจะถูกดูดไปยังถัง
ตกตะกอน
ในถงั ตกตะกอนจะมีการเติมผลึกละเอียดของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซดใหไหลเวียนอยาง
ตอเน่ือง สารละลายโซเดียมอะลูมิเนตจะทําใหขนาดผลึกของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซดใหญข้ึน
จนกระท่ังสามารถแยกออกจากสารละลายไดโดยวิธีการกรอง จากนั้นจึงนํามาเผาใหไดเปน
อะลูมินาบริสุทธิ์ ซึ่งมีลักษณะเปนผงสีขาว ในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูงกวา 980 °C อะลูมินา
บริสุทธ์ิจะถูกนําไปหลอมละลายจนกลายเปนโลหะอะลูมิเนียม อีกกรรมวิธีหน่ึงซ่ึงทําใหไดโลหะ
อะลูมเิ นยี มจากอะลมู ินาคอื กรรมวิธีแยกสารประกอบทางเคมีดว ยไฟฟา ซึง่ แสดงดังรูปท่ี 2.20
รูปท่ี 2.20 กรรมวิธแี ยกอะลูมเิ นยี มออกจากอะลูมินา (บุญธรรม, 2553)
ข. แมกนีเซียม (Mg) เปนโลหะที่มีน้ําหนักเบาท่ีสุดในจําพวกโลหะท้ังหมด มีจุด
หลอมเหลวต่ําที่ 650 °C แมกนีเซียมบริสุทธ์ิจะมีความออน โดยท่ัวไปมีสมบัติเชิงกลที่สูงกวา
อะลูมิเนียม แตมีขอจํากัดในการใชงานที่อุณหภูมิสูง เน่ืองจากเปนธาตุที่ลุกติดไฟไดงาย ใชทํา
ดอกไมไฟ พลุ และหลอดไฟชนิดวาบ (Flash bulb) เปนตน ธาตุแมกนีเซียมพบไดท้ังในนํ้า
ทะเลและในสนิ แรตาง ๆ เชน แรโดโลไมต แรแมกนีไซต และแรคารนัลไลต ดังแสดงในรูป 2.21
48 การผลิตโลหะ
แมกนีเซียมเปนธาตุผสมสําคัญ ซ่ึงจะเปนตัวกําหนดความกลมของเม็ดกราไฟตในการผลิต
เหล็กหลอเหนียวหรือเหล็กหลอกราไฟตกลม ดังนั้นแมกนีเซียมอัลลอยจึงพบเห็นไดท่ัวไปใน
ชน้ิ สวนของเคร่อื งจักรกล
(ก) (ข) (ค)
รูปท่ี 2.21 (ก) แรโ ดโลไมต (Dolomite) (ข) แรแ มกนไี ซต (Magnesite) และ (ค) แรค าร
นลั ไลต (Carnallite) (คัดมาจาก http://geology.com และ http://en.wikipedia.org)
แมกนีเซียมสามารถผลิตไดจากวิธีการแยกสารประกอบทางเคมีดวยไฟฟา ซึ่งใช
สารละลายแมกนีเซียมคลอไรดเปนสารละลายตัวนําไฟฟา (Electrolyte) โดยสารละลาย
แมกนีเซียมคลอไรดที่ใชจะไดมาจากนํ้าทะเลท่ีมีแมกนีเซียมประมาณ 1,300 ppm กรรมวิธีการ
ผลิตแมกนีเซียมจากนํ้าทะเล แสดงดังรูปที่ 2.22 โดยนํานํ้าทะเลมาผสมรวมกับปูนขาวซ่ึงไดมา
จากการเผาเปลือกหอยในเตาที่มีอุณหภูมิประมาณ 1,320 °C เมื่อปูนขาวทําปฏิกิริยากับนํ้า
ทะเลจะไดสารแมกนีเซียมไฮเดรตที่มีความเขมขนประมาณ 12% ตกตะกอนที่กนถัง ซ่ึง
แมกนีเซียมไฮเดรตจะถูกเปล่ียนเปนแมกนีเซียมคลอไรด โดยการเติมกรดไฮโดรคลอริก กาซ
คลอรีนและและสารละลายคลอไรดจะระเหยไปกับน้ํา จากน้ันนําแมกนีเซียมคลอไรดผานชุด
กรองและอุปกรณทาํ แหง จะไดแ มกนีเซยี มคลอไรดท ่มี ีความเขมขน 68% ซึ่งจะถูกนําไปเทลงใน
ถังที่มีสารละลายตัวนําไฟฟาบรรจุอยูที่อุณหภูมิประมาณ 700 °C โดยมีแทงแกรไฟตเปน
ข้ัวแอโนด (Anode) และตัวถังเปนข้ัวแคโทด (Cathode) ผานไฟฟาตรง 60,000 แอมแปร ทํา
ใหเกิดกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) จะไดโลหะแมกนีเซียมลอยขึ้นสูสวนบนของ
ถัง สวนกาซคลอรีนที่ไดจะนําไปใชในการเปลี่ยนแมกนีเซียมไฮเดรตเปนแมกนีเซียมคลอไรด
ตอไป โดยกรรมวธิ ีนีส้ ามารถเปลย่ี นนํ้าทะเลมาเปนโลหะแมกนีเซียมไดประมาณ 90%
ค. ไทเทเนียม (Ti) มีจุดหลอมเหลวท่ี 1,800 °C มีความแข็งแรง (Strength) และ
ความแข็งแกรง (Stiffness) สูงกวาอะลูมิเนียมแตต่ํากวาเหล็ก ทนความรอนไดดี สามารถคง
ความแข็งแรงไดท่ีอุณหภูมิ 315 °C และเปนธาตุผสมที่สําคัญในการเพิ่มความแข็งแกรงใหกับ
การผลติ โลหะ 49
โลหะชนิดอ่ืน มักนําไปใชทําเปนสวนประกอบของเคร่ืองยนตไอพน ยานอวกาศ และแผนกัน
ความรอ น เปน ตน
รูปท่ี 2.22 กรรมวิธกี ารผลติ แมกนเี ซียมจากน้ําทะเล (บุญธรรม, 2553)
รปู ท่ี 2.23 รไู ทล (TiO2) (คดั มาจาก http://geology.com)
50 การผลติ โลหะ
ไทเทเนียมผลิตไดจากแรรูไทล (รูปที่ 2.23) ซ่ึงมีโลหะไทเทเนียมประมาณ 98-99%
และแรอิลเมไนต (Ilmenite) ผสมรวมกับเหล็กและออกไซดของไทเทเนียม (FeTiO3) เมื่อเติม
กาซคลอรีนเขาไป ไทเทเนียมซ่ึงอยูในรูปของสารประกอบออกไซดจะกลายเปนไทเทเนียม
เททราคลอไรด (TiCl4) นาํ มาผสมกับแมกนีเซียมในหอ งท่มี ีกา ซฮีเลยี มบรรจุอยู เม่ือไทเทเนียม
เททราคลอไรดทําปฏิกิริยากับแมกนีเซียมจะไดแมกนีเซียมคลอไรด (MgCl2) และผงโลหะ
ไทเทเนียม แมกนีเซียมที่เหลือจะถูกลางออกดวยกรดไฮโดรคลอริก และจะถูกนําไปแยกเปน
แมกนเี ซยี มและกา ซคลอรีนดวยกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสเพ่ือนําไปใชงานตอไป สวนผงโลหะ
ไทเทเนียมจะถกู นาํ ไปหลอมในหนวยสุญญากาศและเตมิ ธาตุผสมตา ง ๆ จากน้ันจึงนําไปหลอใน
แมแ บบ กรรมวิธีการผลติ ไทเทเนยี มแสดงดงั รูปที่ 2.24
รูปท่ี 2.24 กรรมวิธกี ารผลิตไทเทเนยี ม (ชลติ ตและคณะ, 2544)
การผลิตโลหะ 51
คาํ ถามทา ยบทท่ี 2
จงเติมคาํ ตอบลงในชองวา งใหถกู ตองสมบูรณ
1. เหลก็ ดบิ (Pig iron) ผลิตจากกรรมวธิ ีใด จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. จงบอกความแตกตางระหวางเหล็กดิบสีขาว (White pig iron) และเหล็กดิบสีเทา (Grey
pig iron) มาอยา งนอย 3 ขอ
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. ธาตุทีไ่ มพงึ ประสงคในเหลก็ ดิบมอี ะไรบาง เพราะอะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. ปริมาณธาตุคารบ อนในเหลก็ ดบิ มคี วามสําคัญอยางไร จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. วัตถุดิบที่ใสลงไปในเตาหลอมเพื่อผลิตเหล็กหลอกราไฟตกลม (Nodular cast iron) มี
อะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
6. จงอธบิ ายการทํางานของเตาคิวโปลา (Cupola furnace)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
52 การผลิตโลหะ
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
7. จงอธบิ ายการทาํ งานของเตาไฟฟา (Electric furnace)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. จงอธบิ ายการทาํ งานของเตาพนออกซิเจน (Basic-oxygen furnace)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. จงบอกความแตกตางระหวางกรรมวิธีการผลิตโดยใชเตาพนออกซิเจน (Basic-oxygen
furnace) และเตาเบสเซมเมอร (Bessemer furnace) มาอยา งนอ ย 3 ขอ
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
10. จงเลือกอธิบายกรรมวิธีการผลิตโลหะนอกจําพวกเหล็ก (Nonferrous metals) มา 1 ชนิด
และยกตัวอยางผลิตภัณฑทไ่ี ดจากกรรมวธิ ีการผลติ น้ันมาอยางนอ ย 3 ชิน้
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การผลิตโลหะ 53
เอกสารอา งองิ
ชลติ ต มธุรสมนตรี และคณะ. กระบวนการผลิต. กรุงเทพฯ: ศนู ยสง เสรมิ อาชีวะ, 2544.
บญุ ธรรม ภทั ราจารุกลุ . กรรมวิธกี ารผลติ . กรงุ เทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชัน่ , 2553.
กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม. ฮมี าไทต 2556. (ระบบ
ออนไลน) แหลง ขอมลู : http://www.dmr.go.th/main.php?filename=hematite
ความรพู ้ืนฐานทางวศิ วกรรม. เตาคิวโปลา 2551. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://engineerknowledge.blogspot.com/2008/10/cupolar.html
สถาบันสง เสริมการสอนเทคโนโลยี. แมกนีไทต 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www3.ipst.ac.th
สภาการเหมอื งแร. แรไพไรต 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.miningthai.org/detailall.asp?id=&pageno=28
สภาวศิ วกร. เหล็กหลอ 2553. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://www.coe.or.th/e_engineers/knc_detail.php?id=183
สมาคมสงเสรมิ เทคโนโลยไี ทยญป่ี ุน. ไซเดอไรด 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1818&pageid=
40&read=true&count=true
สมาคมสงเสรมิ เทคโนโลยไี ทยญปี่ ุน. ไลมอไนต 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1818&pageid=
40&read=true&count=true
สมาคมสง เสรมิ เทคโนโลยไี ทยญ่ปี ุน. เหล็กหลอ 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1818&pageid=
38&read=true&count=true
สาขาเทคโนโลยีอตุ สาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม. เหล็กหลอ 2556. (ระบบออนไลน)
แหลงขอ มูล: http://www.industrial.cmru.ac.th/Civil/wechsawan/materials/
ch06/ch06-4.htm
วชิ าวัสดุศาสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏธนบรุ .ี เตาถลงุ เหล็กดิบ 2556. (ระบบออนไลน)
แหลงขอมลู : http://dit.dru.ac.th/home/023/matrialNew/furnace.html
วิชาโลหะวทิ ยา. เหลก็ กลาผสม 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มลู :
http://sites.google.com/site/metallurgytak/helkkla-phsm-alloy-steels
Geology.com. Bauxite 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://geology.com/minerals/bauxite.shtml
54 การผลติ โลหะ
Geology.com. Chalcopyrite 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://geology.com/minerals/chalcopyrite.shtml
Geology.com. Dolomite 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มลู :
http://geology.com/minerals/dolomite.shtml
Geology.com. Magnesite 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มลู :
http://geology.com/minerals/magnesite.shtml
Geology.com. Rutile 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://geology.com/minerals/rutile.shtml
Geology.com. Uses of Lead 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://geology.com/usgs/lead/
John Betts - Fine Minerals. Sulfide Minerals 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอ มูล:
http://www.johnbetts-fineminerals.com/jhbnyc/gifs/56095.htm
LPN Plate Mill Public Co., Ltd. ความรเู กยี่ วกับเหลก็ 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มูล:
http://www.lpnpm.co.th/th/knowledge.php
Wikipedia. Reverberatory furnace 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมูล:
http://en.wikipedia.org/wiki/Reverberatory_furnace
Wikipedia. Carnallite 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมลู :
http://en.wikipedia.org/wiki/Carnallite
บทที่ 3
การหลอ โลหะ
(Foundry Processes)
หน่ึงในกระบวนการผลิตที่เกาแกที่สุดคือการหลอโลหะ ซ่ึงถูกคนพบในสมัยอียิปต
โบราณเม่ือ 4,000 ปกอนคริสตกาล ถึงแมวาจุดประสงคเร่ิมแรกของการหลอโลหะคือ เพื่อผลิต
ของใชประดับตกแตง แตตอมาเม่ือมนุษยมีทักษะในการผลิตมากขึ้น จึงไดมีการพัฒนา
กลายเปนการผลิตอาวุธเพื่อใชตอสูกับศัตรู หลังจากน้ันศาสตรของการหลอโลหะก็ไดมีการ
พัฒนาข้ึนอยางเปนลําดับ จนกระท่ังเกิดเปนศาสตรอีกหนึ่งแขนงท่ีมีการศึกษากันอยาง
กวา งขวางในปจ จุบนั นัน่ คือโลหะวทิ ยา (Metallurgy)
กรรมวิธีการหลอ โลหะคือ การนําโลหะมาใหความรอนจนกระทั่งถึงอุณหภูมิหลอมเหลว
จากน้ันเทหรือฉีดโลหะเหลวเขาแบบหลอ (Mold) หรือแมพิมพ (Die) รอใหโลหะเหลวแข็งตัว
เมอื่ โลหะแขง็ ตวั ก็จะไดช้ินงานที่มีลักษณะรูปรางตามแบบหลอหรือแมพิมพน้ัน ๆ อุปกรณท่ีพบ
เห็นไดในชีวิตประจําวันท่ีใชกรรมวิธีการหลอโลหะในการผลิตเปนชิ้นสวน ไดแก อางอาบนํ้า
อางลางมือ ทอนํ้าโสโครก (Soil pipe) อุปกรณทําความรอน และอุปกรณตาง ๆ ท่ีใชในการ
ประกอบอาหารหรือเตรียมอาหาร (Cooking utensils) เปนตน ในปจจุบันกรรมวิธีการหลอ
โลหะถูกนํามาใชในการผลิตชิ้นงานในงานอุตสาหกรรมตาง ๆ มากมาย ซึ่งแตละประเภทการ
ผลิตจะมีกรรมวิธีที่แตกตางกันไป เชน งานหลอช้ินสวนโลหะของรถยนตที่สามารถผลิตไดคร้ัง
ละมาก ๆ และมีความเที่ยงตรงสูง และงานหลอเคร่ืองประดับท่ีมีขนาดเล็ก รูปรางซับซอน และ
มีจํานวนการผลิตนอย เปนตน ซึ่งกรรมวิธีการหลอโลหะท่ีจะเลือกใชนั้น ควรคํานึงถึงชนิดของ
โลหะ ขนาด รูปราง ความซบั ซอนของชิ้นงาน กําลังการผลิต และความคุมคาทางเศรษฐศาสตร
ดงั นั้นในบทนีจ้ ะกลา วถงึ กรรมวธิ ีการหลอโลหะแบบตา ง ๆ ทง้ั หมด 11 วธิ ี ดังน้ี
3.1 การหลอในแบบหลอ ทราย (Sand casting)
3.1.1 ชนดิ ของทรายหลอ
สมบัติหน่ึงที่สําคัญโลหะเหลวในการหลอในแบบหลอทรายคือ โลหะเหลวจะไมซึมเขา
ไปในทรายทใี่ ชทาํ แบบหลอ ทรายท่ีใชในการทําแบบหลอ (ทรายหลอ) สามารถแบงออกไดเปน
2 ชนิดคือ ทรายธรรมชาติและทรายสงั เคราะห
56 การหลอโลหะ
ก. ทรายธรรมชาติ (Natural sand) เปนทรายที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ มีท้ังทราย
บกและทรายแมน ํ้า ซ่ึงบางชนดิ สามารถนาํ มาใชงานไดเ ลย แตบางชนิดตองนํามาบดหรือรอนให
ไดขนาด แลว ลางใหส ะอาดกอ นนาํ ไปใชง าน จากนน้ั จงึ ผสมดนิ เหนียวประมาณ 15-20% และน้ํา
เพือ่ ใหเ ปน เสมอื นกาวผสานสว นผสมใหเขา กัน นอกจากน้ีการผสมผงถานหินหรือผงกราไฟตลง
ไปประมาณ 1% จะชว ยใหผ วิ งานหลอ มีความละเอียดและสามารถถอดแบบออกไดงายข้ึน ทราย
ธรรมชาติทนความรอนไดประมาณ 1,400-1,500 °C เหมาะสําหรับหลอโลหะจําพวกเหล็ก และ
นอกจําพวกเหลก็ เชน อะลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง และบรอนซ เปนตน
ข. ทรายสังเคราะห (Synthetic sand) เปนทรายที่ตองเติมสวนผสมทางเคมีหรือตัว
ผสานลงไปกอนนําไปใชงาน ทรายสังเคราะหไดจากการผสมทรายแกวที่มีซิลิกามากกวา 95%
ดวยเบนโทไนต (Bentonite) 4-5% หรืออาจใชตัวผสานพิเศษอ่ืน ๆ เติมลงไป เชน นํ้าแกว
(Water glass) เรซิน (Resin) และซีเมนต (Cement) เปนตน ทรายสังเคราะหเหมาะสําหรับ
นํามาใชหลอโลหะทุกชนิด เนื่องจากมีความแข็งแรงสูงและทนความรอนไดสูงกวาทราย
ธรรมชาติ แตการเติมตัวผสานพิเศษมากเกินไปทําใหเกิดผลเสียข้ึนได ดังน้ันทรายหลอท่ีดีควร
มีสมบัติดังตอไปน้ี
- สามารถนํามาข้ึนรูปทําแบบหลอไดงายและสะดวก มีความแข็งแรงในขณะเทโลหะ
เหลว และไมเ กิดความเสยี หายในขณะหลอทัง้ ท่อี ณุ หภูมิหอ งและอุณหภูมิสงู ๆ
- สามารถใหอากาศหรือกาซไหลผานไดสะดวก เพราะถาอากาศหรือกาซไมสามารถ
ไหลผา นออกไดเ รว็ พอในขณะเทโลหะเหลว อาจทาํ ใหแ บบหลอแตกหรือเกิดรูพรนุ ในชน้ิ งานได
- เม็ดทรายตองมขี นาดที่เหมาะสม
- สามารถทนความรอนจากโลหะเหลวที่อุณหภูมขิ ณะเทหลอ ประมาณ 1,500-1,550 °C
- ตัวผสานพเิ ศษทเ่ี ตมิ ลงไปเพ่ือเพ่มิ สมบตั ิของทรายหลอ จะตองไมท ําปฏิกิริยาทางเคมี
กบั โลหะเหลว
- สามารถนํากลบั มาใชงานไดอกี หลายครงั้
- มรี าคาถกู และหาไดง าย
(ก) (ข) (ค)
รูปที่ 3.1 กระสวนลกั ษณะตา ง ๆ (ก) กระสวนชนิ้ เดยี ว (ข) กระสวนแยกชิ้น และ
(ค) กระสวนครง่ึ ของจรงิ (ชลติ ตและคณะ, 2544)
การหลอ โลหะ 57
3.1.2 กระสวน (Pattern)
กระสวน คือชิ้นงานตนแบบท่ีถูกสรางข้ึนเพ่ือใชเปนแมแบบของช้ินงานหลอ มีหลาย
ลักษณะ ดังแสดงในรูปที่ 3.1 เชน กระสวนช้ินเดียว (Single piece pattern) กระสวนแยกช้ิน
(Split pattern) และกระสวนคร่ึงของจริง (Half pattern) เปนตน โดยที่วัสดุที่ใชทํากระสวนมี
หลายชนิด ไดแก
ก. กระสวนไม เปนวัสดุที่หางาย มีราคาถูก ตกแตงขึ้นรูปไดงาย จึงนิยมนํามาใชเปน
วัสดุทํากระสวนมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความทนทาน ไมเสียรูปงาย แตอาจมีการเปลี่ยนแปลง
ขนาดตามความชืน้ เล็กนอย ซึ่งสามารถปองกันไดโดยการทาเชลแล็ก (Shellac) หรือแลกเกอร
(Lacquer) ลงบนกระสวน ไมท่นี ยิ มนาํ มาใชท ํากระสวน ไดแก ไมสัก ไมสน และไมมะฮอกกานี
เปน ตน
ข. กระสวนโลหะ มีความเท่ียงตรง แข็งแรง ทนทาน และทนการเสียดสีดีกวากระสวน
ไม โลหะที่นํามาใชทํากระสวน ไดแก เหล็กกลา เหล็กหลอ อะลูมิเนียม และโลหะผสม เปนตน
โดยการเลือกใชจะตองคํานึงถึงความทนตอการกัดกรอน ตกแตงข้ึนรูปไดงาย มีความทนทาน
และราคาถูก
ค. กระสวนพลาสติก มีนํ้าหนักเบา ไมดูดซับความช้ืน สามารถตกแตงขึ้นรูปไดงาย
กวาโลหะ แตมีความแข็งแรงตํ่ากวา มีราคาถูก พลาสติกท่ีนิยมนํามาใชทํากระสวนคือ อีพอกซี
(Epoxy) ซ่ึงอยูในรูปของเหลว หากจะนํามาใชงานจะตองผสมสารทําใหแข็ง (Hardener) กอน
นาํ ไปเทหรือฉดี ในแบบหลอกระสวน
ง. กระสวนข้ีผึ้ง ใชในกรรมวิธีการหลอแบบอินเวสทเมนทหรือการหลอแบบขี้ผ้ึงหาย
(Investment casting) ซึ่งเปนงานที่ตองการช้ินงานหลอที่มีความประณีต รูปรางซับซอน เชน
งานหลอเคร่ืองประดับและงานหลอพระพุทธรูป เปนตน กระสวนขี้ผึ้งทําไดโดยการหลอข้ีผ้ึง
เหลวลงในแมพิมพยาง ซ่ึงขี้ผ้ึงท่ีนําใชหลออาจนําไปผสมยางสังเคราะหและสารประกอบบาง
ชนิดกอน เพื่อใหส ามารถข้นึ รปู ไดงายขน้ึ
จ. กระสวนปูนปลาสเตอร หรือกระสวนทที่ าํ จากยปิ ซัม จะมีผิวเรียบ มีความตานทาน
การอดั ดี เหมาะสําหรับงานทต่ี อ งการความละเอียดสูง
ฉ. กระสวนโฟม ใชในกรรมวิธีการหลอแบบโฟมหาย (Lost foam process) โฟมที่ใช
ไดแก โพลีสไตรีน (Polystyrene) และโพลีเอทิลีน (Polyethylene) เปนตน เน่ืองจากสามารถ
ตัดแตงขึ้นรูปไดงาย กระสวนโฟมเปนกระสวนแบบชิ้นเดียวที่มีรูปรางและขนาดเหมือนกับ
ชน้ิ งาน ซ่ึงโลหะเหลวจะเขาไปละลายและแทนท่ีกระสวนโฟมขณะทาํ การหลอ แบบช้ินงาน
การเลือกวัสดุเพื่อใชทํากระสวนควรพิจารณาในดานปริมาณช้ินงานท่ีจะผลิต ความ
เที่ยงตรงของกระสวน ขนาดและสมบัติของวัสดุที่ใชทํากระสวน นอกจากน้ี ในการออกแบบ
กระสวน ผูออกแบบจะตองคํานึงถึงชนิดของโลหะที่จะนํามาหลอ ขนาด และรูปรางของชิ้นงาน
58 การหลอโลหะ
หลอ และเน่ืองจากโลหะแตละชนิดในขณะแข็งตัวมีระยะหดตัวในทิศทางตาง ๆ ไมเทากัน
ดังนน้ั กระสวนทใ่ี ชจะตองมกี ารกําหนดขนาดเผ่อื หดโดยพิจารณาจากโลหะท่ีนํามาหลอ ดังแสดง
ในตารางที่ 3.1
นอกจากกระสวนตองออกแบบเพื่อเผื่อการหดตัวแลวของช้ินงานหลอแลว ยังตอง
คาํ นงึ ถึงการเผอ่ื การตกแตงชน้ิ งาน และการเผอ่ื ความลาดเอยี งของช้นิ งานในแนวที่ถอดกระสวน
ออก เพ่อื ชวยในการถอดกระสวนออกจากแบบไดงายขนึ้ ดังแสดงในรปู ที่ 3.2
รูปท่ี 3.2 วธิ ีการถอดกระสวนออกจากแบบหลอทราย (ชลิตตและคณะ, 2544)
ตารางท่ี 3.1 ขนาดเผ่อื หดสาํ หรบั วสั ดุงานหลอ ชนิดตาง ๆ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
ขนาดเผื่อหด (นิ้ว) วัสดุท่นี าํ มาทําการหลอ
0.008 เหลก็ หลอ เหล็กเหนยี วหลอ บาง ๆ
0.009 เหล็กหลอ เหลก็ เหนยี วหลอ ที่หดตวั มาก
0.010 เหลก็ หลอ เหล็กเหนียวหลอทห่ี ดตวั มาก และอะลมู ิเนยี ม
0.012 อะลมู ิเนียม บรอนซ เหลก็ เหนียวหลอบาง ๆ
0.014 ทองเหลืองทนความเคนแรงดึงสูง เหลก็ เหนียวหลอ ปานกลาง
0.016 เหล็กเหนียวหลอ หนา
0.020 เหลก็ เหนียวหลอ ขนาดใหญ
0.025 เหลก็ เหนียวหลอ ขนาดใหญและหนา
3.1.3 สว นประกอบแบบหลอ ทราย
การทําแบบหลอมีหลายวิธี ในบทน้ีจะกลาวถึงแบบหลอทรายที่เรียกวา Green sand
mold เน่ืองจากวิธีนี้เปนที่นิยมใชมากที่สุด วิธีการคือการเททรายหลอลงไปในกลองไม แลว
การหลอ โลหะ 59
กระทุงใหทรายอัดแนนกับกระสวน หรือจะใชทรายเปนแกนกลางก็ได ซ่ึงแบบหลอประกอบไป
ดวยสว นตาง ๆ ดังแสดงในรูปที่ 3.3 คอื
ก. แองเท (Basin หรือ Pouring cup) มีรูปรางคลายถวยหรือกรวย อยูเหนือรูเท
ความสูงของแองควรอยูที่ประมาณ 5-6 เทาของเสนผานศูนยกลางรูเท ถาแองเทมีขนาดเล็ก
กวา รเู ทและโพรงของแบบหลอแลว ทาํ ใหโลหะเหลวไหลไมสะดวกเนื่องจากมีความฝดท่ีผนังทอ
มาก จงึ ตองเตมิ โลหะเหลวลงแอง เทหลายครั้งจงึ จะเต็มแบบหลอ ซง่ึ ทาํ ใหเสียเวลาในการผลิต
ข. รูเท (Sprue) เปนรูท่ีใหโลหะเหลวไหลลงสูแบบหลอ รูเทมีลักษณะตรง อยูใน
แนวตง้ั เปน รปู ทรงกระบอกเรยี วเพ่อื ใหโ ลหะเหลวสามารถไหลเขาสูแบบหลอไดงา ย
ค. รูวิ่ง (Runner) สวนมากมีหนาตัดเปนรูปสี่เหล่ียมคางหมูหรือครึ่งวงกลม รูว่ิงท่ีมี
ขนาดใหญจะทําใหโ ลหะเหลวไหลไดสะดวก แตถาใหญเกินไปจะทําใหสิ้นเปลืองโลหะเหลวมาก
และโลหะแข็งตัวชา เกดิ ขนาดเกรนใหญและหยาบ
ง. รูเขา (Gate) มีขนาดเล็กกวารูว่ิง หนาตัดเปนไดทั้งรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ส่ีเหลี่ยม
คางหมู หรือคร่ึงวงกลม ลักษณะของรูเขามักจะคอดเล็กลงกอนถึงโพรง แลวจึงขยายข้ึนเมื่อถึง
โพรงแบบหลอ
จ. รูลน (Riser) เปนรูที่ใหโลหะเหลวไหลลนออกมา เพื่อทดแทนการหดตัวของโลหะ
เหลวขณะแข็งตัว อาจเปนชองที่อยูดานขางระดับเดียวกับแบบหลอ (Side riser) หรืออยู
ดานบนแบบหลอ (Top riser) ก็ได มีลักษณะเปนรูปทรงกระบอก มักทําไวอยูบนสวนท่ีหนา
ทสี่ ดุ ของช้ินงานโลหะหลอ รลู นทใ่ี หญเ กินไปจะทําใหสน้ิ เปลืองโลหะเหลว แตถาเล็กเกินไปจะทํา
ใหเ กิดโพรงในช้นิ งานเนอ่ื งจากการหดตัวของโลหะเหลวขณะแขง็ ตวั
รูปท่ี 3.3 สวนประกอบตา ง ๆ ของแบบหลอ ทราย (ชลิตตและคณะ, 2544)
60 การหลอ โลหะ
3.1.4 วธิ ีการทําแบบหลอทราย
แบบหลอทรายปกติจะมีหีบหลออยู 2 สวนคือ หีบหลอสวนบน (Cope) และหีบหลอ
สวนลาง (Drag) โดยมสี ลกั ทําหนาทย่ี ึดหบี ท้ังสองใหติดกัน กระสวนที่ใชกับแบบหลอทรายเปน
กระสวนแบบแยกชิ้นได แบบหลอทรายสามารถทําดวยมือ ซ่ึงเหมาะกับการผลิตชิ้นงานท่ีมี
ปริมาณนอย รปู รา งซับซอ น วธิ กี ารทําแบบหลอทรายดวยมือ โดยใชทรายเปยก (Green sand)
ซ่ึงเปนทรายตามธรรมชาติ มขี นั้ ตอนดงั น้ี
1) นาํ แผนไม (Plate) วางบนพน้ื ท่ีมผี วิ เรยี บ สะอาด และแหง
2) วางหีบสําหรับแบบสวนลางลงบนแผนไม และวางกระสวนซีกแรกลงตรง
กลางหบี โดยทห่ี ีบหลอจะตอ งมีขนาดใหญก วา กระสวนและมีขนาดความหนาของทรายหลอรอบ
กระสวนไมน อยกวา 3-5 เซนตเิ มตร
3) เททรายละเอียดหรือทรายผิวหนา (Surface sand) ลงไปในหีบใหคลุม
ผิวหนากระสวน โดยใหมีความหนาประมาณ 3 เซนตเิ มตร ดังรปู ที่ 3.4
ทรายยนั หลงั
ทรายผวิ หนา้
แผน่ ไมร้ องแบบ
รูปท่ี 3.4 การเททรายผิวหนาลงบนกระสวน (ชลติ ตและคณะ, 2544)
4) เททรายหลอ ที่เตรียมไวลงบนทรายผิวหนา แลวกระทุงดวยเครื่องมือกระทุง
หรอื กดอดั ดว ยมือ เพ่อื อัดทรายหลอ ใหแ นนเต็มหีบ แลว ปาดผวิ ใหเรยี บ ดงั รูปท่ี 3.5
หีบหล่อส่วนล่าง
รปู ท่ี 3.5 การกดอดั ทรายหลอ ใหแ นนเต็มหบี หลอ สวนลาง (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
การหลอโลหะ 61
5) พลิกกลับดานหีบหลอ โดยนําสวนลางหงายข้ึนดานบน แลวนํากระสวนอีก
ซีกหนึ่งมาประกบลงบนกระสวนซีกแรก ดังรูปที่ 3.6 จากน้ันจึงวางหีบสวนบนทับหีบสวนลาง
ครอบกระสวนไว
กระสวนชินบน ทรายรอยผา่
กระสวนชินล่าง
รูปที่ 3.6 การวางกระสวนช้ินบน (ชลติ ตและคณะ, 2544)
6) วางกระสวนรูเทและกระสวนรูลน แลวเททรายผิวหนาและทรายหลอลงใน
หีบหลอใหเต็ม ดังรูปที่ 3.7 จากน้ันกระทุงทรายใหพอแนน และยกแบบหลอสวนบนออกจาก
แบบหลอสว นลา งเพื่อนาํ กระสวนออกจากแบบหลอ ดงั รูปที่ 3.8
กระสวนรูลน้ กระสวนรูเท
รูปที่ 3.7 การวางกระสวนรูเทและกระสวนรลู น (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
รปู ท่ี 3.8 การถอดแบบหลอ สว นบนเพอื่ นํากระสวนออกแบบหลอ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
62 การหลอโลหะ
7) ทํารูวิ่งและรูเขา จากนั้นวางไสแบบลงในโพรงของแบบ จากน้ันประกบแบบ
หลอสว นบนและสวนลางเขา ดว ยกนั ดงั รปู ท่ี 3.9
รปู ท่ี 3.9 การประกบแบบหลอสวนบนและสว นลางเขาดวยกนั (ชลิตตและคณะ, 2544)
3.2 การหลอ ในแบบหลอ เปลอื ก (Shell-mold casting)
การหลอแบบเปลือกเปนกรรมวิธีการหลอที่พัฒนาข้ึนเพื่อใหสามารถหลอโลหะไดอยาง
รวดเร็วและมีความแมนยําสูง แบบหลอท่ีใชทําจากโลหะ (Metal mold) จึงไดช้ินงานหลอท่ีมี
ผิวเรียบ โดยไมตองใชเครื่องจักรในการตกแตงผิวชิ้นงาน นิยมใชกับช้ินงานหลอจําพวก
เหลก็ หลอ ทองแดงผสม และอะลูมิเนียม ซ่ึงวิธีการสรางแบบหลอเปลือก (รูปท่ี 3.10) มีข้ันตอน
ดังนี้
1) นําทรายซิลิกามาผสมกับฟโนลิกเรซิน (Phenolic resin) แลวเทลงไปในหีบ
เท (Dump box) จากน้ันนํากระสวนโลหะไปเผาใหรอนจนถึงอุณหภูมิประมาณ 200-250 °C
แลว พน ดว ยสารละลายซิลโิ คน (Silicone) ลงบนกระสวนรอนเพ่ือชวยใหสามารถถอดแบบหลอ
ไดงาย นาํ กระสวนมายดึ ติดบนหบี เทใหแนนเพือ่ ทําเปนฝาหีบเท
2) จับหีบเทพลิกกลับจากบนลงลาง เพ่ือใหทรายท่ีเตรียมไวคลุมกระสวนรอน
โดยใชเวลาประมาณ 2-3 วินาที หรือตามความเหมาะสม จนกระท่ังเรซินท่ีผสมกับทรายหลอม
ละลายเกาะตดิ กบั กระสวน
3) พลิกหีบกลับสูตําแหนงเดิม ทรายท่ีไมเกาะติดกระสวนจะตกลงสูกนหีบเท
ตามเดิม สวนทรายผสมเรซินท่ีหลอมละลายเกาะติดกับกระสวนจะมีความหนาประมาณ 5-7
มิลลเิ มตร ทาํ ซํ้าในข้นั ตอนที่ 1-3 จนกระท่ังไดแ บบหลอ เปลือกจาํ นวน 2 ชิ้น
4) นํากระสวนที่มีเปลือกติดอยูใสในเตาอบท่ีมีอุณหภูมิประมาณ 200-300 °C
ประมาณ 2-3 นาที จะทําใหเปลือกแข็งขึ้น เนื่องจากเรซินหลอมละลายเขากับทรายจนเกาะติด
แนน
5) นํากระสวนที่มีเปลือกแข็งติดอยูออกจากเตา และแกะแบบหลอเปลือกออก
จากกระสวน
การหลอ โลหะ 63
6) นําแบบหลอเปลือกท้ัง 2 ช้ิน ประกบเขาดวยกันดวยตัวยึด (Clamp) แลว
นําไปใสไวในหีบหลอ จากน้ันเททรายหยาบหรือเม็ดเหล็กเหนียว (Metal shot) ลงไปในหีบ
หลอ บรเิ วณรอบ ๆ เปลอื กจนแนน จะไดแบบหลอเปลือกทเี่ สรจ็ ส้นิ สมบรู ณ
7) นําโลหะเหลวเทลงไปในแบบหลอเปลือก รอจนแข็งตัว เม่ือถอดแบบหลอ
ออกจะไดช น้ิ งานหลอ ตามแบบหลอ ท่ีตอ งการ
อีกวิธีการหนึ่งท่ีมีลักษณะการสรางแบบหลอที่คลายกับแบบหลอเปลือกคือ การหลอ
แบบหีบรอน (Hot box method) โดยใชแ บบหลอ ฟูราน (Furan mold) ซงึ่ ไดจากการนําทราย
เปยก (Green sand) มาผสมกับฟูรานเรซิน (Furan resin) และใสกรดฟอสฟอริกเพ่ือชวยเรง
ปฏิกิริยาใหทรายแข็งตัว จากน้ันนําทรายท่ีผสมแลวเปาเขาไปในหีบโลหะที่รอนประมาณ 200-
250 °C ทรายทถ่ี ูกเปา เขาไปจะเกาะตวั ในหีบหลอ ท่ีรอนและแข็งตวั ทันที
รูปท่ี 3.10 ข้ันตอนการหลอ ในแบบหลอ เปลอื ก (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
3.3 การหลอในแบบหลอสุญญากาศ (Vacuum-mold casting)
แบบหลอที่ใชทํามาจากทราย แตไมผสมนํ้าและตัวผสานเคมี เน่ืองจากความชื้นจะมี
ผลกระทบตอช้นิ งานหลอ ดังนน้ั ทรายหลอจากวธิ ีการนี้จงึ สามารถนํากลับมาใชใหมได แบบหลอ
ชนดิ นีส้ ามารถทําดวยมือเชน เดียวกับแบบหลอทราย ซ่ึงวิธีการสรางแบบหลอสุญญากาศ (รูปท่ี
3.11) มขี ้นั ตอนดังนี้
64 การหลอ โลหะ
1) คลมุ กระสวนดว ยแผน พลาสตกิ ที่ผา นการอบดว ยความรอนจนน่ิม กระสวนท่ี
ใชใ นกรรมวธิ ีนี้จะมีการเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อใหส ามารถดูดอากาศที่อยรู ะหวางพลาสติกและกระสวน
ออกได ดูดอากาศออกจนพลาสตกิ แนบติดกับกระสวน
2) นําหบี หลอ มาครอบกระสวน ใสทรายเขา ไปจนเต็ม แลวทาํ แอง เทและรูเท
3) นําแผนพลาสติกมาคลุมทับทรายไวอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นดูดอากาศออกให
แผนพลาสติกแนบกับทราย และดูดอากาศท่ีแทรกระหวางเม็ดทรายออกเพื่อทําใหทรายยึด
ติดกันจนแนน และแขง็ แรง
4) คอย ๆ ยกหีบหลอออกจากกระสวน จะไดแบบหลอครึ่งแบบ และทําซ้ําใน
ข้ันตอนท่ี 1-3 กจ็ ะไดแ บบหลอคร่ึงท่เี หลือ
5) นําหีบหลอทั้ง 2 ช้ินมาประกบกันแลวยึดใหแนน นําโลหะเหลวเทลงไปใน
แบบหลอ รอจนแข็งตัว เมื่อถอดแบบหลอออกจะไดชิ้นงานหลอตามแบบหลอท่ีตองการ และ
ชนิ้ งานหลอ ที่ไดจะมีผวิ เรียบ
รูปท่ี 3.11 ข้ันตอนการหลอในแบบหลอสุญญากาศ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
3.4 การหลอ ในแบบหลอคารบอนไดออกไซด (CO2-mold casting)
กรรมวิธีน้ีเปนการหลอแบบทรายอีกชนิดหนึ่ง แตตางกันท่ีวิธีนี้จะใชกาซ CO2 อัดผาน
ทรายหลอ กาซ CO2 จะทําปฏิกิริยากับสารผสมในทรายหลอ ซ่ึงก็คือน้ําแกว (Water glass)
การหลอโลหะ 65
ทําใหแบบหลอ ทรายแข็งตัวอยางรวดเร็ว ช้นิ งานหลอท่ีไดจากวิธีการนี้จะมีผิวเรียบ โดยขั้นตอน
การทําแบบหลอ คารบ อนไดออกไซด (รูปที่ 3.12) มดี ังน้ี
1) ทําแบบหลอสวนลาง จากทรายซิลิกาที่ผสมกับนํ้าแกวประมาณ 3-7% โดย
นํ้าแกวท่ีใชควรมีความช้ืนไมเกิน 50% และมีความหนืดตํ่า และทําชองสําหรับระบายกาซไว
ดานลางของหบี หลอ
2) อัดกาซ CO2 ที่มีความดันประมาณ 1-1.5 kg/cm2 ผานทรายหลอ กาซ
CO2 จะทาํ ปฏิกิริยากับน้ําแกวทําใหแ บบหลอ ทรายแขง็ ตัวอยา งรวดเรว็
3) ทําแบบหลอสวนบน เชนเดียวกับแบบหลอสวนลาง ทําแองเทและรูเท
จากนั้นนํากระสวนออกจากแบบหลอ
4) นําแบบหลอสวนลางและแบบหลอสวนบนประกบเขาไวดวยกัน จะไดแบบ
หลอคารบ อนไดออกไซดท่ีมขี นาดและรปู รางตามตองการ
รูปที่ 3.12 ข้นั ตอนการทาํ แบบหลอคารบอนไดออกไซด (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
3.5 การหลอ ในแบบหลอโฟม (Lost-foam casting)
การหลอดวยวิธีน้ีจะใชกระสวนท่ีทํามาจากโฟม มีแองเท รูเท และรูว่ิงเปนชิ้นเดียวกัน
กับกระสวน ลักษณะกระสวนเปนแบบช้ินเดียว ทรายหลอท่ีใชบรรจุบริเวณรอบกระสวนจะผสม
ตัวผสานและสามารถนํากลับมาใชไดใหม โดยกรรมวิธีการหลอในแบบหลอโฟม (รูปที่ 3.13) มี
ขั้นตอนดงั นี้
1) นํากระสวนโฟมมาพนเคลือบดวยสารเคลือบผิวเรียบและสารปองกันความ
รอ น
66 การหลอโลหะ
2) ใสกระสวนโฟมลงในหีบหลอ จากน้ันบรรจุทรายหลอรอบ ๆ กระสวนจน
แนนเต็มหบี หลอ
3) เทโลหะเหลวลงไปในหีบหลอ ความรอ นของโลหะเหลวจะทําใหกระสวนโฟม
ระเหิดกลายเปนไอออกไปตามรูพรุนของทรายหลอ รอจนโลหะเหลวแข็งตัว จากนั้นถอดหีบ
หลอ ออก จะไดชิ้นงานหลอตามแบบหลอที่ตองการ
รปู ที่ 3.13 ขั้นตอนการหลอ ในแบบหลอ โฟม (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
3.6 การหลอ แบบอินเวสทเ มนท (Investment casting)
หรือเรียกอีกชื่อหน่ึงวาการหลอแบบข้ีผ้ึงหาย (Lost-wax casting) เนื่องจากการหลอ
ดวยวิธีนี้จะใชกระสวนที่ทํามาจากขี้ผ้ึงและจะหลอมละลายหายไปในระหวางข้ันตอนการหลอ
เหมาะสําหรับงานหลอที่มีขนาดเล็ก ตองการความประณีต และความเที่ยงตรงสูง กรรมวิธีการ
หลอ แบบอินเวสทเ มนท (รูปท่ี 3.14) มีข้นั ตอนดงั น้ี
1) นํากระสวนข้ีผึ้งไปจุมลงในนํ้ายางเหลว รอจนกระทั่งยางท่ีหุมกระสวน
แข็งตัว จึงแกะกระสวนออก จะไดแมพิมพยางที่เปนโพรง จากนั้นนําแมพิมพยางมาเจาะชองรู
เท แลวเทข้ีผึ้งเหลวเขาไปผานชองรูเท จะไดกระสวนขี้ผึ้งที่มีขนาดและรูปรางเหมือนช้ินงาน
ตนแบบท่ีตอ งการ
2) นํากระสวนขผ้ี ึ้งหลาย ๆ ชิน้ ท่ีไดจ ากข้นั ตอนที่ 1 มาจัดเรียงใหมีลักษณะเปน
ก่ิงกาน ที่มีระยะหางตามความเหมาะสม โดยทําชองรูเท รูวิ่ง และรูเขา ซ่ึงเชื่อมตอกับกระสวน
ข้ผี ึง้ แตละชิน้ เขาไวด ว ยกนั
3) นํากระสวนข้ีผ้ึงที่ไดในข้ันตอนที่ 2 ไปชุบเคลือบดวยวัสดุเหลวท่ีทนความ
รอ น ซึ่งโดยทั่วไปวัสดทุ ่นี ิยมนาํ ใชเ คลอื บคือเซรามิก
4) ชุบเคลือบหลาย ๆ ครงั้ หากตองการความหนา และรอจนกระทั่งวัสดุเคลือบ
แข็งตัว
การหลอ โลหะ 67
5) นํากระสวนข้ีผ้ึงไปอบในเตาทม่ี ีอณุ หภูมทิ ี่สูงกวา จุดหลอมเหลวของขี้ผ้ึง โดย
ควาํ่ กระสวนไวเพอื่ ใหข ้ีผึ้งทีห่ ลอมเหลวแลวไหลออกจากแมพ มิ พ
6) นาํ โลหะเหลวท่ตี องการหลอ เปนชน้ิ งาน เทใสเ ขา ไปในโพรงแมพิมพเซรามิก
แลว รอจนกระท่งั โลหะเหลวแขง็ ตัว
7) ทบุ แมพ มิ พเ ซรามิกออก จะไดช น้ิ งานหลอตามตอ งการ
รปู ที่ 3.14 ข้ันตอนการหลอ แบบอินเวสทเมนท (ชลิตตและคณะ, 2544)
3.7 การหลอแบบในแบบหลอเซรามิก (Ceramic-mold casting)
กรรมวิธีนี้คลายกับการหลอแบบอินเวสทเมนท กลาวคือใชเซรามิกเปนแมพิมพในการ
หลอ ชน้ิ งาน แตเซรามิกทใี่ ชในกรรมวธิ นี ี้จะสามารถทนความรอนท่อี ุณหภมู ิสูง ๆ ได เนื่องจากมี
สว นผสมของเซอรค อน (ZrSiO4) อะลูมิเนียมออกไซด และซิลิกา ซึ่งเหมาะสําหรับชิ้นงานหลอ
จําพวกเหลก็ กลาสแตนเลส เหลก็ กลาเครื่องมอื และโลหะผสม โดยช้ินงานหลอท่ีไดจะมีผิวเรียบ
และมีความเที่ยงตรงสูง แตดวยสมบัติพิเศษนี้จึงทําใหแบบหลอชนิดน้ีมีราคาแพง ข้ันตอนการ
ทาํ แบบหลอ เซรามกิ (รูปที่ 3.15) มีดงั น้ี
1) นํากระสวนวางลงในกระบะ (Flask) จากนั้นเทสวนผสมของเซรามิกลงไป
จนอัดแนนเต็มกระบะ
2) แกะช้ินสวนกระบะเพือ่ แยกแบบหลอเซรามิกออกจากกระสวน
3) เผาแบบหลอ เซรามกิ ดว ยหัวเผาจนแหง จะไดแ บบหลอคร่ึงแบบ
68 การหลอโลหะ
4) ทําซํ้าในข้ันตอนท่ี 1-3 จนกระทั่งไดแบบหลอครึ่งท่ีเหลือ จากน้ันจึงนําแบบ
หลอท้ัง 2 สวน ประกบเขาไวดวยกันดวยเหล็กพืด (Steel band) จะไดแบบหลอเซรามิกท่ีมี
ขนาดและรูปรางตามตอ งการ
รปู ท่ี 3.15 ขนั้ ตอนการทําแบบหลอเซรามิก (ชลติ ตและคณะ, 2544)
รูปที่ 3.16 ขัน้ ตอนการหลอแบบสญุ ญากาศ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
การหลอ โลหะ 69
จากกรรมวิธีการหลอโลหะตาง ๆ ขางตน นอกจากการเทโลหะเหลวลงไปในแบบหลอ
โดยตรงแลว ยังสามารถใชวิธีการหลอแบบสุญญากาศ (Vacuum casting) หรืออาจเรียกวา
Counter-gravity low-pressure process เพอื่ ชว ยใหก ารหลอ โลหะมีความรวดเรว็ และแมนยํา
ยิ่งข้นึ โดยวธิ ีการดงั แสดงในรูปท่ี 3.16 ดังน้ี
1) นําชุดสุญญากาศมายึดเขากับแบบหลอที่ตองการทางดานบนเพื่อทําหนาท่ี
ดูดอากาศออก
2) นําแบบหลอที่ติดต้ังเขากับชุดสุญญากาศจุมลงไปในเตาเหนี่ยวนําทางดาน
ลา งทมี่ ีโลหะเหลวอยู โดยใชแขนกลของหุนยนตเปนตัวควบคุมการจุม เมื่อโลหะเหลวทวมรูเขา
(Gate) โลหะเหลวจะถูกดูดเขาไปจนเต็มโพรงของแบบหลอ จากนั้นกลไกจะยกแบบหลอข้ึน
เหนอื เตาหลอม รอจนโลหะเหลวแข็งตัว แลว จึงนาํ ชิน้ งานออก
นอกจากน้ียังมีการข้ึนรูปโลหะโดยวิธีการฉีดโลหะเหลวดวยความดันสูง (Die casting)
เขาไปในแบบหลอหรือแมพิมพอีกดวย ซึ่งการหลอวิธีนี้นิยมใชหลอช้ินงานที่มีจุดหลอมเหลวตํ่า
จําพวกเหล็กและอะลูมิเนียม เหมาะสําหรับงานหลอท่ีมีขนาดเล็กและรูปรางซับซอนที่ตองการ
ความเท่ียงตรงและอัตราการผลิตจํานวนมาก แมพิมพชนิดน้ีจึงมีราคาสูงเน่ืองจากตองผลิตจาก
วัสดุทท่ี นตอแรงดันสูง
3.8 การหลอแบบฉีด (Die casting)
การหลอดวยวิธีน้ีจะใชระบบไฮดรอลิก (Hydraulic) หรือนิวแมติก (Pneumatic) ใน
การฉีดโลหะเหลวแรงดนั สงู เขา สูแมพิมพด ว ยระบบควบคุมอตั โนมัติ (Automation) แมพิมพทํา
มาจากโลหะ มี 2 สวนคือ สวนท่ียึดติดกับแผนหนา (Front platen) ซึ่งจะไมเคลื่อนที่ และอีก
สวนหนึ่งจะยึดติดกับแผนท่ีเคลื่อนที่ได (Moving platen) ซ่ึงทําหนาที่เคลื่อนเปดและปด
แมพิมพ การหลอแบบฉีดสามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภทคือ แบบอางรอน (Hot chamber
process) และแบบอา งเย็น (Cold chamber process)
3.8.1 แบบอางรอน (Hot chamber process) ดงั แสดงในรูปที่ 3.17 อางหลอมโลหะ
จะอยูต ดิ กับตัวเครอ่ื งจักร มลี ูกสูบ (Plunger) ทําหนาท่อี ดั ฉีดโลหะเหลวเขาสูแมพิมพดวยความ
ดันสูงประมาณ 7-35 MPa มีอัตราการผลิต 500 ช้ินตอชั่วโมง เหมาะสําหรับการหลอชิ้นงาน
จําพวกโลหะนอกกลุมเหล็กท่ีมีจุดหลอมเหลวตํ่ากวาแบบอางเย็น (Cold chamber process)
และจะตองไมทําปฏิกิริยาทางเคมีกับลูกสูบหรืออุปกรณของเครื่องจักร โดยการหลอแบบอาง
รอนมีข้ันตอนดงั นี้
1) ระบบปดแมพิมพจนสนิท ลูกสูบถูกดึงข้ึนเพื่อใหโลหะเหลวไหลเขาสูอาง
หลอมโลหะ (Chamber)
70 การหลอโลหะ
2) ลูกสูบเคล่ือนท่ีลงเพื่ออัดโลหะเหลวเขาสูแมพิมพ โดยควบคุมความดัน
อณุ หภูมิของแมพ มิ พ และอณุ หภูมิของโลหะเหลวใหสมาํ่ เสมอ
3) ระบบนํ้าหลอเย็นในแมพิมพจะทําใหโลหะเหลวแข็งตัวอยางรวดเร็ว ลูกสูบ
เคล่ือนทข่ี ้ึนกลับสตู ําแหนง เดมิ แมพิมพเ ปดออก และชิ้นงานหลอ ถูกนําออกจากแมพ ิมพ
รปู ท่ี 3.17 ข้ันตอนการหลอฉีดแบบอา งรอน (ชลติ ตและคณะ, 2544)
รปู ท่ี 3.18 ขนั้ ตอนการหลอ ฉีดแบบอา งเย็น (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
3.8.2 แบบอางเย็น (Cold chamber process) ดังแสดงในรูปที่ 3.18 อางหลอม
โลหะจะอยูแยกตางหากออกจากเครื่องจักร ความดันที่ใชในการฉีดโลหะเหลวเขาสูแมพิมพมี
คาประมาณ 14-140 MPa อัตราการผลิตต่ํากวาแบบอางรอน เนื่องจากตองใชเวลาในการขน
ถายโลหะเหลวจากเตาหลอมทีอ่ ยูภายนอกเครอ่ื งจักร ซึง่ การหลอ แบบอางเยน็ มีข้นั ตอนดังนี้
การหลอ โลหะ 71
1) ระบบปดแมพิมพจนสนิท ลูกสูบถูกดึงอยูในตําแหนงเตรียมพรอม ภาชนะ
ทนความรอน (Ladle) ลาํ เลียงโลหะเหลวจากอางหลอมโลหะเพื่อเทลงในกระบอกฉีด
2) ลูกสบู เคล่อื นท่เี ขา เพ่ืออัดฉดี โลหะเหลวเขา สแู มพ ิมพ
3) รอใหโลหะเหลวแข็งตัว ลูกสูบเคลื่อนท่ีกลับสูตําแหนงเดิม จากนั้นแมพิมพ
จะเปดออก และชิน้ งานหลอถูกนาํ ออกจากแมพิมพ
การหลอดวยกรรมวิธีอืน่ ๆ มีดงั นี้
3.9 การหลอ แบบเหวย่ี ง (Centrifugal casting)
วิธีการนี้เหมาะสําหรับชิ้นงานท่ีมีลักษณะเปนทรงกระบอกหรือมีรูปทรงท่ีสมมาตร โดย
โลหะเหลวจะถูกเหวี่ยงภายในแมพิมพท่ีหมุนดวยความเร็วรอบสูง จนกระทั่งโลหะเหลวแข็งตัว
จึงหยุดหมุนแมพิมพ สามารถควบคุมความหนาของชิ้นงานหลอจากปริมาณของโลหะเหลวท่ี
เตมิ เขา ไป ซึง่ ลกั ษณะการหลอเหวยี่ งสามารถแบง ออกไดเ ปน 3 แบบคือ
3.9.1 แบบหนีศูนยกลางโดยตรง (True centrifugal casting) แมพิมพจะ
หมุนรอบแกนหมุนในแนวนอนดวยความเร็วรอบสูง แมพิมพมีลักษณะเปนทรงกระบอก ดัง
แสดงในรูปท่ี 3.19 จะไดชิ้นงานหลอทรงกระบอกกลวงที่อาจมีเสนรอบรูปของผนังดานนอกเปน
วงกลม หกเหล่ียม หรือแปดเหล่ียมไดตามตองการ
รูปที่ 3.19 การหลอแบบเหว่ียงแบบหนีศนู ยกลางโดยตรง (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
3.9.2 แบบก่ึงหนีศูนยกลาง (Semi-centrifugal casting) แมพิมพจะหมุนรอบ
แกนหมุนในแนวต้ัง โดยใชความเร็วรอบในการหมุนเหว่ียงนอยกวาแบบหนีศูนยกลางโดยตรง
แมพิมพมีลักษณะรูปทรงสมมาตร โลหะเหลวจะถูกเติมจากตรงกลางทางดานบนของแมพิมพ
ดังแสดงในรูปที่ 3.20 นิยมใชสําหรับการหลอชิ้นงานแบบเต็มแมพิมพ เชน ลอ เฟอง และรอก
เปน ตน
72 การหลอโลหะ
รูปที่ 3.20 การหลอแบบเหวี่ยงแบบก่งึ หนศี นู ยก ลาง (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
3.9.3 การหลอโดยการเหว่ียงจากศูนยกลาง (centrifuge casting) ลักษณะการ
ทํางานคลายกับแบบก่ึงหนีศูนยกลาง กลาวคือแมพิมพจะหมุนรอบแกนหมุนในแนวต้ัง โลหะ
เหลวจะว่งิ เขาจากจุดศูนยกลางการหมุนและเหว่ียงเขาแมพิมพตามแนวรัศมี แมพิมพมีลักษณะ
รูปทรงสมมาตร ดังแสดงในรูปที่ 3.21 นิยมใชส าํ หรบั งานหลอ ทมี่ ขี นาดเล็กและรูปรางซับซอ น
รูปท่ี 3.21 การหลอ แบบเหวี่ยงจากศนู ยก ลาง (ชลิตตและคณะ, 2544)
3.10 การหลอแบบบีบอัด (Squeeze casting)
หรอื อาจเรยี กวา Liquid metal forging เนอ่ื งจากการใชความดันสูงในการกดอัดโลหะ
เหลวท่ีอยูในแมพิมพ เพ่ือไลกาซในโลหะเหลวและสามารถถายเทความรอนไดอยางรวดเร็ว
ช้ินสวนประกอบดวย แมพิมพสวนลาง (Die) แมพิมพสวนบน (Punch) และชุดหัวฉีดใหความ
การหลอโลหะ 73
ดัน (Injector pin) ดังแสดงในรูปท่ี 3.22 ชิ้นงานหลอที่ไดจะมีผิวเรียบ ขนาดและรูปราง
เที่ยงตรง เหมาะสาํ หรบั การหลอ ช้ินงานจําพวกโลหะนอกกลุมเหล็กและโลหะผสม
รูปที่ 3.22 การหลอแบบบบี อดั (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
3.11 การหลอ แบบโพรง (Slush casting)
เปนวิธีการหลอแบบงาย ใชตนทุนต่ํา ใชสําหรับการหลอช้ินงานกลวงที่มีผนังบาง ๆ
เชน กระปุกออมสิน ของเลน และของใชตกแตง เปนตน วิธีการหลอคือ เทโลหะเหลวเขาไปใน
โพรงของแบบหลอ แลว พลิกแบบหลอเพอื่ เทโลหะเหลวออกจากโพรงแบบหลออยางรวดเร็ว รอ
จนกระทั่งช้ินงานแหง จึงแกะออกจากแบบหลอ วิธีน้ีเหมาะสําหรับการหลอโลหะท่ีมีจุด
หลอมเหลวต่ํา เชน สงั กะสีและบรอนซ เปนตน ช้ินงานหลอท่ีไดจากวิธีการหลอแบบโพรงแสดง
ดังรปู ท่ี 3.23
รูปท่ี 3.23 ช้นิ งานหลอ ท่ไี ดจากวิธีการหลอแบบโพรง (คัดมาจาก http://mold-making.com;
http://www.thepartsbox.com; http://www.vectis.co.uk และ http://detravoid.com)
74 การหลอ โลหะ
คาํ ถามทา ยบทท่ี 3
จงเตมิ คําตอบลงในชอ งวา งใหถูกตอ งสมบูรณ
1. การหลอ หมายถึงอะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
2. จงบอกกรรมวธิ กี ารหลอ โลหะมา 5 วิธี
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
3. จงบอกชนดิ แบบหลอ โลหะมา 5 ชนดิ
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
4. วัสดุท่ีใชท ํากระสวนมกี ชี่ นดิ แตละชนิดใชใ นกรรมวิธกี ารหลอ แบบใดบา ง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
5. จงบอกสว นประกอบและหนาที่ของระบบการหลอในแบบหลอ ทราย
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
6. การออกแบบกระสวนจะตองคาํ นงึ ถึงอะไรบาง
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
การหลอโลหะ 75
7. การหลอโลหะแบบฉีด (Die casting) มีก่ีประเภท อะไรบาง แตละวิธีมีความแตกตางกัน
อยางไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
8. จงบอกขอแตกตางระหวางการหลอในแบบหลอเปลือก (Shell-mold casting) และการ
หลอในแบบหลอ สุญญากาศ (Vacuum-mold casting)
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
9. หากตองการหลอ กระทะลอ รถยนตค วรใชก รรมวธิ กี ารหลอแบบใด เพราะอะไร
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………
76 การหลอโลหะ
เอกสารอางอิง
ชลติ ต มธุรสมนตรี และคณะ. กระบวนการผลติ . กรงุ เทพฯ: ศนู ยสง เสริมอาชวี ะ, 2544.
บุญธรรม ภทั ราจารกุ ลุ . กรรมวธิ กี ารผลติ . กรงุ เทพฯ: ซเี อด็ ยูเคชั่น, 2553.
Sherif D. El Wakil, Processes and Design for Manufacturing, 2nd edition,
Waveland Pr Inc 2002, 10-digit ISBN: 1-57766-255-5, 13-digit ISBN: 978-
1-57766-255-6.
Mold-making.com. Slush casting 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอ มลู :
http://mold-making.com/hollow_cast_plaster.htm
Thepartsbox.com. Slush casting 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://www.thepartsbox.com/BB/viewtopic.php?f=193&t=78
Vectis Auctions Ltd. Slush casting 2556. (ระบบออนไลน) แหลง ขอมูล:
http://www.vectis.co.uk/Page/ViewAuctionLots.aspx?AuctionId=31&DayNo
=1&Section=471&Start=20
WordPress.com. Slush casting 2556. (ระบบออนไลน) แหลงขอมลู :
http://detravoid.com/tag/casting/
บทท่ี 4
การขึ้นรปู โลหะ
(Metal Forming)
กรรมวิธีการขึ้นรูปโลหะเปนการผลิตเหล็กขั้นปลาย ซ่ึงเปนการนําโลหะภัณฑก่ึง
สําเรจ็ รปู (Ingot) ที่ไดจากกรรมวิธีการผลิตที่อธิบายไวในบทที่ 2 ไปขึ้นรูปดวยวิธีทางงานรอน
(Hot working) หรือเย็น (Cold working) จากนั้นจึงนําเหล็กที่ขึ้นรูปเสร็จแลวไปเขา
กระบวนการตกแตงผิวสําเร็จ (Finishing) ในขั้นตอนสุดทาย โดยโลหะภัณฑก่ึงสําเร็จรูปแบง
ออกเปน 3 ชนิดคือ บลูม (Bloom) บิลเล็ต (Billet) และสแลบ (Slab) ซ่ึงมีขนาดมาตรฐาน
ดังนี้
1. บลูม (Bloom) เปนแทงเหล็กยาว ท่ีมีพ้ืนที่หนาตัดเปนรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัส ขนาดไม
ตา่ํ กวา 150×150 มลิ ลเิ มตร ซ่ึงเหมาะสําหรับนําไปขึ้นรูปเปนเหล็กโครงสรางตาง ๆ
และเหลก็ รางรถไฟ เปนตน
2. บิลเล็ต (Billet) เปนแทงเหล็กยาว ท่ีมีขนาดพ้ืนท่ีหนาตัดนอยกวาบลูม โดยจะมี
ขนาดตั้งแต 40×40 ถงึ 150×150 มิลลิเมตร เหมาะสําหรบั นาํ ไปข้ึนรูปเปนเพลา ทอ
และดึงเปน เสน เปน ตน
3. สแลบ (Slab) เปนแทงเหล็กแบน ท่ีมีพื้นท่ีหนาตัดเปนรูปส่ีเหลี่ยมผืนผา มีความ
กวางตํ่าสุด 250 มิลลิเมตร และมีความหนา 40 มิลลิเมตร ซ่ึงเหมาะสําหรับนําไป
ขน้ึ รูปเปน เหล็กแผน และทอขนาดตา ง ๆ เปนตน
ผลิตภณั ฑท ่ไี ดจ ากการขนึ้ รูปโลหะภัณฑก่ึงสําเร็จรูปเหลาน้ี แสดงไดดังรูปที่ 4.1 โดยใน
บทน้ีจะแยกอธิบายกรรมวิธีการข้ึนรูปโลหะภัณฑกึ่งสําเร็จรูปออกเปน 2 หัวขอหลักคือ การข้ึน
รปู งานรอ น (Hot working) และการขน้ึ รปู งานเยน็ (Cold working)
4.1 การข้ึนรูปงานรอน (Hot working)
ก า ร ขึ้ น รู ป ง า น ร อ น จ ะ ก ร ะ ทํ า ที่ อุ ณ ห ภู มิ เ ห นื อ จุ ด ข อ ง ก า ร เ รี ย ง ผ ลึ ก ใ ห ม
(Recrystallization) ซ่งึ โดยปกติชว งอุณหภูมกิ ารเรยี งผลึกใหมของโลหะจะมีคาประมาณ 500-
700 °C แตใ นโลหะบางชนิด เชน ตะกั่ว ดีบุก และ สังกะสี จะมีชวงอุณหภูมิการเรียงผลึกใหมที่
มีคาต่ํา จึงสามารถข้ึนรูปงานรอนไดท่ีอุณหภูมิใกลเคียงกับอุณหภูมิหอง โดยในระหวาง
78 การขึ้นรูปโลหะ
กระบวนการขึ้นรูปรอน โลหะจะอยูในสถานะของการเสียรูปแบบพลาสติก ซ่ึงทําใหสามารถขึ้น
รูปไดงายจากการใชวิธีการทางงานกล ขอดขี องการข้ึนรปู งานรอนคอื
- สามารถขจัดรูพรุนทเี่ กิดขึ้นในโลหะภณั ฑก ่งึ สําเร็จรูปได
- โลหะมีความเหนยี วเพ่ิมขึน้ เน่อื งจากโครงสรา งเกรนมีความละเอียดขึน้
- ใชพลงั งานในการเปลีย่ นรูปรางของโลหะนอย (ข้ึนรปู ไดงาย)
- สารมลทนิ และสิ่งแปลกปลอมตาง ๆ ในโลหะจะถกู แยกออกและกระจายท่วั ทงั้ โลหะ
- โลหะมีความเปน เนื้อเดยี วกัน มคี วามแข็งแรง และทนตอ การกระแทก
แตอยางไรก็ตาม การใชอุณหภูมิสูงในการขึ้นรูปจะทําใหเกิดออกซิเดชันและความไม
สมํ่าเสมอที่พ้ืนผิวของโลหะ สามารถควบคุมความเที่ยงตรงของชิ้นงานไดยาก และเครื่องมือท่ี
ใชในการข้ึนรูปมีราคาแพง เน่ืองจากตองสามารถทนความรอนไดดี การขึ้นรูปงานรอนท่ีใชใน
งานอุตสาหกรรมทั่วไปมี 5 วิธีคือ การรีด (Rolling) การตี (Forging) การอัดไหล
(Extrusion) การผลิตทอแบบมตี ะเข็บ (Electric resistance welding) และการผลิตทอแบบไร
ตะเข็บ (Piercing)
Strmuicltlusral Structural shapes Beams Angles Tees Zees Channels Piling
Bloom fHurenaaticnegs mRialills Rails and joint bars Standard rails Crane rails Joint bars
Billet fHurenaaticnegs
Slab fHurenaaticnegs mBialrls Bars Flat Triangular Haft round
Wire and Round Square Hexagonal Octagonal
mRoildls Rods Wmiilrles wire products
tSPueibapememlaenisldlss Wire Wire rope Nails Wire fabric
Smkielllsp Cbpouipnttet-iwnmueiolldlus Pipe and tubes
Pmlailtles Plates
Homt-ilsltsrip
Hot-rolled sheets and strip
biHnreocatok-irdlooflowlerdnms redCmuoicllltdsion Cold-rolled sheets and strip Sheets Coils
รูปที่ 4.1 ผลิตภัณฑท่ไี ดจากการข้ึนรูปโลหะภัณฑก ง่ึ สําเร็จรปู (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
การขึ้นรูปโลหะ 79
4.1.1 การรดี (Rolling)
เปนกรรมวิธีการขึ้นรูปท่ีสามารถทําไดทั้งแบบงานรอนและงานเย็น โลหะภัณฑก่ึง
สําเร็จรูปที่ผานการใหความรอนจะถูกนําไปผานลูกรีด 2 ตัวหรือมากกวา ลูกรีดจะหมุนในทิศ
สวนทางกัน ลูกรีดจะถูกเซาะรองใหมีลักษณะตาง ๆ ตามการออกแบบ และโลหะจะถูกรีดไป
ตามชอ งวางระหวา งลูกรดี เพือ่ ลดขนาดพน้ื ทีห่ นาตดั ลง จนกระท่ังไดขนาดความกวางและความ
หนาตามตอ งการ ซ่งึ อาจอยูในลกั ษณะแผนเรียบ ทรงกระบอก ทรงกรวย หรือรูปทรงอ่ืน ๆ เปน
ตน ดงั แสดงในรูปที่ 4.2
รปู ท่ี 4.2 การรดี ในลกั ษณะตา ง ๆ (ชลติ ตและคณะ, 2544)
- บลูม มักถูกนํามารีดเพ่ือใชทําเหล็กโครงสรางและเหล็กรางรถไฟ ข้ันตอนการรีด
เหล็กโครงสรางรูปพรรณแสดงดังรูปที่ 4.3 ซึ่งลูกรีดจะถูกออกแบบใหมีลักษณะตาง ๆ กัน
เพ่ือใหไ ดล กั ษณะโครงสรางตามตองการ
80 การข้ึนรูปโลหะ
รปู ท่ี 4.3 ข้นั ตอนการรีดเหล็กโครงสรา งรปู พรรณ (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
- บิลเล็ต สามารถไดมาจากการรีดบลูม แตถาบลูมมีขนาดใหญเกินไปจะไมนิยมนํามา
รีด เพราะวามีคาใชจายในการรีดสูง การรีดบิลเล็ตใหเปนทอ แทง หรือเสน จะตองใชลูกรีด 6
ชุดหรือมากกวาเพื่อใหไดขนาดตามตองการ โดยขั้นตอนของการรีดเหล็กเพลากลมแสดงดังรูป
ท่ี 4.4
รูปท่ี 4.4 ขัน้ ตอนการรีดเหล็กเพลากลม (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
การข้ึนรูปโลหะ 81
- สแลบ ท่ีผานการรีดมี 3 ลักษณะคือ Plate Sheet และ Strip ซ่ึง Plate เปนเหล็ก
แผนที่มีความหนามากกวา 6 มิลลิเมตร สวน Sheet และ Strip จะมีความหนานอยกวา 6
มิลลเิ มตรเหมือนกัน แตตางกันท่ี Sheet จะมคี วามกวา งมากกวา Strip ซ่ึงโดยปกติ Sheet จะมี
ความกวางมากกวา 600 มลิ ลเิ มตรขึ้นไป
การรีดเหล็กแผนดวยวิธีทางงานรอนนี้จะสามารถปรับปรุงโครงสรางของโลหะภัณฑก่ึง
สําเร็จรูปที่ไดมาจากกรรมวิธีการหลอ ซ่ึงเดิมมีลักษณะโครงสรางคลายก่ิงไม เกรนหยาบ ไม
เปนระเบียบ และมีรูพรุน ใหกลายเปนเกรนใหมท่ีละเอียดขึ้น ดังแสดงในรูปท่ี 4.5 ซึ่งการรีดที่
ไมเหมาะสมมักจะทําใหช้ินงานเกิดจุดบกพรองไดในหลายลักษณะ ดังแสดงในรูปที่ 4.6 (ก)
เปนคลนื่ (ข) แตกบริเวณดานขา ง (ค) แตกบรเิ วณสว นกลาง และ (ง) เกดิ การแยกชั้น
รปู ท่ี 4.5 เกรนของโลหะทเ่ี กดิ จากการรีดทางงานรอ น (ชลติ ตและคณะ, 2544)
(ก) (ข)
(ค) (ง)
รูปที่ 4.6 ลักษณะของชิ้นงานท่มี คี วามบกพรอ งจากการรดี ทไ่ี มเ หมาะสม
(ชลิตตและคณะ, 2544)
ในการออกแบบเครื่องรีด ชุดลูกรีดที่ใชจะมีลักษณะที่แตกตางกันไป ข้ึนอยูกับลักษณะ
ของชน้ิ งาน ดงั แสดงในรปู ท่ี 4.7 (ก) การรดี แบบทั่วไปซึ่งมีลูกรีด 2 ตัว (Two-high reversing
mill) หมุนในทิศสวนทางกัน ซึ่งโลหะจะถูกรีดผานลูกรีดซํ้าไปมาหลาย ๆ คร้ัง จนกระทั่งได
82 การขึ้นรูปโลหะ
ขนาดตามตองการ (ข) ชุดลกู รดี 3 ตัว (Three-high mill) ทาํ หนาทสี่ าํ หรบั การรีดช้ินงานแบบ
เดนิ หนาและถอยกลับ สามารถรดี ไดอยางตอเน่ือง ทําใหลดระยะเวลาในการรีด (ค) ชุดลูกรีด 4
ตัว (Four-high mill) โดยมีลูกรีดขนาดใหญอยูทั้งดานบนและลางของลูกรีดที่มีขนาดเล็กกวา
ทําหนาท่ีหนุนลูกรีดขนาดเล็กไมใหเกิดการโกงงอในขณะรีด ซึ่งจะมีผลทําใหความหนาของ
ชิ้นงานไมเทากัน (ง) ชุดลูกรีด 6 ตัว (Six-high mill) คลายกับการทํางานของชุดลูกรีด 4 ตัว
แตมีการเพิ่มลูกรีดขนาดใหญอีก 2 ตัว ทั้งดานบนและลางของลูกรีดที่มีขนาดเล็กกวาเพ่ือเสริม
ความแข็งแรง หากตองการความแข็งแรงเพิ่มมากข้ึน สามารถออกแบบโดยการเพิ่มลูกรีดที่มี
ขนาดใหญกวาหนุนลูกรีดขนาดเล็กกวาไดอีกตามตองการ ซึ่งเรียกชุดลูกรีดที่มีจํานวนลูกรีด
มากกวา 6 ตัววา Cluster mill และ (จ) ชดุ ลูกรีดหลายชุด (Tandem mill) เหมาะสําหรับงาน
ท่ีตอ งการอัตราการผลติ สูง
(ก) (ข) (ค)
(ง) (จ)
รปู ท่ี 4.7 ลกั ษณะของชดุ ลกู รีดที่มลี กั ษณะการใชง านแตกตางกนั (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
นอกจากน้ียังสามารถออกแบบลูกรีดใหสวนกลางของลูกรีดมีขนาดเสนผานศูนยกลาง
มากกวาสวนหัวและสวนทายของลูกรีด ดังแสดงในรูปท่ี 4.8 เพื่อแกปญหาความหนาของ
ชิ้นงานทีไ่ มเทา กันจากการโกงงอของลกู รดี
สรุปการรีดโลหะดว ยวิธีทางงานรอนน้ี มขี อควรปฏบิ ตั ใิ นการรีดคือ
- ควรลดขนาดความหนาของชิ้นงานทีละนอ ย
- ใชอณุ หภมู ิที่เหมาะสมสําหรบั การรดี โลหะแตละชนิด ไมใชอ ณุ หภมู ิสงู เกนิ ไป
- ตองลดความฝดระหวางช้ินงานกับลูกรดี โดยใชลูกรีดท่ีมีเสนผานศูนยกลางขนาดเล็ก
เพ่ือลดพนื้ ทีผ่ วิ สัมผัส
การขึ้นรูปโลหะ 83
รปู ที่ 4.8 การออกแบบลกู รีดทเ่ี หมาะสม (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
นอกจากนี้ยงั มีการรดี ข้ึนรูปในลักษณะอน่ื ๆ เชน
- การรีดแหวน หรือหวง (Ring rolling) เปนวิธีการลดความหนาและเพ่ิมขนาด
เสนผานศูนยกลางของช้ินงาน ซึ่งเปล่ียนรูปไปเน่ืองจากการยืดตัวเม่ือไดรับความรอน ในรูปท่ี
4.9 แสดงชนิ้ งานกอนและหลงั การรดี
รูปที่ 4.9 ช้นิ งานกอ นและหลงั การรีดแหวน (ชลิตตและคณะ, 2544)
84 การขึ้นรูปโลหะ
- การรีดเกลียว (Thread rolling) เปนวิธีการทําเกลียวภายนอก เชน สลักเกลียว
ซึ่งสกรูแมพมิ พ (Die) ทีใ่ ชทําเกลยี วภายนอกมี 2 แบบ คือ แบบแผน (Flat die) และแบบกลม
(Round die) ดังแสดงในรูปท่ี 4.10 (ก) และ 4.10 (ข) ตามลําดับ
(ก)
(ข)
รูปที่ 4.10 วิธกี ารรีดเกลียว (ชลติ ตและคณะ, 2544)
4.1.2 การตี (Forging)
เปนกรรมวิธีการขึ้นรูปที่เกาแกท่ีสุด พบในการผลิตอาวุธสมัยโบราณ เชน มีด ขวาน
หอก และดาบ เปนตน ซึ่งในปจจุบันการตีข้ึนยังเปนที่นิยมใชกันอยางกวางขวาง เนื่องจาก
สามารถผลิตชิ้นงานไดอยา งรวดเรว็ มขี นาดเที่ยงตรง และใชตนทุนตํา่
การตีเปนกรรมวิธีการข้ึนรูปแบบไมมีเศษโลหะ โดยใชแรงตีหรือกดอัดชิ้นงาน ทําให
ช้ินงานท่ีไดมีความแข็งแรง เนื่องจากโครงสรางเสนใยจะไมขาดออกจากกันและเม็ดเกรนจะถูก
อัดแนนเขาไวดวยกัน การตีสามารถแบงออกเปน 3 ประเภทหลัก ๆ คือ การตีแบบปลอยตก
(Drop forging) การตยี น (Upset forging) และการตีรีด (Roll forging)
ก. การตีแบบปลอยตก (Drop forging) เปนการตีข้ึนรูปโลหะรอนในโพรงแบบหรือ
แมพ มิ พ (Die) ซงึ่ แบงยอยออกเปนการตีขึ้นรูปในแมพิมพชนิดเปด (Open-die forging) การ
ตีข้ึนรูปในแมพิมพชนิดปด (Closed-die forging) และการตีขึ้นรูปแบบไรครีบ (Flashless
forging)
การขึ้นรูปโลหะ 85
ก.1 การตีข้ึนรูปในแมพิมพชนิดเปด (Open-die forging) ช้ินงานท่ีถูกตี
จะอยรู ะหวางแมพิมพแผนราบ 2 แผน แรงท่ีใชกดอัดชิ้นงานจะทําใหชิ้นงานเกิดการเปลี่ยนรูป
โดยมีขนาดเสนผานศูนยกลางเพิ่มขึ้นแตความสูงลดลง กระบวนการน้ีอาจเรียกอีกอยางหน่ึงวา
Flat-die forging ดังแสดงในรูปท่ี 4.11 แมพิมพชนิดเปดนี้ชวยลดความรอนท่ีเกิดขึ้นในขณะ
การตขี ึ้นรูปไดด ี
รปู ท่ี 4.11 ขัน้ ตอนการตขี ้ึนรูปชิ้นงานโดยใชแ มพ มิ พชนิดเปด (ชลติ ตและคณะ, 2544)
ก.2 การตีข้ึนรูปในแมพิมพชนิดปด (Closed-die forging) ช้ินงานที่ถูกตี
จะอยูระหวางแมพิมพท่ีมีโพรงอยูภายใน ดังแสดงในรูปที่ 4.12 ในระหวางการตี ชิ้นงานจะ
เปล่ียนรูปรางไปตามรูปรางของแมพิมพอยางคอยเปนคอยไป และจะเกิดครีบ (Flash) ยื่น
ออกมารอบขอบชิ้นงานเนื่องจากการเผ่ือระยะระหวางแมพิมพ แตในขณะเดียวกันจะทําใหเกิด
ความฝดสูงระหวางช้ินงานกับแมพิมพดวย ซึ่งภายหลังจากการตีขึ้นรูปจะตองตัดครีบดังกลาว
ออกไปจากช้นิ งาน
รปู ที่ 4.12 ข้ันตอนการตขี ้ึนรูปช้นิ งานโดยใชแมพ ิมพชนิดปด (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
86 การขึ้นรูปโลหะ
ก.3 การตีขึ้นรูปแบบไรครีบ (Flashless forging) การตีขึ้นรูปแบบน้ีตอง
คาํ นวณปริมาตรของโลหะใหพ อดีกบั โพรงของแมพิมพ มิฉะน้ันชิ้นงานที่ไดจะมีขนาดและรูปราง
ผิดไป การตีข้ึนรูปแบบไมมีครีบนิยมใชกับงานที่มีความเท่ียงตรงสูง (Precision forging) ซ่ึง
เครอ่ื งจักรและเครื่องมอื ทีใ่ ชตอ งมคี วามเทย่ี งตรงดวย ดังแสดงในรปู ที่ 4.13
รปู ที่ 4.13 ข้นั ตอนการตขี ้ึนรูปช้นิ งานแบบไรครบี (ชลติ ตและคณะ, 2544)
การตีแบบปลอยตกอาจใชคอน (Hammer) หรือชุดกระทุง (Ram) ในการกระแทก
ชิ้นงาน โดยการออกแบบเครื่องจักรท่ีใชในการตีน้ัน คอนจะถูกบังคับใหยกข้ึนและกระแทกลง
ดวยแรงดันไอน้ําที่ถูกควบคุมดวยวาลวควบคุม และในกรณีที่ออกแบบชุดกระทุงใหตกลงมา
กระแทกโดยอาศัยแรงโนมถวง ชุดกระทุงจะมีการออกแบบใหสามารถปรับระดับความสูงได
เพอ่ื ใหไ ดแรงตีตามตองการ
รปู ที่ 4.14 ข้นั ตอนการตีขึ้นรูปหัว (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
การข้ึนรูปโลหะ 87
ข. การตียน (Upset forging) เปนการตีข้ึนรูปดวยกานกระทุง (Punch) ลักษณะ
ชิน้ งานจะเกดิ เปนบา หรือขอบ เชน สลักเกลียว หมุดย้าํ และสกรู เปน ตน หรอื เรียกอีกอยางหน่ึง
วาการตีข้ึนรูปหัว (Heading) โดยท่ัวไปเคร่ืองจักรที่ใชในการตีเปนแบบอัตโนมัติซ่ึงสามารถตี
ไดท้ังในแนวด่ิงและแนวนอน ข้ึนรูปไดเร็ว และใชตนทุนตํ่า โลหะท่ีใชเปนวัตถุดิบจะมีลักษณะ
เปนแทงทรงกระบอก เมื่อผานการตีแลวจะเปล่ียนรูปไป โดยมีขนาดเสนผานศูนยกลางเพ่ิมข้ึน
แตค วามยาวลดลง ดังแสดงในรูปท่ี 4.14 นอกจากนี้ การตีขึ้นรูปหัวสามารถทําไดหลายลักษณะ
ดังแสดงในรปู ท่ี 4.15 (ก) การข้ึนรูปหัวตะปูโดยใชแมพิมพเปด (ข) การข้ึนรูปดวยแมพิมพตัวผู
(ค) และ (ง) การขึน้ รปู ดว ยแมพ ิมพต วั เมยี และ (จ) การขึน้ รปู ดวยแมพ มิ พตวั ผูแ ละตวั เมยี
(ก) (ข)
(ค) (ง) (จ)
รูปที่ 4.15 การตขี ้ึนรูปหัวในลักษณะตา ง ๆ (ชลติ ตและคณะ, 2544)
ค. การตีรีด (Roll forging) เปนการขึ้นรปู ในลักษณะอดั รดี ลักษณะการทํางานคลาย
กบั การรีดแบบงานรอ น แตตางกันท่ีลูกรีดท่ีใชในการตีขึ้นรูปจะมีลักษณะเปนคร่ึงวงกลมหรือลูก
เบี้ยว (Cam) ดังแสดงในรูปที่ 4.16 ลูกรีดจะหมุนแบบตอเน่ือง และจะเคล่ือนที่หมุนบนช้ินงาน
เฉพาะบริเวณที่ตองการข้ึนรูปเทาน้ัน การตีรีดนิยมใชในการทําเรียว (Tapering) และการลด
ขนาดบนแทงช้นิ งาน
นอกจากนย้ี ังมีการตขี ึ้นรปู ในลกั ษณะอ่นื ๆ เชน
ง. การตอกขึ้นรูป (Swaging) เปนการตีข้ึนรูปเพ่ือลดขนาดเสนผานศูนยกลางของ
ทอ หรอื แทงทรงกระบอก ดงั แสดงในรปู ท่ี 4.17 โลหะท่ีมีลักษณะเปนแทงทรงกระบอกจะถูกตอก
ผานเขาไปในแมพิมพที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางที่คอย ๆ ลดลง ซึ่งช้ินงานท่ีไดสามารถมีได
หลายลักษณะข้ึนอยูกับขนาดเละรูปรางของแมพิมพ ทําไดท้ังชิ้นงานขนาดเล็กและขนาดใหญ
และสามารถทาํ ไดท ั้งแบบงานรอนและงานเย็น
88 การขึ้นรูปโลหะ
รปู ท่ี 4.16 การตขี ึ้นรูปแบบรีด (ชลิตตและคณะ, 2544)
รปู ที่ 4.17 การตอกข้นึ รปู (ชลิตตและคณะ, 2544)
รปู ท่ี 4.18 การตขี ้ึนรูปแบบโคจร (ชลติ ตและคณะ, 2544)
การขึ้นรูปโลหะ 89
จ. การตีขึ้นรูปแบบโคจร (Orbital forging) เปนกรรมวิธีที่ชวยลดแรงกด โดยการ
ใชแมพมิ พต ัวบนท่ีมีลักษณะเปน รปู ทรงกรวย ทาํ ใหแรงกดสามารถถายจากแมพิมพตัวบนลงมา
บนผิวของชิน้ งานไดเ ปน บางสวนเทานั้น ช้ินงานจะถูกขึ้นรูปเพียงดานเดียว สวนอีกดานหน่ึงจะ
มผี วิ ทรี่ าบเรยี บ ดงั แสดงในรปู ที่ 4.18
4.1.3 การอดั ไหล (Extrusion)
เปนกรรมวิธีการข้ึนรูปโลหะโดยใชแรงดันโลหะที่รอนใหไหลผานแมพิมพ (Die)
โดยท่ัวไปจะใชระบบไฮดรอลิก (Hydraulic) ในการควบคุมการอัดไหล ทําใหไดแรงอัดและ
ความเร็วที่สมํ่าเสมอ ลักษณะการอัดไหลมี 2 แบบคือ การอัดไหลโดยตรง (Direct extrusion)
และการอดั ไหลโดยออ ม (Indirect extrusion)
ก. การอัดไหลโดยตรง (Direct extrusion) เปนการดันขึ้นรูปช้ินงานท่ีมีลักษณะ
เปนแทงทรงกระบอกตัน ซึ่งผานกระบวนการใหความรอนมาแลว โดยใชตัวกระทุง (Ram) ดัน
โลหะใหไหลผานแมพิมพออกมาเปนรูปรางท่ีตองการ โดยทิศทางของช้ินงานจะไหลไปใน
ทิศทางเดียวกันกับทิศทางของแรงที่กระทํา ดังแสดงในรูปท่ี 4.19 การอัดไหลดวยวิธีนี้มักจะมี
ความฝด (Friction) เกิดขึ้นระหวางช้ินงานที่ถูกอัดไหลและภาชนะบรรจุ (Container) ซ่ึง
สามารถแกปญหานี้ไดโดยการใชระบบท่ีมีของเหลวบรรจุอยูรวมกับตัวกระทุง หรือท่ีเรียกวา
Hydrostatic extrusion (รปู ท่ี 4.20)
รูปที่ 4.19 การขน้ึ รปู แบบอดั ไหลโดยตรง (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
ข. การอัดไหลโดยออม (Indirect extrusion) เปนการดันขึ้นรูปช้ินงานโดยใช
แมพิมพที่ติดอยูตรงปลายตัวกระทุงดันโลหะท่ีรอนใหไหลผานแมพิมพออกมาเปนรูปรางที่
ตองการ โดยทิศทางของชิ้นงานจะไหลไปในทิศทางตรงกันขามกับทิศทางของแรงท่ีกระทํา ดัง
90 การข้ึนรูปโลหะ
แสดงในรูปที่ 4.21 วิธีนี้จะใชกับงานท่ีคอนขางมีขนาดเล็กและแรงดันที่ใชจะนอยกวาวิธีการอัด
ไหลโดยตรง
รูปท่ี 4.20 การข้ึนรูปแบบ Hydrostatic extrusion (ชลติ ตแ ละคณะ, 2544)
การอัดไหลโดยใชแรงกระแทกลงบนเน้ือโลหะรอน หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา Impact
extrusion จะทําใหเน้ือโลหะขยายตัวและยกขึ้น สามารถใชผลิตช้ินงานที่มีผิวบางมาก ๆ ไดดี
โดยท่ัวไปวัสดุท่ีนํามาอัดไหลจะมีความออน เชน ตะก่ัว อะลูมิเนียม แมกนีเซียม ดีบุก และ
สังกะสี ซ่ึงลักษณะของการอัดไหลโดยใชแรงกระแทกมี 3 แบบ ดังแสดงในรูปท่ี 4.22 (ก) การ
อัดไหลไปขางหนา (Forward) (ข) การอัดไหลยอนกลับ (Backward) และ (ค) การอัดไหล
แบบผสม (Combination) การอัดไหลไปขางหนาและการอัดไหลยอนกลับจะคลายกับการอัด
ไหลโดยตรงและการอัดไหลโดยออม ตามลําดับ สวนการอัดไหลแบบผสมจะมีท้ังทิศทางของ
ช้ินงานทไ่ี หลไปในทิศทางเดียวกนั และตรงกันขามกบั ทศิ ทางของแรงทีก่ ระทํา
รูปท่ี 4.21 การขนึ้ รูปแบบอดั ไหลโดยออ ม (ชลิตตแ ละคณะ, 2544)
การขึ้นรูปโลหะ 91
(ก) (ข)
(ค)
รปู ท่ี 4.22 ลักษณะของการอัดไหลโดยใชแรงกระแทก (ชลิตตและคณะ, 2544)
4.1.4 การผลติ ทอแบบมตี ะเขบ็ (Electric resistance welding)
เปนกรรมวิธกี ารผลติ ทอ ที่ทําไดโดยการเชื่อมมวนโลหะแผนท่ีรอนใหมีพื้นที่หนาตัดเปน
วงกลม วิธีการเช่ือมท่ีพบโดยท่ัวไปในการผลิตทอมีอยู 2 แบบคือ การเช่ือมแบบตอชน (Butt
welding) และการเชื่อมแบบเกย (Lap welding)
รปู ที่ 4.23 วิธกี ารผลิตทอโดยการเชือ่ มแบบตอชนดวยวธิ ี Bell drawing (Wakil, 2002)
ก. การเชื่อมแบบตอชน (Butt welding) เปนการนําโลหะแผนที่รอนมามวนเปน
ทรงกระบอก แลวดึงผานหัวเชื่อมที่มีลักษณะเปนรูประฆัง (Welding bell) ดังแสดงในรูปที่
92 การขึ้นรูปโลหะ
4.23 จากน้ันจะนําทอท่ีไดไปผานการดัดกับลูกกล้ิงเพื่อปรับขนาดใหมีความเท่ียงตรงขึ้น และ
นําไปเขาสูกระบวนการตกแตงผิวสําเร็จเพื่อใหไดทอท่ีมีผิวสะอาดและราบเรียบ วิธีการเช่ือม
แบบตอชนนี้สามารถทําใหตอเน่ืองได โดยการใชชุดลูกรีดในการเชื่อม วิธีการคือนําโลหะแผน
ผานเขาเตาเผาจนมีอุณหภูมิที่สามารถเช่ือมติดกันได จากนั้นแผนเหล็กท่ีรอนจะผานเขาไปใน
ชุดลูกรีดเพ่ือทําการมวนขึ้นรูปเปนทอ โดยการทําใหรอยตอชนของแผนเหล็กมวนเชื่อมติดกัน
ดังแสดงในรปู ที่ 4.24
รูปที่ 4.24 วธิ กี ารผลติ ทอ โดยการเช่ือมแบบตอ ชนดวยวธิ ีการแบบตอเนื่อง (Wakil, 2002)
นอกจากน้ี การเชื่อมแบบตอชนอีกลักษณะหนึ่งท่ีคลายกันเรียกวา Electric butt
welding ดังแสดงในรูปท่ี 4.25 ซ่ึงโลหะแผนจะถูกนํามามวนใหมีลักษณะเปนทอโดยใชชุดลูก
รีดเชนเดียวกับการเช่ือมแบบตอชน แตตางกันท่ีในการเช่ือมแบบ Electric butt welding จะ
ใชชดุ อิเลก็ โทรดที่มีลักษณะเปนลูกรีดตอเขากับข้ัวไฟฟาท่ีทําหนาท่ีจายกระแสไฟฟา ติดตั้งเขา
กับชวงปลายของชุดลูกรีด ทําใหเกิดความรอนขึ้นที่รอยตอ และเกิดการหลอมละลายจนเชื่อม
รอยตอ เขาหากัน
รูปที่ 4.25 วธิ กี ารผลติ ทอ โดยการเชื่อมแบบตอ ชนดวยวธิ ี Electric butt welding
(Wakil, 2002)
การขึ้นรูปโลหะ 93
ข. การเชื่อมแบบเกย (Lap welding) เปนการนําโลหะแผนที่รอนมามวนข้ึนรูปเปน
ทรงกระบอกในชดุ ลกู รดี โดยใหร อยตอของโลหะแผนอยูในลักษณะซอนทับกันเล็กนอย จากน้ัน
นําโลหะแผนที่ขึ้นรูปแลวไปใหความรอนอีกครั้ง แลวจึงนําไปผานชุดลูกรีดเพ่ือทําการเช่ือม
รอยตอใหติดกัน โดยรอยตอเกยจะตองทํามุมเอียงกับลูกรีดเช่ือม ซ่ึงในขณะการเช่ือมจะมีการ
สอดแกนบังคับขนาด (Mandrel) เขา ไปในทอเพอ่ื ปรับขนาดของทอ ตามตอ งการ ดังแสดงในรูป
ท่ี 4.26
รปู ท่ี 4.26 วิธกี ารผลติ ทอโดยการเชือ่ มแบบเกย (Wakil, 2002)
รูปที่ 4.27 วธิ ีการผลิตทอแบบไรตะเข็บโดยการรีดแบบแทงทะลุ (Wakil, 2002)
4.1.5 การผลติ ทอ แบบไรตะเข็บ (Piercing)
เปนกรรมวิธีการรีดแบบแทงทะลุ ซ่ึงใชลูกรีดทรงกรวย 2 ตัว ที่มีมุมเอียงประมาณ 6
องศา รีดแทง โลหะทรงกระบอกที่ผานกระบวนการใหความรอนมาแลว โดยลูกกล้ิงจะหมุนไปใน
ทิศทางเดียวกันเพ่ือบีบ (Squeezing) และดันนูน (Bulging) เพ่ือเปดแนวศูนยกลาง ใน
ระหวางการรีดจะมีการสอดแกนบังคับแทง (Piercing mandrel) ที่ตําแหนงจุดศูนยกลางของ
แทงโลหะ เพอื่ ทาํ ใหเกิดความเคนดึงจนเกิดเปนรูกลวงข้ึนภายในแทง ดังแสดงในรูปที่ 4.27 ซ่ึง